คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 9 “ท่าทีในการอธิษฐาน” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 9

“ท่าทีในการอธิษฐาน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับ การบรรยายวันนี้ จะเป็นบทสรุปของแนวทางในการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ซึ่งเราเรียนมา 2 เดือนแล้ว เชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน นี่คือ 4 ขั้นตอนของแนวทางสำหรับผู้เชื่อ ไม่ว่าจะเป็นใหม่หรือเก่า จำเป็นต้องรู้ความจริงเหล่านี้ เมื่อเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นผู้เชื่อแล้ว หรือเรียกว่ารับเชื่อแล้ว หรือเรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว  ต้องรู้ 4 ขั้นตอนนี้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  อธิษฐาน

3 ขั้นตอนแรกนั้น เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 9 ตอน

  1. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 1 เชื่อแล้ว -รับรู้ -วางใจ -อธิษฐาน
  2. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 2 จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน 1
  3. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 3 จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน 2
  4. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 4 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องโลกวิญญาณ
  5. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 5 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องการกินการอยู่ 1
  6. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 6 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องการกินการอยู่ 2
  7. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 7 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องสุขภาพ
  8. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 8 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้
  9. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 9 ท่าทีในการอธิษฐาน

วันนี้ เราจะมาสรุปจบขั้นตอนสุดท้าย  คือ “ท่าทีในการอธิษฐาน” ในพระคัมภีร์มีสอนเรื่องเกี่ยวกับการอธิษฐานไว้อย่างนี้ว่าฟีลิปปี 4:6-7

ฟีลิปปี 4:6-7 “6 อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ 7 แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”

 

ความจริงแล้ว ข้อนี้ ข้อเดียวสามารถเป็นบทสรุปของท่าทีในการอธิษฐานกับพระเจ้าได้เลย “อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย” ก็คืออย่ากระวนกระวาย หรืออย่างกังวล อย่าทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ เลย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็แสดงว่าตามปกติธรรมชาติ อยู่บนโลกใบนี้ มันต้องกังวล กระวนกระวายในเรื่องใดๆ ทั้งหมดเลยที่เจอไม่ดี ถูกไหม? พระคัมภีร์จึงเตือนเราว่าอย่าไปกังวล  ก็แสดงว่ามันกังวลอยู่ แต่พระคัมภีร์มีสิ่งอื่นที่ให้เราทำแทน ความวิตก ความกังวล ความกลัวในสถานการณ์เลวร้ายบนโลกใบนี้ ซึ่งมีเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดามากเลย ต้องเจอแน่ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า เจอทุกคน โลกใบนี้มันเละตุ้มเป๊ะ มันเลวร้าย  มันมีแต่ทุกข์ เพราะเจอทุกข์ ก็ต้องวิตกกังวล ต้องกระวนกระวาย หาความช่วยเหลือแน่นอน แต่พอเรามีพระเจ้า มาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเจ้าบอกว่ารู้จักพระเจ้าแล้ว มาเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องไปวิตกกังวล เหมือนแต่ก่อนนี้แล้ว ให้ทำอะไรแทน …

“แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า” จงทูลทุกสิ่ง ก็คือจงมาบอกพระเจ้า จงมาปรึกษาพระเจ้าในทุกสิ่ง แทนที่จะกังวล แทนที่จะกลัว แทนที่จะกระวนกระวายใจ มาอธิษฐาน มาคุยกับเราดีกว่า เราช่วยได้ คล้ายๆ อย่างนี้

เพราะฉะนั้น มาอธิษฐาน อยากได้อะไรล่ะ ต้องการอะไร? มีปัญหาอะไร? ทุกข์ร้อนเรื่องอะไร? ให้ทูลพระเจ้าได้หมดทุกอย่างเลย แทนที่จะไปวิตกกังวล ทุกอย่างเหล่านั้น เอาทุกอย่างเหล่านั้นมาคุยกับพระเจ้าแทน คุย 2 บุคคล เรากับพระเจ้าคุยกัน

ทูลขออย่างไร? ด้วยการอธิษฐาน และการอ้อนวอน บอกรายละเอียดด้วย พระเจ้า คือ Holy Father ก็คือพ่อผู้สถิตอยู่ในฟ้าสวรรค์ ผู้บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงรักเรา ผู้ทรงไม่เปลี่ยนแปลงในความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา ผู้ที่เราสามารถไว้วางใจได้ ไปคุยกับพ่อเรา  ขอพ่อเราได้ทุกอย่างเลย อ้อนวอน ขอความเห็นใจ ขอความเมตตาจากพระเจ้า ได้ทุกเรื่อง แล้วตรงนี้ บอกว่าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน ไม่ได้หยุดแค่นั้น  พร้อมกับการขอบพระคุณ ก็แสดงว่าพระเจ้าสามารถทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตปัญหา หรือความไม่สบายใจ ความไม่สบายกาย การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ความวิตกกังวลบนโลกใบนี้ ไปได้อย่างแน่นอน ให้พร้อมด้วยการขอบพระคุณ

จะอธิษฐานอ้อนวอน ขออะไรจากพระเจ้าก็ตาม ให้ทำด้วยการตามด้วย ประกบด้วยการขอบพระคุณพระองค์ ก็คือไม่ว่าอธิษฐานแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จากนั้นเป็นต้นมา จากที่เราอธิษฐานแล้ว พระเจ้าจะตอบอย่างไร? จะได้รับสิ่งที่เราทูลขอ ตามที่เราหวังไว้ หรือตามที่เราอยากได้หรือไม่ ก็ไม่รู้ พอเราอธิษฐานเสร็จปุ๊บ ก็จบปิดท้ายด้วย “ขอบพระคุณ” วิงวอน พูดคุย เล่าให้ฟัง ขอ อ้อนวอน แล้วตามด้วย ขอบพระคุณ เชื่อและวางใจว่าสิ่งที่พระเจ้าจะตอบให้กับเรา หรือนำพาเราไปในสิ่งที่เราอ้อนวอน หรือปรึกษาพระองค์แล้ว มันต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับเราอย่างแน่นอน มันอาจจะไม่ดี สำหรับคนอื่นๆ ที่มองเข้ามา ที่เขาไม่เข้าใจ แต่สำหรับเรา พระเจ้าเตรียมหลายๆ อย่างไว้ให้กับเรา เฉพาะส่วนตัวของเราแล้ว มันต้องดีที่สุด สำหรับชีวิตของเรา เพราะพระองค์ทรงรักเรามาก และขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ทุกสถานการณ์ ทุกเหตุการณ์เหล่านั้น

ฟังให้ดีๆ ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกกรณี คนละความหมาย ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี คือในทุกสถานการณ์ ที่เราผ่านเข้าไป สถานการณ์ที่ไม่ดีมีไหม? มี สถานการณ์ที่ดี เราชอบมีไหม? มี ขอบคุณทั้งสองสถานการณ์ แต่ไม่ใช่ขอบคุณ สำหรับสถานการณ์ไม่ใช่

แมวที่เรารักที่สุดในบ้าน เลี้ยงมาตั้งนาน เกิดอุบัติเหตุรถทับตาย อย่างนี้เราไม่ได้ขอบคุณที่แมวตาย ไม่ใช่ เข้าใจไหม? ขอบคุณในสถานการณ์ หมายถึงแม้ว่าแมวจะตาย เราทุกข์เสียใจ พระเจ้าแมวตายไปแล้ว แต่เราขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์นั้น สถานการณ์ที่เรากำลังทุกข์ใจ ที่เราลำบากใจ ที่เราสูญเสีย เราขอบคุณตรงนี้ ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้าแมวตาย ดีใจ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ถ้าเราเจ็บป่วย ไม่ใช่เราขอบคุณพระเจ้าที่เราเจ็บป่วย ไม่ใช่ เจ็บป่วยเราก็ไม่อยากได้ พ่อเราก็ไม่อยากให้เราเจ็บป่วยหรอก แต่เมื่อมันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น ขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์เหล่านั้น แม้ว่าจะเจ็บป่วย มันจะมีคำว่า “แม้ว่า” ตาม “ในสถานการณ์” ขอบคุณในสถานการณ์ที่เราต้องเจ็บปวด จากความเจ็บป่วย เจ็บปวดจากการล้มเหลวในชีวิต ในสถานการณ์นั้น เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ เห็นไหมครับ มันคนละอย่างกัน

ตรงนี้ไม่ได้บอกว่าอธิษฐานแล้ว พระเจ้าจะให้เราทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทูลขอ ตามที่เราอยากได้  แล้วก็ไม่ได้บอกว่าอธิษฐานแล้ว พระเจ้าให้ในสิ่งที่เราทูลขอแล้ว ได้รับเรียบร้อยแล้ว จึงขอบคุณพระเจ้า ไม่ใช่ บอกว่าพออธิษฐานเสร็จปั๊บ ขณะที่รอคำตอบ ขอบคุณเลย  ขอบคุณแล้ว ได้แน่นอน ไม่ว่าจะสิ่งดีที่เกิดขึ้น จะตรงกับใจเรา หรืออยากจะได้หรือไม่ ไม่รู้ แต่เรารู้ว่ามันดี สำหรับเราแน่นอน พระเจ้ารู้แล้ว พระเจ้านำพาแล้ว พระเจ้าเข้าใจแล้วว่าเราต้องการอะไร?  เดี๋ยวพระองค์ทรงกระทำเอง ไม่ใช่ตามที่เราอยากได้ แต่เราขอบคุณล่วงหน้าไปแล้ว ต้องเป็นอย่างนี้

หลังจากทูลขอทุกสิ่งจากพระเจ้า  ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณแล้ว สิ่งที่พ่อของเรา คือพระเจ้าสัญญาไว้ เมื่อสักครู่นี้ ตามพระคัมภีร์ว่าจะประทานให้เราอย่างแน่นอน ก็คือข้อที่ 7 ที่ตะกี้นี้เราอ่านด้วยกัน ที่บอกว่าพออธิษฐาน วิงวอน ขอบพระคุณเสร็จปุ๊บ แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความเข้าใจจะปกป้องคุ้มครองความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ นี่คือได้แน่ๆ นี่คือสิ่งที่ทรงสัญญา

ที่อันตราย ก็คือมีการนำเอาพระคัมภีร์ข้อนี้ ไปใช้อย่างผิดๆ มากถึงมากที่สุด นั่นก็คือไปเน้นที่ข้อ 6 ข้อเดียวว่า …

“อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ”

เขาใช้ข้อนี้ข้อเดียว แล้วก็เติมกิเลสเข้าไป ความอยากได้ส่วนตัวเข้าไป แล้วก็ไปต่อเองตามความคิด กิเลสตัณหาของเนื้อหนังของตนเอง  แล้วก็บอกว่าแล้วท่านจะได้รับในสิ่งที่ท่านอ้อนวอนทูลขอ อันนี้เติมเอาเองใช่ไหม?  เพราะเราอยากได้ เราเลยเติมเองว่าอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้า และขอบพระคุณพระเจ้า เสร็จแล้ว ท่านจะได้รับในสิ่งที่ท่านอ้อนวอนทูลขอ ตามที่ท่านต้องการ ยิ่งอธิษฐานเยอะๆ อ้อนวอนมากๆ ตื้อพระเจ้าเยอะๆ เขย่าบัลลังก์บ่อยๆ พระเจ้าจะรำคาญและจะให้ตามที่เราขอ ซึ่งมันไม่ตรงกับพระคัมภีร์เลยแม้แต่นิดเดียว เขาเรียกว่าพยายามสร้างความเชื่อตัวเอง เพื่ออยากจะได้ในสิ่งที่ตัวเราเองอยากได้ มันคนละเรื่องกันกับเมื่อตะกี้ที่เราวิเคราะห์จากถ้อยคำพระเจ้าที่พระองค์ทรงสัญญาไว้เลย สันติสุขในพระเยซูคริสต์ ที่จะปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของเรา ที่พระเจ้าสัญญาว่าเราได้รับแน่ๆ มันคนละเรื่องกับมาสร้างความเชื่อของเรา เราต้องได้ในสิ่งที่เราอยากได้  เราอธิษฐาน เพื่อให้การงานนี้สำเร็จ อย่างไรมันก็ต้องสำเร็จ เป็นไปตามที่เราลงทุนไปแล้ว เราต้องได้กำไรอย่างแน่นอน ยอดเยี่ยม ต้องได้แน่นอน ต้องสร้างความเชื่อขึ้นมา มันไม่ถูกเลยนะ แทนที่จะมีสันติสุข มันเกิดความทุกข์มากขึ้น เกิดความกระวนกระวายมากขึ้น

สิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ว่าจะประทานให้แน่ๆ คือสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ ต้องจดจำไว้เลยว่าสิ่งนี้ คือสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ นี่คือความจริงที่เราได้รับแน่ๆ อย่าให้มารหลอก

คำถามต่อไป แล้วทำไมบางครั้ง เราถึงไม่ได้ตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ คืออธิษฐานแล้ว ไม่ได้สิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ ก็คือยังไม่มีสันติสุขในองค์พระเยซูคริสต์ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจเลย ยิ่งอธิษฐานไปเท่าไร? ยิ่งวิตกกังวล ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น ทำไมมันเป็นอย่างนี้  ถูกไหม? ก็เพราะเมื่อขณะที่เราอธิษฐานไป เราอธิษฐานบนพื้นฐานที่มันไม่เป็นความจริง มันเป็นไปไม่ได้ เราถูกหลอก มันไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับเรา  เราถูกหลอกลวงด้วยอิทธิพลของระบบของโลกนี้ ที่เรียกว่ากิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ธรรมชาติบาปที่ยังปกคลุม ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ โดยมาร กระตุ้น ส่งสัญญาณมา หลอกล่อเรา ล่อลวงเรา ทั้งหมดนี้มันเป็นศัตรูอยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้าทั้งหมดเลย มันคือระบบของโลก

มันไม่ได้มา เพื่อสนองกิเลสตัณหาของเรา  แต่มันมาเพื่อหลอกลวงเรา เราก็จะไม่ได้ตามกิเลสตัณหาเราด้วย ไม่ใช่ได้นะ ไม่ได้ ไม่ใช่เลือกเอาว่าจะเอามัน แล้วมันจะได้ มันไม่ได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นจะเอามัน แล้วอยากจะได้สุขภาพแข็งแรงตลอดชีวิต ไม่ป่วยเลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันหลอกเราว่าเป็นไปได้ๆ เราจะเอามีแต่ความสำเร็จ มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง แล้วจะมีความสุข มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันหลอกลวงเราว่ามันเป็นไปได้ๆ แล้วเราก็ตามมัน ไม่ใช่ว่าตามมันแล้วจะได้ มันไม่ได้ เรื่องสำคัญมันตรงนี้ ถ้าตามมันได้ มันยังเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่ง ไปเอาทรัพย์สมบัติ เอาสุขภาพแข็งแรงเลยดีกว่า ไม่เอาพระเจ้า มันไม่ใช่อย่างนั้น มันไม่ได้พระเจ้าด้วย แล้วก็ไม่ได้สุขภาพแข็งแรงด้วย มันถูกหลอกทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะมารมา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลายเท่านั้น แล้วตอนนี้มันมา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลายสันติสุขที่พระเจ้าได้ประทานให้กับเราแน่ๆ มันจะขโมยออกไปให้ได้ มันไม่สามารถขโมยสิ่งอื่นได้ นอกจากเอาสันติสุข ในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ที่พระเจ้าตั้งใจประทานให้กับเรา  มันไม่จำเป็นต้องมาขโมยสุขภาพแข็งแรงของเราไป มันไม่จำเป็นต้องมาขโมยความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ จากเราไป เพราะเราต้องเผชิญอยู่แล้วแน่นอน แต่มันจะขโมยสิ่งที่พระเจ้าตั้งใจให้เรามี ก็คือสันติสุขในองค์พระเยซูคริสต์ มันจึงพยายามที่จะปิดบังความจริง โกหก ให้เราเข้าใจผิด และยัดเยียดความโลภทุกชนิดเข้ามาแทนที่สันติสุขนั้น เกิดความโลภ เราจึงไม่สามารถพักสงบ เหมือนอย่างที่พระเยซูคริสต์สัญญาว่าเมื่อมารู้จักพระองค์ มาเชื่อในพระองค์แล้ว เราจะได้พักหายเหนื่อยและเป็นสุข อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า เราจึงอยู่ตรงข้ามน้ำพระทัยพระเจ้า ทั้งๆ ที่เราเป็นลูกของพระเจ้า สมควรที่จะได้รับสันติสุข แต่กลับไม่ได้รับ เพราะมารมันทำลายสันติสุขนี้ หรือทำให้ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์หมดกำลังลง แรงลดลง ได้ผลน้อยลง เพื่อไม่ให้เราไปเป็นพยานบอกคนอื่นว่านี่คือความสำเร็จ มันก็จะบอกว่า …

“นี่ไง มารู้จักพระเจ้า พระเจ้าให้อธิษฐานแล้วจะได้ ไม่เห็นได้เลย  มีแต่ความทุกข์”

แต่ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า แล้วเรามีสันติสุข คนจะมองเห็นเองว่า …

“เขาผ่านความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ด้วยสันติสุข ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจ เขาผ่านไปได้อย่างไรความสุข สันติสุขบนโลกใบนี้ เพราะพระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับเขา เป็นกำลังให้กับเขา เป็นคนพาเขาไป”

เห็นไหม ข่าวประเสริฐก็จะมีฤทธิ์ มีกำลัง นี่คือความจริง

หลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าบอกว่าได้ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ ยกตัวอย่างเช่น เราได้เกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระพรทางฝ่ายวิญญาณเยอะแยะนานับประการ ให้เรารับรู้และได้รับเรียบร้อยแล้ว มารมันพยายามมาขโมยไป แทนที่เราจะเชื่อ เรากลับไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร?

“ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้ว” … เราก็ไม่ค่อยเชื่อ

“พระเจ้าสถิตอยู่แล้ว” … เราก็ไม่ค่อยเชื่อ

เห็นไหม? มันพยายามจะขโมยสิ่งเหล่านี้ จากเราไป ความจริงเหล่านี้ บางสิ่งที่พระเจ้าบอกว่า ..

“รอแป๊บหนึ่งนะ อยู่บนโลกใบนี้”

เรากลับโลภ เคี่ยวเข็ญ บีบบังคับ ต้องการเดี๋ยวนี้ เช่นความสำเร็จ ในฐานะ ในตำแหน่งการงาน ในทรัพย์สมบัติ ความสุขบนโลกใบนี้ ชื่อเสียง ที่คนนับหน้าถือตาบนโลกใบนี้ สุขภาพแข็งแรงบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ตามนั้นจริง แต่เรากลับแสวงหา อยากได้

ความจริงที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการอธิษฐาน คือสิ่งนี้แหละ และวันนี้เราจะมาเรียนเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้ คือความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ความจริงบนโลกใบนี้ที่พระเจ้าบอกเรา ถ้าเราไม่มีพื้นฐานความจริงเหล่านี้ เราถูกหลอกไปเรื่อยๆ ชีวิตในการอธิษฐานของเรา จะไม่มีประโยชน์เลย มันไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย

วันนี้เราจะมาเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของพื้นฐานสำคัญในการอธิษฐาน ต้องรู้พื้นฐานตรงนี้ …

 

          (1) ผู้เชื่อทุกคนสามารถเรียนรู้จักพระเจ้าได้ด้วยตนเอง

เคยมีใครบอกท่านไหมว่าผู้ที่มาเชื่อพระเจ้าแล้วทุกคน ไม่ว่าจะเชื่อใหม่ขนาดไหน? หรือเชื่อเก่าขนาดไหนก็ตาม ผู้เชื่อทุกคนสามารถเรียนรู้จักพระเจ้าได้ด้วยตัวตนของเขาเอง ฮีบรู 8:11 บันทึกไว้อย่างนี้

ฮีบรู 8:11 “ผู้คนจะไม่สอนเพื่อนบ้าน  หรือสอนพี่น้องของตนอีกต่อไปว่า  ‘จงรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า’ เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา ตั้งแต่ผู้น้อยที่สุด ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่สุด”

 

ในอดีต ในพันธสัญญาเดิม ประชากรของพระเจ้า คือชาวยิว อิสราเอล เขารู้ว่าตัวเขาเองเป็นคนบาป เขาก็อธิษฐานขอพระเจ้าทรงชำระให้บริสุทธิ์ อธิษฐานขอให้พระองค์มาอยู่ใกล้ๆ  อธิษฐานอยากได้เรียนรู้จักพระองค์ ฟังให้ดีๆ นะครับ นี่คืออดีตก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

แต่พันธสัญญาใหม่ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้อยู่ในเราแล้ว สอนเราตลอดเวลา ในเรื่องของพระองค์ ในวิญญาณของเราแล้ว พระเจ้าได้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ แทนที่พระคัมภีร์เดิม ที่อยู่ในหนังสือม้วน อยู่ในหนังสัตว์ พระองค์ได้เขียนข้อพระคัมภีร์ใหม่ กฎใหม่ สิ่งที่พระองค์ต้องการ สิ่งที่พระองค์ประสงค์  น้ำพระทัยของพระองค์ เขียนไว้ที่ในวิญญาณ ในความคิดจิตใจของผู้เชื่อที่เกิดใหม่นั้นแล้ว  ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน รับรู้ จดจ่อ ความจริงนี้ด้วยความเชื่อและวางใจ ค่อยๆ เรียนรู้จักพระองค์ไปจากข้างใน เรียนรู้จากพระเจ้า ไม่ใช่เรียนรู้จากข้างนอก เรียนรู้จากข้างนอก มีโอกาสถูกล่อลวง ต้องเรียนรู้จากข้างใน เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราข้างใน เราได้เกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้าแล้วข้างใน พระวิญญาณผู้ทรงสถิตอยู่กับเรา เป็นมัดจำ เป็นพี่เลี้ยงเรา เป็นผู้สอนเราในเรื่องของพระเจ้า

อย่างเช่น เวลาเราเชื่อพระเจ้า โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อพระเจ้าใหม่ๆ จะรู้สึกว่าบางครั้งเราฟังคำบรรยาย คำเทศนา หรืออ่านพระคัมภีร์ หรือเดินไปเดินมา เห็นธรรมชาติ เรารู้สึกอะไรบางอย่าง เหมือนกับความคิดของเราข้างในใจเลยนะ เราก็เคยคิดอย่างนี้ ใช่จริงๆ ด้วย ความรู้นี้ ออกมาจากข้างใน ไม่ใช่มาจากข้างนอก เราจะรู้สึก …

“เอเมน ใช่ๆ เขาเทศนามาเรื่องนี้ ใช่เลย มันเหมือนที่เราคิดอยู่ในใจเลย”

นั่นแหละ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้กำลังสอนเรา ในเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ เกี่ยวกับพระเจ้า ตอนที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย แล้วข่าวประเสริฐของพระเจ้านำพาผู้คนให้บังเกิดใหม่ เป็น คริสเตียนในยุคเริ่มต้นนั้น ไม่มีพระคัมภีร์เหมือนเราทุกวันนี้ มาอ่านกันเยอะแยะไปหมด มีแค่จดหมายฝากที่อัครสาวกเขียน แล้วก็บันทึกส่งไป บางทีเมืองหนึ่งมีแค่ฉบับเดียว สองฉบับเอง อ่านวนไปวนมา แล้วเขาเหล่านี้จะเรียนรู้กันอย่างไร? พระคัมภีร์ไม่มี แถมประชากร 70%  สมัยนั้นอ่านหนังสือไม่ออก แล้วข่าวประเสริฐมาถึงเราได้อย่างไร? คนที่อ่านออก ก็อ่านให้คนที่อ่านไม่ออกฟัง คนที่ฟังอยู่ ก็พยายามเงี่ยหูตั้งใจฟัง ก็แค่นั้น แล้วที่เหลือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ข้างใน เรามีพระคัมภีร์ทั้งเล่มอยู่ข้างใน พระคัมภีร์เรียกว่าถ้อยคำของพระคริสต์สถิตอยู่กับเขาตลอดทั้งหมดเลย พระเจ้าก็จะนำเขา สอนเขาทีละขั้น ทีละตอน เขาจะรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า รู้จักพระเจ้าดี จากข้างในออกมา นี่คือสิ่งที่ข่าวดีของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องที่แปลกและแตกต่างกับความเชื่อ หรือลัทธิอื่นๆ มากมายไปหมด ก็คือจากข้างในออกมาข้างนอก

ถ้อยคำเหล่านี้ จะถูกเขียน บันทึกอยู่ในวิญญาณ ในใจของผู้เชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าแล้ว โดยความเชื่อ  ได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าจึงตรัสว่าทุกคนจะรู้จักเรา ด้วยวิญญาณของเขาเอง ฉะนั้น จงรับรู้ความจริงนี้ด้วยความมั่นใจว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา เราได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปหาที่ไหน เปาโลจึงอธิษฐานในหนังสือ เอเฟซัส บทที่ 1 บอกว่า …

“ขอพระเจ้าเปิดตาใจฝ่ายวิญญาณให้เราได้รู้ถึงเรื่องนี้ว่าทั้งหมดอยู่ข้างในเราแล้ว เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระเจ้าอยู่ในท่านเรียบร้อยแล้ว ผู้เชื่อทั้งหลาย”

นี่เราควรจะพกความจริงตรงนี้ เข้าไปในการอธิษฐานเห็นไหม? พื้นฐานในการอธิษฐานกับพระเจ้า คือตรงนี้ สำคัญมาก จะอธิษฐานเมื่อไร? คำว่าเข้าไปอธิษฐาน อย่าไปนึกถึงพิธีรีตองว่าหมายถึงเข้าไปในห้องอธิษฐาน เข้าไปในโบสถ์อธิษฐาน ไม่ใช่ หมายถึงเมื่อไรก็ตามที่ท่านรู้สึกว่าอยากจะคุยกับพระเจ้า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม คิดอยู่ในใจปุ๊บ ข้อมูลเหล่านี้ต้องมาหมดเลย  ความรู้ ความจริงเหล่านี้ต้องมาหมดเลยว่าท่านรู้จักพระเจ้าดีมากเลย ดีกว่าใครเพื่อน เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน คุยกับท่านตลอดเวลา ให้ท่านเรียนรู้พระเจ้าได้ตลอดเวลา ให้พระเจ้าเป็นหนึ่งในชีวิตท่าน นั่นคือข้อหนึ่ง

 

คราวนี้มาข้อ 2 พื้นฐานอีกอันหนึ่งที่เราควรจะพกติดตัวเข้าไปในการอธิษฐานทุกครั้ง คือความจริงเรื่องนี้  …

          (2) วิญญาณของเราได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า

อันนี้สำคัญมากๆ ซึ่งจริงๆ หลายตอนที่แล้วก็พูดถึงเรื่องนี้มาแล้ว แต่อยากเน้นอีกครั้งหนึ่งว่าพกติดตัว ความจริงนี้เข้าไปเลย อย่าให้มารเอาอันนี้ออกไปจากเราได้ ให้ความจริงนี้ติดตัวเข้าไปเลยว่าวิญญาณของพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องอธิษฐานกับพระเจ้าอีกว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา … ขอพระเจ้าสถิตด้วยกันกับลูก … ขอพระเจ้าสถิตด้วยกันกับเธอ”

ไม่ต้องขอแล้ว เพราะว่าพระองค์อยู่แล้ว

“ขอพระเจ้าเสด็จลงมาอยู่ ณ ที่นี่ด้วย”

ไม่ต้องขอแล้ว เราไปที่ไหน พระเจ้าสถิตอยู่ที่นั่น เอเมนไหม? คือไม่ใช่ว่าเราพูดสิ่งนี้ เพื่อเป็นการเย่อหยิ่งจองหอง ไม่ใช่ แต่เพื่อการปกป้องข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่เป็นความจริง เพราะความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ ทำให้เราเป็นไท และคนที่รู้ความจริงเป็นไทด้วย เป็นอิสระด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องรักษาความจริงนี้ไว้ เข้มงวดสักนิดหนึ่ง เอาความเคยชินของเรา ที่เคยได้ยินได้ฟังคนอื่นเขาอธิษฐาน เหมือนนกเหมือนกา เขาว่ามาอย่างนี้ ก็ว่าไปตามนั้น ซึ่งตรงพระคัมภีร์หรือไม่ ไม่รู้ เขาว่ามาอย่างนี้ว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยนะ พระเจ้าขอพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยกับลูก ลูกกำลังจะเดินทางเข้าป่า (สมมตินะ) ลูกกำลังเดินทางไปทำกิจการงาน ลูกกำลังจะเดินทางไปผ่าตัด ขอพระเจ้าสถิตอยู่กับลูกด้วย”

เราก็อธิษฐานไปอย่างนั้น แล้วมันถูกต้องไหม? ไม่ถูกต้องตามความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ฮีบรู 13:5 ได้บันทึกอย่างนี้ …

ฮีบรู 13:5 “จงรักษาชีวิตของท่านให้เป็นอิสระจากการรักเงินทอง  และจงพอใจในสิ่งที่ตนมี  เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน”

 

ผู้เชื่อทั้งหลาย คริสเตียนทั้งหลายที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าตรัสว่า …

“เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน และเราจะไม่มีวันละท่านเลย ท่ามกลางโควิดในปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน การทำมาหากินลำบากลำบน ยากแค้นนัก ไม่ต้องอธิษฐานเลยว่า … “พระเจ้าขอทรงสถิตอยู่กับลูกด้วย” …”

เพราะว่าพระองค์ทรงอยู่แล้ว และไม่ทอดทิ้งเราไปไหนเลย 1 โครินธ์ 6:17 ยิ่งชัดเจนใหญ่เลย

1 โครินธ์ 6:17 “แต่คนที่รวมตนเอง เป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในจิตวิญญาณ”

 

“แต่คนที่รวมตนเอง” หมายถึงคนที่เชื่อมกับวิญญาณของพระเจ้า ก็คือเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ก็คือคนที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ และได้รับการบัพติศมา จุ่มลงไป เชื่อมลงไปในวิญญาณของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ วิญญาณของเขากับพระเจ้าได้เป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณ นี่พระคัมภีร์พูดไว้อย่างนั้น

แทนที่จะแสวงหา หรือขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย แทนที่จะเป็นอย่างนั้น เราควรจะขอบคุณ  ขอบคุณให้ติดปากเลย เพื่อจะได้ชิน จะได้รู้ว่าพระเจ้าอยู่กับฉันตลอดเวลา  การขอบคุณ เป็นการใช้ความเชื่อตามถ้อยคำพระเจ้าที่เป็นความจริง เราจึงขอบพระคุณ ขอบคุณเลย ขอบคุณ คนที่ได้ยินข้างๆ อาจจะไม่รู้จักพระเจ้า ก็ได้ฟังข่าวประเสริฐจากเราไปในตัว ความจริงนี้จะทำให้เขาเป็นไท เป็นอิสระ ก็คือพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย มีองค์ เข้าใจไหม? มีองค์

“ฉันขอบคุณพระเจ้า เพราะฉันมีองค์สถิตอยู่กับฉัน”

พอไปบ่อยๆ ไปนานๆ เข้า วันแล้ววันเล่า  ปีแล้วปีเล่า มันก็ติดปาก ติดใจ ติดอยู่ในความเชื่อมั่นคงว่าพระเจ้าอยู่กับฉันตลอดเวลา มันก็เลิกที่จะบอกว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ขอพระเจ้าอยู่กับลูกด้วย”

พระเจ้าอยู่กับลูกอยู่แล้ว ความเชื่อเพิ่มพูนขึ้น ในเรื่องความจริงในเรื่องนี้ มันจะเห็นชัดเจนเลย และความจริงนี้ ก็จะทำให้เราเป็นอิสระ มารไม่สามารถมาขโมยไปได้ การขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์กระทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น  ไม่ใช่เพื่อว่าพระเจ้าจะได้รับเกียรติ เพื่อพระเจ้าจะได้ดีใจว่าเราระลึกถึงพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่อย่างนั้น  แต่มันเป็นการยอมรับความจริงด้วยความเชื่อ ซึ่งทำให้เราเป็นอิสระ และทำให้ไม่ถูกหลอกลวงอีกต่อไป และทำให้เรามีชีวิตที่สอดคล้องกับความจริง กับน้ำพระทัยพระเจ้าที่เป็นจริงๆ ไม่ถูกหลอกให้หันไปเหมา ก็คือเราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าในวิญญาณ ก็คือหนึ่งเดียวกันกับความจริงในพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระองค์เหมือนกัน ด้วยความเชื่อทั้งสิ้น ไม่ใช่ด้วยการกระทำในทุกวิถีทาง ไม่ใช่อยากเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า อยากจะติดสนิทกับพระองค์ ก็ใช้อธิษฐานเยอะๆ แล้วจะได้ติดสนิท ไม่ต้อง เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเรียบร้อยแล้ว ต้องรับรู้ความจริง ยอมรับความจริงนี้ แล้วหมั่นฝึกฝนความจริงเหล่านี้ เชื่อ เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ด้วยวิธีการที่จะกระทำให้ได้ติดสนิทอยู่กับพระเจ้า ไม่ใช่ ที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ บางคนบอกว่าต้องอธิษฐานเยอะๆ ใช้เวลากับพระเจ้าเยอะๆ อ่านพระคัมภีร์เยอะๆ จะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ ไม่ใช่เลย เพราะว่ามันเป็นไปแล้ว ตั้งแต่เรายังไม่รู้เรื่องเลย พอเรารับเชื่อในพระเจ้าปุ๊บ วิญญาณเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์เรียบร้อยไปแล้ว เพียงแต่ไปรับรู้ความจริงในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ แล้วค่อยๆ เดินไปกับพระองค์ทุกวันๆ ความจริงเหล่านี้ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้นในชีวิตของเรา

มันไม่ใช่ด้วยวิธีการกระทำทุกรูปแบบของเรา ที่จะให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ แต่ด้วยความเชื่อในการเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ต่างหาก พอเชื่อแล้วมันเกิดใหม่ พอเกิดใหม่แล้วมันเป็นเลย พอเป็นเลยเรารับรู้ความจริง แล้วก็เดินเตาะแตะๆ ไปกับพระองค์ นี่แหละคือความจริงที่ไม่สามารถถูกใครขโมยไปได้ ไม่มีทาง ซึ่งการกระทำอย่างนี้ พระเจ้าพอใจมาก ก็คือเรากำลังใช้ความเชื่อ เรากำลังเป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อ คือขอบพระคุณในทุกสิ่งที่ได้ทรงกระทำให้เราเรียบร้อยไปแล้วในพระเยซูคริสต์ อะไรที่พระเจ้าทรงให้เราเรียบร้อยแล้วในพระเยซูคริสต์ เราก็ขอบคุณ ขอบคุณลูกเดียว ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน มือจับต้องไม่ได้ แต่เรารู้ พระคัมภีร์บอกไว้ แล้วเรารู้จากภายในของเรา พระวิญญาณยืนยัน เราขอบคุณพระเจ้าในสิ่งเหล่านี้

 

ข้อที่ 3 ที่เราควรจะเรียนรู้ และพกติดตัวไปในการอธิษฐานกับพระเจ้าเป็นพื้นฐานสำคัญ คือ …

          (3) เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์  สะอาด  ปราศจากบาป  สมบูรณ์ครบถ้วน  โดยพระโลหิตพระเยซูคริสต์ตลอดไปแล้ว

ฮีบรู 10:14 จริงๆ ข้อพระคัมภีร์เรื่องนี้มีเยอะไปหมดเลย เอามาข้อเดียวพอ เพราะตอนแรกๆ ที่สอนไปแล้ว มีเยอะแยะ ไปฟังดู ก็รู้นะครับ

ฮีบรู 10:14 “เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำให้บรรดาผู้ที่กำลังรับการทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้น บรรลุความสมบูรณ์พร้อมเป็นนิตย์  โดยการถวายบูชาครั้งเดียว”

 

เราผู้ที่เชื่อแล้ว หรือเป็นคริสเตียนแล้ว พอเชื่อปุ๊บ บังเกิดใหม่ทันที พอบังเกิดใหม่ เราไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป ไม่ได้อยู่ในบาปอีกต่อไป ตัวเก่าของเราที่อยู่ในบาป อยู่ในอาดัม อยู่ในอาณาจักรของความมืด ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมาระแวงอีกว่าพระเจ้าจะอภัยในความบาปของเราอีกหรือไม่? ถ้าเราเกิดพลาดพลั้งไป ฟังให้ดีๆ ไม่ต้องระแวงว่าพระองค์จะอภัยไหม ถ้าเราจะไปโกรธ ไปเกลียด ไปโลภ ไปขโมยเขา  เพราะพระองค์อภัยให้หมดเรียบร้อยแล้ว ล่วงหน้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ เข้าไปอธิษฐานกับพระเจ้าทุกครั้ง ด้วยความมั่นใจ ในฐานะที่เราเป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยสง่าราศี ไม่ว่าขณะนั้นที่เราคิดอยู่ จะมีความรู้สึกในความคิดเป็นอย่างไรก็ตาม รู้สึกเบื่อ เซ็ง รู้สึกตัวเองสกปรก รู้สึกตัวเองไปทำไม่ดีมาเมื่อตะกี้นี้ แต่พอมาอธิษฐานปุ๊บ สับสวิตช์ไปที่โลกวิญญาณ เราสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ไม่มีบาปเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะเราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์บอกว่าเราเป็นผู้เชื่อ ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น ด้วยความเชื่อในถ้อยคำของพระเจ้าว่าเราสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ เรียบร้อย เราได้บังเกิดใหม่ เรียบร้อยไปแล้ว ไม่ใช่ตามองเห็น หรือรู้สึกว่าเมื่อตะกี้นี้ไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องมา นั่นคือความรู้สึก แต่ความจริง คือ …

“ฉันบังเกิดใหม่ สะอาดบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นลูกของพระเจ้า เข้าไปหาพระเจ้าได้ทุกเมื่อ”

นี่แหละต้องพกติดตัวเข้าไปอธิษฐานกับพระเจ้าทุกครั้ง สำคัญมาก

พระเจ้าตรัสว่า … “เราจะไม่จดจำความบาปของเขาอีกต่อไป ตะวันออกห่างจากตะวันตกเท่าไร เราได้นำเอาความบาปออกไปจากตัวเขาเท่านั้น”

ออกไปแล้ว ไม่มีทางเข้ามาอยู่ในชีวิตของเราได้อีกเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นให้เข้าไปหาพระเจ้าด้วยความรู้สึกอย่างนี้แหละว่าฉันไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป ฉันเคยเป็นคนบาป แต่ตอนนี้เป็นคนชอบธรรม บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เป็นลูกของพระเจ้า ไม่ต้องอธิษฐานว่า …

“พระเจ้าอภัยให้ลูก ขออภัย”

ถ้าเราทำอะไรผิดพลาดไป เรารู้ปุ๊บ  ถามว่าเราอธิษฐานพระเจ้าขออภัยได้ไหม? ต้องตอบว่า … “ได้” …  แต่ต้องอยู่ในท่าทีที่รับรู้ความจริงในข่าวประเสริฐ แบบเมื่อสักครู่นี้ที่บอกมา ต้องรักษาความจริงของข่าวประเสริฐ อย่างที่ผมบอกว่าถ้าเรารู้ความจริง เราปฏิบัติ เราดำเนินชีวิตตรงตามพื้นฐานของถ้อยคำพระเจ้า แห่งความจริง ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า  เท่ากับเรากำลังรักษาความจริง รักษาข่าวประเสริฐนั้น ไม่ให้มันผิดเพี้ยนไปว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว ทันทีทันใดนั้น เราไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป ให้ยืนหยัดอย่างมั่นคงในความจริงของข่าวประเสริฐ แต่เราขออภัยได้ ด้วยความรู้สึกเสียใจ ที่ได้ทำสิ่งที่ไม่สมควรกับฐานะที่เป็นลูกพระเจ้า ที่สะอาดบริสุทธิ์เรียบร้อยไปแล้ว ที่พระเจ้าอภัยโทษบาปทั้งสิ้นให้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความรักและพระคุณมากมาย เราเพียงแค่ ขออภัยจากพระเจ้า เพราะมันติดปากไป ถ้าให้ดี เปลี่ยนไปได้ ก็บอกว่า …

“พระเจ้าลูกเสียใจ” อย่างนี้ยังเท่ห์กว่าอีก

แต่ถ้ามันติดไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร? แต่สำคัญคือท่าทีของเราข้างใน ต้องรู้ว่าที่เราขออภัยนั้น ความหมายในความคิดของเรา คือเรากำลังบอกพระเจ้าว่า …

“ลูกเสียใจ ลูกไม่น่าทำเลย เพราะลูกเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ลูกเป็นผู้ที่บริสุทธิ์สะอาดศักดิ์สิทธิ์แล้ว ไม่สมกับฐานะของลูกเลยที่จะเกลือกกลั้วกับความประพฤติเช่นนั้น”

แต่ไม่ใช่หมายถึงกำลังมาวิงวอนขอพระเจ้า …

“ยกโทษให้ลูกด้วย”

ถ้าเราพูดอย่างนั้น เท่ากับเรากำลังทำลายความจริง เรากำลังพูดว่าพระเยซูโกหก พระองค์ผู้ทรงตรัสที่ไม้กางเขนว่า … “สำเร็จแล้ว” … ไถ่บาปเราเรียบร้อยแล้ว ชำระเราเรียบร้อยแล้ว เราบอกพระองค์โกหก ก็บอกด้วยวิธี …

“พระเจ้าขออภัยให้ลูกด้วย ไถ่บาปให้ลูกด้วย”

นี่ไง พระเยซูบอกเราไถ่เรียบร้อยแล้ว เราพูดไม่ตรงกับที่พระเยซูพูด ต้องมีคนใดคนหนึ่งโกหก เราจะเป็นคนโกหก หรือพระเจ้าโกหก ท่านลองคิดดู

เพราะฉะนั้น เราควรจะเสียใจ ที่เราได้กระทำสิ่งที่ผิดพลั้งไป ขอกำลังจากพระเจ้า ช่วยให้ชนะอิทธิพลของกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ที่เราตกลงไปในการล่อลวงนี้ด้วยเถิด ช่วยเราให้ชนะการล่อลวงเหล่านี้ เสร็จแล้ว ก็วางใจในพระเจ้า ในถ้อยคำพระเจ้า แล้วลืมไปเลยว่าเราเคยทำอะไรมา ทำไมเราต้องลืม? ก็พระเจ้ายังลืม พระเจ้ายังไม่จดจำ แล้วเราไปจดจำทำไม? ลืมไปเลย เหมือนไม่เคยทำมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระคัมภีร์บอกพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ยังมีฤทธิ์อำนาจอยู่ และยังมีฤทธิ์อำนาจตลอดไป ในการชำระและลบล้างความผิดบาปให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย ออโตเมติกเลย พอท่านทำปุ๊บ ลบทันที ไม่มีการบันทึก พระเจ้าก็ไม่จดจำ พระโลหิตก็ลบทิ้ง เมื่อวานนี้ท่านไปว่าเขา ไปด่าเขา ไปโกงเขา ลบทิ้ง

ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่หมายถึงว่าต่อไปนี้เราก็ทำผิดบาปเรื่อยๆ ได้มันทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะวิญญาณของท่านเปลี่ยนไปแล้ว เป็นลูกพระเจ้า พระเจ้ากำลังสอนท่าน ท่านทำไม่ได้ พระคัมภีร์บอกว่าพระคุณสอนให้เรา เลิกบาป กฎเกณฑ์ การบังคับ ไม่สามารถทำให้คนเลิกบาปได้ แต่พระคุณความรักของพระเจ้า ทำให้คนเลิกบาปได้ ค่อยเรียนรู้กันทีหลัง

 

ข้อที่ 4 พื้นฐานในการที่จะพกติดตัวเข้าไปในการอธิษฐานกับพระเจ้า เพื่อให้ได้สันติสุข ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ คือ …

          (4) อธิษฐานด้วยท่าทีของการขอบพระคุณ  ออกมาจากใจจริง  ที่บริสุทธิ์

ทุกคนทำได้อยู่แล้ว ไม่เคยสังเกตเท่านั้นเอง อธิษฐานด้วยท่าทีของการขอบพระคุณ ออกมาจากใจจริง ที่บริสุทธิ์ เหมือนหลายๆ ครั้งที่เราหลุดปากออกมา ทุกวันนี้ทุกคนก็มีหลุดปากออกมาบ่อยๆ นั่นแหละ กลับไปใคร่ครวญ นั่นหลุดออกมาได้อย่างไร?

ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวออกไปข้างนอก … “ขอบคุณพระเจ้า วันนี้ฝนไม่ตก”

หรืออะไรที่มันหลุดปากท่านออกมา … “ขอบคุณพระเจ้า ยางแฟบพอดีเลย วันนี้เอารถออกมา พกเครื่องปั้มลมมาพอดี”

ถามว่าท่านขอบคุณพระเจ้าออกมาจากไหน? ความบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดเลย มันจะจากข้างในออกมา ขอบคุณพระเจ้า นั่นแหละ แต่มันมีบ่อยกว่านั้นเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น รับรู้  จดจ่อ  จดจำจนขึ้นใจในพรนานานับประการของพระเจ้า ที่ให้ไว้เรียบร้อยแล้วในโลกฝ่ายวิญญาณ รับรู้ได้มากเท่าไร? เยอะเท่าไรว่าพระเจ้าได้จัดเตรียมอะไรให้เราเรียบร้อยแล้วในโลกฝ่ายวิญญาณ เราอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เรานั่งอยู่เบื้องขวากับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เราได้บังเกิดใหม่แล้ว  เราบริสุทธิ์สะอาดแล้ว พระพรนานานัปการ พระองค์ทรงให้เราเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราแล้ว สิ่งเหล่านี้เรารับรู้ จดจำได้มากเท่าไร? เราก็จะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ด้วยความบริสุทธิ์ เป็นธรรมชาติออกจากปากของเราได้มากเท่านั้นแหละ มันจะโผล่มาได้มากเท่านั้นแหละ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 บอกไว้อย่างนี้ …

1 เธสะโลนิกา 5:16-18  “16 จงชื่นชมยินดีอยู่เสมอ 17 จงอธิษฐานอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณในทุกสถานการณ์  เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์”

 

ให้ธรรมชาติการขอบคุณพระเจ้าออกมาตรงนี้เลย เพราะนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็คือขอบคุณพระเจ้า เหมือนตะกี้ที่ผมบอกออกไปปุ๊บ …

ฝนไม่ตก … “ขอบคุณพระเจ้า”

เลี้ยวรถออกไปปุ๊บ รถมันเฉี่ยวพอดี เกือบชน … “ขอบคุณพระเจ้า ถ้าออกไปเร็วกว่านี้ โดนชนไปแล้ว ขอบคุณพระเจ้า”

มันออกจากปากได้อย่างไร? ข้อ 18 บอก … จงขอบคุณพระเจ้าอย่างนั้นแหละ จงขอบคุณในแบบนั้นแหละ แต่ในนี้บอกว่าในทุกสถานการณ์ จงขอบคุณพระเจ้าแบบธรรมชาติอย่างนั้น  ในทุกสถานการณ์ “ใน” นะ อย่างที่ตะกี้นี้บอก ไม่ใช่สำหรับ

สมมติว่าตะกี้นี้บอก แมวที่รัก สุนัขที่รัก ถูกอุบัติเหตุตายไป ทันทีทันใดปุ๊บ มันต้องเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา เสียใจกับมัน แต่ขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์อย่างนั้น นี่มันหมายถึงอย่างนั้น ในทุกสถานการณ์ เพราะว่านี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ในพระเยซูคริสต์ ก็คือสำหรับเราผู้เชื่อทั้งหลายนั่นเอง นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับเรา ผู้เชื่อทุกคน คือชื่นชมยินดีในพระคริสต์ เพราะเราอยู่ในพระคริสต์อยู่แล้ว พอเราเชื่อ เราบังเกิดใหม่ เราอยู่ในพระคริสต์ทันที บอกให้เราชื่นชมยินดีที่เราอยู่ในพระคริสต์แล้วตอนนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าเราชื่นชมยินดีตรงนี้ได้ เราก็สามารถขอบคุณตลอดเวลาได้ แม้ว่าตอนนั้นจะพบกับความโศกเศร้าเสียใจก็ตาม แต่ในสถานการณ์โศกเศร้าเสียใจ เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ว่าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้แมวตาย เราก็อยู่ในพระเยซูคริสต์ ตอนเราเศร้าโศกเสียใจ หมาตาย เราก็อยู่ในพระเยซูคริสต์ เราสามารถชื่นชมยินดีในพระเยซูคริสต์ตลอดเวลาได้ ขอบคุณพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงพอแล้วสำหรับการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้และตลอดไป

ถามว่ามีพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียว เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกันกับเราเรียบร้อยไปแล้วในวิญญาณ เราพอใจไหม? เราพอเพียงไหม? ถ้าเราพอเพียง ก็ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี เพราะฉะนั้น พกติดตัวไปเรื่องจริงเหล่านี้ว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ติดต่อ มีความสัมพันธ์กับพระองค์ในการอธิษฐาน เป็นธรรมชาติกับการดำเนินชีวิต พูดคุยกับพระองค์ เป็นธรรมชาติเลย จากวิญญาณสู่วิญญาณ จากความล้ำลึกในวิญญาณ สู่ความล้ำลึกในวิญญาณของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันข้างใน โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยง คอยนำพา สอนเราตลอดไป รู้หรือไม่รู้ก็ตาม พระวิญญาณกำลังเลี้ยงดูเรา ให้เจริญเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ

 

ต่อไปข้อที่ 5 ความจริงในพื้นฐานที่จะเข้าไปอธิษฐานกับพระเจ้า …

          (5) รับรู้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าอธิษฐานแทนเราด้วย

ต้องรู้ตรงนี้ เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะท่านทุกคนต้องเจอแน่ๆ เจอว่าเมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้ว มันไม่ใช่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แฮปปี้ กระหนุงกระหนิงกับพระเจ้าตลอดเวลา No มันไม่ใช่ เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีอิทธิพล การหลอกลวง กระแสของโลกนี้ ผ่านทางกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง จากมาร ได้ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นหลายครั้งที่เราหมดแรง ที่เราอ่อนแอ หรือเจอกับสถานการณ์ที่แย่ๆ อธิษฐานไม่ออก เบื่อ (เบื่อพระเจ้า) ไม่อยากได้ยินเรื่องพระเจ้าเลย ไม่อยากจะอธิษฐาน นี่เบื่อพระเจ้าไปเลย ไม่สามารถอธิษฐานได้เหมือนเคย แล้วทำอย่างไร? มันเกิดขึ้นแน่ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องรู้สึกฟ้องผิดว่า …

“ฉันทำไมเลวอย่างนี้”

แล้วทำอะไร? อยู่เฉยๆ อยู่นิ่งๆ  เพราะว่าในขณะนั้น พระวิญญาณของพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา  จะเป็นผู้อธิษฐานแทนเราเอง พระองค์ทรงรู้ว่าน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับเราเป็นอย่างไร? พระองค์เป็นพี่เลี้ยง พระองค์จะอธิษฐานแทนเรา โรม 8:26-27 ลองอ่านดูนะครับ …

โรม 8:26-27 “26 ในทำนองเดียวกัน  พระวิญญาณทรงช่วยเรา ในยามเราอ่อนแอ  เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณเอง ทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเรา  ด้วยการคร่ำครวญ  ที่ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย 27 และพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจของเรา ทรงรู้พระทัยของพระวิญญาณ  เพราะพระวิญญาณ ทรงอธิษฐานวิงวอนแทนประชากรของพระเจ้า ตามพระประสงค์ของพระเจ้า”

 

พระวิญญาณช่วยเรา ในยามเราอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด หมายถึงเราไม่รู้ว่าเราจะอธิษฐานอะไร? เราไม่มีแรงจะอธิษฐานด้วย ไม่อยากอธิษฐานด้วยซ้ำไป  มันหมายถึงอย่างนั้น แต่พระวิญญาณเองทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเรา เห็นไหมครับ ข้างในไม่หยุดเลย เพราะว่าความคิดของเราข้างนอก เจออิทธิพลของระบบของโลกนี้ เข้ามาเครียดบ้าง อะไรบ้าง ทั้งสุขภาพ ทั้งปัญหารอบข้างเลย มันคือความคิดของเราอ่อนแอ มันด้อยลงไป แต่วิญญาณเราไม่ได้ด้อยเลย พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา พระวิญญาณจะนำเรา และช่วยเรา อธิษฐานให้กับเราเลย ไม่ใช่ช่วยเราให้เราอธิษฐานนะ ช่วยเรา โดยการอธิษฐานให้เราเลย เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราอยู่เฉยๆ เพราะเวลาเราอธิษฐาน เราต้องใช้ความคิด คิดไม่ออก ไม่มีอารมณ์ ไม่เป็นไร ทางวิญญาณยังทำงานอยู่ พระวิญญาณบริสุทธิ์อธิษฐานแทนเราเลย ไม่ใช่ช่วยเราในการอธิษฐาน แต่แทนเราเลย

ปกติเราอธิษฐาน พระวิญญาณช่วยเรา แต่ตอนที่เราไม่มีแรง หมดกำลัง พระวิญญาณทำแทนเลย แล้วบางคนบอกว่าพระวิญญาณทำแทน เราก็ไม่ต้องทำอะไร? เราก็อยู่เฉยๆ ตลอดไป ได้ อยากอยู่ก็ได้  เพราะมันเป็นไปไม่ได้ไง เดี๋ยวพอท่านมีกำลังขึ้นมาใหม่ ท่านก็จะถูกเร้าขึ้นมาเองว่า …

“ฉันอยากจะขอบคุณพระเจ้า”

มันมาเอง มันเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องห่วง พระวิญญาณจะอธิษฐานแทนเรา ด้วยการคร่ำครวญ ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย ก็คือเราไม่รู้จะพูดยังไง พูดคำหนึ่งยังไม่ออกเลย ไม่เป็นคำ หมายถึงว่าไม่สามารถพูดออกมาสักคำเลย แม้แต่คำหนึ่ง ก็พูดไม่ออก เวลามันเซ็ง มันเบื่อ หรือมันเศร้า หรือมันเสียใจ บางทีมันพูดไม่ออก มันเงียบเลยนะ หลายคนผ่านประสบการณ์ตรงนี้มา มารก็อัดเต็มที่เลย …

“เธอแย่แล้ว พระเจ้าทิ้งเธอแล้ว เพราะเธอทิ้งพระเจ้าก่อน เธอเป็นอย่างนั้น เธอเป็นอย่างนี้”

มันเลวไปหมดทุกอย่างเลย อย่าไปเชื่อมัน พระคัมภีร์บอกแล้วว่าไม่ใช่เลย ขณะที่เราอ่อนแอ พระวิญญาณอธิษฐานแทนเรา เราไม่ต้องทำอะไร? เรานิ่งๆ จงนิ่งเสีย และรับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า เราเคยได้ยินใช่ไหม? ทั้งบทเพลง ทั้งพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ … “จงนิ่งเสีย และรับรู้เถิดว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า” …

เพราะฉะนั้น สรุปวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอธิษฐาน ก็ให้เราเข้าไปหาพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา ด้วยความชื่นชมยินดี เหมือนลูกเล็กๆ คนหนึ่งที่รักพ่อ และพ่อก็รักลูกคนนี้มากถึงมากที่สุด เข้าไปคลอเคลีย พูดคุย สนิทสนม พูดได้ทุกเรื่อง ปรึกษาได้ทุกอย่างด้วยความไว้วางใจว่าพ่อรักเรามาก และอยู่ฝ่ายเราเสมอ ห่วงใยเรา  เข้าใจในเรา  และเตรียมแผนการที่ดีที่สุด สำหรับเราเรียบร้อยไปแล้ว และพระองค์ทรงสามารถที่จะพาเราไป จนกระทั่งถึงความครบถ้วนบริบูรณ์ เสร็จสมบูรณ์ตามแผนการของพระองค์ได้อย่างแน่นอน พระองค์สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เกินกว่าความคิดและความเข้าใจของเรา และความสามารถของเราที่จะอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์ได้อีกด้วยซ้ำไป ทำได้มากกว่าที่เราขอ เราขอเท่านี้ พระองค์เตรียมให้เรามากกว่าตั้งเยอะ

เพราะฉะนั้น จงเข้าไปด้วยความมั่นใจ วางใจด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจในความดีงามของพระเจ้า และเข้าไปอธิษฐาน พูดคุยกับพ่อของเรา พ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา ด้วยความชื่นชมยินดีในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเราได้อยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว พระเยซูคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเรา เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา ตั้งแต่ปัจจุบันเดี่ยวนี้ จนถึงนิรันดร์

นี่แหละต้องเข้าไปอย่างนี้ ในการอธิษฐาน ถ้าเข้าไปอย่างนี้ได้ แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ ตามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*****************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 8 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  26  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 8

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้”

โดย นคร  เวชสุภาพร

วันนี้เราก็ยังคงอยู่ในซีรี่ย์ “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ (เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ)” ตอนที่ 5 เราได้เรียนรู้มาตั้ง 4 ตอนแล้ว ก็ได้รู้เยอะแล้ว เรารู้ว่าเมื่อเรารับรู้ความจริง จดจ่อความคิดของเราไปที่เบื้องบน ก็คือจดจ่อไปที่สวรรค์สถาน หมายถึงในโลกวิญญาณ มองไปที่สิ่งที่มองไม่เห็น คือเบื้องบน เราก็จะได้รู้ว่าความจริงของสถานะตัวตนของเรานั้นเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไร ในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าบอกเรา บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล มีหลักฐานแน่นอน ในสวรรค์ของพระเจ้า  ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  เราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราก็จะรู้ว่าเรามีทุกสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่ขัดสนอะไรเลย มีแค่พระเยซูเท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว

นี่คือความจริงรวมๆ สั้นๆ ในโลกวิญญาณ ในพระเยซูคริสต์ ถ้าผู้ที่เชื่อแล้ว ในข่าวประเสริฐของพระเยซู เขาก็อยู่ในพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้ เอเฟซัส 1:3 ได้บอกไว้ เราไม่ขาดแคลนเลย เมื่อเราอยู่ในพระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร?

