วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1542

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  5  ตุลาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 6

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี 1:12 บอกว่า …

        โคโลสี 1:12 “ในการขอบพระคุณพระบิดาผู้ทรงทำให้พวกท่าน เหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง”

            ตรงนี้ในสัปดาห์ที่แล้ว ข้อ 11 บอกว่า …

        โคโลสี 1:11 “ได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งขึ้น  ด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งมวลตามฤทธานุภาพอันทรงเกียรติสิริของพระองค์  เพื่อท่านจะทรหดอดทนอย่างยิ่งและมีความชื่นชมยินดี”

            แล้วจากนั้น อาจารย์เปาโลก็มาขอบคุณพระเจ้า  ที่พระเจ้าพระบิดาทรงเป็นผู้กระทำให้เรา หมายความว่าตรงนี้ เราไม่ได้ทำเอง ไม่ใช่เพราะการทำดี การประพฤติดีของเรา  ทำให้เราเหมาะสมที่จะมาเป็นลูกของพระองค์ แต่ตรงนี้ อาจารย์เปาโลพูดชัดเจนเลยว่าพระบิดาเอง เป็นผู้ทรงกระทำให้พวกท่าน  ก็คือพวกเราทั้งหลายที่เชื่อวางใจในพระเจ้าเหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระองค์ คือเหมาะสมที่จะเข้ามาเป็นประชากรของพระเจ้า เป็นลูกของพระองค์ เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ มาเป็นหนึ่งเดียวกัน มาเป็นครอบครัวเดียวกัน ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าเป็นผู้ทำ เราถูกย้ายเข้ามาสู่อาณาจักรแห่งความสว่างเรียบร้อยไปแล้ว ข้อที่ 13 บอกว่า …

        โคโลสี 1:13 “เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์”

            พระเจ้าเป็นผู้กระทำทั้งหมดเลย โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่ได้ย้ายพวกเรา เกิดการเคลื่อนที่ในโลกวิญญาณ  มีการย้ายสถานที่ของมนุษย์แต่ละคน ที่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก่อนหน้าที่เราเปิดใจ เราอยู่ในอาณาจักรของความมืด เราอยู่ในอาดัม เราอยู่ในความบาป อยู่ในคำสาปแช่ง  คือเกิดมา ก็อยู่ตรงนั้นแล้ว  ไม่ต้องทำอะไรเลย เกิดมาไม่ต้องทำบาปเลย เราก็เป็นคนบาปแล้ว เกิดมายังไม่ทันได้ทำบาปเลย เราก็ถูกสาปแช่งเรียบร้อยไปแล้ว เพราะว่าเราเกิดมาเป็นอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร เด็กตัวน้อย เพิ่งคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา หายใจเท่านั้นเอง เขาเป็นคนบาปแล้ว พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เพราะว่า DNA ของมนุษย์ทุกคนเป็น DNA บาป  มาจากบรรพบุรุษของเรา คืออาดัม

            ฉะนั้น พระเจ้าได้ย้ายเราจากอาณาจักรของความมืด คำสาปแช่ง และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรแห่งพระบุตรที่รักของพระเจ้า  ก็คือย้ายจากที่เดิมในความมืด เข้ามาสู่ที่ใหม่ คือในที่สว่าง ในที่ที่มีพระเจ้าอยู่ด้วย ในที่ที่พระเยซูคริสต์ได้สถิตอยู่กับเรา นี่คือในโลกวิญญาณ ณ เวลานี้ ผู้เชื่อทุกคนเป็นอย่างนั้นเรียบร้อยไปแล้ว ในข้อที่ 14 บอกว่า …

        โคโลสี 1:14 “ในพระบุตรนี้เราได้รับการไถ่บาป  คือการอภัยโทษบาปของเรา”

            ในพระบุตร ในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ใน” ใน ก็คือมันอยู่ข้างใน เราทุกคนผู้เชื่อ อยู่ในพระคริสต์ แล้วพระคริสต์ทรงอยู่ในเรา นี่คือภาพของโลกวิญญาณที่มันเกิดขึ้นเรียบร้อยไปแล้ว  ฉะนั้น ในพระบุตร คือในพระเยซูคริสต์ ที่เราได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราได้รับการไถ่บาป ก็คือไถ่ไปเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าได้ไถ่เรา จากการเป็นมนุษย์บาป มาเป็นมนุษย์แห่งความชอบธรรมเรียบร้อยไปแล้ว คือการอภัยโทษบาปของเรา อภัยหมดเลยนะ

            พระคัมภีร์บอกว่าพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ หลั่งลงมาครั้งเดียว ได้ชำระมนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้ ชำระบาปของเขาหมดสิ้น ตั้งแต่บาปในอดีต ก่อนมาเชื่อพระเจ้า  บาปในปัจจุบันที่เราได้เชื่อพระเจ้าแล้ว กำลังนั่งอยู่แถวนี้  เมื่อเราทำบาป พระโลหิตของพระเยซูก็ชำระเรา คือมันอัตโนมัติ เหมือนเป็นโปรแกรมที่พระเจ้าเขียนเอาไว้แล้ว  ทันทีที่ผู้เชื่อทำบาปปุ๊บ โปรแกรมมันจะลบออกเอง โดยอัตโนมัติ แล้วอนาคตข้างหน้า เรายังคงมีโอกาสที่จะทำบาปอีก  ทำไมผู้เชื่อมีโอกาสทำบาป เพราะว่าร่างกายของเรา แม้ถูกชำระให้สะอาดแล้ว เป็นวิหารของพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคแล้ว แต่ร่างกายนี้ ยังเป็นร่างกายที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่อยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตายอยู่ ฉะนั้น โอกาสที่เราจะถูกล่อลวงให้ทำบาป มันมีทุกโอกาส ทุกเวลา

            บาป คืออะไร? หลายคนคิดว่าต้องบาปใหญ่ๆ  พระเจ้าจึงถือว่าบาป  ถ้าเราแค่ไปค้อนเขานิดหนึ่ง ไม่น่าบาป เห็นคนนี้หมั่นไส้ ขอค้อนนิดหนึ่ง บาปไหม? ในสายพระเนตรของพระเจ้าบาป  ก็คือไม่ว่าบาปเล็ก บาปน้อย บาปฝอย พระเจ้าถือว่าบาปหมด ก็คือในพระคัมภีร์บอกว่าแค่เรานั่งเฉยๆ รู้ว่าสิ่งนี้ดี แล้วเราไม่ทำ เรานั่งเฉยๆ เราทำเป็นไม่สนใจ นั่นก็บาปแล้ว

            แล้วพี่น้องลองคิดดูว่ามีมนุษย์คนไหน บนโลกใบนี้ที่จะสามารถช่วยตัวเองให้หลุดพ้นจากความบาปได้ มันไม่มีทางอยู่แล้ว พึ่งพระเจ้าอย่างเดียว พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้พวกเราเรียบร้อยไปแล้ว  แล้วเราขอบคุณพระเจ้า พวกเราที่มานั่งอยู่ตรงนี้ เราได้รับพระคุณตรงนั้นเรียบร้อยไปแล้ว พระเยซูได้ทรงอภัยโทษบาปของพวกเราทั้งหมดเรียบร้อยไปแล้ว บาปอดีต ปัจจุบันและอนาคตด้วย คือทำสำเร็จแล้ว คำว่า “สำเร็จ” คือไม่ต้องไปทำต่อ คือหลายคนคิดว่าพระเยซูทำสำเร็จ เดี๋ยวเราไปขอต่อนิดหนึ่งได้ไหม? ไม่ต้อง

            พระเยซูบอก “ไม่ต้อง ฉันทำเสร็จแล้ว เธอไม่ต้องทำต่อ เธอแค่นั่งสวยๆ แล้วก็รับเอาเท่านั้นเอง”

            รู้จักไหม? นั่งสวยๆ แล้วก็รับเอาเท่านั้นเอง รับเอาพระพร รับเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว แค่นั้นพอ ไม่ต้องไปทำอะไรเยอะแยะมากมาย  แล้วเราจะเห็นพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของพวกเรา แม้หลายครั้ง เหตุการณ์เยอะแยะมากมาย ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา มันไม่ถูกใจเราเท่าไร? มีใครสามารถบอกว่าทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตเรา เราถูกใจๆ ไม่มี มันมีบางเรื่องที่ไม่ถูกใจ บางเรื่องเรารู้สึก …

            “ไม่น่ามาเลย พระองค์เจ้าข้า ไม่โอเคๆ” เราก็จะพูดภาษาของเรา “เหตุการณ์นี้มาทำไม พระองค์เจ้าข้า มันไม่โอเค”

            แต่ว่าอย่างที่บอก พระเจ้าบอกว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา พระองค์จะเอื้ออำนวยให้เป็นผลดี สำหรับผู้ที่รักพระองค์ เอเมนไหม? แล้วเรารักพระองค์ไหม? ต้องใช้คำว่าโคตะระรัก ใช้คำนี้ โคตะระรักพระองค์เลย  แล้วความรักตรงนี้ ไม่ได้มาจากความสามารถของเราอีก ฟังแล้วงงไหม? ไม่ได้มาจากความสามารถของเรา เพราะความรักนี้มาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้ใส่ความรักลงมาในวิญญาณของเรา เราเกิดมา ก็รักพระองค์เลย เกิดมาเป็น เกิดมาเป็นวิญญาณที่เชื่อฟังพระองค์ เป็นวิญญาณที่รักพระองค์

            อย่างที่พระเยซูบอกเราว่า … “ให้เจ้าทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน และให้รักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด”

            เรารักเองไม่ได้หรอก  ไม่มีทาง แต่พระเจ้าเป็นผู้ใส่ความรักนี้ ลงมาในวิญญาณใหม่ของเรา ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ  เราได้บังเกิดใหม่ ความรักมันอยู่ในตัวเราแล้ว  ฉะนั้น สิ่งที่พระเยซูสั่ง มันไม่เป็นภาระ คือเราไม่ต้องพยายามตะเกียกตะกาย เพื่อให้ไปรักพระเจ้ามากขึ้น บางทีเราถูกหลอก เมื่อก่อนถูกหลอก …

            “พระองค์เจ้าข้า ลูกอยากรักพระองค์มากเลย อยากรักมากขึ้นกว่านี้”

            พระเจ้าก็บอกว่า “เธอไม่ต้องพยายามหรอก เพราะตรงนั้น ฉันทำให้เธอเรียบร้อยแล้ว  ก็คือฉันทำให้เธอรักฉัน 100% เรียบร้อยไปแล้ว”

            ในวิญญาณนะ แต่ส่วนการกระทำ ก็ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ฝึกฝนไป ฉะนั้น ตรงนี้ มันเกิดขึ้น เรียบร้อยแล้วในโลกวิญญาณ คือเรารักพระเจ้าแล้ว รัก100% ด้วย รักสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด ความรักตรงนี้ เป็นของประทานที่พระเจ้าใส่เข้ามาในวิญญาณเราเรียบร้อยไปแล้ว รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง  ความรักนี้ พระเจ้าก็ให้มาแล้ว มันไม่เป็นภาระ พระเจ้าทำให้แล้ว เราสามารถรักคนอื่นเหมือนรักตัวเราเอง ตรงนี้ในโลกวิญญาณมันเสร็จไปแล้ว แต่ในโลกวัตถุ เราอาจไม่สามารถรักได้ขนาดนั้น ก็ได้ ไม่เป็นไร  ก็ฝึกฝนกันไป  แยกนะ ถ้าพี่น้องแยกตรงนี้ปุ๊บ เราก็จะไม่ถูกหลอก เพราะพฤติกรรมที่เราทำ เราก็จะคุยกับพระเจ้าว่า …

            “พระองค์เจ้าข้า เราไม่สามารถรักคนนี้ได้เลย  ทำอย่างไรก็รักไม่ลง ดูแล้วไม่ไหว พระองค์เจ้าข้า  ดูแล้วอึดอัด แค่หางตามองปุ๊บ ข้างในหงุดหงิดๆ แต่เขาเป็นผู้เชื่อ เขาเป็นลูกของพระองค์ เขาเป็นพี่น้องเราในพระคริสต์”

            พระเจ้าถือสาเราไหม? พี่น้องว่าพระเจ้าถือสาเราไหม? ไม่ถือสา เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะพระเจ้ารู้ว่าร่างกายเรา เรายังอยู่บนโลกใบนี้ ค่อยๆ ฝึกฝน พี่น้องจะสังเกตว่าการพัฒนาของเราจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะมีความรู้สึก มองไปมองมา เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอก เราก็พอรับได้อยู่ แล้วเราก็ค่อยๆ พัฒนาความรักที่มันเป็นตัวตนแท้ๆ ของเรา เพิ่มพูนเข้ามาๆ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะทรงช่วยเรา ให้เราสามารถที่จะรักเขาได้ อาจจะไม่ได้แบบจี่จ๋า แบบเหมือนบางคน เราเห็นแล้วรักเลย  พี่น้องเป็นไหม? ไม่ต้องพยายามเลย เห็นปุ๊บ รักจังเลย  เขาทำอะไรให้เราไหม? ยังไม่เคยทำอะไรให้เราเลย

            ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าถูกชะตา ดูแล้วถูกชะตามากเลยคนนี้ เห็นปุ๊บ รักเลย มันอัตโนมัติ แล้วคนที่เราเห็นปุ๊บรัก ไม่ว่าเขาทำผิดอะไรแค่ไหน? รักเขาเหมือนเดิม  ไม่เป็นไร นิดหน่อย โอเคๆ ผ่านไป มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

            แต่ถ้าคนที่ไม่ถูกชะตา เรามอง แล้วขัดหู ขัดตา ขัดใจ เขายังไม่ทันทำอะไรให้เราเลย แค่เห็น เราก็ขัดใจแล้ว ไม่ถูกใจ  หรือพอเขาทำอะไรนิดหนึ่ง ยิ่งไม่ถูกใจใหญ่  …

            “อย่ามาทำใกล้ๆ ฉัน ไปไกลๆ” อะไรประมาณนั้น

            นี่คือภาพให้เราเห็น ตัวตนของเรา ในร่างกายนี้  เรายังอยู่บนโลกใบนี้ ยังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย ฉะนั้น เราจะพัฒนา ค่อยๆ ฝึกฝน แล้วพระเจ้าก็จะค่อยๆ นำเรา ด้วยวิธีของพระองค์นั่นเอง  พระองค์มีวิธี  เราจะเห็นบางคนพอเห็นหน้า ไม่ถูกชะตา อยู่ไปอยู่มา คู่นี้รักกันตั้งแต่ตอนไหน? เราไม่รู้เหมือนกัน เขาสองคนรักกัน เขายังไม่รู้เลยว่ารักกันตั้งแต่ตอนไหน? เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา  พระองค์ขับเคลื่อน พระองค์ค่อยๆ ทำงาน  จากเอาอคติในชีวิตของเราค่อยๆ เอามันออกไป จากความไม่ชอบหน้า ค่อยๆ เอาออกไป  แล้วค่อยๆ ดีขึ้นๆ จากไม่ชอบหน้า กลายเป็นเฉยๆ  พอเฉยมากๆ ก็รักขึ้นมาเฉยๆ เลย นั่นแหละ ความรักนั้นมาจากพระเจ้า

            ฉะนั้น อย่างที่บอก เราไม่ต้องพยายามตะเกียกตะกาย แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา พระองค์จะโน้มนำเรา  จะคอยบอกเรา สะกิดเรา  ให้กำลังเรา  ที่เราจะสามารถรักแม้คนที่ไม่น่ารักได้ เอเมนไหม? คนที่น่ารัก ใครๆ ก็รัก คนไม่น่ารัก จะรัก นี่มันใช้เวลานิดหนึ่งนะ พระองค์เจ้าข้า

            พระเจ้าบอก … “ไม่เป็นไร? ฉันมีเวลาให้เธอทั้งชีวิต”

            เห็นไหม? พระเจ้ามีเวลาให้เราทั้งชีวิต  ตราบใดที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ แล้วเมื่อเราจากโลกนี้ไป สบายเลย  ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าเราจะรักใคร? เราจะเกลียดใคร? ไม่มีแล้ว เมื่อเราขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เราไม่ได้เอาร่างกายนี้ไปด้วย ร่างกายนี้มันเป็นเรือนดิน มันอยู่ภายใต้กฎความบาปความตาย  เราก็ทิ้งมันไป  ถ้าทิ้งมันไปปุ๊บ อารมณ์โกรธ เกลียดอะไรทุกอย่าง มันถูกทิ้งไปหมดนั่นแหละ มันไม่ตามไป  แต่สิ่งที่ตามไป ก็คือวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าตามเราไป ความคิดจิตใจใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้า  ตามเราขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ แล้วเราก็สวยๆ เลย ไปสวมร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับพวกเรา ตอนนี้ครบถ้วนสมบูรณ์เลยนะ  เขาเรียกว่าความรอด แบบครบถ้วนบริบูรณ์  ที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับพวกเราผู้เชื่อทุกคน และในขณะเดียวกัน ไม่ได้จัดเตรียมเฉพาะพวกเรานะ ความเป็นจริงในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้กับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้เรียบร้อยไปแล้ว อยู่ตรงที่ว่าใครได้ยินได้ฟัง แล้วมารับไปไหม? ถ้าไม่รับ ก็เสียของฟรีๆ นึกออกไหม?

            พระเจ้า พระเยซูบอก “ฉันทำให้เสร็จแล้ว ของขวัญกล่องนี้ เธอไม่มารับหรือ?”

            ไม่มารับ ก็ตั้งไว้ตรงนั้นแหละ จนวันสุดท้ายของชีวิต ยังไม่มารับอีก แล้วเป็นอย่างไร? อยู่ที่เดิม ก็คือเมื่อวิญญาณออกจากร่าง  อยู่ในอาดัม อยู่ในคำสาปแช่ง วิญญาณเขาก็จะอยู่อย่างนั้นนิรันดร์กาล นี่คือความน่ากลัวของมนุษยชาติบนโลกใบนี้

            ฉะนั้น การประกาศข่าวดี พระเจ้าต้องการ ปรารถนา อยากให้ทุกคนมีโอกาสเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

        โคโลสี 1:15-16 “15 พระบุตรทรงเป็นพระฉายของพระเจ้าผู้ที่เราไม่อาจมองเห็นได้ เป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง 16 เพราะโดยพระองค์ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้น ทั้งในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ทั้งสิ่งที่มองเห็นได้และไม่อาจมองเห็นได้ ไม่ว่าบรรดาเทพผู้ครองบัลลังก์ หรือเทพผู้ทรงเดชานุภาพ หรือเทพผู้ครอง หรือเทพผู้ทรงอำนาจ ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์”

            เทพอะไรทั้งหลายที่มนุษย์บนโลกนี้ตั้งชื่อไว้ เราไม่รู้แหละ พระเจ้าเป็นผู้สร้างหมด พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระเจ้าผู้นี้ ตอนนี้อยู่ในเราแล้ว

            แล้วในพระธรรม 1 ยอห์น 4:4 บอกว่า … “พี่น้องที่รักทั้งหลาย ผู้ที่อยู่ในท่าน เป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก”

            ผู้นั้น ใครก็ได้ เทพผู้ครอง ศักดิเทพ อิทธิเทพ เทพอาณาจักร เทพอะไรทั้งหลายที่มนุษย์ยกขึ้น  เทพเหล่านี้ สู้พระเยซูไม่ได้ พระเยซูที่อยู่ในเรา พระองค์ยิ่งใหญ่สุด  ใหญ่กว่าทั้งหมด ฉะนั้น เราไม่ต้องกลัว ผู้เชื่อหลายคนถูกหลอกให้กลัว  ทุกวันนี้ก็ยังมีคนถูกหลอกให้กลัวว่ามารหรือเทพทั้งหลาย  สามารถมีอำนาจอยู่เหนือเรา ความเป็นจริงในโลกวิญญาณ คือมันไม่มีอำนาจเลย อำนาจของมันถูกปลดไปเรียบร้อยแล้ว  ตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

            ที่พระเยซูตะโกนว่า “สำเร็จแล้ว”

            ก็คือปลดอำนาจของมาร ที่มันมีอำนาจเหนือมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ถูกปลดไปเรียบร้อยแล้ว นึกภาพ คนที่ถูกปลดมีอำนาจไหม? ไม่มีอำนาจ แต่มันสามารถหลอกคนที่ไม่รู้ว่ามันถูกปลดแล้ว แล้วก็วางมาดไว้ว่า …

            “ฉันยังใหญ่อยู่นะ เธอต้องมาซูฮกฉัน” อะไรอย่างนี้

            คนไม่รู้ ก็ตกใจ ซกๆๆ กลัว แต่พอคนรู้ปุ๊บ … “เธอหลอกฉันไม่ได้หรอก เธอหมดอำนาจแล้ว ฉันไม่กลัวเธอหรอก”

            นี่คือสิ่งที่ผู้เชื่อทั้งหลายจำเป็นต้องรู้ มารไม่มีอำนาจอยู่เหนือชีวิตของเรา มารแค่มีโอกาสที่จะมาคอยหลอกเรา ลักษณะไหนรู้ไหม ตอดเล็กตอดน้อย ตอดโน่นนิดนี่หน่อย  ในพระคัมภีร์บอกว่ามารเหมือนสิงห์คำราม มันก็จะคอยกัดกิน คนที่มันกินได้ แต่มันกินได้ไหม? มันกินได้เฉพาะคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า คนเชื่อพระเจ้ามันกินไม่ได้ มันก็งัมๆ เรา เขียวเลย แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ พี่น้องเคยเดินชนโต๊ะไหม? เขียวไปทั้งตัว ลักษณะเดียวกัน

            มันทำอะไรเราไม่ได้ มารไม่มีเขี้ยวเล็บ ในชีวิตของพวกเรา ไม่มีอำนาจในชีวิตของเรา ฉะนั้น เราไม่ต้องไปกลัว มารซาตานไม่มีสิทธิ์ที่จะมาทำให้เรากลัว แต่มันต้องกลัวเรานะ ไม่ใช่เรากลัวมัน  แต่ทุกวันนี้ ผู้เชื่อจะถูกหลอกตลอดเวลา ให้กลัวมาร

            “มารจะมาทำอะไรเราได้ไหม? ทำโน่นทำนี่ ในนามพระเยซู ขับมันออกทุกวันเลย”

            ไปขับมันทำไม? มันทำอะไรเราไม่ได้  แล้วมันไม่ได้อยู่ในนี้ด้วย ไม่ต้องไปขับมันออก ในนี้มีใครอยู่? พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคอยู่ ไปขับทำไมมาร  มันไม่ได้อยู่ในตัวเรา ใช่ไหม? ในตัวเรามีพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา

            ฉะนั้น คริสเตียนถูกหลอกให้ไล่ผีทุกวัน  ไม่รู้ไล่อะไรเยอะแยะมากมาย ที่คริสเตียนไล่ผี เขาเอาข้อพระคัมภีร์ข้อไหนมารู้ไหม? พี่น้องจำข้อพระคัมภีร์ในมัทธิวได้ไหม? ที่พระเยซูสอนว่าถ้าใครก็ตาม ผีในตัวถูกไล่ออกไป พอไล่ออกไปแล้ว เขาก็ปล่อยที่ให้ว่างๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย  ผีมันก็ป้วนเปี้ยนไม่ไปไหนหรอก ผีอยู่เฉยๆ ไม่ได้ มันเป็นวิญญาณ มันต้องหาที่มาแปะอยู่ แล้วมันก็เดินวนไปเวียนมา …

            “คนนี้ คราวก่อนเราถูกไล่ออกมา แล้วข้างในเก็บกวาดซะเรียบร้อยเลย ห้องสวย” ทำอะไร? ไปชวนพรรคพวกมา ผีพรรคพวกทั้งหลายเข้ามาอยู่ในร่างนี้นั่นแหละ “เพราะร่างนี้ไล่ฉันออกไป ไม่เห็นทำอะไรเลย ฉันขอมาอยู่ต่อแล้วกัน”

            แล้วอยู่ต่อ ไม่ได้อยู่ตัวเดียว ในพระคัมภีร์บอกว่าอีก 7 ผี อยู่ 7 ผี คืออยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่รู้ผีอะไร มาหมดเลย

            ฉะนั้น สิ่งที่พระเยซูยกคำอุปมาตรงนี้ เพื่อบอกอะไรกับชาวยิวในยุคนนั้น เราอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เราแบบ …

            “ฉันขออยู่ตรงกลาง พระเจ้าฉันก็ไม่เอา ผีฉันก็ไม่เอา ฉันขออยู่เป็นตัวฉันเอง”

            แต่พระเยซูกำลังบอกว่ามันไม่มีทาง ถ้าในวิญญาณของท่าน เมื่อพระเจ้าไล่ผีออกปุ๊บ สิ่งเดียวที่ท่านทำได้  คือรับเอาพระเยซูคริสต์เข้ามาอยู่ในใจท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ในท่าน ผีป้วนเปี้ยนเดินไป ห้องไม่ว่าง พี่น้องนึกภาพออกไหม? ห้องไม่ว่าง แล้วคนที่อยู่ในห้องใหญ่มาก เป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เราหนีดีกว่า ไม่ยุ่งกับคนนี้ เพราะว่าเรายุ่งไม่ได้ พระเจ้าในนี้ใหญ่มาก  ผีเลยเตลิดเปิดเปิงไป  แต่มันยังหลอกผู้เชื่อได้อยู่นะ …

            “ฉันยังมีอำนาจควบคุมเธออยู่”

            แต่ความเป็นจริง คือมันควบคุมเราไม่ได้ ถ้าเราอนุญาตเปิดประตูใจ ให้พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคเข้ามาสถิตอยู่ในเรา ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แหละ บัพติศมาเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าปุ๊บ ผีที่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้ มันหลอกเราได้อย่างเดียว ไม่อย่างนั้น เขาจะใช้คำว่าผีหลอก หรือถ้าผีทำได้ ต้องไม่ใช้คำว่าผีหลอก ต้องใช้คำว่าผีทำ

            แทนที่จะใช้คำว่า “ผีทำร้ายเธอ” แต่ใช้คำว่า “ผีหลอกเธอ”

            หลอก ก็แปลว่ามันไม่มีตัวตน มันเป็นเงา มันเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่มันไม่มีอำนาจ แต่มันแค่หลอกเราว่า …

            “ฉันยังใหญ่อยู่” อะไรประมาณนั้น

            ถ้าเรารู้ความจริง ในพระคัมภีร์บอกว่าความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท เป็นอิสระ ตอนนี้ไม่กลัวผีแล้วนะ ยังกลัวอยู่ไหม? ไม่กลัวผีนะ ผีมันทำอะไรเราไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้า

        โคโลสี 1:17-18 “17 ทรงดำรงอยู่ก่อนทุกสิ่ง และในพระองค์ทุกสิ่งประสานเข้าด้วยกัน 18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร ทรงเป็นจุดเริ่มต้น เป็นบุตรหัวปีที่เป็นขึ้นจากตาย เพื่อพระองค์จะทรงเป็นผู้สูงสุดในทุกสิ่ง”

            “กาย” ในพระคัมภีร์คือคริสตจักร พอเราบอกว่าคริสตจักร ส่วนใหญ่เขาก็จะเข้าใจว่าเป็นตัวอาคาร แต่ความหมายในโลกวิญญาณ  ที่พระเยซูคริสต์พูดจริงๆ ก็คือพวกเราทุกคนเป็นคริสตจักรของพระเจ้า เราเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ วิหารของพระเจ้า คือที่ๆ พระเจ้าอยู่

            สมัยก่อน ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน คนอิสราเอลต้องมีพลับพลา ต้องมีวิหาร  แล้วต้องมีหีบพันธสัญญาของพระเจ้าไปตั้งไว้ ในอภิสุทธิสถาน ซึ่งหีบพันธสัญญานี้ จะเล็งถึงตัวพระองค์เอง ซึ่งเมื่อก่อนพระเจ้าไม่มาสถิตอยู่ในคนอิสราเอล ก็จะคอยนำเขา ให้หีบพันธสัญญาเป็นสัญลักษณ์ แล้วพระเจ้าก็ตั้งกฎเอาไว้ให้ชนชาติอิสราเอลทำพิธีในการถวายเครื่องบูชาลบบาป สมัยของโมเสสเป็นเต็นท์นัดพบ พระเจ้าก็จะบอกวิธีการว่าเต็นท์ต้องสร้างอย่างไร? ขนาดเท่าไร? กี่นิ้วๆ ระหว่างเต็นท์ต้องยาวเท่าไร? แล้วใช้ผ้าขนาดไหน? ชนิดไหน? สีอะไร?  พระเจ้าบอกละเอียดยิ๊บเลย แล้วโมเสสก็ทำตามนั้น คือเต็นท์นัดพบ แล้วเต็นท์นัดพบ ข้างในสุด คืออภิสุทธิสถาน คนอิสราเอลทั่วไปเข้าไม่ได้ ปุโรหิตทั่วไป ก็เข้าไม่ได้  เข้าได้เฉพาะมหาปุโรหิตที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้เท่านั้น ไม่ใช่อยู่ดีๆ …

            “ฉันจะขอตั้งตัวเองเป็นมหาปุโรหิต แล้วฉันก็เข้าไปถวายเครื่องบูชาในอภิสุทธิสถาน”

            ก็ตายลูกเดียว  เพราะว่าไม่ได้ ผิดกฎของพระเจ้า ฉะนั้น ตรงนี้พระเจ้าเล็งให้เห็นถึงสิ่งที่มันสำคัญที่สุด ในอภิสุทธิสถาน คือการทรงสถิตของพระเจ้า และ ณ ปัจจุบันนี้ พวกเราทุกคนผู้เชื่อ ร่างกายของเราเป็นอภิสุทธิสถานของพระเจ้า เป็นที่ทรงสถิตของพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค เราเลยไม่ต้องใช้พิธีกรรมใดๆ  เหมือนสมัยก่อนว่าต้องมาถวายเครื่องบูชาทุกวี่ทุกวัน เวลาทำผิดก็ต้องมาถวาย ปีหนึ่งก็ต้องเอาแกะเอาแพะมา ให้มหาปุโรหิตอธิษฐานยกโทษบาปให้

            ฉะนั้น ปัจจุบัน พระเจ้าอยู่ในเรา วิญญาณใหม่ของเราบริสุทธิ้เหมือนพระเยซูคริสต์เลย ก็คือไม่มีบาปอยู่ในตัวเราแล้ว แต่เมื่อร่างกายเราเผลอทำบาป เขาเรียกว่าเผลอทำบาป อย่างที่อธิบาย ร่างกายของเรา ถามจริงว่าเราอยากป่วยไหม?  มีพี่น้องใครอยากป่วยไหม? ขอป่วยหน่อยจะได้พักผ่อน ไม่มีหรอก ไม่มีใครอยากป่วย  แต่ถ้าบังเอิญเราเผลอป่วยขึ้นมา มันต้องมีวิธีรักษา ไม่ใช่ป่วย  ปล่อยป่วยไป เดี๋ยวก็ตายๆ ไป มันไม่ใช่ ก็ต้องหาวิธีรักษา ปวดหัว หาพารามากิน ให้หายปวดหัว ปวดท้อง ก็หายาที่แก้ปวดท้อง ปวดฟัน ก็มียาแก้ปวดฟัน แต่ละชนิดมันไม่เหมือนกันไง กินเพื่อขนาบความเจ็บป่วยนั้นให้มันหายไป เป็นหวัด ก็ไปหายาแก้หวัดมากิน  นี่คือลักษณะ แล้วมันก็จะหายไป

            ภาพเดียวกัน การที่ร่างกายของเราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย เราถูกหลอกให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็เหมือนอาการเดียวกัน ฉันไม่สบาย มันเอามาใส่เรา แล้วเราทำอย่างไร? เราก็หายากินสิ ยาโลกวิญญาณคืออะไร? ถ้อยคำพระเจ้า  ถ้อยคำของพระเจ้าบอกถึงฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า ในตัวตนของเราว่าตอนนี้ พระเยซูคริสต์ผู้สถิตอยู่ในเรา พระองค์ได้ทำให้เราสะอาดบริสุทธิ์หมดจด เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว

            “แกมาหลอกฉันไม่ได้ แกมาหลอกฉันไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉันก็เผลอไป ก็รับผลของความผิดตรงนั้น ทางร่างกายเท่านั้น แต่วิญญาณฉันยังสะอาดบริสุทธิ์ หมดจดเหมือนพระเจ้าเลย”

            ถ้าเรารู้ความจริง ก็คือรู้ตัวยา ไม่ใช่ปวดท้อง ไปหายาแก้หวัดมากิน  มันหายไหม? พี่น้องว่ามันหายไหม? ปวดท้อง หายาแก้หวัดมากิน มันไม่หายหรอก มันรักษาไม่ถูกโรค ปวดท้องก็ต้องไปหายาแก้ปวดท้องมากิน ถ้าเกิดท้องผูกไปหายาอะไรมากิน ยาระบายมากิน ไม่ใช่ …

            “ฉันปวดฟัน ไปหายาระบายมากินหน่อย จะได้หายปวดฟัน”

            มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ยา คือถ้อยคำพระเจ้าในโลกวิญญาณ ถ้าเราเป็นอะไร? เขาเรียกว่าโดนหลอกด้วยเรื่องอะไร? เอาถ้อยคำของพระเจ้ามาสยบมัน  บอกมันว่า “ฉันตอนนี้เป็นอย่างนี้แล้ว” คนหลอก ระบบของโลกนี้พยายามใส่ข้อมูลเท็จเข้ามาในสมองของเรา  หลอกเราเวลาเราเผลอทำผิดปุ๊บ เขาก็จะหลอกเราทันทีว่า …

            “เห็นไหม? ทำผิดอีกแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมได้อย่างไร?  เป็นไม่ได้หรอก เห็นไหม? เห็นจะๆ ทำผิดทุกวี่ทุกวัน”

            เราทำผิดทุกวัน  ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าปฏิเสธ แปลว่าเราหลอกตัวเอง  เราก็ผิดโน่นนิดนี่หน่อย แล้วมารมันก็จะส่งข้อมูลว่า …

            “เห็นไหม? ผิดอีกแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมได้อย่างไร พระเจ้าจะรับเธอได้อย่างไร?”

            เราก็ต้องเอายาวิเศษที่พระเจ้าให้กับเราตอกกลับไปเลย … “ไม่ว่าฉันทำผิดขนาดไหน? พระเจ้าบอกว่าฉันเป็นผู้ชอบธรรม ฉันสะอาด ฉันบริสุทธิ์ ฉันหมดจด ฉันเป็นเหมือนพระเจ้าเลย แกหลอกฉันไม่ได้หรอก”

            พอกินยาอย่างนี้ไป การรู้สึกฟ้องผิด มันจะถูกผลักให้กระเด็นออกไป แล้วเราก็ค่อยๆ ใช้ถ้อยคำของพระเจ้าแบบนี้แหละ เข้ามาขนาบความคิดที่หลอกเราทุกวี่ทุกวัน มันทำให้เรารู้สึกท้อใจ รู้สึกสงสารตัวเอง ขอโทษนะ รู้สึกทุเรศตัวเองจริงๆ  อะไรจะทำผิดแล้วผิดอีกๆ อะไรอย่างนี้

            พระเจ้าบอกไม่เป็นไร ล้มลง 7 ครั้ง พระเจ้าก็จะผยุงเราขึ้นมาใหม่  ล้มไหม? ล้ม แต่พระเจ้าบอกไม่เป็นไร ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ แล้วให้ถ้อยคำของพระเจ้าเป็นกำลัง เป็นฤทธิ์เดช เป็นอำนาจที่จะเสริมสร้างข้างในวิญญาณของเรา ทำให้เรารู้เขารู้เรา  เราก็ถูกหลอกน้อยลง เราก็จะรู้แล้ว เดินไปตรงนี้ มีหลุม ฉันไม่เดินไปหรอก  ฉันก็เลี่ยงไป ฉันไม่เหยียบลงไปซ้ำอีก อะไรประมาณนั้น

            นั่นคือภาพในการดำเนินชีวิต ที่พระเจ้าให้กับพวกเราผู้เชื่อ แล้วพระองค์ก็บอกเราว่าพระองค์จะทรงนำพา พระองค์จะทรงกระทำกิจในใจเรา  พระองค์เป็นผู้นำเราทำ  ความปรารถนาในใจของผู้เชื่อจริงๆ คืออยากจะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่มีใครอยากดื้อเพ่งหรอก เพราะอะไรรู้ไหม?  เพราะวิญญาณใหม่ของเรา เป็นวิญญาณแห่งการเชื่อฟังเรียบร้อยไปแล้ว แล้วไม่ใช่เชื่อฟังนิดๆ  เชื่อฟัง 100% 1000% เรียบร้อยไปแล้ว ไม่มีอาการที่อยากจะดื้อกับพระเจ้า แต่ที่ดื้อ เพราะถูกหลอกแค่นั้นเอง แล้วพระเจ้าบอก …

            “รู้ใช่ไหม? นี่ถูกหลอกแล้วนะ โอเค งั้นกลับมาที่เดิม”

            แล้วเราก็ค่อยๆ ฝึกฝน พัฒนาอาการที่มันเป็นตัวตนจริงๆ ของเราออกไปทุกวัน แล้วเราจะเห็นพระคุณของพระเจ้า เห็นพระพรนานัปการที่พระองค์ได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว

        โคโลสี 1:19 “เพราะว่าพระเจ้าพอพระทัย ที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ในพระบุตร”

            พระเจ้าพอใจที่จะให้ความบริบูรณ์ ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งหมดเลย อยู่ในพระบุตร คืออยู่ในพระเยซูคริสต์ แล้วตอนนี้พระเยซูคริสต์อยู่ที่ไหน? ตอบอยู่ที่ไหน? อยู่ในเรา เอเมน  เมื่อพระเยซูคริสต์อยู่ในเรา ความบริบูรณ์ทั้งสิ้น มันก็เป็นของเรา เอเมน เป็นของเรา เราต้องกล้าที่จะบอกว่า …

            “พระเจ้าให้ฉันแล้ว ความบริบูรณ์ ครบถ้วนสมบูรณ์ มันอยู่ในตัวฉัน พระเยซูคริสต์อยู่ในตัวฉัน ฉันเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจ ฉันเป็นผู้ชอบธรรม ฉันสะอาด ฉันบริสุทธิ์ ฉันหมดจดเหมือนพระเยซูคริสต์เลย” ขอบคุณพระเจ้า

            ความจริงเหล่านี้แหละ จะปลดปล่อยพี่น้องให้เป็นไท เป็นอิสระ จะไม่ถูกหลอกอีกต่อไป  เราไม่ได้โมเม  แต่มันเป็นเรื่องจริงในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าพระองค์ทำให้กับพวกเราสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เอเมน ขอบคุณพระเจ้า

            ขอบคุณพระเจ้า สำหรับสิ่งสารพัด ที่พระเจ้าได้ประทานให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว ขอบคุณสำหรับความจริง ที่พระเจ้าเปิดเผยให้เราฟังทุกวี่ทุกวันๆ ซึมซับเข้าไปพี่น้อง แค่ซึมซับความจริงเหล่านี้เข้าไป  แล้วเราจะมีภูมิต้านทานที่ดี ที่พอคำหลอกลวงมา มันจะเด้งออกไป มันทำอะไรเราไม่ได้หรอก มันทำอะไรเราไม่ได้จริงๆ นี่คือความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรค่ะ

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            วิญญาณท่านอยู่ที่ไหนในขณะนี้ ก็จะอยู่ที่นั่นตลอดไป หลังหมดลมหายใจ

            ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ท่านพ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษหลังหมดลมหายใจ เนื่องจากเป็นคนบาป และทางเดียวเท่านั้น ที่ท่านจะได้บังเกิดใหม่ เป็นคนชอบธรรมดีพร้อมบริสุทธิ์ ปราศจากบาปและสามารถอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ทันทีขณะนี้และตลอดไปจนถึงนิรันดร์ หลังหมดลมหายใจ

            คือ … ท่านต้องยินยอมให้พระเจ้า ทำการย้ายชีวิตของท่าน ซึ่งเป็นเหมือนต้นไม้ตายอยู่ในตระกูลอาดัม  ย้ายมาปลูกใหม่ในตระกูลพระคริสต์ในสวนของพระเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ที่ปลูกอยู่ริมฝั่งธารน้ำ ใบเขียวสดเสมอ และออกผลดีตามฤดูกาลของมัน และพระเจ้า เจ้าของสวน คอยดูแลเอาใจใส่อย่างดีตลอด

            ท่านไม่สามารถทำการย้ายตนเอง ด้วยการทำดีทุกวิถีทางต่างๆ ได้เลย แค่เปิดใจยอมรับเชื่อวางใจ ในการกระทำของพระเยซูตายบนกางเขนเพื่อท่านเท่านั้น กระบวนการที่เหลือ พระองค์จะเป็นผู้กระทำการย้ายเองทั้งสิ้น แล้วท่านจะได้เห็นผลจากชีวิตของท่านเอง ผลดีมากมายก็จะผลิตออกมา อย่างต่อเนื่องตลอดไปจนถึงนิรันดร์

            มัทธิว 12:33-37 … “พระเยซูประกาศทางแห่งความรอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ … 33 ทำให้ต้นไม้ดี และผลของมันก็จะดี หรือทำให้ต้นไม้เลว และผลของมันก็จะเลว เพราะว่าพวกเรารู้จักต้นด้วยผลของมัน  (ถ้าวิญญาณภายในดี ก็จะส่งผลดี คือเชื่อฟังพระเยซู ถ้าวิญญาณภายในเลวบาปชั่ว ก็จะส่งผลเลว คือต่อต้าน ปฏิเสธ เป็นศัตรูกับพระเยซู) 34 โอ พวกชาติงูร้าย ท่านทั้งหลายเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร ด้วยว่าปากนั้นพูดสิ่งที่มาจากใจ (โอ้มนุษย์ ซึ่งเกิดมาอยู่ในความบาปในตระกูลของอาดัม เป็นเหมือนต้นไม้ที่ตายแล้ว เป็นคนบาป คนชั่วในวิญญาณ จะพูดยอมรับเราได้อย่างไร เพราะที่ท่านพูดต่อต้านเรานั้น ก็เพราะในใจของท่านเป็นบาปเป็นศัตรูกับเรา ต่อต้านความดีของพระเจ้า) 35 คนดีก็เอาของดีมาจากคลังแห่งความดีในตัวของเขา คนชั่วก็เอาของชั่วมาจากคลังแห่งความชั่วในตัวของเขา  (คลังแห่งความดีในวิญญาณของเขา หรือคลังแห่งความชั่วในวิญญาณของเขา) 36 ส่วนเราบอกพวกท่านว่าคำที่ไม่เป็นสาระทุกคำ ซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดชอบถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา  (ส่วนเราบอกท่านว่าทุกคำที่ท่านพูดเป็นศัตรู ปฏิเสธ ไม่ยอมรับเราเป็นผู้ช่วยให้รอดจากบาปนั้น จะทำให้ท่านถูกพิพากษาลงโทษ เพราะท่านไม่ยอมรับผู้เดียวที่พระเจ้าทรงส่งมาช่วยท่าน ให้รอดพ้นจากโทษของความบาป) 37 เพราะว่าพวกท่านจะพ้นผิด หรือถูกตัดสินลงโทษ ก็เพราะคำพูดของท่าน (ฉะนั้น ท่านจะรอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ เนื่องจากบาปที่อยู่ในตัวท่าน ในวิญญาณของท่านหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่านปฏิเสธ หรือยอมรับผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูหรือไม่)” พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1541

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  กันยายน  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 5

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี 1:8 บอกว่า …

        โคโลสี 1:8 “และเขายังเล่าถึงความรักของท่านในพระวิญญาณให้เราฟัง”

