วารสาร Holy News ฉบับที่ 1369

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  12  มิถุนายน  2022

เรื่อง “ฉลองพระเจ้าเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์”

โดย พาสเตอร์ นคร  เวชสุภาพร

 

สัปดาห์ที่แล้ว วันเพ็นเทคอสต์ ตรงเป๊ะ เราได้ฉลองวันที่ประตูสวรรค์เริ่มเปิดรับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ให้เข้าไปอาศัยอยู่กับพระเจ้า ผู้บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ตราบชั่วนิรันดร์กาล เพราะว่ามีวันเพ็นเทคอสต์ที่พระเจ้าได้ทรงสถาปนาสวรรค์ บนโลกใบนี้นั่นเอง มนุษย์ทุกคนจึงสามารถมั่นใจได้ว่าเพียงแค่เปิดใจต้อนรับสวรรค์ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด ก็จะได้รับการย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์เลยทันที ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่นี่แหละ  โดยไม่ต้องพึ่งการกระทำของตนเองเลย แม้แต่นิดเดียว เปิดใจต้อนรับอย่างเดียว ไม่ต้องไปคิดว่าเราต้องทำอะไรดี หรือทำอะไรไม่ดีขนาดไหน? สะสมไว้มากขนาดไหนก็ตาม ไม่จำเป็นเลย เปิดใจต้อนรับความเป็นจริงในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น ที่เราเรียกกันว่าข่าวดี ก็คือพึ่งในพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์พระบุตร ผู้ทรงเป็นประตู เป็นทางไปสู่สวรรค์นั่นเอง พระองค์เป็นทางไปสู่สวรรค์ พระองค์ทรงทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราเข้าไปรับเองเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย

สัปดาห์ที่แล้ว วันเพ็นเทคอสต์ เราก็ได้สรุปไว้อย่างนี้ว่า …

(1) สวรรค์ลงมาตั้งอยู่แล้ว ประตูเปิดรอแล้ว

(2) ทุกคนที่จะเข้าสู่ประตูสวรรค์ ต้องได้รับการบังเกิดใหม่

(3) การบังเกิดใหม่ ต้องผ่านทางการต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น

นี่คือสรุป 3 อย่างที่เราได้ฉลองกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือประตูสวรรค์เปิดรอแล้ว เมื่อวันเพ็นเทคอสต์ เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว ใครที่ต้องการเข้าสวรรค์ ก็เพียงแค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น เพราะพระองค์ทรงกระทำการเปิดประตูให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ที่ไม้กางเขน กระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว และอีก 50 วันต่อมา หลังจากที่พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย ก็คือวันเพ็นเทคอสต์ วันที่ 50 สถาปนาความจริงนี้ และเมื่อใครก็ตามที่ต้อนรับความจริงนี้ ต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนี้ เขาก็จะได้บังเกิดใหม่ เข้าสู่สวรรค์ทันทีเลย มีการย้ายกันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ พอใครต้อนรับพระเยซูคริสต์ก็มีการย้ายออกจากอาณาจักรแห่งความมืด เข้ามาสู่อาณาจักรแห่งความสว่าง ออกจากอาณาจักรของคนบาป มาสู่อาณาจักรของคนชอบธรรม ออกจากอาณาจักรของมนุษย์ที่ไม่รู้จักพระเจ้า มาอยู่ในอาณาจักรของมนุษย์ที่กลับคืนดีกับพระเจ้า จากอาณาจักรที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า มาเป็นอาณาจักรที่เป็นลูกของพระเจ้า ที่เรียกว่าสวรรค์นั่นเอง คือมาอยู่กับพระเจ้านั่นเอง

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับวิญญาณของเรา ในโลกวิญญาณที่ตามองไม่เห็น แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว วันเพ็นเทคอสต์นั้น จนถึงวันนี้ มีผู้คนเข้ามาสู่สวรรค์อย่างนี้เยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วน รวมทั้งเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ และรวมทั้งเราทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ทางบ้านด้วย เราทั้งหลายก็เข้าไปอยู่ในสวรรค์นั้น เพราะต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเรียบร้อยแล้ว มันเกิดขึ้นที่วิญญาณ พอเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ วิญญาณของเรา ได้ถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า พูดง่ายๆ ว่าผ่าตัด นำพาวิญญาณของเรา เข้าไปสู่อาณาจักรฝ่ายวิญญาณที่เรียกว่าสวรรค์ทันที  ณ วินาทีนั้น ที่เราต้อนรับสิทธิของเรา เพราะว่าสวรรค์เปิดประตูรออยู่แล้ว พระเยซูบอก พระองค์ทรงเคาะประตูหัวใจทุกคนๆ เคาะๆๆ

เคาะ ก็คือเรียกให้มาเข้าสวรรค์ ใครได้ยิน? คนที่ตั้งใจแสวงหาสวรรค์ของแท้ ก็จะได้ยินเสียงเคาะประตู เสียงเรียกร้องจากพระเยซูคริสต์ให้มารับสิทธิของเธอเถิด คือเข้ามาสวรรค์เถิด ก็เพียงแค่เปิดใจต้อนรับเท่านั้นเอง

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณ เมื่อใครก็ตามเปิดใจต้อนรับสวรรค์ เปิดใจต้อนรับข่าวดี เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระมาซีฮาห์ ส่วนร่างกายที่เรา จับต้องมองเห็นได้อยู่นั้น ก็ยังเป็นร่างกายเดิมอยู่ และยังคงต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป รอจนกว่าจะสูญสิ้น ซึ่งตามภาษาของมนุษย์เรียกว่าตาย ร่างกายนี้ตาย ร่างกายนี้สูญสิ้น พระคัมภีร์บอกสูญสิ้นตามกำหนดกฎเกณฑ์ที่วางไว้ เพราะว่ามันถูกสาปแช่งไปแล้ว มันถูกลงโทษให้สูญสิ้นไป รอเมื่อไรวิญญาณที่จะออกจากร่าง ที่ตาย สูญสิ้นนี้ ไปรับร่างกายใหม่ คือร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ นี่คือขบวนการของการบังเกิดใหม่ทางฝ่ายวิญญาณและทางฝ่ายร่างกายด้วย …

อันดับแรก เราต้องเรียนรู้ก่อนว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ อาศัยอยู่ในร่างกาย และเป็นวิญญาณที่ตายจากพระสิริของพระเจ้า เป็นร่างกายที่ตายจากพระสิริของพระเจ้า วิญญาณนั้นเรียกว่าตายอยู่ แต่มันจะอยู่นิรันดร์ อยู่ไปตลอด เพราะเป็นวิญญาณ ไม่มีตาย ไม่มีวันสูญสิ้น แต่ในร่างกายที่สวยงามนั้น มันมีวันตาย มันมีวันสูญสิ้น ซึ่งก่อนที่จะตกลงไปในความบาปนั้น มันไม่มีการสูญสิ้น มันอยู่ไปตลอด แต่กลับกลายเป็นต้องถูกโทษของการกบฏ ของการไม่เชื่อฟังของความบาป จึงเกิดกฎของความบาปและความตายปกคลุมเข้ามาอยู่เหนือเผ่าพันธุ์มนุษย์ มนุษย์ทุกคนจึงมีวิญญาณที่ตายจากพระเจ้า และร่างกายที่ต้องสูญสิ้น ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 สถาปนาสวรรค์ สถาปนาการช่วยให้รอดของมนุษย์ทุกคน ช่วยเหลืออย่างไร?  ก็คือให้มนุษย์สามารถที่จะมีวิญญาณ ที่ได้บังเกิดใหม่ พร้อมพระองค์ และไม่ใช่ชีวิตฝ่ายวิญญาณเท่านั้น ที่ได้เกิดใหม่  แต่ทั้งชีวิต ก็คือทั้งวิญญาณและร่างกายเรานั้น ได้บังเกิดใหม่พร้อมพระเยซูคริสต์เลย

ฟังให้ดีๆ พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย  เพื่อเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่างให้กับมนุษย์ทุกคนที่เชื่อในพระองค์นั้น จะได้เป็นขึ้นจากความตาย ทั้งวิญญาณและร่างกายเหมือนพระองค์เลย วิญญาณเกิดขึ้นเมื่อต้อนรับสิทธิ ต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไป ทำให้วิญญาณข้างใน จากตายจากพระเจ้า กลับมาคืนดีกับพระเจ้า เกิดใหม่เลย วิญญาณเกิดใหม่แล้วนะ แต่ยังอาศัยอยู่ในร่างกายเดิมอยู่ ซึ่งเป็นร่างกายที่พระเจ้าสัญญาแล้วว่าจะต้องได้รับการบังเกิดใหม่เหมือนกันกับพระเยซูคริสต์ คือเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าร่างกายสวรรค์

ถามว่าแล้วมันจะเกิดขึ้นเมื่อไร? มันยังเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะว่ายังอยู่ในกฎเดิม  อยู่ในกฎของความบาปและความตายอยู่ ร่างกายเดิมยังอยู่ในคำสาปแช่งอยู่ มันจะต้องรอวันสิ้นสุดลง ก็คือหมดลมหายใจ กลับไปเป็นดิน วันนั้นแหละ วันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า จะชุบ หรือว่าทำให้คนนั้นเป็นขึ้นจากความตาย มีร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนที่เป็นขึ้นจากความตายเหมือนกัน เราจึงเห็นภาพแล้วนะว่าพอเชื่อพระเยซูปุ๊บ วิญญาณเกิดใหม่ รอร่างกายเก่าหมดไปเมื่อไร? ร่างกายใหม่รออยู่แล้ว วางอยู่แล้ว แต่ยังสวมไม่ได้ สวมเมื่อวิญญาณออกจากร่างนี้

ช่วงที่รอ พระคัมภีร์เขียนไว้ ในช่วงที่วิญญาณของเราอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถานเรียบร้อยแล้ว เกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังอยู่ในร่างกายเดิมอยู่ ยังอยู่บนโลกใบนี้อยู่ ซึ่งเป็นร่างกายที่อ่อนแอ และก็วุ่นวายบนโลกใบนี้ ความทุกข์ยากบนโลกใบนี้ พระคัมภีร์บอก มันเป็นแค่ช่วงเวลานิดเดียวเอง ชั่วขณะหนึ่ง ชั่วแป๊บเดียว คือเพียงชั่วคราวเท่านั้น ถามว่าเมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ แล้วบังเกิดใหม่ เข้าสู่สวรรค์เรียบร้อยแล้ว ร่างกายเราจำเป็นต้องอยู่บนโลกใบนี้ แล้วเราก็เป็นลูกพระเจ้าที่อยู่ในสวรรค์ แต่ขณะเดียวกันอยู่ในร่างกายบนโลกใบนี้ ทนทุกข์ลำบากกับความวุ่นวายของโลกใบนี้ อยู่นานเท่าไร?  แค่ชั่วขณะเดียว แป๊บเดียวเอง

ในชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง ที่เรายังต้องใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นโลกที่ถูกสาปแช่งไปแล้ว ตามกฎเหมือนเดิม กฎของความบาปและความตายปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ทั้งหมดเลย รวมทั้งสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ทั้งหมด และรวมทั้งร่างกายของเราด้วย และกฎของคำสาปแช่งนี้  กฎของความบาปและความตายนี้ เป็นตัวกำหนดว่าอย่างไรเราก็ต้องสูญสิ้นด้วย เกิดมาเพื่อตาย นี่คือความจริงของบรรดาสรรพสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกใบนี้  คือเกิดปุ๊บ วิ่งไปสู่ความแก่ แก่บางคนนึกภาพคนแก่ๆ ไม่ใช่ เกิดแล้วมาแก่ แก่หมายถึงวิ่งไปสู่ความสูญสิ้น  เกิดมาเป็นทารก 1 เดือน ไปครบปีหนึ่ง เป็นอายุ 1 ขวบ ก็แก่ลง 1 ขวบ วิ่งไปสู่ความตาย ใกล้ความตายเข้าไปอีก 1 ขวบ เพราะเป็นกฎของพระเจ้าที่วางไว้ นี่คือโทษของความบาปและความตาย คือหลุดจากพระสิริของพระเจ้า ส่วนความตายนั้น ต้องสูญสิ้น  วัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ ทุกอย่าง ต้นไม้ โลกทั้งใบ ต้องสูญสิ้นทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ชีวิตที่หลังจากเชื่อแล้ว ที่เราอยู่บนโลกใบนี้ โลกที่ถูกสาปแช่งไปแล้ว เสียหายไปแล้ว การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก เต็มไปด้วยความสับสน เต็มไปด้วยความชั่วร้าย เพราะว่าไม่มีชีวิต ไม่มีความดีงาม ที่เรียกว่าพระสิริของพระเจ้าปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้เลย พระสิริของพระเจ้าอยู่แค่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่พระเยซูคริสต์นำฝ่ายวิญญาณเข้ามาเท่านั้น ต้องรอให้โลกวัตถุ โลกที่จับต้องมองเห็นได้ มันสูญสิ้นไปเสียก่อน แล้วพระเจ้าสัญญาและกระทำแล้ว ก็คือสร้างสรรพสิ่งใหม่ทั้งหมดให้เรียบร้อยเลย คือร่างกายเรา ก็ร่างกายใหม่ สรรพสิ่งทั้งหลาย ก็สรรพสิ่งใหม่ทั้งสิ้น นี่คือคำสัญญา

ซึ่งเมื่อเรารับรู้ความจริงแล้วว่าพอเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ทันทีปุ๊บ เราได้บังเกิดใหม่ วิญญาณเราใสสะอาด หมดจด บริสุทธิ์ เหมือนพระเยซูคริสต์เลย เข้าไปอยู่ในสวรรคสถานเรียบร้อยแล้ว เรารู้ เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ย้ำยืนยันอยู่ในใจของเรา อยู่ในวิญญาณของเรา  เรารู้เพราะว่าวิญญาณเรามีจริงๆ และเราบังเกิดใหม่จริงๆ เรารู้ เพราะเราเริ่มต้นเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ บังเกิดใหม่ เราจึงเข้าใจ สามารถได้ยินเสียงของพระเยซูคริสต์ เสียงของฝ่ายวิญญาณ  เพราะเราเกิดใหม่แล้วนั่นเอง พอเรารู้ว่าในวิญญาณเราเป็นใคร? เป็นลูกของพระเจ้า มีค่ามหาศาลเท่าไรในวิญญาณของเรา เราก็สามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เต็มล้นไปด้วยความหวัง

นี่แหละคือความหวังของคนเป็นคริสเตียน ความหวังของคนที่บังเกิดใหม่  ก็คือความหวังที่ได้รับไปเรียบร้อยแล้ว 99.99% ก็คือวิญญาณใหม่ ที่อยู่กับพระเจ้าแล้ว สะอาด บริสุทธิ์ บังเกิดใหม่แล้ว เพียงแต่อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ เพียงชั่วคราว ชั่วขณะหนึ่ง แป๊บเดียว คือความหวัง เพราะอีกแป๊บเดียว เราก็จะได้รับร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าสร้างให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย รอวันหมดร่างกายนี้เท่านั้นเอง และก็ไปสวมร่างกายใหม่ นี่คือความหวัง

ถ้าเรารับรู้ความจริงเหล่านี้ คนนั้น ก็จะมีความอดทน อดกลั้น อดทนในการรอคอยวันนั้น วันที่จะได้รับร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ที่พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมไว้ให้ เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ หรือจะเรียกว่าเป็นวันที่เราตายจากร่างกายนี้ คือร่างนี้หมดอายุขัยไปเรียบร้อยแล้ว เลือกเอาอันใดอันหนึ่ง เอาอันแรกรู้สึกมันเพราะกว่านะ คือรอวันตาย ก็ใช่ แต่วันตายอย่างมีความหวังว่าเมื่อไรจะหมดร่างเก่านี้ สวมร่างใหม่  ในโรม 8:24-25 ได้บันทึกอย่างนี้ นี่คือความหวังของเหล่าคริสเตียน ที่บังเกิดใหม่แล้ว ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว เชื่อในการกระทำของพระองค์ในวันเพ็นเทคอสต์ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว …

โรม 8: 24-25  “24 เพราะว่าในความหวังนี้ เราได้รับความรอดแล้ว แต่ความหวังที่เห็นได้นั้น ไม่ใช่ความหวังเลย ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว 25 แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้น ด้วยความอดทน”

 

“เพราะว่าในความหวังนี้” ความหวังนี้ ก็คือความหวังที่จะได้รับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย จะเป็นขึ้นจากความตายได้อย่างไร? ก็ต่อเมื่อร่างกายเดิมนี้มันตายก่อน ตายแล้ว พระวิญญาณจึงจะได้ชุบเราให้เป็นขึ้นจากความตายจากพระเยซูคริสต์ ฝังไว้ในอุโมงค์ ของเราตายปุ๊บ เราก็ได้รับร่างกายใหม่ทันที นี่คือความหวังของเรา

ในนี้บอกว่า … “เพราะว่าในความหวังนี้ เราได้รับความรอดแล้ว” เห็นไหมครับ? ในความหวังนี้ ขณะเดียวกัน วิญญาณเรารอดแล้ว วิญญาณเราอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถานเรียบร้อยไปแล้ว แต่ความหวังที่เห็นได้นั้น ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว หวังเพราะว่ามันยังไม่ได้ไง แต่รู้ว่ามันได้แน่นอน หวังเพราะว่ามันอยู่ในร่างกายเดิมนี้ นี่คือความหวังของคนที่เป็นคริสเตียน และพระเจ้าไม่เพียงแค่ให้ความหวังนิรันดร์กับเราเท่านั้น มีความหวังว่าวิญญาณของเรานั้นได้บังเกิดใหม่ เป็นชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ ที่ท่านเดินอยู่บนโลกใบนี้ แต่ยังให้ความหวังเราว่าร่างกายที่เราจะได้รับใหม่ เป็นร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์นิรันดร์เช่นเดียวกัน

พระองค์ให้ความนิรันดร์อย่างนี้กับเรา เรามีความหวัง ท่านคิดว่าพอไหม? สมมติว่าพระเจ้าให้เราบังเกิดใหม่ วิญญาณเป็นเหมือนพระเจ้า ได้รับชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้า อยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถานแล้ว ร่างกายใหม่ ก็จัดเตรียมไว้ให้แล้ว รอให้ร่างกายเก่ามันสูญสิ้น มันตายก่อน แค่นี้ก็มีความหวังพอแล้วนะ แต่พระเจ้าไม่หยุดแค่นั้น ความรักของพระเจ้ามีมากกว่านั้นอีก

ท่านลองคิดดูนะ ขณะที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ ชั่วขณะหนึ่งใช่ไหม? ความเป็นจริง ก็คือโลกที่เสียหาย โลกที่ถูกสาปแช่งนี้ เราจำเป็นจะต้องดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของโลกใบนี้อยู่ ในขณะที่ข้างในเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว แต่รออีกแป๊บหนึ่ง แต่พระเจ้าก็พอเห็นแล้วว่าเราอยู่ในความชั่วร้ายของโลกใบนี้ อยู่ในความทุกข์ทรมาน อยู่ในความเจ็บกาย เจ็บใจ พูดง่ายๆ ทุกข์ทรมานอยู่ พระเจ้าจึงไม่ปล่อยให้เราอยู่แค่นั้น นี่คือเหตุของหัวข้อในวันนี้  ก็คือ “ฉลองพระเจ้าเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์” ชื่อเรื่องของวันนี้

ถ้าปล่อยเราเป็นอย่างนั้น ยังไงเราก็ได้รับความรอดอยู่ดี ยังไงเราก็ไปสวรรค์อยู่ดี วันหนึ่งออกจากร่างกายนี้ เราก็ไปรับร่างกายใหม่ แค่นั้นก็พอแล้ว

พระเจ้าบอก … “ไม่ได้ๆ ลูกของฉันต้องอยู่อย่างสุขสบายที่สุด เท่าที่ทำได้”

พระองค์ก็เลยบอกว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้ง ให้เราต้องเดินลำพังคนเดียว พระองค์จะอยู่กับเรา ในชั่วแป๊บเดียว ที่ทนทุกข์ทรมานอยู่บนโลกใบนี้ ที่ชั่วแป๊บเดียว รอให้มันจบร่างกายนี้ไปก่อน แม้มันจะแป๊บเดียวก็ตาม

“แต่พ่อจะไม่ยอมให้เราอยู่ลำพัง พ่อจะเข้าไปช่วย”

โรม 8:26 “ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณทรงช่วยเรา ในยามเราอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าเราควรอธิฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณเองทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเรา ด้วยการคร่ำครวญที่ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย”

 

“ในทำนองเดียวกัน” ก็หมายถึงว่าเรารอคอย คร่ำครวญด้วยความหวัง ในร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เราจะได้รับหลังความตาย เราก็คร่ำครวญด้วยความหวังนี้ อยากจะไปได้รับร่างกายใหม่ เป็นความหวังแห่งความชื่นชมยินดี หลังจากความทุกข์นี้ ก็คือหลังจากดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ชั่วขณะหนึ่ง เราก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เหมือนกับผู้หญิงที่กำลังจะคลอดบุตร ที่เจ็บครรภ์ ทุกข์ทรมาน แต่ก็มีความหวัง เจ็บครรภ์แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวก็จะได้เห็นลูกที่รักแล้ว ชื่นชมยินดี มีความหวังในความชื่นชมยินดีที่จะได้เห็นลูกในครรภ์ตนเองในไม่ช้า เราก็จะมีความหวังอย่างนั้นแหละ คือวิญญาณข้างในจะคร่ำครวญ  คร่ำครวญอยากจะจากโลกนี้ไปเร็วๆ แล้วก็ได้รับร่างกายใหม่ หมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัยสักทีหนึ่ง แต่ก็เป็นไปตามระบบของโลกใบนี้ โลกมันยังไม่สูญสิ้น ก็ต้องรอ แต่ขณะเดียวกัน รอแป๊บเดียว ทุกข์ทรมาน แต่มีความหวัง มองไปข้างหน้าแล้ว จะได้ชื่นชมยินดี เห็นไหมครับ!

เราที่เชื่อพระเจ้าแล้ว ได้เกิดใหม่แล้ว ร่างกายภายนอกนี้ ก็ทุกข์เหมือนกับหญิงมีครรภ์ เหมือนกัน เราก็ครวญครางอย่างนั้นแหละ แล้วเราก็ตั้งความหวังในความทุกข์นี้ว่าเราจะรอคอยวันนั้น วันที่เราได้รับร่างกายใหม่เหมือนพระเยซู ตามที่พระเจ้าสัญญาให้ไว้ จะได้หมดทุกข์ หมดโศกเสียทีหนึ่ง

นี่วิญญาณของเราจริงๆ คริสเตียนจริงๆ ผู้ที่เชื่อแล้วจริงๆ เกิดใหม่แล้วจริงๆ ก็จะเป็นอย่างนี้ ข้างในมันครวญครางตลอดเวลา มันไม่อยากจะอยู่หรอก แต่มันจำเป็นต้องอยู่ แต่พระเจ้าทรงทราบดีว่ามันทุกข์ขนาดไหน? พระเจ้าจึงเข้ามาอาศัยอยู่กับเราด้วย ซึ่งไม่ใช่อย่างที่ตะกี้นี้บอก ไม่ใช่ร่างกายเราเท่านั้นที่ต้องตาย แต่สรรพสิ่งทั้งหลาย โลกใบนี้ทั้งใบ ก็จะถึงการดับสูญสิ้น  และพระเจ้าสัญญาว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ด้วย เป็นบ้านของเราใหม่ ลูกเกิดใหม่ บ้านก็ใหม่ด้วย เรา หมายถึงมนุษย์ที่เชื่อในพระองค์ ที่ได้บังเกิดใหม่และสรรพสิ่งทั้งหลาย ทุกสิ่งต่างรอคอยวันสิ้นโลก เราที่บังเกิดใหม่แล้ว เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ อยู่ในร่างกายเดิมนี้ เรามีความหวัง รอคอยวันสิ้นโลก ถ้าโลกยังไม่สิ้น เราสิ้นก่อน ก็เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งต่างรอคอยวันสิ้นโลก และในการคร่ำครวญนี้ พระวิญญาณก็จะคอยช่วยเหลือเรา พอมองเห็นหรือยัง? เพราะมันทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเรา เข้ามาเป็นกำลังให้กับเรา มาช่วยเรา ในยามที่ร่างกายของเราอ่อนแอ

อ่อนแอ เพราะอยู่ในกฎของความบาปและความตาย ถูกสาปอยู่

ในยามที่ร่างกายเราอ่อนแอ พระวิญญาณก็จะคอยหนุนเราช่วยเหลือเรา  ในยามที่เราต้องทนทุกข์ลำบาก ในยามที่เราต้องเผชิญกับความวิปริตของโลกใบนี้ อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้เรื่องเลย โควิดนึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป เศรษฐกิจแย่ก็แย่ จะเกิดสงคราม ก็จะเกิด อะไรอย่างนี้ ยังมีความเสียหายจากธรรมชาติต่างๆ เพราะว่ามันถูกสาปแช่งไปแล้วโลกใบนี้ พระวิญญาณก็จะมาช่วยเรา  คร่ำครวญไปกับเราด้วย ที่วิญญาณของเรา ตอนที่เราคร่ำครวญ ตอนที่เราเจ็บป่วย รักษาไม่หาย เจ็บโน่น ปวดนี่ ทรมานนั้น พระวิญญาณทรมานไปกับเราด้วย คร่ำครวญไปกับเราด้วย นี่มันหมายถึงอย่างนั้น

ตอนที่เราป่วย รักษาไม่หาย ในยามที่เราล้มละลาย ขาดทุน เงินไม่พอใช้ โควิดเอาไปหมดเลย ทั้งกิจการงาน การเงิน และความสุขในชีวิตของเราออกไป เราทุกข์ทรมานมาก เรารอคอย ขณะนั้น เราไม่ไหว แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา ให้กำลังกับเรา ครวญครางไปกับเราด้วย เราทุกข์ พระองค์ก็ทุกข์ด้วย นึกภาพให้ดีๆ เราไม่ได้ทุกข์ไปคนเดียว พระวิญญาณสถิตอยู่กับเรา

นี่คือความเมตตาของพระเจ้ามากเลย ไม่ให้เราอยู่ลำพัง เพราะรู้แล้วว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ มีแต่ความทุกข์ยากลำบาก มีแต่ความน่ากลัว เหมือนที่พระเยซูคริสต์บอก ท่านอยู่บนโลกนี้ ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก  เป็นเรื่องธรรมดา พระวิญญาณก็จะช่วยเรา สถิตอยู่กับเรา ครวญครางไปกับเรา ในยามที่คนที่เรารัก จากไปก่อน คือการสูญเสีย เศร้าไหม? เศร้า ในยามที่เราเจ็บปวด ยาแก้ปวด ก็ช่วยไม่ได้ ไม่มียาอะไรช่วยได้เลย พระวิญญาณครวญครางไปกับเรา อยู่ภายในเรา

นี่คือความหวังเดียวที่สามารถประคับประคองชีวิตของเราให้เดินต่อไปได้  นี่คือพระคุณของพระเจ้า ที่ไม่ได้ช่วยเราให้รอดพ้น แล้วไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์เท่านั้น แต่ขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องธรรมดา พระองค์ไม่ทิ้งเรา แต่อยู่กับเรา เป็นความหวังเดียวที่สามารถประคับประคองชีวิตของเราได้ ความจริงนี้ ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างสันติสุข ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากได้ ก็คือเราเต็มไปด้วยสันติสุข ในการรอวันนั้น วันแห่งความรอดที่ครบถ้วนบริบูรณ์ คือวิญญาณเรารอดเรียบร้อยแล้ว เรารอวันนั้น วันที่เราจะได้รับร่างกายใหม่ ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระเยซูคริสต์ วันที่เราจะได้รับร่างกายใหม่ สรรพสิ่งก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หลุดจากโลกอันเสื่อมโทรมนี้ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ที่สมบูรณ์ ครบถ้วนบริบูรณ์ คือวิญญาณเราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และเป็นเหมือนพระเจ้า และร่างกายที่เราสวมอยู่นั้น ก็เป็นร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เป็นขึ้นจากความตาย และเราก็ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว เราอยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่หมดเลย แม้สัตว์ต่างๆ ที่ท่านรัก  ก็อยู่ด้วย แล้วมันถูกสร้างใหม่แล้ว เช่นเดียวกัน

นี่แหละ ดูความเมตตาของพระเจ้า ดูความห่วงใยของพระเจ้า  ดูความรักของพระเจ้าสิ ละเอียดอ่อนมาก เล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ทิ้งเรา แม้ว่ามันจะชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น …

“มันแป๊บเดียวเองนะ ลูกเอ๋ย แต่ไม่เป็นไร พ่ออยู่ด้วย”

และในขณะที่เราอยู่ในการรอคอยวันนั้นอยู่ พระวิญญาณก็จะคอยช่วยเรา ตอนที่เราอ่อนแอ คิดอะไรไม่ออก พูดไม่ออก บอกไม่ถูก อธิษฐานไม่ได้ เคยเป็นไหม? เคยเผชิญอะไรแบบนี้ไหม? คิดไม่ออก บอกไม่ถูก เพลีย เหนื่อย เจ็บ ปวด โอ๊ย นั่นแหละ เมื่อเราอ่อนแอเท่าไร? ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ก็ทวีคูณขึ้นเต็มขนาดที่นั่น ที่ตัวเรา ที่อ่อนแออยู่นั้น

พระวิญญาณอยู่ด้วยความรักและความห่วงใยของพระเจ้านั่นเอง ที่มีต่อมนุษย์ทุกคน พระองค์ห่วงใยมาก อยากให้เขามาเชื่อในข่าวดี ในพระบุตร พระเยซูที่พระองค์ทรงประทานให้ เพื่อจะได้เข้าสู่สวรรค์ พอเขาเปิดใจต้อนรับเข้าสู่สวรรค์แล้ว ก็ยังห่วงอยู่ว่าจะยังอยู่บนโลกใบนี้ อีกกี่ปี? ทุกข์ทรมานอีกกี่ปี ถึงแม้เขาจะรอดแล้วก็จริง ไม่ได้หรอก ต้องให้เขาได้ดีที่สุด ได้หายเหนื่อยที่สุด ทำให้ดีที่สุด ก็คือเข้าไปสถิตอยู่กับเขา เพราะความรัก พระองค์จึงเข้ามาอาศัย สถิตอยู่ด้วย เพื่อช่วยเหลือ เพื่อนำพา ให้กำลังใจ สนับสนุนเรา แม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลาแค่สั้นๆ ก็ตาม เทียบกับชีวิตนิรันดร์ เทียบกันไม่ได้เลย การดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ จนกว่าร่างกายเราจะสูญสิ้นไป มันแป๊บเดียวเอง แต่แป๊บเดียว พระองค์ก็ไม่ยอม เพราะรักเรามาก ห่วงใยเรามากเลย ในยอห์น 14:23 บันทึกไว้อย่างนี้ …

ยอห์น 14:23 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำสอนของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขา และอยู่กับเขา”

 

คืออย่างนี้ พระเยซูกำลังพูดถึงความเป็นจริงของการบังเกิดใหม่ว่ามนุษย์ไม่สามารถที่จะรักพระเยซูได้จริงๆ หรอก

เพราะภาษาเดิมตรงนี้ “ถ้าผู้ใดรักเราจริงๆ” ไม่มีใครสามารถรักพระเยซูคริสต์ได้จริงๆ ถ้าคนนั้นไม่ได้บังเกิดใหม่  ไม่มีใครในโลกเลย สามารถรักพระเยซูได้ ถ้าเขาไม่บังเกิดใหม่ เพราะเมื่อเขาไม่ได้บังเกิดใหม่ เขายังมีชีวิตเดิม ชีวิตเดิมเป็นวิญญาณที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า เป็นวิญญาณที่ต่อต้านพระเจ้า เป็นวิญญาณบาป เป็นวิญญาณที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นวิญญาณที่ไม่สามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ วิญญาณที่ไม่สามารถรักพระเจ้าได้ วิญญาณที่ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ เพราะฉะนั้น เราก็ยังคงเป็นศัตรูอยู่ภายใน ถ้าเราไม่ได้เกิดใหม่ เราก็ไม่ได้เป็นลูกแห่งการเชื่อฟัง เพราะเราไม่ได้บังเกิดใหม่ เราก็ไม่ได้เป็นแกะของพระองค์ เพราะฟังเสียงของพระองค์ก็ไม่ได้ยิน ฟังถ้อยคำของพระองค์แล้ว ก็ไม่เข้าใจ ไม่ได้ยินเสียงของพระองค์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ ต้องบังเกิดใหม่ในวิญญาณเท่านั้น

พระเยซูกำลังบอกว่าถ้าท่านได้บังเกิดใหม่เมื่อไร? ท่านก็จะเต็มไปด้วยความเชื่อฟังต่อเรา เพราะเป็นพวกเดียวกับเรา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเราแล้ว ความเชื่อนี้ เป็นของประทานเกิดขึ้น จากการบังเกิดใหม่นั้น เรียกว่าเกิดใหม่ปุ๊บ เป็นลูกแห่งการเชื่อฟังเลย พระคัมภีร์ใช้คำนี้

พอเกิดใหม่ เป็นลูกแห่งการเชื่อฟังแล้ว อะไรเกิดขึ้น … “พระบิดาของเราจะทรงรักเขา  พระบิดากับเราจะมาหาเขา แล้วอยู่กับเขา”

พูดง่ายๆ พระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู และพระวิญญาณ ทั้ง 3 พระภาค จะเข้ามาทำบ้าน อาศัยอยู่ในตัวเขา ตอนที่เขาบังเกิดใหม่ทันที เข้าสวรรค์ทันทีปุ๊บ พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ทันที  ทำไมต้องมาสถิตอยู่ ก็ตะกี้นี้ ที่บอก เพราะความรัก ความห่วงใย แม้ว่าจะชนะแล้วก็ตาม ไม่อยากปล่อยให้ลูกต้องเผชิญกับความทุกข์ลำบากเกินกว่าเหตุ เกินกว่าที่จะรับได้ บนโลกใบนี้ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ตาม ต้องแก้ไข ต้องพยายามหาทางช่วย

เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว จะมีอัศจรรย์เกิดขึ้น ทั้งโลกฝ่ายวิญญาณและโลกฝ่ายร่างกาย ฝ่ายวัตถุ อย่างนี้ ฟังให้ดีๆ นะ อัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ พอเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาในตัวเราปุ๊บ โลกฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้น คือพระวิญญาณของพระเจ้าจะเสด็จเข้ามา ทำขบวนการการบังเกิดใหม่ ให้เราบริสุทธิ์ กลับคืนดีกับพระเจ้า ย้ายวิญญาณของเรามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าทันที นี่คืออัศจรรย์หนึ่งแล้วนะ

อัศจรรย์สอง คือโลกฝ่ายร่างกาย คือร่างกายเราปัจจุบัน พอเรารับเชื่อปุ๊บ พระเจ้าทั้ง 3 พระภาค พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกายของเราทันที เพื่อคอยช่วยเหลือเรา ในระหว่างดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ฮาเลลูยา

นี่คือสิ่งที่อัศจรรย์มากๆ เลย คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น คือเราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณ ในโลกวัตถุ คือร่างกายที่เราเห็นอยู่นี้ ที่ต้องตายอยู่นี้ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาการกินการอยู่ อะไรต่างๆ เหล่านี้ โรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ พระเจ้าจะเข้ามาอยู่ด้วย เอเมนไหม?

“พระเจ้าอยู่ในตัวฉัน”

พอพูดถึงพระเจ้า ต้องนึกถึง 3 พระภาคเลย เพราะว่าทั้ง 3 พระภาคเป็นหนึ่งเดียวกัน

“พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงสถิตอยู่กับฉัน เมื่อวันที่ฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด”

มีสถานที่หนึ่ง ในร่างกายของเรา นึกถึงตัวเอง มองดูในกระจก มีสถานที่หนึ่งในร่างกายของเรา ที่เป็นสถานที่บริสุทธิ์ที่สุด ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่า “อภิสุทธิสถาน” ที่พระเจ้าสถิตอยู่ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์มาก บริสุทธิ์มาก ที่นั่นก็คือที่วิญญาณของเรา  ที่ได้บังเกิดใหม่ ถ้าไม่เกิดใหม่ เข้ามาไม่ได้ เพราะเข้ากันไม่ได้ เป็นศัตรูกัน แต่พอเกิดใหม่ ได้กลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว มีวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว พระเจ้าเข้ามาได้

เพราะฉะนั้น สถานที่สถิตของพระเจ้า อยู่ที่วิญญาณของฉันที่บังเกิดใหม่แล้วนั้น ซึ่งอยู่ในร่างกายนี้ ฉันเดินไปไหน? ฉันเป็นอภิสุทธิสถานของพระเจ้า ที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ไปด้วยกันตลอดเวลา ตอนหลับอยู่ด้วยไหม? ตอนขับรถ โมโหโกธา ว่าเขาเสียๆ หายๆ พระองค์อยู่ด้วยหรือเปล่า? หรือว่าออกไปก่อน  1 โครินธ์ 3:16 …

1 โครินธ์ 3:16  “ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่าน”

 

“ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือ?” หมายความว่าท่านทั้งหลายควรจะรู้ เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน ท่านเดินไปไหนมาไหน? พระวิญญาณจะพูดตลอดๆ เพียงแต่ท่านสังเกตหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง ตระหนักหน่อยหนึ่ง ท่านก็รู้แล้ว มันหมายถึงอย่างนั้น หมายถึงทุกคนที่เชื่อในพระเจ้า จะรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน  เดี๋ยววันหนึ่งก็ต้องรู้

“ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกท่านเป็นวิหารของพระเจ้า” เป็นวิหาร  “และพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่าน” พอบอกพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า จงนึกถึง 3 พระภาค ไม่ว่าจะพูดถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา  พระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับเรา พอพูดชื่อใดชื่อหนึ่ง นึกถึง 3 พระภาคเลย เพราะว่าทั้ง 3 เป็นหนึ่งเดียวกัน

พระเจ้าสถิตอยู่ เพื่ออะไร? ในหนังสือสดุดี เผยพระวจนะเรื่องนี้ไว้ เพื่อดูแลรักษาวิญญาณที่พระองค์ทรงไถ่ ทรงได้ให้บังเกิดใหม่นั้น ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ และพระองค์ไม่เคยหลับไหล

พระองค์ทรงดูแลวิญญาณที่พระองค์ทรงไถ่ ทรงให้กำเนิด เป็นลูกของพระองค์แล้ว โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระหัตถ์ทรงฤทธิ์ของพระองค์ ไม่มีวันหลับไหล ก็คืออย่างที่ตะกี้นี้ผมบอก ขณะที่เราหลับ พระองค์ก็ตื่นอยู่ คอยดูแลตลอดเวลา ดูเราในฐานะเป็นลูกที่รักดั่งแก้วตาดวงใจ ในวันที่เรากำลังเจ็บปวด งอนพระเจ้า เดินหน้าเชิดใส่พระเจ้า ไม่อธิษฐาน ไม่เอาแล้ว ไม่เชื่อแล้ว พระเจ้าก็เดินตามเราด้วย พอเราสงบสติอารมณ์ปุ๊บ

พระเจ้าถาม … “ยังรักเราไหม?”

“รักครับ ขอโทษทีพระเจ้า ช่วยลูกด้วย”

นี่คือหน้าที่ของพระเจ้า ที่เป็นหน้าที่ของความรัก ห่วงใย ดุจดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์

วิหารของพระเจ้า คืออะไร? วิหารของพระเจ้าตรงนี้ ชาวยิวจะรู้ดีเลย พระเจ้าได้ให้ชาวยิว ทำวิหารจำลอง สถานที่สถิตของพระเจ้า บนโลกใบนี้ เมื่อสมัยโมเสส ก็คือทำวิหารแบบเป็นเต็นท์ ทำด้วยเต็นท์ หลังจากนั้นมา ก็เปลี่ยนเป็นวัสดุอื่น เป็นก้อนหินอะไรต่างๆ ก็ว่าไป แต่ก็เป็นวัสดุที่ทำด้วยมือเท่านั้น ซึ่งพระองค์บอกว่าเล็งถึงเป็นจำลองจากของจริงในสวรรค์สถาน

และในเต็นท์นั้น พระองค์ให้ทำอะไร? มีลานชั้นนอก เรียกว่าวิหาร แล้วเข้าไปเรียกว่าสถานที่บริสุทธิ์ ชั้นที่ 2, ชั้นที่ 3 ในสุด เรียกว่าอภิสุทธิสถาน พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ตรงกับอะไร? ตรงกับร่างกายของเราที่เป็นวิหารของพระเจ้า ก็คือร่างกายของเราก็เปรียบเหมือนกับลานชั้นนอกของวิหารของพระเจ้า ในสมัยโมเสส ความคิดจิตใจของเราเหมือนสถานที่บริสุทธิ์เฉยๆ แล้วเราก็ยังมีลึกที่สุด สุดท้ายที่สุด เรารู้กันอยู่แล้ว คือมีวิญญาณของเรา วิญญาณของเราก็เป็นอภิสุทธิสถาน ที่พระเจ้าสถิตอยู่นั่นเอง นี่คือเราเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า ฮีบรู 13:5 ได้บ่งบอกให้ถึงความรัก ความห่วงใยของพระเจ้า แม้ว่าจะให้เราบังเกิดใหม่แล้วก็ตาม แม้ว่าเราจะอยู่กับพระองค์ในสวรรคสถานเรียบร้อยแล้วก็ตาม ในโลกฝ่ายวิญญาณ แต่ในโลกวัตถุ ที่เราจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ วันนี้เราจำเป็นต้องเจอกับความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งเป็นไปตามกฎของคำสาปแช่งมาตั้งแต่เดิมแล้ว  เราต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามกฎระเบียบเหล่านั้น แล้วพระเจ้าก็ต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎระเบียบเหล่านั้นด้วยเช่นเดียวกัน พระองค์จึงสงสาร จึงรัก จึงห่วงใย จึงเข้ามาสถิตอยู่ด้วย แล้วก็บอกกับเราอย่างนี้ว่า … ฮีบรู 13:5 …

ฮีบรู 13:5 “จงพอใจในทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ที่มีอยู่และเป็นอยู่ ในขณะนี้ (ทั้งในโลกวิญญาณและโลกวัตถุนี้ จงเชื่อและวางใจในพระเจ้า) เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า (เหมือนเป็นลูกกำพร้า) เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า (ปล่อยให้อยู่ตามลำพัง) เราจะไม่ทำให้เจ้าต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

 

นึกถึงภาพว่าพระเจ้ายืนอยู่ต่อหน้าเราตอนนี้ … “ลูกจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ชั่วขณะหนึ่งนะ ที่เหลือมันจบไปหมดเรียบร้อยแล้วล่ะ แต่ไม่ต้องกลัว พ่ออยู่กับลูกด้วยตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ลูกดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยท่าทีอย่างไร? พ่อจะสอนให้ พอใจในทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ที่มีอยู่ และเป็นอยู่ในขณะนี้”

พอใจ แปลว่ามีความหวัง มีความสุขในใจ มีความหวังครบถ้วนบริบูรณ์ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอยู่ ที่มีอยู่ในขณะนี้ คือเมื่อดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ทั้งในโลกวิญญาณและโลกวัตถุนี้ จงเชื่อและวางใจในพระเจ้า ก็คือทั้งโลกวิญญาณ รู้ว่าเราเกิดใหม่ อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว ในโลกวัตถุ รู้ว่าอยู่ในร่างกายนี้ต้องทรุดโทรม ไปสู่ความตาย ไปสู่ความสูญสิ้น เป็นเรื่องธรรมดา แต่รอไปรับร่างกายใหม่ ให้เชื่อและวางใจในพระเจ้าในสิ่งนี้ และมีความพอใจในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

และพระเจ้าผู้เป็นพ่อได้ปลอบโยนจิตใจ ปลอบโยนลูกที่พระองค์ทรงรัก ปลอบโยนว่าอย่างไร? … “พ่อจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า เหมือนเป็นลูกกำพร้า พ่อจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า ปล่อยให้เจ้าอยู่ตามลำพัง พ่อจะไม่ทำให้เจ้าต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ลูกเอ๋ย” แล้วก็เอามือลูบที่ศีรษะของลูกเมื่อตอนที่อุ้มอยู่ เมื่อตอนที่เขายังเป็นทารกอยู่ เพิ่งเกิด เราทั้งหลายก็เป็นทารก เมื่อไรก็ตามที่เรายังอยู่ในร่างกายเก่านี้อยู่ เราไม่ได้เจริญเติบโตเต็มที่หรอก เราก็เหมือนทารก ที่พระเจ้าคอยประคบประหงม ดูแล เหมือนเด็กทารก ที่เกิด ที่เรามองเห็น ส่วนใหญ่พ่อแม่ทั้งหลาย ทารกเกิดมา เคยไหม? เคยทิ้งเขาไว้สักชั่วโมง แล้วไม่มีคนอยู่เลยไหม? ไม่มีทางเลยนะ ยิ่งคลอดยังไม่ถึงเดือน ยิ่งประคบประหงมตลอดเวลา นั่นแหละ คือภาพของความรักของพระเจ้า ที่ห่วงใยเราขนาดไหน? ที่บอกว่าไม่ทอดทิ้ง ไม่ปล่อยให้เราเป็นเด็กกำพร้า ไม่ละเรา

“ไม่ละเรา” หมายถึงไม่จากเราไปเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ละเราให้อยู่ลำพังเลย สมมติว่าพระบิดา พ่อบอกว่าอยู่กับพ่อตลอด พ่อบอกพ่อไปอาบน้ำนะ ไม่ทิ้ง แม่ช่วยดูหน่อย พ่อแม่บอกจะออกไปซื้อของนะ จะละทิ้งเขาหรือ? ไม่หรอก ป้าๆ ช่วยดูให้ที  ถูกไหม?  พระเจ้ากำลังพูดอย่างนั้นกับเราว่าพระองค์ทรงอยู่กับเราตลอดเวลา ตื่นเต้นตลอดเวลา

พระองค์ทรงดูแลเราอย่างนั้นจริงๆ ไม่หลับใหล ไม่ง่วงเลย สนใจเราตลอดเวลา เวลาเรายิ้ม ยิ้มตาม ดีใจจังยิ้มแล้ว เวลาเราร้องไห้ เป็นอะไรๆ ช่วยกันดูแลหน่อย ถูกไหม? แล้วนี่คือพระเจ้า คำพูดของพระเจ้า พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู ที่ได้ยอมตายที่ไม้กางเขน ไถ่เรา และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้ง 3 พระภาคสถิตอยู่กับเราอย่างนี้ แล้วบอกว่าไม่ทอดทิ้งไปไหนเลย?

ในขณะที่เราตกงาน พระองค์ทรงอยู่ไหม? อยู่ทั้ง 3 เลยไหม? ในขณะที่เราติดโควิดอยู่ไหม? ในขณะที่เราเครียดจัด ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม พระองค์ทรงอยู่ไหม? เพราะฉะนั้น มีพระคริสต์สถิตอยู่ด้วยตลอดเวลา ก็มีความสุขเกินพอแล้ว เพียงพอแล้ว สำหรับทุกสิ่ง พระองค์เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทั้งหลายต้องการ  ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และโลกหน้าด้วย  สำหรับเราเชื่อแล้ว โลกหน้าจบไปแล้ว เป็นความหวังของเราในโลกนี้ที่จะอยู่ต่อไป พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา มะรืนนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราไม่รู้แล้ว เรามอบให้พระองค์ไปหมดแล้ว ในแต่ละวัน โคโลสี 1:27 จึงได้บันทึกอย่างนี้ สั้นๆ ว่าหัวใจของคนที่บังเกิดใหม่ คือ …

โคโลสี 1:27 “คือพระคริสต์สถิตในท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ”

 

พระคริสต์สถิตในท่าน คือทั้ง 3 พระภาค พระเจ้า 3 พระภาคอยู่ในท่านทั้งหลาย เป็นความหวังแห่งเกียรติ สิริ หมายถึงพระเจ้า 3 พระภาคอยู่ในวิญญาณของเรา เรารู้ เรารับทราบได้ทางวิญญาณว่าอยู่กับเรา เราจึงมีความหวังแห่งพระสิริ เราจึงมีความหวังในร่างกาย ที่เต็มด้วยพระสิริของพระเจ้า ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนที่วิญญาณเราออกจากร่าง ไปรับร่างกายใหม่ นี่แหละ ใครมีความหวังยกมือขึ้น? มีความหวังเพราะอะไร? เพราะพระคริสต์สถิตอยู่ในฉัน เพราะพระเจ้าอยู่ในฉัน พระคริสต์สถิตอยู่ในพระเจ้า อยู่ในฉัน ฉันรู้แน่นอน ส่วนความหวังในร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ รู้ไหม? ไม่รู้ แต่เป็นความหวังที่เต็มไปด้วยความเชื่อจากข้างใน

ในขณะที่เรายังจำเป็นในความทุกข์ลำบาก ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น พระเจ้าต้องการให้เราวางใจ พักหายเหนื่อย และเป็นสุขในพระเยซูคริสต์ พระองค์จะดูแลทุกสิ่งทุกอย่างชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยตัวของพระองค์เอง ใน 1 เปโตรก็บอกอย่างนั้น พระองค์จะดูแลรักษาวิญญาณที่พระองค์ทรงไถ่ไว้ ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ พระหัตถ์ ก็คือตัวของพระองค์เอง ฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์เอง พอไหม? หรือเราจะวางใจในพระองค์ครึ่งหนึ่ง  แล้ววางใจในตัวเองครึ่งหนึ่ง พระองค์บอกไม่เอา วางใจในเรา 100% เลย พระองค์จะดูแลเองทุกอย่าง ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ ด้วยความรักที่มีต่อเรา เพราะเราเป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก ดั่งแก้วตาดวงใจ และเป็นลูกที่เป็นทารก เกาะติดอยู่กับพระองค์ตลอดเวลาเลย รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ไม่รู้ พออุแว้ๆ อุ้มได้ ก็อุ้มเฉียงๆ พาดที่มือ แต่พอร้องไห้หนักๆ ก็พาดที่บ่า

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราก็ตาม ให้รับรู้ว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค ทรงอยู่กับเรา และควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ และนำพาเราอยู่ และมันดีที่สุดแล้ว สำหรับชีวิตเรา เพราะพระองค์ทรงรักเรา อยากให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น พระองค์จึงอยากให้เราที่จะไม่ต้องกังวล ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกระวนกระวาย ไม่ต้องกลัว จงเชื่อมั่นว่าพ่อของเรา สามารถนำพาลูกๆ ของพระองค์ผ่านพ้นไปได้อย่างแน่นอน บนโลกใบนี้ จูงมือเราผ่านหุบเขาเงามัจจุราชได้แน่นอน เพราะมันเป็นหุบเขาเงามัจจุราช มันเป็นแค่เงาเท่านั้นเอง ทำให้ตกใจกลัวเท่านั้นเอง แต่มันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เอเมน

เพราะฉะนั้น จงให้เราไว้วางใจในพระเจ้า เชื่อในถ้อยคำ คำสัญญาของพ่อของเรา และดำเนินชีวิตจากภายในจิตใจใหม่ จากภายในวิญญาณของเราที่เกิดใหม่ ดำเนินชีวิตอยู่ตรงนั้น เพราะตรงนั้นคือสวรรค์ เพราะตรงนั้น คือสถานที่สถิตของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา คือในใจเรา ในวิญญาณของเรา ที่พ่อได้ใส่เอาไว้ ใส่ความรัก เพราะพ่อเป็นพระเจ้าแห่งความรัก เมื่อพ่อสถิตอยู่กับเรา ความรักก็ท่วมล้นอยู่ในใจเรา เราจึงสามารถเต็มด้วยความเชื่อในพระเจ้า ในจิตใจของเราได้ และเมื่อเราเชื่อฟังพระเจ้าแบบนี้ พระเยซู พระเจ้าเลยอยากให้เราตอบสนองพระองค์ ให้เหมือนเด็กๆ พระเยซูบอกให้เข้าสวรรค์ ให้เหมือนเด็กๆ คนหนึ่ง คือเชื่อ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องหาเหตุผลอะไร? เชื่อลูกเดียว เราจะเห็นบ่อยๆ พ่อแม่บางทีเล่นกับลูก ลูกขวบ สองขวบ เอาลูกขึ้นไปวางที่โต๊ะสูงๆ

“โดดมาเลยๆ”

โดดไหม? ไม่โดดนะ ถ้าเผื่อพ่อคนนั้น แม่คนนั้น ไม่ค่อยมีเวลาให้เขา เขาไม่ไว้ใจ แต่พ่อกับแม่ที่ดูแลเขาตลอดเวลา โดดมาเลย ยังไม่ทันจบคำว่าเลย โดดมาแล้ว รับแทบไม่ทัน ใช่ไหม? เพราะความสนิทสนมที่รักมาก ทำให้ลูกไว้ใจ แล้วพระเจ้าสำแดงความรักขนาดนี้ ถ้าพระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขนขนาดนี้ แล้วยังมาสถิตอยู่กับเราขนาดนี้ พอไหมที่เราจะสัมผัสความรัก และไว้ใจในพระองค์ได้ โดดเลย แล้วเราก็โดดเลย เอเมนไหม? พระเจ้าบอกโดดเลย โดดไหม? โดด ให้นึกถึงภาพ เหมือนเราเลี้ยงลูก โดดเลย แสดงว่าเขาไว้ใจเรามาก ไว้ใจในความรักของเราที่มีต่อเขา เพราะฉะนั้น พระเจ้าก็เลยบอกให้เราโดด

โดด คือทำอย่างนี้ พระเจ้าต้องการให้เราสำแดงความเชื่อของเรา ด้วยการทำอย่างนี้ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18  …

1 เธสะโลนิกา 5:16-18 “16 มีความสุขและมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ 17 หมั่นอธิษฐาน ติดต่อสื่อสารพูดคุยปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้า ผู้เป็นพ่อที่รักเรามาก อยู่เสมอ 18 ขอบพระคุณพระเจ้า (พ่อ) ในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์ (ที่มองเห็นจับต้องได้ ที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกได้) จะเป็นเช่นไร (จะรู้สึกดีหรือไม่ดีก็ตาม) ก็ขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่ (ได้บังเกิดใหม่เป็นลูกของพระองค์) อาศัยอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในบ้านของพระองค์ คือสวรรค์แล้วขณะนี้”

 

นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ สำหรับท่านทั้งหลายที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว อาศัยอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์ของพระองค์เรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้ พระองค์ต้องการอะไร? ต้องการให้เราโดด เราก็โดด ตอนนี้พระองค์ต้องการให้เราทำอะไร? ต้องการให้เรามีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ เพราะมันไม่มีไปไหน? อยู่ตรงนั้นนะ ให้เราเพ่งมอง จดจ่อไปที่เบื้องบน คือที่พระคริสต์สถิตอยู่ คือในสวรรค์สถาน คือในอภิสุทธิสถาน คือในวิญญาณของเรา เพ่งตรงไปตรงนั้นว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตรงนั้น แล้วมีความสุขอยู่กับตรงนั้น

ถ้าพระเจ้าบอกให้เราโดด พอบอกให้เราโดด แสดงว่าพ่อรู้ว่ามันปลอดภัยสำหรับเรา เราอาจจะห่วง เราอาจจะกลัว แต่พ่อรู้ว่าเราทำได้ เหมือนกัน พ่อผู้เป็นพระเจ้ารู้ว่าตรงนี้ เราที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ สามารถทำอย่างนี้ได้ ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ความชั่วร้ายบนโลกใบนี้ ที่เราดำเนินชีวิตอยู่แค่แป๊บเดียว เราสามารถแอบเข้าไปอยู่ในความสุข ในฝ่ายวิญญาณได้ พ่อเลยบอกว่าให้มีความสุข และมีความชื่นชมยินดี  ภายในจิตใจอยู่เสมอ หมั่นอธิษฐาน ติดต่อพูดคุย สื่อสาร ปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิด สนิทสนมกับพ่อ กับพระเจ้าผู้เป็นพ่อของเราที่รักเรามากอยู่เสมอ มีอะไรก็คุยกับพ่อ คุยไม่ออก ก็รู้ว่าพระวิญญาณกำลังช่วยเราคุยอยู่ ต่อให้ไม่มีแรง กำลังนอนอยู่ พระวิญญาณก็กำลังคุยอยู่ หมดแรงแล้ว นี่คุยทางวิญญาณแทน ก็คือให้เราสนิทสนมกับพระเจ้า

สนิทสนม คือให้เราติดต่อ มีสามัคคีธรรมกัน พูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา ให้เราอธิษฐานอยู่เสมอ หมายถึงอย่างนี้ แล้วให้เราทำอะไรอีก ขอบคุณพ่อ ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณได้อย่างไร? ถ้าเราขอบคุณได้ ก็แสดงว่าเรารู้ว่า 3 พระภาคของพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา เราก็ไม่กลัวไง ไม่ใช่พระเจ้าให้เราไม่ลืมบุญคุณ เป็นลูกต้องมีกตัญญูหน่อย ขอบคุณนะ ได้อะไรไป ไม่ใช่

คำว่า “ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี” หมายถึงพระเจ้าต้องการให้เราตระหนักอยู่เสมอว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์ที่มองเห็น จับต้องได้ ที่ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกได้ มันจะเป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบไหนก็ตาม จะเป็นไปด้วยกันกับพระเจ้า หรือไม่เป็นเป็นไปด้วยกันกับพระเจ้า จะชอบหรือไม่ชอบ จะทุกข์หรือจะสุขก็ตาม จะเป็นเช่นไรก็ตาม จะรู้สึกดีหรือไม่ดีก็ตาม ก็รู้ว่าพระเจ้าทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา ดูแลเรา วางใจในพระองค์ รักในพระองค์ ก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ นี่มันแปลว่าอย่างนี้

