คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2020 เรื่อง “รอดโดยพระคุณ ความประพฤติ ไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ?” ตอน 1 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  27 กันยายน  2020

 เรื่อง “รอดโดยพระคุณ ความประพฤติ  ไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ?” ตอน 1

โดย  นคร  เวชสุภาพร

 

หัวข้อเรื่องในวันนี้ คือ “รอดโดยพระคุณ ความประพฤติไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ?” ถามใคร? ถามตัวเอง ไม่ต้องถามคนข้างๆ เป็นเรื่องที่ผู้เชื่อทุกคน เคยถูกตั้งคำถามอยู่เสมอๆ ส่วนใหญ่จะเจอคำถามประมาณว่า …

“มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ทำบาปได้  ใช่ไหม?”

“เป็นคริสเตียนแล้ว จะทำอะไรก็ได้  ใช่ไหม?”

“จะทำตัวอย่างไร? ประพฤติอย่างไรก็ได้ ใช่ไหม?”

“ไม่ผิด ไม่บาป ไม่ต้องรับโทษอีกต่อไป  ใช่ไหม?”

“พระเจ้าอภัยให้ตลอด  ใช่ไหม?”

อะไรประมาณนี้ มีผู้เชื่อหลายคน ที่เวลาเจอคำถามอย่างนี้ อึ้งไปเลย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ทั้งๆ ที่บางครั้งรู้  ข้างในมันเป็นอะไร?  แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร?  จะตอบว่าไม่ใช่  ผิด  ก็ไม่ได้  เพราะเรารู้อยู่ว่าเราปราศจากบาปแล้ว 100% ในพระเยซูคริสต์ ทั้งบาปในอดีต  บาปในปัจจุบัน  บาปในอนาคตทั้งหมด ได้รับการชำระจนหมดสิ้น  เรียบร้อยแล้ว  โดยพระโลหิตพระเยซูคริสต์   เราต้องยืนยันตรงนั้น มันไม่ผิด  มันก็ถูกนะ  แต่ครั้นจะตอบว่า …

“ใช่ ถูกต้องแล้ว  เป็นคริสเตียนทำบาปได้ สบาย อย่างไรก็ไม่ผิดบาปหรอก พระเจ้าอภัยให้เสมอ”

มันก็เขิน ไม่กล้าพูด มันไม่น่าจะใช่นะ ไม่อย่างนั้น เราก็จะเจอคำถามอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ในชีวิตของเรา แม้กระทั่งตัวเราเอง บางทีเรายังถามตัวเราเองว่าอย่างไรดี วันนี้ก็เลยมาทบทวนเรื่องนี้กัน

คำถามประเภทนี้ เป็นคำถามที่ตอบสั้นๆ ไม่ได้หรอก ถ้าจะต้องตอบ ต้องตอบกันแบบละเอียด ยาว ถึงจะเข้าใจอย่างถูกต้องจริงๆ เพราะฉะนั้น แม้เราจะเป็นผู้ที่เชื่อนานแล้วก็ตาม ถ้าเราไม่สนใจในเรื่องละเอียดเหล่านี้  เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะมันละเอียดอ่อนมากในการจะตอบ มันมีส่วนโน่นนิด นี่หน่อย อะไรต่างๆ เพราะฉะนั้น มันต้องใช้เวลา ในการเรียนรู้ และสนใจด้วย ว่ามันเป็นอย่างนี้  เราจึงสามารถที่จะกล้าพูดด้วยปากของเรา ตอบให้ถึงใจ เติมรสชาติให้เข้มข้น สำหรับผู้ที่สงสัย ผู้ที่เขาถามเราว่าความหวังใจของเราในพระเยซูคริสต์ คืออะไร? เราจะได้ตอบเขาได้อย่างเต็มที่ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าเติมรสชาติในการตอบให้มันเข้มข้น  ก็คือเรารู้ละเอียด เราตอบได้ เพราะฉะนั้น ก็ตั้งใจกันนิดหนึ่ง สำหรับเรื่องนี้

บางคนก็พยายามจะอธิบาย เพื่อจะตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ พยายามด้วยตัวเอง อันนี้ไม่ใช่สติปัญญาพระเจ้า เราจึงได้ยินคำตอบแบบแปลกๆ จากปากของคนที่เชื่อพระเจ้า หรือเป็นคริสเตียนแล้วบ่อยๆ ซึ่งมันไม่ได้ตรงกับถ้อยคำของพระเจ้าในพระคัมภีร์เลย แต่เขาก็ตอบไปอย่างนั้น เขาไม่รู้จะพูดอย่างไร? จริงๆ ไม่พูดเลยดีกว่า พูดไปแล้วมันแย้งกับถ้อยคำพระเจ้าในความเชื่อของเราในพระเยซูคริสต์ ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์  มันก็น่าจะไม่ตอบดีกว่า ไม่รู้ซะยังจะดีกว่า ดีกว่าไปตอบผิดๆ ทำให้คนเกิดความเข้าใจผิด ความคิดและเหตุผลของมนุษย์ทั้งนั้นที่เขาตอบ เพราะว่าเขาคิดแบบมนุษย์ มันจะตอบออกมาเป็นแบบมนุษย์ ซึ่งมันก็แย้งกับอะไรต่างๆ ในพระคัมภีร์เยอะแยะ เช่น คุ้นๆ ไหมครับที่บอกว่า …

“เราได้รับความรอดนิรันดร์แล้วก็จริง แต่รางวัลที่เราจะได้รับในสวรรค์ มันจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราบนโลกใบนี้ด้วย” … ซึ่งมันไม่จริง

พระเยซูบอกรางวัลที่เราจะได้ ทุกคนได้เท่ากับหมด ไม่ว่าจะเชื่อมาก เชื่อน้อย ทำมาก ทำน้อย ทำอะไรบนโลกใบนี้ รางวัลเมื่ออกจากร่างนี้ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ได้รับเท่ากันหมด รางวัลนั้น คือความรอดจากการเป็นทาสซาตาน ทาสของบาป กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า เหมือนกันหมดเลย อย่างนี้เป็นต้น

เห็นไหม? ตอบแบบผิดๆ ก็ทำให้คนเชื่อแบบผิดๆ พอผิดนิดหน่อย มันก็เหมือนกลัดกระดุม เม็ดแรกผิด ต่อไป มันก็ผิดเยอะแยะ วุ่นวายไปหมดเลย ตอบกันไม่ถูกเลยว่าทำไมถ้อยคำพระเจ้าแย้งกันเองในพระคัมภีร์ มันก็กลายเป็นอย่างนี้

หรือที่บอกว่า … “ถ้าเราเผลอไปทำบาปผิดเมื่อไร? ก็ให้เราสารภาพกับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะอภัยให้”

ซึ่งก็ผิดอีกแหละ ไม่ตรงกับพระคัมภีร์อีก เพราะพระคัมภีร์บอกว่า …

“พระเจ้าอภัยให้เรียบร้อยแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ครั้งเดียวเป็นพอ ที่พระองค์ถวายตัวเองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง ครั้งเดียวเป็นพอ” ในหนังสือฮีบรูบอก

แต่เราบอกว่า … “ทำบาปไป ต้องสารภาพต่อพระเจ้าทุกๆ ครั้ง”

มันก็ไม่ตรง อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่าเขาไม่รู้จะตอบอย่างไร? เขาก็ต้องตอบแบบความคิดสติปัญญามนุษย์ อ้าว! ทำบาปผิดไป ก็ต้องขอการอภัยจากพระเจ้าสิ แล้วในพระคัมภีร์เขียนบอกว่าข่าวดีของพระเยซูบอกว่าพระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน ครั้งเดียวเป็นพอ ชำระบาปเราทั้งสิ้น ทั้งหมด ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเรียบร้อยไปแล้ว แล้วมันแย้งกันเอง ทำอย่างไร? ก้มหน้า ไม่รู้เรื่อง ไปดีกว่า มันจะเป็นอย่างนี้นะ

บางที … “เชื่อ”

“เชื่อว่าอะไร?”

“เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ไถ่บาปเราเรียบร้อยแล้ว หมดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เชื่อ แต่ว่าถ้าทำผิดบาปไป ก็ต้องสารภาพบาป ขออภัยบาป จากพระเจ้า”

“อ้าว! ทำไมแย้งกันอีก”

ตัวคนๆ เดียวกันนั่นแหละ

วันนี้เลยจะมาคุยเรื่องนี้อย่างละเอียด เผื่อว่าต่อไปนี้ ใครไปถูกถามคำถามเหล่านี้ว่า …

“เป็นคริสเตียนแล้ว ทำบาปได้สบายเลยใช่ไหม?”

ฟังวันนี้จบแล้ว เราสามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง ตามหลักพระคัมภีร์เลย ผมจะพยายามอธิบายให้ละเอียดที่สุด เท่าที่จะทำได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะละเอียดยิ๊บเลย ต้องพระวิญญาณสอนท่านแต่ละวันๆ ไปเรื่อยๆ ท่านก็จะรู้เรื่องนี้ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าท่านสนใจเรียนรู้ว่ามันคืออะไร? พระคัมภีร์จะสอนท่านทีละวันๆ เติบโตไปเรื่อยๆ กับพระองค์ แต่อย่างไรก็ตาม หัวข้อเรื่องนี้ ผมก็จะพยายามทำให้ละเอียดที่สุด เท่าที่จะทำได้

เรามาเริ่มต้นที่หัวใจของข่าวประเสริฐ หรือข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือเราสามารถรอดจากโทษของความบาปต่างๆ ได้ เป็นของประทานพิเศษให้กับเรา โดยเราไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นเลย

นี่คือหัวใจสำคัญของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำดีของเราเลย แม้แต่นิดเดียว พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ แค่พึ่งในพระเยซูคริสต์ การกระทำการงานของพระเยซูคริสต์ เพียงผู้เดียวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการกระทำของเราเลย นี่คือหัวใจของข่าวดีของพระเยซู

การพยายามทำความดีให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ให้สะอาดหมดจด 100% ตามมาตรฐานของพระเจ้านั้น มันเป็นไปไม่ได้ มันทำไม่ได้ ทำอย่างไรไม่ให้มีบาปเลยแม้แต่นิดเดียว นิดหนึ่งก็ไม่ได้ คิดยังไม่ได้เลย เราจึงจำเป็นต้องเชื่อและวางใจในพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ คือพระเยซูคริสต์ แปลว่าผู้ช่วยให้รอด

โดยผ่านทางความเชื่อนี้ เราจึงสามารถบังเกิดใหม่ในวิญญาณ ซึ่งวิญญาณ คือตัวตนจริงๆ ของเรา ที่ตาเรามองไม่เห็น แต่ตัวตนจริงๆ ที่จะอยู่ตลอดไป คือวิญญาณ เราจึงสามารถเป็นผู้บริสุทธิ์ วิญญาณดีงาม ในสายพระเนตรพระเจ้าได้  ด้วยการเกิดใหม่  ผ่านทางความเชื่อ  ในพระเยซูคริสต์ เอเฟซัส 2:8-9 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

เอเฟซัส 2:8-9 “8 เพราะโดยพระคุณ  ความเมตตา และความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้น จากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้า ที่ได้ประทานให้”

 

“ที่เรารอด ก็รอด โดยพระคุณ ความเมตตาของพระเจ้า ไม่ใช่ความรอด โดยการประพฤติ การกระทำของเรา หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติ กฎหมายต่างๆ ของพระเจ้า ให้ถูกต้อง เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดีงามของตัวเองได้”

ในภาษาเดิม ตรงนี้แปลว่าอย่างนี้ จะไม่มีใครมาบอกเลยว่า …

“ฉันรอดไปอยู่ในสวรรค์ได้ เพราะฉันทำดี เยอะกว่าเธอตั้งเยอะ”

ไม่มีเลยสักคน นี่แหละคือเหตุผลที่ผมบอกว่าพอไปอยู่ในสวรรค์แล้ว รางวัลเท่ากันหมดทุกคนแหละ ก็คือไม่มีใครดีสักคนเลย รอด เพราะความเชื่อในพระเยซูทำให้ทั้งนั้น แล้วจะมาอวดอ้างว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นเขา ไปอยู่ข้างบนจะได้แมนชั่นใหญ่กว่า ได้บ้านที่ใหญ่กว่า เป็นตำแหน่งที่ใหญ่กว่า อยู่ใกล้พระเจ้ามากกว่าเราหรือ? เราทำน้อยกว่าหรือ? ไม่ใช่เลย เพราะเราต่างต้องพึ่งพระเยซูทั้งนั้น

ความรอด ไม่ได้อยู่ในการกระทำดีของตัวเราเอง ตรงนี้แหละ ตรงที่คนไม่เชื่อ คิดด้วยสติปัญญามนุษย์ ไม่เข้าใจตรงนี้ เข้าใจยากมากเลย อธิบายเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็ตลอดชีวิตไม่จบเลยนะ ไม่ต้องพึ่งความดี ก็หมายถึงเราไม่สนใจความดีอย่างนั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นแล้ว พระเจ้าไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้ความสนใจกับการประพฤติและการกระทำของเราบนโลกใบนี้หรือ?  ถูกไหม? เขาก็จะถามว่า …

“อย่างนี้ พระเจ้าก็ไม่สนใจว่าเราจะทำอะไรก็ได้หรือ? เชื่อแล้วเนี้ย”

นี่ความคิดมนุษย์ ก็จะเป็นเหตุผลแบบมนุษย์อย่างนี้แหละ

เมื่อเราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว พระเจ้าได้ทำให้ตัวเก่า ก็คือวิญญาณเก่าของเรา วิญญาณเก่าที่สกปรก ที่อยู่ในความบาป เป็นทาสมาร พระเจ้าได้กระทำอย่างนี้ คือเอาวิญญาณสกปรก ตัวเก่าของเรา ตรึงตายที่ไม้กางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์ แล้วก็ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ และได้รับการชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ และนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ร่วมกับพระเยซูคริสต์ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่เรารับเชื่อพระเจ้า นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ  คือเราอยู่ในสวรรค์  ในฐานะลูกของพระเจ้า  เป็นทายาทของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เลย และจะอยู่ตรงนี้นิรันดร์กาล ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใด อำนาจใด หรือผู้ใดจะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะตรงนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าเอง และพระองค์ก็ไม่ทำด้วย หรือเป็นตัวเรา ก็ทำไม่ได้

วิญญาณเราบริสุทธิ์สะอาด เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว จากการบังเกิดใหม่ เกิดแล้วเกิดเลย เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนอย่างไร? เราจะทำอย่างไร มันไม่เกี่ยวกันแล้ว

อ้าว! ถ้าอย่างนั้น ความประพฤติไม่สำคัญหรือ? มาตรงนี้อีกแล้ว เห็นไหมว่ามันจะหนีไม่พ้นตรงนี้แหละ จากพื้นฐานของความจริง ในพระคัมภีร์ เราไม่ว่าจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างไรก็ตาม จะทำบาปผิดขนาดไหน ก็ตาม พระเจ้าก็ได้ให้อภัย ในความผิดพลาดเหล่านั้นไปล่วงหน้า หมดสิ้นแล้ว  โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งที่ไม้กางเขน ซึ่งหลั่งไปแล้ว จบแล้ว

นี่คือความจริง เอาความจริงก่อน แล้วเดี๋ยวความเข้าใจของเรา ในฐานะมนุษย์ เราค่อยๆ สืบคลานเข้าไปหาว่ามันคืออะไร? พระเจ้าอภัยบาปทั้งหมดเลย ไม่ว่าเราจะทำอะไรทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้แต่บาปที่จะทำในอนาคตที่เรารู้ล่วงหน้าด้วยว่าเราจะทำ เดี๋ยวเราจะเรียนต่อไปว่าบาปที่เราตั้งใจทำ ก็มี เรายังไม่โตพอ เราอาจจะทำสิ่งเหล่านั้นได้ แต่ความจริงในพระคัมภีร์บอก เราได้รับการอภัยไปก่อนหน้าแล้ว คือเราได้บังเกิดใหม่ เราเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็เป็นเลย คือเรารอดจากโทษของบาปผิดทั้งหมดแล้ว เพราะเราไม่ใช่เป็นคนบาปอีกต่อไป  ด้วยพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่ด้วยการกระทำของเรา ด้วยการกระทำของพระผู้ช่วยให้รอด ที่มีพระนามว่าพระเยซู แปลว่าผู้ช่วยให้รอด

คนก็จะถามว่า … “อ้าว! ถ้าอย่างนั้น การกระทำผิดบาป ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นกับเราเลยอย่างนั้นหรือ? เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราจะทำอะไรก็ตาม มันจะไม่มีผลอะไร เกิดขึ้นกับเราเลย อย่างนั้นหรือ?”

ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ สามารถตอบได้ทั้ง “ใช่” และ “ไม่ใช่”

“ใช่” คือกฎในทางวิญญาณ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ในทางวิญญาณ เราเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะทำอะไร มันก็ไม่เกี่ยวกับการที่เราเป็นลูกพระเจ้าไปแล้ว

“เราเป็นลูกพระเจ้าไปแล้ว”

ตอบว่าจริงการกระทำบนโลกใบนี้ ไม่มีผลกับการเป็นลูกพระเจ้าของเราเลย ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นลูกพระเจ้าน้อยลง ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นลูกพระเจ้าครึ่งเดียว ไม่ได้ทำให้เราเป็นลูกพระเจ้า 20% ไม่ได้ทำให้เราหลุดออกจากการเป็นลูกพระเจ้า กลายเป็นทาสมารไปอีกได้ เป็นไม่ได้อีกแล้ว เราอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าแล้ว

เพราะฉะนั้น คำตอบคือ “เป็นอย่างนั้นจริงๆ แหละ ที่ท่านเข้าใจนะ”

เพราะที่เมื่อกี้ย้ำแล้วว่าไม่มีสิ่งใดกระทำให้เราขาดจากความรัก ออกจากพระหัตถ์ของพระเจ้า หลุดจากการเป็นลูกของพระเจ้าได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอำนาจใด ผู้ใด ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง สถานะการเป็นลูกของพระเจ้าของเราได้ มันเที่ยงแท้ถาวรนิรันดร์และอยู่ในการควบคุมดูแลของพระเจ้า เราบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากบาป เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เป็นวิญญาณเดียวกัน ถ้าเราสูญสิ้นไป พระเจ้าก็สูญสิ้นไปด้วย เพราะเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเราสูญไป เปลี่ยนแปลงได้ พระเยซูก็เปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เป็นชีวิตของเรา เป็นหนึ่งเดียวกัน เห็นไหมครับ?

ดังนั้น คำตอบ เราสามารถตอบคำว่า “ใช่” ได้

แต่ตอบว่า “ไม่ใช่” ได้ไหม? ได้ คือความประพฤติและการกระทำของเรา ก็จะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของเราบนโลกใบนี้ด้วยจริงๆ ซึ่งถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ได้เตือนเรา ถึงผลร้ายที่จะตามมา ที่เราจะต้องรับไว้ ในการกระทำอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ ทางกฎของโลกวัตถุ การตอบสนอง จากการกระทำผิดบาป กระทำไม่ถูกต้อง ตามกฎของโลกวัตถุนี้ ยังคงมีอยู่ และเราทุกคน จะต้องรับผลของมันตามมา จากการไม่เชื่อฟังคำเตือน คำสอนของพระเจ้าบนโลกใบนี้ พระองค์บอกอย่าทำอย่างนี้นะ อันตราย มันไม่ดีต่อชีวิตเรา เราจะได้รับโทษ มันได้รับจริงๆ ด้วย ไม่ใช่เราผู้เชื่ออย่างเดียว ผู้ไม่เชื่อก็ได้รับเหมือนกันหมดทุกคน พระเจ้าเป็นผู้พิพากษา ไม่ลำเอียง

ซึ่งแม้ว่าเราจะอยู่ในพระคริสต์ เป็นลูกของพระเจ้าแล้วก็ตาม ตามที่พระคัมภีร์บอกว่าไม่มีการลงโทษใดๆ ปรับโทษใดๆ แก่ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ เราได้รับการชำระจนสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ปราศจากบาปใดๆ แล้วก็ตาม แต่เหล่านี้เป็นผลในโลกฝ่ายวิญญาณเท่านั้น ที่เราเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ผลทางวิญญาณ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่ก็ยังมีผลทางโลกวัตถุ อย่างที่ตะกี้นี้ผมบอก ที่เป็นผลตามมา ถ้าเราประพฤติไม่ตามกฎของโลกใบนี้ เราก็ต้องว่ากันไปตามนั้น ความประพฤติและการกระทำของเรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จึงสำคัญ มีผล มันตอบตรงนี้ได้

ถ้าสำคัญ พระเจ้าก็ต้องให้ความสำคัญมาก ถูกไหม? ในโรม 8:1-2 บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 8:1-2   “1 เหตุฉะนั้น บัดนี้ จึงไม่มีการลงโทษ แก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ 2 เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ได้ปลดปล่อยท่าน ให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย”

 

คริสเตียนหลายคน ผู้เชื่อหลายคน ก็เอาข้อความนี้ เข้าใจผิด สับสน เรื่องผลของโลกวิญญาณ และผลของโลกวัตถุ เรื่องกฎของวิญญาณและกฎของวัตถุ เอามาสับสนกัน หลายคนเอาถ้อยคำนี้ไปใช้อย่างผิดๆ เยอะแยะไปหมดเลย  ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นขับรถ ผิดกฎจราจร …

“ดังนั้นไม่มีการลงโทษใดๆ แก่ฉันผู้อยู่ในพระเยซูคริสต์”

ตรงตามพระคัมภีร์ ตรงไหม? ตรงสิ เมื่อตะกี้เราอ่าน ยังตรงเลย โรม 8:1 ใช่ไหม? ดังนั้น ไม่มีการลงโทษใดๆ ขับรถ รู้สึกสบายใจ ไม่มีการลงโทษ ฉันเป็นอิสระแล้ว พอขึ้นรถ เริ่มต้น ก็ …

“อิมมานูเอล อิมมานูเอล” แปลว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย แล้วจริงหรือเปล่า? จริง เราเชื่อแล้ว พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย อิมมานูเอลอยู่ในตัวฉัน  สันติสุข ค่อยๆ ขับไป ตามกฎหมายเขาไม่ให้เกิน 70-80 ในเมือง เท่านี้พอแล้ว ไม่เกิน 100 เพราะพระเยซูอยู่ด้วย สบายใจ ขับ 70 – 80 ไปเรื่อยๆ ชักจะไม่ทันประชุมแล้ว รถติด เร่งขึ้นมาหน่อยไหม? เอาสัก 100 … ไม่ช้าและไม่สาย ไม่รีบร้อนตามใจฉัน พระองค์ดีต่อฉัน และทรงทันเวลาเสมอ … ขับไป ร้องไป เริ่มเป็นร้อยหนึ่ง มองนาฬิกา ยังถูกกฎหมายอยู่นะ  อย่างไรก็ทัน พระเจ้านำพาอยู่แล้ว ไม่สายอยู่แล้ว

ปรากฏว่ามันสาย เราออกมาสาย ดูนาฬิกาไปเรื่อยๆ ร้องเพลงไปเรื่อยๆ เพลงก็ชักอยากจะเปลี่ยนแล้วอ่ะ ไม่รีบร้อนตามใจฉัน  ตะกี้นี้ตามใจพระเจ้า ทำตามกฎระเบียบหมดเลย ตอนนี้ อยากจะทำตามใจฉัน เปลี่ยนเพลง … ในพระนามพระเยซู ในนามพระเยซู เราเป็นผู้มีชัย … ใช้นามพระเยซูสั่งการเลย ใครเคยสั่ง คุ้นๆ สั่งการให้ไฟแดงเป็นไฟเขียวปุ๊บ สั่งให้ถนนว่างปุ๊บ เร่ง แซงซ้ายแซงขวา 110 ไป 120 ขณะนั้นที่เราร้องอิมมานูเอล ตั้งแต่ 70, 80 พระเยซูเริ่มไปอยู่ข้างหลังแล้วนะ พระเยซูออกจากตัวเราไปอยู่เบาะท้าย เตรียมเผ่นแล้ว จริงๆ พระเยซูอยู่ที่เดิม แต่เราเผ่นหนี เราไม่เชื่อแล้ว เราหลุดออกจากการทรงสถิตแล้ว ไม่ใช่พระเยซูไปหรอก แต่เขาพูดกันเล่นๆ ว่าพระเยซูไปอยู่เบาะหลังแล้ว เรายัง … ในพระนามพระเยซู … นึกว่าพระเยซูอยู่กับเรา เราทำผิดกฎ แล้วพระเยซูไปแล้ว เราเองไม่ระลึกถึงพระเยซูที่สถิตอยู่ในเรา เหมือนตอนแรกๆ ที่สงบๆ เห็นชัดไหม?  120 มันผิดกฎหมายแล้ว

ปรากฏว่าเราสั่งการดี ถนนโล่ง แต่มันสายแล้ว เหยียบเร่งเต็มที่เลย เป็น 130, 140 … ลูกมาแล้ว อยู่ในลานวิสุทธิ์ จิตใจและมือชูสรรเสริญ … คือลูกมาแล้ว วิญญาณลูกจะออกจากร่างแล้ว คือมันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้พร้อมเสมอ เพราะผลที่เราเริ่มจะได้รับ เพราะเราไม่เชื่อฟัง เราทำผิดกฎระเบียบ พระเจ้าเตือนเราตั้งแต่เราขับ 60, 70 แล้ว แล้วก็ให้กฎหมายบ้านเมืองเตือนเราว่าผิดกฎหมายแล้ว เขาก็วิเคราะห์กันมาแล้วว่าขับอยู่ในเมือง ควรไม่เกินเท่านี้ ออกนอกเมือง ไม่ควรเกินเท่านี้ เขาบอกมาแล้ว แล้วเรายังไปฝืนกฎเหล่านั้น ทั้งๆ ที่ก็บอกว่า … ดังนั้น ไม่มีที่จะลงโทษใดๆ แก่ผู้ที่อาศัยในพระเยซู … ฉันเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระเยซู ไม่ต้องลงโทษ เราก็ต้องได้รับโทษเหล่านั้น จากการฝืนกฎระเบียบของโลกใบนี้ เห็นไหม?

และยังมีอีกหลายๆ อย่าง นี่ยกตัวอย่างอันนี้ให้เห็น มันชัด เพราะว่าเราอยู่กับเรื่องนี้เยอะมาก เตือนแล้วไม่ฟัง พระเจ้าเตือนผ่านทางเยอะแยะมากมายไปหมดเลย หรือบางอย่างเราทำฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง เรื่องอื่นๆ ชัดเจนมากเลย กฎหมายออกมาใหม่ ในการที่จะยับยั้ง จำกัดโรคระบาด  ก็คือกฎหมายโรคระบาดโควิดออกมา รัฐบาลประกาศฉุกเฉินให้มีกฎหมายเหล่านี้ ทุกคนห้ามออกจากบ้าน ในเวลา 6 โมงเย็น เคอร์ฟิว จะไปไหนต้องใส่หน้ากากอนามัย จะไปรวมอยู่ในที่เดียวกัน ต้องใส่หน้ากากอนามัยอะไรต่างๆ เหล่านั้น

“ฉันเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์อยู่ในตัวฉัน เชื้อโรค ไวรัสโควิดมาทำอะไรฉันไม่ได้ เพราะฉันไล่มันทุกวัน ฉันอัดมันทุกวัน ฉันมีความเชื่อ ในนามพระเยซู ฉันสั่งขับไล่มันทุกวัน ฉันไม่มีวันติดหรอก เพราะฉะนั้น ฉันไม่ต้องทำตามกฎที่กฎหมายบอกว่าออกจากบ้าน ให้ใส่หน้ากากอนามัย ให้ระมัดระวังตัวเองอย่างไร? ฉันไม่ทำตาม ฉันเป็นคริสเตียน เข้าใจไหม? พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ปกคลุมฉันอยู่”

แล้วถูกจับไหม? ถูกจับ ต้องโดนลงโทษไหม? ต้องโดน แค่โดนลงโทษแค่นั้นไม่พอ แต่มันทำให้สังคมเสียหาย นี่เห็นชัดๆ มันทำให้สิ่งที่เขาทำตอนนั้น ที่เขาเข้าใจผิด เกิดความเดือดร้อนไปถึงคนอื่น เชื้อโรคติดคนอื่น อะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นพาหะ นำพาเชื้อโรคไประบาด ทั้งโบสถ์ ทั้งที่ประชุมอื่นๆ เยอะแยะมากมายไปหมด ก็เพราะว่าเข้าใจผิดอย่างนี้ สับสนเรื่องโลกวิญญาณกับโลกวัตถุ สับสนกัน สิ่งนี้พระเจ้าชอบไหม? ไม่ชอบ แต่ใครชอบ ศัตรูพระเจ้าชอบ คือมารซาตาน มันก็ปั่นหัวให้มนุษย์บนโลกใบนี้ ทำอย่างนี้แหละ มันก็เกิดความชั่วร้าย เกิดความเสียหายบนโลกใบนี้ อย่างขับรถเมื่อสักครู่นี้ พอเราขับ 130 เกิดอุบัติเหตุ ไม่ใช่เราเป็นคนเดียว แล้วไปทำให้คนอื่น เขาเดือดร้อนด้วย ไปชนคนอื่นเขา ไปทำให้เขาเสียชีวิต หรืออะไรต่างๆ เหล่านั้น

สมมติว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวของใครคนใดคนหนึ่ง เราไปชนเขาตาย ครอบครัวเขาเดือดร้อนไปแล้ว ท่านเห็นไหมว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ผลของการกระทำของเราบนโลกใบนี้ มันมีส่วน มีความสำคัญอย่างยิ่ง และพระเจ้าให้ความสำคัญมากเลย อย่างนี้เราจะเห็นชัด

การทำผิดศีลธรรม ผิดจริยธรรม บางทีมันไม่เห็นชัด ไม่ได้มีกฎหมายมาควบคุมว่านี่ผิด อย่างเช่นเราไปโกหก อิจฉาริษยาเขา มันไม่เห็น แต่มันร้ายกาจมากเลย ความอิจฉา ในพระคัมภีร์บอกไว้ มันสามารถทำร้าย ทำลาย เยอะแยะมากมายไปหมด ผู้คนรอบข้าง โดยที่แอบอยู่ในตัวของคนๆ หนึ่ง โดยไม่มีคนรู้เลยว่าคนนี้ร้ายกาจขนาดนี้ เราเห็นชัดเจน

ศีล 5 ยิ่งชัด ฉันเป็นผู้เชื่อแล้ว ฉันมีอิสรภาพในการทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ในพระคัมภีร์บอก มีอิสรภาพในพระเยซูคริสต์ ศีลฉันไม่ต้องไปสนใจเลย  ไม่มีผลอะไรกับฉัน ใครบอก ห้ามฆ่าคน แล้วเราไปฆ่าคนตาย เราไปทำร้ายคน โดนไหมละ โดนด้วย ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เราไปพูดปด ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนด้วย เรากินเหล้าเมายา เอะอะโวยวาย ทำให้เดือดร้อนไปหมด เราเพิ่มความบาป ความสกปรกบนโลกใบนี้ ให้เลอะเทอะขึ้น ซึ่งพระเจ้ามีความสุขไหม? ไม่มีความสุข พอใจไหม? ไม่พอใจ ทุกข์ใจไหม? ทุกข์ใจ

นี่คือสิ่งที่เราต้องคำนึกถึง ผลร้ายในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามที่พระเจ้าได้ตั้งใจไว้ให้เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ผลร้ายที่ตามมาอันดับแรกเลย ที่สำคัญมากๆ ซึ่งจะเป็นผลร้ายอื่นๆ เรียงแถวกันเข้ามาเยอะแยะมากมายไปหมด สำหรับชีวิตเรา  และชีวิตคนอื่นๆ รอบข้างเราบนโลกใบนี้

อันดับแรก ก็คือการดับพระวิญญาณ เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้กัน การดับพระวิญญาณ ทำให้พระวิญญาณเสียใจ ทุกข์ใจ เราไม่สามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ตามการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา พร้อมกับทำตามการนำของระบบของโลกนี้ ผ่านทางกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังของเราได้ ทำพร้อมกันไม่ได้ เพราะพระวิญญาณกับเนื้อหนัง เป็นศัตรู อยู่ตรงกันข้ามกัน พระวิญญาณกับเนื้อหนัง นำพร้อมๆ กันไม่ได้ เราต้องตัดสินใจให้ใครคนใดคนหนึ่ง ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นผู้นำเรา ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง

ในขณะที่เราตัดสินใจกระทำตามอิทธิพลของความบาป ในกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ตัดสินใจจะให้เขานำ เราก็ต้องรับผลที่ตามมา ซึ่งก็คือในขณะนั้น ขณะที่เราให้กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังเป็นผู้นำ เราก็จะพลาดจากน้ำพระทัยพระเจ้า คือการสำแดงชีวิตพระเยซูคริสต์ ที่สถิตอยู่ในเรา ที่ผมบอกเรื่องขับรถ พระเยซูออกมานั่งที่เบาะหลังแล้ว ก็คือเราหลุดจากการทรงสถิตของพระเจ้า พระเจ้า พระเยซูยังอยู่ในตัวเรา เป็นวิญญาณเดียวกันกับเราเหมือนเดิม แต่เราเอง หลุด ทิ้งพระองค์ไป ไปอยู่กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ให้กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังนำ

ความหมาย คือเรากำลังทำให้พระเจ้าทุกข์ใจ เสียใจ การดับพระวิญญาณ คืออย่างนี้ คือทำให้พระเจ้าเสียใจ ทุกข์ใจ และมีผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาในชีวิตของเรา และเกี่ยวเนื่องถึงคนอื่นรอบข้างเราด้วย บนโลกใบนี้ เริ่มความบาป ความยุ่งเหยิงบนโลกใบนี้

ยกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัด เช่นความโกรธ พระเจ้าไม่ต้องการให้เราโกรธ ถ้าเราให้พระวิญญาณนำ เราจะโกรธน้อย หรือไม่โกรธเลยก็ตาม ความโกรธ ขุ่นเคือง ไม่ให้อภัย การใส่ร้าย ความอิจฉา ความโลภ ซึ่งทำลายความสัมพันธ์ให้เสียหาย ความสัมพันธ์กับใครก็ตาม ก่อให้เกิดความบาปมากขึ้นบนโลกใบนี้ แทนที่จะได้การสำแดงชีวิตแห่งความรัก ความเมตตา ความสงบของพระเยซู ที่สถิตอยู่กับเราภายในออกมา ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้สงบ ลดความบาปบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นน้ำพระทัยพระเจ้า เรากลับไม่เชื่อ เราดับพระวิญญาณ ซึ่งมันแปลว่าอย่างนี้ อาจารย์เปาโลจึงเตือน อธิบายถึงเรื่องนี้ไว้อย่างนี้ 1 เธสะโลนิกา 5:16-22 …

1 เธสะโลนิกา 5:16-18  “16 จงมีความสุข และมีความชื่นชมยินดี ภายในจิตใจ อยู่เสมอ  17 จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จงขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์ 19 อย่าดับไฟแห่งพระวิญญาณ 20 อย่าลบหลู่คำเผยพระวจนะ 21 จงทดสอบทุกสิ่ง จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี  22 จงหลีกห่างความชั่วทุกชนิด”

 

จะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ข้อ 16-18 ก่อนข้อ 19 อาจารย์เปาโลกำลังจะบอกอย่าดับพระวิญญาณทำอย่างไร?

พอเริ่มต้นข้อ 19 บอกว่า “อย่าดับพระวิญญาณ” การดับพระวิญญาณ คือการไม่ให้พระวิญญาณนำเรา สอนเรา เราจะดำเนินชีวิตด้วยตัวเราเอง ผ่านทางระบบของโลกนี้ ซึ่งควบคุมโดยมาร ผ่านทางกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังของเรานั่นเอง

การดับไฟแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่างเช่น ในข้อ 16 เมื่อตะกี้นี้ ที่เราอ่าน ก็คือเราไม่ชื่นชมยินดีในการสำแดงชีวิตของพระเยซูคริสต์ในตัวเรา  เราไม่เอ็นจอย เราไม่ชื่นชมยินดี อาจารย์เปาโลบอกว่าให้เราชื่นชมยินดีอยู่เสมอๆ ตลอดเวลาเลย ชื่นชมยินดีได้อย่างไรในเมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ ชื่นชมยินดีในวิญญาณเรา ที่เราเป็นลูกพระเจ้า เราเกิดใหม่แล้ว เราอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราอยู่ในสวรรค์แล้ว ชื่นชมยินดีตรงนี้ ก็หมายถึงจดจ่ออยู่ที่พระเยซูที่สถิตอยู่ในเรา ในโลกวิญญาณ

การดับไฟพระวิญญาณ คือเราไม่ชื่นชมยินดีแล้ว เราเริ่มละห่างแล้ว เราเริ่มทิ้งพระเยซูแล้ว เราเร่ง 120 แล้ว เราเริ่มร้องเพลง … “ในพระนามพระเยซู ในพระนามพระเยซู” … ชักมันใหญ่แล้ว ชักรีบร้อนทำตามตัวเอง แทนที่จะร้อง … “อิมมานูเอล” … ขับ 60, 70 ไปเรื่อยๆ

ผมพยายามยกตัวอย่างเหล่านี้มา เพื่อให้ท่านเห็นและเข้าใจว่ามันคืออะไร? จะพยายามพูดซ้ำ บ่อยๆ เพราะเรื่องนี้ มันชัดมาก

ในข้อ 17 หมั่นอธิษฐาน พูดคุย วิงวอน จำได้ไหม ในหนังสือฟิลิปปีบอกไว้ อย่าวิตกกังวลในสิ่งใดๆ เลย แต่จงอธิษฐาน วิงวอนและขอบพระคุณ ไม่อธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้า ไม่วิงวอน ไม่ขอบพระคุณ พูดง่ายๆ ก็คือไม่ติดต่อกับพระเยซู ไม่ติดต่อกับพ่อของเราอยู่เสมอๆ เปาโลบอก  ไม่ติดต่อกับพระองค์ พูดคุยกับพระองค์อยู่เสมอๆ ไม่ใช่ตั้งคิวไว้ อธิษฐานเช้า กลางวัน เย็น  ไม่ใช่ตั้งคิวอธิษฐาน 6 โมงเช้าขึ้นมาอธิษฐาน ไม่ใช่อย่างนั้น คำว่า “ไม่หยุดหย่อน” ตรงนี้ หรือเสมอๆ ตรงนี้ หมายถึงเป็นปกติวิสัยของเรา เหมือนเรามีพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์อยู่ แล้วเรารักท่าน สนิทสนมกับท่าน ตื่นเช้ามาคุยบ้าง บางวันก็ไม่ได้คุย แต่ก็ติดต่อกันอยู่ตลอด มันหมายถึงอย่างนั้น ให้ระลึก ตระหนักอยู่เสมอว่าพ่อเรา อยู่กับเราตลอดเวลา มันหมายถึงอย่างนั้น

การดับพระวิญญาณ ก็คือการไม่ทำอย่างนี้ ไม่สนใจพ่อของเรา ไม่สนใจในการทรงสถิตของพระเจ้า  ที่อยู่ในเรา ไม่สนใจว่าวิญญาณ แท้ๆ ของเรา ตัวตนแท้ๆ อยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว เราไม่สนใจ เราไม่ตระหนัก นี่แหละ คือการดับพระวิญญาณ ซึ่งเป็นผลร้ายแรงที่สุด เพราะเราก็จะเริ่มห่างจากพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่พระเจ้าก็สถิตอยู่ในเรา

ในข้อ 19 จึงบอกว่าอย่าดับพระวิญญาณ คือพระเจ้าเตือนแล้วไม่ฟัง เตือนตั้งแต่เหยียบไปถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่ไม่เตือน กฎหมายก็บอกแล้วไม่ให้เกินนี้ ไม่ได้ยินหรือ? ต้องให้พระเจ้ามาพูดข้างหู ให้ได้ยินชัดหรือ! นี่แหละ พระเจ้าบอกแล้วบอกอีก อาจจะบอกผ่านทางกฎหมาย อาจจะบอกผ่านทางทีวี ที่เขาเกิดอุบัติเหตุ เขาเขียนกัน บอกอยู่นั้นแหละ เราเถียงไม่ได้ว่าไม่บอก พระเจ้าต้องการให้เรารับสิ่งที่ดีที่สุด เห็นไหม? เราดับพระวิญญาณ เราไม่ฟัง ไม่สนใจ ซึ่งเราคิดว่าเราเผลอไปอะไรก็ตาม พระเจ้าเตือนแล้ว พออย่างนี้ เราดับพระวิญญาณ พระเจ้าก็เกิดความเสียใจ ทุกข์ใจ ซึ่งมันไม่ได้หมายถึงบางคนเข้าใจผิด พอดับพระวิญญาณแล้ว พระเจ้าจะกริ้ว จะโมโห จะลงโทษเรา เราไปดับพระวิญญาณ เราไปลบหลู่พระวิญญาณ ไม่ใช่อย่างนั้น คนละเรื่องกันเลย พระเจ้าเสียใจ ทุกข์ใจ เพราะแทนที่เราจะได้สิ่งที่ดีๆ เราจะได้รับสิ่งที่ไม่ดีเข้ามาในชีวิตของเรา เราจะทนทุกข์มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทุกข์ใจ เพราะพระเจ้ารักเราอย่างแก้วตาดวงใจของพระองค์ ต้องการให้เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

ท่านเห็นภาพชัดเจนไหม? เพราะพระองค์ทรงห่วงใย ท่านลองคิดย้อนไปว่าพระเจ้ามีหลักการ ความรักต่อมวลมนุษย์ขนาดไหน? นี่ขนาดย้อนไปสมัยปฐมกาล ในสมัยบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมและเอวา ซึ่งพระเจ้ารักดั่งแก้วตาดวงใจเช่นเดียวกัน พระองค์ทรงเตือนแล้ว บอกแล้ว …

“อาดัม-เอวาเชื่อฟังนะ ถ้าไม่เชื่อฟัง ก็จะเกิดโทษแบบนี้ๆ นะ อย่าไปกินนะ  อย่าฝ่าฝืนนะ  เชื่อเถอะ เชื่อพ่อ แล้วก็จะได้ดีเอง”

แต่ในที่สุด บรรพบุรุษของเรา อาดัมและเอวาก็พลาด ดื้อ ไม่เชื่อ พอไม่เชื่อ ก็เกิดโทษ ต้องรับโทษ กฎบอกไว้แล้วว่าอย่า ความตาย คำสาปแช่ง ก็เข้ามาสู่ชีวิต ความเลวร้ายต่างๆ มาสู่ชีวิต แล้วพระเจ้าโกรธกริ้วหรือ? ไม่ใช่เลย พระเจ้าเสียใจที่อาดัมและเอวาดับพระวิญญาณ ก็คือไม่เชื่อฟังคำเตือน ไปฟังมาร  เอาตัวเองเป็นใหญ่ แทนที่จะทำตามพระเจ้า ก็เลยตกลงไปในความบาป แล้วพระเจ้าทุกข์ใจ เสียใจ ถึงขนาดรีบหาทางช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด ตั้งแผนการต่างๆ เพื่อที่จะช่วย ให้รอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ซึ่งต้องได้รับ

นี่พระเจ้ามีความรักต่อเราอย่างนี้แหละ ยังเห็นชัดอีกนะ พอทำบาปไปปุ๊บ เกิดความละอาย เพราะความบาปเข้ามา ก็เกิดรู้ตัวเองเปลือยกายอยู่ ความรู้ทำให้เกิดความละอาย  พระเจ้าเมตตาขนาดไหน? รีบไปนำหนังสัตว์มาคลุม เพื่อเขาจะได้ไม่อาย คือหาทางทุกอย่างที่จะช่วยลูกตัวเอง ให้หลุดพ้นจากการพลาดเหล่านั้นไป นี่คือหัวใจของพระเจ้า

เราจึงเห็นว่านี่คือความรักของพระเจ้า อย่าเข้าใจผิดว่าพอเราดับพระวิญญาณ พระเจ้าจะกริ้วเรา จะลงโทษเรา ไม่ใช่เลย คนละเรื่องเลย เหมือนพ่อแม่เตือนเราเรื่องมอเตอร์ไซด์ โดยเฉพาะลูกที่เป็นวัยรุ่นผู้ชาย อย่าขี่เลยๆ เป็นห่วง กลัว ทุกข์ใจมาก เมื่อเห็นลูกขี่มอเตอร์ไซด์ เพราะรู้ว่ามันอันตราย มันควรเป็นจักรยานมากกว่า มอเตอร์ไซด์ไม่ควรมีเลย จะรีบไปไหน? พูดกันตรงๆ พูดไปอาจจะเป็นประโยชน์ด้วย จักรยานก็อันตราย ถ้าเร็วมาก เกิดอุบัติเหตุได้ พอสมควรเลยทีเดียว แต่ก็ยังถือว่ามันน้อย มันสุดวิสัยแล้ว ก็คือจักรยาน ถ้าไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ขี่ได้ทั่วๆ ไป ก็ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็เร็วเยอะแล้ว ล้มไปก็เจ็บมาก อาจรักษาเป็นปีๆ แต่มอเตอร์ไซด์ขึ้นไปถึง เริ่มวิ่ง อย่าว่า 15 เลย แค่เคลื่อนนิดหนึ่ง ก็ 30 เข้าไปแล้ว อย่างน้อย ก็ต้อง 50, 60 ขึ้นไปแล้ว

แล้วภาษาพ่อแม่ที่เป็นห่วง ถ้าเราขับรถยนต์มันเหล็กหุ้มเนื้อ แต่ขี่มอเตอร์ไซด์ มันเนื้อหุ้มเหล็ก คือเนื้อไปแขวนอยู่บน 2 ล้อ ไม่ว่าน้ำท่วม ฝนตก ถนนลื่น กะลา ทราย อิฐ ปูน อะไรต่างๆ โคลน  หรือรถเฉี่ยว มันเยอะมากไปหมดเลย ที่จะต้องระวัง เราใช้เพราะอะไร? เพราะเราฝืนจากกฎธรรมชาติ เพราะเราอยากเร็วๆ ตามใจเรา เราอยากจะเร่งให้มันตามใจเรา เราอยากให้มันเร็ว ไปไหนก็ได้ อยากจะเร็ว รถติด รถยนต์ต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมง แต่ใช้มอเตอร์ไซด์ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว สมมติ เราจะเซฟ 2 ชั่วโมงไว้ แต่เราหารู้ไม่ว่าเราเสียไปอีกประมาณ 20 ปี 30 ปี เราต้องเป็นคนพิการไป เพราะเราไม่เชื่อพ่อแม่ เราไม่เชื่อพระเจ้าที่บอกเราให้เราระมัดระวังสิ่งเหล่านี้ นี่พูดเลยไปถึงคนไม่เชื่อด้วยนะ แม้เราเชื่อแล้วก็ตาม เราควรจะมีการใคร่ครวญ

ผมเชื่อว่าเราอธิษฐานกับพระเจ้า พระเจ้าคงไม่ให้เราหรอก ขอบคุณพระเจ้า อธิษฐานขอมอเตอร์ไซด์ พระเจ้าให้คันใหญ่มาเลย ผมว่าไม่น่าจะใช่ พระเจ้าน่าจะให้รถเก๋งมามากกว่า ถึงจะเก่าสักหน่อย ก็ยังดี เพราะมันเป็นเหล็กหุ้มเนื้อ โอกาส อันตรายมันน้อย แล้วก็อย่าขับรถเร็วเกินกฎหมายอะไรอย่างนี้ ยกตัวอย่างให้ฟัง

เพราะฉะนั้น ถามว่าพระเจ้าต้องการอย่างนั้นหรือ? ต้องการให้เราไปเร็วๆ มากๆ อย่างนั้นหรือ?  พระองค์เตือนแล้ว เตือนอีก เตือนผ่านทางพ่อแม่ของเรา เตือนผ่านทางผู้คนรอบข้าง วิชาการต่างๆ แล้วก็เตือนผ่านกฎหมาย อย่างที่บอกตะกี้นี้ กฎหมายเขาไม่ให้เกิน 100 ถึงทางโค้งไม่เกิน 40, 50 ในหมู่บ้านไม่ให้เกิน 30 แล้วก็ทำตาม ถามว่าไม่เตือนหรือ? ต้องรอให้พระเจ้าปรากฎมาชัดเจนเลย  เตือนอย่างนั้นหรือ? อย่างนั้นจะเรียกว่าโดยความเชื่อได้อย่างไร? ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อได้อย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องจำให้แม่น จำให้ขึ้นใจ  คือต้องฟังให้ดีๆ เลยนะว่าเราไม่ได้เป็นคนบาป ไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้า  ไม่ได้อยู่ภายใต้พระพิโรธของพระเจ้า ภายใต้การพิพากษาลงโทษของพระเจ้าแล้ว แม้ว่าเราจะไม่เชื่อฟัง และได้รับโทษของการไม่เชื่อฟังบนโลกใบนี้ก็ตาม เรายังคงเป็นลูก อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ที่พระเจ้าทนุถนอม รักดั่งแก้วตาดวงใจ และพระเจ้าอยู่ข้างเราๆ อย่าคิดว่าเกิดอะไรไม่ดีเข้ามา …

“โอ! พระเจ้าลงโทษฉัน ทำให้ฉันขาหัก พระเจ้าลงโทษฉัน ส่งโควิดมา เพื่อให้ฉันกลับใจใหม่ พระเจ้าลงโทษฉัน เพื่อฉันจะได้เชื่อฟังพระองค์”

ไม่มี ไม่ใช่อย่างนั้นเลย มันเป็นผลที่เราจำเป็นต้องได้รับจากกฎบนโลกใบนี้ กฎของวัตถุ แต่พระเจ้าคอยจะหาทางแก้ไข เปลี่ยนแปลง ช่วยเหลือเรา หลุดออกมา เหมือนดังที่ยกตัวอย่าง สมัยอาดัม เหมือนกัน การดับพระวิญญาณ  คือการเพิกเฉย  ไม่สนใจต่อการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ นี่คือการดับพระวิญญาณ ไม่สนใจในการที่พระเยซูคริสต์ได้ไถ่บาปเรา แล้วทำให้เราบังเกิดใหม่ ได้รับชีวิตใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า ไม่สนใจที่จะเชื่อฟัง ทำตามระบบของวิญญาณ ตัวตนใหม่ของเรา ที่อยู่ในพระคริสต์ ไม่สนใจ พระเจ้าบอกไว้ สอนไว้ในพระคัมภีร์เยอะแยะว่าในพระเยซูคริสต์ เราควรจะทำอย่างไร? แต่ยังคงดำเนินชีวิตตามระบบเดิม คือระบบของความบาปและความตาย ซึ่งทำให้เราต้องรับโทษ สิ่งที่ไม่ดี เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ซึ่งพระเจ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย พระองค์ต้องการให้เราได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

เพราะฉะนั้น เราจะไปทางทิศไหน? เราจะให้ความสนใจไหม? กับโลกวิญญาณ ที่เราได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ถ้าเราให้ความสนใจ เราจะได้ยินเสียงพระเจ้าอยู่เรื่อยๆ  เราจะได้ยินคำเตือนอยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะดับไฟแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับการจดจ่อ ความคิดจิตใจของเราไปที่เบื้องบน หรือไปที่โลกใบนี้ อันไหนมากกว่ากัน มันมี 2 แห่งเท่านั้นเอง  ถ้าเราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณ เขาเรียกว่าเบื้องบนนั้นว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระคัมภีร์บอกให้เราจดจำเหล่านี้ไว้ดีๆ เราก็จะทำพลาดน้อยลง เราก็จะดับไฟแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์น้อยมาก แต่ถ้าเราจดจ่อน้อย เรากำลังจดจ่อกับโลกใบนี้ โดยไม่มีทางเลี่ยงอื่น ถ้าเราไม่จดจ่อ ทางโลกเบื้องบน มันก็จดจ่อฝ่ายโลก มันไม่มีทางไม่จดจ่อเลย อยู่เฉยๆ ไม่มีๆ ต้องเอาทางใดทางหนึ่ง ข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าจดจ่อฝ่ายโลกมากๆ เดี๋ยวท่านก็ทำตามแบบโลกนี้ แล้วท่านก็จะได้รับผลของมัน ตามที่ได้ทำลงไป

ผมถึงให้ทำนับพระพร ขอบคุณพระเจ้า ที่ให้ไปอ่าน ให้ไปท่อง ให้ไปพูด ให้จำจนขึ้นใจว่าขอบคุณพระเจ้าในเรื่องอะไรบ้าง ในเรื่องเบื้องบน ในเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ ที่พระองค์ทรงกระทำให้เราแล้ว ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ขอบคุณพระเจ้าได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ขอบคุณพระเจ้าได้รับการชำระแล้ว ขอบคุณพระเจ้าได้เป็นลูกของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ได้นั่งอยู่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงจูงมือลูกเดินตลอดเวลา ในทุกวันนี้ ผ่านหุบเขาเงามัจจุราชบนโลกใบนี้ พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย อะไรแบบนี้ตลอดเวลา ก็เพื่อให้เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราจะได้ไม่ลืม และจะได้ยินเสียงพระเจ้าชัดเจน จะได้ไม่ดับพระวิญญาณ

เช่นพระเจ้าต้องการให้เราได้ดี ให้เราให้อภัยแก่ผู้อื่น ไม่แค้นเคืองใจ รีบๆ อภัยให้เขาสะ ไม่ใช่อะไรหรอก มันเป็นประโยชน์กับลูกเอง ถ้าเราไม่เชื่อฟัง เราก็ได้รับผลเอง เดือดร้อนเอง เครียดเอง ความดันขึ้นสูง เครียด โรคภัยอื่นๆ เข้ามาถามหา แถมอิทธิพลยังทำให้มีผลข้างเคียง ทำให้คนอยู่ข้างๆ หนีหมดเลย  เพราะเราโกรธ เราโมโห เราอาจทำอะไรผิดพลาดเยอะแยะมากมาย เราต้องได้รับโทษเหล่านั้น ใช่เขาทำผิดจริงๆ ทำให้เราโกรธ แต่เราผิดมากมายที่เราไปโกรธ พอเราโกรธปุ๊บ จากการเป็นคนถูก เลยกลายเป็นคนผิดเลย ผิด เพราะเราไปหว่านในความโกรธเหล่านั้น ที่พระเจ้าบอกอย่าไปทำเลย อภัยให้เขาเถิด อะไรอย่างนี้ นอนก็ไม่หลับ คิดดูสิ พระเจ้าต้องการให้เราทนทุกข์อยากนั้นหรือ? ไม่ต้องการ ต้องการให้เราอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุข เท่าที่ทำได้ และสงบสุขที่สุด เท่าที่ทำได้

เมื่อเราไม่เชื่อฟังพระเจ้าที่พระเจ้าเฝ้าสอนเรา  คอยแนะนำเรา ผ่านทางคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ ที่สั่งสอนเรา และแนะนำเรา เราก็ต้องทนทุกข์ รับโทษนั้นเอง ซึ่งในข้อที่ 21 และ 22 ที่ตะกี้เราอ่านร่วมกัน ที่บอกว่า …

“จงทดสอบทุกสิ่ง จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี  จงหลีกห่างความชั่วทุกชนิด”

ก็คือเมื่อสนใจ ให้พระวิญญาณนำพาชีวิตของเรา ไม่ดับพระวิญญาณ อธิษฐาน วิงวอน ขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เสมอๆ ชื่นชมยินดีในการที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ชื่นชมยินดีที่เราเป็นลูกพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่ในพระเจ้าแล้วตลอดเวลา ถ้าเราทำอย่างนั้น เราก็จะยึดมั่นในสิ่งที่ดี และมีสติปัญญา จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะสอนเรา จะบอกเราว่าอะไรดี อะไรชั่ว เราจะเห็น เราจะรู้จักแยกแยะว่าอะไรไม่ถูกต้อง อะไรเป็นวิญญาณที่ไม่ดี อะไรเป็นวิญญาณที่ดี โดยสติปัญญาจากพระเจ้า และขณะเดียวกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะให้กำลังเรา ในการกระทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ตามสติปัญญาพระเจ้าได้อีกด้วย

นี่แค่พระคัมภีร์เพียงไม่กี่ข้อ  ในวันนี้ ที่ยกมา จะเห็นชัดว่ามันสำคัญอย่างไร? ทำไมเปาโลจึงต้องสอนสิ่งเหล่านี้ ทำไมเปาโลไม่มานั่งสอนให้เราไล่ผี ผีแห่งความโกรธออกไป ผีแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วยออกไป พวกท่านทั้งหลายเมื่อเชื่อแล้ว จงไล่ผีเหล่านี้ออกไปหมดเลย ไม่ใช่เลย มันอยู่ที่ท่านตั้งใจจะเชื่อฟังใคร? จะให้ใครนำมากกว่า ไม่ใช่เอะอะอะไรก็จะเอาโลกวิญญาณมาตั้ง และอยากได้วัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้  โดยใช้สิทธิอำนาจทางโลกวิญญาณมาสั่งการบนโลกใบนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป มันมีกฎของมัน กฎของโลกวัตถุ มันก็มีกฎของมัน ที่เราต้องรับไว้ ทำอะไรลงไปอย่างไร? บันทึกไว้อย่างไร? เราก็ต้องได้รับตามนั้น เช่นเดียวกันกับในโลกวิญญาณ ในโลกวิญญาณมีกฎของโลกวิญญาณว่าใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ที่เป็นพระผู้ช่วยให้รอด มาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติ ผู้นั้นเมื่อเชื่อในพระบุตร พระเยซูคริสต์ เขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลง เป็นลูกของพระเจ้า ไม่ว่าใครก็ตามทำอย่างนี้ก็ได้หมด ถูกใช่ไหม?