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลาย ในสวรรค์สถาน”

 

“ผู้ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณนานัประการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลาย ในสวรรค์สถาน” ให้แก่เราเรียบร้อยไปแล้ว ในสวรรค์ ก็คือในโลกวิญญาณ ที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน จับต้องไม่ได้ แต่มันมีอยู่จริงๆ เมื่อเราเชื่อในพระเยซู

เพราะฉะนั้น แต่ก่อนนี้เราเคยแก้ไขสถานการณ์บนโลกใบนี้ ด้วยการอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ทูลขอต่อพระเจ้าช่วยเอาความทุกข์ลำบากออกไปจากชีวิตของเราด้วย ทูลขอพระเจ้าให้เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างไม่มีความทุกข์ ไม่มีความลำบาก ซึ่งเป็นไปตามความหวังของเรา ความต้องการของเรา ในใจของเราอยากจะได้อย่างนี้  ถูกไหม? แต่มาถึงวันนี้ เมื่อเรารู้ความจริงในโลกวิญญาณแล้ว ได้รับรู้ว่าพระเจ้ารักเรามากขนาดไหน?  พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน? พระองค์ทรงเต็มไปด้วยฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่ขนาดไหน? พระคุณของพระองค์ที่มีสำหรับเราแต่ละคนมันเพียงพอ สำหรับเราเสมอ ในทุกสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่บนโลกใบนี้ และรวมทั้งสติปัญญาอันล้ำเลิศของพระองค์ และการทรงสถิตของพระองค์ที่อยู่กับเราเสมอ ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ดีกว่าแต่ก่อนมากมายนัก ก็คือการไว้วางใจ มอบภาระทุกสถานการณ์ ทุกความผิดหวัง ความเสียใจ  ทุกความเจ็บปวดทรมานในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มอบให้กับพระเจ้าทรงนำ ทรงรับผิดชอบแทนเราด้วยเถิด  เป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของเราจากนี้ต่อไปเลย  อย่างนี้เขาเรียกว่าการไว้วางใจ … การไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ในทุกสถานการณ์ ก็คือการส่งมือของเราที่เชื่อฟังต่อพระองค์ ให้พระองค์จูงเราเดินในแต่ละวัน ให้พระองค์ทรงนำไป และเราสามารถขอบคุณพระองค์ได้ในทุกๆ สถานการณ์ที่พระองค์ทรงจูงมือเราไป พอเรารับรู้แล้ว ก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะท่ามกลางความทุกข์โศก เศร้าโศก ความทรมานก็ตาม ในสถานการณ์เหล่านั้น  เราก็จะจดจ้องมองไปที่เบื้องบน เห็นไหมครับ?

ในสถานการณ์ท่ามกลางความทุกข์โศก ความทรมานเหล่านั้น ความเสียใจเหล่านั้น ความผิดหวังจากโลกใบนี้ เหล่านั้นที่เราอยากได้นั้น เราก็เฝ้าจดจ่อไปที่เบื้องบน ในโลกวิญญาณ ตามที่พระเจ้าแนะนำ แล้วก็สามารถขอบคุณพระองค์ได้ว่าเราได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้เกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว ได้อยู่ในสวรรค์นิรันดร์แล้ว พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอตลอดเวลาในขณะนี้แล้ว เอเมน นี่ไง เราสามารถขอบคุณพระเจ้าในสิ่งที่เรามีแล้ว เราได้เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ ให้เราจดจ่อ จดจ้องไปในสิ่งที่เรามีอยู่ เราเป็นอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ แล้วมันดีเลิศมากเลย ถึงแม้ว่าบนโลกใบนี้เราต้องเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช เราก็ไม่กลัวอันตราย ไม่กลัวความชั่วร้าย ความทุกข์ยากลำบากใดๆ เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราด้วย นี่การมองไปที่เบื้องบน มองไปที่โลกวิญญาณ  ก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

การบรรยายในวันนี้จะเป็นเรื่องการวางใจในพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจ ตอนที่ 5 ในหัวข้อ “วางใจในพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทั้งหมด (โลกใบนี้ที่ล่มสลายลงแล้วในความบาปและคำสาปแช่ง)” เรามาเรียนรู้กัน จากอัครทูตเปาโล ผู้มีประสบการณ์ในการเข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ พระเจ้าพาไปทัวร์สวรรค์เรียบร้อยแล้ว  ใครจะมาบอกเราได้มากกว่าเปาโล ไม่มีแล้ว เป็นเพียงผู้เดียวในโลกนี้ ที่พระเจ้าได้พาเข้าไปในโลกวิญญาณ  ในเบื้องบนที่เราพูดถึง ในสวรรค์ที่เราบอกกัน ในขณะที่ยังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ยังไม่ตายนะครับ เปาโลได้ถูกพาเข้าไป และพระเจ้าคงได้อธิบายให้ฟัง มันเป็นอย่างนี้  ที่บอกให้เชื่อ ให้มองไปที่เบื้องบนมันเป็นอย่างนี้ เพื่อว่าเจ้าจะได้กลับลงไปบนโลกใบนี้ แล้วไปสอนบรรดาผู้คนให้เขามองในสิ่งที่มองไม่เห็น มองไปที่เบื้องบน เตือนเขาให้จดจ่อ จดจำให้ขึ้นใจ ในสิ่งที่อยู่เบื้องบน อยู่ที่สวรรค์นี้ จดเอาไว้ เป็นอย่างนี้ๆ

เพราะฉะนั้น เปาโลจึงมีประสบการ์ในเรื่องนี้มาก เป็นผู้เดียวที่เราควรจะฟังว่าทัศนคติของท่านว่าอย่างไร? เมื่อลงมาบนโลกใบนี้แล้ว เมื่อเทียบกับสวรรค์ ที่ท่านได้ไปทัวร์มา โรม 8:18 ได้พูดไว้อย่างชัดแจ๋ว เริ่มต้นที่เปาโลบอกถึงประสบการณ์ว่าเมื่อเรารู้ว่าเราได้รับความรอด พระเมตตาจากพระเจ้า รอดด้วยพระคุณของพระเจ้า มาเป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้วนั้น ทัศนคติในเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ไม่ว่าความทุกข์ขนาดไหนก็ตาม มันเทียบได้ไหมกับพระพรที่เราได้รับ หรือความเป็นแล้วที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว คือการเป็นลูกของพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ที่อยู่ในสวรรค์แล้ว อยู่ในเบื้องบนแล้ว มันเทียบกันไม่ได้เลย

โรม 8:18 “ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ยากของเราในปัจจุบัน เทียบไม่ได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งจะทรงสำแดงในเรา”

 

“ฉันเห็นว่าความทุกข์ยากของฉันในปัจจุบัน เทียบไม่ได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งจะทรงสำแดงในฉัน”

นี่คือทัศนคติ นี่คือคอนเชปในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของเปาโล ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานาในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังอดทนรับอยู่ในปัจจุบันนั้น มันไม่สามารถมาเทียบกับความชื่นชมยินดี ในสง่าราศีและพระสิริของพระเจ้า ที่เราได้รับจากพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในอนาคตอันใกล้นี้ แน่นอนเลยทีเดียว ในโลกวิญญาณ ที่เรามองไปเบื้องบน เราได้รับแล้วในโลกวิญญาณ  เราอยู่ในสวรรค์แล้วก็จริง แต่มันยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เปาโลได้ไปเห็นความครบถ้วนบริบูรณ์แล้วในสวรรค์ จากการทัวร์ พระเจ้าพาไป จึงลงมาบอกพวกเราว่าเทียบกันไม่ติดเลย

เปาโลกำลังเปรียบเทียบความทุกข์ยากลำบาก การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ของผู้เชื่อที่อยู่ในโรม ในสมัยนั้นว่าความทุกข์ยากลำบากของเรา ที่อยู่ในโรม ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว มันเทียบกันไม่ได้กับสง่าราศีและพระสิริของพระเจ้าที่สมบูรณ์ครบถ้วนหรอก แล้วถามว่าผู้เชื่อที่อยู่ในโรม ที่อาจารย์เปาโลพูดถึงนี้ มีความทุกข์มากขนาดไหน?  ลองมาเทียบดูสิว่ากับเราใครทุกข์เยอะกว่ากัน นี่สมัยเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว คริสตจักรเริ่มต้น ผู้เชื่อเพิ่งจะเริ่มต้น หนักขนาดไหน? ถูกข่มเหงรังแก ถูกใส่ร้าย โดยจักรพรรดินีโร … นีโรก็ตั้งตัวเองเหมือนพระเจ้าในสมัยโน้น คนต้องเรียกว่าเป็นพระเจ้า แปลเป็นภาษาไทยว่าเป็นพระเจ้า แล้วก็ข่มเหงคริสเตียน รวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น ก็ข่มเหงคริสเตียน หนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือใส่ร้ายคริสเตียนว่าเป็นผู้วางเพลิง เผากรุงโรม แล้วก็จับคริสเตียนไปทรมาน ติดคุก ย่างไฟ ฆ่าให้ตาย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด และอาจารย์เปาโลเขียนไปบอก ความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ที่ต้องหนีกระเจิง วิ่งกระเจิง ไม่มีที่อยู่อาศัย ถูกข่มเห่งรังแก มันเทียบไม่ได้กับสง่าราศีในโลกวิญญาณ ที่เราได้รับจากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว และจะได้รับอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ในอีกไม่ช้า

ถ้าเทียบกับผู้เชื่อในปัจจุบัน ความทุกข์ยากลำบากต่างกันไหม? 2,000 ปีที่แล้ว มีการข่มเหงรังแกแบบนี้ เยอะแยะมากมาย แต่ความเจริญเติบโตของโลกใบนี้  มันยังไม่มากเหมือนปัจจุบัน โลกยังเสียหาย ยังเน่าเฟะ น้อยกว่าทุกวันนี้ ในระหว่าง 2,000 ปีมานี้ มันเน่าลงไปเรื่อยๆ ทั้งด้านสังคม ทั้งด้านธรรมชาติ ทั้งด้านโรคภัยไข้เจ็บ ทุกอย่างพัฒนาไปทางเละตุ้มเป๊ะไปหมดเลย ปัจจุบันถ้าเทียบถึงการข่มเหง อาจจะไม่มีเหมือนกับในสมัยกรุงโรม แต่สิ่งที่มีมากกว่าในสมัยกรุงโรม ก็คือความทุกข์ยากลำบากทางด้านสังคม บางคนก็ทุกข์ทรมาน ด้วยความเจ็บปวด อย่างแสนสาหัส ในเรื่องของความแตกแยกในสถาบันครอบครัวบ้าง ในสถาบันสามีภรรยาหย่าร้าง เด็กเล็กๆ ถูกทอดทิ้ง ทุกข์ยากลำบาก หรือการถูกโกง แบบแปลกๆ โรคภัยไข้เจ็บที่มาอย่างแปลกๆ ปัญหาทางสังคมที่มาอย่างแปลกๆ บางคนล้มลงไปในเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งสมัยก่อนไม่มีอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ได้ถูกปลูกฝังเรื่องของวัตถุนิยมเข้ามามากมาย จนกระทั่งทนทุกข์ทรมานไม่ไหว ถึงขนาดต้องทำลายชีวิตของตัวเอง เนื่องจากล้มลงในเรื่องเศรษฐกิจการเงิน เพราะความโลภมีมากกว่าสมัยก่อนเยอะ เพราะว่าโลกทั้งใบ ถูกผลักลงไปสู่วัตถุนิยมมากขึ้น ทุกคนเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น มีโรคเครียดด้วย มีโรคซึมเศร้า มีโรควิตกกังวล มีโรคเขาเรียกว่าเหน็ดเหนื่อย มีโรคที่เรียกว่าไม่มีสันติสุข ไม่มีความสงบ รวมทั้งที่เกิดขึ้นกับตนเองและเกิดขึ้นกับคนที่เรารักและห่วงใย และมันเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เราจะเห็นว่าโลกใบนี้มันเป็นอย่างนี้อยู่ตอนนี้

เพราะฉะนั้น มันจึงไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่ผู้เชื่อในโรมเผชิญอยู่ในขณะนี้ มันแตกต่างกัน เพียงแต่เหตุการณ์เท่านั้น แต่ความทุกข์ลำบากในใจ ในการดำเนินชีวิตไม่ต่างกันเลย ซึ่งทั้งหมดของความทุกข์ และปัญหาเหล่านี้ มันหาคำตอบไม่ได้ ไม่มีวิธีแก้ไข และมนุษย์ทุกคนต้องทนทุกข์รับมันไว้ หมายถึงไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น คริสเตียนก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ดวงอาทิตย์ส่องลงมา ก็ส่องให้คนที่เชื่อกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเหมือนกัน ฝนตกลงมา คนเชื่อพระเจ้าก็เปียกเหมือนกัน ถ้าไม่มีร่ม

หลายครั้งสิ่งที่เกิดเหล่านี้ เราเป็นคริสเตียน เราก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุใดมันถึงเป็นอย่างนั้น มีคนมาปรึกษา เราก็ไม่รู้ว่าจะบอกเขาว่าอย่างไรว่าเพราะอะไรมันถึงเกิดอย่างนั้น เราก็ได้แต่หนุนใจ ปลอบโยนจิตใจกันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าบอกกับเราทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในพระองค์ว่าความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้  มันเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น มันมีวันสิ้นสุดลง

ในขณะที่เปาโลบอกว่าพระเจ้าบอกเราอย่างนั้นว่ามันมีวันสิ้นสุดลง ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่ตัวตนที่แท้จริงข้างในของเรา ก็คือวิญญาณของเรา เรารู้แล้วว่ามันเต็มไปด้วยสง่าราศี เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม ที่มีแต่ความงาม ความดี ความยอดเยี่ยมเรียบร้อยไปแล้วในวิญญาณของเรา ในขณะนี้ด้วย พูดง่ายๆ ว่าในขณะนี้เลยทีเดียว ตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ของเราในโลกวิญญาณ มันสวยสดงดงาม เป็นลูกของพระเจ้าที่เต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้า เพียงแต่รอวันที่จะสำแดงออกมาครบถ้วนเท่านั้นเอง รอวันที่จะสำเร็จบริบูรณ์เท่านั้นเอง เรารู้อยู่แล้วว่าข้างในเรายอดเยี่ยมขนาดไหน? เราได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมที่บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนพระเยซูคริสต์เลย

นี่คือสิ่งที่เป็นจริง ที่ตาเรามองไม่เห็น แต่อยู่ภายในร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ซึ่งกำลังแก่ชรา เสื่อมโทรมสู่ความตายนี่แหละ ถ้าใครเถียง ลองดูเส้นผม มันดำขึ้นทุกวันไหม? หรือว่ามันขาว ผิวหนังท่านมันเหี่ยวลงทุกวัน หรือว่ามันค่อยๆ ตึงขึ้นเรื่อยๆ

ก็มีคำพูดเล่นๆ ว่าพออายุมากขึ้น แก่แล้ว เส้นสายทุกอย่างตึงหมดเลย มีอย่างเดียวที่ไม่ตึง คือผิวหน้า มันเหี่ยว

เมื่อเรามองดูภายนอกเป็นอย่างนี้ คือร่างกายของเราบนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความแก่ชรา ความวุ่นวายสับสน การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราก็จะเกิดคำถามที่เราหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมโลกวิญญาณถึงต่างกับโลกวัตถุอย่างมากมายขนาดนี้ โลกวิญญาณ พระเจ้าบอก สวยสดงดงามมาก เป็นลูกพระเจ้าที่ไม่มีวันตายแล้ว แต่ทำไมโลกใบนี้มันทารุณอย่างนี้ พระเจ้าก็เลยตอบเรา โดยผ่านอาจารย์เปาโลให้มีประสบการณ์ แล้วลงมาพูดกับเรา สรุปก็คือบอกว่า …

“ทนอีกสักหน่อยเถอะลูกเอ่ย อีกไม่นาน ภายนอก คือโลกวัตถุและร่างกายของเรา จะถูกเปลี่ยนไป เพื่อให้เข้ากันได้กับสง่าราศีอันงดงามของเรา  คือพระเจ้าที่ได้อยู่ในวิญญาณของเจ้าแล้วในขณะนี้นั่นแหละ อีกไม่นาน ข้างนอกข้างในมันจะเข้ากันได้ดี”

ร่างกายใหม่ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้กับเรา จะเป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี แห่งพระสิริของพระเจ้า เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย  เป็นร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บป่วย เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน โศกเศร้าอีกต่อไป และพระเจ้าได้เตรียมโลกใหม่ สรรพสิ่งใหม่ ที่ดีกว่าสวนเอเดนให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว อดทนรออีกสักแป๊บเดี๋ยวเอง

นี่คือคำตอบที่เปาโลได้รับจากพระเจ้า ได้มาบอกพวกเราว่าเมื่อเทียบกันกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้แล้ว เราควรจะคิดอย่างไร มองไปในโลกวิญญาณ เราคิดอย่างไร? ดังนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในปัจจุบันนี้ มันจึงเป็นการต่อสู้กันอย่างรุนแรง ระหว่างความหวังในโลกวิญญาณ ในสิ่งที่เรารับรู้ และมันเป็นจริงแล้วในใจ ในเบื้องบน ในสวรรค์ของพระเจ้า ที่พระคัมภีร์เขียนแล้ว ซึ่งมันดียอดเยี่ยมที่สุด กับประสบการณ์ภายนอกในความทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ความเจ็บปวดในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ความเลวร้าย ความชั่วร้ายที่สุด บนโลกใบนี้ เช่นเดียกัน ในวิญญาณจึงเต็มไปด้วยความงดงามที่สุด แต่บนโลกใบนี้ เต็มด้วยความชั่ว เลวร้ายที่สุด ซึ่งมีพระเยซูคริสต์ผู้มีชัยชนะเหนือโลก อยู่ข้างเรา และสถิตอยู่ในเรา นี่แหละ คือภาพเป็นจริงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของผู้เชื่อทั้งหลายว่าเราชนะแล้ว โดยพระเยซูคริสต์อยู่ในเรา แต่เรายังอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้อยู่ ดังนั้น ความหวังใจในชีวิตนิรันดร์ ในสง่าราศี ในโลกวิญญาณของเรา ที่เราได้รับเรียบร้อยไปแล้วนั้น  และเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว จึงเป็นคำตอบให้กับเรา ในเรื่องของความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ปัญหาต่างๆ ความยุ่งยากต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญทั้งหมด ที่เราไม่มีคำตอบ แต่เรามีความหวังในพระเยซูคริสต์ แม้เราจะเป็นผู้เชื่อ เรายังไม่สามารถตอบได้เลย แต่เรามีความหวังในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่หาคำตอบในการเผชิญปัญหาความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ แต่หาความหวัง คนที่ไม่มีความหวัง คือคนที่ยังไม่รู้จักพระเยซู ยังไม่ได้เชื่อในนามของพระเยซูคริสต์ ถ้าเชื่อแล้ว จะมีความหวังในพระเยซูคริสต์ ที่จะเผชิญกับความจริงของความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ได้ ว่าความทุกข์ยากลำบากมันก็เป็นจริงๆ หนีไม่พ้น แต่เราก็มีความหวังในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเยซูสถิตอยู่ในเราแล้ว เราชนะโลกนี้ไปแล้ว เอเมน ฟีลิปปี 4:13 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

ฟีลิปปี 4:13 “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า”

 

“ข้าพเจ้าหรือฉันจึงเผชิญทุกสิ่งได้ ทุกสถานการณ์ ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย  จะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม โดยองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า องค์พระเยซูคริสต์ที่สถิตกับข้าพเจ้า”

เพราะฉะนั้น มีพระเยซูคริสต์ผู้เดียว ก็เพียงพอแล้ว สำหรับการเผชิญกับทุกสถานการณ์ ความหวังเราจึงอยู่ที่พระเยซูคริสต์ที่สถิตอยู่ในเรา และคือชีวิตของเรานั่นเอง

เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เราอาจพบกับความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ ในความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แม้กระทั่งหมอก็ช่วยไม่ได้ แต่เรามีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา จูงมือเราเดิน เป็นกำลัง เป็นสติปัญญา เป็นชีวิตของเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ใช่เรามาเชื่อพระเจ้า แล้วพระเจ้าปล่อยให้เราเดินคนเดียว ไม่ใช่ แต่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเรา ในร่างกายนี้ และดำเนินไปด้วยกันกับเรา ไม่ได้ปล่อยให้เราเผชิญอยู่บนโลกใบนี้เพียงคนเดียว เปล่าเลย สมัยก่อนที่เรายังไม่ต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราเดินคนเดียว เผชิญกับปัญหาบนโลกใบนี้ ความทุกข์ยากบนโลกใบนี้  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ต้องเผชิญอยู่ แต่พอมาเชื่อพระเยซูแล้ว ก็ยังต้องเผชิญอยู่ธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาตรงที่ขณะนี้ เราเผชิญด้วยพระเยซูคริสต์ที่สถิตอยู่ในเรา เอเมน มีตัวช่วย และตัวช่วยบอกว่าเขาชนะโลกนี้แล้ว เต็มไปด้วยฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด คือพระเจ้า พระเยซูคริสต์ พอไหม? จบไหม?

ความหวังในความสุขนิรันดร์ ในร่างกายใหม่ และโลกใหม่นี้ เป็นความหวังที่อยู่ในใจ ในวิญญาณ ไม่ได้เป็นความหวังที่ขึ้นกับสถานการณ์ รอบข้างบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบัน ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ตาม จะเป็นเช่นใด เรายังคงมีความเชื่อในความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ในพระคริสต์ ไม่เปลี่ยนแปลง

เรามีความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ หมายถึงอะไร? ปกติความหวัง โดยทั่วๆ ไป มันจับต้องมองไม่เห็นนะ มันเป็นอนาคต ถูกไหม? แต่พอเรามีความหวัง ที่เต็มไปด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ มันกลายเป็นความหวังที่จับต้องมองเห็นได้เลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวนี้นั่งอยู่ที่นี่ เราเป็นลูกพระเจ้าที่ได้เกิดใหม่แล้ว นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ร่วมกับพระเยซูคริสต์ มันไม่เห็น เรายังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่โบสถ์อยู่อย่างนี้  เหมือนเดิมเลย แต่พอมีความหวังและความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เรารู้ทันทีว่าขณะที่เรานั่งอยู่ที่โบสถ์นี้ วิญญาณเราก็นั่งอยู่ที่สวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราเป็นลูกของพระเจ้า นี่คือความหวังในสไตล์ของผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ คือความหวังที่จับต้องมองเห็นได้

เปาโลผู้มีประสบการณ์ในการไปทัวร์สวรรค์มาแล้ว เล่าความจริงในโลกวิญญาณด้วยความตื่นเต้นให้เราฟังต่อ นึกถึงภาพว่าขณะที่ท่านอ่านสิ่งที่อาจารย์เปาโลพูดให้ฟัง คือประสบการณ์ที่อาจารย์เปาโลได้เห็นมา อัครทูตเปาโลคงจะตื่นเต้นมากเลย ที่ได้เอาข้อความเหล่านี้มาหนุนใจ มาบอกให้กับผู้เชื่อทั้งหลายรู้ว่าพระเจ้าทรงรักและห่วงใย และเตรียมอะไรไว้ให้กับท่าน มันเทียบกันไม่ได้กับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้เลย …

โรม 8:19-22 “19 สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างจดจ่อรอคอย ให้บรรดาบุตรของพระเจ้าปรากฏ 20 เพราะสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างได้ถูกทำให้ผิดเพี้ยนไร้ค่าไป ไม่ใช่โดยความสมัครใจของมันเอง แต่โดยความตั้งใจของผู้ที่บังคับให้มัน ต้องตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ด้วยมีความหวัง 21 ว่าสรรพสิ่งเหล่านั้น จะได้รับการปลดปล่อยจากการผูกมัดให้ต้องเสื่อมสลาย และจะถูกนำเข้าสู่เสรีภาพอันรุ่งโรจน์ ของบรรดาบุตรของพระเจ้า 22 เรารู้ว่าสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง กำลังคร่ำครวญ ราวกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร จนถึงปัจจุบันนี้”

 

คิดดูว่าอาจารย์เปาโลตื่นเต้นขนาดไหน? อาจารย์เปาโลเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่อาจารย์เปาโลตื่นเต้นอย่างเดียว แต่แม้กระทั่งสรรพสิ่งทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้น ยังตื่นเต้นมากเลย ไปกับเราด้วย ในความจริงนี้ และมีความหวังในเรื่องนี้ เช่นเดียวกัน … ความหวังในเรื่องสง่าราศีที่ครบถ้วนบริบูรณ์ของผู้เชื่อในพระคริสต์ ที่พระเจ้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วในสวรรค์นั้น ในอนาคตอันใกล้ สรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ไม่ว่าก้อนหิน ก้อนดิน ใบหญ้า สัตว์ทุกอย่างครบ เขารู้ เขาก็ตื่นเต้นเหมือนกัน มีความหวังในเรื่องนี้เหมือนกัน ในนี้บอกว่า …

“ต่างก็ครวญครางอยากจะถึงวันนั้นจริงๆ วันที่บุตรทั้งหลายของพระเจ้าจะสำแดงสง่าราศีครบถ้วนบริบูรณ์อย่างนี้ออกมา เพื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็จะได้รับการทรงสร้างขึ้นใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน”

โลกและธรรมชาติบนโลก สรรพสิ่งต่างๆ ในโลก สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา ดวงดาว ก้อนหิน ก็จะได้รับการไถ่ให้เป็นอิสระ จากความเสื่อมโทรม คำสาปแช่ง เหมือนกันกับผู้เชื่อทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เขาก็เลยต่างรอคอยท้องฟ้าใหม่กับโลกใหม่ ท้องฟ้าใหม่ ก็คือที่เรามองไปที่ท้องฟ้า มีเมฆ มีดวงดาว มันเป็นใหม่เอี่ยม โลกใหม่ ก็หมายถึงสรรพสิ่ง ธรรมชาติทุกอย่างในโลกใบนี้ ตั้งแต่ก้อนหินจนกระทั่งสัตว์ และร่างกายใหม่ของมนุษย์

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ที่บอกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้าง กำลังคร่ำครวญ ราวกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร จนถึงปัจจุบันนี้ ลองคิดดูสิ อาจารย์เปาโลบอกว่าความจริงบนโลกวิญญาณ คือสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าสร้างขึ้นบนโลกใบนี้ นกในอากาศ ปลาในน้ำ สัตว์ทั้งหลาย ต้นไม้ทุกชนิด ก้อนหิน ก้อนดิน เมฆ น้ำ อะไรเหล่านี้ ต่างก็ครวญคราง เหมือนกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร ตั้งแต่เมื่อมันถูกสาปแช่ง ตั้งแต่อาดัมและเอวาถูกลงโทษ ไม่เชื่อในพระเจ้าคำสาปแช่งได้ลงมาบนโลกใบนี้ ตั้งแต่วันนั้นมา สิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ดีงามเหล่านี้ มันตกอยู่ในคำสาปนี้ และมันครวญครางอยากจะเป็นอิสระสักทีหนึ่ง มาจนถึงปัจจุบันนี้ ปัจจุบันที่เขียนในนี้ คือเมื่อเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว แล้วมาถึงปัจจุบันนี้เลยไปอีก 2,000 ปี มันก็ยังครวญครางอยู่ แล้วมันใกล้คลอดแล้ว ราวกับเจ็บท้องใกล้คลอดบุตร ผมก็ไม่เคยคลอดนะ ถามว่ามันเจ็บขนาดไหน? เขาบอว่ามันเจ็บสุดๆ มันทรมานสุดๆ แต่มันทรมานด้วยความหวัง ยินดีชัดเจนว่าอีกไม่นานเกินรอ ความทุกข์ทรมานนั้น จะกลายเป็นความชื่นชมยินดี เพราะจะได้เห็นลูกของตัวเอง แม่ผู้ให้กำเนิดก็จะมีความรู้สึกอย่างนี้  ทนได้สุด เพราะว่าเดี๋ยวจะเจอหน้าลูกแล้ว อยู่ในท้องมา 9 เดือน มันค่อยๆ ทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ มันทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ เดือนที่ 1 เดือนที่ 2 เดือนที่ 3 เดือนที่ 4 … เดือนที่ 9 หนักสุด นอนก็อาจจะหลับไม่สนิท หลับไม่ได้ด้วย หลับๆ ตื่นๆ หายใจก็ไม่ได้ แต่เขามีความรู้ มีความหวังว่าอีกไม่นานจะได้พบกับลูก จะพบกับความชื่นชมยินดี จนกระทั่งวันคลอด เจ็บสุด สุดท้าย โลกใบนี้ มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ ถ้าเมื่อไรท่านเห็นว่าความทุกข์ยากลำบากในสมัยก่อน มันน้อยกว่าสมัยปัจจุบัน มันมาถูกทางแล้ว

ในสมัยโรมที่อาจารย์เปาโลเขียนไป อาจจะเหมือนคนท้อง ตีสัก 3 เดือน แต่มาถึงตอนนี้ 2,000 ปีผ่านมา ทุกวันนี้ ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้มันวุ่นวายมากมาย มันอาจจะเป็น 9 เดือน กำลังจะคลอดแล้ว มันน่าจะดีใจ ยิ่งวันผ่านไปเท่าไร? โลกใบนี้มันเละตุ้มเป๊ะมากเท่านั้น มันเสียหายมากเท่านั้น มันเกิดความชั่วร้ายบนโลกใบนี้มากมายทวีคูณขึ้น เพราะมันใกล้คลอดแล้วอย่างไรล่ะ สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น คร่ำครวญ จนถึงปัจจุบัน ราวกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร

และความจริงเหล่านี้ ก็เลยเป็นคำตอบว่าทำไม โลกใบนี้จึงมีแต่ความเลวร้าย ชั่วร้ายมากมายขนาดนี้ และมากขึ้นทุกวัน และหลายคนไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็จะบอกว่า …

“พระเจ้าอยู่ไหนล่ะ ทำไมปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอะไรสักอย่าง”

แต่อยากจะบอกความจริงกับท่านว่าพอเห็นอย่างนี้ ท่านจะรู้เลย ชัดเจนเลยว่าความชั่วร้ายไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากโลกใบนี้ และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ถูกมารหลอก โดยผ่านทางมนุษย์ ผู้เป็นเจ้าของโลกใบนี้ และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ได้มอบสิทธิอำนาจนี้ไว้ให้กับมาร มารคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งปวง คือการขโมย ฆ่าและทำลาย มีแต่ความเลวร้าย มันจึงครอบครองบนโลกใบนี้ และดำเนินการบนโลกใบนี้ด้วยความเลวร้าย ชั่วร้าย รอวันที่จะหมดสิทธิ์หรือถูกตัดสินให้ลงไปอยู่บึงไฟนรกเท่านั้น ซึ่งมันมีวันสิ้นสุดลง

เพราะฉะนั้น ความชั่วร้ายอะไรต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่ได้มาจากพระเจ้า มาจากมาร ผ่านทางความสาปแช่ง ความบาปต่างๆ ที่ปกคลุมอยู่บนโลกใบนี้  แต่วันหนึ่งข้างหน้า โลกใหม่ และร่างกายใหม่ที่เราจะได้รับ และจะอยู่ในโลกใหม่นั้น มันไม่มีบาปอีกต่อไป  ไม่มีความชั่วร้ายอะไรอีกต่อไปเลย เพราะตัวชั่วร้ายได้ถูกกำจัดออกไปเรียบร้อยแล้ว ถูกโยนลงไปอยู่ในบึงไฟนรกเรียบร้อยแล้ว และโลกใบนี้ก็ได้รับการไถ่ ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการไถ่ออกมาหมดเลย นอกจากมนุษย์แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้รับการไถ่ มาอ่านดูต่อไป

โรม 8:23 “ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่เราเอง ผู้มีผลแรกของพระวิญญาณ ก็ยังคร่ำครวญอยู่ภายใน ขณะที่เราจดจ่อรอคอยการทรงรับเราเป็นบุตร คือการไถ่ร่างกายของเราให้รอด”

 

เปาโลบอกชัดเจนเลย เห็นภาพชัดเจนเลยว่าเราผู้เชื่อทั้งหลาย ผู้ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พอเชื่อพระเยซูปุ๊บ พอเชื่อในข่าวดีปุ๊บ มันได้เกิดใหม่ในวิญญาณเรียบร้อยไปแล้ว ถึงแม้จะอยู่ในร่างกายเก่า อยู่บนโลกใบนี้ก็ตาม แต่ในวิญญาณเราเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็คือการบังเกิดใหม่นั้น พระเจ้าได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นขึ้นจากความตาย อยู่ในร่างกายที่เสื่อมโทรมนี้แล้ว ในโลกวิญญาณ ในร่างกายที่เรานั่งอยู่ทุกวันนี้ บนโลกใบนี้ มีเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นอมตะ เมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นขึ้นจากตายอยู่ในร่างกายเราตอนนี้ อยู่ในวิญญาณของเรา ในขณะนี้แล้ว แล้ววันหนึ่งเมล็ดพันธุ์นี้มันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นร่างกายใหม่ที่เต็มด้วยสง่าราศี เป็นร่างกายใหม่ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ สมบูรณ์แบบเหมือนพระเจ้า เหมือนพระเยซูคริสต์ตอนที่เป็นขึ้นจากความตาย เราก็จะมีร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซูคริสต์ อย่างนั้นทันที ซึ่งเป็นความหวังที่สรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ตะกี้นี้บอกว่าครวญครางอยากเห็น ถามว่าอยากเห็นใคร? อยากเห็นพวกเรามนุษย์ผู้เชื่อทั้งหลาย ได้รับร่างกายใหม่ ได้รับการเป็นขึ้นจากความตายอย่างครบถ้วนบริบูรณ์เสียทีหนึ่ง สง่าราศีจะได้ปรากฏ เพราะว่าพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าหลังจากนั้นโลกใหม่ถึงจะมาได้ เพราะฉะนั้น เขาก็เลยรอเรา พอเรามาก่อน เขาจะได้ตามมา ถ้าเราไม่มาสักที เขาก็มาไม่ได้ พอมองภาพเห็นไหม? สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งสัตว์ ท่านรักแมวไหม? ท่านรักสุนัขไหม? ถ้าท่านรักสุนัข รักแมว จงรู้ไว้ ในความคิดของมัน กำลังบอกว่า …

“เมื่อไร เจ้านายจะได้รับร่างกายใหม่สักที ฉันจะได้รับการสร้างใหม่ด้วย”

ทุกอย่างบนโลกใบนี้  ต้นไม้ที่ท่านชอบ ต้นอะไรก็ตาม เขากำลังพูดกับท่านว่า …

“เมื่อไรเธอจะได้รับการสร้างใหม่สักที ปรากฏเป็นร่างใหม่ ที่เป็นสง่าราศี เหมือนพระคริสต์สักที ฉันจะได้รับการสร้างใหม่ ให้เป็นเหมือนสมัยเอเดน ดีกว่าเก่าอีก สง่าราศีสวยกว่าเก่า”

ดอกกุหลาบคงจะดอกเท่าตุ่ม ไม่ใช่มีแค่ 7 สี มันคงมีสีสันมากกว่านั้นเยอะแยะมากมาย

นี่คือสิ่งที่เปาโลมีประสบการณ์ ไปดูมาแล้ว แล้วมาเล่าให้เราฟัง ตื่นเต้นขนาดไหน? แค่นั้นไม่พอ โรม 8:24-25 อ่านต่อไป

โรม 8:24-25 “24 เพราะว่าในความหวังนี้ เราได้รับความรอดแล้ว แต่ความหวังที่เห็นได้นั้น ไม่ใช่ความหวังเลย ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว 25 แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้น ด้วยความอดทน”

 

“แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้นด้วยความอดทน” เราหวังอะไร? เราหวังในร่างใหม่ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องมีความกลัว ไม่ต้องมีความวิตกกังวล ไม่ต้องมีบาปมารังควานเราต่อไป เราหวังในสิ่งเหล่านี้ เป็นจริง เราจึงสามารถอดทนได้ เพราะว่ามันมีความหวังในสิ่งที่มองไม่เห็นตอนนี้ แต่ตอนนี้เป็นจริง เปาโลไปเห็นความเป็นจริงมาแล้ว จึงมาบอกเรา ให้เรายึดมั่นในความเป็นจริงนี้ ในความหวังนี้ และมีความอดทน

โรม 8:26-27 “26 ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณทรงช่วยเราในยามเราอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณเอง ทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเรา ด้วยการคร่ำครวญ ที่ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย 27 และพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจของเรา ทรงรู้พระทัยของพระวิญญาณ  เพราะพระวิญญาณทรงอธิษฐานวิงวอน แทนประชากรของพระเจ้า ตามพระประสงค์ของพระเจ้า”

 

ในขณะที่เรายังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พบกับความทุกข์ยาก ปัญหาต่างๆ นานา แม้พระเจ้าจะสถิตอยู่กับเราก็จริง แต่มันทุกข์ มันทุกข์จริง ของจริง ในขณะที่เรามีความทุกข์หนัก เคยไหม? ทุกข์มากๆ สับสน อ่อนแอ ความเชื่อน้อยลง ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร? เบื่อพระเจ้า เซ็งพระเจ้า พูดไม่ออก สรรเสริญพระเจ้าไม่ได้ ร้องเพลงก็ไม่อยากร้อง เจอหน้าผู้เชื่อ ก็ไม่อยากเจอ ใครมาอธิษฐาน ก็ไม่อยากจะฟังด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เราเผชิญอยู่นั้น ให้รู้เลยว่าพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเราไม่ทอดทิ้งเรา  เปาโลบอกไม่ทอดทิ้งเรา ความทุกข์ลำบากนั้น มันเป็นเรื่องจริง หลายครั้งในชีวิตจะต้องเจอแน่ๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาของความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ที่ปกคลุมไปด้วยบาปแล้ว  และผู้คนอีกมากมายทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อ วุ่นวายไปหมด เพราะฉะนั้น วันหนึ่งเราจะมีปัญหาในความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นแน่ๆ ว่าพระเจ้าหายไปไหน?  แต่พระเจ้าบอกพระองค์ไม่ได้หายไปไหน? พระองค์ยังอยู่ในเรานั่นแหละ สถิตอยู่ในเรา พระองค์จะเป็นผู้อธิษฐานให้กับเราเอง ขณะที่เราพูดอะไรไม่ออก พูดเป็นคำก็ไม่ได้ อธิษฐานก็ไม่เป็น เบื่อแล้ว พระวิญญาณรู้ว่าน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับเราตอนนั้นเป็นอย่างไร? จะอธิษฐานแทนเรา พระองค์จะช่วยเราอธิษฐานในสถานการณ์นั้นๆให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า ดีกว่าเราอธิษฐานเองอีก

โรม 8:28 “และเรารู้ว่าในทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดี แก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์  คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”

 

และเรารู้ว่าที่เกิดทุกข์ยากลำบากที่วุ่นวาย ปัญหาสับสน กลัว เบื่อ เซ็ง ไม่อยากเข้ามาหาพระเจ้าเลย ซึ่งพระเจ้าไม่ได้ถือสาเลย เป็นส่วนหนึ่งในความทุกข์ยากลำบากของเรา ขณะที่บางวัน เรามีความเชื่อเต็ม ฮาเลลูยา สรรเสริญพระเจ้า อะไรก็ดูดีไปหมดทุกอย่างเลย ในนี้บอกว่าเรารู้ว่าไม่ว่ามันจะเซ็งหรือไม่เซ็ง ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี ในสายตาของเรา ที่เรากำลังเผชิญบนโลกใบนี้ พระเจ้าทรงสามารถ สำคัญตรงนี้ พระเจ้าสามารถกระทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เซ็งบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านั้น ทำงานร่วมๆ กัน ให้เป็นผลดีสำหรับชีวิตเราเสมอ อย่างแน่นอน ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วย ตามแผนการของพระองค์ที่วางไว้สำหรับเรา เราไปถึงแผนการนั้นอย่างแน่นอน โดยพระเจ้า ไม่ใช่ตัวเรา

โรม 8:29-30 “29 เพราะบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว พระองค์ก็ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้ว ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรจะได้เป็นบุตรหัวปี ท่ามกลางพี่น้องมากมาย 30 และบรรดาผู้ที่ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกด้วย บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ก็ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้รับพระเกียรติสิริด้วย”

 

พระเจ้าผู้ทรงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าชีวีตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ตรงนี้พูดไม่ใช่เป็นส่วนตัว แต่เป็นส่วนรวม แต่สามารถโยงมาเป็นส่วนตัวได้ คือตรงนี้ กำลังพูดถึงผู้ที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง เลือกไว้ ก็คือกำหนดไว้ล่วงหน้า คือพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทุกคน ไม่พินาศ และมาถึงซึ่งความรอดในพระเยซูคริสต์ โดยมีกลุ่มแรกก่อน เรียกว่ากลุ่มชาวยิว หรือพวกอิสราเอล กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่เป็นคนต่างชาติ ไม่ใช่อิสราเอล มนุษย์ทั้งหมด มีอยู่ 2 กลุ่มเท่านั้นเอง

กลุ่มแรกพระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ก็คือเรียกชาวยิว มาก่อน เป็นต้นกำเนิดที่จะติดสนิทกับพระองค์ วางแผนไว้ว่าให้พระเยซูมาบังเกิดในชาวยิว

และกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์ที่เหลือทั้งหมดที่ไม่ใช่ยิว ก็เลือกไว้ด้วย ทั้งสองกลุ่มเลือกไว้เพื่อเป็นตามน้ำพระทัยของพระองค์ คือมาเป็นลูกของพระองค์ มาเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ มาอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ มันหมายถึงอย่างนี้ มาเป็นผู้ชอบธรรม ปราศจากบาปในพระเยซูคริสต์

โรม 8:31-34 “31 เช่นนี้แล้ว เราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครเล่าจะต่อสู้เราได้ 32 พระองค์ผู้ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ประทานพระบุตรนั้น แก่เราทุกคน พระองค์จะไม่ยิ่งทรงเมตตา ประทานสิ่งสารพัดแก่เรา พร้อมกับพระบุตรหรือ 33 ใครจะฟ้องร้องบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ ก็พระเจ้าเอง ทรงนับว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม 34 ใครจะกล่าวโทษได้อีก พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว บัดนี้ พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย”

 

“พระองค์ผู้ไม่ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ประทานพระบุตรนั้นแก่เราทั้งหลาย พระองค์จะไม่ยิ่งทรงเมตตา ประทานสิ่งสารพัดแก่เรา พร้อมกับพระบุตรหรือ?”

พูดง่ายๆ ว่าแม้กระทั่งพระเยซูคริสต์ ลูกของพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักมาตั้งแต่กำเนิด ตั้งแต่นานแล้ว พระองค์ยังยอมสละให้มาทนทุกข์ทรมาน  เพื่อไถ่บาปเราที่ไม้กางเขน แล้วมีอะไรอีกไหมที่พระองค์จะไม่ให้เรา พระองค์ให้เราทุกสิ่ง สารพัดสิ่ง ให้เห็นถึงความรักของพระเจ้า พระเจ้าคงบอกเปาโลให้มาบอกพวกเราทั้งหลายว่าพระองค์ทรงรักเราแล้ว เรามีค่าในสายพระเนตรของพระองค์เท่าไร? พูดตรงๆ แล้ว มากเท่ากันกับพระเยซูเลย เอาพระเยซูมาแลกยังยอมเลย ท่านลองคิดดูสิว่าคุณค่าของท่านมีเท่าไร? แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ใครจะมาฟ้องร้องบุตรที่พระเจ้าทรงเลือกได้

ในนี้บอกว่า … “และพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว เป็นอยู่ ณ วันนี้แล้ว บัดนี้พระองค์ทรงประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า  และทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเรา”

มันแปลว่าอย่างนี้ว่าและทรงเป็นผู้แก้ต่าง เป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจในการแก้ต่างให้กับเรา ไม่ว่าเรื่องอะไรต่างๆ นานา ใครบอกเราไม่ดี ใครบอกๆ ไหนๆ พระเยซูที่อยู่เบื้องขวาของพระเจ้า ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่พระเจ้าประทานสิทธิอำนาจให้ทั้งหมด ตั้งแต่เป็นขึ้นจากความตายแล้วนั้น พระองค์กำลังอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า คอยมองดูชีวิตของเรา และใครมาว่าเรา …

“คนนี้เลว”

“เลวที่ไหน ฉันชำระเขาด้วยโลหิตของฉัน ตอนนี้สะอาดหมดจด เป็นน้องฉันแล้ว ถ้าเธอบอกว่าเขาเลว เธอกำลังว่าฉันเลวเหรอ”

สมมติว่ามีทูตสวรรค์ สมมติว่ามีมารมาฟ้องร้อง บอก …

“พระเจ้า นครทำไมเลวอย่างนี้”

“นครเลวได้อย่างไร เขาเป็นเหมือนฉันเลย ถ้าเธอบอกนครเลว ฉันพระเยซูก็เลวด้วยสิ”

มารมันหน้าม้านเลย เห็นไหม? แม้แต่ตัวเราเอง ยังตำหนิตัวเราเองไม่ได้เลย  แม้เราจะบอกว่า …

“ทำไม ฉันเป็นคนเลวอย่างนี้”

“พระเยซูบอกไม่เลว เลวที่ไหน? ถ้าเธอบอกเลว เมื่อไร เธอกำลังว่าฉันนะ เพราะเธอเป็นเหมือนฉันแล้ว เธอกับฉันบัพติศมาเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นวิญญาณเดียวกัน เธอบอกตัวเธอเองเลว อ้าว! ฉันก็เลวไปด้วยสิ … น้องเอ๋ย น้องอย่าไปเชื่อมาร น้องไม่ได้เลวตามนั้นหรอก” พอเข้าใจไหม?

“ฉันเป็นคนเลว ดูสิ เป็นผู้เชื่อแล้ว วันนี้ขับรถออกไปข้างนอก ยังว่าเขาอยู่เลย ยังโมโหใส่เขา โกรธเขา ดูสิ ไปด่าเขาเสียๆ หายๆ ฉันทำไมเลวอย่างนี้”

พระเยซูแก้ต่าง … “เฮ้ย! ไม่เลวๆ เลวที่ไหนล่ะ เธอเหมือนฉัน เธอไม่มีวันเลวเลย”

เปาโลไปได้ประสบการณ์ตรงนี้มาจากสวรรค์ กำลังมาบอกเราว่า … “ไม่เลวเลย” … พระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกันกับเราแล้ว พระเยซูอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า คอยเป็นทนายความ แก้ต่างให้กับเราเสมอในทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกของพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักมาก และพระองค์ทรงอยู่ข้างเราตลอดเวลา ไม่มีใครที่ไหน? ที่จะสามารถมาทำร้ายเราได้เลย แม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งตัวเราเอง ยังทำร้ายตัวเราเองไม่ได้เลย

โรม 8:35-36 “35 ใครเล่าจะพรากเราจากความรักของพระคริสต์ได้ ความทุกข์ร้อน ความยากลำบาก การข่มเหง การกันดารอาหาร การเปลือยกาย ภยันตราย หรือคมดาบ อย่างนั้นหรือ 36 ตามที่มีเขียนไว้ว่า “เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลาย เผชิญความตายวันยังค่ำ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ถูกนับว่าเป็นแกะที่จะเอาไปฆ่า”

 

พูดง่ายๆ 2 ข้อนี้ สรุปว่าเพราะฉะนั้น ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เมื่อพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา รักเรามากขนาดนั้นแล้ว พระเยซูแก้ต่างที่เบื้องขวาของพระเจ้าให้กับเราตลอดเวลา ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก การหลอกลวง การล่อลวงบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ มีใครที่ไหน? ที่จะเอาเราออกไปจากพระเจ้าได้ ไม่มีทาง ในความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ พระเจ้าอยู่กับเราตลอดเวลา นำพาเราเดินผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องความคิด เรื่องความบาป หรือเรื่องความทุกข์ยากลำบาก เมื่อถูกข่มเหงก็ตาม พระเจ้าอยู่กับเรา พาเราผ่านไป  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำอะไรเราได้

เปาโลยกตัวอย่างตัวเอง ก็คือความทุกข์ร้อน ยากลำบาก การถูกข่มเหง การกันดารอาหาร การเปลือยกาย ภัยอันตราย คมดาบ ก็คือสิ่งที่อัครทูตเปาโลและอัครทูตยุคแรกๆ ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถแยกเขาออกจากความรักของพระเจ้า ที่มีอยู่ในพระเยซูคริสต์ได้เลย แกะที่นำเอาไปฆ่า ก็หมายถึงว่าเจ้าของมองดูอยู่ เมื่อถึงเวลาของเรา เราต้องจากโลกนี้ไป พระเจ้าก็ดูเราอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องห่วงว่าจะไปวิธีใด พระองค์ทรงทราบดี รับได้แน่นอน เมื่อถึงวันเวลานั้น  …

โรม 8:37 “เปล่าเลย ในสถานการณ์ทั้งปวงนี้ เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต โดยทางพระองค์ ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย”

 

“เปล่าเลย” คือในสถานการณ์ทุกข์ยากลำบากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ที่บอกมันหนีไม่พ้น ทุกคนต้องโดน เรา ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต คือไม่ต้องทำอะไรเลย พระเยซูทนเหน็ดเหนื่อยอะไรต่างๆ เอาชัยชนะมาให้กับเรา เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต โดยทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย  เห็นไหม? ยังยืนยัน พระองค์ทรงรักเรา อยู่ข้างเรา ข้อ 38-39 ยิ่งชัดเจน จะได้สบายใจ จะได้วางใจในพระเจ้าได้เสียที

โรม 8:38-39 “38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์ หรือวิญญาณชั่ว ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ 39 ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใด  ในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”

 

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงเลย ข้าพเจ้าจึงมั่นใจ ข้าพเจ้าได้เห็นมาแล้ว พระเจ้าบอกแล้ว มั่นใจได้เลยว่าตราบใดที่ท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ตัดสินใจเชื่อในข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเยซูแล้ว ท่านเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ มาตายที่ไม้กางเขน เพื่อหลั่งพระโลหิตชำระบาปให้กับท่าน และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ท่านเชื่อแค่นี้ พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกเหนือจากนั้น วางใจในพระเจ้า … พระเจ้าบอกให้ท่านจงเชื่อมั่นเลยว่าถ้าท่านทำแค่นั้นแล้ว ท่านก็จะได้รับในฐานะลูกของพระเจ้า ผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ที่จะได้รับร่างกายใหม่ อยู่ในโลกวิญญาณ และจะอยู่ในโลกใหม่ ที่เรียกว่าสวรรค์ใหม่ ในเวลาอันใกล้นี้

ในนี้จึงบอกว่า … “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความตาย หรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์ หรือวิญญาณชั่วตัวใดที่จะมาหลอกลวงท่าน ไม่ว่าจะอยู่ในปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ตาม หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใด ในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ คือไม่สามารถเอาเราออกไปจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในวิญญาณได้ ไม่มีทาง เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ตั้งแต่ เมื่อวันที่เรารับเชื่อในพระเจ้าว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เป็นพระมาซีฮาห์ของเรา นั่นแหละวันนั้น เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ และจากวันนั้นมา ก็ไม่มีใครเอาเราออกไปจากวิญญาณของพระเจ้าได้ ไม่มีใครเอาเราออกไปจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ได้ แม้แต่ตัวเราเองก็ยังเอาออกไปไม่ได้เลย เราได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความมืดในอาดัม มาอยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เรารับเชื่อ ไม่มีใครที่ไหน? ไม่มีมารที่ไหน? การโกหกหลอกลวงจากมารที่ไหน จะมาเอาเราออกไปจากนี้ได้อีกแล้ว เราอาจจะถูกหลอกลวงโกหก ให้มีความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้บ้าง แต่มันไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลงความจริงในโลกวิญญาณว่าเราเป็นอย่างนี้  ตามที่พระเยซูคริสต์ได้บอกเราตอนที่พระเจ้าบอกเราผ่านทางเปาโลนี้ได้ ไม่มีทางเลย เอเมน

ไม่มีสิ่งใดที่จะพรากเราออกจากความรักอันอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่มีต่อเราได้เลย ไม่มีๆ บอกว่าไม่มี เราอาจจะถูกหลอกลวง ล่อลวง เด็กๆ ไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้ ในการดำเนินชีวิต แต่ในวิญญาณ มันได้สำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว และมันจะเป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ในการเป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้รับความรอดเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น ให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ เกินกว่าความคิดและความเข้าใจของตนเอง และก็พักสงบ ชื่นชมยินดี และมีความสุขใจ สุขกายในการดำเนินชีวิตให้มากที่สุด มีสันติสุข มีความสงบสุขในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ในขณะนี้ ก่อนเลย อยู่กับพระเจ้า พระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ในฐานะลูกของพระองค์ตั้งแต่ตอนนี้เลย มีสันติสุข มีความสงบสุข สบายกาย สบายใจว่า …

“ฉันเป็นลูกของพระเจ้า อยู่กับพระองค์แล้วตอนนี้ในสวรรค์ แต่รอให้ครบถ้วนบริบูรณ์ เสร็จสมบูรณ์แบบนั้น รอร่างกายใหม่อีกไม่นานเกินรอ”

สรุป ก็คือจงวางใจพระเจ้า และอย่ากังวลในสิ่งใดๆ เลย อย่ากังวลแม้กระทั่งว่าฉันกำลังอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่? เอ๊ะ! ฉันอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าหรือเปล่า? พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน ท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำพระทัยพระเจ้า อยู่ในวิญญาณท่านเรียบร้อยไปแล้ว พระหัตถ์ของพระองค์จูงมือท่านเดินอยู่ ทุกเสี้ยววินาที แม้บางครั้ง เราอาจจะล้มลง และบาดเจ็บในความดื้อบ้าง พระองค์ก็ทำแผลให้เรา ปลอบโยนเรา แล้วก็พยุงเราขึ้นมา แล้วก็เดินตามทางของพระองค์ต่อไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ประสบการณ์ที่ผ่านความทุกข์ยากลำบากจะทำให้เกิดความอดทน อุตสาหะ และเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าจะสามารถใช้ได้

เพราะฉะนั้น จงวางใจ เดินไปกับพระองค์ เรียนรู้ด้วยการผิดพลาดบ้าง ด้วยความเผลอบ้าง ไม่เป็นไร แล้วค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รับรู้ว่าเรากำลังอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าแล้วตอนนี้ นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในเรา วางใจในพระองค์ มั่นใจในความสามารถของพระองค์เถิดว่าพระองค์ทรงเริ่มต้นการงานดีในเราแล้ว พระองค์จะทรงกระทำต่อไป จนกระทั่งสำเร็จอย่างแน่นอน เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ดังนั้น อย่ากังวลในการตัดสินใจ ไม่ว่าตัดสินใจอะไรก็ตาม อย่ากังวล ทำไปด้วยความเชื่อ

ในวันหนึ่งๆ จะมีการตัดสินใจ เป็นร้อย เป็นพันครั้งในชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่วันนี้ก้าวเท้าซ้ายดี หรือก้าวเท้าขวาดี นี่พูดถึงมนุษย์ทั่วไป  เราผู้เชื่อก็เหมือนกัน จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาดี จะทำอันนั้นดีไหม? จะทำอันนี้ดีไหม? เอ๊ะจะอธิษฐานดี หรือไปดูทีวีดีกว่า? จะร้องเพลงนมัสการดี หรือร้องเพลงชาวโลกดี? จะมาโบสถ์ดีหรือไม่ดีวันนี้? จะโกรธดีหรือไม่ดี? มันเยอะแยะไปหมด แล้วอะไรดีหรือไม่ดี อย่าไปคิดมันมากนักเลย พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา นึกถึงพระเจ้าแล้วจะทำอะไรก็เชิญทำไปเถอะ ทำด้วยความเชื่อในข้างในของท่านว่าพระเจ้า พระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณของท่าน ท่านจะตัดสินใจไปไหน? ไปไม่พ้นหรอก วันนี้ตัดสินใจไม่อยากจะมาโบสถ์ ก็ไม่ต้องมา  แต่มาก็ดีนะ  จะได้เป็นเพื่อนกัน

ท่านคิดอยากจะทำอะไรในวันนี้  ขออย่างเดียว คือขอให้ท่านเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า  ที่พระเจ้าทรงประทานให้ท่าน เป็นพระเจ้า ที่มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่านเท่านั้น พระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตชำระท่าน และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ขอให้ท่านเชื่อครั้งเดียว จากใจจริง แค่นี้เพียงพอแล้ว ที่เหลือไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพระเจ้านำไปเอง แล้วบางทีตัดสินใจผิด ก็ไม่เป็นไร ล้มลงไป เจ็บบ้าง เดี๋ยวพระเจ้าก็พยุงขึ้นมา แล้วก็จะสอนเรา ผิดเพราะอะไร อย่างนี้อย่างนั้น  วันหลังก็อย่าไปทำอย่างนี้นะ โอเค ไป จูงใหม่ เดินไป ก็เป็นประสบการณ์ในชีวิตของเราอีกแล้วครับ อย่างนี้มันสบายใจกว่าไหม? ที่จะมาคอยระแวง …

“นี่น้ำพระทัยหรือเปล่า? วันนี้ฉันทำอะไร?”