นี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบาก เป็นเช่นไรบนโลกใบนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา บนโลกใบนี้ ไม่มีคำตอบ คำตอบ คือโลกถูกสาปแช่ง ถูกทำให้เสียหายไปแล้ว และมันก็จะเป็นอย่างนี้ จนกว่ามันจะสิ้นโลก แต่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าสัญญาไว้ให้กับเรานั้น ไม่มีความทุกข์ยากลำบากอีกแล้ว ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโศกเศร้าเสียใจ ไม่มีการสูญเสีย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีบาป มีแต่ความรัก มีแต่สันติสุข  และโลก และสรรพสิ่งบนโลกถูกสร้างขึ้นมาใหม่เอี่ยมหมดทุกอย่าง ไม่มีมาร ไม่มีความบาป และเราจะอยู่กับพระเจ้าอย่างนั้นตลอดชั่วนิตย์นิรันดร

นี่คือความหวังและความไว้วางใจของเรา ที่มีต่อพระเจ้า ไม่ว่าจะสุขหรือจะทุกข์ พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ ก็นำอยู่ทั้ง 3 พระภาค พระองค์ทรงอยู่ด้วย เมื่อพระคริสต์ทรงอยู่ในเรา ความหวังของเรา ก็คือร่างกายใหม่ ที่เต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ เมื่อถึงวันนั้น  พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

“Crying in the Chapel” แต่งโดย “Arthur Glenn” ในปี 1953 ร้องและบันทึกเสียงไว้โดย “Elvis Presley” ในปี 1960 เป็นเพลงที่พูดถึงสันติสุขที่พบได้ในพระเจ้า อย่างเรียบง่ายและน่ารัก

 

คำว่า “Chapel” หลายคนอาจไม่คุ้นเคย “Chapel” เป็นเหมือนโบสถ์เล็กๆ ที่อยู่ตามชนบทเมืองฝรั่ง หรือเป็นห้องเล็กๆ ในโบสถ์ใหญ่  ในโรงเรียน โรงพยาบาล ตามตึกใหญ่ๆ ในคุก ในสุสาน หรือตามสนามบิน ใช้สำหรับเข้าไปนั่งเงียบๆ เพื่อภาวนาอธิษฐาน หรือร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า จะคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ ก็ได้ ส่วนมากไม่ได้ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมใดๆ

 

เนื้อเพลงพูดถึงผู้ร้องเคยไปนั่งร้องไห้ในโบสถ์หลังน้อย  แต่เป็นการร้องไห้ที่มีความสุข  และเกิดสันติสุข  เพราะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าที่นั่น เขาบอกว่าเขาค้นหามาจนทั่ว  แต่ไม่เคยพบคำว่าสันติสุขในจิตใจเลย  จนกระทั่ง ได้เข้ามานั่งอธิษฐาน  ร้องเพลง  และสรรเสริญพระเจ้าที่ในโบสถ์น้อยแห่งนี้  และที่นี่เองเขาได้รับกำลัง  และได้พบความสุขที่แท้จริง

 

เขาจึงอยากจะบอกกับคนอื่นๆ ว่าอย่าไปค้นหาที่ไหนเลย  นำภาระปัญหาของคุณมามอบไว้กับพระเจ้าที่ในโบสถ์น้อยนี่เถอะ  พระองค์จะประทานสันติสุขแห่งจิตใจให้  จะได้พบพี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน  ได้รับกำลังจากพระเจ้า  เพื่อจะดำเนินชีวิตต่อไป  และในไม่ช้าปัญหาก็จะคลี่คลายลง

 

เนื้อเพลง “ในโบสถ์เล็กๆ ที่ฉันเข้าไป” (Crying in the chapel)

  1. ในโบสถ์เล็กๆ ที่ฉันเข้าไปอธิษฐาน น้ำตาไหลพรากด้วยความยินดี

You saw me crying in the chapel          The tears I shed were tears of joy

ฉันได้เรียนรู้ความพึงพอใจดี                  แค่มีพระเจ้าฉันสุขจริงๆ

I know the meaning of contentment      Now I’m happy with the Lord

 

  1. โบสถ์เล็กๆ ที่เพียงแค่ธรรม (มะ) ดา ผู้คนเข้ามาใจถ่อมวิงวอน

Just a plain and simple chapel              Where humble people go to pray

ฉันขอพระพรให้ความเชื่อเพิ่มพูน         ดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

I pray the Lord that I’ll grow stronger   As I live from day to day

 

** เสาะหา ฉันหาทาง แต่ฉันไม่เคยพบ

I’ve searched and I’ve searched But I couldn’t find

ไม่มีทางใดในโลกที่หมดทุกข์ **

No way on earth to gain Peace of mind **

 

  1. เดี๋ยวนี้ฉันมีความสุขแท้จริง ทุกคนพักพิงในองค์พระคริสต์

Now I’m happy in the chapel               Where people are of one accord

เป็นพี่น้องเพื่อนในการทรงส-ถิต         ร่วมสรรเสริญพระนามพระองค์

Yes, we gather in the chapel                Just to sing and praise the Lord

 

*** เสาะหา คุณหาทาง แต่คุณจะไม่พบ

You’ll search and you’ll search But you’ll never find

ไม่มีทางใดในโลกที่หมดทุกข์ ***

No way on earth to gain peace of mind ***

 

  1. ในโบสถ์เล็กๆ ให้คุณเข้าไปอธิษฐาน ด้วยจิตวิญญาณและด้วยความจริง

Take your troubles to the chapel               Get down on your knees and pray

แล้วภาระของคุณจะเบาลง                         คุณจะพบทางสว่างแน่นอน

Then your burdens will be lighter              And you’ll surely find the way

 

สามารถฟังได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=CYOUcV7nlN8

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1368

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  5  มิถุนายน  2022

เรื่อง “ฉลองวันที่ประตูสวรรค์  เริ่มเปิดรับมนุษย์ทุกคนบนโลก”

โดย พาสเตอร์ นคร  เวชสุภาพร

 

ขอบคุณพระเจ้า คริสตจักรครบรอบ 29 ปี อีก 2 เดือนเราก็ได้เวลาย้ายจากสถานที่นี้ ไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่แพรกษา ครั้งนี้เป็นการย้ายครั้งที่ 7 ตามพระคัมภีร์ เลข 7 คือครบถ้วนบริบูรณ์  เพราะฉะนั้น เราย้ายมาครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว เรียบร้อยแล้ว แสดงว่าไม่ต้องย้ายอีกต่อไป จากนี้เริ่มต้น นับ 1 กับคริสตจักรที่ไม่ต้องย้ายไปไหนมาไหนอีกแล้ว เอเมน

พูดถึงตรงนี้แล้ว จริงๆ ไม่อยาก ไม่ต้องการให้เรามายึดถือเรื่องตัวเลข วันโน้น วันนี้ แต่มีอะไรบางอย่างที่เราสรรเสริญพระเจ้า เรามาหนุนจิตชูใจกันได้ เรามาคุยกันสนุกๆ ก็ดีเหมือนกัน ย้ายมา 7 แปลว่าสมบูรณ์

คำว่า “ย้ายมา 7 ครั้ง” หมายถึงทำงานมา 7 ครั้งแล้ว  หว่านมา 7 ครั้งแล้ว ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ต่อไปนี้ เป็นหน้าที่ของการเก็บเกี่ยวแล้วนะ เพราะฉะนั้น การย้ายไปที่แพรกษา เป็นการเก็บเกี่ยว ผู้ที่หว่าน เหนื่อยยากกันมา 7 ปีแล้ว อย่าหนีไปไหนนะ ตามไปแพรกษา ไม่ต้องทำงาน ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลแล้ว นี่พูดในลักษณะของหนุนจิตชูใจซึ่งกันและกัน ในตัวเลข มันก็แปลกดี

และวันครบรอบคริสตจักรโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์นี้ วันสถาปนาคริสตจักรอภิสุทธิสถาน เมื่อ 29 ปีก่อน ก็คือวันเพ็นเทคอสต์ เพราะคริสตจักรโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ของเราถือกำเนิดเกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์ เมื่อ 29 ปีที่แล้ว ทุกปี เราก็จะมีการมาฉลองเพ็นเทคอสต์นี้  แต่เราฉลอง 2 โอกาส  สำหรับคริสตจักรอื่นๆ ทั่วโลก เขาก็ฉลองแค่โอกาสเดียว ส่วนใหญ่ ก็คือเพ็นเทคอสต์ พระเยซูสถาปนาโลกวิญญาณ บนโลกใบนี้ แต่เราฉลองเพ็นเทคอสต์ด้วย คือ …

(1) ฉลองวันเพ็นเทคอสต์ตามลักษณะทั่วๆ ไป

(2) ฉลองวันครบรอบวันเกิดของคริสตจักรโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ ด้วย

เพราะฉะนั้น เราฉลอง 2 อย่างเลย คือตามประเพณีชาวยิวโบราณ วันเพ็นเทคอสต์ ถือเป็นเทศกาลใหญ่ ในปฏิทินของชาวยิว เป็นเทศกาลขอบคุณพระเจ้า  สำหรับพืชผลที่เก็บเกี่ยว ทำงานมาแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ชื่นใจ ยินดี  เก็บเกี่ยวผลงานที่เราทำ เหนื่อยยาก โดยชาวยิวจะนำพืชผลแรกที่เก็บเกี่ยวได้ในฤดูกาลนั้น มอบถวายแด่พระเจ้า เพื่อเป็นการขอบคุณ สำหรับผืนแผ่นดินและผลิตผลจากพระเจ้า ซึ่งทั้งหมดนี้ เล็งถึงพระเยซูคริสต์ ที่จะมาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติ บนโลกใบนี้

คำว่า “เพ็นเทคอสต์” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ที่แปลว่า “ห้าสิบ” วันเพ็นเทคอสต์ พระคัมภีร์เดิม ก็คือวันที่ 50 นับจากวันปัสกา หรือ Passover ซึ่งเป็นวันที่ชาวยิวได้รับการช่วยเหลือ ให้อพยพออกมาจากการเป็นทาสที่ประเทศอียิปต์ ซึ่งก็เล็งถึงการช่วยกู้ ทางฝ่ายวิญญาณของพระเยซูคริสต์นั่นเอง

ส่วนในพันธสัญญาใหม่ วันเพ็นเทคอสต์ คืออะไร? มาถึงช่วงเวลาของเราแล้วนะ พันธสัญญาใหม่ วันเพ็นเทคอสต์ ก็คือการระลึกถึงวันที่พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้มาอยู่กับมวลมนุษยชาติ มาเพื่อผ่าตัดวิญญาณมนุษย์ ให้บังเกิดใหม่ ซึ่งเดี๋ยววันนี้เราจะเรียนรู้กัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ เสด็จเข้ามา  เพื่อทำให้มนุษย์สามารถที่จะเข้าไปอยู่กับพระเจ้าได้ ให้มาอยู่กับมวลมนุษยชาติทุกคนที่ต้อนรับข่าวประเสริฐนี้ คือต้อนรับพระเจ้า ก็คือต้อนรับพระวิญญาณ “พระวิญญาณนี้” ก็คือพระวิญญาณของพระคริสต์ ซึ่งเป็นไปตามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ ในวันที่ 50 นับจากวันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากตาย  ก็คือนับจากวันอีสเตอร์ที่เราฉลองกันมา 50 วัน จริงๆ ก็คือ 49 วัน ฉลองวันที่ 50

49 มาจากเลขอะไรนะ? 7×7 เป็น 49 … 7 สัปดาห์ เห็นไหม? มีความสมบูรณ์อีกแล้วนะ จะเก็บเกี่ยวแล้วนะ 7×7 ครบบริบูรณ์ปุ๊บ วันที่ 50 ก็เก็บเกี่ยวผล จากการลงแรง ลงใจ ทำงานไป การหว่านไป เหมือนที่ตะกี้นี้ผมเล่าให้ท่านฟังสนุกๆ เรื่องของเราย้ายมา 7 ครั้ง ครั้งนี้จะเก็บเกี่ยว

แล้ววันเพ็นเทคอสต์ ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของคริสตจักรฝ่ายวิญญาณที่เริ่มต้นเก็บเกี่ยวทุ่งนาฝ่ายวิญญาณของพระเจ้าบนโลกใบนี้ ทุ่งนาฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า ก็คือบรรดามวลมนุษยชาติ ได้ให้กำเนิดโดยวิญญาณของพระเจ้า ที่อยู่ข้างใน แต่ตกลงไปในความบาป ตกลงไปในการเป็นทาสของความตาย  พระเจ้าช่วยกู้เขาหลุดออกมา เห็นไหมมีการเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณเกิดขึ้น

ที่เมื่อตะกี้นี้ บอกว่าวันเพ็นเทคอสต์ถือเป็นเทศกาลใหญ่ ประจำปีของปฏิทินของชาวยิว ที่มีการเฉลิมฉลองกันใหญ่โตมาก เขาระลึกถึงอะไรกัน ชาวยิวฉลองกันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยโมเสส ฉลอง เพื่อระลึกถึงการช่วยกู้ จากการเป็นทาสในอียิปต์ ซึ่งทั้งหมด ก็เล็งถึงพระเยซูช่วยกู้เราจากการเป็นทาสของความบาป ความตาย

สำหรับคริสเตียน หรือผู้เชื่อ ถ้าได้ทราบความหมายแท้จริงของวันเพ็นเทคอสต์แล้ว เราก็จะทราบว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าวันเทศกาลอื่นๆ ที่เฉลิมฉลองกัน อย่างเช่นวันอีสเตอร์ หรือวัน คริสตมาส เพราะวันเพ็นเทคอสต์ สำหรับคริสเตียน ก็คือวันสถาปนาสวรรค์ของพระเจ้า บนโลกใบนี้ ก็คือวันที่สวรรค์ของพระเจ้า ที่ตามนุษย์มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ได้ลงมาตั้งอยู่บนโลกนี้แล้ว ทางฝ่ายวิญญาณนั่นเอง นี่คือหลัก นี่คือหัวใจสำคัญของวันเพ็นเทคอสต์นี้ และเป็นวันที่ประตูสวรรค์เริ่มเปิดรับมนุษย์ทุกคนบนโลก นี่ยิ่งสำคัญกว่า

วันเพ็นเทคอสต์ที่เราฉลองกันอยู่ ณ ขณะนี้ ในโลกฝ่ายวิญญาณ เป็นวันที่ประตูสวรรค์เริ่มเปิดรับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ให้เข้าไปอาศัยอยู่กับพระเจ้า อยู่อย่างเป็นผู้บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ตราบนิรันดร์ นี่คือวันที่สำคัญมาก สำหรับคริสเตียน และสำคัญมากกว่านั้นอีก คือสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน  นึกภาพนะ  เพราะฉะนั้น วันนี้ที่เรามาร่วมฉลองวันที่ประตูสวรรค์เริ่มเปิดรับมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้  ก็คือฉลอง ระลึกถึงการช่วยกู้ทางฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ให้กับมนุษย์ทุกคน ซึ่งจะเป็นหัวข้อการบรรยายในวันนี้

หัวข้อบรรยายในวันนี้ “วันที่ประตูสวรรค์เริ่มเปิดรับมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้” ผมจะเอาคำตรัสของพระเยซูคริสต์ตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ ก่อนที่จะทำการงานนี้ จนสำเร็จบนไม้กางเขน ในยอห์น 14:1-2 พระเยซูตรัสอย่างนี้ว่า …

ยอห์น 14:1-2  “1 อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลย ท่านวางใจในพระเจ้า จงวางใจในเราด้วย 2 ในพระนิเวศพระบิดาของเรา มีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มี เราคงได้บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้ สำหรับท่านทั้งหลาย”

 

พระองค์กำลังพูดถึงงานที่พระองค์จะทรงกระทำที่ไม้กางเขน การสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นจากความตาย บอกกับสาวกว่าถ้าเกิดเห็นพระองค์ทรงตาย แล้วก็หายไปเลย ไม่เป็นขึ้นมาจากความตาย อย่าตกใจ แต่ให้วางใจในพระองค์ เหมือนที่ได้เชื่อในพระเจ้า แล้วก็บอกว่าในพระนิเวศน์ของพระเจ้า ก็คือในสวรรค์ของพระเจ้ามีที่มาก เรากำลังไป เพื่อเตรียมที่ ก็คือเตรียมสวรรค์ให้กับท่าน ไปเตรียมเมื่อไร? เตรียมตอนที่เราจากไป เมื่อท่านเห็นเราถูกตรึง สิ้นชีวิตที่ไม้กางเขนจริงๆ ท่านเห็นเอาศพลงมา เห็นกับตา ฝังอยู่ในอุโมงค์ ท่านจะเศร้าโศกเสียใจ เพราะตอนนั้น เรากำลังไปเตรียมสวรรค์กับท่าน มันหมายถึงอย่างนั้น  ในยอห์น 14:23 อีกข้อหนึ่ง …

ยอห์น 14:23  “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำสอนของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา”

 

“ถ้าผู้ใดรักเรา” ก็คือถ้าคนไหน ที่เขาเชื่อฟังในเราว่าเราคือพระมาซีฮาห์ คือผู้นั้นที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้มาช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลาย  “และถ้าเขาเชื่อฟังคำสอนของเรา” ตอนเดินอยู่บนโลกนี้  พระองค์บอกว่าอย่าพึ่งพาการกระทำดี ด้วยตนเอง เพื่อจะไปสวรรค์ อย่าพึ่งพาความชอบธรรมของตนเองที่สร้างขึ้นมา ด้วยการกระทำ อย่าพึ่งพาตนเอง เพราะไปไม่รอดแน่ ท่านทำไม่ได้ครบถ้วน 100% หรอก  แต่ให้มาพึ่งในเรา วางใจในเรา ที่พระเจ้าได้ทรงประทานเราให้กับมนุษย์ทั้งปวง เพื่อช่วยท่านให้สามารถเข้าประตูสวรรค์ได้ มันหมายถึงอย่างนั้น คนไหนที่เชื่อฟังคำบอกเล่า คำสอนของเราอย่างนี้

ในนี้บอกว่า  “พระบิดาของเราจะทรงรักเขา  พระบิดาของเราจะมาหาเขา และอยู่กับเขา” คนไหนที่ทำตามที่พระเยซูสอน ก็คือวางใจในพระเยซูคริสต์ ต้อนรับพระเยซู เขาจะได้เข้าสวรรค์ แล้วพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณจะไปทำบ้าน อาศัยอยู่ในตัวเขา พระเจ้าจะเข้าไปสถิตอยู่กับเขา ภายในเขาเลย ซึ่งเป็นข่าวดี ที่มาถึงมนุษย์ทุกคน ที่จะสามารถมีความหวัง เข้าสวรรค์ได้เลย ในขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ในร่างกายนี้ เข้าอยู่ได้ทันที ไม่ต้องรอให้ตายก่อน นี่คือข่าวดีมากๆ

คือแต่ไหนแต่ไรมา  สิ่งที่มนุษย์เคยเรียนรู้กันมาตลอด ในทุกยุคทุกสมัย และแทบจะทุกความเชื่อเลย ก็คือมนุษย์ต้องสั่งสมความดี ต้องละเว้นการกระทำบาป เพื่อที่ว่าหลังจากที่ตายจากโลกนี้แล้ว จะสามารถไปอยู่ในสวรรค์ได้มั้ง!

คำสอนและความเชื่ออย่างนี้ เป็นข่าวที่เราได้ยิน ไม่ใช่ข่าวพิเศษ ไม่ใช่ข่าวดี แต่เป็นข่าวธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนคุ้นเคยกันดี แต่ความเป็นจริง ก็คือมันเป็นความหวัง ที่ไม่แน่นอน  เป็นความหวังที่ต่อด้วยคำว่ามั้ง เพราะอย่างที่เราย้ำมาตลอดว่าไม่มีใคร ไม่ทำบาปเลย เพราะฉะนั้น ความเชื่อแบบนี้ จึงทำให้มนุษย์ไม่สามารถมั่นใจในชีวิตหลังความตายได้เลยว่าตัวเองจะได้ไปสวรรค์หรือไม่? ต้องทำดีแค่ไหน? ต้องละเว้นความบาปขนาดไหน? จึงจะเพียงพอเข้าสวรรค์ได้ ใช่หรือไม่? คิดในใจนะครับ

จนกระทั่งมีวันเพ็นเทคอสต์ วันที่เราเฉลิมฉลอง ระลึกถึง วันที่ 50 หลังจากที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นจากความตาย  มนุษย์ผู้ใดที่ทำตามเงื่อนไขของข่าวดีนี้ จึงสามารถมั่นใจได้ว่าได้ไปสวรรค์แน่นอน  โดยไม่ต้องพึ่งการกระทำใดๆ เลย ซึ่งวันนี้เราจะมาเรียนรู้กันว่าอะไรทำให้มนุษย์สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน จะอยู่ในสวรรค์หลังความตายอย่างแน่นอน  และเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความมั่นใจ คืออะไร?

คือหลังจากที่พระเยซูคริสต์ได้ทำภารกิจช่วยเหลือมนุษย์ทุกคน ให้รอดจากความพินาศในความบาป ด้วยการหลั่งพระโลหิต สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 และพอเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ก็มาเดิน กิน ดื่ม สอน เรื่องสวรรค์ เป็นการยืนยัน เป็นพยานด้วยตนเองว่าพระองค์เป็นขึ้นจากความตายจริงๆ ชัดๆ สัมผัสแตะต้องได้ ตอบด้วยคำพูดของพระองค์เองเลยได้ สำหรับคนไหนที่ยังคงสงสัย ตอนที่พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย มาอยู่กับสาวกอีก 40 วัน ก่อนที่จะเสด็จสู่สวรรค์ในโลกวิญญาณ ลอยขึ้นไปให้เห็นต่อหน้าต่อตามนุษย์เลย  เป็นพยานว่าพระองค์ทรงทำภารกิจ สำเร็จแล้วจริงๆ นี่คืออัศจรรย์ใหญ่ที่ทำให้เห็น เป็นพยานว่าพระองค์ทรงทำการงานเสร็จสิ้น และเป็นขึ้นจากความตายจริงๆ

ต่อจากนั้นอีก 10 วัน สวรรค์ของพระเจ้าในโลกวิญญาณได้ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ “สวรรค์ของพระเจ้าในโลกวิญญาณ” ก็คือผลของการกระทำของพระเยซูคริสต์ ที่ได้เตรียมสวรรค์ไว้ให้กับมนุษย์ คือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตายนั้น สวรรค์ของพระเจ้าในโลกวิญญาณ ก็ได้ลงมาตั้งอยู่บนโลกนี้ ซึ่งเป็นข่าวดี พิเศษ ข่าวดีแห่งพระคุณ อัศจรรย์ยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติทุกคน ไม่เคยมีมาก่อน ไม่เคยมีใครพูดเรื่องนี้มาก่อน  ไม่มีใครบอกอย่างนี้มาก่อน คิดก็ไม่ถึงด้วย ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ บนโลกใบนี้เลย แม้แต่นิดเดียว เป็นเรื่องที่พิเศษ คือมนุษย์คนใดเปิดใจต้อนรับสวรรค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ก็จะได้รับการย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์เลยทันที ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่นี่แหละ โดยไม่ต้องพึ่งพาการกระทำอะไรของตนเองเลยแม้แต่นิดเดียว แต่พึ่งในการกระทำ ในพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระบุตร ผู้ที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ให้ และทรงประทานให้กับมนุษยชาติ ซึ่งคือพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด พระมาซีฮาห์นั่นเอง เพื่อนำทาง เปิดทางมนุษย์ทุกคนให้สามารถเข้าสู่สวรรค์ได้

ไม่เคยมีใครประกาศเรื่องนี้มาก่อน จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เกือบ 2,000 ปีแล้วที่ได้มีการประกาศถึงข่าวดีพิเศษนี้ แล้วท่านลองคิดดูว่าเป็นจริงขนาดไหน? เกิดผลมากขนาดไหนใน 2,000 ปีนี้ มาถึงทุกวันนี้ มันเหลือเชื่อแล้ว พระองค์ทรงเก็บเกี่ยวผลจากที่พระเยซูหว่าน กระทำไปทั้งหมด  คือเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของมนุษย์ไปเท่าไรแล้ว ความจริงในโลกวิญญาณ ที่มนุษย์ทุกคนควรใส่ใจ ใคร่ครวญ รับรู้อย่างลึกซึ้ง อย่าปฏิเสธ แม้ไม่เข้าใจ อยากจะขอร้องให้รับรู้ รับฟังไว้บ้าง? ไม่เสียหาย สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินข่าวดีพิเศษนี้ หรือเคยได้ยินแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจมาก ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ ยังไม่ได้ยอมรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ตามที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้นั้น อยากจะให้ท่านอย่าเพิ่งละเลยจากความสนใจในเรื่องนี้ ฟัง เก็บข้อมูลไว้ เท่าที่ทำได้  แล้วก็เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ วันหนึ่งท่านจะเข้าใจที่ผมกำลังอธิบายให้ท่านฟัง ตามพระคัมภีร์นี้

ความจริงในโลกวิญญาณ ที่มนุษย์ทุกคนควรใส่ใจ ใคร่ครวญ รับรู้อย่างลึกซึ้ง อย่าเพิกเฉย คือมนุษย์ทุกคนได้อาศัยอยู่ใน DNA ของอาดัม บรรพบุรุษคนแรก ซึ่งพระเจ้าให้กำเนิด  เป็นลูกที่รักของพระองค์ มี DNA ของชีวิตที่เต็มไปด้วยพระสิริ เหมือนพระเจ้า อยู่ในบ้าน คือสวรรค์ของพระองค์ ทุกสิ่งดี สมบูรณ์แบบ ไม่มีที่ติ เพราะถูกสร้างด้วยความรัก ด้วยพระสิริของพระองค์ ของพระเจ้าเอง แต่เมื่ออาดัมตัดสินใจทำตามการยุแยง การหลอกลวงของมาร ทำให้ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ขัดคำสั่งพระเจ้า  ดื้อต่อพระเจ้า กบฏต่อพระเจ้า ทำให้ต้องถูกขับไล่ออกจากบ้าน ออกจากสวรรค์มาอยู่ตามลำพัง โดยพึ่งพาการกระทำของตนเอง แทนที่จะพึ่งพาการกระทำของพระเจ้า ตามที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมานั้น

การกระทำของอาดัมนี้ เรียกว่าบาป คือไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย หรือแผนการของพระเจ้าที่วางเอาไว้ ตั้งแต่แรก คือตั้งแต่เริ่มแรก พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้พึ่งพาพระองค์ในทุกสิ่ง และพระองค์ทรงกระทำให้ทุกสิ่งดี เรียบร้อย ดี สมบูรณ์ดี  ดีๆๆๆ และดี  สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย บ้านบนโลกใบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ และบอกว่าดีๆ และก็สร้างมนุษย์ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว และบอกมนุษย์ว่าสำหรับมนุษย์นั้น ดีที่สุด เพราะเหมือนพระองค์

ไม่ได้ตั้งใจให้มนุษย์ต้องมาพึ่งพาการกระทำของตนเอง หาความรอบรู้ของตนเอง พึ่งตนเอง แต่สิ่งที่อาดัมทำไป เป็นการผิดเป้าหมายของพระเจ้า จึงเรียกการกระทำนี้ว่าผิดเป้าหมาย ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำว่า “บาป”  หรือภาษาเดิม ภาษากรีก เรียกว่า Miss the target คือพลาดจากเป้าหมายที่วางไว้ ไม่เป็นไปตามที่พระองค์ตั้งใจให้เป็น และโทษของความบาปนี่ คือความตาย ตายจากพระสิริของพระเจ้านั่นเอง  ผลที่เกิดขึ้น คือจาก DNA ของชีวิตที่เต็มไปด้วยพระสิริเหมือนพระเจ้า จากการที่ได้อยู่ในบ้าน คือสวรรค์ของพระเจ้า ที่ทุกสิ่งดีพร้อม สมบูรณ์แบบ ไม่มีที่ติ ต้องกลายมาเป็น มาอยู่นอกสวรรค์ ที่ไม่มีชีวิตของพระเจ้า ไม่มีพระเจ้าอยู่ด้วย ต้องอยู่ด้วยการพึ่งพาการกระทำของตนเอง คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตามที่ตัวเองต้องการ คือต้องการพึ่งตนเอง ซึ่งมนุษย์ โดยลำพังแล้ว ไม่มีทางเลย ที่จะทำให้ตัวเองสมบูรณ์แบบได้ หากปราศจาก DNA ชีวิตของพระเจ้า ที่เรียกว่าพระสิริ มนุษย์ไม่มีทางทำให้ตัวเองสะอาด บริสุทธิ์ได้เลย ไม่มีทางทำให้ตัวเองดีพร้อม ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระเจ้าได้เลย

และผลจากความบาปของอาดัม หรือผลจากการดื้อ การกบฏ การไม่เชื่อฟังของอาดัมนี้ ทำให้ส่งผลกระทบมาถึงตัวเราทั้งหลายทุกคนบนโลกใบนี้ ส่งผลกระทบมาถึงมวลมนุษยชาติทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนอาศัยอยู่ในอาดัม เมื่อ DNA ของอาดัมเปลี่ยนจาก DNA พระสิริของพระเจ้า มาเป็น DNA บาป ดื้อ กบฏ เป็นศัตรูกับพระเจ้า มนุษย์ทุกคนก็กลายเป็น มี DNA บาป กบฏ ดื้อ เป็นศัตรูกับพระเจ้าไปด้วย ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า “พินาศอยู่ในอาดัม” บาปอยู่ในอาดัม

มนุษย์ทุกคนที่เกิดในครรภ์มารดา อยู่ในครรภ์ปั๊บ ก็อยู่ในสภาพพินาศ บาป ดื้อต่อพระเจ้า ต่อต้าน อย่ามาพูดเรื่องพระเจ้าให้ฟัง โดยที่ตัวเอง ยังไม่รู้เรื่องอะไร ยังไม่มีเหตุผล เพราะเกิดมาอยู่ในความพินาศ ในความตายและความบาป คือตายจากพระสิริของพระเจ้า ตายจากความดีพร้อมที่สมบูรณ์แบบ เหมือนพระเจ้า และต้องดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้กฎแห่งการพึ่งพา การกระทำของตนเอง คือต้องกระทำดี และละเว้นการกระทำชั่ว เพื่อพยายามทำให้ตัวเองดีพร้อม บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ซึ่งไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้เลย ใช่หรือไม่? ลองคิดถึงตนเอง ชีวิตเรา ทุกคนบนโลกใบนี้ เป็นอย่างนี้หมด  เกิดมา ก็อยากจะตั้งใจทำดี  และรู้ว่าทำชั่ว ไม่ดีแน่นอน แล้วหยุดทำได้ไหม? ได้บ้าง พยายามทำหมด ดีพร้อมได้ไหม? ไม่ได้ ทุกคนเกิดมา ก็จะอยู่ในวงเวียนตรงนี้  เรียกว่ากฎแห่งศีลธรรม  กฎแห่งการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะบรรพบุรุษเราเอากฎนี้เข้ามา  เพื่อดูแลชีวิตของตนเองและครอบครัว

พระเจ้าทำอย่างไร? พระเจ้าจะแก้ไข ก็คือจะต้องทำให้มนุษย์คนนั้น ที่ตายจากพระสิริของพระเจ้าไปแล้ว ต้องทำให้เขาได้เกิดใหม่ มันซ่อมไม่ได้แล้ว มันเสียหายไปแล้ว มันตายไปแล้ว ต้องทำให้เขาได้เกิดใหม่นั่นเอง ยอห์น 3:3-6 พระเยซูพูดถึงเรื่องการเข้าสู่สวรรค์ด้วยวิธีใด? …

ยอห์น 3:3-6  “3 พระเยซูตรัสตอบ โดยประกาศว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเห็นอาณาจักร (สวรรค์) ของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่บังเกิดใหม่’ 4 นิโคเดมัสทูลถามว่า ‘คนจะเกิดใหม่ได้อย่างไร เมื่อเขาแก่แล้ว แน่นอน เขาไม่อาจเข้าไปในครรภ์มารดาเป็นครั้งที่สอง เพื่อเกิดออกมาใหม่’ 5 พระเยซูตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครสามารถเข้าอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่ได้เกิดจากน้ำ (ในครรภ์ คือเป็นมนุษย์) และ (เกิดใหม่ทางวิญญาณ) โดยพระวิญญาณ 6 มนุษย์ให้กำเนิดมนุษย์  แต่พระวิญญาณให้กำเนิดวิญญาณ”

 

“ไม่มีใครเห็นอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่ได้บังเกิดใหม่” ไม่มีใครสามารถเข้าอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้าได้ ก็คือเข้าสวรรค์ไม่ได้ ถ้าเขาไม่ได้เกิดจากน้ำ ก็คือน้ำคร่ำในครรภ์ ก็คือมนุษย์นั่นเอง และเกิดใหม่ทางวิญญาณ โดยพระวิญญาณ  เพราะฉะนั้น เขาต้องเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณ ในวิญญาณเขาต้องเกิดใหม่

ถามว่า … “ทำไมต้องเกิดใหม่”

เพราะวิญญาณเดิมที่ตะกี้เราเรียนรู้ไปแล้ว มันตายอยู่ ตายจากพระสิริของพระเจ้า เพราะฉะนั้น การกำเนิดใหม่ ตรงที่พระเยซูกำลังพูดนี้ คือการเกิดใหม่ เพื่อกลับมาสู่พระสิริของพระเจ้า กลับมาคืนดีเหมือนเดิม กลับมาเป็นที่เดิม จากตายออกจากบ้านไปแล้ว ตอนนี้ให้กลับมาอยู่ในบ้านเหมือนเดิม

ข่าวดี คือมนุษย์เลือกที่จะเกิดอีกครั้งในวิญญาณได้เดี๋ยวนี้เลย ทันทีเลย ไม่ต้องพึ่งพาการกระทำของตนเอง นี่คือข่าวดีพิเศษ สำหรับเรื่องของวันเพ็นเทคอสต์ วันที่สวรรค์ได้ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว และประตูสวรรค์ได้เปิดออกแล้ว ข่าวดี คือมนุษย์เลือกที่เข้าประตูสวรรค์นี้ได้ เลือกที่จะบังเกิดใหม่ในวิญญาณได้เดี๋ยวนี้ ทุกเมื่อ ทุกวินาที ทุกนาทีนี้ได้เลย ถ้าเผื่อยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ถ้ายังไม่ได้บังเกิดใหม่ ถ้ายังไม่ได้เข้าประตูสวรรค์ ยอห์น 1:12-13 พระเยซูพูดกำชับดังนี้ว่า …

ยอห์น 1:12-13 “12 ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์  พระองค์ก็ประทานสิทธิ (ฤทธิ์เดช) ให้เป็นบุตรของพระเจ้า 13 คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า”

 

“ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์”  คือยอมรับว่าพระเยซูเป็นผู้นั้น ที่พระเจ้าส่งมา เพื่อช่วยมนุษย์ เพื่อช่วยฉันให้รอดพ้นจากการตายจากพระสิริของพระเจ้า ให้ฉันได้สามารถเข้าสวรรค์ได้ ให้ฉันสามารถบังเกิดใหม่ได้ คนนั้น คนที่ยอมรับ สิทธิของเขาก็ได้รับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำให้กับเขาเรียบร้อยไปแล้ว ที่ไม้กางเขน

พอยอมรับปุ๊บ พระเยซูจะประทานฤทธิ์เดชอำนาจให้เขาได้บังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า บังเกิดใหม่ด้วยฤทธิ์อำนาจ คือการกระทำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเข้ามา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้นั่นเอง พระองค์ก็ประทานสิทธิ

ซึ่งคำว่า “สิทธิ” ในภาษาเดิมมีใช้ในคำภาษาอังกฤษว่า “Power” เป็น Power จริงๆ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจจริงๆ

พระองค์ประทานฤทธิ์เดชอำนาจให้เขาได้บังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้าทันที มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นบนโลกวิญญาณที่ยิ่งกว่าพลังงานปรมาณู ทำให้วิญญาณของเราที่ตายอยู่ ได้สามารถบังเกิดใหม่ได้ ใครก็ตามที่ต้อนรับข่าวดีของพระเยซู ต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเยซูก็ได้ให้ฤทธิ์เดชอำนาจนี้ ในชีวิตของเขา ในร่างกายของเขาทันที เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ปุ๊บ พระวิญญาณจะเสด็จเข้าไปในวิญญาณของคนนั้นทันที เข้าไปทำให้วิญญาณของคนนั้น ได้เข้าสู่ขบวนการของการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าทันที นี่คืออัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่สุด ในมหาจักรวาล ที่พระเจ้าสามารถกระทำให้ได้กับมนุษย์ทุกคน

นี่คืออัศจรรย์ยิ่งใหญ่มากๆ และพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณ ก็จะได้เสด็จเข้ามาอยู่ในร่างกาย ที่พระวิญญาณได้ทำให้เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เพราะว่าพอบังเกิดใหม่แล้ว มันสะอาดบริสุทธิ์ สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของพระเจ้าได้ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จเข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายของคนๆ นั้น คนๆ นั้น ก็เป็นหมือนสวรรค์ ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ทันที โรม 8:9 บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 8:9 “ โดยความเป็นจริง ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าได้สถิตอยู่ในพวกท่าน (โดยการเกิดใหม่) แล้ว ท่านก็ไม่ได้กำลังอาศัยอยู่ในบาป อยู่ในเนื้อหนังในอาดัม แต่ท่านได้กำลังอาศัยอยู่ในพระวิญญาณในพระคริสต์ ใครก็ตามที่ไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์สถิตอยู่ภายใน คนนั้นก็ไม่ได้ (บังเกิดใหม่) เป็นของพระองค์”

 

พอบังเกิดใหม่ พระวิญญาณของพระคริสต์สถิตอยู่ในเรา อยู่ในคนๆ นั้น ถ้าไม่ได้บังเกิดใหม่ พระวิญญาณก็ไม่ได้สถิตอยู่ในเขา ในโลกวิญญาณ เขาก็อยู่ที่เดิม คือเกิดจากครรภ์มารดา ก็อยู่ในอาดัม อยู่ในบาป อยู่ในการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน คือวิญญาณ ระบบของความบาปบนโลกใบนี้ พยายามที่จะปิดบังตามนุษย์ทั้งหลายไม่ให้รู้ความจริงตรงนี้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ คือมนุษย์เป็นวิญญาณ ไม่ใช่มีวิญญาณนะ เป็นวิญญาณ และมันจะอยู่ตลอดไป อยู่ที่ไหน? ก็สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณนั่นเอง  เรารู้ความจริงเมื่อสักครู่นี้แล้ว ที่พระคัมภีร์บอกให้ฟังแล้วว่าเราเกิดมา วิญญาณเราก็อยู่ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า และเราจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เพราะฉะนั้น วิญญาณของมนุษย์จะอยู่ในสถานที่ใดที่หนึ่ง ในโลกวิญญาณ ที่มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่มีอยู่จริงๆ จริงกว่าโลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้ด้วยซ้ำไป จริงกว่า มากกว่าด้วยซ้ำ พระคัมภีร์บอกสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ คือโลกวิญญาณนั้น อยู่ถาวรนิรันดร์ ไม่มีการดับสูญ แต่สิ่งของที่มองเห็นได้นั้น มันอยู่เพียงชั่วคราว เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ยกตัวอย่างง่ายๆ วิญญาณของเราจะอยู่ตลอด แต่ร่างกายเรา เมื่อถึงวันเวลา ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องสูญสิ้น ก็คือวิญญาณตายจากร่างกาย  ร่างกายจะต้องสู่ดินไป วิญญาณออกไปอยู่ที่ไหน? ในโลกฝ่ายวิญญาณเป็นอย่างไร?  นั่นคือสิ่งที่สำคัญและจะอยู่ตลอดไป

พระเจ้าบอกความจริงกับเราว่ามนุษย์ทั้งหลาย เกิดมาจากครรภ์มารดา ร่างกายอยู่บนโลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้ แต่วิญญาณภายในอยู่ในโลกวิญญาณ อาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด ในความบาป ในอาดัม บรรพบุรุษ อยู่ภายใต้กฎแห่งการกระทำดีและชั่ว และพยายามพึ่งพาการกระทำดีด้วยตนเอง เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง ในสวรรค์กับพระเจ้า โดยที่จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม มนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนี้ เกิดมาก็เป็นอย่างนี้แล้ว กระเสือกกระสน พยายามที่จะเข้าหาสวรรค์ให้ได้ โดยการพึ่งพาความคิดของตนเอง การกระทำของตนเองว่าทำอย่างนี้ มันดี และจะได้ไปสวรรค์ ทำอย่างนี้ไม่ดี จะไม่ได้เข้าสวรรค์ นี่คือการพึ่งพาที่มนุษย์ทุกคนเป็นอยู่ ตามที่พระคัมภีร์บอก

ซึ่งพระเยซูตรัสว่าการพยายามกระเสือกกระสนของมนุษย์ ที่จะเข้าสู่สวรรค์นั้น มันไม่มีทางเกิดขึ้น มันไม่มีทางเป็นไปได้ พระเยซูบอกมันไม่มีที่จะดีพร้อม 100% ไปได้เลย ท่านไม่สามารถจะดีพร้อมเหมือนพระเจ้าไปได้เลย ด้วยการกระทำของท่านเอง เป็นไปไม่ได้ ถ้าท่านจะเข้าสวรรค์ท่านต้องดีพร้อมเหมือนพระเจ้า 100%

พระเยซูจึงบอกว่าท่านจึงจำเป็นต้องบังเกิดใหม่ ภาษาเดิม คือเกิดอีกครั้ง เกิดใหม่หรือเกิดอีกครั้ง อันเดียวกัน หมายถึงเกิดจากครรภ์มารดา ในน้ำคร่ำ ในมดลูก เป็นมนุษย์ วิญญาณตายอยู่ แล้วต้องมาเกิดอีกครั้งหนึ่ง คือวิญญาณที่ตายได้รับการชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระเยซูที่ประทานให้ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ชุบให้วิญญาณนั้นเป็นขึ้นจากความตาย เรียกว่าเกิดอีกครั้ง ด้วยพระสิริของพระเจ้า ต้องมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง คือนอกจากเกิดจากครรภ์มารดาแล้ว ต้องเกิดใหม่ในวิญญาณ จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย จึงจะสามารถบริสุทธิ์ดีพร้อม เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของความสว่าง อาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้า ที่ตนเองแสวงหามาตลอดชีวิตนั้น เป็นไปได้แล้ว

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนบนโลกขณะนี้ ก็ต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ในโลกฝ่ายวิญญาณใช่หรือไม่? เรากำลังพูดถึงเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณ เรื่องของพระเจ้าเป็นเรื่องของโลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น พระเยซูบอกเรื่องอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ ที่จับต้องมองเห็น มันก็มีประโยชน์อยู่บ้าง แค่นั้น แต่เดี๋ยวมันก็สูญสิ้นไปแล้ว แต่สิ่งที่เราพูดนั้น เป็นวิญญาณและเป็นชีวิต และเป็นวิญญาณที่ให้ชีวิต เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนบนโลกในขณะนี้ ในวิญญาณต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ในโลกวิญญาณ คือไม่อยู่ในอาดัม ก็อยู่ในพระคริสต์ …

“ในอาดัมหรือในพระคริสต์ ในบาปหรือในความชอบธรรม ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า ไม่มีสิริของพระเจ้า  หรือในสวรรค์ที่เต็มด้วยสิริของพระเจ้า”

ต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งแน่นอน ไม่มีการบอกว่าขออยู่ 2 ข้าง ขออยู่ตรงกลาง ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ ไม่มืดก็สว่าง ไม่มีอยู่สลัวๆ ไม่ดำก็ขาว ไม่ใช่อยู่ตรงเทาๆ ไม่มี ต้องตัดสินใจอยู่ที่ใดที่หนึ่ง พระคัมภีร์จึงใช้คำว่า …

“หันหลังกลับ 180 องศา”

พอเชื่อในข่าวดีนี้แล้ว จากอยู่ในอาดัม หันหลังกลับ 180 องศา มาอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์ ไม่มีหัน 90  องศา อยู่มันทั้ง 2 ข้างเลย เป็นไปไม่ได้

นี่คือเรากำลังพูดถึงความจริงในโลกวิญญาณ ในหนังสือโคโลสี 1:13-14 ได้บอกชัดเจนอย่างนี้เลยว่าคนที่จะเข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ มันต้องเป็นลักษณะอย่างนี้ …

โคโลสี 1:13-14  “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเรา ย้ายเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตร (พระเยซูคริสต์) ที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตร (พระคริสต์) นี้ เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

พระเจ้าได้ทำการย้ายเรา ก็คือย้ายวิญญาณของเรา ตัวตนของเรายังอยู่ในเมืองไทย อยู่ในกรุงเทพ อยู่ในสมุทราปราการ อยู่ที่แพรกษา อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อยู่จังหวัดอะไรก็ตาม ก็ยังอยู่ที่นั่นแหละ  แต่พอเราเชื่อในข่าวประเสริฐ เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ ทันทีทันใดนั้น พระวิญญาณเสด็จเข้ามาในร่างกายของเรา ทำการผ่าตัดวิญญาณ ตัวเรายังอยู่ที่เดิม ย้ายวิญญาณของเรา วิญญาณของผู้ที่เชื่อในข่าวดี ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดนี้ พอยอมรับ พระวิญญาณเข้าไปย้ายวิญญาณของเขา  ย้ายออกจากในอาดัม ย้ายมาอยู่ในพระคริสต์ นี่คือสิ่งที่ชัดเจนในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลของคริสเตียน โดยเฉพาะพระคัมภีร์ใหม่ ได้พูดชัดเจนอย่างแจ่มแจ้งเลยว่ามันมีการอย่างนี้เกิดขึ้นจริงๆ ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน แต่เมื่อเราปฏิบัติตาม เราจะรู้จากข้างในจริงๆ ว่าเราได้รับการย้ายแล้ว ย้ายออกจากอาดัมมาอยู่ในพระคริสต์ จากตายจากพระเจ้ามาเกิดใหม่ อยู่กับพระเจ้า จากการเป็นทาสของความบาป การพึ่งพาการกระทำของตนเอง กลับกลายเป็นลูกของพระเจ้า ที่พึ่งพาพ่อ 100% ย้ายเราออกจากอาณาจักรของความมืด ไม่มีพระเจ้า ไม่มีพระสิริ มาสู่อาณาจักรของความสว่างของพระบุตร พระเยซูคริสต์ที่รักของพระองค์  ก็คืออาณาจักรสวรรค์นั่นเอง อาณาจักรสวรรค์ที่พระเยซูนำเข้ามาบนโลกใบนี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว วันเพ็นเทคอสต์ เปิดประตูสวรรค์ นี่คือข่าวดี

ข่าวดีพิเศษ ก็คือทั้งหมดนี้ มนุษย์ทุกคนเลือกที่จะเกิดใหม่อีกครั้ง หรือเกิดอีกครั้งในวิญญาณได้ เลือกได้ทันทีเลย เพราะฉะนั้น ไม่ได้อยู่ที่พระเจ้า พระเจ้าให้หมดเรียบร้อยแล้ว พระเยซูก็ทำสำเร็จเรียบร้อยหมดแล้ว  ไม่มีการรออะไรเลย รออย่างเดียว คือรอให้มนุษย์ตัดสินใจเลือก (ข้าง) นั่นเอง จะอยู่ข้างเหมือนเดิม พึ่งพาตนเองต่อไป หรือจะพึ่งพาพระเยซู จะพึ่งพาการกระทำดีของตนเอง เพื่อหวังว่าจะไปสวรรค์ หลังความตาย หรือจะพึ่งพระเยซู ถ้าเลือกตัดสินใจพึ่งพระเยซู หันหลังกลับ 180 องศา เรียกว่ากลับใจใหม่ แค่นั้นเอง นี่คือข่าวดี มนุษย์ทุกคนเลือกที่จะเกิดอีกครั้งในวิญญาณได้ เพียงแค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น คือยอมรับว่าพระองค์ผู้นี้แหละ คือพระเจ้า ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ให้เป็นผู้ช่วยให้มนุษย์รอดจากนรก รอดจากบาป รอดจากความพินาศในวิญญาณ  แค่นี้เอง แล้วพระองค์ทรงกระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  ที่ไม้กางเขน เป็นข่าวดีมาถึงเรา เรายอมรับ เราเอาด้วย เราก็ตัดสินใจรับสิทธิของเราเท่านั้น

พอเปิดใจต้อนรับ แล้วเกิดอะไรขึ้น? พระวิญญาณของพระคริสต์ ก็จะเข้าไปในร่างกายของคนๆ นั้น ทำอัศจรรย์กิจการงานใหญ่โตมากมาย มโหฬาร ยิ่งกว่าสร้างโลกนี้อีก เกิดขึ้นที่ภายในวิญญาณ ภายในร่างกายของคนๆ นั้น ที่ย้ำให้เห็นคนๆ นั้น เพราะไม่ใช่กลุ่มคน แต่เฉพาะคนๆ นั้นเลย เพราะฉะนั้น หมายความว่าไม่ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ที่ไหน? อยู่ในป่าลึก อยู่ในห้องโดดเดี่ยว อยู่ในถ้ำ อยู่ที่ไหนก็ตาม อยู่คนเดียวก็ตาม เขาสามารถเปิดใจ เมื่อเขาเชื่อในข่าวประเสริฐนี้ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แค่นั้นเอง อัศจรรย์ยิ่งใหญ่มหาศาลเกิดขึ้นทันทีในตัวเขา และอัศจรรย์ยิ่งใหญ่นี้ ก็คือการทำให้เขาได้บังเกิดใหม่อีกครั้งทันที  และย้ายวิญญาณของเขา เข้าสู่ขบวนการการบังเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อกลับคืนดีกับพระเจ้า มาอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ทันที เหมือนที่พระองค์ได้ทรงตั้งใจไว้ ตั้งแต่แรกเริ่มสร้างมนุษย์แล้วว่ามนุษย์จะพักผ่อนมีความสุข เสวยสุขอยู่กับพระองค์ตลอดชั่วนิรันดร์กาล โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะว่าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย เพื่อให้มนุษย์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว  ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย  เขาเรียกว่าพัก หายเหนื่อย และเป็นสุข

เพราะฉะนั้น สรุปวันนี้จึงเห็นภาพชัดเจน ที่แบ่งออกมาเป็น 3 ขั้นตอนได้ …

(1) สวรรค์ตั้งอยู่แล้ว ประตูเปิดรอแล้ว นึกถึงวันเพ็นเทคอสต์ เฉพาะคริสเตียนเท่านั้นที่เคยได้ยิน หรือเคยได้ฟัง เคยได้รับรู้เพ็นเทคอสต์ หรือแม้กระทั่งคริสเตียนบางคน ก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้

สำหรับมนุษย์ที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ยิ่งไม่จำเป็นต้องรู้เพ็นเทคอสต์ เอาเป็นว่าสวรรค์ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ประตูเปิดรอรับเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว พระเยซูได้นำสวรรค์ลงมาตั้งอยู่ และเปิดประตูสวรรค์รอแล้ว

(2) ทุกคนที่จะเข้าประตูสวรรค์ต้องได้รับการบังเกิดใหม่

(3) บังเกิดใหม่ คือต้องผ่านการต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตเท่านั้น ไม่มีทางอื่น พระคัมภีร์จึงบอกว่านามเดียวที่มาสู่ความรอด ไปสวรรค์ได้  คือนามพระเยซูคริสต์เท่านั้น

พระเยซูจึงตรัสด้วยตัวพระองค์เองว่า … “นอกจากทางเราแล้ว ไม่มีทางอื่น ท่านจะไปหาพระบิดา อยู่ในสวรรค์กับพระองค์ได้ ต้องผ่านทางเราเท่านั้น

มีใครกล้าพูดอย่างนี้บ้าง? … “ผ่านทางผมคนเดียวเลยนะ ทั้งโลกเลย ตั้งแต่สมัยอดีตมา ไม่รู้กี่พันปีมาแล้ว จนกระทั่งจากนี้ต่อไป จนสิ้นโลกเลย ไม่มีทางเข้าสู่สวรรค์เลย นอกจากทางเราเท่านั้น”

และเป็นจริงมา 2,000 ปีแล้ว เราพิสูจน์ได้ วิญญาณของใครก็ตามที่ได้เกิดใหม่ พอเกิดใหม่ปั๊บ สิ่งหนึ่งที่ตามมา ก็คือวิญญาณของคนๆ นั้น จะเป็นเหมือนพระเจ้า  คุณลักษณะหนึ่งในนั้น ก็คือเขาจะสามารถมีตาฝ่ายวิญญาณที่มองเห็นโลกฝ่ายวิญญาณได้ รับรู้ได้จากภายใน สิ่งที่ตัวเองคิดว่าจะไม่เชื่อมาก่อน ก็จะสามารถที่จะเชื่อได้ เพราะฉะนั้น สวรรค์ในอดีต ก่อนที่เราจะรับเชื่อ ก่อนที่เราจะบังเกิดใหม่ พูดถึงสวรรค์ๆๆ ก็เชื่อว่ามีสวรรค์ แต่เห็นไหม? ไม่เห็น แต่พอมาเป็นคริสเตียน พอมาบังเกิดใหม่ มีวิญญาณใหม่ ตาวิญญาณเปิดออก เชื่อในเรื่องสวรรค์ มันเห็น เห็นด้วยความเชื่อว่ามีอยู่จริง เป็นอยู่จริงๆ

“ตอนนี้ฉันได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณ  วิญญาณฉันอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถานเรียบร้อยแล้ว วิญญาณฉันขณะนี้อยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์แล้ว แต่ฉันยังอาศัยอยู่ในร่างกายเดิมนี้อยู่ ซึ่งถูกกำหนดให้ต้องสูญสิ้นไปในวันหนึ่ง ก็คือตายจากร่างกายนี้ เมื่อร่างกายนี้ตายจากไปเมื่อไร? วิญญาณฉันออกจากร่างเมื่อไร? ฉันก็จะไปรับร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ในสวรรคสถาน ซึ่งเป็นร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ที่เป็นขึ้นจากความตายไม่มีผิดเลย พอรับร่างกายใหม่เสร็จ ฉันก็อยู่ที่เดิม ก็คืออยู่ที่สวรรค์ อยู่กับพระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณ และพระเจ้าพระบิดาด้วย

และเมื่อวิญญาณฉันออกจากร่างเมื่อไร? ร่างกายที่อ่อนแอนี้ ฝัง ตายไป วิญญาณที่ออกจากร่างและร่างกายใหม่ ที่สมบูรณ์พร้อม เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ฉันได้รับ เข้าไปสวมเมื่อไร? ฉันจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เห็นพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า เห็นพระวิญญาณบริสุทธิ์หน้าต่อหน้า เห็นตัวเองหน้าต่อหน้าว่าตัวเองมีสง่าราศี ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่าอย่างไร? ว่าเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว สง่าราศีเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ หน้าตาตัวเองเป็นอย่างไร? นอกจากนั้น ฉันจะเห็นพี่น้องทั้งหลาย ที่ร่วมเชื่อในพระเยซูคริสต์เหมือนกับฉัน ที่เป็นคริสเตียน ที่ล่วงหลับไปก่อนนั้นอีกมากมาย เราจะอยู่ในสวรรค์อย่างนั้นชั่วนิรันดร์”

เขาจะเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะเขาได้บังเกิดใหม่ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตาวิญญาณได้เปิดออก ได้เข้าใจ ได้เห็นแล้ว

นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคริสเตียน ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจริงๆ และได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์จริงๆ เขาจะเห็น เขาจะรู้ว่าชีวิตที่เขาอยู่นี้ เขาจะเน้นถึงโลกฝ่ายวิญญาณมากกว่าโลกฝ่ายวัตถุ เขาจะเห็นว่าโลกฝ่ายวัตถุที่มองเห็นอยู่นี้ อยู่เพียงชั่วคราว แต่สิ่งที่มองไม่เห็น คือโลกฝ่ายวิญญาณนั้น อยู่ถาวรนิรันดร์ ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

คนเราจะเกิดใหม่ได้อย่างไร?

ต้องเข้าไปอยู่ในครรภ์มารดาอีกครั้งหรือ?

