คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2017 เรื่อง “ความรัก ยิ่งให้ ยิ่งได้” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2017

เรื่อง “ความรัก ยิ่งให้ ยิ่งได้”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

อีก 2 วัน วันอังคารนี้ก็จะเป็นวันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก ถ้าถามว่าความรักคืออะไร? ก็ต้องตอบว่าความรักคือการเสียสละ ความรักคือการให้ … ความรัก คือการเสียสละ ความรัก คือการให้ นี่คือพวกเราทั้งหลายที่ได้เรียนรู้ความรักของพระเจ้า และกฎแห่งความรัก หรือกฎแห่งการให้ ตามพระคัมภีร์ สรุปแล้วบอกว่ายิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งอยากให้คนอื่นมีความสุข เรายิ่งได้ความสุข ยิ่งอยากให้คนอื่นมีทุกข์ เราก็ยิ่งมีทุกข์ ยิ่งเกลียดคนอื่น เราก็ยิ่งมีทุกข์ ยิ่งรักคนอื่น เราก็ยิ่งสุข เพราะฉะนั้น ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย จำไว้ให้ดีๆ ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้ แต่ยิ่งอยากให้ ยิ่งได้ นี่คือหลักการของพระเจ้า

นี่คือกฎธรรมชาติ ถ้าบอกว่าหลักการของพระเจ้า บางคนก็จะบอกว่า …

“ฉันไม่ได้เป็นคริสเตียน ฉันไม่เชื่อพระเจ้า”

แต่อยากจะบอกว่านี่คือกฎธรรมชาติ และทุกคนอยู่ภายใต้กฎนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามมนุษย์บนโลกใบนี้ เหมือนดวงอาทิตย์ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา ดวงอาทิตย์ฉายแสงสาดไปบนโลกใบนี้ ก็ไปโดนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนขี้เกียจ ขยัน ก็โดนแสงอาทิตย์เหมือนกัน ถูกไหม? ไม่ว่าจะเป็นคนแข็งแรง หรือเจ็บป่วย เดินไปใต้ดวงอาทิตย์ ก็ได้รับแสงอาทิตย์เช่นเดียวกันหมด เหมือนฝนตก ไปที่ไหน? มันก็เปียกหมด ไม่ใช่ว่าฝนตกมา คนทำดีไม่เปียก เปียกไหม? เปียก ท่านทำดี ทำไมต้องเปียกด้วย  ก็เพราะมันเป็นกฎ ถ้าคุณทำดี คุณต้องถือร่มด้วย มันจะได้ไม่เปียก มันเป็นกฎใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นเอะอะอะไรก็จะบอกว่าไม่ยุติธรรมๆ ก็มันเป็นกฎ เราต้องเรียนรู้จากกฎ เราจะได้รับสิ่งที่ดีๆ จากกฎ

ใครทำตามกฎเหล่านี้ ก็จะได้รับสิ่งเหล่านี้ ถ้าใครทำตามที่พระเจ้าบอกไว้ เขาก็จะได้รับตามที่พระเจ้าบอกไว้ ถ้าเขายิ่งให้ เขาก็ยิ่งได้รับเลย ถ้าเขายิ่งเห็นแก่ตัว เขาก็ยิ่งสูญเสีย ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ยิ่งไม่ได้ ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งไม่ได้ใหญ่ ยิ่งเสียหายเยอะ ยิ่งให้ยิ่งได้ นี่คือกฎธรรมชาติ กฎของพระเจ้า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎนี้ หมดเลย ฟังนิทานเรื่องนี้ดู รู้ว่าทุกคนอยากฟัง …

… พ่อค้าคนหนึ่ง เขาขนสินค้าจำนวนมาก จะไปขายต่างเมือง โดยเอาลาและม้าไปอย่างละหนึ่งตัว (สมัยก่อนเวลาจะไปไหน ก็จะเอาม้ากับลาไป) และด้วยความที่พ่อค้าเขาอยากจะถนอมม้าไว้ เอาไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น ม้าเอาไว้สำหรับขี่เร็วได้ เขาก็เลยจัดสินค้าทั้งหมด เอาไปไว้บนหลังลา แล้วให้ม้าเดินตัวเปล่าไป ไม่ต้องแบกอะไรเลย ก็ให้ลาแบกเพียงผู้เดียว ม้าก็บอกว่าอย่างนี้ก็สบายจัง ไม่ต้องทำอะไรเลย เดินผิวปาก สบายใจ

แต่สำหรับลา เมื่อถูกให้แบกของหนัก พอมันเดินไปได้ครึ่งทางเท่านั้น มันก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า

หมดแรง ลาก็เลยหันมาหาเพื่อน คือม้า แล้วก็บอกม้าว่า …

“ม้าข้าเริ่มรู้สึกหมดแรงแล้ว ถ้ายังขืนแบกของบนหลังต่อไปนะ อีกนิดเดียว ฉันตายแน่ ไม่ไหวแล้ว เพื่อนม้าพอจะแบ่งเบาภาระข้าสักนิดได้ไหมเนี้ย เอาแบ่งไปสักหน่อย เอาสักนิดหนึ่งก็ยังดี ถ้าต่อไปนะ ข้าตายแน่ๆ ช่วยหน่อยนะเพื่อนรัก ไหนบอกรักข้าไง”

ฝ่ายเจ้าม้าผู้หยิ่งทะนง พอได้ยินลา ร้องขอความช่วยเหลือ ก็หันไปพูดอย่างเพื่อนที่ไร้น้ำใจ

“ฮิ ฮิ ฮิ ได้หมด ถ้าสดชื่น แต่ตอนนี้ข้าไม่สดชื่นเลย ถ้าทำอย่างนั้นไป ข้าไม่สดชื่นเลย เพราะฉะนั้น ไม่ได้ เจ้าก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าข้าไม่มีหน้าที่แบกของหนักๆ การแบกของหนักๆ เป็นหน้าที่ของข้า ข้าเป็นม้านะ เจ้าเป็นลา ข้ามีหน้าที่เพียงแค่ให้เจ้านายขี่เท่านั้นเอง ข้าคงไม่สามารถช่วยเจ้าได้หรอก  ฮิ ฮิ ฮิ ตัวใครตัวมันนะ” ม้ามันก็เดินหัวเราะฮิฮิ ไปเรื่อยๆ

ได้ยินดังนั้น เจ้าลาผู้น่าสงสารก้มหน้าก้มตาแบกของทั้งหมด แล้วก็อดทนเดินต่อไป ไม่รู้จะทำอย่างไร? แต่ว่าเพียงเดินต่อไปไม่กี่ก้าว มันก็ล้มลง และขาดใจตายไปเลย พ่อค้าเห็นดังนั้น ก็เลยขนสินค้าทั้งหมด จากหลังลา เอาไปไว้ที่หลังม้า แค่นั้นยังไม่พอ ยังเอาศพลาที่ตายให้ม้าแบกไปด้วย เพราะศพลาก็มีราคา จะได้ไปขายในเมืองด้วย ถูกหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น ม้าได้รับ 2 ต่อ ต้องแบกของทั้งหมดนั้น ร่วมทั้งศพของเพื่อนด้วย หนัก เห็นไหมครับ?

เพราะม้าไร้น้ำใจ ไม่ช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระ ความทุกข์ยากลำบากของเพื่อนลา ผลสุดท้าย มันก็แบกหนักขึ้นไปอีกกว่าเพื่อนด้วยซ้ำไป ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าลาอีก อาจจะไม่ตายนะ แต่คางเหลืองไปจนตาย ม้าจะทุกข์ทรมานไปจนตาย เพราะมันต้องทำงานหนัก ถ้ามันตาย ก็ดี แต่ถ้ามันไม่ตาย มันก็ทุกข์ทรมานหนักกว่าลาอีกเยอะมาก จนกว่ามันจะสิ้นชีวิตไป เพราะมันต้องทำงานแทนลาทั้งหมด

ถ้าเจ้าม้าตัวนั้น มันรู้จักเห็นใจผู้อื่น รู้จักแบ่งเบาภาระคนที่อยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่แรก ม้ามันก็คงไม่รู้ตัว มันกำลังทำไม? มันนึกว่ามันไปช่วยลาเช่นไหม? แต่จริงๆ มันช่วยใคร? มันช่วยตัวเองอยู่ เห็นไหม? ถ้าม้าบอกว่า …

“โอเค แบ่งมา”

มันก็นึกว่ามันกำลังช่วยลา ลาจะขอบคุณมัน มันไม่รู้ตัวหรอก ที่ทำไป มันช่วยตัวเองในอนาคต มันไม่รู้ตัว นี่แหละ อุทาหรณ์ บางครั้งเราเห็นว่าเราช่วยคนออกไป เรานึกว่าเราช่วยเขา อย่าคิดอย่างนั้น ท่านกำลังช่วยตัวเอง เวลาเขาขอบคุณท่าน ท่านบอกว่า …

“ไม่ต้องหรอก ผมควรขอบคุณคุณมากกว่า คุณกำลังช่วยผม”

ถูกไหม? มันกลับกัน คิดให้มันกลับกันซะ เขากำลังช่วยเรา เขาเปิดโอกาสให้เรามีโอกาสได้ช่วยเขา เพื่อว่าเราจะได้รับทีหลัง เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  แต่แดดส่องมา มันร้อนแน่ ฝนตกมา มันเปียกแน่ กฎพระเจ้าว่าไว้อย่างนั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเราช่วยเขา เรากำลังช่วยตัวเองนั่นเอง พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น นี่คือสัจจะธรรม  นี่คือตัวอย่างให้เห็นภาพว่าการช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระผู้อื่น ปลอบประโลมใจผู้อื่น ตัวเราเองก็จะได้รับ ให้สิ่งดีๆ กับผู้อื่น เราก็จะได้รับสิ่งดีๆ กลับมา โดยที่เราจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เราจะไม่รู้เรื่องเลย มันได้รับแน่นอน มันเด้งกลับมาแน่นอน จะเป็นกี่เด้งเราไม่รู้ แต่เรารู้ว่ามันได้กลับมาแน่นอน

ในพระคัมภีร์จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ ในหนังสือ 1 ยอห์น 3:17-18 ได้บันทึกถึงความรัก ในฐานะเพื่อนร่วมโลกกันอย่างนี้ เพื่อนร่วมโลก คือพี่น้องกันนั่นแหละ เห็นหน้าเป็นมนุษย์ คือเหมือนพี่น้องกัน

1 ยอห์น 3:17-18 “17 ถ้าผู้ใดมีทรัพย์สิ่งของ และเห็นพี่น้องของตนขัดสน แต่ยังไม่สงสารเขา ความรักของพระเจ้าจะอยู่ในผู้นั้นได้อย่างไร? 18 ลูกที่รัก อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่ให้เรารักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง”

 

เพื่อประโยชน์ของพระเจ้าใช่หรือเปล่า? ไม่ใช่ เพื่อประโยชน์ของอีกคนหนึ่ง? ก็ไม่เชิง เพื่อประโยชน์ของท่านเอง สอน เพื่อให้ได้ดีนะ ไม่ใช่มาบังคับ เพื่อให้มาเบียดเบียน ไม่ใช่ กำลังจะบอกว่านี่คือทางที่จะทำให้เจริญ ได้พระพรจากพระเจ้า จะได้เจริญรุ่งเรือง นี่คือหนทางที่ดี เพราะฉะนั้น ทำอย่างนี้นะ ให้เขาไป ถ้ามีความรักของพ่ออยู่ ให้เขาไป แล้วจะได้รับ

ให้ทรัพย์สินในนี้ ไม่ได้หมายถึงเงินทองอย่างเดียว ทุกอย่าง อย่างเมื่อตะกี้ ลาก็ไม่ได้ต้องการเงิน … เงินก็ช่วยเขาไม่ได้ เขาต้องการเอาสินค้าที่เขาแบกอยู่แบ่งเบาไปบ้างเท่านั้นเอง อาหารก็ช่วยเขาไม่ได้นะ อาหารเขาก็ไม่เอา เขาต้องการแบ่งเบาภาระ ปลอบโยนใจเขา แล้วเอามาสัก 2 ถุง ยังพอไหว พอแบกได้มากขึ้น เอาเพิ่มเป็น 3 ได้ไหม? เขาต้องการอย่างนั้นมากกว่า เห็นไหม? ทรัพย์ไม่ได้หมายถึงเงินอย่างเดียว ไม่ได้หมายถึงอาหารอย่างเดียว หมายถึงอะไรที่ดีๆ ที่แบ่งเบาภาระเขาได้ ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ในสถานการณ์เช่นใด สิ่งที่เขาจำเป็นอยู่ เราแบ่งเบาภาระเขา เราเองจะได้รับในอนาคต  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

***************************

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2017 เรื่อง “ใครคือพี่น้องที่แท้จริงของเรา?” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2017

เรื่อง “ใครคือพี่น้องที่แท้จริงของเรา?”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับ วันนี้เป็นอาทิตย์แรกของเดือนแห่งความรัก พระคัมภีร์สอนเราว่าอย่างไร? กาลาเทีย 5:14-15 ได้บันทึกอย่างนี้ พระเจ้าสอนเราอย่างไร? พระเยซูสอนเราอย่างไร? ข้อพระคัมภีร์กาลาเทีย 5:14-15 บอกเราอย่างนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเทศกาลนี้ เดือนนี้ทั้งเดือนจะได้เตือนเรา ปีหนึ่งก็ได้ระลึกถึงเรื่องนี้สักทีหนึ่ง เตือนสติ

กาลาเทีย 5:14-15 “14 บทบัญญัติทั้งหมดสรุปรวมเป็นข้อเดียวว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” 15 หากท่านยังคอยแต่กัดกินกันเอง ระวังให้ดีจะย่อยยับไปตามๆ กัน”

 

ถ้าวิวาทกัน แก่งแย่งกัน กินเนื้อกัน ไม่ใช่แย่งกันกินเนื้อวัว ไม่ใช่นะ หมายถึงกินเนื้อกันเอง เราจะตายไปด้วยกัน นี่คือสัจจธรรมบนโลกใบนี้  แต่ถ้าแบ่งเบาภาระกัน แบ่งให้กัน เอื้ออาทรกัน ท่านก็จะไปดีด้วยกันทั้งหมด แล้วลองคิดดูนะว่าโลกจะน่าอยู่ขนาดไหน? ถ้าทำตามพระเยซูบอก แล้วลองสังเกตดูโลกใบนี้ เป็นอย่างนั้นไหมตอนนี้ ทุกวันนี้ แบ่งเบากันไหม? แบ่งกันไหม? เอื้ออาทรกันไหม? หรือกำลังแย่กัน กัดกินเนื้อกัน ใครล้มเหยียบ ใครป่วย ไปแทะเนื้อเขาเลย หรือเผลอๆ เดินอยู่ มาแทะเนื้อเราเล่น อะไรอย่างนี้  เราก็จะกลับไปแทะเนื้อเขาบ้าง?

ลองคิดดู โลกใบนี้เป็นอย่างนี้ไหม? ถ้าเป็นอย่างนี้ อย่างที่พระเยซูบอก เราก็อยู่กันสบายเลยนะ แต่ถ้าทุกคนมีความคิดอย่างลักษณะนี้ คือกำลังจะเล่าเรื่องให้ท่านฟังเรื่องหนึ่ง ท่านลองนึกถึงภาพว่าโลกใบนี้ ตอนนี้อยู่อย่างนี้ แล้วท่านคิดดูสิว่าจะอยู่กันอย่างไร? จะเกิดผลดีต่อสังคมไหม? สังคมมันจะเป็นอย่างที่พระเยซูอยากให้เป็นไหม? นี่ก็ใกล้ตัวเราเหมือนกันเรื่องนี้ ลองคิดดูว่าเป็นแบบนี้หรือเปล่า?

… ลูกค้ากับแม่ค้า ต่างก็ทำไม? เห็นแก่ตัว เจอหน้ากัน ลูกค้า คือคนซื้อ กับคนขาย แม่ค้า ต่างคนต่างวางแผนมา ทั้งสองฝ่าย

สำหรับคนซื้อก็ต้องอย่างไร? … “ฉันจะซื้อให้ถูกที่สุด”

แม่ค้าก็จะคิดอย่างไร? … “ฉันจะขายให้แพงที่สุด”

ไม่รู้ล่ะ ลูกค้า ในกลุ่มของลูกค้าเองก็จะคุยกันว่า … “เวลาเราไปซื้อของนะ แม่ค้าชอบทำแบบนี้ ขายผลไม้ ก็เอาผลไม้ดีๆ วางไว้ตรงหน้าๆ จัดให้เราดูสวยๆ พอเราซื้อ ก็หยิบเน่าๆ มาให้เรา” ลูกค้าก็คุยกันอย่างนี้ ต่อว่าแม่ค้า

พวกแม่ค้าด้วยกัน ก็จะคุยว่า … “ถ้าตานี้มาเมื่อไรนะ หรือแม่คนนี้มาเมื่อไรนะ อย่าลดราคาเด็ดขาด มันต่อทุกร้านเลย ต่อจนร้านสุดท้าย เดินต่อไปๆ บาทหนึ่งก็จะเอา อย่าไปขาย อย่าไปยอม”

นี่เรื่องจริงนะครับ ไปดูร้านค้าที่คล้ายๆ กัน คนนี้มาปุ๊บ เขาจะพูดกันต่อๆ เลย เขาจะปรึกษากันไว้ก่อนด้วยซ้ำ อย่างเราไปทัวร์ เขาจะปรึกษากันเลยว่าห้ามขายต่ำกว่าราคานี้ เพราะเขาจะต่อจากร้านแรกจนไปถึงร้านสุดท้าย เพราะฉะนั้น ร้านแรกและร้านสุดท้าย ราคาเหมือนกัน อะไรประมาณนี้  คือต่างคนต่างป้องกันผลประโยชน์ของตัวเอง ต่างฝ่าย ต่างตั้งใจว่าจะเอามากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีความสุขเลย เพราะว่าอยากได้ทั้งคู่

จนกระทั่งในใจไม่ได้คิดอะไร นอกจากว่าผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ที่สุด แล้วก็ทำให้เสียผลประโยชน์ไป โดยไม่รู้ตัว เสียหายอย่างไร? ลองฟังเรื่องนี้นะครับ ท่านลองคิดดูนะ เรื่องจริงนะ ผมสังเกตดู แล้วผมก็เอามาให้ฟังดู นี่เรื่องจริง หลายคน ก็โดน

… แม่ค้าตั้งราคามังคุดไว้ กิโลกรัมละ 30 บาท นึกในใจตลอดว่า …

“ไม่ให้ใครต่อเด็ดขาด ฉันไม่ยอมลดเด็ดขาด ฉันจะต้องเอากำไรให้สูงที่สุด”

โลละ 30 บาท

คนซื้อก็คิดตลอดเหมือนกัน … “ฉันจะต้องต่อราคาให้ถูกที่สุด”

เกิดมาเพื่อต่อโดยเฉพาะ เพราะต่อแล้วมีความสุข แม้กระทั่งต่อให้สักบาทหนึ่ง ก็มีความสุข นี่คือลูกค้าส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ทั้งหมด  มีใครไหมไปซื้อของอย่างเดียวกัน  ร้านเดียวกัน แล้วมีมาบอก

“ฉันดีใจจังเลย ฉันซื้อแพงกว่าเธออีก”

มีไหม? ส่วนใหญ่จะบอกว่าอย่างไร? ดีใจ “เธอซื้อร้านนั้น ฉันซื้อเหมือนกัน ทุกอย่างเหมือนกันเลย”

แล้วลงสุดท้ายว่า “ฉันซื้อถูกกว่าเธออีก” ใช่หรือไม่ใช่?

เราอยากจะเยาะเย้ยเขา เพราะว่าเราได้ซื้อถูก … ถูกไหม? ถูกกว่าบาทหนึ่ง ก็ถูกกว่า ดีใจ เอามาอวดกันว่า “ฉันซื้อถูกกว่าเธอ”

ฝ่ายแม่ค้า ก็คิดในใจ … “ไม่ลดเด็ดขาดๆ”

ฝ่ายคนซื้อ ก็คิด … “ไม่ยอมเด็ดขาด อย่างไรก็ต้องลดๆ”

คือมีความสุขอยู่กับบนความทุกข์ของคนอื่น พูดง่ายๆ แล้วในที่สุด ทั้งคู่ก็ไปจะเอ๋กันบนเวที

คนซื้อไปถึงปุ๊บ … “แม่ค้า โลเท่าไร?”

แม่ค้าก็ตอบว่า … “โลละ 30 บาท”

คนซื้อก็คิดในใจ ต้องต่อ เพราะฉะนั้น พอตอบมา 30 ปุ๊บ ในสมองเกิดอะไรขึ้น สงครามเกิดขึ้นแล้ว สงครามในสมองเกิดขึ้น

“ฉันจะซื้อเยอะนะ ซื้อหลายกิโลเลย ลดหน่อยสิ”

“ไม่ได้เด็ดขาด” คุ้นๆ ไหม?  “30 บาทขาดตัว อย่างไรก็ไม่ได้”

“ก็จะซื้อเป็นสิบๆ โลนะ”

“ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด อย่างไรก็ 30”

“เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันจะซื้อสัก 20 กิโล”

แม่ค้าตั้งใจ หูพึ่งเลย ปกติขาย 2-3 โล นี่จะขอซื้อ 20 โล

“ฉันจะขอซื้อ 20 โล เอาอย่างนี้แล้วกัน เมื่อกี้บอกโลเท่าไรนะ 30 บาท ฉันจะซื้อ เอาอย่างนี้เหมาไปแล้วกัน 3 โล 100 แล้วกัน”

แม่ค้าตกใจ แล้วก็ตอบ “ไม่ได้ ยังไงฉันก็ไม่ให้ ลดไม่ได้เด็ดขาด อย่างไร ก็โลละ 30 เด็ดขาด ขาดตัว ลดไม่ได้ขาด”

ในใจคิดอย่างนั้นตลอดเวลา ป้องกันผลประโยชน์ตัวเองเต็มที่ เข้าใจไหม? ทะเลาะกันแทบตาย ถามว่าเหตุการณ์นี้ มีโอกาสเป็นไปได้จริงๆ เป็นไปได้ไหม? เป็นไปได้

นี่เป็นอุทาหรณ์อันหนึ่ง บางทีเราฟัง เราหัวเราะ แต่จริงๆ แล้ว เรานั่นแหละ พูดกับใคร?  พูดกับตัวเองนั่นแหละ

“ฉันนั่นแหละ เป็นอย่างนั้น”

มันลึกซึ้ง ที่เรากำลังหัวเราะอยู่ มันลึกซึ้งมาก แปลกไหม? โลละ 30 บาท ถ้า 3 โลร้อย มันโลละ 33 บาทกว่าด้วย แล้วทำไมไม่ขายล่ะ ลองคิดในใจ เพราะว่าต่างฝ่าย ต่างคิดอยากได้ไง เลยลืมผลประโยชน์ที่ดีๆ ไปไง เห็นแก่ตัวไง

จำที่ผลให้คติกับท่านได้ไหม? “ถ้าอยากได้ มันจะเสีย” ถ้าไม่อยากได้ คือให้ออกไป มันจะได้ นี่คือหลักของพระเจ้า อีกฝ่ายก็ต่อใหญ่ แทนที่จะซื้อโลละ 30 สบายๆ แล้ว ไปต่อเขา 3 โลร้อย

เพราะอะไรรู้ไหม? ทำไมถึงต่ออย่างนั้น เพราะในใจมันคิดแต่จะหาผลประโยชน์ และคิดจะต่ออย่างเดียวๆ มันก็คุ้นหูมาตลอด ที่เคยซื้อ 3 โลร้อยมันถูกไง ความรู้สึกไง  เวลาเราไปซื้อที่ไหน ก็บอก 3 โล หรือ 3 ชิ้นร้อย มันถูกไง ใจก็คิดว่าอันนี้ถูก ทั้งๆ ที่โง่ เสียผลประโยชน์ไปแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก

“3 โลร้อยแล้วกัน”

ลืมหารไป เพราะในใจมันคิดแต่จะเอาถูก “ฉันจะเอาเปรียบกับเขา” นี่แหละคือสิ่งที่ถูก ได้ราคาถูกแล้ว 3 โลร้อย

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา เราฟังดูแล้วเหมือนตลกๆ แต่มันไม่ตลก ถ้าเกิดในชีวิตของเรา  เพราะความเห็นแก่ตัว เพราะไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความรักแท้ แบบที่พระเยซูสอนเรา  คือการให้ แบ่งเบาภาระ ให้ แล้วเราจะได้

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นต้นแบบ และเป็นแหล่งกำเนิดของความรักแท้ ที่วิเศษที่สุด พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น คือพระองค์ทรงยอมเสียสละชีวิตของพระองค์เอง เพื่อมวลมนุษยชาติ พระองค์ทรงรักมวลมนุษยชาติอย่างมาก ยอมตาย เพื่อเขาที่ไม้กางเขน ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนบาป ซึ่งรวมทั้งเราทั้งหลายด้วย ที่นั่งอยู่ที่นี่ ให้เราดูแบบอย่างของความรักของพระเยซูคริสต์นี้ และแบบอย่างการเสียสละในความรักแท้นี้ ให้เราหมั่นฝึกฝนในการดำเนินตามรอยเท้า รอยพระบาทของพระองค์ เท่าที่กำลังเราจะสามารถทำได้  คือฝึกฝนนั่นเอง ล้มไป ก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วก็หัดใหม่ ฝึกไปเรื่อยๆพระคัมภีร์บันทึกเรื่องนี้ไว้อย่างไร? ในหนังสือ 1 ยอห์น 3:16 บันทึกไว้อย่างนี้ ชัดเจนมาก

1 ยอห์น 3:16 “เช่นนี้ เราจึงรู้ว่าความรักคืออะไร? คือที่พระเยซูคริสต์ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์ เพื่อเรา และเราควรสละชีวิตของเรา เพื่อพี่น้อง”

 

ไม่ใช่ “เช่นนี้ เราจึงรู้ว่าความรัก คือมังคุด เราจึงควรจะต่อให้สุด” อย่างนั่นเหรอ ไม่ใช่

ความรัก คือพระเยซูเสียสละ ท่านลองคิดดูนะ  ถ้าเกิดโลกใบนี้ เป็นอย่างนี้ เกิดความสุข มีความสุขมากขนาดไหน? เกิดไปซื้อของ แล้วกลับใหม่ซะ จะมีความสุขมากขนาดไหน? สมมติท่านดำเนินชีวิตแบบนี้ แบบที่พระเยซูกำลังสอน

พระเยซูสอนบอกว่าและเราควรสละชีวิตของเรา เพื่อพี่น้องได้อย่างไร?

คุณรู้ไหม? “พี่น้อง” คืออะไร? ไม่ใช่คริสเตียนเท่านั้นนะ พี่น้องหมายถึงคนที่ไม่เชื่อด้วยนะ พระเยซูสอน พี่น้องหมายถึงคนที่อยู่ใกล้เรา  … ใครที่อยู่ใกล้เรา?  ใครก็ตาม ที่เราเดินไป แล้วเขาอยู่ใกล้เรา คนนั้นแหละ พี่น้องเรา ถ้าท่านเดินออกไปข้างนอก เจอยามข้างนอก ยามข้างนอกเป็นพี่น้องเรา พี่น้องของท่าน ถ้าท่านออกไปเจอจราจร จราจรเป็นพี่น้อง ถ้าท่านออกไปเจอคนที่มาแย่งชิงกระเป๋าท่านไป เอามือถือท่านไปเลย เขาเป็น … ไม่กล้าตอบ เขาก็คือพี่น้อง แต่ตอนนี้มาขโมยของเราไป ก็จบ ก็ใส่พี่น้องไปสิ ไม่กล้าใส่เหรอ เห็นไหม?

