คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2020 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 1 “RIP” โดย นคร เวชสุภาพ

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  24  พฤษภาคม  2020

 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 1 “RIP”

โดย นคร   เวชสุภาพ

            สวัสดีครับ พบกันอีกสัปดาห์หนึ่ง สัปดาห์ที่แล้ว เราได้เรียนรู้แล้วว่าหลังจากที่ท่านถ่อมใจ  ยอมรับว่าไปไม่รอดแล้ว ช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ขอพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยประจำตัวนั้น เมื่อต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกแล้ว เพราะความรอดที่เราได้รับมานั้น เรารอดโดยพระคุณ เป็นของประทาน จากพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำของเราเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับทันที เมื่อเราถ่อมใจยอมรับ ต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ความรอดทางฝ่ายจิตวิญญาณ มันเกิดขึ้นทันทีกับเราเลย เมื่อเรารับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์ มาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติ รวมทั้งฉันด้วย  และวันที่ 3 พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย  นี่แหละเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจ เมื่อเข้าใจตรงนี้ แล้วยอมรับว่า …

“ขอต้อนรับสิทธิ  ที่พระเยซูทำให้กับฉัน”

แค่นั้นเอง เราก็จะได้รับความรอด  ได้บังเกิดใหม่  ได้รับฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า  (ทันที) เลย

ได้รับความรอดเปล่าๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย เรารอดจากบาป รอดจากการเป็นทาสของมาร  รอดจากอาณาจักรของความมืด หรือเราเรียกกันว่านรก รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ ในสิ่งที่เราทำไม่ดี บาปเยอะแยะมากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตอีก นี่เรารอดหมดเลย  หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า มาเป็นลูกของพระเจ้า ย้ำอีกครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นทันที ในโลกวิญญาณ

แต่พระคัมภีร์ก็มีสอนไว้  แนะนำไว้ว่าหลังจากเชื่อแล้ว ได้รับความรอดอย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้แล้ว  พ่อซึ่งเป็นพระเจ้าก็บอก …

“ลูกๆ เอ๋ย เมื่อเป็นลูกแล้ว ควรจะทำอะไรบ้าง?  เมื่อดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  หลังจากได้รับความรอด โดยเปล่าๆ ฟรีๆ ควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง”

เบอร์หนึ่งเลยนะ และเมื่อเกิดประโยชน์กับตัวเองแล้ว มันก็จะเกิดประโยชน์กับผู้คนรอบข้าง ก็คือโลกใบนี้ทั้งใบ  ซึ่งพระเยซูใช้คำว่าให้แสงสว่างฉายแสงออกไป ก็คือโลกใบนี้  นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราทำ แล้วเราก็ควรทำ เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

และสิ่งที่เราควรทำ ก็คือหัวข้อในการบรรยายสัปดาห์ที่แล้ว จำได้ใช่ไหมครับ มี 3 ควรกับ 1 ต้อง ก็คือต้องเชื่อในข่าวดีของพระเจ้า ซึ่งเราเชื่อแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  3 ควร ก็คือรับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน  ทั้งหมดมี 4 ขั้นตอน  สำหรับชีวิตผู้เชื่อ  ขั้นตอนแรก คือเชื่อแล้ว เป็นผู้เชื่อในข่าวดี เสร็จแล้ว ควรจะรับรู้  ควรจะวางใจ  และควรจะอธิษฐาน  ควรจะเป็นอย่างนั้น

ต้องเชื่อแล้ว ก็คือรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจแล้วว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เราก็ได้รับการบังเกิดใหม่  เป็นลูกพระเจ้าทันทีในวิญญาณ

ควรจะรับรู้ ก็คือจดจ่อไปที่ฝ่ายวิญญาณในสวรรค์ว่าเราเป็นใครตอนนี้ เราเป็นลูกพระเจ้าจริงๆ   พระคัมภีร์เขียนว่าพระเจ้ารักเรามากเลย เราเป็นลูกแล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว

ควรวางใจ พอรับรู้เสร็จ ก็ให้เราวางใจ  วางภาระลงที่พระเจ้า ให้พระเจ้านำไปตลอด  เพราะพระเจ้ารู้มากกว่าเยอะ ไม่ต้องกลัวอะไร?  คือพักสงบ พักผ่อนได้แล้ว  ทำมาเยอะแล้ว กังวลมาเยอะแล้ว

และสุดท้าย ก็คือควรอธิษฐาน ควรจะเริ่มต้นอธิษฐาน อธิษฐาน คือการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า เรียนรู้จักพระเจ้า และรู้ว่าเราเป็นใครในสวรรค์ ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างไร?  เขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร? นี่เขาเรียกว่าอธิษฐานทั้งสิ้น

เมื่อเราทำตาม  ทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ แล้ว แล้วจะมีอะไรเป็นผลประโยชน์เกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้าง อย่างแรกเลย เพียงแค่เบอร์หนึ่งที่เราทำ เชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอดได้  แค่เชื่อตรงนี้ ก็เกิดประโยชน์แล้ว  คือได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าทันทีทันใดเลย นี่คือผลประโยชน์ที่ได้เกิดขึ้น และเมื่อเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราก็ไม่ต้องไปกังวลอีกแล้วว่าหลังจากเราจากโลกนี้ไป เราจะไปอยู่ไหน?  ก็เราเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้วทันที จากโลกนี้ไป เราก็อยู่ที่เดิม อยู่ในสวรรค์เหมือนเดิม ชีวิตหลังความตายของเราจะเป็นอย่างไร? เราก็ไม่ต้องกลัว  ไม่กังวลอีกแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่าตัวจริงๆ ของเรา วิญญาณของเราอยู่กับพระเจ้า บังเกิดใหม่ อยู่ในพระเจ้า อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว เมื่อเราเชื่อแล้ว มันจะเป็นอย่างนี้

 

                                เชื่อแล้ว                                                                                         รับรู้   วางใจ  อธิษฐาน

จากโลกนี้                          นิรันดร์                                                                                  บนโลกนี้

วิญญาณพักสงบ           กายใหม่ (อมตะ)                                                           สันติสุขที่เกินกว่าความเข้าใจ

 

นี่เพียงแค่เราเชื่อนะ  เริ่มต้น เราก็ได้รับสิ่งนี้แล้ว ตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ของเรา วิญญาณของเรา  ก็จะได้พักสงบ  อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์แล้วทันที  ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลก แล้วทำอะไรต่อ เพียงแต่รอวันที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาใหม่ จะปรากฏอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา แบบชั่วนิรันดร์ ก็คือเราก็จะได้รับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ร่างกายที่เป็นอมตะ ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องมีความตายอีกแล้ว  เป็นร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย ในวันอีสเตอร์นั่นแหละ เหมือนเลย เราจะมีร่างกายใหม่ เป็นอย่างนั้นแหละ

นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับ แค่ทำข้อแรก คือเชื่อในข่าวดี  ทางฝ่ายวิญญาณได้รับเรียบร้อยแล้วทันที หมดแล้ว แต่ในขณะที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้อยู่ นึกออกใช่ไหม? เชื่อแล้วก็จริง ในขณะนี้  เรายังอยู่ในร่างกายที่จับต้องมองเห็นได้อยู่นี้ ถ้าเราทำตาม 3 ขั้นตอนที่ควรทำ  คือรับรู้  วางใจ และอธิษฐานตามที่พระเจ้าแนะนำ สิ่งที่เราจะได้รับในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ผล ประโยชน์ที่จะได้รับ พระเจ้าสัญญาไว้ ก็คือสันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ จะปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของท่านครบถ้วนบริบูรณ์เลย

สันติสุขนี้สำคัญนะ ไม่ใช่สันติสุขได้รับอย่างเดียว  แต่ถ้าท่านปฏิบัติ 3 สิ่งนี้ คือรับรู จดจ่อในเรื่องโลกวิญญาณว่าท่านเป็นใคร? แล้วเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ เดี๋ยวนี้ท่านเป็นลูกพระเจ้า

เริ่มต้นฝึกฝนวางใจในพระเจ้า พระเจ้าบอกอย่างไร ก็เชื่อตามนั้น พระเจ้าบอกไม่กลัว ก็ไม่กลัว พระเจ้าบอกให้อธิษฐาน ก็อธิษฐาน  วางใจ แล้วก็เริ่มต้นอธิษฐานพูดคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับ คือความสุขมากขึ้นในชีวิต  ปัญหาต่างๆ ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ แก้ได้ พระเจ้านำพาเรา สามารถ ถ้าตามภาษาไทยเรา เขาเรียกกันว่าพระเจ้าสามารถดลบันดาลช่วยเราได้ แทนที่เราจะทำคนเดียว แทนที่เราจะทำมาหากินตัวคนเดียว  แก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียว  แต่ตอนนี้มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ถึง 3 องค์ คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าผู้เป็นพ่อ  พระเจ้าพระบุตรผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ พี่เลี้ยงเรา 3 พระภาค สถิตอยู่กับเรา ในตัวเรา  ในวิญญาณของเรา  นำพาเราเดิน แล้วท่านจะกลัวอะไรตอนนี้  ท่านก็จะมีความสุขมากกว่าเดิม  พระเยซูบอกเกิดเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่ม เอาอะไรนุ่งห่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาต่างๆ เลย เพราะว่าพระเจ้ารู้แล้วว่าท่านต้องการอะไร?  สิ่งใดจำเป็นในชีวิตของท่าน ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  พระองค์ทรงรู้ก่อนล่วงหน้าแล้ว  แล้วพระองค์จะให้กับท่านแน่นอน เหมือนที่ท่านดูทุกวัน  เคยเห็นนกกระจอกมันอดตายไหม?  พระเยซูยกตัวอย่าง เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วบอกว่าดูตัวอย่างนกกระจอกสิ นกตัวเล็กๆ  มันยังไม่อดตายเลย  พระเจ้ายังเลี้ยงดูมันเลย แล้วท่านเป็นลูกพระเจ้า มีค่ากับพระเจ้ามากขนาดไหน?  พระเจ้ารักท่านมากขนาดไหน?  พระเจ้าจะไม่เลี้ยงดูท่านมากกว่านั้นอีกหรือ? ใช่จริงๆ

นี่แหละคือประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อเชื่อแล้ว  ได้รับของประทาน ของขวัญต่างๆ ในโลกวิญญาณแล้ว  ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้อยู่  ควรจะทำในสิ่งที่พระเจ้าแนะนำ 3 สิ่งนี้ จะได้ความสุขมากขึ้น แก้ปัญหาได้  ไม่อดอยาก มีความสุขไหม?  ไม่โลภมีความสุขไหม?  ท่านจะแก้ปัญหาความโลภด้วยตัวเอง มันลำบากลำบนนะ  แต่ถ้าท่านใช้วิธีอธิษฐานกับพระเจ้า  บอกพระเจ้าอย่างโน้นอย่างนี้  ความโลภท่านก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยพลัง ด้วยสติปัญญาและความจริงจากพระเจ้าที่สถิตอยู่ในตัวท่าน  ท่านก็จะโลภน้อย ความทุกข์ทรมานมันก็น้อย การไปหาเรื่องใส่ตัวมันก็น้อย  นี่แหละการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นอย่างนั้น

แต่ถ้าท่านดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง คนเดียว  มีทั้งกิเลสตัณหา มีทั้งความอยาก มีทั้งการล่อลวงต่างๆ ให้ทำชั่ว ซึ่งทำให้เกิดความทุกข์ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ปกติโลกใบนี้มันทุกข์อยู่แล้ว ท่านก็ไปทำให้มันทุกข์มากขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่าง  ตะกี้ที่บอกโลภ ปกติไม่โลภ มันก็ทุกข์อยู่แล้ว นี่ท่านไปโลภ มันยิ่งทุกข์มากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น นี่คือประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าแนะนำให้ทำ เชื่อแล้ว  รับรู้ วางใจ อธิษฐาน

และสำหรับหัวข้อบรรยายในวันนี้ มีชื่อว่า “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว R.I.P.”   RIP เป็นตัวย่อมาจากคำว่า “Rest in peace” ซึ่งส่วนใหญ่ เขาจะเขียนคำนี้ไว้ที่ป้ายหน้าหลุมศพ  หรือไม่ก็เขียนไว้ในหรีดไว้อาลัยในงานพิธีศพ  Rest in peace หรือตัวย่อว่า RIP  ก็คือ “จงพักสงบชั่วนิรันดร์”  นี่ความหมายจริงๆ ของการที่ตั้งใจจะเขียน แต่จริงๆ แล้ว สำหรับผู้ที่เชื่อแล้ว ไม่ต้องรอให้ตาย แบบที่เขาทำกันเป็นพิธีตอนนี้ว่ารอให้ตายก่อน แล้วค่อยมาเขียน RIP ตอนอยู่ในหลุมศพ ไม่ต้องทำอย่างนั้น  เพราะว่าผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เกิดใหม่แล้ว เราสามารถใช้คำว่า RIP กันได้วันนี้เลยทันที เดี๋ยวนี้เลย ได้เลยทันที เมื่อเชื่อแล้วปุ๊บ ทำได้เลย เมื่อเชื่อแล้ว ก็เขียนให้ตัวเองได้เลยว่า …

“คุณนคร RIP”

ไม่ใช่แช่งตัวเอง แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เดี๋ยวเรามาดูว่าที่เขาใช้คำว่า RIP  สำหรับคนที่ตายแล้ว บนโลกใบนี้  ขณะนี้ ตามประเพณีอะไรต่างๆ เหล่านี้ คนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ที่เขาใช้คำว่า RIP  เพราะความหมายของคำว่า RIP คือเขาหวังว่า เป็นความหวังแบบมนุษย์ธรรมดา คนจากไป เราก็ระลึกถึงเขา  ไม่รู้จะพูดอะไรดี  แสดงความเสียใจ แล้วบอกว่า RIP นะ คือหวังว่าจะได้พักผ่อนอยู่ในสวรรค์อย่างสงบ อะไรต่างๆ เหล่านั้น ถูกไหมครับ  ที่เขาตั้งใจเขียนอย่างนั้น เพราะเขาหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

แต่จากที่เราเรียนรู้ด้วยกันมาแล้วหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะสัปดาห์ที่แล้ว  สวรรค์มันอยู่ที่นี่แล้ว สวรรค์เป็น Now คือเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ไม่ต้องรอ สามารถเข้าสวรรค์ได้เลย  เข้าด้วยวิธีเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวดีของพระเจ้า ได้เข้าสวรรค์ทันที  คนที่เชื่อแล้ว ตอนนี้ ก็คืออยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว

แล้วคำที่บอกว่า RIP มักจะใช้กับคนที่ตายแล้ว คนที่จากไปแล้ว  ตอนนี้เราจะใช้คำว่า RIP  ถามท่านทั้งหลายที่เชื่อแล้ว  เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นพระผู้ไถ่บาป  ที่มาแบกกางเขน เพื่อไถ่บาปให้ท่าน เอาบาปของท่านออกไป แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 ซึ่งเป็นตัวอย่างให้กับท่านจะได้เป็นขึ้นมาใหม่ด้วย  เมื่อท่านเชื่อแล้ว ท่านได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ถามว่าท่านตายหรือยัง? ก็ต้องตายก่อนสิ แล้วจึงจะบังเกิดใหม่ได้

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

เห็นไหมครับ?  ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลาย ก็คือผู้ที่เชื่อแล้ว ฟังทางนี้ว่านี่เป็นข้อความที่มาถึงท่าน  บอกว่าสถานะในโลกวิญญาณของท่านตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อท่านเชื่อในข่าวดีนี้แล้ว สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อ ก็ฟังไว้ว่าถ้าเชื่อแล้ว มันจะเกิดอย่างนี้ขึ้น

“ในเมื่อให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว” เมื่อท่านเชื่อแล้ว  พระเจ้าก็ชุบให้ท่านเป็นขึ้นจากความตาย  พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน หมายถึงโลกวิญญาณตรงนี้  ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ตรงสถานะของท่านตรงนี้  ไม่ใช่ฝ่ายโลก ไม่ใช่ท่านมาจดจ่ออยู่บนโลกใบนี้ว่าท่านเป็นผู้จัดการบริษัทนี้ เป็นคนงานบริษัทนี้ มีตำแหน่งอะไรในบริษัทนี้ มียศอะไรบริษัทนี้ ไม่ใช่อะไรตรงนี้

และในข้อที่ 3 เป็นคำตอบ เพราะท่าน (ท่านคือผู้ที่เชื่อแล้ว) ตายแล้ว ตายอะไร ยังเดินอยู่เลย เขาพูดถึงโลกวิญญาณ วิญญาณเก่าของท่าน วิญญาณตัวตนจริงๆ ของท่าน มันตายไปแล้ว

ฟังอีกทีวิญญาณเก่าของท่าน ก่อนที่จะรับเชื่อ  เป็นวิญญาณมืดบอด เป็นวิญญาณที่เป็นทาสของมารซาตาน  เป็นวิญญาณที่อยู่ในความบาป อยู่ในความสกปรก มันตายไปแล้ว  เมื่อตอนที่ท่านเชื่อในข่าวดี และบัดนี้ เดี๋ยวนี้ หรือขณะนี้  Now ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า  วิญญาณท่านตายแล้ว และมันได้เกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ในข้อ 1 แล้ววิญญาณที่เกิดใหม่ มาเป็นลูกพระเจ้านั้น  ตอนนี้ซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า คือถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์นั่นเอง วิญญาณเราอยู่ในสวรรค์แล้ว พระเจ้าอยู่ในสวรรค์ ท่านก็อยู่ที่สวรรค์นั่นแหละ ทันที เดี๋ยวนี้เลย

สรุปว่าเราใช้ RIP ได้หรือยัง? ได้แล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ทำข้อ 1 ยังไม่ได้รับเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ยังไม่สามารถใช้ RIP ได้นะ  เขาจะใช้ให้คุณต่อเมื่อคุณหมดลมหายใจบนโลกใบนี้แล้ว เขาถึงจะใช้ให้คุณ แต่ถ้าคุณเชื่อแล้ว เชื่อในข่าวดี ทันทีปุ๊บ คุณใช้ได้ทันทีเลยว่า …

“ฉันกำลัง RIP เรียบร้อยแล้วทางฝ่ายวิญญาณ”

ลองฝึกพูดกับตัวเองดูว่า … “RIP”

“คุณนคร RIP”

เห็นเลยนะว่าตัวเก่าเราตายไปแล้ว  ตอนนี้ตัวใหม่เป็นขึ้นจากความตาย  พักสงบในพระเจ้าอยู่ในสวรรค์แล้วทันที

นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องของโลกวิญญาณ  อย่างที่ผมบอกเสมอใช่ไหมครับว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น 100% ถ้ามีเกินร้อย อยากจะบอกเกินร้อย ไม่ใช่เรื่องราวของการสอนศีลธรรม หรือมาพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ เหตุและผล  ไม่ใช่เลย แต่กำลังจะพูดถึงโลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ต้องใช้ตาฝ่ายวิญญาณ หูฝ่ายวิญญาณ ที่จะเห็น  ที่จะฟัง และเรียนรู้ความจริงเหล่านี้ พระเจ้าบอกสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับท่านทั้งหลายที่รักพระองค์ ที่แสวงหาพระองค์ พระองค์บอกพระองค์พอใจมาก สำหรับคนที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ถึงแม้จะมองไม่เห็นก็ตาม เขาเริ่มต้นเรียนรู้จักโลกวิญญาณแล้ว

เพราะฉะนั้น เรากำลังศึกษาเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ลจะพูดถึงโลกวิญญาณทั้งสิ้น เวลาท่านจะตีความ เวลาท่านจะเข้าใจในเรื่องพระเจ้า  ในเรื่องพระคัมภีร์ ไม่ว่าข้อใดตรงไหนก็ตาม สับสวิทช์ไปที่โลกฝ่ายวิญญาณทันที ตรงนี้ทางฝ่ายวิญญาณมันแปลว่าอะไร? มันหมายความว่าอะไร?  อย่าเอาความคิดสติปัญญา แบบโลกนี้ไปพยายามตีความ แล้วมันจะเละตุ้มเป๊ะ มันจะถูกหลอกและไปผิดทาง เรากำลังเรียนรู้ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ เจริญเติบโต ร่างกายของมนุษย์ ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปเรียน มันไม่ได้สำคัญเลย เพราะในที่สุด มันก็ต้องเป็นศูนย์ ดับสูญไปแน่นอน แต่พระเจ้ากำลังให้เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นฝ่ายวิญญาณ  ซึ่งเป็นจริงมากกว่าโลกวัตถุ สำคัญกว่าโลกวัตถุ มันคืออะไร? มันเป็นอย่างไร?  เขามีอะไรบ้างอยู่ในนั้น กำลังศึกษาเรื่องนี้ นี่คือที่พระเจ้าต้องการให้เราเรียนรู้เรื่องนี้  ต้องจำเอาไว้เลยนะ

อย่างเช่น ในโลกฝ่ายวิญญาณประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ก็คือในตอนเริ่มต้น โลกฝ่ายวัตถุ มันเป็นอย่างไร? ในนี้ก็จะบอกเลยว่าพระคัมภีร์ก็เริ่มต้น เดี๋ยวผมจะสรุปให้ท่านฟังสั้นๆ เพื่อท่านจะได้พอมองเห็นว่าพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องอะไร? แล้วผมเอาพระคัมภีร์ทั้งเล่มมาเล่าให้ท่านฟังสั้นๆ สรุปสั้นๆ เกี่ยวกับโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ซึ่งท่านค่อยๆ ไปฝึกฝนในการเรียนรู้ว่าในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้  มันเกิดขึ้นโดยโลกฝ่ายวิญญาณ เป็นตัวกำหนดโลกวัตถุอีกทีหนึ่ง

ในตอนเริ่มต้นสร้างโลก สร้างสรรพสิ่ง รวมทั้งโลกวิญญาณด้วย โลกวัตถุที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และอยู่ตลอดไปนิรันดร์ นี่ตอนเริ่มต้นเลย ที่พระเจ้าสร้างใหม่ๆ  แต่เพราะเหตุที่มนุษย์ไปเชื่อคำหลอกลวงของซาตาน จึงดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังพระเจ้า  พระเจ้าบอกอย่าทำ อย่างนี้นะ  ถ้าทำมันจะเกิดโทษ  เหมือนกำลังจะบอกอย่าไปแหย่ปลั๊กไฟนะ เดี๋ยวไฟมันจะดูด ให้เชื่อฟัง แต่บรรพบุรุษของมนุษย์คู่แรกเชื่อมาร  ก็คือไม่เชื่อฟังพระเจ้า ผลของการไม่เชื่อฟัง คือความตาย มันก็เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ทั้งใบ ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ ทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายวิญญาณ

จากโลกวัตถุที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจะอยู่ตลอดไป  เมื่อมนุษย์ดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ถูกหลอก ผลก็คือความตาย มันก็เลย กลายเป็น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป  ทุกสิ่งที่บนโลกนี้ที่เป็นวัตถุสิ่งของ จับต้องมองเห็นได้  เรียกว่าโลกวัตถุ รวมทั้งร่างกายภายนอกของมนุษย์ด้วย  อยู่ในขบวนการ การมุ่งไปสู่การดับสูญทั้งสิ้น ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ที่มนุษย์คู่แรกได้ทำการปฏิเสธพระเจ้า  ไม่เชื่อฟังพระเจ้า กบฏต่อพระเจ้า ทำให้เป็นผลอย่างนี้ขึ้น ทางฝ่ายโลกวัตถุ

ส่วนฝ่ายวิญญาณ อย่างที่บอกไป วิญญาณสำคัญกว่า มนุษย์เป็นวิญญาณ  อาศัยอยู่ในร่างกาย วัตถุสิ่งของ จับต้องมองเห็นได้ ถูกสร้างมาจากธาตุของโลกใบนี้ คือถูกสร้างมาจากดิน น้ำ ลม ไฟนั่นเอง  ส่วนฝ่ายวิญญาณที่เป็นตัวตนจริงๆ ที่พระเจ้าให้กำเนิดกับมนุษย์คู่แรก และพวกเราทุกคน ถ้าเผื่อไม่ตกลงไปในความบาป  คือส่วนฝ่ายวิญญาณ  ผลของความบาปที่เกิดขึ้นกับวิญญาณของมนุษย์ ก็คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่  และอยู่ตลอดไป  เพราะวิญญาณของมนุษย์ได้รับมาจากพระเจ้า ไม่สามารถที่จะดับสูญได้ เป็นวิญญาณที่จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจะอยู่ตลอดไปนิรันดร์ ฟังอีกที วิญญาณของมนุษย์ คือตัวจริงๆ ของเรา มนุษยชาติทุกคน เป็นวิญญาณที่ถูกสร้าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจะอยู่ไปนิรันดร์ แต่ผลของความบาป ของความไม่เชื่อฟัง ทำให้เกิดความตายฝ่ายวิญญาณด้วย เพราะฉะนั้น เกิดอะไรขึ้น  มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่  และอยู่ตลอดไป  แต่อยู่แบบตายจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า ตายจากธรรมชาติของพระเจ้า ซึ่งเรียกว่าพระสิริของพระเจ้า

ตายจากธรรมชาติของพระเจ้า ก็คือวิญญาณที่เคยเป็นลูกของพระเจ้า มีเนเจอร์ มีธรรมชาติเหมือนพระเจ้า เป็นความดีงาม เป็นความน่ารัก เป็นความไร้เดียงสา หลุดไป หายไป  เรียกว่าพระสิริพระเจ้าหายไปเลย ความเป็นเหมือนพ่อ เหมือนพระเจ้าหายไป  กลายเป็นความชั่วร้ายเข้ามาแทนที่

ขบวนการชั่วร้าย ทำลายล้างมนุษยชาติ และสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ทั้งสิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายโลกวิญญาณก็ตาม พระคัมภีร์เรียกขบวนการนี้ว่าคำสาปแช่ง  หรือถูกพิพากษาลงโทษ หรือถูกพิพากษาให้รับโทษนั่นเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์ตกอยู่ใต้คำพิพากษาได้รับโทษ ตกอยู่ใต้คำสาปแช่ง เพราะเหตุจากบาปที่ตนเองก่อขึ้น  เนื่องจากถูกล่อลวง  โดยมารนั่นเอง

นี่คือสรุปสั้นๆ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งถึง เมื่อปี ค.ศ.33 มันแป๊บเดี๋ยวนะ พระคัมภีร์ทั้งเล่ม ผมจบเลย  ค.ศ.33 ได้เกิดเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ขึ้น  ที่โลกวิญญาณ ที่ผมบอก โลกวิญญาณเป็นจริงและสำคัญมากกว่าโลกวัตถุที่มองเห็นได้ทั้งสิ้น  เพราะโลกวิญญาณจะอยู่ตลอดไป  แต่โลกวัตถุสิ่งของมันจะดับสูญไป ตามที่ตะกี้เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์มนุษยชาติแล้ว โลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้  วันหนึ่งมันต้องดับสูญไปแน่นอน พระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนั้น แต่โลกวิญญาณมันต้องอยู่แน่นอน  แต่มันอยู่ที่ไหน  อยู่ในสภาพอะไรเท่านั้นเอง

เมื่อปี ค.ศ.33 คือประมาณ 1,900 กว่าปีมาแล้ว  ได้เกิดเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ขึ้น ในกาลาเทีย 3:13 เกิดอะไรขึ้น ตะกี้นี้บอกแล้วว่ามนุษย์ตกอยู่ในคำสาปแช่ง ถูกพิพากษาได้รับโทษ  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คืออาดัมและเอวาตกลงไปในความบาป  เป็นศัตรูกับพระเจ้า  ไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า พอมาถึง ค.ศ.33 เกิดอะไรขึ้น

กาลาเทีย 3:13 “พระคริสต์ได้ทรงไถ่เราพ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”

 

พระคริสต์ก็คือ … “พระเยซูคริสต์ได้ทรงไถ่เรา พ้นจากคำสาปแช่งของบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”

พระเยซูคริสต์เอาคำสาปแช่งออกไป วิธีการง่ายๆ ก็คือสลับเปลี่ยนที่กัน  พระเยซูเอาคำสาปแช่งของเราไปไว้ที่พระองค์ แล้วก็ให้พวกเราพ้นจากคำสาปแช่ง  ชัดไหม? ค.ศ.33  ที่ไม้กางเขนนั้น พวกเราหลุดพ้นจากคำสาปแช่งแล้ว  ค.ศ.33 พวกเราหลุดพ้นจากคำพิพากษาลงโทษแล้ว  ผลที่ได้ อยู่ในโรม 8:2

โรม 8:2 “เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ได้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย”

 

พูดง่ายๆ ก็คือโดยทางพระเยซูคริสต์ได้ให้ชีวิตกับท่านใหม่ ได้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เมื่อท่านเชื่อในข่าวดีนี้ ให้ท่านเป็นอิสระจากกฎเดิมที่ท่านอยู่สมัยอาดัม ก็คือกฎของความบาป และความตาย เมื่อทำบาป ก็ต้องตาย เหมือนกฎของแรงดึงดูดของโลก เมื่อโยนของขึ้นไป  มันก็ตกลงมา  เมื่อทำบาป ก็ได้รับโทษของความบาป  ทำครั้งหนึ่ง ก็ได้รับโทษของความบาป ทำ 100 ครั้ง ก็ได้รับโทษของความบาป  โยนของไป 100 ครั้งก็ต้องหล่นลงมาแน่นอน  เพราะแรงดึงดูดของโลกมันมีอยู่จริงๆ

เพราะฉะนั้น กฎของความบาปและความตายดั้งเดิม ที่มาตั้งแต่สมัยอาดัม ทุกวันนี้ ก็ยังอยู่ ทำบาปครั้งหนึ่ง ก็ต้องรับโทษ เท่าๆ กับคนทำกี่ครั้งก็แล้วแต่ มันเป็นกฎอยู่ เห็นภาพไหมครับ? และพระเยซูคริสต์มาทำให้เขาหรือเราที่เชื่อในพระองค์ เริ่มต้นกฎใหม่ให้กับมนุษยชาติแล้ว  กฎนั้นเรียกว่ากฎวิญญาณแห่งชีวิต คือกฎที่พระเจ้าได้ให้ชีวิตกับเรา บังเกิดใหม่เลย  ไม่ตายอยู่ในบาปอีกแล้ว อย่างนี้เป็นต้น  และใน 2 เปโตร 1:4 ก็ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

2 เปโตร 1:4 “โดยสิ่งเหล่านี้ พระองค์ได้ประทานพระสัญญาอันยิ่งใหญ่และล้ำค่าของพระองค์แก่เรา เพื่อว่าโดยทางพระสัญญาเหล่านี้ พวกท่านจึงได้มีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า และพ้นจากความเสื่อมทรามในโลก ซึ่งเกิดจากตัณหาชั่ว”

 

ก็คือโดยพระเยซูคริสต์ ท่านจึงได้พระสิริของพระเจ้าที่หายไป  ที่เสียไป  เนเจอร์ หรือธรรมชาติที่เหมือนพระเจ้า เป็นลูกพระเจ้าที่หลุดหายไป  ตั้งแต่ที่อาดัมทำบาปนั้น  ผลของความบาปนั้น คือความตายทางฝ่ายวิญญาณตรงนี้  บัดนี้พระเยซูมาแก้ไขให้ใหม่แล้ว โดยเชื่อในข่าวดีของพระเยซู วิญญาณเราได้รับการรักษาให้หายกลับคืนมาใหม่ กลับคืนสู่เนเจอร์ ธรรมชาติของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้าและกลับคืนสู่พระสิริ ความสง่างาม ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาอยู่ เป็นธรรมชาติ เป็นตัวตนแท้ๆ ของวิญญาณของเรา เดี๋ยวนี้ทันที  เมื่อเราเชื่อแล้ว นี่พูดถึงผู้เชื่อแล้วทั้งสิ้น

เห็นไหมพระเยซูมาทำให้สิ่งเหล่านี้กลับคืนดีหมดเลย  ทั้งโลกวัตถุและโลกฝ่ายวิญญาณ  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 33 มัทธิว 24:35 พระเยซูประกาศอย่างนี้เลยนะครับ

มัทธิว 24:35 “ฟ้าและดินจะสูญสิ้นไป  แต่ถ้อยคำของเราไม่มีวันสูญสิ้น”

 

ตะกี้ที่ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าฟ้าและดินจะสูญสิ้นไป ก็หมายถึงโลกวัตถุมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และมันจะต้องดับไป  เพราะมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้อยคำของเราจะไม่มีวันสูญเสีย ก็คือถ้อยคำของพระองค์ คือเกี่ยวกับสวรรค์ เกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ ทั้งหมด มันจะอยู่อย่างนั้น ตามที่พระองค์ได้ทรงอธิบาย และสอนเราในโลกวิญญาณ มันจะอยู่ตลอดไป สวรรค์จะอยู่ตลอดไป วิญญาณเราจะอยู่ตลอดไป  แต่มันอยู่ที่ไหนเท่านั้นเอง  มันสำคัญมากถึงมากที่สุด ที่เราทั้งหลายจำเป็นจะต้องมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเกี่ยวกับทางฝ่ายวิญญาณ มากจริงๆ มากกว่าอะไรทั้งปวง อยากจะเน้นคำว่า “มากๆ” เพราะมันสำคัญมาก เพราะมันจะต้องอยู่ตลอดไป โลกใบนี้มันไม่ได้อยู่ตลอด เราอาจจะทุกข์หรือทำอะไรผิดๆ ถูกๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย  มันก็ไม่กี่ปี  เทียบกับโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นนิรันดร์ไม่ได้เลย

สมมติว่าคุณจะมีอายุยืนสัก 100 ปี 120 หรือ 200 ปี … 200 ปีเทียบกับโลกฝ่ายวิญญาณที่บอกว่าอยู่ตลอดไป มันนับไม่ถ้วนเลย 200 ปีกับล้านๆ ปี  นั่นก็เยอะแล้วนะ แต่นี่ 200 ปีกับนับไม่ถ้วนปี   อะไรสำคัญกว่า โลกฝ่ายวิญญาณสำคัญกว่า  เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมาเรียนรู้เรื่องข่าวดีของพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องวิญญาณทั้งสิ้น

เมื่อพูดถึงเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณตรงนี้แล้ว อยากจะบอกว่าทุกวันนี้  พระเยซูพูดกับคนที่เชื่อในข่าวดีของพระองค์ ที่ประกาศว่าพระองค์ทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขนนั้น  พระองค์ได้เอาคำสาปแช่งออกไปแล้ว พระองค์เป็นทางที่มนุษย์จะสามารถบังเกิดใหม่  กลับมาคืนดีกับพระเจ้า  กลับมามีธรรมชาติเหมือนพระเจ้า  กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า  ที่บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้าได้แล้ว  มนุษย์สามารถทำตรงนั้นได้แล้ว พระองค์ประกาศและอยากจะบอกกับมนุษย์ทุกคนว่าคนไหนที่เชื่อในข่าวดีนี้แล้ว พระเยซูก็เป็นเหมือนพี่ชายคนโตของเขา เป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวของมนุษย์พันธุ์ใหม่ ครอบครัวใหม่นี้ สถาปนาขึ้นเมื่อค.ศ.33 เป็นครอบครัวสายพันธุ์ที่สองของมนุษยชาติ สายพันธุ์หนึ่ง คืออาดัมของเก่า ตกลงไปในความบาป  แย่อยู่ในนรก แต่พระเยซูมาสถาปนาสวรรค์ว่าสวรรค์มาตั้งอยู่ที่นี่แล้ว เมื่อค.ศ.33  ตั้งอยู่เลย ไม่ใช่รอให้เราตายไปแล้ว สวรรค์จึงมา ไม่ใช่ สวรรค์มาตั้งแต่ ค.ศ.33 แล้ว พระเยซูกำลังจะบอกว่าใครที่เชื่อข่าวดีตรงนี้ พระองค์เป็นทางนั้น  เป็นทางที่เราจะไปหาพระบิดา เป็นทางที่เราจะเข้าสู่สวรรค์ได้  คือเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น  เราก็จะได้พักสงบอยู่ในสวรรค์ทันที นี่พระเยซูประกาศเช่นนี้แหละ และสิ่งหนึ่งที่พระเยซูอยากจะบอกพวกเราในขณะนี้  คือสำหรับข่าวสารที่จะไปถึงบรรดาน้องๆ ทั้งหลาย มนุษย์ที่เชื่อในข่าวดีของพระองค์แล้ว ได้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นน้องคนหนึ่งของพระองค์แล้ว พระองค์กำลังให้ข้อความนี้ไปถึงท่านว่าอย่างนี้  นี่คือข้อความไปยังบรรดาผู้ที่เชื่อแล้ว เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าแล้ว เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว มาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเยซูกำลังส่งข่าวสารไปให้กับท่านอย่างนี้ว่า …

“ขอต้อนรับลูกๆ ทุกคนในพระคริสต์ เที่ยวบินสายสวรรค์สู่โลกใหม่ Rest in peace พักผ่อนวางใจในพระเจ้า หลับให้สบาย ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางให้สนุกสนาน อย่าเครียด อย่ากังวล บางครั้งอาจมีมืดมนบ้าง อากาศแปรปรวนบ้าง ตกหลุมอากาศบ้าง  รัดเข็มขัดไว้ แล้วจงนิ่ง และรับรู้ว่านักบินผู้ควบคุมการบินอยู่ คือพระเจ้า  พ่อผู้ให้กำเนิดท่านนั่นเอง”

นี่คือสารที่มาจากพี่ชายคนโตของเรา หัวหน้าครอบครัวใหญ่ของเรา คือพระเยซูคริสต์ กำลังบอกพวกเรา น้องๆ  เรากำลังอยู่ในหนทางที่ไปสู่โลกใหม่ เราอยู่ในหนทางสวรรค์แล้ว  ย้ำอีกที เรากำลังอยู่ในหนทางที่ไปสู่โลกใหม่  รอจนกว่าโลกใบนี้มันจะดับสูญไปทั้งสิ้น สลายไป เราอยู่ในโลกใหม่แล้ว  เราจึง Rest in peace ได้แล้ว สำหรับข่าวสารที่พระเยซูจะส่งไปถึงมนุษยชาติ บรรดาผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นเชื่อในข่าวดีนี้ ยังไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า ยังไม่ได้สิทธินี้ในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  ที่พระเจ้าประทานให้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ยังไม่ได้ตัดสินใจ พระเยซูก็ส่งสารนี้ไปให้เขาหรือท่านว่า …

“โปรโมชั่นเที่ยวบินสุดท้าย  โปรโมชั่นเที่ยวบินสุดพิเศษ เที่ยวบินสายสวรรค์ บินสู่โลกใหม่ นักบิน พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระเยซู และผู้ดูแลบริการ ตลอดระยะทาง คือพระวิญญาณและเหล่าทูตสวรรค์ทั้งปวง จอดรับผู้โดยสารทุกสถานที่บนโลกนี้ และทุกเวลา ข่าวดีสำหรับมนุษย์ทุกคน  เพราะค่าตั๋วเครื่องบินฟรี  จ่ายเพียงความถ่อมตนเท่านั้น  คือยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้หมดบาป พ้นบาปได้ จึงยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอดจากบาป  เต็มใจจ่ายความถ่อมตนนี้ แล้วขึ้นเครื่องได้ทันที  ไม่จำกัดจำนวน หมดเขตโปรโมชั่นเมื่อมนุษย์คนนั้นตาย วิญญาณออกจากร่าง หรือโลกนี้ถึงการดับสูญไป ตัดสินใจโดยด่วนนะครับ ก่อนหมดโปรฯ ลงชื่อ พระเยซูคริสต์ ผู้อำนวยการสายการบิน I am the way” เอเมน

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 1 “เชื่อแล้ว รับรู้ วางใจ และอธิษฐาน” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  17  พฤษภาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 1

“เชื่อแล้ว รับรู้ วางใจ และอธิษฐาน”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            การบรรยายของวันนี้จะเป็นเรื่องต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีคนถามว่ายอมรับในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นผู้ช่วยให้รอดจากบาปแล้ว ทำตามแล้ว ต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว แล้วต้องทำอะไรอีกบ้าง ซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ได้ตอบคำถามนี้ไปแล้วว่าไม่ต้องทำอะไรเลย

ย้ำอีกที เมื่อต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว  ต้อนรับข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดประจำตัวแล้ว  ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เพราะความรอด จากบาป รอดจากนรก รอดจากการถูกพิพากษา ตรงนี้ รอดโดยพระคุณ ซึ่งเราเรียนไปครั้งที่แล้ว จบไปแล้ว  ตอบเลย รอดโดยพระคุณ ไม่ใช่โดยการกระทำของเรา ของมนุษย์คนใดเลยแม้แต่นิดเดียว  พระคัมภีร์ที่เราอ่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือเอเฟซัส 2:8-9 อ่านซ้ำอีกทีหนึ่ง เพื่อจะได้รู้ว่าผมไม่ได้ตอบด้วยตัวเอง แต่ตอบจากความจริงในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

เอเฟซัส 2:8-10 “8 เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอด โดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อ ความรอดนี้ ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า 9 ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ เพื่อจะไม่มีใครอวดได้ 10 เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานของพระเจ้า ซึ่งทรงสร้างในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ทำการดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เราทำ”

 

เราไม่ต้องทำอะไรเลย ให้ได้รับความรอด รอดจากนรก รอดจากความบาป  รอดจากความมืดไปสู่สวรรค์ รอดจากการเป็นคนบาป  ถูกสาปแช่ง ถูกพิพากษา อยู่ใน DNA ของอาดัม มาสู่สวรรค์ของพระเจ้า  มาเป็นลูกของพระเจ้า  อยู่ในพระเยซูคริสต์ ตรงนี้เราไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่ทำสิ่งเดียว คือถ่อมใจและยอมรับว่าความจริง คือ …

“พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน  ช่วยฉันได้”

แค่นี้เอง ต้อนรับพระเยซูแล้ว ก็ได้รับสิ่งเหล่านี้หมดแล้ว

พระคัมภีร์มีสอนไว้ว่าหลังจากที่เชื่อแล้ว ต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว ไม่ต้องทำอะไรแล้วก็จริง  แต่ควรทำอะไรให้สมกับที่เป็นลูกพระเจ้า ควรทำอะไรที่สมกับที่ถูกเรียกว่าผู้ที่ไม่บาปแล้ว  ทำอะไรที่สมกับผู้ที่เรียกว่าเป็นแสงสว่าง ในฐานะที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  ให้มันเกิดประโยชน์ต่อตัวเอง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  และเกิดประโยชน์ต่อบรรดาผู้คนรอบข้าง ที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  มีส่วนกระทบไปถึงเขา  มีอิทธิพลกระทบไปถึงเขา เราควรจะทำตัวอย่างไร?  เห็นไหม? ไม่เกี่ยวกับความรอด

สังเกตให้ดี ผมกำลังพูดถึงสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ ตรงนี้พยายามเน้นมากๆ  “ต้อง” คือต้อง ไม่ทำไม่ได้ มีอันเดียวเท่านั้น คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พอทำเสร็จแล้ว ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ต่อไปนี้ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว สิ่งที่จะทำต่อไป  ก็คือควรจะทำอย่างไร เมื่อเป็นลูกพระเจ้าแล้ว?

หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงมีชื่อเรื่องที่ผมให้ว่า “เชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  อธิษฐาน” 4 ขั้นตอน พูดให้ติดปาก

อันดับแรก คือ “เชื่อแล้ว” เชื่อในข่าวดีของพระเจ้า ข่าวดีของพระเยซู  ข่าวดีนั้น คือพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษยชาติ เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  มนุษย์จะรอดจากบาปได้ ก็โดยพระเยซูคริสต์เท่านั้น นี่คือข่าวดี และพระองค์ทรงแบกบาปเรา  และตายที่ไม้กางเขน เพื่อเราทั้งหลาย  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3

ยอมรับว่าตรงนี้ คือความจริง ยอมรับว่าพระเยซูตายที่ไม้กางเขน เป็นความจริง เพื่อฉัน เป็นส่วนตัวเลย ไม่ใช่รับรู้ว่าพระเยซูตายที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เป็นแค่การรับรู้ทางประวัติศาสตร์ว่านี่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ มันเป็นประสบการณ์ว่าสิ่งเหล่านี้บังเกิดขึ้น และมันเกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ณ ปัจจุบันเลย เป็นส่วนตัวของฉันเลย พระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน เพื่อมนุษยชาติและฉันด้วย  พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อมนุษยชาติและฉันด้วย เรามาดูโรม 10:9-10 …

โรม 10:9-10 “9 นั่นคือถ้าท่านยอมรับด้วยปากของท่านว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อในใจของท่านว่าพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย ท่านก็จะได้รับความรอด 10 เพราะท่านเชื่อด้วยใจ จึงทรงให้ท่านเป็นผู้ชอบธรรม และเพราะท่านยอมรับด้วยปาก จึงทรงให้ท่านรอด”

 

พอท่านเชื่อด้วยใจ จึงให้ท่านเป็นผู้ชอบธรรม  และเพราะท่านยอมรับด้วยปาก จึงทรงให้ท่านรอด

ผู้ที่ทำให้เรารอด คือพระเจ้า แล้วเราทำอย่างไร?  เราต้องทำอย่างเดียว คือยอมให้พระเจ้าช่วย ยอมจำนน ยอมเชื่อว่าพระองค์ทรงประทานของขวัญผ่านทางพระเยซูคริสต์นั้นเป็นจริง  พระองค์ทรงประทานทางที่จะไปสวรรค์อย่างง่ายๆ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ เป็นจริง ยอมรับแค่นี้เอง แล้วพระเจ้าจะทำทั้งหมดเลย คือทรงให้ท่านรอด ทรงให้ท่านเป็นผู้ชอบธรรม เห็นไหม?

