วารสาร Holy News ฉบับที่ 1345

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  มกราคม  2022

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน 6

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อในหนังสือเอเฟซัส จริงๆ ไม่ว่าเราเรียนหนังสือเล่มไหน ก็พุ่งเป้าไปที่เดิม ก็คือที่ความรอดในพระเยซูคริสต์ในข่าวประเสริฐที่พระองค์ทรงประทานให้กับพวกเรา เอเฟซัส 1:21 บอกไว้อย่างนี้ …

เอเฟซัส 1:21 “ในตำแหน่งนี้ พระเยซูมีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือเหล่าวิญญาณที่ปกครองอยู่ในสถานที่ต่างๆ บนโลกนี้ เหนือเหล่าวิญญาณ ที่ใช้สิทธิอำนาจต่างๆ เหนือพลังอำนาจการครอบครอง  ไม่ว่าจะผ่านทางทูตสวรรค์ต่างๆ หรือทางมนุษย์ก็ตาม เหนือทุกนาม หรือชื่อที่ตั้งขึ้น สิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเยซูนี้ จะคงอยู่ตลอดไป ไม่ใช่แค่ในยุคปัจจุบันบนโลกนี้เท่านั้น  แต่รวมถึงยุคต่อๆ ไปในอนาคตด้วย”

 

“ในตำแหน่งนี้” คราวที่แล้ว ย้อนนิดหนึ่ง ข้อที่ 20 บอกว่า …

เอเฟซัส 1:20 “ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชอำนาจพลังที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเดียวกันกับที่พระเจ้าได้กระทำในพระเยซู  เมื่อตอนที่พระองค์ได้ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และได้แต่งตั้งให้พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์  ในย่านฟ้าอากาศ (สวรรค์) ต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ”

 

สืบเนื่องมาจากตรงนี้  ก็คือตอนที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ก็คือยอมตาย เพื่อมนุษยชาติ  หลั่งพระโลหิต แล้วพระเยซูก็บอกว่าสำเร็จแล้ว ก็คือแผนการที่พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มา เพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอด ได้กระทำสำเร็จครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว มนุษย์บนโลกใบนี้ สามารถที่จะได้รับการอภัยโทษบาปจากพระเจ้าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว รอแต่ว่าคนๆ นั้นได้รับรู้ความจริง แล้วเข้ามาเปิดใจต้อนรับเอาของขวัญนี้เท่านั้น

แปลว่าตอนที่พระเจ้าทรงชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่สูงสุด  ทำให้มนุษย์สามารถที่จะบังเกิดใหม่เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าได้ พลังอำนาจที่ ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่นี้มีอยู่ในตัวเราเลย แค่เรามารับรู้ความจริงเท่านั้นเองว่าข้างในเรามีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่นี้นะ เราได้บังเกิดใหม่แล้ว  ตอนนี้เราไม่เหมือนเดิมแล้ว เราไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป  เราไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของระบบบนโลกใบนี้อีกต่อไป  แต่เราเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า มีสิทธิอำนาจเท่าเทียมกับพระเยซูเลย

แล้วตอนที่พระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตายปุ๊บ ฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่สูงสุดนี้ ได้ทำให้พระเยซูคริสต์ได้ไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

คำว่า  “เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า”  ก็คือตำแหน่งที่สูงสุด  ที่พระเจ้าประทานคืนให้กับพระเยซู ตอนที่พระเยซูตัดสินใจ  คือยอมจำนน เราจำได้ใช่ไหม ตอนที่พระเยซูไปอธิษฐานที่สวนเกทเสมนีถึง 3 ครั้ง แล้วพระเยซูก็อธิษฐานกับพระเจ้าว่า …

“ถ้วยนี้ขอให้เลื่อนไปได้ไหม?”

ทำไมพระเยซูถึงอธิษฐานแบบนั้น  เพราะว่าตอนที่พระเยซูอธิษฐาน พระองค์ทรงเป็นมนุษย์จริงๆ  มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์เลย  มีความกลัวเหมือนมนุษย์เลย แล้วก็รู้ด้วยว่าภารกิจที่ยิ่งใหญ่นี้ ที่พระเจ้าให้พระองค์มากระทำ มันหนักหนาสาหัสมาก จนพระเยซูคริสต์ต้องไปขอกำลังจากพระเจ้า อธิษฐานถึง 3 ครั้งว่าถ้าเป็นไปได้ ถ้าพระเจ้าอนุญาต ก็ให้ถ้วยนี้เลื่อนไป หมายความว่าพระเยซูไม่ต้องมาถูกตรึงที่ไม้กางเขนได้ไหม? พระเยซูไม่ต้องมาหลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาปของมนุษยชาติได้ไหม? พระเยซูไม่ต้องมาถูกฝังในอุโมงค์ได้ไหม?  แต่พระเจ้าไม่ให้คำตอบ พอไม่ให้คำตอบ พระเยซูรู้เลยว่าไม่ได้

เหตุผลที่พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มาบนโลกใบนี้ มีเพียงเหตุผลเดียว เพื่อมาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา  มีเนื้อหนังเหมือนพวกเรา มีเลือด มีเนื้อ เพื่อจะได้มาไถ่มนุษยชาติให้พ้นจากเงื้อมมือของผีมารซาตาน จากที่บรรพบุรุษของเราได้ขายเรามาเป็นทาส ทาสของความบาป ทาสของความตาย ฉะนั้น มีทางเดียวเท่านั้น คือพระเยซูต้องมาเกิดเป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา แล้วก็มาชดใช้หนี้บาปนี้ ด้วยชีวิตของพระองค์เอง

ฉะนั้น เมื่อพระเยซูคริสต์อธิษฐาน 3 ครั้ง แล้วพระเจ้าไม่ได้ให้คำตอบอะไร? ก็แปลว่าพระเจ้าบอกว่าจำเป็นที่พระเยซูต้องเดินไปตรงนี้ เพื่อจะได้ชดใช้บาปให้กับมนุษยชาติ แต่ถามว่าตอนที่พระเยซูไม่ได้คำตอบ พระเยซูจะสามารถขัดขืนและปฏิเสธไม่ยอมเดินไปที่แดนประหารได้ไหม? ได้ พระเจ้าให้สิทธิ์นะ เหมือนทุกวันนี้ พวกเราซึ่งเป็นผู้เชื่อแล้ว พระเจ้าก็ยังคงให้สิทธิ์นั้นกับเรา สิทธิ์ในการตัดสินใจ ดำเนินชีวิตในแต่ละวันว่าเราเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า หรือเลือกจะเชื่อฟังตัวเอง ทำตามใจตัวเอง หรือเชื่อฟังการล่อลวงของสิ่งรอบข้าง เราเลือกได้ แต่ว่าทุกครั้งที่เราเลือก มันจะมีผลตามมา บนโลกใบนี้เท่านั้น ยังคงยืนยันตรงนี้ ฉะนั้น พระเจ้าก็ให้พระเยซูเลือก เมื่ออธิษฐานจนเสร็จ พระเยซูก็ยังคงเลือกขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ถึงขนาดอธิษฐานจนเส้นโลหิตฝอยแตก ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าเหงื่อออกมาเป็นเลือด แปลว่าต้องมีการต่อสู้อย่างสาหัสเลย ในช่วงที่พระเยซูขึ้นไปอธิษฐานที่สวนเกทเสมนี เพราะว่าถ้าเป็นพวกเรา ก็คงไม่หนักหนาขนาดนั้น เพราะเราไม่สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป แต่พระเยซูทรงรู้ทุกสิ่ง พระองค์เป็นพระเจ้า เป็นทั้งมนุษย์ด้วย แล้วพระองค์รู้ด้วยว่าต่อแต่นี้ไป หลังจากที่ออกจากสวนเกทเสมนีพระองค์จะต้องไปเจอกับอะไร? แล้วพระองค์ก็ยอม ยอมตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะถ้าพระเยซูไม่ยอม พระเจ้าก็ไม่บังคับ แล้วถ้าเมื่อ 2,000 ปีที่แล้วพระเยซูเปลี่ยนใจว่าไม่เอาแล้ว ไม่มาตายแทนมนุษย์ กลับไปเป็นพระเจ้าเหมือนเดิมดีกว่า พวกเราทุกคนก็ยังคงอยู่ในบาป ไม่มีโอกาสกลับคืนดีกับพระเจ้าได้เลย  เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูตัดสินใจว่าถึงอย่างไรก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์

แล้วพระเยซูก็ถูกจับที่สวนเกทเสมนี ก่อนไปที่โกละโกธา ถูกโบยตี ถูกเฆี่ยนตี โลหิตหลั่งออก ตอนที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขน จนเลือดหยดสุดท้ายที่หลั่งออกมาจากพระกายของพระองค์ พระเยซูก็ตะโกนว่า … “สำเร็จแล้ว”

สำเร็จแล้ว ก็คือภารกิจที่พระเจ้าได้มอบหมายให้กับพระเยซูคริสต์ ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ ให้มาตายแทนเราบนไม้กางเขน สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ 2,000 ปี งานที่พระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้ทำ ก็ยังมีผลอยู่ จนถึงทุกวันนี้ จนถึงอนาคตข้างหน้า จนถึงวันสุดท้ายที่พระเจ้าเห็นว่าผู้ที่พระองค์กำหนดไว้ มาครบจำนวน เราก็ยังคุยกันเหมือนเดิมว่าจำนวนที่พระองค์มีเป้าหมายไว้ หรือกำหนดไว้มีเท่าไร? อย่างไร?  แต่ความต้องการของพระเจ้าจริงๆ ก็คือทุกคนมาเชื่อพระเจ้าเลย แต่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว จะมีผู้คนที่ฟังเรื่องราวของพระเจ้าแล้ว ก็ยังใจแข็งกระด้าง ก็ยังไม่ยอมมารับการช่วยเหลือจากพระเจ้า คนกลุ่มนั้น ถ้าถึงวินาทีสุดท้าย ที่ลมหายใจเขาออกจากร่าง เขายังไม่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยน มาเชื่อวางใจในพระเจ้า เขาก็ยังคงอยู่ในบาป และเมื่อวันที่ไปยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ที่บัลลังก์สีขาว เขาก็จะถูกตัดสินลงโทษเด็ดขาดเลย ก็คือถูกทิ้งไปที่บึงไฟนรก

ฉะนั้น พวกเราผู้เชื่อทุกวันนี้  ที่เราประกาศเรื่องราวของพระเจ้า  ในโอกาสต่างๆ ที่พระเจ้าได้เปิดประตูให้กับพวกเรา  เราก็ยังคงคุยเรื่องนี้ตลอด จนกว่าจะสิ้นยุคนั่นแหละ จนกว่าเราจากโลกนี้ไป หรือจนกว่าพระเยซูเสด็จกลับมารับพวกเรา ก็ยังคงต้องคุยเรื่องนี้เหมือนเดิม คือเรื่องความรักที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ประทาน ผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้ามาถึงพวกเรา มนุษยชาติทั้งหลาย

และในพระคัมภีร์ตรงนี้ บอกว่าด้วยฤทธิ์เดชอำนาจนี้แหละ ที่พระเจ้าได้คืนทุกอย่างให้กับพระเยซู ตอนวันที่พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตาย  ได้คืนอำนาจสิทธิ์ขาดทั้งหมดให้กับพระเยซูคริสต์ ที่ในหนังสือฟิลิปปีบอกว่าให้ทุกหัวเข่าก้มลงกราบพระเยซูคริสต์ และทุกลิ้นยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะพระเยซูได้ทำภารกิจนี้สำเร็จแล้ว อำนาจทุกอย่างได้กลับคืนมาสู่พระองค์เรียบร้อยแล้ว

ในข้อที่ 21 บอกว่าในตำแหน่งนี้ ตำแหน่งที่พระเจ้าได้ให้คืนกับพระเยซูคริสต์ ในตำแหน่งของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  ที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ ในการตัดสินลงโทษมนุษยชาติ จนถึงวินาทีสุดท้าย วันที่พวกเราไปยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า คนที่ไม่เชื่อ พระเยซูก็จะกลายเป็นผู้ตัดสินลงโทษ แต่ ณ วันนี้ ที่พระเยซูมาในโลกใบนี้ คือมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เรียกว่าจะมีสถานะต่างกัน การทำงานต่างกัน ทุกวันนี้ พระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  แต่ถ้าวันสุดท้ายของโลกใบนี้ ที่ในพระคัมภีร์บอกว่าโลกนี้จะสลายไป  จะสูญสิ้นไป  แล้วมนุษย์ทุกคนก็จะไปยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์การพิพากษา ณ วันนั้นแหละ พระเจ้าจะทรงแยกแกะกับแพะ  … แกะ ก็คือคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้า แพะ คือคนที่เชื่อวางใจในตัวเอง

แล้วคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้า อยู่ฝั่งแกะ พระเจ้าก็จะบอกว่า … “ไป ไปร่วมสุขกับเรา” ก็คือร่วมสุขกับพระเจ้า ไปอยู่กับครอบครัวของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนคนที่อยู่ฝั่งซ้าย ที่เป็นแพะ พระเยซูก็จะบอกว่า … “เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย” ไม่เคยรู้จักในลักษณะ ตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่บนโลกใบนี้ แม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่าเขาเชื่อพระเจ้า แต่ความเป็นจริง เขาอ้างชื่อพระเจ้า ข้างในวิญญาณ พระเจ้าจะรู้ว่าคนนี้ใช่หรือไม่ใช่คนของพระองค์

ในพระคัมภีร์ตอนหนึ่งที่พระเยซูยกตัวอย่างว่ามีคนเป็นอันมากมาหาพระเยซูคริสต์ แล้วก็บอกว่า …

“พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์อธิษฐานในนามของพระองค์ วางมือในนามของพระองค์ ทำโน่นนี่นั่นในนามของพระองค์”

คนยิวสมัยก่อน เขาคิดว่าที่เขารับใช้พระเจ้า เขากำลังรับใช้ในนามพระองค์ คือในนามของพระเจ้า พระบิดาผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เพราะว่าเขาเป็นชนชาติของพระองค์แล้ว แต่พระเยซูบอกว่าถึงวันที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนพวกเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย ตั้งแต่วินาทีนั้น คนยิวทุกคนไม่ได้เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยปริยาย ก็คือกฎหมายได้เปลี่ยนแล้ว หมายความว่ากฎใหม่ที่พระเจ้าให้บัญญัติใหม่มา ตอน ณ เวลานั้น ก็คือคนยิวทุกคนจำเป็นจะต้องกลับใจใหม่ มาพึ่งพาในพระเยซู แทนที่จะพึ่งพากฎระเบียบ กฎบัญญัติที่เขานับถือมาตั้งแต่สมัยโมเสส ถ้าเขายังคงพึ่งพาอยู่ ทำทุกอย่างด้วยกำลังของตัวเองอยู่ เขาก็ไม่รอดเหมือนกัน แล้วถึงวันนั้น

เขาก็จะไปบอกพระเยซูว่า … “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์อธิษฐานในนามของพระองค์ วางมือในนามของพระองค์ รักษาโรคในนามของพระองค์”

พระเยซูก็จะพูดว่า … “เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย”

คนเหล่านั้นพึ่งพาในตัวเอง ไม่ได้พึ่งพาในพระเยซูคริสต์ ฉะนั้น เป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ สำหรับมนุษย์ แต่เราก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับผู้คนอีกมากมาย ที่เวลานี้ เรายังคงเชื่อมั่นอยู่ว่าเมื่อพระเยซูยังไม่เสด็จกลับมา  แปลว่ายังมีผู้คนหลงเหลืออีกมากมาย ที่เขาจะมีโอกาสกลับใจใหม่ มาเชื่อพระเยซูคริสต์ ตามที่พระองค์ได้มีเป้าหมายไว้ คือคาดหวังไว้อย่างนั้น

ฉะนั้น ตำแหน่งตรงนี้ พระเจ้าได้ให้คืนกับพระเยซูคริสต์ มีสิทธิอำนาจสูงสุด แล้วสิทธิอำนาจนี้ จะเป็นสิทธิอำนาจที่อยู่เหนือวิญญาณที่ปกครองอยู่ในสถานที่ต่างๆ  คือเหนือศักดิเทพ อิทธิเทพ เทพอาณาจักร เทพอะไรก็ตามที่ว่าใหญ่ยิ่งมโหฬาร ที่มนุษย์เชื่อว่ายิ่งใหญ่บนโลกใบนี้  พระเจ้าบอกว่าพระเยซูคริสต์จะมีสิทธิอำนาจเหนือกว่าเทพเหล่านี้ ฉะนั้น ในพระคัมภีร์จะบอกให้เรารู้ชัดเจนเลยว่าพระเยซูใหญ่ขนาดไหน? แล้วมีอำนาจขนาดไหน?  ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้ แล้วอัศจรรย์และเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ก็คือเมื่อเราเชื่อพระเจ้า  เราอยู่ในพระเยซู และพระเยซูอยู่ในเรา  สิทธิอำนาจนี้ก็อยู่ในเราด้วย ยิ่งใหญ่สูงสุด  แล้วในโลกวิญญาณ พระเจ้าบอกว่าพวกเราทุกคนได้นั่งอยู่ที่เดียวกัน ในตำแหน่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ได้รับมรดกร่วมกับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าให้อะไรกับพระเยซูคริสต์ พวกเราได้ด้วย ตำแหน่งนี้ สิทธิอำนาจนี้ เราทุกคนได้รับเรียบร้อยไปแล้วในโลกวิญญาณ

แล้วในพระคัมภีร์ตรงนี้บอก ไม่ใช่เฉพาะในยุคปัจจุบันเท่านั้น แต่ในยุคต่อๆ ไปในอนาคตด้วย ก็คือตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย อำนาจนี้ได้อยู่ที่พระหัตถ์ของพระเยซูคริสต์แล้ว แล้วพระเยซูก็ได้แบ่งชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ให้กับพวกเรา ผู้เชื่อทุกคน แล้วสิทธิอำนาจทั้งหมดของพวกเรา ก็เป็นเหมือนกับพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  จนถึงยุคต่อๆ ไปในอนาคตด้วย จนกว่าเราจากโลกนี้ไป  ไปอยู่กับพระเจ้า หรือจนกว่าพระเยซูเสด็จกลับมารับเรา สิทธิอำนาจนี้ พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่นี้ อยู่ในตัวเรา

เอเฟซัส 1:22 “และพระเจ้าได้ให้สิ่งสารพัด ทั้งในโลกวัตถุ และโลกวิญญาณอยู่ใต้เท้าของพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าได้แต่งตั้ง พระเยซูคริสต์ให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  มีสิทธิอำนาจสูงสุด เหมือนเป็นศีรษะ อยู่เหนือทุกสิ่งในคริสตจักร (ผู้ที่เชื่อและใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้)”

 

พระเจ้าให้สิ่งสารพัด ทั้งในโลกวัตถุ โลกวิญญาณ  … โลกวิญญาณที่มันมีอยู่จริงๆ แต่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าของเรา แต่ทั้งหมด บนโลกใบนี้  ที่อยู่ในโลกวิญญาณ พระเจ้าได้ให้อยู่ภายใต้อำนาจของพระเยซูคริสต์ รวมทั้งทุกสิ่งที่อยู่ในโลกวัตถุด้วย  ที่เราจับต้องมองเห็นได้ ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิงสาราสัตว์ ต้นไม้ ก้อนหิน อะไรทั้งหมด ก็อยู่ภายใต้อำนาจของพระเยซูคริสต์เช่นเดียวกัน

อำนาจทั้งหมดพระเจ้าให้กับพระเยซูคริสต์ และในขณะเดียวกัน พระเจ้าได้ให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  มีสิทธิอำนาจสูงสุด เป็นศีรษะอยู่เหนือทุกสิ่งในคริสตจักร ในพระคัมภีร์เปรียบเทียบพวกเรา  ซึ่งเป็นคริสตจักรของพระเจ้า ก็คือผู้เชื่อทุกคน

ปกติเราพูดถึงคริสตจักร เราอาจจะคิดถึงตัวอาคาร แต่ในความเป็นจริง ในถ้อยคำของพระเจ้า ไม่ได้หมายถึงตัวอาคาร คริสตจักรของพระเจ้า หมายถึงตัวบุคคล คือพวกเราทุกคนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราเป็นคริสตจักรของพระเจ้า

ทำไมถึงเรียกว่าเป็นคริสตจักรของพระเจ้า  เพราะว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าได้เข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายของเรา ร่างกายของเราเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่อยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าพระบิดา ของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ด้วย ฉะนั้น เราทุกคนถูกเรียกว่าคริสตจักร

พระเยซูจึงบอกว่าบนศิลานี้ พระองค์จะสร้างคริสตจักรของพระองค์ และพลังแห่งความตายจะมีชัยเหนือคริสตจักรไม่ได้ หมายความว่าพระเจ้าได้สร้างคริสตจักรของพระองค์ คือพวกเรา ตัวบุคคล แต่ละบุคคล เมื่อเชื่อวางใจในพระเจ้า จะไม่มีพลังแห่งความตาย สามารถดึงเราออกจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้เลย ฉะนั้น พอเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าจะดูแลเรา แล้วพระเจ้าจะคอยปกป้องคุ้มครองเรา

คำว่า “ปกป้องคุ้มครอง” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าพอเรามาเชื่อพระเจ้า เราไม่ต้องเจอกับอะไรในโลกใบนี้  ไม่เจอปัญหา ไม่เจออุปสรรค ไม่ต้องเจ็บป่วย ฯลฯ มันไม่จริง ขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ปัญหาเรายังเจออยู่ โรคภัยไข้เจ็บเราก็ยังเจออยู่ ถ้าอายุเราเยอะมาก โรคภัยไข้เจ็บก็ถามหา เพราะว่าร่างกายของเราก็จะค่อยๆ เสื่อมโทรมไป  ขณะที่วิญญาณเราใหม่ทุกวัน  แต่ร่างกายยังอยู่ในโลกของความบาปและความตายอยู่ มันจะค่อยๆ ตายไป  ค่อยๆ เสื่อมสูญไป ค่อยๆ ใช้การไม่ได้ไปเรื่อยๆ แล้วยิ่งอายุเยอะมากขึ้น มันก็เป็นโน่นเป็นนี่ จนกว่าถึงวาระกำหนดของแต่ละคน ที่พระเจ้าเห็นว่าโอเคงานของเราจบแล้วนะ กลับบ้านได้ วิญญาณเราก็ออกจากร่าง แล้วไปอยู่กับพระเจ้า

คือเวลาเรามาเชื่อพระเจ้า ความตายไม่ใช่เรื่องสาหัสสากัน สำหรับผู้เชื่อ  ความตาย คือเป็นความสุขของพวกเรา ที่เราได้กลับบ้าน  เราไม่ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยบนโลกใบนี้แล้ว เราได้พักผ่อน  ได้ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาล โดยที่ไม่มีการร้องไห้ ไม่มีการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่ต้องมาต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคบนโลกใบนี้ นั่นคือความจริง ในถ้อยคำของพระเจ้า

ฉะนั้น เมื่อเราคุยถึงเรื่องความตาย ในระหว่างครอบครัวของพระเจ้า  มันจึงไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับคริสเตียน เพราะเรารู้ว่าเมื่อเราตาย แค่เปลี่ยนมิติ เหมือนกับเราหลับไป ในพระคัมภีร์ไม่ใช้คำว่าตายกับผู้เชื่อ พระคัมภีร์จะใช้คำว่าล่วงหลับไป เหมือนเราหลับไป ตื่นขึ้นมาใหม่ อ้าว! ไปอยู่ที่แห่งใหม่แล้ว เปลี่ยนมิติ ไปเจอพระเจ้าหน้าต่อหน้า นี่คือความหวังใจของคริสเตียนทุกคน  แล้วเราทุกคนก็จะมีความสุข แฮปปี้มาก เมื่อเราได้ถึงวาระนั้น แล้วก็จากโลกนี้ไป ไม่ว่าจากด้วยวิธีอะไรก็ตาม ด้วยเจ็บป่วยติดเตียง หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่วิญญาณข้างในเรามีความหวัง และเรารับรู้ว่าวิญญาณเราถึงวาระ ถึงเวลาของแต่ละคน  เราได้ไปอยู่กับพระเจ้าแน่นอน  นี่คือความหวังใจ

เราขอบคุณพระเจ้า สำหรับสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมให้เรา ที่พระองค์ทรงสัญญาจะดูแล นำพาย่างเท้าของเรา  ไม่ว่าจะทุกข์ ไม่ว่าจะสุข ไม่ว่าเราจะเจอปัญหา  เราก็เจอมา 2 ปีแล้ว ปีนี้เราอาจจะเจอต่อ ก็ไม่เป็นไร ต่อให้เจออย่างไร พระเจ้าก็จะจูงมือเราเดิน แล้วพระเจ้าก็สัญญาว่าพระองค์จะพาเราผ่าน ผ่านด้วยวิธีอะไร เราไม่รู้ อาจจะผ่านด้วยวิธีหืดขึ้นคอเลย พระเจ้าก็พาเราผ่าน หรือผ่านจนพระเจ้าบอก …

“ไม่ไหวแล้ว  เธอคงไม่ไหว กลับบ้านๆ” อะไรอย่างนี้

นั่นคือวิธีของพระเจ้า ซึ่งเราขอบคุณพระเจ้า เราก็ฝากทุกอย่างไว้กับพระองค์ เราทำส่วนของเราเต็มที่ ส่วนที่เหลือ เราก็ฝากไว้กับพระเจ้า ฉะนั้น การจากไปในโลกนี้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สำหรับ คริสเตียน

เอเฟซัส 1:23 “ที่เหมือนร่างกายของพระองค์   ซึ่งเป็นความสมบูรณ์ครบถ้วนของพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเติมเต็มความบริสุทธิ์สมบูรณ์แบบให้กับเหล่าผู้ที่เชื่อ  และใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้ทำให้”

 

ความสมบูรณ์แบบ พระเจ้าได้ให้กับพวกเราทุกคน พวกเราทุกคนเป็นพระกายของพระคริสต์ โดยมีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะของพวกเรา ณ วันนี้นะ ณ ปัจจุบัน พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะของเรา แล้วพวกเราทุกคนในคริสตจักร ไม่ใช่เฉพาะในคริสตจักรอภิสุทธิสถาน แต่เป็นทุกคริสตจักร  ผู้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อ  ทุกคนเป็นพระกายของพระเยซูคริสต์

คำว่า “พระกาย” หมายถึงแต่ละคนจะถูกเลือกให้มีหน้าที่แตกต่างกัน ทำหน้าที่ในโลกใบนี้แตกต่างกัน บางคนถูกเลือกเป็นตา เป็นจมูก ถูกเลือกเป็นคิ้ว เป็นปาก เป็นแก้ม เป็นหน้าผาก เป็นหู เป็นอวัยวะในร่างกาย เป็นมือ เป็นตัว เป็นขา หรือเป็นนิ้ว นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วแม่โป้งอะไรก็แล้วแต่ หรือบางคนถูกเลือกให้เป็นตับ ไต ไส้ พุง หัวใจ อะไรทั้งหมด  ตับ ไต ไส้ พุง เรามองไม่เห็น แต่ว่าทุกอย่างจะทำงาน ดังนั้น ในพระคัมภีร์บอกว่าเมื่ออวัยวะทุกส่วนทำงานตามความเหมาะสม ร่างกายของพระเยซูคริสต์ ก็คือคริสตจักรจะจำเริญขึ้น

ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับร่างกายปัจจุบันที่เราเป็น แต่เกี่ยวกับโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าเลือกพวกเราแต่ละคนในตำแหน่งต่างๆ ที่เหมาะสมตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่เหมาะสมตามที่เราคิดว่าเราควรจะได้แบบนี้  แต่พระเจ้าบอกไม่ใช่ พระองค์เลือกไว้ว่าโอเคให้คนนี้เป็นตา ถ้าเป็นตา ก็ต้องใช้งานเยอะหน่อย  ก็คือเราเดินไปไหน เราต้องใช้ตามอง ตาทำงานพอๆ กับขา คือถ้าตา มอง ขาเดิน มันไปด้วยกัน คือจริงๆ ทุกส่วนสำคัญหมด เพียงแต่ว่าทำหน้าที่ที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

แล้วถ้าร่างกายแต่ละชิ้นส่วน อวัยวะแต่ละชิ้นส่วนยอมจำนนกับพระเจ้า หมายความว่ารับรู้ว่าพระเจ้าเรียกเรามาทำอะไร แล้วเราก็แฮปปี้ที่จะทำตามนั้น  อวัยวะทุกส่วนในร่างกายก็ทำงานไปด้วยกัน แต่ถ้ามีส่วนไหนที่รวน มีความรู้สึกว่าพระเจ้าให้เราเป็นตับ มันอยู่ข้างใน คนมองไม่เห็น เราไม่โอเค เราไม่แฮปปี้ เราอยากจะโชว์ตัวเราเองว่า …

“ฉันเป็นตับ ฉันทำหน้าที่สำคัญนะ”

ตับขอวิ่งออกมาข้างนอกได้ไหม? วิ่งออกมาข้างนอก ก็อันตรายนะสำหรับร่างกาย มันไม่ได้ แต่ว่าตับมีความสำคัญ หัวใจมีความสำคัญ ปอดมีความสำคัญ ลำไส้มีความสำคัญ ทุกอย่างมีความสำคัญหมด แม้แต่ไส้ติ่งก็มีความสำคัญ ที่ทุกคนบอกว่าตัดมันทิ้ง ก็ไม่มีอะไร แต่มันมีความสำคัญ ฉะนั้น ทุกส่วนในร่างกายเรา ทำงานด้วยกัน ถ้าไม่มีส่วนไหนรวน ร่างกายเราก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ นี่พูดถึงในโลกวิญญาณเนอะ ร่างกายเราจะแข็งแรงสมบูรณ์ แต่ถ้าส่วนไหนที่เริ่มรวนว่าไม่เอาแล้ว เราไม่อยากทำตามที่พระเจ้าให้เราทำ เราไปทำอย่างอื่น  มันก็ทำให้รวนไปประมาณหนึ่ง แต่ว่าไม่ว่าเราจะรวนขนาดไหน? พระเจ้ามีวิธีที่จะควบคุม และมีวิธีที่จะจับเรากลับมาที่เดิมนั่นแหละ

จำเรื่องของโยนาห์ได้ไหม? โยนาห์อยู่ในท้องปลา นั่นเป็นพระคัมภีร์เดิม พระคัมภีร์เดิมก็เล็งถึงพระคัมภีร์ใหม่ที่พระเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ คือทุกอย่างในพระคัมภีร์เดิม ถูกเขียนไว้ ก็พุ่งเป้ามาที่พระเยซูคริสต์นั่นแหละ แต่ว่าพระเจ้าก็ให้บันทึกไว้ เพื่อให้เราเห็นภาพว่าพระองค์ทำงานอย่างไร?

โยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะ ที่พระเจ้าให้ไปประกาศที่เมืองนีนะเวห์ แล้วโยนาห์ก็รู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเมตตา ถ้าใครที่กลับใจใหม่ พระเจ้าก็จะยกโทษให้ นั่นคือสมัยพระคัมภีร์เดิม พอพระเจ้าบอกโยนาห์ว่าไปประกาศที่เมืองนีนะเวห์ โยนาห์ไม่ยอม เพราะรู้ใจพระเจ้า รู้ว่า …

“ถ้าฉันไปประกาศ  แล้วถ้าคนเมืองนี้กลับใจใหม่  พระเจ้าก็จะยกโทษให้เขา พวกนี้เลวมากเลย  ไม่สมควรได้รับการยกโทษ ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอมให้พระเจ้าใช้  ฉันก็เลยหนีไง”

พอโยนาห์หนี หนีไม่พ้นมือพระเจ้า พระเจ้าก็มีวิธี ทำให้พายุมา เรือจะล่ม แล้วก็โยนโยนาห์ลงทะเล เข้าไปอยู่ในท้องปลา 3 วัน พอ 3 วันได้คิด อธิษฐาน …

“พระองค์เจ้าข้าๆ ได้โปรดยกโทษให้ลูกด้วย  คายลูกออกมาจากปากของปลา แล้วลูกจะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์”

พระเจ้าก็คายเขาออกมาจริงๆ แล้วเขาก็ออกไปประกาศ พอประกาศจริงๆ ชาวเมืองนีนะเวห์ ได้ยินถ้อยคำของพระเจ้า  กลับใจใหม่หมดทั้งเมืองเลย คือไปนุ่งผ้ากระสอบ สมัยก่อนวิธีแสดงการกลับใจใหม่ ก็คือนุ่งผ้ากระสอบ เอาขี้เถ้าซัดใส่หัว เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า …

“ฉันกลับใจใหม่จริงๆ”

แล้วพระเจ้าก็ยกโทษให้ทั้งเมืองเลย คือไม่ทำโทษ โยนาห์โกรธพระเจ้า …

“พระเจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร?  พวกนี้เลวมากเลย  พระเจ้าควรจะลงโทษเขา”

งอนพระเจ้าอีก แล้วในหนังสือเล่มนี้  พระเจ้าน่ารักมาก โยนาห์ไปนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ แล้วพระเจ้าก็ให้ต้นไม้โตขึ้นมาในค่ำคืนเดียว ให้ร่มเงา คิดว่าตอนนั้นน่าจะร้อนมาก โยนาห์ก็มีความสุข เย็นสบาย ข้ามวัน พระเจ้าให้ต้นไม้นี้เหี่ยวตายไปเลย พอเหี่ยวตายไป โกรธพระเจ้าอีก นี่มนุษย์นะ โกรธพระเจ้าอีก บ่นต่อว่า …

“พระเจ้า ต้นไม้นี้ให้ร่มเงาซะอย่างดี  พระเจ้าทำอย่างนั้นได้อย่างไร?  ให้มันตายไป ดูสิร้อนซะขนาดนั้น”

พระเจ้าก็ตรัสกับโยนาห์ว่า … “นี่ขนาดต้นไม้ที่เจ้าไม่ได้ปลูก แล้วมันเกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามคืน แล้วมันตาย เจ้ายังเสียดายมันเลย แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ที่มีเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น ในเมืองนีนะเวห์ ซึ่งเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง ไม่ว่าเขาจะเลวทรามต่ำช้าขนาดไหน พระเจ้ารักเขา แล้วพระเจ้าปรารถนาที่จะช่วยเขา ให้เขาได้รับพระกรุณาจากพระเจ้า”

แค่นั้น โยนาห์ยอมจำนนเลย มันจริง พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษยชาติ แล้วพระเจ้ารักพวกเราดังแก้วตาดวงใจ  รักมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้  ปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนได้รับความรอด ไม่ปรารถนาที่จะให้คนหนึ่งคนใดพินาศเลย แต่พระเจ้าก็ไม่บังคับเรา พระเจ้าให้เรามีอิสระ ให้เรามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจว่าเราจะยอมให้พระเจ้าช่วย หรือไม่ยอม  ถ้าเรายอมให้พระเจ้าช่วย พระองค์ก็เข้ามาช่วย  ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย แค่บอก …

“พระเจ้าช่วยด้วย ลูกต้องการความช่วยเหลือ”

พระองค์มาทันทีเลย  ฉะนั้น พอเราไม่ยอมให้พระเจ้าช่วย พระองค์อยากช่วยนะ  ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร? เพราะพระองค์ไม่ละเมิดบุคลิกลักษณะของพระองค์เอง เป็นผู้ที่สุภาพ อ่อนโยน เป็นผู้ให้สิทธิ์เราในการตัดสินใจแล้ว พระองค์ก็ไม่ไปบีบคอเราว่า …

“เธอตัดสินใจอย่างนี้ผิด เธอต้องตัดสินใจแบบนี้ตามฉัน” … ไม่ใช่ พระเจ้าก็ให้สิทธิ์

ฉะนั้น พระเจ้าก็ยังขอร้อง จนถึงทุกวันนี้ ถ้อยคำของพระเจ้าทุกครั้งที่เราได้ยินได้ฟัง พระเจ้าก็ยังขอร้องผู้ที่ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ให้เขา …

“กลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด เจ้าช่วยตัวเองไม่ได้หรอก เราทำให้เจ้าเสร็จแล้ว กลับมาให้เราช่วยเจ้าเถิด”

นี่คือคำขอร้องของพระเจ้ามา 2,000 ปีแล้ว แล้วถ้าโลกนี้ยังไม่สลายไป คำขอร้องนี้ก็จะถูกประกาศออกไปทุกช่วงเวลา ทุกโอกาสที่พระเจ้าเปิดให้กับพวกเรา ในการประกาศข่าวดีของพระเจ้า

และในปีใหม่นี้ ขอพระเจ้าทรงเมตตา อวยพรผู้คนอีกมากมาย ที่เขายังไม่ได้รู้จักข่าวดีนี้ หรือผู้คนที่ได้ยินได้ฟังข่าวดีนี้แล้ว ให้เขาได้ตัดสินใจ เปิดใจต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อเขาจะได้มีโอกาสเข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันกับพระเจ้า เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า เข้ามาเป็นผู้ชอบธรรมของพระองค์ อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์จะจูงมือเขาเดินทุกวัน ขณะที่เขายังอยู่บนโลกใบนี้อยู่

ขออวยพรพี่น้องทุกคนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว ไม่ใช่เพียงแต่ในคริสตจักรแห่งนี้เท่านั้น คริสตจักรทั่วโลกเลย ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว ให้ทุกคนมีกำลัง ซึ่งมาจากพระเจ้า ให้ทุกคนสามารถที่จะรับรู้ความจริงแท้ๆ ของพระเจ้าว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าได้ประทานสิทธิอำนาจอะไรให้กับเราเรียบร้อยไปแล้วในโลกวิญญาณ  พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

*******************

 

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

กรุณาเลือกคำตอบ  …

สองทางที่ท่านสามารถเข้าสวรรค์เดี๋ยวนี้และถึงนิรันดร์ได้  คือ …

  1. พึ่งพาการกระทำดีของตนเอง (ต้องสอบได้ 100% ไม่ทำผิดบาปแม้แต่ครั้งเดียว)
  2. เชื่อในการกระทำของพระเยซูที่ตายบนกางเขนเพื่อท่าน   (ไม่ต้องเข้าสอบเลย)

 

ถ้าเราพึ่งพาในการสะสมคะแนนจากการกระทำความดีของเราเอง เราจะต้องได้คะแนนเต็ม 100% ใน เกณฑ์การตัดสินของพระเจ้าเราผิดไม่ได้เลย แม้จะได้คะแนน 99.99% ก็ไม่ผ่านถือเป็นสอบตก ท่านก็จะถามว่าแล้วจะมีใครหน้าไหนที่ทำได้เล่า? คำตอบ คือไม่มี มันเป็นไปได้ ต้องไปเกิดใหม่ การเกิดใหม่เป็นอัศจรรย์จริงๆ ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางการตายของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน เพื่อท่านจะได้เข้าสวรรค์ได้ ยังไงล่ะ

 

เอเฟซัส 2:8-9 “8 เพราะโดยพระคุณความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้นจากการถูกตัดสินลงโทษเนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ  9 ความรอดนี้ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้ ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดีในความรอดของตนได้”

 

โรม 5:6-10 “6 เมื่อเรายังไร้กำลัง  พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อคนบาปในเวลาอันเหมาะ  7 น้อยนักที่จะมีใครตายเพื่อคนชอบธรรม  แม้ว่าอาจจะมีบางคนกล้าที่จะตายเพื่อคนดีก็ได้  8 แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย  คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา 9 ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว  โดยพระโลหิตของพระองค์  ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า (การถูกพิพากษาลงโทษ  เนื่องจากเป็นคนบาป) โดยพระองค์อย่างแน่นอน! 10 เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้า  โดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์  ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์  ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน! (โดยการบังเกิดใหม่ด้วยวิญญาณที่เหมือนพระเยซู)

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1344

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  26  ธันวาคม  2021

เรื่อง “การบังเกิดใหม่ เข้าอยู่ในสวรรค์ คือของขวัญจากพระเจ้า”

โดย  นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้หัวข้อเรื่อง “การบังเกิดใหม่ เข้าอยู่ในสวรรค์ คือของขวัญจากพระเจ้า” เราได้ยินบ่อยๆ ว่าคริสตมาส คือเทศกาลของขวัญ สัญลักษณ์ของคริสตมาสทั่วโลกเลย ตั้งแต่เริ่มต้น กี่ปีๆ มาแล้ว จนถึงทุกวันนี้ คือของขวัญ ยินดีที่จะได้รับของขวัญ ยินดีที่จะให้ของขวัญ และสัญลักษณ์นี้มาจากอะไร? ก็มาจากต้นตอของวันคริสตมาส เจ้าของวันคริสตมาส คือพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ประทานพระบุตร ประทานพระเยซูคริสต์มาช่วยเหลือมนุษย์ทั้งปวง เป็นของขวัญ

ของขวัญ แปลว่าให้ฟรีๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ให้ฟรีๆ นี่คือสัญลักษณ์ของคริสตมาส พุ่งตรงไปที่การให้ ซึ่งพระเจ้าเป็นแบบอย่างแห่งการให้นี้ อย่างชัดเจน

แล้วท่านทราบไหมครับว่าความหมายที่แท้จริงของของขวัญวันคริสตมาส คืออะไร?  ความหมายที่แท้จริง ต้นเหตุ ต้นตอของการให้ของพระเจ้า ในวันคริสตมาส คืออะไร? ท่านเคยนึกถึงไหมว่าคริสตมาส คือพระเจ้าได้ประทานของขวัญ และของขวัญนั้น คืออะไร? คำอวยพร Merry Christmas ที่ทุกคนท่องกันได้  พูดกันได้ติดปาก ในวันเทศกาลคริสตมาส ก็คือความหมายที่แท้จริงของวันคริสตมาสนั่นเอง Merry Christmas ซึ่งแปลว่าการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้กับท่าน “ท่าน” หมายถึงมนุษยชาติทั้งปวง “Merry Christmas” แปลว่า “พระเยซูคริสต์ สละสภาพพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่บาปให้กับมวลมนุษยชาติทุกๆ คน”

เพราะฉะนั้น เทศกาลวันคริสตมาสที่เราเดินไปไหนมาไหน? มีแต่คนพูดกันคำนี้ มีแต่คนเขียนคำๆ นี้ ทั้งนั้น  ปิดป้ายประกาศ ปิดตรงโน้นตรงนี้ ตรงนั้น ในบ้าน ในห้างร้าน ทั่วโลกทั้งหมด และพูดกันติดปากเลย Merry Christmas เขากำลังประกาศว่าพระเจ้าได้ประทานพระเยซูคริสต์ เป็นของขวัญให้กับมนุษยชาติ เพื่อไถ่บาปมนุษยชาติ ให้พ้นจากความบาปผิดทั้งหลาย ทั้งปวง กลับมาอยู่กับพระองค์ได้ในสวรรค์นิรันดร์นั่นเอง เห็นไหมครับข่าวดีจริงๆ เลยนะ

ถ้าเรารู้เรื่องความจริงในเรื่องวันคริสตมาส เราจะเห็นทั่วโลก มีคนรับของขวัญนี้มากขึ้นทุกวันๆ เป็นไปตามพระคัมภีร์บอกแล้ว เป็นตามที่พระเยซูบอกแล้ว เป็นไปตามที่พระเจ้าบอกแล้วว่าอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ อาณาจักรสวรรค์จะปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายใหญ่ที่สุดกว่าอาณาจักรอื่นๆ ทั้งปวงที่เราเห็น

เพราะฉะนั้น พระเยซูคริสต์จึงเป็นของขวัญ  ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ในวันคริสตมาสที่พระเจ้าให้พระองค์ทรงมาประสูติเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปเรา  แปลว่าให้อภัยในความบาปผิดของเราทั้งหลายที่เราทำบาป ทำผิด  ทำชั่วต่างๆ ให้อภัย นอกจากให้อภัยเราแล้ว นอกจากพาเราออกจากคุกจากตะราง ในฐานะนักโทษประหาร ช่วยเรา อภัยโทษให้กับเรา ให้พ้นจากการเป็นนักโทษประหาร ออกมาจากเรือนจำแล้ว แค่นั้นยังไม่พอ ไม่ใช่ออกมาจากเรือนจำ แล้วปล่อยให้เราดำเนินชีวิตไปตามลำพังของเราคนเดียว เปล่า แล้วยังทำอะไรอีก พระองค์ให้เราเข้ามาในพระราชวัง รับเรามาเป็นลูก รับเรามาเป็นรัชทายาทของพระองค์ในวังเลย คือในสวรรค์ เราออกจากเรือนจำปุ๊บ มารับเราหน้าประตูเลย ให้มาเป็นลูกของพระองค์ แล้วจะเป็นลูกได้อย่างไร? ก็โดยการบังเกิดใหม่ เพราะฉะนั้น การบังเกิดใหม่ จึงเป็นของขวัญชิ้นสำคัญ รวมอยู่ในห่อของขวัญวันคริสตมาสที่พระเจ้าทรงประทานให้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ นอกจากจะไถ่บาปให้กับเรา ตามที่เราได้เรียนรู้ Merry Christmas พระองค์ไถ่บาปให้กับเรา ไม่ใช่หยุดอยู่แค่นั้น  แต่ Merry บังเกิดใหม่ด้วย Merry แปลว่าขอให้ท่านพบสันติกับความจริงเรื่องนี้ Merry บังเกิดใหม่ด้วย คือชำระเราจนสะอาดหมดจด และให้เราบังเกิดใหม่ เป็นกล่องของขวัญ เป็นห่อของขวัญไปได้ทีหนึ่งพร้อมกันเลย เพียงแต่เราจะรู้หรือไม่ เราจะเปิดดูไหม? ของขวัญชิ้นแรกที่เราจะได้รับจากพระเจ้า ในวันคริสตมาส ตอนที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราเห็นอะไรไหม? เราน้ำหูน้ำตาไหล เราเป็น ผู้ที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ บาปทั้งสิ้น ได้ถูกอภัยให้เรียบร้อยแล้ว ออกจากคุก จากตะราง ไม่ต้องเป็นหนี้บาป ไม่ต้องใช้เวร ใช้กรรมอีกต่อไปแล้ว ดีใจมากๆ เลย จบอยู่แค่นั้นหรือ? ในห่อของขวัญยังมีอีก ข้างในกล่องนั้น ยังมีอีกชิ้นหนึ่ง ชิ้นใหญ่เลยล่ะ สำคัญกว่าตรงนี้อีกด้วยซ้ำไป เราลืมมองไป หรือเรามอง แล้วเราไม่ได้เปิดดู ถ้าเราเปิดดู เราจะเห็นว่าโอ้โห! ให้เราบังเกิดใหม่ รับเราเป็นลูกของพระองค์ อยู่ในกล่องเดียวกันนั่นแหละ บางคนไม่ได้ดูตรงนี้ จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย  จากโลกใบนี้ไป เจอพระเจ้าหน้าต่อหน้า เพิ่งจะเห็น เป็นลูกหรือ? ไม่รู้เลย ตอนอยู่บนโลกใบนี้ นึกว่าได้รับการไถ่บาปแค่นั้น ก็โอเคแล้ว พระเจ้าบอกโอเคน่าไม่เป็นไร? แต่ถ้าได้รู้ตอนที่อยู่บนโลกใบนี้ด้วยว่าในห่อของขวัญนั้น มีสิ่งที่สำคัญตรงนี้อยู่ด้วย มันก็จะทำให้ความสนุกสนาน ความปิติยินดีมากขึ้น และได้มีโอกาสสำแดงความรัก ความเมตตาและความจริงของพระองค์ให้ผู้คนรอบข้างเขาได้เห็นว่า …

“ฉันเป็นลูกพระเจ้าจริงๆ ไม่ใช่พูดแต่ปาก แต่ฉันเป็นจริงๆ ฉันได้เกิดใหม่จริงๆ เธออยากจะเกิดใหม่ไหม? เธออยากจะเกิดใหม่ เธอมาเชื่อพระเยซูสิ เธอได้บังเกิดใหม่จริงๆ เธอได้เกิดใหม่จริงๆ”   อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น เราจึงรู้ว่าในห่อของขวัญนี้ มีการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า ได้อยู่ในพระราชวัง อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าตั้งแต่ตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ตั้งแต่ตอนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว คือรับเอาของขวัญนี้แล้ว ตั้งแต่เปิดประตูใจ แล้วเดินออกไป เอาห่อของขวัญที่พระเจ้าวางไว้หน้าประตูบ้าน หยิบเข้ามาในบ้าน แล้วตั้งแต่วันนั้น เขาได้เข้าไปสู่สวรรค์ เป็นลูกของพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่แล้ว แล้วได้รับการชำระบาปหมดจด หมดสิ้น บริสุทธิ์สะอาดทันที

ที่พูดตรงนี้แหละ คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ของขวัญ” วันคริสตมาสที่ดังที่สุดในมหาจักรวาล ดังมา 2,000 ปีแล้ว คือของขวัญวันคริสตมาส เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน  ทั่วมหาจักรวาล ไม่ใช่ทั่วโลกอย่างเดียว ในพระคัมภีร์บอกทั่วมหาจักรวาลเลย แม้กระทั่งก้อนหิน ก้อนดิน ต้นไม้ ใบหญ้า ต่างสรรเสริญ ขอบคุณ และเห็นการอัศจรรย์ ความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำตรงนี้แหละ ตรงที่เห็นนี้ ที่เราร้องเพลง “Joy to the world” นั่นแหละ แม้กระทั่งต้นไม้ ใบหญ้า ธรรมชาติต่างๆ ต่างสรรเสริญพระเจ้า พระองค์ทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่จริงๆ เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้  เป็นของขวัญ เริ่มต้นจากวันคริสตมาสแรก คือวันที่พระเยซูทรงสละสภาพของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เหมือนเราทั้งหลาย เพื่อเป็นตัวแทนมนุษยชาติ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่พระเจ้าจะสามารถทำได้ คือส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ ที่จะสามารถนำพามนุษย์บนโลกใบนี้ ซึ่งล้วนเป็นคนบาป เป็นคนสกปรก ให้กลับไปสู่ความบริสุทธิ์ กลับไปเป็นผู้ชอบธรรม และสามารถกลับไปอยู่กับพระเจ้า เป็นลูกของพระองค์ ไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ได้  มีทางเดียวเท่านั้น คือพระเยซูคริสต์ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เหมือนเราทั้งหลาย เพื่อเข้าร่วมกับชาติพันธุ์ คือมนุษย์เหมือนกับเราทั้งหลาย  มาเป็นร่างกายเหมือนมนุษย์ เพื่อจะได้เป็นตัวแทนของเรา แบกบาปทั้งหลายของเราไว้ เพื่อที่จะให้เราได้มีโอกาสบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าได้

พระเยซูบอกว่าอย่างไร? ใครที่อยากจะเข้าสวรรค์ได้ ผู้นั้นจะต้องบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ตอนที่พระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้ และประกาศเรื่องแผ่นดินสวรรค์ ประกาศเรื่องข่าวดีของพระองค์ ก่อนที่พระองค์จะกระทำให้สำเร็จ ที่ไม้กางเขนนั้น  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 นั้น พระองค์ประกาศว่าอย่างไร? ใครอยากเข้าสวรรค์ต้องทำอย่างไร?  พระองค์มาสอนให้กระทำดี เพื่อเข้าสวรรค์หรือ? เปล่า ไม่ได้มาสอนกระทำดีเลย พระองค์มาประกาศว่า …

“ใครอยากไปสวรรค์บ้าง?”

ทุกคนยกมือ ใครๆ ก็อยากไปสวรรค์ แล้วต้องทำอย่างไร? ต้องทำให้บริสุทธิ์เท่าๆ กับพระเจ้าเลย ซึ่งไม่มีคนไหนฟังแล้วบอกว่า …

“โอเค จะไปทำ”

ทุกคนฟัง แล้วก็หน้างอหมดเลย  เป็นไปได้อย่างไร? มันไม่มีใครทำได้ จะไปทำจนบริสุทธิ์เท่ากับพระเจ้าได้อย่างไร? มัทธิว 5:48 พระเยซูตรัสอย่างนี้ …

มัทธิว 5:48  “ดังนั้น  ​พระบิดา​ของ​พวก​ท่านบน​สวรรค์  ​ดี​พร้อม​ขนาด​ไหน  ก็​ให้​พวก​ท่านดีพร้อม ​ขนาด​นั้น​ด้วย”

 

พูดง่ายๆ พระเยซูกำลังบอกว่าทำได้ไหม? อยากไปสวรรค์ใช่ไหม? ประพฤติตัวให้ดีนะ ดีเท่าพระเจ้า ทำได้ไหม? ไม่ได้ใช่ไหม? ไม่ได้ทำอย่างไร? มา เกิดใหม่ซะ เหมือนกระซิบข้างหู ตายไปแล้ว อยากไปอยู่ในสวรรค์ไหม? อยาก ทำอย่างไร? มาเชื่อพระเยซู แล้วมาเกิดใหม่ พระเยซูก็บอก …

“มาเกิดใหม่ซะ”

เพราะว่าสวรรค์เป็นของคน ที่บริสุทธิ์ สะอาดเหมือนพระเจ้า จึงจะอยู่กับพระเจ้าได้ และวิถีทางเดียวเท่านั้น คือผ่านทางเรา ผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระองค์บอกอย่างนั้น ผ่านทางความเชื่อ ในพระองค์ ที่จะทรงกระทำให้กับเราที่ไม้กางเขน แค่นั้นเอง และพระองค์บอกอย่างไร? อย่าไปคิดมาก ฟังแล้วเชื่อเฉยๆ ไม่ต้องมานั่งคิดว่ามาบังเกิดใหม่อย่างไร? มันต้องเป็นอย่างไรนะ ต้องมุดเข้าไปในครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่งหรือ? ต้องเข้าไปในมดลูกอีกครั้งหนึ่งหรือ? คิดไปคิดมาวุ่นวายไปหมดเลย พระเยซูบอกอย่าคิดมาก ให้เหมือนเด็กเล็กๆ ฟังแล้วก็เชื่อเท่านั้นเอง

เหมือนเด็กเล็กๆ อายุสัก 2, 3 ขวบ จับเขาอุ้มไว้บนธรรมาสนี้ สูงขนาดนี้เลย แล้วเราเป็นพ่อเขา เราบอกโดดมาเลย เขาโดดไหม? โดด เพราะเชื่อเหมือนเด็กๆ เขาไม่คิดว่า …

“สูงขนาดไหน? แล้วถ้าเกิดพ่อรับไม่ได้ แล้วพ่อไม่มีแรง แล้วทำอย่างไร?”

เขาไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย เขาคิดอย่างเด็กๆ พระเยซูบอกให้เชื่ออย่างง่ายๆ อย่างนี้ ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องพยายามหาเหตุผล ถ้าพยายามหาเหตุผล ไม่มีวันเจอ ไม่มีวันได้  เพราะมันจะไม่มีทางเข้าใจเลย ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ไม่ใช่สติปัญญา ไม่ใช่ปรัชญาตามความคิดของมนุษย์ ที่มักจะเปรียบเทียบหาเหตุผลแบบมนุษย์ แต่เป็นสติปัญญาอันล้ำลึก จากพระเจ้า ที่ถูกซ่อนไว้ในโลกวิญญาณ ข่าวดีเป็นฤทธิ์เดช เป็นอำนาจของพระเจ้า เป็นอัศจรรย์ของพระเจ้า  ที่ทำให้มนุษย์สามารถบังเกิดใหม่ได้ ที่เราพูดกันเล่นๆ ภาษาไทยที่บอกว่า …

“เจอกันชาติหน้า”

มันเจอกันจริงๆ ได้ ชาติหน้ามีจริงๆ แต่มีชาติเดียวเลย “ชาติ” แปลตรงๆ เกิด ชาติหน้า คือชาติใหม่ ก็คือเกิดใหม่ มันมีจริงๆ แต่จะเกิดใหม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น ถ้าลมหายใจออกจากร่างแล้ว ไม่ใช่มนุษย์แล้ว เกิดใหม่ไม่ได้แล้ว เพราะพระเยซูมา เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย

แล้วฤทธิ์เดชอำนาจนี้เกิดขึ้นกับใคร? คนที่ฉลาดหรือ? ไม่ใช่ เกิดกับคนที่มีเหตุผลเยอะๆ ใช่ไหม? จึงจะมาเชื่อ ไม่ใช่ เกิดจากอะไร?  เกิดจากความเชื่อเหมือนเด็กๆ พระเยซูพูดอะไร ก็เชื่อตามนั้น ไม่ใช้ความคิด หาเหตุผล ตามสติปัญญาของมนุษย์ แต่เชื่อในข่าวดี ข่าวสารที่พระเยซูบอกนั้น พระเยซูบอกอย่างไร? ก็อย่างนั้น พระเยซูบอกว่าทำสิ่งเดียว คือมาเชื่อในเรา วางใจในเราเท่านั้นเอง

เมื่อเชื่อแล้ว วางใจแล้ว ได้รับการอัศจรรย์ คือบังเกิดใหม่แล้ว คราวนี้แหละ จึงสามารถเรียนรู้ เข้าใจด้วยสติปัญญาของพระเจ้าได้ว่าบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า เป็นอย่างไร? เริ่มเรียนรู้ทีหลัง ไม่อย่างนั้น มันจะเหมือนที่เราคุยกันบ่อยๆ คำพังเพยไทยบอกว่า …

“ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด”

มนุษย์จะเป็นอย่างนี้ ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด แต่พระเยซูมาช่วยให้เรารอดก่อน แล้วค่อยมาเรียนรู้ทีหลัง มันเป็นอย่างนั้น พระเยซูช่วยให้เรารอดก่อน บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระองค์มาสถิตอยู่ในตัวของเราแล้ว ในวิญญาณของเรา แล้วค่อยๆ สอนเรา บอกเรา เราจึงค่อยๆ เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกวิญญาณว่าเกิดอะไรขึ้น? การเข้ามาอยู่ในสวรรค์? สวรรค์คืออะไร? พระเจ้าได้อธิบายให้เราฟังเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ คร่าวๆ

ถามว่าสวรรค์ คืออะไร? เราได้เรียนรู้จากถ้อยคำพระเจ้า บอกว่าสวรรค์ คือสถานที่แห่งหนึ่งในโลกวิญญาณ ฟังให้ดีๆ นะ แม้ว่ามันจะสั้นๆ สรุป แต่ว่ามันมีความหมายมาก

สวรรค์ คือสถานที่แห่งหนึ่งในโลกวิญญาณ ที่มองไม่เห็น พระเยซูบอกอยู่ตรงไหน? จริงๆ เราเอง ก็รู้จากจิตใต้สำนึกของเรา รู้ทั้งโลกเลย ยิ่งคนไทยยิ่งรู้ใหญ่เลย เป็นคำพังเพยเหมือนกัน “สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ” ตามนี้เลย พระเยซูก็บอก …

“สวรรค์อยู่ในใจของเธอ อยู่ในอกของเธอ”

เราไปหาสวรรค์ใหญ่เลย ไปหาโน่นหานี่ สวรรค์อยู่ในป่า อยู่ในเขา อยู่ในห้วย อยู่ลึกลงไปในทะเล หาใหญ่ พระเยซูบอกสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ แสดงว่าในโลกวิญญาณ มีที่อยู่ ที่เรียกว่าสวรรค์ของพระเจ้า และมีอีกที่หนึ่งเรียกนรกด้วย ถูกไหม?

ตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ ตัวตนแท้ๆ ของเรา พระคัมภีร์บอกเรา สอนเรา ชี้แจงให้เราเห็นถึงโลกฝ่ายวิญญาณว่าตัวตนของมนุษย์จริงๆ เป็นวิญญาณ และวิญญาณของมนุษย์ กำลังอาศัยอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งในโลกวิญญาณ สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ จำได้ใช่ไหมครับ?

ในโลกวิญญาณมีอยู่ 2 สถานที่ หนึ่งนรก หนึ่งสวรรค์ พระเยซูกำลังบอกว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ และวิญญาณนั้นจะอยู่ในสถานที่ใดที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเรียกว่าสวรรค์หรือนรกก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความมืด หรือความสว่าง หรือในพระคัมภีร์เรียกว่าในอาณาจักรของความมืด หรือในอาณาจักรของความสว่าง มนุษย์ทุกคนเป็นวิญญาณ และวิญญาณจะอาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด หรือสว่าง ไม่อยู่เลยทั้งสองมีไหม? ไม่มี ต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง เหมือนกับเป็นมนุษย์ แล้วอยู่ในเมืองไทย ถ้าคุณไม่อยู่ในเมืองไทย คุณก็ไปอยู่ที่อเมริกา หรืออยู่ที่รัสเซีย หรืออยู่ที่เอสกิโม หรืออลาสก้า หรืออยู่ในประเทศจีน

คุณจะบอกว่า “ฉันเป็นคนอยู่ในโลกใบนี้ แต่ฉันไม่อยู่ในประเทศอะไรเลย ไม่อยู่ที่ๆ ใดเลย”

เป็นไปไม่ได้ มันต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง บนโลกใบนี้ เช่นเดียวกัน ในโลกวิญญาณ ท่านต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ใน 2 แห่งนี้ คือไม่มืด ก็สว่าง ไม่นรก ก็สวรรค์ ไม่ได้อยู่กับพระเจ้า หรืออยู่กับพระเจ้า  พระคัมภีร์สอนเราอย่างนี้ วิญญาณนั้นอยู่กับพระเจ้าหรือเปล่า? หรือไม่ได้อยู่กับพระเจ้า วิญญาณนั้น อยู่ในความทุกข์ทรมานตลอดไหม? หรืออยู่ในความสุขนิรันดร์ตลอด วิญญาณนะวิญญาณ ซึ่งเราเรียกกันว่าทุกข์ตลอด ก็คือนรก สุขตลอด ก็คือนิรันดร์ และมนุษย์ทั้งหลาย รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จิตใต้สำนึกของมวลมนุษยชาติรู้เรื่องเล่านี้หมดแล้ว แต่มันไม่ชัดเจน พระเยซูมาเพียงชี้ให้เห็น สิ่งที่มันรู้อยู่แล้วนั่นแหละ ซ้ำอีกทีหนึ่งเท่านั้นเอง มนุษยชาติจึงแสวงหาการได้ไปอยู่ในที่มืดหรือที่สว่าง  มนุษย์ทุกคนจึงแสวงหา ทุกยุค ทุกสมัย จะไปอยู่ในที่ทุกข์หรือที่สุข? มนุษย์ทุกคนแสวงหาอยากจะไปอยู่ในที่เรียกว่าสวรรค์ หรือนรก? สวรรค์ เห็นไหม?  มันอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะบอกว่าเชื่อพระเจ้า หรือไม่เชื่อ แต่ข้างในวิญญาณของมนุษย์ มีจิตใต้สำนึกอยู่ จิตใต้สำนึกนั้น เป็นตัวบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างเขา แล้วพระองค์ทรงทราบดีว่าส่วนภายในนั้น เป็นเช่นไรบ้าง?

มนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ต้องการแสวงหาที่จะไปสวรรค์ ถามว่าเพราะอะไร? จากความจริงที่เราได้เรียนรู้มาเมื่อสักครู่นี้ว่าในโลกวิญญาณมี 2 แห่งเท่านั้น นี่คือความจริง จะปฏิเสธอย่างไร? ความจริงก็เป็นความจริง

เมื่อมี 2 แห่ง ถ้ามนุษย์คนนั้นแสวงหาที่จะไปสวรรค์ ก็แสดงว่าเขากำลังอยู่ใน … ถ้าเขาอยู่ในแสงสว่าง อยู่ในสวรรค์อยู่แล้ว เขาก็คงไม่แสวงหาสวรรค์แล้ว แต่มนุษย์ทุกคนพยายามหา ที่จะไปสวรรค์ พยายามกระทำดีทุกอย่าง  เพื่อที่จะไปสวรรค์ ก็แสดงว่าเขากำลังอยู่ในความมืด อยู่ในที่ตรงกันข้ามกับสวรรค์ ที่ตะกี้เราเรียนรู้มา ในพระคัมภีร์ ถูกหรือไม่ถูก? จริงหรือไม่จริง?  พูดง่ายๆ คือเพราะจิตสำนึกของมนุษย์ทุกคน เขารู้ตัวเองว่าเขาเป็นคนบาป  อยู่ในสวรรค์ไม่ได้ เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ เป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับสวรรค์ ก็เลยพยายามที่จะชำระบาป ชดใช้หนี้บาปให้หมดสิ้น เพื่อตนเองจะได้สามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์ ไปอยู่กับพระเจ้าได้ พยายามทุกวิถีทาง ถูกหรือไม่? ซึ่งพระเยซูตอบว่าอย่างไรในเรื่องนี้ พระองค์ตอบว่า …

“เป็นไปไม่ได้หรอก ทำไม่ได้หรอก ทำให้ตายก็เป็นไปไม่ได้ เธอไม่สามารถชำระตัวเองจนสะอาดหมดจดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าได้หรอก”

พระเยซูกำลังชี้ให้มนุษย์ทั้งหลายเห็นว่าเขากำลังอยู่ในโลกวิญญาณ อาณาจักรไหน? มืดหรือสว่าง ถ้าเขาแสวงหาพระเจ้า หรือที่เรียกว่าแสวงหาความดีงาม หรือเรียกว่าแสวงหาที่จะไปสวรรค์ และสร้างความดีงามด้วยตัวเอง พยายามกระทำให้ตัวเองดี เข้ากับพระเจ้าให้ได้ พระเยซูบอกไม่มีทางทำได้หรอก พระเยซูยกตัวอย่าง อันนี้คำเดียว ทุกคนรู้เลย ก็คือเหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม อย่าว่าแต่เอาอูฐเลย  เอาหนูลอดรูเข็มก็ไม่ได้ เอามดลอดรูเข็มก็ลำบากนะ เข็มใหญ่หน่อย นี่เอาอูฐลอดรูเข็ม คือมันเป็นไปไม่ได้เลย มันเป็นไปไม่ได้ๆ พระเยซูมาด้วยความเมตตา รักมนุษย์ ชี้ให้มนุษย์เห็นถึงความอ่อนแอของตนเอง แล้วบอกว่า …

“เธอทำไม่ได้หรอก ฉันถึงมาช่วยเธอไง”

พระองค์มาเพื่อสำแดง เพื่อชี้ให้เห็น เพื่อประกาศว่ามนุษย์เราอยู่ที่ไหนในขณะนี้ ในโลกวิญญาณ เรากำลังอยู่ในความมืด เรากำลังโดนลงโทษ เรากำลังเป็นนักโทษ ถูกลงโทษประหารชีวิต รอวันสำเร็จโทษเท่านั้น ย้ำอีกที รอวันสำเร็จโทษเท่านั้น ทำอะไรดีเท่าไร? ก็ไม่มีทางที่จะลดโทษ จนกระทั่งถึงไม่ถูกประหารหรอก มันหมายถึงอย่างนั้น แล้วพระเยซูก็เลยประกาศตรงนี้ ในหนังสือยอห์น 3:16-18 ซึ่งดังมาก …

ยอห์น 3:16-18 “16 พระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกยิ่งนัก ถึงกับได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ (เป็นของขวัญ) เพื่อทุกคน ที่เชื่อวางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ ตายนิรันดร์ อยู่ในความบาป แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นของพระองค์เหมือนพระองค์ 17 เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตร เข้ามาในโลก ไม่ใช่ เพื่อพิพากษาลงโทษมนุษย์และโลก แต่เพื่อช่วยกู้มนุษย์และโลก ให้รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษนั้น โดยทางความเชื่อในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ 18 คนที่วางใจ เชื่อในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์จะไม่ถูกพิพากษาลงโทษให้พินาศ ส่วนคนที่ไม่ได้เชื่อวางใจ ก็ถูกพิพากษาลงโทษ อยู่ในความพินาศในความตาย ในความบาป เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะเขา ไม่ได้เชื่อวางใจ ในพระนามพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”

 

พระเยซูกำลังบอกความจริงในโลกวิญญาณให้กับพวกเรา มนุษย์ทั้งหลายได้รู้ว่าในโลกวิญญาณจริงๆ เป็นอย่างไร? มนุษย์ทั้งหลาย ขณะนี้กำลังอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ในโลกวิญญาณ ถ้าท่านได้ฟังขณะนี้ ท่านลองคิดดูสิว่าท่านอยู่ที่ไหน? ในโลกวิญญาณ

พระเยซูบอกว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์ยิ่งนัก จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์มาเป็นของขวัญ เพื่อทุกคนที่เชื่อในข่าวดี ในพระเยซูคริสต์ พระบุตรนั้น จะไม่พินาศ ตายนิรันดร์ อยู่ในความบาป แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพระองค์

หมายถึงอะไร? ก็หมายความว่ามนุษย์กำลังอยู่ในโลกวิญญาณ ที่มีลักษณะเป็นความพินาศ ความตายนิรันดร์ อยู่ในความบาปนั่นเอง แต่ได้รับของขวัญนี้ คือการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์เป็นของพระองค์ เหมือนพระองค์ หมายถึงได้บังเกิดใหม่ ด้วย DNA ฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นของพระเจ้า ประทานให้กับพระเยซู และพระเยซูประทานให้กับเราทั้งหลาย ให้เราได้บังเกิดใหม่พร้อมพระองค์ เป็นเซลวิญญาณ ที่มาจากพระเจ้า ผ่านทางพระเยซู ที่เป็นลูกของพระเจ้า มี DNA ทางฝ่ายวิญญาณ เป็นเหมือนพระเจ้า คือเป็นชีวิตนิรันดร์ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี  พระสิริ จากวิญญาณที่เต็มไปด้วยความบาป จากวิญญาณที่เป็นนักโทษประหารชีวิต กลายมาเป็นลูกของพระเจ้า นี่แหละคือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้

ในข้อ 17 ชัดเจนมากเลย “เพราะว่าพระเจ้าทรงประทานพระบุตรให้เข้ามาในโลก” ก็คือประทานพระเยซูคริสต์มา ให้มาเกิดในโลกใบนี้  เจ้าของวันคริสตมาส ไม่ได้มา เพื่อพิพากษาลงโทษมนุษย์และโลก แต่มาเพื่อช่วยกู้มนุษย์และโลกให้รอดพ้นจากการถูกพิพากษาอยู่นั้น เห็นไหม? มาเพื่อช่วยให้มนุษยชาติ ที่ลอยคออยู่ในบึงไฟนรก อยู่ในกระทะทองแดง มาเพื่อช่วยทีละคนๆ ใครที่ยอมชูมือขึ้นมา พระองค์ก็ฉุดขึ้นมาหมด มาเพื่อช่วย ไม่ได้มาเพื่อลงโทษซ้ำเติม

ช่วยใคร? ช่วยคนที่เชื่อ ยอมให้ช่วยไง คือยอมให้พระองค์ช่วย พระองค์มาอยู่บนเรือแล้ว เอามือส่งลงมา ให้กับเราทั้งหลาย ทุกคน  เราจะยอมตอบพระองค์ไหม? ชูมือของเรา แล้วบอกพระองค์ …

“พระองค์ช่วยลูกด้วย อีกคนหนึ่ง”

พระองค์ก็ดึงขึ้นมา ช่วยด้วย อีกคนหนึ่ง ก็ดึงขึ้นมา แต่พระองค์ยื่นมือไป แล้วบอก …

“มาช่วยแล้วๆ”

คนๆ นั้น มองขึ้นไป แล้วก็ไม่เอา ไม่เอา เขาก็ยังอยู่ในที่เดิม

ข้อ 18 คนที่วางใจ เชื่อในพระบุตร คือพระเยซู จะไม่ถูกพิพากษาลงโทษให้พินาศ ก็คือจะไม่ต้องถูกสำเร็จโทษ เพราะเขาได้ถูกตัดสินลงโทษอยู่แล้ว รอสำเร็จโทษ รอประหารเท่านั้น ถูกไหม?

ส่วนคนที่ไม่ได้เชื่อวางใจ ก็ถูกพิพากษาลงโทษ อยู่ในความพินาศ ในความตาย ในความบาป เหมือนเดิมอยู่แล้ว พระเยซูกำลังบอกว่า …

“ไม่ได้มาทำอะไรเลย ไม่ได้มาลงโทษให้เธอต้องลงไปได้รับความทุกข์ทรมานในนรกเลย  ไม่ได้ทำเลย  เพราะเธออยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ในโลกวิญญาณในขณะนี้ เธอเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าเธอไม่ให้ช่วย เธอก็อยู่ที่เดิม”

เพราะเขาไม่ได้เชื่อวางใจในพระนามพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า  ที่ทรงประทานให้ พระคัมภีร์บอกว่าโดยนามพระเยซูคริสต์นี้เท่านั้น ถึงจะได้รับการอภัยโทษ ได้รับความรอด ได้รับการบังเกิดใหม่ นอกเหนือจากนี้ ไม่มีนามอื่นใดอีกแล้ว คือไม่มีผู้ช่วยอื่นๆ อีกแล้ว มีพระองค์เพียงผู้เดียว ชื่อว่าพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ที่มาช่วยเรา ยื่นมือให้กับเราเรียบร้อยแล้ว เราแค่เปิดใจ ยื่นมือรับ จบ ก็คือยื่นมือขึ้นมาให้พระองค์ทรงช่วย ก็คือยอมให้พระองค์ ย้ายลูกที ย้ายทางโลกวิญญาณ

ตะกี้นี้เราบอกใช่ไหม? เรากำลังอยู่ในโลกวิญญาณ ที่เรียกว่าความมืด  อยู่ในโลกวิญญาณ ที่ไม่มีพระเจ้า อยู่ในโลกวิญญาณที่เรียกว่าพินาศ อยู่ในโลกวิญญาณที่เรียกว่านรก ทุกข์นิรันดร์ พระเยซูมาช่วยใช่ไหม? เราแค่บอกว่า …

“ช่วยลูกด้วย ย้ายลูกที ลูกไม่เอาแล้ว ไม่อยากจะอยู่ในที่นี้แล้ว”

พระองค์ก็ย้ายเรา เข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ เข้ามาอยู่ในความสว่าง เข้ามาเป็นลูกของพระองค์ ของพระบิดา ด้วยวิธีการได้รับการบังเกิดใหม่ บังเกิดใหม่คืออะไร? คืออัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ แตะมือพระเยซูปุ๊บ บังเกิดใหม่เลย วิญญาณเปลี่ยนใหม่ทันที  ถามว่าเมื่อไร? ทันที เมื่อนั้นแหละ ตอนไหน? รอให้ตายก่อน ไม่ใช่ ตายก่อน สายไปแล้ว ต้องตอนอยู่บนโลกใบนี้ เพราะพระองค์มาช่วยเหลือคนที่อยู่บนโลกใบนี้ ตายไปเมื่อไร? วิญญาณออกจากร่างเมื่อไร? ก็ไม่ใช่คนอีกต่อไป แต่เป็นวิญญาณ เป็นผี พระองค์ไม่ได้มาช่วยผีให้รอด พระองค์มาช่วยมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ให้รอด ไม่ได้มาช่วยวิญญาณ ไม่ได้มาช่วยผี แต่มาช่วยมนุษย์ทุกคน

มนุษย์ คือใคร? มนุษย์คือวิญญาณที่อยู่ในร่างกายที่เราเห็นกันอยู่ นี่แหละคือมนุษย์  ถ้าจบจากร่างกายนี้ไป ก็ไม่ใช่มนุษย์แล้ว ไม่สามารถจะได้รับสิทธิ์นี้ได้ เพราะพระองค์ไม่ได้มาช่วยวิญญาณ พอเข้าใจใช่ไหมครับ? เพราะฉะนั้น ท่านจะตัดสินใจให้พระองค์ย้ายไหม? หรือท่านพอใจในการอยู่ที่เดิมนี้ ท่านอยากจะย้ายจากอาณาจักรของความมืดมาสู่ความสว่าง เข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า โดยการบังเกิดใหม่หรือไม่? ท่านอยากได้บังเกิดใหม่ไหม? ท่านอยากมีชาติหน้าไหม? ชาติ คือเกิดครั้งหน้า ก็คือเกิดใหม่นั่นเอง ท่านเบื่อชีวิตตัวเองแล้วหรือยัง? ท่านเบื่อกับการที่จะแสวงหาการหลุดพ้น จากความทุกข์ยากลำบาก ท่านเบื่อที่จะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เพียงลำพังหรือยัง? ท่านเบื่อที่จะพึ่งพาตนเอง แต่เพียงผู้เดียว ท่านเลิกมั่นใจตัวเองแล้วหรือยัง? ยอมให้พระเยซูเข้ามาช่วยท่านหรือไม่? ตรงนี้ต่างหากสำคัญมาก โรม 5:12 ได้บันทึกอย่างนี้ …

โรม 5:12  “ฉะนั้น  เช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลก  เพราะมนุษย์คนเดียว และบาปนำความตายมา และโดยทางนี้เอง  ความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์ เพราะทุกคนได้ทำบาป”

 

แปลง่ายๆ ก็คือมนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็เท่ากับได้ทำบาป เป็นนักโทษ เป็นกบฏแล้ว เกิดมา ก็เป็นนักโทษ เป็นกบฏแล้ว เกิดมาปั๊บ วิญญาณก็ตาย แปลว่าวิญญาณก็อยู่ในนรก อยู่ในความพินาศ อยู่ในความมืดอยู่แล้ว ก็คือเกิดมาในโลกวิญญาณ ก็อยู่ในความมืด อยู่ในนรก ที่บอกว่านรกอยู่ในใจ พูดง่ายๆ เกิดมา ก็นรกอยู่ในใจอยู่แล้ว นี่พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนี้ เกิดมาในใจ ในวิญญาณก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้อยู่แล้ว เกิดมา ก็อยู่ฝ่ายความชั่วร้าย ถ้าพระเจ้าเป็นความดีงาม เราก็เป็นความชั่วร้าย เป็นศัตรูกับพระเจ้า ถ้าพระเจ้าเป็นความชอบธรรม เราเกิดมาทันทีในวิญญาณเรา ก็เป็นคนอธรรม คนชั่ว อยู่ในอาณาจักรของความมืด  ไม่มีพระเจ้าอยู่กับเราเลย ไม่ใช่ผมพูดนะ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนี้ โรม 5:15 ได้เพิ่มความรู้ของเราในเรื่องโลกวิญญาณอีกว่า …

โรม 5:15  “แต่​ของขวัญที่​พระเจ้า​ให้​เปล่าๆ ​นั้น มัน​แตกต่าง​กัน​ เพราะ​ใน​ทาง​หนึ่ง​ ขณะ​ที่​ความผิด​ของ​คนๆ ​หนึ่ง คือ​อาดัม ทำ​ให้​คน​จำนวน​มาก​ต้อง​ตาย  แต่​ใน​อีก​ทาง​หนึ่ง  ความ​เมตตา​กรุณา​ของ​พระเจ้า​  และ​ของขวัญที่​ผ่าน​มา​ทาง​ความ​เมตตาของ​คน​ๆ ​เดียว​ คือ​พระเยซู​คริสต์นั้น  ก็​เป็น​ประโยชน์​กับ​คน​มากมาย”

 

พระเจ้าให้ฟรีๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เรียกว่าของขวัญ  แต่ของขวัญจากพระเจ้า คือการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เชื่อในข่าวดี เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้บอกให้กับเราว่าพระองค์มา เพื่อช่วยเหลือเรา แค่เชื่อเท่านั้น ก็ได้บังเกิดใหม่ เกิดอัศจรรย์ขึ้น บังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์ สะอาด อยู่ในความชอบธรรม อยู่ในอาณาจักรของความสว่าง อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเลยทันที

สิ่งที่แตกต่างกับความเชื่ออื่นๆ ในโลกใบนี้ มาตั้งแต่กี่พันปีแล้วก็ตาม ตั้งแต่สมัยมนุษย์ยังบูชาต้นไม้  ภูเขาอยู่ ไม่มีความเชื่อไหน เหมือนตรงนี้เลย แค่เชื่อ อัศจรรย์ก็เกิดขึ้นแล้วทันที ทั้งหมดที่เป็นความเชื่อมาก่อนหน้านี้ เขามักจะบอกว่าให้รอตายไปก่อน แล้วถึงจะรับ แล้วหลายอัน ก็คือตายแล้ว ก็ยังไม่ได้รับ ต้องเกิดใหม่ แล้วก็ตาย แล้วก็เกิดมาใหม่ แล้วก็ตาย เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่รู้กี่สิบชาติ แล้วจึงจะได้เห็นผล เป็นหมื่นๆ ชาติก็มี แต่ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือพิสูจน์ได้ แค่ท่านเชื่อ ในพระนามพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวดีของวันคริสตมาสว่าพระองค์เป็นของขวัญ ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ทั้งหลาย สามารถบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากบาปเลย แม้แต่นิดเดียว เข้าสู่สวรรค์ได้เลยทันที  อันนี้ไม่มีใครกล้าพูดเลย  แต่ในพระคัมภีร์บอกทันที  ทันที ก็แสดงว่าพิสูจน์ได้ ถ้าท่านเชื่อจริง ท่านก็จะรู้ว่าสวรรค์เกิดขึ้น ในวิญญาณ คือในใจของท่าน ท่านจะสัมผัสได้ แล้วว่ามันเรื่องจริง ตั้งแต่ข่าวดีนี้เริ่มต้น เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เมื่อพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 นั่นเอง โรม 5:16 …

โรม 5:16 “แน่นอน​ ผล​จาก​ของขวัญ​นั้น แตกต่าง​อย่าง​มาก ​จาก​ผล​ของ​ความผิดที่​อาดัม​ได้​ทำ เพราะ​การ​ทำ​ผิด​เพียง​ครั้ง​เดียว ​(ของอาดัม)  ทำ​ให้​ทุก​คน​ต้อง​ถูก​ตัดสิน​ว่า​ผิด  แต่​ของขวัญ​ (การบังเกิดใหม่) นั้น​  ทำให้​คน​เราได้รับ​การ​ตัดสิน​ว่าไม่​ผิด  ทั้งๆ ​ที่​ ทำ​ผิด​​หลาย​ครั้ง”

 

ผลแตกต่างกัน ก็คือมนุษย์เกิดมาบาปเลยทันที เพราะเราติดเชื้อบาป มาจากบรรพบุรุษ คืออาดัม อาดัมทำบาปครั้งเดียว ถือว่าตัดขาดจากพระเจ้าไปเลย เราก็เช่นเดียวกัน เชื้อสายเรามาจากอาดัม พอเกิดออกมา ยังไม่ทำบาป เชื้อสายก็เป็นบาปแล้ว และทำบาปครั้งเดียว  ก็ย้ำยืนยันว่าเป็นคนบาปแน่นอน ครั้งเดียว  แต่พระเยซูคริสต์ให้เราได้บังเกิดใหม่ อภัยในความบาปผิดของเราทั้งหลาย ทั้งบาปอดีต ปัจจุบัน และอนาคต บาปทั้งหมดได้อภัยให้เรา แต่แค่นั้นไม่พอ พระองค์ทรงให้เราบังเกิดใหม่ มีธรรมชาติใหม่ที่เป็นลูกของพระเจ้า ไม่ทำบาปอีกต่อไปเลย อินโนเซ้นกับบาป เป็นคนไร้เดียงสากับการทำบาป ทำชั่วทั้งปวง หมายถึงอย่างนั้น ต่อให้เราทำผิดทำพลาดอะไรต่างๆ ต่อไป เราก็ยังเป็นลูกของพระเจ้าอยู่ เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า ด้วยการบังเกิดใหม่ เราไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า มาเป็นผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า โดยการกระทำของเราเอง รักษากฎบัญญัติ รักษาความดีงาม ซึ่งพลาดไปเมื่อไร? ก็คือผิดพลาด เพราะเราทำไม่ได้ ก็คือเป็นคนบาป แต่นี่ไม่ใช่ เราเป็นความดีงาม เป็นความบริสุทธิ์ เป็นความชอบธรรม อยู่ในสวรรค์ได้ เพราะเราได้บังเกิดใหม่ เชื่อในพระเยซูที่ได้กระทำให้เรา เราบังเกิดใหม่ เกิดแล้ว ก็เกิดเลย เป็นแล้ว ก็เป็นเลย เป็นจากการกำเนิด เป็นโดยธรรมชาติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ตรงนี้ต่างหากที่แตกต่างกัน และการบังเกิดใหม่ เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นลูกของพระเจ้านี้ มนุษย์ไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ จะทำดีให้ตาย ให้พยายามขนาดไหน? ใครบ้างที่สามารถพยายามทำดี จนกระทั่งทำให้ตัวเองได้เกิดใหม่อีกทีหนึ่ง ไม่มีทาง เราจึงมักพูดกันว่าให้เราพยายามสะสมความดี พยายามทำความดีเข้าไว้ แต่มันหมายถึงไม่ดีพร้อมนั่นเอง  ไม่ดีพร้อม ก็เข้าสู่สวรรค์ไม่ได้

เพราะฉะนั้น เมื่อมนุษย์ไม่สามารถทำให้ตนเองบริสุทธิ์ ไม่สามารถบังเกิดใหม่ด้วยตนเองได้ พระเจ้าจึงกระทำให้ฟรีๆ จึงเรียกกันว่าของขวัญ เพราะเราทำไม่ได้ พระเจ้าทำให้ผ่านทางพระเยซู จึงเรียกว่าของขวัญ ให้เปล่าๆ ให้ฟรีๆ เป็นปี เติม S เข้าไป เป็นหลายๆ ปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้าที่เทลงมา ให้กับมนุษยชาติทั้งปวง คือเชื่อในพระบุตร ก็ได้รับความรอด จากความพินาศ  เชื่อในพระบุตร ก็ได้บังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของเรา กลับคืนสู่สวรรค์ทันที เรียกว่าของขวัญวันคริสตมาสนั่นเอง

เราจึงเห็นได้ว่าพระเยซู เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป พระผู้ช่วยให้รอดจากนรก พระผู้ช่วยให้รอดจากความทุกข์ พระผู้ช่วยให้รอดจากอาณาจักรของความมืด ที่มนุษย์อยู่แล้วนั่น พระองค์เป็นพระผู้มาช่วย พระคัมภีร์ใช้คำว่าพระเยซู คือผู้ช่วย พระองค์มาเพื่อช่วย เป็นผู้ช่วย ประกาศว่าจะมาช่วย พระองค์ไม่ได้มาเป็นพระผู้สอนให้เรากระทำดี ฟังอีกครั้ง พระองค์ไม่ได้เป็นพระผู้มาสอนให้เรากระทำดี ถ้าสอนให้คนทำดี สอนไม่พอหรอก 3 ปี ที่พระองค์มาทำการบนโลกใบนี้ พระองค์มาประกาศข่าวดีว่าพระเจ้าจะทำให้ทุกอย่าง เธอไม่ต้องทำอะไรเลย แค่มาเชื่อในข่าวดีเท่านั้นเอง แค่มาเชื่อ พระองค์ไม่ได้มาสอนให้มนุษย์ทำดีว่าต้องทำอันโน้น ต้องทำอันนี้ พยายามทำอันโน่นอันนี่ เราเข้าใจกันผิด เรานึกว่าพระเยซูมาสอน ให้เราพยายามทำดีที่สุด เท่าที่ทำได้ แต่พระองค์ไม่ได้มาสอนอย่างนั้น พระองค์บอก …

“เธอทำไม่ได้หรอก ทำอย่างไรก็ทำไม่ได้ พยายามก็ทำไม่ได้ ถ้าเธอพยายามทำด้วยตนเอง เธอต้องทำให้ดีเท่ากับพระเจ้าเลยนะ เธอต้องไม่มีการพลาดแม้แต่นิดเดียวเลย พลาดจุดๆ หนึ่ง และขีดๆ หนึ่งก็ไม่ได้เลย เธอต้องสะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าเลย ซึ่งเธอทำไม่ได้ ไม่ต้องพยายามหรอก”

คติของพระเยซู 3 ปีที่ประกาศ เรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า ไม่ได้สอนให้ทำดี คติของพระองค์ ก็คือ …

“จะบอกให้ฟังนะ ความพยายามของพวกเธออยู่ที่ไหน? ความพยายามก็อยู่ที่นั่นแหละ ความพยายามที่จะเข้าสู่สวรรค์ด้วยตนเอง สะสมความดีงามด้วยตนเอง เธอพยายามด้วยตนเอง พึ่งในตนเองอย่างไร? ถึงเมื่อไร? ความพยายามก็ยังอยู่ที่นั่น  ก็พยายามต่อไป ไม่มีวันสำเร็จ แต่เราจะบอกให้ ความเชื่อในเราอยู่ที่ไหน? ความสำเร็จอยู่ที่นั่น  ความเชื่อในเราอยู่ที่ไหน? ความสำเร็จที่จะได้เข้าสู่สวรรค์อยู่ที่นั่น  เพราะเราเป็นคนทำให้เธอแทน”

ตรงนี้ต่างหาก พระองค์จึงไม่ได้มา เพื่อสอนคนให้ทำดี ทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหลายรู้อยู่แล้ว อะไรดี อะไรชั่ว ไม่ต้องสอนเลย พระองค์จึงไม่ได้มาสอนผู้คนให้พยายามกระทำดีด้วยตนเอง เพื่อจะรอดจากการลงโทษ พิพากษา เพื่อจะไปสู่สวรรค์ด้วยการกระทำของตนเอง  พระองค์ไม่ได้มาทำอย่างนั้น  แต่มาประกาศเรื่องความรอด มาเพื่อช่วย เธอไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ชูขึ้นมาปั๊บ รอดเลย พระองค์มาเพื่ออย่างนี้ พระองค์ไม่ได้มายืนอยู่บนเรือ แล้วบอกว่า …

“ทำอีกนิดหนึ่งสิ กรรเชียงอีกหน่อยหนึ่ง ทำมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง ไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย อย่าไปเหยียบเขา คนนี้อย่าไปเหยียบคนนี้ คนนี้อย่าไปเหยียบเขา ถ้าเธอเหยียบเขา ฉันไม่ช่วยนะ”

ไม่ได้มาทำอย่างนั้น แต่พระองค์มา เป็นใครก็ได้ ชูมือขึ้นมา 1, 2, 3 เคยเห็นคนจับปลาไหม?  ไม่ได้เลือกเลยนะ หว่านแหไป เอาขึ้นมา เอาอวนลงไป เอาขึ้นมา นี่ไม่ใช่ปลา นี่เป็นมนุษย์ พระเจ้าให้สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ใช่สร้างเรามาเหมือนโรบอต เหมือนหุ่นยนต์ แต่ให้เรามีความคิดตัดสินใจเอง พระองค์มาบอกว่า …

“ใครต้องการได้รับการบังเกิดใหม่ เข้าสู่สวรรค์ มาเลย ยกมือมา โอเคๆ ขึ้นมาเลย ดีใจด้วย เอาเสื้อผ้ามาให้เขาใส่หน่อย”

ด้วยความดีใจ นี่คือภาพที่เห็น ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่มาสอนก่อนหน้านี้ ต้องทำอย่างนั้นนะ พระเจ้าจึงพอใจ ต้องทำอย่างนี้ พระเจ้าจึงพอใจ  ทำอย่างนี้จึงเข้าสวรรค์ ทำอย่างนี้เข้าสวรรค์ไม่ได้ ต้องทำอย่างนี้ เปล่า พระองค์มาบอกอย่างเดียว คือ …

“ชูมือขึ้นมา เรามาแล้ว มาช่วยเลย  ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องกลุ้มใจ มาเลย ขึ้นมา”

ขึ้นมา ก็อยู่ในเรือแล้ว เรือนี้ไปไหน? ไปสวรรค์นิรันดร์ อยู่กับพระเจ้าบนเรือแล้ว

ท่านลองนึกภาพสิ เอาง่ายๆ ลองคิดดู คนกำลังจมน้ำ หายใจก็ไม่ออกแล้ว กินน้ำเข้าไปเท่าไรแล้วไม่รู้ หรือคนกำลังเป็นลม หมดสติ วูบไป แล้วเราเข้าไปช่วย เราจะไปบอกเขาไหมว่าพยายามหายใจหน่อย เขาหมดสติแล้ว หรือคนกำลังจมน้ำ เราต้องไปสอนเขาไหมว่าต้องทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น ต้องถีบขาอย่างนั้น เขาอยู่ในวิกฤตแล้ว ถูกไหม?

คนกำลังจมน้ำ กำลังเป็นลมหมดสติ เขาต้องการอะไร? ต้องการใครก็ได้ ที่มาช่วย ไม่ใช่มาสอนเขา เพราะเขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนั้น หมดสติไปแล้ว จะทำอะไรได้ล่ะ กินน้ำไปตั้งเท่าไร? นั่นแหละ ในวิญญาณ มนุษย์อยู่ในลักษณะอย่างนั้น เขาไม่ต้องการให้ใครมาสอน ทำอันโน้นอันนี้ เพราะเขาทำไม่ได้อยู่แล้ว ในสภาวะที่ทำอะไรไม่ได้ …

“ไม่ต้องมาแนะนำให้ฉันทำอะไร เพราะฉันทำไม่ได้อยู่แล้ว ฉันหมดสติอยู่”

คนเป็นลมอยู่ แล้วไปบอกเขาว่า … “พยายามกลั้นใจไว้ พยายามหายใจลึกๆ”

เขาไม่ได้ยินเรา เขาไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำไป เขาต้องการใครสักคนหนึ่ง อุ้มเลย ขอย้ำ แค่เชื่อเท่านั้น อุ้มเขาขึ้นมาเท่านั้นเอง ถูกหรือไม่?

มนุษย์ก็อยู่ในสภาพอย่างนั้นแหละ ต้องการใครคนใดคนหนึ่งมาช่วยเท่านั้นเอง เพราะว่าเขาช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะเขาเกิดมา ก็อยู่ในความมืด เกิดมา ก็อยู่ในความอ่อนแอ เกิดมา ก็อยู่ในคำสาปแช่ง  เกิดมา ก็อยู่ในนรกอยู่แล้ว  เกิดมา ก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่รู้จักพระเจ้า ถูกตัดขาดออกจากพระเจ้า เกิดมาขวานก็วางอยู่หน้าชีวิตของเขาแล้ว “ขวาน” คืออะไร? ขวานตรงกันข้ามกับของขวัญ เกิดมาขวานก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ก็คือเมื่อเขาสิ้นลมหายใจ ขวานนั้น ก็คือถูกตัด ชีวิตเขาออกจากพระเจ้านิรันดร์ ตอนอยู่บนโลกใบนี้ ขวานนั้น ก็ตัดเขาออกจากโลกวิญญาณของพระเจ้าไปแล้ว แต่ยังไม่นิรันดร์ เขายังมีโอกาสเกิดใหม่ได้ แต่ถ้าเขายังทิ้งไว้อย่างนั้น จนกระทั่งหมดลมหายใจ ขวานนั้นจะสับเป็นครั้งสุดท้าย คือถูกตัดขาดจากพระเจ้าไปอย่างนั้น  อยู่ที่เดิมอย่างนั้นในโลกวิญญาณ ที่เรียกว่านรกนิรันดร์ ถ้าเขายังคงรับขวานนั้นไว้

พระเยซูบอกว่าขวานวางไว้ข้างหน้าแล้ว แต่เขาให้พระเยซูคริสต์ช่วย แทนที่เขาจะเอาขวาน เขาเอาของขวัญดีกว่า เขาได้ของขวัญ ของขวัญ คือการบังเกิดใหม่ หลุดเลย ขวานกระเด็นหายเลย กลายเป็นของขวัญ เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าสวรรค์เลย อยู่เลยทันที พิสูจน์ได้เลยทันที เพราะฉะนั้น เมื่อวิญญาณเขาออกจากร่าง  เขาก็อยู่ที่เดิมแหละ เขาก็อยู่ในสวรรค์ เพียงแต่เปลี่ยนร่างใหม่ ได้ร่างใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ร่างกายใหม่ที่ไม่ต้องเจ็บป่วยอีกต่อไปนิรันดร์ โรม 6:23 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม  6:23  “เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาป  คือความตาย (ขวาน) แต่ของขวัญจากพระเจ้า  คือการบังเกิดใหม่  ชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์  องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”

 

ผมใส่คำว่าขวานลงไป เพื่อจะให้เห็นชัดๆ “เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาป คือความตาย (ขวาน)”

ขวานสัญลักษณ์คืออะไร?  ตัดขาด ความตาย หมายถึงถูกตัดขาดออกจากอาณาจักรของพระเจ้า ถูกตัดขาดออกจากครอบครัวของพระเจ้า ก็คือถูกตัดขาดออกจากอาณาจักรสวรรค์ ไม่ได้อยู่ในอาณาจักรสวรรค์นั่นเอง มนุษย์เราเกิดมาก็อยู่ตรงนี้แล้ว  เพราะความบาป ความบาปทำให้เกิดขวานขึ้น สับโช๊หลุดไปเลย แต่ของขวัญจากพระเจ้า คือการบังเกิดใหม่ ไม่ถูกตัดขาดแล้ว กลับมาคืนดีกันกับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกัน มาเป็นลูกพระเจ้า อยู่ในสวรรค์ได้เลยทันที ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้

เพราะฉะนั้น คริสตมาสปีนี้ พระเยซูตรัสว่ามาเชื่อพระเยซูเถิด มารับของขวัญจากพระเจ้า คือการบังเกิดใหม่  เข้าสู่สวรรค์ มาเป็นลูกของพระองค์ทันทีเลย ตอนเดินอยู่บนโลกใบนี้ พระเยซูเชื้อเชิญท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วเมื่อท่านเชื่อพระเยซู อัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่ผมเล่าให้ท่านฟังทั้งหมดนี้ อัศจรรย์ในโลกวิญญาณนี้ จะเกิดขึ้นในชีวิตของท่านทันที  ท่านสามารถพิสูจน์ได้ ท่านจะรู้ว่ามันเกิดจริงๆ  เหมือนกับผู้คนทั้งหลายบนโลกใบนี้ 2,000 ปีมานี้ เยอะแยะมากมายไปหมดเลย นับวันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกเรื่อยๆ Merry Christmas กันอยู่เรื่อยๆ เพื่อว่าท่านจะได้ไม่ต้องต่อสู้ เผชิญปัญหาต่างๆ ในชีวิต เพียงลำพังคนเดียวอีกต่อไป  แต่มีขบวนการยิ่งใหญ่ของสวรรค์ ก็คือพระเจ้าแบ็คอัพให้กับท่าน พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณจะเสด็จมาสถิตอยู่ในตัวของท่านเลย นอกจากท่านบังเกิดใหม่แล้ว พระเจ้ายังมาสถิตอยู่ในตัวของท่าน มาเป็นพี่เลี้ยง มาเป็นผู้นำพาท่านในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และจะอยู่กับท่านตลอดไป จนกระทั่งถึงจากโลกนี้ไป และจะอยู่กับท่านต่อไปในโลกวิญญาณ ในสวรรค์นิรันดร์กาลของพระองค์ถึงนิรันดร์เลยทีเดียว

ขณะที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าก็จะคอยเข้ามานำท่าน จูงมือท่านเดิน คอยปกปักษ์คุ้มครองดูแลรักษาชีวิตของท่านให้ดีที่สุด และผมมั่นใจเลย ตามพระคัมภ์บอกว่าท่านเริ่มต้นเชื่อพระเจ้าแล้ว พระองค์ทรงเริ่มต้นการงานดีในท่าน คือให้ท่านบังเกิดใหม่แล้ว พระองค์จะทรงกระทำต่อไปเรื่อยๆ วันแล้ววันเล่า จนกระทั่งสำเร็จอย่างดีงาม ตามแผนการของพระองค์ ที่วางไว้ ที่ดีสำหรับท่าน จนกระทั่งถึงวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า คือวันที่จบสิ้นโลกใบนี้ ที่ท่านจะจากโลกนี้ไป อยู่กับพระเยซูคริสต์ อยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาล มีสุขร่วมกับพระองค์

นี่คือพระเยซูขอร้องท่านด้วย พระเจ้าวิงวอนขอร้องท่าน ผ่านทางผมว่ามาคืนดีกับพระองค์เถิด กลับมาคืนดีกับพระองค์เถิด พระองค์ประทานพระเยซูคริสต์ เพื่อสำแดงว่าพระองค์ต้องการคืนดีกับเรา ต้องการให้เรากลับมาอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ เพราะฉะนั้น จงสนองตอบต่อพระองค์ด้วยการเชื่อและชูมือให้พระองค์เถิด พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

ฟิลิปปี 4:6 “อย่าทุกข์ร้อน กระวนกระวายใจในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ”

 

1 เธสะโลนิกา 5:18 “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฎอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย”

 

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ได้ให้พระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการแก่เราทั้งหลายในสวรรคสถานต่างๆ เรียบร้อยแล้วในพระคริสต์”

ตัวอย่างเช่น …

  1. ขอบคุณพระเจ้าในข่าวดี ที่บอกว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขนเพื่อชำระล้างบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และวันที่สามพระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซู ให้เป็นขึ้นจากความตาย และแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์ ในสวรรค์สถาน และเมื่อลูกได้ยอมรับด้วยปาก และเชื่อด้วยใจแล้ว ลูกจึงได้รอดจากการถูกพิพากษา ลงโทษ และได้รับชีวิตนิรันดร์ บริสุทธิ์เหมือนพระเยซูคริสต์
  2. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงย้ายลูก ออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่างในพระคริสต์ ได้ออกจากความบาป ความสกปรกในอาดัม มาอยู่ในความชอบธรรมบริสุทธิ์ในพระคริสต์ ได้ออกจากการเป็นทาสมารที่ชั่วร้าย มาเป็นลูกพระเจ้าที่แสนดี ได้ออกจากนรกมาอยู่ในสวรรค์ ในพระคริสต์เรียบร้อยแล้ว
  3. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้บัพติสมาลูก เข้าไปในการตายของพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขนถูกฝังไว้ในอุโมงค์ร่วมกับพระองค์ และได้เป็นขึ้นจากตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ และได้ให้ลูกนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ในสวรรค์สถาน
  4. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงให้ลูก บังเกิดใหม่ในวิญญาณ และทรงประทานความคิดจิตใจใหม่ ที่เหมือนพระเยซู ให้กับลูก
  5. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงชำระล้างร่างกายลูก ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เพื่อเป็นพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์
  6. ขอบคุณพระเจ้า ลูกเป็นผู้ที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์ ตัวเก่าทั้งหมดได้ตายไปแล้วและทุกสิ่งในชีวิตขณะนี้ เป็นใหม่ทั้งสิ้น
  7. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงมาสถิตอยู่ด้วย ในร่างกายของลูกนี้ ทั้งพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของลูก
  8. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ทรงรับลูก เป็นลูกของพระองค์ ที่ทรงรักมาก เท่าๆ กันกับที่พระองค์ทรงรัก พระบุตร พระเยซูคริสต์
  9. ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอภัยเสมอ เมื่อลูกผิดพลาด หลงทาง ยอมให้อิทธิพลของความบาป ที่อยู่ในความคิด นำให้ทำบาป นำให้ประพฤติตัว ในสิ่งที่ไม่สมกับการเป็นลูกของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่านั่นเป็นเพียงความประพฤติ ไม่ใช่ธรรมชาติของตัวตนที่แท้จริงของลูก ที่บริสุทธิ์สะอาดแล้ว
  10. ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยลูกรอดจากโทษของความบาป ด้วยพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่ด้วยความประพฤติ การพยายามกระทำของตัวลูกเอง
  11. ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานพระวิญญาณ มาเป็นพี่เลี้ยง คอยฝึกฝน คอยนำพาด้วยความรัก เมตตา ให้ลูกประพฤติตน ให้เหมาะสมกับการเป็นลูก เป็นทายาทของพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด
  12. ขอบคุณพระเจ้าด้วยการบังเกิดใหม่แล้ว ทางวิญญาณในพระเยซูคริสต์ ลูกได้เป็นลูกของพระเจ้า ที่ชอบธรรมบริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากบาป และได้อยู่ในสวรรค์กับพระองค์ตลอดนิรันดร์
  13. ขอบคุณพระเจ้า แม้ว่ากายภายนอกของลูกนี้ กำลัง เสี่อมโทรม ไปสู่ความตาย แต่วิญญาณข้างในของลูก ซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน เข้าไปสู่ความไพบูลย์ ในสง่าราศีของพระคริสต์
  14. ขอบคุณพระองค์ สำหรับร่างกายใหม่ ที่จัดเตรียมไว้ให้กับลูกแล้ว ซึ่งเป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนเป็นขึ้นจากความตาย เต็มไปด้วยพระสิริ ไม่มี ความเสื่อมโทรม ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความทุกข์ ไม่มีน้ำตา และไม่มีความตาย อีกต่อไป
  15. ขอบคุณพระเจ้า สำหรับโลกใหม่ ฟ้าใหม่ สรรพสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้กับลูก รวมทั้งนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่บริสุทธิ์ งดงาม เต็มด้วยสง่าราศี พระองค์จะประทับท่ามกลางพวกเรา คือผู้เชื่อทั้งหมด และเราทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับเรา และเป็นพระเจ้าของเราตลอดไป พระองค์ทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของลูก จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่า โลกเก่า ผ่านพ้นดับสูญไปแล้ว
  16. ขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระคุณของพระองค์ ที่เพียงพอเสมอสำหรับลูก ในการเผชิญกับความทุกข์ลำบาก ความเจ็บปวด ความอ่อนแอ ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้
  17. ขอบคุณพระเจ้าที่จูงมือลูก เดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช ความชั่วร้าย ความทุกข์ยาก ลำบาก บนโลกใบนี้ และสัญญาว่า จะไม่ทอดทิ้งลูกเลย
  18. ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์สัญญาว่าความทุกข์ยากลำบาก ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้นั้น จะไม่มากเกินกว่า ที่ลูกจะสามารถรับได้
  19. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ประทานความอดทน สันติสุข การปลอบโยน เมื่อลูกต้องเผชิญ ความทุกข์ยากลำบาก และความอ่อนแอ
  20. ขอบคุณพระเจ้าที่ฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ จะแสดงออกมาอย่างเต็มที่ ในยามที่ลูกอ่อนแอ
  21. ขอบคุณพระเจ้าที่เป็นพ่อที่แสนดีและรักลูก ดังแก้วตาดวงใจของพระองค์
  22. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้ใส่ความรักอมตะ เหมือนพระองค์ เข้ามาในวิญญาณของลูก ทำให้ลูกเป็นความรัก สามารถรักพระองค์และรักผู้อื่นได้ เหมือนที่พระองค์ทรงรักลูก

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1343

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  19  ธันวาคม  2021

เรื่อง “ข่าวประเสริฐไม่ใช่ของตาย ในชีวิตประจำวันของเรา”

โดย ธิดารัตน์  ร่มพระคุณ

 

วันนี้จะมาแบ่งปันเรื่อง “ข่าวประเสริฐไม่ใช่ของตาย ในชีวิตประจำวันของเรา” วันนี้จะมาแบ่งปันเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันของเรา แล้วทุกคนก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย เหมือนเวลาที่เราอยู่ในครอบครัวของเรา เรามีพ่อแม่ของเราที่อยู่ดูแลเราที่บ้าน  แล้วเราก็ไม่ค่อยใส่ใจท่าน เราไม่ค่อยให้ความสนอกสนใจท่าน  เราละเลยที่จะสนใจ  สังคมโลกนี้ก็เริ่มเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามนุษย์เริ่มฝักใฝ่หาสิ่งของที่อยู่ในโลกนี้ คิดว่าสิ่งนั้น มันเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้พ่อแม่สุขสบาย หรือทำให้ลูกตัวเองสุขสบาย ทำให้ชีวิตมั่นคง ก็ใช้เวลาส่วนนั้นไปมากกว่า แล้วทำให้เราละเลยผู้ที่ต้องการการสนใจจากเรามากที่สุด ก็คือบิดามารดาของเรา

เช่นเดียวกัน เมื่อเรามาอยู่ในพระเยซูคริสต์  มาอยู่ในพระเจ้า เวลาที่อาจารย์ต่างๆ ทุกคนได้มาแบ่งปัน เรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เราจะมุ่ยหน้า เบ้ปากเลย บอกว่า …

“เป็นเรื่องเก่า เป็นเรื่องเดิมๆ ฉันรู้แล้ว ทำไมจะต้องมาพูดซ้ำๆ ย้ำๆ  พูดอย่างนั้น ฉันต้องการการหนุนใจ”

อยากจะบอกพี่น้องทั้งหลาย ให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องของการหนุนใจ ของจิตวิญญาณของเรา  ที่เป็นรากฐาน ที่จะทำให้ท่านไม่หวั่นไหว และไม่สั่นคลอนในสถานการณ์ใดๆ ที่เข้ามาในโลกนี้เลย เราอยู่ในโลกนี้ เรารู้ว่าเราเป็นเพียงผู้อาศัย  เป็นผู้พเนจร เดี๋ยวเราก็จะกลับบ้านเรา เราไปอยู่โลกใหม่ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับเรา ถ้าเรามองไม่ทะลุ การดำเนินชีวิตในโลกนี้ เราชนะแล้ว เราก็จะเหมือนแพ้ เราพ้นจากความบาปไปแล้ว เราก็จะยังดำเนินชีวิตในความบาปอยู่  ทั้งๆ ที่เราพ้นจากความตายไปแล้ว แต่เราจะยังดำเนินชีวิตเหมือนคนที่ตายอยู่อีกเหมือนเดิม ถ้าหากว่าเราไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของข่าวประเสริฐ เราไม่รู้ว่าข่าวประเสริฐมีฤทธิ์อำนาจและทำงานอย่างไรในชีวิตเรา โดยวางรากฐานสิ่งนี้อย่างหนักแน่น มั่นคง ลงไปในจิตวิญญาณของเรา ไม่ว่าเราจะรู้มากขนาดไหน เราก็ล้มได้  ไม่ว่าเราจะเก่งพระคัมภีร์ขนาดไหน รู้เรื่องในพระคัมภีร์มากขนาดไหน? เราก็สามารถที่จะล้มลง แล้วก็ยากลำบากในการดำเนินชีวิต แน่นอนความรอดเราไม่หลุดแน่ๆ เพราะพระเจ้าบอกว่าต่อให้เราไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลย ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย เมื่อท่านตัดสินใจเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว วิญญาณท่านรอดแน่นอน แต่ถ้าท่านไม่รับรู้ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า ท่านจะดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างยากลำบาก ไม่ว่าท่านจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใดๆ ท่านจะรู้สึกทุกข์ยากกับมัน ท่านจะรู้สึกโดดเดี่ยว ท่านจะรู้สึกเหงา ท่านจะรู้สึกเหมือนลำบากมากในการดำเนินชีวิตในโลกนี้ ทั้งๆ ที่ท่านสามารถดำเนินชีวิตในโลกนี้อย่างง่ายดายที่สุด

ฉะนั้น วันนี้จะมาแบ่งปันว่าข่าวประเสริฐเป็นเรื่องที่เราจะต้องยึดถือไว้ เป็นเรื่องที่เราจะต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ  จนกระทั่งลมหายใจของเรา หรือว่าระบบของเราสามารถปรับตัว เมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว ร่างกายเรายังจะต้องดำเนินอยู่ในกฎของโลกนี้ ยังต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังต้องทุกข์ ยังต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เลวร้ายต่างๆ ในโลกนี้ เมื่อใดก็ตามที่เราเผชิญหน้ากับสถานการ์เลวร้ายต่างๆ ในโลกนี้ แรกทีเดียวเลย ร่างกายเรา รูป รส กลิ่น เสียงมาเลย สมมติว่ามันแรงมา เราก็แรงกลับไป แต่ถ้าเรามีข่าวประเสริฐของพระเจ้าอยู่ในจิตวิญญาณของเรา แล้วเรารู้ว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เรามีสถานะใด  เรามีอะไรอยู่ในตัว เราจะนึกถึงพระคัมภีร์นี้ทันทีเลยว่า …

“จงนิ่งเสีย และรับรู้ว่าเราคือพระเจ้า”

ความสงบจะมาถึงเราทันที ความสงบสุข สันติสุข ซึ่งมีอยู่ภายใน จะสำแดงและทำงานภายในเรา แล้วเราก็จะเกิดสติปัญญาในการที่จะอยู่ในห้องชั้นในกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วขับเคลื่อนไปกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ไปด้วยกันกับพระองค์ ฟังพระองค์ ให้พระองค์เป็นที่ปรึกษา ในการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน แล้วเคลื่อนไปกับพระองค์วันต่อวัน อย่างมีสันติสุข ซึ่งเกินความเข้าใจ ซึ่งพระเจ้าประทานให้

ความสุขกับสันติสุขไม่เหมือนกัน  ความสุข คือเมื่อเราได้เจอบางสิ่งบางอย่าง แล้วเราพอใจ ชอบใจ เราเกิดความสุข เราเจอสิ่งดี ความรัก ที่เห็นอยู่ข้างหน้าเรา เราเกิดความสุข เราได้กินขนมอร่อย เราเกิดความสุข เราได้ไปเที่ยว ได้ไปเล่น เราเกิดความสุข  แต่สันติสุข ซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้เรานั้น เป็นสันติสุข ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้กระทำอยู่ภายในเรา มันเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ  แม้ว่าเราจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใดๆ ในโลกนี้  แรกๆ เราอาจจะปะทะมันด้วยความทุกข์ ความวิตกจริต ความกังวล เพราะเรายังอยู่ในร่างกายนี้ เราอาจจะเผชิญหน้ากับความรู้สึกอยากจะบ่น อยากจะต่อว่า อยากจะด่า อยากจะโต้ตอบ อยากจะอะไรก็ตาม แต่หลังจากนั้นไม่นาน ธรรมชาติของเรา ที่เป็นธรรมชาติของพระเจ้าจะกระตุ้นให้เราปรับตัวเอง เข้าสู่การนิ่งสงบในพระเจ้า ปรับให้เราเกิดสันติสุขขึ้นโดยอัตโนมัติในพระเจ้า เพราะอาจารย์เปาโลบอกว่าข่าวประเสริฐนั้น เป็นฤทธิ์เดช ซึ่งทำการงานอยู่ภายในเรา  ซึ่งมันเกินกว่าที่เราจะอธิบายได้ว่ามันคืออะไร?  การบังเกิดใหม่ที่เกิดขึ้นภายในเรา เป็นการย้ายเราจากสภาพเดิม สภาวะเดิม มาเป็นสภาวะลูกของพระเจ้า  บังเกิดใหม่แล้ว  มีธรรมชาติใหม่ในพระองค์แล้วภายในเรา  มีธรรมชาติในการดำเนินชีวิต แบบลูกพระเจ้าเลย เราได้รับมาเลย  เราเป็นอย่างนั้นเลย  แต่ถ้าเราไม่ยืนอยู่ในจุดที่ถูกต้อง ติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปผิดหมด ถ้าเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์บนพื้นฐาน บนบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่ข่าวประเสริฐ ในพระเยซูคริสต์ เราล้มเหลวแน่นอน