นี่มันหนีไม่พ้น นี่คือพี่น้องของเรา ท่านลองคิดดูสิ สังคมเปลี่ยน เรื่องตะกี้นี้ ง่ายๆ ลองยกตัวอย่างใหม่ เราอดทนตามที่พระเยซูบอก อดทนตามนี้ ไปซื้อมังคุดเขาตั้งไว้ 30 บาท

“แม่ค้าเอาไปโลละ 35 เลยแล้วกัน ขับรถมาตั้งไกล ระยะนี้น้ำมันก็แพง อะไรก็แพง ช่วยนะ ซื้อ 2-3 โล โลหนึ่ง 30 เอ๊าให้อีกห้าบาท” แม่ค้าก็ยิ้ม

แม่ค้าก็บอกว่า “มาซื้อกันประจำ ไม่เป็นไรหรอก เอาอย่างนี้ โลละ 28 ก็พอแล้ว เอาไปเถอะ”

ต่างฝ่าย ต่างให้กันใหญ่เลย มีความสุขทั้งคู่ ได้ทั้งคู่ สิ่งนี้มันจะกำเนิดสิ่งที่เห็นๆ เลยนะ เอาแบบตรรกะ เอาแบบมีเหตุและผลแบบมนุษย์ง่ายๆ ก็คือพอมีสติปัญญา มีสันติสุขอย่างนี้ มันเกิดอะไร แม่ค้าก็ปิ๊ง ในสมองมีสติปัญญา โล่ง สมาธิก็ดี ลูกค้าก็ปิ๊ง โล่ง เดินไปไหนก็สมาธิดี คิดงานก็ออก เราไปทำอันนี้ขาย ได้กำไรเยอะแยะ แม่ค้าเราไปขายทุเรียนช่วงนี้ ได้กำไร? ลูกค้าก็เยอะขึ้น เพราะเอื้ออาทรให้เขา ลูกค้าก็ไปบอกคนนั้นคนนี้

“ร้านนี้ขายดี ขายนี้ผลไม้ดี”

ลูกค้าก็สมองใส คิดอะไรก็ดี แค่นี้ก็เกิดแล้ว ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นแล้ว ไม่ใช่ กว่าจะได้มา 2 บาท ต่อเขามา 2 บาทแล้ว หน้านิ่ว คิ้วขมวด ลืมคิดถึงงานดีๆ ที่แผนการดีๆ ที่ตัวเองทำอะไรอยู่ สมมติตัวเองขายข้าวแกงอยู่ ลืมคิดว่ามีอะไรดีๆ ที่พระเจ้าจะนำเขา ให้เขาขายต่อไป ซึ่งถ้าเขาสมองดีๆ ใสๆ บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งที่รก สกปรกอยู่ในสมองเขา เห็นหรือยัง? นี่เห็นภาพชัดเจนเลย

เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำตามถ้อยคำพระเจ้า มันเกิดประโยชน์เสมอ อย่าลืมนะครับ คนที่ใกล้ตัวเรา ไม่ใช่คนที่โบสถ์เท่านั้น คนที่ใกล้ตัวเรา ไม่ใช่คนที่เป็นคริสเตียนเท่านั้น คนที่ใกล้ตัวเรา คือคนที่อยู่ข้างๆ เรา ในขณะที่เราเดินอยู่ข้างนอก คนที่ใกล้ตัวเราที่สุด ไม่ใช่ญาติพี่น้องเราที่บ้านนะ เพราะตอนนั้น เขาอยู่ไกลเรา แต่คือใคร? ใครก็ตามที่อยู่ใกล้เรา มองไป แล้วใช่คน คนไหนก็ตามที่เป็นมนุษย์ ที่อยู่ใกล้ตัวเรา นั่นแหละ คือพี่น้อง ที่พระเยซูบอกว่าเราต้องเห็นแก่เขา

ฝึกฝน มันไม่ง่าย แต่ว่ามันก็ไม่ยากที่จะฝึกฝนไป อย่างที่บอก ฝึกฝนไป เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น การซื้อของ ไม่ใช่ต่อไปนี้ ซื้อมังคุดไม่ต่อ อย่าอื่นต่อหมด ไม่ใช่นะ ทุกอย่างเลย ไม่ใช่เกี่ยวกับการซื้อของอย่างเดียว อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับชีวิตของเรา ที่เกี่ยวกับการต้องเสียผลประโยชน์ หรือจะได้ผลประโยชน์ นึกในใจว่าหัดเสียบ้าง? ยอม เพื่อเขา คิดถึงเขาก่อน ก่อนคิดถึงตัวเราเอง ก่อนทำอะไรก็ตาม คิดถึงเขาก่อนว่าเขาจะเสียอะไรไหม? เขาจะเป็นอย่างไร? คิดอย่างนี้ ตัวเองกับได้ แต่จะคิดเอาตัวเองก่อน เป็นหลัก เป็นใหญ่ เป็นมาตรฐาน กลับเสียผลประโยชน์มากมาย

นี่คือสัจจธรรม ที่เป็นเคล็ดลับที่พระเจ้าสอนเรา พระเจ้าไม่เคยสอนเรา ให้เป็นคนเสียเปรียบเลยนะ เราเข้าใจผิด พระเจ้าสอนให้เราเป็นคนที่รักแท้ ให้ เสียสละ ไม่เคยเสียเปรียบเลยนะ ถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ 1 โครินธ์ บทที่ 13 “ความรัก ไม่เคยล้มเหลวเลย” ไม่เคยทำให้ใครล้มเหลว ไม่เคยเห็นมีใครสักคนเสียสละ แล้วให้จนกระทั่งจน ไม่มีอะไรจะกิน ตายไปเลย เคยเห็นไหม? ไม่มีนะ เคยแต่ให้ไปแล้ว จะได้ ได้เรื่อยๆ ยิ่งให้ ยิ่งได้ ได้ในสันติสุข ความสงบสุขกลับเข้ามาด้วย

เพราะฉะนั้น ขอพระเจ้าเมตตาให้เรามีความรักอย่างนี้ อย่างที่พระเยซูได้มอบให้กับเรา และส่งมอบความรักแท้ของพระเยซูที่มอบให้กับเรานี้ ให้กับผู้คนรอบข้างเรา ฝึกฝน แล้วก็ย้ำตัวเองอยู่ทุกๆ ปี ปีหนึ่งก็อย่างน้อยมีเดือนหนึ่งที่เขาว่ากันว่าเป็นเดือนแห่งความรัก ไม่ว่ามันจะจริงเท็จอย่างไร ก็อย่างน้อย มีเดือนหนึ่งที่เราจะมานั่งนิ่งๆ ดูตัวเอง ดูตลอด 28 หรือ 29 วันนี้ กุมภาพันธ์ว่าเราเป็นไปตามนี้หรือเปล่า? เรายังอยู่ในประโยชน์ของความรัก ในการดำเนินชีวิตแบบพระเจ้าสอนเราหรือไม่? หรือเราหลุดออกไปแล้ว เราทำได้แค่ไหน? ปีนี้ ทำได้มากกว่าปีที่แล้วไหม? อดทนได้มากขึ้น เสียสละได้มากขึ้นไหม? หรือเห็นแก่ตัวมากขึ้น ปีหนึ่งได้วิเคราะห์ทีหนึ่ง เหมือนเราวิเคราะห์วันคริสตมาสครั้งหนึ่ง ในความรอด ที่พระเยซูคริสต์สละพระชนม์ชีพของพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์อย่างนี้เป็นต้น หรือวันอีสเตอร์ที่เรามาระลึกถึงการตายของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน เป็นต้น เดือนกุมภาพันธ์เป็นการระลึกถึงอะไรบ้าง? เศษเล็ก เศษน้อยในชีวิตของเรา ที่สามารถฝึกฝนตรงนี้ได้ ให้เราฝึกฝน ข้อสำคัญที่สุด ง่ายที่สุด คือเราสามารถอธิษฐานขอกำลังจากพระเจ้า และสติปัญญาจากพระเจ้า ให้เราสามารถทำได้ ตรงนี้ ได้เปรียบกว่าใครเพื่อนตรงนี้เลย อยากทำ ทำไม่ได้ พระเจ้าให้กำลัง เอเมน และพระเจ้าให้แน่นอนเลย เพราะว่าเป็นน้ำพระทัยของพระองค์ พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น ขออะไรก็ตามที่เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า ได้แน่ๆ เอเมน

 

*****************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2017 เรื่อง “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอน 11 “สิ้นยุคบาบิโลน ตามแผนการพระเจ้า” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  29  มกราคม  2017

 เรื่อง “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า”

ตอน 11 “สิ้นยุคบาบิโลน ตามแผนการพระเจ้า”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้มีชื่อตอนว่า “สิ้นยุคบาบิโลน ตามแผนการพระเจ้า” ครั้งที่แล้วเราเรียนรู้พระคัมภีร์ตามหนังสือดาเนียล บทที่ 5 เป็นช่วงเวลาประมาณ 30 ปีหลังจากการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ผู้ยิ่งใหญ่ และอยู่ในรัชสมัยของกษัตริย์เนโบนีดัส ซึ่งสนใจแต่การค้าและขนบธรรมเนียมประเพณี แต่ไม่ชอบเรื่องการปกครอง ก็เลยแต่งตั้งให้ลูกชาย ขึ้นมาปกครองดูแลแทน ลูกชายชื่อกษัตริย์เบลชัสซาร์ ตามเนื้อเรื่องในดาเนียล บทที่ 5  ที่เราได้เรียนรู้กันบอกไว้อย่างนี้ว่ากษัตริย์เบลชัสซาร์ได้กระทำสิ่งชั่วร้าย ในสายพระเนตรพระเจ้า คือสั่งให้นำเอาภาชนะศักดิ์สิทธิ์ ที่ยึดมาจากวิหาร ในกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อสมัยเนบูคัดเนสซาร์มาใช้ในงานรื่นเริงในวัง ดื่มเหล้ากับเหล่าขุนนางเมากัน แค่นั้นยังไม่พอ ยังพากันสรรเสริญเทพเจ้ารูปปั้น รูปเคารพต่างๆ อีกมากมาย ด้วยความเย่อหยิ่ง จองหอง และต้องการที่จะลบหลู่พระนามพระเจ้า จนกระทั่งพระเจ้าให้นิ้วมือปรากฏขึ้น แล้วเขียนข้อความบางอย่าง บนผนัง เป็นอักษรปริศนา เหตุการณ์นี้ ทำให้กษัตริย์เบลชัสซาร์กลัวมาก สั่งให้เรียกโหราจารย์และนักปราชญ์ นักอาคมทั้งหลายมาอ่านและแปลความหมายข้อความบนผนัง ซึ่งก็ไม่มีใครทำได้

เราก็รู้อยู่แล้วว่าพระเจ้าจะสร้างฮีโร่อีกครั้งหนึ่งแล้ว จนกระทั่งพระราชินี คือผู้เป็นแม่ของกษัตริย์เบลชัสซาร์ ก็นึกถึงดาเนียลขึ้นมา เพราะว่าอยู่ในรุ่นเดียวกัน ตอนนั้นดาเนียลอายุประมาณ 80 เศษๆ กษัตริย์เบลชัสซาร์ก็เลยให้คนไปตามดาเนียลมาเข้าเฝ้า แล้วก็บอกว่าถ้าดาเนียลอ่านข้อความและแปลสิ่งนี้ได้ จะให้รางวัล คือแต่งตั้งให้เป็นลำดับที่ 3 คือจากพ่อ พระราชบิดา ตัวเขาเอง แล้วก็จะให้รองจากเขาเลย

คราวที่แล้วเราได้อ่านดาเนียล บทที่ 5 จนจบแล้ว เราได้ทราบข้อความปริศนา ซึ่งเป็นเรื่องล้ำลึก เรื่องลี้ลับ ที่ต้องได้รับการเปิดตาฝ่ายวิญญาณ ให้รับรู้จากพระเจ้าเท่านั้น จึงสามารถทำได้

เราลองย้อนเวลากลับไปที่พระราชวังเบลชัสซาร์ในคืนวันนั้น กำลังเลี้ยงฉลองกัน เอาภาชนะทองคำ อันบริสุทธิ์ ซึ่งปล้นมาจากวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม เก็บไว้ในที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ที่เป็นวิหารของรูปเคารพที่เขานับถืออยู่ กำลังเลี้ยงใหญ่อยู่ มีขุนนาง แขกมาสักพันคน แล้วปรากฏว่ามีนิ้วมือ เขียนข้อความปริศนาบนผนัง จริงๆ มันเป็นลักษณะของตัวอักษรที่เรียงกันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ท่านเป็นดาเนียล ท่านจะทำอย่างไร? ท่านคิดว่าท่านแก้ได้ไหม? บนผนังเขียนไว้อย่างนี้

            น ว ช น น ย อ ณ

เรามาลองช่วยกันดู แบ่งคำ ตัดอักษรสองตัวเป็นหนึ่งคำ

น ว / เป็นหนึ่งคำ

ช น / เป็นหนึ่งคำ

น ย / เป็นหนึ่งคำ

อ ณ / เป็นหนึ่งคำ

มันก็มี 4 คำ ท่านจะแบ่งแต่ละตัวเป็นหนึ่งคำ ก็ได้ เช่น น / ว / ช / น / น / ย / อ / ณ  ทั้งหมดเป็น 8 คำ แล้วแต่ท่านจะขีดตรงไหน? คือแบ่งเป็นคำ สมมติว่าแบ่งเป็นคู่ๆ

“น ว” เป็น น้ำหวาน, นับวัน, นี่หว่า, นักวาด, ในวัง

ท่านก็คิดไปเรื่อย นี่ขนาดแบ่งคำก็ยากแล้ว ถ้าจัดกลุ่ม ท่านต้องคิดให้ออกด้วยว่ากลุ่มนั้น มันเป็นคำอะไรได้บ้าง?

ผมลองแบ่งเป็นอย่างนี้ 2 ตัวเป็นหนึ่งคำ แล้ว 3 ตัว เป็นหนึ่งคำ

น ว / ช น น / ย อ ณ

“ช น น” เป็น  ชนนี, ชนะแน่, ใช้แน่นอน, ชั่วแน่นอน

มันไม่ใช่สติปัญญาของมนุษย์ที่จะทำตรงนี้ได้ มันยากมากๆ เลย

ความรักจากพระเจ้าที่ให้ในวันนั้น เกี่ยวข้องกับวันนี้เลย ก็คือให้ดาเนียลเว้นคำ ดาเนียลแบ่งเป็น 3 ตัว “ช น น” คือ ชั่งน้ำหนัก

เสร็จแล้ว 3 ตัวสุดท้าย คือ ย อ ณ  แยกอาณาจักร

พระเจ้าบอกดาเนียลแล้วว่าเป็นอะไร? …

คำที่ 1 น ว … นับเวลา หมายถึงกษัตริย์เบลชัสซาร์ ถูกพระเจ้านับเวลา ในการครอบครองอาณาจักรบาบิโลนหมดแล้ว สิ้นสุด คือการนับเวลา

คำที่ 2 ช น น … ชั่งน้ำหนัก  คือพระเจ้าได้เอากษัตริย์เบลชัสซาร์ เหมือนขึ้นศาล ชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าไม่ได้มาตรฐานของพระเจ้า สอบตก

คำที่ 3 ย อ ณ … แยกอาณาจักร ก็คือเมื่อสอบตก ก็ถูกริบเอาสิทธิอำนาจ และอาณาจักร และตำแหน่งกษัตริย์ออกมาจากเบลชัสซาร์

ก็คือจบ นี่คือสิ่งที่ดาเนียลได้ทำในวันนั้น ซึ่งเมื่อเป็นภาษาพระคัมภีร์ เป็นภาษาฮีบรู หรือภาษาอะไรต่างๆ ในสมัยก่อน อ่านว่า …

เมเน เมเน แปลว่านับเวลา ความหมายคือพระเจ้าได้ทรงนับเวลาของรัชกาลของกษัตริย์เบลชัสซาร์ และนำมาถึงจุดจบแล้ว

เทเคล แปลว่าชั่งน้ำหนัก คือเบลชัสซาร์ถูกชั่งน้ำหนักบนตาชั่ง และเบากว่าที่กำหนด  เบากว่ามาตรฐานพระเจ้า

เปเรส แปลว่าแบ่งแยก ความหมายคือราชอาณาจักรของเบลชัสซาร์จะถูกแบ่งแยก และยกให้ชาวมีเดีย

หลังจากที่ดาเนียลแปลความหมาย ข้อความบนผนังเรียบร้อยแล้ว พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนี้ว่าในคืนวันนั้นเอง กษัตริย์เบลชัสซาร์แห่งบาบิโลน ก็ถูกปลงพระชนม์ และดาริอัสแห่งมีเดีย ทรงยึดอาณาจักรบาบิโลนได้  ช่วงเวลาในราวปี 539 ก่อนคริสตศักราช มาถึงตรงนี้ เรียกได้ว่าเป็นการสิ้นยุคบาบิโลน ที่เคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ เรียกว่าเป็นยุคทองของบาบิโลนในสมัยนั้น และมีการสร้างสวนขนาดใหญ่มากบอกไว้ว่าหนึ่งใน 7 มหัศจรรย์โลก มาถึงทุกวันนี้เลย สวนลอยฟ้าแห่งบาบิโลน หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Hanging Gardens of Babylon เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก

ยังจำเหตุการณ์ที่ดาเนียลทำนายฝันให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้ไหมก่อนหน้านี้ ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ฝันเห็นรูปปั้น แล้วดาเนียลก็ทำนายฝันรูปปั้นนั้นว่า …

“ศีรษะ” ทำด้วยทองคำ เล็งถึงอาณาจักรบาบิโลน ที่กำลังรุ่งเรือง

นี่ตอนที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เพิ่งเริ่มครองราชย์ใหม่ๆ บาบิโลนเพิ่งจะเรืองอำนาจใหม่ๆ ไม่กี่ปี พระเจ้าให้คำพยากรณ์ คำบอกล่วงหน้า คำเผยพระวจนะผ่านทางดาเนียลว่ามันเป็นอย่างนี้

“หน้าอกและแขน” ทำด้วยเงิน คืออาณาจักรมีเดียเปอร์เซียที่มาโค่นบาบิโลน

“ท้องและต้นขา” ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ เล็งถึงยุคกรีก

“ขา” ทำด้วยเหล็ก คือยุคอาณาจักรโรมัน

“เท้า” ทำด้วยเหล็กปนดินเหนียว ก็คือการแผ่กระจายอำนาจของกลุ่มโรมันที่เข้าไปสู่ประเทศเล็กๆ ต่างๆ ในยุโรป จนถึงปัจจุบัน

เมื่ออาณาจักรบาบิโลนล่ม ก็มาสู่อาณาจักรมีเดียเปอร์เซีย อันที่ 2 เริ่มต้นแล้ว พระเจ้าบอกไว้อย่างนั้น เป็นอย่างนั้น พออันที่ 2 เริ่มต้นปุ๊บ เดี๋ยวมีเดียเปอร์เซีย ก็จะถูกอาณาจักรกรีกโค่นทำลาย อาณาจักรกรีกก็จะถูกโรมันโค่นทำลาย แล้วหลังจากอาณาจักรโรมันเรืองอำนาจแล้ว จะมีหินก้อนหนึ่ง ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่มาจากพระเจ้า หินก้อนนี้ก็จะมากระแทกถูกเท้าของรูปปั้นนี้ จนแตกกระจายหมด ไม่เหลืออะไรเลย  และหินก้อนนี้ ก็จะค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นภูเขามหึมา คลุมโลกใบนี้หมด และหินก้อนนี้ คืออาณาจักรพระคริสต์

ให้ท่านเห็นว่านิมิตที่พระเจ้าบอกล่วงหน้า ทุกอย่างถูกกำหนดและมีบันทึกไว้ล่วงหน้าอย่างนี้ ก่อนเหตุการณ์จริงๆ จะเกิดขึ้น แม้กระทั่งเวลา ปียังตรง แบบเป๊ะๆ ทั้งหมดเลย

ในเยเรมีย์ อันนี้เป็นอันหนึ่งที่บอกล่วงหน้าแล้วว่าเนบูคัดเนสซาร์เป็นใคร? เยเรมีย์ 27:4-6 สิ่งนี้พูดไว้ ก่อนที่เนบูคัดเนสซาร์จะเป็นกษัตริย์ด้วย พูดก่อนแล้ว

เยเรมีย์ 27:4-6 “4 พระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลตรัสว่า 5 “เราได้สร้างโลก มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ในโลกนี้ โดยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ และมือที่เงื้ออยู่ และเรายกสิ่งเหล่านี้  แก่ใครก็ได้ที่เราพอใจ 6 บัดนี้ เราจะมอบแผ่นดินทั้งปวงของพวกเจ้า ให้แก่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ผู้รับใช้ของเรา แม้แต่สัตว์ป่า เราก็จะทำให้ยอมสยบต่อเขา”

 

นี่คือคำพูดของพระเจ้า พูดกับชาวยิว ชาวอิสราเอล ชาวยูดาห์ พูดว่า …

“บัดนี้เราจะมอบแผ่นดินทั้งปวงของพวกเจ้า ให้แก่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ผู้รับใช้ ของเรา (หรือผู้ที่เราจะใช้เขา) แม้แต่สัตว์ป่า เราก็จะทำให้ยอมสยบต่อเขา”

ตอนที่พูด ประมาณหลายสิบปีก่อนที่เนบูคัดเนสซาร์จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่ ตรงตามนี้เป๊ะเลย  เขาบอกว่าเขาสามารถควบคุมจิตใจของสิงโต สมัยก่อนพวกเสือ สิงโต ในแถบนั้น เขาถือว่าเป็นสัตว์ที่มีอำนาจ มีพลัง แต่เนบูคัดเนสซาร์สามารถควบคุมสิงโตได้ นี่เรื่องจริง แล้วชอบเรื่องเกี่ยวกับสิงห์สาราสัตว์

นี่คือสิ่งที่บันทึกไว้ก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง หลายสิบปี ให้เห็นว่าที่ชาวยิวถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลนนั้น เป็นเพราะพระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วล่วงหน้า ไม่ใช่เนบูคัดเนสซาร์เก่ง พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ในคำเผยพระวจนะว่าพระเจ้าจะให้อิสราเอลตกอยู่ภายใต้การครอบครองของบาบิโลนเป็นเวลา 70 ปี และจากนั้นอาณาจักรบาบิโลนจะถูกลงโทษบ้าง ถูกโค่นลง ก็คือสมัยกษัตริย์เบลชัสซาร์ที่เราเรียนกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เยเรมีย์ 25:12  ได้บันทึกไว้อย่างนี้

เยเรมีย์ 25:2 “องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “แต่เมื่อครบเจ็ดสิบปีแล้ว เราจะลงโทษกษัตริย์บาบิโลนและชนชาติของเขา ซึ่งก็คือแผ่นดินของชาวบาบิโลน เพราะความผิดของพวกเขา เราจะทำให้ดินแดนของเขาถูกทิ้งร้างตลอดไป”

 

มีเหตุและมีผล กษัตริย์บาบิโลนผู้นี้ ก็คือเบลชัสซาร์ พอครบ 70 ปีตามที่กำหนดไว้เป๊ะ บาบิโลนก็ถูกโค่นล้มลงจริงๆ วันที่ครบ 70 ปี ก็คือวันที่กษัตริย์เบลชัสซาร์ได้ให้ดาเนียลมาอ่านข้อความบนผนังนั้น บาบิโลนก็ถูกโค่นหมด ในคืนวันนั้น

นี่คือสิ่งที่เราเน้นกันมาตลอด ในการบรรยาย เรื่องของดาเนียลว่าจงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์ คือพระเจ้า คำว่า “จงนิ่งเสีย” ก็คือให้เรารับรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่งสารพัด ทั้งบนฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นแผนการของพระเจ้าทั้งสิ้น พระองค์เป็นผู้กำกับโลกใบนี้ ถ้าเราเปรียบโลกใบนี้เป็นโรงละครโรงใหญ่ พระเจ้าก็ทรงเป็นผู้กำกับ

ชาวยิวต้องมาเป็นเชลยที่บาบิโลน ก็เป็นแผนการของพระเจ้า เนบูคัดเนสซาร์ได้เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เรืองอำนาจ ก็เป็นแผนการของพระเจ้า อาณาจักรบาบิโลนต้องถูกโค่นลง ก็เป็นแผนการของพระเจ้า  ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และรวมทั้งอาณาจักรต่างๆ หลังจากบาบิโลน มาเป็นมีเดียเปอร์เซีย เป็นกรีก เป็นโรม และเป็นอะไรต่างๆ ต่อมา ก็อยู่ในแผนการของพระเจ้า อาณาจักรของพระเยซูคริสต์ก็อยู่ในแผนการของพระเจ้า เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่ก่อนจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เรียบร้อยตอนที่พระเยซูมาเกิดบนโลกใบนี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว บอกไว้ล่วงหน้าว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ วันหนึ่งข้างหน้า พระเยซูจะมาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วพระองค์จะมาเริ่มต้นอาณาจักรสวรรค์ ที่มีชื่อว่าอาณาจักรพระคริสต์ แล้วรวบรวมผู้คนของพระองค์ทั้งหมด ตั้งแต่ 2,000 ปีแล้ว จะรวบรวมต่อไป และจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด จะครอบครองอยู่เหนือโลกนี้ทั้งหมด และครอบครองอยู่เหนือมหาจักรวาลทั้งหมดเลย และไม่มีอาณาจักรไหนเหลืออยู่แล้ว นอกจากอาณาจักรของพระคริสต์เท่านั้นในอนาคต เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแผนการของพระเจ้าด้วย และมันก็ต้องเป๊ะๆ เหมือนกันด้วย

ที่สัญญากับเราไว้ว่าสวรรค์เป็นของเรานิรันดร์ เราก็นอนยิ้ม นั่งยิ้มเลย ขณะที่เรานอนหลับกลางคืน ก็ฝันว่าอย่างไร?

มีสวรรค์อันงดงามเลิศนักหนา      ถ้าเราเชื่อจึงจะเห็นได้แก่ตา

พระบิดาประทับคอยทุกเวลา         และเดี๋ยวนี้ ยังเตรียมที่ไว้ก่อนท่า

ในเวลา ไม่ช้านาน                            จะได้ไปถึงที่พักอันสำราญ

ในเวลา ไม่ช้านาน                            ฉันจะได้ไปถึงที่พักอันสำราญ

ที่พักนั้น คือ Kingdom of Chrits. หรือประเทศที่มีชื่อว่าอาณาจักรของพระคริสต์ แล้วเราเป็นประชากร เรามีบัตรประชาชน เขาเรียกว่า ID Card บอกว่าเราเป็นใครในอาณาจักรพระคริสต์ ท่านมีหรือยัง? มีแล้ว เอเมน

เพราะฉะนั้น จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า คือให้เรารับรู้ตรงนี้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่จริงๆ พระคัมภีร์ย้ำเสมอว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความยุติธรรม พระองค์ทรงทำงานทุกสิ่งตามแผนงานของพระองค์ เพื่อพระสิริ พระเกียรติของพระองค์ และเพื่อสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ตามที่พระองค์ทรงสร้างเขาขึ้นมา นำพาเขาขึ้นมา สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์ทรงทำให้ดีหมด แม้กระทั่งต้นไม้ ก้อนหิน และมากกว่านั้นสักเท่าไรที่พระองค์ต้องการให้มนุษย์บนโลกใบนี้ได้ดี เพราะมนุษย์บนโลกใบนี้  คือลูกของพระองค์ที่พระองค์ทรงสร้างมา จากวิญญาณของพระองค์เอง มีสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวที่มีวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในนั้น ก็คือมนุษย์

ดาเนียลกับเพื่อน รวมทั้งชาวยิวก็ถูกต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน ทุกครั้งที่เขาเผชิญปัญหา อุปสรรค ท้อแท้ เขาจะเข้าไปหาพระเจ้าเสมอ นี่เป็นตัวอย่างดีอันหนึ่งที่เราสบายกว่าเขาตั้งเยอะ เราเป็นคริสเตียนทุกวันนี้ ปัญหาน้อยกว่าเยอะเลย เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราตลอดเวลา และจากเรื่องราวของทั้งจากกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์และเบลชัสซาร์แห่งบาบิโลน ก็ได้สอนเราในเรื่องใจที่ถ่อมลง รับรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และไม่เย่อหยิ่ง ยโส โอหัง สดุดี 31:23 บันทึกไว้อย่างนี้

สดุดี 31:23 “ประชากรทั้งสิ้นของพระเจ้าเอ๋ย จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องรักษาผู้ที่ซื่อสัตย์ แต่ผู้ที่เย่อหยิ่งอวดดี พระองค์ทรงลงโทษอย่างเต็มที่”

 

พระเจ้าชอบคนมีใจถ่อม  ซื่อสัตย์  แต่ผู้ที่เย่อหยิ่ง อวดดี พระองค์ทรงลงโทษอย่างเต็มที่ เพราะรักเขานะ

จะเห็นได้ว่าเนบูคัดเนสซาร์เป็นตัวอย่างของผู้ที่ได้รับการอวยพรอย่างมาก และประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ไม่สามารถจัดการกับความสำเร็จของตัวเอง ให้ถูกต้อง ถูกวิธีได้ ไม่สามารถควบคุมความภาคภูมิใจของตัวเอง ให้มันอยู่ในระดับที่พอดีได้ เมื่อความภาคภูมิใจมันเยอะเกินไป มันก็ล้นออกมา จนกลายเป็นความเย่อหยิ่ง ยกตนข่มท่าน คนที่อวดตัว ก็จะไปข่มเหงผู้อื่น ดูถูกผู้อื่น ดูแคลนผู้อื่น พระคัมภีร์จึงบอกว่าเมื่อความเย่อหยิ่งเข้ามา ความพินาศก็จะตามมาทันที สุภาษิต 11:2 บันทึกไว้อย่างนี้

สุภาษิต 11:2 “เมื่อความเย่อหยิ่งมา ความอัปยศก็ตามมา ส่วนปัญญา มากับความถ่อมสุภาพ”

 

สุภาษิต 16:18 “ความยโสโอหัง จะทำให้พินาศ และใจหยิ่งผยอง จะทำให้ล้มคว่ำ”

 

ไม่ใช่ล้มธรรมดา ล้มคว่ำเลย จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าในยุคไหน? สมัยไหน? ก็ตาม ปกติแล้วพระเจ้าอวยพรให้ ประทานความสำเร็จพิเศษให้ ประทานความสามารถให้ แรกๆ ขอบคุณพระเจ้า

“ลูกขอบคุณพระเจ้า ทุกสิ่งที่ลูกมีอยู่เป็นของพระองค์ ล้วนเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น ขอถวายเกียรติแด่พระองค์ผู้เดียว”

นี่คือตอนแรกๆ พอได้ไปเรื่อยๆ ชักชิน ชักใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นานๆ เข้า ความสำเร็จ มันเยอะ ความคิดมันก็เริ่มเปลี่ยนนิดๆ ที่เคยบอกทุกอย่างมาจากพระเจ้า ตอนนี้ก็เริ่มคิดว่าเราก็ไม่น้อยหน้าเขา เราก็เก่งเหมือนกัน เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเราเก่ง พอเราแน่ คนอื่นก็เริ่มแย่ เริ่มเปรียบ เริ่มทนไม่ไหว เริ่มข่มท่านนั่นเอง นี่แหละความเย่อหยิ่งมักเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกว่าเราทำอะไรดีกว่าคนอื่น เหนือกว่าคนอื่น จากที่เชื่อฟังคำแนะนำ คำสอนของผู้อื่น ก็ไม่ฟังใครแล้ว สอนไม่ได้ เตือนไม่ได้ แนะนำก็ไม่ได้ มันโดนหมดเลยนะ คิดให้ดีๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ บางทีบางคนไม่ได้สำเร็จอะไรมาก สำเร็จเรื่องอายุเท่านั้นเอง พอตัวเราเองอายุมาก เด็กๆ มาเตือน

“ฉันเป็นใคร? ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนแกนะ”

นั่นก็คือความเย่อหยิ่งชนิดหนึ่ง มันไม่ได้เป็นความสำเร็จอะไร? นึกว่าเป็นความสำเร็จ เรามีอายุมาถึงปูนนี้ได้ 70-80 ได้ เราก็นึกว่าเราแน่กว่าเขา ไม่ฟังเขา เด็กๆ เขาอาจจะมีแนวคิดแบบเจเนชั่น Z  เราไม่ฟังเขา

“ฉันจะเอาอย่างนี้ สมัยก่อนเป็นอย่างนี้”

“นั่นมันสมัยพ่อ นี่มันสมัยฉันแล้ว”

ระวังจะโดนอย่างนั้นนะ ต้องไปเหมือนสมัยก่อน บางเรื่องโอเค แต่บางเรื่องเราต้องฟังเขา บางเรื่องต้องเปลี่ยนแปลงไป บางเรื่องต้องรักษาไว้ มันต้องฟังบ้าง ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่จะโดนมากกว่า ผู้ใหญ่จะเป็นอย่างนี้มากกว่า เด็กๆ คงไม่อย่างนี้หรอก

ดังนั้น ความเย่อหยิ่ง ผยอง มักเกิดขึ้น เมื่อรู้สึกว่าเราเหนือกว่าผู้อื่น ความเย่อหยิ่งเป็นศัตรูที่ร้ายกาจ ที่สามารถทำลายชีวิตของเรา หรือใครก็ตาม อย่างเงียบๆ ทีละนิดทีละหน่อย เคยได้ยินไหม ที่เขาพูดว่า …

“ความสำเร็จ ฆ่าคนได้”

ถามว่าความสำเร็จที่ฆ่าคนได้ เพราะอะไร? เพราะถูกฆ่าด้วยความเย่อหยิ่ง ความเย่อหยิ่งฆ่าคนที่สำเร็จใหญ่โตได้ มันมีโอกาสกว่าคนอื่น คนนั้นก็มายอ คนนี้ก็มายอ เมื่อความภูมิใจมีเยอะ โอกาสที่จะเย่อหยิ่งก็เยอะ พอความเย่อหยิ่งเยอะมากขึ้น เดี๋ยวความพินาศ ก็ตามมามากขึ้น นี่มันเห็นเป็นเหตุเป็นผลเลย 1 เปโตร 5:5-6 บันทึกไว้อย่างนี้ …

1 เปโตร 5:5-6 “5 ให้ท่านทุกคนถ่อมใจต่อกันและกัน เพราะว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ6 เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมใจลง ภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อพระองค์จะทรงยกท่านขึ้น เมื่อถึงเวลาอันควร”

 

