วารสาร Holy News ฉบับที่ 1313

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  23  พฤษภาคม  2021

 เรื่อง “ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระเจ้า  พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้องวันนี้เราพบกันแบบตื่นเต้นนิดหนึ่ง ครบรอบ 28 ปี คริสตจักรโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ หรือคริสตจักรที่มีชื่อว่าอภิสุทธิสถาน ตอนที่ตั้งชื่อ ก็ไม่รู้หรอกว่าหมายความลึกซึ้งถึงขนาดนี้  แต่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับ 28 ปีนี้

ขณะเดียวกันวันนี้เป็นวันเพ็นเตคอส ที่เขามีการฉลองกัน  จริงๆ เพ็นเตคอส เป็นเรื่องราวการฉลองเกี่ยวกับพระคัมภีร์เดิม คือสมัยโมเสส จริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับพวกเราผู้เป็นผู้เชื่อพระเยซูในพระคัมภีร์ใหม่  เพราะว่าเพ็นเตคอสเดิมเป็นเงาของเรื่องของพระเยซูคริสต์ ที่จะมาเกิด และพระองค์มาเกิดแล้ว และทำไปเรียบร้อยแล้ว ฉลองเพ็นเตคอสเก่ากลายเป็นอดีตไป

วันนี้เราก็มาพูดถึงพันธสัญญาใหม่ดีกว่า วันนี้เป็นวันอะไร? ผมจึงให้ชื่อเรื่องว่า “ร่างกายท่านเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน” ก็หมายถึงมาฉลองวันสถาปนาร่างกายของมนุษย์ให้เป็นวิหารของพระเจ้า  พระเจ้าได้มาสถิตอยู่ในร่างกายของมนุษย์นั่นเอง เรียกว่าฉลองวันสถาปนาอภิสุทธิสถานทางฝ่ายวิญญาณ

อย่างที่ผมบอกอยู่เสมอ เรียนรู้เรื่องพระเจ้า ต้องเรียนรู้เรื่องราวทางฝ่ายวิญญาณเท่านั้น เพราะพระเจ้าเป็นวิญญาณ ความรู้เรื่องวิญญาณเท่านั้นที่เป็นจริง พระเจ้าบอก เพราะฉะนั้น เรากำลังเรียนรู้เรื่องโลกวิญญาณ ฉลองการสถาปนาอภิสุทธิสถานฝ่ายวิญญาณ ก็คือฉลองการสถาปนาวิหารของพระเจ้า ซึ่งหมายถึงร่างกายของมนุษย์ทางฝ่ายวิญญาณนั่นเอง ฉลองที่พระเยซูบอก “สวรรค์ได้มาตั้งอยู่บนโลกแล้ว” ฉลองครบรอบ 1991 ปี พระเจ้ามาสถิตอยู่กับมนุษย์ 1991 ปี สวรรค์ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้  1991 ปีมาแล้ว  นับตามเวลาของทางฝ่ายวัตถุ บนโลกใบนี้ ซึ่งมีเวลากำกับ แต่ซึ่งเป็นนิรันดร์นั้น  ไม่มีเวลากำหนด ไม่มีเวลากำกับ ฉลองการทรงสถิตของพระเจ้า  ในผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ซึ่งผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเขาเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันนี้ที่ผ่านมา 1991 ปีแล้ว

เป็นวันที่เราเฉลิมฉลองวันที่พระเยซูทำให้มนุษย์เป็นบ้านพักอาศัย เป็นที่อยู่ของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ สำเร็จเรียบร้อยมา 1991 ปีแล้ว สำหรับโลกใบนี้ แต่สำหรับโลกฝ่ายวิญญาณนั้น มันเกิดขึ้นและยังเป็นอยู่วันนี้ วานนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ บัดนาวเลยนะ ไม่มีปีกำหนด มนุษย์สามารถเป็นอภิสุทธิสถาน ที่ประทับของพระเจ้าได้นั่นเอง ซึ่งพระเยซูจัดเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว สำเร็จเรียบร้อยแล้ว  และทางเดียวที่พระองค์ทรงกระทำ  และบอกว่าทำได้อย่างไร?  พระเยซูกำลังบอกว่าวิธีทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ร่างกายของท่าน เป็นวิหารของพระเจ้า  เป็นอภิสุทธิสถานที่ประทับของพระเจ้าได้ มีทางเดียวเท่านั้น คือบังเกิดใหม่  พระเยซูบอกว่ามาบังเกิดใหม่ซะ เชื่อในคำของพระองค์ เชื่อในตัวพระองค์ พอเชื่อปุ๊บ ก็ได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าจะเข้ามาสถิตอยู่ในวิญญาณที่มาบังเกิดใหม่ได้  ซึ่งสถานที่ที่พระเจ้าสถิตอยู่เราก็รู้อยู่แล้ว เราเรียกกันว่าสวรรค์ เพราะฉะนั้น พูดง่ายๆ ก็คือสวรรค์มาตั้งอยู่บนโลกแล้วนั่นเอง อยู่ในวิญญาณของมนุษย์ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์นั่นเอง เป็นอย่างนี้มาแล้ว บนโลก 1991 ปี และยังคงเป็นอยู่อย่างนี้ในโลกฝ่ายวิญญาณ

ท่านก็คงถามว่า … “แล้วจะเกิดใหม่ได้อย่างไร?”

นี่เรากำลังพูดถึงทางฝ่ายวิญญาณ คนสมัยก่อนเขาไม่เข้าใจ เขาก็งง พระเยซูบอกมาเกิดใหม่ จึงจะเข้าสวรรค์ได้ เขาก็ถามพระเยซู …

“จะให้ไปเกิดในครรภ์มารดาใหม่เหรอ กลับเข้ามาอยู่ในมดลูกใหม่หรืออย่างไร?”

พระเยซูบอก “ไม่ใช่ นี่กำลังพูดถึงทางวิญญาณ  เกิดใหม่ทางวิญญาณ”

เพราะวิญญาณ คือตัวจริงๆ ของเรา  มนุษย์ทุกคนมีวิญญาณ และเป็นวิญญาณ มนุษย์เป็นวิญญาณ อาศัยอยู่ในร่างกายเท่านั้น เพราะฉะนั้น วิญญาณ คือตัวตนแท้จริงของเรานั่นเอง  เมื่อใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูที่บอกว่าให้มาพึ่งพระองค์ พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป ที่พระเจ้าได้ส่งมาช่วยมนุษย์ทุกคน  ให้รอดพ้นจากบาปเวรกรรมนั้น ถ้าใครเชื่อตรงนี้ พอเชื่อปุ๊บ  จะเกิดขบวนการ การบังเกิดใหม่  ซึ่งเรียกว่าขบวนการการเปลี่ยนแปลงทางวิญญาณ  เขาคนนั้นจะได้รับการจัดการเข้าสู่ขบวนการบัพติศมา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทางวิญญาณ  เข้าสู่ขบวนการการบังเกิดใหม่ทันที ซึ่งครั้งแรกเกิดขึ้น วันนี้ เมื่อ 1991 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันเทศกาลเพ็นเตคอสของชาวยิว

ขบวนการการบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรงนี้ ผมอยากจะอธิบายสั้นๆ ง่ายๆ ทางโลกฝ่ายวิญญาณ  เหมือนกับการเข้าสู่การผ่าตัดทางฝ่ายวิญญาณ ใครที่เชื่อในข่าวดี เชื่อพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ก็ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามา เข็นเราเข้าสู่ห้องผ่าตัดทางฝ่ายวิญญาณ  อะไรประมาณนั้น จะได้ง่ายๆ  โรม 6:3-6 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ชัดเจน ครบขบวนการการผ่าตัดทางฝ่ายวิญญาณ …

โรม 6:3-6 “3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ ก็ได้ถูกรับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ และได้เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์? 4 ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการได้เข้าส่วนร่วมในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ (บังเกิดใหม่) เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) โดยพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ถ้าเราได้มีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย แน่นอน เราจะมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) 6 เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา (ที่อยู่ในบาป ในอาดัม) ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวบาปเก่านั้น จะถูกขจัดไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป”

 

ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ  เมื่อเชื่อแล้ว  ก็ได้ถูกบัพติศมาเข้าในพระเยซู เชื่อแล้ว พระวิญญาณ ก็บัพติศมา แปลว่าจุ่มลง มุดลง ใส่ลงไป พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็นำเรา ใส่ลงไป มุดเข้าไป มีส่วนเข้าไปในพระเยซูคริสต์ เห็นไหม? ผ่าตัดแล้วนะ  เอาวิญญาณของเรา เข้าไปในตัวของพระเยซูคริสต์ ผมถึงเปรียบเทียบเหมือนผ่าตัดฝ่ายวิญญาณ เอาวิญญาณเราออก เข้าไปในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ และได้เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์ เข้าไปในพระเยซูคริสต์ พอพระเยซูคริสต์ถูกตรึงตายที่ไม้กางเขน เราที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็ตายไปด้วย

ในข้อที่ 4 จึงบอกว่าฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้พร้อมพระองค์ คือวิญญาณเราที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็ถูกฝังไว้พร้อมพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็เป็นเช่นเดียวกัน  ได้ถูกฝังไว้ในอุโมงค์พร้อมพระองค์ โดยการเข้าส่วนร่วมในความตาย  เพราะเราตายพร้อมพระองค์  อยู่ในพระองค์ตอนพระองค์ตาย แล้วถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิต บังเกิดใหม่ เห็นไหม? เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่ โดยพระเกียรติสิริของพระบิดา

พูดง่ายๆ ว่าพอพระเยซูถูกฝังไว้ในอุโมงค์ วันที่ 3 พระเจ้าได้ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย  ด้วยสง่าราศี ฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่ สง่างาม  มากมายมหาศาล เป็นนิรันดร์ เราที่อยู่ในพระเยซู ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู โดยการผ่าตัดนั้น เราก็ได้รับการชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย  ได้รับส่วนวิญญาณที่เป็นนิรันดร์ ที่เต็มด้วยสง่าราศี  เหมือนพระเยซูเลย พร้อมกับพระเยซูเลยทันที

ข้อ 5 บอกว่าถ้าเราได้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ วิญญาณเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว ผ่าตัดแล้ว ในการตาย แน่นอนเราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากความตายเช่นเดียวกัน คือบังเกิดใหม่เหมือนพระองค์เช่นเดียวกัน  นี่แหละคือเราได้บังเกิดใหม่  วิญญาณเราใหม่เอี่ยมเหมือนพระเยซูเลย เห็นชัดไหมครับ?

อย่างที่ผมบอกโลกฝ่ายวิญญาณ ไม่มีกำหนดเวลาว่ากี่ปีมาแล้ว  แต่โลกฝ่ายวิญญาณมีแต่เดี๋ยวนี้  วานนี้ วันนี้และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ คือ ณ เดี๋ยวนี้

เพราะฉะนั้น ณ เดี๋ยวนี้ เราได้เป็นวิญญาณที่บังเกิดใหม่แล้ว เหมือนพระเยซูไม่มีผิดเลย เต็มด้วยสง่าราศี  วิญญาณของมนุษย์ที่ตายอยู่ ก่อนที่จะรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ ตายจากพระเจ้า  ตายจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า อยู่ในความพินาศนั้น  ได้รับการบังเกิดใหม่  โดยความเชื่อ  ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ บังเกิดใหม่มาเป็นอภิมหาบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เป็นวิญญาณที่พร้อมที่จะให้พระเจ้ามาสถิตอยู่ พระวิญญาณของพระเจ้าได้เข้ามาบัพติศมาผู้ที่เชื่อในพระเยซู ก็คือมาผ่าตัดผู้ที่เชื่อในพระเยซู เพื่อให้ผู้นั้นสะอาดบริสุทธิ์ หมดจด ชำระทั้งความคิดจิตใจ และทั้งวิญญาณ ให้ได้เกิดใหม่ เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมที่จะเป็นบ้าน ที่ให้พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคมาอาศัยอยู่ได้  ซึ่งวิญญาณของมนุษย์ที่ได้บังเกิดใหม่นั้น เรียกกันว่าอภิสุทธิสถาน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด  ที่สถิตอยู่ของพระเจ้านั่นเอง

ซึ่งเรื่องนี้ ในสมัยอดีต ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาบังเกิด  พระเจ้าได้ทำรูปแบบบอกถึงเงาของเรื่องนี้ บอกเรื่องราวเรื่องนี้ก่อนล่วงหน้าแล้ว  โดยให้มนุษย์สร้างพลับพลา ที่จำลองพลับพลาในสวรรค์ ก็คือพลับพลาวิหารในสมัยโมเสส ซึ่งแบ่งออกเป็นลานชั้นนอก  สถานที่บริสุทธิ์ และสถานที่บริสุทธิ์ที่สุด  อภิสุทธิสถาน ข้างในสุด เป็นที่ประทับของพระเจ้า ที่มีหีบพันธสัญญาอยู่ เรียกว่า Holy of Holies คืออภิสุทธิสถาน สถานที่ที่พระเจ้าสถิตอยู่

แล้วคนจะเข้าไปในวิหารนี้ ไม่สามารถเข้าไปในสถานที่ที่บริสุทธิ์ที่สุดได้  เพราะมนุษย์สกปรก จะเข้าไปได้เพียงคนเดียวที่เรียกว่ามหาปุโรหิต ซึ่งเข้าไปได้ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น เพื่อนำเลือดสัตว์เข้าไปไถ่บาปชั่วคราวให้กับมนุษย์  ให้กับประชากรชาวอิสราเอลของพระเจ้า ใครก็ตามที่เชื่อ

และก่อนเข้าไป ต้องเตรียมตัว นี่ขนาดมหาปุโรหิต ต้องดำเนินชีวิตอย่างละเอียดถี่ยิ๊บ สะอาดหมดจดทางด้านปฏิบัติ กฎระเบียบเยอะแยะมากมาย  และก่อนที่จะเข้าไป ก่อนวันชำระบาปชั่วคราว ก่อนวันนั้นจะต้องทำละเอียดมากยิ่งขึ้น  ต้องอาบน้ำ ผ้าป่านต้องอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ที่สุด เล็บก็ต้องสะอาด พลาดไม่ได้นะ พลาดนิดเดียว ตาย  มหาปุโรหิตที่ต้องเข้าไป ในห้องชั้นใน  อภิสุทธิสถาน ต้องเอาเชือกมัดที่ขาไว้ แล้วจะมีกระดิ่งห้อยอยู่ ถ้าเผื่อกระดิ่งเงียบไปเมื่อไร ก็กระตุกดูขา ถ้าไม่มีการโต้ตอบอะไร? เสียงกระดิ่งเงียบไปสักครู่หนึ่ง ก็ลากออกมา เพราะว่าตายแล้ว  เพราะว่ามนุษย์สกปรก ไม่บริสุทธิ์ ไม่สามารถเข้ากับความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นฤทธิ์ เป็นอำนาจของพระเจ้าได้  คิดดูสิว่าสถานที่ที่สถิตของพระเจ้านั้น บริสุทธิ์ สะอาดอย่างไร?  บริสุทธิ์แค่ไหน? นี่ขนาดสมัยโมเสสที่เขียนเอาไว้นะ

เพราะฉะนั้น เมื่อบอกว่ามนุษย์ได้สามารถเป็นอภิสุทธิสถานได้แล้ว พระเจ้ามาสถิตอยู่ได้แล้ว  คนสมัยนั้น โดยเฉพาะชาวยิวที่รู้เรื่องราวเหล่านี้ ตกใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร?  พระเจ้าจะเข้ามาสถิตอยู่กับเราได้อย่างไร? มันเป็นอัศจรรย์มากยิ่งใหญ่เลย สำหรับผู้คนในสมัยนั้น  ในฮีบรู 10:14 ได้พูดถึงเรื่องนี้ เทียบกันกับเรื่องของโมเสส แล้วกับเรื่องของพระเยซูคริสต์ มาเพื่อเป็นมหาปุโรหิตทางฝ่ายวิญญาณเข้าไปทำการไถ่บาปนิรันดร์ให้กับเราอย่างไร? …

ฮีบรู 10:14 “โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ทรงทำให้คนทั้งหลาย ที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้น ถึงความสมบูรณ์ตลอดไป”

 

“บูชาเพียงครั้งเดียว พระเยซูก็ทรงทำให้มนุษย์ทุกคนได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้น ชำระแบบสมบูรณ์ครบถ้วน ตลอดไป”

ตลอดกาล สมัยโมเสสเขาไถ่ปีต่อปี  นี่เอาบาปออกไปเลย ให้เขาบริสุทธิ์ สะอาดตลอดไป  ความหมายเดิมของการชำระสะอาดบริสุทธิ์ คือการได้รับการชำระให้บริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทินใดๆ ก็คือปราศจากบาปใดๆ เลย  ขาวมาก พูดง่ายๆ และยังหมายถึงอะไรอีก คำนี้ คำที่บอกว่าชำระให้บริสุทธิ์ หมายถึงการทำให้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นของที่แยกส่วนออกมา สำหรับพระเจ้าใช้ เป็นส่วนพระองค์โดยเฉพาะ  แยกส่วนออกมาต่างหาก และในนี้บอก ครบถ้วนบริบูรณ์ตลอดไป  พูดง่ายๆ มาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ มาเป็นของพระองค์ บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์จะสามารถใช้ได้ เพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์สะอาด นั่นหมายถึงอย่างนั้น และเป็นอย่างนี้ตลอดไป  ไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะในนี้บอกว่าโดยการบูชาเพียงครั้งเดียว คือการถวายบูชาของพระเยซูคริสต์ คือการตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตของพระองค์ ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง  ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์สะอาดอย่างนี้แหละ

การถวายบูชาตรงนี้ คือการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  ที่พระองค์ทรงถวายพระกายของพระองค์ เป็นตัวแทน รับโทษบาป  และหลั่งพระโลหิตชำระล้างบาป ให้กับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้

เพราะฉะนั้น ประเด็นสำคัญในข้อนี้ ก็คือถวายบูชาเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนทั้งหลายถึงความสมบูรณ์พร้อมตลอดไป  ก็คือสะอาดหมดจดตลอดไปเลย

การถวายบูชาของพระเยซูเพียงครั้งเดียว ทำให้เราได้รับการชำระ ได้ถูกแยกส่วน ทำให้เราบริสุทธิ์สะอาด  ปราศจากบาป ปราศจากตำหนิ ปราศจากมลทินใดๆ ตลอดไป คือตลอดกาลเลย

นี่เรากำลังพูดถึงทางวิญญาณ บางคนอาจเคยได้ยินคำว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ จะคอยชำระล้างเรา คอยขัดเกลาเราไปเรื่อยๆ ให้สะอาด บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ  เคยได้ยินใช่ไหมที่บางคนบอกว่าเมื่อเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์จะค่อยๆ ชำระล้างเรา ขัดเกลาเราให้สะอาดขึ้น เรื่อยๆ ให้มีชีวิตทางฝ่ายวิญญาณ ที่บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้น เราอ่านข้อพระคัมภีร์นี้ เราจึงเข้าใจว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย  ไม่มีคำว่าค่อยๆ ชำระล้างเราให้สะอาดบริสุทธิ์ แต่เราอ่านเมื่อสักครู่นี้แล้ว ได้ทำการชำระล้างเราให้สะอาดบริสุทธิ์ โดยการตายเพียงครั้งเดียวของพระเยซูคริสต์

“ได้” แปลว่าทำไปแล้ว ได้ชำระล้างมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้วให้บริสุทธิ์สะอาดตลอดไป  เพราะฉะนั้น พระเยซูกระทำเพียงครั้งเดียว เราก็ได้รับการชำระให้สะอาดหมดจด และสะอาดอย่างนั้นตลอดไป ถาวรนิรันดร์ เพราะฉะนั้น ไม่มีการค่อยๆ ชำระล้างเราให้สะอาดหมดจด ไม่มีการมาค่อยๆ ทำทีละนิดทีละหน่อย  เพราะพระเยซูทำเพียงครั้งเดียว

แต่ที่บอกว่าค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป  ค่อยๆ บริสุทธิ์ขึ้นนั้น หมายถึงการเจริญเติบโตของชีวิต คริสเตียนที่บังเกิดใหม่แล้ว หมายถึงความรู้ในเรื่องพระเจ้า ในเรื่องวิญญาณ  ที่จะต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป  หลังจากที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว มันคนละเรื่องกัน  นั่นหมายถึงค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป หมายถึงชีวิตที่กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ไม่เกี่ยวอะไรกับการบังเกิดใหม่

การบังเกิดใหม่ ณ วินาทีนั้น เมื่อบังเกิดใหม่ สะอาดหมดจดครั้งเดียวเป็นพอ  วันที่เราได้รับการบังเกิดใหม่  วิญญาณของเราได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์สะอาดหมดจด เรียบร้อยแล้ว ณ วินาทีนั้นจริงๆ เลย ซึ่งมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ   แต่สติปัญญาและความรู้ในทางพระเจ้า เราอาจจะยังมีไม่มากพอ  เพิ่งอุแว้ทางโลกฝ่ายวิญญาณ  เพิ่งบังเกิดทางโลกฝ่ายวิญญาณ ความรู้ สติปัญญาทางฝ่ายวิญญาณ  เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้ายังน้อยอยู่ นี่คือสิ่งที่บอกว่าค่อยเป็น ค่อยไป ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ฝึกฝน ไม่ใช่ค่อยๆ ทำ ให้เราสะอาดบริสุทธิ์ เราสะอาดบริสุทธิ์หมดจดเรียบร้อยไปแล้ว แต่ค่อยๆ ฝึกฝนดำเนินชีวิตให้เป็นไปด้วยกันกับความบริสุทธิ์สะอาด ที่เราเป็นอยู่แล้วนั้น  นั่นหมายถึงอย่างนี้  เหมือนเด็กเล็กๆ  เราพึ่งเกิดใหม่ ยังเล็กๆ อยู่ ค่อยๆ เรียนรู้ต่อไป

ฉะนั้น สถานที่หนึ่งในร่างกายที่บริสุทธิ์ที่สุด  ที่พระเจ้าสถิตอยู่ และเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ถามว่าที่นั่นคือที่ไหน? อ่านข้อความนี้จะรู้เลยว่าในร่างกายของเรา เป็นอภิสุทธิสถานที่พระเจ้าสถิตอยู่ ศักดิ์สิทธิ์มาก และที่นั่น ก็คือที่ในโลกฝ่ายวิญญาณ คือวิญญาณของเรานั่นเอง 1 โครินธ์ 3:16 จึงบันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

1 โครินธ์ 3:16 “ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้า สถิตอยู่ในพวกท่าน”

 

“ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือ!” คือบอกมาแล้ว ประกาศให้ฟังแล้ว “ท่านรู้แล้วว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระเจ้า  พระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่าน”

ร่างกายเป็นวิหาร แล้วตรงไหนที่เรียกว่าบริสุทธิ์ที่สุด ก็ตรงที่ “วิญญาณของท่าน” นั่นเอง  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นแล้ว สำเร็จแล้วในโลกวิญญาณ เป็นอยู่แล้วตอนนี้จริงๆ  ไม่ใช่ขบวนการการเป็นขึ้น  แต่มันเป็นขึ้นทันทีเลย  เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ ต้อนรับความจริงนี้ ข่าวดีในโลกวิญญาณว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  มาทำทางไปสู่สวรรค์ ทำทางให้ท่านสามารถเป็นที่อยู่อาศัยของพระเจ้าได้ และที่อยู่อาศัยของพระเจ้า ก็คือสวรรค์นั่นเอง  และพระองค์ได้ทรงกระทำสำเร็จแล้ว เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ทันที ณ บัดนาว และจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป

เน้นอยู่คำเดียว คือคำว่า “สำเร็จ” แล้ว เมื่อสำเร็จแล้ว มันก็เป็นอยู่แล้ว  ชีวิตคริสเตียน หรือชีวิตของผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ คือชีวิตที่ดำเนินอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ  คือชีวิตที่ดำเนินอยู่ในความสำเร็จของพระเจ้า ที่กระทำงานสำเร็จ ผ่านทางพระเยซูคริสต์แล้ว คือพระเจ้ามาสถิตอยู่กับมนุษย์ สวรรค์ได้ลงมาตั้งอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อ ก็คือเข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้วนั่นเอง  เข้าไปตอนที่เขาเปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐ ต้อนรับสวรรค์นั่นเอง ต้อนรับพระเจ้าเข้ามาอยู่ในตัวเขา ก็คือต้อนรับสวรรค์ นั่นแหละ เขาเข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว ณ บัดนาว ณ เดี๋ยวนั้นเลยทันที  และจะอยู่ที่นั่นตลอดไป  วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ เพราะในโลกฝ่ายวิญญาณ ไม่มีเวลากำหนด เขาเรียกว่า โลกวิญญาณนิรันดร์ เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์คนนั้นได้บังเกิดใหม่ ใครก็ตามที่บังเกิดใหม่ โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่บอกว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป ชำระเรา ให้เราได้มีโอกาสบังเกิดใหม่ทางฝ่ายวิญญาณได้ เกิดขึ้นเมื่อเราบังเกิดใหม่ในปัจจุบัน ในขณะนี้ ทันทีเลย ถ้าเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เดี๋ยวนี้  ในปัจจุบันในขณะนี้  เราก็จะได้รับการชำระให้สะอาด บริสุทธิ์

ถามว่าบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เท่าไร?  ที่พระเจ้าสามารถเข้ามาอยู่กับเราได้  เรามาอ่านในพระคัมภีร์ที่บอกเราดีกว่าว่าคำว่า “สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ แยกส่วนมาเป็นของพระเจ้า” ในพระคัมภีร์ได้บอกเราว่าอย่างไรว่าตอนที่เราบังเกิดใหม่ วิญญาณของเราที่บังเกิดใหม่ มีลักษณะเป็นอย่างไร?  ในหนังสือยอห์น 17:22-23

ยอห์น 17:22-23 “22 เกียรติสิริซึ่งพระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขาแล้ว เพื่อพวกเขาจะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน 23 คือข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา และพระองค์อยู่ในข้าพระองค์ ขอให้พวกเขาได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา และทรงรักพวกเขาเหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์”

 

บริสุทธิ์สะอาดขนาดไหน?  พูดง่ายๆ ก็คือบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระเยซู เต็มไปด้วยสง่าราศี เหมือนพระองค์ เป็นอยู่นานเท่าไร? ตลอดไป วิญญาณเกิดใหม่บริสุทธิ์สะอาดอย่างนี้แหละ

และต้นของข้อ 22 บอกว่า “เกียรติและสิริ” หมายถึงพระสิริ ความสง่างาม รัศมีอันเจิดจ้า ความงดงาม คุณลักษณะของพระเยซู ซึ่งพระเจ้าประทานให้  ตอนที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3  พระเยซูตรัสว่าเกียรติสิริ ที่พระบิดาประทานให้กับข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ได้มอบ แบ่งให้พวกเขาแล้ว  พวกเขาผู้ที่เชื่อในข่าวดี เชื่อในข้าพระองค์ เชื่อในความรอด ในทางพระเยซูคริสต์ โดยที่พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  มาเกิดเป็นมนุษย์ มาไถ่บาปให้กับมนุษย์ เมื่อเชื่อตรงนี้ปุ๊บ เขาผู้นั้น ได้บังเกิดใหม่ และการบังเกิดใหม่ของเขานั้น เกิดโดยวิญญาณ ที่เป็นวิญญาณเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ที่ได้บังเกิดใหม่ๆ พูดง่ายๆ เหมือนพระเยซูแบ่งวิญญาณของพระองค์ ให้เป็นวิญญาณที่เกิดขึ้นใหม่ของผู้เชื่อนั่นเอง  มันหมายถึงอย่างนั้น ท่านลองคิดดูว่าบริสุทธิ์ขนาดไหน? บริสุทธิ์เหมือนพระเยซูเต็มด้วยสง่าราศี  เต็มด้วยพระสิริเหมือนพระเยซูเลย

ใน 1 ยอห์น 4:17 ได้อธิบายตรงนี้ชัดขึ้นอีกนิดหนึ่ง …  “แบบนี้สิ ความรักของพระเจ้า ถึงสำเร็จตามเป้าหมายของพระองค์ในพวกเรา เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ก็เพราะชีวิตที่เรามีในโลกนี้ เป็นชีวิตที่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์”

 

“แบบนี้สิ” ก็คือการเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนี้แหละ  เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู ตายร่วมกัน ฝังไว้ร่วมกัน เป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระเยซู การเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนี้  ความรักของพระเจ้าถึงสำเร็จตามเป้าหมายของพระองค์ในพวกเรา เราจึงมีความมั่นในในวันพิพากษา ที่เรามั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ก็เพราะชีวิตที่เรามีในโลกนี้ ก็คือวิญญาณของเราที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ขณะนี้ เป็นชีวิตที่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์ เหมือนกับพระเยซูไม่มีผิด เป็นเหมือนพระองค์เดี๋ยวนี้ ที่นี่ แบบนี้เลยตลอดไป ไม่ใช่รอให้เราทิ้งร่างโลกนี้ก่อน แล้วจากโลกนี้ไป ถึงเป็นเหมือนพระเยซู เป็นเดี๋ยวนี้เลย ณ บัดนาว ทันทีเลย  เพียงแต่ว่าเมื่อจากโลกนี้ไป ทิ้งร่างนี้ไป พระเจ้าได้เตรียมร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ให้กับเรา เพื่อวิญญาณของเราจะได้สวมร่างใหม่  มันเป็นอย่างนั้น และเราเป็นอยู่ ณ บัดนาว  ณ เดี๋ยวนี้เลย เหมือนพระเยซู คือ พระเยซูเป็นอย่างไร? ก็เป็นความชอบธรรม เป็นคนดี เป็นแสงสว่าง  เป็นความรัก เป็นความบริสุทธิ์ ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระเจ้า เราก็เหมือนพระเยซู เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว เดี๋ยวนี้เลย และตลอดไป  เพราะฉะนั้น เราจึงมั่นใจในวันพิพากษา วันพิพากษา คือวันสิ้นโลกนี้  วันที่จะตัดสินทุกคนว่าจะอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ในสวรรค์นิรันดร์ หรืออยู่ในความพินาศนิรันดร์นั่นเอง เรามั่นใจ  เราอยู่ในสวรรค์นิรันดร์ มั่นใจ เพราะเดี๋ยวนี้ เราก็อยู่ในสวรรค์แล้ว ขณะนี้

คุณลักษณะของพระเยซู ก็เป็นคุณลักษณะวิญญาณของเราข้างใน คือเต็มไปด้วยสันติสุข ชื่นชมยินดี ความดีงาม  ความรัก ความอดทนนาน  เต็มด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ อยู่เหนือวิญญาณชั่ว วิญญาณต่างๆ ทั้งหมดที่มีฤทธิ์อะไรต่างๆ  ที่พระคัมภีร์บอก ฤทธิ์เดชอำนาจนี้ อยู่ในตัวเรา เป็นคุณลักษณะของเรา และอื่นๆ อีกมากมาย ก็เป็นลักษณะธรรมชาติของเรา ที่บังเกิดใหม่เหมือนพระเยซูแล้วเดี๋ยวนี้  ตอนดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลย ทีเดียว เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูเข้ามาอยู่อาศัยในวิญญาณของเรา โดยความเชื่อในข่าวดีว่าพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด จากบาป ผู้ที่จะมาชำระเราให้สะอาดหมดจดได้ ตามที่พระเจ้าได้ทรงส่งมา เมื่อเชื่อ พระเยซูก็เข้ามาชำระล้างเราให้สะอาดหมดจด พร้อมกับเคลียร์ให้เรียบร้อย สะอาด เช็ด ปัด กวาด ถูทางฝ่ายวิญญาณ เพื่อที่จะให้พระเจ้า เสด็จเข้ามาสถิตอยู่ ซึ่งเมื่อพระองค์เข้ามาสถิตอยู่ ทั้งพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณ 3 พระภาคก็เข้ามาอยู่ด้วย  มันหมายถึงอย่างนั้น

1 ยอห์น 3:2 ได้บันทึกอย่างนี้เช่นเดียวกัน … “ท่านที่รักทั้งหลาย เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ บนโลกนี้ (ในโลกวิญญาณ) เราเป็นลูกของพระเจ้าก็จริง เราก็ยังไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร? แต่เรารู้ว่าในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราจะเป็นเหมือนอย่างพระองค์ (ร่างกายที่เป็นขึ้นจากตาย) เพราะว่าเราเห็นพระองค์จริงๆ อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น”

 

นี่แหละเรื่องความจริง สติปัญญาที่เรากำลังเล่าเรียนกันอยู่ ในเรื่องทางพระคัมภีร์ ทางพระเจ้า พระเยซูนั้น คือเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณจริงๆ เท่านั้น  ใน 1 ยอห์น 3:2 ที่ตะกี้เราอ่าน “ท่านที่รักทั้งหลาย เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ บนโลกใบนี้ ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น  เราเป็นลูกของพระเจ้าจริงๆ” แต่เรายังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร? คือเรายังไม่เห็นชัดเจนว่าการเป็นลูกพระเจ้ามันเป็นอย่างไร? หน้าตามันเป็นอย่างไร? มันเป็นลักษณะอย่างไร?  ได้แต่ฟังและเชื่อจากถ้อยคำพระเจ้าที่บอกเรา  แต่มันเป็นอยู่อย่างนั้นจริงๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ แต่ตาเราไม่มีความสามารถที่จะมองเห็น ไม่สามารถที่จะเข้าใจถ่องแท้ได้ว่าเป็นลูกพระเจ้าเป็นอย่างไร?

แต่ในนี้บอกว่า “แต่เรารู้ว่าในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมา” ก็คือวันสิ้นโลก เราจะเป็นเหมือนอย่างพระองค์ ก็คือร่างกายเราจะเป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนร่างกายของพระองค์ที่เป็นขึ้นจากความตาย เพราะเราจะเห็นพระองค์จริงๆ อย่างพระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น พูดง่ายๆ วันนั้นมาถึงปุ๊บ เมื่อวิญญาณเราออกจากร่าง เราจะเห็นตัวเราเองชัดเจนว่าเราเป็นลูกพระเจ้า หน้าตาเรา ลักษณะเราจริงๆ เป็นอย่างไร?  ตอนนี้เรายังไม่เห็นชัด เพียงแต่รู้ตามที่ถ้อยคำพระเจ้าบอกเราเท่านั้นเอง  ใน 1 โครินธ์ 13:12 ก็พูดในลักษณะนี้ว่า …

1 โครินธ์ 13:12 “เพราะว่าเวลานี้ เราเห็นสลัวๆ เหมือนดูในกระจก แต่ในเวลานั้นจะเห็นแบบหน้าต่อหน้า เวลานี้  ข้าพเจ้ารู้เพียงบางส่วน แต่เวลานั้น ข้าพเจ้าจะรู้แจ้ง เหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า”

 

เวลานี้ เวลาที่อยู่บนโลกใบนี้  ตาทางฝ่ายวิญญาณจะมองไม่เห็น ได้แต่ฟังและเชื่อในถ้อยคำพระเจ้าที่บอกเราว่าเราเป็นลูกพระเจ้า เราบังเกิดใหม่แล้ว วิญญาณเราที่เกิดใหม่ เป็นเหมือนพระเยซู สะอาดหมดจด เหมือนพระเยซู เต็มไปด้วยสง่าราศี บริสุทธิ์ มันไม่เห็น

ในนี้ยกตัวอย่างว่าในขณะนี้ ตอนที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้ อยู่ในโลกใบนี้อยู่ เราจะเห็นความจริงเหล่านี้เพียงแค่สลัวๆ เป็นเงาเท่านั้นเอง เพราะว่าได้ยินได้ฟัง ได้จินตนาการจากถ้อยคำพระเจ้าที่บอกเท่านั้น “แต่ในเวลานั้น เราจะเห็นแบบหน้าต่อหน้า” ก็คือเวลาเราจากโลกนี้ไป  ทิ้งร่างไปแล้ว ไม่มีอะไรมาบังตาเราอีกแล้ว เราไม่ต้องมองดูในกระจกอีกแล้ว  เพราะมองดูกระจกเห็นแต่ตัวเอง คราวนี้เราสามารถเห็นความเป็นจริงได้แล้ว  “เวลานี้ข้าพเจ้ารู้เพียงบางส่วน” ก็เหมือนมองในกระจกจะเห็นทางฝ่ายวิญญาณไหมว่าตัวเรา วิญญาณของเราเป็นเหมือนพระเยซู สง่าราศีที่เต็มไปหมด มองดูในกระจกเงา ก็เห็นแต่ภาพร่างกายตัวเองที่ทรุดโทรมลงไปทุกวันๆ กระขึ้นมาทุกวันๆ ผิวหนังเหี่ยวลงไปทุกวันๆ ผมร่วงลงไปทุกวันๆ มันหมายถึงอย่างนั้น  แต่เราไม่เห็นวิญญาณของเราที่เจริญเติบโตใหม่ขึ้นทุกวันๆ เรารู้เพียงบางส่วน ขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แต่ในเวลานั้น คือเวลาที่เราออกจากร่างไปเมื่อไร เราจะเห็นแจ้งชัดเจนเลย  เราจะรู้ตัวเราเองเป็นอย่างไร? เหมือนที่พระเจ้าเห็นเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร? ก็เป็นอย่างนั้นล่ะ เห็นชัดเจนเลย  ไม่มีอะไรมาปิดบังแล้ว  เพราะฉะนั้นเราจึงสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เป็นสถานที่อาศัยอยู่ของพระเจ้า เป็นอภิสุทธิสถานของพระเจ้าเลย ณ บัดนาว ณ เดี๋ยวนี้  ขณะที่อยู่ในร่างกายนี้อยู่  เพราะพระคัมภีร์บอกร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า ผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา วิญญาณตัวของเราจริงๆ ที่จะอยู่ตลอดไปนั้น สะอาด บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ เต็มด้วยสง่าราศีเหมือนพระเยซู

หลายท่านฟังอย่างนี้ ก็จะคิดว่า … “อ้าว! ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมคริสเตียนที่บังเกิดใหม่แล้ว ยังทำบาปอยู่ แล้วจะบริสุทธิ์ สะอาดอยู่ได้อย่างไร?”

ท่านต้องคิดในใจใช่ไหม? รู้อย่างนี้ ก็อยากตอบว่าก็เพราะว่าท่านต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้  กระทำตามการล่อลวงให้ดื้อ ไม่เชื่อฟังพระเจ้าที่อยู่ข้างใน เพราะว่าท่านยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตหลังการบังเกิดใหม่แล้วนั่นเอง ไม่คุ้นเคย เพิ่งจะเกิด ต้องใช้เวลาเรียนรู้ โดยพี่เลี้ยง คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า จะค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ นำเรา สอนเราด้วยความรัก ให้ดำเนินชีวิต ให้สมกับตัวจริงๆ ของเรา ในวิญญาณของเราข้างในที่เป็นเหมือนพระเยซู ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีนั้น พูดง่ายๆ เหมือนกับเด็กเล็กๆ ที่บังเกิดใหม่แล้ว เกิดใหม่แล้วในโลกวิญญาณ  บอก …

“เป็นลูกคนแล้วทำไมยังเล่นอึ เล่นฉี่ ยังคลานอยู่ ไม่เห็นแสดงออกเป็นเหมือนคนตามธรรมชาติที่เกิดเลยล่ะ”

ถ้าถามอย่างนี้ ท่านจะบอกว่าอย่างไร? อ๋อ! เล่นอึ เล่นฉี่ ยังคลานอยู่ เดินก็ยังไม่ได้ ยังไม่แสดงออกถึงการเป็นคน ตามธรรมชาติที่เขาเกิดได้เต็มที่ เพราะต้องรอการเจริญเติบโตใช่ไหม? ค่อยๆ เรียนรู้ ในการเป็นคน ในการดำเนินชีวิตแบบคน ตามธรรมชาติที่เกิดเป็นคน ท่านจะสังเกตเห็น

ฉันใดก็ฉันนั้น เกิดทางวิญญาณที่เป็นลูกพระเจ้า ที่บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์แล้ว พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ด้วยข้างใน ก็เช่นเดียวกัน ที่ทำบาปเหล่านั้น พระคัมภีร์ใช้คำว่า … “เราทุกคนล้มลงได้หลายทาง” หนังสือยากอบบอกไว้ พูดง่ายๆ เราทุกคนสามารถทำบาป  แล้วก็ดื้อกับพระเจ้าได้หลายทาง  ถูกล่อลวงได้หลายทาง ตลอดชีวิต เป็นเรื่องธรรมดาของการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ที่เต็มไปด้วยระบบของความบาป  ซึ่งครอบงำโดยมาร ซึ่งเป็นศัตรูกับพระเจ้า แล้วยังมีความคิด ความเคยชินในการกระทำเดิมๆ เป็นอัตโนมัติเก่าๆ ในร่างกายนี้อยู่ ในความคิดนี้อยู่ ซึ่งเป็นความคิดเก่าๆ ที่มีอยู่ ดำเนินอยู่ก่อนที่จะบังเกิดใหม่  ก่อนที่จะรับเชื่อพระเยซู ศัตรูของพระเจ้าเหล่านี้ ทั้งระบบของโลกและความคิดเก่าๆ ของเรา  จะคอยยุแยง นำเสนอให้เราตัดสินใจ หลงไปเชื่อมัน ก็ไม่เชื่อแม่ ไม่เชื่อพ่อ  ก็กลายเป็นดื้อต่อพระเจ้า  เรียกว่าบาป เหมือนกับเราเป็นพ่อแม่ ส่งลูกเราไปโรงเรียน คล้ายๆ อย่างนั้น  เราก็สั่งลูกของเราว่า …

“ลูกเอ่ย ระวังนะ ไปโรงเรียนระหว่างทาง อย่าไปให้ความสนิทสนม อย่าไปคบ อย่าไปฟัง พวกมิจฉาชีพที่คอยหลอกล่อ หลอกลวง ให้เราดื้อและไม่เชื่อฟัง มันไม่ดี มันหวังร้ายต่อเรา เชื่อพ่อเชื่อแม่นะ เดินตรงกลับบ้านเลย”

คล้ายๆ อย่างนี้  มิจฉาชีพก็มาล่อลวงอันโน้นอันนี้ทุกวันๆ  บางครั้งเราก็เผลอไปฟังมัน แล้วเราก็ทำตาม บางครั้งเราก็เผลอไปติดยาเสพติด ยกตัวอย่างอย่างนี้ชัด พ่อแม่เตือนระวังๆ อย่าไปฟังเขานะ  เขาบอกให้ลอง ก็อย่าไปยุ่งกับเขา  ลองสักนิดหนึ่ง ดื้อเห็นไหม?  พ่อบอกไม่ให้ลอง ขอลองสักนิดหนึ่ง ลองไปลองมาคราวนี้ติด ชีวิตเสียหาย ยับเยินมากมาย  แต่ถึงจะยับเยิบมากมายอย่างไร? เขาก็ยังเป็นลูกเราอยู่ใช่หรือไม่? จะติดยาเสพติดขนาดไหน? ดื้อขนาดไหน?  ก็ยังเป็นลูกของเราอยู่ ซึ่งการกระทำ ดื้อ ไม่ทำตาม ไม่เชื่อฟัง มันไม่มีผลกระทบอะไรต่อธรรมชาติที่เราหรือเขาได้บังเกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้าเลย ถูกไหม? พูดง่ายๆ คือความบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับพระเยซูได้รับมา โดยการเกิดใหม่  คือบังเกิดขึ้น แล้วเป็นเลย

พูดง่ายๆ เกิดแล้ว เป็นแล้ว ก็เป็นเลย  เป็นลูกแล้ว ก็เป็นเลย ไม่ว่าจะดื้อกี่ครั้ง จะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม เหมือนพระคัมภีร์ที่บอกว่าจะล้มกี่ครั้ง ดื้อกี่ครั้ง พระเจ้าก็จะเขี่ยเรากระเด็นออกจากการเป็นลูก ไม่ใช่ พระเจ้าก็จะอุ้มชูเราขึ้นมา ด้วยความรัก และไม่มีวันทอดทิ้งเราเลย จำได้ไหม? พระคัมภีร์เดิมก็เขียนไว้อย่างนั้น พระคัมภีร์ใหม่ก็เขียนไว้อย่างนั้น

“แม้ล้มลง แม้ล้มลง ฉันจะไม่ถูกทอดทิ้ง

เพราะพระคริสต์ทรงค้ำชูฉันด้วยพระหัตถ์

ด้วยพระหัตถ์ ด้วยพระหัตถ์”

แม้ล้มลงกี่ครั้งก็ตาม เราก็ยังเป็นลูกของพระเจ้าอยู่นั่นแหละ พระเจ้าก็จะอุ้มเราขึ้นมา …

“บอกแล้วไงว่าอย่าดื้อ”

นี่คือความหมายที่แท้จริงของการบังเกิดใหม่ในโลกฝ่ายวิญญาณ มาเป็นสถานที่บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ สะอาด หมดจด เข้ากันได้ สำหรับที่จะให้พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคมาสถิตอยู่ในร่างกายนี้  ตรงที่วิญญาณที่บังเกิดใหม่นั้นแล้ว  ซึ่งได้รับการชำระจนสะอาดหมดจด โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งที่ไม้กางเขน ครั้งเดียวเป็นพอ และโดยสามัญสำนึกไม่มีมนุษย์คนไหน หรือเด็กคนไหนที่อยากจะดื้อ ล้มลงไป สักนิดหนึ่ง มีแต่ถูกล่อลวง ถูกหลอก เพราะโดยสามัญสำนึกมันเจ็บใช่ไหมล่ะ ล้มลง

คริสเตียนก็เหมือนกันไม่มีผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ยังอยากจะดื้อ หรืออยากจะทำบาป ไม่มีหรอก เพราะธรรมชาติได้ถูกเปลี่ยนไป เป็นธรรมชาติของความบริสุทธิ์ สะอาดแล้ว แล้วเขาก็ไม่อยากจะล้มลง  เพราะล้มลงมันเจ็บ และมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขาอีกต่อไปแล้ว  ข้างในไม่สบายใจ ถ้าขืนดื้อและไปทำบาปกับพระเจ้า แล้วจะทำบาปไปได้นานไหมเนี้ย  ถ้าเป็นอย่างนั้น มันเหมือนถูกล่อลวงให้หลงไปชั่วขณะ เหมือนกับปลาที่ถูกล่อให้ขึ้นมากินมด พอน้ำลดลงไป ลงไม่ทัน อยู่บนบก ดิ้นพรวดๆ จะตายให้ได้ เพราะว่าไม่มีน้ำ

เหมือนปลา ปลาอยากอยู่ในน้ำฉันใด ผู้ที่เชื่อและบังเกิดใหม่ในพระเยซู ที่สะอาดหมดจดแล้ว ตามธรรมชาตินั้น ก็อยากจะอยู่ในความดีงาม อยากจะเชื่อฟังต่อพระเจ้าอย่างนั้นแหละ เพียงแต่บางครั้งมันถูกล่อลวงเท่านั้นเอง ซึ่งพระคัมภีร์ได้บันทึกข้อนี้ และผมก็มั่นใจตามข้อพระคัมภีร์ คือข้อพระคัมภีร์ที่อยู่ในฟีลิปปี 1:6 ที่อาจารย์เปาโลเขียนไว้ว่า …

ฟีลิปปี 1:6 “ผมมั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงตั้งต้นการดีในพวกท่านนั้น จะทรงสานต่อให้เสร็จสมบูรณ์ จนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์”

 

พูดง่ายๆ พระเจ้าผู้เริ่มต้นการงานดี คือทำให้ท่านได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาด หมดจด วิญญาณของท่านเนี๊ยบ วิญญาณของท่านเหมือนพระเยซูเลย ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระเจ้าจะสานต่อในวิถีชีวิตของท่านจนเสร็จสมบูรณ์ ครบถ้วนบริบูรณ์ในวันของพระเยซูคริสต์

เพราะฉะนั้น  สรุปวันนี้ ก็คือเรามาฉลอง รำลึกถึงวันสถาปนาอภิสุทธิสถาน ถามว่าใช้คำว่ารำลึกถึง ก็แสดงว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว สำเร็จเรียบร้อยแล้ว  เราไม่ต้องทำแล้ว เราถึงมารำลึก เราไม่ได้ทำให้เกิดขึ้น พระเยซูทำให้เกิดขึ้น เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว สวรรค์ได้ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว  รำลึกถึงสวรรค์ที่ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ขณะนี้ตั้งอยู่หรือเปล่า? ตั้งอยู่ และตั้งอยู่ขณะนี้ ถึงเมื่อไร? วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ ชั่วนิรันดร์นั่นเอง

และข้อสำคัญ ก็คือเราผู้ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้เชื่อในข่าวดีนี้แล้ว  เราก็ได้อยู่ในสวรรค์นี้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เลย เราจึงมาฉลองในความเสร็จสิ้น เรียบร้อยแล้ว  เกิดขึ้นแล้ว ฉลองในความสำเร็จ ที่ถูกกระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว  โดยพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  เมื่อ 1991 ปีในทางโลก แต่ในทางวิญญาณได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ Now

“พระเยซูทำสำเร็จแล้ว เดี๋ยวนี้ๆ”

เราก็อยู่บนโลกใบนี้ ขณะนี้ แต่ในวิญญาณเราอยู่ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้วเดี๋ยวนี้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในโลกวิญญาณเราจึงจำเป็นต้องมองให้เห็นตามที่พระเจ้าได้อธิบาย ได้สอนเราทางโลกวิญญาณ เพราะตาเรามองไม่เห็นในโลกมนุษย์ ความคิดก็ไม่สามารถเข้าใจได้ สติปัญญามนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะล่วงรู้ได้  เราต้องใช้ความเชื่อเท่านั้น พระคัมภีร์จึงชอบใช้คำนี้ว่า …

“จงมองให้เห็นเถิด”

ไม่เห็นใช่ไหม? จงมองให้เห็น ผ่านทางถ้อยคำของพระเจ้า มองในกระจกเห็นไหม? ไม่เห็น มองในกระจก เห็นตัวเอง  เห็นร่างกายตัวเองทรุดโทรมไป  ไม่เห็นวิญญาณ แต่พระคัมภีร์บอกมองในกระจก จงมองให้เห็น ทะลุกระจกออกไปให้ได้  ด้วยความเชื่อ ไปดูในโลกฝ่ายวิญญาณว่าท่านเป็นใคร?  ผ่านทางถ้อยคำพระเจ้า จงมองให้เห็นเถิดว่ามันเป็นอย่างนี้  พระเยซูได้กระทำให้สำเร็จแล้ว รำลึกถึง คือมาย้ำ มารับรู้ เพื่อจะได้ไม่ลืมความสำเร็จที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความทุกข์ยากลำบาก ด้วยความเสียสละ ด้วยความรักอันมากมายมหาศาล เพื่อต้องการให้มนุษย์ทุกๆ คนได้เข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าทันที บนโลกใบนี้ เดี๋ยวนี้เลย และตลอดไปด้วย เพราะฉะนั้น จงมองให้เห็นเถิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของขวัญที่เป็นอภิมหาอมตะ ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่พระเจ้าได้ประทานให้กับมนุษย์ทุกคนด้วยความรักดั่งแก้วตาดวงใจ

ของขวัญนี้ คือมนุษย์ทุกคนสามารถเกิดใหม่ได้ และมาเป็นอภิสุทธิสถาน สถานที่บริสุทธิ์ ที่สถิตของพระเจ้าได้ ก็คือสามารถเข้ามาอยู่ในสวรรค์ และพระเจ้าสามารถเข้าไปอยู่ในเขาได้ทันที ขณะนี้ ในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เลย  และจะอยู่ในสวรรค์อย่างนี้ตลอดนิรันดร์ เพียงแต่ว่าเมื่อวันหนึ่งมาถึง วันที่ออกจากร่าง วิญญาณของเราที่บริสุทธิ์ สะอาดเหมือนพระเยซูคริสต์นั้น ก็จะได้รับร่างกายใหม่ สวมแทนร่างกายเดิมนี้ที่ตายไปแล้ว ร่างกายใหม่ ก็จะเหมือนร่างกายที่พระเยซูคริสต์ตอนที่เป็นขึ้นจากความตาย แล้วเราก็จะเข้าไปอยู่ สวมร่างกายใหม่นี้  และอยู่ในสวรรค์ที่เป็นวัตถุ โลกใหม่ ฟ้าใหม่ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่ ให้กับเราได้อยู่อาศัยต่อไปนิรันดร์

เพราะฉะนั้น ให้เรารำลึกถึงวันนี้และขอบคุณพระเจ้าในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ให้เรามองทะลุไปที่โลกฝ่ายวิญญาณ ก็เหมือนกับที่บอกมองทะลุกระจก ตื่นขึ้นมา หรือเมื่อไรก็ตามที่ดูในกระจกเงา เห็นตัวเองที่ทรุดโทรมลงไปทุกวัน ต่อไปนี้มองดูในกระจกเงาแล้วบวกด้วยความเชื่อ มองทะลุกระจกเงานั้นไป เห็นร่างกายฝ่ายวิญญาณของเรา เห็นวิญญาณของเราสะอาด หมดจด บริสุทธิ์เหมือนพระเยซูคริสต์ไม่มีผิดเลยแม้แต่นิดเดียว  เป็นอยู่แล้ว ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เลย  แล้วเห็นพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาคสถิตอยู่ด้วย ล้อมรอบวิญญาณของเราอยู่ในร่างกายนี้

นี่คือความเป็นจริงที่พระเจ้าต้องการให้เราได้เห็น มันเป็นจริงอยู่อย่างนี้ และมันจะเป็นจริงอยู่อย่างนี้วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น เพราะมันเป็นของจริง เพียงแต่ตาเรามองไม่เห็นตอนนี้ เหมือนกับถามว่าตอนนี้ผมเห็นกล้องไหม? ผมไม่เห็นกล้อง กล้องยังมีอยู่ไหม? กล้องยังมีอยู่ แต่ผมไม่เห็น เพราะมือผมไปบัง พอผมเอามือออก กล้องมันก็อยู่ที่เดิม มันก็อยู่ของมันอย่างนั้นจริงๆ  เช่นเดียวกันทางโลกฝ่ายวิญญาณ วิญญาณเป็นเหมือนพระเยซู แต่เนื้อหนังร่างกายนี้  ที่เราอยู่อาศัยบนโลกใบนี้บังเราอยู่ ไม่ให้เราเห็นชัดเจน  แต่วันหนึ่งเมื่อร่างกายนี้สูญสิ้นไป เราก็เห็นตัวตนแท้จริงของเรา มีสง่าราศีครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระเยซูเลยทันที ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

การเสียสละของพระเยซูคริสต์  โดยการยอมทนทุกข์ทรมาน   ยอมถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม  ถูกเฆี่ยนตี  ถูกตรึง และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  เป็นการไถ่เราทั้งหลาย  ให้หลุดพ้นจากคำสาปแช่ง ตามที่มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า …

“พระคริสต์ได้ทรงไถ่เราพ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว” (กาลาเทีย 3:13)

 

พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ยอมเสียสละมาเกิดเป็นมนุษย์ ยอมถ่อมใจ ทนทุกข์ทรมาน ยอมสละพระชนม์ชีพของพระองค์  เพื่อพวกเราทั้งหลาย ที่เป็นคนบาป เราอาจเคยได้ยินว่ามีบางคนที่อาจยอมเสียสละชีวิตตัวเอง  เพื่อคนที่รัก  หรือเพื่อคนดี แต่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ   มีเพียงพระเยซูเพียงผู้เดียวเท่านั้น   ที่ยอมตายเพื่อคนบาป  เพื่อคนผิด …

“เมื่อเรายังไร้กำลัง พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อคนบาป ในเวลาอันเหมาะ น้อยนักที่จะมีใครตายเพื่อคนชอบธรรม แม้ว่าอาจจะมีบางคน กล้าที่จะตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา”   (โรม 5:6-8)

 

พระคัมภีร์บอกว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน เป็นการมารับเอาคำสาปแช่งจากเรา ไปไว้ที่พระองค์ และผลของการหลุดพ้นจากคำแช่งสาป ก็คือไม่มีการลงโทษอีกแล้ว เพราะพระเยซูมารับโทษแทนไปแล้ว  มาปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากโทษของความบาปแล้ว

