วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1554

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  ธันวาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี”  ตอน 10

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี 2:5 บอกว่า …

        โคโลสี 2:5 “เพราะถึงแม้ตัวข้าพเจ้าไม่อยู่กับท่าน แต่ใจก็อยู่กับท่าน และดีใจที่เห็นว่าท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อย และเชื่อมั่นคงในพระคริสต์”

            หนังสือโคโลสีคราวที่แล้ว ที่เราเรียนรู้กัน ก็คืออาจารย์เปาโลได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้องในคริสตจักรเมืองโคโลสีว่าเขาได้เจริญเติบโตในพระคุณของพระเจ้า  เขาได้เชื่อมั่นคงในข่าวดีของพระองค์ อาจารย์เปาโลก็ดีใจมาก  แต่ความเป็นจริงอาจารย์เปาโลไม่เคยรู้จัก และไม่เคยพบเจอพี่น้องเหล่านี้ด้วย  เพียงแต่คอยเงี่ยหูฟังข่าว ได้ยินว่าในเมืองโคโลสีมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เขาได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระเจ้า แล้วเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  แค่นั้น ก็ดีใจมาก

            จากนั้น เมื่อผู้คนเหล่านี้ได้เจริญเติบโตในถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้า  ได้สำแดงความรักให้กับกันและกัน เชื่อมั่นในพระคุณของพระเจ้า อาจารย์เปาโลยิ่งดีใจใหญ่เลย นี่คือหัวใจของผู้รับใช้

            หัวใจของผู้รับใช้ทุกคน ไม่ว่าทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่เราดีใจที่สุดเลย คือเราได้เห็นพี่น้องทุกคนได้รับรู้ความจริงของพระเจ้า และได้เจริญเติบโตอยู่ในความจริงนั้น  แล้วพระเยซูคริสต์บอกว่าถ้าท่านทั้งหลายรู้ความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ แล้วพี่น้องเหล่านี้จะมีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน เราจะสามารถมีความสุขได้ทุกวัน ความสุขในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว  ตรงนี้อาจารย์เปาโลก็เลยดีใจ ที่ได้ยินข่าวดีว่าพี่น้องเหล่านี้อยู่กันดีมาก และแถมยังเชื่อมั่นคงในพระเยซูคริสต์อีก  พอมาถึงข้อที่ 6 บอกว่า …

        โคโลสี 2:6 “ดังนั้น ในเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป”

            “ดำเนินชีวิตในพระองค์” เราเคยถูกสอนว่าให้เราดำเนินชีวิตตามพระเยซู แปลว่าเราต้องทำด้วยกำลังของเราเอง จริงไหม? ถ้าทำตามพระเยซู เราต้องทำตามกำลังของเราเอง พระเยซูทำอะไร เราก็ต้องพยายามฝืน เพื่อที่จะทำให้ได้ตามที่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกไว้ แต่ความเป็นจริงตามถ้อยคำของพระเจ้า อาจารย์เปาโลบอกว่า “ให้พี่น้องดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป” แปลว่าเราจำเป็นจะต้องรับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ เราอยู่ในพระเยซูคริสต์  พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา  เรากับพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น การดำเนินชีวิตในพระองค์ ก็คือให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้นำเราไป เราไม่ทำเอง  แต่ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา เป็นผู้ผลักดัน หรือดำเนินการในวิญญาณของเรา ในชีวิตของเรา เพื่อส่งผลของการกระทำชนิดแบบเป็นเหมือนพระเจ้า ให้ออกไปให้กับผู้คนรอบข้างได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับรู้

            นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันมาก การพึ่งพาในพระคุณของพระเจ้า ให้พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนในชีวิตของเรา เราไม่เหนื่อย การที่พระเจ้าขับเคลื่อนเรา พระองค์จะมีแผนการสำหรับแต่ละคนที่แตกต่างกัน เราเคยถูกสอนว่า “เราต้องทำ” ต้องทำอย่างโน้น ต้องทำอย่างนี่ เพื่อปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า

            แต่สิ่งที่พระเยซูคริสต์บอกเรา ก็คือ “ฉันทำให้หมดแล้ว เธอไม่ต้องทำอะไร” นึกออกไหม? พระเยซูคริสต์ทำให้เราหมดแล้ว คือทำสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เราแค่นั่ง เพื่อรับผลแห่งความสำเร็จ แล้วก็รอคอย เงี่ยหูฟังว่าพระเยซูจะขับเคลื่อนเราเมื่อไร? อย่างไร?  ถ้าพระเยซูจะขับเคลื่อนเรา ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรเพื่อพระเจ้า หรือไม่ได้ปรนนิบัติรับใช้ เพื่อพระเจ้า  ไม่ต้องกลัว เพราะว่าเมื่อพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา ขับเคลื่อนเราปุ๊บ มันเร้าจากข้างใน พอเร้าจากข้างใน เราอยู่ไม่ได้หรอก เราก็จะออกไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อเราถูกขับเคลื่อนจากข้างในปุ๊บ เราก็จะสามารถมีพลัง ซึ่งมาจากพระเจ้า ในการทำสิ่งสารพัด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อย  หรือสิ่งใหญ่ ให้รับรู้ว่าไม่ใช่เราเป็นผู้กระทำ  แต่พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เราทำ

            แล้วเมื่อเราทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ปุ๊บ ผลคือเราจะมีความสุข  แล้วเราจะขอบคุณพระเจ้า เราจะเต็มล้นไปด้วยสันติสุข อิ่มเอม เปรมปรีดิ์ พี่น้องเคยรู้สึกไหม? เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ขับเคลื่อนเรา แล้วเราทำอะไรบางอย่าง ให้ใครก็ได้ สักคนหนึ่ง เรารู้สึกอิ่มเอม เปรมปรีดิ์ในวิญญาณ มีความสุขแค่นั้น รับพระพรแล้ว เราไม่ต้องไปคาดหวังว่าได้รับพระพรโน่นนี่นั่น ไม่ต้องขนาดนั้น พระพรเหล่านั้น แล้วแต่พระเจ้าที่จะประทานให้กับเรา แต่พรอันแรก คือเกิดสันติสุขในใจ ที่เราได้ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์

            พวกเราทุกคนถูกสร้างมา เพื่อที่จะกระทำการงานดี เราถูกสร้างใหม่โดยพระเจ้า เราไม่ได้ถูกซ่อมนะ ตัวเก่าของเราที่เป็นวิญญาณบาป ได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ตัวใหม่ของเรา วิญญาณใหม่ของเรา คือได้รับวิญญาณที่เป็นชนิดเดียวกันกับพระเจ้าเลย เป็นวิญญาณนิรันดร์ที่เหมือนพระเจ้า มีคุณลักษณะ คุณสมบัติเหมือนพระเจ้า 100% เลย เราเกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม เป็นความรัก เป็นความดีงาม คือมันเกิดมาเป็นเลย

            แล้วส่วนเหล่านี้ เมื่อไรพระเจ้าขับเคลื่อนให้เรา นำเอาสิ่งเหล่านี้ ไปแบ่งปันให้กับผู้คนรอบข้าง พระเจ้าไม่ได้คาดหวังว่าเราจะนำเอาทุกสิ่งไปไล่ล่าเหยื่อ เหมือนกับไปไล่แจกให้กับทุกคนบนโลกใบนี้ มันไม่ใช่ แต่ว่าพระเจ้ามีแผนการสำหรับเรา สำหรับแต่ละคนที่เฉพาะเจาะจง ที่พระเจ้าจะนำเราให้ไปถึงผู้นั้น แล้วข้างในเร้าเรา รู้สึกอยากทำ การที่รู้สึกอยากทำกับต้องทำ มันต่างกันนะ พี่น้องนึก 2 คำนี้  “อยากทำ” กับ “ต้องทำ” ต้องทำ คือไม่อยากทำ แต่ฝืน ต้อง เพราะว่าถูกบังคับมา  เขาสั่งมาอย่างนี้ว่า …

            “เป็นผู้เชื่อนะ เธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้”

            พอเราไม่ทำ เราก็รู้สึกผิด  เราก็เลยต้องจำยอม หรือฝืนใจทำ

            สิ่งที่อาจารย์เปาโลพูด ก็คืออะไรก็ตามที่เราฝืนใจทำ มันเป็นศูนย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่เกิดประโยชน์อันใด  ถ้าอะไรก็ตามที่เราฝืนใจทำ แปลว่าสิ่งนั้น ไม่ได้มาจากพระเจ้า มันมาจากแรงกดดันที่อยู่รอบข้างเรา ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร? เป็นผู้เชื่อเก่า เป็นศิษยาภิบาล เป็นอะไรก็ได้ ใครก็ได้ที่พยายามผลักดันเราว่าต้องๆๆๆๆๆ เธอต้องนะ  เธอต้องทำอย่างนี้ เธอต้องทำอย่างนั้น ถ้าเมื่อไรเป็นแบบนั้น แปลว่าไม่ใช่แล้ว ไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน พระเจ้าไม่เคยบังคับเรา จำตรงนี้ไว้ พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก ที่สถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่เคยบังคับให้เราทำอะไรทั้งสิ้น พระองค์แค่โน้มนำ แนะนำว่า …

            “น่าจะแบบนี้นะ ควรจะแบบนี้นะลูก”

            แล้วคำว่า “น่าจะ” “ควรจะ” แปลว่า “ลูกจะทำก็ได้ ลูกไม่ทำก็ได้นะ” อันนี้สำคัญมากเลย  “ลูกอยากทำ ลูกก็ทำ ลูกไม่อยากทำ ก็ไม่เป็นไร” อะไรแบบนี้

            เราจะเห็นพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราไม่ต้องพยายามบีบตัวเองให้ต้องทำโน่น ทำนี่เพื่อทำให้คนอื่นสบายใจ ไม่ต้อง ให้เราดำเนินชีวิต  ทำให้พระเจ้าพอใจ  จริงๆ แล้ว เรานั่งเฉยๆ พระเจ้าก็พอใจเราแล้ว พระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าได้แยกเรามาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระองค์ พระองค์พอใจเรามาก เราไม่ต้องทำอะไรเยอะกว่านั้นเลย แค่ว่าเมื่อพระองค์จะชักนำเรา ให้ทำอะไรบางอย่าง เพื่ออาณาจักรของพระเจ้า พระองค์จะเคลื่อนเราเอง ถึงเวลาที่พระองค์จะให้เราออกผล และผลตรงนั้น จะเป็นผลอะไร เราไม่รู้ ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์มันก็มีหลายอัน  ผลแห่งความดีงาม ผลแห่งความเมตตา  ผลแห่งการรู้จักบังคับตัวเอง ผลแห่งความอดทน อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นผลทั้งนั้น

            ในแต่ละจังหวะชีวิต หรือแต่ละสถานการณ์ที่เราเจอ มันจะมีเหตุการณ์ที่พระเจ้าจะส่งผลแต่ละอย่าง ออกจากชีวิตของเรา  อย่างเราไปเจอสถานการณ์ที่คนมาทำร้ายเรา เราต้องมีผลอะไรออกมา มีผลแห่งความรัก ผลแห่งความอดทน ผลแห่งการให้อภัย มันออกมาเป็นชุดเลย เพราะว่าเราถูกทำร้าย ผลเหล่านี้มันจะออกมา  เราจะสามารถที่จะอดทน หลายคนบอกว่าคริสเตียนโง่  เขาด่าเรา ยังยิ้มได้อีก คริสเตียนโง่มากเลย เขาเอาเปรียบเรา เรายังทนไปได้  อันนี้ คือผล ผลที่พระเจ้านำเราจากข้างในวิญญาณ ทำให้เราสามารถที่จะอดทน สามารถที่จะให้อภัยเขาได้ เราให้อภัย เพราะว่าเราสงสาร คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า คนไม่ได้รู้จักกับพระเจ้า  เขาไม่รู้ เหมือนกับที่พระเยซูบอกว่าที่เขาทำไป เขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ฉะนั้น ขอพระเจ้าเมตตายกโทษให้กับเขา เหมือนกัน เราเป็นผู้เชื่อเราไปพบปะเจอะเจอ เราไม่ได้เจอแต่พี่น้องคริสเตียน หรือบางครั้งเจอพี่น้องคริสเตียนที่เอาเปรียบเรา ก็มี ไม่ใช่คริสเตียนเอาเปรียบคนไม่เป็นนะ มี แต่เมื่อเราเจอพี่น้องที่เอาเปรียบเรา ทำอย่างไร? เราก็ให้ผลแห่งความรักออกไปให้กับเขา แล้วรู้ว่าตอนนี้เขายังโตไม่พอ คนที่เอาเปรียบคนอื่น คือยังเป็นเด็ก เด็กจะเอาเปรียบเพื่อนๆ ได้ แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในวิญญาณของเรา คือเราจะไม่เอาเปรียบเขา  เรามีแต่ให้ เพราะว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งการให้ ให้อะไรก็ได้

            คำว่า “ให้” ไม่ได้หมายความว่าพอให้ปุ๊บ เราคิดถึงเรื่องเงิน ไม่ใช่ ให้เวลา  ให้อภัย หรืออะไรต่างๆ มันเป็นการให้ที่เราสามารถทำได้โดยพระคุณ เพราะพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งการให้อยู่แล้ว เราจะเห็นตรงนี้ ในข้อที่ 6 ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าให้เราดำเนินชีวิตในพระองค์ พระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร? เราเป็นอย่างนั้น พระเยซูคริสต์ได้อะไร? เราได้อย่างนั้น อะไรประมาณนั้น

            ฉะนั้น ถ้าเรารับรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์ แล้วเราก็ให้พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนไป เราจะเห็นผลอะไรบางอย่างที่อัศจรรย์มาก เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โดยไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป

        โคโลสี 2:7 “ด้วยการหยั่งรากและรับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ มั่นคงขึ้นในความเชื่อ  ตามที่ได้รับการสอนมาและเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ”

            ตรงนี้ “ด้วยการหยั่งราก” คืออะไร? ผู้เชื่อจำเป็นต้องหยั่งรากแห่งความจริงในพระวจนะของพระเจ้าลงไปในวิญญาณของเรา  เมื่อเราหยั่งรากลึกแล้ว  รากนั้นจะไม่คลอนแคลน เหมือนเราปลูกต้นไม้ เมื่อเราฝั่งรากลงไปแล้ว เอาดินกลบ คอยประคบประหงมมัน พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ  ต้นไม้ต้นนั้น ก็จะเจริญเติบโตตามวาระของมัน แต่ละชนิดของต้นไม้ เราจะเห็นบางต้นเป็นไม้ดอก บางต้นเป็นไม้ผล บางต้นก็เป็นไม้ประดับที่สวยงาม ไม่มีดอกนะ มีแต่ใบ ดังนั้น แต่ละชนิดของมัน พระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียม เหมือนกัน พวกเราทุกคน พระเจ้าก็จัดเตรียมเราแต่ละคนที่จะเป็นภาชนะที่พระเจ้าจะใช้สอย ที่แตกต่างกัน

            แล้วผู้ที่ปลูกเรา คือพระเจ้า เราปลูกตัวเองไม่ได้ พระเจ้าเป็นผู้ปลูกเรา ในพระธรรมสดุดีที่บอกว่าเราเป็นเหมือนต้นไม้ที่ถูกปลูก คำว่า “ถูกปลูก” คือเราไม่ได้ปลูกเอง พระเจ้าเป็นผู้ปลูกเราไว้ที่ริมฝั่งธารน้ำ ซึ่งริมฝั่งธารน้ำ คือที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีน้ำสมบูรณ์ มีอากาศที่ดี แล้วต้นไม้นั้นจะเกิดผลตามฤดูกาล  คือแต่ละชนิด มันจะมีฤดูของมันที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน เราจะไปบีบให้ต้นไม้ที่ยังไม่ถึงฤดูกาล ให้มันออกผล มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อเราให้ต้นไม้เหล่านั้นเกิดผลตามฤดูกาลปุ๊บ มันจะออกมาสวยงาม และให้คนอื่นได้ชื่นใจ ถ้าเป็นไม้ดอก ก็ทำให้คนอื่นได้เห็น เชยชมในความงดงามของดอกไม้ ถ้าเป็นไม้ผล คนอื่น ก็ได้ชื่นชม เป็นผลออกมา แล้วก็ได้เก็บกินด้วย หรือเป็นไม้ประดับ เราก็จะเห็น มีความสุข เห็นใบไม้เขียวขจี  มันเจริญหู เจริญตา

            นี่เป็นภาพให้เราเห็นชัดเจนว่าเมื่อเราหยั่งรากลงไป เมื่อถึงฤดูกาล แม้ว่าบางฤดูกาลมันจะผลัดใบ พี่น้องเห็นไหม บางฤดูกาลต้นไม้จะผลัดใบ คือใบร่วงหมดเลย  เป็นต้นไม้ที่หัวโกร๋น มีแต่กิ่ง แล้วเรานึกว่ามันตาย แต่ไม่ตาย พอถึงเวลาของมัน มันก็จะผลิใบใหม่ แล้วออกมาสักพักหนึ่ง มันก็จะเต็มต้น แล้วก็สวยงามเหมือนเดิม มันมีการผลัดใบ มีลักษณะคล้ายๆ กับร่างกายของเรา ที่ผลัดเซลล์เก่าออกไป แล้วพระเจ้าก็สร้างเซลล์ใหม่เข้ามา อะไรประมาณนั้น

            เมื่อเราถูกก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์แล้ว มันหยั่งรากปุ๊บ เราจะมั่นคงในความจริงในพระวจนะของพระเจ้า มั่นคงในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำเพื่อเราเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน เมื่อเป็นอย่างนั้น เราจึงสามารถที่จะเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ

            คำว่า “เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ” บางครั้งเราทุกข์จนเจียนจะตาย  บางทีเราก็ขอบคุณไม่ออก ร้องไห้อย่างเดียว แต่คำว่า “เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ” ก็คือให้ขอบพระคุณในสิ่งที่เราได้รับแล้วในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูคริสต์บอกกับเราว่าพระองค์ทำสำเร็จแล้ว มีอะไรบ้างที่พระเจ้าทำให้เราสำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ บนไม้กางเขน ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าสำเร็จแล้ว  แล้วสิ้นพระชนม์ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้หลั่งออกมา  เพื่อชำระล้างบาปของเรา มนุษยชาติทั้งหมด ก็คือทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราได้รับการล้างบาปเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่มันเกิดขึ้น ก็คือเมื่อเราได้รับการล้างบาปอย่างเดียวไม่พอ แค่พระเยซูคริสต์หลั่งพระโลหิต ล้างบาปให้เรา เราก็ยังเป็นคนบาปอยู่เหมือนเดิม พระเยซูคริสต์จึงต้องตาย ละวิญญาณของพระองค์ จริงๆ พระเยซูคริสต์ไม่จำเป็นต้องตาย แค่หลั่งพระโลหิต จบแล้ว แล้วมนุษยชาติก็ตายนิรันดร์ เพราะว่าไม่ได้รับการไถ่ แต่เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ยอมสิ้นพระชนม์ ก็คือยอมละวิญญาณของตัวพระองค์เอง เพื่อว่ามนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ จะได้สามารถตายพร้อมกับพระองค์ คือสามารถเอาวิญญาณเก่าที่บาปของเรา ไปไว้ที่พระเยซูคริสต์ ไว้ได้ไหม?  ไว้ได้ เพราะว่า ณ เวลานั้น  ที่พระเยซูคริสต์อยู่บนไม้กางเขน พระเยซูคริสต์กลายเป็นคนบาปแล้ว  เพราะพระเจ้าได้นำเอาความบาปของมนุษยชาติทั้งหมด ไปไว้ที่ตัวพระเยซูคริสต์

            ในพระคัมภีร์บอกว่าคนที่ถูกแขวนไว้บนต้นไม้นั้น ก็คือคนบาป คนชั่ว ที่จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ดังนั้น พระเยซูคริสต์ได้กลายเป็นคนบาป เราจำตอนที่อาจารย์นครเทศน์ ที่เปรียบเทียบคนบาปเป็นเฉาก๊วย เปรียบเทียบพระเยซูเป็นเต้าฮวย จำได้ไหม เต้าฮวยขาวสะอาด ตอนที่พระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตอนที่ไม่ได้เดินไปที่ไม้กางเขน พระองค์เป็นเต้าฮวย สะอาด บริสุทธิ์ เป็นพระเจ้าผู้ไม่มีบาปเลย แต่วันที่พระเยซูตัดสินใจ ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า คือเดินไปที่บนไม้กางเขนปุ๊บ พระเจ้าได้ทำให้พระเยซูผู้ปราศจากบาป เป็นคนบาป  เพื่อเราทั้งหลาย พอเป็นคนบาปปุ๊บ กลายเป็นเฉาก๊วย พอเป็นเฉาก๊วย พวกเราซึ่งเป็นเฉาก๊วยก็ไปอยู่ด้วยกันได้ ดำกับดำอยู่ด้วยกันได้  แต่ถ้าดำกับขาวอยู่ด้วยกันไม่ได้  มันจะเด้งออก

            ฉะนั้น พระเยซูยอมเป็นคนบาป เพื่อเรา แล้วพระเจ้าก็นำเอาวิญญาณบาปของพวกเราทั้งหลายไปไว้ที่บนไม้กางเขนกับพระเยซูคริสต์ วิญญาณเก่าที่เป็นบาปของเรา ถูกตรึงบนไม้กางเขนเรียบร้อยแล้ว วิญญาณเราที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ เป็นวิญญาณใหม่ที่พระเจ้าให้เราใหม่ สร้างเราใหม่ คือประทานให้เราใหม่เลย เป็นวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ วิญญาณนิรันดร์ที่ปราศจากบาป ณ เวลานี้ ในโลกวิญญาณ เราไม่ใช่คนบาป ใครมาชี้หน้าเราว่าเป็นคนบาป เราต้องไม่เอเมน

            เราอย่าไป “ใช่ฉันเป็นคนบาป เมื่อกี้ฉันยังทำผิดอยู่เลย เอเมน” ไม่เอานะ

            เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว ถ้าก่อนหน้านั้น พี่น้องเอเมนไปเลย ก่อนหน้านั้น เราเป็นคนบาปอยู่แล้ว พอเราบังเกิดใหม่ เราไม่ได้เป็นคนบาป ถ้ามีใครมาบอกเราว่าเรายังเป็นคนบาปอยู่ อย่าไปเชื่อ อย่าอือออด้วย อย่าเอเมนด้วย เพราะว่านั่นไม่ได้เป็นความจริงในพระวจนะของพระเจ้า

            ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า คือ ณ เวลานี้ เราเป็นผู้ชอบธรรม สะอาด หมดจด บริสุทธิ์ เหมือนพระเยซูคริสต์เลย 100% สะอาดถึงขนาด เราเป็นตัวเก่า พระเจ้าได้ล้างชำระเรา ทำให้พระเจ้าทั้ง 3 พระภาค คือพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเข้ามาสถิตอยู่ในวิญญาณของเรา วิญญาณทั้ง 4 วิญญาณหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อแยกจากกันไม่ได้ พระเยซูคริสต์อยู่ไหน? เราอยู่ด้วย พระเยซูคริสต์ได้อะไร? เราได้ด้วย นี่คือถ้อยคำแห่งความจริงในพระวจนะของพระเจ้า เราจึงสามารถที่จะชื่นชมยินดีได้ ขอบพระคุณพระองค์ได้ ขอบคุณสำหรับความรอด ขอบคุณสำหรับการเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ขอบคุณที่เราได้เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ ขอบคุณสำหรับพระพรนานัปการที่พระเจ้าได้ทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว ขอบคุณที่ได้เปลี่ยนวิญญาณของเราให้เป็นวิญญาณนิรันดร์ เป็นเหมือนพระเจ้า ขอบคุณที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมร่างกายใหม่ในอนาคตข้างหน้า เพราะตอนนี้เรายังไม่ได้รับ เป็นความรอดที่รอคอยความสมบูรณ์แบบ ก็คือรอคอยร่างกายใหม่ เมื่อวันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เราจะได้ไปรับร่างกายใหม่ ได้เห็นพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า  และได้ไปอยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างให้กับเรา

            ฉะนั้น พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ เราจึงสามารถที่จะขอบพระคุณได้ แม้เราจะเจอความทุกข์ยากลำบาก เราก็จะคิดแค่ว่าแป๊บเดียวเอง กระพริบตา เดี๋ยวก็ผ่านไป ยิ่งพี่น้องที่อายุเยอะ  เรามีประสบการณ์ ตั้งแต่เราเด็ก เราสาว เราอายุเยอะ จนตอนนี้เราแก่เฒ่าแล้ว เราจะมีประสบการณ์ถึงความทุกข์ ความสุข ความอะไรเยอะแยะมากมายเลย แล้วเราก็จะเห็นว่าในขณะที่เรามีความทุกข์ เรารู้สึกเราไม่ไหว แต่ว่าพระเจ้าก็พาเราผ่าน ผ่านด้วยวิธีอะไรของพระองค์เราไม่รู้ล่ะ แต่เราก็ผ่านมาจนทุกวันนี้ เราสามารถมานั่งอยู่ที่นี่ แล้วเห็นพระคุณของพระเจ้า  เห็นความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

            เหมือนกับในพระคัมภีร์เดิมที่พระเจ้ายกตัวอย่างในหนังสือโยบ ที่ซาตานมาฟ้องพระเจ้าว่าโยบเขารักพระองค์ เพราะว่าพระองค์อวยพรเขาเยอะแยะมากมาย ใครจะไม่รักล่ะ เป็นอย่างนั้น พระเจ้าเชื่อใจในตัวโยบว่าต่อให้พระองค์ไม่อวยพร โยบก็ยังจะรักพระองค์ แล้วโยบก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พระเจ้าอนุญาตให้ซาตานไปทำอะไรกับโยบก็ได้ แต่สั่งไว้อย่างหนึ่งว่าห้ามไปแตะต้องชีวิตของโยบ เพราะว่าชีวิตของโยบเป็นของพระองค์ แล้วโยบก็เจอความทุกข์ยากลำบากเยอะแยะมากมาย ถึงขนาดวันเดียว จากมหาเศรษฐีกลายเป็นยาจก  วันเดียวจากมีลูกเยอะแยะมากมาย ลูกตายหมดเลย ช้างม้าวัวควายตายหมดเลย แล้วไม่พอร่างกายพุพอง เป็นแผลเต็มตัวไปหมด

            จนภรรยาของโยบว่า … “พระเจ้าทำกับเธอขนาดนี้ เธอยังจะรักพระเจ้าอีกหรือ? แช่งพระเจ้า แล้วก็เลิกรากันไปเลย”

            โยบบอก “อย่ามายุ่งกับพระเจ้าของฉันนะ  พระเจ้าให้สิ่งดี แล้วมีสิ่งไม่ดีมา เราจะไม่เอาหรือ?”