นี่คือเคล็ดลับจริงๆ อยู่กับพระเจ้ายอดเยี่ยมจริงๆ เคล็ดลับที่คนนึกไม่ถึง ทำอย่างไรเราถึงจะเจริญรุ่งเรืองได้ ทำอย่างไรเราจึงเป็นที่รักของพระเจ้าได้ ทำอย่างไรเราถึงจะอยู่รอดปลอดภัย และทางเรียบ ไม่ขรุขระมากนัก พระเจ้าทรงต่อสู้ผู้ที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ ใครๆ ก็อยากได้พระคุณจากพระเจ้า พระคุณมากยิ่งกว่าพระพรอีกนะ เพราะพระคุณ คือเราทำผิด ก็ยังให้ พระพร ถ้าเราทำผิด ก็ไม่ได้ พระพรเหมือนกับว่ามันเป็นกฎระเบียบ ถ้าท่านไม่ฝ่าไฟแดง ท่านก็จะได้รับพระพร ถ้าท่านฝ่าไฟแดง ท่านก็จะได้รับคำสาปแช่ง แล้วถามว่าตำรวจเป็นศัตรูกับท่านหรือ? เปล่า รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเป็นศัตรูกับท่านหรือ? เปล่า กฎระเบียบเขามีไว้อย่างนี้ว่าถ้าท่านฝ่าไฟแดง ก็คือผิด ต้องโดนลงโทษได้รับคำสาปแช่ง แต่ถ้าท่านไม่ฝ่า ท่านได้พร บางครั้งคนที่ได้พรอยู่ ก็ไม่ได้นึกว่าตัวเองได้พรอยู่ จนกว่าเมื่อไรถูกสาปแช่ง จึงรู้ว่าสมัยก่อนมันคือพร ตอนที่ขับรถอยู่สบายๆ ไม่มีใครมาจับ ไม่เคยนึกถึงว่าเราได้พระพร ฝ่าไฟแดงครั้งหนึ่ง ถึงรู้ว่าการไม่ฝ่า คือพรอันยิ่งใหญ่

พระเจ้าต่อสู้กับคนที่เย่อหยิ่งจองหอง ก็คือคนนั้นไม่ได้พระพร ก็คือกฎระเบียบของพระเจ้าต่อสู้นั่นเอง เพราะฉะนั้น ต้องฝึก ที่จะถ่อมใจ ระลึกอยู่เสมอว่าความสามารถของเราทุกอย่าง ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สำคัญหรือไม่สำคัญ มาจากพระเจ้า อธิษฐานขอบคุณพระเจ้า ถึงความสามารถที่พระองค์ทรงประทานให้เราเสมอ มีใครภูมิใจในการทำอาหารอร่อยไหม? มันอดไม่ได้ มีคนชมบ่อยๆ เราทำอร่อย  นั่นก็คือความหยิ่งยโสอันหนึ่ง มันจะมาเรื่อยๆ อย่านึกว่าเราไม่ได้ดังอะไร? เราไม่มีใครรู้จัก มันสามารถออกมาได้ ทุกสถานะของผู้คน ถวายเกียรติแด่พระเจ้าทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จอะไรก็ตาม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ขอบคุณพระเจ้าเสมอ

“ทำกับข้าวอร่อยจริง”

“ขอบคุณพระเจ้า”

ไม่ต้องไปบอกอย่างนี้ “ไม่ต้องชมๆ”

ช่างเขา เขาจะชม ก็ขอบคุณพระเจ้า คือรับ แล้วก็มอบให้พระเจ้า ถ้าท่านไปรับเยอะๆ แล้วรับด้วยตัวเอง ท่านต้องรับผิดชอบ ถ้าท่านไม่รับชอบ ท่านก็ไม่ต้องรับผิด ถ้าท่านรับชอบด้วย ท่านก็ต้องรับผิดด้วย เขาจึงเรียกว่ารับผิดชอบ ไม่อร่อย ก็แล้วแต่พระเจ้า

“พระเจ้าให้มาแค่นี้”

ก็ไม่ได้โกรธอะไร?  ถ้าทำอาหารอร่อย ก็ขอบคุณพระเจ้า  ไม่อร่อย เขาว่าเรา ไม่ต้องโกรธ ก็ขอบคุณพระเจ้า แต่ต้องไปฝึกให้มันดีขึ้น

เพราะฉะนั้นเราต้องขอบคุณพระเจ้าก่อนเสมอ มอบให้พระเจ้าก่อนเลย ถูกโวยมา ก็ขอบคุณพระเจ้า ถูกชม ก็ขอบคุณพระเจ้า 1 พงศาวดาร 29:11-12 เป็นการสรุปเรื่องที่เราได้เรียนมาตลอด 11 ตอน ในเรื่องเกี่ยวกับหนังสือดาเนียล

1 พงศาวดาร 29:11-12 “11 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ความยิ่งใหญ่ ฤทธานุภาพ เกียรติสิริ บารมี และเดชานุภาพ เป็นของพระองค์ ทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และในพิภพโลก เป็นของพระองค์ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ราชอาณาจักรเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นที่ยกย่องเทิดทูน ในฐานะประมุขเหนือสิ่งสารพัด 12 ความมั่งคั่งและเกียรติมาจากพระองค์ พระองค์ทรงครอบครองเหนือสรรพสิ่ง พลังอำนาจอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ที่จะเชิดชูและประทานกำลังแก่ทุกคน”

 

สรุป ก็คือจงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า  ก็คือรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระผู้ทรงครอบครองควบคุมสรรพสิ่ง ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยพระองค์เอง ผู้ทรงพระเกียรติสิริแต่เพียงผู้เดียว นอกจากพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้ว และเมื่อรับรู้ขนาดนั้นไม่พอ ต้องรับรู้ต่อจากนั้นด้วย และพระองค์ทรงมอบสิทธิอำนาจทั้งหมด ตำแหน่งต่างๆ เหล่านั้น ให้กับพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่วันอีสเตอร์แรกของโลก 2,000 ปีมาแล้ว สิทธิ์อำนาจทั้งหมดที่เรากำลังพูดอยู่นี้ ที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ตลอดเวลาว่าพระองค์เป็นใคร? พระเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดไหน? บัดนี้ มามอบให้กับพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ ที่พระองค์ประทานให้กับมนุษยชาติบนโลกใบนี้เรียบร้อยไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ที่ควบคุมอยู่เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ก็คือพระเยซูคริสต์ และอาณาจักรของพระเยซูคริสต์นี้ พระคัมภีร์ พระเจ้าได้บอกล่วงหน้าแล้ว เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่บอกล่วงหน้า แล้วเราไปเช็คกันดู แล้วมันก็เกิดขึ้นตามนั้นทุกอย่าง สำหรับอาณาจักรของพระคริสต์  หรือพระบุตรของพระองค์นั้น ได้บันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว เผยพระวจนะไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะดำรงอยู่ตลอดกาล จะปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้มากขึ้นๆ แผ่ขยายไปจนกระทั่งเต็มโลก ตามคำสั่งของพระเจ้า จนบริบูรณ์ คลุมไปหมดเลย เหลืออาณาจักรเดียวในอนาคต ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้าน เหลือประเทศเดียวในอนาคต เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าประเทศอื่นๆ เพราะว่าระบบ เทคโนโลยีจะสูงสุดเลย  เพราะว่าเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีแบบวิญญาณ เราจะมีร่างกายใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นอย่างนี้  มันเป็นการเปลี่ยนระบบทางวิญญาณ

ทุกวันนี้ ท่านรู้ไหมว่าระบบมันเปลี่ยนมา 2,000 ปีอย่างไร? 4,000 ปีอย่างไร? นี่มันเปลี่ยนอยู่นะ ชีวิตพวกเรา ร่างกายพวกเรา การมอง การเห็น มันเปลี่ยนไปตลอด แม้ว่าท่านดูเหมือนมนุษย์ในสมัย 2,000 ปีก่อน  แต่มันไม่ใช่ มันเปลี่ยนไปตั้งเยอะแล้ว ทั้งระบบเทคโนโลยีก็เปลี่ยนไป การรับประทานอาหาร ก็เปลี่ยนไป การเดินทางก็เปลี่ยนไป การใช้เครื่องบิน การใช้จรวดก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปหมดเลย มันจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และสุดท้าย มันจะเหลืออยู่ประเทศเดียว ที่มีเทคโนโลยีสูงสุดเลย ร่างกายเราจะมียิ่งกว่าคอมพิวเตอร์อีก เรียกว่ากายทิพย์ อาจารย์เปาโลใช้คำนี้  เป็นร่างกายทางฝ่ายวิญญาณ อาจารย์เปาโลบอกว่าร่างกายฝ่ายเนื้อหนังอย่างนี้ ที่เห็นๆ มีใช่ไหม? ร่างกายฝ่ายวิญญาณ ก็มีด้วย และเราจะได้รับร่างกายนั้น เมื่อวันนั้นมาถึง เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้า รับรู้ว่าพระเยซูคริสต์ปกครองและควบคุมอยู่เหนืออาณาจักรทั้งมวล เอเมน

และสิ่งทั้งมวลต่างๆ ทั้งหมดนั้น เกิดขึ้นจริง เป๊ะๆ แล้ว สิ่งที่กำลังพูดนี้ เรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรพระคริสต์ ก็ต้องเป๊ะๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น อย่าหยิ่งยโสโอหัง ทะนงตน แต่จงถ่อมใจ และแสวงความจริงจากองค์พระเยซูคริสต์เถิด และพึ่งในพระองค์  ไม่ว่าคนที่เชื่อแล้ว เป็น คริสเตียนแล้ว หรือคนที่ยังไม่เชื่อก็ตาม ถ่อมใจและเชื่อในพระองค์ พึ่งในพระองค์เถิด พระคัมภีร์ได้สอนไว้ว่าใครที่ถ่อม และแสวงหาพระองค์ คนนั้นก็จะได้พร ก็คือคนนั้น ก็จะได้สิ่งที่ดีๆ เข้ามาในชีวิต ใครที่ทะนงเย่อหยิ่ง อวดดี ก็จะได้รับการลงโทษ มันเป็นกฎ มันเป็นระเบียบ

เพราะฉะนั้น ให้เราพึ่งพาในพระเจ้า และผลตามมา ก็คือเมื่อพึ่งพาในพระเจ้า เราก็จะรักมนุษย์ เราจะไม่ยกตนข่มท่าน เราก็จะได้พบกับพระพรในชีวิตเยอะแยะมากมาย สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ตรงกันข้าม คือเมื่อพึ่งในตัวเอง เราก็จะข่มเหงมนุษย์ แล้วก็จะโอหัง อวดดี แล้วก็จะไม่ได้รับพระพร คือสิ่งดีๆ ในชีวิตเลย

          สรุปแล้ว เป็นตรรกะ เป็นสูตรอย่างนี้ว่า …

                                      …  พึ่งพระเจ้า รักมนุษย์ ถ่อมใจ ได้รับพระพร  …

                   หรือจะ        …  พึ่งตัวเอง ข่มมนุษย์ โอหัง อวดดี ไม่ได้พระพร  …

 

ขอให้ท่านเลือกอย่างแรก ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

***************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2017 เรื่อง “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอน 10 “จงถ่อมใจและวางใจในการควบคุม ของพระเจ้า (อักษรปริศนาบนผนัง)” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  22  มกราคม  2017

 เรื่อง “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า”

ตอน 10 “จงถ่อมใจและวางใจในการควบคุม

ของพระเจ้า (อักษรปริศนาบนผนัง)”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้เป็นตอนที่ 10 ของการบรรยายชุด “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” มีชื่อตอนว่า “จงถ่อมและวางใจในการควบคุมของพระเจ้า (อักษรปริศนาบนผนัง)”

เรายังคงเรียนรู้ผ่านทางเรื่องราวของดาเนียล ที่เป็นตัวอย่างของการมอบถวายชีวิตให้กับพระเจ้า และเชื่อวางใจแบบสุดๆ ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ควบคุมและครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกสถานการณ์ พระองค์เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว นอกจากพระองค์แล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใด

ครั้งที่แล้ว ดาเนียลบทที่ 4 เราได้จบลง ที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ หลังจากที่กลับไปกลับมา ที่สรรเสริญสลับกับความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ยังจำได้ใช่ไหมครับว่าดาเนียลทายความฝันถูก เนบูคัดเนสซาร์ก็ยกย่องสรรเสริญพระเจ้า พระเจ้ายิ่งใหญ่ พอแป๊บเดียว ไม่นาน ก็สร้างปฏิมากรรมรูปปั้นทองคำขนาดใหญ่ แล้วก็ทะนงว่าตัวเองใหญ่มาก บังคับให้ผู้คนกราบไหว้ พอเพื่อนดาเนียล ชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโกไม่ยอมทำตาม ก็โกรธมาก เปิดไฟแรงที่สุด โยนเลย แต่พอได้เห็นพระเจ้าทำการอัศจรรย์ช่วยเหลือเพื่อนดาเนียลทั้งสามรอด จากการถูกไฟไหม้

“อ้าว! ชัดรัด เมชาค อาเบดเนโก ยังอยู่เหรอ”

ก็เสียงอ่อนเลย ยอมจำนนอีก สรรเสริญพระเจ้า ยกย่องพระเจ้าอีกแล้ว แต่พอยอมจำนนต่อพระเจ้าได้ไม่นาน ก็กลับมาลืมตัวอีก มีอยู่คืนหนึ่ง เนบูคัดเนสซาร์ก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าของพระราชวัง มองลงมา เห็นอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล แล้วก็เห็นความอัศจรรย์ของสวนลอยฟ้าบาบิโลน ซึ่งทุกวันนี้ยังเป็นประจักษ์พยานว่ายิ่งใหญ่ขนาดไหน? แล้วพูดว่า …

“เราเองเป็นผู้สร้างอาณาจักรบาบิโลน อันยิ่งใหญ่ไพศาลนี้  ด้วยฤทธิ์อำนาจอันเกรียงไกรของเราเอง และเพื่อเกียรติบารมีของเราเอง”

“เรา” ก็เลยซวยเลย  นี่คือสิ่งที่เนบูคัดเนสซาร์ลืมตัวอีกแล้ว แล้วก็พูดตรงนี้ออกมา ทั้งๆ ที่ดาเนียลก็เตือนหลายครั้งแล้วว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดไหน? จงถ่อมใจๆ หลังจากนั้น ก็เป็นไปตามเหตุการณ์ที่ดาเนียลเคยทำนายฝันเอาไว้ว่าเนบูคัดเนสซาร์จะถูกไล่ออกไป ใช้ชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่า และจะอยู่จนครบวาระที่พระเจ้ากำหนดไว้ แล้วจึงกลับมามีใจถ่อมอีกครั้งหนึ่ง มีบันทึกไว้ในหนังสือดาเนียล บทที่ 4 ตอนท้ายว่าไว้อย่างนี้  ดาเนียล 4:34-37

ดาเนียล 4:34-37 “34 เมื่อครบกำหนดแล้ว เรา เนบูคัดเนสซาร์ แหงนหน้าขึ้นมองดูฟ้าสวรรค์ สติสัมปชัญญะก็กลับคืนมา เราจึงถวายสรรเสริญองค์ผู้สูงสุด เราเทิดพระเกียรติและถวายพระเกียรติสิริแด่พระองค์ ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ราชอำนาจของพระองค์ดำรงนิรันดร์  ราชอาณาจักรของพระองค์ยืนยงตลอดทุกชั่วอายุ 35 มวลประชาชาติในโลกนี้ล้วนไร้ค่า พระองค์ทรงมีอำนาจ ที่จะทำต่อเหล่าทูตสวรรค์ และต่อมวลประชาชาติ ตามชอบพระทัยของพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถยับยั้งพระหัตถ์ของพระองค์ หรือกล่าวกับพระองค์ได้ว่า พระองค์ทำอะไรนี่?” 36 ขณะนั้นสติสัมปชัญญะของเรากลับคืนมา เกียรติและบารมีกลับคืนมาสู่เรา เพื่อสง่าราศีแห่งอาณาจักรของเรา ราชมนตรีและขุนนางทั้งหลายมาตามหาเรา ให้กลับไปครองราชบัลลังก์ดังเดิม และรุ่งเรืองยิ่งกว่าแต่ก่อน  37 บัดนี้ เรา เนบูคัดเนสซาร์ ขอถวายสรรเสริญ และยกย่องเทิดทูนองค์กษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์ เพราะทุกสิ่งที่ทรงกระทำนั้นถูกต้อง และทางทั้งปวงของพระองค์ก็ยุติธรรม บรรดาผู้ดำเนินชีวิตอย่างหยิ่งยโส พระองค์สามารถกระทำให้เขาถ่อมลง”

 

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงเขียนบันทึกไว้ในพระคัมภีร์เอง  แสดงว่าพระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมไว้ พระเจ้าต้องการให้เนบูคัดเนสซาร์เขียนอย่างนี้ เพื่อที่จะเป็นพยานว่า …

“ฉันกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เชื่อแล้วว่าพระเจ้า เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงครอบครองทุกสิ่ง แต่เพียงผู้เดียว  ผู้ทรงกระทำทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว ผู้ทรงสมควรได้รับเกียรติแต่เพียงผู้เดียวอย่างนั้นเหรอ ผมว่าไม่ใช่แน่ พระเจ้าอยากให้ทุกคนที่อ่านพระคัมภีร์มาจนถึงยุคปัจจุบัน และต่อไปถึงยุคไหนก็ตาม ได้รู้ว่าพระองค์เป็นอย่างไร? ยิ่งใหญ่ขนาดไหน? และใครที่ทำตามที่พระองค์บอกไว้ จะได้พร ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อก็ได้พร คือเชื่อว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่สูงสุด อย่าเย่อหยิ่งจองหอง  อย่านึกว่าตัวเราแน่

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่เรากำลังเรียนรู้ อยู่ในสมัยบาบิโลน ในทางประวัติศาสตร์ เขาเพิ่งจะค้นพบหลักฐานไม่นานนี่เอง คือมีการค้นพบแผ่นประตูทองสัมฤทธิ์ที่มีภาพยืนยันเหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น บอกท่านว่าพระเจ้าต้องการให้เป็นคำพยาน ให้ผู้คนได้รู้เรื่องว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ ทุกขั้นตอน ทุกเหตุการณ์ จำได้ไหมเมื่อเราเริ่มเรียนเรื่องนี้ เราใช้ชื่อเรื่องว่าโลกนี้คือละคร โลกนี้พระเจ้าเป็นผู้กำกับ ดูแลอยู่ทั้งหมด พวกเราคือนักแสดง อย่าซ่าส์

และหลังจากที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์กลับใจ และถ่อมใจกับพระเจ้าแล้ว เนบูคัดเนสซาร์ก็กลับมาครอบครองบาบิโลนต่อ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ประมาณปี 562 ก่อนคริสตราช คือก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือก่อนวันคริสตมาสแรกของโลกนี้นั่นเอง อายุประมาณ 83-84 พรรษา ครองราชย์มาทั้งหมด 43 ปี

และเรื่องราวที่เรากำลังจะฟังกันต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากเนบูคัดเนสซาร์สิ้นพระชนม์ไป 30 ปี ในหนังสือดาเนียล 5:1-4

ดาเนียล 5:1-4 “1 กษัตริย์เบลชัสซาร์ทรงจัดงานเลี้ยงใหญ่ ประทานแก่ขุนนางผู้ใหญ่หนึ่งพันคน และทรงเสวยเหล้าองุ่นร่วมกับเขา 2 ขณะเสวยอยู่ ก็รับสั่งให้นำภาชนะเงินและทองคำ ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ราชบิดาได้ยึดมาจากพระวิหารในเยรูซาเล็มนั้น มาให้กษัตริย์ ขุนนาง มเหสี และเหล่านางสนมใส่เหล้าองุ่น 3 พวกเขาจึงนำภาชนะทองคำ ซึ่งริบมาจากพระวิหารของพระเจ้าในเยรูซาเล็ม มาให้กษัตริย์ ขุนนาง มเหสี และเหล่านางสนม ใส่เหล้าองุ่นดื่ม 4 พวกเขาดื่ม พร้อมทั้งสรรเสริญเทพเจ้า ที่ทำจากทองคำ เงิน ทองสัมฤทธิ์ เหล็ก ไม้ และหิน”

 

กษัตริย์เบลชัสซาร์จัดงานเลี้ยงใหญ่ ให้บรรดาเหล่าขุนนาง ก็ดูเหมือนเป็นงานเลี้ยงธรรมดาที่เราก็นึกภาพออก แต่มันไม่ธรรมดาตรงที่เบลชัสซาร์สั่งให้นำภาชนะเงิน และทองคำที่ไปยึดมาจากวิหารในกรุงเยรูซาเล็มมาใช้ใส่เหล้าองุ่นดื่มกินกัน จนเมา ในวิหาร ชาวยิวถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ของในนั้น ต้องบริสุทธิ์มากๆ ก็แสดงว่าภาชนะเหล่านั้น เป็นภาชนะที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่พิเศษ ที่ไว้ใช้สำหรับถวายเกียรติ ถวายงานแด่พระเจ้า แต่เบลชัสซาร์ กลับให้นำมาใส่เหล้าองุ่นดื่มกินกันไม่พอ แล้วยังเอาไป เลี้ยงสรรเสริญเทพเจ้าที่เขานับถือ ที่เขาเคารพ รูปปั้นต่างๆ ที่ทำจากทองคำ จากเงิน จากเหล็ก จากไม้ และหิน  นี่คือการดูหมิ่นแบบตั้งใจ

ไม่ใช่พระเจ้า ไม่พอพระทัย เพราะเราไปดูหมิ่นพระเจ้า แต่เพราะความเย่อหยิ่งจองหอง เป็นศัตรูกับพระเจ้ามาก  ไม่ใช่เพราะพระเจ้าต้องการรักษาชื่อเสียงตัวเอง ไม่ใช่ พระเจ้าไม่อยากให้เราได้สิ่งที่ไม่ดีในชีวิต ไม่อยากให้เราได้รับคำสาปแช่ง ถ้าเราเย่อหยิ่งจองหอง เราจะได้รับคำสาปแช่ง อันนี้เป็นกฎที่วางไว้เลย มาดูกันเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้น ดาเนียล 5:5-9

ดาเนียล 5:5-9 “5 ทันใดนั้น มีนิ้วมือมนุษย์ปรากฏขึ้น และเขียนบนผนัง ใกล้คันประทีป ในพระราชวัง กษัตริย์ทอดพระเนตรดูมือนั้นเขียนไป 6 พระพักตร์ของพระองค์ก็ซีดเผือด ทรงตกพระทัยจนเข่าสั่นกระทบกัน แข้งขาอ่อน หมดเรี่ยวหมดแรง 7 พระองค์ตรัสเรียกให้นำตัวนักเวทมนตร์ โหราจารย์ และหมอดูฤกษ์ยามทั้งหลายมา และตรัสแก่ปราชญ์ของบาบิโลนเหล่านี้ว่า “ผู้ใดก็ตาม อ่านข้อความนี้แล้ว บอกเราได้ว่ามีความหมายว่าอะไร เราจะให้ผู้นั้น สวมชุดสีม่วงกับสร้อยคอทองคำ และให้ครองอำนาจเป็นที่สามในราชอาณาจักร” 8 แล้วปราชญ์ทั้งปวงของกษัตริย์ก็มาเข้าเฝ้า แต่ไม่มีใครสามารถอ่านข้อความที่เขียนไว้ หรือทูลให้กษัตริย์ทรงทราบว่าหมายความว่าอะไร  9 ดังนั้น กษัตริย์เบลชัสซาร์จึงยิ่งตกพระทัย และพระพักตร์ยิ่งขาวซีด ขุนนางทั้งปวงก็ว้าวุ่นใจ”

 

เบลชัสซาร์เอาจอกศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า มากินเมากันใหญ่ แล้วก็มีนิ้วมือเคลื่อนที่ไป หยุดที่กำแพง แล้วเริ่มเขียนอะไรบางอย่าง ในนี้บอกว่ากษัตริย์เบลชัสซาร์ตกใจจนหน้าซีดเผือด แสดงว่ามันน่ากลัวมาก แถมเข่าสั่นกระทบกัน ต้องตกใจมากๆ ยิ่งกว่าคนที่จะถูกนำไปประหารชีวิตอีก

แล้วกษัตริย์เบลชัสซาร์ก็เรียกให้โหราจารย์และนักปราชญ์ ทั้งราชอาณาจักรบาบิโลน มาช่วยอ่านอักษรปริศนาบนผนังให้ทีว่ามันแปลว่าอะไร?  แล้วก็ประกาศว่าใครที่อ่านอักษรนี้หรือแปลอักษรปริศนานี้ได้ จะให้รางวัล จะให้สวมชุดสีม่วงกับสร้อยคอทองคำ ให้ครองอำนาจ เป็นที่ 3 ในราชอาณาจักรบาบิโลน ที่ 3 ก็คือรองจากพระราชบิดา รองจากเบลชัสซาร์ แล้วคนนั้นจะได้ตรงนี้

แต่แม้จะประกาศให้รางวัลขนาดนี้ ก็ยังไม่มีนักปราชญ์ หรือโหราจารย์คนไหนในบาบิโลนสามารถตอบได้อีก ก็ถึงเวลาของพระเจ้าจะสร้างฮีโร่อีกแล้ว ดูสิว่าคราวนี้ใครจะเป็นฮีโร่ ดาเนียล  5:10-12

ดาเนียล 5:10-12 “10 พระราชินีทรงได้ยินพระสุรเสียงของกษัตริย์ และเสียงเหล่าขุนนาง ก็เสด็จเข้ามาในท้องพระโรง ซึ่งมีงานเลี้ยงนั้น พระนางตรัสว่า “ข้าแต่กษัตริย์ ขอจงทรงพระเจริญ อย่าตกพระทัยจนพระพักตร์ซีดเลย 11 มีชายผู้หนึ่งในราชอาณาจักร ซึ่งมีวิญญาณของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์สถิตด้วย ในรัชสมัยของพระราชบิดา เราพบว่าชายคนนี้มีสติปัญญา ไหวพริบ และความหยั่งรู้เสมอเหมือนเทพเจ้า กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ราชบิดาของพระองค์จึงทรงแต่งตั้งเขา ให้เป็นหัวหน้านักเล่นอาคม นักเวทมนตร์โหราจารย์ และหมอดูฤกษ์ยามทั้งปวง 12 ดาเนียลผู้นี้ ซึ่งกษัตริย์ตรัสเรียกว่าเบลเทชัสซาร์เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม มีความรู้ความเข้าใจ และยังสามารถทำนายฝัน แก้ปริศนา และปัญหายุ่งยากทั้งหลาย ขอให้ตามตัวดาเนียลมาเถิด เขาจะสามารถกราบทูลว่าข้อความนี้หมายความว่าอะไร”

 

พระราชินีคงหมายถึงมเหสีใหญ่ คือมเหสีของพระราชบิดา คือพ่อนั่นเอง และเป็นแม่ของกษัตริย์เบลชัสซาร์ พระราชินีได้ยินเสียงเอะอะโวยวายในท้องพระโรง อาจจะเป็นเพราะคนที่อยู่ข้างๆ ตกใจกลัว ที่อยู่ในงานเลี้ยงนั้น ก็เลยเดินมาดูว่าเป็นอย่างไร?

พระราชินีจำได้คุ้นๆ ว่าเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น  และมีคนทำได้  แม่ก็จำได้ว่าดาเนียลนี่แหละ ที่เคยทำนายฝันให้เนบูคัดเนสซาร์ ก็เลยบอกว่า …

“ลูกเอ่ย ไปตามดาเนียลมา คนนี้ยอดเยี่ยม คนนี้ช่วยได้ คนนี้อ่านออก”

เบลชัสซาร์รีบทันทีเลย ไปตามดาเนียลมาเร็ว แล้วเกิดเหตุอะไรต่อ ดาเนียล 5:13-16

ดาเนียล 5:13-16 “13 ดาเนียลจึงถูกนำตัวมาเข้าเฝ้า กษัตริย์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าคือดาเนียล เชลยที่ราชบิดาของเรานำตัวมาจากยูดาห์หรือ! 14 เราได้ยินมาว่าวิญญาณของเทพเจ้าอยู่ในตัวเจ้า และเจ้ามีความหยั่งรู้ ไหวพริบและสติปัญญาล้ำเลิศ 15 เราได้เรียกบรรดาปราชญ์ และนักเล่นอาคม ให้มาอ่านข้อความนี้ และแจ้งความหมายแก่เรา แต่พวกเขาอธิบายความไม่ได้ 16 เราได้ยินมาว่าเจ้าสามารถอธิบายความ และแก้ปริศนาอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้ หากเจ้าสามารถอ่านข้อความนี้ และบอกความหมายแก่เราได้ เราจะให้เจ้าสวมชุดสีม่วง และสวมสร้อยคอทองคำ แล้วแต่งตั้งให้เจ้าครองอำนาจเป็นที่สามในราชอาณาจักร”

 

ข้อ 13 “ดาเนียลจึงถูกนำตัวมาเข้าเฝ้ากษัตริย์ตรัสกับเขาว่า “เจ้าคือดาเนียล เชลยที่ราชบิดาของเรานำตัวมาจากยูดาห์หรือ!”