ในโลกวัตถุก็เช่นเดียวกัน ใครหว่านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องได้รับโทษต่างๆ เหล่านั้น พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ช่วยได้แค่พยายามหาทางประคับประคองให้ ค่อยๆ มีความอดทน มีกำลังที่จะรับโทษของตัวเอง ในการตัดสินใจกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องในโลกใบนี้ไป เพราะฉะนั้นมี  2 ทางเลือก ให้เราเลือกเอา แต่อย่างที่บอกว่าพระเจ้าต้องการให้เรา อย่าดับไฟพระวิญญาณ เชื่อฟังพระองค์

แล้วเดี๋ยวสัปดาห์เรามาเรียนกันต่อ มีอีกหลายๆ อย่างที่เราควรจะเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ว่าทำอย่างไร เราถึงจะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าได้? ทำอย่างไรเราถึงจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุขมากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ ตามน้ำพระทัยพระเจ้าต้องการให้เราเป็น ใช่เรามีสันติสุข มันความสุขนิรันดร์ในโลกฝ่ายวิญญาณ ในสวรรค์สถาน ซึ่งเราจะอยู่กับพระเจ้าตลอดไป อยู่โลกใหม่ ที่งดงาม ไม่มีความบาปมาล่อลวงเราอีกแล้ว แต่นั่นมันคืออนาคต แล้วในขณะที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่มีทั้งความบาป คำสาปแช่ง ความวิปริตต่างๆ บนโลกใบนี้ เราจะอยู่อย่างไรที่จะให้มันเดือดร้อนตัวเองและผู้คนรอบข้างน้อยที่สุด เราจะสำแดงพระเยซูคริสต์ที่สถิตอยู่ในเรา ให้ฉายแสงออกมา เป็นความรัก ความเมตตา  เป็นแสงสว่างให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ และอะไรต่างๆ รอบข้างเราบนโลกใบนี้ ให้งดงามที่สุด ได้อย่างไร? เราจะมาเรียนรู้กันต่อไป พระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2020 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 42 โดย วราพร คงล้วน

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  20  กันยายน  2020

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 42

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้ เราก็ยังอยู่ในเรื่องของอย่ากลัวเลย ในพระคัมภีร์เดิม เราจะเห็นถ้อยคำของพระเจ้าที่พูดกับคนอิสราเอลหลายๆ ครั้งเมื่อเผชิญกับปัญหาอุปสรรค เจอกับคนมารบกวน แล้วก็เข้ามาหาพระเจ้า พระเจ้าก็จะตรัสกับคนของพระองค์ว่า … “อย่ากลัวเลย” … เพราะว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วย อยู่ข้างๆ เพื่อที่จะช่วยเหลือประชากรของพระองค์ ในยุคสมัยเดิม พระเจ้าไม่ได้อยู่ในคนอิสราเอล แต่ก็คอยวนเวียนช่วยเหลือตลอดเวลา ไม่ว่าคนอิสราเอลจะเจอความทุกข์ยากลำบากอะไร พระเจ้าก็จะยื่นพระหัตถ์มาช่วยเหลือเสมอ

วันนี้เรามาดูในหนังสือ 2 พงศาวดาร 20:1-30 บอกไว้อย่างนี้ เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องราวของกษัตริย์ในยูดาห์อีกพระองค์หนึ่ง ที่มีชื่อว่าเยโฮชาฟัท

คราวที่แล้วเราเรียนเรื่องของกษัตริย์เฮเซคียาห์ ที่ชาวอัสซีเรียมาต่อสู้ แล้วเฮเซคียาห์เข้าไปหาพระเจ้า ขอความช่วยเหลือ แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยเหลือเขาให้พ้นจากศัตรู

อีกครั้งหนึ่งกษัตริย์เยโฮชาฟัทก็เจอในเรื่องราวเดียวกัน แต่ว่าเป็นอีกกลุ่มคนหนึ่งที่เข้ามาสู้รบกับคนอิสราเอล เรามาดูว่าคนกลุ่มนี้ คือใคร?

2 พงศาวดาร 20:1-3 “1 และอยู่มาภายหลัง  คนโมอับและคนอัมโมน  และคนเมอูนี  บางคนพร้อมกับเขาทั้งหลาย  ได้ขึ้นมาทำสงครามกับเยโฮชาฟัท 2 มีคนมาทูลเยโฮชาฟัทว่า  “มีคนหมู่ใหญ่มาสู้รบกับฝ่าพระบาทจากเอโดม  จากฟากทะเลข้างโน้น  และดูเถิด  เขาทั้งหลายอยู่ในฮาซาโซนทามาร์”  (คือเอนกาดี) 3 และเยโฮชาฟัทก็กลัว   และมุ่งแสวงหาพระเจ้า   และได้ทรงประกาศให้อดอาหารทั่วยูดาห์

 

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อมีชนโมอับกับอัมโมนยกทัพใหญ่มาสู้รบกับคนอิสราเอล เมื่อกษัตริย์เยโฮชาฟัทได้ยินปุ๊บ เกิดความกลัว มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เราอยู่ดีมีสุข อยู่ดีๆ ใครก็ไม่รู้ยกทัพมากองใหญ่เลย มาเพื่อที่จะสู้รบ ทำให้สันติสุขหรือความสงบสุขในบ้านเมืองหายไป ก็เกิดความกลัว

กษัตริย์เยโฮชาฟัท เมื่อเกิดความกลัวปุ๊บ ก็วิ่งเข้าไปแสวงหาพระเจ้า แล้วขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่กษัตริย์เยโฮชาฟัทได้คิดถึงพระเจ้าก่อนใคร คราวที่แล้วกษัตริย์เฮเซคียาห์ ยังไม่คิดถึงพระเจ้าก่อนนะ  พอคนอัสซีเรียมาสู้รบปุ๊บ เขาก็ไปขอเจรจาสงบศึก แล้วก็ถูกปรับอย่างมากมาย จนเงินในท้องพระคลังถูกเอาไปหมด แล้วแถมไปลอกทองพระวิหารไปด้วย ขนาดนั้น กษัตริย์อัสซีเรียยังไม่ยอม ยังมาท้าทาย มาว่ากล่าวกษัตริย์อย่างแรง เมื่อถูกว่ากล่าวเยอะ ทนไม่ไหว ใช้กำลังตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องเข้าไปหาพระเจ้า

แต่กษัตริย์เยโฮชาฟัทไม่เหมือนกัน พอเกิดศึกสงครามปุ๊บ กษัตริย์เยโฮชาฟัทคิดถึง พระเจ้าก่อนเลย เขาวิ่งเข้าไปหาพระเจ้า เข้าไปหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า แล้วก็ประกาศให้ประชาชนทั้งหมดอดอาหาร

การอดอาหารเป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่คนอิสราเอลได้สำแดงถึงความทุกข์ยากลำบาก ความต้องการที่จะหาพระเจ้าจริงๆ ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าจริงๆ แล้วหลายครั้ง ไม่เพียงแต่อดอาหารอธิษฐานเท่านั้น ก็ยังมีการเอาขี้เถ้าซัดใส่ศีรษะตัวเอง เอาเสื้อกระสอบมาใส่อะไรอย่างนี้ เป็นการสำแดงให้พระเจ้าเห็นว่าตอนนี้ทุกข์มากเลย พระองค์เจ้าข้า ต้องการความช่วยเหลืออย่างแรงจากพระเจ้า กษัตริย์เยโฮชาฟัทก็หาพระเจ้า แล้วก็เรียกให้คนอดอาหารอธิษฐาน

2 พงศาวดาร 20:4-6 “4 และยูดาห์ได้ชุมนุมกันแสวงหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า  เขาทั้งหลายพากันมาจากหัวเมืองทั้งสิ้นแห่งยูดาห์  เพื่อแสวงหาพระเจ้า 5 และเยโฮชาฟัทประทับยืนอยู่    ในที่ประชุมของยูดาห์    และเยรูซาเล็ม  ในพระนิเวศของพระเจ้า  ข้างหน้าลานใหม่ 6 และตรัสทูลว่า  “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย  พระองค์มิได้เป็นพระเจ้าในฟ้าสวรรค์หรือ  พระองค์มิได้ปกครองเหนือบรรดาราชอาณาจักรของประชาชาติหรือ  ในพระหัตถ์ของพระองค์มีฤทธิ์และอำนาจ  จึงไม่มีผู้ใดต่อต้านพระองค์ได้”

 

คนยูดาห์มารวมตัวกันในพระนิเวศน์ของพระเจ้า สมัยก่อนคนอิสราเอล เมื่อต้องการหาพระเจ้า เขาจะวิ่งเข้ามาที่กรุงเยรูซาเล็ม มาที่พระวิหาร หรือบางคนไม่สามารถเดินทางมาได้ เขาก็จะหันหน้าไปที่พระวิหารของพระเจ้า เพื่อที่จะอธิษฐาน

คนกลุ่มใหญ่ในยูดาห์ร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เมื่อมีความทุกข์ยากลำบาก เมื่อมีศึกสงคราม ก็มาแสวงหาพระเจ้า แล้วสิ่งที่กษัตริย์เยโฮชาฟัทได้อธิษฐานกับพระเจ้า คือได้บอกถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระเจ้าที่เขารู้จัก เป็นพระเจ้าที่ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่สูงสุด แล้วเขารู้ว่าไม่มีความช่วยเหลือที่ไหนที่จะสามารถช่วยเขาให้รอดพ้นได้ นอกจากพระเจ้าผู้เดียว

2 พงศาวดาร 20:7 “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย  พระองค์มิได้ทรงขับไล่ชาวแผ่นดินนี้ ออกไปเสียให้พ้นหน้าอิสราเอลประชากรของพระองค์หรือ  และทรงมอบไว้แก่เชื้อสายของอับราฮัมมิตรสหายของพระองค์เป็นนิตย์”

 

ก่อนที่คนอิสราเอลจะมายึดครองแผ่นดินคานาอัน แผ่นดินคานาอันก็จะมีชนชาติอื่นๆ มากมายเยอะแยะที่ไม่ใช่ชนอิสราเอลครอบครองอยู่ แล้วพระเจ้าก็ให้ครอบครอง เพื่อว่าจะได้รักษาแผ่นดินไว้  พี่น้องนึกออกไหมค่ะ ถ้าแผ่นดินไหนไม่มีคนอยู่ ก็จะรกร้าง ก็จะแห้งแล้ง ไม่มีใครทำอะไรทั้งหมด พระเจ้าก็อนุญาตให้ผู้คนเหล่านี้ ยังคงอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าเตรียมไว้ สำหรับคนอิสราเอล พอถึงวาระที่พระเจ้าจะให้คนอิสราเอลยึดครองแผ่นดินคานาอัน คือตั้งแต่ตอนที่พระเจ้าให้โมเสสนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระเจ้าก็จะประทานแผ่นดินแห่งน้ำผึ้งและน้ำนม เป็นแผ่นดินที่สมบูรณ์มากให้กับคนอิสราเอลเข้าไปยึดครอง แต่เหตุว่าคนอิสราเอลไม่เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าบอก เขาก็เลยต้องวนเวียนในถิ่นทุรกันดาร 40 ปี จนโมเสสตายจากไป ก็ยังไม่ได้เข้าแผ่นดินคานาอัน ได้แค่เห็นด้วยตาเท่านั้น แล้วโยชูวาก็เป็นคนที่พระเจ้าใช้ให้พาคนอิสราเอลเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน แต่กว่าที่คนอิสราเอลจะได้เข้าไปยึดครองแผ่นดินคานาอัน ต้องมีการสู้รบปรบมือมากมายที่พระเจ้าทรงเป็นผู้นำทัพ

พระเจ้าจะทรงตรัสเลยว่าถ้าไปสู้รบกับตรงนี้ ต้องทำแบบนี้ แล้วถ้ารบชนะต้องทำอย่างไร? บางทีพระเจ้าก็ให้ฆ่าคนหมดเลย ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ลูกเล็กเด็กแดง ให้ฆ่าให้หมด แม้แต่สิงสาราสัตว์ก็ให้ฆ่าให้หมด แล้วก็เข้าไปยึดครอง บางทีพระเจ้าก็ให้ฆ่าแต่คน ให้สัตว์เก็บไว้ คนอิสราเอลสามารถเอามาใช้ได้  บางทีพระเจ้าก็เอาแต่ผู้ชายฆ่าให้ตาย เหลือเด็กกับผู้หญิงอะไรก็แล้วแต่ แต่ละที่พระเจ้าก็จะมีคำสั่งที่ไม่เหมือนกัน เราไม่เข้าใจหรอกว่ามันคืออะไร? แต่สิ่งที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ เป็นอย่างนั้น แล้วคนอิสราเอล ถ้าช่วงไหนที่เขาเชื่อพระเจ้าจริงๆ ก็คือทำตามที่พระเจ้าบอกเลย พระเจ้าบอกให้ทำลายทุกอย่างหมดเลย แม้แต่เสื้อผ้าเงินทอง ให้ทำลายหมดเลย

ถ้าเขาเชื่อฟัง พระเจ้าก็นำเขาต่อไป แต่จะมีช่วงที่คนอิสราเอลไม่เชื่อฟัง บางคนแอบเก็บของเอาไว้ ของแค่นิดเดียวเอง ทำให้ครั้งต่อไป เมื่อเขาไปสู้รบสงคราม เขาก็แพ้ พอแพ้ปุ๊บ โยชูวาก็รู้แล้ว มันต้องมีอะไรผิดปกติ เพราะพระเจ้าสัญญาแล้วไงว่าพระเจ้าจะพาคนอิสราเอลไปยึดครองแผ่นดินทั้งหมด มันต้องชนะมันแพ้ได้อย่างไร? พอแพ้ปุ๊บ ก็ไปอธิษฐานกับพระเจ้า พระเจ้าก็จะบอกว่า …

“เหตุที่แพ้ เพราะมีคนโน้นคนนี้ไม่เชื่อฟังเรา  ไปทำสิ่งที่เราห้าม”

ถ้าพี่น้องไปอ่านพระคัมภีร์เดิม ในช่วงที่คนอิสราเอลไปยึดครองแผ่นดินคานาอัน เราจะเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ทรงนำคนอิสราเอลมาตลอด แล้วก็จะมีช่วงจังหวะแต่ละอย่าง แต่ละที่ แต่ละจุดประสงค์ที่พระเจ้าได้พาไป แล้วจะมีคำสั่งที่มันไม่เหมือนกันทุกอัน

สิ่งที่พระเจ้าสำแดงให้เราเห็น ก็คือพระองค์ต้องการความเชื่อฟังจากคนอิสราเอล ในยุคปัจจุบัน ในยุคพระคุณของเราเหมือนกัน พระองค์ก็ต้องการความเชื่อฟังจากพวกเราทุกๆ คน ซึ่งเราเชื่อวางใจในพระเจ้า แล้วพระองค์ต้องการให้เดินอย่างมั่นคง มีความเชื่อวางใจในพระเจ้า ที่เรารู้จัก ที่พระองค์ทรงเลือกสรรเรามาให้เป็นลูกของพระองค์

นี่ก็คือยุคของเราที่เต็มล้นด้วยพระคุณ ด้วยความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา เราก็ขอบคุณพระเจ้า ไม่เหมือนคนยุคเดิม พระเจ้าไม่ได้อยู่ข้างในเขา ก็ยังคงต้องต่อสู้กันด้วยกำลังของตัวเขาเอง

แล้วกษัตริย์เยโฮชาฟัทก็มาอธิษฐานพระเจ้า … “เห็นไหมพระองค์บอกแล้วไงว่าพระองค์จะให้แผ่นดินเหล่านี้ ให้แก่บรรพบุรุษของเรา และลูกหลานของเรา ที่จะยึดครอง”

2 พงศาวดาร 20:8-9  “8 และเขาทั้งหลายได้อาศัยอยู่ในนั้น  และได้สร้างสถานนมัสการแห่งหนึ่งในนั้นถวายพระองค์  เพื่อพระนามของพระองค์ทูลว่า 9 ‘ถ้าเหตุชั่วร้ายขึ้นมาเหนือข้าพระองค์ทั้งหลายจะเป็นดาบ  การพิพากษา  หรือโรคระบาด  หรือการกันดารอาหาร  ข้าพระองค์ทั้งหลายจะยืนอยู่ต่อหน้าพระนิเวศนี้ และต่อพระพักตร์พระองค์ เพราะพระนามของพระองค์อยู่ในพระนิเวศ  และร้องทูลต่อพระองค์ในความทุกข์ใจของข้าพระองค์ทั้งหลาย  และพระองค์จะทรงฟังและช่วยให้รอด’

 

สมัยก่อน ก็คือต้องมาที่พระนิเวศน์นี้แหละ แล้วก็มาร้องทูล บอกถึงความทุกข์ใจ สิ่งที่ได้เผชิญ แล้วต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า คนอิสราเอลสมัยก่อน ก็จะเจอ ไม่ว่าปัญหาอะไร ใหญ่น้อยเท่าไร? เกิดมีขึ้น พวกเขาก็จะมาที่พระนิเวศน์ของพระเจ้า เพื่อที่จะอธิษฐานกับพระเจ้า

2 พงศาวดาร 20:10  “ดูเถิด  บัดนี้คนอัมโมน  และโมอับ  และภูเขาเสอีร์  ผู้ซึ่งพระองค์ไม่ทรงยอมให้คนอิสราเอลบุกรุก  เมื่อเขามาจากแผ่นดินอียิปต์  และผู้ซึ่งเขาได้หลีกไปมิได้ทำลายเสีย”

 

พระเจ้าให้เก็บกลุ่มคนนี้ไว้ ไม่ให้ทำลาย ถ้าเป็นที่อื่น พระเจ้าก็ให้ทำลายนะ อย่างไปบุกเมืองเยรีโค พระเจ้าก็ให้ฆ่าหมดเลย กลุ่มคนเหล่านี้ พอเข้ามาอยู่ในแผ่นดินคานาอัน พระเจ้าบอกอย่าไปยุ่งกับเขา ปล่อยให้เขาอยู่ไปอย่างนั้นแหละ ปรากฏว่าอยู่ไปอยู่มายกทัพ จะมาตีคนอิสราเอล

กษัตริย์เยโฮชาฟัทก็เลยมาอธิษฐานกับพระเจ้า … “กลุ่มนี้แหละที่พระเจ้าบอกไม่ต้องไปยุ่งกับเขา แต่ตอนนี้เขามายุ่งกับเราแล้ว”

2 พงศาวดาร 20:11  “ดูเถิด  เขาทั้งหลายได้ให้บำเหน็จแก่เรา  ด้วยมาขับเราออกเสีย  จากแผ่นดินกรรมสิทธิ์ของพระองค์  ซึ่งพระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นมรดก”

 

ให้ของขวัญชิ้นงามเลย ให้อยู่ในแผ่นดินคานาอัน แผ่นดินที่พระเจ้าให้กับเรา เราอนุญาตให้เขาอาศัยอยู่ แต่เขาให้รางวัลเรา

เห็นไหม? จากที่เป็นคนมาอาศัยด้วย กลายเป็นว่า …

“ไม่เอาแล้วเจ้าของ ฉันจะไล่ออกไปเลย”

กษัตริย์เยโฮชาฟัทก็มาอธิษฐานกับพระเจ้าตรงๆ แบบนี้แหละ …

“เห็นไหม? พระองค์เจ้าข้าเกิดเรื่องแล้ว เรื่องเป็นแบบนี้ แล้วพระองค์จะว่าอย่างไร?”

2 พงศาวดาร 20:12  “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์  พระองค์จะไม่ทรงกระทำ  การพิพากษาเหนือเขาหรือ  เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายไม่มีฤทธิ์ที่จะต่อสู้ คนหมู่มหึมานี้  ซึ่งกำลังมาต่อสู้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย  ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ทราบว่าจะกระทำประการใด  แต่ดวงตาของข้าพระองค์ทั้งหลายเพ่งที่พระองค์

 

อันนี้สุดยอด อันนี้คือเป็นกุญแจหลักของคนของพระเจ้า ที่มาบอกกับพระเจ้าว่า …

“เราไม่รู้จะทำอย่างไร? คนมาเยอะขนาดนี้ เราไม่มีกำลังที่จะต่อสู้เขา แพ้อย่างเดียวเลย แต่สิ่งที่เรามี คือพระเจ้า แล้วสายตาของพวกเราจะไม่ละไปจากพระองค์เลย ดวงตาเราจะเพ่งที่พระองค์”

นี่คือสิ่งที่กษัตริย์เยโฮชาฟัทได้อธิษฐานกับพระเจ้า

2 พงศาวดาร 20:13-14  “13 ในระหว่างนั้นคนทั้งปวงของยูดาห์  ก็ยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าพร้อมกับภรรยาและลูกหลานของเขา 14 และพระวิญญาณของพระเจ้าเสด็จมา    สถิตกับยาฮาซีเอลบุตรเศคาริยาห์  ผู้เป็นบุตรเบไนยาห์  ผู้เป็นบุตรเยอีเอล  ผู้เป็นบุตรมัทธานิยาห์ เป็นคนเลวีเชื้อสายของอาสาฟ  เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางที่ประชุมนั้น”

 

สมัยก่อน พระเจ้าจะเลือกเผ่าเลวีไว้ เพื่อที่จะติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า เวลาที่พระเจ้าคุย พระเจ้าไม่คุยกับกษัตริย์ ไม่คุยกับคนธรรมดา แต่พระเจ้าจะคุยกับเชื้อสายของอิสราเอล ซึ่งเป็นเผ่าเลวีที่พระองค์เลือกสรรมา เป็นครั้งๆ ไป ที่พระเจ้าจะเสด็จลงมาสถิตกับผู้เผยพระวจนะ แล้วก็ให้ผู้เผยพระวจนะเป็นคนบอกต่อสิ่งที่พระองค์ต้องการให้คนอิสราเอลได้รับรู้

ผิดจากปัจจุบัน ตรงที่เราไม่ต้องรอให้พระเจ้าเสด็จลงมา เราไม่ต้องอธิษฐานขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย เราติดปาก ตอนนี้ไม่กล้าอวยพร … “ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย” … เพราะว่ามันไม่ใช่ถ้อยคำพระเจ้า ไม่ต้องอวยพรว่าขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย เพราะพระเจ้าอยู่กับเราแล้ว มันยากมากที่จะแก้ แต่พอเรารู้ความจริง เราก็อยากจะแก้ พี่น้องลองคิดดูนะ ดิฉันเชื่อพระเจ้ามาจะ 35 ปีแล้ว แล้วก็ถูกสอนตรงนี้มาตลอด แล้วเวลาอธิษฐาน ก็จะบอกว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยกัน”

ซึ่งพระเจ้าบอก … “ฉันอยู่กับเธอแล้ว เธอมาขอทำไม?”

ถ้าเราขอแบบนี้ ก็แปลว่าเราไม่เชื่อว่าพระเจ้าอยู่ด้วย เราจึงต้องขอไง ยากมากเลยกว่าเราจะแก้ แล้วมันก็จะลืม ลืมประจำ แต่พอนึกขึ้นได้ เราก็จะอธิษฐานใหม่ …

“ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงสถิตอยู่กับเรา ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงให้เราเป็นลูก ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงประทานความชอบธรรมให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ให้เราเป็นอิสรภาพจากความบาป และความตายเรียบร้อยไปแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูได้ทำทุกอย่างเรียบร้อยไปแล้ว เราไม่ต้องทำอะไรแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้า เราสามารถที่จะเรียกพระเจ้าว่าพ่อ ขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระพรที่พระองค์ได้ทรงเตรียมไว้ให้เราเรียบร้อยไปแล้ว”

“เรียบร้อยไปแล้ว” แปลว่าเรามีอยู่ในคลังแล้ว เราไม่ต้องขอพระพร เรานั่งทำอย่างเดียว คือนับพระพร

ยากนะกว่าเราจะเปลี่ยน แล้วตอนนี้ คือตัวดิฉันเองก็ลืมๆ บางทีเราเข้าใจนะว่าความจริงคืออย่างนี้ แต่ว่าด้วยความเคยชินของปากเรา ที่เราพูดเป็นประจำมา 30 กว่าปี พี่น้องคิดดูว่าอย่างนี้ แล้วอยู่ดีๆ พอพระเจ้าเปิดให้เราเห็นความจริงปุ๊บ มันต้องเปลี่ยน พอรู้ความจริง ก็ต้องเปลี่ยน เปลี่ยนคำพูดจากคำว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย”

ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ไม่ต้องขอ เพราะพระเจ้าอยู่ด้วย ขอพระเจ้าอวยพร ก็ไม่ต้อง เพราะพระเจ้าอวยพรเราอยู่แล้ว อะไรอย่างนี้ มันยากมากเลย ตอนนี้เวลาพิมพ์อะไร คำขอจะหายไป

“พระเจ้าอวยพรนะคะ”

คือมันต้องใช้เวลา ใช้พลังอย่างแรงที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือความคิดของเรา ที่เราถูกปลูกฝังมานานมาก ที่เราใช้คำพูดอันนี้ ซึ่งเราอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่ถ้าเรามาทบทวนจริงๆ มันสำคัญมากเลย ถ้าเราพูดอย่างที่เดิมๆ เราพูด คือ …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย”

แปลว่าเราไม่เคยเชื่อเลยว่าพระเจ้าอยู่ในพวกเราทุกคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้า  เราถึงต้องขอ  มันเป็นการยากมาก สำหรับตัวดิฉันเองด้วย ที่มายืนสอนตรงนี้ เราต้องพยายามที่จะพูดให้ชัดเจน และเข้าใจให้ชัดเจนว่าความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงเปิดเผยสำแดงให้เราเห็นว่าจริงๆ เราเป็นคริสเตียนแล้ว จริงๆ เรารับมาแล้วทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ ในโลกวิญญาณ แล้วมันจะส่งผลออกมาเป็นโลกวัตถุ ที่พอเราเชื่ออย่างนี้ปุ๊บ ความคิดเราจะเปลี่ยนไป เหมือนลักษณะ ถ้าจะเปรียบเทียบครอบครัวง่ายที่สุด คือเราเป็นลูกของบ้านไหน? เราไม่เคยรู้สึกสงสัยในความรักของพ่อแม่เลย เพราะว่าพ่อแม่จะจัดเตรียมทุกอย่างให้กับเรา ตื่นเช้าขึ้นมา เราไม่ต้องไปนั่งกังวลว่าเช้านี้เราจะต้องหาอะไรกิน พ่อแม่ก็เตรียมให้เราเสร็จแล้ว แถมในปัจจุบันไม่ได้เตรียมเสร็จเฉยๆ ต้องขอร้องให้มากินด้วย ช่วยมากินหน่อยลูก อะไรอย่างนี้ พี่น้องนึกภาพออกไหม? บางทีพ่อแม่เตรียมเสร็จ ทำไมลูกเรา วันนี้ไม่กิน อะไรอย่างนี้

พอเราเห็นภาพชัดเจน ในความเป็นมนุษย์ เป็นลูกก็คือลูก ต่อให้ลูกเราทำอะไรเกเรขนาดไหน? เราไม่เคยมีความคิดว่าจะตัดเขาออกจากความเป็นลูก อย่างไรเขาก็เป็นลูกเรา ต่อให้เขาผิดขนาดไหน? เราเศร้า เราก็ยังอธิษฐานเผื่อเขา ขอพระเจ้าเมตตาช่วยเขาด้วย ให้กำลังเขาด้วย พอเราเห็นภาพตรงนี้ มันเป็นภาพที่พระเยซูบอกว่าขนาดมนุษย์ยังรักลูกของตัวเองขนาดนี้ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ที่พระเจ้าทรงรักเรามากขนาดไหน? ฉะนั้น ตอนนี้เข้าใจเลยว่าที่พระเยซูบอกว่าถ้าเรารู้ความจริง ความจริงจะปลดปล่อยเราให้เป็นไท มันเป็นอย่างนี้จริงๆ พอเราเป็นอิสระ เราไม่ต้องมานั่งกังวล ไม่ต้องมานั่งผวาตลอดเวลา …

“วันนี้ฉันทำอย่างนี้ แล้วพระเจ้าจะรักฉันไหม?”

พระเจ้าก็ยังคงยืนยัน … “ต่อให้เธอทำชั่วขนาดไหน ฉันก็ยังรักเธอ เพราะว่าฉันเลือกเธอมาแล้ว”

นี่คือความจริง แล้วพอเรารู้ความจริงว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน? ข้างในเรารู้เลยว่าเราไม่อยากจะทำชั่ว ไม่อยากจริงๆ เราอยากจะทำสิ่งที่ดี เพื่อตอบสนองความรักของพระเจ้า ไม่ใช่ทำสิ่งที่ดี เพื่อเราจะได้รับความรอด อันนั้นไม่ใช่ ถ้าเราคิดว่าเราต้องทำโน่นนี่นั่น เพื่อเราจะได้รับความรอด อันนั้น เราเดินผิดทางเลย เราขึ้นรถเมล์ผิดสาย แล้วเราก็จะกู่ไม่กลับเลย คือมันจะไปไกลมาก แต่ถ้าเรารู้ว่าที่เราทำทุกวันนี้  ที่เราเชื่อฟังพระองค์ เพราะเรารักพระองค์  เพราะพระองค์ให้เราหมดทุกอย่างแล้ว เราไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว คือหมดจนขนาดชีวิตของพระองค์เอง ยังให้เราเลย แล้วเราจะไปกลัวอะไรล่ะ เราจะไปสงสัยอะไรกับความรักของพระเจ้า ไม่ต้องสงสัย เรารู้ว่าอย่างไร พระเจ้าก็รักเรา

พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ ท่าทีในการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เราจะเปลี่ยน เมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่าเราต้องๆ ทำอย่างนี้ เพื่อให้พระเจ้ารัก ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เรารู้ว่าพระเจ้ารักอยู่แล้ว เราอยากทำ เพราะเรารักพระองค์ เราอยากให้พระองค์มีความสุข แค่นั้น ดังนั้น ท่าทีมันจะกลับกัน แบบขาวกับดำ หน้ามือหลังมือเลย พอเรารู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็ช่วยๆ กัน บางทีมันเผลอ มันลืม ก็จะกลับไปที่เดิม พวกเราพอรู้ความจริง ก็ต้องช่วยกัน

คนอิสราเอลสมัยก่อน ต้องใช้ความสามารถของตัวเอง ต้องใช้กำลังของตัวเอง เพื่อที่จะยืนหยัดอยู่ในหนทางที่ถูกต้องของพระเจ้า เพื่อที่จะให้พระเจ้ารักและพระเจ้าช่วยเหลือ พระเจ้าสถิตอยู่ นั่นคือความยากลำบากของคนยุคนั้น ก่อนที่พระเยซูมาตายแทนเราบนไม้กางเขน ก่อนยุคพระคุณ

ฉะนั้น คนอิสราเอลพอเขาเดินตามพระเจ้า พระเจ้าก็มาช่วยเขาเป็นช่วงๆ พอเขากบฏต่อพระเจ้า คือไม่เอาพระเจ้าแล้ว ไปติดตามพระอื่น  ก็จะมีภัยพิบัติมา จริงๆ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าเรามีพระเจ้า สิ่งชั่วร้ายมันมาไม่ถึง จริงๆ สิ่งชั่วร้ายมันมีอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว พอเราเอาพระเจ้าออกไปปุ๊บ สิ่งชั่วร้ายมันก็วิ่งเข้ามาตะครุบเรา นี่เรื่องปกติเลย ไม่ได้หมายความว่าพอไม่เอาพระเจ้าปุ๊บ พระเจ้าลงโทษ กฎมันมีอยู่แล้ว ไม่มีพระเจ้า เราต้องสู้ด้วยตัวเอง  ฉะนั้น เราไม่มีกำลังพอที่จะสู้กับสิ่งชั่วร้ายบนโลกใบนี้ เราก็ต้องเจอภัยพิบัติ อันนี้คือสมัยก่อนเขาเป็นแบบนี้

กษัตริย์เยโฮชาฟัทก็วิ่งเข้ามาหาพระเจ้า แล้วพระเจ้าก็มาสถิตอยู่กับผู้เผยพระวจนะ แล้วก็มาพูดกับคนอิสราเอล

พี่น้องอาจจะสงสัย สมัยก่อนเขาไม่มีนามสกุล อย่างสมมติว่าเขาเรียกชื่อดิฉัน วราพร คงล้วน รู้เลยว่าใคร? แต่สมัยก่อนไม่มีนะ ต้องไล่ยาวตั้งแต่ คนนี้เป็นลูกคนนี้ คนนี้เป็นลูกคนนี้ๆๆๆๆๆๆ โยงมาจนถึง เป็นเชื้อสายของเลวี อะไรอย่างนี้

2 พงศาวดาร 20:15  “และเขาได้พูดว่า  “ยูดาห์ทั้งปวงและชาวเยรูซาเล็มทั้งหลาย  กับกษัตริย์เยโฮชาฟัท  ขอจงฟัง  พระเจ้าตรัสดังนี้แก่ท่านทั้งหลายว่า  ‘อย่ากลัวเลย  และอย่าท้อถอยด้วยคนหมู่มหึมานี้เลย  เพราะว่าการสงครามนั้นไม่ใช่ของท่าน  แต่เป็นของพระเจ้า”

 

พระเจ้าเข้ามายืนยันกับเยโฮชาฟัทกับคนยูดาห์ทั้งกลุ่มเลยว่าการสงครามนี้ ไม่ใช่เป็นของพวกเธอ แต่เป็นของพระองค์เอง

2 พงศาวดาร 20:16  “พรุ่งนี้เช้าจงลงไปต่อสู้กับเขา  ดูเถิด  เขาจะขึ้นมาทางขึ้นที่ตำบลศิส  ท่านทั้งหลายจะพบเขาที่ปลายหุบเขา  ทางตะวันออกของถิ่นทุรกันดารเยรูเอล”

 

พระเจ้าบอกชัดเจน ละเอียดยิ๊บเลย

2 พงศาวดาร 20:17  “ไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้  โอ  ยูดาห์  และเยรูซาเล็ม  จงเข้าประจำที่  ยืนนิ่งอยู่และดูชัยชนะของพระเจ้า  เพื่อท่าน’   อย่ากลัวเลย    อย่าท้อถอย   พรุ่งนี้จงออกไปสู้กับเขาและพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน”

 

พระเจ้าบอกว่า … “พรุ่งนี้ ฉันจะอยู่กับพวกเธอ แล้วการสงครามนี้ ไม่ใช่ของพวกเธอด้วย พระเจ้าจะจัดการเอง”

แต่ว่าเขาต้องทำ เขาก็ยกกองทัพไป แต่เราขอบคุณพระเจ้า การยกกองทัพของกษัตริย์เยโฮชาฟัท เขาไม่ได้ยกกองทัพไป เพื่อสู้รบ เรามาดูว่าเขาทำอะไร?

2 พงศาวดาร 20:18-19  “18 แล้วเยโฮชาฟัทโน้มพระเศียรก้มพระพักตร์ของพระองค์  ลงถึงดิน  และยูดาห์ทั้งปวงกับชาวเยรูซาเล็ม   ได้กราบลงต่อพระเจ้า  นมัสการพระเจ้า 19 และคนเลวี  จากพงศ์พันธุ์โคฮาท  และพงศ์พันธุ์คนโคราห์  ได้ยืนขึ้นถวายสรรเสริญแด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลด้วยเสียงอันดัง

 

พอได้ยินสิ่งที่พระเจ้าตรัส ทุกคนลุกขึ้น แล้วตรงนั้น ในที่ที่ประชาชนอยู่ มีคนเลวีด้วย มีพวกปุโรหิตที่พระเจ้าได้เลือกสรรไว้ เขาลุกขึ้นมาโห่ร้อง สรรเสริญพระเจ้า

2 พงศาวดาร 20:20  “และเขาทั้งหลายได้ลุกขึ้นแต่เช้า  และออกไปในถิ่นทุรกันดารถึงเทโคอา  และเมื่อเขาออกไป  เยโฮชาฟัทประทับยืนและตรัสว่า  “ยูดาห์และชาวเยรูซาเล็มเอ๋ย  จงฟังข้าพเจ้า  จงวางใจในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน  และท่านจะตั้งมั่นคงอยู่  จงเชื่อบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระองค์  และท่านจะสำเร็จผล”

 

การเชื่อฟัง เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของคนอิสราเอล  แล้วก็ในปัจจุบันของพวกเราเช่นเดียวกัน ฉะนั้น กษัตริย์เยโฮชาฟัทบอกประชาชนให้วางใจในพระเจ้า ถ้าเขาวางใจในพระเจ้า พวกเขาจะตั้งมั่นคงอยู่ได้ และถ้าเขาเชื่อฟังผู้เผยพระวจนะ คือเชื่อว่าพระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะ บางคนไม่เชื่อ ผู้เผยพระวจนะพูด

“ฉันไม่เชื่อหรอก พระเจ้าตรัสผ่านเธอ พระเจ้าน่าจะตรัสผ่านฉันด้วย”

แต่ปัจจุบัน พระเจ้าทรงตรัสผ่านพวกเราทุกๆ คน เพราะพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์จะทรงตรัสกับเรา พูดกับเราทุกคน เพียงแต่ว่าเราจะได้ยินหรือไม่ได้ยิน บางทีหูเราตึง หูอื้อ พระเจ้าพูด แล้วไม่ได้ยิน แต่ว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์จะคุยกับเราทุกคน

ฉะนั้น กษัตริย์เยโฮชาฟัทก็บอกชนชาติอิสราเอล ให้เชื่อฟังผู้เผยพระวจนะด้วย  เพราะว่าผู้เผยพระวจนะไม่ได้พูดเอง แต่พระเจ้าเป็นคนสั่งให้พูด ถ้าทำตามผู้เผยพระวจนะ ก็แปลว่าเขาเชื่อฟังพระเจ้าด้วย ก็จะเกิดผลสำเร็จ

2 พงศาวดาร 20:21  “และเมื่อพระองค์ได้ปรึกษากับประชาชนแล้ว  พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งบรรดาผู้ที่จะร้องเพลงถวายพระเจ้า  และแต่งกายด้วยเครื่องบริสุทธิ์สรรเสริญพระองค์  ขณะเมื่อเขาเดินออกไปหน้าศัตรู  และว่า  “จงถวายโมทนาแด่พระเจ้า  เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์”

 

อันนี้พี่น้องอาจจะแปลกใจตรงที่ว่าออกไปสู้รบ จริงๆ แล้วเอาทหารนำหน้าใช่ไหม? ต้องทหารใส่เสื้อเกราะ ต้องมีอาวุธยุทธโธปกรณ์ไปต้านรับศัตรู แต่กษัตริย์เยโฮชาฟัททำกลับกัน ก็คือแต่งตั้งคนที่จะถวายเสียงเพลงให้กับพระเจ้า ก็คือร้องเพลงนมัสการพระเจ้า การนมัสการพระเจ้าเป็นการเชื่อและวางใจพระองค์ว่าเชื่อแล้วล่ะ พระองค์บอกว่าวันนี้การรบไม่ใช่เป็นของพวกเรา พระองค์จะเป็นผู้สู้รบแทนเรา ฉะนั้น เขาก็เลยนมัสการพระเจ้า ร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระองค์ ที่มีอยู่เหนือชนชาติอิสราเอล

2 พงศาวดาร 20:22 “และเมื่อเขาทั้งหลายตั้งต้นร้องเพลงสรรเสริญ  พระเจ้าทรงจัดกองซุ่มคอยต่อสู้กับคนอัมโมน  โมอับ  และชาวภูเขาเสอีร์  ผู้ได้เข้ามาต่อสู้กับยูดาห์  ดังนั้น เขาทั้งหลายจึงแตกพ่ายไป”

 

คนอิสราเอลยังไม่ได้ทำอะไรเลย เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญพระเจ้า ร้องเพลงถวายแด่พระเจ้า พอเสียงนมัสการร้องขึ้นมาปุ๊บ พระเจ้าทำการงานของพระองค์เลย พระเจ้าก็ส่งกองซุ่มไปให้คนโมอับ คนอัมโมน คนภูเขาเสอีร์ ก็คือพระเจ้าจะทำให้คนกลุ่มนี้ แทนที่เขาจะมาสู้รบกับอิสราเอล เขาก็สู้กันเอง

2 พงศาวดาร 20:23 “เพราะว่าคนของอัมโมนและของโมอับได้ลุกขึ้น  ต่อสู้กับชาวภูเขาเสอีร์  ทำลายเขาเสียอย่างสิ้นเชิง  และเมื่อเขาทั้งหลายทำลายชาวเสอีร์หมดแล้ว  เขาทั้งสิ้นช่วยกันทำลายซึ่งกันและกัน”

 

คือ 2 กลุ่มสู้กันก่อน แล้วค่อยทำลายกันและกันเอง ก็คือมาไม่ถึงคนอิสราเอล 2 กลุ่มสู้กับกลุ่มหนึ่ง พอกลุ่มหนึ่งแพ้ 2 กลุ่มหันหน้ามาสู้กันเอง จนตายหมดเลย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ เพื่อคนอิสราเอล

2 พงศาวดาร 20:24 “เมื่อยูดาห์ขึ้นไปอยู่ที่เนินสูงที่ในถิ่นทุรกันดาร  เขามองตรงไปที่คนหมู่ใหญ่นั้น  และดูเถิด  มีแต่ศพนอนอยู่บนแผ่นดิน  ไม่มีสักคนเดียวที่รอดไปได้”

 

คือตายเรียบเลย

2 พงศาวดาร 20:25 “เมื่อเยโฮชาฟัท และประชาชนของพระองค์มาเก็บของเสียจากเขาทั้งหลาย  เขาพบสัตว์เป็นจำนวนมาก  ข้าวของ  เสื้อผ้า  และของมีค่าต่างๆ  ซึ่งเขาเก็บมามากสำหรับตัว  จนขนไปไม่ไหว  เขาเก็บของที่ริบได้เหล่านั้นสามวัน  เพราะมากเหลือเกิน”

 

เวลาคนจะยกกองทัพไปต่อสู้ เขาก็ต้องมีเสบียง มีของมีค่า มีอะไรเยอะแยะมากมาย คิดดูว่ากองทัพใหญ่มาก 3 กองทัพ เดินทางมา เพื่อที่จะรบกับคนอิสราเอล ข้าวของเขาจะเยอะมากเลย ปรากฏว่าพระเจ้าให้เขาสู้รบกันเอง จนตายหมด พอตายหมด กษัตริย์เยโฮชาฟัทกับประชาชนไปดู ของเต็มเลย แล้วตรงนี้ พระเจ้าไม่ได้บอกว่าให้ทำลายสิ่งเหล่านั้นให้หมด แต่พระเจ้าอนุญาตให้เขาเก็บไปใช้ ของเยอะ จนขนกันไม่ไหว เก็บ 3 วัน 3 คืนยังเก็บกันไม่หมดเลย พี่น้องลองนึกภาพว่ามันเยอะขนาดไหน?

2 พงศาวดาร 20:26-30 “26 ในวันที่สี่เขาทั้งหลายได้ชุมนุมกันที่หุบเขาเบราคาห์  ด้วยที่นั่นเขาสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระพร  เพราะฉะนั้น  เขาจึงเรียกที่นั้นว่าเบราคาห์  จนถึงทุกวันนี้ 27 แล้วเขาทั้งหลายกลับไปคนยูดาห์และเยรูซาเล็มทุกคน  และเยโฮชาฟัททรงนำหน้า  กลับไปยังเยรูซาเล็มด้วยความชื่นบาน  เพราะพระเจ้าได้ทรงกระทำให้เขาเปรมปรีดิ์เย้ยศัตรูของเขา 28 เขาทั้งหลายมายังเยรูซาเล็มด้วยพิณใหญ่  และพิณเขาคู่และแตร  ยังพระนิเวศของพระเจ้า 29 และความกลัวพระเจ้ามาอยู่เหนือบรรดาราชอาณาจักรของประเทศทั้งปวง  เมื่อเขาได้ยินว่าพระเจ้าทรงต่อสู้ศัตรูของอิสราเอล 30 แดนดินของเยโฮชาฟัทจึงสงบเงียบ  เพราะว่าพระเจ้าของพระองค์ประทานให้พระองค์มีการหยุดพักสงบอยู่รอบด้าน”

 

นี่คือพระคุณในยุคของพระเดช ที่พระเจ้ายังคงรักคนอิสราเอล ยังคงดูแล ช่วยเหลือคนอิสราเอลมาตลอด และพระเจ้าองค์นี้ เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน อดีต ปัจจุบัน และในอนาคตข้างหน้า แล้วพระเจ้าองค์นี้ได้ทรงวางแผนการที่ล้ำเลิศไว้สำหรับมนุษยชาติ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มล้มลงในความบาป แล้วพระองค์ก็เตรียมการให้คนกลุ่มหนึ่งที่ได้ชื่อว่าอิสราเอล ที่พระองค์ได้ทรงเลือกสรรไว้ และอนุญาตให้พระผู้ช่วยให้รอด ได้มาเกิดในคนกลุ่มนี้ ในเผ่าพันธุ์นี้ แล้วมาถึงยุคของเรา เป็นยุคที่สิ่งที่พระองค์กำหนดไว้ ได้สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว และพระพรตรงนี้ พระเจ้ายังคงมีให้กับมนุษยชาติ ไม่ใช่เพียงพวกเราเท่านั้น พวกเราจะเป็นเหมือนแกะ 99 ตัวที่เมื่อเช้าเราเรียน แกะ 99 ตัวที่อยู่ในคอกของพระองค์เรียบร้อยไปแล้ว ได้รับความรอดเรียบร้อยไปแล้ว ได้รับพระคุณ ได้รับพระพรจากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว แต่ยังมีแกะที่หลงหายไป 1 ตัวที่พระเยซูได้ตรัสเอาไว้ ก็คือผู้คนในโลกใบนี้ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ประเทศทั่วโลกใบนี้ ผู้คนที่ยังไม่ได้รู้จักกับพระนามของพระองค์ ผู้คนที่พระเจ้ายังคงแสวงหาเขาอยู่ แล้วให้ข่าวประเสริฐของพระองค์ถูกประกาศออกไปถึงผู้คนเหล่านั้น

เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับโควิด ทำให้เทคโนโลยีได้กระจายออกไป ทำให้ผู้คนได้แสวงหาพระเจ้ามากขึ้น ทำให้ข่าวประเสริฐของพระองค์ได้ประกาศไปเยอะขึ้น มีกลุ่มคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้าจับเป็นกลุ่ม เป็นก้อน หนุนจิตชูใจกัน คุยเรื่องพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงดูแลเรา พระองค์ทรงเลือกเรา ทรงเรียกเรา และขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงนำพาย่างเท้าของพวกเราตลอดเวลา นี่คือพระคุณ เป็นพระพร บางครั้งเราไม่เข้าใจหรอก แต่พอมีปัญหาปุ๊บ สิ่งแรก เราอาจจะ … ทำไมมันเกิดขึ้นๆ แต่พอเราย้อนมาดูจริงๆ เราก็ขอบคุณพระเจ้า เพราะเรารู้ว่าทุกสิ่ง เราไม่สามารถควบคุมได้ ถ้ามันจะเกิด มันก็เกิด เหมือนโรคภัยไข้เจ็บ มันจะเกิดมันก็เกิด แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า เรามีท่าทีแบบไหน? เรามีท่าทีที่ขอบพระคุณพระองค์ สำหรับสิ่งสารพัดไหม? สามารถไหมที่จะขอบคุณพระเจ้า แม้ว่าการเป็นอยู่ของเราจะลำบากขึ้น

ลำบากขึ้นจริงๆ นะพี่น้อง ไม่ว่าเราจะออกไปข้างนอก มันก็ลำบาก ลำบากตรงที่ว่าเมื่อก่อนเราเดินตัวปลิวออกไปได้ เราจะไปขึ้นรถ ลงเรือ เราสบายๆ จะไปแออัดยัดเยียดเราก็แฮปปี้ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ได้ พอออกไป ทุกข์แรก คือต้องใส่หน้ากากอนามัย หายใจไม่ออก ทุกข์ที่สอง คือเราเดินทางไปไกลไม่ได้ เพราะว่าถ้าอยู่ในชุมชนเยอะๆ เราก็ไม่อยากเสี่ยง ก็คือไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปเสี่ยง ในที่แออัดยัดเยียด เราอาจจะเจอแจ็คพอร์ตไปติดโรคมา พี่น้องอย่าคิดว่าเราเป็นคริสเตียนแล้ว เราใช้ชีวิตแบบล่อแหลม แล้วเราจะไม่ติดโรค ไม่จริงนะคะ ต่อให้เราเป็นคริสเตียน ถ้าเราไม่รักษากฎ หรือไม่ทำตามกฎในปัจจุบัน ที่เขาบอกว่าใส่หน้ากากอนามัยมันปลอดภัยที่สุดนะ เชื้อโควิดมันไม่สามารถวิ่งเข้ามาในตัวของเรา เราอาจจะใช้ความเชื่อแบบผิดๆ ไม่เป็นไรเลย เราเป็นคริสเตียน หน้ากากเราไม่ใส่หรอก เราจะออกไปในที่ชุมชน เราจะไปเดินพาหุรัต สำเพ็งที่เบียดกัน พี่น้องเคยไปเดินสำเพ็งต้นเดือนไหม? ดูอะไรไม่ได้เลย เขาเบียดกันเป็นปลากระป๋อง แล้วเราไม่ต้องเดิน เราจะถูกไถไป ตลอดเวลา นึกภาพออกไหม?

เราจะไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้นเหมือนเดิมไม่ได้ เราจะคิดว่าไม่เป็นไรหรอก พระเจ้าอยู่ในเรา อย่างไรพระเจ้าก็ปกป้องคุ้มครองเรา พระเจ้าปกป้องเรานะ แต่เราก็ต้องดูแลส่วนของเราด้วย ที่เราจำเป็นต้องดูแล ฉะนั้น ยังคงหนุนใจพี่น้อง ถ้าไม่มีความจำเป็นอะไรมากมาย ก็อย่าไปโลดโผนโจรทยานมากจนเกินไป ออกข้างนอก ก็ระวังนิดหนึ่ง ถ้ายังแฮปปี้ที่จะออกข้างนอก ก็ใส่หน้ากากอนามัย

เราขอบคุณพระเจ้าที่เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ ก็ไม่สามารถทำให้ความเชื่อ หรือความรักที่เรามีต่อพระเจ้าลดน้อยถอยลง หรือสั่นคลอน แล้วคนที่อยู่ในพระเจ้าจริงๆ เรายังเรียนรู้ที่จะขอบคุณพระเจ้าได้อยู่  ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

 

****************************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2020 เรื่อง “ท่านจะพึ่งตนเอง หรือพึ่งพระเยซู” ตอน 2 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  13  กันยายน  2020

 เรื่อง “ท่านจะพึ่งตนเอง หรือพึ่งพระเยซู” ตอน 2

โดย นคร   เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ เราจะมาดูกันต่อเลยนะครับ ถึงเรื่อง “ท่านจะพึ่งตนเอง หรือพึ่งพระเยซู” ตอนที่ 2 ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ครั้งที่แล้วได้เรียนรู้จากมัทธิว บทที่ 5 บอกว่าพระเยซูไม่ได้มา เพื่อลบล้างธรรมบัญญัติ แต่พระองค์มา เพื่อยืนยันว่าธรรมบัญญัติของพระเจ้านั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องถือ ต้องทำ ต้องรักษาอย่างเคร่งครัด ทุกจุด ทุกขีดต้องทำให้ครบบริบูรณ์ จึงจะบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ไปอยู่กับพระเจ้าได้ในสวรรค์ สามารถเป็นลูกของพระเจ้าได้ ต้องบริสุทธิ์ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าเท่านั้น

นี่คือหลักการ บัญญัติของพระเจ้าในเรื่องโลกวิญญาณ ต้องสะอาด บริสุทธิ์เท่าพระเจ้า จึงสามารถเข้ากับพระเจ้าได้ เป็นหนึ่งกับพระเจ้าได้ เป็นลูกของพระเจ้าได้ ไปอยู่กับพระเจ้าได้ เหมือนเราเป็นลูกมนุษย์ จะเอาสัตว์ชนิดไหนมาเป็นลูกของมนุษย์ เราก็บอกว่าลูกๆ แต่ก็ไม่ใช่ลูกเราหรอก

ยกตัวอย่าง เราเลี้ยงแมว เลี้ยงสุนัข เลี้ยงนก แล้วเราก็บอกลูกๆ แต่ก็ไม่ใช่ลูกเราจริงๆ หรอก ถ้าเป็นลูกเรา ต้องเหมือนเรา ก็ต้องเป็นมนุษย์เหมือนกัน ในทางโลกวิญญาณ ในทางพระเจ้าก็เหมือนกัน จะเข้าสวรรค์ต้องวิธีนี้ แต่ความจริง ก็คือไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถรักษาบัญญัติ ตามที่พระเยซูบอกได้ ตามกฎที่พระเจ้าวางไว้ได้ ครบบริบูรณ์ ทุกจุด ทุกขีด ไม่มีผิดเลยแม้แต่นิดเดียว คือไม่เคยทำบาปเลยแม้แต่นิดเดียว คิดก็ไม่เคยคิดบาป มีไหม? ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถทำตนเองให้บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าอย่างนั้น เรารู้แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ พระเยซูก็รู้ พระเยซูจึงมาชี้ให้ชาวยิวได้เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้

สรุปว่ามนุษย์ไม่สามารถพึ่งตนเองในการกระทำตัวเองให้สะอาด บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ทำความดีให้ได้ดี จนกระทั่งดีครบถ้วนบริบูรณ์ ถึงขนาดเป็นเหมือนพระเจ้าเลย ตามบัญญัติของพระองค์เป๊ะทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีมนุษย์คนไหนไปสวรรค์ได้เลยสักคนหนึ่ง โดยพึ่งการกระทำของตนเอง  คือการรักษาความดีงาม ตามหลักการของศีลธรรม ตามบทบัญญัติ ที่พระเจ้าบัญญัติเอาไว้ สำหรับชาวยิวในหนังสือโมเสส 600 กว่าข้อ เป็นต้นๆ เท่านั้นเอง แล้วยังมีอื่นๆ อีกมากมาย ที่บันทึกเอาไว้ โดยพระเจ้าเขียนบัญญัตินี้ไว้ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่ยิวอย่างเดียว

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนเถียงไม่ได้เลยว่าบทบัญญัติ ก็คือในใจเรารู้ว่าเราทำสิ่งนี้ มันเป็นบาป เรารู้ว่าเราเป็นคนบาป นั่นแหละ หนีไม่พ้น เพราะฉะนั้น มีวิธีเดียวเท่านั้น คือต้องพึ่งพระเยซู โดยการเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์  เพื่อว่าเมื่อเชื่อข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว จะได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย? แต่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า  โดยพึ่งพระเยซู

วันนี้เราจะมาดูกันต่อ อีกตัวอย่างหนึ่ง ในคำพูดของพระเยซูที่สอน เขาเรียกกันว่าบทสอนของพระเยซูบนภูเขา ในมัทธิว บทที่ 5 นี้ วันนี้ จากข้อพระคัมภีร์หนึ่งในนี้ เราจะยกตัวอย่างอีกข้อพระคัมภีร์หนึ่งที่เกี่ยวกับการพึ่งตัวเอง  หรือจะพึ่งพระเยซูดี ที่พระเยซูยกตัวอย่างให้เห็น ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังมีหลายคนที่เข้าใจข้อพระคัมภีร์ต่อจากนี้ไป เมื่อเข้าใจผิด มันก็ทำให้เกิดความหลงผิด เกิดความผิดพลาดใหญ่ยิ่ง ถึงขนาดจะไปสวรรค์หรือไม่ ก็เอามาฟังดูว่าพระเยซูพูดว่าอย่างไร? ก็มัทธิว บทที่ 6 เป็นคำอธิษฐาน ที่พระเยซูสอน ในหนังสือมัทธิว

จากครั้งที่แล้ว ในมัทธิว บทที่ 5 ว่าพระเยซูกำลังสอนว่าเราพึ่งตนเองไม่ได้  เราต้องพึ่งพระเยซูเท่านั้น จึงจะได้รับความรอด ไปสวรรค์ได้ จึงจะได้รับการอภัยโทษบาปทั้งสิ้นของเราได้ แต่ลองอ่านถ้อยคำตรงนี้ มัทธิว บทที่ 6 ที่พระเยซูสอนเรื่องเกี่ยวกับคำอธิษฐาน แล้วลองคิดตามดูว่ามีตรงไหน? ส่วนไหนที่บอกให้เรา พึ่งการกระทำของตัวเองไหม? ลองสังเกต เพราะท่านมีพื้นฐานแล้ว ท่านจะอ่านบทอธิษฐาน ที่พระเยซูสอนชาวยิว ตอนนั้น ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น มัทธิว 6:9-15 …

มัทธิว 6:9-15 “9 ฉะนั้น ท่านควรจะอธิษฐานดังนี้ว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์ เป็นที่เทิดทูนสักการะ 10 ขอให้อาณาจักรของพระองค์ ได้รับการสถาปนาไว้  ขอให้พระประสงค์ของพระองค์  สำเร็จในโลก  เช่นเดียวกับในสวรรค์ 11 ขอโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้ 12 ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เช่นกัน 13 และขออย่าให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย ล้มลงเมื่อถูกทดลอง แต่ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้พ้นจากมารร้าย 14 เพราะถ้าท่านอภัยให้ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน พระบิดาของท่านในสวรรค์  จะทรงอภัย ให้ท่านด้วย 15 แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยบาปผิดของผู้อื่น พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน”

 

ลองอ่านตรงนี้ตามผม … “แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยบาปผิดของผู้อื่น พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน” …

พระเยซูพูดกับใครตอนนี้ พูดกับชาวยิว เตือนตัวเองไว้ ถ้าเผื่อวันหลัง หรือต่อไป เราเอามาปรับให้มันเข้ากับข่าวประเสริฐของพระเจ้า หรือเกี่ยวกับตัวเราเอง ที่ไม่ใช่ยิว ได้หรือไม่อย่างไร? ค่อยว่ากันทีหลัง แต่อันดับแรกเราต้องเรียนรู้ก่อนว่ากำลังอ่านข้อความของคนอื่นเขา ที่เขาเขียนถึงกัน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราหรอก ดูสิว่าเขาว่าอย่างไร? นี่กำลังพูดถึงชาวยิว จะได้รู้พื้นเพว่าชาวยิวเขามีขนบธรรมเนียมประเพณี รักษากฎบัญญัติอย่างไร? เขารู้จักพระเจ้าก่อนใครเพื่อนเลย คือเป็นกลุ่มเดียวในโลกเลยที่รู้จักพระเจ้า กลุ่มเดียวในโลกเลยที่สนิทสนมกับพระเจ้ามากที่สุด ในเวลานั้น ในเวลาก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน

แต่ไหน แต่ไรมา คริสเตียนทุกคนถูกสอนให้ท่องคำอธิษฐานนี้ ซึ่งเราทั้งหลายก็เคยได้รับสอนอย่างนี้นะ ให้เราท่อง เป็นบทอธิษฐานที่พระเยซูสอน กำชับเรา  เราต้องท่องจำให้ได้ว่าต้องอธิษฐานอย่างนี้ พระเยซูบอกเลย ถ้าท่านอธิษฐาน ต้องอธิษฐานอย่างนี้ แต่พระเยซูกำลังพูดกับคนยิว และหมายความว่าอย่างไร? เดี๋ยวเรามาเรียนรู้กันต่อไป เราเคยถูกสอนใช่ไหม? “เรา” ไม่ได้หมายถึงคนยิวนะ แต่เราที่เป็นคนต่างชาติ ที่มาเชื่อพระเจ้าเรียบร้อยแล้วในพันธสัญญาใหม่ ตอนนี้ ในยุคนี้ เราเคยได้รับการสอนว่าให้ท่องตรงนี้ไว้ เป็นคำอธิษฐานของเราด้วย แค่นี้ก็ผิดแล้ว เพราะมันไม่ใช่ของเรา

ปัจจุบันไม่รู้มีหรือเปล่า?  หลายร้อยปีก่อน  คริสตจักรหลายแห่งในยุโรป เขาเกิดการฟื้นฟู เขาเอาบทนี้ เป็นเหมือนบัตรประจำตัวของคริสเตียน ใครเป็น คริสเตียนมีบัตรประจำตัว ต้องท่องตรงนี้ให้ได้ ถ้ารัฐบาลมา เจ้าหน้าที่มา แล้วเช็คดูว่าท่านเป็นคริสเตียนหรือเปล่า? ไหนท่องบทนี้สิ …

“ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสถิตในสวรรค์ …”

ต้องท่องให้ครบหมด ถึงจะเชื่อว่าคุณเป็นคริสเตียนจริง นี่สมัยก่อนนี้

จะให้ท่านเห็นถึงว่าความไม่เข้าใจ การตีความที่ผิด ทำให้เกิดอะไรหลายๆ อย่างที่เลวร้ายมาก สำหรับชีวิตคริสเตียน สำหรับข่าวดีของพระเจ้าที่จะถูกบิดเบือนไป

คำถาม คือจากที่เราได้เรียนรู้ไปแล้ว เรื่องการพึ่งตัวเองกับการพึ่งพระเยซู จนมาถึงทุกวันนี้แล้ว ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ท่านอ่านถ้อยคำตรงนี้แล้ว มีคำถามหรือมีความสงสัยตรงไหนไหมครับ? มีตรงไหนที่ต้องพึ่งพระเยซู หรือพึ่งตนเองบ้าง

ในข้อ 12 สังเกตนะ ที่บอกว่า … “ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายยกหนี้ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นกัน”

“หนี้” หมายถึงหนี้ ทำอะไรผิดต่อเรา เราต้องยกโทษนั่นเอง แปลว่าอันไหนเกิดก่อน? คิด ถ้าแปลตรงๆ ตามตัวหนังสือ ตรงนี้ ก็ต้องแปลว่า …

“เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์แล้ว ดังนั้น จึงขอให้พระองค์ยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วย”

คิดตาม สำหรับตรงที่เราอ่านไปตรงนี้ ตรงที่พระเยซูพูด มันถูกหมดเลย แต่เรามาดูกันต่อไปนะ ในข้อ 14 และข้อ 15 ที่บอกว่า …

“เพราะถ้าท่านอภัยให้ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน พระบิดาของท่านในสวรรค์จะทรงอภัยให้ท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยบาปผิดของผู้อื่น พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน”

ลองคิดตาม มีเงื่อนไขไหม? มี สรุปแปลว่าเราต้องอภัยให้ผู้อื่นได้ก่อน พระเจ้าจึงจะอภัยให้เรา ถูกไหม? อ้าว! คิดให้ดีๆ แล้วที่เราเรียนรู้กันว่าความรอดที่เราได้รับ เป็นพระคุณของพระเจ้า ที่ประทานให้เราฟรีๆ เปล่าๆ ไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องทำอะไรเลย มันก็ขัดแย้งกันสิ ในหนังสือเอเฟซัส บทที่ 2 บอกว่า …

“ท่านทั้งหลายรอด ก็รอด โดยพระคุณ”

พระคุณ แปลว่าฟรีๆ เปล่าๆ ไม่ใช่ โดยการกระทำของท่าน ความรอดนี้ไม่มีเงื่อนไขใดๆ อ้าว! มันก็ขัดกันกับข่าวประเสริฐของพระเจ้า เห็นอะไรบางอย่างหรือยัง?

อย่างที่ผมพูดอยู่เสมอว่าเวลาอ่านพระคัมภีร์ ถ้าจะให้เข้าใจความหมายที่ถูกต้อง เราต้องศึกษาดูไปที่บริบท เรื่องราวเต็มๆ ของหนังสือนั้นว่าเขียนถึงใคร? เป็นอย่างไร? มาจากไหน? อย่างไร? ถูกต้องไหม? รวบรวม แล้วมาตีความหมาย เอาแค่เราอ่าน แล้วเจาะเอาแค่นิดหนึ่งมา หรือแค่อ่าน แล้วยังไม่รู้เลยว่าเขาเขียนถึงใคร? นึกว่าเขียนถึงตัวเองหมด ไปแอบอ่านของคนอื่นมา แล้วก็มาโมเมว่าเขียนถึงฉัน แค่นี้ก็มีโอกาสผิดพลาด มโหฬารมากมายแล้ว แล้วเวลาผิดมากๆ มันเกิดความเสียหายต่อข่าวประเสริฐของพระเจ้าอย่างมากมาย และบางครั้งเสียซึ่งชีวิตของผู้คนในโลกวิญญาณด้วย คือความรอดจะหายไปด้วย ไม่ใช่ได้แล้วหายไป มันไม่ได้เลย เพราะความรอด มาจากข่าวดีของพระเจ้า ข่าวดีที่มาถึงเขา เป็นข่าวดีที่ผิดไปแล้ว มันเลยเป็นข่าวร้าย ซึ่งนึกว่าเป็นข่าวดี ก็กลายเป็นแทนที่เขาจะมารับเชื่อในพระเยซู เขากลับกลายเป็นมารับเอาศาสนาคริสต์ไปอีกหนึ่งศาสนา เปลี่ยนศาสนาจากเดิม เป็นศาสนาคริสต์ ไม่ได้เชื่อในข่าวดีเลย เพราะไม่เชื่อในข่าวดีว่าคืออะไร?

ผมจะยกตัวอย่างข้อความมาให้ท่านดู สมมติว่าท่านได้ยินข้อความนี้ ในพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้อย่างนี้จริงๆ แล้วเราก็เอาแค่วรรคนี้ มาใช้เลย แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

การโลภก็ดี  การล่วงประเวณีก็ดี การวิวาทกันก็ดี การริษยากันก็ดี  การอิจฉากันก็ดี  การเป็นศัตรูกันก็ดี  การโกรธกันก็ดี   การเมาเหล้าก็ดี   การนับถือรูปเคารพก็ดี

จบพอแล้ว อ่านแค่นี้ เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์บอกว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ดี ควรจะทำสิ แล้วตัดมาแค่นี้ พอแล้ว ก่อนหน้า อันดับหลัง เขาเขียนถึงใคร ยังไงก็ไม่รู้ ฉันเอาแค่นี้มาใช้ แต่ถ้าอ่านให้ครบบริบท จะเห็นว่ามันหมายความว่า …

(1) จงทำตัวให้สมกับฐานะที่เป็นบุตรของพระเจ้า อย่าทำตัวให้เหมือนกับที่โลกนี้ คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเขาทำกัน ซึ่งอดีต ท่านเคยทำมาก่อน ท่านอยู่อย่างนั้น ก็คือ …

(2) การโลภก็ดี  การล่วงประเวณีก็ดี  การวิวาทกันก็ดี  การริษยากันก็ดี  การอิจฉากันก็ดี  การเป็นศัตรูกันก็ดี  การโกรธกันก็ดี   การเมาเหล้าก็ดี   การนับถือรูปเคารพก็ดี

(3) ข้าพเจ้าขอเตือนท่านว่าคนที่ประพฤติเช่นนี้      ไม่ได้มีส่วนในการเข้าแผ่นดินสวรรค์เลย เพราะเขาไม่ได้เชื่อพระเจ้า แต่ท่านเชื่อแล้ว ท่านจงอย่าประพฤติตัวเหมือนเดิมเลย มันไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า มันไม่สมกับเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว

เห็นไหม? ตัดตอนมาเฉพาะตรงกลางอย่างเดียว ดีหมด อันนี้ท่านจะเห็นภาพ นึกออกใช่ไหม? ถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ ถ้าเราไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันจริงๆ ทั้งบริบท แล้วสอนไปผิดๆ เอาแค่นั้นมา แล้วบอกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้ข่าวประเสริฐของพระเยซูถูกบิดให้เสียหายไป อันนี้สำคัญที่สุด สำคัญถึงขนาดเปาโลปกป้องเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้ามาก ถูกบิดเบือนไป  เล็กน้อยก็ไม่ได้ เพราะมันเหมือนเชื้อเล็กน้อยมาก ยอมทำตาม อนาคตมันก็เป็นผงฟูออกมา เป็นความเสียหายใหญ่โต ที่ยกตัวอย่างเช่น นิดเดียวเอง เรื่องนี้ไม่ค่อยได้สำคัญในการพึ่งตนเองกับพึ่งพระเจ้า บางครั้งพึ่งตนเองนิดเดียว แล้วเราก็บอกว่าต้องทำ พอเราต้องบ่อยๆ พึ่งตนเองบ่อยๆ ข่าวประเสริฐไปถึงคนสุดท้าย จากเรายอมให้ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ปล่อยไปเรื่อยๆ 10 ปี 20 ปีผ่านไป กระดุมเม็ดสุดท้าย มันเอียงไปหมดเลย กว่าจะมาแก้ทีหลังลำบากลำบน ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และอาจารย์เปาโลจะโกรธมาก ถ้าใครมาบิดพลิ้ว เรื่องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐ และการบิดพลิ้วเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้าที่ชัดเจนที่สุด ก็คือการพึ่งตนเองกับการพึ่งพระเยซู แค่นั้นเอง ไปอ่านดูพระคัมภีร์ใหม่ทั้งหมด เล็งให้เห็นตรงนี้ว่าการพึ่งตัวเองกับพึ่งพระเยซู มันเป็นเรื่องร้ายแรงมากๆ เลย มันมานิดเดียวเองนะ

ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์เปาโลโกรธมากเลย  ที่สอนชาวกาลาเทียบอกว่าเราเป็นอิสระแล้ว  กฎบัญญัติเดิม เราไม่ได้ขึ้นอยู่แล้ว เราขึ้นอยู่กับกฎพระคุณพระเจ้า และได้รับความรอด โดยพระคุณ ข้าพเจ้าอุตส่าห์ประกาศข่าวประเสริฐให้ท่านได้เป็นอิสระแล้ว ท่านยังโง่ ยอมเป็นทาสเขาอีก

เพราะตอนอาจารย์เปาโลออกมา มีคนเข้าไปหว่าน เข้าไปสอนใหม่ บอกว่าถึงแม้ท่านเชื่อแล้วก็ตาม ต้องไปเข้าสุหนัต คือไปขลิบปลายอวัยวะเพศ เพื่อทำพันธสัญญากับพระเจ้า เหมือนกับยิวในอดีตด้วย ต้องรักษาบัญญัติ ต้องทำ แล้วเขาก็ไปทำตามจริงๆ อาจารย์เปาโลโกรธมาก นิดเดียวเอง

หรือแม้แต่ว่าเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นอิสระแล้ว แต่ไม่ได้หรอก ท่านต้องรักษากฎบัญญัติที่บอกว่าอย่ากินสัตว์ที่เป็นมลทิน กินหมูก็ไม่ได้นะ กินเนื้อที่เขาเอาไปถวายลูกเคารพก็ไม่ได้นะ

อะไรอย่างนี้  เราฟังดูเหมือนเล็กๆ น้อยๆ ทำไมอาจารย์เปาโลต้องโกรธถึงขนาดนั้น ต้องโมโหถึงขนาดนั้น  ก็เพราะว่าปล่อยไปไม่ได้ ปล่อยไปนิดเดียว เดี๋ยวมันไปใหญ่เลย มันก็กลับมาที่กฎ คนที่เชื่อพระเจ้าไปแล้ว ได้รับความรอดไปแล้ว ไม่เป็นไร มันรอดไปแล้ว ถึงจะกลับมายอมโง่ ไปเชื่อตามกฎ มันก็รอดไปแล้ว เกิดใหม่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้อิสระ ไม่ได้รับใช้พระเจ้าดีเท่าที่ควร ก็เลยไม่สามารถส่งต่อความจริง เรื่องข่าวดีของพระเยซูให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป

นี่อาจารย์เปาโลมองถึงอย่างนี้ แล้วพระเจ้ามองถึงอย่างนี้ พระเยซูเล็งถึงอย่างนี้ พระเยซูมาปุ๊บ อันดับแรก ประกาศตรงนี้เลย สำคัญที่สุด คือจะอยู่ฝ่ายพระเจ้า โดยการเชื่อพระเยซู วางใจพระเยซู หรือจะวางใจในตัวเอง พึ่งตนเอง พึ่งในกฎบัญญัติ พึ่งในการกระทำของตนเอง แค่นี้

กลับมาที่คำอธิษฐาน เมื่อตะกี้นี้ ตรงที่บอกว่า … “ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นกัน”

คริสเตียนทั้งหลาย ที่ได้รับการสอนมา หลายคำสอน ก็ท่องคำอธิษฐานตรงนี้ โดยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ผมในอดีต ก็เคยท่องตรงนี้ โดยไม่เข้าใจความหมาย ก็เลยพึ่งตนเอง ที่จะพยายามยกหนี้ให้เขา เขียน list เต็มไปหมดเลย คนนี้ วันนี้ไปโกรธเขาก็ไม่ได้ คิดโกรธก็ไม่ได้ ถ้าผมยังไม่เข้าใจอยู่ แล้วมาเขียน ป่านนี้ทุกคืนผมคงต้องมานั่งสารภาพกับพระเจ้า ต้องยกหนี้ให้คนเต็มไปเลย  คือต้องอภัยให้กับคนที่เราคิดว่าเขาทำไม่ดีกับเราเยอะแยะมากมายไปหมดเลย เพราะเราต้องพึ่งพาตนเอง

เห็นไหมว่ามันเกิดความยุ่งยากอะไร? ซึ่งจริงๆ แล้วคำอธิษฐานตรงนี้ พระเยซูกำลังสอนชาวยิวและฟาริสี ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย และสอนตอนก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน ก่อนที่พระองค์จะสละพระชนม์ชีพ เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์รวมทั้งชาวยิวด้วย คือบทบัญญัติเดิม ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย เราเป็นชาวต่างชาติ คำสอนนี้ สอนเรื่องของชาวยิวโดยเฉพาะ ยังบอกในนั้นเลยว่าให้ทำอะไรในลักษณะที่บอกว่าให้เราอภัยบาปผิดให้คนอื่น เหมือนที่คนอื่นอภัยบาปผิดให้กับเรา เรายังไม่รู้จักพระเจ้าเลย มันจึงไม่ใช่คำพูดที่เล็งมาถึงเรา

ก่อนที่จะมาถึงคำอธิษฐานตรงนี้ ซึ่งอยู่ในมัทธิว บทที่ 6 ที่เราอ่านกัน ในตอนเริ่มต้นคำอธิษฐานบนภูเขา พระเยซูได้พูดไว้ในหนังสือมัทธิว บทที่ 5 ที่เราได้เรียนกันครั้งที่แล้ว ที่พระเยซูขึ้นต้นอย่างนี้ว่า …

มัทธิว 5:17-18 “17 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อล้มล้างหนังสือบทบัญญัติ หรือหนังสือผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มล้างแต่มาเพื่อทำให้สำเร็จครบถ้วน 18 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าตราบจนฟ้าและดินสูญสิ้นไป แม้อักษรที่เล็กที่สุดสักตัวหนึ่ง หรือขีดๆ หนึ่ง ก็จะไม่มีทางสูญหายจากหนังสือบทบัญญัติจนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จครบถ้วน”

 

เห็นไหมครับ? พระเยซูกำลังพูดกับชาวยิว พระองค์ยืนยันว่าบทบัญญัติทั้งหมดของพระเจ้าในหนังสือโมเสสที่พวกเธอยึดถืออยู่นั้น เราไม่เกี่ยว เราไม่ใช่คนยิว เราไม่มีบัญญัตินั้น บัญญัติของเรา พระเจ้าเขียนไว้ในจิตใต้สำนึกของเรา แต่ชาวยิวนอกจากเขียนไว้ในจิตใต้สำนึกแล้ว ยังเขียนไว้บนศิลาอีก พระองค์ยืนยันว่าบทบัญญัติของพระเจ้าทั้งหมด พระองค์ไม่ได้มาล้มเลิก มนุษย์ทุกคนต้องได้รับโทษจากความผิดบาปที่ตนกระทำ ทุกคนเลย ตอนนี้ พูดถึงเราด้วยนะ และโทษนั้น คือต้องตกนรก โทษนั้น ก็คือไม่ได้อยู่ในสวรรค์ โทษนั้น คือไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีพระเจ้าอยู่ ที่คนที่ไม่ดีอยู่ เรียกว่าบึงไฟ

ย้ำอีกทีนะว่านี่คือคำตรัสของพระเยซูที่กำลังพูดกับชาวยิวและฟาริสี และเป็นเหตุการณ์ที่เกิด ก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ก็คือก่อนที่พระองค์จะทรงไถ่บาปให้มวลมนุษยชาติ รวมทั้งชาวยิวด้วย ก็แปลว่าตอนนั้นมนุษย์ยังคงอยู่ใต้บทบัญญัติของพระเจ้า ต้องทำตามนั้น ต้องพึ่งตนเอง ไม่มีทางอื่น ยังคงต้องรักษาบทบัญญัติทุกข้อ ยังคงต้องพึ่งการกระทำของตัวเอง ยังคงต้องถวายสัตวบูชา เพื่อขออภัยในความบาปผิดของตน นี่พูดถึงชาวยิว ที่พระเจ้าดูแลเป็นพิเศษ ในสมัยนั้น  ต้องเอาสัตว์ไปถวายปีต่อปี ต้องทำอะไรต่างๆ อีกเยอะแยะที่บัญญัติพระเจ้าเขียนเอาไว้ เพราะว่าบาปผิดของมนุษยชาติ รวมทั้งชาวยิวนั้น ยังไม่ได้ถูกลบ ยังไม่ได้ถูกยกออกไปนั่นเอง มนุษย์ยังอยู่ใต้บทบัญญัติอยู่ ใต้บทบัญญัติ คือใต้การกระทำตามบทบัญญัตินั้น

พระเยซูจึงสอนให้อธิษฐานอย่างนี้  ที่บอกว่า … “ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ให้กับผู้อื่น ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นเดียวกัน”

เห็นไหม? ก็คือผู้ใดที่อยู่ภายใต้กฎบัญญัตินี้ ผู้นั้นต้องทำให้ได้ตามนี้ จึงจะถูกต้องตามน้ำพระทัยพระเจ้า จึงจะถูกใจพระเจ้า จึงจะไม่ถูกลงโทษนั่นเอง ท่านต้องอภัยให้ผู้อื่นให้ได้ พระเจ้าจึงจะอภัยให้ท่าน นี่คือกฎเกณฑ์ก่อนที่พระเยซูจะมาไถ่บาปให้กับเรา รวมทั้งชาวยิวด้วย ที่ไม้กางเขน แต่ถ้าท่านไม่สามารถอภัยให้ผู้อื่นได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม พระเจ้าก็จะไม่อภัยบาปท่านด้วย มันหมายความว่าอย่างนั้น

ที่พระเยซูสอนเช่นนี้ ก็เพื่อที่จะทำให้ทุกคนได้รู้ตัวเองว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ฉันทำไม่ได้นั่นเอง ฉันก็ต้องถูกลงโทษแน่นอน และไม่ว่าฉันหรือใครก็ทำไม่ได้หรอก

คำว่า “ให้อภัย” ไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่นะ พระเยซูยกตัวอย่าง แม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ โกรธนิดหนึ่งก็ไม่ได้ เรียกว่าไอ้โง่ก็ไม่ได้แล้ว จุดๆ หนึ่ง หรือขีดๆ หนึ่ง ต้องทำให้ครบเลย แค่คิดรำคาญคนนี้ ก็ไม่ได้แล้ว นี่พูดก่อนที่พระเยซูจะไถ่บาปให้กับมนุษย์

พระเยซูกำลังชี้ให้เห็นว่า … “เธอจะพึ่งตนเองไม่ได้ เธอต้องมาพึ่งฉัน ฉันที่พระเจ้าส่งมา เพื่อช่วยพวกเธอไง ฉันจะพาเธอไปหาพระบิดา เธอต้องเชื่อฉันลูกเดียว ไม่มีทางอื่น”

สรุปแล้ว ข้อสำคัญมีอยู่แค่นี้เองทั้งหมด  เวลาอ่าน เวลาพระเยซูพูด อยู่แถวๆ นี้ทั้งหมด  ถ้าท่านรู้ก่อน เวลาท่านอ่าน ท่านก็จะเข้าใจมากขึ้น

และพระเยซูก็สอนบอกว่าเมื่อไรก็ตามที่ท่านรู้ตัวว่าท่านไม่สามารถทำได้  ท่านก็จะรู้ตัวว่าท่านไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ท่านก็จะสามารถรู้ตัวเองว่าตัวเองป่วยอยู่ ตัวเองบกพร่องในวิญญาณ นั่นแหละพรทั้งหลาย ก็จะมาถึงท่านแล้ว เพราะท่านก็จะหาที่พึ่งที่อื่น  และที่พึ่งที่อื่น ก็เหลือที่เดียว ก็คือที่พระเยซูคริสต์บอกผู้เดียวในโลกนี้ว่าพระองค์เป็นผู้เดียวที่ช่วยเราได้  ไม่มีใครในโลกนี้บอกช่วยเราได้เลย  ทุกคนในโลกนี้ ก็จะบอกว่าให้เราช่วยตัวเองเถิด

นี่คือเป้าหมายของพระเยซู กำลังบอกว่ามีเพียงทางเดียวเท่านั้น ที่ท่านทั้งหลายจะไปหาพระบิดาได้ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ ก็คือทางพระเยซู  เชื่อในการกระทำของพระองค์เท่านั้น

พอมาถึงยุคพระคุณ ก็คือหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เปาโลได้สอนถึงการมีชีวิตให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า ลูกแห่งความสว่าง คือเป็นลูกของพระเจ้า เราทุกคนควรทำอย่างไร? คือให้รักกัน มีความสามัคคีกัน ไม่โกรธเคืองกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน ให้อภัยกันและกัน ไม่อิจฉา และจบลงที่เอเฟซัส 4:32 ลองสิว่ามันต่างกับเมื่อสักครู่นี้  ก่อนที่พระเยซูจะมาไถ่บาปอย่างไร?

เอเฟซัส 4:32 “จงเมตตาและสงสาร เห็นใจกันและกัน ให้อภัยต่อกัน เหมือนที่พระเจ้าทรงอภัยแก่ท่านในพระคริสต์”

 

“ให้อภัยต่อกัน เหมือนที่พระเจ้าทรงอภัยแก่ท่านในพระคริสต์แล้ว”

ถามว่าอันนี้ ใครให้อภัยก่อน มันตรงกันข้ามกับเมื่อสักครู่นี้ ใช่ไหม? คำอธิษฐานของพระเยซูในมัทธิว บทที่ 6 ที่บอกว่าท่านจงอธิษฐานอย่างนี้ นั่นมันหมายถึงก่อนที่พระองค์จะทำการไถ่ถอนมนุษย์ให้สำเร็จ บนไม้กางเขนนั้น เราต้องพึ่งตัวเอง พึ่งตามกฎ เราต้องอภัยให้คนอื่นก่อน พระเจ้าถึงอภัยให้เรา แต่ตอนนี้ โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงอภัยให้เราเรียบร้อยแล้ว เรายังไม่ได้อภัยให้กับคนอื่นเลยสักนิดเดียว เราได้แล้ว ถูกไหม? ก็แสดงว่าพระเจ้าได้ให้เรา โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าท่านจะอภัยให้คนอื่น หรือไม่ให้ ถ้าท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์ ท่านพึ่งในพระเยซู ท่านก็ได้รับการอภัย เห็นชัดยิ่งกว่าชัดเลย มนุษย์รับยากมาก เรายังไม่ได้ทำเลย พระองค์ให้เราได้อย่างไร? ก็คือพระคุณ พระองค์ทรงรู้ว่าเราทำไม่ได้ พระองค์จึงมาช่วยเรา  ดูอีกข้อหนึ่ง โคโลสี 3:13

โคโลสี 3:13 “จงอดทน อดกลั้นต่อกันและกัน และไม่ว่าท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกัน ก็จงยกโทษให้กัน ท่านจงยกโทษให้กัน เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงยกโทษให้ท่าน”

 

“ท่านจงยกโทษให้กัน เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงยกโทษให้ท่านเรียบร้อยไปแล้ว” ถ้าใครที่ยังอยู่ภายใต้กฎบัญญัติ ก็ต้องพึ่งในตนเอง ก็คือต้องยกโทษให้คนอื่นก่อน โดยการกระทำให้ตัวเองสะอาดบริสุทธิ์ด้วยตัวเอง ให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ให้อภัยผู้อื่นได้ตามมาตรฐานของพระเจ้า คือรักผู้อื่นมากเลย ให้อภัยผู้อื่นเต็มที่เลย ไม่เคยโกรธใครเลย ผู้นั้น จึงจะได้รับการอภัยจากพระเจ้า ถ้าท่านอยากจะพึ่งตนเอง ก็เป็นอย่างนี้ จะเอาไหมล่ะ

หรือท่านจะพึ่งในพระเยซู พระเจ้าอภัยให้ท่านก่อน หรือท่านไม่พึ่งในพระเยซู ท่านต้องอภัยให้คนอื่นก่อน ให้ครบหมดเลย ไม่มีการโกรธใครเลย ไม่มีการว่าใครสักคนหนึ่งเลย นี่เฉพาะข้อเดียวเท่านั้นนะ  เรื่องการอภัย ยังไม่นับข้ออื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าท่านพึ่งตนเอง ท่านต้องทำให้มันดีที่สุด  ไม่โกรธเกลียดใคร ไม่เคยคิดอะไรกับใครเลย นั่นแหละพระเจ้าถึงอภัยให้ท่าน

แล้วทำได้ไหมล่ะ ก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าใครมาเชื่อในพระเยซู พึ่งในพระเยซู เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผู้นั้น ก็ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ผ่านทางพระโลหิตของพระเยซู และได้รับการอภัยความบาปผิดทั้งหมด ทั้งสิ้น ทั้งบาปผิดในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยไม่ต้องพึ่งการกระทำของตนเองใดๆ เลย แม้กระทั่งยังโกรธคนอื่นอยู่เลย แต่เชื่อในพระเยซูแล้ว ก็ได้รับการอภัย ต้องจำเรื่องนี้ให้ดีๆ เลย และเราต้องฝืนความคิดของเรามากๆ เลยว่าเรายังเป็นคนแย่ ประพฤติไม่ดี พระเจ้าจะอภัยให้เราได้อย่างไร? พระเจ้าจะรักเราได้อย่างไร? ก็ในพระคัมภีร์เขียนไว้เช่นนั้น เดี๋ยวเราเรียนต่อไป เราจะเห็นชัด นี่เรียกว่าพระคุณ

อย่างที่ผมพูดไปเมื่อครั้งที่แล้ว มันจึงเป็นประตูแคบ ที่คนคิดไม่ถึง คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มีที่ไหน? คนจึงคิดเหมือนๆ กัน คล้ายๆ กัน คือคิดไปในทางที่ปัญญามนุษย์จะเข้าใจ เหตุผลของมนุษย์จะเข้าใจ ต้องทำดีให้กับคนอื่นสิ แล้วพระเจ้าจึงจะอวยพรเรา  ต้องทำดีกับคนอื่นสิ แล้วพระเจ้าถึงจะทำดีกับเรา ต้องให้ออกไปก่อนสิ แล้วเราถึงจะได้รับ ไม่ใช่ข่าวประเสริฐ ไม่ใช่ข่าวดี ข่าวดีของมนุษย์ คือไม่ต้องทำอะไรเลย พระเจ้าก็ให้แล้ว  ให้ฟรีๆ เลย ให้เปล่าๆ ไม่ว่าท่านจะทำดีหรือไม่ทำดี ก็ให้แล้ว แล้วค่อยมาว่ากัน หลังจากให้แล้ว ค่อยๆ ฝึกฝนท่านให้ทำดีเยอะขึ้น นี่ไง นี่คือข่าวประเสริฐ ซึ่งคนรับยาก พอรับยาก ก็เลยเป็นทางแคบ ไม่ค่อยมีคนเข้ามา คนไปทางกว้างหมด จะพึ่งตนเองกันหมด

พูดอย่างนี้ หลายคน ก็อย่างที่บอกครั้งที่แล้วว่ากำลังจะมาสอนให้คนไม่รู้จักทำความดีบนโลกใบนี้หรืออย่างไร? ดำเนินชีวิต โดยไม่พึ่งการกระทำของตนเองหรืออย่างไร? ต้องบอกว่าเดี๋ยวก่อน ต้องขอคิดให้ดีๆ ก่อนว่าเหมือนกับครั้งที่แล้ว ที่ผมพูดว่าทั้งหมดนี้ มันเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ ที่บอกว่าไม่ต้องพึ่งการกระทำของตนเอง แต่ให้พึ่งพระเยซูนั้น เรากำลังเล็งถึงโลกฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้น  เรากำลังเล็งถึงสวรรค์ เกี่ยวกับการเข้าแผ่นดินสวรรค์ เกี่ยวกับการเข้าไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ ในวิญญาณของเรา มันไม่ได้เกี่ยวกันกับการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ฟังให้ดีๆ มันเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ตัวจริงๆ เป็นวิญญาณ มันเกี่ยวกับสวรรค์ของพระเจ้า พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้อยู่ในสวรรค์ เกี่ยวกับกฎที่พระเจ้าบอกว่าเข้าสวรรค์ ต้องเข้าด้วยวิธีนี้

กฎก็คือกฎในโลกวิญญาณ ก็มีกฎ บัญญัติของโลกวิญญาณ ที่บอกว่าทุกคนต้องบริสุทธิ์ 100% ต้องดีพร้อมเหมือนพระเจ้า 100% ใครผิดพลาดจากกฎนี้ ก็ไม่ได้เลย ต้องได้รับโทษ อันนี้เป็นกฎฝ่ายวิญญาณ และมันเป็นจริงตามนั้นตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่ง จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป  ใครจะเข้าไปอยู่กับพระเจ้า ต้องบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้ สะอาดหมดจด นิ้งเลย 100% จึงจะไปอยู่กับพระเจ้า นี่คือกฎ

กฎบัญญัติบอกไว้ว่าคนที่จะเข้าไปอยู่กับพระเจ้าได้ ต้องบังเกิดใหม่  บังเกิดใหม่  เพื่อจะได้เป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า มีวิญญาณ นิรันดร์ มีวิญญาณนิรันดร์ไม่ใช่มีวิญญาณยาวๆ นะ วิญญาณที่เป็นนิรันดร์ ก็คือวิญญาณที่เป็นของพระเจ้า มีชีวิตที่เป็นของพระเจ้า มี DNA ทางฝ่ายวิญญาณที่เป็นของพระเจ้า เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์

มีความคิดจิตใจที่บริสุทธิ์เหมือนพระเยซู ดีพร้อมเหมือนพระเยซู นี่คือกฎของการเข้าสู่สวรรค์ จะไปอยู่กับพระเจ้าเป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่มีทางอื่น นอกเหนือจากทางพระเยซูเท่านั้น ที่สามารถทำให้มนุษย์ทุกคนเกิดใหม่ได้ ก็คือทำให้มนุษย์สามารถที่จะมาตายพร้อมพระองค์ที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์พร้อมพระองค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สามพร้อมพระองค์ เกิดใหม่ในวิญญาณได้ มีพระองค์ผู้เดียวทำให้เราได้ เป็นอย่างนั้น

แต่การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็มีกฎหมาย มีกฎของมันอยู่ ซึ่งพระเจ้าก็ยืนยันและเป็นผู้ดูแลกฎเหล่านั้น เช่นเดียวกัน ซึ่งเราทุกคนต้องปฎิบัติตาม อย่างที่ผมเคยบอก …

“โอ๊ย ฉันเป็นคริสเตียนแล้ว อยู่กฎฝ่ายวิญญาณแล้ว ไม่สนใจกฎบนโลกใบนี้ เรื่องอื่นฉันไม่สนใจ”

เป็นคริสเตียนแล้ว ลองเดินออกจากดาดฟ้าชั้น 3 สิ คิดว่ามันจะตกลงไปไหม? แรงดึงดูดโลกยังอยู่ไหม? จำได้ไหม? มารพาพระเยซูขึ้นไปทดลองอยู่บนหอคอยวิหาร แล้วบอกโดดลงไปสิ

“อ้าว! ฉันเป็นลูกพระเจ้า ฉันเป็นฝ่ายวิญญาณแล้ว ฉันเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า เพราะฉะนั้น ฉันโดดลงไป ไม่เป็นไร”

ลองโดดดูสิว่ากฎแห่งแรงดึงดูดของโลกนี้ ที่พระเจ้ากำหนดเอาไว้นั้น มันยังอยู่ไหม? หรือเอาง่ายๆ เดี๋ยวออกไป ลองโดดลงไปในน้ำดูสิว่ามันเปียกไหม? แล้วมันจมหรือเปล่า? หรือฝนตก ท่านวิ่งออกไปสิ ดูว่าเราเชื่อในพระเจ้าแล้ว มันจะเปียกไหม? มันก็ต้องเปียกนะ โดนน้ำ

เพราะฉะนั้น การอยู่บนโลกใบนี้ มันมีกฎเยอะแยะมากมายไปหมด ที่เราต้องดำเนินชีวิตามกฎเหล่านั้น  เรารู้ตัวดีอยู่ว่ามันมี ไม่ใช่บอกว่า …

“ฉันมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้กฎเหล่านั้นอีกต่อไป เพราะว่าฉันเป็นอิสระจากกฎ”

ไม่ใช่ มันหมายถึงกฎทางฝ่ายวิญญาณต่างหาก กฎบัญญัติทางโลกวิญญาณ กับกฎระเบียบทางโลกใบนี้ มันคนละเรื่อง คนละอย่างกัน ทางโลกวิญญาณ เราได้รับการอภัยหมดแล้วจริงๆ ถ้าเราเชื่อในพระเยซู ไม่มีการกล่าวโทษใดๆ อีกแล้ว เมื่อเราสิ้นลมหายใจ วิญญาณเราออกจากร่าง เราไปอยู่ในสวรรค์ รับร่างกายใหม่จากพระเจ้าอย่างแน่นอน 100%  ตามกฎที่บอกไว้ เรียกว่าเป็นความรอดนิรันดร์ตลอดไปว่าเราได้อยู่ในสวรรค์แน่นอน 100%  แต่ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เรายังอยู่ภายใต้กฎระเบียบ และกฎหมายบ้านเมือง ใครที่ทำผิดกฎหมาย ต่อให้เชื่อพระเยซูแล้ว  ก็ต้องได้รับโทษเหมือนกัน ตามกฎหมายที่ระบุไว้ หรือกฎทางศีลธรรมที่ระบุไว้ ได้รับโทษหมดแหละ แม้บางครั้ง กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าต้องรับโทษทางกฎหมาย แต่ในทางศีลธรรม จริยธรรม ก็ได้รับโทษอยู่

ยกตัวอย่างเช่น เราขุ่นเคืองตลอดเวลา คนนี้เราก็ไม่ชอบ คนนั้นเราก็ไม่ชอบ เราขี้หงุดหงิดตลอดเวลา พระเจ้าอภัยให้เราหรือเปล่า? อภัยให้เราแล้ว แล้วเรายังขี้หงุดหงิด ยังไม่อภัยให้คนอื่น แล้วเกิดอะไรขึ้น  เราก็เกิดความเครียด เกิดความดัน เกิดโรคอะไรต่างๆ นอนไม่หลับ อะไรต่างๆ เปาโลบอกว่าอภัยให้กับผู้อื่นเถอะ  ก่อนที่ตะวันจะตกดิน จะได้หลับสบาย อย่างนี้ มันก็คือโทษ มันก็คือกฎอันหนึ่ง เราทำอย่างนี้ ถูกไหม?