อย่างที่เคยบอกหลายครั้งต่อหลายครั้ง ถ้าหากคุณมาเชื่อพระเจ้า โดยไม่ได้วางความเชื่อของคุณบนข่าวประเสริฐที่แท้จริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ก็คือเราล้มลงแน่นอน หรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือข่าวประเสริฐจะวิ่งตรงไปสู่การทำงานที่ประหลาดมาก ก็คือเมื่อใดก็ตามที่ได้ยิน จะเกิดความเชื่อ ใครมีหู ก็ฟังเถิด  ใครมีหู รับเข้าไปอย่างตั้งใจ  เมื่อรับเข้าไปปุ๊บ ข่าวประเสริฐเกิดปฏิกิริยาในชีวิตของเขา ไม่รู้ว่าเมื่อไร? 10 เท่า 5 เท่า แล้วแต่ละคน

เราจำเรื่องดินได้ใช่ไหมค่ะ มีดินดี ดินที่มีหนาม ดินที่มีหิน มีดินที่ริมทาง ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราเปิดจิตใจของเรา แล้วรับเอา ถ่อมใจเอาข่าวประเสริฐของพระเจ้าปุ๊บ สภาวะของความเป็นมนุษย์ของเรา  กลายเป็นดินดีที่เมล็ดพืชของพระเจ้าหล่นลงมาในจิตวิญญาณของเรา  แล้วก็เกิดผลแห่งความเชื่อ เกิดความเชื่อที่แตกหน่อขึ้น เหมือนเมล็ดมัสตาด เกิดขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ ซึ่งมาถึงจุดหนึ่งที่คนๆ นั้นจะแสดงตนออกมาว่ารับเชื่อเมื่อไร? บางคนวางแป๊บเดียวเกิดแล้ว บางคนวางอีก 10 ปีต่อมา ค่อยมาเชื่อ  บางคนอีก 30 ปีต่อมา ค่อยมาเชื่อ  บางคนจนใกล้จะเสียชีวิตแล้วค่อยมาเชื่อ

มีผู้ที่อยู่ในคริสตจักรของเราท่านหนึ่ง พอพูดอย่างนี้ ก็นึกถึงท่านทั้งสองคนมากเลย  เพราะว่าในช่วงยุคนั้น  ท่านเป็นคนที่น่ารักมากๆ อายุมากแล้ว ภรรยาเป็นพยาบาล ส่วนสามีก็จะต่อต้านพระคริสต์ตลอดเวลา ต่อสู้เรื่องพระเจ้า คุณยายไม่ได้ไปโบสถ์เลย  ไม่ได้ไปหาพระเจ้าเลย แต่ว่าจิตใจ จิตวิญญาณของท่านก็ยังเชื่อมั่นในพระเยซูคริสต์อยู่ จนกระทั่งท่านจะหมดอายุขัยแล้ว สามีท่านก็กลับใจมาเชื่อพระเจ้า ท่านก็มาโบสถ์ ไม่พอ ท่านยังขนลูกขนหลานมา ลูกหลานของท่านก็ยังอยู่ในคริสตจักรจนถึงทุกวันนี้  แต่ว่าอีกไม่นาน ท่านก็จากเราไป หลังจากที่ท่านจากเราไป  ภรรยายท่านก็ตามไป  ฤทธิ์อำนาจแห่งข่าวประเสริฐหล่นลงไปในวิญญาณของมนุษย์ แล้วเกิดผลอย่างอัศจรรย์มาก แต่บางคนจบอยู่แค่นั้น  เกิดผล เชื่อปุ๊บ  จบอยู่แค่นั้น ฉันคิดว่าฉันไม่อยากฟังอย่างอื่นแล้ว ฉันอยากฟังคำหนุนใจที่ดีกว่านั้น ไม่มีคำหนุนใจ จะยืนยันตรงนี้เลยว่าถ้าท่านรู้จักข่าวประเสริฐแท้ จะไม่มีคำหนุนใจใดๆ ในโลกนี้ ที่ดีเท่ากับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ว่าพระคริสต์ได้สละพระองค์เอง  และได้บังเกิดบนโลกมนุษย์นี้ ได้ตายบนไม้กางเขน เพื่อเรา และได้ชำระล้างความผิดบาปของเรา ลงไปอยู่ในอุโมงค์ และวันที่สามพระองค์ได้ฟื้นขึ้นจากความตาย แค่เรื่องแค่นี้ เชื่อไหมพี่น้อง ตอนนี้ เรามีกลุ่มเล็กๆ จะสองปีแล้ว เรายังเรียนไม่จบ  ยิ่งเรียน ยิ่งเดินเข้าไป ยิ่งเห็นว่าข่าวประเสริฐของพระเจ้ามีกลไกที่ซับซ้อน เกินสติปัญญาของมนุษย์ ที่จะเข้าใจว่ามีฤทธิ์อำนาจมากยิ่งเพียงใดที่จะสามารถกระชากคนหนึ่ง จากคนที่ตายแล้ว มาสู่คนที่มีชีวิตใหม่อีกรอบหนึ่งได้  สามารถเปลี่ยนมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีนิสัยบางสิ่งบางอย่างที่แย่มากๆ ให้กลายเป็นอีกบุคคลหนึ่งได้

ฤทธิ์อำนาจแห่งข่าวประเสริฐ ไม่ใช่แค่ทำงานกับเราแล้วจบ  แต่ยังคงทำงานกับเราอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน เมื่อเราเผชิญหน้ากับสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม  ถ้าเรายังหวนกลับมาระลึกถึงสิ่งนั้น สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำบนไม้กางเขน  เราจะค่อยๆ ผ่านสิ่งนั้นไป ทีละสเต็ปๆ โดยการช่วยเหลือ โดยความเชื่อที่เรามีในพระเยซูคริสต์

ในพระเยซูคริสต์ เราแค่วางความเชื่อลงไปที่พระองค์ แล้ววางใจในพระองค์ พระเยซูคริสต์มาในโลกนี้ พระองค์ไม่ได้สอนศีลธรรม จริยธรรม เพราะว่าไม่ต้องสอน ศีลธรรมและจริยธรรมอยู่ในตัวของท่าน เมื่อท่านบังเกิดใหม่  ท่านเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ มีวิญญาณใหม่ ท่านเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ปฏิกิริยาธรรมชาติใหม่นี้ จะบังเกิดขึ้นภายในท่าน ท่านจะรู้คิดว่าอันไหนพูดได้ อันไหนพูดไม่ได้ อันไหนพูดแล้ว ไปทำร้ายจิตใจคนอื่น  อันไหนพูดแล้วดี  อันไหนทำแล้วถูก อันไหนทำแล้วไม่ถูก พระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งอยู่ภายในท่าน  ซึ่งเป็นธรรมชาติใหม่  จะไปกับท่านอย่างสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  แล้วเกิดพฤติกรรมใหม่ ที่ไม่ต้องเรียกว่าศีลธรรม เพราะว่าเรากลายเป็นมนุษย์สวรรค์ ที่เดินอยู่บนดิน  แต่อย่างที่บอก  ทำไมเรายังทำผิด ทำบาปอยู่ หรือทำสิ่งที่ไม่ดีอยู่ เพราะว่าร่างกายเรายังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตายของโลกนี้อยู่

ดังนั้น เมื่อกฎของโลกนี้ ได้พยายามที่จะชักจูง และนำพาเรา ถ้าเราหันและมอบความคิดของเรา มอบร่างกาย อวัยวะของเราให้กับความคิดที่ไม่ถูกนั้น  หรือความคิดทางลบนั้น ร่างกาย ปฏิกิริยา คำพูดเรา ปากเรา ก็จะเป็นเครื่องมือ หรือเป็นทาสของความบาปนั้นๆ  แต่เราเป็นของความบาปนั้นหรือเปล่า? ไม่ใช่แล้ว เราแค่ถูกหลอก เราแค่หลงไป  เราแค่ลืม  เราแค่ไม่จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์

กระดุมเม็ดแรกนี้ ก็คือความเชื่อที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ กระดุมเม็ดแรกนี้ คือพระเยซูคริสต์เท่านั้น

เรามาดูคำอธิษฐานของเปาโล เปาโลเป็นคนที่รู้พระคัมภีร์ เชี่ยวชาญมาก ในพระคัมภีร์ได้เอ่ยอ้างถึงประวัติของบุคคลนี้ว่าเป็นคนที่รู้บัญญัติของพระเจ้า เป็นคนที่เคร่งบัญญัติของพระเจ้า เป็นฟาริสีที่ดำเนินชีวิตที่ระมัดระวัง และเป็นคนที่มีชื่อเสียงดี ท่ามกลางบุคคลที่แต่ก่อนนี้เป็นคนยิว เปาโลก็จะรู้ลึกถึงเรื่องของธรรมบัญญัติ หรือหนังสือโทราทั้งหมด เมื่อเปาโลได้มาเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ได้มาพบเขา แล้วเขาได้กลับใจใหม่ ได้เกิดใหม่ปุ๊บ มันเหมือนแตกฉานไปหมดเลย ทั้งหมดในหนังสือโทรานี้ กำลังพูดถึงพระเยซูคริสต์เท่านั้น  และสิ่งนั้นเกิดขึ้นในพระเยซูคริสต์

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งที่หนักอยู่ภายในจิตวิญญาณของเปาโล จนกระทั่งอธิษฐานอยู่เรื่อยๆ จนกลายมาเป็นจดหมายฝาก ที่เขียนถึงเมืองเอเฟซัสได้บอกว่า …

เอเฟซัส 1:15-23 “15 เหตุฉะนั้น  ครั้นข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านทั้งหลายได้วางใจในพระเยซูเจ้า  และท่านรักธรรมิกชนทั้งปวง 16 ข้าพเจ้าจึงได้ขอบพระคุณ เพราะท่านทั้งหลายไม่หยุดเลย  ในเมื่อข้าพเจ้าอธิษฐานเพื่อท่าน 17 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าขอพระเจ้าแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา  คือพระบิดาผู้ทรงพระสิริทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย  มีจิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา  และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์ 18 และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น  เพื่อท่านจะได้รู้ว่าในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น  พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน  และรู้ว่ามรดกของพระองค์ สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร 19 และรู้ว่าฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไร  สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ  ตามอำนาจของพระกำลัง  และฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ 20 ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำในพระคริสต์  เมื่อทรงชุบให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย  และให้สถิตเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์  ในสวรรค์สถาน 21 สูงยิ่งเหนือบรรดาเทพผู้ครอง  เหนือศักดิเทพ  เหนืออิทธิเทพ  เหนือเทพอาณาจักร  และเหนือนามทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น  มิใช่ในยุคนี้เท่านั้น  แต่ในยุคที่จะมาถึงด้วย 22 พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์  และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร 23 ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์  คือซึ่งเต็มบริบูรณ์ด้วยพระองค์  ผู้ทรงอยู่เต็มทุกอย่างทุกแห่งหน”

 

นี่คือคำอธิษฐานของอาจารย์เปาโล ซึ่งอธิษฐานเผื่อคนที่เมืองเอเฟซัส  เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเทพเยอะแยะมากมาย พวกเขาบูชาเทพหลายเทพมาก มีพระหลายองค์ที่เขาได้ยกขึ้น มีทั้งได้บูชาเทพที่เป็นผู้หญิง ที่ได้มีการกระทำหลายสิ่งหลายอย่าง ที่แย่มากๆ ฉะนั้น คนที่อยู่เมืองเอเฟซัสก็จะต้องเผชิญหน้า ทั้งการข่มเหงไม่พอ  ยังต้องเผชิญหน้ากับความเชื่อ  เดิมที่เขาเคยเชื่อมาก่อน  ทั้งคนที่มีอำนาจทางด้านศาสนาเดิมที่เขามี  รวมทั้งคนยิวที่มาเชื่อพระเจ้าที่ยังหันไปเหมา ยังไม่มั่นคงในการที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของข่าวประเสริฐ เขาต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น เปาโลเป็นคนที่พระเจ้าใช้มา เพื่อให้สร้างคริสตจักร เปาโลจึงจะต้องเป็นผู้ที่นำ ข่าวประเสริฐจริงๆ แท้ๆ เพียวๆ  นำไปสู่ที่ต่างๆ  ที่เขาจะต้องออกไป  ดังนั้น เปาโลจึงเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เปาโลอธิษฐานสิ่งนี้ ก็คือเปาโลต้องการให้ผู้เชื่อทุกคน ตาใจฝ่ายวิญญาณเปิดออก และเห็นถึงความจริง ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำบนไม้กางเขน เพื่อเราว่ามีฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ มากยิ่งเพียงใด ที่ทำการงานในชีวิตของเรา

เหมือนบิ๊กแบงค์ ที่ระเบิดลงไปในจิตวิญญาณของเรา แล้วทำให้เราบังเกิดใหม่ เรามองไม่เห็น แต่สิ่งนั้น ได้ทำการงานภายในเรา  เรากลายเป็นคนใหม่ มนุษย์พันธุ์ใหม่ เป็นพงศ์พันธุ์ที่ต่อมาจากพระเยซูคริสต์ แล้วการงานนั้น ได้กระทำให้เราแปลสภาพ กลายเป็นลูกของพระเจ้า  เป็นบุตรของพระเจ้า  มีสิทธิอำนาจเดียวกันกับพระเจ้า

แต่หลายคนใช้คำว่า “สิทธิอำนาจ” ไปในทางที่ผิด  เพราะว่าไม่ได้ยืนอยู่บนข่าวประเสริฐแท้ เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ได้ยืนอยู่บนข่าวประเสริฐแท้ปุ๊บ เราจะใช้คำพูด หรือเรื่องใดๆ ก็ตามในพระคัมภีร์แถไถไปเรื่อย  แล้วใช้ผิด  และเมื่อเราใช้ผิดปุ๊บ  คริสตจักรก็เสียหาย  คริสตจักรก็บาดเจ็บ  คริสตจักรก็อ่อนแอ คริสตจักรก็อยู่ในสภาวะที่ไม่เติบโตเข้มแข็ง และเต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง  การแตกแยก การชิงดีชิงเด่นกัน ถ้าหากเรา ซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้า หรือเป็นผู้นำของคริสตจักร ได้สอนสิ่งหนึ่ง สิ่งใดผิดไปจากข่าวประเสริฐของพระเจ้า จะทำให้ร่างกายของพระคริสต์อ่อนแอ ทำไมดิฉันถึงพูดอย่างนั้น  เพราะว่าเดี๋ยวเราอ่านพระคัมภีร์ต่อๆ ไป เราจะรู้เลยว่าข่าวประเสริฐเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ การก่อร่างสร้างคริสตจักรของพระเจ้าแข็งแรง

ดังนั้น เมื่อใดก็ตาม หากเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ผิด ถ้าเราเข้าใจความหมายของข่าวประเสริฐผิด เวลาเราอ่านพระคัมภีร์ เราก็ตีความหมายผิดหมด  เราจะเอาความหมายของพระคัมภีร์ เป็นไปตามวิถีที่เราคิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น  น่าจะเป็นแบบนี้  เพราะเรารู้มากอย่างนี้ เอาอันนี้ มาบวกอันนี้ปุ๊บ มันต้องกลายเป็นอย่างนี้ สรุปว่าต้องเป็นอย่างนี้ เราใช้วิธีแตกแขนงจากความคิดของเรา  แต่ไม่ได้แตกแขนงจากรากของข่าวประเสริฐแท้

พวกเราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เริ่มต้นก็ความเชื่อ  จบลงก็ความเชื่อ

หนังสือพระคัมภีร์ของเรา จะพูดเรื่องเดียว คือเรื่องความเชื่อ เชื่อวางใจในพระเจ้า เรามาอ่านดูนะ เวลาไปเยี่ยมสมาชิก หลายคนจะถามว่า …

“เทศน์เรื่องอื่นไม่ได้เหรอ ทำไมต้องเทศน์เรื่องเดียว”

เพราะเราเห็นว่าเรื่องเดียวนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญ สำหรับจิตวิญญาณของคุณ และเราไม่มีเรื่องอื่นพูด นอกจากเรื่องนี้ เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ เมื่อเรารู้ความจริงแล้ว เราจะรู้เลยว่าพระคัมภีร์ไม่ได้พูดเรื่องใดๆ เลยนอกจากการเตรียมพระเยซูคริสต์ไว้  สำหรับไถ่บาปเรา  ทั้งพระคัมภีร์เดิม ทั้งพระคัมภีร์ใหม่ไม่ได้พูดเรื่องอะไรเลย นอกจากการมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์  ออกจากอำนาจแห่งความบาปและความตาย ส่วนเรื่องที่เหลือพระเจ้าให้เราอยู่ด้วยกัน หนุนใจกัน เสริมสร้างกันและกัน เราจึงจำเป็นต้องมีการประชุมกัน เพื่อดูแลกันและกันให้หนุนใจ ตักเตือน ว่ากล่าวกัน หรือเสริมสร้างกันในพระกายของพระคริสต์ คอยบอก คอยดูแลกันและกัน คอยหนุนกันขึ้น คอยเตือนสติว่าอย่าแถ อย่าไถ อย่าไปทางอื่น กลับมาๆ วิธีคิด คิดอย่างนี้นะ วิธีทำ ทำอย่างนี้นะ คิดอย่างนี้ถูกหรือเปล่า? คิดอย่างนี้ไม่ถูก หรือว่าถ้าคิดอย่างนี้ คุณคิดเองสิว่ามันถูกหรือมันผิด นั่นคือหน้าที่ของเราที่จะรดน้ำ พรวนดิน แล้วพระเจ้าจะทำให้เราเจริญเติบโตในพระกายของพระองค์ ฉะนั้น เราจึงไม่มีเรื่องอื่นพูดนอกจากเรื่องของข่าวประเสริฐในพระเยซูคริสต์เท่านั้น …

1 โครินธ์ 1:18-25 “18 คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่  แต่พวกเราที่กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า 19 เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่าเราจะทำลายสติปัญญาของคนมีปัญญา  และจะทำให้ความฉลาดของคนฉลาดสูญสิ้นไป 20 คนมีปัญญาแห่งยุคนี้อยู่ที่ไหน  บัณฑิตแห่งยุคนี้อยู่ที่ไหน  นักโต้ปัญหาแห่งยุคนี้อยู่ที่ไหน  พระเจ้าได้ทรงกระทำปัญญาของโลกให้โฉดเขลาไปแล้ว 21 เพราะตามที่ทรงกำหนดไว้ตามพระสติปัญญาของพระเจ้า  โลกไม่รู้จักพระเจ้าได้ โดยปัญญาของตน  พระเจ้าจึงทรงโปรดช่วยคนที่เชื่อให้รอดโดยคำเทศนาเรื่องโง่ๆ 22 พวกยิวขอเห็นหมายสำคัญ  และพวกกรีกเสาะหาปัญญา 23 แต่พวกเราประกาศเรื่องพระคริสต์ผู้ทรงถูกตรึงที่กางเขนนั้น  อันเป็นสิ่งที่ให้พวกยิวสะดุด  และให้พวกต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องโง่  24 แต่สำหรับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น  ทั้งพวกยิวและพวกกรีก  ต่างถือว่าพระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพ และพระปัญญาของพระเจ้า 25 เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์  และความอ่อนแอของพระเจ้า ก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์”

 

ในโรม 1:16 อันนี้เป็นคำพูดของเปาโล ผู้นำข่าวประเสริฐของพระเจ้าไปในต่างแดน จากเยรูซาเล็ม แล้วก็นำเอาออกไป ที่เมืองเอเฟซัส เมืองโครินธ์ ออกไปทางตุรกี หลังจากตุรกี ก็ข้ามไปสู่ยุโรป แล้วค่อยย้อนกลับมาหาเรา จริงๆ เปาโลอยากจะมาหาเรา ในหนังสือพระคัมภีร์บอกว่าเปาโลตั้งใจจะมาทางนี้ ทางเอเซีย แต่มาไม่ได้ สุดท้ายพระเจ้าก็พาออกไป แล้วย้อนกลับมาหาเรา จริงๆ แล้วข่าวประเสริฐของพระเจ้าเกิดในเอเชีย …

โรม 1:16 “เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอาย  ในเรื่องข่าวประเสริฐ  เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า  เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด  พวกยิวก่อน  แล้วพวกต่างชาติด้วย”

 

ในพระคัมภีร์ที่เราถืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระคัมภีร์เดิมหรือพระคัมภีร์ใหม่ ทั้งหมดพูดถึงเรื่องพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดอย่างไร? ตายอย่างไร? ตั้งแต่เริ่มต้นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นมา พระคัมภีร์พูดถึงต้นกำเนิดของโลกนี้ โดยมีมนุษย์ และให้มนุษย์บังเกิดมา แล้วมนุษย์ล้มลงในความบาปปุ๊บ พระองค์พูดถึงการช่วยกู้ทันที  พระองค์เตรียมแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าพระองค์จะช่วยกู้ทันที แล้วเมื่อพระองค์ช่วยกู้เสร็จเรียบร้อยปุ๊บ พระองค์ก็เตรียมเชื้อชาติไว้ คือชนชาติยิว ซึ่งผ่านทางอับราฮัม ดึงอับราฮัมออกจากเมืองของตน แล้วตั้งเป็นชนชาติ คือชาติอิสราเอล เพื่อเตรียมพระเยซูคริสต์ให้มาบังเกิดในนั้น  แล้วไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะถูกนำไปในที่ต่างๆ ในชีวิตของตระกูลและสายพันธุ์ของอับราฮัม ต่างก็ถูกนำพาโดยการนำของพระเจ้า  และมีการเผยพระวจนะเป็นขั้นตอน ในทุกยุค ทุกสมัย ในทุกๆ เหตุการณ์ ในยุคของชั่วชาติพันธุ์ของอายุคน คนนั้นไม่ได้นัด คนนี้ไม่ได้นัดหมาย เป็นคนละเพศ เป็นคนละวัย เกิดคนละยุค คนละสมัย แต่เขียนเรื่องของพระเยซูคริสต์ว่าจะมาบังเกิดบนโลกนี้ และไถ่ถอนเราจากอำนาจของความบาป และความตายอย่างไร?  ถูกร้อยสายพันธุ์ออกมา กลายเป็นเรื่องราวที่อยู่ในพระคัมภีร์เดิม ที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นตรงนี้

พระคัมภีร์ไม่ได้พยายามที่จะบอกให้เราเห็นว่าชีวิตโมเสสเป็นอย่างไร? ชีวิตอับราฮัมเป็นอย่างไร? ต้องเอาแบบอย่าง? ชีวิตของคนนั้นเป็นอย่างไร? ชีวิตของคนนี้เป็นอย่างไร? หรือต้องขอหมายสำคัญแบบนั้นแบบนี้  เหมือนที่คนในพระคัมภีร์ทำกัน แต่พระคัมภีร์พยายามที่จะบอกเราถึงเรื่องของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์กำลังจะมาบังเกิด พระองค์มาอย่างไร? เพื่อเรา นี่คือความล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ แล้วมารก็รู้สิ่งนี้ ก็พยายามทำลายแผนงานของพระองค์ แต่พระเจ้าพยายามกลับเรื่องที่มันจะทำ ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าร่องพระเจ้า

ถ้าเรารู้ว่าเรื่องราวทั้งหมด กำลังพูดถึงอะไร? เราจะสนุกในการอ่านพระคัมภีร์มาก เราจะไม่ง่วงนอนอีกต่อไป เราจะรู้สึกว่าเราอยากรู้ เราอยากจะเข้าใจ เราอยากจะเห็นว่าอะไรอยู่ในนั้น

พอมาถึงยุคพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ในขณะที่พระเยซูคริสต์กำลังพูดในมัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น พระเยซูคริสต์ไม่ได้พูดกับคนที่เชื่อ  แต่เวลาเราเอามาใช้  เราเอามาใช้กับคนที่เชื่อ พระองค์กำลังพูดกับคนที่ไม่เชื่อ พระองค์กำลังจะบอกว่าถ้าเราอยากจะทำชีวิตให้ขึ้นสวรรค์ได้ คุณต้องทำ 100%

100% คืออะไร? บัญญัติบอกว่าถ้าใครตบแก้มซ้าย หันแก้มขวาให้ตบด้วย  ทำได้ไหม? ต้องทำให้ได้นะ เขาเกณฑ์ให้เดิน 2 กิโล ต้องเดิน 5 กิโล ทำให้ได้นะ ใครก็ตามที่กดขี่ข่มเหงเรา เราต้องเดินให้ได้ พระเยซูกำลังอธิบายว่าคุณคิดว่าคุณถือบัญญัติดีแล้ว จะบอกให้ว่าความหมายของบัญญัติมากกว่านั้น นั่นหมายความว่าคุณต้องทำให้ได้ 100% ของข้อนั้น และถ้ามี 613 ข้อ คุณต้องทำให้ได้ 613 ข้อไม่ผิดเลย แล้วพระเยซูจบลงด้วยว่า … “แอกก็พอเหมาะ ภาระก็เบานะ ถ้ามาหาพระองค์” … มาหาพระองค์จะได้ไม่ต้องแบกสิ่งนั้นอีกต่อไป บาปทั้งหมด  เราแบกให้ท่านเอง  ท่านไม่ต้องแบกอีกต่อไป  ท่านไม่ต้องพยายามตะเกียกตะกายอีกต่อไป เพราะว่าท่านไม่สามารถตะเกียกตะกายได้

บางทีเราไปแปลความหมายในพระคัมภีร์ ในพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่มใช้ในการประพฤติ นึกว่าพระเยซูสอนศีลธรรมและจริยธรรม ไม่ใช่ พระองค์กำลังจะชี้ให้เห็นว่าคุณทำให้ตาย คุณก็ไม่รอด เพราะว่าบรรทัดฐานของสวรรค์ คือคุณต้องทำให้ได้ 100% ถ้าคุณถือ 5 ข้อ คุณต้องทำให้ได้ 5 ข้อ โกหกครั้งเดียว ก็ไม่ได้ พระเยซูคริสต์บอกว่า …

“เราไม่ได้มาลบล้างธรรมบัญญัติ แต่มาทำให้บัญญัติสมบูรณ์ เราเคารพบัญญัติมากกว่าท่านอีก เรารู้ว่าบัญญัตินั้น ท่านทำไม่ได้”

บัญญัตินั้นเขียนละเอียดและซีเรียสกว่าที่คุณคิด คุณต้องทำให้ได้ 100% ถ้าคุณถือ 8 ข้อ คุณต้องทำให้ได้ 8 ข้อ  ถ้าคุณไม่มีบัญญัติใดๆ ไม่มีศาสนาอะไรเลย คุณมีจิตสำนึกภายในคุณเอง จิตสำนึกฟ้องว่าผิด แล้วคุณไม่แก้ไข คุณก็ผิด พระคัมภีร์บอกว่าแม้แต่สิ่งที่ดี แล้วคุณไม่ทำ คุณก็ผิด

รอดไหมค่ะ? ไม่รอด  นั่นเอง ทำให้พระเยซูคริสต์ จำเป็นจะต้องสละสภาพความเป็นพระเจ้าของพระองค์ลงมาเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่บาปเรา  แปลสภาพ เปลี่ยนสภาพจากพระบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุดมาเป็นมนุษย์ เพื่อไถ่บาปเรา เพื่อลบล้างความผิด เอาความผิดบาปของเราออกไป  แล้วล้างเราใหม่  ล้างเสร็จเรียบร้อยปุ๊บ ให้ชีวิตใหม่กับเรา สวมเสื้อใหม่ให้กับเรา แล้วอยู่กับเรา อยู่ในเรา นี่คือข่าวประเสริฐแท้ แล้วหลุดจากร่างนี้  คุณจะได้ร่างใหม่ แล้วมีโลกใหม่ โลกนี้กำลังจะเสื่อมสลายไป แต่ว่าโลกใหม่ก็กำลังมา  นั่นคือมรดกซึ่งพระเจ้าจัดเตรียมไว้ สำหรับเรา แล้วเราก็ตีความหมายของคำว่า “มรดก” ไม่ถูกต้อง

“มรดก” คือสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้มี  2 สิ่ง ก็คือร่างใหม่และโลกใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับเรา ที่ยังต้องรอ ส่วนเรื่องอื่นเราได้หมดแล้ว ได้เท่าเทียมกัน ทำไมต้องเท่าเทียมกัน จำคำอุปมาที่พระเยซูคริสต์บอกได้ไหม? เป็นนายสวน ออกไปจ้างคน เช้าจ้างมา บ่ายจ้างมา เย็นจ้างมา พอถึงตอนเย็นปุ๊บ จ่ายค่าจ้างเท่ากัน  ทำมาก ก็ได้เท่ากัน  ทำน้อย ก็ได้เท่ากัน แต่ที่คุณทำมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพระเจ้าใช้ท่านทำอะไร?  แต่คนที่ถูกใช้ ส่วนใหญ่ คือเต็มใจ 100% จะทำมากกว่าคนอื่น ก็จะไม่รู้สึกว่าทำมากกว่าคนอื่น อยากจะทำ เพราะเป็นธรรมชาติใหม่ ซึ่งอยู่ภายในคนๆ นั้น แล้วคนๆ นั้นทำ ก็จะไม่รู้สึกว่ายากลำบากอะไร?  เพราะว่าถ้าเขาทำแล้วฝืน นั่นก็ไม่ใช่แล้ว  แต่ถ้าเขาทำ เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติที่ขับเคลื่อน อยู่ภายในเขา  รู้เลยว่านั่นพระเจ้าเป็นผู้ใช้เขา อยู่ในเขา และเป็นผู้นำพาเขา ทำในสิ่งนั้น เพื่อพระองค์

การทำมากทำน้อยในโลกนี้ เราได้รับแน่ เราได้รับความรักจากพี่น้อง  ที่อาจจะมากกว่าคนอื่น มีคนส่งขนม ส่งข้าว ส่งน้ำมากกว่าคนอื่น ประมาณนี้นะ เราได้บำเหน็จแน่ๆ เราได้เยอะกว่าคนอื่นแน่ๆ อันนี้ในโลกนี้ เราได้เก็บเกี่ยวแน่ๆ เพราะเราทำงานในโลกนี้ใช่ไหม? พระเจ้าไม่ติดค้างเรา ไปรอให้ขึ้นสวรรค์แล้วค่อยจ่ายเรานะ พระเจ้าจ่ายให้เราเรียบร้อยในโลกนี้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ส่วนที่พระองค์สัญญาไว้ เราได้เท่ากัน  เราได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์ไม่ว่าจะเป็นพระคัมภีร์เดิมหรือว่าพระคัมภีร์ใหม่ พูดถึงพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นจดหมายฝาก ไปอ่านให้ละเอียด จดหมายใดๆ ก็ตาม เปาโลพูดถึงแต่การตาย การเป็น การลบล้างบาป  การเป็นทาสบาป การหลุดพ้นจากบาป การอยู่ภายใต้อำนาจของบาป และการหลุดพ้นจากอำนาจของบาป  การเป็นขึ้นมาจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ เปาโลก็พูดอยู่แค่นี้ แต่แค่นี้ เรารู้สึกไม่อิ่มใช่ไหม?  เรารู้สึกว่าอยากมากกว่านี้ …

“ฉันอยากได้รับคำหนุนใจว่าพระเจ้าอยู่ด้วย”

ถ้าท่านรู้ข่าวประเสริฐ จะต้องมีคนมานั่งบอกท่านไหมว่าพระเจ้าอยู่กับท่าน ในขณะที่ท่านยากลำบาก กำลังเหน็ดเหนื่อย เผชิญปัญหาอยู่นั้น ต้องมีใครมานั่งบอกเราไหมว่าพระเจ้าอยู่กับเรา ถ้าเรารู้ข่าวประเสริฐจริง แต่ถ้าเราไม่ไหว เราคุกเข่าลง  ถ้าข่าวประเสริฐอยู่ในชีวิตเราจริงๆ เราคุกเข่าลง เราร้องหาพระเจ้า พระเจ้าก็จะตอบเรา พระเจ้าอยู่เคียงข้างเราเสมอ มันมากกว่านั้น เมื่อเรารู้ว่าข่าวประเสริฐแท้คืออะไร? เราจะไม่อยากได้อันอื่นมากไปกว่าเรื่องของความรักที่พระเยซูคริสต์มีต่อชีวิตของเราเลย การพูดถึงไม้กางเขน คือการพูดถึงความรักของพระเยซูคริสต์ที่มีในชีวิตของเรา  ที่ไม่มีผู้ใดในจักรวาลนี้ ในโลกนี้มอบให้กับเราได้ เป็นความรักที่มั่นคง เป็นความรักที่แสดงออกอย่างละเอียดอ่อน จนกระทั่งเรารู้แน่ชัดแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เข้าไปอยู่ในห้องชั้นในกับพระองค์ หรืออยู่กับพระองค์ คุยกับพระองค์ สนทนากับพระองค์ เราจะรู้จักคุณค่าที่เรามีอยู่แล้ว สิ่งที่มีอยู่แล้วภายในเรา มากกว่าปัจจุบันที่เราเป็นอยู่ ณ ขณะนี้

พอพูดถึงเรื่องนี้ปุ๊บ ก็จะนึกถึงเพลงคริสเตียนหลายๆ เพลง มักจะพูดถึงว่า … “โปรดนำไปถึงกางเขน อย่าให้ข้าลืมเกสเสมาเน” ก็คือสถานที่ที่พระเยซูคริสต์อธิษฐาน สถานที่ที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึง สถานที่ที่พระเยซูคริสต์ถูกฝังไว้ สถานที่ที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย และอยู่ร่วมกับสาวกของพระองค์

คริสเตียนหลายคน แม้แต่ดิฉันเองก็อยากนะ จริงๆ แล้วก็คืออยากไปเดินตามรอย เส้นทางที่เกิดเหตุการณ์นี้ หลายคนเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆ มันไม่จำเป็น ไม่สำคัญ ความอยากของดิฉันเป็นความอยากของเนื้อหนัง เป็นกิเลสส่วนตัว ไม่ต้องเอาเป็นแบบอย่าง อยากที่จะไปเดินจุดนั้น  ที่พระเยซูคริสต์ไปอธิษฐานคืนนั้นกับเปโตร อยากไปที่โกละโกธา แต่ไม่ใช่ว่าการอยาก หรือการได้ไปของเราจะเพิ่มพูนความเชื่อของเรา ไม่ใช่ อยากเพราะมันเป็นกิเลสส่วนตัว เป็นความต้องการเนื้อหนังส่วนตัว

ความละเอียดอ่อนในความรักของพระเจ้า เมื่อเราใคร่ครวญเรื่องต่างๆ ที่พระเยซูคริสต์ทำให้กับเรา ยิ่งใคร่ครวญมากเท่าไร? หรือคิดไปถึงมากเท่าไร? เราจะเห็นถึงความละเอียดอ่อนในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรามากเท่านั้น เพิ่มขึ้นทุกวัน แม้แต่พระเยซูคริสต์เอง ก็พูดในวันที่พระองค์ทำพิธีปัสกากับสาวกของพระองค์ว่าให้กินขนมปังกับน้ำองุ่นนี้บ่อยๆ แทบจะบอกว่าทุกวัน ทำไมล่ะ? การที่ระลึกถึงน้ำองุ่นกับขนมปัง ก็คือการนึกถึงโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งออก บนไม้กางเขนเพื่อเรา นึกถึงรอยแผลเฆี่ยนที่พระองค์ต้องถูกเฆี่ยนตี ถูกทุบตี เพื่อให้เราได้รับการชำระล้างบาป ได้หลุดพ้นจากความบาป ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ พระองค์ไม่ได้ให้เราระลึกถึง เพื่อมานั่งร้องไห้ ร้องได้ เราซาบซึ้ง เราอธิษฐาน เราร้องได้ แต่พระองค์ไม่ได้ให้เราจมอยู่ในความเศร้า ไม่ใช่นึกถึงกางเขน แล้วนึกถึงความเศร้า รู้สึกถึงความเจ็บปวดของพระองค์ พระองค์คงเจ็บปวดใช่ไหม?  แต่อยากนึกถึงความเจ็บปวดของพระองค์ที่ทำเพื่อเรา ด้วยความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา ให้เรารู้สึกซาบซ่านในความรักที่พระองค์มีต่อเรา ในพิธีปัสกาหรือพิธีมหาสนิทของเรา เพื่อเราจะสามารถยืนอยู่อย่างมั่นคง เข้มแข็งได้  ลูกา 4:16-21 …

ลูกา 4:16-21 “16 แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ  เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น  พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย  และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม 17 เขาจึงส่งพระคัมภีร์อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์  เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก ก็ค้นพบข้อที่เขียนไว้ว่า 18 พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า  เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้  เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน  พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย  ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก  ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ 19 และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า 20 แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่  แล้วทรงนั่งลง  และตาของคนทั้งปวงในธรรมศาลาก็เพ่งดูพระองค์ 21 พระองค์จึงเริ่มตรัสแก่เขาว่า  “คัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว”

 

คนอิสราเอลรอคอยพระเมสิยาห์ อย่างใจจดใจจ่อ พวกเขาตั้งไว้เลยว่าพระเมสิยาห์จะมาบังเกิดในโลกนี้ แล้วไถ่เขาจากการเป็นทาส เขาเข้าใจผิด คำว่า “การเป็นทาส” ไม่ใช่จากการเป็นทาสของโรม หรือเป็นทาสของนานาประชาชาติ ที่เข้ามาตีเมืองเขา  แล้วทำให้เขาต้องตกเป็นเชลย แต่ความหมายของพระคัมภีร์ คือปลดปล่อยเขาจากการเป็นทาสของความบาป  เขาตีความหมายผิดไป เมื่อตีความหมายผิดไป เขาจึงไม่สามารถมองเห็นความจริงที่เกิดขึ้นในตัวของพระเยซูคริสต์ได้

พระเยซูช่วง 30 ปีแรกอยู่กับครอบครัวอย่างสงบเสงี่ยม ดูแลครอบครัว แล้วก็ทำหน้าที่ของลูกที่ดี พออายุ 31 ปี พระองค์ก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของพระองค์ ตั้งแต่นั้นมา พระองค์ก็เริ่มพูดถึงสวรรค์ แผ่นดินสวรรค์มาถึงแล้ว  พระองค์ก็เริ่มปฏิบัติภารกิจของพระองค์ แล้วคนอิสราเอลก็ไม่เชื่อ  แล้วก็ปฏิเสธพระองค์ ปฏิเสธไม่พอ ยังปรารถนาจะฆ่าพระองค์ด้วย …

ยอห์น 5:39 “ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์  เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์  และพระคัมภีร์นั้น เป็นพยานให้แก่เรา”

 

พระคัมภีร์พุ่งเป้าไปที่พระเยซูเท่านั้น และเมื่อพระองค์ปฏิบัติหน้าที่ การงานของพระองค์ในโลกนี้  คนต่างก็พูดถึงพระองค์ไปต่างๆ นานาว่าเป็นผู้เผยพระวจนะบ้าง?  ก็คิดถึงพระองค์แบบที่คิดถึงโมเสส เคยคิดถึงอิสยาห์ เอลีชา เอลียาห์ ผู้เผยพระวจนะดาเนียล อะไรต่างๆ ทั้งปวง แต่ว่าพระเยซูคริสต์ได้ฟังการพูดคุยสนทนาของสาวก พระองค์ก็เลยหันไปถามสาวกของพระองค์ว่า …

“แล้วท่านคิดว่าเราเป็นใคร?”

ทุกคนก็นิ่ง ส่วนเปโตรเป็นคนที่ไม่มีความรู้ที่สุด เป็นชาวประมง เปโตรก็มองพระเยซู แล้วเปโตรก็บอกว่า …

“พระองค์เป็นพระคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นพระผู้ช่วยให้รอด”

พระเยซูก็เขม่นดูเปโตรแล้วพูดกับเปโตรว่า …

มัทธิว 16:18 “ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร  และบนศิลานี้  เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้  และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้”

 

พระเยซูคริสต์เป็นศิลามุมเอกของคริสตจักร สาวกรุ่นแรกได้พูดถึงเรื่องนี้ว่าไม่ว่าเราจะก่อสร้างคริสตจักรอย่างไรก็ตาม เราต้องก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานที่พระเยซูคริสต์สร้างและอัครทูต

พระเยซูคริสต์บอกว่าพระองค์เป็นศิลามุมเอก  และสาวกก็มาก่อร่างต่อจากพระเยซู ก็คือวางรากต่อจากพระองค์ พระองค์เป็นหินก้อนนั้นแหละ ที่ถูกตอกลงไป บนรากฐานของคริสตจักรแห่งความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ตอกลงไปปุ๊บ สาวกของพระองค์ก็มาสานต่อจากศิลามุมเอกก้อนนั้น

อันนี้ดิฉันอธิบายตามความเข้าใจของตัวเอง ถ้าผิดพลาดอย่างไร? ก็บอกกันได้ค่ะ … ศิลามุมเอก คือการวางศิลาอันนั้น เจาะลึกลงไป เพื่อให้การวางเสาเข็มต่างๆ  ถูกกระจายออกไป ทำให้การก่อสร้างอาคารนั้น มันมั่นคง ยิ่งอาคารสูงมากเท่าไร? ศิลานั้น ก็ต้องหยั่งลึกมากเท่านั้น

ฉะนั้น ในหนังสือเอเฟซัส เปาโลได้พูดถึงพวกเราที่เป็นคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ว่า …

เอเฟซัส 2:20-22 “20 ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น  บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก 21 ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท  และเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า 22 และในพระองค์นั้น  ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย”

 

ข่าวประเสริฐทำไมจึงสำคัญในชีวิตของเรา  ข่าวประเสริฐเป็นเหมือนรากแรก เป็นเหมือนสิ่งแรก ไม่ว่าเราจะอ่านพระคัมภีร์ หรือเราจะสอน หรือเราจะเอาไปพูด ดำเนินชีวิตประจำวัน ข่าวประเสริฐเป็นตัวขับเคลื่อนเรา ในพระคัมภีร์เอเฟซัสบอกว่าเราเดินไปไหนมาไหน? ก็คือเป็นเหมือนรองเท้าที่ต้องไปกับเรา ข่าวประเสริฐก็ต้องไปกับเรา

การพูดถึงศิลามุมเอก จะพูดถึงในพระคัมภีร์หลายตอนมาก ไม่ว่าจะเป็นสดุดี 118:22-23,  อิสยาห์ 28:16, กิจการ 4:11, โรม 9:33, โรม 10:11, 1 เปโตร 2:6-7

พระเยซูคริสต์ได้พูดถึงอุปมาอุปมัยการสร้างบ้าน ในลูกา 6:46-49 และมีอ้างถึงในมัทธิว 7:24-27 ลองไปอ่านดู ได้พูดถึงการวางรากของตัวอาคาร ของบ้านที่มั่นคง

ลูกา 6:46-49 “46 “เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกเราว่า  ‘พระองค์เจ้าข้า  พระองค์เจ้าข้า’  แต่ไม่กระทำตามที่เราบอกนั้น 47 ทุกคนที่มาหาเราและฟังคำของเรา  และกระทำตามคำนั้น  เราจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่าเขาเปรียบเหมือนผู้ใด 48 เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก  เขาขุดลึกลงไปแล้วตั้งรากบนศิลา  และเมื่อน้ำมาท่วม  กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง  แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้  เพราะได้สร้างไว้มั่นคง  49 ส่วนคนที่ได้ยินและมิได้กระทำตาม  เปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึกบนดิน  ไม่ก่อราก  เมื่อกระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่งตึกนั้น  ตึกนั้นก็พังทลายลงทันที  และความพินาศของตึกนั้นก็ใหญ่ยิ่งนัก”

 

ทำไมเราต้องวางรากฐานของข่าวประเสริฐลงไปในจิตวิญญาณของผู้เชื่อ ก็เพราะว่าเราจะได้ไม่ต้องเป็นเด็กอีกต่อไป …

เอเฟซัส 4:14-16 “14 เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป  ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง  และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง 15 แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก  เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ  คือพระคริสต์ 16 คือเนื่องจากพระองค์นั้น  ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อที่ทรงประทาน  ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก  เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว”

 

น้ำพระทัยของพระเจ้า สิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการจากเรา ก็คือการเชื่อและวางใจ พระเจ้าไม่ได้ให้เราทำอะไร ไม่ได้พยายามให้ทำดี เดี๋ยวการเป็นคนดี มันจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากเราเอง ถ้าเรามอบความคิดและร่างกายของเราให้กับพระคริสต์ เมื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งปวงปุ๊บ  เรารับรู้ จดจำถ้อยคำของพระเจ้าอยู่ในจิตวิญญาณของเรา  แล้วเราก็ดำเนินชีวิต โดยการมอบอวัยวะของเราให้กับพระเจ้า ด้านศีลธรรมเรา มันจะไปของมันเอง มันจะขับเคลื่อนของมันเอง แต่น้ำพระทัยของพระเจ้า ต้องการให้เราเชื่อ เชื่ออะไร? เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  วางใจในการงานของพระองค์ ที่พระองค์ได้มาทำบนโลกนี้ เพื่อเรา

นี่เป็นคำอธิษฐานตอนจบของหนังสือเอเฟซัส ของอาจารย์เปาโล ซึ่งก็เป็นคำอธิษฐานของศิษยาภิบาลของคริสตจักรแห่งนี้ เพื่อพวกเราทุกคนด้วย …

เอเฟซัส 3:14-21 “14 เพราะเหตุนี้  ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าต่อพระบิดา 15 (คำว่า  “บิดา”  ของทุกตระกูล  ทุกชาติ  ในสวรรค์ก็ดี  ที่แผ่นดินโลกนี้ก็ดีมาจากคำว่า  “พระบิดา”) 16 ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่าน  โดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์ 17 เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ  เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว 18 ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด  ถึงความกว้าง  ความยาว  ความสูง  ความลึก 19 คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้  เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม 20 ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์  กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้  ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา 21 ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ในคริสตจักร  และในพระเยซูคริสต์ตลอดทุกชั่วอายุคนเป็นนิตย์  อาเมน”

 

พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

 

*************************

 

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

กรุณาเลือกคำตอบข้างล่างนี้ …

ท่ามกลางความทุกข์ลำเค็ญในปัจจุบัน เหมือนความมืดเลวร้ายปกคลุมอยู่เหนือโลกและมนุษย์ทั้งปวง ท่านมองไปที่ใด?

  1. สิ่งที่มองเห็นอยู่
  2. สิ่งที่มองไม่เห็น

 

2 โครินธ์ 4:16-18 “ฉะนั้น เรา​ไม่​ท้อถอย (ผิดหวัง เสียใจ กลัว) แม้​ว่า​กาย​ภาย​นอก​ของ​เรา​กำลัง​ทรุดโทรม​ไป แต่​ตัวตนภายใน (วิญญาณและจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในพระคริสต์) ของ​เรา​กำลังได้รับการเลี้ยงดูเสริมสร้างขึ้นใหม่ให้เจริญเติบโตทุก​วัน เพราะ​ความ​ทุกข์ยากลำบาก​ที่เราได้รับอยู่เพียงชั่วคราวในขณะนี้ซึ่งเล็กน้อยมาก เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้วนั้น ไม่สามารถมาเทียบกับสง่าราศีสิริอันยิ่งใหญ่สมบูรณ์นิรันดร์​ของตัวตนภายใน (วิญญาณและจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในพระคริสต์) ของเราได้เลย ดังนั้น ​เรา​จึง​ไม่​จับตามองดูสิ่ง​ที่​มอง​เห็นอยู่ แต่​จับตา​ดู​สิ่ง​ที่​มอง​ไม่​เห็น เพราะ​สิ่ง​ที่​มอง​เห็นอยู่นั้น​เป็น​เพียงชั่วคราวเดี๋ยวมันก็ผ่านไปไม่​ยั่งยืน (เหมือนเงา) แต่​สิ่ง​ที่​มอง​ไม่​เห็น​นั้น​เป็นถาวร​นิรันดร์”

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1342

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  12  ธันวาคม  2021

เรื่อง “ความจริงที่ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

หัวข้อการบรรยายในวันนี้ คือ “ความจริงที่ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ” อย่าเพิ่งงงนะ ตั้งใจฟังให้ดีๆ ความจริงที่ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ ท่านไม่ได้ฟังผิด และไม่ได้พิมพ์ผิดด้วย  ท่านลองอ่านตามผมนะ ความจริงที่ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ

จากที่พวกเราได้เรียนรู้กันมาในเรื่องความหมาย และความเข้าใจในแก่นแท้ของข่าวประเสริฐของพระเจ้า หัวใจของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งผมเชื่อว่าตอนนี้ สมาชิกของเราทุกคนจะมีพื้นฐานเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว พอสมควร ผมมั่นใจ และวันนี้เราจะยกระดับความรู้เรื่องข่าวประเสริฐ ความรู้เรื่องข่าวดีในพระเยซูคริสต์ ที่เราได้รับรู้เรียบร้อยไปแล้วบ้าง กระเถิบรู้ในพื้นฐาน ให้รู้มากขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ซึ่งเราเรียกกันว่าเติบโตขึ้นมาในข่าวประเสริฐของพระเจ้า อีกขั้นตอนหนึ่ง ขั้นตอนเดิมที่เรารู้ไปแล้ว คืออะไร?  พื้นฐานของข่าวดีของพระเจ้าคืออะไร? สั้นๆ ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากความบาป ใครที่เปิดใจเชื่อในข่าวประเสริฐนี้ ในข่าวดีนี้ แค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เขาก็จะได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า เข้าสู่สวรรค์นิรันดร์เลยทันที จากโลกนี้ไป ก็อยู่ในสวรรค์เหมือนเดิม ได้รับร่างกายใหม่ จบข่าว ข่าวประเสริฐมีแค่นี้ นี่พื้นฐาน

ฟังดูเหมือนง่ายๆ แป๊บเดียว แต่ไม่ง่าย เดี๋ยวลองตามไปดูว่าความจริงที่ขัดแย้งกับข่าวดีที่เราเพิ่งจะพูดไปสั้นๆ พื้นฐานมันคืออะไร? ก็แสดงว่ามันสรุปสั้นๆ จริงๆ แต่มันมีความหมายลึกซึ้ง

เรื่องที่เราจะเรียนรู้กันในวันนี้ ก็คือเราจะมาดูตัวอย่างคำพูด หรือวลี บางคำ ที่เราได้ยินได้ฟังมาเยอะมาก จนเป็นที่คุ้นเคยสำหรับเรา และเราก็เข้าใจว่าเป็นถ้อยคำในพระคัมภีร์ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คุ้นหูเราด้วย คือตั้งแต่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็ได้ยินคำพูดเหล่านี้ จนชินหู ชินปาก แล้วก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เข้าใจว่ามาจากพระคัมภีร์ โดยที่ยังไม่เคยค้นคว้าศึกษา หาความจริงจากคำพูดเหล่านี้เลยว่าถูกต้องตามพระคัมภีร์จริงๆ หรือเปล่า? แต่พูดกันไปแล้ว เชื่อกันไปแล้วว่าเป็นอย่างนั้น คือพูด แล้วก็ฟังกันเยอะ จนกระทั่งเชื่อกันไป โดยปริยายว่าถูกต้องและเป็นจริงตามพระคัมภีร์แน่ๆ ลืมตระหนักถึงว่าตกลงในพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างไร? ไม่ได้เอะใจ หรือสงสัยอะไรเลยว่าที่เชื่อนั้น ที่พูดจนชินปากนั้น มันตรงกับพื้นฐานข่าวดีที่ตะกี้เราสรุปรวมๆ แล้วหรือไม่? ลืมคิดไป เขาก็พูดกันอย่างนี้ทั้งนั้น เขาก็เชื่อกันอย่างนี้ทั้งนั้น ก็เลยพูดตามไปเลย

ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่เราจะมาเชื่อพระเจ้า  เราทุกคนจะคุ้นหูกับคำว่า “ทำดีได้ไปสวรรค์ ทำชั่วตกนรก” ได้ยินกันตั้งแต่เด็กๆ เลย คนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้นแหละ ไม่ว่าศาสนาใด ก็เป็นอย่างนั้นแหละ นี่เราเชื่อไปแล้ว ใช่ไหม? ถูกไหม?

ซึ่งถามว่าคำพูดนี้มาจากไหน? ใครเป็นคนพูด เขียนไว้ที่ไหน? มีพื้นฐานความจริงหรือเปล่า? คนส่วนใหญ่ก็จะตอบไม่ได้ ไม่รู้สิ มาจากไหนก็ไม่รู้ แต่เชื่อกันต่อๆ มา ตามที่เราคุ้นเคย ได้พูดด้วยตัวเอง หรือได้ยินมาอย่างนั้น เป็นประเพณี  เป็นวัฒนธรรมก็ว่าได้  ซึ่งคำพูดที่คุ้นชิน คุ้นเคยเหล่านี้ บางอันถึงแม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานของความเป็นจริงที่ถูกต้อง แต่ถ้าไม่กระทบกระเทือน ไปบิดเบือนความจริงของพื้นฐานของข่าวดีของพระเยซูคริสต์ มันก็ไม่อันตรายเท่าไร?

อย่างเช่น คำพูดที่ติดปาก ที่บอกว่า “กรรมตามทัน” หรือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วบนโลกใบนี้” ถึงแม้จะไม่ได้ปรากฏชัดเจนในข้อพระคัมภีร์มากสักเท่าใด เพราะข่าวประเสริฐไม่ได้เน้น สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกวัตถุนี้มากนัก แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้ข่าวประเสริฐเสียหาย ถูกบิดเบือนไปมากมายนัก ก็ไม่ค่อยได้สำคัญมากเท่าไร?

