คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2020 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอน 5 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  6  ธันวาคม  2020

 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”  ตอน 5

โดย  นคร   เวชสุภาพร

 

ในปัจจุบัน มนุษย์ทั้งโลก กำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากอย่างมากมาย เราก็รู้กันอยู่แล้ว ความวิตกกังวล ความบีบคั้น ความกลัว ปกคลุมไปทั่วโลกเลย ทั้งกลัวไวรัส 19 ผลกระทบจากไวรัส 19 ไม่ใช่แค่นั้น ทั้งการกินการอยู่จะทำอะไรกิน จะอยู่อย่างไร? ถ้าโรคภัยไข้เจ็บมา จะสู้อย่างไร? ไม่ใช่โรคไวรัส 19 อย่างเดียว มันยังมีไวรัสนับไม่ถ้วน แถมโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่เป็นเชื้อโรค ก็ยังมีอีกนับไม่ถ้วนที่การกินการอยู่มันผิดเพี้ยนไปหมด เพราะว่าคนมันเยอะขึ้น ความแตกแยกกัน การทะเลาะวิวาท ความเห็นแก่ตัวของผู้ที่เรียกว่าคน เพราะคน แปลว่าความวุ่นวาย

เคยเอาน้ำตาลใส่ลงไปในน้ำร้อนไหม? เราต้องทำอะไร? เราต้องคน  … คนแปลว่าอะไร?  ทำให้มันยุ่งๆ สิ ให้มันวุ่นวาย จากมนุษย์เลยกลายเป็นคน คนยิ่งเยอะเท่าไร มันก็ยิ่งยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น สมัยก่อนอาจจะมีพันล้านคน ก็ยุ่งแค่พันล้าน ตอนนี้มี 7,000 ล้าน มันยุ่งมากขึ้นทุกๆ วัน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร? อยู่บนความหวาดกลัว ความรุนแรง ความไม่แน่นอนของชีวิตหรือ?  เพราะฉะนั้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ มันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าไปหวังว่ามันจะดีขึ้น มันอาจจะดีขึ้นของโควิด แล้วอย่างอื่นล่ะ คนมีน้อยลงไหม? บางคนก็ดีใจว่าตอนนี้น้อยลง เพราะเป็นโควิดเสียชีวิต ไม่จริงหรอก เดี๋ยวมันก็เยอะมาอีก เพิ่มมากกว่าลดน้อยลง

เพราะฉะนั้น ซีรี่ย์การบรรยายในชุดนี้ คือชุดที่ชื่อว่า “มั่นคงไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”  จึงเป็นเหมือนการเตือนจากพระเจ้า ที่มีมาถึงมนุษย์ทุกคน ต้องบอกว่าทุกคน ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ไม่ว่าจะรู้จักพระเยซูหรือไม่รู้จักพระเยซูก็ตาม ข่าวสารนี้มาถึงมนุษย์ทุกคน  ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ความทุกข์ยากลำบากขณะนี้ มั่นคงไม่หวั่นไหว  ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ในช่วงเวลานี้จึงถือเป็นข่าวดีสำหรับพวกเราทุกคนด้วยซ้ำไป  ที่ผู้คนกำลังสับสน กำลังหาทางออก หาที่พึ่ง และเราได้เรียนรู้เรื่องนี้มาด้วยกันแล้ว 4 ตอน วันนี้เป็นตอนที่ 5 ทำไมต้องละเอียดขนาดนี้  ก็ละเอียดอย่างที่ตะกี้นี้บอกว่ามันไม่ใช่ความทุกข์ยากลำบากแค่นี้  มันอาจจะมีมากกว่านี้อีก

หลายสำนักเขาวิเคราะห์มาว่าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง  ปีหน้าผลกระทบของโควิด 19 จะรุนแรงของจริงแล้ว ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอก จริงหรือไม่จริงอย่างไรแล้วแต่ แต่เราเตรียมตัวไว้ก่อน สำหรับพระเจ้าแล้ว ให้ลูกของพระองค์เตรียมตัวอยู่เสมอ ตลอดเลย เพราะโลกนี้ มันเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากเป็นเรื่องธรรมดา  เพราะมันเสียหายไปแล้ว

พระเจ้าได้เตือนคนที่ยังไม่เชื่อ คนที่ยังไม่ได้รับความรอด ในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระองค์ทรงส่งมา เพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ โดยเตือนผ่านทางเปาโล ให้ผู้ที่ยังไม่เชื่อเหล่านั้น ได้ตัดสินใจเชื่อซะ ย้ายออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่ความสว่างซะ ย้ายจากการพึ่งตนเอง มาสู่อ้อมกอดของพระเจ้า พระองค์จะเข้าไปช่วยเหลือท่าน ซึ่งเป็นการเตือนจากเปาโล โดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า สำแดงออกมา เตือน ด้วยความรัก ห่วงใย จนขนาดน้ำตาไหลเลย

เวลาเปาโลเขียนสิ่งเหล่านี้ เปาโลบอกว่าทำโดยวิญญาณ ทำจากข้างใน ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ฟีลิปปี 3:17-21 ที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว เรามาดูกันว่าพระเจ้าได้เตือนเราอย่างไร? เตือนทั้งคนที่ยังไม่เชื่อ และเตือนคนที่เชื่ออย่างไรบ้าง?

ฟีลิปปี 3:17-21 “17 พี่น้องทั้งหลาย จงร่วมกันทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า และเลียนแบบ ผู้ที่ดำเนินชีวิต ตามแบบอย่างที่เราได้ให้ท่านไว้ 18 เพราะว่าดังที่ข้าพเจ้าเคยพร่ำเตือนท่าน และบัดนี้ ก็เตือนอีกด้วยน้ำตาว่ามีหลายคนที่ใช้ชีวิตอย่างเป็นศัตรู ต่อไม้กางเขนของพระคริสต์ 19 ปลายทางของพวกเขา คือความพินาศ  พระของเขา คือกระเพาะ เขาภูมิใจในสิ่งที่ควรอับอาย ปักใจอยู่แต่กับสิ่งฝ่ายโลก 20 แต่เราเป็นพลเมืองสวรรค์ และเราเฝ้ารอคอย พระผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์ คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า 21 พระองค์จะทรงเปลี่ยนกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงพระเกียรติสิริของพระองค์  โดยฤทธานุภาพที่สยบทุกสิ่งไว้ใต้อำนาจของพระองค์”

 

ในข้อ 18-19 เตือนบรรดาผู้คนที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ยังช่วยเหลือตัวเองอยู่ ยังพยายามด้วยตัวเองอยู่ เตือนไว้ว่าปลายทางของคนที่ยังไม่ได้ความรอด คือความพินาศ … พินาศ คือไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีพระเจ้า พินาศตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ จนกระทั่งถึงหลังความตาย อย่างที่ผมบอกแล้วว่าเตือนด้วยน้ำตา นึกถึงข่าวสารที่มาจากพระเจ้า  พระเจ้ารักท่านมาก ดั่งที่พระคัมภีร์บอกท่านว่าทรงรักท่านมากมาย ดั่งแก้วตาดวงใจเลย รักมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงบนโลกใบนี้  พระองค์ทรงต้องการให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอดจากพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ทรงส่งมาช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความพินาศ พระองค์รักมนุษย์ทุกคน

เพราะฉะนั้น กำลังจะบอกท่านว่าพระเจ้าเตือนแล้วเตือนอีก เตือนท่านแล้ว สำหรับเราเอง เราก็ระลึกถึงญาติพี่น้อง ผู้คนรอบข้างเรา ที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ยังอยู่บนโลกใบนี้ ยังแสวงหาสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้อยู่ ซึ่งในนี้บอกว่ามันเป็นเรื่องอับอาย ปักใจอยู่แต่กับเรื่องของฝ่ายโลก ลาภ ยศ สรรเสริญ พึ่งพาตนเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ ให้ท่านถ่อมใจลง  พระคัมภีร์บอกมาชิมพระผู้ช่วยให้รอดดู แทนที่จะสู้อยู่คนเดียว เผชิญโควิดและผลของโควิดที่กำลังเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด ด้วยความกลัวอะไรต่างๆ นานา อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้น แทนที่จะเผชิญสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวท่านเองคนเดียว ลองให้พระเจ้า มาช่วยท่านไหม?

อัญเชิญ หรือว่าเชิญพระองค์เข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายของท่านไหม? เรียกว่ารับเชื่อ นี่พระเจ้าเตือนท่านแล้ว

บางคนอาจจะถามว่า … “แล้วจะเชิญอย่างไร?”

ง่ายนิดเดียว พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนี้ พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 นี่คือข่าวดี  และใครที่เชื่อในข่าวดี เชื่อแค่นี้เองว่ามันเป็นจริง  พระเยซูได้กระทำอย่างนั้น  เพื่อฉันแล้วจริงๆ พระคัมภีร์ในโรม 10:9-10 บอกว่าเพียงแต่ผู้นั้นเชื่อ และพูดด้วยปากว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เชื่อด้วยใจว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 แค่นี้เอง คนนั้นก็ได้รับความรอด ก็เป็นผู้เชื่อ เป็นพลเมืองสวรรค์แล้ว

อย่างที่บอกว่าลองชิมพระเจ้าดู ลองเอาข่าวประเสริฐนี้ไปวิเคราะห์ดู ไม่ได้เสียอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ได้กับได้ พระคัมภีร์จึงบอกให้มาลองพระเจ้า มาชิมดูสิ แล้วจะรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ดี และรักท่านมากขนาดไหน? และท่านจะหายเหนื่อยและเป็นสุข แทนที่ท่านจะสู้คนเดียว

สำหรับข้อที่ 20-21 เมื่อสักครู่นี้ เป็นการแนะนำ  ไม่ต้องเตือนแล้ว เพราะว่าเป็นผู้ที่รู้จักพระเจ้าแล้ว ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดไปเรียบร้อยแล้ว ได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ก็เลยกลายเป็นพระเจ้าแนะนำลูก ให้มองไปที่ข้างหน้า  มองไปที่หลักชัย หลักชัยอยู่ที่ข้อ 21 หลักชัยของข้อที่ 20 ก็คือของเราทั้งหลายที่เป็นพลเมืองสวรรค์ เขียนให้คนที่อยู่บนโลกใบนี้อ่าน ยังไม่ตาย แต่อยู่ในสวรรค์แล้วนั่นเอง ให้ทุกคนพูดพร้อมกันว่า …

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เป็นพลเมืองของสวรรค์แล้ว”

ไม่ต้องรอตายไปก่อน เป็นแล้ว พระเจ้าเลยแนะนำผู้ที่เป็นลูกฉันแล้ว ตอนดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ให้ทำอย่างไร? ข้อที่ 21

ข้อที่ 21 “พระองค์จะทรงเปลี่ยนกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงพระเกียรติสิริของพระองค์  โดยฤทธานุภาพที่สยบทุกสิ่งไว้ใต้อำนาจของพระองค์

เป้าหมายของเราคืออะไร? เราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็เป็นลูกพระเจ้าอยู่ในสวรรค์แล้ว แต่เป้าหมายหลักชัยของเราอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ก็คือร่างกายที่อ่อนแอนี้ เมื่อมันตายไป เราจะได้รับร่างกายใหม่ที่เต็มไปด้วยพระสิริ สง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์เลย ไปอยู่ในโลกใหม่ ไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์ทรมานอีกแล้ว นี่คือหลักชัย พระเจ้าบอก …

“ลูกเอ๋ย มองไปตรงนี้เลย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้”

อยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้ากำลังนำพาลูกๆ ของพระองค์ ไปที่จุดนี้แหละ คือสันติสุขในพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ สันติสุข ความสงบสุข

การมีสันติสุขของพระเจ้า  ซึ่งเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ก็คือสภาวะที่จะทำให้ความคิดจิตใจของเราสงบ และมีความมั่นใจในความรอด ผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่เราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้วนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลให้เราไม่หวั่นไหว ไม่กลัวในสิ่งใดๆ เลย และทำให้เรามีความพึงพอใจในทุกสิ่งที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ซึ่งสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ มันอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี มันอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น มันแป๊บเดียวเท่านั้นเอง ไม่ว่าโควิดมันจะมีหรือไม่มี โควิดมันจะสิ้นหรือไม่สิ้น ผลจากโควิดมันจะแรงมากหรือแรงน้อย ดีขึ้นหรือเลวลงก็ตาม มันจะอยู่แค่แป๊บเดียวเท่านั้นเอง นี่พระเจ้าบอกเรา สิ่งเหล่านี้ ซึ่งผ่านทางเปาโล

เปาโลก็เลยแนะนำให้เรามองไปที่สิ่งที่มีแล้ว สิ่งที่เราได้รับแล้ว สิ่งที่เราเป็นแล้ว ซึ่งอยู่ในโลกวิญญาณ ซึ่งเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว โลกวิญญาณ ก็คือสวรรค์นั่นเอง หรือในพระคัมภีร์เรียกว่าเบื้องบน หรือสวรรค์ หรือโลกวิญญาณ ในเอเฟซัส 1:3 เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่บอกว่าในเบื้องบน ในโลกวิญญาณ เรามีอะไรแล้ว เราเป็นอะไร เราได้รับอะไรแล้ว

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญเทิดทูนพระเจ้า  พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า  พระผู้ช่วยให้รอดของเรา  ผู้ได้ทรงประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายในสวรรค์สถาน”

 

“ผู้ได้ทรงประทาน” แสดงว่าได้แล้ว เราได้รับแล้ว ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการในพระคริสต์ … นานัปการ คือทุกอย่าง เยอะแยะไปหมดเลย แก่เราทั้งหลายในสวรรค์สถาน ตรงนี้ ก็คือในโลกฝ่ายวิญญาณ หรือในเบื้องบน เราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว

ยกตัวอย่างที่ตะกี้นี้บอก เราเป็นลูกของพระเจ้า  นั่นคือหนึ่งในจำนวนนานัปการ พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา คือหนึ่งในจำนวนนานัปการ

อีกข้อหนึ่งใน 1 เปโตร 1:3 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 1:3 “สรรเสริญพระเจ้า  พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา  ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่  พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่  เข้าในความหวังอันยืนยง  โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์”

 

“พระองค์ได้ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่” ต้องตายไปก่อนหรือเปล่า? ต้องเรายังหายใจอยู่เลย แต่ในวิญญาณได้เกิดใหม่ มันหมายถึงตรงนั้น นี่คือพรหนึ่งในสวรรค์สถานในโลกฝ่ายวิญญาณนานัปการ ก็คือเราได้บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยผ่านทางการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

สรุปผล ก็คือเมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ ทันทีทันใดนั้น พระเจ้าให้เราได้เกิดใหม่ในโลกฝ่ายวิญญาณ เข้าไปนั่งอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้เราได้รับไปเรียบร้อยแล้ว

เราลองคิดกันดูว่าพระพรในโลกฝ่ายวิญญาณ ในสวรรค์สถาน ที่เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า มันเป็นอย่างไรบ้าง? เรามาวิเคราะห์กันหน่อย เพื่อประเมินว่าในโลกวิญญาณเรามีอะไร? เราเป็นอะไรแล้วบ้าง? ที่เราได้นั่งอยู่กับพระเจ้าแล้วตอนนี้ ในขณะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในโลกวิญญาณ …

–  เราได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว    ได้บังเกิดใหม่   อาศัยอยู่ในพระคริสต์ ก็คือเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์

–  มีชีวิตนิรันดร์   ชีวิตของพระเยซูคริสต์เป็นชีวิตของเรา   คำว่า “ชีวิตนิรันดร์” ไม่ได้หมายถึงชีวิตไม่มีการตายอีกต่อไป แต่ชีวิตนิรันดร์นี้ หมายถึงชีวิตที่มี DNA มีลักษณะชีวิตที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกันกับชีวิตของพระเจ้า เรียกว่าชีวิตนิรันดร์ เขาเรียกว่าพระลักษณะของพระองค์ เรียกว่าชีวิตนิรันดร์ เราได้รับชีวิตของพระเจ้า คือชีวิตนิรันดร์เข้ามาแล้ว  เรามีแล้ว เราเป็นแล้ว

–  เรามีพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา  จูงมือเราเดิน  ทุกเสี้ยววินาที  ผ่านโควิด ไม่โควิด ต่อให้มีอะไรก็ตาม พระเจ้าก็สถิตอยู่กับเรา เดินอยู่กับเราตลอดเวลา ในขณะนี้ ไม่ว่าเราจะหลับหรือจะตื่น พระเจ้าก็สถิตอยู่กับเรา เรามีแล้ว เราเป็นแล้ว ให้เรารับรู้สิ่งนี้

–  เรามีมรดกร่วมกับพระเยซูคริสต์      พระคัมภีร์บอกเราเป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์     มีมรดก คือเราจะครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์นิรันดร์กาล

–  เราเป็นผู้ชอบธรรม   เป็นธรรมิกชน   เราบริสุทธิ์   สะอาด   ปราศจากบาป   ไม่มีที่ติเลยแม้แต่นิดเดียว สะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระเยซู เราได้รับมาฟรีๆ เลย

–  เราเป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาท อยู่ในครอบครัวของพระเจ้า ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เราเป็นสมาชิก เป็นลูกคนหนึ่งที่อยู่ในครอบครัวของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงรักเท่าๆ กันกับพระเยซูเลย เราเป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาท อยู่ในครอบครัวของพระเจ้ามีพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเป็นพ่อ เหมือนพระเยซู

–  พระเจ้ารักและโปรดปรานเราดั่งแล้วตาดวงใจของพระองค์เหมือนพระเยซูคริสต์

–  เราเป็นแสงสว่างเหมือนพระเยซูคริสต์   พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง   พระเยซูเป็นความสว่าง เราก็เป็นความสว่าง

–  เรากำลังนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน          มีสิทธิอำนาจสูงสุดในโลกฝ่ายวิญญาณ ในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์

–  และเรากำลังรอร่างกายใหม่  มาแทนร่างกายที่อ่อนแอลงทุกวันนี้  ที่เดี๋ยวก็ไม่สบาย  เดี๋ยวก็วิตกกังวล  เดี๋ยวก็กลัว  เดี๋ยวก็ต้องกินข้าว  เดี๋ยวก็ปวดท้อง  เดี๋ยวก็เหนื่อย อะไรก็ไม่รู้  ร่างกายที่อ่อนแอ เห็นภาพไหม? เรากำลังรอรับร่างกายใหม่ เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซู ตอนที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  จงมองไปที่สิ่งเหล่านี้  นี่คือหลักชัยของเรา

และรอโลกใหม่ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาใหม่มาแทนโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ ที่มันวุ่นวายไปหมด ที่มันเละเทะ ต้นไม้ที่กินไม่ได้ ก็ขึ้นดีเหลือเกิน ต้นไม้ที่จะกิน ปลูกแทบตาย ก็ไม่ยอมขึ้น วุ่นวายไปหมด เดี๋ยวอากาศก็เสีย ตรงโน้นก็แย่ แต่โลกใหม่จะเข้ามา  และสรรพสิ่งที่อยู่ในโลก จะถูกสร้างใหม่หมด สัตว์ดุร้ายทั้งหลาย ก็เป็นมิตรกับเราตลอด  เป็นเพื่อนของเรา

เราลองคิดดู เรากำลังรอสิ่งเหล่านี้ เห็นภาพไหมว่าสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เราเป็นอยู่แล้ว เมื่อเราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ย้อนกลับไปอีกทีหนึ่งสำหรับคำเตือน ผู้ที่ยังไม่เชื่อในเรื่องนี้ ที่ท่านกำลังเฝ้าต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ด้วยสติปัญญาตนเอง ด้วยกำลังของตนเอง กำลังแสวงหาที่พึ่ง แสวงหาทางออก นี่แหละคือทางออก ไม่ใช่ทางออกเฉพาะว่าความลำบากในเรื่องโควิด การกินการอยู่เท่านั้น แต่ไปถึงทางออกถึงชีวิตหลังความตายด้วย ท่านเห็นไหม และสามารถพิสูจน์ได้เดี๋ยวนี้เลย ไม่ใช่มาเชื่อพระเยซูแล้ว รอตายก่อน จึงจะได้รับ ไม่ใช่เลย มาเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ได้รับเดี๋ยวนี้เลย พระเจ้าจึงบอกให้มาชิมพระองค์ ถ้ามันเป็นจริง ท่านเชื่อในพระองค์ปุ๊บ ท่านจะได้ประสบการณ์อย่างที่ตะกี้นี้พูดมาทั้งหมดเลย ประสบการณ์ในการเป็นลูกของพระเจ้า ประสบการณ์ที่พระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน จูงมือท่านเดินผ่าน ในแต่ละวันๆ ประสบการณ์ในการบังเกิดใหม่ ความหวังใหม่ ประสบการณ์ในการเป็นผู้ชอบธรรม เป็นคนชอบธรรม เป็นคนดีงาม เป็นคนบริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นคนบาป  ไม่ต้องชดใช้บาปอีกต่อไป  ท่านจะได้รับประสบการณ์เหล่านี้ทันที เดี๋ยวนี้ บนโลกใบนี้

ท่านจึงมั่นใจว่านี่ใช่แน่นอน เพราะฉะนั้น หลังความตาย ฉันก็สบายแน่นอน เพราะพระคัมภีร์ก็พูดไว้เช่นเดียวกัน พระคัมภีร์พูดว่าที่ได้รับก่อนที่จะตายบนโลกใบนี้  เป็นเหมือนมัดจำ โดยผ่านทางพระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เปิดใจแค่นี้เองง่ายๆ คือถ่อมใจลง หยุดความเย่อหยิ่ง ที่จะช่วยเหลือตัวเองด้วยตัวเอง พอแล้ว มันเหนื่อยมาก มนุษย์ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  เพราะฉะนั้น แค่เปิดใจ แล้วก็ต้อนรับข่าวดีนี้ ต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เพื่อจะได้รับประสบการณ์เหล่านี้ทั้งหมด ตั้งแต่วินาทีที่ท่านเปิดใจต้อนรับเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงแนะนำเราว่าให้เรามีความชื่นชมยินดี พึงพอใจ มีความสุข มีความหวังในสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นแล้ว ได้รับเรียบร้อยไปแล้ว ที่ตะกี้นี้เราได้ลองวิเคราะห์กันดู ได้รับ ได้เป็นอะไรกันบ้าง? ให้เราชื่นชมยินดีและพึงพอใจ และเฝ้ามอง จดจ่อ จดจำจนขึ้นใจ ถึงสิ่งเหล่านี้ ให้มันเหมือนเป็นสิ่งของที่สามารถจับต้องมองเห็นได้ แบบวัตถุเลย เหมือนที่เราจับต้องมองเห็นโฉนดที่ดิน ที่เราเป็นเจ้าของ เราไม่เห็นตัวที่ดินหรอก เรารู้ว่าเป็นของเราแน่นอน เพราะเราเห็นโฉนดที่ดินที่เราใส่ในเซฟ บางทีเราลืมไป ไม่ค่อยมั่นใจ ถ้าใครไม่มั่นใจ ก็ไปเอาออกจากเซฟมา แล้วก็แปะไว้ที่หน้ากระจก ทุกเช้า ทุกวันก็จะเห็นว่าโฉนดนี้เป็นของชื่อเรา  เราก็มั่นใจ เราไม่ได้เห็นตัวจริงๆ แต่เราพุ่งไปที่นี่ พูดกับตัวเองว่าเรามีที่อยู่ที่นี่ๆ

เหมือนขณะนี้ที่โบสถ์เรา มีที่ดินอยู่ที่หนึ่ง เกือบๆ 3 ไร่ กำลังจะสร้างพระนิเวศน์ของพระเจ้า สร้างอาคารแห่งใหม่ ซึ่งมีผู้ถวายมา ตอนนี้โอนมาเป็นของมูลนิธิฯ คริสตจักรเรียบร้อยแล้ว ได้นำเอาโฉนดมาขึ้นสไลด์ให้สมาชิกได้เห็น หลายคนได้เห็นแล้ว ทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่นั่น บางคนเริ่มถวายทรัพย์กันเข้ามาเยอะแยะมากมาย หลายล้านแล้ว เราต้องใช้เงินอีกจำนวนหลายล้านบาท ในการไปสร้างอาคารใช้สอย บนที่ดินนี้ คนที่ถวายทรัพย์ คนที่ให้เงินเรามา ร่วมไปก่อสร้างยังไม่ได้เห็นที่ดินเลย ไม่ได้เห็นตัวจริง แล้วถวายทำไม? เพราะว่าเห็นโฉนดแล้ว เท่ากับท่านรู้สึกว่าใช่ มันมีจริงๆ

นี่แหละ ลักษณะเดียวกัน เราอยู่ในโลกวิญญาณ พระเจ้าบอกเราในโลกวิญญาณมีอะไรบ้าง? เราเป็นลูกของพระเจ้า  เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า เหมือนที่ตะกี้นี้เราพูด เราได้รับพระพรนานัปการในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว เรามองไม่เห็น  แต่พระเจ้าบอกว่ามองดูสิ โฉนด คือข้อความในพระคัมภีร์ ที่พระเจ้าเขียนไว้อย่างนี้ว่าเราเป็นลูกพระเจ้า เราบังเกิดใหม่แล้ว ให้เรามีความเชื่อ เหมือนที่ตะกี้นี้ เรามีโฉนดที่ดินอยู่ ไม่เห็นตัวจริง แต่ทำท่าทำทางเหมือนเลย ไปที่ไหน …

“ที่โบสถ์ กำลังก่อสร้างบนที่ดิน 3 ไร่แล้ว ขอบคุณพระเจ้า กำลังก่อสร้างอยู่ ฉันก็ร่วมไปด้วย”

“แล้วเธอไปเห็นที่ดินหรือยัง?”

“ยัง”

“เห็นอะไร?”

“เห็นโฉนด” เหมือนกัน

“ไหนบอกเป็นลูกพระเจ้า บังเกิดใหม่แล้วไง พระเจ้าสถิตอยู่แล้วไง เห็นหรือ?”

“ไม่เห็น แต่มีโฉนดอยู่ คือพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับฉัน และฉันอ่านในพระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้น” เอเมน   เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ให้เราทำเหมือนกับที่โบสถ์กำลังทำ ตอนนี้โบสถ์กำลังทำอะไรรู้ไหม? บางคนยังไม่เห็นที่ดิน หรือไปเห็นมาครั้งเดียวก็ตาม ตอนที่เห็น ยังไม่ได้เป็นของเราเลย ยังไม่ได้โอนชื่อมา ตอนนี้โอนชื่อมาแล้ว ตั้งแต่โอนชื่อมา เรายังไม่เห็นเลย  เห็นแต่โฉนดว่าชื่อเป็นของมูลนิธิฯ แล้ว  แต่ทั้งหมดที่ไม่เห็น รวมทั้งเห็น กำลังบากบั่นมุ่งไปสู่ที่ดินนี้ ทุ่มเงิน ทุ่มแรง ทุ่มกายออกแบบก่อสร้าง อะไรต่างๆ ไปที่นี่หมดเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็น เหมือนกัน เราผู้เชื่อทั้งหลายที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เรากำลังบากบั่น วิ่งไป โน้มตัวไป จดจ้อง จดจ่อ ไม่กระพริบตาเลย เพื่อไปรับรางวัลเพิ่มเติม ได้ที่ดินแล้ว จะไปก่อสร้าง เดี๋ยวพระเจ้าก็นำเงินมา แล้วก็ก่อสร้างสถานที่แห่งใหม่ ให้เราได้ใช้สอยที่โน้น เอเมน

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว ให้เรามุ่งไป โน้มตัวไป  จดจ่อ ไม่กระพริบตาไปที่รางวัลเพิ่มเติม คือร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เราจะได้รับเมื่อวันที่จากโลกนี้แล้วไง เอเมน โน้มตัวไปตรงนี้เลย ไม่สนใจใครทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อรู้ความจริงอย่างนี้แล้ว เราก็น่าจะปฏิบัติตัว ประพฤติตัวให้มันสมกับที่ได้รับ ได้มีสิ่งเหล่านี้แล้ว ถูกไหม? คือชื่นชมยินดีมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ ขอบคุณพระเจ้า อีกปีกว่าเราก็จะย้ายไปอยู่ที่ดินของเราเอง ไม่ต้องย้ายไปย้ายมาอีกแล้ว ขอบคุณพระเจ้า เหมือนกัน อีกไม่กี่ปีเอง ฉันก็จะย้ายบ้าน โลกใบนี้ไปอยู่ในสวรรค์สถาน จบซะที หายเหนื่อยและเป็นสุขสักที ขอบคุณพระเจ้า มันเหมือนกันไม่มีผิดเลย แล้วถ้าเราทำได้ตลอดเวลา มันเกิดอะไรขึ้น ทุกเสี้ยววินาที มันก็เหมือนกับที่เรากำลังจะย้ายไปสู่ที่แห่งใหม่  เมื่อ 2 เดือนก่อน ตอนที่ฝนตกหนักๆ ตอนที่พายุแรงๆ หลังคารั่ว น้ำลงมาเต็มไปหมดเลย  อาจารย์นำขึ้นไปซ่อม หลังคาแตก ร่วงเกือบตกลงมา แต่ท่านก็เฉย มาบอกพวกเรา พวกเราก็เฉย ไม่ใช่เฉย เพราะไม่เห็นใจ หมายความว่าเฉยว่ามันรั่วแล้ว ไม่ซ่อมแล้ว ช่างมัน เอาเท่าที่ทำได้ ปะๆ ไปก่อน แมววิ่ง 2-3 วันก่อน วิ่งโครมเลย ฝ้าหล่นลงมา เราก็หัวเราะ แหะๆ ถ้าเผื่อตอนสมัยยังไม่มีที่ดิน  เราก็ไปซ่อม ต้องใช้ต่อ  แต่ตอนนี้เรามีที่ใหม่แล้ว เรากำลังมุ่งไปสู่หลักชัยแล้ว เพราะฉะนั้น มันจะร่วงลงมา เอาอะไรปะๆ มันไว้ก่อน อะไรมันร่วงๆ ช่างมัน ใช้มันไปก่อน ใช่หรือไม่ใช่ มันจะอยู่เพียงชั่วคราว แป๊บเดียวเอง เรามีที่ถาวรของเราแล้ว  เพราะฉะนั้น ขอบคุณพระเจ้า สำหรับหลักชัยนั้น ให้เราชื่นชมยินดีด้วยวิธีใด เวลาเราชื่นชมยินดีในพระเจ้าตลอดเวลา เราก็จะมีชีวิตอยู่ให้เป็นไปด้วยกันกับความเป็นจริงนั้น ก็คือเราก็จะเริ่มฉายแสงสว่าง ในวิญญาณของเราออกมา คือสำแดงพระเยซูคริสต์ออกมา จากชีวิตของเรา นึกภาพออกใช่ไหม? เพราะเราเห็นเป็นความจริงแล้ว เราจับต้องมองเห็นได้ เราปฏิบัติตัวทุกอย่างเลย เหมือนเราเป็นแล้วทั้งนั้น เพราะมันเป็นแล้วจริงๆ เราก็จะฉายแสงสว่าง ให้ความรักแบบพระเจ้าออกมาจากข้างในวิญญาณของเรา ในใจของเรา ซึ่งเป็นความรักที่พระเยซูบอกว่ารักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตัวเอง เพื่อนบ้าน คือมนุษย์ทุกคน บนโลกใบนี้ ที่เราเจอ เจอใคร ก็คือเพื่อนบ้านเราทั้งนั้น พระเยซูกำลังบอกว่าจงรักมนุษย์ทุกคนที่ท่านเจอ

ท่านจะไปรักมนุษย์ที่อยู่ป่า อยู่เขา ที่ไม่เคยเห็นหน้า ไม่มีโอกาสได้สำแดงความรักกับเขา แต่ท่านจะมีโอกาส สำแดงพระเยซูคริสต์ ความรักแบบพระเยซูออกมาจากใจของท่าน  ก็ต่อเมื่อท่านเจอกับใครบนโลกใบนี้ นั่นแหละ เพื่อนบ้านของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนบ้านของท่าน ที่เขากำลังตกทุกข์ได้ยาก กำลังลำบาก นั่นแหละ  พระเยซูบอกเพื่อนบ้านของท่าน ที่ท่านจะต้องรักเขาอย่างมากมาย เพราะว่าความรักนั้น เป็นความรักของพระเยซูคริสต์

มีความชื่นชมยินดีในสิ่งที่มีแล้ว เป็นแล้ว มันก็สบายใจแล้ว มันก็เริ่มฉายแสงข้างในออกมา เริ่มจากการฉายแสงสว่าง เป็นเหมือนพระเยซูออกมา เป็นผู้ให้ เป็นผู้อภัย แบ่งปัน ช่วยเหลือ แจกจ่าย ด้วยความรักที่บริสุทธิ์จากข้างในออกมา ไม่ใช่จะพยายามจากข้างนอกว่า …

“เขาสอนว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เลย ไม่มีใครมาบังคับให้ฉันทำ ไม่มีใครมาบังคับให้ฉันรักเขา ไม่มีใครมาบังคับ มาสอนฉันว่าฉันต้องถวายสิบลด ต้องถวายทรัพย์ สร้างโบสถ์ ไม่มีใครมาบอกเลย แต่ฉันทำออกมาจากข้างใน”

เห็นไหม?  จงถวายด้วยใจของท่าน ที่เตรียมจากใจ ไม่ใช่จากภายนอก ไม่ใช่จากกฎระเบียบ จากประเพณี แต่จากข้างใน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมีความอิสระ ไม่ติดยึดกับสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้อีกแล้ว เพราะรู้ว่าหลังคามันจะรั่ว น้ำจะหก ห้องน้ำจะกดไม่ลง มันอยู่ชั่วคราว มันไม่ได้อยู่นิรันดร์ ที่นิรันดร์ เรามีห้องน้ำทำเป็นทองเลย รออยู่ ตรงนี้อยู่ชั่วคราว แป๊บเดียว เดี๋ยวหมดสัญญาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้ว ร่างกายบนโลกใบนี้ก็เหมือนกันอีกไม่นาน อยู่เพียงชั่วคราว เดี๋ยวก็ไปแล้ว เราก็จะไม่ติดยึดกับสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ซึ่งทำให้เกิดความกระวนกระวาย และความทุกข์นั่นเอง มันก็หลุดพ้นจากการไปติดยึดกับบนโลกใบนี้ อย่างที่ย้ำมาตลอดว่าเคล็ดลับของความมั่นคง ไม่หวั่นไหวท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ก็คือความพึงพอใจในทุกสิ่งที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งมันอยู่แค่ชั่วคราว แต่ของถาวรนิรันดร์นั้น เราได้รับเรียบร้อยแล้ว เรามีหมดเลย เยอะแยะมากมาย เทียบกันไม่ติดเลย

ซึ่งเคล็ดลับนี้ ได้ถูกเปิดเผย โดยเปาโล ผู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับแล้วว่าท่านได้เผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ในทุกรูปแบบ ทุกสถานการณ์แล้วจริงๆ มีประสบการณ์ เปาโลไม่ได้สอนเพียงแค่คำพูด แต่ใช้ชีวิตของตนเอง เป็นตัวอย่างในเรื่องต่างๆ ว่าเปาโลได้ประสบการณ์ที่จุดพีกสุด สูงสุดเลย ดีสุดและก็แย่สุด บนสุด และล่างสุด เปาโลผ่านมาหมดแล้ว เปาโลจึงบอกว่าเป็นเคล็ดลับที่นำพาตัวท่านเองผ่านประสบการณ์เหล่านั้น ผ่านความทุกข์ยากเหล่านั้นมาได้ ถูกหินขว้างจนตาย ต่ำสุดใช่ไหม? แล้วก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ ตายจริงๆ แล้วถูกขังในคุก ถูกเฆี่ยน เจ็บปวดจริงๆ ต่ำสุดๆ เลย แต่มาสูงสุดๆ คือ พระเจ้าทำการอัศจรรย์ผ่านทางเปาโล ผู้คนยกเปาโล นึกว่าเป็นพระเจ้า พาไปเลี้ยงอะไรต่างๆ นี่สูงสุด แต่ไม่ว่าจะสูงสุด หรือต่ำสุด เปาโลก็บอกว่าข้าพเจ้ารู้วิธีที่จะเผชิญกับมัน เป็นเคล็ดลับ สูงสุด ก็ไม่เหลิง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ต่ำสุด ก็ไม่หมดความหวัง ต่ำสุด ก็รู้ว่าพระเจ้าอยู่ด้วย พาผ่านไปได้ด้วยดี

เพราะฉะนั้น เคล็ดลับเราจึงมาเรียนรู้กัน ฟีลิปปี 4:13 ซึ่งได้พูดถึงเคล็ดลับหนึ่งของเปาโลว่าถ้าทำอย่างที่เปาโลสอน เราจะได้รับตรงนี้ แต่ก่อนที่จะไปพูดถึงเคล็ดลับนี้ จะกระโดดมาที่ตรงนี้ก่อน  เพราะอยากให้ทราบรายละเอียดของข้อนี้ก่อน เราจะคุ้นหูมาก และคุ้นหูในลักษณะที่เข้าใจกันผิดเยอะ เลยเอามาแก้ไขตรงนี้ก่อน แล้วค่อยไปดูตรงเคล็ดลับจริงๆ ว่าเปาโลสอนให้เราทำอะไร? ถึงจะได้ความพึงพอใจ ได้สันติสุขตรงนี้

ฟีลิปปี 4:13 “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้  โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า

 

ถามว่าทำไมถึงเน้นข้อนี้ก่อน เพราะรู้ว่าทุกคนจำได้ หลายคนท่องเลย ใช่ไหม? ผมก็จำได้ …

“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังแก่ข้าพเจ้า”

“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างได้” แถมยกมือแบบชัยชนะด้วยใช่ไหม? ถ้าใช่ ฟังทางนี้ ฟังแล้วคุ้นๆ กับข้อพระคัมภีร์นี้ใช่ไหม? แต่ท่านคิดว่าท่านเข้าใจถูกไหม? ในอดีต หรือแม้กระทั่งตอนนี้ พอพูดถึงถ้อยคำนี้ ท่านนึกถึงอะไร?

พระคัมภีร์ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งข้อ ที่ได้ถูกนำไปใช้แบบผิดๆ เยอะมาก จึงเน้นตรงนี้ ข้อนี้ก่อน ทั้งใช้สอน หนุนใจ  สอนให้ทำ  สอนให้คิด ให้ฝัน อย่างเช่น พวกการ์ดอวยพรคริสเตียน จะมีถ้อยคำอย่างนี้เต็มไปหมดเลย การ์ดอวยพรวันเกิดก็มี การ์ดแสดงความยินดีในโอกาสต่างๆ ก็มี อย่างเช่น แสดงความยินดีในโอกาสได้รับงานใหม่ ก็มี จบการศึกษาก็มี ทำธุรกิจ เปิดกิจการใหม่ ก็มี ส่งการ์ดอย่างนี้  แม้กระทั่งการ์ดอวยพรแต่งงานยังมีเลย “ข้าพเจ้าสามารถทำทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” นี่ไง ในที่สุด ก็ได้แต่งงานแล้ว อธิษฐานมาตลอดเลย จนได้ และทุกวันนี้ ก็ยังมีคนหนุนใจ แบบนี้ ด้วยถ้อยคำนี้อีกเยอะ

ปัญหา คือพระคัมภีร์ข้อนี้ เมื่อถูกแยกนำไปใช้เดี่ยวๆ ดึงลงมา แล้วมาใช้ ส่วนใหญ่จะใช้แบบผิดๆ และผลของการใช้แบบผิดๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดการกระตุ้นความอยากของเนื้อหนัง ตามระบบของโลกนี้ ซึ่งเป็นศัตรูกับพระเจ้า ตรงกันข้ามกับพระเจ้าเลย เขาเรียกกันว่าวัตถุนิยม พาไปสู่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญ กาม กิน เกียรติ นั่นเอง

อยากได้รถ อธิษฐานเลย ยกข้อพระคัมภีร์นี้มาเลย อยากได้รถ อธิษฐานว่าอย่างไร? …

“ข้าพเจ้าสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้เสริมกำลังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสามารถจะมีรถคันใหม่ได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า”

คุ้นๆ ไหม?

“ข้าพเจ้าสามารถมีสุขภาพแข็งแรงได้ โดยพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า”

“ข้าพเจ้าสามารถ ….” อีกเยอะแยะมากมายไปหมด

“ข้าพเจ้าสามารถทำธุรกิจตรงนี้สำเร็จ เจริญรุ่งเรืองแน่นอน เพราะพระเยซูคริสต์เสริมกำลังให้ข้าพเจ้า”

“ข้าพเจ้าได้รับการโปรโมท เลื่อนขั้นขึ้น จากการทำงานนี้ เป็นหัวหน้าคนได้ อย่างแน่นอน เงินเดือนขึ้นอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าทำได้ เพราะพระเยซูคริสต์เสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า”

เห็นไหมสิ่งเหล่านี้ คนเอาไปใช้แบบนี้เยอะ แปลกๆ กว่านี้อีก ก็มีอีกเยอะ แล้วมันถูกไหม? เดี๋ยวเราฟังกันไปเรื่อยๆ มันกำลังเร้าใจให้เราไปแสวงหาแบบโลกใบนี้ โลกใบนี้เขาก็แสวงหากันอย่างนี้แหละ อยากได้สิ่งของบนโลกใบนี้ แล้วก็หนุนใจกัน ให้กำลังใจกัน เขาเรียกว่าการพูดแบบให้กำลังใจตนเองในเชิงบวก ซึ่งเขาบอกมีพลัง แล้วเอาเป็นบทบรรยาย เอามาทำสัมมนา เร้าใจผู้คน …

“ฉันทำได้ๆ”

จึงมีความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาชั่วคราว แต่มันไม่ได้จริงตามนั้น แล้วมันไม่ได้ไม่พอ มันเป็นการเร้า อย่างที่ตะกี้บอก เร้ากิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ไปสู่ความโลภ และนั่นคือศัตรูกับพระเจ้าเด็ดขาดเลย  ตรงกันข้ามกับความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ตรงกันข้ามกับสันติสุขในพระเยซูคริสต์ ตรงกันข้ามเลยเห็นไหม? เราเอาข้อพระคัมภีร์มาใช้อย่างนี้

คำว่า “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังให้ข้าพเจ้า” ไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถเป็นเศรษฐีได้ หรือเราต้องประสบความสำเร็จในทุกๆ เรื่อง หรือเราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้ เพราะเราเป็นผู้เชื่อ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว หรือเพราะเราอธิษฐานทูลพระเจ้าอย่างจริงจัง ความเชื่อเลยเพิ่มขึ้น มันไม่ใช่ ซึ่งการกระทำอย่างนั้น มันคือการพึ่งตนเอง ก็คือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า มาหาพระเจ้า ก็ต้องพึ่งพระเจ้า แล้วแต่พระองค์ ตอนนี้มันแล้วแต่ฉัน ฉันจะเอาอย่างนี้ มีอะไรไหมพระเจ้า? ก็คือการเป็นศัตรู นึกภาพให้ดีๆ โดยเอาข้อพระคัมภีร์มาใช้เป็นหลัก ถามว่าใครเป็นคนวางแผนเหล่านี้ ก็คือมารนั่นเอง มาเพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย

คำว่า “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างได้” ไม่ได้แปลว่าลูกของเรา ที่พึ่งเรียนจบ จะมีงานทำที่ดี มีเงินเดือนเยอะ มีตำแหน่งใหญ่โตอย่างแน่นอน ลูกเอาไปท่องเลย เดี๋ยวพ่อช่วยท่องด้วย ไม่ใช่

“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างได้” ไม่ได้แปลว่าธุรกิจที่เราลงทุนไป มันต้องสำเร็จแน่นอน มันต้องรวยแน่นอน ไม่ใช่

“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างได้” ไม่ได้แปลว่าเราป่วยอยู่ แล้วอธิษฐาน แล้วมันต้องหายๆ ไม่ใช่ เราก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่ แต่หลายคนยังถูกหลอกเอาไปใช้อยู่

แต่คำว่า “ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างได้” ตรงนี้ จริงๆ แล้ว แปลจากภาษาเดิม ชัดๆ แปลว่า “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นกำลังให้กับข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์จากข้างใน

“ข้าพเจ้าสามารถเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า” เป็นประโยคสุดท้าย ในข้อที่บอกว่าเป็นเคล็ดลับ ที่เปาโลบอกในข้อ 12 กับข้อ 13 ประโยคสุดท้ายบอกว่า … “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้” … เราจะมาดูสิว่าเผชิญอะไร? เผชิญความสำเร็จหรืออะไร? เราจะดูสิว่าบริบทนี้ พูดถึงอะไร? ก็ต้องย้อนกลับไปที่เมื่อสักครู่ที่ข้อ 12 และ 13

ฟีลิปปี 4:12-13 “12 ข้าพเจ้ารู้ว่าการใช้ชีวิตแบบถ่อมใจ ในยามขาดแคลนเป็นอย่างไร  และข้าพเจ้าก็รู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสุขสบาย ในยามมั่งมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร  ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับในการเผชิญกับทุกสถานการณ์  และเรียนรู้ที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมี  ไม่ว่าจะอิ่มหนำหรือหิวโหย  มั่งมีหรือขัดสน 13 ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้  โดยพระองค์  ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า

 

ชัดเลยใช่ไหม? “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญทุกสถานการณ์” ทุกสถานการณ์ข้าพเจ้าสามารถเผชิญได้ สถานการณ์อะไร? ความหิวโหย ความอดอยาก ความมั่งมี ความมีเหลือกินเหลือใช้ อย่างที่ตะกี้นี้ผมบอกมีเหลือใช้ ก็ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ก็มองไปที่พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ ขณะที่ไม่มีอดอยาก ขัดสน ก็มองไปที่พระเจ้าว่าพระเจ้าดูอยู่ พระเจ้ามองอยู่ พระเจ้าเห็นอยู่ พระเจ้าอยู่กับฉันด้วย นี่ไง ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะเผชิญได้ทั้งสองอย่าง บางคนบอกว่าเผชิญได้ อย่างที่ไม่ดีอย่างเดียว ไม่ใช่ อย่างที่มนุษย์เห็นว่าดีก็ต้องเผชิญนะ ลำบากกว่าด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างเช่น เผชิญความมั่งมี เกิดร่ำรวยขึ้นมานึกว่าไม่เผชิญหรือ? เผชิญการทดลองว่าจะเย่อหยิ่งจองหองไหม? มันก็เผชิญนะ ไม่ใช่ไม่เผชิญ

นี่เป็นตัวอย่างการหยิบข้อพระคัมภีร์ไปใช้ แล้วไม่ดูบริบทว่ามันหมายความว่าอย่างไร? ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร? ภาพรวมเป็นอย่างไร? ซึ่งจะได้ความหมายที่ไม่ถูกต้อง เอาข้อหนึ่งออกมา แล้วเอามาใช้เลย แล้วก็สอนต่อกันไปเรื่อยๆ แบบผิดๆ ซึ่งบางครั้งผิด แบบตั้งใจก็มีนะ ผิดแบบไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อีโหน่อีเหน่งก็มี

ซึ่งจริงๆ แล้วเคล็ดลับของอาจารย์เปาโลตรงนี้ ก็คือกระบวนการการเรียนรู้ที่จะพึงพอใจในทุกสิ่ง ที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้น  เพื่อให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของผู้เชื่อทั้งหลายได้หายเหนื่อยและเป็นสุข เคล็ดลับตรงนี้ทำให้ผู้เชื่อทั้งหลายหายเหนื่อยและเป็นสุข คือการพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ เป็นสุขตรงนี้ ก็คือสันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ก็คือการพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้  ขณะนี้ เราพึงพอใจแล้ว เพราะเรารู้แล้วเราเป็นใคร? เป็นต้นทุนเยอะแยะมากมาย บนโลกใบนี้ เรารู้แล้ว พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา เราพึงพอใจในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้น  เคล็ดลับในการเผชิญกับทุกสถานการณ์ และเรียนรู้ที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็คือฟีลิปปี 4:4-7 นี่คือเคล็ดลับในการเผชิญกับทุกสถานการณ์ และเรียนรู้ที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ ให้ “เผชิญ” นะ ไม่ใช่ “ทำได้” “สามารถ” เผชิญ …

ฟีลิปปี 4:4-7 “4 จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ  ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด 5 จงให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน  ความไม่เห็นแก่ตัวของท่าน  ความอดทนนานของท่าน  เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง 6 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว  อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย  แต่ในทุกๆ สถานการณ์  จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า  ด้วยการอธิษฐาน  และการอ้อนวอน  พร้อมกับการขอบพระคุณ 7 แล้วสันติสุขของพระเจ้า (ความพึงพอใจในสิ่งที่มีที่เป็น ที่เกิดขึ้น)  ซึ่งเกินความเข้าใจ  จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”

 

วิธีการ ก็คือ …

(1) จดจ่อ จดจ้องไปที่เบื้องบน ในสวรรค์สถาน ในโลกวิญญาณว่าเราเป็นใคร? มีอะไรบ้าง ที่เป็นของเราแล้ว เราอยู่ที่ไหน? แล้วทำอะไร? ชื่นชมยินดีในตรงนี้แหละ ตรงโลกวิญญาณ ตรงพระพรต่างๆ ในฝ่ายวิญญาณ ที่เราได้รับไปเรียบร้อยแล้ว ในฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า ที่เราไล่กันมา เมื่อตอนต้น จงชื่นชมตรงนี้ จงจดจ้อง เวลาพระคัมภีร์ อาจารย์เปาโลบอก … “จงชื่นชมยินดีเถิด ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถอะ” … ก็แสดงว่าบนโลกใบนี้มันไม่น่าชื่นชมยินดีเลย ในขณะที่มีโควิด เงินเดือนก็ไม่มี การงานก็เจ๊ง บางคนอาจจะติดโควิดอีกด้วย แล้วชื่นชมยินดีไหวหรือ? ไม่ได้ให้ชื่นชมยินดีตรงนั้น ให้ชื่นชมยินดีว่าถึงแม้จะติดโควิด แต่ฉันเป็นลูกของพระเจ้า นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว ฉันได้บังเกิดใหม่แล้ว ถึงแม้ว่ากิจการงานจะเจ๊งอยู่ ลำบากอยู่ มันทุกข์ทรมานอยู่ ชื่นชมยินดีได้ หันหน้ามาชื่นชมยินดีว่า …

“ฉันอยู่ในพระเจ้าแล้ว ฉันมีสวรรค์รองรับอยู่แล้ว บ้านฉันในสวรรค์ใหญ่โตขนาดไหน? พระเจ้าเป็นเจ้าของเงินทั้งหมด พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน”

พอมองเห็นไหม? มันหมายถึงตรงนี้ ไม่อย่างนั้นเราจะชื่นชมยินดีแบบปลอมๆ หน้าเหยๆ อาจารย์ที่โบสถ์บอกว่าต้องชื่นชมยินดี เงินเดือนไม่มีเลย ไม่มีรายได้มา 1 ปีแล้ว จะกินจะอยู่ก็ลำบากมากเลย ต้องยิ้มสิ ไม่ใช่ ร้องไห้ก็ได้ มันคนละเรื่องกัน ทุกข์ก็ได้ เป็นไปตามธรรมดา เป็นไปตามภาษามนุษย์ เมื่อโดนไฟลวก มันก็ร้อง โดนไฟลวก ชื่นชมยินดี ไม่ใช่ ร้องเลย …

“พระเจ้าช่วยด้วย”

แต่ข้างในวิญญาณสามารถชื่นชมยินดีได้ พอจะมองเห็นไหมครับ? ว่านี่แหละ คือของแท้ ของจริง ชีวิตจริงๆ มันเป็นอย่างนี้ ชีวิตมีความหวัง

(2) ให้ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ในวิญญาณของเรา ตัวที่เราได้บังเกิดใหม่ข้างใน สำแดงออกมา สำแดงวิญญาณข้างในของเรา ที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ก็คือสำแดงพระเยซูคริสต์ ฉายแสงพระเยซูคริสต์ ฉายแสงที่เป็นวิญญาณของเราออกมา ผ่านทางอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรา คือมือไม้ อะไรต่างๆ ตา การกระทำทุกอย่าง ฉายสิ่งเหล่านี้ออกมาเป็นความรัก การให้ การเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ก็คือข้อที่บอกไว้ว่าจงให้ความอ่อนสุภาพ อ่อนโยนของท่าน ความไม่เห็นแก่ตัวของท่าน และความอดทนนานของท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง ก็คือคนรอบข้าง ก็คือรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตัวเอง จากข้างใน ให้พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา ฉายแสงออกมาในชีวิต ให้ออกมาในขณะที่เผชิญกับสถานการณ์อะไรก็ตาม บางครั้งเราก็ต้องยอมอดทนนาน เผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ก็อย่างที่บอก มันไม่ใช่ความผิดของเราเลย  แต่เราก็ต้องบอกว่า …

“ขอโทษนะ ถ้ามีอะไรที่เราทำผิดพลาดไป ขอโทษ”

ไม่อย่างนั้น เราต้องแข่งกัน แย่งกัน พยายามที่จะให้เป็นถูกให้ได้ ไม่ใช่เลย เราก็มีส่วนผิดทั้งนั้น ทุกคน ไม่มีใคร ไม่ได้เป็นคนบาป แต่เราเป็นคนบาปที่พระเจ้าได้ทรงชำระเราเรียบร้อย ช่วยเราให้พ้นจากบาปได้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น

ให้ความรัก การให้ การเสียสละ  การไม่เห็นแก่ตัว ก็คือลักษณะของชีวิตแบบผลของพระวิญญาณออกจากชีวิตของเราไป

(3) ให้เราติดต่อ  มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่สถิตอยู่ในตัวของเราตลอดเวลา เขาเรียกว่าอาศัยอยู่ ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยวิญญาณ  ในพระคัมภีร์บอก In spirit  อธิษฐานก็อธิษฐานด้วยวิญญาณ  มองก็มองด้วยวิญญาณ พูดก็พูดด้วยวิญญาณ ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ โดยผ่านทางวิญญาณทั้งสิ้น ก็คือรับรู้ พูดคุยภายในกับพระเจ้าตลอดเวลาว่าเราเป็นใคร?  ภาพของวิญญาณ โลกของวิญญาณ โลกของสวรรค์ที่เราได้อยู่แล้ว เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มันก็จะชัดเจนยิ่งขึ้นทุกวันๆ เพราะเราดำเนินชีวิตตามนั้นจริงๆ และมันมีจริงๆ และมันเป็นจริงๆ ด้วย ก็มีค่าเท่ากับที่ตะกี้นี้ที่ย้อนไป ยกตัวอย่างเหมือนเรามีที่ดินโบสถ์ ถ้าไม่มั่นใจ อยากให้มั่นใจมากขึ้น ก็เดินไปทุกวันเลย  เดินผ่านโบสถ์ใหม่ทุกวันเลย เห็นทุกวัน …

“นี่ที่ของเราๆ”

โฉนดแทบไม่ต้องใช้แล้ว นี่มันเห็นความเป็นจริง คล้ายๆ อย่างนั้น ซึ่งวิธีทำ ก็คือการอธิษฐาน การวิงวอนและการขอบพระคุณ ก็คืออย่างที่ตะกี้นี้บอก วิงวอน แปลว่าเจ็บปวด  วิงวอน แสดงว่ามันไม่ไหวแล้ว เหมือนที่พระเยซูวิงวอนกับพระเจ้า ถึง 3 ครั้ง จนเหงื่อเป็นเลือด เหมือนเปาโลขอพระเจ้าให้เอาหนามในเนื้อออกไปถึง 3 ครั้ง อย่างนี้ไม่เรียกอธิษฐานแล้ว เรียกว่าวิงวอน เหมือนกับผมหรือท่านอธิษฐานกับพระเจ้า 3,000 ครั้งไปแล้ว นี่กำลังวิงวอนอยู่ ไม่ได้อธิษฐานแล้วอย่างนี้ เขาเรียกว่าวิงวอนแล้ว

“พระเจ้าไม่ไหวแล้ว”

หรือเหมือนกับพี่น้องทั้งหลายในขณะนี้ ที่อาจจะไม่มีรายได้เลย ธุรกิจต้องหยุดไป  เงินเดือนก็หมดไป ไม่รู้จะเอาอะไรกิน พรุ่งนี้จะอยู่อย่างไร? ว่ากันไปทีละวัน กำลังวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าใช่ไหม? ถูกแล้ว มาถูกทางแล้ว วิงวอนต่อไป ในนี้บอกอธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณ … ขอบพระคุณได้อย่างไร? ไม่ใช่ขอบพระคุณว่าไม่มีเงินเดือน ไม่ใช่ ขอบพระคุณว่า …