หรือเรากินอะไรเป็นพิษ กินอาหารที่ไม่ควรกิน ทางการแพทย์ได้บอกไว้แล้วกินเหล่านี้ไม่ดี แล้วเรา ก็บอกว่า …

“ฉันเชื่อพระเจ้า ฉันอธิษฐานวางมือ”

แล้วกินไปๆ แล้วเกิดโรคไหม? ท่านไปคิดเอาเองแล้วกัน

อีกตัวอย่างหนึ่ง อย่างเช่น ผู้เชื่อที่อยู่ในบ้านเมืองนี้ มีกฎหมายอย่างนี้ เราก็ต้องทำตามกฎบ้านเมืองนั้น เขาเขียนไว้ ถ้าเราไปละเมิด เราก็ถูกลงโทษ ตามที่กฎหมายระบุเอาไว้อย่างนั้น ยกตัวอย่างทั่วๆ ไป เราไปฆ่าคนตาย เราไปขโมย คดโกง อย่างนี้เราก็ต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายเขาระบุไว้ เราจะไปบอกไม่ได้ว่าเราเป็นคริสเตียนแล้ว เราไม่เป็นอะไร? ใช่ไหม? เห็นหรือยังว่ามันมีกฎของมันบอกไว้ เดี๋ยวจะเห็นว่าพระเจ้าก็สอนเรา ให้เรานับถือให้ความสำคัญกับกฎเหล่านี้ เช่นเดียวกัน กฎทางฝ่ายวิญญาณมันสำคัญกว่า เพราะมันต้องอยู่นิรันดร์

ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง สมมติว่าเราได้ยินมาว่ากัญชารักษาโรคได้  เราก็ควรย้ายไปอยู่ประเทศที่เขาบัญญัติไว้ว่ากัญชาสามารถเอามารักษาโรคได้ อย่างถูกกฎหมาย สมมติว่าเราอยู่ในประเทศที่ระบุว่ากัญชาใช้ไม่ได้ ยังผิดกฎหมายอยู่ เราไปใช้ เราก็ถูกลงโทษ เราก็ต้องย้ายจากประเทศนี้ ไปอยู่ประเทศโน้น ที่ไม่ถูกลงโทษ

ในโลกวิญญาณก็เช่นกัน ในโลกวิญญาณบอกถ้าเรายังอยู่ในอาดัม อยู่ในอาณาจักรของความมืด เราก็ถูกลงโทษ ตายแน่นอน คืออยู่กับพระเจ้าไม่ได้ ต้องอยู่บึงไฟนรก เราต้องย้ายตัวเราเองไปอยู่อาณาจักรสวรรค์ อาณาจักรของพระเจ้า อาณาจักรของพระคริสต์ ย้ายด้วยวิธีอะไร?  โดยการเชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่าพระองค์มาตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิต และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม เราย้ายปุ๊บ เราก็มาอยู่ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์สถาน พ้นจากกฎต่างๆ ในโลกวิญญาณ เห็นหรือยัง?  มันเป็นลักษณะเช่นเดียวกัน

อีกตัวอย่างหนึ่งยิ่งเห็นชัดว่าที่สอนไปทั้งหมดนี้ กำลังเล็งให้เห็นโลกฝ่ายวิญญาณว่าเป็นอย่างไร? จะพึ่งตนเองหรือพึ่งพระเยซู เกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณ สำหรับโลกใบนี้ ท่านต้องมีสติปัญญา ในการจะรู้ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนด้วยนะ ก็คือถ้าเราเป็นเด็กดี เชื่อฟังพระเจ้า ก็ต้องเชื่อฟังกฎหมายบ้านเมืองว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ควรทำ ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดี แม้พระเจ้าจะอภัยให้เรา แต่เราก็ต้องรับโทษ

อีกตัวอย่างหนึ่ง เหตุการณ์ในช่วงโควิด-19 จะเห็นชัดๆ ท่านคงเคยได้ยิน ในโควิด-19 นี้ ทำให้เราเห็นบางอย่าง ในการแยกไม่ออกของผู้เชื่อ ในเรื่องของกฎทางฝ่ายวิญญาณและโลกวัตถุ เขาแยกไม่ออก เช่น กฎหมายออกมาว่าให้รักษาระยะห่าง Social Distancing ให้สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ให้ละเว้นการไปในที่ชุมชน ที่มีคนจำนวนมาก อันนี้เรื่องจริงนะ จากข่าวที่ออกมา เราได้เห็นผู้เชื่อที่เรียกว่าคริสเตียนมากมาย ที่คิดว่าตัวเองมีความเชื่อสูงมากเลยในพระเจ้า กำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า หลายแห่งเลย ที่ไม่ยอมทำตาม โดยใช้เรื่องของพระเจ้าในโลกวิญญาณมาอ้างอิง หลายแห่ง คริสเตียนเหล่านั้น ก็ถูกลงโทษ และกำลังถูกลงโทษอยู่ และพวกเราผู้ที่รู้จักพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว มีสติปัญญาจากพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ก็บอกว่าเอเมน มันต้องเอเมน

1 เปโตร สอนเราว่าอย่างนี้ ถูกคุมขัง ไม่ใช่ถูกคุมขังธรรมดา ทำให้ข่าวประเสริฐเสียหาย ไม่ใช่ข่าวประเสริฐเสียหายธรรมดา ทำให้ผู้เชื่อทั้งหลาย เดือดร้อนไปด้วย ท่านพอมองเห็นไหม? เหมือนปลาเน่าตัวหนึ่ง ทำให้เหม็นทั้งข้อง 1 เปโตรสอนเราว่าอย่าต้องทุกข์ทรมาน  ลำบากลำบนบนโลกใบนี้ เพราะเหตุจากการทำชั่ว หรือจากการประพฤติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายศีลธรรมบนโลกใบนี้ แต่ถ้าท่านทนทุกข์ทรมาน เพราะความเชื่อของท่านในการถูกข่มเหงรังแก เพราะว่าเชื่อพระเจ้า อย่างไม่มีเหตุผลนั้น  ท่านก็จงยินดีเถิด

1 เปโตร 4:15-16 “15 ถ้าท่านทนทุกข์ ก็อย่าให้ทนทุกข์ในฐานะที่เป็นฆาตกร ขโมย หรืออาชญากรประเภทต่างๆ หรือแม้แต่เป็นคนชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น 16 แต่ถ้าท่านทนทุกข์ ในฐานะที่เป็นคริสเตียน ก็อย่าละอาย แต่จงสรรเสริญพระเจ้า ที่ท่านได้รับการเรียกขานตามพระนามนั้น”

 

นี่ชัดเจนเลย เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ปกติมันก็ทุกข์อยู่แล้ว โดยทั่วๆ ไป อย่าไปเพิ่มทุกข์ โดยการที่ดื้อ แล้วก็ใช้อภิสิทธิ์ในทางวิญญาณบอกว่าทำอะไรก็ได้ ไม่จริงนะ ถ้าท่านทำไม่ถูกต้อง ท่านก็ยังคงได้รับผลของมันอยู่ แล้วผลของมัน คือความทุกข์มากขึ้น ท่านก็ไปอยู่ในสวรรค์ อยู่แบบเป็นลูกพระเจ้า แต่ก่อนไปอยู่สวรรค์ ท่านก็ได้รับความทุกข์มาก และท่านจะเสียใจมาก เมื่อไปอยู่ในสวรรค์แล้ว ท่านเสียดายที่ไม่ได้ประกาศข่าวดีของพระเจ้าให้ได้ดีเท่าที่ควร ไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในชีวิตท่านเท่าที่ควร

เพราะฉะนั้น ในกฎของโลกฝ่ายวิญญาณ มีทางเดียวเท่านั้น ที่เราจะได้รับความรอด ได้รับการอภัย ได้ไปอยู่ในสวรรค์ได้ ก็คือพึ่งในพระเยซูคริสต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว พระเยซูพูดกับชาวยิวว่าเมื่อถึงวันนั้น วันไหน? วันพิพากษา วันพิพากษา คือวันสิ้นโลก ที่จะกำหนดว่าใครจะอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ หรือใครจะอยู่พึ่งตนเอง และจะอยู่ในบึงไฟนรก เป็นการแยกแล้ว พระเยซูกลับมาใหม่แล้ว

พระเยซูพูดกับชาวยิวว่าถึงวันนั้น ฟังให้ดีนะ พระเยซูพูดกับชาวยิวว่า …

“เราไม่รู้จักเจ้าเลย เจ้าไม่เคยได้เกิดใหม่เลยสักครั้งหนึ่ง เราไม่รู้จักเจ้าเลย ไม่เคยได้รู้จักกันเลย  เพราะเจ้าไม่ได้เกิดใหม่เลย ไม่ได้เกิดใหม่ เพราะเจ้าพึ่งตนเอง ถ้าเจ้ามัวแต่กระทำความชอบธรรมด้วยตนเอง และประพฤติตนตามกฎบัญญัติ เพราะต้องการเป็นผู้ชอบธรรมด้วยตนเองนั้น ถึงวันพิพากษา เราจะไม่รู้จักเจ้าเลย ก็คือเจ้าไม่ได้เข้ามาอยู่ในสวรรค์เลย  ไม่เคยเป็นหนึ่งเดียวกันกับเราเลย ไม่ได้บังเกิดใหม่เลย เพราะการเกิดใหม่ เป็นหนึ่งเดียวกับเรา รู้จักกับเรา เป็นวิญญาณเดียวกัน ต้องพึ่งทางเราเพียงทางเดียว ท่านจึงจะได้เกิดใหม่ แต่ถ้าท่านยังพึ่งตนเองอยู่ สร้างความชอบธรรมด้วยตนเอง จะเข้าไปอยู่ในสวรรค์ด้วยตนเอง เมื่อถึงวันพิพากษา เราจะบอกเจ้าว่าเราไม่เคยได้รู้จักเจ้าเลย

เจ้าก็จะอ้างว่าเรารู้จัก เราได้ขับผีออก เราได้อดอาหาร เราได้ถวายทรัพย์ เราได้ถวายสิบลด เราได้ทำอะไรต่างๆ ในนามของพระองค์เยอะแยะเลย ทำโน้น ทำนี้ ทำนั้น พระเยซูบอกว่าสิ่งเดียวที่เจ้าไม่ได้ทำ ก็คือวางใจในเรา”

เห็นไหม? พระเยซูกำลังบอกว่ามันสำคัญขนาดไหน? เพราะน้ำพระทัยของพระเจ้า คือให้ท่านเชื่อวางใจในพระเยซู ผู้ที่จะทำให้ท่านเป็นผู้ชอบธรรมได้ ด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยการกระทำ

ดังนั้น เมื่อถึงวันพิพากษา ท่านอาจจะบอกว่าเราได้ทำอย่างโน้น เราได้ทำอย่างนี้ มากมาย เพื่อพระเจ้าในนามของพระองค์ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเราไม่เคยเชื่อเลยว่าพระเยซู เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาตายที่ไม้กางเขน เพื่อเรา หลั่งพระโลหิต และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เพื่อชำระเราให้พ้นจากบาปผิดทั้งหมด เราอาจจะไม่เคยเชื่อตรงนี้เลย แต่เราเชื่อเพียงว่าพระเยซูเป็นศาสดาของศาสนาคริสต์ ที่มาสอนให้เราทำความดี มาช่วยให้เราทำความดี และพึ่งในตนเองให้มากที่สุดเท่านั้น

น้ำพระทัยพระเจ้าไม่ได้ต้องการอย่างนั้นเลย น้ำพระทัยพระเจ้าต้องการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือต้องการให้เราพึ่งและวางใจในการกระทำของพระเยซู การกระทำ การวางใจในพระเยซู ซึ่งต้องพูดย้ำตรงนี้บ่อยๆ  เพราะว่ามนุษย์รับตรงนี้ยากมาก ที่บอกว่าให้เราพึ่งการกระทำของพระเยซู อย่าพึ่งตนเอง น้ำพระทัยพระเจ้าที่มีในชีวิตของเรา อย่างเดียวที่พระองค์ต้องการให้เราทำ

มีคนมาถามพระเยซูว่า … “เราอยากรู้ว่าน้ำพระทัยพระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร เราจะได้ไปทำ พระเจ้าต้องการให้เราทำอะไร เราจะได้ไปทำให้ถูกใจพระเจ้า รักษาบทบัญญัติ 10 ประการหรือ?  หรือ 20 ประการ ข้อไหนสำคัญที่สุด เราจะได้รักษาเยอะที่สุด ออกไปทำอะไร เราจะได้ไปทำให้เยอะที่สุด น้ำพระทัยพระเจ้าให้เราไปประกาศ เราจะออกไปประกาศให้มากที่สุด อันนี้พูดมาถึงเราแล้วนะ แต่จริงๆ ยังไม่ถึง เอาแค่ชาวยิวก่อน ถามพระเยซูว่าอะไรคือน้ำพระทัยพระเจ้า ที่ต้องการให้เราทำ เราจะได้ทำให้ถูกต้อง”

พระเยซูเปลี่ยนคำตอบเป็นเอกพจน์ เพราะว่าชาวยิวถามพระเยซูว่าการงานต่างๆ ทั้งหมด มีอะไรเยอะแยะมากมายไปหมดนั้น พระองค์ต้องการให้เราทำอะไรบ้างเยอะแยะเป็นพหูพจน์ แต่พระเยซูตอบว่าพระบิดาต้องการให้เราทำงานอย่างเดียว งานนั้น คือเชื่อและวางใจในพระเยซู เพราะว่าไม่มีความประพฤติอะไรของท่านเลย ที่จะสามารถช่วยท่านเองให้รอด ให้เป็นผู้ชอบธรรม ให้เข้าสวรรค์ได้ ในสายพระเนตรของพระเจ้า และนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้าเพียงอันเดียวเท่านั้น ที่ต้องการให้ท่านกระทำบนโลกใบนี้ ถ้าหมดโลกใบนี้แล้ว มันช้าไปแล้ว

นี่กำลังพูดกับชาวยิว เดี๋ยวเราสามารถเอามาปรับให้เข้ากับเรา ที่ไม่ใช่ชาวยิวได้ วางใจในพระเยซู ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้ประทานให้กับทุกคน  งานชิ้นเดียว  ที่เราต้องทำบนโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคนชาวยิวหรือไม่ชาวยิวก็ตาม น้ำพระทัยพระเจ้าที่ต้องการให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ทำ อันเดียวเท่านั้น คือเชื่อและวางใจในพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  พึ่งในพระองค์ว่าช่วยให้ท่านเข้าสวรรค์ได้ น้ำพระทัยของพระเจ้า คือให้เราเชื่อและวางใจในพระเยซู ไม่ใช่เชื่อในการกระทำของตนเองว่าตนเองเกิดใหม่ได้  มันเป็นไปไม่ได้ ตัวเองทำให้ตัวเองบริสุทธิ์สะอาด มันเป็นไปไม่ได้

ถามว่าน้ำพระทัยพระเจ้ามีเช่นนั้น แก่ชาวยิวและมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ เพราะอะไร? เพราะว่าพระองค์ทรงรักมนุษย์ยิ่งนัก รักมากเท่ากับแก้วตาดวงใจของพระองค์ ต้องการให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอด มนุษย์ทุกคนได้รับความรอด แต่เขาจะต้องตัดสินใจ มีอันเดียวเท่านั้นที่เขาต้องตัดสินใจ มีอันเดียวที่เขาต้องทำ  ก็คือต้องเชื่อและวางใจในพระเยซู เป็นพระผู้ช่วยให้รอด จากบาป จากนรก แล้วไปอยู่ในสวรรค์ได้ มีอันเดียวที่ต้องทำแค่นั้น น้ำพระทัยด้วยความรัก ความสุข ความห่วงใย รักเราทุกคนดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2020 เรื่อง “ท่านจะพึ่งตนเอง หรือพึ่งพระเยซู” ตอน 1 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  6  กันยายน  2020

 เรื่อง “ท่านจะพึ่งตนเอง หรือพึ่งพระเยซู” ตอน 1

โดย นคร   เวชสุภาพร

            สวัสดีครับพี่น้อง ก่อนจะเริ่มเรียนรู้กันในวันนี้ ผมจะทวนที่เราเรียนรู้กันในครั้งที่แล้ว ซึ่งสำคัญมาก จาก 1 เธสะโลนิกา 5 ที่บอกว่า …

1 เธสะโลนิกา 5:16-18  “16 จงมีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ 17 จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จงขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่แหละ คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์แล้ว”

 

คือได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์แล้ว นี่มันสำคัญมาก

ครั้งที่แล้ว เราได้ใช้ชื่อเรื่องว่าจงขอบคุณพระเจ้าให้เป็นนิสัย หมายความว่าทำให้เป็นประจำ สม่ำเสมอ จนเกิดเป็นความเคยชิน เป็นนิสัยประจำชีวิต ประจำตัวไปเลย  หรือทำจนติดเป็นสันดาน จริงๆ คำนี้ดีนะ แต่เอาไปใช้ในทางไม่ดีเลย พอบอกว่าสันดาน นึกไปในทางไม่ดี เป็นสันดาน คือเป็นธรรมชาติชีวิตของเรา

ชีวิตของผู้ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว อยู่ในพระคริสต์แล้ว จะขอบพระคุณพระเจ้าเป็นนิสัย มันหมายถึงอย่างนั้น ไม่ใช่ฟังจบไปครั้งที่แล้ว แล้วก็ไม่ไปทำ มันก็ไม่ได้ฝึกฝน มันก็ไม่เกิดเป็นนิสัย ธรรมชาติจริงๆ ก็ไม่ปรากฏออกมาในชีวิตของเรานั่นเอง

และที่บอกว่านี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ คือ ไม่ใช่เป็นเพราะพระเจ้าต้องการให้เราขอบพระคุณพระเจ้า เพื่อพระองค์จะได้รับเกียรติ แต่มันเป็นประโยชน์ต่อเราเองในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ การกระทำอย่างนี้ ให้เป็นนิสัย มันดีต่อชีวิตเรามากมายมหาศาล

วันนี้ก็เลยจะมาเน้นเรื่องนี้ว่าอยากให้ทุกคนได้ฝึกฝนจริงจังในการขอบพระคุณพระเจ้า ที่ได้เรียนรู้กันมา ครั้งที่แล้ว มีประมาณ 21 ข้อว่าพระพรนานัปการในพระเยซูคริสต์ ที่เราได้อาศัยอยู่แล้ว ให้เรารับรู้ จดจำให้ขึ้นใจ ทำอย่างไร?  21 ข้อนี้ เราควรจะไปทำการขอบพระคุณ นับพระพรเหล่านี้ ให้เป็นนิสัยประจำตัวเลย เพื่อชีวิตเราจะได้อยู่ดีมีสุข และมีสันติสุข และรับใช้พระเจ้าได้ดีที่สุด ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไปฝึกให้ได้นะ ตอนนี้ผมและทีมงานคริสตจักรได้ทำการ์ด 21 ข้อนี้ขึ้นมา เป็นการ์ดสมุดพกติดตัวก็มี และเป็นแผ่นใหญ่ก็มี ใครอยากได้ให้ขอได้ที่สำนักงานคริสตจักร และนอกเหนือจากนั้น กำลังทำเป็นคลิปวีดีโอ ลงในยูทูป ให้ทุกคนได้ใช้ในการฟัง ในการเอาไปคร่ำครวญ เอาไปฝึกฝน ในการนับพระพร ขอบคุณพระเจ้า ในแต่ละวันให้เป็นนิสัยด้วย

และเมื่อท่านสามารถนับพระพร ฝ่ายวิญญาณที่ได้รับจากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ในฐานะที่เป็นลูกของพระเจ้า สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี จนเป็นนิสัยแล้ว มั่นใจได้เลยว่าสันติสุขที่แท้จริง จะปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของท่าน ในพระเยซูคริสต์ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างแน่นอน 100% ตามที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากได้มากที่สุด คือสันติสุข ความสงบสุขในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้นั่นเอง

สำหรับการบรรยายในวันนี้ เราก็จะมาฉีดวัคซีน เพิ่มภูมิคุ้มกันในเรื่องโลกวิญญาณ ผมเชื่อว่ามาถึงวันนี้แล้ว เราได้เรียนรู้เรื่องโลกวิญญาณกันมาจนละเอียดลึกซึ้ง มากพอสมควร ว่าตัวตนที่แท้จริงของเรา ในโลกวิญญาณ ในฐานะเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในพระคริสต์แล้ว ในโลกวิญญาณ เรามีสถานะ เรามีตัวตนเป็นอย่างไร? ผมเชื่อว่ามาถึงตรงนี้แล้ว เรียกว่าสมาชิกประจำ ที่ติดตามการบรรยายมาตลอด น่าจะเข้าใจได้มากมายแล้วว่าพระพรทางฝ่ายวิญญาณ ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น มันเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น  ตามที่พระเจ้าได้บอกเรา อธิบายให้เราฟัง ตามที่พระเยซูได้สอนเราทั้งหมดในหนังสือพระคัมภีร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น ซึ่งตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน สัมผัสแตะต้องไม่ได้ แต่ด้วยความเชื่อ และการบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราสามารถเห็นได้ โดยตาวิญญาณของเรา ที่เปิดออก สัมผัสได้ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

และด้วยความรู้เก่าๆ ของเรา ที่เคยได้ยิน เคยได้ฟังมา หลายครั้ง เราได้ยินได้ฟังถ้อยคำพระเจ้า แบบมันไม่เห็นจะตรงกับเรื่องพระพร โลกฝ่ายวิญญาณที่พระเยซูสอนเลย ทำไมมันแตกต่างกันอย่างนั้น ความเชื่อและความคิดเดิมๆ ที่มันอาจจะยังฝังอยู่ลึกๆ ในใจของเรา บางครั้งเวลาที่เราอ่านเจอถ้อยคำพระเจ้า หรือได้ยินได้ฟังคนที่เขาพูดถึงถ้อยคำพระเจ้า ก็อาจเกิดความสับสนได้

“เอ๊ะ! มันไม่เห็นตรงกับพระพรที่เรานับกัน ในแต่ละวัน จนเป็นนิสัยแล้วเลย ทำไมเป็นอย่างนี้”

อะไรต่างๆ เหล่านี้ วันนี้ จึงมาอัดฉีด เพิ่มพูนภูมิคุ้มกัน ถามว่าคุ้มกันอะไร? การต่อต้าน ความสับสนทางโลกวิญญาณ ซึ่งมารถนัดนัก ก็คือมาขโมย เอาความจริงไปจากเรา ผู้ที่ได้รับความจริงจากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้วนั้น

เรานับพระพรทางฝ่ายวิญญาณ เรากำลังรักษาความจริงของพระเจ้าในพระคัมภีร์เอาไว้ มารมีหน้าที่มาคอยขโมยเอาความจริงนี้ออกไป เพื่อฆ่าและทำลาย  ทำลายเราไม่ได้ ก็ทำให้เราเสียผลประโยชน์ไป แล้วก็ไปทำลายผู้อื่นแทน ก็คือเราก็ไม่ได้เป็นพยาน  ไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐที่เป็นฤทธิ์เดชอำนาจจริงๆ ของพระเยซูคริสต์ ให้ทุกคนได้เป็นอิสระได้เท่าที่ควร นึกภาพออกใช่ไหม? มารจึงพยายามมาก แม้ว่าไม่สามารถทำให้เราไปลงนรก ไปเป็นทาสมันได้อีกแล้วก็ตาม  แต่มันทำให้เรา เป็นลูกพระเจ้าที่เป็นง่อย ไม่สามารถที่จะประกาศข่าวดีได้ เพราะไม่มีความจริงแท้ๆ อยู่ในชีวิตของเรานั่นเอง

เพราะฉะนั้น หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงมีชื่อว่า “ท่านจะพึ่งตนเอง หรือพึ่งพระเยซู” อย่างที่บอกตอนต้นว่าเราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับว่าเรารอด โดยพระคุณ ไม่ใช่โดยการกระทำ อันนี้ชัดเจน แต่หลายครั้งเราได้ยินคนพูด หลายครั้งเราคิดเองด้วย และหลายครั้งเราทำเองด้วยว่ามันจะไปเกี่ยวข้องกับความรอดของเราด้วย โดยไม่รู้ตัว แต่พอไปเจอถ้อยคำพระเจ้าในบางแห่ง เอ๊ะ ตรงนี้มันแปลว่าอะไร? เราก็คิดว่ามันควรจะแปลว่าเราควรจะพึ่งพระเยซูสิ เพราะรอดโดยพระคุณ แต่ทำไมเวลาคนอธิบาย มักจะอธิบายไปในทางที่ให้เราทำ เพื่อความรอดของตัวเราเองล่ะ

เพราะว่าเราเคยตีความหมายแบบนั้นไว้ในอดีต ตอนที่เรายังไม่รู้ความจริงมากนัก แต่ตอนนี้เรารู้ความจริง เรามาตีความหมายเหมือนเดิม เราก็รู้สึก มันขัดกันกับความจริงที่เราฝึกฝนทุกวัน ที่เรานับพระพรทุกวันว่าเราเป็นใคร? อันนี้มันผิดปกติ ใช่ไหม? เราก็จะเริ่มไขว้เขว นั่นแหละ คือการย่องเข้ามาขโมย เอาความจริงนี้ออกไป ความจริงจะทำให้เราเป็นไท การถูกขโมยความจริง ทำให้เราต้องโทษอยู่ ทั้งๆ ที่เราควรจะเป็นไท เราก็เลยอยู่ในกรงขัง

วันนี้ผมจะยกตัวอย่างบางแห่ง จริงๆ มันเยอะไปหมดเลย ทุกหน้าของหนังสือพระคัมภีร์ใหม่ ทั้งหมดเลย ที่พระเยซูพูด และในจดหมายฝากของอัครทูตต่างๆ ได้บอกความจริงกับเราทั้งหมด แต่ถ้าเราถูกขโมยความจริงไป เราจะตีความผิด ง่ายๆ ก็คือว่าความรอด รอดโดยพระคุณ ไม่ใช่โดยการกระทำ อยู่ในสวรรค์ ก็ไม่ใช่เพราะเราทำเอง มันจะอยู่ตรง แถวๆ นี้ทั้งนั้น  เพราะฉะนั้น หลายคนที่ยังตีความหมายไม่ถูกต้อง วันนี้ลองมาดูว่ามันเป็นเช่นไร? อย่าลืมผมย้ำอยู่ตลอดว่าถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เล็งถึงโลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น อยากจะอธิบายให้ตัวเองเข้าใจ อยากจะอ่านเข้าใจความจริงว่าพระเจ้ากำลังพูดอะไรกับเรา เล็งไปที่โลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น จะไม่ถูกหลอก และสิ่งที่พระเยซูได้ตรัส หรือได้สอนไว้ในพระคัมภีร์ทั้งหมด ตอนที่มาเดินอยู่บนโลกใบนี้ มันเกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องสวรรค์ของพระเจ้าที่กำลังมาตั้งอยู่ ตอนที่พระองค์ยังไม่ตายที่ไม้กางเขน พระองค์ประกาศถึงอาณาจักรสวรรค์ ในโลกวิญญาณที่กำลังมาตั้งอยู่ จะตั้งอยู่ต่อเมื่อพระองค์กระทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน ที่พระองค์ทรงตรัสว่าสำเร็จแล้ว นั่นแหละ คือสวรรค์ลงมาตั้งอยู่แล้ว สวรรค์อยู่ที่ไหน? อยู่ในโลกวิญญาณ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญของข่าวประเสริฐ

เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อไรท่านไปอ่านเจอ หรือใครพูดกับท่าน ที่อ้างถึงคำพูด คำสอนของพระเยซู แล้วโยงไปถึงเรื่องโลกวัตถุ โยงไปถึงว่าท่านต้องทำอะไรบ้าง? ฟันธงได้เลยว่ามันผิดปกติ มันทะแม่งๆ กำลังถูกขโมยความจริงหรือเปล่า? ลองตั้งข้อสังเกตไว้ มาดูตัวอย่างในหนังสือมัทธิว บทที่ 5 ที่พระเยซูพูดถึงเรื่องบทบัญญัติ มัทธิว บทที่ 5 บันทึกว่าเมื่อพระองค์ทรงเริ่มต้นประกาศเรื่องแผ่นดินสวรรค์ เริ่มต้นพูดอย่างนี้  และพูดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสร็จสิ้นที่ไม้กางเขน จนกระทั่งเดินอยู่กับมนุษย์ตอนหลังเป็นขึ้นจากความตาย และอีก 40 วันก็จะพูดเรื่องเดิมอีก ย้ำเข้าไปอีก และจะบอกว่าเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาจะอธิบายให้ท่านเข้าใจเอง ตอนนี้ท่านอ่านไม่เข้าใจมากหรอก เพราะท่านยังไม่เกิดใหม่ รอก่อน รอพระวิญญาณจะเป็นผู้ยืนยัน สอนท่านในสิ่งที่เราได้กล่าวกับท่านในวันนี้

          ก่อนจะอ่าน ให้รู้ว่าอย่างที่เคยแนะนำไว้ ถ้าจะอ่านพระคัมภีร์ อยากรู้เรื่องราวพระคัมภีร์

          (1) พูดถึงเรื่องโลกวิญญาณทั้งสิ้น

          (2) เวลาจะอ่าน ให้รู้ว่าที่เรากำลังอ่านนี้ มันเหมือนกับเราทำผิดกฎหมายอยู่นะ ในปัจจุบัน คือเรากำลังไปอ่านอีเมล์ของคนอื่นเขา อีเมล์เขาเขียนกัน แล้วเราไปแอบอ่าน นึกออกใช่ไหมว่าเขามีเขียนอะไรถึงเราบ้าง? มีอะไรเกี่ยวกับเราไหม? มันเป็นอย่างนั้น ตอนนี้เรากำลังจะอ่านมัทธิว บทที่ 5 ต้องรู้ว่าพระเยซู กำลังพูดกับใคร? มีอะไรที่พูดถึงเราบ้างไหม?

“เรา” หมายถึงเราที่นั่งอยู่ขณะนี้ หรือกำลังกล่าวถึงใคร? กลุ่มชนที่ฟังเป็นใคร? ในมัทธิว บทที่ 5 พระเยซูกำลังพูดกับกลุ่มชนที่เป็นชาวยิว พี่น้องของพระองค์ พี่น้องทางสายเลือด คือพระองค์ทรงเกิดมาในชุมชนของชาวยิว  นึกในใจว่าทั้งหมดนี้ กำลังพูดกับชาวยิว จะได้เห็นชัดๆ เป็นจดหมาย ที่พระเยซูพูดกับชาวยิว แล้วเราไปแอบฟังว่ากำลังพูดกับชาวยิวว่าอย่างนี้ และมีพูดอะไรถึงเราบ้าง? นี่คือสิ่งที่เริ่มต้น ให้เราเห็นภาพชัดเจน

มัทธิว 5:17-20 “17 “อย่าคิดว่าเรามาเพื่อล้มล้างหนังสือบทบัญญัติ หรือหนังสือผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มล้าง แต่มาเพื่อทำให้สำเร็จครบถ้วน 18 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าตราบจนฟ้าและดินสูญสิ้นไป แม้อักษรที่เล็กที่สุดสักตัวหนึ่ง หรือขีดๆ หนึ่ง ก็จะไม่มีทางสูญหายจากหนังสือบทบัญญัติ จนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จครบถ้วน 19 ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติเหล่านี้ แม้ข้อเล็กน้อยที่สุด และสอนคนอื่นให้ทำเช่นเดียวกัน ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในอาณาจักรสวรรค์ ส่วนผู้ที่ปฏิบัติ และสั่งสอนตามคำบัญชาเหล่านี้ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรสวรรค์ 20 เพราะเราบอกท่านว่าหากความชอบธรรมของท่าน ไม่มากกว่าของพวกฟาริสี และเหล่าธรรมาจารย์แล้ว ท่านจะไม่ได้เข้าอาณาจักรสวรรค์อย่างแน่นอน”

 

พอเรารู้เบื้องหลังว่าพระเยซูกำลังพูดกับชาวยิว มีทั้งประชาชน คนธรรมดาทั่วๆ ไป มีชาวยิวที่เป็นธรรมาจารย์ คือคนที่รู้เกี่ยวกับบทบัญญัติของพระเจ้า ในสมัยโมเสส ที่จดบันทึกไว้เยอะแยะไปหมด พูดง่ายๆ ว่ารู้เรื่องบัญญัติทางศาสนา ยังมีฟาริสีอีก ฟาริสีคือพวกปฏิบัติเคร่งในบทบัญญัติต่างๆ เหล่านี้ เคร่งมาก แล้วยังมีปุโรหิต ผู้รับใช้พระเจ้า ยิ่งรู้มากเลย กำลังคุยกับคนเหล่านี้ ท่านมองเห็นภาพแล้ว อ๋อ! เวลาฟัง ให้นึกถึงภาพไปด้วย ให้มีจินตนาการว่าพระเยซูนั่งอยู่บนโขดหิน แล้วก็ประกาศออกไป คนฟังเต็มไปหมด มีคนหลายประเภทอย่างนี้

ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ไม่ได้เป็นชาวยิว ควรจะหายเหนื่อยและเป็นสุข ตามที่พระเยซูบอกว่าข่าวประเสริฐของพระเยซูมา เพื่อให้เราหายเหนื่อยและเป็นสุข แต่ถ้าเราถูกตีความไม่ถูกต้อง แทนที่จะหายเหนื่อยและเป็นสุข กลายเป็นเพิ่มภาระหนัก เราเหนื่อยกว่าเก่าอีก พระเยซูบอกว่าแม้อักษรที่เล็กที่สุด สักตัวหนึ่ง หรือสักขีดๆ หนึ่ง ก็จะไม่มีทางสูญหายไป จากหนังสือบทบัญญัติ ผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติเหล่านี้ แม้ข้อเล็กน้อยที่สุด และสอนคนอื่นให้ทำเช่นนี้ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อยที่สุด ในอาณาจักรสวรรค์

ฟังปุ๊บ เหนื่อย นึกว่ามาเชื่อพระเยซูแล้ว จะเป็นอิสระ หนักว่าเก่าอีกคราวนี้ จุดๆ หนึ่งและขีดๆ หนึ่ง ก็ต้องทำตามหมดเลย เห็นไหม? พอตีความผิด ตีความไม่ถูก เริ่มรู้แล้ว ไม่ใช่เกี่ยวอะไรกับเรา เกี่ยวกับคนที่เป็นยิว ที่ถือบัญญัติอยู่ ในสมัยโมเสส และถือมาตลอดเวลา และพระเยซูกล่าวอย่างนี้ เพื่ออะไร? เขาจำเป็นต้องรักษาบทบัญญัตินั้นทั้งหมด จุดๆ หนึ่ง ขีดๆ หนึ่ง ลบเลือนไม่ได้เลย

แล้วถ้อยคำต่อจากตรงนี้  ยังบรรยายอย่างละเอียดเลยว่าการกระทำแบบไหนที่ถือว่าเป็นการฝืน หรือละเมิดบทบัญญัติ และพระเยซูทำให้บทบัญญัตินั้น เต็มที่เลยว่าที่คุณคิด ยังไม่ถึงครึ่งเลย ที่จริงๆ บทบัญญัตินั้น มันหมายถึงตรงนี้ น้ำพระทัยพระเจ้า มันหมายถึงตรงนี้ ให้บัญญัติพระเจ้ามันเข้มข้นขึ้น  เพื่อว่าชาวยิวจะได้รู้ว่าอะไรที่พระเยซูต้องการ พระเยซูต้องการบอกเขาว่าเขาทำไม่ได้หรอก คุณรักษาให้ครบถ้วน 100% ไม่ได้ จุดๆ หนึ่ง และขีดๆ หนึ่ง ไม่มีการผิดพลาดเลย เป็นไปไม่ได้หรอก พระเยซูกำลังพุ่งเป้า ไปที่นี่

บอกชาวยิวอย่างนี้ว่าอาณาจักรสวรรค์เป็นอย่างไร? เพราะเขายังคงคิดอยู่ในใจว่าเขาเป็นคนที่พิเศษกว่าชาวโลกคนอื่นๆ ก็คือพวกต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว ชาวยิวเขามีความมั่นใจ เขามีความภูมิใจ เขามีความเย่อหยิ่งในใจว่าเขาเป็นชนชาติพิเศษ มีอารยธรรมสูง เขาเป็นคนที่รู้จักพระเจ้า เป็นประชากรของพระเจ้า เขารู้จักพระเจ้า  เป็นผู้มีอารยธรรมสูงส่งมาก คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า ที่ไม่ใช่ชาวยิว สมัยหลายพันปีก่อน เขาถือว่าคนเหล่านี้เป็นคนป่า เขาไม่คบด้วย เป็นคนละเกรดกัน เขาเลยเย่อหยิ่งในตัวเขาว่าเขาเป็นผู้ชอบธรรมกว่ามนุษย์คนอื่นๆ ที่สมควรที่จะได้รับพระกรุณาจากพระเจ้า นี่คือความเย่อหยิ่ง

พระเยซูกำลังจะบอกเขาว่าบทบัญญัติที่เขากำลังทำอยู่ ความชอบธรรมที่เขา พึ่งตัวเองว่าจะทำดี ตามนั้น มันทำไม่ได้หรอก พระเยซูก็ยกตัวอย่างบางอันขึ้นมา ที่เป็นบทบัญญัติที่ชาวยิวรู้จักกันดีว่าชาวยิวต้องทำตามนี้ ถ้าไม่ทำตามนี้ เป็นบาป ซึ่งเขาก็กำลังพยายามทำอยู่ หลายพันปี คือความชอบธรรมที่พระเจ้าพอใจ

พระเยซูก็ยกมาให้ดูเลยว่า …

บทบัญญัติที่บอกว่าอย่าฆ่าคน แต่พระเยซูบอกว่าผู้ใดโกรธเคืองพี่น้องของตน จะถูกตัดสินลงโทษ

ถ้าผู้ใดพูดดูหมิ่นพี่น้องของตน จะต้องถูกนำตัวขึ้นศาล

และถ้าผู้ใดพูดว่า “ไอ้โง่” อาจจะต้องโทษถึงไฟนรก

พวกนั้นเขาบอกว่าฉันถือศีล ตามที่กฎบัญญัติบอกแล้วห้ามฆ่าคน

พระเยซูบอกคำว่า “ห้ามฆ่าคน” ในสายพระเนตรพระเจ้า หมายถึงบอกไอ้โง่ ก็เท่ากับเป็นคนฆ่าคนแล้ว

ตกใจ ไม่เคยฆ่าคน แต่เคยว่าไอ้โง่ไหม? เคยไม่ให้อภัยคนอื่นไหม? และทำได้ไหม? นี่นึกออกไหม? ชาวยิวฟังแล้วสะดุ้ง คนที่สะดุ้งมากที่สุด คือธรรมาจารย์ ฟาริสี และปุโรหิต เพราะเขาคิดว่าเขาบริสุทธิ์ เขาไม่เคยฆ่าคนเลย แต่เขายังรังเกียจคนจน เขายังรังเกียจคนที่เป็นบาปอยู่เลย

ข้อต่อไป พระเยซูบอกว่าบทบัญญัติที่บอกว่าอย่าล่วงประเวณี แต่พระเยซูบอกว่าผู้ใดมองผู้หญิงด้วยใจกำหนัด ก็ได้ล่วงประเวณีกับนางในใจของเขาแล้ว พวกชาวยิวตกใจ โดยเฉพาะคนที่รักษาบทบัญญัติไว้ ไม่เคยล่วงประเวณีเลย ตามบทบัญญัติ แต่เคยคิดบ้างไหมว่าคนนี้สวย คนนี้หล่อ และทำได้ไหม? เห็นหรือยังว่าทำไม่ได้ พระเยซูกำลังบอกพวกเขาในความเป็นจริง

พระเยซูบอกว่าบทบัญญัติที่บอกว่าอย่าผิดคำสาบาน แต่จงทำตามที่ได้ถวายปฏิญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระเยซูบอกว่าจงอย่าสาบานเลย ในบัญญัติเดิมบอกว่าพวกเขาชอบสาบาน ให้สาบานอย่างนี้ แต่พระเยซูบอกไม่ต้องสาบาน อะไรใช่ก็คือใช่? อะไรไม่ใช่ ก็บอกไม่ใช่ พูดความจริงออกมาเลย ไม่ต้องกลัว ทำได้ไหม? ไม่ได้  ไม่มีอะไรทำได้สักอย่าง

บทบัญญัติที่บอกว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่พระเยซูเพิ่มเติมให้อีกว่าอย่าต่อสู้กับคนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย  จงให้แก่ผู้ที่ขอท่าน และอย่าเมินหนีผู้ที่ต้องการจะขอยืมจากท่าน ฟาริสีทำได้ไหม? ชาวยิวทำได้ไหม? สิ่งที่พระเจ้าต้องการ คือจุดๆ หนึ่ง และขีดๆ หนึ่งในบทบัญญัตินี้จะไม่ลบเลือนหายไป ถ้าเขามาขอยืมจากท่าน ท่านไม่ใช่ ไม่ให้ยืมอย่างเดียว ท่านให้ยืม แล้วยังให้ไปอีก ทำได้ไหม? เขาตบแก้มขวาของท่าน เขาทำร้ายท่าน ไม่ใช่ให้อภัยเขาอย่างเดียว เอาแก้มซ้ายให้ด้วย จะทำอีกหรือเปล่า? ทำได้ไหม? รักอย่างไม่มีเงื่อนไข ทำได้หรือเปล่า?  พูดง่ายๆ รักอย่าง No ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ทำได้ไหม? รักอย่างไม่มีข้อแม้ว่า “แต่ว่า” ไม่มีแต่เลยได้ไหม? ก็คือไม่ได้

บทบัญญัติที่บอกว่าจงรักเพื่อนบ้าน และเกลียดชังศัตรู นี่บทบัญญัติ แต่พระเยซูบอกว่าพระเจ้าต้องการให้เราบริสุทธิ์เหมือนพระองค์ ก็คือจงรักศัตรูของท่าน และอธิษฐานเผื่อบรรดาผู้ที่ข่มเหงท่าน ไม่ใช่อภัยอย่างเดียว ต้องรักศัตรู ถึงขนาดอธิษฐานให้เขา คือรักเขา ไม่ได้คิดอะไรเลย  อภัยให้ไม่พอ แถมยังช่วยเขาอีก

แล้วก็จบลงที่คำสุดท้าย เป็นคำประกาศิตบันทึกเอาไว้ ปั้มเอาไว้เลยว่าพวกท่านทำไม่ได้หรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟาริสี ที่เคร่งครัดในสิ่งเหล่านี้ ที่พยายามทำตาม แล้วนึกว่าตัวเองแน่แล้ว ตัวเองดีแล้ว ผวาไปเลย  พูดไว้อย่างนี้ว่า …

ในมัทธิว 5:48 “เหตุฉะนั้น ท่านจงดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงดีพร้อม”

 

พูดง่ายๆ ท่านต้องบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ท่านถึงจะถูกเรียกว่าเป็นลูกของพระเจ้าได้ ท่านอยากอยู่ในสวรรค์ใช่ไหม? ท่านอยากจะเป็นลูกของพระเจ้าใช่ไหม? ท่านต้องบริสุทธิ์เท่ากับพระเจ้า ดีเท่ากับพระเจ้า เก็บข้าวของเดินหนีพระเยซูเลย โกรธมาก ใครจะไปทำได้ พระเยซูพูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น นี่เรื่องจริงๆ เลยว่าถ้าท่านทำอย่างนี้ได้ ท่านถึงจะอยู่ในสวรรค์ได้ ท่านต้องบริสุทธิ์เท่าพระเจ้า ท่านจึงไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ ไปคุยกับพระเจ้าได้ รับใช้พระเจ้าได้นั่นเอง

ความหมายที่เราคุ้นเคยในอดีต ที่ได้รับการสอนต่อๆ กันมายาวนาน ก็คือเมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเยซูลบล้างบาปแล้ว ให้อภัยเราแล้ว เพราะฉะนั้น จากนี้ไป เราต้องพยายามทำตัวให้บริสุทธิ์ ไม่ทำบาปอีก เพื่อจะได้เหมือนพระเจ้า ทำให้ได้ตามที่พระเยซูสอนเมื่อตะกี้นี้  เพราะพระเยซูบอกแล้วว่าพระองค์ไม่ได้มาลบล้างบทบัญญัติไง แม้อักษรที่เล็กที่สุดสักตัวหนึ่ง หรือขีดๆ หนึ่ง ก็จะไม่มีทางสูญหายจากหนังสือบทบัญญัติเหมือนกันนี้เลย ก็คือถ้าเราสามารถทำตามบัญญัติในทุกข้อได้ คือไม่ทำบาป ไม่ทำผิดบทบัญญัติเลยแม้แต่นิดเดียว เราก็จะรอดพ้นจากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป  ไม่ต้องรับโทษของความผิดบาปอีกต่อไป

แล้วถ้าสอนเราแบบนี้ ทำได้ไหม? นี่พูดถึงตัวเราเอง มนุษย์ทุกคน เราก็ทำไม่ได้สิ เราก็เหมือนชาวยิวนั่นแหละ ใครจะไปทำได้ ชาวยิวเขารู้จักก่อน  ก็ยังทำไม่ได้ แต่พระเยซูตายที่ไม้กางเขนแล้ว แล้วเรายังไปตีความอย่างนั้น มาบอกให้เราต้องทำอย่างนี้ ต้องทำตัวให้บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ใครจะไปทำได้ ถูกไหม?

แล้วคิดดูนะว่ามันเป็นไปได้ไหมครับ ว่าที่มนุษย์จะสามารถรักษาบทบัญญัติให้ครบถ้วน สมบูรณ์ โดยไม่ทำผิดอะไรแม้แต่ครั้งเดียว เป็นไปได้ไหม? เอาแค่ง่ายๆ ท่านรู้ไหมว่าที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ที่พระเยซูบอกบทบัญญัตินั้น เฉพาะของยิวนะ  613 ข้อ รักษาให้ครบหมดได้ไหม? มันเป็นไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งบทบัญญัติที่เรารู้จักกัน อย่างเช่นบัญญัติ 10 ประการ แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้ว บัญญัติ 10 ประการ ถือว่าเป็นกฎหมายหลัก แต่ยังมีบทบัญญัติอื่นอีกมากมาย ที่พระเยซูยกตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ให้ฟัง ตั้งแต่เรื่องการถวายเครื่องสัตวบูชา พิธีกรรมต่างๆ การเข้าสุหนัต การถวายทรัพย์ การรักษาความสะอาด หรือแม้กระทั่งอาหารที่รับประทาน อะไรทานได้ อะไรทานไม่ได้ มีกำหนดไว้ในบทบัญญัติทั้งหมดเลย มันทำได้ไหม? ไม่ได้

ถ้าเรามาเทียบกับปัจจุบัน เราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถ้ามาสอนกับเราแบบนี้ ตีความหมายตรงนี้ผิดๆ เราก็ตกนรกกันทุกคน  เพราะวันอาทิตย์เรายังเล่นไลน์อยู่เลย  ตกนรกง่ายเลย  เรายังเปิดยูทูปอยู่เลย สมมตินะ วันสะบาโตเปลี่ยนเป็นวันอาทิตย์ จริงๆ วันสะบาโต สมัยก่อน เป็นวันเสาร์ สมมติว่าวันอาทิตย์ คุณมาโบสถ์อย่างเดียว แล้วกลับบ้าน นิ่งๆ ไม่ต้องทำอะไร? ห้ามดูทีวีเลย กลับไปเจอแมวกำลังตกน้ำ ห้ามช่วย ปล่อยให้มันตายไป นี่มันคือบทบัญญัติ

และหลักเกณฑ์ คือต้องปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อเท่านั้น จึงได้เป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกพระเจ้าได้  คือไม่ผิดแม้แต่ข้อเดียว  ผิดนิดหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะจุดๆ หนึ่ง และขีดๆ หนึ่ง ในถ้อยคำพระเจ้า จะไม่สูญหายไป จนกว่ามันจะถูกทำให้สำเร็จ  พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ได้ครบ 100 ก็เท่ากับศูนย์ นึกออกใช่ไหม? ไม่ใช่ได้ 99.99 แล้วใช่  ไม่ใช่ จุดๆ หนึ่งหายไป ก็ถือว่าผิดหมด ยากอบ 2:10 ย้ำตรงนี้ให้ฟัง

ยากอบ 2:10 “เพราะผู้ใดทำตามบทบัญญัติทั้งหมด แต่พลาดไปจุดเดียว ก็มีความผิดเท่ากับละเมิดบทบัญญัติทั้งหมด

 

ย้ำยืนยันตอนที่พระเยซูทำให้สำเร็จแล้ว นี่คือในหนังสือจดหมายฝาก ยากอบได้บันทึกเอาไว้

ใครเคยดูยูทูปแล้วรู้สึกคนนี้หล่อ คนนี้สวยบ้าง? หรือใครเดินๆ ผ่าน แล้วรำคาญเขาจริง แค่คิด มีไหม? หรือใครเคยมีความรู้สึกหมั่นไส้ ตานี่จริง พูดทีไร ไม่เข้าหูคน นั่นแหละ กำลังพลาดจุดๆ หนึ่งไปแล้ว เพราะฉะนั้น มีความผิด เท่ากับเป็นคนบาปแล้ว

ลองคิดดู ชาวยิวฟังพระเยซูพูดตรงนั้น ฟังแล้ว ชาวยิวจะมีท่าทีอย่างไรบ้าง?  เขาคงคิดในใจว่า …

“ใครจะไปทำได้”

แต่พระเยซูกำลังบอกว่า … “ทำได้ โดยเราเป็นคนทำ ไม่ใช่พวกนายเป็นคนทำ”

อย่าไปพึ่งตนเอง เหมือนที่หัวข้อเรื่องที่ผมตั้งขึ้นมา ท่านจะพึ่งการกระทำของตนเอง หรือพึ่งพระเยซู พระเยซูบอกมาพึ่งเราสิๆ มาพึ่งเรา

ข่าวประเสริฐถูกประกาศให้กับชาวยิวก่อนเลย ตามพระคัมภีร์บอกไว้  ชาวยิว คือพวกแรกที่พระเจ้าเลือกสรรเอาไว้ เพราะฉะนั้น ข่าวดีเรื่องสวรรค์จะถูกประกาศให้กับชาวยิวก่อน ชาวยิวเหมือนพี่ชายคนโต คือพวกเรา คนต่างชาติ ถือว่าเป็นน้องคนเล็ก ซึ่งพี่ชายอิจฉามาก เป็นคนป่า แต่มาได้เท่าเราเลย เป็นคนออกไปผลาญทรัพย์ เหมือนบุตรน้อยหลงหาย เป็นคนออกไปทำลายชื่อเสียงของพระเจ้า ไปสำมะเลเทเมา ไม่ได้รักษาศีล รักษากฎบัญญัติเลย แต่อยู่ดีๆ พระเจ้ารับมาเป็นลูกเท่ากันกับเราเลย เป็นไปได้อย่างไร? พระเยซูบอกเป็นได้สิ ไม่มีใครมาอยู่ในสวรรค์ เป็นลูกของพระเจ้าได้เลยสักคนหนึ่ง โดยการกระทำของเขาเอง ทุกคนพึ่งพระเยซูหมด เพราะฉะนั้น ถ้าพึ่งพระเยซู มันก็เท่ากันหมดแหละ เพราะพระเยซูตาย เพื่อมนุษย์ทุกคนครับ อย่าไปอิจฉาน้องเขาเลย  พระเจ้าให้เกียรติแล้ว เป็นพี่ชายคนโตแล้ว ก็รับไปเถอะ จงดีใจที่น้องเหมือนตายไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับมาใหม่ มันเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ชาวยิวทุกคนที่ได้ยินได้ฟัง ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางทำได้หรอก แค่พูด “ไอ้โง่” ก็บาปแล้ว แค่มองเห็นก็บาปแล้ว แค่โกรธก็บาปแล้ว แล้วทำอย่างไร? ก็ต้องพยายามหาวิธี พยายามทำให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ต่อไป ในอดีตนะ ถ้าไม่มีทางใหม่ที่พระเยซูวางไว้ให้ว่าพระองค์มาทำแทนเรา ทุกคนก็ต้องทำต่อไป พึ่งบารมีของตัวเองต่อไป พึ่งการกระทำของตัวเองต่อไป พยายามเหลือเกินที่จะไม่โกรธใคร? ที่จะไม่เกลียดใคร? ที่จะไม่พูดออกจากปากว่าไอ้โง่เอ่ย? พยายามทุกวิถีทาง วันสะบาโต ก็พยายามเก็บตัวที่สุด เท่าที่จะทำได้ ก็เลยปลีกตัวจากสังคม ไปอยู่ในป่าคนเดียว เพื่อจะรักษาบทบัญญัติตามที่พระเยซูกำลังบอก เพราะรู้ว่าต้องทำให้มันครบทุกจุด ทุกขีด มันจึงจะได้อย่างนั้น ก็พยายามทำ เรียกว่าสะสมบารมีตัวเองไปเรื่อยๆ

ซึ่งความหมายที่แท้จริงของพระคัมภีร์ตรงนี้ พระยซูบอกว่า … “อย่าคิดว่าเรามาล้มล้างหนังสือบทบัญญัติ เราไม่ได้มาล้มล้าง แต่มาทำให้มันสำเร็จครบถ้วน เราไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี เลิกไป ไม่ใช่ เราบอกว่ามันดีมากเลย  แต่ว่าเราทำมันไม่ได้ต่างหาก”

พระเยซูกำลังบอกว่าพระองค์เคารพกฎมากกว่าพวกฟาริสีอีก มากกว่าพวกธรรมาจารย์ที่ให้กฎเป็นสิ่งสำคัญมาก ให้มากถึงขนาดที่ว่าให้เคารพ แม้ขีดๆ หนึ่ง จุดๆ หนึ่ง ก็ต้องทำ แต่เราทำไม่ได้ใช่ไหม? พระเจ้ามีทางอื่น มีพระคุณให้กับเรา

การมาหาพระเยซู การมาเชื่อในพระเยซู มาพึ่งในพระเยซู คือการเคารพในกฎบัญญัติเหล่านั้นมากที่สุดเลย เพราะเคารพมาก จึงรู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำ แต่เราทำไม่ได้ เห็นไหม? เราจึงมาพึ่งพระเยซู เพราะเรารู้ว่ามันสำคัญมากไง ถ้าเรารู้ว่ามันไม่สำคัญ เราก็ไม่สนใจ พระเยซูเราก็ไม่สนใจ ก็ทำกันต่อไป แต่นี่เรารู้ว่ามันสำคัญ เราอยากจะบริสุทธิ์อย่างนั้น โดยมาพึ่งพระเยซู พระเยซูทำให้เราเกิดใหม่  เดี๋ยวเราจะเรียนรู้กันต่อไป

กาลาเทีย 3:10-14  “10 คนทั้งปวงที่พึ่งการทำตามบทบัญญัติ  ก็ถูกสาปแช่ง  เพราะมีเขียนไว้ว่า “ขอแช่งทุกคนที่ไม่ปฏิบัติตามทุกสิ่ง ที่เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัติ” 11 เห็นได้ชัดว่าต่อหน้าพระเจ้า ไม่มีใครถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมได้ โดยบทบัญญัติ เพราะว่าคนชอบธรรมจะดำรงชีวิตโดยความเชื่อ 12 บทบัญญัติไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อ แต่ “ผู้ใดที่ทำสิ่งเหล่านี้ จะมีชีวิตอยู่โดยสิ่งเหล่านี้” 13 พระคริสต์ได้ทรงไถ่เรา พ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว” 14 พระองค์ทรงไถ่เรา เพื่อว่าพระพรที่มีแก่อับราฮัม จะมาถึงคนต่างชาติโดยทางพระเยซูคริสต์ เพื่อว่าโดยความเชื่อ เราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญา”

 

“คนทั้งปวงที่พึ่งการกระทำตามบทบัญญัติ ก็ถูกสาปแช่ง เพราะมีเขียนไว้ว่า ‘ขอแช่งทุกคน ที่ไม่ปฏิบัติตามทุกสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัติ”

จุดๆ หนึ่ง หรือขีดๆ หนึ่ง ก็ต้องทำให้ได้ครบหมด จะมาบอกว่าทำได้ตั้ง 99.99% แล้ว อีกจุดหนึ่งทำไม่ได้ เพราะว่ายังคิดไม่ดีอยู่ ไม่ได้ ก็เท่ากับสอบตก

สรุป คือคำสาปแช่งจะมีแก่คนที่ไม่ทำตามบทบัญญัติอย่างครบถ้วนบริบูรณ์นั่นเอง

คำสาปแช่งจะมีแก่คนที่สอบไม่ครบ 100 คะแนนนั่นเอง ท่านจะเข้าสอบ โดยตัวเองหรือไม่? ท่านมั่นใจไหมว่าท่านทำข้อสอบได้ครบ 100% ในชีวิตนี้ พระเยซูกำลังบอกอย่างนั้นแหละ บอกกับชาวยิวตอนนั้นนะ ในมัทธิว เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่จะเข้าสอบในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เรามั่นใจไหมว่าเราสอบได้ 100 คะแนนแน่นอน ไม่มีข้อใดที่เราทำผิดแน่นอน ไม่เคยทำบาป ไม่เคยคิดไม่ดีกับใคร? ตลอดชีวิตของเราเลย เรามั่นใจไหม? ถ้าเรามั่นใจ เข้าสอบเลย สอบได้ไปสวรรค์เลย พระเยซูบอกไปสวรรค์ ไม่ใช่ไปสวรรค์แบบธรรมดานะ ในสวรรค์จะเรียกว่าเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าใครเพื่อนเลย ถ้าท่านทำได้ แล้วทำได้ไหม? ไม่ได้

แต่ถ้าไม่แน่ใจ รู้ว่าทำไม่ได้  ก็อย่าไปเหนื่อยเลย  มาพึ่งพระเยซู พึ่งคนหนึ่งที่เขาช่วยเราได้ เราช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว เมื่อเรารู้ เราต้องหาคนอื่นมาช่วยเรา ใครบ้างในโลกใบนี้ ที่บอกว่าเขาช่วยเราตรงนี้ได้ ก็ไปหาคนนั้นแหละ และมีใครที่พูดตรงนี้ มีอยู่ท่านเดียว ที่บอกว่าตัวเรามีนามว่า “พระผู้ช่วยให้รอด” ไม่มีชื่อตัวเองอยู่เลย ชื่อของพระองค์เอง ก็คือชื่อพระผู้ช่วยให้รอด มาช่วยให้รอด  พระเยซูเป็นพระเจ้าที่ไม่มีชื่อ พระเยซูแปลว่าผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าประทานให้