เจ้า คือทาส คือต่ำกว่าเรานั่นเอง ไม่ได้ให้เกียรติดาเนียลเลย

นี่คือการแสดงออกถึงความหยิ่งยโส โอหัง อวดดีของเบลชัสซาร์ ที่มีต่อคนอื่น แม้กระทั่งตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะเดือดร้อนก็ตาม แต่มันอยู่ในใจเขา อาการของความเย่อหยิ่ง จองหอง โอหัง ความภูมิใจตนเองจนเกินไป  ซึ่งพระเจ้าไม่ชอบมาก พระคัมภีร์บอกว่าความเย่อหยิ่งนำหน้าความล้มลง นำหน้าความพินาศ ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม คนที่เย่อหยิ่ง จองหอง เขาจะดูแคลนคนอื่นเสมอ ดังนั้นพังเพยไทยถูกต้องเสมอ  “ยกตนข่มท่าน”

ยกตนเมื่อไร ข่มท่าน เมื่อนั้น ก็คือเย่อหยิ่งจองหองเมื่อไร โอหังเมื่อไร มันจะดูแคลนคนอื่นเสมอ นี่ออกมาจากใจลึกๆ ของเบลชัสซาร์ ดูแคลนชาวยิว คนละระดับกันเลย

“ยิวคือพวกที่ถูกต้อนมา มาเป็นเชลยในบาบิโลน แล้วฉันเป็นใคร? ฉันเป็นชาวบาบิโลน แล้วแถมเป็นกษัตริย์ด้วย แม้ว่าจะได้รับการแต่งตั้งจากเสด็จพ่อ ฉันก็ไม่ให้เกียรติ”

เรามาดูสิว่าดาเนียล เจอดูถูกอย่างนี้ จะช่วยไหม? จะทำอย่างไรดี? ดาเนียล 5:17-23

ดาเนียล 5:17-23 “17 ดาเนียลจึงทูลกษัตริย์ว่า “ขอทรงเก็บของประทานไว้ และปูนบำเหน็จแก่ผู้อื่นเถิด อย่างไรก็ดี ข้าพระบาทจะอ่านข้อความถวายฝ่าพระบาท และทูลความหมายให้ทรงทราบ 18 ข้าแต่กษัตริย์ พระเจ้าสูงสุดได้ประทานราชอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และเกียรติบารมีแก่เนบูคัดเนสซาร์ ราชบิดาของฝ่าพระบาท 19 เนื่องจากฐานะสูงส่งที่พระเจ้าประทานให้พระองค์มวลประชาชาติและคนทุกภาษา จึงยำเกรงครั่นคร้ามพระองค์ ผู้ที่กษัตริย์ประสงค์ให้ประหาร ก็จะถูกประหาร ผู้ที่ทรงประสงค์ให้ไว้ชีวิต ก็จะรอดชีวิต ทรงให้ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือถอดถอนผู้ใด ตามแต่ชอบพระทัย 20 แต่เมื่อพระทัยของพระองค์เย่อหยิ่ง และกำเริบเสิบสาน พระเจ้าจึงทรงปลดพระองค์ออกจากราชบัลลังก์ และริบเอาเกียรติบารมีของพระองค์ไป 21 พระองค์ทรงถูกขับไล่จากมวลมนุษย์ และได้รับความคิดจิตใจแบบสัตว์ ทรงใช้ชีวิตอยู่กับลาป่า กินหญ้าเหมือนวัว กายตากน้ำค้าง จนกระทั่งทรงเรียนรู้ว่าพระเจ้าสูงสุดทรงครอบครอง เหนืออาณาจักรของมนุษย์ทั้งปวง และทรงตั้งผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัย ให้ครองอาณาจักร 22 ข้าแต่เบลชัสซาร์ แต่ฝ่าพระบาทผู้เป็นโอรส ทรงทราบเรื่องทั้งหมดนี้ แต่ก็ไม่ได้ถ่อมพระทัยลง 23 กลับยกองค์ ลบหลู่องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ทรงให้นำภาชนะจากพระวิหารของพระเจ้า มาให้ฝ่าพระบาท ขุนนาง มเหสี และเหล่านางสนม ใส่เหล้าองุ่นดื่ม ทรงยกย่องสรรเสริญเทพเจ้าที่ทำจากเงิน ทอง ทองสัมฤทธิ์ เหล็ก ไม้ และหิน ซึ่งมองอะไรไม่เห็น ฟังอะไรไม่ได้ยิน และไม่เข้าใจ ฝ่าพระบาทไม่ได้เทิดพระเกียรติพระเจ้า ผู้กุมชีวิตและวิถีทางทั้งปวงของฝ่าพระบาทไว้ในพระหัตถ์”

 

ดาเนียลตอนนั้น คงกำลังโมโห แต่ไม่ใช่โมโห เพราะเขาดูถูกตัวเอง แต่ไม่พอใจสิ่งที่กษัตริย์เบลชัสซาร์ทำ เป็นการดูหมิ่น ด้วยความตั้งใจ ต่อพระเจ้า ทั้งๆ ที่รู้ เขาเรียกว่าโอหัง ก็เลยพูดประชดว่า …

“รางวัลที่จะให้ เก็บไว้เถอะ”

ไม่อยากได้เลย ไม่เหมือนกับสมัยที่เนบูคัดเนสซาร์ให้รางวัล ดาเนียลก็รับธรรมดา ไม่ได้ทำขนาดนี้

และก่อนดาเนียลจะบอกความหมายให้กษัตริย์เบลชัสซาร์ได้รู้ ดาเนียลก็ได้ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในสมัยกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ว่าพระเจ้าเคยสอนเนบูคัดเนสซาร์มาอย่างไร?  ให้เห็นว่าพระเจ้า คือผู้ที่ควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่ง ความยิ่งใหญ่ อำนาจ บารมีทั้งหลาย ที่เคยอยู่คู่กับเนบูคัดเนสซาร์ ก็มาจากพระเจ้า ที่เป็นผู้ประทานให้ทั้งสิ้น แต่เมื่อเนบูคัดเนสซาร์เกิดเย่อหยิ่ง พระเจ้าก็ทรงปลดออกจากการมีอำนาจ บารมีทุกอย่าง และต่ำจนถึงขนาดต้องไปใช้ชีวิตเยี่ยงสัตว์ในป่า จนกระทั่งเรียนรู้ว่าพระเจ้าสูงสุด ทรงครอบครองเหนืออาณาจักรมนุษย์ทั้งปวง และทรงตั้งผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัยให้ครองอาณาจักร

ดาเนียลกำลังทบทวนให้เบลชัสซาร์ได้รู้ว่าก่อนหน้านี้ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เคยเจออะไรมาบ้าง? และมาถึงตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ดาเนียลพูดกับกษัตรย์เบลชัสซาร์ว่า …

“ข้าแต่เบลชัสซาร์ ฝ่าพระบาทเป็นโอรส ทรงทราบเรื่องนี้ทั้งหมดไม่ใช่เหรอ แต่ก็ไม่ได้ถ่อมพระทัยลง กลับยกตัวเองขึ้น ลบหลู่ โอหัง ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ทรงให้นำภาชนะที่มาจากวิหารของพระเจ้ามาให้ฝ่าพระบาท ขุนนาง มเหสีทั้งหลายใส่เหล้าองุ่นดื่มกิน ทรงยกย่องเทพเจ้าที่ทำด้วยรูปปั้นเหล่านั้น เหล็ก ไม้ หิน ซึ่งมองก็ไม่เห็น ฟังก็ไม่ได้ยิน และก็ไม่เข้าใจด้วย ฝ่าพระบาทไม่ได้เทิดพระเกียรติพระเจ้าผู้กุมชีวิต และวิถีทางทั้งปวงของฝ่าพระบาทไว้ในพระหัตถ์เลย”

ดาเนียล 5:24-31 “24  ฉะนั้น พระเจ้าจึงทรงส่งมือมาเขียนข้อความนั้น 25 ข้อความนั้นเขียนไว้ว่า “เมเน เมเน เทเคล ปาร์ซิน” 26 “ความหมายนั้น ก็คือเมเน หมายความว่าพระเจ้าได้ทรงนับวันเวลาแห่งรัชกาลของฝ่าพระบาทไว้ และนำมาถึงจุดจบ 27 เทเคล หมายความว่าฝ่าพระบาทถูกชั่งบนตราชั่ง และเบากว่าที่กำหนด 28 เปเรส หมายความว่าราชอาณาจักรของฝ่าพระบาทถูกแบ่งแยก และยกให้ชาวมีเดียและเปอร์เซีย” 29 แล้วเบลชัสซาร์รับสั่งให้ดาเนียลสวมชุดสีม่วงและสร้อยคอทองคำ แล้วแต่งตั้งให้เป็นผู้ครอบครองอันดับที่สามของราชอาณาจักร 30 ในคืนวันนั้นเอง กษัตริย์เบลชัสซาร์ของชาวบาบิโลนก็ถูกปลงพระชนม์ 31 และดาริอัสแห่งมีเดีย ทรงยึดอาณาจักรบาบิโลนได้ ขณะนั้น ดาริอัสทรงมีพระชนมายุ 62 พรรษา”

 

สรุปความหมายของอักษรปริศนาบนผนัง ก็คือเมเน เทเคล ปาร์ซิน หมายความว่าพระเจ้าได้ทรงพิพากษากษัตริย์เบลชัสซาร์แล้ว และพระองค์สอบไม่ผ่าน เพราะฉะนั้น พระเจ้าจะทรงริบอำนาจ บารมีทั้งหมด คืนจากพระองค์

จบเลย งานเลี้ยงเลิกรา หลังจากดาเนียลอ่านข้อความ ตีความหมายให้เบลชัสซาร์เสร็จแล้ว  กษัตริย์เบลชัสซาร์ก็ทำตามคำสัญญา ก็มอบตำแหน่งรองอันดับ 3 ยิ่งใหญ่สูงสุดของบาบิโลนให้กับดาเนียล แต่ดาเนียลก็ได้เป็นผู้ครอบครองระดับ 3 ของบาบิโลนสมัยนั้น ได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำ เพราะในข้อที่ 30 บอกว่าในคืนวันนั้นเอง กษัตริย์เบลชัสซาร์ของชาวบาบิโลน ก็ถูกปลงพระชนม์ และดาริอัส แห่งมีเดีย ทรงยึดอาณาจักรบาบิโลนได้

ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ในวันที่เกิดเหตุ เข้ายึดครองบาบิโลนได้นั้น ตรงกันวันที่ 12 เดือนตุลาคม ปี 539 ก่อนคริสตศักราช เพราะฉะนั้น เหตุการณ์ในดาเนียล บทที่ 5 ที่เรากำลังอ่านนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 เดือนตุลาคม ปี 539 ก่อนคริสตศักราชนั่นเอง คืนนั้น แล้วรุ่งขึ้น ก็เปลี่ยนยุค เป็นของเมโดเปอร์เซีย ถูกยึดไปแล้ว

ในประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ว่าชาวมีโดเปอร์เซีย ได้ยกทัพมาประชิดบาบิโลน แล้วก็เจาะทะลุอุโมงค์ใต้น้ำ ปกติสมัยก่อน เมือง โดยเฉพาะในวัง ในส่วนลึก เขาจะมีน้ำล้อมรอบ ทหารของมีเดียเปอร์เซีย ลงไปใต้น้ำ แล้วก็ไปเจาะกำแพง ใต้น้ำนั้น มุดเข้าไป ไปโผล่ที่ห้องบรรทมพอดี เจอเบลชัสซาร์ปลงพระชนม์ในคืนวันนั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นไปตามพระเจ้ากำหนดไว้ทุกประการ ถามว่าทำไมพระเจ้าดลใจให้เนบูคัดเนสซาร์ ที่เคยดูหมิ่นพระเจ้า โอหังต่อพระเจ้าเหมือนกัน หรือเขาเรียกว่าทะนงตน แต่พระเจ้ากลับให้อภัย แล้วให้โอกาสให้เขามีการกลับใจใหม่ ท่านคิดไหม?

ในสมัยกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เคยได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า ตอนที่เคยถ่อมใจ ยอมจำนนต่อพระเจ้า ระลึกถึงว่าพระเจ้าเป็นใคร? ปุ๊บ จนได้เขียนสรรเสริญพระเจ้า ในบทที่ 4 ที่เราได้อ่านไปแล้ว สรรเสริญใหญ่เลย  เพราะพระเจ้าให้โอกาสเขา ถูกไหม? แต่มาถึงกษัตริย์เบลชัสซาร์ต่างกัน เนบูคัดเนสซาร์ไม่เคยได้ยิน แต่เบลชัสซาร์เคยได้ยินมาก่อน จากบรรพบุรุษแล้ว ผ่านทางเนบูคัดเนสซาร์งว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเนบูคัดเนสซาร์เป็นอย่างไร? เนบูคัดเนสซาร์เขียนบันทึกไว้เรียบร้อย เป็นบันทึกของบาบิโลนเลย เป็นเรื่องที่ดังมาก กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เขียนไว้ให้ทุกคนได้รู้ รวมทั้งลูกหลานของตัวเองด้วย เพราะฉะนั้น เบลชัสซาร์ก็ต้องรู้อย่างแน่นอนว่าพระเจ้าผู้นี้เป็นใคร? พูดง่ายๆ ทำอะไรไว้ แต่ทั้งๆ ที่รู้ ก็ยังเย่อหยิ่ง จองหอง ไม่ถ่อมใจ ลบลู่พระเจ้าถึงขนาดเอาภาชนะทองคำของชาวยิว ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอยู่ในพระวิหารออกมาใช้ในงานเลี้ยง เอามาดื่มเหล้ากัน มันเป็นการเหยียดหยามมาก พระเจ้าเลยไม่ให้โอกาสเลย

เราอาจจะทำไมคนนี้ได้ คนนั้นไม่ได้ แต่พระเจ้าดูที่ใจของคนนั้นว่าเขาเย่อหยิ่งจองหองขนาดไหน? บางคนอาจจะหยิ่งเฉยๆ บางคนอาจจะลืมตัวทะนงตนเฉยๆ แต่ไม่ถึงขนาดโอหัง กำเริบเสิบสานขนาดนั้น ตอนเนบูคัดเนสซาร์ พระเจ้าให้โอกาส เพราะพระเจ้ามองเห็นจิตใจข้างในของเนบูคัดเนสซาร์ว่ายังมีความถ่อมใจอยู่

ตั้งแต่วันที่พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ จนกระทั่งถึงตายที่ไม้กางเขน แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ครอบครองอาณาจักรในโลกวิญญาณแล้ว ตั้งแต่วันนั้นมีเยอะแยะมากมาย ที่ทำเหมือนเนบูคัดเนสซาร์และทำเหมือนเบลชัสซาร์อย่างนี้ มี 2 พวกเลย พวกหนึ่งทำ เพราะข้างในยังมีโอกาสถ่อมอยู่ แต่ไม่รู้ พอเจออะไรหลายๆ อย่างพระเจ้าสอน กลับใจ ยอม แต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้ ก็ไม่ยอม รู้ ก็โอหังต่อไป สุดท้ายเป็นเหมือนเบลชัสซาร์ แล้วเราควรจะทำอย่างไร? ที่เรากำลังเรียนรู้เรื่องเขา

ปัจจุบัน ท่านจะไปไหนก็จะเจออยู่ 2 พวกนี่แหละ

ให้เราอยู่เฉยๆ อธิษฐานในใจ

“ขอพระเจ้าเมตตาเขา ให้เหมือนกับที่ประทานความเมตตาให้กับเนบูคัดเนสซาร์เถิด ช่วยเขาด้วยเถิด เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป อย่างน้อยให้เขามีโอกาสกลับใจใหม่ด้วยเถิด ให้เขาถ่อมใจ ให้เขารู้จัก ให้เขาเห็นพระองค์ด้วยเถิด”

เราคงไม่อธิษฐานขอให้เป็นเหมือนเบลชัสซาร์ เป็นไปเลยแล้วกัน พรุ่งนี้แล้วกัน ขอเป็นวันนี้เลยแล้วกัน เบลชัสซาร์ยังได้ตั้งหลายชั่วโมงนะ บางทีหลายครั้ง เราอึดอัดใช่ไหม? เพราะเรารักพระเจ้าของเรา ก็มนุษย์ธรรมดา ใครรักใคร ก็หวงของเรา เรารักของเรา ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นอันหนึ่งให้เราได้เห็นว่าเราไม่ต้องกลัว แทนที่จะกลัวและโมโห เราควรจะมีเมตตา สงสาร เข้าใจเขามากกว่า ตกใจแทนเขา

เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าทรงครอบครอง ควบคุมทุกสิ่ง เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว พระองค์จะยกอาณาจักรผู้ใดก็ได้ ตามแต่น้ำพระทัยของพระองค์ พระองค์ทรงพอพระทัยผู้ใด ผู้นั้น ก็ได้รับสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ และพระองค์บอกว่าพระองค์ชอบคนที่มีใจถ่อม นี่เคล็ดลับ เพราะฉะนั้น ใครอยากได้อะไรดีๆ จากพระเจ้า ก็ให้มีใจถ่อม มากกว่าการอธิษฐานด้วยซ้ำ อธิษฐานไปก็ไร้ประโยชน์ ถ้าข้างในใจมีแต่ความเย่อหยิ่ง ความจองหอง ท่านต้องฝึกฝนใจถ่อม พอท่านใจถ่อม ต่อให้ไม่อธิษฐานอะไรเลย พระเจ้าก็อยากจะให้

“พระเจ้าช่วยลูกเถอะ ให้ลูกเป็นคนใจถ่อม”

ให้เราวางใจ และวางภาระของเราลง สำหรับคริสเตียน คนที่รู้จักพระเจ้าแล้ว ก็ตามหัวข้อซีรี่ส์นี้ ก็คือจงนิ่งเสีย และรับรู้ว่าพระองค์ คือพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย  ผู้ทรงครอบครองและควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่ง ผู้ทรงเป็นผู้สร้างฮีโร่ เพราะฉะนั้น อย่าโอหัง จงรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า บางคนเอาพระคัมภีร์ข้อนี้ขึ้นมา จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า นึกถึงแต่ความยิ่งใหญ่อย่างเดียว ต้องนึกถึงว่าจงรับรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ทรงครอบครองและควบคุมอยู่เหนือสรรพสิ่ง ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว นอกจากพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ผู้ทรงครอบครองและทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราทำอะไรได้ เราอธิษฐานสั่งพระเจ้าทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น จงถ่อมใจ อย่าโอหัง และรับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า จงพูดกับตัวเองเสมอ พูดกับคนอื่นเมื่อไร คือเป็นคนเย่อหยิ่ง

คนเย่อหยิ่ง โอหัง คนที่ยกย่องสรรเสริญตัวเอง จะมีอาการหนึ่งออกมา ก็คือยกตนข่มท่าน เขาจะเหยียดคนอื่น เขาจะดูถูกคนอื่น เขาจะไม่ให้เกียรติคนอื่น เมื่อไรท่านเห็น เช็คในจิตใจท่าน รีบขอพระเจ้าเอามันออกไปที ก่อนอะไรทั้งสิ้นเลย เอเมน จำไว้เลย

เพราะฉะนั้น อย่าโอหัง อวดตัว ดูหมิ่นผู้อื่น ดูหมิ่นพระเจ้า เราคงไม่ดูหมิ่นแล้ว เพราะเราเป็นคริสเตียนแล้ว แต่เราจะดูหมิ่นพระเจ้าทางอ้อม โดยไม่รู้ ก็คือเราดูหมิ่นคนอื่น พอเราดูหมิ่นคนอื่น ก็คือเรากำลังเย่อหยิ่งจองหอง เมื่อเราเย่อหยิ่งจองหอง ก็คือเราไม่เชื่อในพระเจ้าว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้ารู้ทรงครอบครองควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่

เพราะฉะนั้น ท่านเห็นภาพตรงนี้แล้วนะ จากนี้ต่อไป วางใจในพระเจ้าทุกอย่าง ทุกอย่างอยู่ที่พระองค์ และอย่าเย่อหยิ่ง ไม่ต้องอะไรทั้งสิ้น นิ่งๆ และรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มอบภาระทุกอย่างไว้ที่พระองค์ เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2017 เรื่อง “สวัสดีวันเด็ก ปี 2017” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่  15  มกราคม  2017

เรื่อง “สวัสดีวันเด็ก ปี 2017”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้ถ้าจะให้เข้าบรรยากาศต้องพูดว่าอย่างไร? ใครรู้บ้าง?  ต้องบอกว่า “สวัสดีวันเด็ก” ใช่ไหม? แต่มองไป ต้องบอกว่า “สวัสดีคนเคยเด็ก” เพราะส่วนใหญ่เป็นคนเคยเด็กทั้งนั้น เด็กมีไม่กี่คน แต่ว่าพวกเรา ถึงแม้ว่าจะเลยวันเด็กมานานแล้วแต่ บางคนก็บอกว่าเลยวันเด็กมานาน บางคนในที่นี่บอกว่าเลยวัยเด็กมานานนนนนน มากเลย แต่ส่วนใหญ่ก็จะใช้ชีวิตร่วมกับเด็ก บางคนเป็นพ่อแม่ บางคนเป็นปู่ย่า ตายาย ทวด ลุงป้า น้าอาเยอะแยะไปหมดแล้ว มีลูกมีหลาน ต้องอยู่ร่วมกับเด็ก มีใครบ้างที่ไม่มีประติสัมพันธ์ ไม่มีร่วมกับเด็กเลย มีไหม? ไม่มีเนอะ อย่างน้อยก็เป็นอาเป็นน้า

มีไหมสมัยนี้มองดูเด็กๆ แล้วก็บ่น หรือตั้งคำถามว่าอย่างนี้ว่า …

“เด็กสมัยนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้นะ”

หรือไม่ก็ “สมัยเราเด็กๆ ไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย เราตอนเด็กๆ ไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย”

แล้วส่วนเด็กๆ พอผู้ใหญ่บ่น เด็กๆ ก็จะบอกว่า “ผู้ใหญ่นะเอ้าท์ ไม่มีเทรนเลย”

รู้จักไหมเอ้าท์ แปลว่าอะไร? ไม่มีเทรนเลย อะไรก็แล้วแต่ ผมก็ไม่รู้ประมาณนี้ คือพูดง่ายๆ เชย ไม่มีเหตุผล นั่นแหละ แต่เขามีคำศัพท์ของเขา เขาหันตาดูกัน แล้วเขาพูดกันบางอย่าง ผมไม่รู้หรอก แปลว่าอะไร? แต่รู้ว่า “คุณนะเชย” ระวังนะ ใครมีลูก มีหลาน ก็คอยสังเกต ถ้าเขาหันไปซุบซิบ นั่นแหละ แสดงว่าเขากำลังนินทาคุณ

อย่างสมัยก่อน เวลาพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่พูดคำเดียวว่า “ไม่” ทุกคนหยุดหมดเลย ไม่มีใครกล้าเถียง ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง บางครั้ง ก็ไม่พูดด้วยซ้ำ แค่มองตา ชำเรืองนิดหนึ่ง หยุดทันที นั่นมันสมัยโน้นนะครับ แต่เด็กสมัยนี้เป็นไง? ถ้าบอกว่า “ไม่ อย่าทำ” ถึงให้มองตาถลนเลย ก็ยังทำอยู่ ก็จะสวนกลับทันทีเลย พอบอกว่า “อย่า”  เขาจะสวนกลับทันทีเลย “ทำไมๆ?” ไม่ใช่ว่าเขาดื้อนะ  ทำไม จะให้เขาหยุดทำไม? อธิบายให้เขาฟังสิ มีเหตุผลอะไร? นี่เด็กปัจจุบัน  หยุด ก็จะหยุด ไม่ใช่ เดี๋ยวก่อน ฟังก่อน  แม่ไม่มีเหตุผลเลย อธิบายก่อนสิ มันคืออะไร? ถ้าสมัยก่อนมีเหรอ โต๋เต๋มีเหรอ ทำไม โดนดิ แต่ตอนนี้ต่อให้มองตาถลน ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

นี่คือปัญหาช่วงวัยของคน Generation gap ที่ทำให้คนในครอบครัว ในสังคมที่มีมุมมองความคิด ความเข้าใจ พื้นฐานการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ไม่รัก ไม่ใช่ไม่ชอบ ไม่ใช่ไม่ดี แต่มันไม่เข้าใจกันนั่นเอง ฟังอาจดูเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร? แต่จริงๆ แล้ว นี่คือปัญหาใหญ่ของครอบครัวและสังคมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมคนไทย คนแถบเอเชีย ยิ่งเยอะใหญ่ เพราะคนไทยและคนเอเซียส่วนใหญ่จะอยู่ร่วมกัน แบบครอบครัวใหญ่ๆ มีสมาชิกหลายๆ รุ่นอยู่ร่วมกัน และในสังคมไทยและในสังคมเอเซียก็ยังยึดติดอยู่กับระบบอาวุโส ชนชั้น ค่อนข้างมาก นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน วันเด็กต้องมาคุยเรื่องนี้ เพราะเราต้องอยู่กับเด็กตลอดไป แล้วเราต้องพึ่งเขาในอนาคตด้วย ไม่ใช่พึ่งเขาในอนาคต ตอนนี้ก็พึ่งอยู่แล้วล่ะ

ดังนั้น หากทุกฝ่ายสามารถทำความเข้าใจกันได้ ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม มันก็ทำให้เกิด เขาเรียกว่า Gap ช่วงวัยที่ต่างกัน มันไม่มีปัญหา มันยังคุยกับพอสื่อกันรู้เรื่อง ถูกหล่อหลอมมาอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น ให้มีพฤติกรรมบ่งบอกถึงความจริงใจซึ่งกันและกัน ตรงนี้เขาหมายความว่าอย่างไร? ไม่ตีความหมายผิดว่าอย่างนี้เรียกว่าดื้อ อย่างนี้เรียกว่าแม่ไม่รัก อย่างนี้เรียกว่าพ่อไม่รัก ตีความหมายผิดหมดเลย อย่างนี้มันก็จะเกิดปัญหา ทำให้สังคมไม่สามารถอยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัวใหญ่ๆ

ถามว่า “สังคม” คืออะไร? สังคมเราทุกวันนี้ ก็คือครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง ท่านสังเกตสิครับ ครอบครัวเรา ก็คือสังคมหนึ่ง สถาบันครอบครัวเล็กๆ บ้านเรา ก็คือครอบครัว ออกไป มาโบสถ์ ก็คือครอบครัว อยู่ในประเทศไทย ประเทศไทยทั้งหมด ก็คือครอบครัว ไปข้างนอกโลกทั้งหมด ก็คือครอบครัว … ครอบครัวคืออะไร? คือครอบด้วยครัว ก็คือครอบด้วยผู้คนมากมาย  มีปฏิสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์ มีความติดต่อกัน แล้วถ้ามันไม่เข้าใจกัน มันเกิดอะไร? มันเกิดปัญหา มันไม่มีความสุข วันนี้จึงเอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง สนุกมากเลยนะ

… มีอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายไว้ถึงลักษณะของสังคมปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร? ทั้งโลกเป็นอย่างนี้หมดว่าแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม เรียกว่า 4 Generation จำได้ไหม Generation ที่ผมบรรยายเรื่องพระเจ้าว่าในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงครอบครองอยู่ อาณาจักรของพระองค์อยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ คำว่า “ทุกชั่วชาติพันธุ์” คือ Generation to Generation จาก Generation ไปสู่ Generation หนึ่ง คืออยู่ตลอดเลย พระเจ้าครอบครองและควบคุมบังคับทุกอย่างอยู่ทั้งหมดนี้

คำว่า Generation ไปสู่ Generation  น่าจะแปลว่าวัยหรือยุค หรือชั่วอายุก็ได้  พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ชั่วอายุ”

พระเจ้า อาณาจักรของพระองค์ทรงอยู่เหนือ จากชั่วอายุหนึ่งไปยังชั่วอายุหนึ่งตลอดจนนิรันดร์

ชั่วอายุหนึ่ง คืออะไร? เรามาดูนะครับว่าอาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าอย่างไร? แบ่งไว้อย่างไร? มีอยู่ 4 Generation คือ 4 ยุคในปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 4 ยุค

กลุ่มที่ 1 หรือยุคที่ 1 หรือเรียกว่า Generation ที่ 1 เป็นกลุ่มที่เป็นผู้อาวุโสในยุคปัจจุบัน เป็นอาวุโสในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นคนนแก่ในยุคปัจจุบันนะ ฟังให้ดีๆ เป็นอาวุโสในยุคปัจจุบัน คือกลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.2489 – ช่วงอายุที่เกิดในปี พ.ศ.2507 คืออายุประมาณ 71 – 53 ปี บางคนก็ถามว่าถ้าเกิน 71 ขึ้นไปล่ะ ก่อน 2489 เรียกว่าซุปเปอร์อาวุโส อันนั้นเขาไม่นับแล้ว เหลือน้อย ไม่ใช่เวลาเหลือน้อยนะ แต่คนอยู่อย่างนี้ น้อย เขาเลยไม่นับ

เขาเรียกกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มยุคสงครามโลกครั้งที่ 2” กลุ่มอาวุโส ซึ่งประเทศต่างๆ เร่งผลิตประชากรมาช่วยพัฒนาประเทศที่กำลังบอบช้ำจากสงคราม พูดง่ายๆ คือสงครามเกิด ผู้ชายตายไปเยอะ คนตายไปเยอะแยะมากมาย แล้วก็ต้องการคนงานเยอะแยะมาช่วยกันฟื้นฟูประเทศ ก็เลยเชียร์กันให้มีลูกเยอะๆ เขาเรียกกันว่ายุคลูกดก ภาษาอังกฤษจะชัดมาก เขาเรียกว่ายุค “Baby Boomer (ยุคลูกดก)” คือยุคที่ยุให้มีลูกเยอะๆ หรือภาษาในปัจจุบันเรียกยุคนี้ว่า Gen B

คนที่อายุ 53 ขึ้นไป เรียกว่ายุค Gen B ซึ่งคนในยุคนนี้จะได้เห็นความลำบากลำบนของพ่อแม่ เพราะเกิดสงคราม เห็นความแร้นแค้นของพ่อแม่ จึงทำให้เกิดความอดทนสูง สู้งาน ใช้ชีวิตเรียบง่าย  เป็นคนที่เก็บออม มากกว่าการใช้สอย ถูกหรือไม่ถูก? ถูก ถูกมาก แล้วเก็บไว้ให้ใคร?

และเนื่องจากในยุคนั้น ใน Gen B ยังไม่เทคโนโลยีทันสมัย เหมือนปัจจุบัน ความรู้ต่างๆ จึงตกอยู่กับชนชั้นผู้นำ หรือชั้นปกครอง ที่เรียนมาเยอะๆ เรียนจากเมืองนอกบ้าง อะไรบ้าง? จึงทำให้คนในยุค Gen B ยังยึดถือในระบบชนชั้น รับฟังคำสั่งจากผู้นำ หรือหัวหน้างานที่มีความรู้มากกว่าตัวเอง  เป็นอย่างนั้นจริงๆ

กลุ่มที่ 2 เรียกว่า Generation X หรือ Gen-X  ซึ่งเป็นคนวัยทำงานในปัจจุบันเกิด พ.ศ.2508 -2522 คืออายุประมาณ 52 – 38 ปี กลุ่มนี้เรียกว่า Gen-X เป็นผลจากการผลิตประชากรล้นในยุคก่อนหน้า เสียใจหรือดีใจไหมรู้ เป็นผลจากการผลิตประชากรจนล้นในยุคก่อน จึงมาเริ่มคุมกำเนิดในยุคนี้ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเริ่มทันสมัย และแพร่หลายมากขึ้น ทำให้คนกลุ่มนี้ เริ่มมีความอดทนน้อยลง และมักจะตั้งคำถามว่า …

“ทำไม ชีวิตต้องทน”

ในเมื่อมีโอกาส และตัวเลือกมากขึ้น ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้นนั่นเอง เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะในบ้านมีลูกน้อยกว่าแต่ก่อนนี้ มี 2 คน แต่ก่อนนี้มีตั้งนานคน Gen ก่อนหน้านี้ คนในยุคคนนี้ยังทำงานด้วยตัวเอง ยึดระบบชนชั้นเหมือนกัน แต่น้อยลงแล้ว เก็บออมและใช้เท่าที่มี เลือกทำงานที่ชอบ รักอิสระ และเริ่มมีความคิดสร้างสรรแบบออกนอกกรอบ ถูกหรือไม่ถูก?

กลุ่มที่ 3 Generation Y หรือ Gen-Y  เป็นวัยนักศึกษาจนถึงเริ่มทำงาน ในยุคปัจจุบันนี้ เกิดพ.ศ.2523 – 2540 อายุ 37 – 20 ปี Gen-Y คนกลุ่มนี้เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแพร่หลายแล้ว ทำให้มีความอดทนน้อยลงไปอีกกว่า Gen-X สมาธิสั้น มักเปลี่ยนงานบ่อย คน Generation จะไม่ชอบเรื่องชนชั้นแล้วคราวนี้ ทั้งในเรื่องการทำงาน และการใช้ชีวิต เด็กยุคนี้ชอบการทำงานที่เป็นทีมเวิร์ค ทำงานร่วมกันมากกว่าการฟังคำสั่งจากหัวหน้างานคนเดียวหรือฟังจากผู้นำอย่างเดียว และไม่ชอบการบังคับขู่เข็ญจากพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ เข้าใจไหม? นี่พูดแทนวันเด็กนะ วันนี้วันเด็ก พูดให้เขาหน่อย  เด็กที่อายุโตแล้ว ตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปจนถึงอายุ 37 เขาบอกว่า …

“เขาไม่ชอบการบังคับขู่เข็ญจากพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่” เข้าใจไหม?