“อย่างน้อย ฉันมีเยอะแยะเป็นมัดจำแล้ว ก็คือฉันเป็นลูกพระเจ้า ฉันนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ไม่ทอดทิ้งฉันแน่นอน” … อะไรแบบนี้ นึกออกใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น ให้เราทำตามวิธีการ หรือกระบวนการนี้ เป็นกระบวนการนะ เพราะฉะนั้น ต้องทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ ก็คือเน้นไปที่โลกฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างไร? แล้วสันติสุข ความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ จะค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น ค่อยๆ นะ เป็นป้อมปราการที่มั่นคงปกป้อง ปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของเรา ให้อยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์สถาน มีสันติสุข มีความสุขอยู่ที่นั่น

ซึ่งผลจากการกระทำตามกระบวนการนี้   จะเป็นไปตามธรรมชาติของการเจริญเติบโต ค่อยๆ ทีละนิดๆ ค่อยๆ ของการเจริญเติบโต เหมือนดักแด้ ที่จะกลายเป็นผีเสื้อ มันต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เป็นไปตามกระบวนการ …

–  ค่อยๆ เพิ่มความพึงพอใจเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา  ด้วยวิธีการ กระบวนการนี้  ถ้าเราชื่นชมยินดีในพระเจ้าตลอดเวลา ให้ความอ่อนน้อม ถ่อมสุขภาพของเราประจักษ์กับผู้คนทั้งปวง ผู้คนรอบข้าง ไม่กระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย อธิษฐาน วิงวอน ขอบพระคุณพระเจ้าไปเรื่อยๆ  ฝึกไปเรื่อยๆ ดำเนินชีวิตอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะค่อยๆ เพิ่มความพึงพอใจ

–  ค่อยๆ ลดความวิตกกังวล  และลดความกลัว

–  ค่อยๆ  เพิ่มความรักแบบพระเจ้า ซึ่งทำให้เกิดความสุขทั้งผู้คนรอบข้างและตัวเราด้วย

–  ค่อยๆ  ลดความเห็นแก่ตัวลง  ซึ่งทำให้เกิดความสุขทั้งผู้คนรอบข้างและตัวเราเองก็สุขด้วย

–  ค่อยๆ  เพิ่มการให้ ซึ่งการให้ ทำให้เกิดความสุขทั้งผู้อื่นและตัวเราได้มากกว่าด้วย

–  ค่อยๆ  ลดความโลภลง ซึ่งทำให้สุขทั้งเขาและเราก็สุขด้วย

–  ค่อยๆ เพิ่มความมั่นคง  ไม่หวั่นไหว  ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

–  ค่อยๆ  เจริญเติบโต  เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ  ที่พระเจ้าสามารถใช้ได้ ใช้ไปแสดงความรักกับผู้คนรอบข้าง ซึ่งในที่สุด การเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายวิญญาณของเรา จะส่งผลออกมาที่ความประพฤติ ในการตอบสนอง ต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเผชิญบนโลกใบนี้นั่นแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงของขาลง และไม่ใช่ช่วงขาลงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของขาขึ้นสุดๆ ตรงกลางมันโอเค พอไหว แต่ขึ้นสุดๆ ก็ต้องระวัง ลงสุดๆ ก็ต้องระวัง มันทุกข์ได้ทั้งสองอัน

การตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องเผชิญบนโลกใบนี้ว่าเราเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณหรือไม่? ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายวิญญาณ  มันก็ต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงก็ตาม ดีหรือไม่ดีก็ตาม ต่ำสุดหรือสูงสุดก็ตาม มันก็จะเป็นความประพฤติแบบความรักของพระเจ้า คือความรักแบบการให้ ด้วยความเสียสละ ด้วยความไม่เห็นแก่ตัวนั่นเอง ก็คือการสำแดงพระเยซูคริสต์ออกมานั่นเอง  พระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2020 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 44 โดย วราพร คงล้วน

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  29  พฤศจิกายน  2020

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย”  ตอน 44

โดย  วราพร  คงล้วน

 

วันนี้ เราก็มาคุยกันเรื่องการจัดเตรียมที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้กับพวกเรา  ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป  พระเจ้าก็ทรงเตรียมพระเยซูคริสต์ให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว เรามาดูหนังสือลูกา บทที่ 1 ลูกาเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ที่ได้บันทึกเรื่องราว ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ และในเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ได้บันทึกถึงรายละเอียดที่พระเจ้าได้อนุญาตให้เขาเขียน เพื่อว่าคนรุ่นหลังอย่างพวกเราทุกๆ คนจะได้สามารถรับรู้ถึงความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า

การรับรู้ในความจริงของพระองค์ มีประโยชน์อะไรสำหรับพวกเราบ้าง ถ้าเรารับรู้ความจริง  พระเยซูบอกว่าความจริงจะปลดปล่อยเราให้เป็นไท เป็นอิสรภาพ เรารู้ความจริง เราก็จะสามารถรู้ว่าชีวิตของเรา เป็นอย่างไร? พระเจ้าดูแลเราอย่างไร? แล้วพระเจ้ารักเราขนาดไหน? ถ้าเราไม่รู้ความจริง  เราก็เหมือนถูกโกหก บางทีผีมารซาตานก็ใส่ความคิดเข้ามาในสมองของเรา ตลอดเวลา ค่อยเซี่ยม คอยทำให้เราสงสัยในความรักของพระเจ้า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ยังคงสำแดงความรักของพระองค์ ผ่านทางชีวิตประจำวันของเรา ผ่านทางประสบการณ์ที่เราได้มีกับพระเจ้า ไม่ว่าเราทุกข์หรือสุข เราก็รู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา  เรามาดูในหนังสือลูกา 1:1

ลูกา 1:1-4 “1 ท่านเธโอฟีลัส  ที่เคารพอย่างสูง  ท่านทราบแล้วว่ามีหลายคนได้อุตส่าห์เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งสำเร็จแล้วในท่ามกลางเราทั้งหลาย 2 ตามที่เขาผู้ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้น    และเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้น  ได้แสดงให้เรารู้ 3 เหตุฉะนั้น  เนื่องจากข้าพเจ้าเอง  ได้สืบเสาะถ้วนถี่ตั้งแต่ต้นมา  จึงเห็นดีด้วยที่จะเรียบเรียง  เรื่องตามลำดับ  เพื่อประโยชน์แก่ท่าน 4 เพื่อท่านจะได้รู้ความจริงอันเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้น  ซึ่งมีผู้แจ้งให้ท่านทราบ”

 

เขียนชัดเจนมาก การเรียบเรียงความจริงต่างๆ อย่างถ้วนถี่ คือต้องพินิจพิเคราะห์ ด้วยความพิถีพิถัน ที่เขียนเรื่องราวเหล่านี้เข้ามาในถ้อยคำของพระเจ้า เพื่อคนรุ่นหลังที่ไม่ได้อยู่ในยุคของพระเยซูคริสต์ จะได้รับรู้ถึงความจริงเหล่านี้ว่าพระเยซู หรือพระเจ้าพระบิดาได้ทรงเตรียมสิ่งที่ดีที่สุด ให้กับมนุษยชาติตั้งแต่เริ่มต้นที่มนุษย์ได้ล้มลงในความบาป  ฉะนั้นความจริงเหล่านี้ ถูกเขียนมาเพื่อประโยชน์ ในนี้บอก เพื่อประโยชน์แก่ท่าน ท่านเล็งถึงตั้งแต่สมัยยุคที่คนได้มีโอกาสอ่านถ้อยคำของพระเจ้า ไม่รู้ตอนไหน? ยุคก่อนหน้านั้น คนที่เชื่อพระเจ้า เขาก็ไม่มีพระคัมภีร์อ่านแบบเรา เขาก็จะเป็นพยานอย่างที่บอก คุยเรื่องพระเจ้า ประสบการณ์ที่พระเจ้าช่วยเหลือเรากับผู้คนที่เรารู้จัก ที่เรารัก เป็นประสบการณ์ที่สามารถยืนยันความรักของพระเจ้า ผ่านทางชีวิตของพวกเรา

สาวกเหล่านี้ ก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เขาก็พยายามที่จะเก็บข้อมูล ในสิ่งที่เขาเห็น  สิ่งที่เขาได้ยิน สิ่งที่เขาสัมผัส สิ่งที่เขาได้รับรู้ แล้วก็มีประสบการณ์ เพื่อที่จะเขียนไว้ให้คนรุ่นหลัง คือพวกเราทุกๆ คนได้รับรู้ เราไม่สามารถเห็นพระเยซูคริสต์ด้วยตาเนื้อของเรา เราไม่สามารถสัมผัสจับต้องพระองค์ได้  แต่เราสามารถที่จะสัมผัสพระองค์ได้ด้วยวิญญาณ  พระเยซูบอกว่าผู้ที่เข้ามาหาพระองค์ ต้องเข้ามาด้วยจิตวิญญาณและความจริง  ความจริงในถ้อยคำพระเจ้า

ลูกา 1:5-6 “5 ในรัชกาลเฮโรด  กษัตริย์ของยูเดีย  มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์  อยู่ในเวรอาบียาห์  ภรรยาของเศคาริยาห์  ชื่อเอลีซาเบธ  อยู่ในตระกูลอาโรน 6 เขาทั้งสองเป็นคนชอบธรรมจำเพาะพระเจ้า  และดำเนินตามบัญญัติ และกฎหมายทั้งปวงของพระเป็นเจ้าไม่มีที่ติเลย”

 

ในยุคของเฮโรด ลูกาได้พูดถึงปุโรหิตคนหนึ่ง มีชื่อว่าเศคาริยาห์  ปุโรหิตต้องอยู่ในตระกูลของอาโรน ตามที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ตอนที่พระเจ้าเรียกโมเสส ให้มาปลดปล่อยชนชาติของพระองค์ให้เป็นอิสระในยุคที่คนอิสราเอลเข้าไปเป็นทาสในอียิปต์ 400 ปี หลังจากนั้น คนอิสราเอลเมื่อทุกข์มากๆ ก็ร้องหาพระเจ้า เพื่อขอความช่วยเหลือ แล้วพระเจ้าก็ทรงเลือกโมเสส พวกเราน่าจะรู้เรื่องพวกนี้ดี แต่ที่เอามาย้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพวกเราจะได้จดเข้าไปในวิญญาณของเรา ในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมการไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่มนุษย์ล้มลงในความบาป เป็นพันๆ ปี

พระองค์ได้กำหนดและเลือกโมเสสไว้ ตั้งแต่เริ่มต้นว่าพระองค์จะใช้โมเสสให้ทำการงานใหญ่นี้ เพื่อพระองค์ ตอนที่โมเสสคลอดก็เกิดมีปัญหามากมาย กษัตริย์ฟาโรห์กลัวคนอิสราเอล ทำไมถึงต้องกลัว ในเมื่ออิสราเอลเป็นทาสของอียิปต์ ถูกใช้แรงงานอย่างหนักเลย แต่สิ่งที่ฟาโรห์กลัว คือคนอิสราเอลเพิ่มพูน ทวีคูณเยอะแยะมากมาย ก็คือเป็นพันธุ์ดก มีลูกหลานเหลนโหลนเต็มไปหมดเลย มาอยู่อียิปต์ 400 ปี  น่าจะเกินครึ่ง  เป็นชนชาติอิสราเอล แล้วไม่พอ คนอิสราเอลฉลาดมาก เป็นคนของพระเจ้า ฉลาดล้ำ ไม่พอ แข็งแรงอีกต่างหาก ฉะนั้น ทำให้ฟาโรห์เกิดความกลัว เมื่อกลัวแล้วต้องทำอย่างไร? ก็ต้องกำจัด

การกำจัดคนอิสราเอลของกษัตริย์ฟาโรห์ ในยุคของโมเสส ก็คือไม่ว่าตระกูลใด ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ กษัตริย์ฟาโรห์ก็จะสั่งว่าถ้าเด็กคลอดออกมา เป็นผู้หญิงให้ไว้ชีวิต แต่ถ้าคลอดออกมาเป็นผู้ชายให้นางผดุงครรภ์จัดการเลย คือทำให้ตาย ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่เราขอบคุณพระเจ้า  ตอนที่แม่ของโมเสสคลอดโมเสส นางผดุงครรภ์ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าเป็นผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า เมื่อยำเกรงพระเจ้า ก็ไม่กล้าที่จะฆ่าเด็กทารก ปล่อยให้โมเสสคลอดออกมา โดยที่ไม่ไปแจ้งด้วย กษัตริย์ฟาโรห์ก็ไม่รู้หรอกว่าโมเสสคลอดออกมา แม่ก็เอาไปซ่อน  ซ่อนไว้ 3 เดือน ซ่อนไม่ไหวแล้ว เด็กโตขึ้นทุกวัน  แม่ก็เลยเอาโมเสสไปลอยน้ำ  แล้วเป็นแผนการของพระเจ้าที่ประจวบเหมาะมาก อะไรจะพอดีขนาดนั้น  แต่เรายังเชื่อในถ้อยคำของพระองค์ว่าพระองค์มีแผนการที่ดี ที่พระองค์เตรียมไว้เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่โน้น คือพระองค์เขียนทั้งหมด

ถ้าโลกนี้เหมือนโรงละคร ละครเรื่องหนึ่ง พระเจ้าเป็นผู้กำกับ ที่ไม่ได้กำกับอย่างเดียวนะ พระองค์เขียนบทด้วย พระองค์เขียนบททั้งหมดเลยว่าจะให้ใครทำหน้าที่อะไร? เป็นพระเอก เป็นนางเอก เป็นตัวรอง เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นตัวสำคัญ คนนี้ไม่สำคัญ พระเจ้าเขียนไว้หมดแล้ว ฉะนั้น พระเจ้าก็เขียนแผนการที่ดีเลิศ สำหรับครอบครัวของโมเสส ตอนที่แม่ของโมเสสเอาโมเสสไปลอยน้ำ พระองค์ก็เตรียมธิดาของกษัตริย์ฟาโรห์ไปอาบน้ำพอดี  ไม่ช้า ไม่สาย  ถ้าไปลอยตอนที่ธิดากษัตริย์ฟาโรห์ยังไม่ลงมาอาบน้ำ โมเสสก็ไม่รู้ลอยไปไหน? ถ้ามาลอยทีหลัง ก็ไม่รู้ลอยไปไหนอีกเหมือนกัน แต่มาลอยเวลาเป๊ะเลย ที่พระเจ้ากำหนดไว้ ธิดาฟาโรห์ไปอาบน้ำ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง ก็ให้เจ้าหน้าที่ หรือคนที่สนิทไปพามาดูสิว่าเป็นใคร?  พอมองครั้งแรก ธิดากษัตริย์ฟาโรห์รู้เลยทันทีว่าโมเสสไม่ใช่คนอียิปต์ แต่เป็นคนฮีบรู แต่ธิดาของกษัตริย์ฟาโรห์เกิดความรักขึ้นมาทันที พระเจ้าใส่ความรักลงไป รักโมเสสมาก ต้องทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่ง ก็เลยรับโมเสสมาเป็นลูกบุญธรรม

พอรับโมเสสมาเป็นลูกบุญธรรม อัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง ที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้ ก็คือพี่สาวของโมเสสไปเป็นนางกำนัลของธิดาฟาโรห์พอดีๆ รีบเสนอเลย …

“จะเอาแม่นมมาเลี้ยงเด็กคนนี้ให้พระองค์ไหม?”

ก็คือตอนที่รับเป็นลูกบุญธรรม โมเสสถือว่าเป็นองค์ชายแล้ว ก็ต้องมีแม่นม ธิดาฟาโรห์ก็บอกไปสิ ไปพามา พี่สาวของโมเสสก็ไปพาคุณแม่ แม่ของโมเสสเอง ซึ่งจริงๆ  แล้ว จะต้องแยกจากกัน เอาโมเสสไปลอยน้ำ อธิษฐานกับพระเจ้า ไม่รู้ล่ะ พระองค์จะจัดเตรียมอะไรไว้ให้ โมเสสอาจจะถูกลอยจน 3 วัน 4 วัน แล้วก็แห้งตายในตะกร้าก็ได้ ไม่มีใครคาดคิดได้ แต่พระเจ้าก็เตรียมการไว้ คุณแม่ของโมเสส ก็ได้มาเลี้ยงดูโมเสสเหมือนเดิม แถมได้ค่าจ้างอีก ธิดาฟาโรห์ให้ค่าจ้าง เหมือนบ้านเศรษฐีเขามีลูก ตัวเองเลี้ยงไม่ไหว เขาก็จะไปจ้างแม่นมมา ไปจ้างพี่เลี้ยงมา เยอะแยะมากมาย ห้อมล้อมไปหมด แล้วทุกอย่างต้องเสียค่าจ้างหมด ก็คือจ้างมาทำงาน โมเสสถูกเลี้ยงมาอย่างดี ในมือแม่ตัวเอง

พอเลี้ยงจนโต คุณแม่ก็เอาไปถวายให้ธิดาฟาโรห์ แล้วในพระคัมภีร์บอกโมเสสรู้อย่างดี รู้ในใจว่าตัวเองเป็นคนฮีบรู ทำไมถึงรู้ว่าเป็นคนฮีบรู ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ควรรู้ใช่ไหม? เพราะว่าถูกเลี้ยงมา ในฐานะของลูกชายธิดาฟาโรห์ การแต่งตัวก็จะไม่ใช่คนฮีบรู จะแต่งตัวเหมือนคนอียิปต์ แต่เชื่อว่าคุณแม่ของโมเสสปลูกฝังทุกวัน  ปลูกฝังในขณะที่เลี้ยง ฉะนั้นการเลี้ยงดูเด็ก ตอนที่เขาเล็กๆ สำคัญ ถ้าพี่เลี้ยงปลูกฝังสิ่งที่ดีเข้าไปในชีวิตของเขา เขาก็จะเจริญเติบโตอยู่ในทางที่ดี เหมือนพวกเราทุกวันนี้ มาเป็นคริสเตียน  เรามาเป็นลูกของพระเจ้า เมื่อเรามีลูกมีหลาน เราก็จะปลูกฝังถ้อยคำของพระเจ้าลงไปในชีวิตของเด็กๆ ที่เราเลี้ยงอยู่ บอกเขาเรื่องพระเจ้า พาเขาร้องเพลงพระเจ้า พาเขาอธิษฐาน ทุกสิ่งเหล่านี้ มันจะถูกปลูกฝังลงไป แล้วเด็กคนนี้ ก็จะเจริญเติบโตอยู่ในทางของพระองค์      โมเสสก็รู้ว่าตัวเองเป็นคนฮีบรู

ในพระคัมภีร์ตรงนี้ ปุโรหิตคนนี้ชื่อเศคาริยาห์ อยู่ในตระกูลของอาโรน ดังนั้น ตอนที่โมเสสถูกเลือกมา ให้ไปปลดปล่อยชนชาติอิสราเอล โมเสสมีพี่น้อง 3 คน พี่ชายคนโต ชื่ออาโรน แล้วพี่สาว ชื่อมีเรียม อาโรนเป็นปุโรหิตคนแรกที่พระเจ้าแต่งตั้ง แล้วพระเจ้าก็ตั้งกฎว่าเฉพาะปุโรหิต หรือครอบครัวของปุโรหิต หรือครอบครัวของอาโรนเท่านั้น ที่จะมีความสามารถในการเข้ามาหาพระเจ้า  เข้ามาถวายเครื่องบูชา แด่พระเจ้า ตามกฎเงื่อนไข ที่พระเจ้าตั้งไว้ คือทุกอย่างมันออกมาเป๊ะๆ หมด คือเป็นตระกูลที่สามารถเข้ามาเฝ้าพระเจ้าได้

แล้วในพระคัมภีร์บอกเราว่าสมัยก่อนปุโรหิต มีหน้าที่ดูแลพระวิหาร อยู่ในเผ่าเลวี คือเฉพาะเผ่านี้  ถูกแยกออกมา เพื่อปรนนิบัติในพระนิเวศน์ของพระเจ้า ดังนั้น มีตำแหน่งหน้าที่ที่แยก แตกต่างกันออกไป ฉะนั้น คนที่เป็นปุโรหิตจึงสามารถที่จะเข้าไปในอภิสุทธิสถานปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

เศคาริยาห์เป็นเวรวันนั้นพอดี เข้าไปถวายเครื่องบูชา ในพระคัมภีร์ข้อที่ 5 บอกว่าภรรยาของเขา ชื่อเอลิซาเบล เป็นคนตระกูลอาโรนเหมือนกัน ก็คือตระกูลเดียวกัน  เป็นตระกูลปุโรหิต

ข้อ 6 “เขาทั้งสองเป็นคนชอบธรรมจำเพาะพระเจ้า  และดำเนินตามบัญญัติ และกฎหมายทั้งปวงของพระเป็นเจ้าไม่มีที่ติเลย”

ไม่มีที่ติเลย เป็นคนที่สุดยอด รักษากฎบัญญัติ มีชีวิตที่ดีงาม พระคัมภีร์บอกอย่างนั้น แต่เขาไม่มีบุตร อันนี้สำคัญ คนสมัยก่อน ถ้าใครไม่มีลูก เขาถือว่าเป็นคนถูกสาปแช่ง ก็คือพระเจ้าไม่โปรด เลยไม่อนุญาตให้มีลูก สมัยก่อน ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วก็ทำให้กฎบัญญัติพวกนี้ มันหายไป ไม่มีที่ติ  แต่ว่าเขาไม่มีบุตร  เพราะนางเอลีซาเบธเป็นหมัน แล้วเขาทั้งสอง ก็ชรามากแล้ว

พี่น้องสงสัยไหมว่าเมื่อเขาเป็นผู้ชอบธรรมจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า  ไม่มีที่ติเลย ทำไมเขาถึงไม่มีลูกล่ะ ถ้าคนทั่วไป อาจจะเห็นว่านางเอลีซาเบธหรือเศคาริยาห์ ต้องทำอะไรผิดพลาดแน่ๆ เลย พระเจ้าก็เลยไม่ให้มีลูก ซึ่งความคิดแบบนี้ มันก็จะถูกปลูกฝังมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ หลายครั้ง เวลาเรามองดูคนโน้นคนนี้ ทำไมคนนี้ไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้า เขาต้องทำผิดอะไรต่อพระเจ้าแน่ๆ เลย ซึ่งในความเป็นจริง มันไม่เกี่ยวกันเลยแม้แต่นิดเดียว หรือแม้แต่คนในยุคปัจจุบันที่เราเจอปัญหาอุปสรรคมากมายวันแล้ววันเล่า ทุกวี่ทุกวัน  เกิดจากเราไม่รักพระเจ้าหรือ? ไม่ใช่ เกิดจากที่เราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องต่อพระเจ้าหรือ? ไม่ใช่ เกิดจากอะไรเยอะแยะที่มนุษย์ หรือผีมารซาตานพยายามใส่ข้อมูลเข้ามาในความคิดของมนุษย์ เพื่อที่จะวินิจฉัย กล่าวโทษคนอื่น มองด้วยหางตา

“คนนี้ตั้งแต่มาเชื่อพระเจ้า ทุกข์ยากลำบากมาตลอด ต้องมีปัญหาแน่ๆ น่าจะไม่ทำอย่างโน้น ไม่ทำอย่างนี้” … มันไม่เกี่ยวอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว

พระเจ้าบอกว่าผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้า เขาได้รับอิสรภาพ  เขาได้เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ดังนั้น พฤติกรรมต่างๆ ที่มนุษย์ทำ จึงไม่เกี่ยวอะไรกับความรอด อย่างที่เราเรียนมาตลอดเลย ความรอด เราได้เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ  แต่ถ้าเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  เราไม่เดินตามที่พระเจ้าสอน  เราก็จะได้รับผล คือได้รับบทเรียน ได้รับค่าตอบแทน ได้รับค่าจ้าง ถ้าเราทำบาป  เราก็ได้รับค่าจ้างของความบาป เราได้รับความทุกข์ทรมานในร่างกายนี้เฉยๆ ไปขโมยเขา ก็ถูกจับติดคุก ไปตีเขา  เขาก็ตีเรากลับ อะไรอย่างนี้ นี่คือผลเฉพาะในโลกใบนี้เท่านั้น

พอเราเห็นอย่างนี้ ทำไมพระเจ้าอนุญาตให้เขาทั้งสองคนไม่มีบุตร แถมให้นางเอลีซาเบธเป็นหมันด้วย เราก็ยังคงเชื่อว่าพระเจ้ามีแผนการ ที่พระองค์จะทำการอัศจรรย์ไว้ในชีวิตของสามีภรรยาคู่นี้ ลูกาบันทึกไว้ เขาทั้งสองคนแก่แล้ว ชราแล้ว ความชราภาพ ไม่สามารถที่จะมีบุตรได้ หรือหญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะมีบุตรได้  ตั้งแต่ยุคของอับราฮัม ที่พระเจ้าให้นางซารายตั้งครรภ์ ตอนอายุ 89 แล้วก็คลอดอิสอัคออกมา ตอนนั้น ในพระคัมภีร์ก็เขียนเหมือนกันว่านางซารายแก่มากแล้ว ประจำเดือนหมดอีกต่างหาก ไม่มีสิทธิ์มีลูกอยู่แล้ว แต่พระเจ้าก็ทรงสามารถที่จะทำการอัศจรรย์ หรือทำให้สิ่งที่พระองค์เตรียมไว้สำเร็จลุล่วงในชีวิตของพวกเราแต่ละคน ตรงนี้ พระคัมภีร์บันทึกให้เห็นภาพชัดๆ ว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน แล้วก็ชราแล้ว

ลูกา 1:7-10 “7 แต่เขาไม่มีบุตร  เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน  และเขาทั้งสองก็ชราแล้ว 8 ขณะที่เศคาริยาห์ทำหน้าที่ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้า  เมื่อกองเวรของท่านเข้าประจำการ 9 ท่านได้ฉลากตามธรรมเนียมของปุโรหิต  ต้องเข้าไปในพระวิหารเผาเครื่องหอมบูชา 10 ส่วนบรรดาประชาชน  ก็อธิษฐานอยู่ภายนอก  ในเวลาเผาเครื่องหอมนั้น”

 

การเข้าไปเผาเครื่องหอมบูชา ต้องรีบทำ รีบออก หมายความว่าเข้าไปอยู่ที่อภิสุทธิสถาน ซึ่งเป็นที่บริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งสมัยก่อน ปุโรหิตก่อนที่จะเข้าไปถวายเครื่องบูชา ต้องสารภาพบาป ต้องชำระตัวให้สะอาด  ต้องทำทุกอย่าง เตรียมตัวเองให้พร้อม  เพื่อจะเข้าไปในอภิสุทธิสถานได้ ถ้าเผื่อปุโรหิตคนไหนชะล่าใจ คิดว่าไม่เป็นไรหรอก ไปโดยที่มีความบาปติดตัวอยู่ ไม่ได้ชำระตัวให้สะอาด เข้าไปปุ๊บ เจอความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ปุโรหิตคนนั้นตายทันที นี่คือเหตุผลอีกอันหนึ่งที่พระเจ้าสั่งให้ทำเครื่องทรงของปุโรหิต ตอนที่พระเจ้าสั่งให้โมเสสตัดให้อาโรน รายละเอียดเยอะมาก มีผูกกระดิ่งไว้รอบกระโปรง สมัยก่อนเขาใส่เป็นกระโปรง เพื่อเวลาเดินถวายเครื่องบูชา ทำโน่นทำนี่ ปุโรหิตเดินไปเดินมา จะมีเสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งๆ เหมือนปัจจุบัน ลูกหลาน เด็กๆ ออกไปข้างนอก พ่อแม่ชอบซื้อรองเท้าที่ปิ๊บๆ หรือสมัยก่อน เขาก็จะให้ใส่กำไลขา  ทำไมไม่ใส่ที่มือ  ใส่ที่ขา เวลาเด็กวิ่งมันมีเสียงไง  กรุ๊งกริ๊งๆ ลูกเรายังอยู่แถวนี้  ถ้าเสียงหายไป ลูกเราหายไปแล้ว ต้องรีบหาตัว ปุโรหิตเหมือนกันจะมีกรุ๊งกริ๊งๆ ไม่พอ มีเชือกผูกไว้ที่ขาด้วย ถ้าเผื่อปุโรหิตคนไหน เข้าไปถวายเครื่องบูชา แล้วตาย ก็ต้องดึงออกมาทันที

เมื่อเกิดความตายขึ้นมา คนที่เฝ้าอยู่ข้างนอก อธิษฐาน รอให้ปุโรหิตเผาเครื่องบูชา จะได้ยินเสียงเงียบไป เมื่อเสียงเงียบไปเมื่อไร? เขาจะชักลอกออกมาเลย คือปุโรหิคนนั้นตายเรียบร้อย ออกมาต้องส่งคนใหม่เข้าไป เพื่อที่จะทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชา ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

ตรงนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในยุคสมัยโบราณที่คนอยู่ยาก ต้องรักษากฎบัญญัติที่พระเจ้าตั้งไว้ เยอะแยะมากมาย ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในแต่ละปีต้องเอาแพะ เอาแกะมาให้ปุโรหิตฆ่าถวายบูชา เอาเลือดมาปะพรมที่แท่นบูชา มาสารภาพบาปของตัวเองทุกปี เพื่อที่จะผ่อนส่ง เหมือนเราเอาอะไรไปจำนำ ที่โรงรับจำนำ แล้วเรายังไม่มีเงินต้น ไปไถ่ถอนสิ่งที่เราเอาไปจำนำออกมา เราก็ต้องเอาดอกเบี้ยไปส่ง ลักษณะเดียวกัน ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์มีลักษณะเดียวกัน คือเราไม่มีเงินต้น เราไม่สามารถที่จะเอาเงินต้นไปไถ่ถอนตัวเองออกมาจากโรงรับจำนำได้ มีวิธีเดียว คือผ่อนดอกทุกปี เพื่ออย่างน้อย ของสิ่งนี้มันยังอยู่ ไม่รู้รอวันไหน? ปีไหน? ที่เราจะมีเงินพอที่จะไปไถ่ถอนสิ่งนี้กลับมาเป็นเจ้าของ ซึ่งพระเจ้าบอกว่าไม่สามารถมีมนุษย์คนไหนมีเงินทุนเพียงพอที่จะไถ่ถอนชีวิตของตัวเองกลับมาได้ เพราะว่ามนุษย์เป็นคนบาป พระเจ้าจึงเตรียมพระเยซูคริสต์ซึ่งไม่มีบาป พระเยซูคริสต์เป็นเหมือนอัครมหาเศรษฐี ที่มีเงินทุนเพียงพอที่ไปโรงรับจำนำ แล้วก็ไถ่ชีวิตของพวกเราทุกคนออกมา โดยที่ไม่ต้องไปส่งดอกแล้ว ไม่ต้องไปปีต่อปีเอาเครื่องบูชามาถวายแด่พระเจ้าแล้ว วันที่พระเยซูคริสต์มาเกิดบนโลกใบนี้ เกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย ก็คือพระเยซูคริสต์ได้ชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมของมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้เรียบร้อยแล้ว คือซื้อชีวิตของพวกเราทุกคน จากมือของผีมารซาตาน

มือของผีมารซาตานสามารถมีอำนาจเหนือชีวิตของพวกเราได้ เพราะบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมกับเอวาเอาเราใส่เข้าไปในโรงรับจำนำ ก็คือเข้าไปอยู่ในมือของมารซาตาน แล้วพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดของเรา ก็ไม่มีกำลังพอ ที่จะไปไถ่ถอนเราออกมา คือทุกคนเป็นคนบาปหมดเลย เมื่อเราเป็นคนบาป เราก็ไม่สามารถไปใช้หนี้ได้ ตัวเองยังติดหนี้อยู่เลย เอาอะไรไปใช้หนี้ ก็เลยต้องใช้วิธีส่งดอกเบี้ยทุกปีๆ

เราขอบคุณพระเจ้า สำหรับแผนการที่ดีเลิศ ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้สำหรับมนุษยชาติ แล้วทุกๆ ปี พอถึงปลายปี เราก็จะมาเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งจริงๆ ตามกำหนดเรา ก็ไม่รู้ว่าอยู่ในช่วงวันไหนของเดือนธันวาคม รู้แต่ว่าอยู่ในช่วงอากาศหนาว แค่นั้นเอง แล้วมนุษย์ก็เลยตั้งขึ้นมาวันหนึ่ง  เอาเป็นวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ที่มนุษย์จะมาเฉลิมฉลองวันเกิดกับพระเยซูคริสต์

หลายคนบอกว่าพระเยซูคริสต์ตายแล้ว ทำไมยังมีการฉลองวันเกิดด้วย ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หลังจากนั้น 3 วัน พระเยซูคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ยังมีชีวิตอยู่ แล้วชีวิตของพระองค์เคลื่อนไหวอยู่ในเรา พระคัมภีร์บอกชัดเจน  นั่นคือความจริง ทันทีที่เราเชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เข้ามาในวิญญาณของเราทันทีเลย ในโลกวิญญาณเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าสายตาของเราจะเห็นหรือไม่เห็น เราไม่รู้ ความคิดเราจะคิดเป็นอื่น เราก็ไม่รู้ แต่ว่าในความเป็นจริงในถ้อยคำของพระเจ้า คือพระเจ้าพระวิญญาณเข้ามาอยู่ในเราทันที และทันทีอีกเช่นกัน ที่พระเจ้าได้เปลี่ยนเราจากคนบาป มาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าทันทีอีกเหมือนกัน

พระเจ้าได้ทำการงานของพระองค์ในโลกวิญญาณเรียบร้อยไปแล้ว  ที่พวกเรามานั่งอยู่ตรงนี้  อยู่ต่อหน้าพระเจ้า มีโอกาสเข้ามาเฉลิมฉลองวันเกิดของพระเยซู เพราะว่าเราได้รับเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเพื่อเราเรียบร้อยไปแล้วบนไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เราจึงเชื่อ เราวางใจ

โดยความเชื่อ อย่างที่พระคัมภีร์บอก เชื่อด้วยใจ รับด้วยปาก  ผู้นั้น ก็ได้รับความรอด  ได้เป็นลูกของพระเจ้า  เราจะดำเนินชีวิตแบบคิดเยอะ  …

“เอ๊ะ! มันจะเป็นไปได้อย่างไร?”

ก็คงลำบาก สำหรับเรา ฉะนั้น ความเชื่อตรงนี้แหละ พระเจ้าจะใส่เข้ามาในวิญญาณของเรา ทำให้เรามีความสามารถเชื่อ ตอนที่เรามาเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราเชื่อ ซึ่งสมัยก่อน ใครมาบอกเรื่องพระเยซูคริสต์เป็นบุตรของพระเจ้า  มาตายแทนเราบนไม้กางเขน เป็นขึ้นมาจากความตาย เราไม่เห็นเชื่อเลย เราฟังแล้ว เหมือนเอานิยายมาเล่าให้เราฟัง เหมือนละครเรื่องหนึ่ง อยู่ดีๆ มีใครที่จะมาตายแทนเราที่ไม้กางเขน แต่พอถึงเวลาที่พระเจ้าได้ทำงานในใจของเรา เปิดตาใจฝ่ายวิญญาณของเราออก เราต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในวิญญาณของเรา วิญญาณของพระเจ้าค่อยๆ สอนเรา ประทานความเชื่อให้กับเรา ให้เราสามารถเชื่อแบบไม่มีข้อสงสัย ใครถามเราว่า …

“ทำไมเชื่อพระเยซู ไม่รู้เหมือนกัน ตอบไม่ได้ แต่เรารู้ว่าเราเชื่อ”

“แล้วเชื่อได้อย่างไรว่าตายไป เราจะได้ขึ้นสวรรค์”

“ไม่รู้ล่ะ เราเชื่อ เพราะถ้อยคำของพระเจ้าบอกอย่างนั้น”

ถ้อยคำของพระองค์ยืนยันกับเราว่า ณ เวลานี้ ในโลกวิญญาณ เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ที่สวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว  แต่ในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้  เราก็ยังต้องดิ้นรนต่อสู้อยู่ เรายังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เรายังต้องต่อสู้กับเล่ห์กลของผีมารซาตานที่พยายามมาหลอกเรา หรือต่อสู้กับระบบของโลกใบนี้  ซึ่งความเป็นจริง ในพระคัมภีร์บอกว่าตัวเราเองได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เราต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ตัวจริงเรา คือตัวบาปของเราตายไปแล้ว

ฉะนั้น ตอนนี้ตัวบาปไม่มีอยู่ในชีวิตของเราเลย เมื่อคนที่ตายแล้ว ไม่มีสิทธิ์ที่จะลุกขึ้นมาทำบาปได้ ไม่มีทาง ตายแล้วทำบาปไม่เป็น แต่ที่เราทำ เพราะว่าเราแถ เหมือนกับโดนหลอก หลอกให้เราทำบาป ซึ่งไม่ว่าเราจะทำบาปบนโลกใบนี้ขนาดไหน? ในขณะที่ในวิญญาณเราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า แล้วเราต้อนรับพระองค์แล้ว วิญญาณเรายังรอดอยู่ วิญญาณเราจะไม่ตกนรก  วิญญาณเราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์สถานนิรันดร์กาล หลังจากลมหายใจออกจากร่างกายนี้

แต่สิ่งที่เราต้องเผชิญ ที่เราเรียนรู้ ที่บอกว่าอย่าดับพระวิญญาณ คำว่า “อย่าดับพระวิญญาณ” คืออย่าดับสิ่งที่พระเจ้าพูดเข้าไปในวิญญาณของเราว่าให้เราทำสิ่งที่ถูกต้อง ตามถ้อยคำของพระเจ้า  พระเจ้าบอก … อย่าไปทำสิ่งที่ชั่วร้าย … แล้วเราก็ฝืน เราก็ไปทำสิ่งที่ชั่วร้าย วิญญาณเราไม่ตายนะ วิญญาณเรายังรอดอยู่ แต่เราต้องรับผล บนโลกใบนี้ เราทำสิ่งชั่วร้าย เราก็เก็บเกี่ยวสิ่งชั่วร้ายเข้ามาในชีวิตของเรา  ขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้

เราต้องแยกให้ชัดเจนว่าความจริง คืออย่างนี้ อย่าให้มารหลอกเราว่าพอเราทำผิดปุ๊บ …

“พระเจ้าไม่รักเธอ เธอตกนรกแน่ๆ เลย เธอไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรอก”

ไม่จริง มารพยายามหลอกเรา ให้เราตกใจ แล้วเราก็แย่แล้วๆ เราต้องทำอย่างไร?

ฉะนั้น ให้เรายึดมั่น ในสิ่งที่เป็นพระสัญญาของพระองค์ ที่ให้กับพวกเรา

ลูกา 1:11-13 “11 ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้า  มาปรากฏแก่เศคาริยาห์  ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมบูชา 12 เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจกลัว 13 แต่ทูตองค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า  “เศคาริยาห์เอ๋ย  อย่ากลัวเลย  ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว  นางเอลีซาเบธ  ภรรยาของท่านจะมีบุตรเป็นผู้ชาย  และท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น”

 

ทูตสวรรค์มาปรากฏกับเศคาริยาห์ขณะที่กำลังทำงานอยู่ แล้วเศคาริยาห์ก็ตกใจกลัว เป็นใคร ถ้าเจอแบบนี้ ก็กลัวทุกคนแหละ แล้วทูตสวรรค์ก็พูดกับเศคาริยาห์ว่า … “อย่ากลัวเลย” เพราะว่ามนุษย์เป็นคนที่ขี้ตกใจ เหมือนยุคสมัยที่พระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ สาวกของพระองค์ที่ติดตามพระเยซู กินด้วย นอนด้วย ตอนที่เห็นพระเยซูเดินอยู่บนน้ำ ยังตกใจเลย นึกว่าเป็นผี

พี่น้องเห็นภาพไหมค่ะว่าอยู่ด้วยกันทุกวันๆ ยังคิดว่าพระเยซูเป็นผีเลย แสดงว่ามนุษย์ขี้ตกใจ  ดังนั้น คำที่พระเจ้าจะบอกกับเราทุกเช้าวันใหม่ คือ “อย่ากลัวเลย พระเจ้าอยู่ด้วย” … ไม่ว่าเราจะพบกับสถานการณ์อะไรก็ตาม  พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเรา พระองค์จะจูงมือเราเดินไปด้วยกัน

เศคาริยาห์ตกใจ เพราะเห็นทูตสวรรค์ แล้วทูตสวรรค์ก็บอกกับเศคาริยาห์ว่า …

“อย่ากลัวเลย  ด้วยได้ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว  นางเอลีซาเบธ  ภรรยาของท่านจะมีบุตรเป็นผู้ชาย  และท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น”

แปลว่าเศคาริยาห์กับนางเอลีซาเบธขอพระเจ้า ขอตลอด อยากมีลูก เชื่อว่าขอไปเรื่อยๆ จนคิดว่าตัวเองคงหมดหวังแล้วล่ะ  อาจจะเลิกขอ หรือยังขออยู่ อันนี้ในพระคัมภีร์ก็ไม่ได้บันทึกชัดเจน แต่สิ่งที่ทูตสวรรค์บอก ก็คือพระเจ้าได้ฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว  สิ่งที่เราทูลขอกับพระเจ้าทุกวี่ทุกวัน เราขอกับพระเจ้าเรื่องของคนที่เรารัก เรื่องคนในครอบครัวที่ยังไม่ได้มาเชื่อพระเจ้า เรื่องของเพื่อนฝูงที่เรารักเขามาก เขานิสัยดีมาก เราอยากให้เขาได้มารู้จักกับพระเจ้า เพราะว่าถ้าเขารู้จักกับพระเจ้า เขาก็จะมีหลักประกันที่มั่นคง หลังความตาย เรายังไปเจอกันอีก แต่ถ้าไม่รู้จักกับพระเจ้า เราสนิทสนมได้แค่โลกนี้ พอหลังความตาย เราก็อยู่กันคนละโลก อะไรแบบนี้

เชื่อมั่นว่าเศคาริยาห์กับเอลีซาเบธ ก็คงอธิษฐานกับพระเจ้าตลอดเวลา …

“อยากมีลูก พระองค์เจ้าข้าอยากมีลูก”

จนวันหนึ่ง ที่พระเจ้ามาตอบคำอธิษฐาน ก็ตอนเขาแก่มากแล้ว แก่จนขนาดที่ประจำเดือนก็ไม่มีแล้ว แต่พระเจ้าทำการอัศจรรย์ พระองค์ก็บอกชัดเจนเลยว่านางเอลีซาเบธจะตั้งครรภ์ไม่พอ บอกกระทั่งว่าพอคลอดแล้ว ให้ตั้งชื่อลูกว่ายอห์นด้วย ก็คือบอกชัดเจนเลยทุกอย่าง เศคาริยาห์ไม่สามารถตั้งชื่ออื่นได้ ลูกเขาต้องชื่อยอห์น

ลูกา 1:14-17 “14 ท่านจะมีความปรีดาและยินดี  และคนเป็นอันมากจะเปรมปรีดิ์ที่บุตรนั้นบังเกิดมา 15 เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่จำเพาะพระเจ้า    เขาจะไม่กินน้ำองุ่นหมักและเหล้าเลย  และจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตั้งแต่ครรภ์มารดา 16 เขาจะนำพงศ์พันธุ์อิสราเอลหลายคน  ให้หันกลับมาหาพระเจ้าของเขาทั้งหลาย 17 เขาจะนำหน้าพระองค์ โดยน้ำใจ และฤทธิ์เดชของเอลียาห์ ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก และคนดื้อด้านให้กลับได้ปัญญาของคนชอบธรรม เพื่อจัดเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้สมแก่พระเจ้า”

 

แปลว่าพระเจ้าได้เตรียมยอห์นไว้เรียบร้อยแล้ว ในแผนการของพระเจ้าว่ายอห์นโตขึ้น จะมาทำอะไร เพื่อพระองค์ แล้วยอห์นคนนี้ คือยอห์นบัพติศโต ที่เราเรียนรู้กัน ตอนที่ยอห์นโผล่มาครั้งแรก ประกาศว่า …

“แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้แล้ว จงกลับใจเสียใหม่ ขวานวางอยู่ที่โคนต้นแล้ว ถ้าใครไม่กลับใจจะถูกตัดทิ้ง”

ยอห์นประกาศอย่างนี้เลยนะ ไม่มีความนุ่มนวลอะไร ตรงๆ ถ้าไม่เชื่อพระเจ้าก็ตายอย่างเดียว แค่นั้นเอง

ดังนั้น ถึงยุคปัจจุบัน หลายคนไม่กล้าประกาศอย่างนี้ ไม่เชื่อพระเจ้าตายอย่างเดียว ไม่ใช่ตายเฉพาะบนโลกใบนี้เท่านั้น ที่ไม่มีหลักประกันในชีวิต แต่หลังความตาย เรายังต้องไปตายในนรกนิรันดร์กาล

นี่คือเหตุที่พระเยซูคริสต์ทรงห่วงใยผู้คนในโลกใบนี้ ที่จะให้เราออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า ข่าวดีของพระองค์ ก็คือมนุษย์สามารถที่จะเข้าไปในสวรรค์ได้ ด้วยวิธีการของพระเจ้า ก็คือเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน เชื่อเท่านั้น โดยที่มนุษย์ไม่ต้องพยายามที่จะทำความดี เพราะว่าต่อให้เราทำความดีขนาดไหน? ไม่สามารถถึงมาตรฐานของพระเจ้าได้ ไม่สามารถดีได้ 100% จนสามารถทำให้ตัวเราเองขึ้นสวรรค์ได้ ถ้ามนุษย์สามารถทำได้ พระเจ้าไม่ต้องส่งพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์  มาทรมานเพื่อเรา  นึกภาพออกไหมค่ะ

มนุษย์ทำอะไรไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นั่นคือข่าวดี และข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ง่ายมาก คือเชื่อด้วยใจ รับด้วยปาก แค่นั้นเอง เราเป็นลูกของพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า เราถูกเปลี่ยนมิติจากทาสของมาร  เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า  มารไม่เห็นเราเป็นลูกหรอก  เขาเห็นเราเป็นทาส  สับโขก เราได้ทุกวี่ทุกวัน  ทำให้เราทำผิด  หลงผิด พอทำผิดปุ๊บ กระหน่ำซ้ำเติมเราอีก นั่นคือนิสัยของมาร มารไม่เคยมีความสุข เมื่อเห็นมนุษย์มีความสุข  เขาพอใจที่จะเห็นมนุษย์ทุกข์ใจ เขาพอใจที่จะเห็นมนุษย์เศร้าตลอดเวลา ซึ่งทำให้พระเจ้าเสียใจ นึกออกไหม? พระเจ้ารักเรามาก พระเจ้าอยากให้มนุษย์มีความสุข พระเจ้าอยากให้มนุษย์ชื่นชมยินดีทุกวัน ถ้ามนุษย์เศร้าเสียใจ  พระเจ้าเสียใจมากกว่า ลักษณะเหมือนกับพ่อแม่อยากให้ลูกมีความสุข ถ้าลูกทุกข์ พ่อแม่ทุกข์กว่า ไม่ว่าทุกข์ด้วยเรื่องอะไร? ก็ตาม พ่อแม่จะทุกข์กว่าเรา

ฉะนั้น พอเราเห็นภาพ เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าให้กับเรา หรือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่พ่อแม่ให้กับเรา เราจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา เราจะไม่ทำสิ่งที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ  หรือทำให้พระเจ้าเสียใจ

ลูกา 1:18-20 “18 เศคาริยาห์จึงทูลทูตสวรรค์ว่า  “ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร  เพราะข้าพเจ้าก็ชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว” 19 ฝ่ายทูตสวรรค์นั้นจึงตอบว่า  “เราคือกาเบรียล  ซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่หน้าพระพักตร์พระเจ้า  และทรงใช้ให้มาพูดกับท่านและนำข่าวดีนี้มาแจ้ง 20 นี่แน่ะ  เพราะท่านมิได้เชื่อถ้อยคำของเราถึงเรื่องที่จะบังเกิดขึ้นตามกำหนด  ท่านก็จะเป็นใบ้ไปจนถึงวันที่การณ์เหล่านี้จะสำเร็จ”

 

ไม่เชื่อไง เศคาริยาห์เกิดความสงสัย ถามทูตสวรรค์ว่า …

“เป็นไปได้อย่างไร? ฉันแก่แล้ว ภรรยาก็แก่แล้ว เหตุการณ์นี้มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?” อะไรประมาณนั้น

ทูตสวรรค์ก็เลยบอกว่า … “เพราะเธอไม่เชื่อ  ฉะนั้น เธอก็จะเป็นใบ้  จนกว่าเด็กคนนี้จะคลอดออกมา แล้วเธอก็จะหายเป็นปกติ”

นี่คือสิ่งที่เศคาริยาห์ ได้รับ

ลูกา 1:21 “ฝ่ายคนทั้งหลายที่คอยเศคาริยาห์     ก็ประหลาดใจ  เพราะท่านอยู่ในพระวิหารช้านาน”

 

คำว่า “ช้านาน” ก็คือปกติคนที่เข้าไปถวายเครื่องบูชา ในพระวิหารต้องรีบๆ แต่เศคาริยาห์เนื่องจากต้องใช้เวลาคุยกับทูตสวรรค์ ก็เลยไม่ออกมาสักที คนก็ตั้งตาคอย เมื่อไรจะออกมาสักที

ลูกา 1:22-23 “22 เมื่อท่านออกมาแล้วก็พูดกับเขาไม่ได้  คนทั้งหลายจึงหยั่งรู้ว่าท่านได้เห็นนิมิตในพระวิหาร  ท่านใช้ใบ้กับเขา  และยังเป็นใบ้อยู่ 23 เมื่อหมดเวรของท่านแล้ว  ท่านก็กลับไปบ้าน”

 

เมื่อเศคาริยาห์ออกมา ทุกคนก็ตกใจ เศคาริยาห์เป็นอะไร พูดไม่ได้แล้ว ออกมาทำมือ ทำสัญญาณ ทุกคนก็เลยรู้ว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง ที่อยู่ในห้องอภิสุทธิสถาน ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ แต่ขณะนี้เศคาริยาห์ไม่สามารถพูดอะไรกับเขาได้ หรืออธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้

และในพระคัมภีร์บอกว่าพอหมดเวรในการถวายเครื่องบูชา เศคาริยาห์กับนางเอลีซาเบธก็กลับบ้านไป ทิ้งให้ผู้คนที่อยู่ข้างนอก รอด้วยความตั้งใจ ทิ้งให้เป็นปริศนา รอต่อไปว่าพระเจ้าจะทรงกระทำอะไรในชีวิตของเศคาริยาห์และนางเอลีซาเบธ  พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

**********************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2020 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอน 4 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  22  พฤศจิกายน  2020

 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”  ตอน 4

โดย  นคร   เวชสุภาพร

 

เรามาต่อซีรี่ย์นี้ … “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” เรามั่นใจมากขึ้น  เรียนมา 3 ตอน ตอนนี้ ตอนที่ 4 เรารู้ความจริงเยอะแยะมากขึ้นแล้วว่าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา เรารู้ว่าความทุกข์ยากลำบากนั้น คืออะไร?  เพราะฉะนั้น เรามีความมั่นคงไม่หวั่นไหว  ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากจริงๆ ซึ่งความหมายของคำว่า “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ที่เราได้สรุปกันไว้ 3 ตอนนั้น ก็คือการมีสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ  เวลาอยู่ที่บ้าน ก็นำไปอ่านออกจากปากของเรา เพื่อว่าหูเราจะได้ยิน สมองเราเปิดรับ ตาเราจะได้ดูถ้อยคำพระเจ้าเหล่านี้  ซึ่งเป็นความจริง  ปากเราได้พูดความจริงนั้น ให้หูตัวเองได้ยิน หูข้างใน คือหูทางวิญญาณ ก็ได้ยินชัด อ่านดังๆ ชัดๆ ให้ตัวเองฟัง …

“สันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ เป็นสภาวะที่ทำให้ความคิดจิตใจของท่านสงบ และมีความมั่นใจในความรอด ที่ได้รับมาแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งส่งผลให้ท่านไม่กลัวสิ่งใด และทำให้มีความพึงพอใจในทุกสิ่งที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เอเมน”

อยากให้เป็นคริสเตียนวันอาทิตย์ตลอดเลยนะ เพราะคริสเตียนวันอาทิตย์เต็มไปด้วยพลัง พูดชัดเจน ความเชื่อชัดแจ๋ว พอวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ มาถึงวันศุกร์ คริสเตียนวันศุกร์ ง่อยเลย  แต่เราไม่ง่อย เราสามารถเปิดถ้อยคำพระเจ้า เปิดยูทูป เปิดที่ผมบรรยายไว้ ไปเปิดฟังเอา อย่าไปเปิดอย่างอื่น เปิดสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เดี๋ยวยิ่งแย่ ยิ่งลำบาก อย่าไปฟังมันมากนัก

ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายบนโลกใบนี้ ซึ่งมนุษย์บนโลกใบนี้ ได้ถูกเปลี่ยนเป็นคน ก็คือคนที่วุ่นวายกันไปหมด เพราะระบบของโลกนี้ ถูกกำหนด ถูกครอบงำโดยมาร  มันก็สับสนวุ่นวาย แต่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ เราเรียนรู้มาแล้วว่าเรามีความหวังอยู่ที่ฮีบรู บทที่ 6 บอกไว้ เป็นเหมือนสมอเรือ ที่หลังม่าน ก็คือหีบพันธสัญญาในสมัยพระคัมภีร์เดิม ซึ่งเล็งถึงการทรงสถิตของพระเจ้า ปัจจุบันเราเป็นคริสเตียนแล้ว เราอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่แล้ว ความหวังหลังม่านของเรา ก็คือเป็นคริสเตียน บังเกิดใหม่แล้ว อยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า ในพระคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว

ความหวังหลังม่านของพวกเรา ก็คือข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ที่บอกว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  ตายที่ไม้กางเขน  เพื่อชำระล้างบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 และใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีนี้  เขาก็จะได้รับความรอดจากบาป เข้าไปอยู่ในสวรรค์ อยู่กับพระเจ้า มีชีวิตนิรันดร์ตลอดไป เอเมน

ในขณะที่เขารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ย้ายวิญญาณของเขา ผ่าตัดวิญญาณของเขา จากอยู่ในอาดัม มาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่าง ออกจากนรก มาอยู่ในสวรรค์ ออกจากเป็นทาสมารมาเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เอเมน  และพระองค์ทรงมาสถิตอยู่กับเขา ในร่างกายของเขา บนโลกใบนี้ ในขณะที่เขารับเชื่อ เรียบร้อยแล้วนั้น นี่คือส่วนหนึ่งในข่าวดี ที่เรามีความหวังหลังม่านนี่แหละ เอเมน

เพราะฉะนั้น ข่าวดี ก็คือหัวใจที่เราจะต้องยึดแน่นไว้ เป็นเหมือนหลักสมอ ที่ฝังแน่นอยู่ในความคิดจิตใจของเรา ต้องรู้จักข่าวดีนี้ตลอดเวลา พูดได้ตลอดเวลา เพื่อเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ พระเจ้าไม่ได้ทำความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ให้เกิดขึ้น  แต่พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้

“พระเจ้าทรงใช้”

พระเจ้าใช้ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ ให้เป็นเครื่องมือ ในการเสริมสร้าง นำพาลูกๆ ที่เกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ให้เจริญเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ เข้าไปสู่แผนการดีๆ ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้แต่ละคน และแผนการนั้น ก็คือให้แต่ละคนที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว ที่เป็นคริสเตียนแล้ว พระองค์ต้องการให้ทุกคนทำ เมื่อมาเชื่อพระองค์ ก็คือการสำแดงพระเยซูคริสต์ ที่สถิตอยู่ในเรา  ออกมาให้ผู้คนรอบข้างได้เห็น ให้โลกนี้ได้เห็นพระเยซู ซึ่งอยู่ในเรา ซึ่งเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู เราเป็นร่างกาย เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของพระเยซู พระเยซูเป็นศีรษะ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเรา คือสำแดงพระคริสต์ในเราออกมา

พระเยซูได้กล่าวไว้ว่า … “ท่านเป็นความสว่าง จงให้ความสว่างฉายแสงออกมาในตัวของท่าน ไม่ต้องทำให้ตัวเองเป็นความสว่าง เพราะท่านเป็นความสว่าง พระเยซูเป็นความสว่าง เราก็เป็นความสว่าง พระเยซูบอกว่าเพราะฉะนั้น เราพวกเดียวกัน ไปที่ไหน ให้ความสว่างที่อยู่ในเรา เป็นตัวจริงๆ ของเรามันปรากฏออกมา มันหมายถึงอย่างนั้น

คำว่า “ให้พระเยซูคริสต์สำแดงออกมา” บางคนบอกจะให้พระเยซูโผล่ออกมา ตัวเรานั่นแหละ เพราะตัวเรากับพระเยซู คือบุคคลเดียวกัน คือหนึ่งเดียวกัน  เป็นแสงสว่างเหมือนกัน และการให้แสงสว่าง ที่อยู่ในตัวจริงๆ ของเรา  ด้านใน ข้างในร่างกายนี้ ได้ฉายออกมา ก็คือการรับใช้อย่างเดียวที่ผู้เชื่อทุกคน กำลังอยู่ในระหว่างที่พระเจ้าฝึกฝนให้ทำสิ่งนี้ ซึ่งมันจะค่อยๆ เกิดขึ้นทีละนิด ทีละหน่อย เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ เรียกว่าการเจริญเติบโตทางวิญญาณ ไม่ต้องทำอะไรเลย มันเติบโตเองตามธรรมชาติ พระองค์เป็นผู้ควบคุม ด้วยตัวของพระองค์เอง ควบคุมกฎนี้ว่าท่านเกิดแล้ว ท่านต้องโต ท่านไม่ต้องทำอะไร ท่านก็ต้องโต เพราะพระเจ้าจะพาท่านโต โดยผ่านทางความรู้ ถ้อยคำพระเจ้าต่างๆ ในชีวิต ในแต่ละวันที่ได้เรียนรู้ และเผชิญกับความสุข ไม่ใช่ เผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ทุกขั้นตอน พระเจ้าเป็นผู้ดูแลอยู่ตลอด ใช้สิ่งนี้ ให้เป็นประโยชน์ในการที่จะสร้างเราให้เจริญเติบโต และใช้ได้ ซึ่งถ้าเมื่อเรารู้อย่างนี้ เราก็จะมีความมั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากใช่ไหม? … อ้อ! เรารู้แล้ว  เราก็จะไม่หวั่นไหว

เป้าหมายของเรา ก็คือสำแดงพระเยซูคริสต์ สำแดงตัวตนภายในของเราออกมา ในทุกพื้นที่ชีวิตของเรา ให้ผู้คนรอบข้างได้เห็น ให้คนในครอบครัวได้เห็น ให้คนในที่ทำงานได้เห็นให้คนที่โบสถ์ได้เห็น ให้คนทั้งโลกได้เห็น ไม่ว่าพระเจ้าจะนำเราไปที่ไหนก็ตาม ให้เขาทั้งหลายได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเราข้างใน ซึ่งเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นแสงสว่าง เป็นความรัก เอเมนไหม? ยากไหม?