สิ่งที่เราจะเรียนรู้กันในวันนี้ คือคำพูดที่คุ้นหู คุ้นเคย จนเหมือนเป็นจริง แต่เป็นความจริงที่ขัดแย้งกับแก่นแท้ของความจริงของข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ทำให้ข่าวดี ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เกิดการบิดเบือน เสียหาย นี่ต่างหาก ที่จำเป็นต้องมาคุย อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าเป็นอะไร? นี่คือสิ่งที่ผมตั้งเป็นหัวข้อนี้ขึ้นมาเลย ความจริงที่ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ มันก็เป็นความจริงสิ ก็ใช่ แต่ทำไมมันขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ เรามาดูสิว่าเป็นอย่างไร? ทำไมสังคมคริสเตียนเราถึงพูดอย่างนั้น  ถึงคิดอย่างนั้น มันเป็นความจริงนะ แต่มันขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ อันนี้หัวใจสำคัญเลย ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐนี้ ไม่ได้เลยนะ พื้นฐานของข่าวประเสริฐนั้น มีแค่นั้น แล้วทำไมขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ มันจะทำให้เละ จะทำให้ข่าวประเสริฐไม่ส่งต่อออกไปถึงลูก หลาน เหลน โหลน และมันไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า  อะไรจริง ก็บอกว่าจริง  อะไรไม่จริง ก็บอกว่าไม่จริง

เริ่มต้นที่คำพูดแรก  ที่ผู้เชื่อทุกคนคุ้นเคยกันดี และหลายคนก็เชื่อแบบนี้มาตลอด คือคำพูดที่บอกว่า “เราทุกคนทำบาป และเป็นคนบาป” คริสเตียนนะ พูดอย่างนี้เสมอ เราทุกคนทำบาป และเป็นคนบาป  เพราะโรม 3:23 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 3:23  “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า”

 

ถ้อยคำในพระคัมภีร์ตรงนี้ บอกว่า “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า” เสื่อมจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า ก็คือเป็นคนบาปนั่นเอง ก็เลยพูดสั้นๆ ว่ามนุษย์ทุกคนทำบาป  และเป็นคนบาป

ถามว่าคำพูดที่ว่า “เราทุกคนทำบาป และเป็นคนบาป” เป็นคำพูดที่ตรงตามข้อพระคัมภีร์ไหม? ก็ตรง ก็ใช่ คำตอบ ก็คือถูกต้อง ตรงตามถ้อยคำของพระเจ้า ในพระคัมภีร์ แต่เดี๋ยวก่อน  สังเกตให้ดีๆ โดยที่ผมจะเน้นช้าๆ แต่ถูกต้องเฉพาะก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เท่านั้น ใช่หรือไม่? เป็นความจริงถูกต้องไหม? ถูกต้อง แต่เป็นความถูกต้องก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ก่อนที่เราจะเป็นคริสเตียน ใช่หรือไม่? คิดในใจไว้ ไม่ต้องตอบ คิดตามถ้อยคำพระเจ้า ใช่หรือไม่?  คิดตามข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราได้รับความรอด เราเปิดใจต้อนรับพระเยซู มาเป็นคริสเตียน เราได้รับความรอดเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้น ความจริงนี้ มันเป็นความจริงที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเอามาใช้กับผู้ที่รับเชื่อแล้ว  ถูกไหม? เรารับเชื่อเรียบร้อยแล้ว เราไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป แล้วทำไมบอกเราเป็นคนบาป นั่นสิ มันแย้งกันไหมล่ะ แย้งกันเพราะอะไร? เพราะว่าพื้นฐานของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ไม่ได้ถูกตอกย้ำเข้าไปในคนๆ นั้น

นี่คือเหตุที่ทำไมผมและผู้สอนในคริสตจักรแห่งนี้ ผู้ที่ขึ้นมาสอนท่าน เป็นครู หรือพี่เลี้ยงท่าน จึงพร่ำพูดแต่เรื่องข่าวประเสริฐ ย้ำแล้วย้ำอีก ก็เพื่อให้ท่านได้รู้ความจริงของความจริงอีกทีหนึ่ง ความจริงที่ไม่ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ ท่านจะได้รู้ว่าอะไรคือความจริงที่ขัดแย้ง อะไรคือความจริงที่ไม่ขัดแย้ง ไม่อย่างนั้นมันจะงง เพราะว่าสำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ต้องใช้คำอย่างนี้

ต้องใช้คำว่า “เราทำบาป แต่ยังเป็นคนชอบธรรม” หรือ “เราเป็นคนชอบธรรม ที่ยังทำบาปอยู่” นี่ตามพระคัมภีร์ ตามข่าวประเสริฐของพระเยซูเลย ถ้อยคำพระเจ้าไม่ได้บอกว่าเราเป็นคนบาป เพราะเราทำบาป แต่เราเป็นคนบาป มาตั้งแต่ก่อนเกิดมา ก็เป็นแล้ว นี่คือพื้นฐานของข่าวประเสริฐ โรม 5:19 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 5:19  “เพราะการไม่เชื่อฟังของมนุษย์คนเดียว ทำให้คนเป็นอันมากเป็นคนบาป”

 

“เป็นคนบาป” เราไม่ได้เป็นคนบาป จากการกระทำบาป เพราะเรายังไม่ได้กระทำอะไรเลย ยังไม่ได้เกิดด้วยซ้ำไป  แต่เราเป็นคนบาป จากเชื้อบาปที่ส่งต่อกันมาจากบรรพบุรุษ คืออาดัม มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นบาปแล้ว  โดยที่ยังไม่ต้องทำอะไรเลย ก็เป็นบาปแล้ว แต่สิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำ ในข่าวดีของพระองค์ บนไม้กางเขนนั้นคืออะไร? คือได้ลบล้างเอาความบาปของเราไปจนหมดสิ้น เรียบร้อยแล้ว เมื่อความบาปในตัวเราหมดสิ้นลง เราก็ไม่ใช่เป็นคนบาปอีกต่อไป เราได้เป็นคนชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว และไม่มีวันที่จะกลับไปเป็นคนบาปได้อีกแล้ว เพราะเราเกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม เราเกิดแล้ว เกิดเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว แต่ในพระคัมภีร์ก็สอนเราบอกว่าแม้เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว แต่อาจจะเป็นผู้ชอบธรรมที่บางครั้งยังทำบาปอยู่ นี่ต่างหาก เป็นความจริง เป็นพื้นฐานพระคัมภีร์มากกว่า

พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าพระคุณของพระเจ้า ที่ประทานพระเยซูคริสต์ เพื่อมาไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งหลายนั้น พระเยซูทำครั้งเดียวพอ ที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย การกระทำครั้งเดียวพอ ได้ทำให้มนุษย์ทั้งหลาย คนบาปที่เกิดมาบาป  จากบรรพบุรุษนั้น ได้สามารถกลายมาเป็น … “กลายมาเป็น” ก็คือบังเกิดมาเป็นนั่นเอง ได้สามารถมาบังเกิดเป็นผู้ชอบธรรมนิรันดร์ได้ ในโรม 5:15-16 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 5:15-16  “15 แต่ของประทานนั้น ต่างจากการล่วงละเมิด เพราะถ้าคนเป็นอันมาก ตาย เพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์เพียงคนเดียว ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด  พระคุณของพระเจ้า  และของประทาน โดยพระคุณของพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวนั้น  ย่อมล้นไหลไปสู่คนเป็นอันมาก 16 และของประทานจากพระเจ้า ก็ต่างจากผลของบาปของมนุษย์คนเดียว กล่าวคือการพิพากษาเกิดขึ้น หลังจากการทำบาปเพียงครั้งเดียว และนำไปสู่การลงโทษ แต่ของประทานเกิดขึ้น หลังจากการล่วงละเมิดหลายๆ ครั้ง และนำไปสู่การนับเป็นผู้ชอบธรรม”

 

ทำผิดครั้งเดียว บาป พูดง่ายๆ ทำผิดหลายๆ ครั้ง ก็ยังเป็นผู้ชอบธรรมอยู่ นี่สรุปสั้นๆ เกิดมาบาป ทำอะไรก็บาป เพราะมันเกิดมาบาป เกิดมาตรงกันข้ามกับบาป ก็คือเกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม ทำอะไรบาป ก็ยังเป็นผู้ชอบธรรม เพราะมันเกิดมาเป็น

พระคัมภีร์ยังมีบอกไว้ชัดเจนเลยว่าเราเป็นคนบาป โดยไม่ใช่จากการกระทำของเราฉันใด เราเป็นผู้ชอบธรรม ก็ไม่ได้มาจากการกระทำของเราฉันนั้น  ทิตัส 3:5 ได้บันทึกไว้อย่างนี้  …

ทิตัส 3:5 “พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราได้ทำ แต่เพราะพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

“ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่” ก็คือบริสุทธิ์สะอาด พ้นจากบาป โดยการบังเกิดใหม่ ไม่ใช่โดยการกระทำ เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม ดีงามเลย โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยฤทธิ์เดช ไม่ใช่โดยการกระทำของเรา  แต่เป็นอัศจรรย์ เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า ที่กระทำการงาน เมื่อเราเปิดใจเชื่อพระเจ้าปุ๊บ เราได้บังเกิดใหม่ทันที ฤทธิ์อำนาจนี้เข้าไปทำงานทันที นำพาเราให้เกิดใหม่ เกิดใหม่ไปอยู่ไหน? เข้าไปอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า เข้าไปอยู่ในสวรรค์ของพระเจ้า เข้าไปเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้านั่นเอง ก็คือเข้าสวรรค์นั่นเอง ไม่ใช่โดยการกระทำเลย

เพราะฉะนั้น คติสำหรับการเข้าสู่สวรรค์ ได้เป็นลูกของพระเจ้า สำหรับผู้ที่เป็นมนุษย์ทั่วๆ ไปทั้งหมด ที่ยังไม่ได้เชื่อ หรือเหมือนเราในอดีต คือ “ความพยายามอยู่ที่ไหน? ความพยายามก็อยู่ที่นั่น” คติของเราในอดีต ที่เราแสวงหา จะไปอยู่ในสวรรค์ คือความพยายามจะไปสู่สวรรค์อยู่ที่ไหน? ความพยายามก็ยังคงอยู่ที่นั่น ไม่มีวันสำเร็จเลย แต่เมื่อมาเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ จะเปลี่ยนเป็น “ความเชื่อพระเยซูอยู่ที่ไหน? ความสำเร็จอยู่ที่นั้น” “ความพยายามอยู่ที่ไหน? ความไม่สำเร็จอยู่ที่นั้น” พระคัมภีร์บอกชัดเจนเลย ทำอย่างไรก็ไม่มีทางได้  ต้องเชื่อเท่านั้นเอง เชื่อในใคร? เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น ที่พระเจ้าส่งมาให้

ความเชื่อในพระเยซูอยู่ที่ไหน? ความสำเร็จอยู่ที่นั่น พระเยซูบอกสำเร็จแล้ว ผ่านทางเราสำเร็จเรียบร้อยแล้ว สู่สวรรค์ แต่ถ้าความพยายามอยู่ที่ไหน?  คือทำด้วยตนเอง ความพยายามก็ทำต่อไป  ไม่สำเร็จ นี่คือคติที่ฝากไว้

เพราะฉะนั้น  สรุปว่าคำพูดที่เราคุ้นเคยกันมายาวนานว่า “เราทุกคนทำบาป และเป็นคนบาป” เป็นคำพูดที่ถูกต้องหรือไม่? ตามหลักพระคัมภีร์หรือเปล่า? นึกในใจ ตอบในใจ ใช่หรือไม่? คำตอบ ก็คือถูกต้อง (ถูกต้อง ตอนก่อนที่จะมาเชื่อพระเจ้า” ถูกไหม? คิดตามนะ แต่หลังจากเชื่อแล้ว ไม่ถูกต้อง เอามาใช้กับฉันไม่ได้แล้ว ถูกหรือไม่ถูก? ความจริงที่ถูกต้อง สำหรับผู้เชื่อ คือเราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไปแล้ว จากการมีส่วนร่วมในการตายพร้อมพระเยซูคริสต์ และได้บังเกิดใหม่พร้อมพระองค์เรียบร้อยไปแล้ว ในวันที่เราเปิดใจรับเชื่อ และเราได้เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมพระองค์ นั่งกับพระองค์ในสวรรคสถาน เราเป็นแค่อดีตคนบาป  แต่ปัจจุบันเป็นคนชอบธรรม ที่บางครั้งทำบาป

เราเคยตอบใครอย่างนี้ไหม? เราเป็นคริสเตียนแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เคยตอบใครอย่างนี้ไหมว่าขณะนี้เราเป็นใคร? เราเคยบอกกับพระเจ้าไหมว่า …

“ขอบคุณพระเจ้า ลูกไม่สมควรเลย ที่จะเป็นลูกของพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า ลูกเลว  ไม่สมควรที่จะได้รับความรอดจากพระองค์เลย ขอบคุณพระเจ้าที่ลูกสกปรก เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ไม่เหมาะสมที่จะเป็นลูกของพระองค์เลย ขอบคุณพระเจ้า แต่ว่า …”

มันต้องมีอย่างนี้ … “แต่ว่าขอบคุณพระเจ้า เดี๋ยวนี้ ด้วยพระคุณอันมหาศาลของพระองค์ ที่ทรงชุบให้ลูกเป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ ลูกจึงได้เป็นลูกของพระองค์ที่ชอบธรรมเรียบร้อยแล้ว เป็นลูกของพระองค์ที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์เหมือนพระองค์เลยทีเดียว ขอบคุณพระเจ้า ลูกเป็นผู้ชอบธรรม”

มันต้องเป็นอย่างนี้  ไม่อย่างนั้นเราอธิษฐานครึ่งเดียว ครึ่งแรก แล้วก็จบ ก็กลายเป็นผู้ชอบธรรม ที่เต็มไปด้วยความสกปรก โสโครก ลูกพระเจ้าโสโครกได้อย่างไร? มันขัดแย้งกันไหม?  เห็นอะไรบางอย่างไหม? มันก็เป็นจริง เฉพาะในอดีต อธิษฐานได้ครั้งเดียว ก่อนมาเชื่อพระเจ้า …

“ฉันเลวขนาดไหน?”

แต่พอเชื่อปั๊บ ไม่เลวแล้ว มันต้องพูดตามถ้อยคำพระเจ้า ตามข่าวประเสริฐ ตามข่าวดีของพระเจ้า บอกว่าหลังจากนั้น เราได้บังเกิดใหม่อย่างไรบ้าง? เหมือนตะกี้นี้ที่เราเล่าสู่กันฟังมา ถูกไหม?  พอเราเชื่อในพระเจ้า เราได้เกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มีชีวิตนิรันดร์เรียบร้อยแล้ว มีหรือยัง? มีแล้ว เรามีชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้า นอกจากพระเยซูแล้ว เราไม่มีทางที่จะมีชีวิตนิรันดร์ คือการพยายามทำด้วยตนเองเลย  เรายังคงสกปรก โสโครก เป็นคนบาปอยู่ แต่ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์  พระเยซูคริสต์ได้ทำให้เรามีชีวิตนิรันดร์ ได้มีส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์ ของพระองค์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา  พระองค์แบ่งชีวิตให้กับเรา ซึ่งเราไม่มีชีวิตเลย  ก่อนหน้านี้ เราเป็นคนตายอยู่ วิญญาณเราตายอยู่ คือไม่มีพระเจ้าอยู่ในนั้น เขาเรียกว่าไม่มีชีวิต ก็เหมือนกับไม่มีแสงสว่าง ไม่มีแสงสว่าง ก็ไม่มีความรัก  ไม่มีความรัก ก็ไม่มีพระเจ้า  เราอยู่ในความพินาศ  พระคัมภีร์บอก เราอยู่ในนรก ในขณะนั้น ตายอยู่

แต่พอเรามาเชื่อในข่าวประเสริฐปุ๊บ เราได้กลับทันทีเลย มาเป็นผู้ที่พระเจ้าประทานชีวิตให้กับเรา ชีวิตนิรันดร์ ชีวิตที่จะเป็นชีวิตอย่างนี้ตลอดไป ไม่มีการกลับมาตายอีกแล้ว นี่คือชีวิตที่เราได้รับหลังจากเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ และข่าวดีของพระองค์ และได้บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว  เอเมนไหม? นี่คือความเป็นจริงที่เราจะต้องใส่ใจ และไตร่ตรอง และสำนึกอยู่ตลอดเวลา  เพื่อเราจะได้พูดข่าวประเสริฐ ให้มันตรงกับคำพูดที่ปากเราพูดออกไป ข่าวประเสริฐเป็นอย่างไร? เราก็พูดอย่างนั้น ตอบใคร ก็ตอบอย่างนั้น

ถ้าใครมาบอกว่า … “เธอเป็นคนบาป ไม่เหมาะสมที่จะได้รับความรอด”

“ใช่ แต่ตอนนี้ พระเจ้าประทานพระคุณให้ฉันรอดแล้ว ฉันเกิดใหม่แล้ว ฉันเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว”

และเมื่อเกิดใหม่ ในพระเยซูแล้ว  เมื่อเริ่มต้นเชื่อ และได้เกิดใหม่แล้ว พระคัมภีร์บันทึกว่าเกิดแล้ว ก็เกิดเลย  ไม่มีเกิดๆ ตายๆ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ก็เป็นเลย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ถูกหรือไม่?

เราก็คิดในใจ ใช่เนอะ จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้อย่างไร? เป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระเจ้าไม่ปล่อยเราออกมาจากมือของพระองค์แล้ว เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถเป็นทั้งคนบาป และเป็นทั้งคนชอบธรรมในเวลาเดียวกันได้เลย ถูกหรือไม่ถูก?

นี่ไง หลายครั้ง เราไม่เข้าใจ เราได้ยินเขาพูดมาอย่างนั้น แต่ไหนแต่ไร เราก็เชื่ออย่างนั้น เราก็พูดออกไปอย่างนั้น เรากำลังพูดแย้งกับตัวเราเองว่าตอนนี้เราเป็นคนบาป  ทั้งๆ ที่เราเป็นคนชอบธรรม สรุปแล้ว ตกลงเราจะเป็นอะไรกันแน่ ต้องเป็นสักอย่างหนึ่ง

มนุษย์หนึ่งคน มีได้แค่หนึ่งสัญชาติบนโลกฉันใด มนุษย์ 1 คนก็มีได้เพียง 1 สัญชาติในโลกวิญญาณฉันนั้น

ในโลกวิญญาณก็เหมือนโลกใบนี้ โลกใบนี้ท่านเป็นสัญชาติไทย ท่านก็เป็นไทย ก็ไม่สามารถเป็นสัญชาติอื่นได้ ในโลกวิญญาณยิ่งชัดเจนใหญ่ว่าท่านจะเป็นสัญชาติไหน? สัญชาติในโลกวิญญาณ คือเป็นคนบาป หรือเป็นคนชอบธรรม มีอยู่ 2 อันให้เลือกเท่านั้นเอง 2 สัญชาติ สัญชาติหนึ่งมาจากอาดัม เรียกว่าสัญชาติของคนบาป  สัญชาติอันหนึ่งมาจากพระเยซูคริสต์ เรียกว่าชนชาติชอบธรรม

สัญชาติบาป ก็คือสัญชาติที่อยู่ในอาณาจักรของความมืด

สัญชาติชอบธรรม ก็คือสัญชาติที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าแสงสว่างที่มีพระเจ้าอยู่ ที่ไม่ต้องถูกลงโทษ ที่ได้รับการอภัยโทษทั้งสิ้น

มีอยู่แค่ 2 อันเอง ไม่สามารถอยู่ตรงกลางๆ ได้

เพราะฉะนั้น ชัดเจนแล้วนะว่าตัวอย่างคำพูดคุ้นหู ที่ขัดแย้งกับข่าวประเสริฐ หรือข่าวดี เป็นอย่างไร? อันแรกผ่านไปแล้ว “เราทุกคนทำบาป และเป็นคนบาป” สรุปสำหรับคริสเตียน เป็นคำพูดที่บิดเบือน เป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้อง สำหรับผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นคำพูดที่ทำลาย ให้ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เสียหาย เป็นคำพูดที่ปฏิเสธพระเยซู เป็นคำพูดที่กำลังกล่าวหาพระเยซูว่าพระองค์ทรงโกหก พระองค์ทรงบอกว่าสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน ชำระบาปให้กับเราเรียบร้อยแล้ว แต่เรายังบอกว่าพระองค์โกหก ไม่จริงหรอก เพราะเราพูดว่า “เรายังเป็นคนบาปอยู่”

มาดูตัวอย่างคำพูดคุ้นเคย ที่ไม่ตรงตามพระคัมภีร์อีกอันหนึ่ง  ที่เด่นดังพอสมควร สับสนมากพอสมควร ก็คือ “ได้รับแล้ว แต่ต้องรอก่อน” ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เหมือนแม่สั่งให้เราซื้อก๋วยเตี๋ยว แล้วก็สั่ง Grab มาส่ง ปรากฏว่า Grab ส่งมาให้เรียบร้อยแล้ว วางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว จัดเรียบร้อยแล้ว แม่ถาม เราก็บอกว่ารอก่อน รออะไร? รอก๋วยเตี๋ยวมา ก๋วยเตี๋ยววางอยู่บนโต๊ะนั่นแหละ แล้วเราบอกรอก่อน อะไรประมาณนี้ มายัง มาแล้ว แต่รอก่อน ทั้งๆ ที่มันตั้งอยู่บนโต๊ะแล้ว รอก่อนอะไรล่ะ ไหนบอกมาแล้วไง งง คนพูดก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร?

คริสเตียนเป็นอย่างนี้จริงๆ นะ ไม่เชื่อ เดี๋ยวผมจะพาไปดู ได้รับแล้ว แต่ต้องรอก่อน ซึ่งแน่นอน เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว อาจมีบางอย่างที่ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว พระคัมภีร์บอกว่าอย่างไร? พระองค์ได้ประทาน หรือจัดเตรียมให้เราแล้ว และเราจะได้รับเมื่อถึงเวลา ถูกไหม? มีหลายอย่างที่พระเจ้าบอกว่าพระองค์ประทานให้แล้ว และเราก็ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว สำเร็จแล้ว ถูกไหม?  มี 2 อย่าง มีอย่างหนึ่ง พระองค์บอกว่าจบแล้ว ได้รับไปเลย แต่มีอันหนึ่ง พระองค์สัญญาว่าแล้วจะได้รับทีหลัง เต็มไปด้วยความหวังที่มีกำลัง นี่เต็มไปด้วยความเชื่อ นี่คือข้อมูลจากข่าวดีของพระเยซูคริสต์ในพระคัมภีร์

ตัวอย่างสิ่งที่พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ประทานให้แล้ว แต่ยังอยู่ในกระบวนการที่ต้องรอ ให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก่อน คืออะไร? เช่นอะไรบ้าง? ในพระคัมภีร์บอกไว้ เช่น ให้รอก่อน ก็คือเป็นกระบวนการ พอเชื่อพระเจ้าปั๊บ  เริ่มขบวนการนี้ทันเลย กระบวนการ ก็คือยังไม่ได้รับ แต่อยู่ในขบวนการ ค่อยๆ มา ค่อยๆ ไป อยู่ในความหวังที่เต็มไปด้วยความเชื่อในพระองค์ เช่น ให้รอ เป็นกระบวนการ ค่อยๆ เจริญเติบโตเรื่อยๆ เช่น สติปัญญาไง  ความรู้เรื่องพระเจ้า ความรู้เรื่องข่าวประเสริฐไง ความเข้าใจในเรื่องของพระเจ้า  ในเรื่องของการเป็นลูกของพระเจ้า  เป็นอย่างไร?  การเจริญเติบโตในทางของพระเจ้าเป็นอย่างไร?  การเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจใหม่ ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจให้เหมือนพระเยซูไง สิ่งเหล่านี้  เป็นสิ่งที่พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะกระทำการงานของพระองค์ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงสถิตอยู่ในเรา เมื่อวันแรกที่เราเริ่มต้นรับเชื่อ พระวิญญาณเข้ามาสถิตอยู่ด้วย และจะกระทำสิ่งเหล่านี้ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นยุค

ทำเพื่อให้มันค่อยๆ เกิด ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกันด้วย ช้าหรือเร็ว ไม่เท่ากันอีกต่างหาก แต่ละคนที่มาเชื่อ แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ในกระบวนการ การเจริญเติบโต การค่อยๆ ได้มาทีละนิด ทีละหน่อย การโต เห็นไหม?

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง อันนี้ก็ชัดเจน ที่พระเจ้ายังไม่ให้ แต่จะให้ คืออยู่ในคำสัญญานั่นแหละ ก็คือร่างกายสวรรค์ ร่างกายใหม่ที่พระคัมภีร์ว่าหลังจากที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว หลังจากที่วิญญาณออกจากร่างนี้เรียบร้อยแล้ว ร่างกายเก่านี้ มันเสื่อมสลาย กลายเป็นดินแล้ว  หมดลมหายใจแล้ว  เราจะออกจากร่าง และรับร่างกายสวรรค์ ร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ทันทีเลย เมื่อออกจากร่าง เปลี่ยนมิติวิญญาณ ออกจากร่างปั๊บ ได้รับร่างกายใหม่ทันทีเลย

ถามว่าได้รับหรือยังร่างกายใหม่? ยัง ต้องรอไหม? รอ อันนี้ชัดเจนเลย

นี่คือบางตัวอย่างของสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าให้รอก่อน  ด้วยความหวังที่เต็มไปด้วยความเชื่ออย่างชัดเจน เพราะว่าได้รับมา สิ่งที่ได้รับมาแล้ว อยู่ข้างใน เต็มไปหมดเลย ซึ่งเรากำลังจะมาดูต่อไปว่ามีอะไร?

ตะกี้นี้ ก็คือตัวอย่างของสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าให้รอก่อน แล้วจะได้รับ ให้มีความหวังไว้

คราวนี้มีหลายอย่างที่พระคัมภีร์บอกว่า “เราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว” เวลาเราพูดอย่างนี้ ที่ผมให้พูดอย่างนี้ ฟังดูเหมือนง่ายๆ นะ แต่บอกท่านได้ว่ามันไม่ง่ายเลย สำหรับสังคมของคริสเตียนบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังพูดตอนนี้ ถ้าท่านเชื่อตามที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ แล้วรับรู้ว่าอะไรที่ได้มาแล้ว ท่านจะสังเกตได้เลยว่าเมื่อท่านออกจากที่นี่ไป ไปสู่สังคมของผู้เชื่อ หรือคริสเตียนทั้งโลกนี้ …

“เอ๊ะ! ทำไมเขาพูดไม่เหมือน ตรงกับข่าวประเสริฐตรงนี้เลย” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

สิ่งที่พระคัมภีร์บอกเราได้รับเรียบร้อยแล้ว สังคมข้างนอก  ก็ยังมีการบิดเบือน คำพูดบิดเบือน คำสอนว่ายังได้ไม่ครบถ้วน ยังต้องรอก่อน จับตรงนี้ไปรวมกับที่รอ กลายเป็นไปรอด้วยกันเลย อันที่ได้ ก็เลยยังไม่ได้ ก็เลยรวมไปรออยู่กับรับร่างกายใหม่ แล้วค่อยได้ด้วย พอเข้าใจใช่ไหมครับ?

สิ่งที่พระคัมภีร์บอกว่าได้รับเรียบร้อยแล้ว แต่ความเท็จบอกว่ายังไม่ได้ครบถ้วน ยังต้องรอก่อน อะไรที่ได้รับมาเรียบร้อยแล้ว เช่น บอกว่า …

“เราได้รับความรอดแล้ว”

เมื่อเชื่อพระเจ้า เราได้รับความรอดหรือยัง? ได้รับแล้ว แต่มีคนบอกว่าเราได้รับความรอดแล้ว และให้เรารอจนถึงวันพิพากษา วันที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว เราจึงจะได้ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ทั้งๆ ที่พระคัมภีร์เขียนไว้ชัดเจนว่า ณ บัดนี้ เราได้นั่งอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ในสวรรค์สถานแล้ว

ฟังดูเหมือนต่างกันไม่เยอะ เดี๋ยวจะชี้ให้เห็นว่าต่างกันเยอะขนาดไหน?

ถ้ามีคนบอกว่าท่านได้รับความรอดแล้ว แล้วก็รอให้ได้รับความรอด ในวันพิพากษา ซึ่งท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ ไม่เช่นนั้น ถึงวันพิพากษา ท่านอาจจะไม่รอด กับความเป็นจริง ในถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าเมื่อท่านเชื่อในพระเจ้าแล้ว ท่านรอดเข้าสู่สวรรค์เลยทันที นั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว มันต่างกันฟ้ากับเหวเลย แต่สิ่งสำคัญ ก็คือทำให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าเสียหายไง มันกระทบถึงคำพูดของพระเยซูว่าพระองค์พูดไม่จริง พระองค์ทำไม่จริง เอเฟซัส 2:3-6 ได้อธิบายเรื่องนี้ชัดเจน …

เอเฟซัส 2:3-6  “3 ครั้งหนึ่งเราเคยมีชีวิต เหมือนกับผู้คนเหล่านั้นที่ (ไม่เชื่อ) ทำตามตัณหาของวิสัยบาปของเรา สนองความอยากกับความคิดของมัน ตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา (ซึ่งไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษสาปแช่งเหมือนคนอื่นๆ (ที่ไม่เชื่อไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้กระทำให้) 4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา (บังเกิดใหม่) กับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์”

 

สรุปสั้นๆ ง่าย ก็คือ ข้อ 3 บอกว่า “ครั้งหนึ่ง” คือครั้งในอดีต ก่อนเรารับเชื่อ  เราตายอยู่

ข้อ 6 บอกว่าและเดี๋ยวนี้เมื่อเราเชื่อแล้ว “แต่เดี๋ยวนี้ เราได้บังเกิดใหม่” และจบสุดท้ายบอกว่า “พระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นจากความตาย คือได้ให้เราบังเกิดใหม่” ก็คือเมื่อเราเชื่อพระเจ้าปั๊บ เราได้รับทันทีเลย คือการบังเกิดใหม่ แบบเป็นลูกของพระเจ้า วิญญาณเราเปลี่ยนทันทีเลย ได้บังเกิดใหม่ทันที การบังเกิดใหม่นั้น ก็คือการเข้าสู่สวรรค์ทันที และไปอยู่ที่ไหนล่ะ มันต้องมีที่อยู่ในสวรรค์ ก็คือเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ก็หมายถึงได้รับสิทธิอำนาจเท่าๆ กันกับพระเยซูคริสต์ อยู่กับพระเยซูคริสต์แล้ว ในวิญญาณเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ว่าเราจะเข้าใจในข้อความนี้หรือไม่เข้าใจก็ตาม แต่เราต้องเชื่อว่าในนี้เป็นอย่างนั้น แต่เราไม่เข้าใจ เพราะว่าเราเป็นมนุษย์ เราไม่สามารถจะเข้าใจได้ว่านั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในสวรรค์สถานเป็นอย่างไร? แต่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราไม่เข้าใจจริงๆ แต่เรารู้อย่างเดียวว่าเราอยู่ในสวรรค์ เพราะในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เราอยู่ในสวรรค์ ในพระคริสต์

นี่คือข้อหนึ่งในจำนวนหลายๆ ข้อที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ พูดถึงเรื่องนี้ว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว สิ่งที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว ตามพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ มีนี่อีก โคโลสี 1:12-14 อีกข้อหนึ่ง …

โคโลสี 1:12-14 “12 ขอบพระคุณพระบิดา ผู้ทรงทำให้พวกท่านเหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง 13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเรา ให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด (ในอาดัม) และได้ย้ายเราเข้ามา (บัพติศมาอาศัยอยู่ใน) อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ (พระเยซูคริสต์) 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

“ขอบคุณพระบิดาผู้ได้ทรง ทำให้พวกท่าน” ภาษาเดิมตรงนี้หมายถึง “ได้ทรง” เป็นอดีตแล้ว ได้ทรงทำให้พวกท่านเหมาะสม ที่มีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากร ก็คืออยู่ในสวรรค์ ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ก็คือในสวรรค์ได้หรือยัง? ได้แล้ว  อยู่ในสวรรค์หรือยัง? อยู่แล้ว  อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างหรือยัง? อยู่แล้ว เป็นประชากรของพระเจ้าหรือยัง? เป็นแล้ว

“เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด (ในอาดัม)  และย้ายเราเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ก็คือบัพติศมาเรา ให้อยู่ในพระเยซูคริสต์ พระบุตรอันเป็นที่รักของพระองค์ พระองค์ได้ทรงช่วยเรา” ได้หรือยัง? ได้แล้ว ย้ายจากอาณาจักรของความมืดหรือยัง? ย้ายแล้ว  อยู่ในอาณาจักรของความสว่างแล้ว เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในพระเยซูคริสต์หรือยัง? ได้ย้ายแล้ว นั่งแล้ว อยู่ที่ตรงไหน? อยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน

ในข้อ 14 บอก “ในพระบุตรนี้ คือในพระเยซูคริสต์ ในตำแหน่งนี้ เราได้รับการไถ่บาป หรือการอภัยโทษบาปของเราทั้งหมดแล้ว”

บาปทั้งหมด  หมดยัง? หมดแล้ว พรุ่งนี้ ไปโกรธใคร? ไปเกลียดใคร?  ไปอิจฉาใคร? ทำบาปหรือเปล่า? ทำหรือไม่ทำ? ทำ  คิดหงุดหงิดเขา ทำไหม? ทำ ซึ่งเป็นบาปหรือเปล่า? เป็น การกระทำอย่างนั้น เป็นบาป แต่เราไม่ได้เป็นคนบาป เราเป็นคนชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้าที่เผลอ ที่ถูกล่อลวง ที่หลงไปเชื่อระบบของกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ระบบของบาป  โปรแกรมเก่าๆ ในสมองของเรา และก็ไปทำตาม ล้มลงไปในความบาป เรียกว่าประพฤติบาปเท่านั้นเอง ก็คือเราเป็นผู้ชอบธรรม บางครั้งทำบาปนั่นเอง เป็นลูกของพระเจ้า ซึ่งบางครั้ง ทำเป็นเหมือนไม่ใช่ลูกพระเจ้า อะไรประมาณนั้น

เราจะเห็นได้ว่าพื้นฐานของความจริง ของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ถ้าเผื่อพื้นฐานของข่าวดีของพระเยซูคริสต์ไม่หนักแน่น ไม่ลึกซึ้ง ไม่แข็งแกร่งอย่างศิลาอย่างนี้ สิ่งที่พูด สิ่งที่อธิบาย มันจะขัดแย้งกันไปมาแบบนี้ เห็นไหมครับ ผมชี้ให้ดูวันนี้ รายละเอียดบางๆ ซึ่งเขาทำกันอยู่ ทุกวันนี้ก็ทำกันอยู่อย่างนี้  ต่อไปนี้ ท่านจะสามารถสังเกตดูได้มากขึ้น จากคำบรรยายในวันนี้

ความจริงที่ขัดแย้งกัน คือคนที่ไม่รู้ความจริง แล้วก็ไปพูดเรื่องถ้อยคำพระเจ้า ในที่อื่นๆ ในการประกาศ หรือในการสอน คือไม่รู้เรื่องข่าวประเสริฐจริงๆ ลึกซึ้ง แล้วไปทำการสอน และก็เอาความคิด เอาความคุ้นเคย ความเชื่อเดิมๆ ก่อนที่จะมาเชื่อพระเจ้า ผสมผเสเข้าไป ก็เลยกลายเป็นเละตุ้มเป๊ะ คนที่เขาประกาศ หรือสอนแบบนี้ เขาก็แย้งตัวเอง และก็แย้งกันเองด้วย เช่นบอกว่า …

“ได้รับความรอดแล้ว แล้วก็บอกว่าต้องรอตายก่อน ถึงจะได้รับความรอด”

ไปโบสถ์นี้บอกว่าได้รับความรอดแล้ว แต่โบสถ์นี้บอกว่าได้รับความรอดแล้วก็จริง แต่ต้องรอให้ตายก่อน แล้วค่อยถึงจะพิสูจน์ว่ารอดจริงไหม? นี่เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น คนฟังก็เลยบอกว่า …

“แล้วตกลงผมจะเชื่อทางไหนดี? ตกลง รอดแล้ว ตายไป ผมไปสวรรค์จริงๆ หรือไม่?”

ผู้ที่สอนแบบไม่เข้าใจ เขาก็จะตอบไม่ได้  เขาก็จะบอกว่า …

“ก็ไม่รู้นะ ก็พยายามรักษาความรอดให้ดีแล้วกัน  พยายามรักษาตัวให้ดีๆ ถึงวันนั้น แล้วจะรู้เองว่าเราจะรอดหรือไม่รอด” … มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ

ได้รับความรอดแล้ว แต่ยังไม่รอดจริง  ต้องรักษาความเชื่อ รักษาความรอดด้วย อย่าพูดอย่างนั้นไปนะ มาเชื่อพระเจ้าแล้วบอกว่ารอดแล้ว รอดเลย ต้องรักษาความรอดให้ดีๆ จนถึงวันสุดท้าย  อดทนให้ถึงที่สุดนะ ถ้าอดทนไม่ถึงที่สุด พระเจ้าจะคายท่านออกมา ตายเลยแบบนี้ เครียดไหมล่ะ สรุปเราเลยไม่รู้ว่ารอดหรือไม่รอด?

เพราะฉะนั้น เราต้องการย้ำว่าข่าวประเสริฐบอกให้ชัดๆ ตรงๆ อย่างนี้ว่าอะไร? อะไรที่ได้แล้ว ก็บอกว่าได้แล้ว เช่นบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว รอดนิรันดร์แล้ว ชีวิตนิรันดร์ได้รับแล้ว อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์แล้ว นั่งที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์แล้ว  สิ่งเหล่านี้เราต้องพูดตามนั้นว่าเราได้รับเรียบร้อยแล้ว มั่นอกมั่นใจเลย ใครมาถาม ใครมาประกาศให้กับใคร? บอกอย่างนี้เลย ชัดเจน อะไรที่ยังไม่ได้ ก็บอกว่ายังไม่ได้  เช่น ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของพระเจ้า ที่ต้องผ่านการค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป การเรียนรู้ เป็นขบวนการ อย่างนี้ต้องรอก่อน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปนะ หรือไม่ก็เรื่องเกี่ยวกับร่างกายใหม่ โลกใหม่ที่เราจะอยู่กับพระองค์ในสวรรคสถานนิรันดร์ รับร่างกายใหม่ ต้องรอ อันนี้ต้องอดทน ถึงวันสุดท้ายนะ ไม่ใช่อดทนรักษาไว้นะ  ไม่ต้องรักษา มันเป็นของเราอยู่แล้ว ด้วยความเชื่อ พระเจ้าเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แต่ให้อดทนต่อความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้อีกนิดเดียว อีกแป๊บเดียว เดี๋ยวๆ มันก็ถึงวันนั้น แล้วก็ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว รับร่างกายใหม่ อย่างนี้พูดได้  อย่างนี้รอได้  ตามพระคัมภีร์เลย รอด้วยการมีความหวังที่ชัดเจน ไม่ใช่เอามาผสมกัน อะไรที่ได้แล้ว ก็บอกว่าให้รอตายก่อน ถึงจะได้ เพราะฉะนั้น ท่านฟังจากข้อมูลข้างนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยูทูป ในอะไรต่างๆ เยอะไปหมด จะเป็นอย่างนี้ ท่านจะได้ไม่สับสน ในความเข้าใจผิดของผู้คนที่ใส่ข้อมูลเหล่านั้นเข้ามา  ทำให้ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เสียหาย  คำพูดที่แย้งกันเอง แย้งกันไปแย้งกันมา ก็อย่างที่บางคนสอนถ้อยคำพระเจ้าไป วันนี้พูดอย่างนี้ แต่พรุ่งนี้พูดอีกอย่างหนึ่ง โดยที่เขาก็ไม่คิด แต่พอเขามาคิดจริงๆ เขาก็คงงงเหมือนกัน แย้งกัน

ยกตัวอย่างเช่น ท่านมาเชื่อพระเจ้าแล้ว พอท่านเปิดใจเชื่อ พระเยซูคริสต์จะมาสถิตอยู่กับท่านเลยทีเดียว พระเจ้าจะมาสถิตอยู่กับท่านเลย พอตอนจบบอกว่าขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยนะ มันแปลว่าอะไร? บางทีเราฟังดูเล็กน้อย แต่เรากำลังจะบอกว่าตกลงสรุปแล้วตะกี้นี้ตอนเทศน์ บอกว่าเราเชื่อแล้ว เราเป็นคริสเตียนแล้ว พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา สถิตอยู่จริงไหม? จริงสิ อ้าวจริง แล้วทำไมตอนจบ บอกว่า … “ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย” … แสดงว่าขอพระองค์เข้ามาสถิตอยู่ด้วย

หรือไม่ก็ “ลูกทำบาปผิดไปแล้ว ขอพระองค์ทรงอย่าจากลูกไปเลย ขอพระองค์ทรงกลับมาอยู่เหมือนเดิม”

มีอย่างนี้ด้วยหรือ? แย้งกันใช่ไหม? เพราะถ้ารู้ความจริงตามถ้อยคำพระเจ้า ทุกอย่างมันจะลงตัวหมดเลย มันจะอธิบายได้หมด ทุกถ้อยคำมันจะเสริมกัน มันจะไม่ขัดแย้ง อะไรที่บอกว่ารอ ก็บอกรอ อันไหนที่ได้รับ ก็ได้แล้ว มันจะตรงกับข่าวประเสริฐหมดเกลี้ยงเลย ชัดเจน แจ่มแจ๋ว ไม่มีการแย้งกันเอง ตอบได้ทุกอัน

เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องสำนึก แล้วก็เตรียมไว้ในการประกาศข่าวประเสริฐของเรา ใครถามเราเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า  เราตอบได้ทันทีเลย ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คืออะไร? คือเมื่อท่านเปิดใจตอนนี้ เชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาปที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ เปิดใจต้อนรับพระองค์ พระองค์จะเข้ามา ทำให้ท่านบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรม และเข้าสู่สวรรค์ทันทีเลย เดี๋ยวนี้ และเมื่อวันที่ท่านจากโลกนี้ไป วิญญาณท่านออกจากร่าง ท่านจะไปรับร่างกายใหม่ จากพระเจ้าที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เห็นตัวเองหน้าต่อหน้าว่า …

“หน้าตาฉันที่บังเกิดใหม่ หน้าตาเป็นอย่างไร?”

และท่านจะได้อยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่ สะอาดหมดจด ไม่มีความบาป ไม่มีความชั่วร้าย ไม่มีสิ่งเลวร้าย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์ยากลำบากอีกต่อไปเลย ท่านจงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก ในขณะที่อยู่บนโลกใบนี้ ตอนนี้รอคอยสิ่งเหล่านี้นะ แต่ที่บอกว่าท่านเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ท่านเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ต่อให้ท่านทำบาป ท่านก็ยังเป็นผู้ชอบธรรมอยู่ อะไรอย่างนี้

นี่คือข่าวประเสริฐ นี่คือสั้นๆ เอง คือเมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ท่านได้รับทันทีเลย เข้าสู่สวรรค์ทันที ไม่ได้เป็นของโลกอีกต่อไป โลกไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของท่านอีกต่อไปแล้ว เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เมื่อวินาทีไหนก็ตาม ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ที่ท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซู ท่านเข้าสู่สวรรค์ทันที  โลกไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของท่านอีกต่อไปแล้ว ท่านมุ่งทางตรงกลับบ้านในสวรรค์ทันทีเลย  ชีวิตท่านอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าทันที  สวรรค์เป็นของท่านแล้ว เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ และมีชีวิตอยู่เพื่อสวรรค์อย่างเดียว โดยท่านไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะสวรรค์เข้ามาอยู่ในตัวของท่าน พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในตัวของท่าน และก็จะจูงมือท่านไป …

“เดินทางกลับบ้านเถิดลูก”

พระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

เกิดเป็นฝรั่ง อยากเป็นคนไทยต้องทำอย่างไร? … กรุณาเลือกคำตอบ …

  1. ย้ายมาอยู่เมืองไทย
  2. ขอเปลี่ยนสัญชาติ
  3. แต่งงานกับคนไทย
  4. ฝึกกินอาหารไทย
  5. ฝึกพูดภาษาไทย
  6. เรียนรู้ประเพณีไทย
  7. ตายแล้ว มาเกิดใหม่ในแผ่นดินไทย

 

แผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้าก็เหมือนกัน …

ยอห์น 3:3-8 “พระเยซูตรัสตอบโดยประกาศว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่บังเกิดใหม่” นิโคเดมัสทูลถามว่า “คนจะเกิดใหม่ได้อย่างไร เมื่อเขาแก่แล้ว? แน่นอน เขาไม่อาจเข้าไปในครรภ์มารดาเป็นครั้งที่สอง เพื่อเกิดออกมาใหม่!” พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครสามารถเข้าอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่ได้เกิดจากน้ำ (ครรภ์มารดา) และจากพระวิญญาณ มนุษย์ให้กำเนิดมนุษย์ แต่พระวิญญาณให้กำเนิดวิญญาณ ท่านไม่ควรแปลกใจที่เราบอกว่าท่านต้องเกิดใหม่ ลมพัดไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ท่านได้ยินเสียงลม แต่ท่านไม่อาจบอกว่าลมมาจากไหนหรือจะไปที่ไหน ทุกคนที่เกิดจากพระวิญญาณก็เช่นกัน”

โรม 6:3-6 … “3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ (พระเยซู) ก็ได้ถูกนำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ และได้เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์? (ที่ไม้กางเขน)  4 ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการได้เข้าส่วนร่วมในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ (บังเกิดใหม่) เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณและพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ถ้าเราได้มีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย แน่นอนเราจะมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) 6 เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา (ที่อยู่ในบาปในอาดัม) ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวบาปเก่านั้นจะถูกขจัดไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป”

 

โคโลสี 1:13-14 … “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราย้ายเรา เข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป คือ การอภัยโทษบาปของเรา”

 

การงานของพระเจ้า ก็คือการย้ายวิญญาณของผู้ที่เชื่อในข่าวดี ออกจากในอาดัมสู่ในพระคริสต์ จากตายมาเกิดใหม่ จากทาสมาเป็นลูก ออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรสว่างของพระบุตรที่รักของพระองค์ ก็คืออาณาจักรสวรรค์  มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้จะต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในโลกวิญญาณในอาดัมหรือในพระคริสต์ ไม่สามารถอยู่พร้อมๆ กันทั้งสองที่ได้ มนุษย์ทุกคนต้องตัดสินใจเลือกเอง

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1341

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  5  ธันวาคม  2021

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน  5

โดย  วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อในหนังสือเอเฟซัส บทที่ 1  เดือนที่แล้ว เราจบลงข้อที่ 19  วันนี้เราต่อข้อที่ 20 ครั้งที่แล้ว ข้อที่ 19 บอกว่า …

เอเฟซัส 1:19 “เพื่อท่านจะได้เริ่มต้นเรียนรู้ถึงฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล  ที่ไม่มีขีดจำกัดและหาที่เปรียบไม่ได้ของพระเจ้า ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชอำนาจพลังที่ยิ่งใหญ่มหาศาลทางฝ่ายวิญญาณ  ที่กระทำการงานอยู่ภายในเรา  และเพื่อเราผู้ซึ่งได้เชื่อ (รับสิทธิ์ของเราที่พระเยซูได้ไถ่บาปให้)”

 

อาจารย์เปาโลได้พูดถึงฤทธิ์อำนาจที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ที่ไม่มีอะไรสามารถเปรียบได้เลย ที่ได้กระทำการงานอยู่ในพวกเราทุกคนผู้เชื่อ ฤทธิ์เดชอำนาจนี้พวกเราได้รับมาเรียบร้อยไปแล้ว วันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ฤทธิ์เดชนี้ก็เข้ามาทำการงานในชีวิตของเรา ในวิญญาณของเรา เมื่อเราเปิดใจปุ๊บ พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เข้ามาบัพติศมาเรา ที่เราคุยกันหลายรอบแล้วบัพติศมา เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับชีวิตของเรา ที่เราจำเป็นต้องรู้ บัพติศมาวิญญาณของเรา ก็คือเอาวิญญาณของเราไปฆ่าให้ตาย ไปตรึงพร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน วิญญาณของเรา ก็ตายไปแล้ว ถูกฝังไว้พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นฤทธิ์เดชอำนาจอันเดียวกัน ที่พระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย และฤทธิ์อำนาจอันนี้ ก็ได้ชุบวิญญาณของเรา ให้บังเกิดใหม่

ฉะนั้น การบังเกิดใหม่เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า เป็นฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่สูงสุด เมื่อเราบังเกิดใหม่ในด้านวิญญาณปุ๊บ พระพรนานัปการ ที่พระเจ้า พระเยซูคริสต์ ได้ทรงกระทำบนไม้กางเขน สำเร็จเรียบร้อย ก็เป็นของเรา พระพรนานัปการเหล่านี้ มีเยอะแยะมากมาย ที่ในโลกวิญญาณ พวกเราผู้เชื่อได้รับเรียบร้อยไปแล้ว แล้ว ณ เวลานี้ พวกเราผู้เชื่อก็ทำอย่างเดียว คือเรียนรู้ รับรู้ความจริงที่พระเจ้าได้ทำให้เราสำเร็จแล้วว่ามีอะไรบ้าง? แล้วเราจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรนานัปการเหล่านี้ ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ให้เราสามารถที่จะมีกำลังที่เข้มแข็งขึ้น แล้วมองไปที่พระพรฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทำให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งเราได้คุยกันบ่อยมากในเรื่องของพระพรฝ่ายวิญญาณ ที่พี่น้องจำเป็นจะต้องรับรู้ จำเป็นจะต้องจดจำเอาไว้ว่าเราได้รับอะไรบ้าง ในการที่เราได้เข้ามาตัดสินใจ เปิดใจของเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดตามเงื่อนไขที่พระเจ้าได้กำหนดไว้เงื่อนไข คือเราเชื่ออย่างเดียวเฉยๆ ไม่ได้ เราต้องแสดงเจตจำนงว่าเราเชื่อ แล้วเราอยากได้รับสิ่งนี้ด้วย โดยการเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก็คือเข้ามาเชื่อนั่นเอง

ทันทีที่เราเชื่อ ขบวนการการผ่าตัดวิญญาณเกิดขึ้นปุ๊บ เราก็ได้บังเกิดใหม่ เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า พอบังเกิดใหม่ปุ๊บ วิญญาณเก่าที่เป็นบาป ที่อยู่ภายใต้คำสาปแช่งของโลกใบนี้ ตั้งแต่เดิม เมื่อเราเกิดมา เราก็อยู่ภายใต้คำสาปแช่งแล้ว วิญญาณนี้ ก็ได้ตายจากเรา ตายไปแล้วนะ แล้วเราทุกคนผู้เชื่อ ก็มีวิญญาณที่บังเกิดใหม่ เป็นวิญญาณใหม่ ที่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า พระเยซูคริสต์ไม่มีผิดเลย เป็นวิญญาณที่ชอบธรรมจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ที่เราคุยกันบ่อยๆ ว่ามนุษย์ไม่สามารถพึ่งพากำลังของตัวเอง ที่จะพยายามตะเกียกตะกายทำความดี เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่พระเจ้ากำหนดไว้ คือ 100% เต็ม ไม่มีผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว ขีดเดียว ไม่ได้ และตลอดทุกเวลาด้วย 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน แล้วก็ 365 วันในหนึ่งปี ทุกวัน ทุกเวลา ทุกวินาที คือไม่พลาดเลยแม้แต่นิดเดียว  เราถึงสามารถมาถึงมาตรฐานของพระเจ้าได้ เป็นผู้ชอบธรรม ฉะนั้น พระเยซูกำลังชี้ให้มนุษย์ซึ่งเป็นคนบาปได้เห็นว่ามนุษย์ไม่สามารถทำได้หรอก มีวิธีเดียวเท่านั้น ก็คือมาพึ่งในพระเยซูคริสต์เท่านั้น พึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์ที่ได้สิ้นพระชนม์ เพื่อเรา บนไม้กางเขน และได้ทำให้เราหลุดพ้น จากการเป็นทาสของความบาปและความตาย และผู้เชื่อทุกคน เมื่อได้ตัดสินใจเปิดใจต้อนรับแล้ว ขบวนการทั้งหมด ก็ถูกกระทำการในโลกวิญญาณ

“โลกวิญญาณ” ตรงนี้หมายความว่ามือเราไม่สามารถสัมผัสได้ ตาเราไม่สามารถมองเห็นได้ ความรู้สึกเราก็จะไปรู้สึกไม่ได้ด้วย ถ้าเราเชื่อพระเจ้าด้วยความรู้สึก มันก็ทำให้เราพลาดได้ เพราะว่าความรู้สึกของมนุษย์ จะขึ้นลงตามสถานการณ์รอบด้านของเรา แต่พระเจ้าบอกเราว่าให้เราเชื่อตามที่ถ้อยคำของพระเจ้าได้บันทึกไว้ หรือระบุไว้ว่าเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว อะไรบ้างที่เกิดขึ้นกับชีวิตใหม่ของเรา

อันดับแรกเลย ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด วิญญาณเราเปลี่ยนจากวิญญาณบาป มาเป็นวิญญาณชอบธรรม เราเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าทันทีเลย เราสะอาดบริสุทธิ์ทันทีเหมือนพระเจ้าเลย เราเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าทันที เราได้มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทันทีเลย พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคเข้ามาสถิตอยู่ในเราทันทีด้วย เพราะว่าเราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว แล้วทันทีอีกเช่นกัน เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ที่สวรรคสถาน ณ เวลานี้ ในโลกวิญญาณ มันเกิดขึ้นแล้ว และเป็นอย่างนั้นด้วย ฉะนั้น เมื่อเราใคร่ครวญถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราจะมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต ซึ่งต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก บนโลกใบนี้ ซึ่งโลกใบนี้ ในพระคัมภีร์บอกว่ามันถูกสาปแช่งไปแล้ว แล้วในขณะเดียวกัน พระเยซูคริสต์ก็บอกกับเราว่าในโลกนี้ ท่านจะประสบกับความทุกข์ยาก แต่ให้ชื่นใจ เพราะเราชนะโลกแล้ว เราผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เราได้ชนะโลกใบนี้แล้ว โลกใบนี้ ความยากลำบากไม่สามารถมีชัยเหนือเราได้เลย เพราะว่าเรารู้ความจริงเหล่านี้ ทำให้เรามีความสามารถที่จะอดทน

ฉะนั้น ความทุกข์ยากอีกอย่างหนึ่ง ที่มันเกิดขึ้นกับคริสเตียน คือทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด วิญญาณเราอยู่ฝ่ายพระเจ้าเลย พออยู่ฝ่ายพระเจ้าปุ๊บ เราก็เป็นศัตรูกับฝ่ายของมาร นึกออกไหม? เมื่อก่อนเราอยู่ฝ่ายมาร  เราเป็นพวกเดียวกัน แต่พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เราอยู่กันคนละพวกเลย ดำกับขาวทันทีเลย เมื่อเป็นดำกับขาวปุ๊บ การข่มเหง หรือความทุกข์ยากลำบาก ที่เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง สำหรับผู้เชื่อหรือคริสเตียน ก็คือเราจะถูกข่มเหง เพราะเราเชื่อและรักพระเยซู

นี่เป็นอีกอันหนึ่งที่เราขอบคุณพระเจ้าได้ ในหนังสือยากอบที่บอกว่าเมื่อท่านประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ให้ท่านชื่นชมยินดี … ชื่นชมยินดีตรงไหน? ตรงที่ว่าถ้าเขาข่มเหงเรา เพราะเราเชื่อพระเยซู แปลว่าเราของจริง เราเชื่อพระเจ้าจริงๆ เขาถึงข่มเหงเรา ถ้าเราเชื่อพระเจ้าไม่จริง  เราก็ยังเป็นพวกเดียวกันกับเขาเหมือนเดิม  เขาก็ไม่ข่มเหงเรา ฉะนั้น ชัดเจนมากเลย เราก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับสิ่งดีเหล่านี้ เรามาต่อข้อที่ 20 …

เอเฟซัส 1:20 “ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชอำนาจพลังที่ยิ่งใหญ่มหาศาลเดียวกันกับที่พระเจ้าได้กระทำในพระเยซู  เมื่อตอนที่พระองค์ได้ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และได้แต่งตั้งให้พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์  ในย่านฟ้าอากาศ (สวรรค์) ต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ”

 

เป็นฤทธานุภาพอันเดียวกัน เมื่อเราเชื่อและวางใจในพระเจ้าปุ๊บ วิญญาณเราได้เปลี่ยนใหม่ปุ๊บ ได้เกิดพลังอำนาจที่มหาศาลมากในโลกวิญญาณ  ที่พระเจ้าทรงกระทำการงานในวิญญาณของเรา ซึ่งตัวเรา เราไม่รู้หรอก และเราไม่เข้าใจ และเราสัมผัสไม่ได้ แต่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ มันมีขบวนการที่ยิ่งใหญ่มหาศาล อลังการเกิดขึ้นในวิญญาณของผู้เชื่อทุกคน  ก็คือพระเจ้าได้ทำการบัพติศมาเราเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือเข้ามาดองกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน เข้ามาเป็นวิญญาณเดียวกัน

พอพูดถึงคำว่า “บัพติศมา” เรามาทำความเข้าใจกับคำว่า “บัพติศมา” นิดหนึ่ง คืออยากจะให้เข้าใจ สมัยก่อน คือตัวดิฉันเองก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้หรอก เมื่อก่อนตอนที่เราเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ เราถูกสอนมาเรื่องของการบัพติศมาในน้ำ เราไม่เคยเข้าใจเรื่องของการบัพติศมาในพระวิญญาณเลย ที่พระเจ้าพูดกับเรา จริงๆ ในพระคัมภีร์เขาก็พูดชัดเจน แต่เราไม่เข้าใจ คือความสามารถในการเข้าใจในโลกวิญญาณเรายังไปไม่ถึง พอไปไม่ถึง เราก็จะคิดแค่ตื้นๆ ว่าคำว่า “บัพติศมา” อย่างเวลาเราเชื่อพระเจ้าปุ๊บ วิญญาณเราได้บังเกิดใหม่แล้ว ตรงนั้น เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร? เราแค่รู้ว่าเราเชื่อพระเจ้านะ พอเชื่อพระเจ้ามาประมาณหนึ่ง  เราก็จะไปเรียนถ้อยคำของพระเจ้า เพื่อเราจะได้ทำพิธีบัพติศมาในน้ำ พี่น้องจำได้ใช่ไหมค่ะ ทำพิธีบัพติศในน้ำ แล้วเราก็มีความเข้าใจผิด คิดว่าถ้าผู้เชื่อคนไหนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เกิดจากไปอยู่กับพระเจ้า  แล้วยังไม่ได้ทำพิธีบัพติศมาในน้ำ เขาอาจจะไม่รอดก็ได้  คือเราให้ความสำคัญของพิธีบัพติศมาในน้ำผิดไป พอผิดไปปุ๊บ ความเชื่อเราก็เลยไม่หนักแน่น มั่นคงพอ

ตอนที่มารับใช้พระเจ้าใหม่ๆ เมื่อเชื่อพระเจ้า เมื่อก่อนเรายังเข้าใจว่าเราต้องไปติดตามผล ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อว่าผู้เชื่อคนนั้นจะได้ไม่ตาย วิญญาณเขาไม่ตาย  เขาจะได้เจริญเติบโต แต่ความเป็นจริง คือมันไม่จริง ไม่ใช่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราไปติดตาม ไม่ติดตาม แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้น เขาเชื่อจริงหรือไม่จริง เมื่อเขาเปิดใจต้อนรับพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้ดูแลเขาเอง  การเจริญเติบโตของผู้เชื่อคนหนึ่ง คนใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้รับใช้เลย  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราไปสอนพระคัมภีร์เขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราไปเยี่ยมเยือนเขา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราอธิษฐานเผื่อเขาทุกวินาที ไม่เกี่ยวกันเลย  แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า  พระเจ้าเป็นผู้กระทำการงานให้เขาเจริญเติบโต

