คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2017 เรื่อง “ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท” ตอน 2 “อาณาจักรแห่งความสว่าง” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  10  กันยายน  2017

 เรื่อง “ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท”

ตอน 2 “อาณาจักรแห่งความสว่าง”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับ การบรรยายในวันนี้ เป็นตอนต่อจากครั้งที่แล้ว ซีรี่ย์ชุด “ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท” ความจริง คือถ้อยคำพระเจ้านั่นเอง  ความจริงนี้ จะทำให้เราเป็นไท จากความกลัว ความวิตกกังวล ในทุกๆ เรื่อง ก็คือในอนาคตนั่นเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ กลัวว่าอนาคตตายแล้วจะไปไหน? ไปอยู่อย่างไรตอนหลังความตาย นี่คือความกลัวที่อยู่ลึกๆ ในใจมนุษย์ทุกคน จะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม

หรือกังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร? จะกินอยู่อย่างไร? ถ้าเกิดเศรษฐกิจไม่ดี ภัยพิบัติ ธรรมชาติอย่างรุนแรง แล้วเราจะอยู่อย่างไร? นี่คือความวิตกกังวลเล็กๆ น้อยๆ หรือมาก แล้วแต่บุคคล ที่แอบอยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนเหมือนกัน คือเรากลัวอนาคตนั่นเอง ไม่รู้อะไรเป็นอะไร? แต่ถ้าเรารู้ความจริงในถ้อยคำพระเจ้าที่บอกเราอย่างนี้  เราจะคลายความวิตกและคลายความกลัวไปมากเลย

สัปดาห์ที่แล้ว เราเริ่มต้นกันด้วยความจริง เรื่องโลกฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าได้บอกความจริงกับเรา ในไบเบิ้ล ในพระคัมภีร์นี้ ให้เราทราบถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณที่ตามนุษย์เรามองไม่เห็น มันมีอยู่จริงๆ

เชื่อจริงหรือ? ตอนนี้เกิดเรื่องอะไรบางอย่าง ขัดผลประโยชน์กัน หรือขัดแย้งกัน ทำไมทะเลาะกันใหญ่เลย  ไม่ได้นึกถึงโลกฝ่ายวิญญาณเลยนะตอนนั้น นึกแต่เรื่องเดี๋ยวนี้  ฉันเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร?  มันก็แปลก

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาเรียนรู้เรื่องนี้ ทำไมพระเจ้าต้องบอกเราเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้ เป็นต้นเหตุของทุกอย่าง เคยได้ยินเรื่องนี้ไหม? คุณยายหาเข็ม ผมนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังหลายครั้ง คือถ้าเราไม่รู้ความจริง เราไปแก้ที่ไม่ใช่ต้นเหตุของมัน แก้อย่างไร ก็ไม่ถูก ไม่มีอะไรสำเร็จเลยในชีวิต

คุณยายหาเข็มตกในห้องนอน คุณยายก็หาอยู่นั่นแหละ หาไม่เจอ

ลูกมาถึงก็บอกว่า “คุณยายหาอะไร?”

คุณยายก็บอก “หาเข็ม ที่ตกอยู่ในห้อง”

“และหาเจอไหม?”

“ไม่เจอ”

คุณยายบอก “ฉันมองไม่เห็น ช่วยจูงไปหน้าบ้านหน่อย หน้าบ้านสว่าง จะได้หาเจอ ไปช่วยกันหาหน่อย”

ลูกก็บอกว่า “ถ้าจูงไปหน้าบ้าน จะหาเจอได้อย่างไร? ก็มันตกในนี้”

“อ้าว! ข้างในมันมืด มองไม่เห็น ไปข้างนอกสว่างๆ มันจะได้เห็นไง”

ตามเหตุผลมันก็ถูก ต้องไปหาที่สว่างๆ แต่ที่สว่างๆ เข็มมันไม่ได้ตกตรงโน้น มันตกในห้องนอน เพราะฉะนั้น ต้องเปิดไฟในห้องนอน แล้วค่อยหา

ถ้าเราไม่รู้ต้นเหตุ ยังไงก็ไม่เจอต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น ในพระคัมภีร์บอกเราว่ามนุษย์ทุกๆ คน เป็นวิญญาณ ดังนั้นมนุษย์ทุกคนก็อาศัยอยู่ในโลกวิญญาณด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเราเชื่อแล้วว่ามี วิญญาณของมนุษย์มาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นตัวตนจริงๆ ของเรา ก็คือวิญญาณ อาศัยในโลกวิญญาณจริงๆ ตัวตนทางร่างกาย ก็อยู่ในโลกฝ่ายวัตถุ ที่ตาเรามองเห็น วิญญาณก็อยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณของเขา ตามธรรมชาติของเขา ที่พระเจ้าสร้างเขามา คือความจริง ถ้าเราไม่รู้ความจริง เริ่มต้นอย่างนี้เสร็จแน่

สมัยก่อนเราคิดว่าเรามีวิญญาณ ไม่ใช่มี ถ้ามีมันหายไปได้ ถ้ามีมันหมดไปได้ ถ้ามี มีคนขโมยไปได้ แต่ถ้าเป็นขโมยไปไม่ได้ ที่ผมยกตัวอย่างบ่อยๆ เหมือนเราเป็นผู้ชาย มีใครมาขโมยเอาผู้ชายของผมไปไหม? ไม่มี คุณเป็นผู้หญิง มีใครขโมยความเป็นผู้หญิงไปได้ไหม? ไม่ได้ เพราะมันเป็นไง และพระคัมภีร์บอกว่าโลกฝ่ายวิญญาณมีอยู่ 2 แห่ง หรือเรียกว่า 2 อาณาจักร คืออาณาจักรแห่งความมืด และอาณาจักรแห่งความสว่าง

เพราะฉะนั้น วิญญาณมนุษย์ทุกคนต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง อาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่ง ในโลกวิญญาณนี้อย่างแน่นอน หนีไม่พ้น ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ไม่ว่าจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ตาม พระเจ้าสอนเราว่ามันเป็นอย่างไรบ้างในโลกวิญญาณ ที่เรามองไม่เห็น เราก็จะแก้ปัญหาและดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง บนโลกใบนี้ และเป็นโลกทั้งฝ่ายวัตถุที่เราเห็นด้วยตา และโลกวิญญาณด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งทำงานร่วมกัน

เดิมเราอยู่ในอาณาจักรของความมืด แล้วก็ได้ย้ายเรา  มาอยู่ในอาณาจักรของความสว่าง ผ่านทางความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ ในโคโลสี 1:12-13 ครั้งที่แล้วเราได้เรียนกัน

โคโลสี 1:12-13 “12 ขอบพระคุณพระบิดา ผู้ทรงทำให้พวกท่านเหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง 13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์”

 

ถ้าอ่านตรงนี้  แปลว่าอาณาจักรแห่งความมืดมาก่อน แล้วค่อยมีสว่างทีหลัง ถูกหรือเปล่า? แต่ถ้าย้อนกลับไป ตั้งแต่ปฐมกาล ตอนพระเจ้าสร้างโลกใหม่ๆ ตอนที่พระคัมภีร์บอกไว้ว่าโลกถูกปกคลุมไปด้วยการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระวิญญาณ ก็คือพระเจ้า  … พระเจ้าปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้าง และพระเจ้า คือพระสิริของพระองค์ พระสิริ ก็คือความสว่าง ก็คือพระเจ้านั่นเอง พระเจ้าปกคลุมอยู่ ก็แสดงว่าในปฐมกาล ก่อนที่จะถูกสร้างโลกใบนี้ โลกใบนี้เต็มไปด้วยความสว่าง

มีแต่อาณาจักรของความสว่าง เพราะพระเจ้าปกคลุมอยู่หมดเลย แล้วความมืดเข้ามาตอนไหน? โรม 3:23 เป็นอันเล็กๆ อันหนึ่งที่ได้เห็นว่าความมืดมันเข้ามาได้อย่างไร?  จำได้ใช่ไหม? ความสว่าง คือพระองค์ คือตัวตนของพระเจ้า ซึ่งพระองค์เต็มไปด้วยพระสิริ … พระสิริ คือฤทธิ์อำนาจ คือสง่าราศี ความสง่างาม ความยิ่งใหญ่ ความสว่างไสว

โรม 3:23 “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า”

 

“เสื่อมจากพระเกียรติสิริ” แปลว่าเสื่อม ก็คือหายไป พระสิริของพระเจ้า คือความสว่าง ได้หายไป

“เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า” ถ้าแปลตามตะกี้ที่เราเรียนกัน ก็คือ “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจาก … หลุดออกไป … ขาดออกไปจากความสว่างของพระเจ้า”

เสื่อมจากพระสิริ ก็คือพระสิริหายไป ตัวตนของพระเจ้าก็หายไป เมื่อตัวตนของพระเจ้าหายไป พระเจ้าเป็นความสว่าง ความสว่างก็เลยหายไปด้วย  เพราะฉะนั้น เมื่อพระสิริหาย ความสว่างก็หาย ความมืดก็เข้ามาแทนที่

ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม นี่คือความจริงในพระคัมภีร์บอก อาดัมคือต้นพันธุ์ของมนุษย์ทั้งปวง และมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้  มีชีวิตอยู่ในตัวอาดัม คล้ายๆ กับว่าตอนก่อนผมเกิด ชีวิตผมก็อยู่ในพ่อผม ก่อนพ่อจะเกิด ชีวิตของพ่อก็อยู่ในปู่ผม ก่อนปู่จะเกิด ชีวิตของปู่ก็อยู่ในทวดของผม ก่อนทวดจะเกิด ชีวิตของทวดก็อยู่ในทวดทวดของผม ไปเรื่อยๆ ท่านพอจะเห็นภาพไหม

แต่พออาดัม เอาเชื้อหนึ่งเข้ามา ซึ่งผมอยากจะเรียกในยุคปัจจุบันนี้ว่าไวรัส เพราะว่ามันจะชัดมาก พอบอกไวรัส ตามองไม่เห็น แต่รู้ว่ามันมีตัวตนอยู่จริงๆ มีฤทธิ์อยู่จริงๆ มันทำอะไรบางอย่างได้  ทำให้เราตายก็ได้ ทำให้เราปวดท้องก็ได้ ผมเลยอยากใช้คำว่าไวรัส อาดัมไปเอาไวรัสตัวหนึ่งเข้ามา ที่มีชื่อว่าไวรัสบาป หรือเชื้อบาป ท่านนึกถึง HIV ก็ได้ เพราะอาดัมคนเดียวเอาบาปเข้ามา  โลกทั้งหมด ก็กลายเป็นความมืด เพราะบาปมันเข้ามา

บาปทำให้เกิดสิ่งหนึ่ง คือต่อต้านพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ชอบพระเจ้า เกลียดพระเจ้า ไม่อยากได้พระเจ้า เคยอยู่กับพระเจ้าดีๆ ไล่พระเจ้าออกไป ประมาณนั้น  พระเจ้าอยู่ไม่ได้ พระเจ้าเป็นพ่อเรา บางคนบอกพระเจ้าทิ้งลูก ไม่ใช่ ลูกนั่นแหละทิ้งพ่อ ฟังให้ดีๆ พระเจ้าถูกไล่ออกไปนั่นเอง จากนั้น ความสว่าง ก็คือพระองค์ คือพระเจ้าถูกกำจัดออกไป ถูกขจัดออกไป โดยศัตรูที่มีชื่อว่ามาร ส่งเชื้อไวรัสบาปเข้ามาสู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ ทำให้มนุษย์ตกอยู่ในความมืด

ความมืด คือศัตรูของความสว่าง  ไม่ชอบพระเจ้า  อยู่ตรงข้ามกัน เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ นี่แหละ คือความมืด ตั้งแต่นั่นเป็นต้นมา โลกวิญญาณ ก็เหลืออาณาจักรเดียวเหมือนกัน แต่เป็นอาณาจักรมืด หมายถึงโลกวิญญาณที่ปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคน ก็ตกลงไปอยู่ในอาณาจักรความมืดนี้ ติดเชื้อกันมาทุกคน

อยากจะอธิบายตรงนี้ให้ชัดเจนอีกนิดหนึ่งว่าโลกที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ เรากำลังย้อนกลับไปตอนที่พระเจ้าสร้างโลกใหม่ๆ  ตามที่มีบันทึกไว้ในหนังสือปฐมกาล หยุดอยู่แค่นี้ เราไม่ได้ย้อนไปก่อนปฐมกาลอีก พระเจ้าทรงอยู่ก่อนปฐมกาล ตั้งแต่มีมหาจักรวาล จักรวาล หรือแม้แต่โลก ซึ่งพระเจ้าสร้าง

เพราะก่อนที่พระเจ้าจะสร้างโลกที่มีอาดัม เอวาเป็นมนุษย์คู่แรก พระองค์อาจจะเคยสร้างโลกอื่นๆ มาก่อนแล้วก็ได้ ในปฐมกาล บทที่ 1 พูดไว้

ปฐมกาล 1:1 “ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และโลก ขณะนั้น โลกยังไม่มีรูปทรง และว่างเปล่า”

 

ตรงนี้ ภาษาเดิมแปลว่า “ขณะนั้น โลกเสียหายอยู่” ก็แสดงว่ามันมีโลกก่อนหน้าที่ถูกสร้างนี้  ถูกหรือไม่ถูก? ต้องการพูดแค่ให้รู้ว่าพระเจ้าเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน?

เรากลับมาที่โลกใบนี้ต่อ โลกใบนี้ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นในสมัยปฐมกาล สรุปก็คือเริ่มแรก เดิมที โลกถูกปกคลุมไปด้วยพระสิริของพระเจ้า ที่มีแต่ความสว่าง ความดีงาม ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าปกคลุมอยู่ ต่อมา อาดัมทำบาป

คำว่า “ทำบาป” คืออาดัมนำเชื้อไวรัสตัวหนึ่ง ที่มีชื่อว่าไวรัสบาปเข้ามา ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ จากนั้นเป็นต้นมา ต้องถูกอาการของความบาป ทำให้มนุษย์เกิดความเกลียดพระเจ้า ไม่อยากได้พระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า พระเจ้าต้องหายไป หนีไป ออกไป ก็กลายเป็นความมืดเข้ามาแทนที่ ความมืดเป็นศัตรูของพระเจ้า ที่เรียกว่ามนุษย์กบฏต่อพระเจ้า กบฏ คือต่อต้านพระเจ้า

ตอนที่พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าได้ถูกกำหนดให้มาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ตามคำบอกก่อนล่วงหน้าของพระเจ้า ตายที่ไม้กางเขน ชำระบาปให้กับเรา รักษาเราในพระคัมภีร์บอกว่าโดยรอยแผลเฆี่ยนของพระองค์ พระองค์ทรงรักษาเราหายแล้ว หายจากไวรัสบาป เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงตายที่นั่น  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เป็นการประกาศชัยชนะว่ามี 2 อาณาจักรแล้ว ต่อไปนี้มนุษย์มีทางเลือกแล้ว คืออาณาจักรแห่งความสว่างได้เข้ามาแล้ว

อาณาจักรแห่งความมืด ก็ยังคงเป็นมารกับสมุนของมารดูแลควบคุมอยู่ เหมือนเดิม และอาณาจักรแห่งแสงสว่าง มีพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้ง 3 พระภาคนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน ควบคุมอยู่เหนืออาณาจักรแห่งความสว่างนี้ และรวมทั้งผู้รับใช้ของพระองค์อีกมากมาย ที่พระองค์ทรงสร้าง เพื่อรับใช้มนุษย์ ที่มีชื่อว่าทูตสวรรค์ ควบคุมดูแลอยู่เหนืออาณาจักรนี้ ที่มีชื่อว่าอาณาจักรแห่งแสงสว่าง

ตอนอาดัมทำบาป อาดัมอยู่ในความมืด พระสิริพระเจ้าหายไป ก่อนหน้านี้ อยู่ในความสว่าง เห็นพระเจ้า คุยกับพระเจ้าได้ ไม่กลัวพระเจ้า แต่พอมันมืดปุ๊บ DNA ติดเชื้อปุ๊บ เชื้อนี้เกิดผลทันที

ในพระคัมภีร์เขียนว่าอาดัมกับเอวากลัว เกิดมาไม่เคยกลัวเลย เป็นครั้งแรกในชีวิตของมนุษย์ และเริ่มต้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยความกลัวอย่างนี้แหละ เราทั้งหลายยังมีเชื้อของอาดัมอยู่ เราจึงกลัว เราจึงกังวลไง ก่อนหน้านี้ อาดัมและเอวาไม่เคยกังวลอะไรเลย  เพราะพระเจ้าอยู่ ก็คุยกับเขา  สัตว์นี้ชื่ออะไร? นั่นชื่ออะไร? พระเจ้าก็บอกเธอตั้งชื่อสิ อาจจะถามพระเจ้าตลอดเวลา ดวงดาว ดาวลูกไก่ เราสร้างเอง เราสร้างให้กับลูก สำหรับเล่นตอนนอน สมมติให้ฟัง ให้ท่านเห็นภาพว่าง่ายๆ ไม่มีอะไรยาก ในการเรียนรู้เรื่องพระเจ้า มันคือชีวิต เหมือนครอบครัวหนึ่ง แต่บังเอิญเกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณ ซึ่งเราถูกปิดบังตา จนกระทั่งเกินเลยไปมาก จนกระทั่งคิดไม่ออกว่ามันเป็นอย่างไร? จริงๆ ก็คือเทียบกับชีวิตของเราทุกวันนี้ ในครอบครัวเป๊ะ

เสร็จแล้วอยู่ในความมืดนี้ พระเจ้าเหมือนเจ็บใจมากๆ แต่ไม่เคยเกลียดมนุษย์เลย  ท่านเห็นภาพว่าจะไปเกลียดมนุษย์ได้อย่างไร? เขาติดเชื้อ เขาไม่สบาย  เหมือนลูกเราเกิดไปติดเอดส์มา เราจะไปโมโหเขา ไปโกรธเขาเหรอ เขาไม่สบายอยู่ พระเจ้าเจ็บแค้น แค้นมารมากกว่าแค้นลูกตัวเอง มารมันหลอก แต่พระเจ้าก็วางแผนไว้ เพื่อช่วยมนุษย์หลุดออกมาให้ได้ หนึ่งในจำนวนนั้น ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ปฐมกาล บอกว่า …

“หน่อเชื้อของหญิงจะเหยียบหัวเจ้า”

ก็คือพระเยซู หน่อเชื้อของหญิงจะเกิดจากหญิงพรหมจารีย์ ที่ชื่อแมรี่ เหยียบหัวมาร มีอำนาจทำลายสิ่งต่างๆ สิ่งที่ถูกโกงไป เอากลับคืนให้หมด

เลยมาถึง 2,000 ปี แผนการของพระเจ้าที่วางไว้ให้พระเยซูมาเกิด เพื่อรักษามนุษย์ให้หายจากโรคบาปนี้  ก็สำเร็จ เราจึงรู้ว่าดี บนไม้กางเขน พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ได้ถูกทำให้เป็นบาป โดยพระเจ้า คือเอาบาปของเราทั้งหมด ใส่ไว้ในพระเยซู พระเยซูซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ เพราะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เหมือนอาดัมเป็นตัวแทนของเรา พระเยซูก็เป็นตัวแทนของมนุษย์ ดังนั้น พระเยซูจึงจำเป็นต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะจะได้เป็นตัวแทนมนุษย์ไง ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง และเป็นขึ้นมาใหม่ เป็นมนุษย์คนแรก ที่เป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 ในโลกวิญญาณเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น พอเป็นขึ้นมาในวันที่ 3 สถาปนา จ่ายครบหมดแล้ว ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา 2,000 ปีที่แล้ว ความสัมพันธ์กลับมา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในโลกที่มองไม่เห็น เรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณที่ครอบอยู่เหนือโลกใบนี้นั้น มีทางเลือกแล้ว มี 2 อาณาจักร เรียกว่าอาณาจักรของความสว่าง เข้ามาสู่ความมืด ความมืดต้องเผ่นไป ไปไกลๆ เลย ไปไหน? ไปไหนก็ได้ อยู่แถวๆ นี้ อย่ามายุ่ง เอเมน มนุษย์มาอยู่กับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระเยซูคริสต์ มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ มีเงื่อนไขอยู่แค่นี้เอง คือ …

(1) ต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น เป็นวิญญาณไม่ได้ เพราะพระเยซูมาเป็นตัวแทนให้กับมนุษย์ ในพระคัมภีร์บันทึกอย่างนั้น

(2) ต้องเป็นมนุษย์ที่เชื่อในการกระทำของพระเยซู ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่ได้เข้า ถ้าเชื่อก็ได้ครับ คือต้องเป็นมนุษย์ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ข่าวดี ก็คือพระเยซู พระบุตรพระเจ้า พระองค์ทรงประทานให้มาช่วยมนุษย์ โดยการรับบาป ไถ่บาปให้กับมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน และพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม เอาความรอดจากบาป รักษามนุษย์ให้หายจากเชื้อไวรัสบาป เอามาให้กับมนุษย์ทุกคนที่เชื่อ ใครไม่เชื่อ ก็ไม่ได้

นี่คือข่าวดีที่มีมาถึงมนุษย์ทุกคน ซึ่งผู้ใดได้ยินแล้ว เชื่อและยอมรับ ความจริงนี้ แล้วรับสิทธิของตัวเอง ให้พระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดประจำตัว ซึ่งพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของทุกคนอยู่แล้ว เรายอมรับ รับสิทธิของเรานั่นเอง ผู้นั้น ก็จะได้รับการย้ายจากอาณาจักรของความมืด เข้าไปสู่อาณาจักรของความสว่างทันที เพราะอาณาจักรแห่งความสว่างอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ใช่รอให้มา  ส่วนผู้ใดที่ได้ยินข่าวประเสริฐนี้แล้ว และไม่เชื่อ ก็ยังอยู่ที่อาณาจักรของความมืดเหมือนเดิม พระเยซูไม่ได้มาพิพากษาอะไรเลย คนนั้นก็ยังอยู่ที่เดิม  สองเงื่อนไขของการเข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง

มีตรงไหน? บอกว่าเราต้องทำอะไร? หรือเราต้องจ่ายเท่าไร? มีไหม? เราต้องสะสมอะไรบางอย่างที่ดีๆ เพื่อแลกกับการเข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่างนี้ มีไหม? ไม่มี

พระคัมภีร์จึงเรียกว่า By grace แปลว่าโดยพระคุณ แปลว่าให้ฟรีๆ ให้เปล่าๆ แม้ว่าจะทำไม่ดีมา ก็ให้เปล่าๆ ให้ฟรีๆ ไม่ต้องจ่ายอะไร? แล้วเมื่อเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของความสว่างแล้ว ถามว่าเกิดอะไรขึ้น?

ขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่นี้ ในโลกวิญญาณ มันเป็นอย่างนี้ ถ้าท่านเชื่อตรงนี้ ไม่กลัวอะไรแล้ว ท่านไม่ต้องบอกว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย”

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าสถิตอยู่แล้ว

และยังมีกองทัพทูตสวรรค์อีกมากมาย เตรียมพร้อมจะรบ เพื่อนครคนเดียวเลย  ถ้าเผื่อจำเป็นนะ ถ้าคุณพิชิตจำเป็นต้องใช้อะไรบางอย่าง ที่ต้องใช้ทูตสวรรค์สัก 1 ใน 3 ของทูตสวรรค์ทั้งหมด อาจจะมีเป็นล้านๆ ตน ถ้าจำเป็นนะ เขาก็จะทำงานให้คุณพิชิต โดยมีพระเยซูเป็นแม่ทัพ แล้วคุณพิชิตพอใจไหม? หรือจะให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานเพิ่มไหม?  ท่านเห็นภาพแล้วใช่ไหม? ท่านก็จะไม่ต้องพึ่งมนุษย์ที่มีบารมี เก่ง ไม่มีใครเก่งเลยสักคน ทุกคนเท่ากันหมด ต่างก็เป็นลูกของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ ลูกแห่งความสว่างเท่ากันหมดเลย  เราก็จะพึ่งพระเจ้าผู้เดียว ความจริงแค่นี้  ก็ทำให้เราเป็นไทมากมายมหาศาลแล้ว สามารถถอนหายใจได้แล้ว  เอเฟซัส 5:8

เอเฟซัส 5:8 “เพราะเมื่อก่อน ท่านเป็นความมืด แต่เดี๋ยวนี้ ท่านเป็นความสว่าง ในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง”

 

การดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง ก็คือการดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามกองทัพพระเจ้า ที่หนุนหลังเราอยู่ตลอดเวลา อยู่กับเราตลอด ตามพระประสงค์ของพระองค์นั่นเอง แปลว่าอย่างนี้ ในชีวิตเชื่อและวางใจ ให้พระองค์นำไป  พระประสงค์ในชีวิตของเรา คืออะไร?  เอเฟซัส 2:10

เอเฟซัส 2:10 “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้น ในพระเยซูคริสต์  เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เรากระทำ”

 

อ่านข้อนี้แล้ว ต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนว่าการกระทำดีใดๆ ก็ไม่สามารถนำเราไปสู่อาณาจักรของความสว่างได้ ไม่สามารถรอดจากเชื้อบาปได้ ต้องผ่านทางความเชื่อในพระเยซูที่ไถ่บาปให้เราที่ไม้กางเขนเท่านั้น แต่พระเจ้าได้ทรงนำเราสู่อาณาจักรแห่งความสว่างนี้ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผ่านให้เราฟรีๆ ประทานความรอดให้กับเรา เพื่อเราจะสามารถกระทำดีได้ จากนี้ต่อไป

ความหมาย คือเมื่อเราได้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ก็เข้ามาสถิตอยู่กับเรา ให้ใจใหม่กับเรา  คอยดูแลเรา คอยเป็นพี่เลี้ยงเรา ตามพระคัมภีร์บอกไว้ คอยช่วยเหลือเรา คอยให้กำลังเรา เพื่อให้เราสามารถ จากนี้ต่อไปดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง คือดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้า พระประสงค์พระเจ้า ซึ่งเป็นการประกอบการดีตามสายตาพระเจ้า ลูกแห่งความสว่างจะสำแดงการกระทำดีออกมา เป็นผลมาจากการได้รับความรอดด้วยพระคุณ ทำดี เพราะได้รอดแล้ว เพราะเหตุแห่งความเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เป็นการเปลี่ยนแปลงทางวิญญาณอย่างหนึ่ง คือที่ย้ายจากธรรมชาติของอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่าง เราย้ายตัวเองไม่ได้ พระเจ้าย้ายเรา ที่วิญญาณของเรา ใน 2 โครินธ์ 5:17 ได้บันทึกอย่างนี้

2 โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”

 

นี่กำลังพูดถึงวิญญาณของมนุษย์ ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์แล้ว วิญญาณเขาจะได้รับสิ่งหนึ่ง คือได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แล้ว เกิดใหม่แล้ว เอี่ยมเลย เต็มด้วยพระสิริของพระเจ้า เต็มด้วยแสงสว่างของพระเจ้า ฉายแสงเลย ทันที มันหมายถึงตรงนี้ ในวิญญาณท่านใหม่เอี่ยมเลย  เป็นลูกพระเจ้า 100% เลย

พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่กับเราในฐานะเราเป็นลูกของพระเจ้า ที่พระเจ้าประทานให้เป็นพี่เลี้ยงเรา จะคอยขัดเกลาความคิดเดิมๆ ของเรา คิดให้ถูกต้อง แต่วิญญาณถูกต้องอยู่แล้ว ไม่มีการผิดเพี้ยน พระวิญญาณจะทำงานจากภายใน ออกมาภายนอก เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ดีงาม ตามน้ำพระทัยพระเจ้า ตามพระประสงค์ของพระเจ้า

นี่คือผลจากที่เราเชื่อในข่าวประเสริฐ แล้วเราได้รับความรอดจากบาป แล้วมันจะเกิดมาเป็นผลว่าเราจะออกไปทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ทำสิ่งที่เรียกว่าดีในสายพระเนตรพระเจ้า พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่าท่านเป็นลูกแห่งความสว่าง เป็นลูกของพระเจ้า เป็นตะเกียงส่องแสง ที่พระเจ้าสามารถใช้งานได้ พระองค์ใช้แน่นอน มัทธิว 5:14-16 บันทึกไว้

มัทธิว 5:14-16 “14 ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้ 15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น 16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ  เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” เอเมน

 

ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้ เมื่อจุดตะเกียงแล้ว”

พระเจ้าจุดตะเกียงแล้ว เพื่อให้แสงส่องสว่างกับทุกคนที่เดินไปมา เพื่อเขาจะได้เห็นทาง จะได้เดินไม่สะดุด ไม่เดินล้ม เมื่อมาเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันของเรา เราจะได้เห็นชัดขึ้น พระเจ้าจุด ก็เพื่อว่าจะได้เอาไปใช้ เป็นแสงสว่าง เพราะฉะนั้น เมื่อพระเจ้านำเราไปสู่ความสว่าง คือจุดตะเกียงให้เราแล้ว ติดแล้ว สว่างแล้ว พระองค์จะไม่ครอบเอาไว้หรอก แต่พระองค์จะเดินถือตะเกียงนั้นไป ตรงไหนที่มันมืดๆ ถ้าสว่างแล้วไม่ไป ไปที่มืดๆ เพราะที่มืดๆ ต้องการความสว่าง สว่างแล้วเอาเข้าไป มันไม่มีประโยชน์หรอก ที่ต้องการความสว่าง คือที่มืดที่สุด ถ้ามืดนิดๆ ก็ไม่ต้องการความสว่าง ที่มืดสนิทเลย ยิ่งต้องการความสว่าง ความสว่างเพียงนิดเดียว เข้าไปอยู่ในความมืดสนิทเลยนะ ยังมีฤทธิ์เลย

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเป็นลูกแห่งความสว่างที่ได้เริ่มเติบโตขึ้นในพระเจ้า เราก็จะเป็นตะเกียงที่ส่องสว่าง ที่พระเจ้าจะใช้เราได้ ให้ไปส่องสว่างให้กับบรรดาผู้คนที่อยู่ในความมืด แล้ววิธีการส่องสว่างทำอย่างไร?

“ท่านทั้งหลาย ก็เหมือนตะเกียง ส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์สถาน”

ฟังนะครับ นี่คือความหมายของการประกาศข่าวดี หรือข่าวประเสริฐ โดยการกระทำของเรา โดยผ่านทางการนำของพระเจ้า ไม่ใช่ของเราเองเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีใครได้รางวัลในสิ่งนี้เลย พระเจ้าใช้เราเท่านั้นเอง

ขณะที่เราเห็นตอนเที่ยงวัน กลางวัน อยู่กลางถนน คนนั้นอาจจะอยู่ในความมืดนะ ในโลกวิญญาณ เข้าใจใช่ไหม?  ตอนนี้ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ง่ายยิ่งขึ้น พระเจ้าจะนำเราไปส่องสว่างในที่มืดอยู่

แล้วพระเจ้าก็จะนำเขา ไปที่มืด เพื่อนำแสงสว่างให้คนที่อยู่ในความมืด ได้เห็นแสงสว่างในการกระทำของเขาเมื่อตะกี้นี้ ไม่มีเครดิตอะไรเลยนะ เพราะพระเจ้าใช้เขา เขาไม่ได้มีบารมีมากกว่าใคร? เขาไม่ได้มีผลประโยชน์มากกว่าใคร? ไม่มีรางวัลมากกว่าใคร? ไม่ว่าจะเป็นเปาโล เปโตร ก็ไม่ได้มีรางวัลมากกว่าเรา ไม่ว่าผมหรือใครก็ไม่มีรางวัลมากกว่าท่าน แล้วแต่พระเจ้าจะใช้ไป แล้วในที่สุด เขาเข้าไปเป็นแสงสว่าง คนที่อยู่ในความมืดก็ออกมาด้วย อาจจะก่อนที่จะเห็นแสงสว่าง ซึ่งพระเจ้าใช้อยู่ แล้วแต่พระเจ้า เราไม่รู้ ก่อนเห็นแสงสว่าง อาจจะเห็นความดีของเขา แล้วถึงเห็นแสงสว่างก็ได้ แล้วแต่พระเจ้าจะใช้ใครไปหาใคร? อย่างไร? …

“ท่านทั้งหลายก็เหมือนตะเกียง ส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีของท่าน หรือการดีของท่าน ที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์สถาน”

คนที่ถูกนำออกจากความมืด โดยแสงสว่าง เริ่มสรรเสริญพระเจ้าแล้ว คำว่าสรรเสริญพระเจ้า ก็คือนมัสการพระเจ้าได้ เพราะว่าเขากลับมาอยู่ในทางของพระเจ้า กลับมาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ชีวิตของคนที่อยู่ในความมืด เปลี่ยนไปแล้ว เป็นลูกแห่งความสว่าง ต่อไปนี้เขาสรรเสริญพระบิดาเจ้า ตลอดชีวิตของเขาแล้ว เอเมน ขอบคุณพระเจ้า

เราจึงเห็นว่าทุกอย่างไม่ได้เกี่ยวพันกับมนุษย์ เกี่ยวพันกับพระเจ้าอย่างเดียว และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณจริงๆ มันสำคัญมาก ทั้งหมดที่พูดมาถึงตอนนี้ เพื่อจะย้ำยืนยันกับท่านว่าจริงๆ แล้วพระเจ้าสอนเราอย่างนี้ว่ามันมีโลกฝ่ายวิญญาณอยู่จริงๆ และมีอาณาจักรเพียง 2 อาณาจักรเท่านั้น คืออาณาจักรของความสว่าง และอาณาจักรของความมืด และตัวตนแท้จริงของมนุษย์ทั้งหลาย ก็คือเป็นวิญญาณ ซึ่งเราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาฝ่ายร่างกาย ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ไม่ว่าจะอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่างหรืออาณาจักรแห่งความมืด ท่านก็เป็นวิญญาณ

เมื่อเราเชื่อและรับสิทธิของเราในการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าจะย้ายวิญญาณของเราออกจากอาณาจักรหนึ่งของโลกวิญญาณ เขาเรียกว่าอาณาจักรแห่งความมืด เข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างของพระเจ้าทันทีเลย  2 โครินธ์ 4:16-18 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

2 โครินธ์ 4:16-18 “16 เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ท้อใจ ถึงแม้กายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่ตัวตนภายในของเรากำลังฟื้นขึ้นใหม่ทุกวัน 17 เพราะความทุกข์ลำบากเล็กๆ น้อยๆ เพียงชั่วคราวของเรา ทำให้เราได้รับศักดิ์ศรีนิรันดร์ ซึ่งเหนือกว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด มากมายนัก  18 ขณะที่เราไม่จับจ้องอยู่กับสิ่งที่มองเห็น แต่อยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่เรามองเห็นนั้น อยู่เพียงชั่วคราว ไม่จีรังยั่งยืน แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้นเป็นถาวรนิรันดร์”

 

ถ้าท่านรู้ความจริงตรงนี้ แล้วก็เกิดสิ่งนี้ขึ้น แล้วท่านปฏิบัติตาม 2 โครินธ์ 4:16-18 เป็นอย่างไร? นี่คือความจริง

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ท้อใจ ถึงแม้กายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป กำลังตายไป ร่างกายนี้กำลังทรุดโทรม เดี๋ยวก็เจ็บป่วย เพราะมันถูกเชื้อไปแล้ว เดี๋ยวมันก็ต้องตาย ในนี้บอกว่าแต่ตัวตนภายใน คือวิญญาณของเราจริงๆ นั้น กำลังฟื้นขึ้นใหม่ทุกวัน เป็นใหม่สะอาด แจ๋วเลย  รอไปอยู่กับพระเจ้าในวิญญาณเราดีใจตลอดเลย เพราะความทุกข์ลำบากเล็กๆ น้อยๆ เพียงชั่วคราวของเรา ทำให้เราได้รับศักดิ์ศรีนิรันดร์ ซึ่งเหนือกว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ถ้าเราเห็นอย่างนี้ได้ ถ้าเราเชื่อความจริงได้ การทุกข์ลำบากบนโลกใบนี้ ที่พระเจ้ายังใช้เราอยู่ หลังจากที่เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นตะเกียงแล้ว มันกลายเป็นเล็กน้อยเลย พระเจ้าใช้เถิด เปาโลจึงไม่กลัวตาย ให้เขาไปตัดคอก็ได้  ถ้าพระเจ้าอนุญาตให้เขาตัดคอ ก็ตัดเลย เปโตรถึงไม่กลัวเลย ถ้าพระเจ้าจะให้เขาถูกตรึงที่ไม้กางเขน  เขาไม่แคร์เลย เพราะเขารู้ว่าคืออะไร? เขารู้ในโลกวิญญาณชัดเจน เขาถึงบอกตายก็ได้กำไร? ตายก็ดีกว่า? พักผ่อนเสียที ถ้าอยู่ ก็ทำงานให้พระเจ้าไป ก็แล้วแต่พระเจ้าจะนำไปทำอะไร?