เราคิดว่ายาก  เพราะเรานึกว่าเราต้องเป็นคนทำ แต่ตะกี้นี้ผมบอกแล้ว ขบวนการทั้งหมดนี้ พระเจ้าเป็นผู้ควบคุม และเป็นผู้ทำ ทุกขั้นตอน  มันไม่ยาก เพราะพระเจ้าเป็นผู้ทำ เราไม่ได้เป็นผู้ทำ  เราก็นึกว่าเราต้องพยายาม ไม่ต้อง แค่รับรู้ทางพระเจ้า รับรู้ความจริงนี้ อยู่เฉยๆ และอดทน ให้เป็นไปตามธรรมชาติ

ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา การถูกข่มเหงต่างๆ การเจ็บปวดต่างๆ เป็นกระบวนการทางธรรมชาติของการเจริญเติบโต ให้แข็งแรง เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความอดทน อุตสาหะ บากบั่น  และในที่สุด จนเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าสามารถใช้งานเราได้

ถามอีกที “พระเจ้าใช้งานอะไรเรา?”

พระเจ้าใช้เราให้ฉายแสงออกมา ให้เราสำแดงพระเยซูคริสต์ออกมา พระคัมภีร์จึงบอกว่า …

“ขณะที่ข้าพระองค์อ่อนแอและประสบความทุกข์ยากลำบาก เพื่อฤทธิ์เดชอำนาจของพระเยซูคริสต์จะได้สำแดงออกมาได้มากยิ่งขึ้น ผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก งานของเรา ก็คือผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก อดทน งานของพระเจ้า  คือฉายแสง ที่พระองค์ทรงกระทำ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ในชีวิตในร่างกายเรา ที่เราได้เกิดใหม่แล้ว เหมือนพระเยซูแล้ว เป็นแสงสว่างแล้ว นั่นแหละ พระคัมภีร์บอกว่าไม่มีใครที่จุดตะเกียง แล้วจะเอาไปครอบไว้ พระเจ้าจุดตะเกียงในตัวท่านแล้ว  เป็นแสงสว่างแล้ว  ยังไงๆ พระเจ้าให้มันสว่างส่องแน่นอน เอเมนไหม? พระองค์จะไม่เอาอะไรไปครอบมัน จุดไปแล้ว มันสว่างแล้ว

ความหวังหลังม่าน หรือความหวังในสวรรค์ จะชัดเจน มากยิ่งขึ้น ในทุกประสบการณ์ ที่ผ่านความทุกข์ยากลำบาก  นี่คือความจริง จดไว้ได้เลย จดไว้ในใจ ก็ได้ จดไว้ในกระดาษก็ได้ว่าความหวังหลังม่าน  ที่เราคุยกัน ที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว  ที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว  จากการเชื่อในข่าวดีของพระเยซู มันจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น ความหวังนี้จะเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น  ในทุกประสบการณ์ ที่เราผ่านความทุกข์ยากลำบาก

เปาโลจึงบอกไว้หลายครั้งในจดหมายฝากของเขาว่า …

“จงมีความชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากลำบาก”

ตอนเรามาเชื่อใหม่ๆ เราไม่เข้าใจ  ทุกข์ยากลำบากจะให้เราชื่นชมยินดีได้อย่างไง แต่พอเรารู้ ขอบคุณพระเจ้า เปาโลพูดถูกแล้ว จงมีความชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ อย่างที่บอก เหมือนกับว่าจงให้แสงสว่าง ฉายแสงความชื่นชมยินดีนี้ ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจ พยายามทำด้วยตัวเราเอง  แต่มันเกิดจากเราเจริญเติบโตมากเท่าไร? เราก็จะมีความยินดีมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเราเองอีกแล้ว

เหมือนตัวอย่างวงจรชีวิตผีเสื้อ ที่ได้เล่าให้ฟังเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กว่าจะเป็นผีเสื้อที่สวยๆ ที่เราได้เห็นในปัจจุบัน  มันต้องผ่านกระบวนการสร้าง ขบวนการอดทน ต่อความทุกข์ยากลำบาก ตามธรรมชาตินะ ผีเสื้อมันไม่ได้ทำอะไรเลย พูดง่ายๆ ว่าพระเจ้าเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ไว้อย่างนั้น มันต้องเกิดอย่างนี้แหละ เพื่อจะได้เกิดเป็นผีเสื้อ เริ่มจากไข่ ฟักตัวออกมาเป็นหนอน เรียกว่าหนอนแก้ว หรือตัวแก้ว จากตัวแก้ว เป็นการเริ่มกระบวนการสร้างความอดทนแข็งแกร่ง ตัวแก้วก็จะหยุดกินอาหาร  หยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว หลังจากสะสมอาหารกินเต็มที่เลย พุงกางเลย ใครเจอตรงต้นไม้จะเห็นเลย ตัวเขียวมาก อ้วนปรึ๊กเลย  เรียกว่าหนอนแก้ว กินเต็มที่เลย เพราะตามธรรมชาติรู้แล้วว่าเดี๋ยวก็จะเจอความทุกข์ยากลำบาก และพอเจอความทุกข์ยากลำบาก ก็คือหยุดกิน เริ่มไม่กินแล้ว  แล้วก็เริ่มชักใยตัวเอง จนกระทั่งตัวมันเองกลายสภาพ เรียกว่าดักแด้ … ดักแด้ คือตัวหนอนที่อยู่ข้างใน ของห่อข้างนอก เรียกว่าตัวใย ที่ห่อตัวหนอน แล้วเมื่อตัวหนอนภายในดักแด้ เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง จนโตเต็มที่ มีอวัยวะเหมือนผีเสื้อแล้ว ข้างในนะ จากหนอน มันกลายเป็นผีเสื้อ มันจะใช้ขาดันเปลือกดักแด้ ให้ปริกออกมา ตัวใยที่ถักล้อมตัวไว้  เป็นดักแด้ ที่มัดเหมือนไม่มีอิสรภาพแล้ว ถูกมัดเอาไว้ด้วยดักแด้ หนอนดักแด้ ตัวที่อยู่ภายใน เมื่อมันโตเป็นผีเสื้อ มันจะเริ่มขยับตัวออกมาจากเปลือก ค่อยๆ

ซึ่งถ้าใครเฝ้าดู ขบวนการผีเสื้อ พยายามจะเอาตัวออกจากดักแด้นี้ จะเห็นว่าผีเสื้อตัวอ่อนนี้ มันต้องใช้ความพยายาม และความอดทนอย่างมาก มันจะต้องใช้พลังงานทั้งหมด ที่สะสมมา ดันตัวเองออกมา เพื่อสู้ ออกกำลังเต็มที่  เพื่อ กัด แทะ ถีบ อะไรต่างๆ เพื่อจะออกมาจากตัวดักแด้ให้ได้  เพราะมันเริ่มเป็นผีเสื้อแล้ว

และถ้าใครมองดูอยู่ และอดใจไม่ไหว เป็นพวกโลกสวย ดราม่านิดๆ อยากช่วยตัวหนอน อยากช่วยผีเสื้อ สงสารมัน มันทรมาน มันอยากจะออกมาใช่ไหม? ช่วยมันนิดหนึ่ง ก็เอามีดไปกรีด พอกรีด มันก็ออกมาได้ ปรากฏว่าช่วยมัน หลุดออกมา นึกว่าเป็นผลดี แต่มันเป็นผลเสีย เพราะว่ามันออกมาเร็วเกินกว่ากำหนด ปีกยังไม่กล้าแข็งพอ มันสู้กับโลกภายนอกไม่ได้ ในที่สุด มันก็ตาย ถ้าไม่ตาย ก็เป็นผีเสื้อแบบพิการ  ไม่ได้โชว์อะไรเลย เห็นไหม? มันมีขบวนการของมัน ให้เจริญเติบโตแบบธรรมชาติ

วิธีการเดียวกันนี่แหละ ที่เกิดกับผู้เชื่อหรือคริสเตียนทุกคน เหมือนกัน ลักษณะเดียวกันเลย ท่านลองคิดดู เราดูคริสเตียนยุคเริ่มต้น คริสเตียนสมัยกรุงเยรูซาเล็ม ตอนที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายใหม่ๆ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เกิดอะไรขึ้น เกิดคริสเตียนรุ่นแรกขึ้น แล้วถามว่ารุ่นแรกเกิดอะไร? ทำไมเขาถึงมีความเชื่อสูงขนาดนั้น ผ่านความทุกข์ยากลำบาก

เพราะความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้น  ตอนแรกๆ มาเชื่อ เหมือนกับสะสมอาหารเต็มที่ อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี อัศจรรย์เกิดขึ้นเยอะแยะเลย มันน่าจะมีอัศจรรย์ต่อไปเรื่อยๆ คนจะได้มาเชื่อพระเจ้าเยอะๆ  คนที่เชื่อพระเจ้าจะได้มีความเข้มแข็ง มีกำลังความเชื่อเพิ่มพูน เยอะๆ เจริญเติบโตทางฝ่ายวิญญาณเยอะๆ ก็คิดอย่างนี้ แต่เปล่า อัศจรรย์เหล่านั้น เริ่มต้นนิดเดียว  เสร็จแล้ว ก็หยุดไป  ที่กลับมาใหม่นั้น เป็นการถูกข่มเหง รังแกอย่างหนัก แรกๆ มีอัศจรรย์เกิดขึ้น มีผู้เชื่อมากมาย เป็นพระพรต่างๆ ดีนะ ทุกคนมารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน  อยู่แบบสงบสุขในกรุงเยรูซาเล็ม ไม่ไปไหนเลย  พอถูกข่มเหงรังแกถึงขนาดสตีเฟนถูกเอาหินขว้างตาย ถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก ทุกคนเริ่มกลัว คนก็บอกว่า …

“กลัวก็ไม่ดีสิ เป็นคริสเตียน แล้วกลัวได้อย่างไร?”

เพราะเขากลัว กลัวแล้วทำอะไร? กลัว แล้วก็แตกฮือ ไม่อยู่แล้วกรุงเยรูซาเล็ม หนีตาย

“เป็นผู้เชื่อจะหนีตายได้อย่างไร?”

ก็มันหนีตายจริงๆ หนี เพราะเขาถูกข่มเหงรังแก ใครเป็นคนนำนะทั้งหมดนี้? พระเจ้าไม่ได้ทำให้การข่มเหงรังแกเกิดขึ้น มันเป็นไปตามธรรมชาติ แต่พระเจ้าใช้การข่มเหงรังแกนี้ ให้เป็นประโยชน์ ก็เลยให้คนเหล่านี้ที่กลัว ต่างคนต่างกระจัดกระจาย หนีไปรอบด้านของกรุงเยรูซาเล็ม ไปเมืองต่างๆ ไปเมืองโน้นเมืองนี้  จนไปถึงกรุงโรม ข่าวประเสริฐตามคนเหล่านี้ไป  ก็อย่างที่ตะกี้ที่ผมบอกว่าพระเจ้าใช้เขาให้เป็นแสงสว่าง ไปที่ไหนมันก็เอาความสว่างไปที่นั่น เห็นหรือยังว่าพระเจ้าใช้อะไร? ใช้ความทุกข์ยากลำบากใช่ไหม? แล้วเราคริสเตียนต้องทำอะไรไหม? ไม่ต้องทำอะไร ทำอย่างเดียว คือให้พระเจ้าใช้ อดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก

ถ้าเรามาเทียบกันตลอดระยะเวลา 2,000 ปีถึงทุกวันนี้ ก็เป็นอย่างนี้ตลอด นี่พูดถึงเรื่องเดียวนะ เรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า พระเยซูบอกให้ไปประกาศ ข่าวประเสริฐไปถึงสุดปลายแผ่นดินโลก  แล้วสาวกรุ่นแรก รุ่นเยรูซาเล็มอยากไปไหม? ไม่ มีความสุขอยู่ในเยรูซาเล็มพอแล้ว แต่เพราะความทุกข์ยากลำบากเข้ามา เลยกลัว กระจัดกระจาย ที่พระเจ้าสามารถใช้ได้ พระเยซูบอกไว้ล่วงหน้าแล้ว

มายุคปัจจุบัน ยุคใกล้ๆ เห็นชัดเลย อย่างหลายคนที่นี่ ก็มีประวัติเป็นคริสเตียนมาตั้งแต่ปู่ย่า … ปู่ย่าเกิดความทุกข์ยากลำบาก ที่เมืองจีน จึงต้องหนีมาพึ่งเย็นที่เมืองไทย ก็เลยนำเอาข่าวประเสริฐมาด้วย เห็นหรือยัง? ข่าวประเสริฐก็เลยไปถึงลูกหลานเหลนโหลนของตระกูลนี้ เป็นคริสเตียนไล่ตามเต็มไปหมด พอมองเห็นอะไรหรือยังว่าพระเจ้าใช้อะไร? แล้วใครเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้น พระเจ้าไม่ได้ทำให้ความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้น  ไม่ใช่พระเจ้าทำให้เกิดสงครามกลางเมืองในประเทศจีน เลยนำให้ผู้คนออกจากประเทศจีน สงคราม การฆ่ากัน การทำลายกัน เป็นการงานของมารทั้งสิ้น แต่พระเจ้าใช้ให้มันเป็นประโยชน์ มันเป็นความทุกข์ยากลำบาก เกิดความกลัว เกิดความอดอยาก  เกิดการข่มเหง  เพราะฉะนั้นหนีมา ก็นำเอาเมล็ดพันธุ์ในข่าวประเสริฐมาด้วย นี่จะเห็นชัด ลักษณะเดียวกัน พระเยซูก็ต้องผ่านความทุกข์ยากลำบาก  อธิษฐานจนเหงื่อเป็นเลือด เปาโลก็เห็นชัดเจน ผ่านความทุกข์ยากลำบาก ถูกเฆี่ยนตี ถูกทุบตี ถูกเอาหินขว้าง เพราะเอาหินขว้างจึงเข้าไปอยู่ในคุก เลยทำให้ครอบครัวทหารคนคุมคุก  มาเชื่อพระเจ้าเลยเป็นแหล่งกำเนิดคริสตจักรในเอเฟซัส ในฟิลิปปี ต่อๆ ไปเยอะแยะ ลักษณะเดียวกัน พูดแบบคร่าวๆ

เห็นหรือยัง เพราะเกิดความทุกข์ยากลำบาก เปาโลจึงได้มีโอกาสไปประกาศที่กรุงโรม อะไรอย่างนี้  นี่ลักษณะเดียวกันหมดเลย คือผ่านความทุกข์ยากลำบาก  เราจึงสามารถฉายแสงได้  ไม่ว่าจะยุคไหนของผู้เชื่อ เหมือนกันทั้งสิ้น วิธีการของพระองค์ก็อย่างนี้แหละ  ผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้  พระเจ้าให้ทนต่อความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น แล้วก็ฉายแสงออกไป เวลาพระเจ้าใช้ พระองค์ทำสิ่งหนึ่งเหมือนกันหมดเลย คือให้พระวิญญาณนำพาคนๆ นั้น ให้มองทะลุความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ไปที่ข้างหน้า อนาคต ไม่ให้มองหรือจมอยู่กับความทุกข์ยากลำบาก ในปัจจุบัน แต่ให้มองทะลุผ่านไปเลย ไปสู่อนาคต เหมือนพระเยซูทุกข์ทรมาน พระองค์ให้มองทะลุไปเลยเห็นผู้คนทั้งหลายบนโลกใบนี้ จะได้รับความรอด พ้นจากบาป  และเมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ ทรมานถึงสุดท้าย พระเจ้าจะยกพระองค์ขึ้น  มานั่งที่เบื้องขวาของพระองค์ในสวรรค์สถาน เห็นไหม? เปาโล เปโตร เหมือนกันหมด ผู้เชื่อก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ  เราทั้งหลายก็เหมือนกัน ให้มองทะลุความทุกข์ยากลำบาก มองไปที่หลังม่าน คือเราเป็นลูกพระเจ้า เราอยู่ในสวรรค์สถานแล้ว วันหนึ่งข้างหน้า เราจะได้รับร่างกายใหม่จากพระเจ้า คือร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์

มองไปที่ข้างหน้า ลักษณะเดียวกัน แล้วความหวังเหล่านี้ ที่พระวิญญาณนำเรามองข้ามไปที่ช๊อตข้างหน้าเลย ความหวังเหล่านี้เป็นถ้อยคำ ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ และให้คำมั่นสัญญาและสาบาน โดยพระเจ้าเองว่าพระองค์สัญญาว่าเป็นอย่างนี้ ทำแล้วเป็นอย่างนี้ พระองค์สาบานด้วยพระนามของพระองค์ที่เราได้เรียนรู้กันแล้ว

การมองไปที่ช๊อตข้างหน้า การมองไปที่ผลข้างหน้า ที่เราหวังเอาไว้ ที่มันแน่นอนชัดเจน เปาโลยกตัวอย่างเหมือนนักวิ่ง สมัยนั้นเขามีการวิ่งในยุคกรีก กำลังเฟื่องฟู สมัย 2,000 ปีก่อน  กรีกกำลังเริ่มต้นเป็นผู้ให้กำเนิดการแข่งขันโอลิมปิค จนมาถึงปัจจุบัน วิ่งเพื่อได้รับชัยชนะ แล้วจะได้มงกุฎใบไม้ ทุกคนก็วิ่งกันแบบสุดความสามารถ เปาโลบอกว่าให้เราเป็นผู้เชื่อที่เหมือนนักวิ่ง ต่างคนต่างก็เหน็ดเหนื่อยในการวิ่ง และทุกคนก็บากบั่นไปสู่เส้นชัย คือมงกุฎรางวัลที่จะได้รับ ซึ่งเป็นใบไม้ แต่ความหวังของเรา คือความรอดนิรันดร์ ร่างกายใหม่ ในหนังสือฟิลิปปี 3:12-16 มันเป็นอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเห็นว่าเราควรจะเป็นอย่างนั้น  เราก็ควรจะเป็นนักวิ่งๆ เหมือนกันนะ แต่วิ่งอย่างไร เรามาดูว่าเปาโลยกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้ว่าอย่างไร?

ฟีลิปปี 3:12-16 “12 ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าได้ทั้งหมดนี้แล้ว  หรือได้รับการปรับปรุง  ให้เป็นคนดีพร้อมแล้ว  แต่ข้าพเจ้ารุดหน้าไป  เพื่อฉวยเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งไว้  สำหรับข้าพเจ้า  เมื่อทรงฉวยข้าพเจ้ามาเป็นของพระองค์ 13 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าตนเองฉวยสิ่งนี้มาได้แล้ว  แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง  คือลืมสิ่งที่ผ่านมา  และโน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า 14 ข้าพเจ้ารุดหน้าไปสู่หลักชัย  เพื่อคว้ารางวัล  ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกข้าพเจ้าจากสวรรค์  ผ่านทางพระเยซูคริสต์  ให้ไปรับ 15 พวกเราทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  ควรมีทัศนะเช่นนี้  และถ้าท่านคิดเห็นแตกต่างไป  ในบางประเด็น พระเจ้าจะทรงให้ท่านเข้าใจเรื่องนั้น  อย่างแจ่มแจ้งด้วย 16 ขอแต่เพียงให้เราดำเนินชีวิต  ให้สมกับสิ่งที่เราได้รับมาแล้ว”

 

เปาโลบอกว่า … “ข้าพเจ้ายังไม่ได้สิ่งทั้งหมดเหล่านี้” หมายถึงยังไม่ดีพร้อม  ไม่ได้ถูกปรับปรุง นิสัยเป๊ะเลย  นิสัย คือความประพฤติ ไม่ได้เกี่ยวกับความรอด  ความรอด เราได้โดยพระคุณความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้ได้มาเพราะความประพฤติ เปาโลบอกความประพฤติของเขาไม่ได้ดีพร้อมเลย  แต่เขาไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น เขารุดหน้าต่อไป ความดีพร้อมในวิญญาณของเขา เพราะว่าพระเยซูได้ฉวยเขาไว้แล้ว พระเยซูได้ช่วยเขาให้รอดแล้ว เขาได้บังเกิดใหม่แล้ว เขาเป็นของพระเยซูไปแล้ว พูดง่ายๆ

เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่สนใจปัจจุบันเลย บากบั่นอย่างเดียว แล้วโน้มตัวไปที่ข้างหน้า ก็คือมองไปที่ข้างหน้า  ที่ไหน?  … “ข้าพเจ้ารุดหน้า โน้นตัวไป” นึกถึงนักวิ่งนะ ยิ่งใกล้ถึงเส้นชัยเท่าไร? ยิ่งเหมือนกับขาอยู่ข้างหลัง ดูในข่าว เห็นชัดเลย โน้มไปข้างหน้า ไม่สนใจใคร ไม่สนใจด้านข้าง ด้านหลัง ใครจะวิ่งมาไม่วิ่ง ใครจะแข่งกับเราขนาดไหน? หรือว่าใครจะเชียร์อย่างไร ไม่รู้ ไม่สนใจ สนใจมองข้างหน้าอย่างเดียว เส้นชัยอย่างเดียว แล้ววิ่งสุดชีวิต นี่เป็นลักษณะอย่างนั้น

“ข้าพเจ้ารุดหน้าไปสู่หลักชัย เพื่อคว้ารางวัล ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกข้าพเจ้าจากสวรรค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ให้ไปรับ คือข้าพเจ้าได้รับไปแล้ว และจะไปรับอีกทีหนึ่ง สุดท้าย ตอนที่จากโลกนี้ไป เดี๋ยวในนี้บอกไว้

“พวกเราทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรมีทัศนะเช่นนี้ และถ้าท่านคิดเห็นแตกต่างไป พระเจ้าจะทรงให้ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างแจ่มแจ้งด้วย  ขอเพียงแต่ให้เราดำเนินชีวิต ให้สมกับสิ่งที่เราได้รับมาแล้ว”

อะไรที่เราได้รับมาแล้ว การบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า  การนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน  ในนี้บอกเราได้รับมาแล้ว  แล้วเราจะวิ่งไปทำไมอีก เดี๋ยวในนี้มีบอกไว้  อธิบายต่อ  เพราะฉะนั้น เราควรจะมีชีวิตอย่างนี้ โน้มไปข้างหน้า วิ่งอย่างเดียว  ไม่ใช่เอาความทุกข์ยากลำบากมาตั้งไว้ที่ข้างหน้า แต่มองทะลุไปเห็นมงกุฎ  … มงกุฎนั้นคืออะไร? ฟิลิปปี 3:17-21

ฟีลิปปี 3:17-21 “17 พี่น้องทั้งหลาย  จงร่วมกันทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า  และเลียนแบบ ผู้ที่ดำเนินชีวิต  ตามแบบอย่างที่เราได้ให้ท่านไว้ 18 เพราะว่าดังที่ข้าพเจ้าเคยพร่ำเตือนท่าน  และบัดนี้  ก็เตือนอีกด้วยน้ำตาว่ามีหลายคนที่ใช้ชีวิตอย่างเป็นศัตรู  ต่อไม้กางเขนของพระคริสต์ 19 ปลายทางของพวกเขา คือความพินาศพระของเขา  คือกระเพาะ  เขาภูมิใจในสิ่งที่ควรอับอาย  ปักใจอยู่แต่กับสิ่งฝ่ายโลก 20 แต่เราเป็นพลเมืองสวรรค์  และเราเฝ้ารอคอยพระผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์ คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า 21 พระองค์จะทรงเปลี่ยนกายอันต่ำต้อยของเรา  ให้เหมือนพระกายอันทรงพระเกียรติสิริของพระองค์  โดยฤทธานุภาพที่สยบทุกสิ่งไว้ใต้อำนาจของพระองค์”

 

ให้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของเปาโล ก็คือเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ และก็ได้เตือนหลายคนแล้วที่ไม่เชื่อในข่าวดีนี้ นี่หมายถึงอย่างนั้นว่าคนที่ไม่เชื่อในข่าวดีนี้ อยู่ในความพินาศ ซึ่งอยู่ในการตัดสินลงโทษอยู่แล้ว เพราะไม่ต้อนรับผู้ที่จะมาช่วย  ก็คือพระเยซู พระเยซูมาช่วย แล้วเราไม่เอา ก็คือตกนรกอยู่ดี มันหมายถึงอย่างนั้น แล้วในนี้เลยบอกว่า …

“แต่เราเป็นพลเมืองสวรรค์” … “แต่เรา” หมายถึงผู้เชื่อแล้ว  แต่เราพวกที่เชื่อแล้ว ได้เกิดใหม่แล้ว เป็นพลเมืองของสวรรค์แล้ว เป็นแล้วนะ แล้วทำอะไรต่อ?  และเราเฝ้ารอคอยผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์ อ้าว! เป็นแล้วทำไมรอคอย อ่านต่อไป “คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์จะทรงเปลี่ยนกายอันต่ำต้อยของเรานี้” เห็นหรือยัง?  เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว วิญญาณข้างในของเรา แต่ร่างกาย ภายนอกนี้ จำเป็นต้องตาย และวันหนึ่งจะได้รับร่างกายใหม่ พระเยซูจะเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเรา  ให้เหมือนพระกายอันทรงพระเกียรติสิริของพระองค์ ด้วยฤทธานุภาพที่สยบทุกสิ่งไว้ใต้อำนาจของพระองค์ ด้วยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่  คือพระสิริของพระเจ้า

เขามองทะลุความทุกข์ยากลำบาก มองไปที่รางวัลข้างหน้า ก็คือร่างกายใหม่ เต็มไปด้วยพระสิริ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนนี้ได้มัดจำไปแล้ว 99.99%  ได้เกิดใหม่ข้างในแล้ว มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ข้างในของเรา เป็นพยานยืนยันว่ามันเป็นจริง เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ตามถ้อยคำของพระเจ้าเหล่านี้ ตามข่าวดีของพระเจ้าเหล่านี้ แล้วเราก็พุ่งตรงไปข้างหน้าว่าทำงานให้พระเจ้าไม่นาน ให้พระเจ้าใช้ในการฉายแสง พระเยซูคริสต์ฉายแสงสว่างออกมาจากชีวิตของเรา แล้วแต่พระองค์จะนำไปที่ไหน ก็ตาม เราจะอดทนเอา เราจะไม่สนใจในโลกใบนี้แล้ว จะวิ่งอย่างเดียวเลย ไปที่เป้าหมายของเรา คือร่างกายใหม่ ร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์

เพราะฉะนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ เราอาจจะไม่เข้าใจ ไม่มีคำตอบว่าเพราะอะไร? มันถึงเกิดขึ้น เราก็ไม่สนใจ สิ่งเดียวที่เรารู้และมั่นใจ และเป็นความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ของเรา ก็คือพระเจ้าสถิตอยู่กับเราแล้วตอนนี้ ตลอดเวลา  ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยละเราเลย และพระองค์ทรงห่วงใย รักเราดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ ถ้อยคำพูดไว้อย่างนั้น แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา ก็ยืนยันอย่างนั้น และเรารู้อยู่ว่าเราได้อยู่ในสวรรค์ เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ตอนเริ่มเชื่อแล้ว เราได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ มีชีวิตนิรันดร์ อยู่ในครอบครัวของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว 99.99% แล้ว รออีกนิดเดียวเอง ก็จะครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อเรารับร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ มาแทนร่างกายอันต่ำต้อยนี้  ในวันหนึ่งที่ทิ้งร่างนี้ หมดการงานบนโลกใบนี้แล้ว

เวลาอีกนิดหนึ่งที่เตรียมไว้ เพื่อแผนการของพระเจ้าจะได้สำเร็จ และแผนการของพระเจ้าที่เตรียมไว้สำหรับเราผู้เชื่อทุกคน  ก็คือสำแดงพระเยซูคริสต์ ฉายแสงออกมา ก็คือนำเอาข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ไปปรากฏกับมนุษย์ทั้งหลาย ทั่วโลกใบนี้  แล้วพระองค์จะนำไปที่ไหนก็ตาม  โดยพระองค์ทรงใช้ความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นแหละ และเมื่อเสร็จการงานของเรา เราก็จะได้พัก สวมร่างกายใหม่ คือร่างกายสวรรค์ที่เหมือนพระเยซูนิรันดร์ อยู่ในโลกใหม่ สรรพสิ่งใหม่ ทุกสิ่งถูกสร้างใหม่ ไม่มีมารมาหลอกลวงอีกต่อไป  ไม่มีบาปอีกต่อไป เราจะอยู่ที่นั่นในครอบครัวพระเจ้านิรันดร์ ในพระคัมภีร์โรม 8:28 บอกว่าพระองค์ทรงใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา ในชีวิตของเราบนโลกใบนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ทำงานร่วมกัน ให้เกิดเป็นผลดีสำหรับเราผู้ที่รักพระองค์

“ผลดีสำหรับเรา” ก็คือเราจะยินดีมากเลย เมื่อวันหนึ่งที่เราจะได้รู้ว่าเราได้ฉายแสง และทำการของพระเจ้าให้ดีที่สุดแล้ว มีผู้คนได้รับพรตรงนี้เยอะแยะมากมาย ผ่านทางชีวิตของเรา รู้หรือไม่รู้ตอนนี้ ก็ไม่รู้ แต่วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อเราเสร็จการงาน เราจะรู้ เราจะยินดี และพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีในชีวิตของเรา  คือให้เราได้บังเกิดใหม่ด้วยความเชื่อในพระเยซูแล้ว เข้ามาสถิตอยู่กับเรา  ภายในเราแล้ว พระองค์จะทรงกระทำต่อไป จนกระทั่งสำเร็จ เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์อย่างแน่นอนจนกว่าจะถึงวันของพระเยซู ถ้อยคำพระเจ้าในฟิลิปปี 1:6 บันทึกเอาไว้อย่างนั้น  ผู้ที่ให้คำสัญญาเหล่านี้ ทั้งหมดนี้ ยังได้ยืนยันด้วยการสาบาน ด้วยพระนามของพระองค์ คือผู้มีพระนามว่าไม่มีนาม ผู้มีพระนามว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย  ผู้ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด  ผู้ทรงครอบครองและควบคุมอยู่เหนือสิ่งสารพัดและทุกสถานการณ์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว  นอกจากพระองค์ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ผู้ทรงประกอบกิจการงานใดๆ ก็ได้ ไม่มีใครขวางพระองค์ได้เลย แม้แต่นิดเดียว

ยืนยันถึงขนาดนี้ว่าผู้นี้เป็นผู้ให้คำสัญญา เป็นผู้บอกอย่างนี้ แล้วจะเชื่อไหม? ตอบว่า “เชื่อครับ เชื่อแล้วครับ” เพราะได้เชื่อไปแล้วด้วย

เพราะฉะนั้น เราต้องรับรู้ความจริงตรงนี้ให้ได้ว่าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา และเราก็อยู่ฝ่ายพระเจ้า  เรากับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นทีมเดียวกัน เป็นพวกเดียวกัน ต้องรับรู้ตรงนี้ให้ได้ ยืนยันตรงนี้ให้ได้ และเช่นเดียวกัน เราต้องรับรู้ความจริงด้วยว่านี่เป็นเหตุให้โลกนี้ เป็นศัตรูกับเรา โลกนี้ต่อต้านเรา  เกลียดเรา เหมือนที่พระเยซูบอก เพราะเราอยู่ฝ่ายพระเจ้า คำว่า “อยู่ฝ่ายพระเจ้า” แสดงว่ามีอีกฝ่ายหนึ่ง

ระบบของโลกนี้ ที่มีมารครอบครองอยู่ชั่วคราว มารยังกระทำการงานบนโลกใบนี้อยู่ชั่วคราว รอกระบวนการพิจารณาคดี ความยุติธรรม ที่ได้ถูกตัดสินไปแล้ว  คือมารลงนรกแล้ว รอกระบวนการให้ทำสำเร็จเท่านั้นเอง อีกแป๊บเดียว  แต่ในขณะที่รอแป๊บเดียว  โลกใบนี้  มีมารครอบครองอยู่ เมื่อมารครอบครอง มารเป็นศัตรูกับพระเจ้า  เพราะฉะนั้น สมการมันจึงออกมาอย่างนี้ว่ามารอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้า  ระบบของโลกนี้ ซึ่งถูกครอบครอง ครอบงำโดยมาร เป็นศัตรูกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า เราอยู่ฝ่ายพระเจ้า  เพราะฉะนั้น ระบบของโลกนี้  เป็นศัตรูกับเรา ต่อต้านเรา และเกลียดเรา ซตพ. นี่คือความจริง เราต้องรู้และต้องยอมรับ เราไม่ใช่ของโลกนี้อีกต่อไปแล้ว

“โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา    ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว”

ไม่ใช่ของเรา อย่าไปหวังอะไรบนโลกใบนี้ เราจะไปหวังพึ่งศัตรู มีแต่ขโมย ฆ่า และทำลาย ทุกข์หนัก

เพราะฉะนั้น ความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้น คือศัตรูทำ แต่พระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา แก้ไข เอาความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้  ทำให้เกิดผลดีเสียเลย  นี่คือปัญญา ความยอดเยี่ยม ความเก่งกาจ ความมหัศจรรย์ของพระเจ้านั่นแหละ

ขอบคุณพระเจ้า แม้โลกจะต่อต้านเรา เกลียดเรา แต่เรามีพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด อยู่กับเรา  อยู่ข้างในเรา พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเราเลย  ไม่เคยละเราเลย รักเรามากมาย ดั่งแก้วตาดวงใจ อยู่ฝ่ายเราจริงๆ สดุดี 139:15-16 อยากให้ท่านอ่านตรงนี้ ท่านจะได้เห็นชัดเจนว่าพระเจ้าทรงรักเรา และอยู่กับเราอย่างไร? ดูแลชีวิตเราอย่างไร?

สดุดี 139:15-16 “15 โครงร่างของข้าพระองค์ ไม่ได้ซ่อนเร้นจากพระองค์  เมื่อข้าพระองค์ถูกสร้างขึ้นในที่ลี้ลับ  เมื่อข้าพระองค์ถูกถักทอขึ้นในห้วงลึกแห่งแผ่นดินโลก 16 พระเนตรของพระองค์ ทรงเห็นข้าพระองค์  ตั้งแต่ข้าพระองค์ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง  ทุกวันคืนที่กำหนดไว้  สำหรับข้าพระองค์ ทรงบันทึกไว้ในสมุดของพระองค์  ก่อนที่วันเหล่านั้นจะมาถึง”

 

ก่อนอธิษฐาน พระองค์ก็ทรงทราบแล้วว่าเราอธิษฐานขออะไร? ก่อนเราจะคิด พระองค์ทรงรู้แล้วว่าเราจะคิดอะไร? … “ทุกวันคืนที่กำหนดไว้ สำหรับข้าพระองค์ สำหรับเราทั้งหลาย ทรงบันทึกไว้ในสมุดของพระองค์ไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่วันเหล่านั้นจะมาถึง” ก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น พระองค์ทรงทราบแล้ว รู้แล้วว่าเป็นอย่างไร? ชื่อของเรา พระองค์ก็ทรงสลักไว้ที่ฝ่ามือของพระองค์

ถ้อยคำของพระองค์บอกอีกในหนังสือโรม บทที่ 8 บอกว่าไม่มีฤทธิ์อำนาจอะไร? ไม่มีใครที่ไหนจะมาเอาเราออกไปจากความรักของพระองค์ได้ ไม่มีทาง พอใจไหม? พระเยซูบอกว่าผมทุกเส้นของเรา พระบิดาก็ทรงนับไว้แล้ว มันร่วงไปกี่เส้น?

เพราะฉะนั้น อยู่บนโลกใบนี้เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก จากโลกวิปริต จากความบาป  ที่มันปกคลุมเข้ามาจากมนุษย์ล้มลงในความบาป สมัยอาดัม และผลของความบาป เกิดความตาย  และเข้าไปสู่มนุษย์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายเลยวิปริตไปด้วย  เพี้ยนไปด้วย  ทำสิ่งต่างๆ ที่ชั่วร้าย จะชั่วร้ายจากวิปริต หรือระบบโลกวิปริต หรือระบบคนวิปริต หรือจะเกิดสิ่งเลวร้าย เกิดขึ้นจากเราเอง ซึ่งถูกหลอก โดยมาร และระบบของโลกนี้ ไปหว่าน ไปกระทำในสิ่งที่ผิดกฎ ตามธรรมชาติที่พระเจ้าวางไว้  เราก็ได้รับเคราะห์ สิ่งที่ไม่ดี เข้ามาในชีวิตของเรา ต้องเผชิญกับการถูกข่มเหง โดยไม่ได้ทำ ก็มี เขาเรียกว่าข่มแห่งโดยธรรมชาติของระบบของโลกนี้ ที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า

ดังนั้น ถ้าเราถูกข่มเหงจากการเป็นผู้เชื่อก็ได้ สิ่งเหล่านี้ มันแป๊บเดียวเอง จริงๆ มันไม่เยอะ และไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก  ที่มาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง อย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้ ก็ตาม ไม่ว่ามันจะมาจากทางไหนก็ตาม จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม  จะมีคำตอบหรือไม่มีก็ตาม เรามีความหวังอย่างแน่นอน 100% ว่าความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ไม่ว่ามันจะมาแบบชนิดใด ก็ตาม เมื่อเราเชื่อในพระเจ้า วางใจในพระองค์ เป็นลูกของพระองค์แล้ว พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ในความทุกข์ยากลำบากนั้น พระเจ้าสถิตอยู่กับเราแล้ว เราอยู่กับพระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์ทรงรักเราดั่งแก้วตาดวงใจ อยู่กับเราเสมอ เป็นฝ่ายเรา ต้องย้ำยืนยัน เพราะมารมันจะคอยกระซิบ คอยจะยุแยงให้เราตีกับพระเจ้า ให้เราทะเลาะกับพระเจ้า  ให้เรารู้สึกฟ้องผิดกับตัวเองว่าเราแย่แล้ว เราไม่ดีแล้ว พระเจ้าตีเรา พระเจ้าไม่ชอบเรา แล้วให้เราหนีออกจากพระเจ้าไป เพื่อว่าเราจะได้รับความรอดเหมือนเดิม แต่เราไม่ได้ฉายแสงสว่างของพระเยซูออกมาจากชีวิตของเราแล้ว ฉายไม่ได้แล้ว ก็เปรียบเหมือนผีเสื้อพิการ ก็เปรียบเหมือนผู้ได้รับความรอด แต่รอดแบบพิการ ที่พระคัมภีร์บอก รอดเหมือนรอดด้วยไฟ เราไม่สามารถทำการงานที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เราได้สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่สามารถฉายแสงออกมาได้ ไม่สามารถเป็นผีเสื้อที่บินสวยงามตามธรรมชาติที่ให้มันบิน เพราะเราเข้าใจผิด  เราถูกหลอก

พระเจ้าจะใช้ความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ซึ่งพระองค์ไม่ได้เป็นผู้ทำ อย่างที่บอกไว้ ย้ำอีกที ให้เกิดประโยชน์ เป็นผลดีในชีวิตของเรา ตามแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้ได้อย่างแน่นอน  มารก็พยายามที่จะขัดขวางตรงนี้ วิธีขัดขวาง อย่างที่บอก ขโมย ฆ่า และทำลาย ถ้าขโมยให้หมดเลย ก็คือปิดบังตา ไม่ให้เราเชื่อในข่าวประเสริฐเลย ตายลูกเดียว  แต่ถ้าเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว มารพยายามปิดบังตาเราต่อ เพื่อไม่ให้เรารู้ความจริง  เพื่อให้รู้ว่าเราแย่ เราไม่ดี แต่ไม่ใช่เลย เพื่อให้เราทะเลาะกับพระเจ้าเอง ให้เราไม่มั่นใจในตัวพระเจ้าของเรา ก็เกิดการไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ตามที่พระเจ้าได้วางไว้ในชีวิตของเรานั่นเอง ซึ่งบางคนถูกหลอก  หลอกด้วยวิธีอะไร? หลอกด้วยวิธีอย่างที่ตะกี้นี้บอก เอาระบบของโลกนี้มาใส่ในสมองของเรา ให้เราเชื่อพระเจ้าแบบผิดๆ บางคนมาเชื่อพระเจ้าตั้งนานแล้ว แต่ยังคงให้ความสำคัญมากกว่าการแสวงหาความสำเร็จ ในทางที่พระเจ้าวางไว้ ก็คือให้ความสำคัญกับความสำเร็จทางโลกมาก

นี่แหละคือหนึ่งในจำนวนการหลอกลวงของมาร ให้เราไม่มั่นใจในสิ่งที่พระเจ้าวางไว้ ยกตัวอย่างพระเจ้าใช้ความทุกข์ยากลำบากให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของเรา  พระองค์ทรงอยู่ด้วยในความทุกข์ยากลำบากของเรา สมมตินะ รอพระเจ้าไม่ไหว ไม่อยากทุกข์ยากลำบาก มารมาหลอกเราว่า …

“วิธีนี้ง่ายกว่า ไม่ต้องไปรอพระเจ้าหรอก ทำเองเลย”

ยกตัวอย่างตอนนี้ โควิดอย่างนี้ ไปรอพระเจ้าทำไม? ทำด้วยตัวเอง ด้วยระบบของโลก วิตกกังวลระบบของโลก ดิ้นรน  ทำอะไรต่างๆ ที่ตรงกันข้ามกับที่พระเจ้าได้สอนไว้ ไม่ใช่ด้วยความรักแล้ว ด้วยความโลภ ด้วยความกลัว ไปทำอะไรที่ผิดๆ เอาตัวรอด โกงเขาเลย ขายยาเสพติดเลย  ทำสิ่งที่ไม่ดีเลย  ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน ตอนนี้ใครๆ เขาก็เอาตัวรอด อย่างนั้น

นี่คือการหลอกลวง อยากจะประสบผลสำเร็จทางระบบของโลก  ให้คุณค่าของคำว่าความสำเร็จบนโลก อยู่ที่ความมั่งมี ความร่ำรวย มีชีวิตที่สุขสบาย เห็นไหม? อยากสุขสบาย พอมีความทุกข์เข้ามา  ก็บอกว่าความทุกข์นี้มาจากพระเจ้า  พระเจ้าไม่มีจริงหรอก กระซิบข้างหูเราต่างๆ

“ถ้ามีจริงๆ คงไม่ปล่อยให้เราทุกข์ยากลำบากอย่างนี้ ถ้ามีจริงก็ต้องทำอย่างนี้?”

มันจะพูดไปเรื่อยเปื่อยต่างๆ  เพื่อมาบอกเราว่า …

“มาสุขสบายดีกว่า โลกนี้เขาให้เธอสุขสบาย อย่าไปเชื่อเลย มาทำอย่างนี้ดีกว่า”

แล้วถ้าเราไปเชื่อตามมัน เสร็จเลย มันไม่มีจริง เพราะฉะนั้น เราอาจจะถูกหลอกไปสู่ความสุขสบาย มีชีวิตอยู่ที่สุขสบาย ร่ำรวย มีเงินใช้ ไม่ขาดแคลน ใครๆ ก็อยากได้  เห็นไหม? แข็งแรงอยากได้ไหม? ไม่ป่วยอยากได้ไหม? อยากได้ พระเจ้าบอก …

“อดทน รอ พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย”

เธอป่วย มันก็บอกว่า … “ไม่จริงหรอก ถ้าพระเจ้ามีจริง ก็หายสิ ถ้าพระเจ้ามีจริง สัญญาแล้ว ทำไมอธิษฐาน แล้วก็ไม่หาย อธิษฐานไม่เห็นตอบเลย มาทางนี้ดีกว่า ไปหาเข้าทรงเลยดีไหม?”

เรากำลังให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า ความแข็งแรงใช่ไหม? เราไม่อยากจะทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นใช่ไหม?  ซึ่งมันเป็นไปได้ไหม? ท่านลองคิด เราเรียนกันไปแล้ว มันเป็นไปได้ไหม? สุขภาพแข็งแรง เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองมากมาย มันจะหลอกให้เราไปยึดติดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งในทางพระเจ้าแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือของมาร ความสำเร็จในเรื่องนี้ เป็นเครื่องมือของมาร ที่ใช้ในการหลอกลวงของมนุษย์ เพื่อที่มันจะได้มาซึ่งการขโมย ฆ่า และทำลาย  ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา มาในทุกรูปแบบ เพื่อจะล่อลวงเราไป  สู่ระบบของโลกใบนี้ ที่เรียกว่าสุขสบาย แข็งแรง มีชื่อเสียง ประสบผลสำเร็จ (แบบโลกใบนี้) แต่ทางพระเจ้าท่านจะสำเร็จใน ทางพระเจ้า มันต้องผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก อย่างแน่นอน และระบบของโลก ก็บอกอยู่แล้วว่ามันหลอกลวง มันไม่มีจริง ขืนไปเชื่อมัน ก็ถูกหลอก 2 ต่อ คือไม่ได้ด้วย แถมทุกข์หนักอีกต่างหาก แต่ถ้ามาเชื่อพระเจ้า วางใจในพระองค์ อาจจะทุกข์ยากลำบากบ้าง แต่มันแป๊บเดียว ท่านจะเข้าไปสู่สันติสุขในพระเจ้าที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ

ท่านลองคิดดูนะ ถ้าพระเจ้าจะให้ท่านแข็งแรง ถามว่าต้องแข็งแรงขนาดไหน ถึงจะพอ ถ้าแข็งแรง จนกระทั่ง ท่านพอแล้ว ท่านจะระวังตัวเองในเรื่องการกิน การดื่ม การออกกำลังกายไหม? ต้องเท่าไรถึงจะให้ท่านหันมาดูแลสุขภาพท่าน ในสุขลักษณะ ถ้าท่านพึ่งพระเจ้า แข็งแรงตลอดเวลา ง่ายๆ พระเจ้าต้องให้เกียรติ ชื่อเสียงกับท่านเท่าไร? ท่านถึงจะคิดว่าพอแล้ว เอาเกียรติกับชื่อเสียงบนโลกใบนี้  แค่นี้พอแล้ว ท่านคิดว่าท่านสต๊อปมันอยู่ไหม? ถ้าท่านมีชื่อเสียงที่พระเจ้าให้ ท่านคิดว่าท่านจะอ่อนถ่อมสุขภาพไหม? ไม่เหลิงไหม? เปาโลยังกลัวเลย ต้องอวยพรท่านให้ท่านร่ำรวยทรัพย์สมบัติเท่าไรถึงจะเรียกว่าพอ ท่านถึงไม่อยากจะได้เพิ่มอีก สักเท่าไรดี? ปีนี้อาจจะบอก 1 ล้าน  พอได้ 1 ล้าน ท่านจะพอไหม? พอไปอีกกี่ปี? ท่านเห็นไหม? โลกนี้มันเป็นอย่างนี้  แต่พระเจ้าสัญญาว่าบนโลกใบนี้  พระองค์ทรงสัญญาให้สิ่งที่เกินกว่านี้ทั้งหมดเลย คือสันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว

สันติสุขนี้ คือมีความมั่นใจในความรอดที่เราได้รับมาแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ส่งผลให้เราไม่กลัวสิ่งใดๆ อีกแล้ว และทำให้เราพึงพอใจในทุกสิ่งที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทั้งสิ้น และนี่คือสิ่งที่พระเยซูสัญญาว่า …

“ใครก็ตาม ที่แบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข”

“เป็นสุข” ในที่นี้ ก็คือสุขสงบ  สันติสุขเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจนั่นเอง

พระเยซูสัญญาไว้ตรงนี้ว่าใครแบกภาระและเหน็ดเหนื่อย แบกภาระเรื่องบาปของตัวเอง ความรู้สึกตัวเองเป็นคนบาป มาหาพระองค์ พระองค์จะไถ่บาป  พระองค์ไถ่บาปให้เรียบร้อยแล้ว  เสร็จแล้วพระองค์ให้สันติสุขนี้ คือความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ นี่คือสิ่งที่เป็นจริง และไม่มีใครเอาจากเราไปได้  คือสันติสุขท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก แล้วเราค่อยมาเรียนรู้ว่าเคล็ดลับตรงนี้ คืออย่างไร? ในตอนต่อๆ ไป เรื่องนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้  เราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์มันจะแย่ไปกว่านี้อีกถึงเมื่อไร? ซึ่งในอดีต ตามที่บันทึกในประวัติศาสตร์มา มันก็มีแย่ๆ อย่างนี้ อยู่เยอะแยะมากมาย แย่กว่านี้ยังมีเลย แล้วถ้ามันแย่กว่านี้อีก เราจะอยู่อย่างไร? ถ้าเราไม่มีความจริงเหล่านี้อยู่ เราจะอยู่ได้หรือไม่? เพราะฉะนั้น ตัวนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเรียนรู้กันในช่วงนี้ให้มากๆ นี่คือความหวัง นี่คือคำสัญญาอย่างแท้จริง ซึ่งเราสามารถยึดได้ว่ามันเป็นจริง อย่าให้โลกมาหลอกลวงเราในสิ่งที่เขาเรียกว่าเหมือนคำพูดเพราะ แต่มันไม่ได้เป็นจริง มันเป็นเรื่องไร้สาระ  พระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2020 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอน 3 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  15  พฤศจิกายน  2020

 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”  ตอน 3

โดย  นคร   เวชสุภาพร

 

วันนี้เรามบรรยายต่อเนื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอนที่ 3 พูดกับใคร? พูดกับตัวเอง เจอแน่ พระเยซูบอกไว้เลยว่า …

“อยู่บนโลกนี้ ท่านต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา” เป็นเรื่องธรรมดา

และสัปดาห์ที่แล้ว เราก็ได้ย้ำความจริงกันแล้วว่าความทุกข์ยากลำบากนี้ ไม่ได้มาจากพระเจ้า ย้ำอีกทีไม่ได้มาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่แสนดี พระองค์เป็นพระเจ้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา เป็นความดีงาม ต้องจำตรงนี้ไว้แม่นๆ แต่ความทุกข์ยากลำบากมีสาเหตุมาจาก …

(1) ความเสียหายของระบบของโลกใบนี้ที่ล้มลง ในความบาป เนื่องจากอาดัม และเอวากบฎต่อพระเจ้า และความสาปแช่ง ก็เข้ามาบนโลกใบนี้ทั้งหมด ระบบของโลกใบนี้จึงเสียหาย ความเห็นแก่ตัว ความชั่วร้ายต่างๆ ปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ เหนือมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง โดยมารซาตาน

(2) เกิดจากการหว่าน เข้าไปทางกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง หว่านลงไปในระบบของความบาป พูดง่ายๆ ขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์บนโลกใบนี้ แล้วท่านลองคิดดูสิ ความทุกข์ยากลำบากมันเกิดขึ้น จากมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละ มนุษย์หว่านอะไรลงไป แล้วเราก็ต้องเก็บเกี่ยวอย่างนั้น  และคนอื่น ก็ต้องเก็บในสิ่งที่เราหว่านไม่ดีด้วย มันเป็นอย่างนี้ ยุ่งวุ่นวายไปหมด เขาถึงเรียกคนไง จากมนุษย์ ที่มีจิตใจประเสริฐ กลายเป็นคน คน คือมันยุ่ง ยุ่งไปหมด

(3) เกิดจากการเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า การมาเชื่อในพระเยซู ก็มีผล คือการต่อต้าน  จากระบบของโลกใบนี้ ก็เกิดความทุกข์ยากลำบากขึ้น

และพระเจ้าก็สามารถให้ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องมือสำหรับเสริมสร้าง การฝึกฝน ลูกๆ ของพระองค์ คือคริสเตียนทั้งหลาย ให้เจริญเติบโตทางวิญญาณ ใช้ให้เป็นประโยชน์เลย ให้ลูกๆ ของพระองค์ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ประสบกับความทุกข์ยากลำบาก เกิดความอดทน และความอดทนจะเกิดเป็นอุปนิสัยใหม่ ในวิญญาณ ที่พระเจ้าจะใช้ได้ โรม 5:1-5 บันทึกไว้อย่างนี้

โรม 5:1-5 “1 เหตุฉะนั้น  เมื่อเราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรม  โดยความเชื่อแล้ว  เราจึงมีสันติสุขกับพระเจ้า  โดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา 2 โดยทางพระองค์  เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่นี้ด้วยความเชื่อ  และเราจึงชื่นชมยินดีในความหวัง  ที่จะได้มีส่วนในพระเกียรติสิริของพระเจ้า 3 ไม่เพียงเท่านั้น  แต่เรายังชื่นชมยินดี  ในความทุกข์ยากของเราด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น  ก่อให้เกิดความบากบั่น 4 ความบากบั่น ทำให้เรามีอุปนิสัยที่พิสูจน์แล้วว่าใช้การได้  และอุปนิสัยเช่นนั้น  ทำให้มีความหวัง 5 และความหวังไม่ทำให้เราผิดหวัง  เพราะพระเจ้าทรงเทความรักของพระองค์ เข้ามาในจิตใจของเรา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่เรา”

 

เอเมน ความอดทน ทำให้เกิดความหวังที่แท้จริง ความหวังที่ได้พิสูจน์ โดยผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก  และเกิดเป็นความอดทน  ความหวังตรงนี้ คือความหวังในหลังม่าน ความหวังในการทรงสถิตของพระเจ้า  ก็คือในสวรรค์สถาน  ที่เราทั้งหลาย เมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราได้อยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้านี้ ได้อยู่ในหลังม่านนี้ ได้อยู่ในสวรรค์นี้เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน

นี่คือความหวัง และมันจะชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อมีการทดสอบผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก ความหวังนี้เป็นเหมือนสมอ เป็นหลักที่ยึดมั่นคงของความคิดจิตใจ ไม่ว่าจะเจอพายุโหมกระหน่ำ แรงเท่าไรก็ตาม ไม่ว่าจะเจอปัญหาความทุกข์ยากลำบาก ใหญ่แค่ไหนก็ตาม สมอหรือหลักที่เรายึดไว้ ในความหวังนี้ จะเป็นตัวยึดให้เราสามารถอยู่ได้ และไม่โครงเครง ไม่หวั่นไหว และความอดทนนี้  จะทำให้เกิดสันติสุขที่พระเจ้าสัญญาไว้ สันติสุขนี้เกิดขึ้นได้ที่บนโลกใบนี้เลย สันติสุขท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา สันติสุขซึ่งเกินความคิดของตัวเราเอง และมนุษย์ทั้งหลาย รอบข้างเราจะเข้าใจว่าสันติสุขนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เจอพายุโหมกระหน่ำอย่างนี้ เจอปัญหาทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ ยังมีสันติสุข ยังมีความสงบได้อย่างไร? เป็นความสงบสุขที่แท้จริงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ท่ามกลางทุกสถานการณ์ของชีวิต

ซึ่งคำว่า “สันติสุข” หรือความสงบสุข เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจนี้ เราได้เรียนครั้งที่แล้วว่าในพระคัมภีร์ ฉบับขยายความ แอมพีฟายไบเบิ้ล ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าหมายถึงอะไร? เรามาเรียนรู้นิดหนึ่ง

หมายถึงสภาวะที่จะทำให้ความคิดจิตใจของท่านสงบ เพราะมีความมั่นใจในความรอด ที่ท่านได้รับมาแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งส่งผลให้ท่านไม่กลัวสิ่งใดๆ อีกแล้ว และทำให้ท่านมีความพึงพอใจในทุกสิ่งที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เอเมน นี่คือสันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ที่พระเจ้าสัญญาว่าเราได้แน่นอน เมื่อเราเชื่อในพระองค์ วางใจในพระองค์ และพระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับเรา

ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของคนบนโลกใบนี้ ไม่ใช่มนุษย์ เป็นคน วุ่นวายไปหมดเลย เราผู้เชื่อทั้งหลาย ผู้ที่มีความหวังใจในหลังม่าน ผู้ที่รู้ตัวเองว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา เราอยู่ในพระองค์ เราสามารถปลีกวิเวก ไม่ต้องอยู่ในป่า ไม่ต้องอยู่ในถ้ำ ไม่ต้องแอบอยู่ในบ้าน ไม่ต้องพบปะผู้คนเลย  ไม่ใช่  ยังดำเนินชีวิตเป็นปกติ อยู่ท่ามกลางฝูงชน อยู่ท่ามกลางผู้คนทั้งหลายที่พระเจ้าส่งเราเข้าไปในที่ต่างๆ ไปทำงานทำการที่ไหนก็ตาม เหมือนเดิมนั่นแหละ  เหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป บนโลกใบนี้  แต่เราสามารถปลีกวิเวกได้ตลอดเวลา คือเราสามารถจดจ่อที่จิตใจ ที่ข้างในตัวของเรา ที่วิญญาณของเราข้างใน ที่เรานั่งอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน  ที่เรามีความหวังใจ ที่สมอเราปักอยู่ ที่หลังม่าน  จงจำไว้ว่าหลังม่าน คือสถานที่พระเจ้าสถิตอยู่ และตอนนี้หลังม่านนั้น ก็คือในหัวใจของเรา เราสามารถปลีกวิเวกเข้ามาอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น เราสามารถปลีกวิเวกได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเรียกว่าตลอด 16 ชั่วโมงเลย  สมมติว่า 8 ชั่วโมงหลับไป ตื่นขึ้นมาปุ๊บ เราปลีกวิเวกเลย เข้าไปอยู่ข้างใน นึกออกใช่ไหม?

และเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ก็อย่าคิดว่าตั้งใจจะทำสิ่งที่ดี ตามถ้อยคำพระเจ้าบอกแล้ว ทำดีหมดเรียบร้อยแล้ว ก็จะไม่เจอความทุกข์ยากลำบาก ที่พระเยซูบอกแน่นอน ทำตามที่พระเจ้าบอกแล้ว อย่าคิดอย่างนั้น  เพราะแม้ว่าเราจะเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ทำดีอย่างที่พระองค์บอกแล้วก็ตาม  เราก็ยังคงต้องเจอกับความทุกข์ยากลำบาก เพราะมันอยู่บนโลกใบนี้แล้ว สดุดี 34:18-19 ได้บันทึกไว้อย่างนี้

สดุดี 34:18-19 “18 องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงอยู่ใกล้ผู้ที่หัวใจแตกสลาย และทรงช่วยผู้ที่ท้อแท้สิ้นหวัง 19 คนชอบธรรมอาจเจอความทุกข์ร้อนหลายอย่าง  แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยให้เขาผ่านพ้นทุกอย่างไปได้

 

“คนชอบธรรมอาจเจอความทุกข์ร้อนหลายอย่าง” คนชอบธรรม คือพวกเราทั้งหลายที่เชื่อในพระเจ้า  คนชอบธรรม คือคนดี โดยกำเนิด ในวิญญาณของเราเป็นผู้ชอบธรรม เป็นคนดี คนดีอาจเจอความทุกข์ร้อนหลายอย่าง บนโลกใบนี้ นี่ตั้งแต่พันธสัญญาเดิมนะ คนชอบธรรม หมายถึงคนที่เชื่อ วางใจในพระเจ้า ในสมัยนั้น เขาก็ต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบาก พอมาถึงพันธสัญญาใหม่ พระเยซูก็บอกว่า …

“ในโลกนี้  พวกท่านก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากเหมือนกัน”

ก็แปลว่าทุกคนต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก บนโลกใบนี้เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียน หรือไม่เป็นคริสเตียนก็ตาม โลกใบนี้มัน  เสียหาย  มันวุ่นวายไปแล้ว เหมือนตะกี้ที่บอกว่าความทุกข์ยากลำบาก มันมาได้วิธีใด แต่เป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่อในพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรม  เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยแล้ว ได้เปรียบ ดีกว่ามากมายเลย เพราะว่าขณะที่เผชิญความทุกข์ยากลำบากนั้น มีพระเจ้าสถิตอยู่ข้างในของเรา จูงมือเราเดินผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น เอเมน แค่นี้เอง ก็ดีกว่าตั้งเยอะแล้ว

ดังนั้น ใครก็ตามที่ฟังอยู่ตอนนี้ ไม่มีพระเจ้าสถิตอยู่ข้างในท่าน ยังไม่ได้เป็นลูกพระเจ้าใช่ไหม? ยังไม่มีความหวังชัดเจนว่า …

“ฉันเอาความหวังไปอยู่ที่ไหนดี เมื่อเจอความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ฉันจะไปหวังที่ไหนดี”

มีทางเดียว คือทางพระเยซูคริสต์ พระเยซูจะพาท่านไปพบกับพระเจ้า โดยผ่านทางความเชื่อ ในพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระเจ้า ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และชำระบาปให้กับท่าน วันที่ 3 พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย ชำระบาปให้กับท่าน เชื่อแค่นี้เอง ความหวังนี้ก็เกิดทันที เพราะว่าร่างกายของท่านจะเป็นวิหารของพระเจ้า  พระเจ้าจะเข้ามาสถิตอยู่กับท่าน  และจากนี้ไป  เป็นหน้าที่ของพระเจ้าที่จะนำพาชีวิตท่าน อย่างที่เรากำลังคุยกันในวันนี้ ผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งเกิดขึ้นแน่ๆ บนโลกใบนี้ ท่านจะเดินคนเดียว โดยพึ่งพาตัวเอง กำลังตัวเอง  ในการผ่านชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างนั้นหรือ? คิดให้ดีๆ ว่าอะไรที่ได้เปรียบกว่ากัน

เพราะฉะนั้น เรากลับมาถึงผู้ที่เชื่อแล้ว เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นลูกของพระเจ้า  เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ก็อย่าคิดนะว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก

“ฉันแค่พยายามทำความดีทุกอย่าง ทำตามคำสอนทุกอย่าง แล้วจะต้องไม่เจอกับความทุกข์ยากลำบากอย่างแน่นอน”

มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเจอแน่ ต่อให้ทำดีอย่างไร? ทำตามพระเจ้าขนาดไหน? ก็ต้องเจอ เดี๋ยวเราจะเรียนรู้กันต่อไปว่าทำไม? รายละเอียดมากขึ้น ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ อยู่บนโลกใบนี้ พูดง่ายๆ ตราบใดที่เรายังไม่ตาย เราก็จะมีความทุกข์ยากลำบาก ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แน่นอน บอกกับตัวเองเลย คนที่เป็นคริสเตียน ถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นคนดี เป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้า ก็ประสบความทุกข์ยากลำบากได้เหมือนกัน ซึ่งเมื่อเจอแล้ว ก็ไม่ต้องตกใจว่าโอ้โห ทำไมเจอ

หลายครั้งเราได้ยินคำสอน เพราะเราตกใจ พอเราตกใจ เราก็ไปหาคำตอบ เราก็ได้ยินคำตอบ คือคำสอนที่มาแบบแปลกๆ หลายครั้งที่เราได้ยินคำสอนว่าคริสเตียนที่ต้องเจอกับความทุกข์ยากลำบากทั้งหลาย เป็นเพราะว่าไปทำอะไรผิดต่อพระเจ้าหรือเปล่า?  คุ้นๆ นะ มีนะ ไปทำอะไรผิดไหม? ไปทำบาปอะไรหรือเปล่า? ลองสำรวจตัวเองให้ดีๆ ว่าไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า? หรือไปทำอะไรให้พระเจ้าโกรธ ลงโทษหรือเปล่า? ใส่ร้ายพระเจ้าอีกต่างหาก แต่ความจริง คือความทุกข์ยากลำบากหลายครั้ง ที่มาถึงเรา  โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย มันก็เกิดขึ้นอยู่แล้ว บางครั้ง เราหว่านสิ่งที่ไม่ดี เราก็ได้รับสิ่งที่ไม่ดี มันก็เป็นไปตามกฎของความทุกข์ยากลำบาก เป็นการเพิ่มเติมความทุกข์ยากลำบาก แต่หลายครั้ง เราไม่ได้หว่าน อะไรเลยที่ไม่ดี ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักหน่อยหนึ่ง  แต่ก็ยังต้องรับความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น จริงไหม?  มันเป็นเรื่องจริงๆ นะ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องหวั่นไหว ไม่ต้องตกใจ พอเกิดความทุกข์ยากลำบาก …

“ฉันทำอะไรผิด ฉันทำอะไรแย่”

อย่างเช่น ในปัจจุบัน โรคระบาดโควิด ที่เกิดขึ้นตอนนี้ เราไม่ต้องทำอะไรเลย ผลของโควิดก็มาถึง ที่เรานั่งใส่หน้ากากนี้ ไม่ใช่ผลของมันหรือ? คริสเตียนบางคนในโลกนี้ ติดโควิด ตายก็มี เขาทำอะไร? บางคนก็บอก …

“เขาทำบาป”

ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย มันก็เกิดขึ้น ถามบางคนบอกว่า …

“ต้องสารภาพบาปกับพระเจ้า ต้องขอพระเจ้า เอาโควิดออกไป”

ใช่หรือไม่? ท่านคิดเอาเองก็แล้วกันนะ บางคนเขาสอนจริงๆ นะว่าโควิด มันมาจากพระเจ้า สมัยก่อนก็บอกว่าเอดส์ก็มาจากพระเจ้า ลงโทษคนบาป แล้วคนไม่บาป ก็โดนด้วย หมายถึงคนที่ทำบาป ผิดศีลธรรมทางเพศ พระเจ้าลงโทษให้เอดส์มา แล้วเด็กๆ ที่เกิดมา แล้วติดเอดส์เลย เขาไปทำอะไรผิดทางเพศ เห็นไหม? เราใส่ร้ายพระเจ้ามากเกินไปหรือเปล่า? คิดให้ดีๆ โรคร้ายต่างๆ มันมีมาเยอะแยะมากมาย และนอกจากโควิด ในอดีต โรคฝีดาษ อหิวาตกโรค ตาบอด หูหนวก ถามว่าต้องทำอะไรไหมเกิดมาหูหนวกเลย เกิดมาตาบอดเลย ทำอะไรหรือเปล่า? มนุษย์ก็สอนกันผิดๆ ก็พยายามไปหาใหญ่เลย อดีตทำอะไร พ่อแม่เธอไปทำมั้ง ไปกันใหญ่ว่ากันตามตรง ถ้าจะลากกันยาวขนาดนั้น ต้องลากยาวแบบพระเจ้าบอก ลากไปถึงโน้นเลย บรรพบุรุษ คืออาดัมและเอวาไปทำบาปนั่นแหละ คำสาปแช่ง ความบาปต่างๆ ความเสียหายของระบบโลกใบนี้ รวมทั้งการเป็นอยู่ของมนุษยชาติเสียหายไป ก็เพราะความบาปของมนุษยชาติที่เอาบาปเข้ามาบนโลกใบนี้นั่นเอง โลกมันถูกสาป วิปริตไปแล้ว มันจึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา เป็นผลของมัน ผลของความบาป คือความตาย ความตายกำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั่นเอง

เพราะฉะนั้น เราหนีความทุกข์ยากลำบากของโลกใบนี้ ไปไม่ได้หรอก ไม่มีทาง แต่เราสามารถหนีความทุกข์ จากความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นได้ เราสามารถมีความสงบ มีสันติสุขท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นได้  เอเมน  เราต้องคิดตรงนี้ ให้ชัดๆ นี่คือความจริง

รวมความ ก็คือการฝึกตัวเองให้มีความมั่นคงไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก  เราจำเป็นจะต้องฝึกตัวเองในสิ่งที่ควรจะทำ อันดับแรก ต้องรับรู้ว่าพระเจ้าบอกอะไรเรา ที่เป็นความจริง เราจะไม่ถูกหลอกไง พอเราถูกหลอกว่าพระเจ้าลงโทษเรา  เราก็ไม่แสวงหาสันติสุขแล้ว จะมีสันติสุขได้อย่างไร? เพราะพระเจ้าลงโทษเราอยู่ เราก็พยายามไปหาผิดที่

“ฉันคงเลวมาก ฉันคงอันโน้นอันนี้”

แล้วก็ยุ่งไปหมดเลย ไม่เจอสันติสุข ไม่เจอศัตรูตัวจริงว่าใครเป็นคนทำให้เรา เป็นอย่างนั้น หรือความทุกข์ยากลำบาก มันเกิดขึ้นจากอะไร?

คำถาม ก็คือ … “แล้วเราควรจะทำตัวอย่างไร? ฝึกฝนตัวเองอย่างไร? เพื่อให้ได้สันติสุขเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่เข้าใจตรงนี้ได้”

คำถาม คือเราควรทำอย่างไร? ก็อย่างที่บอกอันดับแรก ก็คือความจริง  พระเยซูบอก ความจริงจะทำให้เราเป็นไท ความจริงเยอะๆ จะทำให้เราเป็นไทเยอะๆ ความจริงจะทำให้เรามั่นคงไม่หวั่นไหว ความจริงจะทำให้เราอดทนนานนนนนนน ได้ ความจริงจะทำให้เราเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณได้ ความจริงจะทำให้ความหวังในการอยู่ในสวรรค์สถาน หลังม่านที่จะอยู่ชั่วนิรันดร มันชัดเจน จับต้องมองเห็นได้ เพราะเรารู้ความจริงเหล่านี้ มันชัดขึ้นทุกวันๆ โรม 8:16-18 มาดูสิว่าเราควรทำตัวอย่างไร? ฝึกฝนอย่างไร? พระเจ้ากำลังนำเราไปสู่สันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจได้ด้วยวิธีใด จะทำให้เราไม่หวั่นไหว มีความมั่นคง ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งเกิดขึ้น  เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้

โรม 8:16-18 “16 พระวิญญาณเอง  ทรงยืนยันร่วมกับวิญญาณจิตของเราว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า 17 บัดนี้ ถ้าเราเป็นบุตรของพระองค์แล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ ถ้าเราร่วมทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระองค์ เราก็จะร่วมในพระเกียรติสิริของพระองค์ด้วย 18 ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ยากของเราในปัจจุบัน เทียบไม่ได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งจะทรงสำแดงในเรา”

 

อ่านตามผมนะ … “พระวิญญาณเอง ทรงยืนยันร่วมกับวิญญาณของเรา”

อันนี้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เชื่อในพระเจ้า พระวิญญาณของพระเจ้าสถิตกับเรา เข้ามาอยู่กับเรา  ตอนที่เรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ทันทีเลย และพระวิญญาณที่เข้ามาอยู่กับเรา จะเป็นพยานยืนยันกับตัวเรา … ตัวเราจริงๆ ก็คือวิญญาณของเรา จะเป็นพยานกับวิญญาณของเรา กับความคิดจิตใจ ที่เป็นใจใหม่ ที่พระเจ้าให้กับเราตลอดเวลาเลยว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราอยู่หลังม่านแล้ว  เราเป็นลูกของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นลูกธรรมดา เป็นทายาท

เป็นทายาทหมายถึงเป็นลูก และมีมรดกเตรียมไว้ให้ด้วย  ไม่ใช่เป็นลูกธรรมดา แต่มีทรัพย์สมบัติไว้ให้ด้วย เป็นพยานว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า ถ้าเราเป็นลูกของพระเจ้า เราก็เป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เพราะฉะนั้น อันนี้ไม่ค่อยอยากอ่านนะ

“เพราะฉะนั้น เราก็ต้องร่วมทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระเยซูด้วย”

อย่าตกใจ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง ในข้อ 17 บอกว่า … “บัดนี้ ถ้าเราเป็นบุตรของพระองค์แล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ ถ้าเราร่วมทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระองค์ เราก็จะร่วมในพระเกียรติสิริของพระองค์ด้วย”

คำว่า “ถ้าเราร่วมทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระองค์” ตรงนี้ เป็นภาษาเปรียบเทียบว่ามันเป็นธรรมชาติอย่างนี้เอง … เมื่อท่านเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ ท่านก็ได้เป็นลูกของพระเจ้า เหมือนพระเยซูคริสต์ … ถูกไหม? พระเยซูคริสต์ได้อะไร? ท่านก็ได้ด้วย ถูกไหม? พระเยซูคริสต์ได้พระสิริ ได้รับเกียรติจากพระเจ้า มาเป็นลูกและเป็นทายาท นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ท่านก็ได้รับเหมือนกับพระองค์เลย คือเป็นลูกของพระเจ้า ได้เป็นทายาทพระเจ้าร่วมกับพระคริสต์ และได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ถูกไหม? เมื่อท่านเป็นหนึ่งกับพระเจ้า  พระเยซูคริสต์ได้ตรงนี้แล้ว ท่านก็ต้องได้ตรงนี้ด้วย ได้ร่วมทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระองค์ด้วย มันหมายถึงอย่างนี้ คำว่า “ถ้า” ไม่ได้หมายถึงว่าได้หรือไม่ได้? แต่มันเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู รับสง่าราศีด้วยกัน  เวลาเจ็บ ก็ต้อง …

“ไม่เอา”

ไม่เอาได้ไหม? มันไม่ใช่เราเลือกนะว่าจะเอาหรือไม่เอา มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นอย่างนั้นเอง มันต้องเป็น มันไม่ใช่ว่าเราเลือกว่าไม่อยากเจ็บ ไม่ได้ ก็เหมือนกับเรามาเชื่อพระเยซูแล้ว แล้วเราบอกว่า …

“ไม่อยากเป็นลูกพระเจ้า  ขอเป็นทาสพระองค์”

ได้ไหม? ไม่ได้ เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง เป็นธรรมชาติ เมื่อมาเชื่อพระเยซูแล้ว ได้บังเกิดใหม่  ก็ต้องเป็นลูก พระเยซูเป็นอะไร? เราก็เป็นตามนั้น

เจ็บ ก็ต้องเจ็บด้วยกัน ภาษาเดิม คำว่า “ทนทุกข์อย่างแท้จริง”  ตรงนี้มันแปลว่าทนทุกข์ในลักษณะเดียวกันกับพระเยซู เพราะเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว  ทนทุกข์แบบพระเยซูทนทุกข์ ลักษณะเดียวกัน เดี๋ยวเราไปดูว่าลักษณะเดียวกันเป็นอย่างไร? ทนทุกข์อย่างนี้ โดยวิธีอะไร?  โดยวิธีที่พระเยซูสถิตอยู่ในเรา เป็นหนึ่งเดียวกับเราแล้ว จะเป็นผู้นำเราไปเอง ตามธรรมชาติ พระเยซูจะนำเราเผชิญความทุกข์ยากลำบาก วิธีเดียวกันกับที่พระองค์กระทำตอนเผชิญความทุกข์ยากลำบากบนโลกนี้ พระองค์ก็ทำอย่างนั้นแหละ พูดง่ายๆ อุปนิสัยของพระองค์ ก็เป็นของอุปนิสัยเราด้วยเช่นเดียวกัน ถูกไหม? เพราะเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระเยซูต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ยกตัวอย่างเช่น ตอนถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขน อย่างอยุติธรรม สิ่งที่พระเยซูทำ  และเราก็ต้องฝึกฝน ทำตามด้วย เพราะพระเยซูกำลังนำเราไปอย่างนั้น เช่นเดียวกัน  สิ่งที่พระเยซูทำคืออะไรตอนที่ถูกจับไป  …

(1) พระเยซูไม่ทำบาป … พระเยซูทรงทำอะไรตอนที่เผชิญความทุกข์ยากลำบาก เอาง่ายๆ เลย ตอนที่ถูกจับ ก่อนไปถูกตรึงที่ไม้กางเขน โดยความอยุติธรรม ถูกเฆี่ยนตี ถูกถ่มน้ำลายรดหน้า เขาเรียกว่าดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยามทุกชนิด แล้วก็ทำการทรมานพระองค์อีก  สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญนี้ พระองค์ทรงโต้ตอบด้วยวิธีใด ไม่ทำบาป ก็คือไม่ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับน้ำพระทัยพระเจ้า  ทำตามพระเจ้านั่นเอง คือไม่ทำบาป  ทั้งๆ ที่ทรมาน ทั้งกายและใจ พระองค์ยอม  ไม่ตอบโต้เลย

เพราะฉะนั้น พระเยซูก็นำพาเราในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ ผ่านความทุกข์ยากลำบาก โดยโต้ตอบแบบเดียวกับที่พระเยซูโต้ตอบ ก็คือเมื่อผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นมา ไม่ทำบาป

ทุกคนก็คิดว่า … “เอ๊ะ! ผ่านความทุกข์ยากลำบาก ไม่ทำบาป แปลว่าอะไร?”

ทำบาป คือทำสิ่งที่ไม่เป็นไปตามน้ำพระทัย ตอนที่เราผ่านความทุกข์ยากลำบาก พระเยซูจะฝึกเราให้เหมือนพระองค์ ยกตัวอย่าง ไม่โกงเขา เวลาเราจะโกงเขา อาจจะผ่านความทุกข์ยากลำบาก เพราะเราไม่มีเงินใช้ มองไป ลูกก็ต้องเรียนหนังสือ ข้าวจะกินก็ไม่มี ต้องผ่านความทุกข์ยากลำบากไหม? ผ่านความทุกข์ยากลำบาก ในยามโควิดอย่างนี้ การค้าก็ไม่ได้ เงินเดือนก็ไม่มี อธิษฐานรอคอยพระเจ้า แต่ปรากฏว่ามีโอกาสผ่านเข้ามา ถ้าเราโกงเขา เราคอรับชั่นตรงนี้ เราก็จะได้เงินมากินข้าว  สามารถพ้นจากความทุกข์ยากลำบากไปได้  เราจะทำไหม? นี่แหละ คือสิ่งที่พระเยซูบอกว่าพระองค์ให้เราทุกข์ร่วมกับพระองค์ ในลักษณะของพระองค์

เราไม่คอรับชั่น เรากลับมาที่บ้าน ก็ยังไม่มีเงินเหมือนเดิม ถามว่าตอนนั้นทุกข์ไหม?  ลูกก็ไม่มีค่าเล่าเรียน อาหารก็ไม่พอ แถมเขามาทวงค่าเช่าบ้านอีก ทุกข์ไหม? นั่นแหละ ทุกข์ … ทุกข์เพราะเราไปทำอะไรมาบ้าง? เราไปหว่านอะไรไม่ดีไหม? ไม่ใช่ ทุกข์เพราะร่วมกับพระเยซู แปลว่าอย่างนี้   เราไม่โกงเขา

บางครั้ง การพูดโกหก ทำให้เราสุขสบายขึ้นนะ  แต่เราไม่โกหก ใช่ไหม? รัฐบาลบอกจะช่วยอย่างนี้ๆ เราไม่มีเงิน เราอยากให้ช่วย เราไปโกงสิทธิ์ ไปโกหกเขาบอกว่าเราอายุเท่านี้ๆ เรามีสิทธิ์เท่านั้น แล้วเราก็ไปเอาเงินเขามา อย่างนี้เป็นต้น  เราไม่เอาเปรียบเขา เราไม่เห็นแก่ตัว เราไม่ขโมย สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น แลกกับความสุขสบายกับความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้น แม้ขัดสน เราก็ไม่ขโมย  ให้มันรู้ไปว่าจะต้องตาย ฉันก็จะไม่โกงเขา ฉันก็จะไม่เอาเปรียบเขา สมมติ ในยามที่โควิดหนักกว่านี้ ในยามที่เกิดข้าวยากหมากแพง เราจะไปทะเลาะกับชาวบ้านเขาไหม? เราจะแย่งของที่เขาแจกไหมว่าไม่มีน้ำกิน ถ้าไม่มีน้ำกิน ตายนะ เราก็จะไปทุบ สู้กับคนอื่นเขา จะไปแย่งน้ำเขามา เพื่อว่าลูกเมีย ครอบครัวเราจะได้มีกิน อย่างนั้นหรือ? เห็นไหม?

แต่ถ้าเราไม่เอา เขาแย่ง เราไม่แย่ง เขากลับมาแย่งเราอีก  แล้วเขาแย่งเอาไปได้ด้วย  เพราะเราไม่สู้เขา ทุกข์ไหม? ทุกข์ แต่เรามีความหวังในพระเจ้า ที่สถิตอยู่กับเรา นี่แหละ คือการทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ชนิดที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ผมพยายามอธิบาย มันลึกซึ้งกว่านี้นะ

(2) พระเยซูอดทนนานในการอธิษฐานกับพระเจ้า … พระเยซูไม่โต้ตอบ ถึงแม้จะทุกข์ยากลำบากถึงตาย ถึงทรมานก็ตาม พระองค์ทรงอดทนนาน ตอนอธิษฐานที่สวนเกเสมเน รู้แล้วว่าจะต้องไปถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์ทุกข์ทรมานถึงขนาด กลัว เหงื่อเป็นเลือดเลย  เสร็จแล้ว ในที่สุด พระองค์อธิษฐานจบลงตรงที่ว่าขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า  พูดง่ายๆ ตายเป็นตาย  ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย อดทนนานในการอธิษฐานกับพระเจ้า เห็นไหม?

นี่คือวิถีทางที่เราจะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ก็ต้องวิธีเดียวกัน และเราไม่ต้องพยายามนะ อย่างที่ตะกี้นี้บอกพระเยซูจะนำเราไปเอง เป็นธรรมชาติ จากข้างในตัวเรา พระเยซูพยายามที่จะนำเราออกมาจากวิญญาณข้างใน ให้เราดำเนินชีวิตด้วยวิญญาณที่อยู่ข้างใน

(3) พระเยซูตอบสนองต่อความทุกข์ยากลำบาก ด้วยวิธีมีความหวัง ไม่ใช่มองความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น แต่พระองค์มองไปที่ข้างหน้า คือมองไปที่พันธสัญญาของพระองค์ ก็คือพระบิดาสัญญากับพระองค์ว่าพระองค์ทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ เพื่อรวบรวมมนุษย์ทั้งหลายทั้งหมด ให้กลับมาสู่พระเจ้าพระบิดา ผ่านทางพระองค์ … พระองค์บอกว่าเมื่อพระองค์ถูกยกขึ้น คือเมื่อถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์จะนำพาผู้คนบนโลกใบนี้ ทั้งหมดเลย เข้ามาหาพระองค์ คือได้รับความรอดในพระองค์ พระองค์มองไปที่เป้าหมาย ที่พระองค์มา เพื่อไถ่บาปมนุษย์

แล้วเราล่ะ เราผ่านความทุกข์ยากลำบาก เรามองไปที่ไหน? เรามองไปที่น้ำใช่ไหมว่าน้ำไม่มีจะกิน ไม่มีน้ำเราตายแน่ เขาแย่งน้ำกัน  เมื่อเขาแจกมา เราได้ 1 ขวด เราก็จะไปหยิบ 1 ขวด มีคนแย่งไป 1 ขวด เราไม่ได้มองไปที่น้ำจะช่วยเรามีชีวิตหรือไม่? น้ำจะมีหรือไม่มี ไม่สำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุด ที่เรามีอยู่ คือพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา  และพันธสัญญาที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แล้ว  และไม่โกหกเลย สาบานด้วยพระนามของพระองค์เอง คือพระเจ้าว่าเป็นจริง พระองค์ไม่โกหก คือเราได้อยู่ในหลังม่าน อยู่ในอภิสุทธิสถาน อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน อยู่กับพระองค์เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวนี้ พระองค์อยู่กับเราตอนนี้ ไม่ได้หนีไปไหนเลย อยู่ในสวรรค์แล้ว เดี๋ยวพระองค์ทรงจัดการเอง นี่คือการมองไปที่ข้างหน้า ในสิ่งที่เราหวังไว้ ตามพันธสัญญาของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ในพระคำของพระองค์

และเหนือสิ่งอื่นใด คือข้อ 18 ที่บอกไว้ว่า … “ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ยากของเราในปัจจุบัน เทียบไม่ได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งจะทรงสำแดงในเรา” เห็นไหม?  ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้  มันเทียบไม่ได้เลยกับพันธสัญญาของพระเจ้า ที่อยู่ในใจของเราว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว อยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นกับเราบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังอดทน รับอยู่ในปัจจุบันนั้น เทียบไม่ได้เลยกับสง่าราศี พระเกียรติสิริ ในฐานะลูกของพระเจ้า  ทายาทของพระเจ้า  ที่เราได้รับจากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว  ตามพันธสัญญาของพระองค์ ซึ่งไม่มีทางโกหกเลยแม้แต่นิดเดียว  เรารู้ เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยืนยันเป็นพยานอยู่ในใจของเราตลอดเวลา เป็นอย่างนั้น พุ่งไปที่จิตใจเมื่อไร ก็ได้รับการยืนยันอย่างนั้นตลอด

พูดง่ายๆ ข้อนี้ ก็มีค่าเท่ากับว่าชีวิตนิรันดร์ที่เราได้รับมาแล้ว ในสวรรค์สถาน ที่เราเป็นลูกของพระองค์ เป็นเหมือนกับมัดจำ 99.99% ของชีวิตนิรันดร์ คืออย่างนี้ เมื่อเรารับเชื่อแล้ว วิญญาณของเราข้างใน  พระเยซูบอกสวรรค์อยู่ในใจของท่าน และอยู่ล้อมรอบตัวของท่าน คือพอเรารับเชื่อปั๊บ วิญญาณตัวจริงๆ ของเราย้ายเข้าไปอยู่ในสวรรค์  ทันทีทันใดเลย  แม้ว่าร่างกายยังดำเนินชีวิตอยู่บนใลกใบนี้ก็ตาม แต่วิญญาณและใจใหม่ของเรานั้น อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว รอวันที่จะครบถ้วนบริบูรณ์ ตามแผนการของพระเจ้า เราก็จะได้รับร่างกายใหม่ แทนร่างกายนี้

ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้  เมื่อเทียบกับชีวิตนิรันดร์ทั้งหมดแล้ว เหมือนเราได้รับมา 99.99% แล้ว รออีกนิดเดียว ก็คือให้พระเจ้าใช้ อดทนนิดหนึ่งบนโลกใบนี้ แป๊บเดียว ก็ได้ชีวิตนิรันดร์ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ในสวรรค์สถาน ซึ่งเราได้รับมาแล้ว 99.99% นี่มันหมายถึงตรงนี้ ในข้อ 18 นี้

ความทุกข์ทรมานในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ทุกข์ทรมานมากน้อย ก็แล้วแต่พระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียมและเตรียมแผนการไว้ให้กับคนๆ นั้น  ในการที่จะใช้เขาขนาดไหน? อย่างที่บอก ถ้าพระองค์ไม่ใช้แล้ว เสร็จการงาน เรียบร้อยแล้ว

“ครั้นเสร็จการงาน ต้องลาจากโลก           จิตใจพ้นทุกข์ พ้นความเศร้าโศก

เพราะข้าจะได้อยู่เมืองสวรรค์                    กับองค์พระคริสต์ เป็นนิตย์นิรันดร์”

จริงๆ เราอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้  แต่พระเจ้าใช้ร่างกายในการทำงานบนโลกใบนี้ อีกแป๊บเดียว เมื่อเสร็จการงานแล้วก็พักผ่อน  จบนิดเดียวเอง  ดังนั้น ขึ้นอยู่กับพระเจ้าว่าจะใช้งานเรามากน้อยเพียงใด บางคนทุกข์ทรมานกับปัญหาของตัวเองในเรื่องครอบครัว บางคนก็พบกับปัญหาในทางสังคม ความทุกข์จากการถูกคนอื่นรังแก ถูกคนอื่นเขาเอาเปรียบ บางคนเกิดจากปัญหาความไม่เข้าใจของครอบครัว บางคนทุกข์จากปัญหาเรื่องเศรษฐกิจการเงิน บางคนมีโรคภัยไข้เจ็บติดตัว รักษาไม่หาย ทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้า เหน็ดเหนื่อย ไม่มีสันติสุข ทั้งที่เกิดกับตัวเองและเกิดจากคนที่เรารัก

นี่คือจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน เป็นธรรมดา ไม่ว่าทำหรือไม่ทำ  ก็อยู่ในกลุ่มอย่างนี้ ประมาณนี้ ซึ่งทั้งหมดของความทุกข์และปัญหาเหล่านี้ หลายเรื่อง มันหาคำตอบไม่ได้ ไม่ต้องไปหา  และไม่มีวิธีแก้ไข และมนุษย์ทุกคนต้องทนทุกข์รับไว้   ทุกคนนะ ไม่ใช่ว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้วเป็น ไม่มาเชื่อก็เป็นอยู่แล้ว

หลายครั้ง เราไม่สามารถตอบได้ว่าเพราะเหตุใด ก็ได้แต่หนุนใจกัน อธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณ และมีความหวังในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ใช่ทุกอย่างจะมีคำตอบไปหมด ไม่ใช่ ถ้าเรามีคำตอบไปหมด เราก็เป็นพระเจ้าเสียเอง แต่นี่เราพึ่งพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา พระเจ้ากำลังนำพาชีวิตเรา เราก็ได้แต่ปลอบโยนจิตใจ แล้วก็ไม่ต้องพยายามไปหาว่ามันมาจากไหน? อย่างไร? มองข้ามช๊อตไปที่อนาคตอันใกล้ มองปลีกวิเวกเข้าไปในวิญญาณจิตของเรา ที่อยู่กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้วในสวรรค์

ซึ่งการปลอบโยน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเจริญเติบโตด้วย ทั้งผู้ปลอบโยนและผู้ถูกปลอบโยน แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าบอกว่าความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนี้ มันมีวันสิ้นสุดลง มันเป็นชั่วคราวเท่านั้น เป็นคำสัญญาจากพระเจ้าว่าชั่วคราว พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่โกหกเลย บอกว่าใช้งานเราเพียงแป๊บเดียวเท่านั้น ใช้งานเราผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น  ความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นมันเพียงแค่นิดเดียวเอง อย่างที่ผมบอก 99.99% แล้ว เหลืออีกนิดเดียวเอง

ในขณะที่ตัวตนแท้จริงของเรา ที่อยู่ข้างในเรา  คือที่วิญญาณของเรานั้นเต็มด้วยสง่าราศี ที่สวยสดงดงาม มีแต่ความดีงาม เรียบร้อยไปแล้ว เป็นลูกพระเจ้า เวลามองไปที่กระจก มองตัวเองให้เห็น มองทะลุกระจกไปให้เห็น สง่าราศีของลูกของพระเจ้า  เป็นทายาทของพระองค์ นั่งอยู่กับพระเยซูในสวรรค์สถาน  เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ในขณะนี้เลย ในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ เราเป็นลูกของพระเจ้าที่สง่างาม เพียงแต่รอวันที่จะสำแดงความสง่างามนั้นออกมาให้ครบถ้วนบริบูรณ์เท่านั้น คือทิ้งร่างนี้ไป แล้วก็ได้รับร่างใหม่ รอแค่นี้เอง นิดเดียวเอง ถามท่านว่ารอได้ไหม? ตอนนี้ก็พูดง่ายนิดเดียว รอได้ แต่พอมันเผชิญจริงๆ มันก็ของจริงนะ  ทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระเยซู มันทนทุกข์จริงๆ วิญญาณข้างในเรา สง่าราศีของพระเจ้าจับอยู่ เป็นเหมือนพระเยซู แต่ข้างนอก ระบบของโลกนี้ ที่เราต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น เป็นเหมือนหนังคนละเรื่องเลย

พระคัมภีร์ในหนังสือ เปโตรจึงบอกว่าผู้เชื่อทั้งหลาย คือเราทั้งหลายเปรียบเหมือนมนุษย์ต่างดาว เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ก็จริง แต่เราไม่ได้เป็นของโลกนี้ เราเปรียบเหมือนมนุษย์ต่างดาว ที่ร่างกายภายนอกสวมร่างกาย ที่เป็นมนุษย์ ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เพราะฉะนั้น เราควรจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างไร? อย่างโลกไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา เปโตรบอก เราดำเนินชีวิตแบบคนแปลกหน้าบนโลกใบนี้ นี่ไม่ใช่บ้านเรา  พระเจ้าส่งมาทำงาน แป๊บเดียว เดี๋ยวไปแล้ว มันต้องเป็นอย่างนี้  จำเพลงนี้ได้ไหม?

“โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา  ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้  ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่  ณ ประตูบนวิมาน

และฉันรู้ว่าโลกนี้  ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย”

สะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์ ก็คืออย่างนี้แหละ ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ ก็คือการตอบโต้ และการเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ บนโลกใบนี้ ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่พระเยซูทำเป็นตัวอย่าง ให้พระองค์นำเราไป ยอมอดทน นั่นแหละ คือการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แบบโลกไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา  2 โครินธ์ 4:7-10 ได้ยืนยันตรงนี้ …

2 โครินธ์ 4:7-10  “7 แต่เรามีของล้ำค่านี้  ในภาชนะดิน เพื่อแสดงว่าฤทธานุภาพอันล้ำเลิศนี้ มาจากพระเจ้า  ไม่ใช่มาจากตัวเราเอง 8 เราถูกบีบคั้นอย่างหนักทุกด้าน  แต่ไม่ถึงกับถูกบดขยี้   สับสน  แต่ไม่ถึงกับสิ้นหวัง 9 ถูกข่มเหง  แต่ไม่ถึงกับถูกทอดทิ้ง  ถูกฟาดล้มลงแล้ว  แต่ไม่ถึงกับถูกทำลาย 10 เราแบกความตายของพระเยซูไว้  ในกายของเราเสมอ  เพื่อชีวิตของพระเยซูจะสำแดงในกายของเราด้วย”

 

ผมจะแปลให้ฟังอย่างง่ายๆ แบบไทยๆ … เรามีของล้ำค่านี้ในภาชนะดิน ก็คือข้างในเราเต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้า นึกออกใช่ไหม? เป็นแสงสว่างชัดเจน แจ่มใส

อยู่ในภาชนะดิน ก็คืออยู่ในภาชนะที่อ่อนแอ ถูกเขาข่มเหงรังแก ก็เจ็บ ไม่ได้กินข้าวนานๆ ก็เจ็บ ก็ทุกข์ เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ทุกข์ หรือถูกเขาเฆี่ยนตีโดยอยุติธรรม ก็ทุกข์เหมือนกัน นี่คือความอ่อนแอ แต่ข้างในเป็นลูกของพระเจ้า  ง่ายๆ ก็คือแต่เรามีของล้ำค่านี้ในภาชนะดิน เรามีของล้ำค่า เรามีทองแท้อยู่ข้างใน แต่ภาชนะที่ใส่ข้างนอก เป็นเหมือนตุ่มเก่าๆ ที่เปราะแตกง่าย ถ้าเทียบอีกอันหนึ่ง ท่านจะเห็นชัดเลย คนไทยน่าจะรู้ดี

เรามีของมีค่า คือตัวข้างในเราเป็นทองแท้ แต่ข้างนอกเป็นเจ้าเงาะ เงาะถอดรูป เดินไปที่ไหนคนเห็นเป็นเงาะ แต่ข้างในเรา คือทองแท้ เหมือนเลย เอาตรงนี้มาใช้ได้  เราเปรียบเหมือนเจ้าเงาะ แต่ข้างในเป็นทองแท้ … ทองแท้เป็นของพระเจ้า  ฤทธานุภาพของพระเจ้าทำให้เราเป็นทองแท้ เราถูกบีบเค้นจากทุกด้าน  คือเจ้าเงาะถูกข่มเหงรังแก ถูกเขาดูถูก เจ้าเงาะน่าเกลียดน่าชัง ดำก็ดำ นิสัยก็ไม่ดี  เจ้าเงาะถูกใช้งานอะไรต่างๆ เหล่านี้  ถูกบีบเค้นต่างๆ เหล่านั้น แต่ข้างในเรายังคงเป็นทองแท้อยู่ตลอดไป เพราะมันไม่ได้เป็นมาจากตัวเราเอง แต่เป็นมาจากการถูกสร้าง บังเกิดใหม่ โดยพระเจ้า โดยฤทธานุภาพอันล้ำเลิศ ที่มาจากพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง  เอเมน ไม่ต้องทำ มันก็เป็นทอง มันเป็นทองตั้งแต่เกิดแล้ว เกิดมาเป็นทอง ก็เป็นทอง เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม ก็เป็นผู้ชอบธรรม เกิดมาเป็นลูกพระเจ้า ก็เป็นลูกพระเจ้าเลย ไม่ต้องทำให้เป็นลูกพระเจ้า มันเป็นลูกพระเจ้าอยู่แล้ว

เมื่อเป็นลูกแล้ว ตามธรรมชาติ เดี๋ยวพระเจ้าก็จะเลี้ยงดูลูกของพระองค์ให้เจริญเติบโต ค่อยๆ โตขึ้นมา แล้วอาหารที่จะให้กับลูกของพระองค์ ที่จะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณได้ ก็คือผ่านทางความอดทนในความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้น  เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้นั่นเอง

เราแบกความตายของพระเยซูไว้ในกายของเราเสมอ ความตายของพระเยซู ก็หมายถึงการตายต่อบาป  การรับรู้ เราแบกไว้ตลอดเวลาว่าเราตายต่อบาปแล้ว เราเชื่อฟังต่อพระเจ้า เราไม่ใช่ทาสบาปอีกต่อไป เราไม่เห็นแก่ตัวอีกต่อไปแล้ว อย่างที่บอกเมื่อตะกี้ เขาโต้ตอบ แย่งกัน เพื่อเอาชีวิตรอด เราไม่โต้ตอบ เราไม่รังแกคน เราเสียสละ เราไม่เห็นแก่ตัว แม้ว่าจะเสียชีวิตก็ตาม แต่วิญญาณเรารอดแล้ว นี่หมายถึงตรงนั้น  เราแบกตรงนี้ไว้ตลอดเวลา  เราพร้อมเสมอที่จะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ไม่ใช่ทำตามกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ความเห็นแก่ตัว ถ้าให้ชัดเจน ก็คือเราพร้อมเสมอ ที่จะทำตาม ความรักที่อยู่ข้างใน ใน 1 โครินธ์ 13 ไปอ่านดูข้อ 4 เป็นต้นไป  เราพร้อมเสมอที่จะทำตามนั้น พระเยซูจะพาเราไปตามนั้น ถ้าเราไม่ทำตามนั้น เราก็ทำบาป  ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม

ในนี้บอก เพื่อชีวิตพระเยซูจะสำแดงในกายของเรา เห็นไหม? ถามว่าเราแบกไว้  ทำตามน้ำพระทัย ให้พระเยซูนำไปตลอด เพื่ออะไร? เราอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น เพื่อพระเยซูที่อยู่ในเรา จะสำแดงออกมา จะปรากฏออกมาชัดเจน  เพื่อทองแท้ จะให้คนเขาเห็นชัดเจนขึ้น  จากข้างนอกที่เป็นเหมือนเจ้าเงาะ คือให้เราผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น  ทองแท้ที่อยู่ข้างใน คือพระเยซูจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาทุกวันๆ ผ่านทางการประพฤติ การปฏิบัติ อุปนิสัยใจคอในการดำเนินชีวิต ต่อผู้คนรอบข้าง มันผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก ไม่มีทางลัด ความอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ฝึกฝนให้เรา ทำตามพระเยซูได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย ตามที่พระเยซูทรงนำ เพื่อที่ชีวิตของพระเยซู ที่อยู่ภายในเรา ตัวเราที่เหมือนพระเยซู วิญญาณของเรา มันจะได้ฉายออกมาชัดเจน บนโลกใบนี้

สำแดงออกมาทางไหน? ก็คือสำแดงออกมาทางการกระทำของเรา ผ่านทางอวัยวะต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ เราเป็นทาสของพระองค์แล้วใช่ไหมตอนนี้ แต่ก่อนนี้เราเป็นทาสบาป ตอนนี้ เราเป็นทาสพระเจ้า ให้พระเจ้าใช้ ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย  และความคิดของเรา มอบให้พระองค์ แล้วมันต้องใช้การฝึกฝน ไม่ใช่ทุกคนทำได้ตลอด พอเริ่มต้น ก็ทำได้ อย่างนี้เลย มันต้องใช้การฝึกฝนเอา ผ่านทางการตัดสินใจ เรื่องต่างๆ ก็คือความทุกข์ยากลำบาก ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ผ่านทางปฏิกิริยาของเราที่ตอบโต้กับความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นว่าเราจะตอบโต้ สถานการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ด้วยวิธีใด ด้วยวิธีของพระเยซู ซึ่งเป็นความรัก  หรือด้วยวิธีของตัวเราเอง  ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง เป็นความเกลียดชัง เป็นความเห็นแก่ตัว ด้วยวิธีใดล่ะ นั่นแหละ ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่

ซึ่งกระบวนการที่จะทำให้ชีวิตของเราเจริญเติบโตเหมือนพระเยซู ที่อยู่ภายในเรา ได้สำแดงออกมาให้เราชัดเจนได้  ขบวนการนั้น เราไม่สามารถบังคับ หรือสั่งให้มันเกิดขึ้นเองได้ มันทำไม่ได้ มันค่อยๆ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เราไม่ต้องพยายามทำ  และเราก็เร่งให้มันทำเยอะๆ ขึ้นเลย ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นบอกว่า …

“วันนี้ฟังคำบรรยายใช่ ฉันให้พระเยซูที่อยู่ในตัวฉันสำแดงออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น  ฉันตั้งใจแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะทำให้ชีวิตของฉัน เหมือนพระเยซูมากที่สุด ให้สำแดงออกมากที่สุดในชีวิตของฉัน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป และจะเริ่มทำอย่างเต็มที่เลย”

มันไม่ใช่ มันต้องผ่านทางพระเยซูนำไปเอง เป็นไปตามธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป มันเป็นกระบวนการ เป็นขั้นตอน  แบบธรรมชาติ

เหมือนใครที่ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับธรณีวิทยา การเปลี่ยนแปลงของระบบโลกใบนี้ จะทราบเรื่องนี้ดี … ธรณีวิทยา ก็คือการศึกษาขบวนการการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของโลก ในแต่ละช่วงเวลา เช่นถ้ำต่างๆ ที่เราเห็น ก็เกิดขึ้นจากขบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ คือเกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดิน และน้ำฝน จนทำให้เกิดโพรงถ้ำ ซึ่งขบวนการธรรมชาติเหล่านี้ มันจะค่อยๆ เกิดขึ้น ใช้เวลานานมากเลย ซึ่งถ้ำใหญ่บางถ้ำต้องใช้เวลานานมากที่น้ำจะไปเซาะ ค่อยๆ เป็นโพรงใหญ่  ยิ่งใหญ่มากเท่าไร น้ำก็ยิ่งเซาะมากขึ้นเท่านั้น น้ำแรงมาก เซาะมากเท่าไรก็จะเป็นโพรงถ้ำอยู่มากเท่านั้น มันต้องใช้เวลา เช่นเดียวกัน มีกระบวนการที่จะใช้สิ่งที่พระเยซูต้องการให้เราทำ ก็คือต้องการให้ฉายแสงชีวิตเราออกมา พระองค์เพียงต้องการให้อดทนรอเท่านั้น

ทุกคนพูดพร้อมกันสิ “อดทน”

สิ่งที่เราต้องทำ คืออดทน ไม่ต้องพยายามทำอย่างอื่น ทำอย่างเดียว คืออดทน อดทน แปลว่ารอ ไม่ใช่อดทนทำนะ ไม่ต้องทำอะไรเลย อดทน คือรอคอยกระบวนการที่พระเยซูกำลังทำ รู้ว่ามันกำลังเกิดผลในตัวของเรา  อย่างนี้ดีกว่า

กระบวนการที่จะให้ชีวิตของพระเยซู ที่อยู่ภายในเรา ได้สำแดงออกมา ก็เป็นกระบวนการแบบธรรมชาติอย่างนี้  ที่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นอุปนิสัยของเราให้เหมือนพระเยซู ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง ซึ่งในกระบวนการ ตามธรรมชาติ ที่จะเปลี่ยนแปลงเราได้ ก็คือการเผชิญกับความทุกข์ยาก ตอนที่ตะกี้บอกว่าถ้ำในหิน จะเป็นถ้ำใหญ่เล็ก น้ำไปเซาะ ก็คือน้ำทำให้เกิดความทุกข์ยากลำบากต่อหิน นานๆ ไป มันก็จะเป็นโพรง ลักษณะเดียวกับการเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก บนโลกใบนี้ ทำให้เกิดความบากบั่น และอดทน

ความบากบั่นและความอดทนนี่แหละ จะเป็นตัวเสริมสร้างเราให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าจะสามารถใช้ได้ ในโรมบทที่ 5 ที่เราอ่านไปแล้ว เห็นไหมพระเจ้าทรงพระปัญญามากมายมหาศาล เอาความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้ ให้เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องมือของพระองค์ ซึ่งก็เหมือนถ้ำที่ตะกี้นี้ ที่บอก ยิ่งการกัดเซาะยิ่งแรงเท่าไร? การก่อตัวของถ้ำ ก็ยิ่งเร็วและมีขนาดใหญ่เท่านั้น

ถ้าเราเปรียบการก่อตัวของถ้ำ คือการที่ชีวิตของพระเยซูในตัวเราสำแดงออกมา น้ำใต้ดินที่กัดเซาะ ก็เปรียบเสมือนอุปสรรคปัญหาต่างๆ มากมาย ยิ่งปัญหามากเท่าไร? อุปสรรคมากเท่าไร?  ชีวิตแบบพระเยซูก็จะสำแดงออกมาจากร่างกายของเรา  ชีวิตของเรามากขึ้นเท่านั้น  ซึ่งไม่ต้องห่วง  ไม่มีใครเลือกได้ว่าอยากได้ถ้ำใหญ่ถ้ำเล็ก  อยากให้พระเยซูจ

ใหญ่ขนาดไหน? ขึ้นอยู่กับพระเจ้า เป็นผู้เตรียมแผนการให้กับเราแต่ละคน  ให้กระทำสิ่งที่ดี ตามที่พระคัมภีร์บอกไว้

พระองค์ทรงเริ่มต้นการงานดีในเราแต่ละคนเรียบร้อยไปแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ การงานดีของเราแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเหมือนเปาโลหมด ไม่ใช่ทุกคนต้องเหมือนเปโตรหมด แต่ทุกคนผ่านวิธีการ ขบวนการเดียวกัน ลักษณะเดียวกัน และทุกครั้งที่เราจะต้องเจอกับความทุกข์ยากลำบาก เมื่อเรามีพระเจ้า มีพระเยซูในชีวิตของเรา ได้เปรียบกว่าผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า เราก็จะมีสภาพเหมือนในข้อ 8, ข้อ 9 ที่บอกว่า …

“เราถูกบีบคั้นอย่างหนักทุกด้าน  แต่ไม่ถึงกับถูกบดขยี้   สับสน  แต่ไม่ถึงกับสิ้นหวัง  ถูกข่มเหง  แต่ไม่ถึงกับถูกทอดทิ้ง  ถูกฟาดล้มลงแล้ว  แต่ไม่ถึงกับถูกทำลาย”

ท่านเห็นอะไรว่ามันสู้กันภายในกับภายนอก พระเจ้าจะสถิตอยู่กับเรา แต่เราถูกบีบเค้นจากภายนอก หนักมาก อยากจะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ข้างนอกมันก็ต่อสู้ อยากจะทำตามระบบของโลก ข้างในต่อสู้บอกว่า …

“ฉันอยากทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า”

แล้วทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าปุ๊บ มันก็เกิดความเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นอีก อย่างที่ตะกี้นี้ยกตัวอย่างมา นี่แหละคือการถูกบีบเค้นอย่างหนัก  ไม่ถึงกับการถูกบดขยี้ ก็คือพระเจ้าอยู่กับเรา เดี๋ยวพระเจ้าช่วยเราเอง ยกตัวอย่าง เมื่อตะกี้นี้ เมื่อการกันดารมาถึง ไม่มีน้ำจะกิน  เราไม่สนใจน้ำแล้ว  เราทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ให้คนอื่นเขา ยอมเขา ฝากความหวังไว้ที่พระเจ้า พระเจ้ามีอย่างอื่นมาแทน  ถ้าพระเจ้ายังต้องการให้เรา ใช้น้ำนั้นให้เป็นประโยชน์ เดี๋ยวพระเจ้าให้ทูตสวรรค์เอาน้ำ มาให้เราก็ยังได้ ท่านพอเข้าใจใช่ไหมว่าผมกำลังพูดอะไร? แต่ในขณะที่เราตัดสินใจ ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ด้วยความรักนั้น มันเหมือนถูกบดขยี้ ถูกข่มเหง แต่ไม่ถึงกับถูกทอดทิ้ง ถูกข่มเหง แต่พระเจ้าก็อยู่ด้วย  นึกออกใช่ไหม? คนเขียนถูกข่มเหงใช่ไหม? คนเขียนคือใคร?  คือเปาโลถูกข่มเหง  ถูกเอาหินขว้าง ก็ไม่ตาย  เพราะพระเจ้ายังไม่ให้เขาตาย ถูกเขาจับ เฆี่ยนแล้วถูกติดคุก แต่พระเจ้าก็ปล่อยเขาเป็นอิสรภาพ เห็นไหม? แต่ขณะที่ถึงเวลาจะไปแล้ว ถูกจับไปติดคุก แล้วก็ถูกตัดศีรษะ เพราะพระเจ้าบอกเสร็จงานแล้ว กลับบ้านได้ นี่มันเป็นอย่างนั้น

คือแล้วแต่พระเจ้าจะทรงกระทำในตัวเรา เราแค่อดทน รอคอยและเชื่อมั่นในพันธสัญญาของพระองค์ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ เชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงทำได้ตามน้ำพระทัยของพระองค์ก็แล้วกัน

และเมื่อเราผ่านกระบวนการตามธรรมชาติตรงนี้แล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชีวิตของเราอย่างแน่นอน  อย่าลืมนะว่าต้องใช้เวลา  ท่าทีในการแสดงออกของเราจะเปลี่ยนไป การตอบโต้ การตอบสนองต่อผู้คนรอบข้าง และสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตของเรา ก็จะเปลี่ยนไป จากที่เคยหงุดหงิด โมโหง่าย ก็จะสงบลง นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าชีวิตของพระเยซู ที่อยู่ในตัวเรา ได้สำแดงออกมามากขึ้น

ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ อีกอันหนึ่ง ก็คือยิ่งใกล้ๆ คริสตมาส ยิ่งเห็นชัดเลย บางคนไปประชุมงานคริสตมาสกัน งานประกาศคริสตมาสทะเลาะกัน ศิษยาภิบาลกับศิษยาภิบาล ผู้นำกับผู้นำ หรือบางคนเป็นหัวหน้ากับหัวหน้า  ทะเลาะกันใหญ่เลย  ทะเลาะกัน  เพราะไม่เห็นด้วยกันกับตรงนี้ ทะเลาะกัน  เพื่อจะจัดงานประกาศข่าวประเสริฐ เอาความรักไปให้กับคนที่ยังไม่เชื่อ แต่คนที่ทำงานเอง ทีมงานเองทะเลาะกันใหญ่ เพื่อจะเอาความรักไปให้คนอื่น ท่านพอมองเห็นไหม? นี่คือความเจริญเติบโตหรือไม่? ซึ่งไม่เป็นไร? เริ่มแรกมันเป็นอย่างนี้ แต่พอไปนานๆ แล้ว พระเยซูก็จะเปลี่ยนเรา คราวนี้ก็จะสงบทำด้วยความรักและจะยอมมากขึ้น