            อาจารย์เปาโลกำลังพูดให้ชาวโคโลสี คือเขียนจดหมายไปถึงพี่น้องเหล่านี้ ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพี่น้องผ่านทางเอปาฟรัส อาทิตย์ที่แล้ว เราเรียนมาแล้ว เอปาฟรัส มาบอกข่าวดีว่าพวกพี่น้องชาวต่างชาติที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาได้รักซึ่งกันและกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ความรักตรงนี้มาจากพระเจ้า มันเป็นส่วนหนึ่งของผลพระวิญญาณ เป็นพระพรที่พระเจ้าได้ประทานให้กับพวกเราทุกๆ คน เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฉะนั้น เมื่อได้ยินได้ฟังว่าพี่น้องเหล่านี้มีความรักในพระวิญญาณ อาจารย์เปาโลก็ดีใจมาก ต้องเป็นความรักในพระวิญญาณด้วยนะ เพราะฉะนั้น ความรักตรงนี้ไม่ได้เป็นความรักที่เราผลิตขึ้นมาด้วยกำลังของเราเอง พยายามที่จะรัก แต่ไม่ใช่ อันนี้ก็คือทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ ตรงนี้เป็นตัวตนจริงๆ ของเราเลย ก็คือเป็นความรักที่ได้สำแดงออกมา ความรักที่สำแดงออกมาตรงนี้  ถ้าเราเจริญเติบโตในพระเจ้ามากเท่าไร? เราก็สามารถสำแดงตัวตนแท้ๆ คือความรักนี้ออกไปให้กับผู้คนรอบข้างได้มากเท่านั้น ในข้อที่ 9 บอกว่า …

        โคโลสี 1:9 “ด้วยเหตุนี้นับตั้งแต่วันที่เราได้ยินเรื่องราวของพวกท่าน เราก็อธิษฐานเผื่อท่านตลอดมาไม่เคยหยุด ขอพระเจ้าทรงให้ท่านเปี่ยมด้วยความรู้ถึงพระประสงค์ของพระองค์ โดยทางสติปัญญาและความเข้าใจฝ่ายจิตวิญญาณทั้งปวง”

            อาจารย์เปาโลเมื่อได้ยินถึงความรักที่ชาวโคโลสีมีต่อกัน ได้ยินปุ๊บ อธิษฐานเลย อธิษฐานกับพระเจ้า การได้ยินเรื่องความรัก ไม่ได้ยินแค่นั้น  อาจารย์เปาโลรู้ข่าวคราวของคริสตจักรในยุคสมัยนั้นจริงๆ ไม่ว่าที่โคโลสี ที่เอเฟซัส หรือที่ไหนก็ตาม มันจะมีการข่มเหงอย่างหนักในผู้เชื่อ ฉะนั้น การข่มเหงอย่างหนักในผู้เชื่อ แทนที่อาจารย์เปาโลจะอธิษฐานขอพระเจ้าทรงเมตตา ให้การข่มเหงนี้ บรรเทาลง หรืออธิษฐานให้พี่น้องเหล่านี้สามารถผ่านความทุกข์ยากเหล่านี้ไปได้ ด้วยพระคุณของพระเจ้า อาจารย์เปาโลไม่ได้อธิษฐานแบบนั้นเลย ซึ่งความเป็นจริง มันควรจะอธิษฐานแบบนั้น ใครๆ ก็อยากได้ คำอธิษฐานแบบนั้น แต่สิ่งที่อาจารย์เปาโลอธิษฐาน ก็คือให้คนเหล่านี้รับรู้ถึงความจริง และพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีอยู่ในชีวิตของเขา โดยทางสติปัญญาและความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ

            ความเข้าใจฝ่ายวิญญาณตรงนี้ มันจะเกิดขึ้นได้จากการที่เรารับรู้ความจริง เรื่องข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูได้ทำอะไรให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว แล้วความจริงเหล่านี้ เมื่อเรารับรู้มากขึ้นๆ จะทำให้เราสามารถที่จะอดทนกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ ด้วยความเชื่อและวางใจในพระองค์

            การอธิษฐานของอาจารย์เปาโล ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป คืออธิษฐาน อวยพรชาวโคโลสี ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป คือชาวโคโลสีจะได้รับความสุข ไม่ถูกข่มเหง ไม่ใช่ เขาก็ยังโดนข่มเหงเหมือนเดิม  หรือการอธิษฐานอย่างนี้ ทำให้ความทุกข์ยากลำบากที่เขาเผชิญ บางคนไม่ได้ถูกข่มเหง แต่มันมีความทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา  ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม มันก็ไม่หายไป ก็คือความทุกข์มันยังอยู่ ปัญหามันก็ยังคงอยู่ แต่สิ่งที่มันเหนือกว่าปัญหา ก็คือความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ทำให้ผู้เชื่อเหล่านี้สามารถอดทน สามารถมั่นใจ วางใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ผู้ทรงสถิตอยู่ในเขา

            นี่คือความจริงที่ไม่เพียงแต่ชาวโคโลสีในอดีตเท่านั้น พวกเราในปัจจุบัน ก็จำเป็นจะต้องรู้ว่าสิ่งที่มันเลิศยิ่งกว่าการหายโรค หรือเลิศกว่าปัญหาหมดไป หรือสิ่งที่เลิศยิ่งกว่าการที่เราไม่อดอยาก ไม่ขัดสนในอะไรก็ตามที่เราอยากได้  มากกว่านั้น ก็คือพระเยซูคริสต์ทรงอยู่ในเรา แล้วพระองค์ทรงควบคุมทุกสิ่งอยู่ พระองค์ทรงดำเนินอยู่กับเรา ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะทุกข์ ไม่ว่าจะสุข ไม่ว่าเราจะเผชิญปัญหาอะไรก็ตาม พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคไม่เคยทิ้งเราเลย นี่คือความจริง

            ดังนั้น ความจริงเหล่านี้จะทำให้ผู้คน ที่เชื่อวางใจในพระเจ้า สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ ด้วยสันติสุขและความชื่นชมยินดี  เราจะไม่สามารถมีสันติสุขได้เลย ถ้าตาเราไปจ้องแต่ว่าเมื่อไรพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานของเรา เมื่อไรพระเจ้าจะอวยพรให้เรามีทุกอย่างที่เราอยากได้ เมื่อไรพระเจ้าจะอวยพรให้เรามีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยเลย เมื่อไรพระเจ้าจะอวยพรให้เรามีเงินใช้แบบเยอะแยะมากมาย ไม่ขัดสน คือ …

            “อยากได้อะไร ฉันก็จะได้ อยากซื้อรถเบนซ์ 10 คัน ฉันก็จะมีเงินซื้อ” อะไรประมาณนั้น

            ถ้าตาเราผู้เชื่อไปจดจ้องอยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น หรือสถานการณ์เหล่านั้น หรือสิ่งของเหล่านั้น เราจะไม่มีความสุขเลย เพราะว่าหลายคนอธิษฐานแล้ว อธิษฐานอีก ก็ไม่ได้ตามที่ตัวเองต้องการ เมื่อไม่ได้ตามที่ตัวเองต้องการ ก็เริ่มสงสัยพระเจ้า …

            “ตกลงพระเจ้ารักฉันไหมเนี้ย ทำไมขอแล้วไม่ได้สักทีหนึ่ง”

            แต่ว่าความเป็นจริงแล้ว พระเจ้ารักเรามากๆ อย่างที่บอก พระเจ้าสัญญาว่าประทานพระพรนานัปการให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว คือพระพรฝ่ายวิญญาณ พวกเราทุกคนได้รับหมดแล้ว ความมั่งคั่งในการอยู่ในพระคุณของพระเจ้า ความมั่งคั่งที่เราได้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราได้รับหมดแล้ว ส่วนบนโลกใบนี้ อย่างที่บอก ไม่เคยสัญญาว่าพระองค์จะให้เราตามที่ใจเราปรารถนา พี่น้องต้องจำตรงนี้ให้ได้ พระเจ้าไม่ได้สัญญาว่าจะให้เรา ตามที่ใจเราปรารถนา แต่ถ้าบังเอิญสิ่งที่เราอธิษฐานขอ มันตรงกับน้ำพระทัยเลย ที่พระเจ้ากำลังจะให้อยู่แล้ว  เมื่อเราขอ เราก็ได้  พอเราได้ปุ๊บ  คิดว่า …

            “นี่ เพราะฝีมือฉันขอ แล้วฉันก็ไม่ลดละ ในการขอ ฉันตั้งอกตั้งใจขอมากเลย ฉันอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก เขย่าบัลลังก์ของพระเจ้าทุกวี่ทุกวันๆ จนพระเจ้าทนไม่ไหว พระองค์เลยต้องเปิดคลังฟ้าของพระองค์เทพระพรของพระองค์อย่างที่ฉันต้องการมาให้ฉัน”

            มันไม่ใช่เลยนะ ถ้าพี่น้องมีความคิดแบบนี้ แปลว่าเรากำลังถูกหลอก  ถูกมารหรือคนของโลกนี้หลอกเราให้เชื่อตามนั้น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่พระเจ้าบอกเรา ก็คือเมื่อพระองค์ทรงอยู่ในเรา พระองค์จะทรงนำพาย่างเท้าของเรา ไม่ว่าทุกข์ไม่ว่าสุข พระเจ้าไม่ทิ้งเรา อันนี้ คือความจริง แล้วก็เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่พระเจ้าให้กับพวกเราทุกๆ คน ฉะนั้น ให้เราขอบคุณพระเจ้า  สำหรับถ้อยคำของพระองค์ ถ้อยคำแห่งความจริง จะทำให้เราเป็นอิสรภาพ ทำให้เราเป็นไทจริงๆ ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

            ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าถ้าท่านมีเหลือเฟือ ท่านก็แบ่งปัน แจกจ่ายให้กับคนที่เขาขัดสน ในพระคัมภีร์ก็มีเขียนไว้ มีพี่น้อง ผู้เชื่อที่ขัดสน แล้วคนที่พอมีกำลัง ในพระคัมภีร์ ตอนที่อาจารย์เปาโลเขียนถึงคริสตจักรที่เป็นชาวต่างชาติที่เรี่ยไรเงินไปให้กับพี่น้อง ชาวอิสราเอล ก็คือพี่น้องชาวยิว แล้วเราก็จะงงว่าอ้าว! แล้วทำไมพี่น้องชาวยิวมาเชื่อพระเจ้า แล้วเขาขัดสนได้ด้วยหรือ? ขัดสนได้ไหม? มันมีโอกาสแน่นอน  อย่างพวกเราทุกๆ คน เราสามารถเป็นพยานได้ เราปิดบังความจริงไม่ได้ มันจะมีช่วงชีวิตของเรา ช่วงหนึ่งที่เราขัดสน  แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น ก็คือเราจะขัดสนขนาดไหน? พระเจ้าทรงดูแลชีวิตของเรา ขัดสน แต่เรายังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ สามารถผ่านความขัดสนเหล่านั้นไปได้  ด้วยพระคุณของพระเจ้า นี่คือความจริง พอเรารับรู้ความจริง อย่างที่อาจารย์เปาโลบอก …

            “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญทุกสิ่งได้”

            หมายความว่า … “ไม่ว่าข้าพเจ้าจะอิ่มหนำสำราญ ข้าพเจ้าก็รับได้”

            อิ่มหนำสำราญ รับได้ด้วยนะ อาจารย์เปาโลพูดอย่างนี้ แปลว่าเวลาเรารวย เราก็ต้องฝึกฝนที่จะรับมันให้ได้  เวลาเรารวย ถ้าเราไม่ฝึกฝน เราก็จะเตลิดเปิดเปิงไป ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกเลย  …

            “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญกับความอดอยากได้”

            อาจารย์เปาโลผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผู้เป็นอัครทูตที่พระเจ้าทรงใช้อย่างมากมาย มีฤทธิ์เดชอำนาจที่พระเจ้าให้ ไม่ใช่อาจารย์เปาโลมี  พระเจ้าให้ในการวางมือรักษาโรค ในการวางมือคนเจ็บคนป่วยให้หาย วางมือคนตายด้วย คนที่ฟังอาจารย์เปาโลเทศน์ยาวเกิน เทศน์จนดึกดื่นค่อนคืน เที่ยงคืนแล้ว ไม่จบสักที ง่วงนอน สับปะหงกปุ๊บ หล่นจากที่สูง ลงมาตาย พี่น้องไปอ่านในหนังสือกิจการ หล่นลงมาตาย  พอตายปุ๊บ ชาวบ้านก็ตกใจสิ คนที่ฟังเทศน์อาจารย์เปาโลอยู่ ก็สะดุ้งเลย ฟังเทศน์อยู่ดีๆ หล่นลงมา ตกตายซะเฉยๆ อย่างนั้น  แล้วอาจารย์เปาโลก็ไปวางมือ  แล้วเขาก็ฟื้นขึ้นเฉยเลย ฟื้นขึ้นมา เหมือนคนปกติ

            “ฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย” อย่างนี้

            พี่น้องลองคิดดูว่าพระเจ้าให้อาจารย์เปาโลสามารถทำหมายสำคัญ และการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้ ในช่วงยุคกิจการ ก็คือเป็นยุคแรกของการประกาศข่าวดี ซึ่งพระเจ้าก็จะให้หมายสำคัญและการอัศจรรย์อย่างมากมายให้กับอัครทูตทั้งหลาย ได้ทำอัศจรรย์ เพื่อพระนามของพระองค์ แต่มันจะมีช่วงเวลา พอเลยจากช่วงที่พระเจ้าใช้ในการทำอัศจรรย์ปุ๊บ อัครทูตทั้งหลายก็ใช้ชีวิตปกติ อาจารย์เปาโล เปโตร ยากอบเหล่านี้ ไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ตลอดเวลา ตั้งแต่เชื่อพระเจ้า จนตายจากไป ไม่ใช่ เพราะว่าฤทธิ์เดชเหล่านี้ ไม่ได้มาจากตัวของท่านเอง หรือว่าท่านเชื่อเยอะกว่าคนอื่น ไม่ใช่ แต่เป็นฤทธิ์เดชอำนาจที่พระเจ้าเป็นผู้กระทำ ในชีวิตของเขา ในแต่ละจังหวะ แต่ละเรื่องราว แต่ละเหตุการณ์ที่พระองค์ต้องการสำแดงฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าให้กับผู้คนรอบข้างตรงนั้น ให้เขารับรู้

            เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ มันเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้น ประสบการณ์ของแต่ละคน เราไม่สามารถเอามาใช้กับความจริงของพระเจ้าได้ ทุกคนมีประสบการณ์หมด อย่างดิฉันก็มีประสบการณ์เรื่องการหายโรคจริงๆ มาเชื่อพระเจ้า ไม่ได้อธิษฐานขอ แต่พระเจ้าก็ให้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร? แต่พระเจ้าเมตตาให้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกับเรา ซึ่งเราเย่อหยิ่งไม่ได้เลย เราไม่สามารถใช้หางตามองคนอื่น …

            “เห็นไหม ฉันความเชื่อดีกว่าเธอ เธอยังเจ็บออดๆ แอดๆ อยู่เลย ฉันแข็งแรงมาก”

            มันไม่ใช่  เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้เลย เป็นพระคุณของพระเจ้า ที่พระองค์จะใช้เราแบบไหน? อย่างไร?  พระองค์ก็แบ็คเราตรงนั้น  แค่นั้นเอง เราอวดอ้างไม่ได้เลย สำหรับคนที่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ พี่น้องคิดว่าความเชื่อเขาไม่มีหรือ? ความเชื่อเขาน้อยกว่าเราหรือ? ไม่ใช่ หรือคิดว่าพระเจ้าไม่รักเขาหรือ?  ก็ไม่ใช่อีก  เราก็ไม่รู้ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า สำหรับแต่ละคนเป็นอย่างไร? แต่ให้มั่นใจเถิดว่าทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา พระเจ้าอยู่ด้วย และพระเจ้าสามารถเอื้ออำนวยให้ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา เกิดเป็นผลดี สำหรับผู้ที่รักพระองค์ นี่คือความจริงในพระวจนะของพระเจ้า

            ฉะนั้น ความจริงเหล่านี้ จะทำให้เราเป็นอิสรภาพ  ทำให้เราสามารถพึงพอใจ คำว่า “พึงพอใจ” ก็คือพึงพอใจในทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ ไม่ใช่พอใจเฉพาะตอนที่พระเจ้าอวยพรเราเท่านั้น

            “ขอบคุณพระเจ้า วันนี้พระเจ้าอวยพรเรา ขอบคุณพระเจ้า ปีนี้พระเจ้าอวยพรให้เราได้โบนัสเยอะมากเลย แบบเยอะแยะ เราสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายเลย”

            หรือ “ขอบคุณพระเจ้าที่ปีนี้ พระเจ้าให้เรามีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนอื่น”

            มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น  ถ้าเราพอใจอย่างนั้น ทุกคนก็พอใจได้ แต่ความพึงพอใจ เมื่อเราเผชิญกับปัญหา ความทุกข์ยากลำบาก ในเรื่องของสุขภาพร่างกาย ในเรื่องของการเงิน เรื่องของการงาน เรื่องของครอบครัว เรื่องของอะไรทั้งหมด เรายังสามารถพึงพอใจไหม? นี่คือสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าเรามั่นใจในการทรงนำของพระเจ้า  พระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์นำเรา แล้วเรามั่นใจในความรักมั่นคงของพระองค์ว่าพระเจ้าผู้ทรงรักเราขนาดที่ทรงสละชีวิตของพระองค์เอง มาตายแทนเราบนไม้กางเขน เพื่อทำให้เราสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้า พระบิดาได้ ย้ายเราจากอาณาจักรของความมืด คำสาปแช่งมาสู่อาณาจักรแห่งความสว่างของพระเจ้า มาสู่พระพร แล้วพระเจ้าผู้นี้ สามารถวางใจได้  มั่นใจได้เลย

            อาจารย์เปาโลบอกว่าเราจะไม่มองสิ่งที่ตาเรามองเห็น  เหตุการณ์ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา ถ้าเราเจอปัญหา เรามองอะไร? เจอปัญหา แล้วเรามองแต่ปัญหา แล้วเราก็จะถามพระเจ้า …

            “พระองค์เจ้าข้าทำไมๆๆๆๆๆ ทำไมพระองค์ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นกับลูก”

            หรือปัญหาเกิดขึ้นปุ๊บ เรามองที่พระเจ้า … “พระเจ้า ลูกขอบคุณพระองค์ ลูกมั่นใจว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยกับลูก ปัญหานี้ พระเจ้าทรงมีวิธีที่จะแก้ไขให้ลูกได้ พระองค์จะให้สติปัญญากับลูกพระองค์จะส่งผู้ช่วยรอบข้างมา ลูกก็ไม่รู้ว่ามันจะมาจากไหน? อยู่ตรงไหน? ในหลืบไหน? แต่ลูกมั่นใจในพระองค์ว่าพระองค์จะส่งผู้คนเหล่านั้นมา แล้วพระองค์จะให้กำลังลูก ให้ความอดทนกับลูก ให้ลูกสามารถผ่านไปได้ด้วยพระคุณของพระเจ้า”

            พอเราเห็นมุมมองตรงนี้ปุ๊บ ความรู้สึกในวิญญาณของเราจะต่างออกไป  เราจะสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี อย่างที่อาจารย์เปาโลบอก ทุกกรณี คือไม่ว่าทุกข์ ไม่ว่าสุข ไม่ว่าอยากได้ ไม่อยากได้  พอใจ ไม่พอใจ  เราสามารถขอบคุณได้ทุกอย่าง นี่คือความเป็นจริงในชีวิตของผู้เชื่อทุกๆ คน ถ้าเรามั่นใจและรับรู้ความจริงในเรื่องของพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร? ความเข้าใจในเรื่องของจิตวิญญาณ จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยกำลังซึ่งมาจากพระเจ้า ด้วยความอดทน ด้วยความมั่นใจในความรักของพระเจ้า เรามาดูข้อที่ 10 …

        โคโลสี 1:10 “เพื่อท่านจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสมกับที่เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และจะได้เป็นที่พอพระทัยในทุกด้าน คือเกิดผลในการดีทุกอย่าง รู้จักพระเจ้าดียิ่งขึ้น”

            การรู้ถึงสติปัญญาที่พระเจ้าให้กับเรา  เข้าใจถึงเรื่องราวที่พระเจ้าได้กระทำให้กับพวกเราทั้งหลายเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตให้สมกับ

            คำว่า “สมกับ” แปลว่าเราได้แล้ว ใช่ไหม? เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้วนะ แล้วก็ดำเนินชีวิตให้สมกับเป็นราชบุตรราชธิดาของพระเจ้า

            แล้วเราจะดำเนินชีวิตให้สมกับที่เราเป็นอยู่ได้อย่างไร? มีอยู่ทางเดียว คือเราต้องเรียนรู้ รับรู้ว่า …

            “ตอนนี้ ฉันเป็นใคร? ฉันอยู่ในสถานะแบบไหน? แล้วพระเจ้าให้อะไรฉันบ้าง? สิ่งที่พระเจ้าให้กับฉันเรียบร้อยไปแล้ว  มันมีอะไรบ้าง?”

            ฉะนั้น เมื่อเรารับรู้ปุ๊บ  เราก็จะสามารถดำเนินชีวิตให้สมกับที่เราได้เป็นลูกของพระเจ้า ด้วยวิธีการใส่ข้อมูลใหม่ ข้อมูลเก่าที่เราเคยชิน ที่โลกนี้ส่งเข้ามา  มันมีวิธีเดียวที่จะทำให้ข้อมูลเก่าเหล่านั้น ถูกลบเลือนออกไป ก็คือเอาข้อมูลใหม่เข้ามาแทนที่ สมองของเราว่างเปล่าไม่ได้ ถ้าเราไม่เอาข้อมูลของพระเจ้าเข้ามาอยู่ในสมองปุ๊บ ข้อมูลของโลกนี้มันก็จะวิ่งเข้ามาแทนที่ ชัดเจน ดังนั้น  การแทนที่ของโลกใบนี้ จะทำให้เราไม่สามารถที่จะดำเนินชีวิตให้สมกับการที่เราเป็นบุตรของพระเจ้า เรียบร้อยไปแล้ว

            สิ่งต่างๆ เหล่านี้ อย่างที่บอก เราเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว เราบังเกิดใหม่แล้ว เราได้รับรู้ความจริงเหล่านั้น เราได้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว  ไม่ว่าความคิดเราจะถูกหลอกล่อ หลอกลวงให้ไปทำอะไรก็ตามที่ออกนอกลู่นอกทาง ก็ไม่สามารถทำให้เราถูกเปลี่ยนสถานะจากการเป็นลูกของพระเจ้า กลับไปเป็นลูกมารได้ มันทำไม่ได้ ก็คือเราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว  แต่ถ้าเราถูกควบคุม โดยความคิดที่โลกนี้ส่งเข้ามาปุ๊บ เราก็จะมีชีวิตที่ลำบาก แทนที่เราจะมีความสุข  แทนที่เราจะสามารถสำแดงความรักของพระเจ้าออกไป แทนที่เราจะสามารถสำแดงตัวตนแท้ๆ ของเราออกมา เราก็ไปเชื่อระบบโลกนี้ ไปทำสิ่งที่อะไรก็ไม่รู้เละเทะไปหมดเลย

            แล้วเมื่อเราทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เราก็เก็บเกี่ยวผล พี่น้องจำตรงนี้เลย  เราจะไม่เก็บเกี่ยวผลด้านวิญญาณ แต่เราจะเก็บเกี่ยวผลด้านวัตถุที่อยู่บนโลกใบนี้ แน่นอน พระเจ้าควบคุมทั้ง 2 อย่าง ควบคุมทั้งโลกวิญญาณและกฎของโลกใบนี้ด้วย

            ฉะนั้น พระเจ้ามีความปรารถนา ต้องการที่จะให้เรารับรู้ความจริง  เพื่อว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะได้สามารถทำงานในชีวิตของเราได้เต็มที่ รับรู้ความจริงมากๆ เขาเรียกว่าอนุญาตให้สมองเรา ให้พระเจ้าคุม

            “พระเจ้า ลูกอยู่ตรงนี้ ลูกเป็นรถ ให้พระเจ้าเป็นคนขับ ลูกปล่อยเกียร์ว่าง พระองค์จะขับไปไหน เชิญตามสบายเลยนะพระองค์”

            ถ้าเราอนุญาต พระองค์ก็จะดูแล  พระองค์ก็จะเข้ามาช่วยเหลือเรา  ให้ความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า ได้ใส่เข้ามาในสมองเราเยอะๆ และโดยความจริงเหล่านี้ เมื่อเรารับรู้ ผลมันจะออกมาเอง พี่น้องไม่ต้องพยายามบีบให้ผลออกมา

            ยกตัวอย่างต้นไม้เหมือนเดิม สมมติต้นมะม่วงหน้าโบสถ์เรา เขาต้องรับรู้ความจริงว่าเขาเป็นต้นมะม่วง ถ้าเขาไม่รับรู้ว่าเขาเป็นต้นมะม่วง เขาถูกหลอกว่า …

            “เธอไม่ใช่มะม่วงนะ เธอเป็นบอระเพชร”

            แล้วมันก็งงๆ  … “ตกลงฉันเป็นอะไรกันแน่”

            แต่ไม่ว่าเขาจะถูกหลอกว่าเป็นต้นบอระเพชรอย่างไรก็ตาม วันหนึ่ง ผลมันออกมา มันก็คือต้นมะม่วงแหละ เพราะว่ารากฐานของมัน คือต้นมะม่วง  แต่ว่าเขาทุกข์ไหมล่ะ ในระหว่างที่กำลังจะเกิดผล เราไม่รู้ว่าต้นไม้เวลาจะเกิดผล เขาจะรู้สึกอย่างไร แต่เราประมวลภาพว่าเขาคงงงๆ แล้วตกลง เดี๋ยวผลของฉันออกมา จะเป็นอะไรบ้าง? แล้วต้นไม้ ก็คงทุรนทุราย ประมาณนั้น เราไม่รู้ว่าความเป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?  แต่มันเป็นภาพเดียวกันในชีวิตของพวกเรา ถ้าเราไม่รับรู้ว่าตอนนี้พระเจ้าทำอะไรให้กับพวกเราแล้ว เราก็จะงงว่า …

            “ฉันเป็นอะไร? แล้วฉันได้รับอะไรบ้าง? แล้วฉันจะต้องส่งผลอะไรออกไปบ้าง?”

            เราก็ไม่เข้าใจ แล้วเราก็ทุกข์ ชีวิตเราแทนที่จะสบายๆ  เราก็เริ่มรู้สึกทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิต แต่พอเรารับรู้ความจริง …

            “ฉันเป็นต้นมะม่วง”

            ต้นมะม่วงต้องทำอะไรไหม? ไม่ทำ ยืนต้นอยู่ตรงนั้นแหละ พอถึงฤดูกาลของมัน  ก็คือประมาณมีนา, เมษา มันจะเริ่มมีดอก มันจะออกมาโดยอัตโนมัติ

            ต้นมะม่วง ลำต้นมันไม่ต้องขอย้ายลำต้นไปหาน้ำเลี้ยง หรือไปทำอะไร “ฉันขอทำโน่นทำนี่ เพื่อให้ฉันได้เกิดดอกออกผล” ไม่เห็นมันทำอะไรเลย  มันอยู่ของมันเฉยๆ แหละ

            พอถึงเวลาดอกมันออก พอดอกแก่เต็มที่ มันก็เป็นผล ต้นมะม่วงต้นนี้ เราได้กินผลมัน 2 ปีแล้วนะ อร่อยด้วย หวาน ฉะนั้น มันออกมาเป็นผล เพราะมันรับรู้ความจริงว่ามันคือต้นมะม่วง พอถึงเวลา มันก็ออกผลมะม่วงอร่อยมาให้เรากิน

            เรารับรู้ความจริง เราไม่ต้องพยายามวิ่งซกๆ ต้องทำโน่นทำนี่ ไม่ใช่ พระเจ้าบอกว่าพระองค์ผู้อยู่ในเรา พระองค์จะเป็นผู้ขับเคลื่อนเราเอง ฉะนั้น การเกิดผลในการดีทุกอย่าง ตามน้ำพระทัยพระเจ้า ต้องตามน้ำพระทัย การเกิดผลดี ที่ไม่ใช่ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็มี เหมือนเราคิดเอง เราคิดว่าอันนี้น่าจะดี แต่ถ้าไม่ใช่น้ำพระทัย เราทำไป เราก็เหนื่อยเปล่า พระเจ้าไม่สนับสนุนเรา  แต่ถ้าพระองค์เป็นผู้ทำเอง  พระองค์ขับเคลื่อนในใจของเรา เราไม่ต้องเหนื่อย เราทำนิดเดียว แต่เกิดผลออกมามหาศาลมาก เพราะผู้ทำให้เกิดผล คือพระเจ้า  พระบิดา พระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา อันนี้เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องรับรู้ เกิดผลการดีทุกอย่าง

        โคโลสี 1:11 “ได้รับการเสริมสร้างให้เข้มแข็งขึ้น  ด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งมวลตามฤทธานุภาพอันทรงเกียรติสิริของพระองค์  เพื่อท่านจะทรหดอดทนอย่างยิ่งและมีความชื่นชมยินดี”

            เสริมสร้างเราให้เข้มแข็งขึ้น ด้วยถ้อยคำแห่งความจริง และด้วยฤทธิ์อำนาจทั้งมวล ฤทธิ์อำนาจทั้งมวลนี้ มาจากพระเจ้า ไม่ได้มาจากมนุษย์คนไหน? ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำให้เราเข้มแข็ง และทำให้เราเกิดผลได้  ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา พระองค์ทรงกระทำให้เราได้รับพระเกียรติสิริของพระองค์ แล้วทำให้สิ่งที่เรารับรู้ตรงนี้ ทำให้เราทรหดอดทน อันนี้น่าคิด ทำไมอาจารย์เปาโลไม่บอกว่าถ้าเรามีฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เราแข็งแรง เราแข็งแกร่งในพระเจ้า เราจะสามารถอธิษฐานอะไรก็ได้ …

            “ในนามพระเยซู ด้วยความเชื่อ ฉันสั่งอย่างนี้ ฉันจะเอาอย่างนี้ ชี้ไปเลย ในกี่วัน? กี่ปี? ฉันจะต้องได้แบบนี้ๆ”

            อาจารย์เปาโลไม่เคยสอนแบบนี้  แต่สิ่งที่อาจารย์เปาโลสอน ก็คือด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเหล่านี้ ทำให้เราทรหดอดทน อย่างที่บอก พอพูดคำว่า “อดทน” ต้องมีสิ่งที่ยากลำบาก สำหรับชีวิตของเรา  และเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยชอบเท่าไรด้วย? ถ้าเราชอบ เราไม่ต้องทน นึกออกไหม? ถ้าอะไรที่เราชอบ ไม่ต้องทนหรอก เราชอบอยู่แล้ว  แต่ที่ต้องอดทน เพราะว่ามันไม่ถูกใจเรา มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราอยากได้เลย …

            “พระองค์เจ้าข้า ลูกอธิษฐานอย่างนี้ ทำไม ลูกไปได้อย่างนั้น มันไม่โอเคนะพระองค์เจ้าข้า”

            แต่พระเจ้าบอก … “อย่างนี้ ดีแล้ว สำหรับเธอ อดทนเข้าไว้  เดี๋ยวเธอจะรู้ว่ามันดีเอง”

            มีความอดทนอย่างยิ่ง และมีความชื่นชมยินดี ในสิ่งที่มันเผชิญเข้ามาในชีวิตของเรา  ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข  นี่คือสิ่งที่อาจารย์เปาโลอธิษฐาน  และอาจารย์เปาโลหนุนใจ

            คนที่เชื่อวางใจในพระเจ้าในยุคแรก ในสมัยโคโลสี เขาทุกข์ยากลำบากมาก เขาถูกข่มเหงอย่างหนัก ในยุคนั้น เขาข่มเหงผู้เชื่อนะ ใครก็ตามที่มาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ จะต้องหนีหัวซุกหัวซุน ในขณะที่มีคนมาไล่ล่า เหมือนตอนที่อาจารย์เปาโลกลับใจใหม่ปุ๊บ ถูกคนไล่ล่า ฆ่า คนต้องเอาอาจารย์เปาโลใส่เข่ง แล้วหย่อนลงไปข้างกำแพง หนีตาย  ฉะนั้น การข่มเหงหนักมาก ในยุคนั้น คริสเตียนจะต้องไปหลบซ่อนอยู่ในถ้ำ ในรู ถ้ามีทหารมา มีพวกฟารีสี ธรรมาจารย์จะเอาทหารมาไล่ล่า เขาก็จะต้องหลบ เขาจะมีการส่งสัญญาณ

            “มาแล้วๆ”

            หลบ หายไปหมดเลย อะไรประมาณนั้น นี่คือความทุกข์ยาก แต่ความทุกข์ยากเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คริสเตียนผู้เชื่อเหล่านี้ถอดใจ หรือลดละความเชื่อที่พระเจ้าใส่เข้ามาในวิญญาณของเขา กลับทำให้เขาอดทน เขามองที่ไหน? เขามองที่พระเจ้าที่ทรงสถิตอยู่ในเขา มองที่พระสัญญาที่พระเจ้าได้ให้กับเขา พระสัญญาที่พระองค์บอกว่าพระองค์อยู่ด้วย แล้วพระองค์จะนำพาย่างเท้าของเขาตั้งแต่เริ่มต้น จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต แล้วหลังความตาย เขาจะได้ไปรับร่างกายใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยสง่าราศีที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับพวกเขาเรียบร้อยไปแล้ว ทำให้เขามีความชื่นชมยินดี

            พวกเราเหมือนกันในปัจจุบัน ไม่มีอะไรแตกต่าง การข่มเหงยุคของเราไม่หนักเหมือนสมัยที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ และเป็นขึ้นมาจากความตาย แต่มันก็จะมีการข่มเหงมารูปแบบไหนเราไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้ คือพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา แล้วพระองค์ทรงนำพาย่างเท้าของเรา ทำให้เราสามารถมีความชื่นชมยินดีในเหตุการณ์ ในสถานการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา เอเมน พระเจ้าอวยพรค่ะ

***************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์ เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด จากการเป็นคนบาป

            ข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และวันที่สามได้เป็นขึ้นจากความตาย เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่ช่วยให้ทุกคนที่เชื่อในข่าวดีนี้ได้รับความรอด อัครทูตเปาโลได้พูดกับผู้เชื่อที่ยังมีความเข้าใจผิดในเรื่องความรอดนี้ว่า …

            1 โครินธ์ 1:14-16 …  “14 ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ข้าพเจ้าไม่ได้ให้บัพติศมา (ในน้ำ) แก่ใครในพวกท่าน ยกเว้นคริสปัสกับกายอัส 15 จึงไม่มีใครพูดได้ว่าเขาได้รับบัพติศมา (ในน้ำ) เข้าในนามของข้าพเจ้า 16 ใช่ ข้าพเจ้าให้บัพติศมา (ในน้ำ) แก่คนในครอบครัวของสเทฟานัสด้วย นอกเหนือจากนั้น ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าได้ให้บัพติศมา (ในน้ำ) แก่ใครอีก)”

            เพราะพิธีบัพติศมาในน้ำ  ไม่ได้ช่วยใครให้รอดจากการเป็นคนบาป

            1 โครินธ์ 1:17 …  “เพราะพระคริสต์ไม่ได้ส่งข้าพเจ้ามา เพื่อให้บัพติศมา (ในน้ำ) แต่เพื่อให้ประกาศข่าวดี ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำที่คมคาย ตามสติปัญญาของมนุษย์ เพราะเกรงว่าไม้กางเขนของพระคริสต์ จะหมดฤทธิ์อำนาจ”

            แต่ข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์  และวันที่สามได้เป็นขึ้นจากความตายต่างหาก ที่เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่ช่วยให้คนที่เชื่อในข่าวดีนี้ ได้รับความรอด จากการเป็นคนบาป บังเกิดใหม่ มาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า

            โรม 1:14-16 …  “14 ข้าพเจ้ามีพันธะหน้าที่ต่อทั้งชาวกรีก และผู้ที่ไม่ใช่กรีก  ต่อทั้งคนมีปัญญาและคนเขลา 15 ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงกระตือรือร้นอย่างยิ่ง ที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลาย ที่อยู่ในกรุงโรมด้วย 16 ข้าพเจ้าไม่ได้ละอายในข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐ คือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด คนยิวก่อนแล้วคนต่างชาติด้วย”

            มนุษย์ทุกคนสามารถได้รับความรอด โดยความเชื่อในข่าวดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  โดยไม่ต้องพึ่งการกระทำตามพิธีกรรมใดๆ หรือกระทำสิ่งใดใดเพิ่มเติมอีกเลย จริงๆ

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1540

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  กันยายน  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 4

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี 1:6 ครั้งที่แล้วเราคุยโคโลสี ไป 5 ข้อแล้ว …

        โคโลสี 1:6 “ซึ่งมาถึงท่าน ข่าวประเสริฐนี้กำลังเกิดผลและเจริญขึ้นทั่วโลก เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ตั้งแต่วันที่ท่านได้ยินข่าวประเสริฐ และเข้าใจพระคุณของพระเจ้าตามความจริงทั้งสิ้น ที่อยู่ในข่าวประเสริฐนี้”

            ทวนข้อที่ 5 …

        โคโลสี 1:5 “คือความเชื่อและความรักอันเกิดจากความหวัง  ซึ่งสะสมไว้  สำหรับท่านในสวรรค์ และซึ่งท่านได้ยินมาแล้ว  ในถ้อยคำแห่งความจริง  คือข่าวประเสริฐ”

            และมาต่อข่าวประเสริฐมาถึงพวกท่านและเกิดผล คำว่า “เกิดผล” ตรงนี้ หลายคนจะมองไปที่การรับใช้ มองไปที่คนมาเชื่อพระเจ้าเยอะๆ ถือว่าเกิดผล แต่ความเป็นจริง มันไม่ได้เล็งถึงตรงนี้  คำว่า “เกิดผล” ในถ้อยคำของพระเจ้า คือเกิดผลตามน้ำพระทัย ไม่ใช่เกิดผลตามที่เราอยากได้ อยากเป็น

            อันนี้ คือเกิดผลตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  ส่วนใหญ่ เวลาเราเจอคนที่โบสถ์อื่น เราไปเจอพี่น้องคริสเตียน คำถามแรกที่เขาจะถามเรา ก็คือ …

            “ตอนนี้โบสถ์มีสมาชิกเท่าไร?”