มาช่วยเราไม่ต้องสอบ ใช้เส้นครับ มนุษย์จึงไม่สามารถที่จะรับได้ ไม่เข้าใจ ใช้เส้นได้อย่างไร? ก็นี่แหละ ทำอย่างนี้ มีเส้น มนุษย์จึงไม่เข้าใจตรงนี้ ก็พยายามคิดเอาเองว่าไม่ยุติธรรม จะไปสวรรค์ได้อย่างไร? แค่เชื่อเอา คนที่ทำแทบตาย ก็ไปลงนรก ก็มันเป็นบัญญัติ เป็นกฎอย่างนั้น จะทำอย่างไร? มันทำไม่ได้จริงๆ เหมือนมีค่าเท่ากับมนุษย์บอกว่า …

“ไม่ยุติธรรมเลย คนทำดีแทบตาย ตกจากที่สูง แรงดึงดูดของโลกพาตาย ตกตึกตาย คนนี้ทำดีมากเลย ตกตึกตายเลย  แรงดึงดูดของโลกไม่ควรจะดูดเขาลงมาเลย คนเลวน่าจะดูดมากกว่า”

แต่คนเลวนั้นเขาใส่เชฟตี้เบลท์อยู่ เขาเลยได้รับการช่วยเหลือให้รอด มนุษย์ก็จะคิดอะไรแบบนี้เสมอ ไม่ยุติธรรม  พระเยซูจึงบอกนี่คือความคิดทั้งหลายของมนุษย์บนโลกใบนี้ ซึ่งถูกมารขโมยเอาความจริง ถูกปิดบังตา มนุษย์ส่วนใหญ่จึงคิดอย่างนี้ ส่วนน้อยจึงมาพึ่งพระเจ้า พึ่งพระเยซู พระเยซูจึงบอกว่าคนส่วนใหญ่จึงไปทางกว้าง คนส่วนน้อยจึงมาทางแคบ  ทางแคบ คือทางพระเยซู วางทุกสิ่งลง แล้วพึ่งในพระเยซูอย่างเดียว แต่คนที่คิดตามเหตุผลตามความคิดของมนุษย์อย่างนี้ๆ ใช้สติปัญญาของมนุษย์ มันเยอะ พระเยซูบอกคนส่วนใหญ่จึงไปทางกว้างกันหมด แห่กันไปทางนั้น ต้องทำอันนี้ ต้องทำอันนั้น ต้องรักษากฎตรงนี้ ต้องรักษาระเบียบตรงนั้น ตรงนั้นอย่าทำ ตรงนี้อย่าทำ ตรงนี้ทำ

พอมีคนมาบอกว่า … “เชื่อพระเยซูอย่างเดียว ได้รับความรอด”

“เป็นไปไม่ได้หรอก ไม่รู้จักพึ่งตัวเองเลย”

ใช่ไหม? เราก็คือคนส่วนใหญ่นั่นแหละ ที่จะไปทางกว้าง แต่ขอบคุณพระเจ้า เราพยายามไปทางกว้าง แล้วมันเหนื่อย ในที่สุด ด้วยพระคุณความเมตตาของพระเจ้า เปิดตาวิญญาณให้เรา เอาทางแคบนี้แหละ ขอพึ่งพระเยซู จบ เกิดใหม่

เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว พระเยซูกำลังสอนเราว่าไม่ว่าจะเป็นชาวยิว หรือมนุษย์บนโลกนี้ก็ตาม เราจำเป็นต้องเคารพกฎบัญญัติ หรือกฎหมายทางฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า กฎแห่งศีลธรรม อย่างเคร่งครัดด้วย เราต้องเคารพทุกคนเลย เพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาลนี้ ไม่มีการลำเอียง แรงดึงดูดโลก ก็ดูดทั้งคนชั่วและคนดี ดวงอาทิตย์ก็ส่องลงมาที่คนชั่วและดี กฎเรื่องความบาปและความตาย ลงมาที่มนุษย์ ไม่ว่าจะทำดีหรือชั่ว  ก็โดนหมดทุกคน

เพราะฉะนั้น เราต้องเคารพกฎหมาย รักษาบทบัญญัติทางฝ่ายวิญญาณนี้อย่างเคร่งครัด แต่พระองค์ก็ทรงชี้ให้เราเห็นว่าเรารู้ดีอยู่แล้วว่าเราไม่สามารถทำตามกฎบัญญัติเหล่านี้ได้ เราต้องผิดกฎหมายนั้นอย่างแน่นอน และเมื่อผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกลงโทษ เราจึงจำเป็นต้องหาผู้ช่วย หาเส้นสาย แต่เราจะมีความรู้สึก ไม่ซื่อตรงเลย หาเส้นสายได้อย่างไร? เราต้องหาเส้นสาย หาผู้ช่วยให้เราหลุดพ้นจากกรงกรรม กรงเกวียนตรงนี้ จากกฎนี้ คือช่วยเรา ทำให้เราบริสุทธิ์ สะอาดได้อย่าง ครบถ้วนบริบูรณ์ โดยไม่ต้องเข้าไปสอบด้วยตัวเอง และวิธีการเดียว ก็คือเชื่อและวางใจในพระบุตรของพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงประทานให้เราเรียบร้อยแล้ว คือผู้ช่วยให้รอด  คือพระองค์นั่นเอง ที่กำลังพูดกับชาวยิวในขณะนั้น ในหนังสือมัทธิว พระองค์พูดต่อไปเรื่อยๆ ว่าพระองค์คือผู้นั้นแหละ …

“มาหาเราสิ เราจะพาท่านไปพบกับพระบิดา”

แต่พระองค์ทรงรู้ว่าพวกเขาไม่เข้าใจหรอก แต่วันหนึ่ง เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาสถิตอยู่ในเขาแล้ว เขาจะรู้เรื่องเหล่านี้เอง ขึ้นอยู่กับเขาแล้ว เมื่อเขารู้แล้ว เขาจะยอมถ่อมใจ สยบตัวเอง มารับการช่วยเหลือหรือไม่? หรือจะพึ่งการกระทำของตนเองต่อไปว่า …

“ฉันดีแล้ว ฉันรักษากฎระเบียบบัญญัติได้เยอะแยะ มากกว่าคนนั้นตั้งเยอะ สมควรไปอยู่ในสวรรค์ มากกว่าคนบาปเหล่านั้น”

หรือไม่? ขึ้นอยู่กับเขาแล้ว เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคน จึงได้รับความรอด จากการถูกลงโทษ เพราะเหตุของการมีเชื้อบาป หรือการทำบาปของตนเอง ด้วยความรอดนี้เท่านั้น คือรอด โดยพระคุณพระเจ้า ไม่ใช่รอด โดยการพึ่งการกระทำของตนเอง

โรม 3:20 “ฉะนั้น ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม ในสายพระเนตรของพระเจ้า โดยการรักษาบทบัญญัติ บทบัญญัติเพียงแต่ทำให้เรารู้ตัวว่ามีบาป”

 

บทบัญญัติที่พระเจ้าให้บันทึกเอาไว้ ในหนังสือของโมเสส พระเยซูบอกว่าบทบัญญัตินั้น มีไว้เป็นเหมือนเครื่องเอ็กซ์เรย์ว่าคุณมีโรคอะไร? มีโรคจริงๆ เอ็กซ์เรย์มาแล้ว ปอดทะลุ มีมะเร็งอยู่ในนั้น เอ็กซ์เรย์มาแล้ว หัวใจโต ล้มเหลว แต่เอ็กซ์เรย์ไม่สามารถช่วยให้ท่านหายจากการเป็นมะเร็ง  หายจากโรคหัวใจนั้นได้  ท่านจำเป็นต้องรู้ว่าท่านเป็นโรคอะไรก่อน บัญญัติเหล่านี้เป็นตัวฟ้อง เป็นตัวบอกท่านว่าท่านเป็นอะไร? แต่รักษาท่านไม่ได้หรอก ครั้งต่อไปท่านไปหาเครื่องเอ็กซ์เรย์ ท่านก็ตาย ถ้าท่านรู้ว่าท่านเอ็กซ์เรย์มาแล้ว ป่วย ครั้งต่อไป ท่านไปโรงพยาบาล ท่านต้องไปหาหมอ

แล้วถามว่าเครื่องเอ็กซ์เรย์ดีไหม? ดี จะได้รู้ว่าเราป่วยเป็นโรคอะไร? แต่เอ็กซ์เรย์ช่วยได้แค่นั้นเอง  เราต้องไปหาหมอ 1 เปโตร 2:24 บอกไว้แล้วว่าหมอเป็นใคร?

1 เปโตร 2:24 “พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลาย ไว้ที่พระกายบนไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย”

 

เพราะฉะนั้น ให้มาหาหมอ หมอ ก็คือพระเยซู พระเยซูผู้รักษาท่านให้หายได้ พระเยซูมา เพื่อรักษาเราให้หายจากบาป พระเยซูมา เพื่อพระเจ้าจะได้มีหนทางฆ่าพวกเราได้ คือให้พวกเรานั้นตายต่อบาป เราเป็นทาสบาป ติดบาป เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องตายต่อบาป เพื่อจะได้เกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ได้  โรม 6:11 จึงได้บอกอย่างนี้ วิธีการรักษาของพระเจ้า  ก็คือ …

โรม 6:11 “จงถือว่าตัวท่านเอง ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์”

 

“จงถือว่า” ตรงนี้ แปลว่า “จงรับรู้”

“จงรู้เถิดว่าตัวท่านเอง ตายต่อบาป” ตัวเก่าเราที่เป็นทาสบาป ที่ต้องทำบาป ต้องทำอะไรต่างๆ เหล่านั้น ที่ละเมิดกฎบัญญัติ หลายขีด หลายจุดตรงนั้น จงรับรู้เถิดว่ามันได้ตายไปแล้ว บาปทำอะไรท่านไม่ได้แล้ว กฎระเบียบทำอะไรท่านไม่ได้แล้ว และท่านได้มีชีวิตใหม่ เกิดใหม่แล้ว เป็นชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า คือสามารถเข้ากับพระเจ้าได้แล้ว ในพระเยซูคริสต์

“ตายต่อบาป” มีความหมายว่าอย่างไร? ง่ายนิดเดียว สมมติว่าเราฆ่าคนตาย ขึ้นศาลอ่านประมวลกฎหมายต่างๆ เรียบร้อยแล้วว่าเราได้รับโทษ ในการฆ่าคนตายนั้น ต้องถูกประหารชีวิต พรุ่งนี้นำตัวเราไปประหารชีวิต ไปตัดคอ กฎหมายสั่งไว้อย่างนั้น ศาลสั่งไว้อย่างนั้นว่าเราต้องถูกตัดคอ ในวันพรุ่งนี้ ปรากฏว่าคืนนี้ เราเป็นลม ช็อคตายไปก่อน พอเราตายไป กฎหมายยังอยู่ไหม? อยู่ โทษของกฎหมายที่บอกว่าเราจำเป็นต้องถูกตัดคอยังอยู่ไหม? อยู่ สรุปแล้วเราถูกตัดคอไหม? ไม่ถูก เพราะว่าตายไปก่อนแล้ว ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้ายอดเยี่ยม

เราตายต่อบาปแล้ว จงรับรู้ว่าตัวเก่าเราตายไปแล้ว ตัวเก่าที่ละเมิดจุดๆ หนึ่ง ขีดๆ หนึ่ง มันตายไปแล้ว บัดนี้เราเกิดใหม่แล้ว เรามีรหัสพันธุกรรมใหม่ ที่มาอยู่ในพระคริสต์แล้ว สะอาด หมดจด บริสุทธิ์แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังอยู่ในที่เดิม ก็คือในอาดัม ที่เราเคยได้เรียนรู้กัน  ก็ยังต้องอยู่ในกฎหมายอยู่ ก็ต้องถูกตัดคอ แต่ถ้าตายแล้ว มาเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ก็ไม่ต้องถูกลงโทษแล้ว เพราะพระคัมภีร์บอกเอาไว้ ไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ เพราะเป็นพระคุณของพระเจ้า ประกาศแล้ว เพราะถือว่าตัวเก่าเขาตายไปแล้ว นี่เขาเกิดใหม่แล้ว เอเมน

สำหรับชาวยิวที่ได้ฟังพระเยซูพูด กฎ 613 ข้อ เป็นตัวฟ้องพวกเขาเอง เขารู้จักกฎเหล่านี้ดี โดยเฉพาะพวกธรรมาจารย์ พวกฟาริสี รู้ดี กฎ 600 กว่าข้อ ที่เขาได้ยินได้ฟังมา เขาบันทึกมา เขาตั้งใจทำมา เป็นตัวฟ้องร้อง กล่าวโทษพวกเขาในชีวิตเขา ในใจเขาว่าเขาเป็นคนละเมิดกฎ คือเป็นคนบาปที่สมควรได้รับการลงโทษ เพราะเขารู้ว่าหลายจุด หลายขีดเลย เขาทำได้มากที่สุดแค่ 612 ข้อ สมมติ เพราะฉะนั้น กฎเหล่านี้ เป็นตัวฟ้องพวกเขา

คราวนี้ เราก็จะถามว่าแล้วพวกเราคนต่างชาติล่ะ  เราไม่ได้ถือกฎบัญญัติของโมเสส เราไม่เคยถวายสิบลด เราไม่เคยเอาสัตว์ไปบูชายันต์ แล้วกฎของเรามีที่ไหน? พระคัมภีร์บอกเรียบร้อยเลย ในหนังสือโรม บทที่ 2 บอกว่าสำหรับชาวยิว กฎเหล่านี้ เป็นตัวฟ้องเขา แต่สำหรับคนต่างชาติ กฎถูกเขียนไว้ในจิตใต้สำนึกของเรา เรารู้ว่าเราทำอะไรไม่ดีข้างใน เราจึงรู้ว่าตัวเองบาป เราคนไทยจึงบอกว่า …

“โอ๊ย! เมื่อไรมันจะหมดเวรหมดกรรมสักทีหนึ่ง หมดบาปสักทีหนึ่ง เมื่อไรจะชดใช้หนี้เวรกรรมหมดสักที เกิดชาติหน้าขอให้ใช้หนี้ให้หมดสักทีหนึ่ง”

เพราะเรารู้ว่าเรายังเป็นคนบาป ต้องใช้หนี้ตามกฎหมายอยู่

เพราะฉะนั้น กฎหมาย ศีลธรรมที่อยู่ในใจของมนุษย์ทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่ชาวยิว เป็นตัวฟ้องเราว่าเราเป็นคนละเมิดกฎ เป็นคนบาป สำหรับชาวยิว ก็คือศิลาจารึก ที่เขียนบทบัญญัติ สมัยโมเสสที่เขียนบนศิลา ในหินสลัก ไว้ว่ากฎข้อ 1 จงมีพระเจ้า,  อย่ามีรูปเคารพ,  จงรักเพื่อนบ้าน อะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นตัวยืนยัน ฟ้อง แต่สำหรับคนต่างชาติ จิตใต้สำนึกฟ้องร้อง ยืนยันกฎบัญญัติพระเจ้าที่เขียนไว้ในใจ  ที่เขาต้องทำตาม ที่เราต้องทำตาม ครบทุกจุดทุกขีด ครบถ้วนบริบูรณ์ 100% จึงจะเป็นลูกของพระเจ้า จึงจะสามารถอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้  ต้องสอบให้ได้ครบ 100 ถ้าไม่ครบ 100 ตก แต่มีทางเลือกให้ ตอนพระเยซูมา คือถ้ารู้ว่าสอบไม่ได้แน่ๆ ก็อย่าเข้าไปสอบ ใช่ไหม? หาตัวช่วย หาเส้นสาย คือพระเยซู

สำคัญที่สุดอันดับแรก เมื่อเรารับเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือพระเจ้าได้ทำให้เรา ที่ตะกี้นี้บอก คือเราตายต่อบาป แล้วก็มารับใช้พระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์ คำว่า “รับใช้” นี้คือตายต่อบาป แล้วมาเข้ากันได้กับพระเจ้า มาเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในวิญญาณ บริสุทธิ์เหมือนพระองค์นั่นเอง เราไม่สามารถรับใช้พระเจ้า มาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า มาติดต่อกับพระเจ้าได้ โดยการตั้งใจทำความดี เพราะมันทำไม่ได้อยู่ ทำอย่างไรก็สกปรก เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ สกปรกมาก สกปรกน้อย มันก็คือสกปรก เข้าไม่ได้ ก็คือเข้าไม่ได้นั่นเอง จะไปเถียงทำไม? จะไปหาเหตุหาผลทำไมว่า …

“ฉันทำได้มากกว่าคนนี้ ฉันทำได้ 99.99% ฉันขอเข้าไปหน่อยได้ไหม?”

ก็มันไม่ได้ ไปที่ด่านที่ท่าอากาศยาน ไปเถียงกับเขา เข้าด่านจะมีเครื่องเอ็กซ์เรย์ เครื่องตรวจ เรามีกระดุมเม็ดหนึ่งเป็นโลหะ มันก็ดัง ห้ามเข้า

“ฉันมีกระดุมเม็ดเดียวเอง เล็กนิดเดียวเอง คนนั้นเขามีตั้งเยอะแยะ ฉันมีนิดเดียว ขอเข้าไปหน่อยนะ”

“ไม่ได้ มีเสียงไม่ได้ ต้องเอากระดุมออก”

อีกคนมาบอก … “ฉันมีแค่เข็มนิดเดียวเอง”

เครื่องมันร้องใหญ่เลย ต้องหาให้เจอเข็มนั้น ไม่อย่างนั้น ก็เข้าไม่ได้ อย่างนี้จะไปเถียงกับพระเจ้าเหรอ

นี่แหละ มนุษย์เราคิดอย่างนี้ว่า …

“ฉันทำตั้งเยอะแล้ว ฉันสมควร”

ก็มันระเบียบ มันกฎทางฝ่ายวิญญาณ มันเป็นเช่นนั้น เราเคารพไม่ดีกว่าหรือ? เพื่อผลประโยชน์ของตัวเราเอง

มันเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะสามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ โดยการกระทำของเราเอง เราจึงพูดกันเสมอ พูดเล่นๆ แต่มันกลายเป็นจริง เมื่อเราทำอะไรไม่ได้ เรารู้ว่าชาตินี้ เราก็ทำไม่ได้ เราพูดกันเล่นๆ ว่าอย่างไร? สมมติว่าคนนี้อยากร้องเพลง แต่ร้องเพลงเพี้ยนเหลือเกิน อยากเป็นนักร้อง เราก็จะบอกคนนั้นว่า …

“ไปเกิดใหม่ซะ”

ถูกไหม? นี่เราพูดเล่นๆ แต่มันเป็นจริง พระเยซูพูดอย่างนั้นแหละ ทำไม่ได้หรอก อยากจะบริสุทธิ์ เข้าสวรรค์ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรก็ไม่ได้ ดูแล้วมันสกปรกเต็มที มีทางเดียวเท่านั้น คือไปเกิดใหม่ซะ มันเป็นจริงนะ เกิดใหม่ในพระองค์ โรม 14:23 จึงได้บอกไว้อย่างนี้ ชัดเจนเลยว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าไม่ได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ มันเป็นบาป มันสกปรกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ในทางกลับกัน ก็คือถ้าเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราทำอะไร มันก็ไม่บาปเลยสักนิดเดียว แล้วค่อยมาเรียนรู้ต่อไปว่าพระคุณของพระเจ้า ไม่ได้ตั้งใจให้เราทำบาป ถึงได้มาส่งเสริมให้เราทำบาป ซึ่งเราก็ทำอยู่แล้ว แต่พระคุณของพระเจ้า เมื่อเราเชื่อในพระเจ้าแล้ว จะทำให้เรามีกำลังลดบาปลง ไม่ทำมากเหมือนแต่ก่อนนี้

โรม 14:23  “แต่ผู้ที่ยังสงสัยอยู่นั้น ถ้าเขากินก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามความเชื่อ และการกระทำใดๆ ซึ่งไม่ได้มาจากความเชื่อ ก็เป็นบาป

 

“การกระทำใดๆ ซึ่งไม่ได้มาจากความเชื่อ ก็เป็นบาป” ท่านเห็นไหม? ก็เพราะว่าเราเลือกจะสอบด้วยตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะความเชื่อในพระเยซูมาเป็นผู้ช่วยให้เรารอด สอบอย่างไร ก็ไม่มีรอดหรอก มันก็บาป  แต่ถ้าเราบอกเราไม่สอบแล้ว เราไม่เอา เราจะเอาผู้ช่วยอย่างเดียว เอาพระคุณอย่างเดียว ด้วยความเชื่อนี้ มันก็ไม่มีบาป บริสุทธิ์อย่างเดียว ไปอยู่กับพระเจ้าเลย เอเมน

สมมติว่าถ้าเราให้ออกไปสิบล้าน ในสายตาของมนุษย์ทั้งหมดเลยในโลกใบนี้ คนนี้ดีมาก  ให้ไป ร้อยล้านเลย ให้ไปหมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยคนจน พิสูจน์แล้วว่าจากใจจริงๆ เลย ประชาชน คนในโลกทั้งหมด สรรเสริญมากเลย แต่เขาไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถามว่าตามพระคัมภีร์นี้ เป็นบาปไหม? เป็น เพราะใครจะรู้ข้างนอกดูดีมากเลย แต่ในใจเขาอาจจะกำลังทำ เพื่ออะไรบางอย่าง ประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น ถ้าไม่มีพระเยซู ก็ทำเพื่อตนเอง ผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะทำเพื่อเสริมบารมี ก็คือทำเพื่อตนเอง แต่ถ้าเผื่ออยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว จะให้ไปสักเหรียญหนึ่ง หรือบาทหนึ่ง แต่ให้ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เขาทำเพื่อพระเยซูคริสต์ต่างหาก ท่านพอเข้าใจใช่ไหม? ออกไปช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยโอกาส ที่กำลังเดือดร้อนต่างๆ ดูดีไปหมด ใครๆ ในโลกนี้เห็นก็บอกว่าอย่างนี้ดีมากๆ แต่เขาคิดในใจเขาทำสิ่งเหล่านี้ เพื่อเสริมบารมี เพื่อจะได้ไปสวรรค์ได้ ซึ่งก็เป็นท่าทีที่ผิด มันก็เป็นบาป ท่านพอจะมองเห็นหรือยัง?

การกระทำดีในสายตามนุษย์ แม้จะเอกฉันท์ในโลกใบนี้ มองดูแล้วว่าดีแน่นอน แต่ถ้าด้วยท่าทีที่ผิด มันก็เป็นบาปทั้งสิ้น  ผมไม่ได้พูด พระเยซูพูด และพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้อย่างนั้น ท่าทีที่ผิด คือท่าทีที่พึ่งตนเอง สอบด้วยตนเอง ท่าทีที่ถูก ก็คือพึ่งในพระคริสต์ เชื่อและวางใจในพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด ไม่สอบเองแล้ว ให้พระเยซูช่วย พูดตรงๆ เลย ใช้เส้น ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ คริสเตียนทั้งหลายใช้เส้นทั้งนั้นแหละ ตัวเองทำไม่ได้ ใช้เส้นสายพระเยซู พระเยซูก็ยินดีที่จะคอยช่วย เพราะว่าพระองค์รับหน้าที่นี้ จากพระเจ้าพระบิดาแล้วว่าประทานพระเยซูคริสต์มาเป็นผู้ช่วยให้รอด จากการสอบตก อยากสอบเอง ก็เชิญ

ฉะนั้น เมื่อรู้ว่าเราได้อยู่ในพระคริสต์แล้ว ได้รับสิ่งทั้งหมด เป็นพระพรนานัปการแล้ว  ก็ทำให้ไม่ต้องขวนไขวหาอะไร เพื่อตัวเองอีกต่อไป เห็นไหม? จะให้ออกไปร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน ก็ไม่ได้เพื่อตัวเองอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังให้อยู่ในการรับใช้พระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์ ในพระเยซูคริสต์ มันออกมาเป็นธรรมชาติ เมื่ออยู่ในพระคริสต์ ทำอะไรด้วยความเชื่อในพระคริสต์ มันก็จะไม่ทำ เพื่อตนเองอีกต่อไป …

“เพราะฉันไม่ต้องการอะไรแล้ว ฉันได้รับหมดแล้ว จะไปทำอะไรเล่า อยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปทำอะไร เพื่อไปสวรรค์เล่า  ฉันจะไปทำเพื่อสวรรค์ทำไม? แต่ฉันทำดี เพราะเป็นน้ำพระทัยพระเจ้าให้ฉันทำ ทำดี เพราะพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในใจ ทำดี เพราะฉันเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ทำดี เพราะพระวิญญาณกำลังนำฉันอยู่ ไม่ใช่ทำดี เพราะสั่งสมบารมี จะไปสอบ ฉันสอบได้แล้ว เอเมน อยู่ในสวรรค์แล้วด้วย”

คนที่เชื่ออย่างนี้ จึงมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่กำลังของเรานะ แต่พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์นำพาเรา  อยู่เพื่อพระคริสต์ อยู่เพื่อผู้อื่น  ด้วยพลังความรักนิรันดร์ ที่พระเจ้าใส่ลงมาในจิตใจ ที่เป็นเหมือนพระเจ้า ในวิญญาณของเรา และความคิดจิตใจใหม่ของเรา ที่เหมือนพระคริสต์ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นกำลังของเรา เพราะในพระคริสต์เราที่เชื่อพระเจ้าแล้ว วางใจในพระองค์แล้ว ในพระคริสต์ เราเต็มไปด้วยความหวังที่จับต้องได้ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ต้องมีความหวังอนาคตแล้ว ความหวังเราจับต้องมองเห็นได้เลยว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว ได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีที่ติใดๆ เลย ได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า ที่ทรงรักมากมาย เรียบร้อยไปแล้ว เดี๋ยวนี้เลย เป็นแสงสว่าง เป็นพลังอำนาจของพระเจ้า ที่พระเจ้าจะจูงมือฉันเดินกับพระองค์ เพื่อรับใช้พระองค์ตลอดเวลา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จนกว่าจะเสร็จงาน ตามแผนการของพระองค์ในชีวิตฉันนั่นเอง เอเมน  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

****************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2020 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 41 โดย วราพร คงล้วน

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  30  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 41

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อเรื่องอย่ากลัวเลย คำว่า “อย่ากลัวเลย” เราจะสามารถหาได้จากถ้อยคำของพระเจ้าทั้งเล่ม ในแต่ละจังหวะ ในแต่ละช่วงชีวิตของพวกเราทุกๆ คน ไม่ว่าจะอดีต คือบรรพบุรุษของเรา อิสราเอล มาจนถึงพระคัมภีร์ใหม่ มาจนถึงพวกเราทุกคน ในทุกวันนี้ พระเจ้าก็ทรงตรัสกับเราเสมอว่าอย่ากลัวเลย อย่างเช่นในวิกฤตขณะนี้ เราก็ฟันฝ่ามาจะสิ้นปีแล้วนะ เราเจอเรื่องโควิดตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมานิดๆ แล้วก็ค่อยๆ มาจนเดือนมีนาคม ก็เริ่มหนักเข้า กลางเดือนมีนาคม ก็ไม่ให้สมาชิกมานมัสการที่โบสถ์เลย เพื่อป้องกันพวกเรา เพื่อความปลอดภัย เราเพิ่งให้สมาชิกมานมัสการที่โบสถ์ สิ้นเดือนนี้ ก็จะครบ 2 เดือน แต่ว่ามันก็จะมีข้อจำกัดมากมาย พี่น้องก็ต้องใส่หน้ากากอนามัย บางทีก็หายใจไม่ออก แต่เราก็ต้องทำ แล้วเราก็หนุนใจพี่น้องที่อายุเยอะหน่อย ที่ใส่หน้ากากอนามัยไม่ไหว มาอยู่ในนี้ไม่ไหว ก็ให้อยู่ที่บ้าน นมัสการพระเจ้าพร้อมกับพวกเรา ซึ่งพระพรมีเท่ากันเลย พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยกับเรา ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่นี่ หรือพี่น้องที่อยู่ที่บ้าน ก็ไม่ได้รับพระพรน้อยกว่ากัน เราจะได้รับพระพรไปด้วยกัน เอเมน

วันนี้ก็จะนำเรื่องของกษัตริย์องค์หนึ่ง ในอิสราเอลมาเล่าสู่กันฟัง คือกษัตริย์เฮเซคียาห์ ซึ่งถ้าพี่น้องได้อ่านพระคัมภีร์เดิมก็จะรู้จักชื่อของกษัตริย์เฮเซคียาห์อย่างดี

ในหนังสือพระคัมภีร์เดิม ตั้งแต่ตอนที่พระเจ้าตรัสกับกษัตริย์ดาวิดว่าถ้าลูกหลานของกษัตริย์ดาวิดยังคงสัตย์ซื่อกับพระเจ้า ดำเนินชีวิตที่ดีงาม และติดตามพระเจ้า ไม่ไปติดตามพระอื่น พระองค์ก็จะทรงอวยพรให้มีผู้หนึ่ง ที่จะมานั่งบนบัลลังก์ พอมาถึงกษัตริย์ซาโลมอน ก็เริ่มปันใจออกห่าง เพราะกษัตริย์ซาโลมอนมีมเหสีเยอะ มีนางสนมเยอะมาก จากที่มีภรรยาเยอะ ก็มีพระของภรรยาแต่ละคน ขนกันมา และกษัตริย์ซาโลมอนก็ไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ในพระเจ้าอย่างเต็มที่ ในช่วงปลายชีวิตของพระองค์ พอเป็นอย่างนี้ พระเจ้าก็บอกว่าจะทรงแยกอาณาจักร ซึ่งในยุคของกษัตริย์ซาโลมอน ก็ยังอยู่ดีมีสุข พระเจ้าก็ยังไม่ได้ทำอะไร ยังแฮปปี้ แต่พอหลังจากษัตริย์ซาโลมอน พระเจ้าก็แยกอาณาจักรออกมาเป็นยูดาห์กับอิสราเอล

แล้วถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์ เราจะเห็นว่ากษัตริย์ฝั่งของยูดาห์จะมีกษัตริย์ดีบ้าง ชั่วบ้าง สลับกันไป แต่ส่วนของฝ่ายอิสราเอล ก็คือไม่ได้เป็นเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดเลย เป็นของขุนนาง ก็จะมีแต่กษัตริย์ชั่วทุกพระองค์เลย ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ พระองค์ก็รู้ตั้งแต่ต้นแล้ว แต่พระองค์ก็ยังคงรักษาเผ่าพันธุ์ของกษัตริย์ดาวิดไว้ เพื่อแผนการที่พระองค์ได้วางไว้ สำหรับพระเยซูคริสต์ในอนาคตข้างหน้าว่าพระองค์จะต้องมาเกิดในเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด ต้องคงไว้ เผ่าพันธุ์หนึ่ง แล้วพระเจ้าก็ให้เผ่ายูดาห์ มี 2 เผ่าของคนอิสราเอล ดำเนินมาเรื่อยๆ กษัตริย์บางองค์ ก็เอาใจออกห่างพระเจ้า กบฏกับพระเจ้า ไปบูชาพระอื่นเยอะแยะมากมาย

มาจนถึงกษัตริย์เฮเซคียาห์ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็ทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า  ก็คือไปทำลายล้างพวกพระ พวกแท่นบูชาอะไรเยอะแยะมากมาย แล้วก็นำคนอิสราเอลให้กลับมานมัสการพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดเหมือนเดิม พอพระองค์ทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า กำลังก็เข้มแข็ง ตอนนั้นคนยูดาห์ ก็เป็นเหมือนเมืองขึ้นของชาวอัสซีเรีย

พอเข้มแข็งปุ๊บ กษัตริย์เฮเซคียาห์ก็เลยกบฎกับอัสซีเรีย ฉันไม่ส่งส่วยแล้ว ไม่ส่งเครื่องบรรณาการไปให้ ก็แข็งข้อ ปรากฏว่าการแข็งข้อในครั้งนั้น ทำให้กษัตริย์อัสซีเรียยกกองทัพมาล้อมเมือง พอล้อมเมือง กองทัพสู้ไม่ไหว ก็ถูกยึดเมือง พอถูกยึดเมือง กษัตริย์เฮเซคียาห์ตกใจ เราคิดว่าเราคิดถูกแล้วนะ ไปกบฏกับเขา คราวนี้ทำไงดี ก็เลยไปเจรจาขอสงบศึก ก็ต้องไปจ่ายค่าปรับด้วยเงิน ด้วยทอง เยอะแยะมากมาย ขนาดที่ในท้องพระคลังถูกขนไปหมดเลย ไม่พอยังไปลอกทองคำจากพระวิหาร ประตูพระวิหาร ตรงไหนที่มีทองคำ แงะเอาไปหมดเลย เอาไปจ่ายหนี้ ไปชดใช้ค่าเสียหาย

กษัตริย์เฮเซคียาห์ทำขนาดนี้ และบอกกษัตริย์อัสซีเรียว่า …

“เราผิดไปแล้ว ยกโทษให้นะ ถอยทัพไปเถอะ อย่ามายุ่งกับเราเลย เราจะอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว เดี๋ยวเราจะส่งเครื่องบรรณาการให้”

แต่กษัตริย์อัสซีเรียไม่ยอมเลิกรา เรามาฟังถ้อยคำของพระเจ้า  ในสิ่งที่กษัตริย์อัสซีเรียได้พูดกับกษัตริย์เฮเซคียาห์ ซึ่งท้าทายพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่อย่างไร? ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 18:28-37 บอกว่า …

2 พงศ์กษัตริย์ 18:28-37 “28 แล้วรับชาเคห์ร้องตะโกนเสียงดังเป็นภาษายูดายว่า   “จงฟังพระวจนะของพระมหาราชา  คือพระราชาแห่งอัสซีเรีย 29 พระราชาตรัสดังนี้ว่า  ‘อย่าให้เฮเซคียาห์ลวงเจ้า  เพราะเขาจะไม่สามารถช่วยกู้เจ้า  จากพระหัตถ์ของพระองค์ 30 อย่าให้เฮเซคียาห์กระทำให้เจ้าพึ่งพระเจ้า  โดยกล่าวว่า  ‘พระเจ้าจะทรงช่วยกู้เราแน่  และจะไม่ทรงมอบเมืองนี้ไว้  ในมือของพระราชาแห่งอัสซีเรีย’ 31 อย่าฟังเฮเซคียาห์  เพราะพระราชาแห่งอัสซีเรีย  ตรัสดังนี้ว่า  ‘ดีกันเถอะน่ะ  และออกมาหาเรา  แล้วทุกคนจะได้กินจากเถาองุ่นของตน  และทุกคนจะกินจากต้นมะเดื่อของตน  และทุกคนจะดื่มน้ำ  จากที่ขังน้ำของตน 32 จนเราจะมานำเจ้าไปยังแผ่นดิน  ที่เหมือนแผ่นดินของเจ้าเอง  เป็นแผ่นดินที่มีข้าวและเหล้าองุ่น  เป็นแผ่นดินที่มีขนมปังและสวนองุ่น  แผ่นดินที่มีมะกอกเทศและน้ำผึ้ง  เพื่อเจ้าทั้งหลายจะมีชีวิตอยู่และไม่ตาย  และอย่าฟังเฮเซคียาห์  เมื่อเขานำเจ้าผิดไปโดยกล่าวว่าพระเจ้าจะทรงช่วยกู้เราทั้งหลาย 33 มีพระแห่งประชาชาติองค์ใด  เคยช่วยกู้แผ่นดินของตน  ให้พ้นจากพระหัตถ์ของพระราชาแห่งอัสซีเรียได้หรือ! 34 พระของเมืองฮามัทและเมืองอารปัดอยู่ที่ไหน?  พระของเมืองเสฟารวาอิม  เฮนาและอิฟวาห์อยู่ที่ไหน?  เขาได้ช่วยกู้สะมาเรียจากมือของเราหรือ! 35 พระองค์ใดในบรรดาพระทั้งหมดของประเทศทั้งหลาย    ได้ช่วยกู้ประเทศของตนจากมือของเราหรือ!  พระเจ้าจึงช่วยกู้เยรูซาเล็มจากมือของเราได้’” 36 แต่ประชาชนนิ่งไม่ตอบเขาสักคำเดียว เพราะพระบัญชาของพระราชามีว่า  “อย่าตอบเขาเลย” 37 แล้วเอลียาคิมบุตรฮิลคียา  ผู้บัญชาการราชสำนัก  และเชบนาห์ราชเลขาและโยอาห์บุตรอาสาฟเจ้ากรมสารบรรณ  ได้เข้าเฝ้าเฮเซคียาห์ด้วยเสื้อผ้าฉีกขาด  และกราบทูลถ้อยคำของรับชาเคห์”

 

รับชาเคห์เป็นข้าราชการของกษัตริย์อัสซีเรีย คือได้เงินไปแล้ว อะไรก็เรียบร้อยไปแล้ว ก็ไม่ยอม ก็ยังมาระราน มาพูดจาสามหาว มาพูดจาดูหมิ่นว่า …

“อย่าไปเชื่อเฮเซคียาห์นะ บอกว่าพระเจ้าของพวกเธอช่วยเธอได้ ไปดูสิ ประเทศไหนเขามีพระเยอะแยะมากมาย ไม่มีพระเจ้าองค์ไหนที่ช่วยกู้ประเทศเหล่านั้นได้ เพราะว่าแพ้สงครามหมดเลย อัสซีเรียยึดหมดเลย”

ซึ่งในถ้อยคำเหล่านี้  เป็นการประกาศสงคราม ไม่ใช่ประกาศสงครามกับกษัตริย์เฮเซคียาห์ แต่กำลังประกาศสงครามกับพระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ตอนแรกข้าราชการของเฮเซคียาห์บอกว่า …

“อย่าพูดภาษายูดายเลย อย่าให้พวกประชาชนรู้ความ เดี๋ยวเขาจะแตกตื่นตกใจ”

ยิ่งเอาใหญ่เลย พูดภาษายูดาย แล้วพูดแบบแรงๆ ว่า …

“พวกเธออย่าไปเชื่อกษัตริย์ของเธอนะ มายอมจำนนกับฉัน เธอจะได้มีกินมีใช้ มีทุกอย่างอุดมสมบูรณ์”

สิ่งที่กษัตริย์อัสซีเรียได้ทำ เป็นสิ่งที่ท้าทายพระเจ้ามากๆ ฉะนั้น ข้าราชการของเฮเซคียาห์ทุกข์ใจมาก คนสมัยก่อน พอทุกข์ใจ เขาก็จะฉีกเสื้อผ้า บางทีฉีกเสื้อผ้าไม่พอ ใส่ผ้ากระสอบ บางทีเอาขี้เถ้าซัดบนศีรษะ เป็นการสำแดงว่าเสียใจมาก มันไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เพราะว่าสิ่งที่คนของกษัตริย์อัสซีเรียพูด มันเป็นเรื่องจริงหมดเลย ก็คือทุกประเทศ ไม่มีพระของประเทศไหนสามารถสู้กษัตริย์อัสซีเรียได้ เพราะถูกโจมตีจนระเนระนาด แม้แต่สะมาเรีย ก็ถูกตีแตกไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้น        เมื่อเข้ามาหากษัตริย์เฮเซคียาห์          เรามาดูว่ากษัตริย์เฮเซคียาห์ทำอย่างไร? 2 พงศ์กษัตริย์ 19:1-20

2 พงศ์กษัตริย์ 19:1 “เมื่อกษัตริย์เฮเซคียาห์ทรงได้ยิน  พระองค์ก็ทรงฉีกฉลองพระองค์เสีย  และทรงเอาผ้ากระสอบคลุมพระองค์  และเสด็จเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า”

 

นี่คือเคล็ดลับ ก่อนหน้านั้น กษัตริย์เฮเซคียาห์คงลืมคิดว่าตัวเองมีพระเจ้า มีพระยะโฮวาห์ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นพระเจ้าของเรา ผู้ทรงสามารถช่วยเราได้ ไม่ทันคิด คิดแต่ความคิดของตัวเอง เราไปเจรจาสงบศึกก่อนแล้วกัน ปรากฏว่าสิ่งที่ตัวเองทำด้วยมือ มันไม่เกิดผลสำเร็จ ตอนนี้ทำไงล่ะ เงินทองในท้องพระคลังก็หมดแล้ว ในพระวิหารก็ถูกขูดไปหมดแล้ว ต้องทำอย่างไร? ก็เลยต้องวิ่งไปหาพระเจ้า

จริงๆ แล้ว มนุษย์เป็นอย่างนี้แหละ เวลาเราเจอปัญหา อันดับแรกเราต้อง คิดด้วยสมองตื้นๆ ของเราเอง คิดใหญ่ เราควรจะแก้ไขอย่างไร? เราควรจะต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร? ไปหาใครมาช่วยเหลือเรา เยอะแยะมากมาย พอไม่เกิดผลสำเร็จ ถึงหันหน้ากลับมาหาพระเจ้า ซึ่งก็เหนื่อยนะ เสียเวลา แต่เรายังขอบคุณพระเจ้า ที่เฮเซคียาห์ยังนึกขึ้นได้มีพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เป็นพระเจ้าของพระองค์ แล้วก็วิ่งเข้ามาหาพระองค์

2 พงศ์กษัตริย์ 19:2-6 “2 และพระองค์ทรงใช้เอลียาคิม   ผู้บัญชาการราชสำนัก   และเชบนาห์ราชเลขา และมหาปุโรหิตคลุมตัวด้วยผ้ากระสอบ  ไปหาผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ บุตรอามอส 3 เขาทั้งหลายเรียนท่านว่า  “เฮเซคียาห์ตรัสดังนี้ว่า  ‘วันนี้เป็นวันทุกข์ใจ  วันถูกติเตียนและอดสู  เด็กก็ถึงกำหนดคลอด  แต่ไม่มีกำลังเบ่งให้คลอด 4 ชะรอยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านคงได้ยิน  ถ้อยคำของรับชาเคห์  ผู้ซึ่งพระราชาแห่งอัสซีเรียนายของเขา ได้สั่งมาให้เย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  และจะทรงขนาบถ้อยคำ  ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงสดับ  เพราะฉะนั้น ขอท่านอธิษฐาน  เพื่อส่วนชนที่เหลืออยู่นี้’” 5 เมื่อข้าราชการของกษัตริย์เฮเซคียาห์มาถึงอิสยาห์ 6 อิสยาห์ก็บอกเขาทั้งหลายว่า  “จงทูลนายของท่านเถิดว่า  ‘พระเจ้าตรัสดังนี้ว่าอย่ากลัว  เพราะถ้อยคำที่เจ้าได้ยินนั้น  ซึ่งข้าราชการของพระราชาของอัสซีเรีย  ได้กล่าวหยาบช้าต่อเรา”

 

คำพูดตรงนี้ชัดเจนมากเลย สิ่งที่ถ้อยคำของกษัตริย์อัสซีเรียสั่งให้ข้าราชการมากล่าวหยาบช้ากับคนอิสราเอล พระเจ้าถือว่าเขากำลังกล่าวหยาบช้ากับพระองค์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอิสราเอลเลย เขาดูหมิ่นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

สมัยก่อน กษัตริย์ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้า เวลาจะเข้าเฝ้าพระเจ้า ก็ต้องไปหาผู้เผยพระวจนะ ไปขอให้ผู้เผยพระวจนะ ช่วยทูลพระเจ้าว่าตอนนี้ มีเรื่องทุกข์ใจ ลำบากมากเลย ให้พระเจ้าช่วยหน่อยเถิด อิสยาห์ก็เลยบอกกับคนที่มา ให้กลับไปทูลกษัตริย์เฮเซคียาห์ว่า …

“ไม่ต้องกลัว ในคำขู่ของกษัตริย์อัสซีเรีย เพราะว่าเขาไม่ได้ขู่เธอ เขาไม่ได้ดูหมิ่นเธอ แต่เขากำลังดูหมิ่นฉัน กำลังท้าทายฉันอยู่ (คือพระเจ้า)”

ในถ้อยคำตรงนี้ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนมาก ในพระคัมภีร์ใหม่บอกว่าถ้าใครทำร้ายเรา เท่ากับคนนั้น ทำร้ายพระเยซู ฉะนั้น ถ้ามีใครทำร้ายเรา เราไม่ต้องไปต่อสู้ หรือไปทำอะไร จนวุ่นวาย อธิษฐานกับพระเจ้า เพราะว่าเขาไม่ได้ทำร้ายเรา เขากำลังทำร้ายพระเจ้าของเรา ซึ่งพระเจ้าจะทรงปกป้องเราเอง

2 พงศ์กษัตริย์ 19:7-11 “7 ดูเถิด  เราจะบรรจุจิตใจอย่างหนึ่งในเขา  เพื่อเขาจะได้ยินข่าวลือ  และกลับไปยังแผ่นดินของเขา  และเราจะให้เขาล้มลงด้วยดาบ  ในแผ่นดินของเขาเอง’” 8 รับชาเคห์ได้กลับไป  และได้พบพระราชา  แห่งอัสซีเรียสู้รบเมืองลิบนาห์  เพราะเขาได้ยินว่าพระราชาออกจากลาคีชแล้ว 9 และเมื่อพระราชาทรงทราบเกี่ยวกับทีรหะคาห์  พระราชาแห่งเอธิโอเปียว่า  “ดูเถิด  เขาได้ยกออกมาสู้รบกับพระองค์แล้ว”  พระองค์จึงส่งผู้สื่อสารไปเฝ้าเฮเซคียาห์ทูลว่า 10 “เจ้าจงพูดกับเฮเซคียาห์พระราชาแห่ง  ยูดาห์ดังนี้ว่า  ‘อย่าให้พระเจ้าของท่าน  ซึ่งท่านพึ่งนั้น  ลวงท่านว่าเยรูซาเล็มจะมิได้ถูกมอบไว้ในมือของพระราชา  แห่งอัสซีเรีย’ 11 ดูเถิด  ท่านได้ยินแล้วว่า  ‘บรรดาพระราชาแห่งอัสซีเรียได้กระทำอะไรกับแผ่นดินทั้งสิ้นบ้าง  ทำลายเสียหมดอย่างสิ้นเชิง  ส่วนท่านเองจะช่วยกู้ให้พ้นหรือ!”

 

ก็คือตอนที่ผู้สื่อสารกลับไป พระราชาอัสซีเรียก็กำลังสู้รบกับเมืองโน้นเมืองนี้อยู่ แล้วก็ยึดได้ด้วย ก็เลยส่งสารกลับมาถึงเฮเซคียาห์ว่า …

“อย่าไปโดนหลอกนะ พระเจ้าเธอไม่สามารถช่วยได้หรอก เห็นไหม? ฉันไปที่ไหน ฉันชนะหมดเลย ฉะนั้น อย่าหือนะ อย่าคิดว่าพระเจ้าของเธอสามารถช่วยเธอได้”

2 พงศ์กษัตริย์ 19:12-13 “12 บรรดาพระของบรรดาประชาชาติ   ได้ช่วยกู้เขาให้พ้นหรือ!  คือประชาชาติ ซึ่งบรรพบุรุษของเราได้ทำลาย  คือโกซาน  ฮาราน  เรเซฟ  และประชาชนของเอเดน  ซึ่งอยู่ในเทลอัสสาร์ 13 พระราชาของฮามัท  พระราชาของอารปัด  พระราชาของเมืองเสฟารวาอิม  เฮนาและอิฟวาห์อยู่ที่ไหน’”

 

พระราชาทั้งหมดที่กล่าวนามมาหมด ได้พ่ายแพ้ต่อกษัตริย์อัสซีเรียหมดเลย

2 พงศ์กษัตริย์ 19:14 “เฮเซคียาห์ทรงรับจดหมายจากมือของผู้สื่อสาร   และทรงอ่าน   และเฮเซคียาห์ได้ขึ้นไปยังพระนิเวศของพระเจ้า  และทรงคลี่จดหมายนั้นออกต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า”

 

ตอนนี้มาเป็นจดหมาย

2 พงศ์กษัตริย์ 19:15-16 “15 และเฮเซคียาห์ทรงอธิษฐานต่อเบื้องพระพักตร์  พระเจ้าว่า  “ข้าแต่พระเยโฮวาห์  พระเจ้าแห่งอิสราเอลผู้ทรงประทับเหนือเครูบ  พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งบรรดาราชอาณาจักรของแผ่นดินโลก  พระองค์แต่องค์เดียว  พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก 16 ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงเงี่ยพระกรรณสดับ  ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงเบิกพระเนตรทอดพระเนตร  และขอทรงฟังถ้อยคำของเซนนาเคอริบ  ซึ่งเขาได้ใช้มา  เย้ยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์”

 

คราวที่แล้วทุกข์ใจรอบหนึ่งแล้ว ทีนี้มาเป็นจดหมายเลย ก็ไม่ไหวแล้ว วิ่งมาที่พระนิเวศน์ของพระเจ้าคลี่จดหมาย เหมือนเราได้จดหมาย แล้วเราก็ไปพระนิเวศน์ของพระเจ้า แล้วบอกพระเจ้า …

“พระเจ้าดูสิ เขามาท้าทายพระเจ้าถึงขนาดนี้ ที่บอกว่าไม่มีพระองค์ไหนในแผ่นดินนี้ สามารถที่จะช่วยกู้ประเทศไหนให้พ้นจากมือของเขาได้เลย

2 พงศ์กษัตริย์ 19:17-18 “17 ข้าแต่พระเจ้าเป็นความจริงที่พระราชาแห่งอัสซีเรีย  ได้กระทำแก่ประชาชาติทั้งหลาย และแผ่นดินของประชาชาตินั้นร้างเปล่า 18 และได้เหวี่ยงพระของประชาชาตินั้นเข้าไฟ  เพราะเขามิใช่พระ  เป็นแต่ผลงานของมือมนุษย์  เป็นไม้และหิน  เพราะฉะนั้น  เขาจึงถูกทำลายเสีย”

 

เห็นไหม กษัตริย์เฮเซคียาห์เข้าใจถึงความจริงที่ว่าไม่ว่าพระอะไรก็ตาม ที่ถูกเอ่ยนามในโลกใบนี้ เป็นแค่ไม้และหิน ไม่มีอำนาจพอที่จะช่วยผู้คนเหล่านั้นให้พ้นจากมือของกษัตริย์อัสซีเรียได้ แต่ว่าพระเจ้าที่กษัตริย์เฮเซคียาห์ทรงนับถือ คือพระยะโฮวาห์ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เป็นพระเจ้าผู้ทรงครอบครอง ควบคุมกัลป์จักรวาลนี้ เป็นพระเจ้าผู้ทรงสามารถที่จะกระทำทุกสิ่งให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ นี่เป็นความเชื่อ ณ เวลานั้นของกษัตริย์เฮเซคียาห์ ก็เลยต้องเอาจดหมายไปยื่นให้พระเจ้าดูว่า …

“เห็นไหมๆ เขาพูดขนาดนี้  แต่ว่าลูกไม่เชื่อหรอก เพราะพระของทั้งหมดบนแผ่นดินนี้เป็นแค่ไม้ และหิน ช่วยเขาไม่ได้ แต่ว่าพระเจ้าที่ช่วยลูกได้ คือพระยะโฮวาห์ พระเจ้าที่ลูกรู้จัก และเชื่ออยู่”

นี่คือสิ่งที่กษัตริย์เฮเซคียาห์ได้ทรงกระทำ

2 พงศ์กษัตริย์ 19:19-20 “19 ฉะนั้น  บัดนี้ข้าแต่พระเยโฮวาห์  พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย  ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นมือของเขา  เพื่อราชอาณาจักรทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลกจะทราบว่าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า  ทรงเป็นพระเจ้าแต่พระองค์เดียว” 20 แล้วอิสยาห์บุตรอามอสได้ใช้ให้ไปเฝ้า  เฮเซคียาห์ทูลว่า  “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ตรัสดังนี้ว่าเราได้ยินคำอธิษฐานของเจ้าเรื่องเซนนาเคอริบ  พระราชาแห่งอัสซีเรียแล้ว”

 

พระเจ้ารับฟัง พระเจ้าได้ยินแล้ว พระองค์จะเป็นผู้จัดการเรื่องทั้งหมดให้

ใน 2 พงศ์กษัตริย์ 19:32-37 บอกว่า …

2 พงศ์กษัตริย์ 19:32-33 “32 “เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงตรัสเกี่ยวกับพระราชา  แห่งอัสซีเรียดังนี้ว่าท่านจะไม่เข้าในนครนี้  หรือยิงลูกธนูไปที่นั่น  หรือถือโล่เข้ามาข้างหน้านคร  หรือสร้างเชิงเทินสู้มัน 33 ท่านมาทางใด  ท่านจะต้องกลับไปทางนั้น  ท่านจะไม่เข้ามาในนครนี้”  พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ”

 

นี่คือคำเผยพระวจนะของพระเจ้า ที่พระองค์บอกกับอิสยาห์ ให้ไปบอกกษัตริย์เฮเซคียาห์ว่าพระเจ้าบอกอย่างนี้แหละว่ากษัตริย์อัสซีเรียไม่สามารถเข้ามายึดเมืองนี้ได้ มาทางไหน? ให้กลับไปทางนั้นเลย นี่คือคำตรัสของพระเจ้า

2 พงศ์กษัตริย์ 19:34 “เพราะเราจะป้องกันนครนี้ไว้  เพื่อให้รอด  เพื่อเห็นแก่เราเอง  และเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา”

 

เราขอบคุณพระเจ้านะ  ทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำ เพื่อเห็นแก่พระองค์เอง เพื่อให้น้ำพระทัยของพระองค์เองสำเร็จ และเพื่อเห็นแก่ดาวิด ที่พระองค์บอกว่าพระองค์จะดูแลเชื้อสายของดาวิดให้ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง แผนการที่พระองค์ทรงวางไว้ สำหรับพระเยซูคริสต์ ในอนาคตข้างหน้า

ในข้อที่ 35 เรามาดูว่าพระเจ้าทำอย่างไร?