ท่านเคยรู้จักวงจรชีวิตของผีเสื้อไหม? มันลักษณะเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของผีเสื้อ ต้องใช้เวลาและธรรมชาติ วงจรชีวิตของผีเสื้อนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ เริ่มจากการเป็นไข่ แล้วไข่ก็จะฟักออกมาเป็นตัวหนอน ซึ่งเรียกว่าตัวหนอนแก้ว ต่อมาตัวแก้วจะหยุดกินอาหาร และไม่เคลื่อนไหว สะสมอาหารไว้ในตัว แล้วก็จะกลายสภาพเป็นดักแด้ และจากดักแด้ก็จะกลายเป็นผีเสื้อที่บินออกมาอย่างสวยงาม

ผมก็ไปอ่านเจอเฟสบุ๊คของคนๆ หนึ่งที่เขียนเปรียบเทียบไว้ดีมาก ขอนำมาอ่านให้ฟัง เป็นการจบการบรรยายในวันนี้ เขาเขียนไว้อย่างนี้ ดีมากเลย …

“หนึ่งในกระบวนการที่ดักแด้ จะแปลงร่างไปเป็นผีเสื้อนั้น มันมีช่วงที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่    และในขั้นตอนนี้เอง  คนที่ดูอยู่  ก็ทำได้แต่เฝ้ามอง  เพราะการลงมือไปกรีดดักแด้  ไม่ได้เป็นการช่วยให้ผีเสื้อพ้นจากความยากลำบาก  ที่ต้องอดทนกับความอึดอัดภายในดักแด้ได้  แต่การทำเช่นนั้น  จะทำให้ตัวอ่อนผีเสื้อต้องตาย  เพราะมันยังไม่แข็งแรงพอที่จะออกมาโบยบิน

การที่หนอนจะค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นผีเสื้อ  ไม่ได้เกิดขึ้น  เพราะหนอนตกผลึกคิดได้  ไม่ใช่เพราะมันต่อสู้ให้ได้มาซึ่งพลัง  หากแต่เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ  ที่พระเจ้าวางไว้

ภาพนี้  สะท้อนให้เราเห็นว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงชีวิต  ไปสู่สง่าราศีอีกระดับนั้น  ก็ไม่ได้ได้มาโดยความสามารถของเรา  ที่ต่อสู้ให้ได้มา  ไม่ใช่เพียงสติปัญญาของเรา  ที่นำเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น  แต่เป็นกระบวนการสร้างชีวิตจากพระผู้สร้าง  ที่รักเราและปรารถนาอยากให้เป็นอย่างนั้น  จะปั้นแต่งชีวิตของเราแต่ละคนให้สวยงาม   สมเป็นพระฉายของพระองค์”

เพราะฉะนั้น ด้วยความรัก ด้วยความห่วงใย ซึ่งเป็นธรรมชาติของพระเจ้า เป็นพระลักษณะของพระองค์ ซึ่งสถิตอยู่กับเราแล้วตอนนี้ พระองค์ทรงนำพาเราผ่านตรงนี้ ในที่สุด วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเราวางใจในพระเจ้า หลับๆ ตื่นๆ เดี๋ยวก็เข้าไปสู่การเป็นผีเสื้ออันสวยงามแล้ว  เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ต้องดิ้นรน  แต่ดิ้นรนไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องพยายาม เดี๋ยวพระเจ้าจะนำเราไปเอง เพียงแต่เชื่อ วางใจ หลบปลีกวิเวกเข้ามาสู่ความสงบในพระองค์ตลอดเวลาเท่านั้นเอง พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

***********************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2020 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอน 2 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  8  พฤศจิกายน  2020

 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”  ตอน 2

โดย  นคร   เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง วันนี้เราจะมาต่อกันถึงเรื่องสัปดาห์ที่แล้ว ที่เราได้เริ่มหัวข้อใหม่ในการบรรยาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตคริสเตียนของเรา ดำเนินบนโลกใบนี้ด้วยสันติสุข และนิ่ง แล้วเกิดประโยชน์มากมายในทางของพระเจ้า ต่อจากครั้งที่แล้ว เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” วันนี้ตอนที่ 2 พูดง่าย ทำยากมากเลยนะ จากที่เกริ่นไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่าการบรรยายชุดนี้จะเรียนรู้กันว่าในขณะที่เรากำลังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั้น ซึ่งแน่นอน เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ปัญหาอุปสรรคต่างๆ แล้วเราควรจะทำตัวอย่างไร? ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อในพระเจ้า เพื่อให้ยังคงมีสันติสุข และมีใจชื่นชมยินดีได้ เหมือนที่พระคัมภีร์บอก แม้ต้องอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ก็ตาม เราต้องทำอย่างไร? ถึงจะได้ตรงนี้

พระคัมภีร์ที่เราได้อ่านกันครั้งที่แล้ว  สอนไว้ว่าให้ความหวังใจ และความมั่นใจในความคิดจิตใจของเรา เหมือนสมอเรือ ที่ปักไว้อย่างมั่นคง แข็งแกร่ง ไม่หวั่นไหว โครงเครงไปตามระบบของโลกนี้ ตามพายุ คลื่นใหญ่เล็กต่างๆ โหมมาพัด จะทำให้เรือเราจม ฮีบรู 16:18-19 ที่เราได้เริ่มต้นกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ฮีบรู 16:18-19 “18 ดังนั้น พระเจ้าได้ประทานให้เรา ทั้งจากคำสัญญาและคำสาบาน ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  เพราะเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะพูดโกหก 19 ด้วยเหตุนี้ พวกเราที่ได้หนีมาพึ่งในพระองค์จึงมีกำลัง และมีกำลังใจอย่างเข้มแข็งที่จะยึดมั่นในความหวัง ที่อยู่เบื้องหน้าเรา ความหวังและความมั่นใจของเรานี้ เป็นเหมือนสมอเรือที่มั่นคงและติดแน่นในความคิดจิตใจ และความหวังนี้  ได้นำพาเราเข้าไปสู่หลังม่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในสวรรค์ คืออภิสุทธิสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ทรงสถิตของพระเจ้า”

 

หยั่งรากลึก ในความคิดจิตใจเรา เป็นเหมือนดั่งสมอเรือ ความหวังในความคิดจิตใจของเราความหวังในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ความหวังในหลังม่าน ก็คือการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า หลังม่านก็คือสวรรค์สถาน  ที่พระเจ้าสถิตอยู่ และในความหวังของเรา ซึ่งเชื่อแล้วตอนนี้ ขณะนี้เราอยู่ในหลังม่าน  เราอยู่ในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว และจะอยู่กับพระองค์ตลอดไป ให้ความหวังตรงนี้  เป็นเหมือนสมอเรือที่แข็งแกร่งอยู่ในความคิดจิตใจ ที่จะยึดเอาไว้อย่างแน่น

และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความคิดจิตใจของเราก็จะมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่โครงเครง ด้วยความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งเหมือนกับพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของเรา แม้ว่าจะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากนานับประการ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ก็ตาม เราก็จะไม่หวั่นไหว หรือหวั่นไหวน้อยลง  สามารถยืนได้บนเรือที่โครงเครงบ้าง พายุจะมาขนาดไหนก็ยังยืนอยู่ได้ ไม่ล้มลงและกระเด็นตกจากเรือไปเลย

แล้วเราจะต้องทำอย่างไร? เพื่อให้สมอของเราปักไว้ถูกที่ เรารู้แล้วนะว่าปักไว้ที่ไหน? ปักไว้ที่พระคริสต์ ปักไว้ที่ข่าวดี ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ในการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า ซึ่งเราได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว อยู่กับพระเจ้าแล้วนิรันดร์ ตลอดไป ให้เป็นเสาหลัก มั่นคง แน่นหนา เราจะทำอย่างไร? พระเจ้าจะช่วยเรา มั่นคงไม่หวั่นไหวนี้ ด้วยวิธีใด ที่พระเจ้าจะนำเราไป เพียงแค่อธิษฐาน วิงวอนและขอบพระคุณ แล้วก็อยู่เฉยๆ ในห้องอย่างนั้นหรือ? แล้วเราก็จะได้ความมั่นคง สันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ  แค่เข้าไปในห้องอธิษฐาน … อธิษฐานบ่อยๆ แล้วจะเกิดความมั่นคงหรืออย่างไร? เราจะมาเรียนรู้กัน คำตอบอยู่ตรงนี้  กิจการ 14:21-22

กิจการ 14:21-22 “21 พวกเขาประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น  และมีคนมากมายมาเป็นสาวก  จากนั้น  พวกเขากลับไปยังเมืองลิสตรา  เมืองอิโคนียูม  และเมืองอันทิโอก  22 เพื่อช่วยให้พวกสาวกเข้มแข็งขึ้น  และให้กำลังใจพวกเขาให้สัตย์ซื่อ  มั่นคงในความเชื่อ  พวกเขากล่าวว่า  “เราต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย  เพื่อเข้าอาณาจักรของพระเจ้า”

 

“พวกเขา” หมายถึงเปาโลและทีมงานในการประกาศข่าวประเสริฐให้กับผู้คนที่ยังไม่เชื่อ ในยุคแรกๆ ตอนที่บันทึกอยู่ ตอนที่อ่านเปาโลกับพวกกำลังออกจากเมืองลิสตรา และกำลังจะไปที่เมืองตามที่อ่านเมื่อสักครู่นี้ มาเยี่ยมผู้เชื่อใหม่ นึกภาพดูนะ กำลังมาเยี่ยมผู้เชื่อใหม่ แล้วดูว่าเปาโลได้หนุนใจเขาว่าอย่างไร?

“เพื่อช่วยให้พวกสาวกเข้มแข็งขึ้น” มาเยี่ยมพี่น้องผู้เชื่อใหม่  มาเยี่ยมพี่น้องที่เมืองอิโคนิยูม เพื่อให้สาวก คือผู้เชื่อใหม่เข้มแข็งขึ้น และให้กำลังใจพวกเขา ต่อไปนี้เราจะให้กำลังใจผู้เชื่อ เลียนแบบเปาโล ให้สัตย์ซื่อ มั่นคงในความเชื่อ  ก็คือให้มั่นคงในสมอ ในหลักการ ยึดแน่นไว้ในความเชื่อ ในความหวังใจ ในชีวิตนิรันดร์ ในข่าวดีของพระเจ้า ที่เขาได้เชื่อแล้ว  ยึดถือไว้นั้น  ให้กำลังใจ ให้เขาเกิดความมั่นคงในความเชื่อ  ไม่หวั่นไหว   ด้วยวิธีใด?  พวกเขากล่าวว่า … พวกเขา ก็คือเปาโล …

เปาโลหนุนใจผู้เชื่อใหม่ว่า … “เราต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย ในการเข้าอาณาจักรพระเจ้า”

ต่อไปนี้เรามาเยี่ยมผู้เชื่อใหม่ กำลังเดือดร้อน  กำลังพบกับพายุ ปัญหาต่างๆ เราพูดตรงนี้ได้หรือเปล่า? ไปเยี่ยมปุ๊บ ไปบอกเลย …

“พี่น้อง เราต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบากนะ ในการเข้าสู่สวรรค์ของพระเจ้า แล้วเราจะอยู่ในสวรรค์นี้ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ ครบถ้วนบริบูรณ์ในชีวิตนิรันดร์นั้น เราต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้นะ”

มันหมายถึงอย่างนั้นใช่ไหม? ถูกเป๊ะเลย ไม่ผิด เปาโลพูดหนุนใจว่าถ้าพูดอย่างนี้ เขาจะเกิดความเข้มแข็งขึ้น เป็นการให้กำลังใจกับพวกเขา ให้มีความมั่นคงในความเชื่อ ในข่าวดีที่เขาได้รับไปแล้ว และเจริญเติบโตแล้ว ไปยังผู้เชื่อแล้ว ไม่เหมือนสมัยนี้นะ เราไปหนุนใจ เรานึกว่าอย่างนี้ เป็นการหนุนใจ แต่ไม่ใช่เลย ในการหนุนใจของพระเจ้า เป็นลักษณะเอาความจริงไปพูดมากกว่า ความอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก เป็นพระพร เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจ การบอกความจริง ทำให้เขาเจริญเติบโต

คราวนี้ เรามาพูดถึงความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ แสดงว่าความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ มันมีจริง  และความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในสวรรค์ของพระเจ้า คือผู้เชื่อทั้งหลาย มันก็เป็นจริงด้วย หนีไม่พ้น ท่านกำลังคิดในใจใช่ไหม แย้งว่า …

“ถ้าอย่างนั้น พระเยซูบอกว่า … ‘ผู้ใดแบกภาระหนัก และเหน็ดเหนื่อย จงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข’”

ผู้ใดที่จะเข้าสวรรค์ได้ ผู้นั้นจะหายเหนื่อยและเป็นสุข ถูกไหม? เพราะพระเยซูบอกว่า …

“จงมาหาเราจะได้หายเหนื่อยและเป็นสุข”

แต่ตะกี้เราอ่าน บอกว่าเราจะพบความทุกข์ยากลำบาก ในการเข้าสู่สวรรค์ มันแย้งกันหรือ?  ข่าวประเสริฐแย้งกันนะ พระเยซูบอกว่าหายเหนื่อยและเป็นสุข แต่เปาโลบอกว่า … “ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากมาย” คืออะไร?

“ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากมาย ในการดำเนินชีวิตบนโลก”

แต่พระเยซูบอกว่า … “ใครที่แบกภาระหนักเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา”

ใครที่แบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย  ไม่ได้หมายถึงทำงานทำการ เป็นกรรมกรแบกหาม หรือทำงานหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไม่ใช่ ผู้ใดแบกภาระหนักเหน็ดเหนื่อยในเรื่องบาปของตัวเอง เราจะต้องชดใช้หนี้เวรกรรม ไม่หมด ไม่สิ้น ไม่รู้อีกกี่ร้อยชาติ ไม่มีวันที่จะใช้เวรกรรมหมดไปได้ ในชีวิตเก่าของเรา  ที่ยังไม่รู้จักพระเยซู เป็นอย่างนั้นใช่ไหม?  นั่นแหละคือการแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย มาหาพระเยซู พระเยซูจะให้หายเหนื่อยและเป็นสุข เราจะหายเหนื่อยทางวิญญาณ

ฮีบรู 10:17 บอกว่า … “บาปและการอธรรมของพวกเขา เราจะไม่จดจำอีกต่อไป” พระเจ้าบอก “บาปและการอธรรมของพวกเขา เราจะไม่จดจำอีกต่อไป”

 

สดุดี 103:12  บอกว่า … “ตะวันออกไกลจากตะวันตกเพียงใด  พระองค์ก็ทรงยกเอาการล่วงละเมิดของเรา  คือความบาปของเรา ออกไปไกลเพียงนั้น” คือเอาออกไปเลย

 

โรม 4:8  บอกว่า … “ความสุขมีแก่ผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้า  จะไม่ถือโทษบาปของเขาอีกต่อไป”

 

และตอนที่พระเยซูอยู่ที่ไม้กางเขน สิ้นพระชนม์ พระองค์ว่า … “สำเร็จแล้ว” … สิ่งเหล่านี้มันสำเร็จแล้ว ก็คือข่าวดีของพระเจ้า

เพราะฉะนั้น ข่าวดีของพระเจ้า คือทำให้คนมีความสุข คือบาปได้ถูกยก ได้ถูกชำระ พ้นจากบาปเวรกรรมเรียบร้อยแล้ว ไปอยู่ในสวรรค์แล้วต่างหาก นี่แหละคือสันติสุขที่ถูก ความสุข การได้พักผ่อน ส่วนการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ คนละเรื่องกัน ก็คือตามที่เปาโลบอกเมื่อตะกี้นี้ว่าเราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากมาย ในการเข้าอาณาจักรของพระเจ้า  เดี๋ยวเราจะรู้ว่าความทุกข์ยากลำบากเป็นลักษณะอย่างไร?

ก่อนที่เราจะเรียนรู้กันถึงรายละเอียด สิ่งสำคัญเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าสาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ยากลำบากบนโลกนี้ มาจากไหน?  ท่านต้องคิดในใจอยู่แล้วล่ะ ท่านต้องมีความสงสัยบ้างอยู่ในใจทุกคน

“เอ๊ะ! ฉันมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ฉันยังพบกับความทุกข์ยากลำบากอยู่ แล้วความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้มันมาจากไหน?”

เพราะยังมีหลายๆ คนเข้าใจผิด ที่ยังคิดด้วยเหตุผลของตนเอง หรือได้ยินมาว่าความทุกข์ยากลำบาก มาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้ทำให้เกิดความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง ตามน้ำพระทัยของพระองค์

ฟังดูแล้ว เหมือนมันมีเหตุผลเลย เพราะพระเจ้าควบคุมทุกอย่าง พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง ทำอะไรทุกอย่างได้  พระองค์จะไม่ให้เกิดขึ้นก็ได้ เราก็คิดของเราไปตามประสา เราไม่ได้สังเกต ไม่ได้เรียนรู้ถ้อยคำพระเจ้า ซึ่งสามารถตอบได้เลยว่ามันไม่ใช่เป็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าไม่ได้นำเอาความทุกข์ยากลำบากมาบนโลกใบนี้เลย จริงๆ แล้วปัญหา ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ บนโลกใบนี้  มีสาเหตุมาจาก … พอสรุปเป็นข้อๆ ได้ คร่าวๆ อย่างนี้ สรุปจากในพระคัมภีร์ คือ …

  1. ความเสียหาย ความลำบาก ความทุกข์ยาก ความทุกข์ทรมานบนโลกใบนี้ เกิดจากความเสียหายของระบบของโลกใบนี้ ที่ล้มลงในความบาป ความบาปที่ลงไปสู่มนุษยชาติ ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวา ความบาป ทำให้เกิดความตายและคำสาปแช่ง มันตกลงมาอยู่เหนือโลกใบนี้ อยู่ในระบบของโลกใบนี้ ซึ่งควบคุมโดยมาร ซึ่งเป็นศัตรูกับพระเจ้า พูดง่ายๆ ว่าโลกใบนี้กับมนุษย์เป็นศัตรูกับพระเจ้าไปแล้ว เสียหายไปแล้ว ความเห็นแก่ตัว ความชั่วต่างๆ ของมารซาตานถูกฝังอยู่ใน DNA ของมนุษยชาติไปแล้ว ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า “มนุษย์เป็นทาสมารไปแล้ว”

ทาสมาร คือทาสของความชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัว ความชั่วอะไรเยอะแยะไปหมด ท่านจะเห็นว่าระบบมันเสียหายไปแล้ว และมันก็เกิดความชั่วร้ายต่างๆ เกิดความทุกข์ยากลำบากต่างๆ เกิดจากความชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ที่รู้ตัวเองบ้าง? ไม่รู้ตัวเองบ้าง? ทำสิ่งเสียหายให้กับโลกใบนี้ เพิ่มเติมเข้าไปอีก ท่านเห็นไหม?

ยกตัวอย่างว่ามนุษย์คนหนึ่งทำความชั่วร้ายบนโลกใบนี้ มันกระทบถึงคนดีๆ ด้วยไหม? กระทบ เห็นไหม? นึกภาพออกไหม?

มนุษย์คนหนึ่งเมายา แล้วก็ไปเผาบ้านตัวเอง พอเผาปุ๊บ มันลามไปข้างบ้าน ข้างบ้านเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย  เขาได้รับความทุกข์ยากลำบากไหม? ได้รับ ทั้งโลกใบนี้ มันเป็นอย่างนั้น

ฝุ่น อะไรที่เป็นโพลูชั่นต่างๆ มันเกิดมาจากอย่างนี้  นี่คือความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งโรคภัยไข้เจ็บ

  1. มาจากการหว่าน คือการกระทำของคนๆ นั้น ตะกี้มีความทุกข์ มันเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ตะกี้คนอื่นทำ แล้วเราได้รับ หรือว่าระบบของโลกนี้ ที่ถูกสาปแช่ง มันเป็นอย่างนั้นอยู่ และเราก็ได้รับความทุกข์ยากลำบาก

คราวนี้อันที่สอง คือเราทำเอง ก็คือเราละเมิดกฎธรรมชาติของบนโลกใบนี้ คือเราละเมิด เราไปทำ  เราก็ได้รับความทุกข์เอง  พระคัมภีร์บอกว่าการกระทำเหล่านั้น เหมือนเป็นการหว่าน หว่านในกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง คือหว่านในความชั่ว พูดง่ายๆ ก็ต้องได้รับสิ่งที่ชั่วร้ายเข้ามา หว่านในสิ่งที่ดี ก็ได้รับสิ่งที่ดี นึกออกใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น ความเลวร้าย ความทุกข์ยากลำบาก ก็เกิดจากการกระทำของเรานั่นแหละ  บางอย่างที่เราทำแล้ว มันเอาความทุกข์ยากลำบากเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น เรากินไม่เลือก เรากินไม่หยุด เรารู้ว่าไม่ดีเราก็ยังกิน ไม่ว่าจะกิน เพราะสู้มันไม่ได้ จากกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง หรืออะไรก็ตาม แต่ในที่สุด เรารู้ว่ามันไม่ถูกต้อง เรากินอยู่ หมอบอกว่าเราน้ำหนักเกินมากแล้ว ตรงนี้ต้องงด เรางดไม่ได้ เรากินต่อไปอีก เราก็เกิดโรคร้ายขึ้นมา นั่นแหละคือการหว่าน ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วเป็นโรค เกิดมาแล้วเป็นโรค อันนั้น มันเกิดจากการถูกสาปแช่งของบนโลกใบนี้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการกระทำของเรา อันที่สองเกี่ยวกับการกระทำแล้ว

  1. ชัดเจนเลย เป็นเฉพาะพวกเราทั้งหลาย โดยพิเศษ ก็คือความทุกข์ยากลำบาก ที่เกิดจากการเป็นผู้ชอบธรรม ก็คือเกิดจากการเป็นผู้เชื่อ พอเป็นคริสเตียนแล้ว เกิดอะไรขึ้น เราดีใจใช่ไหมว่าพระเจ้าบอกพอเรารับเชื่อปุ๊บ เราย้ายจากอาณาจักรของความมืดเข้ามาสู่อาณาจักรของความสว่าง พระเจ้าได้ย้ายเราออกจากอาณาจักรอาดัมมาสู่ในพระคริสต์ พระเจ้าได้ย้ายเรา ออกจากการเป็นทาสมาร มาสู่ลูกของพระเจ้า เรากำลังดีใจใหญ่เลย  นั่นทั้งหลาย ทั้งหมด ทั้งปวงที่ตะกี้พูด เกิดขึ้นในโลกวิญญาณทั้งสิ้น แต่ในโลกวัตถุนี้ เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราจะเห็นภาพทันที เรามาสู่อาณาจักรที่โลกนี้ ไม่ใช่เป็นของเราอีกต่อไป เราไม่ได้เป็นของโลกอีกต่อไป  เราเป็นของพระเจ้า เพราะฉะนั้น โลกใบนี้ก็จะต่อต้าน ต่อสู้กับเรา ต่อต้านต่อสู้ มันก็คือความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา

เพราะฉะนั้น ในพระคัมภีร์จึงบอกว่าเราไม่ได้เข้ามาเฉพาะการมีส่วนเข้าในพระสิริของพระเจ้า คือเข้ามาอยู่ในอาณาจักรแสงสว่างของพระเจ้าเท่านั้น แต่เรายังชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากลำบากด้วย เพราะความทุกข์ยากลำบากทำให้เกิดความอดทน เพราะมันเป็นจริง เพราะเราได้อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างแล้ว แน่นอน ศัตรูของเรา คือความมืดนั่นเอง แต่ขอบคุณพระเจ้า จงยินดีเถิด เพราะเราได้ชนะโลกแล้ว พระเยซูบอกเราชนะโลกแล้ว ข้างในเราชนะโลกใบนี้แล้ว แต่ที่เดินอยู่ ไม่ใช่ของเรา เป็นศัตรูทั้งนั้น โลกใบนี้ คือศัตรูของเรา มันก็เกิดความทุกข์ยากลำบาก เขาเรียกว่าเกิดความขัดแย้ง ในการดำเนินชีวิต แน่นอน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

พระเยซูจึงบอกว่าโลกเกลียดเรา เป็นเรื่องธรรมดา เพราะความมืดกับความสว่างเข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก แต่ผู้เชื่อที่วางใจในพระเจ้า ที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน  ที่บังเกิดใหม่แล้ว  มีพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา จะตอบสนองต่อความทุกข์ยากลำบากอีกแบบหนึ่ง  ไม่เหมือนกับคนที่ยังไม่เชื่อ

เขาจะตอบสนองด้วยผลของพระวิญญาณ  คือด้วยพระเจ้าที่อยู่ในตัวเขานั่นแหละ  เขาก็จะมีท่าทีต่อความทุกข์ยากลำบากอีกแบบหนึ่ง ทำให้เกิดมีสันติสุข เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจ เกิดขึ้นในชีวิตของคริสเตียนได้ แต่ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้  เป็นเรื่องปกติ ธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะมีชัยชนะเหนือโลกแล้วก็ตาม

ความทุกข์ยากลำบากเป็นอย่างไร?  เห็นไหม? คริสเตียนมีความพิเศษ มีความทุกข์ยากลำบากแบบที่ 3 ตะกี้นี้ที่บอก เพราะเป็นผู้ชอบธรรม เพราะเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกข์กว่าคนอื่นอีก ทุกข์กว่าอย่างไร? คนอื่นอาจจะไม่ทุกข์มากขนาดนี้  คือในใจเขาไม่คิดอะไร? ก็ทำไปเฉยๆ แต่ของเราไม่ได้ พระเจ้าที่อยู่ข้างในเราเร้าใจเรา ให้เราทำอีกแบบหนึ่ง ต่อระบบของโลกนี้

ยกตัวอย่าง เราถูกข่มเหงรังแก พระวิญญาณพระเจ้าที่อยู่ในเรา ให้เราตอบสนองด้วยวิธีอะไร? มีท่าทีอย่างไร? …

“พระบิดา แก้แค้นแทนลูกที” … อย่างนั้นหรือ?

“พระบิดาช่วยจัดการมันที” … อย่างนั้นหรือ?

ไม่ใช่ คนที่เป็นคริสเตียนแท้ทุกคน เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะเจริญถึงขั้น …

“พระบิดาอภัยให้เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรลงไป ยกโทษให้เขาด้วย”

ถูกไหม? ถามว่าตอนอธิษฐาน มันเจ็บไหม? ที่เขาทำเรา สตีเฟนเจ็บไหม? สตีเฟน มัคนายกรุ่นแรก ประกาศข่าวประเสริฐ ไม่ได้ทำอะไรเขาเลย หวังดีกับเขามาก อยากให้เขาได้รับความรอด ถูกเอาหินขว้างตาย แต่สตีเฟนบอกว่า …

“พระเจ้า  อภัยให้เขาเถิด เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป”

เปาโลก็เหมือนกัน  ถูกทุบ ถูกตี ถูกจับ เฆี่ยน ติดคุก อภัยให้เขา ช่วยเขาอีกต่างหาก นี่แหละ คือความทุกข์ยากลำบากของคริสเตียน ที่เป็นอีกแบบหนึ่ง นอกเหนือจากความทุกข์ยากลำบากที่ต้องรับไว้ เหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไป บนโลกใบนี้  ไม่มีใครหนีพ้น  เราจึงเห็นชัดเจน

และพระเจ้าใช้ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ ที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ทั้ง 3 แบบให้เป็นประโยชน์ ที่เสริมสร้างให้เราเจริญเติบโต หยั่งรากลึกในความเชื่อ ความหวัง ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก  ที่เราต้องเผชิญบนโลกใบนี้ พระเจ้าจะสร้างเราให้เข้มแข็งขึ้น ก็ด้วยผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้  ถ้าไม่ผ่าน ก็ไม่ได้ถูกสร้าง เหมือนที่เราร้องเพลง …

“ขอทรงสร้างเรา  ให้มั่นคงเถิด  ให้เราร่วมอยู่ในพระบุตร

เป็นพระวิหาร  อันสง่างามของพระวิญญาณบริสุทธิ์”

ขณะที่เราร้อง เรานึกว่าขอทรงสร้างเราด้วยความชื่นชมยินดี ด้วยความสุขสบาย ไม่ใช่ วิธีสร้าง มีทางเดียวเท่านั้น คือต้องผ่านความทุกข์ยากลำบาก เหมือนที่เปาโลพูดเมื่อสักครู่นี้ ให้กำลังใจเราทั้งหลาย ให้เรามีความมั่นคงในความเชื่อ ให้เรามีความมั่นคงในความคิด ไม่หวั่นไหวอีกต่อไป โดยบอกว่าท่านต้องผ่านความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา  ในการเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์   มาอ่านในฟีลิปปี 4:4-6 เมื่อเราพูดถึงความชื่นชมยินดีและสันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ นี่คือข้อพระคัมภีร์ที่ฮิต ฮอตที่สุด จำกันได้เยอะที่สุด ท่องกันได้หมด ส่วนทำได้หรือเปล่าไม่รู้ เดี๋ยวมาเรียนกัน …

ฟีลิปปี 4:4-9  “4  จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ  ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด  5 จงให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน  ความไม่เห็นแก่ตัวของท่าน  ความอดทนนานของท่าน  เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง  6 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว  อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย  แต่ในทุกๆ สถานการณ์  จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน  และการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ 7 แล้วสันติสุขของพระเจ้า  ซึ่งเกินความเข้าใจ  จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์  8 สุดท้ายนี้  พี่น้องทั้งหลาย  จงใคร่ครวญถึงสิ่งที่เลอเลิศ  หรือสิ่งที่ควรสรรเสริญ  คือสิ่งที่จริง  สิ่งที่น่านับถือ  สิ่งที่ถูกต้อง  สิ่งที่บริสุทธิ์  สิ่งที่น่ารัก  สิ่งที่น่ายกย่อง  9  ทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้  ได้รับ  ได้ยินจากข้าพเจ้า  หรือได้เห็นจากข้าพเจ้า  จงนำไปปฏิบัติ  และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะสถิตกับท่าน”

 

ข้อพระคัมภีร์ตรงนี้  เป็นคำสอนพื้นฐาน สำหรับผู้เชื่อที่ต้องการแสวงหาสันติสุข และความสงบที่แท้จริง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ท่ามกลางสถานการณ์ในชีวิต

ข้อ 4 บอกว่า … “จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ  ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด”

“จงชื่นชมยินดีในพระเจ้าเสมอ” … “เสมอ” ก็แปลว่าตลอดเวลานั่นเอง  ภาษาเดิมบอกว่าเป็นนิสัยเลย แล้วในชีวิตเราเจอแต่ความสุขตลอดเวลาหรือเจอความทุกข์บ้าง?  ก็สลับไปสลับมา ก็แสดงว่าตรงนี้ พระคัมภีร์กำลังบอกเราว่าจงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดเวลา ก็คือทั้งในยามสุขและยามทุกข์ จงชื่นชมยินดีเสมอ ข้าพเจ้าขอย้ำยืนยันว่า … ก็แสดงว่าตอนแรกๆ อาจจะมีความสุขดี แต่พอมีความทุกข์ ความลำบากเข้ามา  ชักไม่ค่อยจะชื่นชมยินดี เปาโลจึงบอกว่า … “ข้าพเจ้าขอย้ำว่าจงชื่นชมยินดีเสมอ” เมื่อเดือนที่แล้วยังชื่นชมยินดีอยู่เลย เดือนนี้ประสบปัญหา ก็จงชื่นชมยินดี ข้าพเจ้าขอย้ำยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า … “จงชื่นชมยินดี ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ จงชื่นชมยินดีในทุกกรณี” … นั่นเอง

แล้วจะชื่นชมยินดีตรงไหน? ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือ? ไม่ใช่ ก็ตามที่บอกสมอหลัก ที่เราไปปักอยู่ที่ไหน? ที่หลังม่าน ก็คือสถานที่อภิสุทธิสถาน ที่พระเจ้าสถิตอยู่ และที่เราอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าแล้วตอนนี้  เราเกิดใหม่แล้ว ให้เราปักความคิดไว้ตรงนี้เลยว่าเราอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าแล้ว เราอยู่กับพระเจ้าแล้ว เราจึงสามารถชื่นชมยินดีได้ตลอดเวลา เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ถ้าเผื่อเราไปปักเอาไว้ที่ความทุกข์ ความสุขบนโลกใบนี้ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวโควิดมี เดี๋ยวโควิดหาย เดี๋ยวโรคอื่นมา โรคนี้มา  เราก็หันไปเหมากับสถานการณ์บนโลกใบนี้  ที่มันขึ้นๆ ลงๆ  แล้วมันหนักไปทางลงอยู่เรื่อย  ไม่ค่อยขึ้น เพราะมันเป็นศัตรูกับมนุษย์ทั้งหมด เราก็แย่สิ เหมือนเรือที่ไม่มีสมอ ถูกลมคลื่นพัดเซไปเซมา แต่ถ้าเราปักไว้ที่การทรงสถิตของพระเจ้า ปักไว้ที่พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา เราอยู่กับพระเจ้า เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่ไปไหน แล้วจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ตลอดนิรันดร์ อย่างไรก็นิรันดร์ มันก็ไม่เคว้งคว้าง

ข้อ 5 บอกว่า … “จงให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน”

ตรงนี้เจ็บจริงๆ ตะกี้นี้ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็น ข้อ 5 บอกว่าจงให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน ความไม่เห็นแก่ตัวของท่าน ความอดทนนานของท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง ชื่นชมยินดีตอนมีความทุกข์ลำบากใช่ไหม? ท่านจงให้ความอ่อนสุภาพของท่าน ความไม่เห็นแก่ตัวของท่าน ความอดทนนานของท่าน ประจักษ์แก่คนทั้งปวง

นี่แหละ สตีเฟนถึงพูดว่า … “อภัยให้เขาด้วยเถิด เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป”

ซึ่งหนึ่งในนั้น ที่ได้ยิน ได้ฟัง ก็คือเปาโลเอง เป็นผู้ได้ยินได้ฟัง เพราะตอนนั้น เปาโลยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า เป็นหนึ่งในผู้ที่เห็นด้วยกันกับการเอาหินขว้างสตีเฟน … สตีเฟนกำลังพูดว่าอภัยให้เปาโลด้วย ขณะนั้นเขาชื่อเซาโล  อภัยให้เซาโลด้วย เพราะเขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรลงไป  และอีกไม่กี่ปีต่อมา เซาโลผู้นี้ ก็ได้กลับใจใหม่มาเชื่อพระเจ้า และเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ทำงานให้พระเจ้า ลักษณะเดียวกัน ก็ถูกข่มเหงรังแก แล้วเปาโลก็คิดแบบเดียวกัน อภัยให้เขาเถิด  เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป แล้วก็มาสอนเราว่าสันติสุขเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีนี้เท่านั้น ไม่ใช่วิธีอื่น  จงให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน ความไม่เห็นแก่ตัวของท่าน ความอดทนนานของท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่ คริสเตียน แก่ผู้เชื่อเท่านั้น แก่พี่น้องในคริสตจักรเท่านั้น ไม่ใช่ แต่แก่คนทั้งปวง … “คนทั้งปวง” หมายถึงทั้งโลกเลย มนุษย์ทั้งหลายทั้งหมด เห็นไหม?  เราบอกว่าคนนี้ชั่ว คนนี้ไม่ดี คนนี้เลว  เราตัดสินไปหมดเลย ตัดสินไปจนกระทั่งว่าประเทศนี้ก็ไม่ดี ประเทศนั้นก็ไม่ดี ประเทศโน้นก็ไม่ดี เราตัดสินเขาไปหมดว่าคนนี้เลว แต่ในพระคัมภีร์บอกว่า …

“จงสุภาพอ่อนโยน ไม่เห็นแก่ตัว อดทนนาน เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง” ก็คือจงให้ผลที่สถิตอยู่ในเรา พระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา ให้ฉายแสงออกมา  ผลทั้ง 9 อย่างของพระวิญญาณ ให้ออกมาจากตัวของเรา ข้างในของเรา ที่ได้เกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ที่นั่งอยู่ที่เบื้องขวาในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ถ้าเราเชื่อ เรามั่นคง เราบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า  อยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้าแล้ว ถ้าเราเชื่อตรงนี้  ก็จงให้แสงสว่าง จงให้ฤทธิ์เดชอำนาจตรงนี้ มันออกมา แล้วฤทธิ์เดชอำนาจนี้มันออกมา ไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้งกับเขา ฤทธิ์เดชอำนาจออกมา โดยความอ่อนน้อม สุภาพ ไม่เห็นแก่ตัว อดทนนาน เป็นความรักแบบบริสุทธิ์ แบบอากาเป้นั่นเอง  มันก็ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้น

ข้อ 6 “อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่ในทุกสถานการณ์ จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ”

อย่ากระวนกระวาย การปักสมอ การโยนสมอ ยึดแน่น ไม่โลเล ให้ความคิดจิตใจเรามีสมอมั่นคง มีหลักการมั่นคงไม่โครงเครง แม้จะอยู่ท่ามกลางคลื่น ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก จะรุนแรงขนาดไหน? พายุจะแรงขนาดไหน?  ก็มีสมอ มีหลักที่ยึดมั่นคง ไม่หวั่นไหวในเรื่องใดๆ แม้ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ทั้งกายและใจ  ทั้งเล็กหรือใหญ่ เพราะในนี้บอกแล้วว่า …

“อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ”

แสดงว่ามันไม่มีเรื่องเดียว ใดๆ มันมีหลายชนิด หลายๆ แบบ รูปแบบต่างๆ นานา มีข้อสอบมาหาเราต่างๆ นานา หลายรูปแบบ และหลายขั้นตอน ขบวนการตรงนี้ การที่จะมั่นคง และอยู่ในความไม่โลเล ไม่โครงเครง เมื่อมีพายุมา  เมื่อมีความทุกข์ยากลำบากมา การจะมีสันติสุขในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าได้อยู่เสมอๆ และเจริญเติบโต มันจะต้องเป็นขั้นเป็นตอน เป็นขบวนการ ค่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย เป็นการเจริญเติบโต เป็นขบวนการธรรมชาติ ที่จะค่อยๆ เกิดขึ้น ในชีวิตของเราแต่ละคน

ลองฟังตัวอย่างนี้ … พระเจ้าบอกให้ชายคนหนึ่ง ไปผลักหินก้อนใหญ่ ก้อนเดิมทุกวัน พระเจ้าบอกไปผลักหินก้อนนี้ ชายคนนี้ก็ทำตาม โดยตัวเองก็ไม่ทราบเพราะอะไร? พระเจ้าบอกให้ไปผลักหิน เขาก็คิดไปต่างๆ นานาว่าหินก้อนนี้ คงเป็นอุปสรรคปัญหา ในการเดินเหินของผู้คน เขาก็ไปผลัก หรือไม่ เขาก็คิดต่อไป หรือใต้ก้อนหินจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย ให้ไปผลัก เขาก็ทำตาม ผลักหินทุกวัน แรกๆ ก็ดีใจ พระเจ้าสั่งแค่นี้สบายมาก พอผลักไปนานๆ เข้า ชักเบื่อ เพราะหินมันก้อนใหญ่ เขาก็นึกว่าสบาย เดี๋ยวผลักๆ ไป ก็เคลื่อนเอง  ปรากฏว่าหินมันไม่เคลื่อนเลย ผลักไปกี่วันๆ มาดู มันเหมือนเดิมอยู่ นิ่งๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวเลย

ชายคนนี้ก็เกิดความสงสัยว่าพระเจ้าให้ทำไปทำไม? เสียเวลาเปล่าๆ ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย มาสั่งให้เราผลักทุกวัน ไม่เห็นได้อะไรสักอย่าง ก็เลยไปถามพระเจ้าว่า …

“ที่ให้ผลักก้อนหินเดิมทุกวัน มาเป็นเวลานานแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ให้ไปผลักทำไม?”

พระเจ้าตอบว่า … “ใครบอกเจ้าว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มองให้ดีๆ ลองดูสิ ให้ไปดูที่กระจก”

เกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับ? แทนที่เขาไปดูที่หิน เขาไปดูที่กระจก เขาเห็น …

“ลองดูร่างกายของเจ้า ดูแขนขาของเจ้าสิ ตอนนี้มันแข็งแรงมากขนาดไหน?”

ผลักทุกวันๆ สมมติว่าผลักมา 5 ปีแล้ว กล้ามแข็งแรงขึ้นเยอะเลย …

“จากนี้ต่อไป เจ้าสามารถทำอะไรมากขึ้นได้ เพราะเจ้าแข็งแรงขึ้น สามารถยกของได้มากขึ้นอีก เห็นไหม? เจ้าเจริญเติบโต”

เหมือนหนังกำลังภายใน เคยดูหนังกำลังภายในไหม? ที่อาจารย์บนภูเขา ที่มาสอนวิชาบู๊ตึ๊ง กำลังภายในที่สุดยอดกระบี่ อะไรแล้วแต่ เด็กหนุ่มคนนี้ถูกเรียกขึ้นไปฝึก ดีใจมากเลย อาจารย์รับเราเป็นศิษย์ ฝึกเราเป็นจอมยุทธ ในอนาคต ขึ้นเขาไป ดีใจมากเลย  จะไปเรียนจอมยุทธ ปีแรกทั้งปี อาจารย์บอกว่าไปตักน้ำขึ้นมาให้อาจารย์ใช้หน่อย ล้างหน้าล้างตาทุกเช้า กุฎิอยู่ยอดเขา ตักน้ำข้างล่าง แล้วก็แบกขึ้นมา แรกๆ ก็ดีใจ  กะว่าแบกสักอาทิตย์หนึ่ง เดี๋ยวก็ได้เรียนแล้ว ปรากฏว่าแบกไปทั้งเดือน

“อาจารย์สอนหรือยัง?”

“รอไปแป๊บหนึ่ง”

ก็แบกน้ำต่อไป แบกไปเรื่อยๆ เป็น 3 ปี ก็ไม่ได้สอนสักที

“โอ๊ย! ไม่เอาแล้ว ไม่เห็นทำอะไรเลย ทุกวันมีแต่แบกน้ำๆ”

อาจารย์บอก … “โอเค ถึงเวลาสอนวิทยายุทธแล้ว”

ทำไมถึงเวลาสอน

“เจ้าดูนะ ดูให้ดีๆ ขณะที่เจ้าแบกน้ำมา ขึ้นบันไดภูเขา”

บันไดบนภูเขา มันเป็นหินวางๆ ไว้ใช่ไหม? สองข้างทาง ก็จะมีต้นไม้ วัชพืชขึ้นอยู่

“เจ้าเห็นไหมว่าอาจารย์รอจนกว่าต้นไม้ข้างทางจะตายหมด ถ้าต้นไม้ข้างทางตายหมด ก็ถึงเวลาที่เจ้าจะฝึกได้”

เพราะตอนแบกขึ้นไปใหม่ๆ ไม่แข็งแรง มันก็แกว่งไปแกว่งมา น้ำก็หก มันหก ก็รดน้ำต้นไม้ทุกวัน ดอกขึ้นสวย พอเริ่มแข็งแกร่ง เดินนิ่ง ขาแข็งแกร่ง แบกน้ำขึ้นมา น้ำไม่หกเลย พอน้ำไม่หก ต้นไม้ข้างทาง มันไม่ได้น้ำ มันแห้งตายหมด ถึงเวลาแล้วที่จะฝึกวิทยายุทธได้ เพราะแข็งแกร่งขึ้น รีบร้อนไม่ได้

นี่คือขบวนการ เพราะฉะนั้น เราจะสังเกตได้ว่าอะไรที่เกิดขึ้น เมื่อใช้เวลานาน 3 ปีของศิษย์คนนี้ หรือ 3 ปีของชายคนนี้  ที่พระเจ้าบอกให้ไปผลักหิน ก็คือความอดทนเท่านั้นเอง อดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก ความอดทนทำตามที่พระเจ้าบอก  ความอดทนทำตามถ้อยคำพระเจ้าที่บอกไว้ในข้อ 6 ว่า … “ในทุกสถานการณ์ จงทูลขอทุกสิ่งกับพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ”

ให้ทำไปเรื่อยๆ ทำอย่างนี้ไปกี่ปี? ไม่รู้ ทำแล้วไม่เห็นได้อะไรเลย เคยถามไหม? ถาม ทุกคนถามอยู่ในใจ ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย การกระทำเช่นนี้ ก็เหมือนการผลักหินของชายที่เล่าเมื่อสักครู่นี้ ก็เหมือนศิษย์บู๊ตึ๊งที่เล่าเมื่อสักครู่นี้ ที่อยากจะรีบเรียนวิชากระบี่ไร้เทียมทาน ผลักหินทุกวัน โดยไม่รู้ว่าทำไปทำไม? แต่พระเจ้าบอกให้ทำ ก็ทำไป สุดท้ายก็เกิดผล ตามที่พระเจ้าวางไว้ ไม่ใช่ตามที่เราคิด พระเจ้าบอกให้เราทูลขอทุกสิ่งจากพระเจ้าใช่ไหม? ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน อ้อนวอน พร้อมกันการขอบพระคุณ นี่เห็นชัดเลย อธิษฐาน อ้อนวอน … อ้อนวอน แปลว่านานๆ อธิษฐานบางทีอาจจะจบได้  อธิษฐาน วิงวอน คือแปลว่านาน ยาว เมื่อไร? เป็น 10 ปี 20 ปี ก็ได้ ไม่รู้ พร้อมด้วยการอดทนรอ และจบด้วยความหวัง ความหวังก็มาพร้อมกับการขอบพระคุณนั่นเอง เราก็ทำไป แล้วผลที่ได้รับคืออะไร?

ผลก็คือข้อ 7 ก็เกิดขึ้น วิชาตัวเบา วิชากระบี่ไร้เทียมทาน ฝึกจนกระทั่งเกิดขึ้น ข้อ 7 ที่บอกว่า … “แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” แล้วสมอ ก็จะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้น เล็กๆ แล้วก็ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นๆ มันเข้มแข็งขึ้น  มีหลักยึดแน่นมากขึ้น แล้วเจ้าสมอหลักนี้ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ คือท่านก็จะโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ  ที่เมื่อพายุอะไรต่างๆ มา ความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ เป็นเรื่องธรรมดาต่างๆ นานา สำหรับมนุษย์ทั่วไป  ที่จะต้องหวั่นไหว ท่านก็จะไม่หวั่นไหว ท่านก็จะนิ่งได้ พระเจ้าก็จะสามารถใช้ท่านในงานของพระองค์ได้ เหมือนที่ใช้เปาโล ใช้พระเยซูคริสต์ ใช้สาวกและคนอื่นๆ อีกมากมาย ใช้ด้วยวิธีนี้แหละ ที่พระเจ้าบอกว่า …

“พระคุณของเราก็เพียงพอสำหรับเจ้า ในขณะที่เจ้าทนทุกข์อ่อนแอ ฤทธิ์เดชอำนาจของเราจะแสดงออกมากขึ้น  จากในตัวของท่านออกมามากขึ้น  ในขณะที่เจ้าอ่อนแอ ในขณะที่เจ้าหมดแรง ในขณะที่เจ้าทนทุกข์ได้”

ผมก็ไปค้นตรงนี้มาได้ว่า … คำว่า “สันติสุขของพระเจ้า” ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ มันหมายถึงอะไร? เพราะบางครั้ง ผมก็อยากจะรู้จริงๆ ว่าสันติสุขที่เราอยากได้กัน ที่พระเจ้าสัญญา  ที่เปรียบเหมือนกับชัยชนะเหนือโลกนี้แล้ว มันคืออะไร? อยากรู้ว่าภาษาเดิมตรงนี้ มันหมายถึงออะไร? สันติสุขหมายถึงลอยๆ หรืออย่างไร? นิ่งๆ หรืออย่างไร?  อยู่ในห้องเงียบๆ หรืออย่างไร?

สันติสุขตรงนี้ ในพระคัมภีร์ฉบับเดิมที่เขาแปลโดยตรง มาจากภาษาเดิมเลย  ภาษากรีก มีอธิบายไว้อย่างนี้ สันติสุขนี้หมายถึงความคิดจิตใจท่านสงบ เพราะมีความมั่นใจในความรอด ที่ท่านได้รับมาแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งส่งผลให้ท่านไม่กลัวสิ่งใดๆ อีกแล้ว และทำให้ท่านมีความพึงพอใจในทุกสิ่ง ที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้น บนโลกใบนี้ เอเมน

มิน่า เปาโลจึงมีสันติสุขนี้ เผชิญกับทุกสิ่งได้ เข้าใจแล้วสันติสุขนี้ ไม่ได้แปลว่านั่งอยู่ในห้องเงียบๆ ไม่ได้หมายถึงสันติสุข ที่เราต้องเข้าไปอยู่ในป่าคนเดียว ไม่ใช่ สันติสุขท่ามกลางการทำงานวุ่นวายไปหมด เยอะแยะในโลกใบนี้  แต่ความคิดจิตใจเรานิ่ง ไม่กลัวต่อสิ่งใดๆ อีกแล้ว และทำให้ท่านมีความพึงพอใจในสิ่งที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไร? ไม่ว่าจะเป็นนักโทษ เปาโลก็มีความชื่นชมยินดี มีสันติสุข ไม่ว่าจะเป็นอิสระ เป็นเจ้านายเขา ก็มีสันติสุขนี้ พอจะมองเห็นภาพไหมครับ? ไม่ว่าจะไปอยู่ในงานเลี้ยงของผู้เชื่อที่เชิญอาจารย์เปาโลไปเลี้ยงข้าวและอธิษฐานด้วยกัน ที่บ้านผู้เชื่อที่มีฐานะดี หรือจะถูกเขาเอาหินขว้าง แล้วก็ลากออกไป เหมือนคนตายแล้ว  หรือถูกเฆี่ยน  แล้วก็จับโยนเข้าคุก ยินดีเท่ากัน นี่คือสันติสุข อันนี้ ที่เปาโลกำลังพูดถึง และเรามีสิทธิ์ได้รับ โดยพระเจ้าจะนำเราไปแบบนี้ เหมือนกัน

ความหมาย ก็คือถ้าเราอดทน ตามที่พระคัมภีร์สอนไว้ในข้อที่ 6 ที่ตะกี้ เราเรียนด้วยกัน ผลที่จะได้รับ ก็คือสันติสุขของพระเจ้าที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจ จะเกิดขึ้นในความคิดจิตใจของเรา สันติสุข ตามความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ คือความสุขสบายทางกาย ความมั่งมี สุขภาพแข็งแรง ชีวิตราบเรียบ ไม่มีอุปสรรคใดๆ เลยใช่ไหม? นี่คือความสุข หรือสันติสุขที่มนุษย์ทั้งหลายคิดว่าเป็นอย่างนี้ และแสวงหาอย่างนี้  อย่าไปแสวงหาเลย ซึ่งมันไม่มีจริงในโลกใบนี้ มันไม่ใช่ไม่ได้นะ มันไม่มีจริง อยู่บนโลกใบนี้แบบความสุขตลอดไป ไม่มีความทุกข์ยากลำบาก แม้แต่นิดเดียวเลย ทั้งกายและใจ มันเป็นไปไม่ได้  เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครมาหลอก ตราบใดที่อยู่บนโลกใบนี้ แม้ว่าจะเชื่อพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่ในเราแล้ว เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว แต่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็อย่าไปหวังตรงนี้เลย มันเป็นไปไม่ได้ มันถูกหลอก ใช้นามพระเยซูมายิ่งถูกหลอกมากใหญ่เลย  ก็เลยไม่ได้สันติสุข แทนที่จะได้รับ

เพราะฉะนั้น มนุษย์คนใดที่แสวงหาสันติสุข ตามความคิดของตนเอง แบบโลก ก็จะไม่มีวันได้รับสันติสุขแบบพระเจ้าเลย  ไม่มีทางเลย  และก็ไม่ได้รับสันติสุขแบบโลก เพราะมันไม่มีจริง มันถูกโลกหลอกว่ามี มันไม่มี ไม่ใช่ว่าไม่มาเชื่อพระเจ้า  ไม่ได้รับสันติสุขแบบพระเจ้า แต่ไม่ได้รับสันติสุขแบบโลก มันไม่มีไง มันถูกหลอก บางคนบอกความสุขแบบโลก ความสุขแบบพระเจ้า ฟังดูเผินๆ เหมือนให้เราเลือกข้าง  จริงๆ มันมีข้างจริงๆ ท่านจะมีสันติสุข มีความสุขในพระเจ้า หรือไม่มีเลย หรือจะถูกหลอกว่ามีสันติสุข มีความสุขบนโลก มันหลอกเราว่ามี มันไม่มีจริง พระคัมภีร์จึงบอกว่าอย่าให้เราถูกหลอก ล่อลวงให้ไปทางโลก ให้ไปอยู่ทางฝ่ายโลก อย่าไปมองทางฝ่ายโลก มิได้หมายถึงพระคัมภีร์ต้องการให้เราไปมีความสุขแบบโลก ไม่ใช่ แต่ถูกหลอกว่ามีความสุขแบบโลก มันไม่มีจริงๆ ย้ำอีกทีว่ามันไม่มีจริงๆ  พูดง่ายๆ ว่าอย่าถูกหลอกนั่นเอง

พระคัมภีร์จึงใช้คำนี้ ถูกหลอก เพราะมารมันมาเพื่อลัก ฆ่า และทำลาย หลอกลวง แต่สันติสุขของพระเจ้าที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ ตามที่อธิบายเมื่อสักครู่นี้ว่าคือสภาวะจิตใจที่สงบ มั่นใจในความรอด ในการอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เราอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว มีความพอใจในทุกสิ่งที่มี ที่เป็น ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้  นี่คือสันติสุขในองค์พระผู้เป็นเจ้า ในพระเยซูคริสต์  ในพระองค์ และมีอยู่จริงๆ และเป็นไปได้จริงๆ เท่านั้น

กลับมาที่ข้อ 8 บอกว่า “จงใคร่ครวญถึงสิ่งที่เลอเลิศ  หรือสิ่งที่ควรสรรเสริญ  คือสิ่งที่จริง  สิ่งที่น่านับถือ  สิ่งที่ถูกต้อง  สิ่งที่บริสุทธิ์  สิ่งที่น่ารัก  สิ่งที่น่ายกย่อง”

ตรงนี้ ก็คือผลของการเจริญเติบโต ทำให้เกิดความคิดจิตใจ ที่เป็นไปตามความคิดของพระคริสต์ ที่เป็นตัวของเราจริงๆ ก็คือความคิดแบบพระคริสต์ ที่พระเจ้าได้สร้างเราขึ้นใหม่ ตอนที่เราเชื่อในพระเจ้า และได้บังเกิดใหม่นั่นเอง  ให้ตัวตนที่แท้จริงของเราดำเนินออกมา เป็นผลของพระวิญญาณ ที่สถิตอยู่ในเรา และความคิดจิตใจที่เราได้เกิดใหม่ และได้รับการฝึกฝนจากพระเจ้ามาตลอดนั่นเอง  เห็นไหม? จะกี่ปีไม่รู้ ค่อยๆ ฝึกฝนมาทีละนิดๆ ไม่ใช่มาเชื่อพระเจ้าวันนี้ อาทิตย์หน้าเจริญเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ  มันต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ซึ่งการฝึกฝนเหล่านี้  ผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

เหมือนเทรนเนอร์ที่เขาไปฝึกคนไปออกกำลังกาย ฝึกเล่นกล้าม เขาต้องใช้ระยะเวลา เป็นโปรแกรม 3 เดือน 6 เดือน ปีหนึ่ง ค่อยๆ ทำไป  ทำวันเว้นวัน หยุดพักบ้าง  เร่งทำทุกวัน ก็จะบาดเจ็บ หนักกว่าเก่า พักบ้าง พอพักเสร็จปุ๊บ ก็เริ่มเล่นใหม่ ตอนเล่น มันทำความทุกข์ยากลำบากให้เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อ สมมติเราต้องการให้กล้ามเนื้อตรงแขนมันใหญ่ วิธีทำให้มันใหญ่ ก็คือทำให้มันเกิดความทุกข์ยากลำบากกับกล้ามเนื้อตรงนี้  ไม่เกี่ยวกับขา ขาก็เล็กเรียบ ลีบเหมือนเดิม ไม่เจริญเติบโต แต่เราจะทำตรงนี้ อย่างเดียว  สมมตินะ ตรงแขนทุกวัน ยกมันทุกวัน ใช้กล้ามเนื้อ ตอนที่ยก คือความทุกข์ยากลำบาก ที่ทำให้เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อตรงนี้ กล้ามเนื้อตรงนี้มันก็เหนื่อย แล้วก็ปล่อยให้มันพัก แล้วก็ทำใหม่ พัก ธรรมชาติก็จะสร้างกล้ามเนื้อตรงนี้ ให้เข้มแข็งขึ้น ใหญ่ขึ้น ฉันใดฉันนั้น ทางโลกวิญญาณก็เช่นเดียวกัน ผ่านความทุกข์ยากลำบาก เข้ามาในชีวิต วิญญาณและความคิดจิตใจ เราก็จะเป็นผู้ใหญ่ในทางวิญญาณ

และวิธีการคืออะไร? ทุกคนคงถาม ผ่านความทุกข์ยากและความลำบาก แล้ววิธีการคืออะไร? คืออธิษฐานไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ แล้วรอให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น แค่นั้นหรือ? ทำอย่างไรถึงจะได้สันติสุขนี้ ก็คือการเดินเข้าไป ไม่มีทางอื่น อธิษฐานกับพระเจ้าขอให้สบายๆ ได้ไหม?  พระเจ้าทรงทราบดีกว่าช่วงไหน ช่วงพัก ช่วงไหนช่วงฝึก เหมือนเทรนเนอร์ที่ดี … เทรนเนอร์ที่ดีจะรู้ว่าจันทร์ พุธ ศุกร์ ยกน้ำหนัก 1 ชั่วโมง อังคาร พฤหัส เสาร์ไปเดินเล่นซะ หลอกกันไม่ได้ เพราะเขารู้ว่าพักเท่าไร? และเอาความทุกข์ยากลำบากไปเท่าไร?  พระเจ้าก็เช่นเดียวกัน

วิธีการ คือข้อที่ 9 ที่บอกว่า … “ทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้  ได้รับ  ได้ยินจากข้าพเจ้า  หรือได้เห็นจากข้าพเจ้า  จงนำไปปฏิบัติ  และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะสถิตกับท่าน”

ก็คือทั้งหมดนี้  ผ่านกระบวนการเป็นระยะยาว และต้องผ่านประสบการณ์ คือต้องเข้าไปจริงๆ ไม่สามารถว่าจันทร์ พุธ ศุกร์ เทรนเนอร์บอกให้ยกน้ำหนัก 1 ชั่วโมง เข้าไป ไปนั่งมองลูกตุ้มน้ำหนักจนครบชั่วโมง เคลื่อนออกมา อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้เขาเรียกว่าไม่มีประสบการณ์ ประสบการณ์หมายถึง 1 ชั่วโมงเข้าไปในยิม แล้วทำตามนั้น ยกน้ำหนักขึ้นมา ต้องเหนื่อย ต้องปวด  ต้องเจ็บ ในทางพระเจ้าก็ต้องเหมือนกัน คือต้องผ่านประสบการณ์ วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า สำคัญอันต่อไป คือครั้งแล้วครั้งเล่า  ประสบการณ์การเข้าไปสู่ความทุกข์ยากลำบาก ครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า กว่าคนๆ นั้นจะอธิษฐานกับพระเจ้าได้ว่า …

“พระเจ้าขอทรงอภัยให้กับเขาเถิด เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป”

ท่านคิดว่าก่อนหน้านี้ จะเป็นอย่างไร? ท่านคิดว่าเปาโลต้องผ่านประสบการณ์เยอะขนาดไหน จนกระทั่งเปาโลสามารถอธิษฐานว่า …

“อภัยให้เขาเถิด เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป?”