            แต่จริงๆ แล้ว สิ่งไม่ดี พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ให้เลย แล้วพระเจ้าก็สำแดงให้ซาตานเห็นว่าโยบรักพระองค์จริงๆ  แม้เจอเรื่องทุกข์ยากลำบาก แล้วเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เจอก็บ่นนิดหนึ่ง บ่นโน่นบ่นนี่ โยบบ่นกับพระเจ้านะ

            “ให้ตายดีกว่า ขอตายดีกว่า” อะไรแบบนี้

            เพราะว่าความเป็นมนุษย์ไง เราอ่อนแอ เราบ่นไป ไม่เป็นไรหรอก พระเจ้าไม่ว่าอะไร? แต่พระเจ้าดูที่ข้างในวิญญาณว่าโยบรักพระองค์ขนาดไหน? จนในที่สุด พระเจ้าอวยพรโยบกลับไปเยอะแยะกว่าเดิม

            ในพระคัมภีร์เดิมได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวอย่างให้เราเห็นถึงความรักของพระเจ้า พระองค์มีแผนการ เราไม่รู้ว่าแผนการคืออะไร? แต่เรามั่นใจได้เลยว่าพระเจ้าทรงรักเรา  แล้วพระองค์ทรงอยู่ในชีวิตของเรา  แล้วพระองค์จะสามารถพาเราผ่านไปได้ ด้วยวิธีอะไร? เราไม่รู้ แต่โดยความเป็นมนุษย์ พอเราเจอ เราก็ไม่ไหวเหมือนกันพระองค์เจ้าข้า ไม่รู้จะอย่างไร? แต่เราก็ยังคงเชื่อและวางใจในพระคุณของพระองค์ และเรามั่นใจว่าขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้ามีวาระสำหรับเราแต่ละคน ถึงวาระของเรา พระองค์ก็มารับวิญญาณเราไปอยู่กับพระองค์ ในที่ที่พวกเรารอคอยนั่นแหละ ได้ไปรับร่างกายใหม่ ได้ไปอยู่ในสถานที่ใหม่ที่สวยงาม

            แต่ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ เรารู้ว่าพระเจ้ายังคงใช้งานเราอยู่ งานเรายังไม่จบ ถ้างานจบเมื่อไร? พระเจ้าก็พาเรากลับบ้าน แค่นั้นเอง เหมือนกับงานจบแล้ว 5 โมงเย็นแล้ว เก็บข้าวเก็บของกลับบ้านได้ อะไรประมาณนั้น

            แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระคุณ สำหรับความรัก  ความเมตตาที่พระองค์ให้กับเรา และก็ขอบคุณพระเจ้าที่เราเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงดูแล นำพาย่างเท้าของเรา ในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้  ในขณะที่เราดำเนินชีวิตสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่เป็นไร แต่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยตลอดเวลา เราได้เห็นพระพร เห็นพระคุณ ขอบคุณพระเจ้าในความทุกข์ยากที่ผ่านมา ขอบคุณพระเจ้าในกำลังเรี่ยวแรงที่พระองค์ให้เราได้สามารถผ่านมาจากต้นปีจนถึงสิ้นปี แล้วก็ขอบคุณพระเจ้าที่มั่นใจว่าพระเจ้าจะนำเราต่อไปในปีหน้า พระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการงานดี จริงๆ พระองค์เริ่มต้นการงานดีตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระองค์จะนำพาย่างเท้าของเราไปเรื่อยๆ กี่ปีเราไม่รู้ เมื่อไรไม่รู้ที่จบวาระของเรา แต่พระองค์จะทรงนำเราจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต รักษาความรอดของเรา พระองค์เป็นผู้รักษานะพี่น้อง อย่าโดนหลอกว่าเราต้องพยายามรักษาความรอดไว้ ไม่ต้องนะ ความรอดเราได้รับแล้ว เราได้เป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เราได้เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ต่อให้อยู่บนโลกใบนี้ เราจะมีพฤติกรรม หรือดำเนินชีวิตหัวหกก้นขวิดอะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ทำให้เราหลุดจากความรักของพระเจ้าตรงนี้ไปได้

            อย่าโดนหลอกว่า … “ทำไม นิสัยอย่างนี้ สงสัยวันสุดท้าย ไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้าแน่ๆ”

            ยืนกรานนะว่า … “ฉันได้อยู่กับพระเจ้าตั้งแต่วินาทีที่ฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเรียบร้อยไปแล้ว ฉันกับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน หลอกฉันไม่ได้”

            เมื่อโลกนี้หลอกเราไม่ได้ จะทำให้เรามีความมั่นใจในพระเจ้า ถ้ามันหลอกเราได้ ก็จะทำให้เราไขว้เขวและเราเริ่มไม่มั่นใจแล้ว ตกลงวันสุดท้าย วิญญาณเราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าไหม? หรือนิสัยเราแบบนี้ พระเจ้าไม่เอาเราแน่ๆ เลย อย่าให้โลกนี้หลอกเราเด็ดขาด ให้เรายึดมั่นในถ้อยคำของพระเจ้า ในความจริงที่พระเยซูคริสต์ได้บอกกับเราว่าพระองค์ได้ทำให้กับเราทุกอย่าง สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เราแค่นั่งสวยๆ รับเอาสิ่งที่พระเจ้าได้ทำให้กับพวกเราสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว แค่นั้น ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรค่ะ

*******************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            พระเจ้าทรงตีสอนคริสเตียนผู้เชื่อทั้งหลาย ที่เป็นลูกๆ ที่พระองค์ทรงรักหรือ? หนึ่งในข้อพระคัมภีร์ที่มักถูกเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “การตีสอนของพระเจ้า” คือ …

            ฮีบรู 12:5-6 ซึ่งกล่าวว่า … “ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าท้อใจเมื่อพระองค์ทรงตักเตือนเจ้า เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และทรงเฆี่ยนตีทุกคนที่พระองค์ทรงรับเป็นบุตร”

            คำว่า “การตีสอน” ในข้อพระคัมภีร์นี้ ในภาษากรีก คือ “ไพ-ดี-อา” หรือ “ไพ-เด-อา” (paideia)

            คำว่า “παιδεία” (paideia) ในภาษากรีกสามารถแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “การศึกษา”, “การอบรมสั่งสอน”, หรือ “วัฒนธรรมทางปัญญา” ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้

            ความหมายของ “παιδεία” (paideia)

            1. การศึกษาและการอบรม – หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ ฝึกฝน และอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และคุณธรรม

            2. วัฒนธรรมทางปัญญา – ในบริบทกรีกโบราณ “paideia” ไม่ได้หมายถึงการศึกษาในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปลูกฝังจริยธรรม ปรัชญา และค่านิยมของสังคม

            3. การพัฒนาเยาวชน – ใช้ในความหมายของการฝึกฝนเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

            เพราะฉะนั้น การใช้คำว่า “การตีสอนของพระเจ้า” ในข้อพระคัมภีร์นี้ จึงเป็นสาเหตุทำให้หลายคนเข้าใจว่า “การตีสอนของพระเจ้านี้” เป็นการลงโทษ แต่จริงๆ แล้วเป็นการอบรม ฝึกฝน และสอนให้เราเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ ในความเชื่อ

            “การอบรมฝึกฝนเราด้วยความรัก ในฐานะเป็นลูกของพระองค์” ไม่ใช่เพื่อเป็นการลงโทษในความผิดพลาด แต่เป็นการฝึกฝน เพื่อให้เราเติบโตในพระคุณและความรู้ของพระองค์

            2 เปโตร 3:18 … “แต่ขอท่านทั้งหลายจงเจริญขึ้นในพระคุณ และในความรู้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา สง่าราศีจงมีแด่พระองค์ ทั้งในปัจจุบันนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน”

            พระเจ้าทรงรักเรา และต้องการให้เราเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อ การอบรม ฝึกฝน พร่ำสอน จึงเป็นการแสดงความรักและความห่วงใยของพระองค์

            สุภาษิต 3:11-12 … “11 ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการอบรม ฝึกสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าขุ่นข้องหมองใจ เมื่อพระองค์ทรงฝึกฝนสอน ตักเตือน  12 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงอบรม ฝึกฝน สั่งสอน ผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดั่งพ่ออบรม ฝึกวินัย สั่งสอนลูก ที่ตนชื่นชม”

            พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุขในพระองค์ การฝึกวินัย อบรม สั่งสอนด้วยความรักและความอ่อนโยนของพระองค์ผู้เป็นพ่อ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการนำเรา ผู้เป็นลูกๆ ของพระองค์ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าในพระคริสต์

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1553

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  ธันวาคม  2025

เรื่อง “พระเยซูคริสต์ของขวัญจากสวรรค์ สำหรับมนุษย์ทุกคน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            “พระเยซูคริสต์ของขวัญจากสวรรค์ สำหรับมนุษย์ทุกคน” คือหัวข้อเรื่องในวันนี้  ต้นแบบของของขวัญบนโลกใบนี้เลย  ขอบคุณพระเจ้าว่าของขวัญนี้ เป็นของขวัญที่เป็นจริง และเป็นของขวัญที่อัศจรรย์ยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราสามารถพิสูจน์ได้แล้วเดี๋ยวนี้ อย่างชัดเจนว่าเป็นของขวัญที่อัศจรรย์และเป็นจริง  เห็นชัดตรงไหน? ทุกวันนี้ สื่อทางด้านเทคโนโลยีเยอะไปหมด ข้อมูลเต็มไปหมดเลย  แต่ไม่ว่าจะมีข้อมูลอะไรมา ท่านสังเกตเห็นอะไรบางอย่างไหมว่าจะมีข้อมูลอื่นๆ มาเยอะแยะเลย  ความเชื่ออย่างนี้ อย่างโน้น วิทยาศาสตร์อย่างนี้ อย่างโน้น เทคโนโลยีอย่างนี้ อย่างโน้น แต่พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญ จากสวรรค์สู่มนุษย์ทุกคน จากพระเจ้านั้น ยังคงอยู่ และอยู่เพิ่มขึ้นๆ  และก็มากขึ้นอีก เอเมนไหม? แทนที่ 2,000 ปีนี้น่าจะต่ำลง น้อยลง จนหายไปเลย เพราะว่ามันไม่มีเหตุผลของมนุษย์อยู่เลย

            ท่านลองคิดดู มีเหตุผลไหม พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย แค่นี้ ก็พูดกันไม่ออกแล้วว่าจะอธิบายกันอย่างไร?  พระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน เห็นชัดๆ แล้วพระองค์ตายไป 3 วัน แล้วเป็นขึ้นจากความตาย เดินอยู่กับสาวก ปรากฏให้ผู้คนเห็น 40 วัน คิดดูแล้วกัน ไม่น่าเชื่อเลย  แล้วพระองค์บอกว่าเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว  จากนี้ต่อไป พระองค์เข้าไปมิติของสวรรค์ฝ่ายวิญญาณ แต่พระองค์ยังอยู่ และจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์  บอกไว้ล่วงหน้าเลย ตั้งแต่วันนั้น 2,000 ปี ใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระองค์จะอยู่กับเขา และจะอยู่ไปถึงตลอดนิรันดร์

            แล้วดูสิ 2,000 ปีนี้ไม่ใช่น้อยนะ แต่มากขึ้นทุกวัน คนเชื่อเหล่านี้  เริ่มจากคนเชื่อไม่กี่คนเอง 12 คน 13 คน 14 คน 15 คน จากแรกๆ เริ่มจากศูนย์เลย  แล้วมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ อย่างที่เราเห็นชัดๆ  อย่างผมรู้จักพระเยซูคริสต์มา 30 กว่าปี พระเยซูคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ด้วยภายในจิตใจ ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ 30 กว่าปีแล้ว ได้เห็นด้วยตัวเองเลยว่าเรื่องพระเยซูคริสต์ เป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้นทุกวัน  มีการประกาศถึงเรื่องพระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวัน หนังสือเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวัน เยอะขึ้นทุกวัน  ไม่ว่าจะมีเดียอะไรต่างๆ สื่อสารอะไรต่างๆ  ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ใหม่ขนาดไหน ก็มีเรื่องพระเยซูคริสต์เข้าไปแทรกอยู่ แทรกเข้าไปอยู่ด้วยมากกว่าใครเพื่อนเลย  เปิดดูสิ ตอนนี้ คริสต์มาส เปิดไปทุกมีเดียในเฟสบุ๊คเอย อินสตราแกรมเอยติ๊กต๊อกเอย ยูทูปเอย  มีแต่เรื่องคริสต์มาสทั้งนั้น ทั้งเรื่องละเอียด เรื่องไม่ละเอียด เรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องเพลง มันเยอะไปหมดเลย เอเมนไหม? ไม่ว่าจะไปห้างไหน? ห้างเปิดที่ข้างบ้าน ห้างใหญ่ๆ ห้างแบบพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน หรือห้างแบบสอง-สามแสน  หรือห้างตามหมู่บ้านเล็กๆ ร้านโชวห่วยเล็กๆ  ก็จะติดป้าย ติดเทศกาลนี้ไว้ว่า Merry Christmas รู้หรือไม่รู้ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ  แต่ก็ได้ประกาศพระเยซูคริสต์แล้ว ก็คือ Merry Christmas  ซึ่งแปลว่า “ขอให้ท่านได้พบสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน” เห็นไหม Merry Christmas มา 2,000 ปีแล้ว ก็ยังคงอยู่ และเราก็ทำเหมือนเดิมอีก  ก็จะทำอะไรล่ะ พระวิญญาณเดียวกัน พระเจ้าเดียวกัน พระเยซูคริสต์เดียวกัน  ที่สถิตอยู่กับพวกเรา และเป็นความจริงที่เรารู้ร่วมกันในคริสตชนทั่วโลกนี้

            เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันเวลาแห่งเทศกาลคริสต์มาส ก็จะประกาศสิ่งนี้ เหมือนเดิม เหมือนกับทุกๆ ปี 30 กว่าปี มาบรรยายคริสต์มาสอย่างไร? ก็เหมือนเดิม ทำไมถึงเหมือนเดิม เพราะว่าความจริงหนึ่งเดียว ไม่มีอย่างอื่น มันมีแค่นี้ ถ้าเผื่อผมหรือใครก็ตามมาประกาศพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส แล้วพูดเรื่องอื่น ไม่ใช่แล้ว ถ้าประกาศพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส ก็เรื่องนี้ เรื่องพระเยซูคริสต์เป็นของขวัญจากพระเจ้า มาสู่มนุษย์ทุกคน เป็นของขวัญที่เลอเลิศ ที่อัศจรรย์ยิ่งเลย  ที่มนุษย์ทุกคน เมื่อประสบแล้ว ได้รับแล้ว จะรู้ว่าอัศจรรย์ขนาดไหน? แม้ว่าทางสติปัญญาของมนุษย์ เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายที่เป็นสติปัญญาของมนุษย์ จะเป็นนักปราชญ์อะไรก็แล้วแต่ หรือว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ตาม ไม่สามารถจะเข้าใจลึกซึ้ง ละเอียดถี่ถ้วนหมดได้ พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เป็นอย่างไร? เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ วางใจในพระองค์ จะบังเกิดใหม่ เป็นอย่างไร? ไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้ๆ ก็คือ มันเป็นจริง อยู่ในใจของเรา วิญญาณบอกเราว่าเรื่องนี้เป็นจริง         เราจึงอธิษฐานกับพระองค์ว่า … “พระบิดา พระเจ้าของเรา” ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มรู้จักพระองค์

            วันนี้เราเริ่มต้นด้วยถ้อยคำพระเจ้าในหนังสือกาลาเทีย ซึ่งเป็นข้อพระคัมภีร์แห่งความจริง ที่ประกาศกันมา 2,000 ปีแล้ว ทุกเทศกาลคริสต์มาส หัวข้อนี้ ก็จะเป็นหัวข้อหลักใหญ่ ในการพูดถึงข่าวดีของพระเจ้า ที่มาถึงมวลมนุษย์ทุกคน สรุปอยู่ในกาลาเทีย 4:4-7 ชัดเจนมากเลย  พูดถึงความจริงที่เกิดขึ้น  ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษยชาติ  และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ ผ่านทางพระคุณของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส เริ่มต้นวันแรก ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว  เป็นอย่างไร? เรามาทบทวนกัน ในใจเราก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้เรามาเฉลิมฉลอง ระลึกถึงพระเยซูคริสต์ ก็ต้องระลึกถึงข่าวประเสริฐ ต้องระลึกถึงความจริงอย่างนี้แหละ นี่เขาเรียกว่านมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง อ่านพร้อมกัน …

        กาลาเทีย 4:4-5 “แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ (พระเยซู) มาประสูติ จากครรภ์ของผู้หญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ เพื่อไถ่คนทั้งปวง ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเราจะได้รับสิทธิของบุตร (รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าได้) อย่างสมบูรณ์”

            ผมจะพยายามอธิบายให้สามัญที่สุด ให้ชาวบ้านๆ ให้เข้าใจ แต่รับรองได้ว่าไม่สามารถเข้าใจหมด ละเอียด ผมเองก็ศึกษามาตั้งนานแล้ว ได้แค่นี้

            “แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูมาประสูติจากครรภ์ของหญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ เพื่อไถ่คนทั้งปวง ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเรา ซึ่งเป็นคนบาป จะได้รับสิทธิของการเป็นบุตร … ซึ่งผมได้วงเล็บไว้ว่า “รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้าได้” อย่างสมบูรณ์”

            เรามาเริ่มต้นดูกันว่าคืออะไร? … เมื่อถึงกำหนดเวลา “กำหนดเวลา” คืออะไร? กำหนดเวลา คือพระเจ้าสัญญาไว้กับมนุษย์แล้ว ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดว่าจะส่งพระบุตรของพระองค์ลงมา  ช่วยเหลือมนุษย์  ให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมาน ในการเป็นคนบาป  พระเจ้าก็ได้ทำตามสัญญา คือถึงกำหนดเวลา บอกไว้ล่วงหน้าแล้ว และบันทึกไว้ในหนังสือพระคัมภีร์แล้วด้วย ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเกิด ได้บอกล่วงหน้าแล้วว่าพระองค์จะมาอย่างนี้ อย่างนั้น บอกล่วงหน้าตั้งเยอะแยะ พอถึงกำหนดเวลา มาจริงๆ เมื่อ 2,000 ปีก่อน ก็คือพระเยซูคริสต์ เจ้าของวันคริสต์มาส ก็มาประสูติ โดยหญิงพรหมจารี ชื่อแมรี่ เรารู้กันดีนะ เพื่อว่าจะได้เกิดในครรภ์ มาเป็นมนุษย์ แต่วิญญาณมาจากมิติวิญญาณ มาจากพระเจ้า พระเจ้าส่งพระเยซู ซึ่งเป็นวิญญาณของพระเจ้า เป็นวิญญาณชนิดเดียวกับพระเจ้า เป็นพระบุตรทางฝ่ายวิญญาณ มาจุติเกิดในหญิงพรหมจารี คือมนุษย์ธรรมดา ร่างกายพระองค์มาจากหญิงธรรมดา ก็เป็นร่างกายเหมือนมนุษย์อย่างเราๆ ที่เกิดจากครรภ์มารดา แต่วิญญาณของพระองค์มาจากพระเจ้า เป็นพระเจ้า

            เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นเพียงผู้เดียวในโลกนี้ ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้  และตลอดไปเป็นนิตย์ คือพระองค์เป็นพระเจ้ามาเกิดในร่างกายของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนเกิดจากร่างกายของมนุษย์ และวิญญาณที่มาจากพ่อแม่ ตามบรรพบุรุษ ก็คืออาดัมและเอวา แต่พระเยซูคริสต์มาเกิดจากหญิงพรหมจารี  เพื่อจะได้เป็นวิญญาณที่แตกต่าง คือมาจากพระเจ้า เรารู้กันอยู่แล้วว่าวิญญาณที่มาจากพระเจ้า วิญญาณพระเจ้ามีลักษณะอย่างไร? บริสุทธิ์ ไม่มีความชั่ว ไม่มีความผิด ไม่มีความบาปเลย เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์ เป็นวิญญาณที่ดีงาม ดีพร้อม  หรือเราเรียกกันว่าวิญญาณแห่งความชอบธรรม  … ชอบธรรม แปลว่าดีพร้อมทุกอย่าง 100% ทำไมต้องมาเกิดจากหญิงพรหมจารี  เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่มีบาปเลย  เพื่อไถ่คนทั้งปวงที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่เป็นคนบาป ไถ่มนุษย์คนอื่นๆ มวลมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ เป็นคนบาป รวมทั้งเราด้วย  มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ซึ่งคนบาปเหล่านี้ ทำไมต้องไถ่เขา  เพราะว่ามนุษย์คนบาป อยู่ใต้บทบัญญัติ