คราวนี้มาดูว่าหลังจากเชื่อแล้ว  พระเจ้าทำให้เราเป็นผู้ชอบธรรม ทำให้เราได้รับความรอด เราได้รับการชำระบาป จนสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีตำหนิเลย ถูกแยกส่วน เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของพระเจ้า สะอาด หมดจด เหมือนพระเยซูเลย นี่พระคัมภีร์บันทึกไว้นะ

เราได้บังเกิดใหม่มีชีวิตนิรันดร์  วิญญาณซึ่งอยู่ในความบาป อยู่ในความมืด อยู่ในอาดัม บัดนี้ได้เกิดใหม่ อยู่ในพระเยซูคริสต์ มาเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในแสงสว่าง เคยอยู่ในอาณาจักรของความมืด อยู่ใน DNA ของอาดัม ซึ่งเรียกว่านรก บัดนี้ ด้วยความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์เท่านั้นเอง พระเจ้าได้ย้ายเราเข้ามาอยู่ในแสงสว่าง อยู่ในสวรรค์ของพระองค์แล้ว  ทันทีเลย เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราแค่เชื่อ

แต่สิ่งที่ควรทำ ตามที่พระคัมภีร์สอนไว้ ไม่บังคับให้ทำอะไรแล้ว  แต่ควรจะทำ หลังจากได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้า ได้เข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า  ณ บัดนาวแล้ว ควรจะทำอะไร? ผมทำขั้นตอนไว้ให้ท่าน ตามพระคัมภีร์ แต่ว่าผมเอามาให้ท่านเป็นขั้นตอน เพื่อให้ท่านชัดเจน อันดับแรก ต้องเปิดใจเชื่อ

อันดับที่สอง คือ ควรจะรับรู้ … รับรู้ในโลกวิญญาณว่าเราหรือท่านเป็นใครแล้วในโลกวิญญาณ เราต้องรับรู้ คือเรียนรู้โลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นโลกใหม่ สำหรับเราเลย เพราะตาเรามองไม่เห็น  หูเราไม่ได้ยิน  มือเราสัมผัสแตะต้องไม่ได้ แต่มันเป็นอยู่จริงๆ  ตามพระคัมภีร์บอก เป็นจริงมากยิ่งกว่าโลกวัตถุที่ตามองเห็น จับต้องได้ บนโลกใบนี้  ซึ่งวันหนึ่งมันจะสูญสิ้นไป มันไม่ได้จีรัง เขาเรียกว่ามันอยู่ไม่จริง เพราะมันอยู่แค่ชั่วคราว พระคัมภีร์บอกไว้แค่นั้น

แต่โลกวิญญาณ ที่บอกว่าเราเป็นลูกพระเจ้า บังเกิดใหม่ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้วตอนนี้ มันจะอยู่อย่างนี้  และจะอยู่ต่อไปนิรันดร์ ในโลกวิญญาณ ถ้าเราอยู่ในอาดัม อยู่ในความมืด  อยู่กับมาร อยู่กับบาป  หรือเรียกว่านรก  เราก็จะอยู่อย่างนั้นนิรันดร์เหมือนกันในโลกวิญญาณ สิ่งเหล่านี้จะต้องเรียนรู้ และรับรู้ ก็คือในพระเยซูคริสต์เราเป็นใคร

อย่างเช่นสมัยก่อน ผมตั้งวงดนตรี จะเล่นดนตรี เล่นกีต้าร์  ก็จดจ่อ เล่นกีต้าร์ทั้งวัน วันทั้งวันเล่นๆ อย่างนี้เขาเรียกว่าจดจ่ออยู่กับการเล่นกีต้าร์ ทั้งวันทั้งคืนก็จะจดจ่ออยู่อย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้น

เช่นเดียวกัน พระคัมภีร์บอกว่าให้เรารับรู้ในโลกวิญญาณ ก็คือให้เราจดจ่อ หรือเพ่งความคิด จิตใจของเรา ความสนใจของเรามากๆ ไปที่โลกวิญญาณ

รับรู้ แสดงว่ามันเกิดแล้ว เราเข้าไปรับรู้ว่ามันเป็นอยู่อย่างนั้นแล้ว ก็คือโลกที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ที่ตาเรามองเห็น วัตถุสิ่งของจับต้องมองเห็นได้ มันเป็นอยู่ ณ วันนี้ วันหนึ่งมันจะสูญสิ้นไป  พระคัมภีร์ใช้คำว่ามันอยู่เพียงชั่วคราว มันไม่จีรัง มันไม่เป็นจริงนั่นเอง  เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  วันหนึ่งมันจะเป็นศูนย์  มันจบไป แต่โลกวิญญาณ  มันจะอยู่ถาวรนิรันดร์ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง โคโลสี 3:1-4  จึงได้บอกให้เราจดจ่อไปที่ … รับรู้ไปที่ … เรียนรู้ไปที่โลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้ว  มันต้องใช้เวลาสนใจเยอะๆ จดจ่อเยอะๆ

เพราะอดีตมา เราไม่เคยสนใจมันเลย เรื่องโลกวิญญาณ  เราสนใจแต่โลกวัตถุ ทำมาหากิน มีครอบครัว แล้วก็รอตายไป แต่นี่มีโลกวิญญาณด้วย เราเพิ่งรู้ เราได้เกิดใหม่ เราบังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ พระคัมภีร์บอกเราอีกเยอะแยะ และให้เราไปเรียนรู้ และรับรู้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

ในข้อ 1 บอกว่า “ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว” ในวิญญาณเราได้บังเกิดใหม่  เห็นไหม ให้ท่านเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว พร้อมกันเลย “ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน” ให้ใจของท่านสนใจและจดจ่อ รับรู้ เรียนรู้กับสิ่งที่อยู่เบื้องบน คือสิ่งที่เป็นโลกวิญญาณ  ที่มันมีพัฒนา ที่มันดีกว่า ศิวิไลน์กว่า โลกวัตถุนี้มากนัก  เพราะมันจะอยู่ถาวรนิรันดร์  ให้จดจ่อไปที่เบื้องบน “ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” เห็นไหม?  ซึ่งเรานั่งอยู่ที่นี่ร่วมกับพระคริสต์ ในโลกวิญญาณเรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า

ข้อ 2 บอกว่า “จงให้ความคิดของท่าน” ก็คือสอนเรา บอกเราว่าควรจะเอาความคิดของเราไปจดจ่อกับสิ่งเบื้องบน  ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก คือจดจ่อกับเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณว่าในโลกฝ่ายวิญญาณ  สถานะเราเป็นลูกพระเจ้า เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เราอยู่ในสวรรค์แล้วนะ พูดสั้นๆ แค่นี้ เราเป็นผู้ชอบธรรม เราเป็นลูกของพระเจ้า สะอาด บริสุทธิ์ หมดจดแล้วนะ ในโลกวิญญาณ มันเป็นแล้ว และจะเป็นอยู่อย่างนี้ ตลอดไป ให้เราจดจ่อกับสิ่งนี้ เดี๋ยวมันลืม

ไม่ใช่ไปจดจ่อกับสิ่งฝ่ายโลกว่าจะเอาอะไรกิน จะเอาอะไรดื่ม พรุ่งนี้จะเอาอะไรนุ่งห่ม มะรืนนี้ทำมาหากินไม่ได้  ลำบากลำบนอะไรต่างๆ เหล่านี้  ไม่ต้องไปจดจ่อกับสิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้นอธิษฐานกับพระเจ้า เดี๋ยวพระเจ้าจะนำพาท่านผ่านทีละอย่างๆ ขอได้ เรียกได้ ขอความช่วยเหลือได้ พระเจ้าพาท่านผ่านไปได้อย่างแน่นอน และอีกอย่างหนึ่ง มันไม่ได้สำคัญเมื่อเทียบกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว บนโลกวิญญาณ ที่ท่านบังเกิดแล้ว เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้ว อันนั้นสำคัญกว่าเยอะ

ข้อ 3 บอกว่า “เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า” เพราะท่านตายแล้ว ที่ไหน? ในโลกวิญญาณ  วิญญาณเก่าของท่านมันตายไปแล้ว วิญญาณเก่าที่อยู่ในความบาป  วิญญาณเก่าที่อยู่ในอาดัม วิญญาณเก่าที่อยู่ในนรก  วิญญาณเก่าที่อยู่กับมาร เป็นทาสมาร  มันจบไปแล้ว มันตายไปแล้ว ชีวิตที่ท่านอยู่ทุกวันนี้ ท่านบังเกิดใหม่ เหมือนพระเยซูเลย เหมือนพระเจ้าเลย  และตัวที่บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ  ตอนนี้เลย ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า ก็คือวิญญาณท่านถูกซ่อน อยู่ในการควบคุมดูแลของพระเยซูคริสต์และพระเจ้า อย่างที่เคยเรียนรู้ พอท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ท่านได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าพระบิดา  พระเจ้าพระบุตร พระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้ง 3 พระภาคจะเสด็จเข้ามาอยู่ในร่างกายของท่าน มาอยู่ในวิญญาณของท่านเลยทีเดียว เป็นหนึ่งเดียวกันเลย  เขาเรียกว่าวิญญาณของท่านถูกซ่อนอยู่ในพระบิดา พระบุตรพระเยซู และมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยง นี่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณหมด สิ่งเหล่านี้ เราต้องรับรู้และเรียนรู้

ข้อ 4 บอกว่า “เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ” ปรากฏ หมายถึงว่าเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มาพิพากษาโลกใบนี้  ในวันหนึ่งข้างหน้า ไม่รู้เมื่อไร?  ก็คือวันสิ้นโลกนั่นแหละ อาจเป็นพรุ่งนี้ มะรืนนี้ อีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า หรืออาจะไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง หรือฟังๆ ผมอยู่  พระเยซูเสด็จกลับมา โลกใบนี้จบสิ้นหมดแล้ว ก็ได้  มันเป็นได้ทุกเมื่อเลย ไม่มีการดูว่าจะมาเมื่อไรดีอะไรต่างๆ เมื่อนั้น  เมื่อพระเยซูกลับมา หรือโลกสิ้นสุดลง

“เมื่อนั้น ท่านก็จะ” คราวนี้ “จะ” ไม่ใช่ “แล้ว” “ท่านก็จะปรากฏ” วิญญาณที่ซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ในพระเจ้าแล้ว  ตอนนี้ทำไปแล้ว อยู่ในนั้นแล้ว ถ้าพระเยซูกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  ปรากฏออกมา วิญญาณที่ซ่อนอยู่ ก็ไม่ต้องซ่อนอีกแล้ว ปรากฏออกมาพร้อมพระเยซูเลย “พร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริ” ก็คือได้รับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูเลย คือพระเกียรติสิริของพระเจ้า  ที่เราจะได้รับ เราก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับพระเยซูคริสต์

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณว่าเมื่อเราเชื่อแล้ว  เราต้องรับรู้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นความจริงที่พระเจ้าจะบอกแนวทางให้เรารู้ว่าในโลกวิญญาณมันเป็นเช่นใด มันมีอยู่จริงๆ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ? จะรู้หรือไม่รู้? มันมีอยู่จริงๆ ถ้าไม่อยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด ก็อยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง มันไม่มีอยู่ตรงกลาง หรือไม่เอาเลยทั้งสองอย่าง  ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ก็ต้องอยู่ นี่เขาเรียกว่าความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ  ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะมันมีอยู่จริงๆ

เราไป 2 ขั้นตอนแล้วนะ (1) เชื่อแล้ว   (2) รับรู้  เรียนรู้ สนใจ จดจ่อ  หาความจริงในโลกวิญญาณ ตามพระคัมภีร์บอกมีอะไรเกิดขึ้นแล้วในโลกวิญญาณ ฉันเป็นใครในพระเจ้า ฉันเป็นใครในพระเยซูคริสต์แล้ว  ฉันเป็นลูกพระเจ้าแล้ว แล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง?  สนใจ ในพระคัมภีร์บอกไว้

อันดับที่สาม คือ “วางใจ” คือมอบภาระทุกสิ่งในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไว้ที่พระเจ้าเลย เพราะรู้ความจริงแล้วว่าโลกใบนี้ มันอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง แล้วพระเจ้าสถิตอยู่ในเราแล้ว  ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ไม่ต้องคิดหาเหตุผล อันโน้นอันนี้ อันนั้น วุ่นวายไปหมดเลย  มอบให้พระเจ้า แล้วก็ฝากไว้ที่พระองค์ ทุกอย่าง มอบภาระทั้งสิ้นไว้กับพระองค์เลย  ใน 1 โครินธ์ 6:19-20 ได้บันทึกอย่างนี้ว่า …

1 โครินธ์ 6:19-20 “19  ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่าน เป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่านซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า? ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง 20 พระเจ้าทรงซื้อท่านไว้ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยร่างกายของท่านเถิด”

 

“ท่านไม่รู้หรือว่า” ก็แปลว่าท่านควรจะรู้ ถูกไหมครับ? ไม่ได้บังคับ  ถ้าท่านไม่รู้ ท่านก็ไปสวรรค์อยู่ดี  เพราะท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว ถ้าท่านไม่รู้ ท่านก็เป็นลูกของพระเจ้าอยู่ดี เพราะท่านเป็นลูกไปแล้ว จากการบังเกิดใหม่ ถ้าท่านไม่รู้ ท่านก็เป็นผู้ชอบธรรมอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นผู้ชอบธรรม โดยพระคุณความรอดจากพระเยซูคริสต์เป็นผู้กระทำให้ท่านเป็นผู้ชอบธรรม แต่ท่านควรจะรู้ดีกว่า เพราะท่านรู้ ท่านจะได้ใช้ชีวิตเป็นประโยชน์กับตัวท่านเอง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  และเป็นประโยชน์ถ้ารู้จักทำตามพระเจ้า สิ่งที่ดีๆ มันก็เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ และกระทบไปถึงผู้คนรอบข้าง บรรดาโลกใบนี้ทั้งหมด โลกสวยงาม เพราะชีวิตท่าน  ถ้าท่านรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เห็นไหม?

ถ้าท่านไม่รู้ ท่านก็จะทำประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ได้น้อยกว่าเท่าที่ควร เพราะเราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ เพื่อตัวเราเอง แต่เราอยู่บนใบนี้ เพื่อตัวเองด้วย และเพื่อน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับโลกใบนี้ “น้ำพระทัยพระเจ้า” คืออะไร? ก็คือช่วยเหลือบรรดาผู้คนทั้งหลาย ทั้งรู้จักพระเจ้าและไม่รู้จักพระเจ้าก็มี ทั้งโลกใบนี้แหละพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ดี

เพราะฉะนั้น ในนี้จึงบอกว่า … “ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้าซื้อท่านมาด้วยราคาแพง” ก็คือพระเยซูคริสต์ยอมสละสภาพหรือสถานะที่เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งทุกวันนี้ พระองค์ก็เป็นบุตรมนุษย์ พระองค์ทรงตรัสว่าพระองค์เป็นบุตรมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่ได้เกิดในสถานะต่ำลง แต่พระองค์ทรงยอมทำ เพื่อมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ จะได้มาบังเกิดใหม่ กลับมาหาพระเจ้าได้

ในนี้บอกว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหาร” ก็หมายถึงท่านไม่รู้หรือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงอยู่กับท่านตลอดเวลา  อยู่ในร่างกายของท่าน เห็นไหม?

ถ้าท่านรู้อย่างนี้ ท่านก็วางใจในพระเจ้าได้มาก ทุกอย่างเลยบนโลกใบนี้ ดำเนินชีวิตไป ท่านรู้เลย  ใครอยู่ในตัวฉัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรบนโลกใบนี้ ท่านจะรู้สึกเลยว่าฉันไม่ได้เดินคนเดียว แต่ฉันมีพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 องค์อยู่ในร่างกายของฉัน  อยู่กับวิญญาณของฉันนี้ พระเจ้าอยู่ด้วยกันกับฉันตลอดเวลา ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว และจะอยู่ในสวรรค์อย่างนี้ ตลอดชั่วนิรันดร

ท่านรับรู้อย่างนี้แล้ว ท่านก็สามารถวางใจได้ การวางใจ เหมือนกับเมื่อท่านรับรู้ว่าท่านได้เชื่อแล้ว บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า  ได้เข้ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว  ก็เหมือนกับท่านรับรู้ว่าท่านขึ้นเครื่องบินแล้ว  ผมบินบ่อย หลายครั้งในชีวิตนี้ บินไกลๆ ด้วย  จึงรู้ว่าความวางใจ แปลว่าอะไร? ผมรับรู้ว่าผมนั่งเครื่องบิน  พอขึ้นเครื่องบิน ผมก็รับรู้เลยว่าผมนั่งอยู่บนเครื่องบิน เครื่องบินเขาบินมาตั้งนานแล้ว เดี๋ยวก็ไปถึงอเมริกา  เดี๋ยวก็ไปถึงยุโรปอีก 10 กว่าชั่วโมง  ทุกคนก็ทำอย่างนี้ วางใจ ถามว่าเขาวางใจในอะไร? เขาวางใจในกัปตันใช่ไหม?  วางใจในเครื่องบิน  ยานพาหนะตัวนี้ ระบบของมันใช่ไหม? จากการศึกษา รับรู้มาตลอด เขาเชื่อมั่นแล้ว เขาวางใจเลย มีใครไหมขึ้นบนเครื่องบินแล้ว พอเครื่องออก ก็วิ่งพล่านเลย  มันจะตกเมื่อไร? มันจะบินไปถึงไหม?  ทุก 1 ชั่วโมง คอยดูกระจกตลอดเวลา หรือไม่อย่างนั้น ทุก 2 ชั่วโมงก็วิ่งไปหากัปตันตลอดเวลา บินอยู่ดีไหม? โอเคไหม? เป็นอะไร?  หรือนอนไม่หลับกระสับกระส่าย ทุกคนก็หลับสบาย กัปตันให้คาดเข็มขัด เขาก็คาดเข็มขัด พอตกหลุมอากาศ เข้าไปในอากาศแปรปรวนบ้าง  เขาก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากมายนัก ยกเว้นมันจะมีเยอะๆ นะ อันนี้สมมติให้ฟัง เขาก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะเขาวางใจในเครื่องบินและกัปตัน

ในทางพระเจ้าก็เหมือนกัน เมื่อท่านรับรู้ว่าท่านบังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ ท่านเป็นใครในพระเยซูคริสต์แล้ว สิ่งที่ท่านควรทำ ก็คือให้วางใจและพักผ่อน  พระเยซูบอกว่า … “ใครเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนักในชีวิต จงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข”  … มันแปลว่าอย่างนี้  พอท่านรับรู้ความจริงต่างๆ ในโลกวิญญาณเรียบร้อยแล้ว ท่านก็วางภาระลง ขึ้นเครื่อง ก็เหมือนกับขึ้นเครื่องพระคริสต์ เข้าไปอยู่ในพระคริสต์ อย่างนี้ดีกว่า พอท่านเข้าไปอยู่ในพระคริสต์ ก็เหมือนอยู่บนเครื่องบิน ไม่ต้องทำอะไรแล้ว เมื่อท่านอยู่ในพระคริสต์แล้ว ก็เหมือนผมอยู่ในเครื่องบิน อยู่แล้ว จบ ต่อไปนี้แล้วแต่กัปตัน เดี๋ยวมันก็ถึงที่หมายที่เราต้องการไป

เช่นเดียวกัน อยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์แล้ว รับรู้แล้ว จบ วางไว้เลย ให้กัปตันของเรา คือพระเจ้าพระบิดา เป็นกัปตันเบอร์ 1 เป็นนักบินที่หนึ่ง พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ เป็นกัปตัน นักบินที่สอง  ช่วยกันควบคุมดูแลเครื่องบินลำนี้ให้ไปถึงที่หมายด้วยความปลอดภัย พอไหม? วางใจไหวไหม  ท่านลองคิดดู พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงครอบครองสรรพสิ่งทั้งหลาย ผู้ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด  ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเพียงผู้เดียว นอกจากพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดแล้ว  ใครๆ ก็รู้จักพระเจ้าองค์นี้ดี แล้วยังแถมมีพระเยซูคริสต์ พระบุตร ร่วมกันบังคับดูแล เป็นกัปตันของเครื่องบินลำนี้ ที่มีชื่อว่าเครื่องบินพระคริสต์ กำลังเดินทางไปสวรรค์ ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้ว กำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่  เพราะโลกเก่ากำลังสูญสิ้นไป  กำลังจะเน่าเละไปแล้ว  กำลังจะระเบิดสูญสิ้นไปแล้ว เรากำลังไปโลกใหม่ แล้วไม่วางใจได้อย่างไร?  ใหญ่ขนาดนี้ แค่นั้นไม่พอ  มีพระเจ้าพระบิดา เป็นนักบินที่หนึ่ง  พระเยซูคริสต์เป็นนักบินที่สอง แถมมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นหัวหน้า ฝ่ายบริการดูแลความเรียบร้อยของเครื่องบิน ก็คือของยานพาหนะพระคริสต์ ดูแลให้หมดเลย ดูแล เลี้ยงดู นำพา ปลอบโยน ช่วยเหลือ แล้วก็มีทีมงานของพระวิญญาณ ก็คือเหล่าทูตสวรรค์ทั้งปวง เยอะแยะมากมายมารับใช้

เวลาผมขึ้นเครื่องบินทีไร เวลาหิวน้ำ ก็จะกดปุ่ม ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็มีทูตสวรรค์ ไม่ใช่ ถ้าทางมนุษย์นะ ในเครื่องบิน พอกดปุ่ม  แอร์โฮสเตสก็มา …

“ต้องการอะไรค่ะ”

“ขอน้ำแก้วหนึ่ง”

“เดี๋ยวนะคะ เดี๋ยวเอามาให้”

อย่างนี้ เรียกว่าพักผ่อน วางใจ เพราะฉะนั้น ในทางโลกวิญญาณก็เช่นกัน  เมื่อเรามาอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในเรือลำนี้แล้ว  เราไปสวย เราไปโลกวิญญาณ  ไปโลกใหม่ เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว เพียงแต่พระเจ้าพาเราไปสู่โลกใหม่ โลกที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ หลังจากโลกเก่าที่เละตุ้มเปะ ที่วุ่นวายสับสน ที่พินาศไปแล้ว  เสียหายไปแล้ว  ปัจจุบันนี้  กำลังสูญสิ้นไป  แล้วโลกใหม่เข้ามาแทนที่ พระเจ้ากำลังพาเรา ไปสู่โลกใหม่  โดยการอยู่ในสวรรค์กับพระองค์แล้ว เดี๋ยวนี้ ทันที หลังจากที่เราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้วนั่นเอง  เดี๋ยวค่อยมาเล่าสู่กันฟัง ตื่นเต้นกว่านี้อีก

คราวนี้ วางใจอยู่ในขั้นตอนที่ 3 เชื่อแล้ว รับรู้  วางใจ อันสุดท้าย คืออธิษฐาน …

          (1) ต้องทำ … เชื่อ และเราได้เชื่อแล้ว

          (2) ควรทำ … รับรู้ กำลังทำอยู่มากน้อย แล้วแต่ประโยชน์ของตัวเอง

          (3) ควรทำ … วางใจ จะได้พักผ่อน หายเหนื่อย และเป็นสุข

          (4) ควรทำ … อันดับสุดท้าย คืออธิษฐาน

สรุปว่ามี 1 ต้องทำ กับ 3 ควรทำ  “1 ต้องทำ” ก็คือต้องเชื่อในข่าวดี  “3 ควรทำ” ก็คือรับรู้ วางใจ และอธิษฐาน

ซึ่งการอธิษฐาน คือการเริ่มต้นฝึกฝน การใช้บริการบนเครื่องบินนั่นแหละ (ในโลกวิญญาณ) ก็เหมือนกับการเริ่มต้นฝึกฝนการใช้สิทธิอำนาจ หรือสิทธิของเรา  หรืออะไรที่เราสามารถทำได้  หรือการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกวิญญาณนั่นเอง เพราะเราไม่เคยอยู่ในโลกวิญญาณอย่างนี้มาก่อน เอะอะอะไรเราก็ใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย มองดูวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้ แล้วก็ตัดสินตามเหตุผล แต่เดี๋ยวนี้เรามาเริ่มต้นฝึกฝนในทางโลกวิญญาณว่าในโลกวิญญาณ มันมีอยู่จริงๆ และมันอยู่ตลอดกาล และมันสำคัญกว่าโลกวัตถุยิ่งกว่ามากนัก แล้วฉันควรจะทำตัวอย่างไรในโลกวิญญาณ  นี่แหละรวมกลุ่ม แล้วเรียกว่าอธิษฐาน

อธิษฐานตรงนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การอธิษฐานแบบเป็นทางการ ที่เราอธิษฐานทุกวันนี้ นี่ก็เป็นการแบบทางการ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้สิทธิ การใช้บริการในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ที่เราอยู่แล้ว นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้  นี่คือบริการในสวรรค์เขาบอกให้ทำได้ พระเจ้าบอกบนเครื่องบินนี้เราทำอะไรได้บ้าง ขอน้ำ ก็ขอได้ ขอข้าวยังขอได้เลย  อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันรวมไปถึงการพูดคุย สนิทสนมกับพระเจ้า เพราะว่าเพิ่งจะเรียนรู้ เพิ่งจะรู้จักพระเจ้าเองว่าพ่อในโลกฝ่ายวิญญาณ  ที่จะอยู่กับเราตลอดไป  ที่เป็นพ่อที่น่ารักอย่างนี้  เรียกว่าพ่อทางฝ่ายวิญญาณ  เราคุยกับพ่อได้ตลอดเวลา  ก็คือฝึกการอธิษฐาน ฝึกการคุย ฝึกในการสนิทสนมกับพ่อของเรา หมั่นที่จะเรียนรู้ว่าพ่อของเราเป็นอย่างไร?  มีลักษณะเป็นอย่างไร?  เป็นพื้นฐานของความจริงในโลกวิญญาณ  ซึ่งพระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่าเรามีสิทธิ์อะไร? แล้วพ่อเราเป็นใคร? พ่อเราน่ารัก มีนิสัยใจคออย่างไร?  แล้วเราเป็นลูกมีธรรมชาติ มีเนเจอร์ที่เหมือนพ่อเราตรงไหนบ้าง?

ถ้าเราไม่หมั่นอธิษฐานเรียนรู้ เราก็ไม่ได้ใช้สิทธิของเราอย่างถูกต้อง เพราะเราไม่รู้ความจริง แล้วเราก็อาจจะถูกหลอกได้  ก็อย่าลืมว่าเรายังดำเนินอยู่บนโลกใบนี้  มารมันยังสามารถใช้สิ่งต่างๆ วัตถุสิ่งของของมนุษย์บนโลกใบนี้ ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เรามองเห็น และเราไขว้เขวก็ได้ เพราะเรามองเห็น เราเลยเชื่อตามนั้น  ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่  ในโลกวิญญาณไม่ได้เป็นอย่างนั้น  แต่ถ้าเราไม่รู้ความจริงในโลกวิญญาณ  เราก็จะถูกหลอกได้ง่าย อย่างนี้เป็นต้น

ถามว่าถูกหลอก แล้วเราจะไปอยู่กับมันในนรกหรือ? มันไม่ใช่ เราไม่มีทางได้ไป มันแค่เสียประโยชน์ของเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น เรายังคงอยู่ในสวรรค์ อยู่ในพระคริสต์เหมือนเดิม  กำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่เหมือนเดิม  ไม่เปลี่ยนแปลง ได้รับความรอดแล้วเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่การดำเนินชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้ มันไม่มีประโยชน์ต่อเราและผู้คนรอบข้าง เทียบกับเรานั่งเครื่องบิน แทนที่เราจะหลับอย่างสบาย เอกเขนก พักผ่อนอย่างสบาย เรามัวแต่ตื่นเต้น ตกใจ  กลัว วิตกกังวลตลอดเวลา  ลุกขึ้นทุกๆ 1 นาที ทำให้คนนั่งข้างหน้าเขารำคาญจะนอน เราก็ไปผลักเขา เดี๋ยวก็เดินไปถามแอร์โฮสเตส

“นี่ถึงไหนแล้ว”

ทุก 15 นาทีถามแอร์โฮสเตสว่าถึงไหนแล้ว  ทุก 1 ชั่วโมงไปเคาะห้องนักบินว่านักบินยังอยู่ไหม? มันทำให้เราเองเดือดร้อน  ไม่สบายเท่าที่ควร และผู้คนรอบข้างเราก็ไม่ได้รับความสะดวกสบายเช่นเดียวกัน นี่มันมีแค่นี้เอง

เพราะฉะนั้น เราควรที่จะฝึกฝนในการอธิษฐาน ในการเข้าสนิทกับพระเจ้า ในการรู้จักพระเจ้า  รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกวิญญาณว่าเขาทำกันอย่างไร? มันเป็นอย่างไร?  เรามีสิทธิอะไรบ้าง? ฟีลิปปี 4:4-8 ได้บันทึกอย่างนี้ เป็นการสอนเราเลย  บอกเราว่า เมื่อเราเชื่อแล้ว  รับรู้ว่าเราเป็นใครในโลกวิญญาณแล้ว  และวางใจในพระเจ้าแล้ว ให้เราเริ่มต้นอธิษฐานอย่างนี้แหละ ใช้สิทธิของเรา ฝึกฝนในการดำเนินชีวิตแบบโลกวิญญาณ

ฟีลิปปี 4:4-8 “4 จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด! 5 ให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว 6 อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ 7 แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ 8 สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย จงใคร่ครวญถึงสิ่งที่เลอเลิศ หรือสิ่งที่ควรสรรเสริญ คือสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่น่ายกย่อง”

 

“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าขอย้ำยืนยันอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด ให้ความอ่อนน้อมถ่อมสุขภาพ อ่อนโยนของท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ใกล้แล้ว  อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย”

เหมือนเราขึ้นเครื่องบินแล้วกำลังจะบอกว่า …

“จงมีความสุขในการเดินทางไปกับเรานะ รัดเข็มขัดให้แน่น นั่งอยู่กับที่ แล้วสบายๆ  มีความปีติยินดี” เป็นอย่างนี้

“เพราะว่ากัปตัน คนขับเชื่อถือได้ บินมานานแล้ว” อะไรประมาณนี้

เห็นไหม? ชัดเจนไหม? จงชื่นชมยินดี รู้แล้วว่าเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว พระเจ้ากำลังพาเราไปโลกใหม่ พระเจ้าคอยดูแลเรา โดยให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้ช่วยเหลือ และกองทัพทูตสวรรค์อีกมากมายคอยดูแล ช่วยเหลือเรา กัปตัน คือพระองค์เองและพระเยซูคริสต์บอกเราว่า …

“ลูกเอ๋ยไม่ต้องกลัว อยู่ตรงนี้ สบายๆ  แล้วทำอะไรต่อ ชื่นชมยินดีสิ มองทั้งวัน มองแต่โลกใหม่ มันสวยงามขนาดไหน?”

พระเจ้าค่อยๆ เล่าโลกใหม่ให้เราฟัง ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้กับเรา  มันเป็นเช่นไร?  แล้วก็มองไปถึงร่างกายใหม่ด้วย โลกใหม่กับร่างกายใหม่มาพร้อมกัน ร่างกายใหม่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ จะไม่เหมือนร่างกายในปัจจุบัน ร่างกายใหม่จะเป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ที่เป็นขึ้นจากความตาย  ที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของความบาป ความตาย และไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอีกต่อไป ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป  ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป  แล้วไม่มีความแก่ด้วย มองถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่มันเป็นจริง และมันจะอยู่อย่างนี้จริงๆ ตลอดนิรันดร์  ซึ่งพระเจ้าบอกเรา  และเล่าให้เราฟัง

เมื่อเราเรียนรู้อย่างนี้ เราจะชื่นชมยินดี และให้ทำอะไรต่อ ในนี้บอกว่าไม่ต้องกระวนกระวายใจ บางครั้งอากาศแปรปรวนบ้าง  มีหลุมอากาศบ้าง  อาจจะกระโดดบ้าง แต่รัดเข็มขัดไว้ แล้วก็ไม่ต้องกลัว สบายๆ  เหมือนที่เราเคยร้อง

“บางคราวต้องผ่านความทุกข์มืดมัว          บางคราวโศกเศร้า บังเกิดความกลัว

บางคราวราบรื่น ชื่นใจยินดี                                    พระหัตถ์พระองค์ทรงนำทุกที”

บางครั้ง บางคราวมันผ่านหลุมอากาศบ้าง  อากาศแปรปรวนบ้าง ก็ไม่ต้องตื่นเต้น เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว บางคราวราบรื่น ถึงเวลาดินเนอร์ ถึงเวลาอาหารเที่ยงบนเครื่องบิน อาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีความสุขมาก เพราะมันไม่รู้จะทำอะไร มีหนังให้ดู ถึงเวลา เขาก็จะเสิร์ฟอาหาร มีอะไรบ้าง อาหารเช้า อาหารเที่ยง อาหารเย็นเป็นอย่างไร? ไปเลือกเอา คอยดูเมนูเอา มันก็มีความสุขนะ พระเจ้าสถิตอยู่กับเราแล้ว แล้วแถมอยากขออะไร ก็ขอได้

นี่มันคืออะไร? “จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน  และการขอบพระคุณ”

เทียบกับเครื่องบินเมื่อตะกี้นี้ ก็คือนอกจากอาหารมื้อประจำแล้ว  เกิดหิวน้ำขึ้นมา อยากได้หมอน อยากได้ผ้าห่ม กดปุ่มเรียก เดี๋ยวแอร์โฮสเตสก็เอามาให้

“ต้องการอะไรค่ะ”

“ขอน้ำอุ่น”

เดี๋ยวน้ำอุ่นก็มา  ขอผ้าห่มผืนหนึ่ง เดี๋ยวผ้าห่มก็มา  อย่างนี้เป็นต้น

นี่คือสิ่งที่เปรียบเทียบให้ท่านเห็นว่าจงร้องทูลต่อพระเจ้า  ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน และการขอบพระคุณพระเจ้า เมื่อเราได้รับ ขอบพระคุณพระเจ้า เมื่อเราเชื่อว่าเราได้รับ เราบอกพระเจ้า วิญญาณเรารู้ว่าเราได้รับ เราก็ขอบคุณพระเจ้า แล้วสันติสุขของพระเจ้าซึ่งเกินกว่าความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ ก็คือในพระคริสต์นี้ ความคิดจิตใจที่เป็นอย่างนี้ เมื่อจดจ่อรับรู้ในความจริงเหล่านี้ และวางใจ มันก็จะสงบ มันก็จะได้พักผ่อนในพระเจ้า

เวลาคนจากไป เขาใช้คำว่า R.I.P. คือ Rest in peace คำนี้ส่วนใหญ่เขาเขียนตอนที่ตายแล้ว  แต่จริงๆ แล้ว คำว่า RIP หรือ Rest in peace สามารถทำได้ตอนที่มีชีวิตอยู่นี่แหละ โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ รับรู้ วางใจ และอธิษฐาน

อธิษฐาน คือคุยกับพระเจ้า ฝึกฝนในการเรียนรู้กับโลกวิญญาณกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ ก่อน  มันก็จะเกิด RIP คือ Rest in peace ก็คือได้พักสงบในสันติที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระคริสต์นั่นเอง  เพราะฉะนั้น เมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว ที่เหลือไม่ต้องทำอะไรแล้ว  ให้ Enjoy life  คือมีชีวิตที่ชื่นชมยินดี  วันทั้งวัน เหมือนเพลงที่บอกว่า …

“วันนี้เป็นวันที่พระเจ้าจัดไว้ เราจะยินดีและเบิกบานในใจ

ยินดีในพระองค์  ยินดีในพระองค์”

เหมือนกันอย่างนี้  วันนี้คือวันไหน? วันนี้ คือวันที่เราเชื่อแล้ว  ได้บังเกิดใหม่ วางใจในพระองค์ รับรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้  รู้ว่าเราควรวางใจ เสร็จแล้วก็อธิษฐาน แล้วก็เกิดอะไรขึ้น?  Enjoy life  เอเฟซัส 6:18 แถมให้หนึ่งข้อ ได้สอนเราอย่างนี้ด้วยว่าเราควรทำอะไร?

เอเฟซัส 6:18 “จงอธิษฐานในพระวิญญาณทุกโอกาส ด้วยการอธิษฐาน และการวิงวอนทุกรูปแบบ โดยคำนึงถึงสิ่งนี้ จงเฝ้าระวังด้วยความมานะอดทน และด้วยการวิงวอน เผื่อประชากรทั้งปวงของพระเจ้าเสมอ”

 

เห็นไหมครับ? “จงอธิษฐานในพระวิญญาณทุกโอกาส” ก็คือให้รับรู้ว่าเราเป็นวิญญาณ  เมื่ออธิษฐานทูลขอสิ่งต่างๆ ให้เรามองไปที่โลกวิญญาณ  ให้รู้ว่าโลกวิญญาณนั้นเป็นจริง ใช้วิญญาณของเราในการสื่อสารกับพระเจ้า นี่แหละหมายถึงการอธิษฐานในวิญญาณ

สมมติว่าเราจะคุยกับพระเจ้าในการอธิษฐาน หรือในการทูลขอสิ่งใด วิธีการทำอย่างไร? ก็คือไม่ต้องหลับตา จะฝึกหลับตาก็ได้ ก็คือสับสวิตช์ไปที่โลกฝ่ายวิญญาณทันทีเลย พอสับสวิตช์ไปที่โลกฝ่ายวิญญาณ  สมมติว่าการหลับตาของผมตอนนี้ เท่ากับสับสวิตช์ไปที่โลกฝ่ายวิญญาณ  สมมตินะครับ จริงๆ ไม่ต้องหลับตาก็ได้

พอหลับตาปุ๊บ ผมไปคิดถึงโลกวิญญาณแล้ว ผมเองเป็นวิญญาณ เป็นลูกพระเจ้า นั่งอยู่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน พระเจ้าสถิตอยู่กับวิญญาณของผม ผมก็เริ่มอธิษฐาน นี่เขาเรียกว่าอธิษฐานในวิญญาณ

“พระเจ้าลูกอธิษฐาน ขอพระองค์ทรงเปิดตาวิญญาณ ช่วยเหลือบรรดาพี่น้องของลูกที่กำลังฟังอยู่ในขณะนี้  ที่อาจจะยังไม่เข้าใจ  ยังไม่ได้เริ่มต้นเชื่อในข่าวดี ที่ลูกตั้งใจ และจากใจจริงที่จะประกาศ ที่จะเล่าบรรยายให้ฟังมาตลอดหลายสัปดาห์แล้ว  วันนี้ขอพระองค์ทรงช่วยเปิดตาวิญญาณให้ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ได้เริ่มต้นรู้ความจริง ได้เห็นเข้าไปในโลกฝ่ายวิญญาณ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ไถ่บาป ที่สามารถช่วยเขาได้  เขาไม่สามารถช่วยตัวเขาเองได้  ให้เขารู้ว่าเขาต้องการพระเยซูเท่านั้น ลูกขอต่อพระองค์ เปิดตาฝ่ายวิญญาณเขาด้วยเถิด  ขอบคุณพระองค์ในนามพระเยซู เอเมน”

ที่ผมพูดทั้งหมด ผมเพ่งไปที่ทางโลกฝ่ายวิญญาณว่าผมเป็นใคร? พระเจ้าอยู่กับผมอย่างไร?  แค่นี้เอง เป็นการฝึกฝน ถ้าท่านฝึกไปเรื่อยๆ ท่านก็จะเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ  และสิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดผลมากขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ผมได้บอกแล้ว

วันนี้สรุปแล้ว มี 4 ขั้นตอนที่เราควรจะเรียนรู้

(1) เชื่อแล้ว

(2) รับรู้

(3) วางใจ

(4) เริ่มต้นอธิษฐาน

เพราะฉะนั้น พี่น้องที่เชื่อแล้ว หลายสัปดาห์ก่อนนี้ว่าต้องทำอะไร? รู้แล้วใช่ไหม? เชื่อแล้ว จบแล้ว  ควรทำอะไรต่อจากนี้ต่อไป อย่าอยู่เฉยๆ  อธิษฐาน วิงวอนและขอบพระคุณ ปิติยินดี และชื่นชมยินดีเลย พิสูจน์พระเจ้าได้เลย ต้องทำเดี๋ยวนี้เลย จึงจะพิสูจน์พระองค์ได้

ในพระคัมภีร์เขามีบอกไว้อย่างนี้ว่า … “จงชิมพระเจ้า” ในหนังสือสดุดีเขียนบอกไว้ว่าจงมาชิมพระเจ้า พระองค์บอกว่าจงมาชิมพระองค์เลย  และเมื่อใครชิมพระองค์ จะรู้ว่าพระองค์ทรงดี พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่แสนดี  ถ้าไม่ชิมพระองค์ จะรู้ได้อย่างไร?  คือพูดง่ายๆ มาชิมพระองค์จะเหมือนพิสูจน์พระองค์ พระองค์ต้องการให้มนุษย์มาพิสูจน์พระองค์เลยว่าพระองค์ดีจริงไหม?  พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่แสนดี

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อแล้ว ก็พิสูจน์เลย ก็คืออธิษฐานเลย ท่านมีเรื่องทุกข์ร้อนเรื่องอะไร? เรื่องที่พัก เรื่องอาหารการกิน  เรื่องค่าแรง เรื่องเงินเดือน  เรื่องขายของไม่ได้  เรื่องสุขภาพร่างกาย  เรื่องปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง เรื่องปัญหาเยอะแยะไปหมด พิสูจน์พระเจ้าเดี๋ยวนี้เลย ถ้าท่านเชื่อแล้ว อธิษฐานกับพระองค์ แล้วอย่าหยุดในการอธิษฐาน อย่างที่ผมสอนว่าอธิษฐานเข้าไปในโลกวิญญาณว่าท่านเป็นใคร? ท่านเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้ารักท่านมาก  และพร้อมเสมอที่จะช่วยท่านทุกอย่างเลย

และสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เชื่อ อันนี้ท่านต้องทำ ท่านไม่สามารถอธิษฐานได้ ท่านไม่สามารถทำ สิ่งที่ควร 3 ขั้นนั้น ทำไม่ได้เลย  เพราะท่านต้องผ่านขั้นตอนแรกก่อนที่ท่าน “ต้องทำ” ก็คือต้องสมัครเข้าไปอยู่ในพระคริสต์ก่อน เพื่อที่จะบังเกิดใหม่ก่อน ถ้าไม่บังเกิดใหม่  ก็ทำ 3 ควรไม่ได้  เพราะฉะนั้น ท่านต้องเปิดใจ ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป และต้องการความช่วยเหลือ และให้พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป และเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน  เพื่อบาปของท่าน  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เท่านั้น ท่านต้องทำตรงนี้ เมื่อท่านทำตรงนี้แล้ว ท่านก็สามารถทำสิ่งที่ควรทำอีก 3 อย่างได้ ก็คือ …

– รับรู้เรื่องความจริงว่าท่านเป็นใคร? บังเกิดใหม่แล้วเป็นอย่างไรในโลกวิญญาณ

– และเริ่มวางใจในพระเจ้า

– และเริ่มต้นอธิษฐานวิงวอนขอต่อพระองค์ ให้ช่วยโน่นช่วยนี่  ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้ ท่านจะได้ประโยชน์อย่างมากมายในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ใช่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แบบคนเดียวอีกต่อไป แต่มีอีก 3 พระภาค พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเหล่าทูตสวรรค์อีกมากมายเยอะแยะเลย คอยประคับประคองช่วยเหลือท่านในแต่ละก้าว ในแต่ละวันที่เดินไป และโดยเฉพาะในโลกวิญญาณ ท่านไม่ต้องทำอะไรแล้ว ท่านกำลังอยู่ในสวรรค์ กำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ในสวรรค์นิรันดร์นั่นเอง  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิต” ตอน 1 “ท่านทั้งหลายได้รับความรอด โดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อ” ตอน 1โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  10  พฤษภาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิต” ตอน 1

“ท่านทั้งหลายได้รับความรอด โดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อ” ตอน 1

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับ พบกันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้คำบรรยายจะใช้หัวข้อเรื่องว่า “ที่เรารอด ก็รอด โดยพระคุณ” รอดจากอะไร? รอดจากความบาป รอดจากคนบาป มาเป็นคนชอบธรรม รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ ต้องใช้หนี้บาป คำสาปแช่ง มากลายเป็นลูกพระเจ้า พ้นคำพิพากษา  พ้นทุกข์ หมดหนี้ หมดสินนั่นเอง ไม่ต้องไปจ่ายอะไรใครอีกแล้ว นั่นคือคำว่า “รอด” รอดจากการอยู่ในอาณาจักรของความมืด  เป็นทาสมารซาตาน มาอยู่ฝั่งอาณาจักรแห่งแสงสว่างในพระเยซูคริสต์ มาเป็นลูกของพระเจ้า  นี่เรียกว่ารอด ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้น รอดโดยการกระทำของเรา เปล่า  โดยพระคุณ จึงใช้หัวข้อเรื่องว่าที่เรารอด ก็รอด โดยพระคุณ

เนื่องจากมีคำถามเข้ามา หลังจากที่ 3, 4 อาทิตย์ที่ผมได้พูดถึงเรื่องนี้เยอะ เรื่องเกี่ยวกับความรอด เรื่องที่เราจะฝากความหวังไว้ที่พระเยซู ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และท้าทายให้พี่น้อง ที่รับชมทางบ้าน ได้พิสูจน์ว่าพระเจ้าดีเพียงใด และจริงหรือไม่ หลายท่านก็ได้พิสูจน์จริงๆ  แล้วก็ได้ยอมรับ ได้ถ่อมใจรับความรอดนี้ ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  คือได้รับความรอดนั่นเอง ก็เลยมีคำถามมาถามว่าเมื่อได้รับความรอดแล้ว จากที่ฟังแล้ว ก็ทำตามที่ผมได้ท้าทายไปแล้ว ถามว่าที่ผมพูดย้ำๆ อยู่บ่อยๆ ว่าข่าวประเสริฐในพระเยซูคริสต์ หรือข่าวดีนั้น  ความรอดที่จะได้รับ ก็คือการได้รับการชำระให้พ้นจากบาปเวรกรรม ได้รับการล้างบาปจนหมดสิ้น  ไม่เหลืออะไรเลยสักนิดหนึ่ง เป็นผู้ชอบธรรม แล้วเป็นลูกพระเจ้าด้วย เขาก็ถามว่าเมื่อต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว มาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว อยู่ในอาณาจักรสวรรค์ อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างของพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว  หลังจากที่เชื่อตามที่บอกแล้ว  ได้เกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ต้องทำอะไรบ้าง?  หลายคนก็คิดอย่างนั้น  วันนี้ก็เลยต้องมาอธิบายตรงนี้ว่าต้องทำอะไรต่อ ถามว่าต้องไปโบสถ์ ซึ่งหมายถึงคริสตจักรทุกวันอาทิตย์ไหม?  ต้องอ่านพระคัมภีร์ไหม?  ต้องอธิษฐานก่อนกินข้าวไหม?  อะไรอย่างนี้เป็นต้น ต้องอธิษฐานก่อนนอนไหม? เคยได้เห็นในหนัง เขาเลยถามว่าต้องทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่?

วันนี้ก็เลยจะมาตอบคำถามเรื่องนี้ และอย่างที่ผมบอกอยากรู้ความจริงอะไร? ต้องการศึกษาอะไร? ก็ต้องไปดูที่บันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ก็คือหนังสือพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่าบันทึกไว้ว่าอย่างไร? พระเจ้าว่าอย่างไร? ในเรื่องนี้

เพราะฉะนั้น จะตอบคำถามว่าหลังจากที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว ผ่านทางความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว  เราจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง เอเฟซัส 2:8-10 คือหนทางที่เราจะเสาะแสวงหาคำตอบว่าหลังจากเชื่อแล้ว เราต้องทำอย่างไร?

เอเฟซัส 2:8-10 “8 เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอด โดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อ ความรอดนี้ ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า 9 ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ เพื่อจะไม่มีใครอวดได้ 10 เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานของพระเจ้า ซึ่งทรงสร้างในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ทำการดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เราทำ”

 

“เพราะท่านทั้งหลายได้รับความรอด โดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง” ก็คือไม่ได้มาจากตัวท่านทำเอง  ไม่ใช่เพราะท่านทำดี ท่านถึงได้รับความรอด พระเจ้าจึงเมตตา เปล่าไม่ใช่ แต่เป็นของประทาน คือ Gift เป็นของขวัญ แปลว่าให้เปล่าๆ ฟรีๆ  ไม่ใช่ความรอด โดยการประพฤติ เพื่อใครจะอวดได้ ก็คือไม่ใช่ความรอดจากการประพฤติดีของเราว่าเราประพฤติดีเยอะแยะมากมาย เราจึงสมควรได้รับความรอด พระเจ้าเห็นว่าเราทำดี จึงได้ประทานให้ ไม่ใช่เลย   ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่สามารถมาอวดตรงนี้ได้ว่าเราทำดี จึงได้สิ่งนี้ ที่ดีๆ ตอบแทนกลับมา  คือพระเจ้าเห็นว่าเราทำดี จึงให้เรารับความรอด  ไม่ใช่นะครับ

ถามว่าหลังจากที่รับเชื่อแล้ว ได้รับความรอดนี้แล้ว  ได้เกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว จากการที่เปิดใจ ถ่อมใจ เปิดปาก ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์ มาเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน  เพื่อชำระบาปให้กับเรา  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3  ทำให้เราได้บังเกิดใหม่แล้ว และยอมรับสิ่งเหล่านี้ รับสิทธิในสิ่งเหล่านี้  ที่พระเยซูคริสต์ทำให้ ยอมรับเชื่อนั่นเอง  ก็ได้กลายเป็นลูกของพระเจ้า  ได้ถูกย้ายเข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่าง เป็นลูกของพระเจ้า ทันทีเลย

ถามว่าหลังจากที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  ต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์หรือเปล่า?  ต้องอ่านพระคัมภีร์ทุกวันไหม?  ถึงได้เป็นลูกพระเจ้า ต้องอธิษฐานก่อนอาหารทุกมื้อ หรืออธิษฐานก่อนนอนไหม?  จึงจะได้เป็นลูกพระเจ้า  ต้องหาเวลาเงียบๆ คุยกับพระเจ้าไหม?  ถึงจะได้เป็นลูกพระเจ้า  บางคนถึงขั้นถาม อันนี้เรื่องจริงนะต้องไปเปลี่ยนสถานะในบัตรประชาชนไหมว่านับถือศาสนาอะไร?

ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะไปโบสถ์ก็ดี อ่านพระคัมภีร์ก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น  ใครๆ ก็รู้ มีประโยชน์ทั้งนั้น แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าให้เราต้องทำ ถึงจะได้รับความรอด  ถึงจะได้เป็นลูกพระเจ้า  มันอาจจะควรทำ  แต่ไม่ได้บอกต้องทำ  ถึงจะได้สิ่งเหล่านั้น  การได้เป็นลูก การรอดจากความบาป รอดจากนรกนั้น  มันรอดไปแล้ว ด้วยความเชื่อ  เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ต้องทำสิ่งเหล่านี้จึงจะได้รับความรอด  เพราะบางคนคิดว่าเป็นเหมือนศาสนา  ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ทางศาสนาอะไรต่างๆ เหล่านั้นว่ามาถึงปุ๊บ จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้  เพื่อรักษาความรอดที่ได้แล้ว ต้องรักษาฐานะเป็นลูกของพระเจ้า  ในพระคัมภีร์บอกไม่ต้องรักษา มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เมื่อได้รับความรอด ก็รอดเลย  เป็นลูกพระเจ้า ก็เป็นลูกพระเจ้าเลย ไม่ใช่ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้  เพราะคิดว่าเป็นกฎข้อบังคับ มาเป็นลูกพระเจ้า แล้วต้องทำอันนี้ มาเป็นลูกพระเจ้า แล้วมีข้อบังคับอย่างนี้ ไม่มีเลย  ไม่มีคำว่าต้อง

ในพระคัมภีร์บอกไว้ว่าพอเราเชื่อ เราเป็นลูกพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายของเรา พอพระวิญญาณเข้ามาอยู่ในร่างกายของเรา พระคัมภีร์บอกว่าที่ไหนที่พระวิญญาณสถิตอยู่ ที่นั่นมีอิสรเสรี ไม่มีการบังคับว่าอย่างโน้นอย่างนี้  แต่พระองค์ให้ความรัก ความเมตตาต่อเรา ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตเรา เราได้รับการเป็นลูกของพระเจ้า พ้นจากความบาป โดยพระคุณ (พระคุณ แปลว่าไม่สมควรที่จะได้รับ แต่ได้รับ) ผ่านทางความเชื่อ เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เชื่อในถ้อยคำของพระเจ้าที่บอกว่านี่คือข่าวดี สำหรับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้

ความรอดนี้ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง คือฉันไม่ได้ทำเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า เป็นของให้เปล่า เป็น Gift เป็นของประทานจากพระเจ้าที่ให้ฟรีๆ ต้องจำขึ้นใจเลย เพราะถ้าท่านจำขึ้นใจอย่างนี้แล้ว ท่านจะสามารถสรุปได้ทันเลยว่าอะไรที่เราต้องทำ อะไรที่เราไม่ต้องทำ

สรุป คือเราไม่ต้องทำอะไรเลยสักนิดหนึ่ง  เพราะเราได้รับความรอด โดยพระคุณ เราไม่ต้องทำอะไรแล้ว ในเรื่องเกี่ยวกับความรอด รอดจากบาป รอดจากนรก ไปสวรรค์ ไม่ต้องทำแล้ว พระเยซูทำให้เราเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เราเพียงแต่ไปรับเอา  เชื่อเอาทั้งหมด  เป็นแพ็คเกจเลย สิ่งเดียวที่เราต้องทำ ซึ่งเราทำไปแล้ว  ก็คือเปิดใจ ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด จากบาป ช่วยฉันได้  เชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนั่นเอง  นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ พระเจ้าไม่บังคับเรา บังคับไม่ได้ด้วย พระเจ้าให้อิสรภาพ สำหรับเรา มนุษย์ทุกคน บนโลกใบนี้ และสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง

เรายอมรับว่าเราเป็นคนบาป เราเหนื่อยเหลือเกินที่จะสะสมความดี เดี๋ยวก็ทำชั่ว เดี๋ยวก็ทำดี  เรายอมรับว่าทำไม่ได้ พอยอมรับว่าทำไม่ได้ปุ๊บ  เราเปิดใจยอมรับว่าข่าวดีที่มาถึง คือเมื่อเราทำไม่ได้ พระเยซูคือผู้ที่มาช่วยเรา พระเจ้าประทานพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คือช่วยให้เรารอดจากบาป รอดจากการกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้น ลบบาปให้กับเรา เราเชื่อและต้อนรับพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดประจำตัวของเรา นั่นแหละ คือสิ่งที่เราต้องทำ พอเราเปิดใจต้อนรับปุ๊บ  พระเยซูก็อภัยให้ แล้วเราก็ได้สิทธิที่พระเยซูทำทั้งหมดให้กับเรา คือได้บังเกิดใหม่ พ้นจากบาป เป็นลูกของพระเจ้าด้วย

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าสิ่งที่เราต้องทำ มีสิ่งเดียว และเราทำไปแล้ว คือถ่อมใจลง และยอมรับว่า …

“พระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ของฉัน ฉันเป็นคนบาป ก็คือคนป่วยในวิญญาณที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ รู้เลยว่าฉันทำความดีอย่างไร? ก็ไม่มีทางลบเอาความบาป ที่ฉันเคยทำที่อยู่ในใจฉันออกไปได้ ไม่มีทาง ทำดีขนาดไหน ก็ไม่มีทางออกไปได้ ฉันยอมรับว่าฉันอ่อนแอ ฉันยอมรับว่าฉันป่วยทางวิญญาณ ฉันต้องการหมอ”

พระเยซูบอกว่าคนที่นึกว่าตัวเองแข็งแรงดี ไม่ต้องการหมอหรอก แต่คนที่ป่วย เขาต้องการหมอ และพระองค์ คือแพทย์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงรักษาโรคทางฝ่ายวิญญาณนี้ให้หาย เพียงผู้เดียวเท่านั้น  แต่คนนั้น ต้องยอมรับว่าตัวเองป่วย  คือป่วยทางวิญญาณ  เป็นบาปอยู่ และต้องการการช่วยเหลือ

สรุปแล้ว เราไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะเราได้รับความรอด  ความช่วยเหลือจากพระเยซู โดยความเชื่อ ผ่านทางพระคุณของพระเจ้า ให้เราเป็นของขวัญฟรีๆ  เอเมน

ถ้าจะหาคำตอบจากพระคัมภีร์ว่าพระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร?  ต้องการนะ ไม่ใช่บังคับเรา  ไม่ได้สั่งเรานะ พระเจ้าต้องการอะไรจากเรา ให้เราทำ เพื่อประโยชน์ของชีวิตเราเอง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  หลังจากที่เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  รับเชื่อในพระเจ้า  เกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น  ที่พระเจ้าผู้เป็นพ่อที่รักเรามากเลย อยากให้เราทำ  เพื่อประโยชน์ของเราเอง  เปิดไปดูโคโลสี 3:1-4

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

4 ข้อนี้ คือสิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการให้เราทั้งหลายที่เป็นลูกของพระองค์แล้วกระทำ ตอนที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ คือจงหมั่นรับรู้ตลอดเวลาว่าพระเจ้าอยู่ด้วย ให้รับรู้ในโลกวิญญาณมีจริงๆ  และเราได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าจริงๆ และตำแหน่งของเราในขณะนี้ ในโลกวิญญาณ ที่ตาเรามองไม่เห็น แต่พระเจ้าบอกว่าตำแหน่งของเราในโลกวิญญาณ ก็คือเราเป็นลูกพระเจ้า และนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์

นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เรากระทำเพียงสิ่งเดียว อยู่ในข้อนี้ ถ้าท่านยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ท่านกระทำแค่นี้  ส่วนรายละเอียดต่างๆ มันจะมาจากตรงนี้แหละ ถึงจะถูกต้อง

โคโลสี 3:1 บอกว่าในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ก็คือเมื่อเรารับเชื่อปุ๊บ พระเจ้าผ่าตัดวิญญาณของเรา ย้ายวิญญาณของเรา จากในอาดัม อยู่ในความมืด มาอยู่ใน DNA ของพระเยซูคริสต์ เป็นแสงสว่าง เป็นความรอด เป็นลูกของพระเจ้า และเราได้บังเกิดใหม่ พร้อมๆ กับพระเยซูคริสต์ พระเยซูเกิดใหม่ เราก็เกิดใหม่ด้วย ในนี้บอกว่าอย่างไร? ก็จงให้ใจของท่าน จดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ก็คือให้ความคิดของท่านจดจ่อกับสิ่งเบื้องบน  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันมองไม่เห็น  มันเกิดขึ้น ในโลกวิญญาณ และเกิดขึ้นจริงๆ พระเจ้าต้องการให้เรารู้ความจริงเหล่านี้  ความจริงจะทำให้เราเป็นไท พระเยซูคริสต์บอก

ความจริงเหล่านี้คืออะไร? คือสิ่งที่เรามองไม่เห็น  แต่มันเป็นอยู่ และมันมีอยู่จริง ในโลกวิญญาณ และพระเจ้าทรงทราบดี สิ่งเหล่านี้พระองค์จึงอธิบายสอนไว้ในหนังสือพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตลอด มิฉะนั้น เราก็จะมองแต่สิ่งที่ตามองเห็น  หูได้ยิน  มือสัมผัสได้  กายสัมผัสได้ พูดง่ายๆ คือตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสได้ เราก็นึกว่าสิ่งเหล่านี้จริง แต่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลพูดกลับกัน ตา หู จมูก ลิ้น กายที่จับต้องมองเห็นได้ สิ่งของบนโลกใบนี้ ในขณะนี้มันไม่จริง มันไม่จีรังยั่งยืน มันอยู่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปแล้ว  เดี๋ยวมันก็สิ้นสุดลง ทั้งโลกใบนี้ มันก็จบลง  ไม่เหลืออะไรเลยสักนิดหนึ่ง  แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็น มือจับไม่ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กายจับไม่ได้ แต่วิญญาณรู้ พระเจ้าบอกนั่นมีอยู่จริง และมันจะอยู่ถาวรนิรันดร์ คือไม่เปลี่ยนแปลง มันจะอยู่นิรันดร์กาลอย่างนั้นเลย

สมมติถ้าเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ อย่างที่ตะกี้นี้บอก เราได้บังเกิดใหม่ เราได้เป็นลูกพระเจ้า เราก็จะเป็นลูกพระเจ้าอย่างนี้แหละในโลกวิญญาณ และตลอดไป โลกวิญญาณจะชัดเจนขึ้น ในขณะที่โลกวัตถุกำลังสูญสิ้นไปทุกวันๆ  ดูง่ายๆ อย่างเช่นร่างกายของเรา ปัจจุบันที่เราจับต้องมองเห็นได้  ร่างกายนี้ถูกสร้างมาจากโลกใบนี้  มันกำลังสูญสิ้นไป ท่านเห็นไหม? ร่างกายท่านไม่แก่ลงไปทุกวันเหรอ ท่านอาจจะบอกว่าพระคัมภีร์ไม่ถูก แต่ท่านเห็นไหม ท่านแก่ทุกปีๆ และวันหนึ่งท่านก็จะต้องตายจากโลกนี้ไป นั่นคือความเสียหาย ความสูญสิ้นของวัตถุสิ่งของที่ตามองเห็น จับต้องได้  มันจะจบลงไป  แต่วิญญาณของท่านที่มองไม่เห็น ที่อยู่ข้างในตัวของท่านในขณะนี้ มองไม่เห็น แต่ตัวนี้จะไม่มีวันสูญสิ้นเลย มันจะอยู่ในโลกวิญญาณตลอดไป  เพียงแต่จะอยู่ ณ สถานที่ไหน? อาณาจักรไหน?  อาณาจักรแห่งความมืด หรืออาณาจักรแห่งความสว่าง อาณาจักรที่เรียกว่าทาสของมาร หรืออาณาจักรที่เรียกว่าทาสพระคริสต์ หรือลูกของพระเจ้า  อาณาจักรที่ต้องชดใช้บาปเวรกรรมทุกข์ทรมาน หรืออาณาจักรที่เต็มไปด้วยสันติสุข และความสุขตลอดชีวิต

นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ จดจ่ออยู่ที่เบื้องบน เบื้องบน คือโลกฝ่ายวิญญาณในสวรรค์สถาน ในนี้บอกเบื้องบน คือที่ไหน?  ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ก็คือที่ที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ ซึ่งเราทั้งหลายอยู่ในพระคริสต์ เราก็นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าด้วย  ให้เราเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เหมือนให้เราหลับตาเห็น จงมองให้เห็นเถิด ให้เราหมั่นคิดและหมั่นฝึกฝนตนเองให้เห็นโลกวิญญาณนี้ชัดเจนตลอดเวลา

ข้อ 2 บอกว่าจงให้ความคิดของท่านจดจ่อไว้ที่เบื้องบน ไม่ใช่ฝ่ายโลก เห็นไหมครับ? มองดูตัวเองในกระจก มองทะลุเห็นโลกวิญญาณสง่าราศีเหลือเกิน  เป็นลูกของพระเจ้าที่สวยหล่อ ดีเยี่ยม บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ … ศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ หมายถึงเป็นความบริสุทธิ์ที่ถูกแยกส่วนถวายแด่พระเจ้า  ความหมายของคำแปลว่าอย่างนี้  พระเยซูถวายเราให้กับพระเจ้า เป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีตำหนิอะไรแม้แต่นิดเดียว เป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก งดงามมาก อย่าไปมองดูโลกวัตถุ ในนี้บอกว่าฝ่ายโลก อย่าไปดูร่างกายฝ่ายโลกที่มันแก่ลงทุกวัน  หรือมันไม่หล่อ ไม่สวย ตามที่เขาบอก ไม่สนใจเลย  สนใจโลกวิญญาณที่เป็นจริงตรงนี้ดีกว่า

ข้อ 3 บอกว่า “เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ในพระเจ้า”

คำว่า “ตายแล้ว” หมายถึงตัวเก่า วิญญาณเก่าที่เป็นตัวบาป วิญญาณบาป และจิตใจที่เต็มไปด้วยความสกปรก เต็มไปด้วยความชั่วร้าย โดยกำเนิดใน DNA อาดัม ได้ตายไปแล้ว จบสิ้นไปแล้ว และบัดนี้ ท่านบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ชีวิตของท่าน คือลูกของพระเจ้า  ฐานะลูกของพระเจ้าได้ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ในพระเจ้า  อยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ  เราอยู่ในการควบคุมดูแล  ในการครอบครอง ในการโอบอุ้มของพระคริสต์

พระคริสต์ คือใคร?  ก็คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์  รวมกันเป็นอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าอาณาจักรของพระคริสต์ เราอยู่ในนั้น  วิญญาณเราถูกซ่อนอยู่ แอบอยู่ในนั้น ในขณะนี้

ฟังขนาดนี้ ท่านยังงง ก็ต้องงงแน่นอน  ไม่งงได้อย่างไร เพราะในนี้ พระเจ้าบอกว่า “จงให้ใจท่านจดจ่ออยู่” ก็คือสม่ำเสมอ ตลอดเวลา ไม่ใช่วันนี้วันเดียว มาฟังคำบรรยายแล้ว เลิกจดจ่อ จดจ่อทุกวัน ถ้าเป็นไปได้ทุกวินาทียิ่งดี

ข้อ 4 บอกว่า “เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ ในพระเกียรติสิริด้วย”

ในนี้บอกเมื่อพระเยซูคริสต์ปรากฏ เมื่อพระเยซูคริสต์ที่ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย  ด้วยร่างกายเต็มด้วยสง่าราศี   แล้วก็ลอยเข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ  ให้กับคนมากมายได้เห็น  แล้วบอกด้วยว่าเราจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นแหละเป็นวันที่พระเยซูปรากฏ จะมีวันหนึ่งที่พระเยซูคริสต์กลับมาอีกครั้ง ให้มนุษย์ได้เห็นทุกคน  วันนั้นจะเป็นวันที่ ท่านจะปรากฏพร้อมกับพระองค์ วิญญาณของเรา  ที่ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ เวลาที่พระเยซูคริสต์ปรากฏพระองค์เอง ด้วยร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  ที่ปรากฏให้กับสาวกได้เห็น ตอนที่เป็นขึ้นจากความตายถึง 40 วัน ร่างกายของพระเยซูคริสต์ที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่เต็มด้วยสง่าราศี  เมื่อมาปรากฏอีกครั้งหนึ่ง  เราทั้งหลาย ที่วิญญาณขณะนี้ซ่อน อยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็จะปรากฏด้วยเช่นเดียวกัน  ก็คือวิญญาณของเรา ก็จะเข้าไปสวมร่างกาย ที่เป็นขึ้นจากความตาย  ที่พระเจ้าได้ชุบเราให้เป็นขึ้นจากความตาย และเตรียมวันเวลาไว้  ที่เราจะสวมวิญญาณเรา เข้าไปสู่ร่างกายของเรา ที่เป็นขึ้นจากความตาย

พูดง่ายๆ ว่าเราก็จะเป็นขึ้นจากความตายในวันนั้น พร้อมๆ อย่างสมบูรณ์กับพระเยซูทันที ก็คือวิญญาณเราที่เป็นลูกพระเจ้า ก็ได้สวมเข้าไปในร่างกายใหม่ ร่างกายที่เรียกว่าร่างกายทิพย์ ร่างกายสวรรค์ที่เป็นร่างกาย เหมือนพระเยซูไม่มีผิด ตอนพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  เราก็จะมีร่างกายอย่างนั้น  ที่เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซู และก็มาพร้อมกับพระเยซูคริสต์ด้วย พระเยซูมาปรากฏ มาพิพากษาโลกใบนี้ เราก็มาด้วย มาเป็นกองทัพเลย เรียกว่ากองทัพผู้ชอบธรรม กองทัพผู้เป็นลูกของพระเจ้า  กลับมาชำระ กลับมาพิพากษาโลกใบนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลับมาจัดการกับมารซาตาน ซึ่งเป็นศัตรูตัวเอกของมนุษยชาติ จับมารซาตานโยนลงไปในบึงไฟนรก  และเราทั้งหลายก็จะอยู่กับพระเจ้า  โลกเก่านี้สูญสิ้นไป มีโลกใหม่ที่พระเจ้า เตรียมไว้ล่วงหน้า ก็จะลงมาแทนที่ และเราก็จะอยู่ร่วมกันกับพระเจ้า ในสวรรค์สถาน  ในโลกใหม่นี้ ชั่วนิรันดร์กาล  ให้ฟังแบบคร่าวๆ แค่นี้ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราทำ

“ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นจากความตาย ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน” ให้ความคิดของท่านจดจ่อกับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก”

ไม่ใช่มามองดูโลกใบนี้  มองดูโควิดเป็นอย่างไร?  มองดูคนโน้นเป็นอย่างไร? คนนี้เป็นอย่างไร? มองดูเราจนไหม? เรารวยไหม?  อย่าไปมองมัน  มองก็มองผ่านๆ  รู้แล้วว่ามันไม่จีรังยั่งยืน เจ็บป่วยอะไรก็อธิษฐานกับพระเจ้า แล้วทนเอา … ทนเอาคืออะไร? ก็รู้ว่ามันไม่นาน เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว  นี่คือสิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการให้เราผู้ที่เชื่อในพระองค์ทำ

เหมือนตัวอย่างที่ผมเล่าบ่อยๆ ว่าเมื่อเราเกิดเป็นผู้หญิงแล้ว  เราก็ไม่ต้องทำอะไรอีกเลย เพื่อให้เราเป็นผู้หญิง  ไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นผู้หญิง  จะพยายามแต่งตัวให้เหมือนผู้ชาย  จะพยายามทำอะไรเท่าไร ก็ไม่สามารถทำให้เราเป็นผู้ชายได้ เพราะเราเกิดมาเป็นผู้หญิง แค่มาก ก็เป็นได้แค่ผู้หญิงที่แต่งตัวและทำตัวเป็นเหมือนผู้ชายเท่านั้นเอง ถูกไหมครับ? เป็นผู้หญิงที่ทำตัวและแต่งตัวไม่เหมือนผู้หญิง  อยากไปเหมือนผู้ชาย แต่มันก็เป็นไปไม่ได้

เช่นเดียวกัน พระเจ้าให้เราเกิดใหม่มาเป็นลูกพระเจ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง เกิดมาเป็น  โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลยสักนิดหนึ่ง ฉันใดก็ฉันนั้น  เราผู้ที่ได้รับการบังเกิดใหม่ มีสถานะเป็นลูกพระเจ้า มีความบริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากบาป  โดยธรรมชาติ ในวิญญาณ  ในตัวของเราเลย  ต่อให้เรามีความประพฤติไม่ดีบ้าง หรือทำตัวเลวบ้าง จะพยายามทำสักเท่าไร เราก็ยังคงเป็นลูกพระเจ้า ที่บริสุทธิ์สะอาด มีแต่ความดีงามเท่านั้น  แต่อาจจะเป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์สะอาดปราศจากบาป ที่มีความประพฤติเลวบ้างบางครั้ง ใช่หรือไม่?  เพราะเนเจอร์ตัวจริงๆ ของเรา  ไม่ใช่ความประพฤติ ตัวจริงๆ ของเราเป็นอะไร? ก็เป็นอย่างนั้นแหละ มันเป็นมาจากการเกิดมาเป็น  ก็ทำให้เราเป็นลูกพระเจ้า และเป็นลูกพระเจ้าเลย ก็มีแต่เป็นลูกพระเจ้าที่มีการประพฤติที่ไม่สมกับเป็นลูกพระเจ้าบ้าง ทำตัวไม่เหมือนกับลูกพระเจ้าเท่านั้นเอง อย่างเช่นเราทุกคน ถามท่านเองก็ได้ สำหรับคนเก่าแก่ หรือคนที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว ได้รับการบังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ผู้เชื่อจริงๆ ได้รับความรอดแล้ว มั่นใจมากเลย  ถามว่าทุกวันนี้ท่านยังโกหกไหม? หรือไม่โกหกเลย  มีโมโหไหม? มีโกรธใครบ้างไหม?  คิดอิจฉาใครบ้างหรือเปล่า? หรือไม่คิดอิจฉา ทำการอิจฉาเลย  หรือมีผู้เชื่อทำการเห็นแก่ตัวไหม?

ยิ่งชัดใหญ่เลย ผมรู้จักบางคน ที่เชื่อแล้ว มาให้อธิษฐานเผื่อ อธิษฐานให้ ผ่านไป 3 ปียังสูบบุหรี่อยู่เลย  ลูกพระเจ้าสูบบุหรี่ได้อย่างไร?  ท่านคิดออกเลยใช่ไหม?  แล้วทำอะไรบางอย่างที่เป็นโลกียวิสัย ก็คือกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ทำไม? ก็ยังทำ เห็นไหมครับ? ถามว่ายังเป็นลูกพระเจ้าหรือเปล่า?  ท่านลองคิดดู เรื่องง่ายๆ สิ่งเหล่านี้ มันคือสิ่งของที่อยู่บนโลกใบนี้  มันเหมือนร่างกายเรานี้มีกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งเป็นอิทธิพล เป็นพลังงานอันหนึ่ง ซึ่งมันแฝงอยู่ แม้เราเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้วก็จริง แต่พลังของความบาป อิทธิพลของความบาป ยังแฝงอยู่ในร่างกายนี้ แฝงอยู่นะ ไม่ใช่ตัวเรา แฝงอยู่ในร่างกายนี้ ซึ่งต้องตายได้ในขณะนี้ แฝงผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และความคิดของเรา ซึ่งเป็นโปรแกรมเก่าๆ ที่เราเคยทำในอดีต ซึ่งเป็นโลกียวิสัย ซึ่งเป็นแบบโลก ที่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งเราไม่อยากทำหรอก ซึ่งบางทีเราก็รู้ บางทีเราก็ไม่รู้ แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลกวิญญาณที่เป็นตัวตนจริงๆ ของเรา ซึ่งมันจะอยู่ตลอดชั่วนิตย์นิรันดรกับพระเจ้า คือทั้งวิญญาณ ทั้งจิตใจใหม่ที่พระเจ้าได้ทำให้เราบังเกิดใหม่นั้น มันคนละเรื่องกัน  พูดง่ายๆ เหมือนตัวจริงของเรา ก็คือวิญญาณที่จะบังเกิดใหม่พร้อมกับจิตใจที่พระเจ้าได้ประทานให้ใหม่กับพระเยซูคริสต์ เพียงแต่วิญญาณและจิตใจนี้ ใส่เสื้อเก่าอยู่ เสื้อคือร่างกายที่ต้องตายได้ อีกไม่นานก็ทิ้งเสื้อตัวนี้ ไปใส่เสื้อตัวใหม่แล้ว เพราะฉะนั้น เสื้อตัวนี้มันจะสกปรกบ้าง มันจะอะไรบ้าง มันไม่ใช่ตัวท่าน  ตัวท่านคือวิญญาณของท่าน และจิตใจใหม่ของท่าน ที่พระเจ้าประทานให้ เป็นของประทานฟรีๆ เพราะท่านยอมรับเชื่อ ยอมถ่อมใจ ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้นเอง

ย้ำอีกที สิ่งเหล่านี้ต้องจำให้ขึ้นใจ ต้องจดจ่อความคิดอยู่ตลอดเวลา  เพื่อไม่ให้มารมันหลอกเรา  มันหลอกเรา เพื่อเราจะไม่แน่ใจ พอเราไม่แน่ใจ เราก็ไม่กล้าไปบอกชาวบ้านถึงข่าวดีนี้ว่า …

“มาเป็นลูกพระเจ้า มันไม่ได้ยากเย็นเข็ญใจถึงขนาดนั้นหรอก ถ้าเรายังคิดว่าจะต้องทำดีอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็กลับไปอยู่ชีวิตเดิม ไม่ต้องให้พระเจ้าช่วยให้รอดแล้ว เราก็ทำของเราเอง”

แต่ที่เราทำไม่ได้ สู้มันไม่ได้ สู้กับความบาปด้วยตัวเองไม่ได้ เราจึงขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ และพระเยซูทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขนนั้น ในหนังสือ 1 โครินธ์ 6:19-20 พระคัมภีร์ไบเบิ้ลจึงเขียนอย่างนี้เสมอ

1 โครินธ์ 6:19-20 “19 ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า? ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง 20 พระเจ้าทรงซื้อท่านไว้ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น จงถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยร่างกายของท่านเถิด”

 

“ท่านไม่รู้หรือว่า?” หมายความว่าท่านควรจะรู้ ถึงขนาดนี้แล้ว ท่านยังไม่รู้อีกเหรอว่าใครเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ท่านควรจะรับรู้ได้แล้วนะว่าท่านเป็นใคร?  ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตในท่าน ท่านไม่รู้เหรอพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน ท่านได้รับจากพระเจ้าฟรีๆ นะ ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของตัวท่านเอง พระเจ้าซื้อท่านมาด้วยราคาแพง คือซื้อท่านมาด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่ยอมเสียสละสถานภาพเป็นพระเจ้า อยู่ในสวรรค์ ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ และไปทนทุกข์ทรมาน ตายที่ไม้กางเขน เพื่อรับเอาบาปของท่านเอาไว้  เพื่อช่วยท่าน  นั่นแหละ ท่านถูกซื้อมาด้วยราคาแพง ถึงขนาดชีวิตและสถานภาพของพระเยซูคริสต์ ที่เป็นพระเจ้า ถ่อมใจลงมาเป็นมนุษย์ และทุกวันนี้ ก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  มนุษย์ต้นพันธุ์ใหม่ ท่านยังไม่รู้อีกเหรอ?

ถามว่าไม่รู้ เพราะอะไร?  เพราะว่าท่านไม่ได้จดจ่อไปที่เบื้องบน อย่างที่ตะกี้พระคัมภีร์บอกไง ท่านในที่นี้ ก็คือผู้ที่ยอมรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คือผู้เชื่อทั้งหลาย ที่เชื่อมาตั้งนานแล้ว จริงๆ ต้องพูดสำเนียงนี้ มาเชื่อตั้งนานแล้ว รับรู้ตั้งนานแล้ว ท่านยังไม่รู้หรือว่าท่านเป็นใคร?  ร่างกายท่านเป็นพระวิหาร เป็นสถานที่สถิตของพระเจ้า พระบิดา พระเจ้า พระบุตร พระเยซู พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกัน  สถิตอยู่ในท่านแล้วนะ นำท่านตลอดเวลา ท่านไม่รู้อีกเหรอ! ถ้าท่านไม่รู้ ท่านก็ถูกหลอกให้ทำสิ่งโน้นสิ่งนี้ต่างๆ  เหมือนชีวิตเดิมที่เคยเป็นทาสมาร ปล่อยให้ร่างกายของท่าน คือตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นทาสรับใช้ อิทธิพลของความบาป  ความไม่ถูกต้องต่อไปเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่ท่านไม่จำเป็นต้องไปยอมมันอีกแล้ว เพราะว่าท่านมีฤทธิ์อำนาจ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยวิญญาณท่านบังเกิดใหม่ ตายต่อบาป บาปทำอะไรท่านไม่ได้แล้ว ไม่มีอำนาจเหนือท่านเลย นั่นคือโปรแกรมเก่าๆ เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น พูดง่ายๆ สลับกัน ก็คือถ้าท่านรู้ว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระเจ้าแล้ว ท่านจะรู้ทันทีเลยว่าท่านควรจะทำอะไรบ้าง? อะไรไม่ควรทำ? ให้มันสมกับเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ สะอาด นั่นแหละคือเป้าหมายของพระเจ้า เห็นไหม? ไม่มีการบังคับ ไม่มีการมาบ่นว่าอะไรต่างๆ  นึกออกใช่ไหม? คือคนที่เชื่อมาตั้งนานแล้ว  ที่ในหนังสือโครินธ์ที่เปาโลเขียนไปหา บอกว่าเชื่อพระเจ้ามาตั้งนาน ทำไมทำตัวเหมือนคนยังไม่เชื่อ ยังโกหก ยังโลภ ยังอิจฉาเขา ยังเห็นแก่ตัว ยังทะเลาะเบาะแว้งกัน บางคนยังสูบบุหรี่อยู่เลย  นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง เห็นชัดๆ บางคนยังทำผิดศีลธรรมอยู่เลย  บางคนยังขโมยของเขาอยู่เลย

ท่านไม่รู้เหรอ พระเจ้าอยู่กับท่านแล้ว ท่านไปสนใจสิ่งเหล่านั้นทำไม?  ท่านไปสนใจสิ่งของบนโลกนี้  ก็แสดงว่าผู้เชื่อเหล่านี้  ที่ปฏิบัติอย่างนี้  ไม่ค่อยได้จดจ่อความคิดจิตใจของเขาไปที่เบื้องบน เหมือนที่พระเจ้าบอกให้เราทำ หรือจดจ่อมากไม่พอว่าเขาเป็นใคร?  ลืมไป  ก็เลยกลายเป็นลูกพระเจ้าที่ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับข้างในใจของเขา

เพราะฉะนั้น เราต้องหมั่นรับรู้ จดจ่อ ก็คือรับรู้และหมั่นเตือนตัวเองบ่อยๆ ไม่ว่าต่อหน้ากระจก หรืออยู่คนเดียว หรืออ่านพระคัมภีร์ หรือไม่อ่าน หรือจะทำวิธีใดก็ตามว่าเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราเกิดใหม่แล้วนะ  พระเจ้าอยู่ด้วยกันกับเราแล้วนะ เราเป็นวิหารของพระเจ้าแล้ว  พระเจ้ากำลังจูงมือเราเดินอยู่ทุกวันนี้แล้ว มีอะไรปรึกษาพระองค์เลย  จงรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเราในร่างกายเรานี้ ไปไหนไปด้วยกัน  ไม่มีทางว่าเราไป พระองค์อยู่บ้าน ไม่มี ไปก็ไปด้วยกันตลอด  แล้วพระองค์ไม่ทอดทิ้งเราเลย  แล้วพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  ผู้ทรงครอบครองและควบคุมสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้  เป็นเจ้าของทรัพย์สินเงินทองทุกอย่าง เป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งสิ้นของเราให้หายได้ เป็นพระเจ้าแห่งความรัก ความเมตตา เป็นพระเจ้าแห่งสติปัญญา ทุกอย่าง อยากได้อะไร ก็เข้าไปหาพระองค์ ไปคุยกับพระองค์ พระองค์ทรงรักเรามาก

การรับรู้ตรงนี้ พระคัมภีร์เรียกว่าการจดจ่อไปที่เบื้องบน  รับรู้ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ในสถานะของเราที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ขณะนี้  ในโลกวิญญาณนี้ ในพระคัมภีร์ใช้อีกคำหนึ่งว่าการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ ความคิดจิตใจ คือ Mind จงเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ คือเปลี่ยนโปรแกรมซะ โปรแกรมก่อนที่เราจะมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ก่อนที่เราจะได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า วิญญาณได้เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก่อนหน้านั้นมันคิดอย่างไร? ตอนนี้ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แล้ว  ตอนนี้เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ ในหนังสือโรม บทที่ 12 ก็ได้บันทึกเอาไว้ว่าจงเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ ก็คือจงจดจ่อไปที่เบื้องบน  ก็คือเปลี่ยนแปลงความคิดว่าเราไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป  ถึงแม้ว่าหลายอย่างเราจะกระทำยังไม่ถูกต้อง เรายังโกหกเขา ยังอิจฉาเขา ยังทนไม่ไหวในการโมโหเขาอะไรต่างๆ เหล่านี้ แต่ข้างในเราบริสุทธิ์ สะอาด เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราสะอาดบริสุทธิ์จริงๆ พระเจ้าบอกอย่างนั้น พระเจ้ารักเรามาก เราสมควรที่เป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ เราสมควรอยู่ในสวรรค์ เราสมควรได้รับสิ่งดีๆ จากพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงประทานให้เราเรียบร้อยแล้ว ในพระเยซูคริสต์  ให้เรารับรู้ว่าเราเป็นใคร? ให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ ก็คือเปลี่ยนแปลงความคิดว่าเราเป็นใคร?  คนบางคนถูกจ้ำจี้จ้ำไซมาตลอดชีวิตว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน เราไม่ได้เป็นคนไม่เอาถ่าน นั่นเป็นร่างกายภายนอกของเรา ตอนนี้เราเป็นคนยิ่งกว่าเอาถ่านอีก  เป็นลูกพระเจ้า  พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  เราควรจะรับรู้ว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์

พอความคิดข้างในเปลี่ยนไปว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เปลี่ยนไปได้มากเท่าไร? เดี๋ยวอุปนิสัยใจคอข้างนอกที่เราจะใช้ตา หู จมูก ลิ้น กายทำงานบนโลกใบนี้นั้น  ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  มันก็จะเปลี่ยนไปตามความคิดใหม่ของเรานั่นแหละ มันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันจะเปลี่ยนไปเหมือนลูกพระเจ้ามากขึ้นๆ แต่อย่าไปนึกว่ามันจะสมบูรณ์แบบ 100% ไม่มีทาง เพราะว่ามันมีอิทธิพล อย่างที่ผมบอกมีอิทธิพลรับสื่อของความบาปที่ยังอยู่บนโลกใบนี้  ส่งมากระตุ้นให้เรา เชื่อในความเคยชินเก่าๆ ในโปรแกรมเก่าๆ  ความคิดแบบเก่าๆ  ความเชื่อนั้น  มันยังส่งมากระตุ้นได้ และบางครั้งเราก็ยังเชื่อมันอยู่ ไม่มีวันที่จะสมบูรณ์แบบ จนกว่าร่างกายนี้มันจะลงสู่ดิน มันจะตายไปนั่นเอง มันจึงจบกัน ซึ่งพระเจ้าก็ทรงทราบ จึงได้เตรียมร่างกายใหม่ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว  ร่างกายนี้ตาย ลงดินไป  เราจะได้ไปรับร่างกายใหม่ของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  ไม่อยู่ใต้อิทธิพลของความบาปอีกต่อไป

เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าเปลี่ยนแปลงความจิตใจจะต้องทำให้มันครบถ้วนบริบรูณ์ 100%  ไม่มีทาง ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์หรอก แต่พระวิญญาณก็จะนำพาเราไปให้มากที่สุด เท่าที่พระองค์จะทรงนำพาเราไปได้  แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ไม่ต้องมาเทียบกันว่าคนนี้ทำได้แค่นั้น คนนี้ทำได้แค่นี้  ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่ารับเชื่อเหมือนกัน พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเหมือนกัน เป็นลูกเหมือนกัน ได้รับสิทธิเท่ากัน พระองค์รักเราเท่ากัน มีรางวัลเท่ากันหมดทุกคน นี่ยืนยันอย่างนั้น  ซึ่งอย่างที่บอกว่าเราจะทำได้มากหรือน้อยเพียงใด ไม่สำคัญ เพระอย่างไรๆ  เราก็เกิดมาเป็นลูกของพระองค์ และพระองค์ทรงรักเราเท่าๆ กันหมด ลูกๆ ทุกคน  ไม่ว่าเราจะประพฤติตัวอย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ยังรักเราเหมือนเดิม ถูกไหม? เหมือนเรามีลูก เราส่งลูกเราไปเรียนหนังสือ แล้วก็สั่งลูกเรา เรารักลูกเรามาก

“ลูกเอ๋ย ไปเรียนหนังสือ เรียนเสร็จแล้ว ตรงกลับบ้านเลยนะ ไม่ต้องแวะกลางทางนะ”

เผอิญวันหนึ่ง ลูกเราก็แวะนิดหนึ่ง ไปคุยกับคนข้างทาง ไม่เชื่อฟังเรา  เราก็ไม่รู้ แวะนานๆ เข้า จนกระทั่งเชื่อฟังคนข้างทาง ไปติดยาเสพติด พอเรารู้ว่าเขาไปติดยาเสพติด เราจะโมโหเขาไหม?  อาจจะโมโห เพราะเราเป็นมนุษย์ใช่ไหม?  แต่พระเจ้าไม่โมโห พระเจ้าเห็นว่าเนื้อหนังเราอ่อนแอ ร่างกาย กิเลสตัณหาเราอ่อนแอ แต่ถามว่าขณะที่ลูกเราไปติดยาเสพติดนั้น เราเป็นมนุษย์ เราโกรธ เรามีทางไหมที่จะตัดลูกเราออกจากกองมรดก มีทาง แต่ตัดเขาออกจากสายเลือด ไม่เป็นลูกของเราอีกได้ไหม?  ไม่ได้ อย่างไรเขาก็เป็นลูกเราอยู่ดี ถูกไหมครับ? แล้วพระเจ้ามากกว่านั้นสักเท่าใด ท่านลองคิดดู ไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตาม วิญญาณของท่านเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ก็เป็นลูกไปเลย อย่างไรก็เป็นลูก ไม่มีอะไรจะมาตัดความสัมพันธ์ของท่านในการเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าเป็นพระบิดาของท่าน  พ่อกับลูกไม่มีอะไรจะตัดได้ พระเจ้าก็ยืนยันอย่างนั้น

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า มันขึ้นอยู่กับว่าท่านเชื่อหรือไม่ว่าท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ในพระคริสต์ ตามพระคัมภีร์บอก  โดยความเชื่อในพระเยซู ตามที่พระคัมภีร์บอก ถ้าท่านรับด้วยปาก และเชื่อด้วยใจว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระบาปให้กับท่านแล้ว  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ถ้าท่านเชื่ออย่างนี้ ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่ จะได้รับความรอด ท่านก็จะได้รับสถานะเป็นลูกของพระเจ้า ในวิญญาณทันที และสถานะนี้ ในการเป็นลูกนี้  ก็จะไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้  ไม่ว่าท่านจะประพฤติตนอย่างไรหลังจากนั้น  มันขึ้นอยู่กับการเกิดใหม่ของท่าน ที่เป็นลูกของพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำ

ท่านทราบแล้วนะที่ถามมาทำอันนั้นได้ไหม? ทำอันนี้ได้ไหม? ท่านพอทราบนะว่าผู้ที่จะตอบให้กับท่านว่าทำได้ไหม? หรือไม่ควรทำ คือพระเจ้าผู้สถิตในใจของท่าน  นำพาท่านอยู่ทุกวัน  และท่านรู้ว่าท่านเป็นลูกของพระเจ้า และพระองค์จะนำท่านไปตลอดเวลา อย่างไรๆ ก็เป็นลูกของพระเจ้า เพียงแต่ความประพฤติบางครั้งอาจจะไม่สมกับเป็นลูกพระเจ้า  ทำให้พระเจ้าขายขี้หน้าบ้างเท่านั้น ใช่หรือไม่?  ซึ่งพระเจ้าก็ไม่สนใจ เพราะพระเจ้าทราบดีว่าเราอ่อนแออย่างไร?

พระคัมภีร์จึงได้บันทึกไว้ว่ามีความอ่อนแอที่ไหน? พระคุณของเราทวีคูณขึ้นตามขนาดของความอ่อนแอที่นั่น คือยิ่งมีความอ่อนแอ พระคุณของเรายิ่งมากขึ้น เรื่อยๆ ยิ่งทำผิดเยอะเท่าไร? พระคุณของเราก็คลุมไปถึงตลอด  พระคุณ คือการอภัย โดยไม่มีเงื่อนไข ชัดเจน

เพราะฉะนั้น สรุปได้ว่าเมื่อมาเชื่อในพระเจ้าแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง  หรือต้องทำตัวอย่างไร?  คำตอบ ก็คือสรุปว่าไม่ต้องทำอะไรเลย  นอกจากรับรู้ เชื่อในความจริงจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่า ตอนนี้ในโลกวิญญาณเราเป็นใคร?  ในพระเยซูคริสต์  เรามีสถานะอย่างไร?  เราอยู่ที่ไหนในขณะนี้  เรามีสิทธิอะไรบ้างเท่านั้น? ส่วนนิสัยเก่าๆ  หรือความประพฤติเก่าๆ  ที่ไม่ได้สมกับการเป็นลูกของพระเจ้า ที่ยังอาจจะกระทำอยู่ ก็ไม่ต้องไปกังวลมันมากนัก ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ขณะนี้ก็ตาม  เดี๋ยวมันจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเอง โดยการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยฤทธิ์อำนาจและวิธีการของพระองค์ในแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกันด้วย  อย่ามาบอกว่า …

“ต้องทำเหมือนฉัน ต้องอย่างนั้น อย่างนี้”

บางคนไม่เหมือนกัน  อย่างเช่นบางคนไม่สามารถงดการสูบบุหรี่ได้ หลังจากรับเชื่อพระเจ้า จนกระทั่งกลับไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ก็ยังงดไม่ได้  จะไปบังคับเขาบอก ถ้าไม่หยุดบุหรี่ ไม่ได้เข้าสวรรค์ ใครบอกท่าน ในนี้บอกอย่างนั้นหรือ?  แล้วการที่เขาสูบบุหรี่อยู่  มันต่างอะไรกับการที่คุณยังเป็นคนขี้โมโห  มันก็บาปเท่ากัน จะบาปเล็กบาปน้อย ก็บาปเท่ากัน  หรือเป็นคนที่ขี้อิจฉาเขา หรือเป็นคนโลภ มันต่างอะไรกัน  มันไม่ได้ต่างกันเลย  ท่านจะเห็นภาพอย่างชัดเจน

บางคนก็บอกว่าอยากจะมาโบสถ์ มาโบสถ์ก็มา

บางคนบอกไม่ได้ เธอเชื่อพระเจ้าแล้ว เธอต้องมาโบสถ์เหมือนฉัน

จะไปเอาอย่างนั้นได้อย่างไร? มันจะเหมือนกันได้อย่างไร? ในเมื่อแต่ละคน ในแต่ละตำแหน่ง หน้าที่บนโลกใบนี้ มันไม่เหมือนกัน เกิดมาไม่เหมือนกันบนโลกใบนี้ ผมเห็นบางคนที่รับเชื่อแล้ว ไม่ได้มาโบสถ์เลย  หรือมาน้อยมาก แต่ทุกวันนี้มีความเชื่ออย่างเข้มแข็ง สมบูรณ์มากเลย  กับอีกคนหนึ่งมาโบสถ์เกือบทุกวัน แต่พูดถึงเฉพาะอุปนิสัย ความประพฤติ ยังสู้คนที่ไม่มาโบสถ์ไม่ได้เลย แม้แต่นิดเดียว  ผมไม่ได้มาเทียบ เพื่ออะไรต่างๆ แต่ต้องการให้ท่านเห็นภาพว่าแต่ละคน พระวิญญาณจะเป็นผู้นำท่านเองว่าท่านควรจะทำอะไร?  อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน อาจจะไม่เป็นประโยชน์กับผม อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อผม อาจจะไม่เป็นประโยชน์ต่อท่าน  ใครรู้ พระวิญญาณจะทราบ ในสถานะของผม ผมอาจจะต้องทำอย่างนี้ ในสถานะของท่าน ท่านอาจจะต้องทำอย่างนี้  ไม่มีใครรู้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมและท่านต้องทำเหมือนกัน ก็คือต้องยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป และเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป ตรงนี้มันต้องทำเหมือนกัน หลังจากนั้นปล่อยให้พระวิญญาณนำเถิด

วันนี้ ก็มาเคลียร์คำตอบ ตอบคำถามให้นะ ค่อยๆ ว่ากันไปทีละนิด

เพราะฉะนั้น ในพระคัมภีร์บอกอย่างนี้ว่าสำหรับแต่ละคนที่เพิ่งจะต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่ถามวันนี้มา ก็เลยถือโอกาสสรุปท้ายนี้ให้ท่านนิดหนึ่งว่าเมื่อท่านรับเชื่อแล้ว สิ่งที่ต้องทำ คืออะไร? ท่านทราบแล้วนะตอนนี้ จึงอยากจะบอกที่ท่านควรจะต้องทำ ในพระคัมภีร์บอกว่าจงชิมพระเจ้า แล้วจะรู้ว่าพระองค์ทรงดี  ก็คือเหมือนกับจงพิสูจน์พระเจ้า แล้วจะรู้ว่าพระองค์ทรงดี ท่านเริ่มพิสูจน์แล้ว ท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ยอมรับเชื่อแล้ว เกิดใหม่แล้ว ท่านก็ใช้สิทธิในการเกิด ใหม่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ทันที ไม่ต้องกลัว ท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ก็คืออะไร? อธิษฐาน  พูดคุยกับพระเจ้าในทุกเรื่อง ทุกเมื่อ ที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องมาที่โบสถ์ ใครอารมณ์อย่างไร? ที่ไหน? พูดได้ ไม่ใช่อธิษฐานขออย่างเดียว  ไม่ว่าจะขอ จะบ่น  จะว่ากล่าว จะเข้าไปพูดคุย ปรึกษา หรืออะไรทุกเรื่องเลย  ที่ตะกี้นี้ผมบอก พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์แผ่นดินโลก ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย  ผู้ทรงครอบครองและควบคุมสรรพสิ่งทั้งหลาย ผู้ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่ สูงสุด ผู้ทรงเป็นสัพพัญญู รู้ทุกสิ่ง เข้าไปอธิษฐาน ร้องทูลขอจากพระองค์ ด้วยขณะนี้  เดือดร้อนอะไร? กลัวเรื่องอะไร?  ก็อธิษฐานบอกพระองค์

“พระองค์ลูกกลัวเหลือเกินโควิดมันจะมา กลัวออกไปทำงานจะติดโควิดไหม? ช่วยคุ้มครองปกป้องลูกด้วยเถิด ลูกกลัวมากเลย” พูดได้ตลอด

หรือป่วยอยู่ … “พระองค์ทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งสิ้นของลูกให้หาย รักษาลูกด้วย ลูกปวดท้อง ปวดหัว ปวดอะไรก็ว่ากันไป” เป็นโรคอะไรก็ว่ากันไป  พระเจ้ารักษาท่านได้จริงๆ

หรือ “พระเจ้าลูกกลัว ลูกไม่มีเงินเลยตอนนี้ ไม่มีข้าวจะกิน สิ้นเดือนนี้ไม่มีเงินเหลือแล้ว ไม่พอเลยค่าใช้จ่ายต่างๆ  ช่วยลูกด้วยเถิด”

บอกรายละเอียดไปเลย “ช่วยลูกด้วย ลูกยังขาดอีก 3,000 บาท ค่าโน้นค่านี้” บอกไปเลย แล้วพิสูจน์พระเจ้าสิว่าพระองค์มีชีวิตอยู่หรือไม่? เขาเชื่อกันอย่างนี้ มาตั้งนานแล้ว และเขาก็ทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เป็น 2,000 ปีแล้ว แล้วมันก็เป็นจริงตามนั้น  ลองชิมพระเจ้า แล้วจะรู้ว่าพระองค์ทรงดี เพราะฉะนั้น  อยากให้ท่านทำ ไม่ต้องรอ พระองค์เป็นผู้ช่วยให้ท่านเดี๋ยวนี้ด้วย ไม่ใช่ผู้ช่วยให้รอดเฉพาะวิญญาณของท่าน ผู้ช่วยให้ท่านดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในขณะนี้  ให้พ้นจากความทุกข์ยากลำบาก และไม่เดือดร้อน ทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มากนัก เพราะพระเยซูบอกว่าถึงแม้จะเป็นลูกพระเจ้าแล้วก็จริง  ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยังมีปัญหาและความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เหมือนกับคนที่ยังไม่เชื่อ แต่ขอบคุณพระเจ้า พระเยซูบอกว่าแต่เราชนะโลกแล้ว  พระเจ้าจะแก้ปัญหาให้ท่าน เพราะไม่ว่าปัญหาจะเป็นเช่นไร พระเจ้าจะเดินอยู่เคียงข้างท่าน จูงมือท่านเดินไปกับพระองค์ แล้วนำพาท่านไป แต่ละวันๆ  แต่ละปัญหา  อย่าเก็บไว้คนเดียว  พูดคุยกับพระองค์ แล้วพิสูจน์พระองค์เลยว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงช่วยท่านได้จริงๆ  และทรงช่วยลูกของพระองค์ด้วยความตั้งใจ ขะมักเขม้นที่จะช่วย ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาอะไร? พระองค์ทรงสามารถช่วยแก้ไขและประทานคำตอบให้กับท่านเกินกว่าที่ท่านจะสามารถคิดและขอได้ด้วยซ้ำ  ท่านจะขอเพียงแค่นี้  นึกไม่ถึงว่าพระเจ้าจะประทานให้มากกว่านี้ตั้งเยอะ ประสบการณ์ผมก็เยอะมาก ที่เราขอเพียงแค่นี้ พระเจ้าให้เยอะเกินมากเลย

เลยอยากจะบอกท่านว่ามีอะไรในขณะนี้ที่เป็นห่วง เศรษฐกิจการเงิน สุขภาพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาความสัมพันธ์ ปัญหาอะไรต่างๆ ถูกรังแก ไม่ได้รับความยุติธรรม เข้าไปหาพระเจ้า

ใช้สิทธิของท่านในฐานะเป็นลูก พระเจ้ารออยู่แล้ว  รักท่านมาก คอยช่วยเหลือท่าน ให้ท่านได้บังเกิดใหม่แล้วในพระเจ้า  เมื่อเกิดใหม่แล้ว พระเจ้าจูงมือท่านเดินแล้วตอนนี้  ไม่ต้องกลัวอะไร ไปเลยลูก ไปด้วยกัน ไปกับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาค เดินไปกับท่านตลอดเวลา แล้วบอกว่าอย่ากลัวเลย ไม่ต้องกลัวนะลูกๆ มนุษย์จะทำอะไรเจ้าได้ เหตุการณ์ต่างๆ จะทำอะไรเจ้าได้  ไม่มีใครมาต่อต้านเจ้าได้เลย เพราะเราอยู่กับเจ้า จงกล้าหาญ  เพราะเจ้าบังเกิดใหม่ เป็นลูกของเราแล้ว  เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2020 เรื่อง “เชื้อไวรัสทางวิญญาณ (อาดัม-00)” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  3  พฤษภาคม  2020

 เรื่อง “เชื้อไวรัสทางวิญญาณ (อาดัม-00)”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            ท่านทราบไหมครับว่ามีเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่น่ากลัวกว่าไวรัสที่เคยเกิดขึ้นในโลกนี้  ซึ่งรวมทั้งเจ้าโควิด-19 ด้วย จากรายงานผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ตอนนี้ประชากรโลกมีประมาณ 7,300 ล้านคน ติดเชื้อประมาณ 3.4 ล้าน ก็ประมาณ 0.05% เท่านั้น แต่เชื้อไวรัสที่เป็นตัวที่น่ากลัวกว่าเชื้อไวรัสที่เคยมีมา หรือเป็นมาบนโลกใบนี้ มีอัตราการติดเชื้อถึง 100% ของมวลมนุษยชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน? ทวีปอะไร? ประเทศอะไร? ชนชาติไหนก็ตาม  ก็ติดเท่ากันหมด คือ 100% และอัตราการเสียชีวิตก็ 100% เช่นเดียวกัน เจ้าไวรัสที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้ คือไวรัสบาป เป็นเชื้อไวรัสทางวิญญาณ ที่ ผมตั้งชื่อให้เข้ากับสถานการณ์ว่าไวรัสอาดัม-00 เพราะฉะนั้น หัวข้อในการบรรยายในวันนี้ ชื่อ “ไวรัสทางวิญญาณ (อาดัม-00)” เจ้าไวรัสบาปตัวนี้  ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสทางวิญญาณ มีการบันทึกไว้ล่วงหน้านานแล้ว บอกไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่ที่มาของเชื้อเกิดขึ้นอย่างไร? แต่เชื้อไวรัสบาปตัวนี้ เป็นเชื้อไวรัสที่เกิดขึ้น ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน สัมผัสไม่ได้  แต่เป็นอยู่จริง เป็นเชื้อไวรัสทางวิญญาณ ต้องเข้าใจก่อน

ไวรัสโควิดทุกวันนี้ ก็ยังหาข้อสรุปชัดเจนไม่ได้ว่ามาจากไหน?  แต่เชื้อไวรัสบาปที่บอกไว้ชัดเจน ตามหนังสือประวัติศาสตร์มนุษยชาติบอกไว้เสร็จเลยว่ามาจากไหน?  เกิดขึ้นได้อย่างไร?  ใครเป็นคนแพร่เชื้อคนแรก? บันทึกไว้เลย และผลของมันคืออะไร? วิธีการรักษาบอกไว้ให้เสร็จ? ทำอย่างไรด้วย?