พระเยซูตอบว่าอย่างไร? …

ยอห์น 3:1-8 “มีฟาริสีคนหนึ่ง ชื่อ “นิโคเดมัส” เป็นสมาชิกสภาการปกครองของยิว เขามาหาพระเยซูในเวลากลางคืน และทูลว่า “รับบี เรารู้อยู่ว่าท่านเป็นครู ผู้มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีใครสามารถทำหมายสำคัญที่ท่านทำอยู่ หากพระเจ้าไม่ได้สถิตกับเขา พระเยซูตรัสตอบ โดยประกาศว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่บังเกิดใหม่” นิโคเดมัสทูลถามว่า “คนจะเกิดใหม่ได้อย่างไร เมื่อเขาแก่แล้ว แน่นอน เขาไม่อาจเข้าไปในครรภ์มารดาเป็นครั้งที่สอง เพื่อเกิดออกมาใหม่” พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครสามารถเข้าอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่ได้เกิดจากน้ำ (ครรภ์มารดา) และพระวิญญาณ มนุษย์ให้กำเนิดมนุษย์ แต่พระวิญญาณให้กำเนิดวิญญาณ ท่านไม่ควรแปลกใจที่เราบอกว่า “ท่านต้องเกิดใหม่” ลมพัดไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ท่านได้ยินเสียงลม แต่ท่านไม่อาจบอกว่าลมมาจากไหน หรือจะไปที่ไหน ทุกคนที่เกิดจากพระวิญญาณ ก็เช่นกัน”

 

พระเยซูก็เลยยกคำอุปมา หรือการเปรียบเทียบว่าบังเกิดใหม่เป็นอย่างไร? พระเยซูบอกว่า “ท่านไม่ควรแปลกใจที่เราบอกว่าท่านต้องบังเกิดใหม่” คือเกิดอีกครั้งในวิญญาณที่ตายอยู่เพราะ เป็นคนบาป แล้วก็ยกว่า “ลมพัดไปที่ไหนได้ตามใจชอบ ท่านได้ยินเสียงลม ท่านใช้หูได้ยินเสียงลม แต่ท่านไม่อาจบอกว่าลมมาจากไหน? หรือจะไปที่ไหน? ทุกคนที่เกิดจากพระวิญญาณก็เช่นนั้น”

 

พระเยซูยกตัวอย่าง หมายความว่าถ้าเราจะเชื่อพระเจ้า เราอยากจะไปอยู่ในสวรรค์ เราต้องใช้ใจ  ใช้วิญญาณ  เพราะว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย มองไม่เห็น  เหมือนลมมองไม่เห็น  แต่รู้ว่ามี   เชื่อเอา พระเยซูกำลังบอกอย่างนั้น ต้องใช้ความเชื่ออย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้หู ตา จมูก ลิ้น กาย พิสูจน์พระเจ้ามีจริงไหม? สวรรค์เป็นจริงไหม? ไม่สามารถใช้สัมผัสใดๆ เลย มันต้องสัมผัสด้วยวิญญาณหรือใจเท่านั้น

 

การบังเกิดใหม่ เกิดขึ้นที่วิญญาณ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปแสวงหาอัศจรรย์ แบบให้เห็นว่าเกิดใหม่เป็นอย่างไร? สัมผัสได้ทางเดียว คือวิญญาณด้วยใจเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นเช่นไร?

 

และเมื่อท่านเข้ามามีประสบการณ์การบังเกิดใหม่นี้ ท่านจะรู้ด้วยตัวท่านเองว่ามันจริง

“รู้ เพราะอยู่ในใจ” … พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1367

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  29  พฤษภาคม  2022

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน 12

โดย พาสเตอร์ วราพร  คงล้วน

            ขอบคุณพระเจ้า วันนี้เราจะมาต่อในหนังสือเอเฟซัส 2:12 …

เอเฟซัส 2:12 “จงระลึกถึงตอนนั้น ท่านได้ถูกแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระองค์ ไม่ได้เป็นพลเมืองยิว และเป็นคนต่างด้าว อยู่นอกพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวัง และอยู่ในโลก โดยปราศจากพระเจ้า”

 

พระเจ้าเลือกอาจารย์เปาโลไว้ เฉพาะเจาะจงเลย ที่จะประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า ความจริงในเรื่องราวของพระองค์ให้กับคนต่างชาติ เราเรียนรู้กันแล้ว

คำว่า “คนต่างชาติ” ก็คือใครก็ได้ เชื้อชาติใดก็ได้ ที่ไม่ใช่คนยิว ที่ไม่ใช่คนอิสราเอล

เฉพาะคนอิสราเอล คนยิวจะเป็นชนชาติที่พระเจ้าแยกมาโดยเฉพาะ เลือกไว้ก่อนหน้านั้น ที่พระเจ้าให้มาเป็นแบบอย่างในความเชื่อในพระเจ้า คนยิวถูกแยกมาเฉพาะ ในยุคนั้น แต่ว่าแผนการของพระเจ้า คือต้องการเลือกทั้งคนยิวและคนไม่ยิว คือพวกเรา เรียกว่าคนต่างชาติ ก็คือพระเจ้าเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่ว่าพระเจ้าจัดลำดับไว้ว่าให้ยิวมาก่อน แล้วจากนั้น คนต่างชาติจะได้มารู้จักพระนามของพระเจ้า ฉะนั้น คนยิวมีความภาคภูมิใจในตัวเอง และคิดว่าเขาเป็นชนชาติของพระเจ้า  แล้วอาจารย์เปาโลก็เป็นคนยิวเหมือนกัน

อาจารย์เปาโลก็อธิบายให้คนต่างชาติเหล่านี้ คือคนที่อาจารย์เปาโลได้ไปประกาศข่าวประเสริฐ แล้วเขาได้เปิดใจต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว ให้เขารู้ว่าก่อนที่เขามาเชื่อพระเจ้า เขาอยู่ในสถานะแบบไหน?

เริ่มต้นจาก “จงระลึกว่าตอนนั้น” คือตอนที่เขายังไม่เชื่อพระเจ้า “ท่านได้ถูกแยกจากพระคริสต์” ถูกแยกเลยนะ จริงๆ แล้วมนุษย์ทุกคน ตั้งแต่วันแรกที่อาดัม เอวาล้มลงในความบาป อาดัม เอวาถูกแยกขาดจากพระเจ้าเลย พระเจ้าบอกว่า …

“ทันทีที่เจ้ากินผลไม้ต้นนี้ เจ้าจะตาย”

ตายอันดับแรก คือวิญญาณตายจากพระเจ้า เดิมทีที่มนุษย์คู่แรกมีวิญญาณนิรันดร์ มีคุณภาพชีวิตแบบพระเจ้าเลย เป็นแบบชอบธรรม สวยงามมาก แต่พระเจ้าก็บอกว่าถ้าเขาเลือกจะกินผลไม้จากต้นนี้ เมื่อไรที่เขาตัดสินใจเลือก ก็คือไม่เชื่อฟังพระเจ้า เขาจะตาย วิญญาณตาย ก็คือพระสิริของพระเจ้าหายไปจากมนุษย์

เรารู้ได้อย่างไรว่าพระสิริของพระเจ้าหายไปจากมนุษย์ จากปฐมกาล  ตอนที่พระเจ้าสร้างอาดัมกับเอวาใหม่ๆ มีวิญญาณนิรันดร์ชนิดแบบเป็นของพระเจ้า มีพระสิริของพระเจ้าเป็นเครื่องนุ่งห่ม ปกคลุมกายอยู่ ในปฐมกาลบอกว่าทั้งสองคนเปลือยเปล่า คือไม่ต้องใส่เสื้อผ้า แต่เขาไม่ต้องอายกัน เพราะเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโป๊อยู่ เพราะว่าไร้เดียงสามาก ไม่มีความคิดแบบว่าโป๊หรืออะไร? เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย 2 คน ถ้าภาษาเราปัจจุบัน ก็คือแก้ผ้าเดินไปเดินมาในสวนเอเดน แล้วเขามีความสุขมากในการที่จะดูทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ พระเจ้าบอกผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้หมดเลย ยกเว้นต้นเดียว

ฉะนั้น เมื่ออาดัมกับเอวาถูกล่อลวงโดยผ่านทางมาร มารมาในคราบของงู มาหลอกล่อให้อาดัมเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า มาหลอกล่อว่าที่พระเจ้าพูดว่า …

“ถ้าเธอกิน เธอจะตาย”

แต่มารมาบอกเอวาว่า … “ไม่จริงหรอก ไม่ตาย ถ้าเธอกิน เธอจะเหมือนพระเจ้า”

ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาทั้งสองคนเหมือนพระเจ้า เหมือนเลยตั้งแต่วันแรกที่พระเจ้าทรงสร้างเขา พระเจ้าบอกพระเจ้าระบายลมปราณของพระองค์เข้าไปในดินก้อนนั้น แล้วมนุษย์ก็มีชีวิต คุณภาพแบบพระเจ้าเลย เขาไปเชื่อว่าเขาสามารถที่จะทำการงานดี ด้วยกำลังของตัวเอง ถ้าเขากินผลไม้ต้นนี้ที่พระเจ้าห้าม เขาจะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว ซึ่งพระเจ้าบอกเขาแล้วว่า …

“เธอไม่จำเป็นต้องรู้ว่าอะไรชั่ว  ไม่ต้องรู้ว่าอะไรดี แค่ฉันบอกเธอว่าเธอดีที่สุดแล้ว ฉันสร้างเธอมาดีที่สุดแล้ว แค่นี้พอแล้ว”

นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่อาดัม เอวาหลงกลการล่อลวงของมาร ก็เลยไปกินผลไม้ที่พระเจ้าห้าม ทันทีที่กิน กฎของพระเจ้าตั้งไว้แล้ว กินเมื่อไร ตายเมื่อนั้น วิญญาณของอาดัมกับเอวาตายจากพระเจ้า เมื่อตายจากพระเจ้าปุ๊บ พระสิริของพระเจ้าหายไป ความชอบธรรมที่เคยอยู่ในตัวอาดัม เอวา ก็หายไปด้วย พอหายไปปุ๊บ อาดัมและเอวามองดูกันและกัน แล้วรู้ว่าตอนนี้ทำไมโป๊อยู่ล่ะ ก่อนหน้านั้นไม่เคยรู้สึก มันมีอะไรบางอย่าง คือความบาปมันวิ่งเข้ามาในชีวิตของอาดัมกับเอวาแล้ว เขารับรู้ถึงความดี ความชั่วเรียบร้อยไปแล้ว เขารู้สึกว่าเขาโป๊อยู่ เขาก็เลยไปหลบพระเจ้า

แต่ภาพที่พี่น้องเห็นในปฐมกาล ขณะที่มนุษย์ไปหลบพระเจ้า เพราะว่าขัดคำสั่ง แต่พระเจ้าตามหา พระเจ้าเรียกหา พระเจ้ารู้ว่าอาดัมเอวาทำบาปแล้ว ไม่เชื่อฟังพระองค์แล้ว แต่พระองค์ก็มาเรียกหาอาดัมกับเอวา ในปฐมกาลเขียนว่าพระเจ้ามาที่สวน

แล้วพระองค์ก็ถามว่า … “อาดัม เอวาเจ้าอยู่ไหน?”

อาดัม เอวาตอบเหมือนกันนะ … “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ หลบอยู่ อายพระองค์ โป๊อยู่ เปลือยกายอยู่”

พระเจ้าก็ถามต่อ … “รู้ได้อย่างไรว่าเปลือยกาย ก่อนหน้านั้นไม่เห็นรู้เลย ก่อนหน้านั้นเดินไปเดินมามีความสุข ทำไมตอนนี้รู้” แล้วพระเจ้าเลยถามต่อว่า … “เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามแล้วใช่ไหม?”

มนุษย์คิดว่าทำอะไร แล้วพระเจ้าไม่รู้ แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าเราทำอะไร พระเจ้ารู้หมด  แม้แต่อยู่ในความคิด พระเจ้าก็รู้ แต่ทำไมพระเจ้ายังอนุญาตให้ทำอยู่ เหตุผลเดียว เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์เหมือนพระองค์ ให้สิทธิ เสรีภาพกับมนุษย์ในการเลือกที่จะทำ พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์มาเป็นหุ่นยนต์ กดปุ่ม แล้วก็บอกว่า …

“ฉันสั่งเธอแล้วนะ ห้ามกินผลไม้ต้นนี้”

กดปุ่มไว้เลย เป็นโปรแกรมเลย แล้วอาดัม เอวาก็จะไม่กินผลไม้ต้นนี้แน่นอน  เพราะว่าถูกกดปุ่มไว้ แต่เราขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าไม่ได้สร้างลูกของพระองค์ให้เป็นหุ่นยนต์ พระเจ้าสร้างลูกของพระองค์เป็นเหมือนพระองค์ เป็นพระฉายของพระองค์ มีโอกาส มีสิทธิที่จะเลือกทำ หรือไม่ทำในสิ่งที่พระเจ้าบอก แต่พระเจ้าได้บอกล่วงหน้าแล้วว่า …

“อย่าไปกินนะ กินเมื่อไรเธอตาย”

บอกหรือเปล่า? บอก

“เธอไม่ต้องไปยุ่งกับต้นไม้ต้นนี้ปล่อยเขาไว้อย่างนี้แหละ ต้นอื่นทั้งหมดเลย ทั้งสวน  เธออยากจะหยิบกินอันไหน เธอหยิบกินได้เลย ได้แบบอิ่มหนำสำราญเลย แต่มนุษย์ก็ล้มลงในความบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า เมื่อไม่เชื่อฟังพระเจ้า บรรพบุรุษของเราคู่แรก ณ เวลานั้น อาดัมกับเอวายังไม่มีลูกนะ มีกันอยู่แค่ 2 คน เมื่อวิญญาณของมนุษย์ตายจากพระเจ้า ไม่สามารถอยู่ด้วยกันกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า แยกห่างจากพระเจ้า มาบรรจบกันไม่ได้ ระหว่างความบาปและความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ถ้าพระเจ้ามาอยู่ใกล้ปุ๊บ อาดัม เอวาตายทันทีเลย เพราะว่ามันเป็นกฎ เป็นเรื่องจริงที่บอกไว้ว่าความบาปกับความบริสุทธิ์อยู่ด้วยกันไม่ได้ มนุษย์อยู่ใกล้ความบริสุทธิ์ปุ๊บ มนุษย์คนนั้นจะตาย

พระเจ้าก็เลยแยกอาดัมกับเอวาออกมา แล้วผลที่ตามมาจากวันแรก คือครั้งแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป ผิดครั้งเดียว ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ มนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้ ได้รับผลหมดเลย คือผลของเชื้อบาปของอาดัมกับเอวา

แต่ทันทีที่มนุษย์ล้มลงในความบาปปุ๊บ พระเจ้าไม่ได้นิ่งเฉย ในปฐมกาลเหมือนกัน พระเจ้า วางแผนการ สำหรับมนุษยชาติ ที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถกลับมาคืนดีกับพระเจ้าได้อีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ พระเจ้าเขียนไว้เลยว่าพงศพันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก แต่เจ้าจะทำให้ส้นเท้าเขาฟกช้ำ  เป็นคำเผยพระวจนะของพระเจ้าที่เขียนไว้ตั้งแต่เริ่มแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป ว่าพระเจ้าจะจัดเตรียมพงศ์พันธุ์ของหญิงมาช่วย

มนุษย์ทั่วไป บนโลกใบนี้ เราไม่เรียกว่าพงศ์พันธุ์ของหญิงนะ เรียกว่าพงศ์พันธุ์ของชาย  เพราะว่ามนุษย์ทุกคนเกิดจากเชื้อของคุณพ่อ  แล้วก็เป็นเชื้อบาปด้วย ฉะนั้น มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปหมดเลย แต่พระเยซูคริสต์ไม่เหมือนกัน พระเยซูคริสต์ถูกจัดเตรียมไว้ ให้มาเกิดในครรภ์ของหญิงพรหมจารี ซึ่งพระเจ้าก็เตรียมคนๆ นั้นไว้แล้ว ก็คือนางมารีย์

คำเผยพระวจนะตั้งแต่ปฐมกาล ผ่านมาหลายพันปี ที่คำเผยพระวจนะเหล่านี้ ถูกประกาศออกไป พระเจ้าก็ให้ผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าประกาศครั้งแล้วครั้งเล่า ประกาศไปเรื่อยๆ ปีแล้วปีเล่าว่าวันหนึ่งข้างหน้า พระเจ้าจะส่งพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระมาซีฮาห์  ที่แปลว่าพระผู้ช่วยให้รอดมาให้กับมนุษย์

รอดจากอะไร? รอดจากความบาป รอดจากการถูกสาปแช่ง รอดจากการที่ต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่ไม่มีความหวังอะไร?

มนุษย์บนโลกใบนี้ ไม่มีใครมีความหวังเลย เพราะถ้ามีความหวังที่ชัดเจนว่าเขาจะได้รับความรอด หรือเขามีโอกาสที่จะได้ไปอยู่ที่สวรรค์ มนุษย์เหล่านี้ก็จะไม่แสวงหา  เราจะสังเกต มนุษย์จะแสวงหาทุกอย่างที่เขาว่าดี  ทุกอย่างที่เขาบอกว่าสามารถช่วยเขาให้หลุดพ้นจากในวิญญาณของเขา ที่เขาระลึกอยู่เสมอ  เขารู้ว่าความดี เขาทำไม่พอ เขาพยายามที่จะทำทุกอย่าง ใครว่าดี ก็ไปทำ เพื่อว่าผลบุญที่ทำนี้ จะสามารถช่วยเขา ในวันสุดท้ายที่วิญญาณเขาออกจากร่าง เขาอาจจะมีโอกาสได้ไปอยู่ที่สวรรค์ เพราะจริงๆ ในวิญญาณของมนุษย์ทุกคนรักและอยากจะไปสวรรค์ ไม่มีใครที่คิดอยู่ตลอดเวลาว่า …

“ฉันอยากลงนรกๆ”

มันไม่มี คือทุกคนตั้งใจอยากจะไปสวรรค์ นี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์ พยายามแสวงหา ทำสิ่งที่ดี อะไรว่าดี ฉันอยากทำ ทำทุกอย่างเลย ทำเท่าที่กำลังจะทำได้ แต่พระเจ้าบอกไว้ชัดเจนว่าต่อให้มนุษย์ทำดีขนาดไหน? ก็ไม่สามารถถึงมาตรฐานของพระเจ้า ที่จะไปสวรรค์ได้ ไม่มีทาง เพราะว่าเชื้อของมนุษย์อยู่ในเชื้อของบาปเรียบร้อยไปแล้ว มีทางเดียว ก็คือเปลี่ยนจากเชื้อบาป มาเป็นเชื้อบริสุทธิ์ เหมือนพระเจ้า

แล้วเปลี่ยนได้อย่างไร? มนุษย์เปลี่ยนเองไม่ได้ ก็มีวิธีเดียว ก็คือพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาสิ้นพระชนม์ เพื่อเราบนไม้กางเขน แล้วมนุษย์ทุกคน เมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ วิญญาณเก่าที่เป็นเชื้อบาป เราได้ไปตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ถ้าเราจะเกิดใหม่ เราต้องตายก่อน ถึงจะเกิดใหม่ได้

ฉะนั้น วิญญาณเก่าที่เต็มไปด้วยความบาป อยู่ในคำสาปแช่ง ถูกแยกจากพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า คนนั้น ถ้าเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ วิญญาณจะไปตายพร้อมกับพระเยซู ถูกฝังพร้อมกับพระเยซู แล้วก็บังเกิดใหม่ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทำให้เขาได้เป็น เกิดมาเป็นเลยนะ เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า ได้คืนดีกับพระเจ้า  เป็นวิญญาณแห่งความรักเลย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของโลกวิญญาณ ที่พระเยซูมาประกาศ ตอนที่พระองค์เสด็จมาบนโลกใบนี้ อายุ 30 พระองค์เริ่มประกาศแผ่นดินสวรรค์ เริ่มประกาศว่าจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร?

มนุษย์พยายามหาวิธีที่จะเข้าสวรรค์ ด้วยการกระทำดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามสิ่งที่ตัวเองคิดว่าน่าจะทำให้เขาได้เข้าสวรรค์ได้ แต่พระเยซูกลับมาบอกว่าไม่มีทางหรอก เธอทำไม่ได้ ต่อให้เธอทำดีแค่ไหน เธอก็ไม่มีโอกาสได้เข้าสวรรค์ได้ เหตุผล เพราะต่อให้มนุษย์คนนั้นทำดีขนาดไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนธรรมชาติที่เขาเป็นอยู่ จากการเป็นคนบาป มาเป็นผู้ชอบธรรม เปลี่ยนไม่ได้ ทำดีขนาดไหนก็ยังอยู่ในอาดัม อยู่ในเชื้อบาป อยู่ในความบาป DNA ก็ยังบาปอยู่ ถูกตัดขาดจากพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้าอยู่ ชัดเจนมาก

แล้วพระเยซูบอกมนุษย์ทำไม่ได้ ทำได้อย่างเดียว คือมาเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำ พระเยซูทำให้เขาสำเร็จแล้ว เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว มนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ พระเยซูทำครั้งเดียว ให้หมดเลยทุกคน แค่ว่าใครได้มารับรู้ความจริงนี้ และเข้ามารับเอาของขวัญนี้จากพระเจ้า เขาก็จะได้รับเลย

เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ทำให้เราบังเกิดใหม่ แล้วเกิดอะไรขึ้น ในโลกวิญญาณ อันนี้สำคัญที่สุดเลย คริสเตียนทุกคนจำเป็นต้องรู้ ก็คือทันทีที่เราบังเกิดใหม่ อันดับแรก …

พระเจ้าได้ย้ายเราจากการเป็นคนบาป เข้ามาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า “เป็น” นะ

ย้ายจากการเป็นคนที่ถูกสาปแช่ง มาเป็นคนที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า

ย้ายจากการ “อยู่ใน” ความมืดในอาดัม มา “อยู่ใน” ความสว่างในพระเยซูคริสต์

สิ่งเหล่านี้ พระเยซูทำให้เสร็จแล้ว แค่รอใครก็ได้ ที่ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ แล้วเปิดใจต้อนรับพระเยซู เปิดใจบอกพระเจ้าว่า …

“ลูกอยากได้ อยากได้แบบนี้เลยพระองค์เจ้าข้า”

แล้วพระเยซูก็จะบอกเราว่า … “ฉันทำให้เธอเสร็จแล้ว อยากได้ก็มารับเอา”

แค่นั้นเอง เราก็ได้รับทุกอย่าง ในโลกวิญญาณ เรากลายเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นความรัก เราเป็นความชอบธรรม เราเป็นสันติสุข เราเป็นความชื่นชมยินดี มันเป็นเลยจากข้างในวิญญาณ

ฉะนั้น ความเป็น ที่เราเป็นลูกของพระเจ้า ก็ไม่เกี่ยวกับการประพฤติของเรา ในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ พี่น้องแยกให้ชัดเจน การเกิดมาเป็นกับการประพฤติ มันจะแยกออกจากกัน อธิบายง่ายๆ การเกิดมาเป็นลูกของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง “เป็น” นะ

ยกตัวอย่าง นาย ก. เกิดมาในครอบครัว นาย ข. เกิดมาปุ๊บ นาย ก. เป็นลูกของนาย ข. เลย เกิดมาเป็นเลยนะ อยู่ในครอบครัวนี้ ซึ่งมีสิทธิ์ มีส่วนทั้งหมด ในครอบครัวนี้ เพราะว่าเป็นลูก พ่อแม่มีบ้านอยู่ ลูกก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบ้านคนอื่น เวลาพาเพื่อนมา ก็จะไม่บอกว่า …

“ไปเที่ยวบ้านพ่อแม่เรา”

แต่เราจะพูดว่า “ไปเที่ยวบ้านเรา”

ความรู้สึกของความเป็นเจ้าของ มันเกิดมาโดยอัตโนมัติ เพราะเด็กคนนั้นเขารู้ว่าเขาเป็นลูกของบ้านนี้ เป็นลูกของคุณพ่อ ข. ฉันเป็นลูกบ้านนี้

ดังนั้น การ “เป็น” มันจะอยู่ตลอดไป ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  เป็นลูกแล้ว เป็นลูกเลย ต่อให้นาย ก. เมื่อโตขึ้น เด็กทุกคน โตขึ้นก็จะดื้อ ไม่เชื่อฟัง พ่อแม่สอนว่าอย่างไร? ก็ขอแอบดื้อนิดหนึ่ง ต่อให้เขาไปดื้อขนาดไหน? นาย ก. ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะจากการเป็นลูกของนาย ข. ได้เลย ยังคงเป็นลูกอยู่ แค่เขาดื้อ พอดื้อ แล้วเป็นอย่างไร? พ่อแม่ก็แค่ทุกข์ใจนั่นแหละ ตัดขาดเขาไม่ได้ เพราะว่าเขาอยู่ใน DNA ของเรา

ภาพเดียวกันเลย ที่พระเจ้าให้เราเห็น เมื่อเราบังเกิดใหม่ เข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรมเลย ไม่ว่าต่อแต่นี้ไป เราจะไปประพฤติแบบไหน ก็ตาม ดื้อกับพระเจ้าขนาดไหน? ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นลูกของพระเจ้า ในชีวิตของเราได้เลย ไม่สามารถ เราก็ยังคงเป็นลูกอยู่ แต่พระเจ้าบอกแค่ …

“ลูกเอ๋ย อย่าทำอย่างนั้นเลย ทำแล้ว เดี๋ยวลูกจะเจ็บตัวนะ”

แค่นั้นเอง สอนแล้วไม่ฟังใช่ไหม? เขาก็ต้องรับผล เหมือนกัน พ่อแม่บอกลูก เด็กๆ ชอบมากเลย ปลั๊กไฟ ถ้าทำบ้านหลังใหม่ ควรจะทำปลั๊กไฟให้สูง อยู่ข้างบน ส่วนใหญ่ปลั๊กไฟก็จะอยู่ข้างล่าง ซึ่งมือเด็กสามารถสัมผัสได้ แล้วเด็กทุกคนชอบมากเลย เห็นอะไรที่มีรู ขอเอานิ้วจิ้มหน่อย เป็นกันทุกยุคทุกสมัย แล้วพ่อแม่ก็จะบอก …

“ลูกอย่าไปทำนะ อย่าเอานิ้วไปแหย่นะ เดี๋ยวไฟช๊อต”

พูดแล้ว แต่เด็กทุกคนอยากรู้อยากเห็น มันช๊อตอย่างไร? ขอลองหน่อย พอลองปุ๊บ ช๊อต พอช๊อตเป็นอย่างไร? ขยาดไง ทำอย่างนี้แล้วมันเจ็บ วันหลังก็ไม่ทำ แต่ก็ไม่ใช่ไม่ทำตลอดนะ สักพัก ลืมไปว่าวันก่อนเราไปแหย่  แล้วมันช๊อต ก็ไปแหย่ใหม่ นี่คือธรรมชาติของเด็ก เหมือนกัน ธรรมชาติเดียวกันกับพวกเรา ที่พระเจ้าบอกว่าอันนี้ เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เรามีธรรมชาติใหม่แล้ว เป็นแบบนี้ เป็นเหมือนพระเจ้าเลย อย่าไปทำแบบเดิมนะ ธรรมชาติเดิมที่ตามโลกใบนี้ อย่าไปทำนะ เผลอเราก็ทำ ทำเสร็จ เราก็เจ็บ เราก็รับผล แต่ไม่ว่าเราจะเจ็บขนาดไหน? เราก็ยังคง เป็นลูกของพระเจ้าอยู่ อันนี้ชัดเจน

ในตรงนี้ บอกว่า “เมื่อก่อนท่านถูกแยกจากพระคริสต์” คือไม่ได้อยู่ในพระเยซูคริสต์เลย ตั้งแต่เริ่มต้น พระเจ้าทรงเลือกคนยิวเท่านั้น ที่มาทำพันธสัญญา ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด เป็นมนุษย์ คนยิวได้รับพันธสัญญาจากพระเจ้า ตั้งแต่สมัยของอับราฮัม ที่พระเจ้าให้อับราฮัมเข้าสุหนัต ก็คือตัดหนังปลายองคชาติ ให้เลือดออก แล้วก็เป็นพันธสัญญา แล้วจากนั้น พอมาถึงยุคของโมเสส พระเจ้าก็ให้คนยิวทำพิธีถวายแพะ แกะ ที่มาล้างบาป มาไถ่บาปให้กับตัวเอง ปีต่อปี นี่เป็นพันธสัญญา

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่พระเจ้าให้ทำ มันเล็งไปถึงอนาคตข้างหน้าที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ พระเยซูจะมาเป็นแพะรับบาป ดังนั้น คนยิว ในยุคเดิม เขาต้องทำพิธีนี้ ทุกปี ที่เราเคยคุยกัน ไม่ใช่เฉพาะทุกปีเท่านั้น แทบจะทุกวัน เมื่อทำบาปปุ๊บ ก็ต้องเอาเครื่องบูชา มาถวายให้พระเจ้า มาสารภาพบาป มาลบล้างบาป บาปเล็ก บาปน้อย บาปฝอย บาปย่อย ก็แล้วแต่ มีทุกวี่ทุกวัน แต่บาปที่ใหญ่ๆ ที่จะต้องชำระใหญ่เลย ก็คือปีละหนึ่งครั้ง แล้วพระเจ้าก็รับเครื่องบูชา

แล้วคนที่จะมาทำพิธีถวาย เครื่องบูชานี้ ก็จะเป็นกลุ่มคนที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ใครก็ได้มาเสนอตัวว่า …

“ฉันขอเสนอตัวเป็นปุโรหิต มาเป็นคนที่ชำระบาปให้กับคนอิสราเอล”

ไม่ได้ ก็คือปุโรหิต คือกลุ่มคน ที่พระเจ้าเลือกสรรมาโดยเฉพาะ แยกมาเลย  แยกมาทำงานในพระวิหารของพระเจ้า โดยเฉพาะ  พระเจ้าก็จะมีแผนการทุกครั้ง ตั้งแต่สมัยโมเสส ให้โมเสสทำเต็นท์นัดพบ จากนั้น ก็ทำศาลา จากนั้น มาถึงซาโลมอน ก็ทำพระวิหาร ทั้งหมดเป็นเงา เล็งถึงอนาคตข้างหน้า ที่พระเยซูคริสต์จะมาทำเพื่อมนุษยชาติ จะมาทำให้สำเร็จ โดยที่พระเยซูคริสต์จะมาเป็นแกะบูชา ไม่ต้องเอาแกะตัวจริงแล้ว พระเยซูคริสต์เป็นแกะบุชา ให้กับมนุษยชาติ แล้วพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ครั้งเดียวจบ การถวายเครื่องบูชา เป็นอันจบสิ้น เงาไม่ต้องแล้ว เมื่อก่อนเป็นเงา ที่คนอิสราเอลต้องทำตลอดเวลา พอพระเยซูมาทำเสร็จ เงาไม่ต้องแล้ว ตัวจริงมา พอตัวจริงมาปุ๊บ คนยิว ก็ไม่ต้องถวายเครื่องบูชา แต่ ณ วันนั้น คนยิวก็ยังรักที่จะถวายเครื่องบูชา ก็คือยังคงอยากจะอยู่กฎเดิมอยู่ ซึ่งพระเจ้าบอกว่ากฎใหม่มาแล้ว พระเยซูทำให้แล้ว กฎเดิมโมฆะ ไม่มีประโยชน์อะไร? ถ้ากฎเดิมดี พระเจ้าก็ไม่ต้องให้กฎใหม่ ถ้ามนุษย์สามารถถวายเครื่องบูชา หรือรักษาบทบัญญัติ จนทำให้ตัวเองสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ พระเจ้าก็ไม่ต้องส่งพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย

ฉะนั้น เมื่อพระเยซูทำสำเร็จแล้ว จากนี้ต่อไป เป็นบัญญัติใหม่ ที่พระเจ้าให้กับพวกเรา ตอนที่พระเยซูยังอยู่บนโลกใบนี้ พระเยซูบอกว่าบัญญัติใหม่ของเรา คือให้เจ้ารักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความคิด รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง  แต่บัญญัตินี้ มนุษย์ทำเองไม่ได้อีก ไม่มีมนุษย์คนไหน?  แม้เราเป็นคริสเตียนแล้ว  ไม่มีใครสามารถรักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดความคิดของเรา และไม่มีใครสามารถรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตัวเอง แต่สิ่งที่พระเยซูพูดตรงนี้ พระเยซูกำลังเล็งเข้าไปในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูบอกว่าวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อพระองค์เสด็จมา กระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ คือสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และฟื้นขึ้นมาจากความตายปุ๊บ ใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระองค์ปุ๊บ เขามีวิญญาณใหม่ ที่พระเจ้าใส่เข้ามา คือวิญญาณแห่งความรัก เขารักเลย สามารถรักพระเจ้าเลย เป็นวิญญาณที่พระเจ้าใส่เข้ามา ไม่ใช่ความพยายามที่เราจะตั้งหน้าตั้งตาอยากจะรักพระเจ้า ไม่ใช่ ในโลกวิญญาณ ต่อให้เรารู้สึกไม่เห็นรักพระเจ้าเลย วันนี้ขี้เกียจอีกต่างหาก อธิษฐานก็ไม่เอาแล้ว ขี้เกียจอธิษฐาน เขาให้อ่านพระคัมภีร์ วันนี้ไม่ได้อ่านเลย รู้สึกว่าเราไม่ได้รักพระเจ้า ต่อให้เรารู้สึกอย่างไร? พระเจ้าบอกวิญญาณของเราเป็นความรักแล้ว วิญญาณของเรารักพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว วิญญาณเราถูกพระเจ้าทำให้สำเร็จหมด เรียบร้อยไปแล้ว

ฉะนั้น มันไม่ขึ้นอยู่กับความประพฤติ ถ้าพระเจ้าให้เราได้รับความรอด โดยผ่านทางการประพฤติ เราก็สามารถโอ้อวดได้ แต่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าเป็นพระคุณ ไม่ใช่การประพฤติ พระคุณที่พระเจ้าให้กับเรา ให้เปล่าๆ ด้วย แค่มารับเอาเท่านั้นเอง แล้วสิ่งเหล่านี้ พระองค์ได้ทำสำเร็จเรียบร้อยไปแล้วในโลกวิญญาณ

หน้าที่ของคริสเตียนทำอะไร? แค่เข้ามาเรียนรู้ว่าเมื่อเราเชื่อพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้ทำอะไรให้เราเรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ รับรู้ความจริง แล้วให้ความจริงนี้ สำแดงออกไป ผ่านทางชีวิตของเราแค่นั้นเอง หน้าที่ของคริสเตียนนะ

คนต่างชาติสมัยก่อน ถูกแยกจากพระเจ้าปุ๊บ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเลย เพราะพระเจ้าไม่ได้เลือกเขา เลือกเฉพาะคนอิสราเอล ไม่ได้เป็นพลเมืองยิว ก็คืออยู่นอกเขตเลย

“และเป็นคนต่างด้าว อยู่นอกพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้” พระเจ้าสัญญาเฉพาะกับคนอิสราเอลเท่านั้น  ฉะนั้น คนต่างชาติไม่มีสิทธิ์เลย ไม่มีทาง ไม่มีโอกาส ถ้าทำตามกฎเดิมที่พระเจ้าตั้งไว้ มีเฉพาะชนชาติยิวเท่านั้น คนยิวก็เหมือนภาคภูมิใจในการทรงเลือกของพระเจ้ามาก ดูถูกคนต่างชาติ ฉันเป็นระดับ ชนชาติของพระเจ้า ระดับสูงมากเลย ก็ไม่ได้เห็นคนต่างด้าวอยู่ในสายตา แล้วในนี้อาจารย์เปาโลบอกว่าไม่มีความหวัง จะไปมีความหวังได้อย่างไร? มนุษย์ทุกคน เมื่อล้มลงในความบาป เขารู้ว่าตัวเองบาป ถ้าเขาไม่รู้ว่าตัวเองบาป เขาก็คงไม่พยายามที่จะทำดี ไม่มีความหวังเลย ต่อให้ทำดีขนาดไหน? ข้างในวิญญาณเขาไม่มีความหวังว่า …        “ฉันทำขนาดนี้ ฉันจะได้ขึ้นสวรรค์ไหม?”

ไม่มีหลักประกันอะไรเลย ข้างในยังคงโหวงอยู่ว่าท่าจะไม่รอด อะไรประมาณนั้น

“และอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” ไม่มีพระเจ้า จะมีพระเจ้าได้อย่างไร? อยู่กันคนละขั้ว อยู่ในธรรมชาติบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เหมือนคนยิวที่พระเจ้าเลือกสรร คนยิวสมัยก่อนเขาเกรงกลัวพระเจ้ามากเลยนะ เขาไม่กล้าเข้าใกล้พระเจ้าเลย เพราะพระเจ้าอยู่สูงมาก แค่เขามีความรู้สึกภาคภูมิใจว่าเป็นประชาชน ที่พระเจ้าเลือกสรรเท่านั้นเอง แต่เขากลัวพระเจ้า จนตัวสั่นนั่นแหละ

นั่นคือสมัยเดิม แล้วอาจารย์เปาโล ก็พยายามอธิบายให้ภาพชัดเจนว่าคนต่างชาติ ตกอยู่ในสภาวะแบบนี้  แต่ ข้อ 13 บอกว่า …

เอเฟซัส 2:13 แต่บัดนี้ ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกลพระเจ้า ได้ถูกนำเข้ามาใกล้แล้ว โดยพระโลหิตของพระคริสต์”

 

“เมื่อก่อนอยู่ไกล” ซึ่งคนยิวคิดว่าพวกคนต่างชาติจะมารับความรอด เหมือนเขาได้อย่างไร? ไม่มีทาง แต่พระเจ้าวางแผนไว้แล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่าพระองค์ จะให้คนยิวมาก่อน จากนั้นพระองค์ก็เลือกคนต่างชาติด้วย หมายความว่าพระองค์เลือกมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่เชื้อชาติใด? สัญชาติใด? ก็ตาม พระเจ้าเลือกไว้แล้ว แค่ว่าใครที่ยอมเข้ามาหาพระเจ้า ก็เท่ากับได้รับการทรงเลือก ฟังแล้ว อธิบายยากเนอะ แต่เหมือนพระเจ้าให้ของขวัญแล้ว ใครมารับ ก็ได้ไป ไม่มารับของขวัญห่อนั้น ก็ตั้งทิ้งไว้เฉยๆ ซึ่งเขามีสิทธิ์ที่จะเข้ามารับ แค่นั้นเอง

ตรงนี้ อาจารย์เปาโลอธิบายให้ฟังว่าเมื่อก่อน  พวกเธอที่ไม่ใช่ชนชาติอิสราเอล  อยู่ไกลจากพระเจ้ามาก ไกลขนาดที่เขา ไม่เคยรู้เรื่องพระเยซูคริสต์ ไม่เคยรู้เรื่องของพระเจ้าพระบิดา ไม่เคยรู้ว่าพระเยโฮวาห์คือใคร? ไม่เคยรู้กฎระเบียบต่างๆ ที่พระเจ้าได้มอบหมายให้กับคนอิสราเอลเลย ไม่มีทางเลย ไม่รู้เรื่อง อยู่ไกลมากเลย แล้วบัดนี้ ได้ถูกนำเข้ามาใกล้  ใกล้ได้อย่างไร? ใกล้โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ อย่างที่พระเยซูคริสต์บอก พระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตครั้งเดียวเป็นพอ ได้ชำระล้างความผิดบาปของเรา มนุษยชาติทั้งหมด ทั้งบาปในอดีต บาปในปัจจุบัน และบาปในอนาคตด้วย รู้ว่าอย่างไรก็ต้องทำอีก ชำระหมดเลย โลหิตหลั่งแค่ครั้งเดียว แล้วมนุษย์จะสามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ ด้วยพระโลหิตของพระองค์ เมื่อถูกชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็ไม่เป็นคนบาปอีกต่อไป ไม่มีบาปในตัว เพราะว่าทำบาปเมื่อไร? พระโลหิตก็ชำระเรา

ภาพที่เราเห็น เหมือนกับพ่อแม่เตรียมมรดกไว้ให้ลูก สมมติว่าคุณพ่อคุณแม่รวยมาก เป็นอภิอัครมหาเศรษฐี ก็เก็บเงินไว้ในธนาคารให้ลูก เก็บไว้สักหนึ่งพันล้าน  หนึ่งพันล้านใช้ตลอดชีวิตน่าจะได้เนอะ ถ้าไม่เล่นการพนัน หรือไปลงทุนที่มีความเสี่ยง ถ้าใช้ชีวิตตามปกติ ก็น่าจะอยู่ได้ตลอดชีวิต พ่อแม่ก็ฝากเงินไว้ที่ธนาคาร และเมื่อไรที่ลูกต้องการใช้ ก็ไปเบิกมาใช้ มีเงินพร้อมที่จะให้ลูกใช้  หรือถ้าบังเอิญลูกไปก่อหนี้ ก่อสินไว้ ก็ไปเบิกมาจ่ายหนี้ได้

ภาพเดียวกัน พระเจ้าได้กระทำให้เราสำเร็จแล้ว พระโลหิตของพระเยซูคริสต์พร้อมตลอดเวลา เราทำบาปเมื่อไร? พระเจ้าชำระให้เลย คือพระโลหิตเหมือนคลังในธนาคาร เมื่อเราทำบาป พระโลหิตชำระเราทันทีเลย เราก็เป็นผู้ชอบธรรม

ฉะนั้น คนที่เชื่อวางใจในพระเจ้า พระเจ้าบอกทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด อันดับแรกเลย วิญญาณได้รับการเปลี่ยนใหม่เลย เป็นวิญญาณใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเจ้า เป็นวิญญาณที่ชอบธรรม มีวิญญาณนิรันดร์ คุณภาพแบบพระเจ้าเลย ความคิดจิตใจก็ถูกเปลี่ยนใหม่เหมือนกัน เป็นความคิดแบบพระเจ้าเลยไม่มีผิดเหมือนกัน แต่ตรงความคิดในสมอง เราจะมีโปรแกรมเดิม ความเคยชินเดิม มันยังเกาะอยู่ ไม่ไปไหน? แล้วร่างกายเรา ก็ถูกชำระให้สะอาดบริสุทธิ์เลย ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ร่างกายนี้นะ ที่เรายังอยู่ ชำระให้สะอาด จนขนาดที่พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายเราได้ ร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า ถ้าพระเจ้าไม่ชำระเราให้บริสุทธิ์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระเยซูคริสต์เข้ามาไม่ได้ ถ้าเรายังสกปรกอยู่ เข้ามาปุ๊บ เราตายเลย แต่พระเจ้าชำระให้บริสุทธิ์ พระองค์เข้ามา แต่เนื่องจากร่างกายนี้ยังอยู่ ในโลกใบนี้ ที่อยู่ในความบาปและความตาย ฉะนั้น เราก็เลยมีโอกาสที่จะรับเอาอิทธิพล หรือความเคยชินเก่าๆ เข้ามาในความคิดในสมองของเรา ซึ่งมีโปรแกรมเดิมอยู่ แล้วถ้าเรารับอิทธิพลมากเท่าไร? ก็จะส่งผลออกมาเป็นการประพฤติมากเท่านั้น

ที่เราคุยกันว่าเมื่อเราเป็นคริสเตียนปุ๊บ เราจะมีการประพฤติอยู่ 2 อย่างในแต่ละวัน คืออันแรก ประพฤติตามพระวิญญาณ ก็คือมีถ้อยคำของพระเจ้า ความจริงของพระเจ้า ที่บอกเราว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ ความจริงเหล่านี้ เมื่อถูกสะสมไว้ในความคิด ในสมองของเรามากเท่าไร? มันจะส่งผลเหมือนกับศูนย์บัญชาการที่จะสั่งมาที่ร่างกาย ทำให้ส่งผลออกมาเป็นเหมือนพระเจ้า เขาเรียกว่าประพฤติตามพระวิญญาณ แต่ถ้าเราอนุญาตให้ระบบของโลกนี้ ส่งเข้ามา ในความคิดในสมองของเรา ซึ่งความคิดเก่าของเรา ความเคยชินเก่าๆ ของเรา มันยังมีอยู่ มันไม่ได้ไปไหน มันวนเวียนอยู่แถวนี้ ถ้าเรารับสื่อของข้างนอกเข้ามามากเท่าไร? สมองเราจะสั่งการให้ร่างกายเราทำตาม ก็คือประพฤติตามเนื้อหนัง แค่นั้นเอง

ฉะนั้น เมื่อเราเป็นคริสเตียนทุกวัน เราจะมีการตัดสินใจว่าเราจะประพฤติตามวิญญาณ หรือประพฤติตามเนื้อหนังแค่นั้นเอง แต่ว่าสงครามมันจะเกิดขึ้นตรงความคิด อย่างที่บอก ถ้าเรารู้ความจริงตรงนี้ เราก็สะสมความจริงที่พระเจ้าบอกว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้เราเป็นอย่างไร? เมื่อสะสมมากเท่าไร? เราก็จะกินเนื้อที่ของระบบเดิมที่พยายามหลอกเราให้เชื่อฟังมัน แต่เรามีอำนาจ ซึ่งเป็นพลังแห่งความชอบธรรมที่อยู่ภายในเรา เมื่อเราบังเกิดใหม่แล้ว  พลังนี้จะทำให้เรามีกำลังที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

ความคิดมันจะวิ่งเข้ามาตลอดเวลา ทั้งความคิดของระบบของโลกใบนี้ กับความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า ที่เราสะสม ที่เรารับรู้ ที่เราได้อ่าน ได้เรียนรู้ ได้ยิน ได้ฟัง มันเข้ามาเหมือนกัน ฉะนั้น เราสามารถที่จะรับเอาสิ่งที่พระเจ้าบอกเราแล้วว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ถ้าเรารับรู้มากเท่าไร? เราก็จะสามารถส่งผลของความจริง ธรรมชาติใหม่ ที่เป็นตัวตนจริงๆ ของเราออกไปได้มากเท่านั้น มันก็จะกินเนื้อที่ของระบบของโลกนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อเราเจริญเติบโตในด้านวิญญาณมากเท่าไร? มันจะเห็นผลของพระเจ้า สำแดงออกมา ความสว่างที่เป็นตัวตนจริงๆ ของเราออกมาได้มากเท่านั้น พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

***********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

1โครินธ์ 15:22 “เพราะว่าในอาดัม คนทั้งปวงตายฉันใด ในพระคริสต์ คนทั้งปวงจะได้รับชีวิต บังเกิดใหม่ เหมือนพระองค์ฉันนั้น”

 

ถ้าพระเยซูคริสต์ไม่ได้เป็นจากความตาย  ไม่ได้บังเกิดใหม่  เราก็ไม่ได้บังเกิดใหม่  ไม่ได้เป็นขึ้นจากความตายด้วย  ถ้าเป็นเช่นนั้น  เราก็ยังคงอยู่ในบาปของตนในอาดัม  ต้นตระกูลเดิมของเรา  ซึ่งตายทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย เราก็ยังเป็นคนเดิม ที่อยู่ในบาป ในอาดัม ในความตาย ทั้งร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ ตายขาดจากพระเจ้า ขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้

 

แต่ว่าความจริง คือพระเจ้าได้ให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตายบังเกิดใหม่ เพื่อเราจริงๆ เราจึงมีสิทธิ์ที่จะเกิดใหม่ เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซู เช่นเดียวกัน

 

ถ้าเราได้ใช้สิทธิของเรา ได้เกิดใหม่พร้อมพระเยซู เราก็มีชีวิต บังเกิดใหม่ อยู่ในความชอบธรรม อยู่ในพระคริสต์ บริสุทธิ์ทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย เพราะว่าพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากตาย เราก็เป็นขึ้นจากตาย บังเกิดใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน

 

เกิดใหม่ทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย แต่วิญญาณและจิตใจ เป็นขึ้นมาก่อน ทันทีทันใดเลย ที่ใช้สิทธิ์บนโลกนี้ ส่วนร่างกายเป็นขึ้นมาใหม่เหมือนกัน แต่รอก่อน รอให้ร่างกายเดิม หมดเวลาของเขาที่จะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าเตรียมร่างกายใหม่ให้เราเรียบร้อยทันทีเลย เมื่อเราเชื่อและวางใจในข่าวดีของพระเยซู และได้บังเกิดใหม่ ได้เป็นขึ้นจากความตาย ร่วมกับพระเยซูคริสต์

 

1 เปโตร 1:3 “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลาย (เป็นขึ้นจากตาย) บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) ของพระเยซูคริสต์”

 

“พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายเป็นขึ้นจากตาย บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังใจอันยืนยง” ก็คือหวังใจในความรอดนิรันดร์เลย ไม่ใช่เดี่ยวนี้อย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ไปจนกระทั่งถึงนิรันดร์ “โดยการเป็นขึ้นจากตาย บังเกิดใหม่ ของพระเยซูคริสต์”

 

เราได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นขึ้นจากความตาย ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของการเป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่ของพระเยซู เราได้เป็นผู้ชอบธรรมเป็นลูกของพระเจ้าโดยไม่ต้องทำอะไรเลยแค่ใช้สิทธิ์ของเราเท่านั้น เช่นเดียวกันกับในอดีต เราไม่ต้องทำอะไรเลย กำเนิดมาเราก็อยู่ในความตาย อยู่ในคำสาปแช่ง เป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ในความบาป ในอาดัม ต้นตระกูลเดิมของเรา

 

เพราะฉะนั้น พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว ถ้าท่านเชื่อ และใช้สิทธิ์ ท่านก็สามารถเป็นขึ้นจากตาย บังเกิดใหม่ด้วยกันกับพระองค์ ทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายได้ อย่างนี้ไม่ตื่นเต้นหรือ? อย่างนี้ไม่เรียกว่าอัศจรรย์หรือ? แล้วทดลองได้ไหม? ชิมได้ไหม? ชิมได้ แล้วใครจะรู้? ส่วนตัวท่านจะรู้เลยว่าวิญญาณและจิตใจท่าน ได้บังเกิดใหม่ มันเป็นอย่างไร?

 

ท่านจะมีประสบการณ์แห่งการเป็นขึ้นจากความตาย ณ บัดนาว ณ เดี๋ยวนี้ บนโลกใบนี้เลย จนไปถึงนิรันดร์ การเป็นขึ้นจากความตาย วิญญาณ จิตใจ ทันทีเลย ส่วนร่างกายรอก่อน รอให้หมดหน้าที่บนโลกใบนี้เสียก่อน

 

“พระเจ้าบอกอดทนรอคอยแป๊บเดี๋ยวนะลูก!”

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1366

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  22  พฤษภาคม  2022

เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”

ตอน 7 “แต่ข้าอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

เราอยู่ในซีรี่ย์ “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” วันนี้ตอนที่ 7 ให้ชื่อตอนว่า “แต่ข้าอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา” คุ้นๆ นะอยู่ในเนื้อเพลง

คำพูดที่เราได้ยินกันบ่อยๆ เมื่อมาเชื่อพระเจ้า แล้วบอกว่าเมื่อเกิดมรสุม พายุเข้ามาในชีวิตของเรา บางครั้ง พระเจ้าก็นำพาพวกเราเดินผ่าน โดยทำให้พายุนั้นสงบลง แต่หลายครั้ง พระองค์ทรงทำให้เราสงบ แต่พายุยังอยู่เหมือนเดิม แล้วก็เดินผ่านไปเหมือนกัน

สรุปแล้ว ผลเหมือนกัน ก็คือสอบผ่าน พายุ ก็คือความทุกข์ยากลำบาก  เกิดความทุกข์ยากลำบากในชีวิตของเรา หลายครั้ง พระเจ้าพาเราผ่านความทุกข์ยากลำบาก โดยความทุกข์ยากลำบากหายไปเลย แต่หลายครั้ง มากกว่านั้น คือเกิดความทุกข์ยากลำบากขึ้น ปรากฏว่าเราผ่านโดยความทุกข์ยากลำบากยังอยู่ แต่เราเปลี่ยนแปลง จากทนไม่ได้ เป็นการทนได้ และมีสันติสุข ท่ามกลางพายุเหล่านั้น นี่คือวิธีการของพระเจ้า ในชีวิตของเราทั้งหลาย ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราแล้ว แล้วก็นำพาชีวิตเรา ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอตลอดเวลา ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่าเมื่อเราเชื่อในพระเจ้าแล้ว พระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับเรา  ทั้งพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกันในร่างกายของเรานี้ นำพาชีวิตเรา และไม่ทอดทิ้งให้เราอยู่ลำพัง ไม่ทอดทิ้งให้เราเป็นเด็กกำพร้า หลายครั้งเราไปมองที่ …

“อ้าว! อยู่กับเราตลอดเวลา ทำไมเหตุการณ์มันไม่เปลี่ยนแปลง พระเจ้าบอกอยู่กับเราตลอดเวลา”

แต่ทำให้เราเปลี่ยนแปลง อัศจรรย์มากกว่าเยอะ นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของเราทั้งหลาย

วิธีการของพระเจ้า ก็คือเปลี่ยนแปลงเรา โดยเปลี่ยนแปลงความคิดของเรา ให้คิดเหมือนพระองค์นั่นเอง เพราะเราคิดแบบโลกใบนี้ เราอยากได้อะไรต่างๆ ตามโลกใบนี้ ตามชีวิตเดิมของคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่พอเรารู้จักพระเจ้าแล้ว พระองค์มีสิ่งที่ดีกว่านั้นให้เราดำเนินชีวิต ซึ่งเราไม่เข้าใจหรอก พระองค์จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเรา

เปลี่ยนแปลงเราที่ตรงไหน? ก็เปลี่ยนแปลงที่ความคิดของเรา เพราะความคิดจะออกมาเป็นผล คือการปฏิบัตินั่นเอง เปลี่ยนแปลงแปลงความคิดของเรา ให้เป็นเหมือนความคิดของพระองค์นั่นเอง

วิธีการเปลี่ยนแปลงความคิดของเราเหมือนพระองค์ ก็คือเอาความจริง ในโลกฝ่ายวิญญาณมาบอกเราว่าตอนนี้เราเป็นใครในโลกวิญญาณ ให้เราเห็นชัดๆ เมื่อเราเห็นในโลกวิญญาณอย่างชัดเจน เห็นว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าสถิตอยู่กับเราจริงๆ เราได้เห็นชัดเจนอย่างนั้นแล้ว ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระองค์ เพราะฉะนั้น หัวใจสำคัญ พระองค์จึงนำพาเราไปสู่ความเปลี่ยนแปลง โดยให้เรารับรู้ความจริงว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์

“ฉันเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์” ก็คือหัวใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ รับรู้ว่าฉันเป็นใคร? วันต่อวัน ควรที่เราจะต้องรับรู้มากขึ้นว่าเราเป็นใครแล้วในโลกวิญญาณในพระเยซูคริสต์ เราได้บังเกิดใหม่เป็นเช่นไร? คือเราได้เรียนรู้แล้ว จากหลายตอนเลย ซี่รี่ย์นี้ จากหนังสือ 1 เปโตร บทที่ 1 ได้รู้ว่าพระเจ้าปลอบโยนจิตใจของบรรดาผู้คนที่เชื่อในพระองค์ ที่อยู่ท่ามกลางความทุกข์ลำบาก อย่างแสนสาหัสนั้น ด้วยการบอกความจริงกับเขาว่าเขาเป็นใครแล้ว ในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเราได้รับรู้ไปแล้วบ้าง ก็คือเราได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้าแล้ว เราได้บัพติศมาในพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราได้สามัคคีธรรมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์แล้ว พระคริสต์เป็นเช่นไร? เราก็เป็นเช่นนั้นด้วยแล้ว อะไรเหล่านี้ เราควรจะเรียนรู้ รู้และรับรู้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในโลกวิญญาณแล้ว ในเราทั้งหลายที่เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้กลายมาเป็นศิลาก้อนหนึ่งที่ต่อติดกับศิลามุมเอก เป็นเหมือนศิลามุมเอกเลย คือเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว ชีวิตจิตใจ จิตวิญญาณของเรา เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ชีวิตในการดำเนินบนโลกใบนี้ ชีวิตเราจริงๆ คือวิญญาณของเรา ที่อยู่ในร่างกายนี้ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ จึงเป็นชีวิตที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ โดยชีวิตของพระคริสต์นั่นเอง  ต้องเติมคำว่า “แล้ว”

เพราะฉะนั้น ถ้าตายจากร่างกายนี้ ก็คือวิญญาณออกจากร่าง เราก็จะได้พบพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์หน้าต่อหน้าอย่างแน่นอน เพราะเราอยู่ที่นั่นแล้ว และเราก็จะได้เห็นด้วยตาของเราจริงๆ ว่าเราเป็นใคร? สง่างามขนาดไหน? ในพระเยซูคริสต์ด้วยตาเป็นๆ ของเรา เมื่อตอนที่เราจากโลกนี้ จากร่างกายนี้ เข้าไปสู่โลกวิญญาณนั่นเอง

นี่คือเป้าหมายของพระเจ้า ที่จะหนุนใจพี่น้องทั้งหลายที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์แล้ว ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งเราได้เรียนรู้ทั้งหมดนี้แล้ว พระคัมภีร์ใช้คำว่า “เราได้รู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว” ที่พูดมาตะกี้ ที่บอกว่าในพระเยซูคริสต์เราเป็นใคร? ทั้งหมดนั้น เราเรียกว่าเราได้รู้จัก สนิทสนม เป็นอย่างดีกับพระคริสต์แล้ว เราจึงสามารถพูดเหมือนกับเปาโลพูด แต่เขาเอามาแต่งเป็นเพลงว่าท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ เปาโลบอกว่าอย่างไร?