            บทบัญญัติ คือกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดขึ้น ให้สรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้างให้ปฏิบัติตาม ทำตาม เขาเรียกว่ากฎเกณฑ์

            มนุษย์ตกลงไปในความบาป  ก็คือมนุษย์อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านี้ กฎเกณฑ์มีไว้สำหรับคนบาปโดยเฉพาะ ในพระคัมภีร์บอกว่ากฎเกณฑ์มีไว้สำหรับคนบาป เพื่อว่าคนบาปจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป

            กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าให้ไว้กับมนุษย์นั้น เพื่อให้มนุษย์รู้ตัวเองว่าตัวเองเป็นคนบาป ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่ากฎเกณฑ์เป็นตัวบอกว่ามนุษย์เองจะรู้ตัวว่าไม่สามารถทำตามกฎเกณฑ์ได้ กฎเกณฑ์ คือบทบัญญัติทางความประพฤติ ทางศีลธรรม มีทั้งข้อให้ทำ มีทั้งข้อห้ามไม่ให้ทำ และพระเจ้าบอกว่ากฎเกณฑ์นี้ มีไว้สำหรับคนบาป ให้ทำตามกฎเกณฑ์นี้ ทุกข้อ ต้องไม่ผิดเลยแม้แต่ข้อเดียว ต้องได้ 100% ถึงจะอยู่กับเราได้ เพราะถ้าไม่มีกฎเกณฑ์มา มนุษย์ก็จะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นคนบาป ทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่องว่าอะไร คือบาป  แต่พอมีกฎเกณฑ์มา

            ยกตัวอย่างเช่น บอกอย่าโกรธเขานะ อย่าหงุดหงิดกับเขานะ  อย่าโมโหนะ แล้วมนุษย์รู้ด้วยกฎเกณฑ์พระเจ้าบอกอย่าโมโห อย่าโกรธ ถ้าโกรธจะโดนลงโทษนะ  ทำผิดกฎ ไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ กฎลงโทษเอง แต่มนุษย์ทำได้ไหม? พยายามไม่เครียด ไม่โกรธเขา แต่พอตัวเองเครียด ตัวเองเจ็บ ก็พรวดออกมา นั่นแหละ มนุษย์รู้ว่าฉันทำไม่ได้ แค่ครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้ ทำแค่ครึ่งหนึ่ง ก็เป็นคนบาป พระเจ้าบอกต้อง 100% มนุษย์ทำไม่ได้  เพราะวิญญาณของเขาเป็นคนบาป วิญญาณเขาไม่ได้เป็นคนชอบธรรม ไม่ได้ดีงาม  พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์  แต่วิญญาณของพระองค์ เป็นพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ทำบาปเลย ได้ 100% นี่คือความแตกต่าง  พระองค์จึงเป็นผู้ชอบธรรม เป็นความบริสุทธิ์เป็นมนุษย์ 1 คนบนโลกใบนี้ ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ทั้งปวง ทั้งหมดบนโลกใบนี้  ที่เป็นคนไม่บริสุทธิ์ เป็นคนบาป ให้กลับมาเป็นเหมือนพระองค์ คือเป็นคนบริสุทธิ์

            เพื่อเรา คือมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นคนบาป จะได้รับสิทธิของการเป็นบุตร  มาเพื่อเราทั้งหลาย มนุษย์ที่เป็นคนบาป มีมลทิน จะได้สามารถบังเกิดใหม่ในวิญญาณ วิญญาณเดิมที่เป็นคนบาป ได้เกิดใหม่ โดยพระเยซูเป็นผู้กระทำให้  เกิดใหม่เป็นอะไร? เป็นคนไม่บาป เป็นคนชอบธรรม เป็นบุตร ก็คือเป็นลูกของพระเจ้า  เหมือนที่พระเยซูเป็น  เป็นขนาดไหน? ในนี้บอก “อย่างสมบูรณ์”

            อย่างสมบูรณ์ หมายถึงเป็นบุตรของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ คือเป็นวิญญาณที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ดีพร้อม ชอบธรรม เหมือนพระเยซูที่มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น 100% ตามที่พระเจ้าต้องการให้เป็น คือจากนี้ไป ไม่มีการทำบาปเลย  เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีการทำบาป  แต่มันจริงตามนั้น  ถ้าท่านเรียนลึกซึ้ง ในพระคัมภีร์จะบอกเลยว่าคนที่เชื่อในพระเยซู เป็นคริสเตียนแล้ว เขาจะไม่ทำบาป เฮ้ย! เราทำอยู่นี่  เรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็ยังทำบาปอยู่ ทำผิดอยู่เลย ใครบอกว่าไม่ทำ พระคัมภีร์บอกว่าไม่ได้ทำแล้ว อาจารย์เปาโลบอกว่า …

            “สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำ คือวิญญาณของข้าพเจ้าต้องการทำ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำ ข้าพเจ้าก็ทำ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำ โดยที่ตัวจริงๆ ไม่ต้องการทำนั้น แต่ทำไป ก็เพราะว่ามันมีตัวที่ 3 ก็คืออิทธิพลของความบาป  เรียกว่ากิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง อิทธิพลที่อยู่เหนือโลกใบนี้ ที่ชีวิตเดิมเราเป็นอยู่นั้น มันล่อลวง ชักจูง โน้มนำให้เราเชื่อฟัง หลงไปทำตามความเคยชิน”

            อาจารย์เปาโลจึงบอกว่า “ดังนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ทำ” ไม่ใช่อาจารย์เปาโลมาแก้ตัว แต่กำลังบอกความจริงให้คริสเตียนได้รู้ว่าวิญญาณท่านเป็นวิญญาณที่สะอาดหมดจด ใหม่เอี่ยมเลย เหมือนพระเยซูคริสต์เลย 100% นี่แหละ คือความจริงแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ นี่แหละ คือความจริงที่ต้องพูดกันเมื่อถึงวันคริสต์มาสว่าพระเยซูมาเกิด  เพื่อสิ่งนี้ เป็นหัวใจเลย ให้มนุษย์ได้หลุดพ้นออกจากการอยู่ใต้กฎของความบาปและความตาย  ก็คือกฎบัญญัติทางศีลธรรม หลุดพ้นได้อย่างไร? ก็คือทำบาป ก็ได้รับการอภัย  โดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป มีธรรมชาติบาปจากบรรพบุรุษ คืออาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ ติดต่อกับพระเจ้าไม่ได้ ไม่สามารถเป็นลูกของพระเจ้าได้ เพราะว่ามีมลทินในวิญญาณ  บัดนี้ สามารถเข้ากับพระเจ้าได้แล้ว ด้วยการบังเกิดใหม่ของพระเยซูคริสต์ มาเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาด แล้วรับเอาความบาปของมนุษย์เอาไว้ ด้วยตัวของพระองค์เอง บนไม้กางเขน  เพื่อว่ามนุษย์จะได้พ้นจากบาปนั้น แล้วกลับกลายมาเป็นคนชอบธรรม  และได้บังเกิดใหม่

            และบทบัญญัติที่ให้ไว้ เมื่อสมัยโมเสส แต่พระคัมภีร์บอกว่าเขียนขึ้นมา เป็นส่วนเดียวเท่านั้นเอง  ส่วนหนึ่ง นั่นก็เยอะแล้วนะ 600 กว่าข้อ ศีล 600 กว่าข้อ  เป็นส่วนหนึ่งของกฎบัญญัตินี้ว่าอะไรให้ทำ? อะไรไม่ให้ทำ? แต่พระคัมภีร์บอกว่ากฎทั้งหมดเลย มากกว่ากฎของโมเสสอีก เขียนไว้ในใจของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่เชื่อหรือเป็นลูกหลานของโมเสส  คือชาวยิวเท่านั้น แต่มนุษย์ทุกคนเลย พระเจ้าเขียนกฎศีลธรรมเหล่านี้ มโนธรรมเหล่านี้ไว้ในจิตใจของเขา จารึกลึกไว้ในใจของเขา เขารู้ว่าอย่าทำบาป แล้วพระเจ้าให้โมเสสเขียน เพื่อเป็นพยานยืนยันอีกอันหนึ่งว่ามีตัวหนังสือขึ้นมาด้วยว่านี่ทำอย่างนี้ เป็นตัวอย่างว่ายืนยันว่าท่านเป็นคนบาป ให้เขียน และท่านรู้ไหมว่ากฎหมายที่โมเสสเขียนโดยพระเจ้าบอก เป็นต้นเหตุ เป็นต้นต่อ เป็นที่มาของกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายศีลธรรมทั้งหมดที่ถูกสถาปนาขึ้น ในโลกใบนี้ทั้งหมด จนถึงปัจจุบัน  กฎหมายบ้านเมือง กฎหมายประเทศโน้นประเทศนี้ กฎหมายอะไรต่างๆ กฎหมายเหล่านี้จะออกมา อยู่ภายใต้พื้นฐานจากกฎหมายทางโมเสสทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธว่าตัวเองไม่เป็นคนบาป

            เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์อ่อนแอ เป็นคนบาป ไม่สามารถที่จะต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังได้ จึงกระทำสิ่งที่ผิดพลาดไป เรียกว่าทำบาปนั่นเอง นี่คือเหตุ ที่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ในครรภ์ของหญิงพรหมจารี เพื่อรับบาปแทนมนุษย์ทั้งปวง ลบล้าง ยกเอาบาป ในวิญญาณนั้นออกไปจนหมดสิ้น มนุษย์จึงสามารถหายจากบาป และสามารถบังเกิดใหม่ ทั้งวิญญาณและใจใหม่ กลายเป็นคนดี คนชอบธรรม ไม่ถูกลงโทษ โดยการพึ่งพาการกระทำของพระเยซูคริสต์ ไม่ต้องพึ่งกฎระเบียบทางศีลธรรมอีกต่อไป  ไม่ต้องดำเนินชีวิตไปตามศีลธรรม  ตามกฎระเบียบต่อๆ ไป  แต่ดำเนินชีวิตด้วยความดีงาม จากตัวตนข้างในวิญญาณ ซึ่งเป็น 100% ท่านต้องมั่นใจว่าท่านเป็นคนดี 100% ชอบธรรม 100% แล้ว ในพระเยซูคริสต์ท่านเป็นคนใหม่แล้วจริงๆ  สิ่งที่ท่านทำ อาจจะไม่ถูกต้อง  ท่านประพฤติอาจจะไม่ถูกต้อง แต่ไม่เป็นเพราะว่าท่านอยากจะกระทำอย่างนั้น แต่ท่านถูกหลอก โดยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง มันพยายามหลอกลวง และครอบงำท่าน แต่ตัวท่านเองไม่อยากทำ และไม่อยากทำ เพราะท่านบริสุทธิ์ สะอาด เป็นคนใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ เอเมน

            แต่ก่อนผมไม่เข้าใจ ผมก็ไม่กล้าพูดเหมือนท่าน แต่มันเป็นไปได้จริงๆ  เอาว่าท่านฟังไว้แล้วกัน  แล้วลองไปอธิษฐาน แล้วศึกษาดู ในพระคัมภีร์พูดอย่างนี้ทั้งหมดเลย ยิ่งจดหมายฝากของอาจารย์ต่างๆ ได้บ่งบอกชัดเจนถึงเป้าหมายของพระเจ้าต้องการทำอย่างนี้ เมื่อส่งพระเยซูคริสต์มาบนโลกใบนี้ คือช่วยเราให้ได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ 100% ให้เราบังเกิดใหม่ 100% ให้เราบริสุทธิ์ สะอาด ดีงามเหมือนพระเยซู เหมือนพระองค์เลย 100% เพราะว่าเป้าหมาย ความต้องการของพระเจ้า สำหรับมวลมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป คือความสำเร็จของพระองค์นั้น ต้องเป็นความสำเร็จสมบูรณ์แบบ 100% คือมนุษย์ต้องมีความดี ความชอบธรรม ความบริสุทธิ์ สมบูรณ์ 100% เหมือนพระองค์ จะได้สามารถเข้ามาอยู่กับพระองค์ในสวรรคสถานได้  จะได้เข้ามาเป็นลูกของพระองค์ได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผ่านทางความเชื่อและวางใจในการกระทำของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั่นแหละ

            นี่แหละ เรียกว่าของขวัญวันคริสต์มาส สำหรับมวลมนุษย์ทุกคน ซึ่งเราคุ้นเคยกับคำว่า “พระเยซูเป็นผู้ไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์” แต่บอกให้ท่านฟังว่ามันไม่ใช่แค่นั้น แค่นั้น เป็นเพียงครึ่งเดียว ครึ่งหลังสำคัญกว่าอีก คือพระองค์มาเกิดบนโลกใบนี้ เป้าหมายของพระเจ้า คือไม่ใช่ให้มนุษย์ได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้นเท่านั้น  แต่ด้วยการบังเกิดใหม่ทางวิญญาณ ฟังให้ดีๆ  ไม่ใช่อภัยในความบาปผิดทั้งสิ้นของมนุษย์ ถ้าพระเยซูทำแค่ครึ่งเดียว มนุษย์ก็ได้รับการอภัย แต่วิญญาณ ก็ยังเป็นวิญญาณคนบาป เดี๋ยวก็ทำบาปอีกๆ นึกออกใช่ไหม?

            แต่พระเจ้าทำไว้ ก็คือผ่านทางพระเยซูคริสต์ มนุษย์ได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้น ทั้งหมดแล้ว แล้วยังได้บังเกิดใหม่ทางวิญญาณ วิญญาณเก่าที่เป็นตัวบาปนั้น ได้ตายไปเลย แล้วเกิดใหม่ทางวิญญาณ บริสุทธิ์ สะอาดหมดจด ไม่มีความบาป ความชั่วร้ายอยู่ในตัวตน ซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงของมนุษย์ทุกคน บนโลกใบนี้ที่จะอยู่ไปนิรันดร์ ไม่มีบาปอีกเลย ขอบคุณพระเจ้า

            คือเปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเราเลย  เกิดใหม่ ก็คือเกิดทางวิญญาณ มนุษย์เป็นสิ่งเดียวที่เป็นวิญญาณ ตัวเราเป็นวิญญาณจริงๆ  แล้วเป็นวิญญาณที่จะอยู่ตลอดไปนิรันดร์กาล ร่างกายที่เราเห็นมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้นเอง เป็นเสื้อผ้าเท่านั้นเอง ตัวจริงๆ ของมนุษย์เป็นวิญญาณเหมือนพระเจ้าเป็นวิญญาณนั่นแหละ  และวิญญาณตัวนี้สำคัญมาก พระเจ้าเปลี่ยนวิญญาณ ให้เราบังเกิดใหม่ เหมือนพระเจ้า ยอห์น 1:12-13 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        ยอห์น 1:12-13 “ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานสิทธิ (ฤทธิ์เดช) ให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า”

            เพราะฉะนั้น คนที่ผมพูดถึง ก็คือมนุษย์บนโลกใบนี้ทั้งหมด ที่เป็นคนบาป ในนี้จึงบันทึกไว้ว่า “ส่วนคนทั้งปวง” ก็คือมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่เป็นคนบาป เฉพาะคนที่ยอมรับพระองค์ ก็คือยอมรับความจริงเมื่อตะกี้นี้ที่ผมอธิบายถึงกำหนดเวลาที่พระเยซูคริสต์มาเกิด เชื่อในเรื่องวันคริสต์มาส

            “ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในนามของพระองค์” ก็คือเชื่อในเรื่องพระเยซูคริสต์ว่าเป็นใคร? มาเกิดบนโลกใบนี้ เพื่ออะไร? “พระองค์ก็ประทานสิทธิ” ฟังให้ดีๆ “พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิ” ผมวงเล็บไว้ว่า “ฤทธิ์เดช” เพราะภาษาเดิม สิทธิตัวนี้ ใช้คำว่า “Power” จะได้เห็นว่ามันไม่ใช่สิทธิ์ แค่ว่าเป็นลูก แต่มันหมายถึงมีฤทธิ์อำนาจ ทำให้อัศจรรย์เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือมีสิทธิ์และด้วยฤทธิ์อำนาจนี้จะทำให้วิญญาณเขาเกิดใหม่ ใครที่รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาจะได้สิทธิ ได้รับพลังอำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า “คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายของธรรมชาติ ก็คือไม่ได้เกิดแบบมนุษย์ทั่วไป ที่เราเกิดจากครรภ์มารดา หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้าโดยตรง”

            วิญญาณของเรา ที่เราเชื่อพระเยซูคริสต์ไปแล้ว เราได้รับสิทธิ ได้รับฤทธิ์อำนาจนี้ไปแล้ว  เราได้เกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้าจริงๆ วิญญาณของเรา เป็นวิญญาณที่เป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนพระเยซูคริสต์จริงๆ ผู้ที่เชื่อและวางใจ และต้อนรับสิทธิของเขาในพระเยซูคริสต์ จะบังเกิดใหม่ด้วยอะไร? ในนี้บอกว่าจากพระเจ้า ก็คือพระเจ้าเป็นชีวิตนิรันดร์ หมายถึงพระเจ้าเป็นวิญญาณนิรันดร์ เราเกิดจากวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า ก็คือได้รับชีวิตนิรันดร์ เราเกิดจากหน่อเชื้อทางวิญญาณของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกของพระเจ้าที่เกิดจากเชื้อสายทางวิญญาณของพระเจ้า  ยอห์น 3:16 จึงได้บันทึกอย่างนี้ พระเยซูตรัสว่า …

        ยอห์น 3:16 “พระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกยิ่งนัก ถึงกับได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่วางใจ (พึ่งพา) ในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ ตายนิรันดร์ อยู่ในความบาป แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นของพระองค์เหมือนพระองค์”

            อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถ้อยคำพระเจ้าเขียนไว้ว่าอย่างไร เรามีหน้าที่เชื่อเท่านั้นเอง แล้วเรารับรู้ในวิญญาณของเราว่ามันเป็นจริง อย่างนั้นจริงๆ ถ้าเผื่อเรายอมรับความจริง แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง เราถูกหลอกด้วยความเท็จต่างๆ ของโลกใบนี้  ด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ มันก็ไม่เกิดขึ้นในในชีวิตของเรา เพราะเราไม่รับรู้

            “แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพระองค์” ชีวิตนิรันดร์ คืออะไร? เรามาคุยกันเรื่องนี้ บางคนก็เข้าใจว่าชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตที่ยืนยาวนานไปตลอด ไม่ใช่ มันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น พระคัมภีร์บอกว่าชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่แค่ความยืนยาวของชีวิต  แต่คือคุณภาพของชีวิต ลักษณะของชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตของพระเจ้าเอง เป็นชีวิตของพระคริสต์เอง  ที่พระเจ้าพระบิดาประทานให้ขณะที่ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3

            ชีวิตนิรันดร์ ต้นกำเนิด คือมาจากพระเจ้า  ณ ที่นี่ ตอนนี้ ก็คือพระเจ้าพระบิดาเป็นต้นกำเนิดของชีวิตนิรันดร์ พระบิดาเป็นชีวิตนิรันดร์ พระเยซูลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มีวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า พระเจ้าเดินอยู่บนโลกใบนี้ แต่พระองค์ยอมตายบนไม้กางเขน นึกให้ดีๆ วิญญาณของพระองค์ยอมตาย ก็คือวิญญาณที่เป็นชีวิตนิรันดร์ กลับสภาพมากลายเป็นคนบาป  เอาบาปของมนุษย์ทั้งหลายมาไว้ที่พระองค์เอง พระองค์กลายเป็นคนบาป ก็คือวิญญาณนิรันดร์ กลายเป็นวิญญาณตาย  พระเยซูเป็นคนบาป ตาย อยู่ในอุโมงค์ วันที่ 3 พระเจ้าได้ประกาศว่าพระองค์ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย

            การชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย ก็คือพระองค์ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ก็คือเป็นฤทธิ์เดชอำนาจจากพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไปในวิญญาณของพระเยซูคริสต์ที่ตายอยู่นั้น แล้วชุบพระเยซูคริสต์ที่ตายอยู่ให้เป็นขึ้นมาใหม่ โดยการประทานวิญญาณชีวิตนิรันดร์กลับคืนให้กับพระเยซูคริสต์ และยกพระเยซูคริสต์ขึ้นสูงสุด เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง ทุกอย่างที่มีอำนาจ หรือที่พระองค์ทรงสร้างทุกอย่าง  แล้วให้พระองค์ทรงนั่งอยู่ที่เบื้องขวาในสวรรคสถาน และเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ เราได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราก็ได้รับการชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย  และได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถานเช่นเดียวกัน เหมือนกันเลย ตรงนั้นแหละ เขาเรียกว่าชีวิตนิรันดร์

            พระเยซูบอกว่าชีวิตนิรันดร์ที่พระองค์ทรงได้รับ พระองค์ทรงแบ่งปันให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ เขียนไว้ในหนังสือยอห์น 14:23 นี่คือความจริง คือหัวใจของข่าวประเสริฐที่สำคัญมาก  ที่พูดถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ว่ามีความสำคัญมาก ก็เพราะแบบนี้แหละ เพราะการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ทำให้มนุษย์คนบาป สามารถบังเกิดใหม่ เป็นคนชอบธรรม และมีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าได้ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย  ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รับอภัยโทษจากบาปทั้งสิ้นแค่นั้น แต่เขาสามารถเป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ขณะที่เรานั่งอยู่ที่นี่ วิญญาณได้บังเกิดใหม่ ด้วยวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า เรามีวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้าอยู่ในตัวเรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว ยอห์น 14:23 …

        ยอห์น 14:23 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำประกาศของเรา  (วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ พระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด) พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา

            พระเยซูกับพระบิดาจะเข้ามาอาศัยอยู่ในมนุษย์คนที่เชื่อและวางใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์ และจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของเรา ของมนุษย์คนที่เชื่อนั้น วิญญาณของพระองค์ ทั้งพระบิดา ทั้งพระเยซูจะมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เราไม่เห็นหรอก แต่มันเป็นจริงตามถ้อยคำพระเจ้า ทางโลกวิญญาณ มันเกิดขึ้นจริงๆ ขณะที่เรานั่งอยู่ที่นี่ ขณะนี้ เราไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวทางวิญญาณ แต่พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ได้อยู่ด้วยกันกับเรา

            อ่านยอห์น 17:21-23 ยิ่งเห็นชัดใหญ่เลยว่าเราได้รับวิญญาณนิรันดร์นี้มาจากใคร? พระเยซูคริสต์ได้อธิษฐานตอนที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ คุยกับพระบิดาถึงเรื่องนี้ …

        ยอห์น 17:21-23 “21 ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์พระบิดา อยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขา อยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา 22 เกียรติสิริ ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์มอบให้แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังเช่นพระองค์กับข้าพระองค์ 23 ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา และพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักพวกเขาเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์”

            สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว

            ในข้อ 22 ที่บอกว่า “เกียรติสิริ ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น” เกียรติสิรินี้ ก็คือวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า เกียรติสิรินี้มาจากคำว่าเกียรติสิริ พระสิริ Glory สง่าราศี ศักดิ์ศรี เกียรติยศอันยิ่งใหญ่  ความสง่างามของพระเจ้า  ที่พระองค์ทรงประทานให้กับข้าพระองค์ ก็คือทรงประทานให้กับพระเยซูคริสต์ ข้าพระองค์มอบให้กับเขาเหล่านั้น เขาเหล่านั้นผู้ที่เชื่อและวางใจในข้าพระองค์ ก็คือผู้เชื่อ คริสเตียนทั้งหลายที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ พอต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามา  พระเยซูคริสต์ก็แบ่งเกียรติ สิริ สง่าราศี  กลอรี่ พระสิริของพระเจ้าที่พระองค์ทรงได้รับมา ให้กับเราด้วย ผู้ที่เชื่อ เราจึงได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถานร่วมกับพระองค์ นั่นแหละ สง่าราศี เกียรติที่พระองค์ทรงประทานให้เรา  นั่งเมื่อไร? นั่งเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ นั่งอยู่แล้วในโลกวิญญาณ ในนี้เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องอนาคตว่าจะเกิด ไม่ใช่ แต่ได้เกิดแล้ว 1 ยอห์น 5:11-12 …

        1 ยอห์น 5:11-12 “และนี่คือคำเป็นพยานว่าพระเจ้าทรงประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนิรันดร์นั้น อยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ใดมีพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์”

            ชีวิตนิรันดร์นั้นอยู่ในพระบุตร ก็คืออยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ใดต้อนรับพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ โอเคไหม? ไม่ต้องอธิบายแล้วนะ ผู้ใดมีพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นมีชีวิตนิรันดร์  เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เรามีชีวิตนิรันดร์แล้ว

            กลับมาที่กาลาเทีย 4:6-7 ได้บันทึกไว้ว่าเมื่อถึงกำหนด พระเยซูมากำเนิดในหญิงพรหมจารี ในข้อ 6 และข้อ 7 ได้พูด แล้วเกิดอะไรขึ้น? …

        กาลาเทีย 4:6-7 “6 และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์ เข้ามาในใจของเรา ร้องว่า “อับบา” คือพระบิดา 7 เหตุฉะนั้น โดยพระเจ้า ท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้ว ท่านก็เป็นทายาทด้วย”

            เห็นไหม? เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราเชื่อว่าพระองค์ คือผู้ที่พระเจ้าส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วย และเป็นพระเจ้าในคราวเดียวกัน เป็นเจ้าของคริสต์มาส เราได้รับการยืนยัน โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในเรา ยืนยันอยู่ข้างในว่าพระเจ้าพระบิดา ที่ในอดีตนั้น รู้สึกห่างไกลจากเราเหลือเกิน แต่เดี๋ยวนี้ พระองค์คือพ่อของเรา  “อับบา” คือพ่อ คือปะป๊าของเรา สนิทสนมกัน นี่ยืนยันอย่างนั้นเลย

            เราในที่นี้เป็นคริสเตียนแล้ว เราจึงรู้ สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ไม่มีเหตุผล อธิบายไม่ถูก ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ พิสูจน์ได้อันหนึ่ง คือเราทุกคนสามารถอธิษฐานกับพระเจ้า และอธิษฐานอยู่เสมอทุกคนว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ๆ ซึ่งก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์นั้น เราเคยเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดในโลก

            แล้วบอกว่า … “พ่อจ๋า พ่อของลูก” ไหม?

            ไม่มีเลย นี่แหละสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการยืนยันด้วยประสบการณ์ของเราจริงๆ ว่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่มันเกิดขึ้นอย่างนี้ เราสามารถเรียกพระเจ้าว่าพ่อได้หรือ? ทุกวันนี้เราเรียกจนเคยชินเลย

            “พ่อจ๋า”

            บางทีผมแอบได้ยิน ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะ  ได้ยินเขาอธิษฐาน

            “พ่อ ลูก”

            ซาบซึ้งกันใหญ่เลย  แต่ถ้าสมัยก่อน ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในตัว ถ้าเราพูดอย่างนี้ เราเองก็คิดว่าตัวเราเองคงเล่นลิเกอยู่ หรือไม่ก็เพี้ยนไปแล้ว ใช่ไหม? แต่ตอนนี้ไม่ใช่  ตอนนี้เรารู้ว่ามันเป็นจริง

            ในสมัยที่พระเยซูคริสต์เดินอยู่บนโลกใบนี้  3 ปี ตอนประกาศเรื่องอาณาจักรสวรรค์ ก่อนที่จะเดินทางไปบนไม้กางเขน และทำการไถ่บาปให้กับมนุษย์จนสำเร็จ ประชาชนที่ฟังพระองค์ ถึงเรื่องวิถีทาง เรื่องที่พระองค์ทรงประกาศ เรื่องทางเข้าสู่สวรรค์ เข้าไปหาพระบิดาได้อย่างไร?  ผู้คนก็อยากจะรู้ ก็คิดเหมือนเดิม เหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป เหมือนสมัยที่เรายังไม่เชื่อ พระเยซูบอกว่าประกาศหนทางสู่สวรรค์ คนก็ถามพระเยซูว่า …

            “แล้วเราจะเข้าสู่สวรรค์ เราต้องทำอะไรบ้าง?” เหมือนไหม? “เราต้องทำดีขนาดไหน? เราต้องทำบุญมากขนาดไหน? ถึงจะพ้นจากเวร จากกรรมได้ เราต้องใช้เวรใช้กรรมเท่าไร ถึงจะหมด เราต้องทำดีเยอะขนาดไหน? มากขนาดไหน? ทำอะไรบ้าง? ทำพิธีอะไรบ้างถึงจะได้ไปสวรรค์อย่างที่พระองค์บอก”

            แล้วพระเยซูตรัสว่าอย่างไร?

            เขาถามพระเยซูว่า “เราต้องทำอะไร? พิธีอะไรต่างๆ เยอะแยะเลย ต่างๆ อะไรบ้าง?”

            พระเยซูตอบพวกเขาบอกว่าทำอย่างเดียว เขาบอกว่าต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง เยอะแยะ เพราะต้องการพึ่งตนเอง แต่พระเยซูบอกทำอย่างเดียวพอ  อย่างนั้น คืออะไร?

            “จงวางใจในพระบุตร คือวางใจในเรา จงเชื่อในเรา  อย่างเดียวเท่านั้น และรับการบังเกิดใหม่”

            เห็นไหม หัวใจอยู่ที่บังเกิดใหม่? เป็นอัศจรรย์ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจ เราพึ่งตัวเองไม่ได้ เราทำให้อัศจรรย์เกิดขึ้นกับตัวเราเองไม่ได้  เราทำให้เราเกิดใหม่ไม่ได้  เราสามารถทำได้แค่พึ่งตนเอง กระทำดีๆ สะสมบุญกุศลอะไรต่างๆ ทำดีๆ  เราได้แค่นั้น

            แล้วเราก็จะพยายามถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือถามพระเจ้าว่า … “ทำดีพอหรือยัง? ไม่ดีพอ ต้องทำดีมากเท่าไร? เมื่อไรจะพ้นจากเวรจากกรรมสักที”

            แต่พระเจ้าตอบเราผ่านทางพระเยซูว่า … “ทำอย่างเดียว คือวางใจ เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่เราส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าของวันคริสต์มาส ของขวัญที่เราให้”

            แค่นั่นเอง แล้วเราจะให้เจ้าเกิดใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ พระเยซูได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  วางใจในการกระทำของพระเยซู แล้วบังเกิดใหม่ การบังเกิดใหม่ ก็คือการเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซูคริสต์ และทำได้อย่างไร? แค่เชื่อและวางใจ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เชื่อ วางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำที่ไม้กางเขน  จนกระทั่งเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 เชื่อในพระคัมภีร์ที่บอกว่าเมื่อวางใจในพระองค์แล้ว เราได้รับการบังเกิดใหม่พร้อมพระองค์ เชื่อทั้งๆ ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดว่ามันเกิดใหม่อย่างไร? ถ้าเราคอยให้เราเข้าใจก่อน แล้วเราค่อยเชื่อ เราไม่มีวันเชื่อหรอก เราต้องเชื่อก่อน แล้วความเข้าใจถึงจะค่อยๆ เพิ่มพูนเข้ามาทีละนิดทีละหน่อย

            เพราะฉะนั้น สรุปวันนี้ อยากถามท่านในที่นี้ว่าท่านอยู่ในสถานะไหนตอนนี้ อยู่ในสถานะที่บังเกิดใหม่ เป็นวิญญาณนิรันดร์เหมือนพระเยซูแล้วหรือยัง? หรือยังไม่ใช้สิทธิของท่าน  ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ มันขึ้นอยู่ที่ท่านแล้ว พระเจ้ากระทำสำเร็จเรียบร้อยทุกอย่าง บริบูรณ์แล้ว พระเยซูบอกสำเร็จแล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่าจะสำเร็จหรือไม่? ท่านจะยอมรับความสำเร็จของพระเยซูคริสต์นี้หรือไม่? แค่เชื่อ วางใจในความสำเร็จที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำที่ไม้กางเขนเท่านั้น ทุกสิ่งเหล่านี้ก็เป็นของท่านแล้ว  ท่านจะได้เป็นวิญญาณนิรันดร์ บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม 100% เหมือนพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์พร้อมพระเยซูคริสต์ อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ และจะอยู่ ณ ที่นั่น หรือเรียกว่า ณ ที่นี่ก็ได้ ตลอดชั่วนิจนิรันดร์ เอเมน พระเจ้าอวยพรครับ

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ความรอดในพระเยซูคริสต์ คืออะไร?

            รับโดยวิธีใด?

            ความรอดในพระเยซูคริสต์ หมายถึงการได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หลุดพ้นจากการเป็นคนบาปเป็นศัตรูกับพระเจ้า และได้รับการคืนดีกับพระเจ้า ซึ่งเป็นของขวัญที่ได้รับโดยพระคุณของพระเจ้า และผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์

            เอเฟซัส 2:8-9 … “8 เพราะโดยพระคุณความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้น จากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้”

            ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดีของตัวเองในความรอดของตนได้ พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งเสด็จมาเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากบาป โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์

            1 โครินธ์ 15:3-4 … “3 เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับมานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดให้ท่าน คือพระคริสต์ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ 4 ทรงถูกฝังไว้และในวันที่สาม พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายตามที่พระคัมภีร์ระบุไว้”

            การเชื่อในพระเยซู หมายถึงการยอมรับความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้า ผู้ทรงมีอำนาจในการให้อภัยบาปและประทานชีวิตนิรันดร์ และความรอดนี้ไม่สามารถได้มาจากการกระทำ หรือความพยายามของมนุษย์ แต่เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน ที่เชื่อในพระเยซู

            กาลาเทีย 2:16 … “ไม่มีใครถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมได้ โดยการถือรักษาบทบัญญัติ แต่เป็นได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ฉะนั้น เราเองจึงเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์  ไม่ใช่โดยการทำตามบทบัญญัติ เพราะว่าไม่มีใครถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมได้โดยการทำตามบทบัญญัติเลย”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1552

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  14  ธันวาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 9

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี บทที่ 2 ทวนรอบที่แล้วนิดหนึ่ง ในข้อที่ 29 บทที่ 1 …

        โคโลสี 1:29 “เพื่อจุดหมายนี้  ข้าพเจ้าจึงบากบั่นฝ่าฟันด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งสิ้นของพระองค์  ซึ่งกำลังทำกิจอย่างเข้มแข็งในข้าพเจ้า”

            จุดหมายที่อาจารย์เปาโลพูดถึง ก็คือการที่ได้ประกาศข่าวดีให้ชนต่างชาติได้รับรู้ความจริงว่าสติปัญญาทั้งสิ้น พระเจ้าได้ให้กับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว และพระเยซูคริสต์ผู้ดีพร้อม ชอบธรรม สะอาดบริสุทธิ์ หมดจด อยู่ในเรา

            วันนี้เรามาต่อบทที่ 2 ข้อที่ 1 บอกว่า …

        โคโลสี 2:1 “ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่าข้าพเจ้ากำลังต่อสู้ดิ้นรนขนาดไหน  เพื่อท่าน เพื่อพวกพี่น้องที่เมืองเลาดีเซีย  และเพื่อคนทั้งปวงที่ยังไม่เคยพบหน้าข้าพเจ้าเลย”

            เราเห็นภาพที่อาจารย์เปาโลพูดถึง คือจริงๆ อาจารย์เปาโลยังไม่เคยเห็นพี่น้องในคริสตจักรโคโลสีเลย แต่ได้ยินข่าวจากคนที่ได้ไปก่อตั้งคริสตจักรนี้ แล้วพี่น้องคริสตจักรนี้ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ  เขาได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และตั้งมั่นคงอยู่ในพระเจ้า มีความรักในพระเจ้า ฟังแค่นี้ ก็ชื่นใจแล้ว อาจารย์เปาโลก็มีความสุขมาก  จดหมายนี้อาจารย์เปาโลส่งไป เพื่อให้เขารับรู้ว่า ณ เวลานี้อาจารย์เปาโลต้องต่อสู้ดิ้นรนขนาดไหน? ต่อสู้ถึงขนาดว่าอาจจะถูกฆ่าได้ทุกวัน หมายความว่ามีโอกาสที่จะถูกฆ่าได้ทุกวัน เพราะการประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ ซึ่งคนที่จะฆ่าอาจารย์เปาโลกลุ่มแรก คือชาวยิว ชาวยิวที่มั่นอกมั่นใจในการถือครอง ยึดครองพระเจ้าของเขาว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าส่วนตัวของเขาเลย คนอื่นห้ามมายุ่ง คนต่างชาติห้ามมาเข้าใกล้พระเจ้า หรือมามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา มันเป็นไปไม่ได้

            เมื่อเป็นอย่างนั้นปุ๊บ อาจารย์เปาโลถูกเลือกมาประกาศกับคนต่างชาติ พอประกาศปุ๊บ ชาวยิวก็เดือดเนื้อร้อนใจ  ก็พยายามที่จะไล่ล่าฆ่าอาจารย์เปาโลทุกโอกาสที่มี บางครั้งก็ไปสุมหัวกัน วางแผนว่าจะดักซุ่มฆ่าอาจารย์เปาโลให้ได้ ถ้าฆ่าอาจารย์เปาโลไม่ได้ พวกเขาจะไม่กินข้าว อะไรประมาณนี้ คือมีความตั้งใจมากเลยว่าอาจารย์เปาโลเป็นตัวการที่ทำให้เขามัวหมอง  ทำให้พระเจ้าของเขาถูกแบ่งปันไปให้คนอื่น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าทรงเตรียมแผนการนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว  แล้วอาจารย์เปาโลโดนหนัก เพราะว่าเป็นภาชนะที่ถูกเลือกมา เพื่อให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ

        โคโลสี 2:2 “จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้า  ก็คือให้กำลังใจพวกเขา ให้พวกเขาประสานรวมกันด้วยความรัก และด้วยความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยม  ซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่แท้จริง   เพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์”

            พวกเขา คือคนต่างชาติทั้งหลาย จะได้ประสานรวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความรัก ความเป็นจริง คือไม่ว่าเป็นใครก็ตาม คนยิวหรือคนต่างชาติ เมื่อเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ ในวิญญาณของเขาถูกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยไปแล้ว  หนึ่งเดียวกันได้อย่างไร? ตามที่ในพระคัมภีร์บอก คือทันทีที่ใครก็ตามเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาได้บัพติศมาเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค ก็คือพระเจ้าผ่าตัดวิญญาณ เอาวิญญาณเก่าของเขาไปตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝัง แล้วเป็นขึ้นมา คือเป็นวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าเลย วิญญาณนิรันดร์ เป็นวิญญาณที่เทียบเท่ากับพระเยซูคริสต์เลย

            ฉะนั้น วิญญาณนี้ เป็นวิญญาณแห่งความรัก ที่ผู้เชื่อไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้รัก แต่โดยอัตโนมัติในโลกวิญญาณ เมื่อบังเกิดใหม่ปุ๊บ วิญญาณแห่งความรักมันเกิดขึ้นทันที ความรักในพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ก็คือในพระเยซูคริสต์ มันเกิดขึ้นทันที แต่ว่าในภาคปฏิบัติ ที่พี่น้องเหล่านี้ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ค่อยๆ ฝึกฝนความรักที่มีอยู่ข้างในให้สำแดงออกไปแค่นั้นเอง ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าเขาเข้าใจถึงความจริงนี้ พี่น้องเหล่านี้ ก็จะมีความสามารถที่จะเชื่อมั่นในพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเขา ได้อย่างเต็มเปี่ยม แล้วก็รับรู้ พอรับรู้ความจริงมากขึ้นทุกวันๆ เขาก็จะรับรู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้า

            ความล้ำลึกของพระเจ้า ที่พระองค์ปิดซ่อนไว้ ก็คือในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าส่งมาให้กับมนุษยชาติ  แล้วความล้ำลึกนี้ เมื่อคราวที่แล้วเราคุยกันแล้ว ก็คืออยู่ในโคโลสี 1:27 ที่บอกว่าพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ ก็คือความล้ำลึกที่สุดยอดที่สุด ที่พระเจ้าวางแผนไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อพระเจ้าส่งพระบุตรลงมา ก็คือพระมาซีฮาห์มา มนุษยชาติไม่ต้องคอยชะเง้อว่าเมื่อไรจะได้เจอพระเจ้า

            ทุกวันนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่าเราอยากเจอพระเจ้า เราจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้เจอพระเจ้า  ทำอย่างไรถึงจะได้ติดสนิทกับพระเจ้า เราต้องอธิษฐานเยอะๆ ใช่ไหม? เราต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ ใช่ไหม? เราต้องทำโน่นทำนี่ ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าเยอะๆ ใช่ไหม?  เราจึงจะสามารถติดสนิทกับพระเจ้าได้ สิ่งที่พูดมา ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด และก็ไม่ดีนะ มันเป็นสิ่งดีหมด แต่ว่าท่าทีของการกระทำ หรือการปฏิบัติเหล่านี้ออกมา มันต้องอยู่ในท่าทีและพื้นฐานแห่งความจริง ที่เรารับรู้ว่าเราไม่ต้องพยายามที่จะติดสนิทกับพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว  เพราะว่า ณ เวลานี้ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว มันสนิทจนไม่รู้จะสนิทขนาดไหนแล้ว  ตามถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคอยู่ในเราแล้ว  เราไม่ต้องพยายาม เพื่อทำให้เราได้อยู่กับพระเจ้า เพราะเราได้อยู่แล้ว

            แต่พอเราได้อยู่แล้ว หลังจากนั้น วิธีปฏิบัติ วิธีที่เราจะตอบสนองกับการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ที่เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันของเรา ก็คืออนุญาตให้พระเจ้าประกอบกิจอยู่ในเรา นึกออกไหม? เหมือนข้อสุดท้าย บทที่ 1 อาจารย์เปาโลบอกว่าพระเจ้าทรงประกอบกิจอยู่ในท่าน ก็คืออนุญาตให้พระเจ้าทำงานเต็มที่ จริงๆ แล้วพระเจ้าจะบีบคอเราก็ได้  เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะว่าพระเจ้าได้ซื้อชีวิตของพวกเราทุกคนเรียบร้อยไปแล้ว ด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ ก็คือมาแลกกัน ชีวิตแลกด้วยชีวิต พระเยซูยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อทำให้เราสามารถมีชีวิตใหม่ได้ คือสิทธิ์ขาดอยู่ที่พระเจ้าผู้เดียวเลย ตอนนี้ พระเจ้าซื้อเราแล้ว ซื้อเรามาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า ด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเจ้าซื้อเราแล้ว เราก็ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตัวเราเอง เหมือนกับเราถูกขายไปเรียบร้อยแล้ว

            แล้วผู้ที่ซื้อเรา สามารถที่จะทำอะไรกับเราก็ได้  ถ้าเรานึกถึงภาพสมัยก่อนในประเทศไทยเรา  สมัยก่อน ร.5 มีทาส เวลาเขาซื้อทาสมา ทาสไม่มีอำนาจในตัวเองเลย คนที่ซื้อเขามาเป็นเจ้าของเต็มที่เลย จะทำอะไรกับทาสก็ได้ จะเฆี่ยน จะตี จะฆ่าได้หมดเลย เพราะว่าสิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้านาย ฉะนั้น พระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าได้ซื้อเรามา แต่พระเจ้าไม่ได้ซื้อเรามาเป็นทาส  ซื้อชีวิตของเรา เพื่อที่จะเป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก ดังแก้วตาดวงใจ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกัน

            เมื่อพระเจ้าซื้อเรามาเป็นลูกปุ๊บ ซื้อชีวิตของเรา ไถ่ชีวิตของเรา แล้วก็ให้เรามีสิทธิอำนาจเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือมาเป็นลูก เมื่อมาเป็นลูกพระเจ้าก็ให้อิสรภาพกับผู้เชื่อทั้งหลายว่าเขาสามารถที่จะตัดสินใจ ด้วยตัวของเขาเองว่าเขาจะยอมทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าไหม? หรือเขาจะดำเนินชีวิตอยู่ในความเคยชินเดิมๆ  ผู้เชื่อยังสามารถทำได้อยู่ ถ้าเรารับรู้ความจริงได้มากเท่าไร? เราก็จะเริ่มเอียงข้างมาที่ฝั่งของพระเจ้ามากขึ้น เราจะยอมให้พระเจ้าได้คล่องขึ้น แต่ถ้าเราไม่ยอม พระเจ้าก็ไม่ฝืน พระเจ้าก็ไม่บังคับเราด้วย พระเจ้าบอกโอเค ไม่ยอมใช่ไหม? อยากจะทำอย่างนี้ใช่ไหม? ก็เอเมน พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งเอเมน ก็คือตามนั้น

            ตามนั้น แล้วเป็นอย่างไร? พอตามนั้นปุ๊บ เราก็จะเก็บเกี่ยวผล ผู้เชื่อทุกคนต้องเก็บเกี่ยวผลแห่งการกระทำของเรา ก็คือผลที่เราตัดสินใจทำลงไป ตัดสินใจถูก ตัดสินใจผิด ก็จะได้รับผลเหมือนกัน ตัดสินใจถูก ผลอันแรกที่เราได้รับ อย่างที่เราคุยกัน สันติสุขมันเกิดขึ้นในใจทันที นั่นคือพระพร ตัดสินใจผิดปุ๊บ ความทุกข์ทั้งจิตใจและร่างกาย  มันก็เกิดขึ้นเหมือนกัน  ทำไมเราถึงทุกข์ เราเป็นคริสเตียน เมื่อก่อนเราไม่เชื่อพระเจ้า เราทำอะไรผิด เราไม่ได้รู้สึกอะไร? เราไม่รู้สึกผิด เป็นไหม? เฉยๆ ผิดตรงไหน? วันนี้ไปโกรธเขา …