ไม่ต้องพักผ่อนกันพอดี ไม่ต้องหายเหนื่อยและเป็นสุข ความเชื่อและวางใจ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ มันทำให้เกิดความอดทนนาน พอเกิดความอดทนนาน แล้วเกิดความอุตสาหะ พอความอุตสาหะ ในพระคัมภีร์บอกว่าจะเกิดอุปนิสัยใหม่ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ ที่จะมีกล้ามเนื้อฝ่ายวิญญาณที่เข้มแข็ง ที่พระเจ้าจะได้สามารถใช้ได้ ใช้ในการสำแดงฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ สำแดงแสงสว่างของพระองค์ ซึ่งเป็นความรักของพระองค์ ความเมตตาของพระองค์ออกไปยังบรรดาผู้คนรอบข้างในชีวิตของเราบนโลกใบนี้ ท่านจะไปไหน ก็สำแดงความรัก สำแดงพระเจ้าออกจากชีวิตของท่าน มันหมายถึงอย่างนี้ มันจะสำแดงออก ตอนที่ท่านทนทุกข์ลำบาก กล้ามเนื้อใหญ่โต ถ้าท่านอยู่สบายๆ แบบโลกใบนี้ ไม่มีโอกาสได้สำแดงหรอก มันจะสำแดงกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังของท่านมากกว่า ท่านพอเข้าใจไหม?

เพราะฉะนั้น จงวางใจในพระเจ้าเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ และจงจำไว้ว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา คือพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่แสนดี อยู่ฝ่ายเราเสมอ และพระเยซูคริสต์ทรงรักเราดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ และอยู่กับเราตลอดเวลา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 5 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เรื่องการกินการอยู่ 1” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  5  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 5

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ   เรื่องการกินการอยู่ 1”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            หัวข้อพระคัมภีร์ในวันนี้ “วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” ตอนที่ 2 เราจะมาต่อกันที่แนวทางการดำเนินชีวิต 4 ขั้น สำหรับผู้ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว  ควรจะทำตัวอย่างไร? 4 ขั้นตอน ก็คือเชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน ซึ่งเรากำลังอยู่ในขั้นตอนที่ 3 คือวางใจ

สัปดาห์ที่แล้ว เราได้เริ่มต้นไว้ว่าพระคัมภีร์บางตอน ได้บอกให้เรามั่นใจในพระเจ้า หลายตอน ได้บอกให้เราเชื่ออย่างถวายชีวิต เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ อย่างเกินกว่าความคิดมนุษย์ที่จะเข้าใจ ไม่มีเหตุผลเลย ยกตัวอย่างเช่นให้เอาลูกของตัวเองไปฆ่าให้ตาย ไม่เข้าใจ แต่พอเราอ่านจริงๆ เราจะรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะให้ทำอย่างนั้น จริงๆ หรอก แต่ทำด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เหมือนตอนอับราฮัม ที่ถวายบุตร ซึ่งรวมความแล้ว ก็คือเล็งไปถึงพระเยซูคริสต์ที่จะมาตายที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งปวงนั่นเอง สิ่งซึ่งพระคัมภีร์สอนหรือย้ำเตือนให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ จะมีทั้งการวางใจพระเจ้าในฝ่ายโลกวิญญาณ และการวางใจพระเจ้าในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  มี 2 อย่าง

ครั้งที่แล้ว เราได้เรียนรู้เรื่องการวางใจพระเจ้าในทางโลกวิญญาณไปแล้ว วันนี้เราจะมาต่อกันที่การวางใจพระเจ้าในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

สรุปสั้นๆ ในเรื่องวางใจพระเจ้า ในทางโลกวิญญาณ ที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว ประเด็นสำคัญ ก็คือให้เราเชื่อและวางใจเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เกินกว่าความคิดและความเข้าใจของเราเอง ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเราก็ตาม เราเชื่อว่าเราได้รับความรอดนิรันดร์แล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราได้อยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้กับพระองค์ โดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่ได้ด้วยการกระทำของเราแม้แต่นิดเดียวเลย เอเฟซัส 2:4-6 ได้พูดไว้อย่างนั้น

เอเฟซัส 2:4-6 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงทรงให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้เมื่อเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลาย ได้รับความรอดโดยพระคุณ 6 และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

ย้ำกันให้ขึ้นใจ ด้วยข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ พระเจ้าทรงให้เราได้นั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์แล้ว ฮีบรู 13:5

ฮีบรู 13:5 “จงรักษาชีวิตของท่านให้เป็นอิสระจากการรักเงินทอง และจงพอใจในสิ่งที่ตนมี เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน”

 

พระเจ้าตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน จะอยู่กับท่านตลอดไป ตลอดเวลา ไม่ว่าท่านจะอยู่อย่างไร ในสถานการณ์เช่นใด พระเจ้าอยู่ด้วยตลอดเวลา”

ยอห์น 10:28-30 “28 เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น  แกะนั้นจะไม่พินาศเลย  ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้น  ไปจากมือของเราได้ 29 พระบิดาของเรา ผู้ประทานแกะนั้นแก่เรา ทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้น จากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้ 30 เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

นี่พระเยซูตรัสเองนะ … “ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้”   แกะนั้น   ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย “ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้นจากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้” พอใจหรือยัง รอดนิรันดร์แน่นอน เอเฟซัส 6:24 จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า …

เอเฟซัส 6:24 “ขอพระคุณดำรงอยู่กับคนทั้งปวง ที่รักองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยความรักอันไม่เสื่อมสลาย”

“Grace be with all who love our Lord Jesus Christ with undying and incorruptible love.”

 

แม้เราจะเชื่อแล้ว ได้รับความรอดแล้ว วันนี้อารมณ์ไม่ดี ร่างกายไม่ค่อยสบาย อากาศไม่ค่อยดี รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ เป็นโรคซึมเศร้า รู้สึกไม่นึกถึงพระเจ้าเลย เบื่อพระเจ้าไป ไม่รู้สึกสนใจ ไม่อยากอธิษฐาน ไม่อยากจะมาโบสถ์ด้วยซ้ำไป ความเชื่อลดลง ถอยลง แต่ในนี้บอกว่าพระเจ้าได้ให้วิญญาณของเรามีความรักในพระเยซูคริสต์ เป็นความรักชนิดที่ undying และ incorruptible ก็คือเป็นความรักที่ไม่มีวันตาย  และไม่มีวันเสื่อมสูญสลาย คือเป็นความรักที่อยู่อย่างนั้นนิรันดร์ ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร? รู้สึกอ่อนแรง ไม่มีความสนใจพระเจ้า แต่วิญญาณข้างในมีความรักในพระเยซูสุดหัวใจอยู่ หมายถึงอย่างนั้นนะ

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ คือส่วนหนึ่งของพันธสัญญาของพระเจ้า  ที่ทรงประทานให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่เป็นลูกของพระองค์ โดยความเชื่อนั้น เพื่อให้สามารถวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ  เพื่อให้มั่นใจว่าวิญญาณของผู้เชื่อทั้งหลาย ได้รับการปกป้องเรียบร้อยไปแล้ว ปัจจุบัน ร่างกายเรากลัวเชื้อไวรัส เราก็มีเฟสชิล ทั้งหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัส แต่ในทางวิญญาณเรามีวัคซีน คือพระโลหิตพระเยซูตลอดเวลาเลย ป้องกันเชื้อบาป มาแตะต้องเราไม่ได้เลย และถึงแม้ว่าตอนนี้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ได้รับความรอดแล้วก็จริง อยู่บนโลกใบนี้อยู่ ยังมีโอกาสที่จะคลุกคลีและล้มลุกคลุกคลานกับความบาปบ้าง มีอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน คือล้มลงไปในความบาปบ้าง ก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่โตสำหรับพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าพระโลหิตพระเยซูคริสต์มีฤทธิ์เดชอำนาจ พร้อมเสมอที่จะลบบาปออกทันทีเลย โดนปุ๊บ ลบทันทีเลย เชื้อโรคไวรัสเข้ามา วัคซีนตัวนี้อัด จ๋อยทันทีเลย อภัยทันทีเลย มีฤทธิ์อำนาจพร้อม เขาเรียกว่าทุกครั้งที่เราล้มลงไปในความบาป ฤทธิ์อำนาจของพระเยซู พระโลหิตของพระองค์ชำระล้างทันทีเลย ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องอธิษฐานขออภัยเลย ลบไปทันที เพราะว่าฤทธิ์อำนาจนั้น ครั้งเดียวอยู่นิรันดร์พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เราเรียนรู้แล้วนะ เพียงแต่ว่าเราต้องรอคอยวันเวลาที่จะจากโลกนี้ไป ถ้าเราอยากจะไม่ทำบาปอีกเลย ง่ายนิดเดียว ก็คือวิญญาณเราออกจากร่างเมื่อไร? เมื่อนั้นแหละจบสิ้นสักที สะอาดบริสุทธิ์ เพราะว่าในโลกใหม่ และร่างใหม่ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา ไม่มีมาร ไม่มีความบาปมาล่อลวงให้เราทำบาปอีกต่อไป ฮาเลลูยา เพราะฉะนั้น รอคอยวันนั้น ที่เราอยากจะบริสุทธิ์ ไม่ทำบาปเลย  ก็รอวันที่เราจะไปโลกใหม่ ได้รับร่างกายใหม่

ทั้งหมดนี้ คือการเชื่อและวางใจเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เกินกว่าเหตุผลของมนุษย์ที่จะวิเคราะห์ และความไว้วางใจนี้ ก็จะทำให้เกิดสันติสุข ไม่ใช่ความสุขนะ เกิดสันติสุข ความสงบสุข เกิดความอดทนนานนนนน ได้ อดทนนาน ก็คือความรักของพระเจ้าที่ใส่ลงมาในวิญญาณของเรา ก็จะฉายแสงออกไปได้ ก็เพราะความคิดของมนุษย์ที่เกินกว่าจะเข้าใจในทุกสถานการณ์อย่างนี้แหละ มันก็จะสามารถอดทนรอคอยได้ รอคอยวันเวลาของพระเจ้า ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ สถานการณ์จะเป็นอย่างไร จะดีหรือร้ายตามเหตุผล ตามสายตาของเราก็ตาม เขาจะพูดว่าอย่างไรก็ตาม เรารอคอยวันเวลาของพระเจ้าได้ตามพันธสัญญาที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ คือพระองค์ทรงสัญญาว่ารออีก ถ้าอยากจะหมดทุกข์บนโลกใบนี้ รออีก รออีกนานเท่าไร? แป๊บเดี๋ยว บางคนก็บอกแป๊บ บางคนก็บอกแป๊บเดียวเอง แล้วแต่ความเชื่อมาก ก็จะสั้นๆ แป๊บเดียว มันไม่นาน

ดังนั้น ในช่วงที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราสรุปครั้งที่แล้วว่าก็ให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ สุดความคิด เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเรา เหมือนที่พระเยซูบอก พัก หายเหนื่อย และเป็นสุข Rest in peace. RIP นั่นเอง

เราจะมาเข้าเรื่องของวันนี้ คือการเชื่อและวางใจด้วยสิ้นสุดใจ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เกิดใหม่แล้ว ได้รับความรอดนิรันดร์แล้ว แต่ยังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ วางใจในพระเจ้าอย่างไรล่ะ? ก่อนอื่นเราต้องเรียนรู้ความจริงซะก่อน ความจริงจะทำให้เราเป็นไท พระเยซูบอก จะทำให้เราเป็นอิสระ

ความจริง คืออะไร? พระเจ้าบอกเราในโลกฝ่ายวิญญาณว่าเป็นอะไร? เราต้องรับรู้ และยอมรับเอาความจริงเหล่านี้ จากพระคัมภีร์ทั้งเล่มที่พระเจ้าบอกเรา สอนเราว่าในโลกวิญญาณเป็นเช่นไร

ยกตัวอย่างเช่น พระคัมภีร์จะบอกเสมอเลย สิ่งนี้ต้องเป็นอันดับแรก เป็นพื้นฐานแรกในการดำรงชีวิตบนโลกใบนี้ ในฐานะเป็นลูกของพระเจ้า และยังคงดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายอยู่ อันดับแรกตามพระคัมภีร์ ก็คือรู้ว่าพระคัมภีร์ทั้งเล่มบอกว่าพระเจ้าดี พระเจ้ามีแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี พระคัมภีร์บอกพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่ดี เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายที่ดี เขาเรียกว่าเป็นผู้สร้าง ผู้กำเนิดสิ่งที่ดีๆ ทั้งนั้น  เป็นพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยความรัก ความเมตตา คอยดูแลสั่งสอนและเยียวยามนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ รวมทั้งเราผู้เชื่อแล้วด้วย มนุษย์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงสร้างด้วยความรักมาอย่างดี ให้เป็นลูกของพระองค์ ที่เป็นลูกที่ดีและมีอิสรภาพในการตัดสินใจ  ไม่ใช่เป็นหุ่นยนต์ เพราะพระองค์เป็นความรักไง ถ้าสร้างเราเป็นหุ่นยนต์ เราก็กลายเป็นทาส เปล่า พระองค์ทรงสร้างเราเป็นลูก พื้นฐานตรงนี้ต้องใส่เข้าไปในจิตใจของเรา ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ต้องวางใจตรงนี้ด้วยสุดจิต สุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ เกินกว่าความเข้าใจของเรา เห็นไหมครับ ต้องเห็นพื้นฐานนี้ก่อนเลย

ดังนั้น เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟัง ดื้อ ล้มลง บาดเจ็บ เป็นทุกข์ พระเจ้าผู้เป็นพ่อ ก็เป็นทุกข์ด้วย  และก็หาแนวทางที่จะรักษาแก้ไขให้กลับคืนดั่งเดิม นี่คือหัวใจผู้เป็นพ่อ ผู้ก่อสิ่งต่างๆ ที่ดีๆ ทั้งนั้น แต่ปัจจุบัน มนุษย์ยังมีอีกมากเท่าไร? ท่านลองคิดดูที่ยังอยู่ในสภาพของการเป็นทาสมารอยู่ ยังดื้อกับพระเจ้า ยังเป็นเครื่องมือของมาร ที่ทำลายล้างสรรพสิ่งที่ดีๆ ที่พระเจ้าสร้างไว้ทั้งหมด ทุกอย่าง ลองคิดดูดีๆ อีกจำนวนเท่าไร ที่กำลังดำเนินบนโลกใบนี้ แม้กระทั่งผู้ที่เชื่อแล้ว ที่เป็นคริสเตียนแล้ว  ที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้วก็เช่นกัน ก็ยังมีอีกหลายๆ มุมในชีวิตที่ยังคงดื้อ ไม่เชื่อฟังพระเจ้าที่เรียกว่าล้มลงในความบาป ไม่เชื่อฟัง หนังสือยากอบได้บอกไว้ เราทั้งหลาย ต่างก็ล้มลงในความบาป แม้ว่าเราจะได้รับการอภัยโทษแล้วก็ตาม แต่เราก็ถูกล่อลวงให้ดื้อต่อพระเจ้าของเรา ไม่มากก็น้อย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งหมดนี้ ที่เรากำลังดู เห็นว่าเป็นความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ความสับสนบนโลกใบนี้ แท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทำการแก้ไขรักษาเยียวยาให้มันหายเป็นปกติแล้ว ทำให้มันกลับคืนดีแล้ว โดยผ่านทางพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ที่มาตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เกือบ 2,000 ปีแล้ว กระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วทั้งหมดเลย แต่มันเห็นผลเกิดขึ้นทางโลกฝ่ายวิญญาณก่อน ย้ำอีกที สำเร็จผลหมดแล้ว แต่มันเกิดผลขึ้นทางโลกวิญญาณก่อนเลยทีเดียว ส่วนทางโลกวัตถุ มันอยู่ในขบวนการดำเนินการไปสู่ความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

โลกใบนี้จะเป็นโลกใหม่ ดังนั้น ผลมัน ก็คือรอแป๊บหนึ่งได้ไหม? ลูกเอ๋ย แป๊บหนึ่ง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ที่ลูกอยากได้ ที่มนุษย์ทุกคนคิดเห็นว่าพระเจ้าควรจะทำอย่างนี้นั้น มันจะเกิดขึ้นแน่นอน 100% รอแป๊บหนึ่ง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ก็คือวัตถุสิ่งของทุกอย่าง รวมทั้งร่างกายของมนุษย์ด้วย ที่เคยอยู่ภายใต้คำสาปแช่งของบาป ก็จะกลับคืนอย่างเดิม (ดีกว่าเดิม) ดีกว่าสมัยอาดัม เอวายังไม่ตกลงไปในความบาปอีก ดีกว่าสวนเอเดนเดิมอีก ที่พระคัมภีร์เรียกว่าร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซู เต็มไปด้วยสง่าราศี เหมือนพระองค์ และโลกใหม่ ที่เรียกว่าโลกที่มีระบบใหม่ เรียกว่าระบบของกฎแห่งพระคุณ ไม่ใช่เหมือนปัจจุบัน ปัจจุบัน คือกฎแห่งความบาป ความตาย แต่โลกใหม่นั้น เราจะอยู่ด้วยกันด้วยกฎแห่งพระคุณ ไม่ใช่กฎแห่งความบาปและความตาย เหมือนในปัจจุบัน ให้รอแป๊บหนึ่ง ต้องเอาอันนี้ใส่ใจไว้ รอแป๊บหนึ่ง ต้องวางใจในพระเจ้าตรงนี้ว่าพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว เดี๋ยวรอแป๊บหนึ่ง สำเร็จแล้ว กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น ในปัจจุบัน โลกนี้ได้เสียหายไปแล้ว เกิดวิปริต เป็นทุกข์ด้วยเหตุ เพราะความบาป และยังมีอิทธิพลต่อระบบต่างๆ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อยู่ และสร้างความเสียหาย ความทุกข์ยากลำบากให้กับมนุษยชาติบนโลกใบนี้ รวมทั้งสรรพสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ด้วย รวมทั้งมนุษย์ผู้ที่เป็นลูกของพระเจ้า ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว ที่อยู่บนโลกใบนี้ด้วย ยังไม่ได้หนีหายไปไหน? เรายังอยู่ตรงนี้ อยู่ในความวุ่นวาย อยู่ในความวิปริต ในความเสียหาย ความสาปแช่งบนโลกใบนี้อยู่เลย

ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่บนโลกใบนี้ เราเจออะไร? โลกใบนี้มันเสียหายขึ้นทุกวัน มลพิษ มลภาวะ การทำลายล้างธรรมชาติ การทำลายล้างมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ เนื่องจากกิเลสตัณหาของความบาป ที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ ที่เป็นระบบของโลกใบนี้ ทำให้จิตสำนึก จิตใต้สำนึกของมนุษย์เสียหายไปหมด มันก็เกิดความเสียหายขึ้น เกิดความวุ่นวายขึ้น เราจะสังเกตได้ หายนะจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากคำสาปแช่งที่โลกได้รับอยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มต้น ตกลงไปในความบาป ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวา โรคภัยไข้เจ็บ และเชื้อโรคต่างๆ มากขึ้นทุกวันๆ ความอดยาก ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์มากขึ้นทุกวันๆ วินาศกรรมที่มนุษย์ทำขึ้นเอง ทำร้ายกัน ทำลายกัน เป็นสงคราม ก็รุนแรงมากขึ้นทุกวันๆ แล้วก็แยบยลมากขึ้นทุกวันๆ ถึงขนาดมีอาวุธเชื้อโรค อาวุธสารเคมี อาวุธปรมณูเยอะแยะ อาวุธแบบสงครามเศรษฐกิจ เอาให้มันยากจนตายไปเลย ยึดประเทศนี้ด้วยความอดยากอะไรต่างๆ เราจะเห็นอย่างนี้

สิ่งเหล่านี้ คือเชื้อของความบาปที่กำลังทำงานอยู่บนโลกใบนี้ เป็นคำสาปแช่ง ภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์มากขึ้นทุกวันๆ มนุษย์บุกป่า เผาป่า ไล่จัดการกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เพราะความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งกัน มลพิษในอากาศมากขึ้นทุกวัน มลภาวะ มลพิษในอาหารมากขึ้นทุกๆ วัน เพราะความเห็นแก่ตัว ความโลภ ก็คือความบาปทั้งหลาย ที่มนุษย์แห่กันมาช่วยกันทำ โดยการกระตุ้นของมารซาตาน

มันต้องรับรู้ความจริงตรงนี้ เป็นพื้นฐาน นอกจากต้องรับรู้ความจริงว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่ดี มีแต่ดีๆ ผู้ที่ทำให้เกิดความหายนะ ความชั่วร้าย ที่มนุษย์กำลังทำลายธรรมชาติและสิ่งต่างๆ ทำลายซึ่งกันและกันเหล่านี้ ผู้ทำให้มันเกิดขึ้น ก็คือมารซาตานก่อเหตุอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่มนุษย์เป็นคนทำ ไม่ใช่สัตว์เป็นคนทำ ไม่ใช่ธรรมชาติเป็นคนทำ มันคือมาร ซาตาน คือเจ้าแห่งความชั่วร้าย กำเนิดของความชั่วร้าย เกิดขึ้นมาจากมัน พระเจ้าเป็นผู้กำเนิดความดีงามทั้งหมด ในตัวของพระองค์ ไม่มีความชั่วร้ายเลย มาร ก็คือความชั่วร้าย ไม่มีความดีงามอยู่ในตัวมันเลยแม้แต่นิดเดียว มันคือต้นเหตุ โดยผ่านทางระบบโลกนี้ พระคัมภีร์บอกว่าโดยผ่านทางอำนาจของความบาปและความตาย มันจัดการกับระบบของโลกใบนี้ จนเสียหาย ด้วยระบบของความบาป อำนาจของความบาปและความตายที่มนุษย์ทั้งหลายยังเป็นทาสของมันอยู่

ซึ่งถามว่าพระเจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ไหม? รู้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด รู้ดีด้วย รู้ตั้งแต่พระเจ้าเห็นมนุษย์ตกลงไปในความบาป ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวาแล้ว และก็เตรียมทางออก เตรียมรักษาให้เรียบร้อยแล้ว และทุกวันนี้ กำลังแก้ไขเยียวยารักษาอยู่ และพระองค์สามารถทำให้สำเร็จได้ วางใจ

ถามว่าทำให้สำเร็จด้วยอะไร? ก็ด้วยพระลักษณะของพระองค์ ทำให้สำเร็จ ด้วยความดีงาม ด้วยความเมตตา ด้วยความรัก ด้วยวิธีการของพระองค์ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ให้รู้ไว้ว่าด้วยความดีงาม ด้วยพระลักษณะของพระองค์ คือความดี ความชอบธรรม ความอดทนนาน รอคอย ไม่อยากให้มนุษย์ทุกคนถึงความพินาศ ไม่อยากให้มนุษย์ทุกคนถึงความเสื่อมโทรม เจ็บป่วย ทุกข์ภัย ไม่ต้องการอย่างนั้นเลย สิ่งเหล่านี้ คือความจริงในพระคัมภีร์ที่เราต้องสรุปในใจของเรา และวางใจในพระเจ้าให้ได้ว่ามันเป็นเช่นนั้น ให้มันเกินกว่าเหตุผลในความคิดจิตใจของเรา

ฉะนั้น จงจำไว้ว่าพระเจ้าอยู่ข้างเรา เป็นพ่อของเรา และจะเป็นพระเจ้าของเรา เป็นพ่อของเราตลอดไป การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เมื่อเราเชื่อในพระเจ้าแล้ว ได้เกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์แล้ว วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ ก็คือจงจำไว้ว่าพระเจ้าอยู่ข้างเรา เป็นพ่อของเรา และเป็นพระเจ้า และจะเป็นพ่อและเป็นพระเจ้าของเราอย่างนี้ ตลอดนิรันดร์ เอเมน เพราะว่าเมื่อเราได้รับรู้ความจริงทั้งหมดเหล่านี้ เป็นพื้นฐานแล้ว ก็สามารถที่จะเชื่อและวางใจด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราจำเป็น พระเจ้ารู้หมดแล้วว่าชีวิตลูกจะเป็นอย่างไร? พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมทุกอย่างเท่าที่เราจำเป็น ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากวุ่นวายทุกข์ลำบากอย่างนี้อยู่ พระองค์รู้แล้วว่าอะไรที่ดีที่สุด สำหรับเรา แล้วเตรียมสิ่งต่างๆ ให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว นี่คือการวางใจในพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อแล้ว เกิดใหม่แล้ว ก็น่าจะมีสามัญสำนึกที่ดี ถ้าเรารู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ถามว่ามีกี่คนที่เป็นผู้เชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า และได้อยู่ในสวรรค์นิรันดร์ มีกี่คน? ต้องตอบว่าทุกคน เพราะมาเชื่อแล้ว เกิดใหม่แล้ว ได้รับแล้ว ไม่ว่าเขาจะมีความคิด หรือใครมาบอกอะไรเขาอย่างไร? หรือด้วยความคิดสติปัญญาเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่เขาได้รับสิ่งเหล่านี้ไปแล้วตามพระสัญญา เพราะเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า ซึ่งกระทำผ่านทางพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณ ถูกไหมครับ?

แล้วถ้าถามว่าผู้ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว มีกี่รายที่หายจากโรค เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างอัศจรรย์ ไม่ป่วยอีกเลย บางคริสตจักรหรือบางชุมชนไม่มีเลย อย่างอัศจรรย์นะครับ ไม่ใช่อย่างค่อยๆ หายนะ พระเจ้ารักษาค่อยๆ หายมีเยอะแยะ ใช้เหตุผล ตามสามัญสำนึกของมนุษย์ แต่เอาแบบอัศจรรย์ แบบลุกขึ้นเดิน ผมเชื่อว่ามี และผมก็ผ่านมาด้วย มันมีจริงๆ แต่มันน้อยมาก ไม่ถึง 1% มั้ง หรือใครว่าเกิน นึกให้ดีๆ คิดให้ดีๆ นี่คือความจริงทั้งหมด นี่คือสามัญสำนึกของคริสเตียนทุกคน และไม่คริสเตียน ก็ควรจะมีสามัญสำนึกง่ายๆ อย่างนี้

ถามอีกว่ามีกี่คนในโลก ที่เป็นผู้เชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ที่ร่ำรวย ประสบความสำเร็จในการงานอย่างงดงามเลย พอถามอย่างนี้ปุ๊บ ไม่กล้าตอบ เพราะว่าสามัญสำนึก มันฟ้องเรา มันบอกเราว่าไม่ใช่ ถูกไหม? ผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นผู้ที่เกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้า เขาจะมีสามัญสำนึกที่ดี เพราะว่าเขามีความคิด แบบพระคริสต์ อยู่ในความคิดจิตใจของเขา ที่พระเจ้าทรงประทานให้ใหม่ เขาก็น่าจะมีการนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน และก็มีสามัญสำนึกของเขาเอง  ที่เป็นเหมือนพระคริสต์ว่ามันไม่ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ ถ้าเผื่อมีใครมาบอกว่าเชื่อแล้วจะต้องได้รับการรักษาให้หายจากโรคทุกชนิด พระเยซูสัญญาว่าอย่างนั้น พระเยซูสัญญาว่ามาเชื่อแล้วจะร่ำรวย ทำกิจการงานสำเร็จทุกอย่าง แค่ใจเย็นๆ ค่อยๆ นึกถึงคอมมอนเซนต์ของตัวเราเอง ผู้เชื่อทั้งหลาย ตอนนี้ แล้วนึกถึงพระวิญญาณที่อยู่ข้างใน ยืนยันไว้ว่านี่มันเรื่องจริง และถ้าผู้เชื่อผู้นั้น ยอมที่จะถ่อมตน ใจเย็นๆ นิ่งๆ คอยรับฟัง แล้วก็คอยเฝ้าสังเกตด้วย ไม่ใช่รับฟังแบบแป๊บหนึ่งไป ใคร่ครวญและสังเกตด้วยถ้อยคำพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ด้วยการศึกษา ด้วยการอธิษฐาน ขอความจริงจากพระเจ้าอยู่เสมอ ในการล่อลวงเรื่องใดๆ ก็ตาม ที่เป็นเรื่องง่ายๆ สามัญสำนึกของคนธรรมดา ก็ยังทราบได้ เพราะฉะนั้น ขอแค่นี้ ผมเชื่อว่าสามัญสำนึกของเขา พระเจ้าจะสามารถเข้าไปถึง และสามารถบอกเขาได้ว่ามันไม่ใช่ ลูกเอ่ย มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ มันถูกหลอก มันถูกล่อลวงไปในความโลภ หรือเรียกว่าระบบของโลกแล้ว ถูกมารหลอกแล้ว เพราะการหายโรคอย่างอัศจรรย์ การไม่ป่วยอีกเลย หรือเรียกว่าการรักษาโรค มันไม่เกิดขึ้นกับผู้เชื่อ ตามที่ผู้เชื่ออยากจะได้ หรือความร่ำรวย ความสำเร็จการงาน การเงิน มันไม่เป็นความสำเร็จตามความเชื่อของบางท่านคิดว่ามันน่าจะเป็น เพราะทั้งหมด ไม่ได้รวมอยู่ในความสำเร็จที่พระเยซูได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 ซึ่งมันไม่ได้รวมอยู่ในความสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว มันอยู่ในขบวนการการสำเร็จ การหายป่วยอย่างอัศจรรย์ มันมาแน่ มันได้แน่ แต่ยังไม่ใช่เดี๋ยวนี้ รอแป๊บหนึ่ง รอร่างกายใหม่ ร่างกายใหม่มาเมื่อไร มันไม่มีเจ็บป่วยอีกแล้ว ความสำเร็จ ทรัพย์สินเงินทองบนโลกใบนี้ ก็เช่นเดียวกัน รอแป๊บหนึ่ง เราจะร่ำรวยมหาศาลเลย แม้กระทั่งพื้นถนนเรายังเป็นทองคำเลย ทุกวันนี้แม้แต่สลึงหนึ่งยังไม่มีเลย แต่รอแป๊บหนึ่ง วันหนึ่งข้างหน้า พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ว่าเป็นสัญญา เห็นไหม? มันทำสำเร็จแล้ว มันต้องรอแป๊บหนึ่ง มันไม่ใช่สำเร็จเดี๋ยวนี้ ตรงโลกวิญญาณมันเดี๋ยวนี้เลย แต่โลกวัตถุมันรอแป๊บหนึ่ง

เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จึงต้องมีพื้นฐานความจริงจากสิ่งเหล่านี้ก่อน เพราะความสำเร็จ ที่พระเยซูทำให้นั้น คือความสำเร็จฝ่ายวิญญาณ คือได้ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากทาสของความบาปแล้ว จากการเป็นทาสมารแล้ว จากอาณาจักรของความมืดและความตาย สำเร็จแล้วฝ่ายวิญญาณ การเป็นศัตรูกับพระเจ้าในวิญญาณของเรา ก็สำเร็จแล้ว ทำให้เราสามารถบังเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากบาปใดๆ ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นแล้วในโลกฝ่ายวิญญาณ  จบแล้ว ได้รับเรียบร้อยแล้ว ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสรภาพ จากกฎของความบาปและความตาย คือวิญญาณของเราที่เป็นบาปอยู่เดิม ให้มาอยู่ในกฎแห่งพระคุณ ได้บังเกิดใหม่ ตายต่อบาป คือวิญญาณเดิมที่เป็นบาปอยู่นั้น ได้ตายไปแล้ว  และได้บังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เป็นวิญญาณที่สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด เป็นลูกของพระเจ้า  ได้เป็นอิสระจากกฎของความบาปและความตาย ได้รับการอภัยโทษตลอดไปทั้งสิ้นเลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในโลกวิญญาณ

พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้กระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว พระเยซูประกาศว่าสำเร็จแล้วๆ (ในโลกวิญญาณก่อนนะ) ส่วนในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ รอก่อน รอให้โลกถูกตัดสินอีกครั้งหนึ่ง จบอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่พระองค์กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตอนที่พระองค์ทรงประกาศว่าสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน เมื่อประมาณเกือบๆ 2,000 ปีที่แล้ว ผมจะให้ท่านดูนะว่าพระองค์ประกาศในเรื่องโลกวิญญาณอย่างไร? มันเกี่ยวข้องเฉพาะโลกวิญญาณอย่างไร? ขณะที่ประกาศตอนนั้น ชาวยิวอยู่ใต้การปกครองของโรมันอยู่ บอกว่าเป็นอิสระแล้ว สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านทราบไหม ชาวยิวคือลูกกลุ่มแรก ที่พระเจ้าเลือกไว้แล้ว เราผู้ไม่ใช่ยิว คือต่างชาติ เป็นลูกที่พระองค์ทรงรับไว้เป็นกลุ่มที่ 2

กลุ่มแรกพระองค์ทรงเหมือนกับว่าจะรักมากกว่า แต่จริงๆ เท่ากันนั่นแหละ แต่เลือกไว้ก่อนแล้ว พระองค์ทรงรักมาก แล้วคิดดูสิ เป็นอิสระแล้ว แต่ยังเป็นทาสของโรมัน ยังเป็นทาสต่อมาเรื่อยๆ จนเกือบปัจจุบัน พันกว่าปีนั้น เป็นทาสเขามาตลอด ไม่ใช่เป็นทาสธรรมดา จากทาสโรมัน เสร็จแล้ว หนักกว่าการเป็นทาส คือชาติล่มสลายไปเลย หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของโลกนี้เลย ไม่มีประเทศอิสราเอลอีกต่อไป  ท่านคิดดูสิ แตกกระจายไปทุกหนทุกแห่ง ชาวยิวไม่มีประเทศ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงจะมารวมกันเป็นประเทศในปี ค.ศ.1948 ถึงจะมารวมกันได้ เป็นประเทศ คิดดูสิ แล้วพระเยซูประกาศบอกชนชาติเป็นอิสระแล้ว  ชนชาติของพระองค์ ก็คือชาวยิว แล้วมันคืออะไร? มันคือโลกวิญญาณก่อน มันไม่ได้เกี่ยวกันกับโลกวัตถุเลย พระองค์มา เพื่อสร้างอาณาจักรของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ อาณาจักรนั้น คือสวรรค์ โลกวิญญาณที่มาตั้งอยู่ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว

แล้วยังไม่แค่นั้นชาติล่มสลายแล้ว ผู้คนของยิวถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก อดอยากอย่างมาก ไหนล่ะพระเยซูบอกให้ร่ำรวยไง แล้วถามว่าคนยิวเหล่านี้ มีคนที่เชื่อพระเยซูไหม? มี เยอะแล้ว หมายถึงเยอะมา เมื่อเทียบกันกับตอนที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ และพยายามประกาศข่าวประเสริฐ ถูกต่อต้าน หลังๆ สาวกไปประกาศ มีผู้ที่เป็นยิวมาเชื่ออีกเยอะ แล้วเขาอดอยากไหม? อดอยาก ไม่ใช่จนธรรมดา ยากไร้ เป็นพันๆ ปี ท่านลองคิดดูสิว่ามันจริงหรือไม่จริงตามข้อพระคัมภีร์ที่ได้พูดไว้

เพราะฉะนั้น มาถึงหัวข้อในวันนี้ ตะกี้นี้ที่พูดมาทั้งหมด ควรจะเป็นพื้นฐานของเราในความจริง ในการเรียนรู้จักการวางใจในพระเจ้าในหัวข้อนี้ คือการวางใจในพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นข้อที่ 2 ของซีรี่ย์นี้

คือในเรื่องของการกิน การอยู่ และความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เรา ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า เป็นคริสเตียนแล้ว เราควรจะมีทัศนคติ และวางใจในพระเจ้าในเรื่องของการกิน การอยู่ และความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้ ความสำเร็จในการงานบนโลกใบนี้อย่างไร?

วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องนี้กัน เราจะเริ่มต้นด้วยข้อพระคัมภีร์นี้ เห็นชัดเจนเลย ดูคอนเชปนะว่าพระเยซูเอง อัครสาวกเอง ได้สอนเรา ได้บอกตัวอย่างให้ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?  ในมุมมองของการร่ำรวย ความสำเร็จ เงินทองของโลกใบนี้ อยู่กินอย่างไรบนโลกใบนี้ เอาพระเยซูก่อนแล้วกัน พระเยซูให้เรามีมุมมองอย่างไร ในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ว่าจะกิน จะอยู่ จะทำอย่างไรในโลกใบนี้ ดูนะว่าพระองค์มีแนวทางอย่างไร? มัทธิว 6:25-34

มัทธิว 6:25-34 “25 เพราะฉะนั้น เราบอกท่านว่าอย่าวิตกกังวล เกี่ยวกับชีวิตของท่านว่าจะเอาอะไรกิน หรือเอาอะไรดื่ม หรือพะวงเกี่ยวกับร่างกายของท่านว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ 26 จงดูนกในอากาศ มันไม่ได้หว่าน หรือเก็บเกี่ยว หรือสะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงเลี้ยงดูหมู่นก ท่านไม่ล้ำค่ายิ่งกว่านกเหล่านั้นหรือ 27 ใครบ้างในพวกท่านที่กังวล แล้วต่ออายุตัวเองให้ยืนยาวออกไป อีกสักชั่วโมงหนึ่งได้ 28 “แล้วทำไมท่านจึงกังวลเรื่องเครื่องนุ่งห่ม  จงดูว่าดอกไม้ในท้องทุ่งงอกงามขึ้นอย่างไร มันไม่ได้ลงแรงหรือปั่นด้าย 29 กระนั้น เราบอกท่านว่าแม้แต่กษัตริย์โซโลมอน เมื่อทรงบริบูรณ์ด้วยความโอ่อ่าตระการ ก็ยังไม่ได้ทรงเครื่องงามสง่า เท่าดอกไม้เหล่านี้สักดอกหนึ่ง 30 ในเมื่อพระเจ้าทรงตกแต่งต้นหญ้าในท้องทุ่งถึงเพียงนั้น ต้นหญ้าซึ่งอยู่ที่นี่ วันนี้และพรุ่งนี้ ก็จะถูกโยนลงในไฟ โอ ท่านผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ 31 ฉะนั้น อย่ากังวลว่า ‘เราจะเอาอะไรกิน’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรดื่ม’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรนุ่งห่ม’ 32 เพราะคนที่ไม่มีพระเจ้า ขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ และพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ 33 แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย 34 เพราะฉะนั้น อย่าวิตกกังวล เกี่ยวกับพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ ก็จะมีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้เอง แต่ละวัน ก็มีความเดือดร้อนของมัน พออยู่แล้ว”

 

“จงดูว่าดอกไม้ในท้องทุ่งงอกงามขึ้นอย่างไร? มันไม่ได้ลงแรง มันไม่ได้ปั่นด้าย กระนั้น เราบอกท่านว่าแม้กษัตริย์ซาโลมอน เมื่อทรงบริบูรณ์ด้วยความโอ่อ่าตระการ ก็ยังไม่ได้ทรงเครื่องงามสง่าเท่าดอกไม้นี้ ดอกหนึ่งเลย”

พระเยซูกำลังเทียบให้ดูว่ากษัตริย์ซาโลมอนเขาเรียกว่ายิ่งใหญ่ เป็นมหาอำนาจตอนนั้น รวยมากที่สุดในโลก ฉลองพระองค์คงจะเลิศมาก สวยงามมาก อาจจะมีเพชรเยอะแยะเลย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด แล้วพระองค์เทียบกับอะไร? เทียบกับดอกหญ้า รู้ไหม? สวยขนาดนั้น ยังสู้ดอกหญ้านี้ไม่ได้เลย ดอกหญ้านี้ พระเจ้าเป็นผู้สร้าง สีสันสวยงาม ยังสู้ดอกหญ้าไม่ได้เลย  ดอกหญ้านี้กระจอกมากแล้วนะ ยังสู้ดอกกุหลาบไม่ได้ ดอกมะลิไม่ได้ นี่ดอกหญ้า

แล้วพระองค์ก็เอาดอกหญ้านั้น ที่บอกสวยกว่าซาโลมอนมาเทียบกับเราว่าสิ่งที่พระองค์ตกแต่งให้กับเรานั้น มากกว่าดอกหญ้านั้นขนาดไหน? ขนาดหญ้านั้น สมมติว่ามากกว่ากษัตริย์ซาโลมอน 100 เท่า เรามากกว่าหญ้าอีกประมาณ 100,000 เท่า เพราะฉะนั้น เรามากกว่าซาโลมอนนับไม่ถ้วน

ถามว่าตกแต่งนี้คืออะไร? ก็คือความสง่างาม ในร่างกายของเรา ในอนาคต ร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ ที่เราจะสวมร่างกายทิพย์นี้ มันเป็นร่างกายที่ไม่รู้จะไปเปรียบเทียบกับอะไร? เพราะว่าในพระคัมภีร์บอกเป็นร่างกายที่เต็มด้วยสง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์ เราไม่ต้องใส่เสื้อผ้าอีกต่อไปแล้ว เราจะสวมพระสิริของพระเจ้าตรงนี้ เป็นอาภรณ์ของเรา พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เราจะไม่ต้องเปลือยกาย เราจะได้รับร่างกายใหม่ สวมให้เราสว่างสดใส เทียบไม่ติดเลยกับโลกใบนี้ เราอยากได้อะไร เอาข้อความเหล่านี้ไปค่อยๆ คิด ค่อยๆ ดู

และในนี้บอกว่าอย่ากังวลว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่ม เพราะว่าคนไม่รู้จักพระเจ้า มนุษย์ทั่วไป ก็แสวงหาอย่างนี้ เพราะถูกระบบของโลกใบนี้ ทำให้เกิดความกลัว จะมาสะสมไว้ๆ จริงๆ มันไม่ใช่แค่กินอยู่อย่างเดียว มันกลัวไงครับ เพราะกลัว เลยสะสมใหญ่เลย มากขึ้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกลัวจะไม่มีกิน ก็เลย พยายามสะสมให้มันเยอะๆ แต่ท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ท่านไม่ควรจะกลัว เพราะในนี้บอกว่าเพราะพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ พระบิดาของท่าน ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งใดบ้าง พระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ ทรงทราบแล้วว่าเราจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีพระเจ้า เขาไม่มีจำเป็น ก็ทำให้เกินจำเป็น สะสมไว้ เพราะกลัว แต่ถ้าเรามีพระเจ้า เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราไม่ต้องสะสม เพราะพระเจ้ารู้ล่วงหน้าแล้วว่าเราจำเป็น และจำเป็นแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน จำเป็นที่อเมริกาก็เป็นจำเป็นอีกแบบหนึ่ง ต้องมีเสื้อหนาว จำเป็นในกรุงเทพ ก็ต้องมีเสื้อใส่ฤดูร้อน คนอยู่แอฟาริกา ก็จำเป็นอีกแบบหนึ่ง ผู้เชื่อที่อยู่ในเกาะนิวกีนีก็จำเป็นอีกแบบหนึ่ง จำเป็นแต่ละคนไม่เหมือนกัน จำเป็นในผู้เชื่อที่อยู่ในกรุงเทพ มีอยู่หมื่นคน แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ว่าพระบิดาทรงทราบแล้วว่าแต่ละคนนั้นจำเป็นอะไรบ้างในชีวิตของเขา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวล

นี่คือคอนเชปในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ  สุดความคิด ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติเงินทอง การทำมาหากินบนโลกใบนี้

แล้วพระองค์ยังบอกว่าอย่างไร? ให้เราแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน อาณาจักรของพระเจ้าคืออะไร? ก็คือสวรรค์ ให้เราไปรู้ว่าสวรรค์เป็นอย่างไร? แล้วรู้จักความชอบธรรม คือให้รู้ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว พอรู้แค่นี้แล้ว มันพอใจแล้ว วันทั้งวันก็ชื่นชมยินดีในร่างกายใหม่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้ ขอบคุณพระเจ้า ที่เราเป็นลูกของพระเจ้า  มันเป็นอย่างนี้ เพราะถ้าเกิดเราตกหลุมลงไปในการถูกล่อลวง ในเรื่องของการกิน การอยู่ ในความกลัวเหล่านี้ มันจะเกิดเป็นความวิตกกังวล เกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ แล้วก็เดือดร้อนมากขึ้นกว่าที่มันควรจะเป็น อยู่บนโลกใบนี้มันก็แย่อยู่แล้ว เพราะระบบของโลกใบนี้ มันเสียหาย มันต่อต้านกับเรา แล้วเรายังไปไม่เชื่อพระเจ้า ในลักษณะอย่างนี้ เราก็เพิ่มพูนความทุกข์ยากลำบากเข้าไปมากขึ้น เพราะฉะนั้น เราควรจะทำอย่างไร? เราควรจะวางใจในพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจในลักษณะอย่างนี้

แล้วในพระคัมภีร์ได้บอกถึงวิธีแนวทางในทางปฏิบัติ คราวนี้เป็นตัวอย่าง จากชายท่านหนึ่ง  ผู้รับใช้คนหนึ่ง ที่เป็นตัวอย่างที่ดีเลย เพราะเขาได้มีความเชื่อ และเขาได้แสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์เสียก่อน คอยจนกระทั่งเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้ว  และเขามีชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี ถึงขนาดเขาบอกว่าเขาไม่ได้อวดตัวนะ พระเจ้าได้เคยพาเขาเข้าไปอยู่ในสวรรค์ เข้าไปมีประสบการณ์ในสวรรค์จริงๆ เลย จะไปด้วยร่างกาย หรือไปด้วยวิญญาณ เขาไม่บอก เขาไม่อยากจะพูด เพราะว่าจะเป็นการอวดตัวมากเกินไป  แต่เขาเข้าไปในสวรรค์ ได้เห็นในนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น เขาออกมาจากตรงนั้น มาอยู่บนโลกใบนี้ ดำเนินชีวิตในการรับใช้พระเจ้าต่อไป เขาจึงมีการดำเนินชีวิตในลักษณะอย่างนี้ สมควรไหมที่เราจะเอาเป็นแบบอย่าง สมควรไหมที่เราควรจะเชื่อเขา  มีใครบ้างบนโลกใบนี้ที่ไปสวรรค์มาแล้ว สวรรค์จริงๆ นะ สวรรค์ชั้นที่ 3 ก็คือในโลกวิญญาณ เขาผู้นี้ก็คืออัครทูตเปาโล แล้วเปาโลยังบอกเลยว่าให้เราฝึกตามอย่างที่อาจารย์เปาโลแนะนำไว้  เพราะเขารู้ว่าเป็นอย่างไร? มีความสุข มีสันติสุข ไม่ถูกหลอก มันเป็นอย่างนี้ ให้เชื่อและทำตามผม (เปาโล) เลยนะ ฟีลิปปี 4:9 บันทึกไว้

ฟีลิปปี 4:9 “ทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ ได้รับ ได้ยินจากข้าพเจ้า หรือได้เห็นจากข้าพเจ้า จงนำไปปฏิบัติ และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะสถิตกับท่าน”

 

ท่านมีความมั่นใจถึงขนาดนี้เลยว่า …

“ทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ ได้รับ ได้ยินจากข้าพเจ้า หรือได้เห็นจากข้าพเจ้า จงนำไปปฏิบัติ แล้วท่านจะมีสันติสุข”

สันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวาย สับสน ทุกข์ยากลำบาก ท่านจะเต็มไปด้วยสันติสุข  นี่ไง ทุกคนก็คิด อยากปฏิบัติตาม แล้วมันเป็นอย่างไร? อ้าว! ไม่ต้องห่วง เปาโลไม่ได้พูดแค่นี้ เปาโลบอกต่อเลยว่า …

“นี่ทำตามผมแบบนี้นะ”

นี่คือหนึ่งในจำนวนนั้น แต่จริงๆ หลายฉบับที่เปาโลได้เขียนไว้ ก็ลักษณะอย่างนี้ ฝึกฝนตามการกระทำของเปาโล

ฟีลิปปี 4:10-13 “10 ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งนัก เนื่องจากในที่สุดพวกท่านก็กลับมาห่วงใยข้าพเจ้าอีกครั้ง อันที่จริง ท่านห่วงใยข้าพเจ้ามาตลอด แต่ไม่มีโอกาสที่จะแสดงออก 11 ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะกำลังขัดสน เพราะข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร 12 ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมี ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอิ่มหนำหรือหิวโหย มั่งมีหรือขัดสน 13 ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า

 

เปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้ เพื่อไปคุยกับผู้เชื่อชาวฟีลิปปี ผู้เชื่อทั้งหลาย ก็สามารถเรียนรู้จากตรงนี้ได้ด้วย

ข้อ 11 บอก … “ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะกำลังขัดสน”

ไม่ใช่พูดขอบคุณ เขาเอาเงินมาช่วยเรา แล้วเราพูด เพื่อเขาจะได้เอามาให้อีก เปล่า ไม่ได้ เพราะขัดสน จึงจำเป็นต้องพูด เพื่อจะได้เงิน ไม่ใช่

เปาโลบอกว่า … “เพราะว่าข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่ว่าสถานภาพจะเป็นเช่นไรก็ตาม”

“สภาพเป็นเช่นไร” ก็หมายถึงจะยากจน หรือจะร่ำรวย ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร? และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร? ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับ

ใครอยากรู้จักเคล็ดลับนี้บ้าง? เคล็ดลับในการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั่นเอง

          “ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอิ่มหนำ หรือหิวโหย มั่งมี หรือขัดสน ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า”

          ตรงนี้ในภาษาเดิม “ในทุกสิ่งนี้” แปลว่า “ข้าพเจ้าเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้ โดยพระองค์ ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้ ไม่ว่าจะร่ำรวย หรือยากจน ก็ตาม ขัดสน หรือมั่งมีก็ตาม ข้าพเจ้าเผชิญกับทุกสถานการณ์เหล่านี้ได้ โดยพระเยซูคริสต์ผู้ทรงประทานกำลังให้กับข้าพเจ้า ในแต่ละวัน เพราะว่าพระเยซูคริสต์ เป็นชีวิตของข้าพเจ้านั่นเอง เอเมน”

นี่คือเคล็ดลับ “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสถานการณ์ได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้อยู่ข้างในของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้ามีสันติสุข และสามารถวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจได้ว่าพระเจ้าทรงเตรียมสิ่งที่ข้าพเจ้าจำเป็น (ถ้ามีแค่นี้ ข้าพเจ้าก็จำเป็นแค่นี้) แต่วันหนึ่งข้างหน้า ในสถานการณ์นั้น พระเจ้าบอกว่าจำเป็นต้องมากกว่านี้ ก็จะให้มามากกว่านี้ เพื่อข้าพเจ้าจะได้สามารถผ่านสถานการณ์เหล่านั้นไปได้ เอเมน”

ฟีลิปปี 4:14 “กระนั้น ก็เป็นความกรุณาของท่าน ที่ได้แบ่งปันให้ ในยามที่ข้าพเจ้าเดือดร้อน”

 

อัครทูตเปาโล ผู้มีความเชื่อมหาศาล ผู้เอามือวางบนผ้าเช็ดหน้า แล้วคนเอาผ้าเช็ดหน้าไปวางคนป่วย คนป่วยหายโรค ผู้ที่บอกว่าพระเยซูคริสต์ร่ำรวยมหาศาล อะไรหรือที่ทำให้เปาโลผู้นี้เดือดร้อน เปาโลที่พูดว่าร่ำรวยมหาศาลในพระเยซูคริสต์ ก็ในโลกวิญญาณ อย่าเข้าใจผิด ในเรื่องโลกวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องวัตถุสิ่งของในโลกใบนี้

“ก็เป็นความกรุณาของท่านที่ได้แบ่งปัน” เปาโลต้องได้รับการแบ่งปัน จากผู้เชื่อใหม่ แบ่งปัน เพราะว่าเขาขาดแคลนหรือเดือดร้อน รับใช้พระเจ้าไปด้วย ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ และชาวฟีลิปปีเหล่านี้ สนับสนุนงานรับใช้ของเปาโล

ผมอยากให้ท่านข้ามไป เน้นที่ข้อ 16

ฟีลิปปี 4:16 “แม้เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเมืองเธสะโลนิกา ท่านก็ยังส่งความช่วยเหลือมาให้ข้าพเจ้า ในยามขัดสน ครั้งแล้วครั้งเล่า”

 

“ท่านมาช่วยเหลือข้าพเจ้าในยามขัดสน” ไม่ใช่ครั้งเดียว  ครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงว่าขัดสนบ่อยๆ

ฟีลิปปี 4:17 “ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าอยากได้ของกำนัล  แต่ข้าพเจ้าอยากให้ตัวเลขในบัญชีของท่านเพิ่มขึ้น”

 

อันนี้แถมให้ว่าไม่ใช่ข้าพเจ้าอยากได้ของของท่านหรอก แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าถ้าท่านแบ่งปันอย่างนี้ น้ำท่านจะไม่แห้ง เพราะท่านจะได้รับกลับเข้ามาตามความจำเป็น เพราะท่านทำให้ตัวเองจำเป็น เพราะว่าท่านได้ให้ออกไป ท่านก็จำเป็นให้ออกไปอีก แล้วพระเจ้ารู้ว่าท่านจำเป็นจะต้องให้ พระเจ้าก็จะประทานสิ่งที่จำเป็น ตะกี้นี้บอกแล้ว พระเจ้าประทานสิ่งที่เราจำเป็น ถ้าเราไม่ให้ออกไป เรามีอยู่แล้ว พระเจ้าบอกไม่จำเป็นมีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเอาไป ถ้าเราให้ออกไป พอเราขาดปุ๊บ พระเจ้าบอกเขาจำเป็น เราจะต้องใส่เข้าไปใช่ไหมครับ? มันเป็นอย่างนั้น นี่คือเคล็ดลับ

ฟีลิปปี 4:19 “และพระเจ้าของข้าพเจ้า จะประทานสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างแก่ท่าน จากความมั่งคั่งอันเลอเลิศของพระองค์ ในพระเยซูคริสต์”

 

เห็นไหมครับ? … “และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างแก่ท่าน เพราะท่านได้ให้ออกไป”

พระเจ้าจะประทานสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินเงินทองต่างๆ ที่ท่านให้ไป อะไรไม่รู้ อาจจะเป็นเวลา รวมความแล้ว ท่านให้ออกไป ท่านก็จะพร่องใช่ไหม? ไม่พร่องหรอก พระเจ้าจะไปเติมให้ท่าน เพราะท่านจำเป็นแล้ว และทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านจำเป็นอยู่ อย่างอื่นด้วยที่ท่านจำเป็น เติมให้เต็ม เพราะว่าตามที่ท่านขาดอยู่ จำเป็นอยู่ ไม่ใช่ให้เหลือเฟือ ให้จากความมั่งคั่งอันเลอเลิศของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ จากความร่ำรวยอันมั่งคั่งของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ หมายถึงในโลกฝ่ายวิญญาณ ความมั่งคั่งของพระเยซูคริสต์ ก็คือความยิ่งใหญ่แห่งพระเยซูคริสต์ ในอาณาจักรสวรรค์ ในโลกวิญญาณ พระเยซูอยู่บนโลกใบนี้ แทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอน จากโลกนี้ไป เขาเอาฉลองพระองค์มา เกือบเปลือยกาย เอามาจับฉลากแบ่งกัน จนมากเลย บนโลกใบนี้ แต่พระองค์ทรงร่ำรวยในโลกฝ่ายวิญญาณ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน และเราทั้งหลาย วิญญาณเราก็นั่งอยู่ที่นั่นกับพระองค์ด้วย ร่ำรวยมหาศาล รอก่อนแป๊บหนึ่ง มันเกี่ยวกับโลกวิญญาณ อย่ามาอ้างเป็นโลกวัตถุ แล้วก็ใส่ใหญ่เลย เรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเยซูคริสต์ร่ำรวยมหาศาล เพราะฉะนั้น เราต้องร่ำรวยด้วย ยังไม่ถึงเวลานั้น ใจเย็นๆ ก่อน อยู่บนโลกใบนี้ มันต้องเป็นไปตามนี้ ดำเนินตามผู้ที่ถูกพาเข้าไปอยู่ในสวรรค์ เห็นประสบการณ์ที่นั่นมาแล้ว คืออัครสาวกเปาโล ทำตามเขาดีกว่า ถูกไหมครับ?

เพราะฉะนั้นชีวิตมันอยู่แค่เพียงความจำเป็น คือความพอเพียงในสิ่งที่เรามีอยู่ มีอยู่แค่ไหน ก็แฮปปี้อยู่ตรงนั้น นี่คือเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของคริสเตียนทุกคน

มีครอบครัวหนึ่งเขาก็ทานอาหารกันอยู่บนโต๊ะ เด็กอายุ 4 ขวบ

แม่ก็ถามว่า … “หนูชอบกินผลไม้อะไร?”

เด็กก็ตอบว่า … “ชอบมะละกอ”

ก็ถามต่ออีกว่า … “แล้วรู้ไหมแม่ชอบอะไร?”

“แม่ชอบส้ม”

“แล้วรู้ไหมว่าพี่ชายชอบอะไร?”

“พี่ชายชอบกล้วย”

“แล้วหนูรู้ไหมคุณพ่อชอบทานอะไร?”