            เขาจะวัดกันตรงที่ว่าถ้าโบสถ์ไหนมีสมาชิกเยอะ แปลว่าโบสถ์นั้น เกิดผล แต่สายพระเนตรของพระเจ้าไม่ได้วัดตรงนั้น  พระเจ้าวัดตรงที่ว่าความเจริญเติบโตของพี่น้อง ของผู้เชื่อ ในเรื่องราวความจริงของพระเยซูคริสต์ เจริญเติบโตขนาดไหน?  ถ้าเจริญเติบโตมาก ถือว่าเกิดผลมาก  เกิดผลตามน้ำพระทัย ก็คือเกิดผลในพระลักษณะที่เป็นตัวตนจริงๆ ของเรา ดังนั้น การเกิดผลอันดับแรกที่มันสำแดงออก ก็คือความรัก

            ความรัก มันจะถูกสำแดงออกมาทันทีเลย เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้า เป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา  ทำให้เราสามารถที่จะสำแดงความรัก อาจารย์เปาโลพอได้ยินว่าคริสตจักรโคโลสีรักซึ่งกันและกัน อาจารย์เปาโลดีใจมากเลย ไม่ได้ดีใจตรงที่ว่าพี่น้องในคริสตจักรโคโลสีเขาเข้มแข็ง  เขาทำโน่นทำนี่ เขาปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ไม่ใช่ ดังนั้น การปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า การเกิดผลในงานรับใช้ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา จริงๆ แล้วพระเจ้าเป็นผู้กระทำกิจอยู่ภายในเรา

            แล้วผู้เชื่อแต่ละคนจะถูกเรียกมา ไม่เหมือนกัน ตรงที่ว่าบางคนถูกเรียกมาเป็นผู้รับใช้จริงๆ มาทำการงานของพระเจ้าในคริสตจักร มีหน้าที่ในการดูแลคริสตจักรของพระองค์ มีหน้าที่กล่าวถ้อยคำของพระองค์ หรือมีหน้าที่อยู่ในทีมนมัสการ หรืออยู่ในหน้าที่ไหนก็แล้วแต่ นั่นเป็นการทรงเรียกเฉพาะเจาะจง ที่พระเจ้าให้กับแต่ละคน  แต่การเกิดผลในอาณาจักรของพระเจ้าจริงๆ พระเจ้ามองดูความเจริญเติบโตของผู้เชื่อคนนั้นว่าเขาเจริญเติบโตขนาดไหน? ถ้าเราเจริญเติบโตมากเท่าไร? เกิดผลมากเท่าไร? เราก็สามารถสำแดงความรักที่มีอยู่ข้างในของเราออกไปมากเท่านั้น แล้วสิ่งที่สำคัญเลย เราสามารถที่จะอดทน

            พอมีคำว่าอดทน มันต้องมีอะไรที่ไม่ถูกใจเรา พี่น้องนึกออกไหม? ถ้าทุกอย่างถูกใจเราหมด เราไม่ต้องอดทน เราอยู่สบาย แต่เพราะไม่ถูกใจเรา เราจึงต้องอดทน  ดังนั้น ความอดทนตรงนี้ เป็นผลหนึ่งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา

            สมัยก่อน ในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ อาจารย์เปาโลจะพูดบ่อยๆ เลย ให้ท่านรับรู้ความจริงในข่าวดีของพระเจ้า รับรู้ว่าตอนนี้ท่านเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ รับรู้ว่าตอนนี้พระเยซูได้ทำอะไร เพื่อเราเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อเรารับรู้มากเท่าไร เราก็จะสามารถอดทนได้มากเท่านั้น

            คริสตจักรในสมัยยุคแรก ไม่เหมือนของเรา ของเรา คือยุคที่สบายแล้ว ยิ่งเรามาเกิดในประเทศไทย เราก็ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่มีการข่มเหง เรื่องของความเชื่อในข่าวดีของพระเจ้า ถ้าเราเกิดในประเทศอื่น บางประเทศ อย่างประเทศจีน ก็ยังมีการข่มเหงอยู่ หมายความว่าคนที่มาเชื่อ วางใจในพระเจ้า ก็จะถูกข่มเหง เหมือนยุคแรกๆ ในพระคัมภีร์ ตอนที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย มันก็จะมีการข่มเหงมากมาย  แล้วเราจะสังเกตอาจารย์เปาโลเขียนจดหมาย ไม่เคยหนุนใจในเรื่องของการเป็นอยู่ในขณะนั้น

            “ขอพระเจ้าอวยพรให้พี่น้องในคริสตจักรเหล่านี้ ได้ผ่านพ้นจากความทุกข์ยากลำบากที่ถูกข่มเหง” … อาจารย์เปาโลไม่ได้อธิษฐานแบบนั้น

            แต่สิ่งที่อาจารย์เปาโลอธิษฐาน ก็คือ … “ขอให้ตาใจฝ่ายวิญญาณของพี่น้องเหล่านั้นได้เปิดออก เพื่อเขาจะได้สามารถเห็นถึงความจริงที่พระเจ้าได้ทำอะไรให้กับเขาเรียบร้อยไปแล้ว”

            พี่น้องที่ถูกข่มเหงในยุคนั้น ทรมานนะ ไม่ได้ข่มเหงเบาๆ หนักมาก ด้วยความจริงเหล่านี้ จะทำให้เขาสามารถอดทน  เขาจะสามารถยืนหยัดอยู่ในความเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้าได้

            ดังนั้น ความจริงของพระเจ้า เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราอาจจะได้ยินถ้อยคำของพระเจ้า ซึ่งส่งมาในความคิด หรือในหูของเรา ที่มันไม่ได้เป็นความจริงก็ได้ เหมือนเอาพื้นฐาน ถ้อยคำของพระเจ้า แต่แฝงเอาความไม่จริงมาใส่ในพระวจนะของพระเจ้า

            อย่างเช่น พระเยซูคริสต์บอกว่าในโลกนี้ ท่านจะประสบกับความทุกข์ยาก นี่พระเยซูคริสต์บอกเองนะ  แต่จงชื่นใจเถิด เพราะเราชนะโลกแล้ว  พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเรา แล้วพระองค์จะให้กำลังเรา ที่เราจะสามารถผ่านความทุกข์ยากเหล่านี้ไปได้  ด้วยพระคุณของพระเจ้า 

            แต่จะมีคำสอนที่มาบอกเราว่าเป็นผู้เชื่อแล้ว ทุกข์ยากไม่ได้  เป็นผู้เชื่อแล้ว ต้องดี สบาย  สูงขึ้นทางเดียว ทุกอย่างต้องดีหมด ถ้าไม่ดี แปลว่าความเชื่อของท่าน ไม่โตพอ  ความเชื่อไม่เข้มแข็งพอ เลยเจอปัญหาแบบนี้  อันนี้เป็นข่าวเท็จหมดเลย

            ความจริงที่พระเยซูคริสต์บอกเรา ก็คือเราเจอแน่ๆ ความทุกข์ยาก  แต่ว่าให้เรามีสันติสุข มีความสุขในพระเยซูคริสต์ เพราะว่าเรารับรู้ความจริงว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา  พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคสถิตอยู่ในเรา  และจะเป็นผู้คอยช่วยเหลือ จูงมือเราเดินไปทุกหนทุกแห่ง  แล้วเราจะเห็นพระคุณของพระเจ้าผ่านความทุกข์ยากเหล่านี้  ตอนที่เราเจอความทุกข์ยาก เราไม่เห็นหรอก เรามีความรู้สึก …

            “พระองค์เจ้าข้า ทำไมพระองค์ต้องพาเรามาเจออย่างนี้”

            แต่เมื่อเราผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ปุ๊บ เราเห็นพระคุณเลย เรารู้ว่ามีพระพรที่ซ่อนอยู่ในความทุกข์ยากเหล่านี้ ในหนังสือเปโตร อาจารย์เปโตรบอกว่าความทุกข์ยากจะทำให้เราอดทน และความอดทน ทำให้เราเป็นคนที่พระเจ้าทรงสามารถใช้ได้ มันมีอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้น ความทุกข์ยากเหมือนกับเราออกกำลังกาย  ออกกำลังกายทุกข์ยากไหม?  หรือใครบอกสบายๆ  ออกกำลังกายไม่สบายนะ ดิฉันคิดแล้วคิดอีก บอกตัวเองต้องไปออกกำลังกาย ต้องไปเดิน ต้องไปทำอะไรต่างๆ แต่ความคิดล้มเหลวตลอดเวลา  เพราะความขี้เกียจมันเข้ามาแทนที่ มีวิธีเดียวที่ดิฉันจะออกกำลังกายได้ คือไปเดินตลาด การฝึกฝนในเรื่องเหล่านี้ ก็จะทำให้เราแข็งแรง เราก็ต้องหากุศโลบาย หาวิธีความชอบส่วนตัวของเราว่าเราชอบแบบไหน? แล้วเราก็ต้องไปใช้ชีวิตของเราตามความชอบของเรา ไม่บาปนะพี่น้อง

            พี่น้องไปเดินช๊อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า ไม่บาปนะ เดินไปเถอะ  เย็นๆ แล้วก็ชมสิ่งที่พระเจ้าประทานให้เรา มันเป็นอาหารตา ถ้าวันๆ เราไม่ทำอะไร ร่างกายเราไม่ได้ใช้งาน มันจะค่อยๆ เสื่อมโทรมลงไป แล้วมันก็ไม่แข็งแรง

            ยิ่งคนที่ทำงานใน Office เราแทบจะไม่มีโอกาสได้ออกกำลังกาย เราก็จะนั่งอยู่หน้าคอมฯ เราต้องใช้สายตาตลอดเวลา  อย่างน้อย 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง พี่น้องต้องลุกขึ้นมา ไปเดินเล่นสักรอบ แล้วก็กลับมานั่งทำงานต่อ เราสามารถทำได้

            แล้วเราขอบคุณพระเจ้าที่ตอนนี้เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราไม่ได้อยู่ในกฎเกณฑ์ใดๆ เลย พระเจ้าไม่ได้สร้างกฎว่าต้อง แล้วก็ต้องๆ แต่พระเจ้าใส่ความปรารถนาในใจ ในวิญญาณของเรา ทำให้เราต้องการ อยากจะทำ “อยากจะทำ” กับ “ต้องทำ” มันคนละเรื่องเลย ถ้าใครบังคับดิฉันว่าต้องไปตลาด  อย่างนั้นทุกข์ แต่นี่เรามีความสุข เพราะข้างในเราชอบ  เราก็ไป นี่คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสามารถหาได้ ไม่ยาก  แล้วพระเจ้าก็ให้พระคุณ ให้พระพร ให้เราสามารถที่จะจัดเวลาในแต่ละวันว่าเราจะทำอะไร? มีเวลาทั้งวัน 24 ชั่วโมง พระเจ้าก็ไม่ได้ให้เรานั่งทำงาน 24 ชั่วโมง เวลาทำงาน เขาทำแค่ 8 ชั่วโมงเอง อีก 16 ชั่วโมง ก็ไปทำอะไรก็ได้  ไปนอนเล่น ไปเดินเที่ยว คือทำได้หมด ไม่ผิด ไม่บาปนะพี่น้อง อย่าคิดว่าเราเป็นผู้เชื่อ ยิ่งเป็นผู้รับใช้ด้วย เป็นอาจารย์สอนด้วย อะไรไปเดินเที่ยวช๊อปปิ้งได้ทุกอาทิตย์ ดิฉันช๊อปปิ้งทุกอาทิตย์ ไปเดินเที่ยวห้างทุกอาทิตย์เลย อาทิตย์ละวัน สองวันเลย เพราะว่าหนึ่งมันเป็นการผ่อนคลาย  สองเราไม่มาจับเจ่าอยู่ในที่เดิมๆ

            ข่าวดีของพระเจ้า ที่เรารับรู้ความจริงว่าเราเป็นอิสระแล้ว พระเจ้าให้อิสรภาพ ให้เสรีกับเรา ในการตัดสินใจ ไม่ว่าเราจะทำอะไร (1) ถ้าไม่ทำให้คนเดือดร้อน (2) ไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดกับความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า (3) เรารู้สึกมีความสุข ที่ได้ทำสิ่งนั้น  ทำไปเถอะพี่น้อง พระเจ้าไม่ได้ถือโทษอะไรเรา นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ อย่างที่บอกหลายคนถามว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า สำหรับชีวิตของเรา  คืออะไร? เราอยากจะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร? ใครๆ ก็อยากรู้

            เมื่อก่อนตอนเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ก็อยากรู้เหมือนกัน น้ำพระทัยของพระเจ้า สำหรับเราคืออะไร? สิ่งที่สำคัญที่สุด  ที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ น้ำพระทัยของพระเจ้าจริงๆ มีอยู่อันเดียว คือมีความปรารถนาที่จะให้มนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ได้มารู้จักกับพระนามของพระองค์ น้ำพระทัยเดียวเท่านั้น

            ในพระคัมภีร์ สาวกของพระเยซูคริสต์ถามพระเยซูว่า … “พระองค์เจ้าข้า ลูกจะปรนนิบัติรับใช้หรือทำงานของพระองค์อย่างไร? คืออะไรที่ต้องทำ”

            พระเยซูตอบไปแค่ประโยคเดียวว่า … “สิ่งเดียวที่ท่านต้องทำ ก็คือมาเชื่อและวางใจในผู้ที่พระเจ้า พระบิดาส่งมาเท่านั้น”

            แล้วพี่น้องทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ได้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว คือเราเข้ามาเชื่อ วางใจในพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า  ที่พระเจ้าพระบิดาส่งมา เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราทำเสร็จแล้ว ตามน้ำพระทัยของพระองค์ จากนั้น ก็แล้วแต่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา จะเป็นผู้บอกเราเอง  ถ้าเอาง่ายๆ อะไรก็ตามที่พี่น้องทำ แล้วมีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร?  ไม่ทำให้ใครบาดเจ็บสาหัส พี่น้องทำไปเถอะ นั่นแหละ คือน้ำพระทัย นึกออกไหม? เพราะพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา พระองค์เป็นผู้นำเรา ในการทำสิ่งสารพัด แต่ถ้าเมื่อไร เราไม่ได้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา ก็จะบอกเราเอง  เราทำไป แล้วเราจะทุกข์ เราทำไปแล้วเราจะไม่น่าทำเลย มีใครเคยเป็นไหม?  พอตัดสินใจทำไปแล้ว เรา … ไม่น่าทำเลย  นั่นแหละ แปลว่าอันนั้นไม่ใช่น้ำพระทัยแน่นอน มันเป็นความต้องการของเรา พอความต้องการของเราออกไปปุ๊บ เรารู้สึก มันไม่ใช่ ถ้าเป็นน้ำพระทัย เราจะมีความสุข เราจะมีสันติสุขในพระเจ้า  เพราะพระองค์อยู่ในเรา พระองค์จูงมือเราเดิน ดิฉันไปตลาด พระองค์ก็จูงมือดิฉันไปเดิน

            ฉะนั้น ตรงนี้แหละ คือพระพร ถ้าพี่น้องรู้ความจริง พี่น้องก็จะเป็นอิสระ พี่น้องก็จะไม่ต้องมากดดันตัวเอง  พยายามหาว่าอะไรคือน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าบอกในหนังสือโรม บทที่ 12 ว่าให้เรามอบถวาย ความคิด จิตใจ วิญญาณ ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ร่างกายของเราให้กับพระเจ้า  เพื่อให้พระเจ้าเป็นผู้นำเรา ให้พระเจ้าเป็นผู้ทำการงาน แล้วเมื่อเรายอมมอบถวาย ตรงนี้เราต้องยอมด้วยนะ พระเจ้าไม่หักหาญ หรือพระเจ้าไม่บีบคอเรา หรือไม่แสดงอำนาจว่า …

            “เธอเป็นของฉัน เธอต้องทำตามฉัน”

            ไม่มี พระเจ้าให้เกียรติผู้เชื่อทุกคน  คือให้เราตัดสินใจ  เมื่อเราตัดสินใจยอมมอบถวายอวัยวะของเราให้กับพระเจ้าใช้ พระองค์ก็จะใช้เรา  สมองเป็นสมรภูมิรบ แต่ละวันเราบรรจุอะไรเข้ามาในนี้ แต่ละวันเราบรรจุข่าวสารของพระเจ้าที่ดี ที่พระเจ้าบอกเราว่าตอนนี้เราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ เราบรรจุพวกนี้ลงไปไหม? พระเจ้าบอกว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม เราสะอาด เราบริสุทธิ์ เราหมดจด เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว เรามีวิญญาณใหม่แล้ว  วิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าเลย  สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ทำบาปไม่เป็น เราเป็นแล้ว  เรามีความคิดจิตใจที่เป็นเหมือนพระเจ้าด้วย เป็นแล้ว มีแล้ว จริงๆ บอกว่ามีไม่ได้นะ คือมันเป็น ถ้าบอกว่ามี คือมีโอกาสไม่มีนะ จริงไหม? ถ้าท่านมีเงิน ท่านมีโอกาสไม่มีเงินก็ได้ ถ้าใช้ไม่เป็น แต่ถ้าท่านเป็นเงิน เขาบอกเป็นเงินเป็นทอง มันไม่หายไปไหน?  ก็คือเราจะมีใช้ตลอดเวลา ภาพนี้เราจะเห็นชัด

            พระเจ้าบอกว่าเราเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว เราได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าสถิตอยู่ในเราเรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้น เมื่อทุกอย่างมันอยู่ในตัวเราเรียบร้อยไปแล้ว มั่นใจได้ไหมว่าพระเจ้าผู้ทรงรักเราทุกๆ คน พระองค์จะทรงนำชีวิตของเรา ชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ความคิดของเรา จะเป็นเหมือนความคิดของพระเจ้ามากขึ้น เมื่อเรารับรู้ความจริงในเรื่องราวของพระเจ้า  รับรู้ ไม่ถูกหลอก ด้วยข้อมูลเท็จที่โลกนี้ส่งเข้ามา หรือผีมารซาตานพยายามยัดเหยียด ความคิดที่ไม่ถูกต้อง เข้ามาในสมองของเรา ความคิดอะไรก็ตาม ถ้าถูกส่งมา ทำให้เรารู้สึกตัดพ้อต่อว่าพระเจ้าปุ๊บ อันนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน พี่น้องปัดมันทิ้งไปเลย

            แล้วถ้าความคิดใด ก็ตาม ทำให้เรารู้สึกน้อยใจพระเจ้า ก็ไม่ได้มาจากพระเจ้าอีก เอามันทิ้งไปเลย เพราะว่าเราไม่ควรน้อยใจพระเจ้า พี่น้องจะไปน้อยใจพระเจ้าทำไม ในเมื่อพระเจ้ารักเราขนาดนี้ รักเราขนาดส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาตายแทนเราบนไม้กางเขน  ให้ทุกสิ่งกับเรา อภัยโทษบาปให้กับเรา รับเราเป็นบุตรของพระเจ้า เราเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจ ขนาดนี้ แล้วเรายังจะไปน้อยใจพระเจ้าเพื่ออะไร? มารก็จะพยายามใส่ข้อมูลพวกนี้ เพื่อให้น้อยใจพระเจ้า แล้วเราก็ไปมองคนอื่น …

            “ทำไมพระเจ้าอวยพรเขา ทำไมพระเจ้าไม่อวยพรเรา”

            น้อยใจพระเจ้า น้อยไปน้อยมา งอนพระเจ้าอีก  งอน เพราะว่าทำไมพระองค์อวยพรนาย ก. ไม่อวยพรฉัน  กลายเป็นอย่างนั้น

            ฉะนั้น ให้เรารับรู้ความจริงว่าพระเจ้าทรงรักพวกเราทุกคนเท่ากัน เท่ากันตรงที่พระเยซูคริสต์ได้มาตายแทนพวกเราทุกๆ คน 1 ชีวิตเท่ากัน  ไม่มีใครที่พระเยซูตายครึ่งชีวิต และไม่มีใครที่พระเยซูตายให้เสี้ยวชีวิต ไม่มี 1 ชีวิต พระองค์ตายเพื่อเรา  ฉะนั้น พระเจ้ารักเราเท่ากัน ในเรื่องของโลกวิญญาณ  พวกเราทุกคนจะได้ทุกอย่างเท่าๆ กัน ส่วนในโลกวัตถุ นั่นแล้วแต่น้ำพระทัยของพระเจ้า  พระเจ้าจะให้แต่ละคนไม่เท่ากันแน่นอน พี่น้องไม่ต้องไป คิดว่าเราต้องเท่าเขา เขาต้องเท่าเรา ไม่มีทาง คือมันไม่เท่ากันแน่นอน  แต่อยู่ตรงที่ว่าเราพอใจไหม?  แค่นี้เอง ถ้าเราพึงพอใจ ในพระคัมภีร์เดิมบอกว่าถ้าพระเจ้าทรงนำพาย่างเท้าของผู้หนึ่งผู้ใด แล้วคนนั้นเต็มใจที่จะเดินตามพระเจ้า เต็มใจ พอใจ  แม้เขาล้มลง พระเจ้าจะไม่เหวี่ยงเขาออกไป แต่พระเจ้าจะจูงมือเขาขึ้น นี่คือพระคัมภีร์เดิม ที่พระเจ้าเผยพระวจนะเอาไว้ว่าอนาคตข้างหน้า มันจะเกิดตรงนี้ แล้ว ณ บัดนี้ เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ คือเสร็จแล้ว  พระองค์ได้นำพาย่างเท้าของพวกเราทุกๆ คน จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะพวกเรา พระเจ้านำพาย่างเท้าของมนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้ คือตายแทนทุกคนเรียบร้อยไปแล้ว

            แล้วถ้าใครก็ตามพอใจ พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ เราพอใจ  ถ้าเราไม่พอใจ เราคงไม่มานั่งอยู่ตรงนี้ เราพอใจที่ให้พระเจ้าเป็นผู้นำทางชีวิตของเรา เมื่อพอใจปุ๊บ พระคัมภีร์ไม่ได้บอกต่อว่าเมื่อคนนั้นพอใจแล้ว พระเจ้าจะพาเขาเดินกรีดกราย สุขสบายอยู่บนโลกใบนี้ ไม่เจออะไรเลย สุขทุกวัน เช้า สาย บ่าย เย็น ไม่มีปัญหาเดือดร้อนเข้ามาในชีวิตของเรา พระคัมภีร์ไม่ได้บอกอย่างนั้น  แต่พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อคนนั้นพอใจ แม้เขาล้มลง แปลว่าอะไร? ล้ม เจ็บไหม?  ล้ม เจ็บนะ ล้มลง ไม่รู้ว่าล้มลงด้วยเหตุอันใด  ด้วยอะไรก็แล้วแต่ โอกาสล้มลง มันมีแต่ว่าเมื่อไรที่เราล้มลง พระเจ้าจะพยุงมือเราขึ้น  แล้วพระองค์จะพาเราเดินต่อไป

            แล้วถ้อยคำของพระเจ้ายังสัญญากับเราอีกว่าในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีไว้ในชีวิตของเรา เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไร? จริงๆ ตั้งแต่พระเยซูคริสต์อยู่บนไม้กางเขนแหละ แต่โดยภาษาที่เราเข้าใจ ก็คือเริ่มต้นตั้งแต่วันที่เราอธิษฐานกับพระเจ้า เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา นั่นคือจุดเริ่มต้นในความคิดของมนุษย์ จุดเริ่มต้นตรงนี้ เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว พระเจ้าเริ่มต้นแล้ว  พระองค์ก็จะทรงนำพาชีวิตของเรา  ไม่ว่าชีวิตของเราจะล้มลุกคลุกคลาน หัวทิ่มหัวตำขนาดไหน? พระเจ้าก็จะทรงนำไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

            จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ไหน?  ก็อยู่ที่สวรรค์นิรันดร์กาล จุดหมายปลายทางของเรา ก็คือวันที่ลมหายใจของเราออกจากร่าง แล้วเราทิ้งร่างกายนี้ ซึ่งเป็นตัวเก่าของเรา เป็นร่างกายที่อยู่ในคำสาปแช่ง ที่พระเจ้าบอกว่าเจ้าถูกสร้างมาจากดิน จะต้องกลับกลายเป็นผงคลีดิน นี่คือสิ่งที่พระเจ้าบอกไว้ ฉะนั้น ร่างกายของทุกคน ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม วันที่ลมหายใจเราออกจากร่าง  วิญญาณเราออกจากร่าง เราต้องทิ้งร่างกายนี้ เปื่อยเน่าไป ก็จะกลายเป็นดิน แต่สิ่งที่มันต่างกันระหว่างคนเชื่อกับคนที่ไม่เชื่อ ก็คือผู้เชื่อ เมื่อวิญญาณเราออกจากร่าง พระเยซูคริสต์มารับเราไป

            ในพระคัมภีร์บอกว่าบนสวรรค์จะเป่าแตรกันสะหนั่นหวั่นไหว แล้วก็มารับเราไป อยู่กับพระองค์ แล้วอยู่ที่ว่าพระองค์จะมารับเราส่วนตัว หรือจะมารับเราทั้งหมด  มันมี 2 กรณี ถ้าเราตายก่อน พระเยซูก็มารับเราส่วนตัว ทำไมเรารู้ว่าพระเยซูมารับเรา พี่น้องเคยเห็นผู้เชื่อจากไปอยู่กับพระเจ้าไหม? มีใครเคยเห็นบ้าง?  ผู้เชื่อจากไปอยู่กับพระเจ้า เห็นกับตา เห็นจะๆ ดิฉันเห็นบ่อย สิ่งที่มันเกิดขึ้น จากที่เราเห็น  ก็คือผู้เชื่อทุกคน ตอนจากไปอยู่กับพระเจ้า เขาจะสงบมาก คือหลับไปเลย  แล้วพอหลังจากหลับไป มันเป็นเรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องจริง ใบหน้าเขาจะยิ้มแย้มแจ่มใส ดูแล้วไม่น่ากลัว คือเหมือนยิ้มหลับไป  ทำไมเขาถึงยิ้ม เพราะว่าคนที่มารับเขาไป คือพระเยซูคริสต์ เขารู้ว่าเขาได้ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้มารับเขาไป เขายิ้มกลับไปเลย ผิดกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ตอนจากไป เขาจะทุรนทุราย แล้วก็จะทำหน้าน่ากลัวมากเลย เพราะกลัว ทำไมถึงกลัว  กลัวเพราะไม่รู้ว่าจากนี้ไป จะไปอยู่ที่ไหน? ใครจะพาไปไหน? ไม่รู้ ไม่รู้ทิศทางเลย เขาถึงกลัว ผู้เชื่อไม่กลัว เพราะเรารู้ว่าจากโลกนี้ไป เราจะไปอยู่ไหน?  พระเจ้ารับเราไปอยู่ที่เดิมนั่นแหละ พี่น้องนึกออกไหม? แค่เปลี่ยนมิติ ณ เวลานี้ พวกเราทุกคนผู้เชื่อได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ในสวรรคสถานเรียบร้อยไปแล้ว พระคัมภีร์บอกอย่างนั้น แล้วเราก็เชื่อตามนั้น อยู่ที่นั่นแล้ว แค่ตัวตนของเรานั่งอยู่ที่นี่ คือที่สมุทรปราการ แต่ตอนนี้วิญญาณเรานั่งอยู่กับพระเจ้าด้วยกัน พระเยซูคริสต์อยู่ไหน? เราอยู่ด้วย เพราะเรากับพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเยซูอยู่ในเรา เราอยู่ในพระองค์ พระเยซูอยู่ไหน? เราอยู่ด้วย

            นั่นแหละ หลักการง่ายๆ เลย ไม่ต้องคิดเยอะ แค่รู้ว่าพระเยซูตอนนี้อยู่ไหน? อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า แล้วฉันอยู่ไหนล่ะ ฉันก็อยู่ที่เดียวกันไง นี่คือหลักการง่ายๆ เลย เชื่อเอา เพราะว่าเรายังไม่สามารถเห็นด้วยตา  แต่วันหนึ่ง เมื่อวิญญาณเราออกจากร่างปุ๊บ เราได้ไปเจอพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า แล้วเราก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตรงไหนเลย แค่เปลี่ยนมิติ เราก็ยังคงอยู่ที่เดิม คือที่สวรรคสถานนิรันดร์กาล ร่วมกับพระเยซูคริสต์ นี่คือความหวังใจของผู้เชื่อ อย่าให้ใครหลอกเรา ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม มาหลอกเราว่า …

            “ถ้าอยู่บนโลกใบนี้  เธอไม่ประพฤติดี เธอไม่รอดแน่ๆ  พระเจ้าทิ้งเธอ พระเจ้าไม่เอาเธอ”

            อย่าให้ใครหลอกเด็ดขาด ไม่ว่าผู้เชื่อจะประพฤติดีหรือไม่ดีก็ตาม ผู้เชื่อทุกคนยังเป็นลูกที่พระเจ้าทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจ ความจริงตรงนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เชื่อเถอะ เมื่อเราอยู่ในพระเจ้า  ไม่มีใครมีใจปรารถนาอยากจะทำสิ่งที่ไม่ดี  ถ้าเมื่อไรที่เราเผลอไปทำสิ่งที่ไม่ดี แปลว่าตอนนั้นเราถูกหลอก พี่น้องประมวลภาพ แล้วจะได้เข้าใจ เราจะได้ไม่ถูกหลอก เมื่อเราเผลอทำผิด

            มารก็จะส่งข้อมูลมาเลย … “เห็นไหมเธอทำบาปอีกแล้ว เธอนิสัยแบบนี้ พระเจ้าไม่เอาเธอแล้ว เธอไม่รอดแน่ๆ”

            สวนกลับไปเลย … “พระเจ้าบอก พระคัมภีร์บอกว่าฉันรอดแล้วรอดเลย  ไม่ต้องมาหลอก”

            นึกออกไหม?  พี่น้องต้องรับรู้ความจริงตรงนี้  แล้วสามารถที่จะสวนกลับไป การสวนกลับไปของเรา คือการต่อต้าน ขัดขืนความเท็จที่มันส่งเข้ามาในความคิดของเรา พอเราต่อต้านขัดขืนปุ๊บ หลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้น  พระคัมภีร์บอกว่าแล้วมารจะหนีท่านไป  ถ้าภาษาของอาจารย์นคร ก็จะบอกว่ามารจะหนีท่านไป ด้วยความตกใจกลัวสุดขีด นี่ภาษาอาจารย์นครนะ  ในพระคัมภีร์บอกแค่ว่ามารจะหนีท่านไป แต่หนีแบบตกใจกลัวสุดขีดจริงๆ ทำไมถึงตกใจ คนนี้รู้จริง หลอกไม่ได้ แล้วทำอะไร? ไปดีกว่า ภาพเดียวกันเลย พี่น้องแค่นึกแค่นี้  เมื่อหลอกไม่ได้ หลอกไปก็เหนื่อยเปล่า มารมันเหนื่อย ไม่เอาดีกว่า ไปหลอกคนที่หลอกง่าย  ไปดีกว่า นั่นคือภาพของถ้อยคำของพระเจ้าที่บอกเราว่าเมื่อท่านต่อต้าน ขัดขืนมัน มันจะหนีท่านไปอย่างตกใจกลัวสุดขีด ในขณะที่มันบอกว่า …

            “คริสเตียนคนนี้เขี้ยว เขี้ยวลากดินเลย  เราหลอกไม่ได้เลย เรามาทุกรูปแบบ แต่เขารู้ความจริงว่าพระเจ้าได้ทำอะไรให้เขาเรียบร้อยไปแล้ว”

            มันก็เลยเหนื่อยไง พอเขาเหนื่อย พี่น้องลองคิดดู ถ้าเราไปหลอกใครเรื่อยๆ แล้วเขาไม่ผสมโรงกับเรา เราเหนื่อยไหม? เหนื่อย ไม่เอาดีกว่า  ไปหลอกคนที่หลอกง่าย มันดีกว่าเยอะ นั่นภาพเดียวกัน  ถ้อยคำของพระเจ้า จึงบอกเราว่าท่านต้องรู้ความจริง ท่านต้องรู้ว่าตอนนี้สถานะของเราอยู่ตรงไหน? เรายืนอยู่ตรงไหน?  หนังสือเอเฟซัสบอกว่าตำแหน่งของเรา ในพระเยซูคริสต์ เราอยู่ตรงไหน?  เมื่อเรารู้ตำแหน่งปุ๊บ เราก็ดำเนินชีวิตตามตำแหน่งนั้น การดำเนินชีวิตตามตำแหน่งนั้น ก็คือใช้ชีวิตให้เหมาะสม หรือคู่ควรกับตำแหน่งที่เราได้รับ ตำแหน่งที่เราได้รับ คือลูกของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เราเป็นราชบุตร ราชธิดาของพระเจ้า  ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  เมื่อเราเป็นราชบุตร ราชธิดา เราจะทำตัวเกเรไม่ได้ เราก็จะวางมาดนิดหนึ่ง ทำให้รับรู้ว่า …

            “ฉันเป็นลูกกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ฉันจะต้องวางตัวแบบไหน?  เมื่อเรารับรู้ความจริง  มันจะออกมาโดยอัตโนมัติเลย โดยที่เราไม่ต้องฝืน  ไม่มีการฝืน ถ้าพี่น้องสังเกต พี่น้องไม่ต้องฝืนเลย มันจะออกมาเอง เมื่อเรารับรู้ความจริงมาก ก็จะถูกหลอกน้อย  รับรู้ความจริงน้อย ก็ถูกหลอกมาก แค่นั้นเอง หลักการง่ายๆ นิดเดียวเอง ในข้อ 7 …

        โคโลสี 1:7 “ท่านได้เรียนรู้ข่าวประเสริฐจากเอปาฟรัส เพื่อนร่วมรับใช้ที่รักของเรา ผู้ปรนนิบัติพระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อ  เพื่อพวกเรา”

            เอปาฟรัส น่าจะเป็นผู้เชื่อที่อาจารย์เปาโลไปประกาศ  แล้วเอปาฟรัสก็ไปประกาศต่อ เป็นผู้ที่ก่อตั้งคริสตจักรชาวโคโลสี ซึ่งผู้เชื่อในโคโลสี อาจารย์เปาโลไม่รู้จัก ไม่เคยเจอ รู้จักแต่เอปาฟรัสเท่านั้น แล้วเอปาฟรัสก็จะเป็นผู้ส่งข่าวให้อาจารย์เปาโลเรื่อยๆ ว่าตอนนี้ ณ ปัจจุบัน ผู้เชื่อเหล่านี้ เป็นอย่างไร?  มีความเป็นอยู่แบบไหน?  มีความเชื่อแบบไหน?  ได้สำแดงความรักของพระเจ้าขนาดไหน? พออาจารย์เปาโลได้ยินข่าว  พี่น้องนึกภาพนะ เวลาเราได้ยินข่าวว่าพี่น้องท่านใดที่เชื่อวางใจในพระเจ้า แล้วเขาหนักแน่น มั่นคง เขารักพระเจ้า แม้เขาจะเจอปัญหา อุปสรรค เขายังยืนหยัดอยู่เคียงข้างพระเจ้า  เป็นความภาคภูมิใจ  เราภูมิใจมากเลย ที่เขาสามารถผ่านความทุกข์ยากเหล่านั้น ด้วยพระคุณของพระเจ้า แล้วเขาจะสามารถยืนหยัดและรับรู้ว่าพระเจ้ารักเขาขนาดไหน?  นั่นคือความภาคภูมิใจ

            พออาจารย์เปาโลได้ยินข่าว ก็มีความสุขมาก  แล้วอาจารย์เปาโลใช้คำว่า “เพื่อนร่วมรับใช้ที่รักของเรา” ให้เกียรติ

            เอปาฟรัสตอนมาเชื่อใหม่ๆ เป็นผู้เชื่อธรรมดาคนหนึ่ง แล้วจากนั้น เมื่อพระเจ้าทรงเลือกและเรียกให้เขาได้มีโอกาส  ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ก็คือขยับสถานะขึ้นมา พอขยับสถานะขึ้นมาปุ๊บ อาจารย์เปาโลไม่ใช้คำว่า “พี่น้อง” ถ้าอาจารย์เปาโลใช้คำว่าพี่น้อง แปลว่าเป็นสมาชิกทั่วไปธรรมดา ก็คือเราเป็นพี่น้องกัน  แต่พอขยับสถานะนิดหนึ่ง อาจารย์เปาโลให้เกียรติ ก็เลยใช้คำว่าเป็นผู้รับใช้ร่วมกันที่รักของอาจารย์เปาโล ผู้ที่ปรนนิบัติพระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อ เพื่อพวกเรา

            การปรนนิบัติพระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อ ก็คือการดำเนินชีวิต ดูแลฝูงแกะของพระเจ้า การดูแลฝูงแกะของพระเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของการรับใช้  คือดูแลเขาแบบไหน?  ไม่ใช่การดูแล เราต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช ไปรู้ทุกเรื่องในชีวิตของเขา ไม่ใช่นะ  อย่าทำเด็ดขาด แม้ท่านเป็นผู้รับใช้ ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปล่วงล้ำอธิปไตยของใคร? หรือจะไปรู้เรื่องทุกอย่างของใคร ทำไม่ได้ เราไม่ใช่นายทะเบียน นายอำเภอ ที่เราจะต้องรู้ทุกเรื่องว่าคนนี้  เกิดที่ไหน? ทำอะไร? ตอนนี้เป็นอย่างไร? ไม่ใช่  แต่การดูแลฝูงแกะของพระเจ้า ก็คือดูแลเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อของเขา คอยดูแลว่าตอนนี้สถานะในวิญญาณของเขาเป็นแบบไหน? เขวไปเขวมาหรือเปล่า?  แบบหัวทิ่มหัวตำไหม? อะไรแบบนี้ พอสถานะในวิญญาณของเขาถูกต้อง คือเขาเจริญเติบโตอยู่ในทางของพระเจ้า เขาได้สำแดงความรักของพระเจ้าผ่านทางชีวิตของเขา ไปถึงผู้อื่น เราก็ดีใจ พอดีใจตรงนี้ คือบำเหน็จรางวัล  บำเหน็จรางวัลในหนังสือโครินธ์ ที่พูดถึง เราก็คิดถึงรางวัลที่เราจะได้รับเป็นสิ่งของ หรือเป็นอะไรสักอย่าง บางคนก็คิดว่าเราจะได้รางวัลในอนาคตข้างหน้า บนสวรรค์ บนสวรรค์ทุกคนได้เท่ากัน

            เมื่อก่อนถูกสอนว่าบนสวรรค์ไม่เท่ากัน  แต่ความจริงของพระเจ้า พระเจ้าบอกว่าบนสวรรค์ เราได้เท่ากัน คือเราได้ชีวิตนิรันดร์เท่ากันทุกคน  แต่ส่วนบนโลกนี้ เราจะได้ไม่เท่ากัน มันอยู่ที่การดำเนินชีวิตของเรา พอเราหว่านสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องตามหนังสือโครินธ์ที่บอกว่าเวลาเราไปสอนผู้เชื่อ เราเอาอะไรให้เขา  เราเอาทองคำ เงิน เพชรพลอย หรือเราเอาดิน เอาหญ้าฟาง หรือเอาเศษไม้แห้งไปให้เขา  ทองคำ เพชรพลอย ก็คือข่าวดีของพระเจ้าจริงๆ คือไม่ได้ผสมเติมแต่งให้มันสวยงาม แค่เขารับรู้ว่าพระเจ้ารักเขาแค่ไหน? พอ และเมื่อเขารับรู้แล้ว การเจริญเติบโตของเขาจะอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้อง เวลาเขาเจอเหตุการณ์อะไรมากระทบกระทั่งเขา ก็ไม่สามารถทำให้เขาตัดพ้อต่อว่าพระเจ้าได้  เขายังคงยืนหยัดในความเชื่อ  ยังคงรับรู้ว่าพระเจ้ารักเขาขนาดไหน?  นั่นคือเขาเจริญเติบโต พอผู้เชื่อเจริญเติบโตปุ๊บ  คือบำเหน็จรางวัลของผู้รับใช้  มีความสุข เขาโต ขอบคุณพระเจ้านะ เขาเดินกับพระเจ้า แล้วเขาสามารถที่จะรับในสิ่งต่างๆ ได้ ที่รับรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย  ได้ยิน เราก็ชื่นใจ ความชื่นใจตรงนี้แหละ สันติสุขรางวัลมาชัดๆ เลย ไม่ต้องรอรางวัลที่ไหน? พอเห็นพี่น้องเติบโต เราก็ชื่นใจ

            ฉะนั้น บำเหน็จรางวัลตรงนี้ มันเกี่ยวกับโลกใบนี้ แต่ถ้าเราเลี้ยงดูสมาชิกพี่น้องด้วย ไม้ หญ้าแห้ง หรือฟาง มันเผาวอดเนอะ เวลาโดนไฟ หมดเลย การเลี้ยงดูพี่น้องด้วยสิ่งเหล่านี้ ก็คือป้อนสิ่งที่สบายหู พี่น้องนึกคำว่าสบายหู ป้อนสิ่งที่มันไม่จริง  เราจะไปบอกสมาชิกว่า …

            “มาเชื่อพระเจ้า แล้วเธอจะไม่มีความทุกข์หรอก  แน่นอน เธอจะอยู่ดีมีสุขตลอดชีวิต พระเจ้าจะอวยพรเธอทุกวี่ทุกวัน  เธอจะมีเงินทองใช้สอยอย่างสุขสบาย เธอจะไม่เจ็บ ไม่ป่วย”

            นี่คือพวกหญ้า ฟาง และไม้แห้ง ที่เราใส่เข้าไปในความคิดของพี่น้องที่เชื่อวางใจในพระเจ้า  เพราะสิ่งนี้เป็นความเท็จ พระเจ้าไม่เคยสัญญา พอเขาเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก เจอโควิดมา ทำไมเราติดโควิด  ตอนนี้ทุกข์แล้ว …

            “ไหนพระเจ้าบอกว่าเราจะอยู่ดีมีสุขไง ทำไมเราเป็นแบบนี้”

            คือทำให้แทนที่พี่น้องคนนั้น จะมั่นใจในพระเจ้าว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน? ไม่ว่าเราจะติดโรคอะไรทั้งหมด  ไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน พระเจ้าไม่เคยตีสอนเรา หรือโยนสิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิตของเรา  แต่ที่เราต้องเผชิญ เพราะว่าเราต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย  มันเจอแน่ๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้

            ในพระคัมภีร์ยังเห็น มีพี่น้องคริสเตียนที่อดอยากในกรุงเยรูซาเล็ม แล้วยังต้องเรี่ยไรเงินจากคริสตจักรคนต่างชาติไปสมทบ ไปช่วยเหลือ ถ้าความจริงของพระเจ้าที่บอกว่าเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราจะไม่อดอยาก เราจะเจริญรุ่งเรือง เราจะไม่ขัดสน อย่างนี้ถ้อยคำพระเจ้าก็โกหกสิ จะบอกอะไรให้ ที่พระเจ้าสัญญาทั้งหมด ที่ท่านจะเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ท่านจะสูงขึ้นทางเดียว ท่านจะไม่ตกต่ำ ท่านจะอะไรทั้งหมด  สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเป็นความจริงนะ แต่มันเป็นความจริงในเรื่องของโลกวิญญาณ  วิญญาณท่านเป็นแบบนั้นแล้ว สูงขึ้นทางเดียว ไม่มีตกต่ำ  อยู่ในพระคริสต์ ท่านจะไม่ขัดสนในสิ่งดีที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับท่านเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณท่านเป็นอย่างนั้นหมดแล้ว  แต่ในโลกวัตถุ ท่านไม่สามารถให้หลักประกันชีวิตกับใครได้เลย

            ใครกล้าประกันว่า … “นี่เธอ ตลอดชีวิตของเธอ เธอจะไม่เจอความทุกข์ยาก”

            ถ้าเขาเจอความทุกข์ยาก เขาเอาไม้มาตีหัวเรา “ศิษยาภิบาลโกหกนี่ ไหนบอกไม่ทุกข์ ฉันทุกข์จะตายแล้ว” อะไรประมาณนั้น

            เพราะว่านี่คือความเท็จ พอความเท็จ ผู้เชื่อแทนที่เขาจะเจริญเติบโต เขาไปเพ้อฝันในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง  แล้วชีวิตของเขาก็ไม่มีความสุข ขาดสันติสุขในพระเจ้า  แทนที่เจอความทุกข์ยาก เขารับรู้ว่า …

            “พระเจ้าอยู่ในฉัน  อย่างไร พระเจ้าพาฉันผ่านแน่นอน”  หรือ … “ถ้าฉันเจ็บป่วย”

            สมมติดิฉันป่วยเป็นโรคหัวใจ ถ้ายังไม่ถึงเวลา พระเจ้ามีวิธีให้ดิฉันไปหาหมอ แล้วเจอหมอดีไปผ่าตัด ไปอะไรก็แล้วแต่ จนกลับคืนมาสู่สภาพดี สามารถทำงานได้ประมาณหนึ่ง  แต่ถ้าบังเอิญมันถึงเวลาที่พระเจ้าบอกวราพรกลับบ้านได้แล้ว เป็นโรคหัวใจ ยืนเทศน์อยู่อย่างนี้ น๊อคตายไปเลย ดิฉันก็กลับบ้าน แค่นั้นเอง  เพราะนั่นคือความจริง พอเรารับรู้ความจริง เราไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตของเรา ต้องไปผูกกับอะไร เราแค่ดำเนินชีวิตในแต่ละวัน  รับรู้ว่าพระเจ้าอยู่ด้วย ถ้าถึงเวลาจะต้องกลับบ้าน ไม่ว่าเราจะดูแลตัวเองดีขนาดไหน? ก็ต้องไปอยู่ดี หรือถ้ายังไม่ถึงเวลากลับบ้าน พระเจ้าก็สามารถทำให้เราสามารถอยู่ได้ด้วย เขาบอกว่าถ้าถึงเวลาเราจะต้องตาย ไม้จิ้มฟันแทงเหงือกยังตายเลย

            เล่าเรื่องหนึ่ง สมัยก่อน เขาเล่ากันสนุกสนาน เขาบอกว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง มีคนมาบอกว่าเขาว่า …

            “ระวังให้ดีนะ ช่วงนี้หน้าตาไม่โอเคเลย  ตกอับ ระวังถูกสัตว์แทงตาย อย่าไปเที่ยวที่ไหนนะ อยู่แต่ในบ้านเลยนะ ห้ามไปเดินโป่ง เดินป่า (คนนี้น่าจะชอบเดินป่า) ห้ามไปเดินเด็ดขาดเลยนะ ตายแน่ๆ เลย”

            คนนี้ก็ … “เชื่อๆ ฉันไม่ไปเดินป่าดีกว่า ฉันเดินอยู่ในบ้านนั่นแหละ”

            พอถูกทำนายอย่างนี้ มันอยู่ไม่สุข เดินอยู่นั่น เดินวนไปเวียนมา เป็นบ้านไม้ เวลาเดินมันกระเทือน แล้วบังเอิญเป็นคนชอบสัตว์ ข้างฝาแปะเขาควายไว้อันหนึ่ง เดินไปเดินมากระเทือนเยอะๆ เขาควายหล่นลงมาปักตายไปเลย นั่นเป็นเรื่องเล่าสนุกนะ  เขาเล่าขำๆ ให้เป็นอุทาหรณ์ว่าจริงๆ แล้วคนหนึ่งถ้าถึงเวลาจะต้องจากไป ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถยึดชีวิตของเขาได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่เขาจะตาย ก็ไม่มีใครสามารถเอาชีวิตของเขาไปได้

            แล้วชีวิตของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ เอเมน อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ให้เรามั่นใจเลย พระเจ้าจะทรงนำเรา ถึงเวลา พระเจ้าจะพาเรากลับบ้าน เราก็จะได้กลับบ้าน ถ้ายังไม่ถึงเวลา  ก็ทำงานต่อไป อย่างมีความสุข  ดิฉันทำงานมีความสุขจริงๆ ทุกสิ่งอย่าง มีความสุขมากๆ ฉะนั้น อยู่ให้มีความสุข ในขณะที่พระเจ้าให้ชีวิตเราอยู่บนโลกใบนี้ เอเมน พระเจ้าอวยพรค่ะ

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            การรับบัพติศมาในน้ำ สำหรับคริสเตียนนั้น สำคัญอย่างไร?