            “ผิดตรงไหน? ก็เขาทำให้เราโกรธ เขานิสัยไม่ดี เขายั่วฉัน ฉันก็เลยโกรธ โกรธไม่พอ ฉันด่าเขาไปด้วย แล้วฉันก็ไม่รู้สึกผิด ฉันชอบธรรมนะ เพราะว่าเขาเป็นคนเริ่มก่อน”

            สมัยก่อนนะ ก่อนที่จะมาเชื่อพระเจ้า แต่หลังจากที่เรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ทำพฤติกรรมเดียวกันเลย ข้างในรู้สึกเราไม่น่าทำเลย มันเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เรารู้สึก เรามีสิทธิ์ไหม? มีสิทธิ์ เพราะว่าเขามาเริ่มต้นก่อน แต่ข้างในวิญญาณเราเป็นเหมือนพระเจ้า  และพระเจ้าเป็นความรัก พอเป็นความรักปุ๊บ เราทำอะไรที่มันหลุดจากความรักปุ๊บ เรารู้สึก เราไม่น่าทำเลย ทำไมเราควบคุมตัวเองไม่ได้  พระเจ้าช่วยลูกด้วย อะไรอย่างนี้ มันจะเกิดสงคราม สงครามนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปสู้กับมารซาตานนะ มารซาตานเราไม่ต้องไปสู้กับมัน มันหมดฤทธิ์ไปแล้ว  มันไม่มีอำนาจเหนือเราเลย ปล่อยมันไป แต่การสู้ คือสู้กับตัวเราเอง  สู้กับความรู้สึก ความคิดของเราเอง ที่เราจะยอมให้พระเจ้าใช้ หรือยอมให้ระบบโลกนี้ใช้เรา ให้อวัยวะร่างกายของเรา เดินตามระบบของโลกนี้ ที่มันเสี้ยม เขาเรียกว่าทั้งเสี้ยม ทั้งสอน ทั้งพยายามยื้อยุด ฉุดกระชากให้เราไปทำตามมัน กับเราบอกไม่ยอม  แล้วถ้าเราไม่ยอม เรามีอำนาจไหม? ตอนนี้นะ ก่อนเชื่อพระเจ้าไม่มีอำนาจ เราอยู่ในเงื้อมมือของระบบโลกนี้ หรือเงื้อมือของซาตานที่มันควบคุมอยู่ เขาจะบีบเราก็ตาย เขาจะคลายเราก็รอด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ สถานการณ์มันเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยน ตรงที่เมื่อก่อนเราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย แต่ตอนนี้เราอยู่ภายใต้กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์แล้ว แล้วเรามีวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว เรามีสิทธิอำนาจเต็มพิกัดเลย ในการที่จะไม่ยอมมัน ระบบโลกนี้มาเลย ส่งมา เรายืนกรานว่า …

            “ตอนนี้ฉันมีอำนาจ ฉันไม่ยอมแก แกอย่ามาหลอกฉัน ให้ฉันด่าเขาหรือ? คนมาเหยียบขา ด่าเลยๆ ไม่อย่างนั้น ก็เหยียบกลับเลย ไม่ได้สิ แค้นนี้ต้องชำระ” อะไรประมาณนั้น

            ไม่เอา เรื่องอะไร เราไม่ยอมทำตาม  ไม่เป็นไร เขาไม่ได้ตั้งใจ หรือจงใจ แบบมาเจอหน้าเราปุ๊บ เหยียบเลย อย่างนี้มันไม่ใช่ คือบังเอิญเขาเผลอมาเหยียบโดนเรา ก็ไม่เป็นไร? เขาขอโทษแล้ว ก็จบ มันจบ ที่เรา เหมือนกับอาจารย์เปาโลบอกว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบกับคนทั้งปวง ขึ้นอยู่กับเรา หมายความว่าเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก หรือจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เราทำได้หมด แล้วพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา พระองค์ก็ให้อำนาจเราตรงนั้น แต่ถ้าเราทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ คนที่ลำบาก คือใคร? คือเรานั่นแหละ แทนที่มันจะจบๆ ไป ไม่จบ ลากยาวไปเรื่อยๆ อะไรอย่างนี้

            เราขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงให้เรามีกำลังมากพอ ฉะนั้น ความล้ำลึกตรงนี้ที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติ หรือให้กับพวกเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ก็คือให้เรามีโอกาสได้เข้ามารับรู้ความจริงของพระเจ้า แล้วรับรู้ว่า ณ เวลานี้ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยไปแล้ว พระเยซูเป็นอย่างไร? เราเป็นอย่างนั้น พระเยซูได้อะไร เราได้อย่างนั้น  พระเยซูทำอะไร เราทำด้วย  เราทำอะไร พระเจ้าก็ทำด้วย

            พอบอกเราทำอะไร? พระเจ้าทำด้วย สมัยก่อน เราก็ถูกสอนมาว่าเราเป็นคริสเตียน เราเป็นผู้เชื่อ เราต้องทำสิ่งที่ดี ถูกต้อง คิดดี ทำดี เราเป็นคริสเตียนแล้ว ถ้าเราทำสิ่งที่ชั่ว พระเจ้าก็จะไม่อยู่กับเรา เพราะพระเจ้าบริสุทธิ์ สะอาดหมดจด พระเจ้าอยู่กับความชั่วร้ายไม่ได้ เราก็หลงเชื่อ เราก็ทุกข์ วันนี้ทำผิดไป พระเจ้า พระองค์ยังอยู่ไหม?  เราก็เกิดความสงสัย พระองค์ยังอยู่ไหม? อะไรอย่างนี้ แต่ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า บอกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ทำดีหรือทำชั่ว พระคริสต์ยังคงสถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่ไปไหน? ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าบอกว่าพระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเราให้เป็นลูกกำพร้า พระองค์จะอยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะดีหรือชั่ว ไม่ว่าตอนนี้เราคิดวางแผนการร้ายว่า …

            “ฉันหมั่นไส้คนนี้มาก เดี๋ยวฉันจะไปหลบอยู่หลังประตู เอาไม้หน้าสาม โผล่มา ฉันฟาดเลย”

            พี่น้องว่าพระเจ้ายังอยู่กับเราไหม? อยู่นะ กล้าพูดไหม? พระเจ้าอยู่กับเรานะ แต่ถ้าเราทำปุ๊บ สิ่งแรกที่เราเก็บเกี่ยวผล ก็คือทุกข์ ฟาดลงไปปุ๊บ มันเจ็บกระดองใจ  ทำไปได้อย่างไร? เราไม่ควรเลย ไม่น่าเลย เราก็รู้สึกว่ามันไม่ควรจริงๆ รับผลไปแล้วนะ ทุกข์แล้วนะ ทุกข์แล้วทำอย่างไร? พอไปตีหัวเขา เผลอ เป็นอารมณ์ชั่ววูบ โกรธไปนิดเดียว เราก็ต้องไปพยายามทำตัวเองให้เขายกโทษให้เรานั่นแหละ ไปขอโทษขอโพยอะไร ก็ว่าไป เราเก็บเกี่ยวผลจริงๆ  แต่ว่าพระเจ้ายังคงอยู่ในเรา หรือแม้แต่ผู้เชื่อที่อารมณ์ฉุนเฉียว เอามีดไปแทงคนตาย ตอนที่เราเอามีดเสียบพุงเขาไป พระเจ้าอยู่ด้วยไหม? อยู่ด้วย พระเจ้าไม่หนีไปไหน? ก็ยังคงอยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์เตือนเราแล้ว แต่ไม่ทัน คืออารมณ์เราไวกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราเตือนเรา พอเราเสียบพุงเขาปุ๊บ ถ้าเขาตาย เก็บเกี่ยวผล ก็ไปติดคุกตามระเบียบ  แม้ว่าท่านเป็นผู้เชื่อแล้วก็ตาม ท่านก็จะต้องเก็บเกี่ยวผลตรงนั้นแหละ อย่าคิดว่าพอเราเชื่อพระเจ้า หรือพระเจ้ารักเราดังแก้วตาดวงใจ รักขนาดที่ยอมสละพระชนม์ชีพของพระองค์ มาตายเพื่อเราบนไม้กางเขน ทีนี้เราอยากทำอะไรก็ได้

            ผู้เชื่อทั้งหลายเอ๋ย ท่านทำอะไร ก็จะไม่ได้รับโทษใดๆ เลย มันไม่ใช่นะ เราจะไม่ได้รับโทษใดๆ เฉพาะในวิญญาณเราเท่านั้น วิญญาณเราตอนนี้สะอาด บริสุทธิ์หมดจดเหมือนพระเจ้า แล้ววิญญาณไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตอนนี้เก็บเกี่ยวผล คือผลในร่างกายของเรา ที่อยู่บนโลกใบนี้ เราต้องเก็บเกี่ยวผล หรือถ้าเราไม่ระวัง รักษาสุขภาพของเรา ใช้ชีวิตแบบตามมีตามเกิด ตามใจปาก เราก็เก็บเกี่ยวผลเหมือนกัน ถ้าเราไม่ระมัดระวังในเรื่องการกิน การนอน

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการนอน ยุคนี้ เตือนเด็กๆ ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเท่าไรหรอก ผู้ใหญ่พอถึงเวลาเราง่วง เราอยากนอนแล้ว  2 ทุ่ม 3 ทุ่มเราง่วงแล้ว ใครจะมาคุยอะไร เลิกคุยแล้ว เราปิดโทรศัพท์ ปิดไอแพค เราตีตั๋วนอน แต่เด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่เป็นอย่างนั้น เด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่ถึงตี 2 ไม่นอน ไม่รู้กดอะไร กดๆๆๆๆ ตลอดเวลา ดูเหมือนยุ่งไปหมดเลย ซึ่งระยะสั้น อาจจะดูเหมือนไม่มีผลอะไร? แต่ระยะยาว ขอเตือนลูกหลานของเรา เจ้าจะเก็บเกี่ยวผล ผลตรงนี้ จริงๆ ธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมนุษย์มา พระเจ้าให้เวลากลางวันที่จะทำงาน ท่านอยากจะทำอะไร ท่านทำไปเถอะ เวลากลางวัน ทำโน่นทำนี่ จะอ่าน จะดูหนัง ฟังเพลง เชิญตามสบาย แต่ถึงเวลานอน ควรนอน เพราะว่าระบบร่างกายเรา มีฮอร์โมนที่สร้างความเจริญเติบโตในร่างกายของพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม … 4 ทุ่มนี่ก็ลากยาวเกินแล้ว เด็กสมัยก่อน 2 ทุ่ม พ่อแม่ก็พานอนแล้ว ฮอร์โมนหลั่ง เจริญเติบโต แบบสมองได้รับการบำรุงเลี้ยง ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ร่างกายก็สดชื่น สมองก็ได้พัฒนา

            ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ เราจะเห็นว่าโรคเยอะนะ นั่นคือผลที่เขาจะต้องเก็บเกี่ยว เดี๋ยวเป็นโรคโน่น เป็นโรคนี่ สมัยรุ่นดิฉัน 70 กว่าแล้ว ไม่ค่อยได้ยินว่าเด็กเป็นโรคโน่นโรคนี่ เพราะว่าเด็กในยุคของเราถึงเวลาพ่อแม่พานอน แล้วก็ให้ออกไปเล่น เล่นดินเล่นทราย เล่นอะไรก็ได้ คือได้อากาศบริสุทธิ์ ได้ออกกำลังกาย ได้วิ่ง ได้อะไร? เด็กรุ่นนั้นจะแข็งแรง เด็กรุ่นใหม่ อยู่แต่ในห้องแอร์ ออกห้องแอร์ เหงื่อโชกเลย ไม่ไหวๆ เข้าห้องแอร์ดีกว่า คือไม่ค่อยออกไปเผชิญกับอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก จับเจ่า คลุกอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไหวไปไหน อยู่หน้าจอแบบ 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง นั่งได้ อันนั้นแหละ อันตราย เพราะว่าผลระยะยาว ลูกหลานของเราก็จะเก็บเกี่ยวผล ซึ่งพ่อแม่สอนไหม? เชื่อว่าพ่อแม่สอนนะ  ทั้งบอก ทั้งเตือน ทั้งอะไร ทุกรูปแบบเลย ฟังไหม? ไม่ฟัง ถ้าไม่ฟัง ก็ไม่เป็นไร เราทำส่วนของเราแล้ว ถ้าเขาไม่ฟัง โตขึ้น หรือสักพักหนึ่ง เก็บเกี่ยวผล แล้วก็จะรู้

            นี่เป็นเรื่องจริงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งต่อให้เราเชื่อวางใจในพระเจ้า ระบบบนโลกนี้ ที่พระเจ้าวางไว้ พระองค์วางไว้อย่างชัดเจนมาก ตรงที่ว่าถ้าเราทำส่วนของเราควรทำ เราก็จะเก็บเกี่ยวผลดี สุขภาพเราก็จะแข็งแรง  สภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ วิญญาณ เราก็สดชื่น คือเราจะมีทั้งไอคิว อีคิว ดีไปหมดเลย ยุคนี้มันยาก แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า ตรงที่ว่าเราเป็นผู้เชื่อ เราเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว  เราก็อธิษฐานเผื่อลูกหลานของเรา  สอนไปเถอะ เขาฟังหรือไม่ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เป็นไร เราทำหน้าที่ส่วนของเรา เหมือนกับผู้รับใช้ของพระเจ้า ก็สอนถ้อยคำของพระองค์ พูดถึงความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ท่านจะฟัง ไม่ฟัง เชื่อฟัง ไม่เชื่อฟัง ก็ไม่เป็นไร  ถ้าเรื่องของโลกวิญญาณ คือยังไง ท่านก็รอด  แล้วพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีไว้ในชีวิตของเรา พระองค์ก็จะนำพาเรา พี่น้องไม่ต้องกลัวว่าถ้าเราเป็นเด็กดื้อ หรือเรากบฏกับพระเจ้าตลอดเวลา ถึงวันสุดท้าย วิญญาณเราออกจากร่าง พระเจ้าจับวิญญาณเราโยนทิ้งไป ไม่มี  พี่น้องต้องจำตรงนี้เอาไว้ ถึงวันนั้น เมื่อวิญญาณเราออกจากร่าง เราก็ได้ไปพบพระเจ้าหน้าต่อหน้า ตามพระสัญญา แต่ว่าบนโลกนี้ ท่านเก็บเกี่ยวแน่นอน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทุกข์อะไรก็แล้วแต่ ถ้าท่านไม่ทำตามระบบที่พระเจ้าวางไว้ นี่คือผลที่มันจะเกิดขึ้น  เฉพาะบนโลกนี้เท่านั้น

        โคโลสี 2:3 “ซึ่งคลังสติปัญญาและความรู้ทั้งมวลซ่อนอยู่ในพระองค์”

            ก็คือซ่อนอยู่ในพระคริสต์

        โคโลสี 2:4 “ข้าพเจ้าบอกอย่างนี้ เพื่อไม่ให้ใครมาล่อลวงท่าน ด้วยถ้อยคำที่ฟังน่าเชื่อถือ”

            การล่อลวงผู้เชื่อ ด้วยถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ เหมือนกับในยุคของอาจารย์เปาโล ก็จะมีคนมาสอนว่าควรจะปฏิบัติแบบนี้ ควรจะทำแบบนี้ เชื่อพระเจ้าอย่างเดียวไม่พอหรอก  แค่เชื่อ ไม่รอดหรอก เธอต้องมาทำโน่นทำนี่ทำนั่น เยอะแยะมากมาย อาจารย์เปาโลบอกอย่าไปเชื่อคำหว่านล้อมทุกอย่าง ที่เขาส่งมา ซึ่งมันไม่ตรงตามความเป็นจริง ตามถ้อยคำของพระเจ้า

            ถ้าพูดอย่างนี้ แปลว่าคริสเตียนไม่ต้องทำความดีใช่ไหม? พี่น้องอาจจะสงสัย สอนอยู่อย่างนี้ ให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้เชื่อว่าพระเจ้าได้ทำสำเร็จแล้ว  อย่างนี้ ผู้เชื่อก็ไม่ต้องทำดีใช่ไหม? มันไม่มีทางอยู่แล้ว ที่เราผู้ซึ่งได้กลับใจใหม่ ผู้ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงสถิตอยู่ในเรา เราจะไม่ทำความดี มันทำอยู่แล้ว แต่ว่าการทำดีตรงนี้ มันส่งผลมาจากข้างในวิญญาณเรา ที่มันดีแล้ว และจะส่งผลแห่งความดีออกมา ให้ผู้คนรอบข้างได้สามารถสัมผัสจับต้องได้  เหมือนกับที่พระเจ้าบอก ต้นไม้ดี จะได้ผลดี ต้นไม้เลว ก็จะได้ผลเลว  ต้นไม้ดีจะเกิดเป็นผลเลวไม่ได้

            นี่คือสิ่งที่พระเยซูบอก ถ้าพื้นฐานข้างในเราดี คือวิญญาณเราดีแล้ว วิญญาณเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว  สะอาด บริสุทธิ์แล้ว ผลดี มันจะออกมาในเวลาที่เหมาะสม มันต้องออกมาแน่ๆ เพียงแต่ว่าจะออกช้าออกเร็วไม่เป็นไร ออกช้าออกเร็ว หรือบางทีออกแบบนิดเดียว  นิดเดียว พระเจ้าก็โอเคกับเรานะ เพราะว่าพระองค์เอง เป็นผู้กระทำการงาน ในวิญญาณของเรา มันไม่ใช่ความสามารถอะไรของเราเลย แต่ผู้เชื่อก็จะพลาดตรงท่าทีที่ว่าเราพยายามทำความดี เพื่อเราจะได้รับความรอด จากพระเจ้า อันนั้นต่างกันแล้วนะ  ความรอดเราได้แล้ว

            แล้วส่งผล คือเราทำดีตามธรรมชาติใหม่ของเรา กับเราพยายามทำดี เพื่อว่าเราจะได้ความรอด หรือเผื่อเราจะได้เกาะไปสวรรค์กับเขาบ้าง อันนั้นไม่ใช่แล้วล่ะ  ถ้าความคิดตรงนี้ถูกส่งมา พี่น้องต้องเปลี่ยนความคิด  ให้รับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ เราได้รับความรอดแล้ว พระเยซูทำให้เราเรียบร้อยแล้ว  เราอยู่ที่สวรรคสถานกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณ  และต่อจากนั้น ก็ให้ผลของความดีงามที่พระองค์บอกให้เราแล้ว  คือเกิดมาเป็นความดีงาม เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม  เกิดมาเป็นเหมือนพระเจ้าเลย  ให้ผลนี้ได้ถูกส่งออกไป เป็นธรรมชาติ

            ต้นมะม่วง ถึงเวลามันก็จะออกลูกมะม่วง ต้นมะม่วงจะไปออกลูกส้มไม่ได้ นึกออกไหม? มันไม่ได้ ถึงฤดูกาลของมัน มันจะออกมาเอง โดยอัตโนมัติ เพราะพระเจ้าที่อยู่ในเราจะเป็นผู้ผลักดัน กระทำให้ผลแห่งความดีงามของพระเจ้า ส่งออกมาผ่านทางชีวิตของพวกเรา ฉะนั้น หลายคนบอกว่าให้เราติดสนิทกับพระเจ้า เมื่อก่อนเราชอบนะ ให้ติดสนิทกับพระเจ้านะ วิธีติดสนิทกับพระเจ้าต้องทำอย่างไร? อาจารย์ก็จะสอน วิธีติดสนิทกับพระเจ้า ก็ต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ  อธิษฐานเยอะๆ ไปรับใช้พระเจ้าเยอะๆ ไปประกาศเยอะๆ แล้วพระเจ้าก็จะโปรดปรานเรา  พระองค์ก็จะสนิทกับเรา จริงไหม? ไม่จริง การทำดีเยอะๆ เป็นผลของความรอด ที่เราได้รับผ่านทางพระเยซูคริสต์แล้ว

            การที่เราอธิษฐาน เป็นผลจากข้างในวิญญาณมันดัน  ทำให้เราอยากจะอธิษฐาน จากข้างในวิญญาณ ไม่ใช่อธิษฐาน เพราะคนเขามาบอกเราว่าอธิษฐานเยอะๆ นะ เราจะได้ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่ใช่ เราติดแล้ว สนิทแล้ว ยิ่งกว่าสนิทอีก แนบเป็นกระดาษแผ่นเดียวกันเลย สนิทสนมกับพระเจ้ามาก ฉะนั้น อย่าให้ใครหลอกเรา เพราะว่าตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นเส้นยาแดงผ่าล้านเลย มันนิดเดียวเอง มันบังเรา แล้วพอเราดำเนินชีวิตกับพระเจ้านานๆ เราก็เริ่มว่าเราต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เพื่อว่าพระเจ้าจะได้รักเรา

            ถามว่าตอนนี้พระเจ้ารักเราแล้วหรือยัง? รักแล้ว รักมากด้วย รักดังแก้วตาดวงใจ ถามว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยหรือยัง?  เป็นแล้ว ไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นลูกพระเจ้า นึกภาพออกไหม? พยายามทำเพื่อพระเจ้าจะยอมรับเรา ไม่ต้อง เพราะพระเจ้ายอมรับเราแล้ว

            คิมเป็นลูกของพ่อแม่ คิมต้องพยายามทำอะไรไหม? เพื่อพิสูจน์ว่า …

            “หนูเป็นลูกของพ่อของแม่นะ” ไม่ต้อง

            ตื่นเช้าขึ้นมา เรารู้อยู่แล้ว ฉันเป็นลูกของพ่อของแม่  ฉันทำอะไรก็ได้ พ่อแม่ก็ยังรักฉันเหมือนเดิม จริงไหม? จริง

            เราต้องมีความรู้สึกแบบนี้ นี่คือตัวตนจริงๆ ความจริงในโลกวิญญาณ ให้เรารับรู้ว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจแล้ว เราไม่ต้องพยายามตื่นขึ้นมา หาของทำสักหน่อย เพื่อให้พระเจ้ารักเรามากขึ้น ไม่ต้อง พระเจ้ารักเราจนที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเยอะกว่านี้แล้ว จะไปบีบให้รักมากกว่านี้มันไม่ได้ รักขนาดชดใช้ชีวิตให้กับเรา ฉะนั้น ให้เราอยู่ แล้วมีความสุข

            พระเยซูคริสต์บอกว่า … “ถ้าท่านรู้ความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท เป็นอิสระ”

            ถ้าท่านไม่รู้ความจริง ท่านก็จะถูกหลอกไปเรื่อยๆ  ท่านก็จะเกรงใจพระเจ้ามาก มีลูกบ้านไหนเกรงใจพ่อแม่ ของในตู้เย็นเราเกรงใจมาก เราไม่กล้าหยิบกินเลย มีไหม? ไม่มี แต่ถ้าเราไปบ้านอื่น เราเกรงใจไหม? เกรงใจ บ้านคนอื่น อยู่ดีๆ เราเดินเข้าไปเปิดตู้เย็น เอาของเขามากินเฉยเลย  ทำได้ไหม? ทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นบ้านเรา เรารู้อยู่แล้ว ของในตู้เย็นทั้งหมด พ่อแม่เก็บไว้ให้เรา ซื้อมาทิ้งไว้ให้เรา อยากกินอะไร เปิดตู้เย็น แล้วบอก …

            “พ่อกินอันนี้นะ”

            พ่อบอก “โอเค กินไปเลย”

            หรือบางครั้งไม่ได้บอกด้วยซ้ำไป พ่อแม่ก็จะบอก “ลูกเอ๋ย พ่อซื้อโน่นนี่นั่น  เก็บไว้ในตู้เย็น ลูกอยากกินอะไร ลูกเปิดกินไปเลย”