กลุ่มที่ 4 Generation Z หรือ Gen-Z เกิดหลัง พ.ศ.2540 จนกระทั่งหนึ่งวัน เมื่อวานนี้ อายุตั้งแต่ 19 ปีลงมา เขาเรียกว่า Gen-Z ในบ้านเรามีเยอะนะ เป็นกลุ่มวัยตั้งแต่แรกเกิดถึงมัธยมศึกษา คนกลุ่มนี้ เกิดมาด้วยการเลี้ยงดูที่เพียบพร้อม รายรอบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และแพร่หลาย เพียงกระดิกนิ้ว ก็ได้สิ่งของที่ต้องการ ทำให้คนกลุ่มนี้ มักทำในสิ่งที่ชอบ รักความสะดวกสบาย ไม่ชอบพิธีการ

“ฉันชอบโบสถ์ แต่ฉันไม่ชอบพิธีการ อาจารย์อย่ามากเกิน”

และรุ่นนี้ Gen-Z เขาสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เราบอกอ่านหนังสือ แล้วยังฟังเพลงอีก  แล้วยังแถมเล่นเกมส์ไปด้วยในตัวพร้อมกัน แล้วจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร?  สมัยพ่อไม่เป็นอย่างนี้เลย เดี๋ยวนี้เขาเป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น  เพื่อนทำ 5 อย่างเลย ล้างชามไปด้วย ล้างชาม เล่นไลน์ โอ๊ย! ทุกอย่างเลย ดูแลไปในตัว ทำได้ แต่เราสมัยก่อน ไม่ได้ นี่คือความสามารถผิดกัน

กลับมาที่คำถามว่า … “วัยรุ่นสมัยนี้ ทำไมไม่เชื่อฟังพ่อแม่” …

ก็เพราะคนยุคนนี้ ไม่ชอบเรื่องชนชั้นไง เพราะฉะนั้น หากพ่อแม่ หรือผู้ปกครองปรับวิธีการเลี้ยงดูให้เด็กรู้สึกว่าเหมือนเป็นเพื่อน มากกว่าความเป็นพ่อแม่ เด็กก็จะค่อยๆ เปิดใจเข้าหา จะเห็นว่าหากบ้านใดที่ผู้ใหญ่ฟังเด็กมากๆ บ้านนั้น เด็กก็จะรักผู้ใหญ่มาก ใช่ไหม? เราต้องเข้าไปเป็นเพื่อนเขา ไม่ใช่เข้าไปเหมือนแต่ก่อนนี้แล้ว มันคนละยุคแล้ว ผู้ใหญ่บางคนมักคิดว่าตัวเองอาบน้ำร้อนมาก่อน พยายามยัดเยียดความเป็นตัวเองให้กับเด็ก แต่ปัจจุบัน สภาพการมันไม่ได้เป็นไปตามนั้นแล้ว มันเปลี่ยนไปแล้ว หากยังฝืนยึดความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ แล้วก็ยัดเหยียดอย่างนั้นให้เด็ก ผู้ใหญ่อาจกลายเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมของเด็ก  และเขาจะหันไปสนใจสมาท์โฟน คอมพิวเตอร์ อะไรแล้วแต่เยอะแยะไปหมด เขาไม่สนใจคุณ เขาก็คิดคุณเหมือนสภาพแวดล้อม เหมือนต้นไม้ มันจะเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ไม่รัก ความเป็น Gep คือสื่อสารกันไม่เข้าใจ

นี่คือวันเด็กนะ จึงเอามาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเราจะได้ปรับตัวให้เข้ากับเขา จะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

และคำถามที่ว่า … “ทำไมเด็กสมัยนี้ ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบทำอะไรหลายๆ อย่าง บางครั้ง อ่านหนังสือไปด้วย  ฟังเพลงไปด้วย  ทำอะไรไปด้วย”

อาจารย์ท่านนี้บอกว่าตรงนี้ก็เป็นเพราะความสามารถของคนยุคนี้ ความสามารถมันพัฒนาขึ้น มีความสามารถทำอะไร? หลายๆ อย่างเวลาเดียวกัน คือพัฒนาขึ้น แต่ละยุคพัฒนาขึ้น เขาสามารถทำได้ ยิ่งเป็นสิ่งที่เขารักด้วย เขายิ่งทำให้มากหลายอย่าง และแม้จะทำหลายอย่าง ผลงานก็ออกมาดี ซึ่งผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ผู้ใหญ่ควรจะเข้าใจสิ่งนี้ เขาทำได้หลายอย่าง

คิดดูนะ บางทีผมก็งงเหมือนกันนะ “โต๋จะเป็นนักเล่นเปียโน ดูแลนิ้ว สมัยพ่อนะ เล่นเปียโน แล้วทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ต้องไปฝากธนาคารไว้ แล้วก็ประกันภัยชีวิตของนิ้ว นิ้วหักไม่ได้ ไปไหนต้องระวัง”

นี่มีที่ไหน? เล่นเปียโน ไปเล่นบาส … บาสกับเปียโนสมัยก่อน มันไม่ได้กันเลยนะ ห้ามเด็ดขาด เป็นสิ่งที่ห้ามเด็ดขาด เป็นเรื่องจริง อะไรที่เกี่ยวกับนิ้ว นิดหนึ่งก็ไม่ได้ แต่กันนี้ไปเล่นบาส แตะลูกบอล แค่นั้นไม่พอ วันดีคืนดีเตะบอลอีก เตะบอล อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นเยอะ

“โธ่ พ่อ โต๋เตะแบบพอมันส์”

พอมันส์ เตะอย่างไง ลูกบอลจะสั่งมันได้เหรอ เตะกับกลุ่มคนที่ไม่รุนแรง อะไรประมาณนั้น เขาดูแลตัวเองได้  แค่นั้นไม่พอ ไปฟิตเนตอีกต่างหาก จะเอาเวลาที่ไหนไป ยกเวต แค่นั้นยังไม่พอ จำไม่ได้ เยอะเหลือเกิน ผมจำไม่ได้ แต่เขาทำได้ แต่เป็นนักเล่นเปียโน

ทุกคนมาถาม ลูกเล่นเปียโน เก่งจังเลย ไม่กล้าพูดกับเขา ไม่ได้ซ้อมเลยครับ นี่เรื่องจริง แต่เขาทำได้ เขาไม่เหมือนคนในยุคก่อน ไม่ใช่เขาเก่งหรือไม่เก่ง เขาเป็นคนในยุคนี้ ไม่ใช่ยุคผม ยุคผมวันทั้งวันเล่นแต่กีต้าร์ เล่นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะต้องซ้อมแต่กีต้าร์ เพราะยุคผมได้แค่นั้น ตอนนี้เลยมา 2 ยุคแล้ว มาถึงยุคเขา เขาทำได้หลายๆ อย่าง ไม่ใช่ว่าเก่งหรือไม่เก่ง แต่เพราะเป็นคนในยุคนี้ เราต้องเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ ผมก็ต้องบอกว่า …

“ไม่ได้ อยากจะเล่นดนตรี ก็ต้องเล่น เปียโนต้องดูแลให้ดีๆ อย่าไปทำอย่างอื่น”

เขาก็อึดอัดๆ ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว เขาทำได้ ต้องไว้ใจเขา แรกๆ ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ ทุกวัน ต้องบ่นกันทุกวัน

“เล่นเปียโนต้องระวังนิ้ว”

เขาก็ไปเล่น ดึกดื่นไปเตะบอล คิดดูสิ เขาไปเตะบอลที่สนามบอล ตอนไหน? สมัยก่อน เราก็เตะตอนตี 5 … 6 โมงเช้า 8 โมง นี่เขาไปเตะตอนไหนรู้ไหม? 4 ทุ่ม เขาว่างตอนนั้น เพราะก่อนหน้านั้น เขาไปทำอย่างอื่นเยอะแยะไปหมด เขาว่างตอนนี้ เพราะเพื่อนๆ เขาว่างตอนนี้ เตะตอน 4 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน ตี 1 เตะจริงๆ อย่างนี้ แล้วตอน 2 ทุ่มอยู่ไหน? อยู่ที่สนามบาส เล่นบาส อย่างนี้ แล้วที่เขาไปเตะบอล สนามหญ้าเทียม เขารู้จักหญ้าจริงไหม? ไม่รู้จัก เขามองสนามเขาก็รู้ว่าหญ้าเทียมยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ ราคาเท่าไร? พอไปเจอหญ้าจริงๆ อะไรอ่ะ

ความแตกต่าง แตกต่างขนาดไหน? ท่านเห็นไหม? ถ้าเราไม่เข้าไป พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ไม่เข้าไปอย่างนี้ ท่านจะถูกเอ้าท์ไปเรื่อยๆ ถูกทิ้งไปเรื่อยๆ ไกลๆ แล้วท่านก็จะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง แล้วไม่มีโอกาสที่จะชี้แนะแนวทางอะไรบางอย่าง ที่ท่านคิดว่าดี หรือว่าประสบการณ์ของท่าน ในทางที่เขาสามารถรับได้ให้กับเขาอีกต่อไป เพราะคุยกันไม่รู้เรื่องนั่นเอง

อาจารย์สรรเพชร ชัยสิริยะสวัสดิ์ จึงเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ให้ข้อสรุปไว้อย่างนี้ว่า …

“คนแต่ละรุ่น มีความคิดและพฤติกรรมที่ต่างกัน แน่นอนเวลาทำอะไร อาจจะดูขัดหูขัดตา แต่ก็อยากให้รู้และเข้าใจธรรมชาติ เพื่อการอยู่ร่วมกันที่ดีของสังคม”

สรุปท้ายตรงนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจ อย่าไปบ่นเขา เวลาแฮปปี้เบิร์ดเดย์ อยู่กับแม่ทุกวัน อยู่กับพ่อทุกวัน เวลาเรียกกัน ส่งไลน์มาเรียก ลงมากินข้าว แทนที่จะมาพูด เวลาจะไป ก็พ่อไปแล้วนะ ไม่ได้พูดนะ ส่งไลน์มา

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์แม่”

เมื่อเช้าก็เจอ แทนที่จะพูด ไม่พูด ส่งไลน์มาแฮปปี้เบิร์ดเดย์

แล้วส่งอะไรมาอีก “รักนะจุ๊บๆ”

ก็จูบจริงๆ ก็ได้ เจอกันทุกวัน เดี๋ยวเย็นนี้ก็มาจุ๊บสักนิด ไม่ได้เดี๋ยวลืม ตอนกลางคืนมากลับดึก แม่นอนแล้ว

เราต้องเข้าใจ ไม่ใช่ทำเป็นงอน “ลูกไม่เข้ามาหาเลย แต่ก่อนนี้ยังมา”

เขาโตแล้ว เขาก็ไปของเขาสิ “เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมาหาเลย แต่ก่อนยังมาสวัสดี ตอนนี้ส่งแต่ไลน์มา”

ไม่รับไลน์ เดี๋ยวอีกหน่อย เขาไม่ส่งไลน์ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ฝึกหัดเล่นไลน์ ถ้าแม่ไม่มีไลน์ เขาก็ไม่มีจะส่งให้ เพราะฉะนั้น เราต้องไปฝึกเล่นไลน์ เพื่อเขาจะส่งต่อ คุยกับเราได้บ้าง เอเมน ขอให้มีความสุขกับวันเด็ก วันครอบครัวนะครับ

 

****************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2017 เรื่อง “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอน 9 “พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  8  มกราคม  2017

 เรื่อง “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า”

ตอน 9 “พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            การบรรยายวันนี้เป็นตอนที่ 9 ของซีรี่ส์ชุด “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” วันนี้มีชื่อตอนว่า “พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว” เรายังอยู่ในเรื่องราวเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ดาเนียลอยู่ ช่วงและสมัยของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่พระเจ้าเรียกว่า “ผู้รับใช้ของเรา” ซึ่งพระองค์ได้เตรียมความยิ่งใหญ่ให้เนบูคัดเนสซาร์ พระเจ้าเป็นผู้สร้างกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ให้เป็นฮีโร่อย่างที่ผมเคยบอก พระเจ้าควบคุมทุกอย่าง สร้างสถานการณ์ และสร้างฮีโร่ จากตอนก่อนๆ ที่ได้อ่านกันไปแล้วว่าพระเจ้าเป็นผู้เตรียมเนบูคัดเนสซาร์ให้เป็นจอมจักรพรรดิ แห่งบาบิโลน ให้เรืองอำนาจในสมัยนั้น ไปรบที่ไหน ก็ชนะ พระเจ้าก็ประทานอาณาจักรต่างๆ ก็คือประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะใหญ่เล็กในสมัยนั้น ให้อยู่ภายใต้การครอบครองของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ รวมทั้งอาณาจักรยิว คืออาณาจักรอิสราเอลของพระเจ้าด้วย ยกให้ไปเลย แล้วเนบูคัดเนสซาร์ก็รับใช้พระเจ้าตามแผนการของพระองค์ ด้วยวิธีการต่างๆ ที่พระเจ้าได้จัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเนบูคัดเนสซาร์ไม่รู้ว่าพระเจ้าควบคุมอยู่

เนบูคัดเนสซาร์ได้รู้จักพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่บ้าง ผ่านทางดาเนียล ชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโก 4 หนุ่มน้อยยิว ที่ไปชนะอิสราเอล ปล้นอิสราเอล เอาทรัพย์สินเงินทอง ทุกอย่างของอิสราเอลกลับมา รวมทั้งผู้คนด้วย 4 คนนี้ ก็คือ 1 ในจำนวนที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย ชัดรัด เมชาค อาเบดเนโก และดาเนียล พระเจ้าได้ทำการอัศจรรย์ใหญ่ให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ผ่านทางเด็กหนุ่ม 4 คนนี้ และกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ก็เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าทุกครั้ง และทุกครั้งที่ยอมจำนน หลังจากนั้นไม่นาน ก็หยิ่งอีกแล้ว

ดาเนียลทำนายฝันให้ถูกต้อง เข่าอ่อนเลย ประกาศว่า …

“พระเจ้าของดาเนียลยิ่งใหญ่มาก ขอสรรเสริญพระเจ้าของดาเนียล”

แต่งตั้งดาเนียลและเพื่อนทั้ง 3 คน เป็นผู้สำเร็จราชการ มีอำนาจ มีตำแหน่งใหญ่โต รองจากกษัตริย์เลย เพราะเห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า แต่ถ่อมใจได้ไม่นาน พอมีคนแนะนำให้สร้างปฏิมากรทองคำ ให้ผู้คนกราบไหว้ เหมือนเป็นการแก้เคล็ด ก็รู้สึกเหิมเกริมอีกแล้วว่า …

“ตัวข้านี่แหละยิ่งใหญ่สูงสุดแล้ว”

มันเป็นอย่างนี้ พอเพื่อนดาเนียลทั้งสามคน คือชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโกไม่ยอมทำตาม ไม่ยอมกราบไหว้รูปปั้นนี้ ก็โกรธใหญ่เลย

มันเป็นอย่างนี้ สำแดงถึงความเย่อหยิ่งของตนเองออกมา โกรธมากเลย  ไม่ยอมทำตามคำสั่ง สั่งจับ 3 คนนี้โยนลงไปในเตาไฟเลย ไม่ใช่ไฟธรรมดา เอาร้อนแรงสุดๆ ไปเลย อย่างที่เราได้เรียนกันมา แค่นั้นยังไม่พอ แถมยังหมิ่นประมาทพระเจ้าว่า …

“ไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาช่วยได้ พระเจ้าของแกก็ช่วยไม่ได้”

แต่พอพระเจ้าทำการอัศจรรย์ให้เกิดขึ้น เห็นกับตาอีกครั้งหนึ่งว่าหลังจากที่ทหารโยน 3 คนนี้เข้าไปในเตาไฟ ปรากฏว่าเนบูคัดเนสซาร์เห็น 4 คนอยู่ในนั้น คนที่ 4 มีลักษณะเหมือนเทพบุตร พูดง่ายๆ ว่าเห็นพระเยซูอยู่ในนั้น  ก็เลยเปลี่ยนอีกแล้ว พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าเนบูคัดเนสซาร์เดินไปที่ประตูเตาไฟ ตรัสว่า …

“ชัดรัด เมชาค อาเบดเนโก ผู้รับใช้ของพระเจ้าสูงสุดเอ๋ย จงออกมาเถิด จงออกมานี่”

เปลี่ยนท่าทีแล้ว คราวนี้ประกาศอีกว่า …

“ขอสรรเสริญพระเจ้าของชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโก ผู้ทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยเหลือผู้รับใช้ของพระองค์ พวกเขาไว้วางใจในพระเจ้า ละเมิดคำสั่งของกษัตริย์ และยอมตายเสียดีกว่าปรนนิบัติพระอื่นใด เว้นแต่พระเจ้าของตน และไม่มีเทพเจ้าอื่นใด สามารถช่วยได้ถึงเพียงนี้”

นี้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ประกาศอย่างนี้ บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ แล้วก็ออกประกาศสำคัญเลย  สั่งไปทั่วราชอาณาจักรของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ว่า …

“ต่อไปนี้ ห้ามใครกล่าววาจาล่วงเกินพระเจ้าของทั้งสามคนนี้ (ของคนยิวนี้) ใครขัดคำสั่ง จะถูกฟันเป็นท่อนๆ”

นี่คือบุคลิกที่เราได้เห็นเกี่ยวกับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ แต่ผมยังเชื่อว่ายังมีเหตุการณ์อื่นๆ ในลักษณะอย่างนี้อีกเยอะ ในชีวิตของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่เข่าอ่อนสลับเข่าแข็ง

แม้กระทั่งทุกวันนี้ ก็มีคนแบบเนบูคัดเนสซาร์เยอะแยะ คือพอได้เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า ก็สรรเสริญพระเจ้า พระเจ้ามีชีวิตอยู่จริงๆ พระเจ้ายิ่งใหญ่จริงๆ พระเจ้าของเธอยอดเยี่ยม พอไปสักพักหนึ่งก็ลืมพระเจ้า แล้วหลายครั้ง ก็ยังสบประมาทพระเจ้าอีก

“พระเจ้าของเธอ ไม่เห็นช่วยเลย”

มันจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เข้ามาอยู่เรื่อยๆ ในชีวิตของเรา นี่คือลักษณะของมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่ไม่รู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว เพียงแต่ได้รับรู้ ที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เป็นอย่างนี้ ก็เพราะว่าเขายังไม่ได้รู้จักพระเจ้าอย่างจริงๆ ยังไม่ได้สัมผัสกับพระเจ้าจริงๆ เพราะว่าสำหรับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ แล้ว พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่เขาได้รู้จักผ่านทางดาเนียลกับเพื่อนๆ นั้น เป็นเพียงหนึ่งในพระเจ้า (S) หรือหนึ่งในเหล่าเทพเจ้าจำนวนหลายๆ องค์ที่เขาเคยรู้จักเท่านั้นเอง ไม่เหมือนดาเนียลกับเพื่อน และพวกเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ ที่ได้รู้จักพระเจ้าแล้ว รู้จักจริงๆ ว่ามีเพียงพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น แล้วพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่เพียงผู้เดียว

หลักการเชื่อพระเจ้าของดาเนียล สำหรับคริสเตียน คือเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่สูงสุด และเที่ยงแท้ ประโยคนี้ในพระคัมภีร์ หมายถึงนอกจากพระองค์แล้วไม่มีพระเจ้าอื่นใด หนังสือดาเนียลที่เราได้อ่านกัน เรียนกันในครั้งนี้ ตั้งแต่บทที่ 1 จนกระทั่งหมดเลย จะบอกถึงเรื่องนี้ พระเจ้าต้องการสำแดงพระองค์เองว่าพระองค์เป็นพระเจ้าอย่างนี้ นอกจากพระองค์แล้ว ไม่มีพระเจ้าเที่ยงแท้อื่นใดอีกแล้ว สมมติว่าตอนนี้ผมถามว่า …

“มีมิสเตอร์ ABC เป็นคนดังมากเลย ท่านรู้จักเขาไหม?”

ท่านบอกว่า “รู้จักๆ”

“ดูในทีวี คนนี้รู้จัก” สมมติ

แต่กับอีกคนหนึ่ง เป็นเพื่อนกับนาย ABC ตั้งแต่ก่อนเขาจะดังออกทีวีอีก รู้จักกับเขาเลย สนิทสนม กินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ถามว่า …

“รู้จักไหม ABC”

เขาก็จะบอกว่า “ผมรู้จัก”

เห็นไหม? คนแรกรู้จัก กับคนที่สองรู้จัก ไม่เหมือนกัน คำว่า “รู้จัก” ต้องหมายถึงมีปฏิสัมพันธ์ มีความผูกพันกัน มีการติดต่อกัน มีการ Followership มาบ้างแล้ว ไม่ใช่รู้จักแต่เขาว่ามา เขาเล่าว่า อย่างนี้ไม่ใช่

นี่คือความมั่นคงของความเชื่อที่ว่ารู้จักพระเจ้าจริงหรือไม่?  กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เห็นพระเจ้าทำอัศจรรย์ จึงเชื่อว่ามีพระเจ้า แต่พวกเราถึงไม่เห็นอัศจรรย์ เราก็เชื่อว่ามี มันแตกต่างกัน

ผมนึกถึงบทเพลงมาจากพระคัมภีร์ในหนังสือจดหมายฝากของอาจารย์เปาโล ที่เขียนบอกว่า …

“ข้าพเจ้ารู้จัก พระเจ้าที่ข้าพเจ้าเชื่อ”

ท่านรู้จักพระเจ้า ที่ท่านเชื่อไหม? ไม่รู้จัก หมายถึงคนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน แต่ข้าพเจ้ารู้จักพระเจ้าที่ข้าพเจ้าเชื่อ เขาเอามาแต่งเป็นเพลงเลยนะ

“แต่ข้ารู้จักพระองค์ที่ข้าเชื่อ           และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา

รักษาซึ่งมอบไว้กับพระองค์          จนถึงกาลวันนั้นได้”

หลังจากเหตุการณ์ที่เพื่อนของดาเนียล คือชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโกถูกจับโยนเข้าไปในเตาไฟ แล้วพระเจ้าช่วยเอาไว้ หลังจากนั้นมา 20 ปี พระเจ้าดลใจให้เนบูคัดเนสซาร์เขียนบันทึกด้วยตัวเอง เหตุการณ์ ประสบการณ์ของตัวเอง บันทึกไว้เหมือนเป็นคำพยาน เพื่อพระเจ้าจะได้บอกแก่บรรดามวลมนุษยชาติ ไม่ใช่บอกแก่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์อย่างเดียว ไม่ใช่บอกเฉพาะมาถึงชาวยิวในสมัยนั้น แล้วก็ไม่ได้บอกมาเฉพาะแค่คนเป็นคริสเตียน ในสมัยยุคพระเยซูเท่านั้น แต่จะบอกจากนี้ต่อไปจนวันสุดท้ายของโลกใบนี้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว นอกจากพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด

พระองค์ยิ่งใหญ่มากๆ พระองค์กล้าบันทึกไว้อย่างนี้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว แปลว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ อยู่เพียงผู้เดียว ก็แสดงว่านอกนั้น เป็นของไม่เที่ยงแท้ ไม่ใช่พระเจ้าจริงๆ

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ยกย่องพระเจ้ายิ่งใหญ่สูงสุด และโปรดปรานชาวยิว เพราะชาวยิวรู้จักพระเจ้าผู้นี้  จากเหตุการณ์นั้น ปีแล้วปีเล่า จนผ่านไป 20 ปี มาดูว่าอะไรเกิดขึ้น ในดาเนียล 4:1-18 นี่เขาบันทึกด้วยตัวเองเลย เป็นคำพยานของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เอง

ดาเนียล 4:1-18 “1 เรา กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ถึงท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพลเมือง ทุกชาติ ทุกภาษาทั่วโลก ขอให้ท่านเจริญรุ่งเรือง 2 เราเห็นควรที่จะแจ้งให้ทราบถึงหมายสำคัญ และปาฏิหาริย์ที่พระเจ้าสูงสุดทรงกระทำเพื่อเรา 3 หมายสำคัญของพระองค์ยิ่งใหญ่เหลือล้ำ การอัศจรรย์ของพระองค์เกรียงไกรยิ่งนัก ราชอาณาจักรของพระองค์ดำรงนิรันดร์ ทรงครอบครองอยู่ตลอดทุกชั่วอายุ 4 เรา เนบูคัดเนสซาร์ อยู่ในวังอย่างผาสุกและรุ่งเรือง 5 ขณะนอนอยู่บนเตียง เราได้ฝัน ทำให้ตกใจกลัว ภาพและนิมิตต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในความคิด ทำให้ตระหนกตกใจ

6 เราจึงสั่งให้นำปราชญ์ของบาบิโลนทั้งหมด มาทำนายฝันให้ 7 เมื่อบรรดานักเล่นอาคม  นักเวทมนตร์ โหราจารย์ และหมอดูฤกษ์ยามมาแล้ว เราก็แจ้งความฝันให้ฟัง แต่พวกเขาไม่สามารถแก้ฝันให้ได้ 8 แล้วดาเนียลก็มาเข้าเฝ้า เราจึงเล่าความฝันให้ฟัง (เขามีอีกชื่อหนึ่งว่า “เบลเทชัสซาร์” ตามชื่อเทพเจ้าองค์หนึ่ง วิญญาณของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเขา) 9 เรากล่าวว่า เบลเทชัสซาร์ หัวหน้านักเล่นอาคมเอ๋ย เรารู้ว่าวิญญาณของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเจ้า และไม่มีความล้ำลึกใดๆ ยากเกินความเข้าใจของเจ้า เราฝันเช่นนี้ จงแก้ฝันให้เราเถิด 10 ขณะนอนอยู่บนเตียงเราเห็นนิมิต คือเรามองไปเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง ที่ตรงกลางแผ่นดิน มันสูงใหญ่มาก

11 ต้นไม้นั้น เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนยอดสูงจรดฟ้า แม้แต่สุดโลกก็ยังมองเห็น 12 ใบของมันงามน่าดู ผลก็ดกเต็มต้น มันให้อาหารแก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง บรรดาสัตว์ในท้องทุ่ง มาพักพิงใต้ร่มของมัน เหล่านกในอากาศมาอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของมัน บรรดาสิ่งมีชีวิตเลี้ยงชีพด้วยผลของมัน 13 ขณะนอนอยู่บนเตียง เราเห็นนิมิต คือเรามองไปเห็นทูตสวรรค์ ผู้บริสุทธิ์ลงมาจากฟ้าสวรรค์ 14 เขาประกาศก้องว่า โค่นต้นไม้ลง ลิดกิ่งออก ตัดใบทิ้งให้หมด และสลัดผลให้เกลื่อนกระจาย ไล่สัตว์ทั้งหลายออกจากใต้ร่ม และไล่นกออกจากกิ่งต่างๆ ไป 15 แต่จงทิ้งตอกับรากไว้ เอาโซ่เหล็กและโซ่ทองสัมฤทธิ์ ล่ามทิ้งไว้อย่างนั้น กลางดงหญ้าในทุ่ง ให้กายเขาเปียกชุ่มด้วยน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ ให้เขาอาศัยอยู่กับสัตว์ท่ามกลางพืชพันธุ์ต่างๆ ของแผ่นดินโลก

16 ให้ความคิดจิตใจของเขาเปลี่ยนจากมนุษย์ กลายเป็นเหมือนสัตว์ จนครบเจ็ดวาระ 17 เหล่าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์เป็นผู้แจ้งคำตัดสินนี้ เพื่อผู้มีชีวิตอยู่จะรู้ว่าพระเจ้าสูงสุดทรงครอบครองเหนือมวลอาณาจักรของมนุษย์ ทรงมอบอาณาจักรแก่ผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัย ทรงแต่งตั้งผู้ต่ำต้อยที่สุด ให้ปกครองพวกเขา 18 “นี่เป็นความฝันของเรา กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ บัดนี้ เบลเทชัสซาร์เอ๋ย บอกเรามาเถิดว่าฝันนี้หมายความว่าอะไร เพราะไม่มีปราชญ์คนใดในอาณาจักรของเราแก้ฝันให้เราได้ แต่เจ้าทำได้ เพราะวิญญาณของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเจ้า”

 

อย่างที่บอกไว้ 20 ปีผ่านไป ลืมไปแล้ว ดาเนียลเป็นคนสุดท้ายที่มาเข้าเฝ้า เพื่อที่จะมาถวายคำแปลนิมิตนี้ ไปปรึกษาคนอื่นมาเยอะแล้ว ลืมพระเจ้าของดาเนียลไป

“เรากล่าวว่า เบลเทชัสซาร์ หัวหน้านักเล่นอาคมเอ๋ย”

ข้อ 3 “หมายสำคัญของพระองค์ยิ่งใหญ่เหลือล้ำ การอัศจรรย์ของพระองค์เกรียงไกรยิ่งนัก ราชอาณาจักรของพระองค์ดำรงนิรันดร์ ทรงครอบครองอยู่ตลอดทุกชั่วอายุ”

ที่ต้องการให้อ่านตรงนี้ เพราะตรงนี้ เป็นพล๊อตสำคัญ อีกอันหนึ่ง ข้อ 17

ข้อ 17 “‘พระเจ้าสูงสุดทรงครอบครอง เหนือมวลอาณาจักรของมนุษย์ ทรงมอบอาณาจักรแก่ผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัย’”

จำตรงนี้ไว้ เห็นภาพพื้นฐานของความเชื่อในพระเจ้าของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แล้วใช่ไหม? เนบูคัดเนสซาร์เชื่อว่าพระเจ้าของดาเนียลใหญ่ยิ่งจริงๆ สูงสุดด้วย แต่เขาก็ยังเชื่อว่ามีเทพเจ้าอื่นๆ อยู่ เพียงแต่เจ้าองค์นี้ คงจะใหญ่กว่าอะไรประมาณนั้น  ในบาบิโลน มีพวกนักปราชญ์ นักเล่นคาถาอาคม นักเวทมนตร์ นักโหราจารย์ แปลเป็นไทยอีกฝั่งเรียกว่านักวิเคราะห์ทางวิญญาณเยอะแยะมากมาย

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ก็เรียกให้ผู้คนเหล่านั้น มาทำนายฝัน แต่ก็ไม่มีใครทำได้ จึงนึกถึงดาเนียล … ดาเนียลจึงมาเข้าเฝ้า เนบูคัดเนสซาร์เชื่อว่าดาเนียลจะทำนายฝันได้ เพราะว่าเพิ่งจะนึกขึ้นได้

“ครั้งที่แล้ว เรายังไม่ได้บอกว่าเราฝันว่าอะไร?  เขายังรู้เลย”