เห็นไหม? มันเหลือเชื่อนะ นี่คือความจริงทั่งสิ้น ร่างกายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป กำลังป่วย กำลังเจ็บไข้ มันควรจะดีใจนะ ถ้าเราทะลุเข้าไปในโลกวิญญาณนี้ชัดๆ มากๆ ทุกครั้งที่เราเกิดความเจ็บป่วย หรือแก่ลง มองกระจก เราจะมีความยิ้มแย้มแจ่มใส เราใกล้ที่จะได้พักผ่อนสักที ถ้าแข็งแรงมากๆ ทำงานต่อ

ในนี้บอกว่าเราสามารถมีความรู้สึกอย่างนี้ได้ ก็ต่อเมื่อขณะที่เราไม่จับจ้องในสิ่งที่มองเห็น ก็คือในขณะที่เราไม่จ้องมองอยู่แต่โลกวัตถุ เราคิดว่ามีแค่โลกวัตถุ แต่อยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น คือจดจ้องไปก็เห็นแต่โลกวิญญาณตลอด เห็นโลกวัตถุต่ำกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ เห็นโลกวัตถุสำคัญน้อยกว่าโลกวิญญาณ มันหมายถึงอย่างนี้

เพราะสิ่งที่เรามองเห็นอยู่นั้น คือโลกใบนี้ วัตถุต่างๆ ที่เรามองเห็นนั้น มันอยู่ชั่วคราว ไม่ว่าจะลาภ ยศ สรรเสริญ เกียรติยศ ชื่อเสียง สุขภาพแข็งแรง มันอยู่ชั่วคราวทั้งนั้น มันหลอกเรา ถ้าเราไปติดอยู่กับมัน เสร็จเลย มันไม่จีรังยั่งยืนถาวร แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็น ก็คือโลกฝ่ายวิญญาณนั้น มันมีอยู่จริงๆ และมันอยู่ถาวรนิรันดร์ และเราเป็นลูกของพระเจ้า และเราอยู่กับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทูตสวรรค์อีกมากมาย และจะอยู่กับพระองค์อย่างนี้ ตลอดไป เอเมน

สำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อในข่าวประเสริฐ ไม่ได้เชื่อในข่าวดีของพระเยซู ก็อย่างที่บอกว่าวิญญาณก็ยังอยู่ในอาณาจักรของความมืด ก็ยังต้องรับโทษของความบาปอยู่ดี และอยู่ในความตายทางฝ่ายวิญญาณ อยู่ในความมืดที่ไม่มีพระเจ้า ไม่มีแสงสว่างนิรันดร์ สำหรับเราที่อยู่ในแสงสว่าง ถึงบอกว่าถ้าเผื่อเราเรียนรู้เรื่องนี้มากๆ ลึกซึ้งในเรื่องนี้มากๆ เราจะวางใจในพระองค์ จะหลุดจากความกลัว ความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม มันสามารถทำได้ ไม่ยาก เพียงแต่เปลี่ยนมุมมองของเราเท่านั้น เขาถึงบอกว่าให้มองไปที่เบื้องบน  ที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในพระเจ้า ในสวรรค์สถาน โลกฝ่ายวิญญาณนี้ นึกแต่โลกฝ่ายวิญญาณนี้ มองแต่โลกฝ่ายวิญญาณนี้ เอเมน

ลองหลับตา นิ่งๆ คิดตามที่ท่านได้เรียนมาวันนี้ แค่นี้นิดเดียวเอง เขาเรียกว่าใคร่ครวญความจริง ต้องนิ่งๆ และคิดตามว่า …

“ในโลกฝ่ายวิญญาณ และวิญญาณฉันตอนนี้ เป็นวิญญาณที่เรียกว่าแสงสว่าง อยู่ในอาณาจักรของความสว่าง ฉันเป็นลูกของพระเจ้า ฉันอยู่ในความสว่าง ฉันเป็นลูกของพระเจ้า วิญญาณตัวตนแท้จริงของฉัน เต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าได้ และยังมีกองทัพทูตสวรรค์อีกมากมายคอยทำงานให้กับฉันบนโลกใบนี้ ดูแลตลอดเวลา ไม่ว่าฉันจะไปไหน? ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมทั้งสิ้น และวิญญาณของฉันจะอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถานอย่างนี้ ในฐานะเป็นลูกของพระองค์นิรันดร์กาล ตลอดไป เมื่อร่างกายนี้ทรุดโทรมไป ทิ้งไป มันเป็นส่วนดี คือวิญญาณฉันจะได้เข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณเต็มที่ ไม่มีอะไรกีดขวางอีกต่อไป และรับร่างกายวิญญาณ ร่างกายใหม่ ที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ทุกข์ทรมาน ไม่มีอิทธิพลของเชื้อไวรัสบาป ที่จะมาทำอะไรฉันได้อีกแล้ว และฉันจะอยู่กับพระเจ้าอย่างนั้นตลอดไป ซึ่งเราเรียกกันว่าอาณาจักรสวรรค์นั่นเอง เอเมน”

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2017 เรื่อง “ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท” ตอน 1 “อาณาจักรแห่งความมืดกับความสว่าง” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  3  กันยายน  2017

 เรื่อง “ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท”

ตอน 1 “อาณาจักรแห่งความมืดกับความสว่าง”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้เราจะมาเริ่มการบรรยายในซีรี่ย์ชุดใหม่ ชื่อชุดว่า “ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท” พระเยซูบอกว่าท่านจะรู้ความจริง และความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท? ท่านเป็นใครที่สมควรรู้ความจริง ก็คือท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรักมาก ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มา บอกความจริงกับท่านว่าความจริง คืออะไร?

พระคัมภีร์ทั้งเล่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับความจริงทั้งสิ้น ความจริงที่มนุษย์ไม่รู้ และมีความจริงมากมาย ในพระคัมภีร์เล่มนี้ ถ้าเราได้เรียนรู้และเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ชีวิตเราจะเป็นไทจริงๆ เป็นอิสรภาพจริงๆ พระเยซูบอกว่า Indeed แปลว่าจริงๆ You shall be setfree.  ท่านจะถูกทำให้เป็นอิสระ แล้วพระเยซูบอกว่า …

“เราเป็นความจริง”

คำว่า “เป็นอิสระ” หรือ “เป็นไท” ตรงนี้ คือเป็นไท จากความกลัว จากความวิตกกังวล และถ้าถามทุกคนว่าท่านกลัวอะไรมากที่สุด? ผลที่ได้มา 5 อันดับแรก ที่มนุษย์กลัวมากที่สุด คือ …

อันดับที่ 1      กลัวความตาย

อันดับที่ 2      กลัวความยากจน  ขัดสน

อันดับที่ 3      กลัวความเจ็บปวด   หรือเจ็บป่วย

อันดับที่ 4      กลัวผี

อันดับที่ 5      กลัวความมืด

มันถูกหมดเลย วิจัยดีมาก และในทางจิตวิทยา ตามหลักวิชาการบอกว่าต้นเหตุหลัก ที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้มนุษย์มีความกลัว มีความวิตกกังวลมากที่สุด เพราะเราไม่มีคำตอบ เพราะเราไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร? ยิ่งไม่รู้ ยิ่งกลัว รู้สะเลย กลับไม่กลัว นี่คือสิ่งที่เราจะมาเรียนกัน พระเยซูจึงบอกรู้ความจริง ความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระจากความกลัว คนกลัวตาย ก็เพราะว่าไม่รู้ว่าตายแล้วเป็นอย่างไร?  จะไปไหน?  จะต้องเผชิญอะไรหลังจากความตาย

คนที่กลัวความยากจน ขัดสน ก็เพราะว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่รู้ เกิดเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นมา อนาคตจะกินอะไร? นุ่งห่มอะไร? ดื่มอะไร? อยู่อย่างไร? ทำให้เขาเกิดความรู้สึกกลัวความขัดสน ถ้าขัดสน ใครจะช่วยเรา ถ้าตอนไม่มีกิน มันก็กลัว พอกลัวมากๆ ก็กลายเป็นโลภ ก็สั่งสมใหญ่เลย  ทำบาปทุกอย่าง ก็เพราะว่ากลัว

ทำไมผู้คนมากมายถึงชอบเรื่องพยากรณ์ ชอบเรื่องทำนายโชคชะตา ก็เพราะอยากรู้ว่าจะตายเมื่อไร? อยากรู้ว่าเมื่อไรจะรวยซะที? อยากรู้ว่าสุขภาพที่กำลังเสื่อมโทรม ที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บอยู่  เมื่อไรมันจะหายซะที เพราะกลัว

คนที่กลัวความมืด กลัวผี ก็เพราะเขาไม่รู้ว่าในความมืดนั้น มีอะไรอยู่ พอกลัว ก็เกิดจินตนาการไปต่างๆ นานา จนกลายเป็นความกลัว จากใบกล้วย ก็กลายเป็นนางตานีได้ จากผลกล้วย  ก็กลายเป็นตัวเลขได้ นั่นไม่ใช่ความกลัว นั่นเป็นความโลภมากกว่า

เราจะมาเริ่มต้นค้นคว้า และเรียนรู้ไปด้วยกัน ในซีรี่ย์นี้ ความจริงจะทำให้เราเป็นไท

ตอนที่ 1 เราจะมาเรียนรู้ความจริง เกี่ยวกับอาณาจักรแห่งความมืดและอาณาจักรแห่งความสว่าง ซึ่งอาณาจักรแห่งความมืดกับความสว่างตรงนี้ ไม่ได้หมายถึงบนโลกวัตถุว่าห้องนี้สว่าง ห้องนั้นมืด แต่เราพูดถึงเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งสำคัญมาก

อาณาจักรในโลกฝ่ายวิญญาณที่พระคัมภีร์บอกว่ามีอยู่จริงๆ  แต่ความสามารถในตาเนื้อทางร่างกาย เราไม่เห็น และถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่ลึกๆ ในใจของมนุษย์ก็เชื่อว่าโลกวิญญาณมีอยู่จริงๆ เพราะมนุษย์ทุกคนแสวงหาอะไรบางอย่าง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทางวิญญาณ เพราะเขารู้ว่าตัวเองเป็นวิญญาณ และวิญญาณของเขามาจากวิญญาณที่ใหญ่ๆ ในใจลึกๆ ข้างในมันรู้ ก็เลยพยายามที่จะหาอะไรบางอย่าง ถามว่าจะเชื่อไหม? ก็ไม่ชัดเจน เพราะไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าเดิม มนุษย์ถูกสร้างให้รับรู้และมองเห็นได้ในโลกวิญญาณ นี่คือความจริง พระคัมภีร์บันทึกไว้ พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้สามารถมองเห็นทะลุเข้าไปในวิญญาณได้ ตอนเริ่มต้นใหม่ๆ แต่พอความบาปเข้ามา ก็ทำให้ตาฝ่ายวิญญาณมืดบอดไป ที่เคยมองเห็น ก็เลยกลายเป็นไม่เห็น ที่เราได้ยินบ่อยๆ คือตาในวิญญาณมันบอดไป มองไม่เห็นแล้ว พอมองไม่เห็น ก็เลยคิดว่ามันคงไม่มีจริง เพราะมองไม่เห็นพระเจ้า นึกว่าไม่มีพระเจ้ามั้ง แต่ในใจลึกๆ รู้สึกว่า …

“มีอะไรบางอย่าง ฉันคงมาจากที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ฉันรู้ว่ามีโลกฝ่ายวิญญาณ เมื่อฉันจากโลกนี้ไป วิญญาณฉันจะไปที่ไหนสักแห่ง”

คือไม่ค่อยแน่ใจ เพราะไม่รู้ความจริง จนกว่าพระเจ้าจะเปิดตาฝ่ายวิญญาณของคนๆ นั้น ให้ได้รับรู้ความจริง ทางโลกวิญญาณนี้ และเชื่อในสิ่งนี้ แม้ตาฝ่ายร่างกายอาจจะไม่เห็นอยู่ แต่ท่านเชื่อแล้ว เพราะพระเจ้าเปิดตาวิญญาณของท่านให้รับรู้ ให้เริ่มต้นเห็น ท่านจึงเริ่มเชื่อ

พระคัมภีร์จึงบอกว่าถ้าท่านเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น พระเจ้าพอพระทัย ชื่นชมยินดีมากแล้ว แค่นี้ ไม่ทันไรเลย ชื่นชมแล้ว เพราะโอกาสที่ท่านจะได้ไปในทางที่ดีมีเยอะแยะ เพราะพระเจ้ารักเรา

ฮีบรู 11:1-3 จึงบันทึกไว้อย่างนี้ “1 ความเชื่อ คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น 2 เพราะความเชื่อนี้เอง ที่คนในสมัยก่อน ได้รับการทรงชมเชย 3 โดยความเชื่อ เราจึงเข้าใจว่าจักรวาลมีขึ้น โดยพระบัญชาของพระเจ้า ดังนั้น สิ่งที่มองเห็นอยู่ จึงไม่ได้เกิดจาก สิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตา”

 

การเชื่อและมั่นใจในสิ่งที่มองไม่เห็น ที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยและชื่นชม ก็คือเชื่อว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ คือเชื่อว่ามีพระเจ้าจริงๆ พอเรารู้ว่ามีพระเจ้าจริงๆ แค่นี้พระเจ้าดีใจมากเลย และการแสดงออกในความเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงๆ  หรือทรงพระชนม์จริงๆ ก็คือเชื่อว่าทุกสิ่งที่มีอยู่ ที่ตาเรามองเห็น พระเจ้าเป็นผู้สร้างทั้งสิ้น ไม่นับสิ่งที่มองไม่เห็น คือมองทุกอย่าง เท่าที่มองเห็นบนโลกใบนี้ ทั้งดวงดาวต่างๆ เท่าที่เห็นนี้ ยังไม่นับที่มองไม่เห็น เชื่อว่ามีผู้สร้าง พอมีผู้สร้างปุ๊บ มันจบที่พระเจ้าหมด ไม่ว่าตั้งแต่สมัยไหน จนถึงสมัยนี้ หรือสมัยโน้นก็ตาม ทุกคนก็ต้องจบตรงที่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร?  จึงเรียกว่า “พระเจ้า” พระเจ้า แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้นั้น ที่อยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ เพราะไม่รู้ชื่อ ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร?

ที่บอกว่า “โดยความเชื่อ เราจึงเข้าใจว่าจักรวาลมีขึ้น โดยพระบัญชาของพระเจ้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่มองเห็นอยู่ จึงไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตา”

ถามว่าตรงไหนสำคัญกว่าจากพระคัมภีร์ที่อ่านไปเมื่อสักครู่นี้ สิ่งที่มองเห็นอยู่ คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ที่เราเห็นอยู่ ต้นไม้ ใบหญ้า มนุษย์ทั้งหลาย รถราอะไรต่างๆ เหล่านี้ สิ่งที่เรามองเห็นอยู่ จึงไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตา ก็คือไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เราเห็นๆ อยู่นี้ ก็คือเกิดจากสิ่งที่เรามองไม่เห็น คือโลกฝ่ายวิญญาณ

คำว่า “จักรวาล” ตรงนี้ ไม่ใช่เพียงแค่โลก ที่ตะกี้นี้บอก ตามองเห็น มือจับต้องได้เท่านั้น แต่โลกที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ ยังมีโลกที่เราไม่สามารถมองเห็น หรือจับต้องด้วยร่างกายนี้ได้ ครอบอยู่ด้วย  พระคัมภีร์บอกไว้ว่าสิ่งที่ครอบอยู่ คือโลกฝ่ายวิญญาณนั่นเอง แค่นี้ก็เป็นอิสระแล้ว นี่คือความจริง โคโลสี 1:12-14 ดูว่าความจริงคืออะไร?

โคโลสี 1:12-14 “12 ขอบพระคุณพระบิดา ผู้ทรงทำให้พวกท่าน เหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง  13 เพราะพระองค์ ได้ทรงช่วยเรา ให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

“ผู้ทรงทำให้พวกท่านเหมาะสม ที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า”

เขาเรียกเป็นภาษาแบบกฎหมายเลย  เหมือนสัญญา หรืออะไรบางอย่างที่เป็นเอกสาร ในนี้บอกว่าผู้ทรงทำให้พวกท่านเหมาะสมที่จะมีส่วน ในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความมืด โลกฝ่ายวิญญาณ ก็มี 2 อาณาจักร คืออาณาจักรแห่งความสว่าง และอาณาจักรแห่งความมืด ที่เรามองเห็นอยู่ ก็คือโลกนี้ที่เราจับต้องมองเห็นได้

ข้อที่ 13 กับ 14 บันทึกไว้อย่างนี้ “13 เพราะพระองค์ ได้ทรงช่วยเรา (เราคือมนุษย์ทุกคน) ให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ (พระเยซู) เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

ในนี้บอกว่า “เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเรา” แปลว่าทำเสร็จแล้ว รอมาเอา จบ ไม่ใช่จะทรงช่วยเรา แต่ได้ช่วยเราแล้ว

อาณาจักรของพระบุตร คืออาณาจักรแห่งความสว่าง อาณาจักรของพระเยซู เราได้รับการไถ่บาป ก็คือเราได้รับการไถ่ตัว ออกจากอาณาจักรหนึ่ง ที่มีชื่อว่าอาณาจักรแห่งความมืด ออกมาสู่ความสว่าง

และเมื่อเราได้รับการไถ่ออกมาจากอาณาจักรแห่งความมืดแล้ว เราก็ถูกย้ายมาอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง ที่เรียกว่าอาณาจักรแห่งพระบุตร คือพระเยซู มีแค่นี้ ถ้าท่านไม่อยู่ในความสว่าง ท่านก็อยู่ในความมืด ไม่มีใครสามารถบอกว่า …

“ฉันไม่อยู่ทั้งสองอันเลย ฉันไม่เชื่อ เพราะฉะนั้น ฉันขออยู่ตรงกลาง คือเทาๆ ไม่สว่างไม่มืด สลัวๆ โรแมนติกดี” ไม่มีนะครับ

“ฉันขออยู่ระหว่างกลางของ 2 อาณาจักรนี้”

ไม่มี ไม่อันใดก็อันหนึ่ง ไม่สว่าง ก็มืด และมืด ก็ไม่มีการว่าอยู่แค่มืดนิดเดียว ไม่มี และอยู่แค่สว่างนิดเดียว ไม่มี มืดก็คือมืด สว่างก็คือสว่าง ท่านเป็นคนไทย ท่านก็เป็นคนไทย ท่านเป็นคนอังกฤษ ท่านก็เป็นคนอังกฤษ ท่านจะบอกว่า …

“ฉันเป็นคนไทยเหมือนกัน แต่เป็นคนไทยนิดเดียว” ไม่มี

ถ้าท่านถือบัตรประชาชนเป็นคนไทย ท่านก็คือคนไทย เอเมน เห็นภาพไหมครับ? โรม 5:10-11 บันทึกไว้อย่างนี้

โรม 5:10-11 “10 เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้า โดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์ ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอด โดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน 11 ไม่เพียงเท่านี้ แต่เรายังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราด้วย บัดนี้ พระองค์ทรงทำให้เราคืนดีกับพระเจ้าแล้ว”

 

ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ก็คือตอนที่เรายังไม่เชื่อ เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า

คำว่า “ศัตรู” ตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่าศัตรูที่มาตีกัน ทะเลาะกัน ไม่ใช่ แต่หมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้าม  เข้ากันไม่ได้ เช่น ความมืดเป็นศัตรูกับความสว่าง เข้ากันไม่ได้ คำว่าศัตรูแปลว่าอย่างนี้  เรากับพระเจ้าไม่สามารถที่จะเข้ากันได้ เรากับพระเจ้าไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้

แต่ “โดยพระเยซูคริสต์ เราได้คืนดี” ก็ตรงกันข้ามกับศัตรู ดีกันแล้ว เข้ากันได้แล้ว ไม่ได้เป็นศัตรูแล้ว

เรามาลองสมมติว่าคริสตจักรเราตอนนี้ คือโลกฝ่ายวิญญาณ ตัวจริงๆ ท่าน คือวิญญาณ

โลกฝ่ายวิญญาณ มีตั้งแต่พระเจ้าทรงสร้างโลกใหม่ๆ พระคัมภีร์บอกว่าพระสิริของพระเจ้า  คือความสว่างของพระเจ้า ความดีงาม สง่าราศีของพระเจ้า รัศมีของพระเจ้าทรงปกคลุมอยู่เหนือโลกนี้ รวมทั้งพวกเราที่อยู่ที่นี่ด้วย คือในโลกฝ่ายวิญญาณ เป็นอย่างนี้หมด แล้วจู่ๆ บรรพบุรุษของเรา คืออาดัม ก็ได้นำเอาเชื้อหนึ่ง ที่เรียกว่าความบาปเข้ามา  เหมือนเอดส์กระจายจากคนหนึ่ง ไปทีเดียวเลย มนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ทั้งหมด ตกลงไปในความบาป แล้วเกิดความตายขึ้น

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โลกวิญญาณทั้งหมด ถูกครอบด้วยอาณาจักรหนึ่ง ที่เรียกว่าอาณาจักรของความมืด ไม่มีความสว่างเลย  ก่อนพระเยซูเกิด ประชากรของพระเจ้าที่พระเจ้านำพา ผ่านทางโมเสส ก็อยู่ในความมืดเหมือนกัน พระเจ้ายังต้องมีม่านกั้น ไม่ให้คนเข้ามาหาพระองค์ เพราะว่าแสงสว่างกับความมืดมันเข้ากันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดความพิโรธ “พิโรธ” คือเป็นศัตรูกัน  เข้ากันไม่ได้ พระเจ้าก็วางแผนที่จะช่วยมนุษย์

จนย้อนจากนี้ไปประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว แผนการพระเจ้าที่ให้พระบุตา คือพระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยให้มนุษย์มีทางเลือกใหม่ มีแสงสว่างเข้ามาบนโลกใบนี้ ซึ่งพระคัมภีร์เดิม บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพระบุตรจะถูกส่งมา เพื่อเป็นแสงสว่าง ตอนนี้มืดหมดเลย เสร็จแล้ววันนั้นเกิดขึ้น ไม่ใช่วันที่พระเยซูนอนอยู่รางหญ้า อันนั้นเป็นสัญลักษณ์เฉยๆ ว่ามีดาวเกิดขึ้น อันนี้พระเยซูเป็นความสว่างจริง แต่ความสว่างยังไม่ได้เข้ามา จนวันที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน แล้วพระองค์สิ้นพระชนม์ ก่อนสิ้นพระชนม์ พระองค์บอกว่าสำเร็จแล้ว ไถ่บาปเสร็จแล้ว และอยู่ในอุโมงค์ 3 วัน และวันที่ 3 พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่จากความตาย วันที่เป็นขึ้นมาจากความตาย วันนั้นแหละ โลกใบนี้จึงถูกปกคลุมด้วยแสงสว่างอีกครั้งหนึ่ง

ถามว่าแล้วอาณาจักรแห่งความมืดตะกี้นี้ไปไหน? นั่นไง ห้องคอนโทล ห้องนั้นยังมืดอยู่ ถามว่าแสงสว่างไปไหน? อยู่นี่แล้วไง (ห้องประชุม) แต่ทำไมห้องนั้นยังมืดอยู่ ก็เพราะในห้องนั้น เขายังไม่ย้ายเข้ามาอยู่ในนี้ มันขึ้นอยู่กับตัวเขาว่าเขาจะย้ายมามั๊ย ถ้าเขาเปิดประตู แล้วก็ต้อนรับพระเยซู แล้วก็ออกมา เขาก็มาอยู่ในแสงสว่างกับเรา

นี่คือหลักพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ผมพยายามยกตัวอย่างให้ง่ายๆ ให้ท่านเห็นชัดๆ ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้ ทุกวันนี้มันยังเป็นอย่างนี้อยู่ คือแสงสว่างเข้ามาแล้ว เคยได้ยินเพลงนี้ หรือข้อพระคัมภีร์นี้ไหม?

“ความมืดต้องเผ่นไป  เมื่อแสงสว่างเข้ามา”

เผ่นไปนะ ไม่ใช่หายไป  มันก็ไปอยู่ของมัน มันยังไม่สิ้นสุดการงานของพระเจ้าที่ครบถ้วนบริบูรณ์ แต่อาณาจักรของพระเจ้า เริ่มต้นตั้งแต่วันที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว เมื่อ 2,000 ปีก่อน แล้วใครที่ยังอยู่ในอาณาจักรของความมืดอยู่ ก็คือผู้ที่ยังไม่เชื่อในข่าวดี ที่พระเยซูทำที่ไม้กางเขน  ที่เป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3  เขาอาจจะเคยได้ยินมา แต่เขาไม่เชื่อ เขาก็ยังดำเนินอยู่ในอาณาจักรความมืดต่อไป  เพราะเขาไม่ได้ต้อนรับพระเยซูมาเป็นผู้ช่วยให้รอด จากอาณาจักรของความมืดมาสู่ความสว่าง ถ้าเขายอมเชื่อ เขาก็ได้ ท่านเห็นภาพไหม?

ที่ยกตัวอย่างแบบนี้  เพราะว่าโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้ เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา ถึงต้องพยายามยกตัวอย่างให้ท่านเห็นภาพชัด แล้วท่านต้องเอาไปเล่าต่อไปเรื่อยๆ ให้มันชัดขึ้นทุกวันๆ เพราะว่าโลกฝ่ายวิญญาณ มันต้องอาศัยความเชื่อ และในขณะเดียวกัน ก็ต้องยกตัวอย่างอะไรบางอย่างให้เราเห็นภาพ มันถึงเข้าใจมาก ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นนั่นเอง พระคัมภีร์จึงบอกว่าเราต้องใช้ความเชื่อ เมื่อพระคัมภีร์บอกอย่างนั้น และเรารู้ว่าทุกสิ่งที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์เป็นจริงๆ ต่อให้ไม่ยกตัวอย่างให้เห็น พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนี้  เราก็เชื่อตามนั้น

“จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ จะยกตัวอย่างหรือไม่ยก ฉันเชื่อตามพระคัมภีร์ พระคัมภีร์บอกอย่างนี้ ฉันก็เชื่อ พระคัมภีร์บอกตอนนี้ฉันอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง ฉันก็บอกว่าฉันอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง  พระคัมภีร์บอกว่าฉันนั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์  เบื้องขวาของพระเจ้า  ในสวรรค์สถาน ฉันก็นั่งอยู่ ใครจะมาว่าอย่างไร ฉันไม่รู้ ฉันกำลังนั่งอยู่ ใครหาว่าฉันบ้า ฉันไม่รู้ ฉันรู้ว่าพระคัมภีร์บอกว่าฉันนั่งอยู่ ฉันก็นั่งอยู่จริงๆ ในขณะที่ฉันนั่งอยู่ในโบสถ์ แต่ในทางโลกวิญญาณ ที่ครอบอยู่นั่น ฉันนั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ที่เบื้องขวาของพระเจ้า”

ฮีบรู 11:6  จึงบันทึกอย่างนี้ “ถ้าไม่มีความเชื่อ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย เพราะผู้ที่จะมาหาพระเจ้า ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ และประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้น ที่แสวงหาพระองค์อย่างจริงจัง” เอเมน

 

ตะกี้ที่ผมพูด พระองค์ดีใจมากเลยที่ใช้ความเชื่อ

“เชื่อฉันดีแล้ว เพราะถ้าเธอเชื่อสายตาเธอ เธอไม่ได้ไปถึงไหนเลย มัวแต่นั่ง ไม่ไปไหน?”