“แต่ข้ารู้จักพระคริสต์ที่ข้าเชื่อ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา”

เห็นไหม? ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่บนโลกใบนี้ เราสามารถพูดคำนี้ได้ไหม? ถ้าได้ ก็แสดงว่าเราได้รู้จัก เราได้เรียนรู้ เราได้รับความจริง ตาวิญญาณเราเปิดออกมากขึ้น เราเข้าใจ พระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของเราให้เป็นเหมือนพระองค์ได้มากขึ้นแล้ว เพราะว่าเราได้รู้จักพระคริสต์ที่เราเชื่อ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา รักษาซึ่งมอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้

“รักษาสิ่งที่มอบให้กับพระองค์” ก็คือการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แต่ละวันๆ อะไรจะเกิดขึ้น พายุจะมาหรือไม่มา พายุจะมีหรือไม่มี จะมีกินหรือไม่มีจะกิน จะสุข ทุกข์ สบายหรือเจ็บป่วย ยากจนลง หรือร่ำรวย เราก็ได้อยู่กับพระคริสต์ เพราะเราได้รู้จักพระคริสต์ที่เราเชื่อ ใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น เราสามารถใส่ความจริงในโลกวิญญาณที่เราได้เรียนรู้เมื่อสักครู่นี้ทั้งหมด การกลับคืนดีกับพระเจ้า คือเมื่อเราเชื่อพระเยซูคริสต์ เราได้อาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราได้บัพติศมาในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ เราสามารถใส่เข้าไปในนี้ได้หมดเลยว่า …

“แต่ข้าอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา รักษาซึ่ง มอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้”

“จนถึงกาลวันนั้น” ก็คือจนกว่าวิญญาณเราจะออกจากร่าง จนกว่าเราจะไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้า หมดความทุกข์ยากลำบากเสียทีหนึ่ง เห็นไหม? ใส่อะไรไปก็ได้ ถ้าเรารู้ คำว่า “รู้จักพระเยซูคริสต์” หมายถึงทั้งหมดที่ตะกี้นี้อธิบายมา ลองใส่สิ สมมติเราได้กลับคืนดี ร้องอย่างไร? …

“แต่ข้าได้กลับคืนดีกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์แล้ว และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา”

“แต่ข้าบัพติศมาอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว” สมมติว่าเราเรียนรู้ในใจ เรียนรู้จากโลกวิญญาณแล้วว่าเราได้บัพติศมา เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู บอกว่า …

“แต่ข้าบัพติศมาในพระเยซูคริสต์”

ใส่อะไรก็ได้ในนั้น  สมมติใส่คำว่า “บังเกิดใหม่”

“แต่ข้าได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา รักษาซึ่ง มอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้”

“แต่ข้าสามัคคีธรรมอยู่กับพระเยซูคริสต์ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา รักษาซึ่ง มอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้”

มันเป็นอย่างนี้หมดเลย  นี่แหละคือสิ่งที่เป็นความจริงในโลกวิญญาณ และพระเจ้าต้องการนำพาเราไปตรงนี้ ถ้าเราไปตรงนี้ได้เมื่อไร? เราก็พอใจในทุกสิ่งที่มีอยู่ เต็มไปด้วยสันติสุข เพราะว่าเราเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา รักษาซึ่ง ทุกสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม จนถึงวันเวลา ที่จะหมดภาระในโลกนี้ เอเมนไหม?

เพราะฉะนั้น ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ที่เราเผชิญอยู่นั้น พระเจ้าก็กำลังนำเรา ให้ร้องบทเพลงนี้อยู่ในใจตลอดเวลานั่นเอง แต่ร้องเพียงแค่ … ไม่ใช่ร้องตลอดไป เห็นไหม? จนถึงกาลวันนั้น “กาลวันนั้น” มันแป๊บเดี๋ยว คือวันที่เราจากโลกนี้ไป นานไหม? จะอยู่บนโลกใบนี้อีกนานเท่าไร? 80 ปี 100 ปี แล้วอยู่มาเท่าไรแล้ว เหลือเท่าไรตอนนี้กับชีวิตนิรันดร์หลังความตาย มันเทียบกันไม่ได้เลยนั่นเอง เพราะฉะนั้น ร้องเพลงนี้ไปแค่แป๊บเดี๋ยว

พระองค์จึงหนุนใจเราใน 1 เปโตรว่าทนทุกข์ลำบากแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น พูดกับใคร? มีใครไม่ทุกข์ยากลำบากในโลกใบนี้บ้าง  แต่เราสามารถเรียนรู้ แล้วสันติสุขจะอยู่ในจิตใจของเรา ในพระเยซูคริสต์

เรามาเรียนรู้กันต่อในวันนี้ ครั้งที่แล้วเราได้เรียนรู้ไป 1 เปโตร 2:5 วันนี้เราก็มาต่อข้อที่ 6 อย่าลืมนะว่าเรากำลังเรียนรู้จากพระคัมภีร์ใน 1 เปโตร บทที่ 1 แล้วก็มา 1 เปโตร บทที่ 2 ซึ่งเราให้ชื่อเรื่องว่า “ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก พระเจ้าปลอบประโลมจิตใจของเราทั้งหลายด้วยวิธีเช่นใด” อะไรคือสาระสำคัญของการปลอบประโลมใจของพระองค์ 1 เปโตร 2:6 เรามาต่อวันนี้เลยครับ …

1 เปโตร 2:6   “เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์แล้วว่า  ‘ดูก่อน  เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในศิโยน  เป็นศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว  และเป็นศิลาที่มีค่าอันประเสริฐ  และผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ ก็จะไม่ได้รับความอับอาย”

 

“เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์แล้ว หมายถึงว่าเพราะได้รับการเผยพระวจนะ พระเจ้าบอกล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่สมัยโน้น  เป็นพันๆ ปีแล้วว่าศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว และเป็นศิลา มีค่าอันประเสริฐ ก็หมายถึงพระบุตร  คือพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ทรงเลือก กำหนดแล้วว่าจะเป็นพระผู้ช่วยของมวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้ เลือกแล้ว แต่พระเยซูต้องทำสิ่งหนึ่ง ก็คือต้องยอมรับในการทรงเลือกนี้ ถูกไหม? พระเยซูมีสิทธิ์ที่จะไม่รับการทรงเลือกก็ได้  มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ ถูกไหม? พระเยซูเคยปฏิเสธการทรงเลือกนี้ไหม? คิดในใจ เคย มีหลักฐาน ที่สวนเกทเสมนี พระองค์ทรงอธิษฐานก่อนถูกเขาจับไปตรึงที่ไม้กางเขน ในคืนนั้น พระองค์ทรงอธิษฐาน 3 ครั้งว่าไม่ไปได้ไหม? ไม่เอาได้ไหม? แต่พระเจ้าเงียบ ในที่สุด พระองค์ก็ยอม ก็เลยรับการทรงเลือกของพระเจ้า ให้เป็นผู้ช่วยให้รอดของมวลมนุษยชาติ

ในนี้เขียนว่า “และผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็จะไม่ได้รับความอับอาย” ก็หมายถึงผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์จะไม่ได้รับความพินาศ  ไม่ได้รับความอับอายเลยในโลกวิญญาณ เมื่อวันหนึ่งที่อยู่หน้าการพิพากษาหลังความตาย เพราะว่าความอับอายตรงนี้ หมายถึงความบาปนั่นเอง ผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์จะไม่ได้รับความอับอายเลย ก็คือผู้นั้นจะหลุดพ้นจากความบาป กลายมาเป็นผู้ชอบธรรม ห่มเสื้อแห่งความชอบธรรม ด้วยความภูมิใจและเต็มไปด้วยสง่าราศีว่าไม่อับอาย คนที่ไม่ได้ห่มเสื้อแห่งความชอบธรรม เป็นคนบาป เป็นผู้ที่น่าอับอาย มันเป็นเช่นนั้น

เหมือนวันหนึ่งที่อาดัมและเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ทำบาปเป็นครั้งแรกของมวลมนุษยชาติ พอทำบาปปุ๊บ ความชอบธรรม พระสิริของพระเจ้า เหมือนเสื้อผ้าอาภรณ์ได้หลุดหายไป ห่มความบาปแทน ก็คือเปลือย เปลือยจากความชอบธรรม ก็กลายเป็นคนบาป อับอาย

รู้ได้อย่างไรอับอาย เพราะในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าอาดัมและเอวา รู้สึกอาย พระเจ้าจึงต้องมาช่วย นำหนังสัตว์มาห่มให้ ซึ่งเล็งถึงพระโลหิตของพระเยซู แต่เอาโลหิตของสัตว์มาห่มให้ชั่วคราว อะไรประมาณนี้  แต่วันนี้เราไม่ได้มาเรียนรู้เรื่องนี้  1 เปโตร 2:7 ต่อไป …

1 เปโตร 2:7 “พระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐ สำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ แต่สำหรับคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อนั้น  ศิลาที่ช่างก่อทั้งหลายทิ้งเสียแล้วนั้น ได้กลับกลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว”

 

สำหรับคนทั้งหลายที่เชื่อและวางใจในพระเยซู พระองค์ก็ทรงเป็นศิลาอันมีค่า ที่ประเสริฐ เพราะพระองค์ได้ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากความบาป กลายมาเป็นความชอบธรรมแล้วนั่นเอง จึงมีค่ามาก

แต่สำหรับคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อนั้น ศิลาซึ่งช่างก่อทั้งหลาย ทิ้งเสียแล้วนั้น ได้กลับกลายเป็นศิลามุมเอกไปเสียแล้ว อย่าลืมว่าตรงนี้ เปโตรกำลังอ้างถึงพระคัมภีร์เดิม คือคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าได้บอกล่วงหน้า ตั้งแต่ในอดีต ข้อความนี้ อยู่ในหนังสือสดุดี 118:22 นั่นเอง ซึ่งตรงนี้เปโตรดึงเอาข้อพระคัมภีร์นั้นมา เปโตรกำลังชี้ให้เห็นว่าพระเยซูคริสต์ถูกปฏิเสธ โดยคนของพระองค์เอง ก็คือชาวยิวนั่นเอง

คำว่า “ช่างก่อ” เป็นคำเปรียบให้เห็นว่าชาวยิว ตั้งแต่ในอดีต ทุกยุคทุกสมัย มีความพยายามที่จะก่อสร้างวิหารของพระเจ้า แบบทำด้วยมือ ให้สง่างาม เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และรอคอยพระเมสิยาห์ คือพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะมาช่วย รอคอยกัน ใจจดใจจ่อ แต่ขณะเดียวกันที่รอคอยนั้น ก็สร้างวิหารที่ทำด้วยมืออย่างประณีตที่สุด เท่าที่จะทำได้ คิดว่าพระเจ้าจะพอใจมาก สำหรับวิหารสวยงามอันนั้น เช่นวิหารของซาโลมอนเป็นต้น ในอดีตเป็นอย่างนี้ แต่จนกระทั่ง เมื่อพระเยซูได้มาปรากฏตัวจริงๆ ตามคำเผยพระวจนะแล้วนั้น เขาทั้งหลายที่ดำเนินชีวิต คิดว่าเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า  คือสร้างวิหารด้วยมือของตนเอง กลับไม่เชื่อในพระเมสิยาห์ คือพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แล้ว และประทานมาให้ และเกิดแล้วเดี๋ยวนี้ และตรงในคำเผยพระวจนะมากมายไปหมดเลย กลับไม่เชื่อ ซึ่งในบริบทนี้ คนทั้งหลายที่ไม่เชื่อ คนที่ปฏิเสธพระเยซู จะเน้นถึงพวกที่ต่อต้านพระเยซู ที่กล่าวร้ายและจับพระเยซูไปตรึงที่ไม้กางเขน ก็คือพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ หัวหน้าพระทั้งหลายในนั้น เซ็นเฮดริน คายาฟาส ที่ต่อต้าน อิจฉาพระเยซู เขานึกว่าเขาสร้างวิหารทางวัตถุ รักษาความสง่างามทางวัตถุ นั่นคือสิ่งที่พอพระทัยของพระเจ้าแล้ว แต่พระเจ้ากำลังเผยพระวจนะ เล็งถึงการสร้างวิหารทางฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมีพระเยซูคริสต์เป็นศิลามุมเอก  เป็นผู้ที่สำคัญที่สุดนั่นเอง จับพระเยซูคริสต์ไปตรึงที่ไม้กางเขน เพราะสำหรับคนเหล่านี้ที่ไม่เชื่อ ที่ปฏิเสธพระมาซีฮาห์ คือพระเยซู เป็นเหมือนเขาทิ้งศิลาก้อนสำคัญ คือศิลามุมเอกนี้ เพราะคนเหล่านี้ไม่เห็นคุณค่าทางด้านฝ่ายวิญญาณ คือโยนศิลามุมเอก ที่พระเจ้าสัญญาไว้ เป็นศิลาเดียวที่จะสร้างพระวิหารของพระเจ้าได้ ก็คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง ซึ่งเราก็ได้เห็นแล้วว่าเมื่อเขาจับพระเยซูไปฆ่า สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แล้วอะไรเกิดขึ้น พระองค์กลายเป็นศิลามุมเอก เป็นวิหารทางฝ่ายวิญญาณจริงๆ ของมวลมนุษยชาติ ในขณะที่เขาต่อต้าน และไม่เชื่อฟัง ในที่สุด ศิลาที่ช่างก่อต่อต้าน คนที่ไม่เชื่อต่อต้าน โยนทิ้ง ฆ่าทิ้ง  ก็ได้กลายมาเป็นศิลามุมเอก ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของคริสตจักร

คริสตจักร หมายถึงวิหารของพระเจ้าทางฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าให้สร้างวิหารทางฝ่ายวัตถุในอดีต ตามพระคัมภีร์เดิม จากคนยิวนั้น ก็เพื่อเล็งให้เห็น ถึงวันหนึ่ง พระองค์จะส่งพระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ เป็นศิลามุมเอก ในฝ่ายวิญญาณ ในการสร้างวิหาร แบบนี้ แต่เป็นฝ่ายวิญญาณ แต่เขาไม่เข้าใจ เขาเลยปฏิเสธพระเยซูซะ ซึ่งสำคัญที่สุด  และศิลามุมเอก คือพระเยซู ก็ได้กลายเป็นหินที่ทำให้เขาเหล่านั้นที่ไม่เชื่อสะดุด และรวมถึงในปัจจุบัน ใครที่ไม่เชื่อในพระบุตร พระเยซูคริสต์ก็สะดุดไปด้วย 1 เปโตร 2:8 บันทึกไว้อย่างนี้ …

1 เปโตร 2:8  “และเป็นหินที่ทำให้คนสะดุด และเป็นที่ทำให้คนหกล้ม ที่เขาสะดุดนั้น เพราะเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ตามที่เขาถูกกำหนด ให้กระทำเช่นนั้น”

 

เป็นหินที่ทำให้คนสะดุด “สะดุด” ก็คือเป็นหินที่ทำให้คนพินาศ คือไม่เชื่อพระเยซูก็พินาศ เป็นศิลาที่ยากที่จะเชื่อ และเป็นเหตุให้เป็นอุปสรรคในการเข้าสวรรค์ของบรรดามนุษยชาติ และของเขาทั้งหลาย

เป็นเหตุทำให้เขาหกล้ม “หกล้ม” คือข่มเหง ไม่ใช่ปฏิเสธพินาศอย่างเดียว แต่ยังข่มเหงรังแก พยายามไปบอกคนอื่นว่าอย่ามาเชื่อด้วย หนักถึงขนาดนั้น ที่เขาสะดุดและข่มเหงพระเยซู เพราะเขาไม่เชื่อพระวจนะที่เผยตั้งนานมาแล้ว ตลอดเวลา เล็งถึงพระเยซูคริสต์ ตรงนี้สำคัญ เพราะเขาไม่เชื่อฟัง พระวจนะของพระเจ้า ที่บอกไว้แล้วตั้งแต่ในอดีต ตามที่เขาถูกกำหนดให้กระทำเช่นนั้น

ตรงนี้ทุกคนเข้าใจว่าคงหมายถึงพระเจ้ากำหนดให้เขาไม่เชื่อ หรืออย่างไร? ถูกกำหนดให้กระทำ หมายความว่าพระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าในอิสราเอลมีใครบ้าง ที่ไม่เชื่อพระองค์ พระองค์ทรงเป็นสัพพัญญู รู้ทุกสิ่ง ก่อนที่เราจะคิด พระองค์ก็ทรงทราบล่วงหน้าว่าเราคิดอะไรอยู่ เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงรู้ แต่พระองค์ไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น เพราะพระองค์ทรงรู้จิตใจของมนุษย์ดี พระองค์ไม่อยากทำให้เป็นอย่างนั้นเลย คือพระองค์ไม่อยากจะทำให้เขาไม่เชื่อ อยากจะทำให้เขาเชื่อ แต่รู้ล่วงหน้าว่าเขาจะทำแบบนี้ เขาจะปฏิเสธพระเยซู

และพระองค์รู้ล่วงหน้า เพราะพระองค์รู้จิตใจเขาก่อน รู้ว่าคนนี้คิดอะไร? พระองค์จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น คือเป็นไปตามจิตใจของเขาที่ดื้อและตัดสินใจอย่างนั้น ด้วยตัวของเขาเอง พระองค์เคารพในการตัดสินใจของมนุษย์ทั้งหลาย  ไม่ใช่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า แต่พระเจ้าจำเป็นต้องอนุญาตให้เป็นไปตามนั้น  เพราะเขาตัดสินใจของเขาเอง เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มา ไม่ได้สร้างมาให้เป็นโรบอท กดให้เชื่อ ก็เชื่อ ไม่ใช่ สร้างให้มีอิสระเสรีภาพในการตัดสินใจ เมื่อเขาตัดสินใจอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น เหมือนตอนที่อาดัมและเอวาตัดสินใจไม่เชื่อฟังพระเจ้า  เขาก็ตัดสินใจได้ เพราะพระองค์ทรงสร้างเขามาเป็นลูกของพระองค์ให้มีอิสระ

เพราะฉะนั้น ถามว่าในเมื่อพระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าก่อนแล้ว ก็เท่ากับว่าพระองค์กำหนดไว้ก่อนแล้วสิ ก็เหมือนกับว่ากำหนดให้มันเป็นอย่างนั้นใช่ไหม? ไม่ใช่ การกำหนดนี้ไม่ใช่ โดยพระเจ้า แต่เป็นการกำหนดด้วยการตัดสินใจของคนๆ นั้นเอง

จำพระเยซูได้ไหม ในสวนเกทเสมนี พระเยซูได้ถูกเลือกสรรมาเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอด แต่พระเยซูปฏิเสธพระเจ้า 3 ครั้ง ไม่เอาๆ แต่ในที่สุด ก็เอา แต่คนที่ไม่เชื่อ ขณะที่ไม่เอาๆ อยู่นั้น พระเจ้าต้องการให้เขารอดไหม? ต้องการให้เขาเชื่อไหม? ต้องการ แต่เขาก็ดื้อ ไม่เอาๆ บางคนสุดท้าย ก็เหมือนพระเยซู ก่อนตาย  ก่อนถึงกาลวันนั้น  เอา หันมารับเชื่อ แต่บางคนไม่เอาๆ จนวันสุดท้าย ก็ไม่รับพระเยซูอยู่ดี หมายถึงอย่างนั้น

“เขาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว” ถามว่าใครกำหนดครับ? ก็คือตัวเขาเอง  ซึ่งพระเจ้าเคารพในการตัดสินใจ ก็คือตัวเขาเองกำหนดเองว่าเขาไม่เชื่อ ไม่ใช่พระเจ้าทำให้เขาไม่เชื่อ แต่เขาไม่เชื่อเอง มันเกิดขึ้นมาเองข้างใน ซึ่งพระเจ้าทรงทราบล่วงหน้า ด้วยว่าเขาจะไม่เชื่อ อธิบายยากนิดหนึ่ง

เรามาดูนิดหนึ่ง ตรงนี้มันสำคัญมาก ผมเลยยกข้อพระคัมภีร์มา เพื่อให้ท่านเห็นว่าอะไร คือพระประสงค์ของพระเจ้าจริงๆ ก็คือมนุษย์ทุกคนได้รับความรอด ผ่านทางการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ เป็นศิลามุมเอก ให้กับมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวงนั่นเอง ลองดูข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ 2 ข้อเท่านั้น ท่านจะเห็นว่านี่คือน้ำพระทัยจริงๆ ต้องการมากๆ ให้มนุษย์ทุกคนเชื่อในพระศิลามุมเอก ก็คือพระเยซูคริสต์นี้ …

โคโลสี 1:19-20 “19 เพราะว่าพระเจ้าพอพระทัย ที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ในพระบุตร 20 และให้ทุกสิ่งทั้งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ กลับคืนดีกับพระองค์ ผ่านทางพระบุตร สันติภาพนี้ มีขึ้นโดยพระโลหิต”

 

พระเจ้าพอพระทัย ก็คือพระเจ้าประสงค์ ต้องการให้ทุกคนเชื่อ ไม่ปฏิเสธพระศิลานี้ …

2 โครินธ์ 5:19-20 “19 คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้ คืนดีกันกับพระองค์ โดยพระคริสต์มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้น ให้เราประกาศ 20 ฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ ให้คืนดีกันกับพระเจ้า”

 

โลกนี้ ก็คือมนุษยชาติบนโลกใบนี้และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้  คืนดี ผมพยายามเลือกสรรเอา ข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับการคืนดีมาให้เห็น  เพราะ 2-3 ตอนที่แล้ว ได้บอกแล้วว่าเวลาเราบังเกิดใหม่ และเชื่อในพระเยซูคริสต์ คือเราได้บัพติศมาเข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ร่วมได้อย่างไร? โดยการบังเกิดใหม่ ด้วย DNA ของพระเจ้า เมื่อเป็น DNA ของพระเจ้า ก็สามารถเข้าคืนดีกับพระเจ้าได้ กลับเข้าหากันได้ แต่ก่อนนี้ไม่คืนดีเข้ากันไม่ได้ เพราะฝ่ายหนึ่งบริสุทธิ์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นบาป เป็นสกปรก ตอนนี้เราได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ได้ชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์ มันก็กลับคืนดีกับพระเจ้า สามารถเข้ากันได้นั่นเอง พระเจ้าต้องการตรงนี้แหละ พูดง่ายๆ คือพระเจ้าต้องการให้โลกนี้ บัพติศมาเข้าในพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เข้ามากับพระองค์ เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ นี่เรียกว่าคืนดี คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกับพระองค์ โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษ ในการผิดของเรา และทรงมอบเรื่องการคืนดีนั้นให้เราประกาศ

ประกาศว่าอย่างไร? ประกาศว่าจงมารับบัพติศมาในพระเยซูคริสต์ จงมาคืนดี ก็คือบัพติศมาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วจะเป็นหนึ่งได้อย่างไร? คืนดีได้อย่างไร? โดยการต้อนรับคำเชิญจากพระเจ้า ในเรื่องข่าวดีของพระองค์ รับสิทธิที่พระองค์ทรงกระทำให้เรียบร้อยแล้ว โดยพระบุตรของพระองค์ที่ไม้กางเขนนั่นเอง เรียกว่าคืนดี

ข้อ 20 บอกฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ นี่หมายถึงอาจารย์เปาโลและทีมงาน ผู้ประกาศข่าวดี ก็เป็นเหมือนตัวแทนของพระเจ้ามาประกาศ เป็นปุโรหิตของพระเจ้าในฝ่ายวิญญาณ

“ฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยพระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลาย  (อ่านแล้วชื่นใจมากเลย) โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระเยซูคริสต์ให้คืนดีกับพระเจ้า ให้มาบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ให้มาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ให้มาบัพติศมาในพระเยซูคริสต์ ให้มาสามัคคีธรรมกับพระเยซูคริสต์ ให้มารู้จักพระเยซูคริสต์ เพื่อท่านจะได้ร้องเพลงนี้ได้ในการดำเนินชีวิตต่อไปว่า” …

“แต่ข้ารู้จักพระคริสต์ที่ข้าเชื่อ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา

รักษาซึ่ง มอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้”

นี่แหละ พระเจ้าประสงค์ ต้องการอย่างมาก ให้มนุษย์ทุกคนได้มารู้จัก สนิทสนม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ โดยพระเจ้าสำแดงความรักของพระองค์ ความห่วงใย และพระประสงค์ของพระองค์อย่างสุดใจ โดยการบอกว่า “เราขอร้อง” ท่านลองคิดดูสิ พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  และโทษทีนะ เราเป็นมนุษย์บาปด้วย สกปรก แต่พระเจ้าขอร้องเรา นี่ไม่ได้ขอร้องคนที่เชื่อแล้วนะ ขอร้องคนที่ยังไม่เชื่อ ขอร้องให้เขามาคืนดีกับพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ 1 เปโตร 2:9 …

1 เปโตร 2:9 “แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์”

 

แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เลือกให้มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ มาเป็นลูกของพระองค์

ถามว่าพระเจ้าทรงเลือกสรรพวกนี้ แล้วพวกนี้ไม่ได้เลือกอย่างนั่นหรือ? ฟังดูเหมือนๆ อย่างนั้น

คำตอบ ก็คือไม่ใช่  พระเจ้าเลือกหมดทุกคน แต่คนที่ยอมรับการเชิญของพระเจ้า ตอบรับการทรงเลือกของพระเจ้า ก็ได้กลายเป็นคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้นั่นเอง เหมือนยกตัวอย่างพระเยซูเมื่อสักครู่นี้

ส่วนคนที่ไม่ตอบรับคำเชิญ ไม่ตอบรับการเลือกของพระเจ้า ก็เท่ากับไม่ได้ทรงเลือกอย่างนั้น นั่นเอง ถูกไหม?

พวกท่านเป็นประชากรที่พระเจ้าได้เลือกไว้แล้ว คือเป็นประชากรที่ได้รับการเชิญของพระเจ้า เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า เข้ามาอยู่ในบ้านของพระองค์แล้ว ตรงนี้จริงๆ หมายถึงว่าพระองค์ทรงเลือกทั้งชนชาติอิสราเอลและชนชาติที่ไม่ใช่อิสราเอล ทั้งหมดให้มารวมกันอยู่ในพระเยซูคริสต์นั่นเอง มนุษย์คนไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลหรือไม่เป็นอิสราเอลก็ตาม พอท่านเชื่อปุ๊บ ในข้อพระคัมภีร์ตะกี้ ท่านก็ได้เป็นชนชาติเดียวกัน คือเป็นประชากรของพระองค์ ท่านก็ได้เป็นปุโรหิต

สังเกตคำว่า “เป็น” ท่านได้เป็นประชาชนบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมี

สังเกตคำว่า “เป็น” ท่านทั้งหลายก็ได้เป็นปุโรหิต ไม่ใช่ท่านทั้งหลายต้องประพฤติเป็นปุโรหิต พระองค์ทรงกระทำให้เราเป็นปุโรหิตเลย ด้วยความเชื่อของเราในพระเยซูคริสต์

เห็นไหมครับ จะมีคำว่า “เป็น” หมดเลย เป็นเพราะอะไร? เพราะประพฤติหรือ? ไม่ใช่ เพราะความเชื่อ

ท่านถูกเลือกสรร เพราะท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์ ท่านก็ได้เป็นปุโรหิตหลวง เพราะท่านได้กลับมาคืนดีกับพระเยซูคริสต์ กับพระเจ้าแล้ว ท่านก็เลยได้กลายเป็นปุโรหิตหลวง ที่ผมพยายามเน้นคำว่า “เป็น” อยู่เรื่อยๆ ท่านจะได้รู้ว่าพระเจ้าต้องการให้เรารู้อะไร? เราเป็นปุโรหิตหลวงแล้วตอนนี้ เราเป็นแล้ว ไม่ใช่ว่าเรากำลังประพฤติตัวให้เป็น สร้างตัวให้เป็น ไม่ใช่ เราเป็นแล้ว

เป็นปุโรหิตหลวง ก็คือเป็นผู้ที่ถูกแยกออกมาต่างหาก เป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ของพระเจ้า ที่ได้รับการชำระ สะอาด หมดจด เป็นของใช้ส่วนตัวของพระองค์ ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์นั่นเอง อยู่หรือยัง? อยู่แล้ว เป็นหรือยัง? เป็นแล้ว สำคัญตรงนี้ “เป็นแล้วๆ” ซึ่งในข้อพระคัมภีร์นี้  ที่เปโตรยกตัวอย่างว่าเป็นปุโรหิต  คนยิวสมัยนั้น สมัยนี้ก็ได้ ฟังดูแล้วเข้าใจเลย ปุโรหิตหลวง คือปุโรหิตที่แยกออกมาจากโลกใบนี้เลย มารับใช้พระเจ้าอย่างเดียว การงานไม่ต้องทำ อยู่ในพระนิเวศน์อย่างเดียว รับหน้าที่ถวายเครื่องบูชา คือโลหิตของสัตว์ต่อพระองค์ เป็นตัวแทนของมนุษย์บาป ในโลกใบนี้ หรือในประชากรอิสราเอลในอดีตนั่นเอง

แต่ตอนนี้ เราทั้งหลายที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เราได้เป็นปุโรหิตแบบนั้น แต่เป็นแบบวิญญาณ ในอดีต พระเจ้าตั้งขึ้นมาเป็นอย่างนั้น เพื่อเล็งให้เห็นถึงยุคของพระคัมภีร์ใหม่ ยุคของพระเยซูคริสต์นั่นเอง เราเป็นปุโรหิต แบบวิญญาณ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ เราไม่ต้องถวายโลหิตของสัตว์แล้ว แต่เราถวายตัวเราเอง ซึ่งสะอาดหมดจดแล้ว บริสุทธิ์แล้ว แยกออกมาแล้ว เป็นทาสรับใช้พระเจ้า  เป็นลูก แต่เป็นดั่งทาส ไม่มีทางเป็นอื่นเลย คือเป็นลูกแน่นอน เชื่อฟังแน่นอน

คำว่า “เป็นทาสรับใช้” เป็นทาสที่เชื่อฟัง  พระเจ้าพูดอะไร เราก็เอเมนหมด ในวิญญาณเราเอเมน ซึ่งเราเรียกกันว่าปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าดั่งทาสในฝ่ายวิญญาณ เชื่อฟังดั่งทาส ซึ่งตรงนี้เรียกว่านมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริง

“นมัสการ” แปลว่ายอมจำนน เชื่อฟัง ยอมรับ อย่างไม่มีเงื่อนไข นมัสการแปลว่าอย่างนี้ นมัสการไม่ได้แปลว่าถวายทรัพย์ นมัสการไม่ได้แปลว่าร้องเพลง นมัสการไม่ได้แปลว่าท่านมาในวันอาทิตย์ ไม่ใช่ ตัวคำว่านมัสการเองจริงๆ แปลว่ายอมจำนน เชื่อฟัง ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข เหมือนดั่งทาส นมัสการพระเจ้า ก็คือยอมจำนนต่อพระเจ้า  เป็นดั่งทาสด้วยวิญญาณ  ก็คือด้วยวิญญาณ เรายอมจำนน แต่ทางร่างกายอาจจะทำเหมือนไม่ยอมจำนน พระเยซูยังเคยไม่จำนนเลย ไม่ยอมปฏิบัติ ไม่เอาได้ไหม?  แต่ในที่สุด ก็ยอม นั่นแหละเป็นลักษณะอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น ทางร่างกาย บางครั้งอาจทำเหมือนไม่ยอมจำนน ดื้อ ซึ่งอันนี้ไม่เกี่ยวกัน เรามีหน้าที่ในวิญญาณของเรา ที่บังเกิดใหม่ ที่เชื่อพระเจ้า เชื่อฟังต่อพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าให้เราเกิดมา และให้วิญญาณเราเป็นวิญญาณแห่งการเชื่อฟัง วิญญาณนะ เพราะฉะนั้น เราเชื่อฟังในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ เราเป็นวิญญาณที่เชื่อฟังพระเจ้า 100% ดั่งทาสเลย “เป็น” นะ แต่ความประพฤติ บางครั้งอาจจะไม่เชื่อฟัง แต่วิญญาณของเรา ตัวจริงๆ ของเรา เป็นวิญญาณแห่งการเชื่อฟัง

เชื่อฟัง เพราะพระเจ้าได้สร้างเราให้เป็นวิญญาณแห่งการเชื่อฟัง เราได้บังเกิดใหม่ หนึ่งคุณลักษณะของการบังเกิดใหม่ คือเป็นวิญญาณแห่งการเชื่อฟังพระเจ้า คืนดีกับพระเจ้า พระเจ้าว่าอะไรเออออห่อหมก พระเจ้าบอกนก ก็นก พระเจ้าบอกไม้ ก็ไม้ อะไรประมาณนั้น

แล้วเราเป็นอะไรอีก ในพระคัมภีร์เมื่อสักครู่นี้ ที่เราอ่าน เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เมื่อเราสร้างชีวิตของเราบนศิลามุมเอกนี้ ในพระเยซูคริสต์ เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราได้เป็นอะไรอีก? เป็นผู้ที่ถูกแยกออกมา เป็นผู้รับใช้พระเจ้าฝ่ายวิญญาณ เป็นชนชาติบริสุทธิ์  ก็คือเป็นประชากรของพระเจ้า เป็นประชากรของสวรรค์ที่บริสุทธิ์ ปราศจากบาป ไม่มีตำหนิอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว จึงสามารถอยู่กับพระเจ้าได้ กลับคืนดีกับพระเจ้าตลอดชั่วนิรันดร์ได้นั่นเอง

นี่เห็นไหมพระเจ้ากำลังทำอะไร? พระเจ้ากำลังพาเราไปสู่ความจริง และให้เราเรียนรู้ความจริง ให้เรารับรู้ความจริงเหล่านี้ เพื่อเป็นกำลังให้กับเรา ในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ ที่จะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้นั่นเอง ไม่ว่าจะสุขภาพ ไม่ว่าจะความลำบาก เรื่องการกิน การอยู่ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่เขียนอยู่ขณะนี้ เผชิญอะไร หนักกว่าเราตั้งเยอะ เผชิญกับการข่มเหงรังแกของโรม ต้องหนีเตลิดเปิดเปิงทั้งครอบครัว ที่อยู่ที่กินไม่มีเลย บางคนถูกจับไปทรมาน จับไปให้สิงโตกิน จับไปฆ่า เพื่อความสนุกสนาน จับไปตรึงที่ไม้กางเขน เผา อะไรอย่างนั้น

แสดงว่าสิ่งที่พูดไปนี้ พระเจ้าต้องการให้คนเหล่านั้นที่อยู่ในความทุกข์ยากลำบาก ได้รับรู้ เพื่อเป็นพลังในการดำเนินชีวิตของเขาว่า …

“ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของเรา ไม่ต้องกลัวลูกๆ”

แล้วเราเป็นอะไรอีกในนี้บอก ในข้อพระคัมภีร์เมื่อสักครู่นี้ นอกจากนั้น เรายังเป็นพลเมืองของพระเจ้า ก็คือเป็นลูกๆ ของพระเจ้า อยู่ในครอบครัวของพระเจ้า อยู่ในสวรรคสถานแล้ว  เป็นแล้วในขณะนี้ ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ขณะที่เราโกหก ในขณะที่เราทำอะไรไม่เหมาะสม เราก็เป็นอยู่ เป็นพลเมืองในสวรรค์ เป็นลูกๆ ของพระเจ้า เป็นแล้ว เป็นอยู่ กำลังเป็นอยู่ เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นพลเมืองของพระเจ้า เป็นๆๆ เป็นอยู่ กำลังเป็นอยู่ และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เอเมน พอเรารู้อย่างนี้แล้ว เกิดอะไรขึ้น …

“แต่ข้ารู้จักพระองค์ที่ข้าเชื่อ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา

รักษาซึ่ง มอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้”

พอเรารู้อย่างนี้ คำว่า “รู้จัก” หมายถึงเรารู้พวกนี้ทั้งหมดเลย เปาโลรู้อย่างนี้ เปาโลจึงบอกได้ว่าแต่ข้ารู้จักพระเจ้าที่ข้าเชื่อ ข้ารู้จักพระองค์ที่ข้าเชื่อ สิ่งเหล่านี้ เปาโลเรียนรู้หมดแล้ว ในโลกวิญญาณว่าเป็นอะไรบ้าง? 3 เป็นเลย คือ …

  1. เมื่อเชื่อแล้ว เป็นประชากรของพระเจ้า ที่พระเจ้าเลือกสรร ก็คือเป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์
  2. เมื่อเชื่อแล้ว กลายเป็นปุโรหิตหลวง
  3. เมื่อเชื่อแล้ว กลายเป็นชนชาติบริสุทธิ์ของพระเจ้า เป็นพลเมืองของพระเจ้า

สรุปรวม คือกลายเป็นพลเมืองของพระเจ้า ทั้ง 3 อันนี้ เกิดขึ้นจากการต้อนรับข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเยซู ต้อนรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นศิลามุมเอก ไม่ปฏิเสธ แต่ยอมรับ และมาสร้างชีวิตของเราทั้งหลาย สร้างชีวิตของฉันบนศิลานี้ พระเจ้าตรัส เผยพระวจนะไว้ …

“บนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเรา และความตายจะไม่มีอำนาจ ไม่มีชัยเหนือคริสตจักรนี้ได้” เอเมนไหม?

คริสตจักร ก็คือวิหารของพระเจ้า ทางฝ่ายวิญญาณ  บนศิลานี้ คือศิลามุมเอก คือพระเยซูคริสต์นี้ และตอนนี้เราสร้างชีวิตเราบนไหน? ถามตัวเองดู ถ้าเราสร้างบนศิลามุมเอกนี้ บนพระเยซูคริสต์นี้ เราก็ได้เป็นอย่างนี้ ตามที่เราได้เรียนรู้ไปแล้ว ที่พระเจ้าบอกเราในโลกวิญญาณว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ เราได้มาอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราไม่ได้อาศัยอยู่ที่เดิม คืออยู่ในอาดัมอีกต่อไป เรามาอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ เรามาอาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างแล้ว เราไม่ได้อยู่ในอาณาจักรของความมืดเดิมแล้ว ถูกย้ายมาเรียบร้อยแล้ว เราไม่ได้กำลังสร้างบ้านของเรา บนตัวเราเอง บนความชอบธรรมของเราเอง ซึ่งไปไม่รอด บนความดีงามของเรา ที่เราจะกระทำเอง ซึ่งไปไม่รอด แต่เรากำลังสร้างชีวิตของเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ ซึ่งรอดแล้ว

และในข้อความเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าที่เราเป็นทั้งหมดนี้ เพื่ออะไร? เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมี เพื่อให้ท่านทั้งหลายสำแดงพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเลือกท่านทั้งหลาย ให้ออกจากอาณาจักรแห่งความมืด เข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างมหัศจรรย์ของพระองค์ นี่คืองานของเรา

ตะกี้นี้บอกว่าเราถูกเลือกมา และเราอยู่ไหนตอนนี้ เราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ อันนี้บอกถึงงานของเราว่าดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว งานของเราทำอะไร? พระเจ้าต้องการอะไร? เพื่อท่านจะได้แสดง คือการประกาศ โดยชีวิตของท่าน ไม่ใช่แค่คำพูดอย่างเดียว ประกาศพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ นี่คือชีวิตของเราทั้งหลาย ที่เราดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ว่าเราเป็นอะไร? และงานของเรา คือสำแดงการงานอันมหัศจรรย์ของพระองค์

การงานมหัศจรรย์ของพระองค์ คือสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำแล้ว ตอนที่เราได้บังเกิดใหม่ สิ่งอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำแล้วให้กับมนุษย์ทั้งปวง ตอนที่พระเยซูคริสต์ได้ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และวันที่  3 ได้เป็นขึ้นจากความตาย นั่นแหละ คืออัศจรรย์

พระราชกิจอันอัศจรรย์นี้ คือสิ่งที่ทำให้ท่านได้บังเกิดใหม่ การงานของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน การตายที่ไม้กางเขน การเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อมนุษย์ทุกคนจะได้รับความรอดนั้น เป็นการอัศจรรย์ ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนได้บังเกิดใหม่ ได้เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ได้เป็นลูกของพระเจ้า ที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว เมื่อได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ประกาศความยิ่งใหญ่ อัศจรรย์ของพระเจ้า ที่ได้ทำให้ท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ทำให้ท่านย้ายออกจากความมืด เข้ามาสู่ความสว่างอันอัศจรรย์ของพระองค์แล้ว ท่านก็มีชีวิตอยู่อย่างนั้น มันเป็นอยู่ในตัวท่านอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องทำอะไรเลย พูดง่ายๆ เพราะมันเป็นอยู่แล้ว ไปที่ไหน? อยู่ที่ไหน? ก็ประกาศด้วยชีวิต

ประกาศด้วยชีวิต คือให้เห็นว่าชีวิตของเรา เป็นชีวิตอัศจรรย์ ที่พระเจ้าทำให้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว อยู่ในความสว่างแล้ว

และทุกคนก็ถามว่าประกาศด้วยชีวิตหมายถึงอย่างไร? หมายถึงไม่ต้องทำอะไร ต่อไปนี้ มารับใช้พระเจ้าอย่างเดียว ตามที่เราคิดกันหรือ? มาที่โบสถ์อย่างเดียว มีงานประกาศอย่างเดียว ไม่สนใจโลกนี้เลย อะไรต่างๆ เหล่านั้นหรือไม่? เรามาสังเกตดู ประกาศด้วยชีวิต คืออย่างไร? ต้องทำอย่างไร? คำตอบ ก็คือไม่ต้องทำอะไรเลย ด้วยตัวเอง เพราะว่าพระองค์จะทรงกระทำเอง พระองค์ทรงอยู่ในเรา พระองค์จะเป็นผู้นำพาเราเอง  และพระองค์เตรียมแผนการดีๆ ไว้ให้กับเรา ซึ่งเราไม่รู้ด้วยว่าวิธีใด? เตรียมไว้อย่างไร? เราไม่รู้ แต่ที่เรารู้ ก็คือ …

“แต่ข้ารู้จักพระองค์ที่ข้าเชื่อ และเชื่อมั่นคงว่าพระองค์ทรงฤทธา

รักษาซึ่ง มอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้”

ชีวิตต่อไปที่มอบไว้กับพระองค์ ใครนำพาเรา? นี่แหละ นี่เปาโลเป็นผู้พูด เพราะฉะนั้น จะนำด้วยวิธีใด? ขณะนี้เราไม่รู้ แต่รู้ว่าพระองค์ทรงนำอยู่ ให้เราไปก็แล้วกัน เพราะเราเชื่อในพระองค์ เรารู้จักพระองค์ ที่เราเชื่อแล้ว รู้จักมาก ก็วางใจได้มาก รู้จักน้อย ก็วางใจได้น้อย บางคน พระองค์เลือกให้ประกาศเหมือนเปาโล ออกไปตระเวน ประกาศโน่นประกาศนี่ ฟันฝ่าอุปสรรค ต้องเผชิญกับการข่มเหงรังแกถึงชีวิต ตามฆ่า ตามล่า ทุกข์ทรมานติดคุกอะไรอย่างนี้ บางคนอาจจะถูกเรียกมา พระเจ้าจะนำให้ทำอย่างนี้ก็ได้ คือประกาศ แต่ปุโรหิตบางคน พระเจ้าเลือกมา เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ถูกแยกออกมาเป็นปุโรหิต เป็นผู้รับใช้ พระเจ้าอาจจะใช้ ตรงกันข้ามกับเปาโลเลย เหมือนโจร ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน พร้อมพระเยซูเลย อาจจะใช้แค่นั้นเอง รับเชื่อปุ๊บ ประกาศให้เพื่อนที่เป็นโจร ที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขนข้างๆ ประกาศพระเยซูให้เขา แค่นั้น ชีวิต และที่เหลือมีแต่คำพยานว่าแม้โจรบนไม้กางเขน ยังรอดได้ แล้วท่านเป็นใคร กลัวจะไม่รอดหรือ? โจรบนไม้กางเขนยังรอดเลย

เพราะฉะนั้น วินาทีสุดท้าย บนเตียงผู้ป่วย กำลังจะจากโลกนี้ไป ท่านยังมีโอกาส สามารถตัดสินใจ วางใจ ต้อนรับข่าวประเสริฐ ข่าวดี ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้เลย เอเมนไหม? แล้วมาจากคำพยานของใคร? คำพยานของโจรบนไม้กางเขน อยู่แป๊บเดียวเอง

ไม่ว่าจะวิธีใด ก็คือประกาศพระบารมี ประกาศความล้ำเลิศของพระองค์ ประกาศข่าวดีของพระองค์ ที่ไม้กางเขน การเป็นขึ้นจากความตาย ประกาศให้มนุษย์ทั้งหลายรู้ว่าความรอดนี้ ได้รับง่ายๆ แค่นี้เอง คือวางใจในพระเยซูคริสต์ ประกาศด้วยชีวิต คือชีวิตของพระคริสต์ ที่อยู่ในเรา คือชีวิตตัวจริงๆ ของเรา ตัวเก่าของเรานั้น มันตายไปแล้ว

เมื่อเรารู้ความจริงอย่างนี้ เราก็รู้ว่าประกาศด้วยอะไร? ด้วยชีวิต ชีวิตนี้หมายถึงชีวิตที่อยู่ข้างใน เป็นชีวิตที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู เพราะฉะนั้น เป็นชีวิตของพระเยซูที่ดำเนินอยู่ในเรา ชีวิตของเรานะ ไม่ใช่ชีวิตของพระเยซูคริสต์ ของพระเยซูก็อีกส่วนหนึ่ง แต่ชีวิตเราจริงๆ คือวิญญาณของเราจริงๆ ที่เป็นเหมือนพระเยซู นี่หมายถึงประกาศด้วยตรงนี้ ประกาศด้วยวิญญาณของเรา ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์

ความหมาย ก็คือประกาศด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในตัวข้าพเจ้า เปาโลก็จะพูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีหน้าที่อย่างเดียว คือเอเมน และทำตาม ที่วิญญาณเรา เอเมนตลอด แล้วก็ทำตาม เอเมนแล้วก็ทำตาม เนื้อหนังบางครั้งมันก็ดื้อบ้าง? แต่เดี๋ยวพระเจ้าก็ให้กำลัง ให้ความรู้กับเรา เราก็จะเอเมนและทำตาม

ซึ่งในที่สุด ตามพระคัมภีร์บอกไว้ เหมือนที่เปาโลบอก เปาโลเป็นตัวอย่างได้ดี เขาเผชิญกับหลายเรื่อง ความทุกข์ยากลำบาก เปาโลบอกว่าในที่สุด พระองค์ก็ทำสำเร็จ ในหนังสือฟีลิปปี 1:6 เปาโลบอกว่า …

“ข้าพเจ้ามั่นใจมากเลยว่าพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นกระทำการงานดี ในพวกท่านทั้งหลายแล้ว” หมายถึงเริ่มต้นนำพาพวกท่าน และพวกท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ คือเริ่มต้นทำให้ท่านบังเกิดใหม่แล้ว เมื่อท่านบังเกิดใหม่แล้ว ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นทำให้ท่านบังเกิดใหม่แล้ว พระองค์สามารถที่จะนำพาท่านได้ ไปสู่ความสำเร็จในการงานที่พระองค์ทรงเริ่มต้นนั้นได้

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีในพวกท่านทั้งหลายแล้ว พระองค์จะทรงสามารถกระทำต่อไปได้ จนกระทั่งสำเร็จ จนกว่าจะถึงวันพระเยซูคริสต์จอมเจ้านาย ก็คือจนกว่าจะถึงวันพระเยซูคริสต์กลับมา หรือเรากลับไปหาพระองค์นั่นเอง

คืออย่างไรพระองค์ก็ทำสำเร็จ วางแผนการไว้แล้ว เพราะฉะนั้น จงหายเหนื่อยและเป็นสุขเถิด แผนการของพระเจ้าต้องสำเร็จ เพราะพระเจ้าผู้เริ่มต้นการงานดีในเรา พระองค์จะทรงกระทำต่อไปจนสำเร็จ  โดยพระองค์เอง ไม่ใช่โดยกำลัง หรือความพยายามของเรา เพราะว่าพระเจ้าสถิตในเรา เป็นความหวังแห่งพระสิริ พระเยซูคริสต์สถิตในเรา เป็นผู้นำพาชีวิตของเราทุกลมหายใจ …

1 เปโตร 2:10 “เมื่อก่อนท่านทั้งหลายไม่มีชาติ แต่บัดนี้ท่านเป็นชนชาติของพระเจ้าแล้ว เมื่อก่อนท่านทั้งหลายหาได้รับพระกรุณาไม่ แต่บัดนี้ ท่านได้รับพระกรุณาแล้ว”

 

แต่ก่อนนี้ท่านไม่ได้เป็นคนของพระเจ้า ท่านอยู่ในอาดัม ตอนนี้ท่านอยู่ในพระเยซู เห็นภาพง่ายๆ แต่ก่อนนี้ เราอยู่ที่ไหนไม่รู้ เราไม่ได้อยู่ในเมืองไทย ตอนนี้เราอยู่ในเมืองไทยแล้ว จะเห็นภาพไหม? ตอนนี้ท่านเป็นคนของพระเจ้าแล้ว แต่ก่อนนี้ท่านอยู่ในอาดัม อยู่ในความพินาศ “พินาศ” ถ้าตามภาษาบ้านๆ คืออยู่ในนรกนั่นเอง

ก่อนนี้ หมายถึงก่อนที่ท่านจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ท่านอยู่ในความพินาศ อยู่ในนรก ในอาดัม ในความบาป แต่เดี๋ยวนี้ ท่านเชื่อแล้ว ท่านวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ท่านได้รับความรอด ได้รับชีวิตนิรันดร์อยู่ในพระเจ้า อยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์กับพระองค์แล้ว

ตรงกันข้ามกัน แต่ก่อนนี้ ตอนที่ยังไม่ได้อยู่ในพระเยซูคริสต์ ตอนที่ท่านยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้า ท่านอยู่ในความพินาศ อยู่ในนรก ไม่ได้รับพระคุณ ความเมตตาของพระเจ้า ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว แต่ท่านไม่เอาเอง แต่ตอนนี้ท่านเชื่อแล้ว ก็เท่ากับว่าท่านรับเอาความเมตตาของพระเจ้า เข้ามาในชีวิตแล้ว มันหมายความว่าอย่างนี้ พระคัมภีร์เมื่อตะกี้นี้ที่เราอ่าน

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพระเจ้าจะเลือกใคร? หรือไม่เลือกใคร? เลือกหมดทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้นเอง ครั้งหนึ่งท่านเคยไม่เชื่อ ก็ไม่ได้รับความเมตตา แต่พระเจ้าอยากให้ความเมตตาอย่างนั้นกับท่านไหม? ขอร้องท่าน รับไว้เถอะ ให้แล้วด้วย ผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่ตายแล้วที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ที่ไม้กางเขน แต่ท่านไม่รับเอาไง พระเจ้าให้หรือเปล่า? ให้แล้ว แต่ท่านไม่เอาเอง แต่มาตอนนี้ ท่านยอมแล้ว ท่านบอกเอาก็ได้ ท่านเปิดใจรับเอาของขวัญนั้น รับเอาความเมตตา ความรักจากพระเจ้า ท่านก็ได้รับความเมตตาแล้วนั่นเอง นี่กำลังพูดถึงข้อพระคัมภีร์ 1เปโตร 2:10 ตรงนี้

เพราะฉะนั้น สรุปในวันนี้ ก็คือพระเจ้าต้องการให้เรารู้ว่าเราเป็นใครในโลกวิญญาณ ตัวนี้สำคัญมาก เป็นสาระสำคัญที่สุดเลยของข่าวประเสริฐ ในการดำเนินชีวิตในพระเยซูคริสต์ ที่จะเต็มไปด้วยสันติสุข เพราะว่าเมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ถ้อยคำความจริงเหล่านี้ ที่บอกว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์แล้ว ในโลกฝ่ายวิญญาณ เป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ ที่ในหนังสือ 1 เปโตรได้บอกไว้ว่าเป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณ อันบริสุทธิ์ ที่ผู้เชื่อทั้งหลายจะดื่มกิน รับรู้ทุกวันๆ เพื่อจะได้เจริญเติบโต เข้าสู่ความไพบูลย์ในพระคุณความรอด และสันติสุขในพระเยซูคริสต์ ที่ได้รับมาแล้วนั้น เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เพื่อที่จะเข้าไปสู่พระคุณ สันติสุข และความรัก ความเมตตาของพระเจ้า ให้มันล้นออกมา ถ้าได้ความจริงมากเท่าไร? เราก็จะล้นด้วยพระคุณมากเท่านั้น ถ้าได้ความจริงมากเท่าไร? เราก็จะเต็มไปด้วยสันติสุขมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นอะไรสำคัญ  ความจริง คือน้ำนมฝ่ายวิญญาณจึงสำคัญ

น้ำนมฝ่ายวิญญาณ คือให้เรารู้ว่าพระเจ้าบอกเราในพระคัมภีร์ บอกเราด้วยตัวของพระองค์เองว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์นั่นเอง และเราสามารถเชื่อและวางใจในพระองค์ได้มากขึ้นๆ เรื่อยๆ จากความรู้ความจริงเหล่านี้ เราสามารถเชื่อและวางใจในพระองค์ ผู้ทรงสถิตอยู่ในเราตลอดเวลา วางใจได้ในทุกสถานการณ์ของชีวิต จนกว่าจะถึงกาลวันนั้น และจนกระทั่งถึงนิรันดร์ พระเจ้าอวยพรครับ

 

********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

ข่าวดี คือพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าส่งมาบนโลกใบนี้ พระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน ฝังไว้ในอุโมงค์ และวันที่ 3 พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย ถ้าท่านเชื่อและรับข่าวดีนี้ ซึ่งคือความจริงนี้นั่นเอง ความจริงนี้ได้เกิดขึ้นในโลกวิญญาณแล้ว เป็นจริงๆ ตามนี้ ใครที่เชื่อ ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่สำคัญที่สุด ในตัวตนแท้จริงในวิญญาณ และจิตใจข้างในของท่านเปลี่ยนแปลงทันทีที่ท่านเชื่อ คือได้บังเกิดใหม่เหมือนพระเยซู เริ่มต้นชีวิตใหม่อัศจรรย์ที่ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

 

ถ้าท่านใช้สิทธิของท่านตรงนี้ ผล ก็คือท่านจะได้ไม่ต้องดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ตามลำพังคนเดียว มีความหวังแบบลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป ไม่ต้องหวาดกลัว วิตกกังวลว่าจะทำอย่างไร? จะไปอย่างไรดี? ตายแล้วจะไปไหน? วันนี้จะเกิดอะไรขึ้น? ไปดูดวง? กังวลเรื่องอนาคต มันไม่มีความหวังอะไรเลย ไม่มีเป้าหมายอะไรเลย

 

ท่านจะมีพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย สถิตอยู่กับท่าน เป็นผู้พาท่าน นำท่าน จูงมือท่าน เดินอยู่บนโลกใบนี้เลยทีเดียว ทันทีเลย ท่านไม่ต้องเดินคนเดียวอีกต่อไป ความหวังทั้งหลายก็อยู่ในพระองค์ และท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยทันที ในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่ชั่วโมงแรก หรือวินาทีแรก ที่ท่านเปิดใจเชื่อข่าวดีนี้

 

การเป็นขึ้นจากความตาย คือการบังเกิดใหม่ของพระเยซูคริสต์ หลังจากตายที่กางเขนและถูกฝังไว้ในอุโมงค์เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของข่าวดี ซึ่งส่งผลให้มนุษย์ที่เชื่อทุกคน ได้เข้าสู่ขบวนการการเป็นขึ้นจากตาย และการบังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรมที่ครบถ้วนบริบูรณ์ บริสุทธิ์สะอาดหมดจด ตามที่พระเจ้าวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว หลายๆ พันปี ด้วยความรักมนุษย์อย่างมากมาย เพื่อว่าท่านจะได้เป็นขึ้นมาใหม่และพระเจ้าจะได้มาสถิตอยู่กับท่าน เดินกับท่านในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เดี่ยวนี้ จนกระทั่งถึงหลังความตาย จนกระทั่งถึงนิรันดร์

 

หลายท่านยังไม่ได้ใช้สิทธิของท่านในพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าได้กระทำให้ โดยเฉพาะในสถานการณ์อย่างนี้ ท่านจะพึ่งใคร? ท่านจะพึ่งวัคซีนหรือ? หรือจะพึ่งรัฐบาล? หรือท่านจะพึ่งเงินที่ท่านมีอยู่เยอะแยะล้นฟ้า? หรือจะพึ่งใคร? ในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด มันเป็นปัญหาที่ยุ่งยากวุ่นวายไปหมด ซึ่งในอดีตมีเรื่องราวที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของมนุษย์มากกว่านี้อีกเยอะแยะ แล้วเขาพึ่งใครกัน? เขาถึงจะได้รับความรอด ดำเนินมาถึงทุกวันนี้ เราไปดูในอดีตได้ ก็พึ่งในพระเจ้า ผู้ทรงนำพาเขาได้

 

นี่แหละ เราต้องพึ่งในพระเจ้าในขณะนี้ จะกิน จะอยู่ จะดำเนินชีวิตอย่างไร? ด้วยความหวาดกลัวอย่างนี้ต่อไปหรือ? เฉพาะแค่เหตุการณ์ในตอนนี้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะน่าเปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐนี้ เข้ามาใช้สิทธิของท่าน ในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าได้กระทำให้ท่าน เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องเดินคนเดียวอีกต่อไป แต่มีพระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน

 

ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าถ้าปราศจากการบังเกิดใหม่ของพระเยซู คือการเป็นขึ้นจากความตาย ความเชื่อของเหล่าผู้ที่เชื่อในพระเยซูหรือเชื่อในพระเจ้า ก็ไร้ประโยชน์ เพราะว่าพระเยซูตรัสว่าผู้ที่จะเข้าสวรรค์ได้นั้น ต้องบังเกิดใหม่ ดังนั้น พระเจ้าจึงได้ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่ เพื่อเราทั้งหลาย มนุษย์ทั้งปวงจะได้เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่ด้วยกันกับพระองค์

 

1 โครินธ์ 15:20-22 “20 แต่นี่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตายจริงๆ เป็นผลแรกของบรรดาผู้ที่ล่วงลับไป 21 เพราะในเมื่อความตายสืบเนื่องมาจากมนุษย์คนเดียว การเป็นขึ้นจากตาย ก็สืบเนื่องมาจากมนุษย์คนเดียวเช่นกัน 22 เพราะว่าในอาดัม คนทั้งปวงตายฉันใด ในพระคริสต์ คนทั้งปวงจะได้รับชีวิต บังเกิดใหม่ เหมือนพระองค์ฉันนั้น”

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1365

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  15  พฤษภาคม  2022

เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า  ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”

ตอน 6 “พระเยซูคริสต์เป็นเช่นไร เราก็เป็นเช่นนั้นด้วย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

เรากลับมาที่คำบรรยาย เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” วันนี้ตอนที่ 6 ชื่อตอนว่า “พระเยซูคริสต์เป็นเช่นไร เราก็เป็นเช่นนั้นด้วย”

ทบทวนครั้งที่แล้วนิดหนึ่ง ตอนที่ 5 “จงทิ้งเสื้อเก่า และสวมเสื้อใหม่ซะ” ประเด็นหลักที่เราเรียนรู้กันไป ก็คือเมื่อเราได้ทราบความจริง ในโลกวิญญาณว่าตัวตนแท้จริงของเรานั้นเป็นใคร? เป็นอย่างไร ในพระเยซูคริสต์  เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้วอย่างไร? ดังนั้น ก็จงทำตัวให้สมกับฐานะใหม่ที่เราได้รับมาแล้วในทางวิญญาณ คือฐานะของการเป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์สะอาด ดีพร้อมนั่นเอง อะไรที่เป็นความคิดเดิมๆ ความประพฤติเดิมๆ ซึ่งเปรียบเสมือน เสื้อผ้าเก่าๆ ก็ให้ถอดทิ้งซะ กำจัดมันออกไป ทิ้งให้หมดเลย แล้วเปลี่ยนมาสวมเสื้อใหม่ให้มันสมฐานะของลูกของพระเจ้าสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด ต้องจำเอาไว้เลย  เพราะเรื่องเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นความนึกคิดของมนุษย์ทั้งหลายที่ต้องการทำอยู่แล้วล่ะ ไม่อยากทำสิ่งที่ไม่ดีหรอก อยากทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี ก็คือเสื้อเก่า ไม่มีใครอยากไปใส่เสื้อเก่า อยากจะใส่เสื้อใหม่ทั้งนั้น

คราวนี้ ถ้อยคำพระเจ้าก็มาเน้นให้ว่าเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เรายิ่งควรที่จะสำนึก หรือคอยคิดดูเรื่องความจริงเรื่องนี้อีกทีหนึ่งว่าเราควรถอดเสื้อเก่าอย่างไร? คราวนี้ถ้าเผื่อเราไม่มีตรงนี้ เป็นข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้ามาเป็นความจริง ที่เราจะสวมเอาไว้ในจิตใจของเราแล้ว จะทำให้เขวไป เขวไปที่ไหน? เมื่อเราสวมเสื้อใหม่ พยายามทิ้งเสื้อเก่า แล้วมันทิ้งไม่ได้หมด แล้วทำอย่างไรล่ะ  เราก็เขวว่าเราจะไม่ได้รับความรอด พระเจ้าไม่ให้อภัยเรา ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เราสรุปเมื่อครั้งที่แล้วว่าแม้ว่าพระคัมภีร์จะบอกเรา เน้นให้เรา สอนให้เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ก็ควรจะสวมเสื้อใหม่

“เสื้อใหม่” ก็คือความประพฤติเก่าๆ ทิ้งไปซะ มีความประพฤติใหม่ที่สมกับเป็นลูกของพระเจ้า ซึ่งก็เป็นจริงอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอนอย่างนั้นแล้ว พระคัมภีร์ก็ยังบอกต่อไป ซึ่งเราเรียนรู้แล้ว จากตอนที่แล้วว่าเสื้อ ก็คือความประพฤติ ไม่มีผลอะไรกับการกำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ฉันใด ความประพฤติ ก็ไม่มีผลอะไรกับการกำเนิดเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม ฉันนั้น จำได้ใช่ไหม? ตรงนี้สำคัญมาก  นี่คือหัวใจของข่าวประเสริฐเลย คือไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เราได้รับความรอดในโลกวิญญาณแล้ว ซึ่งมันก็เข้าใจยากนะ

“เสื้อไม่ได้มีผลอะไรกับการกำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ฉันใด ความประพฤติก็ไม่มีผลอะไรกับการกำเนิดเกิดมาเป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ดีพร้อมฉันนั้น”

และเมื่อเราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็เป็นเหมือนทารกของพระเจ้า  ที่ต้องการน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เพื่อให้เจริญเติบโตขึ้นทางฝ่ายวิญญาณ  เราได้เรียนรู้กันไปเมื่อตอนที่แล้ว

น้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ ก็คือถ้อยคำแห่งพระคุณ ถ้อยคำที่เป็นความจริงแท้ๆ เกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่ไม่มีการปลอมปน ไม่ผสมความคิดและสติปัญญาการเรียนรู้ของมนุษย์เข้าไปอยู่ในนั้นเลย คือไม่ใช่ความคิดและเหตุผลของมนุษย์เลย พระคัมภีร์จึงเตือนให้เราระวังน้ำนมฝ่ายวิญญาณปลอม ก็คือข่าวประเสริฐปลอม ซึ่งจะทำให้เราไม่โต เป็นคริสเตียนแกน ดังนั้น เราต้องทำอะไร? นอกจากพยายามที่จะถอดเสื้อเก่าทิ้งแล้ว ยังยอมให้เราทำอะไร? แสวงหา ดื่มน้ำนมอันบริสุทธิ์ ก็คือถ้อยคำแห่งความจริงของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้า ที่ปราศจากการเจือปนเท่านั้น ที่เราต้องการ ซึ่งก็คือถ้อยคำของพระเจ้าที่เกี่ยวกับข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ต้องเป็นข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ คือถ้อยคำที่บอกว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ เราเป็นใคร? ไม่ใช่แค่นั้นเอง แต่เราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่เราจะเป็นใครในพระเยซูคริสต์ หรือในพระเยซูคริสต์เราจะได้เป็นอะไร? ไม่ใช่ แต่ให้เราศึกษาถ้อยคำที่บอกว่าเราเป็นใครเรียบร้อยแล้วในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเราก็ได้ยกตัวอย่างแล้วเยอะแยะ วันนี้เรายกตัวอย่างอีกนิดหนึ่ง น้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ ถ้อยคำข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ก็คือข่าวดีแห่งพระคุณอันบริสุทธิ์ ไม่มีเจือปน แต่น้ำนมที่ปลอมปน ก็คืออะไรก็ตามที่ขัดแย้งกับความจริงแห่งข่าวดีแห่งพระคุณนี้ แค่นั้นเอง อะไรที่มันแย้งกับข่าวดีแห่งพระคุณ ก็คือไม่ดี หรือข่าวดีของปลอมนั่นเอง

ยกตัวอย่างพระเยซูคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน  เพื่อชำระล้างบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง อันนี้ข่าวดีไหม? ข่าวดี แล้วถ้าข่าวไม่ดีล่ะ ข่าวไม่ดี ก็จะแย้งกับเมื่อสักครู่นี้

ยกตัวอย่างพระเยซูคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ พระเยซูคริสต์ไม่ใช่บุตรของพระเจ้าหรอก เป็นศาสดาที่เป็นคนดีเท่านั้นเอง  เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ดี  เห็นไหม? แย้งไหม? เชื่อในพระเยซูไหม? เชื่อ ฟังดูเหมือนข่าวดีไหม? เหมือน แต่มันปลอม เห็นไหม?