จึงเชื่อมั่นว่าดาเนียลทำได้  แล้วก็เชื่อมั่นว่าดาเนียลมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ (S) หมายถึงว่าในตัวของดาเนียลมีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ 1 องค์ พูดง่ายๆ ในจำนวนหลายๆ องค์ ท่านจะได้เห็นภาพว่าพื้นฐานลึกๆ มันเป็นอย่างไร? ในยุคปัจจุบัน ความรู้สึกด้านของวิญญาณมนุษย์ ไม่แตกต่างเลย เหมือนเดิม เพียงแต่ทางวัตถุภายนอก  ที่เราเห็นทุกวันนี้ การเจริญรุ่งเรืองของเทคโนโลยี วัตถุสิ่งของ เจริญไป ต่างจากสมัยก่อน เรามีแก๊ส เรามีรถยนต์ มีคอมพิวเตอร์ แต่ทางด้านจิตวิญญาณของมนุษย์มันเหมือนเดิม ไม่มีผิดเลย

นี่คือคำพูดที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เป็นผู้พูดเอง ข้อที่ 3 ที่บอกว่าหมายสำคัญของพระองค์ยิ่งใหญ่เหลือล้ำ การอัศจรรย์ของพระองค์เกรียงไกรยิ่งนัก ราชอาณาจักรของพระองค์ดำรงนิรันดร์ ทรงครอบครองอยู่ตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์ เนบูคัดเนสซาร์เชื่อในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จากที่ยอมจำนนจากอัศจรรย์ที่เขาเห็น ที่พระองค์ทรงกระทำ แต่ประเด็นสำคัญที่เราจะเรียนรู้จากเรื่องราวในบทที่ 4 ในครั้งนี้ อยู่ข้อที่ 17 ที่ในความฝันของเนบูคัดเนสซาร์ มีเหล่าทูตสวรรค์เป็นรูปลักษณะคนมาเผยนิมิต ประกาศว่าเหล่าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้แจ้งคำตรัสนี้ เพื่อผู้มีชีวิตอยู่ จะรู้ว่าพระเจ้าสูงสุด ทรงครอบครองเหนือมวลอาณาจักรของมนุษย์ ทรงมอบอาณาจักรแก่ผู้ใด ก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัย ทรงแต่งตั้งผู้ต่ำต้อยที่สุด ให้ปกครองพวกเขา

ตรงนี้ ตรงนั้น รวมกันเรียกว่าอาณาจักร หรือว่า Kingdoms พระเจ้าผู้สูงสุด ทรงครอบครองเหนือมวลอาณาจักรของมนุษย์ ก็แสดงว่าพระเจ้าเป็นผู้ครอบครอง ดูแลอยู่เหนือประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ทั้งหมดเลย ตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน จนถึงอนาคตอีก ทรงมอบอาณาจักรแก่ผู้ใดก็ได้ ตามชอบพระทัย คือตามแต่พระประสงค์ของพระองค์ที่วางไว้ บางครั้งพระองค์ก็เลือกอย่างนี้ มีอะไรไหม? แต่เพื่อแผนการที่ดี สำหรับโลกใบนี้ทั้งใบ สำหรับพวกเราทั้งหลายบนโลกใบนี้ แต่เรามองว่าเลือกอย่างนี้มาได้อย่างไร? โหดร้ายมาก เลือกฮิตเลอร์ได้อย่างไร? แต่ในนี้บอกทรงมอบอาณาจักรแก่ผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสอนกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ และสอนมนุษย์ทั้งมวล เพราะในนี้บอกว่าเพื่อผู้มีชีวิตอยู่ ก็คือมวลมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด แต่เพียงพระองค์เดียว ทรงครอบครองเหนือทุกสิ่ง จะทรงสร้างใครเป็นฮีโร่ ก็ได้ ให้ใครใหญ่ก็ได้  ให้ใครเล็กลงก็ได้ ตามแต่พระประสงค์ หรือน้ำพระทัยของพระองค์เท่านั้น จบ ถ้าเราจะเติมต่อ เราบอกมีอะไรไหม? เดี๋ยวฟังดู ไม่ใช่ผมพูดเอง  กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์พูดคำนี้ด้วย

พระเจ้าทรงทราบอยู่แล้วว่าจิตใจของเนบูคัดเนสซาร์เป็นอย่างไร? วันนี้สรรเสริญพระเจ้า พระองค์ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เดี๋ยวเผลอๆ เย่อหยิ่งอีกแล้ว พระเจ้าจึงสอนผ่านเขาเลย ผ่านทางกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ บอกไว้เลยล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น แบบที่เรียกว่าให้ดาเนียลทำนายฝันไว้ล่วงหน้าก่อน เพื่อจะให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เชื่อและเห็นความอัศจรรย์ ความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าว่าใช่แน่ๆ เพื่อเขาจะได้เป็นผู้รับใช้พระองค์ เขียนสิ่งนี้ เป็นพยานให้กับมวลมนุษยชาติได้รู้อีกหนึ่งครั้ง ในจำนวนเยอะแยะหลายๆ ครั้ง ในพระคัมภีร์ที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ได้รู้และเขียนเป็นคำพยานอยู่ในนี้ว่าอย่าเย่อหยิ่ง ให้รู้ว่าพระองค์เป็นใคร? ดาเนียล 4:19-27

ดาเนียล 4:19-27 “19 แล้วดาเนียลก็ตกตะลึงและว้าวุ่นใจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ความคิดของเขา ทำให้เขาหวาดวิตก กษัตริย์จึงตรัสว่า “เบลเทชัสซาร์เอ๋ย อย่าให้ความฝัน หรือความหมายของมัน ทำให้เจ้าตกใจกลัวไปเลย” เบลเทชัสซาร์ทูลว่า “ข้าแต่กษัตริย์ ขอให้ความฝันและความหมายของมัน ตกแก่ศัตรูของฝ่าพระบาทเถิด 20 ต้นไม้ที่ฝ่าพระบาทเห็น ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ยอดสูงจรดฟ้าจนสุดโลกยังมองเห็น 21 ซึ่งมีใบสวยงาม ให้ผลดกเป็นอาหารแก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง ให้ร่มเงาแก่บรรดาสัตว์ในท้องทุ่ง และมีกิ่งก้านให้เหล่านกมาอาศัยทำรัง 22 ข้าแต่กษัตริย์ ต้นไม้นั้น คือฝ่าพระบาททรงยิ่งใหญ่เกรียงไกร รุ่งโรจน์เทียมฟ้า และแผ่อำนาจไปถึงสุดโลก 23 ข้าแต่กษัตริย์ที่ฝ่าพระบาทเห็นทูตสวรรค์ ผู้บริสุทธิ์ลงมาจากฟ้าสวรรค์ และป่าวประกาศว่าจงโค่นต้นไม้ลงและทำลายมันเสีย แต่เหลือตอไว้  ล่ามมันไว้กลางทุ่งหญ้า ด้วยเหล็กและทองสัมฤทธิ์ ขณะที่รากยังหยั่งลึกอยู่ในดิน ให้เขาตากน้ำค้าง และอาศัยอยู่เยี่ยงสัตว์ป่า จนครบเจ็ดวาระ

24 ข้าแต่กษัตริย์ นิมิตนั้นมีความหมายดังนี้ ประกาศิตขององค์ผู้สูงสุดเกี่ยวกับฝ่าพระบาท 25 คือฝ่าพระบาทจะถูกขับไล่จากมวลมนุษย์ และให้ไปใช้ชีวิตอยู่กับสัตว์ป่า จะกินหญ้าเหมือนวัว และตากน้ำค้างจนครบเจ็ดวาระ จนกว่าฝ่าพระบาทจะเรียนรู้ว่าองค์ผู้สูงสุดทรงครอบครองเหนืออาณาจักรมนุษย์ พระองค์จะประทานอาณาจักรแก่ผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัย 26 พระบัญชาที่ให้เหลือตอและรากไว้ หมายความว่าฝ่าพระบาทจะได้รับอาณาจักรกลับคืนมาอีก หลังจากทรงเรียนรู้แล้วว่าพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์นั้น ครอบครองอยู่ 27 ฉะนั้น ข้าแต่กษัตริย์ ขอโปรดยอมรับคำแนะนำของข้าพระบาท ขอทรงละทิ้งบาปด้วยการทำสิ่งที่ถูกต้อง และขอทรงละทิ้งความชั่ว ด้วยการเมตตากรุณา ผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง แล้วฝ่าพระบาทจะได้ทรงเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป”

 

ในนี้เขียนบอกว่าดาเนียลตกใจกลัว หวาดกลัวเลย  เพราะนิมิตที่จะเกิดขึ้นกับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ มันรุนแรงมาก ผมคิดว่าดาเนียลกับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  เพราะว่านี่ก็ 20 กว่าปีแล้ว ที่ดาเนียลอยู่ที่นี่ แล้วดาเนียลคงได้รับความโปรดปรานจากกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์มาก และความโปรดปรานนี้ก็แผ่ไปถึงบรรดาชาวยิวที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยที่บาบิโลนด้วย ดาเนียลจึงมีความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้านายด้วย เป็นเพื่อนด้วย คือตกใจกลัว แล้วจึงทูลกษัตริย์จริงๆ ถ้าเป็นไปได้ อย่าให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับกษัตริย์เลย ให้เกิดขึ้นกับศัตรู เพราะมันน่ากลัว พระเจ้ากำลังสอนเนบูคัดเนสซาร์ให้รู้ว่าพระองค์คือใคร? จะได้เลิกเย่อหยิ่งสักที

ดาเนียลแปลความฝันว่าพระเจ้าจะทำให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ต้องถูกขับไล่ออกไปจากสังคมมนุษย์ ให้ไปใช้ชีวิตอยู่กับสัตว์ป่า กินหญ้าเหมือนวัว และต้องตากน้ำค้าง จนกว่าเนบูคัดเนสซาร์จะได้เรียนรู้ และได้ถ่อมใจรับรู้ว่ามีพระเจ้า เพียงองค์เดียวเท่านั้น ที่เที่ยงแท้ นอกจากพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกแล้ว อย่าซ่าส์ อย่าเย่อหยิ่ง ที่ในพระคัมภีร์เมื่อกี้เขียนไว้ว่า …

“จนกว่าฝ่าพระบาทจะเรียนรู้ว่าองค์ผู้สูงสุด ทรงครอบครองเหนืออาณาจักรมนุษย์ พระองค์จะประทานอาณาจักรแก่ผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัยของพระองค์”

ดาเนียลบอกว่า “กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ พระองค์ต้องถ่อมใจนะ เลิกปฏิบัติตัวอย่างนี้  แล้วพระเจ้าอาจจะเมตตา ลดโทษให้ก็ได้ ทำอย่างนี้เถิด ด้วยความหวังดี”

ดาเนียล 4:28-37 “28 เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นกับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ คือ 29 สิบสองเดือนต่อมา ขณะที่กษัตริย์ทรงดำเนินอยู่บนดาดฟ้าพระราชวังของบาบิโลน 30 พระองค์ตรัสว่า “เราได้สร้างบาบิโลนอันยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ขึ้นเป็นราชวัง ด้วยฤทธิ์อำนาจอันเกรียงไกรของเรา และเพื่อเกียรติบารมีของเราไม่ใช่หรือ” 31 กษัตริย์ตรัสยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงดังจากฟ้าสวรรค์ว่า “กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เอ๋ย นี่คือประกาศิตสำหรับเจ้า ราชอำนาจถูกพรากไปจากเจ้าแล้ว 32 เจ้าจะถูกขับไล่จากมวลมนุษย์ให้ไปอาศัยอยู่กับสัตว์ป่า ให้กินหญ้าเหมือนวัว จนครบเจ็ดวาระ ตราบจนเจ้าเรียนรู้ว่าองค์ผู้สูงสุดทรงครอบครองเหนืออาณาจักรมนุษย์ พระองค์จะประทานอาณาจักรแก่ผู้ใดก็ได้ ตามแต่ชอบพระทัย”

33 ทันใดนั้น เนบูคัดเนสซาร์ก็เป็นไปตามประกาศิตของพระเจ้า พระองค์ทรงถูกขับไล่จากมวลมนุษย์ และกินหญ้าเหมือนวัว กายนั้นเปียกชุ่มด้วยน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จนกระทั่งผมยาวเหมือนขนนกอินทรี และมีเล็บยาวเหมือนกรงเล็บของนก 34 เมื่อครบกำหนดแล้ว เรา เนบูคัดเนสซาร์ แหงนหน้าขึ้นมองดูฟ้าสวรรค์ สติสัมปชัญญะก็กลับคืนมา เราจึงถวายสรรเสริญองค์ผู้สูงสุด เราเทิดพระเกียรติและถวายพระเกียรติสิริแด่พระองค์ ผู้ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ราชอำนาจของพระองค์ดำรงนิรันดร์  ราชอาณาจักรของพระองค์ยืนยงตลอดทุกชั่วอายุ 35 มวลประชาชาติในโลกนี้ล้วนไร้ค่า พระองค์ทรงมีอำนาจ ที่จะทำต่อเหล่าทูตสวรรค์ และต่อมวลประชาชาติ ตามชอบพระทัยของพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถยับยั้งพระหัตถ์ของพระองค์ หรือกล่าวกับพระองค์ได้ว่า พระองค์ทำอะไรนี่?” 36 ขณะนั้นสติสัมปชัญญะของเรากลับคืนมา เกียรติและบารมีกลับคืนมาสู่เรา เพื่อสง่าราศีแห่งอาณาจักรของเรา ราชมนตรีและขุนนางทั้งหลายมาตามหาเรา ให้กลับไปครองราชบัลลังก์ดังเดิม และรุ่งเรืองยิ่งกว่าแต่ก่อน  37 บัดนี้ เรา เนบูคัดเนสซาร์ ขอถวายสรรเสริญ และยกย่องเทิดทูนองค์กษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์ เพราะทุกสิ่งที่ทรงกระทำนั้นถูกต้อง และทางทั้งปวงของพระองค์ก็ยุติธรรม บรรดาผู้ดำเนินชีวิตอย่างหยิ่งยโส พระองค์สามารถกระทำให้เขาถ่อมลง”  เอเมน

 

สรุป คำเตือนของดาเนียลไม่ได้ผล ก็เหมือนพวกเราทุกคนในปัจจุบัน เพราะการทดลองมันรุนแรงมาก ถ้าเราตกลงไปในการทดลองแบบกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ เราก็อาจจะสอบไม่ผ่านเหมือนกัน

12 เดือนต่อมา ขณะที่เนบูคัดเนสซาร์ทรงดำเนินอยู่บนดาดฟ้าพระราชวัง ซึ่งทุกวันนี้ ชื่อเสียงของเรื่องนี้ยังอยู่ 1 ใน 7 มหัศจรรย์ เขาเป็นผู้ครอบครอง เขาเป็นผู้สร้างสิ่งนั้นขึ้นมา เขาลืมไปแล้วว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้าง เป็นการทดลองที่รุนแรง ทรงดำเนินอยู่บนดาดฟ้าพระราชวัง ก็คือสวนลอยฟ้าของบาบิโลน ยิ่งใหญ่มาก แล้วพระองค์ตรัสว่า …

“เราได้สร้างบาบิโลนอันยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ ด้วยฤทธิ์อำนาจอันเกรียงไกรของเรา และเพื่อเกียรติบารมีของเราไม่ใช่หรือ”

ในนี้บันทึกว่ากษัตริย์ตรัสยังไม่ทันขาดคำ เพราะเตือนไว้แล้ว ก็มีเสียงดังจากฟ้า พระเจ้าก็ตัดสิน สอนให้รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ สอนให้รู้ว่าพระองค์เป็นใคร? วิธีการสอน ก็คือทำให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ถ้าเอาปัจจุบัน ที่เล่ามาทั้งหมดนั้น ก็คือเสียสติ ฟั่นเฟือนเหมือนคนบ้าเลย ไม่มีสติ สตังค์แล้ว เพราะในสมัยก่อน ไม่มีหมอรักษาโรคจิต พอสติฟั่นเฟือน ไม่มียา เขาก็ต้องไล่ออกไปอยู่นอกเมือง การเข้าไปอยู่ในป่า ก็คือการเข้าไปอยู่ในธรรมชาติ เหมือนเราเห็นคนสติไม่ดี เดินอยู่ริมถนนทุกวันนี้ คล้ายๆ อย่างนั้น ถ้าทุกวันนี้ ก็ไปเขี่ยถังขยะหาของทาน แต่สมัยก่อน ไม่ใช่ เขาต้องไปกินน้ำค้าง พืชพันธุ์ ผัก อะไรก็ว่ากันไป ไม่อาบน้ำ ปล่อยผมยาวรุงรัง เล็บไม่ตัด เป็นเหมือนที่ตะกี้นี้อธิบาย

แล้ววันหนึ่ง ตามนิมิตนี้  เขาก็ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า  ประทานความถ่อมใจให้กับเขา ในนี้เขียนบันทึกว่าเขาแหงนหน้ามองดูฟ้า เริ่มนึกขึ้นได้ ทั้งหมดมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น พระราชวัง ที่คิดว่าตัวเองเป็นคนสร้าง 1 ใน 7 มหัศจรรย์ สวนลอยฟ้า และบรรดาประเทศชาติต่างๆ ที่เขาไปปล้นมา พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ทั้งสิ้น ความยิ่งใหญ่ของเขา พระเจ้าประทานให้ทั้งสิ้น

“พระเจ้าเมตตาลูกด้วยเถิด”

อะไรประมาณนั้น  เขาจึงบันทึกตรงนี้ว่า …

“ราชอาณาจักรของพระองค์ยืนยงตลอดทุกชั่วอายุ พระองค์เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว ทรงครอบครองทุกสิ่ง ราชอาณาจักรของพระองค์ที่อยู่เหนืออาณาจักรของมนุษย์ทั้งหมด คือราชอาณาจักรของพระองค์ในสวรรค์สถาน ราชอาณาจักรของพระองค์ในโลกวิญญาณ มันยิ่งใหญ่สูงสุด และไปทุกชั่วชาติพันธุ์ คือนิรันดร์นั่นเอง”

ราชอาณาจักรบนโลกใบนี้ ยังอยู่เพียงชั่วคราว 30 ปี 100 ปี แต่ราชอาณาจักรของพระองค์ ราชอาณาจักรในวิญญาณ มันอยู่ตลอดกาลเลย เห็นถึงความยิ่งใหญ่ไหม? แค่คำๆ เดียว ราชอาณาจักรของพระองค์ยืนยงตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า เจ้าแห่งวิญญาณ อาณาจักรของพระองค์ ก็เป็นอาณาจักรแห่งวิญญาณ และอาณาจักรของพระองค์ที่เป็นวิญญาณนี้ ก็เป็นอาณาจักรนิรันดร์ คือครอบครองใหญ่ที่สุด นิรันดร์กาล

เรื่องราวในพระคัมภีร์ดาเนียล ที่เราอ่านกันวันนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอย่างนี้ทั้งหมด พระเจ้าต้องการให้มวลมนุษยชาติทุกคน เรียนรู้ว่าพระองค์เป็นใคร? เตือนมนุษย์ ด้วยความรัก ความปรารถนาดี เหมือนดั่งที่ดาเนียลได้เตือนด้วยความรัก ความห่วงใยว่ามีพระเจ้าจริงๆ และพระเจ้าผู้นี้ยิ่งใหญ่สูงสุดจริงๆ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์พูดประโยคสุดท้ายว่า …

“มวลมนุษยชาติในโลกนี้ ล้วนไร้ค่า พระองค์ทรงมีอำนาจที่จะทำต่อทูตสวรรค์และมวลมนุษยชาติตามชอบพระทัยของพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถยับยั้งพระหัตถ์ของพระองค์ หรือกล่าวกับพระองค์ได้ว่าพระองค์ทำอะไรเนี้ย”

พระเจ้าต้องการให้รู้ว่าอาณาจักรของพระเจ้า อาณาจักรของโลกวิญญาณ มันจะอยู่ตลอดกาล ชั่วนิรันดร์เลย ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอยู่ตลอดชั่วอายุคน หมายถึงเจเนเรชั่น ทรูเจเนเรชั่น จากชั่วอายุคนหนึ่ง ไปอีกชั่วอายุคนหนึ่ง พูดง่ายๆ เดี๋ยวนี้ถ้าย้อนกลับไปในพระคัมภีร์ ก็จะบอกว่าจากชั่วอายุอาดัมมาถึงยุคโมเสส ไล่มาจนถึงอายุพวกเราปัจจุบันนี้ แล้วต่อไปอนาคต พระเจ้าครอบครองอยู่ตลอดเลย เอเมน

และหลังจากพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ที่พระองค์ถูกตรึง และตายที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นจากความตาย อาณาจักรของพระเจ้า ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว มีชื่อว่าอาณาจักรของพระคริสต์ อาณาจักรที่อยู่นิรันดร์ มาเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรของพระคริสต์ ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา จนถึงทุกวันนี้ คืออาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าของสวรรค์นั่นเอง เพราะฉะนั้น อาณาจักรของพระคริสต์ อาณาจักรของพระเจ้า จึงสำคัญยิ่งใหญ่กว่าอาณาจักรใดๆ ซึ่งอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นบาบิโลน ไม่ว่าจะเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นกรีก ไม่ว่าจะเป็นโรมัน หรือเป็นประเทศอะไรต่างๆ ต่อมาเรื่อยๆ  จนถึงทุกวันนี้ และต่อไปอนาคต ไม่รู้ว่าใครจะคิดว่าใครใหญ่แล้วแต่ บนโลกใบนี้ พระเจ้าเป็นผู้สถาปนาประเทศนั้น อาณาจักรนั้นขึ้นมา และอยู่ไม่นานหรอก อาณาจักรของพระองค์ อาณาจักรของพระคริสต์อยู่นานกว่า สำคัญกว่า

ในหนังสือดาเนียลที่เรากำลังเรียนกันอยู่นี้ บอกอย่างนั้นว่าพระองค์เป็นผู้กำหนด เป็นผู้แต่งตั้งกษัตริย์ ผู้ปกครอง ผู้มีอำนาจ ทุกอย่าง พระองค์เป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง พระองค์จะให้กับใครก็ได้ พระองค์ควบคุมทุกสถานการณ์อยู่ จงวางใจ และเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงมอบอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด ให้พระเยซูคริสต์เป็นกษัตริย์ของอาณาจักรสวรรค์ เป็นจอมราชันของอาณาจักรสวรรค์ และพระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรพระคริสต์นี้ไว้ตลอดกาล  จากคนชั่วอายุหนึ่งไปชั่วอายุหนึ่ง ท่านพอเห็นภาพไหม? จากอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้า เริ่มจากอาดัม ไล่มาถึงพระเยซู ถึงพระเยซูก็ครอบครองต่อไป แต่เปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรพระคริสต์ ผู้ที่พระองค์ทรงเจิมตั้งไว้

และอาณาจักรของพระคริสต์ยิ่งใหญ่สูงสุด และชนะทุกอาณาจักรไปเรียบร้อยแล้ว และเป็นชัยชนะนิรันดร์ด้วย และใครก็ตามที่อยู่ในอาณาจักรนี้ เป็นประชากรในอาณาจักรนี้ เป็นผู้คนในอาณาจักรนี้ มีบัตรประชาชนที่อยู่ในอาณาจักรนี้ ที่มีชื่อว่าอาณาจักรของพระคริสต์นี้ เขาก็จะมีชัยชนะนิรันดร์เช่นเดียวกัน เอเมน

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่จบไปเลยล่ะ ก็ได้ชัยชนะแล้ว ไม่ต้องมาอยู่บนโลกใบนี้แล้ว”

ถูกไหม? แต่ไม่ใช่อย่างนั้น  มันจำเป็นต้องอยู่ เพราะว่าชัยชนะนิรันดร์นั้น พระเจ้าทำสำเร็จแล้วก็จริง แต่ขบวนการสุดท้ายมันยังไม่จบ เพราะชัยชนะนี้ ยังต้องเรียกบรรดาผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บนโลกใบนี้ ที่ยังไม่ได้อยู่ในอาณาจักรนี้ ให้เข้ามา เหมือนเราในอดีต เหมือนผมเมื่อ 29 ปีที่แล้ว ผมก็ย้ายจากอาณาจักรของโลกใบนี้  อาณาจักรของความมืด อาณาจักรของความบาป มาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว ถ้าเผื่อตรงนี้จบก่อน 29 ปีที่แล้ว ผมก็แย่เลย ผมยังอยู่ในอาณาจักรของความมืดเลย ผมแพ้ตลอด ตอนนั้น พอเข้าใจไหม? ขณะนี้ก็ยังมีคนอีกมากมายบนโลกใบนี้ ที่ยังไม่รู้ว่าพระเจ้าเที่ยงแท้มีเพียงพระองค์เดียว และอาณาจักรของพระองค์อยู่บนโลกใบนี้แล้ว คืออาณาจักรที่พระองค์สถาปนาไว้ ชื่อว่าอาณาจักรของพระคริสต์ มีชัยชนะนิรันดร์ คนยังไม่รู้ หรือบางคนรู้ ก็รู้แบบเนบูคัดเนสซาร์ คือรู้แบบเข้าๆ ออกๆ เขาไม่รู้จักพระเจ้าจริงๆ เพราะเขายังไม่ย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศที่มีชื่อว่าพระคริสต์ ประเทศในโลกวิญญาณ รอให้มีใครบอกเขาเสียก่อน เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องทำงานต่อ เรายังต้องเหน็ดเหนื่อยต่อไป เพราะงานของพระองค์ยังไม่เสร็จ เรามีหน้าที่ที่จะไปบอกข่าวประเสริฐนี้ ให้เขารู้ว่าอาณาจักรสวรรค์มาถึงแล้ว มาอยู่ที่นี่แล้ว จงวางใจเถิด ตอนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า เราเหมือนนกที่ไร้รัง ค่ำไม่รู้จะนอนที่ไหน? บินตลอดทั้งวันทั้งคืน เหนื่อยล้า ชีวิตมันยิ่งเหนื่อย เพราะมันบินนาน ปีกมันเมื่อย แล้วเราก็ได้ยินแว่วๆ มา พระเยซูตรัสว่า …

“ผู้ใดแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย กำลังบินเหนื่อย จงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข เราเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ ที่เธอจะมาสร้างรัง อยู่ที่กิ่งก้านของต้นนี้ ร่มเย็น  มาๆ เลย”

เราก็บินโฉบ เข้าไปอยู่ที่ต้นไม้ สร้างรังของเรา แล้วเราก็ได้รู้จักกับนกตัวอื่นๆ ที่มาพักผ่อนในนี้เยอะแยะมากมายไปหมด รังเล็กๆ ของเรา มีชื่อว่ารังโฮลี่ อยู่ที่กรุงเทพกรีฑา ซอย 8 พวกเราบินมาเหนื่อยทุกคน ก่อนหน้านี้ เพราะเหนื่อยจึงมาหาพระเยซูไง ไม่เหนื่อย ไม่มาอยู่แล้ว ไม่เหนื่อยก็บินต่อไป ใครอยากจะบินต่อไป ก็บิน ถ้าคิดว่าเหนื่อยแล้ว ก็มาหาพระเยซูเถิด พระเยซูบอกพอเถอะ เหนื่อยเปล่าๆ มาพักสงบเถิด

เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่ที่จะไปบอกกับคนอื่นๆ ที่กำลังบินอยู่แล้ว มันเหนื่อย เพื่อนๆ เราที่อยู่ข้างๆ เหนื่อยเหลือเกิน มาเถิด มาพักในร่มเงาของอาณาจักรนี้ พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นอาณาจักรนิรันดร์ และเราจะครอบครองร่วมกับพระเจ้า พระเยซูคริสต์นิรันดร์กาล

เพราะฉะนั้น บทเรียนในวันนี้ จึงมี 2 ประเด็น ที่เราจะสรุป ก็คือ …

(1) พระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือทุกสถานการณ์ จึงไม่ต้องกลัวอะไรเลย ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ สงคราม ภัยธรรมชาติ ภัยต่างๆ แบบแปลกประหลาดต่างๆ มนุษย์อวกาศ มนุษย์ดวงดาวอื่นมา จะมาทำสงครามเลเซอร์อะไรต่างๆ ไม่ต้องไปกลัวเลย ให้เราวางภาระลง ไว้ที่พระองค์ พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน อาณาจักรนี้ชนะแล้ว

(2) ที่เรายังต้องดำเนินอยู่บนโลกใบนี้   แม้เราจะชนะแล้วก็ตาม  เพราะพระเจ้ายังมอบหมายหน้าที่ให้เราทำอยู่ ในการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ ครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นส่วนหนึ่งในการแผ่กิ่งก้านสาขา ต้นไม้ใหญ่แห่งความรอดขององค์พระเยซูคริสต์สู่สวรรค์ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าสวรรค์เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ที่บรรดานกกาเขาจะมาพักอาศัยได้ ให้เป็นที่พักพิงของฝูงนกที่กำลังเหนื่อยและล้ากันในขณะนี้  ให้เขาได้ยินได้ฟัง และนำพาเขาเข้ามาสู่ต้นไม้ต้นนี้ ให้เขาไปหารังต่างๆ บนต้นไม้ต้นนี้อยู่ ไม่ว่าจะรังที่กรุงเทพกรีฑา หรือรังที่ถนนสุขุมวิท หรือรังที่ถนนเพชรบุรี ไปรังไหนก็ได้ ไปอยู่ในรังซะ สงบ คุยกันเรื่องพระเจ้า

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าปีนี้ หรือปีไหนก็ตาม ใครมาขู่อะไร? ข่าวอะไรต่างๆ บอกมาว่าน่ากลัวอย่างนั้น น่ากลัวอย่างนี้ ให้เราวางใจ มอบภาระลงไว้ที่พระเจ้า แล้วเราจะได้พักผ่อนหายเหนื่อยและเป็นสุข ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม 2017 เรื่อง “New Years พอเพียง” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่  1  มกราคม  2017

เรื่อง “New Years พอเพียง”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีปีใหม่ ปีนี้ปีระกา ก็คือไก่ จำได้ไหมครับว่าผมเคยพูดว่าไก่ มันทำไมนะ? มันร้องอย่างไงนะไก่ ปกติไก่ทุกเช้ามันจะร้องว่าอย่างไร? ลองร้องสิ ลองดู

“อยู่ก็รกโลก”

เพราะฉะนั้น ปีนี้ ไปที่ไหน เราก็จะเห็นแต่ไก่ เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เห็นไก่ ก็เตือนสติตัวเองว่าอย่าอยู่บนโลกนี้ แบบรกโลก เขาไม่ได้ว่าเรา เขาเตือนเราว่าอย่าอยู่ก็รกโลก วันนี้จะไม่อยู่รกโลก เอเมน

ส่วนใหญ่พอมาถึงวันปีใหม่ คนก็มักจะตั้งเป้าหมายประจำปี ทุกปี ท่านทราบไหมครับว่าคนตั้งเป้าหมายตอนปีใหม่มากที่สุด ให้ทาย?  ท่านคิดในใจนะ ถ้าเป็นท่านปีใหม่ปีนี้ท่านจะทำอะไร?