พระเจ้าสอนเราว่า … “มีอาณาจักรหนึ่ง โลกหนึ่ง มิติหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งความสามารถของตาเธอ ตามนุษย์ ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่มันมีอยู่จริงๆ ลูกเอ่ย และเป็นโลกที่มีอิทธิพลต่อฝ่ายวัตถุนี้อย่างมากมาย ซึ่งเรามองไม่เห็นด้วยตา”

โลกที่เรามองเห็นอยู่  คือโลกวัตถุนี้  พระคัมภีร์บอกว่าเป็นแค่ชั่วคราว แป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ในโลกฝ่ายวิญญาณที่กำลังพูดถึง ที่พระเยซูบอกให้เราดู ที่พระเยซูเป็นหัวหน้า ให้เราเห็น มันอยู่ถาวรนิรันดร์ ที่เขาพูดกันตามพระคัมภีร์ 1,000 ปีของเรา เท่ากับ 1 วันของพระเจ้า แว๊บ ไปแล้ว 1,000 ปี = 1 วัน เพราะฉะนั้น อายุยาวมาก 100 ปี เท่ากับกี่นาที? แป๊บเดียว เราอยู่กันไม่กี่นาทีของพระเจ้า พระคัมภีร์จึงบอกว่าชีวิตมนุษย์ เหมือนลมหายใจ วันหนึ่งผ่านไปแล้ว ยังไม่ถึงวันเลย ผ่านไปแล้ว แต่โลกวิญญาณมันอยู่ตลอด ยาวนานมาก

สิ่งต่างๆ ของโลกใบนี้ ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ประวัติศาสตร์อะไรก็ว่าไป  ที่กำลังเกิดขึ้น บนโลกใบนี้ และทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ และที่จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อีก เกิดขึ้นจากต้นเหตุในโลกวิญญาณก่อนเสมอ ท่านเชื่อไหม? เชื่อ เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้น

นี่คืออันดับแรกที่มนุษย์ทุกคนควรจะรู้ และต้องรู้ เพื่อแก้ปัญหาชีวิต เพื่อดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง แม่นยำในโลกใบนี้ คือรู้ตื้นลึกหนาบางของชีวิต ของตัวเราเอง ของโลกใบนี้ ว่ามันคืออะไร? เป็นอย่างไร?  ปัญหามันคืออะไร?  ถ้าเรารู้แหล่งว่ามันเป็นมาจากตรงนี้ เราก็แก้ถูก  ถ้าเรามัวแต่คิดว่าบนโลกใบนี้เกิดอย่างนี้ขึ้น เพราะอย่างนี้ มันมีเหตุผลมากมาย ใช่หมด ถูกหมด แต่ลึกกว่าเหตุผล ที่มนุษย์คิดไว้ มันมีอยู่บนโลกวิญญาณอีกทีหนึ่ง ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น  เชื่อยากจริงๆ เอะอะอะไรก็จะใช้ความคิดของเราอยู่เสมอ เพราะมันเห็นจริงๆ มันถูกแหละ แต่ก่อนที่เขาจะทำ มีอะไรบางอย่างในโลกวิญญาณที่มองไม่เห็นด้วย มันเชื่อยาก เราจึงจำเป็นต้องบังคับตัวเราเอง ให้เชื่อฟังถ้อยคำพระเจ้า ภาษาพระคัมภีร์บอกว่านำเอาเนื้อหนังเรา ที่ชอบคิดเอง จับมันเป็นตัวประกัน แล้วสั่งมันว่า …

“จงเชื่อตามถ้อยคำพระเจ้า”

เหมือนเราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ก็เลยต้องทำอย่างนี้ ดูเหมือนยาก แต่ฝึกๆ ไป ก็จะไม่ยาก บางครั้งต้องสะบัดหน้า แล้วบอกว่า “ไม่ใช่” มันมีอะไรบางอย่างข้างบน ขณะที่เขาทะเลาะกันจะเป็นจะตาย ดูเหมือนคนนี้ทำผิด ดูเหมือนคนนั้นทำถูก หาเหตุผลแทบตาย เราต้องสะบัดหน้า แล้วแก้ปัญหาในโลกนี้อย่างนี้ แต่เรารู้ว่าบางอย่างเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ทำให้เกิดเรื่องอย่างนี้ เข้าใจไหม?  ซึ่งมันยาก ถ้าเราไม่รู้ความจริง ตรงนี้

ถ้าเราไม่รู้ว่ามีโลกวิญญาณจริงๆ พระคัมภีร์ยกตัวอย่าง เราก็จะเหมือนคนตาบอด อยู่บนโลกใบนี้  ก็เดินแบบสะเปะสะปะ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ไม่รู้อะไรอยู่กับเรา ชนอะไรก็ไม่รู้ พระคัมภีร์จึงบอกว่าพระเจ้าเปิดตาวิญญาณเรา ให้ตาเราสว่างขึ้น ให้รับรู้ถึงความจริงในโลกวิญญาณก่อนอื่นเลย  ไม่อย่างนั้นจะนำเราต่อไปได้อย่างไร?  พอท่านมารับเชื่อพระเจ้า พอท่านเข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่าง พระเจ้าทำสิ่งแรกกับท่าน คือเปิดตาฝ่ายวิญญาณของท่าน  ท่านเชื่อไหมว่าเป็นอย่างนี้

นี่คือความเป็นจริงในโลกวิญญาณ ถ้าตาฝ่ายวิญญาณไม่เปิด ท่านจะเดินสะเปสะปะมาก

แล้วพระคริสต์ก็นำหน้าเราไป พระหัตถ์พระองค์ทรงจูงมือข้า แล้วเราเต็มใจไหม?  “เต็มใจเดินตาม ด้วยความเปรมปรีดิ์ พระหัตถ์พระองค์ทรงนำทุกที” แต่ส่วนใหญ่เราจะร้อง “ไม่ค่อยเต็มใจเดินตาม” เพราะเรามองไม่เห็น เราอยากจะหาเหตุผล แล้วก็เดินด้วยตัวเอง นี่แหละเนื้อหนัง มันเป็นอย่างนี้

พอใจมนุษย์คนหนึ่งที่เริ่มต้นเชื่อว่ามีโลกฝ่ายวิญญาณ มีมิติวิญญาณ มีอีกอาณาจักรหนึ่ง ที่เรียกว่าอาณาจักรวิญญาณ และมีพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ที่นั่น ไม่ต้องเรียนรู้อะไรมาก แค่นี้ พระเจ้าก็ดีใจมากๆ แล้ว และมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวบนโลกใบนี้ ที่เป็นวิญญาณ สัตว์ไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญชาตญาณ พืชไม่มีวิญญาณ มีแต่ชีวิต ก้อนหินไม่มีวิญญาณ มีแต่ชีวิตเหมือนกัน ท่านจะเห็นว่าไม่เหมือนกัน สัตว์ก็มีชีวิต แต่ไม่มีวิญญาณ แต่ก็ยังสูงกว่าต้นไม้ พืช  ต้นไม้ก็ไม่มีวิญญาณ มีแต่ชีวิต แต่ลำดับเตี้ยกว่า เพราะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ แต่สัตว์ยังเดินไปได้ ต้นไม้ไฟไหม้มา มันก็อยู่กับที่ สัตว์ยังรู้จักวิ่งหนี แต่ไม่มีวิญญาณ ไม่รู้จักคิด มีแต่สัญชาตญาณ พอไปก้อนหินยิ่งแย่กว่า มีชีวิตเหมือนกัน แต่เป็นชีวิตที่ต่ำกว่าต้นไม้อีก ก็คือมันไม่มีอะไรเลย

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียว ที่เป็นวิญญาณ ท่านเคยเห็นสัตว์รวมตัวกันทำพิธีกรรมทางวิญญาณ หรือทางศาสนาไหม?  ยกตัวอย่างรวมตัวกันสวดมนต์ รวมตัวกันอธิษฐาน ไม่เคยเห็น ตั้งแต่สมัยมนุษย์ยังไม่นุ่งผ้าเลย  ใส่ใบไม้ใบหญ้าปกปิดแค่นั้น ก็ทำพิธีทางวิญญาณแล้ว เขาให้หมอผีทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ผลหมากรากไม้เติบโตดี นี่ไง  ในยอห์น 12:46-48 บอกว่า …

ยอห์น 12:46-48 “46 เราเข้ามาในโลก ในฐานะที่เป็นความสว่าง เพื่อทุกคนที่เชื่อในเราจะไม่อยู่ในความมืด 47 “ส่วนผู้ที่ได้ยินคำของเรา แล้วไม่ปฏิบัติตาม เราไม่พิพากษาเขา เพราะเราไม่ได้มา เพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอด 48 มีผู้พิพากษา สำหรับคนที่ปฏิเสธเรา และไม่ยอมรับถ้อยคำของเราอยู่แล้ว คือถ้อยคำที่เรากล่าวนั้นเอง จะตัดสินลงโทษเขา ในวันสุดท้ายนั้น”

 

พระเยซูอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง ส่วนมารอยู่ในอาณาจักรของความมืด ความสว่างเข้ามา แต่ความมืดไม่ได้หายไป โลกนี้ยังอยู่ในความมืด แต่พระองค์นำเอาความสว่างมา ใครอยากจะอยู่ในความสว่าง ก็ไปหาพระองค์ คำพูดของพระเยซูได้บอกเราแล้วว่าเราอยู่ในความมืด และพระองค์มาช่วยเราให้เข้าไปอยู่ในความสว่าง ซึ่งตัวเราเองไม่สามารถที่จะทำด้วยตัวเราเองได้  เราไม่สามารถย้ายตัวเราเองได้ พระเยซูเป็นความสว่าง เป็นความจริง

นี่คือข่าวดีของพระเยซู ผู้ใดได้ยินแล้ว เชื่อและปฏิบัติตาม แปลว่าเชื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แบบวิทยาศาสตร์ แบบประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เกิดขึ้น  ก็ทำตามแค่นั้นเอง คือยอมรับให้พระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดประจำตัว ก็จะได้รับความรอดจากความมืด คือรับสิทธิที่พระเยซูทำให้ที่ไม้กางเขน รับเฉยๆ แค่นั้นเอง ไม่ต้องทำอะไรเลย

คุณสมบัติ ที่พระเยซูตั้งไว้ว่าคนที่เข้ามาอยู่ในแสงสว่าง ผ่านทางพระองค์ได้ ขอให้เป็นมนุษย์เท่านั้นเอง ไม่ต้องเอาความดีความชอบ ฉันทำอันนั้น ฉันเป็นอันนี้ ไม่ต้องเลย เลวเท่าไร ก็ไม่พูดถึง ดีเท่าไร ก็ไม่พูดถึง จะจ่ายเท่าไร ก็ไม่พูดถึง จะไม่จ่ายเลย ก็ไม่พูดถึง จะว่าฉันมาก่อน ก็ไม่พูดถึง จะดูถูกฉันก่อน ก็ไม่สนใจเลย เพราะฉันทำให้ไปนานแล้ว มารับไป ฟรี แม้ว่าตอนนี้จะอยู่บนโลกใบนี้อยู่ แต่โลกฝ่ายวิญญาณที่ครอบอยู่ มี 2 อาณาจักรนั้น  เขาจะย้ายจากความมืด เข้าไปอยู่ในความสว่าง พระคัมภีร์ที่บันทึกไว้อย่างนี้ทั้งหมดเลย

ส่วนผู้ใดที่ได้ยิน แล้วไม่เชื่อ ไม่ยอมรับพระเยซูมาเป็นผู้ช่วยให้รอด ประจำตัว ไม่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูพูด ก็จะไม่ได้รับความรอดนั้น คือไม่ได้เข้ามาอยู่ในความสว่าง ก็ยังคงอยู่ที่เดิม คือ อาณาจักรของความมืด พระเยซูไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด มาช่วยเฉยๆ ไม่ได้ไปตัดสินอะไร เขาก็ยังอยู่ที่เดิม เอเฟซัส 5:8 บันทึกไว้อย่างนี้

เอเฟซัส 5:8 “เพราะเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่เดี๋ยวนี้ ท่านเป็นความสว่าง ในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง”

 

พระเยซูบอกเราว่า …

“เมื่อก่อนท่านเป็นความมืด” ไม่ใช่มีความมืด

“แต่เดี๋ยวนี้ท่านเป็นความสว่าง” ไม่ใช่มีความสว่าง

เราเป็นความสว่าง ถ้าเมื่อก่อนเรามีความมืด เราคงสามารถใช้เวลาในการขจัดความมืดให้ออกไปจากชีวิตได้ ทีละนิดทีละหน่อย แล้วคงสามารถพยายามที่จะสั่งสมความสว่างให้มีขึ้นในชีวิตได้ ในทำนองเดียวกัน ยกตัวอย่าง เราเกิดเป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชาย เราไม่ใช่เกิดมามีผู้หญิง หรือมีผู้ชาย เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะเอาเพศหญิง เพศชายออกไปจากชีวิตเราได้ เพราะมันเป็น ถึงแม้ว่าเราจะพยายาม หรือใช้เทคโนโลยีอะไรก็ตาม มันก็ดูเหมือนเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง ของจริงเป็นอย่างไร?  มันก็เป็นอย่างนั้น  แล้วใครล่ะ ที่จะสามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่างได้ หลุดพ้นจากโทษของความบาปได้ ในโคโลสี 1:12-14 บันทึกอย่างชัดเจน นี่คือสิทธิที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ กระทบลงมาถึงโลกฝ่ายวัตถุ คือมนุษย์ทุกคนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ด้วยว่ามันเป็นอย่างนี้ สิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,000 ปีก่อน มาดูว่าพระเจ้าบอกว่าอย่างไร?

โคโลสี 1:12-14 “12 ขอบพระคุณพระบิดา ผู้ทรงทำให้พวกท่าน เหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง 13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเรา ให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความมืด และทรงนำเรา เข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากความมืด คือทำสำเร็จแล้ว ย้ายเราแล้ว เราใช้สิทธิของเราเท่านั้นเอง ถึงบอกว่าไม่ต้องจ่ายอะไร?  เพราะพระเยซูทำหมดแล้ว ได้ทำแล้ว นี่คือสิทธิ์ที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ เพราะเป็นโลกที่สำคัญกว่าโลกวัตถุบนนี้  เพราะมันยาวนาน  ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่พระเจ้าได้บอกความจริงให้เราทราบถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณว่ามีอยู่จริงๆ จริงยิ่งกว่าโลกฝ่ายวัตถุ ที่มองเห็นด้วยตานี้อีก และโลกฝ่ายวิญญาณนี้ มีเพียง 2 อาณาจักรเท่านั้น คืออาณาจักรแห่งความสว่างและอาณาจักรแห่งความมืด และมนุษย์ทุกคนต้องอยู่ในอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่ง ในโลกวิญญาณนี้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรแห่งความมืด หรืออาณาจักรแห่งความสว่าง นี่คือความจริง

และนี่คือสิ่งที่บอกว่าความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท พระองค์ไม่ได้มาเพื่อพิพากษามนุษย์ ลงโทษมนุษย์ แต่พระองค์นำเอาความสว่างมาช่วยเรา ก่อนที่พระเยซูมา เราอยู่ในความมืด เราไม่มีทางออกเลย ไม่ว่าจะเป็นยิว ไม่ยิว อิสราเอล ประชากรของพระเจ้า หรือต่างชาติ ทุกคนอยู่ในความมืดหมด แต่ตอนนี้ ตั้งแต่ที่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม แสงสว่างได้เข้ามาแล้ว พระคัมภีร์บอกว่าตอนที่พระองค์มา แสงสว่างได้เข้ามา ตอนพระเยซูเกิด ก็ทำให้มีดวงดาวพิเศษดวงหนึ่ง

นั่นเป็นสัญลักษณ์เฉยๆ ว่าพระองค์ คือแสงสว่าง แต่ในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เขียนอยู่แล้วว่าวันนั้น แสงสว่างจะเข้ามาบนโลก แสงสว่างจะส่องเข้ามา หลังจากวันที่พระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 นั่นเอง โลกที่เคยมืดมาตลอด เป็นหลายพันปี เพราะก่อนหน้าความมืดจะเข้ามานั้น มันไม่มีวันไม่มีเวลา มนุษย์ยังอยู่นิรันดร์อยู่ตอนนั้น ถ้าอาดัมไม่ได้นำเอาไวรัสบาปเข้ามา มนุษย์ก็ยังอยู่ในนิรันดร์ตลอด ไม่มีการนับวันนับคืน ไม่ต้องตาย แต่เข้ามาปุ๊บ ก็ต้องนับ 1 ทันที เพราะความตายเข้ามาแล้ว โลกที่เคยอยู่ในความมืดมาตลอด

ตอนนี้มีให้เลือกแล้ว คือมีอาณาจักรเกิดขึ้นแล้ว คืออาณาจักรแห่งความสว่าง ท่ามกลางความมืด แต่ก่อนนี้ไม่มี เพิ่งจะมีเมื่อประมาณ 2,000 ปีนี่เอง มีให้เลือกแล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับเปลี่ยนศาสนา ไม่ใช่เลย จะอยู่บนโลกใบนี้ จะเป็นศาสนาอะไร? จะเป็นใครอย่างไร? จะทำอะไรก็เชิญเถอะ ประเพณีเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป ยิ่งพูดยิ่งชัด มันคนละเรื่องเลย เรากำลังพูดถึงวิทยาศาสตร์ สูงกว่าวิทยาศาสตร์อีก คือเข้าไปในมิติหนึ่ง ที่เรียกว่าโลกวิญญาณ มันมีอยู่จริงๆ ท่านนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ถ้าท่านลองอ่านในบันทึก ในพระคัมภีร์นี้ดู วันหนึ่งท่านก็จะได้เห็นเหมือนกับที่บอกว่าดวงดาวมองไม่เห็น แล้วบอกว่าไม่มี หรือที่พระคัมภีร์บอกโลกกลม ท่านบอกโลกแบน วันหนึ่งท่านจะเจอความจริง เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ท่านก็ตัดสินใจเองว่าท่านจะเลือกหรือไม่เลือก อะไรที่เป็นความจริง มันก็เป็นความจริงวันยังค่ำ ไม่ว่าท่านจะปฏิเสธหรือไม่? ตามหลักการพระคัมภีร์แล้ว ผมก็จะสรุปให้ท่านฟังคร่าวๆ

ในอาณาจักรแห่งความสว่าง มีพระเจ้าพระบิดา  พระเจ้าพระบุตรพระเยซู  พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นหนึ่งเดียวกัน และมีเหล่าทูตสวรรค์ หัวหน้าทูตสวรรค์ มีชื่อว่ามีคาเอลกับกาเบรียล และกองทัพทูตสวรรค์อีกมากมาย 66.6% ของทูตสวรรค์ที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นมาทั้งหมด ในพระคัมภีร์บอกว่าทูตสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อรับใช้มนุษย์  ทำงานร่วมกัน เพื่อมนุษย์อย่างเดียวเลย ยกเว้นทูตสวรรค์ที่ตกกระป๋อง ที่กบฏ คือลูซีเฟอร์ หรือมีอีกชื่อหนึ่ง เมื่อตอนตกกระป๋อง ชื่อซาตาน และมันก็หลอกบรรดากองทัพทูตสวรรค์ที่ตามมันไปอีก 33.33%  ของเราเยอะกว่าตั้งเยอะเลย ไม่นับถึงพระเจ้านะ

ทูตสวรรค์เหล่านี้ คอยดูแลเรา ดูแลลูกๆ ของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง เพราะเขายินดีให้ดูแลไง ไปอยู่ในความมืด แล้วเขาจะไปดูแลได้อย่างไร? มันคนละที่กัน ทุกคนที่มาเชื่อพระเจ้า เป็นลูกแห่งความสว่าง

และทั้งหมด กองทัพใหญ่ๆ นี้ ทั้งทูตสวรรค์ ทั้งพระเจ้าผู้บัญชาการ พระเยซูผู้ได้รับสิทธิอำนาจจากพระเจ้า อยู่ที่เบื้องขวาพระเจ้า ในโลกวิญญาณ กำลังดูแล นำพาลูกๆ หรือประชากรในแสงสว่าง ด้วยความรักแท้ จริงใจ ซื่อตรง เพราะเป็นพ่อ มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา เหมือนที่พระเยซูบอกว่าท่านเคยเป็นคนบาปใช่ไหม? ท่านเคยคิดไหมว่าท่านเคยเป็นคนบาป ท่านเคยคิดไหมที่จะให้สิ่งที่ไม่ดีกับลูกของตัวเอง ท่านยังไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย แล้วพ่อผู้สถิตในสวรรค์สถาน จะให้สิ่งที่ดีกับท่านขนาดไหน? พระเยซูพูดเอง

เพราะฉะนั้น พระเจ้าและกองทัพที่พูดมาตะกี้ทั้งหมดในโลกวิญญาณ กำลังกำหนดอะไรต่างๆ ให้กับนครได้สิ่งที่ดีที่สุด  เอเมน ถ้าท่านเชื่อว่าในโลกฝ่ายวิญญาณมีจริง และกำหนดโลกใบนี้อยู่ ผมต้องได้อะไรก็ตามที่มันดีที่สุด แต่ไม่ใช่ตามสายตาของผมนะ ตามน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ดีที่สุดสำหรับผม เพราะโลกใบนี้มันแป๊บเดียว พระเจ้ามองที่นิรันดร์มากกว่า ที่ผมจะไปอยู่กับพระองค์นิรันดร์ เอเมน

เมื่อเราได้มาอาศัยในอาณาจักรแห่งความสว่างของพระเยซูคริสต์นี้แล้ว จงวางใจว่ากองทัพของพระเจ้า และ 3 พระภาคของพระเจ้า คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา ให้เป็นผลดีกับเราอย่างแน่นอน และประชากรของพระองค์ทุกคน ก็จะได้สิ่งที่ดีอย่างแน่นอน ไปจนถึงนิรันดร์ มันต้องเห็นอย่างนี้ให้ได้ มันถึงเผชิญกับทุกสิ่งได้ ทุกสิ่งที่เราเผชิญอยู่ในโลกวัตถุนี้ ที่เรามองเห็นอยู่วันนี้ ที่มีผลกระทบมาถึงชีวิตของเรา เป็นสิ่งที่เกิดผลดีกับเราอย่างแน่นอน เพราะพระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น แม้เราจะเห็นว่ามันไม่ดี แต่มันดี เราสามารถวางใจได้ ถามว่าที่ผมพูดมาอย่างนี้ วางใจได้ไหม? กองทัพใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ทำงานเพื่อเรา พระเยซูจึงตรัสว่า …

“ผู้ใดแบกภาระหนัก และเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข”

ใครที่รู้สึกเหนื่อยในการอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืดมาก่อน รีบๆ ย้ายมาอยู่อาณาจักรแห่งความสว่าง จะได้หายเหนื่อยและเป็นสุข เอเมน พระเจ้าพระบิดา นำโดยพระเยซูและกองทัพทั้งปวงของความสว่าง  กำลังนำพาเราทุกวัน ทุกเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นประชากรของพระองค์ อาณาจักรแห่งความสว่างนี้ ไปสู่จุดหมายปลายทาง คือสันติสุข สุขนิรันดร์ในสวรรค์สถาน  แต่โดยขั้นตอนสุดท้าย คือการปลดแอกเรา ปลดวิญญาณเรา ออกจากร่าง ซึ่งอยู่ใต้สภาพของเนื้อหนัง ที่เราเห็นนี้ แก่ลงทุกวัน เหี่ยวลงทุกวัน เดี๋ยวก็ตายแล้ว ถูกไหม? ขั้นตอนสุดท้าย คือปลดแอกวิญญาณของเรา นำวิญญาณเราออกจากร่าง

กองทัพที่อยู่ในโลกวิญญาณ ทำทุกอย่าง เมื่อถึงวันที่พระองค์ทรงใช้เรา หมดหน้าที่แล้ว นำวิญญาณเราออกจากร่าง ซึ่งอยู่ภายใต้สภาพเป็นเนื้อหนังที่เก่าๆ ไปสู่อาณาจักร ไปสู่มิติในโลกวิญญาณ เพื่อรอรับร่างกายใหม่ ร่างกายทางวิญญาณใหม่ ที่เป็นอิสรภาพจากอิทธิพลบาป ไม่เน่า ไม่เปื่อย ไม่แก่ ไม่ต้องทาหน้า ไม่ต้องย่นอีกต่อไป นี่มันเป็นจริงๆ ทั้งหมด ความจริง ทำให้เราเป็นไท

เปาโลจึงบอกว่าถ้ามีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ ก็จะอยู่เพื่อปฏิบัติ เพื่อพระคริสต์ ไม่ใช่ เพื่อไปทำงานรับใช้ ไม่ใช่หมายถึงอย่างนั้น เฉพาะความหมายนี้นะ ความหมายนี้ เพื่อจะได้อยู่ปฏิบัติตามพระคริสต์ เชื่อฟัง พูดง่ายๆ เป็นประชากรของพระองค์ ทำตามที่พระองค์ทรงนำ นั่นเอง แต่ถ้าออกจากร่างนี้ไป คือตาย เปาโลบอกได้กำไร ได้พักผ่อน หมดงานสักทีหนึ่ง เอเมน

ความกลัวจะหมดไปได้ ก็โดยวิธีเอาความจริงนี้เข้าไปเยอะๆ สมองเราไม่สามารถว่างได้ มันต้องมีที่หนึ่ง ใส่ให้มันอยู่ ความจริงหรือการหลอกลวง ถ้าเราใส่ความจริง ถ้อยคำพระเจ้าไปเยอะๆ การหลอกลวงในโลกใบนี้ มันก็น้อยลงไป  แต่ถ้าเราไม่ใส่ มันก็มีที่ว่าง ทางโน้นก็เข้ามา มันไม่มีการอยู่เฉยๆ ไม่ว่ามืดหรือสว่าง มีอิทธิพลต่อชีวิตบนโลกใบนี้เสมอ มันยังอยู่หมด ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

 

 

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2017 เรื่อง “เราเป็นความสว่าง” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม 2017

เรื่อง “เราเป็นความสว่าง”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีครับพี่น้อง วันนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังต่อว่าเมื่อเดือนที่แล้ว พระเจ้ามีโอกาสพาไปดูธรรมชาติในเทือกเขาต่างๆ ในแถบสแกนดิเนเวีย ก็ได้เห็นการทรงสถิตของพระเจ้า และได้เห็นอะไรบางอย่างที่พระเจ้าเปิดตาใจของเราอีกนิดหนึ่ง สอนเราในเรื่องถ้อยคำของพระองค์ ขณะที่นั่งรถไฟความเร็วสูง ประมาณ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วมาก แต่เรานั่งอยู่ในรถไฟ เหมือนช้าๆ มองออกไปข้างนอกเหมือนช้าๆ มันนิ่งมากเลย ถึงขนาดเขามาเสิร์ฟน้ำ เอาน้ำวางไว้บนโต๊ะ น้ำไม่หกเลย  น้ำแทบจะไม่สั่นเลย มันนิ่งมาก เหมือนเรานั่งอยู่กับที่ นั่งอยู่ในห้อง

พระเจ้าก็สอนเราว่าให้เราดูสิว่านี่คือมิติต่างๆ ที่อะไรบางอย่างที่พอจะอธิบายให้เราได้เข้าใจอีกนิดหนึ่ง ถึงเรื่องสิ่งที่พระเจ้าสอนเรา ให้ผมสังเกตอะไรรู้ไหม? สังเกตดูสิว่าป้ายเขาบอกว่ารถไฟกำลังวิ่ง 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง แสดงว่ารถไฟ วัตถุที่เรียกว่ารถไฟ กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เจ้าแก้วน้ำ วัตถุที่มีชื่อเรียกว่าแก้วน้ำ ความรู้สึกของวัตถุนี้ มันอยู่เฉยๆ มันไม่ได้ทำอะไรเลย

ตอนที่ผมเข้าห้องนอน เดินย้อนกลับไป รถไฟไปทางเหนือ ผมไปทางใต้ ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกำลังเดินด้วยความเร็ว 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง ช้าๆ ถูกไหมครับ? ผมกำลังเคลื่อนไหว เห็นไหม? เวลาเดียวกัน เวลาที่ผมกำลังพูด ณ เสี้ยววินาทีนั้น เห็นๆ เลย เท่าที่เห็น วัตถุ 3 สิ่งนี้อยู่ในเวลาเดียวกัน แต่คนละมิติ สำหรับรถไฟ กำลังวิ่งลิ้นห้อยเลย สมมตินะ  แต่ในขณะเดียวกัน แก้วน้ำมันบอกไม่มีอะไรเลย มันไม่ได้ไปไหนสักหน่อยเลย  ฉันก็อยู่กับที่ฉันเฉยๆ สำหรับผมที่ลุกขึ้นมาเดิน ถ้าผมนั่งอยู่เฉยๆ ก็เหมือนแก้วน้ำ แต่ผมลุกขึ้นมาเดิน ผมก็เดินก็เคลื่อนไหวอยู่ 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาถามผม

ผมก็เถียงหัวชนฝา … “ผม 1 กิโลเมตร/ชั่วโมง”

ไปถามแก้วน้ำ แก้วน้ำก็เถียงหัวชนฝา … “ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผมอยู่เฉยๆ”

ขณะเดียว ไปถามรถไฟ … “ใครบอก ฉันวิ่ง 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง”

แต่ทั้งหมดนั้น ก็ไปถึงจุดหมายเดียวกันหมดเลย คือปลายทาง ที่สถานีรถไฟ แล้วพระเจ้าสอนอะไร? พระเจ้าสอนหนังสือฮีบรู บทที่ 11 แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฮีบรู บทที่ 11 ตัวหลักใหญ่ ก็คือพระเจ้าพอใจในผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าว่ามีชีวิตอยู่ คือเชื่อว่ามีพระเจ้าบนโลกใบนี้ และเชื่ออะไรอีก เชื่อว่ามีพระเจ้า สิ่งทั้งหลายที่มนุษย์มองไม่เห็น ที่เรียกว่าวัตถุ มันเกิดขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งที่มองไม่เห็น มีอำนาจเหนือสิ่งที่มองเห็น แค่นี้เอง

ข้อความในฮีบรูนี้ขึ้นมา ทำให้ผมเห็น พระเจ้ากำลังจะบอกว่ามันมีโลกวิญญาณจริงๆ นะลูกเอ๋ย ใครก็ตามที่รู้จักพระเจ้า แล้วพระเจ้าพอใจในมนุษย์คนนั้นมาก นี่แค่เริ่มต้นเชื่อว่ามันมีโลกวิญญาณจริงๆ มันมีอีกมิติหนึ่งจริงๆ ซึ่งมิติ ถ้าเราไม่เข้าใจ ที่มองไม่เห็น มันมีอำนาจเหนือกว่ามิติที่เรามองเห็น วัตถุต่างๆ บนโลกใบนี้ มันมีอีกอันหนึ่ง ที่มันใหญ่กว่า เป็นผู้สร้าง เป็นผู้กำหนด มีอิทธิพลเหนือกว่าสิ่งที่เรามองเห็น

พอสอนแค่นี้ปุ๊บ ความกระจ่างในเรื่องถ้อยคำพระเจ้าต่างๆ ในพระคัมภีร์ มันก็โอ้โห เขาเรียกว่าความรู้มันขึ้นมา ความรู้ในทางพระเจ้า พระเจ้าสอนเราให้เห็น มิน่านะ มนุษย์พยายามถูกอะไรบางอย่าง ให้เฝ้ามองแต่สิ่งที่มองเห็นตลอดเวลา เฝ้ามอง จ้องแต่สิ่งที่มองเห็นตลอดเวลา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ความต้องการทั้งหมด ไปอยู่ในสิ่งที่มองเห็นตลอดเวลา ในขณะซึ่งสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น สำคัญยิ่งกว่ามากนัก

พระคัมภีร์จึงบอกตั้งแต่หน้าแรกเลยว่ามนุษย์เป็นวิญญาณนะ มนุษย์ไม่ใช่วัตถุ มนุษย์เป็นวิญญาณ … วิญญาณ คือในมิติของวิญญาณ  และพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณทั้งหมดเลย อ่านดูต้องอ่านทางวิญญาณทั้งสิ้น  นี่แหละได้เห็น ผมจึงมิน่า พระเยซูพูดในถ้อยคำของพระองค์ว่า …

“ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก”

ในหนังสือมัทธิว 5:14-15 พระเยซูจึงบอกว่า … “ท่านเป็นความสว่างของโลก” … ไม่ใช่มีความสว่าง ท่านเป็นความสว่าง “เป็น” กับ “มี” ไม่เหมือนกันนะ

ในเอเฟซัสบอกไว้ว่าอย่างไร? ในเอเฟซัส 5:8 บอกว่า … “เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด” …  ก่อนที่เราจะรับเชื่อพระเยซู เข้าบัพติศมาเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในจริงๆ นะ ตอนนี้เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่กับพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์จริงๆ ก่อนหน้านั้น เราเป็นความมืด

เป็นอย่างไร? พอเราเข้าใจตรงนี้ เราถึงเข้าใจว่า “เป็นความมืด” เป็นอย่างไร? … “เพราะเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่เดี๋ยวนี้ท่านเป็นความสว่างในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตของลูกของความสว่าง”

แสดงว่าตอนนี้เราเป็นความสว่างแล้ว แต่ก่อนนี้ ก่อนเราเชื่อพระเยซู เราเป็นความมืด เราไม่ได้มีความมืด แต่เราเป็นความมืด แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นความสว่าง ไม่ใช่มีความสว่าง

สมมติว่าถ้าเผื่อ เมื่อก่อนนี้ เรามีความมืด สมมตินะ ถ้าเรามีความมืด เราก็คงจะสามารถช่วยเหลือตัวเองให้ลดความมืดให้มันน้อยลงได้ สั่งสมอะไรบางอย่างให้มันน้อยลง หรือแต่ก่อนนี้ เรามีความสว่าง เราก็ทำสว่างให้มันมากขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ นี่เราเป็น เราไม่สามารถทำให้มากขึ้น หรือน้อยลงได้ เพราะเราเป็นอย่างนั้น  เหมือนเราจุดตะเกียง หรือจุดเทียน พอเราจุดเทียนปุ๊บ เทียนมันสว่าง เทียนมันติดสว่างขึ้นมา สว่างเพราะใคร? เพราะผมไปจุดมัน สามารถให้มันลุกโชติช่วงด้วยตัวเองไม่ได้ ผมจุดไว้เท่านี้ มันบอกผมจะเบ่งให้แสงมันเยอะขึ้น มันทำไม? ไม่ทำ มันก็สว่างแล้ว ในทำนองเดียว ผมเป่ามันดับ มันก็ดับแล้ว มันไม่สามารถที่จะบอกว่าผมจะดับน้อยลงหน่อย ดับนิดหนึ่ง ดับน้อย ดับก็คือดับ สว่างก็คือสว่าง ท่านรอดแล้ว ท่านเป็นความสว่าง ก็คือเป็นความสว่าง

แล้วพระเจ้าก็ให้ผมสังเกตเห็นว่าก็เหมือนกับที่มนุษย์เป็นผู้หญิง และเป็นผู้ชาย ท่านพยายามเป็นผู้หญิงได้ไหม? เกิดมาท่านพยายามเป็นผู้หญิงได้ไหม? ได้ มีหลายคนทำ แต่มันเป็นจริงไหม? มันก็ไม่เป็นจริง มันดูเหมือน แต่มันไม่ใช่ของจริง ของจริง คือมันเป็นอย่างไร? มันก็เป็นอย่างนั้น

ผมเกิดมามีผู้ชายนะ ถ้าผมมีผู้ชาย ผมก็พยายามเอาผู้หญิงเข้ามา ทำให้ผู้ชายน้อยลงได้  แต่ผมเกิดมาเป็นผู้ชาย ท่านเกิดมาเป็นผู้หญิง มัน “เป็น”  มันไม่ใช่ “มี” มันเลยทำอะไรไม่ได้ มันต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ท่านพอมองเห็นอะไรไหมว่าผมกำลังพูดถึงเรื่อง 2 โลกต่างๆ ที่พระคัมภีร์ทั้งเล่ม ถ้าเผื่อใครจับเคล็ดลับตรงนี้ได้ จะอ่านพระคัมภีร์ได้เห็นชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทะลุปรุโปร่งมากยิ่งขึ้น และมันจะมีสันติสุข ถาวรนิรันดร์ เพราะว่าสวรรค์มันอยู่ที่นี่แล้ว อยู่ตอนนี้เลย ณ วินาทีนี้แล้ว สวรรค์เข้ามาตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ตั้งแต่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว ไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว อยู่ที่นี่จริงๆ เหมือนที่ตะกี้นี้ที่ผมเล่าตอนแรกใช่ไหม? มันเป็นเพียงแต่เป็นมิติหนึ่งเท่านั้นเอง โคโลสี 1:12-14  ท่านลองอ่านดูนะ  …

โคโลสี 1:12-14 ก็เหมือนกันบอกไว้อย่างนี้ … “12 ในการขอบพระคุณพระบิดา ผู้ทรงทำให้พวกท่านเหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง 13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด     และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า ถามว่าอยู่ที่ไหน? ในอาณาจักรแห่งความสว่าง  คือมิติหนึ่ง อยู่เดี๋ยวนี้เลย อยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง

เพราะพระองค์ได้ช่วยเราแล้ว ให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด ขณะที่เรายังอยู่ที่เดิม อยู่ประเทศไทย อยู่เมืองไทย อยู่กรุงเทพ นั่งอยู่ที่นี่เหมือนเดิม แต่เราได้ย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่างแล้ว แต่ก่อนเราอยู่อาณาจักรของความมืด

เหมือนตะกี้ที่ผมบอกไหม? เหมือนที่รถไฟ แก้วน้ำ และผมเดินบนรถไฟไหม? เหมือนกันเลย ในวินาทีเดียวกัน ตอนที่เรารับเชื่อพระเยซู ตอนนั้น เราได้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และพระองค์ทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่ คือการอภัยโทษบาปของเรา

เห็นไหมเนี้ย ขอบคุณพระเจ้า  มันชัดเจนไหม?  เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอก เตือนเรา ให้เรามองไปที่เบื้องบน “เบื้องบน” หมายถึงที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ที่สวรรค์ ถามว่ามองไปถึงเมื่อไร? รอตายแล้ว ไปมอง ไม่ใช่ มองเดี๋ยวนี้ว่าเราอยู่ที่นั่นแล้วตอนนี้ เราอยู่ที่เบื้องขวา จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ให้เชื่อว่าพระเจ้าสอนเราในเรื่องที่เป็นโลกวิญญาณ เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราว่า …

“ความจริง ลูกเอ๋ย ข้างนอกมันเป็นอย่างนี้ ในมิติต่างๆ มันเป็นอย่างนี้ ลูกไม่ต้องเข้าใจหรอก ถึงเข้าใจ ก็เข้าใจไม่ได้มาก เชื่อแล้วกัน”