“คุณพ่อชอบทานผลไม้จากต่างประเทศ ที่เราไม่มี”

ก็มีความทุกข์สิ สิ่งที่มีแล้วไม่เอา จะหาแต่สิ่งที่ไม่มี นั่นแหละคือนิทานง่ายๆ ชัดๆ ที่บ่งบอกถึงว่าถ้าเราไม่รู้จักพอ ชีวิตเราจะเป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่น่าจะมีความสุขกับสิ่งต่างๆ ที่มองเห็นอยู่ตรงนี้แล้ว รอบข้างเรา ที่มันจำเป็น ที่พระเจ้ารู้ และไม่เคยขาด  เพราะพระองค์ทรงสัญญาไว้อย่างนั้น

ถ้าถามตัวผมเองส่วนตัว ผมเชื่อไหมว่าพระเจ้าสามารถประทานความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง ทรัพย์สมบัติให้กับผู้เชื่อ ตามที่พระองค์ต้องการ ทำได้ เพราะทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น เงินทองทั้งหมดเป็นของพระองค์ ความมั่งคั่งเป็นของพระองค์ เกียรติเป็นของพระองค์ พระองค์จะให้ผู้ใด พระองค์ก็ให้ผู้นั้นได้ แต่ไม่ได้อยู่ในคำสัญญา เข้าใจไหมครับ? มันอยู่ในวาระพิเศษว่าพระองค์เห็นว่ามันจำเป็นไหม? เข้าใจใช่ไหมครับ? ถ้ามันไม่จำเป็น ก็ไม่ได้ เราไม่จำเป็น เราก็พยายามบีบเค้น พอบีบเค้นหนักๆ ความโลภของเราก็เลยคิดว่าเอาล่ะ ตามเหตุผลมนุษย์ มันควรจะเป็นอย่างนั้น การเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งร่ำรวย ถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากกว่า จะได้เอาเงินไปประกาศอะไรต่างๆ เราคิดเองทั้งหมด แล้วเราก็ถูกล่อลวงให้หลง ด้วยความโลภของเรา ในทรัพย์สินเงินทอง ในวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ และเข้าสู่ระบบของโลกใบนี่ ซึ่งเป็นของมารอยู่ ก็ซวยสิ ก็บาดเจ็บ นี่แหละคือความจริง 1 ทิโมธี 6:6-10 จะบอกถึงว่าเวลาเราถูกล่อลวงไปด้วยความโลภต่างๆ เหล่านี้ ในทรัพย์สินเงินทอง มันไม่ใช่เงินทองอย่างเดียว หมายถึงทรัพย์สิน ระบบความคิดของโลกใบนี้ ที่เราคิดว่ามันอย่างนี้ ควรจะเป็น มาเชื่อพระเจ้าแล้ว มันควรจะถวายเกียรติพระเจ้าสิ ถวายเกียรติพระเจ้าด้วยวิธีอะไร?

นอกจากจะมีความประพฤติที่ดี ถูกต้องแล้ว ต้องร่ำรวย ต้องแข็งแรงอย่างนี้ คุณป่วย คุณจะถวายเกียรติพระเจ้าได้อย่างไร? ถ้าคุณไม่ร่ำรวย คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร? ฟังดูแล้ว เหมือนมันมีเหตุผล แต่มันไม่ใช่คำสัญญา พระเจ้านำพาคริสตจักรของพระองค์จากคนที่ไม่ร่ำรวยทั้งนั้น  เปาโลเป็นตัวอย่างชัดเจน และเปาโลผู้ที่ไปสวรรค์มาแล้ว แล้วก็สอนเราว่าให้ทำตามเขา เขาบอกว่าอย่างนี้ให้ทำตามเขา แล้วท่านจะเชื่อไหมล่ะ ท่านจะเชื่อคนอื่นเยอะแยะ นักเทศน์เยอะแยะไป ที่พยายามเอาความโลภเป็นที่ตั้ง แล้วก็มาสอนอย่างนั้น กับเปาโลที่เคยไปสวรรค์มาแล้ว ที่เคยทำอัศจรรย์ใหญ่      ที่พระเจ้าทำผ่านทางชีวิตของเขา     เป็นผู้บอกว่าให้ทำตามเขาอย่างนี้     แล้วเขามีคอนเชปในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างไร? คือพอเพียงๆ แล้วแต่พระเจ้าจะให้ บางครั้งก็มี บางครั้งก็ไม่มี พร้อมเสมอที่จะไม่มี …

1 ทิโมธี 6:6-10  “6 แต่ทางพระเจ้าพร้อมด้วยความพอใจในสิ่งที่ตนมี ย่อมเป็นกำไรงาม 7 เพราะเราเข้ามาในโลกตัวเปล่า เมื่อออกจากโลก ก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ 8 แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจกับสิ่งเหล่านั้น 9 คนที่อยากรวย ก็ตกหล่มเย้ายวนให้ทำบาป ติดกับและตกในความปรารถนาต่างๆ อันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ 10 เพราะการรักเงิน เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เพราะเห็นแก่เงินนี่แหละ บางคนจึงเตลิดจากความเชื่อ และทำให้ตัวเองต้องปวดร้าว ด้วยความทุกข์โศกนานา”

 

แต่ทางพระเจ้า คือทางเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นผู้เชื่อ พร้อมกับความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เป็นกำไรงามในชีวิต น่าจะมีสันติสุขในชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยความชื่นชมยินดีได้ตลอด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

ข้อ 9 บอกว่าคนที่อยากรวย ก็ตกหล่มเย้ายวนให้ทำบาป ติดกับและตกในความปรารถนาอันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ เพราะการรักเงิน เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง

การรักเงิน ก็คือการรักทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้  ไม่ได้หมายถึงการมีนะ ถ้าท่านมี เพราะพระเจ้าให้ เพราะเห็นว่าท่านจำเป็น ก็ว่ากันไป ไม่เป็นไร ไม่ใช่เงิน เป็นตัวรากเหง้า แต่การรักเงิน การอยากจะมีด้วยตัวเอง คือบางคนถูกล่อลวงด้วยมาร จนตามืดบอด ความโลภก็เข้ามาสิง ก็ใช้นามของพระเยซูคริสต์ อ้างทางของพระเจ้า เพื่อหวังทรัพย์สมบัติ จะหวังไปทำอะไรก็ตาม บางคนก็นึกหวัง เพื่อเอามาทำงานส่วนรวม แต่มันก็คือความหวังที่ผิด ก็คือความโลภ ต่อให้เราหวัง จะเอามาสร้างโบสถ์ก็ตาม มันก็คือผิด ผิดก็คือผิด แล้วเดี๋ยวมันก็จะมาซึ่งความโศกเศร้า เสียใจ และความล้มเหลวในที่สุด มันหนีไม่พ้นหรอก เพราะมันเข้าไปผิดทางแล้ว เดี๋ยวมันก็ไปสู่ความโลภมาสู่ส่วนตัว พอมาสู่ส่วนตัว ก็จะเริ่มอ้าง เพราะว่าความคิดแบบโลก แบบมนุษย์คิดว่ามีเงิน ถึงจะถวายเกียรติแด่พระเจ้า ก็เลยเอาล่ะมีเงิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าการถวายสิบลด มันไม่ได้จำเป็น เพราะเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราไม่ได้อยู่ในกฎระเบียบของชาวยิวอีกต่อไป ไม่ต้องมีคำว่าต้องถวายสิบลด ทั้งๆ ที่เรารู้ เราก็บอกว่า … “ต้องถวายสิบลด”

เพราะเรากลัวว่าทรัพย์สินของโบสถ์จะน้อยลง นี่ส่วนรวมนะ แต่บางคนกลัวกว่านั้น กลัวว่าเงินเดือนของเราเองจะน้อยลง ไม่มีใครมาสนับสนุนเงินเรา แบบเดียวกับที่เปาโลพูด ขัดสนนั่นนะ เรากลัวความขัดสน เราก็เลยอ้าง ขู่ ให้ผู้เชื่อทั้งหลายว่าได้เงินเท่าไรต้องถวายสิบลด? นี่พูดถึงบางคนที่รู้นะ ไม่รู้ ก็แล้วไป ไม่รู้ก็ควรจะรู้แล้ว เดี๋ยวนี้ว่าไม่ใช่ ในพระคัมภีร์ไม่ถูกต้องอย่างนั้น  ถ้าเราเชื่อและวางใจในพระเจ้า ด้วยความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ค่อยๆ ยอมรับและคิดตาม มันจะเห็นความจริงเองว่ามันไม่ใช่ พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่าให้ถวายด้วยใจชื่นชมยินดี ที่เตรียมไว้ในใจ ไม่ใช่ด้วยฝืนใจ ตามสบายใจ เป็นอิสระแล้ว จะให้เท่าไรก็ว่ากันไป ให้ก็ดี อะไรก็ตามเหล่านั้น นี่เห็นไหมครับ ชัดเจนเลย

บางคนหนักกว่านั้น สอนให้ผู้เชื่อหว่านลงไปเลย แล้วเรียกร้องกลับคืนมา ให้ไปหนึ่ง จะได้กลับมาสามสิบบ้าง หกสิบบ้าง ร้อยหนึ่งบ้าง ยิ่งประเทศทางตะวันตก ยิ่งเยอะเลย ถามว่าทำไมมีเยอะ เพราะว่าทางตะวันตก ความฝันของเขา คือความร่ำรวย  ทุกคนต้องมีบ้าน มีรถ ตะวันตกออกไปทางระบบวัตถุมากกว่าทางเอเซียเยอะ เดี๋ยวนี้มันก็แพร่มาสู่ทางเอเชียมากขึ้นเหมือนกัน คือชีวิตมุ่งหวังเอาความสำเร็จทางด้านวัตถุมากกว่า แล้วคิดว่าให้ออกไป แล้วจะได้รับกลับมา ทุกคนก็แห่กันไป ใครๆ ก็อยากรวย คริสเตียนก็อยากรวย มันเรื่องธรรมดา เพราะมันเป็นระบบของโลกใบนี้  แต่ถ้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ตามพระคัมภีร์ ก็จะมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ อยากรวย ก็ขอพระเจ้าเอา แล้วแต่ความจำเป็น ได้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้องเอาจากพระเจ้า เรียกร้องเอา ใช้สิทธิในนามพระเยซู สั่งการ …

“ฉันให้ออกไปหนึ่ง ฉันต้องได้กลับมาสิบ ฉันให้ออกไปหนึ่ง ความเชื่อไม่พอ ต้องได้กลับมาห้าสิบ”

ไปบอกผู้รับใช้ว่ายังไม่ได้ เขาก็บอกว่าไม่ใช่ความผิดของพระเจ้าหรอก พระเจ้าเตรียมให้ท่านแล้ว ท่านความเชื่อไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องอธิษฐานมากกว่านี้อีก ให้ออกไปมากกว่านี้อีก มีบางรายหนักกว่านั้น ให้ส่งมาทางไปรษณีย์ ส่งมา 10 ดอลล่าร์ แล้วเราจะส่งกลับไปให้ท่าน 1 ดอลล่าร์ แต่ 1 ดอลล่าร์มีการเจิมอยู่ ท่านจะได้รับ 100 ดอลล่าร์กลับคืน ในอนาคต แต่ตอนนี้เห็นๆ ท่านเสียไป 9 ดอลล่าร์แล้ว อะไรแบบนี้ มันเยอะ

ทำไมเราไม่คิดบ้างว่าพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างไร?  การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ การเจริญเติบโตทางธุรกิจการงาน มันควรจะวางใจในพระเจ้าว่าแล้วแต่พระองค์ เท่าที่จำเป็นลูกควรจะมีอย่างไร? พระองค์ตัดสินก็แล้วกัน ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะมีหรือจน ขัดสนหรือร่ำรวย ขอบคุณพระเจ้า ในสถานการณ์นั้นให้ได้ ฝึกฝน นี่คือเคล็ดลับ

เพราะฉะนั้น วางใจในพระเจ้าในการดำเนินชีวิต ตอนที่ 2.1 คือวางใจพระเจ้าในเรื่องเกี่ยวกับการกิน การดื่ม และทรัพย์สินบนโลกใบนี้ ก็คือแล้วแต่พระเจ้า เคล็ดลับ คือจงพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เท่าที่จำเป็น พระเจ้าจะให้เราแน่นอน  ถ้าเราจำเป็น ต่อให้เป็นเงินหมื่นล้าน ถ้าเราจำเป็น พระเจ้าจะให้เราแน่นอน แต่เป็นการตัดสินใจของพระเจ้า ไม่ใช่ความพยายามๆ ของเรา เพราะฉะนั้น จงเชื่อและวางใจในพระเจ้าเถิด ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 4 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เรื่องโลกวิญญาณ” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  มิถุนายน  2020

เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 4

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ     เรื่องโลกวิญญาณ”

โดย นคร  เวชสุภาพร

เรายังอยู่ในซีรี่ย์ชุดนี้ แนวทางการดำเนินชีวิตคริสเตียน 4 ขั้นอยู่ คือเชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  อธิษฐาน  ผ่านไปแล้ว 2 ขั้นตอน ก็คือเชื่อแล้ว  รับด้วยปากและเชื่อด้วยใจในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว มาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เรียกว่าเชื่อ เรียกว่าคริสเตียนแล้ว กับการรับรู้ จดจ่อไปที่เรื่องราวที่เบื้องบน ในสวรรค์สถานว่าเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราอยู่ที่ไหนตอนนี้ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้วบ้าง เราเรียนรู้ไปแล้ว 2 ขั้นตอน และวิธีการรับรู้ เราเน้นกันใน 2 สัปดาห์ที่แล้ว เราสอนกันในเรื่องนี้ว่ารับรู้อย่างไร?

รับรู้ ก็คือการจดจ่อความคิดไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ฝ่ายโลก อยู่ในโลกวิญญาณ ด้วยวิธี 3 จอ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ ว่าเราได้บังเกิดใหม่แล้ว พระเจ้าได้ย้ายเราจากอาณาจักรแห่งความมืด มาสู่อาณาจักรสวรรค์ อาณาจักรแห่งความสว่าง อาณาจักรแห่งพระบุตรของพระองค์ ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว จบไปแล้ว และยังมีบอกอีกว่าให้ตาดู หูฟัง เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ เป็นถ้อยคำจากพระคัมภีร์เหล่านี้บ่อยๆ เยอะๆ ตาดู หูฟัง ปากพูด เขาเรียกว่าจดจ่อเต็มที่ในเบื้องบน วนเวียนอยู่ในเรื่อง … สั้นๆ รวมความ ก็คือเกี่ยวกับสวรรค์ที่เราได้อยู่แล้วตอนนี้กับพระเจ้า ตามที่พระคัมภีร์ได้บอกเรา

และวันนี้ เราจะมาเริ่มขั้นตอนที่ 3 ก็คือหลังจากเชื่อแล้ว รับรู้แล้ว ต่อไป ขั้นตอนที่ 3 คือวางใจ หัวข้อการบรรยายในวันนี้ ผมจึงให้ชื่อเรื่องว่า “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” คำว่า “วางใจพระเจ้า” หรือ “จงวางใจในพระเจ้า” เป็นประโยคที่ผู้เชื่อทุกคนได้ยินบ่อยที่สุด พอมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ได้ยินบ่อยมาก ใครๆ ก็ต้องบอกว่าวางใจสิๆ จะทำอะไรก็ต้องวางใจในพระเจ้า อย่ากลัวเลย  จงวางใจในพระเจ้าเถิด  แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่หลายๆ คนมาพูดหนุนใจเรานะ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับตัวเราเอง มันลำบากเหลือเกิน เกิดขึ้นกับคนอื่น เราไปบอกเขาวางใจในพระเจ้านะ  มันก็พูดง่าย แต่พอมันเกิดขึ้นกับตัวเอง อะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สถานการณ์บางอย่างที่เราต้องการให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่เราคิดว่าดี จะบอกกับตัวเองว่าให้วางใจในพระเจ้า มันยากกว่าที่จะพูดกับคนอื่น นี่คือเรื่องจริงของผู้เชื่อทั้งหลาย ชีวิตคริสเตียนพบกับสันติสุข ที่แท้จริงได้เมื่อเชื่อแล้ว รับรู้แล้วว่าเราเป็นใคร? จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจไปแล้วว่าเราเป็นใคร? ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ จะต้องตามด้วยการวางใจตรงนี้ ถึงจะมีสันติสุขในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้ ถ้าเชื่อแล้ว รับรู้แล้ว  แต่ยังวางใจไม่ได้ ชีวิตก็ยังคงวนเวียนอยู่กับความทุกข์ลำบาก กังวลไปเรื่อย ตามระบบของโลกนี้ ที่มันผันแปรไปเรื่อยๆ ตามมารที่กระทำการงานอยู่บนโลกใบนี้ มันก็ไม่มีสันติสุข หรือไม่มีความสุขเท่าที่ควร เท่าที่พระเจ้าอยากจะให้เราได้  จริงๆ พระเจ้าอยากให้เราได้ดีที่สุดเลย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ว่าเป็นเครื่องมือของพระองค์ในการประกาศข่าวดี ใช้ร่างกายของเราที่เป็นวิหารของพระองค์แล้ว ซึ่งพระเจ้าก็อยากจะกระซิบที่หูเราว่า …

“วางใจในพ่อเถิด”

ชีวิตคริสเตียน ก็คือชีวิตแห่งความเชื่อและวางใจ ไม่ใช่เชื่อเฉยๆ เดี๋ยวเรารู้ว่าเชื่อและวางใจมันต่างกันกับความเชื่อเฉยๆ อย่างไร?

พระคัมภีร์บอกว่าความเชื่อที่บอกว่าพระเจ้ามีจริง ความจริงเรื่องนี้ พระคัมภีร์บอกว่าแม้แต่ซาตาน แม้แต่มารเอง ก็ยังเชื่อแบบนั้น แต่มารมันเชื่อ ชนิดลักษณะว่าพระเจ้าเป็นอยู่จริง มีอยู่จริง ยิ่งใหญ่จริง เชื่อแบบกลัวพระเจ้ามาก เพราะว่าความยิ่งใหญ่ ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่มาก ในยากอบ 2:19 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

ยากอบ 2:19 “ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวก็ดีแล้ว แม้พวกผีมาร ก็ยังเชื่อเช่นนั้นและกลัวจนตัวสั่น”

 

มารเชื่อว่ามีพระเจ้า เชื่อแน่นอน และเชื่อในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอย่างมากมาย  แต่ว่าสำหรับเราผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเชื่อในการทรงสถิตของพระเจ้า ที่ทรงสถิตอยู่กับเรา เราจึงวางใจในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า วางใจจนถึงขนาดเกินกว่าความคิดของเราที่จะเข้าใจอีก เพราะว่าพระองค์ทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด มากมายเลย แต่ก็อย่างที่บอก มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่เราจะวางใจพระเจ้าในทุกเรื่อง ในทุกสถานการณ์ เวลามันเกิดขึ้นกับเราเองจริงๆ เราก็รู้ จากถ้อยคำพระเจ้าว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่เหนือกว่าสถานการณ์ที่เราคิดว่าเลวร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเรา แต่บอกให้เราวางใจในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า มันยากนะครับ

วันนี้ เราก็เลยมาเรียนรู้ในเรื่องนี้กันว่าพระคัมภีร์สอนเราอย่างไร? ที่จะช่วยเรา ให้สามารถที่จะวางใจในพระเจ้า  สุดจิต สุดใจ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ในทุกสถานการณ์ในชีวิตของเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้ ทำอย่างไรดี เรามาคุยกันในวันนี้ ยังจำได้ไหมที่ผมเปรียบให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้อยู่ในสวรรค์แล้ว ในโลกวิญญาณ เราอยู่ในระหว่างการเดินทางสู่โลกใหม่ สวรรค์ใหม่ ก็จะมีสัตว์ มีต้นไม้ใบหญ้า มีทะเล มีฟ้า มีนกอะไรต่างๆ แต่เป็นใหม่หมดเลย  รวมทั้งเราก็ใหม่ด้วย ร่างกายเราใหม่ เรากำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางไปสู่โลกใหม่ด้วยเที่ยวบินสายสวรรค์ของสายการบินนี้ ตั๋วก็ฟรีนะ ตั๋วใช้ความเชื่ออย่างเดียว สายการบิน Jesus’s The Way ก็เลยให้เราทำตัวเหมือนกำลังเตรียมตัว ผมบอกอยู่บ่อยๆ ให้เราเตรียมตัวเหมือนกำลังเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ในชีวิตมนุษย์ธรรมดาทุกวันนี้ ไปทัวร์ต่างประเทศกันง่ายๆ เรามั่นใจเพียงแค่ว่าเรามีตั๋วเครื่องบิน และเอกสารเดินทางครบถ้วนไหม? ซึ่งใครที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เชื่อด้วยใจและพูดด้วยปากแล้วว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามารับรู้ไปแล้วว่าเราได้บังเกิดใหม่แล้ว เท่ากับเรามีเอกสารพร้อม มีตั๋วพร้อม กำลังนั่งอยู่ในเครื่องบินสายสวรรค์นี้แล้ว เที่ยวบินนี้แล้ว และเหมือนเที่ยวบินทุกๆ แห่งที่เราเดินทางไปบนโลกใบนี้ เป็นทัวร์ที่ไหนก็ตาม พอขึ้นเครื่องบิน กัปตันก็จะประกาศว่า …

“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้ เที่ยวบินของเรา กำลังบินผ่านน่านน้ำ มหาสมุทรแปซิฟิก  ที่ระดับความสูง 20000 ฟุต  เหนือระดับน้ำทะเล … และสำหรับเที่ยวบินนี้  เราอาจพบกับสภาพอากาศแปรปรวน  หรือเครื่องบินตกหลุมอากาศบ้าง เป็นบางครั้ง .. แต่ขอให้ผู้โดยสารทุกท่าน ไม่ต้องเป็นกังวล …  สบายใจได้ว่าเราจะนำทุกท่านสู่จุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ … ขอให้ผู้โดยสารทุกท่าน  มีความสุขกับการเดินทาง  ไปกับเที่ยวบินของเรา หลับให้สบาย”

เขาก็จะพูดประมาณนี้  และเที่ยวบินสายสวรรค์ของสายการบิน Jesus’s The Way ที่พวกเรากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่อยู่ในโลกวิญญาณ  ระหว่างการเดินทาง กัปตัน คือพระเยซูคริสต์ พระองค์จะคอยประกาศอยู่เสมอๆ บนเที่ยวบินสายสวรรค์ว่าท่านอาจจะต้องพบกับปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่อย่าเป็นกังวลเลย พวกเราทุกคนจะต้องถึงจุดหมายปลายทาง คือโลกใหม่อย่างแน่นอน จงมีสันติสุข พักสงบสุขและหายเหนื่อยเถิด จงมาหาเรา และหายเหนื่อย เป็นสุขๆ เถิด

มาดูถ้อยคำที่กัปตันของเรา คือพระเยซูคริสต์ในสายการบินนี้ เที่ยวบินสายสวรรค์นี้ ประกาศไว้อย่างไร? บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ยอห์น 14:1 …

ยอห์น 14:1 “อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายเป็นทุกข์ จงวางใจในพระเจ้า และจงวางใจในเราด้วย”

 

“จงวางใจในพระเจ้า” ตรงนี้  ถ้าอธิบายในบริบทที่เรากำลังคุยกันอยู่ นี้ก็คือให้เราวางใจในพระเจ้าว่าพระองค์ได้เตรียมแต่งตัวในวิญญาณเราเรียบร้อยแล้ว  ความคิดจิตใจเราที่ได้จากพระองค์ก็สะอาดเรียบร้อยแล้ว และกำลังพาเราเดินทางไปพบกับพ่อหน้าต่อหน้า พ่อคือพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด  ผู้ทรงเป็นพระเจ้า มารตัวสั่น กลัวมาก แต่เราไม่กลัว เพราะเราเป็นลูกของพระองค์ เราเคารพยำเกรงในพระองค์ว่าพ่อเรายิ่งใหญ่สูงสุดเลย รักเรามากขนาดนี้ ใครจะมารังแกเราได้  เรายำเกรงในพระเจ้าในลักษณะนี้ ถ้ารู้อย่างนี้แล้วตื่นเต้นไหม? ตื่นเต้นแน่นอน ขนาดมีคนจะไปเที่ยว จะไปดูแสงเหนือ ที่ขั้วโลกเหนือ ที่ประเทศสแกนดิเนเวีย ยังตื่นเต้นเลย อาจจะนอนไม่หลับด้วยซ้ำไป เพราะกำลังจะได้ไปดูอะไรบางอย่างที่ตัวเองหวังไว้ สวยงามมาก

พระเยซูคริสต์บอกว่ากำลังจะพาเราไปพบหน้าพระเจ้าของเรา ไม่ตื่นเต้นเหรอ เราควรจะตื่นเต้น ในภาษาปัจจุบัน เขาบอกว่าตื่นเต้นเบอร์ไหนดี มากกว่าเบอร์ที่เราไปเที่ยวต่างประเทศนะ นี่ คือสิ่งที่พระเยซูบอกเราจริงๆ ว่าให้เรารอแป๊บเดียว เรากำลังพาพวกเจ้าไปพบพ่อ อีกแป๊บเดียวเอง ในขณะที่รอ พระเจ้าก็สอนเรา พระเยซูก็สอนเราว่าขณะที่รออยู่นั้น รอบๆ ตัวเรา บนโลกใบนี้ ก็ยังคงมีมาร เป็นศัตรูเราอยู่ คอยหลอกล่อ หลอกลวง เหมือนตอนที่หลอกลวงบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมและเอวา ยังคงทำการงานของมันอยู่เหมือนเดิม หลอกล่อ หลอกลวง โกหก เพื่อขโมย ฆ่าและทำลาย เหมือนที่มันทำกับบรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ยุคแรกโน้น ตั้งแต่อาดัมและเอวา ทุกวันนี้มารซาตาน มันก็ยังคงคอยส่งเสียงมาหลอกล่อหลอกลวงตลอดเวลา  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเราตลอดเวลาแล้วก็จริงอยู่ แต่พระองค์ก็ไม่ได้บังคับ เคี่ยวเข็ญ ขู่เข็ญเราให้เป็นเหมือนทาสของพระองค์ พระองค์ให้อิสระเราในการตัดสินใจ เหมือนกับให้อิสรภาพกับสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งให้มีอิสระในการตัดสินใจ จะเชื่อพระองค์ก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนเลย ถ้าไม่เชื่อจะได้รับสิ่งที่ไม่ดี พระองค์ไม่ได้ทำหรอก แต่เป็นกฎระเบียบไว้ ก็คือถ้าไม่เชื่อ ไปเชื่อมาร มารมีแต่ขโมย ฆ่าและทำลาย มันไม่ได้จริงใจ มันมีแต่ความเสียหาย ความยุ่งเหยิง คำสาปแช่ง ไปเชื่อมัน ก็ตกลงไปในคำสาปแช่ง เหมือนเอานิ้วไปแหย่ปลั๊ก ไฟดูด พระเจ้าให้อิสรภาพกับเราเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น การอยู่บนโลกใบนี้ กำลังรอไปพบหน้าพ่อของเรา เราก็ต้องระมัดระวังศัตรูของเรา คอยมาหลอกล่อเราและเพราะเหตุนี้แหละ ที่บอกว่าพวกมารซาตานมันยังคงทำหน้าที่ของมันในการหลอกล่อมนุษย์ ถึงได้บอกว่าในทางปฏิบัติ การเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ ต้องเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจเท่านั้น ถึงจะชนะการล่อลวงของมันได้ ถ้าเอาเฉพาะความคิดและความเข้าใจของมนุษย์ เสร็จมันแน่นอน แพ้มันแน่ เราต้องวางใจที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เกินกว่าสายตาที่เรามองเห็น เกินกว่าความคิดเหตุผลของมนุษย์นั่นแหละเราถึงจะชนะการล่อลวงของมารได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะบางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราเอง มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น  แต่มันทำได้ เพราะพระเจ้าบอกไว้ว่าทำได้ ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาคุยอย่างละเอียดในวันนี้ ไม่ใช่พูดว่า …

“จงวางใจนะๆ วางใจด้วยสิ้นสุดใจนะ”

ไม่ใช่แค่นั้น เพราะเรารู้ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้ว มันอาจจะทำไม่ได้ ไม่ได้สันติสุข ไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเท่าที่ควร

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำในเรื่องของการวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจนี้ สิ่งสำคัญ คือต้องรู้ให้เท่าทันเล่ห์กลของมาร ในการหลอกลวง การล่อลวงมนุษย์ และไม่เผลอไปเชื่อฟังมัน แล้วไปทำตามมัน ซึ่งมันนำเราไปสู่ความตาย หมายถึงนำเราไปสู่คำสาปแช่ง ซึ่งเราไม่ควรจะต้องมีความทุกข์ขนาดนั้น  เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราควรจะมีความสุขมากกว่านั้น พระคัมภีร์จึงบอกให้เรา  เชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ คือ …

“สิ้นสุดใจ สิ้นสุดกำลัง ไม่เหลือใจให้กับใครอีกแล้ว  ไม่ฟังใครอีกแล้ว  ถ้าพระเจ้าบอกแบบนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนจะมาบอกเป็นอย่างอื่น ฉันไม่มีทางเชื่อ ฉันก็ไม่ฟังเด็ดขาด ไม่ว่าตาฉันจะเห็นอย่างไร? มือฉันจับต้อง รู้สึกอย่างไรก็ตาม ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด พระเจ้าว่าอย่างไร? ว่าตามนั้น เพราะฉันเชื่อและวางใจพระเจ้า แบบสุดๆ สุดใจไปแล้ว แบบเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ”

มันต้องอย่างนี้ นี่คือหมัดเด็ดที่จะชนะมัน ถึงแม้ว่าสิ่งที่พระเจ้า บอก หมายถึงถ้อยคำพระเจ้าที่บอกไว้ในพระคัมภีร์ อาจจะฟังดูแล้ว ใช้เหตุผลของมนุษย์แล้ว มันเชื่อยากเหลือเกินว่ามันเป็นไปได้อย่างไรก็ตาม เหมือนไม่มีผล พูดง่ายๆ สิ่งที่พระเจ้าบอก ไม่มีเหตุผล ตามความคิดของมนุษย์  ถึงแม้มนุษย์จะไม่เข้าใจ แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเชื่อและวางใ

การเชื่อและวางใจพระเจ้ามันสามารถตัดสินใจก่อนได้ ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น บอกก่อนเลยว่าไม่ว่าเหตุการณ์มันจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม มันจะไม่มีเหตุผล และฉันจะไม่เข้าใจ ก็ตาม แต่ฉันจะเชื่อและวางใจในพระเจ้า คำว่าเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ต้องแบบนี้ ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่าให้เราเชื่อและวางใจพระเจ้าเกินกว่าความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ ที่จะคิดได้ มันแปลว่าอย่างนั้น และพระเจ้าเตรียมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ให้กับเราแบบนี้ทั้งนั้น ในพระคัมภีร์ 1 โครินธ์บอกว่าสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และมนุษย์คาดไม่ถึง ไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผล หาเหตุผลไม่ได้  คือสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้กับผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่เป็นลูกของพระองค์ ต้องจำตรงนี้ไว้เลย

และเพื่อให้เราเห็นภาพเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมได้สรุปมาเป็นขั้นตอน สิ่งที่พระคัมภีร์สอน หรือย้ำเตือนให้เราวางใจในพระเจ้าแบบสุดจิต สุดใจ แบบเกินกว่าความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ มีอยู่ 2 ส่วน

ส่วนแรก คือการวางใจในเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณล้วนๆ ซึ่งมันยาก ต้องเป็นเบอร์หนึ่งเลย เรื่องการวางใจในโลกวิญญาณ

ส่วนที่สอง คือการวางใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ขณะนี้ อันนี้ง่ายกว่า ซึ่งวันนี้ เราจะมาเรียนรู้ในเรื่องแรกกันก่อน คือการวางใจพระเจ้า ในทางโลกวิญญาณ

เริ่มจากการเชื่อและวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เกินกว่าความคิดของเราที่จะเข้าใจในทางโลกวิญญาณ คือสิ่งที่เราได้เชื่อแล้ว รับรู้ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกินกว่าความคิด เหตุผล และความเข้าใจของมนุษย์ และตัวเราก็ตาม เช่นบอกว่าเราได้รับความรอดนิรันดร์แล้ว  เราได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่างแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราได้นั่งอยู่ในสวรรค์กับพระเยซูที่เบื้องขวาของพระเจ้า  เรียบร้อยไปแล้ว แค่เราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ด้วยใจ ยอมรับด้วยปากว่าเราเองเป็นคนบาป ต้องการความช่วยเหลือ ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ เป็นพระมาซีฮาห์ของภาษาฮีบรู เป็นพระคริสต์ของภาษากรีก เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของภาษาไทย ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ เพื่อมารับโทษบาปแทนมนุษยชาติ ตายที่ไม้กางเขน และฝังไว้ และถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 เพียงแค่เชื่อข่าวดี ความจริงตรงนี้เท่านั้นเอง ก็ได้รับทั้งหมดนั้นแล้ว มันเกินความคิด เกินเหตุผลของมนุษย์ที่จะเข้าใจใช่ไหม?

ตรงนี้ ถ้าถามกันจริงๆ ให้ตอบกันตรงๆ ว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว แค่เชื่อแค่นี้ เข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ  คริสเตียนไม่ใช่ดำเนินชีวิตด้วยความเข้าใจ ถ้าใครถามในที่ประชุมว่าเข้าใจไหม? ทุกคนบอกเข้าใจ แสดงว่าคนนั้นไม่เข้าใจ ถ้าเขาตอบว่าไม่เข้าใจ อย่างนี้ตอบถูก ตอบใช่ คริสเตียนต้องตอบว่าไม่เข้าใจ แต่เชื่อ คริสเตียนต้องดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ

เหตุฉะนั้น ผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ก็คือลูกของพระเจ้าจะดำรงชีวิตด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น ก็คือไม่ใช่ความเข้าใจแบบมนุษย์ เพราะมันเป็นเรื่องที่จับต้องมองไม่เห็น มองเห็นไม่ได้ ในเรื่องโลกวิญญาณล้วนๆ มันจึงต้องใช้ความเชื่อ และต้องเป็นความเชื่อชนิดที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจได้ ต้องเกินไปเลย

“ไม่รู้ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนี้ ฉันก็เชื่ออย่างนี้ พระคัมภีร์บอกว่าฉันถูกย้ายมาจากนรก อาณาจักรของความมืดของมารซาตาน มาเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง อาณาจักรของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ อาณาจักรที่เรียกว่าสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว ฉันอยู่ที่นี่แล้ว”

อยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ยังอยู่ในประเทศไทย ไม่รู้ล่ะ ในพระคัมภีร์บอกในโลกวิญญาณฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ฉันก็อยู่ตรงนี้แหละ ยังนั่งอยู่ที่โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ กรุงเทพกรีฑา ไม่รู้ พระคัมภีร์บอกฉันนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์ไปเรียบร้อยแล้ว ฉันเชื่ออย่างนั้น  เอเมน

แต่ถ้าเราเชื่อแล้ว รับรู้แล้ว เชื่อวางใจด้วยสิ้นสุดใจ สุดความคิดแล้ว เราก็จะเกิดความมั่นใจ ไม่ไขว้เขว ไม่สับสน ใครมาพูดอะไรต่างๆ มันก็แค่ผ่านหู เผลอๆ ไม่ผ่าน ไม่สนใจด้วย เพราะเรามีความมั่นใจ จะไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีหนึ่งที่เราจะสงสัยว่า …

“ฉันรอดหรือยัง? เอ๊ะ! ฉันอยู่ในสวรรค์ไหม? เพราะว่าฉันอยู่แล้ว”

ตายแล้วเราไปสวรรค์ไหม? อะไรไปสวรรค์

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้”

มารไปเลย มารอาจจะส่งคำพูดมา … “ใครบอกแกตายแล้วไปสวรรค์”

“ตอนนี้ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว ยังไม่ตายหรอก ยังไม่ออกจากร่าง ฉันก็อยู่ในสวรรค์แล้ว จะมาถามว่าฉันจะไปสวรรค์ไหม?”

“อย่างนี้หรือจะเป็นลูกพระเจ้า”

“ฉันเป็นลูกพระเจ้าแล้ว”

แต่ว่าในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นง่ายๆ อย่างที่พูดตรงนี้ ถึงต้องมาคุยกันไง คือหลังจากที่เรารับเชื่อพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้วในโลกวิญญาณ และเราก็ได้รับรู้แล้วว่าในพระคัมภีร์บอกว่าเราเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไรในโลกวิญญาณ หลังรับเชื่อแล้วนะ เราก็จะตกเป็นเป้าหมายของศัตรู คือมาร มันจะจ้องมาขโมย ฆ่าและทำลาย

อันดับแรกที่มารจะส่งมาล่อลวงเรา คือขโมยความมั่นใจในความรอดจากบาป รอดจากการเป็นทาสของมัน มันจะบอกว่า …

“แกยังเป็นทาสฉันอยู่เหมือนเดิม แกไม่ได้รับความรอดหรอก แกเพ้อไปแล้วมั้ง”

มารมันจะมาทำอย่างนี้ นี่สำคัญ

ในขณะที่เราก็รอดไปแล้ว เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นแล้ว  ถามว่ามันทำเพื่ออะไร? ทำเพื่อปิดบังตาเรา ในเมื่อเราก็ไปสวรรค์แล้ว ก็ไปสิ แต่แกจะไม่ได้เป็นพยานให้กับคนอื่นๆ ว่าไปสวรรค์มันง่าย แค่เชื่อเท่านั้น แกจะให้พระเจ้าใช้ชีวิตแกได้น้อยลง มันต้องการดิสเครดิต คือให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ถ้าลบไปได้ 100% ลบเลย คือไม่ให้เราเชื่อเลย ถ้าลบไม่ได้ เราเชื่อไปแล้ว ก็ให้ได้พระพรไปแค่ 80 ก็ยังดี รอดอย่างเดียว แต่เหมือนรอดด้วยไฟเลย ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ได้ถวายเกียรติ ไม่ได้เป็นพยาน ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง ท่านพอเข้าใจใช่ไหม?

การล่อลวงที่มารถนัดที่สุด อย่างที่ตะกี้ผมยกตัวอย่าง ยิงคำถามมาที่ความคิดว่า …

“แกมีความประพฤติอย่างนี้ แกยังโกรธ หงุดหงิดอยู่อย่างนี้เลย จะไปสวรรค์ได้อย่างไร? บ้าหรือเปล่า? คนเขาทำดีแทบตาย เขายังไม่ได้บอกว่าไปสวรรค์ แล้วแกบอกอยู่ในสวรรค์ แกยังทำตัวอย่างนี้เลย เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนโลภ ไม่มีความรัก ไม่มีการเมตตาคนอื่นเลย แกยังเป็นอย่างนี้อยู่เลย” .. เราชักเขว  ..

“ถวายทรัพย์ก็ไม่ถวาย ไปโบสถ์ก็ไม่ค่อยได้ไป อธิษฐานก็น้อย อธิษฐานไม่เป็นด้วย ไม่เห็นเพราะเหมือนคนอื่นเขา ไม่เคยประกาศให้ใคร อันโน้นก็ยังไม่ได้ทำ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ แล้วแกจะมาบอกว่าอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้ 555 มันเป็นไปได้อย่างไร?”

เพราะมันต้องการปิดบังไง ต้องการให้เราเกิดความไม่มั่นใจ พอเราไม่มั่นใจ เราก็จะไม่แน่ใจว่าเราจะอยู่ในสวรรค์หรือเปล่า? พอเราไม่แน่ใจว่าอยู่ในสวรรค์หรือเปล่า? เราก็ไม่พูดออกจากปากของเรา ไม่มีชีวิตอยู่ให้เป็นพยานให้กับคนรอบข้าง ได้รู้ว่าสวรรค์มีจริง พระเจ้าต้องการให้มนุษย์เข้าไปอยู่ในสวรรค์ มันง่ายแค่นี้ แค่เปิดปาก เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์เท่านั้น มันต้องการปิดบังตา ไม่ให้ข่าวดีของพระเยซูไปหาคนอื่นผ่านชีวิตของเรานั่นแหละ ซึ่งคำถามของพวกมัน พวกนี้ ท่านฟัง แล้วท่านเห็นไหม? มันเป็นตรงกันข้าม ขัดแย้งกับถ้อยคำพระเจ้าที่เราได้รับรู้มาเรียบร้อยแล้ว ที่เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจมาเรียบร้อยแล้ว ที่บอกว่าเราได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครเอาเราออกไปจากความรักของพระเจ้าได้อีกแล้ว มันมาแย้งกันอย่างนี้ เห็นหรือยัง? ในโรม 8:38-39 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 8:38-39 “38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือวิญญาณชั่ว  ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต  หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ  39 ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใด ในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”

 

“ไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า” แล้วพระเจ้าตรัสว่าอย่างไรอีก “เราจะไม่ละเจ้าเลย หรือทอดทิ้งเจ้าเลย  เราสถิตอยู่กับเจ้า ไม่ว่าวินาทีไหน? เจ้าหลับ เราก็ไม่หลับ”

พระคัมภีร์ยังบอกว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา เป็นใหญ่กว่ามันทั้งหลายที่อยู่ในโลก ไม่ต้องไปกลัวมัน มันโกหก นอกเหนือจากนั้น พระเยซูยังพูดด้วยตัวของพระองค์เองเลย เกี่ยวกับเรื่องนี้  ผมจะยกมาให้ท่านดูข้อเดียวก็พอแล้ว เด็ดๆ เลย ยอห์น 10:28-30 …

ยอห์น 10:28-30 “28 เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้น  ไปจากมือของเราได้ 29 พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นแก่เรา ทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้น จากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้ 30 เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

ต้องฮาเลลูยาประมาณ 80,000 ครั้ง ฮาเลลูยาไม่จบสิ้นเลย  อ่านหลายๆ เที่ยว นี่แหละคือความหวังใจในพระเจ้า เกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณว่าเราเป็นใคร? เมื่อเชื่อแล้ว ได้รับอย่างนี้เลย พระเจ้าบอกพระเยซูคริสต์พูด ใช่ แล้วที่มารพูด ไม่ใช่ มันโกหก มันคนละเรื่องเลย เห็นไหม? มันกลัวว่าเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ จะไปถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ พระคัมภีร์บอกว่ามันคอยปิดบังตาคนที่ไม่เชื่อ เพื่อว่าเขาจะได้ไม่มาเชื่อ แล้วจะไม่ได้รับความรอด ไม่สามารถไปสวรรค์ได้  เขาจะไปได้อย่างไร? เขาจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อไม่มีใครมาเป็นพยานบอกเขาว่ามันง่ายอย่างนี้ คนไม่มาเป็นพยาน เชื่อแล้ว รอดแล้ว แต่ถูกมารหลอก จนกระทั่งชีวิตไม่แน่ใจ ไม่กล้าพูดเรื่องสวรรค์ว่าเราอยู่ที่สวรรค์ ไม่มีความจริงอยู่ในตัวเลย นี่คือเหตุผล

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเชื่อพระเจ้า วางใจในพระเจ้าแล้ว มันง่ายนิดเดียว ที่เราจะรู้ว่าเรา ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็เปรียบเหมือนลูกของพระเจ้า ที่แต่งตัวขาวบริสุทธิ์สะอาด เดินอยู่ท่ามกลางโคลน ออกไปนอกบ้าน เจอฝุ่น ฝนตก โคลนเยอะ มันก็ต้องสกปรกบ้าง แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับตัวตนแท้ๆ จริงของเรา  ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าเลย ก่อนเข้าบ้าน หรือเข้าบ้านไปแล้ว ก็ไปอาบน้ำ ก็จบแล้ว เราก็เป็นลูกอยู่ ความสกปรกก็ออกไปแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นลูกของพระเจ้า เพียงแค่รอวันที่เราจะได้ไปอยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ ที่ซึ่งไม่มีบาปอีกต่อไป คือไม่มีโคลนสกปรกอีกต่อไป และเมื่อไม่มีบาป ไม่มีโคลนสกปรกอีกต่อไป ก็ไม่มีการล่อลวงให้ทำบาปอีกต่อไป ก็ไม่สกปรกอีกต่อไป ก็สะอาดบริสุทธิ์นิรันดร์ อยู่กับพระเจ้านิรันดร์ ไม่ถูกล่อลวงแล้ว แสดงว่าอยู่บนโลกใบนี้ เราสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ภายในแล้ว แต่ยังถูกล่อลวง สกปรกภายนอกนิดๆ หน่อยๆ

เพราะฉะนั้น ผลของการจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจถึงเรื่องเกี่ยวกับความจริงในเบื้องบน อย่างนี้ เกี่ยวกับโลกวิญญาณอย่างนี้ว่าเรานั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานแล้ว อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ถ้าเราเรียนรู้ พูด จดจำ จดจ่อ จนขึ้นใจเรื่องราวของสวรรค์ด้วยการตาดู หูฟัง ปากพูดบ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องสวรรค์นี้อย่างสม่ำเสมอ เป็นกิจวัตร เป็นวิสัย ทำให้เกิดเป็นความไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ที่พระคัมภีร์เรียกตรงนี้ว่า Now Faith ในฮีบรู 11:1 ทำไมต้องใช้ภาษาอังกฤษ เดี๋ยวรู้ ลองอ่านภาษาไทยก่อนแล้วกัน ฮีบรู 11:1-2 บันทึกไว้อย่างนี้ …

ฮีบรู 11:1-2 “1 ความเชื่อ คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น  2 เพราะความเชื่อนี้เอง ที่คนในสมัยก่อน ได้รับการทรงชมเชย

Now faith is the assurance (title deed, confirmation) of things hoped for (divinely guaranteed), and the evidence of things not seen [the conviction of their reality—faith comprehends as fact what cannot be experienced by the physical senses]. For by this faith the men of old gained [divine] approval.”

 

ภาษาเดิม ความเชื่อตรงนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ มันยังมีบ่งบอกว่าความเชื่อชนิดใด ความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน เป็น Now มันหายไปตรงนี้ Now Faith แปลว่าความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน เอาอย่างนี้ไปก่อนนะ ความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ คือวัตถุสิ่งของสสารที่จับต้องมองเห็นได้ ในสิ่งที่เราหวังไว้ ถ้าเราหวังอะไร? มันเป็นอนาคต ถูกไหมครับ? แต่ถ้าเรามี Now Faith มีความเชื่อชนิดที่เป็นเดี๋ยวนี้ เป็นปัจจุบัน พอมีความเชื่อชนิดนี้เข้ามา สิ่งที่เราหวังไว้มันจับต้องมองเห็นได้เดี๋ยวนี้เลย จบเลย ถ้าเราหวังว่าเราอยู่ในสวรรค์ มันเป็นอนาคตใช่ไหมครับ? แต่ว่าความหวังนั้นมันกลายเป็นเราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ จนกระทั่งกลายเป็นความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบันทันทีปุ๊บ ความเชื่อที่เป็นปัจจุบันทันทีนั้น ในใจของเรา มันจะทำให้สวรรค์นั้นจับต้องมองเห็นได้เลยเดี๋ยวนี้ ทันทีเลย ปฏิบัติตัวเหมือนอยู่ในสวรรค์แป๊ะเลย อย่างนั้นแหละ เขาเรียกว่า Now Faith และเป็นร่องรอย หลักฐานของสิ่งที่เรามองไม่เห็น และในนี้บอกว่า “และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น” ความมั่นใจตรงนี้ ในภาษาเดิมบอกว่าและเป็นร่องรอยหลักฐาน ก็คือเป็นสิ่งที่เป็นหลักฐาน จับต้อง เห็นได้เลย ก็เหมือนกับเป็นหลักฐาน เป็นโฉนดที่ดิน เรามีที่ดินอยู่ เราไม่ได้ไปเห็นที่ดินหรอก แต่เรามีโฉนดวางอยู่ในมือเรา เรามองดูโฉนดนั้น นี่ชัดเจน เป็นของเราแน่นอนว่าเรามีที่ดินอยู่อะไรประมาณนั้น

เพราะฉะนั้น คำว่า “ความเชื่อ” ในข้อนี้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Now Faith” ไม่ใช่ Faith เฉยๆ ไม่ใช่ความเชื่อเฉยๆ แต่เป็นความเชื่อที่เป็น Now  แปลว่าเป็นเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ความเชื่อที่ทำให้เกิดเห็นเป็นเรื่องโลกวิญญาณ เป็นเดี๋ยวนี้ทันทีเลย ตามพระคัมภีร์บอกว่า “แล้ว” … “เสร็จแล้ว” ก็เห็นเลยเดี๋ยวนี้

ความเชื่อโดยทั่วๆ ไป ที่เราพูดกันเสมอๆ บ่อยๆ เราจะบอกความเชื่อเฉยๆ ก็คือความเชื่อที่มีความหวังใจในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าเผื่อมีความเชื่อชนิดที่ปัจจุบันเกิดขึ้นทันทีปุ๊บ สิ่งที่จะเป็นอนาคต มันกลายเป็นปัจจุบัน เกิดขึ้นทันที นี่เขาเรียกว่าความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบัน ทันทีเลย

อย่างเช่นตะกี้ที่เราบอกว่าเราหวังว่าเราจะไปสวรรค์ เรามีความเชื่อ หวังใจว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว แต่ในความเชื่อจริงๆ นี้ เรายังคิดดูว่าวันหนึ่งเราจะไปอยู่ในสวรรค์ แต่เราไม่เข้าใจว่าในพระคัมภีร์บอกว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นอย่างไร? แต่พอความเชื่อเราพัฒนาไปจนกระทั่งถึง Now Faith ความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน ความเชื่อที่บอกว่ารอไปจนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่เราจากร่างนี้ไป เราจะไปอยู่ในสวรรค์นั้น หรือความเชื่อที่เราไม่เข้าใจว่าขณะนี้ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราเป็นอย่างไร? พอเรามีความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบันทันทีปุ๊บ มันเป็นเดี๋ยวนี้เลย มันพูดออกจากปากทันทีเลยว่าเราอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่ความหวังว่าจะอยู่ในสวรรค์ แต่เป็นความเชื่อว่าอยู่ในสวรรค์แล้ว มันเป็นอย่างนี้ มันอาจจะยากหน่อยนะครับ แต่ค่อยๆ เรียนรู้ไป ค่อยๆ ตาดู หูฟัง ปากพูด เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า ใจจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจเรื่องเกี่ยวกับอย่างนี้  เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณไปเรื่อยๆ มันถึงจะเกิดเป็นความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบัน เป็น Now เป็นเดี๋ยวนี้เลย สิ่งที่เรามองไม่เห็น คือสิ่งที่พระเจ้าบอกไว้ สิ่งที่พระองค์ทรงสัญญา ถูกไหม? ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ ถ้าเป็นความเชื่อในแบบ Now Faith ปุ๊บ สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น กลายเป็นจับต้องมองเห็นได้ ชัดเลย  ใช่แล้ว อะไรประมาณนั้น

ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งให้เห็น เหมือนกับว่าเราได้ของขวัญมาชิ้นหนึ่ง สมมติว่าของขวัญนี้เป็นสวรรค์ก็ได้ ถ้าเราบอกความเชื่อเฉยๆ ห่อของขวัญที่เรียกว่าสวรรค์นี้ มันยังส่งไปรษณีย์ยังไม่ถึงเลย แต่พอมีความเชื่อปัจจุบันนี้ ห่อของขวัญนี้ มันอยู่ในห้องเราแล้ว เอามือไปจับได้เลย เพียงแต่ยังใช้ไม่ได้ เพราะว่ามันยังมีกระดาษของขวัญห่ออยู่ ยังไม่ได้เปิดออก แต่ของมันอยู่ข้างหน้าแล้ว มองเห็นเลย เหมือนเราจะไปขึ้นบ้านใหม่ พระเจ้าให้บ้านเราแล้ว ยืนอยู่หน้าบ้านแล้ว จับต้องมองเห็นได้หมดเลย แต่ยังไม่ตัดริบบิ้น ยังไม่เปิดให้เข้าไป Now Faith มันแปลว่าอย่างนี้ ต้องถาม เข้าใจหรือเปล่าครับ? ถ้าใครบอกเข้าใจ ผิด ต้องไม่เข้าใจ เพราะมันเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ เพราะพระเจ้าเตรียมสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น ต้องไม่เข้าใจ แต่เชื่อ เพราะว่าพูดจากพระคัมภีร์ เชื่อครับ

หลักปรัชญาตามความคิดและความเข้าใจของมนุษย์มักสอนเรื่องเกี่ยวกับการประพฤติ ปฏิบัติตนให้ดีเสียก่อน แล้วจึงจะได้รับผลตอบแทนมากน้อยตามความสามารถของแต่ละคน ทำดี ครบถ้วน ก็ได้ไปสวรรค์ ทำชั่วมาก ก็ไปนรก นี่คือปรัชญาตามความคิดของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่ข่าวดีของพระเยซู เป็นทางกลับกัน ตรงกันข้าม คือได้รับผล คือความรอด ได้ไปสวรรค์เท่าๆ กันทุกคนก่อน แล้วจึงค่อยเรียนรู้ รับรู้จากภายใน และมีกำลัง มีพลัง แรงจูงใจจากภายใน ที่จะสามารถกระทำดีได้ มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่พระเจ้าทำงานในใจของแต่ละคน ที่พระองค์ทรงเตรียมเอาไว้ นี่มันตรงกันข้าม

ฟังให้ดีๆ การพยายามทำดี เพื่อจะได้ไปอยู่ในสวรรค์ แตกต่างกับได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว พระวิญญาณให้กำลังกับเราในการทำดี ตามน้ำพระทัยได้มากขึ้น มากกว่าที่พยายามทำเองเสียอีก เอเมน เอเฟซัส 2:4-6 จึงได้บันทึกอย่างนี้ว่า …

เอเฟซัส 2:4-6 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงทรงให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้เมื่อเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลาย ได้รับความรอดโดยพระคุณ 6 และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

“และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์” พระเจ้าได้จับเราไปนั่งอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเยซูคริสต์ เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เรารับเชื่อจนเดี๋ยวนี้ ก็ยังนั่งอยู่เลย  จงมองให้เห็นเถิดในโลกวิญญาณ  ตรงนี้ จงใช้ความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบัน Now Faith ให้เห็นเถิดว่าท่านกำลังนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน ลองคิดดู ถ้าเรื่องนี้ท่านสามารถปฏิบัติได้ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านจะลอยลำเลย มันก็ต้องฝึก ค่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย

เมื่อตะกี้ที่เราอ่าน ก็คือเราได้บังเกิดใหม่ โดยพระคุณ บังเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย แล้วเราก็เกิดพร้อมกับพระเยซู ไม่ใช่โดยการกระทำของเราเลย ไม่ใช่ เพราะเราทำดี แต่เป็นพระคุณ ให้ฟรีๆ และบอกถึงตำแหน่งของเราในโลกวิญญาณ ในสวรรค์สถานด้วย ที่เราอยู่กับพระเยซูคริสต์แล้ว บอกด้วยว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากบาป ปราศจากสิ่งโสโครกใดๆ มีพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรียบร้อยไปแล้ว เดียวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันเลย เราได้รับพระคุณอย่างนี้ เราจึงสมควร พระคัมภีร์จะบอกอย่างนี้เสมอ พอเล่าถึงว่าเราได้รับอะไร เราเป็นอะไรในโลกวิญญาณ เราเกิดใหม่แล้ว แล้วจบสุดท้าย ค่อยมาบอกว่าเราจึงสมควรกระทำตัวให้ดี ให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า นึกออกใช่ไหม? เป็นลูกพระเจ้าไปแล้ว พระเจ้าบอก …

“เป็นลูกเราแล้วนะ ต่อไปนี้ ทำให้ดีๆ ยังไงก็เป็นลูกเรานั่นแหละ วางใจนะลูกในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ วางใจได้ว่าเจ้าเป็นลูกเราตลอด ไม่ได้ไปไหนแล้ว อยู่เป็นลูกเรานั่นแหละ”

และวางใจทำอย่างไร? ให้พระเยซูคริสต์ โดยพระวิญญาณของพระองค์นำหน้าเรา ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกลัว เพราะเป็นลูกเราอยู่แล้ว วางใจ สบายๆ ไม่ต้องตื่นเต้น อย่าไปฟังมารมันโกหกหลอกลวงว่าเดี๋ยวพระเจ้าจะตัดเราออกจากการเป็นลูก พระเจ้าจะเขี่ยเรากระเด็นจากการเป็นลูก พระเจ้าไม่ทำอย่างนั้น ตะกี้เราอ่านแล้วจากพระคัมภีร์ เพราะถึงทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ในความประพฤติของเรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็ไม่เป็นไร เราได้รับความรอด เป็นลูกของพระเจ้าอยู่แล้ว ได้แล้ว อยู่ในสวรรค์ไปแล้ว

และว่ากันตามจริง มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ไม่สามารถทำดีได้ครบถ้วนบริบูรณ์ 100% ตามเกณฑ์ของพระเจ้าได้หรอก พูดกันตามจริง ก็คือไม่มีใครที่สามารถไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ด้วยการพึ่งความดีของตนเอง ไม่มีทางหรอก ยังไงก็ไม่ได้ครบ 100

ทั้งหมดนี้ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจทั้งสิ้น เรื่องราวทั้งหมดนี้ และความไว้วางใจนี้ ก็จะทำให้เกิดสันติสุข ความสงบสุข ก็คือเกิดความสุขมากขึ้น ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ทุกข์น้อยลง เหมือนพระเยซูบอกว่าให้มาหาพระองค์ เพื่อหายเหนื่อยและเป็นสุข ไม่ใช่มาหาพระองค์ แล้วอยู่บนโลกใบนี้ทุกข์มากขึ้นอีก แม้จะได้รับความรอดก็จริง อยู่บนโลกใบนี้ทุกข์กว่าเก่าอีก ทุกข์กว่าคนที่เขาไม่เชื่อพระเจ้าอีก อย่างนี้มันไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเลย  ถูกไหม?  เพราะ
ฉะนั้น ความเชื่อและไว้วางใจ แบบที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เป็นแบบ Now Faith เป็นความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบันอย่างนี้ มันทำให้เกิดสันติสุข ความสงบสุข และเกิดความวางใจ แล้วมันจะเกิดความอดทน รอคอยสิ่งที่เราต้องการก็มี อดทนต่อผู้อื่นที่เขาทำไม่ดีกับเรา ทำให้เราหงุดหงิดใจอะไรต่างๆ อดทน ให้อภัยเขาได้ มันอดทนได้มากขึ้น ถ้าเราวางใจได้อย่างนี้ ก็ทำได้มากขึ้น สามารถมีความอดทน  รอคอย ตามเวลาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ให้ได้ คือถ้าพระเจ้าบอกแป๊บเดียว ก็มีความรู้สึกมันแป๊บเดียวเอง เพราะเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราก็ไม่ได้สนใจมากมายว่ามันจะเมื่อไรน๊า นี่กี่ปีแล้วน๊า ไม่กี่ปี …

“ฉันก็อยู่ในสวรรค์แล้ว ฉันไม่รอหรอก ฉันรอเพียงอย่างเดียว จ้องมันอย่างเดียว คือเมื่อไรฉันจะเปิดห่อของขวัญได้สักที สวรรค์อยู่ตรงนี้แล้ว สิ่งที่ฉันอยากได้ ฉันได้มาแล้ว อยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว เห็นทุกวัน เอามือคลำทุกวัน แต่เปิดไม่ได้  วิธีเปิดทำอย่างไร? ทิ้งร่างนี้เมื่อไร ฉันก็จะเห็น”

“แล้วทิ้งได้อย่างไร?”