แต่ว่าการไปเยี่ยมเยือนดีไหม? ดี การอธิษฐานเผื่อดีไหม? ดี การได้ไปสอนถ้อยคำของพระเจ้าดีไหม? ก็ดีอีก แต่ว่ามันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการหนุนจิตชูใจ เพื่อให้ผู้เชื่อคนนั้น ได้เข้าใจเรื่องราวของพระเจ้ามากขึ้น แต่ไม่มีผลอะไรเกี่ยวกับด้านวิญญาณของผู้เชื่อคนนั้นเลยว่าเขาจะเป็นหรือจะตาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้รับใช้ อันนี้พี่น้องต้องชัดเจนนะ ก่อนหน้านั้นไม่ชัดเจน ก็เข้าใจว่าถ้าเกิดผู้เชื่อคนไหนตาย ไม่ใช่ตายในด้านของร่างกาย แต่ตายในด้าน คือทิ้งพระเจ้าไป เราก็ทุกข์มากเลย ทุกข์ตรงที่ว่าเราดูแลเขาไม่ดีพอ เราไปเยี่ยมเยือนเขาไม่มากพอ เราอธิษฐานเผื่อเขาน้อยไป  เขาถึงได้ทิ้งพระเจ้าไป เป็นความรู้สึกฟ้องผิดมาประมาณหนึ่ง ระยะหนึ่งที่เรายังไม่เข้าใจความจริงของพระเจ้า พอได้เข้าใจความจริงของพระเจ้าปุ๊บ เป็นอิสระเลย อย่างที่พระเยซูบอก ถ้าท่านรู้ความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท คือเป็นอิสระ เรารู้ความจริงตรงที่ว่าใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าสถาปนาเขาไว้แล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ประทับตราเขาว่าเขาเป็นลูกของพระเจ้า  พอประทับตราเรียบร้อยแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของคนๆ นั้น คือเรารับรู้ความจริงตรงที่ว่าทันทีที่เราเปิดใจรับเชื่อ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสถิตในเรา  พระเจ้าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา  พระบิดาอยู่ในเรา เป็นหนึ่งเดียวกัน

ฉะนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของคนๆ นั้น ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ แล้วก็จะค่อยๆ เลี้ยงดู ส่วนคนอื่นที่เป็นผู้รับใช้ หรือเพื่อนคริสเตียนด้วยกัน ที่เป็นผู้เชื่อนานกว่า ก็จะเป็นแค่หน่วยเสริม เป็นกำลังเสริมเท่านั้น  แต่ไม่ได้เป็นกำลังหลัก ดังนั้น กำลังหลักของผู้เชื่อ คืออยู่ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้าไปทำการงาน จะเข้าไปสอนเขา ผ่านทางสิ่งที่เขาได้ยิน คือถ้อยคำของพระเจ้า ผ่านทางเวลาเขาอ่านถ้อยคำของพระองค์ ผ่านทางการอธิษฐาน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะค่อยๆ เปิดให้เขาเข้าใจในเรื่องราวของพระเจ้า

เหตุการณ์ตรงนี้เกิดขึ้น นี่พูดถึงตอนที่ดิฉันรับใช้ใหม่ๆ มีผู้เชื่อคนหนึ่งมาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ในวันอาทิตย์ ปรากฎว่าเขายังไม่ได้บัพติศมาในน้ำเลย เขาตายจริงๆ คือเขาตายจากโลกนี้ไปเลย ตอนนั้นทุกข์สาหัสตรงที่ว่าเขายังไม่บัพติศมาในน้ำเลย แล้วเขาจะรอดไหม? นั่นคือสิ่งที่ให้เรารับรู้และเห็นว่าเราไม่รู้ความจริงชัดเจน เลยทำให้เราทุกข์  เราไม่เป็นไท เราถูกพันธนาการ เราไม่เป็นอิสระ

ณ เวลานี้ สิ่งที่พระเจ้าได้เปิดให้เราเห็น ให้เรารู้ถึงเรื่องบัพติศมา มันเกี่ยวกับเรื่องของวิญญาณ พระเจ้าเพิ่งมาเปิดให้รู้นะ เชื่อพระเจ้ามา 35 ปีแล้ว เพิ่งจะได้พบความจริงตรงนี้ว่าที่พระเยซูบอกการบัพติศมา มันเกี่ยวกับเรื่องของวิญญาณ  แล้วถ้อยคำของพระเจ้าที่เราเรียนรู้ ที่เราอ่าน ที่เราอะไรทั้งหมด พระเยซูพุ่งเป้าไปที่วิญญาณอย่างเดียว เรื่องของวัตถุมีน้อยมาก  พระพรทางฝ่ายวัตถุ พระเจ้าจะประทานให้กับพวกเราตามที่พระองค์เห็นชอบว่าใครควรจะได้รับอะไร? อย่างไร? เมื่อไรตามน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์ก็จะดูแล ส่วนเรื่องของโลกวิญญาณพวกเราได้รับเท่ากัน เราจำเป็นต้องรับรู้

วันนี้เรามาคุยเรื่องบัพติศมาในน้ำนิดหนึ่ง เมื่อก่อนดิฉันก็สอน  พระธรรมยอห์น คำสอนก็คือเราเข้าใจตามแบบมนุษย์ เราก็สอนตามที่เราเข้าใจ แต่ตอนนี้ เรามาเริ่มเข้าใจตามแบบที่พระเจ้าเปิดให้เห็น ในโลกวิญญาณ เรามาทำความเข้าใจใหม่ พี่น้องที่เคยได้ยินคำสอนเดิม ที่ดิฉันสอนไป ลบคำสอนนั้นออกไป เอาคำสอนใหม่ คือความเข้าใจใหม่ที่พระวิญญาณเปิดให้เราเห็น อันใหม่เลย

เพื่อพี่น้องจะได้รับรู้ความจริง คืออะไร? ตอนที่เราพูดเรื่องบัพติศมาในน้ำ  ในช่วงที่พระเยซูมาทำภารกิจของพระองค์ตอนเริ่มแรก ที่เราเรียนมาในพระธรรมยอห์น จำได้ใช่ไหม? ที่ยอห์นบัพติศโต เป็นคนที่พระเจ้าส่งมา เป็นผู้เผยพระวจนะที่จะมาประกาศให้คนยิว ในยุคของพระกิตติคุณทั้งหมด จะพูดถึงคนยิวเลย คนต่างชาติยังไม่เกี่ยวนะ อาจจะมีประปรายมานิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่จะพูดถึงคนยิวโดยเฉพาะ และเป็นพื้นฐานที่คนยิวเขาเข้าใจอยู่แล้ว เป็นประเพณีดั้งเดิมที่คนยิวเขาเข้าใจอยู่แล้ว

ยอห์นบัพติศโตเป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ที่พระเจ้าส่งมา ก็คือส่งมาเพื่อกรุยทาง เหมือนกับบอกทาง เพื่อที่จะเตรียมทางให้กับเรื่องของฝ่ายวิญญาณ ที่ในอนาคตข้างหน้าเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงกระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ บนไม้กางเขนปุ๊บ มนุษย์ทุกคนจะวิ่งเข้ามาสู่โลกฝ่ายวิญญาณทันทีเลย ก่อนหน้านั้น  ตอนที่พระเยซูยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ทุกคนเขายังไม่เชื่อ แค่รู้ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า  แล้วมาติดตาม เป็นแค่ผู้ติดตามเท่านั้น แล้วผู้ติดตามเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสาวก 12 คน หรือว่าเป็นใครก็ตาม ก็ยังอยู่ในบาป ฟังชัดๆ นะ คนเหล่านั้น ตอนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ วิญญาณเขายังอยู่ในบาป เพราะว่าพระเยซูคริสต์ยังไม่ได้กระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ ยังไม่ได้มาชดใช้ความผิดบาปให้กับมนุษยชาติ ยังไม่มีหนทางใหม่ ที่จะให้มนุษย์ได้เดิน ได้เลือก ฉะนั้น มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ยังเป็นคนบาปอยู่ อยู่ในธรรมชาติบาปอยู่ เพียงแต่มนุษย์กลุ่มนี้ ก็คือชาวยิวเหล่านี้ ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า ที่พระเจ้าบอกว่าวันหนึ่งข้างหน้า พระองค์จะประทานพระมาซีฮาห์มาให้กับพวกเขา  ซึ่งเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา และเขาคอยติดตามว่าพระผู้ช่วยให้รอดคนนี้มาถึงเมื่อไร? ดังนั้นใจเขาเปิดประมาณหนึ่งแล้วว่า …

“ฉันเชื่อในสิ่งที่พระยะโฮวาห์ได้บอกไว้ในอดีต แล้วคนกลุ่มนี้ เขาก็จะพยายามจ้องว่าเมื่อไร? อย่างไร? พอยอห์นบัพติศโตมาประกาศว่าให้ทุกคนกลับใจใหม่ แล้วก็มาบัพติศมาในน้ำ คนยิวที่มีความตั้งใจอยู่แล้ว คือเฝ้ารอคอยว่าพระมาซีฮาห์จะมาเมื่อไร พอได้ยินปุ๊บ ทุกคนก็แห่แหนกันมาเลย  มาทำพิธีบัพติศมาในน้ำกับยอห์น เพราะเขาเชื่อว่ายอห์น คือผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าส่งมาจริงๆ พอคนในยุคนั้นเชื่อปุ๊บ เขาก็มาบัพติศมาในน้ำ แต่สิ่งที่พระเจ้าอนุญาตให้ยอห์นทำพิธีบัพติศมาในน้ำ คือมันเป็นประเพณีเดิมของพวกชาวยิวอยู่แล้ว ที่คนยิว มักจะใช้น้ำ เกี่ยวกับทุกอย่าง เราจะเห็นว่าชาวยิวก่อนขึ้นเรือน ก็ใช้น้ำล้างเท้า ก่อนเข้าวิหาร พวกมหาปุโรหิตจะเข้าไปถวายเครื่องบูชา ก็ต้องใช้น้ำในการล้างมือ แล้วปุโรหิตที่ต้องเตรียมตัวจะเข้าไปถวายเครื่องบูชา ซึ่งในยุคนั้น ที่พระเยซูยังอยู่บนโลกใบนี้ ณ ที่เราเรียนอยู่ตรงนี้ ในพระธรรมยอห์น ก็คือคนยิว ก็ยังปฏิบัติภารกิจ ตามที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ให้กับโมเสสว่าเขาต้องทำอย่างไร? ในแต่ละปี ต้องถวายเครื่องบูชา เพื่อไถ่บาปเขา ก็คือแค่ลบล้างบาปปีต่อปีเท่านั้น คนอิสราเอลทุกคน เมื่อถึงวันเวลาที่กำหนดว่าต้องเอาสัตว์มาถวาย เป็นเครื่องบูชา สำหรับที่จะลบบาปของเขาในปีนั้น  เขาก็จะเดินทางมาที่กรุงเยรูซาเล็ม  แล้วก็เอาแกะที่พระเจ้ากำหนดไว้ มาให้กับมหาปุโรหิต เพื่อทำการนำเลือดของแกะเข้าไปถวายในอภิสุทธิสถาน ซึ่งพระเจ้ากำหนดไว้ในพระคัมภีร์เดิม

ฉะนั้น ก่อนประมาณอาทิตย์หนึ่ง ปุโรหิตที่ต้องทำหน้าที่เขาจะอาบน้ำ วันละ 3 รอบ 4 รอบ เพื่อชำระร่างกายภายนอกให้สะอาด เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปข้างในห้องอภิสุทธิสถาน  เพื่อถวายเลือดให้กับประชาชน คนยิว ปุโรหิตถ้าไม่ทำอะไรให้เรียบร้อย เข้าไปในอภิสุทธิสถานปุ๊บ เขาตายเลย ก็คือถ้าไม่บริสุทธิ์  ไม่ได้ชำระร่างกายข้างนอกให้บริสุทธิ์ ไม่ได้ชำระใจของตัวเอง  ก็คือปุโรหิตต้องถวายเลือดแกะ สำหรับตัวเองด้วย ไถ่บาปให้กับตัวเองก่อน แล้วถึงสามารถที่จะนำเลือดของแกะที่ประชากรชาวยิวเอามาถวาย แล้วก็นำเข้าไปในอภิสุทธิสถาน นี่คือกฎในสมัยโบราณ สมัยที่พระเจ้าให้กับโมเสส

ฉะนั้น การชำระล้างด้วยน้ำ ไม่ว่าจะเป็นล้างเท้า ล้างมือ อาบน้ำ อะไรทั้งหมด เป็นเรื่องของภายนอกเท่านั้น มันไปไม่ถึงข้างใน ไม่ถึงพระเจ้า ก็คือคนยิวในยุคนั้น ไปไม่ถึงพระเจ้า เขาแค่สามารถทำระดับหนึ่งเท่านั้น  แล้วตอนที่ยอห์นมาให้บัพติศมาในน้ำ จะเล็งถึงการชำระล้าง เตรียมใจของคนอิสราเอล เตรียมใจสำหรับคนที่เขาเปิดใจอยู่แล้ว รอคอยพระมาซีฮาห์ เพื่อคนที่แสวงหาพระเจ้าอยู่แล้ว พอเตรียมใจปุ๊บ พิธีกรรมตรงนี้ ก็คือล้างด้วยน้ำซะก่อน คือเข้าไปบัพติศมาในน้ำ แล้วค่อยเหมือนปุโรหิตล้างชำระตัวเอง แล้วค่อยนำเอาเลือดเข้าไปถวายให้กับพระเจ้า มันเป็นพิธีกรรมเดียวกัน ก่อนเข้าพระวิหารลานชั้นนอก ถ้าพี่น้องไปอ่านกฎสมัยโบราณ พระเจ้าให้โมเสสทำเยอะแยะมากมาย ลานชั้นนอกมีอ่าง มีอะไรเยอะแยะมากมาย ก็คือทุกอย่างต้องชำระข้างนอกก่อนที่จะไปถึงลานชั้นใน จนเข้าถึงพระเจ้า

พระเจ้าให้ยอห์นทำตรงนี้ เพื่อเตรียมตัวคนอิสราเอลให้พร้อม เพื่อที่จะสามารถรับพระมาซีฮาห์ คือพระผู้ช่วยให้รอด ที่กำลังจะมา ซึ่งจริงๆ มาแล้วแหละ ตอนที่ยอห์นมาให้บัพติศมา มาแล้ว แต่ยังไม่ได้กระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ แต่สิ่งที่ยอห์นทำ ก็คือพอยอห์นเห็นพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พี่น้องจำได้ใช่ไหม? ยอห์นเห็นพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ยอห์นจะบอกสาวกของตัวเองเลย …

“นั่นไง พระเมษโปดก ผู้ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ ผู้ซึ่งจะมาไถ่บาปของมนุษยชาติ คนนี้แหละที่พระเจ้าได้ส่งมา”

ยอห์นบอกว่า … “พอคนนี้มา พวกเธอไม่ต้องมายุ่งกับฉันแล้ว ไปตามพระเยซูเลย”

แล้วเราจะสังเกตว่าสาวกเยอะแยะมากมายตามพระเยซูไป แล้วยังมีสาวกส่วนหนึ่งที่ยังติดตามยอห์นอยู่ เขาก็รู้สึกเดือดร้อนแทนยอห์น

ถามยอห์น … “ไม่เห็นหรือไง คนไปตามพระเยซูหมดเลย”

ยอห์นบอก … “ไปเดือดร้อนทำไมล่ะ นั่นคือเรื่องจริง”

นั่นคือสิ่งที่ยอห์นต้องการมาทำ เพื่อให้มนุษยชาติรับรู้ว่าตัวเอง ยอห์นไม่ได้เป็นพระมาซีฮาห์เลย ไม่ได้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นแค่คนที่พระเจ้าส่งมา เพื่อบอกว่าเตรียมตัวให้ดีพร้อมนะ เมื่อพระเยซูทำภารกิจสำเร็จแล้ว พวกเธอจะได้เข้าไปผ่าตัดวิญญาณ เข้าไปบัพติศมาในพระวิญญาณ ไม่ใช่เฉพาะล้างร่างกายภายนอกอย่างเดียว คือชำระด้วยน้ำ นี่คือความเป็นจริงที่พระเจ้าเขียนไว้ในถ้อยคำของพระเจ้า

จำได้ไหมค่ะ วันที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วอยู่กับสาวก 40 วัน แล้วพระองค์ก็ถูกรับขึ้นไปบนฟ้าสวรรค์ แล้วพระเยซูคริสต์ก็บอกให้สาวกไปรอ เพื่อที่จะรับตามพระสัญญา แล้วสาวกก็ไปรอที่ห้องชั้นบน ที่พระเยซูบอกให้กลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม กรุงเยรูซาเล็ม คือที่ๆ พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน เป็นที่ๆ คนข่มเหงคริสเตียน เป็นที่ๆ อันตรายที่สุด ที่คริสเตียนพยายามวิ่งหนี ผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า พยายามวิ่งหนี แต่พระเยซูบอกว่าให้กลับไปที่นั่นแหละ ที่กรุงเยรูซาเล็ม ไปรอรับตามพระสัญญา แล้วพอหลังจากนั้น 10 วัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกส่งมาในวันเพ็นเตคอส นั่นแหละเป็นวันที่ผู้เชื่อ ที่อยู่บนห้องชั้นบนทั้งหมด 120 ชีวิตได้รับการเจิม ได้รับการผ่าตัดวิญญาณในข้อที่ 20 ที่เราพูดถึงฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำการในพระเยซูคริสต์ ที่ทรงชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย  เป็นฤทธิ์เดชเดียวกัน  ที่พระเจ้าได้เทลงมา ในวันเพ็นเตคอส แล้วผู้เชื่อบนนั้น 120 คนได้กลับใจใหม่ ได้บังเกิดใหม่ ได้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า นั่นคือที่เริ่มแรก วันแรกของการมีผู้เชื่อจริงๆ ตอนนี้ คือคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ เป็นผู้เชื่อที่ติดตามจริงๆ เป็นผู้เชื่อที่เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าจริงๆ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า หลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เข้ามาอยู่ในคนกลุ่มนั้น ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระเยซูก็สั่งสาวกว่า …

“ท่านจงรออยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม แล้วหลังจากนั้น ให้ไปประกาศสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้เขาบัพติศมาในพระนามพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วเราจะอยู่กับท่านทั้งหลาย จนกว่าจะสิ้นยุค”

นี่คือคำสั่งสุดท้ายที่พระเยซูบอก แล้วเราก็เข้าใจว่าพระเยซูคริสต์สั่งให้เราไปประกาศ แล้วก็นำคนมาทำพิธีบัพติศมาในน้ำ ซึ่งไม่ใช่

การสั่งตรงนี้ พระเยซูบอกว่าไปสั่งสอน ประกาศเรื่องความจริง ในการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ให้กับชนทุกชาติ ที่เขาได้ยินได้ฟัง เมื่อใครก็ตามเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณจะนำผู้คนเหล่านั้นเข้ามาบัพติศมาในพระเยซูคริสต์ ก็คือเข้ามาผ่าตัดวิญญาณคนนั้น ให้เป็นวิญญาณใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเจ้า เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า นี่คือความหมายจริงๆ ที่พระเยซูสั่งไว้

ถ้าพูดอย่างนี้ พิธีบัพติศมาในน้ำของเรา ก็ไม่มีประโยชน์เลยใช่ไหม?  เราทำไปเพื่ออะไร?  ฟังชัดๆ นะ พิธีบัพติศมาในน้ำที่พวกเราทำอยู่ทุกวันนี้ มีประโยชน์ตรงที่ว่าพี่น้องนึกให้ดีๆ นะ พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เราบังเกิดใหม่ใช่ไหม?  เราเกิดเป็นลูกพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้วใช่ไหม? แปลว่าเราเกิดแล้ว  เราเป็นพลเมืองในแผ่นดินสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว พอเราเป็นพลเมืองในแผ่นดินสวรรค์เรียบร้อยไปแล้วปุ๊บ พิธีบัพติศมาในน้ำ เป็นเหมือนเรามาฉลองการบังเกิดใหม่ของเรา

พี่น้องนึกภาพนะ ประเพณีนี้ยังอยู่ ที่พอวันเกิดของใคร เราก็จะมีแฮปปี้เบิร์ดเดย์ มีร้องเพลงสุขสันต์วันเกิด เขาก็จะซื้อเค้กให้กัน คำอวยพรต่างๆ ที่อวยพร คือคนๆ นั้นเกิดแล้วใช่ไหม? เกิดอยู่ในครอบครัวนั้น ที่เขารู้ว่าคนที่สำคัญที่สุด คือคนในครอบครัวจะอวยพรเขาก่อน  ให้เขารับรู้ว่าเธออยู่ในครอบครัวเดียวกันกับฉันนะ อะไรอย่างนี้ มันเป็นการหนุนจิตชูใจ ทำให้เกิดกำลังใจ ถามว่าถ้าคนไม่จัดฉลองวันเกิด คนนั้นยังเป็นคนอยู่ไหม? เป็นคนอยู่นะ คนนั้นยังเป็นลูกในบ้านของพ่อแม่อยู่ไหม? ยังเป็นอยู่นะ แต่ว่าทุกวันนี้ ที่เราจัดฉลองวันเกิด มันเป็นการหนุนจิตชูใจ มันปลื้ม คือมันเป็นอะไรที่เล็กๆ น้อยๆ  บางทีไม่ได้ทำอะไรเลย แค่เขียนข้อความว่า …

“Happy Birthday ขอพระเจ้าอวยพร ขอให้มีความสุข”

แค่นั้น เราก็มีความสุขเลย เรารู้สึกขอบคุณพระเจ้า มันเป็นการหนุนจิตชูใจ แค่ในด้านของโลกนี้เท่านั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับวิญญาณ มีประโยชน์ตรงที่เราชื่นใจ เรามีความมั่นใจ คนที่มองเห็นเรา ก็มีความมั่นใจ คนนี้เชื่อจริงๆ นะ ถ้าไม่เชื่อจริงๆ เขาคงไม่ตัดสินใจที่จะทำพิธีนี้  แต่ว่าพิธีนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าคนนี้เชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้า ไม่ได้ชี้ชะตาว่าคนนี้เป็นลูกของพระเจ้าหรือไม่? ไม่เกี่ยวกัน เพราะว่าคนนี้ได้เกิดเข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว จากนั้น เขายืนยันการบังเกิดใหม่ของเขาด้วยพิธีบัพติศมาในน้ำ ตามที่คริสตจักรต่างๆ จัดขึ้น เพื่อว่ามีพี่น้องเยอะแยะมากมายมาแสดงความยินดี มีการเอาดอกไม้ให้ มีการกล่าวอวยพรซึ่งกันและกัน คือหนุนจิตชูใจทั้งผู้ที่บัพติศมาในน้ำและผู้ที่ได้อยู่ท่ามกลางพวกเราด้วย ชัดเจนนะ

พอชัดเจนปุ๊บ พี่น้องก็จะเป็นอิสระเลย ขอบคุณพระเจ้า ไม่ต้องไปบีบใครว่า …

“เธอเชื่อพระเจ้าตั้งนาน ทำไมเธอไม่มาลงชื่อบัพติศมาในน้ำสักที”

อะไรอย่างนี้ ไม่ได้เป็นประเด็นหลัก แต่ว่าถ้าทำดีไหม? ดีประมาณหนึ่ง แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับโลกวิญญาณเลย โลกวิญญาณ ไม่ทำพิธีนี้เราก็ยังคงเป็นลูกของพระเจ้าอยู่ดี เพราะว่าวันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณ เราเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว พระพรนานัปการที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา เป็นมรดก เป็นชีวิตนิรันดร์ เป็นชีวิตที่ครบถ้วนบริบูรณ์ในอนาคตข้างหน้า  ที่ปัจจุบันเราผู้เชื่อรออยู่ ในขณะที่เราเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าจะลำบากขนาดไหน? เราก็ยังมีความหวังใจตรงที่ว่าไม่เป็นไร? แป๊บเดียว เดี๋ยวเราก็กลับบ้านแล้ว เมื่อเรากลับบ้าน ทิ้งร่างกายนี้ปุ๊บ วิญญาณเราออกจากร่าง เราได้ไปสวมร่างกายใหม่ ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสัญญากับเราว่าเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เป๊ะเลย และในขณะเดียวกัน  ก็ไปอยู่ในโลกใหม่ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับผู้เชื่อทุกคน เป็นโลกที่สวยงาม และในพระคัมภีร์วิวรณ์บอกว่าเป็นโลกที่ไม่มีการขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่มีน้ำตา ไม่มีเจ็บป่วย ไม่มีทุกข์ร้อนอะไรเลย เราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้า เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า นี่ชัดเจนเลย เพราะทุกวันนี้พวกเราไม่เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า ทุกวันเราต้องใช้ความเชื่อตามถ้อยคำพระเจ้า ที่บอกว่าเราเป็นใคร? หน้าตาเราเป็นอย่างไร? แต่ถ้าถึงวันที่เราทิ้งร่างกายนี้ วิญญาณเราออกจากร่างปุ๊บ เราจะได้ไปเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า พระเจ้าหน้าเป็นอย่างนี้นี่เอง นึกออกไหมค่ะ คือตอนนี้ เราไม่สามารถนึกภาพพระเจ้าออกเลย อย่างที่ทุกวันนี้  พี่น้องเห็นเขาวาดภาพพระเยซู เราก็ไม่รู้ว่าพระเยซูจริงๆ พระองค์หน้าตาแบบนี้หรือเปล่า?  เพียงแต่ว่าเขาวาดภาพให้เราได้เห็น แต่ว่าความเป็นจริง เป็นอย่างไร เราไม่สามารถรับรู้ได้ แต่เราสามารถรับรู้ว่าที่ร่างกายเราทิ้งไป วิญญาณเราออกจากร่าง เราไปเจอพระเจ้าหน้าต่อหน้า พระเจ้าเป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วแถมยังเจอหน้าตาของเราเองด้วยว่าหน้าตาในลักษณะของผู้บังเกิดใหม่ หน้าตาเราเป็นอย่างนี้  ขอโทษนะ โคตรสวยงาม ต้องเป็นอย่างนั้น แล้วเราก็ไปเห็นสิ่งที่พระเจ้าได้ให้กับเรา คือร่างกายใหม่ สวมเข้าไปเลย สวมแบบสง่าราศีเหมือนพระเยซูคริสต์ นั่นคือความหวังใจของคริสเตียนทุกคน ที่ทุกวันนี้ เราต้องเผชิญกับโลกใบนี้  แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเจออะไรอีก โควิดจะหมดเมื่อไร? ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจจะดีขึ้นไหม? หรือเราจะไปทำงานแต่ละวันเราต้องผวา เราต้องเจอโน่นเจอนี่ แต่ว่าการเผชิญกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ กลายเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมาก เมื่อเรารู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ เราเป็นใครเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณ พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

*******************************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

สถานการณ์ต่างๆ อาจเปลี่ยนหรืออาจไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่ควรเปลี่ยน คือ …

  1. ความคิดของเราเอง
  2. ความคิดของคนข้างๆ
  3. ความคิดของผู้อื่น

 

สถานการณ์ต่างๆ อาจเปลี่ยนหรืออาจไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่ควรเปลี่ยน คือเราควรเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความต้องการของเรา

จากความคิดเดิมๆ ที่เรามักต้องการให้พระเจ้าช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ให้เป็นไปตามที่เราอยากได้  เปลี่ยนมาเป็นเชื่อ วางใจที่จะมอบสถานการณ์เหล่านั้น ให้พระเจ้า เป็นผู้นำพาเรา

 

โรม 12:1-2  “1 พี่น้องเพื่อเห็นแก่พระคุณความเมตตาของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอร้องท่านให้ยอมมอบอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย พร้อม (สมอง) ความคิด และสติปัญญาของท่าน เป็นเหมือนเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ บริสุทธิ์สะอาดศักดิ์สิทธิ์ (เป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า) และเป็นที่พอใจพระเจ้า เป็นการกตัญญูต่อพระเจ้าที่สมควร ในวิญญาณของเราที่ได้บังเกิดใหม่ โดยพระคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริง 2 อย่าประพฤติตามระบบของโลกนี้   แต่มายอมรับการเปลี่ยนแปลงความประพฤติ  โดยการเปลี่ยนแปลง (โปรแกรมในสมอง) ความคิดสติปัญญาเสียใหม่ เพื่อท่านจะสามารถรับรู้ว่าอะไรที่เป็นความต้องการของพระเจ้า  อะไรที่ดี  อะไรที่ดียอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบในสายตาของพระองค์ ตามแผนการของพระเจ้า (ในพระคริสต์) ที่วางไว้ให้กับท่าน”

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1340

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  พฤศจิกายน  2021

 เรื่อง “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีได้  โดยจับตามองดู สิ่งที่มองไม่เห็น”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

หัวข้อบรรยายในวันนี้ คือ “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีได้ โดยจับตามองดูสิ่งที่มองไม่เห็น” ซึ่งเราค้างไว้เมื่อการบรรยายสัปดาห์ที่แล้ว  หัวข้อการบรรยายในสัปดาห์ที่แล้ว วันขอบคุณพระเจ้า Thanksgiving เราได้ตั้งคำถามกันไว้ว่า …

“เราจะขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์ได้อย่างไร?”

ยังจำได้ใช่ไหมครับ? เราจะขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์ ตามที่พระเจ้าสอนเรา บอกเราในพระคัมภีร์ (ชื่อเรื่อง) ได้อย่างไรล่ะ? รู้สึกมันลำบากใช่ไหม? ในยามสงบสุข มั่งมี สุขสบาย เราก็ทำได้ง่ายๆ ไม่ยากหรอก แต่ในยามทุกข์ยากลำบาก เดือดร้อน เจอวิกฤตปัญหารอบด้าน เราจะขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีได้อย่างไร?

ความหวังของเราควรจะอยู่ที่ไหน? ที่จะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ตามที่พระองค์บอกว่าให้เราขอบคุณพระองค์ในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์ โลกใบนี้เราก็เห็นอยู่แล้ว มันเกิดความทุกข์ขึ้นมา เกิดความไม่พอใจ เกิดความเจ็บปวดขึ้นมา แล้วเราจะขอบคุณพระเจ้าได้อย่างไร? ควรจะมีความหวังตรงไหน? ถึงจะทำได้ ตามที่พระองค์บอก ถ้าพระองค์บอก แสดงว่ามันทำได้จริง เราย้ำกันในสัปดาห์ที่แล้วว่าเราทั้งหลายที่มองกันอยู่ทุกวันนี้ ในร่างกายนี้ เหมือนตุ่มน้ำเก่าๆ มีรอยร้าวแตกๆ ต่ำต้อย อ่อนแอ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ ที่แท้ๆ ถาวรนิรันดร์ที่จะไปอยู่ตลอดนิรันดร์ อยู่ในตุ่มนี้ ถ้าเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ภายในตัวตนใหม่ของเรา ในตุ่มเก่าๆ นี้ คือวิญญาณของเรา เป็นเหมือนพระเยซู เป็นเหมือนมีค่ามากมายมหาศาล เป็นเหมือนเพชร พลอย ทองคำ ล้ำค่าอยู่ภายในตุ่มเก่าๆ นี้ พระคัมภีร์ใช้คำว่า “เรามีสมบัติอันล้ำค่าอยู่ในภาชนะเรือนดิน อันต่ำต้อย อันอ่อนแอ” ความหวังของเราไม่ได้อยู่ที่การไปจ้องมองตุ่มเก่าๆ ที่เราเห็นในกระจก แต่ให้เราหลับตา มองไป ความหวังเราอยู่ที่สมบัติอันล้ำค่า เหมือนเพชร พลอยที่อยู่ในตุ่มนี้  ก็คือวิญญาณภายในของเรา ซึ่งตาเรามองไม่เห็น แต่ต้องใช้ตาทางฝ่ายวิญญาณ และความเชื่อในถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เราจึงเห็นในกระจกเลยว่าภายในของเรา วิญญาณของเราเป็นเช่นไร? มีคุณค่าขนาดไหน? ซึ่งเราได้เรียนรู้กันไปแล้วว่าทรัพย์สมบัติอันมีค่ามหาศาลที่อยู่ภายในเรา ก็คือวิญญาณที่ได้รับความรอดแล้ว ในพระเยซูคริสต์ ก็คือมีชีวิตที่เป็นนิรันดร์ ซึ่งชีวิตนิรันดร์นี้ รวมไปถึงร่างกายใหม่ที่เราจะได้รับหลังจากจากโลกนี้ไปแล้วด้วย ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า “ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย”

เราจึงสรุปคำตอบทิ้งท้ายกันในสัปดาห์ที่แล้วว่าเราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ ด้วยความหวังในสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ แต่เรามีความหวังในสิ่งที่มองด้วยตามนุษย์ไม่เห็น เราไม่ได้มีความหวังในเรื่องทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สินเงินทองบนโลกใบนี้ที่ตามองเห็น จับต้องได้ หรือความสุขสบายบนโลกใบนี้ ที่มองเห็นอยู่ เราไม่ได้มีความหวังในสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเลย ย้ำอีกที เราจึงไม่ตั้งความหวัง ไปจดจ่อความหวังไว้ที่ว่าเราจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเลย พระเจ้าจะอวยพรเรา จะไม่มีการเจ็บป่วยเลย เราไม่ได้ตั้งความหวังที่นี่ แต่เราจดจ่อความหวังไปที่ทรัพย์สมบัติอันมีค่าภายในร่างกายที่อ่อนแอ ร่างกายที่อาจจะเจ็บป่วยมากหรือน้อยก็ตามที่ทนทุกข์อยู่นั่นแหละ เรามองไปที่สิ่งที่มองไม่เห็น คือทรัพย์สมบัติอันมีค่าภายใน ซึ่งวิญญาณของเรา ซึ่งอยู่ภายในนั้น อยู่ในสวรรค์แล้ว ขณะนี้ ที่เราเดินอยู่นี้ เราอยู่ในสวรรค์เบื้องบนแล้ว เราจับตามองไปที่สวรรค์ คือสวรรค์ในโลกวิญญาณว่าเราเป็นเหมือนพระเยซู ภายในเรามีค่ามากมายมหาศาล ชีวิตนิรันดร์อยู่ภายในนั้น

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่จดจ่อในสิ่งที่เป็นของโลกนี้ ความหวังของเราอยู่ที่โลกฝ่ายวิญญาณเท่านั้น คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขนนั้นเท่านั้นเอง อะไรล่ะที่พระองค์บอกว่ากระทำให้เราเรียบร้อยแล้ว ที่ไม้กางเขนนั้น ไปค้นดู ไปหาดู ไปตั้งความหวัง ไปจดจ่อมัน นั่นแหละเป็นของเรา และเป็นของเราจริงๆ และเป็นของเราแล้ว และเราได้รับแล้ว มีอยู่แล้ว และจะไปมองหาอะไรที่ไม่มี มันมีอยู่แล้ว ทำไมไม่มอง อะไรอย่างนี้ นี่คือความหมายของคำว่า “ตั้งความหวังไว้ในสิ่งที่มองไม่เห็น” ซึ่งพระคัมภีร์บอกเรา สอนเรา

และวันนี้ เราจะมาขยายความของคำตอบตรงนี้ว่าขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี โดยจับตามองดู สิ่งที่มองไม่เห็น ครั้งที่แล้วเราบอกว่าได้อย่างไรล่ะ ครั้งนี้เราก็ตอบว่าขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีได้ โดยจับตามองดูสิ่งที่มองไม่เห็น นี่แหละคือคำตอบของสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์ที่แล้วบอกทำอย่างไรล่ะ? วันนี้พระเจ้าตอบแล้วว่าก็ให้มองดูในสิ่งที่มองไม่เห็นสิ คือในโลกฝ่ายวิญญาณ  ก็คือหัวข้อในการบรรยายในวันนี้นั่นเอง ซึ่งบางท่านอาจสงสัยว่าแค่ทำตามพระคัมภีร์บอกว่าจงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี มันยากตรงไหน? มันง่ายนิดเดียว ให้ขอบคุณพระเจ้า ทำไมต้องมีเคล็ดลับในการที่จะให้เราสามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีได้ มันยากตรงไหน? ทำไมต้องมานั่งจับตามอง ทำไมต้องมาขยายความ เรียนรู้กันลึกซึ้ง เรียนแล้วเรียนเล่าทุกๆ ปี ปีหนึ่งหลายๆ ครั้งที่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ บางท่านอาจจะคิดอย่างนี้ โดยเฉพาะคนที่ไม่เชื่อ คิดตามประสามนุษย์แบบนี้แหละ โอ้! ง่ายนิดเดียว ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ก็ขอบคุณสิ เกิดอะไรขึ้น ก็ขอบคุณ โควิดมา ก็ขอบคุณ ป่วยเป็นโควิดก็ขอบคุณสิ มันไม่เห็นยากเลย พูดถูกนะ อย่างที่ผมเกริ่นตอนต้นๆ ว่าในยามสุขสบาย ในยามที่มีทรัพย์สมบัติเงินทองใช้ พอใช้ ไม่ลำบาก ไม่ลำบนนะ ในยามที่ไม่เจ็บป่วย ในยามที่ไม่สูญเสียสิ่งที่รัก หรือคนที่รัก ก็ขอบคุณพระเจ้าได้สิ มันไม่อยากหรอก  แต่ในยามที่มันไม่ใช่เป็นไปตามนั้น ทำอย่างไรล่ะ ในยามที่มันขัดสน (จริงๆ นะ)

คำว่า “ขัดสน” พูดคำพูดเดียวกันนะ แต่มันมีขัดสนตั้งแต่บ้าง ขัดสนนิดหน่อย จนถึงขัดสนจะตาย ขัดสนทรัพย์สินอะไรบางอย่าง หรือขัดสนอะไรบางอย่างที่วัตถุอะไรก็ช่วยไม่ได้ ก็คือขัดสนเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น คนที่ประสบอย่างนั้น มันไม่ง่ายเลย ที่จะบอกเขาว่าให้ขอบคุณพระเจ้า นี่แหละต้องมาเรียนรู้กัน และเตรียมตัวไว้ว่าเมื่อเกิดขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งมันเกิดแน่นอน จะได้สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ อันนี้ก็ตอบคนสงสัยนะ สงสัยว่ามันยากอย่างไร ถึงต้องมาเรียนรู้การขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ก็ขอบคุณสิ เวลามันเกิดจริงๆ ท่านจะขอบคุณไม่ไหว ถ้าไม่เตรียมไว้ก่อน หาจุดหมาย เป้าหมายในการตั้งความหวังไว้ หาที่ไม่เจอ มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ เพราะความหวังไปปักอยู่ที่ลมๆ แล้งๆ

อาจารย์เปาโลก็ได้มีการย้ำไว้ในหลายๆ แห่งว่าหัวใจของข่าวประเสริฐ หัวใจของการมาเชื่อพระเยซู คือการได้รับรู้ ได้เชื่อ และมีความหวัง ในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกฝ่ายวิญญาณ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือความประพฤติของเรา ในการใช้ชีวิต ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลย แม้แต่นิดเดียว ได้บอก ย้ำอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา ซึ่งรวมเรียกตรงนี้ว่าความรอด ความรอดที่เราได้รับจากความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นหัวใจของข่าวประเสริฐนั้น ความรอดตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับความประพฤติ การกระทำบนโลกใบนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เกี่ยวกับทั้งในอดีตก่อนที่มาเชื่อ ก่อนจะได้รับความรอด หรือเชื่อแล้วในปัจจุบันดำเนินชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ตายไป การกระทำในอดีต ที่อยู่บนโลกก็ไม่เกี่ยวอะไรกันกับการไปอยู่ในสวรรค์เลย  แม้แต่นิดเดียว เอเมน ไม่ยากนะ แต่ว่าถ้าไม่รู้มันยาก

เราเรียนตรงนี้ซ้ำมาหลายๆ ครั้งแล้ว มันถึงพอจะเข้าใจแล้ว เราถึงจะบอกว่าเอเมนได้ ถ้าเผื่อคนไม่เข้าใจ เชื่อพระเจ้ามา 3-4 สิบปีก็ไม่เอเมนนะ รู้สึกเอ๊ะ! ใช่หรือ? เป็นไปได้หรือ? เป็นไปได้สิ เพราะว่าถ้อยคำพระเจ้าว่าไว้อย่างนั้นจริงๆ ปัญหามันอยู่ที่ไหน? ปัญหา คือมันมีการเข้าใจผิด แล้วก็ถ่ายทอด สอนกันมาผิดๆ ยาวนาน พวกเราเองหลายคน ก็เคยมีประสบการณ์ตรงนี้แหละ คือมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราเองเคยถูกสอนมาอย่างนั้น แล้วเราก็สอนไปอย่างนั้นด้วย นี่คือความเข้าใจผิด … ฟังให้ดีๆ ว่าใช่ไหม?

“มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลง?”

“มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องประพฤติตัวใหม่?”

“ต้องเชื่อฟังพระเจ้า”

“ต้องรักษาบทบัญญัติที่พระเจ้าสั่งห้าม”

“ห้ามทำผิดศีลธรรม”

“ต้องทำตัวให้สะอาด   ต้องทำตัวให้บริสุทธิ์”

นี่ “ต้อง” ทั้งนั้นนะ

“ห้ามทำบาป ต้องมีเมตตา ต้องช่วยเหลือ ต้องออกไปประกาศข่าวดี ต้องรับผิดชอบในความพินาศของพี่น้องร่วมโลกนี้ เมื่อเขายังไม่เชื่อ ถ้าเขาผ่านมาในชีวิตท่านแล้ว ท่านยังไม่ได้ประกาศให้เขา ท่านต้องรับผิดชอบ”

อะไรอย่างนี้ คุ้นๆ ไหม? คือมาเชื่อพระเจ้า มีแต่คำว่า “ต้องทำ” กับ “ห้ามทำ”

“ต้องทำอย่างนี้ พระเจ้าจึงจะพอพระทัย และจะได้อวยพร อยู่บนโลกใบนี้จะได้พร”

“ห้ามทำสิ่งเหล่านี้ เพราะพระเจ้าจะกริ้ว และจะตีสอน แล้วลงโทษ อยู่บนโลกใบนี้ จะไม่ได้รับพร”

ฟังดูดีๆ เหมือนมีปัญญาและน่าเชื่อถือนะ ฟังเพลินๆ หรือฟังแบบแต่ก่อน มันก็มีปัญญาดี มีเหตุมีผล แต่เหตุผลแบบมนุษย์ ที่ผมให้พูดบ่อยๆ ไม่ใช่อะไรนะ เพราะบางคำเป็นคีย์ เป็นกุญแจ แห่งถ้อยคำที่มันจะเข้าไปในจิตใจของเรา มันเข้ายาก เมื่อเราพูด มีโอกาสที่เราจะจำสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้น เพราะเราไม่เคย ไม่กล้าที่จะพูดตรงนี้เลย ในอดีตที่ผ่านมา เพราะว่าความคิดเก่าๆ แบบมนุษย์มันฝังอยู่ในนั้นว่าฟังดูดี มันใช่เลย แต่มันใช่แบบตรรกะ เหตุผลแบบมนุษย์ แต่เรื่องพระเจ้ามันไม่ใช่เหตุผลแบบมนุษย์ มันเป็นฤทธิ์เดช เป็นพลังอำนาจ ความเปลี่ยนแปลง เป็นความรักของพระเจ้า เป็นอะไรที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ แต่เป็นจริง และพระคัมภีร์ก็บันทึกไว้ ที่สอนเรา สิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เข้าใจ แล้วให้เราทำอะไร ถ้อยคำพระเจ้าเขียน ให้เราเชื่อ ไม่ได้ให้เราเข้าใจ มันไม่มีเข้าใจอยู่แล้ว เป็นลูกพระเจ้า เดินอยู่บนโลกใบนี้ มันไม่เข้าใจอยู่แล้ว ข้างนอกเป็นตุ่ม ข้างในเป็นสง่างามมาก เหมือนพระเยซู เข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ แต่ให้เชื่อ เพราะมันมองไม่เห็น

พอสอนกันผิดๆ แบบนี้ เข้าใจกันผิดๆ แบบนี้ ปัญหาที่ตามมา คืออะไร? ท่านลองสังเกต ฟังดูดีมีเหตุผล แต่ทำไมพระคัมภีร์แย้ง แล้วทำไมผมต้องมาแย้ง เพราะมันจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา ปัญหา คือคริสเตียนหรือผู้เชื่อ ก็ไปฝากความหวังไว้ที่ผลของการกระทำของตัวเอง และผู้เชื่อรอบข้างเรา  ก็ไปตัดสินตามที่มองเห็น เขาทำอะไร? อย่างไร?  ประพฤติอย่างไร? แล้วก็ตัดสินตามนั้น ทั้งๆ ที่ตัวเอง ก็ตัดสินตัวเองแบบนั้นเหมือนกัน ก็คือตัดสินตามความประพฤติ ตามการกระทำของตัวเอง บนโลกใบนี้ กลับมาที่เดิม ก็คือการกระทำตาม เขาเรียกว่ากฎบัญญัติ ถ้าเป็นชาวยิว เขาเรียกว่ากฎบัญญัติสมัยโมเสส ถ้าเป็นคนที่ไม่มีศาสนา เขาก็จะบอกว่าตามกฎที่เขียนไว้ในใจ ที่พระเจ้าบันทึกไว้ในใจ จิตใต้สำนึกจะเป็นคนฟ้องว่ามันผิด มันถูก และถ้าเป็นกฎที่ไม่ใช่ชาวยิว แต่มีศาสนา เขาเรียกบัญญัตินี้ว่ากฎของการกระทำ ถ้าเป็นคนไทย เรียกว่ากฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวเอเชียเรียกว่ากฎแห่งกรรม ถ้าเป็นทั่วๆ ไป เรียกว่ากฎแห่งศีลธรรม คือมีทำกับอย่าทำ ต้องทำกับห้ามทำ ทั้งสองอย่าง พระคัมภีร์บอกเป็นบาปทั้งสิ้น  อย่าทำ ถ้าทำก็เป็นบาป  ให้ทำ ถ้าไม่ได้ทำ ก็เป็นบาป เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอกว่าถ้ารู้ว่าอะไรดี แล้วไม่ได้ทำ ก็เป็นบาป ก็กลับมาอยู่ที่นี่หมด ทั้งๆ ที่เราเชื่อพระเยซูแล้ว ได้หลุดพ้นจากคำสาปแช่ง กฎแห่งการกระทำเหล่านี้ เรียบร้อยไปแล้ว ก็กลับมาที่เดิม มาอยู่ที่การกระทำ ยกตัวอย่างเช่น ให้เราทำดีเยอะๆ หมายถึงผู้เชื่อแล้วนะ …

“ถ้าเกิดเราทำดีเยอะๆ พระเจ้าจะพอใจ จะอวยพรมาก เพราะฉะนั้น ให้เราออกไปประกาศเยอะๆ เจอใครไม่รู้ รู้จักพระเจ้าหรือไม่รู้จักพระเจ้าประกาศไปก่อน เพื่อเราจะได้รับพระพร เพื่อว่าเราจะไปประกาศให้คนอื่นเขาเชื่อ แล้วครอบครัวเราที่ยังไม่เชื่อ เขาจะได้เชื่อไง  เราจะได้รับพระพร หรือไม่ก็ได้รับพระพรอย่างอื่นด้วย ไม่ต้องกลัว เราจะได้รับการโปรโมทให้ตำแหน่งการงานที่กระทำอยู่นี้ ดีขึ้น ไม่ต้องกลัว เอาเวลาที่เขาจะประชุมเรื่อง การที่เราเป็นลูกจ้างเขาอยู่ เอาไปประกาศ  ไม่เป็นไรหรอก  พระเจ้าพอใจมาก ประกาศ มีคนเชื่อ ประกาศมากเท่าไร เผื่อจะได้รับการโปรโมทให้เป็นผู้จัดการ” … คุ้นๆ ไหม?

“ให้เราไปช่วยเหลือคนอื่นเยอะๆ ไปเยี่ยมลูกแกะ ไปดูแลคนอื่น เขาไม่สบายอะไรต่างๆ เราจะได้รับกลับมาเหมือนกัน” … คุ้นๆ ไหม?  “และพระเจ้าจะอวยพรเราเยอะๆ กลับมา”

ตั้งความหวังไว้ที่นั่น ชีวิตของเรา ก็จะมีแต่ความสุขสบาย ถ้าทำตามที่เขาบอก แล้วมันได้ตามนั้นจริงไหม? ถามสิ คนที่มาเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ อาจจะยังตอบไม่ได้หรอก เพราะว่ายังไม่มีประสบการณ์ ยังตามเขาอยู่ ทำตามนั้นแหละ แล้วหวังไง หวังว่าสิ่งที่เขาบอกให้ทำ ต้องทำๆ พระเจ้าพอพระทัย จะได้พระพรทางโลกฝ่ายวิญญาณ และโลกฝ่ายวัตถุบนโลกใบนี้ ได้อยู่สุขสบายดี สบายกาย สบายใจ ไม่เจ็บป่วย ไม่ขัดสน

ฟังดูดี มีเหตุผลไหม? ต้องตอบว่าฟังดูดี มีเหตุผล ตามกฎแห่งกรรมเลยทีเดียวเชียวล่ะ  แต่มันไม่ใช่สติปัญญาของพระเจ้า มันเป็นสติปัญญาของใคร? ของมนุษย์ ที่ได้เข้าใจแค่นั้นแหละ คือทำดี ต้องได้ดีสิ ซึ่งในความเป็นจริง เกิดอะไรขึ้น ถ้าเผื่อเราเชื่อตามกฎแห่งกรรมนั้น เราก็รู้อยู่ ก่อนที่จะมาเชื่อพระเจ้า เราก็รู้อยู่ว่าเราเผชิญกับชีวิตที่เป็นอย่างไร? ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่แน่นอนเลย แล้วมาดูเรื่องของเมื่อตะกี้ที่คริสเตียนเชื่อพระเจ้า แล้วเข้าใจผิด เกิดอะไรขึ้นครับ? คริสเตียนคนไหนที่ตั้งใจจะทำความดีตามนี้ ตั้งใจจะทำให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ตั้งใจทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง กฎศีลธรรมทุกอย่าง ตามภาษามนุษย์ มันดีอยู่แล้ว ถูกไหมครับ? ไม่ใช่ว่าไปต่อต้านว่าไม่ดี ดี มันมาตรฐาน ไม่เชื่อพระเจ้า ยังบอกว่าดีเลย นับภาษาอะไรกับเราที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ยิ่ง 100% ว่ามันดีแน่นอน แต่ไม่ใช่ เพื่อความหวังว่าจะมีสุข สบาย เพราะคริสเตียนคนไหน ที่ตั้งใจทำความดีอย่างนี้ พยายามที่สุด  ไม่ทำบาปเลย ทำทุกอย่าง ประกาศเต็มที่ ทุกคนที่ประพฤติแบบนี้ ก็จะได้รับสิ่งที่ดีๆ หลุดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ มีความสุขสบายกันทุกคน ไม่เจ็บป่วยเลย ไม่ยากจนด้วย อย่างนั้นหรือเปล่า? … มันไม่ใช่นะ  มันไม่จริง ก็แสดงว่าไม่ใช่ คือไม่จริง ตั้งความหวังไว้ที่ลมๆ แล้งๆ มากกว่า แม้ว่าความหวังที่ตั้งไว้นั้น จะฟังดู แล้วดูดี มีเหตุผลแบบมนุษย์ก็ตาม มันไม่จริง มันไม่ใช่ตามนั้นเลย

เราเห็นตัวอย่างกันมาเยอะว่าคนที่ทำดี  แต่ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่ดีมีให้เห็นเยอะไหม? เยอะมาก เต็มไปหมด และคนที่ประพฤติไม่ดี แต่ดูเหมือนได้รับสิ่งที่ดีๆ ตามที่ตาเรามองเห็น ก็มีจำนวนไม่น้อย จริงหรือไม่จริง เรามีประสบการณ์ตัวเราเอง หรือพี่น้องคริสเตียนที่อยู่รอบข้างเรา ที่เราได้รู้จัก ได้ยิน ได้ฟังคำพยานของเขา เป็นคนที่เชื่อพระเจ้ามากๆ เป็นคนที่อธิษฐานมั่นคง เชื่อพระเจ้ามั่นคง เป็นคนที่ทำตามพระวิญญาณที่สถิตภายใน ดำเนินชีวิตด้วยความรัก สงบเสงี่ยม เป็นคนที่รักบรรดามนุษยชาติยิ่งนัก ก็คือไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่แค้นใครเลย แต่ประสบอุบัติเหตุปางตาย  ถึงขนาดพิการ มีไหม? แล้วเขาก็ยังขอบคุณพระเจ้าได้ นี่แหละ คือสิ่งที่เป็นจริง

เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปฝากผลของการกระทำของเราบนโลกใบนี้ว่าเราทำอย่างนี้ ต้องได้ดีแน่นอน ยังคาดหวังว่าถ้าเราทำดี เชื่อฟังพระเจ้า ทำกฎศีลธรรมอย่างถูกต้อง พระเจ้าต้องอวยพรเราอย่างแน่นอน ให้ทรัพย์สินเงินทองเพิ่มขึ้น ให้ความสุขสบายมากขึ้น พระเจ้าอวยพรให้กิจการงานรุ่งเรืองขึ้น พระเจ้าจะให้เรามีสุขภาพแข็งแรงอย่างไม่เจ็บป่วยเลย รวมทั้งครอบครัวของเราด้วย พระเจ้าจะอวยพรให้ชีวิตครอบครัวราบรื่น ไม่มีกระทบกระทั่ง ไม่มีการแตกแยกเลยในครอบครัว  แล้วมันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นไปไม่ได้ ก็เกิดผิดหวังแน่นอน แล้วถ้าเกิดการผิดหวัง ผลที่ได้รับ คือมันไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง แล้วคิดว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ เอาล่ะสิ เกิดความเข้าใจผิดกับพระเจ้า คือเราเป็นลูก พระเจ้าเป็นพ่อ เกิดความบาดหมางระหว่างพ่อกับลูกแล้ว ใครเป็นตัวการหนอ ซึ่งเราก็ทราบกันไปเมื่อสักครู่แล้ว การไม่เป็นไปตามที่หวัง มันมีแน่นอน 100% เลย เพราะมันไม่จริง ตามที่หวังไว้ มันถูกโกหก หรือเข้าใจผิดมา แล้วชีวิตคริสเตียนของคนนั้น หรือของเรา ชีวิตของผู้เชื่อคนนั้น จะเป็นเช่นไรต่อไป? เมื่อเกิดเหตุขึ้น  เขาหรือเราที่เข้าใจผิด ตั้งความหวังไว้ผิด ก็จะตั้งคำถามกับพระเจ้าว่าพระองค์ทำไม? พ่อทำไม? ทำไมล่ะ? แทนที่จะเป็นขอบคุณ อะไรขอบคุณได้ ตอนที่มันเกิดเหตุ มีสิ เดี๋ยวจะพาท่านไปฟัง พระเจ้าชี้ให้เราเห็นผ่านอาจารย์เปาโล ตรงไหนที่เราตั้งความหวังไว้ ที่เราจะขอบคุณ ไม่ใช่ “ทำไมๆ” ก็เพราะเราตั้งความหวังไว้ผิดที่ เราคิดว่าทำไมไม่ทำตาม สิ่งที่สัญญา พระเจ้าบอกไม่ได้สัญญาตรงนี้อย่างนี้สักหน่อย ใครบอกเจ้าล่ะ หันไปหาคนข้างๆ เธอบอกหรือ? ศิษยาภิบาลสอนอย่างนี้หรือ? ตัวเองคิดหรือ? มันถูกหมดแหละ แต่หัวเรือใหญ่ ก็คือระบบของโลกนี้ ซึ่งดำเนินการโดยมาร ซึ่งต่อสู้ ต่อต้านกับพระเจ้า จะเสี่ยมให้เราทะเลาะกับพ่อของเรา แตกแยกกับพ่อของเรา ไม่เข้าใจพ่อของเรานั่นเอง ซึ่งจริงๆ แล้ว พระเจ้าไม่เคยสัญญากับเรา ผู้เชื่อในเรื่องของวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ หรือเรียกว่าความสุขสบาย หรือสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ในโลกใบนี้ ซึ่งเรียกว่าพระพรบนโลกใบนี้ มีแต่คนไปตีความหมายผิด และสอนผิดกันเอง ตามถ้อยคำของพระองค์ในพระคัมภีร์ แทนที่จะเป็นเรื่องโลกวิญญาณอย่างเดียว ไปใส่ว่ามันหมายถึงโลกวัตถุด้วย

อย่างเช่น “ด้วยรอยแผลเฆี่ยนของพระเยซู ท่านได้รับการรักษาให้หายแล้ว”

ให้หายจากบาป หายจากการเป็นทาสของมารซาตาน หายจากนรกมาสู่สวรรค์ โลกวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ใช่หายจากมะเร็ง แล้วกลายเป็นคนแข็งแรง ไม่ได้สัญญาไว้อย่างนั้น นี่ไปใช้กันเอง นี่ยกตัวอย่าง ยังมีอีกเยอะไปหมดเลย