            การบัพติศมาในน้ำสำหรับคริสเตียน เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่แสดงออกมาให้เห็นถึงความเชื่อ และการเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป

            การบัพติศมาไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้เรารอด แต่เป็นการแสดงออกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ  เมื่อเราได้รับความรอดจากบาป คือการที่เราได้ถูกฝังและฟื้นคืนชีวิตใหม่ในพระคริสต์

            โรม 6:3-5 “3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ (พระเยซู) ก็ได้ (รับบัพติศมา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า) ถูกนำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ก็ได้เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์  (ที่ไม้กางเขน) ในการบัพติศมานั้น 4 ดังนั้น เราจึงได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ โดยการได้บัพติศมาเข้าส่วนร่วมในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่  (บังเกิดใหม่) เช่นเดียวกับที่พระเจ้าได้ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณ และพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ฉะนั้น ถ้าเราได้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย  แน่นอนเราจะมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) ด้วย”

            สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ คือวิญญาณของมนุษย์ที่ตายอยู่ ได้รับการบังเกิดใหม่เป็นอภิมหาบริสุทธิ์ สะอาดที่สุด พระวิญญาณของพระเจ้า ได้เข้ามาบัพติศมาผู้เชื่อในพระเยซู เพื่อให้ผู้นั้นสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ชำระตั้งแต่ร่างกาย ความคิดจิตใจ และวิญญาณ ได้เกิดใหม่บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพร้อมที่จะเป็นบ้าน ให้พระเจ้าพระบิดาและพระเยซูเข้ามาสถิตอยู่ด้วยกันในวิญญาณที่เกิดใหม่นั้น

            เพราะฉะนั้น การเข้าพิธีบัพติศมาในน้ำของคริสเตียน จึงเป็นการเฉลิมฉลองการที่เราได้บังเกิดใหม่ กลายเป็นสิ่งสร้างใหม่ มีชีวิตใหม่ในพระคริสต์

            การบัพติศมาในน้ำเป็นการแสดงออกถึง การที่เราได้ถูกชำระให้บริสุทธิ์ และได้รับการยกโทษบาปทั้งหมดผ่านการเสียสละของพระเยซู

            โคโลสี 2:13-14 “13 และท่านทั้งหลายซึ่งก่อนเชื่อนั้น  ได้ตายอยู่แล้วทางวิญญาณ  เพราะวิญญาณเป็นบาป  อยู่ในบาป  จึงทำบาป  คือการละเมิดกฎทั้งหลายของพระเจ้า  และโดยการไม่ได้เข้าสุหนัตในเนื้อหนังของพวกท่าน  ตอนนี้ท่านรับเชื่อในข่าวดีแล้ว  พระเจ้าได้ทรงทำให้พวกท่านมีชีวิตบังเกิดใหม่ในพระคริสต์  เช่นเดียวกันกับเรา  และได้ทรงให้อภัยในการละเมิดกฎทั้งหลายของพวกเรา 14 พระองค์ทรงยกเลิกกฎแห่งการกระทำ  ตามธรรมบัญญัติที่บันทึกไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติ  (หนังสือธรรมบัญญัติที่พระเจ้าได้ประทานให้กับชาวยิว  ผ่านทางโมเสส  และสำหรับคนที่ไม่ใช่ยิว  หนังสือธรรมบัญญัติ  บันทึกไว้ในใจของมนุษย์ทุกคน)  ซึ่งมีระบุไว้ว่าเราต้องทำตามทุกจุด  ทุกขีด  ทุกข้อในหนังสือบทบัญญัติอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน  ไม่มีการละเมิดเลยแม้จุดๆ เดียว  กฎแห่งการกระทำนี้  จึงเป็นศัตรูต่อต้านชีวิตเรา  คอยกล่าวโทษเราว่าเราทำผิดกฎ  ละเมิดกฎ  คือทำบาป  ต้องได้รับโทษ  คือความพินาศในวิญญาณ  (เพราะมนุษย์เรา  ไม่สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์  บริบูรณ์ ดีพร้อม  ตามบัญญัตินั้นได้  โดยไม่ละเมิดเลย  แม้แต่จุดเดียว)  พระองค์ได้ทรงเอาหนังสือธรรมบัญญัตินี้  ตรึงไว้แล้วบนไม้กางเขน  (เพื่อว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  จะได้เป็นตัวแทนของเรามวลมนุษย์  ในการตายจากชีวิตเดิม  ร่วมกับพระองค์  จากชีวิตเดิม  ซึ่งเป็นหนี้บาป  ต้องชดใช้เวรกรรม อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำ ตามบทธรรมบัญญัตินี้)”

            การเข้าพิธีบัพติศมาในน้ำ ยังเป็นการประกาศต่อสาธารณะว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระเจ้า และมีชีวิตใหม่ในพระองค์แล้ว

            กาลาเทีย 3:27 “เพราะว่าท่านทั้งหลาย ที่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว ได้รับบัพติศมา (เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันในทางวิญญาณ) ในพระคริสต์แล้ว ก็ได้สวม (คลุมกาย) ด้วยพระคริสต์”

            ดังนั้น การเข้าพิธีบัพติศมาในน้ำ จึงเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อ และการยอมรับในพระเยซูคริสต์ และเป็นการเฉลิมฉลอง วันคล้ายวันเกิดของเราฝ่ายวิญญาณ การที่เราได้กลายเป็นสิ่งสร้างใหม่ในพระองค์ ไม่ใช่พิธีที่ทำให้เรารอดจากบาป แต่เป็นการแสดงออกถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในจิตวิญญาณ ในชีวิตของเราแล้ว

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1539

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  14  กันยายน  2025

เรื่อง “หนังสือ 2 ยอห์น”

ตอน 4 “รางวัลที่จะได้รับ ขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้มาต่อ “หนังสือ 2 ยอห์น” ตอน 4 “รางวัลที่จะได้รับ ขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้” ต่อจากครั้งที่แล้ว ตอน 3 ก็คือ “รางวัลที่ได้รับจากการดำเนินชีวิต ตามความจริงของข่าวดี” ซึ่งมาจาก 2 ยอห์น 1:8 ที่บันทึกไว้อย่างนี้ วันนี้จะต่อให้มันจบ …

        2 ยอห์น 1:8 “จงระวังตัว (เอาใจใส่) เพื่อจะไม่สูญเสีย (โยนทิ้งหรือทำลาย) สิ่งทั้งปวง ที่เรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน แต่ให้ท่านดำรงอยู่จนถึงที่สุด เพื่อจะได้รับบำเหน็จ (รางวัล ผลตอบแทน) สมบูรณ์ครบถ้วน”

            “ให้ท่านดำเนินชีวิตอยู่ในความจริงนี้ จนถึงที่สุด  เพื่อจะได้รับบำเหน็จรางวัลตอบแทน สมบูรณ์ครบถ้วน” เราได้เรียนรู้ความจริงในข้อนี้ มาถึงตอนนี้แล้ว  วันนี้จะเอาให้อย่างละเอียดเลย  ที่ต้องละเอียดมากกว่าธรรมดาด้วย เพราะว่าคำแรกของข้อพระคัมภีร์นี้ 2 ยอห์น 1:18 บอกไว้อย่างนี้ เราจึงต้องละเอียดยิ๊บเลย  เท่าที่ทำได้  เท่าที่พระวิญญาณจะนำพาเราไป ขึ้นต้นด้วยคำว่า …

            “จงระวังตัว เอาใจใส่ เพื่อจะไม่สูญเสีย” แค่นี้พอแล้ว  จงระวังตัว เอาใจใส่ แสดงว่าเป็นเรื่องสำคัญ  ยอห์นถึงเขียนคำนี้อย่างนี้ จงระวังตัว เอาใจใส่ เพื่อจะไม่สูญเสียสิ่งทั้งปวง  ที่เรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน ที่เราได้เรียนรู้ไปแล้ว  ตรากตรำทำอะไร? เรียนรู้ความจริง รักษาความเชื่อ เชื่อในพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่วันแรกที่เป็นคริสเตียน พอเป็นคริสเตียนปั๊บ  เกิดสงครามขึ้นทันทีเลย  โลกแห่งความมืดบนโลกใบนี้ เป็นศัตรูต่อต้านเรา เพราะเราเป็นความจริงแล้ว เราเริ่มต้น เป็นความจริง นั่นแหละ คือตรากตรำดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะเราไม่ได้เป็นของโลก เราเป็นความสว่าง เราเป็นคริสเตียน เราเป็นลูกของพระเจ้า แต่โลกใบนี้ เป็นความมืด เป็นของมาร

            พระคัมภีร์บอกมารเป็นเจ้าของโลกนี้ ไม่ใช่พระเจ้านะ อย่าเข้าใจผิด เป็นเจ้าของโลกนี้  ก็คือเป็นเจ้านายของโลกนี้ เป็นเจ้าของความมืด ความบาปและความตาย ซึ่งมนุษย์ตกอยู่ใต้อำนาจของมัน ตรงนี้แหละ แต่เราหลุดพ้นออกมาแล้ว  ถึงแม้หลุดพ้นออกมา เราก็ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ยังอยู่ในอิทธิพลของความมืดอยู่ ก็เกิดสงครามขึ้น  ระหว่างความสว่างและความมืด นั่นแหละ ความตรากตรำในโลกฝ่ายวิญญาณ

            เพราะฉะนั้น ให้เราระวังตัว เอาใจใส่ความจริงของถ้อยคำพระเจ้านั่นเอง เพราะในนี้บอกว่าสิ่งที่เราตรากตรำ รักษาไว้ ตั้งแต่แรก สิ่งทั้งปวง คืออะไร? คือสิ่งทั้งหลายที่อาจารย์ยอห์นสอน มาตลอด ตั้งแต่ 1 ยอห์น จนมาถึงนี่ 2 ยอห์นแล้ว  พูดถึงเกี่ยวกับความเท็จกับความจริง แสงสว่างกับความมืด คริสเตียนกับไม่ใช่คริสเตียนเป็นอย่างไร? นั่นแหละ คือสิ่งทั้งปวงที่เราได้เรียนรู้กันมา อย่าให้มารมาขโมยไป

            จงระวังเอาใจใส่ คือระวังแค่อย่าให้มันขโมยเอาความจริงนี้ไป เวลามันขโมยความจริงนี้ไป อะไรมาแทนที่ ความเท็จ มันมีแค่นี้เอง ในหนังสือยอห์น ยอห์นจะพูดถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นพิเศษ เป็นเรื่องย้ำยืนยันอยู่ตลอดเวลา

            เพราะฉะนั้น จงระวัง รักษาความจริงนี้ไว้ให้ถึงที่สุดนั่นเอง ความจริงนี้อยู่ที่ไหน? ได้เรียนรู้แล้ว ยอห์นบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าความจริงนี้อยู่ในคุณ อยู่ในท่าน ผู้เชื่อ ความจริงนี้ ก็คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นความจริง และเป็นแสงสว่าง

            ระวัง อย่าให้มารมาขโมยความจริงนี้ ที่อยู่ในตัวท่าน เพราะว่าพระคัมภีร์บอกแล้ว พระเยซูบอกแล้ว  มารมาหาเรา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย  แต่พระเยซูบอก พระเยซูอยู่ฝั่งตรงข้ามกับมาร พระเยซูเป็นแสงสว่าง เป็นความจริง มาเพื่อมนุษย์ทุกคนจะได้รับความรอด  พระองค์มา เพื่อให้เขาได้มีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ ครบถ้วน บริบูรณ์

            สองอัน แตกต่างกันอย่างไร? “เพื่อว่าท่านจะได้มีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์ ครบถ้วน” ก็คือมีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นต้นไป  ตั้งแต่ท่านได้รู้จักกับเรา ตั้งแต่ท่านเปิดใจต้อนรับเราเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เราเข้าไปสถิตอยู่กับท่าน ความจริงสถิตอยู่กับท่านแล้ว ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หรือเป็นต้นไป ก็แล้วแต่ ชีวิตท่าน เป็นชีวิตนิรันดร์  และได้รับครบถ้วนบริบูรณ์ คือได้รับพระพรจากชีวิตนิรันดร์นี้  ที่เราเข้าไปสถิตอยู่กับท่านนี้  ตั้งแต่วินาทีที่ท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ คือตั้งแต่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ จนไปถึงนิรันดร์หลังความตาย หมายถึงอย่างนั้น คือตั้งแต่บนโลกนี้ ไปจนถึงชีวิตในโลกหน้า ที่เรียกว่าครบถ้วนบริบูรณ์  พระเยซูมา เพื่อใครก็ตามที่เชื่อและวางใจในพระองค์ จะได้รับชีวิตครบถ้วนบริบูรณ์ ตั้งแต่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลย จนไปถึงโลกหน้า หลังความตาย

            ซึ่งตามบริบทของถ้อยคำที่เรากำลังเรียนรู้อยู่นี้ ใน 2 ยอห์น 1:8 บริบทนี้ เน้นถึงเรื่องรางวัลที่จะได้รับ ขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ เน้นตรงนี้ อย่าให้สูญเสียรางวัล บำเหน็จ พระพร จากการมาเป็นคริสเตียน ตั้งแต่ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เน้นตรงนี้ว่าอย่าให้มันขโมยไป ขโมยอะไรไป? ขโมยรางวัล พระพร จากการดำเนินชีวิตตามความเป็นจริง ตามถ้อยคำพระเจ้า ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ รางวัลนี้คืออะไร? พูดสั้นๆ  คือความสงบสุข สันติสุขที่พระเยซูคริสต์ได้บอกว่าถ้ามาหาพระองค์ พระองค์จะประทานสันติสุข สันติสุขที่พระองค์ประทานให้นั้น ไม่เหมือนกับโลกให้  จงให้ท่านสบายใจเถิด และไม่ต้องวิตกกังวล อย่ากลัวเลย นี่คือรางวัล พระพรในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

            พระพร รางวัล บำเหน็จ ในการดำเนินชีวิตคริสเตียนตามความจริง แห่งพระคำของพระองค์นั้น ได้รับตั้งแต่บนโลกใบนี้เลย คริสเตียนทุกคนได้รับแน่นอน แต่รับไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าคริสเตียนคนนั้น ถูกขโมยความจริงไปมากน้อยเพียงใด หรือพูดง่ายๆ ว่ารักษาความจริงอยู่ในใจได้มากเท่าไร ต่างกัน ถ้าความจริงมีอยู่มาก  ก็มีสันติสุข ความสงบสุข ได้รับพระพรนี้มาก ถ้าเผื่อถูกขโมยไปเยอะ ก็ได้รับพระพรน้อย นี่คือสิ่งที่อาจารย์ยอห์นเตือน และบอกพวกเราว่าระวัง มารมันจะขโมยสิ่งเหล่านี้ ไปจากเรา

            ส่วนรางวัลในโลกหน้า เรารู้กันอยู่แล้ว ก็คือชีวิตนิรันดร์หลังความตาย ก็คือร่างกายใหม่ ที่เราจะสวม หลังจากตาย หลังจากออกจากร่างนี้ ทิ้งร่างเรือนดินนี้ ออกปุ๊บ เราก็จะพบกับพระเยซูคริสต์ พร้อมกับได้รับร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระองค์ และได้ครอบครองโลกใหม่ และสรรพสิ่งในโลกใหม่ ที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหมดเลย ร่วมกับพระเยซูคริสต์ อันนี้ คริสเตียนทุกคนได้รับเท่าๆ กันทั้งหมด ไม่มีใครได้ดีกว่ากันเลย ไปอยู่ในสวรรค์ได้เท่ากันหมดเลย  เพราะทุกคน ก็ได้รับความรอด ได้รับชีวิตนิรันดร์ ได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ ได้เข้าครอบครองกับพระเยซูคริสต์ ทั้งหมดนี้ โดยพระคุณ โดยพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  และเป็นขึ้นมาจากความตาย ในวันที่สาม และเราเชื่อ เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนได้รับ เพราะความเชื่อ จึงไม่มีใครสามารถที่จะอวดอ้างว่า …

            “ฉันทำดีกว่าคนอื่นเขา ฉันควรที่จะได้รับในสวรรค์มากกว่าคนอื่นเขา ฉันควรไปสวรรค์และได้รับตำแหน่งมากกว่าคนอื่นเขา  ฉันไปสวรรค์ ควรจะได้รับพระพร หรือทรัพย์สมบัติในสวรรค์มากกว่าคนอื่นเขา ฉันไปสวรรค์ ควรจะได้รับแมนชั่นหรือสถานที่อยู่ หรือบ้าน  อาศัยอยู่ในสวรรค์นั้นมากกว่าคนอื่นเขา หรือว่าฉันไปอยู่ในสวรรค์แล้ว ฉันควรจะเป็นประชาชนในสวรรค์ชั้นหนึ่ง ก็คือเป็นเจ้านาย เป็นผู้ครอบครองมากกว่าคนที่อยู่บนโลกนี้ แล้วทำงานให้พระเจ้าน้อยกว่าฉัน”

            ไม่มี ไม่สามารถที่จะอวดอ้างได้ เพราะว่าทุกคนได้รับความรอดเหมือนกัน ก็คือไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่นิดหนึ่ง พึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์เท่านั้น

            เรามาดูบำเหน็จ หรือพระพร ที่จะได้รับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ซึ่งเรารู้แล้วว่าหมายถึงรางวัลที่แท้จริง ก็คือสันติสุขในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ก็คือการได้รู้จักกับพระคริสต์ และมีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ นี่คือพระพรที่จะได้รับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มต้นได้รับตั้งแต่ตอนนี้ บัดนี้ บนโลกใบนี้เลย เมื่อเปิดใจรับเชื่อปุ๊บ อันนี้เข้าไปทันที เริ่มต้นเลย ก็คือความยินดี สันติสุข ความสงบสุข ความสบายใจ ที่มาจากการได้รู้ว่าชีวิตของเราอยู่ในพระคริสต์ เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าพอใจเรามากเลย รักเรามากเลยในพระเยซูคริสต์ และได้รู้ว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ และดีพร้อมเหมือนพระคริสต์แล้ว สมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว  สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดสันติสุข ความสงบสุข และเราได้รู้ว่าเราได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันทางวิญญาณกับพระเจ้า พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณ

            สิ่งเหล่านี้ เป็นความจริงทั้งหมด พอได้รับรู้แล้ว เกิดอะไรขึ้น  เกิดสันติสุข ความสงบสุข ความปิติยินดีเกิดขึ้นทันที ในการดำเนินชีวิตในโลกใบนี้  การได้รับรู้ว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้วในขณะนี้  กำลังดำเนินชีวิตอยู่ในสวรรค์แล้ว ขณะนี้ ไม่ต้องรอให้ตายไป จะไปอยู่ในสวรรค์ แต่วิญญาณของเรา ได้รับรู้แล้วว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว ขณะนี้ และจะอยู่ในสวรรค์นี้ตลอดไปนิรันดร์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นเลย ไม่ว่าเราจะทำอะไร หรือใครจะทำอะไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถมาเอาเราออกไปจากสถานะนี้ได้อีกแล้ว  ไม่มีใครสามารถมาเอาเราออกจากความรักของพระเจ้าตรงนี้ได้อีกแล้ว  ในพระคริสต์ เราเป็นอยู่อย่างนี้  ในสวรรค์เราจะอยู่กับพระองค์ และอยู่อย่างนี้ตลอดไปเป็นนิตย์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เอเมน ขอบคุณพระเจ้า นี่คือรางวัล

            รักษาความจริงเหล่านี้ไว้  เป็นรางวัล รางวัล ก็คือแฮปปี้ มันดีกว่าคนที่ไม่รู้เรื่องว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร? ตายแล้วเราจะไปไหน?  มันคนละเรื่องเลย บำเหน็จ หรือพระพร หรือรางวัลนี้ ได้รับเลย และจะได้รับมากที่สุด ก็ต่อเมื่อดำเนินชีวิตในความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั่นเอง ซึ่งรางวัลการดำเนินชีวิตในความจริงของถ้อยคำพระเจ้า หลายคนก็เข้าใจผิด ถูกขโมยไป พระคัมภีร์บอกว่าเราจะได้รางวัล พระพรในการดำเนินชีวิต ตามถ้อยคำพระเจ้าที่เป็นความจริง

            คราวนี้มันก็มีพระคำที่เป็นความเท็จด้วย  อย่างที่อาจารย์ยอห์นบอกว่าให้เราระมัดระวัง เอาใจใส่ว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นความเท็จ  ความเท็จ คือที่อยู่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงของถ้อยคำพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ และเราจะรู้ได้อย่างไร?  พระวิญญาณจะค่อยๆ สอนเรา บอกเราทีละเล็กทีละน้อย เราจะเข้าใจและเห็นชัดขึ้น

            เพราะฉะนั้น เป็นรางวัลที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมในชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าในพระคริสต์ นี่คือความจริงของรางวัลนี้  ความสงบสุข สิ่งที่จะได้รับหลังความตายนิรันดร์และรับรู้ นี่คือรางวัล บำเหน็จ พระพร  พระพรนี้ บนโลกใบนี้ ถ้าถูกโกหก มารมันจะบอกว่ามันเกี่ยวกันกับสุขภาพแข็งแรง  ทรัพย์สินเงินทองบนโลกใบนี้  ความสำเร็จบนโลกใบนี้ ใช่หรือไม่? ซึ่งมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่ผู้เชื่ออย่างเดียว มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต้องการ มารมันก็รู้ว่ามนุษย์ต้องการตรงนี้แหละ มันก็เอาตรงนี้มาเป็นอาวุธของมัน ในการล่อลวงคริสเตียน

            จำได้ไหมความจริง ก็คือเมื่อเรามาเป็นคริสเตียน รางวัลของเราที่ได้รับบนโลกใบนี้เลย ก็คือสันติสุข ความสงบสุข  การได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า  การได้รู้ว่าเราเป็นคนชอบธรรมบริสุทธิ์ ดีพร้อม การได้รู้ว่าตายไปแล้ว เราได้รับร่างกายใหม่ ได้อยู่ในสวรรค์นิรันดร์กาล ได้รู้ว่าปัจจุบันเราก็ได้อยู่ในสวรรค์แล้ว อย่างนี้ใช่ไหม?

            แต่มันมาบอกว่า … “ไม่ใช่หรอก อยู่บนโลกใบนี้ รางวัลตรงนี้ มันหมายถึงเจ้าจะได้รับผลสำเร็จ บนโลกใบนี้ เจ้าจะได้รับความแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ที่คนบนโลกใบนี้เขาอยากได้กัน พระเจ้าสัญญาว่าเจ้าจะได้รับความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง รวย แน่นอน”

            นี่คือความโกหก และใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  ก็เท่ากับถูกขโมยความจริงไป สันติสุขหายไป ความสงบสุขหายไป  ความสุขก็เลยหายไป  สันติสุข ก็เลยกลายเป็นความวิตกกังวล ความสุขที่มีความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ก็กลายเป็นความทุกข์  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกขโมยแบบเนียน คือมารหลอกล่อ หลอกลวงให้เราเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ นึกออกไหม?  มันหลอกลวง ล่อลวง มนุษย์บนโลกใบนี้ ให้อยากได้ในสิ่งที่เป็นของโลกใบนี้  คือทรัพย์สิน เงินทอง ความแข็งแรง

            แล้วมนุษย์ก็ทำอะไรทุกอย่าง เพื่ออยากจะได้ 2 สิ่งนี้ อยากจะได้ความสำเร็จบนโลกใบนี้ แม้ว่าจะทำชั่วอะไรต่างๆ ก็จะเอา  อย่างนี้เรียกว่าหลอกเฉยๆ แต่พอมาเป็นคริสเตียนแล้ว มันหลอกหนักกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันหลอกให้คริสเตียนมีความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจเลยว่าถ้อยคำนี้ เป็นถ้อยคำแห่งความจริง คือมันบิดถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้าออกมา กลายเป็นว่าพระเจ้าบอกว่าเมื่อเรามาเป็นคริสเตียนแล้ว  เราจะได้พระพร รางวัล คือเราจะประสบผลสำเร็จในชีวิตบนโลกใบนี้ เหมือนกับโลกใบนี้ที่เขาต้องการ พระเจ้าจะให้เราแข็งแรงอย่างอัศจรรย์เลย  พระเจ้าจะให้เรามีเงินใช้อย่างพอเพียง ต้องเป็นคนร่ำรวย นี่แหละ คือสิ่งที่พระองค์ประสงค์ และพระองค์ต้องการ และเมื่อ คริสเตียนหลงเชื่อไป อย่างบริสุทธิ์ใจเลยว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น  มันก็ยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่  เพราะความมืด ความเท็จ  ปลอมตัวเป็นความสว่าง ปลอมตัวเป็นความจริง  นี่หนักหนาสาหัสสากัน

            เมื่อถูกหลอกแบบนี้  มันก็เกิดเป็นผลร้าย  เป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงกับคนที่ถูกหลอกนั้น  เชื่อไปอย่างนี้แล้ว บริสุทธิ์ใจ  เชื่อว่ามันมาจากพระเจ้า เชื่อเต็มที่เลย มันก็เกิดความเสียหาย ใหญ่โตกับคนที่ถูกหลอกให้เชื่อแบบนี้ และเสียหายกับคนอื่นรอบข้าง นี่แหละ คือวิธีของมารที่ทำ

            ยกตัวอย่าง อย่างหนักๆ  อย่างรุนแรงที่บิดถ้อยคำพระเจ้า เสร็จแล้วทำให้ผู้เชื่อ คือคริสเตียนหลงเชื่อไปว่ามาจากพระเจ้า ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ ยกตัวอย่างเช่น แรงที่สุด ที่เราเห็นกันบนโลกใบนี้ ก็คือสงครามศาสนา  ไม่ใช่ทางพระเจ้าเลย แต่อ้างถ้อยคำพระเจ้าว่าอย่างนี้ เราต้องประกาศข่าวดี เราต้องรักษาเกียรติพระเจ้า ไม่ให้ใครมาลบหลู่ แล้วเราก็เริ่มทำตามที่เราคิดว่ามันเป็นความจริง นึกว่าเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า  เราก็เบียดเบียน ข่มเหงผู้เชื่ออื่นๆ  เห็นหรือยัง?  คริสเตียนข่มเหงผู้เชื่ออื่นๆ  ยกตัวอย่างให้ฟัง

            ในสมัยโรม ตอนเริ่มต้น ก็มีการข่มเหงคนที่ไม่เชื่อ บังคับให้เขามาเป็นคริสเตียน ตั้งคริสเตียนเป็นศาสนาประจำชาติกรุงโรม เพราะฉะนั้น ทุกคนที่มีเชื้อชาติโรม  หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นข้าราชการอยู่ในโรม ต้องมาเข้าพิธีเป็นคริสเตียน มันก็เลยมีคริสเตียนแบบถูกบังคับ แต่ในใจไม่ได้เป็น ซึ่งมันไม่ใช่ นึกว่าน้ำพระทัยพระเจ้า เป็นอย่างนั้น ทำด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ต้องทำตามอย่างสุดใจ และอย่างสุดชีวิต  ถวายชีวิตเลย เพราะว่าเป็นพระเจ้า  คล้ายๆ กับสมัยที่พวกชาวยิวต่อต้านพระเยซูคริสต์ ก็คิดว่าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่มาทำการหมิ่นประมาทพระเจ้าของเขา  เขาเชื่ออย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น เขาถวายชีวิตของเขาเอง เขาจะฆ่าพระเยซูให้ได้ กำจัดให้ได้ เพราะว่าลบหลู่เกียรติของพระเจ้า พระเจ้าให้จัดการ นี่มันหมายถึงอย่างนั้น

            มันจึงเกิดสงครามถวายชีวิตกัน  เกิดการระเบิดพลีชีพ หรือสงครามศาสนา  ยอมตาย สงครามครูเสด คือสงครามที่ต่างความเชื่อกัน แล้วใช่น้ำพระทัยพระเจ้าหรือเปล่าอย่างนั้น  แล้วทำไมเขาทุ่มเทชีวิต  ถึงทำขนาดนั้น  ก็เพราะเขาเชื่ออย่างเต็มใจ บริสุทธิ์ใจเลยว่านี่มาจากพระเจ้า

            เราลองกลับมาดูวิธีการของมาร ในชีวิตคริสเตียนปัจจุบันว่าถูกหลอกอย่างนี้ไหม? ใช่ไหมที่เราบอก  ทุกวันนี้เรามองสังคม เราเองก็มีประสบการณ์ ใครที่สังเกตก็จะเห็นชัด ใครที่ไม่สังเกต ก็อาจจะเห็นไม่ชัดเท่าไร? หรือใครที่เป็นคริสเตียนมานานๆ และรู้จักกับคริสเตียนมากๆ หลายๆ คน ก็อาจจะเห็นพฤติกรรม หรือความเชื่อของคนอื่นๆ จะเห็นชัดมากว่าเป็นอย่างไร? เรามาดู มีบางคนเขาเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง คือพระเจ้าต้องการให้เราแข็งแรง ไม่ป่วยเลย มีหลายคริสตจักร เราเองก็เคยเชื่อแบบนั้น ถ้าเราป่วย  แสดงว่าเราผิด  เพราะพระเจ้าไม่ต้องการให้เราป่วย  พระเจ้ารักเรามาก  พระเจ้ารักษาเราแข็งแรงได้  ถ้าเราป่วย แสดงว่าความเชื่อเราน้อยไป เราต้องเพิ่มพูนความเชื่อ หรือไม่ เราก็ต้องไปหาผู้ที่มีความเชื่อสูงๆ มาอธิษฐาน วางมือให้เรา  แล้วเราจะได้หายโรค

            เราก็จะแสวงหาการหายโรคอยู่นั่นแหละ ตลอดเวลา แสวงหา อยากจะหายโรค พระเจ้ารักษาลูกได้  เมื่อเขาบอกว่าความเชื่อไม่พอ  ทำอย่างไร? ก็สร้างความเชื่อ เขาก็สอนต่อ “เขา” เอาเป็นว่ามาจากมารก็แล้วกัน  คือความเท็จ ก็จะบอกว่าเพราะท่านความเชื่อไม่พอ แล้วเขาก็บอกต่อว่าท่านต้องอธิษฐานมากกว่านี้ ความเชื่อจะได้เพิ่ม อธิษฐานไป ก็ยังไม่หาย ต้องอธิษฐานและอดอาหารด้วย ยกตัวอย่างข้อพระคัมภีร์ขึ้นมาด้วย พระคัมภีร์เดิม เขาอดอาหารอธิษฐาน เกิดอัศจรรย์ขึ้น อดอาหารอธิษฐานเสร็จ ก็ยังไม่หาย เขาก็บอกต่อไป เขา ก็คือมาร สรุปไปให้มารดีที่สุด  เพราะมาจากมันนั่นแหละ จะผ่านคนไหนไม่รู้ แต่ก็มาจากมาร

            มารก็บอกต่อว่าอดอาหารอธิษฐานไม่พอ ไปตรวจดูสิว่าทำบาปอะไรมา เช็คให้ละเอียดเลย ทำบาปเล็กๆ น้อยๆ คิดให้ดีๆ แล้วก็สารภาพไปให้หมด ล้างชำระไปให้หมดเลย คิดๆ ก็ยังไม่หาย ก็ยังไม่ได้ ต่อมา ก็โกหกต่อไปเรื่อยๆ หรือว่าบรรพบุรุษ พ่อแม่ หรือปู่ย่าเคยไปเล่นไสยศาสตร์ที่ไหนไหม? เล่นกับผีอะไรหรือเปล่า? ผีมันเลยตามมา  แล้วก็ยังมีอะไรอีกเยอะแยะ เอาแค่นี้ก็พอจะเห็นภาพแล้วนะ  เกิดอะไรขึ้น  เกิดความเสียหายแก่เจ้าตัว  แทนที่จะสบายขึ้น หรือหายจากที่พระเจ้ารักษาผ่านทางยา ผ่านทางแพทย์ ผ่านทางหมอ ผ่านทางการปรับปรุงชีวิต  การกิน การอยู่หรืออะไรแล้วแต่ ก็สูญเสียตรงนี้ไป ไม่พอ แล้วสูญเสียอะไรที่เห็นชัดๆ อันนี้เห็นหลายรายแล้วนะ ก็คือสูญเสียโอกาสที่จะไปให้หมอรักษาด้วยสติปัญญาที่มาจากพระเจ้า ทางหมอ ทางยา ทางวิธีการของแพทย์ ก็เลยไม่ได้ไปใช้  เมื่อไม่ไปใช้ มันก็แย่ลง ตามธรรมชาติของการเสื่อมของร่างกายบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่โลกใบนี้  เต็มไปด้วยคำสาปแช่ง เต็มไปด้วยความเจ็บป่วย

            พระคัมภีร์ได้บันทึกอย่างนั้นเลย ร่างกายเป็นร่างกายที่อ่อนแอ ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บป่วย และกลับไปสู่ความตาย ใน 2 โครินธ์ 4:17-18 ได้บอกไว้ว่าร่างกายภายนอก  มันกำลังดำเนินชีวิตไปสู่ความเสื่อมโทรม ความตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่เราไปฝืนมันว่ามีชีวิตอยู่ พระเจ้าทำการอัศจรรย์ ถูกหลอก เพราะฉะนั้น เราก็เลยไม่ไปทำอะไรกับมัน  เมื่อไม่ทำอะไรกับมัน ก็ยิ่งเสียหายใหญ่เลย เพราะว่าการแพทย์กำลังจะช่วยปรับปรุงหรือแก้ไขในสิ่งที่เสื่อมเสียไปได้บ้าง ก็ไม่ได้ทำ 

            ผลเสีย ก็คือแทนที่จะหายจากอาการความดันโลหิต ซึ่งเกิดจากอะไรก็ไม่รู้ หมอบอกสามารถที่จะช่วยได้ โดยยาควบคุมความดัน หรือวิธีการของหมอ นี่ไม่ เชื่อในพระเจ้า เชื่อในคำโกหก คำเท็จของมาร ไม่ไปหาหมอ หรือไปหาหมอแล้ว แต่ไม่ยอมกินยาตามที่หมอบอก ไม่ตรวจตามที่บอกว่าให้ระวัง ความดันสูง ไม่ตรวจ  เชื่อในพระเจ้า เชื่อไม่พอ ไม่ทำตามแพทย์ไม่พอ ทำตามความเท็จ  ไม่กินยา ไม่ระวังตัว  กินอาหารไม่เลือกอยู่เหมือนเดิม แต่อธิษฐานมากๆ เครียด เกิดอะไรขึ้น เส้นโลหิตในสมองแตก เป็นอัมพาต  เดือดร้อนตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ต้องนอนอยู่บนเตียง แล้วก็เดือดร้อนถึงคนใกล้ชิด ที่ต้องมาดูแลเขาอีก  เห็นหรือยัง?

            เพราะเหตุมันมาจากอันนี้ ความเท็จที่มาแทนความจริง โดยบริสุทธิ์ใจของเขาเลย เขาทุกข์ทรมานมากว่าทำไมเขาแย่อย่างนี้  พระเจ้าช่วยคนอื่น ทำไมไม่ช่วยเขา  อย่างนี้ ตายไปด้วยความเศร้าโศก  แล้วไปอยู่ในสวรรค์ไหม? ไปอยู่ในสวรรค์ เพราะในสวรรค์ได้เท่ากันอยู่แล้ว  ได้รับความรอด ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น ไปอยู่สวรรค์ แต่ขณะที่เดินทางไปอยู่ในสวรรค์ ชีวิตบนโลกใบนี้ ได้รับความรอดเหมือนด้วยไฟ  เป็นความทุกข์ยากลำบาก  เห็นชัดเลย เอาไปเปรียบเทียบได้เลยกับโลกอื่นๆ มีจริงๆ เล่าประสบการณ์จริงๆ เลย แม้แต่ตัวเอง หรือพวกเราเองที่นี่ ตั้งแต่คริสตจักรเปิดมา ที่เราเคยเข้าไปในความเชื่อแบบนี้บ้าง เรายังเห็นเลย  เรายังมีประสบการณ์เลย ขอบคุณพระเจ้าที่เราหลุดออกมาทัน ขอบคุณพระเจ้า ถ้าไม่ทัน มันก็จะเป็นอย่างนี้ เสียหายไปเยอะแยะมากมาย นี่เราก็เสียหายไปบ้าง แต่มันก็ไม่เยอะ ก็ขอบคุณพระเจ้า ยังพอไปได้ เลยมาบอกเราว่ามันมีความจริงที่เรามีประสบการณ์ผ่านมาจริงๆ เห็นจริงๆ ขอบคุณพระเจ้า

            บางคนเป็นเบาหวาน  เบาหวานรักษาได้ ดูแลได้ ไปหาหมอ คนเขาเป็นเบาหวานกันเยอะแยะ นี่เชื่อในความเท็จ ถ้าเป็นเบาหวานต้องไปหาหมอตลอดชีวิต  แล้วเป็นไง ไปหาหมอตลอดชีวิต แล้วมันดีกว่ามาพิการตลอดชีวิตไหมล่ะ ไม่พูด มารมันส่งมาแค่นี้ …

            “พระเจ้าเธอยิ่งใหญ่ พระเจ้าเธอยอดเยี่ยม มาจากคนนั่นแหละ เป็นคนพูด พูดแล้ว เขาเชื่อด้วย  เพราะคนพูดก็มีความรู้สึกบริสุทธิ์ใจว่ามันเป็นจริง เพราะตัวเองได้รับประสบการณ์มา แต่ประสบการณ์ มันไม่ใช่ความจริงเสมอไป ประสบการณ์ มันคือประสบการณ์ ถ้อยคำพระเจ้า คือถ้อยคำพระเจ้า มันเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ เราไม่สามารถสอนประสบการณ์ให้กับท่านได้  แต่เราต้องสอนความจริงในถ้อยคำพระเจ้าว่าบันทึกไว้ว่าอย่างไร? ไม่ใช่ประสบการณ์ว่า …

            “ผมผ่านอย่างนี้มา”

            ถ้าเชื่อประสบการณ์ ไม่ต้องมาเชื่อพระเจ้าหรอก อย่างนี้เยอะแยะไปข้างนอก ประสบการณ์เต็มไปหมด แต่ความจริงของพระเจ้าว่าอย่างไร? ประสบการณ์ สามารถเป็นความเท็จได้ 100% เลย เพราะว่ามารใช้ประสบการณ์เต็มไปหมด บนโลกใบนี้  แต่ความจริงของพระเจ้ายืนยันไว้อย่างไร? ก็ต้องเป็นอย่างนั้น  นี่คือเห็นชัดเจน มันก็เดือดร้อน ถามว่าเดือดร้อนมาจากใคร? มาจากมารนั่นแหละ  แล้วมาจากอะไร? มาจากความเท็จที่ดาษดื่นไปหมดเลย แล้วใครถูกความเท็จนี้หลอก ต้องเป็นคนที่ไม่ใช่คริสเตียนแน่นอนอยู่แล้ว แต่คริสเตียน ถูกล่อลวง ก็หนักกว่า เพราะบริสุทธิ์ใจกว่า  และโดยเฉพาะอย่างนี้ คริสเตียนที่เป็นผู้นำ  ที่เป็นผู้สอนคนอื่นเขา  ที่เป็นผู้ประกาศบอกคนอื่นเขา ยิ่งหนักใหญ่เลย ยิ่งไปทำให้คนอื่นเขา คิดเอาเองก็แล้วกัน  เดือดร้อนขนาดไหน? ไม่ใช่ตัวเองเดือดร้อนอย่างเดียว แต่คนอื่น เขาเดือดร้อนด้วย นี่คือสิ่งที่เป็นความจริง ที่อาจารย์ยอห์นบอกให้ระมัดระวังสิ่งเหล่านี้

            ตะกี้นี้เรื่องสุขภาพ เรื่องการเงินก็เหมือนกัน มันมีอยู่ 2 อย่างเน้นๆ ชัดๆ  ส่วนอื่นก็มีบ้าง  แต่มันไม่ชัดเจนเหมือนกับการเงินกับสุขภาพ ที่มารใช้เป็นอาวุธ ในการล่อลวง หลอกลวงให้มนุษย์หลงไปเชื่อมัน มนุษย์ต้องการสำเร็จทางโลกนี้ ก็คือแข็งแรง ร่ำรวย อันนี้ขอก่อนเลย อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ชื่อเสียงยังว่ากันทีหลัง

            ตะกี้เรื่องสุขภาพ ทีนี้เรื่องการเงิน ก็เหมือนกัน  นี่ก็เห็นชัดๆ  มาเชื่อพระเจ้าแล้ว มันต้องรวยขึ้น คุ้นหูไหม? พระเจ้าเรายิ่งใหญ่ พระเจ้าไม่ให้เราจนหรอก คุ้นๆ ไหม?  พระเจ้าบอกท่านจะไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย คุ้นๆ ไหม? พระเจ้าบอกท่านให้ออกไป ท่านจะได้รับกลับเข้ามายัดสั่นแน่นพูนล้น  คุ้นๆ ไหม? มารก็ใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จากถ้อยคำพระเจ้ามาบิดตรงโน้น บิดตรงนี้ พระเยซูคริสต์ไม่ได้ยากจนเหมือนที่เขาบอกหรอก พระเยซูคริสต์ร่ำรวยจะตาย ตอนนี้เป็นจอมราชา อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถาน แล้วท่านทำตัวกระจอกอย่างนี้ได้อย่างไร? ท่านต้องรวย เพราะท่านเป็นลูกพระเจ้า เสียชื่อพระเจ้าหมดเลย ท่านขาดแคลนอย่างนี้  อย่างนั้นหรือ?