จากเปาโลที่เคยยืน และเห็นด้วยกับการเอาหินขว้างคนตาย หรือเดินทางไปจับคริสเตียนมาลงโทษ ขังคุก ทรมาน เปลี่ยนมาเป็นรัก และสามารถอธิษฐานกับพระเจ้าแบบนี้ได้ ท่านคิดว่าต้องใช้ประสบการณ์กี่ปี? นานเท่าไร?  แม้ว่าการเชื่อพระเจ้าวันแรกเลย เราก็บังเกิดใหม่แล้ว รับเชื่อปุ๊บ พูดด้วยปาก และเชื่อด้วยใจว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ไถ่บาป เป็นพระเจ้า และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แค่นั้นเราก็ได้บังเกิดใหม่ใช่ไหม? เราเชื่อจริงๆ เราจึงเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้วก็จริง  แต่การปฏิบัติตัวบนโลกใบนี้ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันก็จะเริ่มต้นค่อยๆ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เปลี่ยนปุ๊บ ทันทีเหมือนกับพระวิญญาณ ไม่ใช่ มันต้องใช้เวลา

หว่านความเชื่อ หว่านความหวังในข่าวดีนี้ลงไปที่ในพระคริสต์ ในสวรรค์สถาน ที่ทำให้เราสามารถเข้าไปสู่หลังม่าน คือการเข้าไปสู่การทรงสถิตของพระเจ้าได้  ตรงนี้จึงเป็นหลักยึดแน่นของความคิดจิตใจของเรา เป็นความหวังของเราที่ไม่โครงเครง และตัวนี้เป็นตัวที่ทำให้เราสามารถที่จะยืนหยัดได้ แม้ว่าลมพายุจะพัดแรงขนาดไหนก็ตาม และมันจะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป  หลักนี้ก็จะเข้มแข็ง จะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สมอก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ให้เราเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะสามารถต้านพายุที่โหมกระหน่ำเข้ามาได้มากขึ้นเท่านั้น พระเจ้าก็จะสามารถใช้ชีวิตเราได้มากขึ้นเท่านั้น ทุกคนก็จะประจักษ์เห็นพระเจ้า เห็นพระเยซูที่สถิตอยู่ในเรา ออกมาจากการกระทำชีวิตของเราที่ไปกระทบกับผู้คนรอบข้างทั้งหมด ได้มากขึ้นเท่านั้นนั่นเอง พระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2020 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอน 1 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  1  พฤศจิกายน  2020

 เรื่อง “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”  ตอน 1

โดย  นคร   เวชสุภาพร

 

เรามาเริ่มต้นคำบรรยายในวันนี้ มาเรียนรู้ถ้อยคำพระเจ้ากัน ถ้อยคำวันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอีกเหมือนกัน เป็นเรื่องที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงทุกแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะใกล้ถึงสิ้นปี ทุกคนก็จะคิดย้อนเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาว่ามีอะไรเกิดขึ้นในระหว่างปีที่ผ่านมาบ้าง

ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง เกิดขึ้นกับประเทศ เกิดขึ้นทั้งโลก โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น บนโลกใบนี้บ้าง เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากเพียงไรในเรื่องของโควิด เบอร์หนึ่งแล้ว โควิดมาปลายปที่แล้ว แต่มันส่งผลมาปีนี้ นอกจากโควิด มีเรื่องอื่นอีก เรื่องภายในประเทศ ความวุ่นวายของทั่วโลก เศรษฐกิจการเงิน การทอง การสู้รบ สงครามทางด้านเศรษฐกิจ สงครามทางด้านยุทธศาสตร์ ยุทธการก็มี เยอะไปหมดเลย

มีเว๊บไซด์อยู่แห่งหนึ่ง เขาทำสำรวจว่าถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ ข้อไหนถูกใช้มากที่สุดในการบรรยาย ในการเทศนาในปีนี้ ทั่วโลกนะ ลองทายในใจว่าความยุ่งยาก หรือความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ทั้งหมด ในคริสตจักรส่วนใหญ่ เขาเทศน์กันเรื่องอะไรมากที่สุด? คำตอบก็คือถ้อยคำในหนังสือยอห์น 16:33 ที่บอกไว้ว่า …

ยอห์น 16:33 “เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่พวกท่าน  เพื่อพวกท่านจะได้มีสันติสุขในเรา  ในโลกนี้  พวกท่านจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก  แต่จงชื่นใจเถิด  เราได้ชนะโลกแล้ว

 

นี่เป็นถ้อยคำพระเจ้า จากพระคัมภีร์ที่มีการเทศนากันมากที่สุด ใน 1 ปีที่ผ่านมานี้  แต่พระคัมภีร์ข้อนี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาสอนในช่วงนี้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าประชากรในโลกใบนี้ ในขณะนี้ กำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งเราก็เห็นอยู่ว่ามันเป็นจริงตามนั้นจริงๆ ตั้งแต่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ  โควิด-19 กระทบไปทั่วหน้า  ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียน หรือไม่เป็นคริสเตียน  จะทำเลวหรือทำดีอะไรก็ตาม โดนไปทั่วหน้าทั้งหมด ทั้งโลก ยังไม่หยุดเลยนะ แต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องใหญ่ทั้งนั้นที่กระทบ อย่างเช่นกระทบ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องจากโควิด เราอาจจะไม่ได้เจ็บป่วย  ไม่ได้ติดเชื้อ แต่เราก็ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ การเงิน การอยู่ ลำบากลำบน ผลของการทำมาหากิน ลำบากลำบน การเดินทาง ความเครียด วุ่นวายไปหมดทุกอย่าง เดินทางไปไหนก็ลำบาก เหมือนทั้งโลกติดอยู่ในคุก ทุกคนอยู่ในเรือนจำหมด  แต่เป็นเรือนจำที่ใหญ่หน่อยเท่านั้นเอง ดูเหมือนมีอิสระ แต่ไม่มีอิสระ มันก็ลามไปถึงสุขภาพของจิตใจ ร่างกาย

สรุปแล้วก็คือความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ที่พระเยซูบอก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้พิเศษเลย  ความทุกข์ยากลำบาก มันไม่ได้มีเฉพาะเดี๋ยวนี้  บางคนบอกยุคนี้เป็นยุคที่ความทุกข์ยากลำบากมากมาย ทุกคนก็พูดอย่างนี้ มาทุกยุคทุกสมัย ถ้าถามอาดัมและเอวาได้ ตั้งแต่ยังไม่มีลูกคนแรกเลย ผมว่าเขาก็พูดเหมือนเราพูดทุกวันนี้ ความทุกข์ยากลำบาก ทำไมเป็นเยอะอย่างนี้ ในยุคนี้ ยุคไหน? ยุคที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป ความสาปแช่ง โรคภัยไข้เจ็บเริ่มต้นแล้ว มีมาแล้ว ตั้งแต่อาดัมและเอวาล้มลงในความบาป  โลกวิปริต ถูกสาปแช่งไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนก็พูดคำนี้แหละ …

“มันลำบาก ลำบนจริงๆ ยุคนี้”

เพราะว่าแต่ละคน ก็พูดในแต่ละยุคของตัวเอง ยุคเมื่อ 2,000 ปีก่อน ยุคที่พระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้ มาประกาศข่าวดี นั่นก็ทุกข์ทรมาน อยู่ใต้อำนาจของโรมัน มีแต่เรื่องราวเยอะแยะมากมาย โรมันก็แสวงหาอำนาจ เที่ยวไประรานประเทศต่างๆ นำมาเป็นเมืองขึ้น เป็นทาสเขา อะไรต่างๆ เหล่านี้  ยุ่งไปหมด เชื้อโรค โรคภัยไข้เจ็บ โรคเรื้อนก็เต็มไปหมด หนักกว่าโควิดปัจจุบันอีก เขาก็พูดแบบนี้ตอนนั้น ตอนนี้เราก็พูดแบบนี้

“โควิดหนักกว่า”

สรุปแล้ว มันก็หนักเท่ากันแหละ มันเหมือนกัน มันถูกสาปแช่งไปแล้ว แต่ดูมันเหมือนมากกว่า เพราะว่าคนมันเยอะขึ้น แต่ก่อนนี้อาจจะมีคนไม่เยอะขนาดนี้ ตอนนี้มี 7,000 ล้านคนทั่วโลก มันก็สับสนวุ่นวายมากขึ้น อีก 100 ปีข้างหน้า อาจจะมีเป็น 8,000 ล้านคน มันก็จะวุ่นวายมากขึ้นอีก เขาถึงเรียกว่าคนไง คน แปลว่าวุ่นวายสับสน ยิ่งคนเยอะ ยิ่งสับสนเยอะ

จากถ้อยคำเมื่อตะกี้ที่เราอ่านกัน ที่บอกว่า … “เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่ท่าน เพื่อพวกท่านจะได้มีสันติสุขในเรา”

พระเยซูบอก … “เราบอกท่านแล้วว่าโลกใบนี้ มันมีแต่ความทุกข์นะ ความลำบาก แต่ท่านจะมีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ พวกท่านจะต้องเผชิญความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เราได้ชนะโลกแล้ว”

พระเยซูกำลังบอกเราว่าพระองค์ได้ชนะโลกแล้ว ชนะความทุกข์ยากทั้งหมดเหล่านี้แล้ว แต่ว่ามันยังไม่สำเร็จ เสร็จขบวนการการชนะทั้งหมด โลกได้ถูกชนะไปหมดแล้ว มารได้ถูกตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว ระบบของโลกที่วิปริตเสียหาย ได้ถูกตัดสินไปแล้ว แต่มันยังไม่ Active มันถูกสั่งไปแล้ว แต่มันยังไม่ได้ปฏิบัติ ยังไม่ถึงเวลาปฏิบัติ เหมือนนักโทษที่ถูกสั่งว่านำไปประหารชีวิต

คำว่า “ประหารชีวิต” ถูกสั่งไปแล้ว โดยศาล แต่ขบวนการที่จะนำนักโทษคนนี้ไปยิงเป้า ไปทำลาย ไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า เพื่อประหารชีวิตยังไม่ถึงขั้นนั้น อาจจะต้องรออีกอาทิตย์ สองอาทิตย์ ทำเรื่องราวเอกสารให้พร้อมอะไรต่างๆ เหล่านี้

ในทำนองเดียวกัน โลกเหมือนกัน  พระเยซูชนะโลกแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วก็จริง คำพิพากษานั้น ได้พิพากษาเรียบร้อยไปแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามนั้นแล้ว โลกวิญญาณอันไหนทำได้ทำเรียบร้อยแล้ว อันไหนที่รอขบวนการ ก็ยังรออยู่ อย่างเช่นโลกใบนี้ ได้ถูกสั่งให้ยุบ สูญ ระบบนี้ได้ถูกขจัดออกไปเรียบร้อยแล้ว แล้วเตรียมระบบใหม่ไว้ให้เสร็จเรียบร้อย โลกใบใหม่เตรียมไว้แล้ว แต่รอเวลาทำขบวนการให้มันเสร็จ  มารได้ถูกสั่งให้ลงบึงไฟนรก เรียบร้อย ถูกขังในบึงไฟนรกเรียบร้อยแล้ว แต่รอขบวนการให้ถึงวันนั้นก่อน เพราะฉะนั้น โลกใบนี้ ก็ยังวุ่นวายอย่างนี้อยู่

ดังนั้น การชนะโลกของพระเยซู หมายถึงตรงนี้ กำลังจะบอกพวกเรา สำหรับคนที่ยังอยู่บนโลกใบนี้นะ รออีกแป๊บเดียว ก็จะมีโลกใหม่มาให้เราแล้ว แป๊บเดียว ศัตรูของมนุษย์ทุกคน คือมารซาตาน ก็จะถูกขังไปตลอดนิรันดร์ ไม่ได้มายุ่งอะไรกับเราอีกแล้ว เราก็สบาย ไม่มีมาหลอกให้เราทำผิด ทำบาปอีกต่อไป ให้เป็นศัตรูกับพระเจ้าอีกต่อไป

แต่ขณะที่ขบวนการนี้ยังไม่สำเร็จ  ก็ต้องอยู่ในความทุกข์ยากลำบากไปก่อน เพราะว่าโลกนี้มันยังอยู่อย่างนี้ ยังถูกสาปแช่งอยู่

วันนี้เราจึงจะมาเรียนรู้ มาตั้งหลักกันใหม่ว่าเราควรทำอย่างไร? เพื่อให้ได้รับตามสิ่งที่พระเยซูทรงสัญญาไว้ว่าแม้โลกนี้ เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก  วิปริต เสียหายต่างๆ นานา ทำอย่างไรเราจึงมีสันติสุข ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่เข้าใจ ที่พระเยซูสัญญาไว้นั้นได้

หัวข้อการบรรยายวันนี้ จึงมีชื่อว่า “มั่นคงไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” พูดกับตัวเอง …

“ทำอย่างไร ฉันถึงมั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”

ท่ามกลางโควิดมา ถามตัวเองสิว่าเรามั่นคงไม่หวั่นไหวไหม? ตอนที่ธุรกิจต้องหยุดไป เงินเดือนที่รับประจำ จากบริษัทลดเหลือครึ่งหนึ่ง เหลือครึ่งหนึ่งไม่พอ ตอนนี้เหลือ 20% มั่นคงไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากไหม?

หรือสุขภาพไม่ดี หมอตรวจแล้วพบโรคร้าย เรายังมั่นคง ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากหรือไม่?  ทำอย่างไรถึงจะมีความมั่นคง ชื่นชมยินดีในสันติสุข ในความหวัง ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์อะไร? เช่นไรก็ตาม ทำอย่างไรถึงจะทำให้เรามีความมั่นคง แบบที่กษัตริย์ดาวิดบรรยายไว้ในหนังสือสดุดี ซึ่งใครอ่านแล้วอยากได้ ซึ่งว่ากันตามจริง  สดุดี กษัตริย์ดาวิดพูดตรงนี้  เหมือนกับเผยพระวจนะ เหมือนกับเป็นเงาให้เรา  ในพระคัมภีร์ใหม่ได้รู้ว่าเมื่อเรามีพระเจ้าแล้ว มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ในสดุดี 16:8 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

สดุดี 16:8  “ข้าพเจ้าให้องค์พระผู้เป็นเจ้า  ทรงอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ  เพราะพระองค์ทรงประทับอยู่ที่ด้านขวามือของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหว

 

คนที่เป็นคริสเตียน พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย เราอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  เราสามารถพูดคำนี้ได้ไหมว่า …

“ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหว พระเจ้าอยู่ที่ซ้ายมือของข้าพเจ้า”

ไม่ใช่ขวามือแล้วนะ  เพราะพระคัมภีร์ใหม่บอกเราเกิดใหม่พร้อมพระเยซู ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน เบื้องขวาของพระเจ้า แสดงว่าพระเจ้าอยู่ที่ซ้ายมือของเรา เราสามารถพูดได้ไหมว่า …

“เพราะว่าพระเจ้าประทับอยู่ที่ซ้ายมือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหว”

และจริงๆ ไม่ได้ประทับอยู่ซ้ายมือ  … “ประทับอยู่ข้างในของข้าพเจ้า ในตัวเลย ข้าพเจ้าก็ยิ่งจะไม่หวั่นไหว”

มันน่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เราจะมาเรียนรู้กันว่าจะทำอย่างไรให้มันเป็นไปตามความจริง ในถ้อยคำพระเจ้าอย่างนี้แหละ ท่านจะได้ไม่หวั่นไหว คำว่าความทุกข์ยากลำบากที่เรากำลังพูดถึงนี้ ไม่ใช่แค่หมายถึงสภาวะลำบาก ในเรื่องการกินการอยู่เท่านั้น แต่รวมไปถึงปัญหาทุกอย่าง ที่เราพบเจอในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันรวมทั้งอะไรบางอย่าง ที่เรามองไม่เห็นด้วย เยอะแยะมากมาย เช่นปัญหาปากท้อง สูญเสียคนที่รักจากการทะเลาะวิวาท การขัดแย้ง นี่ความทุกข์ยากลำบากทั้งนั้นนะ สูญเสียคนที่รัก ยังพอมองเห็น เรื่องปากท้อง การกินการอยู่ยังพอมองเห็น เงินเดือนรายรับต่างๆ พอยังมองเห็น ทะเลาะวิวาทมองไม่ค่อยเห็น  ความขัดแย้งยิ่งมองไม่เห็น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัว การไม่ได้ดั่งใจ นิสัยที่เราไม่ได้ดั่งใจ นี่ก็ไม่เห็น แต่มันทุกข์ไหมล่ะ ปัญหาเรื่องการเรียน ปัญหาเรื่องเพื่อนฝูง เยอะแยะไปหมด ปัญหาเรื่องจิตใจ ความเครียด ความวิตกกังวล ความกลัว นี่เป็นปัญหาทั้งนั้น

การอยู่บนโลกใบนี้ ความทุกข์ยาก ปัญหาที่พระเยซูบอก เราอย่าไปนึกถึงแค่การกิน การอยู่ โรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น แต่มันรวมอะไรอีกเยอะแยะมากมาย การไม่มีเป้าหมายในชีวิต การเบื่อหน่ายชีวิต อยู่ดีๆ มันเบื่อขึ้นมา นั่นก็คือความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้นะ

สรุปแล้ว ระบบของโลกใบนี้ มันต่อต้านกับมนุษย์ทั้งปวงเลย มันต่อสู้กับมนุษย์ทั้งปวง มันต้องการให้มนุษย์ทั้งปวง ทุกข์ยากลำบาก มีความทุกข์ มีความเศร้าโศก แล้วก็ไปสู่ความพินาศพร้อมๆ กับมัน ที่ควบคุมระบบของโลกนี้อยู่ ก็คือมาร แต่พระเยซูบอก เราชนะโลกนี้แล้ว พระองค์ก็จะทรงทำให้เรามีวิธีที่มีสันติสุข ท่ามกลางความพยายามของมารได้ คืออะไรก็ตามที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางร่างกาย ทุกข์ทางจิตใจ ทั้งหมด ก็คือสถานการณ์ ความทุกข์ยากลำบาก  ที่เราต้องเผชิญในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตามที่พระเยซูบอกนั่นเอง ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องเจอแน่ๆ ไม่มีการเว้นแม้แต่คนเดียว ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เจอแน่ๆ รับรองได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คริสเตียนเจอแน่ๆ ผู้เชื่อเจอแน่ๆ จริงๆ มันเจอทุกคนแหละ ผู้เชื่อเจอแน่ๆ เพราะพระคัมภีร์บอกแล้วไงว่าขณะที่เราเชื่อในพระเจ้าแล้ว เราได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความมืด ในอาดัม การเป็นทาสมาร ย้ายเข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างของพระบุตร อันเป็นที่รักของพระองค์ คือในพระเยซูคริสต์ มาอยู่อาณาจักรแห่งแสงสว่าง อยู่ฝ่ายพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว แปลว่ากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในนี้ ทางโลกวิญญาณ ก็ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าแล้ว ก็แสดงว่าเราย้ายเข้ามาอยู่ตรงกันข้ามกับอาณาจักรเดิม คืออาณาจักรของความมืด และความมืดกับความสว่าง มันเข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว มันต้องต่อต้านกัน คำว่า “ต่อต้าน” มันคือการเป็นศัตรูกันนั่นเอง โดยตรงเลย

แม้ว่ามนุษย์ทุกคนไม่เชื่อพระเจ้า ก็พบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วก็ตาม แต่อย่างน้อย เขาก็ยังเป็นพวกเดียวกันกับความมืดนั่น พอเห็นไหมครับ แต่เป็นพวกเดียวกันกับความมืดในลักษณะการเป็นทาสเขา มันทุบตี เฆี่ยนตี แล้วมันไม่ได้จริงใจหรอก มันขโมย ฆ่า และทำลาย แต่คริสเตียนหลุดพ้นแล้วก็จริง แต่ในวิญญาณ เราเป็นศัตรูกับเขาแล้ว เป็นศัตรูกับระบบของโลกนี้ เป็นศัตรูกับโลกใบนี้เลย พระเยซูจึงบอกว่าโลกใบนี้ เกลียดชังเรา … “เรา” ในที่นี้ หมายถึงพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ และใครก็ตามที่อยู่พวกพระเยซู เราอยู่พวกใคร? ลองถามตัวเองว่าเราอยู่พวกใคร?

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะมีอะไรที่ยึดเหนี่ยว ที่จะเป็นกำลัง เป็นเรี่ยวแรงในพระเยซูคริสต์ ที่ให้เราสามารถเผชิญความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในการต่อสู้กับสงคราม กับศัตรูเหล่านี้ อะไรที่เป็นกำลัง เป็นฤทธิ์เดชให้กับเรา เพื่อเราจะได้มีสันติสุข ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ ที่เราเห็นกันดาษดื่น เป็นเรื่องธรรมดานั้น

เราจะเริ่มต้นที่ฮีบรู 6:18-19 “18 ดังนั้น พระเจ้าได้ประทานให้เรา ทั้งจากคำสัญญาและคำสาบานที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  เพราะเป็นไปไม่ได้ ที่พระเจ้าจะพูดโกหก  19 ด้วยเหตุนี้ พวกเราที่ได้หนีมาพึ่งในพระองค์   จึงมีกำลังและมีกำลังใจอย่างเข้มแข็ง ที่จะยึดมั่นในความหวัง  ที่อยู่เบื้องหน้าเรา    ความหวังและความมั่นใจของเรานี้  เป็นเหมือนสมอเรือ  ที่มั่นคงและติดแน่นของความคิดจิตใจ  และความหวังนี้  ได้นำพาเราเข้าไปสู่หลังม่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในสวรรค์ คืออภิสุทธิสถาน  ซึ่งเป็นสถานที่ทรงสถิตของพระเจ้า”

 

ถ้อยคำนี้เขียนไปถึงผู้ที่เป็นคริสเตียน ที่เชื่อแล้ว ที่เป็นชาวยิว พื้นฐานชาวยิว จึงยกตัวอย่างอะไรบางอย่าง บางทีเราอาจจะไม่เข้าใจ แต่ว่าชาวยิวเข้าใจดี

ยกตัวอย่างเช่น ดังนั้น พระเจ้าได้ประทานให้เรา ทั้งจากคำสัญญาและคำสาบาน คือ 2 สิ่งนี้  เป็นสิ่งที่พระคัมภีร์ตอนนี้ บอกให้เราผู้เป็นคริสเตียน มีความมั่นคง มีความมั่นใจ ในความเชื่อ ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าเป็นคำสัญญา จากพระเจ้า ไม่ได้สัญญาว่าวันหนึ่ง จะส่งพระมาซีฮา คือพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด มาช่วยท่านทั้งหลาย พระเจ้าไม่ได้สัญญากับชาวอิสราเอล แค่นั้น ซึ่งรวมทั้งผลมาถึงคนที่ไม่ได้เป็นอิสราเอลด้วย นอกจากสัญญาแล้ว พระองค์ยังทรงกระทำสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพิธีการของชาวยิวในขณะนั้นที่ทำกัน เมื่อมีอะไรที่ถกเถียงขัดแย้ง หรือต้องการพูดอะไรให้มีความมั่นใจ สำหรับคู่กรณี หรือคนที่ฟัง ก็คือเขาจะพูด และเขาจะสาบานตามหลักการของพระคัมภีร์เดิม กฎเดิม ให้สาบานได้ โดยผู้ที่สูงกว่าเรา เขาเลยสาบานในนามของพระเจ้า

สมมติว่ามีการขโมย บอกว่า … “ฉันไม่ได้ขโมย”

เขาจะยืนยันมั่นคงว่า … “ฉันไม่ได้ขโมย ฉันสาบานในนามของพระเจ้า ฉันไม่ได้ขโมยจริงๆ”

อย่างนี้ นึกออกใช่ไหม? คนชาวยิว ก็จะรู้ว่าถ้าพูดตรงนี้เมื่อไร? เชื่อถือได้ มั่นคงแล้ว เขาสามารถสาบาน โดยใช้พระนามของพระเจ้า ซึ่งเขานับถือสูงสุด แต่พอมาถึงตอนนี้ พระเจ้าทำให้เขาได้เห็นชัดเจนว่าพระองค์ได้สัญญาว่าจะส่งคนมาช่วยให้รอด คือพระเยซูคริสต์ และนอกจากนั้น พระองค์ยังสาบานด้วยพระนามของพระองค์ ไม่มีนามไหนใหญ่กว่าพระเจ้าอีกแล้ว พระองค์ทรงสาบานด้วยนามของพระองค์เองว่ามันเป็นจริง พระเยซูคริสต์ที่ส่งมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นจริง ในนี้ จึงบอกว่า 2 สิ่งนี้ ที่พระเจ้าได้ทำ ซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลง คือคำสัญญาและคำสาบานนี้ ได้พูดไปแล้ว โดยพระเจ้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างนั้นแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ ที่พระเจ้าจะพูดโกหก

ด้วยเหตุนี้ พวกเราที่ได้หนีมาพึ่งในพระองค์ คือผู้เชื่อ หมายถึงผู้ที่หนีออกจากการเป็นทาสของมารซาตาน การเป็นทาสของอาณจักรแห่งความมืด หนีมาพึ่งพระคุณของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์มาสู่ความสว่าง มันหมายถึงตรงนี้ พวกเราที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว ได้หนีมาพึ่งพระเจ้า จึงมีกำลัง และมีกำลังใจอย่างเข้มแข็งที่จะยึดมั่น ในความหวัง ก็คือในสัญญา ที่พระเจ้าสัญญาไว้ ในพระเยซูคริสต์ ที่อยู่เบื้องหน้าเรา

สำหรับผู้เชื่อแล้ว  ความหวัง ก็คือความเชื่อของเราในข่าวดี ในความมั่นใจของเรานี้ เป็นเหมือนสมอเรือที่มั่นคง และติดแน่นของความคิดจิตใจ  ไม่ใช่ในความคิดจิตใจ ต้องเป็น “ของ” ความคิดจิตใจ  สมอเรือของความคิดจิตใจ จำแค่นี้ไว้ก่อน เป็นสมอเรือที่มั่นคงของความคิดจิตใจ และความหวังนี้ ก็คือความเชื่อในข่าวดีนี้ ได้นำพาเราเข้าสู่หลังม่าน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในสวรรค์ คืออภิสุทธิสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ทรงสถิตของพระเจ้า แปลตรงนี้ให้ฟังก่อน

และความเชื่อในข่าวดีนี้ ได้ทำให้เราเข้าสู่สวรรค์แล้ว ไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  เป็นลูกของพระเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์เหมือนพระองค์แล้ว มันหมายถึงแค่นี้  พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเรา ในร่างกายเราแล้ว โดยความเชื่อ ความหวังนี้ คือความเชื่อในข่าวดี

ที่เขาต้องใช้ความหวัง ก็เพราะว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเรียบร้อยไปแล้วนั้น มันอยู่ในโลกวิญญาณ  มันยังจับต้องมองไม่เห็น แต่ความหวังนี้มีพื้นฐาน คือความเชื่อศรัทธา เพราะฉะนั้น ความเชื่อศรัทธาในข่าวดี ก็คือความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ของสิ่งที่มองไม่เห็น  ความเชื่อศรัทธาในข่าวดี คือความหวังในโลกวิญญาณ ในสวรรค์สถาน ที่พระเจ้าได้ให้เราไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่วันที่เราเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ พระผู้ช่วยให้รอด เราได้เกิดใหม่ในโลกวิญญาณ เข้าไปนั่งอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว แต่ถามว่าจับต้องมองเห็นได้ไหม? ไม่ได้ ภาษามนุษย์จึงเรียกว่ายังเป็นความหวัง แต่ไม่ใช่ความหวังธรรมดา เพราะเป็นความหวังที่ประกอบไปด้วยพื้นฐานที่เป็นความเชื่อศรัทธา ที่สามารถสัมผัสได้ด้วยโลกวิญญาณ ด้วยวิญญาณของเรา มันก็คือความเชื่อศรัทธาที่สามารถทำให้ความหวังที่มองไม่เห็นนี้ กลายเป็นความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ เหมือนในหนังสือฮีบรู 11:1 ที่บอกไว้ว่า … “เดี๋ยวนี้ ความเชื่อปัจจุบันนี้ ความเชื่อ คือความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ของสิ่งที่มองไม่เห็น”

พระเจ้าของเรา เป็นพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ เป็นพระเจ้าที่ไม่โกหก เป็นพระเจ้าที่รักษาคำมั่นสัญญา  พันธสัญญาของพระองค์ทั้งหมด พระองค์รักษาไว้ ถามว่าความหวังใจทั้งหมดที่เราได้รับมานั้น เราสามารถมั่นใจได้ 100% ไหมว่าจะเป็นจริงตามนั้น พระเจ้าสัญญาอะไรไว้กับเราบ้าง? เรามั่นใจ 100% ไหมว่ามันเป็นตามนั้น เมื่อเราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ความหวังใจเรา คืออะไร? ที่พระเจ้าสัญญาไว้ พอนึกออกไหม? ถ้าท่านหวังผิด ในสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้สัญญา ท่านก็หลงทางไป ต้องรู้เลยว่าที่หวังใจในความเชื่อในพระเยซูนั้น พระเจ้าสัญญาไว้  และสาบานด้วยพระนามของพระองค์เอง และท่านเชื่อว่ามันเป็นจริงตามนั้นแน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ท่านรู้ไหมพระองค์ทรงสัญญาอะไร? ท่านอย่าตู่ว่าสัญญาว่าอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ท่านจะแข็งแรง ไม่มีเจ็บป่วยเลย ไม่มีวันจนเลย เพราะพระเยซูบอกอยู่บนโลกใบนี้ ท่านจะพบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าเมื่อเราเชื่อในพระองค์แล้ว เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะสุขสบายบนโลกใบนี้ ไม่เจ็บป่วย ไม่ทุกข์ยากลำบากเลย ถูกต้องเลยใช่ไหม?

นั่นแหละ เราต้องรู้ว่าถ้าอย่างนั้น พระเจ้าสัญญาอะไรกับเรา พอนึกออกไหม?  จดจ่อ  จดจำ  จนขึ้นใจในพระสัญญาของพระเจ้า  จดจ่อ  จดจำ  จนขึ้นใจถึงสิ่งที่อยู่เบื้องบน สิ่งที่อยู่เบื้องบน ก็คือสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณ  ที่ไม่ใช่โลกใบนี้ สิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เราทั้งหลายก็อยู่ที่นั่นด้วย อย่าจดจ่อที่ฝ่ายโลก เห็นไหมถ้าจดจ่อที่ฝ่ายโลก ก็อยากจะมีความสุขบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้  ก็ทุกข์ไปเปล่าๆ ถูกหลอก

ในโคโลสีบอกให้จดจ่อไปที่เบื้องบน ที่ซึ่งพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน และท่านทั้งหลาย  ที่เกิดใหม่แล้ว  ท่านอยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นร่างกายของพระองค์ เป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์ นั่งอยู่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน  นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว สัญญาว่าตรงนี้  และสัญญาจากนี้ไปเท่าไร? เยอะแยะไปหมดเลย ท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็คือโลกวิญญาณ  พระเจ้าให้ท่านเป็นทายาทครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ ในการดูแลระบบของโลกใบนี้ทั้งหมดแล้ว  นี่ก็คือเกิดขึ้นแล้วในโลกวิญญาณ ที่ท่านเป็นอยู่ในพระคริสต์ แล้วยังมีพระพรอีกนานัปการ ในพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แล้ว บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ใหม่ ท่านต้องไปเรียนรู้ แล้วก็จดจำ จดจ่อ จนขึ้นใจ ถึงพระพรเหล่านี้  คำสัญญาเหล่านี้ ท่านจึงจะได้รู้ว่าที่เราไม่หวั่นไหว เรามีความเชื่อที่มั่นคง ในคำสัญญาของพระเจ้า คำสัญญานี้คืออะไร? เราจะได้รู้ จะได้ไม่ถูกหลอก

เมื่อเรามีความมั่นใจ ในความหวังตรงนี้ นึกภาพนะ ถามว่าตรงนี้ตรงไหน?  คือตรงเบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน สั้นๆ แค่นี้ ท่านจะได้รู้ว่าจากสั้นๆ ท่านไปนึกในใจ ขยายเอง  ในจิตใจของท่าน ความคิดของท่าน  …

“ในเบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ฉันเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ฉันนั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ ฉันมีร่างกายใหม่ที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ววันหนึ่งข้างหน้า  ฉันจะอยู่บนโลกใบนี้ชั่วคราวเท่านั้นเอง โลกใหม่จัดเตรียมให้กับฉันแล้ว อะไรอีกหลายอย่างมากมาย พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ฉันเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์”

นี่คือความหวังใจของเรา  ความมั่นใจของเราอยู่ตรงนี้  ซึ่งก็จะเป็นพลัง เป็นกำลังที่เข้มแข็ง ที่จะนำพาเราเผชิญทุกสิ่งได้ ในนี้บอกว่าความหวังและความเชื่อ  ความมั่นใจตรงนี้ เป็นเหมือนสมอเรือ ที่มั่นคงและติดแน่นของความคิดจิตใจ

การเชื่อว่าอยู่ในสวรรค์แล้วตามพระสัญญาของพระเจ้า เมื่อเรามาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เราได้เกิดใหม่ในวิญญาณ ถูกย้ายจากอาณาจักรของความมืด มาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ถูกย้ายออกจากอาณาจักรอาดัม มาอยู่ในอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ถูกย้ายจากการเป็นทาสของมาร มาเป็นลูกของพระเจ้า ถูกย้ายออกจากนรก มาอยู่ในสวรรค์สถานของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว และจะอยู่กับพระเจ้าอย่างนี้นิรันดร์กาล  ตรงนี้คือความหวังใจของเราผู้เชื่อทั้งหลาย และมันเป็นเหมือนที่ปักของสมอเรือลงไป

ผมจะเล่าให้ฟัง สัปดาห์ที่แล้วผมได้ไปพักผ่อนที่ชายทะเล แล้วก็ได้มีโอกาสนั่งเรือออกไปเที่ยวทะเล ตอนที่เรือแล่นไป 1 ชั่วโมง มันก็โยกพอสมควร มันก็เมาเรือ พอสมควร ไม่เยอะเท่าไร? แต่พอไปถึงที่เขาจอด เมาคืออะไรเรารู้แล้ว มันโยกเยกๆ ยิ่งพอมีเรือใหญ่แล่นผ่านมา คลื่นมันก็ใหญ่ขึ้นอีก พอเรือใหญ่มา กัปตันเขาก็จะบอกว่า …

“ระวังนะครับ เกาะให้แน่นๆ”

จะรู้ทันทีว่าเรือใหญ่ผ่านมา มันจะทำคลื่นมากระทบเรา ที่เราโยกอยู่แล้ว ก็จะโยกหนักขึ้น ถึงขนาดต้องเกาะไว้ มีสิทธิ์โยกผลักเราตกลงน้ำได้ เพราะฉะนั้น ต้องเกาะไว้ดีๆ ยิ่งเมาใหญ่เลย แต่พอแล่นไปถึงที่หมายแล้ว ที่จะให้ลงเล่นน้ำปุ๊บ เขาก็จะเอาสมอเรือ ที่หนักแน่น ที่ดีๆ ที่มั่นคงแข็งแกร่ง โยนลงไปที่โขดหิน เขาจะเลือกที่ที่ตรงนั้น มีโขดหินอยู่ ที่มันสามารถเกาะแน่นได้ เขาก็จะโยนลงไปที่หิน สมอเรือมันก็จะไปเกาะที่หิน พอสมอเรือเกาะที่หิน ทันทีนั้น สมอเรือก็ช่วยให้เรือไม่โครงเครง ทำให้โครงเครงน้อยลง มันก็ไม่เมามากแล้ว มันก็อยู่กับที่แล้ว พอเรือใหญ่ผ่านมา มีคลื่นใหญ่มา เขาก็ไม่ต้องตะโกนว่า …

“จับไว้ๆ”

ไม่ต้องจับแล้ว เพราะว่ามันก็โครงเครงมากขึ้นไปอีกนิด สมอเรือมันก็อยู่นิ่งขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น ในนี้จึงบอกว่าเป็นเหมือนสมอเรือ ความหวัง ความมั่นใจว่าเราอยู่ในสวรรค์สถานแล้ว เราอยู่ในพระเจ้า พระเยซูคริสต์ พระเจ้าอยู่กับเรา  เราเป็นลูกของพระเจ้าอยู่ในอภิสุทธิสถาน อยู่ในสวรรค์สถานอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ตรงนี้ คือศิลาที่กล้าแข็งในพระคริสต์

ความคิดจิตใจของเรา ก็คือเรือ … สมอเรือ ก็คือสมอของความคิดจิตใจของเรา ความคิดจิตใจของเราจะโดนคลื่นที่มารซาตาน หรือความทุกข์ยากลำบากของโลกใบนี้ส่งมา เอียงไปก็เอียงมา เมาเยอะ เมาน้อย ขึ้นอยู่กับว่าเราทิ้งสมอแล้วหรือยัง?  ถ้าเราไม่ทิ้งสมอ เราเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ยิ่งโลเลๆ กระแสคลื่นของระบบของโลกนี้ ส่งข้อมูลเข้ามาในความคิดจิตใจของเรา เราก็จะเซไปเซมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เรือใหญ่วิ่งผ่านมา มันจะสร้างคลื่นที่ใหญ่ขึ้น ยิ่งเรือใหญ่ คลื่นยิ่งใหญ่  พอมันพัดเข้ามาถูกเรือเรา เรือเราก็จะยิ่งโครงเครงหนักขึ้น มีสิทธิ์ที่จะกระเด็นตกลงไปเลย

พอเห็นไหม? มารก็ทำคลื่นโหมกระหน่ำมากขึ้น วันนี้ มันเอาเรือประมาณ 100 ฟุตมา คลื่นก็หนา 100 ฟุต ทำให้เราเวียนหัว แต่เรายังพอยืนหยัดอยู่ได้  เดือนหน้ามันก็จะส่งมาเป็นเรือลำ 200 ฟุต เพื่อจะสร้างคลื่นใหญ่ขึ้นมาอีก เพื่อจะโถมเข้ามา เพื่อให้เราตกเรือให้ได้

เรือ คือความคิดจิตใจของเรา ที่รับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เข้ามา โยกไปโยกมา หวั่นไหวไป หวั่นไหวมา ผมถึงใส่หัวเรื่องว่า “มั่นคง ไม่หวั่นไหว”  ความคิดเราต้องมั่นคงไม่หวั่นไหว มั่นคงในไหน? มั่นคงในความเชื่อ ความหวังใจของเรา ที่อยู่ในพระคริสต์ คือตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์ อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว ที่เหลือให้ความคิดไหลไปเอง ถ้าท่านคิดตรงนี้ขึ้นมาได้ปุ๊บ ที่ว่าพระเจ้าสัญญาอะไรให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ในพระเยซูคริสต์ ทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว มีอะไรบ้าง? แค่ท่านใช้คำที่เป็นคีย์แค่นี้ว่า …

“ฉันอยู่ในสวรรค์ อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว”

ปุ๊บ มันจะไหลออกมาอีกเยอะเลย

“ฉันเป็นลูกพระเจ้า ฉันได้ถูกย้ายออกมาจากอาณาจักรของความมืด มาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ฉันไม่ได้เป็นทาสมาร ฉันเป็นลูกพระเจ้าแล้ว”

อะไรต่างๆ เหล่านี้ มันจะไหลมาอีกเยอะ

และตรงนี้แหละ คือความมั่นคงในความเชื่อ คือหินผา คือก้อนหินที่หนักแน่น ที่อยู่ใต้ทะเล ที่ท่านจะเอาสมอของความคิดจิตใจท่านโยนลงไป ให้มันเกาะติดตรงนี้ให้ได้  ถ้าท่านเกาะติดโลกวิญญาณ ในพันธสัญญาของพระเจ้า  ที่พระเจ้าทรงสัญญาและไม่สัญญาธรรมดา สัญญาด้วยและ พระเจ้าสาบาน ไม่เคยได้ยินพระเจ้าสาบานเลยใช่ไหม?  พระเจ้าสาบานกับมนุษย์ครั้งเดียวว่าพระเยซูที่เราสัญญาไว้ว่า …

“จะส่งมาช่วยพวกเธอ วันหนึ่งเราจะส่งพระผู้ช่วยให้รอด มาช่วยพวกเธอ บัดนี้ส่งมาเรียบร้อยแล้ว ฉันสัญญาและสาบาน โดยพระนามของตัวฉันเอง เพราะไม่มีใครใหญ่กว่าฉันแล้ว ท่านยังไม่พอใจอีกเหรอ”

นี่คือความแข็งแกร่งของหินผาในพระคริสต์ ที่เราจะสามารถปัก โยน และก็เอาสมอไปปักอยู่ตรงนี้ให้ได้ ถ้าปักได้เมื่อไร? สบาย  ยังมีคลื่นไหม ถามจริงๆ มีคลื่นไหม? มี ตอนไปเล่นทะเล เขาโยนสมอลงไปแล้ว  สมอลงไปปุ๊บ คลื่นหยุดเลยเหรอ ยังมีคลื่นไหม? มี เรายังอยู่ในเรือไหม?  อยู่ เราออกจากเรือหรือยัง? ยัง คลื่นมันมีอยู่เหมือนเดิม แต่ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว ได้แค่เมานิดๆ โยกไปโยกมา เพลินๆ แต่ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว สมอเราแข็งแกร่งเท่าไร? ก็ยึดได้มั่นคงเท่านั้น เห็นภาพนะ

นี่คือสิ่งที่เปรียบเทียบให้เห็นว่าในพระคริสต์ มั่นคงแข็งแกร่งเท่าไร? พระเยซูบอก …

“บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักร”

บนศิลานี้  คือในพระคริสต์นี้ เราจะสร้างคริสตจักร คือผู้เชื่อทั้งหลาย  ในพระคริสต์ เราจะสร้างคริสตจักรของเรา  และอำนาจของความตาย ก็คือคลื่นของความตาย คลื่นของความทุกข์ยากลำบากต่างๆ เหล่านั้น ที่มีอยู่บนโลกใบนี้นั้น มันไม่สามารถมีชัยชนะ เหนือคริสตจักรได้เลย  เพราะว่าเราได้ปักเขาลงไปในหินผาอันยิ่งใหญ่นี้แล้ว เขาแค่โครงเครงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ในโลกนี้ ท่านจะพบกับความทุกข์ยากลำบาก พบกับความล่อลวงของมารต่างๆ นานา แต่จงชื่นชมยินดีเถิด เราได้ชนะโลกแล้ว ในยามทุกข์ยากลำบาก เราจะประทานสันติสุขให้กับท่าน ในยามที่คลื่นเข้ามา  ท่านสามารถอยู่ได้ ไม่ถึงขนาดอ๊วกแตก เวลาเมาจริงๆ อยู่ไม่ได้เลยนะ ขอโทษนะ ยิ่งกว่าอาเจียน มันอ๊วกแบบไม่มีอะไรจะอ๊วกแล้ว แต่ต้องอ๊วก เมา นอนก็ไม่หลับ ทำไมมันทุกข์ทรมานอย่างนั้น  เรือส่วนใหญ่จะมีสมอเดียว แต่บางลำก็จะมีสองสมอ แต่พวกเราไม่สามารถอยู่เรือลำเดียวกันได้ เพราะเรือของใครของมัน เราไม่สามารถเอาสมอของเราไปช่วยคนอื่นได้ เราต้องทิ้งสมอของตัวเราเองไป อย่าปล่อยให้มันลอยไปลอยมา แล้วก็สร้างสมอนั้นให้เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ก็คือความคิดจิตใจของถ้าจะปักให้แน่นมากขึ้นเท่าไร? ก็โยกน้อยลงเท่านั้น ซึ่งทำให้เรามีท่าทีต่อการเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ การเผชิญกับคลื่น พายุที่โหมกระหน่ำเรือของเรานั้น ได้มากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราก็จะไม่หวั่นไหว ไม่ว่าคลื่นจะใหญ่เท่าไร? เราก็จะไม่เมาจนกระทั่งอ๊วกแตก สลบจนกระทั่งทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าเรามีสมอใหญ่พอสมควร และปักอยู่ที่สำคัญ ไม่ใช่ปักอยู่ที่ทราย มันก็ลากไปด้วย  ทั้งสมอ ทั้งเรือไปด้วยกัน เขาต้องเลือกที่มันแข็งแกร่ง พื้นข้างล่างเป็นหิน  กัปตันเขาจะรู้ว่าตรงไหนเป็นอย่างไร?

ถ้าไม่มีสมอ ท่านลองคิดดูสิ พายุมา เรือไปไหน ไม่มีทิศทางเลยนะ เละตุ้มเปะเลย แล้วมันจะพาไปไหน? ท่านก็รู้อยู่แล้ว ดูหนัง ก็เคยเห็นใช่ไหม?  พายุจะพาพัดไปสะเปะสะปะเลย ยิ่งพัดแรง  ไปชนหินโสโครก ในที่สุดเรือแตก มารมันต้องการอย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้น เราต้องระมัดระวังตรงนี้ให้ดีๆ คือความคิดจิตใจของเรา จะมีสันติสุขได้ ต้องดูแลตรงนี้ให้ดีๆ

ทำอย่างไรถึงจะสามารถทิ้งสมอได้ดีที่สุด? ท่านคงคิดอย่างนี้ แล้วทำอย่างไร ฉันอยากจะทิ้งสมอ ทุกคนก็มีความคิดจิตใจ เหมือนเรืออยู่ แล้วคลื่นมันมาทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปิดไอโฟนมาเยอะเลย ไม่ค่อยจะเปิดเรื่องถ้อยคำพระเจ้าหรอก เปิดไอโฟนเมื่อไรยิ่งมีคลื่น ลม พายุทั้งนั้นแหละ ไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน ที่สำหรับเริ่มสมอเรือนี้เลย ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น เพราะมันล่อลวงเรามาก ไม่ได้ตำหนิใครนะ นี่เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องจริงของระบบของโลกนี้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว มันยั่วยวนให้เราเปิดเหลือเกิน

สมมติเราจะเปิดเพลงนมัสการ มันก็แนะนำเพลงอื่นมาเยอะแยะ แนะนำอย่างอื่นมาเยอะแยะ แล้วเราก็จะบอก เดี๋ยวเราแวะไปดูนิดหนึ่ง พอไป ก็จะไปเฉยเลย แรกๆ เริ่มจะไปเปิดเพลงนมัสการฟัง ยังไม่ทันฟังเพลงนมัสการ เลยไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ไปดูอันนั้นต่ออันนี้ ที่ที่เขาเสนอมา ถามว่ามันเสริมพายุหรือเสริมสมอเรือของเรา เห็นหรือยัง? มันเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ท่านลองคิดในใจว่าทำอย่างไร? อยากจะให้มันแข็งแกร่ง แล้วจะได้ตามที่พระเยซูบอกว่ามีสันติสุขตรงนี้  ท่ามกลางพายุมันต้องมีอยู่แล้ว ทำอย่างไรถึงจะมีสันติสุขได้ ลองดูประสบการณ์ของผู้เชื่อ ที่เขาได้รับมาแล้ว  ผู้เชื่อใหม่นะ อาจารย์เปาโลไปดูแลผู้เชื่อใหม่ และสอนผู้เชื่อใหม่  และผู้เชื่อใหม่เหล่านี้เขาทำสำเร็จด้วย จนอาจารย์เปาโลให้ 100 คะแนน จากการทดสอบ และดูว่าชีวิตเปลี่ยนไปจริงๆ มีสันติสุขจริงๆ มีความมั่นคงในความเชื่อจริงๆ อาจารย์เปาโลจึงเขียนจดหมายไปแสดงความยินดีกับเขาว่า …

“ฉันดีใจเหลือเกิน พวกเธอตอนนี้สมอแข็งแกร่ง แข็งแรงมากเลย พายุโหมเท่าไร ก็ไม่อ๊วกแตก ไม่เมาจนกระทั่งเละเทะ ดีมากๆ ยอดเยี่ยมเลย ดูตัวอย่างนี้นะ คือพี่น้องที่เชื่อพระเจ้าแล้ว ที่อยู่ที่โคโลสี ผู้เชื่อใหม่ทั้งนั้น โคโลสี 2:5-7

โคโลสี 2:5-7 “5 เพราะถึงแม้ตัวข้าพเจ้าไม่อยู่กับท่าน แต่ใจก็อยู่กับท่าน และดีใจที่เห็นว่าท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อย และเชื่อมั่นคงในพระคริสต์ 6 ดังนั้น ในเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป 7 ด้วยการหยั่งราก และรับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ มั่นคงขึ้นในความเชื่อ ตามที่ได้รับการสอนมา และเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ”

 

“เพราะถึงแม้ตัวข้าพเจ้าไม่อยู่กับท่าน” พออาจารย์เปาโลตั้งคริสตจักรตรงนี้เรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปที่อื่น เพื่อไปประกาศอะไรต่างๆ เหล่านั้น ไม่อยู่จริง แต่ใจก็อยู่กับท่าน และดีใจ ชื่นชมยินดี ที่ได้เห็นว่าท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อย อยู่ในกฎระเบียบของชุมชน คริสตจักร ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน และเชื่อมั่นคงในพระคริสต์ ความเชื่อของท่านแข็งแกร่ง ตรงนี้คือความเชื่อ ความหวังของท่านในพระคริสต์ ที่อยู่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ตอนนี้ แข็งแกร่งมาก อาจารย์เปาโลดีใจมากเลย

ดังนั้น เมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป ดีแล้ว ทำอย่างนั้นนะ ดำเนินชีวิตในพระเยซูคริสต์ต่อไป ด้วยการหยั่งราก และรับการก่อสร้างในพระองค์ ก็คือให้หยั่งรากลึกลงไปอีก ให้สมอนั้น ปักแน่นเข้าไปอีก บนหินใต้น้ำ ที่บอกว่าจะล็อคเรือลำนี้ไว้ ล๊อคความคิดจิตใจเราไว้ ล๊อคด้วยการหยั่งเอาสมอเรือของความคิดของเรา ลงไปในพระคริสต์ เพื่อจะได้รับการสร้างใหม่ในพระองค์ นิ่งเท่าไร ก็เจริญเติบโตเหมือนพระเยซูมากเท่านั้น สันติสุขก็มีมากเท่านั้น ไม่เมา ถ้าเมาอย่างที่ตะกี้บอก อ๊วกแตก มันเรียนอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว  แต่ถ้าไม่เมานะ ค่อยๆ เรียนรู้ไป ค่อยๆ เจริญเติบโต ค่อยๆ สามารถที่จะยืนอยู่ได้บนเรือที่โครงเครงบ้าง หรือบางครั้งโครงเครงหนักขึ้น ก็ยังพอยืนอยู่ได้ เพราะว่ามั่นคงแข็งแกร่งในสมอเรือนั้นแล้ว คลื่นใหญ่ขึ้นมา ก็ยังยืนได้ มันหมายถึงอย่างนั้น

ได้รับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระคริสต์ มั่นคงในความเชื่อ ตามที่ได้รับการสอนมา … เราจึงได้เห็นว่าความมั่นคงในความเชื่อ หรือในความหวังตรงนี้ มันต้องใช้เวลา ใช้ขบวนการ ไม่ใช่ว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว อัดมันเต็มที่เลย พรุ่งนี้ มะรืนนี้ จะได้แข็งแกร่ง สมอจะได้ใหญ่ขึ้น นิ่งขึ้น มันไม่ได้  มันต้องค่อยๆ เจริญเติบโต เหมือนเลี้ยงลูก ตั้งแต่ลูกแบเบาะ ค่อยๆ โตขึ้นทีละนิดๆ ไม่สามารถยัดให้กินข้าว กินเยอะๆ เลย เดี๋ยวปีหน้าจะได้โตเต็มที่เลย ไม่ได้มันก็ว่ากันไปตามธรรมชาติ การเจริญเติบโต ทางวิญญาณในพระเยซูคริสต์ ก็เช่นเดียวกัน  การทิ้งสมอเรือของเรา ในความคิดของเรา ก็ลักษณะเดียวกัน ต้องเรียนรู้ทีละนิด ทีละหน่อย ผ่านทางการได้รับการสอนมาที่ถูกต้องกับถ้อยคำพระเจ้า คือความจริงของพระเจ้าในพระคัมภีร์ อย่างที่ตะกี้ผมบอก ถ้าท่านไม่ถูกสอนมาอย่างถูกต้อง ท่านไปหวังเอาในสิ่งที่พระเจ้าไม่สัญญา แล้วก็ไปหวังเอาๆ มันก็ผิดหวังแน่นอน มันก็ทุกข์ยากลำบากแน่นอน และมันไม่ใช่แค่นั้น แต่มันทำให้น้ำพระทัยพระเจ้า แผนการพระเจ้าที่เตรียมไว้ให้กับท่าน มันไม่สำเร็จ มันไม่เจริญเติบโต แผนการของพระเจ้า คือการก่อร่างสร้างขึ้นมาของวิญญาณของเรา ชีวิตของเรา ในพระคริสต์ให้เราเจริญเติบโต เหมือนพระคริสต์ เราจะไม่เหมือน เพราะเราไปหวังในสิ่งที่ผิดหวัง ที่คนเขาสัญญา ไม่ใช่พระเจ้าสัญญา พระสัญญาของพระเจ้าอยู่โลกวิญญาณ คนสัญญาบอกว่า …

“คุณจะต้องแข็งแรง คุณสร้างความเชื่อของคุณ คุณจะแข็งแรง คุณสร้างความเชื่อของคุณ คุณจะได้มีเงินเยอะๆ ไม่ขัดสน ไม่ขาดแคลน”

ใครบอก? ไม่รู้ แต่พระเจ้าบอกอย่างนั้นหรือ? ไม่ได้บอก …

“ถ้าท่านมีความเชื่อมากๆ ท่านจะไม่มีความทุกข์ยากลำบาก ปัญหาในโลกใบนี้เลย”

ใครบอก? ไม่รู้ แต่พระเยซูบอกว่า … “ท่านจะมีความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องธรรมดา”

มันต้องถูกสร้างบนความจริงนี้ แต่มันต้องเป็นขบวนการ และท่านเห็นไหม? ตรงนี้เขียนเป็นขบวนการ เกิดขึ้นด้วยวิธีใด?