“เหตุฉะนั้น บัดนี้ จึงไม่มีการลงโทษแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตได้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย”  (โรม 8:1-2)

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1312

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  16  พฤษภาคม  2021

 เรื่อง “ใครกันล่ะ? ที่เอาชนะโลกนี้ได้”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

 

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า “ความสุขแท้ไม่มีในโลก” จริงไหมครับ? สุขแท้จริงไม่มีในโลก

เขาบอกกันอย่างนี้ว่า “ความสุขในโลก คือความทุกข์ที่มันน้อยลงนิดหนึ่ง” ก็แสดงว่าพื้นฐานมันเป็นความทุกข์ทั้งหมด  ความสุข คือความทุกข์ที่ลดน้อยนิดหนึ่ง เหมือนเราอยู่ในทะเล คลื่นทะเลไม่เคยสงบ น้อยมากที่จะสงบ เราบอกสงบ แต่จริงๆ มันมีคลื่นอยู่ แต่คลื่นมันเบาลง แต่ทะเลชีวิต คลื่นส่วนใหญ่รุนแรงทั้งสิ้น  พอมันเบาลงนิดหนึ่ง เรารู้สึกมีสุข แต่จริงๆ แล้ว มันก็คือความทุกข์นั่นเอง เพราะฉะนั้น ความสุขที่เรามีอยู่ ในขณะนี้ เดี่ยวมันก็มาระลอกใหม่ ด้วยความทุกข์นั่นเอง มาแทนที่ เพราะฉะนั้น สุขไม่มี มีแต่ทุกข์น้อย ทุกข์มาก บนโลกใบนี้ นี่คือความจริง  ซึ่งใครๆ ก็ยอมรับ สุขแท้จริงไม่มี โลกใบนี้มีแต่ … เหมือนที่เขาบอกประเทศไทยมี 3 ฤดู คือฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก และฤดูร้อนที่สุด  และในปัจจุบันเพิ่มอีกฤดูหนึ่ง  เป็นฤดูที่ 4 คือร้อนมากที่สุดเลย  เช่นเดียวกัน โลกใบนี้  เต็มด้วยความทุกข์ เพียงแต่ว่ามีทุกข์น้อย ทุกข์มาก ทุกข์มากที่สุด และทุกข์มากที่สุด  (เติมเอาเองนะ)

แต่ไหนแต่ไรมา ความทุกข์ก็มีอยู่กับมนุษย์ตลอดมา เสมอไป  ความโลภ ก็ทำให้เป็นทุกข์ โลภทุกอย่าง ก็เป็นทุกข์ แล้วเราชนะโลภได้ไหม?  ไม่มีใครชนะได้สักคน ผมเห็น ชนะตรงนี้ ก็ไปโลภตรงอื่นแทน  มันยากมาก สิ่งที่เราไม่อยากทำและรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งชั่ว เกิดผลไม่ดีต่อชีวิตของเรา ทำให้เกิดทุกข์เยอะขึ้น  เรากลับสู้มันไม่ได้ ก็ต้องทำมัน  ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ดี แต่สิ่งที่ดี ที่จะทำให้ชีวิตเรามีทุกข์น้อยลง บนโลกใบนี้ กลับยากเหลือเกินที่จะทำ ถูกหรือไม่ถูก? ถูกนะ

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่าโลกนี้มีแต่ความทุกข์  สุขแท้จริงไม่มี มนุษย์จึงพยายามหาทางเอาชนะความทุกข์นี้ให้ได้ ด้วยวิธีการต่างๆ นานา มนุษย์ต้องการที่จะ …

“เมื่อไรหนอ จะหมดเวรหมดกรรม หมดทุกข์หมดโศก สักทีหนึ่ง” ใช่ไหม? คุ้นเคยเป็นอย่างดี

ผมว่าโลกใบนี้  มันเหมือนเรือที่แตก มนุษย์ทุกคนอยู่บนเรือลำนี้  และโลกใบนี้ เรือลำนี้กำลังแตก กำลังจมลงสู่ความพินาศใต้มหาสมุทร ด้วยแรงดึงดูดของโลก มนุษย์บนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนชั่ว ทำดี ทำชั่วเท่าไรก็ตาม ก็จะถูกดูดลงสู่ความพินาศใต้มหาสมุทรทั้งสิ้น ด้วยแรงดึงดูดของโลก ที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

“มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”

กฎแรงดึงดูดของโลก ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ กฎนี้ก็ยังอยู่ พระเจ้าบอกความจริงกับเราว่าโลก และทุกสิ่งบนโลก รวมทั้งมนุษยชาติกำลังจมลงสู่ความพินาศ ใต้บึงไฟ ด้วยแรงดึงดูดของความบาป  ของอำนาจของมาร  และตามการถูกพิพากษาลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว 2 เปโตร 3:9-10 ฟังถ้อยคำของพระเจ้าที่บันทึกเอาไว้ …

2 เปโตร 3:9-10 “9 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้า ในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ 10 แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมย และในวันนั้น ฟ้าจะหายลับไป ด้วยเสียงดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่บนนั้น จะถูกเผาจนหมดสิ้น”

 

นี่คือความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ บนโลกใบนี้ หรือบนเรือที่กำลังล่มอยู่นี้ คือพระองค์ไม่ประสงค์ให้คนใดคนหนึ่งพินาศ  ไม่ต้องการให้คนใดคนหนึ่งจมหายไปในความพินาศนั้น  แต่ต้องการ ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่  คือย้ายซะ เดี๋ยวเราค่อยเรียนรู้กันต่อไป  กลับใจใหม่ คือมารับการช่วยเหลือจากพระองค์ ผ่านทางพระบุตรของพระองค์ แทนที่จะประพฤติดี ตั้งใจ  เพื่อที่จะช่วยเหลือตัวเองให้หมดเวรหมดกรรม กลับมาหาพระองค์ มารับการอภัยโทษจากพระองค์ รับการยกบาปจากพระองค์เถิด

มนุษย์ก็ทราบดีว่าเราไม่มีทางสามารถที่จะทำดีได้ครบถ้วนบริบูรณ์ อย่างเช่นเราจะคุยกันอยู่บ่อยๆ ว่าเมื่อไรหมดเวรหมดกรรม เมื่อไรจบชีวิตไป ตายไป ก็ต้องไปพบกับมัจจุราช มัจจุราชก็ตรวจดูบัญชี  ถ้าใครทำดีให้ไปสวรรค์ นั่นหมายถึงว่าถ้าใครทำดี ครบถ้วนบริบูรณ์ 100%  ไม่เคยทำบาปทำชั่วเลย  แม้แต่นิดหนึ่ง ไม่มีจุดด่างพร้อยเลย ก็ได้ไปสวรรค์ แล้วเราก็รู้กันอยู่ในจิตใจของเราแล้ว เราไม่มีทางที่จะทำดีครบถ้วน ก็คือไม่เคยทำบาปเลยสักครั้งเดียว มันเป็นไปไม่ได้

เพราะฉะนั้น ในวันพิพากษา วันที่สิ้นสุดโลกใบนี้ ในนี้บอกว่าฟ้าจะหายลับไป ด้วยเสียงกึกก้อง

“ฟ้า” ตรงนี้ หมายถึงฟ้าทั้งหมด  หมายถึงโลก และมองขึ้นไป  เห็นนกบินอยู่ นั่นคือฟ้าที่หนึ่ง  ฟ้าที่สอง คือหลังจากที่นกบินขึ้นไป มีดวงดาวต่างๆ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ นั่นแหละอีกฟ้าหนึ่ง ตรงนี้หมายถึงอย่างนั้น จะไม่มีอีกต่อไป

“โลกธาตุ” ก็คือโลกใบนี้ วัตถุต่างๆ  ที่จับต้องมองเห็นได้ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา  ที่เราเห็นอยู่นั้น  ต้นไม้ใบหญ้า ก็จะถูกเผา จนสูญสิ้นไป ทั้งหมด

นี่คือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์จำเป็นต้องชนะโลก มิฉะนั้น  ก็ต้องพินาศ ทุกข์นิรันดร์ไปกับโลกใบนี้  ที่มันกำลังสูญสิ้นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิญญาณของมนุษย์  ซึ่งเป็นตัวตนแท้ๆ ของมนุษย์  จะต้องสูญสิ้นไปกับโลกใบนี้ และทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้

พระเจ้าทรงเป็นวิญญาณ  มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตทางวิญญาณ ที่ถูกสร้างโดยพระเจ้า พระคัมภีร์บอกไว้ว่าพระเจ้าบอกว่าผู้ที่จะมาหาพระองค์ ที่จะมาเรียนรู้เรื่องพระองค์ คือจะมาแสวงหาพระองค์ ต้องแสวงหาพระองค์ด้วยวิญญาณและความจริง

เรากำลังพูดถึงโลกวิญญาณ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็น สัมผัสแตะต้องไม่ได้  รู้สึกก็ไม่ได้ด้วย คิดก็ไม่ถึง คิดก็ไม่ออก บอกก็ไม่ถูก สติปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย ต้องใช้ความเชื่อ  … เชื่อในถ้อยคำของพระเจ้าที่สอนเรา ที่บอกเรา ชี้ทางให้เราในโลกวิญญาณ ที่เป็นความจริงเหล่านี้ เหมือนตะกี้ที่ผมบอกว่าแรงดึงดูดของโลกมีอยู่จริง แม้มองไม่เห็น  เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม มันมีอยู่จริงๆ ถ้าเชื่อ ก็จะได้ประโยชน์จากมัน

เพราะฉะนั้น จะเชื่อความจริงจากที่พระเจ้าบอกในถ้อยคำของพระองค์ หรือไม่เชื่อ ถ้าไม่เชื่อเมื่อไร ก็เท่ากับปฏิเสธความจริง  ก็ถูกมารหลอก มีอยู่ 2 ข้างเท่านั้นเอง จะเชื่อความจริงนี้ หรือจะถูกมารหลอก  พระคัมภีร์ พระเจ้าจึงแนะนำมนุษย์อย่างนี้ว่า …

“ใครที่มาเชื่อในพระเจ้าแล้ว ต้องดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  อยู่บนโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยตามองเห็น”

คำว่า “ตามองเห็น” หมายถึงจับต้องมองเห็นได้อะไรต่างๆ  ไม่ใช่ ผู้ชอบธรรมจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ด้วยความเชื่อเท่านั้น ผู้ที่มาหาพระองค์ จะต้องเชื่อว่า …

พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ มีชีวิตอยู่จริงๆ  เห็นหรือพระเจ้า? ไม่เห็น จับได้ไหม? จับไม่ได้  แตะต้องก็ไม่ได้ อธิบายก็ไม่เข้าใจ แต่พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่จริงๆ และด้วยความเชื่อ เราจึงสามารถรู้และเข้าใจว่าพระองค์มีชีวิตอยู่ ก็ด้วยความเชื่อนั่นแหละ

และพระเจ้าจะให้พร ก็คือเกิดสิ่งที่ดีๆ กับคนเหล่านั้น ที่เชื่อในถ้อยคำพระเจ้า เชื่อในโลกวิญญาณ แม้จะจับต้องมองไม่เห็น  แต่เมื่อพระเจ้าบอก และเชื่อตามนั้น เขาก็จะได้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตของเขา

หัวข้อเรื่องการบรรยายในวันนี้ ผมให้ชื่อเรื่องว่า “ใครกันล่ะ! ที่เอาชนะโลกนี้ได้” เราบอกโลกใบนี้เต็มไปด้วยบาป เวรกรรม ทุกข์ลำบาก  ตอนนี้ผมกำลังบอกว่าใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้? นี่เป็นข้อความมาจากพระคัมภีร์เช่นเดียวกัน ในหนังสือ 1 ยอห์น 5:4-5

ก่อนจะอ่านเรามาลองดูกันแบบหมดอาลัยตายอยากว่า “ใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้?” เราก็จะคิดกันอย่างนี้  สมมติว่าเรายังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราในอดีต ก็จะถามอย่างนี้ “แล้วใครกันล่ะ  ที่จะเอาชนะความทุกข์ลำบาก บาปเวรกรรมเหล่านี้ได้ เอาชนะมัจจุราชได้ มาตรวจดูบัญชี ถ้าทำดี ก็ควรได้ไปสวรรค์” …

1 ยอห์น 5:4-5 “4 เพราะทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลก และความเชื่อของเราเอง คือฤทธิ์อำนาจที่เอาชนะโลกแล้ว 5 ใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้ ก็คนที่เชื่อว่าพระเยซู เป็นพระบุตรของพระเจ้า

 

พระเจ้าให้คำตอบแล้ว ดีใจเหลือเกิน  ถ้าใครถามคำถามเมื่อสักครู่นี้ ถามตัวเองด้วยใจจริงแล้ว  จะต้องดีใจมากเลยว่ามีทางออกแล้ว คือเพราะทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลก  อ้าว! ลูกพระเจ้ามีชัยชนะเหนือโลก และความเชื่อของเราเอง คือฤทธิ์อำนาจที่เอาชนะโลกแล้ว

ความเชื่อในพระเจ้าที่บอกเรา เมื่อเชื่อจะเกิดฤทธิ์เดชอำนาจเอาชนะโลกนี้ได้ คือความเชื่อ ในข้อ 5 บอกว่า “ใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้ ก็คนที่เชื่อว่าพระเยซู เป็นพระบุตรของพระเจ้าไงล่ะ” เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็คือเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ ส่งมาช่วยเหลือมนุษย์ทุกคนให้หลุดรอดพ้น ออกจากเรือที่แตก ที่กำลังดูดลงไปสู่ความพินาศ พระเยซูมาช่วย  และฤทธิ์เดชอำนาจเมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระบุตรที่พระเจ้าส่งมา  จะเกิดฤทธิ์อำนาจด้วยความเชื่อนี้ เกิดขึ้น คือฤทธิ์อำนาจนี้จะทำให้เราบังเกิดใหม่ กลายเป็นลูกพระเจ้า นี่แหละคือการหลุดพ้น รอดพ้น ชนะโลกและความทุกข์ยากลำบากและเวรกรรมของโลก คือไปเกิดใหม่ซะ นั่นเอง พระเจ้าบอกเกิดใหม่ได้จริงๆ พระเยซูมาบังเกิด ก็บอกว่าเกิดใหม่ได้จริงๆ  ถ้าใครไม่ได้เกิดใหม่ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าได้  ชนะโลกไม่ได้นั่นเอง

ชนะโลก ก็คือการชนะบาปเวรกรรม ชนะการถูกพิพากษา หรือถูกการลงโทษให้พินาศไปแล้ว  โลกนี้ถูกพิพากษาลงโทษให้พินาศ ชนะโลก ก็คือชนะความบาป ความชั่ว  ชนะการเป็นศัตรูกับพระเจ้า  ชนะการเข้ากับพระเจ้าไม่ได้  ชนะการอยู่ใต้อำนาจ เป็นทาสของมารซาตาน ซึ่งเป็นเจ้าแห่งความบาป และความตาย ชนะการอยู่ในอาณาจักรของความมืด การเป็นทาสของมารในโลกวิญญาณ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นโลกวิญญาณทั้งสิ้น มีชัยชนะอยู่เหนือโลกวิญญาณเหล่านี้แหละ

ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระเยซู ที่ได้กระทำที่ไม้กางเขน  การเป็นขึ้นจากความตาย ทำให้มนุษย์ทั้งหลายที่เชื่อ ได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง ถูกย้ายด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าผ่านทางความเชื่อ พระเจ้าได้ย้ายคนๆ นั้น ในวิญญาณเขา เข้ามาอยู่ในอาณาจักรหนึ่ง ที่เรียกว่าแสงสว่างในพระเยซูคริสต์ ย้ายออกมาจากอาณาจักรแห่งความมืดของมาร  มาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างในพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า อาณาจักรแห่งแสงสว่างหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอาณาจักรสวรรค์ อยู่กับพระเจ้า เป็นคนชอบธรรม คือดีพร้อม ไม่ได้เป็นคนชั่วเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นคนที่กลับคืนดีกับพระเจ้าได้ มาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว และเป็นการย้ายทันที เดี๋ยวนี้เลย ขณะที่ยังมีลมหายอยู่บนโลกใบนี้ ทันทีเลย  พิสูจน์ได้ ชิมได้ และพระวิญญาณก็จะเป็นพยานยืนยันในใจว่าเราได้บังเกิดใหม่  เราได้ถูกย้ายมาจริงๆ นั่นเอง

โคโลสี 1:12-14 พระเจ้าได้อธิบายถึงขบวนการตรงนี้ไว้อย่างนี้ ในโลกวิญญาณ  เพื่อเราจะได้เห็น อย่างที่บอกเราต้องใช้ความเชื่อ ไม่ใช่จับต้องมองเห็นได้ ในการย้ายนี้  ดูสิพระเจ้าบอกเราว่าย้ายเราอย่างไร?  ใช้ความเชื่อ แล้วเราจะรู้ มันจะเกิดขึ้นด้วยความมั่นใจ ในใจ ในวิญญาณของเราเอง ในโคโลสี 1:12-14 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โคโลสี 1:12-14 “12 พวกคุณจะได้ขอบคุณพระบิดา ด้วยความชื่นชมยินดี พระบิดาได้ทำให้คุณ เหมาะสมที่จะได้รับส่วนแบ่งในมรดกซึ่งอยู่ในอาณาจักรที่สว่างไสว ร่วมกับคนที่เป็นของพระเจ้า 13 พระเจ้าได้ช่วยชีวิตเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และนำเราเข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระบุตร ซึ่งก็คือพระบุตรที่พระเจ้ารัก 14 พระองค์ได้ปลดปล่อยเรา ให้เป็นอิสระ และอภัยบาปต่างๆ ของเราด้วย”

 

เมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่ทรงประทานมาช่วยเหลือ  เมื่อเชื่อแล้ว ก็จะได้รับการย้าย พวกคุณจะได้ขอบคุณพระบิดาด้วยความชื่นชมยินดี พระบิดาได้ทำให้คุณเหมาะสม ที่จะได้รับส่วนแบ่งในมรดก ซึ่งอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างร่วมกับคนที่เป็นของพระเจ้า  ก็คือย้ายท่านเข้ามาอยู่ในสวรรค์ มารับมรดก มีทรัพย์สมบัติ มีสิ่งดีๆ มากมายในสวรรค์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับผู้ที่ได้ถูกย้ายเข้ามาก่อนหน้าเราแล้ว เราก็ได้รับสิ่งเหล่านั้น ร่วมกับคนเหล่านั้น ที่เข้าไปก่อนหน้าเราแล้ว ที่เชื่อไปก่อนแล้ว

โคโลสี 1:13-14 “13 พระเจ้าได้ช่วยชีวิตเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และนำเราเข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระบุตร ซึ่งก็คือพระบุตรที่พระเจ้ารัก 14 พระองค์ได้ปลดปล่อยเรา ให้เป็นอิสระ และอภัยบาปต่างๆ ของเราด้วย”

 

ชัดเจนเลย ในโลกฝ่ายวิญญาณ เมื่อเราเชื่อในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้วว่าพระองค์ คือผู้ที่พระเจ้าส่งมาช่วยเหลือ พอเราเชื่อปุ๊บ เราได้ถูกย้ายจากอาณาจักรของความมืด  มาสู่อาณาจักรของความสว่างไสวในพระคริสต์นั่นเอง  และได้นำเราเข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระบุตร ก็คือพระเยซูคริสต์ พระบุตรที่พระเจ้าทรงรัก อาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ก็คืออาณาจักรแห่งแสงสว่าง ก็เรียกว่าอาณาจักรสวรรค์ ที่พระบิดาสถิตอยู่นั่นเอง ก็แสดงว่าเราได้ถูกย้าย จากที่หนึ่งมายังอีกที่หนึ่ง เมื่อถูกย้าย ก็แสดงว่าที่เก่ามีอยู่จริงๆ คิดให้ดีๆ

ข้อ 14 บอกว่าพระองค์ได้ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ และอภัยบาปต่างๆ ของเราด้วย เห็นไหมครับ ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ จากการอยู่ในอาณาจักรของความมืด  เป็นทาสของมารซาตาน เป็นทาสของความบาป โดยการอภัยบาปต่างๆ ให้เราหมดสิ้นเลย

ทั้งหมดนี้ เป็นกฎที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน แต่มีอยู่จริง ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ย้าย ก็อยู่ที่เดิม ที่เดิมก็สู่ความพินาศ พร้อมโลกใบนี้  ถ้าย้ายก็หลุดพ้น อย่างที่ตะกี้นี้ผมบอก มีอยู่จริงๆ ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ กฎแรงดึงดูดของโลกมีอยู่จริง

ยกตัวอย่างว่าคนที่นั่งในเครื่องบิน ก็มีชัยชนะเหนือแรงดึงดูดของโลก ไม่ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่เมื่อไรเขานั่งในเครื่องบิน ก็มีชัยชนะ เหนือแรงดึงดูดของโลก และด้วยความเชื่อในเครื่องบิน เขาได้เข้าไปนั่งในเครื่องบิน ถ้าไม่เชื่อในเครื่องบิน ใครจะกล้าเข้าไปนั่ง บินขึ้นไปตั้งสูง เดี๋ยวก็ตกมาตายหรอก เพราะความเชื่อในเครื่องบิน เขาก็เข้าไปนั่งในเครื่องบิน ความเชื่อนี้ จึงเป็นฤทธิ์อำนาจ พลังอำนาจให้เขาสามารถเอาชนะ แรงดึงดูดของโลก ซึ่งมันมีอยู่จริงๆ ได้ ถูกไหมครับ?

แล้วใครกันล่ะ ที่ชนะแรงดึงดูดของโลกได้? ท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว ใครกันล่ะ ที่ชนะแรงดึงดูดของโลกได้ ก็คือคนที่เชื่อในกฎของการยกขึ้น ซึ่งชนะกฎแห่งแรงดึงดูดของโลก ที่เอามาใช้กับเครื่องบิน ถูกไหม?

เทียบกันกับเมื่อสักครู่นี้  ในเรื่องพระเยซูคริสต์ คนที่นั่งในเครื่องบิน ก็คือคนที่นั่งในพระคริสต์ คนที่ย้ายมาอยู่ในพระคริสต์ ก็มีชัยชนะอยู่เหนือแรงดึงดูดของบาปเวรกรรมไง ความทุกข์ลำบาก บนโลกใบนี้ บาปเวรกรรมที่ต้องชดใช้ไม่มีหมดสิ้น  และด้วยความเชื่อในพระบุตร ในพระเยซูคริสต์นี้ เขาจึงยอมย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ มานั่งอยู่ในพระคริสต์ ความเชื่อนี้ ทำให้เกิดฤทธิ์อำนาจ ซึ่งทำให้เขาเอาชนะแรงดึงดูดของบาป  และความตาย และความพินาศได้ ไม่จมลงไปกับความพินาศ

ใครกันล่ะ ที่ชนะแรงดึงดูดของโลกได้? ตรงนี้ก็คือใครกันล่ะ ที่ชนะแรงดึงดูดของบาปและความตายของมารที่จะพาเราไปสู่ความพินาศ ใครล่ะ  ก็คือคนที่เชื่อในกฎแห่งชีวิตในองค์พระเยซูคริสต์ กฎแห่งการอภัยโทษบาปทั้งสิ้น  โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์อย่างไงล่ะ

เห็นไหม?  เทียบกันชัดเจน ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันเป็นจริง ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันเป็นจริง  พระเจ้าบอกเรา และมันเป็นประโยชน์ เป็นพร สำหรับคนที่ยอมรับ คนที่เชื่อ

ในพระคริสต์ คือคนที่ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์นิรันดร์ ถ้าไม่ถูกย้ายมาอยู่ในสวรรค์นิรันดร์ ก็ต้องอยู่ที่เดิมนิรันดร์

มารและโลก และทุกสิ่งในโลกกำลังอยู่ในคำพิพากษาให้พินาศ อยู่ในความสูญสิ้น  ตัดสินไปแล้ว นานมาแล้วด้วย  และตอนนี้ กำลังเดินทางเข้าสู่การสำเร็จโทษ ตัดสินลงโทษไปแล้ว ตอนนี้อยู่ในขบวนการการสำเร็จโทษ ซึ่งมารก็พยายามที่สุด ที่จะพามนุษย์ไปอยู่กับมันด้วยนั่นเอง เหมือนนักโทษประหาร ถูกตัดสินให้ประหารแล้ว  แต่ตอนนี้อยู่ในขบวนการการสำเร็จโทษประหารชีวิตนั่นเอง ใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้?

ตอนนี้ท่านจะมั่นใจขึ้นแล้วนะ  ท่านทราบตรงนี้มา ความจริงที่พระเจ้าอธิบายให้เราฟัง “ใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้” ท่านมีความหวังแล้ว  เป็นไปได้จริงๆ  1 ยอห์น 4:4 ได้บันทึกอย่างนี้ว่า …

1 ยอห์น 4:4 “ลูกๆ เอ๋ย พวกคุณเป็นของพระเจ้า จึงมีชัยชนะเหนือโลก คือเหนือพวกศัตรูของพระคริสต์ เพราะพระเจ้าที่อยู่ในพวกคุณ ยิ่งใหญ่กว่ามาร ที่อยู่ในโลกนี้”

 

พอย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์ ก็ได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า พระเจ้ามี 3 พระภาค พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันกับพระองค์ และในพระคัมภีร์ได้บันทึกความจริง 3 ประการที่เราได้เรียนรู้กันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าพอเราย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์ พระเจ้าพูดกับเราว่าอย่างไร? …

“โอ๋ ลูกรักมาแล้วนะ จากนี้ต่อไป เราจะไม่ละเจ้า หรือทอดทิ้งเจ้าอีกเลย เราจะไม่ให้เจ้าเป็นเด็กกำพร้าอีกต่อไป เราจะไม่ปล่อยให้เจ้าอยู่เพียงลำพังอีกต่อไป เราจะอยู่กับเจ้า อุ้มเจ้า กอดเจ้าอย่างนี้แหละ ตลอดไป ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ จนถึงนิรันดร์เลย”

พระเจ้าพระบุตร พระเยซูก็พูดกับเราว่า … “โอ๋ มาแล้ว ดีแล้ว ต่อไปนี้เราเป็นหนึ่งเดียวกันเลย เรากับพระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเข้ามาสถิตอยู่กับเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกัน ไปไหนไปด้วยกัน  ใครรังแกเจ้า ก็เท่ากับรังแกเรา เป็นหนึ่งเดียวกันถึงขนาดนี้เลย  เจ้าสะอาดบริสุทธิ์ ผุดผ่องดีงาม เท่าๆ กันกับเราเลย” นี่พระเยซูพูดอย่างนี้

แล้วความจริงประการที่ 3 ที่เราได้เรียนรู้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พระวิญญาณก็บอกกับเราว่า … “โอ๋ นี่ลูกเอ่ย ลูกบังเกิดใหม่แล้ว เจ้าบังเกิดใหม่แล้ว  เจ้าเป็นลูกพระเจ้าที่บังเกิดใหม่ ไม่ใช่เป็นลูกพระเจ้าเฉยๆ  เป็นลูกที่มีมรดกด้วย เป็นทายาทด้วยนะ”

พอถูกย้ายเข้ามา มันจะเป็นอย่างนี้ แต่ในขณะที่เรายังอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ยังอยู่ในร่างกายเก่านี้  แม้ว่าเราจะย้ายมาทางโลกฝ่ายวิญญาณแล้วก็จริง  แต่เรายังดำเนินชีวิตอยู่ในร่างกายเก่านี้ พระคัมภีร์บอกว่าเรายังไม่เห็นความเป็นจริง อย่างที่มันเป็นจริงอยู่ในโลกวิญญาณ มันจะเปรียบเหมือนกับเรามองดูกระจกเงา  ถามว่าเรามองดูที่กระจกเงา เราเห็นอะไร?

ใครลองเดินไปดูก็ได้ ตอนนี้ มีกระจกเงาไหม?  นึกภาพเมื่อเช้านี้  ดูหน้ากระจกเราเห็นใคร?  เราเห็นพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าบุตรพระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาค อยู่ในเราไหม?  เราเห็นว่าเราเป็นลูกพระเจ้าบังเกิดใหม่ สะอาดหมดจด เต็มไปด้วยสง่าราศีหรือเปล่า?  เห็นไหม? เราเห็นใคร? เราเห็นตัวเราเองคนเดิมนั่นแหละ นี่แหละ พระคัมภีร์กำลังสอนเรา แต่ถ้าเราใช้ตาแห่งความเชื่อ มองกระจกผ่านทางความเชื่อ ก็คือเชื่อตามถ้อยคำพระเจ้า  เราก็จะเห็น 3 พระภาคอยู่ในตัวเรา และเราก็จะเห็นตัวเราเต็มไปด้วยสง่าราศีครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระเยซูเลย 1 โครินธ์ 13:12 ก็ได้บันทึกไว้อย่างนี้ ชัดเจนมากเลย …

1 โครินธ์ 13:12 “เพราะว่าเวลานี้ เราเห็นสลัวๆ เหมือนดูในกระจก แต่ในเวลานั้น จะเห็นแบบหน้าต่อหน้า เวลานี้ ข้าพเจ้ารู้เพียงบางส่วน แต่เวลานั้น ข้าพเจ้าจะรู้แจ้ง เหมือนพระองค์ ทรงรู้จักข้าพเจ้า”

 

“รู้สลัวๆ” ก็คือไม่เห็น แต่ใช้ความเชื่อ เห็นสลัวๆ ตามถ้อยคำพระเจ้า เรามองดูกระจก ตามที่เมื่อสักครู่ อย่างที่บอก เมื่อเช้าที่มองดูกระจก ที่เห็นชัดเจน คือตัวเราเอง คนเดิมนั่นแหละ แต่เมื่อใส่ความเชื่อ เราจะเห็นสลัวๆ ตามที่พระเจ้าบอกเรา ที่อธิบายให้เราฟังว่าพระองค์สถิตอยู่กับเราด้วย พระเยซูบอกว่า 3 พระภาคอยู่กับเรา พระวิญญาณบอกว่าเราเป็นลูกพระเจ้าและเป็นทายาท มีมรดกด้วย ครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ไปนิรันดร์เลย  เราจะเห็นตรงนี้และเห็นตามถ้อยคำพระเจ้าว่าบัดนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าที่เต็มไปด้วยสง่าราศี  สดใส เต็มไปด้วยพระสิริอันยิ่งใหญ่ เหมือนพระเยซูคริสต์เลย นี่ดูเหมือนกระจก เป็นแบบนี้แหละ

และในนี้ยังบอกว่าแต่วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเราออกจากร่างนี้ไป  เราจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เหมือนที่พระเจ้าทรงเห็นเราตอนนี้แหละ รู้จักเรา สำหรับพระเจ้ามองดูเราตอนนี้ ก็คือความจริงที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้น ความจริง คือตัวเราและ 3 พระภาคของพระเจ้าอยู่ภายในร่างกายของเราในขณะนี้  นี่คือความจริง ดูในกระจกก็ต้องใช้ความเชื่อ เอาความจริงนี้ ใส่เข้าไป  เห็นตัวเรา ที่เต็มไปด้วยพระสิริ สง่าราศี เห็น 3 พระภาคอยู่ภายในร่างกายเรา ณ ตอนนี้ บนโลกใบนี้  ผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า  ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี  ก็เพราะว่าพระสิริของพระเจ้า  สง่าราศีของพระเยซูคริสต์ ที่ได้แบ่งให้กับเรา ที่ได้มอบให้กับเรา  เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา ให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า และพระบิดาสถิตอยู่ด้วยกันกับเรา  เป็นความยิ่งใหญ่โอ่อ่าตระการมาก ที่ 3 พระภาคของพระเจ้า ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงยิ่งใหญ่ขนาดไหน? สถิตอยู่กับเรา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา

แต่ว่าในขณะนี้  ที่เรายังอยู่ในร่างกายเก่า ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ณ ตอนนี้ เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่วันหนึ่ง เมื่อเราออกจากร่างนี้ เราจะเห็นความเป็นจริงตามโลกวิญญาณ มันหมายถึงอย่างนั่น ก็แสดงว่าขณะนี้ มันเป็นจริงแล้ว บนโลกใบนี้ ตัวเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้ว  ตัวเราเป็นเหมือนที่พระเจ้าบอกเรา  เป็นลูกพระเจ้าที่สะอาดหมดจด เต็มด้วยสง่าราศี เป็นจริงๆ แล้ว เพียงแต่ตาเราฝ่ายเนื้อหนัง  ฝ่ายร่างกายนี้ ไม่สามารถที่จะมองทะลุไปเห็นได้  ตาทางฝ่ายวิญญาณ ไม่สามารถเปิดออกได้ชัดเจน เหมือนวันหนึ่งข้างหน้า ที่เราจะเห็นพระเจ้าด้วยตาวิญญาณของเรา  เราจึงต้องอาศัยความเชื่อในถ้อยคำพระเจ้า  ซึ่งทำให้เราได้เห็นผ่านทางความเชื่อ เห็นแบบรางๆ สลัวๆ ว่ามันเป็นกรอบอย่างนี้แหละ เป็นลักษณะอย่างนี้แหละ พระเจ้าอธิบายให้เราฟัง

ยกตัวอย่าง เหมือนพ่อเราให้คฤหาสน์ ปราสาทพร้อมที่ดิน ที่สวยงดงาม อยู่ต่างประเทศ ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว โดยทำการโอนให้เราเรียบร้อยแล้ว  เราถือโฉนดนั้นไว้เรียบร้อยแล้ว  มีทั้งโฉนด มีทั้งรูปให้เราดูว่าที่ดินเราเป็นอย่างนี้ ปราสาทสวยงามของเราเป็นอย่างนี้  เราถือไว้กับมือ ลงชื่อ เซ็นชื่อเรียบร้อย มีพยานรู้เห็นหมดว่าเป็นของเราแล้ว  แต่เรายังไม่ได้เดินทางไปดูของจริงเลย คล้ายๆ อย่างนี้ เราได้เห็นแต่รูป ได้เห็นแต่ขีดว่าทิศเหนือจรดอะไร? ทิศใต้จรดอะไร?  ทิศนี้จรดอะไร? รูปร่างของที่ดินเป็นอย่างไร? รูปร่างของคฤหาสน์เป็นอย่างไร?  ตามที่โฉนดบอกไว้ แต่เรายังไม่เห็นของจริงนั่นเอง มันก็จะเป็นลักษณะอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้เรื่องราว ถ้อยคำพระเจ้าจึงต้องอาศัยความเชื่อศรัทธาเท่านั้น ไม่ใช่ตามองเห็น ดังที่พระเจ้าสอนเรา

ความจริงที่สำคัญมาก ที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกคนได้รับรู้เกี่ยวกับโลกวิญญาณ คือโลกและทุกสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้  คือวัตถุบนโลกใบนี้กำลังสูญสิ้นไป แต่โลกวิญญาณจะอยู่ตลอดไป ตัวนี้แหละมันสำคัญมากและอันตรายมากๆ มารหลอกมนุษย์ บางคนก็เชื่ออย่างนี้ว่าโลกใบนี้กำลังสูญสิ้นไป และวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้กำลังสูญสิ้นไป จริง เชื่อและเขาก็จะสูญสิ้นไปกับโลกใบนี้ เป็นศูนย์ไปเลย ไม่มีอะไรเหลืออยู่ ไม่ใช่ อย่าถูกหลอกอย่างนั้น สิ่งสำคัญ ก็คือวิญญาณท่านยังคงอยู่ โลกวิญญาณยังคงอยู่ และจะอยู่ตลอดไป เพียงแต่จะอยู่ในลักษณะใด? อยู่ในสถานที่ใด? อยู่ ณ แห่งใด? เท่านั้น นี่คือความจริงที่สำคัญที่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกคนได้เรียนรู้เรื่องนี้ และเข้าใจในเรื่องนี้ และเชื่อในเรื่องนี้จริงๆ

ซึ่งในขณะนี้ มีโลกวิญญาณเพียง 2 แห่งเท่านั้น และมันก็จะอยู่ในลักษณะ 2 แห่ง 2 สถานที่อย่างนี้ตลอดชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นแห่งแรกที่เรียกว่าสวรรค์ หรือเรียกว่าอาณาจักรของความสว่าง หรือแห่งที่ 2 ที่เรียกว่าบึงไฟนรก ที่เรียกว่าที่มืด ที่มีแต่ความเจ็บปวด ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สถานที่ไม่มีพระเจ้า ไม่มีความดีงาม มีแต่ความชั่วร้าย มี 2 แห่งเท่านั้นเอง  มารพยายามให้มนุษย์สนใจ จดจ่อทางฝ่ายโลก ฝ่ายวัตถุอย่างเดียวเท่านั้น อย่าไปสนใจโลกวิญญาณ อย่าไปสนใจเรียนโลกวิญญาณเลย  เพราะมาเรียนรู้โลกวิญญาณ มาแสวงหาพระเจ้า ทางโลกวิญญาณเมื่อไร? เขาจะพบความจริง สำหรับพระเจ้าให้มนุษย์สนใจ จดจ่อที่โลกวิญญาณ ที่สำคัญมากที่สุด แม้กระทั่งมาเชื่อแล้ว ยังบอกเลยให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในโลกวิญญาณ ให้เชื่อและจดจ่อไปที่เบื้องบน ในสวรรค์

เพราะฉะนั้น โลกและมนุษย์ทั้งโลกได้ถูกตัดสินพิพากษาลงโทษ ให้พินาศไปแล้ว  กำลังอยู่ในที่มืด ก็คือกำลังอยู่ในโลกวิญญาณ ที่มืด ไม่มีพระเจ้า เรียกว่าพินาศ เต็มไปด้วยความทุกข์ เจ็บปวด ทรมาน ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพียงแต่รอการสำเร็จโทษ จบสุดท้ายเท่านั้นเอง มันจึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก พระเจ้าจึงห่วงใยมนุษย์บนโลกใบนี้มาก

ใน 2,000 ปีที่ผ่านมา พระเจ้าได้ช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้น ให้สามารถย้ายจากอาณาจักรของความมืด จากความพินาศ ให้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างได้แล้ว 2,000 ปีที่แล้ว ที่พระเจ้าได้ช่วยเหลือมนุษย์ โดยอภัยโทษให้กับมนุษย์ผ่านทางพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 พระคัมภีร์เรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็นปี แห่งความโปรดปราน เป็นปีแห่งการอภัยโทษ เป็นช่วงเวลาแห่งการประกาศอิสรภาพ เป็นช่วงเวลาแห่งพระคุณของพระเจ้า  ที่มาช่วยเหลือมนุษย์อย่างง่ายๆ เลย ให้มนุษย์ย้ายข้าง ให้มนุษย์มารับเอาฟรีๆ ให้มนุษย์รับเอาการอภัยโทษบาปให้กับเขา ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว รอการสำเร็จโทษ ขณะที่รอนั้น  พระเจ้ามาประกาศว่าอภัยโทษให้กับนักโทษทุกคน สามารถเป็นอิสระจากโทษบาปนั้นได้ ให้มารับสิทธิของท่านเสีย จะได้ไม่ต้องถูกสำเร็จโทษ  เมื่อถึงวันนั้น มันหมายถึงแค่นี้

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ 2,000 ปีนั้นเป็นต้นมา  ตั้งแต่ที่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในโลกวิญญาณ บนโลกใบนี้ มีการย้ายสถานที่ มีการย้ายที่อยู่ของมนุษย์มากมาย ก็คือของผู้ที่เชื่อในข่าวดีนี้  เชื่อในพระเยซูคริสต์นี้ เยอะแยะมากมายไปหมด มาถึงทุกวันนี้  2,000 ปีแล้ว รวมทั้งเราในปัจจุบันนี้ ในขณะที่พูดคุยกันอยู่นี้ เราก็คือผู้ที่พระเยซูได้ย้ายเรา เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของความสว่างแล้ว ย้ายที่จากที่เดิม  ย้ายจากโลกทางฝ่ายวิญญาณเดิมที่เราอยู่ โลกที่ถูกพิพากษา ให้ต้องได้รับโทษถึงพินาศเรียบร้อยแล้ว รอการสำเร็จโทษ เราได้ถูกย้ายแล้ว  ย้ายออกมาจากโลกที่ชั่วร้าย โลกเดิม เมื่อถูกย้ายออกมาแล้ว พระคัมภีร์จึงบอกว่าเราจึงดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป เหมือนกับโลกใบนี้ ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเราอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่บ้านของเราแล้ว  หมายถึงโลกวิญญาณเดิมแหละ ไม่ใช่โลกของเราอีกต่อไปแล้ว  โลกกำลังสูญสิ้นไป  โลกใบนี้กำลังสู่ความพินาศ แต่เราหลุดออกมาแล้ว สู่โลกใหม่แล้ว เราไม่ได้อยู่ในอาดัม ไม่ได้อยู่ในโลกวิญญาณเดิมที่เรียกว่าอยู่ในอาดัม แต่เราอยู่ในโลกใหม่ที่เรียกว่าแสงสว่าง อยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้าแล้ว และจะอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้าอย่างนี้  แบบนี้เลย เหมือนปัจจุบันนี้ตลอดไปเลย

ถ้ายังอยู่ในโลก หมายถึงโลกวิญญาณเดิม ถ้ายังไม่ย้าย  ก็ต้องสูญสิ้นไปด้วยกันกับโลกใบนี้ เพราะโลกและทั้งหมดที่อยู่บนโลกใบนี้ ตามที่เราได้อ่านไปสักครู่นี้  ได้ถูกตัดสินลงโทษ สู่ความพินาศไปแล้ว และกำลังเดินทางไปสู่การสูญสิ้นนี้ สู่การสำเร็จโทษในที่สุดนั่นเอง ซึ่งเราไม่รู้เมื่อไร? พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีหน้า ปีโน้น ไม่รู้ โดยเฉพาะในขณะนี้ หลายๆ คนบอก …

“โควิดมาอย่างนี้ เป็นไปทั่วโลกอย่างนี้ อาจเป็นวันสูญสิ้นของโลกก็ได้”

จริงๆ แล้วมันมีมาเยอะแยะมากมาย ตั้งแต่อดีตมามากมายแล้ว ความทุกข์ยากลำบาก ความหายนะ เกิดภัยพิบัติรุนแรงต่อโลกใบนี้ มันเยอะแยะ เพราะว่าโลกมันถูกตัดสินให้อยู่ในความชั่วร้าย อยู่ในความทุกข์ยากลำบาก อยู่ในความพินาศอยู่แล้ว กำลังเดินทางสู่ความเสื่อมสลายนั่นเอง ในโลกทางฝ่ายวิญญาณ ถ้าเราไม่ย้ายฝั่งมาอยู่ในพระคริสต์ ถ้าเราไม่ย้ายฝั่งมาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง เราก็ยังอยู่ในโลกวิญญาณเดิม  แล้วก็ต้องสูญสิ้นไปกับโลกที่เรียกว่าถูกลงโทษ ให้พินาศ เพราะว่าโลกใบนี้ ทางโลกฝ่ายวิญญาณนี้  เป็นศัตรูอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ เคมีเข้ากันไม่ได้เลย  ความบาปและความบริสุทธิ์ไม่สามารถเข้ากันได้  โลกวิญญาณเดิมที่เราอยู่นั้น เป็นความชั่วร้าย เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่สามารถเข้ากับความดี ขาวเข้ากับดำไม่ได้ พระเจ้าเข้ากับมารไม่ได้  เราจะอยู่ฝ่ายไหน? ถ้าเราไม่ย้าย เราก็อยู่ฝ่ายมาร อยู่ฝ่ายศัตรูกับพระเจ้านั่นเอง  จึงไม่สามารถเข้าสวรรค์ได้

ที่เล่าให้ฟังเหล่านี้ทั้งหมด  ที่เรามาเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด คือกฎทางฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าเป็นผู้สถาปนา ดูแลให้เป็นไปตามกฎ เหมือนตะกี้ที่ผมบอกว่าเหมือนกฎแรงดึงดูดของโลก มันเป็นกฎ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล  พระองค์ยุติธรรมและเที่ยงตรง พระองค์ปล่อยให้เป็นไปตามกฎ เมื่อรู้จักกฎและรู้ความจริงแล้ว  ถ้าท่านไม่เลือก ไม่ใช้สิทธิของท่าน ตามกฎ ท่านก็จะได้รับผลเป็นไปตามกฎนั้น ถ้าท่านเลือกเอาด้วยกฎวิญญาณแห่งชีวิต คือได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้า ผ่านทางพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ท่านก็รอดพ้นจากการถูกประหาร ไม่ต้องลงนรก มันเป็นกฎ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าท่านทำดีหรือทำเลว  ท่านทำดีมากขนาดไหน? ทำชั่วมากขนาดไหน?  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความประพฤติเลย ขึ้นอยู่อย่างเดียว ท่านรู้ความจริงหรือไม่? เมื่อรู้ความจริงแล้ว ท่านตัดสินใจเชื่อหรือไม่?  ในความจริงเหล่านั้น แค่นั้นเอง

ฉะนั้น สรุป ก็คือมนุษย์จำเป็นต้องย้ายสถานที่อยู่ทางวิญญาณ  ท่านลองคิดดูนะว่าใช่หรืไม่?  เพราะฉะนั้น มนุษย์จำเป็นต้องย้ายสถานที่ในทางวิญญาณ ในขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ เพื่อย้ายมาอยู่กับพระเจ้า มาอยู่ในสวรรค์

ถามว่าทำไมต้องตัดสินใจในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ เพราะว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้ว มันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว เพราะโลกวิญญาณเป็นนิรันดร์ แต่โลกวัตถุนั้นเป็นแค่ชั่วคราว  เดี๋ยวมันก็สูญสิ้นไป  และพระเจ้าก็จะสร้างโลกขึ้นมาใหม่  พร้อมทั้งสร้างร่างกายใหม่ที่มีสง่าราศี ให้กับเราผู้เชื่อในพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องย้ายสถานที่ทางวิญญาณ เพื่อมาอยู่กับพระเจ้า มาอยู่ในสวรรค์ โดยต้องได้รับการบังเกิดใหม่ บริสุทธิ์สะอาด จึงจะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ คือต้องมาเป็นลูกของพระเจ้านั่นเอง  ซึ่งไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้นะ มาเกิดใหม่ด้วยตัวเอง เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว  เกิดใหม่ โดยการกระทำความดี ก็ไม่ได้  มาเป็นลูกของพระเจ้า โดยการกระทำความดี ก็ไม่ได้  ต้องพึ่งในพระเยซู ซึ่งเป็นของประทาน  ของขวัญจากพระเจ้า ที่ให้กับมนุษย์ทุกคน ด้วยความรัก และความห่วงใย เป็นปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า เป็นปีแห่งการอภัยโทษของพระเจ้า ที่มีต่อมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ก่อนที่จะถึงวันสำเร็จโทษ และหลังจากย้ายก็เข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าทันทีเลย ขอย้ำอีกทีว่าทันทีเลย ไม่ต้องรอให้ตายไปก่อน พอใช้สิทธิของท่าน  ท่านก็ได้รับการย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าทันทีเลย ในขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แต่ทางฝ่ายวิญญาณท่านเข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ทันที และจะอยู่ในสวรรค์อย่างนี้  อยู่กับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ตลอดไปชั่วนิรันดร์

ถ้าท่านไม่ย้ายมันเกิดอะไรขึ้น?  ท่านก็จะอยู่ในโลกวิญญาณที่เดิม ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยู่ในความพินาศ ชั่วนิรันดร์เช่นเดียวกัน นี่คือเหตุที่พระเจ้าเป็นห่วง เป็นใยมนุษย์บนโลกใบนี้มากนัก และขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เมื่อท่านย้ายแล้ว พระเจ้ามาสถิตอยู่ในท่านแล้ว ที่ให้ท่านดำเนินชีวิตอยู่ตอนนี้ ก็เพื่อจะใช้ร่างกายของท่านในการต่อเนื่องไปช่วยเหลือมนุษย์คนอื่นๆ ที่เขายังไม่ได้ย้าย  อาจจะยังไม่ได้ยินเรื่องข่าวดีของพระเยซู อาจจะยังไม่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการอภัยโทษ  ท่านก็มีหน้าที่เป็นสื่อให้กับเขา ไปช่วยเขา ตามการทรงนำของพระเจ้า 3 พระภาคซึ่งสถิตอยู่ในท่านนั่นเอง

แล้วท่านก็ไม่ต้องห่วงแล้วว่าวันหนึ่ง เมื่อเสร็จสิ้นการงานบนโลกใบนี้ ท่านก็จะจากร่างกายนี้ไป ที่เรียกว่าตาย วันหนึ่งท่านก็จะทิ้งร่างนี้ไป  หมดลมหายใจ และชีวิตหลังจากออกจากร่างนี้ หรือหลังจากตาย ท่านก็สามารถที่จะรับร่างกายใหม่ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ เป็นร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนที่เป็นขึ้นจากความตาย  เป็นร่างกายที่เต็มด้วยสง่าราศี  เป็นร่างกายที่ไม่ต้องกลัวโควิดหรือโรคภัยไข้เจ็บอะไรอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องกลัวมะเร็ง ไม่ต้องกลัวเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ  หรือความเจ็บป่วยใดๆ มาทำร้ายได้อีกเลย  เพราะไม่มีอะไรมาทำอะไรเราได้อีกแล้ว  ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความชั่วร้าย ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีการแก่งแย่ง ไม่มีบาป  ข้อสำคัญ ก็คือไม่มีมารซาตานมาล่อลวงให้มนุษย์ทำบาป  ทำชั่ว ตีกันเอง แก่งแย่งกันเอง  ทำอะไรที่ชั่วๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะว่าต้นตอของความชั่ว  ก็คือมาร มันได้ถูกกำจัด ลงไปสู่บึงไฟนรก จบไปแล้ว และท่านจะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาล ซึ่งในขณะที่อยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาลนั้น ท่านไม่ต้องใช้ความเชื่อ อีกต่อไป ไม่ต้องใช้ความหวังอีกต่อไป เหมือนโลกนี้แล้ว เหมือนกำลังดำเนินชีวิตบนโลกนี้  เพราะท่านจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า ไม่สลัวๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว ไม่สลัวๆ เหมือนเดี๋ยวนี้  แต่ท่านจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า  เห็นความเป็นจริง เหมือนกับที่พระเจ้าเห็นหน้าเราตอนนี้  เราก็จะเห็นพระองค์หน้าต่อหน้าในวันนั้น  และจะอยู่กับพระองค์ด้วยความรัก ที่พระองค์ทรงเทลงมาในชีวิตของเราทั้งหมด อยู่ในสวรรค์อันงดงามอย่างนี้  พระคัมภีร์บอกตลอดชั่วนิรันดร์กาล และนี่แหละคือชัยชนะนิรันดร์เหนือโลก ไม่ใช่ชนะธรรมดา แต่เป็นชัยชนะนิรันดร์เหนือโลก

คราวนี้ก็มาถามได้แล้วล่ะ … “ใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้?”  ก็คือคนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็คือเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ และคนที่เชื่อนี้ ก็จะได้รับฤทธิ์อำนาจ ได้บังเกิดใหม่ ถูกย้ายมาอยู่ในสวรรค์ เป็นลูกของพระเจ้า และพระเจ้า 3 พระภาคก็เข้ามาสถิตอยู่กับคนนั้น

ทั้งหมดนี้ การชนะโลกอย่างนี้ สถานะที่เปลี่ยนไปอย่างนี้  สถานที่ที่เปลี่ยนไปอย่างนี้  ย้ำอีกที ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นทันที  ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย เกิดขึ้นทันทีเลย เมื่อท่านใช้สิทธิของท่าน เมื่อท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาช่วยท่าน สิ่งเหล่านี้ ผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะเกิดขึ้นทันที บนโลกใบนี้  และจะอยู่อย่างนั้น ไปจนกระทั่งถึงนิรันดร์กาลเลย  พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

เพราะเนื้อหนังทางร่างกายเรายังมีเชื้อบาปอยู่ เพราะฉะนั้น ตราบเท่าที่เรายังอยู่ในโลกนี้  ไม่มีทางเลย  ที่เราจะไม่ทำบาป  เราจึงต้องพึ่งในพระเมตตาพระเจ้า

 

และหน้าที่ของเราบนโลกนี้  เราควรเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน รับรู้และเข้าใจสถานะซึ่งกันและกันว่าเราต่างก็เป็นคนบาป เราต่างก็ทำผิดพลาดได้เสมอ อภัยให้กันด้วยความรัก เหมือนอย่างที่พระเจ้าทรงอภัยให้เราด้วยความรัก และไม่มีเงื่อนไข

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า … “พี่น้องทั้งหลาย หากใครถูกจับได้ว่าทำบาป ท่านที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ ควรช่วยเขาอย่างสุภาพอ่อนโยน ให้เขากลับตั้งตัวใหม่ แต่จงระวังตัวท่านเอง มิฉะนั้น ท่านเองจะถูกล่อลวงให้ทำบาปไปด้วย จงช่วยรับภาระของกันและกัน ทำดังนี้แล้ว ท่านก็ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระคริสต์”   (กาลาเทีย 6:1-2)

 

ขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระเมตตาของพระองค์  ที่ทรงรักและให้อภัยเรา อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าเราจะหลง หรือเผลอไปกระทำผิดบาปซักแค่ไหน

 

ถ้อยคำพระเจ้าย้ำยืนยันกับเราว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าและได้รับความรอดแล้ว วิญญาณเราก็ได้รับการชำระล้างบาปจนหมดสิ้น กลายเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ปราศจากบาปแล้ว ไม่มีการลงโทษใดๆ อีกแล้ว  (ถ้าเราเชื่อพระเจ้าจากใจจริง และมีใจปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้าจริงๆ)

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า … “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ใดฟังคำของเรา  และเชื่อพระองค์ ผู้ทรงส่งเรามา  ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และจะไม่ถูกลงโทษ”  (ยอห์น 5:24)

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1311

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  พฤษภาคม  2021

 เรื่อง “ความจริง 3 ประการ ที่ทำให้ท่านชนะโลก”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

 

เรื่องที่จะคุยในวันนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แน่นอน  ณ เวลานี้ไม่มีข่าวอะไร ที่สำคัญไปกว่าข่าวนี้อีกแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นสื่อทุกชนิดในโซเซียลมีเดีย ในหนังสือพิมพ์ การพูดคุยในครอบครัว ที่ทำงาน ในหมู่เพื่อนฝูง เจอใครก็คุยแต่เรื่องโควิด-19 ไม่คุยไม่ได้

เมื่อปีเศษ ตอนแรกๆ ข่าวนี้ ไกลตัวเหลือเกิน เราก็เฉยๆ ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร? มาจากต่างประเทศ เสร็จปุ๊บ กระเถิบเข้ามาใกล้ๆ ประเทศแล้ว จากใกล้ๆ ประเทศ ก็เข้ามาในประเทศ จากเข้ามาในประเทศ ก็เข้ามาในจังหวัดของเรา  ยังไกลเราอยู่ พอเข้ามาในจังหวัดของเราแล้ว ก็เข้ามาในหมู่บ้านของเรา  เข้ามาในชุมชนของเรา แล้วก็เข้ามาในบ้านของเรา ตอนนี้เข้าไปในห้องนอนของเราแล้ว  เพราะฉะนั้น ไม่คุยไม่ได้ ไม่ให้ความสนใจไม่ได้เลย

และส่วนใหญ่จะคุยเรื่องอะไรกัน? พอพูดถึงโควิดจะมีข่าวสารออกมา ให้เราได้ยินได้ฟังกัน รับรู้กันในช่วงนี้  มันจะออกมาในรูปแบบใดในการคุยกัน

“โอ้โห! โควิดระบาดรอบนี้ น่ากลัวมาก น่ากลัวกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมาเลย  อันตรายมาก ยอดผู้ติดเชื้อยังไม่ลดเลย  คนเสียชีวิตก็มีอยู่ทุกวัน เพิ่มขึ้นทุกวัน ที่ทำงานก็มีคนติดหลายคน ก็ต้องกักตัวกันยุ่งไปหมดเลย  ที่ทำงานฉันก็มีคนติด ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันติดหรือไม่? ตอนนี้กำลังระวังอยู่ เพื่อนของเพื่อนเขาบอกไปติดมาแล้ว พี่ของเพื่อน เพื่อนของน้อง ญาติคนโน้นคนนี้ติดมาแล้ว ไปตรวจเชื้ออยู่ กำลังรอฟังผลอยู่ด้วยความตื่นเต้น เขาดีใจมากเลย ไม่ติด แต่หมอบอกว่าต้องไปตรวจอีกครั้งที่ 2  ซึ่งยังไม่แน่ใจ ก็ยังหวั่นๆ อยู่             แต่เพื่อนคนนี้ไปตรวจตั้งแต่วันแรกเลย ติดเชื้อ แต่ตอนนี้อาการก็ดีขึ้น คนนี้อาการไม่ดีขึ้นเลย”