ลดความอ้วน ดูแลสุขภาพให้ดี ออกกำลังกาย กินอาหารให้มีประโยชน์อะไรต่างๆ นี่เป็นเบอร์หนึ่ง เขาพิสูจน์กันมาแล้ว ทุกประเทศ ทุกแห่ง และทุกนานมาแล้ว ก็เป็นอย่างนี้ สมัยอดีต ก็เป็นอย่างนี้ คือตั้งเป้าว่าจะลดความอ้วน จะออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพตัวเอง พอถึงสิ้นปี ทำได้ไหม? ไม่ได้ … ไม่ได้ ก็เลยทำไม? ตั้งใหม่ คนที่ยังไม่ตั้ง ก็มาตั้งเก่า มันก็มากขึ้นทุกวัน ใช่ไหม?

ถามว่าทำไมเขาถึงตั้งกัน เพราะอะไร? เพราะว่าเขารู้ว่าสุขภาพร่างกาย เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา หมายถึงคนเราที่ดูๆ กันอยู่นี้นะ ไม่นับถึงโลกวิญญาณ สุขภาพสำคัญที่สุด ทุกๆ คนก็รู้ แล้วก็ตั้งเป้าไว้ แต่พอถึงเวลา มันไม่ได้ มันต้องมีอะไรบางอย่างที่มาดึงเราออกไป จากความสำคัญนี้แน่ๆ จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับความสวยความงาม เราไม่ได้ตั้งใจจะลดความอ้วน เพื่อความสวย จริงไหม? จริงๆ เราต้องการลดความอ้วน เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง มากกว่าต่างหาก แต่มีอะไรบางอย่างที่มันใหญ่กว่า สำคัญกว่านั้นหรือ? ที่ทำให้เราไม่ได้สักทีหนึ่ง ว่าจะออกกำลังกาย จากนี้ต่อไปจะออกกำลังกายทุกวัน วันอย่างละน้อยๆ 30 นาที วันที่ 2 มกราคม ก็ทำได้ 30 พอวันที่ 5 ก็เหลือ 20 พอจบเดือนมกราคมไม่ทำแล้ว กลับมาเหมือนเดิม อย่างนี้ มันจะเป็นอย่างนี้ เป็นแล้วเป็นเล่า มันเป็นเพราะอะไร? วันนี้จะมาเปิดเผยท่าน

ท่านรู้ไหมว่าในพระคัมภีร์ พระเยซูสั่งให้เราระวังอะไร? พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนี้นะ พระเยซูตรัสเอง ลูกา 12:15 ท่านดูว่าจริงไหม?

“จงระวังให้ดี จงระวังตนจากความอ้วนทุกชนิด” ไม่ใช่นะ

“ชีวิตคนเราไม่ได้อยู่ที่การอ้วน หรือผอม” ไม่ใช่อีกแหละ

ลูกา 12:15 พระเยซูบอก “จงระวังให้ดี”

แสดงว่ามันทำไม? มันอันตรายมากสำหรับชีวิตเรา

ลูกา 12:15 “จงระวังให้ดี ระวังตนจากความโลภทุกชนิด ชีวิตคนเราไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพย์สินสิ่งของเหลือเฟือ”

 

แสดงว่าความโลภมันอันตรายมาก มีสิ่งเดียวสิ่งที่พระเยซูตรัสสอนเรา “จงระวัง” ก็คือระวังตรงนี้ ไม่ใช่ระวังว่าจะอ้วน แต่ผอมได้ ก็ดีนะ ไม่ใช่ระวังอย่างอื่น แต่ระวังตรงนี้แหละ และตรงนี้ จะเป็นสาเหตุที่ผมบอกว่าตั้งเป้า แล้วก็ไม่ได้ ตั้งเป้า แล้วก็ไม่ได้ เพราะว่าเขาไปมัวแต่อยากจะมีสิ่งของเหลือเฟือ “ระวังตนจากความโลภทุกชนิด” เป็นคำเตือน คำตรัสของพระเยซูมาแล้ว 2,000 ปี ยังคงทันสมัย ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้นจริงๆ

ในทางโลก คนมักจะตั้งเป้าหมาย หรือมีความฝันกันว่าจะต้องมีบ้านหลังใหญ่ๆ โตๆ มีเงินทองสะสมเยอะๆ มีชีวิตหรูหราสุขสบาย มีรถขับสบายๆ แล้วก็ทำไม? ทุ่มเททุกอย่างเลย ตั้งแต่เริ่มต้นปี ที่คิดว่าตัวเองจะดูแลตัวเอง ทำอะไร? หาทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกวิถีทาง เพื่อจะได้มาในสิ่งที่ฝันเอาไว้นี่แหละ และเมื่อได้แล้ว ก็บอกกับตัวเอง พอใครได้ สิ้นปี พอได้ตามฝัน ก็บอกว่า …

“ชีวิตนี้ประสบผลสำเร็จแล้ว”

ถูกไหม? พอสิ้นปี การงานเจริญรุ่งเรือง ทุกอย่างดีหมด ทรัพย์สินเงินทองมากขึ้นกว่าเก่า รถก็เปลี่ยนคันใหม่ อย่าว่าแต่เขาพูดตัวเองสำเร็จ คนข้างๆ มองไปยังบอกว่าเขาประสบผลสำเร็จในชีวิต แล้วพระเยซูบอกว่าอย่างไร?

ในทางพระคัมภีร์ พระเยซูบอกว่าเรียกคนเหล่านี้ ที่คิดว่าตัวเองสำเร็จแล้วนี้ว่าอะไร? “โลภ” โลภ คืออยากได้ทรัพย์สิน สิ่งของเหลือเฟือ เรียกว่าโลภ แต่เรามนุษย์เราเรียกว่า “สำเร็จ” เรายังแอบชมคนข้างๆ เลย ปีนี้เขาประสบผลสำเร็จ แต่จริงๆ มันคือโลภ เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดต่อไป คืออะไร?

เพราะความโลภนี่แหละ ที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อย กลายเป็นคนตามที่พระเจ้าส่งไก่มาเตือน ก็คือเป็นคนที่อยู่ไปก็รกโลก เขาเรียกว่าสวนทางคำอวยพรบนโลกนี้เลยนะ สวนทางที่เราได้ยินได้ฟังมาตอนสิ้นปีว่าความสำเร็จ คืออะไร? หน้าหนังสือพิมพ์ก็ลง คนนั้นก็สำเร็จ คนนี้ก็สำเร็จ คนนี้เป็นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 จากแต่ก่อนนี้เป็นเบอร์ 5 ตอนนี้มหาเศรษฐีคนนี้เคยเป็นเบอร์ 1 ตอนนี้เป็นเบอร์ 3 กลุ้มใจมากเลย คนเขาชมกันใหญ่เลยว่าประสบผลสำเร็จ แต่เราดูสิว่าพระคัมภีร์ พระเยซูสอนเอาไว้อย่างไร?

เพราะอะไรที่ทำให้คนเราเกิดความโลภ? ก็เพราะว่าเราอยากได้ในสิ่งที่เนื้อหนังความต้องการ ฝ่ายร่างกาย ก็คือฝ่ายบาป เชื้อบาปทางร่างกาย มันอยากได้ แล้วมันพร้อมจะกระทำทุกอย่างที่เรียกว่าบาป ที่เรียกว่าผิด ความโลภจะทำให้เราสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ที่ผิด ที่บาป เพื่อจะได้มาในสิ่งที่ตัวเองฝันเอาไว้ ที่เราต้องการ

คอนเชปในชีวิต ที่เราตั้งเอาไว้ เราอยากได้สิ่งนั้น เราจะทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งนั้น เราจะลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่างเลย  เพื่อจะได้ทรัพย์สมบัติ สิ่งของเหล่านี้เข้ามา เพื่อจะได้คำว่า “ประสบผลสำเร็จ” จากคนข้างเคียง เพื่อจะได้รับคำชม คำว่า “ประสบความสำเร็จ” จากโลกนี้ ที่เขาชมออกมา ใช่ไหม? ถูกไหม? แต่พระเยซูบอกว่านั่นแหละ เรียกว่า “โลภ” และมันอันตรายมากต่อชีวิตของเราเลยทีเดียว

พระคัมภีร์บอกว่าในบรรดาบาปทั้งหลาย “โลภ” ถือเป็นบาปที่รุนแรง ร้ายแรงที่สุด พูดอีกครั้งหนึ่งก็ได้  พระคัมภีร์บอกว่าความโลภ เป็นบาป เป็นความผิดที่ร้ายแรง เกิดผลรุนแรงที่สุด เพราะเป็นต้นเหตุหลัก ที่จะนำไปสู่ความบาปอื่นๆ เยอะแยะมากมายไปหมด การกระทำชั่วร้ายอื่นๆ ไปหมด เกิดขึ้นจากในใจที่มีแต่ความโลภเท่านั้น

เพราะฉะนั้น เราควรที่จะกลัวความโลภมากกว่ากลัวสิ่งอื่นๆ มากกว่ากลัวเจ็บป่วย มากกว่ากลัวมะเร็งอีก กลัวควาโลภดีกว่า เราอาจจะบอกเราอาจจะไปออกกำลังกาย เพื่อจะมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อจะหนีจากโรคมะเร็งใช่ไหม? หนีจากโรคร้ายต่างๆ ใช่ไหม? นั่นก็ดีอยู่แล้วนะ แต่ยังดีไม่พอเลย ดีกว่านั้น และดีที่สุด คือท่านต้องหนีจากความโลภ เพราะความโลภนี่รุนแรงที่สุด

ความโลภเปรียบเหมือนอะไรรู้ไหมครับ? พระคัมภีร์บอกว่ารูปเคารพ เหมือนพระเจ้าอีกองค์หนึ่งที่เราไปนมัสการไม่รู้ตัว ที่ทำให้มนุษย์ทุกคน ที่ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จักพระเจ้า เป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียน ถ้าเจอตัวนี้เข้าไป แพ้ความโลภเข้าไป ทำให้เกิดอะไร? เขาจะมองเห็นคุณค่าของสิ่งของที่อยู่บนโลกนี้มากกว่าพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ มากกว่าพระเยซู มากกว่าพระบิดาของพระเยซู มากกว่าพระเจ้าผู้ทรงประทานความรอดให้กับมนุษย์ทุกคน มากกว่าพระเจ้าผู้ทรงครอบครอง ควบคุมทุกอย่าง กำชีวิตมนุษย์ เขาหนีไปแล้ว เขาไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เขาไปนมัสการ เขาไปกราบไหว้รูปเคารพตนหนึ่ง ที่มองด้วยตาไม่เห็น ที่เรียกว่าความโลภ

พระเยซูสอนอย่างไรในเรื่องนี้ ที่บอกว่าให้ระวังตนจากความโลภทุกชนิด ระวังอย่างไร? ฟังพระเยซูพูดสอนเรานะครับ เจ็บแสบจริงๆ มัทธิว 6:19-21 พูดชัดเจนมากๆ จนกระทั่งไม่ว่าเมื่อไรก็ตามเอาอันนี้มาอ่าน ก็โดนใจทุกปี  ไม่ใช่เฉพาะปีใหม่ปีเดียว วันที่ 1 มกราคมอย่างเดียว ทุกวัน เอามาอ่านทุกวัน ใช่ทุกวัน และมันจริงทุกวัน และมันโดนตลอดไม่ใช่เฉพาะปี 2017 นี้เท่านั้น ตั้งแต่ไม่ถึง 2,000 ก่อนหน้า 2,000 อีก ตั้งแต่ก่อนค.ศ.อีก ตั้งแต่มนุษย์เกิดมาและตกลงไปในความบาป มันก็เป็นอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น พระเยซูเลย รับตรัส สอนเราก่อน เพราะรักเรา กลัวเราจะทำลายชีวิตของตัวเราเอง

มัทธิว 6:19-21 พระเยซูเตือนเรานะครับ สมมติว่าพรเยซูวันนี้มาเจอเรา มาคุยกับเราเรื่องปีใหม่ ขณะที่เรากำลังตั้งเป้าว่าปีหน้าเราจะอันโน้น ปีหน้าเราจะทำอันนี้ เราจะอย่างโน้นอย่างนี้ เรามองดูหนังสือพิมพ์ มองดูคนรอบข้างทั้งโลก คนนี้ก็ประสบผลสำเร็จยิ่งใหญ่ คนนั้นก็ประสบผลสำเร็จยิ่งใหญ่ คนนั้นก็ร่ำรวยมหาศาล คนนี้มีชื่อเสียงเยอะแยะมากมาย เราคงจะตั้งอะไรบางอย่างในชีวิตของเรา ฟังว่าพระเยซูเช้าวันนี้  มาพบเราในตอนเช้าวันปีใหม่ 2017 นี้ แล้วบอกเราว่าอย่างไร? แล้วท่านจะเชื่อไหม? นี่มีพระเยซูมาปรากฏกับท่านเช้าวันนี้ แล้วบอกอย่างนี้ ท่านจะเชื่อไหม? ท่านจะมีกำลังไหม? เชื่อแน่มีกำลังแน่ สมมติว่าตอนนี้พระเยซูกำลังพูดกับท่านอยู่ พระเยซูเช้าวันนี้กำลังพูดกับท่านว่าอย่างไร? ในขณะที่โลกกำลังรุนแรงมากในเรื่องเกี่ยวกับการสะสมทรัพย์สิ่งของ การอยากได้ในสิ่งที่เป็นของโลกนี้ พระเยซูกำลังมาบอกเรา กำชับเราว่าอย่างนี้ว่า …

          มัทธิว 6:19-21 “19 อย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตนในโลก ที่ซึ่งแมลงและสนิมอาจทำลายได้ และที่ซึ่งโจรอาจงัดแงะเข้าไปขโมยได้ 20 แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติไว้ สำหรับตนในสวรรค์ ที่ซึ่งแมลงและสนิมไม่อาจทำลายได้  และที่ซึ่งโจรไม่อาจงัดแงะเข้าไปขโมยได้ 21 เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย”

 

พระเยซูกำลังพูดกับเรา ตรัสด้วยความรัก ความห่วงใยชีวิตของเรามากเลย ยิ่งนักวัน ยิ่งมากขึ้นทุกวัน แล้วในหนังสือ 1 ยอห์น 12:15 ยังบันทึกไว้อย่างนี้

1 ยอห์น 12:15 “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดา ไม่ได้อยู่ในผู้นั้น”

 

ก็หมายถึงเขาไม่ได้รักพระเจ้านั่นเอง  อย่าไปโกหกเลยว่ารักพระเจ้า ไม่จริง มันต้องมีอะไรอันหนึ่งอยู่ในใจของคุณ อะไรเบอร์หนึ่ง นั่นแหละ คุณกำลังกราบไหว้สิ่งนั้น พระเจ้าหรือทรัพย์สินเงินทอง พระเจ้าหรือชื่อเสียงเกียรติยศบนโลกใบนี้ พระเจ้าหรือคำอวยพรต่างๆ หรือคำที่เขายกย่องเราต่างๆ ว่าสำเร็จแล้วบนโลกใบนี้ อะไรสำคัญกว่า ท่านให้อะไรสำคัญกว่า

ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน? ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย พระเยซูตรัสกับเราอย่างนี้ บอกเราอย่างนี้ว่านี่คือความจริง ทรัพย์เราอยู่ที่ไหน? ใจเราอยู่ที่นั่น ตอนนี้ใครซื้อรถมาใหม่เมื่อวานนี้ สมมติ หรือซื้อมาเมื่อปีนี้เอง ตอนนี้ บอกท่านว่ารถท่านถูกชนแล้ว ท่านฟังรู้เรื่องไหมเนี้ย? ไม่ต้องรถใหม่หรอก รถเก่าก็ได้ ตอนนี้ มีใครไม่รู้ ไม่ต้องถูกชนเลย มีคนมาขีดรถคุณเป็นรอย ฟังรู้เรื่องไหมเนี้ย นั่นแหละใจท่านอยู่ไหน? อยู่ที่นั่น มันต้องฝึกฝน มันทำได้นะ มันต้องฝึกฝนว่า …

“ช่างมัน ฉันจะอยู่กับพระเจ้า ช่างมัน ฉันจะอยู่กับพระเยซู”

นี่หมายถึงว่าพูดแบบง่ายๆ ก่อนนะ ต้องค่อยๆ เรียนรู้ว่าชีวิตอย่างนี้ทำอย่างไร? ถ้าเราต้องเลือกรักพระเจ้าพระบิดากับรักโลกนี้ คือรักทรัพย์สมบัติในโลกนี้ เราจะเลือกใคร? ถ้ารักทรัพย์สมบัติ ก็ต้องใส่เครื่องหมายคำถามว่ารักพระเจ้าจริงหรือเปล่า? ถามตัวเองนะ อย่าไปถามคนอื่น ถามตัวเอง วันนี้ลองถามตัวเอง ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าเราอยากได้โน่น อยากได้นี่ ลองถามตัวเองว่าความอยากนั้น มันอยากเกินกว่าที่เรามีพระเจ้าอยู่ในตัวไหม? เกินกว่าที่เรามีพระเยซูสถิตอยู่ในใจไหม? เกินกว่าที่เราเป็นลูกพระเจ้าไหมเนี้ย มันเกินกว่าไหม?

คำว่า “เป็นลูกพระเจ้า” กับคำว่า “ร่ำรวย” เราให้อันไหนมีน้ำหนักมากกว่ากันนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประกอบกับช่วงนี้ เป็นช่วงแห่งการตั้งเป้าหมาย แล้วก็เป็นช่วงที่เราได้ยินข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายเยอะแยะไปหมดเลย เรารู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร? มันคือสิ่งที่จะมาล่อเรา มันเหมือนกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์กำลังประกาศว่า …

“ให้ก็ตามที่ได้ยินเสียงระฆังนี้แล้ว เสียงเพลงนี้แล้ว จงก้มกราบปฏิมากรหรือรูปปั้นทองคำ ที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ปั้นขึ้น สมัยบาบิโลน”

ชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโกบอกว่า … “ไม่ ฉันไม่กราบไหว้”

คล้ายๆ กัน ตอนนี้มีเสียงกระดิ่งเยอะแยะไปหมดเลย ทุกวันๆ ว่า …

“ถ้าได้ยินเสียงกระดิ่งนี้แล้ว จงกราบสิ ก้มกราบ วิธีรวย วิธีสำเร็จ วิธียอดเยี่ยม ไปๆ”

จะไปหรือไม่ไป?  หรือจะยึดมั่นว่า … “ฉันจะยึดมั่นพระเยซู พระเจ้าของเรา”

ท่านลองคิดดูนะ แม้กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  ที่เรารัก ที่เราอาลัยท่าน ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้ยิน ได้ฟังบ่อยมากเลย โครงการเยอะแยะมากมาย พระดำรัสของพระองค์เต็มไปหมดเลยที่สอนเรา อะไรบ้างที่สำคัญที่สุด เตือนแล้วๆ เตือนอีก ทำเป็นตัวอย่าง ก็คือเศรษฐกิจ

ถามว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” คืออะไร? ก็คือสิ่งที่ตะกี้นี้ พระเยซูตรัสเตือนนั่นเอง ก็คืออย่าโลภ น่าจะเป็นโอกาสดีที่เราจะตั้งใจเอาจริงเอาจัง ฝึกฝนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องของความไม่โลภ เริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปอย่างจริงจัง โดยมี 2 พ่อเป็นกำลังใจให้กับเรา คือพระเจ้าผู้เป็นพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ และพ่อหลวงของเรา ที่แม้ว่าจะจากเราไป แต่พระดำรัส ความรัก ความห่วงใยของพระองค์ก็ยังอยู่กับเรา ใช้โอกาสนี้ว่าได้กำลังใจจาก 2 พระองค์มาช่วยเราในการที่จะสามารถพบกับความสุขที่แท้จริง

ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรัสสั่งไว้ว่า … “ความพอเพียง คือสิ่งที่จะทำให้คนไทยได้พบกับความสุขที่แท้จริง”

ตรงเป๊ะกับที่พระเยซูเตือนเมื่อตะกี้นี้ พระดำรัสของพระองค์ตอนหนึ่ง ในหลวงตรัสไว้อย่างนี้

“คำว่า “พอ” ก็เพียงพอ … เพียงนี้ก็พอ ดังนั้นเอง … คนเรา ถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย … เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย … ทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภมาก … คนเราก็อยู่เป็นสุข

พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง”

เหมือนในหลวงรัชกาลที่ 9 สรุปให้เราเรียบร้อยเลย  จากที่ตะกี้เราฟังพระเยซูตรัสแล้ว ตอนนี้ในหลวงสรุปให้เรา … เราทำอย่างนี้แหละ มิได้หมายถึงมีของหรูหราไม่ได้ แต่มีไว้ เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า มีไว้เพื่อให้ มีไว้แจกจ่าย มีไว้เพื่ออนุเคราะห์ ผู้คนอื่นๆ ที่เขาลำบากลำบน ไม่ใช่มีไว้เพื่อสนองกิเลสตัณหาตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่ มีหรูหรา เพื่อไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนคนอื่น แล้วแถมเอื้อเฟือต่อคนอื่น เพราะเรามีมาก เพราะเราทำงานเหนื่อยมาก อดทนมาก ขยันหมั่นเพียร เรามีมาก เราก็แบ่งปันคนอื่น ไม่ใช่เอาไว้ๆ อย่างเดียว

เห็นไหม? สิ่งเหล่านี้โลกไม่ได้สอนเรา สิ่งเหล่านี้ โลกเอาไว้เชิดชูตอนปีใหม่ว่าคนนี้เป็นอย่างนี้ แต่พระเจ้า พระเยซูคริสต์ตรัสสอนเรา เพราะฉะนั้น ในช่วงปีใหม่นี้ เป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ตั้งใจและเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ในการทำดี เพื่อพ่อผู้สถิตในสวรรค์ของเรา และเพื่อพ่อหลวงของเรา คือพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชของเรา ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ไม่โลภ ไม่ยึดติดกับทรัพย์สมบัติเงินทองบนโลกนี้ แต่ตั้งใจที่จะสะสมทรัพย์สมบัติของเราไว้ในสวรรค์ เหมือนเพลงที่เราร้องกันบ่อยๆ

“โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา            ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้               ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่         ณ ประตูบนวิมาน

และฉันรู้ว่าโลกนี้                 ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย”

แล้วจะไปห่วงอะไรล่ะ แล้วจะเอาไปทำไมเยอะแยะ ตายไปแล้ว ก็เอาไปไม่ได้ แจกจ่ายใช้ให้ดีที่สุด ให้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เอเมน

 

***********************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2016 เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอน 7 “เทวรูปทองคำและเตาไฟ (เชื่อแบบไม่หวั่นไหว)” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  18  ธันวาคม  2016

เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า”

ตอน 7 “เทวรูปทองคำและเตาไฟ (เชืื่อแบบไม่หวั่นไหว)

โดย  นคร  เวชสุภาพร

            การบรรยายวันนี้ เป็นตอนที่ 7 ของซีรี่ย์ชุด “จงนิ่งเสีย และรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอนนี้ ชื่อเรื่องว่า “เทวรูปทองคำและเตาไฟ (เชื่อแบบไม่หวั่นไหว)” เรายังเรียนรู้ชีวิตคริสเตียน จากเรื่องราวของดาเนียลกันอยู่ ครั้งที่แล้ว ดาเนียลได้ทำนายฝันให้กับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ว่าอย่างนี้ว่าแต่ละส่วนของรูปปั้นที่ทำจากวัสดุต่างๆ ก็เล็งถึงอาณาจักรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ตั้งแต่สมัยที่นิมิตเกิดขึ้น ก็คือเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด คือก่อนคริสตกาลนั่นเอง และดาเนียลก็ได้ทำนายความฝันอย่างนี้ว่า …

“ศีรษะ” ที่ทำด้วยทองคำ ก็คืออาณาจักรบาบิโลน ของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ที่ได้ทำลายกรุงเยรูซาเล็ม แล้วก็กวาดต้อนชาวยิว มาเป็นเชลย

“หน้าอกและแขน” ที่ทำด้วยเงิน ก็คืออาณาจักรเปอร์เซียที่รุ่งเรืองขึ้นมา ภายหลังจบยุคสมัยของบาบิโลน

“ท้องและต้นขา” ที่เป็นทองสัมฤทธิ์ เล็งถึงอาณาจักรกรีกที่จะมารบชนะเปอร์เซีย และแผ่ขยายไปทั่วโลก

“ขา” ทำด้วยเหล็ก เล็งถึงอาณาจักรที่ 4 คืออาณาจักรโรมัน ที่พระคัมภีร์บอกว่าแข็งแกร่ง เหมือนเหล็ก ที่จะบดขยี้อาณาจักรอื่นๆ ทั้งปวงให้ยับเยิน

“เท้า” ซึ่งทำด้วยเหล็กผสมดินเหนียวเซรามิก ตรงนี้เล็งถึงยุคที่อาณาจักรโรมัน เริ่มเสื่อมสลาย และแตกแยกกลายเป็นประเทศเล็กๆ ต่างๆ เต็มไปหมดเลย ทั่วยุโรป

คำทำนายฝันของดาเนียล ที่บอกว่าจะเกิดอาณาจักรต่างๆ ที่เราได้ฟังกันและได้เรียนรู้กัน ครั้งที่แล้ว เป็นคำทำนายในยุคบาบิโลน ตอนที่พูดอยู่นี้ ซึ่งในยุคนั้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าความฝันนี้จะเป็นจริงตามคำทำนายของดาเนียลหรือไม่? ถึงแม้รู้ว่าเป็นลักษณะอย่างไร? ก็ไม่รู้ว่าอันไหนหมายถึงประเทศอะไร? แต่มาถึงวันนี้ ประวัติศาสตร์ก็บันทึกเอาไว้อย่างนั้นจริงๆ มันเกิดขึ้นแล้ว ตามคำทำนายตามนั้นจริงๆ ทุกยุค ทุกสมัย มาถึงปัจจุบันนี้ ประมาณ 2,600 ปี ตรงตามนั้นหมดเลย  เมื่อตรงอย่างนั้น  จากนี้ต่อไป จนสิ้นยุค คือสิ้นโลกนี้เลย ก็ต้องเป็นจริงตามนั้นด้วย มันจึงน่าตื่นเต้น การที่จะมาศึกษาเรื่องนี้ด้วยกัน เพื่อจะเป็นกำลังใจให้เรา ได้มีความมั่นใจ ในสิ่งที่เรากำลังเชื่อว่าพระเจ้าควบคุม ครอบครองทุกสิ่งในโลกใบนี้

หลังจากสิ้นสุดอาณาจักรทั้ง 4 คือบาบิโลน เปอร์เซีย กรีก และโรมันแล้ว ดาเนียลก็ทำนายต่อว่าจะไม่มีอาณาจักรใดรุ่งเรือง หรือมีอำนาจทั่วโลก เกิดขึ้นอีก จากนั้นมีหินก้อนหนึ่งถูกสกัดออกมา แต่ไม่ใช่ด้วยมือของมนุษย์ หินนั้นกระแทกเท้าของรูปปั้นนั้น แตกกระจายแหลก ไม่เหลือร่องรอย หินที่กระแทกรูปปั้นแตกกระจายแหลก เป็นชิ้นๆ ตรงนี้ ในคำทำนายบอกไว้ว่าอย่างนี้ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ทรงตั้งอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครทำลายได้ ทั้งจะไม่ตกเป็นของชนชาติอื่น อาณาจักรนี้จะบดขยี้อาณาจักรอื่นๆ ทั้งปวงจนราบคาบ อาณาจักรนี้จะยั่งยืนมั่นคงตลอดกาล นี่คือหนึ่งในจำนวนที่แปลความฝันนี้ ซึ่งเรามานั่งอยู่ที่นี่ ณ เวลานี้ เรารู้ว่าอาณาจักรที่จะมั่นคงตลอดกาล คืออาณาจักรของพระเยซู Kingdom of Christ กำลังเริ่มฉลองกันปีนี้ ค.ศ.2016 ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงสัปดาห์ของคริสตมาส เรากำลังฉลองอันนี้ มากขึ้นเรื่อยๆ ฉลอง Kingdom of Jesus Christ ฉลองอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ที่นิมิตนี้บอกว่าอาณาจักรนี้จะยั่งยืน มั่นคงตลอดกาล มากขึ้นไปอีก

ย้อนกลับไป 2,600 ปีที่แล้ว ที่ดาเนียลกำลังพูดความหมายของนิมิตให้กับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ได้ยินว่าเป็นอย่างนี้ ถ้าเราเป็นกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ เป็นใหญ่ที่สุดในอาณาจักรบาบิโลนที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นมหาอำนาจในสมัยนั้น ไปรบที่ไหนก็ชนะ กวาดต้อนคนเยอะแยะมากมาย มาเป็นเมืองขึ้น แล้วอยู่ๆ ก็มีคนมาทำนายฝันว่าเดี๋ยวอีกไม่นาน จะมีคนมาโค่นล้มราชวงศ์เรา โค่นล้มประเทศเรา แล้วจะขึ้นมาเป็นใหญ่แทนตัวเรา ท่านไม่มีความสุขแน่ ท่านต้องกลัวแน่ๆ จะบอกว่าไม่กลัวหรอก เราไม่เชื่อ  จะไม่เชื่อ ก็ไม่ได้ เพราะว่าดาเนียลทำนายฝันที่เป๊ะๆ เลย ไม่ได้บอกว่าฝันว่าอะไร? แต่พูดถูกหมดเลย

แสดงว่ากษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เชื่อว่ามันใช่จริงๆ ก็ยิ่งกังวล กลัวว่ามันจะเป็นไปตามความฝัน เป็นไปตามนิมิตที่ได้รับจากพระเจ้า ผ่านทางดาเนียล เมื่อเชื่อแน่นอนแล้ว ก็ต้องตั้งหลัก

เราย้อนกลับไปดูว่ากษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ทำอย่างไรต่อไป เมื่อได้รู้เรื่องนี้ ซึ่งบันทึกไว้ในดาเนียล 3:1-7 ก่อน

ดาเนียล 3:1-7 “1 กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงสร้างเทวรูปทองคำ สูงถึง 60 ศอก กว้าง 6 ศอก ตั้งไว้ในที่ราบดูรา ในมณฑลบาบิโลน 2 แล้วทรงให้เรียกเสนาบดี ข้าหลวงภาค ผู้ว่าการ ราชมนตรี ขุนคลัง ผู้พิพากษา ตุลาการ และเจ้าหน้าที่ของทุกมณฑลมาชุมนุม เพื่อร่วมงานฉลองเทวรูป ซึ่งสถาปนาขึ้นนั้น 3 คนเหล่านั้น ก็มาร่วมฉลอง และยืนอยู่หน้าเทวรูป ที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงสร้างขึ้น 4 แล้วมีเสียงป่าวประกาศว่า “บรรดาพลเมืองทุกชาติทุกภาษา มีพระราชโองการว่า 5 ทันทีที่พวกเจ้าได้ยินเสียงเขาสัตว์ ขลุ่ย พิณ พิณเขาคู่ พิณใหญ่ ปี่ และเสียงดนตรีทุกชนิด จงหมอบกราบลง นมัสการเทวรูปทองคำที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์สร้างขึ้น 6 ผู้ใดก็ตามที่ไม่ยอมหมอบกราบลงนมัสการ จะถูกโยนเข้าไปในเตาไฟลุกโชนทันที” 7 ฉะนั้น ทันทีที่คนทั้งหลาย  ได้ยินเสียงเขาสัตว์ ขลุ่ย พิณ พิณเขาคู่ พิณใหญ่ และเสียงดนตรีทุกชนิด พลเมืองทั้งปวง จากทุกชาติทุกภาษา ก็หมอบกราบลง นมัสการเทวรูปทองคำ ที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงสร้างขึ้น

 

ในคำทำนายฝันของดาเนียล บอกว่าอาณาจักรบาบิโลนของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ คือส่วนศีรษะ ที่ทำด้วยทองคำ

อาณาจักรบาบิโลน ก็เปรียบเหมือนทองคำ คือเฟื่องฟูมาก เป็นอาณาจักรแห่งการทำมาค้าขาย  ที่เจริญรุ่งเรืองจริงๆ นี่คือหนึ่งในจำนวนลักษณะที่พระเจ้าบอกว่าในนิมิตนี้ ให้เป็นรูปทองคำ เพราะจริงๆ พระเจ้ากำหนดให้บาบิโลนเป็นอย่างไร? เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นทองคำจริงๆ แต่รูปปั้นที่อยู่ในความฝันของเนบูคัดเนสซาร์นั้น มันมีเฉพาะแค่ส่วนศีรษะเท่านั้น ที่ทำด้วยทองคำ ส่วนอื่นๆ ทำด้วยเงิน ทองแดง และเหล็ก ซึ่งเล็งถึงอาณาจักรอื่นๆ ที่จะมีอำนาจต่อจากบาบิโลน ก็คือจะมาโค่นล้มบาบิโลนนั่นเอง และนี่คือสิ่งที่ทำให้กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์กลัว กลัวว่าหัวจะขาดไป กลัวว่าจะถูกยึดอำนาจ เพราะฉะนั้น ต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อแก้ฝันร้าย หรือแก้เคล็ด

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์สร้างเทวรูปทองคำ สูงถึง 60 ศอก กว้าง 6 ศอก 30 เมตรประมาณเกือบๆ 10 ชั้น และมีความกว้าง 3 เมตร ไปที่ไหนก็เห็น ในฝันบอกว่ามีเฉพาะหัวใช่ไหม?