“ตามที่ได้รับการสอนมา และเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ” แปลว่าอะไร? อาจารย์เปาโลสอนตรงนี้อยู่เรื่อยๆ การเจริญเติบในพระคริสต์ การจะฝึกฝน หรือสร้างสมอให้ใหญ่ขึ้น ให้เข้มแข็งขึ้น โยนลงไปในทะเล ให้เกาะแน่นขึ้น  ต้องเป็นขบวนการ การผ่านความทุกข์ยากลำบาก แล้วท่านสามารถที่จะขอบพระคุณ เต็มล้น แปลว่าดี ขอบพระคุณ ไม่มีใครต้องฝึกหรอก ถ้าท่านได้รับสิ่งที่ดีๆ เข้ามา ไม่ได้ทุกข์เลย มีความสุขดี แล้วขอบคุณพระเจ้า เป็นเรื่องใครๆ ก็ทำได้ ไม่ได้อยู่ในพระคริสต์ก็ทำได้ อยู่ในอาดัมก็ทำได้ ถูกไหม? แต่ถ้าท่านได้รับสิ่งอะไรที่ไม่ดีเข้ามา เกิดความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานาเข้ามา ท่านสามารถขอบคุณได้ เต็มล้นด้วยความขอบคุณได้ นี่แสดงว่าโตครับ โตทางวิญญาณ

นี่คือแผนการของพระเจ้า และทำให้คนที่สอน คนที่ดูแลอยู่ ก็คืออาจารย์เปาโลมีความดีใจ ที่เห็นว่าผู้เชื่อเหล่านี้ เจริญเติบโตแล้ว ฮาเลลูยา ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้า ดีใจจังเลย ดีใจอะไร?  ดีใจที่สมาชิกเราตอนนี้มีงานทำหมดเลย อยู่ท่ามกลางโควิดก็มีงานทำ มีรายได้เหมือนเดิม ดีกว่าเดิมด้วย อันนั้นก็ขอบคุณได้ มันไม่ยากนะ นึกออกใช่ไหม? มันไม่ยากที่ผมจะขอบคุณพระเจ้าอย่างนั้น ซึ่งก็ขอบคุณไหม? ก็ขอบคุณ ก็ดีใจด้วย แต่ผมจะดีใจมากกว่า เมื่อเห็นสมาชิกยิ้มแย้มแจ่มใส …

“ขอบคุณพระเจ้า เป็นอย่างไรบ้าง?”

“ที่ร้านปิดมา 4 เดือนแล้ว ยังไม่มีรายได้ แต่ขอบคุณพระเจ้า เดี๋ยวพระเจ้าก็จะพาผ่านไปเอง แหะๆ ขอบคุณพระเจ้า”

ถามว่าใครก็ตามที่เป็นพาสเตอร์ที่นี่ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่นี่ ถามสิว่าท่านจะดีใจกับฝั่งไหนมากกว่ากัน ไม่ใช่เลือกข้างนะ แต่กำลังจะพูดถึงว่าความดีใจ คนที่กำลังสอบอยู่ แล้วผ่านใช่ไหม?  กับคนที่ยังไม่ได้เข้าสอบ มันต่างกันนะ  คนที่สอบแล้วผ่าน เราดีใจมาก  เขาสอบ แล้วผ่าน แล้วเรามั่นคงแข็งแกร่งเลยว่าอนาคตเขาก็จะอยู่นิ่งมากขึ้น อย่างนี้ไง

นี่แหละ คือความหมายของคำว่า “สันติสุข ท่ามกลางปัญหา” หรือตามชื่อเรื่องที่บอกว่า “มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” มั่นคง ไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความสุขสบาย พระพรต่างๆ บนโลกใบนี้ อันนี้ง่ายๆ ขอบคุณพระเจ้า ใครๆ ก็ทำได้ ไม่เป็นการเสริมสร้างให้เจริญเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ฟังให้ดีๆ ไม่เป็นการเสริมสร้างให้เราเจริญเติบโต และเข้มแข็งขึ้น เผลอๆ อาจจะทำให้เราอ่อนแอลงด้วย เราเริ่มชิน แต่จะเจริญเติบโตได้ สมอจะใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น เผชิญกับพายุได้มากขึ้น ต้องมั่นคงไม่หวั่นไหว ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ยิ่งความทุกข์ยากลำบากมากเท่าไร? ยิ่งมั่นคงไม่หวั่นไหวมากขึ้น  แสดงว่าสมอใหญ่มาก ความหวังใจในพระคริสต์นั้นเข้มแข็ง เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่าการเจริญเติบโตทางวิญญาณ  เป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ในฝ่ายวิญญาณ ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างขึ้นทีละนิดทีละหน่อย  และนี่แหละ คือชัยชนะเหนือโลกนี้จริงๆ ของคริสเตียน

เอาแค่นี้ก่อนวันนี้ สันติสุขในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า  ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ถ้าเรียนรู้ถ้อยคำพระเจ้าและวิถีการของพระองค์ ซึ่งจะกระทำผ่านทางชีวิตของเรา ให้ถูกต้องเสียก่อน คือสามารถมั่นคง ไม่หวั่นไหว แม้เผชิญความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา สามารถวางใจในพระเจ้าได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเป็นเช่นไร ถ้าดี มันก็ไม่ยากที่จะวางใจในพระเจ้า แต่ถ้ามันร้าย เรายังวางใจในพระเจ้าได้หรือไม่? นี่แหละ คือการเผชิญกับทุกสิ่งได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับเรา วางใจด้วยความรักในพระเจ้าว่าพระองค์ทรงสัญญา และไม่ได้สัญญาอย่างเดียว  แต่ 2 สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ คือสัญญาและรักษาคำสัญญา เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า นอกจากสัญญาแล้ว อันที่สอง พระองค์ทรงทำหนักแน่นกว่านั้น ก็คือสาบานด้วย พระเจ้าสาบานด้วยว่า …

“เป็นจริงตามนั้น เราช่วยให้เจ้ารอด เราอยู่กับเจ้าตลอดเวลา เราจะนำพาเจ้า และเราผู้ทรง เริ่มต้นการงานดีในเจ้าแล้ว เราก็จะกระทำต่อไป จนกระทั่งสำเร็จ  เราสามารถพาเจ้าจนกระทั่งสำเร็จได้ เมื่อเจ้าเริ่มต้นเชื่อ แล้วเราเข้าไปอยู่กับเจ้า เราจะจูงมือเจ้าเดิน พาเจ้าไป และเราสามารถช่วยเจ้าได้ ทำให้เจ้าสำเร็จ เป็นไปตามแผนการของเราได้ ในพระเยซูคริสต์ เอเมน”

พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม 2020 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 43 โดย วราพร คงล้วน

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  25  ตุลาคม  2020

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 43

โดย  วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรายังอยู่ในถ้อยคำที่พระองค์ตรัสกับเราว่า “อย่ากลัวเลย” ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยิ่งในช่วงนี้ มันมีเรื่องราวมากมาย ทำให้เราเกิดความกลัวขึ้นมา แต่ถ้อยคำของพระเจ้ายังคงบอกเราเสมอว่า “อย่ากลัว” เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยกับเรา พระองค์ทรงนำพาทุกย่างก้าวของเรา  และพระองค์ทรงดูแลทุกย่างก้าวของเราเช่นเดียวกัน

พี่น้องอาจจะรู้สึกว่าถ้อยคำนี้ เราเรียนมาหลายรอบแล้ว แต่ทุกครั้ง พระเจ้าบอกว่าถ้อยคำของพระองค์ สดใหม่อยู่เสมอ และเป็นถ้อยคำที่พระองค์จะพูดเข้าไปในวิญญาณจิตของพวกเราทุกๆ คน ให้เรารู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้เลี้ยงที่ดีของเรา ในหนังสือมัทธิว 6:25-34 ซึ่งถ้าเราอยู่ในทางของพระเจ้า เราจะรู้ว่าถ้อยคำตรงนี้สามารถที่จะหนุนจิตชูใจเราได้ทุกเวลา ทุกโอกาสในช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราจะอยู่กันอย่างไร ในเวลาที่ลำบากขนาดนี้? พระเจ้าทรงทราบหรือเปล่า? หรือพระองค์ทรงรู้ความต้องการของเราหรือไม่? หรือพระองค์จะสามารถช่วยเราให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้หรือเปล่า? แต่ถ้อยคำของพระองค์ ก็ยังคงยืนยันกับเราเสมอว่าพระองค์ทรงสามารถ และพระองค์ทรงห่วงใยเรามากกว่าที่เราห่วงใยตัวเองด้วยซ้ำไป พระองค์ทรงสามารถที่จะนำพาย่างก้าวของเราทุกเวลา เรารู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้ว เราลำบากมากเลย แต่พระองค์ทรงมีหนทางให้กับพวกเราเสมอ

มัทธิว 6:25 “เหตุฉะนั้น  เราบอกท่านทั้งหลายว่าอย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน ว่าจะเอาอะไรกิน  หรือจะเอาอะไรดื่ม  และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม  ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ  และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ”

 

ชีวิตที่พระเยซูพูดถึงนี้ คือชีวิตจริงๆ ของเรา ชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้กับพวกเราผู้เชื่อ ฉะนั้นเวลาเราเชื่อวางใจในพระเจ้า สิ่งแรกที่พระองค์ตรัสกับเรา คือพระองค์ทรงอยู่ด้วยกับเรา พระองค์ทรงเปลี่ยนเราให้เหมือนพระเจ้า อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า นี่คือในโลกวิญญาณ เราเป็นอย่างนั้นเรียบร้อยไปแล้ว แต่ขณะที่เรายังอยู่ในโลกใบนี้ โลกวัตถุ เรายังต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ เราจะอยู่อย่างไร? เราจะกินอย่างไร? เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร? ตอนนี้เศรษฐกิจทั่วโลกเลย ลำบากขนาดนี้  แล้วเราจะรอดไหม? พระองค์ก็คงยืนยันกับเราว่าไม่ต้องไปกระวนกระวายเรื่องเหล่านี้ ชีวิตของเราฝ่ายวิญญาณสำคัญกว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงเหมือนกับทางผ่าน ที่พระเจ้าทรงโปรดให้เราเดินผ่านไปในแต่ละวัน แล้วพระองค์ทรงพิสูจน์พระองค์เองว่าพระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี

เราไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลายๆ คนรู้สึกลำบาก แต่ว่าเรายังอยู่ได้จนถึงวันนี้ แปลว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเรา มันคือความจริง ต่อให้เราจะรู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้ว เราไปต่อไม่ได้แล้ว เศรษฐกิจหยุดชะงักหมด การงานเราก็ไม่สามารถที่จะทำได้  แต่พระคัมภีร์ก็ยังยืนยันกับเราว่าชีวิตเราสำคัญกว่า พระเจ้าทรงเฝ้ามองดูเราอยู่ และพระองค์จะทรงนำพาย่างเท้าของเรา ให้เราผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ถ้าพระเจ้าทรงให้วิกฤตินี้ลากยาวไปอีก เราในฐานะผู้เชื่อ เราก็จะสามารถผ่านไปได้อีกเหมือนกัน พระเจ้าบอก …

“อึดใจเดียวลูก แป๊บหนึ่ง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”

แล้วเราหันกลับไปดูสิ อึดใจเดียวจริงๆ จากเริ่มต้นที่มีปัญหา เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องของไวรัสที่ระบาด ทำให้เราทุกคนต้องหยุดชะงัก เป็นหลายเดือนที่เราไปไหนไม่ได้ เป็นหลายเดือนที่เราอยู่บ้าน เป็นหลายเดือนที่โบสถ์เปิดไม่ได้ ก็ปิดไม่ให้สมาชิกมาโบสถ์ แล้วก็เป็นหลายเดือนที่เรานั่งนมัสการอยู่ที่บ้าน  แต่ว่าไม่ว่าด้วยวิธีใด เราก็ยังคงสามารถที่จะนมัสการพระเจ้าได้ ต่อให้ไม่มีเทคโนโลยีเหล่านี้ที่จะส่งไปให้พี่น้อง ถึงที่บ้าน ที่จะร่วมนมัสการด้วยกัน  ที่จะฟังถ้อยคำของพระองค์ด้วยกัน ต่อให้ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็ยังสามารถที่จะนมัสการพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเรา เราสามารถที่จะร้องเพลงพระเจ้า ด้วยบทเพลงที่บ้าน เครื่องดนตรีไม่มี ก็ไม่เป็นปัญหา เราก็สามารถร้องเพลงถวายพระเจ้าได้ เราสามารถที่จะเปิดถ้อยคำของพระเจ้า และอ่านพระคัมภีร์ และเป็นพระคัมภีร์ที่เมื่อเราอ่าน เราได้รับการหนุนจิตชูใจ เรารู้ว่าพระองค์ตรัสกับเราอยู่

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือสิ่งที่เรามีประสบการณ์ในช่วงวิกฤตตรงนี้ แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าทรงเมตตาที่เรามีเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งอย่างน้อยๆ พี่น้องหลายๆ ท่านที่ไม่สามารถเดินทางมาคริสตจักรได้ เนื่องด้วยสุขภาพร่างกาย เนื่องด้วยอายุเยอะแล้ว ก็ไม่อยากให้มาเสี่ยง ก็จะบอก …

“พี่นมัสการอยู่ที่บ้านเถอะ ยังไม่ต้องมา” อะไรประมาณนี้

ฉะนั้น ไม่ว่าด้วยอะไรทั้งหมด ไม่สามารถที่จะหยุดเราในการแสวงหาพระเจ้า ในการเข้ามาหาพระเจ้า ในการที่จะฟังถ้อยคำของพระเจ้า ในการที่จะนมัสการพระเจ้า พระเยซูบอกเราว่าสิ่งต่างๆ ที่เรากังวลในโลกใบนี้ เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่เราจะต้องกังวล …

“พรุ่งนี้เราจะมีกินไหม? เราจะมีเครื่องนุ่มห่มไหม?”

แต่พระเยซูบอกเราว่าชีวิตสำคัญกว่า สำคัญกว่าทั้งเรื่องของอาหาร ทั้งเรื่องของเสื้อผ้า ทั้งเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด เมื่อเรามีชีวิตในพระเจ้า ก็คือเลิศที่สุด สำหรับชีวิตคริสเตียน สำหรับพวกเราที่อยู่บนโลกใบนี้ แล้วเรารู้ว่าไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว

มัทธิว 6:26 “จงดูนกในอากาศ  มันมิได้หว่าน  มิได้เกี่ยว  มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง  แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย  ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้  ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ”

 

ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่ใดก็ตาม อยู่ในเมือง หรืออยู่นอกเมือง ถ้าเราอยู่นอกเมือง ตามชนบท เราจะเห็นชัดกว่า เพราะว่ามันจะมีนกบินทุกเช้า มันจะมาร้องเสียงดังปลุกเรา อย่างที่โบสถ์ เช้าๆ นกคุยกันเสียงดังมาก แล้วพระเจ้าบอกว่าดูสิ นกในอากาศ มีชีวิตทุกวัน ไม่ใช่นกทุกตัวที่ถูกเลี้ยง โดยคนซื้อมา แล้วก็เอาไปอยู่ในกรง ทุกเช้าก็จะให้อาหารเขา มีคนเลี้ยงดู แต่พระเจ้าให้เราดูนกในอากาศ คือนกที่ไม่มีเจ้าของ แต่ว่าเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ บินไปไหนมาไหนอย่างอิสระได้ สามารถที่จะแพร่พันธุ์ได้มากมายเยอะแยะ และพระองค์ทรงเตรียมอาหารไว้ให้นกเหล่านี้ แล้วพระเจ้าก็ทรงบอกเราว่าพวกเรา ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า ตามที่ถ้อยคำของพระองค์บอกว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า  พระเจ้าตั้งใจสร้างเรา และพระองค์ทรงระบายลมปรานของพระองค์ลงมาในชีวิตของมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนมีชีวิต มีวิญญาณของพระเจ้าอยู่ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด เมื่อเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า เป็นภาพเหมือน ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าเป็นฉายา คือเป็นภาพเหมือนของพระเจ้าเลย ยิ่งกว่านั้น พระเจ้าจะดูแลเรามากกว่านกในอากาศซะอีก เมื่อพระองค์ทรงสัญญากับเรา แบบนี้แล้ว เราก็อุ่นใจขึ้นใช่ไหม? แต่ความเป็นมนุษย์ต่อให้อุ่นใจ เราก็ยังกังวลอยู่ดี แต่ว่าขอพระคุณพระเจ้าช่วยเรา กังวลได้ แต่อย่าไปจมปลักกังวลจนทั้งวัน เราไม่สามารถที่จะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ สำหรับชีวิตของเรา เพราะว่าพระเจ้าทรงสัญญากับเราแล้ว แล้วถ้าพี่น้องมีประสบการณ์กับพระเจ้าจริงๆ พี่น้องจะสามารถเอเมนได้เลย ซึ่งที่ผ่านมา เราถือว่าแย่ที่สุดแล้ว สำหรับชีวิตของเรา ชีวิตหนึ่งที่เราได้พบเจอ ตั้งแต่เราเกิดมา เราก็เห็น ต่อให้เรามีเรื่องมากมาย มีโรคระบาด มีอะไร มันก็ไม่สาหัสขนาดที่ว่าต้องปิดประเทศ ขนาดปิดการสื่อสาร ขนาดปิดการค้าขาย ของเข้าไม่ได้ ออกไม่ได้ อะไรประมาณนี้ ไม่ถึงขนาดนี้ แต่ว่าเราก็ยังขอบคุณพระเจ้า ที่เราสามารถผ่านวิกฤตนี้มาได้เกือบปีแล้ว หรือถ้าเกิดจะต้องลากยาวไปอีก พระองค์ก็จะทรงพาเราผ่านเช่นเดิม

เพราะพระเจ้าบอกว่าไม่มีการทดลอง หรือไม่มีความทุกข์ยากใดๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ที่เราจะไม่สามารถทนได้  พระเจ้าจะให้กำลังเรา ที่เราจะสามารทนได้  ผ่านไปได้

มัทธิว 6:27-29 “27 มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย  อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ 28 ท่านกระวนกระวายถึงเครื่องนุ่งห่มทำไม    จงพิจารณาดอกไม้ที่ทุ่งนา ว่ามันงอกงามเจริญขึ้นได้อย่างไร  มันไม่ทำงาน  มันไม่ปั่นด้าย 29 แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่ากษัตริย์ซาโลมอน  เมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี  ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง”

 

พระเจ้าบอกเราว่ากระวนกระวายไป ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะว่าโดยความกระวนกระวายของเรา ก็ไม่สามารถทำให้ สถานการณ์ดีขึ้น หรือแย่ลง แต่ว่าคนที่จะแย่ลง ก็คือตัวเราเองนั่นแหละ ที่เรากระวนกระวาย ทำให้เราทุกข์ใจ ซึ่งเราสามารถที่จะเดินผ่านวิกฤตนี้ ด้วยพระคุณ ด้วยสันติสุข ด้วยความชื่นชมยินดี ซึ่งมาจากพระเจ้าได้ แทนการกระวนกระวาย เราก็ขอบคุณพระเจ้า  ที่พระองค์นำพาเราทุกวันๆ ขอบคุณพระเจ้าที่อย่างน้อยตื่นขึ้นมาวันนี้ พระองค์ให้ลมหายใจเราอยู่ ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ยังให้สุขภาพเราแข็งแรง  ที่เราสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าวเองได้ ขอบคุณพระเจ้าที่เรายังสามารถเดินออกจากบ้าน เราอยากจะไปไหน เราก็ยังไปได้ แม้ว่ามันลำบากนิดหนึ่ง ตรงที่เราต้องใส่หน้ากากอนามัย เวลาออกจากบ้าน มันก็แค่ลำบากนิดหนึ่ง แต่ว่ามันก็ไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพของเรามากจนเกินไป จนเรากระดิกตัวไม่ได้ หรือบางคนก็ยังสามารถที่จะไปทำงานได้ สามารถที่จะมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้

ฉะนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ พอเรามองเห็นภาพ เราเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้าว่าพระเจ้าไม่เคยทิ้งเรา แม้ว่าหลายๆ คน ไปทำงาน รายรับอาจจะลดลง แต่พระเจ้าก็ประคับประคองเราสามารถที่จะผ่านไปได้ เราก็ใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยให้น้อยลง อย่างถ้าเป็นสมัยก่อนที่รายรับเราเยอะ เราก็ยังสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยได้แบบสบายๆ แต่เมื่อลดลง เราก็ปรับตัวเอง แทนที่เราจะไปกินเหลาทุกมื้อ  เราก็อยู่บ้านกินดีไหม?  หุงข้าวทานเองดีไหม? เจียวไข่ อะไรก็ได้ ชีวิตไม่ได้ยากขนาดนั้น พระเจ้ายังคงดูแลย่างเท้าของพวกเราอยู่ ที่เราจะสามารถผ่านไปได้ด้วยพระคุณของพระเจ้า

ฉะนั้น ถ้าเรากระวนกระวาย โดยที่เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นเลย เรากังวลไปล่วงหน้า เราก็ขาดทุน เพราะว่าเหนื่อยฟรีๆ ไปเฉยๆ อย่างนั้นแหละ ตรงที่เหตุการณ์ยังไม่ทันเกิดขึ้น  เราก็ห่วง หรือกังวลล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ สำหรับชีวิตของเรา

พระเจ้าให้เราเห็นภาพของต้นหญ้า พระเยซูคริสต์ได้ยกตัวอย่างของกษัตริย์ซาโลมอนขึ้น ในพระคัมภีร์บอกเราว่ากษัตริย์ซาโลมอนเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงอำนวยพระพร เป็นคนที่มีสติปัญญามากที่สุด ตั้งแต่มีมา  พระเจ้าให้สติปัญญา คือก่อนหน้า ก็ไม่มีใครฉลาดขนาดนี้ ให้หลังกษัตริย์ซาโลมอน ก็ยังไม่มีใครฉลาดเท่าพระองค์ แล้วพระองค์มีทรัพย์สมบัติเยอะมาก เพราะว่าทุกคนเดินทางมาจากทุกทิศทุกทาง เพื่อที่จะมาฟังสติปัญญาของพระองค์ เวลาเขาเดินทางมาฟังสติปัญญาของกษัตริย์ซาโลมอน ก็ไม่ได้เดินทางมาตัวเปล่า คือจะมาพร้อมกับเครื่องบรรณาการเยอะแยะมากมาย ทั้งเงิน ทั้งทอง ทั้งอะไรเยอะแยะไปหมด มาถวายให้กษัตริย์ซาโลมอน

แล้วในยุคของกษัตริย์ซาโลมอน พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่ามันเยอะ จนแบบทองคำก็เยอะ เงินก็เยอะ  ทองแดงก็เยอะ พวกไม้สนสีดาห์ก็เยอะ ทุกอย่างเยอะหมดเลย เยอะจนมีช่วงหนึ่ง เขาขี้เกียจนับ พี่น้องเคยมีความรู้สึกไหมว่าเงินเราเยอะ จนขี้เกียจนับ เพราะใช้ทั้งชาติ เราก็ใช้ไม่หมด อย่าไปนับมันเลย อะไรประมาณนั้น กษัตริย์ซาโลมอนเป็นอย่างนั้นจริงๆ คือเยอะมาก แต่พระเจ้าเอากษัตริย์ซาโลมอนมาเปรียบเทียบกับดอกไม้ ในทุ่งนา เราเห็นดอกไม้สด เวลางอกงามขึ้น ไม่ต้องขนาดดอกหญ้า ในนี้เขาเปรียบเทียบดอกหญ้า เราเอาดอกที่อยู่ได้ทนๆ อย่างพวกดอกกุหลาบ เวลาอยู่บนต้นก็ทน ดอกลิลลี่ อยู่ได้เป็นครึ่งเดือน แต่ดอกไม้เหล่านั้นไม่ว่าชีวิตเขาจะอยู่ยาวขนาดไหน? ก็รอวันเหี่ยว แล้วก็เฉาตายไป

แต่ในตรงนี้ พระเยซูเปรียบให้เห็น ดอกหญ้า คือวันนี้สวยงามเลย พรุ่งนี้ก็ตายแล้ว แต่ดอกหญ้าอันนี้มีค่า หรือมีสง่าราศีมากกว่าเครื่องทรงของกษัตริย์ซาโลมอน แปลว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม พระหัตถ์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม คือสิ่งที่มีค่าที่สุด ถึงแม้ว่าในสายตาของมนุษย์ดูว่ามันนิดเดียวเอง ดูไม่สำคัญ แต่พระเจ้าทรงให้ความสำคัญ พระองค์บอกว่าสวยกว่าเครื่องทรงของกษัตริย์ซาโลมอนซะอีก

มัทธิว 6:30 “แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น  ซึ่งเป็นอยู่วันนี้และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ  โอ  ผู้มีความเชื่อน้อย  พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ”

 

แค่ดอกหญ้า ดอกหนึ่ง พระเจ้าให้ความสำคัญ ตกแต่งให้สวยงาม แต่เราซึ่งเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า และในขณะนี้ที่พระเยซูพูด พูดกับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า  ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดที่พระองค์ทรงเลือกเราให้เข้ามาเป็นบุตรของพระองค์ เข้ามารับสง่าราศีร่วมกับพระเยซูคริสต์ เข้ามารับความรอด โดยที่เราไม่ต้องไปตกนรก  ไม่ต้องไปชดใช้หนี้บาปเวรกรรมของเราอีกต่อไป เมื่อพระเยซูคริสต์ชดใช้หนี้บาปให้เรา เราได้รับความรอดสมบูรณ์

พระคัมภีร์บอกเราชัดเจนว่าในโลกวิญญาณขณะนี้ เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราเป็นผู้ชอบธรรม เราสะอาดบริสุทธิ์ ไร้มลทินเลย ฉะนั้น ในโลกวิญญาณ เราเป็นคนที่พระเจ้าได้เลือกสรรไว้แล้ว แยกเราออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่ในขณะเดียวกันที่เราอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าบอกว่าพระองค์จะตกแต่งเรามากยิ่งกว่านั้น พระองค์ไม่ได้ปล่อยปละละเลย หรือว่าทิ้งขว้างเรา ไม่ใช่แค่บอกว่าวิญญาณเรารอดแล้ว เนื้อหนัง ร่างกายนี้ จะเป็นอะไร พระองค์ก็บอกช่างหัวมัน ไม่ใช่ พระองค์ก็ยังคงดูแลอยู่ พระองค์ทรงดูแลทุกย่างก้าวของเรา ไม่ว่าเราหลับ ไม่ว่าเราตื่น ไม่ว่าเราจะเดินทางไปไหน พระองค์ไปด้วยกับเรา เราทุกข์ พระองค์ทุกข์กับเรา เราสุข พระองค์สุขกับเรา  พระเยซูไม่เคยทิ้งเรา พระคัมภีร์บอกเราว่าพระองค์เป็นองค์อิมมานูเอล พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา เมื่อพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา เราก็จะมีกำลังใจ แล้วเรารู้ว่าไม่ว่าปัญหาจะใหญ่ขนาดไหน? พระองค์จะพาเราผ่าน ผ่านด้วยวิธีอะไร? นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่พระองค์บอกว่าพระองค์พาเราผ่านแน่นอน

มัทธิว 6:31-32 “31 เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน  หรือจะเอาอะไรดื่ม  หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม 32 เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้  แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า  ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้”

 

พวกต่างชาติ คือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า เขาก็ต้องการสิ่งต่างเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ความอยู่ดีกินดี คนต่างชาติก็ต้องการแค่นั้น แต่พระเจ้าบอกว่าข้างในเราต้องการอะไร พระองค์รู้หมดเลย  แล้วพระองค์เห็นว่าอะไรที่สมควร เหมาะสมกับชีวิตของเรา  พระองค์จะประทานให้กับเรา

ฉะนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราไม่ต้องไปแสวงหา เพราะว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เราเรียบร้อยไปแล้ว เราจะเห็นภาพความรักของพระเจ้า พระบิดา จากครอบครัว ครอบครัวแต่ละครอบครัวในโลกใบนี้ ไม่ว่าเขาจะเชื่อพระเจ้า หรือไม่เชื่อพระเจ้าก็ตาม คนสองคนแต่งงานกัน แล้วเขามีลูก สิ่งที่ผูกเขาทั้งสองคน คู่สามีภรรยา คือลูก และลูก คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของพ่อแม่ ฉะนั้น เมื่อลูกคลอดออกมา ลูกไม่ต้องไปกังวลเลยว่า …

“ฉันคลอดออกมา จะมีผ้าอ้อมไหม? จะมีนมให้กินไหม? จะมีเปลให้เรานอนไหม? หรือกลับบ้าน ถ้าเจอหน้าหนาวจะมีผ้าห่มให้เราไหม? มีหมอน มีเบาะ มีอะไรไหม?”

ไม่เห็นมีทารกคนไหนมากังวลเรื่องเหล่านี้ อย่าว่าแต่คลอดออกมาเลย เชื่อว่าเวลาคุณแม่ตั้งครรภ์ จะจัดเตรียมทุกอย่างไว้ สมัยก่อนเรายังไม่เชื่อพระเจ้า เขาก็บอกอย่าเพิ่งจัดเตรียมอะไร เป็นเคล็ดอะไรของเขา แต่ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เรารู้ว่าทุกอย่างดีหมดเลย พระเจ้าจะจัดเตรียมสิ่งที่ดีๆ ให้กับเรา เราก็จะเตรียมทุกอย่างเลย ซื้อโน่น ซื้อนี่ อะไรที่จำเป็น ที่ลูกจะต้องใช้สอย เราจัดเตรียมให้หมดเลย ถ้าคุณแม่บางคนไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน ก็ต้องไปสรรหา ซื้อนมผง ก็คือทุกอย่างพ่อแม่จัดเตรียมไว้ให้หมดเลย ลูกไม่เคยต้องมานั่งกังวลว่า …

“ถ้าฉันร้อง จะมีนมให้ฉันกินไหม?”

ไม่มี ทำหน้าที่ คือกิน นอน ฉี่ อึ จบ นี่เด็ก มีหน้าที่แค่นั้น ฉะนั้น พอโตสักระดับหนึ่ง พ่อแม่ก็จะเตรียมแล้ว …

“ลูกเราจะไปเรียนโรงเรียนไหนดี? โรงเรียนไหนที่สิ่งแวดล้อมดี? ครูสอนดี?”

คืออะไรดีๆ พ่อแม่จะเตรียมให้หมด แล้วพ่อแม่ก็จะไม่เหนื่อย ที่จะยอมทำงานหนัก เพื่อจะได้เก็บเงินไว้ให้ลูกได้เรียน ได้กิน ได้ใช้ ตามสถานะ อันนี้ต้องตามสถานะ แต่อย่างไรพ่อแม่ก็ต้องจัดเตรียมให้

ในพระคัมภีร์บอกเราว่าแม้มนุษย์ที่เป็นคนบาป ยังเรียนรู้ที่จะรักลูกของตัวเอง ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ พระเจ้าจะรักเรามากกว่านั้นอีก พระองค์จะไม่ปล่อยให้เราต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยตัวของเราเอง

เด็กพอโตขึ้น เรียนหนังสือจบ เขาต้องทำงาน แต่ในขณะที่เขาทำงาน ถามว่าพ่อแม่เลิกห่วงไหม? ไม่มีการเลิกห่วง จนกว่าลูกเราตายจากกัน ไม่พ่อแม่ตายก่อน ลูกตายก่อน ก็ยังคงห่วงใย

“ตกลงลูกเราทำงาน เงินเดือนเขาพอใช้ไหม?”

เป็นไหม? พ่อแม่เป็น เงินเดือนเขาพอใช้ไหม? เดือนไหนรู้สึกเขาขัดสนนิดหนึ่ง เขาไม่พอใช้ เราก็แอบควักกระเป๋า แล้วก็เอาใส่มือให้

“ลูกเอาไปใช้นะ”

นั่นคือหัวใจพ่อแม่ พระเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ พระองค์ก็ทรงดูแลเราแบบนี้ พระองค์ทรงห่วงใย พระองค์ทรงรู้ว่าเราขาดอะไร? เราต้องการอะไร? เราจำเป็นต้องใช้อะไร? พระองค์จะประทานให้กับพวกเราจากฟ้าสวรรค์

ในข้อ 33 พระเยซูสอนเราว่าสิ่งที่เราควรทำ คือ …

มัทธิว 6:33-34 “33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า  และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน  แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ 34 “เหตุฉะนั้น  อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้  เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง  แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว”

 

ไม่ต้องทุกข์ล่วงหน้า ทุกวันมีแต่ความทุกข์ ถ้าเรากังวลถึงพรุ่งนี้ ยังมาไม่ถึงเลย เรากังวลล่วงหน้า มันก็กังวลฟรีๆ พรุ่งนี้เราอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ได้ คืนนี้นอนหลับ แล้วพระเจ้าก็บอก …

“วราพรกลับบ้านได้แล้ว งานจบแล้ว”

เราก็หลับไปอยู่กับพระเจ้า กังวลฟรี เหนื่อยฟรี ฉะนั้น พระเยซูสอนเราว่าอย่าไปกังวลเผื่อพรุ่งนี้ แต่ละวันมันก็ทุกข์แล้ว ไม่ต้องไปหาทุกข์ใส่ตัวมากขึ้น สิ่งที่เราควรทำ คือแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า ที่อาจารย์นครพูดบ่อยๆ คือจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในถ้อยคำของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้า คืออะไรก็ตามที่พระเยซูได้ทรงสอนเราไว้ในถ้อยคำของพระเจ้า จดจ่อว่าขณะนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า  เราเป็นผู้บริสุทธิ์ในสายพระเนตรของพระเจ้า เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า เราสามารถที่จะมีสันติสุขในพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก หรือปัญหาร้อยแปดพันเก้าที่ล้อมรอบตัวเรา เราสามารถมีสันติสุขได้ เพราะตาเราไม่ได้จ้องอยู่ที่ปัญหา แต่ตาเราจ้องอยู่ที่เบื้องบนว่าพระเจ้าเตรียมพระพรนานับประการให้เราเรียบร้อยแล้ว เรารอแค่ว่าเมื่อไรที่พระเจ้าเห็นว่าถึงเวลาที่เราจะได้จบงาน เมื่อไรจะถึง 5 โมงเย็น office จะปิด เราก็จะได้ถึงเวลากลับบ้าน เราก็ทิ้งร่างกายนี้ไว้ วิญญาณเราไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์สถานนิรันดร์กาล

นี่คือพระพรที่พระองค์ได้บอกกับเรา ถ้าเรามองที่ปัญหา ชีวิตเราก็ไม่มีความสุข แต่ถ้าเรามองที่พระสัญญาของพระเจ้า ไม่ว่าทุกข์ยากลำบากแค่ไหน? เราก็จะคิดแค่ หายใจเข้า หายใจออก อึดใจเดียว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันมีมา มันก็จะมีไป แล้วเมื่อถึงเวลา เราก็จะได้พักผ่อน ไปอยู่กับพระเจ้า มีความสุข สิ่งเหล่านี้แหละจะทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ท่ามกลางปัญหาอุปสรรค ด้วยสันติสุข ซึ่งมาจากพระเจ้า

ในหนังสือมัทธิว 10:26-27 “26 “เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเขา  เพราะว่าไม่มีสิ่งใดปิดบังไว้ที่จะไม่ต้องเปิดเผย  หรือการลับ  ที่จะไม่เผยให้ประจักษ์ 27 ซึ่งเรากล่าวแก่พวกท่านในที่มืด  ท่านจงกล่าวในที่แจ้ง  และซึ่งท่านได้ยินกระซิบที่หู  จงตะโกนจากดาดฟ้าหลังคาบ้าน”

 

ถ้อยคำตรงนี้ พระเยซูตรัสกับสาวก หลังจากที่พระเยซูบอกกับสาวกว่าศิษย์ไม่ใหญ่กว่าครู ในยุคนั้น เมื่อพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ ทำหมายสำคัญ พวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ก็บอกกับผู้คนทั่วไปว่าพระเยซูใช้อำนาจของเบเอลเซบู ซึ่งเป็นนายผี  เขาไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ฤทธิ์อำนาจนี้มาจากพระเจ้า เขาหาว่าพระเยซูเป็นนายผี

ฉะนั้น พระเยซูก็บอกว่าถ้าผีกับผีตีกันเอง อาณาจักรคงไม่สามารถอยู่ได้ คือมันจะล่มสลายไป พระเยซูบอกว่าปล่อยเขาไปเถอะพวกนี้ ถ้าขนาดพระเยซูเองยังถูกเรียกว่านายผี หรือพระเยซูเองยังไม่ได้รับเกียรติจากผู้คนเหล่านี้  พวกสาวกก็อย่าไปคาดหวังเลยว่าจะได้รับเกียรติจากผู้คนเหล่านี้ แต่สิ่งที่สำคัญ คือไม่ต้องไปกลัวเขา ไม่ว่าเขาจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม ก็ไม่ต้องกลัว แต่ให้สาวกของพระองค์ประกาศพระนามของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้กับสาวก ในที่ลับ ให้ประกาศออกไป  จนตอนที่พระเยซูถูกรับขึ้นไปสู่ฟ้าสวรรค์

หลังจากที่พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วอยู่กับสาวก 40 วัน พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าเหตุฉะนั้น ให้เราออกไปประกาศข่าวดีของพระเจ้า ประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์ สอนทุกคนให้เรียนรู้จักพระองค์ แผ่นดินของพระเจ้าที่พระองค์ต้องการให้เราออกไปประกาศ เพื่อนำผู้คนมากมาย บนโลกใบนี้ ที่ยังตกอยู่ ภายใต้อำนาจของผีมารซาตาน ให้เขาได้สัมผัส ได้เปิดตาใจ ได้ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า เพราะไม่มีมนุษย์คนไหน ช่วยให้หลุดพ้นจากความผิดบาป เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดยอมรับการช่วยเหลือ จากพระเจ้า เขาจะได้รับอิสรภาพ เขาจะไม่ตกอยู่ภายใต้มือของผีมารซาตาน  แต่วิญญาณเขาจะสลับขั้วมาอยู่ที่พระหัตถ์ของพระเจ้า เขาจะถูกย้ายจากอาณาจักรของความมืดมาสู่อาณาจักรของความสว่าง เขาจะถูกปลดปล่อยอิสระ เขาจะไม่ต้องไปกลัวผีมารซาตานอีกต่อไป  เพราะว่าพระเจ้าที่อยู่ในคนๆ นั้น เป็นใหญ่กว่าทุกสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้  พระเจ้าต้องการให้ข่าวประเสริฐของพระองค์ถูกประกาศออกไป ต้องการที่จะให้ผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ ได้รับอิสรภาพจากการถูกผูกมัด โดยผีมารซาตาน ฉะนั้น พระเจ้าก็บอกว่าให้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์

มัทธิว 10:28 “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย  แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ  แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์  ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้”

 

พระเยซูบอกอย่ากลัว ทำไมต้องบอกสาวก “อย่ากลัว” ในยุคนั้น หลังจากที่ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วถูกรับขึ้นไปบนฟ้าสวรรค์ สาวกออกไปประกาศ จะถูกข่มเหง บางคนถูกจับไปติดคุก บางคนถูกฆ่าตายอย่างทารุณ คือจะมีทุกรูปแบบ แต่ว่าเราขอบคุณพระเจ้า ในยุคนั้น พระเจ้าประทานกำลังให้กับสาวกมากมาย แม้ว่าจะถูกฆ่าตาย ถูกจับติดคุก ถูกทรมานมากมาย ไม่มีคนไหนที่ปฏิเสธพระเยซู เมื่อมีโอกาส เขาก็ยังเลือกที่จะประกาศพระนามของพระเจ้า ประกาศแผ่นดินของพระเจ้า เหมือนกับอาจารย์เปาโล เมื่อกลับใจใหม่ ท่านก็ไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า และสิ่งที่อาจารย์เปาโลพูด ก็พูดเรื่องเดิมเลย ถ้าพี่น้องไปอ่านพระคัมภีร์จริงๆ เปาโลเมื่อไปเจอนายคุก ไปเจอกษัตริย์ ไปเจอใครก็ตาม อาจารย์เปาโลจะเริ่มต้นเล่าเรื่องพระเยซูว่า …

“เพราะเหตุนี้ พระเจ้าส่งพระเยซูมา แล้วพวกเธอไม่เชื่อฟัง เอาพระเยซูไปตรึงบนไม้กางเขน  แต่ว่าพระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตาย”

นั่นคือข่าวประเสริฐเนื้อๆ จริงๆ อาจารย์เปาโลพูดทุกที่ ทุกหน ทุกแห่ง  พูดเรื่องนี้เรื่องเดียว ทุกเวลา ซึ่งนั่นคือฤทธิ์เดช ในพระคัมภีร์บอกว่าข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือฤทธิ์เดช ไม่ได้ด้วยเหตุผลของมนุษย์ แต่เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า เมื่อข่าวประเสริฐถูกประกาศออกไป คนที่ได้ยิน ได้ฟังเขาจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

ตรงนี้พระเจ้าเลยบอกกับสาวกของพระองค์  … “ไม่ต้องไปกลัวหรอกพวกนี้ ฆ่าเธอได้แค่ร่างกายนี้เท่านั้น”

สาวกในยุคนั้น แม้ถูกฆ่าตาย เขาก็ไม่กลัว ไม่ยกเลิกที่จะเชื่อพระเยซู เขายังประกาศพระเยซูจนถึงวินาทีสุดท้าย

จะมีภาพหนึ่งในหนังสือกิจการ คนที่ติดตามพระเยซูที่ชื่อสเตเฟน เขาไปประกาศพระนามของพระเยซูคริสต์ ประกาศเรื่องราวเดียวกันกับอาจารย์เปโตร … 2 คนนี้จะได้ภาพที่ต่างกันมาก ตอนที่อาจารย์เปโตรประกาศพระนามของพระเยซู ประกาศเรื่องเดียวกันเลย พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน มีคนเชื่อพระเจ้า ครั้งแรก 3,000 คนและติดตามมาเป็น 5,000 คน ข่าวประเสริฐถูกประกาศออกไป แบบเยอะแยะมากมาย คนกลับใจใหม่มาเชื่อพระเจ้า

แต่สเตเฟนเป็นอีกภาพหนึ่ง ที่ในพระคัมภีร์บันทึกให้เราเห็นภาพว่าสเตเฟนประกาศเรื่องเดียวกัน   และในพระคัมภีร์เขียนว่าทุกคนที่ได้ยินได้ฟัง   รู้สึกบาดใจ   มีท่าทีต่างกัน   ตอนที่อาจารย์เปโตรประกาศ  ทุกคนสำนึกว่าตัวเองเป็นคนบาป  พระเยซูมาช่วยเขาขนาดนั้น  ทุกคนกลับใจใหม่มาเชื่อพระเจ้า    แต่ว่าคนที่สเตเฟนไปประกาศ   เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน    แล้วหยิบก้อนหินขว้างสเตเฟนตายคาที่เลย   แล้ว  สเตเฟนคุกเข่าพูดคำเดียวกับพระเยซูตรัสบนไม้กางเขนว่า …

“พระองค์เจ้าข้า ยกโทษให้เขาด้วย”

ถ้าเขารู้ว่าสิ่งที่สเตเฟนประกาศให้เขาได้ยินได้ฟัง  คือพระพร  คืออิสรภาพ  คือการปลดปล่อย  ที่พระเยซูคริสต์มาทำ      เพื่อพวกเขาบนไม้กางเขน   เขาจะไม่เอาหินขว้างสเตเฟนให้ตาย   แต่ขณะที่สเตเฟนลมหายใจออกจากร่าง เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย เขายอมตาย เพื่อข่าวประเสริฐของพระเจ้า เพราะว่าข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือฤทธิ์เดช แม้ว่าร่างกายของเขาตาย แต่จิตวิญญาณของเขาได้อยู่กับพระเจ้า เขามีชีวิตนิรันดร์

เราจะเห็นภาพว่าไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จเหมือนกับอาจารย์เปโตร อาจารย์เปาโลไปประกาศข่าวประเสริฐ บางที่ก็มีคนต้อนรับ บางที่ก็มีคนไล่ตี อาจารย์เปาโลก็ยังไม่เคยถอดใจ แต่จะประกาศพระนามของพระเจ้า

เพราะฉะนั้น พระเยซูบอกว่าอย่าไปกลัวพวกที่ฆ่าเราได้แต่กาย ร่างกายนี้ เราจะอยู่กี่ปี มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ จริงๆ แล้ว พอเรารู้เรื่องราวของพระเจ้า ก็ไม่อยากอยู่นานหรอก ไม่อยากชีวิตยืนนาน ตอนนี้ถ้าใครมาอธิษฐาน ขอพระเจ้าอวยพรให้ชีวิตยืนยาว ไม่เอานะคะ  เพราะเรารู้ว่าชีวิตเรายิ่งยาวมากเท่าไร? เราก็ต้องลากยาวกับโลกใบนี้ ต้องดิ้นรน ต้องอะไรเยอะแยะมากมาย ฟันฝ่าปัญหาอุปสรรค แต่ถ้าใครที่ถึงเวลากำหนด พระเจ้าเอาลมหายใจเขาออกจากร่าง คือเขาสบายเลย  เขาได้พักผ่อน แล้วเราทุกคน เราก็อยากได้แบบนั้นแหละ เมื่อถึงเวลา เราก็อยากพักผ่อน เราไม่อยากมีชีวิตยืนยาว แต่เราก็ไม่รู้ว่าพระเจ้าจะกำหนดให้แต่ละคนมีอายุเท่าไร? เราไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่าถ้าพระเจ้าให้เรากลับบ้านเร็ว เราก็มีความสุข แต่ถ้าพระเจ้ายังไม่ให้เรากลับบ้าน เราก็ทำหน้าที่ของเราในชีวิตประจำวันให้ดีที่สุดเท่าที่พระเจ้าประทานกำลังให้กับเรา แค่นั้นเอง

พระเยซูบอกว่าไม่ต้องไปกลัวหรอก คนที่ฆ่าเราได้แต่กาย แต่จงกลัวพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่จะฆ่าทั้งกายและวิญญาณได้ ถ้าเราไม่มีพระเจ้า ชีวิตเราจบเลย คืออยู่บนโลกใบนี้ อาจจะมีความสุขแค่ชั่วขณะหนึ่ง แต่หลังความตาย  มีอะไรเยอะแยะมากมาย มันยาวนานมาก  ที่พระเจ้าบอกว่านิรันดร์ ไม่มีจุดจบ

ถ้าเรามีพระเจ้า ร่างกายนี้เราอาจจะตายไป แต่เรามีความมั่นใจ มีหลักประกันว่าวิญญาณเรารอด เราได้มีความสุขนิรันดร์ หลังความตายอยู่กับพระเจ้า ถ้ามีคนเขาบังคับเรา

“ปฏิเสธพระเยซูนะ ไม่งั้นเธอตายแน่”

แล้วเราก็กลัวตาย เราขอปฏิเสธ ซึ่งพระเยซูบอก อันนั้นแหละ คือการตัดสินใจที่เรียกว่าขาดทุนย่อยยับเลยล่ะ แต่เรายังเชื่อสิ่งที่พระเจ้าบอกกับเราว่าแกะของเราจะฟังเสียงของเรา คนที่เป็นแกะของพระองค์ เมื่อถึงเวลาคับขันจริงๆ ที่เราต้องตัดสินใจเลือกว่าเราจะเอาชีวิต หรือเราจะเอาพระเยซู พระเจ้าจะให้กำลังเราเลือกพระเยซู เอเมน เราเชื่ออย่างนั้นจริงๆ แต่ว่าในยุคปัจจุบัน ไม่น่าจะเจอ แต่ถ้าเจอจริงๆ พระเจ้าจะประทานพระคุณให้กับเรา

มัทธิว 10:29-31 “29 นกกระจาบสองตัวเขาขายบาทหนึ่งมิใช่หรือ  แต่ถ้าพระบิดาของท่านไม่ทรงเห็นชอบ  นกนั้นแม้สักตัวเดียวจะตกลงถึงดินก็ไม่ได้ 30 ถึงผมของท่านทั้งหลาย  ก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น 31 เหตุฉะนั้นอย่ากลัวเลย     ท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว”

 

อีกครั้งหนึ่งที่พระเยซูทรงยกเอานกมาเปรียบเทียบว่านกกระจาบ ในยุคนั้น ราคาถูก ไม่กี่ตังค์เอง แต่ว่าพระเจ้าทรงดูแลอยู่ ถ้าพระองค์ไม่เห็นชอบ ต่อให้นายพราน หรือพวกดักนกเก่งขนาดไหน? ก็ไม่สามารถจับนกได้ หรือยิงให้มันตายได้ พระเจ้าบอกอย่างนั้น

ฉะนั้น พระเยซูบอกว่าพวกท่าน ซึ่งพระองค์เลือกให้เป็นลูกของพระเจ้า ก็ประเสริฐกว่านกหลายตัว ไม่ต้องไปกังวลอะไรมากมาย เพราะว่าพระเจ้าเฝ้ามองเราอยู่ แล้วพระองค์อยู่ในเราด้วย คอยพาเราผ่านวิกฤตเหล่านี้ไปได้ … ในลูกา 12:2-9 จะเป็นเรื่องคล้ายๆ กัน แต่จะยกมาอ่านให้พี่น้องฟังว่าพระเจ้าพูดอะไร

ลูกา 12:2-9 “2 แต่ไม่มีสิ่งใดปิดบังไว้ที่จะไม่ต้องเปิดเผย  หรือการลับที่จะไม่เผยให้ประจักษ์ 3 เหตุฉะนั้นสิ่งสารพัดซึ่งพวกท่านได้กล่าวในที่มืด  จะได้ยินในที่แจ้ง  และซึ่งได้กระซิบในหูที่ห้องส่วนตัว  จะต้องประกาศบนดาดฟ้าหลังคาบ้าน 4 “มิตรสหายของเราเอ๋ย  เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย  และภายหลังไม่มีอะไรที่จะทำได้อีก 5 แต่เราจะเตือนให้ท่านรู้ก่อนว่าควรจะกลัวผู้ใด  จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฆ่าตน  แล้วก็ยังมีฤทธิ์อำนาจที่จะทิ้งลงในนรกได้  แท้จริง  เราบอกท่านว่าจงกลัวพระองค์นั้นแหละ

6 นกกระจาบห้าตัวเขาขายสองบาทมิใช่หรือ  และนกนั้นแม้สักตัวเดียวพระเจ้ามิได้ทรงลืมเลย 7 ถึงผมของท่านทั้งหลายก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น  อย่ากลัวเลยท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่า นกกระจาบหลายตัว 8 “และเราบอกท่านทั้งหลายว่าทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์  บุตรมนุษย์ก็จะรับผู้นั้นต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า 9 แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์  เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า”

 

เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องใกล้เคียงกันมาก แต่บันทึกโดยลูกากับมัทธิว พระเจ้าบอกผมทุกเส้นบนศีรษะของเรา พระเจ้านับไว้หมดเลย เป็นความละเอียดอ่อนที่พระเจ้าไม่เคยละเลย

พี่น้องทุกวันนี้หวีผม ผมร่วงไหม? ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งร่วงเยอะ คนอายุเยอะ จะหัวล้านไปเรื่อยๆ เพราะว่าผมมันหลุดไปเรื่อยๆ สร้างผมใหม่ไม่ทัน แต่ว่าถ้ามันไม่ได้ร่วงเยอะ จนออกมาเป็นกระจุก เราก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร? ร่วงก็ร่วงไป วันนี้ร่วงไป 10 เส้น 20 เส้น เราก็โกยๆ ใส่ถังขยะไป แต่พระคัมภีร์เขียนว่าผมทุกเส้นพระองค์ทรงนับไว้ เล็งถึงความละเอียดอ่อนที่พระเจ้าไม่เคยทรงละเลย ในเรื่องเล็ก เรื่องน้อย เรื่องฝอยในชีวิตของเรา พระองค์ทรงดูแลเราอยู่

แล้วในข้อ 8-9 ที่บอกว่า … “เราบอกคนทั้งหลายว่าทุกคนที่รับเราต่อหน้ามนุษย์” หมายถึงเราอยู่บนโลกใบนี้ เรายอมรับพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วเราต้อนรับพระองค์เข้ามาในใจของเรา เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ฉะนั้น เมื่อเรายอมรับอย่างนี้ ถึงวันหนึ่งข้างหน้า ที่เราไปยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า พระเยซูคริสต์ก็บอกว่ารู้จักเรา เพราะว่าเรารับพระองค์ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า เราก็สามารถที่จะอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้านิรันดร์กาล ซึ่งวิญญาณเราตอนนี้ก็อยู่ที่สวรรค์แล้ว  แต่ในอนาคตข้างหน้า เมื่อเราทิ้งร่างกายนี้ เราก็สามารถเข้าสวรรค์ได้

“แต่ส่วนคนที่ไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์” ก็คือคนที่ได้ยิน ได้ฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้า ได้ฟังมาอย่างดีเลย เห็นว่าดีนะ แต่ไม่เอา ยังไม่สนใจพระเจ้า รู้สึกว่าตัวเองยังดีอยู่ ยังสามารถช่วยตัวเองได้ เราสามารถที่จะพัฒนาชีวิตของเราเองด้วยกำลัง ด้วยสติปัญญา ด้วยการกระทำของเรา เพื่อเราจะได้ส่ำสมบุญบารมีด้วยตัวของเราเอง เพื่อขึ้นสวรรค์ คนเหล่านั้นแหละ ถึงวันที่ลมหายใจเขาออกจากร่าง เขาจะเสียใจมากที่สุด เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนไหน? สามารถที่จะดีครบถ้วน 100% ตามมาตรฐานของพระเจ้า แล้วเมื่อถึงวันนั้น พระเยซูก็จะบอกคนนั้นว่า … “เราไม่รู้จักเจ้า” ก็คือคนกลุ่มนี้จะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า แล้วที่ที่คนกลุ่มนี้จะไป  คือนรกนิรันดร์กาล  พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

*************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2020 เรื่อง “รอดโดยพระคุณ ความประพฤติ ไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ?” ตอน 4 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  18  ตุลาคม  2020

 เรื่อง “รอดโดยพระคุณ ความประพฤติ ไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ?” ตอน 4

โดย  นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง วันนี้ก็จะมาบรรยายกันต่อถึงเรื่องสำคัญ เรื่องนี้แหละ ซีรีย์นี้ต้องเรียนอย่างละเอียดมาก เป็นเรื่องความจริงในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ที่สำคัญมากๆ ที่สุด สำคัญสำหรับชีวิตเราที่เชื่อแล้ว และสำคัญสำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่อด้วย คือข่าวดีจริงๆ ที่จะไปถึงเขา ก็คือเรื่องรอดโดยพระคุณ ความประพฤติไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ? ซึ่งเป็นคำถามที่เขาถามกันทั่วไป ไม่ว่าคนมาเชื่อแล้วก็ตาม หรือคนที่ไม่เชื่อยิ่งถามใหญ่เลย …

“เป็นคริสเตียนแล้วทำอะไรก็ได้หรือ?”