อะไรอย่างนี้ มันสับสนวุ่นวาย  เต็มด้วยความวิตกกังวลทั้งสิ้น  แล้วยังมีเรื่องนี้อีก …

“ฉีดวัคซีนหรือยัง? ข่าวว่าฉีดตัวนี้ดี ตัวนั้นดี  ยี่ห้อนี้ดี ยี่ห้อนั้นไม่ดี จะเป็นหมอกันหมดแล้ว ตัวนี้มีผลข้างเคียงเยอะ”

ทางการก็ออกมารณรงค์ให้ประชาชนไปลงทะเบียนฉีดวัคซีนกันทุกคน เพื่อช่วยสังคม บางคนก็บอกว่า …

“อย่าไปฉีดเลย เพราะว่าไปฉีดอาจจะแพ้วัคซีน  บางคนฉีดไป แล้วตายก็มี”

อะไรอย่างนี้  เป็นบรรยากาศที่ต้องตัดสินใจและใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที ซึ่งปกติแล้ว การฉีดวัคซีนเขาก็บอกว่ามีโอกาสแพ้บ้าง แต่มันน้อย แพ้แล้วยังมีวิธีการรักษาได้ นี่ทางการบอกมา ทางวงการแพทย์บอกมา แต่ถ้าติดเชื้อขึ้นมา มันอันตรายกว่าเยอะ อะไรอย่างนี้

นี่คือข่าวสาร ที่กระหน่ำเข้ามาในชีวิตของเราในขณะนี้ เข้ามาถึงห้องนอนเราแล้ว  ไม่รับรู้ไม่ได้ ไม่คิดไม่ได้ ไม่ฟังไม่ได้ เมื่อปีที่แล้วอาจจะไม่ฟังได้ แต่ปีนี้ ตอนนี้เข้ามาอยู่ในห้องนอนแล้ว  ตื่นขึ้นมา ก็ได้ยินจากหู จากความคิดข้างในออกมาแล้ว

เหล่านี้คืออะไร? คือสิ่งที่โลกกำลังตะโกนใส่เรา กำลังพูดใส่เรา ผ่านทางสถานการณ์ของโรคระบาดโควิด-19 และผลกระทบจากโควิด-19 นี่แหละ และผลกระทบต่างๆ นี้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้บ้าง ก็เกิดเป็นความกลัว ความวิตกกังวล  ความเห็นแก่ตัว ความแก่งแย่ง เรากำลังถูกโจมตี ถูกกระหน่ำ ถูกทิ้งระเบิดปรมาณู ด้วยข่าวร้ายต่างๆ รอบตัวเรา  สับสนไปหมด ผู้คนทั้งหลายบนโลกใบนี้ กำลังอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว หวาดระแวง โดยไม่สามารถช่วยตัวเองได้ หนีก็ไม่พ้น เพราะตราบใดที่ยังอยู่บนโลกใบนี้ ผลกระทบของข่าวนี้  ก็เป็นผลกระทบไปถึงทุกคนบนโลกใบนี้เลยทีเดียว

ซึ่งบางคนก็บอกว่าข่าวร้ายนี้ เรื่องโควิดให้ระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อ โรคโควิด-19 ไวรัสตัวนี้ ปรากฏว่าดูแลสุขภาพร่างกาย ป้องกัน  ด้วยความหวาดกลัว  หวาดระแวงอย่างมากเลย  ไม่ติดเชื้อโควิดหรอก แต่ไปติดเชื้ออย่างอื่นแทน เชื้อของความวิตกกังวล ความกลัว ความเครียด เสพสื่อมากเกินไป อย่างนี้  มันเป็นเรื่องจริง เกิดความเครียดขึ้นมา  เป็นโรคเครียดแทน โรคอื่นจะตามมาด้วย

วันนี้เราจะมาดูกันว่าในขณะที่โลกกำลังพูดกับเรา ตะโกนใส่เราด้วยข่าวสาร ด้วยข้อมูลแบบนี้  แล้วอีกฝั่งหนึ่งที่เรารู้จัก คือพระเจ้าของเรา พระเจ้ากำลังพูดอะไรใส่หูเรา กระชากใส่เรา ตะโกนใส่เรา ดึงเรากลับมาหาพระองค์อย่างไร? ไม่ให้เราหลงไปกับข่าวสาร  ข่าวร้ายของโลกใบนี้  และเราควรจะทำอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งตามสายตามนุษย์  รวมทั้งตัวเราเอง ซึ่งก็คือมนุษย์ เป็นสถานการณ์ที่หดหู่ หมดกำลังใจ ไม่มีเป้าหมายในชีวิต เหลืออยู่เลย กลัววิตกกังวล

และถ้าเรามัวแต่หมกมุ่นอยู่แต่กับข่าวสารจากโลกใบนี้ที่ตะโกนใส่เรา  มัวแต่เสพข่าวสารบนโลกใบนี้อยู่  มัวแต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่โลกกำลังพูดกับเรา สิ่งที่โลกกำลังกระหน่ำใส่จิตใจของเรา ความคิดของเรา ก็จะมีแต่ความห่อเหี่ยว มีแต่ความหวาดกลัว เพราะนี่คือเป้าหมายของมาร ที่ต้องการสื่อสารกับเราแบบนี้ นี่คือแผนการของมารที่จะส่งมาทำลายเรา ก่อนที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด ติดก่อน ก็คือความวิตกกังวล ความกลัว และความเครียดทั้งหลาย

ในหนังสือโคโลสี 3:1-4 โดยเฉพาะข้อ 1 ได้บอกชัดเจน ตั้งแต่ 2,000 กว่าปีมาแล้ว ได้บันทึกเอาไว้ชัดเจนว่าจงจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน  ถ้าท่านได้เป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านจงจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน … เบื้องบน คือที่ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์สถาน ที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ ณ เบื้องขวาของพระเจ้า และท่านอยู่ในพระเยซูคริสต์

พูดง่ายๆ ก็คือถ้าเผื่อท่านเชื่อในพระเยซู และได้ตายพร้อมพระเยซูที่ไม้กางเขน ได้ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่สาม พร้อมกับพระเยซู ด้วยความเชื่อของท่าน ต้อนรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต  ท่านได้บังเกิดใหม่ นั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้วในขณะนี้  ท่านก็จงจดจ่อไปที่ความจริงตรงนี้  ในเรื่องโลกวิญญาณนี้ว่าท่านได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน อยู่กับพระเยซูคริสต์แล้ว อย่าจดจ่อความคิดของท่านไปยังโลกใบนี้  บอกชัดเจน เตือนไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ตั้งแต่สมัยโน้น  ให้ฟังข่าวสารของพระเจ้า อย่าฟังข่าวสารของโลกใบนี้เยอะนัก ได้เตือนไว้โคโลสี 3:1-4 …

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

เพราะฉะนั้น หัวข้อเรื่องของการบรรยายในวันนี้ ผมจึงให้ชื่อว่า “ความจริง 3 ประการที่ทำให้ท่านชนะโลก” ซึ่งตามที่พระเยซูได้บอกไว้ในหนังสือยอห์นว่าโลกนี้ มันเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก ได้บอกชัดเจน บอกเลยว่าบนโลกนี้  ในโลกนี้ ท่านดำเนินชีวิตอยู่นั้น  ท่านจะประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ปัญหาต่างๆ นานา เป็นเรื่องธรรมดา นี่คือความจริง และพระคัมภีร์ได้บอกเรา โลกกำลัง อยู่ในขบวนการการสูญสิ้นไป แต่จงชื่นชมยินดีเถิด  เพราะพระองค์ได้เอาชนะโลกแล้ว ในหนังสือยอห์น 16:33 ได้บันทึกเอาไว้ พระเยซูตรัสอย่างนี้แหละ พูดอย่างนี้กับเรา  นี่คือความจริง …

ยอห์น 16:33 “เราบอกสิ่งเหล่านี้แก่พวกท่าน เพื่อพวกท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้พวกท่านจะมีความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิด เราได้ชนะโลกแล้ว”

 

“จงชื่นชมยินดีเถิด เราได้ชนะโลกแล้ว” ในโลกนี้ พวกท่านจะมีความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าโลกนี้ อยู่ในขบวนการการสูญสิ้น การพินาศอยู่ อยู่ในความทุกข์ ความลำบาก เนื่องจากความบาปที่มนุษย์เอาเข้ามาบนโลกใบนี้ ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ตั้งแต่อาดัมและเอวา สวนเอเดนไม่ได้เป็นสวนเอเดนอีกต่อไปแล้ว  พระเจ้าสร้างโลกใบนี้อย่างดีงาม  มันไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อนนี้อีกต่อไปแล้ว แต่มันล่มสลาย ไปสู่ความชั่ว ความเลว ความสาปแช่ง ความทุกข์ยาก ความลำบาก ซึ่งได้ถูกตัดสินไป ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ตั้งแต่ตอนโน้น จนมาถึงทุกวันนี้ แล้วมันกำลังจะไปสิ้นสุดตรงที่สิ้นสลาย สูญสิ้น พินาศ เพราะว่าโลกนี้ไม่ได้อยู่ในการดูแลของพระเจ้าอีกต่อไปแล้ว ตั้งแต่วันโน้นเป็นต้นมา  สวนเอเดนไม่ได้เป็นของผู้ที่พระเจ้ากำหนดอีกแล้ว  พระเจ้าจึงส่งพระเยซูมาช่วยมนุษย์ที่อยู่ในโลกใบนี้ เพื่อให้หลุดออกจากความเสื่อมสูญ ความพินาศ จากนรกนั่นเอง  โลกนี้เหมือนนรก พูดง่ายๆ  พระเยซูได้ถูกส่งมาเกิดบนโลกใบนี้  เพื่อจะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากโลกใบนี้ ไปสู่โลกหน้า โลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างไว้  เตรียมไว้ให้กับลูกของพระองค์ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์

เพราะฉะนั้น โลกใบนี้จะมีแต่ความชั่วร้าย มีแต่ความเลว ตามที่ผมเกริ่นมาเมื่อตอนต้นว่าโลกเรานี้กำลังตกอยู่ภายใต้การกระหน่ำ โจมตี ให้เกิดความทุกข์ยากลำบากมากมาย อยู่ในความพินาศ ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด หมายถึง ณ ขณะนี้  มันเป็นอย่างนี้มาตลอด สงครามโลก ก็คือการกระหน่ำของความชั่วร้ายบนโลกใบนี้  ที่กระหน่ำความทุกข์ยากเข้ามาสู่มนุษยชาติ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ครั้งนี้ก็กระหน่ำเรา อัดเรา บุกเรา โจมตีมนุษย์ด้วยสถานการณ์ระบาดของโควิดทั่วโลก มนุษย์ทุกคนได้รับเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้น หัวข้อเรื่องในวันนี้อาจจะสามารถระบุเฉพาะเจาะจงในช่วงเวลานี้ได้เลยว่าความจริง 3 ประการที่จะทำให้ท่านสามารถเอาชนะโควิดได้  ความจริง 3 ประการนี้ จะทำให้ท่านเอาชนะสถานการณ์โควิดในขณะนี้ได้ ความจริง 3 ประการนี้ จะทำให้ท่านเอาชนะสถานการณ์ ผลกระทบจากโควิด-19 นี้ได้ ต้องจำตรงนี้เลย แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เดี๋ยวคนเอาตรงนี้ไปเจาะเฉพาะตัดตรงนี้ไป บอกว่าผมบอกว่าเอาชนะโควิดได้ หมายถึงไม่เป็นโรคโควิดแล้ว ไม่ติดเชื้อแล้ว

คำว่า “เอาชนะโควิด” ตรงนี้ ไม่ได้แปลว่าฟังการบรรยายในวันนี้ รู้ความจริง 3 ประการนี้ จบแล้ว ท่านไม่ต้องไปฉีดวัคซีนแล้ว แต่หมายถึงเอาชนะสถานการณ์ ไม่หมกมุ่นหรืออยู่บนโลกใบนี้ ในขณะนี้ ในสถานการณ์เช่นนี้ ด้วยความหวาดกลัว ด้วยความวิตกกังวล มันหมายถึงอย่างนั้น ท่านยังคงต้อง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตามสติปัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ อย่างเช่น สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือเป็นประจำ เว้นระยะห่าง ไม่เข้าไปในที่ชุมชน แออัด ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ยังต้องทำอยู่นะ ฉีดวัคซีนก็ยังต้องไปฉีดอยู่ ตามที่ทางการเขาแนะนำมา วงการแพทย์แนะนำมา หรือว่าจะไม่ฉีด ท่านก็ต้องไปใช้สติปัญญา คิดคำนวณเองอะไรต่างๆ แต่ต้องให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ด้วย  แล้วสิ่งสำคัญ คือต้องอธิษฐาน เป็นเวลาที่เราต้องอธิษฐานมากกว่าปกติ อธิษฐาน ก็คือยิ่งทุกข์เท่าไร ก็ยิ่งอธิษฐานมากเท่านั้น

เราเข้ามาสู่เรื่องราวของวันนี้ “ความจริง 3 ประการที่จะทำให้เราชนะโลก” ชนะสถานการณ์ในขณะนี้ได้  ความจริง 3 ประการที่พระเจ้าพูดกับเรา  เราฟังโลกนี้พูดกับเรามาเยอะแล้ว ปีกว่าแล้ว ทุกวัน วันหนึ่งกี่ชั่วโมง เรามานั่งคิดดู เปิดดู เปิดฟัง ข่าวสารเรื่องเกี่ยวกับโควิดทั้งนั้น  แล้วท่านฟังพระเจ้าพูดกี่นาทีต่อหนึ่งวัน  ความจริง 3 ประการที่พระเจ้าพูดกับเรา  …

ประการที่ 1 พระเจ้าพระบิดา คือพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ตรัสว่า … “เราจะไม่ละเจ้า หรือทอดทิ้งเจ้าเลย”

พระเจ้าพระบิดาพูดกับท่านว่า … “เราจะไม่ละเจ้า หรือทอดทิ้งเจ้าเลย”

นี่คือความจริงที่พระเจ้ากำลังกับพูดกับเราขณะนี้ ฮีบรู 13:5 ได้พูดไว้อย่างนี้ …

ฮีบรู 13:5 “จงดูแลควบคุมลักษณะนิสัยของท่าน ให้หลุดพ้นจากการรักเงินทอง รวมทั้งความโลภ กิเลส ตัณหา และการรักสิ่งของบนโลก และจงพอใจในทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ที่มีอยู่และเป็นอยู่ เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน เราจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

 

“จงดูแลควบคุมลักษณะนิสัยของท่าน ความประพฤติของท่าน ให้หลุดพ้นจากการรักเงินทอง” อยู่บนโลกนี้มีความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา แต่พระเจ้ากำลังแนะนำเราบอกว่าให้เราดูแลชีวิตของเรา โดยการดำเนินชีวิต โดยการไม่รักเงินทอง

เงินทอง คือทรัพย์สิ่งของบนโลกใบนี้ … “ไม่รัก” คือไม่รัก ไม่ได้หมายถึงไม่สำคัญ ทรัพย์สิ่งของบนโลกนี้ไม่สำคัญ เรายังต้องใช้ปัจจัยเหล่านี้อยู่ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ใช้ในทางที่ดีได้  ไม่รักเงินทอง หมายถึงมีได้ แต่พอดีๆ  ไม่ได้เป็นความจำเป็นที่สุด ที่จะต้องมี แต่มีได้ แต่ให้มันพอเพียง พอดีๆ รวมทั้งอย่าโลภในกิเลสตัณหา และรักสิ่งของบนโลก จงพอใจในทุกสิ่ง ในทุกสถานการณ์ที่มีอยู่ และที่เป็นอยู่ ก็หมายถึงให้เรามีความพอดีๆ  โลภได้ไหม? ได้ มนุษย์เกิดมามันต้องโลภอยู่แล้วล่ะ กิเลสตัณหามีไหม? มี ก็อยู่บนโลกใบนี้ ก็ต้องมีอยู่แล้ว  แต่ให้มันพอดีๆ  อย่าให้มันโลภ จนกระทั่งทำบาป อย่าให้มันมีกิเลสตัณหาจนกระทั่งทำบาป  และอย่าให้การรักสิ่งของบนโลก ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวทำบาป แต่จงพอใจในทุกสิ่ง ที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ทุกสถานการณ์ด้วย ไม่ว่าสถานการณ์เราจะสบายใจ (รู้สึกนะๆ)  สถานการณ์นี้รู้สึกชื่นชมยินดี  แฮปปี้  หรือสถานการณ์อย่างโควิด ก็ให้เรามีความพอใจ พอเพียงในการมีอยู่ เป็นอยู่ และพระเจ้าได้ตรัสว่าให้ทำอย่างนั้น เพราะพระเจ้าบอกว่า …

“เราไม่มีวันทอดทิ้งท่าน  และเราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน เราจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

“เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน” หมายความว่าเราจะไม่มีวันปล่อยให้ท่าน เป็นเด็กกำพร้า เป็นลูกกำพร้า ไม่มีพ่อมีแม่ ความลึกซึ้งตรงนี้ หมายถึงอย่างนี้  เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า จะไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อมีแม่ แต่นี่เราเป็นพ่อ อยู่กับเจ้า “เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า” ก็คือไม่ปล่อยเจ้าให้อยู่ตามลำพัง เพียงคนเดียว

พ่อแม่ดูแลลูกยังเล็กๆ อยู่ ผมเห็นภาพนี้ชัดเลย  ไม่ปล่อยให้ลูกอยู่ลำพังแต่คนเดียว เด็กอยู่ลำพังคนเดียวในห้อง หรือที่ไหนก็ตาม ร้องโวยวายหวาดกลัว แต่พ่อเข้าไปกอด แล้วบอก …

“รักน๊าๆ พ่อกอดอยู่น๊า พ่อไม่ได้ไปไหน? พ่ออยู่นี่ แม่อยู่นี่ พ่อและแม่อยู่นี่น๊า”

คือกำลังจะบอกว่า … “พ่อและแม่อยู่กับเจ้าเสมอ พ่อและแม่เป็นพ่อและแม่ของเจ้า เจ้าไม่ใช่เด็กกำพร้า”

“รักนะๆ” อย่างนั้นแหละ ก็คือภาพที่พระเจ้ากำลังพูดกับเราในขณะนี้ ในขณะที่เราอยู่ในสถานการณ์ดูเหมือนว่าเราอยู่ตามลำพังคนเดียว แต่เปล่าเลย พระเจ้า พ่อของเรา อยู่กับเรา โอบกอดเราอยู่ตลอดเวลา แล้วก็บอกกับเราว่า …

“โอ๋! รักนะ อย่ากลัวเลย ไม่ต้องห่วงหรอก พ่อกำลังพาเจ้าเดิน เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว เจ้าไม่ต้องกลัวนะ”

ในขณะที่โลกถาโถมเราด้วยข่าวสารแห่งความกลัว แต่พ่อกำลังพูดกับเราด้วยความรักอย่างนี้แหละ และเป็นความจริงด้วย

ประการที่ 1 พระเจ้า ผู้เป็นพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ พระบิดาพูดกับเราแล้ว ใช่ไหม? ตอนนี้มาถึงพระเยซู พระบุตร

          ประการที่ 2 พระเยซูพูดกับท่านในนาทีนี้  ในสถานการณ์โควิด-19 อย่างนี้ พระเยซู พระบุตรของพระเจ้ากำลังพูดกับท่าน พูดกับเราว่า … “เรากับพระบิดาได้อาศัยอยู่กับท่าน ในร่างกายของท่าน”

ยอห์น 14:23 “พระองค์ตรัสตอบเขาว่า “ถ้าใครรักเรา คนนั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสอง จะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา”

 

“ถ้าใครรักเรา” ก็หมายถึงถ้าใครยอมรับพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด พ้นจากความบาปและความตาย จากความพินาศ และต้อนรับสิทธิ์นี้ ต้อนรับพระเยซูเข้ามาอยู่ในชีวิต เข้ามาอยู่ในร่างกายของตนเอง คนนั้นคือรักพระเยซู แล้วพระเยซูบอกว่าอย่างไร? ถ้าใครรักพระเยซู คนนั้นประพฤติตามคำของเรา คือยอมรับพระองค์ และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสอง หมายถึงพระบิดากับพระบุตร พระเยซู เราทั้งสองจะมาหาเขา มาทำที่อยู่ จะมาอยู่กับเขา ในร่างกายของเขา มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา พระเยซูกำลังพูดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของผู้ที่เชื่อในพระองค์ เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ทันทีทันใดนั้น พระเจ้าผ่าตัดวิญญาณของเรา ย้ายเราออกจากอาดัม ย้ายเราออกจากอาณาจักรของความมืด  ในโลกวิญญาณเข้ามาอยู่ในความสว่าง เข้ามาอยู่ในสวรรค์ ในพระเยซูคริสต์ มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ มารวมกับวิญญาณของพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน เรียกว่าบัพติศมา เป็นหนึ่งเดียวกันและได้ตายพร้อมพระเยซูที่ไม้กางเขน และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ร่วมกับพระเยซู ที่ไม้กางเขน และวันที่สามได้เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่ร่วมกับพระเยซู และได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานพร้อมกับพระเยซูคริสต์ด้วย  มันหมายถึงอย่างนั้น เราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู

พระเยซูพูดว่าอย่างไร? พระเยซูบอกว่า “เรากับท่านเป็นหนึ่งเดียวกัน” เป็นหนึ่งถึงขนาดไหน? หนึ่งถึงขนาด ใครที่ข่มเหงเรา (พระเยซู) แปลว่าใครที่ข่มเหงคนที่เชื่อในพระเยซู ผู้เชื่อที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ใครข่มเหงคริสเตียน ก็เท่ากับข่มเหงพระเยซู พูดง่ายๆ ใครทำอะไรต่อท่าน ผู้ที่เชื่อในเรา (ในพระเยซู) เท่ากับทำให้พระเยซู ถ้าเขาให้น้ำท่านแก้วหนึ่ง เท่ากับเขาให้น้ำพระเยซูแก้วหนึ่งเหมือนกัน มันหมายถึงอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น โควิดและข้อมูลข่าวสาร ที่กระหน่ำมาให้เราเกิดความกลัว และข่มขู่เราด้วยข่าวร้ายเหล่านี้ กำลังข่มขู่ ผลักดันให้เรากลัว กำลังผลักดันพระเยซูให้กลัว ข่มขู่พระเยซูด้วย มันหมายถึงอย่างนั้น เพราะว่าเรากับพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกัน

นี่คือประการที่ 2 จงจำเอาไว้เลยว่าพระบิดากับพระเยซูคริสต์เข้ามาอยู่อาศัยกับเรา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา  ในวิญญาณของเราเป็นหนึ่งเดียวกัน

ประการที่ 1 พระเจ้า พระบิดา ผู้เป็นพ่อพูดกับเราแล้ว

ประการที่ 2 เราจำได้ ก็คือพระเยซู พระบุตรพูดกับเราแล้ว

ประการที่ 3 ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์พูดกับเรา ตอนนี้มาถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าพูดกับเราว่า … “ท่านเป็นลูกของพระเจ้า และเป็นทายาทของพระองค์ด้วย”

ท่านเป็นลูกของพระเจ้า ท่านเป็นทายาทด้วย อ่านโรม 8:15-17 …

โรม 8:15-17 “15 เพราะว่าพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้น จะไม่ทรงให้ท่านเป็นทาส ซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่พระวิญญาณจะทรงให้ท่านมีฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า โดยพระวิญญาณนั้น เราจึงร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา (พ่อ)” 16 พระวิญญาณนั้น เป็นพยานร่วมกับจิตวิญญาณของเราว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า 17 และถ้าเราเป็นลูกแล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ เมื่อเราทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์ ก็เพื่อจะได้ศักดิ์ศรี ด้วยกันกับพระองค์ด้วย”

 

ผมจะอธิบายให้ท่านฟัง บันทึกว่าเพราะว่าพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานมานั้น คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าได้ให้มา สำหรับเรา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  พระวิญญาณได้ถูกส่งเข้ามาในชีวิตของเรา  จะมาทำให้เราไม่ได้เป็นทาสของความบาป และความกลัวอีกต่อไป หลุดพ้นจากความบาป มันหมายถึงอย่างนั้น

พระวิญญาณได้ทำให้เราพ้นจากการเป็นทาส ไม่ต้องอยู่ในความกลัวอีกต่อไป  เราได้เลยเมื่อเรารับเชื่อแล้ว  เราเป็นคริสเตียน เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้วนะ มันหมายถึงอย่างนี้

ในนี้บอกว่าแต่พระวิญญาณได้ทรงให้ท่านมีฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า คือพระวิญญาณที่ถูกส่งให้เรา ตอนเรารับเชื่อ เข้ามาทำให้เราบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า หมายถึงอย่างนั้น  พระวิญญาณได้ถูกส่งเข้ามา เพื่อผ่าตัดวิญญาณของเรา ให้วิญญาณเราได้บังเกิดใหม่ เป็นวิญญาณอุแว๊ เรียกว่าวิญญาณลูกของพระเจ้า  เรียกว่าเป็นตัวตนแท้จริงของเรา คือเป็นลูกของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์นี่แหละ เป็นผู้กระทำสิ่งเหล่านี้  โดยพระเจ้า พระบิดา ผู้ส่งเข้ามาให้กับเรา โดยพระวิญญาณนั้น เราจึงได้บังเกิดใหม่ จึงร้องเรียกพระเจ้าได้ว่า “พ่อ … อับบา” พ่อแห่งฟ้าสวรรค์ พ่อแห่งวิญญาณของเราที่ให้เราบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์

มันหมายถึงอย่างนั้น เกิดใหม่แล้ว  เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นเมื่อไร? เกิดเมื่อไร?  เกิดเมื่อวินาทีแรกที่เราเปิดใจ จริงใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  จากบาป ต้อนรับพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่พระเจ้าส่งมาช่วยฉัน  บัดนี้ ฉันต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดประจำตัวของฉัน นั่นแหละ ท่านพูดจบ ด้วยความเชื่อจริงๆ จากใจ ก็จะเกิดสิ่งนี้ขึ้น  คือพระวิญญาณจะถูกส่งเข้ามาในวิญญาณของท่าน พระเจ้าทำการผ่าตัดให้ท่านได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า ณ บัดนั้น และเป็นเลย  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว

ฟังให้ดีๆ ในโลกวิญญาณ เมื่อเกิดเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็เกิดเลย เป็นลูกของพระเจ้าต่อไป ตลอดเวลาเลย  พระเจ้าจะเข้ามาสถิตอยู่กับท่าน เมื่อตะกี้นี้ในประการที่ 1 และประการที่ 2 ที่พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูพูดกับท่าน เมื่อท่านเป็นลูกแล้ว ท่านก็เป็นเลย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นอีกแล้ว  ท่านเข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว  เมื่อท่านเป็นลูกของพระเจ้า เกิดใหม่แล้ว ไม่ว่าจากนั้นท่านจะมีความประพฤติเช่นใดก็ตาม ไม่ว่าต่อไปท่านจะเชื่อฟัง หรือดื้อต่อพระเจ้าบ้าง ทำบาปอยู่บ้าง ก็ตาม มันไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลงความเป็นลูกของพระเจ้าของท่านได้อีกเลย พระเจ้าจะดูแลท่าน เลี้ยงดูท่าน ค่อยๆ สอนท่าน

คืออย่างนี้ ความจริงมีอยู่ว่าเรามนุษย์ทุกคนไม่สามารถพึ่งความดี กระทำความดี เพื่อเป็นลูกของพระเจ้าได้ เราไม่สามารถพึ่งในการกระทำดีของเรา  เพื่อที่จะเป็นลูกของพระเจ้าได้  แต่เราทำดี เพื่อจะได้มีสันติสุข มีความทุกข์น้อยลง ในโลกแห่งความชั่วร้ายเหล่านี้ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และทำให้เรามีความชื่นใจ เพราะว่าขณะที่เราทำดีนั้น พ่อของเรา  พระเจ้าผู้สถิตอยู่ในสวรรค์ พระบิดาของเรา และพระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณมีความชื่นชมยินดี ชื่นใจในเรา นี่หมายถึงอย่างนั้น แต่ถ้าเราพลาด ถูกล่อลวง กระทำตามกิเลสตัณหาเนื้อหนังของเรา จนกระทั่งไปทำบาป  พระเจ้าก็อภัยให้กับเราเรียบร้อยแล้ว อภัยไปตั้งนานแล้ว  อภัยก่อนล่วงหน้าเลย  โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน ก็เพียงแต่เราจะได้รับความทุกข์ ความลำบากมากขึ้น อย่างไม่น่าจะเป็นในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ซึ่งมีความทุกข์ มีความชั่วร้ายอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น เราจึงให้ความสำคัญกับความประพฤติ ในการกระทำดีด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้พึ่งในการกระทำดี เพื่อที่จะได้ไปสวรรค์ เพื่อที่จะได้เป็นลูกของพระเจ้า เพราะมันทำไม่ได้อยู่แล้ว  เพราะไม่มีใครทำดีได้ครบถ้วน 100 % พระเยซูบอก พระองค์จึงได้ถูกส่งมา เพื่อช่วยคนที่อ่อนแอ ที่รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครทำได้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น นี่คือข่าวสารจากพระเจ้าพูดกับเรา ทั้งพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็นพี่เลี้ยงเรา  พูดกับเราอย่างนี้ แต่ในโลกใบนี้ มารยังคงกระทำการงานอยู่ มารยังคงดำเนินการงานของมันอยู่บนโลกใบนี้ แม้ว่ามันจะถูกตัดสินพิพากษาไปแล้ว  แต่มันยังอยู่ในขบวนการ การสิ้นสุด การลงโทษ ยังไม่ถึงเวลานั้น  มันจึงสามารถที่จะดำเนินการอยู่บนโลกใบนี้อยู่ได้

และมันทำวิธีใด? ก็ด้วยเล่ห์เดิมๆ ของมัน คือการขโมย ฆ่า และทำลาย  มีแค่นี้ มันไม่ได้สร้างอะไรใหม่เลย  มันเอาของเก่าของพระเจ้ามา แล้วก็บิด ทำให้มันเพี้ยนๆ ซะ  จากขาว มันก็ทำให้เป็นดำ หรือถ้าไม่ดำ มันก็ทำให้เป็นเทาๆ อะไรประมาณนั้น มันได้ชื่อว่าเป็นพ่อแห่งการโกหก เจ้าเล่ห์ มันใช้วิธีนี้แหละ วิธีเดียว ที่จะมาล่อลวงมนุษย์ ให้ไปสู่ความทุกข์ ความพินาศ ร่วมกับมัน ซึ่งถูกพิพากษาลงสู่นรก ลงสู่ความพินาศไปแล้ว กำลังรอขบวนการสำเร็จโทษนั่นเอง

ยกตัวอย่าง พระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา บรรพบุรุษของเราใช่ไหม?  แล้วพระเจ้าบอกดีทุกอย่าง แล้วทุกอย่างก็ดีหมดแล้ว  แล้วพระเจ้าสั่งมนุษย์ว่า …

“อย่าไปกินนะ ถ้าวันใดเจ้าฝืนกินผลจากต้นไม้ต้นนี้ เจ้าจะต้องตาย”

ง่ายๆ พระเจ้าบอกว่า … “อย่ากินเลย อย่าทำนะ ถ้าทำวันใดเจ้าจะได้รับโทษถึงตายเลย มันส่งผลถึงตายเลย”

อย่างที่บอกว่า “ลูกเอ๋ย อย่าไปจับไฟฟ้านะ จับไปมันช๊อตตายเอานะ”

พูดด้วยความรัก เตือนด้วยความรัก  แต่มารมา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย

มันก็มาหลอกมนุษย์ว่า … “อุ้ย! ที่พระเจ้าบอกว่าตาย ไม่จริงหรอก วันใดที่เจ้ากินผลไม้นั้น เจ้าจะเหมือนพระเจ้า พระเจ้าไม่อยากให้เจ้าเหมือน”

อะไรอย่างนี้ คือแย้ง พระเจ้าบอกตาย มันบอกไม่ตายหรอก แล้วในที่สุด เราก็รู้อยู่แล้ว  บรรพบุรุษของเรา อาดัมและเอวา ก็ตกลงไปในการทดลอง ไปกินผลไม้ ไปทำในสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าอย่าทำ ก็ได้รับผลตามที่พระเจ้าบอกไว้ ก็คือตาย  ถูกตัดขาดออกจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า ตกสู่ความพินาศร่วมกับมารไป ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา รวมทั้งลูกหลานเหลนโหลน และทรัพย์สิ่งของ บ้าน คือโลกใบนี้ทั้งใบ ก็ตกอยู่ในความพินาศ ร่วมกับมารไป มันก็ใช้วิธีนี้มา ทุกวันนี้มันก็ใช้วิธีนี้แหละ ใช่ไหม ในสถานการณ์โควิดอย่างนี้ มันก็ใช้วิธีนี้ …

“พระเจ้ามีจริงหรือ?” มันก็จะถามเรา

“ถ้าพระเจ้ามีจริง ทำไมพระเจ้าปล่อยให้ความทุกข์ยากลำบากอย่างโควิด เกิดขึ้นกับท่าน พระเจ้ามีจริงหรือเปล่า? ถ้าจริง ทำไมไม่ช่วย ผลกระทบจากโควิดที่ท่านได้รับ การค้าขายไม่ได้ ตกงานอีก เงินไม่พอใช้อีก  พระเจ้ามีจริงหรือ? พระเจ้าอยู่กับท่านหรือ?  พระเจ้าไม่ละทิ้งท่านจริงหรือ? ถ้าจริงทำไมไม่ช่วยท่าน ให้ผ่านไปด้วยดี ทำไมไม่ช่วยท่านให้มีเงินใช้  ทำไมไม่ช่วยท่านให้สามารถหลุดรอดพ้นจากเชื้อโควิด ดูๆๆๆๆๆ”

ดูอะไร? ดูตามที่มันชี้ แล้วมันก็จะส่งข้อมูลมาในสมองเรา …

“ดูสิ ผู้เชื่อคนนั้นยังติดโควิดเลย แล้วเธอเป็นใคร? เธอก็เป็นผู้เชื่อใช่ไหม? แล้วพระเจ้ามีจริงหรือ? ทำไมไม่ปกปักษ์คุ้มครองดูแล ผู้เชื่อยังติดโควิดเลยเห็นไหม?  ดูสิ ไปโบสถ์ยังติดเลย ไม่ใช่ติดโควิดธรรมดา คริสเตียนยังตายด้วยโควิดก็มี ไหนพระเจ้าบอกปกป้องคุ้มครองดูแลไง”

มันก็จะใช้วิธีเดียวกันนี่แหละ พระเจ้าบอกสถิตอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ละทิ้ง ทอดทิ้งเรา มันก็จะบอก … “ไม่ละทิ้ง ไม่ทอดทิ้ง ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ”

หรือบางครั้ง มันก็จะบอกว่า … “อุ้ย! พระเจ้าเคยอยู่กับท่าน ตอนนี้ทิ้งท่านไปแล้ว”

พระเจ้าบอกไม่ทอดทิ้งท่าน  มันบอก … “ทิ้งแล้ว” มารผ่านสื่อมาบอก … “ทิ้งท่านไปแล้ว”

ทิ้งท่านไปเมื่อไร? … “ก็ดูสิ อธิษฐานก็ไม่อธิษฐาน ท่านจึงเกิดปัญหานี้ไง”

ทิ้งท่านไปแล้ว เมื่อไร? … “ดูสิ ท่านติดเชื้อโควิดใช่ไหม?  เพราะท่านอธิษฐานน้อย เพราะท่านไม่ไปโบสถ์เลย  เพราะท่านไม่ถวายทรัพย์ เพราะท่านไม่ๆๆๆๆๆ” อะไรเยอะแยะมากมายหมด

“เพราะท่านความเชื่อไม่พอ”

มันก็จะส่งข้อมูลเหล่านี้ มาใส่สมองเราตลอดเวลา  นี่คือวิธีกลเม็ดเด็ดพราย เจ้าเล่ห์ของมาร ทำให้เกิดความสงสัยในพระเจ้าของเรา พระเจ้าทิ้งเธอไปแล้ว พระเยซูไปจากเธอแล้ว พระเยซูบอกเป็นหนึ่งเดียวกัน  ไม่ได้เป็นหนึ่งแล้ว พระองค์ออกไปแล้ว เพราะเธอไปทำบาป ไม่บริสุทธิ์พอ  พระเจ้าเลยทิ้ง เพราะเดี๋ยวนี้ ชีวิตเธอไม่โอเคต่อไปแล้ว  ไม่โอเค เพราะว่าเธอไปโกหก ไปอิจฉาเขา แล้วยังไม่อภัยให้กับคนโน้น คนนี้ พระเจ้าเลยไม่พอใจ  ไปแล้ว ออกไปจากเธอแล้ว  อะไรเหล่านี้ ทำให้เราเกิดไขว้เขวในพระเจ้า แล้วเกิดความสงสัยในพระเจ้าของเรา

ซึ่งอะไรจะมาช่วยเหลือสถานการณ์อย่างนี้  มันยิงเอาความโกหก จะมาขโมย ฆ่าและทำลายเรา  พระเยซูบอกความจริงทำให้เราเป็นไท   ความจริง  คือโล่ป้องกันภัย  คือโล่ป้องกันลูกศรเพลิงที่มารพยายามยิงเข้ามา มันทำอะไรเราไม่ได้หรอก มันเพียงแต่พยายามยิงจากข้างนอกเข้ามาในสมองในชีวิตของเรา  มันอยู่ข้างนอก ไม่ได้อยู่ข้างใน เราจากข้างใน ก็ต้องเอาโล่ป้องกันไว้  … โล่ คือความจริงคาดเอวไว้อย่างนี้ พระคัมภีร์สอนเรา

ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท เป็นอิสระจากความกลัว และความวิตกกังวล และการโกหกหลอกลวงของมารซาตานเหล่านี้แหละ  ความจริงจะนำท่านสู่ชัยชนะ ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือร้าย ตามสายตาของมนุษย์ก็ตาม แม้กระทั่งตามความคิดของเรา ก็ตาม ความจริงในถ้อยคำพระเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เรามีชัยชนะ

เพราะพระคัมภีร์ได้บอกไว้อย่างนี้แล้ว พระเจ้าบอกเราเรียบร้อยแล้วว่าผู้ชอบธรรม ก็คือลูกของพระเจ้า ที่บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เรียกว่าผู้ชอบธรรม … ผู้ชอบธรรมจะดำเนินชีวิต ด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น ผู้ชอบธรรมจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย  ด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก ไม่ใช่สัมผัสได้  ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้ยินจากโลกใบนี้  ซึ่งแย้งกับถ้อยคำพระเจ้า ผู้ชอบธรรม ลูกของพระเจ้าดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น  เชื่อ แม้จะเกินกว่าความคิดของเราจะเข้าใจ  เชื่อ แม้จะเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะเข้าใจ เชื่อ แม้จะเกินกว่าความรู้สึกของเราที่จะเข้าใจ พูดง่ายๆ นะ แต่ทำยาก ที่เขาเรียกว่าหลับหูหลับตาเชื่อ  แต่เป็นในแง่ที่ดี

หลับหูหลับตา คือไม่มองในโลกใบนี้  ที่ปกคลุมโดยมาร ที่มันแย้งกับถ้อยคำพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า  โลกใบนี้ทั้งใบ ระบบของโลกใบนี้  ที่อยู่ในการดูแลครอบครองของพญามาร เป็นศัตรูกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า เพราะฉะนั้น มันจะทำทุกอย่าง เพื่อต่อต้านพระเจ้า  เราก็หลับหูหลับตาอย่าไปฟังมัน อย่าไปมองมัน  เขาเรียกว่าหลับหูหลับตาเชื่อในพระเจ้า

หลับหูหลับตาเชื่อในพระเจ้า คือหลับหูหลับตาเชื่อในถ้อยคำพระเจ้าที่บอกเรา อธิบายให้เราฟังในพระคัมภีร์นั่นเอง ไม่ต้องเข้าใจ

มารจะบอก … “อย่างนี้จะเข้าใจได้อย่างไร? ไม่มีเหตุผล”

“ไม่รู้ ไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องอธิบาย”

“ทำไม คนนี้ เป็นคริสเตียน เชื่อด้วย อธิษฐานเยอะด้วย ยังติดโควิดเลย”

“ฉันก็ไม่รู้หรอก ฉันก็ไม่เข้าใจ แต่ฉันรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา เขาเป็นลูกพระเจ้า พระเยซูอยู่กับเขา พระวิญญาณอยู่กับเขา เขาเป็นลูกพระเจ้า บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว  เอเมน นอกนั้น ฉันไม่รู้ ใครจะไปรู้หมดทุกอย่าง”

ถ้าเผื่อเกิดย้อนกลับไปได้ เมื่อตอนที่พระเจ้าสร้างโลกใหม่ๆ ตอนที่อาดัมและเอวาพูดอย่างนี้ ก็คงจบเลยนะ

“ทำไมไม่กินผลไม้?”

“พระเจ้าสั่งไม่ให้กิน วันใดเจ้ากิน เจ้าจะถึงตาย”

“เจ้าจะไม่ตายหรอก”

อาดัมน่าจะบอกว่า … “ฉันก็ไม่รู้หรอก ตายหรือไม่ตาย ฉันก็พอใจในทุกสิ่ง ทุกวันนี้ พระเจ้ารักฉันจะตาย ทุกอย่างก็ดีหมดแล้ว ไปให้พ้น ฉันไม่ต้องเข้าใจหรอก ทำไมถึงไม่ให้กิน”

“ทำไมถึงไม่ให้กิน ทำไมหวงไว้”

“ฉันไม่รู้หรอก ฉันไม่สนใจแก”

แทนที่จะไปฟังมัน ฟังมันมากๆ แล้วมันคล้อยตาม เพราะมันใช้เล่ห์ไง  ไม่ได้ด้วยเล่ห์ เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกล เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยคาถา เอาด้วยการบีบบังคับ พยายามทุกอย่าง นี่คือวิธีการของมาร

เราไม่รู้อนาคต แต่เรารู้ว่าผู้ควบคุมอนาคตของเรา คือพระเจ้า  ผู้เชื่อทั้งหลาย ผู้ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว  เป็นคริสเตียนแล้วจริงๆ เกิดใหม่แล้วจริงๆ เราไม่รู้อนาคตหรอก

มารก็จะบอกว่า … “รู้จักพระเจ้า มีพระเจ้าอยู่ในตัวแล้ว 3 พระภาคอยู่ในตัวแล้ว ป่านนี้เธอต้องรู้หมดแล้ว ยิ่งกว่าหมอดูอีก เก่งแล้วเนี้ย”

พระคัมภีร์ไม่ได้พูดอย่างนั้น เราไม่รู้อนาคต แต่เรารู้ว่าผู้ควบคุมอนาคตทั้งหมดนั้น รวมทั้งของเราด้วย คือพระเจ้า  ไม่ใช่พระเจ้านั่งรอจะตอบคำอธิษฐานของเรา ไม่ใช่เราอธิษฐานอะไร แล้วพระเจ้าตอบเลย ตามที่เราขอ หรือตามที่เราต้องการ แต่เราต่างหากที่ต้องรอพระเจ้า ไม่ใช่พระเจ้ารอเรา  เราต้องรอพระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเรา ให้เป็นไปตามความต้องการของพระองค์

เราต่างหากที่ต้องรอพระเจ้า ตอบคำอธิษฐานของเรา ให้เป็นไปตามความต้องการของพระเจ้า ฉะนั้น จงอดทน และรอพระเจ้า  ให้ทำตามแผนการของพระองค์ ไม่ใช่ตามแผนการของเรา หรือตามที่เราคิด หรือเราอยากได้  หรือความรู้สึกของเรา หรือสติปัญญาของเรา  หรือความเข้าใจของเรา  แม้จะไม่เข้าใจ แม้จะไม่รู้สึกอะไรต่างๆ แต่จงอดทนรอให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเรา ตามแผนการของพระองค์ เพราะเรารู้อย่างเดียวแค่นั้นพอ พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงรักเรามาก ดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ นี่คือถ้อยคำของพระเจ้าทั้งสิ้น เกินกว่าความคิดมนุษย์จะเข้าใจ เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์ เขาถึงเรียกความเชื่อแท้จริงในพระเจ้า ไม่ใช่ตามองเห็น ไม่ใช่หูได้ยิน ไม่ใช่ความรู้สึกว่า …

“ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ไม่ว่าฉันจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ตาม ถ้อยคำบอกแล้วว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ก็สถิตอยู่กับฉัน ไม่ใช่รู้สึกว่าพระเจ้าหายไปแล้ว พระเจ้าไม่อยู่ด้วย คือพระเจ้าไม่อยู่ด้วยแล้ว ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ด้วยหรือไม่อยู่ด้วย แต่ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่ด้วย ฉันเชื่อในถ้อยคำพระเจ้า ไม่ใช่ความรู้สึก”

นี่คือวิถีทางของคริสเตียน … “เพราะฉะนั้น ฉันรู้ว่าพระองค์ทรงรักฉันดั่งแก้วตาดวงใจ นี่คือความจริงที่ฉันยึดเอาไว้ ไม่ว่าสถานการณ์นั้น ฉันจะได้ยินข่าวสารอื่น  หรือมีความรู้สึกว่าพระเจ้าเกลียดฉัน พระเจ้าไม่พอใจฉันแล้ว พระเจ้าหนีฉันไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม ฉันหดหู่เหลือเกิน อธิษฐานไม่ได้ พระเจ้าคงไม่อยู่กับฉัน หรือข้อความแย้งอื่นๆ ก็ตาม ฉันไม่สนใจ ฉันสนใจอย่างเดียวว่า ฉันเชื่อ ฉันยืนอยู่บนถ้อยคำแห่งความจริงว่าพระเจ้าทรงรักฉันดั่งแก้วตาดวงใจ  และจะอยู่กับฉันตลอดไป  เอเมน”

เพราะฉะนั้น จงนิ่งเถิด และรับรู้ว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคสถิตอยู่กับเรา ไม่ว่าเราจะรู้สึกหรือไม่รู้สึก ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะมีความกลัว หรือวิตกกังวลอยู่ก็ตาม จงนิ่งเถิด  และรับรู้ว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้ง 3 พระภาค สถิตอยู่กับเรา  เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก และพระองค์ทรงอยู่ฝ่ายเรา อยู่ข้างเรา รักเรา กอดเราอยู่ตลอดเวลา ต้องรับความจริงเหล่านี้ แล้วฝังรากลึกของความจริงเหล่านี้ อยู่ในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม ไม่ว่าโลกใบนี้จะแย้งกับความจริงนี้อย่างไรก็ตาม ฉันยังคงยืนหยัดอยู่ในความจริงเหล่านี้

เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสถานการณ์อะไรก็ตาม ความทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ตาม ที่ทำให้เราตกอยู่ในสภาวะคิดอะไรก็ไม่ออก ทำอะไรก็ไม่ถูก อธิษฐานก็ไม่ได้ … อธิษฐานไม่ได้ โทรศัพท์หาศิษยาภิบาล หาผู้รับใช้ หาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ  ที่เขายังมีแรงอยู่ มาร่วมใจกันอธิษฐานได้

เราอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์บางช่วง บางเวลา คิดอะไรก็ไม่ออก ทำอะไรก็ไม่ถูก อธิษฐานก็ไม่ได้  ไม่มีกำลังใจ ไม่มีจิตใจจะอธิษฐานเลย แต่ขอให้ท่านจดจำ 3 ประการนี้ ที่พระเจ้ากำลังพูดกับเรา และพูดอย่างต่อเนื่องให้ได้ ก็แล้วกัน จำอะไรไม่ได้ จำแค่นี้พอ จำอะไรไม่ได้ ไม่เป็นไร ทำอะไรไม่ได้ ไม่เป็นไร จำแค่นี้พอ จำแค่ลางๆ ก็ยังดี คือ …

          ประการที่ 1 พระเจ้าพระบิดาตรัสว่า … “เราจะไม่ละเจ้าหรือทอดทิ้งเจ้าเลย”

          ประการที่ 2 พระเยซูตรัสว่า … “เรากับพระบิดาได้อาศัยอยู่กับท่าน ในร่างกายของท่าน เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว”

          ประการที่ 3 พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า … “ท่านเป็นลูกของพระเจ้า และเป็นทายาทของพระองค์ด้วย”

นี่คือ 3 สิ่ง 3 ประการในคำพูดของพระเจ้าที่ขอให้ท่านจำไว้แค่นั้น

“จะเป็นหรือจะตาย จะหัวเราะหรือร้องไห้

จะอยู่ เพื่อจะรักจนหมดดวงใจ”

ใช่ไหม? ตอนนี้ต้องบอกว่าจะเป็นหรือจะตาย จะหัวเราะหรือร้องไห้ จะจดจำ 3 ประการนี้เอาไว้ คือ …

(1) พระบิดาไม่ละทิ้งเรา ไม่ทอดทิ้งเรา อยู่กับเราเสมอ โอบกอดเราอยู่

(2) พระเยซูบอกว่าพระองค์อยู่ในเรา  เป็นหนึ่งเดียวกันกับเราเลย ใครทำอะไรเรา ก็เท่ากับทำกับพระเยซู

(3) พระวิญญาณบอกกับเรา ยืนยันกับเราว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า และไม่ได้เป็นลูกธรรมดา เป็นทายาทด้วย คือมีมรดกให้กับเรา เตรียมตัวไว้รับมรดก ครอบครองร่วมกับพระเยซู พี่ชายคนโตของเราชั่วนิรันดร์กาล

และเมื่อจำสิ่งที่พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคพูดกับเราได้อย่างนี้แล้ว จากนี้ต่อไป ก็เอามาสรุป พูดกับตัวเองเหมือนกับข้อความของพระเจ้าที่เขียนเอาไว้ในหนังสือฮีบรู 13:6 ดังนี้ว่า …

ฮีบรู 13:6 “ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจแน่วแน่ กล้าหาญว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยเหลือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว ข้าพเจ้าจะไม่หวาดหวั่นกับสถานการณ์ใดใด  มนุษย์จะทำอะไรข้าพเจ้าได้เล่า?