“ก็แล้วแต่พระเจ้า เพราะวางใจในพระองค์และพระองค์ทรงนำพา จูงมือฉันเดินทุกวัน ถ้าพระเจ้าบอกว่าถึงเวลาเปิดได้ พระเจ้าก็ให้วิญญาณฉันออกจากร่าง ฉันก็ไปเปิดห่อของขวัญได้ เอเมน”

เราจึงอดทนได้ว่าแป๊บเดียว ก็คือแป๊บเดียวจริงๆ ถึงแม้จะมีความทุกข์บนโลกนี้ ก็ไม่นาน ไม่เยอะเท่าที่ควร

“เพราะฉันไม่ได้ไปจดจ่อกับสิ่งของที่เสียหายบนโลกใบนี้ ฉันไม่มองไปในสิ่งที่กำลังเสียหาย กำลังทรุดโทรมไป แต่ฉันมองที่เจริญเติบโตใหม่ขึ้นทุกวัน คือวิญญาณของฉัน ฉันมองไปสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งที่มองเห็น มันอยู่เพียงชั่วคราว  แต่สิ่งที่มองไม่เห็น ที่พระเจ้าเตรียมไว้นั้น มันอยู่ถาวรนิรันดร์ (บอกมาร ต้องเยาะเย้ยมันเลย)”

1 ยอห์น 3:9 ได้บันทึกอย่างนี้ นี่คือความมั่นใจให้ท่านอีกว่าท่านเป็นลูกของพระเจ้า เพื่อว่ามารมันจะได้ไม่มาหลอกท่าน

1 ยอห์น 3:9 “ไม่มีใครที่เกิดจากพระเจ้าแล้ว ยังคงทำบาป (จนเป็นนิสัย) ต่อไป เพราะเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้าดำรงอยู่ในเขา เขาไม่อาจทำบาปต่อไป เพราะเขาได้บังเกิดจากพระเจ้า”

 

นี่คือคำตอบที่มารชอบมาหลอกล่อท่านว่า …

“เป็นลูกพระเจ้า ไหนล่ะยังทำบาปอยู่เลย”

ในนี้ยอห์นว่าไม่มีใครที่เกิดจากพระเจ้า คือกบังเกิดใหม่ เชื่อในพระเจ้าแล้ว ยังคงทำบาปจนเป็นนิสัย หมายถึงว่ายังคงอยู่ในบาป ยังคงเป็นทาสมารอยู่ มันไม่สามารถทำได้ เป็นไปไม่ได้  เพราะเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้าดำรงอยู่ในเขา  หมายถึงเพราะเมล็ดพันธุ์นี้ เนเจอร์หมายถึงธรรมชาติความบริสุทธิ์สะอาด ความดีงามของพระเจ้าได้เข้าไปอยู่ในวิญญาณของเขา วิญญาณของเขา ก็เปลี่ยนเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว สะอาดหมดจดบริสุทธิ์ เป็นความดีแล้ว เขาไม่อาจทำบาปต่อไปได้ เขาไม่ได้อยู่ในนั้นแล้ว  เพราะว่าเขาได้บังเกิดจากพระเจ้า เห็นไหม? DNA เซลทุกส่วน ทั้งในวิญญาณ เป็นแบบพระเจ้า เขาจะทำบาปได้อย่างไร? ท่านเห็นไหมครับ? ไม่ใช่เลย

อัครทูตยอห์นได้แยกแยะให้เห็นชัดเจนเลยระหว่างซาตานกับพระเจ้า ความบาปกับความชอบธรรม ความมืดกับความสว่าง ความรักกับความเกลียดชัง ลูกพระเจ้ากับลูกมาร ในบริบทนี้ อัครทูตยอห์นต้องการแบ่งให้เห็นชัดๆ ไม่มีตรงกลาง ไม่มีว่าอยู่ในความเทาๆ ไม่มืด ไม่สว่าง ไม่มี ไม่อยู่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง ไม่มีอยู่ในความรัก 3 วัน อยู่ในความเกลียด 3 วัน ไม่มี อยู่ในความรัก ก็อยู่ในความรัก เป็นความรักเลย  หรือไม่ก็เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้ากับเป็นคนบาป ไม่มีตรงกลาง ซึ่งบริบทนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อที่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว จะมีความประพฤติที่สมบูรณ์แบบ จะไม่ทำบาปอีกต่อไป แต่หมายความว่าผู้เชื่อ มีธรรมชาติของพระเจ้า ในตัวตน ธาตุแท้ คือวิญญาณและความคิดจิตใจใหม่ที่รับจากพระเจ้า ตอนบังเกิดใหม่นั้น เป็นธรรมชาติ นิสัยของเขา ซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ ในโลกวิญญาณ ที่สมบูรณ์แบบเหมือนพระเจ้าไปแล้ว  ต้องการจะแยกแยะให้เห็นว่าในวิญญาณบริบูรณ์ สมบูรณ์ครบถ้วนเลย  เป็นเหมือนพระเจ้า ไปเรียบร้อยแล้ว

ฉะนั้น เราเป็นลูกพระเจ้าที่ได้รับการอภัย หรือเรียกว่าการยกโทษบาปสมบูรณ์แล้วนั่นเอง ยอห์นต้องการพูดแค่นี้ เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์สะอาด สมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว เราผู้เชื่อในพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ได้เป็นผู้ชอบธรรม สมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว เราได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ  เรียบร้อยแล้ว  แต่เราไม่สมบูรณ์แบบในความประพฤติของเราบนโลกใบนี้  แค่นั้น  ยากอบ 3:2 บอก เพราะเรากำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ โคลนอาจจะมาเลอะเราได้ เราเผลอนิดหนึ่ง เราไปเหยียบโคลน มันเลอะเรา พระเจ้าบอกอย่าเดินเข้าไป เราเดินเข้าไป มันก็เลอะ ไม่สำคัญ ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเรา ยากอบ 3:2 บอกว่า …

ยากอบ 3:2  “เพราะ​เรา​ทุก​คนทำ​ผิดพลาด​กัน​อยู่​เรื่อย ถ้า​ใคร​ที่​บังคับ​ลิ้น​ไม่​ให้​พูด​ผิดพลาด​ได้  คนๆ​นั้น  ​ก็​เป็น​คนดี​พร้อม  เขา​ก็​จะ​บังคับ​ส่วน​อื่นๆ ​ใน​ตัว​เขาได้​ด้วย”

 

เพราะเราทุกคน (ผู้ที่เชื่อแล้ว) ก็ทำผิดพลาดกันอยู่เรื่อย ล้มลง สะดุดในการทำสิ่งที่เรียกว่าบาป หรือความสกปรกอยู่เรื่อยๆ  ทั้งปีทั้งชาติ ทั้งการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยกตัวอย่างเช่น การบังคับลิ้น ลิ้นมันบังคับอยากที่สุดเลย บาปที่ง่ายที่สุดของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ คือการพูด มันเร็วไงครับ การจะไปทำอะไรคนอื่น มันช้า พอคิดปุ๊บ เดี๋ยวปากพูดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น จะไปอิจฉาเขาถึงขนาดทำท่าทางหมั่นไส้เขา เขาไม่ดีอย่างนี้ โอกาสมันน้อย แต่อิจฉาเขา พอคิดปุ๊บ ปากพูดเลย

“แหม! ทำตัวเป็น …”

เห็นไหม? เร็วไหม? หรือพอคิดปุ๊บ ปากพูด

“ปัดโธ่เอ่ย ไอ้โง่”

อย่างนี้ ลิ้นมันไปก่อน แล้วไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น บังคับส่วนอื่นๆ ในเรื่องร่างกายอะไรต่างๆ ในเรื่องตา หู จมูก มันบังคับง่ายกว่าตั้งเยอะ บังคับไม่ให้ไปตีหัวเขา มันง่ายใช่ไหม? บังคับไม่ให้ด่าเขาเนี้ย อันไหนยากกว่า บังคับไม่ให้ด่าเขา มันยากกว่าเยอะ บังคับไม่ให้ตีหัวเขา ยังยับยั้งได้ บังคับให้เผลอไปด่าเขา ยิ่งบอกเผลอไปอิจฉาเขา ยิ่งง่ายใหญ่เลย มันมีแต่บาปทั้งหมดแหละ มีแต่สิ่งสกปรก พระเยซูบอก แค่คิด ก็แย่แล้ว แค่คิดในใจว่าเขาโง่ บังคับปากไว้ก็ยังดี อย่างนี้เป็นต้นว่ามันทำแน่สิ่งเหล่านี้ แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกายที่พระเจ้าบังคับจนบริสุทธิ์สะอาดแล้ว มันเป็นเพียงแค่โคลนมาเลอะเท่านั้น

ผมอยากจะบอกท่าน เหมือนที่เคยบอกอยู่บ่อยๆ ว่าผู้เชื่อแล้ว ในพระเจ้า ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เหมือนกับปลาที่ต้องอยู่ในน้ำ ผมไปเดินตอนเช้า เวลาฝนตกกลางคืนเยอะๆ ปลามันจะออกมาเล่นน้ำเพลินไปหน่อย น้ำมันท่วมขึ้นมาบนถนน มันออกมาตามท่อ ล้นออกมาจากคลอง โลกใหม่ ไม่เคยเห็น ออกมาเล่นน้ำบนสนามหญ้าอะไรต่างๆ ปรากฏว่าสายๆ ตอนเราออกไปเดิน น้ำลด มันหาน้ำไม่เจอ มันก็ดิ้น เพื่อจะหาทางลงน้ำ ผมก็ต้องค่อยๆ ไปช้อนมันลงน้ำเหมือนเดิม ให้มันอยู่ต่อ เพราะมันกำลังดิ้นไปหาน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่เชื่อใหม่ในพระเจ้า ก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเป็นลูกของพระเจ้า เมื่อท่านอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าท่านหลงไป ระเริงไปบนโลกใบนี้ ไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงาม ข้างในของท่าน ตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ของท่าน ความคิดจิตใจและร่างกาย มันอยู่ไม่ได้หรอก  มันทนไม่ไหว มันดิ้นรน มันต้องการไปทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ตามที่มันควรจะเป็น คือวิญญาณและความคิดจิตใจ ที่บังเกิดใหม่แล้ว  ที่ถูกชำระแล้ว จนสะอาดหมดจด มันเปรียบเหมือนปลาที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนเข้าไปหาน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น ไม่อย่างนั้นมันจะตายให้ได้ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สถิตอยู่กับเรา  เป็นพี่เลี้ยงเรา  สำหรับผู้เชื่อใหม่ ก็จะค่อยๆ เลี้ยงดูเรา ค่อยๆ พาเรากลับไปลงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติของเราในวิญญาณ ในตัวของเราที่บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว รับรองได้ มันเป็นอย่างนี้แน่นอน

เพราะฉะนั้น ท่านจงวางใจได้ เมื่อท่านเชื่อและวางใจในพระเจ้าว่าพระเยซูคริสต์เป็นใครแล้ว ท่านมั่นใจว่าท่านอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว 100% อย่าไปให้มารมันหลอกลวงเด็ดขาด เพื่อว่าความมั่นใจของท่านจะได้เป็นคำพยาน ในการดำเนินชีวิตของท่าน ในคำพูดของท่าน เพื่อว่าผู้คนรอบข้างท่านจะได้รู้ว่าสวรรค์มันไปกันง่ายๆ อย่างนี้ สวรรค์มันไปไม่ยากเลย แค่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่า …

“พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาป มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และชำระฉันให้สะอาดหมดจด และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3”

เพียงแค่นี้ ท่านได้รับความรอดเรียบร้อยไปแล้ว มันง่ายนิดเดียว แค่นี้ จงวางใจ ด้วยสุดจิต สุดใจในพระเจ้า  ให้พระองค์ทรงดูแลเหนือทุกสิ่งในชีวิตของท่าน ดำเนินชีวิตไปกับพระองค์ ให้พระองค์ทรงจูงมือท่านเดินไปในแต่ละวันๆ เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*******************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 3 “จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน 2” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  มิถุนายน  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 3

“จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน  2”

โดย นคร   เวชสุภาพร

สวัสดีครับพี่น้อง เราจะมาต่อกันถึงเรื่องแนวทางการดำเนินชีวิตว่าเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว ที่เรียกว่าคริสเตียนแล้ว เป็นผู้เชื่อแล้ว ควรทำตัวอย่างไร? ควรดำเนินชีวิตอย่างไร? ที่ผมได้ตอบคำถามให้พี่น้องที่เชื่อใหม่ไปแล้ว และผลก็คือผู้เชื่อเก่าก็ได้ไปด้วย บางคนบอกเพิ่งรู้เอง ไม่เป็นไรนะครับ ผมสรุปมาให้ 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือเมื่อเชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว  ต่อไป คือรับรู้  วางใจ และอธิษฐาน

                                                                                                 เชื่อแล้ว  …  รับรู้   … วางใจ   …  อธิษฐาน

เชื่อแล้ว ก็คือบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว รับรู้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ ในโลกวิญญาณ จดจ่ออยู่ที่เบื้องบน ในสวรรค์ที่เราได้อยู่กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ต่อไป ก็คือวางใจในทุกเรื่อง ทุกอย่าง ไม่กลัว รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยในทุกสิ่ง และต่อไป คืออธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณ ก็คือพูดคุย ติดต่อกับพระเจ้าอยู่เรื่อยๆ เสมอๆ ตลอดเวลา

และสัปดาห์ที่แล้ว เราก็ได้เน้นเรื่องการรับรู้ว่าตัวตนแท้จริงของเรา ของมนุษย์ทุกคน เมื่อเราเชื่อแล้ว วิญญาณของเราตอนนี้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว และการแสดงออกถึงการรับรู้ความจริงตรงนี้ ก็คือเขาคนนั้น ควรที่จะจดจ่อความคิดไปยังเบื้องบน คือในสวรรค์ที่เขาอยู่นั่นแหละ

วันนี้ก็จะเป็นเรื่องต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ชื่อตอนว่า “จงจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน ไม่ใช่ฝ่ายโลก” ตอนที่ 2 “จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ” 3 จอ. จำไว้ให้ดีๆ

มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีลูกน้องคนสนิทชื่อจ่อย ซึ่งรับใช้ และรู้ใจกันมานาน เป็นเวลา 10ๆ ปี คอยดูแลรับใช้เศรษฐี ทั้งเรื่องอาหาร เรื่องเสื้อผ้า เรื่องงาน เรื่องจัดระเบียบงาน ตารางงาน จะไปไหนอะไรต่างๆ ก็ต้องจัดระเบียบให้ว่าจะอย่างไร? เรียกว่ารู้ใจกันทุกอย่างทุกเรื่อง แล้วไม่ว่าเศรษฐีจะเดินทางไปที่ไหนไกลหรือใกล้ จ่อยก็จะติดตามไปด้วยทุกที่

ปรากฏว่าวันหนึ่ง เศรษฐีคนนี้เกิดตกบันไดเสียชีวิต จ่อยก็ทำหน้าที่ครั้งสุดท้าย ช่วยจัดการดูแลเรื่องพิธีการ งานศพทุกอย่าง และในระหว่างพิธีงานศพนั้น จ่อยก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่าไม่รู้ว่าเจ้านายของตัวเอง ที่เพิ่งเสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน ไปอยู่ที่ไหนขณะนี้ หลังจากที่จากโลกไปแล้ว จ่อยเลยลองไปถามบรรดาคนรับใช้คนอื่นๆ ว่า …

“พวกเจ้าคิดว่านายเราตายแล้วไปไหน?”

ท่านลองคิดดูสิ ตายแล้วไปไหน? สมมติว่าท่านเป็นผู้ที่ถูกถามด้วย บรรดาลูกน้องคนอื่นๆ ก็ตอบอย่างนี้ น่าสนใจ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า …

“ก็ต้องไปสวรรค์นะสิ เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่นายเราเป็นคนดีจะตาย คอยช่วยเหลือคนอื่น เพราะฉะนั้น ตายแล้ว ก็ต้องไปอยู่สวรรค์สิ”

แต่จ่อยกลับตอบว่าอย่างนี้ น่าสนใจ … “ข้าว่าไม่นะ ไม่น่าจะไปสวรรค์หรอก ข้ามั่นใจว่านายไม่ได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน”

ทุกคนก็รู้สึกประหลาดใจ จ่อยคนสนิททำไมพูดอย่างนั้น ก็ถามกลับไปว่า … “จ่อย เอ็งก็เป็นคนใกล้ชิด สนิทกับนายมากที่สุด ทำไมถึงพูดจาแบบนี้ เอ็งรู้ได้อย่างไรว่านายของเราไม่ได้ไปอยู่ในสวรรค์?”

จ่อยก็ตอบอย่างนี้ว่า … “ก็เพราะว่าข้ารู้ สวรรค์อยู่ไกลมาก และตลอดชีวิตของนาย ทุกครั้งที่จะเดินทาง อย่าว่าแต่จะไปไกลๆ เลย แค่จะไปไหนใกล้ๆ นายต้องเล่าให้ข้าฟังเสมอ ให้ข้าจัดเตรียมอะไรไว้ให้ ต้องคุยให้ข้าฟังก่อนเสมอ ทุกๆ ครั้ง แต่เนี้ย ข้ายังไม่เคยได้ยิน นายพูดถึงเรื่องสวรรค์หรือกำลังเตรียมตัวเดินทางไปสวรรค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่รู้จักกัน ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย”

มันน่าคิดใช่ไหมครับ? คนเราถ้ามีความหวังในเรื่องอะไร? โดยธรรมชาติ ก็จะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น เรื่องนั้น ก็ต้องพูดถึงบ้าง ไม่พูดได้อย่างไร? สวรรค์เป็นอย่างไร? สวยอย่างไร? ดีอย่างไร? ถูกไหม? แค่ไปอเมริกาแค่นี้ หรือไปต่างประเทศ ไปเที่ยวยุโรป ไปเที่ยวญี่ปุ่น  ไปเที่ยวทัวร์อะไรต่างๆ แค่ 3-4 วัน เตรียมตัวเป็นเดือนเลยว่าไปจะเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น พูดใหญ่เลย

สำหรับผู้ที่เชื่อแล้วทุกคน ผู้ที่เป็นคริสเตียนแล้ว วางใจในพระเจ้าแล้ว ความหวังในชีวิตนิรันดร์ คือในสวรรค์ พระคัมภีร์จึงบอกให้เราจดจ่อความคิดของเรา ไปที่เบื้องบน คือในสวรรค์ ที่เราอยู่กับพระเจ้าแล้ว พระเจ้าสถิตอยู่กับเราแล้ว เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ให้เราจดจ่อในสวรรค์เลยว่าสวรรค์เป็นอย่างไร? พูดง่ายๆ คือให้จดจ่อ ให้ตาดู หูฟัง ปากพูดเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ตลอดเวลา วนเวียนแต่เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ๆ เพราะมันคือสัญญาณบอกว่าเราเชื่อจริง เป็นสัญญาณบอกว่าเราได้ไปแน่ๆ 100%

เพราะฉะนั้น อย่าให้มีใครในงานไว้อาลัย หรืองานศพของคริสเตียน แล้วมีคนมาถาม แล้วมีคนมาตอบแบบจ่อย เพื่อนสนิทกันบอก …

“จะไปสวรรค์ได้อย่างไร? ไม่เห็นเคยพูดเรื่องสวรรค์เลย”

คนเราจดจ่อสิ่งใด มันต้องตาดู หูฟัง ปากพูด อย่างน้อยต้องแล๊บออกมาบ้างบางอย่าง เกี่ยวกับสวรรค์แน่นอน

พระเจ้าจึงสอนว่าให้เราดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม จะต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราได้บังเกิดใหม่แล้ว  ในสวรรค์เป็นอย่างไร? ได้ย้ายมาอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นลูกของพระเจ้า ให้รับรู้ว่านี่คือความจริงที่พระเจ้าบอกเราว่าเราเป็นใครแล้วตอนนี้ เราบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราเป็นคริสเตียนแล้วเป็นอย่างไร? ให้รับรู้ความจริงเล่านี้ และทำตาม เขาเรียกว่า 3 จอ คือจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน? เราย้ายมาอยู่ในสวรรค์แล้ว ตอนกำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อยู่ พระเจ้าได้สัญญาว่าอะไรบ้าง? ก็คือสัญญาว่าอยู่ด้วยกันกับเราตลอดเวลา ไม่ทอดทิ้งเรา  และคอยช่วยเหลือเราทุกอย่าง  การกิน การนอน  การมีชีวิตอยู่ ความเป็นอยู่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ กำลังดำเนินชีวิตอยู่ พระเจ้าจะดูแลให้ทุกอย่างเลย ในทุกๆ เรื่อง  พระเจ้าจะปกปักคุ้มครอง ดูแลด้วยความรัก ความเมตตาตลอดเวลา ฤทธิ์อำนาจของพระองค์จะทรงนำพาเรา ผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาได้ทุกอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่ตามความคิดของเรา ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ซึ่งดีแน่นอน พระองค์บอกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากนี้ต่อไป มีแต่เอื้ออำนวยเป็นผลดี สำหรับเราเสมอ ผู้ที่เป็น คริสเตียน ที่รักพระองค์แล้ว

ให้เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในโลกวิญญาณว่าตอนนี้เราเป็นใคร? ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราต้องจดจำไว้ว่าเรารอดจากอาณาจักรนรกแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์กับพระบิดาแล้ว ไม่มีใครจะมาทำร้ายเราได้อีกแล้ว หรือจะนำเราออกจากสวรรค์นี้ไม่ได้อีกแล้ว แม้แต่ตัวเราเอง ก็เอาออกไปไม่ได้  เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราได้อยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้าตลอดไปเลย

พระนิเวศน์ คือสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์เรียบร้อยไปแล้ว อยู่แล้วตอนนี้ ต้องพูดอยู่เสมอ  และได้อยู่ในสวรรค์อย่างนี้ตลอดชั่วนิตย์นิรันดรเลย

และมีอะไรอีก เรากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ นี่ก็คือความจริงในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าบอกเราเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว วางใจในพระเจ้าแล้ว เรากำลังเดินไปสู่โลกใหม่ ที่ดีกว่าโลกปัจจุบันนี้ เรากำลังเดินทางไปรับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูเลย ไม่ต้องมาเป็นโรค เป็นภัย ไม่ต้องอ่อนแอ ไม่ต้องตายอีกต่อไป

พระคัมภีร์บอกเราไว้ว่าหน้าตาของโลกใหม่ ที่เราจะอยู่อนาคต ที่บอกว่าเป็นสวรรค์ สวยสดงดงามจริงๆ แล้ว หน้าตามันเป็นอย่างไร? และร่างกายใหม่ของเราที่เหมือนพระเยซูเป็นอย่างไร? พระคัมภีร์บอกไว้หมด ให้เรารับรู้ความจริงเหล่านี้ตามพระคัมภีร์ แล้วให้เรา จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ

ยกตัวอย่างที่บอกถึงเรื่องสวรรค์ว่าโลกใหม่ที่เราจะได้ไปอยู่ ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้วในโลกวิญญาณ และพระเจ้าได้สร้างโลกใหม่ให้เราเรียบร้อยแล้ว เป็นโลกที่สวยงาม ดีกว่าเยอะเลย เรามาดูสิว่าโลกใหม่ที่เราจะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์นั้น ที่มาแทนโลกนี้ หน้าตามันเป็นอย่างไร? เพื่อเราจะได้จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่านี่คือบ้านของฉัน ในอนาคตอันใกล้นี้ วิวรณ์ 21:1-7

วิวรณ์ 21:1-7 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว” 5 พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่!” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไป เพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้” 6 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย 7 ผู้ที่มีชัยชนะจะได้รับทั้งหมดนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา”

 

จดจ่อ จดจำไว้เลย … “พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของ … (ใส่ชื่อท่านลงไป) จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าของโลกใบนี้มันหมดสิ้นแล้ว ไม่มีใครมาล่อลวงเรา ไม่มีสิ่งเสียหายอีกต่อไปแล้ว”

ต้องจดจำไว้ว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วพระองค์กำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่ สร้างโลกใหม่ให้กับเรา โลกใหม่ อยู่บทที่ 22 ไปอ่านได้  สิ่งเหล่านี้ควรจะเรียนรู้ รับรู้ ตาดู หูฟัง ปากพูดให้มันจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจสิ่งเหล่านี้ เป็นความหวังใจที่แท้จริง และเป็นจริงๆ ที่พระเจ้าบอกเรา ในพระคัมภีร์ของพระองค์

เพราะฉะนั้น จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจอีกด้วยว่าพระเจ้าบอก แต่ในขณะนี้ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ …

“ลูกเอ๋ย รอแป๊บหนึ่ง”

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ก็ต้องจดจ่อเหมือนกัน รอแป๊บหนึ่ง เราก็จะได้ไปอยู่ในที่ที่พระเจ้าบอกเรา เราจะมีร่างกายใหม่ เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์ยาก ไม่มีความตาย ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความสุขตลอดเลย  จะไปไหน ก็ไม่ต้องเดิน ลอยไป ขอบคุณพระเจ้า คิดอย่างไร ก็คิดไม่ถึง นี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คาดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้กับเขาทั้งหลาย ผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ ผู้ที่เป็นคริสเตียนนั่นเอง พระเจ้าบอกเรามีชัยชนะ จะได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ ตะกี้นี้บอกใช่ไหม?  เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา พวกเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซู ก็คือผู้ที่มีชัยชนะร่วมกับพระเยซูไปแล้ว ที่จะได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเราทั้งหมดนี้ ยังมีมากกว่านี้อีก ต้องไปอ่านเพิ่มเติม แล้วก็จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในความจริงเหล่านี้

การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ให้เราเชื่อฟังพระเจ้า จดจ่อ จดจำจนขึ้นใจ ตาดู หูฟัง ปากพูดเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์นี้ตลอดเวลา ให้มันจำได้ ผลมันคือเมื่อท่านได้รู้ความจริงเหล่านี้ ท่านก็จะไม่กังวลอีกต่อไป แม้ว่าจะอยู่บนโลกใบนี้ อาจจะมีปัญหาบ้าง มีอุปสรรค มีความทุกข์ยากลำบาก มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความยากจน มีอะไรวิปริตเยอะแยะมากมาย ท่านก็จะไม่วิตกกังวลมากนัก ท่านก็จะไม่ตระหนก ตกใจมากนัก ท่านก็จะสามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แบบ RIP คือ Rest in peace พักสงบได้แล้ว ขณะที่กำลังดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ ก็สามารถพักสงบ และรู้ว่าความจริง ก็คือเราหรือท่านที่เป็นคริสเตียนแล้ว ผู้เชื่อแล้ว เรากำลังอยู่ในเที่ยวบิน สายสวรรค์สู่โลกใหม่ จำไว้เลย ขนาดไปทัวร์ใกล้ๆ ยังจำกันใหญ่เลย นี่ทัวร์ไกลๆ และดีกว่าในชีวิตปัจจุบัน เทียบกันไม่ได้เลย ยังไม่จำอีกเหรอ ต้องจำว่าเรากำลังอยู่ในเที่ยวบินสายสวรรค์สู่โลกใหม่ โดยสายการบิน Jesus the way แปลว่าพระเยซูคริสต์เป็นทางนั้น  ทางที่เราไปสู่สวรรค์ ที่เราสามารถขึ้นเครื่องบินในสายสวรรค์นี้ บินไปสู่โลกใหม่ เรากำลังบินไปที่นั่น เรารู้ แล้วก็จดจ่อความจริงในเรื่องนี้ เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างมากเลยนะครับ

และรับรู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ก็รับรู้ความจริงว่าแต่ว่าในระหว่างการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พลังของความบาปของมารที่ยังปกครองอยู่เหนือโลกใบนี้ มันยังคงมีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจของเราอยู่ นี่ก็ต้องรับรู้ความจริงเหล่านี้ เพื่อว่าจะได้รู้เขารู้เราว่าเรามีศัตรูบนโลกใบนี้อยู่ ศัตรูที่ทำให้เราต้องทุกข์ลำบากบนโลกใบนี้ ทำให้เราหงุดหงิดบนโลกใบนี้ ทำให้เรารู้สึกเสียหายบนโลกใบนี้ มันคือใคร? มันคืออะไร? มันไม่ใช่มนุษย์ มันคือมารนั่นเอง

อิทธิพลของมาร ก็คือความบาป มันคงมีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจของเรา มันจะล่อลวงเรา ทำให้เกิดกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง หมายถึงธรรมชาติ ความต้องการของผู้ที่ไม่มีพระเจ้าสถิตอยู่ข้างใน ก็คือผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า  ยังไม่ได้เกิดใหม่ จะมีธรรมชาติของความต้องการ กระทำตามมาร เรียกว่ากิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ต้องจดจำตรงนี้ไว้ พอพูดตรงนี้จะได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเรา แต่มันเป็นศัตรู ซึ่งมันจะนำเราทำตามระบบของโลกใบนี้ ซึ่งเป็นความบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับเราด้วย  คือมันเป็นอันตรายสำหรับชีวิตเรา ทำให้ชีวิตเราเสียหาย ไม่เป็นสุขเท่าที่ควร และก็ไม่เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า มันทำได้แค่นั้นนะ มันไม่สามารถทำเราไปลงนรกอีกได้ มันไม่สามารถมาเอาเราออกไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ มันไม่สามารถทำให้เรากลับมาตายอีกครั้งหนึ่งได้ เป็นไปไม่ได้ เราเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว

คือแม้ตัวตนของเราจะสะอาดหมดจดแล้วก็จริง จากความเชื่อในการไถ่บาป การเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ แต่อิทธิพลของบาปภายนอกที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ วัตถุสิ่งของในระบบของโลกใบนี้ มันก็ยังอยู่รอบๆ ตัวเรา ในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันมีอิทธิพลต่อเราอยู่ ผมอยากจะยกตัวอย่างอันนี้ เอาให้เข้ากับปัจจุบัน มันเป็นเหมือนเชื้อไวรัสฝ่ายวิญญาณ ซึ่งถ้าเราไม่ระวังตัว เราก็อาจจะติดเชื้อไวรัสฝ่ายวิญญาณนี้ได้ วิญญาณที่เป็นตัวตน ที่แท้จริงของเรา แท้ๆ และความคิดจิตใจใหม่ ที่พระเจ้าประทานให้เรียบร้อยแล้ว สะอาดหมดจดแล้ว มันปลอดภัยแน่นอน 100% มันรอดแล้ว จากความบาปต่างๆ มันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าแล้ว เชื้อไวรัสตัวนี้ มันไม่สามารถทำให้เราขาด ออกจากพระเจ้าตรงนี้ไปได้ มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่ความจริง ก็คือความคิดจิตใจที่สะอาดหมดจดของเราเรียบร้อยแล้วนั้น ยังมีโอกาสติดเชื้อได้อยู่ ติดเชื้อจากภายนอกร่างกาย และเมื่อใดที่ความคิดจิตใจของเรา ติดเชื้อไวรัสวิญญาณนี้เข้าไป มันก็จะสั่ง เป็นผลให้ร่างกายตอบสนอง ทำตามลักษณะวิสัย สันดานบาปของมัน ของมารที่เป็นเชื้อไวรัสตัวที่ทำให้เรา ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า ก็คือรวมความที่พระเยซูบอก  มันมา เพื่อขโมย ฆ่าและทำลาย รวมๆ กันอยู่ในนี้

เราที่เชื่อในพระเจ้า ข้างในของความคิดจิตใจ สะอาดหมดจด ด้วยพระโลหิตพระเยซูคริสต์ และด้วยการบังเกิดใหม่ของพระเยซู ทั้งวิญญาณของเรา และความคิดจิตใจของเราใหม่เอี่ยมถอดด้ามเลย แต่ถ้าอยู่บนโลกใบนี้ ยอมฟังกระแสของความบาป ก็คือยอมฟังมาร และติดเชื้อไวรัสบาปตัว ความคิดนี้ มันก็สั่งสมอง สั่งอวัยวะในร่างกายของเรายอมทำตามมัน ยกตัวอย่างเช่น มันบงการให้เราเกิดความโกรธ มันบงการให้เราทำร้ายจิตใจ ทำร้ายร่างกายของคนอื่นเขา โดยไม่อยากทำ โดยไม่รู้ตัว มันเป็นเชื้อที่เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจของเรา และทำให้เรามอบอวัยวะในร่างกายนี้ให้กับมัน ในการทำตามมันบงการ

ถ้อยคำของพระเจ้าบอกให้เรารัก ให้เราให้อภัย ให้เราเมตตา แต่เสียงข้างนอก ส่งเข้ามา ไวรัสตัวนี้ ให้ทำตามมัน ทำตรงกันข้ามกับพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าให้เราอภัยด้วยความรัก เราบอกอย่างนี้รับไม่ได้ อภัยให้ไม่ได้แล้ว อย่างนี้ยอมทนไม่ได้ มันไม่ยุติธรรม อย่างนี้เสียหน้า ต้องคืนสนองหน่อย อะไรก็แล้วแต่ว่ากันไป ก็อยู่ที่ว่าความคิดของเราจะทำตามใคร เราไปจดจ่อตรงไหน? ถ้าเราจดจ่อไปที่พระเจ้า เราก็ทำตามพระเจ้า  ถ้าเราไปจดจ่อที่ภายนอก คือระบบของบาป เชื้อไวรัสที่เต็มรอบตัวเราอยู่นี้ เราก็จะติดเชื้อตัวนั้น และทำตามกระแสของภายนอก เราจะทำตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา หรือจะทำตามกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งมันเป็นอิทธิพลที่อยู่ภายนอกร่างกายของเรา  ภายนอกความคิดจิตใจของเรา จะทำตามข้างไหน? ขึ้นอยู่กับว่าเราไปจดจ่ออันไหนมากกว่ากัน

พระเจ้าบอกเราถึงความละเอียดอ่อนว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว แต่ย้ำอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวิญญาณที่เราได้รับความรอดแล้ว เพราะว่าไม่ว่าความคิดและกายภายนอกที่เห็นอยู่นี้ เราจะทำตามใครก็ตาม จะทำตามเชื้อไวรัสวิญญาณที่อยู่ข้างนอกก็ตาม แต่วิญญาณของเราที่มีความคิดจิตใจที่เกิดใหม่แล้ว ที่พระเจ้าประทานให้ มันสะอาดหมดจดชั่วนิรันดร์แล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว มันเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์ สะอาดแล้ว จงจำเอาไว้ กิเลสตัณหาของเนื้อหนัง มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่แท้จริงของเรา ต้องจดจำตรงนี้ไว้เลย กิเลสตัณหาของเนื้อหนัง คือธรรมชาติบาป ที่อยู่ในมาร ที่อยู่ในตัวของเราในอดีตที่เรายังไม่รับเชื่อพระเจ้า ยังไม่บังเกิดใหม่ มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่แท้จริงของเราอีกต่อไปแล้ว ไม่มีแล้ว ไม่ใช่แล้ว เราเป็นของพระเจ้า 100% แต่มันเป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ข้างนอก เป็นอิทธิพลที่อยู่ข้างนอก มาจากมารที่อยู่ข้างนอก เป็นเชื้อร้ายภายนอก ที่สามารถแผ่กระจายมาสู่ความคิดของเราได้ แค่นั้นเอง เอเมน ต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจด้วยเช่นเดียวกัน นี่คือความจริง เพื่อที่จะได้รู้ เขาเรียกว่ารู้เขา รู้เขา ทำสงคราม 10 ครั้ง ชนะ 10 ครั้ง

พระคัมภีร์จึงบอกบ่อยๆ ให้เราถวายตัวเราเอง แด่พระเจ้า ให้เป็นเครื่องมือของพระเจ้า และระวัง รักษาความคิดจิตใจ ไม่ให้ติดเชื้อไวรัสตัวนี้เข้าไป ในโรม 12:1-2 บอกไว้ ให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ อย่าเอาความคิดแบบเดิมๆ มันจะส่งเข้ามาแบบเดิมๆ …

“ครั้งที่แล้วเคยทำแบบนี้ แต่ก่อนนี้เคยทำแบบนี้  เดี๋ยวนี้ฉันไม่แล้ว ฉันเป็นคนใหม่ ฉันเป็นลูกพระเจ้า ใหม่เอี่ยม ฉันเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจแล้ว”

เห็นไหม? สิ่งเหล่านี้มันต้องเกิดขึ้นจากการจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในถ้อยคำพระเจ้าว่าท่านเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ท่านบังเกิดใหม่แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? อย่างนี้เป็นต้น เหมือนอย่างตอนนี้ ที่เรากำลังระวังเรื่องเชื้อไวรัสโควิด-19  ระบาดอยู่ ทุกคนก็ระวังตัวอย่างดี พยายามไม่เปิดโอกาสให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อ แล้วระวังอย่างไร? ก็สวมหน้ากาก ล้างมือให้สะอาด ทานร้อน ใช้ช้อนกลาง หรือไม่ใช้เลย คือของใครของเขา ไม่ใช้ของร่วมกัน รักษาระยะห่าง สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อนี้เข้ามา ถูกไหมครับ?  ถึงแม้ป้องกัน บางทีมันยังมีโอกาสเข้ามาได้ เราเผลอนิดเดียว  เหมือนกัน

แล้ววิธีรักษา ไม่ให้ความคิดจิตใจของเราติดเชื้อไวรัสบาป  ทำอย่างไร? พระเจ้าก็บอกเรา ก็คือการจดจ่อ ความคิด ไปที่เบื้องบน จงจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ ความคิดของท่านไปที่เบื้องบน  ไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายโลก จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เราอยู่ที่ไหนแล้ว ในโลกวิญญาณ เราเป็นอย่างไร?

ในโรม 6:11-14 ได้บันทึกอย่างนี้ อันนี้ก็ชัดเจน นี่คือความจริงที่เราควรจะเรียนรู้ว่าอ๋อ! มันเป็นอย่างนี้  มันเหมือนหลักยุทธศาสตร์ของการทำสงครามบนโลกใบนี้ว่าถ้าเราชนะ เราก็มีความทุกข์บนโลกใบนี้ไม่เยอะ ไม่มาก แล้วก็เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในชีวิตของเรา โรม 6:11-14 บอกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 6:11-14 “11 ในทำนองเดียวกัน  จงถือว่าตัวท่านเองตายต่อบาป  และมีชีวิตอยู่  เพื่อพระเจ้า  ในพระเยซูคริสต์ 12 เหตุฉะนั้น  อย่าให้บาปครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน  ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของกายนั้น 13 อย่ายกส่วนต่างๆ ในกายของท่านให้แก่บาป  เป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย  แต่จงถวายตัวของท่านเองแด่พระเจ้า ในฐานะผู้ที่ทรงให้มีชีวิตเป็นขึ้นจากตาย และถวายส่วนต่างๆ ในกายของท่านแด่พระองค์ ให้เป็นเครื่องมือของความชอบธรรม 14 เพราะบาปจะไม่เป็นนายของท่านอีกต่อไป  ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ  แต่อยู่ใต้พระคุณ”

 

“ในทำนองเดียวกัน” จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจให้รับรู้ว่าเราเป็นคริสเตียน เราบังเกิดใหม่แล้ว เป็นของพระเจ้าแล้ว ตัวท่านเองตายต่อบาป และบาปไม่สามารถทำอะไรท่านได้อีกต่อไป แต่ก่อนนี้ทำได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะเราเกิดใหม่แล้ว เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว อิทธิพลของความบาป มันไม่มีทางเข้ามาหาเราได้เลย ถ้าเราไม่ยอมมัน และมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า สำหรับพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างเดียว บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ เห็นไหม? แล้วตรงนี้บอกอย่างไร? …

“เหตุฉะนั้น อย่าให้บาปครอบครองกายที่ต้องตายของท่านอีก” คืออย่าให้เชื้อไวรัสตัวนี้เข้ามา พูดง่ายๆ อย่ายอมให้มันครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน หมายถึงร่างกายภายนอก อวัยวะต่างๆ ที่วันหนึ่งมันต้องลงหลุม อย่ายอมให้มันใช้ร่างกายอวัยวะต่างๆ นี้ ตามทางของมัน ตามความต้องการของมัน ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของกายนั้น ไม่ใช่ของกายนะ ของไอ้ตัวนี้ เข้าใจใช่ไหมครับว่ามันจะทำชั่ว อิทธิพลของมันบังคับ บงการให้เราทำ           “อย่ายกส่วนต่างๆ ในร่างกายของท่านให้แก่บาปนั้น” ก็คือท่านใส่ตรงนี้เข้าไป ท่านจะเห็น “อย่ายกส่วนต่างๆ ในกายของท่านให้กับมัน” มัน คือมารส่งกระแสมา มันไม่สามารถเข้ามาในร่างกายเราได้หรอก มันได้แต่ส่งอิทธิพลเข้าใจไหม? ไม่ต้องไปกลัวผีมารซาตาน  มันแค่ส่งเสียงแว่วๆ มา ถ้าเราไม่ไปจดจ่อกับเสียงนั้น  เราจดจ่อกับพระเจ้า เสียงพระเจ้าดังกว่า เราก็ไม่สนใจมัน มันเหมือนกับเขาใช้คำนี้ “หมาเห่าใบตองแห้ง” คือมันเคยกัดเราได้ แต่เดี๋ยวนี้มันกัดเราไม่ได้แล้ว เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นโล่ป้องกัน อย่างมาก มันก็แค่ขู่ให้เราตกใจกลัว แล้วเรากลัวไหม? กลัว เพราะมันชิน มันก็กลัว แต่พอไปเรื่อยๆ นานๆ เข้า เราจะรู้ว่าเราเป็นใคร ตอนนี้ขู่มา เราจะขู่กลับแล้ว มันขู่มา เราก็ฮาเลลูยา มีอะไรหรือเปล่า?  พระเจ้าบอก …

“สถิตอยู่กับฉันเสมอ ไม่เคยทอดทิ้งฉัน อยู่กับฉันตลอดเวลา ไม่เคยละทิ้งฉัน มีอะไรหรือเปล่ามาร”

“ไม่มีครับ”  มันก็ไป

นี่เขาเรียกว่าจดจ่อไปที่เบื้องบน ไม่ได้ไปจดจ่อฝ่ายโลก จดจ่อไปที่มัน เสียงมันก็ดัง ต้องทำตามมัน ซวยเลย

ในนี้บอก “แต่จงถวายตัวของท่านเอง แด่พระเจ้า ในฐานะผู้ที่ทรงให้มีชีวิต เป็นขึ้นจากตาย” ก็คือผู้ที่ทำให้เราได้บังเกิดใหม่นั้น ถวายพระเจ้าไป วิญญาณข้างในนั้น ชัดเจนเลยนะ

ข้อ 14 บอกว่า … “เพราะบาปมันไม่เป็นนายของท่าน (มันไม่ใช่ “จะ” นะ … “จะ” ต้องไม่มีนะ) อีกต่อไป ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ คือได้บังเกิดใหม่แล้ว เอเมน”

ถ้าเราไม่บังเกิดใหม่ตายแน่ เพราะมันอยู่ใต้บัญญัติ มันต้องทำตามทุกอย่าง พอทำพลาดไป มันก็ใส่เราเต็มที่เลย

ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ แม้ว่าเราจะเชื่อพระเจ้า เป็นคริสเตียน ได้บังเกิดใหม่ ตามความจริงที่พระเจ้าได้บอกแล้ว แม้ว่าเราจะอยู่ในสวรรค์แล้ว แม้ว่าพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเราทั้ง 3 พระภาคเลยก็ตาม เรายังคงต้องต่อสู้กับเชื้อไวรัสทางวิญญาณตัวนี้ ต้องป้องกัน ไม่อยากจะบอกต่อสู้เลย แต่จริงๆ พระคัมภีร์ใช้คำว่าต่อสู้ ก็คือต้องระวัง ต่อสู้กับเชื้อไวรัสทางวิญญาณตัวนี้ ผ่านเข้ามาทางความคิด เราต้องต่อสู้ทุกเสี้ยววินาที แม้กระทั่งตอนนอน ตกใจไหม? แม้กระทั่งตอนนอน คือ ฝันไง มีความคิดมาตั้งแต่กลางวัน เราไปจดจ่ออะไรต่างๆ  เราไปดูหนัง กลางคืนมันฝัน ฝันทำบาปยังได้เลย หรือใครไม่เคย ยกมือขึ้น เราต้องสู้ทุกเสี้ยววินาที วินาทีไหนที่เราล้มลง พ่ายแพ้เชื้อตัวนี้ เราก็จะป่วยทางความคิด ความคิดจิตใจที่สะอาดหมดจด มันป่วย แค่นั้น ไม่มีอะไรเลย เมื่อเราป่วยทางความคิด ความคิดของเรา ก็จะไปเริ่มสั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกายผ่านทางสมอง ให้ทำอาการป่วยนั้น คือตามไวรัสตัวนี้  ตามเชื้อของบาปตัวนี้ ที่ปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นศัตรู ตรงกันข้ามกับน้ำพระทัยพระเจ้า ตรงกันข้ามกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่สถิตอยู่ภายใน ที่เราเรียกกันว่า อาการของเนื้อหนัง

เนื้อหนังตอนนี้ท่านรู้แล้วคืออะไร? เนื้อหนัง คือวิสัยบาป คือเนเจอร์ คือธรรมชาติของความบาป ที่อยู่ในคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ที่เป็นทาสของมาร ตรงนี้เราไม่ได้เป็นทาสของมารแล้ว เราไม่มีเนื้อหนังที่อยู่ในตัวอีกต่อไปแล้ว เนื้อหนังมันอยู่ข้างนอกตัวเราแล้วตอนนี้ แต่อาการของเนื้อหนังมันสามารถโผล่มาได้ ถ้าเราติดเชื้อเข้าไป  พอเข้าใจนะ เมื่อไรก็ตามที่คริสเตียนผู้เชื่อการ์ดตก การ์ดของเรา คือจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ พอเราการ์ดตก เมื่อไรโอกาสที่เราจะติดเชื้อไวรัสตัวนี้ ก็สูง เมื่อติดเชื้อ ผลที่เกิดขึ้น ก็คือเราก็จะมีอาการป่วย อาการทางความคิด ที่จะติดเชื้อบาปตัวนี้ ติดเชื้อไวรัส เนื้อหนังตัวนี้ เมื่อติดเชื้อเข้าไป จะมีอาการออกมาในเรา ผู้ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า อาการเป็นอย่างไร? พระคัมภีร์ที่พระเจ้าบอกไว้ชัดเจน เพื่อเราจะได้สังเกต รู้ว่าเราป่วยอยู่ เราต้องจัดการกับมัน ให้มันหายป่วย  ป่วยทางวิญญาณ กาลาเทีย 5:19-21 บอกถึงอาการของเนื้อหนัง อาการของธรรมชาติของความบาป  ที่ส่งกระแสผ่านทางไวรัสวิญญาณ ถ้ามากระทบจิตใจเรา แล้วเราติดเชื้อมันเข้าไป อาการทางร่างกายมันจะออกมาเป็นอย่างนี้

กาลาเทีย 5:19-21 “19 พฤติกรรมของวิสัยบาปนั้น  เห็นได้ชัด คือการผิดศีลธรรมทางเพศ ความไม่บริสุทธิ์ และการลามก 20 การกราบไหว้รูปเคารพ การใช้คาถาอาคม ความเกลียดชัง ความบาดหมาง ความริษยาหึงหวง ความโมโหโทโส ความทะเยอทะยานอย่างเห็นแก่ตัว การไม่ลงรอยกัน การแบ่งพรรคแบ่งพวก และการอิจฉากัน 21 การเมามาย การมั่วสุมเสพสุราและกาม และอื่นๆ ในทำนองนี้ ข้าพเจ้าขอเตือนท่าน เหมือนที่เคยเตือนแล้วว่าผู้ที่ประพฤติเช่นนี้ จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก”

 

คำว่า “พฤติกรรมของวิสัยบาป” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “The practices of the sinful nature” แปลตรงๆ คือการฝึกฝน หรือการปฏิบัติตัวของธรรมชาติวิสัยบาป ผมจะเน้นคำว่า “ธรรมชาติวิสัยบาป” ท่านจะรู้เลยว่าเราเชื่อพระเจ้า เรามีตัวนี้อยู่ข้างในตัวเราไหม?  ไม่มีเลย การฝึกฝน หรือการปฏิบัติตัวของธรรมชาติวิสัยบาป ที่เมื่อสักครู่นี้ที่เราอ่านมาทั้งหมด คือตัวอย่างของอาการของผู้ที่ฝึกฝน ปฏิบัติตนของธรรมชาติวิสัยบาป “ผู้” นี้ หมายถึงผู้ที่เป็นทาสของธรรมชาติวิสัยบาป

เพราะว่าที่พูดมาทั้งหมดเมื่อกี้ เป็นอาการ หรือเป็นธรรมชาติของวิสัยบาปของมาร  มารมันจะทำให้เราอย่างนี้ พูดง่ายๆ ว่าผู้ที่ยอมเป็นทาสมัน ก็จะฝึกฝนปฏิบัติตัวอย่างนี้ คือเมื่อเราจดจ่อฝ่ายโลก ก็จะส่งผลให้เรา รวมๆ แล้วก็คือมองตัวเราเองเป็นใหญ่ ไม่ใช่พระเจ้าแล้ว เห็นแก่ตัว เย่อหยิ่งจองหอง ไม่มีสันติสุข น้ำพระทัยตัวเองเป็นใหญ่กว่าพระเจ้า แล้วก็ใช้ชื่อพระนามพระเยซู ทำตามใจตัวเองนั่นแหละ วางแผน แล้วก็ทำๆ สร้างอาณาจักรของตนเอง ครอบงำผู้อื่นให้สร้างอะไรต่างๆ เหล่านี้ นี่พูดถึงมนุษย์ทั่วๆ ไปนะ ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ มีโอกาสเป็นหมด ติดเชื้อมา ผู้เชื่อก็เป็นได้ ถ้าไม่เชื่อก็เป็นแน่นอน 100% เพราะว่าเป็นทาสของธรรมชาติของวิสัยบาปแล้ว

ในข้อที่ 21 สำคัญมากว่า … “ข้าพเจ้าขอเตือนท่าน เหมือนที่เคยเตือนแล้วว่าผู้ที่ประพฤติเช่นนี้ จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก”

อันนี้ต้องตั้งใจฟังให้ดีๆ เพราะว่าความหมายตรงนี้ หลายคนมักจะตีความว่าถ้าใครทำแบบที่บรรยายไว้ในข้อที่ 20 นี้คือการกราบไหว้รูปเคารพ การใช้คาถาอาคม การเกลียดชัง ความบาดหมาง ความริษยาหึงหวง ความโมโหโทโส ความทะเยอทะยาน เห็นแก่ตัว การไม่ลงรอยกัน การแบ่งพรรค แบ่งพวกกัน การอิจฉากันนี้ ใครทำแบบนี้แค่เพียงนิดเดียว ก็จะไม่ได้เข้าสวรรค์ มันไม่ใช่ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เข้าใจผิดแล้ว เปลี่ยนใหม่ ซึ่งถ้าตีความง่ายๆ แบบนี้ พูดตรงๆ ก็ไม่มีใครได้เข้าสวรรค์เลยสักคนหนึ่ง แค่โกรธนิดหนึ่ง ก็ไม่ได้เข้าสวรรค์แล้วเหรอ มันไม่ใช่

ซึ่งจริงๆ แล้วความหมายของถ้อยคำตรงนี้  ที่บอกว่าผู้ที่ประพฤติเช่นนี้ จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้า เป็นมรดก คือไม่ได้อยู่ในสวรรค์นั้นนะ ตรงนี้หมายถึงผู้ที่ยังอยู่ภายใต้การครอบงำของวิสัยบาป ผู้ที่เป็นทาสของความบาป แบบนี้อยู่ เข้าใจไหม?  ผู้ที่เป็นทาส ก็คือผู้ที่ยังไม่ได้มาเป็นทาสของพระเจ้า ผู้ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่ ผู้ที่ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า ผู้ที่ยังอยู่ในอาดัมนั่นแหละ มันหมายถึงอย่างนั้น ผู้ที่ยังเป็นทาสมารอยู่ อยู่ในอาดัม อยู่ในอาณาจักรของความมืด ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า อาการมันเป็นอย่างนี้ มันหมายถึงอย่างนี้ ผู้ที่ประพฤติตัวตามอย่างผู้ที่ยังไม่มีพระเจ้าอยู่ในตัว ธรรมชาติของบาป เป็นทาสมาร ไม่ได้มีแผ่นดินของพระเจ้าอยู่ ไม่สามารถเข้าสวรรค์ได้ มันแปลว่าอย่างนั้น

เหมือนที่ผมเคยยกตัวอย่างเรื่องทาร์ซาน ว่าตัวตนที่แท้จริงของทาร์ซาน ก็คือมนุษย์ แต่ชั่วขณะหนึ่งไปอยู่กับลิง ถูกลิงควบคุมอยู่ ทำตัวเหมือนลิง มีอาการเหมือนลิง แต่อย่างไรก็เป็นมนุษย์

ดังนั้น คนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว ยังไงๆ ก็บังเกิดใหม่ แต่อาจจะมีบางครั้ง ชั่ววูบหนึ่งติดเชื้อของกระแสของโลกนี้  คือระบบของมารเข้าไป เช่นเดียวกัน เมื่อเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ยังไงๆ เราก็เป็นลูกของพระเจ้า  100% เราก็อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ทั้งพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็อยู่ในเราแล้ว แม้บางครั้ง เราอาจจะติดเชื้อไวรัสบาปจากภายนอกเข้ามาบ้าง อุตส่าห์ระวังๆ แล้ว เผลอนิดเดียวการ์ดตกอีก สมมติ เราก็จะมีอาการทำตามเนื้อหนังที่ส่งกระแสมานั้น ผ่านไวรัสตัวนี้บ้าง เขาเรียกว่าทำบาปบ้าง แต่ตัวตนที่แท้จริงของเรา ก็คือลูกพระเจ้า และได้อยู่ในสวรรค์ และกำลังอยู่ในสวรรค์ และจะอยู่ในสวรรค์นี้ตลอดไป มันต้องอย่างนี้ นี่พระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนั้น มันเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะมันบังเกิดใหม่แล้ว พระเจ้าย้ายท่านเข้ามาอยู่ในสวรรค์แล้ว ย้ายท่านเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครเอาท่านออกไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ พระองค์ทรงตรัสไว้เช่นนั้น

และพระคัมภีร์ที่บอกให้เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในสิ่งที่อยู่เบื้องบน ก็เพื่อให้ความคิดจิตใจของเราอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของพระวิญญาณ เพื่อจะได้ปกป้อง การ์ดไม่ตก ศัตรูก็เข้าไม่ได้ อิทธิพลของบาปที่อยู่ภายนอก ก็ส่งเข้ามาไม่ได้ แม้เราจะอยู่ท่ามกลางมันก็ตาม บนโลกใบนี้

“แม้ข้าพเจ้าจะดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้หุบเขา เงามัจจุราช แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กลัววิญญาณชั่วตัวใดๆ เลย เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับลูก”

มันจะส่งผลประโยชน์ให้กับวิญญาณของเราเจริญเติบโตขึ้น เพราะว่าเราไม่ป่วยบ่อย ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวก็ทำบาป เดี๋ยวก็ป่วยอยู่เรื่อย การ์ดตกอยู่ตลอด อะไรต่างๆ เหล่านั้น เพื่อว่าเมื่อเราจดจ่อ จดจำความคิดจิตใจของเราไปที่เบื้องบน  ซึ่งจะส่งผลทางด้านพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  อยากรู้ไหมอาการของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงข้ามกับอาการของความบาปของมาร ที่เรียกว่าเนื้อหนังเป็นอย่างไร? ไปดูที่กาลาเทีย 5:22-24 บันทึกไว้ชัดเจน ถ้ามีอย่างนี้ออกมาเมื่อไร รู้ทันทีเลย เราจดจ่อไปถูกทางแล้ว

กาลาเทีย 5:22-24  “22 ส่วนผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23 ความสุภาพอ่อนโยนและการควบคุมตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่มีบทบัญญัติข้อไหนห้ามเลย 24 ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ได้ตรึงวิสัยบาปและกิเลสตัณหาของวิสัยบาปไว้ที่กางเขนแล้ว”

 

เอาตรงนี้ก่อน … ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่เชื่อแล้ว วางใจในพระเจ้าและบังเกิดใหม่แล้ว ได้ตรึงวิสัยบาป คือตัวเก่าของเราได้ถูกตรึงตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว จบแล้ว ไม่มีวันเลยที่เราจะไปทำสกปรกหรือชั่วร้ายแบบนั้นด้วยตัวของเราเอง นอกจากมีโอกาสติดเชื้อเท่านั้นเอง เขาเรียกว่าล้มลง พ่ายแพ้ เป็นบางครั้ง ติดหวัด เดี๋ยวก็รักษาหาย

เพราะฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ได้ตรึงวิสัยบาปและกิเลสตัณหาของวิสัยบาปไว้ที่กางเขนแล้ว มันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว ถ้าการ์ดเราตกเมื่อไร มันเข้ามา เราก็มีอาการ ก็เท่านั้นเอง

มาดูผลของพระวิญญาณ เป็นอย่างไร? นี่คืออาการที่บอกถึงว่าเรากำลังจดจ่อไปที่ถูกแล้ว ที่พระเจ้า จดจ่อไปที่เบื้องบน ที่พระเจ้าสถิตอยู่ เบื้องบนที่สวรรค์ เบื้องบนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยงเรา  คอยดูแลความคิดจิตใจของเรา วิญญาณของเราและร่างกายของเราด้วย ดูแลหมดเลย อาการจะออกมาเป็นความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปราณี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน การควบคุมตนเอง  สิ่งเหล่านี้ไม่มีบทบัญญัติไหนห้ามเลยแม้แต่นิดเดียว  ทำไปทุกคนบอกว่าดี ยอดเยี่ยม เอกฉันท์เลย เอาตรงนี้ไปวัดเลยว่าสิ่งที่เราใช้ร่างกายเราทำลงไป มันไปตรงกับอะไรในนี้บ้างไหม? หรือมันไปตรงกับผลของเนื้อหนัง อาการของเนื้อหนัง พระเจ้ายอดเยี่ยมขนาดไหน? บอกเราหมดเลย เรียบร้อยเลย และถ้าเราไปจดจ่อเอาสิ่งที่ไม่ดี  เราก็ไม่มีความสุขบนโลกใบนี้ เราก็เสียหายบนโลกใบนี้ เราก็ทุกข์มากกว่าธรรมดาบนโลกใบนี้ ถ้าเราไปจดจ่อที่พระเจ้า ส่งผลพระวิญญาณออกมา เราก็มีสันติสุข มีความสงบ เห็นไหมครับ? ทำไมพระเจ้าถึงบอกให้เรา จำเป็นเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่แล้ว  น่าจะจบแล้วนะ  แต่ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พระเจ้าบอก …

“ไม่ได้นะ ลูกจะต้องมีสง่าราศี ลูกจะต้องเป็นลูกของพ่อ ลูกต้องฉายแสงออกไป ลูกต้องเป็นผู้มีชัยชนะ ลูกจะต้องเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต พ่อจะนำพาลูก พ่อจะสอนลูกเอง และวิธีสอนอันดับแรก คือลูกจงจดจ่อความคิดของเจ้าไปที่เบื้องบน”

เห็นไหม? ชัดเจน คือเมื่อเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว พระเจ้ามาสถิตอยู่กับเรา พระเยซูนำพาชีวิตเราแล้ว การมาเชื่อพระเยซู ไม่ได้แค่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเยซูจะช่วยเราให้รอดพ้นจากบาป รอดจากนรก ได้บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้า มาอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่แค่นั้น แต่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ มันยังมีศัตรูอยู่ เพราะฉะนั้น พระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับเรา ในร่างกายนี้เลย เป็นชีวิตของเราเลย เป็นหนึ่งเดียวกันกับเราเลยในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ชัดเจนเลย ในขณะนี้ พระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับเรา เข้ามาอยู่กับเราตลอดเลย ตรงนี้ ควรจะรับรู้ เป็นฤทธิ์อำนาจให้กับเรา เป็นสติปัญญาให้กับเรา ทรงนำพาช่วยเหลือเรา ปลอบโยนจิตใจ จิตวิญญาณในทุกเสี้ยววินาทีตลอดเวลา  เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้นแหละ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของเรา และพระองค์ก็จะพาเราผ่านอุปสรรคปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ อย่างอัศจรรย์ คือเกินความคิด เกินความคาดหมายของเราเอง เรารู้ว่าเราทำไม่ได้เลย ชัดเจนเลย  จะผ่านอุปสรรคปัญหาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปได้ ทำอย่างไร? มันไม่มีทาง ใครช่วยได้ พระเจ้าทำให้เรา ช่วยได้ เราจะรู้ทันทีว่านี่ คืออัศจรรย์ แต่เป็นอัศจรรย์ตามพระประสงค์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่การอัศจรรย์ที่เราบังคับให้พระองค์ทำ อันนั้นไม่ใช่ Rest in peace ไม่ใช่พักสงบ อันนั้นมันตะเกียกตะกาย แล้วก็เหนื่อยลำบาก ยิ่งทุกข์ใหญ่เลย

เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงรู้ทุกอย่าง สัพพัญญู อยู่ในตัวเรา ดำเนินชีวิตไปกับเรา พระองค์ทรงรู้ ทรงเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเราอย่างมากมาย เยอะมากกว่าเราเยอะเลย ที่มองไปทะลุปรุโปร่งเลย เรื่องปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น เราควรที่จะเชื่อและวางใจในพระองค์

ฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าเราเป็นคริสเตียน ผู้เชื่อแล้ว ตามพระคัมภีร์บอกไว้ เราจะต้องประสบความทุกข์ยาก อุปสรรคปัญหาในการดำเนินชีวิต เหมือนคนอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นคริสเตียน ยังไม่เชื่อ เหมือนกันบนโลกใบนี้ พระเยซูบอกแต่ว่าพระองค์ทรงชนะโลกแล้ว พระเยซูชนะ เราก็ชนะด้วย เราชนะโลกนี้แล้ว เพราะฉะนั้น แม้เราจะประสบปัญหา บนโลกใบนี้อยู่ เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ไม่มีพระเจ้า ไม่ได้เชื่อในพระเยซู แต่เราเชื่อแล้ว เราก็มีปัญหาเหมือนเขาเหมือนกัน แต่เราจะมีสันติสุข ความสุขสบาย และความหวังนิรันดร์ ให้เราสามารถพักสงบได้ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ เราได้เปรียบกว่าผู้ที่ไม่มีพระเยซู เราได้เปรียบกว่าผู้ที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า เราได้เปรียบกว่าผู้ที่ยังไม่ได้เป็นลูกพระเจ้า ถูกไหมครับ?