            แต่ในพระคัมภีร์บอกเต็มไปหมดเลยว่าให้ช่วยเหลือพี่น้องคริสเตียน ที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มที่กำลังอดๆ อยากๆ ชาวมาสิโดเนีย ที่เป็นผู้ที่ขาดแคลนอย่างมากมาย  แต่ก็ยังมีใจกว้างขวางในการบริจาค ช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะที่ตัวเอง ก็ยังขาดแคลน ช่วยเหลือเท่าที่มี อะไรอย่างนี้

            เปาโลบอกข้าพเจ้าพอใจทุกสถานะ ไม่ว่าจะมีอย่างเหลือล้น หรือขัดสน ขาดแคลน ข้าพเจ้าขัดสนขาดแคลนอย่างมากมายเลย  แล้วเราก็ถูกหลอกว่ามาเชื่อพระเจ้า แล้วต้องร่ำรวย และเกิดอะไรขึ้น

            นี่เป็นจริงเลย พี่น้องคนหนึ่งก็คิด ก็เชื่ออย่างนี้แหละ ก็อธิษฐานๆ มั่นใจว่าพระเจ้าต้องให้เราร่ำรวยแน่ๆ ทำทุกอย่างที่เขาสอนมา เขา หมายถึงมารนะ มารสอนมา สอนให้ออกไปเยอะๆ เพื่อจะได้กลับมา สอนให้อธิษฐานมากๆ  สั่งการมากๆ  เพื่อจะได้กลับมา  และสอนให้ใช้ความเชื่อ ในการทำธุรกิจ  เขาไปเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจ การทำมาหากินแบบระบบตามเหตุและผลการค้าขาย แต่นี่ไม่เอา ใช้ความเชื่อเข้ามานำหน้า แล้วเอาวิชาการไว้ข้างหลัง ทำตามวิชาการ แต่ทับไปด้วยการอธิษฐานว่ามันต้องรวยแน่ๆ  แล้วเกิดอะไรขึ้น  มันไม่ได้เป็นไปตามนั้น  แต่การลงทุน เขาเชื่อมั่นว่ามันเป็นอย่างนั้น เชื่อมั่นว่ามาจากพระเจ้า หนักกว่านั้นอีก เมื่อเชื่อ อธิษฐานไป นี่มาจากพระเจ้าแน่เลย ต้องรวยแน่ๆ เที่ยวนี้ เพราะว่าเราทำตามที่ถูกโกหกมาหมดเลย ทำตามนี้ แน่นอนเลย เพราะฉะนั้น ลงทุนไปเยอะๆ เลย ก็ไปลงทุนเยอะๆ จนเกินตัว แล้วในที่สุด ก็หมดตัว  แล้วก็เป็นหนี้เป็นสินชาวบ้าน เขาเยอะแยะ แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ พระเจ้าช่วยได้ๆ ก็ยังไม่หยุดอีก ก็ยังฝืน แทนที่จะรู้ตัว กลับฝืน

            ฝืนคืออะไร? ไปกู้หนี้ยืมสินเขามา เพื่อจะสู้ต่อ แทนที่จะหยุด มีใครห้าม ก็ไม่เชื่อฟัง เพราะว่าเขาเชื่อในพระเจ้าที่เขาถูกหลอกมาว่าให้ทำอย่างนี้ถูกแล้ว แล้วได้ที่ปรึกษาที่เป็นมาจากมารอีก ที่ปรึกษาบอกทำถูกแล้ว ลองไปเช็คดูสิ เหมือนเดิมว่าเราไปยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์อะไรมาหรือเปล่า? ยุ่งเกี่ยวกับผีไหม? เลิกความสัมพันธ์กับผีอย่างครบถ้วนบริบูรณ์หรือยัง? ตัดขาดความสัมพันธ์กับผีในอดีตที่เราเคยไปยุ่งมา ก่อนเชื่อพระเจ้า หรือปู่ย่าตายายพ่อแม่ไปทำอะไรที่เกี่ยวกับผีไหม? ไปเช็คดูให้ดีๆ สิ

            แทนที่จะมาแก้ไขเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินแบบมีสติ แบบที่เขาทำกัน ไปคิดทางไสยศาสตร์ คิดอะไรต่างๆ เหล่านั้น เอาพระเจ้ามาอ้าง นี่ถูกโกหกหมด  ก็ยิ่งถลำลงไปลึกๆ ในที่สุด หมดเลย ไม่เหลืออะไรเลย  แถมเป็นหนี้เป็นสินอีกเยอะแยะ  เดือดร้อนตัวเองอีกแล้ว  และนอกจากตัวเองเดือดร้อน ใครเดือดร้อนอีก ก็ผู้คนรอบข้าง ก็คือครอบครัว ญาติพี่น้อง และคนที่เขาไปขอร้องให้ช่วย  ก็คือเสียหายไปด้วยกัน อย่างนี้เป็นต้น

            มาจากการถูกขโมยเอาความจริงนี้ไป อาจารย์ยอห์นจึงบอกว่าให้ใส่ใจตรงนี้ ยกตัวอย่าง แค่ 2 เรื่องเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วมีเยอะแยะมากมายไปหมดเลย  ปัญหา ชีวิตบนโลกใบนี้  ที่มารสามารถเอามาใช้ ในการหลอกลวง ขโมยเอาความจริง จากคริสเตียนผู้เชื่อ น่าจะ หรือสมควรที่จะได้รับรางวัล บำเหน็จ พระพร ตั้งแต่เริ่มต้นเชื่อ ในขณะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว นั่นคือความสงบ สันติสุขนั่นเอง ก็ยังมีบางคนในแวดวงถูกหลอก การถูกมารขโมยเอาความจริงนี้ไป ก็มีบางคนที่ไม่บริสุทธิ์ใจก็มี ตะกี้เราพูดถึงคนที่บริสุทธิ์ใจนะ บริสุทธิ์ใจจริงๆ เลยว่านี่มาจากพระเจ้า แล้วก็ไม่ได้คิดอะไรเลย คิดอย่างดีด้วยซ้ำไป คิดว่ามาจากพระเจ้า คิดไปว่าเมื่อสำเร็จแล้ว ก็จะสร้างโบสถ์ เมื่อสำเร็จแล้วเขาจะไปถวาย  เมื่อสำเร็จแล้ว จะมาทำงานประกาศข่าวประเสริฐให้พระเจ้ายิ่งใหญ่เลย

             นี่เขาเรียกบริสุทธิ์ใจ บางชนิด คือคนไม่บริสุทธิ์ใจก็มี คือเป็นคริสเตียน แต่ตั้งใจหลอกลวง เพราะถูกหลอก ถูกจูงใจด้วยตัณหาอันนี้ก็มี แต่ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศเยอะ ก็คือเป็นคริสเตียนแล้ว แต่ต้องการแข่งขันกับโบสถ์ กับชุมชนที่เชื่อด้วยกัน ก็คือโบสถ์นั่นแหละว่าเขาเจริญรุ่งเรือง เราก็ต้องเจริญรุ่งเรืองไปกับเขาด้วย เขาสร้างคริสตจักรตึกใหญ่โต เราต้องตึกใหญ่โตกับเขาด้วย มันก็หลงไป ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าสิ่งที่ทำไปมันเกินเลยแหละ การที่จะโน้มน้าวให้สมาชิกมาถวายเยอะๆ มาสร้างโบสถ์ มันทำเกินกว่าความเป็นจริงแล้ว  แต่เขาถูกล่อลวงด้วยตัณหา เขาอยากจะทำให้เหมือน หรือแข่งกันกับคริสตจักรคู่แข่ง มีจริงๆ นะ ในต่างประเทศ แล้วตั้งใจจะหลอกเลย ก็มี แต่อย่างนี้มีโอกาสที่จะหลุดพ้นได้ เพราะว่าเขาถูกหลอกด้วยตัณหา

            หรือบางคนถูกล่อลวงด้วยตัณหา อย่างเช่น ทำโบสถ์ ทำๆ ไป โบสถ์ขัดสน คนถวายน้อย อยู่ไม่ได้แล้ว ตัวเองจะทำอย่างไร? เกิดความขัดสน ก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดการทดลองจากมารได้ว่าขัดสน แล้วจะทำอย่างไร? เพราะการมีโบสถ์ มีค่าใช้จ่ายต่างๆ สิ้นเดือนแล้ว ไม่มีเงินค่าไฟฟ้า สิ้นเดือนแล้ว ศิษยาภิบาลบางคนก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยการ พึ่งพาเงินถวาย นี่เป็นเรื่องธรรมดา นี่เป็นเรื่องถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ว่าศิษยาภิบาลหรือคนที่รับใช้ อยู่ได้ด้วยเงินถวายที่คนเขาถวายมา เป็นเรื่องตามพระคัมภีร์บอกไว้ แต่ปรากฏว่าถูกมารทดลอง บางครั้งมันขัดสนจริงๆ  เกิดความไม่มั่นใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป เกิดถูกความล่อลวง ทำให้เกิดการประพฤติต่างๆ ที่ถูกล่อลวงให้กระทำ อย่างเช่น ก็เริ่มไปทำกิจการอื่น ซึ่งเป็นศิษยาภิบาลแล้ว แต่ว่าไม่มีความชำนาญในการทำอย่างอื่น ก็เริ่มยืมเงินสมาชิก หรือเริ่มเล่นแร่แปลธาตุในคริสตจักร เพราะว่าในคริสตจักรสมาชิกให้เกียรติกับศิษยาภิบาล เชื่อฟังศิษยาภิบาล เพราะฉะนั้น ศิษยาภิบาลทำอะไรก็ได้รับเกียรติ โอกาสที่จะเชื่อฟัง ช่วยเหลือ หรือทำตามก็มีมาก ก็ถูกล่อลวงด้วยวิธีนี้ ก็มี ก็เกิดปัญหาขึ้นในที่สุด ยกปัญหาให้ฟัง

            ถามว่าถ้าเกิดปัญหาอย่างนั้น แล้วจะทำอย่างไร? มันก็ยาก ก็ยืนหยัดในความเชื่อ ในถ้อยคำพระเจ้าว่าผู้ที่เลี้ยงเรา คือพระเจ้า พระเจ้าอยู่กับเรา ถ้าไม่มี ก็เลิก ปิดโบสถ์เลยสิ ก็ปิดไปสิ ถ้อยคำพระเจ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วเราจะไปยืนกรานในความเท็จได้อย่างไร?  นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง

            หรือหนักกว่านั้น พวกที่ไม่เชื่อเลย คือไม่ได้เป็นคริสเตียนเลย ก็มี ถูกหลอก พวกมิจฉาชีพเลย ไม่เชื่อเลย ต่างประเทศมีเยอะ บางแห่งหนัก ถึงขนาดเขาเอามาทำเป็นหนังเลย  แต่หนังทำมาจากเรื่องจริง  คือไม่ได้มาเชื่อพระเจ้าหรอก  แต่เห็นผู้เชื่อเขาทำกัน เหมือนกับที่เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ว่ามีบางแห่ง เขาก็เชื่อในสิ่งเหล่านั้น แต่เขาบริสุทธิ์ใจ ก็เหมือนพวกเราโฮลี่ ในอดีต  ก็บริสุทธิ์ใจนั่นแหละ  ก็สอนไปอย่างนั้น ก็เชื่อไปอย่างนั้น แต่คราวนี้เขาเอาวิธีการนี้ สอนแบบให้มีอัศจรรย์เกิดขึ้น ให้เชื่อในการอัศจรรย์ เชื่อว่าพระเจ้าทำอัศจรรย์ แข็งแรง  ร่ำรวยได้ เขาเชื่อแบบนั้น

            อันนี้ไม่ได้เชื่อเลย ไม่ได้เป็นคริสเตียนเลย ไปลอกเลียนมา แล้วก็โปรโมททำเป็นโบสถ์ขึ้นมา ทำเป็นทีมขึ้นมา แล้วตระเวนไปตามโบสถ์ แล้วทำการอัศจรรย์ แล้วก็วางแผนเหมือนละคร มีคนอยู่ข้างหลังเวที มีวิทยุคอยบอก ศิษยาภิบาลก็ออกมาถึง …

            “มีใครใส่เสื้อสีเขียว เจ็บป่วยด้วยโรคนี้”

            คนนั้นใส่เสื้อสีเขียว ร้องไห้ … “ฉันเองๆ”

            “ออกมาที่นี่ พระเจ้าจะรักษาท่าน”

            ปรากฏว่ามีคนอยู่ข้างหน้า คอยจดสัมภาษณ์คนเข้ามา  แล้วก็ส่งบอกเข้าไปหูฟังของนักเทศน์ว่าวันนี้มีใครบ้าง? อันนี้ยกตัวอย่าง สมมตินะ

            “พระเจ้าบอกว่าผู้ชายคนหนึ่ง อายุ 36 ชื่อจอร์ด วันนี้ท่านเจ็บป่วยด้วยโรคนี้”

            “โอ้โห! ตรงจริงๆ เลย”

            คนชื่อจอร์ดจริงๆ ตกใจ รู้ถึงขนาดนี้ อันนี้เล่าให้ฟังแค่นี้ ไปหาหนังดูก็แล้วกัน แต่มันมาจากเรื่องจริง อย่างนี้เป็นต้น

            ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบริสุทธิ์ใจ หรือไม่บริสุทธิ์ใจ จะเป็นมิจฉาชีพหรือเปล่า? เชื่อพระเจ้าหรือไม่? ไม่สำคัญเลย ออกมาเหมือนกันหมด สำหรับคนที่ระมัดระวังเอาใจใส่เรื่องความจริงนี้ เราสังเกตเหมือนกันเลย ก็คือเอาใจใส่ ถือว่าถ้อยคำพระเจ้าจริงๆ บันทึกไว้ว่าอย่างไร?  ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาชีพหรือไม่เป็นมิจฉาชีพ  เราไม่ต้องสนใจเลย  จะเป็นคริสเตียนแท้หรือไม่เป็นคริสเตียนแท้ ไม่ต้องสนใจ  สนใจอย่างเดียว คือว่าสิ่งที่พูดนั้น พระคำหรือคำเท็จ พระคำหรือคำพูดของมาร  พระคำหรือการบิดเบือน นี่คือหลักการ พระเจ้าอวยพรครับ

************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ข่าวดี! ท่านจะได้รับอะไรบ้าง? ฟรี! เมื่อท่านต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์และเชื่อในพระองค์ ท่านจะได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งในชีวิตของท่าน คือท่านจะได้บังเกิดใหม่ และกลายเป็นสิ่งสร้างใหม่ มีชีวิตใหม่ในพระคริสต์

            2 โครินธ์ 5:17 … “ฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ (บังเกิดใหม่)  สิ่งเก่าๆ ทั้งหมดได้ล่วงไป สูญสิ้นไป ได้ตายไปแล้ว  จงมองให้เห็นเถิด ทุกสิ่งทั้งหมด เป็นใหม่ทั้งสิ้น”

            พระเจ้าทรงทำการผ่าตัดท่านทางวิญญาณ โดยการนำวิญญาณเก่าที่เป็นบาปที่ตายแล้วออกไป และให้วิญญาณใหม่ที่บริสุทธิ์ ชอบธรรม และดีพร้อมเหมือนพระเยซูแทน

            เอเสเคียล 36:26-27 … “พระเจ้าตรัสว่า “เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้า และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า เราจะขจัดใจหินออกจากเจ้า และให้เจ้ามีใจเนื้อ เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า โน้มนำเจ้า ให้ปฏิบัติตามกฎหมายของเรา และใส่ใจรักษาบทบัญญัติของเรา”

            นอกจากนี้ ท่านยังได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเราอย่างถาวร

            เอเฟซัส 1:13-14 … “และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมดำรงอาศัยอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อ ก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ ด้วยดวงตรา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ ผู้เป็นมัดจำค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเรา จนกว่าคนของพระเจ้า จะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

            และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ทรงสถิตอยู่ภายในท่าน จะทรงเป็นผู้ที่นำทางท่าน และช่วยให้ท่านเติบโตในชีวิตคริสเตียน ท่านจะได้รับการรวมเป็นหนึ่งเดียวทางวิญญาณกับพระคริสต์ในวิญญาณ

            1 โครินธ์ 6:17 … “ผู้เชื่อที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ (บัพติศมาในพระคริสต์) ก็ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระองค์”

            และท่านจะได้รับการยืนยัน จากภายในของท่านเองว่า ท่านได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้วจริงๆ

            โรม 8:16 … “พระวิญญาณเองทรงยืนยันร่วมกับวิญญาณจิตของเราว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า”

            การเปลี่ยนแปลงโดยการบังเกิดใหม่นี้ ทำให้ท่านมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนม เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน สามัคคีธรรมทางวิญญาณกับพระเจ้าทั้งสามพระภาค และมั่นใจ เชื่อวางใจในความรักและการยอมรับของพระองค์ ที่นับท่านว่าเป็นลูกของพระองค์ตลอดไป

            ท่านจะได้รับการอภัยบาปทั้งหมด ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบันจนถึงอนาคตนิรันดร์ และมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์

            โคโลสี 1:13-14 … “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเรา ให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด  และทรงนำเรา ย้ายเรา เข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตร (พระเยชูคริสต์)  ที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตร (พระคริสต์) เราได้รับการไถ่บาป (ชำระให้สะอาดบริสุทธิ์) และได้รับการอภัยโทษบาปทั้งสิ้นที่เราทำ (เราได้รับการไถ่หมดเวรหมดกรรม เพราะได้อยู่ในพระคริสต์ ไม่ใช่เพราะการประพฤติดี)”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1537

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  31  สิงหาคม  2025

เรื่อง “หนังสือ 2 ยอห์น” ตอน 3 “รางวัลที่ได้รับจากการดำเนินชีวิตตามความจริงของข่าวดี”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            “หนังสือ 2 ยอห์น” วันนี้ ตอน 3 “รางวัลที่ได้รับจากการดำเนินชีวิต ตามความจริงของข่าวดี” หนังสือยอห์นอย่างที่บอกไว้คราวที่แล้วว่าเน้นย้ำมาก ถึงเรื่องเกี่ยวกับความจริงกับความเท็จ พระเยซูกับมาร ความสว่างกับความมืด ผู้เชื่อกับผู้ไม่เชื่อ คริสเตียนกับปฏิปักษ์พระคริสต์ ตรงกันข้ามกัน ครั้งที่แล้วตอน 2 “จงระวังความเท็จที่จะทำให้สูญเสียความมั่นใจในความจริงของข่าวดี” ชื่อเรื่อง ซึ่งเป็นการเตือนสติคริสเตียนให้ระวังตัว เอาใจใส่ความจริงของพระเยซูคริสต์ ที่ดำรงอยู่ในใจท่าน            ความจริงเหล่านี้ เราไม่ต้องไปแสวงหาไกลที่ไหน? พระคัมภีร์บอก ความจริงนี้อยู่ในเรา ความจริง ก็คือพระเยซูคริสต์ … พระเยซูคริสต์ คือความจริง … ความจริงนี้อยู่ในเราแล้ว เพียงแต่แสวงหาจากถ้อยคำพระเจ้า  เพื่อรับรู้ว่าเราเป็นใคร? พระองค์เป็นใคร? และตัวจริงๆ เราเป็นอย่างไร? นี่คือความจริงที่อยู่ในเรา ซึ่งเราได้ใช้หนังสือ 2 ยอห์น 1:8 ครั้งที่แล้วเราวิเคราะห์กัน บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        2 ยอห์น 1:8  “จงระวังตัว (เอาใจใส่) เพื่อจะไม่สูญเสีย (โยนทิ้งหรือทำลาย) สิ่งทั้งปวง ที่เรากับท่าน ได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน แต่ให้ท่านดำรงอยู่จนถึงที่สุด เพื่อจะได้รับบำเหน็จ(รางวัล ผลตอบแทน) สมบูรณ์ครบถ้วน”

            เราได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับให้เราระวังตัว เอาใจใส่ เพื่อจะไม่สูญเสียสิ่งทั้งปวง ตรงนี้เราได้เรียนรู้ไปครั้งที่แล้ว “ซึ่งเรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน” เราก็ได้เรียนรู้แล้วว่าตรากตรำทำอะไรกัน

            วันนี้เราจะมาต่อตอนท้ายของพระคำนี้ ที่บันทึกไว้ “แต่ให้ท่านดำรงอยู่จนถึงที่สุด  เพื่อจะได้รับบำเหน็จรางวัล ผลตอบแทนสมบูรณ์ครบถ้วน” เราจะมาวิเคราะห์ตรงนี้ว่ามันแปลว่าอะไร?

            ดำรงอยู่ในอะไร?  ก็ตะกี้ที่เราอ่านกันตอนต้นที่บอกว่า “จงระวังตัวเอาใจใส่” ซึ่งเราได้เรียนรู้ไปแล้ว เอาใจใส่อะไร? เอาใจใส่สิ่งที่ดำรงอยู่ในท่าน ก็คือความจริง ความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ที่บอกว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์แล้ว ให้เราระวังตัว เพื่อจะไม่สูญเสียความจริงนี้ไป ความจริงที่ดำรงอยู่ในตัวท่าน ให้ท่านดำรงอยู่จนถึงที่สุด ก็หมายถึงให้ท่านรักษาความจริงเอาไว้ให้มากที่สุด ให้ดีที่สุด ทำไมต้องรักษาความจริงนี้ไว้ เพื่อท่านจะได้รับบำเหน็จ รางวัล ผลตอบแทน สมบูรณ์ครบถ้วน ผมแปลให้ละเอียดขึ้น เพื่อจะได้บำเหน็จ … บำเหน็จ หมายถึงรางวัล ผลตอบแทนของการระมัดระวัง รักษาความจริงให้ดำรงชีวิตอยู่ในใจของเราตลอดเวลา แสดงว่าเรากระทำตามนี้แล้ว เรารอคอยผลตอบแทน มีผลตอบแทนด้วย

            เมื่อเราอ่าน คำว่า “เพื่อจะได้รับบำเหน็จรางวัล สมบูรณ์ครบถ้วน” ส่วนใหญ่ที่ผ่านๆ มา เรานึกถึงอะไร? พอบอกว่าได้รางวัล หรือบำเหน็จปุ๊บ เราไปนึกถึงชีวิตหลังความตาย จริงไหม? เราไปนึกถึงการพิพากษา หลังความตายว่าใครจะได้ไปอยู่ในสวรรค์  เราคิดถึงการอยู่ในสวรรค์ และนอกเหนือจากนั้น เรายังนึกถึงอะไรอีก บางคน คิดถึงการอยู่ในสวรรค์หลังความตายว่าตายไปแล้ว จะได้รางวัลจากพระเจ้า ได้อยู่ในสวรรค์ แล้วยังได้รางวัลอีก รางวัล คือทรัพย์สมบัติ ถ้ารักษาความเชื่อ ทำถูกต้องบนโลกใบนี้ ตายไปแล้วได้แมนชั่น คนไทยเขาใช้คำว่าบ้าน มีบ้านอยู่ในสวรรค์ที่ดี มากกว่าคนที่ประพฤติไม่เป็นไปตามถ้อยคำพระเจ้านัก เราต้องรักษาไว้ดีๆ เพื่อเราจะได้รางวัลมากขึ้น บ้านจะได้ใหญ่ขึ้น

            คนนี้เป็นนักประกาศ เป็นศิษยาภิบาล ฉะนั้น ตายไป ก็จะได้บ้านใหญ่ แล้วคนนี้ไม่ประกาศเลย มานั่งฟังเฉยๆ ได้บ้านเล็กกว่า คนนี้นอกจากไม่ประกาศแล้ว ยังไม่ทำตามถ้อยคำพระเจ้าด้วย ยังขี้หงุดหงิด ยังโกรธคนโน้นคนนี้อยู่เลย เพราะฉะนั้น ได้บ้านหลังคามุงจาก ใครคุ้นๆ ไหม? หรือคนๆ นี้ พระเจ้าเตือนตั้งหลายครั้งแล้ว ก็ไม่ยอมกลับใจใหม่ ไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมประพฤติให้มันถูกต้องสักทีหนึ่ง มาโบสถ์ทีไร ก็ไม่สนใจ อะไรอย่างนี้ ศิษยาภิบาลเขาเทศนาบอก ทำอย่างนี้ ขึ้นสวรรค์เมื่อไร? พอถึงวันหนึ่ง วันพิพากษาขึ้นสวรรค์ พอไปถึงสวรรค์ปุ๊บ พระเยซูแทนที่จะอ้าแขนต้อนรับอย่างอบอุ่น

            คนอื่นเดินขึ้นมา  พระเยซูเข้าไปกอด “ได้เจอกัน ดีใจด้วย เชิญเข้าสวรรค์”

            แต่พอถึงเธอเดินเข้ามา พระเยซูบอก “ไปๆ เข้าไป” ไม่กอด ไม่ดีใจด้วย “อ้าว! เข้าไป” อย่างนี้หรือ?

            เราเคยได้ยินมาบ่อยๆ ใช่ไหม? พอนึกถึงรางวัล บำเหน็จ ก็นึกถึงเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ เป็นอย่างนี้ นึกถึงตำแหน่งในสวรรค์หลังความตายว่า …

            “ฉันจะได้ครอบครอง 4 เมือง ฉันจะได้ครอบครองพื้นที่ใหญ่ขนาดไหน?”

            เขาเชื่อกันอย่างนี้จริงๆ ถ้าเผื่อบางท่านอาจจะไม่เคยได้ยิน แต่ว่าเขาเชื่อกันอย่างนี้ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเชื่ออย่างนี้อยู่ แต่จริงๆ แล้ว ความจริงของคำว่า “บำเหน็จ หรือรางวัล” ในข้อนี้ ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงการได้อยู่ในสวรรค์หลังความตาย ไม่ได้หมายถึงพระพร หรือบำเหน็จ หรือรางวัล ผลตอบแทนที่จะได้รับจากการดำเนินชีวิตตามความจริงของข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่เลย แต่ผลตอบแทน หมายถึงพระพร หรือเรียกว่ารางวัล หรือบำเหน็จก็ได้ จากการดำเนินชีวิตตามความจริงของข่าวดีของพระเยซู ขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เดี๋ยวนี้เลย หมายถึงว่าบำเหน็จเดี๋ยวนี้ ผลตอบแทนเดี๋ยวนี้ มิได้เกี่ยวกับสวรรค์หลังความตาย ลองคิดดูว่ามันจริงไหม? คิดว่าเราจะมีสันติสุข ความสงบสุข ความสุข สมบูรณ์ครบถ้วนเพียงใด ถ้าใจเราเต็มไปด้วยความจริงเหล่านี้ และดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ตามความจริงตรงนี้ ตามถ้อยคำพระเจ้า เราจะมีสันติสุข มีความสุขขนาดไหน?

            รางวัลที่สมบูรณ์ครบถ้วน หมายถึงทั้งบนโลกนี้และโลกหน้า โลกหน้า เราได้เรียบร้อยแล้วอยู่ถาวร เราเรียนรู้ไปแล้วเมื่อครั้งที่แล้วว่ารอดแล้ว รอดเลย เราได้รับความรอดแล้ว เราบังเกิดใหม่แล้ว บังเกิดเลย นี่จะไม่ย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้วในวันนี้ ถ้าใครไม่ได้ฟัง กลับไปฟัง 2  ตอนที่แล้ว จะเข้าใจดีว่าเรารอดแล้ว รอดเลย เราอยู่ในสวรรค์แล้ว แต่ตรงนี้มันหมายถึงรางวัลที่สมบูรณ์ครบถ้วน บนโลกใบนี้ ที่เราจะได้รับด้วย มีรางวัลบนโลกใบนี้ด้วย ซึ่งในบริบท ในข้อนี้ ที่เรากำลังเรียนอยู่นี้ หมายถึงตรงนี้แหละ ลองคิดดูนะว่าเป็นรางวัลครบถ้วนขนาดไหน? เมื่อเราได้รับรู้และเชื่อวางใจในความจริง ถ้าในใจเราเต็มไปด้วยความจริงเหล่านี้ แล้วเราคิดหรือเชื่อในพระคำความจริงเหล่านี้ และดำเนินชีวิตตามความเชื่อและความจริงเหล่านี้  ที่พระเยซูเป็นผู้สอน เป็นผู้บอก เราจะมีความสุขเท่าไร ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มีประโยชน์กับเรามากมายขนาดไหนบนโลกใบนี้เลยทีเดียว

            อย่างเช่น คำพูดของพระเยซู หมายถึงความจริงที่พระองค์ทรงบอกว่า …

            “เราได้เป็นที่รักของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า พระบิดาที่แสนดีตลอดเวลา”

            เราเป็นลูกของพระเจ้า  พระเจ้าพระบิดา ที่เป็นพระเจ้าพระบิดาที่แสนดีตลอดเวลา  เราเป็นลูกของพระองค์ นี่พระเยซูตรัสไว้อย่างนั้น  เราได้เป็นผู้บริสุทธิ์ชอบธรรมดีพร้อมเหมือนพระองค์แล้ว  เราได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้น รวมทั้งความผิดที่กระทำทั้งปวง  ทั้งในปัจจุบัน อนาคต ตลอดไป ชั่วนิรันดร์เรียบร้อยแล้ว ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ นี่คือความจริงทั้งนั้น วิญญาณได้รับการบังเกิดใหม่ร่วมกับพระเยซู และกำลังอาศัยอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า พระบิดาร่วมกับพระเยซูเรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้ นี่ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในถ้อยคำที่เป็นความจริงเหล่านี้ มีความสุขมากมายไหม?

            แล้วมีอะไรอีก ร่างกายของเราเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้าทั้งสามพระภาคได้เข้ามาสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา และกำลังรอคอยการสวมร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ที่เป็นเหมือนพระเยซูในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากที่วิญญาณออกจากร่างกายนี้แล้ว

            โอ้โห! ท่านดำเนินชีวิตด้วยความจริงเหล่านี้ตลอดเวลา คิดสิ่งเหล่านี้ตามที่พระเยซูพูดตลอดเวลา มันก็มีความสุขมากกว่าตั้งเยอะ ถูกไหม? เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอก อาจารย์ยอห์นจึงบอกว่า …

            “จงระวังตัวให้ดี เอาใจใส่กับความจริงเหล่านี้ อย่าให้ปฏิปักษ์พระคริสต์มาขโมยเอาความจริงนี้ไปจากท่าน ไม่ว่าจะขโมยไปมากหรือน้อยก็ตาม รักษามันไว้  เพื่อว่าท่านจะไม่สูญเสีย”

            สูญเสียอะไร? ความรอด ไม่ใช่ เราเรียนรู้ไปแล้ว รอดแล้วรอดเลย  แต่หมายถึงเพื่อท่านจะไม่สูญเสียสันติสุข ความสงบสุข และความสุขด้วย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เดี๋ยวนี้เลย ซึ่งพระคัมภีร์ก็บอกว่าก็คือบำเหน็จ  ผลตอบแทน ก็คือรางวัลที่จะได้รับจากการดำเนินชีวิต ยืนหยัดในความเชื่อ ในความจริงแห่งถ้อยคำพระเจ้า ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์นี้นั่นเอง

            และถ้าเราสูญเสียความจริงนี้ไปมากเท่าไร? ถูกขโมยไปมากเท่าไร?  ก็จะเสียรางวัล บำเหน็จ ไปมากเท่านั้น  แม้ว่าความรอดนิรันดร์ การได้อยู่ในสวรรค์หลังความตายจะยังอยู่ก็ตาม

            ในพระคัมภีร์อาจารย์เปาโลยกตัวนี้ขึ้นมา ให้ประโยคนี้ว่ารอด ก็เหมือนรอดด้วยไฟ  คือรอดแหละ แต่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันไม่ได้เต็มไปด้วยสันติสุข ไม่มีความสงบสุข มันไม่มีความสุขเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น เราต้องรักษาความจริงนี้ไว้ ความจริงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

            ยกตัวอย่าง เช่น นี่คือความจริงเหมือนกัน พระเยซูบอกว่าเราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ทุกคน หนีความจริงนี้ไปไม่พ้น ความจริงนี้ไม่ได้หมายถึงตะกี้นี้พูดอย่างเดียว  แต่หมายถึงสิ่งที่พระเยซูพูดทั้งหมด พระเยซูบอกว่าท่านอยู่บนโลกใบนี้  ท่านก็ประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เพราะโลกใบนี้ถูกสาปแช่งไปแล้ว  โลกใบนี้ตกลงไปอยู่ในพลังความบาปและความตาย  เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงอยู่แล้ว ท่านอยู่ในความยุ่งเหยิง อยู่ในความสาปแช่ง ท่านก็ต้อง โดนไปด้วย  แต่ว่าจงปิติยินดีเถิด เพราะเราชนะโลกแล้ว พระเยซูบอกใช่ไหม?

            ดำเนินชีวิตเต็มไปด้วยความลำบากบนโลกใบนี้  เหมือนมนุษย์คนอื่นๆ  แต่เราผู้เชื่อ เรามีความจริงอยู่ในตัวเรา เรามีพระเยซูคริสต์อยู่ในตัวเรา พระเจ้าสถิตอยู่ในเราตลอดเวลา  เห็นหรือยังว่าความจริงในนี้ ถ้าเราเชื่อและดำเนินชีวิตตามนี้ เราก็ได้เปรียบกว่าผู้คนอื่นๆ ที่เขาไม่มีความจริงนี้  หรือเขาไม่เชื่อตามนี้ เรารู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเราตลอดเวลา  และถ้าเรารู้ว่าพระเจ้าอยู่กับเรา และอยู่ฝ่ายเรา คอยช่วยเหลือเราอยู่ มันก็แตกต่างกับการที่ต้องต่อสู้ด้วยตัวเอง เพียงลำพัง  แม้ว่าคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเขาต้องเผชิญอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคริสเตียนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว พระเยซูสถิตอยู่ภายในแล้ว ความจริงอยู่ข้างในแล้ว แต่ถูกขโมยเอาความจริงนี้ไป จะขโมยไปเยอะมากเท่าไรไม่รู้ แต่ขโมยไป เขาไม่เชื่ออย่างเต็มที่ในความจริงนี้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ เป็นฝ่ายเขา คอยดูแลเขา เขาก็ไม่สุขอย่างคนที่เชื่อตามถ้อยคำพระเจ้านี้ ถูกไหม?

            ซึ่งการเชื่อในความจริง การดำเนินชีวิตในความจริงเหล่านี้ มันมีบำเหน็จอยู่ มันมีรางวัลอยู่  มันมีผลตอบแทนอยู่บนโลกใบนี้จริงๆ ตามที่อาจารย์ยอห์นได้พูดถึงเมื่อตะกี้ในถ้อยคำพระเจ้า ยกตัวอย่างสิ่งที่เราเห็นชัดๆ ก็คือถ้าเราดำเนินชีวิตตามความจริงนี้ เราเชื่อเลยว่าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา พระเจ้าอยู่ในเรา  และอยู่ข้างเราตลอดเวลา  ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม พระองค์อยู่ฝ่ายเรา  ถึงแม้เราจะทำผิด พระองค์อยู่ฝ่ายเรา  พระองค์จะช่วยเราตลอดเวลา เท่าที่พระองค์จะทรงสามารถกระทำให้ได้  ซึ่งเราไม่รู้ว่าทำไมบางที บางครั้ง เราอธิษฐานขอในบางเหตุการณ์ พระเจ้าช่วยเราจริงๆ ทันทีเลย บนโลกใบนี้ ไม่ต้องรอตาย เรามีอาการเจ็บป่วย  ปวดหัวตัวร้อนอะไรต่างๆ อธิษฐานอาการเจ็บป่วย ปวดหัว ตัวร้อนอะไรต่างๆ มันหายจริงๆ นั่นคือความสุขแล้วนะ ไม่ใช่สันติสุข … สันติสุขอยู่ภายใน แต่นี่เป็นภายนอก สัมผัสแตะต้องได้เลย คือมันหายปวดจริงๆ  จะด้วยวิธีใดก็ไม่รู้ บางครั้งมันหายจริงๆ อย่างนี้เป็นต้น หรือบางครั้งไม่หาย แต่ก็เต็มไปด้วยความสบายใจ สันติสุขว่าฝากไว้ที่พระองค์แล้ว ไม่วิตกกังวลเกินกว่าเหตุ นี่คือรางวัลผลตอบแทน  เห็นชัดๆ

            นี่ยิ่งเห็นชัดๆ ใหญ่เลย  หลายคน เจอปัญหาฉุกเฉิน รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ภายใน  รู้ว่าพระเจ้าอยู่ด้วย อยู่ข้างเรา …

            “พระเจ้าช่วยที ฝ่าไฟแดงมา” ฝ่าไฟแดงไม่ดี “พระเจ้าช่วยที อย่าให้ตำรวจเรียกเลย”

            ไม่เรียกจริงๆ ด้วย นี่ไม่ได้พูด เพื่อให้เราไปทำสิ่งที่ไม่ดี แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม? นี่ไม่ได้พูดถึงไฟแดงอย่างเดียว พูดถึงอย่างอื่นด้วย มันเหมือนเห็นแก่ตัว แต่มันไม่ใช่ เขาเรียกว่าเห็นแก่ตัวแบบโฮลี่ บางครั้งเราฉุกเฉิน เราต้องการเร่งด่วน มันไม่ทันจริงๆ แล้ว

            “พระเจ้าขอช่วยทีเถิด”

            พระเจ้าพาเราแซงคิว แซงคิวมันถูกต้องที่ไหน?  มันไม่ถูกต้อง แต่แซงคิวแบบโฮลี่ แบบสุภาพ เราไม่ได้ตั้งใจจะไปแซงคิวอย่างนั้นหรอก ไม่ใช่ต้องการจะแซงคิว แต่พระเจ้าเตรียมให้อะไรบางอย่าง จริงหรือไม่จริง นี่ไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นเยอะแยะมากมาย  บางครั้งเราเดือดร้อนเนื่องจากการใช้เงินของเรา ไม่รัดกุม ไม่มีระเบียบ ลืมเก็บเงิน เอาไปเที่ยวหมด ปรากฎว่ามันถึงเวลาจ่ายบิลค่าไฟฟ้า ไม่มีจ่าย เขาจะมาตัดไฟแล้ว ถ้าตัดไฟ คือเสียเงินเพิ่มขึ้นเยอะเลย เอาหม้อไป แล้วมาติดใหม่ เสียเงินเพิ่ม

            “พระเจ้าช่วยด้วยเถิดๆ”

            แล้วพระเจ้าช่วยไหม?  บางครั้งช่วยจริงๆ นะ อย่างนี้เป็นต้น อีกหลายเรื่องเยอะแยะไปหมดเลย นี่แหละคือประโยชน์ของการรับรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา อยู่ภายในเราตลอดเวลา และอยู่ฝ่ายเราด้วย ไม่ได้อยู่ฝ่ายอื่น ไม่ได้คอยมาโจมตีเรา

            “พระเจ้าช่วยลูกด้วย เขาจะมาตัดไฟ” แล้วเราอธิษฐาน พระเจ้าก็ตอบ

            “ก็เธอไม่ดูแล มัวแต่ไปเที่ยว มัวแต่อะไรต่างๆ สมน้ำหน้า”

            อย่างนี้ถูกขโมยความจริงไปแล้ว ไม่ใช่ความจริง … ความจริง คือพระเจ้ารักเราเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ รักเรา ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร ก็รักเรา  แม้ว่าเราจะเป็นคนบาป ก็รัก แม้ว่าเราจะเป็นคนชั่ว ก็รัก  เรารู้ได้อย่างไร?

            พระคัมภีร์บอกไว้ว่าพระเจ้าทรงประทานพระบุตรลงมา ตายเพื่อเรา  ในขณะที่เราเป็นคนดีงามอยู่ ไม่ใช่ในขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น ต่อต้านพระองค์อยู่นั้น ไม่เชื่อพระองค์อยู่นั้น  พระองค์ทรงตายเพื่อเรายังได้เลย  และนี่ทำไมไม่เชื่อต่อ อย่างนี้เป็นต้น เราอย่าให้มารมาขโมยเอาความจริง เหล่านี้ไปจากเรา โดยการไม่กล้าอธิษฐาน การอธิษฐาน คือการรู้ความจริง  หรือไม่กล้าอธิษฐานตามความเป็นจริง แต่อธิษฐาน โดยความเท็จ อย่างเช่น …

            “โอ๊ย! พระเจ้าช่วยลูกที อภัยให้ลูกที อภัยให้ลูกทีเถิด”

            มัวแต่คิดอย่างนี้ตลอดเวลา อธิษฐานมา 3 วัน ก็ยัง “ลูกไม่น่าทำอย่างนี้เลย ไม่น่าทำอย่างนี้เลย”

            อธิษฐานครั้งเดียว “ลูกเสียใจ แต่ลูกรู้ว่าพระองค์ตรัสไว้ว่าลูกเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมตลอดเวลาอยู่แล้ว พระองค์อภัยบาปให้กับลูกก่อนล่วงหน้าแล้ว ด้วยพระโลหิตของพระองค์ที่หลั่งเพียงครั้งเดียว บนไม้กางเขน ลูกสะอาดหมดจดแล้ว ลูกถูกหลอก ล่อลวงด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องไป ลูกเสียใจ”

            จบ แล้วก็ดำเนินชีวิต ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ใช่มานั่งครวญคราง 3 วัน 4 วัน 5 คืน 3 อาทิตย์ 1 เดือน อย่างนี้เป็นต้น

            อย่างนี้ คืออะไร? เมื่อรู้ความจริง แล้วดำเนินชีวิตด้วยความจริงเหล่านี้ มันมีผลตอบแทน ผลตอบแทนนั้น บนโลกใบนี้ได้รับเลย  ไม่ว่าเราจะทำผิดพลาดมากขนาดไหนก็ตาม ถ้าเรารู้ว่าพระเจ้าทรงรักเราเหมือนเดิม  พระเจ้าทรงเข้าใจเรา พระองค์ทรงอภัยให้กับเราก่อนแล้วล่วงหน้าด้วย  เราก็ได้รับรางวัลแล้ว  บำเหน็จ ก็คือสันติสุขจะเข้ามา บางคนก็กลัว …

            “ถ้าเป็นอย่างนี้  ก็ทำบาปมากขึ้นสิ”

            ทำบาปมากขึ้นไหม? พระเยซูบอกว่าไม่หรอก คนไหนที่ได้รับพระคุณมากเท่าไร? ได้รับการอภัยในความบาปผิดของตัวเองมากเท่าไร? เขายิ่งรักพระองค์มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งรักพระองค์มากขึ้นใหญ่เลย อย่างนี้เป็นต้น

            ความทุกข์ใจ ก็หมดไป การเสียใจ จากการทำผิดพลาดไป ก็หมดไป ขณะที่เราทำผิด  ทำพลาด พระเจ้าเข้ามาปลอบโยน พระเจ้าเป็นฝ่ายเรา ความรักของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม พระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงรักเรา ช่วยเรา อยู่ข้างเราตลอดเวลา อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความสุข

            มันดีกว่ามากขนาดไหน ลองคิดดู เมื่อเทียบกับตอนที่เรายังไม่ไว้วางใจในพระเจ้า เรายังไม่เชื่อพระเจ้า  ผู้เชื่อหลายคนถูกหลอก เมื่อเราทำผิดและเราถูกหลอกด้วยคำเท็จ ที่ทำให้เราเกิดความฟ้องผิด ตัวเราแย่ ตัวเราไม่ดี เราไม่มีวันที่จะดีได้หรอก  และไม่มีวันที่จะได้รับการอภัยจากพระเจ้าแน่นอนเลย พระเจ้าไม่พอใจเราแล้ว นี่คือความเท็จทั้งสิ้น หรือมารอาจจะส่งเข้ามา พระเจ้าไล่เราออกจากบ้านแล้ว พระองค์เก็บข้าวของออกจากตัวเราแล้ว ไปแล้ว ไม่มาอยู่กับเราแล้ว เพราะให้โอกาสเราหลายครั้งแล้ว

            หรือไม่ก็บอกว่าเกิดความทุกข์ยากลำบากขึ้น ปัญหาขึ้นในชีวิต ก็ถูกโกหกบอกว่า …

            “พระเจ้ากำลังลงโทษเรา เพราะเราทำไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่เชื่อฟัง พระเจ้ากำลังตีสอนเธอ”

            นี่มันทุกข์ไหมล่ะ ซึ่งมันเป็นความเท็จทั้งสิ้น

            “พระองค์ทรงตีสอน ลงโทษเธอ ด้วยความทุกข์ยากลำบากและปัญหาต่างๆ ที่เธอกำลังประสบอยู่นี้ มาจากพระเจ้า กำลังตีสอน”

            อย่างนี้มีความสุขไหม? ลองคิดดูสิ มีสันติสุขไหม? จะเป็นลักษณะเช่นใด

            “ตอนนี้พระเจ้าตัดขาดเป็นพ่อเป็นลูกกับเธอแล้ว ความรอดของเธอเจ๊งไปแล้ว”

            ไม่มีความจริงสักนิดหนึ่ง  แล้วมันเกิดอะไร? เกิดความทุกข์ บนโลกใบนี้เลย ความรอดยังอยู่เหมือนเดิม รอดไปสวรรค์หลังความตาย ก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นคริสเตียน ที่หงอย อมทุกข์ตลอดเวลา เพราะถูกขโมยความจริงไป อาจารย์ยอห์จึงเตือนเรา ในสิ่งเหล่านี้

            ดังนั้น ชีวิตคริสเตียนจึงต้องมีแต่ความปิติยินดี ชื่นชมยินดี พระคัมภีร์บอก แต่ถ้าเราถูกโกหก หลอกลวง แล้วเราก็ไปรับเอาความโกหก หลอกลวง ความเท็จเหล่านี้มา ชีวิตคริสเตียนเรา ก็จะเต็มไปด้วยความเครียด กังวล ทุกข์มากขึ้นไปอีก ทุกข์มากกว่าคนที่ไม่เชื่ออีก เพราะพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดเป็นศัตรูเราแล้ว กำลังลงโทษเราอย่างรุนแรง ไม่เอาเราแล้ว เราไม่รู้จะไปหาใครแล้ว  อย่างนี้เป็นต้น

            เพราะฉะนั้น อาจารย์ยอห์นจึงบอกว่า “จงเฝ้าระวัง รักษาความจริงนี้ไว้ให้ถึงที่สุด” รักษาความจริงเหล่านี้ไว้ ก็คือมั่นตรวจดูถ้อยคำพระเจ้าต่างๆ ว่าใช่ถ้อยคำที่พระเยซูพูดหรือไม่? เป็นไปตามที่ถ้อยคำพระเยซูบอกหรือไม่? ในเรื่องเกี่ยวกับข่าวดี เพราะมารมา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย พระเยซูบอก เบอร์ 1 เลย มันมาเพื่อขโมยก่อน คือขโมยความจริงออกไปไม่ได้ มันทำอะไรเราไม่ได้เลย มันทำให้เราทุกข์ไม่ได้เลย ถ้าความจริงอยู่กับเรา ต่อต้านมัน แล้วมันจะหนีไป ต่อต้านมันด้วยพระแสง คือดาบ สมัยก่อน อาวุธมีแต่ดาบ ไม่มีปืน ตอนนี้ต้องบอกว่าเอาถ้อยคำพระเจ้าที่เป็นจรวด ปรมณูยิงเข้าไปเลยว่าไม่ใช่ ถ้อยคำพระเจ้าบอกไว้อย่างนี้ต่างหาก  เพราะแกมา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย แต่พระเยซูมา เพื่อให้ท่านชีวิต  และมีชีวิตอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ สมบูรณ์ ก็คือความรอดได้เรียบร้อยแล้ว หลังความตาย  แต่บนโลกใบนี้ ดำเนินชีวิต ก็ยังมีบำเหน็จ มีรางวัลอยู่ เดินตามความเชื่อนี้ เราอยู่ด้วย ไม่ต้องกลัว เอเมนไหม?