 

คราวนี้มาถึงเราพูดกับตัวเองแล้ว ตะกี้เราฟังพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์พูดกับเราเต็มหู 2 ข้างทางฝ่ายวิญญาณ เต็มความคิดจิตใจทางฝ่ายวิญญาณ เต็มไปด้วยความเชื่อศรัทธาแล้ว  คราวนี้ถึงตาเราเอง พูดให้ตัวเราเองฟังว่า …

“ฉันมีความมั่นใจ แน่วแน่ กล้าหาญว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ช่วยเหลือฉัน ฉันจะไม่กลัว ฉันจะไม่หวั่นไหวกับสถานการณ์ใดใด มนุษย์หรือโควิดจะทำอะไรฉันได้เล่า? เอเมน”

“ฉันมีพระเยซู ฉันจะไม่หวั่นไหว             ฉันมีพระเยซู ฉันจะไม่หวั่นไหว

ดั่งต้นไม้งาม ปลูกไว้ริมลำธารน้ำ              ฉันจะไม่หวั่นไหว

ฉันไม่หวั่นไหว  ฉันจะไม่หวั่นไหว          ฉันไม่หวั่นไหว  ฉันจะไม่หวั่นไหว

ดั่งต้นไม้งาม ปลูกไว้ริมลำธารน้ำ              ฉันจะไม่หวั่นไหว”

เห็นไหม? ร้องเป็นเพลงยังได้เลย เพราะเราเกิดความมั่นใจ แน่วแน่ กล้าหาญจากถ้อยคำของพระเจ้าที่พูดกับเรา แล้วทำให้เราฮึดขึ้นมา ต่อสู้กับข่าวร้ายต่างๆ ที่บอกเข้ามา กระหน่ำเข้ามาในชีวิตของเราในขณะนี้ ผ่านทางโควิด-19 พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคกำลังจูงมือเราเดินผ่านโควิด-19 และผลกระทบจากโควิด-19 ด้วยความรัก ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ ทั้งหมดทั้งสิ้นของพระองค์ ความรักอันมั่นคงของพระองค์ และความดีของพระองค์จะอยู่ในเรา จะติดตามเราไปตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดชีวิตของเราบนโลกใบนี้ และไปจนกระทั่งถึงนิรันดร์กาลเลยทีเดียว  พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ภายในจิตใจของผู้ที่ได้รับการชำระล้างบาปแล้ว ล้วนปรารถนาที่จะทำแต่สิ่งที่ดี ตามน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ก็ยังคงต้องต่อสู้กับเนื้อหนังที่ยังคงมีเชื้อบาปอยู่ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ตามที่อาจารย์เปาโล ได้คร่ำครวญไว้ว่า …

“ด้วยว่าการดีนั้น ซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่ว ซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเอง เป็นผู้กระทำ” (โรม 7:19-20)

 

หลายคนก็ต้องเคยมีประสบการณ์แบบนี้ คือใจอยากจะทำดี ไม่อยากทำบาป แต่เนื้อหนังสู้ไม่ไหว และในที่สุด ผู้ที่มีพระวิญญาณคอยช่วยอยู่ ก็จะค่อยๆ ทำบาปน้อยลงเรื่อยๆ และในขณะเดียวกัน เรายังคงสามารถมั่นใจได้ว่าเราได้รับการอภัยแล้ว วิญญาณเราไม่เป็นคนบาปอีกต่อไปแล้ว

 

พระคัมภีร์บอกว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่สมบูรณ์พร้อม  แม้ทางจิตวิญญาณจะได้รับความรอดแล้วก็ตาม  แต่ทางกายก็ยังมีเชื้อบาปอยู่  ยังต้องต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางเนื้อหนังอยู่

 

แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงโปรดอภัยให้เรา  และคอยอยู่เคียงข้างเรา  นำพาเราในทุกสถานการณ์  คอยช่วยเหลือและให้กำลังเรา ในการต่อสู้กับการล่อลวง และไม่ว่าเราจะผิดพลาดไปกระทำบาปแค่ไหนก็ตาม พระองค์ก็ไม่เคยปรับโทษเราอีกเลย แต่ยังคงอธิษฐานเพื่อเราอยู่เสมอ

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า … “ใครจะกล่าวโทษได้อีก? พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว บัดนี้ พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าและทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย” (โรม 8:34)

 

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1310

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  พฤษภาคม  2021

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย”  ตอน 49

โดย วราพร   คงล้วน

 

วันนี้เราก็มาต่อลูกา 2:14 คราวที่แล้ว เราได้คุยถึงเรื่องที่นางมารีย์กับโยเซฟต้องเดินทางมาที่เบธเลเฮม เพื่อที่จะคลอดพระเยซูคริสต์ ตามที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ ก็คือพระเจ้าได้เผยพระวจนะไว้แล้วว่าพระเยซูจะต้องเกิดที่ไหน? เกิดอย่างไร?  และในช่วงเวลาที่นางมารีย์ใกล้กำหนดคลอด ก็ต้องเดินทางจากนาซาเร็ธมาที่เบธเลเฮม แล้วโรงแรมทุกโรงแรมห้องเต็ม จนโยเซฟกับนางมารีย์ต้องไปอยู่ที่คอกสัตว์ แล้วพระเยซูก็ได้ประสูติตามที่ผู้เผยพระวจนะได้บอกไว้ คือพันผ้าอ้อม แล้วนอนอยู่ในรางหญ้า

แล้วกลุ่มแรกที่พระเจ้าส่งทูตสวรรค์ไปบอก ก็คือคนเลี้ยงแกะ บอกว่าวันนี้ เป็นวันที่ทุกคนต่างเปรมปรีดิ์ เพราะพระผู้ช่วยให้รอดได้มาบังเกิดแล้ว ที่เบธเลเฮม แล้วพวกเจ้า ถ้าเดินทางไป จะเห็นหมายสำคัญ คือพระกุมารจะนอนอยู่ที่รางหญ้า จากนั้น ทูตสวรรค์ก็ได้ร้องสรรเสริญพระเจ้า ในข้อที่ 14 บอกว่า …

ลูกา 2:14 “พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งปวง ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานนั้น”

 

พระคัมภีร์ข้อนี้ พี่น้องจะคุ้นชินมาก เพราะว่าใกล้คริสตมาส เราก็จะขึ้นข้อพระคัมภีร์ข้อนี้  เพื่อที่จะบอกว่าบัดนี้ สันติสุขได้มาถึงมนุษยชาติแล้ว

ในอดีต หลังจากที่มนุษย์ล้มลงในความบาป  มนุษย์ไม่มีสันติสุขเลย เพราะว่าถูกตัดขาดจากพระเจ้า  ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าได้ ไม่สามารถที่จะมีความสุขเหมือนสมัยที่อาดัมกับเอวาไม่ได้ล้มลงในความบาป  ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากมากมาย บนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น มนุษย์ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใด หลังจากที่ล้มลงในความบาปแล้ว มีสันติสุขได้  แต่เมื่อพระเยซูคริสต์มาประสูติบนโลกใบนี้ พระเยซูบอกว่าพระองค์ได้มอบสันติสุขให้กับมนุษยชาติ ซึ่งสันติสุขนี้ โลกให้เราไม่ได้ หรือไม่สามารถที่จะรับได้ จากอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

ทูตสวรรค์ได้บอกว่า … “พระสิริจงมีแด่พระเจ้า ในที่สูงสุด”

ก็คือพระสิริ ความสง่างาม หรือสมัยก่อน ก่อนที่มนุษย์ล้มลงในความบาป พระสิริของพระเจ้าได้ปกคลุมอยู่เหนืออาดัมและเอวา ซึ่งพระคัมภีร์บอกว่าด้วยพระสิรินั้น ทำให้มนุษย์ไม่ต้องใส่เสื้อผ้า ไม่รู้สึกว่าต้องอาย  เพราะว่าความใสซื่อ บริสุทธิ์ สะอาดของพระเจ้าปกคลุมอยู่เหนือมนุษย์ หลังจากที่ล้มลงในความบาป  พระสิริของพระเจ้าหลุดออกไปจากมนุษยชาติ เพราะว่าความดีงาม ความบริสุทธิ์สะอาดหมดจดของพระเจ้า ไม่สามารถอยู่กับความบาปได้เลย เพราะฉะนั้น พระสิริ ณ เวลานี้อยู่ที่พระเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ส่วนบนแผ่นดินโลก หลังจากที่พระเยซูคริสต์ได้มาเกิด ก็คือตอนนี้ เกิดแล้ว ในพระธรรมลูกา ทูตสวรรค์ได้มาบอกกับพวกเลี้ยงแกะว่าพระผู้ช่วยให้รอด มากำเนิดแล้วนะ ณ บัดนี้  ขอให้สันติสุขของพระเจ้าดำรง อยู่ท่ามกลางมนุษย์ ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปราน

มนุษย์ทุกคน พระเจ้าทรงโปรดปราน  และพระเจ้าปรารถนาที่จะให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอด ได้รับการช่วยกู้จากพระเจ้า ได้หลุดจากมือของผีมารซาตาน มาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า  ซึ่งถ้ามนุษย์คนหนึ่งคนใด ที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้มากระทำ มนุษย์ผู้นั้น ก็จะไม่มีสันติสุขเลย

สันติสุขที่พระเจ้าพูดถึง คือสันติสุขซึ่งเกินความเข้าใจของพวกเราทั้งหลาย  เป็นสภาวะที่ทำให้ความคิดจิตใจของเราสงบได้  ซึ่งสภาวะนี้จะเกิดขึ้นในผู้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ซึ่งถ้าเราไม่มีพระเจ้า เราไม่สามารถสงบได้เลย ยิ่งในยุค ณ เวลานี้ เป็นยุคที่หน้าสิ่วหน้าขวาน เป็นยุคที่เดินออกไปข้างนอก เจอแต่ภัยอันตราย กลัวไปหมด เราจะไม่สามารถมีสันติสุขได้เลย แต่ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้า สามารถสงบได้ในท่ามกลางปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ เพราะเรามีความมั่นใจในความรอดที่พระเจ้าได้ประทานให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว ผ่านทางพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย และเมื่อเรารับเอาสิ่งที่พระเจ้า พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน ข้างในวิญญาณเราเกิดความสงบสุข  เกิดความมั่นใจในความรอด ที่พระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราได้รับความรอดแล้ว เราได้ถูกย้ายวิญญาณจากฝั่งที่เป็นความมืด เข้ามาสู่ฝั่งที่เป็นความสว่างเรียบร้อยไปแล้ว ย้ายจากการที่เป็นทาสของมาร เข้ามาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว  จากการที่เราต้องเชื่อฟังมาร  ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว เพราะเราเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว

เมื่อเรามีความมั่นใจ เกิดความมั่นใจปุ๊บ จะมีผลออกมาในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าหวาดกลัวทั้งหมด ผลนี้จะทำให้เราไม่กลัว  ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้  เราก็ไม่เกิดความกลัว เพราะความรอดนี้จะทำให้เรามีความพึงพอใจในทุกสิ่งที่เรามี … ทุกสิ่งที่เรามี ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องร่ำรวยเงินทองมหาศาล หรือมีทุกอย่างที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ใช่ ทุกสิ่งที่เรามี แบบอาจจะไม่เหมือนคนอื่น  อาจจะมีนิดเดียว แต่เรามีความพึงพอใจ ฉะนั้น ความพึงพอใจเกิดขึ้นเมื่อไร จะทำให้ข้างในเรามีความสุข แต่ถ้าเราไม่พึงพอใจ ต่อให้เรามีเยอะขนาดไหนบนโลกใบนี้  ก็ไม่สามารถทำให้เราสงบ  หรือเกิดสันติสุขได้

พอเราเกิดความพึงพอใจในทุกสิ่งที่มี และที่เป็น คือเป็นอยู่ขณะนี้ ที่เราต้องลำบากลำบน หลายคนตกงาน หลายคนไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลยในช่วงนี้ ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว เราคิดว่าโควิดสักกลางปี น่าจะจบ ไม่จบ  มีระลอกแรก ก็พอได้  ระลอก 2 มา เที่ยวนี้ระลอก 3  มันลากยาวมาเป็นปีๆ ซึ่งเหตุการณ์นี้ ถ้าเราไม่มีพระเจ้า  เราไม่สามารถที่จะนิ่งได้เลย เราไม่สามารถที่จะมีความสงบได้ และที่เราเป็นอยู่ เราจะไม่สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ เราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าที่เราเจอโควิด ไม่ใช่ หรือเจอเหตุการณ์ที่เลวร้ายอย่างนี้  เราขอบคุณพระเจ้า ไม่ใช่ แต่เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเรา  แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงนำพาย่างเท้าของเราในแต่ละวัน  ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้  ทำให้เราสามารถสงบได้ ทำให้เราสามารถเชื่อ วางใจในพระเจ้าได้ สามารถรับรู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรา พระเจ้ามีน้ำพระทัยของพระองค์ สำหรับชีวิตของพวกเราแต่ละคนแน่นอน ซึ่งมันแตกต่างกัน

ฉะนั้น การนำพาของพระเจ้า ในชีวิตของพวกเรา ณ วันที่ทูตสวรรค์มาประกาศให้กับคนเลี้ยงแกะได้รับรู้ ก็คือเมื่อพระเยซูคริสต์มาประสูติบนโลกใบนี้  แปลว่าแผนการที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนไว้ เป็นหลายพันปี ได้เผยพระวจนะ ได้สัญญากับมนุษย์ว่าพระองค์จะประทานพระผู้ช่วยให้รอดมา เพื่อที่จะไถ่มนุษย์ให้พ้นจากความบาป และสามารถที่จะคืนดีกับพระเจ้าได้ มนุษย์ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อตายจากโลกนี้ไป  เราจะต้องไปตกนรก ต้องไปรับการพิพากษา ไม่ต้องแล้ว พระเจ้าบอกว่าข่าวดีของพระองค์ มาถึงพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว  แล้วข่าวดีนี้ พระเยซูคริสต์ก็บอกพวกเราผู้เชื่อให้ประกาศออกไป

ข่าวดีของพระเจ้าเป็นฤทธิ์เดช เป็นฤทธานุภาพ ไม่ได้เป็นเรื่องของเหตุผล หรือเป็นเรื่องที่เราจะต้องมาไล่เบี้ยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร? มันมีเหตุมีผลอะไร? ไม่ใช่ แต่เป็นฤทธิ์เดช เป็นฤทธานุภาพของพระเจ้าที่พระองค์ได้ประทานให้กับมนุษยชาติ เมื่อพระเยซูมาเกิดบนโลกใบนี้ คนกลุ่มแรกที่ดีใจที่สุด ก็คือพวกคนอิสราเอล … คนอิสราเอลเป็นกลุ่มคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วพระองค์ก็ได้ทำพันธสัญญากับคนอิสราเอลนานมาก ไล่มาเรื่อยๆ  แล้วพระเจ้าก็บอกว่าพระองค์จะประทานพระผู้ช่วยให้รอด ให้กับชนชาติอิสราเอล  เพื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องสู้ด้วยกำลังของเขาเอง  แต่พระเจ้าจะเป็นคนนำพา แล้วก็สู้เพื่อเขา

แต่ว่าเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาเกิดจริงๆ แล้ว  คนอิสราเอลกลุ่มหนึ่งกลับไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าพระองค์คือผู้นั้น ที่พระเจ้าได้ส่งมา และหลายคนเชื่อ คือเมื่อข่าวประเสริฐของพระองค์ถูกประกาศออกไปปุ๊บ มันจะแตกออกมาเป็น 2 กลุ่ม อย่างที่เราคุยกันทุกครั้งไป  2 กลุ่ม คือ …

กลุ่มที่เชื่อ ฟังปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงาน เปิดตาใจ ทำให้เขามีความสามารถเชื่อในสิ่งที่พระเจ้ากระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน ซึ่งตรงนี้เป็นความสามารถที่พระเจ้าใส่เข้ามา  พระเจ้าไม่ได้มาบังคับมนุษย์คนหนึ่งคนใดต้องมาเชื่อพระเจ้า  ไม่ได้บีบคอเราว่าต้องมาเชื่อพระเจ้า แต่ว่าพระเจ้าต้องการให้เราเต็มอกเต็มใจ  เปิดใจยอมรับเอาความช่วยเหลือจากพระเจ้า

เหมือนในถ้อยคำของพระเจ้าในวิวรณ์บอกว่า … “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู เคาะแล้วเคาะอีก เคาะทุกวี่ทุกวัน”

การเคาะที่ประตูของพระเยซูคริสต์  ก็หมายถึงพระเจ้าได้ส่งคนแล้วคนเล่ามาถึงชีวิตของ

เรา คุยเรื่องพระเจ้าให้เราฟัง  ฟังแล้วฟังอีก ฟังอยู่นั่นแหละ ฟังจนไม่รู้จะฟังอย่างไร? หลายคนฟังแล้ว ก็ไม่มีการยอมรับ หรือตอบสนอง แต่หลายคนใช้เวลานานมากเลย  หลายปี ค่อยตอบสนองในความรักของพระเจ้า  แต่มีอีกกลุ่มหนึ่ง ฟังปุ๊บ ตอบสนองเลย  เราขอบคุณพระเจ้า  ที่พระองค์ทรงเมตตามนุษย์ แม้ว่ามนุษย์จะดื้อ แต่พระเจ้าก็อดทนกับพวกเรา คอยแล้วคอยเล่า คอยทุกวี่ทุกวัน คอยให้เราเปิดใจ ต้อนรับพระเจ้าพระเยซูคริสต์เข้ามาในใจของเรา เพื่อเราจะได้สามารถรับความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้  เพราะว่ามันคือกฎที่พระเจ้าได้ตั้งเอาไว้ ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกที่ล้มลงในความบาป  ยังไม่ทันล้มลงด้วยซ้ำไป  ที่พระเจ้าบอกว่า …

“อย่ากินผลไม้ต้นนี้  ไม่งั้นเจ้าจะตาย”

นั่นคือกฎ กฎที่พระเจ้าบอกไว้ว่าถ้าเชื่อฟังเจ้าก็จะไม่ตาย วิญญาณไม่ตาย  ร่างกายไม่ตาย เป็นนิรันดร์เหมือนพระเจ้า แต่มนุษย์ก็ไม่เชื่อฟัง ล้มลงในความบาป

ฉะนั้น ความตาย เริ่มเกิดขึ้นกับมนุษย์ เราจะเห็นความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากๆ ก็คือทันทีที่พระองค์ทรงรับรู้ พระองค์ไม่ได้เพิกเฉย  ถ้าเป็นพวกเรา ที่เป็นมนุษย์ ก็จะบอกว่า …

“สมน้ำหน้า พูดแล้วก็ไม่รู้จักฟัง เตือนแล้วก็ไม่รู้จักฟัง เห็นไหมล่ะ”

นั่นคือมนุษย์ แต่ว่าพระองค์ไม่ใช่ พระองค์เป็นพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ตำหนิติเตียนอะไรเลย พระองค์แค่ถามอาดัมว่า …

“เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามแล้วหรือ?”

ก็คือพระเจ้าแบบนุ่มๆ … “อ้าว! บอกว่าอย่ากินไง กินแล้วหรือ?”

เมื่อกินแล้ว ทำอย่างไร? เป็นลูกของพระองค์ พระองค์ไม่ทิ้ง ในเมื่อล้มลงแล้ว พลาดไปแล้ว  พระเจ้าก็ต้องหาแผนการที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติให้หลุดพ้น จากการเป็นทาสของมาร  เมื่อมนุษย์ขายวิญญาณของตัวเอง  ก็คือยอมขายทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ ให้กับมาร แทนที่จะเชื่อฟังพระเจ้า ไปเชื่อฟังมาร  … มารมีอำนาจควบคุมมนุษย์ตั้งแต่วินาทีนั้น เป็นต้นมา จนถึงยุคของพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าส่งมา แล้วพระเจ้าบอกว่าถึงเวลาแล้วล่ะที่มนุษย์จะได้รับสันติสุข มนุษย์ทุกคนเลย ที่พระเจ้าทรงโปรดปราน พระเจ้ารักหมด แต่พระเจ้าไม่บังคับที่จะให้ทุกคนต้องมาเชื่อพระเจ้า  แล้วพระองค์ทรงรู้ดีด้วยว่าใครที่มีใจอ่อนโยน  มีใจที่สามารถจะรับเอาความช่วยเหลือจากพระเจ้าได้ด้วย  บางคนใจแข็งกระด้าง ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังเรื่องของพระเจ้า เห็นหมายสำคัญ เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้ามากแค่ไหน? ก็ยังดื้อ ไม่ยอมเชื่อพระเจ้าอยู่ดี

หลายคนเคยบอกว่าถ้ามนุษย์เห็นหมายสำคัญเยอะๆ เห็นคนตายเป็นขึ้นมาจากความตาย หรือเห็นการอัศจรรย์จากตาของเราจะๆ เลย มนุษย์จะเปิดใจต้อนรับพระเจ้า ไม่จริงนะ มีมนุษย์เยอะแยะมากมายที่เห็นกับตา แต่เขาก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี คือใจไม่เปิด แต่คนที่ใจเปิด ใจอ่อนสุภาพ ใจอ่อนโยน คนเหล่านั้น ไม่ต้องเห็นหมายสำคัญก็ได้ ไม่ต้องเห็นการอัศจรรย์ก็ได้  เมื่อเขาได้ยิน ได้ฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้า ตาใจฝ่ายวิญญาณเขาเปิด แล้วเขาก็ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า

นี่คือสิ่งที่พระเจ้าปรารถนาจากมนุษยชาติ เพราะพระเจ้าไม่ต้องการให้แม้แต่คนหนึ่งคนใดต้องพินาศไป  อย่างที่เราเรียนรู้กันมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่พาสเตอร์นครคุยเรื่องนี้ คุยแล้วคุยอีก คุยซ้ำไปซ้ำมา เพื่อเราจะได้รับรู้ว่าการกลับใจใหม่ที่กลับมาต้อนรับพระเจ้า รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าพระเยซูคริสต์ เราสามารถทำได้ เฉพาะในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ในขณะที่เรายังเป็นมนุษย์อยู่เท่านั้น เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พระเจ้าบอกออกไปประกาศ ออกไปบอกข่าวดีให้กับผู้คนได้รับรู้ว่ามีเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น ที่มนุษย์อยู่บนโลกใบนี้ ถ้าลมหายใจออกจากร่างเมื่อไร? โอกาสปิด ก็คือจบแล้ว

คนที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เมื่อลมหายใจเขาออกจากร่าง ที่เดียวที่เขาจะไป ก็คือไปถูกพิพากษา เมื่อถูกพิพากษาลงโทษ ก็ต้องไปอยู่ในนรกนิรันดร์กาล

พอเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ เราก็ไม่อยากเห็นพี่น้องของเรา ผู้ที่เรารัก  ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่า ตาทวด ลูก หลาน เหลน โหลนของเรา เราไม่อยากเห็นเขาตกนรก เราไม่อยากเห็นเขาอยู่บนโลกนี้ ก็ทุกข์แล้ว หลังความตายยังต้องไปทุกข์อีก  เราก็ไม่อยากเห็น เราอยากจะให้เขาได้เปิดใจต้อนรับพระเจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา รับเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงกระทำเพื่อเรา แต่อย่างที่บอกไง พระเจ้าไม่บังคับเรา ทุกคนเมื่อได้ยิน  ได้ฟัง ข้างในเขาจำเป็นจะต้องเปิดใจด้วยตัวของเขาเอง  เรามีหน้าที่อย่างเดียว มีโอกาสก็ประกาศ อธิษฐานขอพระเจ้าเมตตา ขอเปิดตาใจฝ่ายวิญญาณให้กับญาติพี่น้องของเรา ให้กับคุณพ่อคุณแม่ของเรา ให้กับลูกหลานของเรา ให้เขาได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา แล้วเราก็อธิษฐานอย่างนี้แหละ แล้วอธิษฐานไปเรื่อยๆ ด้วยความเชื่อและวางใจในพระองค์ เราทำหน้าที่ได้แค่นี้  แล้วเราก็ฝากไว้กับพระเจ้า อย่างที่บอก อะไรที่เกินกำลัง หรือเกินการควบคุมของมนุษย์ เราก็ต้องฝากไว้ที่พระหัตถ์ของพระเจ้า เราทำส่วนของเรา  พระเจ้าจะทำส่วนของพระองค์เอง

ลูกา 2:15-18 “15 เมื่อทูตสวรรค์เหล่านั้นไปจากเขา ขึ้นสู่สวรรค์แล้ว พวกเลี้ยงแกะได้พูดกันว่า “ให้เราไปยังเมืองเบธเลเฮมดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงแจ้งแก่เรา” 16 เขาก็รีบไป แล้วพบนางมารีย์กับโยเซฟ และพบพระกุมารนั้น นอนอยู่ในรางหญ้า 17 ครั้นเขาได้เห็นแล้ว จึงเล่าเรื่องซึ่งเขาได้ยินถึงพระกุมารนั้น 18 คนทั้งปวงที่ได้ยินก็ประหลาดใจ ด้วยเนื้อความที่คนเลี้ยงแกะได้บอกแก่เขา”

 

อันนี้ คือการเป็นพยาน เมื่อคนเลี้ยงแกะได้ยินทูตสวรรค์บอกเล่าเรื่องปุ๊บ ไม่ได้รีรอ หรือไม่ได้ชักช้า เขารีบเดินทางไปที่เบธเลเฮม ไปดูว่าสิ่งที่ทูตสวรรค์ได้บอกเป็นเรื่องจริงหรือไม่? แล้วเขาก็เห็นจริงๆ เห็นทั้งนางมารีย์ เห็นทั้งโยเซฟ และเห็นทั้งพระเยซูคริสต์ ประสูติที่รางหญ้า เมื่อเขาได้เห็นสิ่งที่ทูตสวรรค์ได้ประกาศ เชื่อว่าข้างในวิญญาณเขา เขาจะรับรู้ว่าใช่เลย นี่คือพระผู้ช่วยให้รอดได้มาประสูติแล้ว ซึ่งคนอิสราเอลรอคอยมาเป็นหลายพันปี  จากตรงนี้ เขาก็ออกไปประกาศเลย ไปคุยให้คนทั่วไปได้ยินได้ฟังว่า …

“นี่พวกเธอรู้ไหม ตอนนี้พระผู้ช่วยให้รอดได้มาประสูติแล้วนะ ผู้ที่พระเจ้าได้สัญญาไว้ว่าเป็นพระมาซีฮาห์ได้มาเกิดบนโลกใบนี้เรียบร้อยไปแล้ว”

ดังนั้น ผู้คนที่ได้ยินได้ฟังถึงเนื้อความที่ได้รับ ก็ประหลาดใจ คำว่า “ประหลาดใจ” เราคาดว่าจะมี 2 พวกเหมือนเดิม คือ…

คนที่ฟังแล้วเชื่อ  คือเชื่อเลยว่าใช่แล้ว นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้บอกเรา เรารอคอยมานานแล้ว  พระผู้ช่วยให้รอดได้เกิดแล้ว  เรามีความปิติยินดี

แต่อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือไม่เชื่อ ไม่จริงหรอก อะไรอย่างนี้

ลูกา 2:19-20 “19 ฝ่ายนางมารีย์ก็เก็บบรรดาสิ่งเหล่านั้นไว้ในใจและรำพึงอยู่ 20 คนเลี้ยงแกะจึงกลับไปยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เพราะเหตุการณ์ทั้งปวง ซึ่งเขาได้ยิน และได้เห็นดังได้กล่าวไว้แก่เขาแล้ว”

 

นางมารีย์เก็บเรื่องไว้ในใจ จริงๆ นางมารีย์รู้เรื่องที่สุดเลย ตั้งแต่เริ่มต้น ที่ทูตสวรรค์มาปรากฏกับนางมารีย์ แล้วก็บอกกับนางมารีย์ว่า …

“เธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานมาก พระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาจุติในครรภ์ของเธอ แล้วเธอจะคลอดบุตรชาย แล้วให้ชื่อบุตรนั้นว่าเยซู เพราะผู้นี้ จะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ มาปลดปล่อยชนชาติ ไม่เพียงแต่ชนชาติอิสราเอลเท่านั้น แต่ปลดปล่อยมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสของมาร เข้ามาคืนดีกับพระเจ้าได้”

นางมารีย์รู้เรื่องดีที่สุดเลย จากนั้นคนเลี้ยงแกะก็จากไป สรรเสริญ ยกย่องพระเจ้า ชื่นชมยินดี มีความสุขมากเลย ในลักษณะที่ …

“ขอบคุณพระเจ้านะ เรารอมาตั้งนานแล้ว หลายพันปีแล้ว  บัดนี้ เราได้เห็นแล้ว เห็นกับตาเลยว่าพระผู้ช่วยให้รอดได้มาประสูติเรียบร้อยไปแล้ว”

ลูกา 2:21-22 “21 ครั้นครบแปดวัน เป็นวันให้พระกุมารนั้นเข้าสุหนัต เขาจึงให้นามว่าเยซู ตามซึ่งทูตสวรรค์ได้กล่าวไว้ก่อน เมื่อยังมิได้ปฎิสนธิ์ในครรภ์ 22 เมื่อถึงเวลาทำพิธีชำระตัวตามธรรมบัญญัติของโมเสส เขาจึงนำพระกุมารไปยังกรุงเยรูซาเล็มจะถวายแด่พระเป็นเจ้า”

 

สมัยก่อน เด็กผู้ชายคนยิว เมื่อครบ 8 วัน อย่างที่คราวที่แล้วเราเรียนรู้มา ยอห์นบัพติศโต เมื่อครบ 8 วัน  เขาก็เอาไปถวายให้กับพระเจ้า ไปทำพิธีเข้าสุหนัต คือทำพิธีขลิบหนังปลายองคชาติ เป็นพิธีที่พระเจ้าได้ประทานให้กับอับราฮัมว่าเป็นพันธสัญญาเลือด ที่พระเจ้าได้เล็งถึงในอนาคตข้างหน้าที่พระเยซูคริสต์จะมาหลั่งพระโลหิต เพื่อไถ่คนเป็นอันมาก กฎระเบียบตรงนี้ คนอิสราเอลก็จะทำมาตลอด

พอถึงวันที่ 8 เขาก็จะตั้งชื่อ อย่างคราวที่แล้วยอห์น เขาก็จะให้ตั้งชื่อตามเศคาริยาห์ แล้วก็บอกว่าไม่ใช่ ต้องชื่อว่ายอห์น  นี่เหมือนกัน เมื่อถึงวันที่ 8 เอาพระเยซูมาถวาย เพื่อทำพิธีเข้าสุหนัต เขาก็ตั้งชื่อพระเยซูว่า “เยซู” ตามที่พระเจ้าได้ให้ทูตสวรรค์มาบอกกับนางมารีย์เรียบร้อยไปแล้ว

ลูกา 2:23 “ตามที่เขียนไว้แล้วในธรรมบัญญัติของพระเป็นเจ้าว่า “บุตรชายทุกคนที่เบิกครรภ์ครั้งแรก จะได้เรียกว่าเป็นบุตรที่ถวายแด่พระเจ้า”

 

สมัยก่อน ลูกคนโต หรือสัตว์ตัวแรกเบิกครรภ์ เรียกว่าเป็นผลแรกที่จะต้องถวายให้กับพระเจ้า มีช่วงหลังๆ ที่พระเยซูยังไม่มาเกิด พอใครมีบุตรชายคนแรก เขาก็จะใช้วิธีเอาเงินมา เพื่อที่จะแลก เหมือนกับมาถวายเป็นเครื่องบูชา  เป็นกฎเกณฑ์ของสมัยโบราณ

ฉะนั้น พระเจ้าได้กำหนดไว้แล้วว่าบุตรชายหัวปี เป็นของพระเจ้า ฉะนั้น โมเสสก็ได้สั่งพวกเหล่านี้ไว้ มันเป็นธรรมบัญญัติที่ยุ่งยากมาก ซึ่งเราขอบคุณพระเจ้า ที่พอพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาทำทุกอย่างเพื่อเราเรียบร้อยไปแล้ว พระองค์บอกเราว่าธรรมบัญญัติทั้งหมดได้สำเร็จที่พระเยซูเรียบร้อยไปแล้ว

หมายความว่าจากนั้น เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาจากความตาย ทุกอย่างจบ ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็คือตั้งแต่วันนั้น มนุษย์ไม่ต้องทำพิธีกรรมแบบนี้อีกต่อไป บุตรคนแรกของครอบครัว ก็ไม่ต้องเอามาทำพิธีเข้าสุหนัตอีกต่อไป ก็คือพิธีนี้เท่ากับล้มเลิกไปเลย คนอิสราเอลก็ไม่ต้องไปเอาแพะเอาแกะมา เพื่อที่จะถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับตัวเองปีต่อปีอีกต่อไป  เพราะพระเยซูคริสต์บอกว่าพระองค์ทรงเป็นแกะปัสกา ที่ได้มาถวายตัวพระองค์เอง ไม่ใช่เอาเลือดสัตว์มาถวาย แต่ด้วยพระโลหิตของพระองค์เองมาถวายแด่พระเจ้า ฉะนั้น ธรรมบัญญัติทั้งหมดตั้งแต่สมัยโบราณ ที่พระเจ้าได้ประทานให้กับโมเสส มาจนกระทั่งถึงยุคของพระเยซูคริสต์ วันที่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์ ถูกฝังไว้ที่อุโมงค์ และเป็นขึ้นมาจากความตาย นั่นแหละ บัญญัติทั้งหมดได้สำเร็จครบถ้วนแล้ว  มนุษย์ไม่ต้องทำอีกแล้ว

ทำอยู่อย่างเดียว ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด เข้ามาเป็นพระเจ้าส่วนตัวของเรา  ทันทีที่เราทำอย่างนี้ เชื่อด้วยใจ รับด้วยปาก ทันที พระเจ้าจะนำเราไปบัพติศมาพร้อมกับพระเยซู คือเอาวิญญาณเก่า ที่เป็นวิญญาณบาปของเรา ไปตรึงบนกางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์ และไปถูกฝังร่วมกับพระเยซูคริสต์ และได้ถูกเป็นขึ้นมาใหม่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เป็นวิญญาณใหม่เอี่ยมอ่อง เป็นวิญญาณที่ชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้า  สะอาด บริสุทธิ์หมดจด ไม่มีความบาปอีกต่อไป นี่คือข่าวดี  ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าให้เราประกาศออกไป

ซึ่งในขณะนี้ พวกเราจำเป็นจะต้องรับรู้เรื่องนี้  เพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญในยุคที่เราอยู่ในความหวาดกลัวตลอดเวลา เมื่อเรารู้ความจริงในเรื่องราวของพระเจ้าจะทำให้เราสามารถมีสันติสุข มีความสงบสุขได้ เพราะเราไม่กลัวแล้ว ถ้าพระเจ้ายังให้เราอยู่ ต้องเผชิญกับปัญหา อาจจะโควิดจบไป เรื่องอื่นมา มันจะมีมาเรื่อยๆ เราก็จะสามารถเผชิญกับมันได้ หรือถ้าพระเจ้าเห็นว่าถึงเวลาที่เราจะได้พักผ่อน  พระเจ้าก็เอาลมหายใจเราออกจากร่าง  เราก็ไปอยู่กับพระเจ้าที่สวรรค์สถานอย่างชอบธรรม เพราะจริงๆ ตอนนี้เราอยู่แล้วในโลกวิญญาณ  เราก็แค่เปลี่ยนมิติ จากที่เราทิ้งร่างกายนี้ ร่างกายที่แก่ลงทุกวันๆ สุขภาพร่างกายก็เริ่มเสื่อมโทรม เซลล์ต่างๆ ก็เริ่มทำงานไม่เป็นปกติ ร่างกายนี้แหละ มันจะไม่อยู่กับเรายาวนาน  เมื่อเราเป็นผู้เชื่อปุ๊บ เราเข้าใจเรื่องนี้ เราจะไม่อิดออด อาลัยอาวรณ์กับร่างกายนี้เลย เราอธิษฐานกับพระเจ้าทุกวัน …

“พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นไป เราอยากกลับไปอยู่กับพระองค์ เราอยากจะจากโลกนี้ ไปอยู่กับพระองค์ ถ้าถึงเวลาจริงๆ พระองค์เจ้าข้า เอาวิญญาณลูกออกจากร่าง ทิ้งร่างกายนี้ แล้วลูกจะได้ไปอยู่กับพระองค์จริงๆ เต็มพิกัด สมบูรณ์แบบ ลูกจะได้ไม่ต้องมาเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ความหวาดผวา”

มันมีบ้างนะ แป๊บหนึ่ง แล้วเราก็ต้องนิ่ง ทบทวนว่าขณะนี้ เราอยู่ในสภาวะไหน? อยู่ในสถานะอะไร?  เราเป็นลูกพระเจ้า พระองค์ทรงดูแลปกปักษ์ พิทักษ์ รักษา คุ้มครองเราอยู่แล้ว

คำว่า “ปกปักษ์ พิทักษ์ รักษา คุ้มครอง” ไม่ได้หมายความว่าพ้นจากสิ่งชั่วร้ายบนโลกใบนี้  บางทีเราอาจจะแจ๊คพอร์ตเจอ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย  เจอก็เจอ แต่เรารู้ว่าไม่ว่าเราจะเจออะไร? พระเจ้าไม่เคยทิ้งเรา  พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา เมื่อถึงวาระที่สมควร ที่เราจะได้พักผ่อน  พระเจ้าจะนำวิญญาณเราออกจากร่าง  แล้วไปอยู่กับพระองค์ พักสงบอย่างแน่นอนกับพระเจ้า

ขอพระคุณพระเจ้าทรงโปรดเมตตา ช่วยเหลือพวกเราทุกๆ คน ในยุคที่น่าหวาดเสียวอย่างนี้ เมื่อพระเจ้ายังไม่อนุญาตที่จะให้เรากลับบ้านไปพักผ่อน เราจำเป็นต้องอยู่บนโลกใบนี้ เราก็ทำตามกฎที่โลกใบนี้เขาได้ตั้งไว้  แต่กฎนี้ก็ไม่สามารถควบคุมให้เราอยู่ภายใต้อำนาจของกฎนี้ได้ เพราะว่าเราอยู่ภายใต้กฎของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า

เพราะฉะนั้น เราจะขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกวัน  เราจะไม่ตื่นตระหนกตกใจมากจนเกินไป จนทำให้ชีวิตเราขาดสันติสุข ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตที่เป็นปกติสุขได้ เราจะไม่เป็นอย่างนั้น  อย่างทุกวันนี้ เรื่องข่าวร้ายเยอะมาก ถ้าพี่น้องเป็นคนจิตแข็ง เสพไปเถอะข่าวร้ายนั้น  คือฟังเข้าหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่ต้องไปใส่ใจมากมาย ก็แค่รู้ว่าตอนนี้โลกกำลังเคลื่อนไปถึงไหน? แค่นั้นพอ แล้วเราก็ระวังชีวิตของเรา ตามสมควร  เพื่อว่าชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้จะได้ไม่ทุกข์ทรมานจนเกินไป

แต่ว่าถ้าคนที่จิตอ่อน เสพข่าวปุ๊บ วิตกจริต กังวลเลย เครียดเลย นอนไม่หลับเลย  ผวาเลย แนะนำนะคะ ไม่ต้องเสพเยอะ นานๆ ทีก็ได้ ให้พี่น้องนำเอาถ้อยคำของพระเจ้ามาทบทวนทุกวันดีกว่า ดีกว่าที่พี่น้องจะไปจดจ่อทั้งวี่ทั้งวัน ดูว่าวันนี้โควิดไปถึงไหน? ตอนนี้คนติดเท่าไร?  วันนี้ตายไปกี่คน? แค่รับรู้ว่ามีคนติด เราทำอย่างไร? เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เราก็ทำหน้าที่ส่วนของเรา คือระวังให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ไม่ออกไปในที่ชุมชน ถ้าจำเป็นต้องออกไป ก็รีบไปทำธุระ แล้วก็รีบกลับบ้าน นั่นคือส่วนที่เราทำได้

ฉะนั้น เราก็ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ที่พระเจ้าให้เราเห็นภาพ เปิดให้เราเห็น เราขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ที่เรามีพระเจ้าผู้ทรงรักเรามากมาย ที่พระองค์คอยเตือน คอยบอกเรา คอยที่จะประคับประคองย่างเท้าของเรา เพื่อเราจะได้สามารถมีชีวิตที่จะประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

หลายๆ ครั้ง วิกฤตเข้ามา คือโอกาสของผู้เชื่อที่เราจะประกาศให้โลกใบนี้ หรือคนที่ยังไม่เชื่อ ได้รับรู้ว่าทำไมเราจึงสามารถสงบได้ขนาดนี้ เพราะเรามีพระเจ้า เรามีหลักประกัน เรามีความไว้วางใจ เราเชื่อมั่นว่าโลกนี้เราจะอยู่ทุกข์ยากลำบากแค่ไหน? ก็แค่แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวเราก็จะได้กลับบ้านถาวร เป็นบ้านที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา เป็นบ้านที่น่าอยู่ ที่เราไม่ต้องไปรับโทษทัณฑ์อีกต่อไป อยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาล เป็นชีวิตที่มีคุณภาพเหมือนพระเจ้าเลย นี่คือหลักประกัน

เราสามารถมีโอกาสที่จะบอกกับผู้คนบนโลกใบนี้ ที่เขากำลังหวาดกลัวอยู่ เขาไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร นั่นคือโอกาสที่เขาจะสามารถเข้ามาเชื่อวางใจในพระเจ้า เมื่อได้ยินได้ฟังถ้อยคำของพระองค์ เขาจะทบทวน เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเขา เขาจะเปิดใจต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ก็ขอพระเจ้าทรงเมตตาพวกเราทุกๆ คน ให้กำลัง ให้เรี่ยวแรงเราอย่างมากมาย ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  อย่าวิตกจริตมากจนเกินไป  กลัวได้นะ พอเรากลัว เราก็จะระวังตัวมากขึ้น ไม่ไปทำให้ตัวเอง สุ่มเสี่ยง แต่ไม่ได้หมายความว่ากลัวจนเราไม่กล้าทำอะไรเลย อันนั้น ก็ไม่ใช่นะคะ พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

************************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ถ้อยคำพระเจ้ามีอยู่มากมายหลายแห่ง ที่ย้ำยืนยันกับเราว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า และได้รับความรอดแล้ว วิญญาณเราก็ได้รับการชำระล้างบาปจนหมดสิ้น กลายเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ปราศจากบาปแล้ว วิญญาณเราได้รับการอภัยเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการลงโทษใดๆ อีกแล้ว  (ถ้าผู้นั้น เชื่อพระเจ้าจากใจจริง และมีใจปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้าจริงๆ) ตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า …

“เราบอกความจริงแก่ท่านว่าผู้ใดฟังคำของเรา  และเชื่อพระองค์ ผู้ทรงส่งเรามา  ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และจะไม่ถูกลงโทษ”  (ยอห์น 5:24)

 

พระคัมภีร์บอกว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซู ก็คือผู้ที่อยู่ในพระเยซู ซึ่งจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์มานำพาชีวิต  และผู้นั้นจะมีใจปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ

 

คือสำหรับผู้ที่ได้มาเชื่อพระเยซูอย่างจริงใจแล้ว ถึงแม้กายภายนอก ทางเนื้อหนัง ซึ่งยังมีเชื้อบาปอยู่ ยังถูกล่อลวงให้ไปกระทำบาปได้ก็จริง แต่วิญญาณข้างใน ที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว จะมีความคิดที่ตรงข้ามกัน  และเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะสามารถทำบาปได้อย่างสบายใจ เพราะทางวิญญาณ ถูกนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว

“ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ได้ตรึงวิสัยบาปและกิเลสตัณหาของวิสัยบาปไว้ที่กางเขนแล้ว  ในเมื่อเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็ให้เราดำเนินตามพระวิญญาณเถิด”  (กาลาเทีย 5:24-25)

 

หลายครั้งในชีวิตคริสเตียน แม้ว่าเราจะมาเชื่อพระเจ้าแล้ว  วิญญาณสะอาดบริสุทธิ์แล้ว  แต่เพราะเนื้อหนังทางร่างกาย มันยังมีเชื้อบาปอยู่  มันจึงเกิดการสู้กัน  ระหว่างวิญญาณที่ปรารถนาจะทำความดี  และดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้า  กับเนื้อหนังที่ยังถูกล่อลวงให้กระทำบาป แม้แต่อัครฑูตเปาโลเอง ก็ยังต้องผ่านสถานการณ์เช่นนี้  ตามที่มีบันทึกไว้ว่า …

“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง  เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น เหตุฉะนั้น ถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี  ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ” (โรม 7:15-20)

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1309

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  25  เมษายน  2021

 เรื่อง “พระเจ้าวิงวอนมนุษย์ทุกคนว่า …  “กลับมาคืนดีกับพระองค์เถิด” …”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

หัวข้อเรื่องการบรรยายในวันนี้ “พระเจ้าวิงวอนมนุษย์ทุกคนว่า “กลับมาคืนดีกับพระองค์เถิด” ซึ่งอยู่ใน 2 โครินธ์ 5:20 พระเจ้าวิงวอนมนุษย์ทุกคนว่ากลับมาคืนดีกับพระองค์เถิด  มนุษย์ทุกคนเลย พระเจ้ากำลังส่งข่าวสารนี้มาบอกท่าน และบอกมานานแล้ว ความร้อนใจของพระองค์ ความเร่งรีบของพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทุกคนกลับมาคืนดีกับพระองค์ ง้อเราถึงขนาดนี้

ถ้าใครได้ยินได้ฟังคำบรรยายของผมในช่วง 2 ปีนี้ ก็จะรู้ถึงความจริงในถ้อยคำพระเจ้าแล้วว่ามนุษย์ทุกคนสามารถที่จะตัดสินใจเข้ามาอยู่ในสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าได้เลยทันที เดี๋ยวนี้ ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ทันทีเลย ผมจะอธิบายเรื่องนี้อยู่ 2 ปีอย่างลึกซึ้ง ชัดเจนมาก เพราะรู้ว่าพระเจ้าเร่งรีบ เร่งด่วน และห่วงใยมนุษย์มากๆ อย่างฟังข้อความในวันนี้  ที่ผมยกขึ้นมา จะทราบดีเลยใช่ไหม? ท่านรู้สึกอย่างไรที่ได้ยินว่าพระเจ้าวิงวอน ขอร้องมนุษย์ทุกคนว่า …

“กลับมาคืนดีกับเราเถิด กลับมาบ้านเถิด กลับมาเป็นลูกของเราเหมือนเดิมเถิด กลับมาอยู่ในสวรรค์เถิด”

คิดอย่างไร? ก็คิดเหมือนบรรดามนุษย์ทั้งหลายที่ได้ยินพระเจ้าพูดอย่างนี้ ก่อนหน้านี้ จนถึงปัจจุบัน ก็คือมนุษย์เป็นใครหนอ ที่พระองค์ทรงรัก ห่วงใย คิดถึงแต่เขา  เป็นห่วงเป็นใยเขา มากถึงขนาดนี้ มนุษย์เป็นใครหนอ ที่พระเจ้ารักดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์เลยทีเดียว  ถ้าใครได้ยินได้ฟังข้อความจากพระเจ้าอย่างนี้ แน่นอน เมื่อทุกคนฟังแล้ว คิดอย่างที่พระคัมภีร์บอกไว้แล้ว มนุษย์เป็นใคร? แล้วถ้าได้รับเป็นการส่วนตัว มีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้าแล้ว คือเข้าไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ติดสนิทกับพระเจ้าแล้ว ก็ยิ่งชัดเจนว่า …

“ฉันเป็นใคร? ลูกเป็นใครหนอ  ที่พ่อแห่งฟ้าสวรรค์ทรงรักมากมายถึงขนาดนี้”

นี่แหละ คือที่มาของเรื่องราวในวันนี้ ที่เราจะพูดคุยกัน  เพื่อให้ซาบซึ้งถึงความรักของพระเจ้า  แน่นอน ข้อพระคัมภีร์นี้ จึงเป็นข้อพระคัมภีร์ที่ดัง ฮิตตลอดทุกยุค ทุกสมัย  ก็คือยอห์น 3:16 แต่วันนี้จะไปถึงข้อ 18 เพื่อจะเจาะลึกซึ้งถึงว่าเมื่อเรากลับคืนดีกับพระเจ้า แล้วเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เชื่อฟังพระเจ้า  ไม่เชื่อในข่าวดีที่พระเจ้าส่งมาให้  ไม่กลับมาคืนดีกับพระองค์ จะเกิดอะไรขึ้น  ทำไมพระเจ้าถึงห่วงใยเราขนาดนี้  ถึงขนาดเร่งรีบและขอร้อง วิงวอนให้เรารีบกลับใจมาหาพระองค์เถิด ลองอ่านกันดูนะ ยอห์น 3:16-18 …

ยอห์น 3:16-18 “16 พระเจ้าทรงรักโลก ดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ 17 เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอด โดยพระบุตรนั้น 18 คนที่วางใจในพระบุตรจะไม่ถูกพิพากษา ส่วนคนที่ไม่ได้วางใจ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ได้วางใจในพระนาม พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”

 

ในข้อที่ 16 บอกว่าเพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก คือรักมวลมนุษยชาติ รักสิ่งของที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นบนโลกใบนี้ เป็นบ้านของมนุษย์ รักมนุษย์ยิ่งนัก คือสำแดง โดยการประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น วางใจในพระเยซูจะไม่พินาศ

“ไม่พินาศ” หมายถึงไม่ต้องถูกลงโทษว่าเป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ต้องรับโทษ แต่กลับได้มีชีวิตนิรันดร์ ก็คือได้กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า มีชีวิตนิรันดร์ ก็คือมีชีวิตที่เป็นเหมือนพระเจ้า

ข้อ 17 บอกว่าเพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ก็คือให้พระเยซูมาบังเกิดในโลกนี้ ไม่ใช่เพื่อพิพากษาโลก คือไม่ได้มาเพื่อทำการพิพากษาลงโทษโลก  ตามที่มนุษย์ถูกพิพากษาไปแล้ว  หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงประทานพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะทำการพิพากษาครั้งสุดท้าย เพราะว่ามนุษย์อยู่ในความพินาศอยู่แล้ว

พระเจ้าไม่ได้ประทานพระเยซูคริสต์มา เพื่อทำให้มนุษย์ต้องได้รับโทษ ตามที่ได้ถูกลงโทษไปแล้ว พูดง่ายๆ อย่างนี้นะ แต่มาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ซึ่งถูกลงโทษอยู่แล้วนั้น  ให้รอดพ้นจากการถูกลงโทษ เพราะขบวนการการลงโทษ ยังไม่เสร็จสิ้น  ต้องรอการตัดสินครั้งสุดท้ายอีกทีหนึ่ง  เขาเรียกว่าการพิจารณาครั้งสุดท้ายของขบวนการการลงโทษนั่นเอง ซึ่งการจะหลุดรอดพ้นนั้น รอดพ้นโดยพระบุตร คือพระเยซูคริสต์เท่านั้น

ข้อที่ 18 ได้บันทึกไว้  คนที่วางใจในพระบุตรจะไม่ถูกลงโทษ ก็แสดงว่าคนที่ไม่วางใจ ก็ถูกลงโทษอยู่แล้ว คนที่วางใจในพระบุตร จะได้รับการอภัยโทษนั่นเอง โทษอะไร? โทษที่เป็นคนบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า

ในนี้บอกว่าส่วนคนที่ไม่ได้วางใจ คนที่ไม่เชื่อ ไม่ได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้า ไม่ได้วางใจในพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ก็ถูกพิพากษา หมายถึงว่าคนที่ไม่ได้วางใจ ไม่ได้รับการช่วยให้รอด  ก็ถูกลงโทษอยู่แล้ว  ก็ถูกพิพากษาลงโทษไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง เพราะว่าไม่ได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า คือไม่ได้วางใจในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าส่งมา เพื่ออภัยโทษ เพื่อยกโทษบาปให้กับท่านนั่นเอง

พูดง่ายๆ สรุปตรงนี้ ก็หมายถึงว่ามนุษย์ทุกคนตกอยู่ในการพิพากษาลงโทษไปแล้ว ตั้งแต่บรรพบุรุษมา พูดง่ายๆ ว่าถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว แต่รอขบวนการลงมือประหารนั่นเอง ตอนนี้อยู่ในคุกตาราง รอวันเวลาขบวนการเอกสารสำเร็จ ก็นำไปประหารชีวิต แต่ในขณะที่อยู่ในคุกตาราง อยู่ในการลงโทษ ถูกประหารชีวิต พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มา เพื่ออภัยโทษให้ ถ้าเชื่อในพระเยซูคริสต์นี้ โทษการถูกประหาร ก็ได้รับการยกเลิก แล้วออกจากคุก ออกจากตาราง เป็นอิสระ นั่นมันหมายถึงตรงนี้

พระคัมภีร์จึงบอกว่าพระเจ้าไม่ได้ต้องการให้คนใดคนหนึ่ง  คือมนุษย์คนใดต้องพินาศเลย  พินาศ คือถูกพิพากษาลงโทษ เนื่องจากเป็นคนบาป  คือเป็นศัตรูกับพระเจ้า เกลียดพระเจ้า พระเจ้าเป็นความสว่าง คนบาป ก็อยู่ในความมืด พระเจ้าเป็นความดี คนเกลียดความดี ก็คือคนชั่วนั่นเอง พระเจ้าอยู่ในสวรรค์ แน่นอน คนที่เกลียดสวรรค์ ไม่ได้อยู่กับพระเจ้า ก็คืออยู่ในความพินาศ ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า  พระเจ้าจึงอยากให้ทุกคนมาได้รับความรอด จากการถูกพิพากษาอยู่ในความพินาศอยู่แล้ว  โดยการได้รับการยกโทษจากพระองค์ ผ่านทางพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ที่มาไถ่บาปให้กับเรา แล้วบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ ในครอบครัวในสวรรค์ได้นั่นเอง หมายถึงอย่างนี้

พระเจ้าจึงต้องการมาก  และเตรียมทางให้กับมนุษย์เรียบร้อยแล้ว  คือส่งพระเยซูคริสต์มาบังเกิด เป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ เพื่อเปิดทางสู่สวรรค์ให้กับมนุษย์ เปิดทางให้มนุษย์ได้บังเกิดใหม่  เข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า  เข้ามาเป็นลูกของพระองค์ได้  พ้น เป็นอิสระจากการถูกตัดสินว่าเป็นคนบาป คนชั่ว  ต้องอยู่ในความพินาศตลอดไปนั่นเอง

พระเจ้าเตรียมทาง และทางนั้นมีทางเดียว ก็คือทางพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ที่ทรงประทาน เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นพระเมสิยาห์  พระเจ้าต้องการให้เราวางใจในพระบุตร คือพระเยซู ไม่ใช่พึ่งพาความดี ความรอบรู้ การกระทำของตนเอง เพราะกระทำอย่างไร มันก็ไม่มีทางครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นคนดีได้  หมดบาป หมดสิ้นเลย  เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว  เราก็รู้ดี

เพราะฉะนั้น การบังเกิดใหม่ มาเป็นผู้บริสุทธิ์เลย โดยพึ่งพาความช่วยเหลือของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดของมนุษย์ทุกๆ คน พระเจ้าจึงวิงวอน ขอร้อง และให้ความสำคัญกับเรื่องการบังเกิดใหม่นี้มาก

พระเจ้าวิงวอนมนุษย์ทุกคนว่ากลับมาคืนดีกับพระองค์เถิด ก็คือมาบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มาอยู่ในครอบครัวของพระองค์เถิด พระองค์ทรงจัดเตรียมทางออกไว้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

ขบวนการการเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า มันมีลักษณะอย่างนี้  ทำไมเราต้องบังเกิดใหม่  ก็เพราะว่าในพระคัมภีร์บอกไว้ว่าทางฝ่ายวิญญาณเราเกิดมา อยู่ในเชื้อสายของบรรพบุรุษที่เรียกว่าอาดัมและเอวา ซึ่งเป็นเชื้อสายที่เป็นบาป  เป็นศัตรูกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า  เกลียดพระเจ้า เกลียดชังความดีงาม  เป็นทาสของความชั่วร้าย เป็นทาสมาร  เราอยู่ในความพินาศ … พินาศ คือความชั่วร้าย ความตาย ความสาปแช่ง สิ่งที่ไม่ดี และเป็นอยู่อย่างนี้นิรันดร์

ฟังอีกที เราเกิดมาในฝ่ายวิญญาณ DNA ทางฝ่ายวิญญาณมาจากบรรพบุรุษเราที่อยู่ในความพินาศนิรันดร์ ถ้าเราไม่รีบย้ายสถานที่ ย้ายเผ่าพันธุ์ ย้าย DNA ของเรา ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ ตอนที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้อยู่  เราจะต้องพบกับความพินาศนี้ ต้องถูกลงโทษ  เนื่องจากความบาป ซึ่งความบาป ก่อให้เกิดความตาย และความชั่วร้าย  ความสาปแช่ง และความพินาศ  เราถูกพิพากษาลงโทษชั่วนิรันดร์ เราต้องรับโทษนี้ชั่วนิรันดร์ เพราะเราเกิดมาในคำสาปแช่ง  เราเกิดมาในความบาปของบรรพบุรุษของเรา ซึ่งเป็นเชื้อสายส่งมาถึงเราทางวิญญาณ นี่เป็นความจริงที่เราต้องรับรับรู้

เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องย้าย  ตัดสินใจย้ายออกจากความพินาศนี้ เข้ามาอยู่ในชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ ในพระเจ้า อยู่ในสวรรค์ทันที ตามกฎที่พระเจ้าวางไว้ว่าพระเยซูคริสต์ได้ถูกส่งมาบนโลกใบนี้  เพื่อเป็นต้นพันธุ์ของมนุษย์พันธุ์ใหม่ พระเยซูทรงมาเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อพระเจ้าจะได้สร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ขึ้นมา พันธุ์ใหม่ คือพันธุ์ที่รอดพ้น จากการถูกลงโทษ พินาศนิรันดร์นั่นเอง มารับชีวิตนิรันดร์ อยู่ในสวรรค์นิรันดร์กับพระเจ้าได้

มนุษย์พันธุ์ใหม่ ต้นพันธุ์ ก็คือพระเยซูคริสต์ มนุษย์พันธุ์เก่าที่ต้องอยู่ในความพินาศ ต้นพันธ์ ก็คืออาดัม มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องได้ยินข่าวประเสริฐนี้ และตัดสินใจเชื่อและวางใจ เพื่อจะได้ให้พระเจ้าย้ายวิญญาณ ตัวตนเราจริงๆ  จากครอบครัวเผ่าพันธุ์เดิม  คืออาดัม มาสู่ครอบครัวของพระเจ้า  คือสวรรค์สถาน ในพระเยซูคริสต์นั่นเอง

และสิทธิที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำ คือต้นพันธุ์ใหม่ ของมนุษย์พันธุ์ใหม่  นำสวรรค์มาอยู่บนโลกใบนี้ พระเยซูคริสต์กระทำให้กับมนุษย์ทุกคน เพราะพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นตัวแทนของมนุษย์  เป็นหัวหน้า เผ่าพันธุ์ของมนุษย์  เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะได้รับสิทธินี้  ประโยชน์นี้  ก็จะต้องเป็นมนุษย์เท่านั้น  ทำไมต้องเน้นว่าเป็นมนุษย์ เพราะเป็นวิญญาณไม่ได้ หรือตามภาษาไทยเราเรียกว่าเป็นผีใช่ไหม?  เป็นผีไม่ได้ ต้องเป็นมนุษย์ … มนุษย์กับผี กับวิญญาณต่างกันอย่างไร? พระเยซูบอกว่าผีไม่มีเนื้อหนัง ไม่มีร่างกายแบบนี้  ไม่มีเลือด  เพราะมนุษย์ คือวิญญาณที่อยู่ในร่างกายแบบนี้เท่านั้น ที่เรียกว่ามนุษย์ มีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำแล้ว ที่ไม้กางเขน  คือนำเอาสวรรค์เข้ามาให้กับมนุษย์  และมนุษย์สามารถบังเกิดใหม่  ย้ายจากอาณาจักรในโลกวิญญาณ ที่เรียกว่าความพินาศ คำสาปแช่ง ถูกลงโทษ ทุกข์นิรันดร์ มาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้นั่นเอง ฮีบรู 9:27-28 ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ …

ฮีบรู 9:27-28 “27 เหมือนที่มนุษย์ถูกกำหนดให้ตายครั้งเดียว หลังจากนั้น ต้องพบกับการพิพากษา 28 พระคริสต์ก็ทรงถวายพระองค์เองครั้งเดียว เพื่อลบล้างบาปของประชาชน เป็นอันมาก และพระองค์จะทรงปรากฏเป็นครั้งที่สอง ไม่ใช่เพื่อรับแบกบาป แต่เพื่อนำความรอด มายังบรรดาผู้ซึ่งรอคอยพระองค์”

 

นี่คือกฎทางวิญญาณที่พระเจ้าทรงเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง เหมือนกฎแรงดึงดูดของโลก  มันมีอยู่จริงๆ นี่คือกฎของฝ่ายวิญญาณที่เป็นอยู่จริงๆ  ซึ่งพระเจ้าสอนเรา เพื่อเราจะได้เรียนรู้  กฎทางฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้ คือมนุษย์ทุกคนตายแค่ครั้งเดียว  แล้วพบกับการพิพากษา เรามาวิเคราะห์ตรงนี้กันดู

“มนุษย์ตายแค่ครั้งเดียว” คือวิญญาณออกจากร่าง เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีออกจากร่าง ไปตาย แล้วมาเกิดใหม่ ไม่มี พอออกจากร่าง ก็เจอกับการพิพากษา  ซึ่งเราเรียนรู้แล้วว่ามันหมายถึงถูกลงโทษ รับโทษทัณฑ์ที่ถูกตัดสินไปแล้ว  ครั้งนี้เป็นการปฏิบัติการแล้ว  ถูกตัดสินว่าประหาร ครั้งนี้ประหารจริงแล้ว

มนุษย์ตายแค่ครั้งเดียว และหลังจากนั้น ถูกพิพากษาตัดสิน กระทำการ จบการลงโทษทัณฑ์ คือนำไปประหารนั่นเอง มันหมายถึงอย่างนั้น

พูดง่ายๆ ว่ามนุษย์ตายเพียงครั้งเดียว พอตายปุ๊บ ไปเจอกับการพิพากษาลงโทษครั้งสุดท้ายของเขา  ก่อนรับโทษทัณฑ์ พูดง่ายๆ

คริสเตียนที่ได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว คือผู้ที่รับเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว พระคัมภีร์บอกว่าทุกคน ควรจะมีความมั่นใจ 100% ตามถ้อยคำของพระองค์ว่าเมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ได้เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาดเหมือนพระเจ้า และวิญญาณได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสรรค์กับพระเจ้าเดี่ยวนี้เลย ในพระคัมภีร์บอก

พระคัมภีร์บอกว่าควรจะรับรู้เรื่องนี้ว่าตอนที่เราอยู่ในโลกนี้ พอเราเชื่อในพระบุตร เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เราได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์ เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในอาณาจักรสวรรค์เลย  เดี๋ยวนี้ทันที  แต่ปรากฏว่าหลายๆ คนอาจจะยังไม่เข้าใจตรงนี้ ยังมีความรู้สึกว่าเมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว เมื่อออกจากร่างแล้ว ยังต้องไปอยู่ในการพิพากษาหรือ? ตอนนี้ท่านก็พอจะทราบแล้วใช่ไหมครับว่าตามถ้อยคำเมื่อตะกี้นี้ที่เราเห็นชัดเจน เมื่อเป็นคริสเตียนแล้ว เป็นอิสระแล้ว จากการถูกลงโทษ  เมื่อเป็นอิสระแล้ว ก็เป็นอิสระเลย  ก็เป็นลูกพระเจ้า และอยู่ในสวรรค์เลย อยู่แล้ว ก็ไม่ได้ไปไหนอีกแล้ว เพราะพระเจ้าปกปักคุ้มครองดูแลเราอยู่ในสวรรค์ ไม่ได้กลับมาลงโทษอีก  ท่านพอเข้าใจนะครับ

แต่เราพูดถึงหลายๆ คน ก็อยากจะตั้งคำถามว่าแล้วถ้าเกิดไม่เชื่อล่ะ ที่ตะกี้เราพูดถึงคนไม่เชื่อ ถ้าตายแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น วิญญาณของผู้คนเหล่านั้นที่ไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เมื่อถึงเวลาตาย คือวิญญาณออกจากร่างกายนี้แล้ว จะไปอยู่ที่ไหน?