แล้วมีอะไรอีก พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์และตายที่ไม้กางเขน

มาข่าวปลอมสิ พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า แต่ไม่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์หรอก เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ ทำการงาน

พระคัมภีร์บอกเป็นมนุษย์  แต่คำสอนนี้บอกไม่ใช่มนุษย์ เห็นหรือยัง? ปลอมหรือไม่ปลอม? ปลอม

พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน พระองค์ไม่ได้ตายที่ไม้กางเขนจริงหรอก พระองค์เป็นพระเจ้า ตายได้อย่างไร? ไม่ตายหรอก แล้วก็อ้างเหตุผลต่างๆ

นี่ยกตัวอย่างให้ฟังเยอะแยะมากมายไปหมด  เพราะฉะนั้น ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์จริงๆ ต้องเป็นข่าวประเสริฐแห่งพระคุณตามที่ได้บันทึกเอาไว้จริงๆ พระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ วันที่สามพระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย  และตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน  และเมื่อใครก็ตามที่เชื่อ ยอมรับด้วยปาก และเชื่อด้วยใจแล้ว ก็จะได้รับความรอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ  ได้รับชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ ได้รับชีวิตนิรันดร์ที่บริสุทธิ์ เหมือนพระเยซูคริสต์เลย นี่คือข่าวดี

ข่าวไม่ดี หรือข่าวปลอม อะไรก็ตามที่มันแย้งกับเมื่อตะกี้นี้ ที่ผมพูดมาสักครู่นี้  ที่ยกตัวอย่างให้ฟัง

ยกตัวอย่างเช่น ข่าวดีอีกอันหนึ่งที่บอกว่าเมื่อเรามาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว  พระเจ้าได้ย้ายเราออกจากอาณาจักรแห่งความมืด มาสู่อาณาจักรแห่งความสว่างของพระเยซูคริสต์แล้ว ออกจากอาณาจักรของความบาป  มาสู่อาณาจักรของผู้ชอบธรรมในพระเยซูคริสต์แล้ว ทำเรียบร้อยแล้ว เป็นเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ทางวิญญาณเป็นอย่างนี้แล้ว  อย่าให้มีอะไรบางอย่างที่มาแย้งกับสิ่งที่เราได้รู้ความจริงนี้  ซึ่งมันก็คือน้ำนมปลอมนั่นเอง จะเห็นชัดแล้วนะ

เรามาต่อกันในวันนี้ “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอนที่ 6 “พระเยซูคริสต์เป็นเช่นไร เราก็เป็นเช่นนั้น”

ก่อนอื่นเลย เราอย่าลืมนะว่าเราเรียนรู้จากถ้อยคำพระเจ้าในหนังสือ 1 เปโตร บทที่ 2 ซึ่งเป็นหนังสือที่พระเจ้าปลอบประโลมใจให้กับบรรดาผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ต้องนึกในใจไว้ แสดงว่าสิ่งที่พระเจ้าปลอบโยนนี้ต้องเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญมาก  ที่จะทำให้ลูกๆ ของพระองค์คลายความทุกข์ลำบากบนโลกใบนี้ได้นั่นเอง

ครั้งที่แล้ว เราจบลงข้อที่ 3 วันนี้มาต่อหนังสือ 1 เปโตร 2:4 …

1 เปโตร 2:4 “ท่านทั้งหลายได้เข้ามาหาพระคริสต์แล้ว (ได้ถูกย้ายจากในอาดัม เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นกิ่งก้านที่ถูกนำเข้ามาต่อติดกับลำต้นของพระเยซูคริสต์ เป็นศิลาที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกับศิลามุมเอก คือพระคริสต์แล้ว)  ซึ่งเป็นศิลาที่ทรงชีวิต  ที่มนุษย์ไม่ยอมรับ  แต่พระเจ้าทรงเลือกสรรพระองค์  และถือว่าพระองค์ล้ำค่า  เป็นพระเมสสิยาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด สำหรับมนุษยชาติ”

 

อย่างที่บอกไว้เมื่อสักครู่นี้ว่าพระเจ้ากำลังหนุนใจ ให้กำลังใจลูกๆ ของพระองค์ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ที่กำลังทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส  สิ่งที่พระองค์แนะนำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ  สำหรับลูกๆ ของพระองค์ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ที่จะผ่านความทุกข์ยากลำบากไปได้ ซึ่งเราก็สามารถเอามาใช้ได้ด้วย

ใน 1 เปโตร สรุปเมื่อครั้งที่แล้ว บทที่ 2 ข้อ 1-3 ที่ตะกี้นี้ที่บอก ให้ทิ้งเสื้อเก่า ใส่เสื้อใหม่ แล้วให้ขวนขวายในการดื่มน้ำนมอันบริสุทธิ์ … น้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ ก็คือถ้อยคำแห่งความจริงของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้าใช่ไหม? แล้วก็มาถึงบอกว่าถ้อยคำแห่งความจริงนั้น จะทำให้เราเจริญเติบโต เข้มแข็งขึ้น จะได้ผ่านความทุกข์ยากลำบากไปได้ด้วยดีนั่นเอง

แล้วพอมาถึงข้อ 4 กำลังพูดถึงน้ำนมอันบริสุทธิ์นั่นแหละ คือความจริงแห่งถ้อยคำแห่งข่าวประเสริฐของพระเจ้า  ถ้อยคำแห่งพระคุณของพระเจ้า  อธิบายต่อ แนะนำให้ทิ้งเสื้อเก่า เสร็จปุ๊บ แนะนำให้ดื่มน้ำนมอันบริสุทธิ์ ก็คือถ้อยคำพระเจ้า  พอต่อมา ก็มาบอกความจริงแห่งโลกวิญญาณ ซึ่งเป็นน้ำนมอันบริสุทธิ์แห่งข่าวประเสริฐของพระเจ้าให้เราฟังว่าเมื่อเราเชื่อในพระเยซูแล้ว  เราเป็นใครแล้ว? เรามีลักษณะเป็นเช่นไรนั่นเอง  จะได้รู้แบ็คกราว์นว่าใน 1 เปโตร 2:4 ที่เราเริ่มต้นอ่านเมื่อสักครู่นี้ มาด้วยเหตุผลอย่างไร?

ซึ่งตรงนี้หมายถึงท่านทั้งหลาย เข้ามาต่อสนิทติดอยู่กับพระคริสต์ ท่านทั้งหลายได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ในโลกวิญญาณ  ซึ่งผมได้วงเล็บไว้ว่า “ได้ถูกย้ายจากในอาดัม เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นกิ่งก้านที่ถูกนำเข้ามาต่อติดกับลำต้นของพระเยซูคริสต์ เป็นศิลาที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกับศิลามุมเอก คือพระคริสต์แล้ว” นั่นคือในโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเดี๋ยวเราจะเรียนรู้อย่างละเอียดต่อไป

พระเยซูคริสต์บอกตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ได้ประกาศถึงแผ่นดินสวรรค์ว่าท่านทั้งหลายต้องเข้าไปอยู่ในพระองค์ และพระองค์จะเข้าไปอยู่ในท่าน ก็คือท่านทั้งหลายจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ท่านทั้งหลายต้องติดสนิทอยู่ในเรา  และเราจะติดสนิทอยู่ในท่าน จำได้ใช่ไหมครับ? ยอห์น 15:4-6  พระเยซูประกาศตอนที่ยังทำงานนี้ไม่เสร็จ ตอนที่ยังไม่ถูกตรึงที่ไม้กางเขน บอกความจริงในโลกวิญญาณว่าเมื่อพระองค์ทรงกระทำที่ไม้กางเขนสำเร็จแล้ว ทางฝ่ายวิญญาณ เมื่อเชื่อในพระองค์แล้ว ก็จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากความบาป ความพินาศด้วยวิธีใด? ยอห์น 15:4-6 …

ยอห์น 15:4-6 “4 จงมาอาศัยอยู่ในเรา (เป็นส่วนหนึ่งของเรา) และเราจะอาศัยอยู่ในพวกท่าน (เป็นส่วนหนึ่งของท่าน)  กิ่งก้านจะให้ผลตามลำพังไม่ได้  นอกจากว่าจะต่อติดอยู่กับเถาองุ่น ฉันใด  พวกเจ้าจะออกผลเองไม่ได้ นอกจาก เจ้าจะอาศัยต่อติดอยู่ในเราฉันนั้น 5 เราเป็นเถาองุ่น (ลำต้น) ท่านทั้งหลาย เป็นกิ่งก้านต่างๆ ของลำต้นนั้น  ใครก็ตามที่อาศัย (ต่อติด) อยู่ในเรา และเราอาศัย (ต่อติด) อยู่ในเขา  ผู้นั้นก็จะออกผลสมบูรณ์ดีมาก หากแยกห่างจากเรา (ไม่ได้อาศัยต่อติดในเรา) ท่านทั้งหลาย จะทำอะไร ก็ไม่เกิดผลดีเลย 6 ถ้าผู้ใดไม่อาศัยต่อติดอยู่ในเรา (แต่ยังอาศัยต่อติดอยู่ในลำต้นเดิม คืออาดัม ซึ่งตายอยู่ในบาป) เขาก็เหมือนกิ่งก้าน  ที่จะถูกโยนทิ้งให้แห้งตาย รังแต่จะมีคนเก็บไปเผาไฟทิ้ง (พินาศในบึงไฟ)

 

นี่คือน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ คือถ้อยคำพระเจ้า ที่เกี่ยวกับข่าวดีแห่งพระคุณ … “แห่งพระคุณ” คือไม่ได้พึ่งพาการกระทำของมนุษย์เลย พระเจ้ากระทำผู้เดียวเลย  เราแค่เชื่อเท่านั้นเอง  และที่กำลังยกขึ้นมาให้เห็นตอนนี้ คือหัวกะทิของน้ำนมฝ่ายวิญญาณ  คือจุดสำคัญมากๆ ของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ ความรอดที่มาโดยพระคุณ  ความรอดที่มาโดยการเชื่อและวางใจในการกระทำของพระเยซูคริสต์ พระเยซูประกาศแผ่นดินสวรรค์ว่าคนที่จะเข้าสู่สวรรค์ได้นั้นต้องทำเช่นไร? คือเชื่อและวางใจในพระองค์

ในข้อ 4 ที่บอกว่าจงมาอาศัยอยู่ในเรา ก็คือมาเป็นส่วนหนึ่งในตัวเรา คือพระเยซู และเราจะอาศัยอยู่ในพวกท่าน เป็นส่วนหนึ่งของท่าน มาดองกัน กิ่งก้านจะให้ผลตามลำพังไม่ได้ นอกจากจะต่อติดอยู่กับเถาองุ่นฉันใด พวกเจ้าจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากพวกเจ้าจะอาศัยต่อติดอยู่ในเราฉันนั้น ก็คือความรอด มาผ่านทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น เราทำเองมันไม่เกิดผล

ข้อ 5 บอกว่าเราเป็นเถาองุ่น ก็คือเราคือลำต้นองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นกิ่งก้านต่างๆ ของลำต้นนั้น ใครก็ตามที่อาศัยต่อติดสนิทอยู่ในลำต้น ก็คืออยู่ในเรา และเราอาศัยต่อติดอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะออกผลสมบูรณ์ดีมาก ก็ได้รับความรอด หากแยกห่างจากเรา  ไม่ได้อาศัยต่อติดในเรา ท่านทั้งหลายจะทำอะไรก็ไม่เกิดผลดีเลย ทำดี ทำอะไรต่างๆ ก็ไม่เกิดผลเลย ในการพึ่งพาความดีของตนเอง ต้องพึ่งพระเยซูคริสต์เท่านั้น

ข้อ 6 บอกว่าถ้าผู้ใดไม่อาศัยต่อติดอยู่ในเรา ก็คือยังอาศัยต่อติดอยู่ในลำต้นเดิม  คือลำต้นที่มีชื่อว่าอาดัม บรรพบุรุษของเรา ซึ่งตายอยู่ในบาป  เขาก็จะเหมือนกิ่งก้านที่จะถูกโยนทิ้งให้แห้งตาย รังแต่จะมีคนเก็บไปเผาไฟทิ้ง ก็คือพินาศในบึงไฟนรกนั่นเอง

เห็นไหม? นี่คือหัวกะทิ ข่าวประเสริฐของพระเจ้า พระเยซูคริสต์อธิบายให้ประชากรของพระองค์ มนุษย์ทั้งหลายบนโลกนี้ได้ยินได้ฟังกับตัวของพระองค์เองเลย

คราวนี้ พระองค์อธิบายต่อในเรื่องนี้ ผ่านทางเปาโล โรม 6:3-5 จำหัวกะทิได้ใช่ไหม? หัวกะทิ คือการเป็นหนึ่งเดียวกัน การเข้าไปต่อติด เข้าไปสนิท อาศัยอยู่ในพระคริสต์ …

โรม 6:3-5 “3  ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ (พระเยซู) ก็ได้ถูก (บัพติศมา) นำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ และได้ (บัพติศมา) เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์ (ที่ไม้กางเขน) 4 ฉะนั้น  เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว  โดยการได้ (บัพติศมา) เข้าส่วนร่วมในความตาย  เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ (บังเกิดใหม่) เช่นเดียวกับที่ ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณ และพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ถ้าเราได้มีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย  แน่นอน เราจะมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่)

 

ผมจะแปลให้ท่านจากภาษาเดิม  เพื่อท่านจะได้เห็นชัดขึ้น ข้อ 3 บอกว่าท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ “ท่าน” ก็หมายถึงผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทั้งหลาย ท่านควรจะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของท่าน ก็คือท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อในพระเยซู ก็ได้ถูกบัพติศมา นำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ และได้บัพติศมา เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์ที่ไม้กางเขน ความหมายดั้งเดิม มันคือตรงนี้

ข้อ 4 ฉะนั้น  เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว  โดยการได้บัพติศมาเข้าส่วนร่วมในความตาย  เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ คือบังเกิดใหม่ เช่นเดียวกับที่ ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย คือบังเกิดใหม่ โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณ และพระเกียรติสิริของพระบิดา

บัพติศมา คือการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน  บัพติศมาในพระเยซูคริสต์ ก็คือการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์

ข้อ 5 บอกว่าถ้าเราได้มีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย ก็คือถ้าเราได้บัพติศมาในพระคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย แน่นอน เราจะมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นจากตาย คือบังเกิดใหม่พร้อมพระองค์ด้วย

บัพติศมา คือการเข้าส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือหัวกะทิ นี่คือความจริงที่เป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณ ที่เกี่ยวกับข่าวดีแห่งพระคุณของพระเจ้า คือการบัพติศมามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ก็คือขบวนการบังเกิดใหม่นั่นเอง  การได้รู้จักพระเยซูคริสต์อย่างลึกซึ้งในวิญญาณ เป็นหนึ่งเดียวกัน  ส่วนความคิด ความเข้าใจนั้น รับรู้ได้ระดับหนึ่ง ค่อยๆ เจริญเติบโตไป  จากน้ำนมฝ่ายวิญญาณ ค่อยๆ เรียนรู้ไป  แต่ในทางวิญญาณ มันเกิดขึ้นเลยทันที เมื่อได้รับการบัพติศมา

บัพติศมา คือการเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เข้ามาเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่ง ในพระกายของพระคริสต์  ได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้า สามารถเข้ามาเป็นวิญญาณเดียวกันกับพระองค์ได้ ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่า “สามารถมาสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้”

สามัคคีธรรม คือต่อติดกัน รู้จักกัน นี่คือรู้จักกันสนิทมาก  สามัคคีธรรมกับใคร? สามัคคีธรรมกับพระเจ้าพระบิดา พระบุตรพระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์  ท่านสามารถสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้ เพราะท่านได้เข้าบัพติศมาในพระองค์แล้ว มันหมายถึงอย่างนั้น

ท่านทั้งหลายบัพติศมาในพระคริสต์  ผู้ทรงเป็นพระศิลาอันทรงมีชีวิต ท่านทั้งหลาย ได้มาต่อติดสนิทกับพระคริสต์ ได้มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ ได้มาสร้างชีวิตของท่านบนศิลา คือพระคริสต์นี้

นี่คือความหมายของถ้อยคำเมื่อสักครู่นี้ ยังจำได้ไหมครับที่พระเยซูบอกว่า “ผู้ที่วางใจในพระองค์ ก็เหมือนสร้างบ้านไว้บนศิลา  เมื่อถึงวันพิพากษา คนที่สร้างบ้าน สร้างชีวิตไว้บนศิลา ก็จะคงทนอยู่ได้  แต่คนที่สร้างบ้านบนดินทราย ก็คือสร้างบ้านบนการกระทำของตนเอง  พึ่งตนเอง ก็จะไม่ผ่านการพิพากษาหลังความตายนั่นเอง  เราลองไปดูนิดหนึ่งว่าพระเยซูพูดว่าอย่างไร? มัทธิว 7:24-27 เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นหัวกะทิ เป็นสาระสำคัญมากๆ ของข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้า เป็นแกนของข่าวประเสริฐเลยก็ว่าได้ …

มัทธิว 7:24-27 “24 เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม ก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญา สร้างบ้านของตนไว้บนศิลา 25 แล้วฝนก็ตก และน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะบ้านนั้น  แต่บ้านไม่ได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา 26 แต่ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และไม่ประพฤติตาม ก็เปรียบเสมือนคนที่โง่เขลา สร้างบ้านของตน ไว้บนทราย 27 แล้วฝนก็ตก และน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะบ้านนั้น บ้านนั้นก็พังทลายลง และการพังทลายนั้น ก็ยิ่งใหญ่”

 

ข้อ 24 เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา พระเยซูบอก พระเยซูประกาศเรื่องแผ่นดินสวรรค์ ให้คนมาอาศัยอยู่ในพระองค์ ให้มาบัพติศมาในพระองค์ จำได้ใช่ไหมครับ?

เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม  คือพระองค์กำลังบอกเรื่องสวรรค์ว่าเข้าสวรรค์ โดยผ่านทางการเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ วางใจในเราพระมาซีฮาห์  วางใจในเรา คือพระเจ้ามาช่วย วางใจในเรา คือผู้ที่พระเจ้าส่งมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย อย่าพึ่งการกระทำของตนเอง มันไปไม่รอดหรอก  อย่าพึ่งความชอบธรรม โดยการกระทำของตนเอง ซึ่งมันไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์หรอก ทิ้งซะ อย่าไปพึ่งพาตนเองซะ มาพึ่งพาในเราเถิด คนเหล่านั้น คือคนที่ประพฤติตามที่พระองค์บอก คนที่ทำตามพระองค์บอก ก็คือพึ่งพาในพระเจ้า พึ่งพาในพระเยซูคริสต์ พึ่งพาในการกระทำของพระเยซู ก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญา สร้างบ้านของตนไว้บนศิลา คือบนพระเยซูคริสต์ ในความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เมื่อฝนตก น้ำไหลเชี่ยว ก็คือวันพิพากษาหลังความตายนั้น ก็ได้รับความรอด

ส่วนฝั่งตรงข้าม ก็คือไม่ประพฤติตาม พระองค์บอกอย่าวางใจในตนเอง อย่าวางใจในการกระทำดีของตนเอง  แต่ให้มาวางใจในการกระทำของพระเยซูคริสต์ ไม่เชื่อ ชีวิตก็ไม่ผ่าน หลังความตาย ก็ต้องถูกพิพากษา เข้าไปสู่ความพินาศ บ้านคือชีวิตก็พังทลายลง  นี่เห็นชัดเจนเลยนะ

เพราะว่าพระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ และสอน คือประกาศถึงวิธีเข้าอาณาจักรสวรรค์ โดยการทิ้งความไว้วางใจในการกระทำดีของตนเอง การสร้างความดีด้วยตนเอง  แล้วหันมาพึ่งการกระทำของพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์จะทรงกระทำที่ไม้กางเขนนั้น จนกระทั่งเป็นขึ้นจากความตายเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงสอน พระองค์ไม่ได้มาสอนว่าให้ทำอย่างโน้น ให้ทำอย่างนี้ ให้ทำดีอย่างนั้น พระองค์กำลังบอกว่าทำดีอย่างนั้น ทำไม่พอ ใช่มันดีจริง แต่ท่านทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์หรอก แล้วเราก็ไปเอามาสอนว่าพระเยซูคริสต์สอนให้เราทำดี ไม่ใช่ พระองค์กำลังบอกว่าทำดีอย่างนั้น มันดี แต่ว่ามันดีไม่พอ แค่คุณไม่ได้ฆ่าคนตาย  แค่นั้นไม่พอ  เพราะว่าถ้าแค่คิด หรือแค่บ่น หงุดหงิดกับชาวบ้านเขา  แค่นั้นก็เท่ากับฆ่าคนตาย ก็คือติดบาปอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านไม่สามารถที่จะดี ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระเจ้าได้หรอก มีทางเดียว คือต้องมาเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ จะได้บังเกิดใหม่ มาบังเกิดใหม่ซะ พูดง่ายๆ

เรากลับมาที่ 1 เปโตร 2:4 เมื่อตะกี้นี้  ท่านทั้งหลายได้เข้ามาหาพระเยซู ได้เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นศิลาอันทรงชีวิต เห็นไหมครับ?

สาระสำคัญของข่าวประเสริฐ คือการเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าบังเกิดใหม่  การเข้าไปอยู่ เรียกว่าบัพติศมา … บัพติศมา คือขบวนการการเข้าไปอยู่ในพระคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในนี้บอกว่าเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นศิลาอันทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์บางคนไม่ยอมรับ แต่พระเจ้าทรงเลือกสรรพระองค์ และถือว่าพระองค์ทรงล้ำค่า เป็นพระเมสสิยาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด สำหรับมวลมนุษยชาติ

“ศิลา” ก็หมายถึงพระเยซูคริสต์ ที่มนุษย์บางท่านไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า  ที่พระเจ้าได้แต่งตั้งให้เป็นพระมาซีฮาห์

“พระมาซีฮาห์” แปลว่าพระผู้ถูกแต่งตั้งให้มาช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น จากความพินาศในนรก มันแปลว่าอย่างนี้  พระเมสสิยาห์ แปลเป็นภาษาไทยว่า พระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ ก็คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง พระคริสต์ คือพระมาซีฮาห์ ก็หมายถึงพระเยซูคริสต์ พระคริสต์ที่กำเนิดบนโลกใบนี้ ใช้ชื่อว่าพระเยซู หรือชื่อว่าเยซู แต่ทรงเป็นพระคริสต์ด้วย  ก็เลยมีพระนามเต็มๆ ว่าพระเยซูคริสต์

มนุษย์ไม่ยอมรับพระองค์ว่าเป็นพระเจ้า  เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระมาซีฮาห์  แต่พระเจ้าได้เลือกสรร กำหนดพระเยซูคริสต์ คือพระบุตรของพระองค์ให้กับมนุษยชาติเรียบร้อยแล้วว่าจะมาเป็นผู้ช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากความพินาศในนรก ช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความบาป ความตายในนรกนั่นเอง แล้วพระองค์ก็ทรงกระทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน  ที่เราได้เรียนรู้กันไป

ลองคิดดูนะ นี่มาถึงข้อที่ 4 ของ 1 เปโตรบทที่ 2 เราสังเกตดูว่าวิธีการปลอบใจของพระเจ้า  ที่ปลอบใจลูกๆ ของพระองค์  ที่อยู่ในความทุกข์ทรมาน  ที่แสนสาหัส  อย่างประชากรของพระองค์ที่พูดถึงในหนังสือเล่มนี้  ที่เรากำลังเรียนรู้นี้  ท่านคิดดูสิว่าพระองค์ทรงปลอบใจ ลักษณะเช่นไร? ก็คือชี้ให้เห็นว่าในโลกฝ่ายวิญญาณ …

“ลูกเอ๋ย ลูกเป็นใครในพระเยซูคริสต์ พ่อได้ทำอะไรให้เจ้าเรียบร้อยไปแล้วบ้างในโลกวิญญาณ ตัวเป็นๆ จริงๆ ของเจ้า เป็นวิญญาณนั้นอยู่ที่ไหนขณะนี้ เป็นหนึ่งเดียวกับเรา เราสถิตอยู่กับเจ้า เจ้าอยู่ในเรา  เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เจ้ามีคุณค่าขนาดไหน? เจ้ารอดแล้ว ทุกอย่างทำให้สำเร็จเรียบร้อยไปแล้วในโลกวิญญาณ เจ้านั่งอยู่ที่เบื้องขวาของเราในสวรรคสถานเรียบร้อยไปแล้ว เจ้าอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว”

พอถึงความทุกข์ยากบนโลกใบนี้ ไม่พูดถึงเลย  พูดแต่ว่า “เพราะฉะนั้น จงมองไปที่เบื้องบน ในโลกวิญญาณที่เราทำให้กับเจ้า สำเร็จเรียบร้อยไปแล้วในพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขนนั้น จนเป็นขึ้นจากความตาย มันสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว  วิญญาณของเจ้าอยู่กับเราที่นั่นแล้ว ส่วนความทุกข์ยากลำบากบนโลกนี้ อดทนชั่วขณะหนึ่ง รอแป๊บหนึ่ง”

ไม่พูดถึงเลย ไม่พูดรายละเอียดว่าอดทนต้องทำอย่างไร? พอมาถึงความทุกข์ยากลำบาก อดทน  เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ผ่านได้ เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเราแล้ว เดี๋ยวพระองค์ก็จะทรงพาเราผ่านไปเท่านั้นเอง และมันเรื่องเล็กน้อยมาก สำหรับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้

นี่คือการปลอบโยนจิตใจของบรรดาผู้เชื่อ จากพระเจ้า  สุดท้าย ก็คือให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจ ไม่พึ่งพาความคิด ความรอบรู้ของตนเอง  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม มั่นใจได้ 100% เลยว่าเจ้าอยู่ในสวรรค์แล้ว อยู่กับเราพระเจ้านิรันดร์  เพราะฉะนั้น ทนทุกข์ลำบากบนโลกใบนี้ แป๊บเดียว ชั่วขณะเดียว  เดี๋ยวก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้น ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ให้มองไปที่สิ่งที่เราทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่เจ้าอยู่แล้ว ในพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าเบื้องบน ในสวรรค์นั่นเอง  จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ หมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  พูดถึงความทุกข์ยากลำบาก ก็อย่าไปสนใจมันมากนัก อะไรประมาณนั้น

นี่จะเห็นวิธีการปลอบโยนจิตใจของพระเจ้า ที่มีต่อบรรดาลูกๆ ของพระองค์ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  1 เปโตร 2:5 …

1 เปโตร 2:5 “และท่านทั้งหลาย ก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้น เป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ  เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์  เพื่อถวายสักการะบูชาฝ่ายวิญญาณ  ที่ชอบพระทัยของพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์”

 

เห็นไหมครับ? พระเจ้าปลอบใจเราทั้งหลายด้วยวิธีอะไร? บอกความจริงกับเรา ในโลกวิญญาณว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราเป็นอะไรอยู่ตอนนี้ในโลกวิญญาณ? เราอยู่ที่ไหน? ลักษณะเป็นอย่างไร? พูดอีกแล้ว  พูดตลอดเวลาทั้งเล่มเลย จะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น เพราะนี่เป็นหัวกะทิของน้ำนมฝ่ายวิญญาณ อันบริสุทธิ์  คือข่าวประเสริฐ ข่าวดีแห่งพระคุณของพระเจ้า

และท่านทั้งหลายก็เป็นเหมือนศิลาที่มีชีวิต” ศิลาที่มีชีวิต คือใคร? พระเยซู ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศน์ฝ่ายวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์  เพื่อถวายสักการะบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพอพระทัยของพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์ เมื่อท่านเข้ามาต่อติด สนิทอยู่กับพระเยซูคริสต์ เข้ามาบัพติศมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์นี้แล้ว  ก็คือได้บังเกิดใหม่ในพระศิลานี้ คือในพระคริสต์นี้ ท่านทั้งหลายก็จะเป็นเหมือนกับศิลานี้ ก็คือจะเป็นเหมือนกับพระเยซู ก็จะเป็นเหมือนเลย ดองกันเลย  1 ยอห์น 4:17 ยืนยันเรื่องนี้ …

1 ยอห์น 4:17 “ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้ ความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า)  จึงได้เกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ในตัวเรา  (ทั้งวิญญาณและจิตใจ) เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ก็เพราะวิญญาณและจิตใจของเรา ขณะที่อยู่ในโลกนี้นั้น  เป็นวิญญาณและจิตใจที่เหมือนกับวิญญาณและจิตใจของพระคริสต์”

 

“ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์นี้” ก็คือในการได้รับบัพติศมา เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นั่นเอง  แล้วอะไรเกิดขึ้น? ความรักแบบอากาเป้ ที่เป็นแบบพระเจ้าจึงได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ในตัวเรา คือทั้งในวิญญาณและจิตใจเรา เป็นความรักเลยทีเดียว เพราะมันบังเกิดใหม่ไง เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างที่ตะกี้นี้บอก เหมือนพระเยซูเลย

“เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา (คือหลังความตาย) ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ก็เพราะความจริงที่เรารู้แล้ว ก็เพราะวิญญาณและจิตใจของเรา ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั้น เป็นวิญญาณและจิตใจที่เหมือนกับวิญญาณและจิตใจของพระคริสต์ ของพระศิลานี้แหละ พอจะนึกภาพออกแล้วนะ?

เพราะเราเข้าไปเชื่อมต่อ เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว เราได้บังเกิดใหม่ด้วยชีวิตนิรันดร์  ที่เป็นของพระเจ้า พระเจ้าทรงประทานให้กับพระเยซูคริสต์ ตอนที่ชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 การชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นจากความตาย คือประทานชีวิตนิรันดร์ให้กับพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นวิญญาณที่ตายอยู่ ที่รับบาปแทนเรา พระเจ้าได้ประทานชีวิตนิรันดร์ ให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  และเราทั้งหลายบัพติศมา คือเข้าส่วนร่วมในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ พอชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นจากความตาย เราทั้งหลาย ก็เลยเป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ด้วย แล้วพระเยซูคริสต์ก็เลยแบ่งให้เรา แบ่งอย่างไร? แบ่งปันให้เรา  แบ่งวิญญาณชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับเราด้วย เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระองค์แล้ว

และเมื่อเราได้ชีวิตนิรันดร์ที่เป็นเหมือนพระเยซู ซึ่งเป็นศิลาอันมีชีวิต  เพราะฉะนั้น เราจึงเหมือนศิลาที่มีชีวิตเช่นเดียวกับพระเยซู เหมือนกัน  ถ้าพระเยซูเป็นพระศิลา  ใส่ “พระ” เข้าไป เพื่อจะให้เห็นว่าเป็นพระเยซู เราก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เราก็เป็นศิลาเหมือนพระองค์ มีวิญญาณลักษณะเดียวกันเลย  เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ซึ่งกำลังได้รับการก่อขึ้น เป็นวิหารฝ่ายวิญญาณ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเมื่อเราเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ เรามาต่อกับพระองค์แล้ว เราก็ได้ถูกก่อขึ้น  เป็นส่วนหนึ่งของวิหาร  “วิหาร” ก็คือสถานที่สถิตของพระเจ้า  สถานที่ของพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ เป็นวิหารที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่

ตรงนี้มันจะรวมไปถึง พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับคนๆ นั้นด้วย นึกออกใช่ไหมครับ? เมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซูปุ๊บ พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับคนๆ นั้น แล้วคนๆ นั้นก็เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ด้วย พูดง่ายๆ ว่าถูกก่อสร้างขึ้นเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในคริสตจักรของพระเจ้า  คริสตจักร ก็คือวิหารของพระเจ้า ก็คือ 3 พระภาคเข้ามาสถิตอยู่ในเรา ทั้งพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณเข้ามาอยู่ในเรา และเราก็เข้าไปอยู่ใน 3 พระภาคนี้ เรียกว่าเรานั้นได้เป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์  วิหารของพระเจ้า คือพระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ด้วย

คิดดูสิ พระเจ้ากำลังพูดอะไรกับเรา กำลังบอกถึงหัวกะทิ สาระสำคัญ  ในการที่เราจะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อย่างเต็มไปด้วยสันติสุข  เต็มไปด้วยชัยชนะอย่างแท้จริง เหนือความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ได้ ก็โดยการรู้เรื่องความจริง  หัวกะทิ สาระสำคัญตรงนี้แหละ คือการบัพติศมา การเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน  แล้วอะไรเกิดขึ้นในพระเยซูคริสต์ เมื่อเราบัพติศมา เมื่อเราบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ซึ่งคริสตจักรของพระเจ้ามีชื่อว่าวิหารของพระเจ้านั่นเอง  วิหารของพระเจ้าฝ่ายวิญญาณ ซึ่งมีหัวหรือว่าศีรษะ คือพระเยซูคริสต์

แล้วท่านทั้งหลาย ก็เป็นเหมือนอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกายนี้ วิหาร เปรียบเหมือนร่างกาย พระเยซูคริสต์เป็นศีรษะของร่างกาย  เป็นศีรษะของคริสตจักร ท่านทั้งหลายก็เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกายนี้ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายก็เป็นเหมือนกับศิลาก้อนหนึ่ง ในอาคารนี้นั่นเอง ศิลาหัวมุม คือพระเยซู เป็นรากฐานสำคัญที่สุดในการก่อสร้างอาคาร

อาคารนี้เป็นอาคารคริสตจักร เป็นวิหารของพระเจ้า  เราทั้งหลายเป็นก้อนหิน  เป็นศิลาก้อนเล็กๆ  เข้ามาต่อ สร้างขึ้นมาเป็นวิหารของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ท่านทั้งหลายก็เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในร่างกายของพระคริสต์นี้ ก็คือท่านทั้งหลายเป็นหินก้อนหนึ่งนั่นเอง ในวิหารนี้ ตรงนี้กำลังพูดอย่างนั้น

พระเยซูเป็นหินก้อนใหญ่ เป็นศีรษะ ท่านทั้งหลายเป็นหินก้อนหนึ่ง มีลักษณะเดียวกันเลย เข้ากันได้ ที่เอามาต่อติดกับพระองค์ สร้างขึ้นมาเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า ท่านลองคิดดูสิ บริสุทธิ์ขนาดไหน? ชีวิตเราในพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่นั้น บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ และสำคัญขนาดไหน?  พระเจ้าให้เกียรติขนาดไหน? พอท่านเป็นส่วนหนึ่ง  เป็นหินก้อนหนึ่งในคริสตจักรของพระเจ้าฝ่ายวิญญาณนี้  ท่านเป็นศิลาก้อนหนึ่งในคริสตจักรของพระเจ้าฝ่ายวิญญาณ  ซึ่งมีพระเยซูคริสต์เป็นศิลามุมเอก

ศิลามุมเอก ก็คือเป็นศีรษะที่สำคัญที่สุด ท่านทั้งหลายเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่ง หรือเรียกว่าเป็นศิลาก้อนหนึ่งที่ถูกก่อขึ้น เป็นคริสตจักรฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า หรือที่เรียกว่าวิหารของพระเจ้า ทั้งหมดนี้ มันเสร็จไปแล้ว มันเรียบร้อยไปแล้วอย่างที่ผมบอกว่าพระเจ้าต้องการให้เราเห็นถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำที่ไม้กางเขนนั้น เรียบร้อยไปแล้ว

และเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้  และเขาจะได้รับสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำทั้งหมดเหล่านั้น แค่เปิดใจเชื่อและรับเอาเท่านั้นเอง  และเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อและรับเอาแล้ว เราควรจะรู้ว่าเราเป็นใครแล้วในพระเยซูคริสต์

ที่อธิบายเรื่องการเป็นหนึ่งเดียวกัน การเป็นศิลาในวิหารของพระเจ้า ทั้งหมดนั้น มันเป็นแล้ว มันเสร็จแล้ว ในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ ความจริงในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนั้น อย่างตะกี้นี้เรียบร้อยแล้วจริงๆ และเมื่อเป็นแล้ว แล้วเป็นอะไรต่อในนี้ได้บอกไว้ว่าเมื่อเป็นศิลาก้อนหนึ่ง ในวิหารของพระเจ้า  เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่ง  ที่เรียกว่าศิลาก้อนหนึ่ง ในคริสตจักรของพระเจ้าแล้ว เราจึงได้เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์  มาอีกแล้ว

สิ่งเหล่านี้ในหนังสือเขียนเล็งไปถึงวัฒนธรรมของชาวยิว ในสมัยพระคัมภีร์เดิม คนยิวจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้หมดเลย แต่สามารถอธิบายได้  ขณะนี้ เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เมื่อเราได้บัพติศมาเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งในคริสตจักรของพระเจ้า ที่มีพระเยซูคริสต์เป็นศีรษะแล้ว เป็นหินก้อนหนึ่ง ในวิหารของพระเจ้า  ที่มีศิลามุมเอกเป็นพระเยซูคริสต์แล้ว  เรายังเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ ในตระกูลปุโรหิตหลวง

ปุโรหิตหลวง ที่มีพระเยซูคริสต์เป็นหัวหน้าปุโรหิต ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชารับใช้พระเจ้า  เข้าไปเป็นตระกูลเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ และในพระคัมภีร์นี้เขียนว่าเป็นตระกูลปุโรหิตบริสุทธิ์  ถูกแยกออกมาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์  ที่พระองค์ทรงใช้ตามน้ำพระทัยของพระองค์ และพระองค์ทรงหวงแหนมาก เพราะรักดั่งแก้วตาดวงใจ

“กำลังพูดถึงใคร?”

“กำลังพูดถึงฉัน”

ฉันคือใคร? ฉันคือผู้ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด วางใจในการกระทำของพระเยซู  ไม่พึ่งพาการกระทำของตนเองอีกแล้ว

ปุโรหิต ผู้ที่ถูกแยกออกมาจากโลกที่สกปรก โลกที่เต็มไปด้วยความบาป โลกที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า เราได้ถูกแยกออกมาจากโลกแล้ว  โลกที่ถูกเรียกว่าอยู่ในอาดัม

ปุโรหิต คือผู้ที่ถูกแยกออกมาพิเศษ ชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ เอาไว้ให้พระเจ้าใช้โดยเฉพาะ  ต้องบริสุทธิ์เท่าพระเจ้า ถึงจะเข้าไปอยู่กับพระเจ้าได้

แปลตรงๆ ก็คือปุโรหิต คือผู้ที่ละทางโลกเรียบร้อยแล้ว  นึกออกใช่ไหม? มนุษย์ก็พยายามทำเหมือนกัน แต่นี่ไม่ใช่มนุษย์ทำ แต่เป็นพระเจ้าทำ  แยกเราออกจากโลกที่เต็มไปด้วยความบาป ละทางโลกแล้ว  แล้วได้กลายเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ เข้ามาอยู่ในสวรรค์ บริสุทธิ์ ให้พระองค์ใช้  แยกออกมา ในฐานะเป็นลูก ไม่ใช่เป็นคนใช้  ไม่ใช่เป็นทูตสวรรค์ ไม่ใช่เป็นผู้รับใช้  แต่เป็นผู้รับใช้ในฐานะที่เป็นลูก ลูกที่รับใช้พ่อ  เพราะฉะนั้น จึงต้องบริสุทธิ์สะอาด  ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพ่อ ซึ่งพระเจ้าได้ชำระด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ จนสะอาดหมดจด  และได้บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว

พระเยซูตรัส จำได้ไหมว่าท่านไม่ได้เป็นของโลกนี้ เมื่อท่านมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้บังเกิดใหม่ ได้บัพติศมา เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้ว  ท่านไม่ใช่เป็นของโลกนี้อีกต่อไป  โลกนี้เป็นศัตรูกับท่าน โลกสกปรก แต่ท่านสะอาด โลกเต็มไปด้วยความมืด แต่ท่านเต็มไปด้วยความสว่าง  โลกคืออยู่ในอาดัม แต่ท่านอยู่ในพระคริสต์แล้ว

คราวนี้ปุโรหิตทำหน้าที่อะไร?  พอชาวยิวเขาอ่านพระคัมภีร์ตรงนี้ เขาก็เข้าใจแล้วว่าปุโรหิตทำหน้าที่อะไร? แต่เนื่องจากเราไม่ใช่ยิว  เราก็ต้องมาแปลนิดหนึ่ง  อธิบายให้กันฟังนิดหนึ่ง เพื่อให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ช่วยเราให้หลุดรอดพ้นออกจากโลกใบนี้  ซึ่งเต็มไปด้วยความบาป ย้ายเราเข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่าง อยู่ตระกูลปุโรหิตหลวง อยู่ตระกูลเดียวกับพระเยซูคริสต์ ในฐานะเป็นลูกของพระองค์  และมันเป็นเช่นไร

ปุโรหิตทางฝ่ายวิญญาณทำหน้าที่อะไร?  ปุโรหิตในพระคัมภีร์เดิมทำหน้าที่อะไร? ปุโรหิตเป็นทูตของพระเจ้า เป็นคนกลางที่พระเจ้าจะใช้ ในการสื่อสารกับมนุษย์  ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณ ก็คือยอมจำนนเชื่อฟังต่อพระเจ้า ผู้ทรงให้กำเนิดชีวิตของปุโรหิต หรือของคนๆ นั้น คือยอมเชื่อฟัง เหมือนดั่งทาส  แต่จริงๆ เป็นลูก

การเชื่อฟัง คือพระเจ้าพูดอะไร ในวิญญาณคนนั้น ก็เอเมนหมด  ใช่ ถูกต้อง  เพื่อถวายคำขอบพระคุณต่อพระเจ้าว่าพระองค์ทรงทำอะไรในพระเยซูคริสต์แล้ว ในวิญญาณมันจะรับรู้ทั้งหมดเลย เรียบร้อยแล้ว และตรงนี้ ปุโรหิตมีหน้าที่เป็นทูต เป็นคนกลาง นำเอาความจริงเหล่านี้ ออกไปยังบรรดามนุษย์ สื่อสารให้กับมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งตรงนี้ ภาษาเดิมแปลว่าอย่างนี้

ปุโรหิต คือผู้ที่ถูกแยกออกมา ทำหน้าที่เชื่อฟังต่อพระเจ้า  เป็นเหมือนดั่งทาส ยอมมอบถวายอวัยวะทุกส่วนในชีวิตทั้งหมด เป็นของพระองค์ ทั้งร่างกาย ความคิดจิตใจและวิญญาณ ซึ่งได้รับการชำระเรียบร้อยแล้ว บริสุทธิ์ สะอาดด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์แล้ว ถวายแด่พระองค์  เป็นที่ยอมรับได้ของพระองค์แล้ว  คือสะอาด บริสุทธิ์ เพียงพอแล้ว ที่พระองค์จะทรงสามารถใช้ได้ เข้ามาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ได้ ซึ่งเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า และการได้ถูกชำระจนสะอาดหมดจดนี้ เป็นที่รับได้ของพระเจ้าตรงนี้ ทำให้เขาสามารถคืนดีกับพระเจ้า  เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้   และการจะได้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ต้องผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ในการกระทำของพระเยซูคริสต์เท่านั้น

ดังนั้น ปุโรหิต คือผู้ที่ถูกแยกออกมา เป็นลูกที่คอยรับใช้พ่อ ที่บริสุทธิ์สะอาด ผ่านทางการกระทำของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน เป็นปุโรหิต ทำหน้าที่เหมือนพระเยซูคริสต์ทำ  พระเยซูคริสต์มาประกาศสวรรค์ มาช่วยเหลือมนุษย์  มารับใช้มนุษย์  และเราทั้งหลายเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นตระกูลปุโรหิตเหมือนกัน  เป็นเหมือนหัวหน้าเราเลย เราก็เป็นทูตของพระเจ้าเหมือนกัน ทำหน้าที่รับใช้พระเจ้า  ก็คือรับใช้มนุษย์

เพราะฉะนั้น คริสเตียนผู้เชื่อทั้งหลาย คือผู้ที่รับใช้มนุษย์ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา  เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เราเป็นปุโรหิตที่บริสุทธิ์ พระเจ้าจะใช้เรา ใช้ในการเป็นสื่อกลางในการประกาศพระบารมี ประกาศการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ ประกาศความรักของพระองค์ ประกาศแสงสว่างของพระองค์ ประกาศความดีงามของพระองค์  ด้วยชีวิตของเรา ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ความคิดของเรา  การดำเนินชีวิตของเราแต่ละวัน ทุกเสี้ยวของชีวิต ทุกลมหายใจเข้าออกเลย  ไม่เฉพาะออกไปประกาศข่าวดี ตะโกนที่ตลาด ไม่ใช่แค่นั้น แต่ตรงนี้หมายถึงชีวิตของเรา รู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่เป็นดังนั้นอยู่แล้ว  ท่านไม่รู้หรอก ท่านก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ท่านไม่รู้ว่าท่านกำลังประกาศอยู่ด้วยชีวิตท่าน ท่านก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นนักประกาศ ท่านเป็นนักประกาศทุกคน โดยกำเนิดเกิดมาเป็นทูตของพระเจ้า โดยกำเนิดเกิดมาเป็นผู้ประกาศอยู่แล้ว ส่วนจะประกาศด้วยลักษณะเช่นไร? แต่ละคนไม่เหมือนกันแล้ว แล้วแต่พระเจ้าจะแต่งตั้ง นำพาแต่ละคน ประกาศแบบไหน? อย่างไร? ก็ว่ากันไป

เหมือนโจรบนไม้กางเขนได้รับความรอด ก็มาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนแป๊บเดียวเอง ก็ได้ประกาศข่าวดีให้กับเพื่อนที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขน  แต่ขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ก็หนุนจิตชูใจ และเป็นพยาน   สำหรับผู้ที่จะเชื่อพระเยซูคริสต์ในยุคต่อๆ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน  นี่พระเยซู พระเจ้าก็ใช้อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น จงรับรู้ว่าเรากำลังทำอยู่  ทำหน้าที่เป็นปุโรหิต

เพราะฉะนั้น สรุปของวันนี้ ก็คือเราได้รับบัพติศมา  หรือเรียกว่าการผ่าตัดวิญญาณก็ได้ มันมีการเปลี่ยนแปลงในโลกฝ่ายวิญญาณ เกิดขึ้นกับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้ มันเป็นจริง และตรงนี้คือหัวกะทิของความจริงในเรื่องนี้ เป็นหัวกะทิของนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ เป็นถ้อยคำแห่งความจริง ถ้อยคำแห่งข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่เป็นข่าวดีแห่งพระคุณ คือพึ่งพาในการกระทำของพระเยซูคริสต์อย่างเดียวเท่านั้น ก็คือเราได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ผมจะพูดทีละประโยค แล้วท่านตอบว่า “เอเมน” นะ จะได้ฝึกฝนไปด้วย เอเมนของท่าน ก็คือการดื่มน้ำนมฝ่ายวิญญาณ  ถ้าไม่จริงตามข่าวประเสริฐ ท่านก็ไม่ต้องเอเมน ก็คือท่านไม่ดื่ม ถ้าใครมาพูดอะไรที่แย้งกับความจริงในถ้อยคำพระเจ้า ท่านก็ไม่ต้องพูด ท่านก็เงียบๆ  ถ้าเขาพูดมาตรงกับถ้อยคำพระเจ้า ท่านก็ดื่มซะ ท่านก็บอกเอเมน … เอเมน คือท่านดื่ม ดูว่าท่านดื่มหรือเปล่านะ

“เราได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้าแล้ว” … คำว่า “แล้ว” แปลว่าเสร็จแล้ว เป็นแล้ว

“เอเมน”

“เราได้บัพติศมาในพระเยซูคริสต์แล้ว”

“เอเมน”

“เราได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว”

“เอเมน”

“เราได้สามัคคีธรรม ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์แล้ว”

“เอเมน”

“เราได้รู้จักสนิทสนมกับพระคริสต์แล้ว”

“เอเมน”

สนิทแน่เหรอ? รู้จักแน่เหรอ? รู้จักละเอียดเลยไหม? เข้าใจหมดเลยไหม? เข้าใจไม่หมดหรอก ไม่เข้าใจหรอก แต่ในวิญญาณ มันเป็นอย่างนี้แล้ว เอเมน ในวิญญาณมันเป็นอย่างนี้ จะเอาความเข้าใจของมนุษย์ มันเป็นไปไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน นี่คือความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ เกี่ยวกับเรื่องข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณทั้งสิ้น  ไม่สามารถเข้าใจด้วยสติปัญญา เหตุผล ความเข้าใจแบบมนุษย์ได้ ครบ 100%

“เราได้รู้จักสนิทสนมกับพระคริสต์แล้ว”

ก็ได้รู้จักแล้วไง วันหนึ่ง วันพิพากษา

พระเยซูคริสต์ก็จะได้บอกว่า … “เราก็รู้จักเจ้า เพราะเจ้ารู้จักเรา”

ถ้าเราไม่รู้จักเจ้า วันพิพากษา พระเยซูคริสต์ก็จะบอกว่า … “เราไม่รู้จักกับเจ้าเลย เจ้ายังไม่ได้เข้ามาบัพติศมา เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับเราเลย”

“พระคริสต์เป็นอย่างไร? เราก็เป็นอย่างนั้นด้วยแล้ว”

“เอเมน”

“เราได้กลายมาเป็นศิลาก้อนหนึ่ง ที่ต่อติดกับศิลามุมเอก เป็นเหมือนศิลามุมเอก คือพระเยซูคริสต์แล้ว”

“เอเมน”

ต้องเติมคำว่า “แล้ว” เพราะพระองค์ทรงกระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

อันนี้ชอบมากเลย … “เราได้กลายมาเป็นศิลาก้อนหนึ่ง ที่ต่อติดกับศิลามุมเอก เป็นเหมือนศิลามุมเอกเลย คือพระเยซูคริสต์ เราได้กลายมาเป็น คือเราได้เกิดมาเป็นศิลาก้อนหนึ่งที่ต่อติดกับศิลามุมเอก เป็นเหมือนศิลามุมเอก คือพระเยซูคริสต์”

“ชีวิต จิตวิญญาณของเราที่ดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้  ก็โดยชีวิตของพระคริสต์”

“เอเมน”

อาจจะไม่เข้าใจ แต่ในวิญญาณมันเป็นจริง  พระเจ้าต้องการให้เรารู้ความจริงในโลกวิญญาณ ชีวิตจิตวิญญาณของเราที่ดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้  ก็โดยชีวิตของพระคริสต์  เอเมน ถ้าตายจากร่างกายนี้ ก็ดีกว่า เพราะจะได้เห็นพระคริสต์หน้าต่อหน้า เอเมน กลัวตาย กลัวส่วนกลัว แต่โลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้ ในโลกวิญญาณ คือถ้าตายจากร่างกายนี้ วิญญาณออกจากร่าง ก็ดีกว่าอยู่ในร่างกาย เพราะว่าอยู่ในร่างกายนี้ มองพระเยซูก็ไม่เห็น มองพระเจ้าก็ไม่เห็น ต้องใช้ความเชื่อเอา แต่ถ้าตาย วิญญาณออกจากร่างเมื่อไร? ไม่ต้องใช้ความเชื่ออีกต่อไปแล้ว เอเมนไหม?  เราจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า ไม่ต้องใช้ความเชื่ออีกแล้ว  แล้วเราจะเห็นพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า ตื่นเต้น เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า ตื่นเต้น เห็นใครอีกคนหนึ่งน่าตื่นเต้นกว่าเลย เห็นตัวเองที่เต็มด้วยสิริที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เป็นร่างกายสวรรค์ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ ไม่ตื่นเต้นหรือว่ามันจะเป็นลักษณะเช่นไร?