เราจะตอบเขาอย่างไร? คือข่าวดีนั้นเอง เราจะมาดูกันต่อ วันนี้เป็นตอนที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ มีคนเข้าใจผิดเยอะ และที่สำคัญเป็นการเข้าใจผิดที่ทำให้ข่าวดีหรือข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่ไปถึงมนุษย์ทั้งปวง มันผิดเพี้ยนไป เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้กันอย่างละเอียดลึกซึ้ง ต้องมาจูน มาปรับพื้นฐานความเชื่อกันใหม่ ตามถ้อยคำพระเจ้า

มาทบทวนนิดหนึ่งว่าเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่เราเชื่อกัน ที่เรารู้กัน รายละเอียดคืออะไร? ไม่อย่างนั้นมันก็จะทำให้เราไม่มั่นใจในการที่จะเล่า หรือดำเนินชีวิตให้สมกับผู้ที่เป็นลูกพระเจ้า หรือเรียกว่าคริสเตียนแล้ว ก็คือเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ดีนั้นเอง ให้พระเจ้าใช้ชีวิตของเรา เราจะมาทบทวนว่าในเรื่องนี้ เราได้เรียนรู้อะไรกันไปแล้วบ้าง? ใน 3 ตอนที่ผ่านมานะครับ ก็คือ …

          ตอนที่ 1 สำหรับผู้ที่เชื่อในข่าวดีแล้ว ความประพฤติและการกระทำทุกอย่างไม่มีผลใดๆ ต่อความรอดทางวิญญาณเลย แต่จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น

          ตอนที่ 2 เน้นเรื่องอย่าดับพระวิญญาณ ทางเลือกและผลที่จะเกิดขึ้น ระหว่างทำตามพระวิญญาณกับดับพระวิญญาณ ซึ่งไม่เหมือนกัน

          ตอนที่ 3 คือกฎแห่งการหว่าน และการเก็บเกี่ยว ที่เราได้เรียนด้วยกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หว่านสิ่งใด ก็ต้องเก็บเกี่ยวผลของสิ่งนั้น

          วันนี้ ตอนที่ 4 คือเราบังเกิดใหม่เป็นคนดีแล้ว ไม่ได้เป็นคนบาป หรือทาสบาปอีกต่อไปแล้ว

แน่ใจไหม? เมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว เชื่อในข่าวดีของพระเยซูแล้ว ที่เรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นไปตามหัวข้อนี้จริงหรือไม่? เรามาติดตามกัน

ที่ผ่านมาเราได้เรียนกันไปแล้วว่าถึงแม้จะเกิดใหม่แล้ว ได้อยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว หลายครั้งเรายังดำเนินชีวิตวนเวียนอยูกับการประพฤติไม่ดี หรือเรียกว่าประพฤติบาปอยู่เลย  และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา ก็จะคอยสอน คอยแนะนำ คอยตักเตือน ด้วยความทะนุถนอมค่อยๆ นำพาเรา สอนเรา ให้ประพฤติในสิ่งที่ดี  เพื่อให้สมกับธรรมชาติที่เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว มีแต่ประพฤติดี เราได้เรียนรู้ตรงนี้ไปแล้ว

ซึ่งพระวิญญาณจะนำ จะสอนอย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีคริสเตียนคนไหนที่สามารถทำดีได้ครบ 100% สักคนหนึ่ง หรือว่ามี? ไม่มีถูกไหม?  เราได้เรียนรู้แล้ว และทุกครั้งที่เราทำบาป หรือทำไม่ถูกต้อง หรือเรียกว่าไม่เชื่อฟังการนำของพระวิญญาณ พระเจ้าผู้เป็นพ่อของเรา  ก็จะทุกข์ใจ เสียใจ เพราะเราเป็นลูกของพระองค์ ที่พระองค์ทรงรัก เราจะได้รับความทุกข์ เราได้รับความไม่ดีกลับเข้ามาในชีวิตเรา เราดื้อไง พระองค์ก็เสียใจ ทุกข์ใจ ไม่ตีเราเพิ่มหรอก พยายามจะช่วยเรา

เพราะเราหว่าน หรือเรากระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระวิญญาณสอน  เราหว่านสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หว่านลงไปในบาป เราก็ต้องเก็บเกี่ยวผลของการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ออกมาในสิ่งที่ไม่ดี ตรงกันข้ามกับพระเจ้า ที่เรียกว่าพระพร แทนที่จะได้พระพร กลายเป็นได้คำสาปแช่งแทน พระเจ้าก็เสียใจ ซึ่งแม้ว่าเราจะเป็นลูกของพระองค์ ที่พระองค์ทรงรัก ดังแก้วตาดวงใจก็ตาม และอยู่ในสวรรค์แล้วกับพระเจ้าเดี๋ยวนี้ก็ตาม เราก็ต้องรับผลกรรม ที่ได้หว่าน ที่ไม่เชื่อฟัง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในสิ่งที่ไม่ดี ทำให้พระเจ้าทุกข์ใจได้เหมือนกัน

สรุปก็คือเชื่อข่าวดี ได้รับการบังเกิดใหม่ ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ตลอดไปไม่มีการเปลี่ยนใดๆ เลย ไม่ว่าจะประพฤติตัวเช่นไรบนโลกใบนี้ก็ตาม จริงไหม? จริง แต่มันตอบยากนะ ตอนนี้ท่านตอบง่ายขึ้นแล้วนะ พระคัมภีร์บอกความจริงเรา อะไรบ้าง? ความจริงนี้ ทำให้เราเป็นไท แต่ว่าพอความจริงอันนี้ออกมาปุ๊บ เราก็เกิดคำถามขึ้นในใจ ไม่ใช่เราคนเดียว พอบอกว่าเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น เราจะประพฤติอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงสถานะในการเป็นลูกพระเจ้า เราก็รู้สึกในใจมันใช่หรือ? ถ้าเราไม่มีความจริง เราก็ไม่เป็นไท เราก็ไม่เป็นอิสระ เราก็จะตะขิดตะขวางในใจ ก็มันใช่ไหม? เป็นอย่างนั้นหรือ?  คนอื่นที่ไม่เชื่อพระเจ้า ที่อยู่รอบข้างเรา ยิ่งหนักกว่านั้นอีก พอเราไปพูดอย่างนี้ รับไม่ได้เลย …

“อะไร เป็นคริสเตียน จะทำอะไรก็ได้หรือ? ไปสวรรค์แน่นอนหรือ?”

ก็จะตั้งคำถามใส่เราเลย หรือว่าแม้เราจะตั้งคำถามในใจตัวเองก็ตาม คำถามก็คือ …

“ถ้าอย่างนั้นเป็นคริสเตียนก็ สนุกสนานในการทำชั่วได้สิ ก็ไม่ได้ต้องรับโทษแล้วสิ”

เคยคิดไหม? เล็กๆ ใช่ไหม?

สองตอนที่เราได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการดับพระวิญญาณ คือการไม่เชื่อพระเจ้า กับกฎของการหว่านและการเก็บเกี่ยวว่ามีทั้งหว่านทางบาป ก็ได้ หว่านทางพระวิญญาณก็ได้ อาจารย์เปาโลย้ำเตือน กับผู้เชื่อทั้งหลายว่าเมื่อท่านได้เรียนรู้อย่างนี้แล้ว เรื่องพระคุณของพระเจ้า ท่านจะเลือกเดินทางไหน? เมื่อท่านได้มองเห็นประโยชน์ของการอยู่ในพระคริสต์ เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในความสว่าง และการให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำพาชีวิตในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านยังจะเลือกเดินตามฝั่งตรงข้าม ก็คือเลือกเดินไม่เชื่อพระเจ้า ดับพระวิญญาณอยู่หรือ? ซึ่งจะให้ผล คือความพินาศในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านยังจะเลือกในสิ่งที่เป็นตรงกันข้ามอีกหรือ? …

“ถ้าอย่างนั้นเป็นคริสเตียนก็สนุกสนานในการทำบาปอย่างนั้นหรือ?”

เปาโลก็ตอบคำถามนี้เลย ในโรม 6:1-11 นี่คือคำตอบคำถามที่เป็นหัวใจของคริสเตียนทุกคน ที่จะมีคนถาม โดยเฉพาะตัวเองถามตัวเอง และคนรอบข้างจะถามเราแน่นอน เราจะต้องตั้งใจฟังให้ดีๆ

โรม 6:1-11 “1 เช่นนี้แล้ว เราจะว่าอย่างไร เราควรจะทำบาปต่อไป เพื่อพระคุณจะได้มีมากยิ่งขึ้นหรือ 2 อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย เราได้ตายต่อบาปแล้ว เราจะดำเนินชีวิตในบาปต่อไป ได้อย่างไร  3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์  ก็ได้รับบัพติศมาเข้าในความตายของพระองค์  4 ฉะนั้น  เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว  โดยการบัพติศมาเข้าในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย โดยพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ถ้าเราได้มีส่วนร่วมกับพระองค์ในการตายเหมือนพระองค์ แน่นอน เราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากตายเหมือนพระองค์ 6 เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อกายบาปนั้น จะถูกขจัดไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป 7 เพราะว่าผู้ใดที่ตายแล้ว ก็เป็นอิสระจากบาป 8 ถ้าเราตายกับพระคริสต์แล้ว  เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตกับพระองค์ด้วย 9 เพราะเรารู้ว่าในเมื่อทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตายแล้ว พระองค์จะไม่มีวันตายอีก  ความตายไม่มีอำนาจเหนือพระองค์อีกต่อไป 10 ที่พระองค์ทรงตายนั้น ทรงตายต่อบาปครั้งเดียวเป็นพอ แต่ที่พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่นั้น ทรงมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า 11 ในทำนองเดียวกัน จงถือว่าตัวท่านเอง ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์”

 

“เช่นนี้แล้วเราจะว่าอย่างไร?” … คําถามที่ควรจะถามเรา ก็คือเราควรจะทำบาปต่อไป เพื่อพระคุณจะได้มีมากยิ่งขึ้นหรือ?  ก็คือย้อนกลับมาที่คำถามเมื่อตะกี้ ที่คนจะถามเรา แล้วเราจะถามตัวเองว่าถ้าอย่างนั้น เป็นคริสเตียน ก็ทำบาปได้เรื่อยๆ อย่างนั้นหรือ? เป๊ะไหม? อาจารย์เปาโลก็เลยตอบ ก็คือพระเจ้าตอบเราว่าพอเรารู้แล้วว่าพระคุณของพระองค์ยิ่งใหญ่มาก พระเจ้ายิ่งใหญ่มาก ให้เราบังเกิดใหม่ฟรีๆ โดยไม่ต้องพึ่งการกระทำของเราเลย ให้เราได้อยู่ในสวรรค์ เป็นลูกของพระองค์แล้ว ตลอดไปเลย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ไม่ว่าเราจะประพฤติตัวอย่างไรก็ตาม นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเรารู้แล้วอย่างนี้ ก็เลยทำบาปต่อไป เพื่อจะให้เห็นพระคุณพระเจ้าชัดเจนมากยิ่งขึ้นอย่างนั้นหรือ? ใช่หรือ? แน่ใจอย่างนั้นหรือ? ข้อที่สองก็เลยตอบอย่างชัดเจน เน้นบอกว่า “อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย”

คำว่า “อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า certainly not ซึ่งจริงๆ แล้ว ควรจะแปลได้ว่า “มันไม่เป็นไปอย่างนั้นแน่นอน” ความคิดเราเปลี่ยนไปทันที พระเจ้าหรือเปาโลบอกว่า …

“มันไม่เป็นไปอย่างนั้นแน่นอน ที่ท่านบอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็ทำบาปได้สิ เห็นพระคุณเยอะแยะ”

เราจะตอบว่า … “มันไม่เป็นไปอย่างนั้นแน่นอน”

เพราะอะไร? มันไม่เป็นไปอย่างที่บอกมานั่นแหละ ที่พูดนะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก พูดง่ายๆ

ท่านก็จะถาม คนข้างๆ ก็จะถาม เป็นไปไม่ได้เพราะอะไร? มาดูกันต่อไป มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นแน่นอน มันเป็นไปไม่ได้ เราไม่สามารถทำบาปต่อไปอีกได้แล้ว ก็เพราะว่าเราได้ตายต่อบาป และจะดำเนินชีวิตอยู่ในบาปต่อไปได้อย่างไร? ในข้อพระคัมภีร์บอกไว้ เราได้ตายต่อบาปแล้ว ในที่นี้หมายถึงตัวตนจริงๆ ของเรา คือวิญญาณของเรา ตัวตนของเราก่อนจะเชื่อพระเจ้า เราสกปรกขนาดไหน? เราเป็นบาป และเป็นทาสบาป ตอนนี้พอเราเชื่อพระเจ้า ตัวตนนั้น ตัวจริงๆ ของเราได้ตายไปแล้ว ตายต่อบาป ตัวบาปนั้นมันตายไปแล้ว เมื่อตายต่อบาปแล้ว ก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตในบาปได้อีกไงเล่า มันง่ายนิดเดียว เมื่อตายต่อบาปแล้ว มาอยู่ในชีวิตของพระเจ้าแล้ว มันก็ไม่ใช่อยู่ในบาปนั้น ไม่อยู่ในบาป แล้วจะดำเนินชีวิตอยู่ในบาปได้อย่างไร?

คำว่า “ดำเนินชีวิต” ตรงนี้มันหมายถึงมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ความประพฤติ คำว่าดำเนินชีวิต ตรงข้อพระคัมภีร์ตรงนี้ มันหมายถึงพระเจ้ากำลังบอก เปาโลกำลังบอกว่าตัวเก่าท่านอยู่ในบาป ตอนนี้ท่านอยู่ในความชอบธรรม อยู่ในพระเจ้าแล้ว ท่านไม่ได้อยู่ในบาปอีกต่อไปแล้ว เพราะตัวเก่ามันตายไปแล้ว มันแปลว่าอย่างนั้น

พอพูดแบบนี้ หลายคนก็เริ่มงงเลย อ้าว! ถ้าอย่างนั้น แล้วที่บอกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว ก็ยังทำบาปได้อยู่ ยังประพฤติชั่วได้อยู่ ความหมายว่าอย่างไร? ก็เราเรียนมาหยกๆ บอกคริสเตียนก็ยังทำชั่วอยู่ ไม่ได้ดำเนินชีวิตในบาปแล้ว แล้วทำชั่วอย่างไร?

ตรงนี้แหละที่เป็นหัวใจสำคัญ ที่ผ่านๆ มา และปัจจุบันนี้ ยังมีคนสอนไม่ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ ในบริบทนี้ จะมีคนสอนกันเยอะว่าถึงแม้ว่าเราจะเป็นลูกของพระเจ้า ที่สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากบาปแล้วก็ตาม แต่เรายังอยู่ในร่างกายที่ยังเป็นตัวตนเดิมอยู่ ยังมีธรรมชาติบาปอยู่ในตัวตนเรา ตั้งใจ ค่อยๆ ฟัง  เราก็ยังคงสู้กันอยู่ในตัวเอง ระหว่างตัวตนเดิม ที่ยังเป็นบาปอยู่กับตัวตนใหม่ ที่บังเกิดใหม่แล้ว ที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ซึ่งการต่อสู้นี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้ความสำคัญ เราจะให้อาหาร เราจะฟัง หรือให้น้ำหนักฝั่งไหนเยอะกว่ากัน ฝั่งนั้นก็ชนะ จะให้ฝั่งดำหรือขาว ทั้งขาวทั้งดำอยู่ในตัวของเรา นี่เขาสอนกันอย่างนี้

ซึ่งคำสอนหรือคำอธิบายอย่างนี้ ไม่ได้ตรงตามบริบทที่แท้จริงของพระคัมภีร์ตรงนี้  ซึ่งเรากำลังจะเรียนรู้กันต่อไป สำคัญมาก เพราะมันคือหัวใจของข่าวประเสริฐ ผลของข่าวประเสริฐ ก็ต้องตั้งใจ

อาจารย์เปาโลอธิบายให้ฟังว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะอะไร? ในข้อที่ 3 กับข้อที่ 4 บอกว่า … “ท่านไม่รู้หรือว่า” ก็แสดงว่ามีคนไม่รู้จริงๆ  เราทั้งปวงที่รับบัพิตศมา เรา ตรงนี้ หมายถึงคนที่เชื่อในข่าวดี เชื่อในพระเยซูคริสต์ วางใจในพระเยซูคริสต์ เราทั้งปวงที่รับบัพติศมา เข้าในพระเยซู ก็ได้รับบัพติศมาเข้าในความตายของพระองค์ ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการบัพติศมาในความตายนั้น

บัพติศมา แปลว่าฝังลง มุดลง จุ่มลงไปมิด เป็นหนึ่งเดียวกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ตายพร้อมพระเยซูคริสต์ไปแล้ว

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าภายในตัวเรา ที่เราเห็นอยู่นี้ มี 2 ตัวตน ที่ยังต่อสู้กันอยู่ ระหว่างฝั่งขาวกับฝั่งดำ ตัวตนที่เป็นฝั่งขาว ก็รู้กันอยู่ว่าบริสุทธิ์ สะอาด และบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า ตัวตนเก่าก็ยังอยู่อะไรอย่างนี้  ตีกันอยู่ คนที่เข้าใจแบบนี้อยู่ ก็เพราะว่าเขายังไม่ได้ซึมซับความจริงตรงนี้ว่าเรา ก็คือที่เป็นคริสเตียน ผู้ที่เชื่อแล้ว  ตัวตนเดิมที่เป็นบาป ได้ตายไปจริงๆ แล้ว ตายไปแล้ว ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์ในการบัพติศมาของพระเจ้า บัพติศมาเราลงไปในความตายของพระเยซูคริสต์ เราตายพร้อมพระองค์ไปแล้ว และเราคือตัวตนใหม่ ได้เป็นขึ้นจากความตาย พร้อมกับพระเยซู ก็เพราะเราเชื่อในข่าวดี เชื่อในข่าวดี คือเชื่อในการตายของพระเยซู และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู พอเชื่อปุ๊บ เราก็ตายพร้อมพระองค์ และเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมพระองค์ เชื่อไหมว่าพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย? เชื่อ ถ้าเชื่อก็จริง ก็ต้องรู้ว่าเราก็เป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระองค์จริงๆ เราก็เป็นตัวใหม่จริงๆ แล้ว

ในข้อ 6 เปาโลจึงบอกอย่างนี้ว่า … เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา   ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวบาป คือกายบาปนั้น จะได้ถูกขจัดไป จะถูกทำให้สิ้นไป หมดไป สูญไป ตายไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป  ไม่เป็นทาส ก็คือไม่ได้อยู่เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ถูกครอบงำ หลุดออกมาแล้ว

เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ซึมซับความจริงตรงนี้ เขาก็จะเป็นอิสระ เป็นไท เขาจะรู้ทันทีว่าตัวตนที่เป็นบาปของเขา ที่เป็นตัวตนคนบาปของเขา มันได้ตายไปแล้วจริงๆ  ถูกกำจัดหมดแล้ว ไม่มีการเป็นทาสบาปอีกต่อไป ไม่ได้อยู่ในบาปอีกต่อไป เพราะมันตายไปแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของเขามีแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น ผู้เดียวเท่านั้น เราก็คือเราเท่านั้น คือตัวตนที่ปราศจากบาป เป็นลูกของพระเจ้า เป็นวิญญาณที่มาจากพระเจ้า สะอาด บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ เอเมน ในตัวเราเป็นอย่างนี้จริงๆ ไม่ใช่ มี 2 ตัวอยู่ในตัวเรา เราเป็นตัวเราคนเดียว

ก็จะถามต่อใช่ไหม … “อ้าว! แล้วถ้าอย่างนั้น ในเมื่อเราไม่ได้เป็นทาสบาป ไม่ได้เป็นคนบาป ทำไมเราที่เป็นคริสเตียน ที่เกิดใหม่แล้ว ที่บอกสะอาด บริสุทธิ์แล้ว ยังทำบาปอยู่”

แน่นอน ต้องมีคนถาม เขาก็ถามกันอย่างนี้แหละ ในอดีต 2000 ปีก่อน เขาก็ถามอย่างนี้ ตอนข่าวประเสริฐถูกประกาศใหม่ๆ เปาโลก็ตอบให้ เดี๋ยวมาฟังต่อไป มาหาคำตอบกันต่อไป ในโรม 6:12 ได้บอกว่า …

โรม 6:12 “เหตุฉะนั้น อย่าให้บาปครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน  ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของกายนั้น”

 

“เหตุฉะนั้น อย่าให้บาปครอบครอง”

อยากจะบอกว่าตรงนี้ ภาษาเดิมแปลว่า … เหตุฉะนั้น อย่าให้บาปมันครอบครอง”

อย่าให้บาปครอบครอง อย่าให้บาปมันครอบครองนั้น มันต่างกันเยอะมากมากมหาศาล เพราะอย่าให้บาปครอบครอง รู้สึกตัวเราเอง แต่พอบอกอย่าให้มันครอบครอง มีศัตรู ถ้าอย่าให้บาปครอบครองเฉยๆ  ตัวเองเป็นศัตรูตัวเอง สู้กับตัวเอง แต่พอบอกอย่าให้มันครอบครอง เรามองแล้ว มันคือใคร?  มันคือไม่ใช่ตัวเราแน่นอน  เพราะฉะนั้น เราจะตั้งหลัก ตั้งการ์ดสู้กับเขาแล้ว เห็นไหมมันต่างกันตรงนี้

เหตุฉะนั้น อย่าให้บาปมันครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน  ก็คือร่างกายนี้  ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของมัน ของเก่าแปลว่าความปรารถนาชั่วของกาย กลับมาที่เราอีกแล้ว  ผิดไง ผิดนิดเดียว แต่มันมาหันความเข้าใจเลย  เห็นไหม? ความปรารถนาชั่วของมัน มันไม่ใช่ความปรารถนาชั่วของเรา ที่เกิดใหม่แล้ว บริสุทธิ์ สะอาด เราอยากจะเหมือนพระเจ้าเลย เพราะธรรมชาติของเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราเป็นความดี เราอยากทำสิ่งที่ดีๆ  แต่มัน มันเดี๋ยวจะได้รู้มันคือใคร? แต่มันปรารถนาชั่ว จะพยายามบังคับเรา จะพยายามครอบครองเรา ให้ทำตามความปรารถนากิเลสตัณหาชั่วของมัน พอเราทำอะไรไม่ดี (โทษทีนะ) กูอีกแล้ว

“ฉันทำไมมันเลวอย่างนี้ ฉันเป็นลูกพระเจ้า ทำไมฉันเลวอย่างนี้”

เห็นไหม? ศัตรูนั่งหัวเราะ ความจริงจะทำให้เราเป็นไท ความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ ผมเชื่อว่าถ้าเผื่อความจริงนี้ได้ถูกประกาศออกไปมากๆ คนจะมาเชื่อพระเจ้าง่ายๆ เยอะ เหมือนในอดีต แล้วผมก็เชื่อว่าในอดีตคนที่มาเชื่อพระเจ้า เขาไม่ได้มาเชื่อพระเจ้า เพราะว่าจะแสวงหาการอัศจรรย์ การหายโรค การเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง เพราะส่วนใหญ่ที่อ่านดูในพระคัมภีร์ไม่ได้เจริญรุ่งเรือง ก็ยังขัดสนตามประสามนุษย์ธรรมดา ก็ยังเจ็บป่วยตามภาษามนุษย์ธรรมดา แม้กระทั่งอาจารย์เปาโลเองก็ตาม แต่อะไรทำให้เขามาเชื่อในข่าวดี อะไรให้เราแบกภาระหนัก แล้วมาหาพระเยซู แล้วหายเหนื่อย แล้วเป็นสุข ก็คือเขาไม่ต้องมาต่อสู้กับตัวเองอีกแล้ว เขาไม่ต้องมานั่งดุด่าว่ากล่าวตัวเอง เขารู้แล้วว่าศัตรูคือใคร? พระเจ้านำพาเข้าไปหาศัตรูว่า …

“ลูกเอ่ย นี่ศัตรูเรา เป็นตัวนี้แหละ”

เพราะฉะนั้น ตัวตนที่แท้จริงของเราสะอาด หมดจด บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นคนบาปเลย แต่มันยังมีตัวบาปที่เป็นกาฝากเกาะอยู่ แอบอยู่ในชีวิต ในกายของเรานี่แหละ มันแอบอยู่ มันมีตัวตนจริงๆ มันเป็นกาฝาก มันคือพยาธิ ถ้าเราเทียบอย่างนี้ชัดเจน ท่านว่าตัวท่านเองกับพยาธิคนละคนหรือเปล่า? พยาธิคือตัวท่านไหม?  ไม่ใช่ แต่พยาธิอยู่ในตัวท่านหรือเปล่า? อยู่ในตัว เวลามันร้องหิวอาหารที่ท่านไม่อยากกิน แต่มันอยากกิน มันร้อง ท่านรู้ตัวไหม? ท่านไม่รู้ตัว ถ้าท่านไม่เห็นตัวพยาธิ ท่านก็ไม่รู้ตัว ถ้าท่านไม่ให้หมอตรวจ เขาไม่บอกท่าน ท่านก็ไม่รู้ตัวว่าที่ท่านหิว ท่านไม่ได้หิวหรอก ตัวที่หิวมัน คือตัวพยาธิที่อยู่ในตัว กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน

“เอ๊ะ! ทำไมฉันกินไม่อ้วนสักที”

อันนี้สมมติให้ฟัง พยาธิไม่ใช่ตัวท่าน แต่มันแอบอยู่ในท่าน เราจึงเรียกว่ากาฝาก บาปมันแอบอยู่ในตัวเรา เป็นกาฝาก ต้องเรียกมันว่ามัน จริงนะในพระคัมภีร์เรียกมันว่ามันจริงๆ ภาษาเดิม

เพราะฉะนั้น ถามว่าคนที่ตายต่อบาปแล้ว ยังอยากทำบาปอยู่หรือ? เป็นไปได้ไหม? ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่เลย  กินมากมหาศาลเลย กินเท่าไร ก็ไม่อิ่มสักที กินเยอะแยะ สมมตินะ มีพยาธิอยู่ในตัว เมื่อเอาพยาธิออกไปจากตัว สมมติว่าฆ่าพยาธิ เราตายต่อพยาธิแล้ว เราก็กลับมาที่เดิม คล้ายๆ อย่างนั้น  คนที่ตายต่อบาปแล้ว ยังอยากทำบาปอยู่อีกหรือ? มันไม่ใช่เลย เป็นไปไม่ได้   แต่มันเป็นจากเจ้ากาฝากมันเกาะอยู่ เป็นตัวที่คอยกระตุ้นให้คริสเตียนทำตามมัน  กระตุ้น กระซิบ  แหย่  คำราม  ถ้าเชื่อมัน ก็ถูกกัดกิน มันจะคอยส่งเสียงกระตุ้น โน้มน้าว ให้เราทำตาม ซึ่งคือความปรารถนาชั่วอย่างเดียว เพราะมันเป็นบาป ทำบาปนั่นเอง

ปัญหา คือผู้เชื่อที่ยังไม่มั่นคงในพื้นฐานความจริงตรงนี้ เรื่องตัวตนที่แท้จริง ที่เกิดใหม่ ยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในเรื่องของการตายต่อบาป  ตัวเก่าเราตายแล้ว บาปมันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เราไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังไม่รู้เรื่องตรงนี้อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ชัดเจน ระหว่างเสียงของเจ้ากาฝากที่แอบอยู่ในตัวของเรา กับเสียงของตัวเอง ที่มาจากตัวตนแท้จริงของตัวเราเอง และพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา เป็นพี่เลี้ยงเราตลอดเวลา แยกแยะไม่ออก เราก็เลยนึกว่าเสียงกาฝากนั้น มันเป็นเสียงตัวเราที่ชั่วร้าย ในเมื่อพระวิญญาณบอกว่า …

“ไม่ใช่ เธอเป็นคนดี เธอเป็นลูกพระเจ้า เธอไม่ได้ชั่วหรอก มันๆๆๆ ไม่ดี”

เราก็บอกว่า … “ฉันไม่ดี ฉันมันเลว”

ถูกไหม? เพราะในอดีตเราเคยเป็นอย่างนั้น ในอดีตเราเป็นทาสมัน  เรายอมมันทุกอย่าง มันก็ติดนิสัย เราก็กลัวมัน เราก็นึกว่าตัวเราเองเป็นอย่างนั้น เหมือนเดิม แต่พระเจ้าบอก …

“ไม่ใช่ เจ้าเป็นลูกเราแล้ว สะอาด หมดจด บริสุทธิ์แล้ว มันต่างหากที่ยังแอบเป็นกาฝากอยู่ เราเป็นอิสระจากมันแล้ว”

โรม 6:13-14 อธิบายต่อไป “13 อย่ายกส่วนต่างๆ  ในกายของท่าน ให้แก่บาป  เป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย แต่จงถวายตัวของท่านเองแด่พระเจ้า ในฐานะที่ได้เป็นขึ้นจากตาย บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว และถวายอวัยวะต่างๆ ในกายของท่านแด่พระองค์ ให้เป็นเครื่องมือของความชอบธรรม 14 เพราะบาป ไม่ได้เป็นนายของท่านอีกต่อไป ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ

 

เห็นไหมพอแปลเมื่อสักครู่ ข้อ 12 ถูกปุ๊บ รู้ว่ามีอะไรแอบอยู่ มีศัตรูเป็นใคร? พอมาอ่านต่อไป คราวนี้ โอ้โห ชัดมากเลยนะ

“อย่ายกส่วนต่างๆ ในร่างกาย อวัยวะในร่างกายให้แก่มัน”

ก็คือบาป ชัด ตัวตนออกมา เห็นภาพเลย  อย่ายอมมัน พูดง่ายๆ  มันจะใช้ร่างกายเราไปด่าคนอื่น ไม่ยอม แต่ก่อนนี้ต้องยอม เพราะแต่ก่อนนี้เป็นทาสมัน ตัวตนแท้จริงของเรา คือบาป แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ไม่ต้องยอม

“อย่ายกส่วนต่างๆ ในร่างกายของท่านให้แก่มัน เป็นเครื่องมือของการทำชั่วร้าย แต่จงถวายตัวท่านเอง แด่พระเจ้า”

ก็คือให้พระเจ้านำ ให้พระวิญญาณนำ ไม่ดับพระวิญญาณดีกว่า พูดง่ายๆ

ข้อ 13 ตรงนี้ยังอยากจะอ่านอยู่นิดนึง “… แต่จงถวายตัวของท่านเองแด่พระเจ้า ในฐานะที่ได้เป็นขึ้นจากตาย”

เห็นไหม? เป็นขึ้นจากความตาย อยู่กับพระเจ้า เป็นลูกพระเจ้า มาให้พระเจ้าใช้ดีกว่า  ในฐานะที่ได้เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว และถวายอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของท่าน แด่พระองค์ให้เป็นเครื่องมือของความดีงาม ชอบธรรม

ข้อ 14 บอกเพราะบาป มันไม่ได้เป็นนายของท่านอีกต่อไปแล้ว มันไปแล้ว มันไม่ได้อยู่ในบ้านนี้แล้ว  บ้านนี้เจ้านายคือพระเยซูคริสต์ต่างหาก เพราะบาปมันไม่ได้เป็นนายของท่านอีกต่อไป ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ พระคุณนี้ ก็คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง ท่านอยู่ใต้พระเยซูคริสต์ ไม่ได้อยู่ใต้บาป บัญญัติต่างๆ นี้ ก็คือเครื่องมือของบาป พระคุณ ก็คือเครื่องมือของพระเจ้า เครื่องมือของบาป ก็คือมาร เครื่องมือของพระเจ้า ก็คือพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น พระคุณ ก็คือพระเยซูคริสต์ โดยพระคุณ ก็คือโดยพระเยซูคริสต์ ตกนรก โดยกฎ กฎ ก็คือมารนั่นเอง มาอ่านต่อไป ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

โรม 6:15-18 “15 เช่นนี้แล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป เราจะทำบาป เพราะเราไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณหรือ อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย 16 ท่านไม่รู้หรือว่าเมื่อท่านยอมตัวเชื่อฟังเยี่ยงทาสต่อผู้ใด  ท่านก็เป็นทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟังนั้น  ไม่ว่าท่านจะเป็นทาสของบาป ซึ่งนำไปสู่ความตาย หรือเป็นทาสของการเชื่อฟัง ซึ่งนำไปสู่ความชอบธรรมก็ตาม 17 แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ที่แม้ท่านเคยเป็นทาสของบาป ท่านก็เชื่อฟังคำสอน ซึ่งทรงมอบหมายแก่ท่านนั้นอย่างสุดใจ 18 ท่านได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาป และได้กลายเป็นทาสของความชอบธรรมแล้ว”

 

ข้อที่ 15 บอกว่า … “เช่นนี้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป เราจะทำบาป เพราะเราไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณหรือ? อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

ก็ต้องแปลว่ามันไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน เราจะรู้แล้ว มันไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน รู้ว่าศัตรูของเราคือใคร? เรามั่นใจแล้วว่าตัวเราเอง เป็นคนดีขนาดไหน?  มันเป็นไปไม่ได้หรอก

เช่นนี้แล้ว ก็คือย้อนกลับไปที่ข้อก่อนหน้านี้ ก็คือเปาโลได้อธิบายตั้งแต่บทที่ 6 ข้อ 1 มาแล้ว ที่ตะกี้นี้เราอ่านพร้อมกันว่าเราได้ตายต่อบาปแล้ว โดยพระคุณพระเจ้า เราเกิดใหม่แล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว โดยการบัพติศมา วิญญาณเราเข้าไปในพระเยซูคริสต์ ตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน   ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซูคริสต์  เพราะเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย และได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน เราก็นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เชื่อมต่อติดสนิท เขาเรียกว่าสัมพันธ์สนิทมาก พระเยซูคริสต์เป็นศีรษะ เราเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกาของพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น

และเรายังไปทำบาปได้เหรอ? ทำได้ไหม มันเป็นไปได้ไหม? มันเป็นไปไม่ได้ ท่านจะเห็นภาพ มันไม่ใช่ความปรารถนาแล้ว พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อเราเชื่อวางใจพระเจ้า พระเจ้าจะทรงประทานความปรารถนาเข้ามาในใจของเรา นี่แหละคือความปรารถนา

ความปรารถนา คือนมัสการพระเจ้า แปลว่ายอมสยบต่อพระเจ้า เป็นทาสพระเจ้า และเป็นทาสในลักษณะเป็นทาสของพระคุณ ก็คือเป็นลูกของพระเจ้า ไม่เหมือนแต่ก่อนนี้ที่เป็นทาสมาร มันกดขี่ข่มเหงเรา แต่มาเป็นทาสของพระเจ้า เขายกตัวอย่างให้เห็นว่าสมัยก่อนเป็นทาสมาร ถูกครอบงำยังไง ต้องเชื่อมันยังไง ถูกบังคับยังไง ตอนนี้มาเชื่อพระเจ้า เป็นทาสพระเจ้า ไม่บังคับ แต่ดูแลเราด้วยความรักนิรันดร์ รักแบบอมตะ รักแบบไม่มีเงื่อนไข

นี่คือชัดเจน เราเป็นทาสของพระเจ้า อยู่ในพระคุณของพระเจ้า ซึ่งจะไม่มีบาปอีกต่อไป ความประพฤติ หรือการกระทำใดๆ ก็จะไม่มีผลต่อความรอด ที่เรารอดโดยพระคุณนี้เลย แม้แต่นิดเดียว ไม่มีผลต่อชีวิตนิรันดร์ ที่เราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว จากพระเจ้า ตั้งแต่วันแรกที่เราได้บังเกิดใหม่ ตั้งแต่วันแรกที่เราได้ต้อนรับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่วันแรกที่พระเจ้าได้ผ่าตัดวิญญาณเรา จนถึงวันนี้ เรายังคงเป็นลูกของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะประพฤติอะไรที่คิดว่าเป็นบาปหรือไม่ดีมากขนาดไหนก็ตาม ถูกต้องไหม? ถูกต้อง ตอนนี้เราจะมั่นใจ กล้าตอบได้ว่าถูกต้อง  เพราะว่าทั้งหมดนั้นที่เราได้รับ เราได้รับมาจากการเกิดใหม่ เกิดมาเป็นคนดี  ไม่ใช่เราทำดี  เราเกิดมาเป็นคนดี  เราจึงทำดีทีหลัง แต่ก่อนนี้ ก่อนที่เราจะเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า เราเป็นคนชั่ว เราก็ไม่ได้ทำชั่ว แล้วก็เป็นคนชั่ว  แต่เราเกิดมาเป็นคนชั่ว แล้วจึงทำชั่วทีหลัง เหมืนอกัน แต่คนละด้านเท่านั้นเอง

ในข้อที่ 15 เปาโลจึงสอนด้วยวิธีการตั้งคำถามว่าเมื่อท่านได้ทราบความจริงเช่นนี้แล้ว ท่านก็จะถามว่าผู้เชื่อทั้งหลาย จะอ้างพระคุณของพระเจ้า เป็นข้ออ้างในการทำบาปต่อไปหรือ? เหมือนหัวข้อที่เราได้ตั้งชื่อมาอย่างนั้นหรือ?  ซึ่งคำตอบ ก็คือมันไม่ใช่อย่างนั้น แน่นอนมันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้เลย ใครถามท่านตอนนี้ ท่านจะรู้เลยว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันไม่สามารถเป็นอย่างนั้นได้ เพราะมันไม่เป็นไปตามความจริง ตามธรรมชาติที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว มันถูกใส่ร้าย มันเป็นไปไม่ได้ เพราะ …

“ฉันเกิดใหม่แล้ว ในพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เป็นคนดีแล้ว”

ข้อที่ 16 … “ท่านไม่รู้หรือ? เมื่อท่านยอมตัวเชื่อฟังเยี่ยงทาสต่อผู้ใด ท่านก็เป็นทาสของผู้ที่ท่านเชื่อฟังนั้น”

เห็นไหม? เป็นเหตุผลชัดเจนเลย คือเราเป็นทาสของใคร เราก็เชื่อฟังผู้นั้น ทำไมเขาใช้คำว่า “ทาส” รู้ไหม? วัฒนธรรมในสมัยนั้น การเป็นอยู่ของคนสมัยเมื่อ 2000 ปีก่อน ก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ทาสเหมือนไม่มีชีวิต ชีวิตของทาสเป็นของนายเลยนะ ไม่ใช่เหมือนทาสปัจจุบัน ทาสเป็นเหมือนวัตถุชิ้นหนึ่ง เหมือนกับตู้เสื้อผ้า ตู้เสื้อผ้านี้เป็นของนาย นายจะเอาไปคว่ำทิ้ง เอาไปเผาทิ้ง เอาไปทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น ทาสไม่มีชีวิต ชีวิตเขาเป็นของเจ้านายทุกอย่าง แม้กระทั่งร่างกายของเขา อย่างเช่นทาสที่เป็น ผู้หญิง เจ้านายจะสามารถนำไปทำอะไรก็ได้ ไม่มีศีลธรรมอะไรก็ได้ ไปฆ่าให้ตายก็ไม่ผิด เพราะว่าเขาเป็นทาส เขาถึงใช้คำว่า “ทาส” ท่านจะได้ลึกซึ้ง พอพูดถึง “ทาส”

ในนี้บอกว่า … “เราเป็นทาสของใคร เราก็เชื่อฟังผู้นั้น”

ถ้าเราเป็นทาสของมาร ชีวิตเราขึ้นอยู่กับมารผู้เดียวเท่านั้น ชี้นกเป็นนก พูดอะไรเราต้องทำ  เพราะเราถูกบังคับ ถ้าเราเป็นทาสของพระเจ้า เราก็เชื่อฟังพระเจ้า เขาเลยเอามาเปรียบเทียบว่าเมื่อเราหลุด เป็นอิสระแล้ว แทนที่จะเป็นทาสมาร มามีชีวิตใหม่ในพระเจ้า เป็นทาสพระเจ้า ยกตัวอย่างให้เห็น แต่พระเจ้าไม่ได้ควบคุมชีวิตเรา เป็นแบบบังคับ ด้วยความชั่วร้าย ไม่ใช่ ด้วยความดี ด้วยพระคุณของพระองค์ รับเราเป็นลูก แต่ให้เราทั้งหลายเป็นเหมือนทาส ก็คือมอบชีวิตให้พระองค์ พระองค์เอาไปเลยๆ ยอมเป็นทาส แต่ทาสด้วยความรัก พอเข้าใจนะ

แล้วเราจะดูว่าเราเป็นทาสใคร? มันง่ายนิดเดียว ก็ดูที่เราเป็นทาสใครตอนนี้ พระคัมภีร์ในหนังสือโคโลสีบอกว่าพระเจ้าได้ย้ายเราออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่าง เราอยู่ในความสว่าง เราไม่ได้อยู่ในความมืด เราอยู่ในความชอบธรรม เราไม่ได้อยู่ในความบาป พระเจ้าได้ย้ายเราออกมาแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้า ไม่ใช่ลูกมาร ไม่ใช่ทาสมารอีกต่อไป

ในข้อ 18 บอกว่า … “ท่านได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาป และได้กลายเป็นทาสของความชอบธรรมไปแล้ว ท่านได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความบาป มาสู่อาณาจักรของความชอบธรรมของพระเจ้า ได้ย้ายออกจากอาณาจักรของความมืดมาสู่อาณาจักรของความสว่าง”

ชัดไหม? ชัด ได้ถูกย้ายออกมาจากอาณาจักรของมาร ของอาดัมมาสู่อาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ของพระเจ้า ไม่ได้เป็นคนบาป ไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไป ชีวิตของท่านเป็นของพระเจ้า สมัยก่อนชีวิตของเราเป็นของมาร ซึ่งอาศัยความบาปเป็นเครื่องมือ

เป็นทาสของความชอบธรรม ก็คือเป็นทาสของพระเจ้า เชื่อฟังพระเจ้า เชื่อฟังพระวิญญาณ ไม่ดับพระวิญญาณอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลออกมาเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณจะนำเรา รวมความแล้ว เราบอกเชื่อพระเจ้า เชื่อพระวิญญาณ มันดูไม่เห็น เพราะเราบอกเชื่อๆ แต่สิ่งที่สังเกตได้ ก็คือผลของพระวิญญาณ มันจะออกมาเป็นกลุ่มนี้แหละ เราไม่ได้ดับพระวิญญาณ และตอนที่เราดับพระวิญญาณ แล้วเราไปทำบาป ก็เพราะเราเผลอไปเชื่อมัน เชื่อปรสิต เชื่อกาฝากที่แอบอยู่ในตัวมันคอยกระซิบ กระตุ้นๆ เราเผลอหล่นลงไป  ทำตามมัน นั่นแหละคือดับวิญญาณ ไม่ทำตามพระเจ้า ที่เราเรียกว่าล้มลง ในการทำบาป เป็นคริสเตียน แล้วทำบาป มันเป็นอย่างนี้แหละ แล้วใช่ตัวเราทำไหม? มันดูเหมือนตัวเราทำ  สาเหตุต้นเหตุ คือใคร? เราทำจริง แต่ใครเป็นคนจ้างเราทำ ตัวจ้างเรา ตัวต้นเหตุ เราไม่อยากทำหรอก แต่มันกระตุ้นเรา แล้วเราเผลอปุ๊บ หล่นลงไปเชื่อมัน ผลของพระวิญญาณที่บังเกิดขึ้น ในตอนที่เราเชื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่จะมองเห็นได้ ก็อย่างเช่นในกาลาเทีย 5:25 ที่บอกว่า  …

“ในเมื่อเราได้เกิดใหม่แล้ว มีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ เป็นหนึ่งเดียวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ก็ให้เราดำเนินตามพระวิญญาณเถิด”

เราเป็นลูกพระเจ้า และพระเจ้าจะบอกเราให้เราเดินตามพระวิญญาณ ผู้ใดดำเนินตามพระวิญญาณ ก็จะสะท้อนออกมาถึงลักษณะนิสัยของพระวิญญาณออกมาจากตัวของเรา ซึ่งพระคัมภีร์บอกว่าเป็นความรัก ความชื่นชมยินดี ความอดทน ความเมตตา ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน และการควบคุมตนเองได้ สิ่งเหล่านี้จะออกมาจากตัวเรา เมื่อเราอยู่ในกลุ่มนี้เมื่อไร? เราจะรู้ว่าเรากำลังเป็นตัวตนแท้จริงของเรา

ซึ่งถามจริงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้ ผลพระวิญญาณตอนนี้ ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ไม่ว่าจะอยู่ในกฎหรือไม่กฎ ไม่มีกฎข้อใดห้ามเลย  เป็นเอกฉันท์ เขาเรียกว่าความดี ถูกไหม? อยากถามว่าทั้งกลุ่มนี้เขาเรียกว่าอะไร? ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความเมตตา ความดี ความซื่อสัตย์สุจริต ความสุภาพอ่อนโยน และการควบคุมตนเอง ทั้งหมดนี้ เขาเรียกว่าความดี และทั้งหมดนี้คือตัวท่าน

ทั้งหมดนี้เป็นผลที่อยู่ในตัวท่าน เมื่อท่านสะท้อนออกมาจากตัวท่าน นี่แหละสมกับเป็นลูกพระเจ้า ของแท้ คือของดี เพราะฉะนั้นถามตัวท่านเป็นคนดีไหม? ก็คือคนดีสิ แต่คนดี ซึ่งเผลอไปประพฤติชั่ว เพราะว่าถูกมารมันกระตุ้น หลอกเรา ให้เราไปเชื่อมัน พอเชื่อมัน เราก็มอบอวัยวะในร่างกายเรา เหมือนที่ตะกี้นี้พระคัมภีร์ชี้ให้เราเห็น เราก็มอบมือไม้ จมูก หู กาย ความคิดของเราให้กับมัน พอมันกระตุ้น เราไปมอบให้มัน แทนที่จะรัก เราเก็เลยเกลียด  เพราะมารและบาป อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า ต้องการให้เราทำอะไรก็ตาม ที่มันตรงข้ามกับในใจของเรา ถ้าเราทำตามมัน เราก็กำลังดับพระวิญญาณ แทนที่จะสะท้อนความชื่นชมยินดีออกมา ก็สะท้อนความโศกเศร้า เสียใจ ความโกรธเกรี้ยว ความขุ่นเคืองออกมา แทนที่จะสะท้อนสันติสุขออกมา ก็สะท้อนความวิตกกังวล แทนที่จะสะท้อนความอดทน ก็อดทนไม่ได้ โมโห จะเอาเดี๋ยวนี้ จะเห็นแก่ตัว แทนที่สะท้อนความเมตตา ก็จะชอบความรุนแรง อะไรที่เป็นความรุนแรง ก้าวร้าว ทำมันหมดทุกอย่าง

ทั้งหมดเหล่านี้คือตรงกันข้ามกับผลของพระวิญญาณ คือสิ่งที่มารต้องการกระทำ ให้เป็นศัตรูกับพระเจ้า และกระตุ้นเรา ส่งเสียงคำราม บอก กล่อมเกลา พยายามที่จะมีอำนาจอยู่เหนือเรา  ทั้งๆที่ไม่มีแล้ว แต่พยายามนึกว่าตัวเอง มันมีๆ มันพยายามๆ และถ้าเราหลงไปตามมัน ไม่พอ พอตามมัน เสร็จปุ๊บ มันยังซ้ำเติมเรา เพราะมันเป็นศัตรู …

“แกเป็นคนทำ เพราะฉะนั้น แกมันเลว แกเป็นลูกพระเจ้าได้อย่างไร แกยังทำอย่างนี้อยู่เลย”

พอเห็นอะไรไหม ตำราพิชัยสงคราม ถ้ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เรารู้ว่าตัวมันแอบอยู่ ไม่งั้นมันหลอกเรา หาว่าเราเป็นศัตรูกับพระเจ้าเอง ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้าแล้ว มันบอกว่าเราเป็น ทำไมเราเป็น ก็เรายังคงทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าบอก …

“แกมันเลว แกเป็นคนชอบธรรมได้อย่างไร? แกทำบาปอยู่”

แต่พอเราเห็นภาพชัดเจน เรารู้ความจริง

“ฉันไม่ได้เป็นคนทำ แกเป็นคนมากระตุ้น เป็นคนมาหลอกฉัน ล่อลวงฉัน ให้ฉันเป็นศัตรูกับพ่อของฉัน ให้ฉันคิดจะทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพ่อฉัน”

นี่คือสิ่งที่เป็นความจริง ที่ทำให้คริสเตียนเป็นไท หรือคนที่ไม่เป็นคริสเตียน ยิ่งเป็นไทใหญ่เลย  คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า ยิ่งเป็นไทใหญ่เลยว่า …

“สิ่งที่ฉันทำลงไปต่างๆ เหล่านั้น ฉันมีโอกาสเป็นอิสระจากมัน เพราะว่าพระเจ้า ประทานพระเยซูคริสต์ มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ต่อไปนี้ ฉันสามารถที่จะไม่ต้องพึ่งตนเองอีกต่อไปแล้ว ที่จะเอาชนะตัวบาปนี้  แต่ให้พระเยซูคริสต์มาช่วยฉัน ทำให้ฉันเป็นอิสรภาพ ชนะบาปได้ โดยวิธีนี้ คือเกิดใหม่”

เพราะฉะนั้น ท่านตอบคำถามนี้ได้แล้วใช่ไหมว่ารอด ก็รอดโดยพระคุณ ไม่ต้องอาศัยความประพฤติ เพราะฉะนั้น ความประพฤติไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ? ท่านตอบได้แล้ว ท่านชัดเจนแล้ว จาก 4 ตอน ตอบได้แล้ว ท่านก็จะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข สันติสุข อย่าลืมนะว่าเราเป็นฝ่ายเดียวกับพระเจ้า ว่ากันตามตรงแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้า หรือไม่เชื่อ จะเชื่อข่าวดีหรือไม่เชื่อ เป็นฝ่ายพระเจ้าทั้งนั้น แต่ผู้ที่เป็นคริสเตียนแล้ว  เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าแล้ว ยิ่งเป็นฝ่ายของพระเจ้ามากใหญ่ โดยธรรมชาติด้วย ไม่ใช่โดยความอยากอย่างเดียว ถ้ามนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ต้องการทำความดี นั่นแหละเขาอยู่ฝ่ายพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถทำได้ เพราะว่าเขาอยู่ฝ่ายพระเจ้าก็จริง แต่ยังเป็นนักโทษ อยู่ในมือของศัตรูอยู่ อยู่ในมือของมารอยู่ พระเจ้าต้องช่วยเขาออกมาก่อน จากการเป็นทาส เป็นนักโทษ จากคุกของมารก่อน ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ทำบาป แล้วมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส

“ฉันทำบาป มีความสุข”

ไม่มีแม้แม้แต่คนเดียวเลย ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า เขาก็ไม่อยากจะทำบาป  แต่ที่เขาทำ เพราะเขาไม่รู้จะทำอย่างไร? เพราะเขาอยู่ในอำนาจ อยู่ในคุก เป็นนักโทษ เป็นทาสของบาป  บังคับเลย ไม่มีสิทธิ์เงยหัวเลย  ซึ่งอาจารย์เปาโลพูดไว้ในหนังสือโรม บอกว่า …

“สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำ ข้าพเจ้าก็ต้องทำ”

ก็คือคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า มันเป็นอย่างนี้ อยากทำดีไหม? อยากจะตาย  เพราะจิตสำนึก พระเจ้าเขียนเอาไว้แล้วในใจของคนว่าอะไรดี อะไรชั่ว รู้ว่าดี แต่ทำไม่ได้ ทำบาป อยากทำไหม? ไม่อยาก แต่ต้องทำ เพราะมันนั่นแหละ เพราะเราเป็นทาสมัน

อาจารย์เปาโลบอก ตอนที่อาจารย์เปาโลยังไม่เชื่อพระเจ้า อาจารย์เปาโลเป็นผู้ที่น่าสมเพช ยกตัวอย่างตัวเองแทนคนที่ไม่เชื่อทั้งหลาย  อาจารย์เปาโลพูดไว้อย่างนั้น คนที่ไม่เชื่อทั้งหลาย เหมือนกับแก ตอนที่แกยังไม่เชื่อพระเจ้า ก็เป็นอย่างนั้นแหละ คือ …

“ข้าพเจ้าน่าสมเพชขนาดไหน? สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำมากๆ เลย ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำ ข้าพเจ้าก็ทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำเลย ข้าพเจ้าไม่อยากรังแก ข่มเหงคริสเตียน ผู้เชื่อ ไม่อยากจะฆ่าเขาตาย แต่ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะถูกมันบังคับ ข้าพเจ้าไม่อยากโกรธ ข้าพเจ้าก็โกรธ”

เหมือนไหม? เหมือนเราในอดีตไหม? อาจารย์เปาโลบอก …

“แต่ขอบคุณพระเจ้า เดี๋ยวนี้ มารู้จักพระเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ารับใช้พระเจ้า วิญญาณทั้งหมดเป็นของพระเจ้าแล้ว ทั้งตัวตน ทั้งชีวิตเป็นของพระเจ้า พระเจ้าก็ใช้ในทางชอบธรรม ในทางดีงามทั้งนั้น”

เพราะฉะนั้น ไม่มีคนไหนหรอก อย่ามาบอกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว รอดโดยพระคุณแล้ว และจะทำบาปอะไรก็ได้  อย่างนั้นหรือ? ไม่มีใครอยากทำหรอก แล้วก็ทำไม่ได้ ตามที่เราเรียนแล้ว

คำถามนี้สามารถถามคนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า ยังไม่บังเกิดใหม่ ไม่ได้เป็นคริสเตียน เขาก็ไม่อยากทำหรอก อ๋อ! เป็นคริสเตียนแล้วอยากทำบาป ไม่อยากทำ แต่ที่ทำ เพราะมันเลิกไม่ได้ มันถูกควบคุมอยู่ เหมือนคนติดยา ก็เป็นทาสยา คนติดยาบ้า ก็เป็นทาสยาบ้า คนติดยาเสพติดเฮโรอีน ก็เป็นทาสเฮโรอีน เขาอยากหรือ?  เขาไม่อยาก แต่เขาติดแล้ว มันทำไง อยากจะเลิก ก็เลิกไม่ได้ เหมือนกัน ฉันใดฉันนั้น แต่เราเป็นคริสเตียนแล้ว พระเยซูปลดปล่อยเราเป็นอิสรภาพแล้ว เรารู้แล้วว่ายาเสพติดนั่นมันคืออะไร? เรารู้แล้วว่ามันอยู่ตรงไหน? มันไม่ใช่ตัวเรา

อยากบอกพี่น้องที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซู เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ยังไม่ได้เกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ว่าสิ่งนี้ ที่เราได้เรียนรู้กันมา มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม พูดตรงๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับความประพฤติบนโลกใบนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ใช่ไหม? ก็เห็นชัดๆ บอกว่ารอด โดยพระคุณ รอดจากความบาป  รอดจากการเป็นนักโทษในความบาป รอดจากการทำชั่วต่างๆ พลังอำนาจความชั่วต่างๆ รอดโดย ไม่ใช่การกระทำที่ตัวเองไปสู้กับมัน แต่ในพระคัมภีร์บอกว่ารอดด้วยความช่วยเหลือของพระเยซูคริสต์ คือโดยพระคุณ พระเจ้าประทานฤทธิ์เดชอำนาจ  ประทานพระเยซูคริสต์ให้ฟรีๆ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เท่านั้นเอง ชีวิตท่านก็จะเปลี่ยนใหม่ คือได้บังเกิดใหม่

และการบังเกิดใหม่ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจที่จะทำให้ท่านเป็นอิสระ จากการเป็นนักโทษของความบาป เป็นนักโทษของมาร เป็นนักโทษที่มันจะบงการให้ท่านทำสิ่งที่ชั่วร้าย ท่านจะได้ไม่ต้องทำตามมัน ท่านจะได้ทำตามใจปรารถนาของท่าน ที่ท่านอยากจะทำ ท่านจะได้ทำแล้วตอนนี้  เพราะพระเจ้าจะเป็นกำลังให้กับท่าน พระเยซูคริสต์จะเข้ามาสถิตอยู่ในท่าน พระวิญญาณจะนำท่าน เห็นไหมครับ? เพราะฉะนั้น ท่านแค่เชื่อในข่าวดีนี้  นี่เรียกว่าข่าวดี มาถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ เพื่อเขาจะได้มีอิสรภาพ เพราะพระเจ้าทรงรักพวกเราทั้งหลาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ใช่เฉพาะคริสเตียนอย่างเดียว มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ รักดังแก้วตาดวงใจของพระองค์ อยากให้ทุกคนเข้ามา ติดสนิทอยู่กับพระองค์ เป็นอิสระ เป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก และสามารถดูแลเราได้ตลอดไป พระเจ้าอวยพรครับ

 

***************************