หนังสือประวัติศาสตร์ มนุษยชาติที่มีชื่อว่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ได้บันทึกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเชื้อบาปตัวนี้  เป็นเชื้อไวรัสทางวิญญาณ  ที่เริ่มต้นเกิดขึ้น  ณ ที่แห่งหนึ่งบนโลกใบนี้ ที่เรียกว่าสวนเอเดน บันทึกไว้ชัดเจน และผู้แพร่เชื้อคนแรก คือนายอาดัม ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษยชาติทั้งปวง และก็เหมือนเชื้อไวรัสหลายๆ ตัวที่แพร่เชื้อส่งต่อมาทางกระแสเลือด หรือเรียกว่า DNA แต่ไม่ใช่โควิดนะ โควิดไม่ได้มาทาง DNA โควิดมาทางการสัมผัส เชื้อไวรัสที่มาทาง DNA มาทางสายเลือด อย่างเช่น ไวรัสเอดส์ HIV

เจ้าเชื้อบาปตัวนี้ ติดต่อทาง DNA  ซึ่งมนุษย์คนแรก คืออาดัม เป็นต้นเหตุของเชื้อตัวนี้ เกิดขึ้นโดยการไม่เชื่อฟัง  หรือกบฏต่อพระเจ้า  อยากเป็นพระเจ้าเสียเอง  ผลก็คือการเป็นผู้นำเอาเชื้อบาปเกิดขึ้นทาง DNA ทั้งฝ่ายร่างกายและวิญญาณของเขานั่นเอง ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะมีลูกมีเต้า มีหลานเหลนโหลนสืบพันธุ์กันต่อมา เขาติดเชื้อไวรัสบาป ก่อนที่จะมีลูกหลานเหลนโหลน เพราะฉะนั้น ลูกหลานเหลนโหลน ก็จะติดเชื้อตัวนี้ ไปด้วยกันหมดทุกคน

ก่อนที่จะคุยกันต่อไป ต้องนึกถึงก่อน  อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่าในหนังสือประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนเลยว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ ไม่ได้มีวิญญาณ เนื่องจากเราตกไปในความบาป และห่างเหินจากพระเจ้าไปนาน จนกระทั่งไม่คุ้นเคย ตาฝ่ายวิญญาณไม่ได้ใช้เลย ใช้ไม่ได้แล้ว เราจึงมองไม่เห็นชัด แต่ในโลกของฝ่ายวิญญาณ มนุษย์เป็นวิญญาณจริงๆ  ตัวแท้ๆ ของมนุษย์ คือเป็นวิญญาณ ในวิญญาณนี้ ก็มีจิตใจอยู่ เพียงแต่วิญญาณและจิตใจนี้  คือตัวตนแท้ๆ ของมนุษย์ อาศัยอยู่ในร่างกายที่เรามองเห็น ทางฝ่ายวัตถุ จับต้องได้  ตรงนี้ต้องเป็นพื้นฐานให้เรารู้ว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ

เพราะฉะนั้น DNA ของอาดัม จึงเป็น DNA ทั้งวิญญาณและทั้งร่างกาย ก็รับเชื้อบาปตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เชื้อของความบาปเข้ามา แล้วมนุษย์ทั้งโลกนี้ ก็สืบเชื้อสายมาจากอาดัม เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ จึงได้รับเชื้อบาปนี้ ผ่านทางกระแสเลือด หรือ DNA ของอาดัม วิญญาณ จิตใจ และร่างกายเขาจึงติดเชื้อบาปนี้กันทั้งสิ้น อาดัมถ้าพูดถึงปัจจุบัน เขาเรียกว่าเป็นยอดของการแพร่เชื้อบาปไปยังมวลมนุษย์ทุกคน  พระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นหนังสือประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้บันทึกเอาไว้อย่างนั้น

สังเกตให้ดี อาดัมเป็นเพียงคนๆ เดียว ที่ได้รับเชื้อไวรัสบาปนี้เข้ามา  โดยการถูกหลอก ไปเชื่อมาร รับเอาเชื้อบาป ติดเข้ามาอยู่ใน DNA ของตนเอง โดยมนุษย์ทุกคนได้รับการติดเชื้อผ่าน DNA มนุษย์ทุกคนได้รับเชื้อไวรัสบาปนี้ จากบรรพบุรุษโดยตรง โดยไม่ต้องทำอะไรเลย

อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าเชื้อไวรัสบาปตัวนี้ มีอัตราการตาย 100%  คือติดเชื้อแล้วตายทั้งฝ่าย วิญญาณ จิตใจ ร่างกาย 100%  ไม่มีใครรอดเลย ไปดูหนังสือประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่บันทึกเรื่องราว เรื่องนี้ไว้สักนิดหนึ่ง  เพื่อจะได้เป็นหลักฐานว่าเขาว่าไว้อย่างไรบ้าง? โรม 5:12 บันทึกไว้อย่างชัดเจน

โรม 5:12 “ฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลก เพราะมนุษย์คนเดียว และบาปนำความตายมา และโดยทางนี้เอง ความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์ เพราะทุกคนได้ทำบาป”

 

“ความตายได้มาถึงมวลมนุษย์ เพราะทุกคนได้ทำบาป” เห็นไหมครับ? ตรงนี้จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่า “ความตายได้มาถึงมวลมนุษย์ เพราะทุกคนได้รับเชื้อไวรัสบาป” ซึ่งผลของเชื้อไวรัสบาป ก็คือความตาย

มนุษย์ทุกคนเกิดมา ก็ได้รับเชื้อไวรัสแล้ว โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เริ่มต้นเซลแรก เกิดในครรภ์มารดา ก็บาปแล้ว  คลอดออกมาจากครรภ์มารดา ก็ติดเชื้อบาป  แล้วก็ต้องได้รับผลของเชื้อบาปนี้ ก็คือความตาย  ไม่ต้องทำอะไรเลย

คำว่า “ตาย” ตรงนี้  เรากำลังพูดถึงความตาย ทั้งทางวิญญาณและร่างกาย  อย่างที่ผมอธิบายให้ท่านฟังว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ  มีจิตใจ และอาศัยอยู่ในร่างกาย  ไวรัสบาปนี้ ส่งผลไปทั้งหมดเลย  ทั้งร่างกาย วิญญาณ และจิตใจ  อยู่ในความตายทั้งสิ้น  พอเกิดมาปุ๊บ ติดเชื้อปั๊บ  ทางวิญญาณ เราก็ตายทันที ทางร่างกายก็เริ่มเข้าสู่ขบวนการเสื่อมสภาพ ซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่มีการเสื่อม ร่างกายเราจะอยู่นิรันดร์ ไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มีการตาย แต่เพราะเชื้อไวรัสบาปตัวนี้ ส่งผลทำให้ร่างกาย ต้องเสื่อมสลาย กลับไปสู่ดิน หนังสือประวัติศาสตร์ คือพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บันทึกเอาไว้อย่างนั้น  อย่างชัดเจน  อย่างไรวันหนึ่งก็จะต้องตาย ตายช้าตายเร็ว  จะ 70, 80, 90, 100, 120, 130, 200, 300 ก็ต้องตาย  คือมนุษย์พอคลอดจากครรภ์มารดา ก็เริ่มต้นนับหนึ่งไปสู่ความตาย ความเสื่อมไปเรื่อยๆ นั่นเอง เหตุมาจากเชื้อไวรัสบาปตัวนี้แหละ หนังสือโรม 5:17-18 บอกว่า …

โรม 5:17-18 “17 เพราะถ้าโดยการล่วงละเมิดของมนุษย์คนเดียว เป็นเหตุให้ความตายได้ครอบครองผ่านทางมนุษย์คนเดียวผู้นั้น ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดบรรดาผู้ที่ได้รับพระคุณ และของประทานแห่งความชอบธรรม ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างมากล้น ย่อมครอบครองในชีวิตผ่านทางมนุษย์คนเดียว คือพระเยซูคริสต์ 18 ฉะนั้น การล่วงละเมิดเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้คนทั้งปวงถูกลงโทษฉันใด การกระทำอันชอบธรรมเพียงครั้งเดียว ก็ส่งผลให้คนทั้งปวง ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมฉันนั้น ซึ่งการนับเป็นผู้ชอบธรรมนี้ นำชีวิตมาให้คนทั้งปวงเหล่านั้น”

 

โดยการล่วงละเมิดของมนุษย์คนเดียว โดยการเอาเชื้อนี้เข้ามาสู่ตัวเพียงคนเดียว  เป็นเหตุให้ความตายได้ครอบครองผ่านทางมนุษย์คนเดียวผู้นั้น  มนุษย์คนเดียวผู้นั้น ก็คือนายอาดัม บรรพบุรุษของมนุษยชาตินั่นเอง ที่แพร่เชื้อไวรัสบาปตัวนี้ผ่านทาง DNA ของเขา  ทั้งทางฝ่ายร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ  เมื่อผู้คนติดเชื้อไวรัสบาปนี้  และผลมันจะออกมาเป็นลักษณะแบบไหน?

เหมือนอย่างโควิด-19 ใครติดเชื้อตัวนี้  เราก็พอจะทราบนิดหนึ่ง ตามข่าวคราวว่าจะมีอาการอย่างไร? เช่นตัวร้อน เป็นไข้ ไอ ในที่สุด ก็ไปลงปอด ปอดอักเสบ ไปกินเนื้อที่ปอดอะไรประมาณนั้น แต่ไวรัสบาปอาดัม-00 เมื่อติดเชื้อไวรัสบาปตัวนี้เข้าแล้ว อาการและผลมันออกมาเป็นอย่างไรต่อชีวิตของคนๆ นั้นบ้าง ลองดูนิดหนึ่งนะ ผมสรุปมาให้อ่านจากหนังสือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติว่าอาการจะเป็นประมาณนี้ เช็คดูว่าใช่หรือไม่?

เชื้อไวรัสบาป — ต่อต้านพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า

ผล คือความตาย

ผลทางวิญญาณ — เป็นทาสรับใช้มาร อยู่ในอาณาจักรมืด

ผลทางร่างกาย — ร่างกายเสื่อมลง เน่าสลายไปสู่ดิน

ผลก็คืออาการเกิดขึ้น คือมีความรู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ตาม แต่มันเป็นไปตามนั้น คืออาการต่อต้านพระเจ้า  อยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า  ไม่ชอบให้ใครพูดถึงเรื่องพระเจ้า ไม่ค่อยอยากจะได้ยินคำว่าพระเยซู ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้เลยว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร? นี่คร่าวๆ  พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น  เพราะข้างในวิญญาณและจิตใจเป็นศัตรูกัน อยู่ตรงข้ามกัน

เมื่อมีอาการเหล่านี้ มีผลเกิดขึ้นอย่างไร?  ก็คือ ความตายทั้งทางฝ่ายวิญญาณ ร่างกาย และจิตใจ ผลทางวิญญาณและจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่เกิดขึ้น ก็คือทั้งวิญญาณและจิตใจ ซึ่งเป็นตัวตนแท้ๆ ของมนุษย์ ของคนๆ นั้น ก็ตกเป็นทาสรับใช้มาร โดยไม่รู้ตัว และเป็นทาสของความชั่วร้ายทั้งปวง นี่พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบันทึกไว้อย่างนั้น วิญญาณและจิตใจนั้น ตกลงไปอยู่ในอาณาจักรหนึ่ง สถานที่แห่งหนึ่งในโลกวิญญาณ ที่เรียกว่าอาณาจักรแห่งความมืด ไม่มีพระเจ้าอยู่ที่นั่น ตกเป็นทาสของความชั่วร้าย

และผลทางร่างกายล่ะ ร่างกายที่มองเห็น ก็อย่างที่บอก ร่างกายเริ่มเสื่อมลง ค่อยๆ เน่าสลาย  ค่อยๆ ตาย จนหยุดทำงาน ลงไปสู่ดิน

นี่คืออาการและผลจากเชื้อไวรัสบาปตัวนี้ 1 โครินธ์ 15:21-22 ดูสิว่า ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบันทึกไว้อย่างไร? จะเยียวยารักษาไวรัสบาปนี้ ได้อย่างไร? …

1 โครินธ์ 15:21-22 “21 เพราะในเมื่อความตาย สืบเนื่องมาจากมนุษย์คนเดียว การเป็นขึ้นจากตาย ก็สืบเนื่องมาจากมนุษย์คนเดียวเช่นกัน 22 เพราะว่าในอาดัม คนทั้งปวงตายฉันใด ในพระคริสต์ คนทั้งปวงจะได้รับชีวิตฉันนั้น”

 

สมมติว่าอาทิตย์หน้า เดือนหน้า มีประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งค้นพบวัคซีน รักษาโรคโควิด-19 เรียบร้อยแล้ว อย่างเด็ดขาดเลย  100% แล้ว เราจะเฮมั๊ย

ตะกี้ที่เราอ่านในหนังสือ 1 โครินธ์ 15:21-22 ความตาย สืบเนื่องจากมนุษย์คนเดียว คืออาดัม  การเป็นขึ้นจากตาย  ก็สืบเนื่องมาจากมนุษย์คนเดียวฉันนั้น เพราะว่าในอาดัม คนทั้งปวงตายฉันใด ในพระเยซูคริสต์หรือในพระคริสต์ คนทั้งปวงก็จะได้รับชีวิตฉันนั้น ก็คือเป็นขึ้นจากตายฉันนั้น

เป็นตรรกะง่ายๆ เลย อาดัมทำให้ตาย พระเยซูคริสต์ทำให้เป็นขึ้นจากตาย อาดัมทำให้ติดเชื้อโรคไวรัสบาป พระเยซูคริสต์ทำให้หายจากโรคไวรัสบาป มนุษย์ติดเชื้อบาป มาจากคนๆ เดียว  โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย  เกิดมาได้เลย เพราะฉะนั้น การรักษา ก็มาจากคนๆ เดียว  โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเหมือนกัน  จบเลย ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะตอนที่เรารับเชื้อมา เราก็ไม่ได้ทำอะไร เราก็ได้รับเชื้อแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนได้รับการรักษาให้หาย โดยพระเยซูคริสต์ ทำไมเราจะต้องไปทำอะไรเยอะแยะมากมาย  เราก็ได้หายเหมือนกัน โดยพระเยซูคริสต์ เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่รักษาเราหาย โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย เดี๋ยวเรามาดูกันต่อไปว่าหนังสือประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พระคัมภีร์ไบเบิ้ล บันทึกการรักษาไว้อย่างไรบ้าง?

ตะกี้พูดแค่บอกว่าจากคนๆ เดียว ทำให้เราติดเชื้อ จากคนๆ เดียว ทำให้เราหาย ฟังดูเหมือนง่าย จบ แต่ผมรู้ ไม่จบหรอก สำหรับคนที่ยังไม่ได้เชื่อในข่าวดี  คิดอย่างไร ก็คิดไม่ออกว่าจะเป็นไปได้อย่างไร?  ก็คือไม่จบนั่นเอง เพราะมันเชื่อยากไง  ผมก็จำประสบการณ์ของผมเองในอดีต ก่อนที่จะมาเชื่อเรื่องนี้ จะให้มาเชื่อตอนโน้นมันยากเย็นเข็ญใจเหลือเกิน มันเชื่อยาก ถ้าทำแบบบันทึกเหตุการณ์ แบบองค์การอนามัยโลก แบบนี้ จะมีสถิตแบบนี้ว่าจำนวนประชากรที่ติดเชื้อไวรัสบาปตัวนี้  ตอนนี้มีกี่คน? 7,300 ล้านคนใช่ไหม? คิดเป็น 100% คือจำนวนของผู้ที่ได้รับการรักษาให้หายแล้ว มีแค่ประมาณ ทุกวันนี้มีผู้เชื่อประมาณ 2,300 ล้านคน ก็คิดเป็น 32% คือประมาณ 1 ใน 3 ที่ได้รับการรักษาให้หาย ที่เหลือ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ ยังไม่หาย เพราะไม่ได้เข้าสู่ขบวนการรักษาให้หาย ก็คือไม่เชื่อในแพทย์ผู้รักษา หรือวิธีการรักษาของพระเจ้า ยังไม่เชื่อนะ

การหายจากเชื้อไวรัสบาป ผลคืออะไร? ตะกี้เราดูเรื่องอาการของคนติดเชื้อไวรัสบาปเป็นอย่างไร? ตอนนี้มาดูอาการและผลของการหายจากการติดเชื้อบาป เชื้อไวรัสบาปถูกจัดการหลุดออกไปจากชีวิตของคนๆ นั้นแล้ว อาการและผลมันเป็นอย่างไรบ้างคร่าวๆ  ตามที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้  ผมสรุปมาให้ท่านอ่านดูว่าใช่ไหม?

หายจากเชื้อไวรัสบาป — กลับคืนดีกับพระเจ้า เชื่อฟังพระเจ้า

ผล คือการบังเกิดใหม่

ผลทางวิญญาณ — เป็นลูกพระเจ้า อยู่ในอาณาจักรแสงสว่าง

ผลทางร่างกาย — ร่างกายเสื่อมลง เน่าสลายไปสู่ดิน รอการเป็นขึ้นมาใหม่

(ร่างกายสวรรค์)

อาการ คือกลับคืนดีกับพระเจ้า  อยู่ข้างเดียวกับพระเจ้า เชื่อฟังพระเจ้า  ได้ยินเรื่องพระเจ้า ชอบ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ  คือสติปัญญามนุษย์ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ รู้สึกรักพระเจ้า รู้สึกอยากฟังเรื่องพระเจ้า พอพูดถึงเรื่องพระเยซู ซาบซึ้งเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลย  ไม่เคยเห็นหน้าพระเยซู ไม่เคยจับต้องมองเห็นพระเยซูเลย  แต่รู้สึกอยากจะฟัง อยากจะร้องเพลงนมัสการพระเจ้า  อยากจะรู้เรื่องของพระเยซูคริสต์ นี่แหละอาการ

ผล คือได้รับการบังเกิดใหม่ พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้นว่าได้รับการบังเกิดใหม่ ทั้งทางวิญญาณและร่างกาย ไม่ใช่ซ่อมใหม่นะ  วิญญาณและร่างกายได้รับการบังเกิดใหม่

ทางฝ่ายวิญญาณและจิตใจที่เป็นตัวตนแท้ๆ ได้กลายเป็นลูกของพระเจ้า เชื่อฟัง รับใช้พระเจ้า มีแต่ความดีงามอยู่ในวิญญาณและจิตใจ วิญญาณและจิตใจนั้นได้อยู่ในสถานที่หนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เรียกว่าอาณาจักรแห่งแสงสว่าง หรือเรียกว่าสวรรค์นั่นเอง

และเกิดผลทางร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง ร่างกายที่จับต้องมองเห็น สำหรับคนที่ เชื่อในการรักษาของพระเยซูคริสต์ให้หายจากโรคไวรัสบาปนี้  ผลทางร่างกาย คือร่างกายทุกวันนี้ยังต้องเสื่อมลงสู่ดิน หยุดทำงาน  เน่าสลายไปวันหนึ่งข้างหน้า  เหมือนเดิม อ้าว! แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลง ฟังให้ดี ยังไม่จบ เสื่อมลงสู่ดิน รอการเป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย รอวันเป็นขึ้นจากความตายในวันหนึ่งข้างหน้า  แล้วการเป็นขึ้นจากความตายนั้น คือร่างกายใหม่ เรียกว่าร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ที่เป็นขึ้นจากความตายเลย  เราจะได้รับร่างกายนั้น วันหนึ่งข้างหน้า

สรุป ก็คือไม่ว่าจะเป็นการได้รับเชื้อไวรัสบาป หรือการหายจากไวรัสบาปมนุษย์เราไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง ทั้งสองข้างเลย  เพราะไม่ได้มาจากการกระทำของมนุษย์เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเชื้อไวรัสบาป  เป็นคนบาป หรือได้รับการรักษาให้หายจากบาป ก็มาจากการเกิดจากท้องแม่ปุ๊บ ก็ได้รับเชื้อเลย  ไม่ต้องทำอะไรเลย  พอมาเชื่อข่าวดีของพระเยซู ก็ได้รับการบังเกิดใหม่เลย เชื้อหายไปเองเลย โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เหมือนกันเลย พูดง่ายๆ ก็คือเกิดมา ก็เป็นบาป  จะให้หายจากบาป ก็ต้องเกิดใหม่ หรือพระคัมภีร์เรียกว่าบังเกิดใหม่ ถึงจะหายได้  นี่ชัดเจนเลยนะ เป็นตรรกะ ผมพยายามเอามาอธิบายแบบง่ายๆ  เพื่อไม่ให้ท่านสับสน  เพื่อจำง่ายๆ เท่านั้นว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่เชื่ออย่างเดียว  พระเจ้าจะทำหน้าที่ทำให้เราเกิดใหม่ แล้วการรักษาเชื้อไวรัสบาป โดยการเกิดใหม่  พระเจ้ารักษาเราแบบทันที ผ่านทางพระเยซูคริสต์

สมมติว่าตอนนี้ติดเชื้ออยู่ พอเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ปั๊บ  เชื้อโรคหายทันทีเลย

เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  มาตายที่ไม้กางเขน แล้วอยู่ในหลุมฝังศพ  แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3  เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงประทานให้มาเป็นผู้รักษาเยียวยาไวรัสบาปให้กับมวลมนุษยชาติ แค่นั้นเอง พอเชื่อปั๊บ  เชื้อหายทันที  ได้บังเกิดใหม่ ผลของการเชื่อนั้น มาเป็นขบวนการเลย  เป็นแพ็คเกจเต็มไปหมดเลย

พระเจ้าไม่ได้รักษาเราแบบ พอมาเชื่อปุ๊บ แล้วค่อยๆ รักษาเรา พอเราเชื่อปุ๊บ ก็ค่อยๆ ดูไปนะลูกเอ่ย ดูว่าความประพฤติเป็นอย่างไร?  เชื่อแล้วเปลี่ยนชีวิตจริงไหม  เชื่อจริงหรือเปล่า? ทำความดีพอไหม?  ทำชั่วน้อยลงไหม? เวลาเชื่อแล้ว

“ค่อยๆ สะสมความดีไปนะ เรื่อยๆ  แล้วเชื้อบาปมันจะค่อยๆ หายไปทีละ 10%  20%  30%  รอจนกว่าทำดีเยอะๆ สะสมไว้มากๆ จนกว่าจะได้ครบ 100%  จะได้หายนะลูก”

พระเจ้าไม่ได้รักษาเราอย่างนั้น ถ้ารักษาเราอย่างนั้น เราไม่มีหายหรอก เราไม่มีความหวังหรอก  แต่ด้วยความเชื่อในข่าวดีนี้  มนุษย์คนนั้นจะได้รับการรักษาแบบทันทีทันใด  เป็นฤทธิ์เดชอำนาจเปรี้ยงทันทีทันใด เกิดใหม่ทันทีทันใด  เหมือนตอนที่พระเจ้าสร้างโลกใบนี้  เหมือนนักวิทยาศาสตร์ ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร? เลยบอกว่าโลกสร้างด้วยระบบบิ๊กแบง ระเบิด เกิดเป็นระบบมหาจักรวาลขึ้นมา ผู้ที่เกิดใหม่ พระเจ้าก็ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จเข้ามาในวิญญาณของคนนั้น เกิดใหม่ทันทีทันใด

วิธีการรักษาของพระเจ้า เป็นแบบทันที  จากฝั่งที่มีเชื้อไวรัสบาปอยู่ ย้ายเรามาอยู่ในฝั่งปลอดเชื้อทันที คือหาย ย้ายเราจากฝั่งของ DNA ของอาดัม ซึ่งติดเชื้อ มาอยู่ DNA ของพระเยซูคริสต์ทันที ไม่ต้องรอให้ตาย ไม่ต้องรอให้สะสมความดีความงามต่อไป ไม่ต้องเลย ทันทีเลย 100% ไม่มีการค่อยๆ หาย  และไม่มีการกลับไปกลับมา  หาย 3 วัน อีก 3 วันไม่หาย  แล้วก็ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ  ทั้งอยู่ DNA ของอาดัมด้วย และอยู่ใน DNA ของพระเยซูด้วย  ติดเชื้อด้วย 3 วันหาย 3 วันเป็นไม่มี หาย ก็คือหายเลย พอเกิดใหม่ มันเป็นเลย มันไม่สามารถที่จะกลับไปกลับมา  เหมือนเราเกิดเป็นลูกผู้ชายตอนนี้  เราไม่สามารถเกิดเป็นลูกผู้ชาย อีก 3 ปี เราจะไปเป็นผู้หญิง  แล้วอีก 3 ปี เราจะกลับมาเป็นผู้ชายอีก  แล้วมาเป็นผู้หญิง ไม่ได้  เกิดเป็นอย่างไร? ก็ต้องเป็นอย่างนั้น

ลักษณะเดียวกัน คือได้เกิดใหม่ พระเจ้าจะย้ายเราทันทีเลย  ไม่ใช่กลับไปกลับมา วันนี้วันอาทิตย์ฟังถ้อยคำพระเจ้าเยอะๆ รู้สึกชื่นอกชื่นใจ หายจากโรคไวรัสบาปจริงๆ เลย พอเจอปัญหา เจอระบบของโลกใบนี้ ซึ่งมันเสียหายไปแล้ว ทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดความเครียด  รู้สึกว่าไม่ได้ถูกรักษาให้หาย ไม่ได้เป็นลูกพระเจ้าแล้ววันนั้น  อะไรประมาณนั้น

เมื่อถูกรักษาให้หาย  คือพระเจ้าจะย้ายเรา  จากฝั่ง DNA ของอาดัมไปอยู่ในฝั่งพระเยซู มนุษย์ทุกคนไม่อยู่ในบาป ก็อยู่ในฝั่งชอบธรรม ก็คือไม่บาป  ไม่อยู่ในความชั่ว ก็อยู่ในความดี ไม่ดำ ก็ขาว ไม่ตาย ก็มีชีวิต ไม่อยู่กับมาร ก็อยู่กับพระเจ้า ไม่อยู่กับความมืด ก็อยู่กับความสว่าง หลุดพ้นจากขุมนรก ก็มาอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่กลับไปกลับมา อยู่ในสวรรค์ 3 วัน อยู่ในนรกวันหนึ่ง ขาข้างหนึ่งอยู่ในสวรรค์ ขาข้างหนึ่งอยู่ในนรก ไม่ใช่

DNA ของอาดัม … VS  … DNA ของพระเยซูคริสต์

อยู่ในบาป … VS … ในความชอบธรรม

อยู่ในความชั่ว … VS … อยู่ในความดี

ดำ … VS … ขาว

ตาย … VS  … มีชีวิต

อยู่กับมาร … VS … อยู่กับพระเจ้า

อยู่ในนรก … VS … อยู่ในสวรรค์

สิ่งเหล่านี้ คือการเปลี่ยนทันที ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ทันที ไม่อยู่ในผู้ที่จะถูกพิพากษา  ลงโทษ ก็อยู่ในฝั่งผู้ที่ได้รับนิรโทษกรรม พ้นจากโทษแล้ว  ก็คือไม่อยู่ในคุก ก็อยู่นอกคุก อยู่ตรงกลางไม่มี เป็นศัตรูกับพระเจ้า หรือเป็นลูกพระเจ้า ไม่มีข้างๆ ไม่มีเป็นลูกด้วย เป็นศัตรูด้วย ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าการได้มาทั้งสองข้าง  2 สถานะ ที่เล่าให้ฟังคร่าวๆ มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากตัดสินใจเลือกข้างเท่านั้น  พระเจ้าวางแบบให้อย่างนี้เลย  เพราะพระเจ้าไม่บังคับ  บังคับไม่ได้อยู่แล้ว พระองค์เป็นเจ้าแห่งความรัก  ควบคุมทุกอย่างด้วย ความรัก ไม่ใช่บีบบังคับ ควบคุม เป็นทาส ไม่ใช่ เราเป็นลูก และพระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ให้มีอิสรภาพในการตัดสินใจ ในการเลือกเอาเอง

เพราะฉะนั้น มนุษย์คนๆ นั้นต้องเลือกเอง ตัดสินใจเองที่จะเลือกเอาข้างไหน?  มนุษย์สามารถที่จะเลือกหัวหน้าครอบครัวได้คนเดียวเท่านั้น  คือจะเลือกหัวหน้าครอบครัวเดิม อยู่ที่เดิม  ก็คืออาดัม บรรพบุรุษ หรือเลือกหัวหน้าครอบครัวใหม่ ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว 1990 ปีผ่านมาแล้ว คือพระเยซูคริสต์ ให้เลือกเอาข้างใดข้างหนึ่ง มนุษย์ต้องตัดสินใจเอง ด้วยความสมัครใจว่าจะเข้าสู่ขบวนการ การได้รับการรักษา โดยพระเยซูคริสต์ ให้หายจากไวรัสบาปนี้หรือไม่ ด้วยตนเองจริงๆ สมัครใจไหม?  พระเจ้าจึงจะสามารถรักษาเขาให้หายได้  ไม่ใช่ไปบีบบังคับให้เขามารักษา  ทำไม่ได้

เขาบอกว่าพระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง ยกเว้นสิ่งเดียวที่พระองค์ทำไม่ได้  คือบังคับให้เราเชื่อในพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์เป็นผู้ประทานให้มนุษย์ทั้งปวง เพื่อรักษาให้เขาหายจากบาป กลับคืนดีกับพระเจ้า กลับไปหาพระเจ้า กลับไปอยู่กับพระเจ้าในบ้านเหมือนเดิม  แต่พระเจ้าไม่สามารถที่จะบังคับเขาได้ เพราะเราถูกสร้างมาให้มีอิสรภาพในการตัดสินใจทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เขาต้องตัดสินใจ  เพื่อที่พระเจ้าจะสามารถรักษาเขาให้หายได้  โดยเขาเต็มใจ พระองค์จึงสามารถรักษา และวิธีการของพระองค์รักษา อย่างที่ผมบอก ไม่ใช่เอายามาใส่ แต่เป็นการผ่าตัดวิญญาณ ครั้งที่แล้วเราเรียนรู้เรื่องนี้ไปแล้วนะ  พระเจ้าผ่าตัดวิญญาณ แล้วให้เราได้บังเกิดใหม่ ย้ายเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระองค์ คืออาณาจักรสวรรค์ ย้ายเราออกจากอาณาจักรของความมืด ของมาร เข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ ย้าย DNA ของเราเลยนะ ให้เราเกิดใหม่  เด็ดขาดเลย

นี่คือหลักการที่พระเจ้าบอกไว้ล่วงหน้าหลายพันปี และเอเสเคียล ได้บอกไว้ล่วงหน้า ประมาณสักหกถึงเจ็ดร้อยปีก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง ก็คือก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เมื่อ 1990 ปีที่ผ่านมา เอเสเคียล 36:26-27 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

เอเสเคลีย 36:26-27 “26 เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้า และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า เราจะขจัดใจหินออกจากเจ้า และให้เจ้ามีใจเนื้อ 27 เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า โน้มนำเจ้าให้ปฏิบัติตามกฎหมายของเรา และใส่ใจรักษาบทบัญญัติของเรา”

 

ขบวนการทั้งหมดนี้ คือการผ่าตัดเอาวิญญาณเก่าออกไป  เอาวิญญาณใหม่เข้ามา  ผ่าตัดเอาจิตใจเก่าออกไป  เอาจิตใจใหม่เข้ามา   เอาวิญญาณและจิตใจเก่า  ซึ่งเป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นมิตรกับบาป เป็นมิตรกับมาร เอามันออกไปเลย ฆ่ามันให้ตาย แล้ว ให้เราเกิดใหม่ มาเป็นวิญญาณที่รู้จัก อยู่ข้างเดียวกับพระเจ้า  เชื่อพระเจ้า รักพระเจ้า  เห็นภาพไหมครับ

ยิ่งภาพปัจจุบันยิ่งชัดเจนใหญ่เลย ยุคไฮเทค เข้าห้องผ่าตัดเอาวิญญาณและจิตใจของเราออกมา แล้วเอามาปลูกไว้ในร่างกายของพระเยซูคริสต์ อันเดิมเราอยู่ในอาดัม เต็มไปด้วยเชื้อบาป สกปรก ผ่าตัดเอาออกมา ทั้งวิญญาณและจิตใจ เอามาปลูกอยู่ในพระคริสต์ และให้ชีวิตเราปลูกฝังอยู่ในพระคริสต์

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลใช้คำว่า “ให้ซ่อนอยู่ในพระคริสต์” คือเก็บไว้อยู่ในพระคริสต์ ซ่อนตัวนี้หมายถึงปกป้องไว้ ให้ปลูกลงไปใน DNA ทั้งร่างกายและวิญญาณของพระเยซูคริสต์ แล้วให้ค่อยๆ เจริญเติบโตไปพร้อมๆ กับพระเยซูคริสต์ โดยพระวิญญาณของพระเจ้าจะเป็นพี่เลี้ยง ให้วิญญาณใหม่ของเรา  ที่พระเจ้าได้ผ่าตัดพร้อมจิตใจใหม่นั้น ติดกับวิญญาณของเรานั้น ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  เป็นเหมือนพระเจ้า เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ สะอาด บริสุทธิ์ เรียกว่าบังเกิดใหม่ในพระเจ้า ชีวิตถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์  เหมือนครั้งที่แล้วที่เราได้เรียนว่าพระเจ้าได้ใช้วิธีนี้  หลักการ ก็คือผ่าตัดเอาวิญญาณและจิตใจของเรา เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์

การเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ใช้คำว่าบัพติศมา หรือการจุ่มลงไป หรือการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ ให้เข้าไปอยู่ในร่างกายของพระคริสต์

พอพระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน  ตายต่อบาป  เราที่อยู่ในพระเยซูก็ตายต่อบาปด้วย  พอพระเยซูอยู่ในหลุมฝังศพ เราที่อยู่ในพระเยซู ก็อยู่ในหลุมด้วย  และวันที่สามพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เป็นขึ้นมาใหม่ บังเกิดใหม่ เราที่อยู่ในพระเยซู เราก็เป็นขึ้นมาใหม่กับพระเยซูด้วย

นี่คือหลักการ ที่พระเจ้ารักษาเราให้หายจากโรคบาป ด้วยวิธีนี้ คือเปลี่ยนใหม่เลย  พระคัมภีร์บอกว่าเราทั้งหลายเป็นบุคคล หรือเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างใหม่ในพระเยซูคริสต์ เป็น New
Creation เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นใหม่เลย  ให้กำเนิดใหม่เลย ในพระคริสต์ และชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น

นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่พระคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือที่ผมให้ชื่อว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้บันทึกเอาไว้ มันน่าตื่นเต้นนะว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเกิดขึ้นอย่างนั้นจริงๆ  พระคัมภีร์ได้บอกไว้ในหนังสือโคโลสีไว้อย่างชัดเจน ที่เราได้เรียนรู้กันว่าพระองค์ได้ทรงย้ายเราออกจากอาณาจักรของความมืด เข้ามาสู่อาณาจักรของความสว่างของพระบุตร ย้ายเราออกจากอาณาจักรของมารมาสู่อาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ย้ายเราออกจากคนบาป มาเป็นผู้ชอบธรรม ย้ายเราออกจากการเป็นลูกมาร มาเป็นลูกพระเจ้า

สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ และเมื่อเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราก็สามารถอยู่กับพระเจ้าได้ สะอาดบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีบาปอะไรเลยแม้แต่นิดหนึ่ง  เพราะว่าเราเกิดมาเป็นเลย  นี่คือกฎทางวิญญาณ ที่เกิดขึ้นทางวิญญาณ ที่มนุษย์มองไม่เห็น  พระคัมภีร์ได้บันทึกว่าสิ่งที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็น  และหูไม่ได้ยิน คือสิ่งที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้สำหรับผู้ที่รักพระองค์ คือสิ่งที่ดีงาม ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ มันอยู่ในโลกวิญญาณทั้งสิ้น  แล้วพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าโลกวิญญาณมันเป็นจริงเป็นจังมากกว่าโลกวัตถุที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันนี้  โลกวัตถุที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันนี้ มันจะเสื่อมสลายไป เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนมันสูญสิ้นไปเป็นศูนย์ แต่โลกวิญญาณจะเข้มข้นขึ้น จะชัดเจนขึ้นมากๆ เพราะมันเป็นจริง

โลกวัตถุที่มือจับต้องได้ที่เรามองเห็นทุกวันนี้ มันกำลังลง โลกฝ่ายวิญญาณที่เรามองไม่เห็น  ดูเหมือนไม่มีจริงๆ มันกำลังขึ้น เพราะฉะนั้นตอนนี้โลกวิญญาณมันก็จะชัดขึ้นๆ จนในที่สุด สุดท้ายโลกวัตถุนี้จะสูญสิ้นไป คือโลกที่จับต้องมองเห็นได้ จะสูญสิ้นไป  เงินทอง เชื้อโรค ความบาป มันจะจบไป มันจะเป็นศูนย์ ในขณะนั้น โลกวิญญาณจะเด่นชัดอยู่โลกเดียว ซึ่งเรียกว่าสวรรค์สถานของพระเจ้าลงมานั่นเอง  พระคัมภีร์ได้บันทึกอย่างนี้ชัดเจน  เพราะฉะนั้น ให้เรามองไปที่โลกวิญญาณ

กฎที่เป็นปรัชญาของมนุษย์ คือทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว  ซึ่งถูกต้องสำหรับโลกนี้  โลกที่จับต้องมองเห็นได้ โลกวัตถุนี้ แต่สำหรับโลกวิญญาณ ที่ผมเล่าให้ฟังว่ามีอยู่จริง ไม่ได้เป็นอย่างที่สติปัญญามนุษย์คิด ไม่ได้เป็นตามที่มนุษย์เข้าใจ กฎทางโลกวิญญาณ คือตัวตน ธาตุแท้จริงๆ ของเรา คือวิญญาณ อยู่ใน DNA ของใคร ก็ได้รับผลตามนั้น  ขึ้นอยู่กับการเกิดอยู่ ณ ที่ใด  อยู่ในเผ่าพันธุ์ใด ถ้ายังอยู่ใน DNA เดิมตั้งแต่เกิดในท้องแม่ ก็คือ DNA ของอาดัม ก็ยังมีเชื้อไวรัสบาปอยู่ ก็ยังได้รับผลของไวรัสบาปนี้อยู่ คือความตายทั้งร่างกายและวิญญาณ ไม่สามารถเข้ากันกับพระเจ้าได้  ก็ไม่สามารถเข้าในสวรรค์ได้นั่นเอง  แต่ถ้าบังเกิดใหม่แล้ว ผ่านทางความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยน DAN ทั้งร่างกายและวิญญาณ  เข้ามาอยู่ใน DNA ของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ ก็ปลอดเชื้อบาป 100%  นี่คือกฎทางวิญญาณ  ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ที่ผมรวบรวมมา และสรุปให้ท่านได้เห็นชัดเจนง่ายขึ้น

                                      DNA อาดัม                              DNA พระเยซู

ยังมีเชื้อไวรัสบาปอยู่                       ปลอดเชื้อ 100%

ต้องได้รับผลของเชื้อ                       วิญญาณได้รับ

คือความตาย                                      การบังเกิดใหม่แล้ว

(วิญญาณและร่างกาย)                     (รอร่างกายสวรรค์)

และเมื่อเราได้รับการผ่าตัดวิญญาณเรียบร้อยแล้ว  ย้าย DNA แล้ว มี DNA ใหม่ ที่เป็น DNA ของพระเยซูคริสต์ ในวิญญาณ ในความคิดจิตใจของเรา สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือเราตั้งใจทำความดีออกมาจากธรรมชาติของเราที่อยู่ข้างใน ที่ได้เกิดใหม่  ไม่ใช่พยายามทำ ที่ได้เกิดใหม่ ที่มีธรรมชาติเป็นลูกของพระเจ้า มีความบริสุทธิ์ เหมือนปลาว่ายน้ำ ปลาไม่ต้องฝึกว่ายน้ำ  เกิดเป็นปลา ลงน้ำได้ เกิดเป็นลูกพระเจ้า  ไม่ต้องฝึกทำดีเลย มันจะทำดี โดยธรรมชาติของมันเอง ซึ่งไม่ว่าเราจะสามารถทำความดี  ให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า ได้มากน้อยเพียงใด ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ในขณะนี้ก็ตาม  เราก็ยังคงมั่นใจได้ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าผู้ชอบธรรม ปราศจากบาป  ปราศจากความสกปรก เราบริสุทธิ์สะอาดเหมือนพระเยซูคริสต์ไม่มีผิดเลย เพราะวิญญาณเราเกิดใหม่เหมือนพระองค์ มี DNA เหมือนพระองค์ มีเซลในวิญญาณ และความคิดจิตใจที่คิดเหมือนพระองค์ ความคิดเหมือนพระองค์ หรือมีความคิดเหมือนพระคริสต์ หรือ The mind of Christ วิญญาณก็เหมือนพระองค์ คือองค์พระเยซูคริสต์เป็นเช่นไร เราก็เกิดใหม่เป็นเช่นนั้นแหละ พระคัมภีร์บอกไว้  พระเยซูคริสต์บริสุทธิ์อย่างไร? เราก็บริสุทธิ์อย่างนั้น  แม้ว่าอยู่บนโลกใบนี้เราอาจจะเผลอไปทำอันโน้นอันนี้ ตามตัณหาของเนื้อหนังบ้างก็ตาม  แต่มันไม่ได้มาจากวิญญาณที่อยู่ข้างในของเรา  พอนึกภาพออกใช่ไหม? เราค่อยเรียนรู้กันต่อไป เพราะว่าธรรมชาติของความบริสุทธิ์สะอาดปราศจากบาปนี้  เป็นธรรมชาติที่เป็นผลของการได้เกิดใหม่มาเป็นในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทำให้ทั้งสิ้น เป็นความรัก ความดีงาม  เป็นพระคุณอันใหญ่หลวงของพระเจ้า  ที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้ คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย พระเจ้าให้เราเกิดใหม่ มาเป็นเลย มาเป็นผู้บริสุทธิ์ เกิดมาเป็นลูกพระเจ้า  เกิดมาเป็นคนดีเลย

เพราะฉะนั้น หลังการเกิดใหม่ในวิญญาณนี้แล้ว  เราก็ได้เป็นคนดีที่บางครั้งทำบาป  ซึ่งมันแตกต่างจากแต่ก่อนนี้ ที่เรายังไม่ได้รับเชื่อ ยังไม่ได้เกิดใหม่ในวิญญาณ  แต่ก่อนนี้เราเป็นคนบาป ในวิญญาณเราบาป  เราเคยเป็นคนบาปที่บางครั้งทำดีบ้าง เห็นไหมว่ามันแตกต่างกัน เราเป็นคนบาปที่บางครั้งทำดี แต่ตอนนี้เราเป็นคนดี ที่บางครั้งทำบาป

พระคัมภีร์พูดชัดเจน  ตัวตน คือธาตุแท้ของมนุษย์ที่จะอยู่ตลอดไปนั้น เป็นวิญญาณ และมีความคิดจิตใจ ติดอยู่กับวิญญาณนั้น และอาศัยอยู่ในร่างกายนี้ เพียงชั่วคราว  ตัวตน ธาตุแท้ของมนุษย์ทุกคนเป็นวิญญาณ จะเป็นวิญญาณดีหรือเป็นวิญญาณที่ติดเชื้อบาปอยู่นั้น ขึ้นอยู่กับการเกิด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของคนนั้นเลย แม้แต่นิดเดียว

เพราะฉะนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์เลย มันขึ้นอยู่กับเขาเกิดที่ไหน? เกิดในครอบครัวอาดัม หรือเกิดใหม่ในครอบครัวของพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์ ตรงนี้สำคัญกว่า ซึ่งมันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจทั้งหมด ด้วยความรัก ห่วงใย จากใจจริงถึงมนุษย์ทุกคนเลย อยากจะให้เข้าใจ อยากจะให้ตัดสินใจให้พระเจ้ารักษา คือแค่ต้อนรับข่าวดีนี้เท่านั้นเอง

ผมรู้ ผมเข้าใจ หลายท่านฟังผมพูดตอนนี้ เหมือนคนเสียสติ มีบางท่านก็บอกว่าคุณนครพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย คงเสียสติไปแล้วมั้ง บอกมาตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อนแล้ว ว่าเหมือนคนเสียสติไปแล้ว  ผมก็ไม่รู้สึกอาย เพราะว่ามันเสียสติแน่ล่ะ ถ้าใครยังไม่รู้ความจริง  มันเกินกว่าความคิดของมนุษย์ ที่จะเข้าใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะคิดถึงว่ามันเป็นไปได้อย่างไร? แต่ผมไม่รู้สึกอาย เพราะว่าผมห่วงใยพี่น้องมากกว่า ผมคิดเหมือนที่เปาโลคิด ในหนังสือโรม 1:16-17 ได้บันทึกไว้ และทุกคนที่มารู้จักพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว ระลึกถึงพี่น้องทั้งหลายบนโลกใบนี้ และก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน พยายามเล่าให้ฟังถึงข่าวดีนี้ อาจจะถูกต่อว่า หรืออาจจะถูกนินทาว่าร้ายว่าเพี้ยนไปแล้วมั้ง พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องเลย อะไร? โลกวิญญาณเกิดใหม่ ไวรัสอะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้ช่วยชีวิตท่านได้จริงๆ  ไม่ใช่ชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น แต่ชีวิตทางจิตวิญญาณไปตลอด ชั่วนิรันดร ชีวิตหลังความตาย ลองอ่านดูนะครับ

โรม 1:16-17 “16 ข้าพเจ้าไม่ได้ละอายในข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐ คือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด คนยิวก่อน แล้วคนต่างชาติด้วย 17 เพราะในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมจากพระเจ้าก็ได้รับการเปิดเผยเป็นความชอบธรรม ซึ่งเริ่มต้นด้วยความเชื่อและนำไปสู่ความเชื่อ ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า “คนชอบธรรมจะดำรงชีวิต โดยความเชื่อ”

 

เห็นไหมครับ เขาใช้กันมาตลอด 2,000 กว่าปีแล้ว ผมก็อยากจะอ่านง่ายๆ ว่า …

“ผมนครก็ไม่ได้ละอายในข่าวดีที่ผมพูดออกไปทั้งหมดนี้เลย  เพราะข่าวดีในพระเยซูคริสต์เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า  เพื่อให้ทุกคนรอดจากเชื้อไวรัสบาป  กลับมาอยู่กับพระเจ้านิรันดร์ รอดจากนรก กลับมาอยู่ในสวรรค์ตลอดไป หลังความตายก็มีที่อยู่ในสวรรค์ให้กับเขาคนนั้น เพราะเขาบริสุทธิ์สะอาดและเป็นลูกของพระเจ้า”

อยากจะเรียนพี่น้องทุกคนด้วยความรักว่าอย่าทิ้งเรื่องนี้ จะว่าผม หาว่าเพี้ยนหรืออะไรก็ตามผมไม่ว่าหรอกครับ แต่อย่าทิ้งเรื่องนี้ เก็บไปใคร่ครวญ ไปคิดก่อน ติดตามไปเรื่อยๆ ว่ามันคืออะไร? มันจริงไหม? คุยกับคุณนครเรื่องอื่นๆ ก็รู้เรื่องดี  ทำไมมาคุยเรื่องนี้ รู้สึกพูดอะไรตลกๆ แปลกๆ นะ วิญญาณอะไรก็ไม่รู้ เพี้ยนไปหรือเปล่า? ไม่เพี้ยนนะครับ ใหม่ๆ ผมก็อย่างนี้แหละ ผมเลยเข้าใจท่านดี เพราะฉะนั้น อย่าไปทิ้งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่รอบข้างที่ใกล้ชิดกัน เพื่อนฝูงรู้จักกัน แม้กระทั่งไม่รู้จักกัน อยู่ประเทศไหน อยู่เมืองไหน ก็ส่งกระแสแห่งความรัก ความห่วงใยไปถึงทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ เป็นระยะเวลาที่มันน่าคิดมาก สถานการณ์ของโลกใบนี้  ไม่รู้จะจบเมื่อไร? จะเป็นอย่างไร?  และสถานการณ์โควิด มันเป็นตัวเตือนเราว่าโลกมันจะจบ ก็อาจจะเป็นไปได้ หรือถ้าโลกไม่จบ เราอาจจะจบชีวิตลงก็ได้ แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน? เรามั่นใจไหมว่าเราจะไปอยู่ในสวรรค์ เรามั่นใจไหมว่ามีชีวิตหลังความตาย แล้วเราจะไปไหน? หรือเรามั่นใจไหมว่าชีวิตหลังความตายไม่มี ไม่ต้องไปสนใจ เรามั่นใจแค่ไหน?  เพราะฉะนั้น อย่าทิ้งเรื่องนี้ นำไปคิด นำไปฟัง นำไปใคร่ครวญเถิดด้วยความรัก และห่วงใยจากผมและพี่น้องทุกๆ คนที่ได้รู้เรื่องนี้แล้วทั้งสิ้น เฝ้าอธิษฐานตลอดเวลาให้กับท่านทั้งหลายที่กำลังจะตัดสินใจ ที่กำลังฟังอยู่นี้  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2020 เรื่อง “พระเยซูฟื้นแล้ว ฉันฟื้นด้วย” ตอน 3 “ฉลอง 1990 ปี อิสรภาพของมวลมนุษยชาติ” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  26  เมษายน  2020

 เรื่อง “พระเยซูฟื้นแล้ว ฉันฟื้นด้วย”

ตอน 3 “ฉลอง 1990 ปี อิสรภาพของมวลมนุษยชาติ”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีพี่น้อง เรายังอยู่ในเช้าสัปดาห์สำคัญ เรายังอยู่ในบรรยากาศของการฉลองอีสเตอร์อยู่ อย่างที่เราคุยกันไปแล้วว่าวันอีสเตอร์ เป็นวันประกาศชัยชนะ ครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุด แห่งประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น ขนาดการแข่งขันกีฬา ระดับประเทศ หรือระดับโลก ธรรมดา โอลิปิก ใครได้รางวัลมา เขายังฉลองกันเป็นเดือนๆ แต่นี่ระดับชัยชนะมหาจักรวาล จะไม่ฉลองใหญ่โตกว่านั้นหรือ?