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเชื่อพระเจ้าแล้ว รู้จักพระองค์แล้ว เกิดใหม่แล้ว เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ ในถ้อยคำพระเจ้าเหล่านี้ทั้งหมด  เกี่ยวกับโลกวิญญาณว่ามันคืออะไร? เกี่ยวกับเบื้องบนว่ามันคืออะไร? เราก็จะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เขาเรียกว่ารับรู้ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ แล้วสามารถวางใจ ซึ่งจะเป็นหัวข้อในการบรรยายครั้งต่อไป เราสามารถวางใจ ให้พระองค์ทรงดูแล เหนือทุกสิ่งในชีวิตของเราได้ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 6 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เรื่องการกินการอยู่ 2” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  12  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 6

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ    เรื่องการกินการอยู่ 2”

โดย นคร  เวชสุภาพร

สวัสดีครับ หัวข้อคำบรรยายวันนี้มีชื่อว่า “จงจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน ไม่ใช่ฝ่ายโลก” หลังจากที่มีคำถามกันเข้ามา หลายสัปดาห์ก่อน ถึงเรื่องแนวทางในการดำเนินชีวิตว่าหลังจากที่เขาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว  ควรทำตัวอย่างไร? ควรดำเนินชีวิตอย่างไร? ซึ่งผมก็ได้สรุปคร่าวๆ ไปแล้วว่าง่ายๆ มีอยู่ 4 ขั้นตอน ก็คือ …

 

เชื่อแล้ว  …   รับรู้    … วางใจ    …. อธิษฐาน

 

เริ่มจากเชื่อแล้ว เราได้เรียนไปหลายสัปดาห์เยอะแล้วนะครับว่าความรอดที่เราได้รับมานั้น เป็นพระคุณจากพระเจ้า ที่เราได้รับผ่านทางความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางความเชื่อเท่านั้น ไม่ใช่การกระทำ  เชื่อด้วยใจ และรับด้วยปาก ตามโรม 10:9-10 และเมื่อเชื่อแล้ว ลำดับต่อไป  ก็คือให้รับรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเรา เมื่อรับเชื่อแล้ว เป็นใคร? อยู่ที่ไหน ในพระคริสต์?

ในพระคริสต์ ก็คือในสวรรค์ ในโลกวิญญาณ เรามีความหวังใจอะไรในพระคริสต์นี้บ้าง? พระเจ้าสัญญาอะไรบ้าง? ตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นใคร? และวิธีการรับรู้ ทำอย่างไร?

วิธีการรับรู้ ก็คือให้จดจ่อไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องบน เมื่อเรารับรู้แล้วว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า วิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงของเราตอนนี้ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซู วิธีการแสดงออกมาว่ารับรู้ความจริง และตำแหน่งของเราตรงนี้ ก็คือการ จดจ่ออยู่กับตำแหน่งนี้แหละ ที่พระคัมภีร์บอกเรา ที่พระเจ้าบอกเราว่าเราเกิดใหม่แล้ว เราอยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไร?

พระคัมภีร์จึงบอกให้เราจดจ่อไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องบน ในโลกวิญญาณ ที่ซึ่งตัวตนจริงๆ ของเราที่จะอยู่นิรันดร์เดี๋ยวนี้ทันทีเลย ในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น  คือในโลกวิญญาณเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพียงแต่ตาเรามองไม่เห็น หูเราไม่ได้ยิน แต่มันมีอยู่จริงๆ  และมันจริงยิ่งกว่าโลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้ด้วยซ้ำไป พระคัมภีร์สอนเราอย่างนั้น สิ่งที่เรามองเห็น มันจะอยู่ชั่วคราว มันดับสูญไป แต่สิ่งที่มองไม่เห็น ในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าบอก มันจะอยู่อย่างนี้ และอยู่ต่อไป และอยู่ถาวรนิรันดร์ พระเจ้าจึงให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นนิรันดร์

วันนี้ เราจะมาคุยกันตรงนี้ให้ละเอียดขึ้นว่าที่บอกว่าจดจ่อความคิดของท่าน ไปที่เบื้องบน ไม่ใช่ฝ่ายโลก หมายความว่าอย่างไร? ก่อนอื่น เรามาดูความหมายของคำว่า “จดจ่อ” ก่อน

ถ้าแปลตามพจนานุกรม “จดจ่อ” แปลว่า “มีใจฝักใฝ่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีสมาธิ หรือเอาใจมุ่งมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือสิ่งนั้นๆ” ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า “Set your mind” ก็คือปรับจูน จูนความคิดนั่นเอง หรือตั้งจูนความคิดของท่าน แปลตรงๆ เป็นอย่างนั้น เราจะได้รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร?

ผมจะลองยกตัวอย่างนิดหนึ่งให้ท่านสังเกตดูคำว่า “จดจ่อ” มันมีลักษณะอย่างไร? จริงๆ เร้าอยู่เป็นประจำในชีวิตของเราทุกวันนี้

สมมุติว่ามีนักศึกษาสาวคนหนึ่ง กำลังไปเรียนหนังสือตามปกติตอนเช้า ขึ้นรถเมล์ไม่มีที่นั่ง ก็เลยต้องโหน มือต้องโหนอยู่ รถวิ่งเร็ว ทุกครั้งจะถึงที่ศึกษา ก็จะบอกกระเป๋ารถเมล์ว่า …

“น้องๆ จอดป้ายด้วย”

เป็นปกติ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยืนเพลินๆ อยู่ คนก็เยอะ ปรากฏว่าเหลือบไปเห็นแขนเสื้อข้างที่โหนอยู่มันขาด มองเห็นรักแร้ ก็รู้สึกเขินอาย ไม่รู้ทำอย่างไร? ก็มองอยู่นั่นแหละ

“แหม! วันนี้ ไม่น่าจะใส่ตัวนี้มาเลย มีใครเห็นไหม? อายเขาจะตาย ดูสิ”

อายรักแร้ตัวเอง  ก็จดจ่อ ตลอดทาง คิดแต่อย่างนั้น เมื่อไรจะถึงสักที นั่งก็ไม่ได้นั่ง จะมีใครเห็นรักแร้เราไหม? อายเขาจะตาย รักแร้ๆๆๆๆๆๆ ก็จดจ่ออยู่ที่รักแร้ของตัวเอง ปรากฏว่าพอถึงที่หมายที่จะต้องลง ก็ตะโกนไปบอกกระเป๋ารถว่า …

“รักแร้ จอดป้ายด้วย”

นี่แหละ คือสิ่งที่เราไปจดจ่ออยู่ มันจะเป็นอย่างนี้ จนลืมสิ่งต่างๆ ไปเลย ลืมชีวิตประจำวันเราไป ซึ่งเราทำมาตลอด  แต่ขณะที่จดจ่ออยู่นั้น มันไปจดจ่อเอารักแร้ อย่างนี้เป็นต้น

หรืออีกอันหนึ่ง บางคนชอบ ยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล ยุคมือถือ ยุคไลน์ ยุคเล่นเกมส์ ยุคสังคมก้มหน้า ทุกคนก็ดูแต่มือถือของตัวเอง ก็คือการจดจ่ออยู่ที่มือตลอดเวลา ใครมาพูดข้างๆ เหมือนได้ยิน แต่ไม่ได้ยิน เพราะว่าถ้าจะได้ยินให้ชัด และรู้ว่าทำอะไรนั้น ต้องหยุดออกจากมือถือที่ดูมาตลอด เป็นเวลาชั่วโมงหนึ่ง 2 ชั่วโมง ตั้ง Set mind ใหม่ แล้วมาฟังว่าคนที่มาพูด พูดอะไร? ไม่อย่างนั้น ก็เข้าใจผิด

ยกตัวอย่าง พ่อกำลังดูมือถืออยู่ ลูกมาถาม …

“จะไปหรือเปล่า?”

กำลังแชทกับเพื่อนอยู่ … “ไม่ไปหรอกวันนี้”

ลูกก็ไปเอง กลับมาปรากฏว่างอนใหญ่เลย … “ไหนบอกจะพาไป ทำไมไม่ไป”

ลูกตอบว่า … “อ้าว! ก็ถามแล้ว บอกว่าไม่ไป”

“พูดที่ไหนเล่า”

เห็นไหม? พูดไป เพราะว่าจิตใจมันจดจ่ออยู่ที่กำลังแชทอยู่กับเพื่อนว่าไม่ทำอะไร? ไม่ๆๆๆ ก็ตอบไปว่าไม่ ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่รู้เลย ตอบอะไร? จำไม่ได้ด้วยซ้ำไป

นี่แหละคือคำว่า “จดจ่อ” รู้แล้วนะว่าจดจ่อ คืออะไร? แม้ว่าจะฟังดู แล้วมันเหมือนเรื่องตลกๆ แต่ก็ทำให้เราเห็นว่าเมื่อเราจดจ่อและมุ่งมั่น มีสมาธิกับสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นมันจะสะท้อน ทำให้เราทำอะไรก็ตามที่เราจดจ่ออยู่นั้น เราจดจ่ออยู่ที่รักแร้ ปากก็สั่งว่ารักแร้จอดป้ายด้วย  เห็นไหมครับ?

เพราะฉะนั้น  การที่เราจดจ่อกับสิ่งใด มันก็จะสะท้อน นำพาเราออกมาสู่การประพฤติ การกระทำ การแสดงออกของเรา ในร่างกายนี้นั่นเอง เช่น ถ้าเรากำลังสนใจ จดจ่ออยู่กับการเล่นโทรศัพท์ เราก็จดจ่อแต่เรื่องนั้น พอลูกมาถาม เราก็เอาคำตอบของในสิ่งที่จดจ่ออยู่นั้น มาบอกกับลูก ซึ่งมันผิดความประสงค์ ความต้องการเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราตกลงว่าเราจะไป แต่เราตอบว่า “เราไม่ไป” เห็นหรือยังว่ามันอันตรายขนาดไหน?  พระเจ้าจึงต้องการให้เราจดจ่ออยู่กับเบื้องบน ในที่ที่เราอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ เมื่อเราเชื่อและบังเกิดใหม่ ตอนนี้ยุคโควิดชัดเจนมาก โควิด ทำให้คนไปจดจ่ออยู่กับเบื้องล่างมากเลย ไม่ใช่เบื้องบน ไปจดจ่ออยู่กับฝ่ายโลก จดจ่ออยู่กับข่าวสาร การเมือง โรคมันถึงไหนแล้ว แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสวรรค์ ก็ไปจดจ่ออยู่กับสถิติเพิ่มกี่คน? ไม่ใช่รับรู้ไม่ได้ รับรู้กับการจดจ่อไม่เหมือนกันนะ

รับรู้ คือรับรู้เฉยๆ ข่าวสารว่ามีอะไร? เชื้อติดเท่าไร? อย่างไร? ก็พอแล้ว  แต่บางคนจดจ่อ ทั้งเช้า ทั้งกลางวัน ทั้งเย็น ข่าวเล่าแล้วเล่าอีก ฟังซ้ำไปซ้ำมา แล้วเอาไปคิดตามอีก ในที่สุด ก็เกิดความคิดสั่งการให้ร่างกายทั้งหมดตึง เครียด กลัว กังวล เห็นไหมครับ? สั่งมาจากความคิดที่เราไปจดจ่ออยู่กับไม่ใช่เบื้องบน จดจ่ออยู่กับโควิดนี้ อันตรายต่างๆ เหล่านี้

แล้วที่พระคัมภีร์บอกให้เราจดจ่อไปที่เบื้องบน ในสวรรค์สถาน สิ่งที่อยู่เบื้องบน คือสวรรค์สถานในโลกวิญญาณ ที่ที่วิญญาณของเราอยู่กับพระเจ้าแล้ว ตอนนี้ ตามที่เราได้เรียนมาว่าเมื่อเราเชื่อแล้ว เราได้ถูกย้ายเข้าไปในสวรรค์แล้ว และสิ่งเหล่านี้ ความจริงเหล่านี้ เราไปหาได้ จากบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และเป็นพยานยืนยันด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ที่ให้เราเกิดใหม่ และสถิตอยู่กับเราในวิญญาณของเรานั้นเอง ลองมาดูว่าในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าตำแหน่งของเรา ในโลกวิญญาณ มันเป็นอย่างไรบ้าง? โคโลสี 3:1-4 …

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว  ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

“จดจ่อ  จดจำ  จนขึ้นใจ”  นี่คือความจริงที่พระวิญญาณบริสุทธิ์บอกเราว่าในโลกวิญญาณ ตัวตนแท้จริงของเรา คือวิญญาณของเราอยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไรบ้าง? เพราะฉะนั้น เราจะจดจ่ออีกวิธีหนึ่งที่ง่ายว่าเคล็ดลับในการจดจ่อนี้  ช่วยให้เราจดจ่อได้มากขึ้น และเป็นจริง เป็นจังมากขึ้น ในความจริง ในโลกวิญญาณ ตามที่พระเจ้าบอกเรา ก็คือให้เปลี่ยนสรรพนามที่ 3 คือ “ท่าน” ให้เป็น “ชื่อของเรา” ให้เป็นตัวเรา ใส่ชื่อท่านลงไปในนั้น

ยกตัวอย่างเช่น “ในเมื่อพระเจ้าได้ทรงให้นคร (ใส่ชื่อท่าน)  เป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว”

เห็นไหม มันเห็นชัดขึ้นเยอะเลยนะ ลองเปลี่ยนสิ ลองใส่ชื่อตัวเองลงไป

“ในเมื่อทรงให้นคร (คือพระเจ้าให้) … (ใส่ชื่อท่าน) … เป็นขึ้นกับพระคริสต์ ก็จงให้ใจของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  จดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า จงให้ความคิดของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  จดจ่อกับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก เพราะนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  ตายแล้ว (ตัวเก่าตายไปแล้ว วิญญาณเก่าตายไปแล้ว) และบัดนี้ ชีวิตของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  ปรากฏ เมื่อนั้นนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย” เฮ้ๆๆๆๆๆๆ

นี่แค่ครั้งแรก ท่านเริ่มฝังความจริงลงไปในความคิดจิตใจของท่านแล้ว นี่แหละ คือการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ นี่แหละของใหม่ ข้อมูลใหม่ที่พระเจ้าสอนเราว่าในโลกวิญญาณ เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราได้เปลี่ยนแปลงเป็นอะไรบ้าง?

ถามว่าทำไมเมื่อเชื่อแล้ว พระเจ้าต้องการให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดเสียใหม่ ด้วยการจดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน ความจริงในโลกวิญญาณ ก็เพื่อที่เราอยู่บนโลกใบนี้ด้วยชัยชนะโลกนี้ ที่พระเยซูทำให้แล้ว และเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า วัตถุประสงค์ของพระองค์ และสามารถขอบพระคุณพระองค์ในสิ่งทั้งมวล ได้ตามที่พระองค์ทรงสอนว่า … “จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ในทุกสิ่งได้” … มิฉะนั้น เราอาจจะขอบคุณไม่ค่อยออก

เพราะเนื่องจากร่างกาย ความคิด จิตใจ  และวิญญาณของเรา คือตัวตนของเราตอนนี้ ได้บังเกิดใหม่แล้วก็จริง ถูกชำระจนสะอาดหมดจดแล้ว ก็จริง ทั้งร่างกาย ความคิดจิตใจ และวิญญาณ วิญญาณบังเกิดใหม่แล้ว ความคิดจิตใจบังเกิดใหม่แล้ว  พระเจ้าประทานให้ใหม่เอี่ยมเลย สำหรับร่างกายแม้ว่าจะเป็นร่างกายเดิม แต่พระเจ้าทรงชำระ ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์จนสะอาดหมดจด เป็นพระวิหารของพระองค์ ที่พระองค์ทรงสามารถรับได้ มาสถิตอยู่ได้ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ยังคงได้รับอิทธิพลของความบาปที่ปกครองอยู่บนโลกใบนี้ ผ่านทางมารได้อยู่ โดยส่งกระแสของอิทธิพลนี้ ผ่านทางอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรา ผ่านทางความคิดของเรา ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุด ถ้าความคิดไม่สั่ง มันก็ไม่ทำ

ถ้าเราไปจดจ่อบนโลกใบนี้  ก็เสร็จมารเลย เพราะมารพยายามที่จะส่งอิทธิพล ที่มันมีในการครอบครองโลกใบนี้อยู่ ซึ่งพระคัมภีร์เรียกชื่อมารว่า god of this world ซึ่งเป็นผู้บงการสิ่งชั่วร้ายบนโลกใบนี้ ด้วยอิทธิพลของความบาปนั่นแหละ มารมันก็พยายามเอาอิทธิพลนี้ ส่งเข้ามาในความคิด ผ่านเข้ามาในร่างกาย ภาษาพระคัมภีร์เขาเรียกว่าผ่านทางกิเลสตัณหาของฝ่ายเนื้อหนัง ผ่านทางอวัยวะต่างๆ ซึ่งมันคุ้นเคยกับของเดิมอยู่ ก่อนที่เราจะเชื่อพระเจ้า มันคุ้นเคยอยู่ มันเป็นของเดิม ความคิดเดิม ร่างกายที่เคยประพฤติปฏิบัติ มันคุ้นๆ อยู่ สมองยังจำได้ว่าเคยทำอย่างนี้ ก่อนเกิดใหม่ พระเจ้าบอกว่าตรงนี้ ก็คือสงครามฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นในชีวิตของคริสเตียนทุกคน ชีวิตของผู้เชื่อทุกคนว่าแม้มีชัยชนะอยู่เหนือโลกใบนี้ก็จริง แต่มันจะคอยส่งกระแสเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ที่ความคิดและเนื้อหนังร่างกายของเรา ให้ทำตามมัน พูดง่ายๆ

มาดูโคโลสี 1:13-14 ก็บอกความจริงอย่างนี้ ซึ่งเราจะต้องรับรู้และจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ นี่คือความคิดใหม่ ที่เราต้องคิดบ่อยๆ จดจ่ออยู่เรื่อยๆ Set ความคิดนี้  Set mind  นี้ ไว้ตรงความจริงตรงนี้ คือถ้อยคำพระเจ้า

โคโลสี 1:13-14 “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด  และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

พระเจ้าได้ย้ายเราออกจากนรก ในวิญญาณ บนโลกใบนี้ ย้ายเข้ามาสู่โลกวิญญาณที่เรียกว่าสวรรค์ มาอยู่กับพระองค์เรียบร้อยแล้ว และเราได้รับการชำระ ได้รับการอภัยโทษ ได้รับการไถ่บาป  หมดจดเรียบร้อยไปแล้ว นิรันดร์ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว พูดง่ายๆ เราหมดบาปแล้ว หมดเกลี้ยงเลย ไม่เหลือเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อรู้ความจริง ต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ เอาไว้ 3 จอ. ว่ามันเป็นอย่างนี้

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้ และจะอยู่ตลอดไปด้วย เพราะฉันได้รับการไถ่บาป หมดเวร หมดกรรมชั่วนิรันดร์แล้ว เอเมน”

นี่ตัวอย่าง แต่จริงๆ ในพระคัมภีร์มีเยอะแยะ ถึงตำแหน่งของเรา และการเปลี่ยนแปลงที่ได้มาบังเกิดใหม่แล้ว เป็นเช่นไร? เราต้องจดจำ จดจ่อ จนขึ้นใจ สิ่งเหล่านี้ไว้ ทิตัส 3:5 ที่เราอ่านกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทิตัส 3:5 “พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราได้ทำ แต่เพราะพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

บอกกับตัวเองเลย จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจเอาไว้เลยว่าผ่านทางการชำระ แห่งการบังเกิดใหม่  และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนที่เรารับเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ลองอ่านตาม …

“พระองค์ได้ช่วยนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ให้รอด ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน”

1 เปโตร 1:3 บันทึกไว้อย่างนี้ … “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์”

 

จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจตรงนี้ไว้ นี่คือความจริงว่าเราเป็นใคร? ใส่ชื่อตัวเองเข้าไป เพื่อจะได้มั่นคง จะได้แข็งแรงในการจดจ่อความจริงนี้

“สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์”

2 โครินธ์ 5:17 เอาเนื้อๆ ในพระคัมภีร์มีเยอะมากมาย นี่คือเนื้อๆ ความจริง ก็คือ …

2 โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป  สิ่งใหม่ได้เข้ามา”

 

ใส่ชื่อท่านเข้าไปเลย จริงๆ ตรงนี้ “เหตุฉะนั้น” ภาษาเดิมเขาบอกว่า “จงมองให้เห็นเถิด” คือมันมองไม่เห็น มันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ

“จงมองให้เห็นเถิด ถ้านคร … (ใส่ชื่อท่าน) … อยู่ในพระคริสต์แล้ว การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา” เอเมน

(1) ทั้งใหม่เอี่ยมถอดด้ามเลย ทั้งตัวเป็นของนครเดี๋ยวนี้ คือทั้งร่างกาย ก็เป็นวิหารของพระเจ้า ถึงแม้จะเป็นร่างกายเดิม แต่ได้ถูกสร้างใหม่ คือได้ถูกชำระจนสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ สมกับที่จะเป็นพระวิหารของพระเจ้า ผู้บริสุทธิ์ ที่เรียกว่าโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ เข้ามาอยู่ในนี้ได้อย่างไร? ถ้ามันไม่บริสุทธิ์สะอาด ร่างกายเราสะอาดบริสุทธิ์มากๆ ทีเดียว มากเท่ากับพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ชำระเรา  หลั่งที่ไม้กางเขน ร่างกาย ก็บริสุทธิ์สะอาดใหม่ แต่เป็นร่างกายเดิม  ที่จะมีใหม่กว่านี้ ในอนาคต ซึ่งดีกว่านี้อีก

(2) ความคิดจิตใจก็ใหม่เอี่ยมถอดด้ามเลย

(3) วิญญาณก็ใหม่หมด

บอกตัวเองเลยว่า … “ฉันเป็นคนใหม่จริงๆ”

เรามาดูเอเฟซัส 2:4-6 ก็เหมือนกัน ยิ่งตื่นเต้นใหญ่ บนตำแหน่งเราว่าเมื่อเราเชื่อพระเจ้า แล้วเราได้บังเกิดใหม่ในพระเยซู ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์สถานแล้ว ต้องพูดอย่างนี้ให้ตัวเราเองฟังบ่อยๆ ทุกวันๆ ให้รับรู้ตลอดเวลา

เอเฟซัส 2:4-6 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิต อยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่ วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง)  โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

ต้องย้ำความคิด อย่างนี้ ข้อมูลใหม่อย่างนี้ ลงมาในความคิดของเราให้มากๆ เพราะแม้ว่าเราบังเกิดใหม่แล้วก็จริง แต่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ลองใส่ชื่อตัวเอง

“เนื่องด้วยความรักอันใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อนครผู้เดียว … (ใส่ชื่อท่าน) …”

เฉพาะตอนที่เราคุยนะ เราก็เห็นแก่ตัวหน่อย แบบบริสุทธิ์ ใส่ชื่อตัวเองไป มันจะได้ชัด

“พระเจ้ารักนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … มาก พระเจ้าผู้นี้ ผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา อันอุดม จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเก่าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้ตายไปแล้วในบาป อยู่ในนรก คือนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้รับความรอด จากการลงโทษ จากคำสาปแช่ง โดยพระคุณของพระเจ้า โดยที่นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ไม่ได้ทำอะไรเลย โดยพระคุณ และพระเจ้าได้ทรงทำให้นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … คือตรงวิญญาณของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … เป็นขึ้นจากความตาย คือได้บังเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ได้บังเกิดใหม่ในวันที่ 3 นั่นแหละ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงจับวิญญาณของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ตัวของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้นั่งอยู่ที่สวรรค์สถาน ที่เบื้องขวาของพระองค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์”

ตอนนี้เป็นอย่างนี้แล้ว ต้องย้ำความจริงเหล่านี้ว่าเราอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว แต่อย่างที่บอก ที่ตามองเห็น มันยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันเลยอยากจะเชื่อโลกใบนี้มากกว่า อยากจะเชื่อสิ่งที่ตามองเห็น หูได้ยิน มือจับต้องได้มากกว่าสิ่งที่พระเจ้าพูดเมื่อตะกี้นี้ทั้งหมด เป็นโลกวิญญาณที่มองไม่เห็น แต่พระเจ้าบอกมีอยู่จริง และมันจริงยิ่งกว่าโลกใบนี้ที่มันกำลังสูญสิ้นไป โลกวิญญาณมันจะอยู่นิรันดร์

มันก็ลำบากใจนะ บางครั้งก็ถูกล่อลวงให้อยากจะอยู่กับโลกที่มองเห็นเดี๋ยวนี้มากกว่า อยากจะสบายเดี๋ยวนี้ เหมือนที่มารล่อลวงให้เรา มองวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ ที่จับต้องมองเห็นได้ เพื่อที่จะล่อลวงเราไปให้ติด แล้วก็จดจ่อกับสิ่งเหล่านั้น แล้วก็ตายไปพร้อมกับมัน แล้วก็ดับสูญไปพร้อมกับโลกใบนี้ ดับสูญไปพร้อมกับคำสาปแช่ง แต่พระเจ้าไม่ต้องการอย่างนั้น พระเจ้าต้องการให้ชีวิตเราดี ดีตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย มันดีไปตลอดแล้ว แต่อยู่บนโลกใบนี้ ก็ดีด้วย

มีสิ่งหนึ่งที่ฝังไว้อยู่ในชีวิตของมนุษย์ ตามที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นมาใหม่ๆ คือมนุษย์ อยากจะอยู่อย่างสบายๆ ง่ายๆ เหมือนอย่างที่พระเจ้าได้กำหนด ให้กำเนิดมนุษย์ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มต้น ที่ยังไม่ได้ล้มลงไปในความบาป คืออาดัมและเอวาตอนที่อยู่ในสวนเอเดน ไม่ได้ล้มลงไปในความบาป อยู่อย่างสบายมากเลย คือดูแลสวน แม้กระทั่งจิตใจตอนนี้ คนดูแลสวนยังมีความสุขเลย แต่สวนไม่เหมือนสมัยก่อน มันมีความสุขในยุคนั้น

เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงมีลึกๆ ในใจ รักสบาย อยากสบาย ซึ่งไม่ผิดเลย มันเป็นธรรมชาติ เราจึงอยากจะควบคุมสถานการณ์ และเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันที่ให้มันเป็นไปตามเรา คืออยู่อย่างสบายๆ ทำอะไรก็ตามใจตัวเองได้ เหมือนอย่างที่เคยอยู่ในสวรรค์ ในสวนเอเดน แต่ความจริง ก็คือมนุษย์ทั้งโลกใบนี้ ในขณะนี้ ตกลงไปในความบาป คำสาปแช่งแล้ว พระเจ้าบอกมันลงไปในความชั่วร้ายแล้ว มนุษย์ไม่ได้อยู่ในสวรรค์ ที่เรียกว่าสวนเอเดนอีกต่อไปแล้ว มันเป็นความชั่วร้าย มันไม่มีความสุขความสบายจริงๆ หรอก มันถูกหลอก

นี่คือความจริงที่พระเจ้าพยายามจะบอกพวกเราที่เป็นมนุษย์ ที่อยู่บนโลกใบนี้ โลกนี้ ได้กลายเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่อีกต่อไปแล้ว เปรียบเสมือนนรก ที่มีแต่ความชั่วร้าย มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ทุกอย่างเป็นไปตามการนำ หรือการครอบครองของมาร ซึ่งมีแต่ขโมย ฆ่า และทำลาย เจ้าแห่งความชั่วร้าย เป็นเจ้าของโลกนี้ไปแล้ว แล้วพระเจ้าบอกอย่างไร? แต่ว่าจงดีใจเถิดว่าพระเยซูได้ชนะมารแล้ว ได้ช่วยมนุษย์ให้พ้นจากการเป็นทาสของมารแล้ว พ้นจากนรกบนโลกใบนี้แล้ว พระเจ้าได้นำสวรรค์มาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ 2,000 ปีแล้ว บอกอย่างนั้น วิญญาณของมนุษย์ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซู พระเจ้าได้ย้ายเขาเข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว ย้ายโลกใบนี้ที่เป็นนรก ไปอยู่สวรรค์

ทั้งหมดนี้ พระเจ้าบอกมันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ คือวิญญาณ และจิตใจได้บังเกิดใหม่แล้ว ได้อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้วจริงๆ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในร่างเดิม ซึ่งแม้ร่างเดิมนี้ ก็เป็นวิหารของพระเจ้านะ แต่ร่างเดิมยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งพระเจ้าบอกมันเป็นนรกอยู่ ซึ่งเต็มไปด้วยคำสาปแช่ง ความวุ่นวาย สับสน เสียหาย วิปริต เขาเรียกว่าอัพ ไซด์ ดาว์น มันอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีเหตุ มีผล คนทำดี ได้ดีมีที่ไหน? คนทำชั่วได้ดี มีถมไป อะไรประมาณนั้น เดากันไม่ถูกเลย แล้วแต่มาร แล้วเราจะไปเชื่อมันได้อย่างไร พระเจ้าบอกมารมีแต่ขโมย ฆ่าและทำลาย ความชั่วร้ายทั้งหมดบนโลกใบนี้ และในมหาจักรวาลนี้ เกิดจากมารเพียงผู้เดียว และแผ่ขยายออกไป

พระเจ้าบอกเพราะฉะนั้น การอยู่ในสวรรค์ที่พระเจ้าช่วยแล้ว มันต้องรอกำหนดเวลา ที่พระเยซูกลับมาพิพากษาโลก พิพากษามาร  ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของโลกแห่งความชั่วร้ายนี้ ของวันแห่งการสูญสิ้นของโลกใบนี้นั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าพระเจ้าให้เรารอก่อน แต่มนุษย์รอไม่ไหว อย่างที่บอก จิตใจมันอยากจะสบาย  พอบอกว่าอยู่ในสวรรค์ ดีใจ เราเชื่อพระเจ้าแล้ว ตอนนี้อยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ใช่ รอก่อน อยู่บนโลกใบนี้ ก็อยู่อย่างโลกนี้ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา  แต่ก็อยู่บนโลกนี้ อย่างเหมือนคนไม่เชื่อ เหมือนกันนั่นแหละ คืออยู่ท่ามกลางการหลอกลวง ความชั่วร้ายของมารบนโลกใบนี้ ความทุกข์ลำบาก พระเยซูจึงบอกว่าท่านอยู่บนโลกใบนี้ ท่านก็อยู่ด้วยความทุกข์ยากลำบาก  เหมือนกับคนอื่นเขาแหละ แต่จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะว่าเรา (หมายถึงพระเยซูและเรานั่นเอง) ได้ชนะโลกนี้แล้ว

พระเจ้าได้สร้างสรรพสิ่งและโลกใบนี้ใหม่ ไว้เรียบร้อยแล้ว สวยงามกว่าสมัยสวนเอเดน ที่ยังไม่ได้ตกลงในความบาปด้วยซ้ำไป แต่ให้เรารอก่อน มันยังไม่ปรากฏตอนนี้ มันจะปรากฏเมื่อพระเยซูคริสต์กลับมาอีกที กลับมาพิพากษามาร มันไม่ใช่ตอนนี้ ให้เรารอก่อน แต่เรารอลำบากนะ เราอยาก

“มาเชื่อพระเจ้า มันต้องได้อย่างนี้สิ ไหนบอกอยู่ในสวรรค์แล้วไง” … เถียงพระเจ้าอีก

เพราะฉะนั้น ต้องเอาสิ่งเหล่านี้  คือความจริงเหล่านี้เข้าไปในความคิด และเปลี่ยนแปลงคอนเชป หรือความคิดจิตใจตัวเองเสียใหม่ เอาความคิดเก่าๆ เดิมๆ ออกไปว่าโลกนี้จะมีความสุข ถ้าเรามีเงินเยอะๆ ถ้าเราสุขภาพแข็งแรงมากๆ มันโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น

สรุป ก็คือให้เราจดจ่อความคิดของเราไปที่การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ นั่นคือเป้าหมายของเรา วันที่สิ้นโลกนี้ คือเป้าหมายของเรา สิ้นโลกนี้ หรือเราสิ้นก่อน วิญญาณเราออกจากร่างก่อน เราไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว มันก็สิ้นเหมือนกัน สิ้นสุดการงานรับใช้พระเจ้าบนโลกใบนี้ คือวันที่เราจะได้รับร่างกายใหม่  คือร่างกายที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ เป็นร่างกายที่มีสง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์ตอนเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3  เป็นร่างกายเหมือนพระเจ้าเลย ร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป ไม่ต้องใช้ความเชื่ออีกต่อไป  เพราะจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า พระเจ้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว รอร่างกายใหม่ แล้วไม่ใช่แค่ร่างกายใหม่อย่างเดียว พระเจ้าจัดเตรียม สร้างโลกใหม่ไว้รอแล้ว โลกเก่าที่อยู่นี้ ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายของมารซาตาน มันจะถึงวันเวลาแห่งการสิ้นสุด มันตั้งอยู่ก็จริง แต่มันก็ไปสู่การเสื่อมสลาย  แล้วพระเจ้าได้สร้างสรรพสิ่งใหม่ทั้งหมด บนโลกใหม่ ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว โลกใหม่ ก็คือสัตว์ใหม่ ต้นไม้ใหม่ หินใหม่ น้ำใหม่ ฟ้าใหม่ ใหม่หมดเลย ตัวเราเอง ก็ร่างกายใหม่ เอเมน ชัดเจนไหม? นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่านครเยรูซาเล็มใหม่ ตามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในพระคัมภีร์ วิวรณ์ 21:1-7 อ่านแล้วจะเห็นที่อยู่ของเราในอนาคต อันใกล้นี้ ฮาเลลูยา เราจะได้มีความสุข นี่แหละคือสวรรค์แท้จริง

วิวรณ์ 21:1-7 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว” 5 พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่!” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไป เพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้” 6 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย 7 ผู้ที่มีชัยชนะจะได้รับทั้งหมดนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา”

 

ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าแล้ว นี่เป็นของท่าน นี่คือความจริงในโลกวิญญาณว่าท่านได้รับตรงนี้แล้ว ต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ นี่ขนาดยังไม่ขึ้นใจ จดจ่อนิดเดียววันนี้ อ่านไปครั้งเดียว บางคนพึ่งจะอ่าน คนเชื่อใหม่ๆ พึ่งอ่านไปครั้งเดียว ขนลุกเลย ปิติยินดีมากเลย ทั้งๆ ที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในอาคารอภิสุทธิสถานเดิมนี้ ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในบ้านท่านขณะนี้ ท่านแค่อ่านตรงนี้ ท่านยังรู้สึกกระชุ่มกระชวย นี่แหละคือความหวังของคนที่เชื่อในพระเจ้า นี่คือความหวังของคริสเตียนแท้จริง ไม่ใช่ความหวังที่อยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าให้เราจดจ่อในโลกวิญญาณ เพื่อไม่ให้เราจดจ่อบนโลกใบนี้ที่มารมันพยายามหลอกลวง ล่อลวงเราไปในความไม่แน่นอนบนโลกใบนี้ ในความสูญสิ้น ดับสูญไป ท่านเอาอันนี้มาใส่ชื่อท่าน แล้วท่านจดจำตรงนี้ไว้ตลอดเลย จดจ่อแล้วให้มันขึ้นใจ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตามนี้ แต่ให้รู้ว่าความหมายมันอย่างนี้

“และนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … เห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … เห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงได้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงาม รอผู้เป็นสามี”

นี่คือประเพณีชาวยิวแต่งงานนะครับ  คือคืนวันแต่งงาน เจ้าสาวจะต้องแต่งงามที่สุด …

“และนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่าบัดนี้ พระที่นั่งของพระเจ้ามาอยู่กับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … แล้ว พระองค์จะสถิตอยู่กับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … และผู้เชื่ออื่นๆ ของพระองค์ พระเจ้าเองจะทรงอยู่กับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … และเป็นพระเจ้าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ตลอดไป พระองค์จะซับน้ำตาทุกหยดของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป ระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่าเรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่ และตรัสอีกว่าจงเขียนสิ่งนี้ลงไป ข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้

พระองค์ตรัสกับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ว่าทั้งหมดนี้ มันสำเร็จแล้ว พระเยซู คือพระเจ้า คืออัฟฟ่าและโอเมก้า เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย พระเยซูจะให้ผู้นั้นดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย  นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ผู้ได้รับชัยชนะพร้อมกับพระเยซูไปแล้ว ได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … และนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … จะเป็นบุตรของเรา” เอเมน

เอาไปใคร่ครวญ เอาไปคิด เอาไปจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ เหมือนกับที่เล่นเกมส์ เหมือนกับเล่นแชทบนมือถือ ลืมวันลืมคืน ทำอย่างนี้ได้ไหม? ถามว่าได้ แล้วจะทำไหม? คิดดูก่อน

พระคัมภีร์สอนเรา  พระเจ้าสอนเราบอกว่าสิ่งที่ไม่ควรจดจ่อเลย สำคัญที่สุด ก็คืออย่าจดจ่อไปที่ฝ่ายโลก แล้วคนก็ถามว่าฝ่ายโลก คืออะไร? เราจะมาดูคร่าวๆ วันนี้ ไม่ต้องไปเรียนมันละเอียดมากหรอก ฝ่ายโลกมันชั่วร้าย  สิ่งฝ่ายโลก ก็คืออาณาจักรของความมืด บนโลกใบนี้ ไม่ได้หมายถึงไม่มีแสงไฟสว่าง หรือไฟฟ้าเสีย หมายถึงโลกวิญญาณ อาณาจักรแห่งความมืด คือนรกนั่นเอง ถ้าเปรียบในโลกวิญญาณ ที่เราอยู่กับพระเจ้า คือสวรรค์ ตรงนี้ก็คือนรก อาณาจักรแห่งความมืด ที่มีมารครอบครองอยู่ เต็มไปด้วยความบาป คำสาปแช่ง ความทุกข์ลำบาก การขโมย ฆ่า และทำลาย ความเสียหาย ความตาย การล่อลวงด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติ และความสุขสบายบนโลกใบนี้ นี่แค่คร่าวๆ ให้เราเห็นชัด อย่าไปจดจ่อกับมัน เป็นทางผ่านเฉยๆ

โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา              ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้               ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่         ณ ประตูบนวิมาน

และฉันรู้ว่าโลกนี้                 ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ไม่ต้องไปสร้างมัน ไม่ต้องไปก่อมัน ไม่ต้องไปเก็บอะไรไว้ เพราะมันจะสูญสิ้นไป พระคัมภีร์บอกว่าขณะที่เราจากโลกนี้ไป เราไม่ได้เอาอะไรไปเลย สักอันหนึ่ง ไม่มีทางเอาอะไรไปจากโลกใบนี้เลย เราตายไปพร้อมกัน อย่าให้มันหลอกให้เราสร้างสิ่งของไว้บนโลกใบนี้ สร้างรากฐานไว้บนโลกใบนี้ เราควรสร้างรากฐานไว้บนศิลา คือพระเยซูคริสต์ต่างหาก

ฝ่ายโลก คือความคิดตามระบบวิสัยบาป ธรรมชาติบาป ที่ปกคลุมโลกนี้อยู่ โดยการนำของมาร ซึ่งพระคัมภีร์ใช้เรียกว่าเนื้อหนัง … เนื้อหนังไม่ใช่ตัวอีกแล้ว เนื้อหนัง คืออิทธิพลของความบาป ที่มารซาตานใช้ เป็นอำนาจ มาบังคับเคี่ยวเข็ญให้มนุษย์ทำบาป แต่เราไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไปแล้ว เราหลุดจากการเป็นทาสแล้ว เราได้รับการช่วยให้รอด จากการเป็นทาสมารไปแล้ว

เนื้อหนัง คือศัตรู อยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า สรุปง่ายๆ คือดื้อและไม่เชื่อฟัง นี่คือเนื้อหนัง จำไว้ว่าเนื้อหนังไม่ใช่ตัวเรา เนื้อหนัง คืออิทธิพลของความบาป  ที่พยายามมาผลักดัน ที่พยายามมาชักจูงเรา ให้เป็นศัตรู อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า ให้เราดื้อต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟังทุกประการ นี่เรียกว่าเนื้อหนัง

และพระคัมภีร์บอกว่าอย่าไปยึดเกาะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันกำลังร่วงไป มันเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง มันอยู่แค่ชั่วคราว มันอยู่แค่แป๊บเดียว มันกำลังไปสู่การดับสูญ ถ้าเราไปยึดอยู่กับมัน เราก็สูญไปกับมันด้วย เราก็เต็มไปด้วยความทุกข์ แม้ว่าเราเชื่อพระเจ้าแล้ว แล้วเรายังไปยึดติดกับมัน ไปมองมัน ถูกมันล่อลวง ยิ่งไปจดจ่ออยู่กับมันมากๆ ก็ถูกดึงไปเชื่อมัน เกิดความทุกข์ แม้วิญญาณ ความคิดจิตใจเราจะรอดแล้ว ไปสวรรค์แล้วก็จริง แต่เราอยู่บนโลกใบนี้เหมือนอยู่กับไฟเลย  เหมือนอยู่บนนรกเลย ยิ่งคนที่ยังไม่ได้เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ยังไม่ได้รับการบังเกิดใหม่ ยังไม่ได้ถูกย้ายมาอยู่ในสวรรค์ ยิ่งแย่ใหญ่เลย  ยิ่งเป็นทาสมารอยู่ ก็ถูกมันล่อลวงอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ฝังตัวเองอยู่ในโลกใบนี้ ในที่สุด ก็จะดับสูญไปกับมัน พระคัมภีร์บอกเราว่าโลกและทุกสิ่งบนโลก กำลังดับสูญไป มันอยู่ในระหว่างทางกำลังดับสูญ มันอยู่ในขบวนการกำลังดับสูญ มันอยู่ในขบวนการกำลังสลายไป มันอยู่ในขบวนการกำลังลงนรกถาวรนิรันดร์ เมื่อวันนั้นมาถึง 2 เปโตร 3:3-15

2 เปโตร 3:3-15 “3 ก่อนอื่นท่านต้องเข้าใจว่าในยุคสุดท้าย จะมีคนชอบเยาะเย้ย มาเยาะเย้ย และทำตามตัณหาชั่วของตนเอง 4 พวกเขาจะกล่าวว่า “ไหนล่ะ ‘การเสด็จมา’ ที่ทรงสัญญาไว้? นานมาแล้วตั้งแต่บรรพบุรุษของเราตายไป ทุกอย่างก็ดำเนินไปเหมือนที่เป็นมาตั้งแต่เริ่มสร้างโลก” 5 แต่เขาจงใจลืมความจริงที่ว่า นานมาแล้ว โดยพระดำรัสของพระเจ้าฟ้าสวรรค์ก็มีขึ้นและแผ่นดินโลกก็ก่อตัวขึ้นมาจากน้ำ โดยมีน้ำล้อมรอบ 6 น้ำเหล่านี้เองที่ท่วมทำลายโลกในครั้งนั้น 7 โดยพระดำรัสเดียวกันนี้ ฟ้าสวรรค์และโลกปัจจุบันก็ถูกสงวนไว้ให้ไฟเผาผลาญ ถูกเก็บไว้เพื่อวันแห่งการพิพากษา และความหายนะของคนอธรรม 8 แต่อย่าลืมข้อนี้เพื่อนที่รัก คือสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วหนึ่งวันก็เหมือนหนึ่งพันปี และหนึ่งพันปีก็เหมือนหนึ่งวัน 9 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้า ที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด แต่ทรงอดทนต่อท่าน เพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ 10 กระนั้นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือนขโมย ที่ลอบเข้ามา โดยไม่มีใครคาดคิด ฟ้าสวรรค์จะหายวับไปด้วยเสียงกัมปนาท และโลกธาตุทั้งหลายจะถูกไฟเผาทำลาย นั่นคือแผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น 11 ในเมื่อทุกสิ่งจะถูกทำลายลงเช่นนี้ พวกท่านควรจะเป็นคนแบบไหน? พวกท่านควรดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ และอยู่ในทางพระเจ้า 12 ขณะที่พวกท่านเฝ้ารอ และเร่งวันแห่งพระเจ้าให้มาโดยเร็ว วันนั้นฟ้าสวรรค์จะล่มสลายด้วยไฟและโลกธาตุต่างๆ จะหลอมละลายในความร้อน 13 แต่ด้วยการยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ พวกเรากำลังเฝ้ารอฟ้าสวรรค์ใหม่และโลกใหม่ ซึ่งเป็นที่พำนักของความชอบธรรม 14 เช่นนั้นแล้วเพื่อนที่รัก ในเมื่อท่านกำลังเฝ้ารอสิ่งนี้อยู่ จงพยายามทุกวิถีทาง ที่จะให้พระองค์ทรงเห็นว่าท่านปราศจากข้อด่างพร้อย ไร้ตำหนิและมีสันติสุขในพระองค์ 15 จงระลึกว่าที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดกลั้นพระทัยไว้ ก็เพื่อให้คนทั้งหลายมีโอกาสได้รับความรอด เหมือนที่น้องเปาโลที่รักของเราได้เขียนจดหมายมาถึงท่าน ด้วยสติปัญญาที่พระเจ้าประทาน”

 

ข้อ 9 บอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้า ที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด”

พระองค์บอก พระองค์จะมาพิพากษา เอาโลกใหม่มาให้ใช่ไหมครับ?

“แต่ทรงอดทนต่อท่าน เพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่”

คือรอ ต้องการให้ผู้คนบนโลกใบนี้ ที่ยังไม่เชื่อข่าวดีของพระเจ้า ไม่เชื่อในพระเยซู ยังไม่ได้เกิดใหม่ ให้เขาได้มาเชื่อและได้เกิดใหม่ซะ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะรอก็ตาม อยากให้เขาเกิดใหม่ก็ตาม แต่มันมีวันนั้นจริงๆ วันนั้น คืออะไร? ข้อ 10 บอก …

ข้อ 10 “กระนั้นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือนขโมย ที่ลอบเข้ามา โดยไม่มีใครคาดคิด ฟ้าสวรรค์จะหายวับไปด้วยเสียงกัมปนาท และโลกธาตุทั้งหลายจะถูกไฟเผาทำลาย นั่นคือแผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น”

ขโมยเข้ามา ไม่มีใครรู้ตัวเลย หลับกันสนิท นึกว่าดีแล้ว มาได้ทุกเมื่อ ทุกวัน ทุกเวลา ก็คือมาได้ทุกเสี้ยววินาที

ฟ้าสวรรค์ หมายถึงฟ้าที่เรามองเห็น มองขึ้นไปเห็นนกบิน เขาเรียกว่าฟ้า ฟ้าสวรรค์ หมายถึงฟ้า และสวรรค์ หมายถึงสวรรค์บนดิน หมายถึงว่ามองขึ้นไปจากนี้ เห็นนก เรียกว่าฟ้า และมองจากฟ้าขึ้นไป เห็นเมฆ ลอยขึ้นไป เห็นดวงดาวต่างๆ ฟ้าอีกเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ ทั้งดวงดาว ดวงอาทิตย์ และฟ้าบนโลก ที่มีเมฆ ก็จะดับสูญไปสิ้น ถูกเผาทำลายไป นั่นคือแผ่นดินโลก และสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น ท่านอ่านดูตรงนี้แล้วจะเห็นอะไร? ฟ้าสวรรค์จะหายแว๊บ หมายถึงเที่ยวเดียวเลยนะครับ ไม่เหมือนบางคนบอกว่าโควิด ไม่ใช่โควิด โควิดตั้งนาน  อันนี้หมายถึงฟ้าสวรรค์ ทั้งโลกใบนี้ ทั้งสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ จะถูกเปรี้ยง แว๊บหายไปเลย เสียงเดียว ในนี้บอกกัมปนาท โห้! กัมปนาท มันเหมือนบิ๊กแบงก์ และโลกธาตุ คือธาตุวัตถุ สิ่งของบนโลกใบนี้จะดับสูญ เป็นไฟเผาผลาญ เกลี้ยงไปเลย นั่นคือแผ่นดินและสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น

ในเมื่อทุกสิ่งบนโลกใบนี้จะถูกทำลาย  ท่านควรจะเป็นคนแบบไหน?  ควรจะดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์อย่างไรในทางพระเจ้า  ควรจะจดจ่อไปที่นั่นหรือไม่? ไม่ควรจดจ่อไปที่มันแล้วใช่ไหม? นี่พระเจ้าจะมาได้ต่อเมื่อพระเจ้าอยากจะให้คนที่ไม่เชื่อ ได้รับเชื่อ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันถึงเวลาของพระเจ้าแล้ว พูดง่ายๆ อ่านแล้ว ก็คือมันเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที อาจจะเป็นอีก 1 นาทีข้างหน้านี้ เกิดกัมปนาท เปรี้ยง โลกใบนี้และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ถูกทำลายจนหมดสิ้น

เพราะฉะนั้น นี่ก็พูดไปถึงคนที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดด้วย อย่าเสี่ยงๆ ในนี้บอกพระเจ้ามาอย่างขโมย ก็คือไม่มีใครรู้ นึกไม่ถึง คิดไม่ถึง คาดไม่ถึง เปรี้ยงเดียว จบ คนที่เชื่อแล้ว ก็ได้ไปสวรรค์ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์กาล แต่ขณะที่อยู่บนโลกใบนี้ ก็อย่าไปจดจ่อกับมัน ถูกมันล่อลวงให้หลงไป เพราะว่าถูกล่อลวงให้หลงไป ก็ทำให้ชีวิต แม้ว่าจะไปสวรรค์ก็จริง แต่อย่างที่บอกไว้ว่ามันไม่มีความสุขเท่าที่ควร แล้วไม่ให้พระเจ้าใช้ชีวิตเราให้เป็นประโยชน์ในการนำผู้อื่นมารับเชื่อ มาสู่สวรรค์เหมือนกับเราอย่างนี้ ได้มากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น อย่าหลงทาง อย่าไปจดจ่อ สนใจกับมันมากนักบนโลกใบนี้ เพราะมันกำลังดับสูญไป แป๊บเดียว

ในนี้ยังบอกว่า 1 วันของพระเจ้าเท่ากับ 1 พันปีของมนุษย์ พูดง่ายๆ ก็คือเวลาของพระเจ้าไม่เท่ากับเวลาของเรา ไม่เหมือนเวลาของเรา เราบอกว่าเป็นพันปี พระเจ้าบอกว่าแค่วันเดียวเอง

มีชายคนหนึ่งเขาถามพระเจ้าว่า … “เงินร้อยล้าน สำหรับพระเจ้า เท่ากับเท่าไร?”