ในฮีบรูที่เราอ่านเมื่อสักครู่นี้ ที่บอกว่า “มนุษย์ถูกกำหนดให้ตายครั้งเดียว  หลังจากนั้นต้องพบกับการพิพากษา” ก็คือหลังจากนั้น ต้องพบกับการลงโทษ ครั้งสุดท้าย พระคัมภีร์เรียกว่าตายครั้งที่สองนั่นเอง พินาศครั้งที่สอง  คือถูกสั่งพินาศไปเรียบร้อยแล้ว  ตอนนี้ปฏิบัติการพินาศจริงเลย  ถูกสั่งให้ไปประหารชีวิตเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ถูกสั่งให้ไปประหารจริง

บันทึกไว้ชัดเจนว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้ว ก็ต้องตายครั้งเดียว แล้วเมื่อตายแล้ว หลังจากนั้น ก็ต้องพบกับการพิพากษาลงโทษ  วิญญาณออกจากร่างกาย วิญญาณและจิตใจที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ  ออกจากร่างกายนี้ จะเห็นภาพว่าร่างกายนี้ ถูกฝัง ถูกเผา  ตายไปแล้ว วิญญาณและจิตใจซึ่งเป็นตัวตนของเราจริงๆ นั้นยังอยู่ ไปอยู่ในมิติวิญญาณถูกไหม? เราก็รู้กันอยู่ตรงนี้ ถูกย้ายเข้าไปอยู่ในมิติวิญญาณ ซึ่งในมิติวิญญาณไม่มีกาลเวลา หมายถึงอยู่อย่างนั้นตลอดไป  เมื่อตายแล้ว หลังจากนั้น พบกับการพิพากษา พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น

เมื่อตายแล้ว เข้าไปสู่มิติวิญญาณแล้ว พบกับการพิพากษา ที่เราเรียนรู้แล้วเมื่อตะกี้นี้ หมายถึงการถูกลงโทษทัณฑ์ ครั้งที่สอง  ครั้งสุดท้าย  ทางปฏิบัติการนั่นเอง  ถูกนำไปประหาร  เพราะก่อนหน้านี้ถูกตัดสินลงโทษบาปไปแล้ว เมื่อออกจากร่างไปแล้ว  ไปสู่มิติวิญญาณ พบกับการลงโทษ สู่ความพินาศนิรันดร์นั่นเอง

นี่คือเหตุปัจจัยความจริงที่พระเจ้า จึงเศร้าใจ เป็นห่วงเป็นใย  เรียกร้อง วิงวอน ขอร้อง ตื้อให้มนุษย์ทุกคนกลับมาหาพระองค์เถิด มารับความรอดเดี๋ยวนี้เลย ทันที เพราะรู้แล้วว่ามนุษย์ออกจากร่างไม่ได้ ถ้าเผื่อยังไม่เชื่อพระเยซู ออกจากร่างเมื่อไร ก็พบกับการถูกลงโทษ ครั้งสุดท้าย ไม่มีทางแก้ไขได้แล้ว พระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าเวลานั้นเวลานี้  แต่เรารู้อยู่แล้วว่าเมื่อออกจากร่างกายนี้ไปสู่มิติวิญญาณ  ในมิติวิญญาณนี้ ไม่มีกาลเวลา  แต่พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่าต้องเจอ หรือต้องพบกับการพิพากษา การถูกลงโทษครั้งที่สองแน่นอน แล้วเป็นคำพูดในประโยคที่เราอ่านแล้ว เรารู้สึกเลยทันทีว่ามันเกิดขึ้นทันที  มันไม่ต้องรอ เพราะว่าขณะอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ในร่างกายนี้ มันก็ถูกลงโทษอยู่แล้ว  อยู่ในความบาปอยู่แล้ว ถ้าเราไม่เชื่อ ถูกไหมครับ?

นี่คือเหตุปัจจัยที่ทำไมพระเจ้าจึงจำเป็นต้องให้เราช่วยกันประกาศข่าวประเสริฐ เมื่อเรารู้ความจริงแล้ว หรือต้องวิงวอนขอต่อผู้คน ที่ยังไม่รู้ความจริง หรือรู้ความจริงแล้ว แต่ยังเฉยเมยกับเรื่องนี้อยู่ ให้รีบตัดสินใจ กลับมาหาพระองค์เถิด กลับมาเป็นลูกของพระองค์เถิด  นี่แหละ คือความสำคัญ เพราะพระองค์ไม่ต้องการให้คนใดคนหนึ่ง มาถึงซึ่งการถูกลงโทษให้พินาศนิรันดร์นั่นเอง

ทุกคนได้ถูกกำหนดอยู่ในกฎว่าตายจากโลกนี้  ออกจากร่างนี้ ได้เพียงครั้งเดียว  หลังจากนั้นทันทีสู่การพิพากษาลงโทษ ครั้งสุดท้าย คือตัดสินว่าเขาจะอยู่ในอาณาจักรไหน?  ถ้าเขาไม่ตัดสินใจย้าย เขาก็จะอยู่ในความพินาศ เป็นการตัดสินว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน? อยู่ในอาณาจักรไหน? อยู่ในพระคริสต์ เรียกว่าในสวรรค์ หรืออยู่ในอาดัม อยู่ในความพินาศ  เมื่อวิญญาณของเขาออกจากร่าง สู่มิติวิญญาณ ก็พบกับความจริงนี้เลย เพราะในโลกวิญญาณ ไม่มีกาลเวลา เหมือนกับโลกใบนี้ที่พระเจ้าได้สร้างให้มีกาลเวลา มีวัน มีเดือน มีปี แต่ในโลกวิญญาณไม่มี เป็นอยู่อย่างไร? ก็เป็นอยู่อย่างนั้น ตลอดกาล วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ พระเจ้าไม่ต้องการให้มนุษย์คนใดอยู่ในความพินาศ อยู่ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า อยู่ในความทุกข์ทรมาน วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ แต่พระเจ้าต้องการให้มนุษย์เข้ามาอยู่ในสวรรค์ อยู่กับพระองค์ อยู่ในความดีงาม อยู่ในพระเยซูคริสต์ วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์นั่นเอง

เปาโลบอกอย่างนี้ว่า … “ข้าพเจ้าอยากออกจากร่างนี้เร็วๆ เพื่อจะไปพบกับพระเจ้า”

เปาโลผู้ซึ่งพระเจ้าเคยพาเข้าไปอยู่ในสวรรค์จริงๆ แล้ว มีประสบการณ์ในการเข้าไปอยู่ในสวรรค์จริงๆ ตอนเป็นอยู่ ได้มาบอกเราอย่างนี้ว่าในสวรรค์ดีกว่าเยอะ ถ้าเป็นไปได้ อยากจะออกจากร่างกายนี้ ย้ายมิติไปเท่านั้นเอง  เปาโลและทีมงานจึงตั้งใจแน่วแน่และทุ่มเทประกาศข่าวดีนี้ให้กับมนุษย์ทั้งหลาย เพราะรู้ถึงสิ่งนี้  และเป็นตัวแทนของพระเจ้า ขอร้องให้มนุษย์นั้นกลับมาคืนดีกับพระเจ้าเร็วที่สุด เท่าที่ทำได้ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไร? มนุษย์คนใดจะออกจากร่างนี้ไป วิญญาณออกจากร่าง และหมดสิทธิ์ในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้น มนุษย์จำเป็นจะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ ก่อนที่วิญญาณจะออกจากร่าง เพราะว่าเมื่อตายแล้ว  เขาก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป เพราะฉะนั้น เราต้องตัดสินใจตอนที่ยังเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ในเรื่องนี้ ท่านจะเห็นภาพชัดเจน ถ้าไม่ตัดสินใจเกิดใหม่  วางใจในพระเจ้า กลับมาหาพระเจ้า เขาก็จะต้องอยู่ในบาป อยู่ในความชั่วร้าย อยู่ในการถูกลงโทษ ไม่มีใครช่วยได้เลย  แม้แต่นิดหนึ่ง สิ่งเดียวเท่านั้น ที่อยู่ในบัญชีของเขา ก็คือความบาป การถูกลงโทษ  เพราะเป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นคนบาป  แต่ถ้าเขาเชื่อในพระเยซู พระเจ้าก็จะให้เขาบังเกิดใหม่  ด้วยวิญญาณที่เป็นนิรันดร์ เหมือนพระเยซู สะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ไม่มีบาปเลยแม้แต่นิดเดียว ในบัญชีของเขา เพราะพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ลบบาปทั้งสิ้นของเขาไปเรียบร้อยแล้ว  ในฮีบรู 10:4 เขียนบันทึกไว้อย่างนี้ด้วยว่าเมื่อพระเยซูถวายตัวเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้น สมบูรณ์แบบตลอดกาล พระเยซูตายที่ไม้กางเขนชำระบาปให้มนุษย์ทุกคน เพียงครั้งเดียว เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์บริสุทธิ์ สมบูรณ์ที่จะอยู่ในสวรรค์ได้  แต่มนุษย์คนนั้นต้องต้อนรับสิทธิของเขา ด้วยตัวเอง พระเจ้าจะไม่บังคับ  แต่พระเจ้าวิงวอนขอร้อง ต้องการมากเลยให้เขาตัดสินใจ ย้ายข้างซะ เปลี่ยนข้างซะ มาบังเกิดใหม่ในพระคริสต์ซะ  เมื่อเขาย้ายข้างมาอยู่ในพระเยซูคริสต์ มาอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ หมดบาปแล้ว พระเจ้าตรัสว่า …

“เราจะไม่จดจำความบาปของเจ้าอีกต่อไป ตะวันออกห่างจากตะวันตกเท่าไร เราจะเอาบาปของเจ้าออกไปไกลจากเจ้าเท่านั้น”

ท่านลองคิดดูสิ ตะวันออก ตะวันตกไม่มีวันที่จะพบกันได้อีกเลย ก็คือบาปที่ถูกลบล้างออกไป ในวันที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์มันไม่มีทางกลับมาหาเราได้อีกเลย  แม้แต่นิดเดียว  ท่านจึงสมควรและมีคุณสมบัติครบถ้วน  บริบูรณ์ บริสุทธิ์ สมบูรณ์แบบที่จะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า เพราะว่าได้รับการรักษาทางวิญญาณ ให้กลับคืนดีกับพระเจ้าอย่างเรียบร้อยไปแล้ว  โดยการบังเกิดใหม่  รอดพ้นจากตัวตนเก่า ซึ่งถูกพิพากษาลงโทษ ประหารชีวิตไปแล้วนั่นเอง และสิ่งนี้ จะต้องเกิดขึ้นภายใต้ การเป็นมนุษย์ คือยังคงอยู่ในร่างกายนี้อยู่ คือต้องตัดสินใจก่อนที่จะตายนั่นเอง

เพราะฉะนั้น สรุปก็คือมี 2 ทาง …

ถ้าเชื่อในข่าวดี  ก็ได้ย้ายวิญญาณของตนเอง ทันทีเลย เข้าไปสู่สวรรค์ นั่งกับพระเยซูคริสต์ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์ทันที  ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่นั่นเอง

แล้วอีกฝั่งหนึ่ง ถ้าไม่เชื่อ เมื่อออกจากร่างไป  เข้าไปสู่มิติวิญญาณ  ก็ทันทีเหมือนกัน ก็อยู่ที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ  อยู่ที่ไหนที่เดิม มนุษย์ทุกคนเกิดมาบาป พระคัมภีร์บอก อยู่ในความพินาศ  อยู่ในความชั่วร้าย อยู่ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า อยู่ในความทุกข์ แสนสาหัสชั่วนิรันดร์

พระคัมภีร์ได้บันทึกถึงเรื่องเกี่ยวกับว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ เมื่อมนุษย์คนใดคนหนึ่ง ไม่เชื่อในข่าวดีนี้  แล้วออกจากร่างไปอยู่ในโลกวิญญาณ เรียกว่าอยู่ในความพินาศ  อยู่ในความตายนิรันดร์ เกิดอะไรขึ้น บันทึกไว้ในหนังสือวิวรณ์ 20:12-13 ว่า …

วิวรณ์ 20:12-13  “12 และข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตายทั้งผู้ใหญ่ ผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง หนังสือเล่มต่างๆ เปิดออก หนังสืออีกเล่มหนึ่ง ก็เปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต และผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน ตามที่บันทึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น 13 ทะเล คืนคนตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนมรณา ก็คืนคนตายที่อยู่ในนั้น และแต่ละคนถูกพิพากษาตามการกระทำของตน”

 

เรื่องระยะเวลา พระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ได้บอกชัดเจนว่าพบเมื่อไร? แต่ถ้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ไปเจอกับอะไร? อันนี้ในพระคัมภีร์ชัดเจนที่สุดเลย ก็คือเจอความพินาศนั่นเอง  ผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษา ตามการกระทำของตน  ตรงนี้คือจุดหลักของข้อพระคัมภีร์เมื่อสักครู่นี้

เมื่อออกจากร่างแล้ว ตายแล้ว  เข้าสู่มิติฝ่ายวิญญาณ ผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษาลงโทษ คือถูกประหารชีวิตอยู่แล้ว ตามการกระทำของตน  … การกระทำของตน คือไม่ได้ย้ายครอบครัว ไม่ได้ย้ายเผ่าพันธุ์จากเดิม มาสู่พระเยซูคริสต์ ตอนที่มีชีวิตอยู่ นั่นหมายถึงตามการกระทำของตน  ซึ่งคนที่ไม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็เป็นคนที่อยู่ในโทษทัณฑ์ตลอดไป

ซึ่งในข้อนี้ ผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน ข้อนี้มีการเข้าใจผิด  และนำไปใช้ผิดเยอะมากมาย  ทำให้ความจริง ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ผิดเพี้ยนไป

การพิพากษา คืออะไร?  การพิพากษา การถูกลงโทษ ในโทษทัณฑ์ ซึ่งมีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้ว ตอนเป็นมนุษย์ และการพิพากษาลงโทษในข้อนี้  หมายถึงการพิพากษาลงโทษ รอบที่สอง ครั้งสุดท้ายนั่นเอง นำไปตัดหัวได้ พอเข้าใจไหม? ในหนังสือวิวรณ์ 20:12-13 ที่ตะกี้เราอ่าน มันหมายถึงอย่างนี้  ถูกพิพากษา หมายถึงถูกนำไปประหารแล้ว ถูกพิพากษาตรงนี้ หมายถึงการถูกพิพากษาครั้งสุดท้าย

และถามว่าครั้งแรกถูกพิพากษาไปเมื่อไร?  ครั้งแรกถูกพิพากษาตั้งแต่ยังไม่เกิดเป็นมนุษย์เลย ถูกพิพากษาไปตั้งแต่อาดัมและเอวาล้มลงไปในความบาป ถูกพิพากษาและคำพิพากษานั้น การถูกลงโทษนั้น อาดัมถูกลงโทษ เราก็ถูกลงโทษหมดเลย เพราะเราเป็นลูกหลานของอาดัมทั้งนั้น มาจากอาดัม บรรพบุรุษของเรา พอจะเห็นภาพไหม?  นั่นคือการถูกลงโทษ ถูกพิพากษาไปแล้ว ให้ประหารชีวิตไปแล้ว  แต่รอกระบวนการยุติธรรม จากการจับตัวไปตัดหัว ระหว่างรอกระบวนการยุติธรรมนั้น เรายังมีโอกาส ได้รับการอภัยโทษ แต่ถ้าเราไม่ใช้สิทธิการอภัยโทษนั้น  ซึ่งพระเจ้าประทานให้แล้ว ผ่านทางพระเยซู ถ้าเราไม่ใช้ เราก็อยู่ในโทษทัณฑ์นั้น  เห็นภาพไหม?

พอวิญญาณออกจากร่าง กับการพิพากษา ตรงนี้หมายถึงการพิพากษาครั้งที่สองว่าเป็นผู้ถูกลงโทษ นำไปประหารนั่นเอง ชัดแล้วนะ

การพิพากษาครั้งที่สอง คือสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการบังเกิดใหม่ คือยังไม่เชื่อพระเจ้า ยังไม่ได้เป็นคริสเตียนนั่นเอง เพราะฉะนั้น คริสเตียนไม่ต้องมายืนอยู่ต่อหน้าการพิพากษาแล้ว  เพราะเขาพ้นโทษไปแล้ว  สำหรับผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว  ที่ได้ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในสวรรค์ กลับมาคืนดีกับพระเจ้า ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว  เขาไม่ต้องได้รับการพิพากษานี้อีกแล้ว ไม่มีการพิพากษาครั้งที่สอง ไม่มีการนำไปประหารชีวิตอีกแล้ว  เขาย้ายมาตั้งแต่แรกแล้ว  พอจะเห็นภาพไหม?

เพราะฉะนั้น การพิพากษาเมื่อสักครู่ที่เราอ่านในหนังสือวิวรณ์ บทที่ 20 นี้  จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับผู้คน ที่ยังไม่ได้รับการบังเกิดใหม่ ยังไม่เชื่อเท่านั้น  ย้อนกลับไปอ่านในหนังสือยอห์น 3:18 ที่บอกว่า … คนที่วางใจในพระบุตรจะไม่ถูกพิพากษา คนที่วางใจในพระเยซูคริสต์ ตอนที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อยู่ ยังอยู่ในร่างกายนี้อยู่ จะไม่ถูกพิพากษาครั้งที่สอง ครั้งแรกถูกพิพากษาไปแล้ว ครั้งที่สอง ไม่ต้องถูกพิพากษาอีก  เพราะว่าเขาย้ายที่แล้ว  เขาบังเกิดใหม่แล้วนั่นเอง  เขาเป็นอิสระแล้ว  ส่วนคนที่ไม่ได้วางใจในพระเยซูคริสต์ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว ข้อ 18 บอกตรง ชัด สำหรับคนที่ไม่ได้วางใจ ไม่ได้ย้ายมา ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น เมื่อวิญญาณออกจากร่างไป ก็ถูกลงโทษอยู่แล้ว  ต้องถูกนำไปประหารนั่นเอง  เพราะเขาไม่ได้วางใจในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า นี่ชัดเจนเลย  ผมจะพยายามค่อยๆ ไปทีละนิด  ให้ท่านเห็นชัดเจน เห็นถึงความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ ความสำคัญขนาดความเป็นความตาย  พระเจ้าจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และทุกข์ใจมาก วิงวอนให้รับเอาความรัก ความเข้าใจนี้เข้าไปในจิตวิญญาณของเขา ให้เขาเปิดใจต้อนรับพระเยซู

ในวิวรณ์ที่บอกว่า “ข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตายทั้งผู้ใหญ่ ผู้น้อยยืนอยู่ต่อหน้าพระที่นั่ง”

“บรรดาผู้ตาย” ตรงนี้ หมายถึงผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่ได้บังเกิดใหม่  เมื่อยังไม่ได้บังเกิดใหม่ เขาก็ยังคงตาย อยู่ในความบาปของเขา ในอาดัม ซึ่งเป็นเชื้อมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเขา คืออาดัมนั่นเอง  ไม่เคยได้รับความรอด คือไม่เคยได้เชื่อและได้รับความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์เลย ซึ่งต้องมายืนอยู่ต่อหน้าพระที่นั่ง เพื่อรับการพิพากษาตัดสินครั้งสุดท้าย  นำไปลงโทษนั่นเอง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งที่สอง  เป็นนิรันดร์จากนั้น ถ้าถูกลงโทษ ถึงความตาย ก็ไปอยู่ในความตายนิรันดร์ เขาก็อยู่ในความพินาศนิรันดร์ พระคัมภีร์บอก ไปอยู่ในที่ซึ่งไม่มีพระเจ้า อยู่ในความทุกข์ทรมาน บนโลกใบนี้ ก็ทุกข์ทรมานมากพออยู่แล้ว  แต่ทุกข์ทรมานไม่นิรันดร์ มีจำนวนปีอยู่ แต่ถ้าเขาตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว ไปอยู่ในวิญญาณ  การถูกประหาร การถูกตัดสินให้อยู่ในความพินาศ มันเป็นนิรันดร์กาลเลย ทุกข์ทรมานมาก  พระเจ้าจึงห่วงใยมนุษย์มากยิ่งนัก

คราวนี้เรามาดู สำหรับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระบุตร  ได้ย้ายจากเผ่าพันธุ์เดิมมาสู่เผ่าพันธุ์ใหม่ในพระเยซูคริสต์ มาเป็นลูกของพระองค์ รับการกลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ดูสิว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่าง อะไรเกิดขึ้น? วิวรณ์ 21:1-4 เป็นของเขา …

วิวรณ์ 21:1-4 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้ เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงาม รอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ ที่ประทับของพระเจ้า มาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขา และเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขาจะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

 

ผู้ที่วางใจ เชื่อในพระเยซูคริสต์ ต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ได้บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้า  ได้เข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ตั้งแต่มีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อวิญญาณออกจากร่างไป วิญญาณก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์เหมือนเดิม แต่เขาจะได้รับร่างกายใหม่  ร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ไม่ต้องตาย ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน  นึกภาพออกใช่ไหม เหมือนร่างกายของพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย และเมื่อได้รับร่างกายใหม่นี้แล้ว เขาก็อยู่ในโลกใหม่นี้ด้วย ฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไป  บนโลกใบนี้จบสิ้นไปแล้ว  ไม่มีความบาปอีกต่อไป  เจ้าของความบาป ต้นเหตุของความบาป  คือมารซาตาน ก็ถูกจับโยนไปในบึงไฟนรก ท่านพอจะมองภาพออกไหม? มีโลกใหม่ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งไม่ใช่โลกเดิมอีกต่อไปแล้ว  และเขาจะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าอย่างนี้ชั่วนิรันดร์

ในนี้บอกว่า “พระองค์จะซับน้ำตาทุกหยดของพวกเขา”

ความทุกข์ลำบากที่เคยเกิดขึ้นกับเราตอนเป็นมนุษย์ เมื่อเราเข้าไปอยู่ในวิญญาณ พระเจ้าจะมาปลอบโยน มีสุขแล้ว นึกถึงภาพเมื่อเราออกจากร่างไปอยู่ในโลกวิญญาณ เราจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า พระองค์จะเข้ามากอดเรา อันนี้เราจะดีใจขนาดไหน?

“จะไม่มีความตาย  หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้” ร่างกายไม่ต้องตาย ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องกลัวโควิด หรือโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ไม่ต้องกลัวมะเร็ง ไม่ต้องกลัวอุบัติเหตุ ไม่ต้องกลัวอะไรต่อไปอีกแล้ว  เพราะได้รับร่างกายใหม่ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีเหมือนพระเยซู ไม่มีการร่ำไห้  ไม่มีการเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป  เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว ระบบเก่า คือระบบคำสั่งสาปแช่ง  อยู่ในความบาป อยู่ในสวนเอเดน  ที่ล่มสลายไปแล้ว อยู่ในความวิปริต อยู่ในความชั่วร้าย  ซึ่งครอบครองอยู่เหนือโลกใบนี้ ซึ่งบัดนี้มันได้สูญสิ้นไปแล้ว มันได้จบไปแล้ว วันหนึ่งข้างหน้า โลกใบนี้จะสูญสิ้น ความบาป ความชั่วร้ายต่างๆ จะสูญสิ้นลงทั้งหมด แต่วิญญาณของมนุษย์จะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถานหรือไม่? หรือจะไปอยู่ในที่เดิม สูญสิ้นไปกับโลกใบนี้หรือเปล่า?  ขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นตัดสินใจเลือกที่อยู่ในสวรรค์ หรือเลือกที่จะอยู่ในความพินาศนั้นนิรันดร์ทั้งคู่ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น

เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระบุตร คือพระเยซู ได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลในเรื่องการพิพากษาอีกต่อไป เพราะการพิพากษานี้ มันจบสิ้น ไปแล้ว สำหรับเรา เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว เราได้รับการอภัยแล้ว พระเยซูแบกรับโทษของความบาปของเราไปหมดแล้ว  เราใช้สิทธิของเราแล้ว เราหมดหนี้ หมดกรรมแล้ว  เราไม่ต้องใช้หนี้กรรม หนี้โทษอะไรอีกต่อไป เราไม่มีความผิดบาป ไม่ได้ถูกลงโทษพิพากษาตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว

เมื่อเราตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เราไม่ได้อยู่ในความบาป ไม่ได้อยู่ภายใต้การถูกพิพากษาลงโทษอีกแล้ว ตั้งแต่มีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ ก็ไม่ได้ถูกลงโทษอีกแล้ว  พระคัมภีร์บอกว่าไม่มีการลงโทษใดๆ  สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์อีกต่อไปแล้ว ฮาเลลูยา ไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ อยู่ในกฎวิญญาณของพระเยซูคริสต์ กฎของความรอดในพระเยซูคริสต์ ด้วยความเชื่อเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการกระทำของตนเอง เรารอดแล้ว และเป็นความรอดที่ได้รับตั้งแต่ตัดสินใจ ตอนนี้ ลมหายใจตอนนี้ และรอดไปจนกระทั่งถึงนิรันดร์ นี่มันเป็นอย่างนี้ ในหนังสือ 1 ยอห์น 1:17 จึงได้บันทึกไว้อย่างชัดเจน อย่างนี้ว่า …

1 ยอห์น 4:17 “แบบนี้สิ ความรักของพระเจ้าถึงสำเร็จ ตามเป้าหมายของพระองค์ในพวกเรา เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ก็เพราะชีวิตจิตวิญญาณ ที่เรามี ขณะที่อยู่ในโลกนี้นั้น เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่เหมือนกับชีวิตจิตวิญญาณของพระคริสต์”

 

“มันต้องอย่างนี้สิ มันต้องแบบนี้”  พระเจ้าทำให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เราเปิดใจต้อนรับสิทธิของเรา และใช้สิทธิของเราเข้ามาบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ ตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ จากความตายในวันที่สามเหมือนพระเยซูคริสต์ ได้บังเกิดใหม่เหมือนพระเยซูคริสต์ ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตั้งแต่ตัดสินใจเชื่อไปเรียบร้อยแล้ว  หมายถึงอย่างนั้น

พอเป็นอย่างนั้นแล้ว เราก็มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ในวันพิพากษาครั้งที่สอง ครั้งสุดท้าย คือครั้งที่วิญญาณมนุษย์ออกจากร่างไป  พบกับโลกวิญญาณ เราไม่ต้องพบกับการพิพากษา ถึงวันนั้น เพราะว่าเราบริสุทธิ์สะอาด เราไม่ได้ถูกลงโทษตั้งแต่ก่อนตาย เพราะเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว  เราก็เป็นลูกพระเจ้าเหมือนเดิม เราก็ไม่ต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าการพิพากษา เพราะไม่มีการพิพากษาลงโทษเราอีกต่อไป  จากโลกนี้ไป เราก็ไปอยู่ในสวรรค์เลย  ไม่มีการมาพิพากษาเราอีกแล้ว  มันหมายถึงอย่างนั้น

และในนี้ยังบอกอีกว่าเพราะขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ชีวิตของเรา ก็เป็นชีวิตเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว ชัดเจนไหม? เพราะชีวิตจิตวิญญาณ ที่เรามี ขณะที่อยู่ในโลกนี้นั้น เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่เหมือนกับชีวิตจิตวิญญาณของพระเยซูคริสต์ เราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว พระเยซูคริสต์ต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าการพิพากษาหรือ? เปล่าเลย  ไม่จำเป็นอีกแล้ว เรามีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเท่าๆ กันกับพระเยซูคริสต์ มันหมายถึงอย่างนั้น พระเยซูจึงเรียกว่าพี่น้อง พ่อแม่ เพราะว่าเราเป็นพี่น้องร่วมกับพระองค์ ในครอบครัวของพระบิดา  ก็คือพระเจ้า เราเป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้าเดี๋ยวนี้เลยทันที ตอนที่อยู่บนโลกใบนี้ เราก็เป็นอย่างนี้แล้ว  เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระองค์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด กลับคืนดีกับพระเจ้า ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้  มันเกิดขึ้นแล้ว และเมื่อจากโลกนี้ไป เข้าสู่มิติทางโลกวิญญาณ มันก็จะเป็นจริงตามนี้แหละ จริงกว่านี้อีก ชัดกว่านี้อีก เพราะจะเห็นชัดเจนเลย เมื่อเรารู้อย่างนี้  เราพร้อมที่จะเจอพระเจ้า พระเยซูเร็วๆ เราก็มีความกระตือรือร้น  ตื่นเต้น ที่จะออกจากร่างกายนี้  ก็คือที่จะตายจากโลกใบนี้ไป เราจึงไม่กลัวตาย  เราจึงตื่นเต้นว่าเราจะได้พบกับพระเจ้าหน้าต่อหน้า  เราจะได้พบกับโลกใหม่ เราจะได้รับร่างกายใหม่  ที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน  ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของความบาป ไม่ต้องถูกล่อลวงให้ทำบาป  ไม่ต้องถูกความทุกข์ทรมาน ไม่ต้องอดอยาก ไม่ต้องลำบากลำบน ไม่ต้องพบกับโรคภัยไข้เจ็บ ความเจ็บปวดอะไรอีกต่อไป  ใช่ไหม? เราก็ตื่นเต้นในสิ่งเหล่านี้  เพราะเรามั่นใจกับการอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน ตั้งแต่ตอนนี้ มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เดี๋ยวนี้แล้ว เราก็รู้ว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว  มันก็เกิดความตื่นเต้นและไม่กลัว  แล้วเรารู้ว่าเราจะอยู่กับพระเจ้าอย่างนี้ชั่วนิรันดร์กาล เมื่อถึงวันพิพากษาเราก็ไม่ต้องมาพบกับการลงโทษครั้งสุดท้าย อย่างที่คนที่ไม่เชื่อเขาจำเป็นต้องพบ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปพบแล้ว เพราะเราได้รับความรอดเรียบร้อยแล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูแล้ว เราเป็นคนในครอบครัวของพระเยซูแล้ว

พระเยซูจึงตรัสว่า … “เราไม่รู้จักเจ้า ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับเจ้าเลย”  เมื่อถึงวันนั้น วันที่ออกจากร่างไป

คนก็จะบอกว่า … “พระเยซูผมทำดีอย่างนั้น ทำดีอย่างนี้ ทำดีอย่างนั้น”

พระเยซูบอกว่า … “ถ้าอยู่บนโลกใบนี้ เจ้ายังไม่วางใจในเรา ยังไม่เปิดใจต้อนรับเราเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นพระผู้ไถ่บาป  เราก็ไม่รู้จักเจ้าเลย เพราะเจ้าอยู่คนละขั้วกับเรา อยู่คนละครอบครัว อยู่คนละเผ่าพันธุ์ จะรู้จักกันได้อย่างไร? ความพินาศกับชีวิตนิรันดร์จะอยู่กันได้อย่างไร? ความมืดกับความสว่างจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? ความดีกับความชั่วจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร?  มันเป็นไปไม่ได้ เราไม่รู้จักเจ้าหมายถึงอย่างนี้  เจ้าจะต้องตัดสินใจ กลับคืนดีกับพระเจ้า  ด้วยการเชื่อและวางใจเราว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น  เจ้าจึงสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้า  มาบังเกิดใหม่และเป็นหนึ่งในครอบครัวเดียวกันกับเรา เราจะได้รู้จักเจ้าตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย รู้จักเจ้าตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย

ในทางวิญญาณ พอเราเปิดใจรับเชื่อ พระเยซูก็เข้ามาสถิตอยู่กับเรา  ทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน  รู้จักตั้งแต่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว  เพราะฉะนั้น พระประสงค์ ความต้องการของพระเจ้า มีอย่างเดียวเท่านั้น ต้องการให้มนุษย์เปิดใจ  วางใจในพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด ที่พระองค์ทรงเปิดทางไปสู่สวรรค์ ด้วยการบังเกิดใหม่ เข้าสู่สวรรค์เลย  ณ บัดนี้  พระองค์จึงกระตือรือร้นต้องการ วิงวอนให้มนุษย์ทุกคนรู้ความจริงนี้ แล้วรับสิทธิของเขา  ในการบังเกิดใหม่นี้  ไม่พึ่งพาในการกระทำของตนเอง  หรือความคิด ความเข้าใจ หรือเหตุผลของตนเอง แต่จงวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ สุดความคิด สุดกำลัง ไม่พึ่งพาความรอบรู้เหตุผลต่างๆ อันโน้น อันนี้ บนโลกใบนี้อีกเลย เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราต้องรีบตัดสินใจเดี๋ยวนี้เลย ใน 2 โครินธ์ 5:19-21 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

2 โครินธ์ 5:19-21 “19 พระเจ้าเองทำให้คนในโลกนี้กลับมาคืนดีกับพระองค์ โดยผ่านทางพระคริสต์ และยกโทษบาปให้กับพวกเขา พระองค์ได้มอบเรื่องการกลับคืนดีนี้ให้กับเรา เพื่อไปบอกคนอื่นๆ ต่อ 20 ดังนั้น เราจึงทำงานเป็นทูตของพระคริสต์ เพราะเชื่อมั่นว่าพระเจ้ากำลังขอร้องพวกคุณผ่านทางเรา เราขอวิงวอนคุณแทนพระคริสต์ว่า “กลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด” 21 พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาป เพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า”

 

“พระเจ้าเองทำให้คนทั้งโลกกลับมาคืนดีกับพระองค์ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ และยกโทษบาปให้พวกเขาเรียบร้อยไปแล้ว นี่คือข่าวดีมากๆ เลย กลับมาหาพระองค์เถิด เราขอวิงวอนคุณ แทนพระคริสต์ว่า “กลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด” พระเจ้าผู้กระทำให้พระองค์ ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาป เพื่อเรา คือทำให้พระเยซูเป็นบาป รับบาปแทนเรา  เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า  เป็นคนดี เป็นลูกของพระเจ้าได้ บังเกิดใหม่ได้นั่นเอง เข้ามาอยู่ในสวรรค์ได้นั่นเอง”

… มีหญิงชราคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเครื่องบิน      ปรากฏว่าเครื่องบินประสบกับวิกฤติ เครื่องยนต์เสียไป 1 เครื่อง เครื่องบินกำลังดิ่งลงข้างล่าง  กัปตันก็กำลังพยายามหาทางที่จะแก้ไขอยู่ ผู้โดยสารเต็มลำ กรีดร้องจ้าละหวั่น กลัวไปหมด  คุณยายท่านนี้ก็นั่งอยู่ หลับตา แล้วก็ยิ้ม

เจ้าหน้าที่ก็เข้าไปถามคุณยายว่า … “คุณยายทราบไหมว่าตอนนี้ กำลังเกิดอะไรขึ้น?”

เห็นคุณยายไม่ลืมตา แล้วก็นั่งยิ้มอยู่

คุณยายลืมตา แล้วก็บอกว่า … “ทราบค่ะ ทราบทุกอย่าง”

“แล้วทำไมคุณยายไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย  คุณยายกำลังทำอะไรอยู่”

คุณยายก็บอกว่า … “ฉันกำลังยิ้ม คิดอยู่ในใจ”

“คุณยายคิดอะไรล่ะ คิดว่าเครื่องบินกำลังจะตกไหม? กำลังอธิษฐานกับพระเจ้าให้เครื่องบินไม่ตกใช่ไหม?”

คุณยายบอก … “เปล่าหรอก  ฉันกำลังคิดว่าฉันจะไปพบหน้าพระเยซูคริสต์ และพบกับญาติพี่น้องคนอื่นๆ ที่ได้วางใจในพระเยซู ที่เข้าไปอยู่ในสวรรค์ก่อนหน้าฉัน  ฉันก็คิดถึงพวกเขาเหมือนกัน ฉันกำลังคิด ตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้ไปพบกับพระเยซู พบหน้าพระเจ้า และพบพี่น้องที่เขาไปก่อนหน้านี้  แต่ขณะเดียวกัน  ฉันกำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าฉันก็กำลังเป็นห่วงบรรดาผู้คนที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ยังไม่รู้จักความจริง ที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฉันก็กำลังคิดในใจว่าฉันจะไปเป็นพยานในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร?  พระเจ้าจะใช้ฉันอย่างไรในการเป็นพยานในเรื่องเกี่ยวกับการเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ หลังจากรอดอย่างปาฏิหาริย์จากเครื่องบินตกครั้งนี้  ฉันกำลังคิดว่าฉันจะไปทางไหนดี มันดีทั้งคู่ ฉันจะได้มีโอกาสประกาศข่าวดี”

ปรากฏว่าอะไรดีกว่า มันดีทั้งคู่ แล้วแต่พระเจ้า

นี่คือผลของผู้ที่ย้ายมาอยู่ในพระเยซูคริสต์ มาคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ต้อนรับคำเชิญของพระเจ้า คือกลับคืนดีกับพระเยซูคริสต์ กลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว  มาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้วนั่นเอง เพราะฉะนั้น เทียบกันในขณะนี้ ในขณะที่โลกกำลังอยู่ในความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวง ในเรื่องเกี่ยวกับเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น? ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร?  จะตาย จะเป็น จะกิน จะอยู่อย่างไร?  ลำบากขนาดไหน? ถ้าท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์ วางใจในพระบุตร ท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว  ท่านเข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว

ท่านก็จะมีความคิดว่าไม่ติดเชื้อ … ไม่ติดเชื้อ ท่านก็ขอบคุณพระเจ้า  ที่ปกปักษ์คุ้มครอง ดูแลเมตตาไม่ติดเชื้อ แล้วถ้าเกิดติดเชื้อขึ้นมาล่ะ ก็ขอบคุณพระเจ้า  ได้เป็นพยานทางฝั่งพระเจ้า  ก็ว่ากันไปตามขบวนการการรักษา และถ้าติดเชื้อถึงตายล่ะ  ก็ขอบคุณพระเจ้า เพราะจะได้เข้าไปพักผ่อนอยู่ในสวรรค์ เห็นหน้าพระเจ้ากับพี่ๆ น้องๆ อีกหลายๆ คน ญาติพี่น้องที่เชื่อพระเจ้าและจากไปก่อนหน้านี้แล้ว จะได้เจอทักทายกัน และจะไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์กาล

เห็นไหม? ได้หมดเลย  ได้ทุกสถานการณ์ ข้อสำคัญ ก็คือเมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเดี๋ยวนี้เลย  ขณะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าพระเยซู และพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค จะเข้ามาสถิตกับเราในร่างกายของเราเดี๋ยวนี้เลย วินาทีนี้เลยทันที เราจะไม่ต้องเดินคนเดียวอีกต่อไป  พระเจ้าจะจูงมือเราเดิน แม้ว่าโลกใบนี้จะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน  เต็มไปด้วยความชั่วร้าย  แต่พระเจ้าจะนำพาเราเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช ผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นไปด้วยกันกับพระองค์ จะไปกลัวอะไรล่ะ เดินไป มีเป้าหมาย เพื่อปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ประกาศข่าวดี  และเดินไปด้วยความมั่นใจในความรักของพระเจ้า ที่อยู่กับเรานิรันดร์ และเราอยู่ในสวรรค์แล้ว  และจะอยู่ในสวรรค์กับพระองค์นิรันดร์กาลนั่นเอง ก็แค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้นเอง

บทเพลงที่จบสุดท้ายในวันนี้  ก็จะเป็นบทเพลงนี้แหละ ที่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็ไม่ต้องกลัวอะไร? นี่คือปัจจุบันของเรา ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างนี้  และอนาคตของเรา ก็คืออยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถานนิรันดร์กาลนั่นเอง

“เมื่อเดินผ่านหุบเขาเงาความตาย               ไม่กลัวพระเจ้าทรงอยู่ด้วย

คฑาและธารพระกรปลอบโยน                  พระองค์สถิตอยู่ชูช่วย

แท้จริงความดี ความรักมั่นคง                    จะติดตามข้าตลอดไป

และข้าจะอยู่ในพระนิเวศน์                         พระเจ้าของข้าเสมอไป”

เห็นไหมครับ? แม้จะเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราชบนโลกใบนี้ ซึ่งแน่นอนความทุกข์ยากลำบาก ความชั่วร้ายบนโลกใบนี้ ที่วิปริต มันกำลังสูญสิ้นไปทั้งหมด แต่เราสูญสิ้นไปกับมันไหม? สูญสิ้นไปแค่ร่างกายนี้เท่านั้น แต่วิญญาณจิตพระเจ้าสถิตอยู่ข้างใน และวันหนึ่ง เราจะได้รับร่างกายใหม่  เราไม่ได้สูญสิ้นไปกับมันเลย ไม่ได้พินาศไปพร้อมกับมัน เพราะเราย้ายข้างไปอยู่ในสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าแล้วตั้งแต่เดี๋ยวนี้  และพระเจ้าจะนำเราไปสู่ชีวิตนิรันดร์ ความรัก ความดีงามของพระองค์จะอยู่กับเราไปจนกระทั่งถึงนิรันดร์กาล

นี่คือสิ่งดี และดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด จึงเรียกว่า Amazing Grace พระคุณอันอัศจรรย์ใหญ่หลวง ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  ร้องด้วยความมั่นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเดี๋ยวนี้และไปถึงนิรันดร์อีกครั้งหนึ่ง

“เมื่อเดินผ่านหุบเขาเงาความตาย               ไม่กลัวพระเจ้าทรงอยู่ด้วย

คฑาและธารพระกรปลอบโยน                  พระองค์สถิตอยู่ชูช่วย

แท้จริงความดี ความรักมั่นคง                    จะติดตามข้าตลอดไป

และข้าจะอยู่ในพระนิเวศน์                         พระเจ้าของข้าเสมอไป”

พระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

“พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกาย บนไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย”   (1 เปโตร 2:24)

 

เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว  วิญญาณเราได้รับการรักษาให้หายแล้ว คือวิญญาณเราไม่มีบาปหลงเหลืออ ยู่แล้ว แต่เนื้อหนังในร่างกายของเรา ยังคงมีเชื้อบาปอยู่ และอาจจะหันไปทำบาปได้อีก แต่เราก็ยังคงมั่นใจได้ ถึงความรอดทางวิญญาณที่เราได้รับมาแล้ว

 

คือทางฝ่ายร่างกาย เรายังคงเป็นคนบาป แต่ในทางวิญญาณ เราได้เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว  เราไม่เป็นคนบาป (ฝ่ายวิญญาณ)  อีกต่อไปแล้ว เราได้รับชีวิตนิรันดร์แน่นอนแล้ว

 

พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูได้แบกรับเอาบาป (ทางวิญญาณ) ของเราออกไปหมดแล้ว … แต่ทางเนื้อหนัง เราก็ยังคงมีเชื้อบาปอยู่ และเชื้อบาปทางเนื้อหนัง ก็จะแสดงอาการของความบาปออกมา  ผ่านทางความคิด จิตใจ  คำพูด  การกระทำ

 

แล้วเมื่อไหร่  ที่เราเผลอไปทำบาปตามเนื้อหนัง  พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พระเจ้าประทานให้มาสถิตอยู่กับ เรา ก็จะช่วยเรา  ย้ำยืนยันในถ้อยคำของพระเจ้า ให้เรามั่นใจว่าเราได้รับการอภัยแล้ว  วิญญาณเราไม่มีเชื้อบาปแล้ว  พระเยซูทรงเอาออกไปหมดแล้ว  พระองค์ทรงแบกรับแทนเราหมดแล้ว และพระวิญญาณก็จะค่อยๆ นำพาเรา ขัดเกลาชีวิตเรา ให้ทำบาปน้อยลง  (เราไม่ต้องรับโทษของความบาปทางวิญญาณอีกแล้ว แต่ผลหรือโทษของการกระทำบาปทางฝ่ายร่างกาย ทางโลก เราก็ยังคงต้องรับอยู่นะครับ คนละเรื่องกัน)

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า … “เหตุฉะนั้น บัดนี้ จึงไม่มีการลงโทษ แก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต  ได้ปลดปล่อยท่าน  ให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย”  (โรม 8:1-2)

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1306

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  4 เมษายน  2021

 เรื่อง “พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันเป็นขึ้นด้วย  ฉลองการเป็นขึ้นจากความตาย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้เป็นวันอีสเตอร์ ก็เป็นการระลึกถึงการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ วันนี้ก็เลยมีหัวข้อเรื่องว่า “พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันก็เป็นขึ้นด้วย ฉลองการเป็นขึ้นจากความตาย” ฉลองการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู เรารู้อยู่แล้ว ทั่วโลกก็รู้ แต่ฉลองการเป็นขึ้นจากความตายของตัวฉันด้วย ที่เชื่อในเรื่องนี้

เพราะฉะนั้นเพลงที่ตะกี้ร้อง ควรจะเป็นเนื้อที่ผมแก้มาให้ เราต้องจำได้ ต่อไปนี้ ร้องเพลงนี้ 2 เนื้อให้มันครบถ้วนบริบูรณ์ …

“เป็นขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว พระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว

เป็นขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว ฉันก็เป็น ขึ้นพร้อมพระองค์”

ตะกี้เห็นคนที่ร้อง แล้วก็ยกมือขึ้นมา  เยี่ยมเลย  ร้องอีกทีหนึ่ง แล้วก็ยกมือขึ้นมา ตอนนี้เราต้องการย้ำยืนยันและสถาปนาความจริงลงมาในชีวิตของเรา  และผู้คนรอบข้าง เป็นการประกาศข่าวดีไปในตัวว่า …

“เป็นขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว พระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว  (อ้าวชูมือขึ้นมาเลย)

เป็นขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว ฉันก็เป็น ขึ้นพร้อมพระองค์” เอเมน

พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว วันหนึ่งเราคงได้ไปสวรรค์มั้ง  ก็ดี ก็ขอบคุณพระเจ้า  แต่ถ้ารู้ความจริง ลึกไปกว่านั้น  พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว เป็นเหตุให้ฉันเป็นขึ้นกับพระเยซูด้วย  อันนี้เกี่ยวกับตัวเรา เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตัวเราแล้ว เราก็จะตื่นเต้นมากขึ้น  จริงไหม? มนุษย์เราก็อย่างนี้แหละ อะไรที่เกี่ยวกับเรา เราก็จะสนใจมากกว่า

วันนี้เรามาเฉลิมฉลอง วันประกาศชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุด  แห่งประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ทำไมเราจึงเรียกวันอีสเตอร์ว่าวันประกาศแห่งชัยชนะ ก็เพราะว่าถ้ามีการประกาศแห่งชัยชนะ ก็แสดงว่าก่อนหน้านั้น มีสงคราม ถูกไหม? มีการต่อสู้เกิดขึ้น  แล้วปรากฏว่าพระเยซูเป็นฝ่ายชนะ  พระเยซูจึงสั่งให้เราไปประกาศเรื่องนี้กับมนุษย์ทุกคนให้รู้ว่าชัยชนะเป็นของพระเยซู และเป็นของเรา มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ด้วย

ถ้าจะเล่าให้ท่านฟังเป็นภาพที่เกิดขึ้นถึงเรื่องสงคราม ที่ก่อนหน้านี้ ก่อนที่พระเยซูจะได้รับชัยชนะ  สงครามเกิดขึ้นอย่างไร?  ผมจะเปรียบเทียบเรื่องนี้ ตามเรื่องราวแบบพระคัมภีร์ … พระคัมภีร์พระเจ้าจะบอกแผนการอะไรต่างๆ ของพระองค์ด้วยการเผยพระวจนะ … เผยพระวจนะเป็นเรื่องเป็นราว และเล็งให้เห็นว่าเรื่องราวเหล่านี้  เล็งถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์จะกระทำ ในอนาคต

เพราะฉะนั้น การต่อสู้ในศึกครั้งนี้ ที่ทำให้พระเยซูเป็นฝ่ายชนะ  และมนุษย์เป็นฝ่ายชนะ  ผมตั้งชื่อศึกนี้ว่า “ศึกมหากาฬฝ่ายวิญญาณ” คือใหญ่ที่สุดแล้ว  ในโลกวิญญาณ สำหรับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่าง 2 ค่ายยักษ์ …

ค่ายยักษ์ที่หนึ่ง ก็คือมนุษยชาติ ซึ่งมีหัวหน้า ก็คือพระเจ้าของเรา ส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์เข้ามา เพื่อต่อสู้แข่งขันกับค่ายต่อมา ซึ่งมีเป้าหมาย ที่ต้องการปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของมาร ของความบาปและความตาย

ค่ายที่สอง แน่นอน ก็คือค่ายของมารซาตาน เจ้าของค่าย ก็คือมาร ก็คือซาตาน ส่งความบาปและความตายเข้ามาเป็นตัวแทนของมัน  เพื่อมาต่อสู้กับพระเยซูคริสต์ ตัวแทนของมนุษยชาติทั้งปวงนั่นเอง  เป้าหมายของมาร ก็คือต้องการฆ่า ขโมย และทำลาย ต้องการให้มนุษย์ยังอยู่ใต้อำนาจของมันเหมือนเดิม พอจะมองเห็นภาพนะ

            … สรุปศึกมหากาฬในโลกวิญญาณ …

            ค่ายที่ 1 ค่ายมนุษยชาติ … เจ้าของค่าย คือพระเจ้า ส่งพระบุตร คือพระเยซู ลงแข่ง โดยมีเป้าหมาย  เพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอด

            ค่ายที่ 2 ค่ายมารซาตาน … เจ้าของค่าย คือหัวหน้ามาร ส่งความบาปและความตาย ลงแข่ง โดยมีเป้าหมาย เพื่อทำลายล้างมนุษยชาติ

ก่อนที่จะได้รับชัยชนะ สงครามนี้เกิดขึ้นอย่างไร? ในโลกวิญญาณเป็นอย่างนั้นนะ นี่รวบรวม เรื่องราวทั้งพระคัมภีร์เดิมทั้งเล่มมาย่อสั้นๆ เป็นเรื่องเล่าให้ฟัง พอเห็นภาพแล้วนะว่าสงครามการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างใครกับใคร? นึกในใจ ระหว่างหัวหน้ามาร ซึ่งกำลังพยายามต่อสู้กับพระเจ้า เหมือนเดิม ซาตานเป็นศัตรูกับพระเจ้า มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ และมันต้องการล้มล้าง ต้องการทำอะไรก็ได้ที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า และเดิมพันการต่อสู้ครั้งนี้ ก็คืออิสรภาพของมนุษยชาติ

ถ้าพระเยซูชนะ มวลมนุษย์ก็เป็นอิสระจากความบาปและความตาย และถ้าพระเยซูแพ้ มนุษย์ก็พ่ายแพ้ด้วย ก็ยังคงอยู่ใต้อำนาจของความบาปและความตายอยู่ นี่คือเดิมพัน

เราเล่าย้อนไปตั้งแต่เริ่มต้นของศึกสงครามนี้ ซึ่งเริ่มต้นตอนที่พระเจ้าได้สร้างโลกมนุษย์ใหม่ๆ และมวลมนุษย์มีหัวหน้า มีเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่าอาดัมกับเอวา อาดัมพ่ายแพ้การล่อลวงของมาร ไปมอบโลกใบนี้ให้กับมาร มอบสิทธิอำนาจ ตกเป็นทาสของมารตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรียกว่ามวลมนุษยชาติตกไปเป็นทาสของมาร และพระเจ้าก็วางแผนการ ที่จะช่วยเหลือมนุษย์ ให้กลับคืนมาหาพระองค์ หลุดจากการเป็นทาสมาร เป็นทาสของความบาปและความตาย พระองค์ทรงวางแผนไว้ และแผนการนั้นได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ในหนังสือปฐมกาล 3:15 เรามาอ่านร่วมกันตรงนี้  ตั้งแต่เริ่มต้น ปฐมกาลในพระคัมภีร์เดิมเลย …

ปฐมกาล 3:15 “เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ”

 

นี่คือแผนการของพระเจ้าที่วางไว้ว่าจะส่งพระบุตรของพระองค์มาช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้รอดพ้นจากการเป็นทาสของมารที่ตกลงไป ที่อาดัมพ่ายแพ้มาร พระเจ้าวางแผนการที่จะช่วยเหลือมวลมนุษยชาติกลับมาใหม่ พงศ์พันธุ์ของหญิงที่ตะกี้เราอ่าน

“พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ”

คำว่า “เจ้า” ตรงนี้ ก็คือ “มาร” ที่ได้ล่อลวงอาดัมและเอวา ให้กบฏต่อพระเจ้า เป็นศัตรูต่อพระเจ้าด้วยความบาปและความตาย ตกลงไปในความบาปและความตาย  รวมทั้งเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ เรียกว่ามนุษย์ตกลงไปในความบาปและความตาย เป็นทาสของมาร

“พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก” เล็งถึงผู้ที่เป็นหัวหน้าค่าย คือพระเจ้าส่งมา เพื่อทำลายล้างอำนาจของมาร ความบาปและความตายให้หมดสิ้นไปนั่นเอง “พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก” เล็งถึงพระเยซูคริสต์

และต่อมาบอกว่า “เจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ” หมายถึงความพยายามครั้งแล้ว ครั้งเล่าของมารซาตาน  ที่จะเอาชนะตัวแทนของมนุษย์ที่พระเจ้าจะส่งมา ตั้งใจไว้อย่างนั้น  จะเอาชนะให้ได้ ซึ่งพอพระเยซูมา  มันก็ทำได้แค่ ทำให้ส้นเท้าของพระเยซูฟกช้ำ ต่างกันเยอะเลยนะ ระหว่าง “หัวแหลก” กับ “ส้นเท้าฟกช้ำ”

นี่คือแผนการของพระเจ้า เจ้าของค่ายมนุษยชาติได้เตรียมไว้ สำหรับการป้องกัน ช่วยเหลือมนุษยชาติให้รอดพ้นออกมา จากการเป็นทาส และเมื่อถึงเวลาตามแผน ในหนังสือกาลาเทีย 4:4 บอกว่า  …