            ภาพเดียวกัน เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราไม่ต้องเกรงใจพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้ารักเรามาก  เราทำชีวิตของเราปกติสุขก่อน ตื่นขึ้นมา ก็รับรู้ว่า …

            “ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นลูกของพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นความรักเหมือนพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจ  ขอบคุณพระเจ้าที่ตอนนี้พระเจ้าอยู่ในฉัน ติดสนิทในฉัน  ฉันไม่ต้องทำอะไร เพื่อให้สนิทกับพระเจ้ามากกว่านี้”

            แต่หลังจากนี้ พระเจ้าจะใช้ใคร อันนี้มันจะต่างกันแล้วนะ ถ้าพระเจ้าต้องการที่จะใช้ใครก็ได้พี่น้อง ที่จะทำงานให้กับพระองค์ พระเจ้าจะทำงานในใจของเรา ทำให้เราเกิดความปรารถนาอยากจะทำ พออยากทำปุ๊บ มันออกมาจากใจ อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าท่านทำอะไร ไม่ได้ออกมาจากใจ ท่านก็ทำบาป ตกใจไหม? อะไรก็ตามที่ท่านทำ โดยไม่ได้ออกมาจากใจ ท่านก็ทำบาป  ถ้าออกมาจากใจ ก็คือทำตามพระเจ้า แต่ถ้าไม่ได้ออกมาจากใจ ก็คือทำตามเนื้อหนัง ทำตามโลกนี้ส่งมา  ทำตามที่โลกนี้บอกเธอควรจะทำแบบนี้นะ เราก็ควรจะทำใช่ไหม? โอเคทำไป อันนั้น อาจารย์เปาโลบอก คือความบาป

            ฉะนั้น คริสเตียนเราผู้เชื่อ เราไม่ต้องกลัวว่าเราไม่เห็นทำอะไรให้พระเจ้าเลย ไม่เห็นทำอะไรให้โบสถ์เลย อยู่เฉยๆ มีพี่น้องบางคน อัศจรรย์กว่านั้น ก็คืออย่างวันคริสต์มาส ก็มีพี่น้องเขามาถวายโน่นนี่นั่น ใช่ไหม? บางคนก็มาถวายทรัพย์ อย่างวันนี้เรามีถวายทรัพย์ 2 รอบ เพื่อเปิดโอกาสให้กับพี่น้องที่ยังไม่ได้ถวาย แต่อยากถวาย  ก็ให้ถวายมา บางคนมีกำลังพอ เขาก็ถวายเป็นเงินก้อน เท่าที่จะถวายได้ บางทีเด็กๆ อยากจะถวาย แต่มีเงิน 1 บาท 2 บาท 5 บาท  เขาก็สามารถมีส่วนร่วมในการถวายให้กับพระเจ้า เฉลิมฉลอง นี่คือครอบครัว พอเราเป็นครอบครัวปุ๊บ พี่น้องไม่ต้องคิดเยอะ บางคนบอกเราไม่ได้เอาอะไรมา เรามากินอย่างเดียว เราไม่สบายใจ พี่น้องอย่าคิดอย่างนั้น ถ้ามีแต่ของ แล้วไม่มีคนกิน มันจะออกมาเป็นงานเลี้ยงไหม?  ไม่มีนะ มันออกมาไม่ได้

            ฉะนั้น คนที่นำของมากับคนที่มาช่วยกิน สำคัญเท่ากัน ถ้าอาทิตย์หน้ามีของกินเยอะมาก เยอะแบบมหาศาล ทั้งของคาวของหวาน แล้วปราศจากคนมากิน พี่น้องลองนึกภาพนะ งานพัง มันล่ม ของทุกอย่างมันก็จะคาไว้ ไม่มีคนมากิน ฉะนั้น เราต้องเข้าใจถึงความจริง แล้วพี่น้องอย่ารู้สึกมีคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

            “ไม่สบายใจ ฉันไม่มีของมา ดังนั้น คริสต์มาส ฉันไม่มาดีกว่า”

            เคยมีคนคิดอย่างนี้นะ ดิฉันก็ตกใจ คิดได้อย่างไรว่าไม่เอาของมา ไม่มาคริสต์มาสดีกว่า เพราะว่าเราไม่มีอะไรมา เรามากินอย่างเดียว กินไปเถอะ เพราะว่าคนที่เขาถวาย เขาเต็มใจ ที่เขาเต็มใจ เพราะว่าพระเจ้าอวยพรให้เขามีกำลังพอที่จะถวาย แล้วเขาก็มีความสุข ที่เห็นพี่น้องทุกคนมาร่วมกันเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน เหมือนเราเป็นครอบครัว พอปีหนึ่ง เราก็มาฉลองร่วมกัน ฉะนั้น อย่าให้ระบบของโลกนี้หลอกความคิดของเรา ทำให้เรารู้สึก …

            “ฉันไม่ได้ทำอะไร ฉันไม่ควรมา”

            อย่าเด็ดขาดนะพี่น้อง พี่น้องมาเถอะนะ คิดถึงมากๆ พอมารวมตัวกันในวันคริสต์มาส เรามีความสุข เราได้เห็นพี่น้องเต็มอกเต็มใจ คนที่เอาของมา เขาก็มีความสุข แล้วเวลาที่เราเอาของมา ขอโทษนะ ถ้าไม่มีคนมากิน เราทุกข์

            “สงสัยของฉันไม่อร่อยแน่ๆ เลย เขาไม่มากิน”

            นึกออกไหม? เรามีความสุข ก็คือคนที่มากินไม่ได้มาเบียดเบียนใครเลย คือเขาสร้างความสุขให้กับคนที่นำมาถวาย พี่น้องต้องคิดแบบนี้ แล้วเราก็มาเฉลิมฉลอง ยิ้มแย้ม แจ่มใส ขอบคุณพระเจ้า สุขสันต์วันคริสต์มาส ว่ากันไป มากอดกัน  สำแดงความรักด้วยกัน นี่คือภาพของครอบครัวในพระเยซูคริสต์ ซึ่งผู้ที่ให้กับผู้ที่รับ ทุกคนได้รับพระพรร่วมกัน เท่ากัน มีความสำคัญเท่ากัน พระเจ้าทรงพอใจที่เห็นเราร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วก็รับรู้ว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราเป็นอวัยวะของพระเยซูคริสต์ โดยมีพระเยซูเป็นศีรษะ บางคนเป็นตับ ไต ไส้ พุง  มองไม่เห็นเลย แต่ก็มีส่วนสำคัญในร่างกายนี้เช่นเดียวกัน  พระเจ้าอวยพรค่ะ

***************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            สันติสุขของคริสเตียน ในช่วงเผชิญปัญหาหนัก มาจากไหน?

            สันติสุขของคริสเตียนในช่วงเผชิญกับปัญหาหนักบนโลก มาจากการรับรู้ความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับพระคริสต์ และการรับรู้ถึงพระคุณความรักของพระเจ้า

            พระคัมภีร์บอกเราว่าเรามีสันติสุขในพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงอาศัยอยู่ภายในเรา อยู่กับเราเสมอตลอดเวลา และไม่มีสิ่งใดสามารถแยกเราจากความรักของพระองค์ได้

            โรม 8:38-39 … “38 เพราะ​ผม​มั่นใจ​ว่าไม่ว่า​จะ​เป็น​ความตาย​หรือ​ชีวิต ทูตสวรรค์​หรือ​เทพเจ้า สิ่ง​ที่​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​หรือ​สิ่ง​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น​ใน​อนาคต พวก​วิญญาณ​ที่​มี​ฤทธิ์​อำนาจ  39 สิ่ง​ที่​อยู่​เหนือ​เรา หรือ​สิ่ง​ที่​อยู่​ต่ำ​กว่า​เรา หรือ​อะไรก็​ตาม​ที่​ถูก​สร้าง​ขึ้น​มา พวก​มัน​ก็​ไม่​มี​ทาง​แยก​เรา​ออก​จาก​ความรัก​ของ​พระเจ้า​ ที่​เรา​เห็น​ใน​พระเยซู​คริสต์เจ้า​ของ​เรา”

            เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดมาแยกเราออกจากพระเจ้าได้เลย

            ความรอดของเราเป็นของขวัญจากพระเจ้า  และเป็นสิ่งที่มั่นคง และแน่นอนในพระคริสต์

            พระเยซูยังสัญญาว่าพระองค์จะไม่ละทิ้งเรา  และจะอยู่กับเราจนถึงวันสิ้นโลก

            มัทธิว 28:20 พระเยซูตรัสกับผู้เชื่อแต่ละคนว่า … “จงมองให้เห็นเถิด เราอยู่กับท่าน ในท่าน ตลอดเวลาเสมอไปจนกว่าจะสิ้นโลก”

            เมื่อเราได้รับรู้ความจริงที่ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า และมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ เราสามารถเผชิญกับปัญหาด้วยความมั่นใจและความสงบสุขได้

            เราสามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ในพระคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังเรา

            ฟิลิปปี 4:13 … “ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าดีหรือร้าย โดยฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า”

            และพระเจ้าจะทรงจัดหาทุกสิ่งที่เราจำเป็น จากความยิ่งใหญ่เกรียงไกร แห่งพระสิริอันรุ่งโรจน์บริบูรณ์ของพระองค์ ในพระคริสต์

            ฟิลิปปี 4:19 … “และพระเจ้าของข้าพเจ้า  จะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่พวกท่าน จากพระสิริอันรุ่งโรจน์ บริบูรณ์ของพระองค์ในพระเยซูคริสต์”

            ดังนั้น สันติสุขของคริสเตียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และมั่นคงกับพระเจ้า และการพึ่งพาพระคุณของพระองค์ในทุกสถานการณ์ และขึ้นอยู่กับเรา ที่จะรับรู้ความจริงเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด  พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1550

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  30  พฤศจิกายน  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 8

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรายังอยู่ในหนังสือโคโลสี บทที่ 1 ข้อที่ 25 รอบที่แล้วเราจบลงข้อที่ 24 บอกว่า …

        โคโลสี 1:24 “บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งชื่นชมยินดีในสิ่งที่ได้ทนทุกข์ เพื่อพวกท่าน และข้าพเจ้ากำลังเติมการทนทุกข์ของพระคริสต์ ที่ยังขาดอยู่ให้เต็มในร่างกายข้าพเจ้า เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์  คือคริสตจักร”

            ตรงนี้อาจารย์เปาโลกำลังพูดถึงการทนทุกข์ที่เห็นประชากร ไม่ว่าจะเป็นชนชาติยิวหรือคนต่างชาติ ที่ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด การทนทุกข์ตรงนี้ ต้องการที่จะเห็นผู้คนเหล่านี้ ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระองค์ได้รับความรอดเหมือนกับที่อาจารย์เปาโลได้รับเช่นเดียวกัน

            ตรงนี้อาจารย์เปาโลบอกว่าท่านทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ยังขาดอยู่ เราคุยกันรอบที่แล้วว่าการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ขาดอยู่ จริงๆ เมื่อวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ก็ทุกข์แล้ว ทนทุกข์เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว  แล้วเมื่อพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่พระเยซูคริสต์ยังทนทุกข์อยู่ คือต้องการที่จะให้ข่าวดีของพระเจ้าถูกประกาศออกไป ถึงทุกผู้ทุกนามบนโลกใบนี้  อย่างที่ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงรักโลกนี้ยิ่งนัก

            มนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนยิวหรือคนต่างชาติ พระองค์ก็ยังทรงรัก และพระองค์ทรงมีแผนการตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน  พระองค์วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าพระองค์จะให้ข่าวดีของพระองค์ มาถึงชนชาติยิวก่อน แล้วหลังจากนั้น เมื่อพระเยซูทำสำเร็จ ข่าวดีนี้จะไปถึงชนต่างชาติ  แล้วอาจารย์เปาโลก็กำลังทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่  พระเจ้าทรงเรียกอาจารย์เปาโลให้ไปประกาศกับชนต่างชาติ  เพราะการประกาศกับคนต่างชาติของอาจารย์เปาโลเป็นเหตุทำให้อาจารย์เปาโลถูกข่มเหง

            ตอนที่อาจารย์เปาโลยังอยู่ในลัทธิเดิม อยู่ในวิหาร เป็นพวกกลุ่มของฟาริสี ธรรมาจารย์จะเป็นผู้ที่ถูกยกย่อง นับหน้าถือตามาก แต่เมื่อวันที่อาจารย์เปาโลกลับใจใหม่ มาเชื่อพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลเหมือนกับกลับหลังหัน จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ก็คือก่อนหน้านั้น ข่มเหงคริสเตียน พยายามไล่ล่าฆ่าใครก็ตามที่เชื่อวางใจในนามของพระเยซูคริสต์ ก็จะจัดการเลย แต่หลังจากที่ได้กลับใจใหม่ อาจารย์เปาโลกลับประกาศในสิ่งที่เขาต่อต้านอยู่ก่อนหน้านั้น

            ตอนที่อาจารย์เปาโลไปประกาศใหม่ๆ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าเขาก็กลัว มาไม้ไหน? มาหลอกกันหรือเปล่า?  บอกว่าเป็นพวกเดียวกัน ต้องมาจับเราแน่ๆ  แต่ความจริง คือพระเจ้าก็บอกกับคนเหล่านั้นว่าเปาโลเขาได้กลับใจใหม่แล้ว แล้วเขาเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ สำหรับไปประกาศกับคนต่างชาติ  แล้วอาจารย์เปาโลเป็นอัครทูตที่ถูกข่มเหงทุกรูปแบบ เพราะเขาได้ไปประกาศกับชนต่างชาติ  ทำให้คนยิวข่มเหงเป็นพิเศษ  เหมือนคนยิวเขามีความรู้สึกว่าตนเองเป็นชนชาติของพระเจ้า เป็นประชากรพิเศษ ซึ่งคนต่างชาติไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขาเลย เรียกว่ามาแชร์พระเจ้าด้วยกันไม่ได้ พระเจ้าเป็นของฉัน คนต่างชาติห้ามยุ่งเด็ดขาด แต่เมื่ออาจารย์เปาโลไปประกาศกับคนต่างชาติ  แล้วยังบอกว่าพระเจ้าให้พระคุณของพระองค์ไปถึงคนต่างชาติด้วย คนต่างชาติสามารถเข้ามา เป็นหนึ่งเดียวกันกับชนชาติยิว มีพระบิดาองค์เดียวกัน มีพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของเราเหมือนกันเลย ยิ่งจุดประกายความเดือดให้กับชนชาติยิวมาก ก็เลยข่มเหงอาจารย์เปาโล แต่ว่าการข่มเหงเหล่านี้ มันไม่มีผลกับอาจารย์เปาโลทั้งนั้น อาจารย์เปาโลยึดมั่นในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในของประทาน ที่พระเจ้าทรงเลือกและเรียกให้เขาไปประกาศกับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะถูกข่มเหงในรูปแบบไหนก็ตาม อาจารย์เปาโลก็ไม่ท้อถอย ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

            วันนี้เรามาต่อข้อที่ 25 …

        โคโลสี 1:25 “ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร  ตามภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำในหมู่พวกท่าน (คือคนต่างชาติ) คือการให้พระวจนะของพระเจ้าประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์”

            พระวจนะของพระเจ้าให้สำแดงถึงความสมบูรณ์ที่พระเจ้าได้ทำให้กับมนุษยชาติ เรียบร้อยไปแล้ว และการประกาศนี้ อาจารย์เปาโลเน้นย้ำว่าความรอดนั้น มาได้เพียงทางเดียวเท่านั้น คือทางพระเยซูคริสต์ ความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเขา บนไม้กางเขนเท่านั้น  ไม่เกี่ยวอะไรกับการประพฤติดี ประพฤติชั่ว ไม่เกี่ยวอะไรกับการพยายามปรนนิบัติ หรือพยายามที่จะรักษากฎบัญญัติที่พระเจ้าให้กับโมเสส  ทำตรงนั้น มันไม่สามารถมีผลได้เลย มีเพียงทางเดียวเท่านั้น  เขาเรียกว่าพันธสัญญาใหม่  ที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติ  ก็คือมาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าพระบิดาส่งมาเท่านั้น ถึงจะได้รับความรอด  ข้อที่ 26 บอกว่า …

        โคโลสี 1:26 “พระวจนะนี้คือข้อล้ำลึก   ซึ่งถูกปิดบังไว้ตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุ  แต่บัดนี้ทรงสำแดงแก่ประชากรของพระเจ้า”

            ความล้ำลึกตรงนี้ พระเจ้าวางแผนไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น มนุษย์ล้มลงในความบาป แผนการนี้พระเจ้าวางไว้แล้ว แบบปิดไว้ ไม่ให้ใครรู้ รู้แค่ว่าพระเจ้าเลือกคนกลุ่มหนึ่งมา เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ  ก็คือชนชาติอิสราเอล เพื่อที่จะเป็นเงาของอนาคตข้างหน้าที่พระเจ้าจะส่งพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์

            ชนชาติยิวจะรักษากฎบัญญัติที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับโมเสส คือเป็นพื้นฐานที่พระเจ้าบอก ปีหนึ่งให้เอาแกะมาถวาย เป็นเครื่องบูชา เป็นการผ่อนส่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้าเอาไว้ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าเขียนไว้ แล้วคนยิวก็รักษามาเป็นเวลาหลายพันปี จนกระทั่ง พระเยซูคริสต์ถูกส่งมา

            พอชนชาติยิวได้รับตรงนี้ แล้วเขาก็รอคอยพระมาซีฮาห์ ที่พระเจ้าบอกวันหนึ่ง ฉันจะส่งมา  เมื่อพระมาซีฮาห์มา พวกเธอก็จะรู้ความจริงว่าแผนการของพระเจ้าที่เตรียมไว้ มันคืออะไร?

            ดังนั้น ชนชาติยิวก็รอแล้วรอเล่า รอไปหลายพันปี รอจนลืมไปเลยว่าตรงนี้ พระเจ้าสัญญาอยู่นะว่าจะส่งพระมาซีฮาห์มา แล้วในพระคัมภีร์ก็บันทึกไว้ว่าเมื่อพระมาซีฮาห์มา จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ก็คือผู้นี้เขาจะทำหมายสำคัญ ทำการอัศจรรย์ จะวางมือคนเจ็บให้หาย คนตายให้ฟื้น  คนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยิน คนง่อยให้เดินได้ นี่คือหมายสำคัญที่พระเจ้าบอกไว้ว่า

            “วันหลัง ถ้าพวกเธอเจอใครก็ได้ที่ออกมา ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และสามารถที่จะทำหมายสำคัญเหล่านี้ทั้งหมด คนนั้นแหละ คือคนที่ฉันส่งมาให้”

            ก็คือพระเยซูคริสต์ ดังนั้น ตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกส่งมา พระองค์ไม่ได้ถูกส่งมา เพื่อที่จะไปประกาศให้กับคนต่างชาติ แต่มาเจาะจงเลย สำหรับชนชาติยิวเท่านั้น

            และการที่พระองค์ทำหมายสำคัญ และการอัศจรรย์ทุกอย่าง ก็เพื่อสำแดงให้ชนชาติยิวได้รับรู้ว่า …

            “ฉันเองไง  ฉันคือคนที่พระเจ้าบอกพวกเธอไว้ว่าวันหนึ่ง เมื่อฉันมา มันจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้น”

            เราจำตอนที่อาจารย์ยอห์นส่งสาวกของเขามาถามพระเยซูว่า … “ตกลง พระองค์คือใคร? พระองค์คือพระมาซีฮาห์หรือเปล่า? ช่วยบอกหน่อยเถอะ”

            คือจริงๆ ก็รู้อยู่นิดหนึ่ง พระเจ้าบอกแล้วว่า … “ถ้าเมื่อไรเห็นพระวิญญาณเหมือนนกพิราบลงมาเหนือผู้ใด ผู้นั้นแหละ คือคนที่ฉันส่งมา คือพระบุตรของพระเจ้า”

            แล้วยอห์นก็เห็น ตอนที่พระเยซูคริสต์ลงไปบัพติศมาในน้ำ  พระวิญญาณเหมือนนกพิราบเสด็จมา แล้วมีเสียงจากฟ้าสวรรค์บอกว่า …

            “คนนี้เป็นลูกที่รักของเรา”

            แต่ว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ พี่น้องนึกออกไหม? คือรู้อยู่ประมาณหนึ่ง แต่ก็อยากได้รับคำยืนยันว่าจริงหรือไม่? แน่ๆ เลย ฉันจะได้วางใจว่าพระองค์ คือพระมาซีฮาห์ แล้วพระเยซูไม่ตอบว่าพระองค์เป็นผู้นั้นหรือไม่? จริงหรือเปล่า?  แต่พระเยซูบอกกับสาวกของยอห์นว่า …

            “กลับไปบอกยอห์นว่าฉันทำอย่างนี้ ฉันวางมือคนตายให้ฟื้น คนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยิน คนง่อยให้เดินได้ นั่นฉันทำมาแล้ว”

            พอบอก ยอห์นเขาจะรู้เลยว่าใช่ เพราะว่าอันนี้ถูกเขียนไว้ เป็นคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ว่าวันหนึ่ง  เมื่อพระมาซีฮาห์มา พระองค์จะกระทำสิ่งเหล่านี้ เป็นการยืนยันว่าพระองค์คือผู้นั้น ที่พระเจ้าส่งมา

            ดังนั้น ความล้ำลึกที่พระเจ้าแอบซ่อนไว้ ก็คือพระองค์วางแผน เตรียมคนยิวก่อน แล้วหลังจากนั้นพระองค์ก็จะให้พวกเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ในยุคก่อนที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ พวกเราเป็นคนที่อยู่ปลายแถวเลย ไม่อยู่ในสายตาของพระเจ้าเลย คือไม่ได้ถูกเลือกสรรไว้  ไม่สามารถมาเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาได้ ไม่รู้ทั้งหมดเลย แต่พระเจ้าเตรียมไว้แล้ว ในคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า พระองค์จะให้คนที่ไม่เคยรู้จักเรา คนเหล่านั้นจะได้มารู้จักเรา และได้เป็นลูกของเรา

            ง่ายไหม? เราคนต่างชาติไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น เราก็ได้เป็นลูกของพระองค์ ดังนั้น ความล้ำลึกนี้ ถูกปิดบังซ่อนไว้นานมาก หลายชั่วอายุคน ก็คือหลายชั่วอายุของพวกคนยิว พยายามอยากรู้ว่าความล้ำลึกตรงนี้ มันคืออะไร? พระเจ้าซ่อนอะไรไว้  จนถึง ณ ปัจจุบัน คือตอนที่พระเยซูคริสต์มาเกิด และสิ้นพระชนม์เรียบร้อยแล้ว เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว ความล้ำลึกนี้ เลยถูกเปิดเผยผ่านทางอาจารย์เปาโลว่าพระองค์ทรงเลือกชนต่างชาติด้วย ให้มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพวกชนชาติยิว  คือมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเป็นประชากรของพระเจ้าร่วมกัน

        โคโลสี 1:27 “สำหรับพวกเขา (คือคนต่างชาติ) พระเจ้าได้ทรงประสงค์ที่จะสำแดงความมั่งคั่งอันทรงเกียรติสิริของข้อล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาติ คือพระคริสต์สถิตในท่านทั้งหลาย  ซึ่งเป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ”