นี่ไง ถึงต้องใช้ความเชื่อ มันหมายถึงอย่างนี้ เอเมน เพราะถ้าเราได้ตรงนี้ เราจะได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้เลย คำว่า “ได้ทุกอย่าง” ไม่ใช่เกี่ยวกับวัตถุสิ่งของแล้ว เพราะเราเข้าไปอยู่ในมิติของโลกวิญญาณแล้ว เรารู้แล้ว เราก็ไม่กลัวแม้กระทั่งความตาย เพราะเรารู้ว่าขณะที่เรากำลังเตรียมตัวจะไปนั้น เราก็อยู่ที่นั่นแหละ เรากำลังจะย้ายมิติหนึ่ง ออกจากร่างนี้ เราไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่พระคัมภีร์บอกเราว่ามันดีกว่าร่างกายเก่านี้เยอะ เราจะเข้าไปในมิติหนึ่ง อยู่ที่นี่ อยู่ที่เดิม ไม่ได้ไปไหนเลย เอเมน สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว สวรรค์เป็นของเรา สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว พระเยซูประกาศเสมอเลย ตั้งแต่วันแรก เดินมาบนโลกใบนี้ สวรรค์มาแล้ว สวรรค์กำลังมา สวรรค์อยู่ที่นี่ อยู่ที่ไหน? อยู่ในใจของท่าน คืออยู่ในวิญญาณของท่าน ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว เอเมน

พูดมาทั้งหมดนี้ อยากให้ท่านตื่นเต้นไปกับผมเท่านั้นเอง ท่านจะมองเข้าไปในอากาศเหมือนเดิม ท่านจะมองเข้าไปในบ้านเหมือนเดิม มองไปที่ผนังเหมือนเดิม มองออกจากรถเหมือนเดิม มองในสวนเหมือนเดิม แต่ท่านมองทะลุไปอีกอันหนึ่งว่าพระคัมภีร์เป็นจริง เข้าใจแล้ว ท่านจะเป็นอย่างนั้นแหละ คือท่านสามารถมองทะลุอีกมิติ โดยผ่านทางถ้อยคำของพระเจ้า พระเจ้าจะสอนเรา

เปาโลจึงบอกว่าข้าพเจ้าอธิษฐานวิงวอนพระเจ้าอยู่เสมอ ขอพระเจ้าทรงเปิดตาฝ่ายวิญญาณให้กับท่าน ประทานวิญญาณแห่งสติปัญญา ประทานวิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ เปิดตาวิญญาณให้กับท่านได้รู้ว่าอะไรยิ่งใหญ่ในอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ได้ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์ สูงยิ่งกว่าเหนือสิทธิอำนาจใดๆ เทพผู้ครอง ศักดิเทพทุกอย่างบนโลกใบนี้ทั้งหมด สูงส่งมากเลย และให้เรานั่งอยู่กับพระองค์ที่เบื้องขวานั้น เอเมน ขอบพระคุณพระเจ้า ขอบคุณพระเยซูคริสต์ เข้าใจไม่เข้าใจไม่รู้ เชื่อเอา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

 

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2017 เรื่อง “ควันหลงวันแม่ 2017” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2017

เรื่อง “ควันหลงวันแม่ 2017”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับ ยังมีควันหลงของวันแม่อยู่น๊า เมื่อวานเป็นวันแม่ สัปดาห์ที่แล้ว เราทำพิธีไปแล้ว ก็มีควันหลงนิดหนึ่ง

เมื่อพูดถึงความรักของแม่นั้น ท่านนึกถึงใคร? นึกถึงลูก ไม่ใช่  นึกถึงความรักของแม่ นึกถึงพระเจ้านะ พระเจ้าเป็นผู้ใส่ความรักของพระองค์ให้กับแม่ แล้วมีเพศเดียว สถานะเดียวในโลกนี้ ที่มีความรักที่ลึกซึ้ง ที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ เพราะเป็นเพศเดียวที่ให้กำเนิดลูก นึกออกใช่ไหม? คือพ่อให้กำเนิดจริง แต่พ่อไม่เห็นชัดๆ จากต้องตั้งท้องตั้ง 8-9 เดือน เขาเรียกว่าจากเนื้อของเนื้อ จากเลือดของเลือด จากกระดูกของกระดูก คือแม่จะใกล้ชิดมาก เพราะฉะนั้น จะเห็นความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์ชัดมาก ในความรักที่อยู่ในเพศแม่

ผมได้เอาความรักของแม่มานิดหนึ่ง เนื่องในเทศกาลวันแม่ ถ้อยคำของพระเจ้าลึกซึ้งมาก แล้วมาเทียบโยงกับวันแม่แล้ว ทำให้บรรยากาศลึกซึ้งขึ้น วันนี้เอามาเล่าให้ท่านเป็นควันหลง แล้วผมได้เอาเพลงหนึ่งมา จำได้ไหมเพลง “ใครหนอ” …

จะเอาโลกมาทำปากกา และเอานภามาแทนกระดาษ

เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ

นี่คือความรัก ที่แม่มีให้กับลูก จนผู้คนเห็น ซึ่งตรงนี้ ผมนึกถึงความรู้สึกของคนเป็นพ่อก็ตาม คนเป็นลูกก็ตาม เป็นแม่เองก็ตาม จะรู้เลยว่าถ้อยคำเหล่านี้ มันใช่จริงๆ เอามาใช้กับพ่อ บางทีไม่ค่อยเข้าเท่าไร? ที่ร้องไปตะกี้ เอาโลกมาทำปากกา เพราะความรู้สึกมันห่างไกลนิดหนึ่ง พูดตรงๆ ไม่ใช่เข้าข้างแม่นะ ความเป็นแม่ชัดกว่าเยอะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมได้สนิทกับครูที่แต่งเพลงนี้มาก รู้ว่าท่านเอาความรักของแม่มาทำเป็นเพลงนี้ นั่นคือครูน้อย สุรพล นึกถึงท่าน สนิทกันมาก ช่วงหนึ่ง เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตอนทำเพลง ก็ไปให้ท่านแต่งเพลง สนิทกันมาก หลับตา ยังนึกถึงภาพ ท่านบอกว่าแต่งเพลงนี้มา เพราะว่าเห็นทุกอย่าง เห็นชีวิต เอาชีวิตประจำวัน เอาความรักที่แม่ห่วงใยลูกมากขนาดไหน? เขาเรียกว่าลูกในไส้ พ่อไม่สามารถบอกลูกในไส้ได้ แต่แม่บอกลูกในไส้ ลูกในท้อง  ท่านบอกว่าเอาคำต่างๆ เอามาจากกิริยาบท หรือว่าชีวิตประจำวันของแม่ ความรักของแม่ที่มีต่อลูกทั้งหลาย โดยเฉพาะในยุคสมัยก่อน ถ้าแต่งเพลงนี้ตั้งแต่ 2507 ประมาณนั้น  ตั้งแต่ผมอายุ 10 กว่าขวบ 12-13 ขวบ คิดดูสิ กี่ปีมาแล้ว ได้คุยกับท่าน

ท่านได้บอกว่านึกถึงภาพอย่างนี้ จริงๆ ทั้งเพลง ผมเอาเฉพาะท่อนนี้มาให้ท่านเห็นว่า “จะเอาโลกมาทำปากกา” นึกถึงว่าแม่รักลูกขนาดไหน?  ประกาศพระคุณไม่พอ แม่มีการกางมุ้งนอน ให้ดูหนัง 4 จอ ที่เราคุยกัน ตอนนั้นคือความเป็นจริง แม่เป็นผู้กางมุ้ง แล้วพาลูกไปนอน สมัยก่อนไม่มีมุ้งลวด เหมือนปัจจุบัน นอนต้องกางมุ้งกันยุง แล้วก็ให้ลูกนอน ดูแลยุงไม่ไต่ ไรไม่ให้ตอมอะไรประมาณนั้น

จำได้เลย ท่านอธิบายว่าเพลงนี้ แต่งเป็นอย่างนั้นๆ คืออิน ครูน้อยพูดนิดหนึ่ง ท่านอัจฉริยะในเรื่องแต่งเพลงจริงๆ ยอดมาก สนิทกันมาก นึกภาพท่านได้เลย ท่านเรียกผมว่านคร

“นคร เธอเป็นคนน่ารักจริงๆ นะ พาครูไปกินข้าวมันไก่หน่อยสิ”

ตอนพูดนั้น คือ 5 ทุ่มนะ ข้าวมันไก่ตอนพาไปทานประตูน้ำ 5 ทุ่ม ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับเพลงนี้

ทำไมผมเอาเพลงนี้มาให้ท่านได้เห็น เพราะผมอยากให้ท่านเห็นความรักของพระเจ้าถึงบรรดามนุษย์ทั้งปวง โดยที่ผ่านทางความรักของแม่ที่เราเห็นในปัจจุบัน ที่ครูน้อย สุรพลเห็น แล้วเอามาแต่งเป็นเพลง ที่เราเห็นปัจจุบัน ที่เห็นการกระทำ เขาเรียกว่าเป็นธรรมชาติ ที่พระเจ้าใส่ลงไปในผู้ที่เป็นแม่ทุกคน เป็นอย่างนี้หมดเลย

และในพระคัมภีร์เขียนไว้อย่างไร? ผมเลยไปค้นพระคัมภีร์ที่เทียบความรักของพระเจ้าที่มีต่อบรรดามนุษย์ทั้งปวง โดยผ่านทางเพศแม่ ผมจะอ่านให้ท่านดู ในอพยพ 19:4 บันทึกไว้อย่างนี้

อพยพ 19:4 “‘พวกเจ้าเองได้เห็นสิ่งที่เรากระทำแก่ชาวอียิปต์แล้ว และเห็นวิธีที่เราพาเจ้ามาเหมือนลูกนกอินทรีบนปีกแม่ของมัน และนำเจ้ามาถึงเรา”

 

นี่พระเจ้ากำลังบอกถึงว่าพระองค์ทรงนำพาประชากรของพระองค์อย่างไร? เหมือนลูกนกอินทรีบินบนปีกแม่ของมัน คือแม่กางปีกออก แล้วลูกแปะไว้ข้างหลัง บนปีก แล้วไปเลย ท่านกลัวอะไร พระเจ้ากำลังถามท่านว่าท่านกลัวอะไร ตอนนี้ ท่านอยู่บนปีกของพระเจ้า ท่านกลัวอะไร?

มีอีกอันหนึ่ง  อันนี้สะใจมากเลย อ่านแทบร้องไห้เลยนะ โฮเซยา 13:8 ดูสิ พระเจ้าตรัสไว้อย่างนี้เลยนะ พระเจ้าตรัสว่า …

โฮเซยา 13:8 “เหมือนแม่หมีที่ถูกขโมยลูกไป เราจะเข้าโจมตีและฉีกพวกเขาออก เราจะเป็นดั่งราชสีห์ที่กลืนกินพวกเขา สัตว์ป่าจะฉีกพวกเขาออกเป็นชิ้นๆ”

 

นี่หมายถึงศัตรูของลูกของพระเจ้า พระเจ้าจะปกป้องลูกของพระองค์ จากศัตรูที่มาทำร้ายลูก เป็นเหมือนแม่หมีที่รักลูกมาก แล้วลูกถูกขโมยไป คุณเคยดูสารคดี หมีกริซลี เขาบอกหมีกริซลีดุมาก เวลาไปถ่ายรูป ต้องระวังมากๆ แต่ถ้าบอกว่าถ้ามันตบลูก ขณะที่มันเลี้ยงลูกอยู่นะ ต้องไปไล่ๆ เลย มันจะโกรธ มันจะเกรี้ยวกราดมากๆ มันจะหวงและห่วงลูกของมันมาก มันจะทำร้าย แบบไม่เลือกหน้า

เหมือนแม่หมีที่ถูกขโมยลูกไป เราจะโจมตี และฉีกพวกเขาออก ฉีกศัตรูของลูกออกไป เรากลัวอะไร ตอนนี้เราประสบปัญหาอะไรบ้าง เรากลัวอะไรไหม? ความจนจะมาฉีกเราเหรอ สุขภาพร่างกายจะทำร้ายเราใช่ไหม?  นรกจะมาทำร้ายเราหรือเปล่า? มารซาตานจะทำร้ายเราหรือ? พระเจ้าบอก …

“เราจะปกปักษ์พวกเจ้า เหมือนแม่หมีที่ปกปักษ์ลูก เราจะฉีกศัตรูของเจ้าออกเป็นชิ้นๆ”

พูดอย่างนี้เลย แสดงให้เห็นว่ามาสิ เราดูแลลูกของเราอย่างไร? เวลาเราพูดถึงพระเจ้าๆ บางทีเรากลัวพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยตั้งใจมาทำร้ายลูกเลย มีแต่ปกปักษ์คุ้มครองดูแลลูก แต่ทำร้ายศัตรูอย่างเหี้ยมโหด นี่คืออย่างนั้น

สุดท้ายอีกอันหนึ่ง อันนี้ก็เจ็บแสบเหมือนกัน ตอนที่พระเยซูจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน ถูกฟาริสีรุมว่ากล่าวพระเยซู ต่อต้านพระเยซู เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง? พระเยซูสงสารมากเลย พระองค์มา เพื่อจะช่วยลูกของพระองค์ ช่วยเขานะ ไม่ใช่ช่วยเขาแค่คนอิสราเอลสมัยนั้นเท่านั้น แต่ช่วยถึงมนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้เลย รวมทั้งเราในปัจจุบันและอนาคตอีก เราจะช่วยพวกเขาให้รอดจากความบาปในใจ รู้ว่ามาทำอะไร? แล้วไปเจออย่างนี้ พระเยซูถอดใจและตรัสอย่างนี้ อยากจะมาช่วยเขาใช่ไหม? อยากจะมาช่วยลูกๆ ทุกคน คือมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ให้รอดจากบาป ไม่ต้องลงนรกใช่ไหม?  แล้วเขาไม่เข้าใจ บรรพบุรุษของเราสมัยนั้น คือสมัยอิสราเอล 2,000 ปีก่อนนั้น เขาไม่เข้าใจ พระเยซูจึงระบายอารมณ์ออกมาว่า …

“โอ … เยรูซาเล็มเอ๋ย เจ้าผู้เข็ญฆ่าเหล่าผู้เผยพระวจนะ และเอาหินขว้างบรรดาผู้ทรงส่งมาหาเจ้า เราปรารถนาอยู่เนืองๆ ที่จะรวบรวมลูกๆ ของเจ้ามา เหมือนแม่ไก่ที่กกลูกๆ ไว้ใต้ปีก แต่เจ้าไม่ยอมเลย เราต้องการเข้ามาช่วยมนุษย์ทั้งหลายต่อจากเจ้า รวมทั้งลูกหลานของเจ้าเยอะแยะมากมาย เข้ามาได้รับความรอด แต่เจ้าไม่ยอมเลย”

และพระองค์พูดถึงคนที่จะช่วยเหลือ รวมทั้งเราทั้งหลาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ใช้อะไรแทน ลูกๆ ที่เราจะรวบรวมมาเหมือนแม่ไก่ที่จะมาปกไว้ด้วยปีกของไก่ เข้ามาซุกอยู่กับพระองค์ นี่คือความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา  เหมือนไหม? เหมือนเด๊ะ แล้วธรรมชาติเหล่านี้ พออ่านปุ๊บ เรารู้ทันที เพราะว่าเป็นเพศแม่

ฉะนั้น วันนี้เลยอยากให้เราระลึกถึงความรักของพระเจ้า ระลึกถึงความรักของแม่ โอเค ทั่วๆ ไป ก็รู้กันหมด แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ เป็นควันหลง เอาความรักของพระเจ้ามาเทียบกับความรักของแม่มาให้เห็นกัน ที่ได้เทิดทูนกัน เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณความรักของพระเจ้ายิ่งไม่พอ ต้องใช้คำนี้เลย ยิ่งไม่พอใหญ่

สุดท้าย ข้อความสุดท้าย เรารู้จักกันนี้ ข้อความนี้ ในหนังสือยอห์น 3:16 ซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่ดังมากๆ

ยอห์น 3:16-17 บันทึกว่า “16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก (หมายถึงมนุษย์ทุกคน) จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น  จะไม่พินาศ  แต่มีชีวิตนิรันดร์” 17 เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตร (คือพระเยซู) ของพระองค์มาในโลก เพื่อพิพากษาลงโทษมนุษย์เลย   แต่เพื่อช่วยมนุษย์บนโลกใบนี้ให้รอดจากบาป รอดจากนรก  โดยทางพระเยซู พระบุตรนั้น”

 

ผู้ใดที่เชื่อในพระเยซู ก็ไม่ถูกพิพากษา ไม่ต้องลงไปในนรก แต่ผู้ใดไม่เชื่อ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะว่ามันเป็นโทษอยู่แล้ว ไม่ได้มาเพิ่มเลย เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระเยซู พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า จึงต้องรับโทษเหมือนเดิม พระเยซูมาเพื่อไถ่คนที่ได้รับโทษ ให้พ้นโทษ คนที่อยู่บาปอยู่นั้น ให้พ้นบาป ส่วนคนที่ไม่เชื่อ ก็ยังบาปเหมือนเดิม ไม่ได้โทษเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเลย

เห็นไหมความรักของพระเจ้ายิ่งใหญ่ มาเพื่อช่วย พูดตลอด ในพระคัมภีร์พูดตลอด ตั้งแต่อดีตที่เราได้ยกถ้อยคำบางคำออกมาอ่านเมื่อตะกี้นี้  พระเจ้ารักเราขนาดไหน? เพราะฉะนั้น ให้เราเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เห็นความรักของแม่ในปัจจุบัน ก็นึกถึงความรักยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก คือต้นแบบของความรักที่อยู่ในแม่ ก็คือความรักที่อยู่ในพระเจ้า ที่มีต่อบรรดามนุษย์โลกนี้ทุกคน เอเมน

 

*********************************

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม 2017 เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอบจบ ตอน 23 “วาระสุดท้าย ตอน 2” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  13  สิงหาคม  2017

เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอบจบ

ตอน 23 “วาระสุดท้าย ตอน 2”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้จะเป็นตอนสุดท้ายของการบรรยาย “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” วันนี้เป็นตอนที่ 23  ดาเนียล 12:7 …

ดาเนียล 12:7 “ชายผู้สวมเสื้อผ้าลินิน ซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำ ก็ชูมือทั้งสองข้างขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์และข้าพเจ้าได้ยินเขาปฏิญาณอ้างพระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ว่า “จะเป็นหนึ่งวาระ หลายวาระ และครึ่งวาระ เมื่ออำนาจของประชากรของพระเจ้าหมดสิ้นลง ในที่สุด สิ่งทั้งปวงนี้ ก็จะสำเร็จสมบูรณ์”

 

“เมื่ออำนาจของประชากรของพระเจ้าหมดสิ้นลง” คือเมื่อพลังการต่อสู้ของฝ่ายพระเจ้า ของคริสเตียนหมดลง แพ้ สิ่งทั้งปวงนี้ ก็จะสำเร็จ สมบูรณ์

ก็คือในยุคสุดท้าย ผู้คนของพระเจ้าจะถูกข่มเหงรังแก ถูกทำลายล้าง จนไม่มีอำนาจเหลืออยู่เลย ถูกโจมตี ถูกทำสงคราม จนพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ถึงเวลานั้น สิ่งเหล่านี้ ก็จะสำเร็จ สมบูรณ์

คำว่า “สำเร็จ, สมบูรณ์” ภาษาฮีบรูเดิม แปลว่าอวสาน จบ ครบบริบูรณ์ โลกที่วิปริตนี้ จะจบสิ้นอย่างบริบูรณ์ เริ่มโลกใหม่ ฟ้าใหม่ เมื่อถึงเวลานั้น ประชากรของพระเจ้าจะได้รับชัยชนะนิรันดร์ ได้ครอบครองอาณาจักรร่วมกับพระเยซูคริสต์นิรันดร์กาล ได้ครอบครองสวรรค์ ที่พระเจ้าจัดให้ใหม่ โลกที่ถูกสร้างใหม่ โลกที่ตบแต่งขึ้นมาใหม่ โลกเก่าหมดไปแล้ว บัดนี้เป็นโลกใหม่ ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะครอบครองร่วมกับพระคริสต์นิรันดร์ นั่นแหละคือความหวังของเรา

แต่เวลานั้น ที่จะมาถึงเมื่อไร? ไม่มีใครรู้ พระเจ้าแค่ต้องการให้เรารับรู้เท่านั้นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น  แต่ไม่ต้องการให้รู้ว่าเมื่อไร?

คำว่า “หนึ่งวาร” “สองวาระ” หรือว่า “ครึ่งวาระ” ก็เป็นเพียงแค่กำหนดเวลาของพระเจ้า ซึ่งมันเกินกว่าความเข้าใจหรือความคิดและสติปัญญาของมนุษย์ว่ามันคืออะไร?

ดาเนียลก็เหมือนพวกเรานี่แหละ พอได้รับรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ก็อยากรู้ต่อไปอีกว่าแล้วเมื่อไรมันจะเกิดขึ้นอีกนะ เพราะได้รู้คำตอบแล้วว่าเป็นวาระหนึ่ง ครึ่งวาระ หรือวาระอะไรก็แล้วแต่ ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทูตสวรรค์ก็เลยบอกดาเนียลอย่างนี้ว่าไม่เข้าใจใช่ไหม? ไม่เป็นไร? มาดูดาเนียล 12:9-12 เรามาต่อวันนี้

ดาเนียล 12:9-10 “9 เขาผู้นั้นตอบว่า ‘ดาเนียลเอ๋ย จงไปตามทางของท่านเถิด เพราะถ้อยคำเหล่านี้ ถูกเก็บงำและประทับตราไว้ จวบจนวาระสุดท้าย 10 คนเป็นอันมากจะถูกถลุง และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ ส่วนคนชั่วยังคงทำชั่วต่อไป ไม่มีคนชั่วคนใดจะเข้าใจ แต่ผู้มีปัญญาจะเข้าใจ 11 “ตั้งแต่ยกเลิกการถวายเครื่องบูชาประจำวัน จนถึงวาระที่สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน อันเป็นต้นเหตุของวิบัติ ถูกตั้งขึ้นเป็นเวลา 1,290 วัน 12 ผู้ที่รอคอยและอยู่จนครบ 1,335 วันก็เป็นสุข”

 

จุดสูงสุดของหนังสือดาเนียล ทั้ง 12 บท มาอยู่บทที่ 12 ตอนท้าย เพราะฉะนั้น ท่านต้องตั้งใจฟังเป็นพิเศษ มากกว่า 12 บทที่เรียนมาแล้ว นี่คือสิ่งที่ท่านต้องจำไว้ นี่คือความหวังให้เราเห็นชัดเจน นี่คือคำตอบของทูตสวรรค์

          “ดาเนียลเอ๋ย จงไปตามทางของท่านเถิด  เพราะถ้อยคำเหล่านี้ ถูกเก็บงำและประทับตราไว้ จวบจนวาระสุดท้าย”

นี่คือคำตอบ ไม่เข้าใจเลย อยากจะเข้าใจมากกว่านี้  นี่ดาเนียลได้รับคำตอบจากพระเจ้าแล้ว ก็เหมือนผู้ใหญ่คุยกับเด็กว่าคงประมาณนี้นะ

“เด็กน้อยดาเนียลเอ๋ย เจ้าฟังอย่างไรก็คงไม่เข้าใจหรอก อย่าไปสนใจเรื่องวันเวลาเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องลี้ลับ ฟังแล้วก็เก็บไว้ แล้วก็ใช้ชีวิตไปเถอะ จะทำอะไร ก็ไปทำ เพราะอีกไม่กี่วัน เจ้าก็จะต้องตายแล้ว เก็บเรื่องไว้สำหรับอนาคต เราจะติดต่อกับลูกหลานของเจ้าในอนาคตต่อไปภายหน้า”

อะไรประมาณนั้น ไว้พอถึงเวลา มันก็จะเกิดขึ้นเองแหละ ก็คือถึงเวลา ลูกหลานของเจ้า ในอนาคตเขาจะรู้เอง คือเรานั่งอยู่ที่นี่  ดาเนียลที่พูดอยู่นี้  ประมาณ 2,000 กว่าปี แต่ยังมีเพิ่มเติมอีกในข้อ 11, 12

ดาเนียล 12:11-12 “11 “ตั้งแต่ยกเลิกการถวายเครื่องบูชาประจำวัน จนถึงวาระที่สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน อันเป็นต้นเหตุของวิบัติ ถูกตั้งขึ้นเป็นเวลา 1,290 วัน 12 ผู้ที่รอคอยและอยู่จนครบ 1,335 วันก็เป็นสุข”

 

จริงๆ ไม่อยากจะบอกเป็นวันเลย เพราะมันก็ไม่รู้อยู่ดี จริงๆ พระเจ้าให้รู้แค่นี้ น่าจะพอแล้วนะ นี่ทูตสวรรค์แถมอีกนิดหนึ่ง ผมอ่านถ้อยคำตรงนี้  ก็ยังคิดเองว่าเหมือนทูตสวรรค์แหย่ดาเนียลเล่นๆ อยากรู้มาก เอาตัวเลขให้ เมื่อกี้ยังบอกว่าคือวาระหลายวาระเป็นกำหนดเวลาที่พระเจ้าวางไว้ เป็นโค้ด ไม่สามารถเข้าใจได้หรอก แล้วมาตรงนี้กลับมาบอกเป็นตัวเลข 1,290 วัน 1,335 วัน ซึ่งจริงๆ มันอาจจะเป็นโค้ดก็ได้ ท่านรู้ไหม? 2,000 กว่าปีนี้ มีผู้ทำทฤษฎีเรื่องเกี่ยวกับวัน มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร? นับไม่ถ้วน ทุกทฤษฎีก็ผิดหมด ก็ยังมีคนอยากรู้จริงๆ 1290,  1335 แปลว่าอะไร?  ยิ่งมาถึงยุคปัจจุบัน ยุคที่ข้อมูลท่วมโลก แบบปัจจุบัน อินเตอร์เนตแบบนี้ พยายามค้นหากันใหญ่ เอาอันโน้นมาใส่อันนี้ เอาตัวเลขมาใส่ เอาเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วย

มีนักศาสนศาสตร์เยอะแยะไปหมด ที่จะพยายามตีความจากตัวเลขในพระคัมภีร์ แล้วพยายามจะหาให้ได้ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเวลาเท่าไรกันแน่ ความพยายามแบบนี้  เหมือนเรากำลังพยายามจะต่อภาพจิ๊กซอ ประมาณแสนชิ้น เป็นรูปอะไรก็ไม่รู้ แถมแสนชิ้นที่ให้มา มันหายไป 6,000 ชิ้น ต่อรูปอะไรก็ไม่รู้นะ สมมติว่าเป็นรูปท้องทะเล มันเหมือนกันหมด ต่อให้ถูกไหมล่ะ มันเหมือนอย่างนั้น แต่คนเราก็อยาก พระเจ้าบอกแล้ว ก็ยังอยากทำอยู่ จริงๆ แล้ว ถ้าพระเจ้าบอกตัวเลข กำหนดเวลาว่าเป็นกี่วัน? กี่เดือน? กี่ปี? ตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้เรามาตีความว่าจะเป็นระยะเวลาเท่านั้น เท่านี้แน่นอน แต่ย้ำให้เราแน่ใจว่ามันมีเวลากำหนดแน่นอน จากพระเจ้า พระองค์ทรงควบคุมอยู่ ดูอยู่ตลอดเวลา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เจ้ารู้ไป ก็ไม่มีประโยชน์ แล้วรู้ว่าใจเจ้าอยากจะรู้ ก็เลยบอกได้แค่นี้ มันเหมือนเวลาคนถามผม ผมฟังคนร้องเพลง เราเป็นนักดนตรี เราเรียนดนตรีมา เรียนรู้วิชาการดนตรี มันก็มีความรู้นิดหนึ่งติดตัวมา คนที่ไม่ได้เรียน เขาก็ไม่รู้

“เอ๊ะ! คุณร้องตรงนี้ มันเพี้ยนนะ”

เขาบอก “มันเพี้ยนอย่างไร? ผมฟังแล้วไม่เห็นเพี้ยน”

“แต่เราว่ามันเพี้ยนนะ”

แล้วเอาอะไรมาบอกว่าเพี้ยน เราก็ใช้วิชาความรู้ ที่มันเพี้ยน โน้ตทั้งหมด ควรจะเป็นตัวเดิม แต่คุณร้องไป มันเร็วไปนิดหนึ่ง ตัวชาร์ปไปนิดหนึ่ง ไม่ถึงครึ่งเสียง แต่ประมาณเกือบๆ ครึ่งเสียง แล้วถ้าคุณร้องเอื้อนอีกนิดหนึ่ง ลากนิดหนึ่งให้ครบตัวชาร์ปจริงๆ ก็จะตรงนะ ถามว่าเขาเข้าใจที่ผมอธิบายไหม? เขาไม่ได้เรียนรู้ เขาไม่เข้าใจ ผมบอกเขาว่ามันเพี้ยน ก็เพี้ยนจริงๆ เขามั่นใจในผมว่าผมมีความรู้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ บอกว่าเพี้ยน เขาก็อาจจะไม่เชื่อผม ผมก็อธิบายให้ฟัง ถามว่าอธิบายนั้น เขารู้เรื่องไหม? ไม่รู้ แต่เขามีความมั่นใจและความเชื่อถือผมมากขึ้น ในทำนองเดียวกัน ผมว่าพระเจ้าก็จะอย่างนั้นแหละ พระองค์ทรงรู้ควบคุมทุกอย่าง อธิบายอย่างละเอียดเลย ถามว่าเข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ แต่รู้ว่าพระองค์ยิ่งใหญ่ พระองค์วางไว้เป๊ะๆ แน่นอน

และเมื่อครบกำหนดตามที่พระเจ้าวางไว้นั้น วาระสุดท้าย ก็คือตอนอวสาน จะมาถึงอย่างแน่นอน ตามที่พระเจ้ากำหนดเวลาไว้ อาณาจักรของพระคริสต์จะเจริญเติบโตขยายกว้างขวางไปเรื่อยๆ จนคลุมโลกใบนี้เลย เชื่อไหม? เชื่อ เมื่อไร? ไม่รู้ คริสตจักรถูกข่มเหงอย่างรุนแรง แต่เลยมา 2,000 ปี ทุกวันนี้คลุมโลกเลย ยิ่งไปดูตะวันออก ยุโรปทั้งหมด  มีแต่ไม้กางเขนเต็มไปหมด คริสตจักรเต็มไปหมด

ผมจะบอกให้ท่านฟังว่ามีคนเชื่อในพระเยซู เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเยซูมากขึ้นทุกวัน  แต่ละวินาทีเลย แต่โรมันไม่มีแล้ว เหลือแต่ซากของจักรวรรดิโรมัน ตามกำหนดไว้ของพระเจ้า

มีคนถามพระเยซูว่าแล้วเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร? พระเยซูก็ไม่รู้เหมือนกัน ในมัทธิว 24:36-39 …

มัทธิว 24:36-39 “36 ไม่มีใครรู้วันเวลาที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น แม้แต่ทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ พระบิดาเท่านั้นที่ทรงทราบ 37 ในสมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์มาก็เป็นอย่างนั้น 38 เพราะในวันเวลาก่อนน้ำท่วมโลก ผู้คนกินดื่ม แต่งงาน และยกให้เป็นสามีภรรยากัน จนถึงวันที่โนอาห์เข้าในเรือ 39 พวกเขาไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น จนถูกน้ำท่วมกวาดล้างไปหมด เมื่อบุตรมนุษย์มา ก็จะเป็นเช่นนั้นแหละ”

 

นี่พระเยซูตรัสเอง ไม่มีใครรู้วันเวลา  ที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น คือวาระสุดท้าย แม้แต่ทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ พระบิดาเท่านั้นที่ทรงทราบ

คำว่า “เหตุการณ์เหล่านั้น” ก็คือเหตุการณ์ที่กำลังจะมาถึงในวาระสุดท้ายก่อนที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่โลกใหม่จะถูกสถาปนาขึ้น และมนุษย์ทุกคนต้องเข้าสู่การพิพากษาในขณะนั้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บันทึกอย่างชัดเจนเลย จะมีกำหนดให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ตายเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และวิญญาณออกจากร่างได้แค่ 1 ครั้ง และวิญญาณนั้นยังอยู่ ไม่ได้สูญสิ้นไป แต่รอการพิพากษา ไม่ว่าทำดีหรือทำชั่ว ก็จะไปยืนอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้าเพื่อรอการพิพากษา แต่สำหรับคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์เตือนเอาไว้เลยว่าเมื่อถึงวันนั้น ไปยืนอยู่หน้าบัลลังก์ของผู้พิพากษา เราทั้งหลายไม่มีชั่วแล้ว เพราะว่าชั่วตรงนี้ คือบาป … บาปเรา พระเยซูเอาไปหมดแล้ว จึงเตือนเราให้เชื่อตรงนี้ เตือนผู้ที่ยังไม่เชื่อ ให้เชื่อตรงนี้  เตือนผู้ที่เชื่อแล้ว อย่าทิ้งตรงนี้ไป เราเชื่อในพระเยซู เราได้รับการชำระบาป … บาปได้ถูกเอาออกไปแล้ว ไม่มีความชั่วใดๆ ในโลกใบนี้เลย นอกจากบาปอย่างเดียว

เมื่อพูดถึงการทำชั่ว พูดถึงคนชั่ว ก็คือบาปทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเอาแทนไปได้เลยว่ามีแต่ดีกับบาป และไปยืนต่อหน้าของพระเจ้าในวันสุดท้าย  ไม่มีคนไหนที่เป็นคนดีเลยสักคน พระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้ พระเจ้ามองมา ไม่มีดีเลย  เพราะทุกคนเป็นคนบาป ยกเว้นบาปนั้น ได้ถูกชำระแล้ว โดยการหลั่งโลหิตโดยพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ไม่มีการหลั่งโลหิต ไม่มีการชำระบาป ไม่มีการจ่าย สตังค์ คืนให้กับแบงค์ … แบงค์ไม่ยกหนี้ให้กับเรา … เรายังคงเป็นหนี้แบงค์อยู่ ไม่ว่าเราจะไปกราบสักเท่าไร? เราจะบอกเราอุทิศตนทำความดี จากนี้ต่อไปเท่าไร? ไม่ว่าเราจะไปขอขมาเขาเท่าไร? ขอโทษแล้วขอโทษอีก น้ำตาเป็นสายเลือด บอกว่า …

“ไม่ทำอีกแล้วๆ”

แบงค์ก็บอกว่า “สงสารเจ้า แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร? ต้องขึ้นสู่พิพากษา เอาเงินมาคืน จึงจบกัน”

พระเจ้าก็เหมือนกัน สำหรับพระเจ้าเลือด คือชีวิต ต้องเอาชีวิตมาเท่านั้น ถึงได้รับการยกโทษ พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้น ไม่ว่าจะร้องไห้สักกี่ครั้ง? ไม่ว่าจะอดอาหารสักเท่าไร? ไม่ว่าจะทำดีมากสักเท่าไร? ไม่ว่าจะสะสมความดีขนาดไหน? ไม่ว่าจะเสียสละมากขนาดไหน? จะขายบ้านขายช่อง ขายชีวิตตัวเองก็ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย พระเจ้าอยากจะช่วย แต่ทำไม่ได้ เอาอย่างเดียวมาเท่านั้น คือชีวิต และชีวิตให้มาแล้ว คือพระเยซูคริสต์หลั่งพระโลหิต ยอมสละชีวิตของตัวเอง ยอมไถ่บาปให้กับเรา นั่นแหละคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการ ไปหาพระเยซูซะ

วาระสุดท้าย  คือวาระที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาใหม่  และมนุษย์จะรับการพิพากษา  อย่างที่ตะกี้อธิบายไป ส่วนเหตุการณ์มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร? ไม่มีใครรู้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ อาจจะเกิดขึ้นสัปดาห์หน้าก็ได้ อาจจะเกิดขึ้นปีหน้าก็ได้ อาจจะเกิดขึ้นอีก 100 ปีก็ได้ เราไม่รู้

ในข้อนี้ยังบอกว่า “ในสมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร?  เมื่อบุตรมนุษย์มา ก็เป็นอย่างนั้น”

เป็นการขยายความเพิ่มเติม ให้เห็นภาพชัดเจนว่ากำหนดเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมานั้น ไม่มีใครสามารถบอกได้ เหมือนตอนเกิดน้ำท่วมโลกในยุคโนอาห์ มนุษย์ก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ทั่วๆ ไป แต่มีพวกเดียวเท่านั้น ที่รู้ว่าแถวๆ นี้ พระเจ้าบอกกำลังมาแล้ว ถามว่าเขารู้มากกว่าคนอื่นได้อย่างไร? เพราะเขาจดจ่อ เชื่อในพระเจ้า ก็คือโนอาห์และครอบครัว พระเจ้าบอกว่าแถวๆ นี้แหละ เขาไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกไหม? เขาก็ต่อเรือไป เขาต่อเรือ เพราะเขาเชื่อว่าน้ำจะต้องท่วมแน่ๆ

คนเหล่านี้ คือคนที่ได้รับความรอด ก็เหมือนคริสเตียน เราเชื่อ เราไม่รู้ เราไม่คาดหวังหรอกว่าอาจจะเป็นพรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เมื่อไรก็ไม่รู้ แต่จะมาเมื่อไรก็ตาม เราพร้อมหรือยัง? พรุ่งนี้พระเยซูมา พร้อมหรือยัง? วันนี้ท่านยังไม่ได้อธิษฐานเลย ตะกี้ยังไม่ได้ถวายทรัพย์เลย เมื่อกี้ขึ้นรถเมล์มา ยังด่าเขาอยู่เลย  ยังหงุดหงิดกับเขาเลย ยังว่าเขาอยู่เลย แถมป้ายรถเมล์ตั้งไกล กว่าจะเดินเข้ามาถึงโบสถ์ มาสายเลย บ่น มาตลอดทางเลย  แล้วพระเยซูมาเลย พร้อมไหม? พร้อม

ถามว่า “ทำไมพร้อม?”