“เมื่อถึงกำหนดเวลา พระเจ้าก็ส่งพระบุตรของพระองค์ ลงมาเกิดในหญิงพรหมจารี ชื่อแมรี่”

ก็คือพูดถึงพระเยซู เมื่อถึงกำหนดเวลา พระเจ้าก็ประกาศชื่อว่าบุคคลที่จะมาสู้ด้วย  ตั้งแต่ปฐมกาลที่เขียนไว้นั้น  คือพระบุตรของพระองค์เอง เป็นตัวแทนในการต่อสู้กับความบาปและความตาย ซึ่งชื่อของพระองค์นั้น ก็คือ “พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า”

ทำไมต้องบอกพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่พระเยซูเฉยๆ  คำว่า “พระเยซู” แปลว่าผู้ช่วยให้รอด “คริสต์” แปลว่าคนที่ถูกเจิมตั้งไว้  คนที่พระเจ้าจะใช้  ให้มาช่วยมนุษย์ให้รอด  จึงเรียกว่าพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า

คราวนี้เริ่มต้นต่อสู้แล้ว  ตัวแทนมาปรากฏแล้ว  รอมาตั้งนาน รอมาหลายพันปี จนถึงกำหนดเวลา  พระเยซูพร้อม พระเจ้าพร้อม ส่งพระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์  เริ่มต้นยกแรก …

ค่ำวันพฤหัส ก่อนวันศุกร์ประเสริฐ ก่อนที่เขาจะจับพระเยซูไปตรึงที่ไม้กางเขน  นั่นคือเริ่มยกที่ 1  พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ ดำเนินชีวิตมา 30 ปี ไม่ได้ทำอะไรเลย  เริ่มปีที่ 31 – ปีที่ 33  ก่อนถูกตรึง พระองค์เริ่มประกาศข่าวดี เรื่องที่เราเล่ากันอยู่นี้ เรื่องที่พระเจ้าส่งพระองค์มาช่วยเหลือมนุษย์ ให้รอด

พระองค์เริ่มประกาศ เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินสวรรค์กำลังมาแล้ว พระองค์ได้ประกาศ และปลายปีที่ 3 พระองค์ก็เข้าสู่สังเวียนการสู้รบ

เย็นวันพฤหัส พระองค์ทรงรู้แล้วว่าพระองค์ต้องขึ้นชก ต้องขึ้นสังเวียนนี้  ซึ่งเป็นศึกที่หนักมาก เรานึกว่าพระองค์เป็นพระบุตรพระเจ้า แล้วจะง่ายๆ  ได้ถูกบันทึกว่าพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์และเป็นพระเจ้าในผู้เดียวกัน เป็นมนุษย์ ก็คือเป็นมนุษย์เหมือนเราไม่มีผิด 100% เลย มีความเจ็บ มีความปวด มีความรู้สึก มีความกลัว วิตกกังวล เพราะฉะนั้น แม้จะรู้ว่าตนเอง จะมาเป็นผู้ที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด  มาชกในศึกครั้งนี้ มีพระเจ้าหนุนหลังอยู่ แต่ขณะเดียวกัน เป็นมนุษย์ก็เกิดความกลัว วิตกกังวล พอจะเริ่มชก พอจะเริ่มการต่อสู้ พระองค์ก็กลัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงค่ำวันพฤหัส กลัวที่สุด ถึงขนาดเหงื่อออกมาเป็นเลือด วิตกกังวลมาก เครียดมาก เส้นเลือดฝอยแตกเป็นเลือดออกมา เพราะว่ากำลังจะขึ้นชก แสดงว่าความบาปและความตาย ที่เป็นเจ้านายของมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่เล่นๆ ไม่ใช่ย่อยๆ มันมีฤทธิ์อำนาจมานานแล้ว มากเลย  โดยเฉพาะกับมนุษย์บนโลกใบนี้ พระเยซูเกิดเป็นมนุษย์ จึงหวาดกลัวอย่างนั้นแหละ วิตกกังวล  จะไหวไหมเนี้ย จะไหวไม่ไหว

“พระเจ้าไม่ไหวแน่ๆ ไม่เอาได้ไหม?  เปลี่ยนวิธีอื่นได้ไหม”

อธิษฐานถึง 3 ครั้ง เราก็รู้กันอยู่แล้ว

นี่คือยกแรก ตัดสินใจว่าให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า … พระเจ้าบอกพระองค์ทรงเตรียมมาตั้งนานแล้ว ตั้งหลายพันปีแล้ว  ถึงเวลาชกแล้ว อย่างไรก็ต้องขึ้น เพราะฉะนั้น พระเยซูก็ตัดสินใจ เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า ขึ้นชกเลย

หลังจากสวนเกเสมนี  พระองค์ถูกจับ นั่นแหละเริ่มต้นยก 1 ถูกจับมารก็เริ่มซัด  นึกภาพของการชกมวย จะเห็นภาพหมด บนสังเวียนมี 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่งเรียกว่าความบาปและความตาย ฝั่งหนึ่งคือพระบุตรของพระเจ้าที่เกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ พระเยซูขึ้นไป พระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์ถูกแต่งตั้งมา เพื่อรับโทษความบาป เพื่อตายแทนมนุษย์ทั้งปวง ไม่ได้มาสอนให้มนุษย์ทำดี มีศีลธรรมที่ดี ซึ่งโมเสสก็สอนมาหมดแล้ว  ไม่ต้องแล้ว มนุษย์รู้แล้วว่าอะไรดี อะไรชั่ว  แต่มันทำไม่ได้ เพราะเป็นทาสมาร  เป็นทาสความบาปความตายอยู่ พระองค์ต้องการมาอย่างเดียว คือมาช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น เอาบาปของมนุษย์ออกไป นี่คือเป้าหมายของพระองค์ตรงนี้

ฉะนั้น เมื่อเริ่มต้นยก มารก็เริ่มซัดเข้ามา มารก็รู้พระองค์เป็นพระเจ้า  และเป็นมนุษย์ มารก็พยายามที่จะยั่ว ยุ แหย่ และทรมาน ให้พระเยซูหลุด ยอมพ่ายแพ้ คือลงจากสังเวียนซะ คือไม่เอาแล้ว กลับมาเป็นพระเจ้าเหมือนเดิมดีกว่า  ไม่ยอมเป็นมนุษย์อีกแล้ว ไม่ยอมรับความทุกข์ทรมาน ไม่ยอมรับเอาความบาปของมวลมนุษยชาติ โทษของมนุษย์ที่พระองค์จะต้องรับแทนนั้น  รับไม่ไหวแล้ว  ไม่เอาแล้ว กลับมาเป็นพระเจ้า เหมือนเดิม ซึ่งมารมันต้องการอย่างนั้นแหละ มันต้องการให้พระเจ้าพ่ายแพ้ รับบาปไม่ได้  มันก็ยั่วยุ โดยจับพระเยซูไป แล้วก็ถากถาง พูดหมิ่นประมาท ตบ ถ่มน้ำลาย  พวกฟาริสี พวกคายาฟาส พวกปุโรหิตยิว ที่ไม่รู้ความจริง ที่เป็นเครื่องมือของมาร ถ่มน้ำลาย  ทุบตี เยาะเย้ย ถากถาง ดูหมิ่น เหยียดหยามอย่างมาก ให้พระเยซูทนไม่ไหว  จะได้เลิกซะ  พระเยซูรับได้

นี่คือยกแรก  เท่ากับมารซัดหมัดแล้วหมัดเล่า  พระเยซูกองกับพื้น ขึ้นมาก็ถูกชกอีก ถูกส่งให้ปีลาต ทหารไม่รู้อีโหน่อีเหน่ มารใช้ทหารเหล่านั้น ใส่ความเกลียดชัง  เคียดแค้นเข้าไปในจิตใจของทหาร แล้วเปลื้องผ้าของพระองค์ออกให้น่าอาย นอกจากเจ็บร่างกายแล้ว ยังอายเขาอีก เพื่อที่จะเยาะเย้ย ถากถางให้เจ็บปวดอับอาย เพื่อพระเจ้าจะได้เลิกชก เลิกสู้ เลิกรับบาปแทนมนุษย์ซะ พระเยซูก็ทนเอา  เอามงกุฎหนามใส่ ท่านจะเห็นภาพเหล่านี้ คือการชกของมารทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวกับมนุษย์เลย  มนุษย์เป็นแค่เครื่องมือ ที่มารใช้ส่งออกมาในเรื่องของความเกลียดชัง  การเป็นศัตรู การเป็นความบาปและความตาย ต่อต้านพระเจ้านั่นเอง ซัดใหญ่เลย เพื่อให้พระเยซูยกเลิกซะ จนกระทั่งลากพระเยซูไปตรึงที่ไม้กางเขน  ด้วยการให้แบกกางเขนของตัวเองด้วยความน่าอาย ท่านคิดดูสิ พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า  พระองค์ไม่ยอมก็ได้  พระองค์แค่พูดคำเดียว ทูตสวรรค์ลงมาเยอะแยะ พระองค์กลับเป็นพระเจ้าเหมือนเดิม  ไม่เอาแล้ว ไหนใครที่ตะกี้นี้มาเฆี่ยนเรา จัดการมันซะ พระองค์ทำอย่างนั้นได้ แต่พระองค์ไม่ทำ ยอมทนทุกข์ทรมาน รับเอาความบาป รับเอาความเจ็บปวด ด้วยความทุกข์ทรมาน แบกกางเขน อายเขาก็อาย  พระองค์เป็นพระเจ้า ทำไมทำเสื่อมเสีย ยอมเสียเกียรติขนาดนี้  ตั้งเป้าไว้ในใจเรื่องเดียว คือ …

“อดทน ทนทุกข์ รับบาปแทนมนุษยชาติ มองไปที่ข้างหน้า  มนุษย์คนสุดท้าย เขาจะได้รับความรอด เขาไม่ต้องเป็นทาสมารอีกต่อไป  จะช่วยเขาให้รอดทั้งหมด  เรามาเพื่อการนี้”

พูดให้ตัวเองฟังมาตั้งนานแล้ว  ตั้งแต่ 3 ปีก่อน ก็พูด ตอนนี้ก็นึกในใจว่า …

“ฉันจะยอม ฉันจะทนทุกข์ ฉันจะรับโทษบาป ฉันจะทำตามน้ำพระทัย”

แต่ขณะเดียวกัน มารก็บอก … “เลิกซะ”

ก็คือเหยียดหยาม ข่มขู่ ให้กลัว ให้อาย ให้เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน เฆี่ยนก็เจ็บปวด แบกกางเขนด้วยความทรมาน ก็เจ็บปวด  และอายเขาอีก ไปถึงลานประหาร ที่ภูเขาโกละโกธา ถูกตรึงที่ไม้กางเขน ตายด้วยวิธีอื่น ก็ยังไม่เจ็บปวด โอ้โห! คิดดูสิ ตอกตะปูตัวแรก แทบจะ …

“ไม่เอาแล้ว เลิกดีกว่า”

ในใจน่าจะมีความคิดตรงนี้ เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ แต่ทำไม? นึกถึงมนุษย์ ตอกอันที่สอง  ทหารไม่รู้จักพระองค์เลยนะ  ทหารเขาก็รู้อยู่แล้วว่าคนนี้เป็นคนดี แต่ถามว่าทหารทำหรือเปล่า? ทำเพราะอะไร?  เพราะถูกครอบงำโดยมารซาตาน ในขณะนั้น ความเกลียดชัง ได้โถมเข้ามาผ่านทางทหารเหล่านั้น กระทำสิ่งเหล่านั้นต่อพระเยซูคริสต์ ตอกด้วยความเกลียดชัง เฆี่ยนด้วยความเกลียดชัง แล้วก็ยกพระองค์มาตั้งไว้บนกางเขน  พระองค์รู้หมดแล้ว สิ่งเหล่านี้ว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหน? เหงื่อจึงเป็นเลือด ไม่อยากจะขึ้นมาชก เพราะอย่างนี้

ท่านคิดดู ขึ้นไปยกแรก มนุษย์ก็จะตายอยู่แล้ว  แพ้แน่ๆ ไปถึงเที่ยง เลือดพระองค์หลั่งออกมาที่ไม้กางเขน  น้ำหนักตัวถ่วงลง เจ็บปวดขนาดไหน? มารบอก …

“เลิกเถอะ  ยกเลิกซะ พอแล้ว  ยอมแพ้ซะ  เลิกทนเถอะ”

พระเยซูคิดในใจ เพื่อเขาทั้งหลาย อยู่บนกางเขน มองลงมา เห็นทหาร เห็นเหล่าสาวก เห็นผู้เยาะเย้ยพระองค์  …

“ไหนบอกเป็นพระเจ้าไง ช่วยคนอื่นให้รอด ตัวเองยังช่วยไม่ได้เลย โธ่เอ่ย! ลงมาสิ ถ้าเป็นพระเจ้าจริง”

เห็นไหม? นอกจากเจ็บปวดทางร่างกายแล้ว ยังเจ็บปวดทางใจ ถูกเยาะเย้ยอีก เป็นพระเจ้านะ ถูกเขาเยาะเย้ยอย่างนี้  ไหวเหรอ? ทนไหว พระองค์ก็ทรงทน เที่ยงแล้ว ก็ยังต้องทนอยู่ ท่านนึกภาพ เหมือนการต่อสู้บนสังเวียน  พระองค์ก็เหมือนถูกทุบ ถูกอัด ถูกซัดด้วยหมัดขวาหมัดซ้ายของเจ้าบาปและความตาย  บาปเข้ามา ความตายเข้ามา โทษของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ โถมเข้ามาที่พระเยซูหมดเลย ความบาปที่เราควรจะได้รับโทษจากบาปนั้นของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ สมมติว่ามีพันล้านคน … พันล้านคนเหล่านั้น บาปของเขาได้โถมเข้ามาที่พระเยซู ที่ไม้กางเขน คนแล้วคนเล่าๆ ก็อัดต่อไป ทุกข์ …

“พอแล้ว ยอมเถอะ ลงจากกางเขนเถอะ” … มันก็พูดอย่างนี้

เห็นภาพไหม? จนกระทั่ง เกือบจะบ่าย 3 โมง  พระเยซูถูกอัดลงไปกองกับพื้น  กรรมการเข้ามานับเลย นับ 8 ยังไม่ถึง 10 พระองค์ก็ลุกขึ้นมาเซๆ ได้ยินพี่เลี้ยง คือพระเจ้าบอกว่า …

“ใกล้จะครบแล้ว เหลืออีกคนเดียว”

รับบาปของมวลมนุษยชาติ แน่นอน มันจะต้องมีคนสุดท้าย

“อดทนอีกนิดหนึ่ง เหลืออยู่คนเดียว”

เมื่อใกล้บ่าย 3 โมง  พระองค์ได้ยินคำนั้น อีกนิดเดียวเอง  กัดฟัน รับเอาคนสุดท้าย  ซึ่งเป็นใครเราไม่รู้ มนุษย์คนสุดท้ายนั้น  พระองค์ทรงรับเอาบาปของมนุษย์ทั้งหลายไว้ที่พระองค์ แบกไว้จนหมด พระเจ้าผู้เป็นพี่เลี้ยง กระซิบบอก …

“จบแล้ว เสร็จแล้ว”

ทันทีทันใดนั้น ในนับ 8 นั้น พระองค์ขึ้นมาเซๆ  พอได้ยินคำนี้ว่าหมดเรียบร้อยแล้ว คราวนี้แหละ พระองค์ตะโกนลั่นเลยว่า …

“สำเร็จแล้ว”

สำเร็จแล้ว คืออะไร?  คือพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  แล้วบอกสำเร็จแล้ว ก็คือจ่ายบาปให้กับมนุษย์เรียบร้อยแล้ว จ่ายโทษของความบาปเรียบร้อยไปแล้ว  นั่นแหละคือหมัดแรกของยกแรก ที่พระเยซูลุกขึ้นมา นับ 8 ซัดเข้าไป ที่มารซาตาน เที่ยวเดียว  ลงไปกองเลย

คราวนี้กลับกันแล้วนะ หมัดเดียวของพระเยซู ตอนตายที่ไม้กางเขน ในยกแรก  ทำให้ความบาปและความตายลงไปกองที่พื้น  กรรมการวิ่งเข้ามานับ นับ 8 เผอิญกระดิ่งช่วยไว้ก่อน  ยังไม่แพ้

หมัดเด็ดของพระเยซู หมัดแรกที่พระเจ้าสอนให้  คือหมัดการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หมัดนี้  ผมตั้งชื่อว่า “หมัดไพรีพิฆาต” คือหมัดยกที่ 1 คือพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ไพรีพิฆาต เปรี้ยง!  สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน จัดการความบาปและความตาย ลงไปกองกับพื้นนับ 8

ยกที่ 2 พระเยซูอยู่ในอุโมงค์ มารถูกนับ 8 งง คุยกันกับพวกกลุ่มวิญญาณชั่วทั้งหลายว่า …

“ตัวแทนของเรา ความบาปและความตายมันถูกนับ กองอยู่ เมื่อปลายยกที่แล้ว มันเกิดอะไรขึ้น  พระเยซูกำลังจะแพ้แล้ว มนุษย์กำลังจะแพ้แล้ว ทำไมอยู่ดีๆ  เป็นอย่างนี้ล่ะ  ทำไมพระองค์ตายได้” เขาก็พูดกันในนั้น

“พระองค์เป็นมนุษย์  … มนุษย์ก็ต้องตายได้ เราคงทำเกินไปมั้ง”

คงพูดกันใหญ่เลย  “นี่เขาตายจริงๆ แล้ว เขาตายได้อย่างไร? เป็นพระเจ้า”

“ทำไมเขาตายได้ล่ะ”

“ก็เขาเป็นมนุษย์ด้วย”

“อ้าว! เป็นมนุษย์ทำไมไม่ตาย แล้วก็ตายไปเลยล่ะ”

“ก็เห็นชัดๆ แล้วเนี้ย ก็ตายจริงๆ ก็อยู่ในหลุมฝังศพ”

“อ้าว! เขาเป็นพระเจ้า เขาต้องไม่ตายสิ”

“นี่เห็นๆ ก็ฝังอยู่ในอุโมงค์”

การฝังในอุโมงค์ ก็คือยกที่สอง ที่มารซาตานพยายามจะต่อสู้ด้วยการที่จะแย้งว่า …

“พระองค์ตายได้อย่างไร? พระองค์เป็นพระเจ้า”

แต่พระเยซูบอก … “เราเป็นมนุษย์”

บุตรมนุษย์ เคยได้ยินไหม? ถึงเวลาพูด บางครั้ง บางโอกาส พระองค์ก็บอกบุตรพระเจ้า เรามาจากพระเจ้า เราเป็นบุตรพระเจ้า  บางครั้งพระองค์บอกเป็นบุตรมนุษย์  ตอนนี้พระองค์เป็นบุตรมนุษย์  เป็นตัวแทนมนุษย์ เพราะฉะนั้น พระองค์ตายได้จริงแล้ว ถูกฝังไว้ในอุโมงค์จริงๆ  ตอนนี้ ถือเป็นยก 2  ซึ่งได้รับชัยชนะ

ยก 2 คือการถูกฝังไว้ในอุโมงค์ พระองค์เท่ากับเดินขึ้นมาชิวๆ แล้วก็เข้าไปหาตัวแทนของมาร คือบาปและความตาย ซัดหมัดอีกหมัดหนึ่งเข้าไป ตะกี้เรียกว่าหมัดไพรีพิฆาต ใช่ไหม? หมัดที่ 2 ผมให้ชื่อว่า “มัจจุราชสิ้นฤทธิ์”  ความบาปและความตายสิ้นฤทธิ์เลย

ยก 2 คือพระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ การถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เป็นหลักฐานชัดเจนว่าพระองค์ทรงตายจริงๆ และไม่ได้ฝังอย่างเดียว มีคนมาควบคุมปากอุโมงค์เรียบร้อย ปิดสนิท ทุกอย่างแท้ๆ แน่ๆ นอนๆ นั่นแหละ คือหมัดที่ 2 ที่พระเจ้าตั้งเอาไว้ และสอนพระเยซูไว้ ถูกฝังในอุโมงค์ คือมัจจุราชสิ้นฤทธิ์  ความตาย ความบาปสิ้นฤทธิ์ไป

ยังไม่พอ เอาให้มันสะเด็ดน้ำเลย พระเยซูเดินลงไป หมัดที่ 2 โครม มัจจุราชสิ้นฤทธิ์ ปรากฏว่าลงไปกองกับพื้น กระดิ่งช่วยไว้อีก กระดิ่งช่วยความบาปกับความตาย สู้ต่อยกที่ 3

พอกระดิ่งยกที่ 3 ขึ้นมาปุ๊บ พระเยซูเดินเข้าไปมอง เป็นไง? ตัวแทนของบาปและความตายที่ขึ้นมาชก  มองขึ้นมา งงหมดเลย เกิดอะไรเนี้ย  เราคงพ่ายแพ้มันแล้ว  พระเยซูเดินเข้ามาบอก …

“แกแพ้นิรันดร์แล้วล่ะ เสียใจด้วยนะ”

พระองค์เลยซัดหมัดสุดท้าย ในยกที่ 3 คือการเป็นขึ้นจากความตาย  หมัดที่ 3 ของพระองค์ ผมให้ชื่อว่า “หมัดผู้พิชิตนิรันดร์” ไม่ใช่ผู้พิชิตเฉยๆ แต่ผู้พิชิตนิรันดร์ ก็คือความบาปและความตายแพ้นิรันดร์ การเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ เท่ากับเป็นหมัดตอกฝาโลงให้กับบาปและมาร  คราวนี้ไม่ต้องนับเลย นับร้อยก็ไม่ขึ้น  นับมากกว่า 10 ก็ไม่ขึ้นแล้ว

การตอกฝาโลง คือการเป็นขึ้นจากความตาย ที่เรามาฉลองกันวันนี้ การเป็นขึ้นจากความตาย จึงสำคัญอย่างนี้ ผู้พิชิตนิรันดร์

สรุปแล้วจำได้ไหมครับ ยกแรก คืออะไร? …

ยกที่ 1 คือการสิ้นพระชนม์  “หมัดไพรีพิฆาต” … พระเยซูถูกตรึงตายที่ไม้กางเขน

ยกที่ 2 คือการถูกฝังไว้ในอุโมงค์ “หมัดมัจจุราชสิ้นฤทธิ์” … พระเยซูถูกฝังในอุโมงค์

ยกที่ 3 คือการเป็นขึ้นจากความตาย “หมัดผู้พิชิตนิรันดร์” … พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตาย

สามยกนี้ เราต้องจำไว้ให้ตลอด เล่าให้ลูกให้หลานฟัง ยกแรก เรียกว่าไพรีพิฆาต การสิ้นพระชนม์เท่ากับไพรีพิฆาต การถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เขาเรียกว่ามัจจุราชสิ้นฤทธิ์ การเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เรียกว่าผู้พิชิตนิรันดร์ พระเยซูเป็นขึ้นจากตาย สิ่งที่เรากำลังฉลองกันในวันนี้

เรื่องเล่านี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ในโลกวิญญาณ ผมเล่ามานี้ สรุปให้สั้นที่สุด เท่าที่ทำได้  แล้วให้จำให้ได้    เพื่อเราจะได้เล่าให้ลูกหลานเราฟัง  ทำไมจะต้องมีการฉลองวันศุกร์ประเสริฐ  วันอีสเตอร์ ซึ่งฉลองกันตลอดเวลาเลย ไม่ใช่ฉลองกันแค่ปีละครั้งหนึ่ง พระเยซูให้ฉลองบ่อยๆ เลย ก็คือการทำพิธีมหาสนิท คือให้ฉลองเรื่องนี้แหละ

เวลาทำพิธีมหาสนิท โต๊ะองค์พระผู้เป็นเจ้า กินขนมปัง ดื่มน้ำองุ่น ก็ให้ระลึกถึงพระองค์ ก็ให้ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ ระลึกถึง 3 ยกนี้  ระลึกถึง 3 หมัดนี้  ระลึกถึงชัยชนะ  ระลึกถึงพระคุณความเมตตาของพระองค์ที่ได้ชัยชนะนั้นมา ให้มนุษย์ทั้งปวงด้วยความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน อย่าให้มันเสียไปเปล่าๆ  กว่าจะได้มา ไม่ใช่ง่ายๆ  เล่าให้ลูกหลานฟัง เพราะว่ามารมันก็ทำหน้าที่ของมันต่อไป มันแพ้แล้วก็จริง ถูกไหม?  ปรากฏว่ามารแพ้ บาปและความตายก็พ่ายแพ้หมดแล้ว มนุษย์เป็นฝ่ายชนะ  แต่มารมันก็รู้ แต่นิสัยของมัน ก็คือขี้โกง ขโมย ฆ่า และทำลาย  ก็พยายามปิดความจริงเหล่านี้  ปิดข่าวดีเหล่านี้  ให้ข่าวดีนี้ไปไม่ถึงมนุษย์ทุกคนว่าเขาชนะความบาปและความตายแล้ว

นี่คือกลเม็ดเด็ดพายของมาร ความโกหกหลอกลวงของมัน ซึ่งพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  และพยายามต่อไปเรื่อยๆ เพื่อปกปิดความพ่ายแพ้ของมัน เผื่อว่ามันจะหลอกใครได้บ้าง?

หน้าที่ของเรา ก็คือประกาศออกไปเรื่อยๆ  ประกาศข่าวดีนี้ว่าเราอยู่ฝ่ายพระเจ้า  เราอยู่ฝ่ายพระเยซู … พระเยซูชนะมารซาตานแล้ว พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ได้รับชัยชนะ เราก็ได้รับชัยชนะด้วยนั่นเอง

ในวันที่พระเยซูได้รับชัยชนะ  ท่านลองนึกถึงภาพที่ชกกันบนสังเวียน ฝ่ายเชียร์ นึกออกไหม? ฝ่ายมารซาตานวิญญาณชั่วทั้งหลายพ่ายแพ้ หน้าตาเศร้า รีบวางแผนกันใหญ่  …

“เอ็งไปโกหกเลยนะ เอ็งไปใช้กลวิธีล่อลวง บอกว่าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้นจากความตายหรอก มีคนมาขโมยศพไป  เอ็งไปหลอกลวงผู้คน อย่าไปเชื่อเรื่องนี้ ปิดบังตาเขาเลยนะ”

ฝั่งที่เชียร์อีกด้านหนึ่ง ฝั่งที่เชียร์พระเยซู ฝ่ายพระเจ้า พอพระเยซูได้รับชัยชนะ ดีใจใหญ่

“เฮ! ชนะๆ”

นึกถึงภาพสิ มันเป็นอย่างนั้นในโลกวิญญาณ ชนะแล้ว พระเจ้าก็ดีใจ มวลมนุษย์ก็ดีใจ ผู้เชียร์พระเจ้าก็ดีใจ เราชนะแล้ว มนุษย์ชนะแล้วๆ  เฮ! เลย เฮ! มาตั้งแต่ตอนโน้นแล้ว  ตั้งแต่ 2,000 ปีก่อน ตั้งแต่ขึ้นชกไปใหม่ๆ เรื่องสดๆ ร้อนๆ อยู่ มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ด้วยนะ ใน 1 โครินธ์ 15:55-57 เป็นความรู้สึกของมวลมนุษยชาติในขณะนั้น ซึ่งผ่านทางการบันทึกของอาจารย์เปาโล อัครทูตไว้ว่า พระเยซูคริสต์ทำให้มนุษย์ชนะมาร ชนะความบาปและความตายแล้ว เรามาเฮ! กันดีกว่า เรามาอ่านพร้อมกัน 1 โครินธ์ 15:55-57 นึกถึงภาพเมื่อตะกี้นี้ สังเวียน เพิ่งขึ้นชกใหม่ๆ ฝ่ายไหนแพ้ ฝ่ายไหนชนะ  รู้แล้วใช่ไหมครับ?  ฝ่ายชนะก็เฮ! กัน ฉลองกัน แล้วก็บอกว่า …

1 โครินธ์ 15:55-57  “55 โอ มัจจุราชเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน? ว่าไง! ความตายเอ๋ย เหล็กในของเจ้าอยู่ที่ไหน 56 เหล็กในของความตายนั้น คือบาป และฤทธิ์ของบาป คือธรรมบัญญัติ  57 สาธุการแด่พระเจ้า  ผู้ทรงประทานชัยชนะแก่เราทั้งหลาย  โดยพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา”

 

พูดง่ายๆ ว่า … “เฮ้ย! ความตาย ความบาปที่ฉันกลัวแกมานาน ฉันเป็นทาสแกมานาน ตอนนี้แกไปอยู่ไหน ฉันชนะแล้วครับ โทษที ว่าไง มีอะไรหรือเปล่า?  แต่ก่อนฉันกลัวตาย แต่เดี่ยวนี้ ฉันไม่กลัวแล้ว  เพราะฉันมีชัยชนะแล้ว เหนือแก”

อะไรอย่างนี้  นึกถึงภาพ นี่คืออาการ ความรู้สึกของคนที่รู้เรื่องนี้ รู้ความจริงในโลกวิญญาณนี้ จากการที่พระเยซูเอาชนะความบาปและความตาย และทำลายล้างอำนาจของมารซาตานจนหมดสิ้น ผล ก็คือบรรดามวลมนุษยชาติเป็นฝ่ายชนะความบาปและความตายเรียบร้อยไปแล้ว พระเยซูคริสต์บนสังเวียนอดทน ตั้งนาน จนกระทั่งได้ชื่อว่าผู้พิชิตความบาปและความตาย

พระองค์มีนามว่าผู้พิชิตความบาปและความตาย และพระองค์เอาชัยชนะนั้นมาให้กับพวกเราทั้งหลาย เอามงกุฎ เอารางวัลแห่งชัยชนะ เหนือความบาปและความตายมาให้มนุษย์ทั้งปวงทุกคน มนุษย์ทุกคนไม่ต้องทำอะไรเลยสักนิดเดียว  แต่ได้รับรางวัลเท่าพระองค์เลย มนุษย์ทุกคน พระคัมภีร์จึงใช้ชื่อว่าเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต เพราะไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ได้เท่ากัน เป็นอย่างนั้น

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงเรียกวันอีสเตอร์ว่าวันแห่งการประกาศชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ และครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ (ในโลกฝ่ายวิญญาณ) ซึ่งมันมีอยู่จริงๆ และนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ  มีพยานยืนยันยังอยู่อย่างนั้นอยู่ และอยู่ตลอดไปในโลกวิญญาณ ความจริงที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ที่ได้ทำให้หน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หมดเลย เกลี้ยงเลย พระเยซูบอกว่าเป็นยุคใหม่  เป็นพันธสัญญาใหม่ มนุษยชาติได้ก้าวสู่ยุคใหม่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว  มนุษยชาติก้าวเข้าสู่ยุคใหม่  ยุคพันธสัญญาใหม่ ยุคพระคุณ ยุคนิรโทษกรรม ให้เราหลุดพ้นจากการเป็นทาสของความบาป และความตาย  ยุคอพยพกลับบ้าน  คือสวรรค์สู่อ้อมกอดของพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ ยุคพักผ่อน หายเหนื่อยและเป็นสุข ดังที่พระเยซูบอกให้เรามาหาพระองค์ แล้วเราจะหายเหนื่อยและเป็นสุข มนุษย์ทุกคนควรจะรับรู้ และจำเป็นต้องรู้เรื่องจริงเหล่านี้  เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ เพราะมันเป็นจริงอยู่อย่างนั้นแน่นอน  พระเยซูบอกอะไรที่มันเป็นจริง มันก็เป็นอย่างนั้นแน่นอน ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม มันได้เป็นอย่างนั้น และมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ  สมควรที่เราจะรับรู้และเชื่อ เพราะมารอย่างที่บอก มารมันพยายามที่จะปิดความจริงเหล่านี้  ไม่ให้เกิดขึ้น โดยให้เราไปสนใจแต่เรื่องวัตถุสิ่งของ บนโลกใบนี้ที่จับต้องมองเห็นได้ อย่าไปสนใจโลกวิญญาณ ไม่จริงหรอก  แต่ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นมา 2,000 ปีแล้ว

พระเยซูจึงประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นแล้ว  และให้เราไปประกาศทั่วโลกทั่วไป ตลอดไป ทุกยุคทุกสมัยว่าพระเยซูบอกพระองค์เป็นขึ้นแล้ว และทำให้เราทั้งหลายเป็นขึ้นด้วย มันจึงสำคัญตรงนี้  พระเยซูเป็นขึ้นแล้วเฉยๆ มันเป็นความจริง มารก็พยายามปิดความจริง ถ้าปิดไม่ได้หมดว่าพระเยซูเป็นขึ้นแล้ว มันก็ปิดให้หมดเลยว่าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้น แต่ถ้ามันปิดไม่ได้ คนพอรู้แล้ว มันก็ปิดครึ่งหนึ่ง พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว โอเค รู้แล้วใช่ไหม? รู้แค่นั้นพอ  ไม่ต้องรู้มากกว่านี้ รู้ไปกว่านี้ ก็คือพระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ทำให้ฉันเป็นขึ้นด้วยนะ อันนี้แหละเขาปิดไว้  ยิ่งรู้มากเท่าไร เราก็ได้รับอิสรภาพมากเท่านั้น ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท

เพราะฉะนั้น  “พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันก็เป็นขึ้นด้วย” จึงเป็นการฉลองการเป็นขึ้นจากความตายของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  สมัยก่อนเรานึกว่าการฉลองวันอีสเตอร์ คือการฉลองวันที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วการฉลองการเป็นขึ้นจากความตายในวันอีสเตอร์ คือการฉลองการเป็นขึ้นจากความตายของมวลมนุษยชาติ ซึ่งรวมทั้งพระเยซู หัวหน้าของเรา เป็นผู้กระทำการนี้ให้กับเราทั้งหลาย  ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่เป็นข่าวดีเหลือเกิน ข่าวดี ข่าวประเสริฐที่สำคัญมาก เปาโลก็เขียนไว้ว่าสิ่งเหล่านี้ คือหัวใจของข่าวดี การประกาศข่าวดี คือต้องประกาศตรงนี้ให้ได้ อย่าประกาศข่าวดีแค่ 20%  ประกาศข่าวดีแค่ 50%  ประกาศข่าวดี ต้องประกาศให้ครบ 100 คือต้องครบทั้ง 3 หมัด ไพรีพิฆาต  มัจจุราชสิ้นฤทธิ์ และผู้พิชิตนิรันดร์ ต้องให้มันครบ เพื่อที่จะได้รับข่าวดีอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในผลของข่าวดี สิทธิของข่าวดีนั้น เราจะได้รับอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ 1 โครินธ์ 15:1-8 เปาโลจึงได้บอกไว้อย่างนี้ …

1 โครินธ์ 15:1-8  “1 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากเตือนท่านให้ระลึกถึงข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่าน ซึ่งท่านได้รับไว้และตั้งมั่นอยู่บนฐานนี้ 2 ถ้าท่านยึดมั่นในถ้อยคำที่ข้าพเจ้าประกาศแก่ท่าน ท่านก็จะรอดโดยข่าวประเสริฐนี้ มิฉะนั้น ท่านก็เชื่อโดยเปล่าประโยชน์ 3 เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับมานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดให้ท่าน คือพระคริสต์ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเราตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ 4 ทรงถูกฝังไว้และในวันที่สามพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย ตามที่พระคัมภีร์ระบุไว้ 5 และทรงปรากฏแก่เปโตร  จากนั้นปรากฏแก่อัครทูตทั้งสิบสองคน 6 ต่อมาพระองค์ทรงปรากฏแก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ แม้บางคนได้ล่วงลับไปแล้ว 7 จากนั้น พระองค์ทรงปรากฏแก่ยากอบและแก่อัครทูตทั้งปวง 8 และในท้ายที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้าด้วย ผู้เป็นเหมือนทารกที่คลอดผิดปกติ”

 

พระเยซูทราบดีว่ามารมันขี้โกง มันแพ้ไปแล้ว  มันก็พยายามไปโกหกมนุษย์ อย่างน้อยก็ไปบอกเขาว่าไม่แพ้หรอก หรือว่าแพ้ไม่หมด พยายามไปหลอกลวง ปกปิดความพ่ายแพ้ของมัน

นี่เขียนหลังจากเหตุการณ์การชกนั้น  การถูกตรึงที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นมาจากความตาย  ไม่กี่ปี พระเยซูรู้ พระองค์จึงบอกสาวกของพระองค์ ที่บันทึกไว้นี้คือบอกเปาโลว่าเปาโลไปจัดการสิ่งนี้ นี่สำคัญที่สุดเลย ต้องให้จำให้ได้นะ อย่าให้มารมันหลอก ในข้อที่ 3 เปาโลบอกว่า “เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับมานั้น” รับมาจากใคร?  รับมาจากพระเยซู พระเยซูสั่งเปาโล … อันนี้ต้องจำให้ดีนะ เรื่องที่พระเยซูสั่งให้เปาโลมาบอกพวกเรา มนุษย์รุ่นต่อๆ ไปว่ามารมันจะหลอกอย่างนี้  เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ต้องจำให้ได้ จำอย่างอื่นไม่ได้ ไม่เป็นไร  แต่ต้องจำตรงนี้ให้ได้ คือ …

“เรื่องที่พระเยซูสั่งผมมา เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ก็คือพระคริสต์ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเรา  ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์”

ก็คือยกแรก พระองค์ทรงตายบนไม้กางเขน  ด้วยความทุกข์ทรมาน  ไพรีพิฆาตไปแล้ว

ข้อ 4 บอกว่า “ทรงถูกฝังไว้” คือยกที่ 2  ถูกฝังไว้ คือมัจจุราชสิ้นฤทธิ์ เพื่อยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ ตายจริงๆ อยู่ในอุโมงค์ “และในวันที่ 3 พระองค์ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย ตามที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ ก็คือผู้พิชิตนิรันดร์ ในยกที่ 3

เห็นไหมต้องจำตรงนี้ไว้ให้แม่น แน่นอนเลยว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายจริงๆ ในวันที่ 3  คนไหนที่เชื่อแล้วว่าพระเยซูตายที่ไม้กางเขน  ไถ่บาปให้ก็ดี แต่มันก็ปิดบังตาว่าพระเยซูไม่ได้เป็นขึ้นมาจากความตายหรอก  เชื่อก็เชื่อว่าพระเยซูตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตชำระบาปให้อย่างเดียว  ไม่ต้องไปรู้หรอกว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย คนนั้นก็จะใช้สิทธิอำนาจ หรือใช้สิทธิของตัวเองในฐานะผู้ชนะได้แค่ครึ่งเดียว ได้แค่ไถ่บาปเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้เป็นขึ้นจากความตาย  ไม่สามารถมาเป็นลูกของพระเจ้า ที่เรากำลังจะเรียนรู้ต่อไปได้ ก็คือสิทธิของเราในพระเยซูคริสต์หายไป  ในโรม 5:8-10 ก็ได้บันทึกอย่างนี้ว่า …

โรม 5:8-10 “8 แต่​พระเจ้า​ได้​แสดง​ความรัก​ต่อ​เรา โดย​ยอม​ส่ง​พระคริสต์​มา​ตาย​เพื่อ​เรา ทั้งๆ​ ที่ ​เรา​ยัง​เป็น​คน​บาป ​(เป็นศัตรูกับพระเจ้า) อยู่ 9 ตอนนี้​ พระเจ้า​ยอมรับ​เรา​ (เป็นผู้ชอบธรรม) แล้ว​  เพราะ​เลือด​ของ​พระคริสต์  ยิ่งกว่า​นั้น​ เรา​จะ​รอด​พ้น​จาก​ความ​โกรธ ​(การถูกลงโทษ เพราะบาป) ของ​พระเจ้า​ (ในวันพิพากษา) เพราะ​พระคริสต์​อย่าง​แน่นอน 10 เพราะถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรู (บาป) ต่อต้านกับพระเจ้าอยู่นั้น  เรายังได้รับการรักษาให้กลับคืนดี  เข้ากันได้กับพระเจ้า  ผ่านทางการตายของพระบุตรแน่นอน มากกว่านั้นอีกสักเท่าไร ที่เดี๋ยวนี้ เราได้คืนดี เข้ากันได้กับพระเจ้าแล้ว เราก็ได้รับการปลดปล่อย ช่วยให้รอด จากการเป็นทาสของอำนาจของความบาป ผ่านทางการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์”

 

เห็นไหม? เปาโลพยายามปกป้องความจริงเหล่านี้ อันเดิมนั่นแหละ เกี่ยวกับการตาย การถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ว่ามันเกิดขึ้น ประโยชน์ของเรา  ที่มาถึงเรามนุษย์ทั้งปวงบนโลกใบนี้ คืออะไร?  พระเจ้าแสดงความรักต่อเรา  โดยขณะที่เรายังเป็นคนบาป ทั้งๆ ที่เป็นคนบาป พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ ตายที่ไม้กางเขน ด้วยความทุกข์ทรมาน เพื่อเรา อันนี้ไม่ยาก พอเห็นกับตาได้ว่าพระองค์ทรงตายด้วยความทุกข์ทรมาน บนไม้กางเขน

และในนี้บอกว่าด้วยเหตุนี่แหละ ด้วยการตายของพระเยซูคริสต์ตรงนี้ พระเจ้าจึงรับเราว่าเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว “ผู้ชอบธรรม” คือคนดีพร้อม ดีงามในสายพระเนตรของพระเจ้า  สามารถอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ได้ โดยผ่านทางเลือดของพระคริสต์ที่หลั่งที่ไม้กางเขน  ทำให้เราได้กลายเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว พระเจ้ารับเราได้แล้ว

ในนี้บอกว่ายิ่งกว่านั้น เราจะรอดพ้นจากความโกรธ คือการถูกลงโทษ เพราะบาป การโกรธ คือการเข้ากันไม่ได้ของพระเจ้า และมีผลปฏิกิริยาเกิดขึ้น เรียกว่าความโกรธ เหมือนกันกับที่ผมเคยเล่าให้ฟัง ว่าเหมือนเราไปจับไฟฟ้าแรงสูง โดยไม่มีชนวนอยู่ เอามือเปล่าๆ ไปจับไฟฟ้าแรงสูง แล้วไฟฟ้าแรงสูงมันโกรธเรามากเลย ทำให้ช๊อตเรา  เกือบตาย หรือตายเลย  ความโกรธมันหมายถึงอย่างนั้น  หมายถึงเข้ากันไม่ได้  ถูกลงโทษ เพราะบาป บาปคือการเป็นศัตรู เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ “ในวันพิพากษา” คือวันที่เราจากร่างนี้ ไปอยู่ในโลกวิญญาณจริงๆ เราก็อยู่ในสวรรค์ไม่ได้ อยู่กับพระเจ้าไม่ได้ ถ้าไม่มีเลือดพระเยซูมาชำระล้างเรา  มันหมายถึงอย่างนี้

แล้วในข้อที่ 10 อันนี้สำคัญ  เพราะถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรู เป็นบาป ต่อต้านพระเจ้าอยู่นั้น หมายถึงชีวิตของเราอันเดิม เรายังได้รับการรักษาให้กลับคืนดี เข้ากันกับพระเจ้า ขณะที่เราเป็นคนบาปนั้น พระเจ้ายังให้พระเยซูตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ทำให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้าได้ ผ่านทางการตายของพระบุตร แน่นอนมากกว่านั้นอีกสักเท่าไร? นึกภาพนะ ที่เดี่ยวนี้เราได้คืนดีกับพระเจ้า  เข้ากันได้กับพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  เราก็ได้รับการปลดปล่อย ช่วยให้รอด จากการเป็นทาสของอำนาจของความบาปและความตาย จากการเป็นคนบาปผิด ได้รับอิสรภาพ ผ่านทางการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

พูดง่ายๆ นอกจากตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตชำระล้างเราจนสะอาดหมดจด เป็นผู้บริสุทธิ์ เรียกว่าเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว  มากกว่านั้นอีกสักเท่าไร? ท่านรู้ไหมว่าพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นขึ้นจากความตายด้วย มาเป็นลูกของพระเจ้า พ้นจากความบาป ไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในบาปอีกต่อไป แต่เป็นคนที่อยู่ในความชอบธรรม อยู่ในพระเจ้า อยู่ในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า กลับกลายเป็นลูกของพระเจ้าเลย มาจากการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู และท่านก็เลยได้เป็นขึ้นมาด้วย ตรงนี้มันหมายถึงอย่างนั้น

“พระเยซูเป็นขึ้นแล้ว ฉันเลยเป็นขึ้นด้วย”

เพราะฉะนั้น พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อเราจะได้เป็นขึ้นด้วย เอเฟซัส 2:5-6  จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้อีกว่า …

เอเฟซัส 2:5-6  “5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ใน ขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการถูกลงโทษ จากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

เฮๆๆๆ … ไม่ดีใจเลยเหรอ! เราควรจะดีใจมากนะ “ พระองค์ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา ที่ตายอยู่ในอาดัม  ที่เป็นบาปอยู่ในอาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า  กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายไปแล้วในบาป  คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด จากการถูกลงโทษ จากการคำสาปแช่ง จากการเป็นคนบาป  เป็นศัตรูกับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ ท่านได้รับความรอดออกมา โดยพระคุณของพระเจ้า ไม่ใช่ด้วยการกระทำดีของท่าน แต่โดยที่พระเจ้ากระทำผ่านทางพระเยซูคริสต์ และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์ ชัดไหม? วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ เป็นขึ้นมาเมื่อไร? เมื่อวันที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย  เราก็เป็นขึ้นมาด้วย และเราจะใช้สิทธิของเราหรือไม่?  ถ้าเราใช้สิทธิของเรา เราก็เป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ด้วยเช่นเดียวกัน

“และในพระเยซูคริสต์ ที่เราเป็นขึ้นจากความตายนั้น  พระเจ้าได้ให้เรานั่งอยู่ในสวรรค์สถานกับพระคริสต์” … นั่งแล้วเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ เมื่อเราเชื่อในข่าวดีนี้  เราได้เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระเยซู พระเยซูคริสต์นั่งอยู่ที่ไหนในขณะนี้? นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  เราก็นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในพระคริสต์นั่นเอง เอเมน

พูดง่ายๆ พระเจ้าย้ายเราออกจากอาดัมในอดีต ให้กลับมาอยู่ในพระคริสต์ ในพระเจ้านั่นเอง  ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ ย้าย ก็คือย้ายเลย  โรม 6:3-5 ก็ได้พูดลักษณะนี้เหมือนกัน อธิบายให้เห็นชัดเจนขึ้นว่าเราได้ถูกย้ายจากในอาดัม ในการเป็นคนบาป มาอยู่ในพระคริสต์ มาเป็นลูกของพระเจ้า เป็นคนชอบธรรมดีงาม ด้วยวิธีใด? …

โรม 6:3-5 ”3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมาเข้าในความตายของพระองค์? 4 ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการบัพติศมาเข้าในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย โดยพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ถ้าเราได้มีส่วนร่วมกับพระองค์ในการตายเหมือนพระองค์  แน่นอนเราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากตายเหมือนพระองค์

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ คืออะไร? …

“เมื่อเราเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ว่าพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ เป็นตัวแทนของฉันด้วย  ฉันก็เป็นมนุษย์ พระองค์เป็นหัวหน้ามนุษย์  ได้รับชัยชนะแล้ว ฉันจะเอาด้วย ฉันจะรับสิทธินี้ด้วย  ฉันจะเป็นพวกเดียวกับพระเยซู”

นั่นแหละ คือการเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ ในโลกวิญญาณเกิดสิ่งนี้ขึ้นกับท่าน

เปาโลบอกว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่รับบัพติศมา”

รับบัพติศมา แปลว่าถูกจุ่ม ถูกเข้าส่วน

“ท่านไม่รู้หรือ? เราที่ถูกพระเจ้านำเราจุ่มลงไป  เข้าส่วนลงไปในพระเยซูคริสต์ ท่านไม่รู้หรือ?” ก็คือเมื่อเราเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ พระเจ้าได้ผ่าตัด ย้ายวิญญาณของเรา ซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ ของเรา  ซึ่งอยู่ในอาดัม อยู่ในบาป ย้ายจากอาดัมเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ (ทำอีกแล้ว … เอากระดาษ (วิญญาณของเรา) ใส่เข้าไปในพระคัมภีร์ (พระคริสต์) …) เรียกว่าบัพติศมาเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ เมื่อมนุษย์คนใดเปิดใจต้อนรับความจริงของข่าวดีนี้ว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นตัวแทนของมนุษยชาติที่พระเจ้าแต่งตั้ง ประทานให้มนุษยชาติ  พอเขาเปิดใจปุ๊บ พระเจ้าทำสิ่งนี้เลย  คือเอาวิญญาณของเขา วิญญาณเดิม  บัพติศมาเข้าไปอยู่ในพระคริสต์

ข้อ 4 บอก “ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว  โดยการบัพติศมาเข้าในความตาย”

ยกแรก พระเยซูคริสต์ถูกตรึงตายที่ไม้กางเขน เราเลยถูกตรึงตายที่ไม้กางเขนกับพระองค์ วิญญาณท่านถูกตรึงอยู่แล้ว ตอนนี้ พระเจ้าได้ทำการผ่าตัดวิญญาณท่าน เอาวิญญาณท่านเข้ามาในพระเยซูคริสต์ พอพระเยซูถูกตรึง ท่านก็ได้ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซู เห็นไหม? พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ท่านถูกตรึงด้วย

“เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตเช่นเดียวกันกับที่พระองค์ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย โดยพระเกียรติสิริของพระบิดา” ก็คือขณะที่เราตายกับพระเยซูคริสต์ และพระเยซูคริสต์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็ไปอยู่ในอุโมงค์ด้วย และในวันที่ 3 พระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย เราก็อยู่ในพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากคาวมตายด้วย มันหมายถึงอย่างนั้น

“ถ้าเราได้มีส่วนกับพระองค์ในการตายเหมือนพระองค์” ถ้าเราอยู่ในการตายที่ไม้กางเขน อยู่ในพระเยซูคริสต์ ตายที่ไม้กางเขนร่วมกับพระองค์ “แน่นอน เราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระองค์” ตอนที่พระองค์ถูกยกขึ้นมาสูงสุด  อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในโลกวิญญาณนั้น  เราก็อยู่ในพระคริสต์ เราก็นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานด้วยเช่นเดียวกัน  นี่แหละที่เราร้องเพลงกันว่า …

“เป็นขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว พระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว

เป็นขึ้นแล้ว เป็นขึ้นแล้ว ฉันก็เป็น ขึ้นพร้อมพระองค์”

นี่คือข่าวดี  ถามว่ารอให้ตายแล้วถึงเป็นไหม?  ไม่ใช่ เป็นขึ้นแล้ว ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้อยู่ และมันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดนิรันดร์  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย

เห็นภาพนี้ไว้ก่อนนะ จำไว้นะว่าเราอยู่ในพระเยซู … เห็นไม้กางเขน พระเยซูถูกตรึง เราก็ถูกตรึงอยู่ด้วย  พระเยซูถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย  วันที่ 3 พระเจ้าได้ชุบพระเยซูให้ขึ้นจากความตาย และแต่งตั้งให้พระองค์นั่งอยู่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน มีอำนาจสูงสุด  ครอบครองเหนือทุกสิ่ง ด้วยฤทธิ์อำนาจ  เราก็อยู่ในพระองค์นั่นแหละ อ่านโคโลสี 3:1-4  …

โคโลสี 3:1-4  “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้น ท่านก็จะปรากฏ พร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

“ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว” เห็นภาพแล้วนะตอนนี้  เห็นชัดเลยว่าท่านอยู่ที่ไหน? ท่านกำลังนั่งอยู่กับพระคริสต์ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ท่านกำลังนั่งอยู่ที่นั่นในขณะนี้

“ฉันกำลังนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานกับพระเยซูคริสต์”

“ก็จงให้ใจของท่าน” ก็คือความคิดจิตใจของท่าน จดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” เมื่อเป็นอย่างนั้น เกี่ยวกับโลกวิญญาณที่เกิดขึ้นอย่างนั้น  ก็จงให้ความคิดของท่าน  คิดอยู่ตลอดเวลาว่า …

“ฉันได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนโลกจะแย้งอย่างไร? ไม่ว่ามารจะโกหกอย่างไร? ฉันก็ยังคงยึดมั่น เห็นภาพนั้นว่าฉันนั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น” นี่แหละ คือการฉลอง

ข้อ 2 บอกว่า “จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก” ให้จดจ่อกับความจริงเรื่องเบื้องบน  คือตะกี้นี้ที่เราพูดถึงที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในโลกวิญญาณ จดจ่อตรงนี้ตลอดเวลา อย่าให้ถูกดึงไปตรงนั้น ดึงไปตรงนี้

มารก็จะส่งข้อมูลเข้ามา “เราเป็นมนุษย์คนเดียว ไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าได้อย่างไร? โอ๊ย! ยังคิดอิจฉาเขาอยู่เลย  ยังคิดโลภอยู่เลย แล้วจะไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานได้อย่างไร?”

“ใม่รู้แหละ ในโลกวิญญาณ ฉันนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว มารแกแพ้ไปแล้ว แกหมดฤทธิ์ไปเรียบร้อยแล้ว ฉันไม่ได้เป็นทาสแก ฉันไม่เชื่อแกอีกต่อไป”

ข้อ 3 บอกว่า “เพราะตัวเก่าของท่านได้” ตายไปเมื่อไร?  ถูกตรึงอยู่ที่ไม้กางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์ อยู่ในพระเยซูคริสต์ ถูกตรึงตายไปแล้ว ก่อนจะเป็นขึ้นมาใหม่ ก็ต้องตายก่อน ไม่อย่างนั้นจะเป็นขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร? การเป็นขึ้นมาใหม่ตรงนี้ ก็คือการบังเกิดใหม่ที่พระเยซูคริสต์บอก ใครจะเข้าสวรรค์ได้ ต้องบังเกิดใหม่  การบังเกิดใหม่ ก็คือการเป็นขึ้นมาใหม่ อันเดียวกันนั่นแหละ คนจะเข้าสวรรค์ได้ ต้องเป็นขึ้นจากตาย ก็คือต้องบังเกิดใหม่ เหมือนพระเยซูที่บังเกิดใหม่  ฉะนั้น ก่อนที่พระเยซูจะบังเกิดใหม่ พระเยซูตายที่ไม้กางเขน เราก็ได้ตายไปแล้ว เพื่อจะได้บังเกิดใหม่

ในนี้ก็บอก “เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ในพระเจ้า” ซ่อนอยู่ในพระคริสต์ อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน ที่เบื้องขวาของพระองค์

ข้อ 4 “เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ” เราถูกซ่อนอยู่ในนี้  ซ่อนอยู่ถึงเมื่อไร? “เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้น ท่านก็จะปรากฏ พร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”  หมายถึงเมื่อถึงวันเวลาที่พระคริสต์จะกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจบการพิพากษาบนโลกใบนี้ พระองค์จะกลับมาใหม่ เราทั้งหลายไม่ต้องถูกซ่อนอยู่อย่างนี้แล้ว เราทั้งหลายได้รับร่างกายใหม่จากพระเจ้า ร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ทุกข์ทรมาน ไม่เจ็บป่วย ไม่มีการตายอีกต่อไป  ร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี  เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เป็นขึ้นจากความตาย  เราจะได้รับร่างกายอย่างนั้นแหละ วิญญาณของเราจะได้รับร่างกายอย่างนั้น เมื่อเราจากโลกนี้ไป ทิ้งร่างเดิมนี้ไปเรียบร้อยแล้ว และวิญญาณ และร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ เรียกว่าเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ที่จะกลับมาครอบครองโลกใหม่  สวรรค์ใหม่ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับมนุษย์ทั้งหลาย โดยมีพระเยซูคริสต์เป็นหัวหน้าของเรา เหมือนบทเพลงที่ร้องว่าวันนั้นจะมาถึง วันที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหลาย ในหนังสือวิวรณ์เขียนไว้ ที่บอกว่า …

“ร้องสรรเสริญว่าฮาเลลูยา ร้องสรรเสริญว่าฮาเลลูยา

ร้องสรรเสริญว่าฮาเลลูยา    คนชอบธรรมเดินหน้าเข้ามา”

ถึงวันนั้น วันพิพากษา  วันจบสิ้นโลกใบนี้แล้ว  พระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นหัวหน้าของมนุษยชาติทั้งหลาย ผู้ได้รับชัยชนะ เดินเข้ามาบนโลกใบนี้  เหล่าธรรมิกชนทั้งหลาย ทั้งหมด ทั้งปวงที่ได้เชื่อในพระองค์ ที่ได้เกิดใหม่ร่วมกับพระองค์ ที่ได้มีชีวิตซ่อนอยู่ในพระองค์ ปรากฏมาร่วมกับพระองค์ เดินมาพร้อมพระองค์ นี่แหละเขาเรียกว่าอย่างนั้น  และท่านเป็นหนึ่งในจำนวนธรรมิกชนเหล่านั้นที่เดินเข้ามาหรือเปล่า? ต้องถามตัวท่านเอง ในห้องนี้คงจะอยู่ในนั้นหมดแล้ว กำลังถามท่านที่ฟังอยู่ที่บ้าน ที่ออนไลน์ว่า …

“ท่านคิดว่าท่านเป็นหนึ่งในนั้นไหม?”