ความจริงที่เรียกว่าสัจจะธรรม หรือความจริงที่พระเยซูพูดอยู่บ่อยๆ เราจะบอกความจริงแก่ท่าน  ความจริง คือโลกนี้และการกระทำของเราบนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่แน่นอนเลย ที่มันจะส่งผลให้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง มันไม่แน่นอนเลย  มันเชื่อถือไม่ได้ มันวางใจไม่ได้  แต่สิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ในโลกฝ่ายวิญญาณต่างหาก ที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน ที่บอกไว้ในโลกฝ่ายวิญญาณว่าเป็นอย่างไร? ในพระคัมภีร์นั้น เป็นสิ่งที่ถาวรนิรันดร์ เป็นอย่างนี้จริงๆ ที่พระเยซูบอก “เราบอกความจริงแก่ท่านจริงๆ” พระเจ้าลงมาเป็นมนุษย์ แล้วพูดกับเราว่ามันเป็นจริงตามนี้ จงเชื่อเถิด จงมั่นใจว่ามันเป็นจริง และมันเป็นจริงคืออะไร? คือมันเป็นอย่างนี้ ถาวรนิรันดร์ ถ้าทำ ก็ได้แน่นอน อย่างเช่นเชื่อในพระเยซูแล้วได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า นี่เป็นลูกพระเจ้าแน่นอน ได้รับความรอด จากความพินาศ เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว วิญญาณท่านได้รับร่างกายใหม่ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์กาล อย่างนี้เป็นจริงแน่นอน นี่คือสัจจะธรรม

แต่โลกนี้มันเสื่อมอยู่ มันเสียอยู่ มันปกครองระบบของโลกใบนี้ โดยมาร ซึ่งต่อต้านความจริงของพระเจ้า มันก็คือการโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น และมันอยู่อีกไม่นาน มันจะสูญสิ้นไปแล้ว อย่าไปเชื่อมัน นี่คือความจริง อาจารย์เปาโลก็เลยย้ำแล้วย้ำอีกว่าสิ่งที่เราได้รับบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสุขสบาย หรือความทุกข์ยากลำบาก ก็ล้วนเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว มันไม่แน่นอน มันไม่ใช่ระบบของพระเจ้า มันเป็นระบบของมาร ศัตรูกับพระเจ้า และมันถูกตัดสินให้สูญสิ้นไป มันไม่แน่นอน มันจึงเป็นเพียงแค่เงา แป๊บเดียว เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ดังนั้น จึงไม่ควรไปจับตามองดูในสิ่งที่มองเห็นอยู่บนโลกใบนี้ มันจะหลอกให้เราไปจับตาดูเงา ซึ่งไม่แน่นอน วิ่งไล่จับลม แล้วมันอยู่ไหม? เอาความหวังไปที่วิ่งจับลม ก็คือความหวังแบบลมๆ แล้งๆ แต่ควรหันมาจับตามองดูในสิ่งที่มองไม่เห็น ในโลกฝ่ายวิญญาณ  ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เราสำเร็จเรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขนต่างหาก นี่คือหัวใจของข่าวประเสริฐ เอเมน นี่คือความจริง

2 โครินธ์ 4:16-18 ที่เราทิ้งท้ายไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันนี้เอามาทวนอีกนิดหนึ่ง เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าเราควรจดจ่อ จับตามองดูไปที่สิ่งที่มองไม่เห็น เพราะอะไร? อย่างไง? สรุปอยู่ใน 3 ข้อนี้ …

2 โครินธ์ 4:16-18  “16 ฉะนั้น เราไม่ท้อถอย (ผิดหวัง เสียใจ กลัว) แม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่ตัวตนภายใน (วิญญาณและจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่แล้วในพระคริสต์) ของเรากำลังได้รับการเลี้ยงดู เสริมสร้างขึ้นใหม่ ให้เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน 17 เพราะความทุกข์ยากลำบากที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ที่กำลังเสริมสร้าง หล่อหลอม และจัดเตรียมเรา เข้าไปสู่สง่าราศี พระสิริอันยิ่งใหญ่ สมบูรณ์นิรันดร์  ที่ไม่มีสิ่งใด สามารถเปรียบได้เลย  18 ดังนั้น  เราจึงไม่จับตามองดูสิ่งที่มองเห็นอยู่ แต่จับตามองดูสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้น เป็นเพียงชั่วคราว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน (เหมือนเงา) แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น เป็นถาวรนิรันดร์”

 

“เหมือนเงา” อะไรเหมือนเงา? ความทุกข์ลำบาก ความสูญเสีย ความเจ็บป่วย ความขัดสน

ในข้อ 16 ที่บอกว่า “ฉะนั้น” ก็คือก่อนหน้านั้น พูดเรื่องเกี่ยวกับอะไร? เรื่องเกี่ยวกับความเชื่อในตุ่มเก่าๆ กับของมีค่าในตุ่มเก่าๆ คือวิญญาณของเราที่ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ “ฉะนั้น เมื่อรู้ความจริงเหล่านี้แล้วว่ามันเป็นอย่างนี้” จากที่ได้รับรู้และได้เชื่อในความจริงนี้ว่าร่างกายภายนอกของเรา เป็นเพียงแค่ตุ่มเก่าๆ ตุ่มอ่อนแอ แต่มีสมบัติอันล้ำค่าอยู่ภายใน ฉะนั้น เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราจงอย่าไปสนใจกับตุ่มนี้มากนัก ถูกไหม? ฉะนั้น เราจึงไม่ท้อถอย ผิดหวัง เสียใจ รวมทั้งกลัว เครียดกับตุ่มนี้ ก็คือร่างกายที่เราเห็นในกระจก ร่างกายเรา ที่เราดูแลอยู่ทุกวันนี้ ที่มันเกิดความทุกข์ลำบาก ทุกข์ทั้งกายและทั้งใจ  ก็คือมาจากร่างกายนี้อย่างเดียว วิญญาณออกจากร่างเมื่อไรมันจบทันที

ฉะนั้น เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราจึงไม่ท้อถอย คือไม่สนใจมันมากนัก  ก็ไม่ท้อถอย ก็ไม่ผิดหวัง เมื่อมันอ่อนแอ เมื่อมันเจ็บป่วย  กำลังวิ่งไปสู่ความตาย ก็ไม่รู้สึกท้อแท้ แล้วรู้สึกว่ามันเป็นจริงตามนั้น ภาษาไทยเดิมเราก็บอกว่าเป็นอนิจัง ก็คือสังขารมันไม่เที่ยง มันก็กำลังเปลี่ยนแปลงทุกวัน เป็นไปตามกฎของโลกใบนี้อยู่แล้ว คือกฎที่พระเจ้าวางอยู่ คือโลกใบนี้ถูกสาปแช่ง ไปสู่ความสูญสิ้น ไม่ใช่ร่างกายเราอย่างเดียว ที่ไปสู่ความสูญสิ้น ไปสู่ความตาย เริ่มอ่อนแอ เริ่มเสียหายอะไรต่างๆ จนที่สุด หมดลมหายใจ ไม่ใช่ร่างกายอย่างเดียว ร่างกายของมนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนี้ ร่างกายของสัตว์ด้วย ร่างกายของต้นไม้ ร่างกายของหิน ของอากาศ ของทุกอย่างบนโลกใบนี้ โลกธาตุบนโลกใบนี้ กำลังวิ่งไปสู่ความตาย ความสูญสิ้น เพราะมันถูกสาปแช่ง ถูกตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว มันเป็นเช่นนั้นแหละ นี่คือสัจจะธรรม นี่คือความเป็นจริง ถ้าเราไปฝืน มันจะได้ไหมล่ะ มันก็ไม่ได้สิ มันกำลังวิ่งไปสู่ความตาย เราบอกว่าฉันจะแข็งแรง ฉันจะสู้กับมัน ก็เครียดต่อไป ก็ผิดหวังต่อไป

ทำไมถึงไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย และไม่กลัว ก็เพราะรู้แล้วว่าถึงแม้กายภายนอกของเราและโลกนี้ กำลังทรุดโทรมไปตามที่บอกไปเมื่อตะกี้นี้ แต่มีสิ่งใหม่ ที่เราตั้งความหวังไว้ ซึ่งก่อเกิดขึ้น เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ และมันกำลังเจริญเติบโต ภายในตุ่มเก่าๆ นี้ ก็คือภายในตัวเรานี้  คือวิญญาณและจิตใจ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้วในพระคริสต์นั่นเอง วิญญาณและใจใหม่ ที่เกิดขึ้นใหม่แล้ว เป็นตัวตนจริงๆ เกิดขึ้นใหม่ในพระเยซูคริสต์ มันกำลังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยงภายใน และมันก็เติบโตขึ้นทุกวันๆ จงมองให้เห็นเถิด ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Be hold จงมองให้เห็นเถิดว่าเมื่อท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านได้ถูกสร้างใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นใหม่ทั้งสิ้น แล้วกำลังเจริญเติบโตไปสู่ความใหม่เอี่ยม เหมือนพระเจ้าเข้าทุกวัน เตรียมตัวเข้าไปอยู่ในสวรรค์ทุกวัน

ในข้อ 17 บอกว่าความทุกข์ยากลำบากที่เราเผชิญอยู่ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ บนโลกใบนี้ มันเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และเป็นสิ่งเล็กน้อย  ที่ตะกี้นี้เราพูดพร้อมกันว่าเหมือนเงาๆ มันเหมือนเงา ท่านดูว่าเปรียบเทียบกันได้ไหมว่าความทุกข์ยากเหล่านี้ มันเป็นเงา แล้วตัวจริงๆ ของเราที่อยู่ในสวรรค์ เป็นลูกของพระเจ้าที่จะอยู่กับพระองค์อย่างนี้ สวรรคสถานเรียบร้อยไปแล้วตลอดนิรันดร์ กับเงา เดี๋ยวมันก็ไป เงานี้จบเมื่อไร? เราก็เข้าไปสู่สวรรค์นิรันดร์กาลแล้ว ไม่ต้องทนทุกข์ลำบาก ไม่ต้องมีความเจ็บป่วย มีความสุขนิรันดร์ มันเทียบกันได้ไหม? จะบอกว่าเงากับของจริง มันเทียบกันไม่ได้ เงาเดี๋ยวแป๊บหนึ่ง ก็ผ่านไปแล้ว แต่ของจริงมันอยู่ตลอด

พออ่านถึงตรงนี้ คนที่ไม่เคย เรียนรู้ถึงประวัติของอาจารย์เปาโล ที่เป็นผู้เขียนคำนี้ออกมา เมื่อตะกี้นี้ อาจารย์เปาโลเขียนตามพระวิญญาณสอน  สอนจากอะไร? อาจารย์เปาโลเรียนรู้ด้วยชีวิตของตนเอง  เพราะฉะนั้น ถ้าทราบประวัติอาจารย์เปาโลผู้เขียนนี้ มันหมายถึงอะไร? ไม่ใช่ไม่เคยผ่าน แล้วเขียน แต่นี่คือคำพูดของคนที่เคยผ่านการทุกข์ทรมาน ความทุกข์ยากลำบาก  ทุกรูปแบบ ทั้งเรือแตก อดอยาก ขาดแคลนเสื้อผ้า ขาดแคลนอาหาร ถูกข่มเหง หนีหัวซุกหัวซุน ถูกเฆี่ยน ถูกตี ถูกจับเข้าคุก แต่ยังบอกว่าทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่สิ่งเล็กน้อย

ถ้าอาจารย์เปาโลผ่านอย่างนั้นมา แล้วบอกว่าสิ่งเล็กน้อย แล้วพวกเราที่ผ่านความทุกข์ยากลำบากในปัจจุบันอยู่ คงไม่รู้จะเทียบกันอย่างไร? แต่เทียบไม่ได้นะ แล้วแต่ของประทาน ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้แต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกันสักคนหนึ่ง บางคนก็ทนได้มากหน่อย บางคนก็ทนได้น้อยหน่อย บางคนทนเรื่องโน้น ได้มากหน่อย แล้วแต่คน

คือถ้ามองความทุกข์ยากลำบาก ความทรมานอย่างนี้เพียงอย่างเดียว  มันก็จะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ถ้าอาจารย์เปาโลมองเพ่งแต่ความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นกับท่าน มันไม่ใช่เป็นเงาแล้ว มันก็กลายเป็นภูเขาใหญ่ สำหรับมนุษย์คนๆ หนึ่งที่รับได้ แต่อาจารย์เปาโลไม่ได้เพ่งตามนั้น อาจารย์เปาโลบอกว่าเพียงเล็กน้อยได้ เพราะท่านกำลังเปรียบเทียบสิ่งที่ท่านได้รับในโลกวิญญาณ แม้จะเป็นสิ่งที่ท่านมองไม่เห็น แต่ก็เป็นสิ่งที่มั่นใจ เชื่อและรับรู้ตามสิ่งที่พระคัมภีร์ได้บอก พระวิญญาณได้ยืนยันในจิตใจว่ามันเป็นจริง มีอยู่จริง และเป็นสิ่งถาวรนิรันดร์ นั่นคือความรอดในพระเยซูคริสต์ นั่นคือสวรรค์ในพระเยซูคริสต์ วิญญาณของท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว ในขณะที่ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ที่ท่านเผชิญอยู่ขณะนั้น วิญญาณท่านก็อยู่ในสวรรค์ อยู่ที่เบื้องบน อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถานเรียบร้อยแล้วนั่นเอง ท่านถึงบอกว่าอยากให้พวกเราทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อใหม่ๆ ผู้ที่เชื่อพระเจ้าได้รู้ ได้เห็นเหมือนที่ท่านได้รู้ ท่านได้อธิษฐานขอพระเจ้าเปิดตาฝ่ายวิญญาณ เขาจะได้เห็นว่าเขาบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เขานั่งอยู่ที่ไหนในพระเยซูคริสต์ในขณะนี้ เขาอยู่ที่ไหน? เดี๋ยวนี้เลย อยู่บนโลกใบนี้ ขณะที่ทุกข์ยากลำบาก เขานั่งอยู่ที่ไหน?  ในเอเฟซัส 1:18 เป็นต้นไป อาจารย์เปาโลได้อธิษฐานอย่างนั้น

เปาโลจึงใช้คำว่า “ความทุกข์ยากลำบากเพียงประเดี๋ยวเดียว ประเดี๋ยวประด๋าว แป๊บเดียว เหมือนเงา ที่เราเผชิญบนโลกใบนี้นั้น เทียบอะไรไม่ได้เลยกับสง่าราศี พระสิริอันยิ่งใหญ่สมบูรณ์นิรันดร์ ที่เราได้รับแล้วในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้

ถ้าเรามองดูด้วยสายตาของมนุษย์ เราจะเห็นความทุกข์ยากลำบาก บนโลกใบนี้ เป็นเรื่องใหญ่โตมาก แค่หมอบอกว่าเราเป็นเนื้องอกในสมอง เราเป็นมะเร็ง ตื่นเต้น ถ้าเราจดจ้องมันมาก ไม่ต้องจดจ้อง แค่ได้ยินแค่นี้ ก็เป็นเรื่องใหญ่โตมาก นี่เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องหนักหนา สาหัสสากันมากเลย ยิ่งไปจ้องมันมากเท่าไร? ยิ่งให้ความหวังกับมันมากเท่าไร? พอผิดหวังขึ้นมา เขาเรียกว่าข่าวร้ายเข้ามา เราจะตกใจมากขึ้นเท่านั้น แล้วก็เกิดความวิตกกังวล เกิดความกลัว และท้อแท้ ท้อถอย ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงในถ้อยคำพระเจ้าที่ตะกี้เราอ่านร่วมกัน

อาจารย์เปาโลเลยอยากจะให้เราหันความสนใจ ไปที่โลกฝ่ายวิญญาณว่าถ้าเรามองด้วยสายตาฝ่ายวิญญาณ ในสถานการณ์ความทุกข์ยากลำบากนั้น แทนที่จะมองความทุกข์ยากลำบากในสายตาแบบมนุษย์ ตามสติปัญญาแบบมนุษย์ ที่จะเข้าใจได้ เรามองทะลุไปที่โลกฝ่ายวิญญาณเลยว่าตัวตนภายในของเรา เป็นวิญญาณที่เหมือนพระเยซูแล้วในขณะนี้ เป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่า และวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ข้างหน้านี้  เราจะได้รับร่างกายใหม่ ที่สมบูรณ์แบบครบถ้วน ถ้าเราจดจ้องมองไปที่ตรงนั้น มั่นใจว่าเราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราก็จะมีความคิดเหมือนที่เปาโลบอก ที่บันทึกไว้เมื่อสักครู่นี้ ที่เราอ่านร่วมกัน คือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่บนโลกใบนี้นั้น มันเป็นเพียงแค่ชั่วคราว มันเป็นสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น ที่บอกว่าเป็นมะเร็ง ที่บอกว่าเบาหวาน รักษาไม่ได้ เป็นเนื้องอก รักษาไม่ได้ ที่บอกว่าจนรักษาไม่ได้ ไม่มีทางรวยแล้ว หนี้ใช้ไม่หมดแล้ว ล้มละลาย อดอยากลำบากต่างๆ เหล่านั้น เราจะมองเห็นสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ คือคำตอบที่บอกว่าเราจะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์ได้อย่างไร? คำตอบ ก็คือโดยการจับตาดู ในสิ่งที่มองไม่เห็น … “จับตามองดู สิ่งที่มองไม่เห็น” เกิดความทุกข์ยากลำบากมาเมื่อไร? มันมาแน่นอน  มากหรือน้อยแล้วแต่ บนโลกใบนี้ เตือนตัวเองไว้ สิ่งที่มองเห็นอยู่ คือความเจ็บป่วย ความยากจน ความสูญเสีย ความเครียดอะไรต่างๆ เหล่านั้น ถ้าจับตามองดูสิ่งที่มองไม่เห็น ก็คือพระพรนานัปการในโลกวิญญาณ  ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว ได้รับเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์บอกสำเร็จแล้วนั่นเอง เอเฟซัส 1:3  บันทึกไว้อย่างนี้ …

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา  ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายในสวรรคสถาน”

 

นี่ให้จับตามองดูสิ่งที่มองไม่เห็น ผมยกตัวอย่างตรงนี้มาให้ข้อนี้ข้อเดียว ท่านจับตามองดูข้อนี้ข้อเดียว ก็พอแล้ว คือพระพรนานัปการ ในพระคริสต์ ผู้ได้ประทานพระพรผ่านวิญญาณ นานัปการในพระคริสต์

“นานัปการ” แปลว่าบางสิ่ง ไม่ใช่ แปลว่าหลายๆ สิ่ง ไม่ใช่ แปลว่าทุกๆ สิ่ง “ทุกๆ” แปลว่าไม่มีอะไรขาด แม้แต่นิดเดียว ก็ไม่ขาด พระพรนานัปการในพระเยซูคริสต์ ได้ประทานให้เราเรียบร้อยแล้ว มองไปที่ตรงนี้สิ  จดจ้อง จดจำ ไปที่ตรงนี้ แล้วพระพรตรงนี้ รวมๆ แล้ว คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อธิบายให้ฟังแล้ว ก็คือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ จดจ้องไปที่นี่เลย

ถามว่าชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ในพระเยซูคริสต์ คือ …

“ฉันเชื่อพระเจ้า ด้วยความเชื่อ ในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ฉันได้บังเกิดใหม่”  นี่สรุปสั้นๆ นะ “พ้นจากบาปผิด  ได้รับการอภัยบาปทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และตลอดไป ฉันได้เกิดใหม่พร้อมพระเยซูคริสต์ มีวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้วเดี๋ยวนี้      เป็นลูกของพระเจ้า     ที่นั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถานแล้ว  เดี๋ยวนี้  อยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้  พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับฉัน พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน และฉันจะอยู่กับพระเจ้าตลอดวันเวลา ตลอดวันคืน ตลอดชีวิตของฉัน  และวันหนึ่งข้างหน้า  เมื่อฉันหมดลมหายใจ  วิญญาณของฉัน  จิตวิญญาณใหม่ของฉันนี้ ก็จะออกจากร่าง ไปพบพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า และรับร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี และอยู่ในสวรรค์ และอาศัยอยู่บนโลกใหม่ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาแทนที่โลกใบเดิมนี้แหละ ซึ่งดีกว่ามากนัก ซึ่งในโลกนั้น ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย  ไม่มีคำสาปแช่ง  ไม่มีความเสียหาย ไม่มีความบาปมาล่อลวง ไม่มีมาร มีแต่ความสุข  สบาย อยู่กับพระเจ้านิรันดร์”

นี่สรุปสั้นๆ ชีวิตนิรันดร์คืออย่างนี้ จดจ่อ จดจ้อง จดจำไปแถวนี้ อยู่แค่นี้  ถ้าให้สั้นๆ ก็คือ … “อดทน และรอคอยวันเวลา ที่จะไปรับร่างกายใหม่ เมื่อวิญญาณออกจากร่างนี้ วิญญาณออกจากตุ่มเมื่อไร? ฉันไปรับร่างกายใหม่ทันที ฉันจะไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้า ฉันตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้พบพระเยซูหน้าต่อหน้า ฉันตื่นเต้น กำลังจะไปพบพระเจ้าหน้าต่อหน้าฉันวาดภาพว่าพระเจ้าคงจะหน้าตาเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างไร? ฉันก็ไม่เข้าใจ แต่ฉันจะได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าแล้ว ทันทีเลย เมื่อลมหายใจสุดท้ายออกจากร่าง วิญญาณออกจากร่างเมื่อไร ฉันจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า แค่นั้นไม่พอ ฉันจะเห็นตัวเอง ด้วยตัวตนฉันจริงๆ ก็คือวิญญาณภายในที่ไม่ใช่ตุ่มนี้ ตุ่มนี้   ไม่ใช่ตัวจริงๆ ของฉัน แก่ลงไปทุกวัน แต่ตัวตนของฉันจริงๆ ที่เป็นวิญญาณของฉัน ที่บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า หน้าตาเป็นอย่างไร? ในพระคัมภีร์บอกสดใส ซาบซ่าส์ น่ารักขนาดไหน? ฉันก็อยากจะเห็นชัดเจนมากขึ้น นอกจากจะเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า หน้าของพระเจ้าแล้ว”

มันตื่นเต้นไหมล่ะ  ถ้าเราจดจ้อง จดจำสิ่งที่เป็นความจริงเหล่านี้ ไปเรื่อยๆ มันก็เพลินกับสิ่งเหล่านี้  เหมือนเราจดจ้องอะไรต่างๆ เพลิน สิ่งที่เราไม่จดจ้อง จดจำ มันเกิดขึ้น แต่เราไม่สนใจมัน มันก็กลายเป็น ไม่ค่อยมีผลกับเรา  เคยจอดรถไหม?  สมมติว่าวันนี้เปลี่ยนรถ เอารถไปซ่อม เขาให้เอารถมาใช้ชั่วคราว เราก็ไม่เคยใช้รถของเขา ปรากฏว่ารถของเขาสีน้ำเงิน รถคันเดิมเราสีขาว เอาไปซ่อม ยังไม่เสร็จ  เขาก็ให้เอารถสีน้ำเงินมาใช้ชั่วคราว  เราขับรถสีน้ำเงินออกมาปุ๊บ ไปซื้อของ เข้าซุปเปอร์ ไปจอดที่จอดรถ ที่ศูนย์การค้า จอดชั้นนี้ จำได้ ชั้น A1 ไปซื้อของเสร็จเรียบร้อย เดินออกมา เข้ามา A1 ถูกแล้ว จำได้ ถ่ายรูปไว้ด้วย A1 มองหารถสีขาว  ไม่มี ไปแจ้งความ หรือเขาขโมยไปแล้ว หรือว่าอยู่ชั้น 2  หาชั้น 2 ก็ไม่มี แต่มั่นใจ อยู่ชั้น 1 ปรากฏว่าตำรวจมาถามเรียบร้อย …

“คุณแน่ใจหรือ?”

“ฉันแน่ใจ จอดตรงนี้”

ไม่เห็นมีใครจอด จนเย็น เขากลับกันไปหมดแล้ว เหลือรถสีน้ำเงินอยู่คันเดียว

“คันนี้ของคุณใช่ไหม?”

“ไม่ใช่ ของฉันสีขาว”

แต่จริงๆ สีอะไร? สีน้ำเงิน เพราะลืมไป เพราะมันเคยชิน มันจดจ่อแต่รถของเรามันสีขาวๆ ขับมาตั้งนาน ตอนนี้ไปเอารถชั่วคราวมาใช้ สีน้ำเงิน จดจ่ออยู่แต่ที่สีขาว ซึ่งจริงๆ ตอนที่เอารถเขามาใช้ มันสีน้ำเงิน มันไม่เห็น นี่แหละคือความหมายของคำว่าจดจ่อ ถ้าเราจดจ่อไปที่สวรรค์เบื้องบน  การต่อต้าน ความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ลำบาก  ความไม่แน่นอน ความสูญเสีย คำสาปแช่งบนโลกใบนี้ โดนกันทุกคนไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือใบหญ้า โดนกันหมดทุกคน  เราก็เห็นคำสาปแช่ง ความทุกข์ยากลำบากนี้ ไม่ชัด รู้สึกไม่ใช่ของเรา ไปจดจ้อง จดจ่อแต่ร่างกายใหม่ วิญญาณใหม่ที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์สะอาด เหมือนพระเจ้าเลย เต็มด้วยความน่ารัก ตื่นเต้น ที่จะได้เจอรถสีน้ำเงิน รับรองได้ ออกมาเจอแน่ ตื่นเต้น คิดแต่เรื่องรถสีขาว ก็ไม่เห็นสีน้ำเงิน  ท่านลองไปคิดดูแล้วกัน

ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ในทุกกรณี อะไรเกิดขึ้น เราก็ไม่ค่อยได้สนใจมันมากนัก เพราะเราจดจ่อไปที่ของที่มันนิ่งๆ อยู่ แน่นอน 100% คือร่างกายใหม่ วิญญาณที่เราจะเห็นตัวเองชัดเจนว่าเราหน้าตาเป็นอย่างไร? แล้วเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เพราะฉะนั้น เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้  นี่แหละ ขอบคุณพระเจ้าในพระพรนานัปการ ทางฝ่ายวิญญาณ และนอกจากนี้ เรายังขอบคุณพระเจ้าในพระพรนานัปการ แล้วโลกฝ่ายวิญญาณนี้ ที่ตะกี้นี้บอก แล้วยังขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระพรต่างๆ ฝ่ายโลกนี้ด้วย

อ้าว! ไหนบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สัญญา แจงละเอียด แต่บนโลกใบนี้ พระเจ้าทรงสัญญาด้วย มีพระพรบนโลกใบนี้ด้วย อ้าว! ไหนบอกไม่มี … มี อยากฟังไหม? พระพรบนโลกใบนี้ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ มีจริงๆ ด้วย แต่ไม่ใช่พระพรตามที่มนุษย์คิดกันเองว่าตามตรรกะมันน่าจะเป็นอย่างนี้

ถ้ามีพระเจ้าจริง พระเจ้ารักเรา เราต้องแข็งแรงตลอดสิ

ถ้ามีพระเจ้าจริง ปล่อยให้เรายากจนได้อย่างไร?

ถ้าพระเจ้ารักเราจริง ทำไมปล่อยให้เราติดเชื้อโควิดอย่างนี้

ถ้าพระเจ้ารักเราจริง ทำไมปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นกับเรา ทั้งๆ ที่เราตั้งใจจะทำสิ่งที่ดี พระองค์ทรงรู้อยู่แล้ว ทำไมๆๆๆๆๆ ก็เพราะเราเข้าใจพระเจ้าผิดไป พระองค์สัญญาอะไรไว้  พระพรบนโลกใบนี้ เมื่อขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกบนใบนี้ พระพรฝ่ายวิญญาณที่ตะกี้เราจดจ้อง จดจำอยู่ เรารู้แล้วนะว่าคืออะไร? ตอนนี้พระพรที่เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ คือถ้าท่านดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นลูกของเราแล้ว เราจะสถิตอยู่กับท่านตลอดเวลา ทำหรือเปล่า? พระเจ้าทำไหม? ทำ นี่คือพระพร

ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เราจะไม่ทอดทิ้ง ให้ท่านเป็นเด็กกำพร้า จะไม่ละทิ้งให้ท่าน อยู่ตามลำพัง ตอนติดโควิด ก็ไม่ได้อยู่ลำพัง ตอนขาดทุนมโหฬาร ตอนตกงาน ไม่มีเงินใช้ ตอนเจ็บป่วย  เป็นมะเร็ง พระองค์สถิตอยู่ด้วยหรือเปล่า? ทิ้งเราให้ไปอยู่ตามลำพังไหม? อยู่กับหมอ 2 คนหรือเปล่า?  อยู่บนเตียงผ่าตัด พระองค์อยู่ด้วยหรือเปล่า? อยู่ นี่คือพระพร

และยังสัญญาว่าจะฟังคำอธิษฐานวิงวอนของเราตลอดเวลา ฟังไหม?  และจะตอบคำอธิษฐานของเราอย่างแน่นอน ถูกต้องไหม? ถูก แต่คำว่าแน่นอนนี้ ตอบคำอธิษฐานเรา แต่เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่เป็นไปตามใจของเรานะ ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของเรา เพราะพระองค์ทรงรู้ดีว่าอะไรเหมาะสมและดีสำหรับเรา หรือว่าเราอยากจะดูแลชีวิตของเราเองมากกว่า ก็ไม่ใช่ พระองค์ทรงสัญญาทั้งหมดเองนั่นแหละ แต่เราเข้าใจพระองค์ผิด อยากให้พระองค์ทรงกระทำตามที่เราต้องการ ทั้งๆ ที่เรารู้ความจริงน้อยกว่าพระองค์

ถ้าลูกเราขอเรา พ่อถ้ารักลูกจริง  ทำไมทิ้งลูกขนาดนี้ สมมติว่าผมส่งลูกไปเรียนหนังสือตอนอนุบาลหนึ่ง แล้วลูกร้องไห้ร้องห่ม จะกลับบ้าน ผมบอกว่าดีแล้วลูก กลับบ้าน ไปส่งอีกวันหนึ่ง ก็ร้องไห้กลับบ้าน แล้วเขาจะไปเรียนไหม  เขาก็ไม่เรียน  แล้วเด็กรู้ไหม ตอนที่ผมส่งเขาไปเรียน แล้วเขาร้องจะกลับบ้านๆ  ผมบอกว่าอยู่ที่นี่ แล้วหันหลังกลับ แล้วขึ้นรถไปเลย แล้วเด็กเขาจะเข้าใจไหมว่าพ่อรักเราไง พ่อต้องการให้เราเรียน จะได้เจริญเติบโต มีวิชาความรู้ ไม่ใช่อยู่บ้านเฉยๆ เล่นอึ เล่นฉี่อะไรแบบนี้ เขาเข้าใจแบบนี้หรือเปล่า? เขาไม่เข้าใจหรอก แต่เมื่อเขาเจริญเติบโตขึ้น เขาจึงรู้ว่าใช่แล้ว ขอบคุณพ่อนะ ถ้าพ่อไม่ส่งลูกไปเรียน แย่เลย ทุกคนก็ขอบคุณในการเล่าเรียน ศึกษาของตนเอง ที่พ่อแม่ส่งให้เรียน แต่ว่าตอนเรียนชอบใจไหม?  เคี่ยวเข็ญให้เราทำการบ้าน ชอบใจไหม? คิดแค่นี้ ก็ชัดเจนเลย

เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกของพระองค์ พระองค์ทรงตอบคำอธิษฐาน ให้เป็นไปตามที่ดีที่สุด สำหรับเรา ซึ่งพระองค์ทรงทราบดี เพราะว่าเราเป็นลูกของพระองค์ ที่พระองค์ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ คือแม้ว่าเจ้าจะเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช เราจะไม่ทอดทิ้งเจ้า เราจะจูงมือเจ้าไป ก็จูงมืออยู่แล้ว เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าตลอดเวลาได้ ก็คือขอบคุณพระเจ้าอยู่เสมอ  ไม่ว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐาน  แน่นอน ให้เป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่? ก็ตาม เราก็ขอบคุณ

ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูอธิษฐาน 3 ครั้ง พระองค์บอกไม่ ไม่ทำตามพระเยซู พระเยซูต้องขึ้นตะแลงแกง ถูกตัดสินว่าเป็นคนบาป  ถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ด้วยความทุกข์ทรมาน  พระเยซูไม่อยากจะเข้าไป เพราะมันหนักมาก  แต่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานหรือเปล่า? ตอบ เพราะพระเยซูบอกว่าถ้าไม่ได้ เป็นไปตามที่พระองค์อธิษฐาน ก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา น้ำพระทัยของพระองค์ ก็คือวางแผนแล้วว่าพระเยซูต้องตายเพื่อเราทั้งหลาย มนุษย์บนโลกใบนี้

เหมือนเปาโลที่ตะกี้ เรากำลังเรียนรู้จากประสบการณ์ของท่าน ว่าท่านประสบกับความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน? มีประสบการณ์ แล้วพูดอย่างนี้ได้อย่างไรว่าเป็นเพียงเล็กน้อย ทั้งๆ ที่ทนทุกข์ลำบากมากขนาดนั้น จนสอนเราได้ขนาดนี้ยังอธิษฐานกับพระเจ้าอะไรบางอย่างที่ไม่พอใจ  ที่มันเป็นความทุกข์ยากลำบาก ต้องหนักมาก ถ้าไม่หนัก คงไม่เขียนบันทึกเอาไว้ในนั้นว่า  …

“ข้าพเจ้าอธิษฐานถึง 3 ครั้ง แต่พระเจ้าบอกว่าไม่ ไม่ทำตาม ไม่เอาออกไป  ไม่เอาความทุกข์ยากลำบาก ที่เรียกว่าหนามในเนื้อออกไป แต่พระองค์บอกว่าพระคุณของเรา ฤทธิ์เดชอำนาจของเราเพียงพอ จะทวีคูณขึ้น เต็มขนาดในความอ่อนแอของเจ้านั่นแหละ คือไม่รู้เรื่องหรอก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร? เราจะได้ปรากฏชัดเจนในชีวิตของเจ้า ให้กับบรรดามนุษย์บนโลกใบนี้ เขาได้เห็น รอบข้างเจ้าเขาได้เห็น เห็นอะไร? เห็นพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเปาโล ถ้าเรามองอย่างนี้ มันก็ชัดเจนใช่ไหม? เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี  ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ และขอบคุณได้เสมอ  ความหวังอย่างนี้มันชัดเจน แล้วมันทำได้ด้วย แล้วมันจริง

ให้เราขอบคุณพระเจ้าในพระพรนานัปการทั้งฝ่ายวิญญาณ ซึ่งได้ไปเรียบร้อยแล้ว และขอบคุณพระเจ้าในพระพรฝ่ายโลก ซึ่งตะกี้นี้อธิบายให้ฟังแล้ว เมื่อเผชิญกับความทุกข์ หรือสถานการณ์ที่ไม่พึงพอใจ หรือต้องอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก ความสูญเสีย ความเจ็บปวด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อยู่แล้ว

ขอบคุณพระเจ้าได้ทั้งสองอย่างเลย ทางฝ่ายวิญญาณก็ขอบคุณได้ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ก็ขอบคุณได้  เกิดความทุกข์ยากลำบากมา ก็ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย ที่พระองค์ทรงประทาน พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งลูกเลย ในสถานการณ์ที่ลูกเจ็บป่วยอยู่นี้ พระองค์อยู่กับลูกเสมอ ลูกขอบคุณพระเจ้า พระองค์พาลูกผ่านไปได้  พระองค์ให้ลูกมีกำลังที่จะอดทนได้

ขอบคุณได้อีกแล้ว เป็นไปได้ไหม? เป็นไปได้ และเป็นแน่นอน มันหนีไม่พ้น มนุษย์บนโลกใบนี้ เกิดมาอยู่ในความทุกข์ยากลำบากแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม โดนระบบของโลกใบนี้ ทำให้เกิดความทุกข์ยากลำบากแน่นอน แล้วไม่ใช่ว่ามนุษย์อย่างเดียว ทั้งสัตว์ ทั้งต้นไม้ โลกธาตุบนโลกใบนี้ทุกอย่าง ทนทุกข์ลำบากบนโลกใบนี้  พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้อย่างนั้น  เขาคร่ำครวญ เหมือนเราคร่ำครวญ  เพื่อจะได้รับ จบสักที ชดใช้ให้มันเรียบร้อยไปสักที พระเจ้าจะได้สร้างโลกใหม่ สัตว์ใหม่ ให้มันเกิดใหม่เหมือนกับเราทั้งหลาย เพื่อเป็นโลกใหม่ที่เราจะได้อยู่กับพระองค์ในสวรรคสถานนิรันดร์นั่นเอง ซึ่งความทุกข์ยากลำบาก เหล่านี้มันเกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็เป็นอย่างนี้ มนุษย์ทุกคน เกิดมา ต่างก็จะมีเหตุอะไรบางอย่าง หรือหลายอย่างแน่นอนที่จะทำให้เกิดความสูญเสีย ไม่พึงพอใจ มีความทุกข์ลำบาก มีความเครียด พูดง่ายๆ โลกนี้มีแต่ทุกข์นั่นเอง พระเยซูก็บอกแล้ว ท่านอยู่บนโลกใบนี้นั้น มีแต่ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา พระคัมภีร์จึงใช้บอกว่าโลกใบนี้มีแต่ความมืด เราถูกช่วยให้ออกมาจากความมืดเข้ามาสู่ความสว่างแล้วก็จริง ในโลกวิญญาณ  แต่เรายังอยู่ท่ามกลางความมืด ท่านเคยเห็นดวงไฟ ตอนกลางคืน ที่รัฐบาลเขาใส่ไฟข้างถนนให้แสงสว่าง ในที่มืด โดยเฉพาะต่างจังหวัด ขับรถไปจะเห็น ดวงสว่าง มันไม่พอที่จะทำให้สว่างไปทั้งหมดทั้งซอย มืดมาก สมมติว่ามันมีดวงเดียว มันก็จะสว่างแค่จุดนั้นจุดเดียว พอเลยไปไกลๆ จากรัศมีของดวงสว่างนั้นปุ๊บ มันก็จะเริ่มสลัวลงๆ  และในที่สุด ก็คือมืด  ในระหว่างมืดกับสว่าง มันจะมีขอบเขตกันอยู่ เห็นไหม?  มันก็สู้กันอยู่นั่นแหละ  พูดง่ายๆ ความสว่างนั้นถูกความมืดต่อต้านอยู่ตลอดเวลา

เช่นเดียวกัน เราเป็นลูกพระเจ้า ลูกแห่งความสว่างแล้วก็จริง แต่เป็นลูกแห่งความสว่างที่อยู่ท่ามกลางความมืดบนโลกใบนี้  ความมืดเหล่านั้นมันต่อต้าน มันต่อสู้ มันขัดขวาง มันสาปแช่งเรา ผู้เป็นความสว่างอยู่ แต่ไม่ใช่ความสว่าง แล้วมันมาต่อต้านความสว่าง มันหนักกว่านั้น คือถ้าเราไม่ได้อยู่ในความสว่าง เป็นชีวิตเหมือนเดิมที่ยังไม่เชื่อพระเยซู เราอยู่ในความมืดด้วย  มันกลืนกินเราอยู่ เราอยู่ในกระเพาะของมันเลย  ไม่ได้ผุดได้เกิดเลย ยิ่งหนักใหญ่เลย แต่ตอนนี้เราหลุดพ้นออกมาอยู่ในความสว่างแล้ว  แต่เรายังอยู่ท่ามกลางความมืด เป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืด  มันเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น โลกใบนี้ มันเต็มไปด้วยความมืด เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากอยู่แล้ว หนีไม่พ้น แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เราพ้นแล้วในโลกวิญญาณ และพระเจ้าสถิตอยู่กับเราบนโลกใบนี้ และขอบคุณพระเจ้าได้ทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรจดจำและขอบคุณเสมอว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา อยู่ข้างเรา อยู่ฝ่ายเรา  เป็นแสงสว่างอยู่ในเรา  ไม่เคยเป็นศัตรูกับเราเลย  คอยเชียร์เรา คอยอยู่ข้างเราตลอด …

“เอาเลยลูก เอาเลยน้อง เอาเลย ผิดพลาดอะไรมา ก็ไม่เป็นไร เอาใหม่ ไม่มีผิดพลาดหรอก เราอยู่ด้วย เราเป็นเทรนเนอร์มวยอย่างดีแล้ว”

ฝ่ายดำก็จะมาหลอกเรา … “เพราะเธอทำผิดเอง เธอจึงได้มารับเคราะห์อย่างนี้  เพราะเธอทำไม่ดี เธอถึงได้มารับกรรมอย่างนี้”

มันพูดไปเรื่อยเปื่อย พระเยซูบอก “เปล่า ไม่ใช่ เราอยู่กับเจ้า ไม่ต้องห่วง  มันพยายามทำให้เจ้าเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องธรรมดาอยู่บนโลกใบนี้  ก็ต้องอย่างนี้แหละ”

พระเจ้าอยู่ข้างเดียวกับเรา แปลว่าอย่างนี้  พระเจ้าอยู่ในเรา พระคริสต์สถิตอยู่ในเรา  และพระองค์อยู่ข้างเดียวกับฉัน  แปลว่าอยู่ฝ่ายเรา สมมติว่าเราอยู่มุมน้ำเงิน พระเยซูคริสต์ก็อยู่มุมน้ำเงิน ไม่ใช่วันดีคืนดี ไปชกปุ๊บ พระเยซูคริสต์ไปอยู่มุมแดง ไม่ใช่ อยู่กับเราเสมอ อยู่ฝ่ายเรา อยู่พวกเรา เห็นพ้องไปกับเราด้วยตลอดเวลา  ต่อให้เราทำบาป ทำไม่ดี พระองค์ก็บอกดี เพราะเราอยู่ด้วย ไม่เป็นไร เดี๋ยวล้ม แล้วลุกขึ้นมาใหม่  มันเป็นอย่างนั้น

ต้องจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้ นี่คือความเป็นจริง คือขอบคุณพระองค์เสมอ  พระคริสต์สถิตอยู่ในฉันตลอดเวลา  จดจำเอาไว้ ฟีลิปปี 4:12-13 บอกไว้อย่างนี้ว่า …

ฟีลิปปี 4:12-13  “12 ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ที่จะพอใจได้อย่างไร ทั้งตอนที่ขัดสน และตอนที่มีอย่างเหลือเฟือ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม ข้าพเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับว่าจะอยู่อย่างไร ในเวลาที่อิ่มท้องหรือหิวโหย ในเวลาที่มีเหลือเฟือหรือขาดแคลน 13 พระคริสต์ให้ข้าพเจ้ามีกำลังที่จะอดทน และสามารถเผชิญได้ กับทุกกรณี ทุกสถานการณ์”

 

ถ้าเราจดจำได้ว่าพระคริสต์สถิตอยู่ในเรา เป็นพวกเรา เป็นฝ่ายเราเสมอ เราก็จะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี อย่างนี้แหละ เราก็จะสามารถอดทนได้กับสถานการณ์ต่างๆ  เพราะว่าเราไม่ได้เผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก หรือศัตรู หรือความมืด  ที่ต่อต้านเราบนโลกใบนี้ ด้วยตัวเราเองเลย แม้แต่นิดเดียว

ฟังอีกทีหนึ่ง เราขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเรา  และพระองค์เป็นผู้ประกอบกิจการงานในเรา เป็นผู้ประทานกำลังฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ในเรา ให้เราสามารถที่จะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นธรรมดาบนโลกใบนี้ กับทุกคน ทุกอย่าง ทุกสิ่งและเราด้วย เราเผชิญได้ เพราะพระเยซูคริสต์สถิตในเรา  พระองค์ทรงเป็นกำลัง เป็นฤทธิ์เดช เป็นผู้นำพาเรา  และสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เกิดขึ้นได้ เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูเข้ามาสถิตอยู่ในท่านแล้ว  พระองค์ก็จะทำอย่างนี้แหละ  ได้พระพรนานัปการแล้ว พระองค์ก็เข้ามาสถิตอยู่ นำพาชีวิตท่านให้เริ่มต้นฝึกฝน เรียนรู้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไปกับพระองค์พร้อมๆ กัน เรียกว่าเจริญเติบโต ท่านจึงเริ่มต้น เรียนรู้จักที่จะพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ มันจึงมีเคล็ดลับในการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้  เคล็ดลับนี้ใครเป็นคนสอน  ก็คือพระวิญญาณของพระคริสต์สอนเรา เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา  นี่แหละที่อาจารย์เปาโลกำลังพูดถึงตรงนี้ เคล็ดลับก็คือตรงนี้

เคล็ดลับในการทำได้? ไม่ใช่ ในการทำได้ เพราะเริ่มต้นเรียนรู้ ก็คือมีประสบการณ์ แล้วมีประสบการณ์ได้อย่างไร? ไม่ต้องไปหาเลย อยู่บนโลกนี้ มีประสบการณ์ทุกคน ก็คือประสบการณ์ของความทุกข์ยากลำบาก ความขัดสน ความขาดแคลน ความเจ็บป่วย ความอะไรต่างๆ ที่ไม่ชอบ ไม่พึงพอใจ เจอแน่บนโลกใบนี้  แต่พระองค์จะทรงนำพาเราให้เรารู้จักเรียนรู้ ที่จะเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ ที่ทรงสถิตอยู่ในเรานั่นเอง และให้เราจดจ่อกับความเป็นจริงที่พระองค์สถิตอยู่ในเรานี้ และสอนเราในความเป็นจริง ในเรื่องโลกวิญญาณว่าเราได้รับอะไรเรียบร้อยไปแล้วบ้าง ให้เราจดจ่อกับสิ่งเหล่านี้  เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ ที่เราได้เรียนรู้แล้วว่าเราจะเผชิญได้อย่างไร? และสามารถขอบคุณพระเจ้าได้อย่างแน่นอน 100%  พระพรนานัปการในฝ่ายวิญญาณ ก็คือความรอดนิรันดร์ที่เราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว ในสวรรคสถาน ซึ่งจะได้รับร่างกายใหม่ ในไม่ช้านี้ จะไปอยู่ในสวรรค์ ในโลกใหม่ ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ อย่างถาวรนิรันดร์ ในเวลาอันใกล้นี้ นี่คือทั้งสองฝ่ายที่เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี เอเมน  พระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

เปาโล ถาม 3 ครั้ง ที่จะให้เอาหนามในเนื้อออกไป  แต่พระเจ้าบอกว่า … “ให้หนามอยู่อย่างนั้นแหละ  แต่พระคุณและฤทธิ์อำนาจของเรา  จะเพียงพอ ที่จะนำพาเจ้าผ่านไปได้”

 

2 โครินธ์ 12:8-9  “8 ข้าพเจ้า ทูลวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้ง ให้ทรงเอาหนามนี้ออกไปจากข้าพเจ้า 9 แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ” ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตน ด้วยความยินดี เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ จะได้อยู่ในข้าพเจ้าอย่างเต็มบริบูรณ์ 10 ด้วยเหตุนี้แหละ เพื่อพระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ ในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง”

 

มีคำสอน มีทฤษฎีมากมาย บอกว่าถ้ามีความเชื่อมากพอ จะสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ทุกอย่างได้ แต่ความจริง คือพระเจ้าไม่เคยสัญญาว่าจะเปลี่ยนสถานการณ์ แต่พระองค์สัญญาประทานความคิดใหม่ที่เหมือนพระคริสต์ตามพันธสัญญาใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์เดิมๆ ที่ทุกข์ยากลำบากอยู่บนโลกนี้

สถานการณ์ต่างๆ อาจเปลี่ยนหรืออาจไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่ควรเปลี่ยน คือเราควรเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความต้องการของเราที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ แล้วมอบสถานการณ์เหล่านั้น ให้พระเจ้า เป็นผู้นำพาเรา .. แล้วเราจะรับรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงพระคุณและฤทธิ์อำนาจที่แท้จริงของพระเจ้า ผู้ซึ่งอยู่ในเราตลอดเวลา ไม่ว่า สถานการณ์รอบด้าน จะเป็นเช่นใดก็ตาม

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม พระเจ้าต้องการเป็นที่พึ่ง เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้นำทางของเรา พระเจ้าต้องการให้เราซึมซับเอา พระประสงค์ของพระเจ้าตรงนี้ เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเดิมของเรา ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ถึงพระคุณความรักของพระเจ้า ไม่ว่าสถานการณ์รอบด้านที่เผชิญอยู่จะเป็นอย่างไร วันนี้หรือวันข้างหน้า จะเกิดอะไรขึ้น ให้ความคิดเหล่านี้ ฝังรากลึกลงไปในความคิดจิตใจของเราว่าพระเจ้าคือที่พึ่ง ที่ปรึกษา และเป็นผู้ที่สามารถนำพาเราผ่านไปได้ ท่ามกลางทุกสถานการณ์

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1339

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  พฤศจิกายน  2021

 เรื่อง “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี  ทุกสถานการณ์ได้อย่างไร?”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

ชื่อเรื่องวันนี้ “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ทุกสถานการณ์ได้อย่างไร?” ปกติเราก็ถามเหมือนกันนะ ได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม? พระเจ้าบอกขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ แล้วทำได้อย่างไร? วันนี้แหละ เราจะมาเรียนรู้เรื่องนี้กัน

ในยามที่บ้านเมืองมีความสุข มีความสบาย เศรษฐกิจรุ่งเรือง ผู้คนไปมาหาสู่กันได้ อย่างสบายๆ อย่างมีความสุข เลี้ยงรื่นเริงกัน ประสบความสำเร็จอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ไม่ยากใช่ไหม? เราคงมีเรื่องขอบคุณพระเจ้ากันมากมาย ในวันที่เรามีความสุข ตรงนั้น ก็ขอบคุณ ตรงนี้ ก็ขอบคุณได้ ขอบคุณได้ทุกวัน ให้มี Thanksgiving ทุกวัน ยังทำได้เลย  แต่ความเป็นจริงในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราก็รู้กันอยู่แล้ว โลกเรากำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากกันอย่างหนัก เรียกว่าอย่างแสนสาหัสเลยก็ว่าได้ เนื่องจากวายร้ายที่ชื่อว่าโควิด  ซึ่งก่อนหน้านี้มันก็มีมาเยอะแยะมากมาย  แต่ในสมัยเราอาจจะไม่คุ้นเคย หรือไม่ได้ประสบการณ์ด้วยชีวิตของเราจริงๆ อย่างนั้น  แต่ตอนนี้เราประสบด้วยชีวิตของเราจริงๆ เราอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากอย่างหนัก อย่างนี้จริงๆ ผลกระทบจากโรคระบาดโควิด ที่คุกคาม ไม่ใช่เฉพาะบ้านอย่างเดียว บ้านข้างเคียง รวมไปถึงทั่วโลก  เป็นกันหมดทั้งนั้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้น มีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งกระทบหนักมากถึงมากที่สุด บางครั้งเราคิดว่ากระทบเราคนเดียวมั้ง เราคงลำบากคนเดียว คงตกงานคนเดียว แต่เปล่าครับ เป็นทั้งประเทศ ทั้งคนรวยและคนยากจน โดนกันหมด คือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย สำหรับโลกนะ ถดถอยอย่างสุดๆ  ในประวัติศาสตร์  แล้วยังมีผลกระทบในเรื่องของสุขภาพของชีวิต ความเป็นอยู่ของมนุษย์ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตใจ ความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ในหลายๆ ครอบครัว อย่างกะทันหัน อย่างไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ทางด้านสุขภาพจิตใจ ที่เกิดขึ้นเต็มไปหมด  คนที่หมดกำลังใจ หมดอาลัยตายอยาก เราก็เคยเห็นอยู่หน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ไม่ใช่ประเทศเราอย่างเดียว ทั่วโลกเป็นอย่างนี้หมด กำลังเครียดมาก ถึงมากที่สุด ก็คือโรคทางด้านจิตใจ ถูกกระทบอย่างแรง

พูดง่ายๆ ถึงแม้ว่าบางท่านอาจจะไม่กระทบอะไรมาก แต่ท่านลองคิดดูสิ แค่ท่านออกไปไหน? มาไหน? ไม่ได้  เข้าสังคมไม่ได้ ไปเจอหน้าเพื่อนฝูงไม่ได้ จะไปไหนทีต้องใส่หน้ากาก ตรงนั้น ก็ไม่ได้ ตรงนี้ก็ไม่ได้ คล้ายๆ กับติดคุกติดตารางอยู่ แล้วท่านจะไม่เครียดหรือ? นี่ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลยนะ

เพราะฉะนั้น ก็เลยใช้ชื่อเรื่องนี้แหละ เราจะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ไหมในสภาวะเช่นนี้ เราลองถามใจตัวเองว่าเรายังขอบคุณพระเจ้าได้ไหม? ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ นะ ไม่ใช่ฟังคำเทศนาอยู่ตอนนี้ แล้วก็มีกำลังใจ แล้วก็พูดตามว่าขอบคุณพระเจ้า แต่หมายถึงวันจันทร์นะ วันอังคารนะ วันพุธนะ  หรือวันศุกร์นะ ที่ไม่ได้เจอใครเลย  เดินไปเดินมาอยู่ในบ้าน คิดใคร่ครวญแต่เรื่องปัญหาตรงโน้นก็ติดขัด ตรงนี้ก็ติดขัด ตรงนี้ก็น่ากลัว ตรงนี้ก็เป็นแย่ๆ เรายังสามารถมีความหวังในการขอบคุณพระเจ้าได้หรือไม่? นั่นคือหัวข้อเรื่องในวันนี้นั่นเอง  “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์ได้อย่างไร?”

หลายปีก่อน บรรยายวันขอบคุณพระเจ้า ก็ใช้หัวข้อเรื่องนี้ “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์” บางครั้งก็ใส่หัวข้อว่า “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี” พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น แต่มาปีนี้ ก็ตั้งชื่อเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ขอใส่ 3 คำนี้ลงไป คือคำว่า “ได้อย่างไร?” บางทีพูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยได้อารมณ์ หลายคนอาจจะพูดแบบนี้ …

“ได้ยังไงล่ะ”

“สถานการณ์อย่างนี้จะให้ขอบคุณพระเจ้าได้ยังไง มันทนมาเยอะแล้วนะ”

อะไรอย่างนี้ นี่คือสภาวะความเป็นจริงของชีวิต มันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปนึกว่าเราเป็นคริสเตียน เราเป็นผู้เชื่อแล้ว พูดจาอย่างนี้ไม่ได้  เราก็ยังเป็นคนอยู่ เราไม่ได้เป็นเทวดา  ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าสถิตอยู่ภายในเราก็จริง แต่เราก็ยังมีความรู้สึก สามารถสัมผัสถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทุกข์ก็คือทุกข์จริงๆ ถ้าลำบาก ก็คือลำบากจริงๆ ปัญหา ก็คือปัญหาจริงๆ เรายังต้องการออกซิเจนในการหายใจอยู่นะ ไม่ใช่พระเจ้าเป็นชีวิตของเรา แล้วเราไม่ต้องมีออกซิเจน อยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้นะ เช่นเดียวกัน อยู่บนโลกใบนี้ ก็ต้องมีความรู้สึกอะไรต่างๆ เป็นไปด้วยกันกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบข้าง แต่ในพระเจ้า เราสามารถขอบพระคุณได้ เพราะพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น

นี่แหละ คือสิ่งที่เราจะมาเรียนรู้กันว่าเราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้อย่างไร? ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็เช่น 2 ปีที่ผ่านมา แล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปอีกกี่ปี? จะเป็นอย่างนี้ หรือจะดีขึ้น หรือจะเลวลง

ความหวังของเราผู้เชื่อ จะอยู่ที่ไหน? ที่เราจะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ตามที่พระองค์บอกว่าให้เราขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์ เราต้องมีความหวังอยู่ที่ไหน?  เราถึงสามารถทำตรงนี้ได้  นี่คือสิ่งที่เราจะเรียนรู้กันในวันนี้ ถามว่าเรียนรู้จากไหน? ก็แน่นอน จากพระคัมภีร์ ที่มีบันทึกเอาไว้ ถึงคำสอน คำบอกเล่า และประสบการณ์ของความทุกข์ยากลำบาก อาจจะมากกว่าที่เรากำลังประสบอยู่ทุกวันนี้ ก็ได้ ก็คือผู้เชื่อ คริสเตียนเหมือนเรา  ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เมื่อสมัยยุคคริสตจักรเริ่มต้น คริสเตียนเริ่มต้นใหม่ๆ เมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว เราจะมาเรียนรู้ประสบการณ์ของเขาว่าเขาสอนอย่างนี้ เขาเชื่ออย่างนี้  แล้วเขาก็ทำตามอย่างนี้  เขาประสบอะไร? ถึงทำอย่างนั้นได้ และเขาคิดอย่างไร? ความหวังเขาอยู่ที่ไหน?

คริสตจักรในยุคเริ่มต้น ตอนยุคบุกเบิก ในสมัยนั้น เขาอยู่กันอย่างไร?  เขาอยู่แบบเราอย่างนี้หรือ?  หรือว่าเขามีความเชื่อ เขาก็สบายแล้ว เราควรมีความหวังอย่างไร? อะไรที่เหมือนกับเขา ทำให้สามารถผ่านความทุกข์ยากลำบาก ในช่วงนี้ และขอบคุณพระเจ้าได้ ลองคิดดูนะว่าในสมัยนั้น เขาต้องทุกข์ยากลำบาก ต่อการข่มเหงรังแก ในฐานะเป็นคริสเตียนมากขนาดไหน?