2 พงศ์กษัตริย์ 19:35-36 “35 และอยู่มาในคืนนั้น   ทูตของพระเจ้าได้ออกไป  และได้ประหารคนในค่ายแห่งคนอัสซีเรียเสีย  หนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันคน  และเมื่อคนลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด  ดูเถิด  พวกเหล่านี้เป็นศพทั้งนั้น 36 แล้วเซนนาเคอริบ   พระราชาแห่งอัสซีเรียก็ได้ยกไป  และกลับบ้าน  และอยู่ในนีนะเวห์”

 

เห็นไหม? มนุษย์ไม่ต้องทำอะไร การสงครามนี้ไม่ใช่เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้าล้วนๆ เลย พระเจ้าบอกเฮเซคียาห์ว่าไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ เดี๋ยวพระองค์จัดการเอง แล้วให้เชื่อมั่นว่ากษัตริย์เซนนาเคอริบจะไม่สามารถเข้ามายึดเมืองนี้ได้เลย กรุงเยรูซาเล็มจะยังคงอยู่ และพระเจ้าก็เป็นผู้จัดการกับคนเหล่านี้เอง ในค่ำคืนเดียว พระเจ้าทรงฆ่าคนถึง 185,000 คน ซึ่งคนเหล่านี้เป็นทหารกล้าทั้งหมด พอคนที่เหลืออยู่ลุกขึ้นมาตกใจ ซากศพเต็มไปหมดเลย กษัตริย์ก็เลยต้องยกทัพกลับบ้านไปเลย ตามที่พระเจ้าบอกว่า …

“เจ้ามาทางไหน? เจ้าจะกลับไปทางนั้น”

2 พงศ์กษัตริย์ 19:37 “และอยู่มา  เมื่อท่านนมัสการใน  นิเวศของพระนิสรคพระเจ้าของท่าน  อัดรัมเมเลคและชาเรเซอร์  โอรสของท่านประหารท่านเสียด้วยดาบ  และหนีไปยังแผ่นดินอารารัต  และเอสารฮัดโดนโอรสของท่าน  ขึ้นครอบครองแทนท่าน”

 

เห็นไหม? จุดจบของเซนนาเคอริบ ในขณะที่กำลังนมัสการพระเจ้าของตัวเอง โอรสของตัวเอง ก็มาฆ่ากษัตริย์ให้ตาย แล้วโอรสอีกองค์หนึ่ง ก็มาขึ้นครองราชย์

เราจะเห็นภาพของพระเจ้า ที่ทรงช่วยกู้คนอิสราเอล ในอดีตเป็นอย่างไร? ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งพระเจ้าบอกว่าปัจจุบัน เราได้พระพรมากกว่า ตรงที่เรามีพระเจ้าพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา คนสมัยกษัตริย์เฮเซคียาห์ยังต้องพึ่งพากำลังของตัวเอง พึ่งผู้เผยพระวจนะ ต้องพึ่งแบบอกสั่นขวัญแขวนตลอดเวลา มีการสู้รบปรบมือตลอดเวลา แต่ในยุคปัจจุบัน เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าได้ทำสิ่งสารพัดให้กับเรา สำเร็จแล้ว การช่วยกู้ที่พระเจ้าได้วางแผนการไว้ตั้งแต่ปฐมกาลมาจนถึงพระเยซูคริสต์ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายแทนเราบนไม้กางเขน และได้เป็นขึ้นมาจากความตาย ได้สำเร็จแล้ว และปัจจุบันที่พวกเราได้เชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เข้ามาอยู่ในเรา แล้วถ้อยคำของพระเจ้า บอกว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราไปที่ไหน? พระเจ้าไปด้วย พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไปไหน ไปด้วยกัน ไปกับเราทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าเราทุกข์ เราสุข ไม่ว่าเราบุกน้ำ ไม่ว่าเราลุยไฟ พระเจ้าไปด้วย แล้วพระองค์บอก พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเรา อย่างที่พระนามของพระองค์บอกว่าพระองค์ทรงเป็นองค์อิมมานูเอล คือทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา

ฉะนั้นความจริงเหล่านี้ มันจะฝังลึกเข้าไปในวิญญาณของเรา ถ้าเรารู้ความจริงตรงนี้ เราจะได้อิสรภาพอย่างชัดเจน ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาอุปสรรคในช่วงเวลานี้ เชื่อมั่นว่าพี่น้องหลายๆ คน เจอความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกิน การอยู่ เรื่องของสุขภาพร่างกาย เรื่องของเศรษฐกิจอะไรทุกอย่างเลย มันประเดประดังมาหมด อย่างที่บอก ถ้าเกิดปัญหา ไม่ว่ามีโรคระบาด  หรือปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ คนทั่วไปเจอ คริสเตียนก็ต้องเจอ คริสเตียนไม่ได้มีอภิสิทธิ์อะไรกว่าคนอื่น ที่ว่าพอคนอื่นเจอ เราไม่เจอ ไม่ใช่ เราก็เจอ เราก็อยู่ในข้องเดียวกัน แต่สิ่งที่เรามี คือเรามีพระเจ้า ผู้ทรงพระชนม์อยู่ เป็นพระเจ้าผู้ทรงรักเรา ทรงเลือกเรา และบอกเราว่าเราเป็นลูกของพระองค์ พระองค์จะทรงดูแลย่างเท้าของเรา   ไม่ว่าเราจะไปไหน?   มาไหน?   พระองค์ดูแลเราตลอด   แม้ว่าหลายครั้งเราจะเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช แต่พระเจ้าบอกว่าคทาและธารพระกรของพระองค์ จะประคับประคองเราไป อย่างไร พระเจ้าไม่ทิ้งเราแน่นอน ให้เราเชื่อและวางใจ ยึดพระเจ้าเอาไว้

มีอันหนึ่ง (นี่ความคิดส่วนตัวของดิฉันนะ) ว่าแม้จะต้องตาย เกาะขาพระเจ้าไว้ ตายเป็นตาย เพราะว่ายังไง ก็ต้องตาย ถ้าไม่ตายวันนี้ อีก 10 ปี ก็ตาย อีก 1 ปี อาจจะตาย อีก 20 ปี ก็อาจจะตาย คือตายวันไหน มีค่าเท่ากัน อย่างที่อาจารย์เปาโลบอก ถ้าเราอยู่ ก็เพื่อรับใช้พระเจ้า ถ้าเราตาย ก็ได้กำไร

ฉะนั้น การที่เรามีชีวิตอยู่ ที่เรายังเกาะพระเจ้าไว้แน่น ไม่ว่าเราจะเจอปัญหายากขนาดไหน? เราจะไม่ทิ้งพระเจ้า เหมือนกับที่พระเยซูบอกถ้าเรารักชีวิต เราก็จะเสียชีวิต รักชีวิตที่สุขสบายบนโลกใบนี้ ไม่เอาดีกว่า อยู่กับพระเจ้าไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย ทุกข์ลำบากเหมือนเดิมเลย แต่ให้พี่น้องรับรู้เถิด ทุกข์ลำบากแค่โลกใบนี้เท่านั้น แค่ร่างกาย แต่วิญญาณข้างในเรามีความสุข เรามีสันติสุข เราเจริญขึ้นทุกวัน อย่างที่พระเจ้าบอกเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน ทุกข์บนโลกใบนี้ ไม่สามารถที่จะสั่นคลอนความเชื่อที่เรามีในพระองค์ ถ้าเรารู้ความจริงในถ้อยคำของพระเจ้าว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน? พระเจ้าเลือกเรามาเป็นลูกของพระองค์ แล้วพระองค์จูงมือเราไป แล้วพระองค์บอกว่าพระองค์ไม่ทิ้ง … ไม่ทิ้ง ก็คือไม่ทิ้ง ไม่ต้องห่วงว่า …

“ตอนนี้ เราลำบากขนาดนี้  สงสัยพระเจ้าหายไปแล้ว”

ไม่หายนะคะ พระเจ้ายังอยู่ในเรา  อยู่ในนี้ คอยช่วยเหลือเราตลอดเวลา แล้วในยามที่มืดแปดด้าน เราจะเห็นแสงเล็กๆ ที่พระเจ้าจะนำพาเรา ฉายไปให้เราเห็นว่าเรายังมีความหวัง มีหนทางที่เราจะสามารถต่อสู้ฟันฝ่าต่อไปได้ ในโลกใบนี้

หนุนใจพี่น้อง อดทนอีกนิดหนึ่ง ตอนนี้เรื่องโควิดก็ยังไม่ซา เศรษฐกิจก็ยังไม่กระเตื้อง หรือเราก็ยังคงต้องใช้ชีวิตแบบนี้ พอเดินออกข้างนอก ต้องใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันตัวเอง ป้องกันคนอื่น ซึ่งอาจจะไม่ได้เป็นความเคยชินของเรา มันทุกข์ประมาณหนึ่ง แต่ว่ามันก็คงไม่ทุกข์เกินกว่าที่เราจะรับได้ ถ้าเรารู้สึกว่าไม่ไหว ออกไปข้างนอกนานเกินไป เราหายใจไม่ออก ก็ไม่ต้องออกไปก็ได้ หรือพี่น้องต้องออกไป ก็รีบๆ ไปทำธุระ แล้วก็รีบๆ เข้าบ้าน พอเราอยู่ในบ้าน อยู่ของเราเอง เราก็ไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย

นี่คือวิธีที่เราจะสามารถป้องกันทั้งตัวเราเอง ทั้งเพื่อนฝูง ที่อยู่รอบข้างเราด้วย ก็ช่วยกัน คนละไม้คนละมือ เราจะร่วมมือกันผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยพระคุณของพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

 

************************************

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2020 เรื่อง “จงขอบคุณพระเจ้าให้เป็นนิสัย” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  23  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “จงขอบคุณพระเจ้าให้เป็นนิสัย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับ เป็นที่ทราบกันดีว่าการมองโลกในแง่ดี มันเป็นผลดีต่อชีวิตมาก เขาเรียกว่าเป็นพลังบวกอย่างมาก ใครๆ ก็รู้ ทั่วโลกเขารู้หมดว่าการมองอะไรต่างๆ ทางแง่บวก มองในแง่ดี มีประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ร่างกาย จิตใจ บางรายหนักถึงขนาดมองโลกในแง่ดี ทำให้เกิดความร่ำรวยได้ด้วย เขาเรียกว่าเป็นพลังจิตอันหนึ่ง ก็ว่ากันไปโลกใบนี้ ที่จะพยายามคิดตามสิ่งที่เขาว่าดีที่สุด  ในการดำเนินชีวิตอยู่ เขาจะมองโลกในแง่ดี จะพยายามพูดในสิ่งที่ดีๆ  ที่เป็นบวก แต่อย่างที่บอก มันไม่ใช่ง่ายเลยนะ ที่จะมองโลกในแง่ดีได้อย่างไร?  โดยที่ไม่มีพื้นฐานว่าทำไมถึงสามารถมองโลกในแง่บวกอย่างนั้นได้  ไม่มีพื้นฐาน เหตุผลเพียงพอที่จะทำให้เขาคนนั้น  มีนิสัย สามารถมองโลกในแง่ดีตลอดเวลาได้  ต้องบอกว่าตลอดเวลา บางคนทำได้นะ  เมื่อสถานการณ์ที่เผชิญยังดีอยู่ ยังไม่เลวร้ายมากนักเท่าที่คิด หรือยังพอทนได้  ยังสามารถมองโลกในแง่ดีได้ แต่บางรายเจอของหนักๆ เข้าไป มันมองไม่ออก หาเหตุผลไม่เจอ เหมือนอย่างที่บางคนบอก …

“มองโลกในแง่ดีเถอะ อภัยให้เขา เราไปโกรธเขาทำไม?  โกรธเขา ทำให้เราเสียสุขภาพไปด้วย  เสียเวลา เสียสติปัญญา เราเสียหายไป  อภัยให้เขาสิ”

บางครั้ง ก็อภัยให้ได้นะ  เพราะเหตุที่ทำให้เราโกรธไม่มาก ไม่เยอะเท่าไร? แต่ถ้าเผื่อไปเจอเอาเหตุหนักๆ เข้า พอบอกอภัยให้เขา อยากมองโลกใบแง่ดีเหมือนกัน  อยากจะมีสุขภาพดีเหมือนกัน อยากมีสติปัญญาให้สงบเหมือนกัน แต่เหตุผลมันไม่พอทำไม่ได้ ที่จะอภัยให้ ถ้าเขาทำกับฉันอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เรารู้ว่าการมองโลกในแง่ดี เป็นสิ่งดี เราจึงมาหาพระเจ้าว่าอะไรคือพื้นฐานที่ทำให้เราสามารถมองโลกในแง่ดีได้  โดยที่มีพื้นฐานเข้มแข็ง

หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงเป็นเรื่องต่อเนื่องจากที่เราได้เรียนกันใน 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในเรื่องเกี่ยวกับการมองโลกในแง่ดี ซึ่งเราเรียกกันว่า “นับพระพร” พอนับพระพร ทุกคนก็รู้แล้วว่ามองโลกในแง่ดีในลักษณะตามความคิด ในทางพระเจ้า  เพราะเราใส่คำว่า “พระพร” ไม่ใช่นับพรเฉยๆ  แต่นับพระพร เรารู้ว่าอ๋อ นี่เป็นทางที่พระเจ้าบอกเราว่าทำไมเราสามารถมองโลกในแง่ดี เราสามารถมองสิ่งต่างๆ เป็นบวกได้ โดยพื้นฐานเหล่านี้ โดยพระเจ้าจะบอกเรา  เราจึงมาเรียนรู้

ตอนนี้เราเรียนรู้แล้วว่าเราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจกันได้แล้ว จากที่เรียนมาทั้งหมด การที่นับพระพร ตามที่พระเจ้าให้เรานับนั้น การนับพระพรที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ได้พบกันสันติสุขที่แท้จริง ก็คือความดีงามที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา การนับพระพร ที่พระเจ้าสอนเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ก็คือการนับพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการ ในพระคริสต์ที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่เราแล้วในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว หรือคำหนึ่งที่เราจำกันชัดเจน  สำเร็จแล้ว คุ้นๆ นะ ท่านแรกที่พูด ก็คือพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  ก่อนสิ้นพระชนม์บอกว่าสำเร็จแล้ว  มันหมายถึงตรงนี้แหละ

และในสัปดาห์ที่แล้ว เราได้เรียนรู้อย่างละเอียดเลยว่าพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการที่ผู้เชื่อทุกคนได้รับมาเรียบร้อยแล้วนั้น มีอะไรบ้าง สรุปจากหนังสือพระคัมภีร์เอเฟซัส  ที่เราได้เรียนสัปดาห์ที่แล้ว ผมสรุปให้ฟังคร่าวๆ ตอนนี้นิดหนึ่ง

– ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก

– เราได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์

– ชำระเราให้บริสุทธิ์ ปราศจากที่ติ ในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก

– ทรงรับเราเป็นบุตรของพระเจ้า ผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์  ไม่ใช่การกระทำของเรา

– ให้เราได้รู้ความรักของพระองค์     และความล้ำลึกแห่งฤทธิ์เดชอำนาจที่พระองค์ทรงทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย และฤทธิ์เดชอำนาจนั้น กระทำการงานอยู่ในเราผู้เชื่อศรัทธาทั้งหลาย ก็คือข่าวประเสริฐของพระเยซู ให้เราได้รับรู้ข่าวประเสริฐ ให้เราสามารถเข้าใจข่าวประเสริฐ

นี่คือคร่าวๆ เมื่อครั้งที่แล้ว

พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังนำเรา  ให้เรารับรู้ความจริงเหล่านี้  และจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการ ที่พระเจ้าประทานให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ในพระเยซูคริสต์ ให้เป็นปกติวิสัย  ให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านี้  และถ้าเราจดจ่อได้ตามพระวิญญาณนำ  เราก็จะสามารถร้องเพลงนี้ได้ว่า …

นับพระพรของฉันดูทีละอัน           นับพระพร ซึ่งพระเยซูประทาน

นับพระพรนั้น  นับดูทีละอัน          นับพระพรของฉัน ซึ่งพระเยซูได้ทำให้แล้ว

ที่ไม้กางเขน สำเร็จแล้ว สำเร็จแล้ว เอเมน

เห็นไหม? พอเราร้องได้แล้ว เราจำได้แล้ว มันก็จะมีความสดชื่น  มีความปิติยินดีได้ ในสิ่งที่เราได้รับแล้ว ก็จะร้องเพลงนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว  ก็จะใส่อะไรเยอะแยะมากมาย ตามอารมณ์ที่อยากจะใส่ (ส่วนตัวนะ)  และเป้าหมายของเรา ก็คือเมื่อเรานับพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการได้แล้ว เราก็จะสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ท่ามกลางทุกสถานการณ์ และเมื่อนั้น สันติสุขที่แท้จริงที่เกินกว่าความคิดและความเข้าใจของมนุษย์ทั้งหลาย ก็จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา  จะปกคลุม ปกครองจิตใจของเราด้วยสันติสุขนี้ ที่พระเจ้าบอกว่ามันจะเกิดขึ้น  ถ้าเรานับพระพรของพระเจ้าในโลกวิญญาณที่พระองค์ทรงประทานให้แล้ว  อย่างชัดเจน อย่างเป็นปกตินิสัย

วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อในเรื่องของการขอบคุณพระเจ้า หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงใช้ชื่อว่า “จงขอบคุณพระเจ้าให้เป็นนิสัย” ชื่อเรื่องนี้มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เตือนเรา ได้แนะนำเราว่าถ้าเราอยากจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างเต็มไปด้วยชัยชนะ  ให้เราทำอย่างนี้  จงขอบพระคุณพระเจ้าให้เป็นนิสัย  ถ้าเรามองดูสถานการณ์ เหตุการณ์บนโลก แบบโลกวัตถุ แบบผู้คนทั่วไปบนโลกนี้  ซึ่งโลกวัตถุนี้ เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ความวิปริต ความทุกข์ยากลำบาก  เพราะมันล้มลงในความบาป ไปทั้งโลกแล้ว  ถ้าเรามองตามวัตถุอย่างนี้  หลายครั้ง เราจะไม่สามารถขอบคุณพระเจ้าได้  ในสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ แต่ถ้าเรามองไปที่โลกวิญญาณ  จดจ่อไปที่โลกวิญญาณ  คืออาณาจักรสวรรค์ที่ปกคลุมอยู่ ซ้อนอยู่กับโลกวัตถุนี้ และรับรู้ว่าเราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต เราก็จะเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิตจริงๆ ในโลกวิญญาณ เราเป็นลูกพระเจ้าในโลกวิญญาณ เป็นประชากรของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้ว …

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว”

นี่เป็นความรู้ เป็นสติปัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ในโลกฝ่ายวิญญาณ

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว”

เพราะฉะนั้น ถ้ามองโลกวิญญาณอย่างนี้  จึงมีเรื่องดีๆ มากมาย ให้เราขอบคุณพระเจ้าได้ไม่มีสิ้นสุดเลย จริงไหม?  แต่ถ้าเรามองที่โลกวัตถุ สถานการณ์อย่างนี้ไม่ไหวมั้ง ขอบคุณไม่ไหว? แต่ถ้าเรามองโลกวิญญาณ ที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว  ขอบคุณไม่มีที่สิ้นสุด  และที่สำคัญ คือสิ่งเหล่านี้ มันได้เกิดขึ้นแล้ว ในโลกวิญญาณ  และมันเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน  และจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดนิรันดร์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เอเมน

พระคัมภีร์บอกสิ่งที่ตามองไม่เห็น  มันอยู่นิรันดร์ แต่สิ่งที่ตามองเห็น คือวัตถุบนโลกใบนี้ มันจะอยู่แค่ชั่วคราว สิ่งที่ทุกวันเรามองเห็นบนโลกวัตถุนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว และมันตั้งอยู่ และมันจะดับไป  แต่สิ่งที่ตามองไม่เห็น คือโลกฝ่ายวิญญาณ มันได้เกิดขึ้นแล้ว และมันได้ตั้งอยู่ และมันจะตั้งอยู่ตลอดไปถาวรนิรันดร์ เอเมน เพราะฉะนั้น จะดูอันไหน?  พระคัมภีร์จึงแนะนำให้เรามองไปที่สิ่งที่มองไม่เห็น อย่ามองไปในสิ่งที่มองเห็น

คนที่เป็นโรคตา มันจะเกิดการพัฒนาโรคค่อยๆ ทีละนิด ก็คือค่อยๆ ด้อยการมองเห็นลง ตาเริ่มมัว เริ่มมองไม่เห็นชัด มองเห็นได้น้อยลงเรื่อยๆ  ความสามารถในการมองเห็นก็น้อยลง จนในที่สุด ตาบอด ไม่เห็นอะไรเลย ความบาปที่เริ่มต้น เกิดขึ้นครั้งแรกในเผ่าพันธุ์มนุษย์ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมและเอวา ก็ลักษณะเดียวกัน  โรคบาปของบรรพบุรุษของเรา  ทำให้ตาฝ่ายวิญญาณของมนุษย์เริ่มบอด ไม่เห็นพระเจ้าชัดๆ เหมือนเดิม เห็นไหม? เห็น แต่มันไม่ชัดแล้ว  จนในที่สุด พัฒนาโรคบาปนี้ ไปจนกระทั่งถึงตาบอดฝ่ายวิญญาณ  พอตาบอดฝ่ายวิญญาณ แล้วเกิดอะไรขึ้น  ถ้าเทียบกับฝ่ายร่างกาย ก็ต้องใช้มือคลำ ต้องใช้สัมผัสทั้ง 5 ของร่างกายนี้  จึงจะสามารถเชื่อได้ว่ามีพระเจ้า นึกให้ดีๆ นึกตาม เพราะมันมองไม่เห็นแล้ว แต่คลับคล้ายคลับคลาว่ามีพระเจ้า  ก็คลำเอา โดยใช้สัมผัสทั้ง 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย  พยายามคิด ถ้าคลำไม่เจอ ก็ใช้ความรู้สึกว่าไม่มี แล้วท่านคิดดู พอนานๆ เข้า พระเจ้าหายไปเลย ไม่มีเลย เพราะตาบอดทางฝ่ายวิญญาณเสียแล้ว

ถามว่าการใช้สัมผัสทั้ง 5 ของร่างกาย  เพื่อหาพระเจ้า มันเป็นลักษณะอย่างไร? ก็คือที่มนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้  กำลังแสวงหาพระเจ้า โดยหาหมายสำคัญ การอัศจรรย์ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยกาย  เพื่อที่จะยืนยันว่ามีพระเจ้าจริงๆ  ซึ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกหลอกลวงได้ เพราะมารมันสามารถปลอมตัวเป็นพระเจ้า มันสามารถทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่มนุษย์นึกว่าเป็นพระเจ้า  มันสามารถทำได้  มันจึงสามารถหลอกลวงมนุษย์ได้ว่านี่แหละ พระเจ้าแน่แล้ว เจอแล้ว  แต่ในโลกวิญญาณอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ เห็นไหมครับ?

พระเยซูจึงตรัสว่าพระพรเป็นของคนที่มองไม่เห็น  แต่เชื่อในถ้อยคำพระเจ้า  ไม่ใช่เชื่อ เพราะว่ามองเห็น  จับต้อง พระเยซูบอกมาสิ มาจับมือฉันสิ ไปจับ แล้วมองเห็น พระเยซูบอกว่าคนที่มองไม่เห็น  และเชื่อในถ้อยคำของเราว่าเราเป็นใคร?  ได้พรมากกว่าอีก  เพราะโอกาสถูกหลอกไม่มีแล้ว  เพราะเขาใช้ความเชื่อ เขาไม่ได้ใช้ตามองเห็น  ไม่ว่าจะมีอัศจรรย์หรือไม่มี ไม่ว่าจะมีหมายสำคัญ หรือไม่มี ฉันเชื่อถ้อยคำพระเจ้าว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเป็นพระมาซีฮาห์ มาช่วยฉันให้รอด นี่ไง พระเยซูหมายถึงอย่างนั้น เชื่อในถ้อยคำของพระองค์

และถ้อยคำของพระเจ้า  ที่พระเจ้าบอกอยู่เสมอ  เพื่อว่าเราจะได้ใช้ความเชื่อว่าพระองค์เป็นใคร?  และเราเป็นใคร?  ให้เราเชื่อตรงนี้  ไม่ใช่มีหมายสำคัญมาบอกว่าเราเป็นลูก แล้วเราก็หาตัวเองใหญ่เลย ให้ฉันเป็นลูก แล้วทำอย่างไรถึงจะจับตัวให้ดูในกระจกบ้าง เพื่อให้ตามองเห็น  แล้วก็ยืนยันว่าฉันเป็นลูก ไม่ต้อง ยืนยันว่าฉันเป็นลูกพระเจ้า โดยถ้อยคำของพระองค์ที่บอกว่าเราเป็นลูก เพราะอะไร? เอเมน

ถ้อยคำพระเจ้าที่พระเจ้าบอกเราอยู่เสมอว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่เราควรจะแสวงหา รับรู้ ยอมรับ ไม่ใช่คอยแสวงหาหมายสำคัญ และอัศจรรย์ใดๆ เลย ถูกไหม?  แสวงหาถ้อยคำของพระองค์ที่บอกว่าพระองค์เป็นใคร?  เราเป็นใคร? ได้ทำอะไรให้เราเรียบร้อยแล้ว ตรงนี้สำคัญกว่า ต้องแสวงหาตรงนี้  ไม่ใช่แสวงหาหมายสำคัญ อัศจรรย์ ถ้าไม่มีอัศจรรย์ แสดงว่าพระเยซูไม่มีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีอัศจรรย์ ไม่มีหมายสำคัญ แสดงว่าที่พระเจ้าบอกว่าฉันเกิดใหม่ในพระองค์แล้ว ฉันปลอดภัยแล้ว ไม่จริง และวิธีการที่จะยอมรับ รับรู้ในถ้อยคำพระเจ้าว่าเราเป็นใคร? ก็คือจดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน ที่พระวิญญาณสอนเรา  นี่คือวิธีการ สรุปรวม 3 อัน ก็คือตาดู หูฟัง ปากพูดเรื่องเกี่ยวกับถ้อยคำพระเจ้าว่าฉันเป็นใคร? พระองค์เป็นใคร?  พระองค์ทำอะไรให้ฉันสำเร็จแล้วบ้าง นับพระพรเหล่านี้ด้วยการตาดู หูฟัง ปากพูด ใส่เข้ามาในชีวิตของฉัน ใส่เข้ามาในความคิดของฉัน ใส่เข้ามาในจิตวิญญาณของฉัน

ทำตามตัวอย่างอาจารย์เปาโลที่บอกไว้ว่ายอมรับ รับรู้ ด้วยการขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอๆ ให้เป็นปกติวิสัย 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 ที่เราได้เรียนรู้กันสัปดาห์ที่แล้ว

1 เธสะโลนิกา 5:16-18  “16 จงมีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ 17 จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จงขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่แหละ คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์”

 

จงมีความสุข และความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอเป็นปกติวิสัย เห็นไหมแง่บวกเลย เป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติในชีวิตของเรา  ที่เกิดใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์

จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าเป็นปกติวิสัย จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี เป็นปกติวิสัย ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จงขอบคุณพระเจ้าให้เป็นนิสัย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย  ซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ในพระคริสต์แล้ว ก็คืออยู่ในสวรรค์แล้ว เพราะเมื่อเรารับรู้แล้ว และยอมรับแล้ว  เชื่อว่าเราได้รับแล้ว เป็นจริงแล้ว ทุกอย่างนี้ ตามถ้อยคำของพระเจ้าที่บอกเราแล้ว  เราจึงมีพื้นฐานตรงนี้  ที่จะสามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีพลังบวก มีพลังมองโลกในแง่ดีได้ตลอดเวลา ความจริงตรงนี้ เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่เราควรจะมี และได้รับพระพร

จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ และพระเจ้าประทานอะไรให้เราแล้วบ้างในพระคริสต์ รับรู้ ยอมรับ เชื่อฟัง วางใจและขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกเวลา เป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติ ทำให้เราอยู่ในความจริง ในโลกวิญญาณตลอดเวลา และความจริงนี้ จะทำให้เราเป็นไทอย่างแท้จริง ไม่มีมาร และใครที่ไหนมาหลอกลวงเราได้อีกแล้ว เอเมน

เรามาดูตัวอย่างการนับพระพรต่างๆ นานัปการทางฝ่ายวิญญาณ ที่เราได้รับมาแล้วนั้น ทำให้เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ในเรื่องอะไรบ้าง? ผมพยายามที่จะรวบรวมมาจำนวนหนึ่ง เพื่อท่านสามารถเอาไป เริ่มต้นปฏิบัติได้เลย แล้วก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ แล้วท่านจะทราบไปเรื่อยๆ ว่าจะมีมากกว่านี้ ท่านก็เติมลงไปเองได้ วันนี้มาสอนเรื่องปฏิบัติว่านับพระพรอย่างไร? ขอบคุณพระเจ้าอย่างไร? ที่บอกขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ขอบคุณที่มองไปในโลกวิญญาณ ขอบคุณอย่างไร? เริ่มอย่างไร? ง่ายนิดเดียว เริ่มจากการลืมตาตอนเช้า ตื่นมาบนเตียง ความคิดมาแล้ว ขอบคุณพระเจ้า เป็นปกติวิสัย แล้วก็ไปขอบคุณอีกครั้งหนึ่งตอนก่อนหลับตา ก็คือก่อนนอน นี่แหละ มันหมายถึงอย่างนี้ ทำได้ไหม? ได้ ฝึกฝนได้ พระคัมภีร์จึงบอกให้เราอธิษฐานอย่าหยุดหย่อน มันหมายถึงตรงนี้แหละ

ตอนขับรถอธิษฐานได้ไหม? ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปพูด นึกถึงก็ได้  แต่ถ้าฝึกฝน  เอาง่ายๆ ก่อน  คือตื่นนอนปุ๊บ คิด ไม่ได้คิดอย่างเดียว พูดด้วย  ก่อนนอนก็พูดจนหลับไป พูดได้มากน้อยเพียงไร ก็พูดไป ผมเอามาให้ท่านทีละข้อ อันดับแรก พอลืมตาปุ๊บ …

           “ขอบคุณพระเจ้าในข่าวดี ที่บอกว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  และตายที่ไม้กางเขน  เพื่อชำระล้างบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์  และวันที่สามพระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์ ในสวรรค์สถาน  และเมื่อลูกได้ยอมรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจแล้ว  ลูกจึงได้รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ  และได้รับชีวิตนิรันดร์  บริสุทธิ์เหมือนพระเยซูคริสต์”

 

ขอบคุณพระเจ้า ลืมตาปุ๊บ  ตอนเช้า คิดตรงนี้เลย เพราะตรงนี้สำคัญมาก ลืมตา ขอบคุณพระเจ้าในข่าวดีก่อน ให้ข่าวดีมันอยู่ในตัวของเราตลอดเวลา ไม่ต้องเข้าไปเรียนจบปริญญาเอก ทางด้านศาสนศาสตร์ ข่าวดีมีอยู่แค่นี้เอง

สมัยก่อนไม่มีพระคัมภีร์ คนอ่านหนังสือไม่ได้  70, 80% พระคัมภีร์ก็ไม่ได้พิมพ์ไว้ แล้วเขาเชื่ออะไรกัน เชื่อในข่าวดี แค่นี้ ตลอดเวลาเลย เขารู้ในข่าวดี พอพูดถึงพระเยซูปุ๊บ  เขานึกถึงข่าวดีนี้เลย เขาถึงเรียกข่าวดี ข่าวดีมีอยู่แค่นี้ ต่อไป …

“ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงย้ายลูกออกจากอาณาจักรของความมืด  มาสู่อาณาจักรของความสว่างในพระคริสต์  ได้ออกจากความบาป ความสกปรกในอาดัม มาอยู่ในความชอบธรรมบริสุทธิ์ ในพระคริสต์  ได้ออกจากการเป็นทาสมารที่ชั่วร้าย  มาเป็นลูกพระเจ้าที่แสนดี  ได้ออกจากนรก มาอยู่ในสวรรค์ในพระคริสต์เรียบร้อยแล้ว”

 

ใส่คำนี้ลงไปด้วย “เรียบร้อยแล้ว” เพื่อยืนยันกับตัวเองว่าทุกอย่างมันจบแล้ว ไม่ใช่มารอรับ ตอนนี้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ขอบคุณที่ตอนนี้เราได้ถูกย้ายออกมาจากอาณาจักรของความมืดในโลกวิญญาณ มาสู่อาณาจักรโลกวิญญาณ ที่เรียกว่าสวรรค์แล้ว แต่ก่อนนี้เราอยู่ในอาดัม มืดสนิท เต็มไปด้วยบาป สกปรก ตอนนี้ถูกย้ายมาอยู่ในสวรรค์ อยู่ในพระเยซูคริสต์ สะอาดหมดจด เหมือนพระเยซูเลย แต่ก่อนเหมือนอาดัมไม่มีผิด อย่างนี้มันเกิดขึ้นแล้ว สำเร็จแล้ว พระเจ้าทำให้แล้ว เมื่อเรารับเชื่อ

เพราะฉะนั้นทำอะไร? ขอบคุณสิ ให้มันจำให้ได้เลย ทั้งวันเดินไปที่ไหน ก็จะรู้ว่าตอนนี้ฉันอยู่ในประเทศไทย แต่ขณะเดียวกัน ในโลกวิญญาณ ฉันอยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่โลกแห่งความสว่าง อยู่ในโลกวิญญาณ อยู่อีกมิติหนึ่ง เดินไปไหน ฉันมี 2 มิติ สามารถสัมผัส 2 มิติได้ มิติหนึ่งฉันอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ฉันอยู่ในพระเยซูคริสต์ มิติทางวัตถุ ฉันกำลังเดินอยู่ในประเทศไทย เดินช้อปปิ้งอยู่ กำลังเดินอยู่ที่ตลาดนัด ก็ว่ากันไป ข้อต่อไป …

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่ได้บัพติสมาลูก  เข้าไปในการตายของพระเยซูคริสต์  ที่ไม้กางเขน  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ร่วมกับพระองค์  และได้เป็นขึ้นจากตาย  พร้อมกับพระเยซูคริสต์   และได้ให้ลูกนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์  ร่วมกับพระเยซูคริสต์  ในสวรรค์สถาน”

 

นี่มันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าอยากรู้ว่าบัพติศมาหมายถึงอะไร? ก็ไปฟังคำบรรยายเก่าๆ จะรู้ ผมอธิบายไว้แล้วว่าบัพติศมา คือการจุ่มลง การเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเจ้านำวิญญาณของเราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ตอนที่เราเปิดปาก และเชื่อด้วยใจว่าพระเยซูคริสต์เป็นใคร? เชื่อในข่าวดี มันเกิดขึ้นแล้ว เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว

“ขอบคุณพระเจ้า ที่ได้ทรงให้ลูกบังเกิดใหม่ในวิญญาณ และทรงประทานความคิดจิตใจใหม่   ที่เหมือนพระเยซู ให้กับลูกแล้ว”

 

วิญญาณที่เป็นตัวตนจริงๆ เป็นวิญญาณที่เกิดใหม่ มีใจใหม่ที่ทรงประทานให้ เหมือนพระเยซู คิดเหมือนพระเยซู สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเยซูเลย ขอบคุณพระเจ้า นี่ตัวแท้ๆ ของฉัน

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่ได้ทรงชำระล้างร่างกายลูกนี้ ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เพื่อเป็นพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์”

 

หลับตาหรือลืมตาก็ได้ เห็นร่างกายของเราสะอาดบริสุทธิ์ สมกับเป็นวิหารที่พระเจ้าสถิตอยู่ ร่างกายของเราพระเจ้าชำระจนบริสุทธิ์สะอาด ตลอดทั้งวันนี้ จึงไม่อยากทำอะไรให้มันสกปรกเลย เพราะว่ามันสะอาดบริสุทธิ์แล้ว นี่แหละ มันคือเหตุ นี่แหละ มันคือหลักฐานที่ไม่อยากให้เราทำอะไรสกปรก เพราะว่าตรงนี้มันสะอาด ไม่อยากจะทำแล้ว  นี่แหละ คือการเรียนรู้ว่าเมื่อเรารู้ความจริง ความจริงจะทำให้เราเป็นไท

มีคนยกตัวอย่างว่าความสะอาดตรงนี้ เมื่อเรารู้มากเท่าไร? ทำให้เราไม่อยากทำให้ตัวเองสกปรกอีกแล้ว สมมติว่าท่านเดินทางไปที่บ้านผม แล้วก็ไปตรวจดูห้องต่างๆ ท่านไปดูห้องนอนของผม ห้องนอนทำความสะอาดเรียบร้อย สะอาดหมดจดเลย ท่านก็เข้าไปมองดู เสร็จแล้วผมก็พาท่านไปดูห้องรับแขก ก็สะอาด ไม่มีเปื้อนแม้แต่นิดเดียว ท่านก็มองดู เสร็จแล้วก็ไปเปิดดูห้องเก็บของ ผมก็ทิ้งเละเลย มีขยะเยอะแยะอยู่ในนั้น สมมติว่าท่านมีกระดาษทิชชู่อยู่อันหนึ่งในมือ ท่านจำเป็นต้องทิ้ง ถามว่าท่านจะทิ้งในห้องนอนผม ห้องรับแขกของผม หรือว่าจะทิ้งในห้องเก็บของ ทุกคนก็ต้องตอบเหมือนกันหมดแหละว่าทิ้งในห้องเก็บของ เพราะมันสกปรกแล้ว เพิ่มไปอีกชิ้นหนึ่ง ก็ไม่เป็นไร?

นี่แหละ เมื่อเรารู้ว่าร่างกายเราสะอาดหมดจด บริสุทธิ์แล้ว เราจะไปโกรธ ไปด่าคนนี้ ไปนินทาชาวบ้านเขา มันสะอาดแล้ว ไม่อยากทำ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าร่างกายนี้มันสกปรกอยู่แล้ว เมื่อวานก็นินทาชาวบ้านเขา เมื่อวานก็โกงเขา ไปโลภเขา ไม่เห็นมีอะไรดีเลย วันนี้จะโกหกอีกสักครั้งหนึ่ง ก็อีกชิ้นหนึ่งเติมลงไป ก็ไม่เห็นมีอะไร?  มันถึงต่างกันอย่างนี้ รอดโดยพระคุณ ดีงามด้วยพระคุณพระเจ้าที่สอนจากข้างใน มันเป็นอย่างนี้ มันมาจากฐานที่อยู่ข้างใน ไม่ได้มาจากข้างนอกเข้าไป ไม่ใช่ถูกศาสนาบังคับว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ มันทำไม่ได้หรอก เพราะมันไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ไม่เห็นความจริงของตนเองว่ามันสะอาดอย่างไร? มันยังเห็นตัวเองเป็นห้องเก็บของ ขยะเต็มหมดเลย  เห็นตัวเองเป็นคนบาป ขยะเยอะแยะ ใส่เข้าไปอีกชิ้นหนึ่งก็ไม่เห็นเป็นไร? แต่ถ้าเราเห็นตัวเองสะอาดหมดจดบริสุทธิ์ แล้วพระเจ้าทำให้เราจริงๆ อย่างนั้นด้วย เราก็เลย เห็นแก่พระคุณพระเจ้า สะอาดหมดจดแล้ว อย่าไปยุ่งกับมันเลย ปล่อยให้เป็นอย่างนั้นดีกว่า

  “ขอบคุณพระเจ้า  ลูกเป็นผู้ที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์  ตัวเก่าทั้งหมดได้ตายไปแล้ว  และทุกสิ่งในชีวิตขณะนี้  เป็นใหม่ทั้งสิ้น”

 

2 โครินธ์ 5:17

“ขอบคุณพระเจ้า   ที่ได้ทรงเข้ามาสถิตอยู่ด้วย  ในร่างกายของลูกนี้  ทั้งพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร  และพระวิญญาณบริสุทธิ์  เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของลูก”

 

ตอนนี้ยิ่งกว่าผู้พิชิต มองทะลุในกระจกเข้าไป พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับฉัน เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของฉัน ไปไหนไปด้วยทั้งวัน ท่านลองคิดดูแล้วกันว่าพลังบวกขนาดไหน?  นี่เกิดขึ้นแล้วทั้งนั้นนะ

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่ได้ทรงรับลูกเป็นลูกของพระองค์  ที่ทรงรักมาก  เท่าเท่ากันกับที่พระองค์ทรงรัก  พระบุตร  คือพระเยซูคริสต์”

 

หัวใจพองโตมาก  หลายคนถามว่าพระเจ้ารักฉันเท่าไร?  เขาตอบว่าจงมองไปที่กางเขน  พระเยซูอ้าแขนอย่างนี้ รักมากเท่านี้ แต่จริงๆ แล้ว หมายถึงให้มองไปที่กางเขน พระเจ้ารักเรามากเท่าๆ กับพระเยซู พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้อย่างนั้นเลย

เราจะเห็นคุณค่าเราขนาดไหน?  เราขอบคุณพระเจ้าทุกวัน พระเจ้ารักเรามากเท่ากับพระเยซู เรามีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้ามากขนาดนี้เชียวหรือ?

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่ทรงอภัยเสมอ  เมื่อลูกผิดพลาด  หลงทาง  ยอมให้อิทธิพลของความบาป  ที่อยู่ในความคิดนำให้ทำบาป  นำให้ประพฤติตัวในสิ่งที่ไม่สมกับการเป็นลูกของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่านั่นเป็นเพียงความประพฤติ ไม่ใช่ธรรมชาติของตัวตนที่แท้จริงของลูก ที่บริสุทธิ์สะอาดแล้ว”

 

ตลอดทั้งวัน ไม่ต้องอธิษฐานขอโทษต่อพระเจ้าเลย อาจจะเสียใจบ้าง หรือแทบจะไม่เสียใจเลย เพราะว่ามันไม่ใช่ตัวเรา  ข้างในต่างหาก  วิญญาณต่างหากที่สำคัญที่สุด  แล้วมันจะนำออกมาซึ่งความประพฤติดีงามภายหลัง

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่ช่วยลูกรอดจากโทษของความบาป  ด้วยพระคุณของพระองค์  ไม่ใช่ด้วยความประพฤติ  การพยายามกระทำของตัวลูกเอง”

 

ฮาเลลูยา ขอบคุณพระเจ้า ถ้าขืนรอดด้วยความพยายาม และความประพฤติของลูกเอง ลูกตกนรกแน่นอน ลูกทำไม่ได้หรอก เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็ถูกล่อลวง ไม่ได้หรอก แต่นี่ไม่ใช่ นี่ลูกรอดทั้งหมด โดยพระคุณ ก็คือฟรีๆ เป็นพระคุณ เป็นของประทาน

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่ทรงประทานพระวิญญาณมาเป็นพี่เลี้ยง  คอยฝึกฝน  คอยนำพาด้วยความรัก  เมตตา  ให้ลูกประพฤติตน  ให้เหมาะสมกับการเป็นลูก  เป็นทายาทของพระเจ้า   ผู้บริสุทธิ์  ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด”

 

ไม่ต้องห่วงเลย ที่เราทำไม่เหมาะสมกับการเป็นลูก ไม่เป็นไร พระวิญญาณกำลังนำเราอยู่ กำลังสอนอยู่ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

  “ขอบคุณพระเจ้า  ด้วยการบังเกิดใหม่แล้ว  ทางวิญญาณในพระเยซูคริสต์  ลูกได้เป็นลูกของพระเจ้าที่ชอบธรรมบริสุทธิ์  สะอาด  ปราศจากบาป  และได้อยู่ในสวรรค์กับพระองค์ตลอดนิรันดร์”

 

บริสุทธิ์สะอาด ตลอดนิรันดร์ บริสุทธิ์ สะอาด ไม่ใช่เพราะด้วยการกระทำ  แต่เพราะบังเกิดใหม่  เกิดเป็นลูกแล้ว  มันไปไหนไม่ได้แล้ว มันอยู่ที่นี่แล้ว เพราะเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้ว จะทำอะไรต่างๆ อย่างไร? ต่อให้ไม่สมกับเป็นลูกพระเจ้า ก็เป็นลูกไปแล้ว มันเกิดใหม่แล้ว มันได้มาด้วยการเกิดใหม่แล้ว นี่คือหัวใจของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ทุกสิ่งที่ได้รับพระพรมานั้น เป็นการได้รับด้วยการบังเกิดใหม่  เกิดแล้วเกิดเลย ไม่มีการเกิดแล้วไปตาย ตายไปเกิด ท่านก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้  แต่มารจะมาหลอกเรา  ให้เราไปคิดว่าได้รับ เพราะเราทำอันนั้นดี อันนี้ดีมั้ง ไม่ใช่ เพราะเราเกิดใหม่  เพราะพระเจ้ารักเรา แต่ไม่ใช่เพราะรักเฉยๆ รักเรา แล้วทำให้เราเกิดใหม่เลย เกิดใหม่ในวิญญาณ  จึงเป็นหัวใจ  เป็นพื้นฐาน  สำคัญมากๆ ที่เราจะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นแล้ว เกิดแล้วเกิดเลย

ไม่ว่าคุณเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าหรือยังไม่เกิด เป็นลูกมารก็ตาม อยู่ที่นั่น ก็อยู่ที่นั่นเลย ถ้าอยากจะเป็นลูกพระเจ้า ก็ต้องยอมย้ายเข้ามาสู่พระเยซูคริสต์ วิธียอมย้าย ก็กลับไปที่ตอนต้น คือเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่านนั่นเอง

“ขอบคุณพระเจ้า  แม้ว่ากายภายนอกของลูกนี้  กำลังเสื่อมโทรมไปสู่ความตาย  แต่วิญญาณข้างในของลูก  ซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ  เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน  เข้าไปสู่ความไพบูลย์  ในสง่าราศีของพระคริสต์”

 

หลับสบายเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในร่างกายนี้ มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน เกิด แก่ แล้วเจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่เรื่องไม่ธรรมดา คือวิญญาณของฉัน ตัวตนของฉันจริงๆ ที่จะอยู่นิรันดร์ มันเติบโตใหม่ขึ้นทุกวัน มันเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า เข้าไปสู่สง่าราศี และพระสิริของพระเจ้าเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นไปทุกวันๆ ยิ่งใกล้ตายเท่าไร ยิ่งเหมือนพระองค์ ในวิญญาณโตขึ้นทุกวัน เอเมน เห็นไหม?

“ขอบคุณพระองค์  สำหรับร่างกายใหม่  ที่จัดเตรียมไว้ให้กับลูกแล้ว  ซึ่งเป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์  ตอนเป็นขึ้นจากความตาย  เต็มไปด้วยพระสิริ  ไม่มีความเสื่อมโทรม  ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย  ไม่มีความทุกข์  ไม่มีน้ำตา  และไม่มีความตายอีกต่อไป และวันหนึ่ง เมื่อวิญญาณลูกออกจากร่าง  ลูกจะไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์สถาน เห็นพระองค์หน้าต่อหน้า ชัดเจนกว่านี้  และพระองค์สัญญาว่าเตรียมโลกใหม่ไว้ให้แล้ว”

 

โลกทุกวันที่มันวุ่นวายไปหมด เดี๋ยวน้ำท่วม ทะเลวน แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดความวุ่นวายมากมาย ทั้งมารซาตานทำงานผ่านทางคน ผ่านทางธรรมชาติต่างๆ วิปริตไปหมดเหล่านี้  อาหารที่กินได้ ก็เป็นพิษ ต้นไม้ที่เป็นพิษ ที่ไม่ดี ก็ขึ้นงอกใหญ่เลย ต้นไม้ที่กินได้ ก็ปลูกแทบตาย วันหนึ่ง โลกใหม่พระเจ้าเตรียมให้กับฉัน ไปอ่านดูในหนังสือวิวรณ์ และเมืองใหม่ สวรรค์ใหม่ เยรูซาเล็มใหม่ ที่ถนนเป็นทองคำ ที่ฉันจะอยู่อาศัยกับพระเจ้าตลอดนิรันดร์นั้น มันเป็นอย่างไร? ไปคัดตรงนั้นมาอ่านก็ได้ แล้วก็ท่องตามความคิดของเราก็ได้  ก็เพิ่มพูนขึ้น เตรียมไว้แล้วนะ จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว

“ขอบคุณพระเจ้า  สำหรับพระคุณของพระองค์  ที่เพียงพอเสมอสำหรับลูก  ในการเผชิญกับความทุกข์ลำบาก  ความเจ็บปวด  ความอ่อนแอในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้”

 

ขอบคุณในพระคุณ

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่จูงมือลูกเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช  ความชั่วร้าย  ความทุกข์ยาก  ลำบาก  บนโลกใบนี้  และสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งลูกเลย”

 

พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา แม้ว่าจะเจอความทุกข์ยากลำบาก เจอปัญหาต่างๆ ในวันนี้ ก็ตาม

  “ขอบคุณพระเจ้า  ที่พระองค์สัญญาว่าความทุกข์ยากลำบาก  ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้นั้น  จะไม่มากเกินกว่า  ที่ลูกจะสามารถรับและทนได้”

 

มั่นใจขึ้นนะ

   “ขอบคุณพระเจ้า  ที่ได้ประทานความอดทน  สันติสุข  การปลอบโยน  เมื่อลูกต้องเผชิญ  ความทุกข์ยากลำบาก  และความอ่อนแอในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้”

 

เพราะฉะนั้น บางครั้งเกิดความท้อแท้บ้าง ไม่เป็นไร พระคัมภีร์รู้แล้วว่าจะเป็นอย่างนั้น ขณะที่เราท้อแท้  พระเจ้าอยู่ด้วย  ปลอบโยนเราอยู่  และประทานกำลังให้กับเรา อดทนอยู่ ไม่ใช่ตัวเราเอง ต้องพยายาม แต่พระเจ้าอยู่ข้างใน คอยเสริมกำลังให้กับเรา สามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ โดยพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับเรา ผู้เป็นชีวิตของเรา

   “ขอบคุณพระเจ้า  ที่ฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์  จะแสดงออกมาอย่างเต็มที่  ในยามที่ลูกอ่อนแอนั้น”

 

ขณะที่เราไม่ไหว  ท้อแท้ ทำอะไรไม่ได้ นั่นแหละเป็นเวลาที่ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า ความรักของพระเจ้าจะฉายแสงออกจากชีวิตของเรา คนจะเห็นพระเจ้าผ่านความอ่อนแอของเรา มากกว่าคนจะเห็นพระเจ้าผ่านทางความเข้มแข็งของเรา

“ขอบคุณพระเจ้า  ที่เป็นพ่อที่แสนดีและรักลูก  ดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์”

 

พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย  ผู้ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นพ่อของฉัน ซึ่งรักฉันดั่งแก้วตาดวงใจ

พูดกับตัวเองในความคิด  พูดกับตัวเอง  จากวิญญาณของเรา  ซึ่งพระเจ้าสถิตอยู่ …

“ไป  ไปด้วยกัน” พระเจ้าบอก

จะไปไหนก็เชิญเถิด  เดี๋ยวพระวิญญาณนำท่านเอง

  “ขอบคุณพระเจ้า  ที่ได้ใส่ความรักอมตะเหมือนพระองค์  เข้ามาในวิญญาณของลูก  ทำให้ลูกเป็นความรัก  สามารถรักพระองค์และรักผู้อื่นได้  เหมือนที่พระองค์ทรงรักลูก”

 

ไม่ต้องพยายามไปรักคนอื่น  ให้ความรักที่มันอยู่ข้างใน  ที่พระเจ้าเทลงมา อยู่ในวิญญาณของเรา ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ตอนที่เราบังเกิดใหม่นั้น สำแดงออกมาว่าเรารักคนอื่นได้ จากข้างใน ข้างนอกเราทำไม่ได้หรอก อย่างที่บอกไว้  เราอภัยอย่างสุดๆ ไม่ได้หรอก

ถามว่าเราอภัยให้คนอื่นเหมือนที่พระเจ้าอภัยให้เรา   ถามว่าอะไรมาก่อน  พระเจ้าอภัยให้เราก่อนถูกไหม?  ประทานความรักให้เราก่อน  เราจึงเอาความรักนี้  เอาไปให้คนอื่นได้  ถ้าไม่มีความรักจากพระเจ้า เอาตัวไปเผาไฟ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร?