“เพราะพระเยซูไถ่บาปให้ฉันแล้ว ฉันไม่ได้ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า เพราะว่าฉันทำดี ฉันทำเอง แต่เพราะฉันเชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระผู้ไถ่บาปให้กับฉัน เอเมน”

พระคัมภีร์ตรงนี้จึงอธิบายให้เราเห็นภาพว่าวาระสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ เหมือนที่พระเยซูอธิบายเทียบกับโนอาห์ โผล่ออกมาทันที เราเป็นพวกที่ถือตะเกียงมีน้ำมันอยู่ เราก็สบาย เราเป็นผู้ที่เชื่ออยู่แล้ว คนอื่นอาจจะไม่รู้ตัว แต่เรารู้ตัวตลอดเวลา เพราะเราเชื่อในพระเยซูว่าพระองค์เป็นพระผู้ไถ่บาป เพราะเราเชื่อในพระเยซู และรู้จักถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ที่บอกว่าพระเยซูเป็นใคร? และช่วยเรารอดด้วยวิธีใด ตรงนี้ต่างหาก ที่ทำให้เราพร้อมและเชื่ออยู่ตลอดเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราเชื่อในพระเยซูแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์มาสถิตอยู่กับเรา เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ วิญญาณเราสะอาดหมดจด

จำที่ผมเคยพูดได้ไหม? วิญญาณเราไม่ได้มีแสงสว่าง วิญญาณเป็นความสว่างอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะหลับหรือตื่นอยู่ เรารู้ตลอดเวลา พร้อมตลอดเวลา มันหมายถึงอย่างนั้น  และถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้กำหนดเวลาอย่างชัดเจนว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เราก็ไม่สนใจ เพียงแค่เรารู้และมั่นใจว่าสิ่งนี้ มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คือความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส มันจะเกิดขึ้นแน่นอน ตามพระคัมภีร์ได้บอกไว้ และหลังจากที่ความทุกข์ลำบากอย่างแสนสาหัสแล้ว หมายถึงความพ่ายแพ้ของคริสเตียน อย่างราบคาบบนโลกใบนี้แล้ว นั่นแหละ คือจุดสำคัญ กลับเปลี่ยนเลย คือการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ เพื่อนำเอาชัยชนะนิรันดร์มาให้กับพวกเราทุกคนที่เชื่อในพระองค์ นี่ต่างหากที่เป็นสิ่งที่สำคัญ

ในข้อที่ 8 ที่บอกว่า “คนเป็นอันมากจะถูกถลุง และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ”

“คนเป็นอันมาก” ในบริบทนี้ หมายถึงบรรดาผู้เชื่อทั้งหลาย คริสเตียนทั้งหลาย

ที่ข้อก่อนหน้านี้บอกว่า “ต้องถูกข่มเหงรังแก และต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส แบบที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน”

ก็คือเป็นการถลุงให้เขาบริสุทธิ์ คนที่ไม่เชื่อ กลับเชื่อ นี่พระคัมภีร์บอกอย่างนั้น ขณะที่ยุคสุดท้ายมาถึงคนที่ไม่เชื่อถูกถลุง กลับกลายเป็นมาเชื่อพระเจ้า เพราะเห็นถ้อยคำพระเจ้าที่บอกนิมิตนี้ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดขึ้นอย่างนั้น กลับใจใหม่มาเชื่อพระเยซู ยิ่งถลุงเท่าไร? ยิ่งเชื่อ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เมื่อสมัยจักรพรรดิ์เนโร ในยุคเริ่มต้นแรกๆ ของจักรวรรดิ์โรมัน ที่ข่มเหงคริสเตียนอย่างหนัก ยิ่งข่มเหง ยิ่งเอาคริสเตียนไปตรึงไม้กางเขน  เผาทั้งเป็น ยิ่งฆ่าตายเท่าไร? ยิ่งมีคนเชื่อมากขึ้น  เพราะมันเป็นการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเหตุผลมนุษย์เลย ในอนาคตมันก็จะเป็นลักษณะอย่างนี้  แต่มากกว่า ถ้าพวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวาระสุดท้าย ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะกลับมา

สมมติ นั่งอยู่ตรงนี้อีกชั่วโมงหนึ่ง พระเยซูกลับมา ถามว่าใครจะถูกข่มเหงรังแก ก็คือเราทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจึงรู้ว่ายังไม่ได้มาวันพรุ่งนี้หรอก เพราะวันนี้เรายังไม่ถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก หรือบางคนโดนหนัก อันนั้นไม่ใช่ อันนั้นยังไม่หนักพอ อันนี้มันหนักทั่วไป  หนักเฉลี่ยกัน ทุกคนโดนหมด แต่เราก็รู้ว่าพวกเราในนี้ ที่จะถูกข่มเหงรังแก แต่ก็คือพวกคริสเตียน พวกที่เป็นของพระเจ้า พวกที่พระเจ้าบอกรักมาก ปกปักษ์คุ้มครองดูแลเขานั่นแหละ แล้วทำไมอนุญาตให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้า ที่ให้พระเยซูคริสต์กลับมาใหม่ด้วย เอเมน

แล้วท่านคิดว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ท่านจะทนได้ไหม?  ทนได้แน่นอน เพราะเรามั่นใจว่า …

(1) มันเป็นเพียงความทุกข์ยากลำบาก เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะพระเจ้าบอกเราก่อนแล้วว่ามันมีกำหนดเวลาของมัน และมันมีจุดจบของมัน กำหนดไว้แล้วโดยพระเจ้า

(2) สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมันคุ้มค่ามากมหาศาล  เอเมน

พระเจ้าบอกให้เรามีความหวังใจแบบนี้ว่ามันทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสจริง แต่มันแค่สั้นๆ มันจบนะ หลังจากจบ แล้วสุขนิรันดร์

เพราะเมื่อครบตามวาระที่พระเจ้าวางไว้ ชัยชนะ ก็จะเป็นของเราผู้ที่เชื่อในพระองค์ สุดท้ายแล้ว เราจะเป็นผู้ที่ชนะนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร? เราก็ชนะนิรันดร์เท่านั้น ช่วงแรกเป็นความทุกข์ใจ ทรมาน แต่ทุกข์ใจ เพื่อที่จะไปสู่ความมีชัยนิรันดร์ถาวร

ยกตัวอย่างเหมือนเราไปหาหมอนวดจับเส้น สมมติเราเป็นอัมพาต เส้นปวดเมื่อย เขาต้องจับให้ถูกเส้น พอถูกเส้นเขาจะขยี้ หมอนวดนะมัน แต่คนไปรักษาเจ็บ แล้วหมอนวดก็จะบอกว่ามันถูกเส้นแล้ว ยิ่งเจ็บ มันยิ่งหายเร็ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เดินได้แล้ว แขนขาก็เป็นปกติแล้ว ไม่ต้องทนปวดตลอดชีวิต แล้วมันเป็นจริงตามนั้น นี่แผนไทย นี่เรื่องจริง เห็นไหม?

หรือท่านเคยไปทำฟันไหม? ท่านกลัวที่สุด คือเสียงกรอฟัน เมื่อไรมันจะจบสักที แล้วหมอฟันก็ชอบมาถามตอนนั้น เจ็บไหม? เสียวไหม? ขอโทษทีนะ แล้วเราจะพูดได้อย่างไร? ปากติดอยู่ จะเปิดปากบอก ไม่ไหวแล้ว ก็เปิดไม่ได้ พูดไม่ออก แต่เรารู้ว่าหลังจากนั้น ฟันเราก็ไม่ผุ เราไม่ปวดตลอดไป เราจะหาย เราทนได้ มันอีกแป๊บเดียว เราก็นั่งนับ เดี๋ยวก็จบแล้ว เหงื่อแตก หมอก็มาซับๆ อีกแป๊บเดียวๆ พอเสร็จปุ๊บ โล่ง

หรือตัวอย่างสุดท้าย  ยิ่งในช่วงวันแม่จะเห็นชัด ก็คือแม่ที่ตั้งท้องลูก คลอด เจ็บปวดสุด ไหนจะแพ้ท้อง นอนก็ไม่ได้ เพราะยิ่งใกล้ๆ คลอด ท้องป่อง หายใจก็ไม่ออก ยิ่งไปคลอด ทรมาน บางคนร้องไห้น้ำตาเล็ด แต่พอลูกคลอดออกมา เขาอุ้มลูกไปให้ดู น้ำตาไหล ชื่นชมยินดี ก็ทนมาทั้งหมด ตั้ง 8 เดือน 9 เดือน 10 เดือนได้ เพราะมีความหวังว่าเขาจะชื่นชมยินดีเมื่อเห็นลูก ลูกในไส้ของเขา ที่เขาให้กำเนิด ลองให้เขาทำอย่างนั้นดู แล้วไม่มีลูก ทำจนจบสุดท้ายบอกไม่มีอะไรหรอก ทำเล่นๆ ไม่มีกำลังใจเลย คงไม่มีใครยอมทนถึงขนาดนั้นหรอก ที่ทนเพราะว่ามีความหวังรอไว้สุดท้าย พระเจ้าก็เหมือนกัน พระคัมภีร์จะชอบยกตัวอย่างนั้นว่าความทุกข์ทรมาน วาระสุดท้าย เหมือนหญิงคลอดบุตร มันทรมานจริง แต่มันมีความสุข รออยู่ข้างหน้า

สรุปรวมทั้งหมดแล้ว สิ่งที่จะทำให้เราสามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากลำเค็ญในยุคสุดท้ายมีอยู่ 2 ปัจจัย ก็คือ …

(1) เรารู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ชั่วคราว

(2) เรารู้ว่าตอนจบมันดี มีอะไรดีๆ ที่รออยู่ พูดง่ายๆ ว่ามีความหวังนั่นเอง เจ็บปวดชั่วคราว แต่ว่ามีความนิรันดร์  ตรงนี้ต่างหาก

ดาเนียล 12:13 “ส่วนท่าน จงไปตามทางของท่านจวบจนวาระสุดท้าย ท่านจะพักสงบ และเมื่อสิ้นยุค ท่านจะเป็นขึ้นมา เพื่อรับมรดกส่วนของท่าน”

 

แปลความหมายได้ว่าตอนนี้  ท่านได้รับรู้เหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตบางส่วน เมื่อยุคสุดท้ายมาถึง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ท่านก็ไม่ต้องไปสนใจมันมากนักว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร? รู้แต่ว่าท่านตายก่อน อยู่ไม่ถึงหรอก คือพักสงบ และหลังจากนั้น ท่านก็จะได้เป็นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง

พระเจ้าบอกดาเนียลว่า “เธอจะตายก่อนสิ้นยุคที่จะมาเกิดขึ้น เธอไม่ต้องไปวุ่นวายกับมันมาก เพียงแต่จดๆ ไว้ ปิดๆ ไว้ เดี๋ยวข้างหลังมา เขาจะมาเปิดดูเอง เดี๋ยวพระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนเขาเอง พอเธอตายไป หลังจากนั้น เธอก็จะได้เป็นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง”

หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่นั้น ดาเนียลจะได้เป็นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อรับมรดกของดาเนียล คือชัยชนะที่พระคริสต์ได้มอบให้กับท่าน คือชีวิตนิรันดร์ คือการครอบครองอาณาจักรร่วมกับพระเยซูคริสต์นั่นเอง คือครอบครองร่วมกับลูกๆ หลานๆ เหลนๆ ผู้ที่เชื่อในอนาคต คือปัจจุบันนี้ ก็คือคริสเตียนทั้งหลายที่ดาเนียลไม่รู้ว่ามีคริสเตียน ดาเนียลรู้ว่ามีพงศ์พันธุ์ที่จะมีประชาชาติที่จะเชื่อในพระเจ้าต่อจากเขา แต่เรารู้แล้วตอนนี้ว่าผู้ที่เป็นขึ้นจากความตาย ก่อนเรา คือใคร? เมื่อพระเยซูกลับมา เราก็จะเป็นขึ้นมาด้วย แต่ไม่ใช่เราเป็นก่อนนะ พวกดาเนียลเป็นก่อน หนังสือเธสะโลนิกาก็บอกไว้อย่างนั้น ดาเนียลจะเป็นขึ้นจากความตาย แล้วถ้าเรายังอยู่ เรายังไม่ตาย เราก็ลอยไปหาดาเนียล ไปหาพระเยซู แล้วเราก็ร่วมครอบครองพร้อมกัน ใครจะเป็นขึ้นก่อนไม่สำคัญ … สำคัญตรงที่ครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์พร้อมกัน ระหว่างในอดีตจนถึงปัจจุบัน เอเมน

นี่คือความหวังของเรา นี่ดีที่สุดแล้ว นี่คือมรดก ในพระคัมภีร์เขียนตรงนี้ว่าเป็นมรดก ท่านรับมรดกของท่าน บอกดาเนียลว่า …

“เชื่อพระเจ้า แล้วตายไปเถอะ เธอพักผ่อนสงบไป เดี๋ยวถึงเวลา เธอก็มารับมรดกนิรันดร์”

เราก็เหมือนกัน ถ้าพรุ่งนี้เราตายไป พักสงบ เดี๋ยวถึงเวลา เราก็ไปรับ มรดกนิรันดร์

คำตอบของทูตสวรรค์ตรงนี้  ไม่ได้มาถึงดาเนียลแค่คนเดียว แต่มาถึงเราทุกคนในพระเยซูคริสต์ด้วยว่าเราจะได้พักสงบ คือถ้าเผื่อเราตายก่อนวันสิ้นยุค เพราะฉะนั้น ท่านอยากตายไหมตอนนี้? ตายก่อนก็ดี จะไม่ต้องเข้าสู่ความทุกข์ยากลำบาก ไม่ต้องเข้าไปสู่วาระของการข่มเหงคริสเตียน อย่างรุนแรงก่อนสวรรค์นิรันดร์ลงมา แต่เราเลือกไม่ได้ เพราะพระเจ้ากำหนดไว้แล้วว่าท่านจะได้พักเมื่อไร? เวลาทำงาน ก็ทำไป ไม่อยากทำงาน ก็ต้องทำไป  ถ้าไม่ทำ ก็จะถูกลากไปทำ

เราสรุปจากเรื่องราวทั้งหมดของดาเนียลที่เราเรียนรู้กันมา 22 ตอน ก็เพื่อจะโยงมาถึงสิ่งที่พระเจ้าต้องการจะหนุนใจพวกเราทุกคน ที่เชื่อในพระองค์ เหมือนที่พระองค์ทรงหนุนใจดาเนียลว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นภายใต้มหาจักรวาลนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุม การกำหนดของพระองค์ทั้งสิ้น เอเมน โลกที่เรากำลังอาศัยอยู่นี้ ก็เปรียบเหมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่พระเจ้าเป็นผู้เขียนบทและกำกับ ส่วนพวกเราแต่ละคน ก็เปรียบเสมือนตัวละครในบทบาทต่างๆ ที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้แล้ว พวกเราก็มีหน้าที่เพียงแค่ดำเนินชีวิตไปตามบทบาทที่พระเจ้าวางไว้ ด้วยความอดทนและเชื่อฟังเท่านั้น ถ้าไม่เชื่อฟังก็ทุกข์ทรมานมาก แต่ยังไงก็ต้องไปตามนั้นอยู่ดี เพราะฉะนั้น เชื่อฟัง ก็จะได้ลำบากน้อยหน่อย เพราะต้องตามนั้นอยู่ดีเหมือนกัน และบางครั้งพระเจ้าอนุญาตให้ทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้น ก็เพื่อนำไปสู่แผนการใหญ่ของพระองค์ ในพระเยซูคริสต์นั่นเอง คือให้พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ ในชนชาติอิสราเอล ในช่วงอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง  และตายที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งปวงนั่นเอง นี่คือแผนการใหญ่

แผนการใหญ่ ก็คือพระเยซูต้องมาตาย ที่ไม้กางเขน แผนการใหญ่ ก็คือมนุษย์ทุกคนต้องได้รับความรอดจากบาป รอดจากนรก

แผนการใหญ่ของพระเจ้าจะไม่เกี่ยวกับคนๆ หนึ่ง บนโลกใบนี้ แต่เกี่ยวกับมนุษย์ทั้งมวล พระเจ้าทรงทราบดีว่าพระองค์ทรงกำลังทำอะไรอยู่ และทำเพื่ออะไร? ทำเพื่อใคร?  และพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงอนุญาตให้ทุกสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ให้เป็นไปตามแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้ทั้งสิ้น เราอาจจะไม่เข้าใจ เราอาจจะถามโน่นถามนี่ ผมจะบอกให้ ทุกครั้งที่เราไม่เข้าใจ ทุกครั้งที่เราตั้งคำถาม ทุกครั้งที่เราบ่นว่าทำไม? เพราะเรากลัวและเราเห็นแก่ตัวนั่นเอง เพราะเชื้อบาปอยู่ในเรา แต่เป็นบาปที่ไม่สามารถกัดเราได้แล้ว มันยังอยู่กับเรา แต่มันไม่สามารถทำอันตรายเราได้แล้ว เพราะเราตายต่อบาปแล้ว ในพระเยซูคริสต์ เอเมน

แต่ก่อนนี้ เราไม่เชื่อพระเยซู มันทั้งข่มขู่ ทั้งกัด ทั้งกินเรา ตอนนี้มันกัดเรา กินเราไม่ได้แล้ว มันได้แค่อยู่กับเรา และเห่าไปวันๆ หนึ่ง ไม่ต้องไปกลัวมันเลย

ประเด็นสำคัญ คือบางครั้งพระเจ้าทรงอนุญาตให้ความทุกข์ยากลำบาก บางอย่างเกิดขึ้นกับประชากรของพระองค์ เพื่อนำไปสู่แผนการใหญ่ของพระองค์ แต่ละคน เข้าไปตามขนาด และหน้าที่ ตามกำหนดที่พระเจ้าวางไว้ให้แต่ละคน

การอยู่เพื่อพระคริสต์ คืออยู่เพื่อรับใช้ เพื่อแผนการใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จ คือมนุษย์ทุกคนมาถึงซึ่งความรอด จากบาป ในพระเยซู นี่คือความหวังใจ นี่คือความต้องการของพระเจ้าตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว พระองค์ต้องการจะรวบรวมผู้คนให้มากที่สุด ซึ่งเป็นลูกของพระองค์ทั้งนั้น เป็นพระฉายของพระองค์ทั้งนั้น เข้ามาอยู่กับพระองค์ในสวรรค์สถาน ท่านเข้าใจไหม? ความทุกข์ทรมาน ที่ต้องเห็นลูกคนหนึ่งตกนรกไป มันทรมานมากมายอย่างไร? ท่านลองนึกภาพเอาเองแล้วกัน พระองค์ได้สัญญาแล้วว่าในขณะที่เราต้องอยู่ในความทุกข์ยากลำบากนั้น พระองค์จะอยู่เคียงข้างเรา และคอยช่วยเหลือเรา

ทุกถ้อยคำของพระองค์ทั้งในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ จะพูดอย่างนี้เสมอว่า …

“เวลาทุกข์เราอยู่กับเจ้านะ เราจะช่วยเจ้า”

“แล้วทำไมต้องมีทุกข์อยู่บ่อยๆ”

เพราะมันจำเป็นไง ใช้งานลูก … ลูกก็ต้องเหนื่อยสิ ก็จะใช้ ถ้าไม่ใช้ ก็เอากลับไปแล้ว ถ้ายังอยู่ ก็ต้องใช้ พระเจ้าก็จะบอกเราเสมอว่าทนแค่แป๊บเดียว …

“ไหนบอกทนแป๊บเดียวไง นี่ตั้งนานแล้ว ตั้ง 4 ปีแล้ว 10 ปีแล้ว 20 ปีแล้ว”

เราเทียบ 20 ปีกับอะไร? ขึ้นอยู่กับที่เราเทียบ แต่พระเจ้าบอกทนอยู่แป๊บเดียวเอง อีกนิดเดียว เพื่อแผนการของพระเจ้าจะได้สำเร็จ พระเจ้าใช้เราอีกแป๊บเดียว พระเจ้าเทียบกับสวรรค์นิรันดร์ ที่เราจะไปอยู่กับพระองค์ เราทุกข์แค่นี้ เทียบกันไม่ติดเลย เทียบได้ตามที่พระเจ้าต้องการให้เราเทียบ เราก็จะสามารถเผชิญได้กับความทุกข์ยากต่างๆ นานา เหมือนกับผู้เชื่อต่างๆ มากมายที่พระเจ้าใช้เขา แล้วเขาก็ทนได้ เหมือนกับเปาโล เปโตร ตายก็ยังยอม ถูกตรึงที่ไม้กางเขนก็ไม่เป็นไร? เพราะเขาเทียบกับสิ่งที่เขาจะได้ในสวรรค์สถานนิรันดร์กาล ซึ่งมีอยู่แน่นอน 100% เพราะเขารู้อยู่ในใจแล้วว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ มันเสร็จแล้ว สวรรค์สร้างเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้เป็นของเราไปเรียบร้อยแล้ว เอเมน มันเป็นของเราแล้ว เลยมีกำลังใจ

พระคัมภีร์บอกโลกใบนี้วิปริต ถ้าไม่วิปริตร พระเยซูคงไม่กลับมา เพื่อจะสร้างโลกใหม่ เขาจึงบอกว่า …

“โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา  ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้  ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่  ณ ประตูบนวิมาน

แต่ฉันรู้ว่าโลกนี้ ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย”

สวรรค์ใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้เราเรียบร้อยแล้ว  รอวันครบถ้วนบริบูรณ์  รอใคร? รอพี่น้องของเราอีก อาณาจักรพระคริสต์กำลังครอบคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ตามคำทำนาย  สมัยดาเนียลไม่มีผิด และทุกคนที่เข้ามาอยู่ในพระคริสต์ถูกปรับตัวให้เป็นทหารทุกคนเลย ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม

แล้วเรากำลังรออะไร? เรากำลังรอร่างกายใหม่ ร่างกายที่อยู่นี้ มันกำลังจะเน่าเปื่อยไปทุกวัน มันแก่ไปทุกวัน มันจะต้องตายไปในทุกวัน ค่อยๆ ตายไป ในที่สุด จะหมดลมหายใจ แต่วิญญาณที่เกิดใหม่ มันจะมีสง่าราศี เป็นแสงสว่างเหมือนพระเยซูคริสต์ แล้วมันกำลังรอคอยร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ที่พระเจ้าสัญญาไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงวันนั้น เราเป็นขึ้นมาใหม่ คือเราจะได้รับร่างกายสวรรค์ ร่างกายใหม่จากพระเจ้า ซึ่งเป็นร่างกายที่จะไม่มีความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน เหมือนทุกวันนี้ ไม่มีปัญหาอีกต่อไป นิรันดร์ ตอนนี้เราอยู่กับพระเยซู และพระเยซูก็อยู่กับเรา จะกี่วัน? กี่เดือน? กี่ปี? ขอพระเจ้าเมตตาช่วยให้เรามีความอดทนได้ พระองค์จะค่อยๆ พาเราอดทน เดินไปกับพระองค์ผ่านพ้นไปแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรเกินกว่าที่เราจะรับได้ พระองค์ทรงสัญญาไว้เช่นนั้น วิวรณ์ 21:1-5  สุดท้าย เราจบตรงนี้ว่านี่คือความหวังของเรา

วิวรณ์ 21:1-5 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว” 5 พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่!” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไปเพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้”

 

เอเมน  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

***************************************

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2017 เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอน 22 “วาระสุดท้าย ตอน 1” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  6  สิงหาคม  2017

เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า”

ตอน 22 “วาระสุดท้าย ตอน 1”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้เรามาต่อ “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอนที่ 22 ชื่อตอนว่า “วาระสุดท้าย” เรามาถึงหนังสือดาเนียล บทที่ 12 เป็นบทสุดท้าย หนังสือดาเนียลส่วนใหญ่จะบันทึก นิมิต ที่ดาเนียลได้รับจากพระเจ้า ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ แต่เนื้อหาสาระจะสอดคล้องกันหมดเลย

เริ่มตั้งแต่ดาเนียลถูกเรียกไปทำนายความฝัน ให้กับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน เรื่องรูปปั้นขนาดใหญ่ ที่มีศีรษะทำด้วยทองคำ หน้าอกและแขนทำด้วยเงิน ท้องและต้นขา ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ขาทำด้วยเหล็ก เท้าทำด้วยหินปนดินเหนียว ซึ่งแต่ละส่วนของรูปปั้นนี้ หมายถึงอาณาจักรต่างๆ  ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดาเนียลได้รับนิมิต ประมาณ 600 ปีก่อนพระเยซูจะเกิด แต่สำหรับเรามันกลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว และมันเกิดขึ้นไปแล้ว

เริ่มตั้งแต่อาณาจักรบาบิโลน ต่อด้วยเปอร์เซีย ต่อด้วยกรีก และต่อด้วยโรมัน แต่สุดท้ายแล้ว รูปปั้นนี้ก็จะถูกหินก้อนใหญ่มากระแทก จนแตกกระจายไป  ก็คือการล่มสลายของอาณาจักรต่างๆ ทั้ง 4 อาณาจักร ก้อนหินที่มากระแทกรูปปั้นจนแตกกระจาย ก็คืออาณาจักรของพระคริสต์ ที่จะเข้ามามีอำนาจและครอบคลุม ครอบครองไปหมด เป็นการถาวรนิรันดร์

นิมิตเรื่องรูปปั้นนี้ยังเป็นการบอกเล่าเรื่องราว แบบคร่าวๆ ว่าเหตุการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร? แล้วนิมิตต่อมาของดาเนียล ก็คือความฝันเรื่องสัตว์ประหลาด 4 ตัว ที่ดาเนียลฝันเห็น คือสิงโต มีปีก  หมีคาบซี่โครง 3 ซี่ ตัวที่ 3 เสือดาว 4 หัว 4 ปีก และสัตว์ตัวที่ 4 มีลักษณะน่ากลัว สยดสยอง  จนเรียกไม่ถูกว่าเป็นอะไร? เรียกกันว่าสัตว์ประหลาดก็แล้วกัน

สัตว์ประหลาดทั้ง 4 ตัว ก็เปรียบได้กับส่วนต่างๆ ของรูปปั้น เล็งถึงอาณาจักรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น  สัตว์ตัวที่ 4 ที่น่ากลัว ดุร้าย ประหลาดๆ ก็คืออาณาจักรโรมัน ที่ยุคนั้น โหดร้ายมาก ตามล่า ขยายดินแดนไปทั่ว ไปที่ไหนทำลายที่นั่น รุนแรง

หลังจากฝันเรื่องสัตว์ประหลาด 4 ตัวแล้ว ดาเนียลก็ยังฝันต่ออีก ในดาเนียล บทที่ 8 ความฝันเรื่องแกะกับแพะ แพะผู้ได้ขวิดแกะผู้ ด้วยความโกรธจัด จนกระทั่งแกะผู้สู้ไม่ได้ และล้มลง แพะผู้ตามนิมิตนี้ ก็คืออาณาจักรกรีก ส่วนแกะผู้ ก็คือมีเดียเปอร์เซีย ตรงตามนิมิต คืออาณาจักรกรีกได้โค่นล้ม ทำลายอำนาจของมีเดียเปอร์เซีย อย่างสิ้นเชิง และหลังจากนั้น  กรีก ซึ่งนำโดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ มหาราช ก็ได้กลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รุ่งเรืองที่สุด ในขณะนั้น ตอนนั้น ก่อนพระเยซูจะเกิด แต่กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ เรืองอำนาจอยู่ไม่ได้นาน ก็ตาย ด้วยอายุเพียง 33 ปี แล้วก็ไม่มีทายาทสืบทอดบัลลังก์ต่อไป เพราะฉะนั้น อาณาจักรกรีก ก็เริ่มสั่นคลอน และก็เกิดการแตกแยก แบ่งเป็น 2 มหาอำนาจ คืออียิปต์กับซีเรีย ก็แย่งอำนาจกัน

ในบทที่ 10 นิมิตนี้  ทำให้ดาเนียลเกิดความทุกข์ใจ นอนกินไม่ได้ เป็นเวลา 21 วัน เพราะว่าในความฝันนี้ ดาเนียลได้เห็นถึงความทุกข์ทรมานที่ชาวอิสราเอลต้องเผชิญ ก็คือต่อเนื่องจากช่วงท้ายของอาณาจักรกรีก แบ่งเป็น 2 ขั้ว คือซีเรียกับอียิปต์ ก็เกิดสงครามยืดเยื้อกัน เป็นเวลากว่า 300 ปี อิสราเอลอยู่ตรงกลาง ฝั่งซ้ายเป็นทะเล ฝั่งขวาเป็นทะเลทราย เพราะฉะนั้น เวลาสู้รบกันระหว่างเหนือกับใต้ ก็ต้องผ่านตรงกลาง คือผ่านอิสราเอลแน่นอน ทำให้อิสราเอล ต้องถูกรุกรานอย่างหนักตลอดเวลา 300 กว่าปีนี้ สงครามดำเนินต่อมา จนถึงยุคของกษัตริย์แอนติโอคัส ที่ 4 หรือที่เรียกกันว่าแอนติโอคัส เอพิฟานีส์แห่งราชวงศ์เซลูซิดของซีเรีย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อิสราเอลได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด ทุกข์ทรมานมากที่สุด ถูกข่มเหงรังแกมากที่สุด  เพราะแอนตีโอกัส ที่ 4 เป็นกษัตริย์ที่มีจิตใจเหี้ยมโหด ทุจริตและคดโกงเงิน จากพระวิหารของยิว โดยรวมหัวกับพระ ปุโรหิตในสมัยนั้น

และตอนที่นำทัพซีเรียไปโจมตีอียิปต์ โรมันเข้ามาแทรกแซง ช่วยอียิปต์ไว้ ทำให้แอนติโอคัส ที่ 4 ตีอียิปต์ไม่สำเร็จ เจ็บใจมาก ก็เลย  เอาความแค้น ความอับอายต่างๆ มาระบายที่กรุงเยรูซาเล็ม ปล้นสะดม ทำลายทรัพย์สิน ออกคำสั่งห้ามยิวทำพิธีกรรมทางศาสนา ห้ามเข้าสุหนัต ห้ามฉลองเทศกาลต่างๆ  และสั่งเผาหนังสือธรรมบัญญัติทั้งหมด ผู้ใดขัดขืน มีโทษถึงตาย ทำสิ่งที่ไม่เคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังโกงเงินไปอีกต่างหาก

เหตุการณ์ที่อิสราเอลถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก ในยุคของแอนติโอคัส ที่ 4 ทิพฟานีส์ ผู้นำซีเรียในยุคนั้น ก็เหมือนการจำลองเหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้เชื่อทุกคน หรือคริสเตียนทุกคนในยุคสุดท้าย คือยุคจากนี้ไป  ไม่รู้เมื่อไร? อนาคตมันไม่ได้หมายถึงหลายปี มันอาจจะอาทิตย์หน้าก็ได้ โผล่ขึ้นมาทันทีก็ได้ แต่ขึ้นมาเมื่อไร? เราจะรู้ทันที เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา

ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา และทำลายล้างแอนตี้ไคร์ซตัวใหญ่ ตัวนี้ออกไป เราจะต้องอยู่ในความทุกข์ยาก และถูกข่มเหงคล้ายๆ กัน หรือหนักกว่าภาพจำลอง คือตอนสมัยก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเกิด คือในยุคแอนติโอคัส ที่ 4 ที่นิมิตของดาเนียลได้พูดตอนอยู่บาบิโลน

พระคัมภีร์บอกว่าผู้นำ หรือแอนตี้ไคร์ซตัวนี้ มันจะประกาศตัวมันเองว่ามันเป็นพระเจ้า มันเทียบพระเจ้าเลย  และมันจะโผล่ขึ้นมาในยุคสุดท้าย  และใครก็ตามที่อยู่ฝ่ายเดียวกับแอนตี้ไคร์ซนี้  ก็จะได้รับความสุขสบาย ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สั้นๆ โดยมันจะทำงานด้วยการเอาทรัพย์สินมาหลอกล่อ เอาชื่อเสียง เอาลาภยศ สรรเสริญมาหลอกล่อ ให้คนติดกับในสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เป็นของโลกนี้ ใครที่ยอมทำตาม ยอมเป็นพวกมัน ก็จะได้รางวัลเหล่านี้  ได้รับการเชิดชู ได้รับอำนาจบารมี ได้รับอิทธิพล เหมือนกับได้รับการครอบครองบนโลกใบนี้ แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ตามที่พระเจ้าได้กำหนดไว้

ดาเนียล 11:40 “ในวาระสุดท้าย  กษัตริย์ฝ่ายใต้จะรบกับเขา และกษัตริย์ฝ่ายเหนือนั้น จะระดมรถม้าศึก กองทหารม้า และกองทัพเรือบุกเข้าประจัญบานกับเขา เขาจะรุกรานหลายประเทศ และกวาดล้างไปทั่ว เหมือนน้ำท่วม”

 

นี่คือท้ายของบทที่ 11 พระเจ้าเปิดเผยให้เรารู้ว่าเมื่อถึงวาระสุดท้าย  จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง? แบบคร่าวๆ แต่ไม่บอกว่าจะเกิดวันไหน? เวลาไหน?  เป๊ะๆ เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อพวกเราเอง ที่ไม่บอกเป๊ะๆ ที่บอกว่ากษัตริย์ฝ่ายใต้จะรบกับกษัตริย์ฝ่ายเหนือตรงนี้ ก็ไม่ได้หมายถึงสงครามระหว่างซีเรียกับอียิปต์อีกต่อไปแล้ว ตรงนั้นมันเป็นประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้ เรากำลังพูดถึงอนาคต คือยุคสุดท้าย ที่ยังมาไม่ถึง สัญลักษณ์ของฝ่ายเหนือ คือกองทัพปฏิปักษ์พระคริสต์ ส่วนฝ่ายใต้ ก็คือกองทัพของประชากรของพระเจ้า คือกองทัพพระคริสต์ ในยุคสุดท้าย ปฏิปักษ์พระคริสต์จะข่มเหงรังแกประชากรของพระเจ้า อย่างรุนแรงที่สุด เท่าที่เคยมีมา และแผ่ขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะต้องพบกับความทุกข์ทรมานชั่วระยะเวลาหนึ่ง  แต่สุดท้ายจะได้รับความสุขนิรันดร์ แต่ส่วนผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า ผู้ที่หลงไปเชื่อมารนั้น จะได้รับความสุขสบายชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้ว จะต้องพบกับความทุกข์ทรมานนิรันดร์

เรามาดูกันต่อ ในดาเนียล บทที่ 12

ดาเนียล 12:1-4 “1 ครั้งนั้น เทพบดีมีคาเอล ผู้พิทักษ์ประชากรของท่านจะมา จะเกิดช่วงทุกข์ลำเค็ญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่มีประชาชาติขึ้น แต่ในครั้งนั้น ประชากรของท่าน คือทุกคนที่มีชื่ออยู่ในหนังสือนั้น จะได้รับการช่วยกู้ 2 คนเป็นอันมากที่ตายไป แล้วจะฟื้นขึ้น บางคนก็เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ บางคนก็เข้าสู่ความอับอาย และถูกดูหมิ่นเหยียดหยามตลอดกาล 3 บรรดาผู้มีปัญญาจะส่องแสงเหมือนความสว่างแห่งฟ้าสวรรค์ และบรรดาผู้ที่นำคนเป็นอันมาก มาสู่ความชอบธรรมจะส่องสว่างดั่งดวงดาวชั่วนิรันดร์ 4 ส่วนท่าน ดาเนียลเอ๋ย จงม้วนและประทับตราถ้อยคำแห่งหนังสือม้วนนี้ไว้ จนถึงวาระสุดท้าย คนเป็นอันมากจะไปที่นี่ที่นั่น เพื่อเพิ่มพูนความรู้”

 

ในนี้บอกว่า “ครั้งนั้นเทพบดีมีคาเอล ผู้พิทักษ์ประชากรของท่านจะมา” แปลว่าอะไร?