ท่านจะเป็นหนึ่งในนั้นได้ ก็ต่อเมื่อท่านร่วมกับพระเยซูคริสต์ ตายพร้อมพระองค์ ถูกฝังไว้ในอุโมงค์พร้อมพระองค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม และทำอย่างนั้นได้ด้วยวิธีใด? เปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐนี้ ต้อนรับข่าวดีนี้  เรียกพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาป เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ ในการทำศึกสงครามกับความบาปและความตาย และได้รับชัยชนะไปแล้ว เปิดรับพระองค์เข้ามา เอาชัยชนะในพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต แค่เปิดใจเท่านั้นเอง  ที่เหลือพระเจ้าทำหมด  ที่เหลือพระเจ้าจะเข้ามาผ่าตัดวิญญาณของท่าน  นำวิญญาณท่านเข้าไปอยู่ในพระคริสต์ แล้วเริ่มขบวนการตาย  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม ได้รับชีวิตของพระเจ้านิรันดร์ ท่านจะทำไหม? ท่านอาจจะรับรู้ครั้งแรกในวันนี้ เรื่องราวของความจริงในโลกวิญญาณ ท่านลองกลับไปคิดใคร่ครวญไตร่ตรองดูว่ามันจริงหรือไม่จริง? และสมควรอย่างไร? และจำเป็นอย่างไร? ที่มนุษย์ทุกคนควรจะรับรู้เรื่องเหล่านี้ แล้วก็คิดใคร่ครวญ ทบทวนว่าเราพร้อมในการจากโลกนี้ไปไหม? เราพร้อมที่จะกลับมาใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์หรือเปล่า? เราพร้อมจะยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าผู้พิพากษาของมหาจักรวาลในวันพิพากษาไหม? เราพร้อมที่จะพูดว่าเราบริสุทธิ์ สะอาด ไม่มีบาปอะไรเลยในตัวเราแม้แต่นิดเดียว  เราพร้อมไหม?   พระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

พระเยซูผู้บริสุทธิ์  ได้มาล้างบาปให้กับมนุษย์ที่มีมลทินสกปรก โดยการรับเอาบาปและสิ่งสกปรกของมนุษย์  มาไว้ที่พระองค์เอง

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า … “พระองค์เอง ทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกาย บนไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่ เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย” (1 เปโตร 2:24)

 

และนี่คือวิธีเดียวเท่านั้น ที่ทำให้มนุษย์ได้รับการชำระล้างความสกปรก ให้กลับมาสะอาดได้ ชำระเอาความบาปออกไป กลับมาเป็นผู้บริสุทธิ์ได้

 

มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า และเพราะความบาปของมนุษย์ ไม่ได้มาจากการกระทำของมนุษย์เองเท่านั้น  แต่เป็นเชื้อบาปที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้น การล้างบาป มนุษย์จึงไม่สามารถกระทำเองได้ การลบล้างความบาป จึงต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ คือไปลบล้างเชื้อบาป ซึ่งพระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงส่งพระเยซู พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ มาประสูติเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว ที่จะช่วยมนุษย์ได้

“ในผู้อื่น ไม่มีความรอดเลย เพราะไม่ได้ประทานนามอื่น ที่จะช่วยให้เราทั้งหลายรอด แก่มนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”   (กิจการ 4:12)

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1305

คำบรรยายวันศุกร์ประเสริฐที่  2  เมษายน  2021

 เรื่อง “บริสุทธิ์ สมบูรณ์แบบตลอดกาล  ด้วยพระโลหิตพระเยซู”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

หลายแห่งเขาก็ฉลองเทศกาลศุกร์ประเสริฐและอีสเตอร์ วันสิ้นพระชนม์กับวันเป็นขึ้นจากความตาย ต้องคู่กัน เขาฉลองเป็นสัปดาห์ เรียกว่าสัปดาห์แห่งการทนทุกข์ อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นปาล์มซันเดย์ พระเยซูคริสต์เดินทางเข้ามากรุงเยรูซาเล็ม พระคัมภีร์บอกหมด ตั้งแต่นานมาแล้ว ก่อนหน้าที่จะเดินทางเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตลอด 3 ปี ที่พระเยซูได้ประกาศบนโลกใบนี้ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ พระองค์บอกล่วงหน้าแล้วว่าพระองค์จะเข้ามากรุงเยรูซาเล็ม ในสุดท้ายชีวิตของพระองค์ เพื่อให้เขาจับไปฆ่า เพราะเป็นการงานที่พระองค์ได้ถูกแต่งตั้งให้กระทำสิ่งนี้ บอกมาเป็นระยะๆ ตลอดเวลา

วันนี้เราเลยจะมาระลึกถึงเหตุการณ์นี้ร่วมกัน ว่าพระเยซูทราบล่วงหน้า แล้วว่าจะเข้ากรุงเยรูซาเล็มในสัปดาห์นี้ เพื่อให้เขาจับไปฆ่าด้วยการถูกตรึงที่ไม้กางเขนอย่างทรมาน  เพราะความรักยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ว่าพระองค์ทรงทุกข์ทรมาน เพื่อเรามากขนาดไหน?  เราจะมาเริ่มต้นที่ยอห์น 19:28-30 เลยว่าเมื่อพระองค์ทรงเดินทางเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รู้แล้วว่ามาครั้งนี้ พระองค์จะถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขน  และพระองค์ทรงว้าวุ่นใจ กังวลใจตั้งแต่แรกแล้ว รู้ว่าพระเจ้าให้กระทำสิ่งนี้  แต่ก็รู้ว่ามันหนักหนาสาหัส ยิ่งใกล้วันมา วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส ยิ่งกังวลใจมาก ยิ่งกลัวในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ลองคิดดูสิว่าพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าที่พระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่พูดคุยกับพระเจ้าตลอดเวลา  แล้วพระองค์ทรงบอกว่าพระองค์ทรงกังวลใจ  พระองค์ทรงกลัว มันจะเป็นภาระหนักขนาดไหนที่พระเยซูจะทรงก้าวเข้าไปทำ ในการถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ทั้งๆ ที่รู้ บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนเกทเสมนีในวันพฤหัส คือเมื่อวานนี้  ก่อนที่จะถูกจับไปทุกข์ทรมาน และตรึงบนไม้กางเขน พระองค์อยู่กับเหล่าสาวก แล้วขอร้องให้เหล่าสาวกมาเป็นเพื่อนหน่อย  แสดงว่ากลัว กังวล

กังวลถึงขนาดบันทึกไว้ในพระคัมภีร์บอกว่าพระองค์อธิษฐานด้วยความทุกข์ทรมานถึง 3 ครั้ง  พระเจ้าพระบุตร อธิษฐานกับพระบิดา ขอให้ภาระนี้ หน้าที่นี้ การถูกตรึงที่ไม้กางเขนนี้ เป็นไปได้ไหมที่จะผ่านไป ไม่รับ ไม่เข้าไป  ไม่ถูกตรึงได้ไหม? มีวิธีอื่นไหม? แต่ทั้ง 3 ครั้ง เนื่องจากพระองค์ทรงทราบล่วงหน้า มาตั้งเป็นพันๆ ปีมาแล้วว่าพระองค์ทรงถูกแต่งตั้งให้มาทำงานนี้ พระองค์ก็ทรงทราบ  แต่ในใจหนึ่ง ก็ทรงกลัว แล้วพระองค์ก็ทรงชนะจิตใจตัวเอง โดยการอธิษฐานว่า …

“พระเจ้าถ้ามันเลื่อนไม่ได้ มันจำเป็นที่ลูกจะต้องเดินเข้าไป  ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ อย่าเป็นไปตามใจลูกเลย”

อธิษฐานอย่างนี้ 3 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัว น่าหวาดกลัว น่าสยดสยองของสิ่งที่พระเยซูคริสต์กำลังเผชิญอยู่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ตอนเย็น จนกระทั่งถึงเมื่อบ่าย 3 โมง วันนี้ที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน เราจะมาดูกันว่าพระองค์กลัวอะไร? แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เพื่ออะไร? ทำไมพระเจ้าต้องทำสิ่งเหล่านี้ด้วย มารซาตานรู้อย่างเดียวว่าอยากจะเอาชนะพระเยซู สิ่งเดียวที่ทำให้พระเยซูแพ้มารซาตานในเรื่องนี้ได้ ก็คือซาตานมันรู้แล้วว่าพระเยซู เป็นพระบุตรของพระเจ้า  มาเกิดเป็นมนุษย์ แต่มันไม่รู้แผนการทั้งหมดของพระเจ้า ในการไถ่ถอนมนุษย์ มันไม่รู้ลึกซึ้งขนาดนั้น พระคัมภีร์บอกมันไม่รู้ เพราะฉะนั้น มันพยายามที่จะทดลอง ที่จะยุแหย่พระเยซูให้ทำอะไรก็ได้  ให้ละเมิดสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนมนุษย์ ในการสำแดงตัวพระเจ้าออกมา ถ้าสำแดงตัวของพระเจ้าออกมาเมื่อไร? ก็ไม่ได้เป็นมนุษย์เมื่อนั้น เข้าใจใช่ไหมครับ?

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวานนี้ถูกจับ มันทั้งล้อเลียน ยุแหย่ ทั้งไม่ให้เกียรติ ถ่มน้ำลาย ตบหน้าพระเยซู เฆี่ยนพระเยซู เยาะเย้ยต่างๆ เพื่อให้พระเยซูบอกว่า …

“ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว กลับมาเป็นพระเจ้าดีกว่า ไม่ยอมให้ถูกรังแกอย่างนี้  ไม่เอาเด็ดขาด”

นั่นแหละ คือพระเยซูแพ้ แต่ขอบคุณพระเจ้า ผลปรากฏออกมาแล้วว่าพระเยซูไม่แพ้  ทนจนกระทั่งสุดท้ายที่ไม้กางเขน แบกรับเอาความน่าอาย แบกรับเอาความทุกข์ทรมาน  แบกรับเอาความยุแหย่ เจ็บปวด ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นพระเจ้า สามารถที่จะหนีจากสิ่งเหล่านี้ สามารถที่จะชนะสิ่งเหล่านี้  สามารถลงจากกางเขนได้ทันที เรียกทูตสวรรค์มาเป็นกองๆ ทันทีเลย  ใครจะทำอะไรพระองค์ได้ แต่พระองค์ไม่ทำ  ยอมทำให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า  ยอมทนทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวด ความรักอันยิ่งใหญ่นี้พระองค์ทำเพื่อใคร? ในที่สุด พระองค์ก็ทรงชนะ คือทรงสิ้นพระชนม์ รับบาปของมวลมนุษยชาติ จนกระทั่งคนสุดท้าย

สมมติว่ามนุษย์มีทั้งหมด แสนล้านคน พระองค์รับแบกบาปมวลมนุษยชาติไว้ที่ตัวพระองค์ ตั้งแต่คนแรก รับไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เย็นวันพฤหัส ถูกจับปุ๊บ ค่อยๆ รับความทุกข์ทรมาน รับเพิ่มไปเรื่อยๆ  รับจนกระทั่งบนไม้กางเขน ใกล้ๆ บ่าย 3 โมง พระองค์อาจจะนับไป 99,999 เหลืออีกคนเดียวเอง พอถึงบ่าย 3 โมงพระองค์รับอีกคนหนึ่งไว้ ด้วยความทุกข์ทรมาน พอรับไป พระองค์บอกว่ารับหมดเรียบร้อยแล้ว แบกบาปของคนทั้งโลกไว้ที่พระองค์เรียบร้อยแล้ว ด้วยความอับอาย ด้วยความเจ็บปวด ทำอะไรเขาได้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ตอนนี้ เพราะรับบาปของมวลมนุษยชาติ ต้องอดทน รับแบกบาปของมวลมนุษย์ไว้ จนคนสุดท้าย  รับครบเมื่อไร? เมื่อบ่าย 3 โมง พระองค์ก็เลยบอกว่าจบแล้ว เสร็จเรียบร้อยแล้ว สำเร็จแล้ว เรามาอ่านดูตรงนี้กัน ยอห์น 19:28-30 …

ยอห์น 19:28-30  “28 หลังจากนั้น พระเยซูรู้ว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้คำต่างๆ ในพระคัมภีร์เกิดขึ้นจริง พระองค์พูดว่า “เราหิวน้ำ” 29 มีไหใส่เหล้าองุ่นเปรี้ยวอยู่ที่นั่น พวกเขาจึงเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวนี้ ใส่ปลายกิ่งไม้หุสบ แล้วยื่นไปจ่อไว้ที่ปากของพระองค์ 30 เมื่อพระองค์ได้ชิมเหล้าองุ่นเปรี้ยวแล้ว จึงได้ร้องว่า “สำเร็จแล้ว” จากนั้น ก็คอพับ และสิ้นใจตาย”

 

สิ่งที่พระองค์ทรงกลัวมาก คือการทนทุกข์ทรมาน อย่างที่บอก ถูกเยาะเย้ย ถูกเหยียดหยาม ถูกทรมาน  เอาสิทนได้ใช่ไหม? ก็ทรมานอีก ทนได้ ทรมานอีก จนกระทั่ง พระเยซูรู้ว่าทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ตามที่พระเจ้าวางแผนไว้แล้ว ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งหลาย รับแบกบาป เรียบร้อยแล้ว  พระองค์ทรงทราบและสำเร็จแล้ว พระองค์จึงได้ร้องประกาศข่าวดีอีกแล้ว ตลอด 3 ปีมา ที่ดำเนินบนโลกใบนี้ เริ่มสั่งสอนนั้น พระองค์ไม่ได้มาสั่งสอนให้คนทำความดีนะ มาประกาศแผ่นดินสวรรค์ ประกาศปีแห่งการโปรดปรานของพระเจ้าว่าพระเจ้าอภัยให้มนุษยชาติ พระองค์มา เพื่อไถ่บาป พระองค์จึงได้ร้องว่าข่าวดีที่บอกไว้นั้น เกี่ยวกับสวรรค์มา บัดนี้ สำเร็จแล้ว แล้วก็สิ้นพระชนม์ สิ้นพระชนม์ก่อนหน้านี้ไม่ได้ ตายก่อนหน้านี้ไม่ได้  ต้องรับจนหมดเกลี้ยงเลย มวลมนุษยชาติ บาปของเขา พระองค์ทรงรับไว้หมดเกลี้ยงเลย แล้วพระองค์ก็บอก …

“สำเร็จแล้ว” สิ้นพระชนม์

ในภาษาเดิม ที่เขาใช้ภาษากรีกบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ตรงนี้ คำว่า “สำเร็จแล้ว” ตรงนี้ เราได้เคยคุ้นกันบ่อยๆ ทุกๆ ปีก็จะมาพูด เรียกว่า “Testelestai” คือสำเร็จแล้ว จ่ายหมดแล้ว ทำครบแล้ว สมบูรณ์แบบแล้ว  มันหมายถึงตรงนั้น พระองค์อยู่บนไม้กางเขนเมื่อตอนบ่าย 3 โมงวันนี้ พระองค์บอกว่าสำเร็จแล้ว แผนการของพระเจ้าที่จะช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้นออกจากอำนาจมืดของผีมารซาตาน เป็นทาสของผีมารซาตานนั้น บัดนี้ สำเร็จแล้ว หนี้บาป เวรกรรมของมนุษย์ที่ติดตัวมา ตั้งแต่สมัยอาดัมนั้น ได้ถูกจ่าย ให้ครบถ้วนหมดแล้ว Testelestai ก็คือจ่ายหมดแล้ว พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของมนุษย์พันธุ์ใหม่  พันธุ์ที่สามารถรับความบาปของมวลมนุษยชาติไว้ที่ตัวพระองค์ได้ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า ไม่มีบาป บริสุทธิ์ผุดผ่องเลย  ไม่มีมนุษย์คนใดเลยในโลก สักคนเดียวที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะทั่งหมด มาจากแหล่งเดียวกัน มาจากที่เดียวกัน คือมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน คืออาดัม ทุกคนติดเชื้อบาปกันมาทั้งสิ้น ยกเว้นพระเยซูคริสต์ที่บังเกิดจากหญิงพรหมจารี กำเนิดโดยหญิงพรหมจรรย์ จากพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์จึงบริสุทธ์ เป็นมนุษย์ 100% และเป็นพระเจ้า 100%  พระองค์จึงเป็นตัวแทนของมนุษย์จ่ายหนี้บาป เรียบร้อย หมดไปแล้ว เกลี้ยงเลย

แล้วพระคัมภีร์ก็บอกว่าถ้าใครรู้ข่าวดีนี้ ต้องการที่จะหมดหนี้ หมดบาป ก็ง่ายนิดเดียว คือเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ว่ามันเป็นจริงเท่านั้นเอง

มนุษย์ผู้ใดอยากได้สิทธิ์นี้ ก็ต้องย้ายออกจากพันธุ์เดิม คือพันธุ์อาดัม ก็เป็นพันธุ์ของเรา พันธุ์มนุษย์ทั้งหมด ก็มาจากอาดัม ต้องย้ายจากอาดัมมาอยู่พันธุ์ใหม่ มาอยู่ในพันธุ์ของพระเยซูคริสต์ ให้พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทน เป็นหัวหน้าเรา เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  เราก็จะได้รับสิทธินี้ คือหนี้บาปเวรกรรมของเรา ก็ได้ถูกจ่ายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าหัวหน้าของเรา คือพระเยซูคริสต์ได้จ่ายให้หมดแล้ว

แสดงการใช้สิทธิ์นี้ ด้วยเจตจำนง คือใช้ความเชื่อ พระคัมภีร์ใช้คำว่า “กลับใจใหม่”  หรือเรียกว่า “เปิดใจต้อนรับข่าวดี” พระเยซูบอกเราเคาะที่ประตูใจของท่าน  เราประกาศข่าวดีให้กับท่าน มาอยู่เรื่อยๆ ทั้งผ่านตรงโน้น ผ่านตรงนี้ เคาะอยู่เรื่อยๆ  ให้ท่านเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ คือต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ช่วยให้รอดของท่าน ท่านก็ได้รับสิทธิ์นี้ทันนี้

นี่คือการแสดงเจตจำนงในการรับสิทธิในข่าวดีที่พระเยซูทำให้ ที่ไม้กางเขน เมื่อบ่ายนี้ นี่ผ่านมาแล้ว 2,000 ปี หนี้บาปเวรกรรมของมนุษย์ ได้ถูกจ่ายเรียบร้อยไปแล้ว และก่อนอื่นเลย ที่มนุษย์คนนั้นจะใช้สิทธิ์ อันดับแรก ซึ่งผ่านไปไม่ได้เลย ก่อนที่จะใช้สิทธิ์นี้ คือเขาต้องยอมรับตัวเองก่อนว่าเขาเป็นคนบาป ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ต้องการผู้ช่วยให้รอดจากบาป ไม่สามารถชดใช้บาปตัวเองได้  พูดง่ายๆ ใช้บาป เวรกรรมตัวเองไม่หมด  และต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น ก็คือมีพระเยซูผู้เดียว  ตรงนี้จึงเป็นอันดับแรกที่ต้องเกิดขึ้นในใจก่อน มนุษย์คนนั้นต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองเป็นคนบาป และอ่อนแอ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ตรงนี้มันยากนะ ที่มนุษย์คนหนึ่งจะยอมถ่อมใจลง

“ฉันช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ฉันทำดีอย่างไรก็ยังไม่เพียงพอ  เพราะฉะนั้นขอตัวช่วย”

และตัวช่วย ก็มีอยู่ผู้เดียว คือพระผู้ช่วยให้รอด  พระเยซู … เยซู แปลว่าผู้ช่วยให้รอด เมื่อใดเมื่อนั้น ถ่อมใจตรงนี้ เขาก็จะได้รับสิทธิ์นี้ทันที ในโรม 5:8-9 ได้อธิบายถึงทำไมพระเยซูต้องยอมทนทุกข์ทรมาน ถึงขนาดนั้น เพราะรักใครมาก? ลองอ่านดู ท่านจะรู้ว่าความรู้สึกของพระเยซู ของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้นั้น เป็นความรักขนาดไหน? …

โรม 5:8-9  “8 แต่พระเจ้าได้แสดงความรักต่อเรา โดยยอมส่งพระคริสต์มาตายเพื่อเรา 9 ทั้งๆ ที่เรายังเป็นคนบาป (เป็นศัตรูกับพระเจ้า) อยู่  ตอนนี้พระเจ้ายอมรับเรา (เป็นผู้ชอบธรรม) แล้ว เพราะเลือดของพระคริสต์  ยิ่งกว่านั้น เราจะรอดพ้นจากความโกรธ (การถูกลงโทษ เพราะบาป) ของพระเจ้า (ในวันพิพากษา) เพราะพระคริสต์อย่างแน่นอน”

 

ท่านคิดดูสิ ความรักของพระเจ้าใหญ่แค่ไหน? ทั้งๆ ที่มนุษยชาติบนโลกใบนี้ยังเป็นคนบาป ยังเป็นศัตรูกับพระเจ้า ยังดุด่า ว่ากล่าวพระเจ้า ล้อเลียนพระเจ้า อยู่ตรงข้ามพระเจ้า ดูหมิ่นพระเจ้า แต่ในขณะที่เรายังเป็นอย่างนั้น พระเจ้าโกรธเหรอ? พระเจ้าจะลงโทษเราใช่ไหม?  เพราะเราเป็นศัตรูกับพระองค์ใช่ไหม? ในนี้บอกว่า …

“แต่พระเจ้าได้แสดงความรักต่อมนุษยชาติบนโลกใบนี้ โดยยอมส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาตาย เพื่อเราที่ไม้กางเขน”

ที่เราพูดคุยกันเมื่อสักครู่นี้ ด้วยความทุกข์ทรมาน เพื่อมนุษยชาติที่เป็นศัตรูกับพระองค์ หมิ่น เหยียดหยาม ทั้งหมดออกมาที่เมื่อวานนี้ ที่ผมบอกให้ฟัง ที่มารมันใส่เข้าไปในจิตใจมนุษยชาติ ที่เกลียดพระเยซูมาก นั่นแหละ ข้างในของมนุษย์เป็นศัตรู เยาะเย้ยถากถาง เอามงกุฎหนามสวมเข้าไป ปลดฉลองพระองค์ให้พระองค์ละอาย แม้ตรึงอยู่ที่ไม้กางเขน ก็บอกว่า …

“อ้าว! ลงมาสิ เก่งจริงลงมา”

คือทำทุกอย่าง นั่นแหละคือศัตรูกับพระเจ้า ทั้งๆ ที่มนุษย์เป็นศัตรูอย่างนั้นนะ พระเจ้าบอก …

“เราไม่ถือโทษ เราส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรเรามาตายที่ไม้กางเขน  เพื่อยอมรับเจ้า กลับมาหาเราใหม่”

พระเจ้ายอมรับมนุษยชาติ ยอมรับเรา ผู้เป็นคนบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า ให้กลายเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซู เลือดของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งตั้งแต่ก่อนไม้กางเขน จนกระทั่งถึงไม้กางเขน และสิ้นพระชนม์นั่นแหละ

และในนี้บอกว่า “ยิ่งกว่านั้น เราจะรอดพ้นจากความโกรธของพระเจ้า” หมายถึงอะไร?

เราจะพ้นจากการถูกลงโทษ เพราะบาป เพราะเราเป็นศัตรูกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทำอะไรเราหรอก มันเป็นกฎตามธรรมชาติ เมื่อเราเป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับความดีงาม เราก็ได้รับโทษ ถูกพิพากษาลงโทษ

ในนี้บอกว่า … “รอดพ้นจากความโกรธ การถูกลงโทษ เพราะบาป ในวันพิพากษา” ก็คือในวันสุดท้าย เมื่อชีวิตเราหมดสิ้นจากโลกใบนี้ไปแล้ว ทุกคนต้องเข้าสู่การพิพากษาของพระเจ้า ถ้าเรายังเป็นศัตรูกับพระเจ้า ง่ายนิดเดียว พระเจ้าเป็นเจ้าของสวรรค์ เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า การถูกพิพากษา คืออะไร? ท่านก็ทราบ มันก็เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว มันก็ต้องจำใจปล่อยไปตามทางของเรา เราก็ไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่สวรรค์ของพระเจ้า สำหรับคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้รับการชำระโดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นผู้ชอบธรรม คนดีงามแล้ว ไม่ได้เป็นคนบาป ไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้าอีกแล้ว เขาก็รอด จากการพิพากษา  แค่นี้เอง รอดจากการถูกลงโทษ ในวันสุดท้าย เขาก็ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า นั่นหมายความว่าอย่างนี้ ฮีบรู 9:12 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

ฮีบรู 9:12  “พระองค์เข้าไปในห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนั้น เพียงครั้งเดียวก็พอ สำหรับตลอดไป พระองค์ไม่ได้เอาเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ได้ถวายเลือดของพระองค์เอง พระองค์จึงทำให้เรา เป็นอิสระจากบาปตลอดไป

 

“พระองค์เข้าไปในห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด” หมายถึงพระองค์เข้าไปในสถานที่ประทับของพระเจ้า ในสวรรค์ ในโลกวิญญาณเลย ในขณะที่ตายที่ไม้กางเขนแล้ว วิญญาณของพระองค์เข้าไปในพลับพลา หรือเรียกว่าอภิสุทธิสถาน สถานที่บริสุทธิ์ที่พระเจ้าสถิตอยู่ ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์จริงๆ เข้าไปหาพระเจ้า เพื่อเอาเลือด ไปไถ่บาปให้กับมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ด้วยเลือดของสัตว์ แต่ด้วยเลือดของพระองค์เอง  พระองค์จึงทำให้มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นอิสระ หลุดพ้นจากบาปตลอดไป

จำไว้ “หลุดพ้นจากบาป” คือหลุดพ้นจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้าตลอดไป  บาป คือศัตรูกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าบอกบวก เราบอกลบ  พระเจ้าบอกขาว เราบอกดำ นี่คือธรรมชาติของคนที่อยู่ในบาป

แล้วพระองค์ทรงกระทำอย่างนี้ เมื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสรภาพ มนุษย์ก็สามารถที่เป็นอิสรจากบาป  ก็คือมีโอกาสที่จะหลุดจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า  คือสามารถกลับมาคืนดีกับพระเจ้า กลับมาเป็นมิตรกับพระเจ้า  เหมือนแต่ก่อนได้ กลับมาเข้ากันได้กับพระเจ้า  ซึ่งพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ตรงนี้ ใน 2 โครินธ์ 5:16-21 ผมจะนำท่านไปดูคำว่า “คืนดี” มันแปลว่าอะไร? …

2 โครินธ์ 5:16-21 “16 ดังนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะไม่พิจารณาใครตามทัศนะของโลก แม้ครั้งหนึ่ง เราเคยพิจารณาพระคริสต์แบบนั้น แต่เราก็จะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป 17 เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา 18 ทั้งหมดนี้ มาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์ โดยทางพระคริสต์ และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการคืนดีนี้แก่เรา 19 คือพระเจ้าได้ทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ในพระคริสต์ ไม่ทรงถือโทษบาปของมนุษย์ และพระองค์ทรงมอบหมายเรื่องราวแห่งการคืนดีนี้ไว้กับเรา       20 ฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ เสมือนหนึ่งพระเจ้าทรงร้องเรียกท่านทั้งหลายผ่านทางเรา 21 เราจึงขอร้องท่าน ในนามของพระคริสต์ว่าจงคืนดีกับพระเจ้า พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาปเพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า

 

พระเยซูหลั่งพระโลหิต ตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระมวลมนุษยชาติ ให้พ้นจากความบาป  พ้นจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า พ้นจากการอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า  พ้นจากการเข้ากับพระเจ้าไม่ได้

ทำไมผมเอา 2 โครินธ์ บทที่ 5 ขึ้นมาเมื่อตะกี้นี้  เพื่อจะเน้นให้ท่านเห็นถึงว่าที่พระเยซูมา ทำให้กับเรา คือทำให้มนุษย์สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า เป็นเคมีเดียวกัน ถ้าเรายังเป็นบาปอยู่ เราเหมือนน้ำกับไฟกับพระเจ้า  เจอกันไม่ได้ โดยธรรมชาติเลย

ในนี้บอกว่า … “ดังนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะไม่พิจารณาใครตามทัศนะของโลก”

ตามทัศนะของโลก ก็หมายถึงเราจะไม่ตัดสินใคร? มองใครตามลักษณะของสิ่งที่ตามองเห็น หูได้ยิน คือสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้   ตามระบบของโลกนี้นั่นเอง

“ซึ่งครั้งหนึ่งเราเคยพิจารณาพระคริสต์” คือเราเคยตัดสินพระเยซูอย่างนั้น พระเยซูพูดอะไร? ฟังไม่รู้เรื่องเลย ก็พระเยซูมาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับโลกที่จับต้องมองเห็นได้ไง แต่เราไปตัดสินพระองค์ในเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญาแบบโลก แบบจับต้องมองเห็นได้

ซึ่งในนี้บอกว่า … “เราจะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป  เหตุฉะนั้น เพราะถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์ โดยทางพระคริสต์”

โดยทางพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทำให้มนุษย์ทั้งหมด สามารถกลับมาเข้ากันได้กับพระเจ้า มาเข้าส่วนกันได้ มาคุยกันได้รู้เรื่อง มามีเคมีเหมือนกัน มาเป็นน้ำกับน้ำ แต่ก่อนนี้เป็นน้ำกับไฟ หรืออยู่ตรงข้ามกัน  แต่ตอนนี้มาเป็นน้ำกับน้ำ  เคมีเข้ากัน  สามารถเข้ากันได้ เป็นหนึ่งเดียวกันได้  และเมื่อเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เราก็สามารถถูกสร้างใหม่ บังเกิดใหม่ เป็นเหมือนพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่เอี่ยมเลย  ใหม่ เพราะว่าอันเก่ามันเป็นศัตรูกับพระเจ้าหมด ทั้งวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกาย เป็นศัตรูหมดเลย  เข้ากับพระเจ้าไม่ได้เลย ต่อต้านพระเจ้าหมด ทั้งที่รู้หรือไม่รู้ก็ตาม มันเป็นอย่างนั้น  แต่ต่อไปนี้ โดยทางพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทำให้มนุษย์สามารถถูกสร้างขึ้นใหม่ เกิดใหม่ มาเข้ากันได้กับพระเจ้า ทั้งหมด ทั้งความคิดจิตใจ ร่างกาย และวิญญาณ มันหมายถึงอย่างนั้น

“และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการคืนดีแก่เรา” … “เรา” ในที่นี้หมายถึงอาจารย์เปาโลและทีมงาน ผู้เป็นอัครทูต ผู้เป็นผู้ประกาศข่าวดี

พระเจ้าได้มอบหมายงานนี้ งานออกไปประกาศ ไปบอกผู้คน  เรื่องข่าวดีนี้ เขาเรียกว่างานแห่งการให้คนมาคืนดีกับพระเจ้า พระเจ้าเปิดประตูให้คืนดีแล้ว  รีบมาเข้าหาพระเจ้าเร็วๆ อะไรอย่างนี้

คือพระเจ้าทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ “โลก” หมายถึงมนุษย์  พระเจ้าทรงให้มวลมนุษยชาติคืนดีกับพระองค์ในพระคริสต์ ไม่ทรงถือโทษบาปของมนุษย์อีกต่อไป  ให้มนุษย์คืนดี  ก็คือให้มนุษย์สามารถเข้ากันได้กับพระองค์ ให้มนุษย์สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ เข้ามาในครอบครัวของพระเจ้า  มาเป็นลูกของพระองค์ได้แล้ว

“ฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ เสมือนหนึ่งพระเจ้าทรงร้องเรียกท่านทั้งหลายผ่านทางเรา”

“ท่านทั้งหลาย” คือมนุษย์ทุกคน … เรียกร้องมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้แหละ  ที่ได้ยินข่าวดีนี้ ผ่านทาง ผู้รับใช้ คือเปาโลและทีม เมื่อพูดถึงพระเยซูคริสต์ คือพระเจ้าเรียกร้องให้มนุษย์ทั้งหลาย มาคืนดีกับพระองค์

“เราจึงขอร้องท่านในนามพระเยซูคริสต์” … เปาโลกำลังขอร้องใครก็ตามที่ได้ยินข่าวดีในวันนี้ ผมก็ขอร้องเหมือนกัน  ขอร้องตามน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะรู้ว่าพระเจ้าต้องการให้ท่านคืนดีกับพระองค์

“จึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ว่าจงคืนดีกับพระเจ้า” จงคืนดีซะ เพราะเดี๋ยวนี้คืนดีได้  รับสิทธิของท่านที่พระเยซูคริสต์ไถ่บาปให้กับท่าน ท่านก็สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้แล้ว

จบสุดท้ายในข้อความนี้บอกว่า … “เพราะพระเจ้าทรงกระทำพระเยซู ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาป เพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นผู้ชอบธรรม ดีพร้อม สมบูรณ์แบบของพระเจ้า”

ทั้งหมดนี้ ให้คืนดี เพราะพระเจ้าส่งพระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน  กลายเป็นคนบาป รับบาปแทนเรา  จนกระทั่งถึงบ่าย 3 โมง ตายที่ไม้กางเขน  เป็นคนบาป เพื่อเอาบาปออกไปจากมวลมนุษยชาติ ให้มนุษยชาติกลับมาเป็นผู้ชอบธรรม ดีพร้อม สมบูรณ์แบบ เหมือนพระเจ้าได้ มันหมายถึงอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พระเจ้าไม่ได้ส่งพระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อสอนให้มนุษย์ทำความดี หรือมาสอนศีลธรรม ไม่ได้ให้มนุษย์ติดตามพระเยซู เพื่อคิดว่าพระเยซูสั่งให้ทำอะไรบ้าง? ทำความดีอย่างไร? เหมือนโมเสสสั่ง ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่โมเสสสอน ที่พระเจ้าให้บันทึกไว้ เป็นกฎ มันดีมากมาย อยู่แล้ว เยอะ แต่พระเยซูคริสต์มา เพื่อเป้าหมายเดียว อย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้ มาเพื่อตายด้วยความทุกข์ทรมานที่ไม้กางเขน  เพื่อแบกบาปของมวลมนุษยชาติไป  ต้องจำตรงนี้ไว้เลย เพราะไม่อย่างนั้นข่าวดีของพระเจ้า  มันจะไม่มาถึงมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวง มาเพื่อเป็นแพะรับบาป แทนมนุษย์ เพื่อปลดปล่อยให้มนุษย์เป็นอิสระ จากการเป็นทาสของบาป ไม่สามารถหลุดจากมันได้ ด้วยตัวของตัวเอง  พระเยซูจึงมาช่วยแบกเอาบาปนั้น โดยการตายที่ไม้กางเขน เป็นหลักการใหญ่ที่สุด  และพระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และในวันที่ 3 พระองค์ได้เป็นขึ้นจากความตาย  เพื่อมนุษย์จะได้สามารถบังเกิดใหม่ มีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า เป็นคนดีเหมือนพระองค์ได้

พระเยซูไม่ได้เป็นผู้มาก่อตั้งกฎระเบียบ แบบใหม่ หรือไม่ได้เป็นผู้มาก่อตั้งหลักการกระทำความดีอย่างใหม่ พระองค์ไม่ได้มาสอนกฎระเบียบ ให้คน หรือมนุษย์ทั้งหลาย กระทำความดีตามกฎ เพราะโมเสสสอนให้คนทำดีตามกฎระเบียบอยู่แล้ว และยังมีกฎระเบียบอื่นๆ เยอะแยะ ที่มนุษย์ตั้งขึ้นมาตามลักษณะของโมเสสเยอะแยะไปหมด ดีอยู่แล้ว  และมนุษย์ก็รู้อยู่ด้วยว่าอะไรดี? อะไรไม่ดี? รู้อยู่แล้วทั้งหมด ไม่ต้องสอนแล้ว รู้หมด แต่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

มนุษย์ไม่สามารถทำตามกฎระเบียบที่มีอยู่แล้วได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ดีพร้อมตามข้อกำหนดกฎนั้นๆ ได้  เพราะมนุษย์เกิดมา ก็เป็นบาป เป็นศัตรูกับความดีงาม เป็นศัตรูกับพระเจ้าไง  ข้างใน ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แก้ไม่ได้อยู่แล้ว

แต่พระเยซูผู้เดียวเท่านั้น ที่เป็นพระบุตรของพระเจ้าและเป็นมนุษย์ มาเพื่อกำจัดการเป็นศัตรูกับพระเจ้า ในใจของมนุษย์ ในวิญญาณของมนุษย์  เป็นตัวตนแท้ๆ ของมนุษย์ กำจัดการเป็นศัตรูออกไป  แล้วให้สามารถมาคืนดี มาเข้ากับพระเจ้าได้ สามารถมาเป็นคนดีพร้อม สมบูรณ์แบบ ในสายพระเนตรของพระเจ้าได้ โดยผ่านทางการหลั่งพระโลหิต ตาย ถูกฝังไว้  และรับการบังเกิดใหม่ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ตามที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้

พระเยซูจึงเน้นย้ำแต่เรื่องเหล่านี้ 33 ปีบนโลกใบนี้  30 ปีไม่ได้ทำอะไรเลย  3 ปีเท่านั้น ที่ออกมาประกาศ ไม่อยากบอกว่าสั่งสอนเลย พระองค์ไม่ได้สอนอะไรเลย พระองค์มาประกาศว่าพระองค์มาทำอะไร?  เน้นย้ำอยู่นั่นแหละ มาเพื่อตาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กลับมาหาพระเจ้า พระเยซูมาเพื่อการนี้  จึงได้เน้นย้ำ ประกาศข่าวดีอย่างนี้ ให้กับมนุษย์ทุกๆ คน ให้เชื่อและวางใจในคำพูดของพระองค์แค่นั้นเอง

วางใจและเชื่อว่าพระองค์เป็นผู้นั่นแหละ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ พระองค์คือพระคริสต์ คือพระมาซีฮา คือพระผู้ช่วยให้รอด  ที่มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งมวล ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ตั้งแต่บรรพบุรุษมา รอคอยมาตั้งนานว่าเมื่อไรพระมาซีฮา คือพระผู้ช่วยให้รอด ที่เรียกว่าพระคริสต์ ที่ถูกเจิมตั้งไว้จะมาเกิดสักทีหนึ่ง  จะมาช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาปเวรกรรม พระองค์มาแล้ว พระองค์ก็พยายามที่จะอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างนี้  พระองค์จึงไม่ได้มาสอนให้คนทำดี  แต่มาทำให้คนเป็นคนดีได้ โดยกำเนิดใหม่ จากพระเจ้านั่นเอง

พระเยซูมาล้างบาป ลบออกไปเลย  แล้วก็ให้มนุษย์สามารถบังเกิดใหม่ เป็นคนดี โดยกำเนิดและทำดีตามธรรมชาติ ตัวตนภายในที่เกิดใหม่  ที่เหมือนพระองค์ นี่คือสิ่งที่พระองค์มาทำ

พระเยซูจึงตรัสว่า “เราไม่ได้มาลบล้างกฎต่างๆ ที่ดีงามเหล่านั้น  แต่เรามาทำให้มันสมบูรณ์ครบถ้วน ใครมีหูจงฟังเถิด เราไม่ได้มาลบล้าง”

ทุกกฎ ตั้งแต่กฎโมเสส หรือกฎไหนๆ มันดีอยู่แล้วล่ะ  แต่คนที่อยู่ในความเชื่อของกฎเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกฎของยิว โมเสส หรือกฎของใครก็ตาม มันไม่ได้ทำให้ครบถ้วนบริบูรณ์ใช่ไหม? เราก็รู้อยู่ พระเยซูบอก …

“ดีแล้ว ทำแบบนั้นดี  เธอทำไม่ได้ใช่ไหม? เดี๋ยวฉันเข้าไปช่วย” มันหมายถึงอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนเลย ไม่ว่าท่านจะถือกฎอะไรอยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกฎโมเสส หรือกฎอะไรก็ตาม หลักข้อเชื่ออะไรทั้งหมด พระเยซูจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือท่านต้องล้างวิญญาณของท่านเสียใหม่ก่อน โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์

นี่คือความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของวันศุกร์ประเสริฐและวันอีสเตอร์ ก็คือพระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน เพื่อให้มนุษย์มีทางเลือกที่จะเป็นคนดีโดยกำเนิด เป็นคนดีได้

วันนี้เดี๋ยวสักครู่เราจะทำพิธีมหาสนิทด้วยกัน นึกถึงวันที่พระเยซูก่อนจะถูกตรึง ก็คือเมื่อวานนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเหล่าสาวก บันทึกไว้ในหนังสือ 1 โครินธ์ 11:23-26 …

1 โครินธ์ 11:23-26  “23 ในคืนที่เขาทรยศพระเยซูเจ้านั้น  พระองค์ทรงหยิบขนมปัง 24 เมื่อขอบพระคุณพระเจ้าแล้ว  ทรงหักและตรัสว่า “นี่คือสิ่งที่เล็งถึงกายของเรา ซึ่งได้สละให้แก่ท่านทั้งหลาย จงทำเช่นนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงเรา” 25 เมื่อรับประทานแล้ว ทรงหยิบถ้วยขึ้น กระทำอย่างเดียวกัน และตรัสว่า “ถ้วยนี้ คือพันธสัญญาใหม่ ด้วยโลหิตของเรา เมื่อใดที่พวกท่านดื่ม จงทำเช่นนี้ เป็นที่รำลึกถึงเรา” 26 เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกท่านรับประทานขนมปังนี้ และดื่มจากถ้วยนี้ ก็เป็นสัญลักษณ์ว่าพวกท่านได้ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าจะถึงวันที่พระองค์เสด็จมา”

 

“จงทำเช่นนี้ เป็นการรำลึกถึงเรา” ทั้งกินขนมปัง ที่เล็งถึงร่างกายของพระองค์ ที่แตกหัก ที่ถูกทุบตีเฆี่ยนตี ถูกทรมาน และตายที่ไม้กางเขน  และเลือดของพระองค์ คือพันธสัญญาใหม่  ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำบนไม้กางเขนนั่นเอง

พระองค์ทรงกระทำตรงนี้ เมื่อค่ำวานนี้ว่าพรุ่งนี้ พระองค์จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป พระองค์จะถูกจับและถูกทรมานอย่างแสนสาหัส  เพื่ออะไร? จำไว้นะ  สิ่งที่ได้บอก ได้สอนมา 3 ปี และตอนนี้ก็ประกาศอีก

วัตถุประสงค์ที่พระองค์ทรงกระทำตรงนี้ เรียกว่า The last supper  หรือเรียกว่ามหาสนิท หรือเรียกว่าอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนจะถูกตรึง วัตถุประสงค์ของพระเยซู คือต้องการให้เราระลึกถึงสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำในวันพรุ่งนี้  ตั้งแต่คืนนี้  หมายถึงในคืนวันพฤหัส ซึ่งมันผ่านมาตั้ง 2,000 ปี ก็คือหมายถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำที่ไม้กางเขน  ซึ่งสำเร็จแล้ว

พระองค์บอกให้ระลึกถึงเรา ก็คือเมื่อพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว คือข่าวดีได้ถูกกระทำจนสำเร็จ ครบถ้วนแล้ว ข่าวดีที่พระองค์นำสวรรค์มา บอกตั้งแต่ 3 ปีก่อนหน้านี้ เดี่ยวนี้  บัดนี้ ได้ถูกทำให้เรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขนนั้น เริ่มตั้งแต่การไถ่บาปให้กับมนุษย์จนหมดสิ้น  ทำให้มนุษย์ได้สามารถบังเกิดใหม่ การที่พระเจ้า พระองค์สามารถมาสถิตอยู่กับมนุษย์ได้ และให้มนุษย์สามารถเข้าส่วนร่วมในพระสิริของพระเจ้า คือคืนดีกับพระเจ้า  เข้ากันได้กับพระเจ้า และมีชีวิตนิรันดร์เหมือนพระองค์ ให้เราสามารถเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาด สมบูรณ์แบบเหมือนพระองค์เลย ให้เราระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ เวลาเราทำพิธีมหาสนิทนี้ เหมือนที่พระองค์ทรงกระทำ ในคืนวันนั้น พระองค์อยากให้เราระลึกถึงอย่างนี้ ว่าพระองค์ทรงกระทำทั้งหมดนี้ เพื่ออะไร? และมันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หลังจากสิ่งเหล่านั้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ มนุษย์ได้มา โดยเป็นของขวัญ  ของประทานจากพระบิดา เป็นพระคุณ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย  ไม่ใช่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  ไม่ใช่ อันนี้ทำอะไรก็ตาม  เชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ  แล้วก็ได้รับในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้นั่นเอง คือได้รับการไถ่บาป

ข่าวดีของพระเยซู คือเมื่อเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ ก็จะได้รับความรอด จากบาป คือรอดจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไป  และได้รับการย้ายจากอาณาจักรของความมืดมาสู่อาณาจักรของความสว่าง  ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า  ได้รับชีวิตที่เป็นพระเจ้า  ชีวิตที่เป็นของพระเจ้า  เรียกว่าชีวิตนิรันดร์

เวลาพระคัมภีร์บอกว่า “มาเชื่อพระเยซู แล้วได้รับชีวิตนิรันดร์”  ไม่ได้หมายถึงมาเชื่อพระเยซูแล้ว ได้รับชีวิต ไม่ตายเลย  นิรันดร์ แปลว่าอยู่ไปเรื่อยๆ  ไม่ใช่นะ แต่หมายถึงได้รับชีวิตของพระเจ้ามาเป็นของเรา เป็น DNA ของพระเจ้า มันหมายถึงอย่างนั้น เป็นชีวิตที่สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากบาป  ที่เรียกว่า “ผู้ชอบธรรม”  หรือ “เป็นคนดี โดยตัวตนแท้ๆ ข้างในวิญญาณ โดยกำเนิด” และสุดท้าย คือได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  ร่วมกับพระเยซูคริสต์ บริบูรณ์ สมบูรณ์ครบถ้วน บริสุทธิ์ครบถ้วนตลอดไป

นี่คือสิ่งที่พระเยซูอยากให้เราระลึกถึงในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำทั้งหมดนี้  และทั้งหมดนี้ เป็นชีวิตที่เกิดใหม่ทันที เมื่อเราเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ชีวิตที่เกิดใหม่นี้  จะอยู่ในโลกวิญญาณ พระคัมภีร์บอกว่าจะถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ทันทีที่เราต้อนรับข่าวประเสริฐ ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน  เพื่อเราจริงๆ  ความรักของพระองค์ให้พระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน พระโลหิตของพระองค์ชำระบาปให้กับเราได้จริงๆ ทันทีทันใดที่เราเชื่อตรงนี้ เราใช้สิทธิของเรานั้น ในโลกวิญญาณที่เรามองไม่เห็น

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าได้ทำการผ่าตัดวิญญาณของเรา ย้ายวิญญาณเราออกจากอาดัม ออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่ความสว่าง โดยให้เรามาติดสนิทอยู่กับพระเยซูคริสต์ ย้ายวิญญาณเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ แทนที่จะอยู่ในอาดัม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในพระคัมภีร์บอกว่าโดยการรับบัพติศมา ซึ่งบัพติศมา แปลเป็นภาษาไทยว่า โดยการเข้าส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ อย่างที่ตะกี้นี้บอก สามารถคืนดีกันได้ เข้ากันได้ วิญญาณเราเข้าไปอยู่ในวิญญาณของพระเยซู ไปเป็นหนึ่งเดียวกัน และเมื่อเปิดใจใช้สิทธิ์ก็ได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เกิดขึ้นในวิญญาณของคนๆ นั้นทันที ได้นั่งอยู่ในสวรรค์แล้วทันที

เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่ใช้สิทธิและเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่ไถ่บาปให้กับเรา ที่ไม้กางเขนนั้น เขาจะได้นั่งอยู่ในสวรรค์ทันที ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย ไม่ต้องรอให้ตาย แล้วไปสวรรค์ แต่เขาจะได้สัมผัส การนั่งอยู่ในสวรรค์ ในวิญญาณของเขาทันที พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น  เดี๋ยวเราจะได้อ่านร่วมกัน

ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เพราะมนุษย์เป็นวิญญาณ ไม่ว่าจะอยู่ในอาดัม หรืออยู่ในพระคริสต์ อยู่ในอาณาจักรของความมืด หรืออยู่ในอาณาจักรของความสว่าง ต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่งอยู่แล้ว  แต่ถ้าท่านเชื่อในพระเยซู ท่านจะได้มาอยู่ในอาณาจักรของพระคริสต์ ซึ่งเป็นอาณาจักรของพระเจ้า แน่นอนพอบอกพระเจ้า ก็คืออาณาจักรสวรรค์ ก็เป็นแสงสว่างแน่นอน

ให้ท่านคิดดู ชีวิตของเรา หรือของใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน?  เมื่อท่านรับรู้ว่าท่านกำลังนั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานแล้ว  ทุกวันนี้นะ ขณะที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้  วิญญาณของท่านเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าพระบิดา ตอนนี้แล้ว ไม่ต้องรอคอย ให้ตายไปแล้ว จะไปอยู่ในสวรรค์ตุ๊มๆ ต่ามๆ จะได้ไปหรือไม่ได้ไป? ลองอ่านข้อความนี้ดู เอเฟซัส 2:2-3 …

เอเฟซัส 2:2–3 “1 ส่วนท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในวิญญาณ จากการล่วงละเมิดและในบาป (ในอาดัม) ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า จากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า 2 ซึ่งท่านเคยดำเนินชีวิตตามวิถีของบาปของโลกนี้ และตามการครอบงำของเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (มาร) ซึ่งเป็นวิญญาณ ที่บัดนี้ทำการอยู่ในบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) 3 ครั้งหนึ่ง เราเคยมีชีวิตเหมือนกับผู้คนเหล่านั้นที่ (ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ ในการไถ่บาปของพระเยซู) ทำตาม ตัณหาของวิสัยบาปของเรา สนองความอยากกับความคิดของมัน ตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา (ในอาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษสาปแช่ง เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้กระทำให้”

 

ในอาดัมหรือไม่ก็ในพระเยซู ไม่ว่าที่ใดที่หนึ่ง ท่านต้องเลือกเอา ในอาดัมหรือในพระเยซู ในบาป ในความมืด  ในความพินาศ หรือในความชอบธรรม ในความดีงาม ในความสว่าง ในสวรรค์ ต้องเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่ง  ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ ท่านลองคิดดู เอเฟซัส 2:4 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

เอเฟซัส 2:4 “แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม”

 

ที่อ่านมาเมื่อสักครู่นี้ เกิดขึ้น เพราะเนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษยชาติ   ต่อเรานั่นเอง พระเจ้าจึงเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณาอย่างอุดม ทำสิ่งนี้ให้กับเราฟรีๆ เป็นของขวัญ เอเฟซัส 2:5 จึงบันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

เอเฟซัส 2:5 “จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่ วิญญาณเรา ได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ”

 

ทำไมพระเยซูคริสต์ต้องมาทนทุกข์ทรมานที่ไม้กางเขน? ทำไมต้องมีศุกร์ประเสริฐ ทำไมต้องตายอย่างทรมานถึงขนาดนั้น? ทำไมพระเจ้าจึงให้พระบุตรของพระองค์ลงมาทุกข์ทรมาน จนเกือบจะรับไม่ได้เลย? ก็เพราะสิ่งเหล่านี้แหละ  ความรักต่อมนุษย์ และการกระทำนั้น ทำให้วิญญาณของมนุษย์ทั้งหลาย  ที่อยู่ในความมืดบอด  หรือพระคัมภีร์เรียกว่าตายอยู่ ไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ เป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นทาสของมาร เป็นทาสของความบาป ความชั่วร้าย สามารถจะมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ก่อนหน้านี้ แต่พระเยซูคริสต์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อเราจะได้กลับมาหาพระเจ้าได้ คือท่านทั้งหลายได้รับความรอดจากบาป จากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า และถูกลงโทษ โดยพระคุณความรัก ความดีงามของพระเจ้าที่ทรงประทานพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน และทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะท่านทำอะไรเลย ไม่ใช่เป็นเพราะเราทำความดี ไม่ใช่เลย ทำดีอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะดีพอ ที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้น ท่านต้องเลือกเอาว่าพระเจ้าได้ส่งพระเยซูคริสต์มาเพื่อย้ายเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ตกอยู่ในความบาป เป็นทาสมาร อยู่ในความตาย อยู่ในนรกนั้น  ย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์ โดยผ่านทางพระโลหิตของพระเยซู ผ่านทางการตายของพระเยซู พระองค์ทรงย้ายแล้ว  แต่ท่านจะยอมย้ายไหม?  ท่านจะเชื่อในข่าวดีนี้ไหม? เชื่อในพระเยซูคริสต์ไหม? วางใจในพระองค์ไหมว่าพระองค์ทรงมาช่วย  พระเจ้าย้ายมนุษย์ออกมา ท่านจะย้ายไปกับพระองค์ไหม? ไปอยู่ในสวรรค์ เทียบกับเงาที่พระองค์ ทรงบอกเหตุการณ์นี้ล่วงหน้าในอดีต เมื่อพันกว่าปี ในสมัยโมเสส ตอนที่พระเจ้านำชาวอิสราเอล ชาวยิว ปลดปล่อยเขาจากการเป็นทาสในอียิปต์ 430 ปี พระเจ้าให้โมเสสบอกคนอิสราเอลว่า …

“จะไปแล้วนะ เลิก ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป”

หลายคนก็ไม่ไปนะ หลายคนยอมเป็นทาสต่อไป แล้วก็ไม่มั่นใจในสิ่งที่โมเสสพูดว่าเป็นจริงหรือเปล่า?  พระเจ้าจะพาไปยังดินแดนแห่งน้ำผึ้งและน้ำนมได้ไหม? เป็นทาสเขาอย่างนี้ ต่อไปดีกว่า ไม่เชื่อ เขายังเป็นทาสในอียิปต์ต่อไป  แต่คนที่เชื่อก็หลั่งไหลกัน วางใจในโมเสส

พระเยซูบอก … “เราใหญ่กว่าโมเสส เราเป็นพระบุตรของพระเจ้า ยิ่งใหญ่กว่าโมเสส มาช่วยมนุษยชาติทั้งหมดทั้งปวงให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสมารซาตาน ซึ่งมันหนักกว่าเยอะมากเลย”

ท่านจะยอมย้ายไหม? ท่านลองกลับไปคิดเอาเองก็แล้วกัน เมื่อไรก็ตามที่ท่านตัดสินใจ พระเจ้าพร้อม  พระเยซูบอกว่า …

“เราเฝ้าเคาะประตูอยู่ตลอด เรารออยู่ตลอดเลยนะ  เราจดจ่ออยู่ตลอดเลย ถ้าท่านตัดสินใจปุ๊บ  ได้รับสิทธิ์นั้นทันที” … ฝากไว้ด้วยก็แล้วกัน