ทั้งหมดนี้มาจากพระคัมภีร์ทั้งนั้น ผมเอามาสรุปให้ท่านเอาไปใช้ได้เลย เอาตรงนี้ไปฟังบ่อยๆ เพราะนี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่เราสามารถเอาไปฝึกฝน ให้การขอบพระคุณพระเจ้า  เป็นธรรมชาติ  เป็นปกตินิสัยของเรา ซึ่งจริงๆ แล้วในชีวิตแต่ละวันของพวกเรานั้น  ยังมีเรื่องให้เราขอบคุณพระเจ้าเพิ่มเติมได้อีกเยอะตลอดเวลา เจอเรื่องอะไร ก็ขอบคุณพระเจ้าได้ตลอดเวลา เพราะว่ามันติดปกตินิสัยแล้ว มันก็จะมองโลกในแง่ดีได้ง่ายๆ เพราะฐานมันเข้มแข็ง มาจากบ้านแล้ว บ้านในวิญญาณ ก็คือในร่างกายของเรานี้ มันมาจากข้างในแล้ว ตื่นมา อยู่บนเตียงนอน ก็นึกถึงตรงนี้แล้ว อยู่ข้างในแล้วความจริงนี้ ออกไปทั้งวัน มันสบายแล้ว ถ้ามันติดอยู่ข้างในใจของเรา  เจ็บป่วยรักษาไม่หาย หมอบอก ก็ขอบคุณพระเจ้า ก็รักษากันไป ไม่หาย ก็ไม่หาย นึกในใจ รอแป๊บเดี๋ยวก็ได้รับร่างกายใหม่ ไปอยู่ในสวรรค์นิรันดร์กับพระเจ้า ดีกว่าเยอะ อยู่ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ ตายก็ได้กำไร

พระคัมภีร์ทั้งนั้น เห็นไหม? แล้วมันออกมาจากใจจริง เพราะว่าความจริงอยู่ในใจเราตลอดเวลาแล้ว เพราะเราเฝ้านับพระพรอย่างนี้ตลอดเวลามา ตั้งแต่ลืมตาจนหลับตา ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน ไปทำธุรกิจ กิจการงานขาดทุน โควิดทำให้ตกงาน บริษัทที่อยู่เจ๊งระเนระนาด ก็ขอบคุณพระเจ้า เพราะเราเป็นลูกพระเจ้า พระเจ้าอยู่กับเราด้วยเสมอ พระเจ้าสัญญาว่าทรงจัดเตรียมสิ่งที่เราต้องการใช้สอยไว้แล้ว ไม่ต้องห่วง อะไรที่จำเป็น พระเจ้าจัดการให้เอง เอเมน ว่ากันไป เราไม่มีทางขาดแคลนอะไรเลย เพราะพระเจ้าบอกอย่างนั้น พระเจ้าอยู่กับเรา มั่นคงอยู่ข้างใน  เราขอบคุณพระเจ้า สามารถเผชิญได้ไหม? ได้ เดี๋ยวพระเจ้าประทานกำลังให้กับเรา  อดทนได้ รับรองได้  มันไม่เจ๊งเกินขนาด  จนกระทั่งลูกทนไม่ได้หรอก  เพราะพระเจ้าสัญญาไว้  เห็นไหม? เราขอบคุณพระเจ้าในใจตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น จงนับพระพรและขอบคุณพระเจ้าให้เป็นนิสัย  เป็นปกติ ธรรมชาติ ติดปาก ติดใจเลย แล้วท่านจะได้พบกับสันติสุขในชีวิตอย่างแท้จริง อย่างแน่นอน ตามที่ถ้อยคำพระเจ้าได้บอกไว้ว่าจงชื่นชมยินดีอยู่เสมอ จงอธิษฐานอยู่เสมอเป็นนิสัย จงขอบคุณพระองค์ในทุกสถานการณ์ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ เอเมน  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2020 เรื่อง “เคล็ดลับนับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  16  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “เคล็ดลับนับพระพร  และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง  สัปดาห์ที่แล้วได้เรียนรู้กัน ความหมายของการนับพระพรทีละอัน แต่นับในมุมใหม่ ที่แตกต่างจากเดิมที่เราได้เรียนรู้ และเคยฝึกกันมาตั้งหลายๆ ปี หรือตั้งแต่เข้ามารู้จักพระเจ้า ตั้งแต่วันแรกแล้วก็ตาม เป็นความหมายที่ตรงตามพระคัมภีร์เลย  จากเมื่อก่อนที่เราคุ้นเคยกันกับการมองหาพระพร นับพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พูดง่ายๆ ว่าตามตามองเห็น เช่น พระพรในการหายโรค พระพรในการเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง การงาน การเงินดี หรือแม้กระทั่งพระพร แห่งความปลอดภัย ความรอดจากอุบัติเหตุ หรือสิ่งเลวร้ายอะไรต่างๆ เราก็ขอบคุณพระเจ้า เราก็นับพระพรเหล่านั้น ในอดีตใช่ไหมครับ แต่จริงๆ พระคัมภีร์ไม่ได้ให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับอย่างนั้น เพราะมันไม่แน่นอน ขืนไปจดจ่ออยู่ที่ขอบคุณพระเจ้าในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในสิ่งที่ตาเรามองเห็น เราสัมผัสได้  เราจะถูกหลอก แล้วเราจะไม่สามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี

แต่มาถึงวันนี้ เราได้เข้าใจใหม่ว่าพระคัมภีร์สอนให้เรานับพระพรทางฝ่ายวิญญาณที่พระเยซูได้กระทำให้เราแล้ว ที่ไม้กางเขน ซึ่งเราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว หมดเลย เพื่อให้เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความจริงใจ และเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัยของเราเลย นับพระพรได้จริงๆ ไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องพยายามบังคับตัว ไม่ต้องเคร่งเครียด เคร่งครัดที่จะต้องทำตามคำสั่งพระเจ้า  ตามคำที่พระเจ้าบอกไว้ในพระคัมภีร์บอกให้ขอบคุณพระเจ้า เราก็ฝืนที่จะขอบคุณพระเจ้า  ซึ่งหลายครั้ง ถ้าเราจดจ่อไปที่ผิด นับพระพรในที่ผิด เราจะฝืนมาก และเราจะขอบคุณพระเจ้าไม่ได้ หลายคนไปจดจ่อเอาสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แล้วจะนับพระพร บางครั้งมันเจอสถานการณ์ที่เลวร้าย แล้วก็จะมีคนมาให้กำลังใจเรา มาถึงมากอดคอเรา หรือมาอธิษฐานให้เรา แล้วก็บอกว่า …

“นะ นะ นะ”

นะอะไร? … “ขอบคุณพระเจ้าสิ”

ใครจะไปขอบคุณไหวตอนนั้น  ถ้ามองดูสถานการณ์ ไม่มีใครขอบคุณได้หรอก ถึงแม้จะขอบคุณได้ เราก็จะทำหน้าเบ้ๆ แล้วก็จะหันไปหาเขาบอกว่า …

“อาจารย์ ผมขอบคุณพระเจ้า” กัดฟันขอบคุณพระเจ้า

มันจะเป็นอย่างนี้ แต่พระคัมภีร์ไม่ได้ให้เราทำอย่างนั้น พระเจ้ามีสิ่งที่ดีกว่า ให้เรานับพระพรในสิ่งที่ถูกต้อง

ประเด็นสำคัญในการที่จะไม่ฝืนใจ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในการขอบคุณพระเจ้า ที่เราเน้นกันในสัปดาห์ที่แล้ว คือพระพรทางฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าได้ประทานให้เราผู้เชื่อทุกคนเรียบร้อยแล้ว เท่ากันหมดทุกคน ได้รับแล้วๆ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร? พระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการ พระองค์ทรงประทานให้เราเรียบร้อยแล้ว และประทานให้เราทุกคน ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เท่ากันหมดทุกคนเลย  ไม่ว่าจะเป็นผู้เชื่อเก่า ผู้เชื่อใหม่ ผู้รับใช้หรือไม่รับใช้ ตามความคิดของมนุษย์ จริงๆ รับใช้ทุกคนแหละ รับใช้มาก รับใช้น้อย ทุกคนสามารถนับพระพรจากพระเจ้าได้เท่าๆ กันหมดเลย ไม่มีใครได้รับพระพรมากกว่าหรือน้อยกว่าใครเลย  เพราะว่าพระพรนี้ จะได้มากหรือได้น้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเลย แม้แต่นิดเดียว

พระคัมภีร์ได้บันทึกว่าพระพรนานัปการในฝ่ายวิญญาณนี้ ได้ประทานให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางพระคุณในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับการกระทำของท่าน หรือของฉัน  หรือของมนุษย์เลย แม้แต่นิดเดียว ย้ำอีกครั้งหนึ่ง เราจะได้รู้ว่าพระพรนี้ มันเป็นจริงแน่เลย เพราะว่าเราต่างก็ถูกเรียกมาเป็นลูกของพระเจ้าเท่าๆ กันหมด เพราะฉะนั้น เป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าก็รักเราเท่ากันหมด จริงไหม?  เพราะในพระคัมภ์บอกว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ไม่ลำเอียง พระเจ้าแห่งความรัก เรามีลูก 10 คน เราจะรักลูกทั้ง 10 คนเท่ากันไหม? เท่ากัน นี่ขนาดเราเป็นมนุษย์ที่เป็นคนบาป เรายังคิดอย่างนั้นเลย

วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อในหัวข้อเรื่อง “เคล็ดลับนับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์”

จริงๆ แล้วเคล็ดลับของการนับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์มีอยู่นิดเดียวเอง ครั้งที่แล้วได้เกริ่นไว้ให้นิดหนึ่ง เป็นตัวอย่าง ซึ่งจริงๆ มันง่ายมากเลย เคล็ดลับ คือเราหรือท่านอยู่ในพระคริสต์

“ฉันได้อยู่ในพระคริสต์”

เคล็ดลับ ก็คือท่านอยู่ในพระเยซูคริสต์หรือเปล่า? ในใจ ท่านก็ต้องรู้แล้วว่า …

“ใช่? ฉันเชื่อแล้ว ฉันเชื่อพระเจ้า”

ผู้เชื่อทุกคน ก็คือผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ พระคัมภีร์บอกชัดเจน เยอะแยะ เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาประทานให้มนุษย์ มาไถ่มนุษย์ที่ไม้กางเขนและเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เขาได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรหนึ่งในโลกวิญญาณ อาณาจักรแห่งความมืด ที่เรียกว่าอาณาจักรในอาดัม … ในอาดัม ก็คือในบรรพบุรุษของเรา  เริ่มต้นมนุษยชาติ คืออาดัม เขาได้ถูกย้ายในโลกฝ่ายวิญญาณ คือในอาดัม ซึ่งเขาอยู่อาศัยก่อนที่จะเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรในอาดัม ซึ่งเป็นความมืด เป็นความบาป เป็นทาสมาร เข้ามาอยู่ในอาณาจักรวิญญาณที่เป็นแสงสว่าง ตรงกันข้ามเลย เป็นแสงสว่าง ไม่บาป เป็นผู้ชอบธรรม สะอาดหมดจด พระคัมภีร์เรียกอาณาจักรนี้ว่าอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ เขาได้ถูกย้ายมาอยู่ในอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าท่านจะเห็นหรือไม่เห็น จะรู้สึกหรือไม่รู้สึก จะรู้สึกขนลุกหรือไม่ขนลุก แต่เมื่อใดก็ตาม เมื่อท่านเชื่อในถ้อยคำพระเจ้าที่ได้ประกาศถึงท่าน บอกว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาปให้กับท่าน เชื่อว่าพระเยซูได้ตายที่ไม้กางเขน เพื่อท่าน หลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาปให้กับท่าน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 พระคัมภีร์บอกถ้าท่านเชื่ออย่างนั้น  ท่านได้บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว ได้ถูกย้ายอย่างที่ตะกี้ผมบอกเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าท่านจะรู้สึกหรือไม่รู้สึก เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่สำคัญ วิญญาณของท่านได้ถูกย้ายออกมา อย่างนั้นแล้ว

และก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่ามนุษย์ท่านใด หรือใครก็ตามบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเชื่อในถ้อยคำพระเจ้า ที่เป็นความจริงตรงนี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าใครก็ตามบนโลกใบนี้ จะอยู่ที่ไหน? อยู่ประเทศอะไร? เป็นชนชาติอะไรก็ตาม? ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เรื่องความจริงนี้ เขาหรือมนุษย์คนนั้น ต้องอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นอาณาจักรแสงสว่าง หรือเป็นอาณาจักรที่เป็นความมืด ไม่ว่าจะอยู่ในอาดัมหรือในพระเยซูคริสต์ เขาจะต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง  เพราะมันเป็นความจริง เหมือนกับกฎแห่งแรงดึงดูดของโลก  เหมือนกับโลกนี้กลม ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนป่าที่อยู่ในเขา ที่ไม่เคยเห็นอะไรเลยก็ตาม ไม่มีข้อมูล ไม่มีวิชาการอะไรก็ตาม จะเชื่ออะไรก็ตาม ความจริงว่าโลกใบนี้กลม มันก็คือความจริง ความเชื่อของเขาไม่สามารถมาเปลี่ยนความจริงได้

เพราะฉะนั้น ผู้เชื่อทุกคน ก็คือผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ ที่เราบอกกันตะกี้นี้ว่าเราเชื่อแล้ว เรารู้แล้ว ไม่ใช่เรารู้สึกนะ เรารู้ว่าเราอยู่ในพระคริสต์ เราอยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าพระคริสต์ เราอยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เป็นโลกฝ่ายวิญญาณ  ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่าสวรรค์สถานที่มองไม่เห็น แต่มันเป็นความจริง พระคัมภีร์จึงบันทึกเอาไว้อย่างนั้น

สำหรับผู้เชื่อทุกคน ที่มาเชื่อพระเจ้า ก็อยากจะรู้น้ำพระทัยพระเจ้า คืออะไร? สรุปอยู่ใน 1 เธสะโลนิกา ซึ่งวันนี้ ผมจะอ่านให้ท่านฟัง แปลมาจากภาษาเดิม ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาเดิมรุ่นแรกเลย ตั้งแต่สมัยเป็นภาษากรีก เข้าใจง่ายขึ้น 1 เธสะโลนิกา 5-16-18

1 เธสะโลนิกา 5:16-18  “16 จงมีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ 17 จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จงขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่แหละ คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์”

 

นี่คือฉบับอรรถาธิบาย ที่ฟังง่ายและละเอียดขึ้น  อธิบายไปในตัว

“จงมีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ” หมายถึงเป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติ

“จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ” ก็คือเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัย

“จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร” จงขอบคุณพระเจ้าให้มันเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัยของเรา

“เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์แล้ว” นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้า เมื่อเราเชื่อพระเจ้าปุ๊บ นี่พระเจ้าต้องการให้เราเป็นอย่างนี้ เพราะนี่คือความจริงที่พระเจ้าได้ทำให้เรียบร้อยแล้ว

พระประสงค์ของพระเจ้า  สำหรับท่านทั้งหลายผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในอาณาจักรของพระคริสต์ อยู่ในอาณาจักรของโลกฝ่ายวิญญาณที่เป็นแสงสว่าง อยู่ในสวรรค์แล้ว

ใครอยู่ในสวรรค์แล้ว? ทำอย่างถึงได้อยู่ในสวรรค์ ก็ฉันเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ท่านเชื่อหรือยัง? เชื่อแล้ว นี่คือเคล็ดลับ ก็คือท่านอยู่ในพระคริสต์ (หรือเปล่า?)? ท่านต้องรีบตอบทันทีว่า …

“แน่นอน ฉันอยู่ในพระคริสต์”

มาขยายความมากขึ้น “อยู่ในพระคริสต์” ก็คืออยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ในพระคริสต์ ก็คืออยู่ในสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว

สัปดาห์ที่แล้ว เราได้ทิ้งท้ายกันไว้ว่าขนาดเปาโลผู้ที่ได้ไปสวรรค์มาแล้ว ไปเห็นมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเรา ยังเป็นผู้ที่อยากให้เรารู้เรื่องนี้ เหมือนที่พระเจ้าอยากให้เรารู้เลย นี่คือหัวใจของเปาโลในการประกาศข่าวประเสริฐ พอใครเชื่อ เขาจะพยายามพาผู้เชื่อมาหาความจริงตรงนี้ให้ได้ เพราะเขารู้ว่าเมื่อรู้ความจริงตรงนี้ เมื่อเข้าใจความจริงตรงนี้ มันหลุด มันเป็นอิสระ เหมือนที่พระคัมภีร์บอกว่าความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท

ตัวอย่างของอาจารย์เปาโลผู้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย มานับไม่ถ้วน ถูกข่มเหง ถูกตามล่า ถูกเฆี่ยนตี ถูกจับติดคุก อื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่ได้เขียนในพระคัมภีร์ แต่ก็สามารถร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าได้ และมาสอนเราให้มาขอบคุณพระเจ้าอย่างนี้ได้ และเปาโลต้องการให้เราทุกคน ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รู้ความจริงเรื่องนี้ ได้รู้เคล็ดลับอันนี้ ที่ทำให้เปาโลสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกสถานการณ์ คำตอบ ก็คือเพราะว่าเปาโลรู้ตัวอยู่เสมอ เป็นปกติวิสัยเลยว่าเขาอยู่ในพระคริสต์ นี่แหละคือเคล็ดลับ

เปาโลผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นมา ซึ่งมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็เป็นจริงว่าโลกใบนี้ มันมีแต่ทุกข์ สุขแท้จริงไม่มี ยิ่งไปอยากได้สุข ยิ่งทุกข์ใหญ่เลย เคล็ดลับ ก็คือเปาโลรู้ตัวเสมอว่าเขาอยู่ในพระคริสต์ เขาอยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ใช่เขารู้อย่างเดียวนะ  เขารู้มากกว่าคนอื่นทั่วๆ ไปบนโลกใบนี้ เพราะนอกจากเขาจะใช้ความเชื่อในถ้อยคำพระเจ้านี้แล้ว พระเจ้ายังพาเขาเข้าไปในพระคริสต์ เข้าไปในโลกวิญญาณ เข้าไปในสวรรค์ตรงนี้ ไปเห็นมาจริงๆ กับตา ซึ่งเปาโลบอกว่าจะไปด้วยร่างกายนี้หรือไม่ก็ไม่รู้ ไม่อยากจะคุย ไม่อยากจะยกตน แต่พระเจ้าพาเขาเข้าไป  เพื่อจะได้ออกมา เป็นพยานให้กับเราว่าพระคัมภีร์ที่พูดไว้ เป็นจริง มีจริง และเป็นอย่างนั้นจริงๆ จับต้องมองเห็นได้ เพียงแต่เราเป็นมนุษย์ที่เสียหายทางร่างกายนี้ไปแล้ว ตาฝ่ายวิญญาณบอดไปแล้ว หูฝ่ายวิญญาณบอดไปแล้ว การสัมผัสทางฝ่ายวิญญาณบอดไปแล้ว เห็นอะไรแต่ลางๆ แม้มาเชื่อพระเจ้าได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณแล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าอาณาจักรฝ่ายวิญญาณได้ ซึ่งมันมีอยู่จริงๆ

เหมือนกับผมตอนนี้ ถ้าผมถอดแว่น มองไป 500 เมตร ผมมองไม่เห็นใครนะ

ผมก็จะบอกว่า … “ไม่เห็นมีคนมาเลย”

แต่เด็กๆ อายุ 20 เขาอาจจะมองไป แล้วบอกว่า … “มีคนเดินมา 4 คน”

“มีที่ไหนเล่า ก็ดูอยู่ ไม่เห็นมีเลย”

ถามว่าผมเถียงเพราะอะไร? ก็ผมเห็นอย่างนั้นจริงๆ คือผมไม่เห็นไง แล้วเจ้าเด็กคนนั้น เขาโกหกผมเหรอ ไม่ได้โกหก เพราะเขาเห็นจริงๆ มันมีอยู่จริงๆ ความสามารถของเรามันด้อยมาก พระคัมภีร์จึงบอกให้เราเชื่อพระเจ้าให้เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเรา ของมนุษย์ทุกคน เพราะเราอ่อนแอมาก เราด้อยไปเยอะ เราดูอะไรก็ไม่เห็นในโลกวิญญาณ เราไม่เข้าใจเลย เราจะใช้สัมผัสอย่างเดียว ถ้าไม่เห็น ไม่เชื่อ เป็นพันๆ ปีมาแล้ว ถ้าไม่เห็น ไม่เชื่อว่าโลกกลม พระคัมภีร์บอกไว้ตั้งนานแล้ว จนกระทั่งมนุษย์เจริญรุ่งเรือง จนสามารถไปมองเห็นลงมาจากยานอวกาศ เห็นโลกกลมๆ เหมือนกับผมที่ตะกี้นี้ มีคนเดินมา 4 คนจริงๆ เพราะไปทำแว่นมาแล้วไง เทคโนโลยีได้ทำให้ผมมองเห็นความจริงเยอะขึ้นว่า …

“ไกลๆ มีคนเดินอยู่ 4 คนจริงๆ  หนูพูดถูก”

แต่ถ้ารอขนาดนั้น เราไม่เชื่อในถ้อยคำพระเจ้าทั้งหมด  เราจะลงนรกซะก่อน ที่จะมีอะไรเจริญรุ่งเรืองมาพัฒนาวัตถุอะไรต่างๆ มาทำให้เรามองเห็นในโลกฝ่ายวิญญาณได้ว่าสวรรค์มีจริง ในพระเยซูคริสต์มีจริง อาณาจักรแห่งความมืดมีจริง อาณาจักรแห่งความสว่างมีจริง เราจะรอให้ถึงวันนั้นเหรอ มันจะไม่ถึงนะสิ มันจะถึงนรกซะก่อน

นี่คือประสบการณ์ของเปาโลที่ได้ไปเห็นสวรรค์มาแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร? ตาจะมองเห็นเป็นเช่นไร? หูจะได้ยินเป็นอะไร? ความรู้สึกจะเป็นอย่างไร? จะต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน? ผู้เชื่อทุกคน หรือเปาโลก็สามารถจดจ่อความคิดไปที่โลกวิญญาณว่าเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว เราจึงสามารถนับพระพรได้ และขอบพระคุณพระเจ้าได้ เป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติเลย สามารถจะชื่นชมยินดี สามารถอธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้า สามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี เกินกว่าความคิดของมนุษย์ทั้งหลายที่จะเข้าใจ เกินกว่าความรู้สึกต่างๆ เพียงเราจดจ่อความคิดเราไปที่สวรรค์ เบื้องบนเท่านั้น ไม่ใช่จดจ่อที่ฝ่ายโลก อะไรที่มันกำลังเกิดอยู่ ไม่ใช่ไปจดจ่อตรงนั้น แล้ววิธีที่จะฝึกตรงนี้ ก็คือไม่จดจ่อมันทั้งสองอันเลย เพราะถ้าเราไปจดจ่อในสิ่งที่ดูดี มันก็อดไม่ได้ ถ้าเกิดมันไม่ดีขึ้นมา เราก็จะไปจดจ่อที่มัน

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะจดจ่ออยู่ที่ไหนก็ตาม มันก็จดจ่ออยู่ที่นั่น ก็คือจดจ่ออยู่ที่โลกใบนี้ มันมีทั้งโอกาสดีบ้าง? และโอกาสไม่ได้บ้างในสถานการณ์บางอย่างก็ดี ตามตามนุษย์ดี ถ้าเราไปจดจ่อ เราก็กำลังจดจ่ออยู่ฝ่ายโลก พระคัมภีร์บอกอย่าให้เราไปจดจ่อเลย ฝ่ายโลก ไม่ว่าสถานการณ์นั้น มันจะดี เราก็เฉยๆ มันไม่ดี เราจะได้เฉยๆ เหมือนกัน ถ้ามันดี เราไม่เฉย  เรายิ่งไปจดจ่อมันมาก เวลามันไม่ดีมา เราจะรับไม่อยู่  เราก็จะไปจดจ่อมันมาก มีเงินเยอะ พระเจ้าอวยพร มีทรัพย์สินเยอะ มีรายได้ดี ขอบคุณพระเจ้า มองมันใหญ่ จดจ่อมันใหญ่ และใจก็ไปอยู่ที่ทรัพย์นั้น อยู่ฝ่ายโลกนั้น พอมันถึงวันเวลาของโลกใบนี้ แน่นอน มันไม่มีอะไรแน่นอน โควิดมา ตกงาน บริษัทเจ๊ง รับไม่ได้ ทำร้ายตัวเอง นึกภาพเห็นไหม?

พระคัมภีร์จึงให้เราจดจ่อไปที่โลกฝ่ายวิญญาณ เพราะมันไม่เปลี่ยนแปลง เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้า มันมีแต่ดีและดีขึ้น ดีและดียอดเยี่ยม ดีตลอดไป นี่แหละคือเคล็ดลับ ซึ่งในสวรรค์ ในเบื้องบนตรงนี้ ก็คือในพระเยซูคริสต์ จดจ่อความคิด ตั้งความคิดไปที่ในพระเยซูคริสต์ ในโลกฝ่ายวิญญาณ  ในสวรรค์ที่เราเป็นอยู่ เราเป็นลูกของพระเจ้าอยู่เดี๋ยวนี้เลย ไม่ใช่รอไปสวรรค์ ไม่ใช่รออยู่ในพระคริสต์ เราอยู่ในอาณาจักรนี้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เราไม่เห็น เอเฟซัส 1:3  เปาโลจึงยืนยันความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างนี้ว่าในพระเยซูคริสต์ ทำไมเราต้องไปจดจ่ออยู่ที่นั้น เปาโลไปเห็นอะไรมา ถึงมาเล่าให้เราฟังตรงนี้ เอเฟซัส 1:3

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการในพระคริสต์ แก่เราทั้งหลาย ในสวรรค์สถาน”

 

ในสวรรค์สถาน จำไว้เลยนะ พอบอกในสวรรค์สถาน ก็คือในโลกวิญญาณที่ตาเรามองไม่เห็น  หูเราไม่ได้ยิน  แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ให้กับคนที่รักพระองค์

สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณ นานัปการ หมายถึงทั้งหมด เรียบร้อยแล้ว ที่เราต้องใช้อะไรบ้าง? เราเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งหมดให้เราบริบูรณ์ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ที่ไหน? ที่ในประเทศหนึ่งก็ได้  อาณาจักรหนึ่งก็ได้ ที่มีชื่อว่าในพระคริสต์ คือในสวรรค์ตรงนี้แหละ ที่เราใช้คำว่าสวรรค์ ก็เพราะว่าเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี มนุษย์ก็ใช้คำว่าสวรรค์ เพราะฉะนั้น ในสิ่งที่ไม่ดี ในโลกฝ่ายวิญญาณ มนุษย์ก็ใส่คำว่านรกเข้าไป

ในพระเยซูคริสต์ เรามีครบหมดทุกอย่างแล้ว  ถ้าเราจดจ่อ สถานที่ที่เรามีครบหมดทุกอย่างจริงๆ แล้ว เราก็แฮปปี้ตลอด เราก็สามารถตาม 1 เธสะโลนิกา บทที่ 5 ได้ว่าชื่นชมยินดี มีความสุขได้ ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี พูดกับพระเจ้า คุยกับพ่อ กระหนุงกระหนิง ไม่ใช่มาโอดครวญว่าทำไมเป็นอย่างนั้น? ทำไมเป็นอย่างนี้ นึกภาพออกไหม? มันเป็นไปได้ มันเป็นเคล็ดลับที่นำพาเราไปสู่สันติสุข ความสุขจริงๆ ได้เลย ถ้าเราหลุดออกจากโลกใบนี้ เข้าไปมิติโลกฝ่ายวิญญาณ  เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้เลย  ไม่ต้องรอตาย  นี่คือความจริง

เปาโลใช้คำว่าคาดเข็มขัด เราจึงควรคาดเข็มขัดแห่งความจริงนี้ แล้วรับรู้ เฝ้านับพระพรฝ่ายวิญญาณ ทุกๆ ประการนี้ ทุกวัน จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ นับมันทุกวัน ตื่นขึ้นมา ก็ …

“ทำไมฉันร่ำรวยมหาศาลขนาดนี้ แล้วไม่มีการจนอีกต่อไปเลย ขอบคุณพระเจ้า สง่าราศีของฉันยิ่งใหญ่เหลือเกิน ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นลูกของพระเจ้า ฉันไม่ต้องไปแสวงหาสวรรค์ที่ไหนแล้ว ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว ฉันได้อยู่แล้ว ไม่ใช่จะไปอยู่”

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องขอพระพรจากพระเจ้า เพราะมันมีอยู่แล้ว ให้เรานับ … นับ แสดงว่ามันมีแล้ว เพียงแต่ตาเนื้อเรามองไม่เห็น มือเนื้อเราแตะต้องไม่ได้ แต่พอเราหลุดเข้าไปในโลกฝ่ายวิญญาณ  ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราจับต้องมองเห็นได้ เหมือนฮีบรู 11:1 บอกไว้ว่าความเชื่อ คือความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ เราแค่นับพระพร เพราะพระเยซูได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วที่ไม้กางเขน และเราได้รับเรียบร้อยแล้ว ในพระพรต่างๆ เหล่านี้

ถ้าเผื่อว่าเรามั่นใจว่าเราได้ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เลือกที่จะอยู่ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ อาณาจักรแห่งแสงสว่างแล้ว โดยเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถ้าเราเชื่อแล้ว พระเจ้าก็ประทานพระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการให้เราเรียบร้อยแล้ว ในพระเยซูคริสต์เช่นเดียวกัน

และถ้าเรานับพระพรอย่างนี้ อยู่ทุกวันๆ เรากำลังทำอะไรรู้ไหม? ไม่ใช่สร้างความสุขให้เราอย่างเดียว เรากำลังเป็นพยานฝ่ายพระเยซู เรากำลังอยู่ข้างพระเยซู กำลังรับใช้พระเยซูว่าที่พระเยซูประกาศที่ไม้กางเขนว่าสำเร็จแล้ว นั่นนะ มันเป็นจริงๆๆๆๆ นอกเหนือจากเราได้รับแล้ว สิ่งหนึ่ง ก็คือเราได้รับใช้พระเจ้าอยู่ว่าถ้อยคำพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ที่พระเยซูพูด ผู้แรกที่เป็นผู้ประกาศข่าวดีนี้ บนไม้กางเขน บอกว่า … “สำเร็จแล้ว” มันสำเร็จแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้น เราจึงร้องเพลงเมื่อตะกี้นี้

นับพระพรของฉันดูทีละอัน           นับพระพร ซึ่งพระเยซูประทาน

นับพระพรนั้น  นับดูทีละอัน          นับพระพรของฉัน ซึ่งพระเยซูได้ทำให้แล้ว

ร้องทุกเช้า ร้องทุกวัน ร้องตลอดเวลา อาบน้ำ ก็ร้องไป เอเมนไหม? เป็นหวัด ก็ร้องไป เป็นโควิดก็ร้องได้ ถ้าฝึกอยู่บ่อยๆ

สรุปรวม ในข้อต่อไปนี้ พูดถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณนานัปการในพระเยซูคริสต์ เปาโลก็จะเรียบเรียงให้เรา เพราะหนังสือเอเฟซัสนี้พูดถึงพระพรนานัปการฝ่ายวิญญาณในพระเยซูคริสต์ ที่ผู้เชื่อทั้งหลายได้รับเรียบร้อยแล้วนั้น คร่าวๆ มีอะไรบ้าง? ในเอเฟซัส 1:4 เปาโลไปเห็นอะไรมาในพระคริสต์ จึงอยากให้เรารู้ในสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอยู่แล้ว

เอเฟซัส 1:4 “เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก ให้บริสุทธิ์ ปราศจากที่ติ ในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก”

 

เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ได้เลือกเราทั้งหลายเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ เป็นลูกที่รักส่วนพระองค์ แต่ละคน นี่เป็นความรู้สึกเดียวเลย ถ้าใครมีลูกแล้ว จะเข้าใจเรื่องนี้ ต่อให้เรามีลูก 10 คน หรือ 20 คน 2 คน หรือกี่คนก็ตาม? เรารักลูกของเราแต่ละคนเท่าๆ กัน แต่ละคนเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว เป็นหัวใจของเรา มันหมายถึงอย่างนี้

ถามว่าเลือกไว้ที่ไหน? ในพระคริสต์ ก็คือเลือกมนุษย์ทั้งหลายทุกคน เข้ามาอยู่ในสวรรค์ เป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก แต่ละคนในสวรรค์ ที่มีชื่อว่าอาณาจักรของพระคริสต์ หรือในพระเยซูคริสต์ เลือกทุกคนนะ ไม่ใช่เลือกเฉพาะบางคน พระเจ้าทรงรักโลกนี้ยิ่งนัก ไม่ต้องการให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ต้องไปสู่ความพินาศ แต่มาได้รับชีวิตนิรันดร์ มาอยู่กับพระองค์ในสวรรค์สถาน พระองค์ต้องการเช่นนั้น แต่มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้เป็นหุ่นยนต์ บังคับอะไรก็ได้ อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ พระเจ้าให้การตัดสินใจที่เป็นอิสระ เป็นบุคคล เป็นตัวตนของเขา เพราะฉะนั้น เขาจะเลือกก็ได้ ไม่เลือกก็ได้ แต่พระองค์ทรงเลือกและอยากให้ทุกคนมาเป็นลูกของพระองค์ มาอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ ในพระคริสต์

เพราะฉะนั้น ในขณะที่คนนี้ยังไม่เชื่อ นึกว่าเขาไม่เชื่อ แล้วพระเจ้าจะลงโทษเขา ไม่ใช่เลย ไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ แต่เป็นความบาปต่างหากที่ลงโทษ เพราะในพระคัมภีร์บอกแล้วว่าความบาป ก่อให้เกิดความตาย ผลของความบาป ก็คือความตาย ความตายรวมความ ก็คืออยู่ในที่ตรงกันข้ามกับที่มีพระเจ้า ก็คือนรกนั่นเอง  ส่วนพระเจ้ารักมนุษย์ยิ่งนัก รักมนุษย์ทุกคน ต้องการให้เขามาสู่ความรอดในพระเยซูคริสต์ จึงส่งพระเยซูมาเคาะประตู เคาะหัวใจ เคาะๆ ตลอดเวลาว่า …

“กลับมาเถิดๆ เรารักเจ้า”

พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกคนเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ในนี้บอกว่าพระเจ้าเลือกเราก่อนสร้างโลก รักเราอย่างดวงใจ ดั่งแก้วตาของพระองค์ ก่อนสร้างโลกเลยนะ ถามว่าทำไมต้องก่อนสร้างโลก ก็เพราะพระเจ้าไม่มีเวลากำหนด ไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ทรงเป็นนิรันดร์ ไม่มีกำหนดเวลา เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นเลย คือพระองค์ต้องการ เหมือนคนอยากจะมีลูก ไม่ใช่อยากมีลูกปีนี้ นั่นคือคนธรรมดา ที่บอกว่าอยากจะมีลูกปีนี้ เรามีจำกัดด้วยวันและเวลา แต่พระเจ้าไม่มีจำกัด พระเจ้าต้องการเป็นลูกของพระองค์ ในนี้ เขียนบอกว่าตั้งแต่ก่อนสร้างโลก ก็คือสำหรับพระองค์ไม่มีเวลา ให้มาอยู่กับพระองค์ เป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ เป็นลูกของพระองค์ที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ได้รับการชำระในสายพระเนตรของพระองค์นะ ไม่ใช่ชำระเราให้สะอาดบริสุทธิ์เฉยๆ แต่ชำระสะอาดบริสุทธิ์ ขนาดพระเจ้ามองมาบริสุทธิ์สะอาด เหมือนพระเยซูเลย  ด้วยความรัก

เอเฟซัส 1:5-6 “5 พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์ 6 เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่ง ซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ อย่างเหลือล้นในพระองค์ ผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า”

 

ด้วยความรัก เห็นไหมครับ เลือกเราไว้ ในพระเยซูคริสต์ เพื่อการสรรเสริญและพระคุณสูงส่ง ซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ อย่างเหลือล้น ก็คือเราไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเราเองเลย

อย่างที่ตะกี้นี้ผมยกตัวอย่างให้ว่าเหมือนเราจะมีลูก เราไม่เคยคิดว่าเราจะมีลูก เพื่อตัวเราเอง เพราะเรารักเขา มันหมายถึงอย่างนั้น เขาไม่ต้องทำอะไรเลย เราก็อยากจะมีเขาแล้ว เพราะเขายังไม่ได้ทำอะไรให้เราเลยสักนิดหนึ่ง เราก็รักเขาเสียแล้ว คล้ายๆ อย่างนั้น

เอเฟซัส 1:7 “ในพระเยซู เราได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป ตามพระคุณอันอุดมของพระเจ้า”

 

เห็นไหมครับ? ในพระเยซูคริสต์นี้ ในสวรรค์นี้  เมื่อเรารับเชื่อแล้ว เราได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ คือได้รับการอภัยโทษบาป ตามพระคุณอันอุดมของพระเจ้า หมดเรียบร้อย จบไปเลย ครั้งเดียวเป็นพอเลย เราได้รับการอภัยโทษบาปทั้งสิ้น ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ตาม เราได้รับการอภัยไปเรียบร้อยแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว

เอเฟซัส 1:8 “ซึ่งพระองค์ ได้ประทานแก่เราอย่างเหลือล้น ด้วยสติปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง”

 

ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราอย่างเหลือล้น ด้วยสติปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง คือพระองค์ทรงเข้าใจเราดี ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงรักเราและรู้จักเราดีกว่าในพระเยซูคริสต์

เอเฟซัส 1:9 “และพระองค์ทรงให้เรารู้ความล้ำลึกแห่งพระดำริของพระองค์ ตามที่พอพระทัย ซึ่งทรงมุ่งหมายไว้ในพระคริสต์”

 

พระองค์ทรงเปิดเผยแผนการอันล้ำลึก ในโลกฝ่ายวิญญาณ ให้เราได้รู้ เมื่อเราเริ่มเชื่อข่าวดีของพระเยซูคริสต์ และได้ย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรพระเยซูคริสต์ พระองค์จะเปิดเผยสิ่งต่างๆ อันล้ำลึกให้กับเราทั้งหลาย ง่ายๆ ก็คือเราเชื่อ เราเข้าใจว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าได้อย่างไร? เราจะเชื่อได้อย่างไร ถ้าพระเจ้าไม่ช่วยเรา เราจะเข้าใจตรงนี้ได้อย่างไรว่าขณะที่เราเดินอยู่บนโลกใบนี้ แล้วบอกว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า

เอเฟซัส 1:10 “พระดำริของพระองค์  ก็คือเมื่อถึงกำหนดเวลา  พระองค์จะทรงรวมสิ่งสารพัด  ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก  ไว้ภายใต้พระคริสต์  ผู้ทรงเป็นศีรษะ”

 

ท่านลองคิดดูว่าเราใหญ่ขนาดไหน?  เราอยู่ในพระคริสต์ ในฐานะลูกของพระเจ้า ครอบครองอาณาจักรของพระคริสต์ หรืออาณาจักรสวรรค์นี้ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซู ในสวรรค์สถานนี้ และในนี้บอกว่าเมื่อถึงกำหนดเวลา พระองค์จะทรงรวบรวมสิ่งสารพัด ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกนี้ ไว้ภายใต้พระคริสต์ ผู้ทรงเป็นศีรษะ ไว้ภายใต้อาณาจักรของพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นหัวหน้าของเราทั้งหลาย  “เป็นศีรษะ” ก็คือเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระองค์เป็นศีรษะ เราเป็นร่างกาย ยกตัวอย่างให้เป็นบุคคลหนึ่ง แต่ในพระคัมภีร์บอกว่าเราได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เราได้ผสมปนเป ได้จุ่มลงไป ได้บัพติศมาวิญญาณของเราลงไปในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว

เอเฟซัส 1:11 “ในพระองค์ เรายังได้รับการทรงเลือกตามที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ตามแผนการของพระองค์ ผู้ทรงกระทำให้ทุกสิ่ง เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของพระประสงค์ของพระองค์

 

ในพระเยซูคริสต์ พระองค์ยังได้ทรงเลือกตามที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ตามแผนการของพระองค์ ผู้ทรงกระทำให้ทุกสิ่ง เป็นไปตามจุดหมายของพระประสงค์ของพระองค์ “ทุกสิ่ง” หมายถึงทุกสิ่งบนโลก และทุกสิ่งในโลกฝ่ายวิญญาณทั้งหมดเลย ทั้ง 2 โลก ให้รวบรวมทั้งหมดมาอยู่ในพระเยซูคริสต์ แล้วมีเราเป็นผู้ปกครองร่วมกับพระเยซู

เอเฟซัส 1:12 “เพื่อเราทั้งหลาย ซึ่งเป็นพวกแรกที่มีความหวังในพระคริสต์ จะได้สรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

 

ตรงนี้เปาโลกำลังบอก “เพื่อเราทั้งหลาย” คือเปาโลเป็นชาวยิว เพื่อชาวยิวทั้งหลายเป็นพวกแรกที่มีความหวังในพระคริสต์ จะได้สรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์ พวกยิวเป็นพวกแรกที่มีโอกาสเข้าไปสู่สวรรค์ในพระคริสต์นี้ ก่อนใครเพื่อนเลย เดี๋ยวดูต่อไปในสวรรค์มีใครอีก

เอเฟซัส 1:13 “และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อ ก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ ด้วยดวงตรา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้”

 

ตะกี้นี้บอกว่าพวกเรา ก็คือยิว และท่านทั้งหลาย ก็คือผู้ที่หนังสือจดหมายนี้ ที่เปาโลเขียนไปหาเขา ผู้เชื่อในเอเฟซัส ก็คือผู้เชื่อในพระเยซู หมายถึงใครก็ตาม ที่เชื่อในพระเยซู รวมทั้งเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วย ว่าถ้าเราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่าพระองค์เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป เราก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ให้เข้าไปในพระคริสต์ ในสวรรค์นี้ โดยประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เข้ามาเป็นมัดจำเลย ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ เมื่อเรารับเชื่อในข่าวดีนี้ปุ๊บ พระวิญญาณของพระเจ้าจะเสด็จเข้ามาอยู่ในร่างกายของเราเลย แล้วเข้ามาสอนเราในเรื่องของพระเจ้าทันที เป็นมัดจำ

ถามว่า “เป็นมัดจำ” เพราะอะไร? เพราะว่าจะได้พาเราไปดูสิ่งต่างๆ เยอะแยะมากมายในทรัพย์สมบัติต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณนานัปการที่พระเจ้าทรงประทานให้เรียบร้อยแล้ว ต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ รอไว้วันหนึ่งข้างหน้า ถึงจะครบถ้วน

เอเฟซัส 1:14 “ผู้เป็นมัดจำ ค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเรา จนกว่าคนของพระเจ้า จะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

 

“ผู้ได้รับมัดจำ” หมายถึงว่าเราได้รับมัดจำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยืนยันว่าเราเป็นลูกพระเจ้า และได้รับพระพรเหล่านี้ แต่เนื่องจากเรายังอยู่ในร่างกายที่ยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ และยังอยู่บนโลกใบนี้ที่ยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ สำหรับสวรรค์สถาน ในอนาคต เพราะว่าโลกใบนี้ และร่างกายที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันต้องคำสาป อยู่ในการเสื่อมโทรม อยู่ในการสูญสิ้นไปในวันหนึ่งข้างหน้า และพระเจ้าได้จัดเตรียมร่างกายใหม่ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในสวรรค์ ในโลกวิญญาณ ร่างกายใหม่ของเรา ก็จะเป็นร่างกายสวรรค์ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ร่างกายนี้อีกต่อไป จะเป็นร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องมีความตาย ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์อะไร?อีกต่อไปเลย  และพระเจ้าก็จะให้เราอยู่ในสวรรค์สถาน ที่เป็นโลกใหม่ด้วย โลกนี้ ที่ตกอยู่ในคำสาปแช่ง เสียหายไป  ก็สูญสิ้นไป และโลกใหม่ที่พระเจ้าเตรียมไว้ ก็จะเข้ามาแทนที่ เป็นโลกที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความลำบาก ไม่มีความโศกเศร้าเสียใจ และไม่มีมาร ไม่มีความบาปอีกต่อไป

นี่แหละคือความครบถ้วนบริบูรณ์ และถามว่าเรามีความหวังได้อย่างไร? ก็ในพระคัมภีร์บอกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งทรงสถิตอยู่กับเราตอนนี้แล้ว เมื่อเราจดจ่อไปที่โลกฝ่ายวิญญาณ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะคอนเฟิร์ม จะยืนยันตรงนี้เองว่าสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังทุกข์อยู่บนโลกใบนี้ ขณะนี้ ในร่างกายนี้ เดี๋ยวมันก็จบไป มีร่างกายใหม่ให้เราเรียบร้อยแล้ว มีโลกใหม่ที่ดีกว่านี้ เป็นเหมือนสวรรค์สถานให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว เอเมน มันหมายถึงอย่างนี้

ก็ขอบคุณพระเจ้าได้ไง อยู่บนโลกใบนี้ก็ทุกข์ตาย  ถ้าไม่มีความหวัง แล้วจะอยู่บนโลกใบนี้ถึงเมื่อไร? อยู่ในร่างกายนี้ มันทุกข์ มีแต่เกิด แก่ เจ็บ และก็ตาย เสื่อมโทรมไปทุกวัน แต่ขอบคุณพระเจ้า เสื่อมโทรมไป เพื่อที่จะได้เกิดเป็นร่างกายใหม่ในวันหนึ่งข้างหน้า ที่พระเจ้าเตรียมร่างกายนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เหมือนพระเยซูตอนเป็นขึ้นจากความตาย เพราะเราเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน

นี่คือสิ่งที่เปาโลอยากจะให้เราพอที่จะเห็นภาพในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นเช่นไร?  เพื่อเป็นเคล็ดลับให้กับเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เพื่อให้เราจดจ่อไปที่เบื้องบน จดจ่อไปที่สวรรค์ จดจ่อไปที่ในพระคริสต์ที่เราได้อยู่แล้ว จากความเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ซึ่งรวมๆ แล้ว ผมก็คัดออกมานิดหนึ่ง ตะกี้นี้ที่อ่านไปทั้งหมดว่ามีอะไร …

  1. ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก
  2. ชำระเราให้บริสุทธิ์ ปราศจากที่ติ ในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก
  3. รับเราเป็นบุตรของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์
  4. เราได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระองค์ คือ ได้รับการอภัยโทษบาปตลอดไป
  5. ทรงให้เรารู้ความล้ำลึก แห่งพระดำริของพระองค์ ในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซู
  6. ได้รับการทรงเลือก ตามที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ตามแผนการของพระองค์
  7. ได้ร่วมอยู่เป็นประชากรของพระองค์คนหนึ่ง เป็นลูกของพระองค์ท่านหนึ่งในพระเยซูคริสต์ ในสวรรค์นี้เรียบร้อยไปแล้ว
  8. เราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเรา  จนกว่าคนของพระเจ้า   จะได้รับการไถ่   ก็คือเราจะได้รับร่างกายใหม่ โลกใหม่ ที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ เมื่อตอนที่วาระของโลกใบนี้สิ้นสุดลง ก็คือมนุษย์คนสุดท้าย มาเชื่อในพระเจ้า ได้ยินข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ตามที่พระองค์ทรงบอกไว้ เมื่อพระเยซูคริสต์กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เอเมน

นี่นับพระพร ก็จะไม่หมดอยู่แล้วนะ แล้วในพระคัมภีร์ไม่ได้จบอยู่แค่นี้  มันยังมีอีก ในหนังสือจดหมายฝากอื่นๆ อีกมากมายที่ได้บันทึกถึงเรื่อง “ในพระเยซูคริสต์” เราก็มีหน้าที่ไปตรวจดู เมื่อไรก็ตามที่เห็นเขียนคำว่า “ในพระเยซูคริสต์ ท่านเป็นอะไรก็ตาม” เราก็จดเอาไว้  แล้วก็จำเอาไว้ ได้มากเท่าไร ก็เอาเท่านั้น มันสำคัญตรงที่ต้องจดจำให้ได้ว่าเป็นเช่นไรในภาพรวม

เปาโลอยากให้ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคน ผู้เชื่อในข่าวประเสริฐทุกคน ได้รับรู้ถึงเรื่องพระพรในพระเยซูคริสต์ ในฝ่ายวิญญาณอย่างมาก เขาปรารถนา เพราะเขารู้ว่านี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ผู้เชื่ออยู่รอด และปลอดภัย เป็นสุขต่อการถูกล่อลวงต่างๆ บนโลกใบนี้ มีสันติสุขบนโลกใบนี้ ไม่ถูกขโมยเอาสันติสุขไป  ไม่ถูกขโมยเอาความสงบไป ไม่ถูกขโมยเอาความจริงไป ดูสิว่าเปาโลต้องการมากขนาดไหน? อยากมากขนาดไหน? ที่อยากให้ผู้เชื่อรับรู้เรื่องนี้ ในเอเฟซัส 1:15-17 ดูสิว่าอาจารย์เปาโลท่านมีความรู้สึกอย่างไร?