เหตุการณ์ใดที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วเรียกว่าเป็นความโหดร้ายทารุณที่สุดเวลานั้น  เทียบอะไรไม่ได้กับสิ่งที่กำลังจะเกิดในยุคสุดท้าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคของแอนตีโอคัส ที่ 4 เมื่อสมัยประมาณ 500 กว่าปีก่อนพระเยซูคริสต์เกิด ที่บันทึกไว้ในนิมิตนี้ หรือเหตุการณ์ที่หลังจากนั้นมาอีกมากมาย ที่ประชากรของพระเจ้า ถูกข่มเหงรังแก เทียบกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้ายนี้ ไม่ได้

ผู้พิทักษ์ของท่านกำลังจะมา ถ้อยคำตรงนี้กำลังบอกเราว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ยุคสุดท้ายมาถึง ในขณะที่เราถูกข่มเหงบนโลกใบนี้  แอนตี้ไคร์ซที่ยกตัวเองมาเป็นผู้นำ ที่ตามองเห็นว่าคนนี้เป็นใคร?

ในโลกวิญญาณ เกิดสงคราม ขณะที่เรากำลังต่อสู้กันบนโลกใบนี้  ในโลกวิญญาณต่อสู้ด้วย  เพื่อแผนการของพระเจ้า แล้วพระองค์ทรงรู้ว่ามันจะต้องไปไหนอย่างไร? พูดง่ายๆ ก็คือมาต่อสู้กับเขา แต่ความทุกข์ลำเค็ญที่คนของพระเจ้าต้องเผชิญอยู่ในยุคสุดท้ายนั้น เป็นเพียงระยะหนึ่ง ตามที่พระเจ้ากำหนดไว้เท่านั้น พอทนได้  เพราะในพระคัมภีร์สัญญาไว้ว่าไม่มีสิ่งใดที่เกินกว่าที่เราจะทนได้ พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับเรา 1 โครินธ์ 10:13 บอกไว้อย่างนั้นว่าเมื่อท่านเข้าไปอยู่ในความทุกข์ยากลำบากใดๆ ก็ตาม ไม่มีสิ่งใดที่ท่านทนไม่ได้ เพราะพระเจ้ารู้ว่าท่านทนได้แค่ไหน? ก็ให้ท่านแค่นั้นแหละ เอเมน

ถ้าท่านยกได้แค่ 20 กิโลฯ พระเจ้าก็ประทานให้ท่านแค่ 19.5 ให้ท่านยก ยกได้ไหม? ท่านบอกได้ แต่พอท่านยกแค่ 15 กิโลฯ ท่านก็ไม่ไหวแล้ว แต่จริงๆ ท่านได้ถึง 19.5 ถ้าอึดกว่านั้น ถ้าท่านยกแรงขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เป็น 16 ไม่ไหว ตายแน่ๆ พระเจ้ารู้ว่าท่านยกได้จริงๆ 19.5  ท่านไม่ยอมทำ หรือท่านอาจจะไม่รู้ตัวด้วย ท่านยกไปถึง 18 ท่านก็ร้องโวยวาย จบๆ ไม่ไหวแล้วๆ ก็ยังได้อีก 1.5 จนกระทั่ง 19.5  ท่านบอกตายแน่ นั่นแหละ พระเจ้ามาพอดี พระองค์ไม่เคยมาสาย แต่ก็ไม่มาก่อน ทุกคนชอบพูด

“พระองค์ไม่เคยมาสาย”

แต่ไม่เคยมีใครพูด ถ้าไม่มาสาย ก็ต้องไม่มาก่อนด้วย ไม่ได้มาตอน 15 กิโลฯ กำลังสบายๆ ต้องมาตอน 19.5 เพราะสร้างท่านมา เพื่อยกให้ได้ 19.5 ไม่เหมือนคนข้างๆ เขายกได้ 15 เพราะฉะนั้น พอถึง 14.5 ให้เขาหยุดแล้ว

ในยุคสุดท้าย ทุกคนที่มีชื่ออยู่ในหนังสือ จะได้รับการช่วยกู้ คนเป็นอันมากที่ตายไปแล้ว จะฟื้นขึ้น บางคนก็เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ บางคนก็เข้าสู่ความอับอายนิรันดร์ และถูกหมิ่นเหยียดหยามตลอดกาล นี่หมายถึงเมื่อถึงวันนั้น วันสุดท้าย อะไรเกิดขึ้น คนที่อยู่ในหนังสือนั้น จะได้รับการช่วยกู้ คนที่ตายไปแล้ว จะเป็นขึ้นมาใหม่

ในนี้ไม่ได้บอกว่าคนที่ตายไปแล้ว จะเป็นขึ้นมาใหม่ หมายถึงคริสเตียน แต่หมายถึงทุกคนจะต้องเป็นขึ้นมาใหม่ เพื่อรับการพิพากษา และคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่สะอาดหมดจดแล้ว บริสุทธิ์แล้ว ไม่มีบาปแล้ว อยู่ในฝ่ายพระเจ้าแล้ว เขาก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ ไม่ได้รับความอับอาย อยู่ในสวรรค์นิรันดร์กาล สำหรับคนที่ไม่ได้เชื่อพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เชื่อในการไถ่ถอนของพระเยซู ไม่ได้มีพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาปให้กับเขา บาปก็ยังอยู่ในตัวเขา เมื่อเขาบาป  เขาถูกปรับโทษอยู่แล้ว ไม่มีใครทำอะไรเขานะ ไม่ใช่พระเยซูทำเขา ไม่ใช่พระเจ้าทำเขา แต่บาปทำเขา เหมือนกฎไปทำเขา เขาก็ต้องถูกอัปเปหิไปอยู่ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า ที่ที่ไม่มีความสุข ที่ที่มีแต่ความอับอาย ที่ที่มีแต่ความทุกข์ร้อนที่เขาพยายามสรรหาคำออกมา รวบรวมสถานที่ไม่ดีเหล่านี้ หรือว่าบึงไฟนรก  เขาต้องไปอยู่ตรงนั้น  และไม่ใช่ชั่วคราว แต่เป็นนิรันดร์กาล ในพระคัมภีร์บอกว่าอย่างนั้น แต่ผู้ที่อยู่ในหนังสือนั้นจะได้รับการช่วยกู้

ผู้ที่อยู่ในหนังสือนั้น คือผู้ที่เชื่อในพระเยซู ผู้ที่ต้อนรับข่าวประเสริฐของพระเยซู ผู้ที่รับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ตอนที่เป็นมนุษย์อยู่ว่าได้ยินมาว่าพระองค์เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม ผู้ใดอยากรับความรอด อยากพ้นจากบาป ให้ไปหาพระองค์ และคนนั้นตัดสินใจไปหาพระองค์ และยอมกับพระองค์ รับเชื่อ รับสิทธิของเขาตรงนี้ เขาได้รับการช่วยกู้ให้รอด เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ทันทีทันใดนั้น ชื่อเขาได้ถูกจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต

หนังสือแห่งชีวิต คือหนังสือที่จดชื่อผู้ที่ได้รับชีวิตของพระเยซู ก็คือวิญญาณของพระเยซู วิญญาณเหมือนพระเยซู ก็คือเข้าไปอยู่ในครอบครัวพระเยซู ไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ มันมีชื่อจดอยู่ เมื่อตอนที่เขาอยู่บนโลกใบนี้ เขาได้ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อนั้น ชื่อจดเข้าไปทันที เท่ากับเขาได้ย้ายสำมะโนครัว พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าได้ย้ายเขาออกจากอาณาจักรแห่งความมืด เข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ย้ายออกจากสำมะโนครัวแห่งความมืด มาสู่สำมะโนครัวแห่งแสงสว่าง ย้ายจากบ้านแห่งความมืดมาสู่บ้านแห่งความสว่าง ย้ายจากบ้านที่เต็มไปด้วยความบาป มาอยู่ในบ้านแห่งแสงสว่าง ที่มีความชอบธรรม มีพระเยซูเป็นหัวหน้าบ้าน มีเราเป็นหัวหน้าบ้านที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 เป็นพันๆ หมื่นๆ ล้านๆ คน เอเมน

นิมิตที่พูดมาทั้งหมดตะกี้นี้ เกิดหมดแล้ว 80, 90% นี่พูดถึง 10% สุดท้าย ที่ยังไม่ได้โผล่ออกมาให้เห็น ทุกคนที่มีชื่ออยู่ในหนังสือนั้น จะได้รับการช่วยกู้ ใครยังไม่มี อ่านตรงนี้ ก็ตกใจ ถ้ามันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ทำอย่างไร? คนเป็นอันมากที่ตายไปแล้ว จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการพิพากษา เพราะฉะนั้น มันไม่ได้ตาย แล้วหายไปเลย บางคนบอกมนุษย์ตายไปแล้ว เป็นศูนย์ ไม่ใช่ พระคัมภีร์บอกตายไปครั้งเดียว หมายถึงออกจากร่างกายนี้ เพียงครั้งเดียว แต่วิญญาณจะต้องอยู่ตลอดไป เพราะวิญญาณถูกสร้างโดยพระเจ้า เป็นวิญญาณที่แบ่งมาจากวิญญาณของพระเจ้า  เป็นวิญญาณพระเจ้าในตัวเขานั่นแหละ แต่เป็นวิญญาณของพระเจ้าที่กบฏพระเจ้า เป็นวิญญาณที่บาปอยู่ ต้องได้รับการชำระกลับคืนเป็นผู้ชอบธรรม กลับมาคืนสู่พระเจ้า กลับมาบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าก่อน จึงจะกลับมาอยู่กับพระเจ้าได้ แค่นี้เอง

นี่คือคำอธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในการพิพากษา เมื่อยุคสุดท้าย  ท้ายที่สุด มาถึง หมายถึงจากนี้เป็นต้นไป  อย่างที่บอกพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีหน้า อะไรก็ได้หมด ทุกคนที่มีชื่ออยู่ในหนังสือนั้น ก็คือหนังสือแห่งชีวิต ที่มีรายชื่อผู้ที่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู พอเราอยู่ในพระคริสต์ เราก็กลายเป็นดองกับพระคริสต์ เหมือนกระเทียมดอง เราก็ได้เป็นกระเทียมที่ดองแล้ว ไม่มีใครสามารถทำกระเทียมดอง ให้กลายเป็นกระเทียมสดได้ ตราบใดตราบนั้น ถ้าไม่มีใครทำให้กระเทียมดองกลายเป็นกระเทียมสดได้ ก็ไม่มีใครทำให้เรา ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ กลับกลายเป็นคนบาปได้อีกต่อไป เราก็จะเป็นคนที่บริสุทธิ์สะอาดตลอดไป เราก็จะอยู่ในครอบครัวพระคริสต์ตลอดไป เอเมน ไม่ว่าเมื่อวานซืนเราจะตีคนหัวแตก ก็ตาม วันนี้ เราอยู่ในพระคริสต์ เพราะไม่สามารถทำให้เราเป็นกระเทียมอื่นได้อีกแล้ว มันก็ยังเป็นกระเทียมดอง เพราะมันดองไปแล้ว นี่แหละเขาถึงบอกฟรีและง่ายๆ  มันไม่ได้พึ่งกับตัวเรา มันพึ่งความเชื่อ

ตรงตามข้อความที่เราย้ำกันมาตลอด ว่าคนของพระเจ้าจะต้องพบกับความทุกข์ทรมานชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วจะได้รับความสุขสบายนิรันดร์ ส่วนคนที่ไม่เชื่อ ยังคงเย่อหยิ่งและไม่เชื่ออยู่ จนวันสุดท้าย วันนี้อาจจะทำได้ วันนี้อาจจะดูดี แต่วันหนึ่ง เมื่อยุคสุดท้ายมาถึง ท่านจะพบกับความทุกข์นิรันดร์ เพราะฉะนั้น เตือนแล้วเตือนอีกๆ และมีหน้าที่เตือนอยู่เรื่อยๆ

ในนี้มีอยู่อันหนึ่งที่น่าสนใจและเมื่อตะกี้ที่เราอ่านในบทที่ 12 ข้อ 1 – 4 ที่บอกว่า “บรรดาผู้มีปัญญาจะส่องแสงเหมือนความสว่างแห่งสวรรค์”

“ผู้มีปัญญา” คือผู้ที่มีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับเขา เขาเป็นหนึ่งกับพระองค์

ก็คือ “ฉัน” ท่านเชื่อไหมว่าท่านมีปัญญา คำว่า “ปัญญา” ตรงนี้มิได้หมายถึงท่านไปเรียนจบด็อกเตอร์ ฉันเรียนจบป.4 เอง ฉันไม่มีปัญญา ไม่ใช่ ปัญญาตรงนี้หมายถึงท่านเชื่อในพระเยซู แค่นั่นเอง ในพระคัมภีร์บอกเสมอว่าถ้าเราเชื่อในพระเยซู เรามีปัญญาเลย  แต่ในทางโลกบอกว่าเชื่อในพระเยซู เป็นพวกโง่เง่า ในพระคัมภีร์พูดอย่างนั้นจริงๆ

“ข้าพเจ้าไม่ละอายในการเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า เพราะข่าวประเสริฐของพระเจ้าเป็นฤทธิ์เดชอำนาจ”

ไม่ใช่เป็นสติปัญญาแบบมนุษย์ มารู้ๆ แต่มาเป็นฤทธิ์เดชอำนาจ เอเมน เพราะฉะนั้น บรรดาผู้มีสติปัญญา ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย จะส่องแสงเหมือนความสว่างแห่งฟ้าสวรรค์ เพราะว่าพระเยซูบอกว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า เรากลายเป็นความสว่าง

เมื่อไรที่เราเชื่อพระเจ้า เปิดใจต้อนรับพระเยซู เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เรากลายเป็นความสว่าง ไม่ใช่เรามีความสว่าง เราเป็น เมื่อเราเป็นความสว่าง เป็นตะเกียงแล้ว มันต้องสว่าง ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เป็นตะเกียง มันก็สว่าง เพราะฉะนั้น คุณจะไม่รู้ตัวว่าตอนนี้คุณกำลังประกาศข่าวประเสริฐหรือเปล่า? คุณนึกว่า ..        “ประกาศข่าวประเสริฐต้องเหมือนคุณนคร ต้องขึ้นไปพูดบนธรรมาส เรื่องข่าวประเสริฐต้องรู้เรื่องเยอะแยะ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉันต้องประกาศ”

คุณผิดไปแล้ว ตอนที่คุณเดินอยู่ในบ้าน ไม่ได้พูดอะไรสักคำ คุณกำลังประกาศอยู่ แต่ประกาศด้วยวิธีใด? ไม่รู้ พระเจ้าใช้คุณก็แล้วกัน มันหมายถึงอย่างนี้ อย่าไปนึกว่าประกาศ ต้องเรียนรู้ตรงนี้ อันนั้นอีกแบบหนึ่ง ถ้าพระเจ้าใช้คุณมาแบบนั้น คุณก็ทำแบบนั้น  แต่ถ้าพระเจ้าใช้คุณมาเป็นแม่บ้าน เป็นคนที่อยู่ในบ้าน เจอคนไม่กี่คน พระเจ้าก็ใช้คุณประกาศอยู่ แต่ประกาศอีกวิธีหนึ่ง ประกาศโดยการทำกับข้าวอร่อยๆ อาจจะเป็นอย่างนั้น ก็ได้ นี่ผมพูดเล่นๆ นะ อาจจะเป็นอย่างนั้น ก็ได้  อาจจะพระเจ้าใช้คุณในการเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ก็ได้  เพราะคุณเป็นแสงสว่าง ผมอยากจะพูดอย่างนี้

ในนี้บอกว่า “และบรรดาผู้ที่นำคนเป็นอันมากมาสู่ความชอบธรรม จะส่องแสงดั่งดวงดาวชั่วนิรันดร์”

ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย  เมื่อเป็นความสว่าง เขาก็นำข่าวประเสริฐไป นำเอาความสว่างนั้น ไปสู่ความมืดต่างๆ ไปที่ไหนที่มืด มันก็กลายเป็นสว่างหมด พอเข้าใจไหม? ไม่ใช่ว่าจากนี้ ต่อไป อยากจะเป็นตามข้อพระคัมภีร์นี้ นิมิตนี้ ต้องออกไปแจกใบปลิว ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าพระเจ้าเรียกท่านไปแจกใบปลิว ก็ไปเถอะ แต่หมายถึงตัวท่านเองไปไหน ก็เป็นแสงสว่างอยู่แล้ว รู้หรือไม่รู้ก็เป็น เหมือนกับเพลงที่เราร้องเมื่อตะกี้นี้

“ช่างงามจริงหนอ เท้าของผู้นำข่าวดี”

ถามว่าใคร? ไม่ต้องพูด คนนั้นก็ทำได้ คุณนำข่าวดีได้ไหม? ได้ ชีวิตคุณนำข่าวดี ชีวิตคุณเป็นแสงสว่าง คือนำแสงสว่างไป ตัวเราเป็นแสงสว่าง เดินไปที่ไหน มันสว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องพูด มันก็สว่าง

ทั้งหมด เป็นของเราหมดเลย บางคนชอบเข้าใจตรงนี้ผิด ก็เลยนึกว่าตรงนี้ เอาไว้สำหรับขึ้นมาเทศน์ข้างบนนี้เท่านั้น คนขึ้นมาเทศน์บนนี้  คนที่มาประกาศข่าวประเสริฐบนธรรมาสนี้  นำคนมาเชื่อพระเจ้า จะส่องเหมือนดาว สว่างชั่วนิรันดร์ ไม่ใช่ พระเจ้าไม่ได้เป็นอะไรแบบลำเอียงถึงขนาดนั้น เท่ากันหมด ไม่มีใครเก่งกว่ากัน ไม่มีใครดีกว่ากัน ทั้งหมดเป็นของพระเจ้า เพื่อพระเจ้า โดยพระเจ้า ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย มนุษย์ไม่มีอะไร จำไว้เลย อย่าถูกหลอก ส่วนใหญ่คนจะถูกหลอก ท่านจำไว้เลย ที่ใดก็ตามที่มีการยกมนุษย์ใหญ่ รีบออกมาเลย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อแบบไหน? ถ้ายกมนุษย์ใหญ่ รีบออกมาเลย มนุษย์ทุกคน พระเจ้าบอก เราต่างก็เท่ากัน พระเจ้าไม่มีการลำเอียง เท่ากันทุกคน มีสิทธิเท่ากันทุกคน มีฐานะเท่ากันทุกคน แต่พระเจ้าให้ของประทานแต่ละคนต่างกัน ตามน้ำพระทัยพระเจ้า ตามการทรงนำ ตามการวางแผนการของพระเจ้าว่าคนนี้ทำอันนี้ คนนั้นทำอันนั้น ไม่ว่าจะเป็นมาร์ธา เป็นมาเรีย ก็เท่ากัน

ทูตสวรรค์มาเล่าให้ดาเนียลฟังเป็นฉากๆ  จนกระทั่งถึงบทที่ 12 วาระสุดท้ายจะเป็นอย่างนี้ คนเป็นอันมากจะไปที่นั่น เพิ่มพูนความรู้ คือในยุคสุดท้าย คนก็จะค้นหาความรู้กันใหญ่ เพราะมันมีหนังสือ มีอะไรออกมา เริ่มรู้มากขึ้น พอดาเนียลฟัง ดาเนียลก็นึกว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นเฉพาะแก่อิสราเอลเท่านั้น แต่เรามาเรียนรู้ตอนนี้  เรารู้ว่าไม่ใช่อิสราเอลอย่างเดียว แต่มันหมายถึงคนที่เชื่อในพระเจ้า ผู้ที่วางใจในพระเจ้า จนมาถึงยุคปัจจุบัน และอนาคตด้วย

ดาเนียลได้ฟัง แล้วก็ได้ยิน มันน่าหวาดกลัว น่าหวาดเสียว สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประชากรของพระเจ้า มันอาจจะแค่แป๊บเดียว แต่ก็มีความหวั่นวิตกว่ามันน่ากลัวขนาดนั้น เชียวเหรอ ดาเนียล 12:5-6 จึงบันทึกไว้อย่างนี้

ดาเนียล 12:5-6 “5 แล้วข้าพเจ้าดาเนียลมองไปเห็นชายสองคน ยืนอยู่คนละฟากแม่น้ำ 6 คนหนึ่งกล่าวกับผู้สวมเสื้อผ้าลินิน ซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำว่าอีกนานเท่าใด เหตุการณ์น่าประหลาดทั้งปวงนี้ จึงจะสำเร็จครบถ้วน”

 

พอดาเนียลได้ฟัง แน่นอนก็รู้สึกว่าแล้วมันทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสนะ มันนานแค่ไหน?   เป็นเราก็อยากรู้ พระเจ้าเลยให้ตอบในดาเนียล 12:7 ว่า …

ดาเนียล 12:7 “ชายผู้สวมเสื้อผ้าลินิน ซึ่งอยู่เหนือแม่น้ำ ก็ชูมือทั้งสองข้างขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์และข้าพเจ้าได้ยินเขาปฏิญาณอ้างพระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ว่า “จะเป็นหนึ่งวาระ หลายวาระ และครึ่งวาระ เมื่ออำนาจของประชากรของพระเจ้าหมดสิ้นลง ในที่สุด สิ่งทั้งปวงนี้ ก็จะสำเร็จสมบูรณ์”

 

5555 ในที่สุด พระเจ้าก็บอกเราจริงๆ อย่างชัดเจน แต่เป็นความชัดเจนของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นความชัดเจนของเรา คำตอบ คือ 1 วาระ หลายวาระ และครึ่งวาระ เมื่อครบตามกำหนดนี้แล้ว สิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ก็จะสำเร็จสมบูรณ์ ก็คือได้รับการช่วยกู้ จบ เอเมน ในยุคสุดท้าย ผู้คนของพระเจ้าจะถูกข่มเหงรังแก ถูกทำลายล้าง จนไม่มีอำนาจเหลืออยู่เลย พ่ายแพ้ จนราบคาบ พูดง่ายๆ ถ้าเป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่อสมัยนั้น ก็จะถูกทำลายจนหมดสิ้นเลย แพ้อย่างสิ้นเชิงบนโลกใบนี้นะ ถึงเวลานั้น สิ่งทั้งปวงนี้ ก็จะสำเร็จ สมบูรณ์ แปลว่าจุดจบ อวสาน จบครบบริบูรณ์

พระคัมภีร์บอกว่ามันจะเกิดความทุกข์ยากลำบาก ทุกข์ทรมาน อย่างแสนสาหัส คนของพระเจ้าจะพ่ายแพ้และหมดอำนาจลง พ่ายแพ้อย่างยับเยินต่อกองทัพของมารซาตาน ปฏิปักษ์พระคริสต์ ผู้นำคนหนึ่ง ซึ่งเป็นใคร ก็ไม่รู้ ที่ยกตัวขึ้นมาเป็นพระเจ้าบนโลกใบนี้ ที่เห็นเป็นตัวเป็นตนเลย แล้วก็มีคนตามเขาด้วย  แล้วเข้าไปข่มเหงประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า หรือเป็นประเทศ คริสเตียน และคนของประเทศคริสเตียนเหล่านั้น ถูกข่มเหงรังแก พ่ายแพ้อย่างยับเยิน และเมื่อนั่นแหละ จะถึงจุดจบ ถึงอวสาน เป็นการจบสิ้นโลกใบนี้อย่างถาวร และจบสิ้นขบวนการไถ่ถอนของพระเยซู ที่ไม้กางเขน และหลั่งพระโลหิตของพระองค์ ตอนบ่าย 3 โมง ที่พระองค์ตะโกนว่า “สำเร็จแล้ว” มันเริ่มต้นสำเร็จ มันจะมาสำเร็จ ครบถ้วนบริบูรณ์ตามขบวนการอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประชากรของพระเจ้าพ่ายแพ้อย่างสุดแล้ว พระเยซูจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในวันนั้น พระเยซูจะมา แล้วก็เดินเข้าไปหาแอนตี้ไคร์ซ แล้วก็ … เป่าลมใส่ … จบ

สำเร็จสมบูรณ์ แล้วประชากรของพระเจ้าก็จะได้รับชัยชนะ ได้ครอบครองอาณาจักรร่วมกับพระเยซูคริสต์นิรันดร์ พระเจ้าต้องการให้เรารับรู้แค่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? เหตุการณ์ตอนอวสานหรือตอนจบจะเป็นอย่างไร? แต่ไม่ได้ต้องการให้รู้ชัดเจนว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร? เพราะมันเป็นผลดีกับเราเอง ดาเนียล 12:8-10

ดาเนียล 12:8-10 “8 ข้าพเจ้าได้ยินแต่ไม่เข้าใจ จึงถามว่า “ท่านเจ้าข้า ทั้งหมดนี้จะลงเอยอย่างไร 9 เขาผู้นั้นตอบว่า ‘ดาเนียลเอ๋ย จงไปตามทางของท่านเถิด เพราะถ้อยคำเหล่านี้ ถูกเก็บงำและประทับตราไว้ จวบจนวาระสุดท้าย 10 คนเป็นอันมากจะถูกถลุง และได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ ส่วนคนชั่วยังคงทำชั่วต่อไป ไม่มีคนชั่วคนใดจะเข้าใจ แต่ผู้มีปัญญาจะเข้าใจ”

 

ดาเนียลได้ฟังทั้งหมดแล้ว ดาเนียลบอกไม่เข้าใจ พวกเราก็ไม่เข้าใจ เพราะพระเจ้าไม่ต้องการให้เข้าใจ ให้แค่รู้ แล้วเชื่อ วางใจในพระองค์

เจ็บเป็นเจ็บ ทุกข์เป็นทุกข์ แต่ในที่สุด เราชนะถาวรนิรันดร์ นี่คือความหวังใจของเราทั้งหลาย ผู้เป็นคริสเตียน เมื่ออ่านตรงนี้แล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่เรามีความหวัง ทุกข์ไม่มีความหวัง ทุกข์อย่างไม่มีเหตุมีผลว่าเมื่อไรมันจะจบ มันทรมาน

เมื่อปีที่แล้วผมขี่จักรยานล้ม มือไปฟาดพื้น จากนั้นมามือขวาใช้ไม่ได้ ห้อยอย่างนี้ เจ็บตลอด  ตอนแรกนึกว่าจะให้มันหายเอง มันไม่หาย  ไปเอ็กซเรย์ กระดูกไม่แตก ไม่หัก แต่เส้นเอ็นร้าว เส้นเอ็นช้ำมาก ตอนนั้นจะต้องใช้งานมือขวาเป็นพิเศษด้วย งานหนักด้วย ไม่รู้จะทำอย่างไร? ก็เลยถามหมอ … หมอบอกว่า …

“มีวิธีเดียว คือต้องฉีดยาสเตอรอย ถ้าฉีดสเตอรอยแล้วมันจะหาย ไปทำงานได้เลย หายเลย แต่ถ้าไม่จำเป็น จะไม่ฉีดให้ ถ้าคุณจำเป็น ก็ต้องฉีด”

ผมบอกว่า “จำเป็น เพราะต้องใช้งานใน 2 อาทิตย์ข้างหน้า”

“2 อาทิตย์ข้างหน้าไม่ทันหรอก ต้องฉีด”

ก็เลยต้องฉีด เข็มยังกับเซรุ่มม้า เข็มยาว ใหญ่มากเลย แล้วฉีดที่ข้อมือ แบบแทงลงไปจะๆ เห็นๆ ชัดๆ ตอนแทงไปมันเจ็บ ปวด แล้วตอนเดินยามันปวด นาน ค่อยๆ ฉีด หมอยิ้มคนเดียว ผมไม่ยิ้ม หมอก็สบาย ไม่เป็นหรอก ใครเขาก็ฉีดอย่างนี้  แล้วมันรวมเข็ม หมายถึงเขาเอา 3 – 4 เข็มมารวมเป็นเข็มเดียว ใหญ่เลย นานเลย ไม่รู้นานเท่าไร? สำหรับผมแล้ว เหมือนฉีดเป็นชั่วโมง จริงๆ ไม่ใช่ แต่ความรู้สึกเราเหมือนเป็นชั่วโมง เพราะเราเจ็บ เราเลยรู้สึกว่าแค่ 1 นาทีนั้นมันนานเหลือเกิน แต่ความหวังของเรา ก็คือหมอบอกว่าฉีดแล้ว อีก 2 วัน มันก็หาย แขนก็ใช้งานได้เลย นี่ความหวังเราไปฝากไว้ตรงนั้น เราเชื่อข้อมูลหมอไง แล้วมันก็หายจริงๆ  เราจึงทนได้ ยิ้มได้ตอนที่มันเจ็บ เพราะเรารู้ว่ามันเจ็บแป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็ได้แล้ว

เหมือนกันถ้าตอนนี้ท่านพบกับความทุกข์อะไร? ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ เรื่องสุขภาพของท่าน ทุกข์เรื่องการเงิน การงาน ครอบครัว เรื่องจิปาถะบนโลกใบนี้ เพราะโลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา พระเยซูบอกแล้ว เมื่อเราเชื่อแล้ว โลกนี้เป็นศัตรูของเราตลอด ฉะนั้น ไม่มีอะไรสุขบนโลกใบนี้หรอก ท่านพบอะไร ก็ตาม อธิษฐาน แล้วอธิษฐานอีก ไม่เห็นมันจะดีขึ้นเลย จำไว้ พระเจ้าดูตลอดเวลา มันไม่เกินกว่าที่ท่านจะทนได้หรอก และเมื่อถึงเวลาสุดท้ายนั้น ท่านจะได้รับการพักผ่อนนิรันดร์ ไม่ว่าพระเยซูมาหรือไม่มา ท่านจะได้พักผ่อนนิรันดร์ เอเมน