            นี่คือสิ่งที่คนต่างชาติได้รับ ในขณะเดียวกันคนยิวได้รับด้วย เป็นความหวังใจเดียวที่มนุษยชาติต้องการที่จะได้รับ เป็นความหวังใจเดียวของชนชาติยิวตั้งแต่สมัยอดีต ก่อนที่พระเยซูคริสต์มาเกิด คนยิว แค่พระเจ้ามาปรากฏให้เห็น ก็ดีใจแย่แล้ว แค่พระเจ้ามาสำแดง หรือมาอยู่ใกล้ๆ มาสถิตอยู่ชั่วครั้ง ชั่วคราวเองนะ สมัยพระคัมภีร์เดิม  พระเจ้าจะมาสถิตอยู่กับชนชาติอิสราเอล และไม่ใช่กะเรกะราด ประชาชนทั่วไป  พระองค์จะมาสถิตกับพวกผู้เผยพระวจนะ  แค่ตอนที่พระเจ้าต้องการให้ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น ประกาศความต้องการของพระเจ้าให้กับชนชาติอิสราเอลให้รับรู้เท่านั้น แล้วหลังจากนั้น พระองค์ก็ออกไ

            ทำไมพระองค์อยู่ด้วยกับชนชาติอิสราเอลไม่ได้ ในยุคนั้น เพราะว่า ณ เวลานั้น มนุษย์ยังเป็นคนบาปอยู่ แม้ชนชาติอิสราเอลได้ชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า ถูกเลือกมา เพื่อที่จะเป็นเงาในอนาคตข้างหน้าของพระเยซูคริสต์ แม้เป็นอย่างนั้น ก็ตาม แต่ว่าคนอิสราเอลก็ยังเป็นคนบาปอยู่ เมื่อเป็นคนบาปอยู่ พระเจ้าเข้ามาอยู่ด้วยไม่ได้ อยู่ด้วย เขาจะตาย ความสะอาดกับความสกปรกของมนุษย์อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ต้องตาย ฉะนั้น พระเจ้าก็จะทำแค่ในลักษณะเหมือนกับใช้งานชั่วคราว เรียกว่ากรณีต่อกรณี ก็คือไม่ได้เป็นประจำ อะไรประมาณนั้น

            แล้วเวลาพระเจ้าจะคุยกับผู้เผยพระวจนะหรือใคร? คนเหล่านั้นจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าไม่ได้ ถ้าเห็น ก็ตายเหมือนกัน

            ตอนที่พระเจ้ามาปรากฏกับโมเสส ในพุ่มไม้ พระองค์หลบอยู่หลังพุ่มไม้ โมเสสเห็นแค่เป็นเปลวไฟ แล้วพระเจ้าก็บอกกับโมเสสว่า …

            “ฉันอยู่นี่ ที่นี่ เป็นที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ให้ถอดรองเท้า และเข้ามา แล้วอยู่ไกลๆ นะ ไม่ต้องมาใกล้  ใกล้แล้ว เดี๋ยวตาย”

            แล้วโมเสสก็ได้ยินเสียงพระเจ้า  แล้วพระองค์ก็ตรัสสั่งโมเสส ตอนที่โมเสสคุยกับพระเจ้า ก็คือไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าได้ ก็คือตอนที่พระเจ้าจะสั่งงาน พระองค์ก็สั่งมาด้วยเปลวไฟ หรือเสียง หรืออะไร เราก็ไม่รู้นะ แล้วแต่พระเจ้าจะสั่งการอย่างไร? แต่ว่าโมเสสก็รับข้อมูลจากพระเจ้ามา แล้วก็เอาข้อมูลเหล่านี้มาประกาศให้กับชนชาติอิสราเอล ได้รับรู้ นี่คือสมัยอดีต  แค่เป็นแบบนั้น

            แต่ ณ ปัจจุบัน ตอนที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ข่าวดีมาถึงคนต่างชาติแล้ว ความล้ำลึกตรงนี้ ก็คือในหมู่คนต่างชาติ  พระคริสต์สถิตอยู่ในเขาทั้งหลาย ตอนนี้ไม่ได้อยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายของมนุษย์เลย  ไม่เพียงแต่คนต่างชาติเท่านั้น  คนยิวที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าก็จะเข้ามาสถิตอยู่ในเขา อยู่กับเขาตลอดเวลาจนกว่าจะสิ้นยุค ก็คือไม่ไปไหน? พระองค์ไม่ไปไหนแล้ว ต่อแต่นี้ไป เราอยู่ไหน? พระเจ้าอยู่ด้วย  พระเจ้าอยู่ไหน? เราอยู่ด้วย นึกออกไหม? ก็คือพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราอาจจะไม่สามารถสัมผัสด้วยตา ด้วยมือ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด แต่เราสัมผัสด้วยความเชื่อ   ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเราได้เปิดเผยสำแดง   ให้เราได้รับรู้ว่าพระเจ้าอยู่ในเราจริงๆ  เพลงที่บอกว่า “ข้ารู้ เพราะอยู่ในใจ” คือมันบอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร? แต่ข้างในลึกๆ เรารู้ว่าพระเจ้าอยู่ข้างในเรา พระองค์ไปกับเราด้วย ไปไหน ไปด้วยกัน ไม่เคยทิ้งเราให้อยู่ลำพังเลย เกี่ยวก้อยไป ทุกที่ทุกหนทุกแห่ง  ก็คือทุกข์พระองค์ก็อยู่ด้วย สุขพระองค์ก็อยู่ด้วย เจ็บป่วยพระองค์ก็อยู่ด้วย ตอนทำบาป พระองค์ก็ยังคงอยู่ด้วย น่ากลัวไหม? พี่น้องอาจจะเฮ้อ! ตอนทำบาป

            สมัยก่อน ตอนเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ผู้รับใช้ก็จะบอกเราว่าถ้าเราทำบาป พระเยซูจะวิ่งออกไปจากตัวเรา เพราะว่าพระองค์อยู่กับความบาปไม่ได้ แล้วถ้าเราเลิกทำบาป พระองค์ก็จะวิ่งเข้ามา มันเป็นจริงไหม? มันไม่จริง ถูกหลอกมาตั้งนาน แต่ตอนนี้เราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเปิดให้เราเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้วิ่งเข้าวิ่งออก เพราะว่าพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน

            พี่น้องนึกถึงภาพกระดาษ 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเป็นเรา อีกแผ่นหนึ่งเป็นพระเจ้า 3 พระภาค แล้วตอนที่เราบังเกิดใหม่ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำงาน เอาเรากลืนเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็คือมาถูกตรึงบนไม้กางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝังและเป็นขึ้นมาจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ พอจากนั้น เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือมีกาวหนามาก กาวสวรรค์ทา แปะแบบติดสนิทเลย  ไม่มีมนุษย์หน้าไหนในโลกนี้แกะเราออกจากพระเจ้าได้ หรือไม่มีผีมารซาตาน หรืออำนาจใดๆ ที่อยู่บนโลกนี้ ที่เขาว่าอำนาจยิ่งใหญ่ แกะเราออกจากพระเจ้าได้ ไม่มีทาง ไม่มีใครสามารถเอาเราออกจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้เลยแม้แต่นิดเดียว  นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ

            ฉะนั้น พอเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเยซูได้อะไร? เราได้ด้วย พระเยซูได้เป็นลูกที่พระองค์ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ  เราก็เป็นอย่างนั้น เป็นลูกที่พระเจ้าทรงรักดังแก้วตาดวงใจ  พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า  บนสวรรคสถาน ณ เวลานี้  เราอยู่ที่นั่นด้วย วิญญาณเรากับพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกัน  นี่พูดถึงโลกวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่าเรากระเด็นไปอยู่บนสวรรค์ ไม่ใช่  นี่พูดถึงโลกวิญญาณ ณ เวลานี้  เราเป็นอย่างนี้

            แล้วเมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ พระเจ้าอยู่กับเรา จูงมือเราเดิน ให้สติปัญญาเรา แม้ตอนที่เราทุกข์ เรามืดแปดด้าน สิบแปดด้าน  108 ด้าน ไม่รู้ล่ะ ให้รับรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่ทิ้งเราแน่นอน แค่เราไม่เข้าใจ

            “พระองค์เจ้าข้า ทำไมปล่อยปัญหาคาราคาชัง เรื้อรัง ยาวนานอย่างนี้ พระองค์เจ้าข้า ช่วยแก้นิดหนึ่งได้ไหม?  เราตายแน่ๆ”

            แต่พระเจ้าบอกยังไม่ตายหรอก  ยังโอเคอยู่ ท่านยังไหวอยู่ ถ้าไม่ไหว พระหัตถ์โตๆ ของพระเจ้าก็จะช้อนเราขึ้นมาเอง  พระเจ้ารู้ว่ากำลังเราสามารถไปถึงไหน แล้วทุกครั้ง เมื่อเราผ่านความทุกข์ยากลำบาก ผ่านไปได้ เราจะเห็นพระคุณของพระเจ้า แล้วเราก็จะเข้มแข็งขึ้น เราจะอดทนขึ้น  เราจะรู้ว่าพระเจ้าไม่เคยทิ้งเราเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว นี่คือพระคุณของพระเจ้า

            ฉะนั้น ความยากลำบาก ความทุกข์อะไรต่างๆ  เมื่อเราอยู่ในพระเจ้า เรารับรู้เลยว่าพระองค์ไม่เคยทิ้งเรา  พระองค์ไปด้วยกับเรา ให้สติปัญญาเรา บางครั้งแก้ปัญหาได้อย่างไร? งงเหมือนกัน แต่มันผ่านได้ พี่น้องมีประสบการณ์ไหม? บางทีไม่น่ารอดเลย ตายแน่ๆ แต่พระเจ้าก็พาเราผ่านจนได้ นี่คือพระคุณ พอเราย้อนหลังกลับไปดู ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ มันเป็นไปได้จริงๆ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้

        โคโลสี 1:28-29 “28 เราประกาศพระองค์ เราตักเตือนสั่งสอนทุกคน  ด้วยสติปัญญาทั้งสิ้น เพื่อจะถวายทุกคนให้เป็นผู้ที่ดีพร้อมในพระคริสต์ 29 เพื่อจุดหมายนี้  ข้าพเจ้าจึงบากบั่นฝ่าฟันด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งสิ้นของพระองค์  ซึ่งกำลังทำกิจอย่างเข้มแข็งในข้าพเจ้า”

            ถวายทุกคนให้เป็นผู้ที่ดีพร้อมในพระคริสต์ ไม่ได้เป็นกำลังของอาจารย์เปาโลนะ อาจารย์เปาโลทำไม่ได้ การถวายทุกคนให้เป็นผู้ดีพร้อมในพระคริสต์ หมายความว่าอาจารย์เปาโลประกาศข่าวดี เตือนสติ สั่งสอนให้กับคนที่ยังไม่รู้จักกับพระเจ้า  หรือแม้กับคนที่รู้จักกับพระเจ้าแล้ว  ให้เขารับรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วย  แล้วคนที่ไม่รู้จักกับพระเจ้า ก็คือเมื่อเขาได้ยินได้ฟังข่าวดีเรื่อยๆ วันหนึ่งเขาสามารถที่จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เมื่อเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ เขาเกิดมาเป็นเลย นึกออกไหม? เกิดมาเป็นคนดีพร้อมเลย ไม่ต้องพยายามทำ  เราจำตรงนี้ไว้ เราทำเองไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมได้ ถ้าเราพึ่งกำลังของเราเอง เราจะถูกหลอก แล้วโลกนี้ก็จะส่งข้อมูลมาเลย …

            “ไหนบอกดีพร้อม เมื่อกี้ฉันยังเห็น ไปแอบนินทาเขาอยู่เลย อย่างนี้จะเรียกว่าดีพร้อมได้อย่างไร?”

            แต่ว่าการดีพร้อมที่พระเจ้าพูดถึง คือวิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ได้รับวิญญาณใหม่ที่ดีพร้อม สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด  เขาเรียกว่าได้ DNA จากพระเจ้า 100% เต็ม ในโลกวิญญาณ  เราเป็นผู้ที่สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ดีพร้อม ชอบธรรมเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ไม่มีผิดเพี้ยน ดังนั้น ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเผลอทำผิด เราก็แค่ลุกขึ้น

            “พระเจ้าลูกขอโทษนะ เผลอตัวไป ให้กำลังลูกด้วย ให้ลูกสามารถที่จะทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม”

            นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ทุกวัน ทุกเวลา บอกกับพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา พระเจ้าไม่ได้ว่าพอเราทำบาปปุ๊บ พระเจ้าก็หลังมือเลย …

            “ทำไมพูดไม่รู้จักฟัง บอกตั้งกี่ครั้งยังทำผิดอยู่เลย ผิดแล้วผิดอีก หลังมือสักหน่อย”

            ไม่มีนะ นี่ไม่ใช่ภาพของพระเจ้า เป็นภาพที่โลกนี้ส่งมา ใส่ข้อมูลในหัวเราว่าพระเจ้าดุร้าย แล้วชอบมีคำว่า “เดี๋ยวพระเจ้าตีสอน” พอมีอะไรก็บอกว่าพระเจ้าตีสอน พระเจ้าจะตีเราทำไม? นึกออกไหม? พระเจ้าตีพระเยซูไปเรียบร้อยแล้ว พระเยซูถูกตีแทนเราไปเรียบร้อยแล้ว  พระเยซูรับเอาความผิด ความบาปของมนุษยชาติทั้งหมดไว้ที่พระกายของพระองค์เรียบร้อยหมดแล้ว  ฉะนั้น พระเจ้าไม่ได้จะตีเรา ถือไม้เรียวตลอดเวลา ไม่ใช่ แต่คำว่า “ตีสอน” ในพระคัมภีร์ ก็คือฝึกฝน

            เวลาเราฝึกฝนลูกของเราให้ทำโน่นทำนี่ มันต้องฝึก ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ลูกจะนอนเอกเขนก ก็ปล่อยเขาเถอะ  ไม่ใช่ ถึงเวลา เราก็ต้องฝึกสอนให้เขาเรียนรู้จักช่วยพ่อช่วยแม่นิดหนึ่ง กินข้าว ก็เอาจานไปเก็บ ตอนนี้เล็กไป ล้างชามไม่ได้ ถ้าล้าง เดี๋ยวชามแตก เอาไปเก็บอย่างเดียวก็พอ อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ทุกอย่าง …

            “ลูกนั่งเฉยๆ นะลูก เดี๋ยวแม่จัดการเอง”

            แม่ทำกับข้าวให้ แม่ล้างจานให้ แม่ถือให้ ลูกไม่กิน เอ๊า! แม่ป้อนถึงปากเลย ลูกเราจะทำอะไรไม่เป็น แล้วอีกหน่อย เขาอยู่ลำบาก  เพราะว่าไปข้างนอก ไม่มีใครเขาสามารถมาประคบประหงมลูกเรา เหมือนกับเรา  เราต้องฝึกลูก ให้เขาเรียนรู้จักสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าก็จะฝึกฝนเรา ให้เราเรียนรู้จักที่จะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระองค์ ถ้าเราเดินผิดพลาด  พระองค์ก็จะบอกเรา แล้วพระองค์ก็จะคอยเตือน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเตือนเราตลอดเวลา ดังนั้น เวลาเราทำผิดพลาด แล้วเรารับผล คำว่ารับผล ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าคอยจ้องนะ ผิดเมื่อไร ฉันเฟี้ยงความทุกข์ยากมาเลย ไม่ใช่นะ แต่ว่าผลอันนั้น มันถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

            พระเจ้าบอกว่า … “ถ้าเจ้าหว่านสิ่งดี เจ้าจะเก็บเกี่ยวสิ่งดี ถ้าเจ้าหว่านสิ่งไม่ดี เจ้าก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งไม่ดี”

            มันเป็นผล โดยอัตโนมัติ  แม้เราเป็นผู้เชื่อ เราเชื่อพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราไปฉลุยเลย  พี่น้องไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณ ต่อให้เราทำผิดขนาดไหน? วิญญาณเรายังอยู่ในพระเจ้าอยู่ใน DNA เดิม ยังเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจอยู่ แต่ว่าการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเราทำผิดบ่อย ก็คือดื้อ เวลาทำผิด ก็คือในวิญญาณเราดื้อกับพระเจ้า  พระเจ้าฝึกเรา พระเจ้าสอนเรา พระเจ้าบอกเรา เราไม่ฟัง เราไม่เชื่อ เราจะดื้อ เราจะทำตามใจตัวเอง

            พระเจ้าก็บอก … “ไม่เป็นไรลูก อยากทำใช่ไหม? เอาเลย แล้วลูกก็เก็บเกี่ยวผลเอง”

            เหมือนเด็กที่พ่อแม่บอก … “ลูกอย่าเอานิ้วไปจิ้มปลั๊กไฟนะลูก จิ้มแล้ว เดี๋ยวไฟช๊อตนะ”

            ถ้าลูกเชื่อฟัง เขาก็เดินไปเดินมา เดินเล่น เขาก็ไม่ไปจิ้มใช่ไหม?  แต่ถ้าไม่เชื่อฟัง เดินไปเดินมา ไหน แอบดูหน่อย พ่อพูดจริงหรือเปล่า? มันจะช๊อตจริงไหม? ไหนแหย่ลงไป ก็โดนช๊อตสิ ช๊อตอาจจะไม่ถึงตาย แต่มันเจ็บ

            ลักษณะเดียวกัน พระเจ้าก็จะคอยบอกเรา เตือนเราในสิ่งที่เราควรจะทำ เหมือนกับอาจารย์เปาโลว่าให้เราดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้เรียนแบบพระเจ้าดีกว่า นั่นคือสิ่งที่พวกเราสมควรที่จะทำ พระเจ้าอวยพรค่ะ

**************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            พระเยซูตรัสว่า … “ในโลกนี้ ท่านจะมีความทุกข์ยากลำบาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะเราได้ชนะโลกแล้ว”

            เคยมีคำกล่าวไว้ว่า … “ความสุขแท้ไม่มีในโลก มีแต่ เมื่อความทุกข์ได้ถูกบำบัดลงครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าความสุขครั้งหนึ่ง แล้วเดี๋ยวความทุกข์อันใหม่ ก็เข้ามา พอหมดทุกข์อีกครั้งก็มีความสุขอีกครั้ง แล้วก็เตรียมรับความทุกข์อันใหม่อีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้”

            • แต่ไหนแต่ไรมา ความทุกข์ก็มีอยู่คู่มนุษย์ คู่กับโลกนี้มาตลอด หมดเรื่องนี้ ต่อเรื่องใหม่ ตั้งแต่ความทุกข์จากปัญหาปากท้อง  โรคภัยไข้เจ็บ ทุกวันนี้  ก็เป็นทุกข์เรื่องโรคระบาดโควิด  จะติดหรือไม่ติดเชื้อ  จะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน ไปจนถึงความทุกข์ทางจิตใจ การทะเลาะเบาะแว้ง  ก็ทำให้ป็นทุกข์  ความโกรธแค้น  ก็ทำให้เป็นทุกข์  ความอิจฉาก็ทำให้เป็นทุกข์

            • ความโลภ ก็ทำให้เป็นทุกข์ (ตอนอยากได้รถ ก็เป็นทุกข์  พอเก็บเงินซื้อรถได้  ก็เป็นสุขครั้งนึง ผ่านไปซักพัก ก็จะเป็นทุกข์ เพราะอยากได้บ้าน  พอเก็บเงินซื้อบ้านได้ ก็เป็นสุขครั้งนึง แล้วก็เป็นทุกข์ใหม่  เพราะอยากได้บ้านใหญ่ขึ้น  อยากได้รถแพงขึ้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น)

            • มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์ สุขแท้จริงไม่มี แต่มนุษย์ก็ยังพยายาม หาทางเอาชนะความทุกข์นี้ให้ได้ ด้วยวิธีการต่างๆ นานา

            พระเยซูตรัสไว้ในยอห์น 14:27 ว่า … “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่าน สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย”

            สันติสุขที่พระเยซูประทานให้ แตกต่างจากความสุขที่โลกสามารถให้ได้ สันติสุขของพระองค์เป็นสิ่งที่มั่นคงและยั่งยืน  เพราะมาจากการที่เราอยู่ในพระองค์ และมีความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์กับพระเจ้า ตลอดไปชั่วนิรันดร์ สันติสุขนี้เป็นผลจากการที่เราได้รับการคืนดีกับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ และเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถพรากไปได้  เป็นสันติสุขที่ช่วยให้เรามีความมั่นใจ และไม่ต้องกลัวในสถานการณ์ใดๆ  เพราะเรารู้ว่าเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเสมอ ด้วยความรักดั่งแก้วตาดวงใจ

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1549

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  23  พฤศจิกายน  2025

เรื่อง “วันขอบคุณพระเจ้า”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            ขอบคุณพระเจ้า วันนี้เป็นวันที่เรามาฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้า วันนี้มีพี่น้องเราทำไก่งวงมาด้วย ไก่งวงเป็นสัญลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมของวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน เพราะประเทศอเมริกาเขากำเนิดประเทศ จากพื้นฐาน รากฐานของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ก็คือจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์นั่นแหละ โดยคำอธิษฐาน มาพบดินแดนนี้ แล้วเป็นอเมริกาในทุกวันนี้ กำเนิดจากคำอธิษฐาน ฉะนั้น เขาเลยมีวันขอบคุณพระเจ้า  สำหรับประเทศเขา ที่พระองค์ทรงประทานให้  แล้วเราเห็นว่ามีประโยชน์ เลยไปเอามาใช้ จะได้รู้ว่าขอบคุณพระเจ้า  เป็นประเพณีของอเมริกาเขา  แต่อย่างที่บอก เราเป็นคริสเตียนจะสอนเราว่าเราจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครห้าม  แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราทำจะมีประโยชน์ อะไรที่เป็นประโยชน์ เราก็ทำ ไม่มีใครห้าม  อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ทำ ขอบคุณพระเจ้า เป็นประโยชน์ เพราะเราก็มาขอบคุณพระเจ้าประจำปีของเรา  เอเมนไหม? แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องกินไก่งวง แต่กินไก่งวงก็ดีเหมือนกัน เพราะพี่น้องเขาถวายมา  เราก็มีหน้าทีกินด้วยการขอบคุณพระเจ้า เอเมน

            พูดถึงขอบคุณพระเจ้า ท่านนึกถึงอะไร? ส่วนตัวเลย เขาบอกว่าวันขอบคุณพระเจ้า ใน 1 ปี เรามานึกถึงวันนี้เป็นวันที่เรามาระลึกถึงการที่เรามารู้จักพระเจ้า และเราขอบคุณพระเจ้าในชีวิตของเรา ที่รู้จักพระองค์มา 1 ปี ท่านคิดถึงอะไรก่อนเลย ขอบคุณเรื่องอะไร? ยกตัวอย่างเช่น ขอบคุณพระเจ้าวันนี้มีไก่งวงกิน  ท่านจะขอบคุณเรื่องอะไร? ลองคิดในใจดูว่าตรงกันไหม?  ขอบคุณพระเยซูที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเราเปลี่ยนแปลง ได้บังเกิดใหม่ จากความมืดมาสู่ความสว่าง