วันนี้เราก็จะมาฉลองกันต่อ  เป็นการฉลองวันแห่งการประกาศอิสรภาพครั้งยิ่งใหญ่  ครั้งสำคัญที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ คือการประกาศอิสรภาพทางฝ่ายวิญญาณ  ที่ประกาศโดยพระเยซูคริสต์ โดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน เมื่อวันศุกร์ประเสริฐ และเป็นขึ้นจากความตายในวันอาทิตย์ นี่คือข่าวดีมาถึงมนุษยชาติทุกคน

ข่าวดีต้องตะโกนนะ “มีข่าวดีมาบอก” เหมือนคนขายของเขาตะโกนดังลั่นเลย …

“มีข่าวดีมาบอก สำเร็จแล้ว มนุษยชาติเป็นอิสรภาพแล้ว” บรรยากาศควรจะเป็นอย่างนี้

คือหลังจากพระเยซูได้รับชัยชนะ  เป็นผู้มีชัยในการทำศึกสงครามกับพวกมารเรียบร้อยแล้ว กับบาป กับความตาย ผลที่เกิดขึ้น คือมวลมนุษยชาติได้รับอิสรภาพ ที่ผมเล่าในครั้งที่แล้วว่าเดิมพันของการต่อสู้ครั้งนี้ คืออิสรภาพของมนุษยชาติ ถ้าพระเยซูชนะ มนุษย์ก็ได้รับการเป็นอิสระจากมาร กลับคืนสู่บ้านของเขา คือพระเจ้า กลับคืนสู่สวรรค์ได้  ถ้ามารชนะ มนุษย์ก็ตกอยู่ใต้อำนาจของมาร เป็นทาสมาร อยู่ในความบาป ความตาย อยู่ในนรกต่อนั่นเอง

เพราะฉะนั้น   วันอีสเตอร์    นอกจากจะเป็นการประกาศชัยชนะของพระเยซูคริสต์แล้ว    ยังเป็นการประกาศอิสรภาพของมวลมนุษยชาติด้วย    นี่คือเหตุผลว่าทำไมทั่วโลกเขาจึงเฉลิมฉลองวัน อีสเตอร์อย่างมากมาย บางแห่งเป็นเดือนเลยนะ ตื่นเต้นมากกว่าวันคริสตมาสอีก  มีหลายแห่งที่ผมเคยไปสัมผัสมาจริงๆ

และหัวข้อในการพูดคุยในวันนี้จึงมีชื่อเรื่องว่า “ฉลอง 1990 ปี อิสรภาพของมวลมนุษยชาติ” เอเมน บางท่านอาจกำลังสงสัยว่าทำไมต้อง 1990 ปี เพราะส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการนับปี ค.ศ. ปีนี้ก็คือ 2020 ใช่ไหมครับ?  เพราะฉะนั้น วันอีสเตอร์แรกก็ต้องผ่านมา 2020 ปีแล้ว อะไรประมาณนั้น

แต่จริงๆ แล้วตามที่บันทึกไว้ เราเริ่มต้นนับค.ศ.1  เมื่อพระเยซูอายุ 3 ปี และตอนที่พระเยซูถูกตรึงและสิ้นพระชนม์ บนไม้กางเขน ตอนนั้นมีอายุ  33 ปี ก็คือถูกตรึงที่ไม้กางเขน  เมื่อปี ค.ศ. 30 สรุปว่าอีสเตอร์แรกผ่านมาแล้ว 1990 ปี 2020-30 =1990 ปี จึงเป็นการฉลอง 1990 ปี แห่งการประกาศอิสรภาพทางฝ่ายวิญญาณของมวลมนุษยชาติ นี่แหละมีข่าวดีมาบอก 1990 ปีมาแล้วนะ แล้วยังบอกต่อไป จนถึงวันสุดท้าย

วันสุดท้าย คือเมื่อไร? เราไม่รู้ แต่พระคัมภีร์บอกตอนนี้  เป็นช่วงเวลาแห่งความรอด ช่วงเวลาแห่งพระคุณที่พระเจ้า ได้ประทานให้กับมนุษยชาติบนโลกใบนี้  รีบกลับใจเสียใหม่ มารับเอาสิทธิหรือชัยชนะที่พระเจ้า พระเยซูทำให้เรา โดยด่วน เพราะจะมีวันหมดโปรโมชั่น ทุกอย่างก็จบกัน คนไหนที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ ก็เท่ากับอดได้รับสิทธิ์นั้นไปเลย  แทนที่จะชนะก็แพ้ ดังนั้น ต้องระมัดระวังตรงนี้ด้วย

และพระคัมภีร์ก็ได้บันทึกเอาไว้ล่วงหน้าว่าทั้งหมดนี้ เป็นแผนการของพระเจ้า ที่ได้วางไว้ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก พระเยซูได้พูดตรงนี้เองว่าพระองค์มาเพื่ออะไร?  ก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ประมาณอายุ 30  พระองค์ได้เริ่มต้นประกาศว่าพระองค์เป็นใคร? มาทำอะไรบนโลกใบนี้? จุดประสงค์ของพระองค์มาเพื่ออะไร? แน่นอนอย่างที่เรารู้ มาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทุกคน ให้กลับบ้าน ไปอยู่กับพ่อเขา ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถานได้นั่นเอง  นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงประกาศเริ่มต้น ใน 3 ปีสุดท้ายของพระองค์บนโลกใบนี้ ลูกา 4:16-21 …

ลูกา 4:16-21 “16 พระองค์เสด็จมายังเมืองนาซาเร็ธ ที่ซึ่งทรงเติบโตขึ้น และในวันสะบาโตพระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาอย่างที่ปฏิบัติเป็นประจำ และทรงยืนขึ้นอ่านพระธรรม 17 เขาส่งม้วนพระคัมภีร์อิสยาห์ให้พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคลี่ออกมา ก็พบข้อความที่เขียนไว้ว่า 18 “พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ ให้ประกาศข่าวดีแก่ผู้ยากไร้ พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่ผู้ถูกจองจำ และให้คนตาบอดมองเห็น ให้ปลดปล่อยผู้ที่ถูกกดขี่ 19 ให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า” 20 จากนั้น พระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนแก่เจ้าหน้าที่แล้วประทับนั่งลง สายตาทุกคู่ในธรรมศาลาก็จ้องมองมาที่พระองค์ 21 พระเยซูทรงเอ่ยขึ้นว่า “ในวันนี้ พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นจริงแล้วตามที่ท่านได้ฟัง”

 

ย้อนกลับไปประมาณ 1990 ปี นึกภาพสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้  ที่ลูกาบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยโน้น  ก่อนหนังสือลูกาอีก บันทึกไว้ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม หรือพันธสัญญาเดิม  โดยผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อว่าอิสยาห์ว่าพระเจ้าทรงเจิมตั้งพระเยซูคริสต์ให้มาประกาศแก่มวลมนุษยชาติทั้งหลาย

ถามว่าประกาศอะไร?  คือประกาศอิสรภาพแก่ผู้ที่วิญญาณถูกครอบงำ  เป็นทาสของความบาป ให้คนตาบอดมองเห็น  ก็คือให้คนที่ตาบอดฝ่ายวิญญาณ  เพราะความผิดบาป ให้สามารถเป็นอิสระ ตามองเห็นพระเจ้า  มารู้จักพระเจ้าได้  และสุดท้าย ปลดปล่อยผู้ที่ถูกกดขี่ ก็คือปลดปล่อยผู้ที่อยู่ใต้อำนาจการเป็นทาสของมารซาตาน ให้เป็นอิสระนั่นเอง

นี่พระเยซูบอกว่าพระองค์มาทำงานนี้แหละ ซึ่งรวมความหมายทั้งหมด  ก็คือพระเจ้าทรงเจิมตั้งพระเยซูไว้  เพื่อให้มาประกาศอิสรภาพ อภัยโทษให้แก่มวลมนุษยชาตินั่นเอง ให้มนุษยชาติได้รับอิสรภาพจากการเป็นทาสของความบาป และความตาย ให้สามารถกลับคืนดีกับพระเจ้า

พูดแบบเข้าใจง่ายๆ แบบภาษาเรา ก็คือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้า ที่ได้ประกาศนิรโทษกรรมให้กับมวลมนุษยชาติทั้งหลายนั่นเอง

ถามว่าการประกาศนี้ มาถึงมนุษยชาติ เป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย?  ข่าวดี  ประกาศอิสรภาพให้กับผู้ที่ถูกจองจำ  ประกาศการนิรโทษกรรม โดยพระเจ้า ให้กับมวลมนุษยชาติ

และในข้อที่ 19 เขียนไว้อย่างนี้ว่า … “ให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

ตรงนี้ต้องเติมว่า “เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเหลือ” พระคัมภีร์ใช้คำนี้ คือนอกจากได้รับการนิรโทษกรรม เป็นอิสระจากการเป็นทาสแล้ว ยังรับเรามาเป็นลูกของพระองค์อีกด้วยต่างหาก เข้าใจใช่ไหมครับ?  เป็นพระคุณซ้อนพระคุณจริงๆ  นอกจากอภัยให้กับเราแล้ว ยกโทษให้กับเราแล้ว แค่นั้นยังไม่พอ ยังรับเรามาเป็นลูกของพระองค์ด้วย อย่างนี้เรียกว่าข่าวดีไหม? ต้องตอบว่าข่าวดีมาก ไม่ใช่ข่าวดีธรรมดา Amazing  Grace พระคุณซ้อนพระคุณสำหรับเรา ข่าวดีนี้สำหรับมนุษยชาติ คือมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  มีสิทธิ์ มีส่วนตรงนี้ทุกๆ คน ไม่ว่าท่านจะเชื่อในข่าวดีนี้หรือไม่เชื่อก็ตาม แต่ท่านมีส่วนในข่าวดีนี้ ท่านมีสิทธิในข่าวดีนี้ ทั้งนั้น

มนุษย์ทุกคนได้รับอิสรภาพไปแล้ว  1990 ปี พระเยซูจึงบอกว่าข่าวดีนี้ควรและต้องถูกประกาศออกไปเรื่อยๆ  เริ่มต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม ไปถึงแคว้นยูเดีย ไปถึงประเทศชาติใกล้ๆ แล้ววนออกไปกว้างออกไปเรื่อยๆ จนสุดปลายแผ่นดินโลก ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็คือสุดปลายแผ่นดินโลก ไม่รู้สุดตรงไหน? ข่าวดีนี้จะต้องถูกประกาศอกกไป และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ  ใน 1990 ปี ที่ผ่านมา ที่เราได้เรียนชัดๆ วันนี้

จุดเริ่มต้นของยุคพระคุณซ้อนพระคุณนี้อยู่ตรงไหน?  คือนับจากวันที่พระเยซูคริสต์ทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน  เมื่อ 1990 ปี ที่แล้ว ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่ายุคใหม่เริ่มต้น  ยุคใหม่เริ่มต้นเมื่อ 1990 ปีที่ผ่านมา  เป็นยุคที่มนุษย์ได้รับนิรโทษกรรมจากพระเจ้า  บอกว่าเป็นยุคใหม่ เพราะฉะนั้น ทุกคนก็จะคิดว่ายุคเก่าคืออะไรล่ะ ถ้าบอกยุคใหม่ ก็แสดงว่ามันต้องมียุคเก่าถูกไหม? ก่อนจะเปลี่ยนเป็นใหม่ มันก็ต้องมีเก่ามาก่อน  เรามาดูนิดหนึ่ง ผมจะสรุปให้เล็กๆ สั้นๆ

 

ยุคเดิม/พันธสัญญาเดิม                                         ยุคใหม่/พันธสัญญาใหม่

(ระบบเดิม / กฎเดิม)                                               (ระบบใหม่ / กฎใหม่)

มีอาดัมเป็นหัวหน้าครอบครัว                         มีพระเยซูคริสต์เป็นหัวหน้าครอบครัว

 

ยุคเดิม พันธสัญญาเดิม กฎเดิม มีอาดัมเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นต้นพันธุ์ เป็นตัวแทน  เป็นบรรพบุรุษ ก็ว่าได้

พอพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เข้าสู่ยุคใหม่  พระคัมภีร์เรียกว่ามนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ เข้าสู่ยุคพันธสัญญาใหม่  ซึ่งเรียกกันว่าระบบใหม่  หรือกฎใหม่ ซึ่งมีพระเยซูเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นต้นพันธุ์ใหม่ และเป็นตัวแทนของมนุษยชาติในยุคใหม่นี้

ท่านเห็นภาพแล้วนะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ  ผมจะพาท่านไปดูในพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ ซึ่งจะยืนยันว่าพระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนี้จริงๆ  นี่คือความจริงที่พระเจ้าได้สอนเรา  ในฮีบรู 9:15 …

ฮีบรู 9:15 “ด้วยเหตุนี้ พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ เพื่อบรรดาผู้ที่ทรงเรียกนั้นจะได้รับมรดกนิรันดร์ ซึ่งทรงสัญญาไว้ เพราะพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เป็นค่าไถ่ เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากบาป ซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาเดิม”

 

พันธสัญญาใหม่ คือพระคริสต์ หรือพระเยซูเป็นคนกลาง ก็คือเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นตัวแทน  และที่เขียนว่าบรรดาผู้ที่ทรงเรียก หมายถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  พระองค์ทรงเรียกทุกคน มาเพื่อจะได้สิทธินี้ สิทธินี้  ก็คือจะได้สิทธิ์ภายใต้พันธสัญญาใหม่ สิทธิ์นั้น ก็คือได้รับมรดกนิรันดร์ ได้รับการไถ่ ได้รับการปลดปล่อยจากบาปและโทษของความบาป  ซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาเดิม  บาป คือความผิด  บาป ก็คือถูกต้องโทษ ต้องชดใช้

บาปเมื่อตอนที่เราอยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิม  ก็คือใครก็ตามที่ทำผิดกฎบัญญัติที่พระเจ้าวางไว้เพียงนิดเดียว ก็ถือว่าทำผิดทำบาป  ต้องได้รับโทษของความบาป คือความตาย และอยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า  ก็คืออยู่ในนรกนั่นเอง ในที่สุด ซึ่งมนุษย์ทุกคนก็รู้ดีว่าไม่มีทางเลยที่จะสามารถทำได้ครบ ก็คือไม่มีใครเลยที่ไม่ทำบาป  เพราะมันเป็นทาสบาปอยู่ในวิญญาณ อยู่ในใจอยู่แล้ว ที่สุดก็ทำบาปอยู่ดี  จึงไม่มีใครทำได้เลย  เพราะจริงๆ ว่ากันตามตรงแล้ว  ในสมัยนั้น พระคัมภีร์เดิมได้บันทึกไว้ว่ามีกฎบัญญัติ เอาแค่ที่บันทึกได้ อันที่บันทึกไม่ได้ ยังไม่ได้เขียน เช่น กฎนี้อย่าทำ  มี 600 กว่าข้อ  ไม่ใช่ศีล 5  ศีล 8 ศีล 10 อะไรอย่างนั้น  นี่ศีล 600 กว่าข้อ  จะต้องทำให้ได้ครบหมดทุกข้อ จึงจะสามารถพ้นจากบาปได้  ทำผิดข้อเดียว ก็เท่ากับทำผิด 600 ข้อ  เพราะว่ายังเป็นบาปอยู่

สรุปคือภายใต้พันธสัญญาเดิม  ที่มีอาดัมเป็นตัวแทนเรา  เป็นหัวหน้าครอบครัวเรา มนุษย์ทุกคนบาปหมดแหละ เกิดมาก็บาปแล้ว  ยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็บาปแล้ว เพราะบาป มาจาก DNA ของอาดัม เป็นทาสของความบาป เป็นทาสของมาร ที่จะต้องทำตาม มนุษย์ทุกคนทั้งหมด จึงไม่สามารถที่จะไม่ทำบาปได้  ก็คือมนุษย์ทุกคนทำบาป  และบาปเหล่านี้ก็ต้องได้รับโทษบาปกันทุกคน ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้รับโทษ

แต่พอมาพันธสัญญาใหม่  มนุษย์ทั้งหลายได้รับมรดกนิรันดร์  ซึ่งทรงสัญญาไว้ เพราะพระคริสต์ได้วายพระชนม์ เป็นค่าไถ่ ในพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ในพระคัมภีร์บอกว่าเป็นการไถ่บาป  คือเป็นการยกโทษบาป  เป็นการหมดเวร หมดกรรม หมดบาปของมนุษยชาติทั้งปวงแล้ว เป็นตัวแทนให้กับมนุษย์ทั้งปวงว่าได้ชำระบาปให้เรียบร้อยแล้ว จบสิ้นกันแล้ว เรามาดูในฮีบรู 10:9-10

ฮีบรู 10:9-10 “9 จากนั้นจึงตรัสว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ข้าพระองค์มาแล้ว เพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์” พระองค์ทรงยกเลิกระบบเดิม เพื่อตั้งระบบใหม่ 10 และโดยพระประสงค์นี้เราทั้งหลายจึงได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์ เป็นเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเป็นพอ”

 

ชัดเจนเลยนะ “และพระองค์ทรงยกเลิกระบบเดิม  เพื่อตั้งระบบ ยกเลิกสำมะโนครัวเดิม  มาตั้งสำมะโนครัวใหม่ของมนุษยชาติ ยกเลิกครอบครัวเดิม ครอบครัวอาดัม มาตั้งครอบครัวใหม่ ชื่อว่าครอบครัวพระเยซูคริสต์ เห็นชัดเจนเลยนะครับ

สมัยก่อน  ที่เป็นเงาของเรื่องนี้ ก่อนที่พระเยซูจะมาเกิดเป็นมนุษย์  และกระทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จ  พระเจ้าได้บอกมนุษย์ในยุคเดิม ยุคอาดัม บอกให้ชาวอิสราเอล มนุษย์ได้ทำอย่างนี้ คือให้มาผ่อนบาป  ผ่อนเวร ผ่อนกรรมให้กับตัวเอง โดยการนำเลือดสัตว์ ที่ไม่มีมลทิน ถือเป็นสัตว์บริสุทธิ์ มาฆ่า แล้วเอาเลือดมาชำระเป็นค่าไถ่ ถือว่าเป็นค่าผ่อน  พูดง่ายๆ เหมือนเอาสัตว์บริสุทธิ์นี้  ที่ไม่มีมลทิน มาฆ่า และตาย และเอาโลหิตมาชำระกับพระเจ้า เป็นค่าไถ่ว่าเราเป็นคนบาป  เพราะฉะนั้น ปกปิดบาปให้สักหน่อยหนึ่ง  เป็นการผ่อนบาป  ไม่สามารถเอาบาปนั้นออกไปจากเราได้เลย  แต่ว่าปกปิดได้  ทำไม่ดีมาตลอดทั้งปี อันนี้ปกปิดไว้  เดี๋ยวพอออกไป ก็ทำบาปอีกแล้ว  ยังไม่ทันข้าม 4 ชั่วโมงเลย ก็ทำบาป ก็ต้องทำอย่างนี้เป็นประจำทุกปี และเป็นช่วงๆ ไป

แต่พอมาถึงพระเยซูคริสต์ ในนี้บอกว่าพระเยซูคริสต์เป็นต้นพันธุ์แห่งพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาใหม่ คือใช้เลือดของพระองค์เอง  พระเยซูเป็นทั้งพระเจ้าและเป็นทั้งมนุษย์ อยู่ในบุคคลเดียวกัน ฟังอีกที พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์  ก็คือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  เพราะฉะนั้น ชีวิตของพระเยซูคริสต์บนโลกใบนี้ ก็คือการเป็น พระเจ้าและเป็นมนุษย์พร้อมๆ กัน  ในวิญญาณ พระองค์จึงบริสุทธิ์สะอาดมาก และไม่มีบาปเลย  เพราะฉะนั้น เลือดของมนุษย์คนเดียวบนโลกใบนี้ ที่ไม่มีบาปเลย ก็คือพระเยซูสามารถลบล้างบาปออกหมดเกลี้ยงเลย  ลบล้างบาปให้กับมวลมนุษยชาติ เพียงครั้งเดียวพอ คือไม่ต้องมาทุกปีแล้ว เพราะครั้งเดียวหมดไปแล้ว เมื่อหมดแล้ว ก็ไม่ต้องทำแล้ว ก็คือจบแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น  ในฮีบรู 10:14 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ ชัดขึ้นไปอีกนะ

ฮีบรู 10:14 “เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำให้ บรรดาผู้ที่กำลังรับการทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้น บรรลุความสมบูรณ์พร้อมเป็นนิตย์ โดยการถวายบูชาครั้งเดียว”

 

คือการได้รับอภัยโทษ หรือได้รับนิรโทษกรรมทางพระเยซู ในการตายของพระองค์บนไม้กางเขน โดยพระเยซู มันจะเป็นการอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรมแบบตลอดไปเลย  ไม่ใช่เป็นชั่วคราว ก็คือการไถ่บาปนั้น เป็นการยกโทษบาป ทั้งบาปในอดีต และบาปในปัจจุบัน  รวมถึงบาปในอนาคตด้วย ก็คือเอาบาปออกไปทั้งสิ้น  ทั้งหมดเลย สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงเรียกมา  ผู้ที่เชื่อในข่าวดีนี้  มีพระเยซูคริสต์เป็นตัวแทน จะได้รับสิ่งนี้  1 เปโตร 1:3-4 ได้บันทึกอย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 1:3-4 “3 สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา! ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ 4 และเข้าในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสียหรือเลือนหายไป ซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์ เพื่อพวกท่าน”

 

นอกจากการนิรโทษกรรม อภัยในโทษบาปแล้ว ซ้อนพระคุณ คือให้เราได้เกิดใหม่  การบังเกิดใหม่ คือการรับเรามาเป็นลูก เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเหลือ ไม่ได้เกิดใหม่เฉยๆ  แล้วก็เข้ามาอยู่ในบ้าน  เป็นผู้รับใช้ หรือเข้ามาอยู่ในบ้านเป็นคนงาน หรือเข้ามาอยู่ในบ้านเป็นทูตสวรรค์ เปล่า แต่เข้ามาอยู่ในบ้าน คือในสวรรค์  ในฐานะลูกของพระองค์ ก็คือลูกของเจ้าของสวรรค์นั่นเอง ท่านลองคิดดู ตายที่ไม้กางเขน แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3  อย่างไรบ้าง  พระคุณยิ่งใหญ่  เวลาฟังเพลง Amazing Grace หรือพระคุณพระเจ้า ถ้ารู้ลึกเข้าไปขนาดนี้ ท่านต้องอดที่ขอบคุณและขอบคุณ ไม่รู้จะใช้คำว่าขอบคุณอะไรดีพอสุดจิตสุดใจเลย เพราะว่ามันเหลือที่เชื่อได้  แต่มันเกิดขึ้นแล้ว และมันเป็นอย่างนั้นแล้วจริงๆ

อย่างที่เราได้เรียนกันไปแล้ว พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว เมื่อเราย้ายมาอยู่ในครอบครัวพระเยซู เข้ามาให้พระเยซูเป็นตัวแทน เข้ามาสู่ยุคใหม่  เชื่อในการไถ่ของพระเยซู เมื่อ 1990 ปีที่ผ่านมา  พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว  ฉันจึงเป็นขึ้นด้วยไง  มันหมายถึงอย่างนี้  …

“พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันจึงเป็นขึ้นด้วย”

เป็นขึ้นด้วยอะไร?  ด้วยการบังเกิดใหม่ โดยพระเจ้า  เป็นวิญญาณใหม่ มีจิตใจใหม่  ที่เหมือนพระเยซูคริสต์เลย และจะมีร่างกายใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย  ผมหมายถึงโดยความเชื่อในโลกฝ่ายวิญญาณ  พระคัมภีร์ตรงนี้หมายถึงอย่างนั้น  ที่อ่านไปใน 1 เปโตร 1:3-4  หมายถึงความหวังใจอย่างนั้น  คือพระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตาย  เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย  และเข้าในมรดกที่ไม่มีวันเสื่อมสลายเน่าเสีย คือนอกจากวิญญาณเราจะเปลี่ยนใหม่  เป็นลูกพระเจ้า เหมือนพระเจ้าแล้ว  พระองค์ทรงเตรียม  มรดกนิรันดร์ไม่มีวันเสื่อมสลายเน่าเสีย หรือเลือนหายไป  ที่ทรงเตรียมไว้ให้เราในสวรรค์สถาน ก็คือร่างกายใหม่ วิญญาณได้เกิดใหม่เดี๋ยวนี้แล้ว จิตใจได้ถูกประทานให้ใหม่ พร้อมกับวิญญาณแล้ว  แต่เรายังอาศัยอยู่ในร่างกายเดิม แม้เราจะอยู่ในกฎใหม่แล้วก็จริง แต่วิญญาณและจิตใจใหม่ยังอยู่ในร่างกายเดิม  ซึ่งต้องตาย เรียกว่าเสื่อมลงไปทุกๆ วัน และกลับไปสู่ดิน ขณะที่กลับไปสู่ดินนั้น วิญญาณ และจิตใจใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน และวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อวิญญาณและจิตใจใหม่นี้ออกจากร่าง ซึ่งต้องลงไปอยู่ในหลุมฝังศพแล้ว  พระเจ้าสัญญาว่าจะเตรียมร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่ไม่เน่าเสีย เป็นร่างกายที่มีสง่าราศีเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นขึ้นจากความตายอย่างนั้น ให้กับเราไว้ เพื่อเราจะได้ปรากฏพร้อมกันกับพระเยซูคริสต์กลับมาอีกครั้งหนึ่งนั่นแหละ

นี่แหละครับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ผมก็พยายามที่จะอธิบายค่อยๆ ช้าๆ แต่ไม่เป็นไร อย่างที่บอกเป็นข่าวดี  สำหรับคนที่ฟังข่าวดีนี้ใหม่ๆ ก็อาจจะงงๆ นิดๆ ค่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ  และใช้สิทธิให้หมดเลย รับรู้ให้หมดเลยว่าเราได้รับอะไรบ้าง?  และมันเป็นอย่างไรบ้าง?  ชีวิตจึงจะมีความสุข และมีสันติสุขอย่างแท้จริงบนโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าโลกใบนี้จะวุ่นวายสับสนเน่าเสียอย่างนี้ แต่วิญญาณข้างใน ความหวังของเราในโลกวิญญาณนั้น สวยสด งดงามแล้ว เรียบร้อยแล้ว โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย  มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว … เรามาดู 2 เปโตร 1:4 ก็ยิ่งพูดชัดเจนใหญ่เลยนะถึงเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร?

2 เปโตร 1:4 “โดยสิ่งเหล่านี้พระองค์ได้ประทานพระสัญญาอันยิ่งใหญ่ และล้ำค่าของพระองค์แก่เรา เพื่อว่าโดยทางพระสัญญาเหล่านี้ พวกท่านจะได้มีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า และพ้นจากความเสื่อมทรามในโลก ซึ่งเกิดจากตัณหาชั่ว”

 

“โดยทางพระสัญญาเหล่านี้” สัญญาเหล่านี้ ก็คือความสำเร็จของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย โดยทางพันธสัญญาเหล่านี้ พวกท่านจะได้มีส่วน มนุษย์ทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวง  ที่เชื่อในข่าวดีนี้ จะได้มีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า  โดยทางพันธสัญญาเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทำไว้กับพระเยซูคริสต์ ในพันธสัญญาใหม่ ในยุคใหม่ มนุษยชาติสามารถเลือกได้ ผู้ที่เลือกข้างพระเยซู ย้ายข้างมาสู่ยุคใหม่ ยุคที่มีพระเยซูคริสต์เป็นตัวแทน  เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้น  เชื่อในข่าวดีนี้นั้น  พวกเขาจะได้มีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า แปลว่าเขาจะได้มีส่วนเข้าไปเป็นชีวิตที่เหมือนพระเจ้า

ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือถ้าเรามีลูก ลูกเราคลอดออกมา หรืออยู่ในครรภ์มารดา ก็จะมีส่วนในลักษณะเหมือนเราแล้ว มีเซลอะไรต่างๆ ทุกอย่างในชีวิต มาจากเรา มีเชื้อสายมาจากเรา  เป็นเหมือนเรานั่นเอง  ท่าทางอะไรต่างๆ เหมือนเรา DNA เหมือนเรา นี่พูดถึงสิ่งที่มองเห็นเป็นมนุษย์ธรรมดา

ที่อ่านนี้ มันเกิดขึ้นในทางวิญญาณ คือวิญญาณของเราที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า  จะมีส่วนเข้าไปในพระลักษณะของพระเจ้า ก็คือเป็นลูกของพระเจ้า  มีส่วนเหมือนพระเจ้า เหมือนพ่อของเขา วิญญาณที่ก่อนหน้านั้นมืด เป็นทาสของมาร  เป็นความบาป สกปรกโสโครกในพระคัมภีร์บอก กลับกลายเป็นวิญญาณที่เหมือนพระเจ้า  และความคิดจิตใจที่ติดมากับวิญญาณนั้น  สะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า  พระคัมภีร์บอกว่า The mind of Christ ก็คือความคิดจิตใจใหม่นั้น เหมือนพระเยซูเลย  ถ้าท่านที่เชื่อแล้วนะ แต่ถ้าท่านที่ยังไม่เชื่อ  ยังไม่ย้ายเข้ามา ถ้าท่านตัดสินใจย้ายเมื่อไร?  ก็เหมือนทันที  สำหรับผมเหมือนไปแล้ว  เพราะว่าผมเชื่อมาตั้ง 30 กว่าปีแล้ว  ต้อนรับข่าวดีนี้ และเกิดประโยชน์ในชีวิต และรับสิทธินี้  สิทธินี้เกิดขึ้นในชีวิตไปแล้ว  30 กว่าปี  ผมมีวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า เป็น DNA เป็นวิญญาณที่มาจากพระเจ้า  และมีความคิดจิตใจที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว

รับฟังอีกทีนะ ท่านที่ได้รับความจริงเรื่องนี้ไปแล้ว ต้อนรับความจริง ข่าวดีนี้ไปแล้ว  ต้อนรับพระเยซูคริสต์ว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดจากบาป  เป็นผู้ไถ่บาป  และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ท่านได้เป็นขึ้นมาใหม่ด้วย ได้เกิดใหม่แล้ว มีวิญญาณที่เหมือนพระเจ้า  มีจิตใจที่เหมือนพระคริสต์ สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า  เป็นฐานะลูกพระเจ้า  และรอคอยวันเวลา เมื่อพระเยซูคริสต์กลับมา  ท่านที่เป็นวิญญาณ ที่เป็นลูกพระเจ้า  ที่เหมือนพระเจ้า  ที่มีความคิด ที่เป็นเหมือนพระคริสต์ ที่ตอนนี้ วิญญาณของท่าน และความคิดจิตใจอันใหม่ เป็นชีวิตที่ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์  แม้ว่าจะอยู่ในร่างกายเนื้อหนังที่ต้องตายก็ตาม แต่วิญญาณและความคิดจิตใจใหม่ของท่าน ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เมื่อวันที่พระคริสต์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง  เราทั้งหลายผู้ซึ่งมีวิญญาณที่เป็นลูกพระเจ้า และมีความคิดจิตใจที่เป็นเหมือนพระคริสต์นั้น  ก็จะได้รับร่างกายใหม่  ที่เรียกว่าร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่ไม่มีความเจ็บปวด  ไม่มีความทุกข์ทรมาน เต็มด้วยสง่าราศี  เหมือนร่างกายของพระเยซูคริสต์ ที่เป็นขึ้นจากความตาย  และเราจะกลับมาพร้อมกับพระเยซู พระเยซูกลับมาพิพากษาบนโลกใบนี้  เราก็จะกลับมาด้วย

เคยได้ยินเพลงนี้ไหม? “โอเว่นเดอะเซ็นต์ โอมัดยัวร์เนม” ก็คือเมื่อธรรมิกชน คือผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่บริสุทธิ์ สะอาดที่เป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้เกิดใหม่แล้ว  เดี๋ยวนี้ ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ และถึงวันนั้น เมื่อพระคริสต์ปรากฏและเดินทัพมา พระองค์ไม่ได้มาคนเดียว  พระองค์มาพร้อมกับพวกเราทั้งหลาย ที่ได้รับร่างกายที่เกิดใหม่  ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย สวมเข้าไปอีกทีหนึ่ง และมาพร้อมกับพระเยซู พูดง่ายๆ  ณ วันนั้น เราก็จะมีวิญญาณ ที่เป็นเหมือนพระเจ้า ที่เป็นลูกพระเจ้า มีความคิดจิตใจที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และอยู่ในร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี ไม่มีความตาย ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีการเสื่อมถอย ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป  และเราจะอยู่ในสวรรค์ ในลักษณะอย่างนี้กับพระเจ้า  ครอบครองสวรรค์นิรันดร์กาล

ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณทั้งสิ้น ในการฉลอง 1990 ปี มันเป็นกฎทางวิญญาณ  ไม่ได้เกิดขึ้นธรรมดา มันเป็นกฎ มันเกิดขึ้นจริงๆ บนโลกใบนี้  ไม่ว่าเราจะเห็นหรือไม่เห็น จะเชื่อหรือไม่เชื่อ  มันเกิดขึ้นแล้ว  พระคัมภีร์บันทึกไว้ และพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง  ให้เป็นไปตามกฎระเบียบ กฎหมายของพระองค์ อันนี้เป็นเรื่องจริงๆ บันทึกไว้

คำว่า “พระเจ้าทรงควบคุม” หมายถึงอย่างนี้เลย พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก และเป็นพระเจ้าผู้พิพากษาดูแลความยุติธรรมให้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าผมยกตัวอย่าง ท่านอาจจะเข้าใจมากขึ้น  เหมือนกฎของแรงดึงดูดของโลก เราไม่เห็น  แต่มีอยู่จริง ใครเป็นผู้ควบคุมกฎแรงดึงดูดของโลก ก็พระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ พระคัมภีร์บอก เพราะฉะนั้น พระองค์เป็นผู้ดูแลเหล่านี้ไว้ กำหนดไว้แล้วว่ามีแรงดึงดูดโลก มาจากพลังงานอะไรต่างๆ แกนของโลกที่ภายใต้โลก ทำให้เกิดแรงดึงดูดของโลก เพื่อให้อะไรหลายๆ อย่างสวยสดงดงาม และมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้  เพราะฉะนั้น แรงดึงดูดของโลก พระเจ้าควบคุมอยู่ ไม่มีใครไปทำลายแรงดึงดูดของโลกได้  ถ้าเราเคารพแรงดึงดูดของโลก มันก็จะมีอยู่จริง  ถ้าเรารู้จักใช้ มันก็จะเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตของเรา

เช่นเดียวกัน กฎของการโคจรของดวงดาว ยกตัวอย่างเช่น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก ง่ายๆ สิ่งเหล่านี้พระเจ้ากำหนดไว้หมดแล้ว พระคัมภีร์บอก พระองค์เป็นผู้กำหนดไว้หมดแล้วว่าให้โลกหมุนอย่างไร? ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นอย่างไร?  ไม่มีทางที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตกได้ ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตกเป็นประจำ ถามว่ามีโอกาสไหมที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก? ผมจะตอบให้ท่านตกใจ หลายคนบอกพระเจ้าอยู่ในคอนโทรลแล้ว ไม่มีทางที่จะขึ้น ไม่จริง  แม้พระเจ้าจะสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อแบ่งปัน แบ่งเวลาอะไรต่างๆ  ในแผนการที่ดีๆ ของพระองค์ที่ให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้  เพื่อมนุษย์จะได้อยู่อย่างสบายก็ตาม แต่พระองค์ไม่ได้บังคับนะ พระองค์ไม่ได้สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แล้วสั่งว่าต้องอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้  นั่นเป็นวิถีของมาร ไม่ใช่ความรัก เพราะพระเจ้าเป็นความรัก และไม่ควบคุมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยความหวาดกลัว หรือด้วยการบีบบังคับ หรือเป็นทาส สั่งให้ทำ ไม่ใช่ ถ้าเช่นนั้น พระเจ้าก็ไม่ใช่เป็นพระเจ้าแห่งความรัก คนสรรเสริญพระเจ้า ก็สรรเสริญพระเจ้าด้วยความกลัว ก็ไม่ใช่  ที่เราสรรเสริญพระเจ้า ยกย่องพระองค์ ก็เพราะความดีงามของพระองค์ล้นเหลือ เราเต็มใจที่จะเชื่อฟัง พระคัมภีร์บอกว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวอะไรต่างๆ เต็มใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้า เหมือนกับบรรดามนุษย์ที่เกิดบนโลกใบนี้ก็ตาม พระเจ้าก็ไม่ได้บังคับให้เป็นเหมือนหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้น ก็ปล่อยอิสรภาพ เพียงแต่บอกว่าอย่าไปทำอย่างนั้น อย่าไปทำอย่างนี้นะ ถ้าทำอย่างนั้นจะไม่ดี ก็ปล่อยอิสรภาพ แล้วมนุษย์ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกกระทำดี ไม่ดีก็ตาม  และมนุษย์ก็ทำไปแล้ว ตั้งแต่สมัยอาดัมนั่นแหละ เอาไว้เล่าเรื่องนี้อีกทีหนึ่งวันหลัง มันสนุกมากถึงเรื่องกฎต่างๆ

กฎทางวิญญาณ ก็เช่นเดียวกันกับกฎทางวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ ที่เรามองไม่เห็น  ที่ตะกี้ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟัง กฎทางวิญญาณที่เกิดขึ้น ในพระเยซูคริสต์เช่นเดียวกัน พระองค์ก็ให้อิสระไม่บังคับ เราไปดูภาพเมื่อสักครู่นี้อีกครั้งหนึ่งนะ ยุคใหม่ ยุคเก่า พระองค์ไม่บังคับ ให้เราเลือกอย่างเป็นอิสระ ให้มนุษย์ทั้งหมดบนโลกนี้เลือกเป็นอิสระ เลือกเอาเองว่าจะเอากฎไหน แต่บอกไว้เลยว่ากฎไหนเป็นอย่างไร?  มีประโยชน์อย่างไร?  จะเอากฎใหม่ก็ได้ เอากฎเก่าก็ได้  จะเลือกกฎใหม่ คือกฎแห่งพระคุณ โดยพระมหากรุณาธิคุณ หรือจะอยู่ในกฎเดิม กฎแห่งความบาปและความตาย  โดยการพึ่งตนเอง  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว สิ่งเหล่านี้ อยู่ในกฎหมด

ตามกฎเดิม ก็คือพึ่งในการกระทำของตนเอง  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จะต้องทำให้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ 100% ถึงจะเป็นผู้ชอบธรรม โดยสมบูรณ์ ไม่บาป ซึ่งก็คือไม่มีมนุษย์คนใด สามารถรักษากฎนี้ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ได้เลย 1000% เป็นไปไม่ได้เลย  นึกออกใช่ไหม?

ตามกฎใหม่ ก็คือไม่พึ่งการกระทำของตนเอง แต่พึ่งการกระทำของพระเยซูให้เป็นตัวแทน แล้วได้บังเกิดใหม่  เป็นผู้ชอบธรรมบริสุทธิ์ ครบถ้วน 100% เลย  เป็นลูกของพระเจ้า มีพระลักษณะเหมือนพระเจ้า คือมีชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้า มีจิตใจที่เป็นจิตใจของพระคริสต์เหมือนพระเยซูคริสต์เลย และจะได้รับร่างกายใหม่ในวันหนึ่งข้างหน้า  เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูเลย

กฎทางวิญญาณทั้งสองนี้ ยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้  กฎใหม่นั้น พระเยซูทำเสร็จไปแล้ว  1990 ปี บรรดามนุษยชาติได้ทยอยกันมา แห่กันเข้ามา ย้ายเข้ามาสู่ครอบครัวของพระเยซูคริสต์ คือเข้ามารับสิทธิในพันธสัญญาใหม่นี้มากมายเหลือเกิน มากขึ้นไปเรื่อยๆ  กฎทั้งสองนี้ ยุคเดิม ยุคใหม่นี้ ทั้งพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ ทั้งกฎเดิมและกฎใหม่นี้  ทุกวันนี้ยังคงอยู่ เหมือนกับที่ผมบอกกฎของแรงดึงดูดของโลก มันมีอยู่จริงๆ ให้เราเคารพในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎที่พระเจ้าได้ทรงเป็นผู้ควบคุมอยู่อย่างนี้  กฎทางวิญญาณทั้งสองกฎนี้ ยังอยู่ในทุกวันนี้  ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ได้ยินหรือไม่ได้ยินในข่าวดีนี้  ในเรื่องนี้ก็ตาม  มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ต้องอยู่ในกฎดึงดูดของโลก หรือยกเว้นเมื่อค้นพบกฎแห่งการยกขึ้น มาชนะกฎแรงดึงดูดของโลก เช่น เครื่องบิน จรวดลอยอยู่ได้ แต่มิได้หมายถึงว่าทำจรวดได้ ทำเครื่องบินได้แล้ว กฎแรงดึงดูดของโลกจะหายไป มันคงมีอยู่

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ หรือกำลังอยู่ภายใต้กฎใดกฎหนึ่งใน 2 กฎนี้ ไม่กฎเดิมก็กฎใหม่  ถ้าท่านอยู่ในกฎเดิม ก็ไม่ได้อยู่ในกฎใหม่ ท่านอยู่ในกฎใหม่ ก็ไม่ได้อยู่ในกฎเดิม ท่านไม่สามารถจะบอกว่า …

“ผมอยู่ในกฎทั้งเดิม ทั้งใหม่ ขาคนละข้าง”

มันเป็นไปไม่ได้ ท่านต้องอยู่ในกฎใดกฎหนึ่ง และพระเจ้า คือความรักและความห่วงใย  พระองค์ต้องการให้มนุษย์ทุกคน ในพระคัมภีร์เขียนอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา พระเยซูก็ตรัสบอกเรื่องนี้ตลอดเวลาว่าพระเจ้าทรงรักโลก รักมนุษย์ยิ่งนัก พระองค์ต้องการให้มนุษย์ทุกคนตัดสินใจรับสิทธิของเขา เมื่อรับรู้ข่าวดีนี้  เมื่อรับรู้ความจริงในโลกวิญญาณที่เกิดขึ้นนี้  พระเจ้าอยากให้ตัดสินใจย้ายมาอยู่กฎใหม่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้  เตรียมแผนการไว้ให้ตั้งนานมาแล้ว  และทำสำเร็จแล้ว โดยพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ เมื่อ 1990 ปี พระองค์ต้องการให้ท่านรับสิ่งเหล่านี้  และก็เริ่มต้นชีวิตใหม่  เรียกว่าชีวิตแห่งสวรรค์เลยทันที ไม่ใช่ว่าท่านมารับสิทธิของท่านตอนนี้  ในข่าวดีนี้  แล้วก็รอวันที่ต้องตายจากโลกนี้ไป แล้วจึงจะได้ไปอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่

ตามเรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง สัปดาห์ที่แล้ว ถ้าท่านรับสิทธิของท่านตอนนี้ ย้ายสำมะโนครัว จากเดิมอาดัม มาอยู่ในพระคริสต์ เชื่อในการตายของพระคริสต์ และการเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ของพระคริสต์ว่าพระองค์เป็นตัวแทนของท่าน ท่านจะได้รับความรอด คือท่านจะถูกย้ายเข้ามาสู่อาณาจักรใหม่ พันธสัญญาใหม่ ยุคใหม่ทันที และวิญญาณของท่านจะบังเกิดใหม่ตามที่เราได้เรียนกัน วิญญาณของท่านและจิตใจที่ติดมากับวิญญาณ จะเกิดใหม่ เป็นวิญญาณที่เหมือนพระเจ้า เป็นความคิดจิตใจที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และอยู่ในสวรรค์ทันทีเลย  โดยซ่อนอยู่ในพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณ สวรรค์เกิดขึ้นอย่างนี้ แม้ว่าขณะที่เกิดอยู่ในสวรรค์นั้นแล้ว จะยังคงอยู่ในร่างกายเดิมนี้อยู่ก็ตาม แต่มันอยู่ในร่างกายเดิมชั่วคราว แป๊บเดียว อีกแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง เมื่อร่างกายนี้เสร็จสิ้นไป วิญญาณข้างในและความคิดจิตใจข้างใน ก็ไปรอสวมร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูคริสต์

เพราะฉะนั้น สวรรค์มันจึงเริ่มต้นเดี๋ยวนี้  ณ ที่นี่ บนโลกใบนี้ และมันจะไปจนกระทั่งถึงนิรันดร์  อย่าให้ใครมาหลอกท่านว่าสวรรค์ต้องรอคอยอนาคต ต้องมองไป ถ้าวันนี้ท่านไม่เห็นสวรรค์ ท่านไม่มีความหวังในเรื่องอนาคตว่าจะมีสวรรค์ หวังลมๆ แล้งๆ มากกว่า ถ้าสวรรค์มีจริง วันนี้ท่านต้องสัมผัสมันได้เลยทันที ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนั้น สวรรค์มันเริ่มต้นเดี๋ยวนี้ ที่นี่ ณ บัดนาว พระคัมภีร์ใช้คำว่านาว ความเชื่อ ณ ปัจจุบันทันที ทำให้เราจับต้องมองเห็นได้ ในสวรรค์ที่มองไม่เห็น  มันเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ทันทีเลย

พอท่านประกาศตนเองว่ายอมรับในสิ่งเหล่านี้ ในข่าวดีนี้  อย่างที่ผมบอกวิญญาณท่านจะได้เริ่มต้นในสวรรค์ และพระวิญญาณจะเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับท่าน และจะสอนท่าน ท่านจะอยู่ในสวรรค์ ค่อยๆ เจริญเติบโตไปเรื่อยๆ  และจะอยู่ในสวรรค์นี้ไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งนิรันดร์ นี่คือความหวังใจของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ใช่ของคริสเตียน คริสเตียนเป็นคำที่เขาเรียกคนที่เชื่อ คริสเตียนเองไม่ได้เรียกเราเองว่าคริสเตียน เราคือผู้ที่เชื่อในข่าวดี และเรามีหน้าที่มาประกาศข่าวดี  พอเรารู้ข่าวดีนี้แล้ว  เพราะเรารู้ว่าพระเจ้า พ่อของเราอยากให้มนุษย์ทุกคนมารู้ในข่าวดีนี้ และมาเชื่อในข่าวดีนี้ และได้รับสิทธิของเขาในข่าวดีนี้ เราก็ทำตามที่พ่อเราบอกในวิญญาณเท่านั้นเอง และท่านก็จะได้ไม่ต้องเดินคนเดียวต่อไป  เพราะชีวิตบนโลกใบนี้มันลำบากเหลือเกิน มันวุ่นวายไปหมด เพราะมันเสียหายไปแล้ว โลกใบนี้ทุกวัน มันยังปกคลุมด้วยยุคเดิมอยู่ เมื่อ 1990 ปี สวรรค์เพิ่งเริ่มต้น  และก็จะขยายไปเรื่อยๆ  จนวันหนึ่งข้างหน้า สวรรค์จะคลุมโลกใบนี้หมดเลย  โลกใบนี้ยุคเดิมจะหายไปหมดเลย เมื่อโลกเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ความชั่วร้ายจะหายไป  นั่นแหละคือสิ่งที่เราหวังไว้ พระคัมภีร์ได้บันทึกอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น อย่าเดินคนเดียวอีกต่อไปเลย เชื่อผมเถิด เดินคนเดียวเป็นทาสมาร แต่ถ้าเดินกับพระเยซูเป็นลูกของพระเจ้า และพระองค์จะเข้ามาสถิตอยู่กับท่านด้วย ในร่างกายของท่านเดี๋ยวนี้ทันที เดินไปกับท่านในทุกปัญหา  ทุกสิ่งในชีวิตของท่าน  พระองค์สามารถที่จะนำพาไปเรื่อยๆ ได้ เป็นไปตามน้ำพระทัยทันที ไม่ได้เดินคนเดียวอีกต่อไป  แต่มีพระเจ้าผู้มีชัยชนะเหนือความบาปและความตาย  ผู้มีชีวิตนิรันดร์สถิตอยู่ในร่างกายของท่าน และพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาคนี้ เข้าไปสถิตอยู่ในร่างกายของท่าน ณ บัดนาว เดี๋ยวนี้ทันที เมื่อท่านใช้สิทธิ และไปไหน ไปด้วยกันกับท่านเสมอ ไม่ต้องเดินคนเดียวอีกต่อไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ท้าทายมาก ขอบคุณพระเจ้า  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2020 เรื่อง “พระเยซูฟื้นแล้ว ฉันฟื้นด้วย” ตอน 2 “ฉลองการเป็นขึ้นจากความตาย” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  19  เมษายน  2020

 เรื่อง “พระเยซูฟื้นแล้ว ฉันฟื้นด้วย”

ตอน 2 “ฉลองการเป็นขึ้นจากความตาย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สัปดาห์ที่แล้ววันอีสเตอร์ เป็นวันเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์  ยังจำได้ใช่ไหมครับว่าที่ผมเล่าเหตุการณ์ แบบเป็นเรื่องเป็นราวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ประเสริฐและวันอีสเตอร์ คืออะไร? ตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่ผมตั้งขึ้นมาว่าเปรียบเสมือนศึกมหากาฬแห่งโลกวิญญาณ ซึ่งศึกมหากาฬศุกร์ประเสริฐ อีสเตอร์เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.30 ก็คือประมาณ 1,990 ปีผ่านมาแล้ว  ค.ศ. เขาเริ่มต้นตั้งแต่ตอนพระเยซูมีอายุ 3 ขวบ เกิดขึ้น ณ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล เป็นการชิงชัยระหว่าง 2 ค่ายใหญ่ ในโลกฝ่ายวิญญาณ  เขารู้กันหมด แต่โลกฝ่ายมนุษย์ อาจจะรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง  ก็แล้วแต่

ค่ายที่หนึ่ง คือซาตาน เจ้าแห่งความบาปและความตาย  แชมป์เดิมที่ครองอำนาจ  ครองเข็มขัดอยู่ คือมีอำนาจอยู่เหนือมนุษย์ มนุษย์เป็นทาสเขาอยู่ เขามีอำนาจอยู่บนโลกใบนี้เด็ดขาด 100%

ค่ายที่สอง คือพระเยซูคริสต์ ผู้ท้าชิง เป็นตัวแทนของมวลมนุษยชาติ มาท้าชิง เพื่อจะมาช่วยเหลือพี่น้องร่วมมนุษยชาติให้พ้นจากการเป็นทาสของมาร  แล้วถ้าเกิดพระเยซูชนะ มวลมนุษยชาติชนะด้วย  ก็จะได้กลับคืนดีกับพระเจ้า และมาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้  หลุดจากการเป็นทาสมาร  แต่ถ้ามารชนะ มนุษย์ก็ยังเป็นทาสมารอยู่ต่อไป ไม่สามารถเป็นอิสรภาพได้  ไม่สามารถกลับมาหาพระเจ้าได้ นี่คือเดิมพันต่อรองในวันนั้น เมื่อ 1990 ปีที่ผ่านมา ในโลกวิญญาณ อีสเตอร์แรกของโลก

ครั้งที่แล้ว ผมก็ได้นำเรื่องนี้มาบรรยาย เป็นมวยข้างสนามแล้ว สนุกๆ มาทวนอีกทีหนึ่ง  จำได้ใช่ไหมครับ

ยกที่ 1 พระเยซูถูกจับตั้งแต่คืนวันพฤหัสฯ  ถูกทรมาน ถูกทุบ ถูกตี ถูกเฆี่ยน  จนกระทั่งถูกตรึงที่ไม้กางเขน ด้วยความทุกข์ทรมาน หลั่งพระโลหิตของพระองค์ด้วยความทุกข์ทรมาน เหมือนยกที่ 1 ถูกศัตรู ก็คือมารอัด ถูกความบาปและความตายอัดๆ จนเกือบจะแพ้  จนกระทั่งปลายยกที่ 1 พระเยซูสวนหมัดเด็ดเข้าไปหมัดเดียว  หมัดนั้นมีชื่อว่า “หมัดไพรีพิฆาต” โดยหมัดนี้ ส่งออกไปด้วยการตายของพระองค์บนไม้กางเขน  มารลงไปนอนนับแปด เพราะกระดิ่งช่วย

ยกที่ 2 พระเยซูก็เข้าไปซัดเต็มอีกหมัดหนึ่ง หมัดนี้ พระเยซูยืนยันความตาย ตายจริงๆ อยู่ในอุโมงค์ถึง 2 วัน  หมัดเด็ดนี้ ก็คือ “หมัดมัจจุราชสิ้นฤทธิ์” คือมารถูกนับแปดไปแล้วใช่ไหม? ในยก 2 นี้ จมกองเวทีเลย แต่ไม่แพ้ ยังมีระฆังช่วยอยู่

ยกที่ 3 พระเยซูซัดด้วยหมัดสุดท้าย หมัดเด็ด ตามพระคัมภีร์เรียกว่าเหยียบหัวมารแหลกเลย พ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด พระเยซูชนะอย่างขาวสะอาดเลย  หมัดนี้ผมให้ชื่อว่า “หมัดผู้พิชิตนิรันดร์” คือการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู เป็นผู้พิชิตนิรันดร์  จบ เรียกว่าปิดฝาโลง มารซาตานพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด

ที่ผมเล่าทบทวนการทำสงครามมหากาฬครั้งนี้ ในวันนี้ ก็เพื่อจะนำเข้าสู่การบรรยายในวันนี้ เป็นการต่อเนื่อง  หลังจากที่จบการต่อสู้ การยกมือให้พระเยซูชนะเด็ดขาด เป็นผู้พิชิตแล้ว เกิดอะไรขึ้น?