นี่คือความหวังของคริสเตียน คือไม่ใช่ไม่มีความทุกข์ แม้เรามีความทุกข์ แต่เรายังมีความหวังว่ามันจะจบความทุกข์นั้น คือทุกข์อย่างมีหวัง ถูกไหม?  ถ้าทุกข์แบบไม่มีหวัง ก็ทุกข์ไป ทุกข์เพราะใช้หนี้ เวรกรรมเก่า เมื่อไรมันจะจบสักที ผมมาเชื่อพระเจ้า เพราะอย่างนี้นะ เพราะผมรับไม่ได้กับที่มีคนมาบอกผมว่าผมจะต้องใช้หนี้เวรกรรม พอผมป่วยก็บอกใช้เวรใช้กรรม แล้วผมก็ถามว่าจะใช้ถึงเมื่อไรมันถึงจะจบ ไม่รู้ ผ่อนอยู่นั่นแหละ ก็เลยไม่มีความหวัง แต่นี่พบพระเยซูแล้ว มันมีความหวังว่าผ่อนไป แต่รู้ว่าสุดท้ายแล้วบ้านนั้นเป็นของฉัน มีความหวังว่าเราทำได้ เราก็อดทน แต่นี่ผ่อนไปตลอดชีวิตเลย ไม่มีความหวังเลย เราทรมาน

เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า มันจึงสมควรอย่างยิ่งที่เราจะขอบคุณพระเจ้า ที่พระเยซูเป็นความหวังของเราตลอด ไม่ว่าทุกข์ขนาดไหน?  พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเรา และให้กำลังกับเราที่จะทนสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้

ถามว่าความหวังท่าน คืออะไร? ความหวังของเราทั้งหลาย ควรจะอยู่ที่นี่ และเป็นความหวังที่สมควรเอามาเทียบกับความทุกข์ยากบนโลกใบนี้ด้วย วิวรณ์ 21:1-5 นี่ควรจะเป็นความหวังของเราทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในพระเยซู ทุกคนบนโลกใบนี้

วิวรณ์ 21:1-5 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว” 5 พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่!” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไปเพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้”

 

เอเมน  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*****************************

 

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฏาคม 2017 เรื่อง “พระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่ง” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 9 กรกฏาคม 2017

เรื่อง “พระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่ง”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ ช่วงนี้เราเน้นเรื่องการบรรยายหนุนใจกันเกี่ยวกับพระเจ้าควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้บังคับบัญชาทั้งโลกวิญญาณ โลกวัตถุ ใต้โลก ไม่ว่าจะโลกไหนก็ตาม พระเจ้าควบคุม และยิ่งใหญ่สูงสุด แล้วเราก็ได้เรียนรู้กันถึงเรื่องว่าพระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว คือนำเรากลับไปหาพระองค์ คือนำมนุษย์ทุกคนกลับไปหาพระองค์ ผ่านทางพระเยซู ที่พระองค์ พระเยซูอยู่บนไม้กางเขนตรัสว่า …

“สำเร็จแล้ว”

สำเร็จ ก็คือเราสามารถกลับไปเป็นครอบครัวของพระเจ้าได้แล้ว เป็นลูกของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว เดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่ต้องรอตาย แล้วค่อยไป สามารถไปเดี๋ยวนี้เลย การเปิดใจต้อนรับพระเยซู ต้อนรับความเชื่อตรงนี้ เราก็ได้รับสิทธิของเราทันที เรากำลังเน้นเรื่องนี้อยู่

วันนี้ ก็เลยมีคำพยานมาเล่าสู่กับฟัง หนุนใจเรื่องเล่านี้มากขึ้น เป็นเรื่องที่เกิดทันที เดี๋ยวนี้ อีกเรื่องหนึ่งเกิดเมื่อประมาณสัก 10 ปีที่แล้ว ลองฟังดู คำพยานแรกรู้สึกง่ายๆ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ แต่ต้องการให้ท่านสังเกตเท่านั้นว่าพระเจ้าควบคุมอยู่จริงๆ อย่างไร? และเราอยู่ในพระเยซูแล้ว เราเป็นหนึ่งกับพระองค์ เราเป็นวิญญาณเดียวกัน ไปไหน พระเยซูก็อยู่กับเราตลอด  ไม่ว่าอธิษฐานหรือไม่อธิษฐานก็อยู่กับเรา ไปทุกหนทุกแห่ง มันเป็นเช่นไร? พระเจ้านำเราเช่นไร? อาจจะเรื่องเล็กๆ สำหรับเราทั้งหลายในขณะนี้ว่าเรื่องนี้เล็กๆ แต่ก็ฟังเรื่องนี้ก่อน แล้วเรื่องที่ 2 ใหญ่กว่านี้

เป็นคำพยานของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้เอง เป็นคำพยานที่ย้ำถึงความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมและครอบครองอยู่เหนือทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้เลย ถ้าพระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง เขาเตรียมตัวเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย ครั้งแรก จองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว จากนั้น ก็เริ่มศึกษาสถานที่ท่องเที่ยว จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า เริ่มจากค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เนต สอบถามข้อมูลจากคนที่เคยไปมาแล้วว่าจะไปเที่ยวไหนดี เพราะการวางแผนล่วงหน้าก่อน จะทำให้เราได้ซื้อได้ในราคาที่ถูก รวมทั้งตั๋วเครื่องบินด้วย

และก็ได้รับข้อมูลว่าการเดินทางด้วยตัวเอง อาจลำบากหน่อย  และอาจจะมีปัญหาเรื่องภาษา เขาก็เลยตัดสินใจที่จะซื้อทัวร์เมืองไทยร่วมด้วย มาซื้อทัวร์ในนี้ มันจะได้ราคาถูก จองล่วงหน้า เขาก็ค้นหาบริษัทต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แล้วก็ที่มีโปรแกรมทัวร์ที่น่าสนใจ จนในที่สุด ก็ได้พบกับโปรแกรมที่ถูกใจ เที่ยวทั่วไทยใน 10 วัน แถมมีโปรโมชั่นพิเศษด้วย ถ้าจองล่วงหน้า 2 เดือน จ่ายเงินทันที จะได้รับส่วนลดทันที 10% ไม่น้อยนะครับ ก็ไม่รอช้า จัดการจองออนไลน์ ผ่านทางอินเตอร์เนต

พอหลังจากจัดการเรื่องโปรแกรมทัวร์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็ใจเย็นๆ สบาย รอวันที่จะเดินทางอีกแค่  2 เดือนเท่านั้น ก็จัดเตรียมอะไรต่างๆ ไป ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่ง ก่อนการเดินทาง มีอยู่วันหนึ่ง ก่อนการเดินทาง 8 วัน  อยู่ๆ ก็บังเอิญ

ให้เราพูดพร้อมกันว่า “บังเอิญ”

มนุษย์เราชอบพูดอย่างนี้ อยู่ๆ ก็บังเอิญไปหยิบรายการทัวร์ที่จองไว้มาอ่านดู ไม่ได้ตั้งใจจะอ่าน บังเอิญ ก็ตกใจ อ้าว! เพราะว่าโปรแกรมทัวร์เมืองไทยที่จองไว้ มันกลายเป็นจองผิดวัน คือเขาจะเดินทางมาถึงเมืองไทย วันที่ 17 และตั้งใจจองทัวร์วันที่ 18 แต่ในใบคอนเฟรม กลายเป็นจองวันที่ 16 ตอนที่จองทางออนไลน์ คงตื่นเต้นมาก กดวันผิดไป ไม่รู้ตัว แล้วที่ทางทัวร์คอนเฟรม เขาไม่ได้ตรวจดูว่ามันตรงกันไหม? เวลาจองเสร็จเขาจะมีคอนเฟรมมาว่าวันที่ 16 ก็โอเค แต่จริงๆ มันไม่ตรงกับคิวที่วางไว้ มันต้องตรงเป๊ะหมด ทั้งการเดินทางด้วยเครื่องบิน โรงแรม ทุกอย่างมันต้องตรงกันหมด ทำอย่างไรดีคราวนี้ อาทิตย์หน้าจะเดินทางแล้ว 8 วัน ถูกไหม อีกอาทิตย์เดียว ยิ่งพออ่านรายละเอียด เงื่อนไขในใบจอง คราวนี้เหงื่อแตกเลย

เงื่อนไขระบุว่าถ้ายกเลิกการเดินทางน้อยกว่า 20 วัน จะได้รับเงินคืน 50% แล้วถ้ายกเลิกน้อยกว่า 7 วัน จะไม่คืนเงินเลย นี่ 8 วัน ซวยแล้วสิ ซวยไหม? จองไว้ 4 คน จ่ายเงินไว้แล้ว แสนกว่า วันนี้ก็บังเอิญเป็นวันสุดท้ายพอดี ถ้าไม่ยกเลิกวันนี้  ก็ได้ศูนย์ ถ้าไม่ยกเลิกภายใน 7 วันเป็นศูนย์ เขาไม่คืนเงินเลย  ถ้ายกเลิกวันนี้ ได้  50% คืน แค่เรื่องต้องเสียเงิน ก็เป็นข่าวร้ายมากพอแล้ว แต่ข่าวนี้ยิ่งร้ายกว่านั้น  ก็คืออาทิตย์หน้าก็จะเดินทางแล้ว อีกอาทิตย์เดียว แล้วจะทำอย่างไร? จะไปไหน? จะพักที่ไหน? จะทำอะไร? ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย? ทำอย่างไร? ยุ่งแล้วสิ ไม่ใช่เสียเงินไปแสนกว่า แล้วหาอันใหม่ แพงกว่าเก่าอีก เพราะมันใกล้วันแล้ว มันยิ่งแพงขึ้น หาไม่ได้ด้วยซ้ำไป

พอตั้งสติได้ เขาเลยโทรถามทางไกลมาบริษัททัวร์ ที่เมืองไทยเลย โทรทันทีเลยนะ เหลืออยู่ 7 วันกว่า เจรจาขอเลื่อนวันเดินทางจากวันที่ 16 เป็นวันที่ 18 ปรากฏว่าเวลาโทรมาเป็นเวลา 6 โมงเย็น เพราะเวลาไม่ตรงกัน จากเมืองนอก เป็นเวลา 6 โมงเย็นของวันศุกร์ของเมืองไทย ซึ่งบริษัทปิดแล้ว แต่บังเอิญมีพนักงานเหลืออยู่ 1 คนรับโทรศัพท์ บังเอิญอีกแล้ว จริงๆ เขาไม่ได้ตั้งใจอยู่หรอก แต่ยังไม่ได้กลับ เลยได้รับโทรศัพท์พอดี พนักงานก็แจ้งว่าต้องเช็คดูก่อนว่าวันที่ต้องการเดินทาง มีที่ว่างหรือเปล่า? รับได้ แต่ขอเช็คดูว่าว่างหรือเปล่า? แต่ไม่แน่ใจว่าจะเช็คได้หรือไม่ตอนนี้ เพราะตอนนี้ปิดแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันศุกร์ ถ้าไม่ทัน จะเช็คให้อีกทีวันจันทร์ ซึ่งวันจันทร์ก็ช้าไปแล้ว เป็นศูนย์ไปแล้ว ถ้าเป็นวันจันทร์ก็แปลว่าเงินแสนกว่าก็ถูกยึดไป และต้องจัดโปรแกรมทัวร์ใหม่ทั้งหมด ไม่รู้จะเสียเงินอีกเท่าไร? ทั้งค่าที่พัก ค่าโรงแรม ค่าเดินทางต่างๆ แค่นึกก็เหงื่อแตกแล้ว ทำอย่างไรดี เก็บหอมรอมริบมาตลอดหลายปี เพื่อมาเที่ยวเมืองไทย

แต่หลังจากนั้นอีกชั่วโมงกว่า บริษัทปิดทำการไปแล้วนะ พนักงานบริษัททัวร์ก็ส่งเมล์มาตอบ อุตส่าห์ทำงานล่วงหน้า เลิกงานแล้ว พนักงานบริษัททัวร์ก็ส่งเมล์มาตอบว่าวันที่ 18 ที่ต้องการเลื่อนไป บังเอิญมีคนยกเลิก 4 คนพอดี เพราะฉะนั้น สามารถเลื่อนได้เดี๋ยวนี้เลย เลื่อนไหม? ตอบ มือสั่นเลย เลื่อนๆ ทันที จอง จบ ถือว่าจบภายในวันนั้น เลื่อนพอดี จบภายในวันที่ 8 สุดท้าย รุ่งขึ้น ก็หมดแล้ว

ที่เอามาเล่าให้ฟัง ก็อย่างที่บอกอยากให้ท่านได้คิดว่าทั้งหมดมีกี่ “บังเอิญ” กี่บังเอิญ?

–  บังเอิญหยิบโปรแกรมขึ้นมาดู 7 วันสุดท้ายก่อนเดินทาง

– โทรศัพท์ตอนบริษัทปิดแล้ว แต่บังเอิญมีพนักงานเหลืออยู่คนหนึ่งพอดี

–  ต่อมาวันที่ต้องการเดินทาง ที่ต้องการเปลี่ยนไป   จริงๆ เต็มแล้ว  เขาบอกแล้วว่ามันเต็ม มันเต็มมาตั้งนานแล้ว  เต็มตั้งแต่ตอนที่เขาโปรโมชั่น จองกันทั่วโลกมาแล้ว หมดแล้ว อย่างไรก็หมด  ใกล้วัน จะถึงงานอยู่แล้ว ตอนนี้ไฮท์ซีซั่น มันเต็มไปหมดแล้วล่ะ แต่บังเอิญมีคนยกเลิก 4 คน ทำไมไม่ 5 คนล่ะ ถ้า 5 คน ก็ไม่ได้มาจากพระเจ้ามั้ง บังเอิญ เพื่อให้เป็น 4 คน มันจะได้เท่าๆ กัน จะได้รู้ว่าพระเจ้าเป๊ะแน่

จากคำพยานตรงนี้ มันบังเอิญแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง เราเลยยิ้มแย้มแจ่มใส เราเลยขอบคุณพระเจ้าด้วยใจจริงของเราว่าพระเจ้าทรงมีชีวิตอยู่จริงๆ พระองค์ทรงควบคุมทุกอย่างจริงๆ ง่ายเนอะ ฮาเลลูยา

แต่ถ้าเราเปลี่ยนเรื่องนี้นิดหนึ่ง สมมติผมเปลี่ยนเรื่องนี้นิดหนึ่ง บอกว่าบังเอิญวันที่ตรวจเจอว่าจองผิดวันนั้น มันเลยกำหนดเวลาที่แจ้งขอยกเลิกแล้ว เจอคืนนั้น มันเลยไปแล้ว เลย 7 วันไปแล้ว ไม่มีการยกเลิก เขาริบเงินไปแล้ว พูดง่ายๆ

หรือไม่เวลาที่โทรศัพท์ไป ก็บังเอิญเป็นเวลาเลิกงานแล้ว พนักงานกลับหมดแล้ว ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว ไม่มีคนรับสาย หรือบังเอิญวันที่ต้องการไปจริงๆ มันเต็มหมดแล้ว ไม่มีใครเขายกเลิกสักคนหนึ่งเลย อย่าว่าแต่ 4 คน คนเดียวหนึ่งยังไม่มี สรุปว่าเปลี่ยนวันไม่ได้ ต้องโดนยึดเงินทั้งหมด ต้องเสียเงินอีกเยอะแยะ จองที่พักใหม่ จ่ายค่าเดินทางใหม่ทุกอย่าง

ถามว่าถ้าเป็นการบังเอิญในลักษณะอย่างนี้ เปลี่ยนไปอย่างนี้ เรายังขอบคุณพระเจ้าไหม? เรายังหัวเราะเหมือนตะกี้ไหม? เรายังรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ด้วยไหม? เราอยู่ในพระคริสต์ พระคริสต์อยู่ในเรา เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระองค์อยู่ในเรา เราอยู่ในพระองค์ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน ฮาเลลูยา เราชนะแล้ว พระเยซูบอกเราทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน พระเจ้านำพาเราตลอดเวลา เราจะคิดอย่างไรนี้หรือไม่? คิดไหม? คงคิดยาก อาจจะคิดได้ทีหลัง ตอนเกิดใหม่ๆ คงคิดยาก เรื่องจริง

มาอีกเรื่องหนึ่ง จำได้ใช่ไหม? เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว 911 นี่ก็เรื่องจริงนะ ตึกเวิร์ดเทรล ถูกเครื่องบินชน 2 ตึกล้มลง มาทั้ง 2 ตึกว่ามีผู้ที่เข้าไปช่วย หน่วยกู้ภัยเข้าไปเยอะแยะ เสียชีวิตกันเยอะเลย จำได้ใช่ไหมครั้งนั้น ไปช่วย แล้วตึกมันถล่มมา ขณะที่ช่วยอยู่ ช่วยออกมา ชุดที่ 3 ตึกถล่มพอดี ก็เสียชีวิตไปเยอะแยะ

มีอยู่รายหนึ่งที่จะเล่าให้ฟัง ก็คือเขาเป็นพ่อ … ครอบครัวของลูกเป็นคริสเตียนที่รักพระเจ้ามาก ลูกก็เฝ้าอธิษฐานกับพระเจ้าตลอดเวลาให้กับพ่อ แล้วก็ประกาศให้กับพ่ออยู่บ่อยๆ ว่าให้พ่อ มีโอกาสรับเชื่อ แต่ยังไม่มีโอกาสไปคุยกับพ่อจริงๆ จังๆ สักทีว่าพ่อรับเชื่อเถิด แต่อธิษฐานให้ตลอดเวลา ปรากฏว่าพ่อเป็นหน่วยกู้ภัย และไปเสียชีวิตในเหตุตึกถล่มครั้งนี้ แล้วยังไม่ได้รับเชื่อ ลูกที่อยู่ก็เสียใจมากว่าพ่อเป็นคนดีมาก พ่อช่วยเหลือคนอื่นเยอะแยะมากมาย ตลอดชีวิตของพ่อทำแต่สิ่งที่ดีๆ แล้วทำไมไม่ได้ดี ก็อธิษฐานด้วยความเป็นทุกข์ใจ รู้สึกตัวเองผิด เรารู้จักพระเจ้า เราเป็นผู้ใกล้ชิดพระเจ้ามากขนาดนี้ ทำไมเราไม่สามารถประกาศ หรือเรียกพ่อให้มารู้จักพระเจ้าได้ รู้สึกผิด ปรากฏว่าผิดไป

หลังจากนั้นประมาณ 10 วันหรือหลายวัน มีอยู่วันหนึ่งมีผู้หญิงมากดกริ่งหน้าบ้าน แล้วก็เอาของมาให้ แล้วก็มาขอบคุณ ถามว่ามาขอบคุณเรื่องอะไร? เขาบอกว่าขอบคุณ เขาเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ตึกถล่ม เขาอยู่ในนั้น แล้วเขารู้ทีหลังว่าผู้ที่ช่วยเขา คือพ่อของคุณ ตรวจชื่อแล้วว่าเป็นพ่อของคุณ เลยจะมาขอบคุณว่าพ่อของคุณได้ทำสิ่งที่เป็นเหมือนวีรบุรุษ เข้าไปช่วยเขา ออกจากซากที่มันทับลงมาอยู่ใต้ดิน อย่างไม่คิดถึงชีวิตของตนเองเลย

และแค่นั้นไม่พอ ขอบคุณไม่พอ เขายังเล่าต่อว่าพ่อของคุณยังได้มีโอกาสคุยกับเขา  และผู้หญิงที่มีโอกาสได้รับการช่วยให้รอดคนนี้  เป็นคริสเตียนแล้ว  พ่อคนนี้ได้ไปช่วยเขาออกมา ขณะที่ช่วยออกมา เขาได้มีโอกาสประกาศข่าวประเสริฐให้กับพ่อของผู้ชายคนนี้  เข้าใจไหมครับ? ประกาศข่าวประเสริฐให้กับพ่อ แล้วนำพ่อเขารับเชื่อด้วย แล้วพ่อก็รับเชื่อด้วย แล้วก็พาเธอออกมาส่งข้างนอก แล้วก็บอกว่าเดี๋ยวจะกลับเข้าไปช่วยคนอื่นๆ อีกที่หลงเหลืออยู่ในนั้น และขณะที่เข้าไป ก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย

เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงอยากจะหนุนใจคุณว่าคุณพ่อคุณ ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว ขณะนี้ ขอบคุณมากๆ

โดยที่ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้นะว่าผู้ชายคนนี้เขาคิดอย่างไรในใจ เห็นหรือยัง? บังเอิญอีกไหม? บังเอิญ ถามว่าเรื่องนี้กลางๆ ไหม? ขอบคุณพระเจ้าได้ไหม? ก็ขอบคุณได้ แต่พ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว โอ๋! ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้ารู้เสมอว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร? เราไม่รู้

ถ้าตามภาษาพจนานุกรม “บังเอิญ” หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  โดยไม่รู้ตัว หรือไม่คาดหมาย บังเอิญ แปลว่าอย่างนี้ แต่คริสเตียนไม่มีคำว่าบังเอิญ ถูกไหม? บังเอิญใช้กับผู้อื่น ใช้ในอดีต แต่เดี๋ยวนี้เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เราอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า  ไม่มีคำว่า “บังเอิญ” อีกแล้ว เพราะว่าชีวิตเรามอบให้พระองค์แล้ว จะรู้หรือไม่รู้ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ พระองค์อยู่ในเรา เราก็อยู่ในพระองค์ ไปด้วยกันทุกหนทุกแห่งนั้นแหละ

เพลงคร่ำครวญ 3:37-38 บันทึกไว้อย่างนี้ “37 หากองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้มีประกาศิตไว้ ผู้ใดเล่าจะสั่งให้มันเกิดขึ้นได้? 38 ทั้งหายนะและสิ่งดีงาม ล้วนมาจากพระโอษฐ์ขององค์ผู้สูงสุดไม่ใช่หรือ?”

 

สุภาษิต 19:21 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า “ในใจของมนุษย์มีแผนงานมากมาย แต่พระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะสำเร็จ”

 

สุภาษิต 3:5-6 บันทึกไว้ว่า “5 จงวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างหมดใจ อย่าพึ่งความเข้าใจของตนเอง 6 จงยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงทำทางของเจ้าให้ราบเรียบ”

 

ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม บัดนี้ เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราอยู่ในพระเยซู เราได้รับบัพติศมา เราได้จุ่มลง เราได้ชุบ มุดลงไป พระเจ้าได้วางเราลงไป  ในพระเจ้า พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้า พระบิดา พระเจ้า พระบุตร พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาคนี้ เราอยู่ในนั้น เราเป็นครอบครัวอยู่ในนั้น ชื่อเราได้ถูกจดอยู่ในสำมะโนครัว ครอบครัวนั้น ที่มีชื่อว่า The book of life หรือหนังสือแห่งชีวิต ชื่อเราอยู่ที่นั้นแล้ว พระองค์นำพาเราไปเป็นครอบครัว รักเรามาก ให้เรารู้สิ่งนี้ว่าเราอยู่ในความรักของพระเจ้า และไม่มีใครเอาเราออกไปจากนี้ได้ เราอยู่ในนั้นแล้ว เขาจึงมีเพลงที่ร้องกัน เขาจึงมีเพลงนี้ว่า …

จะเป็นหรือจะตาย จะหัวเราะหรือร้องไห้

จะอยู่ เพื่อจะรัก จนหมดดวงใจ

จะอยู่ เพื่อจะกล่าว และจะบอกเล่าเรื่องพระองค์

จะอยู่ เพื่อร้องเพลง สรรเสริญพระนามพระองค์

เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ ให้พวกเรามีบทเพลงนี้อยู่ในใจเลยว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ขอบคุณพระเจ้า เราอยู่ในพระองค์ พระองค์อยู่ในเรา ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้น โดยพระองค์ไม่รู้ พระองค์จูงมือเราเดินอยู่ตอนนี้ เอเมน เพราะฉะนั้น ร้องเพลงนี้ได้ไหม?

จะเป็นหรือจะตาย จะหัวเราะหรือร้องไห้

จะอยู่ เพื่อจะรัก จนหมดดวงใจ

จะอยู่ เพื่อจะกล่าว และจะบอกเล่าเรื่องพระองค์

จะอยู่ เพื่อร้องเพลง สรรเสริญ พระนามพระองค์

จะอยู่ เพื่อร้องเพลง สรรเสริญ พระนามพระองค์

ปรบมือให้พระเจ้าของเรา ความรักของพระองค์อยู่กับเราตลอดเวลา เอเมน ขอบคุณพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

********************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2017 เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอน 21 “ชัยชนะแห่งยุคสุดท้าย” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  กรกฎาคม  2017

เรื่อง “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า”

ตอน 21 “ชัยชนะแห่งยุคสุดท้าย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้เรามาต่อ “จงนิ่งเสียและรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า” ตอนที่ 21 ชื่อตอนว่า “ชัยชนะแห่งยุคสุดท้าย” วันนี้เราจะมาดูกันต่อ ในหนังสือดาเนียล บทที่ 11 ย้ำกันอีกครั้งหนึ่งว่าที่เรามาเรียนรู้หนังสือดาเนียล ก็เพื่อที่จะให้รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ที่ควบคุม ครอบครองอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งหลาย บนโลกใบนี้  ทั้งโลกฝ่ายวิญญาณ และโลกที่ตามองเห็น และประเด็นสำคัญที่สุด ก็คือสิ่งใดที่พระเจ้าต้องการให้เรียนรู้ และสามารถเข้าใจได้ พระองค์ก็เปิดตาฝ่ายวิญญาณเรา ให้นิมิตกับเรา สอนเรา บอกเราได้ชัดเจนเลยว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร?  และเราเข้าใจในนิมิตนั้น ส่วนอีกหลายๆ เรื่องที่พระเจ้า ไม่ต้องการให้เรารู้ ซึ่งเราเรียกกันว่าสิ่งลี้ลับ อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งลี้ลับ เมื่อพระเจ้าไม่เปิดเผย เราก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น เช่น หลายๆ เรื่องที่เราได้รับรู้ผ่านทางนิมิตของดาเนียล ที่เราได้เรียนกันมาตลอด ได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสำแดงไว้ล่วงหน้า  เป็นเวลาหลายร้อยปี ที่เรากลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ ได้เห็นบันทึกก่อนสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้น  มันเป็นจริง ตามนั้นหมดเลย อย่างนี้เขาเรียกว่าให้เราเรียนรู้ศึกษา

ส่วนสิ่งใดที่พระเจ้าไม่เปิดเผย และไม่ทรงสำแดงให้เรารู้ ในที่เราเรียนมาก็มีเยอะแยะ หลายตอนเลย เราก็ไม่ต้องพยายามสืบเสาะ แล้วก็หาวิธีที่จะรู้มัน ไม่ต้องพยายามที่จะไปหาความจริงในสิ่งลี้ลับอะไรต่างๆ อย่าเข้าไปเลย มันเป็นทุกข์มากกว่าเป็นสุข เพราะว่าเราไม่ทำตามที่พระผู้สร้างกำหนดให้เราเป็น ถ้าเราไปเรียนรู้สิ่งที่เราไม่รู้ และพระเจ้าไม่อยากให้เรารู้ มันจะเป็นโทษต่อเรา เช่น อัศจรรย์ใหญ่โตอะไรต่างๆ ฤทธิ์เดชอำนาจมากเกินมนุษย์ ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเลย แม้ตัวเราเองจะผ่านประสบการณ์นั้น ก็ตาม เข้าไป แล้วรีบออกมา อย่าเข้าไปติดยึดอยู่ มันอันตราย

ในหนังสือฮีบรูบอกว่า …

“เมื่อครบกำหนด เจ้าจะต้องตาย”

มันเป็นการกำหนดไว้แล้วว่ามนุษย์ทุกคน จะตายเพียงครั้งเดียว บอกล่วงหน้าว่าเราต้องตายแน่ๆ ไม่รู้เมื่อไร? แต่เมื่อครบกำหนด เราก็ต้องตาย

สมมติว่าพระเจ้าบอกเราล่วงหน้าว่าจะตายเมื่อไร? เราไม่ทำอะไรแล้ว ก็นั่งรอๆ อย่างเดียว   ไม่มีสมาธิในการดำรงชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้น การรู้อะไรล่วงหน้า มันไม่ใช่ดีเสมอไปหรอก

เราจึงต้องยอมเคารพกติกาพระเจ้า เมื่อพระเจ้าไม่ให้เราเรียนรู้ว่ามันเป็นอะไร? อย่างไร?  ก็ไม่ต้องไปเรียนรู้ เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าย่อมรู้มากกว่าเราว่าอะไรเราควรจะรู้ อะไรเราไม่ควรรู้ มันไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรา ก็ไม่ต้องไปรู้ เชื่อฟังพระองค์เถิด เอเมน

กลับมาที่ดาเนียล บทที่ 11 เราได้เรียนรู้กันไปถึงข้อที่ 35 ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวล่วงหน้าในนิมิตของดาเนียล ที่ดาเนียลได้รับถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับชนชาติต่างๆ ในตะวันออกกลาง และแอฟาริกาเหนือ ตั้งแต่สมัยกษัตริย์ไซรัส แห่งเปอร์เซีย ประมาณ 529 ปีก่อนคริสตศักราช   จนถึงการยึดครองอำนาจในอิสราเอล ในปี 167 ก่อน คริสตศักราช เรื่องราวที่เราจะเรียนกันในครั้งนี้ ก็จะต่อจากครั้งที่แล้ว

วันนี้เราจะมาดูดาเนียล 11:36-45 ซึ่งพระเจ้าได้เปิดเผยให้รู้เพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย คือยุคต่อจากเราไป ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ที่เรารอกันทั้งโลกนี้ ย้ำอีกครั้งว่าเป็นการบอกให้ทราบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น  แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไร? วันใด? เวลาใด? แต่บอกว่ามันจะเกิดขึ้นแน่นอน

และในช่วงท้ายๆ ของดาเนียลบทที่ 11 เป็นบทสรุปว่าประชากรของพระเจ้า ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะต้องพบกับความพ่ายแพ้ ความทุกข์ทรมาน ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้ว คนที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า จะได้รับความสุข เป็นนิรันดร์ นี่เรื่องจริงๆ

ส่วนผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับพวกเรา ผู้ที่เชื่อพระเจ้า ก็คือผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า ผู้ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ แล้วยังไม่ได้เชื่อในนิมิตนี้ สุดท้ายแล้วจะได้พบกับความทุกข์ทรมานนิรันดร์ อันนี้ก็เป็นจริงด้วยเช่นเดียวกัน มันเป็นจริงทั้งคู่

ดาเนียล 11:36-37 “36 “กษัตริย์องค์นั้น จะทำตามใจชอบ เขาจะยกตัวเหนือเทพเจ้าทั้งปวง และกล่าวลบหลู่พระเจ้าสูงสุด อย่างที่ไม่เคยได้ยินกันมาก่อน เขาจะประสบความสำเร็จ จนครบเวลาแห่งพระพิโรธ เพราะจะต้องเป็นไปตามที่ทรงกำหนดไว้ 37 เขาจะไม่สนใจบรรดาเทพเจ้า ของบรรพบุรุษ หรือผู้ที่บรรดาสตรีฝักใฝ่ หรือพระใดๆ แต่จะยกตนเอง เหนือเทพทั้งมวล”

 

ตอนนี้เห็นภาพในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กำลังจะเกิดขึ้น จะมีฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้เดินทัพผ่านอิสราเอลจะทนทุกข์ลำบากอย่างไร? พอมาข้อ 36 ปุ๊บ เข้ามาสู่โลกฝ่ายวิญญาณแล้วว่าในอนาคตมันจะเป็นอย่างนี้

กษัตริย์องค์นั้น จะทำตามใจชอบ เขาจะยกตัวเหนือเทพเจ้าทั้งปวง และกล่าวลบหลู่พระเจ้าสูงสุด อย่างที่ไม่เคยได้ยินกันมาก่อน

คำว่า “กษัตริย์องค์นั้น” ตรงนี้ หมายถึงปฏิปักษ์พระคริสต์ในยุคสุดท้าย หมายถึงแอนตี้ไคร์ซ ตรงตามที่เปาโลได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ใหม่ ใน 2 เธสะโลนิกา 2:4 ซึ่งผ่านจากเรื่องของดาเนียลมาประมาณ 500 ปี ในยุคที่พระเยซูมาเกิดแล้ว และไปอยู่ในสวรรค์แล้ว และเปาโลเป็นบุคคลหนึ่งที่พระเจ้าเปิดตาให้เห็นอาณาจักรสวรรค์ และเปาโลพูดถึงสงครามฝ่ายวิญญาณ หรือปฏิปักษ์พระคริสต์ไว้ว่าอย่างไร?