นี่แหละ คือเป้าหมายที่พระเจ้าต้องการให้ลูกๆ ของพระองค์เรียนรู้ และจดจ่ออยู่ จะได้ไม่ทุกข์ทรมานกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ นี่แหละ คือน้ำนมฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นหัวกะทิ ที่พระเจ้าต้องการให้เรารับรู้ในวันนี้ พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ฟีลิปปี 3:20-21 “20 แต่เราเป็นพลเมืองสวรรค์ และเราเฝ้ารอคอยพระผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์ คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า  21 พระองค์จะทรงเปลี่ยนกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงพระเกียรติสิริของพระองค์ โดยฤทธานุภาพที่สยบทุกสิ่งไว้ใต้อำนาจของพระองค์”

 

“แต่เราเป็นพลเมืองสวรรค์” … “แต่เรา” หมายถึงผู้เชื่อที่ยอมรับพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอดจากบาปแล้ว ได้เกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่เหมือนพระเยซูแล้ว อยู่กับพระเยซูในสวรรค์แล้วเป็นพลเมืองของสวรรค์แล้ว เป็นแล้วนะ

 

และเราเฝ้ารอคอยผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์ “คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์จะทรงเปลี่ยนกายอันต่ำต้อยของเรานี้”

 

เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว วิญญาณและจิตใจข้างในของเรา เป็นชีวิตนิรันดร์ที่เหมือนพระเยซูแล้ว แต่ร่างกายภายนอกนี้ จำเป็นต้องตาย เพื่อจะได้รับร่างกายใหม่ ที่เป็นนิรันดร์เหมือนพระเยซู เพื่อให้เข้ากันได้กับวิญญาณและจิตใจใหม่ที่เป็นชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเยซูแล้วตอนนี้

 

พระเยซูจะเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายอันทรงพระเกียรติสิริของพระองค์ ด้วยฤทธานุภาพที่สยบทุกสิ่งไว้ใต้อำนาจของพระองค์ ด้วยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ คือพระสิริของพระเจ้า

 

เรามองทะลุความทุกข์ยากลำบาก มองไปที่รางวัลข้างหน้า ก็คือร่างกายใหม่ เต็มไปด้วยพระสิริ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนนี้ได้มัดจำไปแล้ว 99.99% ได้เกิดใหม่ข้างในแล้ว มีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ข้างในของเรา เป็นพยานยืนยันว่ามันเป็นจริง เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ตามถ้อยคำของพระเจ้าเหล่านี้ ตามข่าวดีของพระเยซูเหล่านี้ แล้วเราก็มุ่งตรงไปข้างหน้าว่าทำงานให้พระเจ้าบนโลกนี้อีกไม่นาน ให้พระเยซูคริสต์ฉายแสงสว่างออกมาจากชีวิตของเรา แล้วแต่พระองค์จะนำไปที่ไหน ก็ตาม เราจะอดทนรอคอย เราไม่สนใจในโลกใบนี้แล้ว จะวิ่งไปที่เป้าหมายเดียวของเรา คือร่างกายใหม่ ร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์

 

เพราะฉะนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ เราอาจจะไม่เข้าใจ ไม่มีคำตอบว่าเพราะอะไร? มันถึงเกิดขึ้น เราก็ไม่สนใจ สิ่งเดียวที่เรารู้และมั่นใจ และเป็น ความเชื่อและความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ของเรา ก็คือ เรากำลังอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้และพระเจ้าสถิตอยู่กับเราแล้วตอนนี้ ตลอดเวลา ไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยละเราเลย และพระองค์ทรงห่วงใย รักเราดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา ก็ยืนยันอย่างนั้น และเรารู้อยู่ว่าเราได้อยู่ในสวรรค์ เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเชื่อแล้ว เราได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ มีชีวิตนิรันดร์ อยู่ในครอบครัวของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว 99.99% แล้ว

 

รออีกนิดเดียวเอง ก็จะครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อเรารับร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ มาแทนร่างกายอันต่ำต้อยนี้ ในวันหนึ่งที่ทิ้งร่างนี้ หมดการงานบนโลกใบนี้แล้ว พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1364

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  8  พฤษภาคม  2022

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส”  ตอน 11

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เราจะมาต่อในหนังสือเอเฟซัส บทที่ 2 ข้อที่ 11 สัปดาห์ที่แล้ว เราจบลงข้อที่ 10 ที่บอกว่าเราเป็นผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงประณีตบรรจงสร้างเราขึ้นมา ก็คือสร้างสรรค์เราใหม่ เมื่อเราได้บังเกิดใหม่เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า เข้ามาเป็นครอบครัวใหม่ของพระองค์ วิญญาณเราสะอาดหมดจด พระเจ้าได้เปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับพวกเราทุกๆ คนให้เป็นเหมือนวิญญาณของพระเยซูคริสต์ มีชีวิตนิรันดร์แบบเป็นคุณภาพเหมือนพระเจ้า

เอเฟซัส 2:10 “เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้า ที่สร้างสรรค์ขึ้นในพระเยซูคริสต์ ซึ่งวิญญาณได้บังเกิดใหม่ พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้ เพื่อทำการดีต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตที่ดี เป็นไปตามแผนการของพระองค์”

 

เราคุยกันเรื่องของชีวิตนิรันดร์ว่ามนุษย์ถูกสร้างมาให้มีวิญญาณนิรันดร์  แล้ววิญญาณของมนุษย์ทุกคน เป็นตัวตนจริงๆ ของเรา ฉะนั้น วิญญาณนิรันดร์ตรงนี้ ณ เวลานี้ ที่เรามาเชื่อพระเจ้า เรามีวิญญาณนิรันดร์ ที่เป็นคุณภาพ มีธรรมชาติใหม่ เหมือนพระเจ้าเลย แต่ก่อนหน้านั้น ก่อนที่เรามาเชื่อพระเจ้า วิญญาณเราอยู่นิรันดร์เหมือนกัน แต่เป็นนิรันดร์ที่อยู่ในนรก เป็นวิญญาณที่ถูกสาปแช่งนิรันดร์ เป็นวิญญาณที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า  ฉะนั้น วิญญาณของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ ก็คือเข้ามาหาพระเจ้า  เพื่อเราจะได้มีวิญญาณที่มีคุณภาพเหมือนพระเจ้า

ถ้ามนุษย์ยังรักที่จะพึ่งพาตัวเอง คิดว่าตัวเองสามารถทำได้ ถึงมาตรฐานของพระเจ้า ไม่ยอมมาพึ่งพาในพระเยซูคริสต์ ยังคงอยู่ที่เดิม “ที่เดิม” ก็คืออยู่ในที่ที่ไม่มีพระเจ้าอยู่ ณ เวลานี้ คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า แม้ลักษณะเหมือนกับเขายังเป็นอยู่ มีชีวิตอยู่ แต่ในพระคัมภีร์บอกว่าคนเหล่านั้น ได้ตายแล้ว ก็คือวิญญาณเขาตายจากพระเจ้า  ไม่ได้อยู่ฝั่งพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ในความมืด  อยู่ในคำสาปแช่ง นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ

แล้วพระเจ้าก็ได้บอกว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรค์เราผู้เชื่อทั้งหลาย ที่บังเกิดใหม่  ให้เราสามารถที่จะกระทำการงานดีต่างๆ ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  ก็คือเมื่อเราบังเกิดใหม่ปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาอยู่ในเรา แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์นี่แหละ จะทรงประกอบกิจ ก็คือทำงานในร่างกายในวิญญาณของเรา  ทำให้เราสามารถที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้

เอเฟซัส 2 :11 “เหตุฉะนั้น ท่านจงระลึกว่าแต่ก่อนท่านเป็นคนต่างชาติ คือไม่ใช่ชาวยิวโดยกำเนิด และบรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่า “พวกที่เข้าสุหนัต” (ซึ่งกระทำทางกาย ด้วยมือมนุษย์) (ชาวยิว) เรียกท่านว่า “พวกไม่เข้าสุหนัต”

 

อาจารย์เปาโลกำลังอธิบายให้ผู้เชื่อ ชาวต่างชาติ ซึ่งหมายถึงพวกเราด้วย พวกเราไม่ได้เป็นชาวยิวโดยกำเนิด  แต่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเป็นยิว โดยความเชื่อในวิญญาณ อาจารย์เปาโลกำลังพูดคุยกับคนที่ไม่ใช่เกิดมาเป็นชนชาติยิว เขาเรียกว่าคนต่างชาติ คนไม่มีระดับ คนยิวเขาจะไม่คบหา คนยิวเขาจะมีความรู้สึกว่ามาตรฐานเขาสูงมาก เขาเป็นประชากรของพระเจ้า  พระเจ้าทรงเลือกสรรเขาไว้ พระเจ้าเป็นพระเจ้าของเขาคนเดียว อะไรอย่างนี้ แต่ว่าพอถึงวันที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นขึ้นมาจากความตาย พระเจ้าวางแผนตั้งแต่ต้นแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป แผนการที่ลี้ลับนี้ พระเจ้าก็วางว่าพระเจ้าจะให้คนยิวมาก่อน ก็คือเรียกคนยิวมาเป็นชนชาติของพระเจ้า ให้มาเป็นแบบอย่าง ในการรักษาธรรมบัญญัติของพระองค์ พอถึงพระเยซูคริสต์มา กฎใหม่ ก็คือคนยิวไม่ได้โดยปริยายว่าเขาเป็นชนชาติของพระเจ้า คนยิวก็ต้องเหมือนพวกเราคนต่างชาติ คือต้องบังเกิดใหม่ ต้องยอมรับความช่วยเหลือ จากพระเยซูคริสต์ เปิดใจรับเอาพระเยซูคริสต์เข้ามา เป็นพระเจ้าส่วนตัวของเขา ไม่พึ่งพา ในการรักษากฎบัญญัติที่เขาเคยพึ่งพามาตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่บรรพบุรุษเลยว่ารักษากฎบัญญัติตรงนี้นะ เพื่อเขาจะได้เป็นชนชาติของพระเจ้า

พอถึงพันธสัญญาใหม่ปุ๊บ คนยิวก็จะไม่สามารถเป็นแบบนี้อีกแล้ว  ไม่ได้โดยปริยายว่าเขาเป็นคนของพระเจ้า คนยิวต้องเหมือนพวกเรา คนต่างชาติ ต้องเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตของเขา ไม่พึ่งพาความประพฤติ ปฏิบัติตามกฎบัญญัติอีกต่อไป เมื่อพระคุณมา ความประพฤติตรงนั้น ก็เท่ากับจบไป บัญญัติเก่าก็จบไป แล้วพระเจ้าบอกว่า …

“ตอนนี้บัญญัติใหม่มาแล้วนะ พวกเธอไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไม่ต้องพยายามทำตามกฎบัญญัติใดๆ เพราะว่าทำตามกฎ ก็ไม่สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นว่าให้มาพึ่งพาในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน”

นั่นแหละ คือเงื่อนไขใหม่ ให้เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำ พอเป็นแบบนี้ปุ๊บ คนยิวก็ไม่คุ้นชิน  เหมือนกับเขาเคยทำของเขามาตั้งนาน เขาเคยปฏิบัติตามธรรมบัญญัติที่พระเจ้าสั่งโมเสส โมเสสก็สั่งต่อ แล้วเขาก็เคร่งครัดในการปฏิบัติ แล้วเขามีความภาคภูมิใจ  รู้สึกว่า …

“ฉันปฏิบัติได้เยอะนะ อยู่ดีๆ บอกฉันไม่ต้องทำแล้ว ให้มาเชื่อพระเยซูอย่างเดียว”

มันรับไม่ได้ ตั้งแต่พระเยซูคริสต์ได้บังเกิดใหม่ จนถึงยุคปัจจุบัน คนยิวอีกมากมายที่ไม่สามารถยอมรับสิ่งนี้ได้ เขามีความรู้สึกว่ามันง่ายไป ให้พึ่งพาพระเยซูอย่างเดียว ก็ได้รับความรอด แต่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกความรอดนี้ เป็นพระคุณ

เป็นพระคุณที่พระเจ้าให้เราเปล่าๆ  เพราะพระเจ้ารู้อยู่แล้วว่ามนุษย์ ไม่ว่าชาติยิว ชาติไหนก็ตาม ไม่สามารถที่จะทำความดี หรือประพฤติ ปฏิบัติตามกฎบัญญัติ จนครบถ้วนสมบูรณ์ 100% เพื่อที่จะได้รับความรอด  เพื่อที่จะมาคืนดีกับพระเจ้าได้ คือต่อให้ทำดีแค่ไหน? เชื้อที่เขาติดมา คือเชื้อบาป DNA บาป ยังอยู่ที่เดิม เขาจำเป็นต้องเปลี่ยน เปลี่ยนโดยวิธีที่พระเยซูบอก ก็คือการบังเกิดใหม่   แล้วถ้าคนจะเกิดใหม่ ก็ต้องตายก่อน ถ้าไม่ตาย ก็เกิดใหม่ไม่ได้

ฉะนั้น ขบวนการตรงนี้แหละที่พระเยซูคริสต์บอกว่าเราจำเป็นจะต้องบัพติศมาในวิญญาณ คือวิญญาณเราจำเป็นจะต้องไปตายพร้อมกับพระเยซู ฝังพร้อมกับพระเยซู เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระเยซู คือบังเกิดใหม่ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตรงนี้ คือพระคุณ แล้วพอเราได้บังเกิดใหม่ปุ๊บ ในข้อที่ 11 ก็เกิดผลเลย ตรงที่ว่าเราไม่ได้เป็นคนยิว แล้วพวกคนยิวเขาก็ดูถูกเรา พวกคนต่างชาติว่าไม่ใช่เป็นประชากรของพระเจ้า ไม่ได้อยู่ในพันธสัญญาของพระเจ้า ตรงนี้เขาใช้คำว่า “พวกที่เข้าสุหนัต”

พวกที่เข้าสุหนัต ก็คือตอนสมัยของอับราฮัม พระเจ้าก็ทำสัญญากับอับราฮัม ด้วยเลือด  เราจะสังเกตว่าพระสัญญาของพระเจ้าทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกับเลือดหมดเลย เพราะเลือด คือชีวิต แล้วพระเจ้าก็บอกว่าให้คนอิสราเอล เริ่มตั้งแต่อับราฮัม ตอนที่อับราฮัมทำพิธีเข้าสุหนัต ก็คือขลิบหนังปลายองคชาติ ให้เลือดออก ตอนนั้น อับราฮัมอายุ 99 ปี แล้วพระเจ้าก็ให้ชนชาติอิสราเอลที่เป็นบริวารของอับราฮัม ให้ทำแบบนี้หมดเลย ก็คือผู้ชายทุกคนจะทำพิธีนี้ คือพิธีเข้าสุหนัต เพื่อยืนยันว่าเขาเป็นประชากรของพระองค์ นั่นคือยุคสมัยเดิมนะ พระเจ้าทำอย่างนี้

แต่พอถึงยุคพันธสัญญาใหม่ การเข้าสุหนัต คือเข้าสุหนัตฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าก็ใช้เลือดเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เลือดของมนุษย์แล้ว ก่อนหน้านั้น ให้เลือดมนุษย์หลั่งออก  เพื่อทำสัญญากับพระเจ้า แล้วจากนั้น พระเจ้าก็ตั้งเงื่อนไข กฎเกณฑ์ว่าคนอิสราเอล ต้องเอาเลือดของสัตว์ที่ไม่มีตำหนิ ตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ มาถวายเป็นเครื่องบูชาทุกปี เพื่อกลบเกลื่อนบาป ไม่ใช่ลบหายไปเลยนะ กลบเกลื่อนเฉยๆ  ปีต่อปี  เพื่อมาส่งดอกเบี้ย เพื่อยืดชีวิตที่ตัวเองเป็นประชากรของพระเจ้าเท่านั้น พอตรงนี้ คนอิสราเอลทำมาตลอดเลย โดยใช้เลือดของแกะ หรือแพะ หรือนกพิราบ หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วแต่บาปแต่ละคนเป็นอย่างไร? แต่ว่าถ้าเป็นการถวายเครื่องบูชา เพื่อลบบาปใหญ่ คือปีหนึ่งแค่ครั้งหนึ่ง ก็ต้องใช้ลูกแกะที่ไม่มีตำหนิ อายุกี่ขวบ อะไร พระเจ้าก็กำหนดไว้หมดเลย  แล้วต้องนำมาให้กับมหาปุโรหิต เพื่อฆ่าแกะตัวนั้น  แล้วจะมีแพะด้วย  ตอนที่อธิษฐาน ก็จะเอามือวางที่หัวของแพะ เหมือนเป็นแพะรับบาป แล้วก็ปล่อยไป คือมีขบวนการพิธีเยอะแยะมากมาย แล้วเมื่อฆ่าแกะเสร็จ ก็จะเอาเลือดมาเป็นเครื่องถวายบูชา ตรงนั้นแหละ คือขบวนการสมัยอดีต พอพระเยซูคริสต์มาปุ๊บ พระเยซูได้ใช้พระโลหิตของพระองค์เอง ก็คือเดินเข้าไปที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตของพระองค์

ฉะนั้น เมื่อก่อน เลือดของสัตว์ชำระได้ปีต่อปี แล้วไม่ใช่ปีหนึ่งทำครั้งเดียว พอคนอิสราเอลทำบาปปุ๊บ ก็ต้องดูว่าบาปเล็กหรือบาปใหญ่ บาปขนาดไหน แล้วบาปแต่ละชนิด พระเจ้าก็มีข้อกำหนดด้วยว่าถ้าทำผิดอย่างนี้ สมมติว่าไปขโมยของของพี่น้อง ต้องเอาอะไรมาถวายเป็นเครื่องบูชา เพื่อลบบาป แล้วไม่ใช่ถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวนะ ต้องเอาของที่ขโมย มาคืนให้กี่เท่า สมัยก่อนมีคืนให้ 2 เท่า 3 เท่า แล้วแต่ แต่ละอย่าง คือข้อกำหนดเยอะมาก คนอิสราเอลเขาก็ทำตามมาตลอด แต่ว่าทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำผิดแล้วผิดอีกอะไรอย่างนี้ พอถึงยุคของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าบอกว่าพระเยซูตายแค่ครั้งเดียว หลั่งพระโลหิตแค่ครั้งเดียว  โลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระล้างบาปของมนุษยชาติทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะผู้เชื่อบนโลกใบนี้  อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่เราจะทำอีก ชำระหมด เที่ยวเดียวจบเลย ในพระคัมภีร์บอกอย่างนั้น พระเยซูไม่ต้องมาทำแล้วทำอีก เหมือนกับสมัยโบราณ ที่คนอิสราเอลต้องเอาแกะ เอาแพะมาถวายเป็นเครื่องบูชา ปีหนึ่งครั้งหนึ่ง แล้วก็บาปเล็กบาปน้อย เอามาถวาย อาจจะเรียกว่าทุกวี่ทุกวัน เพราะว่าคนทำบาปทุกวันอยู่แล้ว

ตรงนี้แหละ คือพระคุณ แล้วพระเจ้าบอกว่าพระคุณตรงนี้ พระเยซูคริสต์ได้ทำให้สำเร็จแล้ว การหลั่งพระโลหิตของพระเยซูได้ชำระล้างความผิดบาปของเราเรียบร้อยแล้ว พระเยซูยอมละวิญญาณของพระองค์เอง คือยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อว่ามนุษยชาติจะได้สามารถไปตายพร้อมกับพระองค์ ถ้าไม่ตาย ก็เกิดใหม่ไม่ได้ ก็ยังอยู่ในบาปอยู่ ตายพร้อมกับพระองค์ แล้วก็เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระองค์ ในภาษาพระคัมภีร์ใช้คำว่า “บังเกิดใหม่” เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า เป็นครอบครัวของพระเจ้า  เข้ามาอยู่ฝ่ายพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า  ก็คือเข้ามาคืนดีกับพระเจ้า

ก่อนหน้านั้น เป็นศัตรูกับพระเจ้า  อยู่คนละฝั่งกับพระเจ้า อยู่ในความตาย  อยู่ในความบาป แต่พอเราบังเกิดใหม่ปุ๊บ พระเจ้าบอกวิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนใหม่เลย ไม่ใช่ว่าต้องมาซ่อมแซม หรือว่ามาชำระตลอด ไม่ใช่ เปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเรา เป็นเหมือนวิญญาณของพระเยซูคริสต์ ฉะนั้น พอเราได้รับการเปลี่ยนวิญญาณใหม่ปุ๊บ ในพระคัมภีร์บอกว่าตรงนี้แหละ คือพระพรที่พระเจ้าให้ เป็นพระคุณที่พระเจ้าให้เราเปล่าๆ โดยที่เราไม่สมควรได้รับเลย  เราเป็นคนบาป เราควรจะได้รับกรรม หรือได้รับโทษตรงนี้ แต่พระเจ้าบอกว่าถ้าขืนปล่อยให้เธอทำ เพื่อลบล้างบาป ลบล้างโทษ สงสัยไม่ไหว  คืออย่างไรก็ทำไม่ได้ พระเยซูก็เลยถูกส่งมา  เป็นแผนการตั้งแต่เริ่มต้น

พระเยซูทำเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเสด็จขึ้นสวรรค์ ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วมาอยู่กับสาวก 40 วัน … 40 วันที่เดิน กิน นอนด้วยกันกับสาวก สาวกเห็นพระเยซู คือร่างกายที่สามารถจับต้องมองเห็นได้ แล้วเป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี แต่จำกันได้อยู่ว่าเป็นพระเยซูคริสต์ และเป็นร่างกายที่ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่  ก็คือก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ พระเยซูไปไหน ไปได้ที่เดียว  แล้วต้องใช้เวลาเดินทาง ต้องเดินบนบก หรือลงเรือ ข้ามฟากอะไรต่างๆ  คือต้องใช้เวลาเดินทาง  แต่หลังจากที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย คือไม่ต้องใช้เวลาเดินทาง พระเยซูจะมาตอนไหน? พระองค์ก็มาเลย

ภาพนี้เป็นภาพเดียวกันกับในอนาคตข้างหน้า เมื่อผู้เชื่อละร่างกายนี้ วิญญาณเราออกจากร่าง เราจะได้ไปรับร่างกายใหม่ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีเหมือนพระเยซูคริสต์ ก็คือเราจะเป็นเหมือนพระเยซูเลย ฉะนั้น พระเยซูมา เพื่อให้สาวกได้เห็นว่าพระองค์เป็นขึ้นมาใหม่จริงๆ แล้วตอนที่พระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ ยังมีสาวก โธมัสไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่

“ไม่ได้ ฉันไม่เชื่อหรอก ต้องให้ฉันเอานิ้วมาแหย่ที่รอยตะปู เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นพระเยซูจริงๆ”

พระเยซูก็ให้ดูเลย พอมาเจอโธมัส มาๆ เอานิ้วมาแหย่ เราจะเห็นภาพความรัก ความเมตตา ที่พระเจ้ามีต่อมนุษยชาติ หลายคนคิดว่าเราเป็นคริสเตียน ถ้าเราสงสัยพระเจ้า พระองค์จะโกรธเราไหม? โธมัสเป็นตัวอย่างที่ดีนะ โธมัสสงสัยเหมือนกัน เขาไม่ได้เชื่อเลย

เมื่อเพื่อนๆ บอกว่า … “องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนะ เราเห็น”

โธมัสบอก … “ไม่เชื่อๆ” ต้องเห็นด้วยตาของตัวเอง ต้องเอานิ้วแหย่ด้วยมือของตัวเอง สัมผัสด้วยตัวเองว่าเป็นจริงๆ เขาถึงจะเชื่อ แล้วพระเยซูก็ไม่เคยโกรธเลย พระองค์บอกมาๆ เอานิ้วมาแหย่เลย เพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นพระเจ้า แล้วเราได้บังเกิดใหม่จริงๆ ได้เป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ

ซึ่งความสงสัยตรงนี้ ก็ไม่มีผลอะไรกับวิญญาณของเรา อย่างปัจจุบัน ตอนที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วผู้เชื่อ ตอนนั้นคนที่ติดตามพระเยซู ยังไม่ได้รับการบังเกิดใหม่ อย่างตอนที่พระเยซูอยู่ด้วย 40 วัน คือสาวกที่ติดตามพระองค์ยังไม่ได้บังเกิดใหม่เหมือนพวกเรา คือพระเยซูให้รอ รอตามพระสัญญาที่พระองค์บอกว่าพระองค์จะส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์มาสถิตอยู่ในผู้เชื่อ แล้วเมื่อวันเพ็นเตคอส ก็คือหลังจาก 40 วัน ตอนที่พระเยซูลอยขึ้นไปที่สวรรค์ พระเยซูบอกว่าให้ไปรอ แล้วก็ให้ออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้เขารับบัพติศมาในพระนามของพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์

ดังนั้น คำว่า “รับบัพติศมา” ของพระเยซูคริสต์ตรงนี้  สมัยก่อน เราก็เข้าใจว่าพระเยซูสั่งว่าให้เราไปประกาศ ให้คนมาเชื่อพระเจ้า พอเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ก็ให้ผู้เชื่อมาบัพติศมาในน้ำ เป็นพิธีที่แสดงว่าคนนั้นได้กลับใจใหม่ แล้วเราก็ทำอยู่แค่นี้  แต่ว่าความเป็นจริงในโลกวิญญาณ พระเยซูไม่ได้หมายถึงการบัพติศมาในน้ำ

การบัพติศมาในน้ำ ทำดีไหม? ดี แต่ไม่มีผลกับวิญญาณเรา ต่อให้เราบัพติศมาในน้ำกี่ครั้งก็ตาม แต่ถ้าวิญญาณเราไม่ได้บังเกิดใหม่ มันก็ไม่มีผลอะไร  เราก็อยู่ที่เดิม เราไม่ได้เชื่อพระเจ้าจริงๆ เราไม่ได้รับเอาพระเยซูคริสต์เข้ามาอยู่ในเราจริงๆ ไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระองค์จริงๆ ไม่ได้กลับใจใหม่ ไม่ได้ตายกับพระองค์ ไม่ได้เป็นขึ้นมากับพระองค์ เราก็ยังอยู่ที่เดิม คือวิญญาณเก่าของเราอยู่ที่เดิม อยู่ในความบาปและความตายเหมือนเดิม

ฉะนั้น การทำพิธีบัพติศมาในน้ำไม่มีผลอะไรกับวิญญาณเรา แต่ว่าวิญญาณเรา เมื่อบังเกิดใหม่ปุ๊บ เราเป็นลูกพระเจ้าเลย ลูกพระเจ้าที่ต่อให้คนๆ นั้นเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เชื่อปุ๊บ เขาตายไปเลย คือจากไปอยู่กับพระเจ้าเลย โดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีบัพติศมาในน้ำเลย  อ้าว! ตกลงเขาจะรอดหรือไม่รอด? คือโดยความคิดของมนุษย์ หรือเราถูกสอนมา เราคิดว่าไม่รอดแน่เลย เพราะว่ายังไม่ได้ทำอะไรให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่เขากำหนดไว้ว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องบัพติศมาในน้ำ ต้องอย่างโน้นต้องอย่างนี้ แต่ความเป็นจริงในโลกวิญณาณ ก็คือเมื่อเขาเชื่อปุ๊บ วิญญาณเขาได้รับความรอดทันที ได้ไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ทันทีเลย ก็คือเขาเป็นลูกของพระเจ้าทันที วิญญาณเขาได้รับการบังเกิดใหม่ เปลี่ยนแปลงใหม่เลย เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ทันที แล้วต่อให้เขาไม่ได้บัพติศมาในน้ำ เมื่อเขาจากโลกนี้ไป วิญญาณเขาก็อยู่ที่เดิม  คืออยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์เหมือนเดิม นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ

ซึ่งหลายๆ ครั้งเราก็ถูกหลอก ไปให้ความสำคัญกับพิธีกรรมมากกว่าความจริงในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าบอกเราว่าความจริง คือแบบนี้ พระเยซูจึงบอกว่าให้ทำตามความจริง ก็คือมนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องบัพติศมาในพระวิญญาณ เมื่อพระวิญญาณบัพติศมา ก็คือเอาวิญญาณเราไปตาย ฝัง เป็นขึ้นมา นี่คือขบวนการบัพติศมาที่แท้จริงในถ้อยคำของพระเจ้า

ฉะนั้น พอถึงวันเพ็นเตคอส  ที่พระเยซูบอกให้สาวกไปรอ พระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาอยู่เหนือผู้เชื่อ ครั้งแรก เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว ก็คือผู้เชื่อที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ ร่างกายถูกชำระให้บริสุทธิ์ วิญญาณถูกเปลี่ยนใหม่ ความคิดจิตใจถูกเปลี่ยนใหม่ แล้วบริสุทธิ์ถึงขนาดที่พระเจ้าสามารถรับได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาสถิตอยู่ในผู้เชื่อได้ แปลว่าทันทีที่เราเชื่อ พระเจ้าทำขบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์เลย เราสะอาดบริสุทธิ์หมดจดเลยตั้งแต่วันนั้น  ตั้งแต่วินาทีนั้นเลย ที่เราเปิดใจต้อนรับพระเจ้า

ฉะนั้น ความจริงตรงนี้จะทำให้เราสามารถเป็นอิสรภาพ เราจะไม่ถูกหลอกว่า …

“ร่างกายเธอสกปรกอยู่นะ เธอไม่สะอาด เพราะ …”

ไม่สะอาด เพราะอะไร?  “เพราะเธอยังทำบาปอยู่ไง แต่ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าเธอสะอาดแล้ว ฉันชำระจนสะอาด ถ้าเธอไม่สะอาด ฉันเข้ามาอยู่ด้วยไม่ได้ ถ้าอยู่ด้วย เธอตาย” นี่คือความจริง

พระเจ้าบริสุทธิ์มาก บริสุทธิ์ถึงขนาดที่ว่าถ้ามาเจอความบาป  คนบาปอยู่ใกล้พระเจ้าตายทันที พี่น้องจำตอนที่กษัตริย์ดาวิดไปนำเอาหีบพันธสัญญาของพระเจ้ากลับมาได้ไหม? นี่พระคัมภีร์เดิม แค่กฎระเบียบที่พระเจ้าตั้งไว้ หีบพันธสัญญา มนุษย์ไม่สามารถเอามือเปล่าๆ แตะได้เลย แตะปุ๊บ ตาย นั่นคือเงื่อนไข กฎ

ตอนที่เอาหีบพันธสัญญาเดินทาง แล้วเกวียนตกหล่ม คนที่ดูแลเกวียนอยู่ เขาก็กลัวหีบพันธสัญญาหล่นลงมา  เขาก็เอามือไปช้อน ช้อนปุ๊บ ตายเลย ที่ตายไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าโกรธ แล้วพระเจ้าก็ทำให้เขาตายไม่ใช่ แต่มันเป็นกฎ กฎที่พระเจ้าตั้งไว้ ก็คือความบาปกับความบริสุทธิ์ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าเธอยังเป็นคนบาปอยู่ เธอมาแตะต้องหีบพันธสัญญา สมัยก่อนเขาเรียกว่าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย  แตะต้องการทรงสถิตของพระเจ้า เธอตายอย่างเดียวเลย นั่นคือกฎ

แล้วพี่น้องลองคิดดูจะมีมนุษย์คนไหนที่สามารถสะอาดบริสุทธิ์ จนพระเจ้ารับได้ ไม่มีทาง พระเจ้าเลยต้องส่งพระเยซูคริสต์มา พอพระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มา พระเจ้าก็ชำระเราสะอาดบริสุทธิ์ หมดจดทุกอย่างเลย โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร พระเจ้าทำให้หมด  โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ หลั่งพระโลหิต ถูกฝัง เป็นขึ้นมาจากความตาย ขบวนการนี้ทำสำเร็จเรียบร้อย แล้วใครก็ตามที่ได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้า เรื่องราวนี้ แล้วเราเดินเข้ามาบอกพระองค์ว่า …

“พระองค์เจ้าข้า ลูกต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า” … คนนั้นได้เลย

นั่นคือเงื่อนไข ที่พระเจ้าตั้งไว้  เขาก็จะได้รับความรอด ได้รับสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับมนุษยชาติ คือทันที เขาได้บังเกิดใหม่ เขาได้เป็นลูกของพระเจ้า แล้วขณะเดียวกัน พระเจ้าไม่ได้เฉพาะพุ่งเป้าที่วิญญาณเท่านั้น หลายคนอาจจะคิดว่าวิญญาณจ๋า พูดแต่วิญญาณ แล้วเราอยู่บนโลกใบนี้ทำอย่างไรล่ะ เรายังต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราเจอความทุกข์ยากลำบาก พระเจ้าไม่สนใจหรือ? ถามว่าพระเจ้าไม่สนใจเราจริงหรือ? ไม่จริงนะ พระเจ้าสน พระเจ้าดูแล พระเจ้าสัญญากับเราว่าใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นลูกของพระองค์แล้ว พระองค์จะสถิตอยู่ด้วย นั่นสมัยที่พระเจ้าสัญญานะ “จะ” สถิตอยู่ด้วย แต่ ณ เวลานี้ คำว่า “จะ” ไม่มีแล้ว

ผู้เชื่อไม่ใช้คำว่า “จะ”  จะ แปลว่ายังไม่มา อนาคตจะมา  แต่ผู้เชื่อใช้คำว่า “พระเจ้าอยู่ด้วย” ก็คืออยู่แล้ว  ตอนนี้พระองค์อยู่กับเราแล้ว สำหรับคนที่ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าบอกว่าจะ ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเธอเปิดใจปุ๊บ ฉันไปเลยนะ เข้ามาอยู่ในนี้

ดังนั้น ตอนนี้เราไม่ใช้คำว่า “จะ” ก็คือพระเจ้าอยู่ด้วย อยู่ในเรา แล้วพระองค์ก็ทรงนำพาชีวิตของเรา จูงมือเรา ให้สติปัญญาเรา ให้กำลังเรา  ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ พระเจ้าไม่เคยทิ้งเราเลยแม้แต่วินาทีเดียว  อยู่ด้วยตลอด

ตรงนี้แหละ คือพระสัญญา แล้วพระองค์ก็ยังทรงสัญญาว่าพระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการงานดี ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าก็เริ่มต้นการงานดี ในชีวิตของเราแล้ว พระองค์ก็จะคอยประคบประหงม ดูแล ให้คำปรึกษา  คอยแนะนำเราว่า …

“ตรงนี้ ลูกเอ๋ย ทำอย่างนี้ดีนะ ลูกจะได้ประโยชน์ คือไม่ต้องทุกข์มากบนโลกใบนี้ ลูกทำอย่างนี้ ไม่ค่อยดีเท่าไรนะ เดี๋ยวลูกจะกินผลของมัน ลูกก็จะทุกข์”

พระเจ้าจะคอยช่วยเหลือ แล้วตรงนี้แหละว่าพระองค์จะประคับประคองวิญญาณเรา ถึงวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าอยู่บนโลกใบนี้ เราจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร? วิญญาณเรารอดแน่นอน  เพราะพระเจ้าทรงสัญญาไว้ แล้วให้เรารับรู้ ความจริงอีกอันหนึ่ง คือขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ เรายังต้องเผชิญกับการทำผิดทำบาป อาจจะทุกวี่ทุกวัน จริงๆ ไม่อาจจะ มันทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว เพราะในพระคัมภีร์บอกว่าแค่เราคิดไม่ดี นั่นคือบาปแล้ว ก็คือทุกวี่ทุกวัน แล้วเราจะชนะมันได้อย่างไร? ชนะวันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เราทิ้งร่างกายนี้  ร่างกายที่ยังอยู่ในกฎของความบาปและความตาย เมื่อถูกทิ้งไปปุ๊บ เราไปรับร่างกายใหม่ ตอนนี้เราไม่ต้องลุ้นแล้ว

ตอนที่เราไปอยู่กับพระเจ้า อวัยวะส่วนที่ไปกับพระเจ้า ก็คือวิญญาณ วิญญาณเราถูกเปลี่ยนใหม่เลยใช่ไหม? สะอาด บริสุทธิ์ ก็คือไปอยู่กับพระเจ้า ความคิดจิตใจเราก็ถูกเปลี่ยนจนสะอาดบริสุทธิ์ใช่ไหม? ไปกับพระเจ้า ส่วนร่างกายไม่ไปด้วย เพราะร่างกายนี้ไปกับพระเจ้าไม่ได้ ยังอยู่ในโลกนี้  อยู่ในความบาปและความตาย  ฉะนั้น เราต้องทิ้งร่างกายเก่านี้ ที่พระเจ้าบอกว่าเจ้าถูกสร้างมาจากดิน เจ้าต้องกลายเป็นผงคลีดิน วันที่มนุษย์ล้มลงในความบาป พระเจ้าพูดอย่างนี้เลย ก็คือมนุษย์ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่พอเราเชื่อพระเจ้าปุ๊บ พระเจ้าไม่เอาเรากลับบ้านเลย พระองค์มีงานให้เราทำ ก็คือสำแดงธรรมชาติใหม่ของเรา ที่เป็นลูกของพระเจ้าให้กับผู้คนอื่นๆ ได้รับรู้ เป็นการปะกาศพระเยซูคริสต์อีกรูปแบบหนึ่ง

ตรงนี้แหละ พระเจ้าใช้แต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน บางคนพระเจ้าก็ใช้เขา คืองานเขามีน้อย พองานเขามีน้อย จบงานพระเจ้าก็เอาเขากลับบ้าน หลายคนเราเห็นว่าคนนี้ยังเด็กอยู่ ทำไมพระเจ้าเอาเขากลับบ้าน พระเจ้าบอกงานเขาจบแล้ว พระเจ้าก็ให้เขากลับบ้าน กลับบ้านไปทำอะไร? ไปพักผ่อนไง เหมือนเราตื่นแต่เช้าไปทำงาน เราก็รอเวลาที่จะเลิกงาน  5 โมงเย็นดีจังเลย พอถึงเวลา 4 โมง 50 อีก 10 นาที เดี๋ยวเราได้กลับบ้านแล้ว ภาพเดียวกันเลย เราอยู่บนโลกใบนี้ เหมือนอาจารย์เปาโลบอก อยู่เพื่อรับใช้  ตายก็ได้กำไร ก็คืองานเราจบ พระเจ้าก็บอกจบงานแล้วนะ ไป ไปพักผ่อน ก็เอาเรากลับบ้าน  ตรงที่เอาเรากลับบ้านนี่แหละ คือวิญญาณเราจะออกจากร่าง ด้วยวิธีอะไรก็ได้ วิธีอะไรไม่เกี่ยง เราเป็นคริสเตียน ตายด้วยวิธีอะไร ก็ไม่มีผลอะไรกับวิญญาณเรา อาจจะถูกอุบัติเหตุตาย ถูกรถชนตาย เดินไม่ดี สะดุด หัวไปฟาดฟุตบาทตาย อะไรแบบนี้ มันก็ต้องตาย คือตายจากปุ๊บ วิญญาณเราก็ออกจากร่าง ไปอยู่กับพระเจ้า ไปรับร่างกายใหม่ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ ที่เราจำเป็นต้องรับรู้ ไม่อย่างนั้น เราก็จะถูกหลอก

คริสเตียนที่เดินกับพระเจ้า รับรู้ความจริงว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน? รับรู้ความจริงว่าที่เราได้รับความรอด รอดโดยพระคุณ แล้วพระเจ้าบอกว่าพระองค์ให้เราทำอย่างเดียวเลย หลังจากที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คือเชื่อและวางใจในพระองค์ แค่นั้นเอง

ตอนที่คนยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า พวกสาวกเขาก็ถามพระเยซูว่า … “งานของพระองค์คืออะไร?”

งานตอนนั้นยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ งานของพระองค์ พระเยซูบอกว่า … “งานเดียวที่พวกเธอต้องทำ คือเชื่อ วางใจในผู้ที่พระเจ้าส่งมา คือเชื่อฉันนั่นแหละ ฉันคือผู้ที่พระเจ้าส่งมา ฉันคือพระมาซีฮาห์  ฉันคือพระผู้ช่วยให้รอด  มีฉันคนเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถช่วยเธอให้รอด แค่เธอเชื่อวางใจฉัน งานแค่นี้เอง เธอก็ได้รับความรอด”

พอจากนั้น เมื่อเราได้รับความรอดปุ๊บ เราก็จะถามอีก เพราะว่าเราถูกธรรมชาติเดิม ที่ความเคยชิน มนุษย์เขารู้สึกว่าเราต้องทำงาน  เราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อแลกกับอะไรสักอย่างหนึ่ง มันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่อยู่ในความบาป พระเจ้ารู้ คือยากมาก การที่จะบอกมนุษย์ว่าไม่ต้องทำอะไร ให้เชื่ออย่างเดียว เชื่อ พระเจ้าทำให้หมดแล้ว มันยากมากเลยนะ

แต่คำว่า “เชื่อ ไม่ต้องทำอะไรเลย” ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าให้เรานอนแน่นิ่ง กินลม ไม่ใช่ คำว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลย” หมายความว่าไม่ต้องทำอะไร ด้วยกำลังของเราเอง ด้วยความคิดของเราเอง ด้วยสติปัญญาของเราเอง แต่ให้เราแค่รับรู้ว่าเราเป็นใคร? มาจากไหน?  เราได้รับอะไรบ้าง?  พอเรารับรู้เยอะๆ แล้วพระเจ้าจะเป็นคนผลักเราออกไป พูดอีกนัยหนึ่ง คือพระเจ้าจะเป็นคนป้อนงานให้เรา ไม่ใช่เราพยายามอยากทำ เวลาพระเจ้าป้อนงานให้เรา พระเจ้าแบ็คเราอยู่

สมมติว่าพอเรารับรู้ความจริงว่าเราเป็นใคร? แล้วเราก็คอยพระเจ้านิ่งๆ คอยพระเจ้า แล้ววันหนึ่งพระเจ้าจะใช้เรา สมมติพระเจ้าเห็นว่าตรงนี้มีคนๆ หนึ่งที่ถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เขาจะเปิดใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด แล้วพระเจ้าจะใช้เรา เป็นเครื่องมือของพระองค์ พระองค์จะทำงานในใจเราว่าตอนนี้ คนนี้ต้องการการช่วยเหลือ เธอไปคุยเรื่องพระเจ้าให้เขาฟัง แค่นี้เอง

นี่คือการทำงานตามพระวิญญาณ ตามที่พระเจ้าบอกเรา ไม่ใช่ว่าเราต้อง ต้องทุกวัน ไปหาใครก็ตามที่เราจะไปสำแดงความรัก เราทำไม่ไหวหรอก เพราะว่าเราไม่มีกำลังขนาดนั้น เป็นกำลังของเราเอง แต่ถ้าเป็นกำลังจากพระเจ้า มันง่าย  เมื่อพระเจ้าบอกเราปุ๊บ เราก็เอเมน เราก็ไปทำ แล้วมันก็ง่ายมากเลย พูด 2 คำเชื่อแล้วหรือ? เพราะว่าไม่ใช่ฝีมือเรา  ที่เราไปประกาศ แล้วทำให้คนเชื่อ ไม่ใช่ฝีมือเราเลย เราเป็นแค่เครื่องมือให้กับพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าบอกตอนนี้ ฉันจะใช้เธอนะ ไป พอทำเสร็จ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นคนทำงานทั้งหมดเลย  แล้วคนนั้นเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พอเราทำเสร็จ ก็ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าใช้เรา ทำแค่นี้ งานแค่นี้ใช่ไหม? งานใหม่ยังไม่มา เราก็ไม่ต้องพยายามต้องไปดิ้นรนขวนขวายทำ เพื่อให้มันรู้สึกว่าเราได้ทำอะไรซะบ้าง ไม่ต้อง พระเจ้าบอกอยู่นิ่งๆ ถึงเวลา พระองค์ก็จะนำเราออกไป โดยง่ายๆ เนียนๆ ไม่ต้องไปพยายามดิ้นรน นี่คืองานของพระเจ้าจริงๆ ทำตามพระวิญญาณ

ยกตัวอย่างนางมารีย์กับมาธา  เราจะเห็นภาพเลย มนุษย์ ที่ธรรมชาติเดิมของเรา เราเหมือนมาธาเลย เราชอบทำ ไม่ใช่ชอบธรรม เรารู้สึกเราได้ทำโน่นทำนี่ เหมือนเรามีค่า เรามีประโยชน์ หรือมีอะไรสักอย่างหนึ่ง ดูดี แต่กลับกัน สำหรับพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ถ้าพระเจ้าเป็นผู้นำเราทำ งานนั้นจะเล็กหรือน้อย  มันจะเป็นพรให้กับคนอื่น

มารีย์กับมาธา เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ตอนที่พระเยซูยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ พระเยซูไปเยี่ยมเยือนมารีย์มาธาบ่อย ครอบครัวนี้มีน้องชายชื่อลาซารัส มารีย์เป็นคนที่นั่งใกล้พระบาทพระเยซู ภาพคือเขาเป็นคนที่นั่งอยู่ที่แทบพระบาทพระเยซูคริสต์ ฟังถ้อยคำของพระเจ้า เขาอยากรู้ว่าพระเยซูคริสต์พูดอะไร? ถ้าเปรียบเหมือนปัจจุบัน ก็คือผู้เชื่อที่จดจ่อ จดจำ ให้รู้ว่าถ้อยคำของพระเจ้าบอกเราว่าอย่างไร? ว่าตอนนี้เราเชื่อพระเจ้าแล้ว  เราเป็นอย่างไร? เรามีอะไรเรียบร้อยไปแล้ว  ก็คือนั่งฟัง จดจ่อมากเลย อยากรู้ว่าพระเยซูจะคุยอะไร?  นี่ภาพมารีย์

อีกภาพหนึ่ง มาธา พระเยซูเสด็จมาถึงบ้านเลยนะ มาธาตื่นเต้นที่พระเยซูมา ไปทำกับข้าวกับปลา ทำโน่นทำนี่เยอะแยะมากมาย ทำด้วยกำลังตัวเองไง เหนื่อย พอเหนื่อยมาฟ้องพระเยซูอีก

“พระองค์เจ้าข้า เตือนมารีย์หน่อย ไม่ยอมไปช่วยงานเลย มานั่งอยู่กับพระเยซูอยู่นั่นแหละ”

แต่พระเยซูพูดกับมาธาว่า … “มาธา เจ้าวุ่นวายด้วยเรื่องเยอะมาก คือหลายสิ่ง แต่หลายสิ่งที่เธอทำ ไม่ได้เป็นน้ำพระทัยของฉัน ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอทำซะขนาดนั้นหรอก เธอมานั่งฟังฉันดีกว่า”

แต่สิ่งที่มารีย์ทำ คือเขาทำสิ่งที่ดีที่สุด แล้วไม่มีใครสามารถแย่งไปจากเขาได้เลย  ก็คือเขารับมาเต็มๆ รับถ้อยคำจากพระเยซูมาเต็มๆ

เหมือนกัน หลายคนอาจคิดว่าเราทุกวันมัวแต่มาดูว่าพระเยซูเป็นใคร?  พระเยซูทำอะไรสำเร็จ? พวกนี้วันๆ ไม่เห็นทำอะไรเลย ประกาศ ก็ไม่เห็นออกไปประกาศ เยี่ยมเยือนก็ไม่ออกไปเยี่ยมเยือน เขาทำอะไรกัน ผู้รับใช้ที่นี่ขี้เกียจดีเนอะ อะไรอย่างนี้ แต่ว่าสิ่งที่พระเยซูบอก ก็คือถ้าเราจดจ่อตรงนี้แล้วรับรู้ความจริงตรงนี้ ความจริงตรงนี้มันคือฤทธานุภาพ ที่เรานำมาบอกกับผู้เชื่อ บอกกับสมาชิก เพื่อเขารับรู้ความจริง แล้วเขาจะเกิดผลในโลกวิญญาณ เมื่อเขารับรู้ความจริง เขาจะสามารถแข็งแกร่ง เขาจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยกำลังซึ่งมาจากพระเจ้า ไม่ใช่กำลังของตัวเอง ไม่ใช่พยายามต้องๆๆๆๆ

พระเยซูบอกว่า “ต้อง” อย่างเดียวของผู้คนบนโลกใบนี้ คือต้องเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด จากนั้นไม่มีคำว่า “ต้อง” แล้ว  ต้องอธิษฐาน  ต้องอ่านพระคัมภีร์  ต้องมาโบสถ์   ต้องถวายทรัพย์  ต้อง คือตรงนั้น ไม่มีแล้ว แต่พระเยซูใช้คำว่า “ควร” ควรทำ

การมาโบสถ์ดีไหม? ดี แต่ถ้ากลายเป็นกฎว่าต้องมา ถ้าไม่มา พระเจ้าไม่รัก  อันนั้นไม่ดี ไม่ถูกต้อง เพราะว่าต่อให้เรามาโบสถ์ หรือไม่มาโบสถ์ พระเจ้าก็รักเราเท่าเดิม  ไม่มีรักเยอะกว่านี้ คือตายแทนเราบนไม้กางเขน 1 ชีวิต ต่อให้เราไม่อ่านพระคัมภีร์ ต้องนะต้อง ไม่อ่านพระคัมภีร์เดี๋ยวเราจะไม่รัก ก็ไม่ใช่

เมื่อไรที่ใช้คำว่า “ต้อง” เราต้องใช้กำลังเราเองทำ พระเจ้าบอกว่าควรทำ ควรเข้ามารับรู้ความจริง  เราอ่านพระคัมภีร์ เพื่อเราจะรับรู้ความจริงว่าพระเยซูพูดอะไร? พระเยซูทำอะไรเรียบร้อยไปแล้ว? อะไรที่ทำเรียบร้อยไปแล้ว เรารับเอา อะไรที่พระเยซูบอกว่าตรงนี้ยังไม่เรียบร้อย รอ เราก็รอ หรือช่วงที่พระเยซูจะทำงานในจิตใจของเราว่าตอนนี้ให้ไปทำอย่างนี้นะ เราก็ไปทำตามนั้นนั่นแหละ แค่นั่นเอง ฉะนั้น ไม่มีคำว่าต้อง หลังจากเราเชื่อพระเจ้า ข้างในเราทำทุกอย่าง ด้วยใจรัก ด้วยความเต็มใจ ตรงนั้นแหละ คือพระพร เราถวายด้วยความเต็มใจ  เรามาโบสถ์ด้วยความเต็มใจ  เราอ่านพระคัมภีร์ด้วยความเต็มใจ  เราอธิษฐานด้วยความเต็มใจ   เพราะเรารักพระเจ้า

ไม่ใช่ถูกบังคับมา พี่เลี้ยงสอนเราว่า “ต้อง”

“ไม่ได้นะ  ถ้าเธอไม่มาโบสถ์ พระเจ้าจะไม่รัก”

อย่าให้ใครหลอกเราอย่างนี้  พระเจ้ารักเราเท่าเดิม เหมือนที่เมื่อเช้าอาจารย์หนุ่ยบอก ก็คือพระเจ้ารักเราเท่าเดิม ต่อให้เราไปทำบาป พระเจ้าก็ยังคงรักเรา เหมือนพ่อแม่ ไม่มีพ่อแม่คนไหนเกลียดชังลูก ก็คือลูกทำไม่ดี เราเสียใจ เรากังวลแทนเขา ถ้าเขาทำไม่ดี เขาจะรับผล แค่นั้นเอง แต่ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรัก ที่เรามีต่อลูกได้ ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ในพระคัมภีร์บอก พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก พระองค์รักเรามากกว่านั้นอีก รักขนาดยอมสละชีวิตของพระองค์เอง  เพื่อเรา ฉะนั้น อย่าให้ใครหลอกเราแม้แต่นิดเดียวว่า …

“เราทำอย่างนี้ พระเจ้าไม่รักเรา เธออธิษฐาน ก็ไม่อธิษฐาน เดี๋ยวนี้อธิษฐานน้อยนะ พระเจ้าจะไม่รัก”

อย่าเด็ดขาด  การอธิษฐาน คือเราคุยกับพระเจ้า  เหมือนเราคุยกับพ่อ  เราสามารถคุยได้ตลอดกับพระเจ้า แล้วเราดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ คืออะไรก็ตามที่เราทำ แล้วข้างในเราไม่ฟ้องผิด  นั่นแหละ คือตามพระวิญญาณ  ถ้าเราทำตามเนื้อหนัง มันจะตามมาด้วยการฟ้องผิด นึกออกไหม?  มันจะตามมาเลย เราไม่น่าทำเลย อะไรแบบนี้

ฉะนั้น การทำตามพระวิญญาณ ก็คือถ้อยคำมีระบุไว้แล้วว่าธรรมชาติใหม่ เราเป็นแบบไหน? ถ้าเราทำตามนั้น ดำเนินชีวิตด้วยความรัก เท่ากับเรากำลังทำตามพระวิญญาณ ถ้าเราดำเนินชีวิตด้วยความเกลียดชัง เรากำลังสนองกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง แต่ไม่ว่าเราจะดำเนินชีวิตแบบไหน พระเจ้ายังรักเราเท่าเดิม แล้วความรอดยังเป็นของเรา วิญญาณเรายังอยู่ในพระเจ้าอยู่  พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

พ่อค้าคนหนึ่ง ขนสินค้าจำนวนมาก จะไปขายต่างเมือง โดยเอาลาและม้าไปอย่างละหนึ่งตัว และด้วยความที่พ่อค้าเขาอยากจะถนอมม้าไว้ เอาไว้ใช้ยามจำเป็นเท่านั้น ม้าเอาไว้สำหรับขี่เร็วได้ เขาก็เลยจัดสินค้าทั้งหมด เอาไปไว้บนหลังลา แล้วให้ม้าเดินตัวเปล่าไป ไม่ต้องแบกอะไรเลย ก็ให้ลาแบกเพียงผู้เดียว ม้าก็บอกว่าอย่างนี้ก็สบายจัง ไม่ต้องทำอะไรเลย เดินผิวปาก สบายใจ

แต่สำหรับลา เมื่อถูกให้แบกของหนัก พอมันเดินไปได้ครึ่งทางเท่านั้น มันก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า

หมดแรง ลาก็เลยหันมาหาเพื่อน คือม้า แล้วก็บอกม้าว่า …

“ม้าข้าเริ่มรู้สึกหมดแรงแล้ว ถ้ายังขืนแบกของบนหลังต่อไปนะ อีกนิดเดียว ข้าตายแน่ ไม่ไหวแล้ว เพื่อนม้าพอจะแบ่งเบาภาระข้าสักนิดได้ไหมเนี้ย เอาแบ่งไปสักหน่อย เอาสักนิดหนึ่งก็ยังดี ช่วยหน่อยนะเพื่อนรัก ไหนบอกรักข้าไง”

ฝ่ายเจ้าม้าผู้หยิ่งทะนง พอได้ยินลา ร้องขอความช่วยเหลือ ก็หันไปพูดอย่างเพื่อนที่ไร้น้ำใจ …

“ฮิ ฮิ ฮิ ได้หมด ถ้าสดชื่น แต่ตอนนี้ข้าไม่สดชื่นเลย เพราะฉะนั้น ไม่ได้ เจ้าก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าข้าไม่มีหน้าที่แบกของหนักๆ การแบกของหนักๆ เป็นหน้าที่ของเจ้า ข้าเป็นม้านะ เจ้าเป็นลา ข้ามีหน้าที่เพียงแค่ให้เจ้านายขี่เท่านั้นเอง ข้าคงไม่สามารถช่วยเจ้าได้หรอก ฮิ ฮิ ฮิ ตัวใครตัวมันนะ”

ม้ามันก็เดินหัวเราะฮิฮิ ไปเรื่อยๆ

ได้ยินดังนั้น เจ้าลาผู้น่าสงสารก้มหน้าก้มตาแบกของทั้งหมด แล้วก็อดทนเดินต่อไป ไม่รู้จะทำอย่างไร? แต่ว่าเพียงเดินต่อไปไม่กี่ก้าว มันก็ล้มลง และขาดใจตายไปเลย พ่อค้าเห็นดังนั้น ก็เลยขนสินค้าทั้งหมด จากหลังลา เอาไปไว้ที่หลังม้า แค่นั้นยังไม่พอ ยังเอาศพลาที่ตายให้ม้าแบกไปด้วย เพราะศพลาก็มีราคา จะได้ไปขายในเมืองด้วย

เพราะฉะนั้น ม้าได้รับ 2 ต่อ ต้องแบกของทั้งหมดนั้น รวมทั้งศพของเพื่อนด้วย หนัก เห็นไหมครับ?  เพราะม้าไร้น้ำใจ ไม่ช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระ ความทุกข์ยากลำบากของเพื่อนลา ผลสุดท้าย มันก็แบกหนักขึ้นไปอีกกว่าเพื่อนด้วยซ้ำไป ทุกข์ทรมานยิ่งกว่าลาอีก อาจจะไม่ตายนะ แต่คางเหลืองไปจนตาย ม้าจะทุกข์ทรมานไปจนตาย เพราะมันต้องทำงานหนัก ถ้ามันตาย ก็ดี แต่ถ้ามันไม่ตาย มันก็ทุกข์ทรมานหนักกว่าลาอีกเยอะมาก จนกว่ามันจะสิ้นชีวิตไป เพราะมันต้องทำงานแทนลาทั้งหมด ถ้าเจ้าม้ามันรู้จักเห็นใจผู้อื่น รู้จักแบ่งเบาภาระผู้ที่อยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่แรก ซึ่งม้ามันก็คงไม่รู้ตัว มันกำลังทำไม? มันนึกว่ามันไปช่วยลาใช่ไหม? แต่จริงๆ มันช่วยใคร? มันช่วยตัวเองอยู่ เห็นไหม?