            ฉะนั้น  บำเหน็จ หรือพระพร หรือรางวัลที่ได้รับ หมายถึงความยินดี และความสุขภายในใจ ที่มาจากการได้รับรู้ว่าชีวิตของเรานั้นอยู่ในพระเจ้า อยู่ในพระคริสต์ เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าแล้ว เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้ว สมบูรณ์ เรียบร้อยแล้วในพระคริสต์ นี่แหละ พระพรได้รับจากตรงนี้  ก็คือการได้รับรู้ว่าเราได้มีส่วนร่วมในความยินดี ในความสุข ในพระองค์ ในชีวิตนิรันดร์ ซึ่งหมายถึงการได้สัมผัสความรัก ความสงบสุข การอยู่ด้วยกันกับพระองค์ เป็นครอบครัวเดียวกันกับพระองค์ อย่างเต็มที่ ความจริงนี้ไม่มีสิ่งใดมาขโมยไปได้เลย หรือไม่เสียหายไปเลย เราก็จะได้รับความสุขหรือรางวัลนี้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกัน อย่าให้มันขโมยเราไป อย่างเช่นการไม่ให้อภัย  อย่าให้มันขโมยเราไป พระคัมภีร์ในถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าพระองค์ทรงให้อภัยเราหมดเลย ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต ทั้งปวง เราก็ดำเนินชีวิตอย่างนี้แหละ

            ความจริงตรงนี้ คือให้เราให้อภัยคนอื่น รักคนอื่น เหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา  แล้วก็ให้อภัยคนอื่น เราก็เป็นอิสระ ก็มีความสุข เห็นไหม? ใครทำอะไรมา บางทีเราอาจจะโกรธอยู่ แต่ในใจ อภัยให้แล้ว  เพราะเราดำเนินตามความจริงในถ้อยคำพระเจ้า  ถ้อยคำพระเจ้าบอกแล้วไง ข้างในสำคัญ คือเราอภัยแล้ว แต่ข้างนอกยังทำไม่ได้ ยังโกรธอยู่ ก็ไม่เป็นไร ก็จบๆ ไป วิญญาณเราจบแล้ว คือเราอภัยให้เขาแล้ว  เหมือนที่พระองค์อภัยให้เรา  แล้วเรายังทำผิดบาปอยู่ เราก็อภัยให้เขา แล้วเราก็ยังทำอยู่ ก็ยังโกรธอยู่ เดี๋ยวมันก็หาย มีความสุขกว่าไหม?  มีความสุขกว่า

            “ทำไมอภัยให้เขาไม่ได้สักที พระเจ้าลูกอภัยให้เขาไม่ได้”

            ทุกข์ทรมาน ข้างในใจมันอภัยไปแล้ว นี่คือความจริง เข้าใจไหม? พูดกับตัวเองนะ เข้าใจไหม? อภัยให้เขาแล้ว มัวมานั่งทุกข์ทรมาน

            “พระเจ้าลูกอภัยให้เขาไม่ได้ ช่วยลูกที ให้อภัยที ช่วยลูกด้วยให้อภัยที”

            มีความสุขที่ไหน? มนุษย์เราเกิดมามีอารมณ์ มีความคิด อารมณ์ยังโกรธอยู่ ก็โกรธไป แต่วิญญาณอภัยให้แล้ว จบแล้ว คนละเรื่องกัน นี่คือความจริง  อย่าถูกหลอกลวง ทำให้เราเกิดความทุกข์ขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่สมควรให้เกิดความทุกข์

            ความโลภในลาภยศก็เหมือนกัน เราเกิดใหม่ในพระเจ้า เราอยู่กับพระเจ้า วิญญาณเราสะอาด บริสุทธิ์ เราไม่โลภในทรัพย์สิน  เราไม่โลภในลาภยศแล้ว แต่ยังอยากได้อยู่ อยากได้ ก็อยากไป แต่จริงๆ ใจเราไม่โลภ พอเข้าใจไหมเนี้ย ไม่ต้องพยายาม

            “พระเจ้า ลูกแย่เลย ลูกเป็นคนเลวจริงๆ ยังโลภอยู่เลย ทำไมโลภอย่างนี้ๆ”

            ไม่ใช่วิธีการความเชื่อ … ความเชื่อ คือเรามั่นใจในตัวเรา ตัวตนแท้จริงของเรา คือวิญญาณของเรา และใจใหม่ของเรา ที่เราได้รับจากพระเจ้า ที่บังเกิดใหม่แล้ว ที่ให้เราดำเนินชีวิตด้วยความจริง จากถ้อยคำพระเจ้า คือตรงนี้  ส่วนข้างนอก ความคิดกระทบถูกอะไรต่างๆ  ก็คิดไปเรื่อยเปื่อย

            คนเขามาติดสินบน ใหม่ๆ ก็ติดสินบนแค่แสนเดียว เราเชื่อพระเจ้า เราไม่ทำสิ่งเหล่านั้นหรอก ขอบคุณพระเจ้า เอเมน เขาอยากได้ เขามาอีก เขาให้ล้านหนึ่ง  ไม่เอาหรอก พระเจ้า ไม่พอใจในการทำเหล่านั้น เอเมน ปีหน้าเขามาใหม่ เขาให้ 10 ล้าน ขอคิดดูก่อน ไปนั่งคิด …

            “พระเจ้าช่วยลูกที ลูกโลภอย่างนี้ ลูกโลภจริงๆ เลย ลูกโลภมาก”

            อย่างนี้ เข้าใจไหม? มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนว่าต้องโลภ เพราะมันมาเยอะขนาดนี้  ถึงไม่โลภตอนนี้ เมื่อมีโอกาสมา ก็จะมีโอกาสโลภอีกแหละ ถ้ามามากกว่านั้น ในที่สุดก็ต้องคิด แต่ความคิดกับการกระทำไม่เหมือนกัน เรายังไม่ทำเลย  นึกออกไหม? ถ้าเราดำเนินด้วยความเชื่อ  เราก็เข้าไปหาพระเจ้า แล้วคุยกับพระเจ้า ความคิดก็ส่วนความคิด มารก็ส่งความคิดมาได้ คิดอะไรก็คิดไป  แต่เรารู้ความจริงอยู่ข้างใน เราไม่ได้ทำตามความคิดนั้น

            หรือแม้แต่บางทีพลาดไป  เผลอไป ถูกล่อลวงไป  ทำตามความคิดนั้น ก็ตาม เราก็กลับมายืนยัน ยืนหยัดอยู่ที่ความจริงในจิตวิญญาณของเรา นี่แหละ คือการได้รับรางวัลจากการดำเนินชีวิต ด้วยความจริงจากถ้อยคำพระเจ้า หรือเรียกว่าดำเนินชีวิตตามความจริงของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ที่ดำรงอยู่ในใจของผู้เชื่อทั้งหลายแล้ว เอเมน

            พระเจ้าอวยพรครับ

**************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ท่านจะพิสูจน์ … พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ได้ด้วยวิธีใด?

            การรู้จักพระเจ้าและการมีความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนศาสนา ในแง่ของการปฏิบัติทางศาสนาหรือพิธีกรรม แต่เป็นเรื่องของความเชื่อและความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเยซู

            พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บันทึกไว้ใน โรม 10:9 ว่า … “เพราะว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด”

            การเริ่มต้นเชื่อในพระเยซู คือการเริ่มต้นยอมรับว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า และพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา และฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมา

            และเมื่อท่านเชื่อในพระเยซู ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่ ได้รับชีวิตใหม่และกลายเป็นบุตรของพระเจ้า

            พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บันทึกไว้ใน ยอห์น 1:12-13 ว่า … “12 ส่วนคนทั้งปวง ที่ยอมรับพระองค์  ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์  พระองค์ก็ประทานสิทธิ  (ฤทธิ์เดช) ให้เป็นบุตรของพระเจ้า 13 คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ  หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์  หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า”

            สิ่งสำคัญ คือการเปิดใจรับพระคุณของพระเจ้า และการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์

            ท่านสามารถเริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน และพูดคุยกับพระเจ้า ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในทุกเรื่องได้ อย่างเป็นกันเอง  ไม่ต้องมีพิธีรีตรอง เพราะพระเจ้ารู้จักท่านดี ท่านสามารถอธิษฐานพูดคุยติดต่อกับพระเยซูคริสต์ได้ตลอดเวลา ในทุกสถานที่ ทุกโอกาส ทุกอิริยาบถ

            ไม่ว่าจะพูด หรือคิดก็ตาม  พระเยซูพร้อมเสมอที่จะเข้าไปช่วยท่าน ในปัญหา อุปสรรค ความทุกข์ใจ ที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ แล้วท่านจะมีประสบการณ์รับรู้ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่จริงๆ

            เปิดใจรับพระองค์ และศึกษาพระคัมภีร์ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระองค์ และความรักของพระองค์ที่มีต่อท่าน

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1536

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  24  สิงหาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 3 (วันแม่)

โดย วราพร  คงล้วน

            เรามาดูในหนังสือมัทธิว 15:21-28 บอกว่า …

        มัทธิว 15:21-28 (TNCV) “21 จากที่นั่นพระเยซูเสด็จเข้าสู่เขตเมืองไทระและเมืองไซดอน 22 มีหญิงชาวคานาอันคนหนึ่งจากละแวกนั้น มาร้องทูลพระองค์ว่า  “องค์พระผู้เป็นเจ้า บุตรดาวิดเจ้าข้า เมตตาข้าพระองค์ด้วยเถิด! ลูกสาวของข้าพระองค์ถูกผีสิงทรมานเหลือเกิน” 23 พระเยซูไม่ทรงตอบนางสักคำ เหล่าสาวกมาทูลพระองค์ว่า “ไล่นางไปเถิดเพราะนางมาร้องเซ้าซี้เรา” 24 พระองค์ทรงตอบว่า “เราถูกส่งมาเพื่อแกะหลงของอิสราเอลเท่านั้น” 25 หญิงนั้นมาคุกเข่าทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย!” 26 พระองค์ตรัสตอบว่า “ที่จะเอาอาหารของลูกโยนให้สุนัขก็ไม่ถูกต้อง” 27 หญิงนั้นทูลว่า “จริงเจ้าข้า แต่สุนัขยังได้กินเศษอาหารที่หล่นจากโต๊ะของนาย” 28 พระเยซูจึงตรัสตอบว่า “หญิงเอ๋ย เจ้ามีความเชื่อยิ่งใหญ่นัก! ให้เป็นไปตามที่เจ้าขอเถิด” และบุตรสาวของนางก็หายป่วยในขณะนั้นเอง”

            อีกเล่มหนึ่ง บันทึก คือเกือบจะเหมือนกันเลย  แต่อยากเอามาอ่านให้พี่น้องฟังว่าเหตุการณ์เหล่านี้ ถูกบันทึกไว้ในพระกิตติคุณของพระเจ้า เพื่อสำแดงอะไรบางอย่างให้กับพวกเราในยุคนี้ได้รับรู้ว่าน้ำพระทัยของพระองค์เป็นอย่างไร? ในมาระโก 7:24-30 บอกว่า …

        มาระโก 7:24-30 (TNCV) “24 จากที่นั่นพระเยซูเสด็จเข้าสู่เขตเมืองไทระ   ทรงเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งและไม่ประสงค์ให้ใครรู้แต่ก็ปิดไว้ไม่อยู่ 25 หญิงคนหนึ่งซึ่งลูกสาวเล็กๆ ของนางมีวิญญาณชั่วสิง เมื่อได้ทราบข่าวเกี่ยวกับพระองค์  ก็มาหมอบกราบแทบพระบาทของพระองค์ 26 หญิงผู้นี้เป็นชาวกรีกเกิดในซีเรียฟีนิเซีย นางมาทูลอ้อนวอนพระเยซูให้ทรงช่วยขับผีออกจากลูกสาวของนาง 27 พระองค์ตรัสบอกนางว่า “ต้องให้ลูกๆ กินอิ่มก่อน เป็นการไม่ถูกต้องที่จะเอาอาหารของลูกโยนให้สุนัข” 28 หญิงนั้นทูลว่า “จริงเจ้าข้า แต่สุนัขใต้โต๊ะยังได้กินเศษอาหารที่เหลือจากลูก” 29 แล้วพระองค์จึงตรัสบอกนางว่า “ไปเถิด เพราะคำตอบของเจ้า ผีนั้นออกจากลูกสาวของเจ้าแล้ว” 30 หญิงนั้นก็กลับไปบ้าน และพบว่าลูกสาวนอนอยู่บนเตียง และผีนั้นได้ออกไปแล้ว”

            เหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ในพระคัมภีร์ จริงๆ มันเรื่องเดียวกัน สาวกของพระองค์ได้บันทึกเรื่องนี้ ตอนที่พระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่ แล้วก็ทำการอัศจรรย์ หมายสำคัญเยอะแยะมากมาย พระเยซูทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในยุคที่พระองค์ประกาศข่าวดีของพระเจ้า มีเหตุผลเดียวเท่านั้น ก็คือเพื่อให้ชาวยิวได้รับรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าพระบิดาสัญญาไว้ว่าจะส่งมาให้กับชาวยิวทั้งหลาย เหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งที่พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มา ก็คือเพื่อที่จะมาตามหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลเท่านั้น ตอนที่พระเยซูทรงพระชนม์อยู่ ก็คือพระเยซูจะประกาศกับชาวยิว จะทำหมายสำคัญเยอะแยะมากมาย รักษาคนป่วยให้หาย คนหูหนวกได้ยิน คนตาบอดให้เห็น และคนตายได้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ที่พระเยซูทำ ไม่ได้ทำ เพราะอยากจะให้ชาวยิว เห็นว่าพระองค์ทรงสามารถ ทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไม่ใช่  แต่เป็นการยืนยันว่าพระองค์เองเป็นพระมาซีฮาห์  เป็นพระเจ้า ที่พระบิดาส่งมา เพื่อช่วยคนยิวให้รอดพ้นจากการเป็นเบี้ยล่างของมาร รอดพ้นจากบาปนั่นแหละ นั่นคือเหตุผลที่พระเยซูคริสต์ถูกส่งมา แต่ว่าในขณะที่พระเยซูคริสต์ทำภารกิจของพระองค์ เบี้ยใบ้รายทาง ก็จะมีคนต่างชาติ

            คนต่างชาติซึ่งอยู่ในยุคของพระเยซูคริสต์นั้น ก็มีเยอะ ในขณะที่พระองค์ไปประกาศข่าวดี มีทั้งคนยิว มีทั้งคนต่างชาติ เมืองไหน? บ้านไหน? ไม่รู้ เขาได้ยินเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ความเชื่อเกิดขึ้นจากการได้ยิน ได้ยินอะไรมาบ้าง? ได้ยินข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ … คิดว่าตอนนั้นคนต่างชาติก็ได้ยินข่าวนี้ เป็นพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วมาเพื่อที่จะช่วยมนุษย์ให้รอด และคนต่างชาติก็เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แล้วยิ่งได้เห็นหมายสำคัญเยอะแยะมากมายที่พระองค์ทำ เขาก็ปักใจเลยว่าพระเยซูต้องสามารถช่วยลูกสาวของเขาได้แน่ๆ เพราะลูกสาวเขาทรมาน เวลาลูกเต้าเราถูกผีสิง คือลูกทรมาน แต่แม่จะทรมานมากกว่า คือเห็นทุกวัน และในพระคัมภีร์บอกว่าผีสิง แล้วผีก็จะทำร้ายเด็กในหลายๆ ตอนที่มีคนถูกผีสิง ถูกทำร้าย ถูกอะไรเยอะแยะมากมาย

            ฉะนั้น ผู้หญิงคนนี้เขาได้ยินข่าวดีในเรื่องของพระเยซูคริสต์ เขาได้เห็นสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ พระองค์ทรงวางมือคนเจ็บคนป่วยให้หาย เมื่อเขาได้ยิน เขาก็มีความหวัง เรียกว่ามีความหวังเล็กๆ ในใจ ที่คิดว่ามาหาพระเยซูคริสต์ ถ้าพระองค์ทรงเมตตา พระองค์จะสามารถช่วยลูกสาวของเขา ให้หายจากการถูกผีสิงได้

            ผู้หญิงคนนี้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาเดินทางมาจากไหน? ไกลขนาดไหน? แต่เขาก็ดั้นด้นมาถึงพระเยซูคริสต์ แล้วเมื่อมาถึงพระเยซูคริสต์เขาก็ร้องขอความช่วยเหลือ มันมีด่านเยอะมาก ด่านจากผู้คนรอบข้าง ที่มาติดตามพระเยซูคริสต์ ด่านจากสาวกของพระองค์ ที่คอยแวดล้อมพระเยซูคริสต์อยู่ กว่าหญิงผู้นี้จะตะเกียกตะกาย หรือดั้นด้นมาถึงใกล้ชิดตัวพระเยซูคริสต์ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความพยายามอย่างสูงมาก แต่ผู้หญิงคนนี้ เพื่อให้ลูกของตัวเองหลุดจากการถูกผีสิง เขาก็ทำทุกรูปแบบ เมื่อผู้หญิงคนนี้มาร้องตะโกนกับพระเยซูคริสต์ พวกสาวกของพระองค์ก็ว่าหนวกหู เสียงดัง รบกวนชาวบ้าน จะไล่ไป

            แต่ว่าเราขอบคุณพระเจ้า ที่พระเยซูคริสต์สนทนากับผู้หญิงคนนี้ แปลว่าพระองค์ได้เตรียมผู้หญิงคนนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แล้วพระเยซูคริสต์ก็บอกกับผู้หญิงคนนี้ว่าพระองค์ถูกเรียกมา เพื่อที่จะช่วยเหลือ หรือหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลเท่านั้น คนต่างชาติไม่เกี่ยว คนอิสราเอลถือว่าเป็นลูก พระเยซูใช้คำว่า “ให้ลูกๆ กินอิ่ม” อิ่มตรงนี้ อิ่มเรื่องของวิญญาณ ไม่น่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องของการกิน การอยู่ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แต่พระเยซูเล็งไปถึงวิญญาณว่าคนอิสราเอลจะได้กินอิ่ม คือวิญญาณเขาจะอิ่มหนำ เพราะว่าเขาได้รู้จักกับพระนามของพระเจ้า แต่ว่าเมื่อพระเยซูพูดอย่างนี้ปุ๊บ หญิงคนนี้ เขาก็ยังคงวิงวอนกับพระเยซูคริสต์ว่าไม่เป็นไร ให้ลูกๆ กินอิ่ม เราไม่ไปแย่งอาหารของลูกแน่นอนอยู่แล้ว แต่ขอเมตตาเถิด แค่เศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของลูก หรือขอส่วนที่เหลือ ก็เพียงพอแล้ว

            เห็นไหม? คนอิสราเอลกินทิ้งกินขว้างนะ เขาไม่เคยสนใจอะไรเท่าไร? เรื่องที่พระเยซูได้ประกาศข่าวดีให้กับเขาฟัง ส่วนใหญ่ไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่าพระเยซูคือผู้นั้น คือพระมาซีฮาห์ ผู้ที่พระเจ้าส่งมา

            ฉะนั้น ผู้หญิงคนนี้ก็ยังยืนกราน ขอความเมตตาจากพระเจ้า แล้วเขาบอกกับพระเยซูคริสต์ว่าเป็นสุนัขก็ได้นะ อย่างที่บอก …

            “จริงเจ้าข้า แต่สุนัขใต้โต๊ะ”

            เห็นไหม? เวลาเรานั่งทานข้าว สุนัขก็จะมานั่งเสนอหน้าอยู่ใกล้ๆ เผื่อว่าเวลามีเศษอาหาร มีอะไรก็จะแบ่งปันให้เขากิน เป็นภาพเดียวกัน

            ฉะนั้น ผู้หญิงคนนี้บอกว่าเป็นสุนัขก็ได้ ไม่เป็นไร สุนัขนั่งรอคอยที่ใต้โต๊ะของลูก ของพระองค์ รอนะ หมายความว่าไม่รู้จะเหลือหรือไม่เหลือ จะมีเศษเยอะหรือเศษน้อย ไม่เป็นไร เศษนิดหนึ่ง ก็สามารถทำให้ลูกสาวของเขาหลุดจากการถูกผีสิงได้ นั่นคือความเชื่อ แล้วเราขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์บอกกับผู้หญิงคนนี้ว่า …

            “เพราะคำตอบของเจ้า”

            คำตอบของหญิงคนนี้ สำแดงถึงความเชื่อแบบสุดๆ 100% 1000% ไม่รู้ล่ะ ขอแค่กระเด็นมานิดเดียว แค่เศษเสี้ยว เหมือนกับเม็ดงา หล่นมานิดหนึ่ง ลูกสาวเขาก็จะหาย เขาเชื่อขนาดนี้ ดังนั้น พระเยซูบอกว่า …

            “เพราะความเชื่อของเจ้า ลูกสาวของเจ้าหายแล้ว ผีออกแล้ว กลับไปเถิด” 

            แล้วผู้หญิงคนนี้ก็เชื่อ เชื่อแบบว่าพอพระเยซูพูดปุ๊บ เขาเชื่อว่าใช่แล้ว ผีออกจากลูกสาวเขา ขอบคุณพระเจ้า แล้วก็กลับเลย ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่เชื่อในคำตอบของพระเยซูว่า …

            “กลับไปเถอะ ผีออกจากลูกสาวของเจ้าแล้ว”

            ถ้าเขาไม่เชื่อ เขาก็จะยืนอยู่ งอแง ประมาณนั้น แต่ว่าเขาเชื่อจริงๆ คำตรัสของพระเยซูคริสต์แค่คำเดียว เขากลับบ้าน แล้วเขาก็เห็นว่าลูกสาวเขาเป็นปกติ ผีออกจากตัวของลูกสาวเขาเรียบร้อยไปแล้ว ลูกสาวเขาสามารถที่จะใช้ชีวิตปกติสุขได้

            แต่สิ่งที่สำคัญตรงนี้ ณ เวลานี้ ตอนที่พระเยซูทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์บนโลกใบนี้ ยังไม่มีมนุษย์คนไหนได้รับความรอด ตรงนี้เรื่องจริงนะ แม้แต่คนอิสราเอล เพราะว่าพระเยซูคริสต์ยังไม่ได้ทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ ก็คือมนุษย์ทุกคนยังอยู่ในบาป อยู่ในอาดัม อยู่ในคำสาปแช่ง แม้ว่าคนอิสราเอลจะได้รับพระคุณพิเศษ จากพระเจ้าพระบิดา  คือทำตามกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าตั้งไว้ ไปถวายเครื่องบูชาอะไรต่างๆ ก็แค่เป็นการผ่อนส่ง ถวายเครื่องบูชาปีหนึ่ง พระเจ้าก็ลบบาปให้ปีหนึ่ง  แต่บาปยังอยู่ไหม? ยังอยู่ในตัวของเขา เพราะว่าเชื้อบาป เป็น DNA อยู่ในร่างกายของมนุษย์ทุกคน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย มันยังคงอยู่ตรงนั้น แต่ว่าคนอิสราเอลมีอภิสิทธิ์ตรงที่ว่าพระเจ้าให้เขาสามารถมาผ่อนส่งได้ ปีต่อปี เขาเอาเครื่องบูชามาถวาย เขาก็จะเป็นผู้ชอบธรรมปีนั้น อยู่ในพระคุณของพระเจ้า แต่ว่าคนอิสราเอลยังคงต้องใช้กำลังของตัวเองในการประพฤติ ปฏิบัติตามถ้อยคำ ตามบทบัญญัติที่พระเจ้าให้กับโมเสสไว้ ถ้าทำผิดปุ๊บ ก็จะถูกลงโทษ ทำผิดปุ๊บ ก็เอาเครื่องบูชามาถวาย เหมือนเดิม คนอิสราเอลยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ แค่มีสิทธิพิเศษว่าพระเจ้าแยกออกมา เลือกไว้เฉพาะว่าโอเคจะได้รับตรงนี้นะ แต่ว่าคนต่างชาติไม่ได้เลย ณ เวลานั้น

            ผู้หญิงคนนี้ เมื่อเขากลับบ้าน ลูกสาวเขา ผีออกไปแล้ว แต่อนาคตข้างหน้า ใครจะรับประกันได้ว่าผีมันจะไม่วิ่งเข้ามาอีก พี่น้องว่าจริงไหม? เหมือนกับคนมาหาพระเจ้า อธิษฐานให้หายป่วย หายป่วยจากโรคนี้ แล้วเราจะมีหลักประกันไหมว่าต่อแต่นี้ไป เราจะไม่ป่วยอีกเลย  เราอาจจะหายจากโรคนี้  แล้วอนาคตข้างหน้า เราก็ป่วยด้วยโรคอื่น มันมีโรคเยอะแยะมากมายบนโลกใบนี้ ที่มันเกิดขึ้น แล้วเราสามารถที่จะเป็นได้ด้วย ติดได้ด้วย ฉะนั้น การหายโรคจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญของข่าวดีของพระเจ้า นี่คือแค่ของแถม เหมือนแค่ขนมเล็กๆ ที่พระเจ้าให้กิน ให้ชิม ให้หายอยาก อะไรประมาณนั้น

            แต่ประเด็นสำคัญของข่าวดีของพระเจ้า อยู่ตรงนี้ เรามาดูหนังสือลูกา 9:1-6 ตอนนั้น พระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่ ยังไม่ได้ทำภารกิจสำเร็จ มาประกาศข่าวดีขอพระเจ้า ในลูกา 9:1-6 บอกว่า …

        ลูกา 9:1-6 (TNCV) “1 พระเยซูทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน พระองค์ประทานฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจที่จะขับไล่ผีทั้งปวง และรักษาโรคต่างๆ ให้แก่พวกเขา 2  และพระองค์ทรงส่งพวกเขาออกไป  ประกาศเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าและรักษาคนเจ็บคนป่วย 3 พระองค์ทรงบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องนำสิ่งใดติดตัวไปในการเดินทางไม่ว่าจะเป็นไม้เท้า ย่าม อาหาร เงิน หรือเสื้ออีกตัวหนึ่ง 4 เมื่อท่านเข้าไปในบ้านใดจงพักที่บ้านนั้น  จนกว่าจะออกจากเมืองนั้น 5 หากผู้คนไม่ต้อนรับท่าน เมื่อออกจากเมืองนั้น  จงสะบัดฝุ่นออกจากเท้าเพื่อเป็นพยานกล่าวโทษเขา” 6 เหล่าสาวกจึงออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อประกาศข่าวประเสริฐและรักษาผู้คนทุกหนทุกแห่ง”

            เป็นอีกตอนหนึ่ง ตอนที่พระเยซูคริสต์มาประกาศข่าวดี แล้วพระองค์ก็เลือกสาวกของพระองค์ 12 คน แล้วพระองค์ก็ส่ง 12 คนนี้แหละ ออกไปเป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อที่จะไปประกาศข่าวดี

            ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว ตอนนั้นแค่มาใกล้นะ ยังไม่มาถึง แค่ใกล้ มาถึงเมื่อไร? คือถึงเมื่อตอนที่พระเยซูอยู่บนไม้กางเขน สิ้นพระชนม์ แล้วบอกว่า “สำเร็จแล้ว” และเป็นขึ้นมาจากความตาย นั่นข่าวดีครบถ้วนสมบูรณ์ ได้มาถึงเรียบร้อยแล้ว พระเยซูให้ไปประกาศข่าวดีของพระเจ้า ไม่ใช่ให้ไปแค่ขับผีออก ไม่ใช่แค่ให้ไปรักษาคนเจ็บคนป่วย

            แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ ก็คือประชาชน คนทั่วไป ส่วนใหญ่ที่เขามาโบสถ์ หรือส่วนใหญ่ที่เขามาหาพระเยซูคริสต์ เขามา เพื่อหวังว่าเขาจะได้รับการรักษาให้หายโรคเท่านั้น ฉะนั้น มีกลุ่มคนเยอะแยะมากมายที่ได้รับการรักษาจากพระเยซูคริสต์ รักษาเสร็จ เขาก็หายแว๊บไปเลย ก็คืออยากได้แค่นั้น แต่พระเจ้าคาดหวังให้มนุษย์อยากได้มากกว่านั้น ก็คืออยากได้พระเจ้า เป็นพระเจ้าส่วนตัวของเขามากกว่า ถ้าเราได้พระเจ้า เราจะได้ทุกสิ่ง แต่ถ้าเราแค่ได้การรักษาโรค หรือการขับผี เราก็ได้แค่ของแถม ก็คือวันนี้หายโรค วันนี้ผีออก พรุ่งนี้ผีวิ่งเข้ามาใหม่ ในพระคัมภีร์พระเยซูบอกว่าคนที่ได้รับการขับผีออก คือข้างในตัวสะอาดเลย ผีออกไปแล้วไง พอสะอาด ต้องมีอะไรบางอย่างเข้ามาแทนที่ใหญ่กว่าผี อะไรที่ใหญ่กว่าผี ก็คือพระเจ้าไง พระเยซูคริสต์ใหญ่กว่าผีแน่นอน

            ฉะนั้น คนเหล่านั้น ก็แค่เก็บกวาดข้างในให้สะอาด เสร็จ ผีที่ถูกไล่ออกไป ก็เดินป้วนเปี้ยน ไม่ได้ไปไหนหรอก  อยู่แถวๆ นี้แหละ มองไปมองมา …

            “เราถูกไล่ออกจากคนนี้” ร่างกายเราเป็นเหมือนบ้าน  “ตอนนี้ทำบ้านสะอาดสะอ้านเลย อย่างนี้ก็ดีสิ ไปชวนพรรคพวกมาแล้วกัน”

            ก็เลยไปชวนพรรคพวก ผีอีกเยอะแยะ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าเชิญมาอีก 7 ผี เลข 7 ในพระคัมภีร์ คือครบถ้วนสมบูรณ์  ผีกี่ตนไม่รู้ มาเป็นกอง ไปชวนกันมา เข้าอยู่ในร่างกายนี้ สามารถทำได้ ฉะนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเมื่อผีออกจากร่างกายของคนๆ นั้นแล้ว เขาจะไม่วิ่งกลับมาอีก ฉะนั้น ตรงนี้เป็นแค่ของแถมนะ เป็นขนมหวานนิดๆ หน่อยๆ ที่พระเจ้าประทานให้เท่านั้น

            แต่ว่าพระเยซูคริสต์ให้สาวกของพระองค์ออกไปประกาศ คราวนี้ การประกาศของพระเยซูคริสต์ พระองค์จะส่งไปเป็นคู่ๆ แล้วพระองค์บอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรไป  ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เสื้อผ้า คนอิสราเอล ในสมัยพระคัมภีร์เดิม บอกว่าอย่าละเลยการต้อนรับแขกแปลกหน้า ก็คือชนชาติอิสราเอลเขาเห็นพวกพ้อง แล้วเขารู้ว่าคนนี้มาจากพระเยซู หลายคนได้ยินข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ได้รับรู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ ก็จะต้อนรับสาวกของพระองค์เข้าบ้าน พระเยซูคริสต์บอกว่า …

            “ถ้าครอบครัวใด เรือนใดต้อนรับท่านเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็อยู่ในบ้านนั้น จนกว่าท่านจะจากไป อย่าวิ่งไปวิ่งมา เหนื่อย ก็อยู่ที่บ้านนั้น  แล้วให้สันติสุขของเจ้าสถิตอยู่กับบ้านนั้น”

            หมายความว่าครัวเรือนใดต้อนรับสาวกของพระเยซูคริสต์ ครัวเรือนนั้น ก็จะได้รับพระพรได้รับสันติสุข ซึ่งพระเจ้าจะประทานให้กับเขา

            แล้วสาวกก็ไปทำตามนั้น เมื่อเข้าไปในครัวเรือน เราก็ไม่รู้ว่าสมัยก่อนผีเยอะจัง เราดูจากพระคัมภีร์เดิมไปถึงไหน ก็มีคนถูกผีสิง มีคนเจ็บคนป่วยเยอะมาก เทียบกับปัจจุบันก็คงพอๆ กัน ปัจจุบันพี่น้องเคยไปโรงพยาบาลไหม? แล้วยิ่งโรงพยาบาลรัฐ และยิ่งวันธรรมดาด้วย ไม่ใช่วันหยุด เดินเข้าไป ตกใจเลย ทำไมคนเยอะขนาดนั้น ป่วยเยอะขนาดนั้นจริงๆ ดังนั้น คนในอดีตเหมือนกัน คนป่วยเยอะมาก แล้วคนป่วยเหล่านี้ เขาทุกข์ทรมาน เขาต้องการความช่วยเหลือ ต้องการให้พระเยซูรักษาโรค เมื่อสาวกของพระองค์ประกาศข่าวดี ซึ่งไม่น่าจะแค่ไปวางมือรักษาโรค แล้วก็ไปขับผีออกเท่านั้น แต่ต้องมีประกาศเรื่องของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ว่าแผ่นดินของพระเจ้ากำลังมา พระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ถูกส่งมาแล้ว รอเวลาอีกแป๊บเดียวเอง เมื่อพระองค์กระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ พวกท่านจะได้รับการช่วยเหลือได้รับการหลุดพ้นจากเป็นทาสของความบาปและความตาย นี่ควรจะเป็นแบบนั้น

            แต่ในพระคัมภีร์ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าแค่ไปขับผี และแค่ไปรักษาโรคเท่านั้น แล้วพระเยซูยังบอกว่าถ้าครัวเรือนไหนไม่ต้อนรับท่าน แปลว่าเขาไม่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ด้วย พระเยซูบอกว่าถ้าใครต้อนรับท่าน เท่ากับเขาต้อนรับเรา ถ้าเขาไม่ต้อนรับท่าน เขาก็ไม่ต้อนรับเรา  แล้วไม่ต้อนรับเรา ก็คือไม่ต้อนรับพระบิดา ผู้ทรงสถิตอยู่ในสวรรค์ด้วย เห็นไหมว่ามันเป็นโดมิโน เป็นอย่างนั้น

            ฉะนั้น สาวกก็ไปทำตาม พอทำตาม ไปประกาศข่าวประเสริฐ แล้วมีผู้คนได้รับการรักษาโรค ผีเผอถูกไล่กระเจิง สาวกเหล่านี้ดีใจ มีความสุขเนอะ เหมือนกับไปทำงานเสร็จ กลับมาก็มาอวดพระเยซูว่าไปถึงมันตื่นเต้นมาก ทุกคนแบบชื่นชมยินดีมาก ได้รับการรักษาให้หาย ได้รับการขับผีออก ทุกคนก็ตื่นเต้น

            แล้วหลังจากนั้นในพระธรรมลูกา บทที่ 10 พระเยซูก็ส่งคนไปอีกชุดหนึ่ง ก่อนหน้านั้น คือส่งสาวก 12 คน ตอนนี้ส่งไปอีกชุดหนึ่ง  72 คน  ก็คือคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ คนที่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระมาซีฮาห์  แล้วเขาก็ติดตามพระองค์ ฉะนั้น 72 คนนี้ก็ถูกส่งไปเหมือนกัน ทำเหมือนเดิมเลย ก็คือไปขับผีออกในนามของพระเยซูคริสต์ ไปรักษาคนเจ็บคนป่วยในนามของพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่นามของสาวก นามของพระเยซูคริสต์ ถึงทุกวันนี้ เมื่อเราอธิษฐานวางมือให้กับผู้คนที่เจ็บป่วย แล้วเขาหายโรค ไม่ใช่ฝีมือเราเลยนะ ไม่ใช่ว่าความเชื่อเราสุดยอด ความเชื่อเรา 1000% เลย วางมือปุ๊บ เขาหายโรคเลย ไม่ใช่ เราแค่เป็นเครื่องมือของพระเจ้า ที่พระองค์จะใช้ผ่านชีวิตของเราเท่านั้น ผู้ที่จะทำให้คนหายป่วยได้ คือพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่มนุษย์คนไหนเลย แล้วก็แล้วแต่พระองค์อีกว่าพระองค์จะรักษาใคร? หรือไม่รักษาใคร? สิทธิอำนาจอยู่ที่พระองค์

            หลายคนอาจจะคิดว่า … “พระเยซูต้องรักษาหมดสิ ถ้าไม่รักษาหมด ก็ลำเอียงสิ”

            พระเยซูก็คงบอก … “เรื่องฉัน เรื่องอะไรของพวกเธอ ฉันจะรักษาใคร หรือฉันไม่รักษาใคร มันก็เป็นสิทธิ์ของฉันใช่ไหม?”

            ตลอดเล่มในพระคัมภีร์พระกิตติคุณ เราจะเห็นว่าหมายสำคัญ การอัศจรรย์ การรักษาโรค ที่พระเยซูทำ ไม่ได้ทำทุกที่ และไม่ได้ได้ทุกคน มันจะเป็นการเจาะจง เป็นแผนการของพระเจ้า เป็นการจัดเตรียมของพระเจ้า เพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ให้ผู้คนได้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

            พระเยซูก็สั่งสาวก 72 คนเหมือนกัน ให้ออกไปประกาศข่าวดีของพระเจ้า ให้รักษาคนเจ็บคนป่วย ให้ขับผีออกในนามของพระเยซู ไม่ต้องขนอะไรไปเหมือนกัน ถ้าบ้านไหนต้อนรับท่าน ให้สันติสุขอยู่ที่็สั่ง

นั่น  ไม่ต้อนรับท่าน สมัยก่อน ถ้าไม่ต้อนรับพระเยซู พระเยซูบอกว่าให้สะบัดผงคลีดิน นึกออกไหม? สมัยก่อน ไม่ได้ว่าถนนหนทางดี เดินทาง ก็เป็นดิน เป็นทราย มันก็ติดรองเท้าไว้ ก็คือถ้าไม่ต้อนรับ สะบัดผงคลีดิน

            การสะบัดผงคลีดิน เป็นความหมายที่แปลว่า … “ต่อแต่นี้ไป ท่านจะเป็นหรือตาย ฉันไม่รับผิดชอบแล้ว”

            เมื่อเราได้ประกาศพระกิตติคุณ หรือประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์กับใครก็ตาม เราทำหน้าที่อย่างเดียว คือประกาศ พอประกาศเสร็จ ทั้งหมดมอบให้พระเจ้า เขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า และตัวคนๆ นั้นเอง  หรือแม้แต่คนนั้นมาเชื่อพระเจ้า ก็ไม่ใช่ความดีของเราอีก เป็นเพราะเขาถ่อมใจ และเขาเต็มใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาก็จะได้รับการบังเกิดใหม่  แล้วก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ นี่หมายถึงตอนหลังจากที่พระเยซูทำสำเร็จแล้ว แต่ว่าในเหตุการณ์ตรงนี้ คนเหล่านี้ที่ต้อนรับสาวกของพระองค์ แปลว่าใจเขาพร้อม เป็นการเตรียมใจของผู้คนในอนาคตข้างหน้าว่าเมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทำภารกิจของพระองค์สำเร็จแล้ว คนเหล่านี้จะเปิดใจมาต้อนรับพระเยซูคริสต์ และจะได้รับการช่วยให้รอด ผ่านทางพระคุณที่พระเจ้าได้ให้ผ่านทางความเชื่อของพวกเขา

            สาวก 72 คนออกไป แล้วก็กลับมาด้วยความชื่นชมยินดี มีความสุข เหมือนเราออกไปประกาศ มีคนเขาฟัง ตื่นเต้น เขาตาวาวเลย  เรากลับมา ก็ตื่นเต้น มาเป็นพยาน สาวกเหล่านี้มาบอกกับพระเยซูว่า …

        ลูกา 10:17 (TNCV) “สาวกทั้ง 72 คนกลับมาด้วยความยินดีและทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า โดยพระนามพระองค์ แม้แต่ผีก็สยบต่อพวกข้าพระองค์”

            พระเจ้าให้สิทธิอำนาจกับสาวกเหล่านี้ ที่จะสามารถขับผีออก สามารถรักษาโรคได้ สาวกเหล่านี้กลับมาดีใจ เม้าท์มอยใหญ่เลย คุยกับพระเยซู …

            “เห็นไหมพระองค์เจ้าข้า แม้แต่ผียังสยบต่อพวกข้าพระองค์”

            มาดูว่าพระเยซูตอบว่าอย่างไร? ในข้อ 18 …

        ลูกา 10:18-19 (TNCV) “18 พระเยซูตรัสตอบว่า “เราเห็นซาตานตกจากฟ้าสวรรค์เหมือนฟ้าแลบ 19 เราให้สิทธิอำนาจแก่พวกท่านที่จะเหยียบงูร้ายและแมงป่อง และที่จะพิชิตฤทธิ์อำนาจทั้งปวงของศัตรู ไม่มีสิ่งใดจะทำอันตรายพวกท่านได้”

            พระเจ้าให้สิทธิอำนาจ ไม่มีอะไรที่จะทำอันตรายได้เลย เมนที่สำคัญที่สุด ในข้อ 20 บอกว่า …

        ลูกา 10:20 (TNCV) “อย่างไรก็ตาม อย่าชื่นชมยินดีที่วิญญาณต่างๆ ยอมสยบให้พวกท่าน แต่จงชื่นชมยินดีที่ชื่อของพวกท่านถูกจดไว้ในสวรรค์”

            เอเมน ฉะนั้น การขับผีออก การหายโรค ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับมนุษย์ แต่เรื่องที่ใหญ่สำหรับมนุษย์ คือมนุษย์คนนั้น ได้บังเกิดใหม่แล้วหรือยัง? เมื่อวันที่พระเยซูคริสต์ได้ทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ สาวกเหล่านี้ เขาจะได้บังเกิดใหม่ ณ ตอนนั้น เมื่อเขาบังเกิดใหม่ ทันที บัพติศมาเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เขาได้รับชีวิตนิรันดร์เหมือนกับพระเยซูคริสต์เลย เขาได้เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ และทันทีชื่อของเขาได้ถูกจดไว้ที่ทะเบียนแห่งชีวิตในสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว และชื่อพวกเราก็จดอยู่ที่นั่นเรียบร้อยไปแล้ว เช่นเดียวกัน เอเมนไหม?

            เหมือนเวลาบ้านไหน มีลูก เด็กคลอดออกมาปุ๊บ เราต้องไปอำเภอ ไปแจ้งว่าบ้านนี้มีเด็กเกิดใหม่ ชื่ออะไร? นามสกุลอะไร? อยู่บ้านไหน? แล้วก็ไปแจ้งอำเภอ เพื่อนำลูกของเราเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้าน โดยชอบธรรม ลูกคนนี้ก็จะอยู่ในบ้านของเรา ก็คือเป็นลูกบ้านนี้ เขาจะเจริญเติบโต มีสิทธิพิเศษ ก็คือมีสิทธิในบ้านหลังนี้ทุกอย่าง เราเคยรู้สึกไหม? บ้านพ่อบ้านแม่เหมือนบ้านเรา เราไม่เคยรู้สึกว่าเป็นบ้านพ่อบ้านแม่  แต่มันคือบ้านเรา เรารู้สึกอย่างนั้น ตอนเด็กๆ เราชวนเพื่อนมาบ้าน เราไม่ได้ชวนว่า …

            “พวกเธอ ไปบ้านพ่อแม่เราไหม?”