นี่คือความทุกข์ที่ตะกี้นี้บอกว่าไม่ด้อยกว่า หรืออาจจะมากกว่าที่เรากำลังทนทุกข์เรื่องโควิดก็ได้นะ นึกถึงภาพว่าคริสเตียนสมัยนั้น เขาทนทุกข์เรื่องนี้  ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวนะ ไม่ใช่เขาทนทุกข์เรื่องถูกข่มเหงรังแกอย่างเดียว แต่เศรษฐกิจเขาก็ไม่ใช่ดีนะ เขาก็เจอภัยแล้ง  เศรษฐกิจล่ม สงครามใหญ่โต เขาก็เจอเหมือนกัน แต่เขาเจอหนักกว่าเราตรงที่การข่มเหงรังแกเนื่องจากความเชื่อ  มีมากมายมหาศาล มีทั้งเชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องถูกจับไปติดคุก ถูกกลั่นแกล้ง ถูกยัดใส่ข้อหา ถูกจับไปเฆี่ยน ไปตีแบบทรมาน ถูกจับให้ไปต่อสู้กับสิงโต คือไปตายให้คนดู หรือถูกจับไปให้ฆ่ากันเอง ใครฆ่าเขา แล้วมีชีวิตอยู่ ก็อยู่ต่อ หรือบางคนถูกจับไปเสียบไม้ เผาทั้งเป็นแบบนี้ ไปขึงไว้บนไม้ ต้นไม้ แล้วก็เผาทั้งเป็น ประจานอย่างนี้ ลองคิดดูสิว่าหนักกว่าเราไหม?

แล้วผู้เชื่อในยุคนั้น ท่านคิดว่าเขาคิดอะไรในใจ ในขณะนั้น  หรือเขาก็มีความหวังอะไรที่ทำให้เขาสามารถเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้ โดยที่ยังสามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ ตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ อาจารย์เปาโลเป็นตัวอย่างเห็นชัดเจน และได้สอนเราถึงเรื่องนี้ว่าความหวังของเราควรอยู่ที่ไหน? ที่สามารถทำให้เราผู้เชื่อนั้นสามารถเจอกับความทุกข์ยากลำบากหนักขนาดไหน?  ความหวังของเรา ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เรามองเห็นอยู่ ไม่ใช่ เปาโลบอกว่าความหวังของเราอยู่ในพระคริสต์ เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี เพราะว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา เรียบร้อยไปแล้ว อาจารย์เปาโลพูดสั้นๆ แบบนี้ เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน เป็นความหวัง แห่งพระสิริ

วันนี้เราจะมาเรียนรู้ตรงนี้แหละ คือเคล็ดลับ พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน เป็นความหวังแห่งพระสิริ ลองนึกในใจตอนนี้ว่านี่แหละคือคำสั้นๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง ซึ่งวันนี้เราจะมาแจงความลึกซึ้งนี้ คืออะไร?

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าความทุกข์ยากลำบากต่างๆ วิกฤต ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ว่าในอดีต หรือปัจจุบันก็ตาม ไม่ได้เป็นเพราะว่าผู้เชื่อคนนั้น หรือท่านอธิษฐานน้อย หรือติดสนิทกับพระเจ้าน้อยไป ห่างเหินจากพระเจ้า หรือเพราะมีใครไปทำบาป พระเจ้าเลยลงโทษ  เราเลยซวยไปด้วย ไม่ใช่อย่างนั้นเด็ดขาด แต่เป็นเพราะระบบของโลกใบนี้ มันเป็นอย่างนี้ มันล่มสลาย ตกลงไปในความบาปคำสาปแช่ง ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษอาดัมและเอวาแล้ว โลกนี้มันวิปริตไปแล้ว เต็มไปด้วยคำสาปแช่ง เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ตั้งแต่สมัยอาดัม มาถึงทุกวันนี้ และจะเป็นอย่างนี้อยู่ถึงที่สุด เมื่อจบโลกใบนี้ พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น

อาจารย์เปาโลได้สอนเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าความหวังเราควรจะอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราสามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี เพราะว่าความหวังเราอยู่ในพระสิริของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ มันคืออะไร? เรามาเริ่มต้นที่ 2 โครินธ์ 4:7 …

2 โครินธ์ 4:7 “แต่เรามีของล้ำค่านี้ ในภาชนะดิน เพื่อแสดงว่าฤทธานุภาพอันล้ำเลิศนี้ มาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากตัวเราเอง”

 

“เรามีของล้ำค่านี้ ในภาชนะดิน” ถ้อยคำพระเจ้าตรงนี้ บอกว่าเรามีสมบัติอันล้ำค่า อยู่ในภาชนะเรือนดินอันต่ำต้อย ผมก็เลย ยกเอาสิ่งนี้มาเปรียบเทียบให้ท่านเห็นว่าสมบัติอันมีค่ากับสิ่งที่เทียบกันไม่ได้ อันต่ำต้อยนั้น ลักษณะเป็นอย่างไร? เอาแบบชาวบ้านๆ เป็นไทยๆ

“เรามีเพชร พลอย ทองคำอันมีค่า อยู่ในตุ่มดินเก่าๆ อันต่ำต้อย” ตุ่ม นึกถึงภาพคนไทย ตุ่มใส่น้ำเก่าๆ แถมยังขึ้นรา ขึ้นขี้ตะไคร่ สกปรกต่างๆ เหล่านั้น แต่ข้างใน เป็นเพชร พลอย เป็นทองคำ นี่เห็นภาพ ตรงนี้เป็นหัวใจอันแรกเลย ที่ทำให้เราต้องเรียนรู้ว่าพระคริสต์สถิตอยู่ในเรา ความหวังแห่งพระสิริ คืออะไร? พระคริสต์ก็คือเพชร พลอย ทองคำ  พระสิริ ก็คือเพชร พลอย ทองคำ อยู่ในเรา

“เรา” ในที่นี้ ก็คือร่างกายที่เป็นเหมือนตุ่มเก่าๆ เราต้องเรียนรู้และซึมซับตรงนี้ให้ได้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ ไม่ว่ากายภายนอกของเราจะเป็นอย่างไร? ก็ตาม ที่ตาเรามองเห็นและจับต้องได้ เช่น กายภายนอกนี้จะมั่งมีหรือยากจน จะแข็งแรงหรือเจ็บป่วย จะมีชื่อเสียงหรือไม่มี ก็เป็นเพียงแค่ตุ่มเก่าๆ ถูกไหม?

“ฉันเป็นคนแข็งแรงมากเลย เธอไม่ค่อยแข็งแรง”

เราก็เป็นแค่ตุ่มเก่าๆ ตุ่มใหม่ๆ เพิ่งจะคลอด อายุ 1 ขวบ  นี่ปาไปเท่าไรแล้ว เป็นตุ่มเก่าๆ ใบหนึ่งเท่านั้นเอง ที่ไม่มีค่าอะไรเลย ที่เปรียบไม่ได้กับสิ่งที่อยู่ในตุ่มนี้ อยู่ในร่างกายนี้ ซึ่งเป็นเหมือนเพชร พลอย และทองคำ  สิ่งที่อยู่ในร่างกายหรือภาชนะดินอันต่ำต้อยนี้ คืออะไร? เพชร พลอย และทองคำ ที่อยู่ในตุ่มอันสกปรก อันต่ำต้อยนี้ ก็คือทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า ที่ในพระคัมภีร์พูดถึงบ่อยๆ จำได้ไหม? พระเยซูบอกจงสะสมทรัพย์ของท่านไว้ที่ในสวรรค์เบื้องบน ทรัพย์ท่านอยู่ที่ไหน? ใจก็อยู่ที่นั่น ทรัพย์เราอยู่ที่ไหน? อยู่ที่ความมั่งมี การงานเจริญเติบโต เศรษฐกิจที่ดีๆ หรืออยู่ในพระคริสต์ นั่นแหละ ใจเราก็อยู่ที่นั่น

เพราะฉะนั้น ทรัพย์สมบัติอันมีค่า อันล้ำค่า ที่อยู่ในใจของเรา หมายถึงชีวิตนิรันดร์ที่เราได้รับ หลังจากเรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ก็คือพระเยซูคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ในเรา เป็นความหวังของเรา เป็นพระสิริของเรา ในการดำเนินชีวิต จากนี้ไป ตั้งแต่หลังรับเชื่อ จนไปถึงตลอดชีวิตนิรันดร์เลยทีเดียว ตรงนี้มันหมายถึงอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ที่บอกว่าผู้เชื่อทั้งแต่ยุคเริ่มต้น จนมาถึงยุคปัจจุบันที่สามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานาได้ และสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ก็เพราะพวกเขาทั้งหลายมีความหวังไว้ที่ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าตรงนี้แหละ เขามีความหวังอันสูงสุด อยู่ตรงนี้แหละ ตรงทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า เพชร พลอยและทองคำ ที่อยู่ในตุ่ม คือในร่างกายเขา ก็คือเขาเห็นพระคริสต์สถิตอยู่ในเขา เต็มไปด้วยพระสิริ นี่คือความหวังใจของเรา ที่เป็นกำลังให้กับเขา สามารถเผชิญกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้  ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่อยู่ภายในเรา ก็คือความรอดในพระเยซูคริสต์ ชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่เฉพาะของมีค่า คือวิญญาณเรา ที่พระเยซูคริสต์ให้เราบังเกิดใหม่ และเข้ามาสถิตอยู่กับเราเท่านั้น แต่หมายถึงร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เมื่อวันหนึ่งที่เราทิ้งตุ่มนี้ไปแล้ว เราได้รับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ร่างกายใหม่ที่เป็นขึ้นจากความตาย ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ตรงนี้ด้วย รวมอยู่ในชีวิตนิรันดร์

ถามว่าชีวิตนิรันดร์คืออะไร? เราได้เรียนรู้กันบ่อยๆ แต่บางทีเรานึกไม่ถึง เพราะฉะนั้น วันนี้ผมพยายามที่จะคัดเอามาจากในพระคัมภีร์ เพื่อให้ท่านสรุปรวมๆ เพื่อจะได้เห็นชีวิตนิรันดร์ หลายครั้งเราบอกว่าเราได้รับชีวิตนิรันดร์

ชีวิตนิรันดร์ คืออะไร? บางทีเราตอบไม่ถูก ถ้าเราตอบถูกบ้าง ก็ทำให้เรามีความหวังที่เห็นชัดขึ้น มีความหวังในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้มากขึ้น ขอบคุณพระเจ้าได้มากขึ้น

ชีวิตนิรันดร์ ก็คือชีวิตของพระเยซู พระเยซูสถิตในเรา ชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตของพระเยซู ที่เต็มไปด้วยพระสง่าราศี เต็มด้วยพระเกียรติ พระสิริ เต็มไปด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ เราได้รับชีวิตนิรันดร์ ก็คือเราได้รับชีวิตที่เป็น DNA เหมือนพระเยซูอยู่ในเราแล้ว ชีวิตนิรันดร์ที่เราได้รับ เป็นความรักนิรันดร์ เป็นความสว่างนิรันดร์ เป็นความชอบธรรมนิรันดร์ เป็นความดีงามนิรันดร์  เป็นความบริสุทธิ์นิรันดร์ เป็นความดีนิรันดร์ เป็นความสุขนิรันดร์ เป็นประชากรของพระเจ้า ในฐานะเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์กับพระองค์นิรันดร์ เป็นแล้วด้วย  เป็นเมื่อเราเริ่มต้น เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นแล้ว เป็นตั้งแต่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ในตุ่มนี้ เราก็เป็นอย่างนี้แล้ว นี่แหละคือความหวัง นี่แหละเขาเรียกว่าทรัพย์สมบัติอันยิ่งใหญ่ มหาศาล ในตุ่มเก่าๆ นี้

พระเยซูบอกใช่ ในตุ่มนี้หรือ? ถูก เปาโลจึงเขียน ในภาชนะดิน ก็คือในตุ่มดินเก่าๆ นี้ ท่านมีของอันล้ำค่ามากมายเลย ถ้าท่านเชื่อ ท่านก็จะได้เห็นกับตา เห็นหรือยัง? เริ่มเห็ฯชัดขึ้นแล้วนะว่าในตุ่มเก่าๆ มีอะไรอยู่ในนั้น และเมื่อเรามีความหวังตรงนี้ชัดเจน เราก็จะสามารถทนกับความทุกข์  ความลำบากในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้ทุกสถานการณ์ ในทุกสภาวะการ ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากนั้นจะมากขนาดไหนก็ตาม? จะสาหัสขนาดไหนก็ตาม มันก็อยู่เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะมันเป็นเหมือนชีวิต  หรือเวลาของตุ่มเก่าๆ เดี๋ยวมันก็ต้องสูญสลายไป แต่เพชร พลอย ทองคำ มันจะอยู่ตลอดไป มันจะมีค่าตลอดไป เปรียบเทียบให้ท่านเห็น ท่านคงไม่ไปสนใจกับตุ่มแล้วนะ ผุๆ พังๆ กำลังแตก กำลังสลายไป ท่านคงไม่ไปประคบประหงมตุ่มนั้น แต่ของในนั้นมากกว่าที่ท่านจะดูแลอย่างดีเลย

สมมติว่าท่านเป็นมหาเศรษฐี เอาเพชร พลอย ทองคำ กลัวโจรมาก เอาฝังใส่ตุ่มไว้ ใจท่านคงไม่ได้คิดถึงตุ่มหรอก เพราะท่านก็รู้แล้ว เดี๋ยวมันก็สลายกลายเป็นดินไป แต่ท่านสนใจเรื่องทองคำที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นมากกว่าใช่ไหม? มันอยู่เพียงชั่วคราว  เรารู้ว่าความทุกข์ยากลำบาก ที่เราเผชิญอยู่ มันทุกข์จริงไหม? จริง มันเจ็บปวดจริงๆ ไหม? จริง มันเสียใจจริงๆ ไหม? จริง มันจริงทั้งนั้นนะ ไม่ใช่ไม่จริง ไม่ใช่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ความเชื่อบอกไม่จริงๆ ไม่ใช่ๆ มันเป็นจริง แต่เราสามารถทนได้ เพราะเรามีความหวังอย่างอื่น ที่เห็นชัดว่าถ้าเรารู้ความจริง แล้วเราจดจ่อไปที่ความหวังนั้น

ความหวังนั้นจะทำให้เราเห็นว่าความทุกข์ยากลำบากมันอยู่เพียงแค่ชั่ว แป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็ไปแล้ว มันมีวันสุดท้ายของมัน และเมื่อเรามีความหวังตรงนี้ เรารู้ว่าเราแค่ทน จนถึงวันสุดท้าย  เกิดอะไรขึ้น เราก็ได้รับชัยชนะนิรันดร์ ได้รับชีวิตนิรันดร์ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งเราได้รับมัดจำมาแล้ว  อยู่ในตุ่มนี้แล้ว แต่ในวันข้างหน้า ตุ่มนี้หมดไป เราก็จะได้รับอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เต็มที่เลย นี่คือความหวังใจ กำลังใจของผู้เชื่อในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ตามพระคัมภีร์ ซึ่งทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่อยู่ในตัวเรา คือชีวิตนิรันดร์นั้น ทางด้านวิญญาณเรารู้ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในเรา  พระวิญญาณบริสุทธิ์ คือพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ เป็นผู้สอนเรา เป็นพยานยืนยันในจิตวิญญาณของเราว่านี่เป็นจริง เรามีของที่มีค่า

แต่ความหวังจริงๆ ของเรา ก็คือการพ้นจากร่างกายนี้ ก็คือขณะที่เราดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้อยู่  แม้ว่าเราจะมีของมีค่าอยู่ในตุ่มเก่าๆ นี้ รู้ได้โดยพระวิญญาณ เป็นพยานให้กับเราแล้ว แต่แน่นอน เรา ก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ แล้วก็รำคาญตุ่มเก่าๆ นี้ ความหวังเราจึงอยู่ที่เมื่อไร ตุ่มมันจะหมดอายุ สักทีหนึ่ง แล้วฉันจะได้รับร่างกายใหม่ และย้ายที่อยู่ใหม่ในสวรรคสถาน หมดสิ้นจากความทุกข์ยากลำบากเสียที

ยอห์น 17:22-23 ผมจะนำท่านไปให้เห็นของมีค่า ที่พระคัมภีร์พูดถึงตรงนี้ ที่เปาโลพยายามจะชี้ให้เราเห็น ที่เป็นความหวัง กำลังใจให้กับคริสเตียนตั้งแต่ยุคโน้น มาทุกยุคทุกสมัย จนถึงยุคเรา คือมีค่าขนาดไหน? นี่เป็นคำอธิษฐาน เป็นคำพูดของพระเยซูคริสต์ …

ยอห์น 17:22-23  “22 เกียรติสิริ (ชีวิตนิรันดร์) ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์ได้มอบให้พวกเขา (ทุกคนที่เชื่อในพระเยซู) แล้ว เพื่อพวกเขา (ผู้ที่เชื่อในพระเยซู) จะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน 23 คือข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) และพระองค์อยู่ในข้าพระองค์ ขอให้พวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา และทรงรักพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) เหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์”

 

พระเยซูอธิษฐานกับพระเจ้าพระบิดาว่า  “เกียรติสิริ” หมายถึงอะไร? ก็คือชีวิตนิรันดร์  ซึ่งพระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์นั้น ซึ่งพระองค์ ตรงนี้หมายถึงพระเจ้าพระบิดา ประทานให้กับพระเยซู ประทานเมื่อไร? ประทานเมื่อตอนชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย พระเยซูสละสภาพสภาวะพระเจ้ามาตายที่ไม้กางเขน เพื่อที่จะไถ่บาปเรา ลบล้างบาปเรา ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ แล้ววันที่สามพระเจ้าพระบิดา ได้ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย ตรงนี้แหละ ฤทธิ์อำนาจที่ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นมาใหม่นั้น ทำให้พระเยซูกลายเป็นวิญญาณ ที่เป็นวิญญาณชีวิตนิรันดร์ที่มาจากพระเจ้า เต็มไปด้วยเกียรติ เต็มไปด้วยพระสิริ เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจ

พระเยซูบอกว่า … “เกียรติสิริอันนี้ ชีวิตนิรันดร์อันนี้ ที่พระบิดาประทานให้กับลูก ข้าพระองค์ได้มอบให้พวกเขา”

มอบให้ใคร? มอบให้กับทุกคนที่เชื่อในพระเยซู “เขา” คือเชื่อในพระเยซู พระเยซูบอกว่า …

“ผู้ที่เชื่อในเรา ผ่านทางคำพูดของอัครสาวก ผ่านทางการประกาศข่าวประเสริฐ และเชื่อในเรา ในสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับเรา  ถ้าเชื่อ ก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ตรงนี้ ได้ไป เพื่อพวกเขา ผู้ที่เชื่อในพระเยซูนั้น จะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่ข้าพระองค์กับพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน”

“เป็นหนึ่งเดียวกัน” หมายถึงรวมกันเป็นวิญญาณเดียวกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เป็นวิญญาณก้อนเดียวกันเลย  คือ “ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา และพระองค์อยู่ในข้าพระองค์” คือพระเยซูกำลังบอก พระเยซูอยู่ในผู้ที่เชื่อ พอเชื่อปุ๊บ พระเยซูเข้าไปอยู่ในนั้น นี่แหละ คือชีวิตนิรันดร์ ที่เริ่มต้น เมื่อเราเชื่อและเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด นี่หมายถึงตรงนี้

“ชีวิตนิรันดร์ที่ให้เราบังเกิดใหม่นั้น” เป็นชีวิตของพระเยซู และเป็นชีวิตของพระเยซูที่ได้รับจากพระเจ้าพระบิดา เพราะฉะนั้น ชีวิตของเราที่บังเกิดใหม่ เป็นชีวิตนิรันดร์นั้น เป็นชีวิตที่ได้รับมาจากพระบิดา เป็นเหมือนชีวิตของพระเยซู เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีผิดเลย

“ขอให้พวกเขาผู้เชื่อได้ร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”  อย่างสมบูรณ์ คืออย่างครบถ้วนบริบูรณ์ พระเจ้าเป็นอย่างไร? เราก็จะเป็นอย่างนั้น เราไม่ใช่พระเจ้านะ เราเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกสรร ให้เป็นประชากรของพระองค์ ในฐานะลูกของพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ มี DNA เหมือนพระองค์ในโลกฝ่ายวิญญาณ เป็นเหมือนพระองค์เลยทีเดียว เรียกว่าเป็นชีวิตนิรันดร์เหมือนพระองค์

“เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา และทรงรักพวกเขา เหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์”  พระเจ้าพระบิดาทรงรักพวกเรา ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์  ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระองค์นั้น รักเราเท่าๆ กับพระเยซู นี่ชัดเจนเลย

“ทรงรักพวกเขา” ทรงรักผู้ที่เชื่อเหมือนรักข้าพระองค์ คือเหมือนรักพระเยซู พอมองเห็นไหมว่าพระองค์ทรงรักเรามากเท่าไร? รักเราเท่ากับพระเยซูคริสต์ และความหวังในชีวิตนิรันดร์อย่างนี้ พระเยซูเข้ามาสถิตอยู่อย่างนี้  เป็นความหวังเดียวที่ทำให้คนมีพลัง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มีความหวังในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างชัดเจน  และความหวังนี้ มีง่ายนิดเดียว หวังแค่นิดเดียวเอง ไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลย แม้แต่นิดหนึ่ง ที่จะได้ความหวังตรงนี้ ชีวิตนิรันดร์ได้มา โดยพระคุณ ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่เชื่อเท่านั้นเอง เราก็ได้รับชีวิตนิรันดร์ตรงนี้ ยอห์น 3:15-16 พระเยซูตรัสประกาศถึงข่าวประเสริฐนี้ว่าความหวังตรงนี้ ชีวิตนิรันดร์ได้ง่ายๆ อย่างนี้เลยแหละ จริงๆ …

ยอห์น 3:15-16 “15 เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์ 16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกและมนุษย์ จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ (พระเยซู) เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ (วิญญาณตายอยู่ในบาป) แต่มีชีวิตนิรันดร์ (เป็นลูกของพระเจ้า)”

 

“แต่มีชีวิตนิรันดร์” ก็คือมาบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ แค่เชื่อเอง พระเยซูตรัสว่านี่เป็นเหมือนประตูแคบ คนไม่ค่อยเข้าใจ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ค่อยได้ไง ความคิดของมนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย ทำไมได้อย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง เลยไม่มา นี่ประตูแคบ ก็เลยพยายามไปหาวิธีทำให้ตัวเองได้รับชีวิตนิรันดร์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พูดง่ายๆ ก็คือถ้าเปรียบเทียบกับตุ่มเก่าๆ เมื่อสักครู่นี้ พระเยซูบอกว่าเพียงแค่เชื่อในพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และเป็นขึ้นจากความตาย แค่นั่นเอง ตุ่มเก่าๆ นี้ก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ ได้รับทรัพย์สมบัติอันมีค่ามหาศาล ได้รับชีวิตที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ได้รับชีวิตที่มี DNA แบบของพระเจ้าเลยทีเดียว  เข้ามาในตุ่มเก่าๆ ทันที เพียงแค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น เท่านั้นเลยจริงๆ

ถ้าไม่เชื่อในพระคัมภีร์เมื่อตะกี้ที่เราอ่านนั้น ยอห์น 3:16  ถ้าไม่เชื่อ เกิดอะไรขึ้น? “เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ” ก็คือถ้าไม่เชื่อ มันก็พินาศ ถ้าไม่เชื่อ ก็ไม่มีพระเยซูคริสต์อยู่ในตุ่มนั้น ตุ่มนั้น ก็จะเป็นตุ่มเก่าๆ ที่กำลังสูญสิ้นไป แต่ภายใน ไม่มีชีวิตนิรันดร์ ไม่มีความหวัง ไม่มีชีวิตที่เป็น DNA แบบพระเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย แต่เป็น DNA มาจากอาดัม ซึ่งเป็น DNA ที่เป็นทาสของมาร  อยู่ในความมืด  อยู่ในความพินาศนั่นเอง

ชีวิตนิรันดร์จึงเป็นสมบัติ อันมีค่ามากมายมหาศาล ชีวิตนิรันดร์ จึงเป็นเพชร เป็นพลอย เป็นทองคำในตุ่มเก่าๆ ของผู้เชื่อ และเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวัง สำหรับผู้ที่เชื่อนั้นเขาได้รับชีวิตนิรันดร์เป็นมัดจำไปแล้ว ตอนดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ และเขามีความหวัง ที่จะไปรับร่างกายใหม่ เปลี่ยนตุ่มใหม่ ไปอยู่ในโลกใหม่ได้รับชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง หลังจากความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ตุ่มใบนี้จบการงานของมันแล้ว  โดยการตายจากร่างกายนี้ หรือเรียกว่าตายจากโลกนี้ นั่นเอง แล้วรับร่างกายใหม่ เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูคริสต์ทันที เมื่อวิญญาณออกจากร่าง

พูดง่ายๆ ว่าความหวังใจของคนที่เชื่อในพระเจ้า ในสมัยอดีต และปัจจุบัน และอนาคต พระคัมภีร์สอนให้ความหวังใจเรามองไปที่ทรัพย์สมบัติอันมีค่า ที่อยู่ในตุ่ม และมองไปที่การเปลี่ยนตุ่มในอนาคตอันใกล้ แค่นี้เอง อันนี้จำได้ง่ายดี ความหวังเราอยู่ที่การเปลี่ยนตุ่มเก่าๆ

ผมอยากจะเทียบตรงนี้ให้เห็น ตุ่มเก่าๆ นี้ วันหนึ่งมันจะต้องสูญสิ้นไปใช่ไหม? แตกสลายไปใช่ไหม? จะแตกสลายด้วยอะไรไม่รู้ จะแตกสลายด้วย เอาไปให้สิงโตกิน จะแตกสลายด้วยการถูกข่มเหง แตกสลายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แตกสลายด้วยป่วย แก่ อุบัติเหตุ หรืออะไรก็ตาม เป็นชัยชนะของเราทั้งสิ้น เพราะเป็นความหวังของเราที่จะเปลี่ยนตุ่ม เปลี่ยนตุ่มก็ต่อเมื่อวิญญาณออกจากร่าง ก็คือตาย

เพราะฉะนั้น เวลาเปลี่ยนตุ่ม จากตุ่มเก่าๆ ที่สกปรก ที่เต็มไปด้วยความสาปแช่ง อ่อนแอ บังเกิดใหม่ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ รัศมี สง่าราศี เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ร่างกายใหม่ ที่เรียกว่าร่างกายสวรรค์นั้น ผมจึงใช้เปรียบเทียบเป็นว่าเปลี่ยนจากตุ่มเก่าๆ เป็นไหทองคำ นี่เห็นภาพแล้วนะ นึกภาพสิว่าเราเป็นตุ่มเก่าๆ ที่ในนั้นมีทรัพย์สมบัติ มีเพชร พลอย ทองคำ วันหนึ่งข้างหน้า อีกไม่นาน ตุ่มนี้จะหมดอายุลง พอตุ่มหมดอายุลงปุ๊บ มันจะเปลี่ยน กลายเป็นไหทองคำฝังเพชร ฝังพลอย สง่างามมากมายมหาศาลเลย แล้วท่านไม่ดีใจหรือ? ถ้าความหวังเราอยู่ที่นี่ตลอดเวลาได้ เราก็สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้า  ในทุกสถานการณ์ ในทุกสภาวการณ์ได้ เพราะว่าทั้ง 2 อันนี้ ทั้งทรัพย์สินอันมีค่า เพชร พลอย ทองคำที่อยู่ในตุ่ม และไหทองคำฝังเพชรที่สัญญาไว้นั้น มันเป็นสัญญาจริงๆ สาบานโดยพระนามของพระองค์จริงๆ แล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วเรารู้ เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ยืนยันอยู่ในจิตใจของเราว่ามันเป็นเช่นนั้นแหละ  เราจึงมีความหวังว่าเมื่อไรจะได้เปลี่ยนตุ่มสักทีหนึ่ง การทนทุกข์ทรมานถึงที่สุด และจนถึงความตาย ก็คือการเปลี่ยนตุ่มนั่นเอง

อย่างที่ตะกี้นี้บอกว่านี่แหละ พระคัมภีร์จึงเรียกว่าให้สะสมทรัพย์ของท่านไว้ในสวรรค์เบื้องบน  “สะสม” แปลว่ามีอยู่แล้วหรือยัง? “สะสม” แปลว่ามีอยู่แล้วสิ ถูกไหม? ให้สะสม เหมือนบางคนบอกว่าสะสมทอง ตอนนี้มีอยู่ 2 บาท  สะสมไปเรื่อยๆ จนสิบปี ยี่สิบปี ได้เท่าไรก็ว่าไป นี่สะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์ ทรัพย์อันมีค่า ตรงนี้สะสมชีวิตนิรันดร์ของเรา เราได้รับชีวิตนิรันดร์มาแล้ว แต่อยู่ในตุ่มเก่าอยู่ เราอยากได้เพิ่ม แต่ทำเองไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้อยู่ในพันธสัญญาของพระเจ้าทั้งสิ้น จะได้รับก็ต่อเมื่อตุ่มเก่ามันสูญสิ้นไป เราจึงจะได้รับอันใหม่ การสะสมทรัพย์ ก็คือเก็บรักษาทรัพย์สินที่มีค่า คือชีวิตนิรันดร์ที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างดี การสะสมไว้อย่างนี้ ก็คือการจดจ่อ ระวัง อย่าให้ใครมาขโมยไป มันขโมยไม่ได้อยู่แล้วล่ะ เพียงแต่จดจ่อให้ความสำคัญเท่านั้นเอง แล้วก็รอคอยว่าวันหนึ่งได้มาเพิ่ม ไหทองคำฝังเพชร ร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีมาเพิ่ม ครบถ้วนบริบูรณ์และอยู่อาศัยในโลกใหม่ ที่ไม่มีความบาป ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีคำสาปแช่งอีกต่อไป นี่คือการสะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์ ในเชิงของพระคัมภีร์ที่บอกไว้ใน 2 โครินธ์ 4:14 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

2 โครินธ์ 4:14 “เพราะเรารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงให้องค์พระเยซูเจ้า คืนพระชนม์จากความตายนั้น จะทรงให้เราเป็นขึ้นกับพระเยซูด้วย และจะทรงให้เราเข้าเฝ้าพระองค์ร่วมกับท่านทั้งหลาย”

 

เพราะเรารู้ว่าพระองค์ ผู้ทรงให้องค์พระเยซูเจ้าคืนพระชนม์ ก็คือพระบิดาผู้ให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตายนั้น จะทรงให้เราเป็นกับพระเยซูด้วย หมายถึงเปาโลบอกว่าจะทรงชุบเปาโลผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ซึ่งเป็นอัครสาวกในกลุ่มเริ่มต้นตอนนั้น ให้เป็นขึ้นกับพระเยซูคริสต์ด้วย  และจะทรงให้เราเข้าเฝ้าพระองค์ร่วมกับท่าน

“ท่าน” ในที่นี้หมายถึงผู้เชื่อ ชาวโครินธ์  ที่เปาโลเขียนไปถึง ซึ่งรวมทั้งเราด้วย  ผู้เชื่อทั้งหลาย  พูดง่ายๆ ก็คืออย่างที่ตะกี้นี้ ที่ผมบอกว่าพระเจ้าพระบิดาชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายอย่างไร?  เหมือนกันไม่มีผิดเลย พระเจ้าก็จะชุบ ให้เราเป็นขึ้นจากความตาย อย่างนั้นด้วยเมื่อวันที่เราเปลี่ยนตุ่ม เมื่อวันที่หมดอายุตุ่ม และทรัพย์สมบัติที่มีค่าภายใน เป็นอิสระ เข้าไปรับตุ่มใหม่ ไหทองคำ ไปรับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ เต็มไปด้วยสง่าราศี ครบถ้วนบริบูรณ์ ในสวรรคสถาน  และอยู่กับพระองค์ในโลกใบใหม่ ในสวรรค์สถานนิรันดร์นั่นเอง

เพราะฉะนั้น เป้าหมายของเราจึงจดจ่อไปที่มรดก ตรงนี้เป็นมรดก ชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ที่ตะกี้นี้พูดถึง ทั้งทรัพย์สินที่มีค่าในตุ่ม และรวมทั้งตุ่มใหม่ที่เราจะได้รับนั้น รวมทั้งการไปอยู่ในสวรรค์ เบื้องบน บนโลกใบใหม่ ที่พระเจ้าสร้างสรรพสิ่งใหม่ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เรียกว่ามรดก เพราะฉะนั้น ให้เราจดจ่อไปที่มรดกที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เริ่มเชื่อพระเยซูคริสต์ส่วนหนึ่ง เป็นมัดจำไปเรียบร้อยแล้ว และมองไปถึงด้านหน้า เราจะได้รับครบถ้วนบริบูรณ์ ก็คือจดจ่อไปที่มรดก คือทรัพย์สมบัติอันมีค่า เหมือนเพชร พลอย ทองคำ ก็คือ …

“พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในฉันแล้ว ชีวิตของพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในฉัน ชีวิตนิรันดร์ของพระเยซูคริสต์อยู่ในฉัน ตัวฉันเองก็เป็นชีวิตนิรันดร์นั้น และพระองค์ก็สถิตอยู่ในฉัน เป็นความหวังแห่งพระสิริ”

แล้วก็จดจ่อไปที่นี่ แล้วก็รอคอยการเสร็จภารกิจ ในตุ่มที่กำลังดำเนินอยู่ในโลกใบนี้ ตุ่มเก่านี้ รอเสร็จภารกิจในร่างกายนี้ รอคอยวันเวลา ด้วยใจจดจ่อที่จะทิ้งตุ่มสักทีหนึ่ง เราทิ้งเองไม่ได้ เพราะพระเจ้าจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จะทิ้งเมื่อไร? ก็คือวันที่จิตวิญญาณเราออกจากร่างกายเรา ชีวิตนิรันดร์ของเรานั้น ออกจากร่างกายนี้ เมื่อไร? รอคอยวันนั้น

ตะกี้เรากำลังพูดถึงประสบการณ์ของพี่น้องคริสเตียนในอดีต ตั้งแต่ตอนยุคคริสตจักรเริ่มต้น  ที่บอกว่าถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก เอาไปสู้กับสิงโต  พูดง่ายๆ เอาไปให้สิงโตกิน  เพื่อเป็นการแสดงให้กับคนดู ตอนที่อยู่ในที่คุก ที่รอ กำลังจะเอาไปโชว์ในวันพรุ่งนี้ ลองคิดดูสิว่าเขาคิดถึงอะไร? เขาก็ต้องคิดถึงตรงนี้แหละ เขาคิดถึงวันพรุ่งนี้ เป็นวันแห่งชัยชนะของเขา เขาคิดถึงวันพรุ่งนี้ เป็นวันที่ใช่ เขาเจ็บปวดจริง  แต่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์ทรงทราบดีว่าเขารับได้แค่ไหน? เท่าไร? และเขาทราบดีว่าหลังจากโชว์นี้เสร็จปุ๊บ หลังจากที่สิงโตฆ่าเขาตายแล้ว หรืออย่างไรก็แล้วแต่ เขาหมดลมหายใจจากร่างนี้แล้ว เขาก็เท่ากับเปลี่ยนตุ่ม เขาทำงานสำเร็จแล้วนั่นเอง เห็นชัดเลย เขาจะได้รับการเป็นขึ้นจากความตาย ได้รับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เต็มไปด้วยสง่าราศี เต็มไปด้วยความงดงาม เป็นเหมือนร่างกายของพระเยซู ที่เป็นขึ้นจากความตาย เขาไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องอยู่ในความบาป ความตายและความทรมานอีกต่อไปเลยนิรันดร์กาล อยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาลเลย อย่างนี้แหละ คือความหวังของเขา เขาจะได้รับสง่าราศี เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ซึ่งในพระคัมภีร์ได้บอกแล้วไง ที่บอกว่าพระคริสต์สถิตอยู่ในท่านแล้ว  และขณะนี้ เป็นความหวังแห่งพระสิริ ก็คือเป็นความหวังที่ท่านจะได้รับพระสิริเหมือนพระองค์เลย ในวันหนึ่งข้างหน้า วันที่ท่านจากโลกนี้ไปนั่นเอง

เพราะฉะนั้น วันที่จากโลกนี้ไป จะเป็นวันที่น่ายินดีมากมายมหาศาล สำหรับคริสเตียน และกำลังความเชื่อก่อนหน้านั้น มาจากไหน?  ก็มาจากการทรงสถิตของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ที่สถิตอยู่กับเขาตอนนั้น ตอนที่เขาต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก พระเยซูคริสต์ก็สถิตอยู่กับเขา เป็นผู้ให้กำลังกับเขา เหมือนที่เปาโลบอกว่า …

“โดยกำลังที่มาจากพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าสามารถเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้ ผ่านทางพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า ไม่ใช่ข้าพเจ้าแข็งแรง เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงเข้มแข็งต่างหาก ยามข้าพเจ้าอ่อนแอ”

เห็นไหม? มีแต่ได้กับได้ บางทีเราคิดว่าถ้าเผื่อเป็นโควิดขึ้นมา เราจะเผชิญได้อย่างไร? ถ้าเผื่อไม่มีรายได้อีก 6 เดือนเราจะอยู่ได้อย่างไร? เราคงตายทั้งหมดมั้ง หรือว่าโรคระบาด  ระบาดไปทั้งโลกแล้ว เราจะอยู่อย่างไร? เราจะทนได้หรือ? เพราะเรานึก เราคิดการเผชิญนั้นด้วยตัวเราเอง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา มนุษย์บนโลกใบนี้ ก็ต้องมีความรู้สึกอย่างนั้นว่าเราจะเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ ได้อย่างไร? พี่น้องคริสเตียนที่อยู่เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว เขาก็คิดอย่างนี้แหละ  เอาเขาไปตรึงที่ไม้กางเขน แล้วเผาเขาทั้งเป็น แล้วเขาจะทนรับได้อย่างไร? เอาเขาไปสู้กับสัตว์ร้าย เขาจะทนได้อย่างไร? เขาก็คิดอย่างนั้น  แต่พอถึงเวลาที่เกิดขึ้นจริงๆ พระเยซูคริสต์เป็นพลัง เป็นกำลังให้เขา เปาโลบอกว่าผ่านมาแล้ว รู้แล้วว่ามันเป็นอย่างนั้น ตอนก่อนจะถูกเฆี่ยน เปาโลก็กลัวเหมือนกัน กลัวเจ็บ แต่พอผ่านไปจริงๆ มีอะไรบางอย่าง ไม่รู้ จับต้องมองเห็นไม่ได้ แต่มีอะไรบางอย่าง จากพลังภายในที่เปาโลใช้คำนี้ว่ากำลังเสริมจากพระเยซูคริสต์ ผู้สถิตอยู่ในข้าพเจ้า สถิตอยู่ในผู้คนที่เชื่อ พระองค์อยู่แล้วนั้น พระองค์เป็นผู้ประทานกำลังให้กับเรา เผชิญกับสิ่งนั้นได้ ก็แสดงว่าทนได้นั่นเอง พระเยซูคริสต์จึงบอกว่าใครที่ข่มเหงรังแก หรือทำร้ายเราทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในพระเยซูที่เป็นคริสเตียนนั้น เท่ากับกำลังถีบปฏัก กำลังทำร้ายพระองค์ กำลังต่อต้านพระองค์ กำลังต่อสู้กับพระองค์

ก็แสดงว่าตอนที่เราทนทุกข์ลำบาก พระเยซูก็สถิตอยู่กับเราด้วยใช่ไหม? แล้วพระเยซูจะปล่อยให้เราเจ็บปวดจนไม่ไหวหรือ? ไม่มีทางอยู่แล้ว เพราะพระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูเคยเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนเรา เคยเจ็บปวดมากกว่าเราตั้งเยอะ พระองค์ทรงทราบดีว่าถ้าเจออย่างนั้น มันจะเจ็บปวดอย่างไร? พระองค์รู้ว่าขนาดไหน ถึงเรียกว่าทนได้ เห็นไหม?

นี่คือความคิด ที่คิดแบบพระเจ้า แบบพระคัมภีร์ แต่แน่นอนอยู่บนโลกใบนี้ ก็ต้องคิดแบบมนุษย์อย่างที่บอก ไม่ว่าท่านจะคิดแบบไหนก็ตาม ถึงวันเวลาที่มันเกิดขึ้นจริงๆ อยากจะบอกว่าเหมือนเขาประกวดเพลง ประกวดอะไรต่างๆ ทั่วโลก …

“ขอบอกว่าท่านผ่านครับ”

ไม่ใช่ 4 ผ่านอย่างเดียว 10 ผ่าน 100 ผ่าน พระเจ้าพระบิดาบอกผ่าน พระเจ้าพระบุตรบอกผ่าน พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์บอกผ่าน ทูตสวรรค์อีก 2 ใน 3 ทั้งโลกนี้ ทั้งมหาจักรวาลบอกว่าผ่าน มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับท่าน  มันเกี่ยวกับการงานของพระเยซูคริสต์ผู้สถิตอยู่ในท่านมากกว่า มันไม่ใช่ตัวท่าน เพราะแม้กระทั่งความเชื่อ เริ่มต้นที่ท่านเชื่อในพระเจ้า ได้รับการบังเกิดใหม่ ได้รับชีวิตนิรันดร์ ได้รับเพชร พลอย ทองคำที่มีค่า เต็มไปด้วยพระสิรินั้น ท่านก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ท่านแค่เชื่อ ทั้งหมดเป็นการงานของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ใช่หรือไม่? เพราะถ้าใช่ ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น และมันต้องเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งถึงครบถ้วนบริบูรณ์ ในชีวิตนิรันดร์ หลังความตาย ถูกหรือไม่ถูก? ถูกต้องเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระคัมภีร์พูดน่าจะเป็นความจริง นี่เป็นความหวังใจอันยิ่งใหญ่ สำหรับคริสเตียนทั้งหลายที่รู้ความจริงตรงนี้ ดังนั้น โลกนี้ จึงไม่ใช่บ้านเรา เราเพียงอาศัยชั่วคราว

“โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา  ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้ ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่ ณ ประตูบนวิมาน

และฉันรู้ว่าโลกนี้ ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย”

ร้องให้ขึ้นใจเลย  เสร็จก็หลับ ภาษาคริสเตียนเราเรียกว่าหลับ  ทิ้งตุ่มนี้ไปเลย ไม่ต้องไปแยแสมัน  1 เปโตร 2:11 บันทึกไว้อย่างนี้ …

1 เปโตร 2:11  “ดูก่อนท่านที่รัก ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งหลาย ผู้อาศัยในโลกอย่างโลกไม่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน ให้เว้นจากตัณหาของเนื้อหนัง ซึ่งเป็นข้าศึกต่อวิญญาณจิตของท่าน”

 

ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านทำอะไร? ก็คือให้ท่านจดจ่อความหวังท่านที่ทรัพย์สมบัติ อันมีค่าในสวรรค์เบื้องบน บนนั้น ก็คือพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในท่าน เบื้องบนหมายถึงบนที่ดีกว่า เบื้องบนในตัวท่าน ไม่ใช่มาจดจ่อเอาสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ อยากได้โน่น อยากได้นี่ อยากเป็นอันนั้น อยากเป็นอันนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น ให้จดจ่อไปที่ทรัพย์สินเบื้องบน ในสวรรค์ ทั้งกายและโลกนี้ กำลังสูญสิ้นไป ทั้งตุ่มและวัสดุที่ทำตุ่ม ก็คือร่างกายเราถูกปั้น มาจากดิน หรือเรียกว่าโลกธาตุ ทั้งตุ่มและโลกธาตุ ก็กำลังสูญสิ้นไป  กำลังสลายไป กำลังตายไป กำลังหมดสิ้นไป สูญจริงๆ นะ สูญหายไปเลย  พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น  แต่สิ่งใหม่ได้ก่อกำเนิดเกิดขึ้น  กำลังเติบโตขึ้น อยู่ภายในเรา เกิดขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนั้น คือชีวิตนิรันดร์ ที่เปรียบเหมือนเพชร พลอย ทองคำ เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆ เยอะขึ้นไปเรื่อยๆ เราไม่รู้ตัวหรอก เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน เขาเรียกว่าสะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์ แปลว่าอย่างนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ท่านรับเชื่อ เพชร พลอยและทองคำอยู่ในตุ่มนี้แล้ว และนับวันก็จะมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้เพิ่ม คือพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้เพิ่มให้ มันเจริญเติบโตเป็นไปตามธรรมชาติ ก็เยอะขึ้นๆ จนกระทั่งไปถึงรับตุ่มใหม่

เพราะฉะนั้น ควรจดจ่อไปที่ตรงนี้ ตรงชีวิตนิรันดร์ ที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ภายในเรา  เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ด้วยความหวังในสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ หรือที่ตามองเห็นได้ เราคริสเตียนทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า ที่มีของอันมีค่า ล้ำค่าอยู่ในภาชนะเรือนดินนี้แล้ว เราไม่ได้มีความหวัง ในเรื่องของทรัพย์สินเงินทอง ความมั่งคั่ง มั่งมี ความสุขสบายบนโลกนี้  หรือเรียกว่าความสุขสบายในตุ่มนี้ เราไม่ได้มีความหวังในสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรงในตุ่มนี้  ไม่ได้เป็นของมีค่าสำหรับเราเลยในตุ่มนี้  หมายถึงไม่ใช่ข้างในตุ่มมีอะไร? หมายถึงว่าเราไม่ได้ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญกับการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งตุ่มสัมผัสอยู่ ก็คือทรัพย์สินเงินทอง ความร่ำรวย ความเข็งแรงอะไรต่างๆ เหล่านั้น เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน ไม่ใช่เป็นความหวังของเรา เพราะพระคัมภีร์สอนเราชัดเจน  จริงๆ พระคัมภีร์สอนเราด้วย และชีวิตจริง ก็สอนเรา ทุกศาสนาก็สอนอย่างนี้ เพราะมันเป็นไปไม่ได้  ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนทั้งสิ้น จริงหรือไม่ ที่เขาบอกว่าสิ่งที่แน่นอนที่สุด คือสิ่งที่ไม่แน่นอน  … ไม่แน่นอน  คือแน่นอนที่สุดเลย คือมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ คือจับให้เป็นจริงๆ ไม่ได้ มันไม่อยู่กับที่

เพราะฉะนั้น ตุ่มเก่าๆ  ที่เรากำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันกำลังสลายไป มันกำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกวันๆ จะไปหวังว่าให้มันอยู่คงที่ คงกระพัน อย่าถูกหลอก มันไม่มี จะให้มีความสุขอย่างนี้ตลอดไป นิ่งๆ เลย มันไม่เปลี่ยนแปลง มันไม่มี จะไม่ให้มีความทุกข์เลย ให้พระเจ้าอวยพร มีแต่สุขตลอด มันไม่มี อย่าถูกหลอก

เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ สามารถเกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้  ยกตัวอย่างเช่น คนทำดี แล้วได้ไม่ดี มีไหม? ไม่ได้พูดถึงคริสเตียนนะ พูดถึงทั่วๆ ไป บนโลกใบนี้ เราเห็นกันบ่อยๆ คนทำดี ไม่ได้ดี แต่คนไม่ได้ทำดี แต่ได้ดี มีไหม? มีถมไป นึกสิ นี่มันเรื่องจริง เหล่านี้ คือสิ่งที่ตาเรามองเห็น มือจับต้องได้  ก็คือเป็นของโลก ซึ่งถ้าเราไปฝากความหวังที่มัน เราก็เสร็จสิ  ถูกหลอกไปเรื่อย หลอกไปโน่นหลอกไปนี่

พระคัมภีร์จึงอธิบายให้เราชัดเจนว่าโลกใบนี้ เปรียบเป็นเหมือนของปลอม … ของปลอม คือของที่หลอกลวง ไม่จริง จะล่อลวงเราไปติดกับ เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถไว้ใจโลกใบนี้ได้เลย แม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อก็เป็นอย่างนี้แหละ จริงหรือไม่จริง?

ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ก็ฝากความหวังไว้ที่มันไม่ได้ วางใจไม่ได้สักอย่าง เขาเรียกว่าอย่าดำเนินชีวิตอย่างประมาท ถ้าเราวางใจ หรือหวังในสิ่งที่ให้พระเจ้าทำให้เราบนโลกใบนี้ ฟังให้ดีๆ ถ้าเรามีความหวังว่าพระเจ้าจะทำให้เรา ในสิ่งที่เราอยากได้ บนโลกใบนี้นะ ที่สามารถเป็นพระพร ที่จับต้องมองเห็นได้ จากพระเจ้า  เราหวัง เราอยากได้ แล้วเราหวังไว้อย่างนั้นว่าพระเจ้าจะทำให้  เราก็จะเป็นทุกข์ อันนี้แน่นอน 100% เพราะมันเป็นไปไม่ได้ไง และเมื่อเป็นทุกข์ ท่านก็ไม่สามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณีแล้ว

นี่ไง ทำอย่างไรถึงจะได้ ก็ไปหวังในสิ่งที่ได้แล้ว หวังในสิ่งที่พระประสงค์ของพระเจ้า ที่สำแดงแล้วในพระเยซูคริสต์ ที่พระเยซูประกาศที่ไม้กางเขนว่าสำเร็จแล้ว นั่นแหละ หวังตรงนั้นให้หมดเลย ก็คือชีวิตนิรันดร์เริ่มต้น จนกระทั่งถึงชีวิตนิรันดร์หลังความตาย นั่นแหละ ไปหวังตรงนั้นสิ ไม่ใช่มาหวัง ในสิ่งที่เป็นของโลกใบนี้ ที่พระเจ้าไม่ได้บอก แค่พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา จูงมือเราผ่านหุบเขาเงามัจจุราช ไม่ได้บอกว่าจะให้เรา ตามที่เราอยากได้ทุกอย่าง  ความหวังของเรา ต้องอยู่ที่โลกวิญญาณ เท่านั้น ต้องใช้ความเชื่อในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าบอกเราในถ้อยคำพระองค์ว่าพระองค์ทรงทำอะไรสำเร็จเรียบร้อยแล้วบ้าง สัญญาว่าจะให้อะไรเราบ้าง ก็คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำให้กับเราเรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขนนั่นเอง

ทำอะไรบนไม้กางเขน ก็คือพระพรของพระองค์ในโลกฝ่ายวิญญาณ ทำให้เราบังเกิดใหม่ ให้ผู้ที่เชื่อ ในการกระทำของพระองค์สามารถมีชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเป็นของที่มีค่าที่สุด เปรียบดังเพชร พลอย ทองคำที่อยู่ในตุ่มเก่าๆ นี้ แค่เชื่อเท่านั้นเอง

สำหรับบนโลกใบนี้เราควรดำเนินชีวิตด้วยความหวังอะไร? ไม่ยากเลย ไม่ใช่ว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ผมกำลังพูดว่าอย่าหวังว่าจะร่ำรวย  เพราะฉะนั้น พยายามจนไว้ อย่าหวังว่าจะแข็งแรง พยายามทำตัวป่วยไว้ ช่างมัน ไม่ต้องไปดูแลมัน ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น อยู่บนโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคน โดยธรรมชาติ ก็ว่ากันไปตามความเป็นจริงนั่นแหละ มนุษย์ถูกสร้างมาให้มีความสุขอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เขาก็ต้องแสวงหาความสุข แต่ความสุขเราฝากความหวังไว้ที่พระเจ้า คำว่าหวังไว้ที่พระเจ้า คือเราอธิษฐานกับพระเจ้า สมมติว่าพูดถึงเรื่องความมั่งมี ทรัพย์สินเงินทอง คงไม่มีใครอธิษฐานหรอกนะ …

“พระเจ้าเดือนนี้ให้ลูกขัดสนนิดหนึ่ง เพื่อลูกจะได้ฝึกฝนในการมีความหวังในชีวิตนิรันดร์”

คงไม่มีใครอธิษฐานอย่างนี้ แล้วก็ไม่ต้องทำอย่างนั้นด้วย แล้วทุกคนอธิษฐานว่าอย่างไร?

“พระเจ้าขอทรงอวยพรการงานที่ลูกกระทำ ให้มันเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง ขออวยพรรายได้ ให้มีมากขึ้น”

อันนี้มันธรรมดา   แล้วพระเจ้าโกรธหรือ?   พอใจมากเลย   ลูกเรามีสติสตังค์ดีอยู่    ดีใจมากเลย ที่ลูกเราอธิษฐานอย่างนี้ แต่พระองค์ทรงทราบดีว่ามันดีสำหรับเราหรือไม่? อย่างนี้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่จะตอบคำอธิษฐานของเรา คือพระเจ้า … พระเจ้าตอบคำอธิษฐานเรา  ก็แล้วแต่น้ำพระทัยพระองค์ พระองค์จะตอบอย่างไรก็ตาม ก็อธิษฐานได้  แต่สุดแล้วแต่พระองค์ แล้วแต่น้ำพระทัย พระองค์จะให้ลูกรวย ก็รวย ก็ขอบคุณพระเจ้า ถ้าตอบคำอธิษฐานเป็นอย่างอื่น  ก็ขอบคุณพระเจ้า ก็โอเค ไม่ใช่เราไม่อยากได้ อยากได้อยู่ อยากได้สุขภาพแข็งแรงไหม? แน่นอน ทุกคนก็อยากได้สุขภาพแข็งแรงไปจนถึงวันสุดท้าย ทิ้งตุ่มนี้ ยังสุขภาพแข็งแรงอยู่ แน่นอน แต่ก็ดูแลให้ดีที่สุด ในร่างกายนี้ แล้วแต่พระเจ้าแล้ว เพราะว่ามันเหลือกำลังแล้ว ได้แค่ไหน ก็โอเค นี่เขาเรียกว่าพอใจในทุกสภาวการณ์ ทุกสถานการณ์ที่เผชิญได้ทุกอย่าง มันเป็นอย่างนี้

ความหวังของเราอยู่ที่โลกฝ่ายวิญญาณ อันนี้ 100% เอาไปเต็มๆ เลย ก็คือความหวังในชีวิตนิรันดร์ ที่มีอยู่แล้ว และชีวิตนิรันดร์หลังความตาย นี่คือความหวังนิรันดร์ ที่เข้มแข็ง บนรากฐานของพระเยซูคริสต์อันแท้จริง จะจบลงที่ 2 โครินธ์ 4:16-18 ว่าความหวังนิรันดร์ ที่เข้มแข็งนั้น อยู่บนรากฐานของอะไร? อยู่ในข้อพระคัมภีร์นี้แหละ …

2 โครินธ์ 4:16-18 “16 ฉะนั้น เราไม่ท้อถอย (ผิดหวัง เสียใจ กลัว) แม้ว่ากายภายนอกของเรา กำลังทรุดโทรมไป แต่ตัวตนภายใน (วิญญาณ และจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในพระคริสต์) ของเรากำลังได้รับการเลี้ยงดูเสริมสร้างขึ้นใหม่ ให้เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน 17 เพราะความทุกข์ยากลำบาก ที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ที่กำลังเสริมสร้าง หล่อหลอม และจัดเตรียมเราเข้าไปสู่สง่าราศี พระสิริอันยิ่งใหญ่สมบูรณ์นิรันดร์ ที่ไม่มีสิ่งใดสามารถเปรียบได้เลย 18 ดังนั้น เราจึงไม่จับตามองดู สิ่งที่มองเห็นอยู่ แต่จับตามองดู สิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้น เป็นเพียงชั่วคราว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน (เหมือนเงา) แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นเป็นถาวรนิรันดร์”

 

อวยพรตัวเองว่า “เอเมน” ถ้าใครทำได้ตามนี้ พรมหาศาลอยู่กับชีวิตของเขาอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเผชิญความทุกข์เท่าไร? พระคริสต์สถิตอยู่กับเรา พระองค์ทรงรับรู้ด้วยความรัก ความห่วงใย ในการเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากของเรานั่นแหละ เพราะฉะนั้น จงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า มีกำลังขึ้นในองค์พระเยซูคริสต์ ผู้สถิตอยู่กับเรา  แล้วก็เดินต่อไปกับพระองค์ด้วยความเชื่อ ความหวัง ความรักในพระเยซูคริสต์ เรียกว่าความหวังแห่งพระสิริของพระองค์นั่นเอง  มีสติในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ให้สมกับเป็็็ปนลูกของพระเจ้า ที่มี DNA ทางฝ่ายวิญญาณ อยู่ในตุ่มเก่าๆ นี้ เหมือนพระเจ้าไม่มีผิด เป็นประชากรของพระเจ้า  และเป็นพลเมืองของสวรรค์ กำลังเดินทางกลับบ้าน เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ถ้าเป็นอย่างนั้น และทุกสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ และสามารถมีกำลังจากภายใน คือพระเยซูคริสต์ ที่สถิตอยู่ข้างในเรา ในการที่จะทำให้เราสามารถพึงพอใจในทุกสภาวการณ์ ทุกสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่ได้ ด้วยความหวังที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีในความรอดนิรันดร์ที่ได้รับเรียบร้อยแล้ว และจะได้รับอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ในไม่ช้านี้ เมื่อวันหนึ่งที่ตุ่มนี้ หมดภารกิจของมัน เราก็ได้รับชัยชนะ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์  พระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ฟิลิปปี 4:11-13 “11 ข้าพเจ้า​ไม่ได้พูด​จากความขัดสน​สิ่งใด เพราะ​ข้าพเจ้า​ได้​เรียนรู้​ที่​จะ​พึงพอ​ใจ​ใน​สิ่ง​ที่​มี​อยู่​ที่เป็นอยู่ใน​ทุก​สถานการณ์  12 ข้าพเจ้า​เรียนรู้จัก​ทั้งการเป็นอยู่อย่างถ่อมตน ในยามทุกข์ยากลำบากขาดแคลน และ​ความ​เป็น​อยู่​อย่าง​มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ข้าพเจ้า​ได้​เรียนรู้​ถึง​เคล็ดลับ​ที่​จะ​พึงพอ​ใจ​ใน​ทุก​สภาพ ไม่​ว่า​จะ​อิ่ม​หรือ​อด ไม่​ว่า​จะ​มี​เหลือ​ล้น​หรือ​ขาด​แคลน 13 ข้าพเจ้า​เผชิญทุก​สิ่ง​ทุกสถานการณ์ได้​ผ่านทางพระคริสต์ผู้​เสริม​กำลังอยู่ภายใน​​ข้าพเจ้า”

เรามาร้องเพลงด้วยกันนะครับ  เพลง “ในโบสถ์เล็กๆ ที่ฉันเข้าไปอธิษฐาน” …

  1. ในโบสถ์เล็กๆ ที่ฉันเข้าไปอธิษฐาน  น้ำตาไหลพราก ด้วยความยินดี

ฉันได้เรียนรู้ความพึงพอใจดี                แค่มีพระเจ้า ฉันสุขจริงๆ

  1. ในโบสถ์เล็กๆ ที่เพียงแค่ธรรมดา ผู้คนเข้ามา ใจถ่อมวิงวอน

ฉันขอพระพรให้ความเชื่อเพิ่มพูน       ดำเนินชีวิต ในแต่ละวัน

** เสาะหา ฉันหาทาง แต่ฉันไม่เคยพบ     ไม่มีทางใดในโลกที่หมดทุกข์ **

  1. เดี๋ยวนี้ ฉันมีความสุขแท้จริง            ทุกคนพักพิงในองค์พระคริสต์

เป็นพี่น้อง เพื่อนในการทรงส-ถิต         ร่วมสรรเสริญพระนามพระองค์

** เสาะหา ฉันหาทาง แต่ฉันไม่เคยพบ    ไม่มีทางใดในโลกที่หมดทุกข์ **

  1. ในโบสถ์เล็กๆ ให้คุณเข้าไปอธิษฐาน        ด้วยจิตวิญญาณ ละด้วยความจริง

และภาระของคุณจะเบาลง                       คุณจะพบทางสว่างแน่นอน

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1338

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  14  พฤศจิกายน  2021

 เรื่อง “ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำ ก็ไร้ประโยชน์” ตอน 3

“ความเชื่อและการเชื่อฟังแตกต่างกันอย่างไร?”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

นี่คือหัวข้อหลักที่เราจะมาเรียนเพิ่มเติมในวันนี้ คือความเชื่อกับการเชื่อฟังต่างกันอย่างไร? ปัญหาที่ผ่านมา ก็มีคริสเตียนหลายคนที่เข้าใจผิดในความหมายของยากอบ บทที่ 2 ที่ผมยกขึ้นมาในการบรรยายในซีรี่ย์นี้ ที่บอกว่าความเชื่อเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการกระทำ ก็เป็นความเชื่อที่ไร้ประโยชน์ ไม่เกิดผล ก็เพราะว่าส่วนใหญ่ยังเข้าใจสับสน ระหว่างคำว่าความเชื่อกับการเชื่อฟัง มันต่างกัน วันนี้จะคุยเรื่องนี้ ให้ละเอียดเลย

พี่น้องสมาชิกของเรา ก็เคยถามบ่อยๆ แล้วก็ถามว่าความหมายของข้อพระคัมภีร์ข้อนี้  หมายความว่าอย่างไร? มาถามว่าถ้าเขาเชื่อพระเจ้าแล้ว เชื่อจริงๆ ตามเงื่อนไข ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจริงๆ เขามั่นใจว่าเขาบังเกิดใหม่แล้ว ได้รับความรอดตามพันธสัญญาของพระเจ้าแล้ว แต่ยังไม่สามารถสำแดงออกมาเป็นการกระทำได้ คือเขายังไม่สามารถให้อภัยคนที่เคยทำร้ายเขาอย่างเจ็บช้ำน้ำใจได้ ยังไม่สามารถที่จะรักคนๆ นั้น ได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าพระเจ้าบอกให้ดำเนินชีวิตด้วยความรัก พระเจ้าสอน ให้เขาดำเนินชีวิตด้วยความรัก

ถามว่า … “จะทำให้ความเชื่อของเขาไร้ประโยชน์หรือไม่?”