ย้ายออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ไปอยู่ในคานาอัน เป็นอิสรภาพ พระเยซูบอกว่าย้ายจากการเป็นทาสมาร ย้ายจากในอาดัม มาอยู่ในพระคริสต์ อยากจะอยู่ในอาดัมต่อไป หรืออยากจะอยู่ในพระคริสต์เชิญเลือกเอา ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ  ไม่มีว่าอยากอยู่ทั้งสองข้าง แล้วก็ไม่มีว่าพอย้ายมาอยู่ในพระคริสต์แล้ว วันดีคืนดีกลับไปอยู่ในอาดัม ไม่มี ถ้าอยู่ในพระคริสต์ก็อยู่เลย  พระคัมภีร์บอกอยู่ในพระคริสต์ คืออยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่มีใครทำอันตรายได้ ท่านจะอยู่ที่นั่นตลอดชั่วนิจนิรันดร์  เอเฟซัส 2:6 …

เอเฟซัส 2:6  “และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

“พระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์” เป็นขึ้นมาได้อย่างไร?  ก็เพราะเราเข้าไปมีส่วนในพระคริสต์ เมื่อพระคริสต์ตาย เราก็ตายด้วย  เมื่อพระคริสต์ถูกฝังในอุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย  เมื่อพระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย  และในพระเยซูคริสต์ที่เราเข้าไปอยู่ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระเจ้าได้ทรงทำให้เรานั่งที่เบื้องขวาของพระองค์ในสวรรค์สถานกับพระคริสต์ ได้นั่งแล้วทันที ย้ายปุ๊บ ก็นั่งปุ๊บทันที ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ อีก นั่งก็นั่งเลย

เราจะทำสิ่งที่พระเยซูบอกให้เราทำ เพื่อระลึกถึงพระองค์ ในการกระทำของพระองค์ เริ่มจากศุกร์ประเสริฐนั่นแหละ ทนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน  ประกาศให้โลกได้รู้เลยว่าพระบุตรของพระเจ้ามารับบาป ให้กับมนุษยชาติ  เป็นแกะ เป็นแพะรับบาป ให้กับมนุษยชาติ ตายด้วยความทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน  พอพระองค์ตายได้ ก็ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เพื่อยืนยันว่าตายจริงๆ และพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า  เมื่อตายได้ ก็เป็นขึ้นมาได้  ถ้าไม่ตาย ก็ไม่มีโอกาสเป็นขึ้นมาใหม่

เพราะฉะนั้น เราจึงจะกระทำสิ่งนี้ ซึ่งเราเรียกกันว่าโต๊ะองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือมหาสนิท คือระลึกถึงว่าเราสนิทกับพระเจ้ามากขนาดไหน? พระเยซูคริสต์ทำให้กับเรา ตามที่เราได้เรียนรู้มาวันนี้ พระองค์ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตของพระองค์ ร่างกายของพระองค์ที่แตกหัก เพื่อเราทั้งหลาย เพื่อเราจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ สะอาด และให้เรากระทำอย่างนี้ว่าเมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ เราได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์จริงๆ

ขนมปัง เล็งถึงพระกายของพระเยซูที่แตกหัก เพื่อเรา และให้เราสามารถเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระกายของพระองค์ พระเยซูสละชีวิตบนไม้กางเขน  เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป เพื่อเราและได้เป็นขึ้นจากความตาย  และได้ให้ชีวิตของพระองค์ ที่เป็นขึ้นมาใหม่แก่เรา  เพราะเราร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว โดยการกินขนมปัง … กินขนมปังแล้ว ให้เรารับรู้และระลึกถึง สิ่งที่เกิดขึ้นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระองค์ ในขณะนี้ เล็งให้เห็นถึงโลกวิญญาณว่าวิญญาณเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระเยซูคริสต์ แนบสนิทกับพระองค์ และรวมกันกับผู้เชื่อทั้งหลาย ที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เราก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นธรรมิกชน เป็นผู้เชื่อมากมาย เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ให้เรากินขนมปังนี้ และระลึกถึงสิ่งเหล่านี้  ที่พระเยซูทำให้กับเราร่วมกัน

ใน 1 โครินธ์ 12:27 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า … “ส่วนท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และแต่ละอวัยวะก็เป็นส่วนหนึ่งของกายนั้น”

 

“ท่านทั้งหลาย” ตรงนี้ หมายถึงผู้เชื่อ ผู้ที่ใช้สิทธิแล้ว เชื่อในพระเยซู เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้แล้ว  ก็เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ เป็นร่างกายของพระคริสต์ และแต่ละคนก็เป็นอวัยวะในร่างกายนั้น  บางคนเป็นนิ้ว บางคนเป็นมือ บางคนเป็นตา เป็นผม เป็นหู เป็นอะไรแล้วแต่ มันหมายถึงอย่างนั้น  เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เล็งให้เห็นในโลกวิญญาณว่าเป็นอย่างนั้น

อันดับต่อไป ก็คือน้ำองุ่นสีแดง ทำไมต้องเป็นน้ำองุ่นสีแดง เพราะเล็งให้เห็นถึงพระโลหิตของพระคริสต์สีแดง ที่หลั่งออกมา เพื่อชำระล้างบาป  สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในโลกวิญญาณเหมือนกัน  เราไม่สามารถมองทะลุเข้าไปในโลกวิญญาณได้ เราจึงทำตามที่พระเยซูคริสต์ทำขึ้น เพื่อให้เราระลึกถึงและเล็งให้เห็นถึงว่านี่พระโลหิตของพระองค์ ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นในโลกวิญญาณ ก็คือพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่หลั่งออก เพื่อชำระล้างบาป เพื่อพระเจ้าจะได้ให้อภัยในความบาปของมนุษย์ตลอดไป

พระโลหิตของพระเยซูที่หลั่งตั้งแต่เมื่อวานนี้  ตั้งแต่ที่สวนเกเสมนี เหงื่อของพระองค์เป็นเลือด และหลังจากนั้นมา ก็หลั่งมาเรื่อยๆ ตลอดทุกระยะ จนถูกเฆี่ยน ถูกทุบ ถูกสวมมงกุฎหนาม จนในที่สุด ถูกตรึงที่ไม้กางเขน แขวนอยู่บนนั้น 6 ชั่วโมง เลือดพระองค์หลั่งลงมา เพื่อชำระล้างบาปให้กับมวลมนุษย์ทุกคน รวมทั้งฉันด้วย  ให้เราดื่มน้ำองุ่นนี้ และระลึกถึงสิ่งนี้ร่วมกัน

การกินขนมปังและดื่มน้ำองุ่นนี้ ทำให้เรารำลึกถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เราทั้งหลาย บนไม้กางเขน  แล้วเราจะไม่ลืม เราทำได้บ่อยๆ เลย ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ว่าพระองค์ทรงตาย เพื่อเรา  ระลึกด้วยการคิดถึงพระคุณความดีงามของพระองค์ ระลึกถึงการอภัยโทษ จากบาปทั้งหลายของเรา เราได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้น ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตตลอดไป เป็นผู้ชอบธรรม ที่บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบครบถ้วนตลอดกาล ตลอดไปเลย เราจึงขอบคุณ และสรรเสริญพระองค์ และประกาศข่าวดีนี้ ด้วยความหวังใจนี้ ให้กับบรรดาผู้คนรอบข้างได้ยิน ได้ฟังข่าวดีนี้  ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ  นี่คือพันธกิจ นี่คือความประสงค์ของพระเจ้า และของพระเยซูคริสต์ในทุกวันนี้นั่นเอง  พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป มีเชื้อบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเพราะมนุษย์ทุกคนรู้ตัวว่าเป็นคนบาป ก็เลยพยายามแสวงหาหนทางต่างๆ  ที่จะลบล้างความผิดบาปของตัวเอง เพราะลึกๆ แล้ว  มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่าตัวเองบาป  และผลของความบาป มีโทษร้ายแรง

 

พระคัมภีร์เปรียบคนบาป เป็นเสมือนคนป่วยที่ต้องการหมอ และเมื่อมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนจึงต้องการหมอ พระเยซูจึงบอกว่าพระองค์มาหาคนเหล่านั้น  ที่รู้ว่าตัวเองป่วย และต้องการรับการรักษา พระองค์มาหาคนเหล่านั้นที่บกพร่อง พระองค์ไม่ได้มา เพื่อหาคนที่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง

 

“พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “คนสุขภาพดี ไม่ต้องการหมอ แต่คนป่วยต้องการ เราไม่ได้มา เพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มา เพื่อเรียกคนบาป ให้กลับใจใหม่”   (ลูกา 5:31-32)

 

พระคัมภีร์เปรียบมนุษย์ทุกคนว่าเป็น คนป่วย (จากโรคบาป) ที่ต้องการหมอ  และมีหมอเพียงผู้เดียวเท่านั้น  ที่สามารถรักษาโรคบาปนี้ได้  ก็คือพระเยซู โดยที่  พระองค์ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์  ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตของพระองค์  เพื่อชำระล้างบาปแทนเรา รับเอาบาปจากเรา  ไปไว้ที่พระกายของพระองค์เอง

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า “และโดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา พระเจ้าทรงให้พระเยซู เป็นเครื่องบูชาลบบาป แก่ผู้ที่มีความเชื่อ ในพระโลหิตของพระเยซู” (โรม 3:24-25)

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1304

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  มีนาคม  2021

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 48

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อในหนังสือลูกา 1:67 คราวที่แล้วเราจบลงที่ข้อ 66 พูดถึงเศคาริยาห์ที่พอลูกคลอดออกมา ญาติก็จะให้ตั้งชื่อว่าเศคาริยาห์  แต่นางเอลีซาเบธบอกว่า …

“ไม่ได้ ต้องตั้งชื่อว่ายอห์น”

ทุกคนก็แปลกใจว่าทำไมให้ตั้งชื่อว่ายอห์น ก็ให้ไปถามเศคาริยาห์ว่าจะให้ตั้งชื่อว่าอะไร? ซึ่งในตระกูลก็ไม่มีใครชื่อฉีกแนวขนาดนั้น พอถามเศคาริยาห์ว่า …

“ตกลงจะให้ลูกชื่ออะไร?”

เศคาริยาห์ก็เลยเขียนคำว่า “ยอห์น” พระเจ้าก็เปิดปากให้สามารถที่จะพูดได้เลย เพราะว่าน้ำพระทัยที่พระองค์ได้วางไว้สำหรับยอห์น ให้มาคลอดก่อนพระเยซู 6 เดือน เพราะฉะนั้น เป็นคนที่ถูกจัดเตรียมไว้ เพื่อที่จะกรุยทางให้พระเยซูเข้ามาสู่การปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในอนาคต ก็คืออีก 30 ปีข้างหน้า พอเศคาริยาห์พูดได้ปุ๊บ ในข้อที่ 67

ลูกา 1:67-75 “67 ฝ่ายเศคาริยาห์ผู้เป็นบิดาประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  แล้วได้ทำนายว่า 68 “สาธุการแด่พระเจ้าของพวกอิสราเอล  ด้วยว่าพระองค์ทรงเยี่ยมเยียนและช่วยไถ่ชนชาติของพระองค์ 69 และได้ทรงให้ผู้ช่วยทรงฤทธิ์เกิดมา  ในวงศ์ของดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ 70 ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ตั้งแต่โบราณ  โดยปากของผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ 71 คือทรงให้รอดพ้นจากพวกศัตรูของเราทั้งหลาย  และพ้นจากมือของคนทั้งปวงที่ชังเรา 72 ดังนั้นจึงทรงสำแดงพระกรุณาซึ่งทรงสัญญาแก่บรรพบุรุษของเรา  และทรงระลึกถึงพันธสัญญาบริสุทธิ์ของพระองค์ 73 คือคำปฏิญาณซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำไว้  กับอับราฮัมบรรพบุรุษของเราว่า 74 เมื่อเราทั้งหลายพ้นจากมือศัตรูของเราแล้ว  จะทรงโปรดให้เราปรนนิบัติพระองค์โดยปราศจากความกลัว 75 ด้วยความบริสุทธิ์และด้วยความชอบธรรม  จำเพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดชีวิตของเรา”

 

นี่คือสิ่งที่เศคาริยาห์ได้เผยพระวจนะ เป็นการเผยพระวจนะที่ได้ถูกบันทึกไว้ ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม เป็นเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งพระเจ้าได้กำหนดไว้เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่อาดัมและเอวาล้มลงในความบาป และพระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานพระผู้ช่วยให้รอดให้กับมนุษยชาติ ก็คือจะมีเด็กคนหนึ่งคลอดจากหญิงพรหมจารีย์ นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าได้กำหนดไว้หลายพันปี แล้วพระองค์ก็ทรงดำเนินการงานของพระองค์มาตลอดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอนในเวลาที่เหมาะสมของพระองค์ด้วย

ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พระองค์ได้ทรงบอกกับเรา พระองค์มีกำหนดเวลา ไม่ใช่เวลาของเรา เป็นเวลาของพระองค์ หรือหลายๆ อย่างที่พระองค์ได้ประทานให้กับชีวิตของพวกเรา ก็จะมีกำหนดเวลาของพระองค์ว่าพระองค์จะให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อไร? อย่างไร? ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

อันนี้ก็เช่นเดียวกัน พระองค์ก็กำหนดพระเยซูคริสต์ไว้ให้อยู่ในพงศ์พันธุ์ของดาวิด ตรงนี้เศคาริยาห์ก็อธิษฐานเผยพระวจนะตามที่พระคัมภีร์เดิม บอกไว้ชัดเจนว่าเกิดจากพงศ์พันธุ์ของดาวิด อันแรก คือพระเจ้าได้สัญญากับอาดัม-เอวามาจนถึงยุคของอับราฮัม

อับราฮัมเป็นคนแรกที่พระเจ้าทำพันธสัญญาเลือด คือก่อนหน้านั้น เป็นคำปฏิญาณหรือเป็นคำมั่นสัญญาเฉยๆ แต่พอถึงยุคของอับราฮัม พระเจ้าก็ให้ทำพันธสัญญาเลือด เราจะเห็นชัดเจนว่าการไถ่ของพระเยซูคริสต์จะมีเรื่องของเลือดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พระเจ้าได้ช่วยอาดัมกับเอวา มนุษย์ก่อนที่จะล้มลงในความบาป มีวิญญาณเหมือนพระเจ้า สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด อาดัมกับเอวาไม่ต้องใส่เสื้อผ้า และไม่มีความอายต่อกันด้วย เพราะบริสุทธิ์มาก พอล้มลงในความบาปปุ๊บ จึงรู้สึกว่าตัวเองโป๊อยู่และไม่สะอาด พอรู้สึกโป๊ เขาก็ไปเอาใบไม้มาคลุมกาย ซึ่งเมื่อก่อนไม่ต้อง พอพระเจ้ารู้ปุ๊บ พระเจ้าทำให้เป็นแบบอย่าง ให้ดูครั้งแรก ก็คือพระเจ้าฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง เพื่อเอาหนังสัตว์มาห่อหุ้มร่างกายของมนุษย์ นั่นคือการทำให้มนุษย์เห็นว่าเลือดของสัตว์ หรือสัตว์ตัวหนึ่งจะต้องถูกฆ่า เพื่อที่จะได้มาปิดบังความบาปให้กับมนุษย์ หรือปิดบังความน่าอายของมนุษย์

แล้วครั้งแรกที่พระเจ้าทำพันธสัญญาเลือดกับมนุษย์ ก็คืออับราฮัม พระเจ้าให้ทำพิธีเข้าสุหนัต คือต้องมีการหลั่งเลือด เฉพาะผู้ชายทุกคนของอิสราเอล เมื่ออายุ 8 วัน เขาก็จะพาเข้าไปในพระวิหาร เพื่อทำพิธีเข้าสุหนัต เป็นพันธสัญญากับพระเจ้าว่าเราเป็นของพระองค์ … พระองค์เลือกเราไว้

พอเสร็จสรรพ ในตรงนี้ ที่เศคาริยาห์ได้อธิษฐาน ก็คือพระเจ้าได้ทำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และเป็นขั้นตอนมาตลอด จนถึงยุคของโมเสสที่พระเจ้าได้ทรงเลือกเผ่าอิสราเอล และแยกเผ่าเลวีออกมา เพื่อทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชา มีเผ่าเดียวเท่านั้น ที่สามารถเข้าไปในอภิสุทธิสถานได้ เพื่อถวายเครื่องบูชา มนุษย์ก็ต้องทำอย่างนี้ทุกปีๆ เหมือนกับส่งดอกเบี้ย เหมือนเราเอาของบางอย่างไปจำนำไว้ แล้วเราไม่มีเงินต้นที่จะไปไถ่ถอนสิ่งนี้ออกมา เราไม่อยากสูญเสียสิ่งนี้ เราก็ต้องไปจ่ายดอกเบี้ย ตามที่โรงรับจำนำเขาบอกไว้ว่าดอกเบี้ยเท่าไรต่อเดือน ต้องเอาไปจ่าย ไม่อย่างนั้น ของมันจะหลุดจำนำ  ลักษณะเดียวกันเลย

มนุษย์ถูกขายเป็นทาส พระเจ้าก็ใช้วิธีการให้มนุษย์มาล้างบาป 1 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อชำระบาป ชั่วคราว เหมือนการส่งดอกเบี้ย เพื่อที่จะยืดลมหายใจ ในลักษณะที่ยังสามารถเป็นคนของพระเจ้าอยู่ แต่ลำบากนะในยุคนั้น เขาก็ต้องทำอย่างนี้ตลอด

พอถึงตรงนี้ พระเจ้าเมตตา พันธสัญญาของพระเจ้าที่ได้บอกไว้ตั้งแต่สมัยอาดัม-เอวากำลังจะสำเร็จ ตรงนี้พระเยซูคริสต์ยังไม่ได้เกิด ถ้อยคำตรงนี้ที่ได้พูดถึงยอห์น บัพติศโตได้คลอดออกมา แล้วตั้งชื่อว่ายอห์น … เศคาริยาห์ได้มองเห็นล่วงหน้าว่าหลังจากนี้ อีก 6 เดือน พระเยซูคริสต์จะมาเกิด เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับชนชาติอิสราเอล ในสมัยก่อน เขาคิดว่าสัญญานี้มีเฉพาะชนชาติอิสราเอลเท่านั้น แต่ความเป็นจริงน้ำพระทัยของพระเจ้า คือพระสัญญานี้ พระเจ้าทำไว้สำหรับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ เป็นความรักที่พระเจ้าส่งต่อมาให้พวกเราทุกคนที่อยู่ในความบาป อยู่ในความกลัว เป็นทาสของมาร เป็นทาสของความชั่วร้าย มีสิทธิ์หรือมีความสามารถที่จะหลุดจากการเป็นทาสของมาร เข้ามาอยู่ในพระคุณของพระเจ้าได้ สิ่งนี้ ได้ทำให้สำเร็จแล้ว เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว แล้วในถ้อยคำเหล่านี้ ก็ได้เขียนให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าพระองค์ได้เตรียมการอะไรไว้บ้าง? เมื่อพรเยซูคริสต์เสด็จมาบังเกิด และทำหน้าที่ของพระองค์สำเร็จ ก็คือเดินไปที่ไม้กางเขน และสิ้นพระชนม์เป็นขึ้นมาจากความตาย จะทำให้มนุษย์พ้นจากความกลัว

กลัวว่าเราจะต้องชดใช้หนี้เวรกรรมของเราเอง แล้วเราต้องทำดีขนาดไหน? เพื่อที่จะชดใช้ให้มันหมด แล้วกลัวอีกว่าเมื่อชดใช้ไม่หมด แล้วเราจะอยู่อย่างไร? ถ้าหลังความตาย เราจะอยู่ในสภาพแบบไหน? เราไม่มีความสามารถที่จะทำดีจนกระทั่งตัวเองมีความมั่นใจ 100% ว่าเราจะได้ไปสวรรค์ ไม่มีใครสามารถทำได้เลย ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำไปว่าเราจะได้ไปสวรรค์ เพราะว่าความดีของเรามีไม่พอ ฉะนั้น พระเจ้ารู้ดีที่สุดว่ามนุษย์อ่อนแอ มนุษย์เป็นคนบาป มนุษย์ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เมื่อมนุษย์ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ พระเจ้ารักเรามาก ก็เลยต้องหาวิธีที่จะช่วยเรา แล้วเป็นวิธีที่ง่ายๆ ง่ายเกิน จนทำให้มนุษย์ไม่สามารถรับได้ เพราะก่อนที่เรามาเชื่อพระเจ้า เราถูกสอนมาว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราจะต้องทำโน่นนี่นั่น ด้วยกำลังของเราเอง เพื่อส่ำสมบารมี ส่ำสมบุญวาสนาอะไรต่างๆ เพื่อเราจะได้ลบกลบหนี้บาปที่เรามีอยู่ในใจ แต่มันก็ไม่ลบหายไปไหน?

ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ ใครก็ตามมนุษย์ที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า แล้วเปิดใจยอมรับ หมายความว่ายอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป ยอมรับว่าตัวเองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ยอมรับว่าต่อให้เราทำดีขนาดไหน? ก็ไม่สามารถไปสวรรค์ได้ มันเป็นการยอมรับที่ลึกๆ อยู่ในใจว่าเรารู้สึกว่าทำดีมาก มากที่สุด ทำดีทุกวัน แต่ข้างในสะอาดจนขนาดที่เรารู้สึกว่าจากโลกนี้ไป ฉันได้อยู่สวรรค์แน่ๆ ไม่มีใครทำตรงนั้นได้ ฉะนั้น พระเจ้าก็เลยส่งพระเยซูคริสต์มา ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ

ทำไมพระเจ้าต้องให้พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ จริงๆ ตามหลักการ พวกเรามนุษย์คิดอะไรง่ายๆ เรารู้สึกว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้า เป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เป็นผู้ครอบครองควบคุมกัลปจักรวาลนี้ เป็นผู้ที่ตรัสแล้วทุกสิ่งก็เกิดขึ้น ทำไมพระเจ้าไม่ตรัสว่าเราลบบาปให้พวกเจ้า ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องส่งพระเยซูคริสต์มาด้วย ทำไมพระเจ้าไม่ทำ  เหตุผล คือพระเจ้าตั้งกฎไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าอาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ผลที่เกิดขึ้น คือเขาจะต้องตาย

ตายในความหมายของพระเจ้า คือไม่ใช่ พอไม่เชื่อฟังปุ๊บ แล้วก็หงายท้องตึง แล้วก็ตายเลย ไม่ใช่  แต่ว่าความตายตรงนี้ หมายถึงมนุษย์จะถูกตัดขาดจากพระเจ้า จากการที่เคยเดินคู่กับพระเจ้า เกี่ยวก้อยกันเดินคุยกันสนุกสนาน เหมือนพ่อกับลูก ต้องถูกตัดขาด กลายเป็นเส้นขนานที่ไม่สามารถมาบรรจบกันได้ แล้วพระเจ้าก็บอกว่าความตายอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถชดใช้บาปได้ คือความตายต้องชดใช้ด้วยความตาย เมื่อชีวิตชดใช้ด้วยชีวิตปุ๊บ ตอนนี้เป็นปัญหาแล้ว เพราะว่ามนุษย์ทุกคนบาปหมด ไม่มีใครสามารถชดใช้แทนใครได้ เหมือนกับเราเป็นหนี้ทั้งโลก ทุกคนเป็นหนี้หมด แล้วมีใครที่จะสามารถปลดหนี้ ให้กับใครได้ ไม่มีทาง มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ไม่มีหนี้ ถึงสามารถปลดหนี้ให้เราได้ แล้วพระเยซูคริสต์ผู้นี้แหละ ถูกส่งมา โดยที่พระเจ้าบอกว่าจะส่งพระวิญญาณของพระเจ้าเข้ามาจุติในครรภ์ของหญิงพรหมจารี

หญิงพรหมจารี ทุกอย่างพระเจ้ากำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  ตั้งแต่วันแรกที่พระเจ้าบอก พระเจ้าก็กำหนดบุคคลที่พระเจ้าจะใช้งาน  อย่างบุคคลที่พระเจ้าใช้งานอันดับแรกเลย ก็คือเศคาริยาห์กับเอลีซาเบธ คือในยุคของพระเยซูคริสต์ ที่จะให้กำเนิดยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา หรือเราเรียกว่ายอห์น บัพติศโต เพื่อที่จะมากรุยทาง มานำทางพระเยซูคริสต์ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเริ่มพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าก็เตรียมยอห์นไว้  เพื่อการนั้น พอหลังจากนั้น พระเจ้าก็เตรียมอีก เตรียมนางมารีย์ ที่พระองค์จะใช้ครรภ์ของเธอ เป็นที่ปฏิสนธิของพระวิญญาณบริสุทธิ์

สมัยก่อนคนอาจจะไม่เข้าใจ มันเป็นไปได้อย่างไร? แต่ยุคปัจจุบัน เราเห็นมีเด็กหลอดแก้ว หรือเขาจะมีวิธีการ โดยที่คุณแม่ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ไม่อยากแต่งงาน แต่อยากมีลูก แล้วแถม ไม่อยากไปขอเขามาเลี้ยง คืออยากตั้งท้องเอง ก็ไปขออสุจิจากผู้ชาย ก็คือต้องไปขอจากโรงพยาบาล หรือไปขออย่างไรก็แล้วแต่ ต้องมีการยินยอม แล้วก็มาทำวิธี โดยให้คุณหมอฉีดเข้าไปในมดลูก แล้วก็ตั้งท้อง  สมัยนี้เขาทำได้

ในยุคของพระเยซูคริสต์ เขายังไม่สามารถรับรู้เรื่องนี้ได้ แต่พระเจ้าได้บอกกับคนอิสราเอล ในยุคนั้นว่าพระเจ้าจะส่งพระเยซูคริสต์มาประสูติ จากหญิงพรหมจารี และผู้หญิงคนนั้นชื่อมารีย์ แล้วมารีย์หมั้นกับโยเซฟ โดยที่โยเซฟก็เป็นพงศ์พันธุ์ของเผ่ายูดา สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด โยงจนเสร็จ ทุกอย่าง พระเจ้าได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ให้โยงมาเป็นเรื่องเดียวกัน ตามสิ่งที่พระเจ้าได้บอกไว้

สมมติเป็นว่าเรารู้จักเพื่อนคนหนึ่ง ที่เฟสบุ๊ค แล้วเพื่อนคนนี้ ก็ไม่เอาหน้าขึ้นมาด้วย บางคนไม่ชอบเอาหน้าขึ้นมา ก็เอาภาพวิว ภาพอะไรก็แล้วแต่ เสร็จ เราก็ไม่สามารถรับรู้ว่าคนนี้คือใคร? หน้าตาเป็นอย่างไร?  รู้จักแต่ชื่อ พูดคุยกัน จนเราอยากจะรู้จักมากขึ้น เราก็นัดเจอกัน

เมื่อนัดเจอกัน ก็ต้องมีกำหนดใช่ไหม? สมมติว่าเรานัดเจอกันที่เดอะมอลล์บางกะปิ เราจะไปยืนอยู่ตรงหน้าแมคโดนัล

“ฉันมีรูปลักษณะสัณฐานแบบนี้ ฉันตัดผมซอย ย้อมผมสีทอง วันนี้ฉันจะใส่เสื้อสีเขียว กางเกงสีแดง ฉันจะไปยืนอยู่ตรงนี้นะ ตัวขาวๆ ส่วนสูงประมาณ 150”

อะไรก็แล้วแต่ พอนัดเสร็จ อีกคนก็ต้องบอกลักษณะ สัณฐานของตัวเองว่า …

“ฉันเป็นแบบนี้”

พอมาเจอกันปุ๊บ มองแล้ว ตามที่เขาบอกเป๊ะๆ ใช่เลยคนนี้ เราก็เข้าไปทักทาย พระเยซูเหมือนกัน พระเจ้าได้กำหนดไว้ชัดเจนเลยว่าพระองค์จะมาเกิดที่ไหน? อย่างไร? และเจริญเติบโตอย่างไร? แล้วเมื่อถึงเวลาเท่าไร พระองค์จะประกอบภารกิจของพระองค์ และเมื่อไรที่พระองค์จะต้องเดินไปที่ไม้กางเขน  เพื่อสิ้นพระชนม์ เพื่อหลั่งพระโลหิต เพื่อไถ่บาปของมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน ก็ได้รับความรอด รอดตรงนี้ ก็คือรอดพ้นจากความผิดบาปทั้งปวง ไม่ต้องไปชดใช้หนี้บาปอีกต่อไป ไม่ต้องมานั่งผวาว่าเดี๋ยววันนี้ พรุ่งนี้ ลมหายใจเราออกจากร่าง แล้วเราจะไปอยู่ไหน?

พระคัมภีร์บอกเราชัดเจน เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราเป็นผู้ชอบธรรม เราไม่มีบาปอีกเลย เมื่อไรที่ลมหายใจเราออกจากร่าง เราสามารถที่จะไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์สถานทันที เราจะย้ำกันบ่อยๆ ว่า ณ ปัจจุบัน ในโลกวิญญาณ เราได้นั่งอยู่ที่เดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

ฉะนั้น เราไม่มีความกลัวใดๆ ไม่ว่าปัญหาอุปสรรคบนโลกใบนี้ ก็ไม่สามารถทำให้เราเกิดความกลัวได้แม้แต่นิดเดียว เราจะมีความมั่นใจในการเดินกับพระเจ้า มั่นใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และรู้ว่าเราไม่ได้เดินคนเดียว แต่พระเจ้าไปกับเราด้วย พระเจ้าทรงดูแลเราทุกย่างก้าว พระองค์สัญญาอย่างนั้น ไม่เพียงแต่ในโลกวิญญาณ ก็คือเรียบร้อยไปแล้ว พระเจ้าทำจบไปแล้ว เราได้อยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว แต่ในขณะที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าก็ยังคงสัญญาว่าพระองค์จะดูแลเรา พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา พระองค์จะจูงมือเราเดิน ไม่ว่าเราจะทุกข์ยากลำบาก เจอปัญหาอะไรก็ตาม  พระเจ้าจะพาเราผ่านได้ ด้วยพระคุณของพระเจ้า ไม่ว่าด้วยวิธีอะไรก็ตาม พระเจ้าจะสามารถทำให้เราผ่านไปได้แน่นอน

ลูกา 1:76-80 “76 “ท่านทารกเอ๋ย  เขาจะเรียกท่านว่าเป็นผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุด  เพราะว่าท่านจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า  และจัดเตรียมมรรคาของพระองค์ไว้ 77 เพื่อจะให้ชนชาติของพระองค์มีความรู้ถึงความรอด  ที่มาทางการทรงยกบาปของเขา 78 โดยพระทัยเมตตากรุณาแห่งพระเจ้าของเรา  แสงอรุณจากเบื้องสูงจึงมาเยี่ยมเยียนเรา 79 ส่องสว่างแก่คนทั้งหลายผู้อยู่ในที่มืด  และในเงาแห่งความมรณา  เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางสันติสุข” 80 ฝ่ายทารกนั้นก็ได้เจริญวัยขึ้น  และวิญญาณจิตก็มีกำลังทวีขึ้น  ท่านไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร  จนถึงวันที่ท่านจะได้มาปรากฏแก่ชนชาติอิสราเอล”

 

ยอห์นผู้นี้แหละ เมื่อคลอดเสร็จ ได้ประมาณหนึ่ง เราก็ไม่รู้ ในพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนว่ายอห์นไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ตอนอายุเท่าไร? แต่พระเจ้าก็ให้เขาไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เหมือนไปเก็บตัว จนถึงเวลากำหนดของพระเจ้า ยอห์นก็ปรากฏตัวขึ้นมาเฉยๆ อย่างนั้นแหละ พอยอห์นปรากฏตัวปุ๊บ ยอห์นก็ประกาศแผ่นดินของพระเจ้า ให้คนกลับใจใหม่ ทำพิธีบัพติศมา ให้กับคนอิสราเอล

เชื่อมั่นว่าคนอิสราเอลเขารับรู้เรื่องราวของสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาทั้งหมด เขารับรู้อยู่แล้ว ไม่เหมือนพวกเรา เราไม่ใช่อิสราเอลโดยกำเนิด เราก็ต้องมาเรียนรู้กัน แต่คนอิสราเอลเขารู้ พอยอห์นปรากฏขึ้น เชื่อมั่นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้แบ็คอัพยอห์นอยู่ ทำให้ผู้คนเกิดความยำเกรง พอยอห์นประกาศให้กลับใจเสียใหม่ ทุกคนก็ชักแถวมาเลย มาให้ยอห์นทำพิธีบัพติศมา

การทำพิธีบัพติศมา คือการสำแดงตัวเองว่าเรากลับใจใหม่แล้ว เราตัดสินใจจะเดินติดตามพระเจ้า ตลอดชีวิต สำแดงตัวเองว่าเราเป็นพวกของพระองค์

ยอห์นผู้นี้ก็มีลักษณะขวานผ่าซาก คือพูดเพราะไม่เป็น  พูดตรงๆ แล้วการที่จะพูดตรงๆ พูดแบบไม่รักษาน้ำใจใครเลย ถ้าไม่ได้มาจากพระเจ้าตายแน่นอน พระเจ้าก็แบ็คยอห์นไว้ จนถึงเวลากำหนด เวลายอห์นจะเตือนใคร ยอห์นก็เตือนตรงๆ ไปเตือนเฮโรด จนถูกจับไปติดคุก และถูกตัดคอตาย นี่คือภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้ยอห์นทำ เป็นช่วงเวลาที่สั้น

ช่วงที่ยอห์นมาบอกว่าแผ่นดินสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว ให้กลับใจเสียใหม่ ก็มีคนติดตามยอห์นเยอะมาก  นี่ผู้เผยพระวจนะมาจากพระเจ้านะ แต่พอตอนที่พระเยซูปรากฏตัวปุ๊บ ยอห์นไม่ได้รู้สึกหวงคนที่ติดตามยอห์นเลย ยอห์นจะชี้ให้ดูว่า …

“นั่นไงๆ คือพระเมษโปดก”

พระเมษโปดก หมายถึงแกะ ในอนาคตพระเยซูคริสต์จะเป็นแกะที่จะถูกนำไปฆ่าตาย เพื่อลบบาปมนุษยชาติบนโลกใบนี้  พอยอห์นบอกว่า …

“นั่นไง พระเมษโปดก คนนี้ใหญ่มาก ขนาดฉันไม่คู่ควรที่จะไปแก้สายรองเท้าของพระองค์ด้วยซ้ำไป”

หมายความว่าพระองค์อยู่สูงมาก ขนาดยอห์นที่คนยกย่อง นับถือ ยังพูดขนาดนี้  แล้วขณะที่ยอห์นพูดแบบนี้  ก็มีสาวกหลายคนที่ติดตามยอห์น หันไปติดตามพระเยซู เราจะเห็นภาพหนึ่ง คือยอห์ไม่ได้รู้สึกอะไร? ไม่ได้รู้สึกว่าทำไมไปกันหมดแล้วล่ะ

ผู้รับใช้ของพระเจ้า มีหน้าที่อย่างหนึ่ง คือนำคนไปถึงพระเจ้า ไม่ใช่นำคนมาถึงเรา แน่นอน ต้องนำผู้คนไปถึงพระเจ้า เพราะพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้น ที่จะช่วยเราได้ ผู้รับใช้ไม่มีความสามารถที่จะช่วยท่านได้ ผู้รับใช้ก็เป็นเหมือนท่านคนหนึ่ง ที่เป็นคนบาป ที่ได้กลับใจใหม่ แล้วเป็นคนที่พระเจ้าเลือกมา เพื่อทำงานให้พระองค์แค่นั้นเอง จบ เรามีสถานะเดียวกัน คือเป็นลูกของพระเจ้าเท่ากัน แล้วเรามีสถานะเดียวกัน คือเรามีโอกาสล้มลงในความบาปเท่ากันด้วย เนื่องจากเราเชื่อพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด แต่ร่างกายเรายังสามารถถูกล่อลวงด้วยเนื้อหนัง ด้วยระบบของโลกใบนี้ ที่หลายครั้ง เราก็ถูกล่อลวง ให้ออกจากทางของพระเจ้า แต่ไม่ว่าเราจะถูกล่อลวง ด้วยลักษณะไหนก็ตาม ให้พี่น้องมั่นใจว่าเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว วิญญาณเรารอดแน่นอน พอเป็นอย่างนี้ยอห์นก็เจริญเติบโตในถิ่นทุรกันดาร

เรามาดูในลูกา บทที่ 2 พระเยซู ก็ถูกกำหนดเหมือนกัน ตอนที่ทูตสวรรค์มาหานางมารีย์ นางมารีย์อาศัยอยู่ที่นาซาเร็ธ แต่ว่าโยเซฟมีถิ่นกำเนิด ที่เบธเลเฮม เหมือนเราเกิดที่หนึ่ง แล้วย้ายถิ่นฐานไปอีกทีหนึ่ง แล้วพระเจ้าได้เขียน และกำหนดไว้ว่าพระเยซูคริสต์จะต้องคลอด หรือกำเนิดที่เบธเลเฮม ถ้าเป็นอย่างนั้น นางมารีย์กับโยเซฟอยู่ที่นาซาเร็ธ แล้วจะมาคลอดที่เบธเลเฮมได้อย่างไร มันต้องมีขบวนการ ต้องมีเหตุทำให้ต้องเดินทาง เรามาดู

ลูกา 2:1-4 “1 อยู่มาคราวนั้น  มีรับสั่งจากมหาจักรพรรดิซีซาร์  ออกัสตัส  ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน 2 นี่เป็นครั้งแรกที่ได้จดทะเบียนสำมะโนครัว  เมื่อคีรินิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย 3 คนทั้งปวงต่างคนต่างได้ไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน 4 ฝ่ายโยเซฟก็ขึ้นไปจากเมืองนาซาเร็ธ  แคว้นกาลิลีถึงเมืองของดาวิดชื่อเบธเลเฮม  แคว้นยูเดียด้วย  เพราะว่าเขาเป็นวงศ์วานและเชื้อสายของดาวิด”

 

ตามเป๊ะเลย ที่พระเจ้ากำหนดไว้

ลูกา 2:5 “เขาได้ไปกับมารีย์ที่เขาได้หมั้นไว้แล้ว  เพื่อจะขึ้นทะเบียน  และนางมีครรภ์”

 

ที่พระคัมภีร์เขียนว่ามารีย์เขาได้หมั้นไว้แล้ว ก็คือตอนนี้รับมาเป็นภรรยา เพราะเหตุที่นางมารีย์ตั้งครรภ์พระเยซู แล้วทูตสวรรค์มาบอกกับโยเซฟว่านางมารีย์ตั้งครรภ์ โดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉะนั้น โยเซฟเลยรับนางมารีย์ไว้ ในสถานะ ณ เวลานี้ ก็ยังคงเหมือนคู่หมั้นอยู่นะ แม้ว่าจะรับมาอยู่ด้วยกัน พระคัมภีร์เขียนว่าโยเซฟไม่ได้แตะต้องนางมารีย์เลย จนกว่าพระเยซูคลอดออกมา หลังจากนั้น โยเซฟกับมารีย์ก็ใช้ชีวิตแบบสามี-ภรรยาปกติ ซึ่งในพระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูมีน้องๆ

แต่น้องๆ เหล่านั้น ก็คือคนบาปเหมือนพวกเรา มีพระเยซูผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีบาปเลย

ลูกา 2:6-7 “6 เมื่อเขาทั้งสองยังอยู่ที่นั่น  ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะประสูติบุตร 7 นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี  เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า  เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม”

 

พอทุกคนต้องไปขึ้นทะเบียนสำมะโนครัว คนก็แห่แหนกันไป แต่ละคนอยู่เมืองไหนก็ไป พอมาถึงเบธเลเฮม คนมาเยอะมาก จนโรงแรมทุกโรงแรม คนแน่นไปหมด ไม่มีห้อง สำหรับโยเซฟกับนางมารีย์ … นางมารีย์ก็ใกล้กำหนดคลอดพอดีเลย คือเดินทางต่อไม่ได้แล้ว เจ้าของโรงแรมใจดีนะ บอกมีที่ว่างห้องหนึ่ง ก็คือในคอกแกะ เป็นที่เลี้ยงสัตว์ มันคงเหม็นมาก แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมที่ไปไหนไม่ได้แล้ว นางมารีย์ต้องคลอดบุตรแล้วล่ะ  ก็เลยไปอยู่ที่คอกแกะ แล้วพระเยซูก็กำเนิดในคอกแกะ ในรางหญ้า มีผ้าอ้อมพัน ตามที่ผู้เผยพระวจนะได้บันทึกไว้ว่าพระเยซูจะคลอดในลักษณะแบบไหน? ก็เป็นไปตามนั้น พอพระเยซูคลอดปุ๊บ ในข้อที่ 8

ลูกา 2:8-13 “8 ในแถบนั้นมีคนเลี้ยงแกะอยู่ในทุ่งนา  เฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน 9 มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏแก่เขา  และพระสิริของพระเป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา  และเขากลัวนัก 10 ฝ่ายทูตองค์นั้นกล่าวแก่เขาว่า  “อย่ากลัวเลย  เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย  คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง 11 เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย  คือพระคริสต์เจ้า  มาบังเกิดที่เมืองดาวิด 12 นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย  คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า” 13 ในทันใดนั้น  มีชาวสวรรค์หมู่หนึ่งมาอยู่กับทูตองค์นั้นร่วมสรรเสริญพระเจ้า”

 

คนกลุ่มแรกที่ทูตสวรรค์ไปหา ก็คือคนเลี้ยงแกะ เราจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้เลี้ยงแกะกับแกะ ที่ได้เขียนไว้ในถ้อยคำของพระเจ้า  ตอนที่พระเยซูเจริญเติบโต แล้วพระองค์ได้ทำพระราชกิจ พระเยซูตรัสว่าเราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี พระองค์ทรงดูแลแกะทุกตัว  และในพระคัมภีร์บอกว่าแกะทุกตัว พระองค์จะเรียกชื่อของเขา หมายความว่าพระเยซูคริสต์ทรงจำชื่อแกะของพระองค์ได้ทุกตัว

พี่น้องอาจจะคิดว่าเราเป็นคนเล็กน้อยมากเลย ไม่มีบทบาทอะไรในอาณาจักรของพระเจ้า พระเยซูคงจำชื่อเราไม่ได้ แต่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าจำชื่อของแกะได้ทุกตัว แล้วพระองค์ทรงเรียกชื่อแกะของพระองค์ด้วย แล้วแกะของพระองค์จะไม่ตามคนอื่นไป แต่จะตามพระเยซูมา นี่คือลักษณะของแกะ ดังนั้น เมื่อเราเป็นลูกแกะของพระเจ้า เราก็จะฟังเสียง เข้าใจเสียงของพระเยซูคริสต์ เสียงของพระเยซูคริสต์ในปัจจุบัน เราฟังได้จากถ้อยคำของพระเจ้า ทุกครั้งที่เราได้อ่าน ได้ฟัง ได้ยิน ได้ทบทวน มันเป็นลักษณะเหมือนจดหมาย ที่พระเจ้าเขียนมาให้เรา ความรู้สึกของพระเจ้า  ที่จะบอกพวกเราว่าพระองค์รักเราขนาดไหน? พระองค์ทำอะไรเพื่อเราบ้าง? แล้วทำสำเร็จไปแล้วด้วย หมายความว่าเราไม่ต้องไปทำอะไรเลย  เราแค่รับเอา เหมือนของขวัญ ซื้อเสร็จแล้ว ไม่ต้องไปขวนขวาย ไปเดินห้างเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมง เพื่อหาซื้อของขวัญอีก พระเยซูบอก …

“ไม่ต้อง ของขวัญ ฉันทำให้เรียบร้อยแล้ว”

ทำหน้าที่อย่างเดียว คือเดินมารับเอา จบ รับของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์ที่พระเยซูคริสต์ ได้กระทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว แล้วสิ่งที่พระเจ้าทำ คือกำหนดทุกอย่างที่มันออกมาเป๊ะๆ พอทูตสวรรค์มาพบกับพวกคนเลี้ยงแกะ คำแรกที่พูด ก็คือ …

“อย่ากลัวเลย”

ทูตสวรรค์มาหา ตกใจ ทูตสวรรค์บอก …

“ไม่ต้องกลัว ฉันนำข่าวดีมา”

ข่าวดี ก็คือเรื่องของพระเยซูคริสต์ ที่จะมาเกิดบนโลกใบนี้ และ ณ เวลานี้ ก็เกิดแล้ว ประสูติในรางหญ้า  ฉะนั้น มันจะเกิดความปรีดี คือความชื่นชมยินดี  เพราะคนอิสราเอลรอคอย พระผู้ช่วยให้รอด มาหลายพันปี ที่พระเจ้าบอกว่าจะส่งมาๆ ลุ้นแล้ว ลุ้นอีกว่าตกลงคนนี้ใช่ไหม? คนนั้น ใช่ไหม? จนถึงพระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องจริง ส่งมาปุ๊บ คนอิสราเอลไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ คือคนที่พระเจ้าส่งมา แต่ว่ามีคนที่พระเจ้าเปิดตาใจ ให้เขาสามารถเห็นความจริง แล้วเขาก็ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดนเ็นเรื่

ยุคที่พระเยซูคริสต์ทำภารกิจบนโลกใบนี้อยู่ ก็จะมีมนุษย์อยู่ 2 พวก คือพวกหนึ่งเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ อีกพวกหนึ่งก็คือไม่เชื่อ ปฏิเสธพระองค์ จนถึงยุคนี้ ยุคปัจจุบันเหมือนกัน เมื่อเราได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้า ก็จะแยกออกมาเป็น 2 พวก พวกหนึ่ง ก็คือเชื่อ เปิดใจต้อนรับในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน อีกพวกหนึ่ง ก็คือไม่เชื่อ ต่อให้รู้สึกว่าดีขนาดไหน ก็ไม่เอา  ต่อให้รู้ว่าพระเยซูคริสต์ทรงฤทธิ์สามารถชุบคนตายให้เป็นขึ้นมา เห็นจะๆ กับตาเลย ก็ยังไม่เอาพระเยซู มีความรู้สึกว่ามันง่ายไป …

“ฉันต้องทำด้วยตัวของฉันเอง

ที่ต้องทำด้วยตัวของฉันเอง เหมือนกับเรามีอีโก้แรง …

“ทำไมเราต้องไปพึ่งใครก็ไม่รู้ ที่เขาบอกว่าชื่อเยซู ไม่ต้องหรอก เราพึ่งตัวเองได้  เรายังมีความสามารถอยู่ เราจะทำด้วยกำลังของเราเอง เราจะพยายามปฏิบัติความดี ด้วยตัวของเราเอง”

ดังนั้น กลุ่มคนกลุ่มนี้ ไม่ถ่อมใจ ไม่กลับใจใหม่ ถ้ายังคงไม่กลับใจ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก็คือขาดทุนย่อยยับ เมื่อลมหายใจออกจากร่าง อย่างที่บอก มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเชื่อพระเจ้า เฉพาะในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น พระเยซูจำเป็นต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระ เมื่อลมหายใจออกจากร่างปุ๊บ ไม่ใช่มนุษย์ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับใจใหม่  ไม่มีสิทธิ์ที่จะเชื่อพระเยซูคริสต์

ฉะนั้น เราจำเป็นต้องเปิดใจต้อนรับพระองค์ ในขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ผลมันจะเกิดทันที ตามที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ ก็คือทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าได้เข้ามาเปลี่ยนวิญญาณเรา จากวิญญาณบาป มาเป็นวิญญาณชอบธรรม ในพระคัมภีร์ตรงนี้บอกปลดปล่อยคนที่อยู่ในความมืดให้เป็นอิสระ เมื่อก่อนเราไม่ได้เชื่อพระเจ้า เราอยู่ในความมืด มืด 8 ด้านเลย  เราอยู่ในการควบคุมของผีมารซาตาน มารจะจับเราไปทำโน่นทำนี่ ทุกอย่างตามใจเขา แล้วเราก็ฝืนไม่ได้ด้วย  เราก็ทำตาม แต่ ณ บัดนี้ พระเจ้าบอกว่าพระองค์มาปลดปล่อยเราแล้ว เรามีความสามารถที่จะต่อต้าน ขัดขืน เราไม่จำเป็นจะต้องเชื่อฟังมาร เราเชื่อฟังพระเจ้า

ฉะนั้น คนที่เข้ามาหาพระเจ้าจะได้รับอิสรภาพ เป็นผู้ชอบธรรมทันทีเลย แล้วมาเป็นลูกของพระเจ้าทันทีด้วย พระเจ้าเขียนไว้อย่างนั้นว่าคนที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาจะมีสถานะเป็นลูกของพระเจ้า พอเป็นลูกปุ๊บ ก็เป็นเลย ไม่ใช่วันนี้เป็นลูก พรุ่งนี้เป็นทาส มะรืนนี้เป็นลูก อีกวันหนึ่งเป็นทาส ไม่ใช่ พอเป็นลูก ก็เป็นลูกเลย พระเจ้ารับเราเป็นลูก และเมื่อรับเราเป็นลูก พระองค์ก็จะดูแลเรา พระองค์จะนำทางเรา พระองค์จะชี้ทางให้กับเรา พระองค์จะคอยประคบประหงมเรา พระองค์จะทรงแนะนำเราว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แล้วเมื่อถึงอันตราย พระองค์ก็จะจูงมือเรา พาเราไปด้วยกัน แล้วก็ผ่านพ้นไปได้

เมื่อเรามีความทุกข์ พระองค์อยู่กับเรา เมื่อเรามีความสุข พระองค์ก็อยู่กับเรา พระเจ้าไม่มีแม้แต่วินาทีหนึ่งที่ทอดทิ้งเรา เพราะพระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้ง 3 พระภาคเข้ามาสถิตในเรา เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีการแยกจากกันอีกแล้ว เมื่อสถิตอยู่กับเรา เราก็ไม่ต้องไปอธิษฐานขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยนะ เราติดไง เราติดคำอธิษฐานว่า …

“พระองค์เจ้าข้า ขอสถิตอยู่ด้วย”

ตอนนี้เลิกพูดแล้วนะว่าขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ไม่ต้องขอ เพราะพระเจ้าบอกว่า …

“ฉันอยู่ในเธอ อยู่ในนี้แล้ว เมื่อเธอเปิดใจต้อนรับฉัน ฉันอยู่ในนี้ แล้วฉันจะไม่ทิ้งเธอไปไหนด้วย จะอยู่ตลอดไป”

นี่คือพระคุณ ความรัก ความเมตตา ที่พระเจ้าทรงมีอยู่เหนือชีวิตของพวกเราทั้งหลาย พระองค์ไม่ได้เริ่มต้นจากคนที่มีฐานะสูงส่ง แต่พระองค์เริ่มจากคนเลี้ยงแกะ  ผู้ที่ต่ำต้อย แล้วก็ให้มีโอกาสได้พบกับพระเยซูคริสต์

ฉะนั้น มนุษย์บนโลกใบนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะอะไร? อยู่เป็นมหาเศรษฐี หรือเป็นยาจก ที่เป็นขอทาน ก็มีสิทธิ์เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าได้ แล้วเมื่อเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า เรามีฐานะเท่ากัน ไม่ใช่พอมหาเศรษฐีมาเชื่อพระเจ้า เขาจะมีอภิสิทธิ์ หรือเป็นอภิสิทธิ์ชน ไม่มี เป็นนายร้อย นายพัน นายหมื่น ก็ไม่มีอภิสิทธิ์ ก็คือเป็นลูกของพระเจ้าเท่ากันกับคนที่เป็นยาจกเดินเข้ามา เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาก็มีสถานะเป็นลูกของพระเจ้าเท่ากันเป๊ะๆ เลย

ฉะนั้น เราจึงมีความรู้สึกขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณที่พระองค์ทรงเลือกเรา ขอบคุณที่พระองค์ทรงเปิดตาใจเรา ให้เราสามารถเห็นความรักของพระเจ้า ขอบคุณที่พระองค์ทรงให้เราสามารถเข้ามาอยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้า อยู่ในการดูแลของพระองค์ อยู่ในการควบคุมทั้งหมดของพระองค์ และให้เรามีความมั่นใจในพระองค์มากขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าบนโลกนี้เราจะเผชิญกับอะไรก็ตาม ความทุกข์ยากลำบาก อันนั้นไม่เป็นปัญหา แต่เรามีความมั่นใจว่าพอจากโลกนี้ไป เราได้มีที่ที่สวยงามที่สุด ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับเรา คือสวรรค์สถาน ซึ่งมีถนนทำด้วยทองคำ  มีที่อยู่เป็นอันมาก ตามที่พระเจ้าได้บอกไว้  แล้วพระเจ้าก็ทรงสัญญากับผู้เชื่อทุกคนว่าพระองค์ไปจัดเตรียมที่ไว้ให้กับเรา แล้วสัญญาอีกว่าพระองค์จะเตรียมร่างกายใหม่ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ให้กับพวกเราด้วย ซึ่งปัจจุบัน เราอยู่บนโลกนี้ อยู่ในร่างกายบาปนี้  เราก็มีวันที่จะเหี่ยวเฉา โรยราไป พออายุมากขึ้น ก็เจ็บโน่นเจ็บนี่ เป็นเรื่องปกติ พี่น้องไม่ต้องรู้สึก เราเป็นคริสเตียน ทำไมเราป่วยได้  ไม่เกี่ยวกันนะ เป็น คริสเตียนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับป่วยหรือไม่ป่วย เพราะว่าร่างกายนี้ เป็นร่างกายที่วันหนึ่งจะต้องถูกทิ้งไป ต่อให้เราเจ็บป่วยขนาดไหน? เรามั่นใจอย่างหนึ่ง ก็คือเมื่อถึงเวลากำหนดของพระเจ้า พระเจ้าจะเอาวิญญาณเราออกจากร่าง แล้วพระองค์เตรียมร่างกายใหม่ สำหรับพวกเราทุกๆ คน เรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้น อยู่บนโลกนี้ อยู่ให้มีความสุข อยู่ด้วยความมั่นใจว่าพระเจ้ารักเรามาก มากขนาดไหน? ถ้าวันไหนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่า …

“ทำไมเจอปัญหาเยอะแยะมากมายอย่างนี้ พระเจ้าไม่รักเราหรือ?”

ให้นึกภาพว่ารักขนาด ให้พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ ยอมตายแทนเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อเรา แค่นี้จบเลย  ไม่มีอะไรสามารถแยกเราออกจากพระเจ้าได้ หรือไม่มีปัญหาใดๆ ที่ทำให้เรารู้สึกน้อยอกน้อยใจพระเจ้าได้เลย พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ภายในจิตใจของผู้ที่ได้รับการชำระล้างบาปแล้ว ล้วนปรารถนาที่จะทำแต่สิ่งที่ดี ตามน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ก็ยังคงต้องต่อสู้กับเนื้อหนังที่ยังคงมีเชื้อบาปอยู่ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ตามที่อาจารย์เปาโลได้คร่ำครวญไว้ว่า …

“ด้วยว่าการดีนั้น ซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่ว ซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเอง เป็นผู้กระทำ” (โรม 19-20)

 

หลายคนก็ต้องเคยมีประสบการณ์แบบนี้ คือใจอยากจะทำดี  ไม่อยากทำบาป แต่เนื้อหนังสู้ไม่ไหว

 

และในที่สุด  ผู้ที่มีพระวิญญาณคอยช่วยอยู่  ก็จะค่อยๆ ทำบาปน้อยลงเรื่อยๆ และในขณะเดียวกัน เรายังคงสามารถมั่นใจได้ว่าเราได้รับการอภัยแล้ว   วิญญาณเราไม่เป็นคนบาปอีกต่อไปแล้ว

 

พระคัมภีร์บอกว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่สมบรูณ์พร้อม แม้ทางจิตวิญญาณจะได้รับความรอดแล้วก็ตาม แต่ทางกายก็ยังมีเชื้อบาปอยู่ ยังต้องต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางเนื้อหนังอยู่

 

แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงโปรดอภัยให้เรา  และคอยอยู่เคียงข้างเรา  นำพาเราในทุกสถานการณ์  คอยช่วยเหลือและให้กำลังเรา ในการต่อสู้กับการล่อลวง และไม่ว่าเราจะผิดพลาดไปกระทำบาปแค่ไหนก็ตาม พระองค์ก็ไม่เคยปรับโทษเราอีกเลย แต่ยังคงอธิษฐานเพื่อเราอยู่เสมอ

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า … “ใครจะกล่าวโทษได้อีก? พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และยิ่งกว่านั้นพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว บัดนี้พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าและทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย” (โรม 8:34)

 

พระเจ้าอวยพรครับ