พระเจ้าก็ตอบว่า … “ร้อยล้านเหรอ ตัวเลขในสวรรค์กับตัวเลขในโลกนี้ มาเทียบกันไม่ได้หรอกลูกเอ๋ย มันต่างกันลิบลับเลยล่ะ  ร้อยล้านก็เทียบเท่ากับบาทหนึ่งมั้ง”

ชายคนนั้น ก็เลยบอกพระเจ้า … “พระเจ้า อย่างนั้น ลูกอธิษฐานขอสักบาทสิ”

พระเจ้าบอก … “ได้ สบายมากอยู่แล้วลูกเอ๋ย รอแป๊บหนึ่ง รอ 1 วินาที”

1 วินาทีอาจจะ 100 ปี พระเจ้าบอกให้รอแป๊บเดียวเอง พระองค์บอกอดทนนิดเดียว แล้วพระองค์ก็อดทน ไม่อยากจะทำลายโลกเลย เพราะยังมีมนุษย์ที่ยังไม่เชื่ออยู่ แต่มันจะมีวันเวลาที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วจริงๆ เราไม่รู้ว่าวันไหน?  พระเจ้าจึงบอกคนที่เชื่อแล้ว รอแป๊บหนึ่ง อดทนต่อความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดา โลกใบนี้ ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า มันก็ทุกข์ยากลำบากอย่างนี้แหละ มารมันไม่เคยปลดปล่อย ไม่เคยยอมให้ใครสักคนหนึ่งมีความสุขบนโลกใบนี้ เพราะมันมีหน้าที่ของมันที่จะขโมย ฆ่า และทำลายทุกคนที่เป็นของพระเจ้า รวมทั้งสรรพสิ่งด้วย ทั้งสัตว์ ก้อนหิน ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมด ก็ถูกทำลาย โดยความชั่วร้ายของมารด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงบอกให้อดทนอีกแป๊บเดียวนะ ลูกเอ๋ย เดี๋ยวความสุขนิรันดร์ก็จะมาถึงแล้ว โลกใหม่ ร่างกายใหม่ ที่จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยไปแล้ว อดทนรออีกแป๊บเดียว

เพราะฉะนั้น ให้เราอดทน พอเราเกิดความเจ็บป่วย มนุษย์ถูกสาปแช่งบนโลกใบนี้แล้ว มารทำให้มนุษย์ร่างกายเสียหายไปหมดแล้ว ร่างกายมันต้องเกิดความเจ็บป่วยเสียหาย ไปสู่ความตาย เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ อดทนหน่อยลูกเอ๋ยแป๊บเดียวเอง  จะได้รับร่างกายใหม่  เพราะฉะนั้น ยามเจ็บป่วย จึงต้องอธิษฐานกับพระเจ้า แล้วอดทน  มันเจ็บปวด ก็อดทนเอา มันมีวันหยุดของมัน ขาดแคลนเงินไม่พอใช้ อดทน ยิ่งตอนนี้ โควิดทำให้การงานไม่ดี ตกงานบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ ที่เสียหายไปแล้ว เพราะฉะนั้น อดทนนะลูกเอ๋ย อดทนๆ เพราะเรามีความหวังใจแน่นอนในชีวิตนิรันดร์  ชีวิตในสวรรค์สถานที่เราได้อยู่แล้วในสวรรค์ และจำได้อยู่อย่างถาวรนิรันดร์ด้วยโลกใหม่ ที่ไม่มีอย่างนี้อีกแล้ว ถูกเขาเอาเปรียบอะไรต่างๆ จะโกรธเขาอะไรต่างๆ เหล่านั้น  ก็ต้องอดทนไว้ลูกเอ๋ย อดทนไว้ อย่าไปเชื่อมารมัน นั่นคือวิถีทางของโลก ไม่ว่าอะไรต่ออะไรอีกหลายๆ อย่างบนโลกใบนี้

ยกตัวอย่างง่ายๆ อีกอันหนึ่ง สุดท้าย นี่คือต้องอดทน เห็นชัดเลย มารก็หลอกเรา การกินเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกิน เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ให้สุขภาพร่างกายอยู่ได้ แล้วมนุษย์ก็ชอบกินของอร่อยอยู่แล้ว พระเจ้าสร้างให้เรามากินของอร่อย แต่มารมันทำให้เสียหายไปหมดแล้ว ถูกหลอกด้วยมาร กินของอร่อย แต่มันทำลายสุขภาพตัวเอง เราก็ต้องพยายามอดทน รู้ว่ากินมันอร่อยจริง แต่มันเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายสุขภาพไม่ดี ก็กินให้มันน้อยหน่อย ต้องใช้ความอดทนเหมือนกัน จะกินข้าวเหนียวทุเรียน ก็อดทนหน่อย กินมันน้อยหน่อย ถ้ากินมาก เราก็เป็นทุกข์ แม้ไปสวรรค์ก็จริง แต่มันทุกข์แบบไม่สมควรที่จะทุกข์

คล้ายๆ กันอย่างนี้  ยกตัวอย่างให้ท่านฟัง แล้วค่อยมาเรียนรู้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าการดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าสอนเราอย่างนี้ ไม่จดจ่อลงไปในโลกฝ่ายวัตถุ มันมีประโยชน์ต่อเรา เป็นพระพรต่อเรามากเพียงใด ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2020 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 3 “จงเกิดใหม่” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  7  มิถุนายน  2020

 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว”

ตอน 3 “จงเกิดใหม่”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ วันนี้เป็นตอนสุดท้ายของเรื่องสวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว ตอนที่ 3 จงเกิดใหม่ (ซะ) ตั้งใจฟังให้ดีๆ เหมาะสำหรับผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์แล้ว  และเหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่อด้วย ซึ่งสำคัญมากกว่าผู้ที่เชื่อแล้วซะอีก เพราะฉะนั้น ต้องฟังทั้งสองกลุ่ม กลุ่มที่เชื่อแล้ว  กลุ่มที่ฟังอยู่ ยังไม่เชื่อ และกลุ่มที่ฟังอยู่แล้ว เอ๊ะ สวรรค์อยู่ที่นี่แล้วจริงๆ เหรอ หากันมาตั้งนาน อย่างที่ผมบอก เรื่องของข่าวประเสริฐของพระเยซู เรื่องพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณเพียงอย่างเดียวเลย  ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับมนุษย์บนโลกใบนี้

เราได้ฟังมาตลอดว่าผู้ที่จะได้รับความรอดจากบาป รอดจากการตกนรก และได้รับสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้มากมาย อย่างเช่นสวรรค์เป็นต้น มีหนทางเดียว คือเขาเหล่านั้น หรือเขาคนนั้นจะต้องบังเกิดใหม่ 2 ตอนที่แล้ว เราพูดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาต้องบังเกิดใหม่ ซึ่งวันนี้ เราจะมาคุยกันว่าการบังเกิดใหม่ หมายความว่าอย่างไร? และทำไมต้องบังเกิดใหม่ด้วย สาเหตุหลักที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้มนุษยชาติตกจากสวรรค์ ลงมาอยู่ตรงกันข้ามกับสวรรค์ ก็ตกลงมาอยู่นรก คำสาปแช่ง หรือเรียกว่าความบาป ความตาย มันเป็นสาเหตุที่ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การกระทำชั่ว หรือการกระทำดีของเขาคนนั้น ของมนุษยชาติ ในพระคัมภีร์บอกว่ามันเกิดจาก เกิดมาเป็นเลย  เกิดจากครรภ์มารดา คลอดออกมา วิญญาณก็อยู่ในความบาป อยู่ในความตาย อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าความมืด หรือเราเรียกว่านรกนั่นเอง คือไม่มีพระเจ้าอยู่ที่นั่น

เพราะฉะนั้น สาเหตุหลัก ก็คือไม่ได้อยู่ที่การกระทำ  แต่อยู่ที่การเกิดมาเป็น เกิดมาเป็นบาปเลย อยู่ในความตาย อยู่ในอาณาจักรมืดเลย  เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว และก็ได้รับรู้ความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณว่าเมื่อเขาบังเกิดใหม่ ในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูบอก ขณะนี้ เขาอยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ต้องรอให้เขาตายไปก่อน แต่ตอนนี้เขาเดินอยู่บนโลกใบนี้ แต่วิญญาณเขาอยู่ในสวรรค์แล้ว ถ้าเขารู้อย่างนี้ เขาก็จะชื่นชมยินดีในชีวิตบนโลกใบนี้อย่างสบายๆ  สามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ ในชีวิต ไม่ว่าจะดีขนาดไหน หรือเลวขนาดไหน ตามที่พระคัมภีร์บอกว่า …

“ข้าพเจ้าสามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้เสริมกำลังให้ข้าพเจ้า พาข้าพเจ้าได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว อะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เขาไม่สะทกสะท้าน เพราะเขารู้ว่าการอยู่บนโลกใบนี้มันแป๊บเดียวชั่วคราว แต่การที่เขาอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ อยู่ในสวรรค์แล้ว มันอยู่ถาวรนิรันดร์เลย เพียงแต่มีขีดกั้นนิดเดียว ระหว่างมิติของโลกวัตถุนี้กับมิติทางฝ่ายวิญญาณ นิดเดียว กั้นไว้ด้วยร่างกายเก่าที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้”

พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อร่างกายนี้สิ้นสุดลง หมดงาน คือตายไป วิญญาณออกจากร่าง ก็อยู่ที่สวรรค์เหมือนเดิม แต่เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า  เขาถึงไม่กลัวไง?  คนที่เชื่อในพระเจ้า ที่เป็นผู้บังเกิดใหม่ในอดีต อย่างเช่นอัครสาวก หรือผู้เชื่อในสมัยยุคแรกๆ หรือตั้งแต่โน้นมาจนถึงทุกวันนี้ มีเยอะแยะมากมาย เขาสามารถเผชิญกับความรุนแรง ความท้าทายอย่างมากมาย ตามที่พระเจ้าได้ใช้เขา บางคนบอกว่าไม่กลัวเลย บางคนถูกตัดคอ บางคนถูกตรึงที่ไม้กางเขน อย่างทุกข์ทรมาน บางคนถูกนำไปเผาไฟทั้งเป็น  บางคนถูกนำไปข่มเหงรังแก ไปสู้กับสัตว์ร้าย ให้สัตว์ร้ายกัดกินอะไรต่างๆ เหล่านี้ แต่เขาเหล่านี้ไม่สะทกสะท้านถึงสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะเขารู้ว่าเขาเป็นวิญญาณ และอยู่ในสวรรค์แล้ว และเขามีคอนเชปในชีวิตว่าถ้าตาย หมายถึงวิญญาณ ถ้าออกจากร่าง ก็ได้กำไร ก็ดีกว่าอยู่อีก  เพราะว่าจะได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าเลย แล้วก็หมดทุกข์หมดโศก ไม่ต้องรับใช้พระเจ้า ไม่ต้องทำงานอีกต่อไปแล้ว ท่านพอมองเห็นไหมครับ?

เพราะฉะนั้น การได้รับรู้ว่าเดี๋ยวนี้ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว สำหรับผู้ที่เชื่อแล้วนะ  จึงมีความสำคัญมากในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ไม่มีอะไรมาทัดเทียมได้เลย เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอกเราว่าใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว จงจดจ่อความคิดของท่านตลอดวันตลอดคืนที่เบื้องบน ที่ในโลกวิญญาณว่าท่านเป็นใคร?  ท่านเป็นลูกพระเจ้า ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว

เพราะว่าขณะที่พวกเขารับรู้ว่าตัวตนแท้จริงของเขาอยู่ในสวรรค์ แสดงว่าเขารับรู้แล้วว่าตัวตนแท้จริงของเขาตามที่พระคัมภีร์ได้บอกไว้ ได้บันทึกเอาไว้ เป็นประวัติศาสตร์มนุษยชาติว่ามนุษย์นั้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นวิญญาณ มีจิตใจและอาศัยในร่างกายนี้เพียงชั่วคราว  เพราะร่างกายนี้กำลังไปสู่ความตายนั่นเอง และมีอะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณบ้าง

ในโลกวิญญาณเขารู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น เพราะเขาอ่านในพระคัมภีร์  พระคัมภีร์พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ  เขารู้ว่าถ้าเขาตายลง หรือวิญญาณออกจากร่าง ก็คือแค่เปลี่ยนมิติไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณชัดเจน ไม่มีอะไรขวางกั้น  เห็นโลกวิญญาณอย่างชัดเจนแจ่มใส ไม่มัวๆ อย่างวิญญาณที่อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่รับรู้แบบนี้ได้ และเข้าใจเรื่องนี้ได้  ก็จะมีความหวังใจที่เรียกว่าความหวังใจที่เป็น now แปลว่าเดี๋ยวนี้  เป็นความหวังใจเดี๋ยวนี้ พระคัมภีร์จะไม่เหมือนความหวังใจของโลกที่เขาบอกว่า …

“เราหวังว่าเราจะมีรถคันหนึ่ง เราหวังว่าเราจะประสบความสำเร็จ”

มันเป็นอนาคตทั้งหมด แต่พระคัมภีร์ในความหวังตรงนี้ เป็นความหวังที่เป็น faith หมายถึงความเชื่อศรัทธา ความหวัง + กับความเชื่อศรัทธา มันจะกลายเป็นจริง ก็คือมันจับต้องมองเห็นได้ ในสิ่งที่เราหวัง แม้จะมองไม่เห็น แต่มันจับต้องมองเห็นได้ ที่ความสัมผัสทางฝ่ายวิญญาณของเรา  เพราะเรารู้เราเป็นวิญญาณ เราสัมผัสจับต้องได้ว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว

สิ่งที่เราหวังไว้ คืออะไร?  เราจะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์ มันจับต้องมองเห็นได้  ก็เพราะความหวังนี้แหละ  เพราะฉะนั้น ใครที่รู้ความจริงตรงนี้ ก็จะมีความสุขสมบูรณ์ คิดไม่เหมือนกับคนในโลกนี้แล้ว ก็จะไม่กลัวความตาย ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว พระเจ้าอยากจะพาผู้เชื่อทั้งหลาย ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มาสู่ความจริงตรงนี้ เพื่อเขาจะได้มีสันติสุข ความสงบสุขบนโลกใบนี้ ที่เกินกว่ามนุษย์จะคิดและจะคาดได้

คราวนี้ทำอย่างไรถึงจะได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ หลายคนก็พอรู้บ้าง วันนี้มาเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าแล้วทำอย่างไรถึงได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้เลย ยอห์น 3:3-6 …

ยอห์น 3:3-6 “3 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เราบอกความจริงกับท่านว่าถ้าคนใดไม่ได้เกิดใหม่ คนนั้นไม่สามารถเห็นแผ่นดินของพระเจ้า”  4 นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า “คนชราจะเกิดใหม่ได้อย่างไร จะเข้าไปในท้องของแม่ครั้งที่สอง แล้วเกิดใหม่ได้หรือ” 5 พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่าถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้  ที่เกิดจากเนื้อหนัง ก็เป็นเนื้อหนัง  และที่เกิดจากพระวิญญาณ  ก็เป็นวิญญาณ”

 

พระเยซูพูดชัดเจน ใครจะเข้าสวรรค์ต้องผ่านการบังเกิดใหม่ ถ้าคนใดไม่ได้เกิดใหม่ คนนั้นไม่สามารถเห็นแผ่นดินของพระเจ้าได้ ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำ หมายถึงเกิดจากครรภ์มารดา อยู่ในน้ำคร่ำ ก็คือเป็นมนุษย์ ใครก็ตามที่เป็นมนุษย์ คนนั้นอยากจะเกิดใหม่ ไม่ใช่คลานเข้าไปสู่ครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง  แต่ต้องบังเกิดใหม่ในวิญญาณของเธอ คนนั้นจึงจะเข้าแผ่นดินของพระเจ้าได้ เนื้อหนัง ก็เป็นเนื้อหนัง คือเกิดจากเนื้อหนัง เกิดจากร่างกายนี้ เกิดจากแม่ ก็มีเนื้อหนังที่เราเห็นเป็นร่างกาย เป็นเลือดเนื้อ แต่เกิดจากวิญญาณ คือบังเกิดใหม่ ก็เป็นวิญญาณของเธอที่เกิดใหม่ หมายถึงอย่างนี้

แล้วขบวนการเป็นอย่างไร? ก็อย่างที่เรารู้ ขบวนการ เริ่มต้นด้วยการรับรู้ข่าวดีของเรื่องพระเยซูว่าพระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสบังเกิดใหม่ ใครที่เชื่อข่าวดีนี้  เชื่อในสิ่งที่พระเยซูพูด พอเชื่อปั๊บ พระเจ้าก็ทำการบัพติศมา

บัพติศมา แปลว่าจุ่มลง มุดลงไป  พระเจ้าก็จับวิญญาณคนนั้น จุ่มลงไปในพระเยซูคริสต์ เรียกว่าบัพติศมาเขาเข้าในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เมื่อพระองค์ถูกตรึงตายที่ไม้กางเขน คนที่อยู่ในพระองค์ก็ถูกตรึงด้วย เมื่อพระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ คนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็ถูกฝังไปด้วย เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 วิญญาณของคนๆ นั้นที่อยู่ในพระเยซู ก็เป็นขึ้นมาใหม่ จากความตายด้วยเช่นเดียวกัน การเป็นขึ้นมาใหม่ นั้นก็คือการเกิดใหม่ คือเข้าสวรรค์ตรงนี้แหละ

 

          ลองถามตัวเองสิว่าเราเกิดใหม่หรือยัง? เกิดใหม่ไม่ต้องจับต้องมองเห็นได้ เพราะว่ามันมองไม่เห็น มันเป็นโลกวิญญาณ ถ้าท่านมั่นใจว่าท่านเชื่อในข่าวดีของพระเยซู เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาไถ่บาปให้กับมนุษย์ และเชื่อว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ถ้าท่านมั่นใจว่าท่านเชื่ออย่างนี้ วิญญาณท่านบังเกิดใหม่แล้ว ตอนนี้ ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว เรียนรู้ ที่จะรับรู้ว่าท่านเป็นใคร? อยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นอย่างไร? ชาวสวรรค์เขาทำกันอย่างไร?  อนาคตเป็นอย่างไร?

ขบวนการของการบังเกิดใหม่ มันเกิดในวิญญาณ ในจิตใจที่ติดกับวิญญาณ  ส่วนร่างกายที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้ ยังคงเป็นร่างกายเดิมที่ต้องตาย เพราะบาป  ต้องกลับคืนสู่ดินไป  ในวันหนึ่งข้างหน้า  อาจจะอีกไม่กี่ปี แต่ร่างกายที่เราเห็นๆ กันอยู่ ที่บอกอยู่อีกไม่กี่ปีนี้  ที่จะต้องตายนี้  ขณะที่เราเกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว พระเจ้าก็ชำระร่างกายที่ต้องตายให้สะอาดหมดจด เพื่อเป็นวิหารของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ จะมาสถิตอยู่ และรวมทั้งวิญญาณของตัวเองที่สะอาดบริสุทธิ์แล้วอยู่ในนั้น

เพราะฉะนั้น ร่างกายเราที่เห็น มันสะอาดหมดจด โดยการชำระ ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เพื่อมอบเราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นวิหารของพระเจ้า  รอวันที่เราจะได้รับร่างกายถาวรนิรันดร์ เมื่อวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาอีกที นั่นคือภายหน้า เพราะฉะนั้น การเกิดใหม่ คือการเกิดทางวิญญาณจิตใจที่เกิดใหม่ทันที  ส่วนร่างกายที่จะเกิดใหม่นั้น  รอให้พระเยซูคริสต์กลับมาอีกทีหนึ่งก่อน รออนาคตข้างหน้า  จริงๆ ว่ากันตามจริง ผมไม่อยากจะพูดเลย แต่ใบ้ให้นิดหนึ่งก็ได้ว่าจริงๆ แล้วทางโลกวิญญาณของพระเจ้า ในมิติโลกวิญญาณ  มันไม่มีเวลา ไม่มีวัน ไม่มีเดือน ไม่มีปี มันเกิดขึ้น ก็คือเกิดขึ้นเลย  จริงๆ ร่างกายของท่าน ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซู มันเป็นอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านอยู่ในร่างกายนี้ จึงไม่สามารถสัมผัสอยู่ในโลกวิญญาณได้เท่านั้นเอง เราไปดูในทิตัส 3:5

ทิตัส 3:5 “พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด  ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราได้ทำ  แต่เพราะพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

เห็นไหมครับ พระองค์ทรงช่วยให้เรารอดจากโทษของความบาป รอดจากนรก  รอดจากคำสาปแช่ง  ไม่ใช่ เพราะความชอบธรรมที่เราทำ  ก็คือไม่ใช่การกระทำดีของเรา ไม่ใช่การประพฤติของเรา แต่เป็นความเชื่อในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ที่เป็นพระมาซีฮาห์ ที่เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติต่างหากล่ะ  ในนี้เขียนไว้อย่างชัดเจน  พระองค์ทรงช่วยให้รอด ผ่านทางการชำระเรา แล้วก็ให้เราบังเกิดใหม่ ชำระโดยการตายของพระเยซูบนไม้กางเขน  และการบังเกิดใหม่ พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เราก็ได้เป็นขึ้นมาด้วย บังเกิดใหม่  โดยเดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่ทำให้เราเป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่  เข้าไปในสวรรค์ของพระเจ้าเลยทีเดียว ตั้งแต่วันที่เรารับเชื่อวันแรก 1 เปโตร 1:3 ก็ได้บันทึกไว้อย่างนี้เช่นเดียวกัน

1 เปโตร 1:3 “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลาย บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตาย ของพระเยซูคริสต์”

 

พอเราถูกจุ่มลงไป บัพติศมาเราลงไปในพระเยซูคริสต์ เราก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู พอพระเยซูตาย เราก็ตายด้วย  พระเยซูอยู่ในอุโมงค์ เราก็อยู่ในอุโมงค์ด้วย  พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย ก็คือเกิดใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน ฮาเลลูยา ไม่ต้องทำอะไรเลย  ไม่ใช่จากการกระทำของเราเลย  เราเกิดใหม่ด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ในนี้บอกว่าพระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่

วิธีทำ ก็คือจุ่มเรา บัพติศมาเราลงไปในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ทันทีเลย เมื่อพระองค์ตาย เราตายด้วย  ฝังๆ ด้วย เป็นขึ้นมาใหม่ เราเป็นด้วย  เราอยู่ในพระเยซูนั่นเอง  ในนี้บอกให้เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

ความหวังอันยืนยง ก็คือการได้บังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว เหตุจากการเป็นขึ้นจากความตายในพระเยซูคริสต์ แล้วเราอยู่ในการเป็นขึ้นจากความตายนั้น เราเป็นขึ้นมาใหม่ด้วย  1 เปโตร 1:23 บันทึกไว้อย่างนี้ …

1 เปโตร 1:23  “เพราะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่เกิดจากเมล็ดพันธุ์อันเสื่อมสลายได้ แต่จากเมล็ดพันธุ์อันไม่รู้เสื่อมสลาย คือพระวจนะของพระเจ้า อันทรงชีวิตและยืนยงถาวร”

 

เกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีทางสลายได้เลย คือเมื่อท่านเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้ว ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว ท่านจะอยู่ในสวรรค์ตลอดไป มันแปลว่าอย่างนี้  มันไม่เปลี่ยนแล้ว มันเกิดมา เมล็ดพันธุ์ไม่เสื่อมแล้ว ไม่สูญหายแล้ว ไม่มีตาย เป็นนิรันดร์ เมื่อท่านเป็นลูก ก็เป็นลูกเลยทีเดียว ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นแล้ว ไม่ใช่ เดี๋ยวเป็นลูกแล้ว อีก 3 วันรู้สึกไม่อยากจะมาโบสถ์ มีคนบอกท่านไปลงนรกอีก กลายเป็นลูกมารอีก เป็นไปไม่ได้แล้ว ท่านอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อยู่ในกำมือของพระเจ้า อยู่ในคอกของพระเยซูแล้ว ไม่มีใครเอาท่านออกไปจากความรักของพระเจ้าที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ได้เลย พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น พระองค์บอกว่าเราจะไม่ล่ะเจ้าและไม่ทอดทิ้งเจ้าเลย  เราจะอยู่กับเจ้าไปตลอด จนสิ้นยุค ยุคไหน ก็อยู่ตลอด  มันแปลว่าอย่างนี้

ตามที่พระคัมภีร์บอก ตามที่เราได้เรียนรู้กันว่าสิ่งที่มองเห็น เกิดขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็น พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณเป็นผู้บงการให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ที่เรามองเห็น โลกวัตถุนี้ ก็คือสิ่งที่มองเห็นบนโลกวัตถุนี้  เกิดขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็น  คือในโลกวิญญาณควบคุมอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นอยู่บนโลกนี้ ในโลกวิญญาณที่มองไม่เห็นนั้น มันมีจริงๆ  มันเกิดขึ้นจริงๆ  และพระคัมภีร์พระเจ้าสอนเรา บอกเราในโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ที่ผมบอกว่าเราจะอ่านพระคัมภีร์ ศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย จงมองให้เห็นเถิด จงมองไปที่โลกวิญญาณ  อย่าใช้ความคิดสติปัญญาของมนุษย์ อย่าใช้ปรัญญาของมนุษย์ อย่าใช้ความรู้แบบมนุษย์ มันจะไม่เข้าใจ อย่าตีความแบบมนุษย์ ตามที่ตามองเห็น ไม่ใช่อย่างนั้น  จงมองให้เห็นเถิดว่าข้อความแต่ละข้อความที่เราอ่านนั้น อะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ มันหมายถึงอะไร?  มันบ่งบอกอะไรในโลกวิญญาณบ้าง ตรงนี้แหละสำคัญมาก

ตามพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้นจริงๆ ว่าโลกวิญญาณเป็นตัวกำหนดโลกวัตถุ และโลกวิญญาณสำคัญมากจริงๆ แล้วพระองค์ทรงชี้ให้เราเห็นว่าในโลกวิญญาณเกิดอะไรขึ้น  และเรากำลังเรียนรู้เรื่องสวรรค์ อยากรู้ไหมว่าในโลกวิญญาณ ที่บอกเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราอยู่ที่ไหน?  สถานะเราเป็นอย่างไร?  หมายถึงผู้เชื่อนะ  เกิดใหม่แล้ว เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เรากำลังอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน ร่วมกับพระเยซู พระเยซูอยู่ที่นั้น วิญญาณเราก็อยู่ที่นั่นด้วยเลยทันที ในสวรรค์ที่เบื้องขวาของพระเจ้า  โคโลสี 1:13-14 …

โคโลสี 1:13-14 “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป  คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

ท่านพอมองเห็นภาพหรือยังว่าในโลกวิญญาณเกิดอะไรขึ้น? … เพราะพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความมืด” ย้ายเราออกมาจากอาณาจักรของความมืด  จากคำสาปแช่ง ความบาป  จากนรกนั่นเอง  และได้ทรงนำเรา ก็คือได้ย้ายเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง  เป็นที่รักของพระองค์ ก็คืออาณาจักรของพระเยซูคริสต์ มันมีการเคลื่อนย้ายกันในโลกวิญญาณ ขณะที่เราเชื่อในข่าวดีของพระเจ้า แค่เชื่อด้วยใจและพูดด้วยปากว่าเราเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ไถ่บาปเราได้ และเชื่อว่าพระเจ้าส่งพระเยซูมา และพระเยซูได้ตายที่ไม้กางเขน และได้เป็นขึ้นมาจากความตาย  ในวันที่ 3 เชื่อจริงๆ แค่นี้เอง

ในพระเยซูคริสต์นี้  เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา  ในพระเยซู ในสวรรค์นี้ จบไปเลย บาปเราได้ถูกยกไปแล้ว  สะอาดหมดจดแล้ว เราจึงเข้าไปสู่สวรรค์ได้ เห็นไหมครับ โลกวิญญาณมันเกิดอะไรขึ้น  ขณะที่เราเชื่อในพระเจ้า เราถูกย้ายจากนรก มาอยู่ในสวรรค์ ย้ายจากอาณาจักรของความมืด มาอยู่ในความสว่าง ย้ายจากคำสาปแช่งมาอยู่ในพระพรของพระเจ้า นานานับประการ ตามที่พระคัมภีร์บอกไว้  โคโลสี 3:1 …

โคโลสี 3:1 “ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว  ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

 

พระเจ้าบอกว่าในเมื่อท่านเชื่อแล้ว ท่านเกิดใหม่แล้ว  ท่านไม่รู้เรื่องใช่ไหม? พระเจ้าเริ่มสอนท่านบอกว่าถ้าท่านได้รับเชื่อเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าก็ทรงให้ท่านทั้งหลายที่เชื่อแล้วเป็นขึ้นใหม่  บังเกิดใหม่กับพระเยซูคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ก็คือสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณ จดจ่อไปที่โลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

พระคริสต์ประทับอยู่ และท่านอยู่ในพระคริสต์ ท่านก็อยู่กับพระเยซูที่นั่นแหละ จดจ่อเรื่องนี้  คิดใคร่ครวญเรื่องนี้ ทั้งวันทั้งคืน แล้วพระวิญญาณก็จะพาท่านไปรับรู้สิ่งต่างๆ มากมายในโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนที่พระเยซูยังเดินอยู่บนโลกใบนี้  พระองค์บอกว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะว่าท่านจะไม่เข้าใจหรอก แต่รอให้วันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มาสถิตอยู่กับท่าน ทำให้ท่านเกิดใหม่แล้ว  วันนั้น พระวิญญาณจะสอนท่าน ท่านจะเข้าใจแล้วว่าที่พระเยซูพูดนั้น มันหมายถึงอะไร? มันหมายถึงเรื่องความรู้เรื่องโลกวิญญาณ ที่ท่านจะได้รับรู้ เพราะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ถ้าไม่บังเกิดใหม่ ก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะฉะนั้น อย่าลืมจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน คือตำแหน่งของท่านในโลกวิญญาณว่าท่านเป็นใคร? อยู่ที่ไหน?  เป็นอย่างไรบ้างในโลกวิญญาณ เอเฟซัส 2:4-6 …

เอเฟซัส 2:4-6  “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่ วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

นี่ชัดเจนเลย … “ท่านทั้งหลายได้รับความรอด จากการถูกลงโทษ จากคำสาปแช่ง  รอดจากความบาป ความตาย รอดจากนรก ด้วยพระคุณ” … ก็คือไม่ได้โดยการที่เราทำเอง แต่โดยที่พระเจ้ารักเรา ทำให้เราฟรีๆ … และพระองค์ทรงให้วิญญาณของเรา ได้บังเกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าจับเราไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในนี้เป็น tenes หรือเป็นประโยคที่บอกว่าทำตอนที่เรารับเชื่อ ทันที เดี๋ยวนี้  และตอนนี้ ก็อยู่ที่นั่น เมื่อท่านเชื่อแล้ว  ไปไหนก็ไม่ได้แล้ว แก้ไขก็ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้แล้ว เกิดเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เกิดตลอดไป อยู่ที่นั่นตลอดไป ไม่มีวันที่จะกลับไปกลับมา ไม่มีวันเลย  ท่านจะอยู่ที่นั่นตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน

พระเจ้าไม่ได้ให้พระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน ยกโทษบาปแค่นั้น แต่สำคัญกว่านั้น คือยกโทษบาปแล้ว ยังคงได้เปลี่ยนแปลงวิญญาณของเรา ผ่าตัดวิญญาณของเรา  ทำให้เราได้เกิดใหม่  มีส่วนเข้าร่วมในพระสิริของพระเจ้า พระลักษณะของพระเจ้า  คือวิญญาณของเราเกิดใหม่ มี DNA ของพระเจ้า พระเยซูคริสต์อยู่ในนั้น เป็นเหมือนพระเจ้า เป็นสปี่ซี่เดียวกันกับพระองค์เลย ตัวนี้มันสำคัญกว่าในโลกวิญญาณ มากกว่าการไถ่บาป

การไถ่บาปเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ไถ่บาปไม่ได้ พอไถ่บาปปุ๊บ ก็ให้ท่านบังเกิดใหม่ โดยการตายของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  คือไถ่บาป การเป็นขึ้นมาใหม่ของพระเยซูคริสต์ในวันที่ 3 คือการให้ท่านบังเกิดใหม่ ท่านได้รับทั้งคู่ไปเลย เป็นแพ๊คเกจ ผมแปลว่าอย่างนี้

“ดังนั้น ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ หรือข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว คนๆ นั้น ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่”

เดี๋ยวผมพาท่านไปเห็นจริงๆ ไม่ใช่ผมพูดเองนะ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่แล้ว  ไม่ใช่รอให้เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ แต่เป็นแล้ว ใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้กระทำให้วิญญาณคนนั้น ซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ แท้ๆ ของเขานั้น  ที่จะอยู่ไปตลอดนั้น  ได้เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  ซึ่งผมให้ชื่อว่าพันธุ์สวรรค์ พันธุ์พระคริสต์ ก็ได้  เราเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่

แล้วพันธุ์เก่าเราคืออะไร? พันธุ์เก่า เราก็คือพันธุ์นรก พันธุ์การสาปแช่ง พันธุ์อาดัม … อาดัม คือบรรพบุรุษของมนุษยชาติ ที่ตกลงไปอยู่ในความบาป เราจะอยู่พันธุ์ไหน?  ถ้าเราไม่ย้ายมาอยู่พันธุ์พระเยซูคริสต์เราก็อยู่ในพันธุ์เดิม  พันธุ์อาดัม ก็อยู่ในนรก แต่ถ้าเราเชื่อแล้ว เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เราก็กลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่แล้ว เป็นพันธุ์สวรรค์ พันธุ์พระคริสต์ 2 โครินธ์ 5:17 บันทึกอย่างนี้ชัดเจนว่า …

2 โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา”

 

เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็ตามที่ได้เกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ ผู้ใดก็ตามที่ได้ถูกนำเข้ามาในพระคริสต์ ก็เป็นผู้ที่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่แล้ว ภาษาเดิมตรงนี้ แปลว่ามนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ก็คือมนุษย์พันธุ์ใหม่นั่นเอง สิ่งเก่าๆ ก็คือตัวที่เป็นพันธุ์เก่า  ก็ล่วงไปทั้งหมด ทุกสิ่งเป็นใหม่เอี่ยมทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณก็เป็นวิญญาณใหม่ ความคิดจิตใจ ก็เป็นความคิดจิตใจใหม่ ร่างกาย แม้ว่าจะเป็นร่างกายเดิมอยู่ ก็ได้รับการชำระให้เป็นวิหารของพระเจ้า  และมีร่างกายใหม่ เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันหนึ่งที่เราจากร่างกายนี้ ทิ้งร่างกายนี้  วันนั้นแหละ ร่างกายใหม่เราก็จะไปสวม มีไว้เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่เรากำลังเดินอยู่บนโลกใบนี้ วิญญาณข้างในของเราเป็นลูกพระเจ้า เดินอยู่กับพระเจ้า  พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา  นี่มนุษย์พันธุ์ใหม่ แท้ๆ  และร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า  คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา ไปไหน ไปด้วยกันตลอดเวลาเลย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จึงเรียกว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่  ถูกสร้างใหม่ เพราะฉะนั้น ก็หมายถึงว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่นี้  อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว  เป็นของสวรรค์แล้ว  ไม่ได้เป็นของโลกใบนี้ที่เรากำลังเดินอยู่ ที่ตามองเห็นได้ แต่ก่อนนี้ เราเป็นของโลก เราเป็นของอาณาจักรเดิม เราเป็นมนุษย์พันธุ์เก่า แต่ตอนนี้ เราเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ เป็นมนุษย์ของสวรรค์ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว มันชัดเจนนะครับ

แม้ว่าเรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อยู่ก็ตาม  แต่ในโลกวิญญาณ  ที่เราจะอยู่ตลอดไปนั้น เราอยู่ในอาณาจักรสวรรค์เรียบร้อยแล้ว  พระคัมภีร์บอกว่าโลกวัตถุที่เราจับต้องมองเห็นได้ ต้นไม้ใบหญ้า  น้ำ หิน ภูเขา บ้าน รถ อะไรต่างๆ  แม้กระทั่งร่างกายเรา  อยู่ในขบวนการการเสื่อมสลาย  ค่อยๆ สลายไปเรื่อยๆ  จากมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนมีอายุ 900 ปี ตอนนี้มาเหลือ 50, 60, 70 ปี มันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ  มันอยู่ในระหว่างการสิ้นสุด สูญเสียไป พระคัมภีร์บอกว่าโลกใบนี้อยู่ในการสูญสิ้น  มันอยู่ในความตาย อยู่ในการดับไป พูดง่ายๆ ชัดๆ อย่างคนไทย คุ้นคำนี้ ก็คือโลกใบนี้ และโลกวัตถุใบนี้ มันอยู่ในการเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วมันตั้งอยู่ แล้วมันกำลังดับสูญไป ใครไปไว้ใจมัน ใครไปอยู่กับมัน  ไปลงนรกกับมันด้วย สูญสิ้นไป  แต่ในโลกวิญญาณเป็นนิรันดร์ เพราะฉะนั้น พระเจ้าเน้นให้เราจดจ่อไปที่โลกวิญญาณ คือสวรรค์ ที่เราได้อยู่กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เป็นลูกของพระองค์แล้ว ให้เราจดจ่อที่นั่น มันสำคัญกว่าเยอะ  1 เปโตร 2:11 ได้บันทึกไว้อย่างนี้

1 เปโตร 2:11 “เพื่อนที่รัก ผู้อยู่ในฐานะคนต่างด้าว และคนแปลกหน้าในโลกนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ละทิ้งตัณหาชั่ว ซึ่งต่อสู้กับวิญญาณจิตของท่าน”

 

“เพื่อนที่รัก” คือเพื่อนที่เชื่อในพระเจ้า เชื่อในข่าวประเสริฐนี้ ที่เกิดใหม่แล้วทั้งหลาย เพื่อนที่รัก พี่น้องที่รัก ผู้อยู่ในฐานะ คนเชื่อแล้วอยู่ในฐานะคนต่างด้าวและคนแปลกหน้าในโลกนี้ คนที่ดำเนินชีวิต แบบโลกไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเขา ตรงนี้มันแปลว่าอย่างนั้น  ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างโลกไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเราอีกแล้ว เราไม่ใช่ของบ้านเมืองนี้อีกแล้ว  บ้านเกิดของเราและตัวจริงๆ ของเราอยู่ที่สวรรค์แล้ว  โลกนี้ไม่ใช่บ้านอีกต่อไปแล้ว แต่บ้านของเราอยู่ในสวรรค์ อยู่เดี๋ยวนี้เลย  เพียงแต่พระเจ้าให้เราอยู่ในร่างกายนี้  เพื่อพระองค์จะใช้ร่างกายนี้ กระทำการงานของพระองค์ เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพื่อนำพาผู้คนทั้งหลาย เข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่าง เพื่อนำพาผู้คนทั้งหลาย พี่น้องของเรา  คือมนุษย์ทั้งหลายทั่วๆ ไป ที่ยังไม่ได้ยินข่าวประเสริฐ ได้มีข่าวดีไปถึงเขา  แล้วเขาเชื่อ เขาก็จะได้บังเกิดใหม่ เข้ามาอยู่ในสวรรค์เหมือนกับเรา

เพราะฉะนั้น เราต้องนึกในใจตรงนี้ตลอด ร้องเพลงนี้ …

โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา              ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้               ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่         ณ ประตูบนวิมาน

และฉันรู้ว่าโลกนี้                 ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย

มีคนบอกว่าคนเราเกิดมา ก็มีบาปเวรกรรมติดตัวมาแล้ว โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนใหญ่รับได้ เกิดมาทุกข์นะ มีเวร มีกรรม ก็ชดใช้กันไป  เขาเรียกว่ายอมรับไป แต่ตอนที่พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์จะทำให้เราบังเกิดใหม่  พ้นจากบาป กลับมาเป็นลูกพระเจ้า  อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเลยเดี๋ยวนี้  พระเจ้าทำให้เราบังเกิดใหม่ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย  เหมือนกัน เรากลับไม่เชื่อ มันเป็นไปได้อย่างไร?  พูดง่ายๆ เถียงนั่นเอง รับไม่ได้  ตะกี้นี้บอกชดใช้เวรกรรมรับได้ แต่ตอนนี้บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย  มาเชื่อเท่านั้น เปลี่ยนสถานที่ให้บังเกิดใหม่  รับไม่ได้ บางท่านอาจจะแย้งว่าบังเกิดใหม่ได้อย่างไรล่ะ  มาอยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร?  ยังทำบาปอยู่เลย ความประพฤติยังไม่ดีเลย  นิสัยแบบนี้ ไปอยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร?  ยังกินเหล้า เมายา ยังโกหกชาวบ้านเขาอยู่เลย ยังโกรธชาวบ้านเขาอยู่เลย  จะไปอยู่สวรรค์ได้อย่างไร?  บางคนก็เถียง

ฟังให้ดีนะ เมื่อท่านบังเกิดใหม่  เป็นลูกพระเจ้า  ซึ่งบางครั้ง อาจพลั้งเผลอไปทำบาป  แต่ก่อนหน้านี้  ตอนที่ท่านยังไม่เชื่อพระเจ้า ยังไม่เกิดใหม่  ท่านเป็นทาสมาร  ท่านตกอยู่ในความบาป  ท่านเป็นคนบาป  ที่บางครั้งก็อาจจะทำดี  เห็นหรือยัง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าตอนที่ท่านบังเกิดใหม่แล้ว หรือก่อนที่จะบังเกิดใหม่  สังเกตให้ดีๆ ว่าทั้งสองสถานะนี้ เราต้องเกิดก่อน แล้วจึงทำดีหรือทำชั่ว  ไม่ใช่ทำดีทำชั่วก่อน แล้วจึงเกิด

เพราะฉะนั้น การเกิดใหม่จึงสำคัญ  ยกตัวอย่าง เพื่อให้ท่านเข้าใจง่ายๆ พ่อแม่ให้เราเกิดเป็นลูก เพราะว่าอยากมีลูกไว้ชื่นชม เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่มี DNA ที่มาจากท่านทั้งสอง ไม่ใช่เพราะจากเราทำดี  ก็คือไม่ใช่จากความประพฤติของเรา  เช่นเดียวกัน พระเจ้าให้เราบังเกิดใหม่เป็นลูกของพระองค์ เพราะความรัก ต้องการมีลูก ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ที่มาจากพระองค์ เพื่อรัก ทนุถนอมไว้ชื่นชมเหมือนกัน  ไม่ใช่ เพราะเราทำดี การประพฤติของเราดี จึงสมควรเป็นลูก ชัดมากเลย

สรุปรวมความ เรื่องสวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว  ทั้ง 3 ตอนนี้ ก็คือย้ำยืนยันว่าโลกวิญญาณ คือสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น มีอยู่จริงๆ ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ คือวิญญาณ  มองไม่เห็นด้วยตา แต่มันมีอยู่จริงๆ  เป็นอยู่จริงๆ  และบัดนี้ วิญญาณของคนเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกว่า ตำแหน่งของเขา คือได้อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว กับพระเจ้า เชื่อปั๊บ เข้าสู่สวรรค์ปุ๊บ ทันทีเลย พระคัมภีร์บอกว่าในโลกวิญญาณ สำคัญมาก ผู้ที่เชื่อแล้ว สำคัญน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่เชื่อในข่าวดีนี้ ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  อันนี้สำคัญกับท่านมากกว่าด้วยซ้ำไป ในโลกวิญญาณที่เรามองไม่เห็น พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งเป็นเหมือนลายแทง เหมือนเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด จากพระผู้สร้าง ได้เขียนไว้ว่ามีโลกที่เรามองไม่เห็น ที่เรียกว่าโลกวิญญาณอยู่ 2 แห่งเท่านั้นเอง หรือเรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ 2 อาณาจักร

                   อาณาจักรแห่งความสว่าง                            อาณาจักรแห่งความมืด

ความชอบธรรม                                                        ความบาป

มีชีวิตนิรันดร์                                                            ความตาย

มีสุขนิรันดร์                                                              คำสาปแช่ง

อยู่กับพระเจ้า                                                            ความทุกข์

เป็นลูกพระเจ้า                                                          เป็นทาสมาร

อาณาจักรแรก คืออาณาจักรเก่า ซึ่งเป็นที่อยู่ของวิญญาณแรกเกิด มนุษย์ทุกคนเกิดมาปุ๊บ ก็อยู่ในอาณาจักรเก่านี้แหละ คืออาณาจักรแห่งความมืด ที่เต็มไปด้วยความบาป ความตาย  คำสาปแช่ง ความทุกข์ และต้องเป็นทาสมาร ชั่วนิรันดร์  ซึ่งเรียกว่านรกนั่นเอง เกิดมา ก็อยู่ในนรกแล้ว

อาณาจักรที่สอง เรียกว่าอาณาจักรใหม่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของวิญญาณของผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คืออาณาจักรสวรรค์ หรืออาณาจักรแห่งแสงสว่างที่มีแต่ความชอบธรรม มีชีวิตนิรันดร์ มีสุขนิรันดร์ อยู่กับพระเจ้า ในฐานะลูกของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าอาณาจักรสวรรค์นั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่าในโลกวิญญาณมี 2 อาณาจักร  คือนรกกับสวรรค์ อันเก่า ก็คือนรก  อันใหม่ คือสวรรค์  และสิ่งสำคัญ ก็คือเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มนุษย์ทุกคนเป็นวิญญาณ  ดังนั้นวิญญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในอาณาจักรเก่า หรืออาณาจักรใหม่ เขาต้องอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่งแน่นอน หนีไม่พ้น เถียงไม่ได้  แล้วไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ เหมือนกับแรงดึงดูดของโลก เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็มีแรงดึงดูดของโลกอยู่  โยนของลงไป มันก็ตกลงมาอยู่ เพราะมีแรงดึงดูดของโลกจริงๆ เชื่อไม่เชื่อ ทำบาป ได้รับโทษๆ  เชื่อพระเยซูว่าเป็นพระผู้ไถ่ ก็พ้นโทษ เป็นกฎของวิญญาณนี้

มนุษย์ทุกคน  เมื่อแรกเกิดจากครรภ์มารดา วิญญาณก็อยู่ในอาณาจักรเก่า ซึ่งถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น ก็จะอยู่ในอาณาจักรเก่านี้ตลอดชั่วนิรันดร์ ดับสูญไปกับโลกวัตถุนี้เลย เพราะฉะนั้น เรื่องพระเยซู จึงเรียกว่าข่าวดี เกือบ 2,000 ปีแล้ว พระเจ้าประทานอาณาจักรใหม่ หรือเรียกว่าอาณาจักรสวรรค์ ที่ดีกว่ามากมาย ผ่านทางพระเยซูคริสต์ให้กับมวลมนุษยชาติ เรียบร้อยแล้ว 1,990 ปี สวรรค์มาตั้งอยู่เรียบร้อยแล้ว สวรรค์มาสถาปนาบนโลกใบนี้ เรียบร้อยแล้ว ให้มนุษย์ได้เลือกเอา เป็นสิทธิที่มนุษย์มีอยู่ แต่จำเป็นต้องเลือกและต้องตัดสินใจเองว่าจะย้ายจากอาณาจักรเดิม หรือไม่ย้าย  ไม่มีใครช่วยท่านตัดสินใจได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่  หรือใครก็ตาม ไม่สามารถช่วยท่านได้ ท่านต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง  แม้แต่พระเจ้ายังไม่สามารถบังคับท่านได้  ได้แต่เคาะประตู อ้อนวอน เปิดใจเถิด มาเป็นลูกของเรา กลับมาที่เดิม กลับมาสวรรค์ ตามหาทางอยู่ตลอดเวลา ท่านไปไหนก็ตามๆ เคาะประตูอยู่เรื่อย ท่านปฏิเสธไม่รู้กี่ครั้ง ก็ไม่เคยโกรธ ไม่เคยเกลียด ไม่เคยโมโห ไม่เคยอะไรเลย ยังคงตามเคาะประตู …

“เมื่อไรจะเปิดใจสักที เราจะได้เข้าไป ทำให้เจ้าเกิดใหม่ อยู่ในสวรรค์เหมือนเดิม  เมื่อสมัยที่เรามีเจ้าใหม่ๆ”

เพราะฉะนั้น พระเจ้ายังไม่สามารถบังคับเราได้ เราแต่ละคนต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะยอมให้พระเจ้าย้ายวิญญาณเรามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์หรือไม่ โดยการยอมรับเชื่อในข่าวดีนี้  พระเจ้าก็เข้ามาทำในสิ่งที่ต้องการได้ พูดง่ายๆ ถ้าท่านเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เท่ากับบอกพระเจ้าว่า …

“พระเจ้า ลูกไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว มันไม่ไหวแล้ว มันนรกชัดๆ  บนโลกใบนี้ ลูกสะสมบารมีด้วยตัวเองไม่ไหวแล้ว  เหนื่อยแล้ว ขอช่วยลูกที ย้ายไปอยู่ในสวรรค์” อะไรแบบนี้

อยากรู้ว่าสวรรค์มีสภาพหน้าตาเป็นอย่างไร? ผมก็เลยเอาหนังสือสดุดี บทที่ 23 ซึ่งเป็นนิมิตที่พระเจ้าบอกล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า  แผนการของพระองค์ที่ช่วยมนุษย์  ให้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ เป็นนิมิตที่พระเจ้าได้ให้กษัตริย์ดาวิด มองเห็นภาพล่วงหน้าว่าสวรรค์ที่เกิดขึ้นในอนาคตมีสภาพเป็นอย่างไร? เอาแบบคร่าวๆ พอ นี่บอกไว้ล่วงหน้าประมาณ 1,000 ปีก่อนที่สวรรค์จะมาตั้งอยู่จริงๆ เป็นนิมิตที่เป็นภาพ ที่มันยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ  จนถึงวันที่พระเยซูมาทำให้สำเร็จ เมื่อ 1,991 ปี ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ ภาพนั้นก็ได้เกิดขึ้น เป็นจริงแล้ว เมื่อ 1,990 กว่าปีมาแล้ว และเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้เลย  และจะเป็นจริงอย่างนี้เสมอตลอดสืบๆ ไปเป็นนิตย์ เอเมน ที่ผมบอกแล้ว เป็นวิญญาณ ไม่มีเวลา เป็นอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นเลย

ให้รับรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้วจริงๆ เรียกง่ายๆ ว่าสวรรค์บนดิน  วิญญาณเราอยู่ในสวรรค์แล้ว ร่างกายยังอยู่บนโลกใบนี้ ที่มันเสียหาย มันวิปริตไปเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าปล่อยให้มันสูญเสีย เสียหายไป แล้วมันสู่ขบวนการของการดับสูญไป  มันเกิดขึ้นและมันตั้งอยู่ และมันกำลังดับไป  กำลังสูญสิ้นไป เนื่องจากคำสาปแช่ง ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษอาดัม

เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันก็จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้เต็มไปด้วยความราบรื่นตลอด ปราศจากอุปสรรคตลอด อย่างที่พระเยซูบอก ท่านดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็เจอกับความทุกข์ยากลำบาก  เป็นเรื่องธรรมดา  ถึงคนไม่เชื่อ ก็เจออยู่ดี เพราะโลกใบนี้มันเสียหายไปแล้ว มันก็เป็นความทุกข์แค่ระยะสั้นๆ เพราะมันไม่สามารถเทียบชีวิตนิรันดร์ ขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา 3 พระภาค นำพาเรา จูงมือเราเดินตลอดเวลา ด้วยพระคุณของพระองค์ และพระองค์บอกว่าพระคุณและความสามารถ ฤทธิ์เดชของพระองค์ เพียงพอเสมอสำหรับชีวิตของเรา  ที่จะดำเนินบนโลกใบนี้ได้  ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัว มาดูเพลงเลย  เนื้อเพลงขึ้นต้นว่า …

พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่รัก             พระคุณพระองค์ไม่สูญหาย

ข้าไม่ขัดสนลำบากมากนัก             เพราะทรงพิทักษ์รักษาไว้

นึกถึงภาพในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้  เป็นอย่างนี้ พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา และบอกเราอย่างนี้  พระเจ้าเป็นผู้เลี้ยง ให้กษัตริย์ดาวิดได้เห็นภาพ เปรียบเทียบกับตอนที่เขาเลี้ยงแกะ นึกภาพออกนะครับ พระคุณของพระองค์ไม่สูญหาย

ไม่ขัดสนลำบากมากนัก ก็คือไม่ทุกข์ยากลำบากมากนัก ทุกข์ยากลำบากบ้าง และในขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  วิญญาณของเราก็ได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ในข้อต่อไปที่เขียนว่า …

พระองค์ทรงทำให้ข้านอนลง                     ในทุ่งที่หญ้าเขียวสดมี

ทรงนำวิญญาณข้าไปริมธาร                     ทรงเลี้ยงด้วยทิพ อาหารดี

พระองค์ทรงฟื้นจิตวิญญาณข้า                   เมื่อข้าขัดขืนพระบัญชา

พระองค์ทรงนำในทางชอบธรรม              เพราะเห็นแก่นามพระองค์เจ้า

พูดง่ายๆ ว่าพระองค์ทรงให้เราได้พักผ่อนอยู่ในการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ พระองค์ทรงฟื้นจิตวิญญาณของเรา นำเราไปสู่ทางชอบธรรมของพระองค์

เมื่อเดินตามหุบเขาเงาความตาย                 ไม่กลัวพระเจ้าทรงอยู่ด้วย

คฑาและธารพระกรปลอบโยน                  พระองค์สถิตอยู่ชูช่วย

พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้า                  ต่อหน้าต่อตาของศัตรู

ทรงเจิมศีรษะข้าด้วยน้ำมัน                       ขันน้ำของข้าก็ล้นอยู่

และบรรทัดสุดท้าย สำคัญที่สุด ความรัก ความดีงาม พระเมตตาคุณของพระเจ้า พ่อที่รักเรามาก จะอยู่กับเรา จะติดตามเราตลอดไป  และเราจะอยู่ในสวรรค์ อยู่ในพระนิเวศน์ของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ อยู่ในสวรรค์ที่นี่แล้ว และอยู่ตลอดไป ในเนื้อเพลงร้องว่า …

แท้จริงความดีความรักมั่นคง                     จะติดตามข้าตลอดไป

และข้าจะอยู่ในพระนิเวศ                           พระเจ้าของข้าเสมอไป

เอาเพลงนี้ไปร้องบ่อยๆ  และจงมองให้เห็นเถิดว่าในโลกฝ่ายวิญญาณ เราอยู่ในบทเพลงนี้แล้ว วิญญาณเราอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

 

**************************

 

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2020 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 2 “โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  31  พฤษภาคม  2020

 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว”

ตอน 2 “โฮลี่ ออฟ  โฮลี่ส์”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันพิเศษ ทราบไหมว่าเป็นวันอะไร? วันนี้เป็นวันเพนเตคอส  หรือวันที่พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาอยู่กับมนุษย์เป็นครั้งแรก และนับเป็นวันกำเนิดคริสตจักรแรกของโลก  คือวันเกิดคริสตจักรสากล

คริสตจักร คือสถานที่อยู่ของพระเจ้า พระเจ้ามาสถิตอยู่กับมนุษย์ เรียกว่าคริสตจักร

สำหรับพิเศษที่สอง ก็คือนอกจากเป็นวันเกิดของคริสตจักรในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เรียกว่าคริสตจักรสากลแล้ว ยังเป็นวันครบรอบ 27 ปี คริสตจักรอภิสุทธิสถานแห่งนี้ ย่างเข้าสู่ปีที่ 28 แล้ว

เราย้อนหลังไปตั้งแต่วันศุกร์ประเสริฐ ที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน เราได้บอกแล้วว่าเราเชื่อในพระเยซู พอเราเชื่อปั๊บ พระเจ้าได้เอาวิญญาณเราเข้าไปในพระเยซูคริสต์เลย พอวันศุกร์ประเสริฐที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พวกเราก็ตายด้วย เราตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน เพราะเราเชื่อพระเยซู พอพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 พวกเราก็เป็นขึ้นด้วย  เพราะว่าเราเชื่อในพระเยซู เชื่อในข่าวดีของพระเยซู เราได้เข้าไปอยู่ในพระเยซู เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงตาย เราก็ตายด้วย พระองค์อยู่ในหลุมฝังศพ เราก็อยู่ด้วย เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย

ใครอยากจะเป็นขึ้นจากความตาย ง่ายนิดเดียว คือเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูมาไถ่บาป เป็นตัวแทนของเราเท่านั้นเอง พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูเอาชนะความบาปและความตาย และทำลายล้างอำนาจของมารซาตานเรียบร้อยไปแล้ว ในการเป็นขึ้นจากความตายนั้น พวกเราที่เป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ เราก็เลยชนะความบาปและความตายไปด้วยเช่นเดียวกัน

พระเยซูปรากฏ หลังจากวันอีสเตอร์ คือหลังจากวันที่เป็นขึ้นจากความตาย นี่พูดถึงประวัติศาสตร์  พระเยซูปรากฏในร่างของการเป็นขึ้นจากความตาย อยู่กับบรรดาเหล่าสาวก เป็นเวลา 40 วัน วันที่ 40 พระเยซูถูกรับขึ้นไปอยู่ในสวรรค์ หรือเรียกบนสวรรค์ก็ได้กับพระเจ้า และหลังจากนั้นอีก 10 วัน ก็คือวันที่ 50 นับจากวันที่เป็นขึ้นจากความตาย นับจากวันอีสเตอร์ พระองค์ก็ได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาอยู่กับมนุษย์ และได้ทำการผ่าตัดมนุษย์เป็นครั้งแรก ก็คือได้ย้ายวิญญาณมนุษย์ ที่เป็นผู้เชื่อในข่าวดีนี้ ออกจากอาณาจักรแห่งความมืดของมารซาตาน เข้ามาสู่อาณาจักรของความสว่าง เรียกว่าอาณาจักรของพระคริสต์ ที่เรียกว่าสวรรค์ ก็คือที่อยู่ของพระเจ้านั่นเอง

ย้อนกลับไป เมื่อเดือนที่แล้ว  นับจากวันอีสเตอร์ที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันที่ 50 ก็คือวันที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่เราฉลองไปเมื่อ 7 สัปดาห์ที่แล้ว เราจึงเรียกวันนี้ว่าวันเพนเตคอส  คำว่า “เพนเตคอส” เป็นภาษากรีก แปลว่าที่ 50  วันที่ห้าสิบเป็นวันอะไร?  ก่อนหน้านี้ วันเพนเตคอส คือวันที่เขาฉลองการเก็บเกี่ยว และนำเอาผลแรกดีๆ มาถวายพระเจ้า ผู้คนที่เป็นยิว สมัยก่อนโน้น ก่อนที่พระเยซูจะมาเกิด อยู่ใต้บัญญัติ พระเจ้าได้สั่งให้ชาวอิสราเอล ผู้ชายทุกคนเอาผลแรก ที่ทำการเพาะปลูก การเกษตร ปศุสัตว์ เอามาถวายพระเจ้า ในวันนี้แหละ เขาเรียกว่าเทศกาลแห่งวันฉลองการเก็บเกี่ยว  วันนี้จึงเป็นวันที่เรามาประกาศว่าพระเยซูคริสต์ เป็นผลแรกของพระเจ้า ที่เป็นมนุษย์ ที่พระเจ้าได้ให้เกิดใหม่ และอยู่ในสวรรค์แล้ว พระเยซูอยู่ในสวรรค์แล้ว ในร่างกายของมนุษย์ที่เกิดใหม่ เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงมาประกาศว่า …