พระเยซูท้าชิงแล้ว  ชนะแล้ว เท่ากับมวลมนุษยชาติชนะ  เมื่อมวลมนุษยชาติชนะแล้ว  ในโลกฝ่ายวิญญาณ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับมวลมนุษยชาติ มวลมนุษยชาติได้รับรางวัลเป็นอะไรจากศึกในครั้งนี้  วันนี้เราจะมาบรรยายเรื่องนี้ด้วยกัน  เพื่อท่านจะได้รู้ว่ามนุษย์ได้รับอะไรบ้างในรางวัลอันนี้  หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงเป็นภาคต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว คือ “พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันเป็นขึ้นด้วย” ตอนที่ 2 จำได้ใช่ไหมครับ? เดิมพันการต่อสู้ครั้งนี้ ก็คืออิสรภาพของมวลมนุษยชาติ ผลของการต่อสู้ ได้รับการประกาศเป็นเอกฉันท์แล้วว่าพระเยซูเป็นฝ่ายชนะ คือเป็นขึ้นจากความตาย และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเรียกวันอีสเตอร์ว่าวันประกาศชัยชนะ ครั้งยิ่งใหญ่  และสำคัญที่สุด แห่งประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ เพราะในโลกฝ่ายวิญญาณได้ถูกบันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว  สถาปนาไว้เรียบร้อยแล้ว

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ  ที่ได้ทำให้หน้าประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มวลมนุษยชาติได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เรียกว่ายุคพันธสัญญาใหม่ ยุคพระคุณ ยุคนิรโทษกรรม ยุคที่ได้รับอิสรภาพจากการเป็นทาส ไม่ต้องชดใช้โทษของความบาปและความตายอีก  เป็นอิสระ หมดหนี้สิน หมดบาป หมดเวร หมดกรรม เป็นยุคที่มนุษย์ได้อพยพกลับบ้าน บ้านของมนุษย์ คือสวรรค์ สู่อ้อมกอดของพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ คือพระเจ้า ยุคที่มนุษย์ได้พักผ่อน หายเหนื่อย และเป็นสุข เป็นความหวังใจเดียวเท่านั้น  ที่มันเกิดขึ้นในขณะนั้น ในโลกฝ่ายวิญญาณ  ยุคใหม่เกิดขึ้นเมื่อไร? ใครถาม? ท่านสามารถตอบได้เลย เกิดขึ้นเมื่อ 1990 ปี  เมื่อ ค.ศ.30 เริ่มต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ในขณะนั้น  และเกิดผลมาถึงทุกวันนี้

และพระคัมภีร์บอกว่าผู้ใดก็ตามที่เชื่อในเหตุการณ์นี้ เชื่อในสิ่งที่พระคัมภีร์บอก ที่ผมเล่าให้ฟังนี้ และเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ และเหตุการณ์นี้สำหรับมวลมนุษยชาติ แน่นอน  เราต้องเรียกว่าข่าวดี เพราะมนุษย์เป็นฝ่ายชนะในข่าวดีแน่นอน  ถ้ามนุษย์แพ้ เป็นข่าวไม่ดี  เมื่อใครก็ตามเชื่อในเหตุการณ์นี้ พระคัมภีร์บอกว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ในโลกวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตัวของคนๆ นั้นที่เชื่อในข่าวดีนี้ ที่เขาเป็นวิญญาณ ในวิญญาณเขาเกิดอะไรขึ้น  ชีวิตเขาเกิดอะไรขึ้น  เพียงแค่เชื่อเท่านั้นเองว่า …

“เหตุการณ์นี้เป็นจริง ฉันมีส่วนด้วย ในชัยชนะ ในครั้งนั้น  และก็รับเอาสิทธิของตัวเองเข้ามา”

มีอะไรบางอย่างยิ่งใหญ่เกิดขึ้น วันนี้แหละ เป็นวันที่จะอธิบายให้ฟังว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง?  อะไรบางอย่างนั้น ก็คือพระเจ้าได้ทำการผ่าตัดวิญญาณ ย้ายวิญญาณของผู้นั้นเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ ฟังแล้วอาจจะงง แต่ในโลกวิญญาณ พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้นจริงๆ  ผมจะยกข้อพระคัมภีร์มาให้ท่านเห็น เพื่ออธิบายให้ท่านฟังว่าในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้อธิบาย ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับใครก็ตามที่เชื่อในเหตุการณ์นี้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเขา เป็นข่าวดีสำหรับเขา มนุษย์ 1 คน บนโลกใบนี้  และเขารับเอาสิทธิของเขาในข่าวดีนี้ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเขาทันที  ณ วินาทีนั้นเลย  โคโลสี 1:13-14

โคโลสี 1:13-14 “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้เราได้รับการไถ่บาป  คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

“ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาปของเรา” คือการอภัยโทษบาปของเรา การผ่าตัดของพระเจ้า คือการย้ายวิญญาณ ซึ่งเป็นตัวจริงๆ ของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกไว้หน้าแรกๆ เลยว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ ที่มาจากพระองค์

การผ่าตัดของพระเจ้า ก็คือการย้ายวิญญาณของผู้ที่เชื่อในข่าวดี เชื่อในชัยชนะของพระเยซูต่อมารซาตาน ที่ไม้กางเขน  การผ่าตัดย้ายวิญญาณของผู้ที่เชื่อในข่าวดีนี้  ออกจากอาณาจักรของความมืด ที่ตะกี้เราอ่าน  มาสู่อาณาจักรของพระบุตรของพระเจ้า  คือพระเยซูที่เป็นที่รักของพระองค์ คืออาณาจักรสวรรค์ พูดง่ายๆ คือย้ายวิญญาณของคนๆ นั้น  มาอยู่ในอีกที่หนึ่ง

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นภาพว่าในโลกวิญญาณ มีอาณาจักรอยู่ 2 อาณาจักร  อาณาจักรหนึ่งเรียกว่าอาณาจักรแห่งความมืด  อีกอาณาจักรหนึ่งเรียกว่าอาณาจักรแห่งความสว่าง  อาณาจักรของความมืด คืออาณาจักรของมารซาตาน  อาณาจักรแห่งแสงสว่าง ก็คืออาณาจักรของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ผู้มีชัยชนะ

ย้ายวิญญาณ ย้ายอย่างไร?  จำครั้งที่แล้วที่ผมยกตัวอย่างได้ใช่ไหม? มนุษย์ทุกคน พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอก เกิดมาเขาตกอยู่ใต้อำนาจของความบาป และความตาย วิญญาณเขาเป็นบาป  ไม่ใช่มีบาปนะ  เป็นบาปแล้วค่อยมีบาปทีหลัง เป็นบาป แล้วค่อยทำบาป  แต่ในวิญญาณเป็นบาป  อยู่ในอำนาจของมารซาตาน คืออยู่ในอาดัม  … อาดัมคือบรรพบุรุษของเรา เราทั้งหลายที่เป็นลูกหลานของบรรพบุรุษ คืออาดัมและเอวา  เราทั้งหลายอยู่ใน DNA ของอาดัม แล้วอาดัมบาป วิญญาณบาป  เพราะฉะนั้น เราก็อยู่ในบาปนั้นด้วย  เมื่อคลอดออกมา ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เราก็เป็นบาปแล้ว ยังไม่โกหกสักคำเลย เราก็เป็นบาปแล้ว  ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เราก็เป็นบาปแล้ว อย่างนี้เรียกว่าวิญญาณที่อยู่ในความมืด  วิญญาณที่อยู่ในบาป  เป็นบาปอยู่

พอคนที่เชื่อในข่าวดีนี้ พระเจ้าได้ผ่าตัดย้ายเขาจากวิญญาณที่อยู่ในอาดัม อยู่ในความมืด  มาสู่พระเยซูคริสต์ผู้มีชัยชนะเหนือความตาย  เหนือความมืด พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์ทั้งหลายอยู่ในอาดัม อยู่ในความมืด ครั้งที่แล้วผมยกตัวอย่างว่าไอโฟน คือชีวิตของเรา  วิญญาณของเราอยู่ในอาดัม ซองใส่ไมค์คืออาดัม  เกิดอะไรขึ้น เมื่อคนนั้นเชื่อในข่าวดี  โคโลสี 1:13-14 พระเจ้าได้ทำการผ่าตัด  (เอาไอโฟนเข้าไปใส่ไว้ในซองไมค์แล้วรูดซิป) ทุกคนอยู่ในอาดัม ก็คือเป็นบาป  ถูกตัดขาดจากพระเจ้า พอเชื่อในข่าวดีของพระเยซูปุ๊บ ในโลกฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าเข้ามาผ่าตัดวิญญาณ ย้ายวิญญาณเขาออกจาก DNA ของอาดัม  (รูดซิปเอาไอโฟน ออกมาจากซองไมค์) ย้ายเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตร อันเป็นที่รักของพระองค์ ก็คือย้ายเข้ามาสู่อาณาจักรของพระคริสต์ ที่ได้เป็นขึ้นจากความตาย ย้ายเข้ามาอยู่ในนี้ ครั้งที่แล้วที่ผมทำให้ดู (เอาไอโฟนเข้าไปอยู่ในพระคัมภีร์) นี่แหละคือความหมายของเมื่อสักครู่นี้ เป็นอย่างนั้น  ในพระคริสต์นี้ ก็คือในสวรรค์สถาน  ในโลกฝ่ายวิญญาณ  พระคริสต์เป็นฝ่ายชนะ

เพราะฉะนั้น การตายและการถูกฝังอยู่ในอุโมงค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์บอกว่าทำให้เราได้รับการอภัยโทษ จากบาปทั้งสิ้น  จากความผิดบาปทั้งปวง  ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คือไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป เพราะว่ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว  ตอนที่พระคริสต์ตาย  เราก็ตายด้วย ถูกฝังในอุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย การตายและถูกฝัง คือการพ้นจากบาป  เมื่อพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย  เราก็เป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระเยซู ก็ทำให้เราได้เกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้าด้วยพระคุณของพระองค์ ก็คือให้เราฟรีๆ โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย กลายเป็นลูกของพระเจ้า ได้อภัยโทษจากความบาปทั้งหมด เห็นไหม?  ครั้งที่แล้วที่ยกตัวอย่างให้ท่าน พอจับเราผ่าตัดวิญญาณเราเข้าไปอยู่ในพระคริสต์แล้ว ตอนที่พระคริสต์ตายที่ไม้กางเขน  เราตายด้วย  ตอนที่พระคริสต์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ ยืนยันการตายนั้น  เราก็ถูกฝังด้วย  วันที่สาม พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย  ถูกยกขึ้นสูงสุด  เหนือทุกสิ่ง  เราก็ถูกยกขึ้นมาด้วย  เพราะเราอยู่ในพระคริสต์นั่นเอง  นี่ชัดเจน

และถามว่า “พระคุณ” นี้คืออะไร?  พระคุณ คือเราได้ฟรีๆ เปล่าๆ  ไม่ต้องทำอะไรเลย  โดยพระเจ้าประทาน  เขาเรียกว่าพระมหากรุณาธิคุณ ให้มนุษย์ทั้งปวง ด้วยวิธีการนี้

จะยกตัวอย่างอันนี้ให้ชัดเจน เหมือนกับมนุษย์เราปัจจุบัน  ถ้าเรานึกถึงภาพ จะเห็นภาพ  เหมือนกับนักโทษประหารที่อยู่ในเรือนจำ รอวันประหาร  ไม่มีอนาคตเลย ทุกข์ทรมาน ด้วยความกลัวตลอดเวลา  เสร็จแล้วมีอยู่วันหนึ่ง  ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระมหากษัตริย์อภัยโทษให้ทุกคนเลย  ที่ต้องโทษประหาร นักโทษประหารนั้น ก็ได้เป็นอิสระ ออกจากเรือนจำมา นั่นคือพระคุณ

แต่พระคุณซ้อนพระคุณคืออะไร?  กษัตริย์ไม่ได้ให้อภัยโทษแค่นั้น  เพราะออกมาจากเรือนจำ พ้นจากโทษก็จริง  แต่ไม่มีอนาคตเลย  ยังเป็นอดีตนักโทษอยู่ มีประวัติเป็นนักโทษ อาจจะติดยาเสพติด หรืออะไรต่างๆ ติดการทำชั่วอยู่  ไม่มีชีวิตที่มีความสุขได้เลย  ไม่มีความหวังอยู่ดี แม้ว่าจะเป็นอิสระจากโทษประหารแล้วก็ตาม  แต่กษัตริย์ได้บอกว่าไม่ใช่อภัยโทษอย่างเดียว  นอกเหนือจากนั้นแล้ว ขณะที่อภัยโทษ พอออกจากเรือนจำปุ๊บ ส่งไปที่โรงพยาบาลที่มีเทคโนโลยีสูงๆ ไปผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ  เปลี่ยนความคิดจิตใจเขา เปลี่ยนเอาสิ่งที่ชั่วร้ายออกไป  สิ่งที่เสพยาเสพติด  สิ่งที่ไม่ดีออกไป  เอาออกไปให้หมด แล้วเปลี่ยนความคิดจิตใจที่ดีเข้าไปแทนที่  แล้วพอตื่นจากการผ่าตัดจากโรงพยาบาลปุ๊บ พอออกมาปุ๊บ รับเข้ามาเป็นลูก เป็นราชบุตรราชธิดา  ในราชวัง เข้ามาอยู่ในวังเลย เป็นลูกของพระองค์ นี่แหละคือซ้อนพระคุณ คล้ายๆ อย่างนั้น ให้เห็นชัดเจนขึ้น

เช่นกัน โดยพระคุณซ้อนพระคุณอันยิ่งใหญ่  ที่พระเจ้าได้ประทานชีวิตใหม่ รับเราทั้งหลายมนุษย์ทุกคน มาเป็นลูกของพระองค์ ผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ มนุษย์คนนั้น ก็สามารถกลับไปสู่สวรรค์ ก็คือวังของพระเจ้านั่นเอง  ไม่ใช่เป็นอิสรภาพ  จากโทษของความบาปและความตาย หรือการเป็นทาสของบาปเวรกรรม แค่นั้น แต่ได้รับชีวิตใหม่ เข้าไปอยู่ในวังเลย  โดยไม่ต้องทำอะไร? ไม่ต้องพึ่งความดีของตนเองเลย  แม้แต่นิดหนึ่ง เราจึงเรียกกันว่า พระคุณอันมหัศจรรย์ ที่เขาเรียกว่า Amazing Grace นั่นเอง

เท่านั้นยังไม่พอ พระคัมภีร์ยังมีบันทึกอีกว่าหลังจากผ่าตัดย้ายวิญญาณของเราแล้ว จากอาณาจักรแห่งความมืด มาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่าง รับเราเป็นลูกแล้ว ประทานชีวิตใหม่ให้กับเราแล้ว  ให้เราได้อยู่ในสวรรค์แล้ว  แค่นั้นยังไม่พอ ยังไม่หมดอีก ยังมีอะไรอีกมากมายที่พระเจ้าประทานให้กับผู้ที่เชื่อในข่าวดีนี้  รับสิทธิของเขาในส่วนที่พระเยซูชนะที่ไม้กางเขนนี้ ที่เชื่อในพระองค์นี้ อีกเยอะแยะมากมาย  ซึ่งวันนี้จะพาท่านไปดูว่าเขาได้รับอะไรอย่างอัศจรรย์ อย่างเรียกว่าพระคุณซ้อนพระคุณ  แล้วซ้อนพระคุณอีกทีหนึ่งก็ได้  โคโลสี 2:9-10

โคโลสี 2:9-10 “9 เพราะในพระคริสต์พระลักษณะทั้งสิ้นของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ในพระกายของพระองค์ 10 และท่านได้รับความบริบูรณ์ในพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นศีรษะเหนือเทพผู้ทรงเดชานุภาพ และเทพผู้ทรงอำนาจทั้งสิ้น”

 

สิ่งที่เราได้รับ ก็คือความบริบูรณ์ในพระคริสต์ … ความบริบูรณ์ในพระคริสต์คืออะไร? ตะกี้นี้ที่เราอ่านพร้อมกัน บอกว่า “ในพระคริสต์ พระลักษณะทั้งสิ้นของพระเจ้า  ดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ในพระกายของพระองค์” ก็หมายความว่าพระเจ้ามีพระลักษณะอย่างไร? ธรรมชาติของพระเจ้า เนเจอร์ของพระเจ้าเป็นอย่างไร? พระคริสต์ก็เป็นอย่างนั้น และพระคริสต์มีพระลักษณะอย่างไร? มีเนเจอร์ มี DNA มีสปีซี่ของชีวิตเป็นอย่างไร? เราก็เป็นอย่างนั้น “เรา” หมายถึงมนุษย์ที่เชื่อในข่าวดีนี้ เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ในโลกวิญญาณ เมื่อ 1990 ปีที่แล้ว ที่เยรูซาเล็ม  ประเทศอิสราเอล วันอีสเตอร์แรกของโลกนั้น  ใครก็ตามที่เชื่อแค่นี้  ก็จะได้เข้าไปมีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า  พูดง่ายๆ ว่าเป็นหนึ่งในตรีเอกานุภาพ เป็นหนึ่งในพระเจ้า  เป็นลูกของพระเจ้า มีลักษณะชีวิต  เหมือนพระเจ้าพระบิดา  เหมือนพระเจ้าพระบุตร พระเยซูนั่นเอง ตื่นเต้นนะครับ

นี่แหละเป็นเรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา 1990 ปี ผู้คนมากมายเยอะแยะหลั่งไหลเข้าไปสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างนี้ เข้าไปสู่ความยิ่งใหญ่นี้ทั้งนั้น แล้วท่านล่ะ อยู่ตรงนั้นแล้วหรือยัง  หรือว่าอยู่แล้ว ท่านรู้หรือไม่?  พระคัมภีร์ชอบบอกอย่างนี้ว่า …

“ท่านรู้หรือไม่? ท่านรู้หรือเปล่าว่าร่างกายท่าน เป็นวิหารของพระเจ้า  พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน เป็นหนึ่งเดียวกับท่าน รู้ไหม?”

โคโลสี 2:11-13 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ “11 ในพระองค์ท่านยังได้เข้าสุหนัต คือการสลัดวิสัยบาปทิ้ง เป็นสุหนัตที่ไม่ได้ทำด้วยมือมนุษย์ แต่ทำโดยพระคริสต์ 12 ท่านถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมา และทรงให้ท่านเป็นขึ้นจากตายกับพระองค์ ผ่านทางความเชื่อของท่าน ในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ผู้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย 13 เมื่อท่านตายแล้วในบาปของท่าน และในวิสัยบาปของท่าน ซึ่งไม่ได้เข้าสุหนัต พระเจ้าได้ทรงให้ท่านมีชีวิตด้วยกันกับพระคริสต์ พระองค์ทรงอภัยโทษบาปทั้งสิ้นของเรา”

 

“ในพระองค์ท่านยังได้เข้าสุหนัต” “ในพระองค์” คือในพระคริสต์ ที่ท่านอยู่แล้ว อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ผมใส่ไอโฟนเข้าไป

ในพระคริสต์ท่านยังได้เข้าสุหนัต … “สุหนัต” คือการขลิบปลายอวัยวะเพศชาย ที่สมัยอิสราเอลดั้งเดิม ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะตายที่ไม้กางเขน  พระเจ้าสั่งให้ทำตรงนี้  เพื่อเล็งถึงวันหนึ่งที่ในโลกวิญญาณ ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จะเข้าสุหนัตนี้ ทางโลกวิญญาณ  เล็งถึงสิ่งนั้น  เขาทำอะไรในอดีต ก่อนหน้าที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์  พระเจ้าให้ชาวอิสราเอลทุกคน ชายทุกคนให้เข้าสุหนัต  การเข้าสุหนัต คือการไปขลิบปลายอวัยวะเพศด้วยมีดคมๆ  เพื่อให้เลือดหลั่งไหลออกมา  เป็นสิ่งที่บ่งบอก เล็งให้เห็นถึงพันธสัญญากับพระเจ้าว่าเมื่อทำสิ่งนี้  พงศ์พันธุ์ของคนๆ นั้น  อยู่ในการดูแล เป็นประชากรของพระเจ้า  แค่นี้นะ

ในนี้บอกว่าท่านยังได้เข้าสุหนัต ในพระเยซูคริสต์ คือท่านยังได้เข้าไปถูกกรีด ผ่าตัดด้วยมีดคมๆ อย่างตะกี้นี้ผมบอก ผ่าตัดทางวิญญาณ เพื่อทำพันธสัญญาใหม่ ในนี้บอกว่าคือการสลัดวิสัยบาปทิ้ง  การสลัดวิสัยบาป ก็คือผ่าตัดเอา วิสัยบาป ก็คือตัวตนบาป เนเจอร์บาป ที่อยู่ในวิญญาณของมนุษย์ทุกคน ที่อยู่ในอาดัมตั้งแต่แรก นั่นแหละ เรียกว่าตัวตนบาป  วิญญาณที่บาปอยู่  การเข้าสุหนัตตรงนี้  คือการผ่าตัดเข้าไปเอาวิญญาณตัวนั้น ให้ออกมาซะ ทิ้งมันซะ  เป็นสุหนัตที่ไม่ได้ทำด้วยมือมนุษย์  สมัยก่อนที่อิสราเอล  ใช้มือมนุษย์เป็นคนผ่า แต่ตอนนี้บอกว่าไม่ได้ทำด้วยมือมนุษย์  แต่ทำโดยพระคริสต์ คือพระเยซูคริสต์ที่ตายที่ไม้กางเขน ฝังในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3  นั่นแหละ คือการเข้าสุหนัต

ในข้อ 12 บอกว่าท่านถูกฝังไว้กับพระองค์ ในพิธีบัพติศมา ก็คือบัพติสมาที่ผมอธิบายให้ฟังหลายครั้ง  บัพติศมาแปลว่าจุ่มลง มุดลง เป็นหนึ่งเดียวกัน  ก่อนหน้าที่เราจะเชื่อในพระเยซูคริสต์ มนุษย์ทุกคนบัพติศมาอยู่ในอาดัม คือจุ่มอยู่ มุดอยู่ใน DNA ของอาดัม แต่พอเชื่อปั๊บ พระเจ้าก็ผ่าตัดเอาออกจากในอาดัม ใน DNA อาดัม เข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ก็คือเข้ามาบัพติศมา มุดเข้ามา เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์นั่นเอง  และในนี้บอกว่าและทรงให้ท่านเป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระองค์ คือพระเยซูตาย เราก็ตายด้วย  พระเยซูถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย  พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย พระเจ้ายกพระเยซูคริสต์สูงสุด  เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย

ในข้อต่อไป เห็นชัดเจนเลย บอกว่าทั้งหมดนี้ ผ่านทางความเชื่อของท่าน  เชื่อในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ผู้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย   ก็คือเชื่อว่าพระเยซูเป็นขึ้นจากตาย  เชื่อว่ามีวัน อีสเตอร์จริงๆ  เชื่อว่าพระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน  และลงไปอยู่ในหลุมฝังศพ  ยืนยันว่าพระองค์ทรงตายจริงๆ เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ตายได้ อยู่ในอุโมงค์ เพื่อจะได้เป็นขึ้นจากความตายจริงๆ ได้ ในวันที่ 3 พระองค์ก็เป็นขึ้นจากความตาย  ใครก็ตามที่เชื่อฤทธิ์อำนาจนี้  ในโลกวิญญาณก็จะเกิดการผ่าตัด

ในข้อ 13 ได้บอกว่าเมื่อท่านตายแล้ว ในบาปของท่าน นี่พูดถึงว่าก่อนจะผ่าตัด วิญญาณของท่านตายแล้วในบาปของท่าน วิญญาณเป็นบาป ตายอยู่ในอาดัม และในวิสัยบาปของท่าน ก็คือใน DNA ในวิญญาณของท่าน เป็นธรรมชาติของบาป ในนี้บอกว่าซึ่งไม่ได้เข้าสุหนัต ก็คือยังไม่ได้ถูกการผ่าตัดจากพระเจ้า เข้ามาสู่พันธสัญญาใหม่  พระเจ้าได้ทรงให้ท่าน กลับมีชีวิตอยู่ ก็คือขณะที่ท่านเป็นอยู่อย่างนั้น อยู่มืดๆ อยู่ในอาดัมอย่างนั้น ตายอยู่ในนั้น ยังไม่ได้ทำพันธสัญญาใหม่กับพระเจ้า  พระเจ้าได้ทรงให้ท่านมีชีวิตด้วยกันกับพระคริสต์ คือผ่าตัดท่าน  เอาท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ และได้เป็นขึ้นมาจากความตายกับพระคริสต์ และได้รับการอภัยโทษบาปทั้งสิ้น  โดยพระคริสต์เป็นคนไถ่บาปให้กับท่าน เป็นตัวแทนให้กับท่าน มันหมายถึงอย่างนี้ ในโคโลสี 2:14-15 บอกไว้อย่างนี้

โคโลสี 2:14-15 “14 ทรงยกเลิกหนังสือสัญญาที่ผูกมัดเราด้วยกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งขัดขวางและต่อต้านเรา พระองค์ทรงเอาหนังสือนี้ ออกไปตรึงที่กางเขน 15 และทรงปลดเทพผู้ทรงเดชานุภาพและเทพผู้ทรงอำนาจต่างๆ ลง พระองค์ได้ทรงประจาน และพิชิตพวกนี้โดยกางเขนนั้น”

 

“สิ่งที่ผูกมัดเรา” คือเราเป็นคนบาป  เมื่อเป็นคนบาป มีวิสัย หรือว่าสันดานที่ทำบาปแน่นอน  ทำโดยธรรมชาติจากวิญญาณข้างใน ที่เป็นบาป ที่อยู่ในอาดัม  ยังไงก็ทำบาป และกฎของมัน ก็คือต้องโดนลงโทษ ทำไม่ดี ก็ต้องได้ไม่ดีด้วย  ทำชั่ว ก็ต้องได้ชั่วตลอด พูดง่ายๆ อย่างนั้น แต่พระเยซูทรงเอาชนะสิ่งเหล่านี้ ด้วยการตายของพระองค์ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ชัยชนะนี้ หมัดสุดท้าย หมัดผู้พิชิตนิรันดร์  เหยียบหัวมารแหลก สิทธิอำนาจที่มารมีอยู่ หมดเกลี้ยงเลย เพราะว่าพระเจ้า โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ได้ปลดปล่อยมนุษย์  ให้เป็นอิสรภาพจากบาปเวรกรรม ได้รับการอภัยโทษเรียบร้อยแล้ว รับมาเป็นลูก เกิดใหม่  เท่ากับว่าพระเยซูได้ประกาศ ในนี้เขียนบอกว่าทรงปลดเทพผู้ทรงเดชานุภาพ เทพผู้ทรงอำนาจต่างๆ ลง และได้ประจานความพ่ายแพ้ของมัน  พิชิตพวกนี้ โดยไม้กางเขน  โดยความตายจริงๆ ฝังในอุโมงค์จริงๆ และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่สามจริงๆ เอาชัยชนะนี้มาให้มวลมนุษยชาติทั้งปวง ผู้ที่ไม่ต้องทำอะไรเลย  แต่ได้รับผลของชัยชนะนี้  ได้รับรางวัลเท่าๆ กับพระเยซูเลย

พระคัมภีร์จึงเรียกพวกเรากันเองว่ายิ่งกว่าผู้พิชิต ไม่ใช่เราเรียกนะ พระคัมภีร์เรียก พระเจ้าเรียกพวกเราทั้งหลายที่เชื่อในข่าวดีในพระเยซูว่าพระเยซูเป็นตัวแทนของเรา  ช่วยให้เราได้รับชัยชนะ อะไรต่างๆ เหล่านี้  พระเจ้าเรียกพวกเราผู้เชื่อเหล่านี้ว่าเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต ถ้าพระเจ้าเรียกพระเยซูว่าผู้พิชิต เรียกพวกเราว่ายิ่งกว่าผู้พิชิต คือเราไม่ต้องทำอะไร แต่ได้เท่ากับพระเยซู พระเยซูได้อะไร เราได้ด้วย  พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เราเป็นด้วย พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค สถาน เรานั่งด้วย  พระเยซูได้รับสิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในโลกก็ดี อยู่ในกำมือของพระองค์ เราก็ได้รับด้วย  พระเยซูได้รับฐานะเป็นผู้ครอบครองมรดกของพระเจ้าในสวรรคสถาน เราก็ได้ครอบครองในมรดกนั้นด้วย  เท่ากันเลย  โคโลสี 3:1-4 จึงเตือนเราทั้งหลายว่านี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นบนโลกวิญญาณ เนื่องจากเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ตามนุษย์มองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน สัมผัสไม่ได้  แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วในโลกวิญญาณ มันสำคัญกว่าโลกวัตถุที่เรามองเห็น  ฝนตกเอย จับต้องมีความร้อน อะไรต่างๆ เรามองเห็น  เรานึกว่ามันเป็นจริง แต่โลกที่มองไม่เห็น มันจริงกว่า  เพราะมันอยู่นิรันดร์ โลกที่มองเห็นมันอยู่ชั่วคราว  พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น  ในโคโลสี 3:1-4 เขาจึงเตือนเราให้ทำอะไร? อ่านพร้อมกัน

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

ในเมื่อท่านรู้ความจริงเหล่านี้แล้ว อธิบายให้ฟังแล้วนะว่าในโลกวิญญาณ มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของท่าน ท่านเชื่อในข่าวดีนี้ ที่พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทนของมนุษยชาติได้รับชัยชนะนิรันดร์กาลมา แล้วก็เอามาให้กับมนุษย์ทั้งปวง  เมื่อท่านเชื่อและท่านรับสิทธิของท่าน เกิดอะไรขึ้น ท่านเรียนรู้ไปแล้ว  และในนี้บอกว่าในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  เมื่อท่านรู้อย่างนี้ทั้งหมดแล้ว  ท่านตายพร้อมกับพระเยซู ฝังไว้พร้อมกับพระเยซู เป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซู ได้รับสิทธิอำนาจ ได้รับมรดกต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เท่าพระเยซูเลย  เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว  ก็จงให้ใจของท่าน  ความคิดของท่านจดจ่อ  ดูตลอดเวลาทางฝ่ายวิญญาณว่ามันเป็นแบบนี้ เบื้องบน ก็หมายถึงโลกฝ่ายวิญญาณ  ให้จดจ่อในสิ่งที่โลกฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้น  เดี๋ยวมันลืมๆ

โลกฝ่ายวิญญาณที่พระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า  คือที่สูงสุด  ที่ได้รับสิทธิอำนาจ เหมือนเป็นผู้สำเร็จราชการที่พระเจ้าให้อำนาจสูงสุดเลย พระเจ้าจะให้พระคริสต์และผู้ที่อยู่กับพระคริสต์ครอบครองอาณาจักรสวรรค์ เรียกว่ามรดก รับมรดกนิรันดร์ร่วมกัน เราทั้งหลายมีสิทธิเท่าพระเยซูเลย  พระเยซูได้อะไร เราได้เท่ากันกับพระองค์เลย  พระเยซูมีอะไร เรามีเหมือนกับพระองค์เลย  พระเยซูยิ่งใหญ่ขนาดไหน? เรายิ่งใหญ่เท่านั้นเลย พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น

ข้อ 2 บอกว่า “จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก” จงให้จิตใจความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับเรื่องนี้ เรื่องที่เล่าเมื่อสักครู่นี้ ในโลกวิญญาณ  ไม่ใช่จดจ่ออยู่ว่าจะขับรถอะไร? จะอยู่อย่างไร? จะกินอย่างไร? โควิดมันจะมา จะตกงานไหม? อันนี้ว่ากันไปทีละวันๆ อธิษฐานกับพระเจ้าได้ แต่ให้จดจ่อในโลกวิญญาณว่า …

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้นะ ตอนนี้อยู่ในสวรรค์แล้ว”

ไม่ต้องรอให้ตายไปก่อน  ตอนนี้ก็อยู่ในสวรรค์แล้ว

ข้อ 3 บอกว่าเพราะท่านตายแล้ว  และบัดนี้ ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ในพระเจ้า เพราะว่าตัวเก่าของท่าน วิญญาณเก่าของท่านที่อยู่ในอาดัม มันตายไปแล้ว มันจบไปแล้ว ตอนนี้ท่านได้เกิดใหม่แล้ว  พระเจ้าผ่าตัดวิญญาณท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่ในนี้แล้ว อยู่ในพระคริสต์ ให้รู้ตลอดเวลา  วิญญาณเราถูกซ่อนอยู่ในนี้  และจะอยู่ในพระคริสต์ ปกคลุมอยู่ในพระคริสต์ตลอดเวลา

ข้อ 4 บอกว่าเมื่อพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ คือเมื่อพระเยซูกลับมาอีกครั้ง เพื่อพิพากษาโลก  เมื่อนั้น ท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย  หมายถึงวันที่พระองค์กลับมาบนโลกใบนี้  ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ที่ปรากฏให้กับหลายๆ คน เมื่อ 1990 ปีที่ผ่านมา ที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย ปรากฏให้กับผู้คนได้เห็น  40 วัน เยอะแยะมากมายที่ทุกคนได้เห็นพระองค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ จับต้องมองเห็นหน้าต่อหน้า ร่างกายนั้นจะกลับมาใหม่  พระเยซูจะกลับมาใหม่ ในวันหนึ่งข้างหน้า

ขณะพระเยซูกลับมา ในนี้บอกว่าเมื่อพระองค์ปรากฏ ท่านจะปรากฏพร้อมกับพระองค์  คำว่าปรากฏ หมายถึงอย่างนี้ ตอนนี้เราถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ชีวิตเราถูกซ่อนอยู่ เรายังไม่มีร่างกายใหม่  แต่วันที่พระเยซูกลับมาใหม่ อาจจะเป็นพรุ่งนี้ก็ได้ อาจจะเป็นมะรืนนี้ก็ได้  อาจจะเป็นเดือนหน้า ปีหน้า  10 ปีหน้า  อีกพันปีหน้าเราก็ไม่รู้ แต่เรารู้ว่าพระองค์กลับมาแน่ พระองค์สัญญาไว้ ถ้าพระเยซูกลับมา พระองค์มาด้วยร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  ที่ออกจากอุโมงค์หลุมศพ  ในวันที่สามตอนเช้า พระองค์จะกลับมาอย่างนั้น แล้วเราทั้งหลายที่เชื่อที่ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ เราก็จะปรากฏด้วย ก็คืออย่างนี้ (ไอโฟนที่ซ่อนอยู่ในพระคัมภีร์ ก็ปรากฏออกมาด้วยเหมือนกัน) แล้วเราก็จะสวมร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  ที่มีคุณลักษณะเหมือนพระเยซูคริสต์ ก็คือไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวด ไม่ต้องตาย ไม่ต้องมีความทุกข์ทรมาน  ไม่ต้องมีโรคภัยไข้เจ็บ อะไรอีกเลย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความเศร้าโศก เสียใจอีกต่อไป  เป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้า  ปรากฏพร้อมๆ กับพระองค์อย่างนี้  (โชว์ไอโฟนและพระคัมภีร์คู่กัน)

นี่คือความหวังใจสุดท้ายของคนที่เชื่อในข่าวดีนี้ มันจะเป็นเช่นนี้ เห็นไหม? เราจะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริ

คำว่า “พระเกียรติสิริ” หมายถึงลักษณะชีวิตที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เต็มไปด้วยความสวยงาม เต็มไปด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์  เหมือนพระองค์ไม่มีผิด  จำภาพนี้ไว้ให้ดีๆ

พระคัมภีร์ในหนังสือโคโลสี 3:1-4 ที่กำลังอธิบายให้ท่านฟัง ให้เราจำ แล้วก็คิดใคร่ครวญ  จดจำถึงสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา ให้ความสำคัญมากกว่าสิ่งที่อยู่บนโลก อย่างที่บอก การกิน การอยู่ การแต่งงาน การทำงาน อะไรแล้วแต่ เยอะแยะ ให้เวลากับมัน ให้ความสำคัญกับมันนิดเดียวพอ ไม่ต้องเยอะ  แต่ให้ความสนใจและจดจ่อ ฝักใฝ่ในโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น  แล้วตอนนี้ชีวิตเราอยู่ที่ไหน?  ตรงนี้สำคัญกว่า วันหนึ่งเราจะได้ร่างกายใหม่  และจะได้เป็นขึ้นจากความตาย ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูไม่มีผิดเลย  เราจะเดินผ่านทะลุกำแพง เหมือนที่พระเยซูเดิน  พระองค์ลอยไปบนฟ้าได้  เราก็จะลอยขึ้นไปบนฟ้า เราจะกลับมาร่วมกับพระองค์แหละ เอเมน

ก็มาถึงข้อสรุปทั้งหมดที่ผมพูดมา อันนี้ข้อสำคัญยิ่งกว่าเมื่อตะกี้นี้อีกนะ ว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเราทุกคนบนโลกใบนี้ ก็คือความจริงที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล  ไม่ได้พูดเองเลย มีข้อพระคัมภีร์ไบเบิ้ลกำกับ มากกว่านี้อีก ถ้าให้เอามาว่ากันเป็นปีๆ เลยนะ ซึ่งท่านติดตามต่อไป ทั้งหมดนี้มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งสิ้น  ซึ่งไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม  ความจริงในโลกวิญญาณจะส่งผลให้กับมนุษย์ทุกคน  ตามกฎของวิญญาณอย่างแน่นอน  และโลกวิญญาณก็มีอยู่จริงๆ อย่างแน่นอนเช่นเดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์เป็นวิญญาณ พระคัมภีร์บอกไว้ ถึงจะมองไม่เห็น ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม  ความจริง

ก็คือมนุษย์เป็นวิญญาณ เหมือนแรงดึงดูดโลก เรามองไม่เห็น  แต่มีกฎของแรงดึงดูดของโลกอยู่จริงๆ  เหมือนลม ก็มีอยู่จริงๆ  แต่เราก็ไม่เห็น  เพราะฉะนั้น ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ลมก็มีอยู่จริงๆ  และพระคัมภีร์ก็มีบันทึกเอาไว้ว่าสิ่งที่มีอยู่จริง จะส่งผลอย่างไรต่อผู้ที่เชื่อและต่อผู้ที่ไม่เชื่อในโลกฝ่ายวิญญาณ ในโลกวิญญาณที่มีอยู่จริงๆ นี้  พระคัมภีร์เหมือนลายแทงบอกให้ว่าถ้าใครทำตามกฎของโลกวิญญาณอย่างนี้ ก็จะได้รับอย่างนี้  ใครไม่ทำตาม ก็จะได้รับอย่างนี้  ยอห์น 3:16-18 ได้บันทึกไว้อย่างนี้

ยอห์น 3:16-18 “16 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ 17 เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลก เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยโลกให้รอด โดยทางพระบุตรนั้น 18 ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ ก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว  เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”

 

นี่เป็นคำประกาศ คำพูดที่สำคัญมาก คือพระเจ้าพูดเอง พระเยซูเป็นผู้ตรัส  หรือเป็นผู้พูดสิ่งนี้ เอง ด้วยความรักและความห่วงใยต่อบรรดามนุษยชาติบนโลกใบนี้ พี่น้องของพระองค์นั่นเอง

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

เพราะพระเจ้าทรงรักโลกและมนุษยชาติบนโลกใบนี้ยิ่งนัก จึงประทานพระเยซูผู้เดียว  เป็นลูกของพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ด้วยความทุกข์ทรมาน และยืนยันการตายอยู่ในอุโมงค์ 2 วัน และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3  ใครที่เชื่อตรงนี้ ก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่เหมือนพระเจ้า ชีวิตที่เป็นแบบพระเยซูคริสต์ ชีวิตที่บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระเจ้า  เป็นลูกของพระเจ้า เขาจะไม่พินาศอีกต่อไป  เขาจะไม่ต้องอยู่ในความมืด อยู่ในอาดัม เป็นทาสของผีมารซาตาน เป็นทาสของความบาป เป็นเหมือนนักโทษประหารอีกต่อไป  เพราะพระเจ้าไม่ได้ส่งพระบุตรมาในโลก เพื่อพิพากษาโลก พระเจ้าไม่ได้ส่งพระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์  ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เพื่อพิพากษาโลก เพื่อลงโทษมนุษยชาติบนโลกใบนี้ว่าทำบาปอย่างนั้น ทำชั่วอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ต้องได้ความชั่วไป อะไรต่างๆ เหล่านั้น

ถ้าเกิดพระเจ้าจะลงโทษความชั่วของมนุษย์ ไม่มีใครดีสักคนในโลก พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น  มนุษย์มีแต่ความชั่วร้าย  แต่ส่งพระบุตรของพระองค์มา เพื่อช่วยโลกให้รอด โดยทางพระบุตรนั้น ช่วยมนุษยชาติบนโลกให้รอดพ้นจากการพิพากษา พ้นจากโทษที่ถูกพิพากษา ไปแล้วตั้งแต่สมัยอาดัมเอวา  มวลมนุษยชาติถูกลงโทษไปแล้ว  เพื่อรอดพ้นจากโทษที่ถูกลงโทษนั้น เพื่อได้รับนิรโทษกรรม ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา  ใครที่เชื่อในพระบุตร  พระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ที่มาตาย ที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้กับท่าน และอยู่ในอุโมงค์ 2 วันจริงๆ พิสูจน์ยืนยันว่าตายจริงๆ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 นั้น ใครที่เชื่อตรงนี้  เขาจะไม่ถูกพิพากษา  เขาจะไม่ถูกการลงโทษอีกต่อไป  เขาจะไม่ต้องโทษอีกต่อไป  เขาจะไม่ได้รับโทษทัณฑ์อีกต่อไป  เขาจะเป็นอิสระ เขาจะออกจากเรือนจำ

แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อ  ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว  เห็นไหมครับ? ผู้ใดที่ไม่เชื่อ ก็อยู่ในเรือนจำอยู่แล้ว อยู่ในการเป็นทาสบาป  ทาสมารซาตาน อยู่ในความมืดอยู่แล้ว  เกิดมาก็อยู่ในนั้นแล้ว ตกอยู่ในความบาป ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย  ผู้ใดไม่เชื่อ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าว่าพระองค์มาทำให้กับเขา  ไม่เชื่อสิทธิที่ทำให้กับเขาว่าเขามีสิทธิที่จะมาใช้สิทธินี้ ไม่เชื่อในชัยชนะเหนือความตาย ไม่เชื่อในหมัดเด็ดผู้พิชิตนิรันดร์  ที่พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทนทำให้กับเขา  เขาไม่เชื่อตรงนี้ เขาก็ไม่ได้รับสิทธิ์ในชัยชนะตรงนี้  เขาก็ไม่ได้รับความรอดจากโทษทัณฑ์ที่ได้รับอยู่  ก็ยังอยู่ในเรือนจำต่อไป  และก็ถูกประหารในที่สุดนั่นเอง  แทนที่จะออกจากเรือนจำ ใช้สิทธิของตัวเองออกจากเรือนจำ รับการผ่าตัดวิญญาณเสียใหม่ ความคิดจิตใจเสียใหม่ แล้วก็ย้ายไปอยู่ในพระราชวังกับพระเจ้า  ครอบครองในราชสมบัติร่วมกับพี่ชายที่ชื่อว่าพระเยซู ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่ตัดสินใจเท่านั้นเอง  แต่ถ้าไม่ทำ เขาก็ยังคงอยู่ในเรือนจำ และจะยังอยู่จนกระทั่งถึงประหารชีวิต

ทั้งหมดไม่ต้องทำอะไรเลย  พระเยซูเป็นตัวแทนทำให้หมด เรียบร้อยแล้ว พระเจ้าประทานให้ทุกอย่าง  แต่พระเจ้าจะไม่บังคับเราเลย  สิ่งเดียวที่เราต้องทำ ก็คือเปิดใจ ยอมรับความจริงเรื่องนี้  แม้ความเข้าใจของมนุษย์จะไม่สามารถเข้าใจสิ่งนี้ได้  แต่ความจริงก็ต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ เหมือนแรงดึงดูดโลก เราก็ไม่เข้าใจ  ทำไมมีแรงดึงดูดโลก แต่เรารู้ว่ามันมีอยู่จริงๆ เราต้องเคารพในกฎนั้น ไม่อย่างนั้น เราก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการรู้ความจริงนี้ เช่นเดียวกัน  … ในโรม 10:9 ได้บอกเคล็ดลับวิธีใช้สิทธิของเรา วิธีเปิดใจทำอย่างนี้

โรม 10:9 “นั่นคือถ้าท่านยอมรับด้วยปากของท่านว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อในใจของท่านว่าพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย ท่านก็จะได้รับความรอด”

 

นี่คือสิ่งเดียวที่ท่านต้องทำ คือเชื่อในพระบุตร  เชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นตัวแทนของท่าน เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ พระเจ้ามาช่วยท่าน โดยการส่งพระเยซู มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด มาเกิดเป็นมนุษย์  พระองค์เป็นพระเจ้า สละสภาพพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน  ยืนยันการตายของพระองค์ โดยการอยู่ในอุโมงค์ 2 วัน และได้เป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 แค่นี้  หน้าที่ของท่าน คือเปิดใจยอมรับความจริงตรงนี้เท่านั้นเอง การยอมรับความจริงนี้  ไม่ได้หมายถึงต้องเข้าใจทั้งหมด รู้แล้ว หมายถึงเป็นขึ้นจากความตายเป็นอย่างไร? ฉันเป็นอย่างนั้น

เหมือนที่ผมอธิบายให้ท่านฟังในหลักของพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้  ไม่จำเป็นต้องรู้จักตรงนั้นทั้งหมด ตอนที่ผมมารู้จักใหม่ๆ มาต้อนรับข่าวดีนี้ใหม่ๆ เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ผมก็ไม่ได้รู้อะไรมากมายขนาดนี้  รู้แค่งูๆ ปลาๆ ว่าเริ่มเปิดใจ และเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฉันรอดจากบาปได้  พระองค์เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แน่นอน แค่นี้เอง ไม่เข้าใจอะไรเลย แล้วความเข้าใจก็ค่อยๆ มาทีหลัง หลังจากที่เชื่อและเกิดผล  โดยที่พระเจ้าผ่าตัดวิญญาณ  พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่แล้วนั่นแหละ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ค่อยๆ เริ่มสอนผม  สอนให้เจริญเติบโตในความรู้ ความจริงเหล่านี้  ค่อยเรียนรู้ไปทีละนิดทีละหน่อย  อ๋อๆ ไม่มีวันจบสิ้นเลย  จนมาถึงทุกวันนี้ 30 กว่าปี  ยังอ๋ออยู่เลย

แล้วไม่ใช่แค่นั้นนะ สิ่งที่ไม่เข้าใจ แต่สามารถปฏิบัติได้ด้วย  พอท่านใช้สิทธิของท่านตามที่บอกไป เชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ต้อนรับพระองค์เข้ามาในชีวิตของท่านว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  เป็นตัวแทนของท่าน  พอท่านเชื่อแค่นี้ พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในตัวท่าน พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาค เข้ามาสถิตในตัวท่าน อยู่ในร่างกายของท่าน วิญญาณที่ได้ถูกผ่าตัดใหม่นี้ เปลี่ยนแปลงไปเหมือนพระเจ้า เปลี่ยนแปลงเป็นลูกพระเจ้า สะอาด บริสุทธิ์ เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับ 3 พระภาค ท่านไปที่ไหนมี 4 วิญญาณอยู่ที่นั่นด้วย  วิญญาณของท่าน วิญญาณพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไปไหนกับท่านตลอดเวลา และท่านสามารถมี ประสบการณ์การเดินกับพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแล้ว ท่านสามารถอธิษฐานได้ทุกวัน ทุกนาที ทุกเสี้ยววินาที อธิษฐานได้ทุกเรื่องทุกอย่าง  ต้องการอะไร ท่านพูดได้ บอกได้

ยกตัวอย่าง โควิดตอนนี้ ท่านเดือดร้อนอะไร ท่านคุยกับพระเจ้าได้ ถ้าไม่ใช้สิทธิท่านในเรื่องนี้ ในโรม 10:9 ท่านจะคุยกับพระเจ้าได้อย่างไร?  ท่านอาจจะคุยกับรัฐบาลได้อย่างเดียวว่า …

“ทำไมรัฐบาลไม่ช่วยฉันๆ”

แต่นี่ท่านสามารถบอกพระเจ้าได้ว่า …

“พระเจ้าช่วยลูกที  ปกปักษ์คุ้มครอง ดูแลลูกจากความร้ายแรงของโรคนี้ที ช่วยลูกที ลูกไม่มีเงินแล้ว จะทำอย่างไร?  เดือนนี้ไม่มีเงินพอเพียงที่จะอยู่ ที่จะกินทั้งครอบครัวเลย  ทำอย่างไรดี จะช่วยอย่างไรดี”

ท่านสามารถพิสูจน์ได้เรื่องนี้ จริงหรือไม่? แล้วมันจริงๆ เพราะว่าพระองค์สามารถช่วยท่านได้  เกินกว่าความคิดของท่านที่จะเข้าใจ  บางทีเราขอแค่นี้ แต่พระเจ้าให้มากกว่านั้นอีก เราไม่เข้าใจหรอก เราเดินไปเรื่อยๆ แล้วท่านจะพบกับความจริงว่าอัศจรรย์ หมายสำคัญ  ที่บอกว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่านจริงๆ มันเกิดขึ้นจริงๆ ถ้าไม่อย่างนั้น  มันคงไม่มาจนถึงทุกวันนี้หรอก 1990 ปี เกิดขึ้นกับมนุษย์เยอะแยะมากมาย และคนที่เชื่อในเรื่องนี้ ได้ผลอย่างมากมาย มหาศาล ทุกวันนี้หลั่งไหลเข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างของพระองค์เยอะแยะมากมาย เขาพิสูจน์แล้วจริงๆ  เพราะฉะนั้น อยู่ที่ท่านแล้วล่ะครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2020 เรื่อง “พระเยซูฟื้นแล้ว ฉันฟื้นด้วย” ตอน 1 “ฉลองการเป็นขึ้นจากความตาย” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  12  เมษายน  2020

 เรื่อง “พระเยซูฟื้นแล้ว ฉันฟื้นด้วย”

ตอน 1 “ฉลองการเป็นขึ้นจากความตาย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สุขสันต์วันอีสเตอร์ครับ  สุขสันต์วันเป็นขึ้นจากความตาย  พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว  สิ่งสำคัญ ถ้าพระเยซูเป็นขึ้นแล้ว เราจะดีใจ ไม่ดังมาก แต่จะบอกว่า … “พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว  ฉันเป็นขึ้นด้วย”

“พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันเป็นขึ้นด้วย”

“พระเยซูชนะแล้ว ฉันชนะด้วย” พูดกับใคร? พูดกับตัวเอง

วันนี้เป็นวันที่เรามาร่วมกันฉลองวันประกาศชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่  ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ทำไมเราถึงเรียกวันอีสเตอร์ว่าเป็นวันประกาศชัยชนะ ประกาศอิสรภาพ  ความยิ่งใหญ่ในชัยชนะของมวลมนุษยชาติ ซึ่งรวมทั้งตัวท่าน บอกกับตัวเองว่ารวมทั้งฉันด้วย

ถ้าจะเล่าให้เห็นภาพ เราจะเปรียบเรื่องราวที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ให้เห็นชัดขึ้น  เป็นการต่อสู้ศึกมหากาฬในโลกวิญญาณ  ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ค่ายใหญ่  ผมพยายามทำให้เป็นเหมือนหนัง เพื่อท่านจะได้จำได้ อันนี้ย่อข้อมูลต่างๆ จากพระคัมภีร์ ให้มันเหลือแค่นิดเดียว เพื่อท่านจะได้จำได้ว่าชัยชนะนี้มาจากไหน? และเป็นอย่างไร?  เป็นศึกมหากาฬในโลกวิญญาณ  ซึ่งเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ค่ายใหญ่

ค่ายที่หนึ่ง ชื่อว่าค่ายมนุษยชาติ เจ้าของค่าย คือพระเจ้า ส่งตัวแทนมนุษยชาติลงมา ชื่อว่าพระเยซู พระบุตรของพระองค์

ส่วนค่ายที่สอง เรียกค่ายนี้ว่าค่ายมารซาตาน  เจ้าของค่าย ก็รู้จักกันอยู่แล้ว คือลูซีเฟอร์ หรือมารซาตาน  ส่งอะไรมา ส่งเอาความบาปและความตายลงมาแข่ง  โดยมีเป้าหมาย เพื่อจะทำลายล้าง มนุษยชาติให้สิ้นซาก

นี่คือมหากาฬของสงครามโลกฝ่ายวิญญาณ ระหว่างหัวหน้ามาร  ที่กำลังจะต่อสู้กับพระเจ้า ซึ่งมันก็พยายามต่อสู้มาตลอด  พยายามเป็นกบฏ ต่อต้านพระเจ้ามาตลอด  คราวนี้เราจะเห็นภาพ ถ้าพระเยซูชนะสงครามนี้ มนุษย์ทั้งหลายทั้งหมด ก็จะกลับคืนสู่สภาพดี  กลับคืนสู่พระเจ้า เป็นอิสรภาพจากการเป็นทาสมาร แต่ถ้าพระเยซูพ่ายแพ้ต่อความบาปและความตาย  พ่ายแพ้ต่อมารในสงครามนี้  มนุษย์ก็จะตกอยู่ใต้อำนาจของมารซาตาน เป็นทาสมัน ตลอดไป เหมือนเดิม

ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่เริ่มต้นของศึกสงครามครั้งนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เริ่มต้นตอนที่พระเจ้า สร้างโลก และสร้างมนุษย์ทั้งปวง ในสมัยโน้น ตอนเริ่มสร้างใหม่ๆ  พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าพระเจ้าสร้างสิ่งที่ดีทั้งหมด  สร้างโลกใบนี้ ดีหมดเลย ทุกอย่างดี ไม่ชั่วร้าย  ไม่วิปริตเหมือนปัจจุบันนี้  สร้างมนุษย์ ก็สร้างสิ่งที่ดีทั้งหมดเลย  มนุษย์ก็ดีหมด ไม่มีการทำชั่วเลย แล้วมารก็มาล่อลวงมนุษย์ตอนนั้น ที่บันทึกเอาไว้ ผ่านทางงู ล่อลวงให้มนุษย์กบฏต่อพระเจ้า  มอบโลกใบนี้ รวมทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด ลูกหลานเหลนโหลนของตัวเองให้กลายเป็นทาสของมารซาตาน  เชิญมารเข้ามาครอบครองบนโลกใบนี้ ตั้งแต่วินาทีนั้นมา  โลกก็เต็มไปด้วยคำสาปแช่ง  เต็มไปด้วยความวิปริต เสียหาย เกิดโรคภัยไข้เจ็บ อะไรที่แปลกๆ ที่ยุ่งวุ่นวายไปหมด เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ความชั่วร้ายต่างๆ มาจากมารทั้งสิ้น แล้วก็มาผ่านทางมนุษย์ที่เป็นทาสของมันอยู่ อย่างโควิด-19 ก็มาจากมารแหละ โดยผ่านทางมนุษย์  ผ่านทางความบาป ที่มนุษย์ให้พระเจ้าออกไปจากชีวิตของตนเอง ออกไปจากโลกใบนี้ ซึ่งเป็นของเขา … “เขา” หมายถึงมนุษยชาติทั้งปวง  เห็นไหมครับ? แล้วพระเจ้าทำอะไร? พระเจ้าก็ตั้งหน้าตั้งตา รอวันเวลาที่จะช่วยมนุษย์กลับคืนมา  นี่คือสงคราม