เอเฟซัส 1:15-17 “15 ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ยินถึงความเชื่อของท่านในพระเยซูเจ้า และความรักของท่านที่มีต่อประชากรทุกคนของพระเจ้า 16 ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่าน และเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน 17 ข้าพเจ้าเพียรทูลขอให้พระเจ้าขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา คือพระบิดาผู้ทรงพระเกียรติสิริ ทรงให้ท่านมีพระวิญญาณแห่งสติปัญญาและการสำแดง เพื่อท่านจะรู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น”

 

เห็นไหมครับ?  เมื่อเปาโลรู้ว่าใครมาเชื่อพระเจ้าและเอาจริงเอาจังกับพระเจ้า ได้เกิดใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ จากความเชื่อของเขาในข่าวดีนี้ เขาทำอะไร? …

“ข้าพเจ้าเพียรทูล”

ก็คืออธิษฐานด้วยความขยัน ความเพียร ขอพระเจ้าขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา คือพระบิดาผู้ทรงพระเกียรติสิริ ขอทรงโปรดให้ท่านเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ทางด้านกิจการงาน มีสุขภาพแข็งแรง ไปไหนมาไหน มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ใช่หรือเปล่า? ไม่ใช่ อันนี้เราคิดเอง

ทำไมเปาโลไม่อธิษฐานอย่างนั้น ข้าพเจ้าเพียรอธิษฐานให้ท่าน ให้อยู่รอดปลอดภัย ให้มีสุขภาพแข็งแรง ให้มีความสงบสุขในครอบครัว  ทำไมไม่อธิษฐานอย่างนั้น ไม่ใช่อธิษฐานอย่างนั้นไม่ดีนะ ผมกำลังถามท่านว่าเราลองมาคิดกันดูว่าทำไมเปาโลไม่อธิษฐานเหมือนอย่างที่เราอธิษฐาน ก็แสดงว่าเปาโลก็รู้ว่าสิ่งที่เราอธิษฐาน เมื่อตะกี้นี้ มันก็ดีอยู่หรอก แต่มันมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น สำคัญกว่ามากเลย  เปาโลจึงเพียร ขยัน อดทนที่จะอธิษฐานให้เราได้ตรงนั้น เพราะถ้าได้ตรงนั้น  สิ่งที่เราอธิษฐานที่ตะกี้มา ก็ได้หมด คือเราเข้าใจ เราจะมีสันติสุข

“ขอให้ท่านมีพระวิญญาณแห่งสติปัญญา”

ตรงนี้ไม่ใช่พระวิญญาณ เป็นวิญญาณแห่งสติปัญญา

“ขอให้ท่านมีวิญญาณแห่งสติปัญญา และวิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ เพื่อท่านจะรู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น”

ให้ท่านได้รับวิญญาณแห่งสติปัญญา วิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ทางโลกวิญญาณ เกิดขึ้นจากความรู้ข้างในของท่าน ออกมาข้างนอก  คือให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนท่าน ให้ท่านเจริญเติบโต รู้ว่าอะไรที่อยู่ในพระคริสต์ อะไรที่อยู่ในสวรรค์ ให้ท่านสามารถมีตาฝ่ายวิญญาณทะลุเข้าไปเห็นมิติอีกมิติหนึ่ง ที่เรียกว่ามิติวิญญาณให้ได้ตามพระคัมภีร์ที่บันทึกเอาไว้ เป็นความจริงเหล่านี้ ซึ่งสำคัญมาก ถึงได้เพียรอธิษฐานตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายก็ต้องมานั่งคิดใหม่แล้วนะ เราควรจะอธิษฐานให้กับเพื่อนเรา พี่น้องของเราที่เชื่อในพระเจ้าอย่างไรดี? ที่เราคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มากกว่าเยอะกว่าการอธิษฐานตามแบบเดิมๆ ที่ทั่วๆ ไป ซึ่งดีอยู่แล้ว แต่มาเน้นตรงนี้ ให้เหมือนที่เปาโลอยากให้เราทำ

เอเฟซัส 1:18 “ข้าพเจ้ายังขอให้ตาใจของท่านสว่าง เพื่อท่านจะได้รู้ถึงความหวังที่ทรงเรียกท่านมานั้น รู้ถึงความมั่งคั่งแห่งมรดกอันรุ่งเรืองของพระองค์ สำหรับประชากรของพระองค์”

 

ภาษาเดิมคือ … “ข้าพเจ้ายังอธิษฐานให้ตาฝ่ายวิญญาณของท่าน วิญญาณของท่าน ซึ่งเป็นตัวจริงๆ ของท่านนั้นแหละ สว่าง เพื่อจะได้รับการสำแดงความรู้จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  เพื่อท่านจะได้รับรู้ถึงความหวัง และมีความมั่นใจในเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ของพระเจ้า  ที่พระองค์ได้เรียกท่านเข้ามานั้น ก็คืออยู่ในพระคริสต์นั้น และรับรู้เรื่องมรดกที่เต็มไปด้วยสง่าราศีอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง และมีค่าที่สุดของพระองค์ที่ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับท่านแล้ว”

“ท่าน” คือใคร? คือผู้ได้เป็นประชากรที่บริสุทธิ์แล้ว ชอบธรรม ปราศจากบาปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์ชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว

ทั้งหมดนี้ผ่านทางความเชื่อและรับสิทธิของท่าน ที่พระเยซูได้ไถ่บาปให้กับท่าน คือเชื่อในข่าวดีนี้ ก็ได้รับตรงนี้แล้ว ได้รับแล้วๆ ผมพยายามเน้นคำว่า “แล้ว” ซึ่งมันสำคัญมากๆ

เอเฟซัส 1:19 “และรู้ถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่สุดหาใดเทียบ สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ฤทธานุภาพนี้ เป็นเหมือนพระราชกิจ แห่งพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์”

 

อธิษฐาน  เพื่อท่านจะได้เริ่มต้นเรียนรู้  ท่านเพิ่งเชื่อใหม่ เพิ่งเข้ามาอยู่ในสวรรค์ ในพระคริสต์  อาจารย์เปาโลจึงอธิษฐานขอให้พระวิญญาณสอนท่าน ให้เข้าไปในวิญญาณของท่าน เพราะความรู้เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ลี้ลับในโลกฝ่ายวิญญาณ สามารถเรียนรู้ได้ทางเดียว คือทางวิญญาณ จากข้างใน ไม่ใช่จากข้างนอก ต้องจากข้างในออกมา ไม่ใช่จากตามองเห็น  หูได้ยิน ไม่ใช่ ต้องจากข้างในก่อน

เพื่อท่านจะได้เริ่มต้นเรียนรู้ถึงฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล ตรงนี้มันแปลว่าอย่างนี้  ไม่รู้ว่าจะเขียนว่าอะไรแล้ว คำแปลอันเดิม ภาษาเดิมเขาบอกว่าเพื่อท่านจะได้เรียนรู้ถึงฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่ อภิมหาศาล ที่ไม่มีขีดจำกัด และหาที่เปรียบไม่ได้ของพระเจ้า  รับรู้ถึงฤทธิ์อำนาจนี้ของพระเจ้า

เอเฟซัส 1:20 “ซึ่งทรงกระทำในพระคริสต์ เมื่อทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย และให้ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสวรรค์สถาน”

 

ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า ที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ที่ไม่มีขีดจำกัด ในข้อที่ 20 บอก … ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชอำนาจ  พลังที่ยิ่งใหญ่มหาศาลทางฝ่ายวิญญาณ  ที่กระทำการงานอยู่ในวิญญาณของเราผู้เชื่อเรียบร้อยไปแล้ว กำลังทำการงานอยู่ตอนนี้  ไม่ใช่รอให้ฤทธิ์เดชอำนาจนี้เข้ามา แต่มันมีอยู่แล้ว ให้ท่านรับรู้ ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนท่านในฤทธิ์เดชอำนาจอันยิ่งใหญ่มหาศาลของพระเจ้าทางฝ่ายวิญญาณ กระทำการงานอยู่ในวิญญาณของเราผู้เชื่อ ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว และเป็นฤทธิ์เดชอำนาจ พลังงานที่ยิ่งใหญ่มหาศาล อันเดียวกันกับที่พระเจ้าได้กระทำในพระเยซูคริสต์ เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และได้แต่งตั้งให้พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในย่านฟ้าอากาศ สวรรค์สถานต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ ฤทธิ์เดชอำนาจที่เราเคยอ่านในพระคัมภีร์ในวันอีสเตอร์ที่บอกว่าพระเยซูได้เป็นขึ้นจากความตาย หลุมฝังศพเปิดออก ฤทธิ์อำนาจนั้น ที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ฤทธิ์เดชอำนาจนั้น ตอนนี้กระทำการงานอยู่ในวิญญาณของเราทั้งหลายผู้ที่ได้เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูไปแล้ว

ฤทธิ์อำนาจที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย และฤทธิ์เดชอำนาจเดียวกันนี้ ที่ทำให้พระเยซูได้รับการแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ครอบ ครองอาณาจักรทั้งหมดในสวรรค์นั้น ฤทธิ์เดชอำนาจนี้ อยู่ในเรา ผู้เชื่อ อยู่ในวิญญาณของเรานั่นแหละ รับรู้ไว้เถิดว่าเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน? เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต เราไม่ต้องทำอะไรเลย สิ่งเหล่านี้พระเยซูทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว เอเมน

เอเฟซัส 1:21 “สูงส่งยิ่งเหนือเทพผู้ครอง และเทพผู้ทรงอำนาจ เทพผู้ทรงเดชานุภาพ และเทพผู้ครองอาณาจักรทั้งสิ้น และเหนือทุกนามที่เขาเอ่ยขึ้น ไม่เพียงในยุคนี้เท่านั้น แต่ในยุคหน้าด้วย”

 

อย่าเพลินไปคิดว่ากำลังพูดถึงพระเยซูคริสต์ นี่กำลังพูดถึงเราผู้เชื่อนะ เราควรจะรับรู้สิ่งนี้ พอฟังเพลินๆ ไป มันไม่กล้าไง มันใหญ่ขนาดนั้น ฉันถอยลงมาดีกว่า ให้พระเยซูเป็น นี่กำลังพูดถึงเราผู้เชื่อ ฤทธิ์เดชอำนาจนั้น ที่ทำในพระเยซูคริสต์ เหมือนกันเลย  ทำงานอยู่ในเราแล้วตอนนี้ เราได้เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซูเลย เรามีสง่าราศีเหมือนพระเยซูเลย  พระเจ้าได้พาเปาโลเข้าไปในโลกวิญญาณ ได้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ว่ามันเป็นจริงด้วย แล้วลงมา เล่าให้เราฟัง เป็นพยานให้เราฟัง แล้วเขียนบอกเราว่าเราเป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่ใช่รอตาย แล้วค่อยเป็น เป็นตั้งแต่เดี๋ยวนี้แล้ว แต่ว่ากันตามตรง เหมือนเราตายไปแล้ว เพราะพระคัมภีร์บอกว่าเมื่อตอนเรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราได้ตายต่อบาปตอนนั้นแล้ว  ตายเพื่อจะได้เป็นขึ้นจากความตายได้

ข้อ 21 ในภาษาเดิม เขาบอกว่า … “ในตำแหน่งนี้ ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในสถานที่เรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ หรือเราเรียกกันว่าในสวรรค์สถานนี้  ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในตำแหน่งนี้ พระเยซูมีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด พระเยซูเป็นอย่างไร? เราก็เป็นอย่างนั้น เพราะฤทธิ์เดชอำนาจเดียวกันเลย ที่ทำงานอยู่ในเรา

ในตำแหน่งนี้พระเยซูมีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือเหล่าวิญญาณที่ปกครองอยู่ในสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ นี่แปลมาจากภาษาเดิม เป็นคำต่อคำเลย นึกออกใช่ไหมสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้  ทวีปโน้น ทวีปนี้ ประเทศโน้น ประเทศนี้ มีวิญญาณครอบครองอยู่ แต่ในนี้บอกว่าพระเยซูมีสิทธิยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือเหล่าวิญญาณที่ปกครองอยู่ในสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้

แค่นั้นไม่พอ เหนือเหล่าวิญญาณที่ใช้สิทธิอำนาจต่างๆ นี่แปลจากภาษาเดิมเลยนะ ในโลกวิญญาณ มีวิญญาณต่างๆ ที่ใช้สิทธิอำนาจอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้เยอะแยะ แต่พระเยซูคริสต์และเรามีอำนาจเหนือเหล่าวิญญาณเหล่านี้ทั้งหมด เหนือพลังอำนาจการครอบครองในโลกวิญญาณนี้ ที่เรามองไม่เห็นนี้ มีอำนาจมืดครอบครองอยู่ ในพระคัมภีร์บอกมาร ก็ยังทำการงานอยู่บนโลกใบนี้ แต่เรามีอำนาจในพระเยซูคริสต์เหนือพลังอำนาจการครอบครอง ไม่ว่าจะผ่านทางทูตสวรรค์ต่างๆ หรือทางมนุษย์ก็ตาม ไม่ว่ามันจะทำงานผ่านทางมนุษย์หรือไม่ก็ตาม ในพระเยซูคริสต์เรามีฤทธิ์เดชอำนาจอยู่เหนือมากเลย

แค่นั้นไม่พอเหนือทุกนาม หรือชื่อที่ตั้งขึ้น ไม่ว่ามนุษย์จะตั้ง หรือวิญญาณจะตั้งขึ้นมา ชื่ออะไรก็ตาม ในพระเยซูคริสต์เรามีอำนาจอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด อย่างเช่น อาจารย์เปาโลอาจจะนึกถึงนามบาอัล เหนือทุกนาม หรือชื่อที่ตั้งขึ้น เหนือสิทธิอำนาจ และฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ เหนือฤทธิ์เดชอำนาจที่ถูกตั้งขึ้นบนโลกใบนี้ มันจะตั้งใครก็ตามในโลกวิญญาณ มันอาจจะตั้งคนนี้เป็นหัวหน้าตรงนั้นตรงนี้ ครอบครองโดยวิญญาณต่างๆ ที่เป็นสมุนของมาร เป็นกองทัพของมาร แต่มันไม่มีอำนาจอยู่เหนือพระเยซูคริสต์และเราทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์เลย

และในนี้บอกว่าสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้าอันนี้ ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูที่กระทำการงานอยู่ในเราผู้เชื่อแล้ว สิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชสูงสุดของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์นี้ จะคงอยู่ตลอดไป ไม่ใช่แค่ในยุคปัจจุบันที่เรากำลังพูดถึงเท่านั้น แต่รวมถึงยุคต่อๆ ไปในอนาคต ในโลกฝ่ายวิญญาณ คืออยู่นิรันดร์ เราครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งการเป็นขึ้นจากความตายอันนี้ ณ ปัจจุบันอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ปกครองครอบครองอาณาจักรสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว และจะอยู่ที่นี่ จะครอบครองอย่างนี้  ยิ่งใหญ่อย่างนี้ นิรันดร์ โลกจะสิ้นสุดไป แต่เราจะอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ที่โลกนะ เราจะอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในพระเยซูคริสต์นิรันดร์ แค่นี้ก็นับพระพรกันไม่ไหวแล้ว เยอะไปหมดเลย

เอเฟซัส 1:22 “และพระเจ้าทรงให้สิ่งสารพัดอยู่ใต้พระบาทพระคริสต์ และทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือทุกสิ่ง เพื่อคริสตจักร”

 

และพระเจ้าทรงให้สิ่งสารพัด ทั้งในโลกวัตถุ และโลกวิญญาณ อยู่ใต้เท้าของพระเยซูคริสต์ ก็คือใต้เท้าเราด้วย และพระเจ้าได้แต่งตั้งให้พระเยซูเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด มีอำนาจสูงสุด เป็นศีรษะอยู่เหนือทุกสิ่งในคริสตจักร ก็คือเป็นหัวหน้าของเราอีกทีหนึ่ง เราเป็นร่างกาย คริสตจักรคือร่างกายของพระองค์ ก็คือพระองค์ทรงเป็นหัวหน้า และเราก็เป็นน้องๆ ทั้งหลาย ร่วมครอบครองกับพระองค์

คริสตจักรทั้งหลาย คือผู้ที่เชื่อ ที่ได้ใช้สิทธิในการไถ่บาป ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้แล้ว พอได้ใช้สิทธิปุ๊บ  เขาก็ได้กลายเป็นผู้เชื่อ เขาก็ได้กลายเป็นคริสตจักรของพระเยซู เป็นส่วนหนึ่งของพระเยซู เป็นชีวิตในพระเยซูคริสต์เลย อยู่ในพระเยซูเลย

เอเฟซัส 1:23 “อันเป็นพระกายของพระองค์ ซึ่งบริบูรณ์ด้วยพระองค์ผู้ทรงให้ทุกสิ่งบริบูรณ์ในทุกทาง”

 

ที่เหมือนร่างกายของพระองค์ หมายถึงคริสตจักร เราผู้เชื่อ ก็เหมือนพระองค์ ซึ่งเป็นความบริบูรณ์ครบถ้วนของพระเยซู เห็นไหมความบริบูรณ์ครบถ้วนของพระเยซู คือพระเยซูและรวมทั้งเราทั้งหลาย  ผู้เชื่อ คือความครบถ้วนบริบูรณ์

พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเติมเต็มความบริสุทธิ์ ฟังให้ดีๆ ความสมบูรณ์แบบ ให้กับเรา ผู้ที่เชื่อทั้งหลาย ที่ได้ใช้สิทธิในการไถ่บาป ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้แล้ว ที่ไม้กางเขน พระเยซูคริสต์ได้เติมเต็มความบริสุทธิ์ให้กับเราผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ให้เราสมบูรณ์แบบเลย เป็นลูกพระเจ้าที่สะอาดหมดจด เป็นเหมือนพระองค์เลย เป็นน้องๆ พระองค์เลย เราทั้งหลาย คือผู้ที่ตัดสินใจเชื่อในข่าวดี และได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ เคล็ดลับคือในพระคริสต์ เราจึงนับพระพรในพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว และพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังนำเราผู้เชื่อทั้งหลาย ให้ไปรู้ความจริงเหล่านี้  ที่เปาโลก็อยากให้เรารู้ด้วย และนับพระพรเหล่านี้ และขอบคุณพระเจ้า และมีความชื่นชมยินดีในพระพรที่พระเจ้าประทานให้เรียบร้อยไปแล้วในพระเยซูคริสต์นี้แหละ

ถ้าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในใจ และจดจ่อมันอยู่ตลอดเวลา มันจะเกิดอะไรขึ้น ลองคิดดูสิ พระเยซูได้กระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้วทุกประการ ที่อ่านมาทั้งหมด เพียงแต่จงรับรู้ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ แล้วก็นับพระพรเหล่านี้ในฝ่ายวิญญาณนี้ ทีละอันๆ ทุกวัน ด้วยท่าทีของการขอบพระคุณ ชื่นชมยินดี พูดคุยกับพระเจ้า คืออธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ เป็นลูกที่กระหนุงกระหนิงกับพระเจ้า ให้มันเป็นชีวิตของเรา  ให้เป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติ ในฐานะที่เป็นลูกที่พระเจ้ารัก และคุยกับพระเจ้ากระหนุง กระหนิง ไม่ใช่เข้าไปหาพระเจ้า แบบเป็นหน้าที่ วันนี้ต้องอธิษฐาน 3 เวลา ก่อนกินข้าว ต้องอธิษฐาน ไม่ใช่อย่างนั้น ให้มันเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัย มันจะออกมาได้ เมื่อท่านนับพระพรเหล่านี้ ท่านเข้าใจในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เปาโลอยากให้เราได้รู้ ตามที่พระวิญญาณกำลังนำพาเราไปนี้

ทั้งหมดนี้ คือพระประสงค์ของพระเจ้า คือน้ำพระทัยพระเจ้า ความต้องการของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลาย ผู้เชื่อทั้งหลาย ลูกของพระองค์ ที่พระองค์ทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

******************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2020 เรื่อง “นับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “นับพระพร  และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้เราเปลี่ยนเรื่อง คุยเรื่องพิเศษ ผมใช้ชื่อเรื่องว่า “นับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” มีใครที่กำลังคิดว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่กำลังแบกภาระอันหนักหน่วงเหลือเกินในการดำเนินชีวิต จนรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ท่ามกลางมรสุมชีวิต ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า  ที่เรารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง ราวกับชีวิตหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ใครเคยเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้บ้าง? ต้องเคยแน่นอน ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหา เผชิญกับวิกฤตต่างๆ  เราเริ่มเกิดความสงสัย ในพันธสัญญาของพระเจ้า สงสัยในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา ไม่มั่นใจในความเชื่อที่เรามีต่อพระเจ้า  มันเริ่มหวั่นไหว เริ่มเซ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามองดูคนอื่นที่มีความสุขมากกว่า มีชื่อเสียง มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย สุขภาพก็แข็งแรง สมบูรณ์ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น  เราก็อดไม่ได้ที่จะย้อนมองดูตัวเอง แล้วก็ถามพระเจ้าว่า …

“พระองค์ทรงลืมลูกแล้วหรือ?” แล้วก็ต่อด้วยคำว่า “ทำไมๆ”

ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องคล้ายทำนองนี้ หรือเคยผ่านแบบนี้ หรืออยู่ในความรู้สึกอย่างนี้  ซึ่งรวมๆ กันแล้ว ก็คือมีชีวิตที่ทุกข์ลำบาก เป็นชีวิตที่ไม่มีความสงบสุข ไม่มีสันติสุขเหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงสัญญาไว้เลย วันนี้แหละ เราจะมาเรียนรู้วิธีที่จะทำให้เราพบกับความสงบสุข สันติสุขในพระเยซูคริสต์ ให้เราได้หลุดพ้น จากสภาวะความทุกข์ทรมาน ที่บรรยายเมื่อสักครู่นี้ และความหมายของการนับพระพรตามชื่อเรื่องที่เราจะมาเรียนรู้กันในวันนี้ ก็จะแตกต่างจากความหมายของคำว่า “นับพระพร” ที่เราเคยเรียนรู้กันมา ฝึกฝนกันมาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว แต่จะเป็นมุมมองใหม่ของการนับพระพรที่ตรงตามถ้อยคำพระเจ้า 100% พระคัมภีร์มีฤทธิ์อำนาจ ช่วยเราได้จริงๆ

ก่อนหน้านี้ เราเคยสอนกัน แล้วก็ถูกสอนกันมาเป็นเวลานานแล้วว่าให้เรานับพระพรและขอบคุณพระเจ้าในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานให้แก่เรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ถูกหรือไม่ถูก? คิดให้ดีๆ ท่านคิดว่าอย่างไร?  นับพระพร หมายถึงอะไร?  ท่านก็ต้องคิดเหมือนกับผู้เชื่อส่วนใหญ่คิด

นับพระพร ก็คือนับว่าพระเจ้าได้ทรงอวยพรอะไรเราบ้างในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เราเริ่มต้นเชื่อพระเจ้ามา เราได้รับพระพรอะไร? ถูกไหม? แต่วันนี้จะไม่ใช่แบบนั้น  แม้ในยามขัดสนยากจน ความลำบากต่างๆ ในยามที่ต้องเผชิญปัญหา หรือในสภาวะวิกฤตรอบข้าง เราพยายามมองหา สิ่งที่ดี สิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่จะมาแก้ปัญหาบนโลกใบนี้  ถูกไหม? การนับพระพรเป็นอย่างนั้น ในอดีต แต่ในวันนั้นจะไม่เป็นอย่างนั้น ซึ่งความเข้าใจแบบเก่าที่เราฝึกฝนกันมา มันก็มีประโยชน์บ้าง แต่มันเป็นความผิดหวังสะมากกว่า เพราะว่ามันไม่ได้เป็นจริงตามถ้อยคำพระเจ้า

ปัญหา คือสำหรับบางคน ชีวิตที่ต้องดิ้นรน อยู่กับอุปสรรคปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ความทุกข์ลำบากรอบด้าน  เหนื่อยยาก การที่จะมาบอกว่าให้ฝึกฝน พยายามหาสิ่งที่ดีๆ บนโลกใบนี้ บางทีมันยาก มันหาไม่เจอจริงๆ มันเจอน้อยกว่าปัญหาที่มีอยู่เยอะแยะ แล้วจะให้เขาวางความหวังไว้ที่ไหนล่ะ ไหนบอกให้นับพระพร มันไม่มีพระพรให้นับเลย  สุขภาพก็นับไม่ได้ ก็มีความทุกข์ เศรษฐกิจการเงินก็ขัดสน ครอบครัวก็ยังมีความทุกข์อยู่ ทุกอย่างมีความทุกข์หมด แล้วจะให้บอกว่านับพระพร หาพระพรไม่เจอ นี่คือการฝึกฝนแบบเดิม มันไม่ง่ายเลย  ที่จะให้มองหา หรือมาบอกเขาว่าให้ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีสิ อดีตที่เราเชื่อเรื่องนับพระพรเป็นอย่างนั้นใช่ไหม? เราเจอใครที่มีความทุกข์ยากลำบาก ปัญหาในชีวิตหนักๆ เราก็ไปกอดคอเขา อธิษฐานให้เขา แล้วบอกเขาว่าจงขอบคุณพระเจ้า มันไม่ได้เป็นธรรมชาติ มันฝืนมาก

บางคนก็เตลิดเปิดเปิงไปไกลเลย ไปนับพระพรที่ตัวเองได้รับ แล้วก็ไปเปรียบเทียบกับพระพรของคนอื่น  ที่เขาได้รับบนโลกใบนี้เหมือนกัน แล้วก็เกิดความน้อยใจ  กลุ้มใจหนักขึ้นอีกต่างหาก แล้วก็สรุปเองว่าพระเจ้าคงรักเขามากกว่าเรา นี่ก็อยู่ในหัวของเรา ซึ่งมันไม่ใช่ มันไม่ถูกต้อง ดูแล้วมันเหมือนถูกต้อง คนนี้คงได้รับพระพร เราชอบไปคิดอย่างนี้

ยกตัวอย่าง เราเจอใครที่เป็นผู้เชื่อเหมือนกัน แล้วก็มีสุขภาพแข็งแรงหน่อย  เรามักจะพูดอย่างนี้เสมอใช่ไหมว่า …

“พระเจ้าอวยพรเธอนะ มีสุขภาพแข็งแรง”

มันหมายถึง … “พระเจ้าไม่ได้อวยพรฉัน” หรือ “พระเจ้าไม่ได้อวยพรอีกคนหนึ่ง เพราะสุขภาพเขาไม่ค่อยแข็งแรง” อย่างนั้นหรือ?

เราไม่เคยสังเกตสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พอเราเห็นใครประสบผลสำเร็จ ในกิจการงาน ยกตัวอย่างในช่วงโควิด-19 บางคนไม่ตกงาน  บางคนมีงานทำ มีรายได้เหมือนเดิม ไม่ได้ถูกกระทบอะไร?

“พระเจ้าอวยพรเธอมากเลย  แม้โควิดมา เธอยังมีงานมีการทำ มีเงินเดือนอยู่”

อย่างนั้นใช่ไหม?  ฟังดูเหมือนขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า แต่คิดให้ดีลึกๆ  เรากำลังบอกว่าคนที่ตกงาน เขาไม่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้า ใช่หรือไม่? อันนี้เอาไปคิดเอง

เพราะฉะนั้น เราต้องมานั่งคิดกันใหม่ว่าแล้วถ้อยคำพระเจ้า  เราควรนับพระพรหรือขอบคุณพระเจ้าตรงไหน?  ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม เกิดกำลังใจ และชัวร์ๆ ว่ามันใช่แน่ มันเป็นทางของพระเจ้า มันเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า  ที่จะให้เราขอบคุณและคิดอย่างไร?

หลังจากที่เราได้เรียนรู้กันเรื่องโลกวิญญาณไปมากมาย ในช่วงปี 2 ปีมานี้ว่าพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น  เวลาพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงอวยพรแล้ว มันคือการอวยพรในโลกวิญญาณ มันไม่ใช่การอวยพรในสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกใบนี้  จริงๆ แล้วมันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ จำเอาไว้เลย เมื่อพระเจ้าพูดถึงการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันหมายถึงความทุกข์ยากลำบาก เมื่อพระเจ้าพูดถึงวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้  ที่จับต้องมองเห็นได้ มันคือความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้น มันคือความไม่แน่นอน แต่เมื่อไรก็ตามที่พระเจ้าพูดถึงความหวัง ความเชื่อ หรือสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้แล้ว หรือพระพรต่างๆ นานัปการ มันหมายถึงโลกฝ่ายวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น  อย่าเข้าใจผิด  พอเราเข้าใจผิด แล้วถูกหลอกลวงไป  มันก็จะผิดเป้าหมาย มันก็ไม่เกิดสันติสุข มันก็จะเกิดความทุกข์

เพราะฉะนั้น ช่วงนี้เราเรียนรู้เรื่องโลกวิญญาณแล้ว เราซึมซับเข้าไปแล้ว วันนี้เราจึงมาเริ่มเรียนการนับพระพรแบบใหม่ แบบผู้เชื่อที่เจริญเติบโตในวิญญาณแล้ว  สมัยก่อนเราเป็นผู้เชื่อใหม่ ยังเด็กๆ อยู่ ยังไม่เจริญเติบโตในวิญญาณ ยังอยู่ในกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง เขาเรียกคริสเตียนเนื้อหนัง ยังนับพระพรเฉพาะบนโลกใบนี้อยู่ แต่วันนี้ เรามาเรียนรู้อย่างใหม่แล้ว เราโตแล้ว เราเข้าใจแล้วว่ามันคืออะไร?

เพราะฉะนั้น การนับพระพรที่เราจะเรียนรู้กันในวันนี้  ก็จะเน้นเรื่องการนับพระพรทางฝ่ายโลกวิญญาณ นี่คือพระคัมภีร์เด๊ะเลย  เพื่อให้เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย ทุกข์ยากลำบาก ไม่ได้ดั่งใจ เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เป็นธรรมชาติ นับพระพรได้จริงๆ ไม่ต้องมาฝืน ไม่ต้องมาตบไหล่ว่าขอบคุณพระเจ้า มันใช่เลย เราสามารถมั่นใจได้ว่าผู้เชื่อพระเจ้าทุกคน คริสเตียนทุกคน สามารถนับพระพรเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวางใจว่าเขามากกว่าเรา เรามากกว่าเขา เขาได้เยอะกว่าเรา เราได้น้อยมั้ง พระเจ้าอวยพรเธอ แต่ไม่อวยพรคนนี้ เราจะมั่นใจเลยว่าไม่ว่าเขาหรือเรา ตาจะมองเห็นเป็นอย่างไรก็ตามว่าเขาประพฤติอะไร? อย่างไร? เราประพฤติอย่างไร? เมื่อเป็นผู้เชื่อแล้ว เราสามารถนับพระพรนานัปการในโลกฝ่ายวิญญาณได้ เท่ากันหมดเลย  ไม่มีใครมีมากกว่ากันเลย เอเมนเลย

หัวข้อการบรรยายวันนี้ คือ “จงนับพระพรและขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” เราจะเริ่มต้นถ้อยคำพระเจ้า ใน 1 เธสะโลนิกา 5:16-19

1 เธสะโลนิกา 5:16-19 “16 จงชื่นชมยินดีอยู่เสมอ 17 จงอธิษฐานอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณในทุกสถานการณ์ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ 19 อย่าดับไฟแห่งพระวิญญาณ”

 

ถ้อยคำในข้อนี้ ถ้าแปลให้ละเอียดตามความหมายเดิม ขยายขึ้น จะอธิบายได้อย่างนี้ว่า …

“จงมีความสุขและมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ ตลอดเวลา จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ อย่าหยุด”

“อย่าหยุด” ตรงนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าทั้งวันทั้งคืน ขับรถไป ก็ต้องพูด อธิษฐาน ไม่ใช่ “อย่าหยุด” หมายถึงให้เป็นอุปนิสัยประจำตัวเลย คุยกับพ่อของเรา  นึกถึงแต่โลกฝ่ายวิญญาณตลอดเวลา มันหมายถึงอย่างนี้  หมายถึงตลอดทั้งชีวิตของเรา เหมือนหายใจ

“จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร? จงขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย”

ฟังให้ดีๆ นะ ตรงนี้สำคัญ

“สำหรับท่านทั้งหลาย ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในพระคริสต์”

ตัวนี้ คือประโยคหลัก ประโยคหัวใจ ประโยคที่สำคัญที่สุด ในข้อนี้

“สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์” และตามด้วย “อย่าดับไฟพระวิญญาณ”

ก็คือผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ คือผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่ได้ถูกย้ายออกมาจากอาณาจักรของความมืด อยู่ในอาดัม บรรพบุรุษเดิมที่เป็นบาป ได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความมืด อาณาจักรของความบาป มาอยู่ในพระคริสต์ หรือในพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นเชื่อพระเจ้า เป็นคริสเตียนปุ๊บ ได้อยู่ในพระคริสต์แล้ว พระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับคนที่อยู่ในพระคริสต์แล้ว คือเขาสามารถชื่นชมยินดีตลอดเวลาได้ มีความสุขตลอดเวลาได้   คุยกับพระเจ้ากระหนุงกระหนิง เป็นลูกของพระเจ้าตลอดเวลาได้ ไม่รู้สึกตะขิดตะขวางใจเลย กล้าเข้าไปตลอดเวลา ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณีบนโลกใบนี้ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ความเลวร้ายต่างๆ ขอบคุณพระเจ้าได้ตลอดเวลา เพราะเขามีพระพรมากมายแล้ว ในพระเยซูคริสต์ ที่วิญญาณเขาอยู่ในนั้นแล้ว

และต่อไปในนี้บอกว่า “อย่าดับไฟแห่งพระวิญญาณ” ก็หมายถึงอย่าดื้อ อย่าเมินเฉย หรือทำเป็นไม่สนใจพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในท่าน เพราะว่าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พอเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว พระคริสต์เป็นชีวิตของเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนเราในเรื่องต่างๆ ในพระเยซูคริสต์ อย่าเมินเฉย มันแปลว่าอย่างนั้น  อย่าดับไฟพระวิญญาณ คืออย่าเมินเฉยต่อการทรงนำของพระวิญญาณที่อยู่ในเรา

ผมจะยกตัวอย่างดับไฟพระวิญญาณให้ท่านเห็น เพราะคนชอบเอาไปใช้ผิดๆ  ดับไฟพระวิญญาณ คือพระวิญญาณกำลังสอนเรา  เมื่อเราเริ่มเชื่อในพระเจ้า  พอเราเชื่อปั๊บ เราถูกย้ายเข้าไปอยู่ในพระคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา  มาเป็นพี่เลี้ยงเรา  และเริ่มต้นสอนเรา ให้เรารู้จักพระเจ้า ให้สนิทสนมกับพระเจ้า ในฐานะที่เป็นลูกเล็กๆ คนหนึ่ง สอนเราให้สนิทสนม คลุกคลีกับพระเจ้า เรียกพระเจ้าว่าปะป๊า พ่อ ใช้คำนี้เลย ปะป๊า แด๊ดดี้ สนิทมากเลย  เพราะอะไรถึงสอนเรา  เพราะเรายังไม่รู้เรื่อง เรายังเป็นลูกที่เกิดใหม่ๆ แล้วยังต้องยืนยันกับเราตลอดเวลา ภายในวิญญาณของเรา โดยพระวิญญาณว่าพระเจ้ารักเรามาก เราเป็นลูกที่รัก เรียกพ่อ สนิทสนมกัน คุยกับพ่อบ่อยๆ อธิษฐานบ่อยๆ  นี่คือความหมายเมื่อสักครู่นี้

อย่าดับไฟพระวิญญาณ คือความคิดเก่าของเรา ถูกกระตุ้นโดยมาร ถูกกระตุ้นโดยระบบของโลกใบนี้  รอบข้างเรา ก็จะกระตุ้นบอกเราว่า …

“เธอไปเรียกพระเจ้าว่าปะป๊าได้อย่างไร? ไปสนิทสนมกับพระเจ้าได้อย่างไร? เธอยังเป็นคนบาป เธอยังทำไม่ดีเลย  เชื่อพระเจ้ายังไปโกหก ยังมีความบาป เธอจะไปบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าได้อย่างไร?”

นี่คือคำโกหกหลอกลวง เห็นไหม?  ที่จะทำให้เราเมินเฉยต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดับไฟพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดับสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังสอนเรา นำพาเรา เราบอกไม่เชื่อแล้ว มาเชื่อมารดีกว่าว่าเราเป็นคนแย่ เป็นคนไม่ดี เป็นคนมีความทุกข์ เป็นคนไม่สมควรที่จะเป็นลูกของพระเจ้าเลย นี่แหละเรียกว่าการดับไฟพระวิญญาณ

พระวิญญาณกำลังนำพาเราให้ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ถ้าเราไม่มองที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ เรามองที่ระบบของโลกใบนี้  ระบบของการดำเนินชีวิต เหมือนเดิมบนโลกใบนี้ ยังคงมองในสิ่งที่ตามองเห็น หูได้ยิน บนโลกใบนี้ มันจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่เมื่อเราอยู่บนโลกใบนี้  ที่เต็มไปด้วยความสาปแช่ง ความเสียหาย เราอยู่ในสถานการณ์ที่สูญเสียสิ่งที่รัก เจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  อุปสรรค์บนโลกใบนี้ มันรับไม่ได้จริงๆ มันหนักหนาสาหัสสากัน และมันเกิดความคาดหมายด้วย  ถ้าเราไม่เข้าใจมัน เราจะรู้สึกเป็นไปได้อย่างไร?  จะเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร?  ในเมื่อพระคัมภีร์ก็บอกไว้อย่างนั้น แล้วว่าโลกใบนี้มันจะเกิดเสียหาย มีแต่สิ่งชั่วร้าย ไม่แน่นอนเลยสักอย่างหนึ่ง บนโลกใบนี้  ระบบมันวิปริต ระบบดำเนินโดยมารซาตาน บนโลกใบนี้ ที่ล้มลงในความบาปแล้ว มันมีแต่ความชั่วร้าย พูดง่ายๆ

ซึ่งคำสาปแช่งและความชั่วร้ายเหล่านี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่บนโลกใบนี้  ก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้าก็ตาม แม้กระทั่งสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่พระเจ้าทรงสร้าง ก็อยู่ท่ามกลางเหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน  มันยังไม่ถึงเวลาที่ได้รับการสร้างใหม่ มันอยู่ในระบบของมาร ซึ่งมีแต่ขโมย ฆ่า และทำลายอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเรามัวแต่ไปมองสิ่งของบนโลกใบนี้  เราก็จะเจอแต่ระบบของการขโมย ฆ่าและทำลาย เราจะขอบคุณพระเจ้าไม่ได้หรอก หรือถ้าเราจะขอบคุณพระเจ้าได้ ก็จะฝืนมาก เพราะฉะนั้น เราไปมองในสิ่งที่ มองเห็นได้บนโลกใบนี้  เราจะต้องเป็นผู้ยอมแพ้แน่นอน

แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา  กำลังนำเราไปสู่พื้นฐาน รับรู้ความจริงที่ถูกต้อง ไปสู่ชัยชนะ  คือความจริงในข่าวดีของพระเยซูคริสต์นั่นไง ซึ่งจะทำให้เราเป็นอิสระ และสามารถขอบคุณพระเจ้า นับพระพระได้ ในทุกสถานการณ์บนโลกใบนี้  ที่ชั่วร้ายเหล่านั้น เราไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ดีๆ นะ เพราะสถานการณ์ดีๆ ใครๆ ก็ขอบคุณพระเจ้าได้

“ฉันแข็งแรงดี ฉันขอบคุณพระเจ้า”

ได้แน่นอน แต่มันจะเป็นอย่างนั้นตลอดเวลาได้หรือไม่?  มันไม่ใช่ โลกนี้ มันมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา ท่านจะเห็นภาพเลยว่าเกิดโควิดขึ้นมา ไม่ว่าคนเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ก็โดนไปหมดทุกคน คนเชื่อพระเจ้าก็ติดโควิดได้ ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ คนเชื่อพระเจ้า ก็ได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจล้มเหลว เนื่องจากโควิด-19 นี้ได้เหมือนกัน เพราะมันไปทั่วโลก หมดเลย  คนเชื่อพระเจ้าที่เป็นเจ้าของบริษัททัวร์ เป็นเจ้าของบริษัทท่องเที่ยวก็ล้มระเนระนาด เหมือนกับคนที่ไม่เชื่อเหมือนกัน เราเห็นภาพนี้ไหม?  เพราะมันเป็นระบบของโลกใบนี้ ถ้าเราไปมองตรงนี้ เราจะขอบคุณพระเจ้าไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น พระวิญญาณจึงนำเราไปสู่ความจริงเหล่านี้ เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ในชีวิตได้  ก่อนอื่นเราต้องมาเรียนรู้ตรงนี้  ในพระคัมภีร์บอกว่าจงขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่สำหรับทุกสถานการณ์ คนละอันกันนะ คนละอย่าง นี่คือความจริง ที่ต้องเรียนรู้ เพราะมันแยกกัน ไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่นบ้านไฟไหม้ เราขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์ที่ประสบบ้านไฟไหม้ ขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์นั้น แต่เราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าที่บ้านถูกไฟไหม้ ไม่ใช่ บ้านถูกไฟไหม้ ใครอยากได้ล่ะ พระเจ้าก็ไม่อยากให้เราได้เจอ แต่เมื่อเราต้องเจออะไรบางอย่าง ซึ่งมันสลับซับซ้อนมาก ของความเลวร้ายบนโลกใบนี้ ซึ่งผ่านทางมาร และเยอะแยะไปหมด ในการทำงานของมันบนโลกใบนี้  ความเลินเล่อของผู้คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า และยังมีอื่นๆ อีกมากมายบนโลกใบนี้ ที่ทำให้เกิดความเลวร้ายเหล่านี้ขึ้น  เราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าในความเลวร้ายนั้น แต่ในสถานการณ์ความเลวร้ายเหล่านั้น ที่เราจำเป็นต้องเผชิญนั้น  เราขอบคุณพระเจ้า ตรงนี้ต่างกัน

หรือเราไปเจอโรคร้ายเข้า เราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้า เราเป็นโรคร้าย ไม่ใช่ ขอบคุณพระเจ้า ในสถานการณ์นั้นว่าเราเป็นโรคร้าย  แต่เราขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์ที่เราไปเผชิญอยู่นั้น เราไม่ได้ขอบคุณที่เราได้เข้าไปเผชิญ ไม่ใช่ ซึ่งเราจำเป็นต้องเผชิญอยู่แล้ว  เพราะมันเป็นความเสียหาย เป็นคำสาปแช่งบนโลกใบนี้  ถูกทำไปแล้ว ก็คือร่างกายเรา ต้องไปสู่ความเสื่อมลงไปทุกวันๆ ไปสู่ความแก่ หรือความเจ็บป่วยทุกวันๆ ไปสู่ความตายทุกวันๆ แต่เราขอบคุณพระเจ้า ในสถานการณ์เหล่านั้น ในความเสื่อมนั้น เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนกัน ไม่ใช่พอเกิดโควิด เราบอกว่า …

“ขอบคุณพระเจ้า โควิดทำให้ฉันตกงาน”

ไม่เห็นมีใครพูดตรงนี้  ในนั้นบอกว่าจงขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับโควิด ไม่ใช่ … แต่ขอบคุณพระเจ้าในเหตุการณ์นี้ ที่ทำให้ฉันตกงานนั้น ฉันสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ฉันรู้ เดี๋ยวพระเจ้าทรงนำฉันต่อไป เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้  ที่จะต้องเกิดขึ้น  ฉันมีพระพรเต็มที่ ฉันเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน … มันต่างกัน

พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับเรา แล้วก็นำพาเรา และต้องการที่จะนำเราไปสู่ความจริงของความสำเร็จ ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เราเรียบร้อยแล้วในโลกวิญญาณ ซึ่งเป็นพระพรนานัปการ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้เราเรียบร้อยแล้ว ที่ไม้กางเขน ที่พระองค์บอกว่าสำเร็จแล้ว และพระวิญญาณต้องการให้เราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ และต้องการให้จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ สำหรับพระพรเหล่านี้ทั้งหมด แล้วก็นับมันทีละอัน เพราะเราได้แล้ว เรามีอยู่แล้ว เหมือนเรามีอยู่ในกระเป๋าในโลกวิญญาณที่เรามองไม่เห็น มีเซฟที่บ้าน เป็นโลกวิญญาณที่มองไม่เห็น เซฟเหล่านั้นมี ของมีค่ามากมาย เต็มไปหมดเลย เรียกว่าพระพรนานัปการในโลกวิญญาณ เปิดมาทีไร เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้

ใจท่านอยู่ที่ไหน? วิญญาณท่านก็อยู่ที่นั่น ใจท่านอยู่ที่ทรัพย์สินเงินทองบนโลกใบนี้  ท่านก็เจอความทุกข์ ธรรมดา แต่ถ้าใจท่านจดจ่อไปที่ทรัพย์สินเงินทองบนโลกฝ่ายวิญญาณ ในสวรรค์ ท่านจะหัวเราะตลอดเวลา ท่านก็จะสามารถชื่นชมยินดี อธิษฐาน คุยกับพระเจ้ากระหนุงกระหนิงได้ และสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกเหตุการณ์ที่ท่านกำลังเผชิญบนโลกใบนี้

ไม่ใช่แค่พระพรที่พระเจ้าจะช่วยเราให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ผ่านอุปสรรค์ปัญหาบนโลกใบนี้ ได้อย่างสบายๆ ซึ่งพระองค์ทำได้ด้วย  แต่หลายครั้ง มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเราทุกๆ ครั้งแบบนั้น ถูกไหม? อย่างเช่น หลายคนก็อาจจะได้รับการอัศจรรย์กับพระเจ้า หายโรคอย่างอัศจรรย์ หรือหายโรคอย่างไม่อัศจรรย์ ก็รู้ว่าพระเจ้าทรงรักษาเราผ่านทางหมอ เที่ยวนี้ผ่าตัดเรียบร้อยดีหมดเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านจะมีสุขภาพแข็งแรงอย่างนี้ตลอดไป  และไม่ต้องผ่าตัดอีกตลอดไป  และไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกต่อไป ไม่ต้องกินยาอีกต่อไป มันไม่ใช่ ถูกไหม? มันเป็นไปตามระบบของโลกใบนี้ที่เสียหายไปแล้ว ท่านจะเห็นชัด พระเจ้าช่วยท่านตอนนี้ ไม่ตกงานเลย ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจากนี้ต่อไป ท่านจะไม่ตกงาน  เห็นไหม? ถ้าเราไปฝากความหวัง และขอบคุณพระเจ้าในสิ่งนั้น  เราก็ต้องระแวงตลอดเวลาว่าเดี๋ยวพอไม่ได้ เราก็ไม่ขอบคุณสิ แต่ในโลกฝ่ายวิญญาณ พระพรนานัปการเราได้แล้ว และไม่มีใครเอาพระพรนั้นออกไปจากเราได้

แม้ในสถานการณ์ที่เราประสบความสูญเสีย ความทุกข์ยากลำบาก  ปัญหาบนโลกใบนี้  เราก็ยังสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ นับพระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการได้ ซึ่งเราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว ที่ในพระเยซูคริสต์ ถ้อยคำนี้เป็นถ้อยคำหลักสำคัญที่สุด ก็คือท่านที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ สามารถที่จะชื่นชมยินดี ขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ได้ เพราะท่านทั้งหลายได้อยู่ในพระเยซูคริสต์

“ฉันอยู่ในพระเยซูคริสต์”

ผมถามต่อ … “หรือเปล่า?”

อยู่หรือเปล่า?  อยู่ ก็ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีได้ ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูทำอะไรให้เราสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มีทรัพย์สมบัติอะไรมากมายในนั้น เยอะแยะไปหมดเลย

พระวิญญาณจะนำพาเรา จะสอนเราไปที่ตรงนี้แหละ เพราะตรงนี้เป็นหัวใจ เป็นจุดสำคัญ เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่เราจะชนะบนโลกใบนี้  และตลอดไป  สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี

อาจารย์เปาโลที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวกที่สนิทของพระเยซูคริสต์ ซึ่งก็ได้เผชิญกับปัญหาในชีวิต ประสบการณ์ที่เลวร้าย  ในสายตามนุษย์นะ  นับไม่ถ้วน  ถูกข่มเหง ถูกตามล่า ถูกเฆี่ยนตี  ถูกจับติดคุก เอาหินปาจนตาย แต่ติดคุกอยู่ ก็สามารถร้องเพลงสรรเสริญขอบคุณพระเจ้าในคุกได้

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้อาจารย์เปาโลสามารถขอบคุณพระเจ้าได้  ในความทุกข์ยากลำบาก ในสถานการณ์เหล่านั้น  ซึ่งโหดร้ายมาก สำหรับเปาโล และพอเรารู้ เราก็โอ้โห เคล็ดลับ ก็คือเปาโลรู้ตัวเองอยู่เสมอว่าเขาอยู่ในอิสราเอล เขารู้อยู่เสมอว่าเขาอยู่ในชาวยิว เขารู้อยู่เสมอว่าเขาอยู่ในคำอธิษฐานของผู้เชื่อทั้งหลาย ไม่ใช่ แต่เปาโลรู้อยู่เสมอเลยว่าเขานั้นอยู่ในพระเยซูคริสต์ เขาพูดตลอดเวลาเลย  เขาเขียนจดหมาย เขาอธิบายในพระคริสต์ๆๆๆๆๆ เขารู้ว่าเขาอยู่ในพระคริสต์ ตอนที่เขาถูกเฆี่ยน ถูกลากเข้าไปอยู่ในคุก เขากำลังรู้เขาอยู่ในพระคริสต์ ข้างนอกเขาอาจจะอยู่ในคุก แต่ตอนนี้เขาอยู่ในพระคริสต์ ตอนที่เขาถูกจับมัด แล้วเอาไปเฆี่ยน ด้วยความเจ็บปวด เขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาอยู่ในการถูกมัด ถูกลงโทษ ในขณะเดียวกัน เขากำลังอยู่ในพระคริสต์ พอมองเห็นภาพไหม?

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ตาจะมองเห็นเป็นอย่างไร?  หูจะได้ยินอะไร ความรู้สึก เนื้อหนังร่างกายบนโลกใบนี้  จะเป็นอย่างไร?  จมูกจะได้กลิ่นอะไรก็ตามที่ไม่ชอบ จะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนก็ตาม เราก็สามารถจดจ่อความคิดไปที่โลกวิญญาณ หรือเรียกว่าเบื้องบนได้ แล้วก็รับรู้ว่าในวิญญาณ ในสวรรค์ ในเบื้องบนนั้น เราอยู่ในพระคริสต์ เราได้เรียนรู้ตรงนี้มาเยอะแล้วนะ  ว่าเราอยู่ในพระคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ เราจึงสามารถนับพระพรในพระคริสต์นี้ได้อย่างสบายๆ มันมีแน่นอน  และเท่ากันทุกคนด้วย  เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่นั้น เพราะเราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้า สำหรับสถานการณ์เหล่านั้น เราขอบคุณพระเจ้าที่เราอยู่ในพระคริสต์ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราสามารถชื่นชมยินดี เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ สามารถอธิษฐานกับพระเจ้า ติดสนิทกับพระองค์ เป็นลูกของพระเจ้าได้ สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเราที่เป็นมนุษย์ธรรมดาบนโลกใบนี้  เราขอบคุณพระเจ้า เกินได้ นั่นแหละ คือความสามารถที่เปาโลกำลังทำให้เราดูว่าท่านเอง ก็ทำได้ เปาโลได้พระพรทางฝ่ายวิญญาณเท่าไร? เราก็ได้รับเท่ากัน ไม่มีผิดเลย อย่าว่าแต่เปาโลเลย

พระวิญญาณกำลังสอนเราว่าพระพรนานัปการ ในโลกฝ่ายวิญญาณที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เราเรียบร้อยแล้วนั้น  เราได้เท่ากัน ไม่ใช่เท่ากับเปาโลอย่างเดียว แต่มันเท่ากันกับพระเยซูด้วย  ท่านลองคิดดูสิ มันเยอะขนาดไหน?  เรามีพระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการเรียบร้อยแล้ว ในพระคริสต์ มีเท่ากันกับพระเยซู สมมติว่ามันนับได้นะ พระเยซูได้รับไปหนึ่งพันล้าน  เราก็ได้รับหนึ่งพันล้านเหมือนกันเลย

เปาโลยืนยัน อยากให้ความจริงเรื่องนี้ เรื่องที่เรากำลังเรียนรู้ เรื่องที่พระวิญญาณกำลังสอนเรา  ยืนยันว่าพระวิญญาณกำลังนำเราไปว่าเปาโลอยากให้เรารู้ความจริงเรื่องนี้  เหมือนที่พระวิญญาณอยากให้เรารู้ และนำพาเราไปเรียนเหมือนกัน  เปาโลยืนยันว่าถ้ารู้เรื่องนี้เมื่อไร เราชนะขาดลอย เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิตทันที รู้ว่าอะไร? รู้ว่าเราอยู่ในพระคริสต์ หรือเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ มันเป็นเช่นไร? มันคือใคร? เราเป็นอะไรในพระเยซูคริสต์ เราจึงสามารถที่จะนับพรพร ที่เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ มีเยอะแยะมากมายไปหมดเลย พระพรนานัปการนั้นอยู่กับเรา เป็นของเรา  จับต้องมองเห็นได้ด้วยความเชื่อในพระเจ้า … ความเชื่อ คือสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สามารถจับต้องมองเห็นได้ เพราะความเชื่อนี้ เปาโลก็ยืนยันอยากจะให้เราเรียนรู้ว่าเคล็ดลับ ที่เปาโลได้ตรงนี้ คืออะไร?

เคล็ดลับในการเผชิญบนโลกใบนี้ และสามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกสถานการณ์ มีสันติสุข มีความสงบสุข ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ท่ามกลางความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานนั้น ในใจเกิดความสงบ สันติสุข ชัยชนะเหนือโลกนี้ ทำได้อย่างไร?  เคล็ดลับคือการอยู่ในพระคริสต์

ซึ่งวันนี้เราจะเอาแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวครั้งต่อไป เราจะมาเรียนรู้ว่าเคล็ดลับตรงนี้ ในพระเยซูคริสต์เราเป็นใคร?  พระพรนานัปการมีอะไรบ้าง? เป็นเช่นไรบ้าง? เราจึงสามารถที่จะนับพระพรเหล่านั้นได้ ในขณะที่เกิดความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเกิดแน่ๆ  เป็นไปตามพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา แต่จงชื่นชมยินดีเถิด  เพราะเราชนะโลกใบนี้แล้ว

เราคือผู้ที่เชื่อในพระเยซู พอเราเชื่อในพระเยซูปุ๊บ วิญญาณเราได้ถูกย้ายมา และทำให้บังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นอาณาจักรหนึ่งในโลกวิญญาณ จะเรียกว่าอาณาจักรสวรรค์ก็ได้  เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ และที่นั่น เรามีพระพรนานัปการแล้ว พระพรอันแรกที่เห็นชัดที่สุดเลย เราได้รับแล้ว ก็คือจากลูกมาร กลายเป็นลูกพระเจ้า ที่พระองค์ทรงรักและห่วงใยเรามาก นี่คือหนึ่งในจำนวนนั้น  และยังมีอีกเยอะแยะมากมายไปหมดเลย  นี่คือความหวังใจ และนี่คือความเป็นจริงในพระพรนานัปการในโลกวิญญาณ ที่เราได้รับเรียบร้อยแล้วในพระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณต้องการให้เราขอบคุณพระเจ้า ในสิ่งเหล่านี้ ว่าเราได้รับแล้วในพระเยซูคริสต์

การขอบคุณพระเจ้า ก็คือการนับพระพรทีละอัน … ฉันขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นลูกของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันรอดจากบาป ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ขอบคุณพระเจ้าอีกเยอะแยะมากมายที่เราจะเรียนรู้ต่อไป  ก็คือการนับพระพรในพระเยซูคริสต์ทุกๆ วัน ขอบคุณพระเจ้า เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

******************************