“พระเยซูอยู่ในสวรรค์แล้ว ฉันก็อยู่ด้วย”

อย่างที่ตะกี้นี้บอก พอเราเชื่อในข่าวดีนี้ พระเจ้าก็จับวิญญาณของเราเข้าไปอยู่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อพระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน เราก็ตายด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกฝังอยู่ที่อุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เราก็เข้าไปอยู่ในสวรรค์ด้วย ในวิญญาณ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่ามันมาได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงมีชื่อเรื่องว่า “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์” ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในโลกฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์บอกว่าสิ่งที่มองเห็นอยู่ทุกวันนี้ คือวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่เราจับต้องมองเห็นได้นั้น มันเกิดมาจากสิ่งที่มองไม่เห็น นี่คือความจริง นี่คือสัจจธรรม

ถามว่าความจริงตรงนี้ หมายถึงอะไร? พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่มองไม่เห็น มันควบคุมการเกิดการอยู่ของสิ่งที่มองเห็น เพราะฉะนั้น เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นนั้น มันต้องใช้ตาวิญญาณเข้าไปเรียนรู้ เขาเรียกว่าใช้ความเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น ตามหลักของพระคัมภีร์ ที่ได้บอกไว้ … ยกตัวอย่าง … เมื่อท่านจะศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โลกฝ่ายวิญญาณ  ท่านต้องเชื่อเบอร์แรกเลยว่าสิ่งที่มองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน จับต้องมองเห็นไม่ได้นั้น มีผู้สร้าง ท่านจะเรียกว่าพระเจ้า หรือเรียกว่าอะไรก็ตาม ท่านต้องเชื่อตรงนี้ก่อน เพราะถ้าไม่เชื่อตอนเริ่มต้นตรงนี้ ท่านจะไม่สามารถเรียนรู้จักประวัติศาสตร์มนุษยชาติในฝ่ายวิญญาณได้เลย แม้แต่นิดเดียว นี่บอกเคล็ดลับให้

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้เตรียมแผนการทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ อย่างที่ผมบอกเสมอว่าถ้าท่านจะเรียนพระคัมภีร์ ถ้าท่านจะอ่านพระคัมภีร์ จงมองให้เห็นเถิด ในภาษาเดิม เขาแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า be hold คือมองด้วยตาธรรมดาไม่เห็น แต่จงมองให้เห็นด้วยตาฝ่ายวิญญาณของท่านเถิด จงมองให้เห็นเถิดว่าสิ่งเหล่านี้ที่เล่าให้ฟัง ที่กำลังเรียนรู้ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่ได้บันทึกเอาไว้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านั้น มันเล็งไปถึงเบื้องหลังในโลกฝ่ายวิญญาณว่ามันเกี่ยวอะไรกับโลกฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นบ้าง เอเมน

ดังนั้น แผนการเหล่านี้ทั้งหมด จึงเกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น ก็คือพระเจ้านั่นแหละ พระเจ้าจัดเตรียมไว้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในการบันทึกในพระคัมภีร์นี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าวางแผนการไว้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น แล้วพระเจ้าก็ได้บอกเล่าถึงแผนการนี้ มาเป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่ยุคปฐมกาล ตั้งแต่เริ่มต้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่มนุษยชาติได้ตกลงไปในความบาป กบฏต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟัง และต้องได้รับโทษ ได้รับผลของความดื้อนั้น คือความตายและตาย คือตายทางร่างกายและวิญญาณ ต้องตกอยู่ในคำสาปแช่ง คือความเลวร้าย ความไม่ดีต่างๆ นับตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ ก็หลายพันปีแล้ว และพระเจ้าก็ได้เตรียมแผนการ ตั้งแต่วันแรกเลยที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป โลกทั้งใบ รวมทั้งมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ตกลงไปในความเสียหาย เรียกว่าคำสาปแช่ง มีแต่ความไม่ดีต่างๆ พูดง่ายๆ ว่าตกนรกหมดเลย

และพระเจ้าก็ได้เตรียมแผนการที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติ ให้รอดพ้นจากคำสาปแช่งนี้ รอดพ้นจากนรกนี้ อย่าเห็นนรกเป็นสวรรค์ไป สิ่งของที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกใบนี้ทั้งหมด มันคือนรกทั้งนั้น มันคือความทุกข์ มันไม่ใช่ความสุขนิรันดร์ มันไม่มีจริงในโลกวัตถุนี้ เพราะมันตกอยู่ในคำสาปแช่ง คือนรกนั่นเอง

พระเจ้าวางแผนไว้ เพื่อจะช่วยเหลือมนุษยชาติ ให้รอดพ้นจากคำสาปแช่งนี้ รอดพ้นจากนรกนี้ รอดพ้นจากโทษของความบาปและความตาย คือผลของมัน ก็คือนรกนั่นเอง คือไม่มีพระเจ้า แล้วก็เต็มไปด้วยความเสียหาย เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานตลอดนิรันดร์

แผนการของพระเจ้านี้ได้รับการเผย เขาเรียกว่าบอกมาเป็นระยะๆ เพื่อให้มนุษย์มีความหวังบ้าง แม้แต่อยู่ในนรก ก็มีความหวัง แม้จะอยู่ในความสาปแช่งบนโลกใบนี้ที่ทุกข์ทรมานเหลือเกิน แต่ก็มีความหวังเป็นระยะๆ บอกมาตลอดเวลาว่าแผนการของพระองค์จะทำอะไร โดยการบอกล่วงหน้า ผ่านทางผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยพระวจนะ ก็คือคนที่มีหน้าที่ มีตำแหน่งต่างๆ ซึ่งพระองค์ทรงใช้ก็มี อย่างเช่นผู้ที่มีตำแหน่งปุโรหิต … ปุโรหิต คือผู้ที่มีหน้าที่ติดต่อกับพระเจ้าได้บ้าง ในขณะนั้น ปุโรหิต คือพวกพระทั้งหลาย  ติดต่อกับทางโลกฝ่ายวิญญาณต่างๆ แล้วก็มีอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็คือพวกกษัตริย์  ก็ได้รับการใช้จากพระเจ้า ให้บอกล่วงหน้าถึงสิ่งเหล่านี้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น กษัตริย์ดาวิด ปุโรหิต อย่างเช่นอาโรน แล้วก็หลังจากนั้น พวกที่ 3 คือคนธรรมดาที่เขาเรียกกันว่าคนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา คนธรรมดาที่เป็นพิเศษ  คือพระเจ้าใช้เขาพิเศษ ชีวิตแบบแปลกๆ ไม่เหมือนธรรมดา มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้ามากกว่าคนอื่นเขา เขาเรียกกันว่าผู้เผยพระวจนะ ก็คือพระเจ้าใช้เขาในการเผยถ้อยคำของพระองค์ บอกล่วงหน้าว่าแผนการของพระองค์จะมาทำอะไรที่นี่ อย่างนั้น อย่างโน้น อย่างนี้ บอกล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูจะมาเกิดเมื่อไร? อะไรต่างๆ เหล่านี้ นี่คือแผนการของพระเจ้าที่บอกมาเป็นระยะๆ ผ่านทางผู้เผยพระวจนะ ตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้

แผนการของพระองค์ คือจะส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ มาเพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ มาเพื่อเอาคำสาปแช่ง ออกไปจากมนุษย์ มาเพื่อเอาสวรรค์เข้ามา เอานรกออกไป รวมความแล้วเป็นอย่างนั้นแหละ เผยพระวจนะว่าพระเยซูคริสต์จะมาเมื่อไร? มาทำอะไร? สวรรค์จะมาเมื่อไร? จนกระทั่งถึงผู้เผยพระวจนะ คนสุดท้าย ที่พระเจ้าใช้เขา ในการบอกแผนการล่วงหน้าว่าพระบุตรของพระองค์ ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากนรก มีชื่อว่ายอห์น บัพติศโต หรือยอห์น ผู้ให้บัพติศมา เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปีค.ศ.26 ผมใส่ค.ศ. ไปเพื่อจะให้ท่านเห็นชัดเลยว่ามันเป็นประวัติศาสตร์จริงๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ จับต้องมองเห็นได้  เป็นประวัติศาสตร์บันทึกไว้ แต่เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันมีผลกระทบในโลกฝ่ายวิญญาณว่าโลกฝ่ายวิญญาณ มีอะไรเกิดขึ้น สำคัญกว่าโลกวัตถุตั้งเยอะ ในมัทธิว 3:1-3

มัทธิว 3:1-3 “1 ครั้งนั้น  ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้มาเทศนา ในถิ่นกันดารแห่งแคว้นยูเดีย 2 และกล่าวว่า  “จงกลับใจใหม่  เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว” 3 ยอห์นผู้นี้แหละ  ที่ถูกกล่าวถึง  ผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า  “เสียงของผู้หนึ่งร้องในถิ่นกันดารว่า  ‘จงเตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า  จงทำทางสำหรับพระองค์ให้ตรงไป”

 

อย่างที่ผมบอกว่าผู้เผยพระวจนะ ก็คือคนที่พระเจ้าใช้เขาเป็นกระบอกเสียงพูดแทนพระเจ้า ก็คือพระเจ้าพูดนั่นเอง ส่วนใหญ่เขาจะพูดคำว่า … พระเจ้าตรัสว่า … ผ่านทางคนๆ นั้น

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ข้อ 2 ยอห์นแค่เปิดปาก พระเจ้าใช้ปากของยอห์นพูดนั่นเอง ผมจะแปลอย่างนี้ชัดๆ ว่า …

“เมื่อ ค.ศ.26 พระเจ้าประกาศว่า … พระเจ้าบอกล่วงหน้าอีกแล้วว่าจงกลับใจใหม่ อาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว ใกล้มากๆ แล้ว ที่รอกันมาเป็นพันๆ ปีนั้น ตอนนี้มาอยู่ใกล้ๆ แล้ว ที่บอกว่าพระเมสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดจะมาบังเกิดที่เบธเลเฮ็ม พระมาซีฮาห์จะตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 จะชำระบาปเรา รักษาเราให้หายจากโรคบาปทั้งสิ้นนั้น นำสวรรค์เข้ามา มันใกล้แล้ว”

นี่ประกาศตอน ค.ศ.26 และประกาศว่าอย่างไรอีก  พระเจ้าประกาศ ในข้อ 3 บอกว่า …

“จงเตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำทางสำหรับพระองค์ให้ตรงไป”

ก็คือจงเตรียมรับพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์มาแล้ว ผู้ช่วยให้รอดของเรามาแล้ว รอคอยมาตั้งนานใช่ไหมมนุษยชาติ วันนี้มาแล้ว ใกล้แล้วๆ พระเจ้าประกาศ หลังจากผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ที่พระเจ้าใช้ คือยอห์น บัพติศโตแล้ว  ประกาศว่า …

“แผ่นดินสวรรค์ อาณาจักรสวรรค์ อาณาจักพระเจ้าใกล้แล้ว มาถึงแล้ว ใกล้ๆ แค่นี้เอง”

หลังจากนั้น ก็ไม่เห็นผู้เผยพระวจนะมาประกาศแล้ว เพราะใกล้แล้ว ถูกไหมครับ ค.ศ.26  ปรากฏว่าข่าวดี ไม่ใช้ผู้เผยพระวจนะ แต่พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์เอง คือพระมาซีฮาห์ ผู้ที่มาเกิด เป็นมนุษย์แล้ว อยู่ในแผนการของพระเจ้าแล้ว  เดินอยู่บนโลกใบนี้แล้ว  เป็นผู้ประกาศเองเลย ก็คือพระเยซูคริสต์ประกาศเองเลย มัทธิว 4:17 บันทึกเอาไว้

มัทธิว 4:17 “ตั้งแต่นั้นมา  พระเยซูทรงเริ่มต้นเทศนาว่า  “จงกลับใจใหม่  เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว”

 

พระเยซูประกาศเองเลย “จงกลับใจใหม่ เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว” มาใกล้ๆ แล้ว จะหลุดพ้นจากนรกแล้ว ประกาศเมื่อ ค.ศ.26 ทำไมผมชอบใส่ค.ศ. เพราะผมอยากให้ท่านเห็นความชัดเจน การบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ ในโลกที่ตามองเห็น บันทึกเอาไว้จริงๆ แล้วทำอย่างนี้ในพระคัมภีร์ เล็งถึงโลกวิญญาณอะไรบ้าง?

ยอห์น บัพติศโตหรือผู้ให้บัพติศมา เป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ตั้งแต่นั้น พระเยซูตระเวนประกาศ เริ่มต้นตั้งแต่ค.ศ.26 จนถึงค.ศ.29 ทำการ 3 ปีเอง  3 ปีนี้ ทำอย่างเดียว คือประกาศเรื่องสวรรค์มาแล้ว  สวรรค์มาแล้ว ใกล้ๆ นี่เอง แล้วก็ใช้การประกาศบ้าง เทศนาบ้างว่าจงกลับใจใหม่ เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว และยังบอกให้สาวกสนิทๆ ตอนนั้น ไปประกาศอย่างนี้เช่นเดียวกัน สวรรค์อยู่ใกล้แล้ว มัทธิว  10:7 ได้บันทึกเอาไว้อย่างนี้

มัทธิว 10:7 “ขณะที่ไป  จงประกาศข่าวสารที่ว่าอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว”

 

นี่บอกสาวกตั้งแต่สมัยที่พระเยซูยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ใน 3 ปี ทำการประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์ว่าพระองค์จะมาทำไม? ยังไม่ถึงการปฏิบัติภารกิจการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาป ยังไม่ได้ทำตรงนั้น ก็เลยบอกให้พวกเหล่าสาวกที่ติดตามตอนนั้น ออกไปประกาศเช่นนี้ เช่นเดียวกับพระองค์ คืออาณาจักรสวรรค์มาใกล้ๆ แล้ว

ในช่วงเวลาประมาณ 3 ปี ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ คือประมาณปี ค.ศ.26 ถึง ค.ศ.29 … 3 ปี ตามบันทึกประวัติศาสตร์บอกว่าพระเยซูประสูติเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตศักราช นี่ประวัติศาสตร์ ก็แสดงว่าค.ศ.1 พระเยซูมีอายุ 4 ปี พระองค์เริ่มตระเวนเทศนาสั่งสอน เมื่ออายุได้ 30 ปี ก็คือปีค.ศ.26 ขึ้นอยู่กับการตั้งเริ่มของปีค.ศ. เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถเทียบได้ว่าเมื่ออายุ 30 ปี ก็คือปีค.ศ.26 พระเยซูเริ่มต้นประกาศ เริ่มต้นรับใช้พระเจ้าในการเป็นพระบุตรของพระเจ้า คือประกาศว่าพระองค์มาทำอะไร? พระองค์เป็นใคร? พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า สวรรค์มาถึงตรงนี้แล้ว สวรรค์มาใกล้ๆ แล้ว ก่อนที่พระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ ในอีก 3 ปีข้างหน้า พระองค์ประกาศในช่วง 3 ปีก่อน ถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระเยซูได้ตระเวนประกาศเรื่องเดียว ไม่มีเรื่องอื่น ไม่ได้มาสอนศีลธรรม ไม่ได้มาสอนว่าให้ทำอันโน้น อันนี้ ประกาศอย่างเดียวเลย สวรรค์เป็นอย่างไร? หน้าตาลักษณะเป็นอย่างไร? ในทางโลกวิญญาณทั้งสิ้น เพื่อท่านจะได้เข้าใจ  อย่าไปตีความแบบไม่ใช่โลกวิญญาณ  ท่านจะเข้าใจผิด ท่านจะหลงทาง

พระเยซูได้ตระเวนประกาศในเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์ พระคัมภีร์มีบันทึกไว้มากมาย ถึงคำอุปมาของพระเยซู ทั้งหมดเลยนะ เปรียบอาณาจักรสวรรค์เป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าบ้าง เป็นเหมือนสวนองุ่นบ้าง เหมือนไข่มุกเม็ดงาม ที่คนมาเจอ แล้วต้องทิ้งทุกอย่าง  ทิ้งโลกใบนี้ แล้วมาหาพระองค์ ก็คือหาโลกฝ่ายวิญญาณอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ประมาณนี้ มาดูลูกา 17:20-21 …

ลูกา 17:20-21 “20 คราวหนึ่งพวกฟาริสีมาทูลถามว่า “อาณาจักรของพระเจ้า จะมาถึงเมื่อใด” พระเยซูตรัสตอบว่า “อาณาจักรของพระเจ้า ไม่ได้มาอย่างที่ท่านสังเกตได้  21 ทั้งผู้คนจะไม่กล่าวว่า ‘อาณาจักรนั้นอยู่ที่นี่’ หรือ ‘อยู่ที่นั่น’ เพราะอาณาจักรของพระเจ้า อยู่ภายในพวกท่าน”

 

พวกฟาริสี เขาได้ยินพระเยซูประกาศว่าสวรรค์เข้ามาใกล้แล้ว ได้ยินพวกสาวกประกาศว่าสวรรค์เข้ามาใกล้แล้ว เขาก็คิดแบบมนุษย์ว่าอาณาจักรสวรรค์ที่จะมา เป็นลักษณะเป็นอย่างไร? เพราะในหัวเขา ในความคิดของเขา  เขาคิดแต่ว่าอาณาจักรสวรรค์มา คือถ้าพระเจ้ามานะ อิสราเอลต้องเป็นมหาอำนาจโลกเลย ต้องหลุดพ้นจากการเป็นเชลย เป็นทาสของโรมันในสมัยนั้น จะไม่มีใครมาข่มเหงชาวยิวได้อีกแล้ว โรมันจะต้องพ่ายแพ้แน่ เราจะเป็นกองทัพใหญ่ เหมือนกับสมัยโซโลมอน เป็นประเทศมหาอำนาจใหญ่ มีกิน มีอยู่ มีใช้รุ่งเรืองเหลือเกิน เขาคิดอย่างนั้น แค่นั้นว่าพระเยซูอาจจะเป็น หรือว่าถ้าเป็นพระเจ้า มาจริงๆ คงมาในรูปลักษณะความยิ่งใหญ่ แบบตามองเห็น หูได้ยิน เขาหวังแต่แค่วัตถุสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งมันถูกหลอกไง อย่างที่ผมบอก มันต้องดูโลกฝ่ายวิญญาณ

กลับมา … พระเยซูตอบเขาว่าอาณาจักรของพระเจ้า ก็คือสวรรค์ไม่ได้มาอย่างที่ท่านสังเกตได้ ก็คือไม่ได้มาอย่างวัตถุสิ่งของจับต้องมองเห็นได้ ทั้งผู้คนจะไม่กล่าวว่าอาณาจักรนั้นอยู่ที่นี่ หรืออยู่ที่นั่น คือไม่ใช่อาณาจักรที่ท่านคิดในใจว่าเป็นมหาอำนาจอะไรต่างๆ เหล่านั้น หรืออยู่ที่นั่น แต่เพราะอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ภายในพวกท่าน คำว่า “ภายในพวกท่าน” หมายถึงอยู่ในโลกวิญญาณ  ภายในตัวนี้ ภาษาเดิม หมายถึงอยู่ในท่าน อยู่รอบตัวท่าน โอบอุ้มอยู่ข้างๆ ท่าน พูดง่ายๆ ว่าอยู่ในโลกวิญญาณ อยู่ในอากาศ อะไรต่างๆ เหล่านั้น ท่านมองไม่เห็นหรอก นี่คือสิ่งที่พระเยซูบอก และเล็งไปถึงการเกิดขึ้นในโลกวิญญาณว่าความจริงในโลกวิญญาณตรงนี้หมายถึงอะไร?
เพราะอาณาจักรของพระเจ้า อยู่ภายในพวกท่าน โลกวิญญาณที่มองไม่เห็น อยู่ในวิญญาณของท่าน วิญญาณของท่านก็อยู่ในโลกวิญญาณเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้ อยู่ในโลกวิญญาณที่เป็นอาณาจักรนรก เพราะถูกสาปแช่ง ถูกลงโทษเหมือนบรรพบุรุษ แต่สวรรค์กำลังมา ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น

ฟาริสีอีกคนหนึ่ง ชื่อนิโคเดมัส … นิโคเดมัสก็แอบย่องมาหาพระเยซูตอนกลางคืนเหมือนกัน ได้ยินว่าสวรรค์มาใกล้ๆ แล้ว คนนี้พูดเข้าท่าดี อยากจะรู้ว่าเป็นอย่างไร? แล้วก็เห็นเขาทำการอัศจรรย์ด้วย คือพระเยซูทำอัศจรรย์เยอะแยะ อยากจะมาคุยด้วยว่ามันเป็นอย่างไร? ก็ย่องมาหาพระเยซูตอนกลางคืน อาจจะกลัวเพื่อนฝูงที่เป็นใหญ่ เป็นโต มีตำแหน่งในสภาของยิว อาจจะไปฟ้อง หรืออาจจะดูถูกเอา เลยแอบมาดูว่าจริงๆ มันเป็นอย่างไร? ก็มาถามพระเยซู นิโคเดมัสถามว่าจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ทำอย่างไร? พระเยซูบอกว่าคนที่จะเข้าอาณาจักรสวรรค์ได้ต้องบังเกิดใหม่ นิโคเดมัสตกใจ งง เกิดใหม่อย่างไร? เรากลับไปมุดอยู่ในครรภ์มารดา แล้วคลอดมาใหม่อีกทีหนึ่งหรือ? มนุษย์คิดอย่างนี้ คิดแต่สิ่งของที่จับต้องมองเห็นได้ นึกไปไม่ถึงโลกฝ่ายวิญญาณหรอก เพราะเขาตกอยู่ในความบาป ในคำสาปแช่ง ความสามารถในตาวิญญาณมันดับไป เขาเรียกว่าตาบอดในวิญญาณ ไม่เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ พระเยซูบอกว่าสวรรค์มาอยู่ใกล้ๆ ผู้ที่จะเข้าในสวรรค์ได้ จะต้องบังเกิดใหม่เท่านั้น  พระเยซูพูดถึงโลกวิญญาณนั่นเอง

พระเยซูตระเวนประกาศอย่างนี้ 3 ปี จนกระทั่งปีค.ศ.29 พระเยซูก็ได้ปฏิบัติภารกิจ ตามที่พระเจ้าได้วางแผนการไว้มาตั้งนานแล้ว ในการที่จะใช้พระองค์เป็นเครื่องบูชาลบล้างความผิดบาปของมวลมนุษยชาติ แบกรับเอาคำสาปแช่งของมวลมนุษยชาติไว้ที่พระองค์เอง บนไม้กางเขนนั่นเอง บอกมาตั้งนานแล้ว ตั้งหลายพันปีแล้ว บัดนี้มันใกล้แล้ว ฮีบรู 9:15 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

ฮีบรู 9:15 “ด้วยเหตุนี้ พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ เพื่อบรรดาผู้ที่ทรงเรียกนั้น  จะได้รับมรดกนิรันดร์  ซึ่งทรงสัญญาไว้  เพราะพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เป็นค่าไถ่  เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากบาป  ซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาแรก”

 

“ด้วยเหตุนี้ พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่” ก็คือเป็นคนกลางในการชดใช้โทษบาปของมวลมนุษยชาติไปเรียบร้อยแล้ว ในพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเก่าคืออะไร? พันธสัญญาเก่า คือใต้กฎของคำสาปแช่ง ที่ได้ละเมิด กบฏต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟัง ดื้อ แล้วมันก็มีผลขึ้นมา ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเรา  แต่ตอนนี้พระเยซูมาใช้บาปเหล่านั้น ใช้โทษเหล่านั้นให้หมดสิ้นแล้ว กาลาเทีย 3:13 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

กาลาเทีย 3:13 “พระคริสต์ได้ทรงไถ่เรา พ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”

 

เห็นไหมครับ? พระเยซูมาเพื่อเอาคำสาปแช่งของมวลมนุษยชาติ ที่ตกในนรก เป็นโทษ เอาคำสาปแช่งออกไป เอาพระพร  ความเป็นสวรรค์เข้ามาแทน นรกเอาออกไป เอาสวรรค์เข้ามาแทนที่ โดยการที่พระองค์ถูกตรึงอยู่ที่ไม้กางเขน

วันศุกร์ประเสริฐ บ่าย 3 โมงที่ไม้กางเขน  เมื่อประมาณเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูสิ้นพระชนม์ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงตรัสว่า “เทสเทเรสไตล์” ภาษากรีก แปลเป็นไทยว่า “สำเร็จแล้ว” หรือว่า “จ่ายหมดเรียบร้อยแล้ว” จ่ายหนี้บาปของมวลมนุษยชาติให้หมดทุกคนเลย มวลมนุษยชาติไม่เป็นหนี้ใครอีกแล้ว  เราจ่ายให้หมดแล้ว สำเร็จแล้ว

ก็คือแผนการของพระเจ้า ที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ ตั้งเป็นพันๆ ปีมาแล้ว สำเร็จแล้ว  ณ วันที่พระเยซูได้ถูกตรึงและสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน และวันที่ 3 พระเจ้าได้ชุบพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นพระมาซีฮาห์จริงๆ จึงสามารถเป็นขึ้นจากความตายได้ และพิสูจน์ว่าพระองค์เป็นผลแรกในการเป็นขึ้นจากความตาย สำหรับผู้ที่จะเชื่อพระองค์ในอนาคต ที่จะเป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ หลังจากที่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน ลงไปอยู่ในอุโมงค์ แล้วก็เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 หลังจากการเป็นขึ้นจากความตาย พระเยซูปรากฏร่างที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่มีสง่าราศี เป็นพระเจ้าแล้วนั้น  และเข้ามาอยู่ ให้สาวกได้จับต้องมองเห็นพระองค์ได้ คือมาอยู่ด้วยกันกับสาวก เป็นเวลาถึง 40 วัน เพื่อยืนยันการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ว่า …

“นี่เป็นฉันจริงๆ นะ เป็นพระเยซูจริงๆ นะ”

หลังจาก 40 วันแล้ว ก็ถูกรับเข้าไปอยู่ในสวรรค์สถาน เข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ ในหนังสือกิจการ 1:3-5  ได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์นี้ไว้ว่า …

กิจการ 1:3-5 “3 ภายหลังที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์  ก็ได้ทรงสำแดงพระองค์แก่คนเหล่านั้นและให้ข้อพิสูจน์หลายประการ ที่ยืนยันว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกเขา ในช่วงสี่สิบวัน และตรัสเกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้า 4 ครั้งหนึ่ง ขณะทรงร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขา พระองค์ทรงบัญชาพวกเขาว่า “อย่าออกจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่จงรอคอยของประทานที่พระบิดาของเราได้ทรงสัญญาไว้  ดังที่พวกท่านได้ยินเรากล่าวไว้ 5 ด้วยว่า “ยอห์นให้บัพติศมาด้วยน้ำ  แต่อีกไม่กี่วัน  พวกท่านจะได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

“หลังจากที่พระองค์ทรงทนทุกข์” ก็คือทุกข์ทรมาน สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน  พระองค์ก็ได้ปรากฏพระองค์ เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์เป็นขึ้นจากความตายจริงๆ ได้กินข้าวกับพวกเขา ให้เอามือพวกเขามาจับรอยแผลของพระองค์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง? ในนี้บอกหลายประการ เพื่อยืนยันว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ พวกเขาตื่นเต้นขนาดไหน? เมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังเห็นพระเยซู ถูกตรึงที่ไม้กางเขน เลือดอาบเลย ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เห็นชัดๆ เลย แล้วนี่เป็นไปได้หรือ! พระเยซูยืนอยู่ต่อหน้าเรา เป็นพระเยซูเดียวกัน ที่เป็นขึ้นใหม่แล้ว เป็นไปได้หรือ? พระเยซูจึงต้องยืนยันอย่างนั้น

พระองค์ทรงพระชนม์ เพื่อให้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายจริงๆ พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกเขาในช่วง 40 วัน คือตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ 40 วันแรก คือวันที่พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย ก็คือวันอีสเตอร์ ในช่วง 40 วัน พระองค์ปรากฏตรงโน้นตรงนี้ ตรงนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งปรากฏต่อผู้คนครั้งเดียว 500 คน ได้เห็นพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย ตกใจไหมล่ะ แต่หลังจากตกใจแล้ว พระเยซูก็ได้พูด ได้คุย จนพวกเขามั่นใจแล้วว่าเป็นพระเยซู ท่านลองคิดดู ถ้าเป็นเรา เราจะมีความเชื่อศรัทธามากขนาดไหน? ล้นขนาดไหน? แล้วพระองค์ทรงปรากฏในช่วง 40 วัน เพื่ออะไรอีก?

อ่านดูตรงนี้ “และตรัสเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์” ก็มาพูดเหมือนเดิม อาณาจักรสวรรค์ที่บอกอยู่ใกล้ ตอนนี้มาแล้ว อยู่ยิ่งใกล้ใหญ่เลย สำเร็จแล้ว จบแล้ว แต่รอสถาปนาเท่านั้นเอง  สำเร็จแล้วที่ไหน? ที่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย เป็นการตอกฝาโลงเลยว่างานนี้จบแล้ว แต่รอพระราชโองการจากพระเจ้า พระบิดาว่าเริ่มต้นมีผลเมื่อไร? แต่มันสำเร็จตั้งแต่วันนั้นแล้ว วันที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย จบแล้ว ว่ากันตามจริง จบตั้งแต่ที่พระองค์บอกว่าสำเร็จแล้วนั้นแหละ คราวนี้รอขบวนการของผลที่จะประกาศออกมา พระองค์คงจะเล่าอย่างนี้นะ ตรัสเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์

ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงรับประทานอาหารกับพวกเขา ถามว่ารับประทานอย่างไร? ให้รู้ว่าเป็นพระเยซูจริงๆ อาการก็คือพระเยซูที่พวกเขาคุ้นเคย เดินด้วยกันตลอด 3 ปีนั้น แล้วพระเยซูก็สั่งพวกเขาด้วยว่ายอห์น บัพติศโตให้บัพติศมาด้วยน้ำ ที่แม่น้ำจอร์แดน คนมา ก็จุ่ม มุดลงไป แล้วขึ้นมา แล้วประกาศว่าคนนี้ ได้รับการชำระบาป จนหมดสิ้นแล้ว และได้กลับใจใหม่แล้ว  แต่อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น พวกท่านจะได้รับบัพติศมา จุ่มลงไป มุดลงไป โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ถามว่าพวกสาวกที่ได้ฟังตอนนั้นรู้เรื่องไหม? ไม่รู้ แต่พระเยซูบอกแล้วว่าตอนนี้ไม่รู้เรื่องหรอก  แต่ไม่เป็นไร ฟังไว้ให้ดีๆ จดไว้ดีๆ  เดี๋ยววันหนึ่ง เมื่อท่านบังเกิดใหม่ เมื่อพระวิญญาณมาอยู่กับท่าน พระวิญญาณจะบอกท่านเองว่าที่เราพูดมันหมายความว่าอย่างไร? กิจการ 1:8-9 ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้ว่าหลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้นต่อ

กิจการ 1:8-9 “8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับฤทธิ์อำนาจ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน  และพวกท่านจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม และทั่วแคว้นยูเดียกับสะมาเรีย จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก 9 หลังจากตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงถูกรับขึ้นไป ต่อหน้าต่อตาพวกเขา และมีเมฆมาปกคลุมพระองค์ จนพวกเขามองไม่เห็นพระองค์”

 

“บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” ขณะที่พวกเขากำลังงงๆ อยู่  หมายถึงอะไรหนา ต่างคน ต่างก็คิดไป บางคนก็คิดว่า …

“พระเยซูบังเกิดใหม่ เป็นขึ้นจากความตาย เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจอย่างนี้ สบายแล้วพวกเรา  ก็เหมือนอย่างที่ฟาริสีคิด ต่อไปนี้อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่แล้ว อาณาจักรของพระองค์ ก็คือมหาอำนาจใหญ่หลวง ใหญ่โตยิ่งกว่าสมัยกษัตริย์ซาโลมอนอีก เราจะเป็นประเทศมหาอำนาจยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองแล้ว ชาวยิวสบายแล้ว”

มีบางคนคิดแค่นั้น เพราะว่าเขายังไม่ได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ ยังมองไม่เห็นทะลุถึงโลกฝ่ายวิญญาณว่าอะไรเกิดขึ้นยิ่งใหญ่กว่านั้นตั้งเยอะ พระเยซูก็อธิบายให้เขาฟัง ในข้อ 8 ว่า …

“แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับฤทธิ์อำนาจ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน”

มันหมายความว่าอย่างไร? จำได้ไหมที่พระเยซูบอก … “ผู้ใดที่จะเข้าสวรรค์ ผู้นั้นจะต้องบังเกิดใหม่”

ฤทธิ์อำนาจนี้ ก็คือฤทธิ์เดชทำให้เขาบังเกิดใหม่ ฤทธิ์อำนาจนี้มาจากใคร? มาจากเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน ก็คือเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ถูกประทานโดยพระเจ้าพระบิดา ลงมาอยู่เหนือพวกท่านนั้น พระวิญญาณจะทำการให้ท่านบังเกิดใหม่ ในข้อ 5 ที่บอกไว้ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เสด็จมาเหนือพวกท่าน ก็คือเมื่อพระวิญญาณเสด็จมาบัพติศมาท่าน จุ่มท่านลงไปในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่ กิจการ 1:10-11

กิจการ 1:10-11 “10 พวกเขากำลังแหงนหน้าเขม้นดูฟ้า ขณะที่พระองค์เสด็จไป ทันใดนั้นมีชายสองคน สวมชุดขาวมายืนอยู่ข้างๆ พวกเขา  11 และกล่าวว่า “ชนชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุใดพวกท่าน จึงยืนมองท้องฟ้าอยู่ที่นี่  พระเยซูองค์นี้ ซึ่งถูกรับไปจากพวกท่านเข้าสู่สวรรค์นั้น จะเสด็จกลับมาอีก ในแบบเดียวกันกับที่พวกท่านเห็นพระองค์เสด็จเข้าสู่สวรรค์”

 

ก่อนที่พระองค์จะถูกรับขึ้นไปในสวรรค์ จะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้หรอกว่าจะไม่อยู่กับเขาอีกนานเท่าไร? เขาไม่รู้ว่าจะต้องอีกกี่วัน พระองค์จึงต้องตรัสสั่งอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ให้รอจนกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมา บัพติศมาท่าน ให้ท่านได้บังเกิดใหม่ ไม่งั้นท่านจะเห็นสวรรค์ไม่ได้ ไม่งั้นท่านจะเข้าสวรรค์ไม่ได้เลย  และการบังเกิดใหม่มาจากฤทธิ์เดชอำนาจทางการบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น สั่งปุ๊บ พระเยซูก็ถูกรับขึ้นไปเลย ต่อหน้าต่อตาพวกเขาทั้งหลาย จนกระทั่งเหม่อลอย มีทูตสวรรค์มาบอก …

“เหม่อเรื่องอะไร?”

เป็นเรา คงตื่นเต้น อยู่มาตั้งหลายวัน 10, 20 บางคน 40 วันเลย อยู่ด้วยกัน ตอนนี้ลอยขึ้นไปเลย บอกให้รอ คงไม่ได้คิดถึงเรื่องสวรรค์อะไรต่างๆ คงงง แต่จำได้อย่างเดียวว่าพระเยซูบอกให้ไปรอก่อน รอที่พระบิดาทรงสัญญาไว้ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมา แต่เขาไม่เข้าใจหรอกครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น  เขาก็ทำอย่างนั้น แล้วก็มองเห็นพระเยซูลอยขึ้นไป ก็เหม่อ จนทูตสวรรค์ต้องมาสะกิด

“เหม่อทำไม ก็ไปทำอย่างที่พระเยซูบอกสิ สั่งไว้แล้ว ให้ไปรอ พระเยซูที่ท่านเห็น ที่ถูกรับขึ้นไปสวรรค์ วันหนึ่งข้างหน้า จะกลับมาเหมือนที่ท่านเห็นพระองค์ ถุกรับขึ้นไป”

พอมาถึงวันที่ 50 เทศกาลเก็บเกี่ยว พระเยซูลอยขึ้นไปในวันที่ 40 พวกเขารออีก 10 วัน ก็เป็นวันที่ 50 ตอนนั้นเขาไม่รู้หรอกเป็นวันที่ 50 บอกให้รอ เขาก็ไปรอ  พอถึงวันที่ 50 เป็นเทศกาล การเก็บเกี่ยวผลแรก ซึ่งเล็งถึงพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย แล้วเราทั้งหลาย ผู้เชื่อในพระองค์ก็จะเป็นขึ้นจากความตายเช่นเดียวกัน วันที่ 50 หรือวันเพนเตคอส เป็นวันแรกแห่งการเริ่มต้นสวรรค์บนโลก วันที่ 50 เป็นวันสถาปนาเกิดผลแล้ว ในสิ่งที่พระเยซูทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย วันที่ 50  เกิดเป็นผลแล้ว คือสวรรค์ของพระเจ้า

สวรรค์ของพระเจ้า คืออะไร? คือที่สถิตของพระเจ้า ในอดีตที่เป็นเงา คือโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์  ก็คืออภิสุทธิสถาน แปลว่าสถานที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ที่พระเจ้าสถิตอยู่ หรือเรียกว่าวิหารของพระเจ้า ลงมาตั้งอยู่แล้วในโลกวิญญาณ จงมองให้เห็นเถิด วันที่ 50 วันเพนเตคอส สวรรค์ของพระเจ้า ที่สถิตของพระเจ้า  วิหารของพระเจ้า ลงมาตั้งอยู่บนโลก ในโลกวิญญาณแล้ว ในใจของท่าน ก็คือในร่างกายของมนุษย์  เป็นวันแรกแห่งการเริ่มต้น ในโลกใบนี้ ที่สถานที่ที่เรียกว่าสถานที่ของพระเจ้ามาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ ในร่างกายของมนุษย์ เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 50 กิจการ 2:1-4

กิจการ 2:1-4 “1 เมื่อถึงวันเพ็นเทคอสต์ พวกเขาทั้งหมดมารวมอยู่ในที่เดียวกัน 2 ทันใดนั้นก็มีเสียงจากฟ้าสวรรค์ เหมือนเสียงพายุกล้า  ดังก้องไปทั่วทั้งบ้านที่เขานั่งอยู่ 3 พวกเขาเห็นสิ่งที่ดูเหมือนเปลวไฟ รูปร่างคล้ายลิ้น กระจายออก และมาอยู่เหนือพวกเขาแต่ละคน 4 ทุกคนเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเริ่มพูดภาษาต่างๆ  ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พวกเขา  สามารถพูดได้”

 

เขาก็ไปรอตามที่พระเยซูบอกเขา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาบัพติศมาท่านให้เกิดใหม่

ข้อ 4 บอกว่าทุกคนเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือทุกคนได้รับการจุ่มลงไป พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็บัพติศมาพวกเขาลงไปในพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ มีอีกชื่อหนึ่งว่าพระวิญญาณของพระคริสต์  พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จุ่มพวกเขาลงไปในพระวิญญาณของพระคริสต์ ก็คือเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ ได้บังเกิดใหม่ ขณะนั้นเลย

“บัพติศมา” คือการจุ่มลงไป เป็นหนึ่งเดียวกัน ดำมิดเป็นหนึ่งเดียวกัน เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่ยอห์น บัพติศโตทำเป็นเงาไว้ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาทำในลักษณะเป็นจริงในโลกวิญญาณ มุดลงไปในน้ำ ดำลงไปในน้ำ เป็นหนึ่งเดียวกับน้ำไปเลย เหมือนที่ผมเคยยกตัวอย่างบ่อยๆ

พอถึงวันนั้น วันที่ 50 ที่ห้องชั้นบนนั้น เหล่าสาวก ประมาณ 120 คนในวันนั้น พระวิญญาณได้บัพติศมาพวกเขาในวิญญาณ พระวิญญาณได้เข้ามาในวิญญาณของเขา ซึ่งเป็นวิญญาณที่อยู่ในความบาป อยู่ในความมืด อยู่ในนรก อยู่ในความสกปรก อยู่ในความตาย เป็นทาสมารอยู่นั้น พระวิญญาณได้เข้ามา นำวิญญาณของเขา

สมมติว่านี่เป็นวิญญาณของมนุษย์ ถ้าพูดตามประวัติศาสตร์ ก็คือเป็นวิญญาณของพวกเหล่าสาวก 120 คนนั้น พระวิญญาณได้นำเอาวิญญาณของพวกเขาจุ่มลงไป มุดลงไปในพระเยซูคริสต์  เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู วันนั้น พระวิญญาณได้ทำการบัพติศมา คือการผ่าตัดวิญญาณของมนุษย์ที่เป็นความบาปนั้น เอาวิญญาณของมนุษย์นั้น เข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เข้าไปอยู่ในวิญญาณของพระคริสต์ เข้าไปอยู่ในพระคริสต์ พระคัมภีร์นี้สมมติว่าเป็นพระคริสต์มุดเข้าไปอยู่ในนี้เลย

เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตรึง ตาย ที่ไม้กางเขน วิญญาณของเราหรือของคนๆ นั้น ก็ได้ตายกับพระองค์ เมื่อพระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ วิญญาณของเราหรือของคนๆ นั้น ก็ถูกฝังด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นจากความตาย วิญญาณของคนๆ นั้น ก็ได้เป็นขึ้นจากความตายด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์ ได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นคนสนิทของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นลูกที่รักของพระองค์ คนๆ นั้นก็เป็นเหมือนที่พระเยซูคริสต์เป็น คือเข้าไปอยู่ในสวรรค์สถานแล้ว นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นคนสนิท เป็นลูกที่พระเจ้าทรงรักอย่างมากมาย เช่นเดียวกัน

นี่เป็นผลแรก เป็นการเริ่มต้น ศักราชใหม่ ในโลกวิญญาณ มนุษย์เข้าไปในโลกวิญญาณได้ด้วยวิธีนี้ เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้น ก็มีครั้งที่สอง เป็น 3,000 คน  และจาก 3,000 คนก็เยอะแยะไปหมด ใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูก็จะเป็นอย่างนี้แหละ  ได้บังเกิดใหม่ เข้าไปสู่สวรรค์ทันทีเลย เรียกว่าได้รับการบัพติศมา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ให้บังเกิดใหม่นั่นเอง พระเจ้าได้ทรงสถาปนาสวรรค์สถาน ในร่างกายของมนุษย์ ในร่างกายของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ ที่เชื่อในข่าวดี ข่าวประเสริฐของพระเยซู

สาวกเหล่านี้ได้เห็นพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เขาจึงเชื่อ ก็ได้รับพระพร พระเยซูบอกว่าแต่คนอื่นจะได้พระพรมากกว่านี้อีก คือคนเหล่านั้น ที่เชื่อในข่าวดีนี้ โดยไม่เห็นพระองค์เลย โดยไม่เห็นร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ เหมือนกับเหล่าสาวกเหล่านี้ ก็คือพวกเราทั้งหลายในยุคต่อๆ มา ใช้เชื่อเอา เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระองค์ประทานให้มนุษยชาติ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระให้มนุษย์พ้นจากบาป คำสาปแช่ง  และพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เพื่อสถาปนาว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ และปรากฏพระองค์เองจริงๆ ทุกวันนี้พระองค์นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน ใครที่เชื่อตรงนี้ พระวิญญาณก็จะเข้ามาบัพติศมาเขา ให้เขาได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นลูกของพระเจ้า เข้าไปอยู่ในสวรรค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ทันที

วันนี้จึงเป็นวันระลึกถึง หรือเรียกว่าวันสถาปนาอาณาจักรสวรรค์บนโลก วันฉลองอาณาจักรสวรรค์ในวิญญาณ คือคริสตจักรของพระเจ้า … “คริสตจักรของพระเจ้าคืออะไร?” ก็คืออาณาจักรของพระคริสต์ พระคริสต์เป็นพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เพราะฉะนั้น คริสตจักร ก็คือสถานที่ หรือที่ที่พระเจ้าสถิตอยู่ เราทั้งหลายผู้เชื่อ คือคริสตจักรของพระเจ้า เป็นวิหารของพระเจ้านั่นเอง วันนี้จึงเป็นวันครบรอบ 1,991 ปี แห่งการสถาปนาอาณาจักรสวรรค์บนโลกใบนี้ ปีค.ศ.29 วันเพนเตคอสแรกจนถึงปัจจุบันนี้ ปีค.ศ.2020 วันนี้เพนเตคอสเหมือนกัน เป็นเพนเตคอสที่ผ่านมาแล้ว 1,991 ปี มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนเลย หลั่งไหลกันเข้ามาสู่สวรรค์เยอะแยะไปหมด ได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณนี้ทั้งหมด จงมองให้เห็นเถิด เมื่ออ่าน ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์มนุษยชาติระดับวิญญาณตรงนี้ จงมองทะลุไปให้เห็นเถิดว่าอะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของท่าน ถ้าท่านเป็นมนุษย์ มันได้เกิดขึ้นตรงนี้แล้วอย่างนี้ 1,991 ปีมาแล้ว ในโลกวิญญาณ จงรับรู้เถิดนี่เป็นข่าวดี

เพราะสำหรับเราทั้งหลาย ผู้คนทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในข่าวดีนี้แล้ว ถ้าพระเยซูเสด็จกลับมาวันนี้ เดี๋ยวนี้เลย หรือเราต้องตายต้องมรณา วิญญาณต้องออกจากร่างเดี๋ยวนี้  เราก็เป็นผู้ชอบธรรมที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากบาป  เพราะขณะนี้ เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว อย่างไรๆ ก็อยู่ในสวรรค์แล้ว เพราะอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ สวรรค์อยู่ที่นี่แล้วเดี๋ยวนี้ เราไม่ได้หวังว่าจะไปอยู่ในสวรรค์ แต่เรามีสวรรค์อยู่ในใจเรา เรารู้แล้วว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว ความหวังของเรา ก็คือเมื่อไรจะทิ้งร่างไปสักทีหนึ่ง ไปอยู่ในสวรรค์มันดีกว่าตั้งเยอะ ร่างกายอ่อนแอนี้ มันไม่อยู่ตลอดอยู่แล้ว ดีใจเหลือเกิน วันหนึ่งมันต้องทรุดโทรมไป  และจะต้องตายไป ต้องจากไป  ดีใจเหลือเกิน สำหรับผู้ที่เชื่อแล้ว ถึงบอกว่า …

“อยู่ ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ ถ้าตาย ก็ได้กำไร”

1 โครินท์ 6:19 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ชัดเจนแจ่มใสเลย …

1 โครินธ์ 6:19 “ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่าน  เป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้สถิตในท่าน  ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า  ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง”

 

พูดง่ายๆ ว่าพระเจ้า พระเยซูพูดกับเราผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระองค์แล้วผ่านทางอาจารย์เปาโล

“ลูกไม่รู้หรือว่าร่างกายของลูก เป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้สถิตอยู่ในลูกนะ ซึ่งลูกได้รับจากพระเจ้า พระบิดา ลูกไม่ใช่เจ้าของตัวลูกเองนะตอนนี้ พระเจ้าพระบิดาซื้อลูก หรือจ่ายค่าไถ่ลูกด้วยชีวิตของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์นะ ร่างกายของลูกเป็นวิหารของพระเจ้าแล้วนะ พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยนะ”

และฮีบรู บทที่ 10 ได้บอกเราในลักษณะเดียวกันนี้ ในฮีบรูบทที่ 9 บทที่ 10 บอกละเอียดมาก บอกว่าเราได้รับการชำระ ให้แยกส่วนเฉพาะเป็นของพระเจ้าแล้ว เมื่อตอนที่เราเชื่อในข่าวดีนี้ เราได้รับการชำระ เป็นสมบัติส่วนพระองค์ของพระเจ้า ได้ถูกทำให้บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เท่าพระเยซูเลย

ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ความประพฤติของเราแน่ และไม่ใช่นิสัยของเรา  แต่เป็นที่วิญญาณ ตัวจริงๆ แท้ๆ ของเรา ก็คือวิญญาณนี่แหละ เพราะว่าวิญญาณของเรา คือวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ที่ได้บัพติศมาเราไปเรียบร้อยแล้ว มันเสร็จแล้ว สวรรค์จึงอยู่ที่นี่ จะไปอยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร? ถ้าไม่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเยซูคริสต์ ไปอยู่กับพระเจ้าได้อย่างไร? ผู้ที่จะอยู่กับพระเจ้าต้องบริสุทธิ์ สะอาดและศักดิ์สิทธิ์ เราบริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์แล้ว โดยการบังเกิดใหม่  ไม่ใช่ด้วยการประพฤติหรือการกระทำ หรือนิสัยของเรา วิญญาณของเราต่างหาก เพราะความบริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระเจ้าของเรา ไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของความประพฤติหรือการกระทำ แต่อยู่บนรากฐานของการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ

พระเยซูจึงบอกว่าผู้ใดที่เข้าสวรรค์ได้ ต้องบังเกิดใหม่ พระองค์ไม่ได้บอกว่าผู้ใดที่จะเข้าสวรรค์ได้จะต้องทำดี พระองค์ไม่ได้บอกว่าผู้ใดจะเข้าสวรรค์ได้ จะต้องประพฤติตามกฎที่พระเจ้าบอกว่าอย่าทำ พระเยซูไม่ได้บอกว่าผู้ใดจะเข้าสวรรค์ได้  จะต้องประพฤติตามศีลธรรมเหล่านั้น ไม่ได้พูดอย่างนั้นเลย แต่บอกว่าบังเกิดใหม่ แล้วเดี๋ยวนิสัยก็จะเปลี่ยนไป เหมือนจากข้างใน ออกมาข้างนอก  เหมือนผงฟู ที่ทำขนมปัง มันเกิดจากข้างใน แล้วมันก็จะออกมาข้างนอก ส่วนจะออกมาข้างนอกได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้นหรอก พระเจ้าจะพาเขาไป ค่อยๆ แก้ไขไปทีละนิด ทีละหน่อย จนกว่าจะได้รับร่างกายใหม่ ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ ในสวรรค์สถาน ซึ่งจะเป็นร่างกายที่เหมือนร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ เป็นร่างกายที่เต็มด้วยสง่าราศี ไม่มีความทุกข์ยากลำบาก ไม่มีการทำบาป ไม่มีสิ่งสกปรกโสโครกเหลือแม้แต่นิดเดียวเลย เอเมน

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้วเดี๋ยวนี้ ต้องย้ำว่าเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ตอนนี้ ท่านหรือเรา กำลังอยู่ในสวรรค์แล้ว นี่เป็นการมองทะลุไปในโลกวิญญาณ มันต้องเป็นอย่างนี้ มันไม่มีทางอื่น ถ้าท่านมองไปในโลกวัตถุ ในสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้ ตามความคิด สติปัญญาของมนุษย์ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าท่านจะคิดไปไม่ถึงวิถีทางของพระเจ้าหรอก สติปัญญาของมนุษย์ไม่มีทางเทียบเท่าสติปัญญาของพระเจ้า มันห่างไกลมาก ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกเท่าไร? สติปัญญาของมนุษย์กับพระเจ้าห่างกันเท่านั้นแหละ

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เรากำลังอยู่ในสวรรค์แล้ว สวรรค์ คือที่ประทับพระเจ้า เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว อยู่กับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้า พระบุตร คือพระเยซูคริสต์ และอยู่กับพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกัน และจะอยู่ในสวรรค์อย่างนี้ตลอดชั่วนิรันดรกาล

เพราะฉะนั้น ใครก็ตาม ตอนนี้ที่ได้เชื่อในข่าวดีนี้เรียบร้อยไปแล้ว จงรับรู้เถิดว่าท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว นอกจากตาฝ่ายวิญญาณท่านอาจจะยังหรี่ๆ อยู่ หรือว่ามัวๆ อยู่ ไม่ค่อยเห็นชัด วันนี้จงมองให้เห็นเถิดว่าท่านเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้ท่าน ท่านเชื่อว่าในวันที่ 3 พระเยซูได้เป็นขึ้นมาใหม่ ท่านเชื่อตามนี้ ท่านก็ได้บังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน เพราะฉะนั้น ท่านจงดำเนินชีวิตบนโลกนี้ แบบ RIP ท่านจง Rest in peace เถิด ท่านจงพักสงบ หายเหนื่อยและเป็นสุขเถิด เพราะท่านอยู่ในสวรรค์กับพระบิดาแล้ว ไม่มีใครมาทำอันตรายท่านได้ ไม่มีใครมาเอาท่านออกไป จากมือของพระองค์ได้ ไม่มีใครเอาท่านออกไปจากคอกของพระเยซูได้ ไม่มีใครอีกแล้ว ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว และท่านจะอยู่นิรันดร์ เมื่อโลกใบนี้สูญสิ้นไป  โลกใหม่จะเข้ามาแทนที่ แต่โลกวิญญาณจะยังคงอยู่ และท่านจะอยู่ในโลกวิญญาณที่เป็นสวรรค์สถาน ไม่ใช่โลกวิญญาณเดิมที่เป็นนรกอีกต่อไป  ท่านจะอยู่ในสวรรค์สถานนิรันดร์

เมื่อกี้เราพูดถึงคนที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อ หรือคนที่ยังไม่ได้ยินข่าวดี ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเชื่อ ถามว่าท่านอยู่ที่ไหน? พระคัมภีร์บันทึกว่าผู้ที่ไม่เชื่อ ก็อยู่ที่เดิม  ในโลกวิญญาณที่ถูกพิพากษา เนื่องจากบาป เป็นคนบาป อยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด อยู่ในคำสาปแช่ง ซึ่งเราเรียนมาตอนต้นแล้ว คืออยู่ในนรกนั่นเอง ก็จะอยู่ที่เดิมอย่างนี้ตลอดไป เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร?  แต่ถ้าท่านได้ยิน ได้ฟังข่าวดีนี้แล้ว ท่านอยากจะเปลี่ยนที่อยู่ของท่านในวิญญาณ ย้ายวิญญาณของท่านจากอาณาจักรของคนบาป คำสาปแช่ง และนรกนั้น มาอยู่ในสวรรค์กับพระบิดาผู้สร้างท่าน มาอยู่กับพระเยซู พี่ชายคนโตของท่านในโลกวิญญาณนั้น ท่านก็ทำได้ง่ายนิดเดียว พระคัมภีร์บอกแล้ว แค่เชื่อในข่าวดี เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ว่า …

“พระเยซู ลูกเชื่อ พระเจ้า ลูกเชื่อ ลูกเริ่มต้นเชื่อแล้วว่าทั้งหมดนี้เป็นจริง คือพระเยซูคริสต์ เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระล้างบาปของมวลมนุษยชาติ ซึ่งรวมทั้งตัวลูกด้วย และอยู่ในอุโมงค์ วันที่ 3 พระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย ลูกเชื่อ ลูกเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยของมวลมนุษยชาติ และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของลูกด้วย”

แค่นั้นเอง นี่คือคำอธิษฐาน จะอธิษฐานเดี๋ยวนี้ หรือหลังจากนี้ หรือตอนไหนก็ได้ แต่ท่านต้องอธิษฐาน ขณะที่ยังอยู่บนโลกใบนี้ ในขณะที่ยังอยู่ในร่างกายนี้ ถ้าเผื่อท่านสิ้นลมเมื่อไร? คือตายเมื่อไร? ก็หมดสิทธิ์ที่จะอธิษฐานอย่างนี้เลย ในพระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้อย่างนั้น ถ้าให้แนะนำ คือท่านควรจะอธิษฐาน โดยรวดเร็วมากทีเดียวเลยล่ะ  เพราะมันสำคัญมาก อย่างที่ผมบอก โลกวิญญาณสำคัญกว่าโลกวัตถุอย่างมากมายนัก  ท่านอาจจะมองไม่เห็น แต่มันสำคัญจริงๆ อย่าเอาชีวิตนิรันดร์นั้นมาเสี่ยงกับนรก คำสาปแช่ง ไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้า โดยง่ายๆ ฟรีๆ อย่างนี้เถิด นี่คือพระคุณของพระเจ้าที่บอกไว้ ถ้าท่านเชื่อและอธิษฐานตามเมื่อสักครู่นี้ ท่านก็จะได้รับอย่างนี้เช่นเดียวกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะบัพติศมาท่านเข้าไปในพระคริสต์ แล้วท่านจะตายพร้อมพระเยซู ฝังไว้ในอุโมงค์พร้อมพระเยซู และเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซู วิญญาณของท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า และเข้าไปอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ทันทีเลย และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะยืนยันในสิ่งเหล่านี้ จะนำพาท่านดำเนินชีวิตในแบบโลกวิญญาณอย่างนี้ต่อไป ท่านจะค่อยๆ เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพระเจ้าได้สถิตอยู่กับท่านแล้ว จะนำพาท่านไปเอง ฟีลิปปี 1:6 ผมจึงอยากจะบอกอย่างนี้ว่า …

ฟีลิปปี 1:6 “ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีในพวกท่านนั้น  จะทรงสานต่อให้เสร็จสมบูรณ์  จนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์”

 

ผมมั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงตั้งต้นการงานดีในพวกท่านแล้ว ให้ท่านบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว พระองค์จะทรงกระทำงานต่อไปในร่างกายของท่าน ในวิญญาณของท่าน ให้เสร็จสมบูรณ์ จนกว่าจะถึงวันแห่งพระเยซูปรากฏ คือกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และท่านก็จะได้รับร่างกายใหม่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ เป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซู ไม่มีผิดเลย เป็นร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป เพียงแต่ท่านเชื่อเท่านั้นเอง พระเจ้าจะนำพาท่านไป แล้วเราจะอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์นิรันดร์กาล และมีสันติสุข และความสุขสมบูรณ์นิรันดร์กาล ในโลกใหม่ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเรา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************