พูดง่ายๆ ก็คือถามว่า … “ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เขาจะสูญเสียความรอดในวันสุดท้าย ขณะที่จากโลกนี้ไปหรือไม่?” หรือ “เขาจะได้ไปอยู่ในสวรรค์หรือเปล่านั่นเอง”

ท่านลองตอบในใจดู ตอบให้คนข้างๆ ฟังก็ได้ คำถามนี้ เกิดจากสิ่งที่ผมเกริ่นไว้แล้วว่าผู้เชื่อหลายคนยังสับสนกับประเด็นของคำว่าความเชื่อกับการเชื่อฟัง ซึ่งเราได้เรียนรู้ความหมายของคำว่าความเชื่อที่ต้องมีการกระทำ ในยากอบ บท 2 ไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเชื่อฟังว่าต่างกันอย่างไร?  เราได้เรียนรู้กันไป 2 ครั้งแล้ว เน้นถึงเรื่องความเชื่อ เชื่อในพันธสัญญาของพระเจ้า แล้วก็ทำตามเงื่อนไข นั่นคือความเชื่อ

วันนี้ เราจะมาดูสิว่าความเชื่อหรือการเชื่อฟังมันแตกต่างกันอย่างไ? เราจะเริ่มต้นที่ทิตัส 2:11-12 ที่เราทิ้งไว้เมื่อครั้งที่แล้ว …

ทิตัส  2:11-12 “11 เพราะว่าพระคุณของพระเจ้า ที่นำไปถึงการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาป และความรอดนิรันดร์  ได้ปรากฏแก่คนทั้งปวงแล้ว 12 พระคุณนี้สอนเราที่จะฝึกฝน ปฏิเสธการทำบาป และไม่ทำตามโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ อย่างมีสติสัมปชัญญะ ตามทางพระเจ้า สมกับเป็นผู้ชอบธรรม (บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า)”

 

ข้อ 11 บอกว่า “พระคุณของพระเจ้า ที่นำไปถึงการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาป และความรอดนิรันดร์ ได้ปรากฏแก่คนทั้งปวงแล้ว”

หมายถึงพระคุณความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่ปลดปล่อยให้คนเป็นอิสระ จากการรับโทษของบาปนั้น ได้ถูกประกาศแล้ว ได้สำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คือที่เราทั้งหลายได้รับความรอด ก็โดยพระคุณ คือไม่ต้องทำอะไรเลย ผ่านทางความเชื่อ ที่เป็นการกระทำ ก็คือเชื่อในพันธสัญญา ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ แล้วก็เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ตามที่เราได้เรียนรู้เรียบร้อยแล้ว  นี่คือข้อ 11

ข้อ 11 เน้นไปที่อะไร? ความเชื่อตามพันธสัญญา  เชื่อในพระคุณของพระเจ้า  และทำตามพันธสัญญาที่มีเงื่อนไข เรียกว่าความเชื่อ

มาข้อ 12 บอกว่า “พระคุณนี้” คือความรอดนี้ ความรอดตามพันธสัญญาของพระเจ้า ที่ให้ไว้ในพระเยซูคริสต์ ที่มีเงื่อนไข และเราทำตามเงื่อนไข เรียบร้อยไปแล้ว ตรงนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว พระคุณนี้ ทำอะไร? สอนเราที่จะฝึกฝน ปฏิเสธการทำบาป  และไม่ทำตามโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบัน  อย่างมีสติสัมปชัญญะ ตามทางของพระเจ้า สมกับเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนพระเจ้าของเรา คือหลังจากที่เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว ตามที่ตะกี้นี้ผมอธิบายให้ฟัง เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว สะอาดหมดจด บริสุทธิ์แล้ว เป็นความรักเหมือนพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็จะค่อยๆ สอนเรา เพราะเราเกิดใหม่ เป็นลูกเล็กๆ ของพระองค์ ที่พระองค์ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ สอนเราด้วยความรัก ให้เชื่อฟัง อันนี้ไม่ใช่เชื่ออันแรก อันนี้ คือเชื่อฟัง ให้เชื่อฟังและประพฤติตาม เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าอะไรดีสำหรับเรา เรายังเล็กๆ อยู่ เราไม่รู้เรื่องโลกวิญญาณมากมายนัก แต่เรารู้ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า

ให้เราเชื่อฟัง ประพฤติดี สอนโดยไม่มีพันธะ ไม่มีเงื่อนไข สอนโดยพระคุณ เรียกว่าสอนโดยความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ด้วยตัวของพระองค์เอง  สอนเรา ด้วยพ่อที่สอนเราด้วยความรัก ไม่มีเงื่อนไขแล้ว  คำว่าไม่มีเงื่อนไข ก็คือจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่ได้ลงโทษ จะทำหรือไม่ทำตาม ก็ไม่เป็นไร ก็ยังรักเหมือนเดิมใช่หรือไม่? นี่ถ้อยคำพระเจ้านะ ไม่ใช่ผมพูดเอง เพราะไม่มีเงื่อนไขแล้ว

ง่ายนิดเดียว ทำไมไม่มีเงื่อนไข? เพราะว่าเป็นลูกไง มีใครที่เลี้ยงลูก แล้วมีเงื่อนไข เรากำลังจะมีลูกนะ มีลูกขึ้นมา  เราจะต้องสอนให้เขาเป็นคนดี ถ้าเขาทำไม่ดีขึ้นมา ดื้อมากๆ เราคิดว่าเราจะปัดเขา เอาเขาออกไปจากครอบครัวเลย ไม่มีพ่อแม่คนไหนตั้งเงื่อนไขแบบนั้น นี่หมายถึงคนปกติดีนะ ถ้าคนไม่ปกติ ก็อีกเรื่องหนึ่ง ปกติทั่วไป มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ ถูกไหม? เรารักลูกเรา ไม่มีเงื่อนไข  เพราะเป็นลูก พระเจ้าก็อย่างนั้นกับเรานั่นแหละ

ท่านพอเห็นภาพชัดไหมว่าระหว่างความเชื่อกับการเชื่อฟัง มันต่างกันมากมายมหาศาลเลย เขาเรียกว่าต่างกรรม ต่างวาระกัน เงื่อนไขก็ต่างกัน วัตถุประสงค์ก็ต่างกัน  ได้รับผลก็ต่างกัน  มีเพียงสิ่งเดียวที่เหมือนกัน ก็คือทั้งความเชื่อและการเชื่อฟัง มีต้นกำเนิด มีรากฐานมาจากความรัก พระคุณของพระเจ้า  ที่ให้กับเรา แต่ความเชื่อ ให้โดยพระคุณก็จริง แต่จำเป็นต้องมีเงื่อนไข คือถ้าให้แล้ว เราไม่รับไว้ มันก็ไม่มีประโยชน์ ให้โอกาสในการมาเป็นลูกของพระองค์ แล้วเราไม่เอา มันก็ไม่รู้จะบังคับเราได้อย่างไร? แต่เมื่อมาเป็นลูกแล้ว เป็นลูกเลย อย่างนี้โอเค ไม่มีเงื่อนไขแล้ว เกิดแล้ว

ขบวนการ คือเริ่มต้น เชื่อว่ามีพระเจ้าและเชื่อฟัง มันมาจากบุคคลหนึ่งได้ยินข่าวดี ข่าวประเสริฐของพระเจ้า พันธสัญญาใหม่ในพระเยซูคริสต์ และอันดับแรกเชื่อว่ามีพระเจ้า ไม่อย่างนั้นไม่ได้ทำอะไรทางโลกวิญญาณแน่นอน เชื่อในคำพูด ในคำสัญญาของพระเจ้าที่ให้ไว้ ที่พระองค์ได้ประกาศให้เชื่อแล้ว ก็ทำตามเงื่อนไข ที่พระเจ้าบอกไว้ ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เกิดใหม่แล้ว หลังจากนั้น เรียนรู้ในสิ่งที่ได้รับจากพระเจ้า เรียนรู้ว่าเกิดใหม่แล้ว มันเป็นอย่างไร?

หลังจากนั้น พระเจ้าจะเป็นผู้สอน ให้เรียนรู้ในสิ่งที่ได้รับจากพระเจ้า ตามพันธสัญญาในพระคริสต์นั้นว่ามีอะไรบ้าง? เป็นอะไรบ้าง? ด้วยความหวังอันสมบูรณ์ และดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อฟัง ในการทรงนำ ในการทรงสอนของพระเจ้า  ในการทรงสถิตของพระเจ้า ที่สถิตกับเรา ตอนที่เราเชื่อและเปิดใจนั้น แล้วพระเจ้าก็ค่อยๆ ให้เราฝึกฝน ที่จะทำตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ตอบสนองต่อเนื้อหนัง ซึ่งเป็นอิทธิพลของความบาป ที่คอยจะล่อลวง เหมือนลูกออกจากบ้าน แล้วเราบอกลูกว่าระวังพาลเกเร มิจฉาชีพทั้งหลายที่จะมาหลอกล่อลูกให้ไปทำอะไรที่ไม่ดีทั้งหลาย อะไรที่คล้ายๆ อย่างนี้

พระเจ้าก็จะคอยสอนเราให้รู้จักฉลาดว่าให้ระวัง อันนั้นไม่ดี อันนี้ ไม่ดี อันนี้เป็นเนื้อหนัง … เนื้อหนัง คือปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า ปฏิปักษ์ต่อความดีทางพระเจ้า จะพาเราไปเสียหาย แต่ก่อนนี้เราเคยเป็นทาสมันอยู่ เป็นทาสของความบาป แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แล้ว ตอนนี้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้น เรามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธมัน อย่าไปทำตามมัน มันจะหลอกลวง ล่อลวงเรา ไปฆ่า หรือคอยทำลายเรา เป็นผลเสียในชีวิตของเราอย่าไป แล้วถ้าไปล่ะ เจ้าก็ยังเป็นลูกเราเหมือนเดิม แต่เจ้าจะเจ็บตัวเปล่าๆ นี่ไง มันมีแค่นี้เอง 2 อย่าง

สรุปความแตกต่างระหว่างความเชื่อกับการเชื่อฟัง ความเชื่อ หมายถึงเชื่อในพันธสัญญาของพระเจ้า “พันธะ” แปลว่ามีเงื่อนไข … เงื่อนไข คือต้องเชื่อจริงๆ พิสูจน์โดยการกระทำตอบสนอง คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เสี่ยงชีวิต ถวายชีวิตของเรา ให้พระเจ้าเลย เหมือนตัวอย่างที่ยากอบได้ยกในหนังสือยากอบ บทที่ 2 ที่เราได้เรียนไป 2 ครั้งที่แล้ว

เหมือนอับราฮัมถวายบุตร อิสอัครู้ว่ากำลังจะตายแล้ว อิสอัคก็ยอมเหมือนกัน ถวาย คือถวายชีวิตของตนเอง เพราะรู้ว่ามีพระเจ้า เดี๋ยวพระเจ้าก็ชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วเป็นไงตายไหม? ไม่ตาย เหมือนกับได้ชีวิตใหม่

ราหับเปิดประตู เสี่ยงชีวิต ยอมถวายเลย ถ้าเผื่อไม่มีพระเจ้าจริง พันธสัญญานี้ไม่จริงนะ ถูกเขาจับไปฆ่าตายแน่ ถูกนำไปประหารชีวิตแน่ เปิดไป แล้วตายไหม? ไม่ตาย ได้ชีวิต

เช่นเดียวกัน คนที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเยซูตายที่ไม้กางเขน ไถ่บาปเรา เราต้อนรับพระเยซูคริสต์ทำอย่างไร? ถวายตัวเอง ให้พระเจ้า การบอกว่าเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ก็คือถวายตัวเอง ให้พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ ถวายตัวเอง แล้วทำอย่างไร? ในพระคัมภีร์บอกถวายตัวเอง ให้พระเจ้าเอาวิญญาณเราไปฆ่าก่อนเลย เพื่อเราจะได้เกิดใหม่ เอาวิญญาณเราไปฆ่าให้ตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน คือให้เราบัพติศมาเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน ตาย และเมื่อตายกับพระเยซูคริสต์ ก็ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เมื่อถูกฝังไว้ในอุโมงค์ ก็เป็นขึ้นมาจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ได้ชีวิตใหม่ขึ้นมา พ้นจากบาป นี่แหละเรียกว่าความเชื่อในพันธสัญญา ต้องมีการกระทำตามเงื่อนไข ตอบสนองจึงจะได้รับตามที่พระเจ้าสัญญาไว้

ผลที่ได้รับ ก็คือความรอดนิรันดร์ คือการบังเกิดใหม่ รอดจากโทษของความบาป ได้เกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้า ที่ชอบธรรม สะอาด บริสุทธิ์ รอดจากความพินาศในการถูกพิพากษาลงโทษหลังความตาย  และได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์ และความเชื่อเช่นนี้ ทำกี่ครั้ง? อับราฮัมถวายบุตรกี่ครั้ง? อิสอัคยอมถวายตัวเองกี่ครั้ง? ราหับเปิดประตูกี่ครั้ง? ผู้เชื่อทั้งหลายได้ยินข่าวดีของพระเจ้าแล้ว เชื่อในพันธสัญญาของพระองค์ เชื่อในพระเยซูคริสต์ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ถวายชีวิตตัวเองให้กับพระเจ้ากี่ครั้ง? ครั้งเดียวเป็นพอ

ส่วนการเชื่อฟัง หมายถึงการให้พระเจ้าฝึกฝนเราหลังจากนั้น ฝึกฝนด้วยความรัก ที่จะทำตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ที่เข้ามาสถิตอยู่กับเรา ไม่ตอบสนองต่อเนื้อหนัง หรือไม่ให้ศัตรู คือมาร  และอิทธิพลของความบาป ที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันล่อลวง หลอกลวงให้เรากระทำตาม ซึ่งการสอนให้เชื่อฟังนี้  ไม่มีเงื่อนไข หรือไม่มีพันธะใดๆ

ความเชื่อฟังตรงนี้ ไม่มีเงื่อนไข สิ่งที่ผูกมัดอยู่ ไม่ใช่เงื่อนไข สิ่งที่ผูกมัดอยู่ ก็คือความรักของพระเจ้า รักเราดังแก้วตาดวงใจของพระองค์ นี่แหละคือพันธะ ยิ่งกว่าพันธะอีก ผูกมัดเลย พระองค์ทรงรักเรามาก ผลที่ได้รับ ก็คือเมื่อเชื่อฟัง ตอนแรกๆ เชื่อได้รับความรอด  ตอนนี้เชื่อฟัง ได้รับความสุข มีสันติสุขในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ ที่เรียกว่ารับพระพรบนโลกนี้นั่นเอง มันมีความสุข ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย มันก็มีความสุขแล้ว และแถมทำไป รู้สึกจิตใจสบาย มันตรงกับใจพอดีเลย ถ้าตรงกับใจ ก็สบาย แล้วก็ทำให้พระเจ้าพอใจด้วย พระเจ้าก็มีความสุขไปกับเราด้วย เพราะพระองค์ทรงรักเรา ที่เราได้ประพฤติตนตามที่พระองค์ทรงสอน  ทรงบอก  เพราะพระองค์ทรงหวังดีกับเรา  และต้องการให้เราทำให้สมกับเป็นลูกของพระองค์ ที่สะอาดหมดจด  บริสุทธิ์ ถวายเกียรติแด่พระองค์ สำแดงความดีงามของพระองค์ออกมาในชีวิตของเรา ก็คือสำแดงความรักของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางการดำเนินชีวิตของเรา พระเจ้าก็มีความสุข  เราก็มีความสุข และเราก็ได้ดี ได้พร ทางโลกวิญญาณไปเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางความเชื่อ ตอนนี้ได้พรบนโลกใบนี้ด้วย ผ่านทางการเชื่อฟัง อย่างนี้แหละ และการเชื่อฟังนี้ เป็นสิ่งที่ทำครั้งเดียวพอ ไม่ใช่ ทุกคนรู้แล้ว อธิบายมาถึงตรงนี้แล้ว ชักเอะใจแล้ว ความเชื่อฟังตรงนี้ ทำกี่ครั้ง? … “ครั้งเดียว ไม่พอ”

พระคัมภีร์มีกล่าวถึง ความเชื่อฟังในถ้อยคำพระเจ้า พระคัมภีร์ใหม่ทั้งเล่มเลย พอพูดถึงความรอดในพระเยซูคริสต์บอกถึงว่าเราไม่ต้องทำอะไรแล้ว ได้รับความรอด ด้วยความเชื่อแล้ว หลังจากนั้น จะเตือนเรา จะสอนเรา จะบอกเรา ให้ระลึกถึงความเชื่อฟัง ครั้งเดียวไม่พอ ความเชื่อฟังในถ้อยคำพระเจ้าว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร? เอาแค่ความเชื่อฟัง ถามว่าความเชื่อฟังนี้ เชื่อฟังอะไร? เชื่อฟังว่าพระเจ้าพูดกับเรา  พูดอะไรกับเรา พูดบอกว่าลูกเป็นใครแล้วตอนนี้ ลูกเป็นคนใหม่ ลูกเป็นลูกของพ่อแล้ว ถูกไหม?  เราสอนลูกของเรา ก็อย่างนี้แหละ  สอนเขาตั้งแต่แรกเลย เรียกพ่อเรียกแม่ นี่ครอบครัวเรานะ นี่พี่ นี่น้องนะ ลักษณะเดียวกัน  เราเกิดใหม่ในพระเจ้า พระองค์ก็จะสอนเรา ด้วยถ้อยคำของพระองค์ เพื่อให้เราเชื่อฟัง และให้เรารู้ และควรรู้อยู่เสมอว่าบัดนี้ เราได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว วิญญาณและจิตใจเราได้เปลี่ยนไปแล้ว เป็นของพระองค์ เป็นลูกของพระองค์ ที่สะอาด หมดจดแล้ว เราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ พูดง่ายๆ

เชื่อฟังในถ้อยคำพระเจ้า เราเพิ่งเกิด ในโลกวิญญาณเรามองไม่เห็น แต่พระเจ้าจะสอนเราว่าเราเป็นใคร? เพื่อลูกจะได้ทำตัวให้สมกับที่ลูกได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ ในวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์ สมกับเป็นลูกของพระเจ้านั่นเอง

ในยากอบได้พูดถึงเรื่องนี้ บอกว่าถ้อยคำพระเจ้าเปรียบเหมือนเรากำลังส่องกระจก ดูตัวตนภายในของเรา การฟังถ้อยคำพระเจ้าที่บอกว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เหมือนเราดูในกระจก สะท้อนให้ดูว่าตัวเราเป็นใคร? ตัวตนของเราที่ได้รับการบังเกิดใหม่จากความเชื่อในพันธสัญญาและได้กระทำตามเงื่อนไข ตามพันธสัญญาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว  ได้เกิดใหม่แล้ว มันเป็นอย่างไร? หน้าตาเป็นอย่างไร? เป็นใคร? เหมือนเราดูในกระจก ดูครั้งเดียวในชีวิต ไม่ใช่  ยิ่งดูมากเท่าไรยิ่งดี จะได้ไม่ลืม ความเชื่อฟังหรือการเชื่อฟังนี้ จึงควรที่จะกระทำทุกๆ วัน ทุกๆ ชั่วโมง ทุกๆ นาที ทุกๆ เสี้ยววินาที ทุกๆ ลมหายใจเข้าออกนั่นเอง ควรจะคิดถึงตรงนี้ ควรจะส่องกระจก ควรจะฟังถ้อยคำพระเจ้าตรงนี้ ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของเรา ที่เราได้บังเกิดใหม่แล้วว่าเราเป็นใคร? และธรรมชาตินี้ ก็อยากจะแสดงตัวเองออกมาภายนอก คือการดำเนินชีวิตนั่นเอง

เราลองมาดูในยากอบ บทที่ 2 ที่พูดถึงเรื่องนี้ ที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว จะเน้นในเรื่องของความเชื่อในพันธสัญญา ที่มีเงื่อนไข ซึ่งในยากอบ บทที่ 2 เป็นการประกาศ

ประกาศ เน้นไปหาคนที่จะฟัง คือคนที่ไม่ได้เชื่อจริงๆ ในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ยังไม่ได้ทำตามเงื่อนไขของพันธสัญญานั้น  ก็คือคนที่อาจจะได้ฟังแล้ว เริ่มได้ยินแล้ว หรือเริ่มเชื่อแล้ว  แต่เชื่อเฉยๆ ยังไม่ได้กระทำตามพันธสัญญา ยังไม่ได้เกิดผลตามพันธสัญญานั้น ก็คือยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ช่วยให้รอด ก็คือยังไม่เชื่อนั่นเอง  ในยากอบ บทที่ 2 พูดถึงเรื่องนี้  เน้นถึงเรื่องนี้  สำหรับผู้คนเหล่านี้ โดยเน้นย้ำว่าถ้าเกิดท่านได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐ แล้วท่านเริ่มต้นเชื่อ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าจะเชื่อมากหรือจะเชื่อน้อย ก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่มีการกระทำตามเงื่อนไข ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  สิ่งที่ท่านได้ยินมา ถึงแม้จะเชื่อ มันก็ไร้ประโยชน์ ไม่เกิดผล ไร้ผล เพราะว่าท่านไม่ได้ทำตามพันธสัญญา คือไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซู ไม่ได้ถวายชีวิตตัวเองให้พระเยซู เพื่อพระองค์จะได้เข้ามาสถิตอยู่ ท่านไม่ได้ทำตรงนี้ก็ไม่ได้เกิดผล ตรงนี้กำลังพูดไปถึงบรรดาคนที่ยังไม่ได้เชื่อนั่นเอง ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้ เป็นถ้อยคำที่เราเรียกกันว่าประกาศข่าวประเสริฐ คือกำลังจะบอกคนที่ไม่เชื่อ ให้เขาตัดสินใจเชื่อเถิด เพราะว่าเชื่อเฉยๆ แล้วไม่ทำอะไร มันจะไม่มีประโยชน์

ย้อนไปที่ยากอบ บทที่ 1 จะเป็นถ้อยคำที่อยู่ตรงกันข้ามแล้ว จะเป็นถ้อยคำที่พูด สอน บอกความจริง ให้กับผู้ที่เชื่อแล้ว เชื่อในพันธสัญญาแล้ว  และต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เป็นคริสเตียนแล้วนั่นเอง โดยเน้นถึงเรื่องการเชื่อฟัง เพราะว่าจะไปเน้นเรื่องการเชื่อฟังให้กับคนที่ไม่เชื่อ ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่แล้ว เพราะว่าภายในวิญญาณยังเป็นศัตรูกับพระเจ้าอยู่ ยังไม่ได้เกิดใหม่

เพราะฉะนั้น การเน้นหรือสอนเรื่องเชื่อฟัง ในถ้อยคำพระเจ้านี้ เฉพาะคนที่บังเกิดใหม่ วิญญาณเปลี่ยนไปแล้ว  จิตใจเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้วเท่านั้น  เพราะฉะนั้นในหนังสือยากอบ บทที่ 1 จึงได้เน้นเรื่องการเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสอนของพระเจ้า สำหรับผู้ที่เชื่อพระเจ้าไปแล้ว พูดง่ายๆ ว่าเน้นเรื่องเชื่อฟังพ่อ พระเจ้าจะเป็นพ่อได้ ต่อเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เปิดใจปุ๊บ เราเป็นลูก พระองค์เป็นพ่อ ยากอบก็เลยมาหนุนใจ มาสอนเราตามถ้อยคำพระเจ้า บอกว่าให้เชื่อฟังพ่อนะ ยากอบ 1:22-27 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ สำหรับผู้ที่เชื่อแล้วนะ …

ยากอบ 1:22-27  “22 อย่าเพียงแต่ฟังพระวจนะ  ซึ่งเป็นการหลอกตัวเอง  แต่จงปฏิบัติตามพระวจนะนั้น 23 ผู้ใดที่ฟังพระวจนะ  แต่ไม่ได้ทำตาม  ผู้นั้น เป็นเหมือน คนที่ส่องกระจกมองหน้าตัวเอง 24 หลังจากส่องดูแล้วก็ไป และทันใดนั้น ก็ลืมว่าหน้าตาตนเองเป็นอย่างไร  25 ส่วนผู้ที่พินิจดูบทบัญญัติอันสมบูรณ์  ซึ่งให้เสรีภาพ  และทำสิ่งนี้ต่อไป  โดยไม่ลืมสิ่งที่เขาได้ยิน แต่ปฏิบัติตาม เขาก็จะได้รับพรในสิ่งที่ตนทำ 26 ถ้าผู้ใดคิดว่าตนเองเคร่งศาสนา  แต่ไม่ควบคุมลิ้นของตนให้ดี ก็หลอกตัวเอง 27 ศาสนาของเขาก็ไร้ค่า ศาสนาที่พระเจ้า พระบิดาของเรายอมรับว่าบริสุทธิ์ และไร้ตำหนิ คือการดูแลลูกกำพร้า และหญิงม่ายที่ทุกข์ร้อน และการรักษาตนเอง ให้พ้นจากมลทินฝ่ายโลก”

 

ผมจะใช้เวลามากหน่อยนะ  ในการอธิบาย ในข้อความนี้ เพราะลึกซึ้งมาก และดีมากๆ เลย สำหรับผู้เชื่อทั้งหลาย จะได้เห็นภาพชัดเจน ยากอบกำลังเขียนไปถึงผู้ฟัง ซึ่งเป็นชาวยิว ส่วนใหญ่ของส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ชาวยิวส่วนน้อย ที่จะเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า  นี่กำลังพูดถึงชาวยิวผู้ที่กลับใจมาเชื่อในพระเจ้าแล้ว เชื่อในพันธสัญญาของพระเจ้า  และกระทำตามเงื่อนไข เรียบร้อยแล้ว นึกภาพนะว่าเขาควรจะดำเนินชีวิตในความเชื่อนั้น ในการเป็นคริสเตียนนั้นอย่างไร?

“อย่าเพียงแต่ฟังพระวจนะ ซึ่งเป็นการหลอกลวงตัวเอง จงปฏิบัติตามพระวจนะนั้นด้วย ผู้ใดที่ฟังพระวจนะ แต่ไม่ได้ทำตาม ผู้นั้นก็เป็นเหมือนคนส่องกระจกมองหน้าตัวเอง หลังจากส่องดูแล้ว ก็ไป ทันใดนั้น ก็ลืมว่าหน้าตาของตนเองเป็นอย่างไร?” … หมายถึงอะไร? พระวจนะ คือถ้อยคำของพระเจ้า ถ้อยคำพระเจ้า คืออะไร? ในนี้บอกว่าถ้อยคำพระเจ้าเหมือนกับกระจกเงา ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าอย่างไร? กระจกเงาบอกเราว่าตัวตนของเราเป็นอะไร? ถ้อยคำพระเจ้า สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ถ้อยคำพระเจ้ามาเพื่อบอกเราว่าท่านเป็นใครในพระเยซูคริสต์ หน้าตาท่านเป็นอย่างไร? สะอาดหมดจดแค่ไหน? บาปได้รับการยกออกแล้ว วิญญาณของท่าน และจิตใจใหม่ของท่าน เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย อะไรประมาณนั้น และทำอย่างไร? ก็ให้ท่านจำความจริง แห่งถ้อยคำพระเจ้านี้ไว้ว่าท่านเป็นใคร? เพื่อว่าท่านจะได้ไม่ถูกหลอก หลอกให้ทำอะไร? หลอกให้ลืมไป ไปปฏิบัติตัวตามคำยุแหย่ของศัตรู ก็คือมาร ส่งกระแสเข้ามา ผ่านทางอิทธิพลของความบาป ล่อลวงให้เราทำในสิ่งที่เป็นตรงกันข้ามกับถ้อยคำพระเจ้า เมื่อตะกี้นี้ที่เราได้ยิน เราส่องกระจกดู ถ้าเราไม่ลืม เราก็จะประพฤติตามที่ตัวเราเป็นนั่นเอง  ถ้าเราเป็นความรัก เราก็ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่อิจฉาริษยา อะไรประมาณนั้น

คนที่ส่องกระจกมองหน้าตัวเอง หลังจากส่องดูแล้ว ก็ไป ทันใดนั้น ก็ลืมว่าหน้าตาของตนเอง เป็นอย่างไร? คนที่ฟังถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เราดำเนินชีวิตด้วยความรัก พอออกไปปุ๊บ ลืมไป   วิธีลืม คือทำความน่าเกลียด เป็นความรักอะไร ชี้หน้าด่าเขา เป็นความรักอย่างไร? เที่ยวไปริษยาเขา เป็นความรักอย่างไร? เที่ยวไปโกงเขา ไปโลภของผู้อื่น เห็นภาพอะไรไหมครับ

ในนี้บอกต่อว่า … “ส่วนผู้ที่พินิจดูบทบัญญัติอันสมบูรณ์”  ก็คือถ้อยคำพระเจ้าที่พูดถึงบทบัญญัติอันสมบูรณ์ … บัญญัติอันสมบูรณ์ คิดถึงอะไร? คิดถึงบทบัญญัติของโมเสส 613 ข้อ ไม่ใช่ นี่คือผู้ที่เชื่อแล้ว ไม่มีกฎของโมเสสอีกต่อไป แต่เขามีกฎใหม่ บัญญัติใหม่ที่เราได้ให้กับเจ้า บัญญัตินั้น คืออยู่ในพระเยซูคริสต์ บัญญัตินั้น คือท่านทั้งหลาย จงรักซึ่งกันและกัน ท่านทั้งหลายจงดำเนินชีวิตด้วยความรัก ใช่ไหม?

ถ้าเกิดใหม่แล้ว ส่องกระจกดู ก็จะเห็นว่าตัวเองเป็นความรัก แล้วก็ดำเนินชีวิตอยู่ในความรัก ยกตัวอย่างเป็นปลา ดูในกระจกก็เห็นเป็นปลา ต้องอยู่ในน้ำ  มองกระจกดู เราเป็นความรัก ก็ดำเนินชีวิตในความรัก ธรรมชาติของเราเป็นอย่างนี้

ส่วนผู้ที่พินิจดูบทบัญญัติสมบูรณ์ ก็คือพินิจดูว่าตัวเราเองเป็นความรัก ซึ่งให้เสรีภาพ เห็นไหมครับ? ความรักให้เสรีภาพ ไม่มีการลงโทษใดๆ กับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ ตรงนี้ หมายถึงไม่มีการลงโทษแล้ว จะทำผิด ทำถูกอะไร ก็ไม่มีการลงโทษ เพราะอยู่ในความรัก  อยู่ในกฎใหม่แล้ว เพราะตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ตามธรรมชาตินั้น เป็นความดีงาม เป็นความรัก ให้ทำสิ่งนี้ต่อไป โดยไม่ลืม ก็คือให้เสรีภาพในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ สำแดงความรักภายในออกมา  ในชีวิตของเรา  โดยไม่ลืมว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ไม่ลืมว่าเราเป็นความรัก ในพระคริสต์  เราดำเนินชีวิตด้วยความรัก  เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา เป็นความรักร่วมกัน เราดำเนินชีวิตด้วยความรัก ในพระคริสต์ พระเจ้าได้ทำให้เราได้บังเกิดใหม่ เป็นความบริสุทธิ์ เป็นความรัก ไม่ลืม ไม่ลืมก็จะสำแดงความรักออกมา ด้วยอิสระเสรีภาพ ไม่มีใครมาบีบบังคับให้เรา ต้องดำเนินชีวิตด้วยความรัก ไม่ใช่ เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ลืม

ในนี้บอกว่า “โดยไม่ลืมสิ่งที่เขาได้ยิน” ก็คือเราได้ยินถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าเราเป็นความรักในพระเยซูคริสต์ ก็คือไม่ลืมในสิ่งที่เราได้ส่องกระจกมา กระจกบอกว่าตัวใหม่เราเป็นความรักนะ เช้าขึ้นมามองกระจก เราเป็นความรักในพระคริสต์ แล้วก็ไม่ลืม พอออกไปจากบ้าน ก็ปฏิบัติตัวเป็นความรักนั่นแหละ

ในนี้จึงบอกต่อไปว่า “โดยไม่ลืมสิ่งที่เขาได้ยิน แต่ปฏิบัติตาม” เห็นหรือยัง? ไม่ใช่ต้องปฏิบัติ แต่ปฏิบัติตามความเป็นจริง ตามธรรมชาติ ไม่ถูกหลอกนั่นเอง เขาก็จะได้รับพรในสิ่งที่ตนทำ อย่างที่บอกตะกี้นี้ เกิดผลไหม? เกิดผล มีผลต่อชีวิตคริสเตียน แม้ว่าจะได้รับความรอด ทางโลกวิญญาณ ไม่มีการลงโทษใดๆ แล้วก็ตาม ความประพฤติไม่สำคัญ ก็ตาม แต่ถ้าประพฤติอย่างถูกต้องตามการเป็นอยู่ของวิญญาณที่เราได้บังเกิดใหม่แล้วจริงๆ นั้น มันได้รับพรด้วย ได้รับสิ่งที่ดีๆ ในชีวิต  ในสิ่งที่ตัวเองกระทำตรงนี้ เป็นไปตามความรักที่อยู่ในวิญญาณ อยู่ในความคิดจิตใจตัวใหม่ของเรา มาถึงตรงนี้แล้ว นี่คือข้อแตกต่าง

“ถ้าผู้ใดคิดว่าตนเองเคร่งศาสนา แต่ไม่ควบคุมลิ้นของตนให้ดี ก็หลอกตัวเอง ศาสนาของเขาก็ไร้ค่า ศาสนาที่พระเจ้าพระบิดาของเรายอมรับว่าบริสุทธิ์ และไร้ตำหนิ คือการดูลูกกำพร้าและหญิงม่ายที่ทุกข์ร้อน และการดูแลรักษาตัวเองให้พ้นจากมลทินฝ่ายโลก”

มันใช้เวลาแปลยาก แต่พยายามที่สุด เท่าที่จะทำได้  … ผู้ใดที่คิดว่าตนเองเคร่งศาสนา คือชาวยิว โดยเฉพาะชาวยิวในอดีต ในบริบทที่เขียนอยู่นี้  เขาถือว่าเขาเป็นคนเคร่งศาสนามาก ตั้งแต่ก่อนมีพระเยซู เขาเคร่งศาสนา รักษากฎที่พระเจ้าให้ไว้ 613 ข้อ พยายามทุกวิถีทาง ทุกข์ทรมานเท่าไร? ทุบตีเนื้อหนังเท่าไร? เขาก็พยายามทำ เขาเรียกว่าเคร่งศาสนามาก เขาจึงมีความภูมิใจ เย่อหยิ่งในสิ่งที่เขากระทำได้มาก

ยกตัวอย่างเช่น คนที่กระทำได้ 600 ข้อ เขาก็จะดูถูกคนที่ทำได้ 400 ข้อว่าต้องทำให้เหมือนเขา อย่างนี้เรียกว่าเคร่งศาสนา เขาจะดูถูกคนยิวที่ถือได้แค่ 7 ข้อ 8 ข้อ 10 ข้อ 100 ข้อ ถือไม่ได้เยอะ เขาเรียกคนพวกนี้ว่าคนบาป ส่วนเขาไม่เรียกตัวเองว่าคนบาป ทั้งๆ ที่พระคัมภีร์บอกว่าเขาก็เป็นคนบาปเหมือนกัน  อะไรประมาณนี้  พยายามอธิบายให้ฟัง

นี่คือวัฒนธรรม ประเพณีที่เขาทำกันมา ส่งต่อกันมาเรื่อยๆ พอพระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน พันธสัญญาใหม่ ตะกี้ที่ให้ไว้ บอกว่าไม่ต้องทำแล้ว มาเชื่อพระเจ้าอย่างเดียว เชื่อแล้ว กระทำตามเงื่อนไข คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เท่านั้น แต่คนยิวก็ยังมีเป็นจำนวนมาก ที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ยังอดที่จะคิดเหมือนเดิมไม่ได้ว่า …

“ฉันเย่อหยิ่งเหลือเกิน ฉันเป็นยิวนะ ฉันรักษากฎบัญญัติมา ในอดีตเท่าไร? มากเลย ฉันทำได้เยอะเลย แล้วปัจจุบัน เชื่อพระเจ้าแล้ว ก็ยังทำอยู่เลยนะ ฉันยังรักษากฎ ยังรักษาระเบียบ แล้วก็เริ่มต้นมองคนอื่น ทำไมไม่ทำ”

นี่คือชีวิตเดิมของเขา เริ่มมองพี่น้องคนอื่นๆ ที่เป็นยิว ที่เขาเรียกว่าเป็นคนบาป แล้วก็มาเชื่อในพระเยซูคริสต์เหมือนกัน พอมาเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว พระคัมภีร์บอก เมื่อมองดูกระจก มองดูถ้อยคำพระเจ้า พระเจ้าบอกเหมือนกัน มีค่าเท่ากันแล้ว คือเชื่อในพระเจ้า บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เป็นลูกของพระเจ้า เป็นความรักของพระเจ้าเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือกรีก เป็นคนยิวหรือไม่ยิวก็ตาม เขายังรับไม่ได้ เขาเชื่อพระเจ้าแล้วก็จริง แต่เขายังมีความคิดเดิมๆ อยู่ อดไม่ได้ที่จะเย่อหยิ่ง จองหอง อดไม่ได้ที่จะโอ้อวดว่าตัวเองได้ทำอะไรต่างๆ ที่ดีด้วย เปาโลจึงบอกว่าความรอดนี้ รอดโดยพระคุณ ทุกคนได้เท่ากันหมด  อย่าให้ใครโอ้อวดตัวเองเลยว่าฉันทำอะไรมาบ้าง? หรือกำลังทำอะไรอยู่ หรือจะทำต่อไปในอนาคต ให้กับพระเจ้า เพื่อฉันจะได้โอ้อวดตัวเองได้ว่า

“ฉันรอดโดยพระเยซูคริสต์ และการกระทำของฉันด้วย”

พอใครคิดอย่างนี้ปุ๊บ มันอัตโนมัติ จะเกิดขึ้น คิดอย่างนี้เมื่อไรปุ๊บ ก็จะเริ่มชี้นิ้วว่า …

“ฉันดีกว่าเธอ มันมาตรงนี้”

ยากอบกำลังจะชี้ให้ผู้เชื่อได้เห็น  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวยิวในสมัยนั้นได้เห็น  แต่ผมกำลังจะยกตรงนี้มาชี้ให้พวกเราผู้เชื่อในปัจจุบันได้เห็น เราก็จะเริ่มชี้นิ้ว ชี้นิ้วว่าอะไร? ชาวยิวเขานึกถึงอดีตของเขา เคยมีชีวิต ที่รักษากฎบัญญัติต่างๆ ของโมเสสใช่ไหม? ได้เยอะกว่าคนที่ไม่ได้รักษา คริสเตียนปัจจุบัน ก็ยังมีอย่างนี้อยู่ในใจเหมือนกัน  คือคิดว่าก่อนที่เรามาเชื่อ  เรารักษาศีล เรารักษาอะไรต่างๆ รักษาชีวิตสะอาดบริสุทธิ์กว่าคนๆ นี้ตั้งเยอะ พอเรามาเชื่อพระเจ้า เราก็เริ่มชี้นิ้วว่าคนนี้ไม่บริสุทธิ์เหมือนเราเลย คนนี้ต้องยกย่องหน่อย เพราะเขาบริสุทธิ์มากกว่า เขาทำได้เยอะกว่า คนนี้ทำได้เยอะเลย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันอันตราย เราก็เริ่มชี้นิ้ว ก็คือกลับไปที่หลักการของศาสนาเดิมของเรา คือเชื่อ ให้เกียรติ ยกย่องในการกระทำของมนุษย์ การกระทำของเรา แล้วพอไปเยอะๆ บ่อยๆ ก็เรียกว่าเย่อหยิ่ง จองหอง ซึ่งมันไม่ใช่ความรักแล้ว ตรงนี้มันแปลว่าอย่างนั้น  แล้วค่อยๆ เรียนรู้กันต่อไปแล้วกัน  ผมพยายามจะอธิบาย

ในนี้จึงบอกว่า “คนที่เคร่งศาสนาเหล่านี้ แต่ไม่ควบคุมลิ้นตนเองให้ดี ก็หลอกตัวเอง” ลิ้นตัวนี้ ก็คือเริ่มนินทาชาวบ้านเขา เริ่มว่าเขา อธิษฐานก็ไม่อธิษฐานเยอะๆ ต้องเฝ้าเดียววันละกี่ชั่วโมง ไม่เห็นมาโบสถ์เลย ไม่มาโบสถ์ระวังหลงหาย อะไรต่างๆ เหล่านี้ นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง มันมาจากการบ่นว่า พวกนั้นเป็นคนบาป พวกนี้ยังเป็นคนไม่ดี ฉันเป็นคนดีกว่า ชอบธรรมมากกว่า

“ศาสนาของเขาไร้ค่า” ศาสนาตัวนี้ ก็คือทำตามกฎบัญญัติ โดยเคร่งครัด บทบัญญัติของโมเสสในสมัยนั้น ถ้าในปัจจุบันนี้ ก็คือทำตามศาสนาเดิม ก็คือรักษาศีล ทำความดีตามจริยธรรมอะไรต่างๆ แล้วก็โอ้อวดว่า …

“ฉันทำได้เยอะ ดูคนนี้เป็นคริสเตียนแล้ว ยังไม่ยอมเลิกเหล้าเลย ฉันเคยสูบบุหรี่มาก่อน ตอนนี้ฉันเลิกแล้ว ก็ไปเป็นพยาน แล้วบอกเขา พวกท่านต้องเลิกนะ ผมยังเลิกได้เลย ท่านก็ต้องเลิกได้”

มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ต่อไป ก็บอกว่า … “ฉันติดยา ตอนนี้ฉันก็หายแล้ว  เธอติดยา เธอก็ต้องหายให้ได้”

มันไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ไม่ดีนะว่าการไปแนะนำให้เขาเลิกยา เลิกอะไรต่างๆ ที่ติดอยู่ มันดี แต่มันต้องเข้าไปด้วยความรัก  โดยพระเยซูคริสต์ โดยพระคุณของพระเจ้าของพระองค์ตอนต้นแล้ว ถูกไหม? ใช่ไหม? มิฉะนั้น มันจะกลายเป็นศาสนา

ต่อไปบอกว่าศาสนาของเขาก็ไร้ค่า ก็คือการประพฤติ ตามบัญญัติต่างๆ ที่เขาคิดและโอ้อวด ไม่มีประโยชน์เลย ศาสนาที่พระเจ้าพระบิดาของเรายอมรับว่าบริสุทธิ์ และไร้ตำหนิ ก็คือความรัก อันเดียว

ที่ไร้ตำหนิ ที่บริสุทธิ์ และเป็นตัวของเราที่อยู่ภายใน ที่ได้บังเกิดใหม่ คือความรัก  โดยยากอบยกตัวอย่าง คนยิวจะรู้เลย คนยิวตั้งแต่อดีตมา พระเจ้าสำแดงให้เขาเห็นว่าความรัก คืออะไร? ไม่ใช่การประพฤติตามบทบัญญัติต่างๆ แต่ความรัก คือความช่วยเหลือ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่พระเจ้าให้ไว้ ก็คือเน้นให้เห็นถึงหญิงม่าย และเด็กกำพร้า ที่ต้องการความช่วยเหลือชัดๆ เจนๆ ในระบบสังคมของชาวยิว

ถ้าพูดถึงตรงนี้ ผู้คนจะรู้ว่าให้เมตตา ดูแลหญิงม่ายและเด็กกำพร้า เป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้น พอพูดถึงตรงนี้ ก็หมายถึงความมีเมตตา ไม่ใช่การกระทำตามบทบัญญัติต่างๆ แต่เป็นความรัก ความมีเมตตา ท่านลืมไปแล้วหรือที่พระเยซูประกาศให้กับพวกฟาริสีฟัง ท่านเอาแต่กฎๆ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าพระเจ้าต้องการความเมตตา ความรัก … ความรักสำคัญ และความรักตรงนี้มันเกิดขึ้นแล้ว อยู่ในตัวท่านแล้ว ท่านส่องกระจกดู ถ้อยคำพระเจ้าบอกท่านเป็นความรัก

หญิงม่ายที่ทุกข์ร้อน เด็กกำพร้า และการรักษาตนเอง ให้พ้นจากมลทินฝ่ายโลก ก็คือรักษาตนเองให้พ้นจากอะไรก็ตามที่มันตรงกันข้ามกับความรัก คือความเกลียดชัง ความโลภ ความอิจฉาริษยา ความเย่อหยิ่งจองหอง

สรุป รวมเรื่องนี้คืออะไร? นี่คือถ้อยคำของพระเจ้า ที่มาถึงผู้เชื่อ เหมือนกระจกส่องว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ให้เรากระทำตาม

เพราะฉะนั้น ถามว่าอะไรคือแรงจูงใจของผู้เชื่อหรือคริสเตียน  ที่เชื่อในพระเจ้า ส่องกระจกดูแล้ว มองดูในกระจกปุ๊บ พูดในใจว่าอะไร คือแรงจูงใจ ที่จะทำความดี

นี่คือสิ่งที่คริสเตียนควรถามตัวเองทุกๆ วัน ทุกๆ วินาที  ส่องกระจกดูทุกครั้ง เพราะแรงจูงใจของเรา ไม่ใช่ความรู้สึกผิด หรือรู้สึกกดดัน กลัวถูกลงโทษ  หรือสูญเสียความรอดไป เพราะการกระทำ แรงจูงใจอย่างนี้ ทำให้เกิดหลักข้อปฏิบัติตามศาสนา อย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้ เกิดการพึ่งพาตนเอง แต่แรงจูงใจของเราผู้เชื่อทั้งหลาย คือฉันมีใจใหม่ เกิดใหม่แล้ว แรงจูงใจของฉัน  คือฉันเป็นลูกแห่งแสงสว่าง ลูกแห่งความรัก ลูกพระเจ้า ฉันจึงเดินได้เหมือนลูกแห่งแสงสว่าง ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แบบเด็กเล็กๆ ของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ถูกไหม นี่คือแรงจูงใจ

ปกติแล้ว  พระคัมภีร์จะบอกไว้อย่างชัดเจนว่าความคิดจะเปลี่ยนก่อน  แล้วความประพฤติจึงจะเปลี่ยนตาม  ส่องกระจกดู ความจริงของพระเจ้ามาเปลี่ยนความคิด … เปลี่ยนความคิด คือเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินชีวิต ทัศนคติเปลี่ยนไป ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้ ถ้าทัศนคติความคิดไม่เปลี่ยน  พฤติกรรมไม่เปลี่ยน พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น จงเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่  เพื่อท่านจะได้ประพฤติ ตามโรม 12:2

และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการดำเนินชีวิตคริสเตียน และต้องใช้สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้า ซึ่งเป็นเหมือนกระจกเงา ให้กับเรา สำรวจดูตนเองว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์นั่นเอง พระคัมภีร์จึงพูดอยู่เสมอๆ ใช่ไหมว่าท่านไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณของพระเจ้า  ท่านไม่รู้หรือ! ตัวเก่าท่านตายไปแล้ว ตัวเก่าที่บาป  ท่านไม่รู้หรือท่านเป็นลูกของพระเจ้า  ท่านไม่รู้หรือท่านมีมรดกนิรันดร์ ท่านไม่รู้หรือ!ๆๆๆๆๆ  ก็แสดงว่ามันมีอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ หรือไม่เรารู้อยู่ บางทีลืมๆ บ้าง ก็เลยเตือนให้รู้ ซ้ำเข้าไปอีก ท่านไม่รู้หรือ! ใช่ไหม?

คริสเตียนตั้งใจประพฤติดี จากแรงบันดาลใจของความรัก พระคุณของพระเจ้า ที่ทำให้เขาได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาด บริสุทธิ์ ให้ความสำคัญอย่างมากกับธรรมชาติในวิญญาณที่เกิดใหม่แล้ว จึงตั้งใจจะประพฤติดีงาม ตามธรรมชาติใหม่ ตามน้ำพระทัยพระเจ้า

นี่คือแรงบันดาลใจที่ถูกต้องของคริสเตียนทั้งหลาย ไม่ใช่แรงบันดาลใจ จากความกลัวว่าจะสูญเสียความรอด  พระเจ้าจะไม่พอใจ จะลงโทษ  จะไล่ออกจากสวรรค์ หรือกลัวว่าจะไม่สมบูรณ์ในความบริสุทธิ์  ที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้วในพระเยซูคริสต์ ก็เลยพยายามทำให้มันสมบูรณ์ ซึ่งก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าทำได้ พระเยซูก็ไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ทำไม่ได้อยู่แล้ว ก็เลยวนเวียนอยู่กับความวิตกกังวล ความเครียด วนเวียนอยู่กับความตั้งใจกระทำความดี ให้มันสมบูรณ์แบบ ในสายพระเนตรพระเจ้า ซึ่งสมบูรณ์ไปแล้ว และตั้งใจทำความดี ให้มันสมบูรณ์แบบ ทำได้ไหม?  ก็ทำไม่ได้ ตามที่ต้องการ พอทำไม่ได้ เกิดอะไร  ก็เกิดความเครียด พอเครียดก็เริ่มต้นชี้นิ้ว อธิษฐานไปมากๆ มันไม่ได้ตามที่ต้องการ รู้สึกไม่ครบสักที จะครบได้อย่างไร ก็พระเจ้าบอกไม่มีทางครบ แต่อยากให้ครบ ก็เครียด ออกจากห้องอธิษฐาน ก็ …

“ทำไมเธอไม่อธิษฐาน ทำไมเธออธิษฐานน้อย ทำไมเธอไม่ไปโบสถ์ ทำไมเธอไม่รับใช้พระเจ้าที่โบสถ์”

เพราะว่าตัวเองให้ความสำคัญกับตรงนั้นมากจริงหรือไม่? นี่แหละ เขาเรียกว่าศาสนา นี่แหละ อันตรายไหม? อันตราย มันจะเป็นอย่างนี้ ทำๆ แล้วตัวเองก็เครียด พอเครียด ก็เริ่มมองหา ลิ้นมันอยู่ไม่ได้ ลิ้นมันอยู่ไม่สุข ลิ้นมันออกมาก่อน ใจคิดอย่างไร ล้นมามันก็เป็นลิ้น ความคิดอย่างไร? ลิ้นก็เริ่มพูด เริ่มวิจารณ์ เริ่มเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แล้วก็อยากให้คนอื่นทำตามตัวเอง เพราะตัวเองก็ทำไม่ได้เหมือนกัน มันเครียด

เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือพระเยซูบอกผู้ใดแบกภาระหนัก และเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นเครียดมากขึ้น ไม่ใช่  เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข ไม่เครียด วางใจในพระองค์ เชื่อฟัง ไม่มีเงื่อนไข … เชื่อต้องมีเงื่อนไข เพื่อจะได้รับความรอด  แต่ได้รับความรอดเรียบร้อยแล้ว  ให้เชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไขแล้ว เพราะเป็นความรักของพระเจ้าที่บังเกิดขึ้นในใจของเราเรียบร้อยแล้ว โดยการบังเกิดใหม่  พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

มองไปที่กระจกเงา ท่านเห็นใคร? …

  1. ร่างกายเสื่อมโทรม วิ่งไปสู่ความตาย หลับตาเห็นวิญญาณข้างในบาป ต้องชดใช้เวรกรรม
  2. ร่างกายเสื่อมโทรม วิ่งไปสู่ความตาย หลับตาเห็นวิญญาณข้างในบริสุทธิ์ เต็มด้วยสิริเหมือนพระเยซู

เอเฟซัส 2:1-6  “1 ส่วนท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในวิญญาณ  จากการล่วงละเมิดและในบาป ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า จากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า 2 ซึ่งท่านเคยดำเนินชีวิตตามวิถีของบาปของโลกนี้ และตามการครอบงำของเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (มาร) ซึ่งเป็นวิญญาณที่บัดนี้ ทำการอยู่ในบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) 3 ครั้งหนึ่ง เราเคยมีชีวิต เหมือนกับผู้คนเหล่านั้นที่ (ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) ทำตามตัณหาของวิสัยบาปของเรา  สนองความอยากกับความคิดของมัน  ตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา  (ซึ่งไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษ สาปแช่งเหมือนคนอื่นๆ (ที่ไม่เชื่อไม่ได้ใช้สิทธิ์ ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้กระทำให้) 4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวง  ที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์  แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด  (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา (บังเกิดใหม่) กับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์”

1 ยอห์น 4:17 “แบบนี้สิ ความรัก​ของ​พระเจ้า​ถึง​สำเร็จ  ​ตาม​เป้าหมาย​ของ​พระองค์​ ใน​พวก​เรา เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม​  ก็​เพราะชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มี​ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น  เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่​เหมือน​กับ​ชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์”

พระเจ้าอวยพรครับ