            เราชวน พูดอย่างเต็มปาก เต็มคำว่า … “ไปๆ พวกเธอ ไปบ้านเรากัน ไปเที่ยวบ้านเรากัน”

            ความรู้สึกถึงการครอบครอง การเป็นเจ้าของ มันเกิดขึ้นในเด็กคนนั้น เหมือนกัน ความรู้สึกของการเป็นเจ้าของ มันเกิดขึ้นในวิญญาณของเราว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า ชื่อของเราได้ถูกจดไว้ที่สมุดทะเบียนแห่งชีวิตเรียบร้อยไปแล้ว พระเจ้าเป็นคนจดนะ ไม่มีมาร ไม่มีอำนาจใดๆ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถลบชื่อเราออกจากสมุดทะเบียนแห่งชีวิตของพระเจ้าได้เลย ไม่มีทาง

            เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูบอก มันไม่ได้สำคัญว่าเราจะหายโรคหรือไม่หายโรค มันไม่ได้สำคัญว่าพระเจ้าจะอวยพรเราอยู่ดีมีสุข มีบ้านหลังใหญ่ หรือมีการงานที่ดี  ถ้าพระเจ้าอวยพร ก็โอเคนะ เอเมน ขอบคุณพระเจ้า นั่นของแถมทั้งนั้น ของแถมทั้งหมดเลย ไม่ใช่ของจริง ของจริง คือทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ชื่อของเราได้อยู่ในสมุดทะเบียนบ้านของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้วที่สวรรคสถาน เราเป็นประชากรของพระองค์ เป็นลูกของพระองค์ เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน ขอบคุณพระเจ้า เรามั่นใจไหมว่าชื่อเราจดอยู่ที่สมุดทะเบียนแห่งชีวิตเรียบร้อยไปแล้ว มั่นใจไหม?  ครั้นเรียกชื่อเบื้องบน  ชื่อข้าก็อยู่ที่นั่น

                        “ครั้นเรียกชื่อที่เมืองเกษมสุข    ครั้นเรียกชื่อที่เมืองเกษมสุข

                        ครั้นเรียกชื่อที่เมืองเกษมสุข     ครั้นเรียกชื่อเบื้องบน ชื่อข้าก็อยู่ที่นั่น”

            เอเมนไหม? เรียกเมื่อไร? ชื่อฉันอยู่ตรงนั้น เราเคยเป็นนักเรียนหมดทุกคน เวลาเข้าห้องเรียน ครูก็จะขานชื่อ มีสมุด ห้องนี้มีกี่คน? นาย กอ ถึง นาย ฮอนกฮูก แล้วกัน มีแค่นี้ แล้วครูก็จะเรียกชื่อทุกวัน ทุกเช้า เลย

            “นาย กอ”

            “มาครับ”

            “นาย ขอ”

            “มาครับ”

            อะไรแบบนี้ ทุกคนจะถูกขานชื่อ เด็กกลุ่มนี้อยู่ในห้องนี้  นี่คือภาพเดียวกัน เมื่อถึงวันนั้น วันที่พระเยซูคริสต์เสด็จ กลับมารับพวกเราทุกคนกลับไปอยู่กับพระเจ้า บนสวรรคสถาน พระองค์ก็จะขานชื่อเรา

            “วราพร”

            “อยู่นี่ค่ะ”

            แล้วถ้าขานชื่อพวกเราทุกคน เรายกมือทันทีเลย … “อยู่นี่ครับ เรามาแล้วครับ พระองค์เจ้าข้า”

            เพราะว่าเรามั่นใจมาก เรามีความมั่นใจ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ จนถึงวันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เรายังคงสามารถมั่นใจได้อยู่ เพราะว่าเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา เราอยู่ในพระองค์ พระเยซูอยู่ไหน? เราอยู่ที่นั่นด้วย เอเมนไหม? ไม่ต้องกลัวว่าเกิดเผลอไปทำอะไรไม่ดี เราจะหลุดไหม?  พระเจ้าจะทิ้งเราไหม? ไม่มี พระสัญญาของพระเจ้าบอกไว้ชัดเจน เกิดแล้วเกิดเลย เป็นแล้วเป็นเลย เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ท่านอาจจะคิดว่า …

            “วันนี้ ฉันไม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว”

            ท่านจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานะความเป็นจริงในโลกวิญญาณไปได้เลย ด้วยความคิดของตัวเองว่า …

            “เบื่อพระเจ้าแล้ว ไม่อยากเป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระองค์เจ้าข้า ขอลาออกจากการเป็นลูกพระเจ้านะ”

            ได้ไหม? ไม่ได้นะ ต่อให้ท่านรู้สึกอยากลาออก

            พระเจ้าบอก … “ลาไปเถอะ ยังไง ชื่อของเจ้าก็อยู่ในทะเบียนชีวิตของฉันเรียบร้อยไปแล้ว อย่างไรเธอก็เป็นลูกฉัน เธอจะลา ไปดิ้น ไปอะไรเรื่องของเธอ ไม่เกี่ยวกับฉัน  ฉันรู้อย่างเดียวว่าเธอเป็นลูกของฉันเรียบร้อยไปแล้ว”

            เอเมน ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรค่ะ

************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            เกิดมาก็เป็นคนบาปแล้ว โดยไม่ได้ทำอะไรเลยฉันใด เกิดใหม่ก็เป็นคนชอบธรรมแล้ว โดยไม่ได้ทำอะไรเลยฉันนั้น

            ความจริงจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บันทึกไว้ใน 1 โครินธ์ 15:22 ว่า …

            “เพราะว่าในอาดัม  คนทั้งปวงตายฉันใด  ในพระคริสต์ คนทั้งปวงจะได้รับชีวิต บังเกิดใหม่ เหมือนพระองค์ฉันนั้น”

            มนุษย์ทุกคนเกิดมาในสภาพบาป และแยกจากพระเจ้าในอดัม แต่ข่าวดี คือพระเยซูคริสต์ได้ทรงทำให้เรามีโอกาส ที่จะย้ายจากการอยู่ในอาดัมไปสู่การอยู่ในพระคริสต์

            เมื่อเราเชื่อและวางใจในพระเยซู เราจะได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นสิ่งทรงสร้างใหม่ และได้รับชีวิตนิรันดร์  การอยู่ในพระคริสต์ หมายถึงการได้รับการอภัยบาปทั้งหมด และมีความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบกับพระเจ้า ในสถานะลูกพระเจ้าที่ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเยซูคริสต์

            โคโลสี 1:13-14 … “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด  และทรงนำเรา ย้ายเรา เข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตร (พระเยชูคริสต์)  ที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตร (พระคริสต์) เราได้รับการไถ่บาป (ชำระให้สะอาดบริสุทธิ์) และได้รับการอภัยโทษบาปทั้งสิ้นที่เราทำ (เราได้รับการไถ่ หมดเวร หมดกรรม เพราะได้อยู่ในพระคริสต์ ไม่ใช่เพราะการประพฤติดี)”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1535

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  17  สิงหาคม  2025

เรื่อง “หนังสือ 2 ยอห์น” ตอน 2 “จงระวังความเท็จ ที่จะทำให้สูญเสียความมั่นใจในความจริงของข่าวดี”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้เรามาต่อ “หนังสือ 2 ยอห์น” ตอนที่ 2 “จงระวังความเท็จ ที่จะทำให้สูญเสียความมั่นใจในความจริงของข่าวดี”

            อาจารย์ยอห์นเน้นมา ตั้งแต่ใน 1 ยอห์น บทที่ 1 จนถึงเดี๋ยวนี้  เราจะเห็นว่าอาจารย์ยอห์นเน้นเรื่องนี้มากๆ สำคัญมากๆ ก็คือเรื่องของความจริง ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่อาจารย์ยอห์นพูดถึงตลอด หนังสือทั้งเล่ม 1 ยอห์น 2 ยอห์น 3 ยอห์น  และหนังสือยอห์น ย้ำว่าให้ระมัดระวังข้อมูลต่างๆ ที่พี่น้องคริสเตียนได้ยินได้ฟังในคริสตจักร ในบางคน หรือในบางพี่น้องที่พูดหรือประกาศ เกี่ยวกับเรื่องข่าวดีของพระเยซูคริสต์ให้กับเรา ซึ่งข้อมูลเหล่านั้น ไม่เป็นความจริง มันก็คือเป็นความเท็จ ให้เราระมัดระวังความเท็จเหล่านี้

            ความจริง คือตัวตนของพระเยซูเอง  พระเยซูเป็นความจริง ใครมีพระเยซูอยู่ ก็มีความจริงอยู่  พระเยซูอยู่ในเรา ความจริงก็อยุ่ในเรา นี่อาจารย์ยอห์นพูดอย่างนั้น พระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่อ  และพระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับผู้เชื่อตลอดเวลา เสมอไปเป็นนิรันดร์  ไม่มีเข้าๆ ออกๆ อาจารย์ยอห์นเน้นความจริงตรงนี้ ความจริง ก็คือพระเยซู … พระเยซู คือความจริง พระเยซูประกาศความจริงให้กับเราทั้งหลายได้รับรู้ว่าความจริงนี้ ทำให้เราได้รับความรอด  พูดง่ายๆ ว่าความจริงนี้ ก็คือข่าวดีของพระเจ้า ข่าวดีของพระเจ้าเป็นความจริง ต้องเป็นไปตามที่พระเยซูสอนหรือประกาศ จึงจะเรียกว่าข่าวดี เป็นของจริง

            พระเยซูประกาศอะไร? เราคิดดูสิ ถ้าบอกข่าวดี พระเยซูประกาศ ท่านคิดถึงอะไร? พระเยซูมาเกิดบนโลกใบนี้ เป็นมนุษย์ปุ๊บ ประกาศข่าวดีเลย พระองค์ประกาศ สรุปรวมแล้ว ข่าวดีของพระองค์ คือพระเยซู คือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์  นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุดของข่าวดี สั้นที่สุด ง่ายๆ ใครถามท่าน บอกข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์มาเพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วจึงขยายต่อไปว่ามาประสูติเป็นมนุษย์ เพื่ออะไร? ก็เพราะมนุษย์เป็นคนบาป เห็นไหม? พระเจ้าจึงมาช่วย มนุษย์ช่วยเหลือกันเองไม่ได้ เพราะต่างคนก็ต่างเป็นคนบาปทุกคน พระเจ้ามีเมตตา มีความรักยิ่งใหญ่มหาศาล จึงส่งพระบุตรของพระองค์ ที่มีเพียงพระองค์เดียว คือพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้ามาเสียสละ มาเกิดในสถานะที่ต่ำต้อย สละสถานะพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ที่เป็นคนบาป ให้กลับคืนสู่พระเจ้า นี่คือข่าวดี เห็นไหม? มันง่ายมาก

            แต่มาถึงปัจจุบัน ข่าวดีมา 2,000 ปีแล้ว ทำไมข่าวดีอธิบายกันยากมากเลย ลำบากลำบน มากด้วยสติปัญญาของมนุษย์ ใส่เข้าไปเยอะแยะมากมายไปหมด จนกระทั่งงงไปหมดเลย ข่าวดีคืออะไร?  ถามคริสเตียน หรือไม่ใช่คริสเตียน ก็งง ข่าวดี คือไม่รู้อะไร? มันเยอะไปหมด สะเปะสะปะไปหมด นี่คือความสำคัญของคำว่าข่าวดี หรือความจริง ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ คือความเท็จ และขยายต่อไปอีกว่ามาช่วยมนุษย์ด้วยวิธีใด  ก็โดยการมาเกิดเป็นมนุษย์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ชำระล้างมนุษย์ให้พ้นจากบาปทั้งปวง และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เพื่อมนุษย์จะได้สามารถบังเกิดใหม่ มาเป็นผู้บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม เพื่อพระเจ้าจะได้มาสถิตอยู่ด้วยได้ เห็นไหม? มันจบแค่นี้เอง พระเจ้ามาช่วยมนุษย์ ไถ่มนุษย์ โดยพระบุตร สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระโลหิตของพระองค์หลั่งไหลออกมา เพื่อชำระบาปทั้งปวง  ทั้งหมดของมนุษย์เลย ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทั้งสิ้น เอาบาปนี้ออกไปเลย และทำให้คนบาปนั้นได้ตายไปเลย แล้วได้เกิดใหม่พร้อมพระเยซูคริสต์ เป็นคนใหม่เอี่ยม เพื่อว่าจะได้เป็นพระวิหารของพระเจ้า  พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ได้ภายในร่างกาย

            นี่คือหัวใจของข่าวประเสริฐของพระเจ้า มนุษย์สามารถเข้ามาร่วมชีวิตนิรันดร์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าได้แล้วจริงๆ นี่เป็นความจริง และได้โดยการกระทำของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน เพียงผู้เดียวเท่านั้น และได้รับตรงนี้แล้ว และจะอยู่อย่างนั้นตลอดไปเลย

            ผู้หลอกลวง ก็คือผู้สอนเท็จ ที่อาจารย์ยอห์นได้พูดถึง ก็คือใช้คำนี้ว่า “ปฏิปักษ์พระคริสต์”  อาจารย์ยอห์นบอกว่าไม่มีความจริงอยู่ในตัวเขา  พูดง่ายๆ ว่าเขายังไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ปฏิปักษ์พระคริสต์จำได้ใช่ไหม? ตั้งแต่ 1 ยอห์น บทที่ 1 ก็เริ่มต้นพูดให้คนเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์ได้ยินได้ฟังว่าท่านเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์ ท่านไม่ได้เป็นพี่น้องคริสเตียนจริงๆ  เพราะว่าท่านไม่มีความจริงอยู่ในตัว  เพราะท่านไม่ได้เชื่อในข่าวดี

            ข่าวดีที่ตะกี้นี้ผมได้อธิบายให้ฟังตอนต้น เพราะท่านไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เห็นไหม? หัวใจแค่นี้ คือรู้ทันทีว่าคนนี้ เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์หรือผู้ต่อต้านพระคริสต์ วิธีต่อต้านพระคริสต์ คือไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ พอไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มันก็จะไม่เชื่อในสิ่งต่างๆ ต่อจากนั้นเยอะแยะมากมาย ที่เราคุยกันเมื่อสักครู่นี้ว่าพระเยซูมาเป็นมนุษย์ เพื่ออะไร?

            ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่เชื่อว่าตนเองเป็นคนบาป และต้องการความช่วยเหลือ  ก็เลยไม่ต้องการความเชื่อ นึกว่าช่วยตัวเองได้  อะไรประมาณนี้ นี่แหละคือความเท็จ เกิดขึ้น เพราะอย่างนี้  เพราะโลกไม่ต้องการให้ความจริงนี้ ถูกเปิดเผย ก็คือไม่ให้ความจริงเรื่องเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า มาช่วยเหลือมนุษย์บนโลกใบนี้ ให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของความบาปและความตายนั้น ไม่ให้มนุษย์ได้รับรู้ และได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้  จึงพยายามปิดบังตาเรา ด้วยทุกวิถีทาง ต่อต้านความจริงเหล่านี้ เรียกว่าปฏิปักษ์พระคริสต์ มีแค่นี้เอง ปฏิปักษ์พระคริสต์ หมายถึงอย่างนี้

            และอาจารย์ยอห์นก็บอกว่าความจริงเหล่านี้ เป็นความจริงที่อยู่ภายในวิญญาณ ภายในร่างกายของมนุษย์ผู้ที่เปิดใจต้อนรับความจริงนี้เท่านั้น คือผู้เชื่อเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ตามองเห็น หรือสัมผัสได้ หรือรู้สึกได้  แต่เป็นความสัมพันธ์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับความจริงนี้ทางฝ่ายวิญญาณ  เป็นวิญญาณเดียวกันถึงจะรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้ เรียกว่าสามัคคีธรรมกัน อาจารย์ยอห์นใช้คำนี้ว่า “สามัคคีธรรมกัน” คือรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน สัมพันธ์กัน ติดต่อกันได้กับพระเจ้า ก็คือผู้เชื่อได้บังเกิดใหม่ เป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์ สามารถสัมพันธ์ติดต่อกันได้ เป็นสามัคคีธรรมกัน เป็นพี่น้องกันในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เราเรียกว่าคริสเตียน (แท้จริง) เป็นอย่างนี้ อย่ามาอ้างมาเป็นพี่น้องคริสเตียนเหมือนกัน อย่ามาอ้างมาอยู่ในคริสตจักร อยู่ในชุมชนเดียวกัน เป็นพี่น้องกัน  อย่ามาอ้าง เพราะว่าเธอไม่ได้เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  แม้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เธอทำ หลายอย่างจะดูเหมือนก็ตาม  แต่นั่น เป็นสิ่งที่ตามองเห็น  ฉันไม่ได้เชื่อ เพราะความรู้สึก  แต่ฉันเชื่อ เพราะความเป็นจริง จากถ้อยคำพระเจ้าบันทึกไว้เช่นนั้น ความเชื่อ ความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

            ความจริง คือความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก เราลองคิดดูสิว่ามันจริงไหม? ความจริง ก็คือความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก  ความจริงอยู่ภายใน ความรู้สึกอยู่ภายนอก

            ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง จะเห็นชัดเลย ตัวอย่าง เช่น เวลาเรานมัสการด้วยบทเพลงในชีวิต จะเห็นชัดมากถึง 2 อันนี้ คือความจริงกับความรู้สึก  พระคัมภีร์บอกว่าอย่างไร? พระเยซูบอกว่าให้เราผู้เชื่อนั้น นมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความรู้สึก  ไม่ใช่ ให้เรานมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริง ให้เรานมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณ ไม่สำคัญ เพราะเรารู้อยู่แล้ว วิญญาณเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า นมัสการด้วยวิญญาณแน่นอนทุกคน เป็นคริสเตียนจริงๆ แล้ว นมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณ และอาจจะตามด้วยนมัสการพระเจ้าและความรู้สึกได้  ไม่เชื่อ

            เดี๋ยวเราจะสังเกตดู ในเพลงเดียวกัน สมมติว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ จิตข้าสรรเสริญ พระเจ้ายิ่งใหญ่ ท่านร้อง วันนี้อินมากกับเพลงนี้เลย น้ำหูน้ำตาไหล พระเจ้ายิ่งใหญ่จริงๆ ลูกรักพระองค์จริงๆ เลย นมัสการสุดหัวใจเลย นึกออกไหม? นมัสการด้วยวิญญาณและความจริง สุดๆ เลย ปรากฏว่าเพลงเดียวกัน สัปดาห์ต่อไป หรือรุ่งขึ้น ท่านกลับไปร้องที่บ้าน ท่านมีความรู้สึกเหมือนเดิมไหม? ไม่เหมือน ถูกไหม? ความรู้สึกท่านอาจจะกลับไปถึงบ้าน แอร์ก็ไม่เย็นเท่าที่โบสถ์ พี่น้องก็ไม่ได้มาร่วมร้อง เราร้องเองก็เพี้ยน ไม่เพราะเหมือนที่เราร้องที่โบสถ์ ร้องอย่างไรก็เพราะ เพราะว่าพี่น้องช่วยกันร้องหลายคนเป็นหมู่ มีเสียงประสานเต็มไปหมดเลย เรามีความรู้สึกร่วมไปด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าวันนี้นมัสการพระเจ้า แบบพระเจ้าพอใจมาก เพราะเรานมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ถูกหรือผิด? ผิด เรารู้สึกอย่างนี้ผิดนะ  เพราะถ้าเรารู้สึกอย่างนี้เมื่อไร? วันอังคารเราอาจจะหงุดหงิด มีอารมณ์ไม่ดี จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ มาที่โบสถ์ แล้วนมัสการพระเจ้าด้วยบทเพลงใหม่อะไรต่างๆ เหล่านั้น เราไม่มีอารมณ์ร่วมแล้ว เราก็รู้สึกว่าวันนี้นมัสการไม่ดีเลย  วันนี้นมัสการแย่มาก ผู้นำนมัสการ ก็ไม่ค่อยดี ไม่อินเลย เพราะว่าเราไปฝากชีวิตเรา ที่ความรู้สึก ฝากความเชื่อเราไว้ที่ความรู้สึก แทนที่จะใช้ความเชื่อเราตามที่พระคัมภีร์บอก นมัสการด้วยวิญญาณและความจริง

            ความจริง คือพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราเสมอ ตลอดเวลา เอเมนไหม? เรานมัสการพระองค์ รู้สึกอย่างไรช่างมัน มันจะรู้สึกอย่างไรไม่รู้ แต่ฉันกำลังนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง

            “ความจริง คือฉันเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ฉันนมัสการพระองค์ ฉันรักพระองค์ ฉันเป็นลูกของพระองค์ ฉันสะอาดบริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้ว”

            แค่นี้เอง ไม่ต้องฝืนว่าไม่ได้ ต้องชูมืออย่างนี้ มันถึงจะสุดๆ  ไม่ชูก็ได้ วันนี้ไม่มีอารมณ์จะชู แต่ฉันรู้ว่าฉันนมัสการพระเจ้า ลึก สนิท เท่าๆ กับเมื่อวานซืนนี้ ที่อินมากๆ วันนี้ไม่อิน ไม่เป็นไร แต่มีความเชื่อว่าฉันอินเหมือนเดิมแหละ ทำได้ไหม? ฉะนั้น ไม่ต้องพยายาม ต้องฝืน ไม่ต้องฝืน ว่ากันไปตามนั้น วันนี้ปวดท้องมา ก็ยังปวดท้องอยู่เหมือนเดิม นมัสการพระเจ้าไป ก็รู้ว่าปวดท้องไป นมัสการพระเจ้าไป ฉันยังนมัสการพระเจ้า รักพระเจ้าเหมือนเดิม ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่นิดเดียว นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง

            และยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งให้ฟังยิ่งชัดใหญ่เลย นมัสการในบทเพลง แต่ก่อนผมชอบเพลงนี้มากเลย และอิน นมัสการทีไร ซึ้ง ท่านคิดดูว่านั่นเป็นความรู้สึก หรือเป็นความจริง ท่านทราบ รู้เรื่องเหล่านี้แล้ว  ท่านเป็นคนตรวจผมว่าผมนมัสการอย่างนี้ด้วยความรู้สึกหรือความจริง ร้องบทเพลงนี้ แต่ก่อนนี้ชอบมาก  แล้วร้องแต่ละที น้ำตาไหล รู้สึกซาบซึ้งกับพระเจ้ามาก อยู่ใกล้พระเจ้ามากเลย

                        “โปรดฟื้นน้ำใจ ชำระภายใน  ทรงสร้างข้าใหม่ โอ พระวิญญาณเจ้า”

            คุ้นไหมเพลงนี้  ถามว่าผมร้องเพลงนี้ด้วยความซาบซึ้ง ผมใช้ความรู้สึกหรือใช้ความจริง ใครบอกใช้ความรู้สึก ยกมือขึ้น? ใครบอกใช้ความจริง ยกมือขึ้น?  ดีใจจังที่มี 2 ฝ่าย  แสดงว่ามาพูดคุยวันนี้มีประโยชน์จริง เดี๋ยวผมจะชี้ให้ท่านเห็น

            “โปรดฟื้นน้ำใจ ชำระภายใน” ท่านเป็นคริสเตียนแล้ว ได้รับการชำระเรียบร้อยหรือยัง?  แล้วขอพระเจ้าทำไม?

            “ทรงสร้างข้าใหม่” ท่านเป็นคริสเตียน ท่านได้รับการบังเกิดใหม่หรือยัง? พระเจ้าสร้างท่านใหม่หรือยัง?  ตั้งแต่เมื่อไร? ตั้งแต่ท่านรับเชื่อแล้ว แล้วต้องขออีกไหม?  ก็แสดงว่าท่านกำลังบอกพระเจ้าว่าไม่จริง พระเยซูบอกว่าด้วยโลหิตของเรา ท่านได้รับการชำระแล้วตลอดไป  อภัยบาปทั้งปวงแล้ว ท่านบอกว่าไม่จริง

            พระคัมภีร์บอกว่าท่านได้บังเกิดใหม่ ได้รับการสร้างใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่เอี่ยม 2 โครินธ์ 5:17 ทุกสิ่งทุกอย่าง จงมองให้เห็นเถิด มันใหม่หมดเลย  ท่านบอกไม่จริง ถ้าท่านนมัสการพระเจ้าด้วยความจริง  ท่านต้องบอกว่าเอเมนสิ  ถ้าเอเมน ท่านก็ร้องไม่ออกแล้ว “ทรงสร้างข้าใหม่” ท่านร้องไม่ออก เหมือนตอนนี้ พอเรารู้แล้ว ผมรู้แล้ว ผมก็ร้องไม่ออก ผมก็ได้แต่ฮัมทำนองตามเขา ถ้าเกิดมีใครนมัสการเพลงนี้ขึ้นมา ผมก็ไม่ได้โวยวาย ไม่ได้อะไร ก็ยังนมัสการเหมือนเดิม  แต่ผมก็จะฮัมเพลงตาม แต่ในใจผมคิด สร้างเรียบร้อยแล้ว “โปรดฟื้นน้ำใจ” ฟื้นเรียบร้อยแล้ว ฟื้นพร้อมพระเยซูคริสต์ “ชำระข้า” โลหิตพระเยซูคริสต์ชำระแล้ว เขาร้องไป ผมก็นมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริง

            เห็นตัวอย่างว่าความจริงคือความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก ต้องแยกกัน ท่านสามารถที่จะรู้สึกว่าสูญเสียความรอดไปแล้วได้  แต่ท่านไม่สามารถสูญเสียความรอดได้ ถูกไหม? ท่านสามารถรักพี่น้องทุกคนได้ ถูกไหม? แต่ท่านสามารถที่จะรู้สึกว่าไม่รักคนนี้ได้ ถูกหรือไม่ถูก? คิดให้ดีๆ  และอย่าหันไปมองข้างๆ  ถูกไหม?  ท่านสามารถรู้สึกว่ารักคนนี้มากกว่าคนนี้ได้ แต่ท่านไม่สามารถที่จะรักคนนี้มากกว่าคนนี้ได้ทางวิญญาณ เป็นไปไม่ได้ เพราะวิญญาณท่านบริสุทธิ์ ชอบธรรมเหมือนพระเยซูคริสต์ รักเขาเท่าๆ กัน ไม่ได้รักเขา เพราะสิ่งที่เขาประพฤติ กระทำ แต่รักเขา เพราะว่าเขาเป็นความรัก เป็นพี่น้องร่วมกันในพระเยซูคริสต์ เป็นร่างกายเดียวกัน บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนกับเราเลย ไม่มีผิด เราจึงรักเขาด้วยความรัก ที่เป็นนิรันดร์ที่พระเยซูคริสต์ได้ใส่ไว้ให้กับเราในวิญญาณของเรา พระองค์ทรงรักเราก่อน เราจึงสามารถรักคนอื่นได้  เพราะเรามีความรักที่เป็นอากาเป้แบบพระเยซูคริสต์ นี่คือความจริง แต่ความรู้สึกเรา มันแล้วแต่อารมณ์บนโลกใบนี้ อารมณ์เสียขึ้นมา เราก็รักไม่ลง มันเป็นเรื่องธรรมดา

            ฉะนั้น ถ้าเผื่อคริสเตียน ได้รับรู้สิ่งเหล่านี้ ได้แยกออก เห็นชัดเจนในสิ่งเหล่านี้ มันจะมีประโยชน์มากเลย ที่จะไม่ถูกหลอก  อาจารย์ยอห์นจึงพยายามอธิบายเรื่องนี้ให้เราได้เห็น ได้ชัดเจนว่าต้องระมัดระวังความเท็จ หรือผู้หลอกลวง ก็คือมาร สร้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อต่อต้านความจริงของพระเยซูคริสต์ทั้งหมด แม้กระทั่งบทเพลงตะกี้นี้ ที่เรายกตัวอย่างขึ้นมา ก็เช่นเดียวกัน

            ยกตัวอย่างตรงกันข้ามบทเพลง สมมติว่าเรานมัสการ แล้วเราร้องว่า …

                        “พระคริสต์นำหน้า พระคริสต์นำหน้า

                        พระหัตถ์พระองค์ทรงจูงมือข้า เต็มใจเดินตามด้วยความยินดี

                        พระหัตถ์พระองค์ทรงนำทุกที”

            เห็นไหม? ทางวิญญาณนมัสการพระเจ้า ทางความรู้สึก ตอนนั้นอาจจะอารมณ์ไม่ดี แต่ร้องไป มันถูกไหม? มันถูกถ้อยคำพระเจ้า ก็คือการนมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริง แต่ความรู้สึกไม่ดี ล้มเหลว คือความรู้สึกตอนนั้น อารมณ์เสีย แอร์มันเสียที่โบสถ์ ร้อนก็ร้อน วันนี้นมัสการเพลงนี้ไป ก็กระยุกกระยิก ไม่รู้สึกอินกับบทเพลงนมัสการ รู้สึกนมัสการพระเจ้าไม่ดีเลย  แต่จริงๆ แล้วมันดีกว่าวันก่อนนี้ ที่ร้องบทเพลงเพี้ยนๆ จากถ้อยคำพระเจ้าไป เห็นอะไรบางอย่างไหม?  นี่แหละ คือสิ่งที่น่าสังเกตดู

            เพราะศัตรู คือปฏิปักษ์พระคริสต์ ก็คือมาร  ในพระคัมภีร์บอกว่ามารคอยกล่าวหาเราอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน กล่าวหาเราผู้ที่เป็นผู้เชื่อว่าเป็นผู้ไม่ชอบธรรม ความจริง คือเราเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม มารก็จะกล่าวหาเราตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเลย เราหลับ มันก็กล่าวหา  ถ้ามันทำให้เราฝันได้ มันก็ทำให้เราฝัน  คือส่งความคิดเข้ามา ส่งอะไรต่างๆ เข้ามาให้เราหงุดหงิด ให้เราเครียด ฝันอะไร? ฝันตรงกันข้าม ฝันไม่ใช่ชอบธรรม  ไม่บริสุทธิ์ ไม่ดีพร้อม กล่าวหาเราตลอดเวลา  เรายังเป็นคนบาปเหมือนเดิม

            คำกล่าวหาเหล่านี้มันจะอยู่ในความคิดของเราตลอดเวลา ตลอดการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ทุกๆ วัน ทุกๆ วินาที มันส่งเข้ามาตลอดเวลา วนเวียนอยู่ในความคิดของเราตลอดเวลา  ถ้าเราเผลอเมื่อไร? เราก็จะไปคิดตามมัน นั่นหมายถึงเรากำลังเชื่อความเท็จ อาจารย์ยอห์นจึงบอกให้เราระมัดระวังความเท็จตรงนี้ ไม่ใช่ระมัดระวังมารมันจะมาทำอะไรเรา ไม่ใช่ แค่เราต่อต้าน มันก็ต้องหนีไปด้วยความตกใจสุดขีดแล้ว ในหนังสือยากอบ 4:7 ได้บันทึกไว้  มันจะบอกเราว่าเราไม่บริสุทธิ์พอ มันจะบอกว่าเราไม่ได้เกิดใหม่ มันจะบอกว่าเราไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า  มันจะบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สถิตอยู่กับเราแล้ว พระเจ้าไปแล้ว เห็นไหม? พูดง่ายๆ มันจะปฏิเสธและต่อต้านพระคริสต์ พระคริสต์คือความจริง ก็คือต่อต้านความจริงทั้งปวง ที่อยู่ในเราแล้ว อยู่ในวิญญาณเราแล้ว มันทำอะไรเราไม่ได้ แต่มันทำให้เราเสียศูนย์ได้ คือสูญเสียสิ่งที่ควรได้ จากการเป็นผู้เชื่อ เป็นคริสเตียน เป็นผู้บังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม มีพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรียบร้อยแล้ว เดินอยู่บนโลกใบนี้ สันติสุขเกินกว่าความคิดมนุษย์จะเข้าใจอยู่ในเราแล้ว เราจะสูญเสียสิ่งเหล่านี้เท่านั้น ความจริง ความรอดยังคงอยู่

            ถามว่าความรอดมีโอกาสที่จะสูญหายไปจากเราไหม? วันนี้จะพูดเรื่องนี้ละเอียดนิดหนึ่ง เพราะว่าสำคัญมากเลย เพราะมีคนเข้าใจผิด และเข้าใจถ้อยคำพระเจ้าในวันนี้ ที่จะบรรยายผิดเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า “จงระมัดระวัง” ความจริง คือ “จงระมัดระวังความเท็จ” ที่ตะกี้นี้อธิบายมา  แต่ถูกบิดไม่เข้าใจ ทำให้ความเท็จเข้ามาแทนที่ ก็คือ “จงระมัดระวังว่าจะสูญเสียความรอด” พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนี้ จงระมัดระวังสูญเสียความรอด ใครบอกล่ะ เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าตรงนี้หมายถึงอะไร?

            จงระมัดระวังสูญเสียความรอด หรือจงระมัดระวังสูญเสียความจริง คือถูกความเท็จหลอก ขโมยความจริงไป …

        2 ยอห์น 1:7 “เพราะมีคนล่อลวงจำนวนมากแล้ว (ผู้ชักนำให้หลงผิด ผู้หลอกลวง และผู้นำเทียมเท็จ) ได้ออกไปในโลก คือคนเหล่านั้นที่ไม่รับรู้ (ไม่ยอมสารภาพ ไม่ยอมรับ) การเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ (พระเมสสิยาห์) ที่อยู่ในสภาพมนุษย์อย่างแท้จริง คนเช่นนี้ คือคนล่อลวง (ผู้ชักนำให้หลงผิด ผู้หลอกลวง ผู้นำเทียมเท็จ) เป็นศัตรู ฝ่ายตรงข้ามของพระคริสต์ และคือ “ปฏิปักษ์พระคริสต์” … ”

            “จงระวังความเท็จ ที่จะทำให้สูญเสียความมั่นใจในความจริงของข่าวดี” เป็นหัวข้อเรื่องที่ผมตั้งมาในวันนี้  และจะเน้นให้เห็นชัดเจน เริ่มต้นจากข้อ 7 “เพราะมีคนล่อลวงจำนวนมากแล้ว” ผู้ล่อลวงจำนวนมากคือใคร?  คือผู้ชักนำให้หลงผิด ผู้ล่อลวง ผู้นำเทียมเท็จ เป็นคนนี่แหละ ไม่ใช่เป็นวิญญาณชั่ว เป็นอะไรต่างๆ ตามที่เขาถูกหลอก ให้ไปเน้น หรือพุ่งไปที่เป้าหมายที่ผิดว่าเป็นมาร หรือวิญญาณชั่ว ตัวใหญ่โตมาเข้าสิง หรือมาเข้าครอบงำคนที่มีอิทธิพล มีอำนาจ ในการเมือง หรือในโลกใบนี้ ไม่ใช่ หมายถึงคนทั่วๆ ไปนี่แหละ เยอะแยะมากมาย มีจำนวนมากแล้ว คือมีผู้ชักนำ ให้หลงผิด ผู้หลอกลวง ผู้นำเทียมเท็จ ผู้สอนเท็จนั่นเอง ให้ออกไปทั่วโลกเลย แล้วใครเป็นคนชักจูง หรือครอบงำเขาเหล่านั้น ก็คือมารที่ทำงานอยู่บนโลกใบนี้  ที่ปิดบังความจริงของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ทำงานกับทุกคนแหละ ใครที่ยอมให้มันทำ ก็คือคนที่ไม่รู้ความจริง  ก็เท่านั้นเอง

            คนเหล่านั้น ไม่รับรู้ ก็คือไม่ยอมสารภาพ ไม่ยอมรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์เท่านั้นเอง  ที่อยู่ในสภาพของมนุษย์อย่างแท้จริง คนเช่นนี้ คือคนล่อลวง ชักจูง นำผิด สอนผิด หลอกลวง ผู้นำเทียมเท็จ  เป็นศัตรูอยู่ตรงข้ามกับข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือพวกที่เรียกว่าปฏิปักษ์พระคริสต์ คือเป็นศัตรูกับพระคริสต์ ก็คือใคร? ก็คืออย่างที่ตะกี้นี้บอก ตั้งแต่ 1 ยอห์น บทที่ 1 แล้ว ก็คือคนเหล่านั้นที่มาสอนบอกว่าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ใช่มนุษย์นั่นเอง ปฏิเสธข่าวประเสริฐ ปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้เป็นคนบาป อะไรประมาณนั้น นี่แหละ คือคนพวกนี้ และคนพวกนี้อยู่ไหน? ก็อยู่ท่ามกลางกลุ่มของคริสเตียน  มาชักจูงบรรดาพี่น้องคริสเตียน ให้เชื่อในสิ่งที่เขาถูกหลอกว่าเป็นความจริง

            ในข้อความเมื่อสักครู่นี้ เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของความจริง อย่างที่บอกว่าพวกปฏิปักษ์พระคริสต์ มาเพื่อสิ่งเดียวเท่านั้น คือมาเพื่อขโมยเอาความจริงนี้ไป เท่านั้นเอง ข้อความอาจารย์ยอห์นจึงบอก หนุนใจให้ผู้เชื่อหรือคริสเตียน ให้ยืนยันในความจริง คือในบริบทนี้ คือในความจริงของข่าวประเสริฐ ของข่าวดี ก็คือในความจริงของการเป็นมนุษย์ของพระเยซู  … พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ ข้อนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้น? เกิดความลึกซึ้งในวิญญาณ ในความเข้าใจ เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ที่พวกเขาเคยคิดว่ามันอยู่ไกลมากเลย ยิ่งใหญ่ แล้วมนุษย์ก้าวเข้าไปไม่ถึงเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวยิว กลัวพระเจ้ามากเลย รู้สึกห่างไกลจากพระเจ้ามากเลย  แต่อาจารย์ยอห์นกำลังเน้นให้เขาเห็นว่านี่พระเจ้าจริงๆ พระเจ้าทรงเป็นความรัก และรักพวกเราจริงๆ ถึงขนาดยอมถ่อมตนลงมาเกิดเป็นมนุษย์ และยอมตายที่ไม้กางเขน เพื่อท่านที่เป็นคนบาป คนต่ำต้อย  เป็นคนแย่

            ถ้าใครรู้ความจริงตรงนี้ รู้สึกตรงนี้ ก็จะเชื่อในข่าวประเสริฐง่ายขึ้น ก็จะมั่นใจในข่าวดีของพระเยซูมากขึ้น เห็นหรือยัง? นี่แหละคือหัวใจสำคัญของข่าวประเสริฐ ที่จะถูกทำลาย ที่จะถูกขโมย  ที่จะสะเทือนมากที่สุด  จากมารและการปิดบังตาของมาร ก็คือตรงนี้แหละ ตีจุดนี้ที่สุดเลย จุดนี้จุดแรกเลย คือพระเยซูไม่ใช่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์  เพราะถ้าใครเชื่อว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ มันจะกระจายออกมาเต็มไปหมดเลยว่าพระเจ้ารักเราขนาดนี้ ยอดเยี่ยมขนาดนี้เลยหรือ? แล้วก็จะไม่ปฏิเสธ จะรู้ความจริงว่าพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์เพื่ออะไรต่อไป พระองค์ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์ เพื่อตายที่ไม้กางเขน เพื่อเรา

            มารเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์ ผ่านทางคนสอนเท็จ ด้วยวิธีนี้ ให้เข้าใจผิด อาจารย์ยอห์นจึงบอกว่าให้ระมัดระวังคำสอนเท็จเหล่านี้ ระมัดระวังผู้เผยแผ่คำสอนเท็จเหล่านี้ อยู่ใน 1 ยอห์น 1:9 คือผู้ที่ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป ไม่ยอมรับว่าต้องการการช่วยเหลือ ใน 1 ยอห์น 1:9 บอกว่าถ้าเขาเหล่านี้ยอมรับสารภาพว่าตนเองเป็นคนบาป และต้องการรับการช่วยเหลือ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากความบาปทั้งสิ้นของเขาทั้งปวง หัวใจของหัวข้อในวันนี้ 2 ยอห์น 1:8 …

        2 ยอห์น 1:8 “จงระวังตัว (เอาใจใส่) เพื่อจะไม่สูญเสีย (โยนทิ้งหรือทำลาย) สิ่งทั้งปวง ที่เรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน แต่ให้ท่านดำรงอยู่จนถึงที่สุด เพื่อจะได้รับบำเหน็จสมบูรณ์ครบถ้วน”

            นี่แหละ คือข้อที่บอกว่าเป็นหัวใจสำคัญ ที่ถูกโจมตี และมีผู้หลงเข้าใจผิดไปเยอะ  “จงระวังตัว ให้เอาใจใส่ในเรื่องนี้  เพื่อจะไม่สูญเสียหรือไม่ทำลายสิ่งทั้งปวง ที่เรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน” ยอห์นกำลังพูดกับพี่น้องคริสเตียนด้วยกันบอกว่าระวัง เพื่อท่านจะได้ไม่สูญเสียสิ่งทั้งปวง ที่เรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน

            ท่านว่า “สิ่งทั้งปวงเหล่านี้ ที่ตรากตรำทำมาด้วยกันนั้น” คือความรอดใช่ไหม? คิดให้ดีๆ ลองอ่านและลองคิดให้ดีๆ  “จงระวังตัว ให้เอาใจใส่ในเรื่องนี้” เรื่องอะไร?  เรื่องที่ท่านผู้เชื่อกับผมได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน  ตรากตรำทำงานอะไร? สูญเสียความรอดหรือ?  เราตรากตรำทำงาน เพื่อจะได้ความรอดหรือเปล่า? ไปวิเคราะห์กันนะ ไม่ใช่  แสดงว่านี่ไม่ใช่ความรอด  เห็นหรือยัง? เห็นอะไรบางอย่างไหม?  “สิ่งทั้งปวงที่เรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน”แสดงว่าไม่ใช่ความรอดแล้ว  แต่ก็มีคริสเตียนที่ถูกหลอก ด้วยถ้อยคำความเท็จว่าระวังตัวนะ ให้เอาใจใส่ความรอดให้ดีๆ เพราะท่านอาจจะสูญเสียความรอดได้ เห็นหรือยัง? ไปเลย ถ้าเข้าใจตรงนี้ผิด  ก็เลยเละเลย

            ข้อความตรงนี้ไม่ได้หมายถึงสูญเสียความรอด  แต่เป็นการเตือนผู้เชื่อให้ระมัดระวังและรักษาความมั่นใจในความเชื่อในความเป็นคริสเตียน ที่เชื่อในข่าวดีในพระเยซูคริสต์ เตือนคริสเตียนให้ระมัดระวังว่าท่านเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว อะไรที่ไม่ใช่ข่าวดีนั้น ท่านระมัดระวังว่าข้อมูลที่เท็จ มันจะมาขโมยเอาความจริงไปจากใจของท่าน ท่านพอนึกออกใช่ไหม? เพื่อไม่ให้ท่านสูญเสีย ถ้าไม่สูญเสียความรอด แล้วสูญเสียอะไร?  เพื่อไม่ให้ท่านสูญเสียบำเหน็จ หรือพระพร หรือผลตอบแทนที่มาจากการดำเนินชีวิตในความเชื่อ ในความจริงของข่าวประเสริฐของข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ในความจริงข้างบนที่ตะกี้นี้ เราพูดกันว่าความจริง คืออะไร? คือพระเยซูคริสต์ เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ มาช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้น และหลุดออกจากบาปทั้งปวง  และได้เกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดประโยชน์ เกิดบำเหน็จ มันหมายถึงอย่างนั้น

            ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ไม่สามารถที่จะสูญเสียความรอดได้เลย  เพราะว่าความรอด เป็นของขวัญจากพระเจ้า เป็นสิ่งที่มั่นคงถาวรในชีวิตของผู้เชื่อตลอดไป เมื่อเราเชื่อพระเยซูคริสต์ เราได้รับชีวิตนิรันดร์ และไม่มีสิ่งใดสามารถแยกเราออกจากความรักของพระเจ้าในชีวิตนิรันดร์นี้ได้เลย พระคัมภีร์ยืนยัน ผู้เชื่อได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการรับประกันถึงมรดกนิรันดร์ของเขา หรือของเราผู้เชื่อเรียบร้อยแล้ว  เราจะมาอ่านข้อความนี้ในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ เอเฟซัส 1:13-14 …

        เอเฟซัส 1:13-14 “13 และท่านทั้งหลาย ก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์ เช่นกัน  เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อ ก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วยดวงตรา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ 14 ผู้เป็นมัดจำค้ำประกัน (พยานยืนยัน) ว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเรา จนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่  อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

            เราได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นการับรองยืนยันถึงการเป็นบุตรของพระเจ้า และมีชีวิตนิรันดร์ในในพระองค์ ท่านหรือผู้เชื่อทั้งหลายได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นมัดจำ ถึงวันแห่งการไถ่อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ คือในโลกหน้าเลย

            ความรอดของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระคุณ และการกระทำที่สำเร็จแล้วของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนต่างหาก เพราะฉะนั้น ในข้อความที่บอกว่าการทำงานตรากตรำในที่นี้  จึงไม่ได้หมายถึงการทำงาน เพื่อให้ได้รับความรอด เพราะความรอดเป็นของขวัญที่ได้รับโดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น แต่การทำงานตรากตรำ หมายถึงการรักษาความเชื่อ และดำเนินชีวิตบนความเชื่อในความจริง ในถ้อยคำพระเจ้าเกี่ยวกับข่าวดีในชีวิตประจำวันของเราบนโลกใบนี้  เอเฟซัส 2:8-9 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        เอเฟซัส 2:8-9 “8 เพราะว่าซึ่งท่านทั้งหลายได้รับความรอดนั้น ก็เป็นโดยพระคุณ โดยความเชื่อ 9 และมิใช่โดยตัวท่านเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า มิใช่เนื่องจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้”

            “มิใช่จากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้” อีกข้อพระคัมภีร์หนึ่งที่เน้นถึงความรอด ของขวัญที่มั่นคงและถาวรเป็นนิรันดร์  ไม่มีใครสามารถมาเอาไปได้  รอดแล้วรอดเลยนั่นเอง  โรม 8:38-39 …

        โรม 8:38-39 “เพราะข้าพเจ้ามั่นใจว่าทั้งความตาย ทั้งชีวิต ทั้งบรรดาทูตสวรรค์ ทั้งเทพผู้ครอง ทั้งสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งสิ่งที่จะมาถึงภายหน้า ทั้งฤทธิ์อำนาจใดๆ ทั้งสิ่งที่สูง ทั้งสิ่งที่ลึก หรือสิ่งอื่นใดที่ทรงสร้างแล้ว จะไม่สามารถแยกเราจากความรักของพระเจ้า ที่มีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”

             เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตในความเชื่อ และการกระทำตามที่เป็นความจริงในพระคัมภีร์ที่บอกไว้ เกี่ยวกับเรื่องของข่าวดีนั้น ซึ่งเป็นความจริงของพระเจ้า การดำเนินชีวิตโดยความเชื่ออย่างนี้นั้น เป็นการกระทำทวนกระแสของระบบโลกนี้ เพราะว่ามันเป็นความจริง แต่ในโลกนี้ทั้งหมด เป็นความเท็จ อาจารย์ยอห์นบอกว่านี่คือความจริง  แต่ในโลกเป็นความเท็จ  ท่านอยู่ในความจริง แต่ท่านอาศัยอยู่บนโลกนี้ที่เต็มไปด้วยความเท็จ ท่านอยู่ในแสงสว่าง แต่ท่านดำเนินชีวิตอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยความมืด ท่านอยู่ในพระคริสต์ แต่ท่านดำเนินชีวิตอยู่ในหุบเขาเงามัจจุราช มันเป็นเพียงแค่นี้เอง เพราะฉะนั้น เมื่อท่านต้องทวนกระแสของโลกใบนี้อยู่ มีศัตรูตลอดเวลา มันทำอันตรายท่านไม่ได้ แต่มันกวนใจท่านได้ ทำให้ชีวิตท่านไม่เป็นสุขเท่าที่ควรได้ ทุกข์ยากลำบากได้ ท่านต้องอดทน ตรากตรำตลอดชีวิตบนโลกนี้

            คำว่า “ทำงานตรากตรำ” มันแปลว่าอย่างนี้  ท่านต้องอดทนตรากตรำตลอดทั้งชีวิต บนโลกใบนี้ แต่เป็นสิ่งที่นำไปสู่บำเหน็จและพระพรบนโลกใบนี้ในชีวิตนิรันดร์ที่ท่านได้รับเรียบร้อยไปแล้ว พูดง่ายๆ คือท่านเป็นคริสเตียนอยู่บนโลกใบนี้ สิ่งที่ท่านต้องตรากตรำ ก็คือดำเนินชีวิตทวนกระแสของโลกใบนี้  ก็คือทวนกระแสของความเท็จ มันจะโกหกมาตลอดเวลา ท่านต้องยืนยันบนความจริงนี้ตลอดเวลา แต่การยืนยันบนความจริงเหล่านี้ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อาจารย์ยอห์นบอกว่ามันมีบำเหน็จ มันมีพระพร บำเหน็จพระพรเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่นไป เดี๋ยวจะพาท่านไปดูว่าบำเหน็จพระพร คืออะไร?