“เพราะฉะนั้น  ฉันทำเป็นทองคำทั้งหมด เพื่อจะได้รู้ว่านี่คือฉัน … ฉันจะไม่ยอมสยบให้ใครเด็ดขาด ฉันชนะ”

“ฉัน เป็นตัวฉันทั้งหมด ไม่ใช่เป็นเงิน ทองแดง และเหล็ก” แก้เคล็ด

พอสร้างเทวรูปเสร็จแล้ว ก็เรียกทุกคนมาร่วมชุมนุมกัน แล้วประกาศว่า …

“บรรดาพลเมืองทุกชาติ ทุกภาษา มีพระราชโองการว่าทันทีที่พวกเจ้าได้ยินเสียงเขาสัตว์ ขลุ่ย พิณ พิณเขาคู่ พิณใหญ่ ปี่ และเสียงดนตรีทุกชนิด จงหมอบกราบลงนมัสการเทวรูป ที่กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์สร้างขึ้น  ผู้ใดก็ตามที่ไม่ยอมกราบนมัสการ จะถูกโยนเข้าไปในเตาไฟลุกโชนทันที”

สังเกตตรงคำว่า “บรรดาพลเมืองทุกชาติ ทุกภาษา” อย่างที่บอกว่ายุคของบาบิโลน คือยุคของทองคำ ซึ่งจะมีบรรดาเมืองขึ้นเต็มไปหมดเลย เพราะเขาไปตีเมืองได้ชนะเยอะแยะไปหมด ชนชาติ ภาษาอะไรต่างๆ มากมาย เขาก็ต้องการ ให้พวกนี้สิโรราบกับเขา ให้รู้สึกว่าเกรงกลัว กลัวว่าเขาจะไปรวมหัวกัน แล้วขึ้นมากบฏ ขึ้นมาต่อต้าน ไม่เป็นเมืองขึ้นอีกต่อไป เขาก็คิดในใจว่าอาจจะมีประเทศใด ประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง รวมหัวกัน ในที่สุด ก็กลายเป็นหน้าอก ที่เป็นรูปเงินนั้นจะมาทำลายบาบิโลน พูดง่ายๆ ตามภาษาไทย เรียกกันว่าตัดไม้ข่มนาว่า …

“อย่าหือนะ ฉันใหญ่มากนะ”

กราบนมัสการ “ก็คือสิโรราบต่อฉันซะ”

นี่คือคำสั่งเด็ดขาด ถ้าใครไม่ทำตาม โยนเข้ากองไฟเลย  เอาตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ไม่ให้รวมกลุ่มเลย  แค่ต่อต้านนิดหนึ่ง ก็จับโยนเข้ากองไฟ อย่างนี้เป็นต้น เขาก็คิดว่าช่วยได้ ไม่ให้เป็นไปตามข่าวร้าย หรือฝันร้าย ที่เขาได้รับมา

เมื่อดาเนียลทำนายฝัน อย่างถูกต้องแล้ว กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ก็ทำตามสัญญา ให้รางวัลงามและตั้งดาเนียล ให้ดำรงในราชสำนัก แล้วดาเนียลก็ทูลขอกษัตริย์ว่าขอเพื่อนๆ คือชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก  มาช่วยทำงานด้วย กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ก็แต่งตั้งดาเนียลเป็นเหมือนกับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ แล้วมีเพื่อนๆ อีก 3 คน ดูแลปริมณฑลต่างๆ

ดาเนียลกับเพื่อน 3 คน เป็นชาวยิว ศัตรูร้ายกาจแล้ว พระเจ้ายกขึ้นมา มีหน้าตาดี ได้รับเกียรติได้เรียนรู้ในพระราชวัง สำนักของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ คือบาบิโลน จนได้ดิบได้ดี จนได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามารับราชการ เป็นใหญ่เป็นโต ดังนั้น จึงถูกเสนาบดีอื่นๆ อิจฉา เป็นเรื่องธรรมดา มีการทูลเท็จ พยายามเลื่อยขา บางคนอาจจะเป็นอาจารย์ของดาเนียลและเพื่อนๆ ตอนสมัยเริ่มเรียนใหม่ๆ ก็ได้ ท่านลองคิดดูนะว่าชีวิตของดาเนียลกับเพื่อนๆ ทั้ง 3 คนในราชสำนัก คงต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา จะทำอะไรต้องมีแผนการ ตลอดเวลา เพราะมีแต่ปัญหาการเมืองทั้งนั้น ดาเนียลและเพื่อน 3 คน ต้องพึ่งพาในพระเจ้า วางใจในพระเจ้า และขณะเดียวกัน แน่นอนเขาจะต้องถูกจ้องจับผิด  ถูกจ้องใส่ร้าย ถูกจ้องทำร้ายอย่างแน่นอน

คราวนี้มาดูของจริง ดาเนียล 3:8-12 เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2,600 ปีที่ผ่านมา

ดาเนียล 3:8-12 “8 ในครั้งนั้น มีโหราจารย์บางคนมาทูลฟ้องกษัตริย์เรื่องชาวยิว 9 พวกเขา  มาทูลเนบูคัดเนสซาร์ว่า “ข้าแต่กษัตริย์ ขอจงทรงพระเจริญ 10 ฝ่าพระบาททรงประกาศพระราชกฤษฎีกาว่าทุกคนที่ได้ยินเสียงเขาสัตว์ ขลุ่ย พิณ พิณเขาคู่ พิณใหญ่ ปี่ และเสียงดนตรีทุกชนิด  ให้หมอบกราบลงนมัสการเทวรูปทองคำ 11 และผู้ใดที่ไม่ยอมหมอบกราบลงนมัสการ จะถูกโยนเข้าไปในเตาไฟลุกโชนทันที 12 แต่มีชาวยิวบางคน คือชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ที่ฝ่าพระบาททรงแต่งตั้งให้ดูแลมณฑลบาบิโลนนั้น ไม่ยอมทำตามพระบัญชา เขาเหล่านั้น ไม่กราบไหว้เทพเจ้าต่างๆ ของฝ่าพระบาท และไม่ยอมนมัสการเทวรูปทองคำ ที่ฝ่าพระบาททรงสร้างขึ้น”

 

ในโลกนี้ ไม่มีอะไรใหม่เลย คนมีอำนาจ ก็กลัวว่าจะเสียอำนาจ คนที่ทำงานร่วมกัน เขาสูงกว่าก็พยายามที่จะไปเลื่อยขาเขา  มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ ชัดรัด เมชาค อาเบดเนโกคงจะชิน มาอีกแล้ว

“พระองค์เจ้าข้า เที่ยวนี้จะโปรโมทอะไรอีกล่ะ จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก”

ท่านลองนึกภาพ บางคนก็กำลังคิดใช่ไหมว่าทำไมฟ้องแค่ 3 คน แล้วดาเนียลหายไปไหน? ตอนที่กษัตริย์แต่งตั้งตำแหน่งนี้ ให้แต่งตั้งชัดรัด เมชาค อาเบคเนโก ไปเป็นผู้บริหารที่มณฑลบาบิโลน มณฑลเหมือนต่างจังหวัด ข้างนอกเมือง แต่สำหรับดาเนียล ได้รับการดำรงตำแหน่งในราชสำนัก เหมือนผู้สำเร็จราชการ อยู่ในเมือง และเทวรูปทองคำ ที่ต้องก้มลงกราบ เมื่อมีเสียงดนตรีเกิดขึ้นนี้  ถูกนำไปตั้งไว้ที่ราบ ชื่อว่าดูรา ซึ่งเป็นมณฑลหนึ่งของบาบิโลน ซึ่งอยู่นอกเมือง พูดง่ายๆ คือพระเจ้าเขียนบทนี้ ให้ดาเนียลพัก ฉากนี้เป็นของเพื่อนเกลอ 3 คนล้วนๆ ได้แสดงเต็มๆ

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์เมื่อได้ยินจากโหราจารย์ว่าเพื่อนทั้ง 3 คนของดาเนียล ไม่ยอมทำตามคำสั่ง ก็โกรธมาก

สั่งให้นำตัว 3 คนนี้มาสอบ มาคุยด้วย พูดตรงๆ ก็ยังเกรงใจดาเนียลและเด็กหนุ่มทั้งสามคนนี้อยู่ เพราะรู้ว่าผู้คนเหล่านี้มีอะไรบางอย่างอยู่ในตัวเขา ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ ทั้งสติปัญญาด้วย ก็เลยให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้ายกับ 3 เกลอนี้ว่าถ้าได้ยินเสียงดนตรี แล้วก้มกราบนมัสการเทวรูปทองคำของเขา ก็จะปล่อยตัว แต่ถ้ายังขัดขืน ขัดคำสั่ง ไม่ยอมทำตาม ก็จะถูกจับโยนเข้าไปในเตาไฟที่ร้อนแรง เผาทั้งเป็น ดาเนียล 3:13-15 ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น

ดาเนียล 3:13-15 “13 เนบูคัดเนสซาร์จึงทรงพระพิโรธยิ่งนัก และตรัสสั่งให้นำตัวชัดรัค   เมชาค และอาเบดเนโกมาเข้าเฝ้า 14 แล้วตรัสกับพวกเขาว่า “ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก จริงหรือที่พวกเจ้าไม่ยอมปรนนิบัติเทพเจ้าของเรา หรือนมัสการเทวรูปทองคำที่เราสร้างขึ้น 15 บัดนี้  หากพวกเจ้าได้ยินเสียงเขาสัตว์ ขลุ่ย พิณ พิณเขาคู่ พิณใหญ่ ปี่ และเสียงดนตรีทุกชนิดประโคมขึ้นแล้ว ถ้าพวกเจ้าพร้อมที่จะหมอบกราบนมัสการเทวรูปที่เราสร้างขึ้นก็ดี แต่หากพวกเจ้าไม่นมัสการจะถูกโยนเข้าไปในเตาไฟลุกโชนทันที แล้วเทพเจ้าองค์ใดเล่า จะสามารถช่วยพวกเจ้า  ให้พ้นจากมือเราไปได้?”

 

นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเย่อหยิ่ง จองหองของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ หลังจากที่ดาเนียลทำนายฝันอย่างถูกต้องแม่นยำ เนบูคัดเนสซาร์ถึงกับเข่าอ่อน ตรัสว่า …

“พระเจ้าของท่าน ทรงเป็นพระเจ้าเหนือพระทั้งหลายแน่นอน ทรงเป็นจอมราชันย์ และทรงเป็นผู้เปิดเผยความล้ำลึกทั้งมวล เพราะท่านสามารถเปิดเผยความล้ำลึกนี้ได้”

ยกย่องพระเจ้า ยิ่งใหญ่กว่าพระทั้งมวล ตอนกำลังกลัว มาถึงตอนนี้ หลังจากที่ได้สร้างเทวรูปทองคำใหญ่มหึมา มีคนป้อยอมากมายว่าพระองค์เก่ง พระองค์ยอดเยี่ยม เป็นจอมราชันย์ เป็นผู้พิชิต เยอะแยะไปหมด ก็ลืมตัว คงประมาณว่าเราได้แก้เคล็ดแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้ว ทำให้เกิดความเย่อหยิ่งขึ้น ทุกวันได้ออกมาเห็นเทวรูปที่สร้างขึ้นมาเบ้อเริ่มเทิ่ม ก็รู้สึกภูมิใจว่าเป็นสีทองทั้งหมด มันเป็นของเรา เป็นบาบิโลน ไม่มีใครมาล้มล้างได้ มันจะเป็นอย่างนี้ ตลอดไป ราชวงศ์ของเรา ฮึกเหิม ลืมนิมิตที่พระเจ้าได้ประทานให้ครั้งที่แล้ว

ดูข้อ 15 ตรงท้ายๆ บอกว่า …

“แล้วเทพเจ้าองค์ใดเล่า จะสามารถช่วยพวกเจ้า  ให้พ้นจากมือเราไปได้?”

เมื่อไม่นานมานี้บอกว่า “พระเจ้าของเจ้าใหญ่ที่สุดแล้ว”

แต่ตอนนี้บอก “พระเจ้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้”

เขากำลังสบประมาทพระเจ้าของดาเนียลและเพื่อนทั้งสามคนนี้ เขาลืมประโยคแรกในดาเนียล บทที่ 2 ที่บอกว่า …

“ท่าน คือกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าได้ให้ท่านเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ได้ให้ปกครองประเทศอิสราเอลและประเทศทั้งมวล พระเจ้าได้ให้ท่าน”

พระคัมภีร์บอกว่า …

“ความเย่อหยิ่ง นำหน้าความพินาศ”

ความเย่อหยิ่ง ความจองหองนำหน้าความพินาศ คนเราจะเย่อหยิ่งจองหองได้ เมื่อเราประสบความสำเร็จ คนไม่ประสบความสำเร็จ จะไม่มีทางเย่อหยิ่ง เพราะไม่มีโอกาสจะหยิ่ง แต่พอมีอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย มันจะเริ่มหยิ่งในศักดิ์ศรีตัวเอง เรารู้สึก เราช่วยตัวเองได้ เราอยู่คนเดียวก็ได้ เราไม่ต้องพึ่งใครก็ได้ นั่นแหละคือหยิ่ง บางครั้งเราคิดว่า …

“ฉันก็อยู่ของฉันอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระเจ้าก็ได้ ฉันพอแล้ว ฉันก็ทำดีของฉันไปเรื่อยๆ ก็โอเคแล้ว”

ในทางพระเจ้า เขาเรียกว่าความเย่อหยิ่งชนิดหนึ่งเหมือนกัน และความเย่อหยิ่งนี้นำหน้าความพินาศ คือจะไม่ได้รับสิ่งที่ดี ที่เตรียมไว้ให้กับเขา ชีวิตเราก็เหมือนกัน หลายครั้ง ตอนมารู้จักพระเจ้าปีแรก รักพระเจ้ามาก พระเจ้าช่วยตรงนั้น พระเจ้าช่วยตรงนี้ โรคก็ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ตรงนั้นก็ดี ตรงนี้ก็ดี พอเลยมาสักระยะหนึ่ง ลืมพระเจ้าแล้ว อะไรๆ ก็ตัวฉันหมด ทุกอย่างก็ตัวฉันหมด ลืมพระเจ้าไป ทิ้งพระเจ้าไป

“เอะอะอะไรก็ฉันเอง ฉันเป็นคนทำ ฉันดีเอง ทุกวันนี้ ที่เป็นอย่างนี้ได้ เพราะฉันฉลาด เพราะฉันทำงานเก่ง ขยันหมั่นเพียร อดทน เพราะฉันทั้งหมด”

ลืมพระเจ้าไป นี่ก็คือนำหน้าการพินาศนั่นเอง

นี่คือสิ่งที่สามารถเตือนชีวิตเราได้ด้วย อย่าทำเหมือนกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์

กลับมาที่เพื่อนของดาเนียล ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร?

“ถ้าท่านบอกว่าท่านไม่เชื่อพระเยซู เราจะให้ท่านรอด จะไม่ฆ่าท่าน แต่ถ้าท่านบอกว่าท่านยังเคารพพระเยซูอยู่ ยังเชื่อพระเยซูอยู่ เราจะฆ่า ตัดคอท่านเลย”

ท่านจะตอบว่าอย่างไร?   ในปัจจุบัน  เกิดเหตุอย่างนี้จริงๆ แถวตะวันออกกลาง   จับมิชชั่นนารีหรืออาจจะไม่ใช่ เป็นคนงานธรรมดา แล้วก็บังคับ มีอย่างนี้จริงๆ สมัยโรมันเรืองอำนาจ หลายคนถูกทรมาน เพราะอย่างนี้ ถ้าปฏิเสธพระเยซูก็จะไม่เผาไฟ แต่ไม่ปฏิเสธ ก็จะถูกเผา ย่างบนไม้ แล้วก็เอาฟืนเผาทั้งเป็นเลย นี่ก็ลักษณะเดียวกัน  เรามาดูดาเนียล 3:16-18

ดาเนียล 3:16-18 “16 ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ทูลกษัตริย์ว่า “ข้าแต่เนบูคัดเนสซาร์ ข้าพระบาททั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องทูลแก้ต่างให้ตนเองต่อฝ่าพระบาทในเรื่องนี้ 17 หากข้าพระบาทถูกโยนเข้าไปในเตาไฟลุกโชน ข้าแต่กษัตริย์ พระเจ้าที่ข้าพระบาททั้งหลายปรนนิบัตินั้น จะทรงกอบกู้ และทรงช่วยข้าพระบาททั้งหลาย ให้พ้นจากเงื้อมพระหัตถ์ของฝ่าพระบาทได้ 18 แต่ถึงแม้ พระองค์ไม่ทรงช่วย ข้าแต่กษัตริย์ ก็ขอฝ่าพระบาททรงทราบเถิดว่าข้าพระบาทจะไม่ยอมปรนนิบัติเทพเจ้าของฝ่าพระบาท หรือนมัสการเทวรูปทองคำที่ทรงตั้งขึ้นเป็นอันขาด”

 

ผมจะเน้นตรงนี้ให้ท่านดูว่าภาษาเดิมตรงนี้ มันแปลว่าอย่างนี้ 3 คนนี้ตอบว่า …

“พระเจ้าที่ข้าพเจ้าเชื่อ พระองค์สามารถช่วย แล้วพระองค์ปรารถนา ที่จะช่วยอยู่แล้ว ให้ข้าพระบาทรอดจากเตาไฟ แต่ถึงแม้พระองค์ไม่สามารถ”

หมายถึงถ้าพระองค์ไม่สามารถช่วย  ก็ยังจะเชื่อพระเจ้าอยู่ดี ก็ไม่กราบรูปเคารพนั้น ชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโก ยังเป็นเด็กหนุ่มเจริญเติบโตมาจากความเชื่อแบบคนยิว เป็นลูกยิวแท้ๆ ความเชื่อในพระเจ้าของเขาเต็มเลย เชื่อแบบไม่หวั่นไหวในทุกอย่าง มีข่าวมาว่ากองทัพของบาบิโลนมาล้อมเมืองแล้ว เขาคงอธิษฐานกันทั่วเมือง แล้วตัวเขาและครอบครัว คงอธิษฐานกันใหญ่

“พระเจ้ายิ่งใหญ่ๆ พระเจ้าช่วยกู้ได้ พระเจ้าทรงอยู่ด้วยในยามยากลำบาก พระองค์เป็นพระเจ้านิรันดร์ พระองค์จะไม่ทิ้งประชากรของพระองค์”

ขณะที่เขากำลังตื่นเต้น อธิษฐาน วางใจในพระเจ้า เขาก็ได้ยินเสียงโครม ศัตรูพังประตูที่เขาอยู่ด้วยกัน เข้ามาถึงภายใน อาจจะฆ่าหลายคนไป  แล้วก็ลากเอาตัวเขาและเพื่อนๆ ไปเป็นเชลย ขณะที่ถูกต้อนไปบาบิโลน เขาคงคิดตลอด พระเจ้าที่เขาเชื่อตลอดเวลา เขารู้จักตลอดเวลา ทำไมไม่ช่วยเขา  ชาวยิวจะถูกปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร? เขาคงคิดในใจ ก็เพราะพระเจ้าไม่สามารถช่วยได้ ถ้าพระเจ้าช่วยได้ คงช่วยไปแล้ว เพราะเขาเชื่อในพระเจ้า

เขาจึงตอบกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ว่า “ถ้าเผื่อพระเจ้าไม่สามารถช่วยนะ ไม่เป็นไร ฉันก็ยังเชื่อพระเจ้าอยู่”

นี่เขาเรียกว่าความเชื่อแบบไม่หวั่นไหว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“ไม่ว่าจะสามารถหรือไม่สามารถ ฉันไม่รู้ ฉันเชื่อในพระองค์ และฉันเชื่อตลอดไป วางใจเลย”

เราถูกสอนมาว่าให้เชื่อพระเจ้า พระองค์ทรงทำได้ทุกสิ่ง นี่เขาบอกว่า …

“แม้กระทั่ง ทำไม่ได้บางสิ่ง ฉันก็ยังเชื่ออยู่”

เลยไปอีก เชื่อแบบสุดไปอีก หลายครั้ง เราคิดว่าพระเจ้าอาจจะทำไม่ได้มั้ง แต่ก็ไม่เป็นไร?  เราเชื่อแล้ว เชื่อเลย ผมยกตัวอย่างให้ ก็เหมือนชีวิตเราหลายคน หลังจากผมเชื่อพระเจ้ามาปีหนึ่ง คุณแม่ก็มาเชื่อพระเจ้า ตอนมาเชื่อที่เป็นมะเร็งอยู่นะ หายเลย คือจะหายหรือไม่หาย เราไม่รู้ แต่อย่างน้อยๆ รู้ว่าไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่มีอาการอะไรต่างๆ เป็นเวลา 10 ปีเต็มๆ ด้วยความสุขสนุกสนานไปเที่ยว ไปต่างจังหวัด ไปต่างประเทศ ไปประกาศ ไปกับผมทุกแห่ง ทุกจังหวัด ขับรถกันไปหลายจังหวัดเลย  เป็นช่วงเวลาที่แม่บอกว่ามีความสุขมากที่สุดเลย รักพระเจ้ามาก คิดดู 60 กว่า 70 เพิ่งมาเชื่อพระเจ้า จะมาเรียนรู้อะไรอย่างเรามากมายนัก แต่เชื่อเพราะเชื่อแล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณย่าบอกไว้ จำแม่นเลยว่า …

“ฉันขอกอดขาพระเจ้า”

ก็เหมือนชัดรัด เมชาค อาเบดเนโกพูด …

“ใครจะพูดอะไรไม่รู้ ฉันขอกอดขาไว้ก่อน ฉันไม่คิดอะไรมากมาย ไม่สนใจเลยว่าพระเจ้าทำได้หรือไม่ได้”

นี่แหละความเชื่อแบบกอดขาพระเจ้าเอาไว้ พอ 10 ปีผ่านไป อาการมะเร็ง ก็กลับมาใหม่ ก็มีความทุกข์ยากลำบากเหมือนกัน เจ็บร่างกายเหมือนกัน แต่ก็กอดขาพระเจ้าไว้แน่น ไม่มีหวั่นไหวเลย แม้แต่นิดเดียว คนหวั่นไหว คือพวกเราต่างหาก ที่อยู่ข้างๆ

ผมเลยคิดว่าความเชื่อต้องเป็นลักษณะเดียวกันอย่างนี้ กอดขาพระเจ้าไว้แน่นๆ หลายคนอาจจะบอกคุณย่า หรือมีหลายคนอาจจะบอก หรือบางคนอาจจะคิด …

“ไหนบอกมาเชื่อพระเจ้า หายจากมะเร็ง”

แต่คุณย่าบอก “ไม่รู้ ฉันกอดขาพระเจ้าไว้แล้ว”

ก็ไปหาหมอตามปกติ ไปโรงพยาบาลตามปกติ แล้วท่านก็จากไปด้วยความสงบ ด้วยความเชื่อที่เต็มสมบูรณ์ครบถ้วน ยิ้มไปเลย ในขณะที่ผู้คนรอบข้าง เป็นไปได้อย่างไร? อย่างโน้นอย่างนี้

ชีวิตเราก็ต้องเป็นอย่างนั้น ฝึกเอาไว้เลย ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ให้มีความเชื่อแบบนี้

“อะไรเกิดขึ้นก็ได้ ฉันจะกอดขาพระเจ้าไว้ให้แน่นๆ ไม่ว่าพระเจ้าจะช่วยหรือไม่ช่วย ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ทำ  ไม่ว่าพระเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่มี ฉันกอดขาพระเจ้าไว้ และเชื่อในพระเจ้า”

บางคนบอกว่ารอให้ท่านเชื่อก่อน พระเจ้าถึงจะทำ ไม่ต้อง ท่านไม่เชื่อเลย พระเจ้าก็ทำได้  เอเมน ท่านอยู่เฉยๆ พระเจ้าก็ทำได้ ต่อให้ไม่เชื่อแถมยังต่อต้านอีก พระเจ้าก็ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ได้ เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้บังคับทุกสิ่ง  และครอบครองทุกอย่าง เป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง ทุกสิ่งบนโลกใบนี้อยู่นั่นเอง เอเมน

ท่านไม่มีสิทธิ์ ท่านจะไปสู้อะไรกับพระเจ้าได้ ถ้าใครยอมเป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า ก็มีสันติสุข มีความสงบสุข ถ้าท่านต่อต้าน ท่านก็ทุกข์ของท่านเอง เหมือนถีบประตักที่พระเยซูบอก ก็แค่นั้นเอง

เพราะฉะนั้น  จงรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุม ทรงครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ทั้งหมด และทุกสถานการณ์ ทุกแผนการ แผนการที่พระองค์ทรงกระทำมี 2 อย่างเท่านั้น นั่นคือ …

  1. เพื่อเป็นเกียรติแด่พระองค์ คือถวายเกียรติแด่พระองค์ เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์
  2. เพื่อผลดีสำหรับใครก็ตามที่ยอมเป็นไปตามน้ำพระทัย ก็คือใครที่เชื่อในพระองค์

แค่นั้นเอง ไม่ว่าท่านจะเห็นว่าเหตุการณ์นั้นมันร้ายต่อชีวิตของเรา ไม่ดีต่อเรา  ไม่ดีต่อคนที่เรารัก 2 สิ่งเท่านั้นเอง ที่ท่านจำไว้ มันเกิดขึ้น เพราะพระเจ้าเป็นผู้อนุญาตให้เกิด เพื่อน้ำพระทัยของพระเจ้าจะได้สำเร็จ ถวายเกียรติแด่พระองค์ เพื่อเป็นผลดีสำหรับคนๆ นั้น และเป็นผลดีสำหรับใครก็ตามที่รักในพระองค์ ที่เชื่อในพระองค์ แล้วท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปต่อต้าน ท่านสู้ไม่ได้อยู่แล้ว

ฝากตรงนี้ไว้ว่าถ้าเราขอพระเจ้าทุกวัน ขอพระเจ้าช่วยเรา ให้เรากอดพระเจ้าไว้แน่น มีความเชื่อแบบไม่หวั่นไหวเลย บางครั้งหวั่นไหว ไม่รู้ล่ะ หวั่นไหว ฉันก็ยังเชื่ออยู่ ก็เป็นคน มันก็หวั่นไหว ชัดรัด เมชาค และอาเบดเนโก ก็เป็นคน เขาได้เห็นมา บ้านเมือง ครอบครัวถูกทำลาย พ่อแม่อาจจะถูกฆ่า ตัวเขาถูกลากมาเป็นเชลย เขาเห็นกับตา แล้วจะให้เขาบอกว่าพระเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างได้  เขาบอกไม่ได้ เขาบอก ตอนนั้น พระเจ้าอาจจะทำไม่ได้ เขาอาจจะคิดอย่างนี้ไง

เพราะฉะนั้น ท่านจะพูดอย่างไร ก็พูด แต่ขอให้ท่านเชื่อในพระเจ้าก็แล้วกัน ท่านอาจจะบอก

“ทำไมลูกฉันไม่หายสักที”

“เพราะพระเจ้าไม่เก่งมั้ง”

ไม่เป็นไร พูดไปเถอะ แต่ขอให้ท่านยังเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงๆ และเชื่อในพระองค์ แต่เรื่องนี้พระองค์อาจจะทำไม่ได้ ก็ได้ พูดอย่างนี้ได้ไหม? ได้

“ทำไมพระเจ้าปล่อยให้ฉันอดอยากถึงขนาดนี้ ลำบากลำบน เจ๊งมากี่ครั้งแล้ว ไปไหนก็รู้สึกลำบากลำบน มีแต่เรื่องวุ่นวายทั้งนั้น”

“อ๋อ พระเจ้าอาจจะทำไม่ได้มั้งเรื่องนี้ ตอนนี้ ไม่เป็นไร แต่ฉันเชื่อพระเจ้า ถึงทำไม่ได้ฉันก็เชื่อ แต่ฉันรู้ว่าถ้าพระเจ้าทำได้ พระเจ้าช่วยฉันแน่นอน นี่มันเกิดขึ้น พระเจ้าคงจะทำไม่ได้ ฉันโอเค ขอบคุณพระเจ้า”

ได้หมดทุกอย่าง เห็นไหม? ก็ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยว่าให้เราเชื่อในพระเจ้า และวางใจในพระเจ้าสุดๆ แบบนี้ แบบไม่หวั่นไหว และสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้บอกไว้แล้วใช่ไหม? อาณาจักรสุดท้าย อาณาจักรของพระเยซูคริสต์ หินก้อนนั้น ศิลาก้อนนั้น จะกลายเป็นภูเขาก้อนใหญ่ มหึมา ก็คืออาณาจักรของพระเยซูคริสต์ เราทั้งหลายคือผู้เชื่อ คือคริสตจักร วางอยู่บนศิลานี้ ศิลานี้เป็นความรอด เป็นความช่วยเหลือ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจของเรา เป็นความแข็งแกร่งของเรา ลมพายุพัดอะไรแรงเท่าไร มันก็จะไม่มีวันล้ม มันจะตั้งยืนอยู่ตลอดไป บนศิลานี้  จงวางใจและเชื่อตรงนั้น แบบนี้ เชื่อแบบไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่นิดเดียว เอเมน

 

**********************