2 เธสะโลนิกา 2:4 “มันจะต่อต้าน และยกตนขึ้น ข่มทุกสิ่ง ที่ได้ชื่อว่าพระเจ้า หรือเป็นที่เคารพบูชา เพื่อว่ามันจะตั้งตนขึ้น ครองพระวิหารของพระเจ้า และประกาศตัวเป็นพระเจ้า”

 

และยอห์น อัครสาวกของพระเยซู ก็เคยเตือนให้ระวังปฏิปักษ์พระคริสต์ หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกแอนตี้ไคร์ซ ที่จะเข้ามาในยุคสุดท้าย  คือยุคสุดๆ แล้ว จบแล้ว จบบริบูรณ์ และในยุคสุดท้ายนี้ มันจะเร่งการทำงานของมัน เหมือนกับว่าพระเจ้าอนุญาต แล้วมันก็ทำสุดท้ายเลย  ทุ่มสุดตัวเลย อะไรประมาณนั้น  และผู้ที่เชื่อในพระเจ้าชนะ ใน 1 ยอห์น 2:18

1 ยอห์น 2:18 “ลูกที่รัก บัดนี้ เป็นวาระสุดท้ายแล้ว และตามที่ท่านได้ยินมาว่าปฏิปักษ์ของพระคริสต์กำลังมานั้น แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็มีมามากมายแล้ว ด้วยเหตุนี้ เราจึงรู้ว่านี่คือวาระสุดท้าย”

 

เวลาท่านอ่าน คำว่า “ยุคสุดท้าย” “วาระสุดท้าย” ท่านจงจำไว้ว่ามันหมายถึงยุคที่พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ตายที่ไม้กางเขนแล้ว หลั่งพระโลหิตแล้ว บรรดาอัครสาวกและผู้เชื่อต่างๆ ทั่วโลก ได้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐนี้ ถ้ามาถึงปัจจุบัน เป็นเวลาประมาณ 2,000 ปี แต่เริ่มต้นจากนั้น ตลอดมา ถือว่าเป็นยุคสุดท้าย หมดเลย พระเจ้าเป็นผู้อนุญาตให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามแผนการใหญ่ของพระองค์ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ก็หมายความว่ารวมทั้งสิ้นที่ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยตาหรือไม่ก็ตาม และรวมทั้งสิ่งที่เราคิดว่ามันดีก็ตาม และเราคิดว่ามันไม่ดี มันเลวร้ายก็ตาม บางคนพอมีสิ่งเลวร้ายขึ้นมา บอก …

“ไอ้นี้ มารซาตานเป็นผู้ควบคุม”

แล้วอย่างนี้ เราจะร้องเพลง “พระเจ้ายิ่งใหญ่” ได้อย่างไร? ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ บางครั้งก็ใหญ่ไม่พอ พระคัมภีร์ไม่เคยพูดอย่างนั้น พระเจ้าควบคุมทุกอย่างอยู่ ไม่ว่าเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นก็ตาม เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ถ้าพระเจ้าเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด ตามที่บอกมาจริงๆ แล้วปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? เราก็สามารถตอบด้วยสติปัญญาของเรา ที่พระเจ้าให้มาว่า …

“ไม่รู้  ฉันไม่ใช่พระเจ้า ไปถามพระเจ้าเองก็แล้วกัน”

ถ้าเราพยายามไปหาคำตอบที่พระเจ้าบอกลี้ลับ ในที่สุด เราก็จะตอบด้วยความหงุดหงิดว่า …

“พระเจ้าอยากลงโทษเธอไง”

ไปกันใหญ่ เละ มันเกิดความเสียหายมากกว่า ยอมตอบไปสิว่าพระเจ้าไม่ได้บอก มันลี้ลับ ไม่รู้จริงๆ หัดตอบบ้าง ไม่รู้ บางครั้งพระเจ้าก็อนุญาตให้ความทุกข์ยากลำบาก ความเลวร้ายเกิดขึ้น บางสิ่งบางอย่าง เกิดขึ้นกับผู้ที่เชื่อในพระองค์ ที่เรียกว่าประชากรของพระองค์ ทุกยุคทุกสมัย ในสมัยอดีต ก็คือพวกอิสราเอล ในสมัยปัจจุบัน ก็คือพวกคริสเตียน เราผู้เชื่อนั่นเอง เราต้องยอมรับตรงนี้ก่อน เพราะมันตามหลักพระคัมภีร์จริงๆ ไม่อย่างนั้น เราจะหาทิศทางในการตั้งฐาน ในการเชื่อพระเจ้าไม่ถูกเลย  ถามว่าพระเจ้าอนุญาตให้สิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้นเพื่ออะไร?  เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในแผนการใหญ่ๆ ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ ซึ่งแผนการใหญ่ๆ นั้น มิได้หมายถึงเกี่ยวข้องกับชีวิตเราคนเดียว แต่เกี่ยวพันไปถึงทั้งโลกฝ่ายวิญญาณ และโลกฝ่ายวัตถุตั้งแต่สวรรค์จนถึงนรก ถ้าพระเจ้าจะใช้ท่านเกี่ยวข้องกับคนๆ หนึ่งที่จะลงนรก ดึงเขาขึ้นมา ใช้ด้วยวิธีอะไร? ไม่รู้ ทำไมใช้คนนี้เป็นภาชนะอย่างนี้ เท่ห์จังเลย  ทำไมใช้คนนี้ ไม่ค่อยเท่ห์เลย  ตอบว่าไม่รู้ คนเท่ห์อาจกลับกลายเป็นไม่เท่ห์ก็ได้ กลายเป็นกระเทเร่ก็ได้ เราไม่รู้เรื่องเลย

เพราะฉะนั้น เราต้องยอมรับสิ่งเหล่านี้ว่าอย่างไรก็ตาม พระเจ้าสัญญาไว้ในหนังสือโรม 8:28 ว่า …

“พระเจ้าให้ทุกสิ่งทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดผลดีกับเขาทั้งหลาย ที่รักพระองค์ ประชากรของพระองค์ ที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้”

เอเมน จบ หลับสบาย  แล้วก็ตอบว่า …

“ฉันไม่รู้จริงๆ ฉันไม่ได้ไปสืบหาว่าเป็นอะไร? ฝากไว้ที่พระเจ้า นอนดีกว่า แม้ว่าจะนอนไม่หลับ ก็ลุกขึ้นมาอธิษฐานใหม่ คิดใหม่”

เหมือนในตอนท้ายของข้อ 36 บอกว่า …

“เขาจะประสบความสำเร็จ จนครบเวลาแห่งพระพิโรธ เพราะจะต้องเป็นไปตามที่ทรงกำหนดไว้”

คนนี้มาทำความทุกข์ทรมานให้ประชากรของพระเจ้า ให้เขามาข่มเหงคริสเตียนสำเร็จ เพราะว่า …

“เขา (หมายถึงแอนตี้ไคร์ซที่จะมาข่มเหงคริสเตียนนะ) จะประสบความสำเร็จ จนครบเวลาแห่งพระพิโรธ เพราะจะต้องเป็นไปตามที่ทรงกำหนดไว้”

เขาทำสำเร็จ เพราะพระเจ้ากำหนดไว้ พระเจ้าควบคุมอยู่

มาดูว่าในช่วงที่ปฏิปักษ์พระคริสต์ยกตัวเองเป็นใหญ่ มันทำงานอย่างไร? ดาเนียล 11:38-39 ได้บอกไว้ล่วงหน้า

ดาเนียล 11:38-39 “38 เขาจะยกย่องเทพเจ้าแห่งป้อมปราการ ซึ่งบรรพบุรุษของเขาไม่รู้จัก  แทนเทพเหล่านั้น เขาจะยกย่องเชิดชู ด้วยเงินทอง เพชรนิลจินดา และของกำนัลสูงค่า 39 เขาจะโจมตีป้อมปราการอันแข็งแกร่งที่สุด โดยความช่วยเหลือของพระต่างชาติ และจะยกย่องเชิดชู  บรรดาผู้ที่ยอมรับเขา แล้วเขาจะตั้งคนเหล่านี้ ให้เป็นผู้ปกครองคนเป็นอันมาก และยกที่ดินให้เป็นรางวัล”

 

“เขา” ตรงนี้ คือปฏิปักษ์พระคริสต์ที่ได้ฤทธิ์อำนาจมาจากโลกฝ่ายวิญญาณ ก็คือซาตาน ในการเป็นผู้นำคนไปต่อต้านประชากรของพระเจ้า ข่มเหงประชากรของพระเจ้า

ปฏิปักษ์พระคริสต์ หรือผู้นำที่ได้อิทธิพล ได้ฤทธิ์อำนาจ เป็นเรื่องเกี่ยวกับฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นอัศจรรย์ อำนาจมาทางฝ่ายวิญญาณ ตัวแอนตี้ไคร์ซหรือปฏิปักษ์พระคริสต์ตัวนี้  ในอนาคต จะรวบรวมสมัครพรรคพวก ด้วยการเอาทรัพย์สินเงินทองทางโลกมาล่อ ใครที่ยอมทำตามนโยบายของเขา ตามพระคัมภีร์บอก ยอมเป็นพวกกับมัน ก็จะได้รางวัล ได้รับการยกย่องเชิดชู ได้รับเกียรติ ได้รับคำสรรเสริญ ได้รับอำนาจ อิทธิพลและทรัพย์สินเงินทอง แต่พระคัมภีร์บอกเป็นเพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ ขอบคุณพระเจ้า

สมัยก่อนเรียนพระคัมภีร์ พยายามที่จะเรียนรู้ เหนื่อยมาก พยายามศึกษาตรงนั้น ก็ไม่เข้าใจ ตรงนี้ก็ไม่เข้าใจ เดี๋ยวนี้พระเจ้าเปิดตาฝ่ายวิญญาณให้เราได้เห็นอะไรบางอย่างแล้ว พออ่านเจอสิ่งเหล่านี้ ก็ยิ่งสบายใจ อย่างเช่น …

ตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ ตามแผนการพระเจ้า เมื่อถึงกำหนดของพระเจ้า มันแฮปปี้จริงๆ

อีกอันหนึ่ง ก็คือพระเจ้าดลใจ ชอบมากเลย พระเจ้าดลใจให้กษัตริย์ไซรัส อนุญาตให้ประชากรของพระเจ้ากลับไปยังเยรูซาเล็ม

พระเจ้าดลใจให้ฟาโรห์มีใจแข็งกระด้าง ทรมานประชากรของพระองค์เพิ่มขึ้น

มันจริงเลย ไม่ใช่ที่เห็นเขาทุกข์ทรมาน แล้วมัน แต่เพราะทุกอย่างอยู่ที่พระเจ้าหมด ไม่ว่า เราจะรู้สึกดีหรือเลวก็ตาม

ดลใจกษัตริย์ไซรัส ให้มีความโปรดปรานกับประชากรของพระเจ้า อย่างดี นี่ดี ตามที่ตาเรามองเห็น

แต่ดลใจฟาโรห์ เพิ่มงาน บีบบังคับ เคี่ยวเข็ญ อิสราเอล นี่มันไม่ดี แต่ทั้งสองอัน ในพระคัมภีร์เขียนคำเดียวกัน คือพระเจ้าดลใจ

เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ตอนที่พระเยซูกำลังจะเริ่มต้นประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า ประมาณอายุ 30 ปี พระเยซูอดอาหาร ในพระคัมภีร์เขียนไว้แล้ว มารได้นำพระเยซูไปทดลอง ความเชื่อเลย  ก็คือมาล่อลวงพระเยซูนั่นแหละไม่ใช่ทดลอง มารมาล่อลวงพระเยซู พาพระเยซูขึ้นไปบนภูเขา แล้วให้มองลงมาข้างล่าง เห็นเมือง เห็นอะไรต่างๆ แล้วบอกว่า …

“ทรัพย์สินสิ่งของเหล่านี้ เกียรติยศเหล่านี้ทั้งหมด บนโลกใบนี้ ได้ถูกมอบให้กับเราแล้ว กราบเราสิ แล้วเราจะให้เจ้า”

ให้พระเยซูกราบมัน แล้วมันจะให้หมดเลย ทั้งทรัพย์สินเงินทอง อิทธิพล ครอบครองโลกใบนี้ทั้งใบเลย แล้วพระเยซูตอบว่าไสหัวแกไปให้พ้น

สำหรับมนุษย์ ในยุคสุดท้าย ให้คุณพันล้าน เอาไหม? ไสหัวแกไปให้พ้น หมื่นล้าน เดี๋ยวก่อน กลับไปคิดแป๊บ ใช่หรือเปล่า?  เดี๋ยวกลับไปคิด ไม่เอา มันน้อยไป นี่มันมนุษย์ ไม่ใช่พระเยซูเลย  แต่ขอบคุณพระเจ้า เราอยู่ในพระเยซู พระเยซูอยู่ในเราแล้ว เราก็มีสิทธิ์ที่จะพูดคำนี้ ถ้าพระเยซูนำพาเรา เขาให้มาพันล้าน  เราก็บอกไสหัวแกออกไป ปฏิเสธพระเจ้าให้สักหมื่นล้าน เอาหรือไม่เอา? ตอนนี้ยังเช่าบ้านเขาอยู่นะ เงียบไม่กล้าพูด ดีแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจ ถึงวันนั้น ไม่รู้นะ ไม่มีใครตอบได้

นี่แหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย มันแรงขึ้นกว่าเดี๋ยวนี้อีก และจะมีคนหลงไปในนั้นจริงๆ ยอมเพื่อให้ได้อิทธิพล ได้ชื่อเสียง ได้เกียรติยศ ได้ทรัพย์สิน และเขาก็จะสบายแค่ชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วเขาจะทุกข์นิรันดร์

ดาเนียล 11:40-43 “40 ในวาระสุดท้าย กษัตริย์ฝ่ายใต้จะรบกับเขา และกษัตริย์ฝ่ายเหนือนั้น จะระดมรถม้าศึก กองทหารม้า และกองทัพเรือบุกเข้าประจัญบานกับเขา เขาจะรุกรานหลายประเทศ และกวาดล้างไปทั่ว เหมือนน้ำท่วม 41 เขาจะรุกรานดินแดนอันงดงามด้วย หลายประเทศจะล่มสลาย แต่เอโดม โมอับ และบรรดาผู้นำอัมโมน จะได้รับการช่วยกู้ จากเงื้อมมือของเขา 42 เขาจะแผ่อำนาจเหนือหลายประเทศ แม้อียิปต์ก็ไม่พ้นมือเขา 43 เขาจะครอบครอง คลังทองคำ คลังเงิน และทรัพย์สมบัติทั้งปวงของอียิปต์ ชาวลิเบียและชาวนูเบีย ก็ยอมจำนนแก่เขา”

 

พระเจ้าเปิดเผยให้เราได้รู้ว่าเมื่อถึงวาระสุดท้าย จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างคราวๆ ไม่ให้รู้หมด แต่ไม่บอกว่าจะเกิดขึ้นวันไหน? เวลาไหน? ไม่ต้องพยายามไปสืบเสาะ

ที่บอกว่ากษัตริย์ฝ่ายใต้จะรบกับกษัตริย์ฝ่ายเหนือ ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงสงครามระหว่างเปอร์เซียกับอียิปต์ที่สัปดาห์ที่แล้ว ตั้งแต่ข้อที่ 1-35 ที่เราเรียนรู้ไป เป็นการเทียบให้เห็น เพราะตรงนี้ เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่สิ่งที่เราเรียนกันในครั้งที่แล้ว เกี่ยวกับสงครามระหว่างเปอร์เซียกับอียิปต์ ผ่านอิสราเอล สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ที่เรากำลังอ่านอยู่ตอนนี้ เป็นนิมิตที่บอกถึงยุคสุดท้าย ก็คือจากนี้ต่อไป จนถึงวันที่พระเยซูจะกลับมา จบบริบูรณ์ ในอวสานของเรื่องๆ นี้ เรื่องของโลกใบนี้ เรื่องของสงครามระหว่างผู้ที่เชื่อในพระเจ้ากับผู้ที่เชื่อในมารซาตาน

ในยุคสุดท้าย กษัตริย์ฝ่ายใต้จะสู้รบกับกษัตริย์ฝ่ายเหนือ ดาเนียลใช้คำว่า “เหนือ” กับ “ใต้” เป็นสัญลักษณ์ของการทำสงครามระหว่างปฏิปักษ์พระคริสต์กับฝ่ายตรงข้าม ก็คือฝ่ายที่เชื่อในพระเจ้า ถ้าฝ่ายเหนือเล็งถึงกองทัพของปฏิปักษ์ กองทัพของพวกแอนตี้ไคร์ซ เพราะฉะนั้น ฝ่ายใต้ ก็คือกองทัพของพระเยซูคริสต์

“กษัตริย์ฝ่ายเหนือจะระดมรถม้าศึก กองทหารม้าและกองทัพเรือ บุกเข้าประจัญบานกับเขา  เขาจะรุกรานหลายประเทศ และเขาจะกวาดล้างไปทั่ว เหมือนน้ำท่วม”

ความหมายตรงนี้ ก็คือปฏิปักษ์พระคริสต์ จะใช้อาวุธทุกชนิดที่มีอยู่ รวมทั้งอาวุธเคมี ปรมาณู อะไรก็แล้วแต่ ในยุคปัจจุบันเรารู้แล้ว แต่สมัยดาเนียล เขาอ่าน เขาไม่รู้เรื่อง ก็คือตรงนี้บอกว่าใช้ทุกอย่างที่มีอยู่ อาวุธทุกชนิด พลังอำนาจทุกอย่าง รวมทั้งเล่ห์กล เพทุบายทุกอย่าง ทั้งหมดเข้าทำสงครามครั้งสุดท้ายนี้ พยายามทุกวิถีทางที่จะยกตัวเองขึ้นมาเป็นใหญ่ เป็นพระเจ้าของโลกนี้ให้ได้ ตามที่มันเคยอยากจะเป็นมาตั้งนาน ตั้งแต่ตอนก่อนสร้างโลกอีก แล้วมันก็ถูกขับไล่ เพราะมันแพ้สงครามบนสวรรค์มา มันนึกว่ามันเป็นพระเจ้า พระเจ้าสร้างมันขึ้นมาให้เป็นลูซีเฟอร์ให้มีความสวยสด งดงาม มีความสามารถมากๆ จนมันเหลิง เกิดความหยิ่งผยองในตัว มันอยากจะเป็นพระเจ้าเอง  มันก็เลยทำสงคราม ใช้เล่ห์เพทุบาย ไปเกลี้ยกล่อมทูตสวรรค์อื่นๆ ให้มาเป็นพวกได้ 1 ใน 3 แล้วก็ทำสงครามกับพระเจ้า แพ้ พระเจ้าก็ขับไล่มันออกไป เพราะฉะนั้น มันมีแค่ 1 ใน 3 ทูตสวรรค์ที่ดีๆ ยังเหลือ 2 ใน 3

พระคัมภีร์บอกไว้ ทูตสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมาให้รับใช้เรา มีอยู่ 2 ใน 3  กองทัพเราเยอะกว่าตั้งเยอะ นี่ยังไม่นับหัวหน้าเรา พระเยซูคริสต์นะ ใหญ่ยิ่งสูงสุด แต่ตอนนี้ ทำไมพระองค์ไม่ทำ ไม่รู้ เราอย่าไปยุ่งวุ่นวาย เรารู้ว่าเป็นแผนการของพระองค์แล้วกัน แล้วมันต้องดีแน่นอน พอจะคิดได้นิดหน่อย อาจจะช่วยเหลือคนอื่นๆ ทั่วๆ ไปที่ยังไม่รู้จักข่าวประเสริฐ ที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซู มาถึงความรอดเหมือนเรา รอก่อน ยังไม่ถึงเวลา รอให้สุก แล้วถึงจัดการก็ได้

“กองทัพฝ่ายเหนือนั้น จะระดมม้าศึก กองทหารม้า เรือรบ พุ่งประจัญบานกับเขา เขาจะรุกรานหลายประเทศ และกวาดล้างไปทั่ว เหมือนน้ำท่วม”

ปฏิปักษ์พระคริสต์ คือมันไม่ยอมหยุด อาวุธที่สำคัญที่สุดของปฏิปักษ์พระคริสต์ ก็คือมนุษย์  เพราะขาดมนุษย์ไม่ได้ มนุษย์ต้องยอม มนุษย์ยอมพระเจ้าอย่างไร? มนุษย์ต้องยอมมารอย่างนั้น มันถึงทำได้ บนโลกนี้ ใครใหญ่สุด พระเจ้าสร้างให้มนุษย์ครอบครองโลกใบนี้  แล้วมนุษย์ไปโยนเอาสิ่งที่เรามีอยู่ ไปให้คนโน้น ไปให้คนนี้ เละตุ้มเป๊ะ พระเยซูจึงเข้ามาแทรกแซง เพื่อจะช่วยเรา

วิธีแทรกแซง ก็คือส่งพระบุตรของพระองค์มาเป็นหัวหน้ามนุษย์คนใหม่ เพราะว่าหัวหน้ามนุษย์คนเก่า คืออาดัมไม่ไหวแล้ว พระเจ้าจึงให้คนใหม่เข้ามา ชื่อพระเยซู … พระเยซูมาสร้างอาณาจักรมนุษย์ใหม่ขึ้นมา เขาเรียกว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่ ครอบครัวใหม่ของมนุษย์ ที่มีชื่อว่าครอบครัวพระคริสต์ พระเจ้าก็เริ่มล่าหัวทีละคนๆ เข้ามาอยู่ในพระคริสต์ กองทัพใหญ่ขึ้นๆ กองทัพนี้มีชื่อว่ากองทัพพระคริสต์ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มาต่อสู้กับกองทัพของต่อต้านพระคริสต์ ไม่มีชื่อ ไม่ให้ชื่อมัน ชื่อมัน ก็คือแอนตี้ไคร์ซ ก็คือต่อต้านกับพระคริสต์ ต่อต้านกับฝั่งถูก ชื่อมันยังไม่มีเลย แล้วจะไปอยู่กับมันได้อย่างไร? ไม่มีอะไรเลย ตั้งชื่อยังไม่เป็นเลย  เพราะพระเจ้าเป็นผู้ตั้งหมด ลูซีเฟอร์ พระเจ้าก็เป็นผู้ตั้ง ซาตาน คือเรียกตามนิสัย คือความชั่วร้าย ไม่ใช่ชื่อเขาจริงๆ ชื่อจริงๆ ของเขา คือลูซีเฟอร์

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ มันมีสงครามจริงๆ มันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ แล้วเป็นมาตลอดเวลา แต่มันกำลังจะถึง Happy ending แปลเป็นไทยว่าอวสานบริบูรณ์อย่างสุขสำราญ เรากำลังรอตรงนั้น

ข้อ 41 บอกว่า “เขาจะรุกรานดินแดนอันงดงามด้วย หลายประเทศจะล่มสลาย แต่เอโดม โมอับ และบรรดาผู้นำอัมโมน จะได้รับการช่วยกู้ จากเงื้อมมือของเขา”

“เอโดม โมอับ อัมโมน” ในข้อนี้ ไม่ได้หมายถึงชาวเอโดม โมอับ อัมโมนจริงๆ  เพราะว่าเรื่องที่กำลังอ่านกันอยู่นี้ นิมิตอันนี้ กำลังกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคต จากที่ทูตสวรรค์กำลังบอกดาเนียล แล้วมาถึงพระเยซู และไม่ใช่จากดาเนียลมาถึงทุกวันนี้แค่นั้น  แต่หมายถึงจากดาเนียล มาถึงพระเยซูเกิด จนกระทั่งมาถึงเรานั่งอยู่ปัจจุบัน และจากปัจจุบันนี้ จนไปถึงวันที่พระเยซูจะกลับมาใหม่ วันสุดท้ายนั้น ยาวนานเลย เอโดม  โมอับ  อัมโมน ที่ใช้ในข้อนี้ เป็นสัญลักษณ์แทนคำว่า “ศัตรูของอิสราเอล” ก็คือศัตรูของพระเจ้า เพราะในสมัยโบราณเอโดม  โมอับ  และอัมโมน เป็นศัตรูรบกับอิสราเอลมาตลอด

และในข้อ 41 ที่บอกว่าแต่เอโดม  โมอับ  และบรรดาผู้นำอัมโมน จะได้รับการช่วยกู้ จากเงื้อมมือของเขา ความหมาย ก็คือใครก็ตาม ที่ยอมทำตามปฏิปักษ์พระคริสต์ มาเป็นศัตรูของพระเจ้า มาเป็นศัตรูของอิสราเอลนั้น  ผู้นั้นก็จะได้รับการช่วยเหลือ ไม่ถูกข่มเหงรังแก

นี่คือภาพที่บอกว่าจะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย ที่พวกแอนตี้ไคร์ซ หรือปฏิปักษ์พระคริสต์จะข่มเหงรังแกประชากรของพระเจ้าอย่างรุนแรง และแผ่ขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง สำเร็จด้วยนะ ใครที่ทนไม่ได้ ก็อาจจะต้องหันไปสวามิภักดิ์กับแอนตี้ไคร์ซตัวนี้ ตามที่ในข้อ 42 กับ 43 ได้บอกไว้ว่ามีจริงๆ …

“เขาจะแผ่อำนาจเหนือหลายประเทศ แม้อียิปต์ก็ไม่พ้นมือเขา เขาจะครอบครอง คลังทองคำ คลังเงิน และทรัพย์สมบัติทั้งปวงของอียิปต์ ชาวลิเบียและชาวนูเบีย ก็ยอมจำนนแก่เขา

สรุปว่ายุคสุดท้าย กลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์ จ้องทำลายล้าง กลุ่มที่เป็นฝั่งเดียวกับพระเจ้า เป็นประชากรของพระเจ้า ก็คือคริสเตียนนั่นแหละ  และทำสำเร็จด้วย

แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้น กองทัพปฏิปักษ์พระคริสต์ กองทัพแอนตี้ไคร์ซ ที่มันได้ชัยชนะ มันจะถึงซึ่งอวสานบริบูรณ์ แต่มีมัดจำอันหนึ่ง เมื่อ 2,000 ปีผ่านมา พระเยซูทรงตายที่ไม้กางเขน ด้วยความทุกข์ทรมาน และพระองค์ประกาศก่อนตายที่ไม้กางเขน ตอนบ่ายสามโมง ก่อนสิ้นพระชนม์ว่า …

“สำเร็จแล้ว”

มันหมายถึงแผนการนี้ มันสำเร็จไปแล้วทางโลกวิญญาณ จบแล้ว รอทางฝ่ายโลกวัตถุค่อยดำเนินตามไปเท่านั้นเอง ดาเนียล 11:44-45 มาดูตอนจบว่าเป็นอย่างไร?

ดาเนียล 11:44-45 “44 แต่ข่าวจากทางตะวันออกและทางเหนือ จะทำให้เขาตื่นตกใจ และเขาจะยกทัพออกไปด้วยความโกรธอย่างรุนแรง เพื่อทำลายล้างคนเป็นอันมาก 45 เขาจะตั้งเต็นท์หลวงขึ้นระหว่างทะเลที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์อันงดงาม แต่เขาก็จะถึงจุดจบ และไม่มีใครช่วยเขา”

 

“เขา” คือแอนตี้ไคร์ซ และพวกสมุนของแอนตี้ไคร์ซ และผู้ที่จะมาทำให้ปฏิปักษ์พระคริสต์ต้องถึงจุดจบนี้  คือพระเยซู ย้อนกลับไปดูดาเนียล 7:26-27

ดาเนียล 7:26-27 “26 แต่การพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้นแล้ว ฤทธิ์อำนาจของกษัตริย์องค์นั้นจะถูกนำออกไป และถูกทำลายล้างไปอย่างสิ้นเชิง 27 แล้วประชากรขององค์ผู้สูงสุดจะได้รับสิทธิครอบครองอำนาจ และความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรต่างๆ ทั่วใต้ฟ้า ราชอาณาจักรของพระเจ้าจะยั่งยืนชั่วนิจนิรันดร์ ผู้ครอบครองทั้งปวงจะนอบน้อมเชื่อฟังและนมัสการพระองค์”

 

ชนะแล้ว และในพระคัมภีร์ใหม่ ก็มีกล่าวถึงจุดจบของแอนตี้ไคร์ซ ใน 2 เธสะโลนิกา 2:8

2 เธสะโลนิกา 2:8 “เมื่อนั้น คนนอกกฎหมายนี้จะปรากฏตัว องค์พระเยซูเจ้าจะทรงโค่นล้มมัน ด้วยลมจากพระโอษฐ์ และทำลายล้างมัน ด้วยความรุ่งโรจน์ของการเสด็จมาของพระองค์”

 

ในนี้อบอกว่าพอถึงเวลาปุ๊บ พระเยซูจะทรงโค่นล้มมัน “โค่นล้ม” ภาษาเดิมแปลว่าทำให้เป็นศูนย์ ด้วยลมจากพระโอษฐ์ พอถึงเวลา พระองค์ก็เป่า ก็จบ เหมือนเราเจอมด เป่ามัน ก็แค่นี้เอง มันกัดเรา เจ็บปวดแทบตาย พระเยซูมาถึงเป่ามันไป

นี่คือเรื่องจริง มันต่างกันเยอะ แต่ที่ดูเหมือนมันทำท่าซ่าส์ เพราะพระเจ้ากำหนดให้มันซ่าส์บ้างพอสมควร นิดหน่อย เพื่อให้เป็นไปตามแผนการที่พระองค์วางไว้ พระองค์ต้องการให้พระเอกดูเท่ห์ จึงต้องทำให้ผู้ร้ายทำท่าดูดีหน่อย

การเสด็จมาของพระเจ้า พระเยซู ความรุ่งโรจน์ หมายถึงแสงสว่าง หมายถึง Glory หมายถึงแสงปรมาณู เหมือนทุกวันนี้ ท่านมองแสงอาทิตย์ มองขึ้นไป ก็ยังมองไม่ได้ มันทั้งร้อน ทั้งแสบตา มันรุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ เป็นล้านๆๆๆๆๆ เท่า

เปาโลใช้คำว่า “คนนอกกฎหมาย” เล็งถึงคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับพระเจ้า  ปฏิปักษ์พระคริสต์ ซึ่งต้องถูกโค่นล้มลง ในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา พระองค์จะทำให้มันเป็นศูนย์ และสิ่งเหล่านี้ได้บันทึกเอาไว้ ในบทสุดท้ายต่อจากนิมิตที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น จากนี้ต่อไป อาจจะเป็นพรุ่งนี้ มะรืนนี้ อาทิตย์หน้า ปีหน้า เราไม่รู้ พระเจ้าไม่ต้องการให้เรารู้ เราก็ไม่ต้องไปรู้ แต่เราเตรียมตัวได้ว่าเราอยู่ในชัยชนะแน่นอน ขอบคุณพระเจ้า นี่คือชัยชนะนิรันดร์แล้ว มันเป็นชัยชนะถาวรสำหรับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น แต่มันจะเป็นความพ่ายแพ้นิรันดร์ ความทุกข์ทรมานนิรันดร์ของมารซาตาน  รวมทั้งผู้คนที่หลงไปรับสินบน ไปเชื่อมัน ไปเดินตามมัน ตอนพระเยซูยังไม่มา เรื่องนี้ คือเรื่องที่น่าเศร้า ขณะที่เรายินดี ดีใจ เรารู้ความจริงนี้  อีกฟากหนึ่ง เราสะเทือนใจ เหมือนกับที่ดาเนียลสะเทือนใจ มีหลายคนที่ยังทิ้งความเชื่อ หรือไม่เชื่อพระเจ้าเลย นี่พูดถึงสมัยดาเนียลนะ ขนาดนั้น ดาเนียลยังทุกข์ใจมากเลย และมาสมัยเรา … เรายิ่งเห็นชัดว่าเราจะทุกข์ใจมากขนาดนั้นสักเท่าไร? ที่บรรดาผู้คนที่ได้รับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำให้กับเขาที่ไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ทุกคนได้รับนะ สิทธินี้มาถึงทุกคนแล้ว เพียงแต่เขาชูมือรับสิทธิ์ว่า …

“ฉันจะเอา”

ก็เป็นของเขาแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย พระเยซูทำให้หมดแล้ว เขาเพียงแต่เปิดใจว่า …

“ฉันจะเอาแล้ว ฉันอยากได้”

มันง่าย ยิ่งกว่าง่ายอีก ยิ่งทำให้เราน่าจะทุกข์ใจมากขึ้นกว่านั้น

วันนี้จึงอยากฝากสิ่งหนึ่งที่ทิ้งท้ายให้ เมื่อเรียนเรื่องนี้แล้ว หลายคนจะนึกถึงอะไร? ผมคิดว่าหลายคนคงคิดถึงอย่างนี้ ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้าแล้ว อาจจะต้องพบกับความทุกข์บ้าง? ไม่ใช่อาจหรอก ต้องพบกับความทุกข์แน่ๆ ถ้าเรื่องนี้เป็นจริง เมื่อถึงยุคสุดท้ายจริงๆ คนที่เชื่อพระเจ้า จะต้องถูกข่มเหงแน่ๆ แต่มันแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น  และไม่ต้องห่วงพระเจ้าสัญญาว่าจะไม่มีอะไร ที่จะทุกข์ทรมานมากเกินกว่าที่เราจะรับได้ รับได้แน่นอน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็จะได้รับความสุขที่เป็นถาวรนิรันดร์ ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดรกาล แต่คนที่ไม่เชื่อ ตอนที่แอนตี้ไคร์ซเจริญรุ่งเรือง ซึ่งอยู่ไม่นาน เขาอาจจะได้รับความสุขสบาย อาจจะมีกินมีใช้ มีชื่อเสียง เขาอาจจะเตลิดเปิดเปิงไป รู้สึกว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นมันถูกแล้ว เขาอาจจะมองดูคริสเตียนเหมือนคนโง่ หรือไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่ในที่สุดแล้ว วันแห่งความจริงจะมาถึง คือวันที่ยุคสุดท้าย ที่พระเยซูกลับมา เขาจะไม่มีโอกาสแล้ว เขาจะต้องรับกับความทุกข์นิรันดร์ ถูกปรับโทษนิรันดร์ อยู่ในบาปนิรันดร์ ไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีพระเจ้านิรันดร์

“นิรันดร์” แปลว่าตลอดไปเลย ไม่มีโอกาสแก้ตัวแล้ว เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ ยังไม่ได้ใช้สิทธิของท่านในข่าวดีนี้  วันนี้อยากจะพูดกับท่านว่าเรื่องที่สอนกันมาทั้งหมด 21 ตอน ในหนังสือดาเนียลนี้ มันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ท่านสามารถพิสูจน์ได้ เพราะส่วนหนึ่งเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ไปศึกษาได้ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ ตามนิมิตนี้แล้ว จนมาถึงปัจจุบัน และจากปัจจุบันไปถึงอนาคตสุดท้าย ท่านลองคิดเองว่ามันควรจะจริงไหม? อยากจะบอกกับท่านว่าอย่าไปเสี่ยงกับเรื่องเหล่านี้เลย มันอันตรายมากๆ ท่านยังมีโอกาสตลอดเวลา เพียงแต่ยอมรับว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง เป็นของฉัน ยอมรับว่า …

          “พระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตชำระล้างบาปมนุษย์ รวมทั้งบาปของฉันด้วย  ฉันรับสิทธิของฉัน และฉันได้เกิดใหม่ ฉันได้อยู่ในพระคริสต์ ฉันเป็นของพระเจ้า พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาสถิตอยู่กับฉัน”

 

แค่นั้นเอง แล้วพระเจ้าก็จะนำพาเราต่อไป นี่คือหน้าที่ของท่าน ที่ผมฝากให้กับท่าน สำหรับผู้ที่เชื่อแล้ว ในวันนี้ก็ฝากไว้ว่าเตรียมให้พร้อม ท่านอาจจะประสบความทุกข์ยากลำบากเรื่องต่างๆ นานา จงรู้ไว้ว่าทุกคนที่เป็นคริสเตียน เป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า เป็นประชากรของพระเจ้า ก็จะถูกข่มเหงรังแกอย่างนี้ บนโลกใบนี้แน่นอน เพราะถ้าเรื่องพระเจ้าเป็นเรื่องจริง พระเยซูตายจริง ไถ่บาปเราจริงๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงด้วย  ก็คือเราต้องพบความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ อย่างแน่นอน ไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม แต่พระองค์จะให้กำลังกับเรา พาเราผ่านพ้นไปได้ ทุกวัน แต่ละวันชูมือไว้ แล้วให้มือพระเจ้าจูงเราเดินไป แล้วก็ร้องคำเดียว ไม่ว่าจะจูงมือเราไป จนกระทั่ง พระเยซูกลับมารับเรา คือกลับมาใหม่อีกครั้ง กลับมาทำสงครามกับมาร หรือหมดหน้าที่เรา เรากลับไปหาพระองค์ก็ตาม ดีทั้งสองทาง เราจะรอวันนั้น เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************