ถ้าม้าบอกว่า …  “โอเค แบ่งมา”

มันก็นึกว่ามันกำลังช่วยลา ลาจะขอบคุณมัน มันไม่รู้ตัวหรอก ที่ทำไป มันช่วยตัวเองในอนาคต

 

บางครั้งเราเห็นว่าเรากำลังช่วยคนอื่น เรานึกว่าเราช่วยเขา อย่าคิดอย่างนั้น ท่านกำลังช่วยตัวเอง

 

เพราะฉะนั้น ถ้าเราช่วยเขา เรากำลังช่วยตัวเองนั่นเอง พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น นี่คือสัจธรรม นี่คือตัวอย่างให้เห็นภาพว่าการช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระผู้อื่น ปลอบประโลมใจผู้อื่น ตัวเราเองก็จะได้รับ ให้สิ่งดีๆ กับผู้อื่น เราก็จะได้รับสิ่งดีๆ กลับมา ได้รับแน่นอน

 

ให้ไม่ได้หมายถึงเงินทองอย่างเดียว ลาก็ไม่ได้ต้องการเงิน … เงินก็ช่วยไม่ได้ ลาต้องการเอาสินค้าที่มันแบกอยู่แบ่งเบาไปบ้างเท่านั้นเอง อาหารก็ช่วยเขาไม่ได้นะ อาหารเขาก็ไม่เอา เขาต้องการการแบ่งเบาภาระ ปลอบโยนใจเขา ช่วยแบ่งภาระสักสองสามถุง เขาต้องการอย่างนั้นมากกว่า เห็นไหม? ไม่ได้หมายถึงเงินอย่างเดียว ไม่ได้หมายถึงอาหารเท่านั้น อาจหมายถึงอะไรที่ดีๆ ที่แบ่งเบาภาระเขาได้ อาจเป็นคำปลอบโยนและกำลังใจ ความเข้าใจในความทุกข์ของเขาก็ได้ เราก็ไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ในสถานการณ์เช่นใด สิ่งที่เขาจำเป็นอยู่ เราแบ่งเบาภาระเขา เราเองจะได้รับในอนาคต

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1363

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  1  พฤษภาคม  2022

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส”  ตอน 10

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อ เอเฟซัส 2:4 คราวที่แล้ว เราพูดข้อที่ 3 ที่บอกว่าจริงๆ เราสมควรตาย แต่ด้วยความรักของพระเจ้า พระองค์ได้ช่วยเหลือเรา ให้เราสามารถเข้ามาอยู่ในพระเจ้าได้ การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ จะทำให้พวกเราเป็นอิสรภาพ …

เอเฟซัส 2:4-5 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษ จากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ”

 

อาจารย์เปาโลย้ำให้เห็นถึงความจริง ในโลกวิญญาณว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ อยู่ภายใต้อำนาจหรืออิทธิพลของความบาปและความตาย เนื่องจากมนุษย์เกิดมา ก็มีธรรมชาติบาป เหมือนบรรพบุรุษของเรา ก็คือเกิดมาเป็นคนบาปเลย พอจากนั้น โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ก็เตรียมพระเยซูคริสต์ไว้ให้กับมนุษยชาติ คือพระมาซีฮาห์ เตรียมไว้หลายพันปีแล้ว จนกระทั่งวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาเกิดเป็นมนุษย์ และจนถึงวันที่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์ บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นแผนการที่ล้ำเลิศของพระเจ้า ตั้งแต่มนุษย์ล้มลงในความบาป พระเจ้าก็มีแผนที่ลี้ลับนี้ไว้แล้ว

ฉะนั้น ความลี้ลับที่พระเจ้าได้วางแผนไว้ ก็คือพระเจ้าได้เตรียมคนอิสราเอลไว้ก่อน เหมือนเป็นต้นพันธุ์ในการที่จะมาเชื่อพระเจ้า แล้วพระองค์ก็ให้คนอิสราเอลรักษากฎบัญญัติ จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์มาทำภาระกิจของพระองค์สำเร็จ ถ้อยคำของพระเจ้าก็จะเป็นบัญญัติใหม่

บัญญัติเก่า คือคนอิสราเอลต้องทำตามกฎบัญญัติที่โมเสสว่าไว้ ในแต่ละปี  ต้องไปถวายเครื่องบูชา เพื่อลบล้างความผิดบาปของตัวเอง ปีต่อปี

แต่พอถึงบัญญัติใหม่ พระเจ้าได้ส่งพระเยซูคริสต์มา และพระเยซูคริสต์ก็ทำการงานของพระองค์ครั้งเดียวจบ ในพระคัมภีร์ย้ำตรงนี้มากเลยว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ เพื่อเราบนไม้กางเขน ครั้งเดียวเป็นพอ  ก็คือทำเที่ยวเดียว ได้หมดเลย ก็คือช่วยมนุษยชาติให้หลุดพ้น จากความบาปและความตาย ตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ มีตัวเลือก

ก่อนหน้านั้น ไม่มีตัวเลือก มนุษย์ทุกคนอยู่ในบาป และทำบาปด้วย ก็คือเหมือนไฟล์ทบังคับ ดิ้นไม่ได้เลย DNA เป็นบาป อยู่ในธรรมชาติบาป ต่อให้ทำดีขนาดไหน? ข้างในวิญญาณก็ยังเป็นคนบาปอยู่ แต่พอถึงพระเยซูคริสต์มากระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จปุ๊บ มนุษย์สามารถที่จะย้ายจาก DNA เดิม คืออยู่ในบาป มาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ตรงนี้เขาเรียกว่าพระคุณ

ในพระคัมภีร์ตรงนี้บอกว่าก่อนหน้านั้น ที่ท่านไม่ได้เชื่อพระเจ้า ยังดำเนินชีวิตอยู่ในบาป แต่เนื่องจากพระคุณที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

คำว่า “พระคุณ”  หมายถึงอะไรก็ตาม ที่มนุษย์ไม่สมควรได้รับ แต่พระเจ้ากระทำให้  เป็นของขวัญที่จะได้รับฟรีๆ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เชื่อเอาเท่านั้น ก็ได้รับของขวัญนี้จากพระเจ้า ตรงนี้เรียกว่าพระคุณ

เนื่องจากธรรมชาติบาป ทำให้มนุษย์พยายามดิ้นรนกระทำความดีทุกอย่าง เพื่อช่วยให้ตัวเองหลุดพ้น จากความบาป แล้วมันเป็นธรรมชาติความเคยชิน แม้ว่าหลายคนเปิดใจมาเชื่อ วางใจในพระเจ้าแล้ว ก็ยังเคยชินกับการประพฤติปฏิบัติเหมือนเดิม คือพยายามที่จะทำความดี หรือทำอะไรก็ตาม ด้วยกำลังของตัวเอง เพื่อที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย แต่ความเป็นจริง ในโลกวิญญาณ คือพระเจ้าพอใจ เมื่อคนๆ นั้นเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ วิญญาณของเขาได้บัพติศมาเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ แล้วพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ทำให้วิญญาณของคนๆ นั้นที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้มีโอกาส ไปตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน และถูกฝังพร้อมกัน

แล้วโดยวิญญาณนั้น วิญญาณเดิมที่เป็นบาป ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ การเป็นขึ้นมาจากความตาย ที่ภาษาคริสเตียนเราใช้คำว่า “บังเกิดใหม่”  เราได้ยินบ่อยมาก บังเกิดใหม่  ก็คือจาก DNA บาป ที่ตายไปแล้ว ได้บังเกิดใหม่ เป็นวิญญาณ ซึ่งพระเจ้าเปลี่ยนใหม่ เป็นวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้า พระเยซูคริสต์เลย เป็นวิญญาณที่ไม่มีบาป มี DNA เดียวกับพระเยซูคริสต์ เป็นวิญญาณที่ชอบธรรม เมื่อเราเชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำปุ๊บ มันเกิดขึ้นทันทีเลย เป็นเซตที่เมื่อเราบังเกิดใหม่ปุ๊บ เราจะได้รับหมดเลย อย่างที่ในเอเฟซัส บทที่ 1 บอกว่าพระพรนานัปการ ที่พระเจ้าประทานให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว ก็คือเราได้รับหมดเลย ในโลกวิญญาณ

พอพูดถึงโลกวิญญาณ คือเราสัมผัสจับต้องไม่ได้ เรามองไม่เห็น เราต้องใช้ความเชื่อเอา ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย จำเป็นต้องใช้ความเชื่อ เชื่อตามที่พระเจ้าบอก เชื่อตามที่พระเยซูคริสต์บอกเราว่าพระองค์ได้กระทำทั้งหมดนี้ สำเร็จแล้ว บนไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ใครก็ตามที่เข้ามาเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ คนนั้น ก็จะได้รับของขวัญชิ้นนี้ไป ก็คือหลุดพ้นจากความบาปทั้งหมด พระเยซูคริสต์ได้ชำระบาปของมนุษย์คนนั้น จริงๆ พระเยซูคริสต์ชำระหมดแล้วทั้งโลกนี้ ก็คือมนุษยชาติทั้งหมด ได้รับการชำระ ได้รับการอภัยเรียบร้อยไปแล้ว เพียงแต่ว่าใครก็ตามที่รับรู้ความจริง และเข้ามารับเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำให้เขาเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณ คนๆ นั้น ก็ได้บังเกิดใหม่เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า  เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันกับพระเจ้า จากเดิมเป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า อยู่ฝั่งดำ พอบังเกิดใหม่ปุ๊บ ก็อยู่ฝั่งตรงข้ามเลย ไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้าแล้ว เป็นครอบครัวเดียวกันกับพระเจ้า เป็นความขาว เป็นความสว่าง เป็นความสะอาด พระเจ้าบอกว่าดีพร้อม ก็คือพระเจ้าเป็นผู้กระทำให้วิญญาณของผู้เชื่อดีพร้อม

ไม่ใช่เราทำเองนะ เราทำไม่ได้ คือเมื่อวิญญาณเก่าที่สกปรก ที่เต็มไปด้วยความบาป ตายไปกับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ วิญญาณใหม่ ที่พระเจ้าให้มา เป็นวิญญาณที่ดีพร้อม สะอาด บริสุทธิ์ เป็นความรักเลย นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ

ทำไมเราต้องรับรู้ความจริงเหล่านี้บ่อยๆ เพื่อเราจะได้รู้ว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้วนะ เราเป็นความรัก เราเป็นความสว่าง เราเป็นเกลือ เราเป็นความดีงาม พระเจ้าบอกว่า …

“เธอดีมากเลย จากวิญญาณที่บังเกิดใหม่ กลายเป็นคนดีพร้อม เหมือนพระเยซูคริสต์เลย”

ฉะนั้น เวลาเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เนื่องจากเรายังมีร่างกายเก่า เป็นร่างกายที่ยังต้องรับผลของความบาปและความตายอยู่บนโลกใบนี้ คือพระเจ้ายังไม่เอาเรากลับบ้าน เรายังคงต้องอยู่ในร่างกายนี้ ฉะนั้น ร่างกายนี้ก็จะมีโอกาสรับอิทธิพลของข้างนอก หรือรับอิทธิพลของความคิดเดิมๆ ก่อนที่เรามาเชื่อพระเจ้า มันไม่ได้หายไปไหน? มันยังอยู่ในโปรแกรมความคิดของเรา เพียงแต่ว่าถ้าเราอนุญาตให้โปรแกรมความคิดเก่าๆ มาฝังอยู่ในหัวของเราเยอะๆ มันก็จะสั่งให้ร่างกายเราทำตาม

ถ้าเรารู้ตรงนี้ชัดเจน เราจะเออ! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ทำไมเราถึงต้องจดจำ ถ้อยคำของพระเจ้า ทำไมเราต้องเรียนรู้ว่าตอนนี้ เราเป็นใครแล้ว ในพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าบอกว่า …

“ลูกเอ๋ย ตอนนี้เธอสะอาดบริสุทธิ์ เธอเป็นความดีงาม เธอดีพร้อมทุกอย่าง เหมือนพ่อเลยนะ แล้วก็อย่าให้ใครมาหลอกว่าเราสกปรก เพราะพระเจ้าชำระให้เราสะอาดหมดแล้ว”

นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ ฉะนั้น ทันทีที่เราบังเกิดใหม่ ทำให้วิญญาณเรากลับมีชีวิต ก่อนหน้าที่เรามาเชื่อพระเจ้า เราดูเหมือนมีชีวิต เดินไปไหนมาไหน เรายังสามารถร่าเริงยินดี สามารถที่จะเที่ยวเล่นสนุกสนานเฮฮา แต่ความเป็นจริง ในโลกวิญญาณ คือวิญญาณเราตายอยู่

ก็คือวิญญาณเราตายจากพระเจ้า วิญญาณไม่ได้อยู่ฝ่ายพระเจ้า วิญญาณเป็นศัตรูกับพระเจ้า วิญญาณเราอยู่ฝั่งดำ ฝั่ง DNA ของอาดัม ซึ่งไม่มีใครรับรู้ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิญญาณเราตายอยู่ ทั้งๆ ที่เรายังเดินเหินได้อย่างสะดวกสบาย  เรายังหายใจอยู่ แต่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าวิญญาณของมนุษย์ตายอยู่

ฉะนั้น พอเราเชื่อพระเจ้าปุ๊บ พระเจ้าทำให้วิญญาณเรากลับมีชีวิตขึ้นมาในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าให้เราได้รับวิญญาณนิรันดร์

คำว่า “วิญญาณนิรันดร์” ไม่ได้หมายถึงว่าวิญญาณอยู่ตลอดกาล เพราะว่าต่อให้เราไม่ได้บังเกิดใหม่ เราอยู่ใน DNA เดิมที่เป็นของอาดัม วิญญาณเราก็อยู่ตลอดกาลอยู่แล้ว แต่คำว่า “ชีวิตนิรันดร์  ในพระเยซูคริสต์” หมายถึงคุณภาพชีวิต แบบใหม่  ที่เป็นแบบเหมือนพระเจ้า เป็นคุณภาพชีวิตที่เป็นเหมือนพระเจ้า แล้วก็อยู่นิรันดร์ด้วย

ก็คือวิญญาณของมนุษย์มาจากพระเจ้า ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะรับรู้ว่าทำไมพระเจ้าถึงบอกให้พวกเราประกาศข่าวประเสริฐ จงบอกให้ทุกคนในโลกใบนี้ ได้รับรู้ความจริงในเรื่องของพระเยซูคริสต์ รับรู้ว่าพระเยซูคริสต์มาทำให้เราเรียบร้อยไปแล้ว มาชำระเราให้สะอาด เราสามารถรับของขวัญนี้ได้ ทำให้มนุษย์ที่ได้ยินได้ฟัง เรื่องราวข่าวประเสริฐแท้ๆ ของพระเจ้า เมื่อเขาเปิดใจต้อนรับเอาข่าวประเสริฐนี้ วิญญาณของเขาได้รับการเปลี่ยนใหม่ทันที

ก่อนหน้าที่เรามาเชื่อพระเจ้า วิญญาณเราอยู่ในฝั่งพินาศนิรันดร์ วิญญาณเราถูกพิพากษานิรันดร์ไปแล้ว วิญญาณเราตายจากพระเจ้านิรันดร์ แล้วมันจะอยู่อย่างนั้นตลอด จนถึงวันที่วิญญาณเราออกจากร่าง คือหมดลมหายใจ ภาษามนุษย์เขาเรียกว่าตาย  พอตายปุ๊บ วิญญาณนี้ ที่มี DNA ของอาดัม ออกจากร่างปุ๊บ เขาก็จะอยู่ที่เดิม คืออยู่ในการพิพากษาของพระเจ้าเหมือนเดิม อันนั้นน่ากลัว เพราะว่าวิญญาณนิรันดร์ อยู่ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า

พระเจ้าบอกมนุษย์มีหนทางเดียว มีโอกาสเดียวที่จะสามารถย้ายจากวิญญาณพินาศนิรันดร์ เข้ามาสู่วิญญาณที่เป็นเหมือนพระเจ้านิรันดร์ ที่ไม่ต้องไปชดใช้หนี้เวรกรรมอีกต่อไป ทำได้เฉพาะตอนที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น

ฉะนั้น ข่าวประเสริฐของพระเจ้า จึงต้องถูกประกาศออกไป จากผู้คน  คนแล้วคนเล่า เหมือนส่งไม้ผลัด ที่บอกต่อๆ เพื่อให้ผู้คนได้ยินได้ฟัง เรื่องนี้เรื่องซีเรียสมาก เป็นเรื่องจริงที่พระเจ้าใส่ใจ ที่พระเจ้าต้องการปรารถนาที่จะให้ทุกคนได้รับความรอด ไม่ปรารถนาเลยที่จะเห็น แม้คนหนึ่งคนใดต้องพินาศไป แต่มันก็ยังมีตรงที่ว่าพระเจ้าไม่บังคับ ถ้าพระเจ้าบังคับมนุษย์ได้ มันก็ดี พระเจ้าก็กดรีโมตเลยให้มนุษย์ทุกคนเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ จะได้ไม่ต้องอยู่ในความพินาศนิรันดร์  แต่พระเจ้าของเรา เป็นพระเจ้าที่น่ารัก เป็นพระเจ้าที่ให้อิสระกับมนุษย์ แม้ว่ามนุษย์คนนั้น ยังไม่ได้รู้จักกับพระเจ้าก็ตาม หรือแม้แต่เรารู้จักกับพระเจ้า พระเจ้าก็ยังให้อิสรภาพเรา ในการสามารถเลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้

เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าให้อิสระเสรีกับเรา ในการเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า หรือเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์ก็ได้ อันนี้คือสิทธิพิเศษ สำหรับมนุษย์ทั้งหมดที่พระเจ้าสร้างมา ฉะนั้น มนุษย์ที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้า พระเจ้าก็ให้สิทธิเสรีภาพ แต่พระเจ้าลุ้นนะว่าเชื่อเถิด เปิดใจเถิด มารับเอาเถิด เพราะว่านี่คือสิ่งดี พวกเธอจะได้ไม่ต้องไปอยู่ในนรกนิรันดร์กาล ขณะอยู่บนโลกนี้ ก็อยู่ในนรกแล้ว โลกหน้ายังต้องไปอยู่นิรันดร์กาล ถ้าวิญญาณออกจากร่างปุ๊บ แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ข่าวประเสริฐจึงถูกประกาศออกไปเรื่อยๆ พอคนหนึ่งคนใดที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “สวรรค์” ทุกคนบนสวรรค์ชื่นชมยินดี ทำไมต้องชื่นชมยินดี ดีใจไง  ดีใจกับคนๆ นั้นด้วย ลุ้นแทบตาย  เขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว ตอนนี้วิญญาณเขาได้บังเกิดใหม่แล้ว เขาได้ชีวิตนิรันดร์ แบบที่มีคุณภาพเหมือนพระเจ้าแล้ว วิญญาณของเขา ไม่ต้องไปตกนรกแล้ว ไม่ต้องถูกพิพากษาแล้ว

คำว่า “ถูกพิพากษา” คือพิพากษาตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ ไปจนถึงอนาคตข้างหน้า วิญญาณออกจากร่าง ก็ยังถูกพิพากษาอยู่

ฉะนั้น ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์จึงต้องถูกประกาศออกไป ให้ทุกคนเมื่อได้ยินได้ฟังข่าวนี้ แล้วเปิดใจต้อนรับของขวัญ เรียกว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน ครั้งเดียว ทำเสร็จตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว มันจบแล้ว แล้วตรงที่พระเยซูทำเสร็จ ก็คือมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนั้น คือ 2,000 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน และจนถึงอนาคตข้างหน้าด้วย ใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เขาเข้ามารับของขวัญได้ทันทีเลย วิญญาณเขาก็ได้รับคุณภาพ แบบพระเจ้าเลย ไม่ต้องถูกลงโทษ แล้วก็ได้รับความรอด โดยพระคุณ

ความรอดตรงนี้ โดยพระคุณ คือไม่ใช่กำลัง ไม่ใช่ความสามารถ ไม่ใช่การประพฤติ การทำดีของมนุษย์คนหนึ่งคนใด ที่พยายามตะเกียกตะกายทำๆ เพื่อให้ตัวเองได้มาตรฐานอย่างที่พระเจ้าต้องการ ซึ่งไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกใบนี้ ทำได้เลย มาตรฐานพระเจ้าที่เราคุยกัน ก็คือจุดหนึ่ง ขีดหนึ่ง ก็ต้องทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เพียงแต่ครบถ้วนสมบูรณ์ จุดกับขีดเท่านั้น แต่ยังต้องครบถ้วนสมบูรณ์ทุกเวลา ทุกวินาที ซึ่งไม่มีมนุษย์คนไหนทำได้ เพราะมนุษย์อยู่ใน DNA บาป เขาเกิดมาเป็นคนบาป เมื่อเป็นคนบาป ต่อให้ทำดีขนาดไหน? ก็ไม่สามารถเปลี่ยน DNA จากการเป็นคนบาปมาเป็นคนชอบธรรมได้

นี่คือง่ายๆ ที่พระเจ้าบอก … “เธอทำอะไรไม่ได้หรอก เปลี่ยนซะ”

ให้พระเจ้าเป็นผู้เปลี่ยน DNA ให้กับเรา ซึ่งการเปลี่ยนตรงนี้ เขาก็ทำเองไม่ได้ เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เข้ามาทำขบวนการของพระองค์ ผ่าตัดวิญญาณ เปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเรา คือเราทำเองไม่ได้เลย ต้องพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น หลังจากที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ โดยพระคุณแล้ว เราก็ได้รับพระพร จากพระเจ้า อย่างที่เราบอก ไม่ได้พูดแต่เรื่องของพระพร ฝ่ายวิญญาณเท่านั้น พระพรฝ่ายวิญญาณนานับประการที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้กับพวกเราเรียบร้อยแล้ว ก็คือการที่ได้มาเป็นลูกของพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรม เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์หมดจด ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า วิญญาณเราได้หลุดพ้นจากความบาป หลังความตาย เราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาล แล้วเราจะได้ไปรับร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับพวกเรา นี่คือพระพรทั้งหมดที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับพวกเรา แล้วตอนที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เรามองไม่เห็น เราก็เชื่อเอา

ทุกวันนี้ คริสเตียนมีความหวังใจ หวังตรงที่ว่าเรารอคอยวันหนึ่งข้างหน้าที่การงานของเราบนโลกใบนี้เสร็จ แล้วพระเจ้าบอกว่าสำเร็จแล้ว ไปกลับบ้าน แล้วลมหายใจเราออกจากร่างปุ๊บ เราก็ไปรับร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา

ร่างกายตรงนี้ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนที่เป็นขึ้นมาจากความตาย เต็มด้วยสง่าราศี

แล้วตอนที่เราอยู่บนโลกนี้ล่ะ พระเจ้าสัญญาอะไรกับเราบ้าง? ตอนที่อยู่บนโลกใบนี้ สิ่งที่พระเจ้าสัญญากับผู้เชื่อ คือพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเรา อันนี้สำคัญมาก  เราจำเป็นจะต้องรับรู้ว่าเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทั้งพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาอยู่ในเรา

พระองค์เข้ามาอยู่ในเราได้อย่างไร? ในขณะที่ร่างกายเรายังเป็นร่างกายเดิมอยู่ เรารับรู้แล้วใช่ไหม? วิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนใหม่ อย่างที่ในพระคัมภีร์เดิมเผยพระวจนะไว้ว่าเราจะเปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเขา  ก็คือเผยไว้ตั้งแต่อดีตว่าอนาคตข้างหน้า เมื่อพระเยซูคริสต์มาทำการงานของพระองค์สำเร็จ สิ่งนี้จะเกิดขึ้น คือวิญญาณเราจะถูกเปลี่ยนใหม่ ความคิดจิตใจเราก็ถูกเปลี่ยนใหม่ ส่วนร่างกายเราก็ถูกชำระให้สะอาดหมดจดเลยนะ ร่างกายเรา ซึ่งยังอยู่บนโลกใบนี้อยู่ ร่างกายของผู้เชื่อทุกคน สะอาดหมดจด ไม่สกปรกแล้วนะ แต่เผลอๆ เราก็จะถูกหลอก เวลาเราเผลอไปทำตามเนื้อหนัง การล่อลวงของระบบของโลกนี้ เราก็จะมีความรู้สึก ระบบความคิดของโลกนี้ ที่เขาส่งเข้ามาในความคิดของเราทันทีว่า …

“เธอสกปรก”

เราต้องยืนยันว่าหลังจากที่เราบังเกิดใหม่ ร่างกายเราไม่สกปรกเลย ถ้าสกปรก พระเจ้าเข้ามาอยู่ในเราไม่ได้ ความสกปรกกับความสะอาดของพระเจ้า อยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าเรายังสกปรกอยู่ พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคเข้ามาในร่างกายของเราปุ๊บ เราตาย พระเจ้าไม่เป็นไรหรอก แต่เราจะตาย เพราะว่าเราสกปรก

รับรู้ความจริงตรงนี้อีกเรื่องหนึ่ง คือร่างกายของผู้เชื่อได้รับการชำระให้สะอาด บริสุทธิ์แล้ว จนขนาดที่พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคเข้ามาสถิตอยู่ในเราได้ เหมือนในพระคัมภีร์บอกว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว

แต่ทำไมคริสเตียนยังคงทำบาปอยู่ เราสะอาดแล้ว เราไม่น่าจะทำบาปใช่ไหม? แต่ความเป็นจริงในโลกวัตถุนี้ ก็คือคริสเตียนยังทำบาปอยู่ เนื่องจากร่างกายเรายังอยู่ในระบบของโลกนี้ ยังอยู่ในกฎของความบาปและความตายอยู่ ฉะนั้น สมองและความคิดของเรา เป็นอย่างที่เราคุยกัน เป็นเหมือนศูนย์บัญชาการ ที่สามารถรับข้อมูลได้  ข้อมูลมันมีอยู่ 2 แหล่งที่เราจะรับได้ …

แหล่งแรก คือข้อมูลจากพระเจ้า จากในพระคัมภีร์ ที่บอกเราว่าตอนนี้สถานะของเรา เป็นอย่างไร? สถานะของเราเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า เป็นคนบริสุทธิ์ของพระเจ้า สถานะของเราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย นี่คือข้อมูลที่เราต้องรับเข้ามา พอเรารับรู้ว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะบอกเราว่าสถานะเธอเปลี่ยนแล้ว ตอนนี้ธรรมชาติใหม่ของเธอที่ได้มีวิญญาณใหม่ กลับใจใหม่ เป็นแบบนี้นะ คือเป็นความรัก เป็นความดีงาม เป็นความอดทน คือเป็น ไม่ต้องพยายามทำนะ มันเป็นแล้ว พอเราโตขนาดไหน ความเป็นมันจะออกมาเอง มันจะสำแดงออกมาเอง รับรู้ความจริงได้มากเท่าไร? เราก็จะสามารถสำแดงความเป็นธรรมชาติใหม่ ที่เป็นลูกของพระเจ้าออกมาได้มากเท่านั้น

อีกมุมหนึ่ง คือระบบสมองของเรา ยังสามารถรับข้อมูลจากข้างนอก มันไม่ได้มีอิทธิพลอะไรที่จะมาบังคับให้เราต้องเชื่อมัน แต่มันจะส่งระบบของโลกใบนี้ เข้ามาในสมองของเรา ให้เรารับตรงนี้ ระบบของโลกนี้ มีอะไรบ้าง? คือมีทุกอย่างที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า

พระเจ้าบอกพระเจ้าเป็นความรัก ระบบของโลกนี้ คือความเกลียดชัง

พระเจ้าเป็นสีขาว ระบบโลกนี้ ก็คือสีดำ  มันอยู่ตรงกันข้ามหมดเลย แล้วตรงนี้ เป็นระบบที่อยู่ภายนอก ที่ส่งเข้ามาในความคิดของเราเหมือนกันทุกวัน ถ้าพี่น้องสังเกตว่าความคิดของเราจะไม่หยุด ต่อให้เรานอนหลับ ความคิดเราก็ไม่หยุดนะ มันจะมีความคิดวิ่งเข้าวิ่งออก เป็นความคิดที่ระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์บอกเราว่า …

“เธอเป็นความดีงามนะ เธอเป็นความรักนะ เขาทำอะไรเธอนิดหนึ่ง ก็ให้ความรัก อดทนนะ ให้อภัยเขา”

นี่คือข้อมูลจากพระเจ้า แต่ข้อมูลจากโลกใบนี้ มันก็จะส่งเข้ามาเหมือนกัน …

“ไม่ได้หรอก เขาทำเธอ เธอต้องจัดการ เธอจะไปยอมได้อย่างไร? อย่างนี้ยอมไม่ได้ ต้องจัดการเลย”

นั่นคือระบบ 2 อย่าง มันจะตีรวนเข้ามาในความคิดของเรา ตอนนี้ความคิดของเรา คือศูนย์บัญชาการ เราต้องเป็นคนตัดสินใจ พระเจ้าไม่ตัดสินใจให้เรานะ พระเจ้าให้สิทธิเสรีภาพกับมนุษย์ทุกคนที่จะตัดสินใจว่าเราจะเชื่อฟังพระเจ้า เชื่อฟังตามพระวิญญาณ เพราะว่าตอนนี้วิญญาณเราเกิดใหม่แล้ว เป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว เราก็ให้อภัย เราก็สำแดงความรักออกไป ใครมาเหยียบขาเรา ก็ …

“ไม่เป็นไรๆ ค่ะ”

เขาขอโทษ เราก็ … “ไม่เป็นไรๆ”

ไม่ใช่พอเขามาเหยียบขาเรา เขาขอโทษปุ๊บ เราก็หันกลับไป … “ขอโทษแค่นี้ มันหายหรือ?” อะไรอย่างนี้

นั่นแหละ ระบบของโลกนี้ มันส่งเข้ามาเป็นแบบนี้ ถ้าเราตัดสินใจตามพระวิญญาณบอก พระเจ้าก็ชื่นใจ เพราะเราก็จะมีความสุข แต่ถ้าเราตัดสินใจตามระบบของโลกนี้ส่งเข้ามา พระเจ้าก็ต้องอนุญาต เพราะว่าพระเจ้าไม่บังคับเราไง แต่ไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าก็จะ …

“ลูกเอ๋ย ทำไมลูกตัดสินใจแบบนี้”

มันเจ็บตัวนะ  ถ้าเราตัดสินใจโต้ตอบออกไป มันก็จะมีผล เราก็จะเก็บเกี่ยวผลที่เราโต้ตอบออกไป มันจะเป็นระบบที่เราเจอทุกวัน ในขณะที่พระเจ้ายังให้เราอยู่บนโลกใบนี้อยู่ เราก็จะตัดสินใจอย่างนี้แหละ บางวันเราก็ตามพระวิญญาณ บางวันเราก็ตามเนื้อหนัง บางวันก็ตามใจเรา อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญ ที่เราจำเป็นต้องรับรู้ ที่พระจ้าบอกว่าโดยพระคุณของพระเจ้า  เราได้รับความรอด ไม่ใช่การประพฤติของเรา ฉะนั้น การประพฤติของเราจะไม่มีผลอะไรกับความรอดในวิญญาณของเราเลย แม้แต่นิดเดียว ...

เอเฟซัส 2:6 “และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา (บังเกิดใหม่) กับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์”

 

นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ เมื่อเราได้บังเกิดใหม่ปุ๊บ เราได้นั่งอยู่ที่สวรรคสถานร่วมกับพระเยซูคริสต์ทันที เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอเราตาย

เมื่อก่อน เราอาจจะเข้าใจผิด แล้วก็ถูกสอนว่าต้องรอก่อน คริสเตียนอยู่บนโลกใบนี้ ก็ทำงานไป พยายามทำสิ่งที่ดี เพื่อให้พระเจ้าพอใจ แต่จริงๆ พึ่งการกระทำของตัวเอง พระเจ้าบอกไม่ต้อง การทำสิ่งที่ดี มันจะออกมาเอง เพราะมันเป็นธรรมชาติของเรา ไม่ใช่เราพยายามตะเกียกตะกาย เพื่อที่จะทำให้พระเจ้าพอใจ ซึ่งพระเจ้าบอกว่าพระเจ้าพอใจเราแล้ว เพราะเราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์

ฉะนั้น การบังเกิดใหม่ตรงนี้     มีผล     คือ  ณ  เวลานี้     วิญญาณของผู้เชื่อทุกคนได้นั่งอยู่ในสวรรคสถาน ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ เราก็ได้นั่งอยู่ที่สวรรค์เรียบร้อยแล้ว แล้วพี่น้องลองคิดดูว่าตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ เราได้นั่งอยู่ที่สวรรค์แล้ว สถานะตรงนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ฉะนั้น หลังจากโลกนี้ไป เราก็แค่เปลี่ยนมิติ เหมือนกับวิญญาณออกจากร่าง เหมือนเรานอนหลับ ตื่นขึ้นมาอยู่ที่เดิมเลย เพราะเรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วินาทีนี้ …

เอเฟซัส 2:7 “เพื่อในยุคต่อๆ ไป พระองค์จะได้ทรงสำแดงความอุดมแห่งพระคุณ อันหาใดเปรียบ ซึ่งได้ทรงแสดงด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์”

 

ดังนั้น ยุคต่อๆไป ไปเรื่อยๆ พระคุณตรงนี้ พระเยซูคริสต์ได้ทำสำเร็จแล้ว มนุษย์สามารถได้รับความรอด ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้เดียวเท่านั้น ที่ทำให้มนุษย์สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้เดียวเท่านั้น ที่ทำให้เราสามารถเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าได้ นี่คือเงื่อนไขเดียว ที่พระเจ้าได้พูดไว้ คือไม่ว่าเราจะทำด้วยวิธีการใดก็ตาม ก็ไม่เข้าเงื่อนไขของพระเจ้า ทำความดีเยอะๆ ก็ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของพระเจ้า เพราะไม่ว่าจะทำดีอย่างไร ก็ไม่ครบถ้วน หรือทำอะไร คือพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกาย ยังไงก็ไม่ได้ เพราะพระเยซูบอก …

“เธอทำไม่ได้หรอก เธอต้องมาพึ่งฉัน เพราะว่าฉันมาทำให้เธอสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว ทุกอย่างเลย แค่เข้ามารับเอาเท่านั้นเอง”

เอเฟซัส 2:8 “เพราะโดยพระคุณ ความเมตตา และความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอด พ้นจากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ ผ่านทางความเชื่อ”

 

ความเชื่อนะ อันนี้สำคัญมาก ชีวิตนิรันดร์ที่พวกเราได้รับ ผ่านทางความเชื่อเท่านั้น เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขนเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว นี่คือความเชื่อที่พระเจ้าใส่เข้ามา ทำให้เรามีความสามารถเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ

เราเคยคุยกันแล้วว่ามนุษย์ที่เป็นคนบาป ไม่สามารถเชื่อหรอกว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า แต่ความเชื่อนี้ พระเจ้าเป็นผู้ใส่เข้ามา ให้เราสามารถเชื่อได้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พอเชื่อปุ๊บ เราก็เปิดใจรับเอาสิ่งที่พระเจ้าได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว ดังนั้น พระคุณตรงนี้ พระเจ้าทำให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ได้รับความรอดเรียบร้อยไปแล้ว …

เอเฟซัส 2:9 “ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้ ไม่ใช่ความรอด โดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวด และแอบอ้างความดีตัวเอง ในความรอดของตนได้”

 

ถ้าสมมติว่าการได้เป็นผู้ชอบธรรม สามารถทำด้วยกำลังของมนุษย์ หรือมนุษย์สามารถประพฤติความดีงาม โดยได้รับความรอดนี้ ก็สามารถทำให้มนุษย์อวดได้ใช่ไหม? คนที่ได้รับความรอด ก็จะบอกว่า …

“เห็นไหม? ฉันทำดีกว่าเธอตั้งเยอะ ฉันถึงได้รับความรอด”

แต่พระเจ้าบอกไม่ใช่ ไม่มีมนุษย์คนไหนทำดีได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่พระเจ้าบอก ฉะนั้น ไม่มีใครโอ้อวดได้เลยว่าที่เขาได้รับความรอด ที่เขาได้บังเกิดใหม่ ที่เขาได้มาเป็นพลเมืองของพระเจ้า ที่เขาได้คืนดีกับพระเจ้า เพราะการกระทำของตัวเอง  เพราะการทำดี การส่ำสมความดีของเรา เราถึงได้รับความรอด อวดไม่ได้เลย เพราะว่าไม่มีใครทำได้เลย พระเจ้า พระเยซูคริสต์ เป็นผู้กระทำให้กับพวกเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตายเท่านั้น เมื่อเราเชื่อ เราก็ได้รับความรอดนี้เลย คือไปโม้กับใครว่า …

“ฉันทำดี พระเจ้าถึงรักฉัน เพราะฉันทำดี พระเจ้าถึงเลือกฉัน เพราะฉัน ….”

ไม่ใช่เลย พระเจ้าบอกมนุษย์เป็นคนบาปหมด มนุษย์อยู่ในความชั่วร้ายหมด ไม่มีใครดีพอที่จะทำให้พระเจ้ารับได้เลย มีเพียงผู้ที่เข้ามารับเอาความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าถึงรับเราได้ …

เอเฟซัส 2:10 “เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้า ที่สร้างสรรค์ขึ้นในพระเยซูคริสต์ ซึ่งวิญญาณได้บังเกิดใหม่ พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้ เพื่อทำการดีต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตที่ดี เป็นไปตามแผนการของพระองค์”

 

พอเราได้บังเกิดใหม่  เราทุกคนเป็นผลงานชิ้นเอกของพระเจ้าเลย พระองค์สร้างเราอย่างประณีตบรรจง แล้วพระองค์บอกว่าโดยพระเยซูคริสต์ เราได้รับการสร้าง โดยทำให้เรามีวิญญาณใหม่ พอวิญญาณใหม่ เป็นวิญญาณที่ดีพร้อม พร้อมที่จะทำการดี ก็คือวิญญาณข้างในดี เกิดจากการเป็นคนดี ทำให้เราสามารถกระทำความดี มันจะต่างกันนะ

สมัยก่อน ก่อนที่เราจะมาเชื่อพระเจ้า เราพยายามกระทำความดี เพื่อเราจะได้รับวิญญาณที่ดี หรือได้เป็นลูกของพระเจ้า ทำอย่าไรก็ทำไม่ได้ แต่บัดนี้ เราได้บังเกิดใหม่ วิญญาณข้างในเราดี เกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นความดีงาม เป็นภาชนะที่พระเจ้าพร้อมที่จะใช้เราได้ คือพระเจ้าบอกดีงาม แต่รอเวลา แต่ละคนจะมีเวลาของการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเจริญเติบโตขึ้นอยู่กับการที่เด็กทารก หรือผู้เชื่อคนนั้นได้กินนมที่ถูกต้อง กินอาหารที่ถูกหลักอนามัย มีสุขภาพทางวิญญาณที่แข็งแรง เมื่อกินถูกที่ถูกทาง เขาจะเจริญเติบโตได้สมส่วน เขาเรียกว่าไม่เจริญเติบโตแบบแปลกๆ เมื่อเขาเจริญเติบโตถึงขั้นที่พระเจ้าเห็นว่าคนนี้สามารถใช้การได้ พระองค์ก็จะใช้เขา

ตรงนี้ฟังให้ชัดๆ นะ พระเจ้าเป็นผู้ใช้เรา ไม่ใช่เราพยายามอยากจะออกไปทำเอง พยายามรู้สึกว่าตรงนี้ดี เราออกไปทำดีกว่า ไม่ใช่ ขึ้นอยู่กับพระเจ้าจะใช้เราเมื่อไร? อย่างไร?  ดังนั้น การใช้ของพระเจ้า อาจจะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ว่าถ้าสิ่งเล็กน้อยนั้น พระเจ้าเป็นผู้ใช้เราไป มันจะเกิดผลในอาณาจักรของพระเจ้า แต่ถ้าเราทำสิ่งใหญ่โต โดยที่พระเจ้าไม่ได้ใช้ แต่เราออกไปด้วยกำลังของเราเอง มันไม่มีผลอะไรกับอาณาจักรของพระเจ้า ถ้าเราชัดเจนตรงนี้ปุ๊บ เราก็จะไม่ดิ้นรน พยายาม ตะเกียกตะกาย เพื่อว่าเราจะพยายามรับใช้พระองค์ แต่พระเจ้าบอกอยู่เฉยๆ ถึงเวลา พระองค์จะใช้เอง

อย่างที่เรายกตัวอย่างต้นไม้ อยู่เฉยๆ  ถึงเวลาที่พระเจ้าจะให้ต้นไม้นี้สวยงาม โชว์ให้คนอื่นได้เห็นความสวยงาม มันจะออกมาเอง ตามฤดูกาล ดังนั้น พระเจ้าจะมีฤดูกาลสำหรับเราแต่ละคนที่ต่างกัน การทรงเรียกก็ต่างกัน มันขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเลยว่าเราอยาก

“พระองค์เจ้าข้า ลูกอยากทำโน่นทำนี่”

“ไม่ๆ อยู่เฉยๆ ดีกว่า เพราะทำไป เธอก็เหนื่อยเปล่า เพราะว่าไม่ใช่มาจากพระองค์”

ฉะนั้น พอเรารอเวลาที่สวยงามของพระเจ้า พระองค์ก็จะเป็นคนดันเราออกไป จากภายใน ข้างในวิญญาณของเรา พระองค์จะให้เราสำแดงตัวตนจริงๆ ที่เป็นธรรมชาติใหม่ของเราออกไปให้ผู้คนได้สามารถสัมผัส ได้สามารถเห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา

พี่น้องออกไป ไปดูต้นหางนกยูง ตอนนี้ออกดอกสวยงามมาก เต็มต้นเลย ที่เราเคยยกตัวอย่าง ต้นหางนกยูงไม่ได้ทำอะไรเลย แต่พระเจ้าทำให้มันออกดอกสวยงาม ในฤดูกาลที่เหมาะสม คนที่รดน้ำ คืออาจารย์นำ รดน้ำทุกวัน แค่นั้น แต่ว่าคนที่ทำให้ออกดอกสวยงาม คือพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ตอนนี้เต็มต้นเลย สวยงาม แล้วมันจะอยู่ได้ 2-3 เดือนให้เราเชยชม พอนอกฤดูกาล มันก็ไม่มีอะไรเลย มีแต่ใบ บางฤดูกาลใบก็ร่วงหมดเลย นึกว่าตาย แต่ไม่ตายนะ แล้วพอถึงฤดูกาล ที่ออกดอก มันก็ออกดอกมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นวงจรของมัน

ชีวิตคริสเตียนเหมือนกัน พระเจ้าจะเป็นผู้ดันเราออกไป เมื่อพระเจ้าใช้เราทำอะไรก็ได้ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด แต่มันจะเกิดผลสวยงาม ทำให้ผู้คนได้สามารถเห็นพระสิริของพระเจ้าในชีวิตของเรา  พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

**********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

โรม 8:24-25  “เพราะว่าในขณะที่เราได้รับความรอด  มีชีวิตนิรันดร์  ผ่านทางความเชื่อแล้ว  เราก็ยังมีความหวังนี้อยู่ แต่ความหวังที่เห็นได้นั้น ไม่ใช่ความหวังเลย ใครเล่า หวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี  เราย่อมรอคอยสิ่งนั้น  ด้วยความอดทน”

 

ใครเล่า หวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว  แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี  เราย่อมรอคอยสิ่งนั้น ด้วยความอดทน

สิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็คือความรอด ชีวิตนิรันดร์ การได้อยู่ในสวรรค์ ในโลกวิญญาณ

สิ่งที่เรายังไม่มี และเป็นความหวังที่พวกเรารอคอย ด้วยความอดทน ก็คือการได้เป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนพระเยซู  เป็นความหวังเดียวกับคริสเตียนในยุคแรก

 

ความหวัง ที่จะได้เป็นขึ้นจากความตาย หมายถึงการได้รับกายใหม่ หลังจากที่กายฝ่ายโลก เรือนดินของเรานี้ เสื่อมสลายลง ซึ่งพระคัมภีร์ เรียก “กายใหม่” นี้ ว่ากายสวรรค์ กายวิญญาณ

1 โครินธ์ 15:40 “กายก็มีทั้งแบบสวรรค์ และแบบฝ่ายโลกเช่นกัน แต่สง่าราศีของกายแบบสวรรค์ ก็อย่างหนึ่ง และสง่าราศีของกายแบบฝ่ายโลก ก็อีกอย่างหนึ่ง”

 

การได้รับกายใหม่ คือกายสวรรค์ หลังจากที่กายแบบโลกของเราเสื่อมสลายลง (ตาย) ก็คือการได้รับชีวิตนิรันดร์ ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ (แบบ Full Option)  ตรงนี้แหละ คือสิ่งที่เรายังไม่มี และเป็นความหวัง ที่พวกเรารอคอย ด้วยความอดทน

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1362

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  24  เมษายน  2022

เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า  ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก”

ตอน 5 “ทิ้งเสื้อเก่า แล้วสวมเสื้อใหม่ซะ”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง เรากลับมาที่การบรรยายเรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” วันนี้เป็นตอน 5 ชื่อตอนว่า “ทิ้งเสื้อเก่า  แล้วสวมเสื้อใหม่ซะ” ผู้เชื่อทั้งหลาย ถ้าพูดอะไรเกี่ยวกับการเตือน  ส่วนใหญ่ทั้งหมด 100% คือพูดกับตัวเองก่อนนั่นแหละ

เพราะฉะนั้น พูดกับตัวเองว่า “ทิ้งเสื้อเก่า แล้วสวมเสื้อใหม่ซะ”

ใน 4 ตอนที่ผ่านมา  จากซีรี่ย์นี้ เราได้เรียนรู้จากพระคัมภีร์ใน 1 เปโตร บทที่ 1 ซึ่งเขียนโดยอัครทูตเปโตร  เพื่อหนุนใจบรรดาผู้เชื่อทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ที่เผชิญกับความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ยากลำบาก จากการถูกข่มเหงรังแก อย่างหนัก จากจักรวรรดิโรมัน ในสมัยนั้น ซึ่งเราก็สามารถใช้คำหนุนใจ อันเดียวกันนี้ มาหนุนใจพวกเรากันเอง ผู้เชื่อในยุคปัจจุบันได้ด้วย ในการที่เราจะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก วิกฤตปัญหา ที่เกิดขึ้นกับเราในยุคปัจจุบันนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

ซึ่งเราจะทบทวน สรุปประเด็น ในหนังสือ 1 เปโตร บทที่ 1 ที่เราได้เรียนรู้กันไป 4 ตอน ตอนนี้ ตอนที่ 5 แล้ว

สรุป บทที่ 1 ว่าท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก อย่างแสนสาหัส พระเจ้าได้ปลอบประโลมจิตใจ ลูกๆ ของพระองค์ คือผู้เชื่อทั้งหลาย โดยให้เราได้รับรู้ความจริง ในเรื่องราวเกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นจากข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ว่าเมื่อเราเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ เราเป็นใครในพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรม เป็นทายาท “เป็น” หมดเลย คือได้บังเกิดใหม่ เป็น ในโลกวิญญาณ เราได้เกิดใหม่ ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ ได้เป็นผู้ชอบธรรม ได้เป็นทายาท รับมรดกในโลกฝ่ายวิญญาณ จากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งเรียกว่าในโลกวิญญาณ หรือในสวรรคสถาน และทั้งหมดนี้ พระเจ้าเป็นผู้ดูแลปกป้อง คุ้มครองวิญญาณของเรา และสิ่งต่างๆ ที่เราได้ทั้งหมดนี้ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์เองเลย  นี่เราเรียนรู้ไปแล้วจากบทที่ 1

แล้วพระเจ้าก็แนะนำเรา ใน 1 เปโตร บทที่ 1 บอกว่าความจริง ที่มันเกิดขึ้นแล้วในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ ทั้งหมดนี้ ให้เราใคร่ครวญ ระลึกถึง จดจ่ออยู่เสมอๆ ตลอดเวลายิ่งดี เพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ให้มันสม สอดคล้องกับความเป็นจริง ให้เหมาะสมกับตัวตนที่แท้จริงของเราในโลกวิญญาณ ในสวรรคสถานที่เราได้อยู่ในพระคริสต์แล้ว นั่นแหละ เพื่อเราจะได้ไม่ถูกหลอก ถูกล่อลวงให้หลง ด้วยความเท็จ คำโกหกหลอกลวงต่างๆ

โดยให้เรามองเห็นความเป็นจริงในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ สรุปในบทที่ 1 บอกไว้อย่างนี้ว่าให้เรามองเห็นความเป็นจริงในโลกวิญญาณว่าในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบาก เศร้าโศกชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น มนุษย์ทุกคนนะ ไม่ใช่เรา คนเดียว โลกใบนี้เสียหาย ถูกสาปแช่ง มีความทุกข์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจำเป็นต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ ไม่มากก็น้อยเป็นเรื่องธรรมดา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แต่มันชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เมื่อเทียบกับโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เราได้อยู่ในสวรรค์ บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้วนั้น

และสุดท้ายในข้อ 25 ของบทที่ 1 ได้สรุปว่าไม่ว่าเราจะทุกข์ยากลำบากเพียงใด  ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เจ้าร่างกายที่มันอ่อนแอนี้ ที่มันต้องรับความทุกข์ยากลำบาก ทั้งกลัว ทั้งเจ็บปวด อยากได้ ต่อสู้อะไรต่างๆ เหล่านั้น ร่างกายที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันเปรียบเหมือนต้นหญ้า และสง่าราศีของมัน เหมือนดอกหญ้า เหมือนอย่างไร? คือชีวิตเหมือนต้นหญ้า … ต้นหญ้า แป๊บเดียว มันก็ร่วงโรยไปแล้ว และดอกหญ้า คือความสง่างามของร่างกายนี้ ร่างกายเราแข็งแรง ดูสดใส มันอยู่ได้นานไหม? แป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็ร่วงโรย แก่เหี่ยว แล้วก็ตาย ทั้งต้นหญ้าและสง่าราศีของมัน ก็คือดอกหญ้า ทั้งคู่ มันอยู่ไม่นาน แป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็ไปแล้ว มันไม่สามารถที่จะมาเทียบอะไรกันกับชีวิตจริงๆ ถาวรนิรันดร์ของเราในพระเยซูคริสต์ เป็นชีวิตที่ได้บังเกิดใหม่ในโลกฝ่ายวิญญาณ เป็นชีวิตที่ได้บังเกิดใหม่ โดยการเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ ในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นชีวิตที่ให้กับเรา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐนี้เข้ามา ต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามา เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาป และเราจึงได้บังเกิดใหม่ เข้าไปในโลกฝ่ายวิญญาณ เข้าไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ตรงนี้อยู่ถาวรนิรันดร์ อยู่ตลอดกาลเลย

เพราะฉะนั้น ร่างกายบนโลกใบนี้ ที่ทนทุกข์อยู่ มันแป๊บเดียวเอง มันเทียบอะไรไม่ได้เลย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เมื่อพูดแล้ว ทำให้ผู้เชื่อ ลูกๆ ของพระองค์ ที่ได้รู้ความจริงเหล่านี้ มีความสามารถอดทนกับความทุกข์ยากลำบากได้มากขึ้น เห็นชัดเจนขึ้นว่าชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้ เป็นชีวิตที่อยู่แป๊บเดียว แต่จริงๆ แล้ว เราอยู่ถาวรนิรันดร์ในโลกฝ่ายวิญญาณ แล้วจะอยู่อย่างนี้กับพระเจ้านิรันดร์กาล รออีกแป๊บเดียวนะ เราก็จะได้พักผ่อนนิรันดร์กาล ในสวรรคสถานกับพระเจ้า ไม่ต้องทุกข์ทรมานอยู่ในร่างกายนี้ตลอดไป เอเมนไหม? อย่างนี้เป็นการหนุนผู้เชื่ออย่างมากมาย

เรามาดูกันต่อในสัปดาห์นี้ว่าเมื่อเราได้เรียนรู้จาก 1 เปโตร บทที่ 1 มาแล้วอย่างละเอียด 4 ตอนแล้ว เมื่อรู้แล้ว เราควรจะประพฤติตัวเช่นไร? กระทำตัวอย่างไร หลังจากที่ได้รู้จักตัวตนแท้จริงในโลกวิญญาณของเราว่าที่จะอยู่นิรันดร์กาล มันเป็นอย่างไร? อยู่ในพระคริสต์เป็นลักษณะอย่างไร? เป็นลูกพระเจ้าหน้าตาเป็นอย่างไร? เราได้รับรู้ไปแล้วว่าเมื่อเราบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า ที่บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระองค์แล้ว เราควรจะมีความประพฤติในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างไร? ให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงในโลกวิญญาณ ที่เราเป็นอยู่นั้น

หัวข้อในการบรรยายในวันนี้ จึงมีชื่อว่า “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอน 5 “ทิ้งเสื้อเก่า แล้วสวมเสื้อใหม่ซะ” รู้ความจริงแล้วว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์แล้ว  รู้ สะอาดแล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว ให้ทิ้งเสื้อเก่า แล้วสวมเสื้อใหม่ซะ  ให้พูดกับตัวเอง  1 เปโตร 2:1 …

1 เปโตร 2:1  “เพราะฉะนั้น  ท่านทั้งหลายจงขจัดสารพัดความมุ่งร้าย การฉ้อฉล ความหน้าซื่อใจคด  ความอิจฉาริษยา  และการว่าร้ายทุกอย่าง   ไปจากตัวท่าน (ทิ้งเสื้อเก่า  ซึ่งหมายถึง  ความประพฤติเดิมๆ)”

 

“เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงขจัดสารพัดความมุ่งร้าย การฉ้อฉล ความหน้าซื่อใจคด ความอิจฉาริษา และการว่าร้ายทุกอย่าง ไปจากตัวท่าน ผมวงเล็บไว้ว่า (ทิ้งเสื้อเก่า ซึ่งหมายถึงความประพฤติเดิมๆ ของท่านนั่นแหละ)

ในนี้บอกว่า “จงขจัดสารพัดความมุ่งร้าย” ภาษาเดิมตรงนี้คือ “จงขจัดสารพัดความชั่วร้าย” เรายังเป็นคนชั่วร้ายอยู่อีกหรือ? นี่พูดกับใคร? นี่พูดกับผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่แล้วนะ เรายังเป็นคนชั่วร้ายอยู่หรือ? สงสัยอยู่ไหม?