แผนการของพระเจ้าคืออะไร? ปฐมกาล 3:15  ผมอยากให้ท่านอ่านนิดหนึ่ง ท่านจะได้เห็นภาพชัดเจนว่ามหากาฬของโลกฝ่ายวิญญาณ ในศึกครั้งนี้ มันเกิดขึ้นอย่างไร? และเป็นลักษณะอย่างไร?  ร้ายแรง รุนแรงขนาดไหน?  พระเจ้าบอกไว้ล่วงหน้านั้น  บันทึกไว้ในหนังสือปฐมกาล 3:15 ถ้านับตั้งแต่วันที่เกิดขึ้นนี้ มาถึงปัจจุบัน นับปีไม่ถ้วน  เพราะสมัยนั้น  มนุษย์พึ่งตกลงไปในการบาป พึ่งจะเริ่มตาย  เริ่มนับหนึ่ง ก่อนหน้านี้เป็นชีวิตนิรันดร์ของมนุษย์  ไม่มีวันตาย เพราะฉะนั้น จะบอกว่า 1 ปี หรือล้านปี ก็เป็นไปได้หมด ปฐมกาล 3:15 ทำให้มนุษย์นับหนึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตั้งแต่ 1, 2, 3, 4, วัน จนกระทั่ง 1 ปี 2 ปี กี่ปีก็ว่าไป  เราอ่านดูนะ

ปฐมกาล 3:15 “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้ากับพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ”

 

“พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” คำว่า “เจ้า” ตรงนี้ ก็คือมารซาตาน  ที่ได้ล่อลวงอาดัมและเอวา บรรพบุรุษของเรา มนุษย์ทั้งปวงให้กบฏต่อพระเจ้า  พูดง่ายๆ ว่าเชิญพระเจ้าออกไปจากโลกใบนี้ ออกจากชีวิตของตนเอง และครอบครัวของเขา แล้วเชิญมารเข้ามาแทนที่ นั่นแหละ เขาเรียกว่าบาป กบฏ

พงศ์พันธุ์ของหญิงที่ตะกี้นี้อ่านในพระคัมภีร์จะทำให้หัวของเจ้าแหลก “เจ้า” ตะกี้ เล็งไปถึงมารซาตาน ผู้ที่เป็นหัวหน้าค่ายในสงครามครั้งนี้

คราวนี้มาถึงพงศ์พันธุ์ของหญิง จะทำให้หัวของเจ้าแหลก  เล็งถึงผู้ที่เป็นหัวหน้าค่าย  คือพระเจ้าจะส่งผู้ที่จะมาทำลายเจ้ามารนี้  ให้หัวแหลกเลย ก็คือได้รับชัยชนะเด็ดขาด ชนะเหนือความบาปและความตายให้หมดสิ้นเลย  พระเจ้าส่งตัวแทนมา ก็คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง พระบุตรของพระองค์

“เจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” ก็หมายถึงมารก็ทำได้แค่ส้นเท้าของพระเยซูคริสต์ฟกช้ำ “ส้นเท้าฟกซ้ำกับหัวแหลก” ท่านลองคิดดูว่ามันต่างกันขนาดไหน?  นี่คือแผนการของพระเจ้าที่เตรียมไว้สำหรับมนุษยชาติทั้งปวง ที่จะไถ่มนุษยชาติ ทำศึกสงคราม เพื่อเอามนุษยชาติกลับคืนสู่พระองค์ให้ได้  และเมื่อถึงเวลา มันก็เกิดขึ้นตามแผนที่พระองค์ทรงวางไว้  ก็ประกาศตัวแทนของพระองค์ ตั้งแต่วันนั้นมา พระเจ้าก็เตรียมตัวแทนของมนุษยชาติ ให้มาลงกับศึกสำคัญครั้งนี้  เตรียมมาเป็นเวลาหลายพันปีกว่าจะสำเร็จ เตรียมผ่านผู้คนต่างๆ จนมาถึงคนสุดท้าย ก็คือครอบครัวของโยเซฟกับมารี หญิงพรหมจารีที่ให้กำเนิดพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ให้มาเกิดเป็นมนุษย์

พระเยซูก็มาเกิด และเป็นตัวแทนของมนุษย์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  คราวนี้มาถึงความตื่นเต้นของหนังเรื่องนี้ ที่จะเล่าให้ฟัง เอาไปเล่าให้ลูกหลานฟังได้  … เริ่มต้น เวลาผ่านมา คู่ต่อสู้พร้อมทั้งสองฝั่ง มารมันพร้อมตั้งนานแล้ว เพราะว่ามันควบคุมมนุษย์ ซึ่งเป็นทาสของมันอยู่ ส่วนมนุษย์พร้อมแล้ว  มีตัวแทนที่คิดว่าสามารถที่จะต่อสู้กับมารได้แล้ว ก็เริ่มต้นศึกสงครามในครั้งนี้

ยกที่ 1  เริ่มต้นที่คืนวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา ที่สวนเกทเสมเน ที่พระเยซูไปอธิษฐาน  จนเหงื่อเป็นเลือด เพราะว่ากลัวมาก กลัวจะต้องเข้าสู่สังเวียน ศึกมหากาฬนี้  เพราะมันหนักมาก  หนักถึงขนาดว่าเปลี่ยนใจได้ไหม? เปลี่ยนใจไม่ขึ้นชกได้ไหม?  เพราะคิดว่าอาจจะสู้ไม่ไหว  ท่านลองคิดดูสิ  ขนาดเตรียมมาตั้งหลายพันปีนะ  พระเยซูเองบอกหนักมาก ทำไม่ไหว  พระเยซูบอกไม่อยากขึ้นไปเลย เพราะว่ามันไม่ไหว  แต่ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย ปรากฏว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า เจ้าของค่าย บอกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว  ไม่เป็นไร เราชนะแน่  เพราะฉะนั้น ก็เลยให้พระเยซูขึ้นชก

เริ่มยกแรก ตั้งแต่ถูกจับ  โดยเหล่าปุโรหิตของยิว มารก็เริ่มใส่ผ่านทางมนุษย์ ใส่อะไร? เริ่มชก เริ่มอัดพระเยซู จนกระทั่ง เลือดอาบทุกข์ทรมาน ในพระคัมภีร์บอกว่าหน้าพระองค์ ไม่เหมือนหน้ามนุษย์เลย เละไปหมดเลย แย่  ถูกซัด ถูกอัด ถูกเตะ ถูกเฆี่ยน ถูกตี สุดท้ายก็ถูกตั้งแต่คืนวันพฤหัสฯ ต่อเนื่องมาถึงเช้าวันศุกร์  9 โมงเช้า ถูกตรึงที่ไม้กางเขน ไม่ไหวแล้ว  พูดง่ายๆ ว่าบนสังเวียน เราจะเห็นภาพ คือปลายๆ ยกแรก พระเยซูถูกมารซัด ถูกมารใช้ความบาปอัด จนเละไปหมดเลย แพ้ ล้มแล้วล้มอีก กรรมการมานับแปดแล้ว 2-3 ครั้งแล้ว แต่พระเยซูก็ยังลุกขึ้นมายืน  โดยหัวหน้าค่ายบอกว่าลุกขึ้นสู้ๆ พระเยซูรับเอาบาปของมวลมนุษยชาติไว้ที่พระองค์ หนักมาก จนกระทั่งไม่ไหวแล้ว  สุดท้ายปลายยกที่ 1 พวกมารซาตาน  สมุนของมันที่เชียร์อยู่ เฮกันใหญ่ พวกเราชนะแล้ว  บุตรพระเจ้าแพ้แล้ว  เป็นทาสของเราต่อไป นี่ไง เราชนะแล้ว อัดเลย ก็เชียร์ให้อัดพระเยซูจนถึงที่สุด  มารก็เพลิน อัดไปๆ

จนกระทั่งบ่าย 3 โมงของวันศุกร์ ยกแรกใกล้จะหมด พระเยซูไม่ไหวแล้ว  บ่าย 3 โมงของวันศุกร์พระเยซูปล่อยหมัดเด็ด หมัดเดียวอยู่เลย  ถามว่าหมัดนั้นคืออะไร?  ฝั่งพระเยซูกำลังพ่ายแพ้  แต่บ่าย 3 โมง อัดด้วยความรุนแรงสุดขีด ปรากฏว่าเกิดหมัดเด็ด คือพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ตายบนไม้กางเขน  นั่นแหละคือหมัดเด็ด ที่พระเจ้าเตรียมไว้ เป็นหมัดที่ผมตั้งชื่อให้  เมื่อเช้าวันนี้เองว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูในปลายยกที่ 1 นั่น  เป็นหมัดเด็ดที่เรียกว่า “ไพรีพิฆาต” หมัดเดียวอยู่เลย  บ่าย 3 โมง สิ้นพระชนม์  หมัดไพรีพิฆาตซัดลงไปที่มารซาตาน  เกิดอะไรขึ้น มารซาตานล้มลงไปเลย ล้มไป กรรมการก็ไปนับ 1, 2, 3 ถึง 8 กระดิ่งหมดยก ลุกขึ้นมางงๆ เกิดอะไรขึ้น  สติสตังค์ยังไม่กลับมาอยู่ที่ตัวเลย

ต่อมาเป็นยกที่ 2  เริ่มต้นยก มารก็ยังงงๆ อยู่เกิดอะไรขึ้น  ตะกี้เราชนะมาตลอด ทำไม มันเกิดอะไรขึ้น ยังงงๆ

ยกที่ 2  ผมให้ชื่อยกว่า “ยืนยันอยู่ในอุโมงค์” คือยืนยันว่าพระองค์ทรงตายจริงๆ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ที่ไม้กางเขนนั้น พระองค์ตายจริงๆ พระองค์เป็นตัวแทนของมนุษย์จริงๆ  ร่างของพระองค์ เป็นแบบของมนุษย์จริงๆ ฝังอยู่ในอุโมงค์จริงๆ นั่นแหละครับ มารยังงงอยู่ พวกตัวเชียร์ทั้งหลายของมาร มันคุยกันใหญ่ มันเกิดอะไรขึ้น  งงอยู่

“แล้วพระบุตรของพระเจ้าตายได้อย่างไร?  ปกติต้องไม่ตายสิ พระเจ้าต้องอยู่นิรันดร์ ไม่ตาย แล้วนี่ตายได้อย่างไร?”

กำลังสับสน แต่ยกที่ 2 ของการแข่งขัน ก็ยังเป็นการแข่งขันอยู่ เพราะว่ามันยังไม่ได้ชนะ  กรรมการยังไม่ได้จับให้มือพระเยซูยกขึ้น เป็นผู้ชนะ เห็นไหม?  เพราะฉะนั้น พอกำลังงงอยู่ ก็ลุกขึ้น พระเยซูก็เดินเข้าไปอย่างสบายๆ  นอนมาแล้วสบายๆ เลย  พระเยซูก็ซัดหมัดที่ 2 ปลายยกที่ 2 ซัดเต็มที่เลย โครม  ลอย ล้มลงไป  กรรมการนับ หมัดที่ 2 ในยกที่ 2 ผมตั้งชื่อให้ว่า “หมัดมัจจุราชสิ้นฤทธิ์” ซาตาน เจ้าแห่งความบาปและความตาย  ถูกตัวแทนของมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ ซัดหมัดที่ 2 ไป ลอย ล้มลงไปกองอยู่บนเวที  กรรมการวิ่งมานับ ปกติต้องนับ 10 นับไปถึง 8 กระดิ่งช่วยอีก หมดยก

พอยกที่ 3 มารซาตานคราวนี้งงใหญ่เลย หัวปั่นไปหมดแล้ว  เริ่มต้นที่ยกที่ 3 ปุ๊บ พระเยซูเดินไปเฉยๆ ง่ายๆ แล้วก็ปล่อยหมัดเด็ดที่สุด สุดท้าย  เหยียบหัวมารแหลก เหมือนดั่งที่พระเจ้าได้เตรียมแผนการไว้ตั้งแต่สมัยปฐมกาล  ด้วยวิธีการให้พระเยซูใช้หมัดพิเศษ หมัดนี้ ยกที่ 3 เรียกว่า “เป็นขึ้นจากตาย” ผมให้ชื่อหมัดนี้ว่า “หมัดผู้พิชิตนิรันดร์”  อันนี้กรรมการยังไม่ทันนับ หลับไปเลย จบไปเลย ผู้พิชิตนิรันดร์  พูดง่ายๆ ว่าหมัดนี้เรียกว่าหมัดตอกฝาโลง เพราะไม่ต้องนับแล้ว  เพราะสลบไปเลย ไม่ลุก ลุกไม่ขึ้น แล้วกระดิ่ง ก็ช่วยไม่ได้ เพราะต้นยกเอง  จำไว้เลยนะ

ยกที่ 1 สิ้นพระชนม์ หมัดไพรีพิฆาต

ยกที่ 2 ยืนยันในอุโมงค์ หมัดมัจจุราชสิ้นฤทธิ์

ยกที่ 3 เป็นขึ้นจากตาย หมัดผู้พิชิตนิรันดร์

ตื่นเต้นยังไม่หายเลยนะ ตื่นเต้นขนาดไหน?  เพราะฉะนั้น มหากาพย์แห่ง สงครามฝ่ายวิญญาณ ซาตาน เจ้าแห่งความบาปและความตาย  VS คือสู้กับพระเยซูคริสต์ ตัวแทนของมนุษยชาติ ผลออกมาเรียบร้อยแล้วว่ามนุษยชาติได้รับชัยชนะแล้ว  กองเชียร์ของมนุษย์เฮกัน กระโดดขึ้นมาแบบโลดเต้นไปเลย  กองเชียร์มารหน้าเศร้า แตกฮือไปหมดเลย มนุษย์เฮกันใหญ่ ไชโย โห่ฮิ้ว มา 2,000 ปีแล้วมันเป็นอย่างนี้  ในหนังสือ 1 โครินธ์ 15:55-57 ได้บันทึกเลยว่าเหตุการณ์นี้ ความเฮนี้ เขียนไว้ว่าอย่างไร? ลองอ่านดู ท่านคิดดูว่าถ้าท่านเป็นมนุษย์ แล้วรู้ความจริงเหล่านี้ ท่านจะเฮไหมตั้งแต่ตรงนั้นมา  แล้วมันเฮมาตลอด เพราะเป็นการพิชิตนิรันดร์ คือชัยชนะนิรันดร์นั่นเอง

1 โครินธ์ 15:55-57 “55 “ความตายเอ๋ย ไหนล่ะชัยชนะของเจ้า? ความตายเอ๋ย ไหนล่ะเหล็กไนของเจ้า?” 56 เหล็กในของความตาย คือบาป และอานุภาพของบาป คือบทบัญญัติ 57 แต่ขอบพระคุณพระเจ้า! พระองค์ประทานชัยชนะแก่เรา โดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา”

 

ภาษาเดิมตรงนี้ คำแรกเลย ใช้คำว่า “มัจจุราช” แปลตรงๆ เลยนะ แปลว่าความตาย  แต่เวอร์ชั่นที่ใช้คำว่า “มัจจุราช” ผมชอบ มันตรงกับเรื่องราวที่ตะกี้ผมเล่าให้ฟัง

“มัจจุราชเอ๋ยชัยชนะเจ้าอยู่ที่ไหน?” ไหนล่ะ มัจจุราช แกเคยเป็นเจ้านาย เป็นใหญ่เหนือมนุษยชาติใช่ไหม? บัดนี้ แกแพ้แล้ว  เพราะฉะนั้น ขอบคุณพระเจ้า  พระองค์ประทานชัยชนะให้แก่เราทั้งหลาย โดยผ่านทางตัวแทนของเรา  คือองค์พระเยซูคริสต์ของเรา  เฮๆ ตลอด 2,000 ปีแล้ว เราจะเฮตลอดไปถึงนิรันดร์ เพราะฉะนั้น บอกเลย ความตายเอ๋ย มัจจุราชเอ๋ย  เจ้าแห่งความบาปและความตาย แกอยู่ที่ไหน?  แกไม่มีฤทธิ์อำนาจเหนือฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันคือมนุษย์ผู้มีชัยชนะเหนือแก เจ้ากรรมนายเวรเอ๋ยอยู่ที่ไหน?  ไม่ต้องมาจ่ายอะไรให้แก ไม่เป็นทาสแกอีกต่อไปแล้ว แกพ่ายแพ้ไปเรียบร้อยแล้ว  แกอย่ามาหลอก

จากการที่พระเยซูเอาชนะความบาป และความตาย  ชนะมาร อำนาจของมัน จนหมดสิ้น  ผลก็คือบรรดามวลมนุษยชาติทั้งปวง ย้ำอีกที ผลของมัน คือมวลมนุษยชาติทั้งปวง ได้รับชัยชนะไปด้วย เพราะพระองค์เป็นตัวแทนเราไง เหมือนสมัยก่อน  ตอนที่สร้างโลกใหม่ๆ  ตัวแทนเรา ก็คือบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมและเอวา ได้พ่ายแพ้ไป  เราทั้งหลาย ก็แพ้ไปด้วย  ไม่ได้ทำอะไรเลย ยังพ่ายแพ้เลย  ยังไม่ทันเกิดมา ก็พ่ายแพ้แล้ว  เป็นมนุษย์ก็พ่ายแพ้แล้ว เพราะมนุษยชาติพ่ายแพ้เขา  พ่ายแพ้มารซาตาน  แต่บัดนี้ 2,000 ปี ที่ผ่านมา พระเยซูได้ชนะมาร ชนะความบาปและความตายแล้ว เอาชัยชนะนั้นมาให้กับมนุษยชาติทั้งปวง  ยังไม่ทันเกิด ก็ชนะแล้ว เหมือนกัน  ทั้งหมดนี้บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ทั้งสิ้น

พระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้พิชิตความตาย  ผู้พิชิตมาร เจ้าแห่งความตายและความบาป  โดยพระองค์ยอมเสียสละ  ยอมแบกรับเอาความทุกข์ทรมาน มาไว้ที่พระองค์บนไม้กางเขน  ยอมเลือดอาบ ถูกอัดตั้งแต่ยกแรกเต็มๆ จนเกือบพ่ายแพ้  จนสุดเลย ถึงจะได้ชัยชนะมา แต่บรรดามนุษยชาติทั้งปวง  ได้รับชัยชนะนี้ด้วย  โดยไม่ต้องทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว  ซึ่งในพระคัมภีร์เรียกว่าพระคุณ  พระคัมภีร์จึงบันทึกไว้ว่ามนุษยชาติทั้งปวงที่ได้รับพระคุณนี้  จึงถูกเรียกว่าเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต ท่านเป็นคนใช่ไหม? ท่านเป็นมนุษยชาติใช่ไหม? ท่านเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต เพราะพระเยซูคริสต์เป็นผู้พิชิตความตาย  พิชิตมาร ท่านเป็นยิ่งกว่า ใหญ่กว่าผู้พิชิต ก็คือใหญ่กว่าพระเยซูอีก  เพราะว่าท่านไม่ต้องทำอะไรเลย  พระเยซูทนทุกข์ทรมาน ทำซะเหนื่อยสาหัสสากัน และเอาชัยชนะนั้นมาให้กับท่าน ผู้ไม่ต้องทำอะไรเลย บอกได้ เอาไปเลย เหมือนกับชนะ เอามงกุฎแห่งชัยชนะมาจากเวที เลือดอาบ  ขับรถกลับบ้าน เอาไปให้เราทั้งหลายที่อยู่ที่บ้าน เชียร์อย่างเดียว นี่แหละ เราทั้งหลายจึงเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงเรียกวันอีสเตอร์ว่าเป็นวันประกาศชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ และที่สำคัญที่สุดแห่งประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ในโลกวิญญาณ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายมหาศาล ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม  อย่างที่ผมบอก ไม่ว่ามนุษย์ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม  ความจริง คือโลกวิญญาณ มันมีอยู่จริงๆ  และมนุษย์เป็นวิญญาณ สิ่งที่ตาเรามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน มือสัมผัสไม่ได้ คือโลกฝ่ายวิญญาณมีอยู่จริงๆ  และทุกคนก็พยายามแสวงหาความจริง ในโลกวิญญาณ และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้เป็นเจ้าแห่งโลกวิญญาณ ได้อธิบายความจริงให้กับเราฟัง และนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ที่ผมเล่าให้ฟัง ศึกสงครามที่พระเยซูชนะมาร  พิชิตมารแล้วนั้น  มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสต์ของมนุษยชาติบนโลกใบนี้  และในโลกวิญญาณด้วย  เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มนุษยชาติได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่

มนุษยชาติทั้งปวง เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ และเป็นขึ้นจากความตายแล้ว  มนุษย์ทั้งปวงได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่  ยุคพันธสัญญาใหม่  ยุคพระคุณ ยุคนิรโทษกรรม เป็นอิสระจากการเป็นทาสของความบาปและความตาย  เป็นยุคที่มนุษยชาติสามารถอพยพกลับบ้านของเขา คือสวรรค์ สู่อ้อมกอดของพ่อของเขา  พ่อแห่งฟ้าสวรรค์ เจ้าของสวรรค์ เป็นยุคแห่งการพักผ่อน หายเหนื่อยและเป็นสุขของมนุษยชาติทั้งปวง ไม่ต้องจ่ายหนี้ ไม่ต้องเป็นหนี้บาปเวรกรรมใคร คอยผ่อนให้อีกต่อไปแล้ว เพราะเขาเป็นอิสระเรียบร้อยแล้ว เอาความจริงนี้เข้าไปใช้ในชีวิต นั่นแหละ เป็นยุคใหม่

อย่างที่ผมบอก สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นจริงๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ  ซึ่งมนุษย์เกี่ยวข้องมากเลย เพราะเราเป็นวิญญาณ เพราะฉะนั้นอยากบอกว่าให้มาใช้สิทธิของท่าน ในชัยชนะนี้ เพราะท่านมีส่วนในชัยชนะนี้  ทิ้งไป ก็ไม่มีใครเอาของท่านไปใช้ได้ เพราะมนุษย์ทุกคนมีส่วนในชัยชนะนี้ทั้งหมด  รับชัยชนะนี้เข้าไปอยู่ในชีวิตของท่าน  หายเหนื่อยและเป็นสุขเถิด  เข้ามาสู่ยุคใหม่ ยุคของพระคุณ ได้รับการไถ่บาป  เข้ามาสู่พระคุณของพระเจ้า  ให้พระเจ้านำพาชีวิตของท่าน และให้พระเจ้าสอนท่าน บอกท่านถึงเรื่องความจริงในโลกวิญญาณอย่างนี้ต่อไป

ท่านอาจจะเพียงเริ่มต้นรู้แค่นี้ วันนี้เอง  ตัดสินใจ ยอมรับว่ามันเป็นจริงตามนี้แหละ แล้วก็สืบสาว หาเรื่องราว เรื่องนี้ต่อไป โดยการคุยกับพระเจ้าเองเลยว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร?  เกี่ยวกับลูกอย่างไร? เกี่ยวกับฉันอย่างไร?  ช่วยนำฉัน สอนฉันที  ให้รู้จักเรื่องจริงเรื่องนี้ มากยิ่งขึ้น  แค่นั้นเอง ขอบคุณพระเจ้า

เราจะเข้าหัวข้อเรื่องในวันนี้ คือ “พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันเป็นขึ้นด้วย ฉลองการเป็นขึ้นจากความตาย” ตอน 1 วันนี้ผมจะเน้นให้ท่าน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเป็นขึ้นจากความตาย เราได้ฟังเรื่องราวที่ผมเล่าถ้อยคำ เป็นสตอร์รี่ เป็นการเล่าเรื่องแล้ว ให้เห็นภาพว่าหมัดเด็ดสำคัญสุดท้าย  ก็คือหมัดผู้พิชิตนิรันดร์ การเป็นขึ้นจากตายของพระเยซู เป็นหมัดเด็ด ที่ทำให้หัวมารเละ แหลกเลย เพราะฉะนั้นการเป็นขึ้นจากตาย จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องของข่าวดีของพระเยซูคริสต์เลยทีเดียว สำคัญถึงขนาดไหน? ถึงขนาดมารมันรู้เรื่องนี้ มารจึงพยายามปกปิดเรื่องนี้  เล่นขี้โกง พูดง่ายๆ  มันพ่ายแพ้และหัวแหลก แล้วมันบอกยังไม่แหลก มันขี้โกง เผื่อว่าคนอาจจะไม่ได้ติดตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือข่าวที่หน้าทีวี  เรื่องเกี่ยวกับศึกมหากาฬครั้งนี้  อาจจะไม่รู้เรื่อง เลยส่งข่าวไปบอกยังไม่ได้แพ้หรอก  กรรมการยังไม่ได้นับเลย  มันพูดแค่ยก 2 เท่านั้นเอง  ที่มันมึนๆ ในยก 2 มันคงกระซิบให้ พรรคพวกที่เชียร์อยู่ว่าสงสัยฉันแพ้แน่ ยก 2 ที่มึนๆ  มันคงบอกพรรคพวกอย่างนี้ …

“พวกแกพยายามไปหลอกลวงชาวบ้านเขานะว่าฉันยังไม่แพ้”

พอยกที่ 3 มันถูกน็อค โดยพระเยซูเป็นขึ้นจากความปุ๊บ  มารที่มันหลอกลวงมนุษย์ว่าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้นจากตายหรอก ยก 3 ไม่มีหมัดพิชิตนิรันดร์  เริ่มต้นหลอก ผ่านทางมนุษย์  ที่มันสามารถใช้ได้ อย่างเช่นพวกเหล่าหัวหน้าปุโรหิตที่จับพระเยซูไปตรึง ก็เริ่มจ้าง เรียกทหารที่คุมอยู่ที่อุโมงค์ เห็นพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย จ้าง ถ้าใครถาม ให้บอกว่าสาวกมาขโมยศพไป  ปิลาตก็ยอมด้วย ปิลาตคือผู้สำเร็จราชการโรมัน ก็เอากับเขาด้วย พยายามที่จะบิดเบือนว่าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้นมาหรอก แต่สาวกมาขโมยร่างของพระเยซูไป  สิ่งเหล่านี้พูดแค่ผ่านมาให้เห็นว่ามารก็เริ่มต้นทำงาน

หลังจากการชก ศึกมหากาฬ ในโลกวิญญาณครั้งนี้แล้ว ซึ่งพระเยซูเป็นผู้มีชัยชนะเด็ดขาด มารหัวแหลก เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  ไม่กี่เดือนต่อมา  ข่าวสะพัดเยอะแยะไปหมดว่าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้นมาหรอก  พระเยซูตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาปจริง บางรายที่ถูกหลอก แต่พระองค์ไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ก็เริ่มมีหลักข้อเชื่อแบบนี้  แทรกเข้ามาอยู่ในคนที่ติดตามข่าวนี้ หรือเชื่อพระเยซู แบบไม่สะเด็ดน้ำ  คนที่ไม่เชื่อ ไม่ต้องพูดถึง ไม่เชื่ออยู่แล้ว คนที่เชื่อก็มีการสู้รบจริง  มีการแข่งขันจริง  พระเยซูยังไม่ชนะเด็ดขาด ยังไม่ได้เป็นขึ้นจากความตายจริงๆ

เปาโลซึ่งเป็นอัครสาวกในขณะนั้น เป็นผู้พิทักษ์ข่าวดีของพระเจ้าทราบอย่างนี้ รู้อย่างนี้ ไม่ได้เลยนะครับ ต้องจัดการกับเรื่องนี้ เด็ดขาดมาก  ก็เริ่มเขียนหลักข้อเชื่อ ที่สำคัญที่สุด ถูกต้องที่สุดของการเชื่อในพระเยซูคริสต์ ในชัยชนะของพระองค์ว่าคืออะไร?  หลักข้อเชื่อนี้ พูดถึงความจริงใน 3 ยกที่ผมได้เล่าให้ท่านฟังเป็นสตอร์รี่ไปเมื่อตอนต้นรายการว่าพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  อันนี้เป็นหมัดเด็ดจริงๆ  และจำเป็นต้องมีตรงนี้ พระเยซูได้รับชัยชนะจริงๆ และชัยชนะนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเราทุกคนด้วย ใน 1 โครินธ์ 15:1-8

1 โครินธ์ 15:1-8 “1 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากเตือนท่านให้ระลึกถึงข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่าน ซึ่งท่านได้รับไว้และตั้งมั่นอยู่บนฐานนี้ 2 ถ้าท่านยึดมั่นในถ้อยคำที่ข้าพเจ้าประกาศแก่ท่าน ท่านก็จะรอด โดยข่าวประเสริฐนี้ มิฉะนั้นท่านก็เชื่อโดยเปล่าประโยชน์ 3 เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับมานั้น เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดให้ท่าน คือพระคริสต์ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ 4 ทรงถูกฝังไว้และในวันที่สามพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย ตามที่พระคัมภีร์ระบุไว้ 5 และทรงปรากฏแก่เปโตร  จากนั้นปรากฏแก่อัครทูตทั้งสิบสองคน 6 ต่อมาพระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ แม้บางคนได้ล่วงลับไปแล้ว 7 จากนั้น พระองค์ทรงปรากฏแก่ยากอบและแก่อัครทูตทั้งปวง 8 และในท้ายที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้าด้วย ผู้เป็นเหมือนทารกที่คลอดผิดปกติ”

 

สิ่งที่สำคัญที่สุด คืออะไร?  … “ข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดให้แก่ท่าน คือพระคริสต์ทรงวายพระชนม์ ตายที่ไม้กางเขน ใช่ไหมครับ เพราะไถ่บาปให้กับท่าน  ชำระท่านให้พ้นจากบาป  ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์”

อันดับที่ 2 ยก 2 … “ทรงถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และในวันที่ 3 พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย ซึ่งบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์”

แล้วเปาโลก็เน้นถึงข้อสุดท้าย พระองค์เป็นขึ้นจากความตายจริงๆ โดยที่ยกตัวอย่างพยานว่ามีผู้ติดตาม ผู้เชื่อในพระองค์ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ณ ขณะที่บันทึกตรงนี้  บางคนล่วงหลับไปแล้ว ก็มี  แต่บางคนยังมีชีวิตอยู่  เขาเหล่านี้ เห็น พบ สัมผัสพระองค์ตอนที่พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย  พระองค์ทรงปรากฏกับเหล่าสาวกมากกว่า 500 คน

การปรากฏครั้งหนึ่งมีคน 500 กว่าคนมาดู ผมนั่งคิดดู สมัยก่อน ผู้คนไม่ได้เยอะเท่ากับปัจจุบัน  ถ้า ณ ปัจจุบัน ก็คือพระองค์ปรากฏครั้งเดียว  500,000 คนได้ไหมเนี้ย  จาก 5,000 คนนั้น จาก 500 คน 5,000 คน  เป็น 50,000 คน 500,000 คนได้ไหม? เพราะปัจจุบัน คนเยอะมาก เทคโนโลยีอะไรต่างๆ เหล่านี้ ยิ่งถ้าเผื่ออินเตอร์เนต ผมว่าพระองค์ปรากฏแก่คน 50 ล้านคน ไม่ยากเลย แล้วยังยืนยันบอกว่านอกจากปรากฏกับผู้คนเหล่านี้  ไปถามเขาได้เลย บางคนเขายังมีชีวิตอยู่เลยในขณะนี้ ไปกินกาแฟกับเขา ไปกินชากับเขา แล้วไปคุยกับเขาเลยว่าเขาเห็นพระเยซูตายที่ไม้กางเขนกับตา  ใส่อุโมงค์ไปกับตา  แล้วเขาก็เห็นพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  มานั่งคุยกับเขา ไปสัมภาษณ์เขาได้

เปาโลกำลังจะพูดถึงอย่างนี้ และนอกเหนือจากนั้น เปาโลยังบอกว่าแล้วยังปรากฏกับอัครสาวกคนอื่นๆ เปโตร ยอห์น ยากอบ และรวมถึงอาจารย์เปาโลเองด้วย จากการพบกับพระเยซูระหว่างที่เดินทางไปดามัสกัส จะไปจับชาวคริสเตียนมาใส่คุก ข่มเหงเขา เปาโลกำลังทำอะไร? กำลังยืนยันในหมัดเด็ดของพระเยซู หมัดผู้พิชิตนิรันดร์ คือการเป็นขึ้นจากความตาย  ซึ่งสำคัญมาก

และต่อๆ ไปในบทที่ 15 นี้  ซึ่งวันนี้ไม่ได้เอามาให้อ่าน  ท่านไปอ่าน ศึกษาต่อไป  เปาโลเน้นเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายอย่างมาก ว่าการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ ส่งผลอะไรในชีวิตของเราทั้งหลาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ เป็นการส่วนตัวเลย  หนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือการเป็นขึ้นจากความตาย ทำให้เราทั้งหลายได้เกิดใหม่ในวิญญาณ  ได้ชีวิตที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายนั้น เข้ามาอยู่ในชีวิตเรา  เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาป ก็คือวิญญาณที่เป็นบาปอยู่นั้น จบสิ้นไป  และได้เป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนพระเยซู ก็คือได้วิญญาณใหม่ โดยพระเจ้า วิญญาณนิรันดร์ เข้ามาแทนที่ มันหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ

อาจารย์เปาโลได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ในโรม 5:8-10  เกี่ยวกับการเป็นขึ้นจากความตาย  ดูสิว่ามันทำอะไรให้กับเรา ในชีวิตนี้บ้างว่าการเป็นขึ้นจากความตาย  ถ้ามันเป็นจริงตามนี้  แล้วได้รับผลอะไรเกี่ยวกับชีวิตของเราแต่ละคนบ้าง?

โรม 5:8-10 “8 แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา 9 ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว โดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า โดยพระองค์อย่างแน่นอน! 10 เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้า โดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์ ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอด โดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน!”

 

โรม 5:8-10 ที่เราได้อ่าน ผมจะให้ท่านเน้นตรงนี้  …

เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว โดยพระโลหิตของพระองค์ ก็คือการตายของพระองค์ที่ไม้กางเขน  ทำให้เราเป็นผู้ชอบธรรม พ้นจากการเป็นนักโทษ  พ้นจากการถูกกล่าวโทษ  พ้นจากการที่จะต้องติดคุก พูดง่ายๆ  ต้องอาญา  แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ข้อสุดท้าย ก็คือเราก็จะได้รับความรอด  โดยพระชนม์ชีพของพระองค์

นอกจากการตายที่ไม้กางเขนแล้ว เราได้รับการชำระให้หมดบาป  หมดเวรหมดกรรม ไม่ต้องติดคุกแล้ว  ไม่ต้องใช้หนี้เขาแล้ว  เป็นผู้ชอบธรรม ก็คือบริสุทธิ์สะอาด เรียบร้อยแล้ว  เราก็จะได้รับความรอด  ตรงนี้หมายถึงว่าในวิญญาณ เราก็จะได้รับความรอด จากการเป็นทาสของความตาย   พูดง่ายๆ ไม่ใช่ทำบาป  วิญญาณที่ตายอยู่  วิญญาณที่เป็นบาป ก่อนที่พระเยซูจะมีชัยชนะ วิญญาณนั้น  ก็จะได้รับความรอดจากการเป็นทาส  รอดจากการเป็นคนบาป  เป็นวิญญาณบาป โดยพระชนม์ชีพของพระองค์ ก็คือโดยการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู พูดง่ายๆ ว่าการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู ทำให้เราทั้งหลาย เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระองค์ด้วย  แต่ก่อนนี้วิญญาณเราตายอยู่ มีสภาพวิญญาณเป็นบาปอยู่ มีชีวิตนิรันดร์ ก็คือกลับคืนมาเป็นวิญญาณที่ไม่ตายอีกต่อไป  เป็นวิญญาณนิรันดร์  มีสภาพเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นวิญญาณแห่งชีวิตนิรันดร์ เหมือนพระเจ้า  ตรงนี้หมายถึงอย่างนั้น  ในเอเฟซัส 2:5-6 ก็บันทึกไว้ลักษณะเดียวกัน  อันนี้ยิ่งชัดใหญ่เลย

เอเฟซัส 2:5-6 “5 จึงทรงให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้เมื่อเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอดโดยพระคุณ 6 และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์”

 

อันนี้อาจจะเข้าใจยากนิดหนึ่ง   ผมจะขยายความให้ท่านจากภาษาเดิม  จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา  (ของผมและของท่าน ก็คือของมนุษยชาติทั้งปวง) กลับมีชีวิต อยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณของเราได้ตายไปแล้วในบาป การเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู ทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ แม้ในขณะก่อนหน้านี้ วิญญาณของเราได้ตายอยู่ ไม่ใช่กับบาป แต่ตายอยู่ในบาป  ก็คือเป็นบาปนั่นเอง  วิญญาณท่านเป็นบาป  คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด รอดจากการลงโทษ  จากคำสาปแช่งต่างๆ ด้วยพระคุณ คือเราไม่ต้องทำ และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา ที่มันตายอยู่ ในบาปนั้น  พระเจ้าได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นจากตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่กับเฉยๆ ต้องพร้อมกับ ด้วยกันกับ คือพร้อมกันเลย  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระเยซู เพราะเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว

ถึงบอกต้องช้านิดหนึ่ง  ต้องค่อยๆ ถึงจะเห็นภาพชัดเจนว่าอะไรเกิดขึ้น? เมื่อพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากตาย

เพราะฉะนั้น การเป็นขึ้นจากความตาย จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก  สำหรับข่าวดีที่มาถึงมวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้  การตายของพระองค์บนไม้กางเขน เป็นพระคุณ เราซาบซึ้ง เราก็รู้ว่ามีสิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้น ที่พระเจ้าต้องการให้เราไม่ลืม ก็คือการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูว่ามันเป็นจริงๆ  และมีผลต่อชีวิตของเรา อย่างมากมายมหาศาล อย่างนี้แหละ ในโรม 6:3-5 ยิ่งชัดใหญ่

โรม 6:3-5 “3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมาเข้าในความตายของพระองค์? 4 ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการบัพติศมาเข้าในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย โดยพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ถ้าเราได้มีส่วนร่วมกับพระองค์ในการตายเหมือนพระองค์ แน่นอนเราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากตายเหมือนพระองค์”

 

“ท่านไม่รู้หรือว่า?”

แสดงว่ามันเป็นไปแล้ว มันเป็นจริง ท่านไม่รู้หรือว่ามันเกิดขึ้นอย่างนี้  ท่านไม่รู้หรือว่าชีวิตท่านเป็นอย่างนี้  ตอนนี้ เมื่อท่านใช้สิทธิของท่าน  ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำที่ไม้กางเขนให้กับท่าน คือได้ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิต และอยู่ในอุโมงค์ และวันที่ 3 พระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ มีผลต่อมวลชีวิตของมนุษยชาติทั้งปวงทุกคน  เมื่อท่านเชื่อในเรื่องนี้ ท่านใช้สิทธิของท่าน พอท่านใช้สิทธิของท่านเรียบร้อยแล้ว โรมข้อนี้เป็นของท่าน  พระเจ้ากำลังถามท่าน พอท่านใช้สิทธิของท่าน จะบอกท่านว่าท่านรู้ไหม?  ท่านไม่รู้หรือ? มนุษย์ทั้งหลาย  ก็คือท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวง ก็คือคนเชื่อทั้งปวง เกิดขึ้นกับมนุษย์ทั้งปวง แต่ถ้าไม่เชื่อ มันก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้น ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์

คำว่า “บัพติศมาในพระคริสต์” คืออะไร? “บัพติศมา” แปลว่าจุ่มลง มุดลง  เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน

ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่รับบัพติศมา หมายถึงท่านทั้งหลาย “เรา” ตรงนี้หมายถึงมนุษยชาติ ที่ได้ยินได้ฟังข่าวดีนี้ เรื่องที่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แล้วเชื่อ พอเขารับเชื่อ ใช้สิทธิของเขา  เขากำลังถูกจุ่มลง ถูกบัพติศมา ยอมรับปุ๊บ ก็ถูกจุ่มลงไป ถูกมุดเข้าไป ถูกใส่เข้าไปในพระเยซูคริสต์

เมื่อท่านได้ยินได้ฟังข่าวดีนี้  เรื่องศึกสงคราม มหากาฬในโลกฝ่ายวิญญาณ ว่าพระเยซูทำอะไร เป็นตัวแทนมนุษย์ และได้รับชัยชนะไปเรียบร้อยแล้ว  โดยหมัดเด็ดของพระองค์ 3 หมัดเต็มๆ การตาย  การอยู่ในอุโมงค์ และการเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 ทั้งหมดนี้ เมื่อท่านได้ยินได้ฟัง แล้วท่านเชื่อว่ามันจริง  มันเกี่ยวข้องกับชีวิตท่าน  เพราะท่านเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน  ท่านจะใช้สิทธิของท่านในฐานะมนุษย์ว่า …

“ฉันจะเอาชัยชนะนี้ด้วย ฉันจะขอเป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูด้วย  เพราะพระเยซูเป็นตัวแทนของมนุษยชาติ เท่ากับเป็นตัวแทนฉัน”

เมื่อท่านประกาศอย่างนี้ เชื่ออย่างนี้ปุ๊บ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “ท่านรับเชื่อในข่าวดีนี้” ทันทีที่ท่านเชื่ออย่างนี้ ด้วยปากและด้วยใจ ท่านไม่ต้องไปทำพิธีที่ไหนเลย  ด้วยปากของท่านพูดว่า ..

“ฉันเชื่อข่าวดีนี้ ข่าวดีนี้เป็นอย่างนี้  พระเยซูตายที่ไม้กางเขน  เพื่อฉัน พระเยซูอยู่ในอุโมงค์ ยืนยันการตายจริงๆ ของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 ฉันเชื่อในเรื่องนี้ ขอพระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับฉัน ฉันเชื่อแล้วว่าพระองค์เป็นตัวแทนของฉัน”

ทันใดนั้นเอง เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา คือพระเจ้าได้ผ่าตัดวิญญาณของท่าน เอาวิญญาณของท่านบัพติศมาเข้าไปในพระคริสต์ คือเอาท่านจุ่มลงไปในพระคริสต์ มุดลงไปในพระคริสต์

ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวง  ที่ได้รับเชื่อในข่าวดีนี้  ได้รับบัพติศมามุดเข้าไปในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมาเข้าในความตายของพระองค์ด้วย  ก็คือเข้าไปมุดอยู่ในการตายของพระองค์ ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการบัพติศมา โดยการจุ่มเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ พูดง่ายๆ ว่าพระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน  เราก็ตายด้วย  เพราะเราอยู่ในพระคริสต์ พระคริสต์ตายที่ไม้กางเขน เราก็ตายอยู่ที่ไม้กางเขนด้วยเช่นเดียวกัน  พระคริสต์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็อยู่ในอุโมงค์ด้วย  ในนี้บอกว่าเพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ เช่นเดียวกันกับพระองค์ ที่ทรงให้พระคริสต์ เป็นขึ้นจากตาย โดยพระเกียรติสิริของพระบิดา ก็คือเราทั้งหลายก็สามารถที่จะเป็นขึ้นจากความตายด้วย เพราะเราอยู่ในพระคริสต์ ถ้าเราได้มีส่วนร่วมกับพระองค์ในการตาย ก็คือเราจุ่มลงไปแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว  เมื่อพระองค์ตาย เราก็ตายด้วย เหมือนพระองค์ แน่นอน เราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน

ง่ายๆ นิดเดียว ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านดู สมมติว่าไอโฟน  คือวิญญาณของเราทั้งหลาย  พระคัมภีร์นี้เป็นพระคริสต์ พระเยซูที่ตายที่ไม้กางเขน  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และวันที่ 3 เป็นขึ้นจากความตาย  บัพติศมาหมายถึงอะไร? พอท่านเชื่อในเรื่องนี้  ในข่าวดีนี้  ทันทีทันใดนั้น ด้วยความเชื่อของท่าน พระเจ้าก็ให้ท่านเข้าไปบัพติศมา คือเข้าไปอยู่อย่างนี้ ตอนนี้ไอโฟนผมเข้าไปอยู่ในพระคัมภีร์แล้ว ตอนนี้ ไอโฟนผม คือวิญญาณของผมเข้าไปอยู่ในพระคัมภีร์ คือพระคริสต์ มันแปลว่าอย่างนี้  โรม 6:3-5 ที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ เป็นแบบนี้

บัพติศมา แปลว่ามุด เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ตอนนี้ไอโฟนเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคัมภีร์เล่มนี้แล้ว  พระคัมภีร์คือพระคริสต์ ไอโฟนคือวิญญาณของมนุษย์ที่เชื่อในข่าวดีนี้  พอเริ่มเชื่อปุ๊บ เป็นอย่างนี้ พอมันเป็นอย่างนี้ แล้วเกิดอะไร? พระคัมภีร์บอกว่าพระคริสต์ได้ตายที่ไม้กางเขน  เห็นไหมครับตอนนี้ตายที่ไม้กางเขนแล้วนะ  เราที่อยู่ในพระคริสต์ ก็ตายด้วย  ไม่ต้องทำอะไรเลย พระเยซูตาย เราก็ตายด้วย  พระคัมภีร์อยู่ตรงนี้ ไอโฟนก็อยู่ตรงนี้ด้วย  เสร็จแล้วต่อมาพระเยซูคริสต์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราทั้งหลายที่อยู่ในพระคริสต์ก็ถูกฝังในอุโมงค์ด้วยเช่นเดียวกัน  ไอโฟนอยู่ในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์อยู่ในอุโมงค์ พระคัมภีร์ลงมาข้างล่าง ไอโฟนก็อยู่ในนั้นด้วย วันที่ 3 พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  พระเจ้ายกพระเยซูขึ้นสูงสุด ให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน นั่งอยู่กับพระเจ้านะ  ถามว่าไอโฟนตอนนี้อยู่ไหน?  ไอโฟนอยู่ที่สูงสุด  อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ถูกยกขึ้นสูงสุด  ไอโฟนที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ถูกยกขึ้นมาสูงสุด  ไอโฟนไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว วิญญาณของเราถูกยกขึ้นมาสูงสุด โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะวิญญาณของเราอยู่ใน หรือบัพติศมา มุดเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ เมื่อพระเจ้าให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย  และยกพระองค์ขึ้นสูงสุด  เราทั้งหลายอยู่ในพระคริสต์ ก็ถูกยกขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถาน  คำว่าเบื้องขวาของพระเจ้า ก็คือสำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้รับฤทธิ์อำนาจทั้งหมด สิทธิทั้งหมด ในสวรรค์ก็ดี ในโลกก็ดี อยู่ในมือของพระเยซูคริสต์ ก็คืออยู่ในมือของเราด้วย เพราะเราอยู่ในพระคริสต์ เมื่อพระคริสต์ชนะ เราก็ชนะด้วย  เอเมน  เมื่อพระคริสต์ครอบครอง เราก็ครอบครองด้วยเช่นเดียวกัน เอเมน เมื่อพระคริสต์ถูกยกขึ้นนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า สำเร็จราชการ  ในมหาจักรวาล เราก็ได้รับสิทธิอำนาจนั้น ด้วยเช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องทำอะไรเลย  เรียกว่าเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิตนั่นเอง

สุดท้าย เมื่อมันสำคัญ พระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเจ้าจึงอยากให้มนุษย์ทั้งหลาย  อย่าลืมๆ  อย่าลืมสิ่งนี้เด็ดขาดว่ามันเกิดอะไรกับเราบ้าง  อย่างที่บอกเริ่มต้นที่เมื่อตะกี้ที่เราอ่าน โรม 6:3-5 บอก …

“ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวง ที่เชื่อในเรื่องนี้แล้ว ได้ถูกจุ่มลงไป มุดลงไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์”

จึงใช้คำว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า” คืออยากให้ท่านรู้จริงๆ

พระเจ้าจึงเตือนเราอย่างนี้ ว่าเมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว  ให้เราทำอย่างไร? โคโลสี 3:1-4

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลาย  ที่เชื่อและใช้สิทธิของท่าน ในข่าวดีนี้  เป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ถูกยกขึ้นสูงสุดอย่างนี้แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ก็คือโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เรานั่งอยู่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถานอย่างนี้ นึกถึงภาพดีๆ ว่าเราอยู่ในพระคริสต์ แล้วพระคริสต์อยู่สูงสุด  เราอยู่ตรงนั้นแล้ว ที่วิญญาณของเรา จดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน  คือจดจ่อ หมายถึง Set mind ก็คือตั้งความคิด จดจ่อทั้งวันและทั้งคืน ให้เห็นภาพนี้ตลอดเวลา ในโลกวิญญาณ ซึ่งมองไม่เห็น บอกตัวเองว่าจงมองให้เห็นเถิด ในโลกวิญญาณว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ  อย่าถูกหลอกอีก จดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถาน  จงให้ความคิดทั้งหมดของท่าน อยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องบน คือโลกวิญญาณ อย่างความจริงอย่างนี้  ไม่ใช่ลงมาดูอะไรต่างๆ เหล่านี้ ที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกใบนี้  ที่มารพยายามหลอกลวงว่ามันยังไม่แพ้นะ  ยังชนะนะ พวกแกยังต้องส่งส่วยให้ฉันนะ ต้องชำระหนี้บาป เวรกรรมอีกต่อไป  ยังไม่หมดเวรกรรมหรอก  ไม่มองในระบบโลกนี้ที่มองเห็นได้  แต่มองทะลุเข้าไปในโลกฝ่ายวิญญาณว่าเราชนะแล้ว

ข้อ 3 บอกว่าเพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ ตรงนี้ต้องเปลี่ยนนิดหนึ่ง “ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์”  แก้เป็น “ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์กับพระเจ้า” ถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์แล้วยังอยู่กับพระเจ้า พูดง่ายๆ มองไปโลกฝ่ายวิญญาณให้รู้ว่าตัวเก่าของท่านที่เป็นวิญญาณบาป เป็นทาสของมารซาตาน  เป็นวิญญาณแห่งความตายนั้น  วิญญาณสกปรกดำมืด บัดนี้มันจบไปแล้ว มันตายไปแล้ว  แล้วมันได้เกิดใหม่แล้ว ชีวิตของท่านเกิดใหม่ โดยถูกซ่อนอยู่ แอบอยู่ในพระคริสต์ เข้าไปบัพติศมา  อยู่ในพระคริสต์แล้ว และอยู่กับพระเจ้า อย่างที่ผมบอกว่าไม่ใช่พระเจ้าอย่างเดียว แล้วก็มีพี่เลี้ยง คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น จงจำไว้ จงมองให้เห็นเถิดว่าท่านจะไปไหนก็ตาม  วิญญาณท่านมีอีก 3 วิญญาณที่อยู่กับท่าน  พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู แล้วพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาคนี้ ไปไหนไปด้วยกันกับท่าน เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของท่านเลยทีเดียว  และมีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด  มันหมายถึงอย่างนั้น ให้เราจำ ให้เรามองสิ่งต่างๆ เหล่านี้  มันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณแล้วว่ามันเป็นจริง