            ดังนั้น ข้อความที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ คือการเตือนให้เราระมัดระวังและยืนยันต่อสู้กับการต่อต้านของโลกนี้ การเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริงของโลกใบนี้นั่นเอง  ท่านยืนอยู่บนความจริง ท่านก็ต้องยืนอยู่ตามความจริงนั้นตลอดเวลา การทำงานตรากตรำ ในบริบทนี้จึงหมายถึงการดำเนินชีวิตที่สะท้อนถึงความเชื่อในความจริงของข่าวดีของพระเจ้า ที่เราได้รับมา ที่อยู่ในใจของเรา ด้วยความอดทน อดทนอย่างไร?  เช่น เมื่อท่านมีความจริงนี้อยู่ในตัว มีพระเยซูคริสต์อยู่ในตัวนี้แล้ว ท่านดำเนินชีวิตด้วยวิธีใด ด้วยความรัก ง่ายไหม? ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ด้วยความรัก รักผู้อื่น แสดงความเมตตา และดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเยซู อดทนตามที่พระคัมภีร์บอกว่าเรามีธรรมชาติใหม่ ในวิญญาณของเรา และโดยธรรมชาติในวิญญาณของเรา เราต้องการทำตามวิญญาณของเรา ตามธรรมชาติใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้า คือดำเนินชีวิตด้วยความรัก ตามพระวิญญาณที่อยู่ข้างในอยู่แล้ว ซึ่งออกมา มีแรงต่อต้านมาจากข้างนอก ก็คือกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ระบบของโลกนี้ มันต่อต้านมา นี่แหละ คือความตรากตรำและเหน็ดเหนื่อย กาลาเทีย 5:22-23 บอกไว้อย่างนี้ ท่านต้องดำเนินตามอย่างนี้ ไม่ใช่ท่านต้องนะ หมายถึงท่านจะดำเนินชีวิตอย่างนี้ บนโลกใบนี้ เมื่อท่านมีความจริงอยู่ในตัว มันจะออโต้ออกมาเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำท่านกระทำอย่างนี้บนโลกใบนี้ ท่านดูสิว่ามันยากไหม? …

        กาลาเทีย 5:22-23 “ส่วนผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปราณี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน และการควบคุมตนเอง”

            เห็นไหมครับ? สิ่งเหล่านี้มันทวนกระแสของโลกใบนี้ทั้งสิ้น ท่านต้องฝืน ภายนอกต้องฝืน แต่ภายในของท่าน ตัวตนของท่าน เต็มใจ อยากจะทำอย่างนี้ มันก็เหนื่อย วิญญาณไม่เหนื่อย แต่ร่างกายแน่นอน ความรู้สึกมันเหนื่อย เพราะต้องทวนกระแสบนโลกใบนี้  เขาเรียกกันว่า “ถูกข่มเหง” เข้าใจไหม?  แต่ข่มเหงแบบชัดเจน หรือข่มเหงแบบนี้ มันถูกข่มเหงตลอดเวลา เพราะฉะนั้น คริสเตียนถูกข่มเหงตลอดเวลา ไม่ใช่มานึกถึงการถูกข่มเหง คือเขาต้องมาจับเรา เมื่อเราเป็นคริสเตียน เหมือนสมัยอดีต จับเราไปขังคุก เป็นคริสเตียนไม่ได้อะไรต่างๆ ไม่ใช่แค่นั้น นั่นมันเห็นชัด  ที่เห็นไม่ชัด เหมือนเราทุกวันนี้ เราอาจมีอิสระในการนับถือศาสนา เป็นคริสเตียนก็ได้ ไม่เป็นไร แต่ท่านดำเนินชีวิตเหมือนถูกข่มเหง เขาทำผิดอะไรต่างๆ มา เราอยากให้อภัย แต่ในขณะที่ความคิด หรือกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังของเราที่ถูกล่อลวง โดยภายนอก ไม่อยากให้อภัยเลย แต่ข้างในโอเคน่า ต้องใช้เวลา ยกตัวอย่างอย่างนี้เป็นต้น

            หรือดำเนินชีวิตตามผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตะกี้ที่อ่านมาในหนังสือกาลาเทีย บทที่ 5 ไม่เหนื่อยหรือ?  อย่าตอบนะว่าไม่เหนื่อย

            “ฉันเป็นคริสเตียน ฉันทำตามวิญญาณ”

            ไม่จริง ยกตัวอย่าง เช่น ดำเนินชีวิตด้วยความรัก ชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทนอย่างนี้ ความปราณี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน  การควบคุมตนเอง ควบคุมได้ไหม?  อย่างนี้เป็นต้น

            วิญญาณข้างในอยากจะทำสิ่งที่ดี  แต่เขาถูกขัดขวางตลอดเวลา  มันเลยฝืนตลอดเวลา ถ้าไม่เป็นคริสเตียนเลย มันก็ไม่มีการฟ้องผิดในใจ ไม่มีพระวิญญาณที่อยู่ภายใน ไม่มีการต่อต้านเท่าไร?  มันก็ไม่ทุกข์ทรมาน ไม่ต้องตรากตรำทำงานบนโลกใบนี้อย่างนี้  เหมือนกับคริสเตียนที่เป็น เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้า มันต้องเสียสละ มันต้องอดทน

            วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ครั้งหน้าเราค่อยมาดูว่าพระพร บำเหน็จที่จะได้รับจากการอดทนกระทำตามข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เพียงอย่างเดียว มันคืออะไร? พระพร บำเหน็จในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้นะ ไม่ต้องรอตาย นี่พูดถึงพระพร บำเหน็จบนโลกใบนี้ที่จะได้รับ มันคืออะไร? พระเจ้าอวยพรครับ

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            “เพราะการไม่เชื่อฟังของมนุษย์คนเดียว ทำให้คนเป็นอันมากเป็นคนบาปฉันใด การเชื่อฟังของมนุษย์คนเดียว ก็ทำให้คนเป็นอันมาก เป็นผู้ชอบธรรมฉันนั้น”

            โรม 5:12 … “เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่เชื้อบาปได้เข้ามาในโลก เพราะคนๆ เดียว (คืออาดัม) และความตายก็เกิดมาเพราะเชื้อบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป”

            โรม 5:15 … “แต่ของประทานนั้นต่างจากการล่วงละเมิด เพราะถ้าคนเป็นอันมากตาย เพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์เพียงคนเดียว ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระคุณของพระเจ้าและของประทานโดยพระคุณ ของพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวนั้น ย่อมล้นไหลไปสู่คนเป็นอันมาก!”

            โรม 5:19 … “เพราะการไม่เชื่อฟังของมนุษย์คนเดียว ทำให้คนเป็นอันมากเป็นคนบาปฉันใด การเชื่อฟังของมนุษย์คนเดียว ก็ทำให้คนเป็นอันมากเป็นผู้ชอบธรรมฉันนั้น”

            “ถ้าท่านอยู่ในอาดัม ท่านก็ไม่มีทางที่จะย้ายมาอยู่ในพระคริสต์ได้ โดยความประพฤติของท่าน

ถ้าท่านย้ายมาอยู่ในพระคริสต์แล้ว ท่านก็ไม่มีทางที่จะย้ายกลับไปอยู่ในอาดัมได้ โดยความประพฤติของท่านเข่นกัน”

            “ถ้าท่านอยู่ในอาดัมเป็นคนบาป ท่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมได้ โดยความประพฤติของท่าน ถ้าท่านได้ย้ายมาอยู่ในพระคริสต์ ได้เป็นผู้ชอบธรรม  บริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้ว ผ่านทางการเปิดใจต้อนรับพระคริสต์ โดยความเชื่อ ท่านก็ไม่สามารถย้ายกลับไปเป็นคนบาปได้ โดยการประพฤติของท่านเช่นกัน”

            เอเฟซัส 2:6-9 … “6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา (บังเกิดใหม่) กับพระคริสต์ … และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรา นั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์ 7 เพื่อในยุคต่อๆ ไป พระองค์จะได้ทรงสำแดงความอุดมแห่งพระคุณ อันหาใดเปรียบ ซึ่งได้ทรงแสดงด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์ 8 เพราะโดยพระคุณความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้น จากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้  ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือความพยายาม ที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวด และแอบอ้างความดีของตัวเอง ในความรอดของตนได้”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1534

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  10  สิงหาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 2 (วันแม่)

โดย วราพร  คงล้วน

            เรามาดูแบบอย่างของแม่ในพระคัมภีร์ที่พระเจ้าอนุญาตให้บันทึกไว้ พวกเราผู้ซึ่งเป็นแม่ๆ ทั้งหลาย เราอาจจะไม่สามารถครบถ้วนสมบูรณ์ เหมือนในนี้บอก แต่อย่างน้อยๆ เราก็จะมีติ่งๆ เสี้ยวๆ นิดหนึ่ง ให้อยู่ในกรอบที่ถ้อยคำของพระเจ้าบันทึกให้เรารับรู้ เรามาดูในหนังสือสุภาษิต บทที่ 31 เขียนโดยกษัตริย์ซาโลมอน เรามาเริ่มต้นข้อที่ 10 เป็นต้นไป …

        สุภาษิต 31:10-14 “10 ใครจะพบภรรยาที่ดีเลิศ? นางล้ำค่ายิ่งกว่าทับทิมมากนัก 11 สามีของนางไว้ใจนางอย่างเต็มที่ และไม่ขาดสิ่งล้ำค่าอันใดเลย 12 นางนำสิ่งดีมาสู่เขา  ไม่ใช่สิ่งร้าย  ตลอดวันเวลาของนาง 13 นางเลือกหาขนสัตว์และใยป่าน และสองมือทำงานอย่างขยันขันแข็ง 14 นางเป็นดั่งเรือสินค้า ที่บรรทุกอาหารมาจากแดนไกล”

            อันนี้ ชอบ “เป็นดั่งเรือสินค้า ที่บรรทุกอาหารมาจากแดนไกล” เราจะเห็นภาพ หลายคนจะบอกว่าแม่บ้านวันๆ ไม่เห็นทำอะไรเลย อยู่แต่ในบ้าน สามีออกไปทำงาน วันๆ ทำอะไรอยู่ นั่นแหละ งานที่หนักมากของภรรยา ซึ่งสามีหลายคนมองไม่เห็น แต่วันนี้จะแจงให้ฟังว่าภรรยาต้องทำงานหนักขนาดไหน? ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา จัดเตรียมอาหารให้สามีทานก่อนออกจากบ้านไปทำงาน จัดเตรียมเสื้อผ้า จัดเตรียมอาหารให้กับลูกๆ มันเป็นงานหนัก ซึ่งเป็นงานหนักที่ภรรยาทุกคน แม่ทุกคนเต็มใจทำ  โดยที่เราทำไป มีความสุขไป เหนื่อยไหม? เหนื่อย แต่มีความสุขมาก เวลาทำอะไรให้ลูกๆ เวลาทำอะไรให้สามี มันเป็นความสุขชนิดพิเศษที่ใครก็หาไม่เจอ  หาที่ไหนก็ไม่ได้ นั่นคืออยู่ในครอบครัว

            ฉะนั้น ในพระคัมภีร์ กษัตริย์ซาโลมอนเปรียบเทียบว่า “นางเป็นดั่งเรือสินค้า ที่บรรทุกอาหารมาจากแดนไกล” เราสังเกตนะ แม่ทุกคนจะมีคลังอาหารให้กับครอบครัว ไม่ขาดสาย จัดเตรียม ไม่ใช่เรื่องหมูๆ นะ  ต้องใช้ความคิด ต้องมีการบวก ลบ คูณ หาร มีการคำนวณต้นทุน  คำนวนว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดี และดีไม่พอ ต้องมีประโยชน์ด้วย มีประโยชน์อย่างเดียวไม่พออีก ต้องอยู่ในฤดูของมัน ถ้าเราจะทานอะไรให้อร่อย ต้องเป็นฤดูกาลของมัน ผลไม้ทุกชนิดจะมีฤดูกาลในการออกผล ผักทุกชนิด ก็จะมีฤดูกาลเช่นเดียวกัน ถ้าเราไปทานของที่นอกฤดูกาล อันดับแรก คือไม่อร่อย อันดับสอง คือแพงมาก ดิฉันเคยซื้อผักชี กิโลละ 1 บาทกับวิ่งไปถึงกิโลละ 400 บาท พอ 400 เราเลิกซื้อ ไม่ซื้อ ไม่กินก็ได้ เพราะว่ามันแพงเกินไป ฉะนั้น แม่บ้านเขาจะคำนวณอย่างนี้ เขาจะสามารถจัดการกับทุกสิ่งอย่างในครัวเรือน เพื่อให้เหมาะสม อาหารอร่อย ถูกปากครอบครัว แถมมันถูกเงินด้วย  นี่สำคัญ

            เราจะเห็นภาพในพระคัมภีร์พูดถึงภรรยาและแม่ที่ฉลาดในการดำเนินชีวิต เขาจะดำเนินชีวิตแบบนั้น ไม่ใช้อะไรตามใจตัวเอง  ไม่คิดที่จะทำอะไรออกนอกลู่นอกทาง คือทุกอย่างคำนวณเรียบร้อยเลย  แล้วคุณแม่กับภรรยาจะรู้ดีที่สุดว่าในครอบครัวใครชอบอะไร?  ครอบครัวเราไม่ใช่มีแค่สามี เรามีลูกด้วย บางคนมีลูกคนเดียวก็ง่ายหน่อย บางคนมีลูกตั้งไม่รู้กี่คน สมัยโบราณ รุ่นของดิฉัน มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน จริงๆ แล้ว 7 คน เสียชีวิตไปคนหนึ่ง ลูก 6 คนไม่ใช่เลี้ยงง่ายๆ  แต่ขอบคุณพระเจ้าที่พ่อกับแม่สามารถเลี้ยงเราจนเจริญเติบโตถึงทุกวันนี้ เป็นคนดีของสังคมได้ ปัจจุบันลูกเต็มที่เลย 2 คน 3 คน เพราะว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก เลี้ยงเยอะไม่ไหว ยากจนไปตามๆ กัน ก็จะมีลูกน้อย แต่ว่าการเลี้ยงดูก็จะเป็นเหมือนเดิม

            เมื่อเราเลี้ยงดูลูกๆ ของเราตามพระวจนะของพระเจ้า ก็คือถ้อยคำของพระเจ้ามีบอกไว้แล้วว่าเราควรจะเลี้ยงลูกแบบไหน? อย่างไร?  แต่เราได้เปรียบตรงที่เราเป็นคริสเตียน เราเข้ามาอยู่ในพระคุณของพระเจ้าแล้ว อันดับแรกเราได้เปรียบ คือเราสามารถอธิษฐานอวยพรลูกเราได้ทุกวันทุกเวลา ไม่มีวันหยุด ไม่มีข้อยกเว้น นึกอะไรได้ ก็อธิษฐานอวยพรเขาเลย

            พรของคุณพ่อคุณแม่ เป็นพรที่สำคัญที่สุด สำหรับลูกๆ ดังนั้น พ่อแม่ที่อวยพรลูกตลอดเวลา เราจะสังเกตว่าลูกเราจะได้รับพระพร เหมือนในสมัยพระคัมภีร์เดิม คำพรของพ่อเป็นประกาศิต อวยพรอะไรจะได้ตามนั้น เหมือนกับชนชาติอิสราเอลเขาอยากได้พรของสิทธิบุตรหัวปี เพราะพรนั้น คือได้ทุกอย่างตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ แล้วเมื่อคุณพ่ออวยพรไปปุ๊บ จะได้ตามนั้นเลย เหมือนกันในปัจจุบัน เราอยู่ในพระคุณของพระเจ้า เราในฐานะของคุณพ่อคุณแม่ ขอรวบยอดนะ แม้ว่าจะเป็นวันแม่ก็ตาม พ่อก็มีบทบาทสำคัญในการดูแลลูกๆ หลานๆ ให้เจริญเติบโตอยู่ในทางของพระเจ้า

            คำพูดที่ดี คำพูดที่ไพเราะ อ่อนหวานจะสามารถสร้างบุคลิกภาพให้กับลูกเรา เจริญเติบโตเป็นเด็กที่น่ารัก ไม่ก้าวร้าว ไปถึงไหนก็จะมีคนรัก  แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่วันๆ พูดกับลูกไม่มีคำดีเลย แม้แต่คำเดียว เปิดปากปุ๊บ ด่าเลย อะไรก็ไม่รู้ ออกมาทุกรูปแบบ ลูกเขาจะฝังถ้อยคำเหล่านั้น แล้วเขาจะไม่สามารถที่จะนำเอาสิ่งดี ออกมาใช้ได้ ในชีวิตประจำวันของเขา

            นี่คือภาพที่เราจะเห็นในถ้อยคำของพระเจ้า ที่สอนเรา ดังนั้น การสอนลูกจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราอยู่ในพระเจ้า เราก็อวยพรลูกเราทุกวัน เราพูดแต่สิ่งดีๆ ลงไปในชีวิตของเขา แล้วเขาก็จะได้รับพรในสิ่งดีๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเขา การจัดเตรียมอาหารให้กับลูกๆ เป็นความสุขที่สุดเลย แล้วยิ่งถ้าเตรียมเสร็จ ลูกบอก …

            “อร่อยมาก”

            หน้าบานเลยนะ รู้สึกไหม? หน้าบานเลย พอลูกบอกอร่อย มีความสุข  เห็นลูกกินอร่อย เราก็มีความสุข แต่ถ้าเมนูไหนลูกบอกไม่อร่อย พับเก็บใส่ลิ้นชักเลย เลิกทำ เพราะว่าทำไป ไม่อร่อย เขาก็ไม่กิน เหมือนทุกวันนี้ ที่โบสถ์ เมนูไหนที่ทำออกมา แล้วพี่น้องบอกไม่อร่อย ไม่ปลื้ม ดิฉันพับเลยนะ เลิกทำ เพราะว่าทำแล้วไม่อร่อย ไม่อร่อย ก็ไม่มีคนกิน ทำซ้ำๆ ที่อร่อย ก็ยังดีกว่าทำแปลกแหวกแนวที่เขากินไม่ลง อะไรอย่างนี้ นั่นคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ เมื่อเราลงแรงลงไป สิ่งที่เราอยากจะเห็น คือความสุขของคนที่มารับบริการจากเรา แล้วความสุขของลูกๆ เป็นความสุขของเราทุกคนพ่อแม่ ไม่มีอะไรดีไปกว่านั้น  นี่คือภาพในพระคัมภีร์เดิม กษัตริย์ซาโลมอนเขียนไว้

        สุภาษิต 31:15-21 “15 นางตื่นขึ้นตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง เพื่อจัดเตรียมอาหาร สำหรับคนในครัวเรือน และแบ่งอาหารให้บรรดาสาวใช้ 16 นางออกไปสำรวจไร่นาแล้วซื้อไว้  และลงทุนทำสวนองุ่น  ด้วยเงินที่นางหามาได้ 17 นางทำงานอย่างขยันขันแข็ง  แขนของนางแข็งแกร่งสู้งานต่างๆ 18 นางดูแลกิจการให้ผลกำไรงอกเงย และกลางคืนตะเกียงของนางก็ไม่ดับ 19 มือของนางจับไน   นิ้วของนางจับกระสวย 20 นางหยิบยื่นให้คนยากจน และยื่นมือช่วยคนขัดสน 21 เมื่อหิมะตก นางไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับคนในครัวเรือน เพราะทุกคนสวมเสื้อผ้าอย่างดีและอบอุ่น”

            เห็นไหมการจัดเตรียมที่พร้อมสรรพเลย คือเตรียมไว้ล่วงหน้า นี่พูดถึงสมัยก่อน ในอิสราเอล เวลาร้อนก็ร้อนมาก เวลาหนาวก็หนาวมาก มันต้องมีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา ฉะนั้น ภรรยาและคุณแม่ที่ดี เขาก็จะจัดเตรียมทุกอย่างไว้ เป็นคนที่ขยันขันแข็งด้วย ในพระคัมภีร์บอกว่าถ้าคนขี้เกียจ ไม่ต้องให้เขากิน พระเจ้าของเรา เป็นพระเจ้าที่ขยันมาก ฉะนั้น เราลูกๆ ของพระเจ้า เราจะมีคุณลักษณะเดียวกันกับพระเจ้าของเรา ก็คือความขยันขันแข็ง อยู่นิ่งไม่เป็น แล้วขยันขันแข็ง ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นแม่บ้าน เราต้องวิ่งไปหาอะไรทำ ไม่ต้อง ความขยันเริ่มต้นจากในบ้าน แค่ตื่นขึ้นมา ดูแลบ้านให้เรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ทำกับข้าวกับปลาให้ลูกๆ เตรียมเช้า สาย บ่าย เย็นอะไรแบบนี้ มันหมดวันไปแล้ว นั่นคือต้องขยันขันแข็ง

            แต่ถ้าผู้หญิงที่ไม่ขยันเขาทำอะไร? วันๆ ก็นอนกระดิกขา บ้านจะรกอย่างไรก็ช่างมัน ปล่อยให้ขี้ฝุ่นจับ หนาเป็นนิ้ว ก็ปล่อยมัน ลูกเต้าจะหิวข้าวอะไร ก็เรื่องของเขา ไปหากินกันเองก็แล้วกัน สามีกลับมา คุณไปหาของกินเองก็แล้วกัน  นั่นคือคนขี้เกียจ คนขี้เกียจ ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในถ้อยคำพระเจ้า ถ้อยคำพระเจ้าจะบันทึกแต่คนที่ขยันเท่านั้น เราในฐานะที่เป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าเราขยันขันแข็ง เราก็จะเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่าง แบบของพระเจ้าเลย  เราก็จะเป็นคนที่ขยันขันแข็ง เราขี้เกียจไม่ค่อยเป็น ถ้าอยู่เฉยๆ ก็ไข้จับพอดี อยู่เฉยๆ ก็ไม่สบาย

            ฉะนั้น การทำงานในแต่ละวัน ในชีวิตประจำวัน สำหรับคนที่เป็นแม่บ้าน ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน หรือคนที่ออกไปทำงานนอกบ้านเหมือนกัน ก็คือต้องขยันขันแข็ง นี่คือการดำเนินชีวิตในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ มนุษย์ปัจจุบันที่เราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตายอยู่ เราก็ยังคงต้องทำมาหากิน เหมือนกับคนอื่นเขา แต่สิ่งที่เราไม่เหมือนคนอื่น คือวิญญาณของเราได้รับพระพรจากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว

        สุภาษิต 31:22-24 “22 นางทำผ้าปูที่นอนเอง เสื้อผ้าของนางทำด้วยผ้าลินินเนื้อดีและผ้าขนสัตว์สีม่วงราคาแพง 23 สามีของนางเป็นที่นับหน้าถือตาที่ประตูเมือง ที่ซึ่งเขานั่งอยู่ในหมู่ผู้อาวุโสของแผ่นดิน 24 นางยังได้ทำเครื่องนุ่งห่มด้วยผ้าลินินไว้ขาย และส่งผ้าคาดเอวให้แก่พ่อค้า”

            เห็นไหม ดูแลครอบครัวไม่พอ ทำของขายด้วยนะ นี่ขยันมาก สิ่งที่น่าประทับใจอยู่ในข้อที่ 23 บอกว่า “สามีของนาง เป็นที่นับหน้าถือตา” แปลว่าภรรยาคนนี้ วางตัวได้ดีมาก ทำให้สามีได้รับการนับถือจากผู้คนรอบข้าง แต่ถ้าภรรยาวางตัวไม่ดี สามีทำอะไรก็เดินตามไปพูดๆ ชี้นิ้ว สามีก็จะไม่ได้รับการนับหน้าถือตา จากผู้คนรอบข้าง ฉะนั้น ภรรยาที่ดีต้องเป็นผู้สนับสนุนสามีของเรา เราสนับสนุนเขา ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาเขา บังคับให้สามีต้องทำโน่นต้องทำนี่ ต้องๆ ตามที่ฉันอยากได้ ไม่ใช่ สนับสนุนสามีของเรา เขาทำอะไรให้เราสนับสนุน เมื่อสามีของเราเกิดล้มเหลวขึ้นมา เราก็อยู่ข้างๆ เขา เป็นกำลังใจให้เขา เมื่อเขาประสบความสำเร็จ เราก็ยังคงอยู่ข้างๆ เขา ชื่นชมยินดีร่วมกับเขา นี่คือภาพที่คนของพระเจ้าจะทำได้ ในชีวิตประจำวันของเรา

        สุภาษิต 31:25-30 “25 พลังและศักดิ์ศรี คืออาภรณ์ที่นางสวม ดังนั้น นางจึงหัวเราะกับอนาคตที่จะมาถึงได้ 26 ปากของนางเอื้อนเอ่ยสติปัญญา ลิ้นของนางสอนสิ่งดีงาม 27 นางคอยดูแลกิจการทั้งสิ้นในครัวเรือน และไม่เคยเกียจคร้าน 28 ลูกๆ ของนางยืนขึ้นกล่าวยกย่อง สามีของนางก็ชมเชยนางว่า 29 สตรีจำนวนมากทำสิ่งดีเลิศ  แต่เธอล้ำเลิศยิ่งกว่าพวกเขาทั้งหมด 30 เสน่ห์เป็นสิ่งหลอกลวง และความสวยงามไม่จีรังยั่งยืน แต่สตรีที่ยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า จะได้รับการสรรเสริญ”

            อันนี้ สรุปข้อความทั้งหมดที่กษัตริย์ซาโลมอนพูดไว้ เสน่ห์เป็นของหลอกลวง ความงามไม่ยั่งยืนจีรัง ถ้าตอนสาวๆ เราสวยไม่ว่า อายุเยอะขึ้นๆ จะสวยเหมือนเดิม เป็นไปไม่ได้ เมื่อเราอายุเยอะมากเท่าไร ในพระคัมภีร์บอกว่าผมหงอกเป็นศักดิ์ศรี ฉะนั้น เราไม่ต้องกังวลว่าผมเราจะหงอก หน้าเราจะย่น ฟันเราจะหลุด หรืออะไรก็แล้วแต่ มันไปตามวาระ ที่เราดำเนินชีวิตไป

            ฉะนั้น หลักสำคัญในข้อพระคัมภีร์บทนี้ ก็คือสตรีที่ยำเกรงพระเจ้า แค่นี้เอง เราอยู่ในพระเจ้า เรายำเกรงพระเจ้า เมื่อเรายำเกรงพระเจ้าปุ๊บ เวลาเราจะทำอะไร เรามองที่พระเจ้า เมื่อเราเคารพ ยำเกรงพระเจ้า เราจะไม่กล้าที่จะออกนอกลู่นอกทาง อย่าใช้คำว่าไม่กล้าเลย เราไม่อยาก ถ้าไม่กล้า มันยังแฝงความกลัว แต่คือเราไม่อยากทำอะไรที่ออกนอกลู่ นอกทาง ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้  เราอยากมีชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้า เราใช้ชีวิตที่สงบสุขอยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระองค์ เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่ ส่วนที่เหลือพระเจ้าจะเป็นผู้ดูแลให้กับพวกเรา เพราะจริงๆ แล้ว ในพระคัมภีร์บอกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าเองเป็นผู้ใส่ความปรารถนาให้กับพวกเราทุกๆ คน ให้พร้อมที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ นี่คือความจริง

            เราขอบคุณพระองค์สำหรับถ้อยคำตรงนี้ที่กษัตริย์ซาโลมอนได้พูดไว้ สตรีที่ยำเกรงพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญ เรียกว่าได้รับความรัก การอวยพร จากผู้คนรอบข้าง ความเอาใจใส่จากผู้คนรอบข้าง เพราะว่าเราได้ส่วนที่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์

        สุภาษิต 31:31 “จงยกย่องนาง เพราะทุกสิ่งที่นางทำให้ประชาชนที่ประตูเมืองสรรเสริญนาง  เพราะการงานของนาง”

            เราก็ขอบคุณพระเจ้า นี่คือแบบอย่างของพระคัมภีร์ที่พูดถึงภรรยาและพูดถึงคุณแม่ และจริงๆ แล้ว ในพระคัมภีร์ยังมีพูดถึงคุณแม่อีกหลายๆ ตอนมาก วันนี้เอามาแค่ตอนเดียวพอ ก็คือหลายๆ ตอนที่ได้พูดถึงคุณแม่ที่รักลูก รักขนาดที่ยอมเสียสละ ยอมเสียหน้า เพื่อลูกของเรา

            มีอยู่ตอนหนึ่ง ตอนที่ผู้หญิงคนหนึ่งมาขอร้องพระเยซูคริสต์ อยู่บทไหนไม่รู้จำไม่ได้ เอาไว้ไปหาให้ มาขอร้องพระเยซูคริสต์ว่าลูกเขาไม่สบาย ขอพระเยซูคริสต์ไปรักษาลูกของเขาด้วย แล้วผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนยิว เป็นคนต่างชาติ ตอนที่พระเยซูคริสต์มาบนโลกใบนี้ พระเยซูถูกส่งมา เพื่อที่จะมาหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลเท่านั้น ก็คือมาช่วยคนอิสราเอลเท่านั้น ตอนที่พระเยซูทำหมายสำคัญ การอัศจรรย์เยอะแยะมากมาย ทุกคนได้ยินได้ฟังหมด แล้วผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเป็นคนต่างชาติได้ยินด้วยว่าพระเยซูทรงสามารถที่จะรักษาโรคได้ ก็เลยบากหน้า ต้องเรียกว่าบากหน้า มาหาพระเยซู มาขอร้อง มาขอความเมตตาจากพระเยซู แต่พระเยซูพูดประโยคหนึ่งว่า …

            “ที่จะเอาอาหารของลูกไปให้สุนัขก็ไม่ควร”

            สมัยก่อน คนยิวเขาถือว่าคนต่างชาติเป็นสุนัขหมด ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นคน เขาเรียกอย่างนั้นจริงๆ ก็คือเป็นสุนัข พระเยซูกำลังเปรียบให้เห็นว่าหลักของพระคัมภีร์เดิม เป็นอย่างนั้นจริงๆ พระเยซูมา เพื่อเอาอาหาร … อาหารตรงนี้ เป็นอาหาร จิตวิญญาณที่พระองค์เอามาให้กับคนยิวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรค การทำหมายสำคัญ การทำการอัศจรรย์ทั้งหมด พระเยซูทำ เพื่อให้คนยิวรับรู้ว่าพระองค์ คือผู้นั้น เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมา แต่พระเยซูก็บอกกับผู้หญิงคนนี้อย่างนี้นะ ถ้าเป็นเรายังจะอยู่ไหม? ถ้าเราเป็นแม่ เรายังจะอยู่ไหม? เพื่อลูกนะ อยู่ ไม่เป็นไร โดนด่าแค่นี้ นิดเดียวมาก เขาเรียกว่าจิ๊บจ๊อย นิดเดียวเอง ขอแค่พระเยซูยอมรักษาลูกให้หาย แค่นั้นก็พอ

            แล้วผู้หญิงคนนี้ตอบว่า … “จริงเจ้าข้า แต่สุนัขจะกินเศษอาหาร ที่มันหล่นจากโต๊ะของลูก”

            เห็นความเชื่อไหม? ความเชื่อ ก็คือพระเยซูกำลังบอกเขาว่าอาหารตรงนี้ พระเจ้าเตรียมไว้สำหรับลูกๆ ก็คือชนชาติอิสราเอล แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ลดละ เพราะว่าเขาเห็นลูกทรมาน เขาอยากให้ลูกได้รับการรักษา

            เขาบอกไม่เป็นไร เป็นหมาก็ได้ แต่ว่าขอเศษอาหารนิดหนึ่งได้ไหม? ลูกกินอิ่มแล้ว เหลือเศษๆ ที่ทิ้งๆ ขว้างๆ ขอแค่เศษ แค่นั่นเอง ลูกของเขาจะได้รับการรักษา

            พระเยซูบอก “เพราะความเชื่อของเจ้า”

            เขาเชื่อจริงๆ เขาเชื่อว่าพระเยซูทรงสามารถรักษาลูกเขาได้ และเพราะความเชื่อของเขา พระเยซูเลยบอกว่า … “หญิงเอ๋ย กลับไปเถอะ ลูกของเจ้าหายแล้ว”

            นั่นคือความรักของแม่คนหนึ่งที่สำแดงออกมา เป็นแม่ที่ไม่เป็นไร ถูกว่าเป็นหมาก็ได้ เป็นสุนัขก็ได้ เป็นคนที่ไม่มีอะไรก็ได้ แต่ขอแค่ให้ลูกได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้าแค่นั้น พอแล้ว

            นี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์บันทึกให้เราเห็นภาพคุณแม่ที่รักลูกของตัวเอง จนยอมทุกอย่าง เพื่อให้ลูกของตัวเองได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า

            เราก็ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ แบบอย่างพวกนี้ ที่พระคัมภีร์บันทึกให้เราได้เห็น ได้รับรู้ มันเป็นชีวิตจริงของพวกเราทุกๆ คนที่อยู่บนโลกใบนี้ เราจะเห็นแม่หลายๆ คน ที่ยอมทนทุกข์ลำบาก ตัวเองอด ไม่เป็นไร แต่ลูกต้องอิ่ม ในช่วงสภาวะที่อดอยาก หรือในช่วงสภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ในช่วงสภาวะที่เราเงินขาดมือ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าแม่ทุกคนจะยอมอด เพื่อให้ลูกตัวเองได้กินอิ่ม นี่คือหัวใจของแม่

            แล้ววันนี้ เราก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับวันแม่แห่งชาติ เป็นวันที่เราจะมาขอบคุณพระเจ้า สำหรับคุณแม่ทุกๆ คนบนโลกใบนี้ ที่ท่านยอมอดหลับอดนอนในขณะที่ลูกเจ็บป่วย ถ้าลูกเราป่วย แม่ไม่ได้นอน กอดเอาไว้นั่นแหละ วางปุ๊บร้องๆ ต้องกอดเอาไว้ นอนไม่ได้ ต้องไปพิงอยู่ตรงข้างเตียง เชื่อว่าทุกคนมีประสบการณ์ตรงนี้ เพราะเรามีลูกมาแล้ว พิงอยู่ข้างเตียง แล้วเราก็หลับไปทั้งอย่างนั้นแหละ นี่คือภาพของความรักที่แม่ทุกคนมีต่อลูก ไม่ว่าแม่คนนั้นจะเป็นคนไทย คนต่างชาติ เป็นฝรั่ง ทุกคนมีความรักตรงนี้อยู่ในหัวใจ เพราะความรักนี้ เป็นของประทานที่พระเจ้าใส่เข้ามา

            โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราจะมีความรักชนิดพิเศษเลย เป็นความรักแบบอากาเป้ แบบพระเจ้า เมื่อก่อนเราไม่เชื่อพระเจ้า เรายังมีความรัก แต่ความรักเราทำไม่ได้เต็มที่ เรารักก็จริง พอเราโมโห เราก็ด่าลูก เป็นไหม? โมโห ก็ด่าลูก อะไรอย่างนี้ แต่ว่าพอถึงปัจจุบัน เราเชื่อพระเจ้าแล้ว มันมีความรักชนิดพิเศษ ที่พระเจ้าใส่เข้ามา  ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ความรักแบบอากาเป้ เหมือนพระเจ้า เราสามารถดูแลลูกของเรา เราสามารถให้ความรักเขาได้อย่างเต็มที่ สามารถที่จะอดทนกับอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ดีในชีวิตของลูก พี่น้องต้องรับความจริงตรงนี้ว่าลูกเราไม่ได้น่ารักตลอดเวลา มันจะมีวัยที่เขาเรียกว่าวัยกบฏ เคยเจอวัยกบฏไหม? งอแงตลอดเวลา อันโน้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ นี่ไม่ได้ นั่นไม่ได้ตลอดเวลา เด็กทุกคนจะมีวัยนั้น แต่ว่าแม่และพ่อทุกคนจะมีวิธีในการที่จะดูแลเขา ในการพูดคุยกับเขา ในการสอนเขา ให้เขาสามารถที่จะเป็นเด็กดีในสังคมได้ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเราผู้ที่มีความรักชนิดที่เป็นแบบของพระเจ้า เรายิ่งสามารถสอนลูกเรา ให้ได้รับพระพรมากกว่านั้น เยอะแยะมากมายเลย

            ก็ขอขอบคุณคุณแม่ทุกๆ คนในที่นี้ด้วย ที่สละเวลา สละทุกสิ่งอย่าง เพื่อดูแลลูกๆ หลานๆ ของเรา ให้เขาเจริญเติบโตขึ้นมาให้เขาเป็นเด็กที่ดี เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคม ดังนั้น สังคมจะดี ต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน ถ้าบ้านดี สังคมจะดี  สังคมดี ประเทศจะดี เขาเรียกว่ามันจะดีเป็นโดมิโน เราอย่าไปคาดหวังว่าจะรอให้สังคมดี แล้วเราก็ทำอะไรเละเทะ ไม่มีทาง  มันต้องเริ่มต้นที่บ้านก่อน บ้านของเรา ดูแลลูกให้เป็นคนดี เป็นเด็กดี ในอนาคตข้างหน้า ลูกเราไม่จำเป็นต้องเก่ง คนเก่งมีเยอะแล้ว ไม่ต้องไปแข่งกับเขา ไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ลูกเราเป็นคนดี แค่นั้นพอ  แล้วถ้ามีแถมเก่งมาด้วย ก็ขอบคุณพระเจ้า เอาด้วย แต่ถ้าไม่ได้แถมตรงนั้น ก็ไม่เป็นไร แค่ขอให้เขาเป็นเด็กดี เป็นคนดีของสังคม ไม่ไปทำความเดือดร้อนให้ผู้คนรอบข้าง ไปถึงไหน มีแต่คนมีความสุข เจอครอบครัวนี้ แล้วมีความสุขนะ เห็นลูกๆ เขาเจริญเติบโต เราก็มีความสุข เห็นลูกเขาไปดีมาดี เราก็ยิ่งมีความสุขใหญ่

            นี่คือภาพที่เราอยากจะเห็น  และสังคมไทยอยากจะเห็น ประเทศชาติอยากจะเห็น แล้วเริ่มต้นจากพวกเรา  ตอนนี้เราแก่เกินแล้ว เราไปดูแลใครไม่ได้แล้ว บอกลูกๆ หลานๆ ในอนาคตที่จะมีครอบครัว ดูแลลูกของเรา เลี้ยงเขาให้เป็นเด็กดี เลี้ยงเขาด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยความสามารถของเรา จริงๆ เราไม่สามารถหรอก เราไม่มีความสามารถ แต่เป็นพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าที่อยู่ในเรา พระเจ้าให้สติปัญญาเราในการเลี้ยงดูเขา ฟูมฟักเขา อวยพรเขา อธิษฐานให้เขาทุกวัน คำอธิษฐานของคุณพ่อคุณแม่เป็นสิ่งที่ดีเลิศที่สุด ดีกว่าหาทรัพย์สินเงินทองไปให้ลูกเยอะแยะมากมาย ดูแลเขาอย่างดี สอนเขาให้รู้จักหน้าที่ของลูก หน้าที่ของการออกไปข้างนอก เป็นคนดี หน้าที่ของประชาชนที่มีต่อประเทศชาติ สอนเขาแค่นี้เอง แล้วเขาก็เจริญเติบโต เขาจะเป็นคนดีในสังคมนี้ เอเมนไหม? พระเจ้าอวยพรค่ะ

*************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            หลักการของการให้ด้วยใจยินดี และผลที่ตามมาจากการให้ หลักการของพระเจ้าในการให้ด้วยใจในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล คือ …

            2 โครินธ์ 9:6-9 … “6 ผู้ที่หว่านเพียงเล็กน้อย ก็จะเกี่ยวเก็บเพียงเล็กน้อย และผู้ที่หว่านมาก ก็จะเกี่ยวเก็บมาก 7 แต่ละคนจงให้ตามที่เขาตั้งใจไว้ในใจ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียใจหรือด้วยความจำใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนที่ให้ด้วยใจยินดี 8 และพระเจ้าทรงสามารถประทานพระคุณทุกอย่างแก่ท่านอย่างบริบูรณ์ เพื่อท่านจะมีสิ่งสารพัดพอเพียงเสมอ และมีเหลือเฟือสำหรับการดีทุกอย่าง 9 ตามที่เขียนไว้ว่า ‘เขาได้แจกจ่าย เขาได้ให้แก่คนยากจน ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่เป็นนิตย์’”

            ความสำคัญของการให้ด้วยใจยินดีและไม่ใช่ด้วยความจำใจ เพราะพระเจ้าทรงพอใจผู้ที่ให้ด้วยใจยินดี และพระองค์จะประทานพระคุณอย่างเพียงพอ เพื่อให้เรามีทุกสิ่งที่จำเป็นและสามารถทำการดีต่อๆ ไปได้

            การให้ด้วยใจยินดีเป็นการสะท้อน การแสดงออกถึงการเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เป็นความรักเหมือนพระคริสต์ ที่ดำรงอยู่ตลอดไปในวิญญาณที่เป็นตัวตนแท้จริงของเรา ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว จากวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้าในพระคริสต์

            พระเจ้าอวยพรครับ