เรามาวิเคราะห์กันดูว่ามันคืออะไร? ขจัดสารพัดความชั่วร้ายเหล่านี้ ยกตัวอย่างให้ 2-3 อัน ที่เขียนมาในนี้ อย่างเช่น อิจฉาริษยา หน้าซื่อใจคดอะไรต่างๆ เหล่านี้ ผมจะพาท่านไปดูความชั่วร้ายที่จริงๆ ที่ละเอียดขึ้นว่าความชั่วร้ายนี้ คืออะไร? จากหนังสือโรม 1:28-32  ดูลักษณะของความชั่วร้าย หรือเสื้อเก่ามันเป็นลักษณะอย่างไร? มันไม่ใช่มีแค่ฉ้อฉล หน้าซื่อใจคด อิจฉาริษยา การว่าร้ายทุกอย่าง มันมีอะไรอยู่ในนั้น โรม 1:28-32 ได้บอกไว้ …

โรม 1:28-32  “28 ยิ่งกว่านั้น  เนื่องจากเขาไม่เห็นคุณค่าของการรู้จักพระเจ้า พระองค์จึงทรงปล่อยเขา  ให้มีจิตใจเสื่อมทราม  ให้ทำสิ่งที่ไม่สมควร 29 พวกเขาจึงเต็มไปด้วยความเลว ความชั่วร้าย ความโลภโมโทสัน และความเสื่อมทรามสารพัดชนิด พวกเขามีแต่ความอิจฉาริษยา การเข่นฆ่า การแก่งแย่งชิงดี การล่อลวง และการคิดร้าย พวกเขาชอบนินทา 30 ใส่ร้ายป้ายสี  เกลียดชังพระเจ้า หยาบคาย หยิ่งยโส และโอ้อวด  พวกเขาคิดหาทางใหม่ๆ ในการทำชั่ว พวกเขาไม่เชื่อฟังบิดามารดาของตน 31 พวกเขาเป็นคนไร้สติ ไร้สัตย์ ไร้หัวใจ ไร้ความปรานี 32 แม้เขารู้กฎเกณฑ์อันชอบธรรมของพระเจ้าว่าผู้ที่ทำเช่นนั้นสมควรตาย เขาไม่เพียงยังคงทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป แต่ยังเห็นชอบกับผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้ด้วย”

 

นี่คือลักษณะของเสื้อเก่า ซึ่งออกมาจากวิญญาณเก่า ประพฤติออกมาเป็นเสื้อเก่า

ในข้อ 28 บอกว่า “ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากเขาไม่เห็นคุณค่าของการรู้จักพระเจ้า” มันแปลว่าอะไร? ไม่เห็นคุณค่าของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ไม่เห็นคุณค่าของพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด ที่จะทำให้เขาสามารถเข้ามารู้จักกับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้ พูดง่ายๆ เขาไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า เขาจึงไม่ได้บังเกิดใหม่ เมื่อเขาไม่ได้บังเกิดใหม่ เขาก็ยังอยู่ในตัวเดิมของเขา วิญญาณของเขาก็อยู่ในตัวเก่าของเขา วิญญาณตัวเก่า ก็จะผลิตผลออกมาเป็นตะกี้นี้ทั้งหมดนั่นแหละ

พระองค์จึงทรงปล่อยให้เขา หมายถึงอะไร? พระองค์จึงทรงจำเป็นต้องปล่อยให้เขาเป็นอย่างนี้ เพราะเขาตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง เขาจะไม่รับข่าวดี เขาจะไม่รับพระคุณ การช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ เขาจะอยู่ด้วยตัวเอง เขาจะพึ่งตนเอง แล้วมันก็จะเป็นอย่างนี้แหละ เมื่อเขาพึ่งตนเอง เขาก็จะไม่ได้บังเกิดใหม่ เมื่อไม่บังเกิดใหม่ วิญญาณของเขา ก็ตายอยู่ … ตายอยู่ในไหน? ในความพินาศ ในความชั่ว เป็นทาสของความบาป และผลของความบาป คือความตาย ก็คืออาการทั้งหมดที่ตะกี้อ่านมา ตั้งแต่ฆ่าคนตาย โลภโมโทสัน จนกระทั่งถึงไม่เชื่อฟังบิดามารดา จนกระทั่งถึงเมาเหล้าเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดนี้ มันเป็นอาการประพฤติออกมา เหตุเนื่องจากวิญญาณข้างใน เป็นบาปอยู่  เพราะเขาไม่เห็นคุณค่าในการรู้จักพระเจ้า

แล้วเราผู้เชื่อ ก็กลับกัน เราผู้เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว ก็คือคนที่เห็นคุณค่า ในการู้จักพระเจ้า ก็คือเราเห็นคุณค่าของการที่จะรู้จักพระเจ้า

“การรู้จักพระเจ้า” คือการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ที่เราได้เรียนรู้ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วันอีสเตอร์ วันศุกร์ประเสริฐนั่นแหละ  การรู้จักกับพระเจ้า คือการเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ถูกผ่าตัดทางฝ่ายวิญญาณ ได้บังเกิดใหม่นั่นเอง เราเห็นคุณค่าของการได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เราจึงเปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐ ข่าวดีนี้ จึงได้รับการบังเกิดใหม่ และเมื่อบังเกิดใหม่แล้ว เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้ว เราก็สะอาดหมดจด อยู่ในพระคริสต์ ไม่ได้มีวิญญาณ ที่จะทำอะไรต่างๆ เหล่านี้ ออกมาเป็นความประพฤติแล้ว

นี่คืออาการของมัน ใน 1 เปโตร 2:1 ที่บอกว่า “เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงขจัดสิ่งสารพัดความมุ่งร้าย” คือความชั่วร้ายเหล่านี้  ขจัดออกไป คือตัวข้างในท่านเปลี่ยนแล้ว ตัวข้างในท่านเป็นคนใหม่ บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ตรงนี้ คือความประพฤติเดิม คือเสื้อเก่า ที่ท่านเคยใส่มาแล้วนั่นเอง

เพราะฉะนั้น เมื่อท่านได้รับรู้ถึงข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ ที่ทำให้ท่านหรือทำให้เราได้บังเกิดใหม่ ชำระท่าน ชำระเราด้วยข่าวประเสริฐนี้ จนสะอาดหมดจด แยกเราออกมาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์เลย บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า เหมือนพระเยซูคริสต์ มีค่ามากมาย ในสายพระเนตรของพระเจ้า และให้เรานั้นได้บังเกิดใหม่ ด้วย DNA หรือหน่อเชื้อ ชีวิตของพระองค์เอง คือของพระเจ้าเอง  โดยเราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราได้เรียนรู้มาแล้ว ซึ่งไม่ได้เกิดใหม่ โดยมนุษย์ ซึ่งตายได้ แต่เป็น DNA นิรันดร์ ที่จะอยู่นิรันดร์ เป็นวิญญาณเดียวกับพระเจ้า ที่จะอยู่กับพระองค์นิรันดร์ ท่านได้รับความรอดนิรันดร์นี้เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในสวรรคสถานกับพระองค์แล้ว ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ทันทีที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็อยู่อย่างนี้แล้ว ไม่ใช่ด้วยตัวท่านเอง?  แต่ด้วยพระคุณความเมตตา จากข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ นี่หมายถึงอย่างนี้

เพราะฉะนั้น เมื่อท่านรู้ว่าในโลกวิญญาณ สถานะตัวตนที่แท้จริงของท่านจะดำรงอยู่ตลอดไป เป็นอย่างไรในพระเยซูคริสต์ จะเกิดอะไรขึ้น หลังความตายฝ่ายร่างกายนี้  ท่านรู้แล้ว  หลังความตายฝ่ายร่างกาย  วิญญาณท่านก็อยู่ที่เดิม  อยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถานนิรันดร์นั่นเอง ดีกว่าด้วยซ้ำไป เพราะจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมาน อยู่ในร่างกายที่อ่อนแอ ที่กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

นี่แหละ เมื่อรู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ก็จงถอดเสื้อเก่าออกซะ ซึ่งเสื้อเก่าตรงนี้ คือความประพฤติเดิมๆ ก่อนที่จะได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า เสื้อเก่า ก็คือลักษณะตะกี้ที่เราอ่านพร้อมกัน ตั้งแต่ฆ่าคนตาย จนกระทั่งถึงไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ทั้งหมดนั่นแหละ ตัวเก่าของเรา

นี่พูดถึงวิญญาณ ตัวตนแท้ๆ ของเรา ตัวตนเก่าของเรา ได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์ เรียบร้อยไปแล้ว ที่ไม้กางเขน

ยังจำได้ไหม? เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เราได้เรียนรู้เรื่องนี้ บัพติศมาเข้าส่วนเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ตายที่ไม้กางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์ ฝังไว้ในอุโมงค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เราก็เป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราเปิดใจต้อนรับความจริงนี้  มันก็จะเกิดขึ้นกับเรา และมันเกิดขึ้นแล้ว เพราะเราเชื่อแล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์c]h;

ความเป็นจริงนั้น เกิดอะไรขึ้น เมื่อเรารู้ว่าตัวเก่าของเราตายไปแล้ว ดังนั้น ความประพฤติเดิมของเรา ที่เคยทำมาก่อนที่จะบังเกิดใหม่ ก็คือเสื้อเก่าของเรา ที่เราเคยประพฤติ ที่เราเคยสวม ตอนก่อนที่เราบังเกิดใหม่ ตอนที่เราเป็นทาสของความบาป นึกภาพออกนะ และเป็นทาสของกิเลสตัณหาฝ่ายเนื้อหนัง ให้เราทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความดีงามของพระเจ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเสื้อเก่าที่เราควรจะกำจัดมันออกไปซะ เพราะเราไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไปแล้ว และเพราะมันไม่เข้ากันกับวิญญาณตัวใหม่ของเราเลย ไม่เหมาะสมแล้วกับสถานะใหม่ของเรา ที่เป็นถึงลูกของพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแล้ว มันไม่เข้ากันกับเราแล้ว ก็เอามันออกไปจากตู้ซะ ทุกวันเปิดตู้ดู มี 2 ตู้ ตู้หนึ่ง คือเสื้อใหม่ อีกตู้หนึ่งเสื้อเก่ายังอยู่ อยู่ที่ไหน? อยู่ที่ในความคิดของเราเดิมๆ นั่นแหละ แล้วทำอย่างไร? เลือกสวมซะ อย่าไปใส่เสื้อเดิม มันเคยชิน ทำอะไร? ฝึกฝนในการที่จะบอกตัวเองว่า …

“ฉันเป็นคนใหม่แล้ว สวมเสื้อใหม่ดีกว่า อันนี้เข้ากว่า”

ดูในกระจก น่ารัก เป็นความรัก เป็นการให้อภัย ไปสวมเสื้อความโกรธ ความเกลียด ความเคียดแค้น ความวิตกกังวล มันไม่เข้ากับตัวใหม่ของฉัน ก็อย่าไปสวมมัน

เสื้อเก่า เช่น การมุ่งร้าย  การฉ้อฉล ความหน้าซื่อใจคด ที่ตะกี้เราอ่านกัน ยกตัวอย่างให้ คือเมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนมีค่า ในสายพระเนตรของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า อยู่ในสวรรคสถาน  มีมรดกนิรันดร์แล้ว ก็จงภูมิใจ มั่นใจ ชื่นชมยินดี ถูกไหม? ถ้าเราเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าเราเป็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เรามีสิ่งต่างๆ เหล่านี้  เราก็จะชื่นใจ มั่นใจในตัวเอง เมื่อมีความภูมิใจแล้ว มั่นใจแล้ว มันก็จะไม่มุ่งร้ายกับใคร? ไม่โกหกใคร? ไม่เป็นคนหน้าซื่อใจคด ไม่มีใจริษยาใคร? เพราะตัวเราเองมีครบ พร้อมหมดแล้ว แล้วเราจะไปอิจฉาเขาทำไม? มันมีแล้ว เราน่าจะเป็นคนที่ถูกเขาอิจฉามากกว่า

“คนนี้เป็นใคร ทำไมยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมีเงิน”

คนมีเงิน ก็บอก … “เราน่าจะทำตามอย่างเขานะ เรามีเงินตั้งเท่าไร? เราก็โลภไม่รู้จักหยุดหย่อน หาไม่พอสักทีหนึ่ง เอ๊ะ! เขามีน้อยๆ ทำไมรู้สึกพอเพียง มีความสุข”

ใครน่าอิจฉา ลองคิดดู มันเป็นอย่างนี้แหละ

และเมื่อเราเป็นคนที่สะอาดบริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าแล้ว เราก็ไม่อยากจะทำบาป จริงไหม? เมื่อเรามองดูที่กระจก เราเห็นตัวเราเอง สะอาด บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ใส่เสื้อขาว วันนี้ออกจากบ้านไป ถ้าวันนี้ท่านใส่ชุดขาวทั้งชุดเลยออกจากบ้านไป ท่านระวังตัวไหม? ไม่ให้สกปรก ไม่ให้มีอะไรกระเด็นใส่เลย ถูกไหม? เพราะถ้ากระเด็นใส่เมื่อไร มันเห็นชัดเลยนะ แต่ถ้าวันนี้ท่านใส่เสื้อสีดำออกไป ท่านจะระวังไหม ท่านคงคิดในใจว่าไม่มีใครเห็นหรอก ก็โดนนิดหน่อย ช่างมัน ฉันใดฉันนั้น เมื่อรู้ว่าธรรมชาติในตัวตนของเราสะอาด บริสุทธิ์ เหมือนพระเจ้าแล้ว เราก็ไม่อยากจะไปยุ่ง วุ่นวายอะไรกับสิ่งสกปรก โสโครก แม้นิดหนึ่งก็ไม่อยากได้ เพราะมันเห็นชัด เพราะธรรมชาติข้างใน เราเปลี่ยนไปแล้วนั่นเอง

ธรรมชาติตัวตนข้างในของเรา เป็นลูกของพระเจ้า ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี และมีมรดกนิรันดร์ในสวรรคสถานที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ อย่างที่ไม่มีเน่าเปื่อย ไม่มีสูญเสีย มันจะอยู่ตลอดไป  แค่นี้ก็ชื่นชมยินดีมากมายแล้ว ถ้าเราเห็นความจริงเหล่านี้ชัดเจน ในโลกวิญญาณนี้นะ

พอเรามีความมั่นใจ ในความจริง ในข่าวประเสริฐอย่างนี้ ธรรมชาติ ลักษณะของเรา ก็จะออกมา เป็นความประพฤติแบบนี้ คือเราจะไม่มุ่งร้ายใคร? ไม่ฉ้อฉล ไม่โกหกใคร? ไม่ริษยา ไม่ทำความชั่ว ก็คือต้องการที่จะสวมเสื้อใหม่ ที่เป็นธรรมชาติใหม่ของเรานั่นเอง

นี่คือความต้องการ แบบธรรมชาติของผู้เชื่อทุกคนที่บังเกิดใหม่ แล้วมันจะเป็นอย่างนี้ และมันจะเป็นธรรมชาติได้ง่ายขึ้น เมื่อผู้เชื่อคนนั้น ได้รับรู้ความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ ตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตาม จงจำไว้ว่าความจริง คือพอพูดถึงอย่างนี้เมื่อไร? ทิ้งเสื้อเก่า ใส่เสื้อใหม่ หมายถึงความประพฤติ ท่านต้องจำตรงนี้ให้ได้ เสื้อไม่ได้มีผลอะไรกับการกำเนิดเกิดมาเป็นมนุษย์ ฉันใด ความประพฤติก็ไม่มีผลอะไรกับการกำเนิดเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์ ดีพร้อมฉันนั้น

เสื้อไม่ได้ทำให้มนุษย์คนนั้นกลายเป็นสัตว์ได้ ต่อให้ใส่ชุดหมี ก็ยังเป็นคน ต่อให้ใส่ชุดลิง ก็ยังเป็นคน ต่อให้สวมชุดกระต่าย ก็ยังเป็นคน ถูกหรือไม่? เสื้อ คือความประพฤติ

แต่การกำเนิดเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้า ดีพร้อมแล้วนั้น มันมีผลจากภายใน  ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความประพฤติภายนอก

พูดง่ายๆ ว่าการกำเนิดเกิดมาเป็นอะไร มันจะมีผลต่อความประพฤติภายนอก การกำเนิดเกิดมาเป็นอะไร มันมีผลต่อเสื้อภายนอก การกำเนิดเกิดมาเป็นคน ก็จะมีผลต่อการสวมเสื้อผ้าภายนอก ถูกหรือไม่? เพราะฉะนั้น การกำเนิดเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้า ดีพร้อมแล้วนั้น มันมีผลจากภายใน ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายนอก ภายนอกไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภายในได้ พูดง่ายๆ แต่ภายในต่างหากที่มีอิทธิพล จะเปลี่ยนแปลงภายนอกได้ นี่คือข่าวประเสริฐ

ต่อมา 1 เปโตร 2:2-3 ได้บอกไว้อย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 2:2-3  “2 เหมือนทารกแรกเกิด ที่กระหายน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ (ไม่มีปลอมปนใดๆ)  เพื่อโดยน้ำนมนั้น  จะทำให้ท่านทั้งหลายเจริญขึ้น สู่ความสมบูรณ์ในความรอด (ที่ท่านได้รับโดยการบังเกิดใหม่แล้วนั้น) 3 ในเมื่อท่านได้ลิ้มรสความดีงาม และพระกรุณาคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว (คือได้บังเกิดใหม่  โดยข่าวประเสริฐแห่งพระคุณแล้ว)”

 

“ในเมื่อได้บังเกิดใหม่ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของข่าวประเสริฐ แห่งพระคุณของพระเจ้า” คือได้เกิดมาเป็นลูกของพระเจ้า โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เรียกว่า “พระคุณ”  พระคุณ คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย และในข่าวประเสริฐนี้เรียกว่า “พระคุณประหลาด” “พระคุณมหัศจรรย์” ประหลาด มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้เลย คือให้เปล่าๆ ให้เป็นของขวัญ แม้ว่าคนรับไม่สมควรได้ มนุษย์ไม่สมควรที่จะได้ แต่พระเจ้าจะให้ แล้วให้มาก จนมนุษย์คาดไม่ถึง คิดไม่ถูกว่าเป็นไปได้หรือ? แต่มันเป็นไปแล้ว ตรงนี้เขาถึงเรียกว่า “พระคุณ” และเป็นข่าวดี “ข่าวดีแห่งพระคุณ”

ข่าวดีตรงนี้ ความจริง ก็คือข่าวดีแห่งพระคุณ พอได้ตรงนี้แล้ว ในนี้บอกว่า “ก็เป็นเหมือนทารกของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์” พูดง่ายๆว่าก็ได้บังเกิดใหม่ ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า โดยพระคุณของพระเจ้าให้เราบังเกิดใหม่ใช่ไหม?  พอเกิดใหม่แล้ว เราก็เป็นเหมือนกับทารกของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ ที่ต้องการน้ำนมฝ่ายวิญญาณ อันบริสุทธิ์ จากพระองค์ เพื่อเจริญเติบโตขึ้นในพระคริสต์

น้ำนมฝ่ายวิญญาณ อันบริสุทธิ์ ก็คือถ้อยคำแห่งพระคุณ  … ถ้อยคำแห่งพระคุณ ก็คือข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่เต็มไปด้วยพระคุณ ซึ่งต้องเป็นถ้อยคำของพระเจ้าที่เป็นความจริง ตามถ้อยคำของพระเจ้า เกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เท่านั้น เพราะในนี้บอกว่าน้ำนมฝ่ายวิญญาณ อันบริสุทธิ์ ไม่มีปลอมปนใดๆ

ก็หมายถึงถ้อยคำที่เป็นความจริงแท้ๆ เกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐแห่งพระคุณของพระเจ้าที่เป็นความจริงเท่านั้น ที่ไม่มีปลอมปน ไม่มีผสมความคิด สติปัญญาของมนุษย์เข้าไปอยู่ในนั้นเลย

พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนี้ว่ามันมีน้ำนมไม่บริสุทธิ์ด้วย ก็คือมีน้ำนมปลอมนั่นเอง ในนี้เขียนบอกว่าน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ ที่ไม่มีปลอมปน ก็แสดงว่ามันมีบางอัน มีปลอมปน ถูกไหม? ก็แสดงว่ามันมีน้ำนมที่ไม่บริสุทธิ์ คือน้ำนมปลอมปน ซึ่งหมายถึงข่าวดี หรือข่าวประเสริฐพระเยซูคริสต์ ที่ไม่จริงแท้ 100% มีความเทียมเท็จปนมาด้วย ให้ระวัง

เราเกิดใหม่แล้ว เราต้องการถ้อยคำเกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่เป็นพระคุณแท้ๆ 100% จึงเป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์ ถ้ามีของปลอมเจือปนมา ไม่บริสุทธิ์ เราจะเรียนรู้กันต่อไป

เมื่อเราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว ได้เป็นทารกเกิดใหม่แล้ว เราต้องดื่มน้ำนมอันบริสุทธิ์ ก็คือเราต้องรับรู้เรื่องราวความจริงในพระคริสต์ ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ ที่เราได้เคยชิมรสมาแล้ว จนได้บังเกิดใหม่ ในวิญญาณ ก็เพราะว่าเราไปเจอข่าวประเสริฐแห่งความจริง แห่งพระคุณของพระเจ้า และได้ลิ้มรส  ลิ้มรสคืออะไร? ได้เปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐนี้เข้ามาใช่ไหม? แล้วทำให้เราได้บังเกิดใหม่ อุแว้ๆ  เป็นลูก เป็นทารก ที่บังเกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว นั่นมันหมายถึงอย่างนี้

เมื่อลิ้มรส เมื่อเกิดใหม่แล้ว ก็ให้กระหายหาน้ำนมบริสุทธิ์อย่างเดียวกันนี้ ที่ทำให้เราเกิดใหม่ รับรู้ความจริงนี้ต่อไป เพื่อเราจะได้เจริญเติบโตขึ้น เพื่อน้ำนมฝ่ายวิญญาณ คือถ้อยคำของพระคริสต์นี้ อันเป็นความจริงของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดนี้ จะทำให้เราเจริญเติบโต เข้าไปสู่ความไพบูลย์ ในพระเยซูคริสต์ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ประพฤติเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้น ทิ้งเสื้อเก่าได้มากขึ้น สวมเสื้อใหม่ได้มากขึ้นนั่นเอง เรารู้แล้วว่าต้องทำอะไร? ต้องเอาความจริงแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่เกี่ยวกับพระคุณของพระเจ้าในข่าวดีนี้ กระหาย ดื่ม รับรู้ ซึ่งในขณะที่เราได้รับความรอด ทางวิญญาณแล้ว ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ ความคิดจิตใจของเรา ก็ต้องเจริญเติบโตขึ้น

ความประพฤติของเรา ก็จะเปลี่ยนแปลงไป เจริญเติบโตขึ้นด้วย ความจริงแห่งถ้อยคำพระเจ้าเกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์นี่แหละ แต่ต้องเป็นของแท้นะ บริสุทธิ์ ไม่มีปลอมปน เพราะว่าน้ำนมฝ่ายวิญญาณ อันบริสุทธิ์ คือถ้อยคำของพระเจ้า ที่พูดถึงข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ อันบริสุทธิ์ ก็หมายถึงที่เป็นความจริง 100% ไม่มีสิ่งเจือปนใดๆ เลย แม้แต่นิดเดียว เพราะว่าถ้ามีอะไรเจือปนแม้แต่นิดเดียว ก็จะทำให้มันเสียหมดเลย บูดหมดเลย เป็นพิษหมดเลย เขาเรียกว่าปลาตายตัวเดียว ทำให้เน่าทั้งข้อง เหมือนกัน ลักษณะเดียวกัน

ยกตัวอย่าง อยากรู้แล้วใช่ไหมว่าตัวอย่างมันเป็นอย่างไร? ชัดเจนเลย …

น้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์บอกว่าเราได้รับความรอด ไม่ใช่ด้วยการกระทำของตัวเราเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ให้เป็นของขวัญ พระองค์ก็เป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง ดูแลวิญญาณที่เกิดใหม่นี้ไปตลอดนิรันดร์ โดยที่เราไม่ต้องกระทำเอง เช่นเดียวกันกับตอนที่บังเกิดใหม่ ใช่หรือไม่? ถูกเลยใช่ไหม? ตรงเป๊ะเลย ที่เราบังเกิดใหม่ เป็นอย่างนี้ใช่ไหม? นี่คือน้ำนมฝ่ายวิญญาณ อันบริสุทธิ์ สังเกตนะ

น้ำนมที่มีสิ่งแปลกปลอมเจือปนอยู่ด้วย คือถึงแม้เราจะได้รับความรอดแล้ว ก็ตาม บังเกิดใหม่ เป็นทารกของพระเจ้าแล้วก็ตาม แต่เรายังจำเป็นต้องประพฤติตัวให้ดีด้วย เพื่อรักษาความรอด มิฉะนั้น พระเจ้าจะคายเราทิ้ง หรือจะปฏิเสธเราในวันพิพากษาหลังความตาย

ฟังดูเพลินๆ มันคล้ายๆ น้ำนมนะ  แต่ไม่ใช่ เห็นไหม? มันแย้ง น้ำนมฝ่ายวิญญาณที่บริสุทธิ์บอกว่ารอดแล้ว รอดเลย  น้ำนมปลอมบอกว่ารอดแล้ว ยังต้องระวังนะ ประพฤติไม่ดี สวมเสื้อเก่าไปบ่อยๆ เดี๋ยวพระเจ้าคายทิ้งหรอก ตายไป ไม่ได้ไปสวรรค์อะไรอย่างนี้ ตกลงได้ไปหรือไม่ได้ไป? เห็นไหมครับ? เป็นพิษไหม? โตไหม?

น้ำนมบริสุทธิ์บอกว่าเรารอดแล้ว รอดเลย เป็นความรอดนิรันดร์ พระเจ้าปกปักษ์คุ้มครอง ดูแลความรอดของเรา ด้วยตัวพระองค์เองเลย ไม่มีทางเสื่อมสูญ พระองค์คุ้มครอง ความรอดของเราในพระเยซูคริสต์ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ เราอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์แล้ว ไม่มีใครเอาเราออกไปจากมือของพระองค์ได้เลย เอเมน นี่คือน้ำนมอันบริสุทธิ์ คือข่าวประเสริฐของพระเจ้าแท้จริง 100% ตะโกนกัน “เอเมน” เลย

มาดูของปลอมปนนะ น้ำนมที่มีสิ่งแปลกปลอมเจือปนอยู่ด้วย อาจจะบอกไว้อย่างนี้ว่า “จงระวังบาปที่อภัยให้ไม่ได้” คุ้นๆ ไหม? อ้าว! ข่าวประเสริฐของพระเจ้าบอกว่าพระเยซูคริสต์อภัยบาปให้เราทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตตลอดไปเลย แล้วพระองค์ทรงปกปักษ์วิญญาณที่ไถ่แล้ว อยู่นิรันดร์แน่นอนในสวรรค์ แล้วมาบอกว่าบาปบางอย่างที่เรากระทำ อภัยไม่ได้ โดยที่ไปเอาข้อความจากพระคัมภีร์มา

พระคัมภีร์บอกว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาทพระวิญญาณ ผู้นั้น ไม่ได้รับการอภัย”

“นี่ไง  พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนี้ ฟังดูเหมือนจริง พระเยซูพูดเองเลยนะ ถ้าหมิ่นพระวิญญาณ ไม่ได้รับการอภัย”

“อ้าว! ไหนบอกได้รับอภัยทั้งหมดแล้ว ตกลงเป็นอย่างไร?”

จริงๆ แล้วพระเยซูพูดว่าหมิ่นพระวิญญาณ ไม่อภัย นั่น กำลังพูดกับคนที่ไม่เชื่อ

“หมิ่นพระวิญญาณ” หมายถึงว่าท่านไม่ต้อนรับการกระทำของพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงกระทำในนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านปฏิเสธพระเยซู ไม่ยอมรับพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระเมซิยาห์ ท่านก็อยู่ในความพินาศเหมือนเดิม ไม่ได้ทำอะไรเลย ก็อยู่ในความพินาศอยู่แล้ว ท่านไม่ได้รับความรอดอยู่แล้ว เมื่อปฏิเสธพระเมซิยาห์ ปฏิเสธพระเยซู ไม่ใช่เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก็คือไม่เชื่อนั่นเอง

มันคนละเรื่องกันกับผู้เชื่อและบังเกิดใหม่แล้ว เขาเป็นลูกพระเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างอย่างนี้ ฟังดู แล้วมันเหมือนใช่ พอเห็นบาปต่างๆ ที่อภัยให้ไม่ได้ปุ๊บ ก็เอามาใช้กับคนที่บังเกิดใหม่ เอามาสอน เอามาบอกผู้เชื่อว่าสังเกตดูนะ ลองดูว่าเราประพฤติอะไรที่เป็นบาป ที่อภัยให้ไม่ได้ ในพระคัมภีร์ไม่มี พระองค์ตายเพียงครั้งเดียว อภัยให้เราหมดสิ้น เรียบร้อยแล้ว อภัยก่อนที่เราจะทำด้วยซ้ำไป นี่คือข่าวประเสริฐ

ข่าวไม่ประเสริฐ น้ำนมปลอม ก็คือระวังนะ บาปบางบาป อภัยให้ไม่ได้ โดยยกข้อพระคัมภีร์มา ข้อพระคัมภีร์หลายข้อในนี้ บาปที่อภัยให้ไม่ได้ คือบาปที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระเมซียาห์ ไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซู มีอันเดียวเท่านั้น ที่อภัยให้ไม่ได้ ไม่รู้จะอภัยให้อย่างไร? เขาไม่เอาเอง ผู้อภัยความบาปผิดให้กับเขา คือพระเยซูคริสต์ เขาไม่รับ แต่เราทั้งหลายผู้เชื่อรับไปแล้ว ได้รับความรอดไปแล้ว มันคนละเรื่องกัน อย่างนี้เป็นต้น

อีกอันหนึ่ง อย่างเช่น ทุกครั้งที่เผลอไปใส่เสื้อเก่า คือทำบาป ต้องสารภาพบาปต่อพระเจ้านะ ลืมก็ไม่ได้นะ ถ้าไม่สารภาพบาป พระเจ้าจะไม่ให้อภัย มีตรงไหน? ไปยกเอาจาก 1 ยอห์น 1:9 ซึ่งก็พูดถึงคนไม่เชื่ออีกแหละว่าคนที่ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนบาป ข่าวประเสริฐบอกว่าท่านเป็นคนบาป ท่านต้องการการช่วยเหลือ จงเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ มาเป็นพระผู้ช่วย คนนี้ไม่เชื่อข่าวประเสริฐ บอกว่า …

“ฉันไม่บาป  ฉันก็ไม่ต้องการการช่วยเหลือจากใคร?”

นี่เขากำลังพูดถึงตรงนี้ว่าคนที่ไม่เชื่อ บาปตัวนี้ ว่าตัวเองเป็นคนบาป ถ้าเขาเชื่อว่าตัวเขาเองเป็นคนบาป แล้วขอสารภาพบาปต่อพระเจ้า พระเจ้าจะช่วยเขาให้รอด เพราะว่าพระองค์ทรงประทานพระเยซูคริสต์มาเพื่อทุกคน ที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป แล้วต้องการความช่วยเหลือ มันแปลว่าอย่างนี้ พอเข้าใจผิดปุ๊บ เอามาใช้กับคนที่เป็นคริสเตียน คนที่เชื่อแล้ว ก็เลยไม่โต ตกลง …

“ตายไปแล้ว ฉันจะรอดไหม มีบาปอะไรบ้างที่ฉันทำ”

วันๆ คิดแต่บาปอะไรก็ตามที่ฉันทำแล้ว พระเจ้าไม่ให้อภัย บาปที่ทำซ้ำๆ ซากๆ 30 ครั้งแล้วมั้ง ถึงไม่ให้อภัย อะไรประมาณนั้น

บางครั้ง ก็มาบอกว่า “เป็นคริสเตียน ประพฤติตัวที่เรียกว่าบาปบ่อยๆ ซ้ำๆ แล้วก็ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงแก้ไขสักที อย่างนี้พระเจ้ารังเกียจ พระเจ้าจะไม่ให้อภัยเธออีกแล้ว”

มันตรงพระคัมภีร์ที่ไหน? มันไม่ตรง มันไม่ใช่ อย่างนี้เป็นต้น

“เดี๋ยวพระเจ้าเอือมระอาเธอ แล้วจะคายเธอออกมา ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงชีวิตเสียใหม่”

อะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น นี่ชี้ให้ท่านเห็นว่าน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่บริสุทธิ์ เป็นลักษณะอย่างไร? ต้องเป็นไปด้วยกันกับถ้อยคำของพระเจ้า ในพระคัมภีร์เท่านั้น

เอาอีกสัก 2 ตัวอย่างแล้วกัน ตะกี้ตัวอย่างเน้นไปที่บอกว่าถ้าประพฤติบาป ทำบาปบ่อยๆ พระเจ้าจะไม่ให้อภัย คราวนี้ตกขอบไปอีกอย่างหนึ่ง อันนี้มีจริงเลยนะ ข่าวประเสริฐเหมือนกัน ข่าวประเสริฐบอกว่าเราได้ความรอด โดยพระคุณแล้ว เป็นความรอดนิรันดร์ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราได้รับความรอด ได้รับการอภัยโทษบาปตลอดไป นี่คือข่าวประเสริฐจริงๆ ใช่ไหม?

ของปลอมบอกว่าอย่างไร? เมื่อเราได้รับความรอด โดยพระคุณแล้ว ทำบาปอะไร พระเจ้าก็อภัยให้หมดแล้ว ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพราะฉะนั้น เราไปทำบาปกันดีกว่า มาเชื่อพระเจ้า จะได้สนุกสนานกับการทำบาปต่อไป

อาจารย์เปาโลก็ได้พูดไว้ในหนังสือโรม 6:1 บอกคิดอย่างนั้นได้อย่างไร? มันเป็นไปได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้ ท่านบังเกิดใหม่แล้ว ท่านทำบาปไม่เป็นแล้ว ท่านแพ้บาปแล้ว บาปทำไม่ได้แล้ว เพราะวิญญาณของท่านบังเกิดใหม่แล้ว แต่คนเอาไปบิดเบือน ก็เป็นอย่างนี้

พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น ก็ดีสิ เราก็ทำบาปได้สนุกสนานไปเลย เพราะว่าพระเจ้าอภัยให้แล้ว เปาโลบอกไม่ใช่ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย ท่านไม่รู้หรือว่าตัวเก่าท่านได้ตายไปแล้ว ท่านไม่สามารถสวมเสื้อตัวเก่าไปเรื่อยๆ ได้ เพราะท่านจะแพ้ ท่านไม่สามารถดำเนินชีวิตเหมือนเดิมได้ เพราะท่านจะแพ้ ท่านจะไม่สบายใจ เพราะว่าวิญญาณของท่านมันเปลี่ยนเป็นใหม่เรียบร้อยแล้ว ธรรมชาติใหม่ของท่าน เป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว ทำบาปไม่เป็นแล้ว แต่ที่ท่านยังทำอยู่ คิดอย่างนั้น เพราะท่านยังไม่บังเกิดใหม่นั่นเอง และเมื่อท่านบังเกิดใหม่แล้ว พระเยซูคริสต์ผู้สถิตในท่าน จะนำท่าน จะสอนท่านถึงความประพฤติใหม่ เสื้อใหม่ โดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์เอง นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง

เอาอีกตัวอย่างไหม? น่าจะยกตัวอย่างบ่อยๆ จะได้ระมัดระวังเรื่องข่าวประเสริฐปลอม อย่างเช่นในหนังสือ 2 ทิโมธิ 2:11-13 ก็มีคนเอาไปทำให้มันเจือปนด้วยสติปัญญา ด้วยความคิดของตนเองอีกแล้ว  ลองอ่านดูว่าตรงนี้เขาเอาไปใช้กันอย่างไร? …

2 ทิโมธี 2:11-13  “11 นี่เป็นคำกล่าวที่เชื่อถือได้ คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตกับพระองค์ด้วย 12 ถ้าเราอดทน  เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย  ถ้าเราปฏิเสธพระองค์ พระองค์ก็จะทรงปฏิเสธเราด้วย 13 ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ พระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้”

 

ความหมายของข่าวประเสริฐตรงนี้ ก็คือว่าถ้าเราตายกับพระองค์ ก็คือถ้าเรายอมรับข่าวประเสริฐของพระเจ้า พระวิญญาณจะเข้ามาบัพติศมาเรา ให้ตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน เพื่อว่าเราจะได้เป็นขึ้นมาใหม่ เกิดใหม่พร้อมพระเยซูคริสต์ มีชีวิตกับพระองค์ด้วย มันหมายถึงอย่างนั้น

“และถ้าเราอดทน เราก็จะครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ด้วย” หมายถึงถ้าเราอดทน เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูบอกแล้วว่าเมื่อเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ โลกก็จะไม่เข้าใจเรา โลกก็จะเกลียดเรา เราจะไม่เข้ากับโลกนี้แล้ว เราต้องอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก ในการข่มเหงรังแก ในการเป็นศัตรูกันทางวิญญาณ ตรงนี้หมายถึงอย่างนี้ เพราะว่าเราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์

“ถ้าเราปฏิเสธพระองค์ แล้วพระองค์ก็จะปฏิเสธเราด้วย” ก็หมายความว่าถ้าเราปฏิเสธพระองค์ ไม่ยอมรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่ยอมรับพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระมาซีฮาห์ นั่นแหละ พระองค์ก็ไม่รู้จะช่วยเราได้อย่างไร? ก็ต้องปฏิเสธเรา ไม่รู้จักเรา คือเราไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์นั่นเอง

ข้อ 13 จึงบอกว่า “ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ พระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ” หมายถึงถ้าเราตายพร้อมพระองค์ เรารับเชื่อในพระองค์ เราบังเกิดใหม่พร้อมกับพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้ว แม้ว่าเราทำอะไร ไม่สัตย์ซื่อ ก็หมายความว่าไม่เชื่อฟัง ยังสวมเสื้อเก่าอยู่ พระองค์อยากให้เราสวมเสื้อใหม่ เราไปสวมเสื้อเก่าอยู่ ไม่เป็นไร พระองค์ยังคงสัตย์ซื่ออยู่  พระองค์ยังคงสถิตอยู่กับเราอยู่ ไม่ว่าเราจะใส่เสื้อเก่าอีกสักกี่ครั้ง พระองค์ก็ยังอยู่กับเราเสมอ อยู่กับเราตลอดไป และปกปักษ์คุ้มครองดูแลวิญญาณที่พระองค์ทรงไถ่นั้น ไปถึงนิรันดร์กาล รอดแล้วรอดเลย ไม่ต้องกลัว

นี่พูดถึงการประกาศข่าวประเสริฐ พอเอามาใช้ผิด เรามาบอกผู้เชื่อว่าเชื่อพระเจ้าแล้ว ปฏิเสธพระเจ้าไม่ได้นะ แล้วเกิดอะไรขึ้น? เกิดความระแวง เกิดความกลัวขึ้น โดยเฉพาะในขณะที่ได้เขียนจดหมายฉบับนี้ไปหนุนใจคนที่ได้รับการทนทุกข์ทรมาน จากการถูกข่มเหงรังแก ในสมัยโรม ลองคิดดูสิ เขาวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ใจเขาก็ฟ้องผิดอยู่แล้วว่าเขาปฏิเสธพระเยซู ในใจเขาปฏิเสธพระเยซูเพราะอะไร? เพราะเขาต้องแอบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็น คริสเตียน เพราะว่ากลัวถูกจับ ผ่านด่านก็ต้องแอบๆ ซ่อนๆ เขาถาม ก็อาจจะบอกว่าไม่เป็น หรือไม่อย่างนั้น ทหารก็จ่อดาบไว้ที่ลูกและเมีย แล้วก็บอกเขาว่า …

“ถ้าคุณไม่ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ผมจะฆ่าเขาให้ตาย”

แล้วเราคิดว่าจะมีผู้เชื่อสักกี่คน คนไหนที่ได้ถูกเลือกมา เพื่อสละชีวิตตรงนี้ อย่างนี้จริงๆ

“ไม่สนใจหรอก เราปฏิเสธพระเยซูไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรายอมตาย”

เราไม่ตาย แต่คนที่เรารัก เราเห็นต่อหน้าต่อตาตอนนี้เป็นอย่างไร? แล้วถ้ามีคนไปบอก …

“คุณปฏิเสธพระเยซู เพราะฉะนั้น คุณไม่ได้ไปสวรรค์”

มันคนละเรื่องกันเลย อย่างนั้นไม่เรียกว่าปฏิเสธ เรียกว่าไม่ซื่อ ไม่เชื่อฟังในบางครั้ง เพราะความกลัวอะไรต่างๆ เหล่านั้น พระเจ้าเข้าใจ พระเยซูเข้าใจดี เห็นไหมครับ?

ถ้าเราเอาข่าวประเสริฐปลอมนี้ไปให้เขากิน เขาก็จะระแวงและฟ้องผิดตลอดเวลาว่าเขาแย่มาก เหมือนเปโตรก่อนที่จะเชื่อ ก่อนที่จะบังเกิดใหม่ ปฏิเสธพระเยซูตั้ง 3 ครั้ง นั่นคือความประพฤติของเขา ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงในวิญญาณของเขา ซึ่งยังไม่ได้บังเกิดใหม่

ท่านเห็นไหมครับว่ามันเป็นพิษ เป็นภัยขนาดไหน? ถ้าเผื่อเรารับรู้ข่าวประเสริฐปลอมๆ นี้ เท่ากับเรากินนมที่เป็นพิษเข้าไป แล้วเกิดอะไรขึ้น?

มาอีกสักตัวอย่างหนึ่ง เมื่อพูดถึงตรงนี้ แล้วอยากพูดอันนี้ด้วย น้ำนมปลอม โดยการตีถ้อยคำพระเจ้าแบบผิดๆ เจือปนความโลภเข้าไปด้วย อันนี้ชัดเลย เมื่อพูดแล้ว พูดให้มันสุดๆ ไปเลย

ตัวอย่างของน้ำนมปลอม โดยการตีความถ้อยคำพระเจ้าแบบเจือปนความโลภของตัวเองเข้าไป  “ตัวเอง” คือความคิดที่อยู่ข้างใน ความคิดแบบมนุษย์ ความคิดแบบเสื้อเก่า เช่นบอกว่าถ้าเราอธิษฐานมากๆ เพียงพอ เพิ่มพูนความเชื่อเยอะๆ เราก็จะได้อะไรก็ตาม ที่เราอยากได้บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความร่ำรวย ความสุข ความแข็งแรง ความปลอดภัยจากอันตราย ทุกพื้นที่ชีวิตเลยทีเดียว จะมีแต่ความสำเร็จ ความดีงามทั้งสิ้น ตามที่เราอยากได้ เคยได้ยินใช่ไหม?

อาจารย์เปาโลบอกว่าเอาความจริงในถ้อยคำพระเจ้ามาใช้ในความโลภ ในวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรืออะไรก็ตามบนโลกใบนี้ เห็นหรือยังครับ? แต่ข่าวประเสริฐจริงๆ ของพระเจ้า คือเมื่อท่านบังเกิดใหม่แล้ว คือจงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ ไม่ว่าจะรวย หรือจะจน ไม่ว่าจะแข็งแรง หรือเจ็บป่วย ไม่ว่าจะในสถานะใด ท่านจงเรียนรู้จักในการพึงพอใจในสถานะเช่นนั้น เพราะว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในท่าน เป็นผู้ให้กำลังกับท่าน เห็นไหม? มันต่างกันไหม?

ทำให้คนโลภ และมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเขาสามารถที่จะบีบบังคับ ให้พระเจ้าประทานสิ่งที่อยากได้ ตามใจปรารถนาของเขา ตามขนาดความเชื่อของเขา ก็คือตามความต้องการส่วนลึกในเสื้อเก่าของเขา ที่ต้องการสนองกิเลสตัณหาของฝ่ายเนื้อหนัง เหมือนบีบบังคับพระเจ้า อยากได้มากๆ ทำอย่างไร? พี่น้อง ถ้าท่านอยากได้มากๆ ท่านต้องถวายเยอะๆ คุ้นๆ ไหม? ถวายเยอะๆ เพื่อท่านจะได้ 30 เท่า 60 เท่า 100 เท่ากลับคืน ถ้ายังไม่ได้เลย ก็แสดงว่าท่านถวายน้อยไป

ถ้ายังไม่ได้อีก แสดงว่าท่านถวายแล้ว พระเจ้าสัตย์ซื่ออยู่แล้วล่ะ พระเจ้าเที่ยงตรง ไม่มีการลำเอียงอยู่แล้ว ถ้าท่านยังไม่ได้ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าผิด แต่ตัวท่านนั่นแหละผิด ลองไปสังเกตดูสิว่าท่านถวายไม่ตรงตามอะไรบ้าง? ความเชื่อยังไม่พอ ถวายยังไม่พอ อธิษฐานไม่พอ ท่านต้องอดอาหารด้วย ท่านไปสังเกตว่าท่านบาปอะไร?  บาปท่านขวางในการอธิษฐานของท่าน ทำให้ท่านถวาย แล้วไม่ได้กลับคืน หรือว่ามารมันขโมยท่านไป ท่านอธิษฐานไม่พอ ท่านต้องมาให้คนช่วย … คนช่วยนี่แหละ คือคนที่จะได้เงิน อ๋อ! ท่านอธิษฐานผิดที่ ท่านต้องถวายให้มันถูกที่ ถูกคน เพราะว่าคนที่มีความเชื่อสูงๆ เป็นดินดี ถวายคนที่ความเชื่อสูงๆ เขาจะได้อธิษฐานอวยพรท่าน ท่านจะได้รับ 30 เท่า 60 เท่า 100 เท่า พอแล้วไม่ต้องเยอะนะ พูดไป ขำกันใหญ่  แต่มันเป็นเรื่องจริงนะ นี่เป็นทุกข์ทรมานของชาวคริสเตียนผู้เชื่อ ที่ได้รับข่าวประเสริฐ แบบปลอมปนอย่างนี้

ข่าวประเสริฐทั้งหลายที่มีความเท็จอย่างนี้ มีความไม่จริงแอบแฝงอยู่ เป็นน้ำนมฝ่ายวิญญาณ ที่ไม่บริสุทธิ์ มีสิ่งปลอมปน ตามที่ข้อพระคัมภีร์ได้พูดไว้เมื่อตะกี้นี้ ที่ได้เตือนไว้นั่นแหละ พวกนี้เป็นพิษทั้งหมด ฟังดูผิวเผิน เหมือนน่าเชื่อถือ เพราะมีถ้อยคำพระเจ้าอยู่ในนั้นด้วย ถูกไหม? ก็คือเอาถ้อยคำพระเจ้ามา  แล้วตีความ บิดเบือน ให้เข้ากับอุปทานของตนเอง ความอยากได้ของตนเอง จากกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ที่ยังคงฝังอยู่ในความคิดเดิมๆ ก็คือเสื้อเก่าๆ ที่อยู่ในความคิดเดิมๆ ที่ตัวเองอยากได้นั่นเอง และเข้าใจผิดว่าถ้อยคำพระเจ้า หมายถึงอย่างนั้น

ถ้อยคำพระเจ้าเป็นถ้อยคำแห่งความจริง เป็นพระคุณ อันนี้เป็นหลักเลยนะ พระคุณ ก็คือพึ่งพาในพระเจ้า อะไรก็พึ่งพาในพระเจ้า ทั้งหลายทั้งหมด เกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ในข่าวประเสริฐ ก็คือเกิดมา เพื่อจะพึ่งพระเจ้าในทุกอย่าง พึ่งพระเยซูคริสต์ในทุกอย่าง เราไม่ได้ทำอะไรเลย เราได้รับความรอด

แต่ถ้อยคำที่เหมือนกับถ้อยคำพระเจ้าที่เป็นความจริง ถ้อยคำที่ทำเหมือนกับว่าเป็นน้ำนม แต่มีของปลอมปน ก็คืออ้างถ้อยคำพระเจ้ามา แล้วสรุปสุดท้าย เคี่ยวเข็ญ ขู่เข็ญ ให้เราประพฤติ ต้องพึ่งพา การกระทำของตนเอง ของตัวเราเอง ใช่หรือไม่? ที่สังเกตง่ายๆ คืออะไรที่พึ่งพาตนเองนั่นแหละ คอยสังเกตให้ดีๆ ถ้อยคำแห่งพระคุณพระเจ้า ที่ให้เราพึ่งพาในพระองค์ พระเยซูคริสต์ ถ้าจะมีความประพฤติที่เกี่ยวข้องด้วย ก็คือให้เรากระทำตัวให้เหมือนกันกับตัวตนที่เป็นธรรมชาติใหม่ อยู่ภายในเราเท่านั้น

เหมือนที่ตะกี้เราพูด เป็นเสื้อเก่าเสื้อใหม่เท่านั้น ซึ่งถ้าทำไม่ได้ นี่ข่าวประเสริฐของจริงนะ ซึ่งถ้าทำไม่ได้ สวมเสื้อเก่า เดี๋ยวๆ ก็ยังสวมอีก สมมติเป็นอย่างนั้น ซึ่งถ้าทำไม่ได้ เราก็ต้องเผชิญกับผลแน่นอน แต่เป็นผลที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ คือความไม่สุขสบายบนโลกใบนี้ ความทุกข์มากขึ้นนั่นเอง แต่ทางวิญญาณไม่ได้รับผลอะไรเลย ทางวิญญาณคนละเรื่องกัน ยังคงเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนเดิม ได้รับความรอดนิรันดร์ เหมือนเดิม แต่น้ำนมฝ่ายวิญญาณที่เป็นของปลอม จะบอกว่าต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้พระเจ้าจะคายทิ้ง ถ้าทำไม่ได้ จะไม่ได้รับชีวิตนิรันดร์ มันต่างกันอย่างนี้แหละ

ถ้าเราใส่เสื้อเก่า มันก็ไม่สบายในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้  แต่มันไม่ได้ทำให้วิญญาณเราเสียหายเลย วิญญาณเราเป็นลูกพระเจ้าเหมือนเดิม แต่เราอาจจะคัน  อาจจะอึดอัด ลำบากลำบน  เหมือนทาร์ซาน พ่อพากลับมาอยู่บ้านแล้ว วันดีคืนดี ยังนุ่งหนังสัตว์ ใส่กางเกงในตัวเดียว ออกไปจากบ้าน ใส่สร้อยเขี้ยวเสือ แล้วก็พกมีดสั้นที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ ไม่ใส่เสื้อผ้า ใส่แค่นี้ออกไป ทำให้เขากลายเป็นสัตว์ไหม? ไม่ เขายังเป็นคนเหมือนเดิม เพียงแต่เขาไม่สบายตัว ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มันไม่เหมือนอยู่ในป่า มันอยู่ในป่าคอนกรีต ไปนั่งเก้าอี้ ไม่ใช่ต้นไม้แล้ว มันกลายเป็นพื้นหิน ร้อนก้น เสื้อผ้าก็ไม่ใส่ ร้อน ไม่สะดวกสบาย นึกภาพออกไหม? ถ้าเขาใส่กางเกง แบบมนุษย์ทั่วไป นั่งยังทนความร้อนได้ อะไรประมาณนั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับตัวตนแท้จริงของเขาเลย

สิ่งเหล่านี้ ที่พูดทั้งหมดนี้ เป็นความแตกต่างระหว่างน้ำนมอันบริสุทธิ์กับน้ำนมปลอมปน ปนเปื้อน เป็นพิษ และถ้าทารกคนใดกินพิษเข้าไป ทำให้ท้องเสียและมันแกรน ไม่โต เมื่อไม่โตแล้วทำอย่างไร? ทารกคนนั้น เมื่อไม่โต ก็จะมีพฤติกรรมแบบแปลกๆ ตลกๆ อะไรต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งมันไม่สมฐานะของลูกพระเจ้า ของผู้เชื่อ ที่บริสุทธิ์สะอาด ตามธรรมชาติข้างในแล้ว ซึ่งผู้ที่จะเยาะเย้ย ก็คือมารซาตาน ศัตรูของพระเจ้าตัวจริง มันก็จะเยาะเย้ยพระเจ้า ลูกของพระองค์เป็นอย่างนี้ เพราะน้ำนมเป็นพิษ

แต่ถ้าได้กินน้ำนมอันบริสุทธิ์ ถูกต้อง เป็นความจริง 100% ความคิดก็จะเปลี่ยนไป เมื่อได้เรียนรู้ในถ้อยคำของพระเจ้า ข่าวประเสริฐที่แท้จริง ความคิดก็จะเปลี่ยนไป ก็จะมีความประพฤติ ปฏิบัติตัวเปลี่ยนไป เป็นไปตามธรรมชาติ ที่อยู่ภายในมันออกมา ตัวตนที่อยู่ภายใน ที่บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มันก็จะสำแดงออกมามากขึ้นในความประพฤตินั้น พอได้รู้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนพระเยซู เพราะพระเยซูสถิตอยู่ในเรา เป็นผู้นำพาชีวิตเรา โดยพระวิญญาณของพระองค์อยู่ในเราตลอดเวลา

เมื่อเราเรียนรู้จักพระองค์มากขึ้น เข้าใจพระองค์มากขึ้นในข่าวประเสริฐมากขึ้น ไม่ถูกหลอก มันก็จะประพฤติตัวออกมาเหมือนพระเยซูมากขึ้น ทำตัวต่างๆ เหมือนพระเยซู เต็มไปด้วยความรัก การให้อภัย เหมือนมากขึ้น แต่จะไม่มีวันเหมือน 100% จนกว่าวันที่วิญญาณออกจากร่าง มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำได้ครบ 100% เพราะร่างกายอันอ่อนแอของเรานี้ ยังอยู่ภายใต้ระบบของโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความบาป เต็มไปด้วยความต่อต้าน เป็นศัตรูกับพระเจ้า ซึ่งมีผลเข้ามาอยู่ในความคิดของเราด้วยเช่นเดียวกัน  แต่ไม่มีผลมาที่วิญญาณ เพราะเราไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไปแล้ว

เพราะฉะนั้น สรุปถ้อยคำความจริงแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ สรุปวันนี้ ก็คือ …

“ฉันได้บังเกิดใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ พระคริสต์สถิตอยู่ในฉัน เป็นความหวังแห่งพระสิริ ฉันรู้จักคุ้นเคย สนิทสนมกับพระเยซูเป็นอย่างดีแล้ว เพราะวิญญาณฉันได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว เอเมน”

จบลงที่ 2 ทิโมธี 1:12 แล้วเราร้องเพลงนี้ด้วยกัน …

2 ทิโมธี 1:12 “นั่นเป็นเหตุให้ฉันสามารถอดทน มีสันติสุข ท่ามกลางความทุกข์ยาก ลำบากบนโลกนี้ได้ ฉันไม่ละอาย ไม่ขลาดกลัว เพราะฉันได้รู้จักพระเยซูคริสต์ที่ฉันเชื่อ และมั่นใจว่าพระองค์ทรงสามารถรักษาสิ่งสารพัด ที่ฉันมอบไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้นได้”

 

ทั้งหมด 5 ตอนใน 1 เปโตรที่เราได้เรียนมา จะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น  คนที่เรียนรู้ตรงนี้ เขาก็จะสามารถอดทน และเผชิญกับอุปสรรคปัญหาที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้ด้วยความไว้วางใจ และมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเยซูคริสต์ ที่เขาเชื่อ ที่เขารู้จัก เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว

“ฉันสามารถอดทน มีสันติสุข ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกนี้ได้ ฉันไม่ละอาย ไม่ขลาดกลัว เพราะฉันได้รู้จัก เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ที่ฉันเชื่อ และมั่นใจว่าพระองค์ทรงสามารถรักษาสิ่งสารพัด ที่ฉันมอบไว้กับพระองค์ จนถึงวันนั้นได้ เอเมน”

พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

ความรักคืออะไร? ความรักคือการเสียสละ ความรักคือการให้ เราได้เรียนรู้ความรักของพระเจ้า ว่าเป็นกฎแห่งการให้ ตามพระคัมภีร์ บอกว่ายิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งอยากให้คนอื่นมีความสุข เรายิ่งได้ความสุข ยิ่งอยากให้คนอื่นมีทุกข์ เราก็ยิ่งมีทุกข์ ยิ่งเกลียดคนอื่น เราก็ยิ่งมีทุกข์ ยิ่งรักคนอื่น เราก็ยิ่งสุข เพราะฉะนั้น ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย จำไว้ให้ดีๆ ยิ่งอยากได้ ยิ่งไม่ได้ แต่ยิ่งอยากให้ ยิ่งได้ นี่คือหลักการของพระเจ้า  นี่คือกฎธรรมชาติ

 

กิจการของอัครทูต 20:35 “ทุกอย่างที่ข้าพเจ้าทำไป ข้าพเจ้าแสดงให้ท่านเห็นแล้วว่าโดยการทำงานหนักเช่นนี้ เราต้องช่วยผู้อ่อนแอ จงระลึกถึงพระดำรัสที่องค์พระเยซูเจ้าเองตรัสไว้ว่า ‘การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ’”

 

บางคนก็จะบอกว่า “ฉันไม่ได้เป็นคริสเตียน ฉันยังไม่เชื่อพระเจ้า”

แต่อยากจะบอกว่านี่คือกฎธรรมชาติ และทุกคนอยู่ภายใต้กฎนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามมนุษย์บนโลกใบนี้ เหมือนดวงอาทิตย์ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา ดวงอาทิตย์ฉายแสงสาดไปบนโลกใบนี้ ก็ไปโดนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนขี้เกียจ ขยัน ก็โดนแสงอาทิตย์เหมือนกัน ถูกไหม? ไม่ว่าจะเป็นคนแข็งแรง หรือเจ็บป่วย เดินไปใต้ดวงอาทิตย์ ก็ได้รับแสงอาทิตย์เช่นเดียวกันหมด เหมือนฝนตก มันก็เปียกหมด ไม่ใช่ว่าฝนตกมา คนทำดีไม่เปียก ท่านทำดี ทำไมต้องเปียกด้วย ก็เพราะมันเป็นกฎ ถ้าคุณทำดี คุณต้องถือร่มด้วย มันจะได้ไม่เปียก มันเป็นกฎใช่ไหม? ไม่อย่างนั้นเอะอะอะไรก็จะบอกว่าไม่ยุติธรรมๆ ก็มันเป็นกฎ เราต้องเรียนรู้จากกฎ เราจะได้รับสิ่งที่ดีๆ จากกฎ

ใครทำตามกฎเหล่านี้ ก็จะได้รับสิ่งเหล่านี้ ถ้าใครทำตามที่พระเจ้าบอกไว้ เขาก็จะได้รับตามที่พระเจ้าบอกไว้ ถ้าเขายิ่งให้ เขาก็ยิ่งได้รับ ถ้าเขายิ่งเห็นแก่ตัว เขาก็ยิ่งสูญเสีย ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งไม่ได้ ยิ่งไม่ได้ ยิ่งเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นอีก ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ยิ่งเสียหายมากมาย ยิ่งให้ยิ่งได้ นี่คือกฎธรรมชาติ กฎของพระเจ้า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎนี้ หมดเลย

พระเจ้าอวยพรครับ