ข้อ 4 บอกว่าเมื่อพระคริสต์ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ ก็คือเมื่อท่านอยู่ในพระคริสต์ ปรากฏ ก็คือพระเยซูคริสต์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิพากษาโลกใบนี้ เมื่อพระเยซูคริสต์กลับมา  เมื่อนั้นเราก็จะได้รับร่างกายใหม่  เหมือนพระเยซูคริสต์เลย  เราก็จะได้ปรากฏพร้อมกับพระองค์ในเกียรติสิริด้วย ก็คือเมื่อพระเยซูกลับมา เราทั้งหลายก็ปรากฏ ก็คือเราทั้งหลาย ก็ได้รับร่างกายใหม่  ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  ออกจากหลุมฝังศพอย่างนี้ เราทั้งหลาย ก็กลับคืนสู่ชีวิตใหม่ โดยร่างกายของเรา เป็นร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ วิญญาณ ความคิดจิตใจ ที่ใหม่ ก็จะสวมร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้  เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูเลย ร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน  ไม่ต้องเป็นไข้ เป็นหวัด ไม่ต้องกลัวเป็นโควิดอีกต่อไป ไม่ต้องมีความทุกข์ทรมานอีกต่อไป  ไม่ต้องมีน้ำตาอีกต่อไป เป็นร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนพระเยซู ซึ่งเป็นของเรานั้น  เราก็จะได้รับในวันนั้น  และเราก็จะอยู่อย่างนั้น  เหมือนที่พระเยซูอยู่ ณ วันนี้  ตลอดชั่วนิจนิรันดร์ ในสวรรค์ของพระเจ้า เอเมน

เพราะฉะนั้น อยากจะบอกว่านี่คือความจริง เพียงท่านใช้สิทธิของท่านเท่านั้นเอง ไม่ต้องทำอะไรเลย  เขาเรียกว่าพระคุณ เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต พระเยซูเป็นผู้พิชิต ทำให้เราเรียบร้อยไปแล้ว เราเพียงแต่ยกมือบอก …

“ฉันเอาด้วย ฉันรับด้วย ฉันต้องการ”

แค่นั้นเอง  ที่เหลือพระเจ้าพระบิดาจัดการเองทั้งหมด  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

 

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2020 เรื่อง “พระเจ้าสามารถกระทำทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ ให้เป็นประโยชน์ และเป็นผลดีกับเราทุกคน” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  5  เมษายน  2020

 เรื่อง “พระเจ้าสามารถกระทำทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ ให้เป็นประโยชน์ และเป็นผลดีกับเราทุกคน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สัปดาห์ที่แล้วเราได้เรียนรู้กันไป ตามภาษาไทยๆ ว่าเรา  มีองค์สถิตอยู่ภายในเราแล้ว  เมื่อเราเชื่อในพระเยซู คือพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง พระเจ้าองค์นี้แหละสถิตอยู่ในเราผู้เชื่อในข่าวดีของพระเยซู และพระเจ้าองค์นี้ คือพ่อของเรา ตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

ยอห์น 1:12-13 “12 คนทั้งปวงที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า 13 คือบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ แต่เกิดจากพระเจ้า”

 

พอเชื่อในนามพระเยซูก็ได้รับสิทธิให้เกิดใหม่เป็นบุตรของพระเจ้า ทางวิญญาณ ถ้อยคำพระเจ้าทางพระคัมภีร์ก็ยืนยันกับเราว่าพระเจ้าที่สถิตอยู่กับเรา  รักเรามากมาย คอยปกป้องคุ้มครองเรา และพูดกับเราด้วยความรัก และความห่วงใย ไม่บีบบังคับ คอยปลอบโยนจิตใจเราให้กำลังใจเรา และเสริมความกล้าหาญ ให้กับเราตลอดชั่วชีวิตของเรา ไปจนถึงนิรันดร์ พูดง่ายๆ ว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้  และเราจะอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ไปถึงนิรันดร์กาลเลยทีเดียว

อย่างที่เรียนรู้กันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าไม่ใช่พระเจ้าพระบิดาเท่านั้น  ที่สถิตอยู่กับเราแล้วตอนนี้ แต่เป็นพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 องค์ คือ 3 พระภาคสถิตอยู่กับเราในวิญญาณเรา ในร่างกายเรา เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของเราเลยทีเดียว พูดอย่างนี้ชัดเจนเลยนะ

เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว และในขณะนี้ ทั่วโลก ดูในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือในข่าวต่างๆ ได้เลย ทุกแห่งเงียบสนิท หมดสนุกเลย  ทั่วโลกกำลังหวั่นวิตกกับเรื่องโรคระบาดโควิด-19  หลายคนต้องตกอยู่ภายในความหวาดกลัว กลัวจะติดเชื้อ กลัวไม่มีรายได้  แล้วจะกินอย่างไร? จะอยู่อย่างไร? ฟังข่าวทุกวัน ก็กลัวว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อไปถึงไหน? สิ้นเมษาฯ นี้จะอยู่ถึงไหม?  หรืออีก 6 เดือนข้างหน้าจะสิ้นสุดหรือยัง? ถ้าโควิดไม่สิ้นสุด ชีวิตฉันอาจจะสิ้นสุดก็ได้  เพราะฉันเหนื่อยล้าและกลัวมากเหลือเกิน  อะไรต่างๆ เหล่านั้น  ซึ่งขณะที่เรากำลังกลัวอยู่นี้ มองไปทางโลกฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าผู้เป็นพ่อของเรา ก็กำลังบอกเราอยู่ตลอดเวลา ในวิญญาณของเรา บอกมนุษย์ที่เป็นลูกของพระองค์ว่า …

“อย่ากลัวเลย เราอยู่กับเจ้า เราอยู่ข้างในเจ้านี่แหละ อย่ากลัวเลย เราจะไม่ทอดทิ้งเจ้าไปไหน เราจะไม่ละเจ้าไปไหนเลยแม้แต่นิดเดียว”

นี่คือสิ่งที่พระเจ้าพูดกับเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซู ที่พระองค์มาสถิตอยู่ในร่างกายเราแล้ว พระเจ้ากำลังพูดกับเรา ไม่ว่าเราจะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็ตาม  แต่ผมเอามาเน้นให้ท่านอีกครั้งหนึ่งว่าความจริงในโลกวิญญาณ  ก็คือพระเจ้ากำลังพูดกับท่านว่า …

“อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่ในเจ้า เราจะไม่ทิ้งเจ้าไปไหนหรอก เราเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้า เรากับเจ้าอยู่ในสวรรค์ด้วยกันแล้วตอนนี้ เรากับเจ้าจะไปด้วยกันอย่างนี้ชั่วนิรันดร์”

เพราะฉะนั้น เราทุกคนที่มีฐานะเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ด้วยความเชื่อ  และมีพระเจ้าสถิตอยู่ในเราแล้ว เราจึงไม่กลัวไง บางคนบอกเป็นได้อย่างไรไม่กลัว  คริสเตียนไม่กลัวเหรอ กลัว แต่ไม่กลัวจนสติแตก ไม่กลัวจนเกินกว่าเหตุ กลัวเป็นเรื่องธรรมดา  อยู่บนโลกใบนี้ก็ต้องกลัวแล้ว พระเยซูบอกว่าอยู่บนโลกนี้ ท่านก็พบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานาเหมือนกับคนอื่นเขาแหละ แต่จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะเราชนะโลกนี้แล้ว ในวิญญาณเราชนะแล้ว แต่เรายังคงดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  เราก็ต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา สิ่งที่เผชิญทุกข์ยากลำบากต่างๆ หนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือความกลัว แต่เราชนะความกลัวแล้ว  เราจึงไม่ให้มันมามีอิทธิพลเหนือชีวิตของเรา  แต่ให้ที่มันนิดๆ หน่อยๆ อยู่ในความคิดของเราได้นิดเดียว ไม่เยอะ เพราะมันต้องอยู่ เพราะเรายังอยู่บนโลกใบนี้ มันต้องได้ยินได้ฟังได้สัมผัสสิ่งต่างๆ ที่เป็นข้อมูลของความกลัว ที่ส่งมาจากมารและระบบของโลกใบนี้อยู่ เพราะฉะนั้น เราก็เกิดความกลัวเป็นเรื่องธรรมดา แต่ให้เราจดจ่อวิญญาณของเราที่มีพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ด้วย จะให้กำลังกับเรา มีความกล้าหาญ มีความเชื่อ มีความไว้วางใจในพระองค์ และไม่เป็นทาสของความกลัวนั้น  สยบเอาความกลัวนั้นอยู่ใต้เท้าเรา  ใต้เท้าเราอยู่ที่ไหน? ก็อยู่ในตัวเรานั่นแหละ อยู่ในความคิดเรา แต่เล็กๆ มันมามีอิทธิพลเหนือเราไม่ได้นั่นเอง และวันหนึ่งมันก็จะไม่มีอยู่ในตัวเราเลย เมื่อวันที่เราทิ้งร่างนี้แล้ว  คือตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว  จบกันเสียที นั่นแหละ No อีกต่อไปเลย

พระคัมภีร์บอกว่าเราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิตในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงรักเราทั้งหลายอย่างมากมาย ไม่มีอาวุธใดที่จะถูกสร้างขึ้นมา  ไม่มีอาวุธใดที่จะถูกประกอบขึ้นมา  ไม่มีเชื้อโรคใดที่จะประกอบขึ้นมา ทำลายล้างเราจะสามารถทำสำเร็จได้  ไม่มีทาง ตรงนี้หมายถึงวิญญาณของเรา พระเจ้าดูแลเราอยู่ โควิดจะทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเผื่อพระเจ้าไม่อนุญาต ถ้าเผื่อโควิดจะทำอะไรเราได้ ในวิญญาณเราเกิดใหม่ เป็นผู้พิชิตแล้ว  เข้าใจแล้วนะ

ฟังตรงนี้แล้ว บางท่านก็อาจจะแย้งในใจ เกิดคำถามในใจว่าถ้าพระเจ้ารักเรา  พระองค์อยู่ในเราถึง 3 พระภาค พระองค์บอกว่าพระองค์คอยปกปักคุ้มครองดูแลเรา ห่วงใยเรา  ถ้าเป็นอย่างนั้น ท่านน่าจะคิด หรือบางทีเพื่อนท่านอาจจะถามท่าน …

“ถ้าอย่างนั้น ทำไมยังมีผู้ที่เชื่อพระเจ้า ผู้ที่เป็นคริสเตียน ที่มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเขา ยังคงติดเชื้อโควิดเยอะแยะเต็มไปหมดเลย แถมยังมีข่าวอีกด้วยว่าในบางประเทศ มีการแพร่กระจายของเชื้อจากการร้องเพลงนมัสการในโบสถ์ด้วยซ้ำไป”

น่าคิดไหม? เอาล่ะ เรามาดูกันว่าพระคัมภีร์อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างไร? ก็เลยถือโอกาสเข้าสู่หัวข้อการบรรยายในวันนี้ เป็นถ้อยคำพระเจ้าที่กำลังบอกพวกเราทุกคน … “พระเจ้าสามารถกระทำทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ ให้เป็นประโยชน์ และเป็นผลดีกับเราทุกคน” … บันทึกไว้ในหนังสือโรม 8:28 ดังนี้ว่า …

โรม 8:28 “เรารู้ว่าในทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”

 

เรารู้ว่าในทุกๆ สิ่ง ไม่ใช่ทุกสถานการณ์อย่างเดียว  แต่ทุกสิ่ง สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างหมด ไม่ว่ามด แมลง ต้นไม้ ดวงดาวอะไรต่างๆ พระเจ้าทรงกระทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

ในทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทรงให้มันทำงานร่วมกัน เพื่อเกิดเป็นผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์

ถ้าเรารู้ตัวว่าเราคือผู้ที่พระเจ้ารัก และรู้ตัวว่าเมื่อพระเจ้ารักเรา  ความรักนั้น ทำให้เราเกิดใหม่ในวิญญาณ เพราะเราเชื่อ เราต้อนรับความรักของพระเจ้า  เราได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตแล้ว เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  เมื่อเป็นลูกของพระเจ้า วิญญาณเราจะเหมือนพระเจ้าไม่มีผิด ก็คือพระเจ้าทรงรักเราก่อน เราจึงรักพระองค์ได้ นี่พระคัมภีร์บันทึกไว้ …

“เพราะพระองค์ทรงรักข้าก่อน ข้าพระองค์จึงรักพระองค์ ถ้าพระองค์ไม่รักข้าพระองค์ก่อน พระองค์ไม่เอาความรักมาให้ข้าพระองค์ ไม่ให้ข้าพระองค์เกิดใหม่ ข้าพระองค์ไม่มีความสามารถที่จะรักพระองค์ได้ เพราะข้าพระองค์เป็นคนบาป รักพระองค์ไม่ได้หรอก เข้ากับพระองค์ไม่ได้ด้วย  แต่เพราะพระเยซูไถ่บาปให้ข้าพระองค์จนสะอาดหมดจดแล้ว ทำให้ข้าพระองค์กลับคืนดีกับพระองค์ได้”

กลับคืนดี ก็คือเป็นวิญญาณที่เปลี่ยนใหม่ เป็นวิญญาณจากบาป กลายเป็นผู้ชอบธรรม เป็นวิญญาณจากที่เคยเป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนใหม่ จากวิญญาณที่เคยเกลียดพระเจ้า กลายเป็นวิญญาณที่เป็นมิตรกับพระเจ้า  เป็นวิญญาณที่รักพระเจ้า เห็นไหม?

คำว่า “รัก” จากวิญญาณข้างใน เพราะฉะนั้น ถ้าเราได้บังเกิดใหม่ ด้วยความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูแล้ว ทันทีทันใดนั้น เราได้บังเกิดใหม่ รักพระเจ้าแล้ว  พอรักพระเจ้า สิ่งนี้เกิดขึ้นทันที พระเจ้าจะกระทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างทำงานร่วมกัน ให้เกิดผลดีแก่เราทั้งหลาย  ผู้ที่รักพระองค์ได้ สามารถรักพระองค์แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเรามั่นใจว่าเรารักพระเจ้า ก็จงเชื่อและวางใจเถิดว่าพระเจ้าสามารถกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา ให้เป็นผลดีกับเราเสมอ  เราที่เป็นลูกของพระองค์ ที่มีความสามารถที่รักพระองค์ เป็นมิตรกับพระองค์ เข้ากันกับพระองค์ได้แล้ว

ถึงแม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นนั้น  ด้วยสายตาของมนุษย์ ของเราเอง เราอาจบอกว่ามันไม่ดี ไม่ชอบ มนุษย์ก็คิดอย่างนี้  แต่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น … “ทุกสิ่งทุกอย่าง” หมายถึงที่เราคิดว่าดี และคิดว่าไม่ดีนั้น ทั้งหมด ทำงานร่วมกัน เกิดเป็นผลดี  หรือเป็นสิ่งดีต่อชีวิตของเรา

ตัวอย่างที่ผมเคยใช้บ่อยๆ คือเวลาเราทำอาหารหรือทำขนม สมมติว่าทำขนมเค้ก มันก็จะมีส่วนผสมหลายอย่าง เช่น แป้ง น้ำตาล ไข่ เนย ลูกเกด ผงฟู ช็อคโกแลต ผลไม้ หรืออะไรแล้วแต่ ซึ่งแต่ละอย่างประกอบกันเป็นเค้ก  แต่ถ้าเราแยกส่วนออกมาแต่ละอย่างๆ  บางอย่างก็ไม่ค่อยจะปลื้ม กินเดี่ยวๆ ไม่ได้ เช่นผงฟูมาใส่ปาก ก็ไม่ไหว เอาช็อคโกแลตมาใส่ปากก็พอได้  เอาน้ำตาลมาใส่ปากนิดๆ หน่อยๆ  พอได้ แต่หลายสิ่งหลายอย่างอยู่โดดเดี่ยว ไม่น่าอภิรมย์เลย ถูกไหมครับ? นี่ก็เหมือนกัน แต่พอเอาทุกอย่างมารวมกัน  ตามสัดส่วนที่ดีๆ  เอาแป้ง น้ำตาล ผงฟู ช็อคโกแลต ผลไม้มารวมกัน  ตามสัดส่วนที่เหมาะสม รวมเสร็จ ใส่เข้าไปในภาชนะ เข้าตู้อบ เอาออกมา ชอบหมดเลย ผงฟูก็ชอบ อะไรที่ขมๆ ก็กินได้แล้ว เพราะว่ามันผสมผสานกันแล้ว นี่แหละคือมันร่วมกัน เกิดเป็นผลดีสำหรับเรา ที่ทำเค้ก แป้ง น้ำตาล ที่มันกินไม่ได้เดี่ยวๆ  มันรวมกันจนกระทั่งเป็นผลดี สำหรับเราที่ทำเค้ก

ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเราแยกสถานการณ์ แยกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา แยกเป็นเรื่องๆ ไป  บางเรื่องเราอาจจะรู้สึกว่ามันดี  น่าชื่นชมยินดี ขอบคุณพระเจ้าได้ แต่บางเรื่องความรู้สึกเราไม่เอา ไม่ดี มันขมเหลือเกิน พระเจ้าไม่ชอบเลย  แต่พระคัมภีร์บอกว่าในทุกสิ่ง ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา  ที่เราเผชิญนั้น  พระเจ้าสามารถทำให้ ทุกสิ่งเหล่านั้น ทำงานร่วมกัน เกิดเป็นผลดี แก่ชีวิตของเรา  ผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ และได้เป็นลูกของพระองค์แล้ว

ตัวอย่างที่ผมชอบยกบ่อยๆ ในเรื่องนี้ มนุษย์ก็คิดแบบนี้นะไอ้นี่ดี ไอ้นั่นไม่ดี ไม่ค่อยคิดถึงว่ามันรวมกันแล้ว เป็นผลดีหรือผลเลว สำหรับชีวิตเราที่ได้เกิดขึ้น พออะไรไม่ดีมา เราก็ …

“ทำไมมันซวยอย่างนี้”

พอเกิดโชคดีขึ้นมา

“โอ้โห เฮงๆ” … นี่ความคิดของมนุษย์

เคยได้ยินเรื่องนี้ใช่ไหม ที่ผมเล่าอยู่บ่อยๆ … มีชาวนา ชาวไร่อยู่ครอบครัวหนึ่ง เป็นคนยากคนจน ทำไร่ไถนา มีม้าอยู่ตัวหนึ่งก็ดีใจแล้ว เพราะม้าตัวหนึ่งก็ช่วยลดแรงได้เยอะ คนทำไร่มีสองคน คือพ่อกับลูก ม้าก็ช่วยไถ ช่วยยกของ ช่วยลากของหนักๆ ได้ เช้าวันหนึ่ง ลูกตื่นขึ้นมา ไปทำไร่ไถนา ตามปกติ ปรากฏว่าไปดูที่โรงม้า ม้ามันหนีไป ม้าหายไป ตกใจ มาบอกพ่อ พ่อบอก …

“ตายแล้ว ซวยจริงๆ”

คือโชคไม่ดีเลย ม้ามันหายไป  เพราะไม่มีใครมาช่วยงานอีกต่อไป ทำไมซวยอย่างนี้ บ่นซวยไป 2 วัน วันที่สามตื่นขึ้นมา ได้ยินเสียงม้า วิ่งไปดู ปรากฏว่าม้าที่มันวิ่งหนีเข้าป่าไป  มันไปพาตัวเมียกลับมาอีกตัวหนึ่ง เป็น 2 ตัว มีคู่ คราวนี้ไปบอกพ่อ พ่อบอก …

“ทำไมเฮงอย่างนี้  ทำไมโชคดีอย่างนี้  ม้าหายไปตัวหนึ่ง  ตอนนี้มี 2 ตัวเลย  ดีกว่าเก่าอีก”

ดีใจมากเลย ชื่นชมยินดีใหญ่ ก็เลยบอกลูกให้ไปฝึกม้าป่าอีกตัวหนึ่ง ที่ได้มาฟรีๆ นั้น  ไปฝึกให้มันทำงาน เอามาใช้งานได้อีก ดีๆ

ลูกชายก็ไปฝึกม้าป่าตัวนี้ เนื่องจากมันเป็นม้าป่า เพราะฉะนั้น มันก็ไม่ค่อยเชื่อง ไปฝึกมัน ปรากฏว่าพบอุบัติเหตุ ม้ามันดีดเอาลูกชายตกจากหลังม้า ขาหักเลย  พ่อมาเห็น พ่อบอกว่า …

“ทำไมมันซวยอย่างนี้ ลูกขาหัก ก็ไม่มีใครช่วยแล้วตอนนี้”

ม้าก็ไม่มีประโยชน์แล้ว เพราะไม่มีใครควบคุมมัน เพราะลูกก็ไม่สบาย  ทำไมมันซวยอย่างนี้  ลูกขาหัก ก็ไปหาหมอ รักษาอยู่เรื่อยๆ อาทิตย์ต่อมา ทางราชการส่งเจ้าหน้าที่มาเกณฑ์ทหาร เด็กหนุ่มทั้งหมู่บ้าน ไปเป็นทหารหมดเลย เพราะมีสงครามด่วน สงครามของประเทศชาติ ต้องการชายหนุ่มทุกคนให้ไปเป็นทหาร ไปตามบ้าน ก็มาเจอบ้านของชายคนนี้ ปรากฏว่าก็ไม่เกณฑ์ไป เพราะว่าขาหัก เดินไม่ได้ จะไปเป็นทหารได้อย่างไร? ก็เลยมองข้ามไป  ไม่เกณฑ์ ปรากฏว่าทหารที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นกองหนุนของหมู่บ้านนี้ เสียชีวิตในสงครามหมดเลย เพราะฉะนั้น พ่อก็บอกว่า …

“เราโชคดีจริงๆ นะ ถ้าแกไม่ขาหัก ป่านนี้ แกตายไปแล้ว  ทำไมแกเฮงจริงๆ เราเฮงจริงๆ แกไม่ตาย เพราะขาหักไป”

มนุษย์เราก็เป็นอย่างนี้  แต่พระเจ้าสามารถทำให้มันเป็นสิ่งที่ดีได้ สมมติว่าลุงคนนี้  เป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่อ  แล้วลูกก็เป็นผู้เชื่อ ขอบคุณพระเจ้าตลอด ไม่ว่าม้าหายไป ก็ขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าม้ากลับมาเพิ่มอีกตัวหนึ่ง ก็ขอบคุณพระเจ้า  ไม่ว่าม้าจะดีดขาหัก ก็ขอบคุณพระเจ้า  ไม่ต้องไปสงคราม แล้วต้องตาย  ยังอยู่ทำงานได้ ก็ขอบคุณพระเจ้า  สมมติถ้าเป็นอย่างนั้น  พระเจ้าอาจจะนำให้เป็นประโยชน์ เป็นผลดี สำหรับครอบครัวนี้ ไม่ใช่แค่นั้น ขณะที่ถูกม้าดีด ขาหัก  ต้องไปหาหมอทุกวัน   ขณะรักษาไป ก็ไม่ได้บ่นเลยว่าซวยๆ  แต่พูดตลอดเวลาว่าขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าทั้งๆ ที่ขาหัก หมอได้ยินได้ฟัง เด็กหนุ่มคนนี้ไม่เหมือนคนอื่นๆ  ทั้งลุงผู้เป็นพ่อ และเด็กหนุ่มคนนี้ ขอบคุณพระเจ้าเรื่อยๆ นะ ขาหักก็ยังขอบคุณพระเจ้าอยู่ จึงถามเด็กหนุ่มและพ่อว่าทำไมมีทัศนคติที่ดีอย่างนี้ แม้ขาหัก ไม่รู้รักษาหายหรือไม่หาย ก็ยังมีกำลังใจ ขอบคุณพระเจ้าอยู่  มีความชื่นชมยินดีอยู่ แม้จะมีสถานการณ์ที่ทุกข์ยากลำบาก ตามสายตามนุษย์ก็ตาม หมอก็อาจจะถามด้วยความสงสัย ด้วยการสังเกต แล้วพ่อกับลูกชายก็จะตอบว่า …

“เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า พระเยซูเป็นกำลังของเรา”

เขาประกาศข่าวดีให้กับหมอ แล้วในที่สุด หมอก็เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้รับความรอดมาถึงซึ่งการเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกับลุงและลูกชายคนนี้ ที่ขาหัก เห็นไหมความรอดไปถึงอีกทางหนึ่ง โดยที่พระเจ้ากำลังนำผ่านทางชีวิตของเรา ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีอะไรก็ตาม

นี่ยกตัวอย่างให้ฟังเฉยๆ ชีวิตของเราก็จะเป็นเช่นนั้นแหละ เพราะฉะนั้น  ไม่ว่าเราจะอยู่ในอาการเช่นไร เราก็สามารถชื่นชมยินดีได้ เสมอ ตลอดเวลา  ในชีวิตของเรา เพราะว่าเราสามารถขอบคุณพระเจ้าว่าพระเจ้าสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในชีวิตของเรา ที่มนุษย์เห็นว่ามันเฮง หรือมันซวยก็ตาม แต่สำหรับเราที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว พระเจ้าจะทำให้สถานการณ์ ทั้งเฮง ทั้งซวย เหล่านั้น ให้เกิดเป็นผลเฮงลูกเดียว สำหรับเราทั้งหลาย ผู้ที่วางใจและเชื่อในพระองค์ และเป็นลูกของพระองค์แล้ว

เพราะฉะนั้น  ความคิดของเรามนุษย์ ไม่เหมือนความคิดของพระเจ้า  ผลดีคืออะไร? บางทีเรามองไม่เห็นหรอก ตามสายตามนุษย์ ตามตาเนื้อ และความรู้สึกที่เห็น มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ส่วนผลดีคืออะไร? จะเกิดขึ้นเมื่อไร เราไม่มีทางที่จะทราบได้ เพราะพระคัมภีร์บอกว่าความคิดของเรา ไม่เหมือนความคิดของพระเจ้า และข้อสำคัญคือเวลาของเรา ก็ไม่ใช่เป็นเวลาของพระเจ้า  เราบอกมันนานแล้ว รอมาตั้ง 10 ปี พระเจ้าบอกแป๊บเดียว พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นผลดีแก่ชีวิตของเรา พูดแค่นี้ ตามทางของพระองค์ และตามเวลาของพระองค์ ไม่ใช่ให้เกิดผลดีตามใจเรา ต้องเข้าใจตรงนี้ ไม่ได้บอกว่าพระเจ้าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดผลดี ตามใจเรา และตามเวลาที่เราต้องการ  อย่างนั้นไม่ใช่แล้ว  ถ้าเราบอกว่าตามน้ำพระทัย ตามใจพระเจ้า ก็ต้องวางใจในพระเจ้า รับรองได้ ออกมาเป็นผลดีอย่างแน่นอน

พี่น้องไม่ว่าท่านจะเชื่อในข่าวประเสริฐหรือยัง? เป็นลูกพระเจ้าแล้วหรือยัง? ที่ฟังอยู่ขณะนี้  อยากจะบอกว่าขณะที่เราต้องเผชิญกับวิกฤตปัญหา หรือสถานการณ์ที่ โดยเฉพาะวิกฤตในขณะนี้ โควิดนี้ ที่ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ถือว่าวิกฤตหนักนะ พระเจ้าจะทำ 2 อย่าง คือขจัดวิกฤตปัญหาเหล่านั้นให้กับเรา ซึ่งแน่นอน ทางเลือกนี้ เป็นสิ่งที่เราทั้งหลาย ปรารถนาเป็นอันดับแรก มนุษย์ต้องการอย่างนี้ ต้องการอัศจรรย์เดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้เป็นไปได้ ให้โควิดหยุด  มะรืนนี้เป็นไปได้ ให้มีการสร้างวัคซีนได้ทันทีเลย  ให้จบเหตุการณ์นี้ พระเจ้าช่วยด้วยเถิด ขอให้จบสักที นี่คือความต้องการของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่พระเจ้าจะทำ 2 อย่าง ตามหลักพระคัมภีร์ คือ …

(1) ขจัดปัญหาไป พรุ่งนี้ มะรืนนี้ มะเรื่องนี้  หรือ …

(2) พระเจ้าจะประทานกำลังให้กับเราทั้งหลาย ที่เชื่อในพระองค์ ที่วางใจในพระองค์ ให้มีเพียงพอที่จะอยู่กับปัญหานั้น  และสามารถเผชิญกับวิกฤตปัญหานั้นได้  ด้วยสันติสุข และความสงบสุขในพระคริสต์ พระเจ้าจะประทานกำลังให้กับเรา  ให้กับใครก็ได้ที่เชื่อและวางใจในพระองค์ ฝากความหวังไว้ที่พระองค์ ฝากความหวังในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างนี้  พระเจ้าจะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นกำลังเพียงพอ สำหรับคนนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะทำให้เขาพอเพียง ทั้งกำลังใจ กำลังกาย อะไรก็ตามในชีวิตนี้  ที่จะอยู่กับโควิดนี้  อยู่กับวิกฤตปัจจุบันได้ เผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ได้ โดยมีสันติสุขและความสงบในใจของเขา ซึ่งตามที่ยกตัวอย่าง แล้วผลดีจะเป็นอะไร ก็ไม่รู้ แต่รอไปเถอะ  อย่างไรก็จะเป็นผลดีในชีวิตเราแน่ ผลดีอันหนึ่งตอนนี้ที่เราเห็น คือเรามีสันติสุข มีความสงบสุข เราไม่กลัวจนเกินกว่าเหตุ เราอยู่ได้  แล้วที่เหลือก็ปล่อยเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า

มีตัวอย่างในพระคัมภีร์เหมือนกัน

แบบที่หนึ่ง ได้รับอัศจรรย์ อย่างเช่นตัวอย่างเปาโล … เปาโลที่รับใช้พระเจ้า ที่ยิ่งใหญ่ ที่เคยได้รับการอัศจรรย์ ได้รับการรักษาจากพระเจ้าอัศจรรย์มาก ตอนที่เดินทางไปดามัสกัส  ตอนที่เขายังไม่เชื่อ พระเยซูได้ปรากฏให้เขาเห็นกลางทาง และได้พูดคุยกับเขา และหลังจากนั้นเขาตาบอด แล้วพระเจ้าก็รักษาเขาอย่างอัศจรรย์มาก ถือว่ามากที่สุด  ตาบอด แล้วเดินทางไปที่ดามัสกัส ไปคอยอยู่ที่ห้อง แล้วก็เริ่มอธิษฐานว่า …

“โอ้ พระเจ้า ลูกขอพระองค์ทรงรักษาลูกด้วยเถิด”

กลัวด้วยนะ เพราะตามองไม่เห็นเลย  พระเจ้าทรงรักษาเขาอย่างอัศจรรย์  ตาหายบอดอย่างอัศจรรย์ พอตาหายบอดอย่างอัศจรรย์ เขาก็เริ่มต้นกลับใจใหม่ เริ่มต้นประกาศข่าวดีของพระเยซู  ออกไปพูดถึงข่าวดีของพระเยซู ให้คนมาเชื่อเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์

และต่อมา ในคนๆ เดียวกัน คือเปาโลก็ได้แบบที่สอง ที่พระเจ้าตอบเขา คือเปาโลมีความทุกข์ทรมาน ในสุขภาพของเขา อันหนึ่งเราก็ไม่รู้ว่าอะไร แต่รู้ว่าหนักมาก สาหัสมาก เปาโลใช้คำว่าทรมานมาก เปาโลอธิษฐานขอพระเจ้าให้ช่วยในเรื่องนี้ ถึงสามครั้ง แล้วพระเจ้าตอบว่า …

“พระคุณของเราก็เพียงพอสำหรับเจ้า และฤทธิ์เดชอำนาจของเรา จะทวีคูณขึ้นเต็มขนาดในความอ่อนแอของเจ้า”

แปลว่าอาการเจ็บป่วยที่ทุกข์ทรมานของเปาโลนั้น ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ก็ยังคงเป็นต่อไป  แต่พระเจ้าประทานพระคุณ ประทานกำลังให้อาจารย์เปาโลสามารถที่จะเผชิญกับความเจ็บป่วยนั้นได้อย่างมีความสงบสุข มีความสุข มีสันติสุข คืออยู่ได้  ถึงขนาดไหน? ถึงขนาดอาจารย์เปาโลพูดในข้อพระคัมภีร์ ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้อ่าน ดูสิว่าอาจารย์เปาโลมีสันติสุขขนาดไหน?  พูดว่าอย่างไร?

จากตัวอย่างของอาจารย์เปาโลจะเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงกระทำ 2 สิ่งที่แตกต่างกันในคนเดียวนี่แหละ แต่ทั้งสองสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดเป็นผลดีสำหรับอาจารย์เปาโลเสมอ  ทั้งสองอย่างเลย  คือเปาโลสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีสันติสุข มีความสงบ  ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร? ไม่ว่าได้รับการอัศจรรย์อย่างชัดเจน หรือว่าได้รับกำลัง ได้รับพระคุณให้มีสันติสุขก็ตาม นี่คือที่บอกว่าพระเจ้าสามารถกระทำทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นผลดี สำหรับชีวิตเราได้ ลองมาดูสิว่าอาจารย์เปาโลมีความรู้สึกอย่างไร?  2 โครินธ์ 12:8-10 ได้บันทึกอย่างนี้

2 โครินธ์ 12:8-10 “8 ข้าพเจ้าทูลวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้งให้ทรงเอาหนามนี้ออกไปจากข้าพเจ้า 9 แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ” ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตน ด้วยความยินดี เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า 10 ด้วยเหตุนี้แหละเพื่อพระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ ในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง”

 

เห็นไหมครับ? อาจารย์เปาโลบอก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงอวดว่าเราเก่งเหรอ อวดว่าเราแข็งแรง อวดว่าได้รับอัศจรรย์จากพระเจ้า  ไม่ใช่เลย … ข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตน ด้วยความยินดี ไม่ใช่ด้วยความทุกข์ทรมาน  ถามว่าเพื่ออะไร? เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า  จะได้สำแดงออกมาให้คนเห็น

ข้อ 10 บอกว่าด้วยเหตุนี้แหละ ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ กลับกลายเป็นปิติยินดีในความเจ็บป่วยอีก  แต่อยู่ในใจปิติยินดี  ถ้าพระเจ้าไม่รักษาให้หาย ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ก็จะทวีคูณขึ้นเต็มขนาดในความเจ็บป่วย ในความอ่อนแอของเรา พระคุณของพระองค์ยังอยู่ตรงนี้แหละ ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์

แล้วข้าพเจ้ายังชื่นชมยินดีในความอ่อนแอ ชื่นชมยินดีในการถูกสบประมาท ชื่นชมยินดีในความยากลำบาก ชื่นชมยินดีในการถูกกดขี่ข่มเหง เขาเอาหินขว้างเปาโล ก็เคยโดนมาแล้ว ชื่นชมยินดีในความยุ่งยาก ถามว่าเพราะอะไร? ทำไมอาจารย์เปาโลจึงชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ได้  ฟังให้ดี เพราะเมื่อใดก็ตามที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้น ข้าพเจ้าเข้มแข็ง ก็คือเมื่อนั้น ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเข้ามา เข้มแข็งได้

ถ้าเป็นตอนนี้เราอาจจะพูดกันว่าข้าพเจ้าชื่นชมในวิกฤตโควิด-19 ตอนนี้ ชื่นชมภายใน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเหลือเกิน ทุกวันตื่นขึ้นมา ก็มีแต่ความหวาดกลัว กลัวเชื้อโรคติด กลัวลูกจะติด กลัวครอบครัวจะติด ตื่นขึ้นมากลัวเงินที่เก็บไว้จะหมด เงินที่ไม่ได้เก็บไว้ก็จะหมดไปแล้ว กลัวต่างๆ นานาเยอะแยะตามข่าวสาร ต้องรีบวิ่งเข้าไปซุกศีรษะไว้ในถ้อยคำพระเจ้า ในพระคัมภีร์ อธิษฐานด้วยความอ่อนแอ อ่อนกำลัง ให้พระเจ้าเล้าโลมจิตใจทุกวันๆ จนเกิดความกล้าหาญขึ้นมา เดินออกจากห้อง อยู่ได้ไปอีก 1 วัน  ทั้งๆ ที่ตื่นเช้าขึ้นมาความกลัวรอบข้างตลอดเวลา แต่พระเจ้าปลอบโยน ให้สามารถอยู่ได้  เห็นไหม? จับความกลัวให้มัน กลายเป็นทาสเรา อย่างนี้เป็นต้น

เปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีเลย ตัวอย่างแบบอาจารย์เปาโลก็จะเกิดขึ้นในชีวิตของเราทุกคนเลยนะ ไม่มียกเว้น บางครั้งอธิษฐานขออะไรบางอย่าง  พระเจ้าก็ประทานให้กับเราตามที่เราขอ แต่บางครั้งก็อธิษฐานไปตั้งนานแล้ว ก็ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ตอบ แล้วจริงๆ พระเจ้าตอบไหม? ถามว่าดูเหมือนเงียบเลย พระเจ้าไม่เห็นตอบเลย ขอพระเจ้าทรงรักษาให้หายจากโรคนี้ ทรมานมาตั้งนานแล้ว  ไม่หายเลย 10 ปี 20 ปี มันก็ยัง เอ๊ะ หันหลังกลับไป

“20 ปีผ่านมา อยู่ได้อย่างไรหนอ ขอพระเจ้าทรงอวยพรให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองเถิด ลูกก็ทำดีทุกอย่าง ทำทุกอย่างตามที่พระองค์บอกแล้ว  มันไม่เห็นรวยเหมือนเขาเลย คนอื่นเขาไม่เชื่อพระเจ้า เขายังทำงานร่ำรวยได้เลย แล้วทำไมลูกไม่ได้ร่ำรวยสักที”

เหมือนไม่ตอบเราแล้ว เงียบ แต่หันหลังกลับไป  พระเจ้าถามว่า …

“แล้ว 20 ปี 30 ปีที่ผ่านมา แกขาดอะไรบ้าง?”  ยังมีชีวิตอยู่ ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ได้ บางทีก็เป็นอย่างนั้นนะ

ซึ่งจริงๆ แล้ว พระเจ้าตอบแล้ว  แต่เราแกล้งไม่ได้ยิน หรือเราไม่อยากจะได้ยิน  ก็คือตอบแบบที่ตอบเปาโลไง ตอบว่าอย่างไร?

“พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า พระคุณเพียงพอ สำหรับความทุกข์ยากลำบากของเจ้า  พระคุณของเราเพียงพอ สำหรับความเจ็บป่วย เจ็บปวด ปัญหาต่างๆ ที่เจ้ากำลังเผชิญอยู่ พระคุณความรักของเราเพียงพอ และฤทธิ์เดชอำนาจของเราจะสำแดงทวีคูณขึ้นเต็มขนาด ผ่านทางความอ่อนแอของเจ้า”

นี่แหละ ผ่านทางความอ่อนแอของเจ้า มีกิน ไม่มีกินบ้าง เจ็บป่วยบ้าง แข็งแรงบ้าง  หรือเจ็บป่วยแล้วไม่ค่อยแข็งแรงด้วย อยู่ได้  ในใจเข้มแข็งได้  อะไรอย่างนี้ เวลามันดีๆ ใครๆ ก็ทำได้ ให้มีความชื่นชมยินดี แต่อยู่บนโลกใบนี้ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป และมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย และเสมอไป แน่นอน คืออยู่บนโลกใบนี้ ท่านต้องพบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เป็นเรื่องจริงเลย ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้า หรือไม่เชื่อพระเจ้า โลกใบนี้มันเสียหายไปแล้ว มันตกอยู่ใต้คำสาปแช่ง ซึ่งมาจากบรรพบุรุษแล้ว  มันไม่มีทางที่จะแก้ไข มันต้องเป็นอย่างนี้แหละ  มันต้องทุกข์ยากลำบากเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้าก็ตาม ใต้ฟ้านี้ มันมีความทุกข์ยากลำบาก อย่างแสนสาหัสอยู่บนโลกในนี้แล้ว  แต่พระเจ้าสามารถพาท่านเดินผ่านทะลุความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ไปได้ด้วยดี

เพราะฉะนั้น  นี่คือสิ่งที่เราควรจะน้อมคิดในใจของเราว่าพระเจ้าตอบเราแล้ว แต่เราไม่ค่อยอยากได้รับคำตอบอย่างนี้  เพราะใจเราอยากจะตอบว่าพระเจ้าให้เรารวยเลย แล้วรวยเท่าไรถึงพอ ท่านลองคิดดูสิ ถ้าท่านขอพระเจ้าสักหมื่นหนึ่ง ท่านคิดว่าท่านได้หมื่นหนึ่ง ท่านพอไหม?  ครั้งต่อไปท่านจะอธิษฐานขอพระเจ้าห้าพันไหม? ผมว่าไม่หรอก เพราะระบบของโลกใบนี้มันเป็นอย่างนั้น เนื้อหนังมันไม่หยุดอยู่แค่นั้น มันก็จี้ท่าน พอท่านได้หมื่น ท่านก็จะขอพระเจ้าเป็นแสน แล้วพระเจ้าก็ให้อีก ให้แสนหนึ่ง แล้วท่านจะพอไหม?  พอแล้วแสนหนึ่ง มันก็เหมือนเดิม แต่หนักขึ้น ก็คือก้อนมันใหญ่ขึ้น ภาระมากขึ้น  วิตกกังวลมากขึ้น  ท่านก็ขอพระเจ้าล้านหนึ่ง พอได้ล้านหนึ่ง ระบบของโลกก็จี้ท่านอีก ส่งสัญญาณที่ความคิดของท่าน ให้โลภต่อ ท่านจะขอพระเจ้าไหม พระเจ้าตอนนี้มีล้านหนึ่ง ขอลดลงเหลือแค่ห้าแสนก็พอแล้ว  ไม่มีหรอก เป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังอยู่บนโลกใบนี้

นี่คือความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ นี่แค่เห็นชัดๆ เรื่องเดียว เรื่องของทรัพย์สินเงินทอง ท่านก็ขอไปสิบล้าน  แล้วก็ไปร้อยล้าน  แล้วก็เป็นพันล้าน  แล้วก็เป็นหมื่นล้าน ขณะที่ดำเนินการไปเรื่อยๆ ในกิเลสความโลภนี้  สิ่งหนึ่งที่ท่านจะสูญเสียไป ก็คือความรักของพระเจ้า ท่านก็เริ่มเอาเปรียบคนอื่น  ท่านจะเริ่มเห็นแก่ตัว ท่านจะเริ่มเบียดเบียนผู้อื่น  แล้วในที่สุด ท่านจะเริ่มโกงบ้าง โกงอย่างบริสุทธิ์ โกงอย่างแอบๆ โกง ท่านเริ่มทำบาป ที่เรียกในใจว่าบาปบริสุทธิ์

พระเจ้าพอใจให้ท่านมีชีวิตอย่างนั้นเหรอ แล้วมันมีสันติสุขไหม? ไม่มีเลย  พระเยซูบอกการให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ อย่างนี้ ท่านจะให้ได้อย่างไร ในเมื่อท่านจะกอบโกยตลอดเวลา  บางคนบอกเขาให้ไปตั้งล้านหนึ่ง  ขณะที่ท่านมีเป็นพันล้าน ให้ล้านหนึ่งเหรอ แต่สำหรับคนที่เขาให้ เขามีแค่พันเดียว แต่เขาสามารถให้เป็นร้อย ท่านพอเข้าใจใช่ไหมว่ามันต่างกัน มันไม่ได้อยู่ที่ความคิดของมนุษย์เป็นอย่างนั้น

หรือว่าเปรียบเทียบกับสุขภาพก็เหมือนกัน  ที่เราขอพระเจ้า รักษาให้หาย เท่าไรถึงพอ ถามตัวเองสิ  สมมติว่าท่านเป็นภูมิแพ้ ท่านขอพระเจ้าหายจากภูมิแพ้ พระเจ้าทำอัศจรรย์ หายจากภูมิแพ้เลย  แล้วท่านหยุดอยู่แค่นั้นไหม? ต่อไปท่านจะไม่เป็นโรคอะไรอีกเลย ใช่ไหม?  ถ้าไม่เป็นอะไรอีกเลย แล้วท่านจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร? ท่านจะดูแลตัวเองไหม? สุขภาพเป็นอย่างไร? ท่านจะไม่เย่อหยิ่งหรือ? ท่านแน่ใจใช่ไหม?  ในที่สุด ท่านก็จะต้องพลาดในความเย่อหยิ่ง ในความแข็งแรง เอาความแข็งแรงนั้นไปทำอะไรต่างๆ  ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มเติมขึ้นไปในร่างกายของท่าน แล้วท่านต้องการอะไรอีก นี่ก็คืออย่างที่บอก

ถ้าเราจะเอาทั้งหมดนี้ มอบให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสินให้เราไม่ดีกว่าหรือ? เหตุฉะนั้น พระคัมภีร์บอก จงวางใจในพระเจ้า พระองค์ฉลาดกว่าเราเยอะ พระองค์รู้หมดแล้วอะไรเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้ ข้างหน้า ในอนาคต ในชีวิตของเรา  จงวางใจในพระเจ้า แล้วมอบภาระให้กับพระองค์ทั้งหมดเลย  ให้พระองค์เป็นผู้ตัดสินว่าสถานการณ์หรือวิกฤต ปัญหาต่างๆ  เราควรจะจัดการอย่างไร?  หรือพระองค์จะจัดการอย่างไรให้มันเกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้าง  เราควรจะเผชิญอย่างไร ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับแต่ละคนไม่เหมือนกัน  และให้มันเกิดผลดีที่สุด ในชีวิตของเรา ซึ่งรวมๆ ระยะยาวๆ  และไม่ใช่เกิดผลดีในชีวิตของเราอย่างเดียว  แต่เกิดผลดีในชีวิตของเรา และไปถึงผลดีสำหรับผู้คนอื่นๆ รอบข้าง อย่างนี้เขาเรียกว่าความรัก ใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่า ไม่ใช่อยู่เพื่อเห็นแก่ตัว เพื่อตัวเอง แต่อยู่เพื่อคนอื่นเขาด้วย บางทีเรายอมทุกข์บ้าง  เพื่อให้คนอื่นเขาได้สิ่งที่ดีๆ ไป ก็ต้องยอม อย่างนี้เป็นต้น พระเจ้าจะนำพาชีวิตเราอย่างนั้น  เมื่อวันหนึ่งเราไปอยู่ในสวรรค์ เราจะดีใจมาก …

“พระเจ้า ขอบคุณมากเลย ที่นำพาลูกอย่างนี้ ดีแล้วที่ลูกไม่เดินด้วยตัวเอง  คงจะเห็นแก่ตัวกว่านี้เยอะเลย”

เพราะฉะนั้น ในชีวิตของเรา  และในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น  พระเจ้าทรงทราบหมดทุกอย่าง แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น  และอย่างไร? รู้ลึกซึ้งกว่าเราเยอะ เกินกว่าที่เราจะเข้าใจ เกินกว่าที่จะอธิบายให้เราฟังว่า …

“ทำไมพ่อถึงนำพาลูกเป็นอย่างนี้ ทำไมพ่อไม่รักษาลูกให้หายปล่อยให้ลูกเจ็บปวดทรมาน  ขอตั้งสามครั้ง”

ผมเคยขอพระเจ้าไม่ใช่ 3 นะ 300 ครั้ง ไม่เข้าใจ แล้วถามว่าทุกวันนี้ เข้าใจใช่ไหมว่า 300 ครั้ง ความทุกข์ทรมาน พระเจ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น  มาเป็นเวลา 10 ปี 20 ปีแล้ว ตอนนี้เข้าใจแล้วหรือ? ไม่เข้าใจหรอกครับ แต่วางใจมากขึ้น เพราะว่าประสบการณ์ผ่านมา 20 กว่าปี มันทุกข์ทรมานจริงๆ   ไม่ต่างอะไรจากเปาโลเลย เพราะแต่ละคนก็มีภาชนะในตัวเองที่เรารับไว้ไม่เหมือนกัน แต่ละคนจะไปวัดไม่ได้ คนนี้แค่นี้ทำไมทุกข์แล้ว ก็ได้แค่นั้น พระเจ้าให้เขาแค่นั้น  คนนี้ได้เยอะ คนนี้ได้น้อย ไม่เหมือนกัน แต่ความรู้สึกมันทุกข์เท่ากันหมดทุกคนแหละครับ

เพราะฉะนั้น จงจำไว้ว่าไม่ว่าสถานการณ์ต่อหน้าท่าน ต่อหน้าเรา  จะเป็นเช่นไรก็ตาม ต่อหน้าเราจะเป็นวิกฤตโควิด-19 รอบข้างมีแต่คนเจ็บป่วย ล้มตาย ทรมาน อดอยาก มืดมน ไม่มีที่จะไป จงจำไว้ว่าพระเยซูคริสต์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เมื่อเราเชื่อในพระองค์ เมื่อเราวางใจในพระองค์ต้อนรับพระองค์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราเป็นลูกของพระองค์แล้ว พระเยซูคริสต์และพระเจ้าเจ้า 3 พระภาคจะทรงนำหน้าเราอยู่เสมอ จูงมือเราเดินอยู่เสมอ ตลอดเวลา ผ่านสถานการณ์เหล่านั้นได้ อย่างแน่นอน และทำทุกอย่างที่เกิดขึ้น  ท่ามกลางการเดินไปกับพระองค์นั้น ให้เกิดเป็นผลดีแก่เราทั้งหลายผู้ที่เป็นลูกพระองค์ และเกิดเป็นผลดีสำหรับผู้อื่น รอบข้างชีวิตของเราด้วย ซึ่งเราก็อยากให้เขาได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าเขาจะรู้จักเราหรือไม่รู้จักเราก็ตาม เขาเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราอยากให้สิ่งที่ดีที่สุด เกิดขึ้นกับเขา

นี่แหละ เขาถึงเรียกว่าชีวิตแห่งการรับใช้ ชีวิตที่มอบให้พระองค์ทำ เพราะฉะนั้น บางครั้งมันเจ็บปวดบ้าง  แต่มันไม่เกินไป เพราะพระเจ้าประทานกำลังให้กับเรา  ประทานพระคุณให้กับเราเพียงพอเสมอ สำหรับทุกอย่างที่พระองค์ทรงใช้เรา เพราะฉะนั้น ให้พระเจ้าจูงมือเราเดิน ย่อมดีกว่าที่จะเดินโดยลำพังโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีพระเจ้า กับพระเจ้าสถิตอยู่กับเราถึง 3 พระภาค พระเจ้า พระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าทั้งสากลโลกเรียกว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด บัดนี้ พระองค์สถิตอยู่ด้วยกันในร่างกายของเรา พระเจ้ากับวิญญาณของเราเป็นหนึ่งเดียวกัน และพระองค์จะทรงนำเราไปตลอด ชั่วชีวิต ไปจนกระทั่งถึงชีวิตนิรันดร์ ไม่ว่าจะมืดมนขนาดไหน?  ไม่ว่าจะดีหรือเลวขนาดไหน ตามสายตามนุษย์ พระเจ้าอยู่กับฉันเสมอ และจูงมือฉันเดินอยู่ตลอดเวลา  เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************