            ในอดีต เมื่อตอนที่ข่าวประเสริฐเริ่มต้นใหม่ๆ ตอนที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ แล้วก็เป็นขึ้นจากความตายใหม่ๆ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ในช่วงนั้นความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุไม่มากเหมือนปัจจุบัน ผ่านมา 2,000 ปี  ไม่เยอะถึงขนาดนี้  ความจำเป็นของมนุษย์บนโลกใบนี้ มันอาจมีไม่ถึงปัจจัย 4 มีปัจจัย 2, 3 เท่านั้นเอง  ปัจจุบันนี้มีปัจจัย 4 ปัจจัย 5 ปัจจัย 6 ปัจจัย 7 ปัจจัย 8 ใครไม่มีมือถือ ปัจจัย 8 แล้วนะ อีกหน่อย ก็มีปัจจัย 9  คนที่ไม่มีหุ่นยนต์ใช้ที่บ้าน ไม่มีปัจจัย 9  มันไปเรื่อย ไม่จบไม่สิ้น ปัจจัย คืออะไร?  คือความจำเป็นในการใช้วัตถุในการดำเนินชีวิตในโลกใบนี้ ย้อนกลับไปในอดีต 2,000 ปี  ผู้คนยังดำเนินชีวิตในโลกใบนี้แบบธรรมดาๆ ชีวิตเป็นไปตามที่ดวงอาทิตย์ ธรรมชาติ แดดออกตอนเช้า ตกตอนเย็น  ไม่มีไฟฟ้า ก็นอน ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ทำไร่ไถนา ก็ว่ากันไปอะไรต่างๆ เหล่านั้น ชีวิตไม่ได้มีอะไรมากมายนัก ความจำเป็นจึงมีน้อย

            แล้วถามว่าในอดีต เขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องอะไร? ถ้าเขามาเป็นคริสเตียน  เราคิดดูสิ  เขาไม่ได้มีความจำเป็นเหมือนเรา อย่างเราบอกว่าขอบคุณพระเจ้า ปีที่แล้วได้มือถือมา 1 เครื่อง เขาไม่ต้องการมือถือ แล้วเขาขอบคุณอะไร?  เขาขอบคุณที่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ภายในเขา  ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา  ที่เรียกว่า “พระคริสต์” ก็คือพระมาซีฮาห์ พระคริสต์ ก็คือพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิต ชำระล้างมนุษย์ทุกคนให้สะอาดหมดจด และเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่ 3  เพื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย และพระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อในร่างกายของเขา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา ตรงนี้แหละ คือหัวใจของการขอบคุณพระเจ้า ในสมัยอดีตของชาวคริสเตียน  ขอบคุณพระเจ้า ไม่ได้หมายถึงว่าพอมาถึงเราปัจจุบัน เราจะมาขอบคุณพระเจ้าเรื่องไก่งวงไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้าเรื่องมือถือที่พระองค์ทรงให้มาเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักษาโรคให้เราหายจากเจ็บเข่าไม่ได้  ก็ยังคงทำได้เหมือนเดิม  แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่สำคัญ  ตามที่หนังสือโคโลสีได้บอกไว้

            ในเมื่อเราเป็นขึ้นจากความตายกับพระเยซูคริสต์แล้ว ก็ให้เราจดจ่อความคิดจิตใจเราไปที่เบื้องบน ไปที่ที่ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน และเราก็อยู่ที่นั่นด้วย เอเมน

            ในสวรรคสถาน คือที่ไหน?  คือมิติในฝ่ายวิญญาณ  คือตรงนี้ ข้ามมิติไป ก็คืออยู่ตรงนี้ คำว่า “เบื้องบน” ไม่ได้หมายถึงต้องปีนขึ้นบันได ขึ้นอวกาศไปโน้น “เบื้องบน” หมายถึงมิติทางฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ในมิติทางฝ่ายวิญญาณ  และเรามนุษย์ทางฝ่ายวิญญาณที่บังเกิดใหม่  โดยพระเยซูคริสต์ เราเข้าไปอยู่ในมิตินั้นแล้ว ในขณะนี้ เพียงแต่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ด้วยเนื้อหนังร่างกายนี้อยู่ชั่วคราว อีกไม่นาน เราก็จะเข้าไปอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ เต็ม 100% เอเมน ขอบคุณพระเจ้า เขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องอะไร? เรื่องพระเยซูคริสต์มาอยู่ในเรา และเราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์

            จริงๆ วันขอบคุณพระเจ้า คือวันพฤหัสสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสที่ 27 พอท่านรู้ว่าขอบคุณพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา  ซึ่งเป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ  และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ที่ผู้เชื่อทุกคนควรจะคิดถึง และควรจะขอบคุณพระเจ้าในเรื่องนี้อย่างมาก เป็นอันดับหนึ่ง ควรจะขอบคุณพระเจ้า เรื่องอื่นๆ อย่างมากมาย ก็เชิญตามสบาย แล้วแต่บุคคล แต่คริสเตียนทุกคนได้รับตรงนี้อย่างแน่นอน  เท่ากันหมดทุกคน  คือพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ที่ในใจเรา

            ผมจะพาท่านไปดูข้อพระคัมภีร์ที่ยืนยันเมื่อตะกี้นี้ว่าในอดีต ผู้เชื่อหรือคริสเตียนเขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องนี้มาก เขาเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก มากกว่าเรื่องพระพร ในโลกวัตถุเยอะแยะ มากกว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาได้รับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เยอะแยะ มากกว่าที่พระเจ้าดูแลเขา มากกว่านกน้อยใหญ่เยอะแยะ เขาขอบคุณตรงโลกวิญญาณตรงนี้ คือพระคริสต์สถิตอยู่ในเขา โคโลสี 1:25-27 …

            โคโลสี 1:25-27 “25 ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร (ธรรมมิกชนผู้เชื่อ) ตามภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำในหมู่พวกท่าน (ชนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว) คือการให้พระวจนะของพระเจ้า (ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์) ประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์ 26 พระวจนะนี้ คือข้อล้ำลึกซึ่งถูกปิดบังไว้ (จากเหล่าทูตสวรรค์และมวลมนุษย์) ตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุ แต่บัดนี้ ทรงสำแดงแก่พวกธรรมมิกชนของพระองค์แล้ว 27 พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้ว่าความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริของความล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาตินั้นคืออะไร? คือพระคริสต์สถิตในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ (ที่จะได้รับเกียรติสิริร่วมกับพระเยซูคริสต์)”

            ข้าพเจ้าตรงนี้ คือเปาโล พระเยซูคริสต์เรียกมาให้ประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ คือคนที่ไม่ใช่ชาวยิว เปาโลเป็นชาวยิว

            เปาโลบอก “ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร” คริสตจักรตัวนี้ หมายถึงสมาชิกทุกคนในคริสตจักรของพระเจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณ คือผู้เชื่อ คือคริสเตียนทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของคริสเตียนนั่นเอง  ผู้เชื่อ ตามภารกิจที่ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำ ในหมู่พวกท่าน ท่านในที่นี้หมายถึงท่านที่เป็นคนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว  นึกออกใช่ไหม?  ภารกิจ คือการให้พระวจนะของพระเจ้า หมายถึงถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์ พระวจนะหรือพระคำนี้ ข่าวประเสริฐนี้ คือข้อล้ำลึกที่ถูกปิดบังไว้  ปิดบังไว้จากเหล่าทูตสวรรค์และมวลมนุษย์ ตลอดหลายยุค หลายสมัยชั่วอายุ เยอะแยะมาตั้งแต่อดีต แต่บัดนี้ทรงสำแดงแก่พวกธรรมิกชน หมายถึงคริสเตียนผู้เชื่อทั้งหลายของพระองค์แล้ว

            ก็คือข่าวประเสริฐนี้ ถูกปิดบังไว้ ก็คือชาวยิว ตั้งแต่ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด 2-3 พันปี เขามองกันถึงสิ่งเหล่านี้  เขารอคอยวันนี้  วันที่พระเมสิยาห์จะมาเกิด วันที่พระเจ้าสัญญาว่าพระบุตรของพระองค์จะส่งมาช่วยเหลือมนุษย์ เขารอวันนี้กันทั้งนั้น  ในนี้บอกว่าแต่พระองค์ไม่ได้บอกแผนการอย่างชัดเจนให้ว่ามาเมื่อไร? อย่างไร?  แต่เพียงบอกใบ้ให้เท่านั้นเอง  เขาก็ตื่นเต้นกันในเรื่องนี้ มาในหลายยุค หลายสมัยแล้ว เปาโลบอกว่าบัดนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว  ได้ประกาศให้เห็นแล้ว  ก็คือพระเยซูคริสต์ได้บังเกิดแล้ว

            ข้อ 27 บอกพระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้ว่าความมั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริของความล้ำลึกนี้  ในหมู่คนต่างชาตินั้น คืออะไร? พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้

            พวกเขา คือใคร? พวกเขา คือพวกชาวยิว  ที่เขารอคอยมาตั้งหลายพันปี รอคอยพระเยซูคริสต์มาเกิด  แล้วพระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะมาเกิด แล้วเขาก็รอคอยกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว รอคอยมาตลอดเวลา  บัดนี้ พระเจ้าต้องการให้ข่าวประเสริฐนี้ ไปถึงชาวต่างชาติ  และให้คนยิวทั้งหลายได้รู้ว่าข่าวประเสริฐนี้  ไม่ใช่ให้เฉพาะชาวยิวเท่านั้น  แต่รวมถึงคนที่ไม่ใช่ชาวยิวด้วย  ก็คือใครก็ตามที่เป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่ไม่ใช่ยิว ซึ่งรวมทั้งคนไทยด้วย ตรงนี้มันจึงสำคัญ การไปประกาศทั่วโลก คือใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนยิว  ก็ได้ความรอดที่มีค่าล้ำลึกที่ชาวยิวเขารอคอยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร?  ก่อนพวกเราตั้งเยอะ  เราก็ได้เหมือนกัน

            ความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริ และความล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาตินั้น คือพระคริสต์สถิตในท่าน  ท่านคือใคร?  ก็คือคนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว ที่ไม่รู้จักพระเจ้าเลย  ไม่เคยได้รู้จักพระองค์เลย  ไม่เหมือนชาวยิวที่รู้จักพระองค์มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ  เป็นหลายพันปี  แต่คนต่างชาติไม่รู้จักเลย เราคนไทยไม่เคยรู้จักพระเจ้าเลย  แต่พระคริสต์สถิตในเรา คนไทยที่เชื่อในเรื่องนี้ พระคริสต์สถิตอยู่ในใครก็ตามที่เชื่อในเรื่องนี้  ที่ไม่ใช่ชาวยิว “พระคริสต์สถิตในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ” คำว่าความหวังแห่งเกียรติสิริ คือการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ร่วมพระสิริเดียวกันกับพระองค์ พระองค์ได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระบิดาอย่างไร? เราก็ได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างนั้นเหมือนกันเลย เขาเรียกว่าได้รับเกียรติ พระสิริ  เป็นความหวังที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว เป็นความหวัง ก็คือเราได้รับ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ พระคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ในเรา เราอยู่ในพระคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน  ไปไหน ไปด้วยกัน  เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ในเรา เราไปไหน? พระองค์ก็ไปด้วย  พระองค์ไปไหน? เราก็ตามไปด้วย  เอเมน

            สง่างามไหม เดินไปกับพระเยซู เดินไปที่ไหนก็ตาม อย่านึกว่าเราเดินไปคนเดียว  เดินไปที่ไหนก็ตาม เรากำลังดำเนิน หรือเดินอยู่กับพระเยซูคริสต์ เต็มไปด้วยสง่าราศีและพระสิริของพระองค์  ครอบตัวเราตลอดเวลาเลย  อย่ารู้สึกว่าต้องถ่อม ไม่ใช่ถ่อมแบบมารยาทนะ ถ่อมแบบรู้สึกด้อย รู้สึกไม่ดี ยืดอกขึ้น แล้วบอกว่า …

            “นี่ ฉันคือผู้เชื่อ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ฉันเดินด้วยสง่าราศีของพระคริสต์ พระคริสต์ไปไหน ฉันไปด้วย เอเมน เต็มไปด้วยสง่าราศี”

            เราไม่ได้มีเดินและวิ่งเท่านั้น นี่ในพระคัมภีร์บอกนะ  แต่บางครั้ง สง่างามเมื่อเราคลานตามพระเจ้า มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต  พระเยซูบอกว่าพระองค์ชนะโลกนี้แล้ว  เราก็ชนะโลกนี้แล้ว  แต่พระองค์บอกว่าในโลกนี้ ท่านจะประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เป็นเรื่องธรรมดา ถูกไหม? เขาถึงมีบทเพลงนี้ “สง่างามเมื่อเราเดินตามพระเจ้า” ในโลกนี้ ท่านประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา ไม่เป็นไร แต่จงมองในธรรมชาติสิ สมัยก่อนมีให้เรามองมาก พระเยซูจึงยกตัวอย่างว่าดูสิ ต้นไม้ในทุ่งนา  ต้นหญ้าในทุ่งนา มีค่าแค่ไม่กี่วัน เดี๋ยวก็แห้งแล้ว แดดส่องก็แห้งแล้ว แต่พระองค์ทรงดูแลมัน หมายความว่ามันมีดอกหญ้าสวย เดินๆ ไปริมทาง ดอกหญ้าสวยงาม อยู่ไม่กี่วัน ก็แห้งแล้ว  ทำไมพระเจ้าถึงดูแลถึงขนาดนั้น  และดูนกในอากาศสิ  เคยเห็นนกกระจอกอดตายไหม? ไม่เคยเลย มีแต่มากขึ้นทุกวันๆ ยิงเท่าไรก็ไม่หมด  ต้องดูนกกระจอกด้วยนะ  เพราะนกอื่นมันสูญพันธุ์ได้ แต่นกกระจอกไม่เคยสูญพันธุ์ มีทุกประเทศ

            จงดูธรรมชาติเหล่านี้ แล้วดูชีวิตของเราสิ  ไม่ต้องห่วง ห่วงดวงวิญญาณของท่านเถิด  ถ้าท่านแสวงหาฝ่ายวิญญาณ แสวงหาพระเจ้า และพบพระเจ้าแล้ว พักได้  ที่เหลือ เดี๋ยวพระองค์ทรงพาเราไปเอง  เพราะฉะนั้น บางครั้ง ก็จะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ตามบทเพลงนี้ “พระองค์ทรงเลี้ยงนกน้อยใหญ่”

            พระเยซูบอกว่าถ้าท่านมีอาหารทาน แล้วก็มีเครื่องนุ่งห่ม ก็น่าจะพอใจแล้ว คนมาเชื่อพระเยซู คิดเพ้อฝันไปเรื่อย แต่พระเยซูบอกท่านมีอาหารและมีเครื่องนุ่งห่มพออยู่แล้ว ทำไมพูดอย่างนั้น  พระองค์ให้เราร่ำรวยหรือมั่งคั่งไม่ได้หรือ? ได้ ได้หมด พระองค์กำลังจะบอกว่าแม้นกในอากาศ หรือต้นหญ้า พระเจ้ายังดูแลให้ พระเจ้าจะดูแลท่านให้มากกว่านั้นสักเท่าไร?  เพราะฉะนั้น มีอาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม ก็น่าจะพอใจแล้ว เพราะว่าพระเจ้าดูแลท่านอยู่ไง ถ้าท่านจำเป็นต้องใช้อะไร? พระองค์ก็จะจัดการให้ ถ้าท่านจำเป็นต้องมีทรัพย์สินมากมาย ไปทำอะไร พระเจ้าจะใช้งานท่าน พระเจ้าก็จะให้ได้  พระเจ้ารู้ว่าอะไรดีที่สุด สำหรับท่าน เอเมน และข้อสำคัญ คือพระองค์จะเข้ามาอยู่ในตัวท่าน นึกออกไหม? เพราะฉะนั้น ชีวิตของท่าน ก็เป็นชีวิตของพระองค์ พระองค์ทรงนำพาไปตลอด  เดินตามพระองค์ไป

            ในหนังสือมัทธิว 28:20  พระองค์ก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในสวรรค์ มองไม่เห็นด้วยตาแล้ว  ที่ตะกี้ที่พูด ยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ยังเห็นด้วยตา ตอนที่พระองค์จะลอยเข้าไปอยู่ในสวรรค์ เข้าไปอยู่ในมิติของสวรรค์ จะไม่เห็นพระองค์แล้ว  พระองค์จะมาในรูปของพระวิญญาณ  ก็มาสถิตอยู่ในเรา  เราจะมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้  แต่รู้ได้ด้วยการสัมผัสทางวิญญาณ  พระองค์ตรัสคำนี้ เป็นคำสุดท้าย ซึ่งสำคัญมาก บอกว่า …

        มัทธิว 28:20  “จงมองให้เห็นเถิด เราอยู่กับท่าน ในท่านตลอดเวลาเสมอไปจนกว่าจะสิ้นโลก”

            หมายถึงจนกว่าจะสิ้นชีวิตของเรา  พระองค์จะเข้ามาอยู่ภายในเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แล้วในหนังสือยอห์น 14:23 บอกว่า …

        ยอห์น 14:23 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำประกาศของเรา (วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ พระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด) พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา”

            ไม่ใช่พระองค์ผู้เดียว แต่พระบิดาด้วย  พระเจ้าพระบิดา

            ในหนังสือยอห์น 17:21-23  พระเยซูอธิษฐานกับพระเจ้า …

        ยอห์น 17:21-23 “21 ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์ พระบิดาอยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาอยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา 22 เกียรติสิริ (ชีวิตนิรันดร์) ซึ่งพระองค์ประทานแก่ลูกนั้น ลูกได้มอบให้พวกเขา  (ทุกคนที่เชื่อในลูก) แล้ว เพื่อพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) จะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่พระองค์กับลูก เป็นหนึ่งเดียวกัน คือ 23 ลูกอยู่ในพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) และพระองค์อยู่ในลูก ขอให้พวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งลูกมา และทรงรักพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) เหมือนที่พระองค์ทรงรักลูก”

            พวกเราในที่นี้ หมายถึงตรีเอกานุภาพ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกัน  ไม่เคยแยกจากกัน

            ซึ่งพระองค์ประทานให้ลูกนั้น ประทานเมื่อไร? ตอนที่พระเยซูถูกชุบให้เป็นขึ้นจากตาย

            เราเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับตรีเอกานุภาพ  เป็นวิญญาณเดียวกันเลย เมื่อตอนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เมื่อไรที่เชื่อในพระองค์

            อย่างสมบูรณ์ แปลว่าครบถ้วน ไม่มีที่ติเลย ไม่มีข้อผิดอะไรต่างๆ เลยแม้แต่นิดเดียว  ไม่มีจุดด่างแม้แต่นิดเดียวเลย  รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้อีกแล้ว ตลอดไป ตรีเอกานุภาพแยกกันไม่ได้อย่างไร?  เราที่เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับตรีเอกานุภาพ ก็แยกกับพระองค์ไม่ได้อีกแล้ว  ไม่ว่าท่านจะทำอะไรจากนี้ต่อไป หลังจากรับเชื่อแล้ว ท่านจะไปประพฤติตัวอย่างไรก็ตาม มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตรงนี้ไปได้เลย และท่านไม่ต้องห่วงว่าท่านจะไปทำบาปชั่ว รู้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย เพราะวิญญาณของท่านที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์นั้น สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้ว  ต้องการทำสิ่งที่ดีๆ อย่างเดียว คิดสิ่งที่ดีๆ อย่างเดียว นั่นคือตัวท่าน และพระเจ้ารักเราทั้งหลายผู้เชื่อนั้นเท่ากับรักพระเยซูคริสต์ นี่เป็นพรใหญ่ยิ่งที่พระเจ้าสัญญาให้และให้กับเราเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระองค์ในทุกๆ วัน

            เพราะฉะนั้น ในแต่ละวัน ชีวิตของคริสเตียน คือขอบคุณพระเจ้า  และก็ขอบคุณพระเจ้า  แล้วก็ขอบคุณพระเจ้า ในทุกสถานการณ์ ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา  และรอคอยเพียงอย่างเดียว อะไร? นี่พระพรใหญ่สุดเลยที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ได้รับ รอคอยร่างกายใหม่ ชีวิตคริสเตียน คือดำเนินชีวิต บนโลกนี้ โดยพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ภายใน  และนำพาเราไปแต่ละวันๆ แล้วก็รอคอย ตัวตนจริงๆ ของเรา คือวิญญาณเราใหม่เอี่ยมแล้วตอนนี้  จิตใจเราใหม่เอี่ยมแล้วตอนนี้ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเลย  เหมือนพระเยซูเลย  ไม่ต้องห่วง ร่างกายยังเป็นของเก่าอยู่ อยู่ชั่วคราว อีกไม่นาน พระเจ้าจะเปลี่ยนร่างให้ เป็นร่างใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์เลย  ที่ไม่ต้องมีความเจ็บป่วยอีกต่อไป ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป  ไม่มีการสูญเสียอีกต่อไป  ร่างกายใหม่ที่จะให้นั้น ให้ตอนที่หมดอายุขัยของร่างกายปัจจุบันนี้แล้ว  นี่คือการรอคอยวันที่  เวลาที่พระเยซูคริสต์จะกลับมารับเรา ก็คือวันที่เราจากร่างกายนี้ พอเราจากร่างกายนี้ ไม่ถึงวินาที  ในพระคัมภีร์บอกว่าแค่พริบตา เราก็ได้รับร่างกายใหม่ เพราะฉะนั้น ไม่ได้มีความเจ็บปวดอะไรเลย  พริบตาเดียวปุ๊บ ร่างกายใหม่ ก็เป็นของเรา เราก็จะได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า

            นี่คือเป้าหมายของชีวิตคริสเตียน เอเมน เพราะฉะนั้น เป้าหมายเราอยู่ที่ไม้กางเขน ไม้กางเขน ตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว เป็นเครื่องหมายที่ทำให้เราได้ขอบคุณพระเจ้าในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะไม้กางเขนนี่แหละ ทำให้เราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ทำให้พระเยซูคริสต์สามารถมาสถิตอยู่ภายในเรา และเราอยู่ในพระองค์ และเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ตลอดไปชั่วนิรันดร์ได้  เพราะไม้กางเขนนี้ เอเมน ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรครับ

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            คริสเตียน คือผู้ที่ได้อยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์ได้อยู่ในเขา และทั้งสองวิญญาณได้ผูกพัน เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีใครสามารถแยกเรากับพระเจ้าออกจากกันได้

            พระคริสต์อยู่ในผู้เชื่อ และผู้เชื่ออยู่ในพระคริสต์ ซึ่งหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณกับพระองค์ พระคัมภีร์บอกเราว่าเมื่อเราวางใจในพระเยซู เราจะได้รับการรวมเป็นหนึ่งกับพระองค์

            1 โครินธ์ 6:17 … “ผู้ที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ก็ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระองค์”

            ผู้เชื่อที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือได้บัพติศมาเข้าไปอาศัยอยู่ในพระคริสต์ ก็ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระองค์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้ามาอาศัยอยู่ในเรา

            เอเฟซัส 1:13-14 … “13 และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง  คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วยดวงตรา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ 14 ผู้เป็นมัดจำค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเราจนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

            นี่คือการได้เป็นหนึ่งเดียวกันที่ทำให้เราได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด สนิทสนมกันอย่างมาก มากที่สุดกับพระเจ้าและได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า ในฐานะลูกคนหนึ่งของพระองค์

            นอกจากนี้ พระเยซูยังอธิษฐานในยอห์น บทที่ 17 เพื่อให้เราทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์และพระบิดา ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืน

            ยอห์น 17:21 … “พระเยซูพระบุตรอธิษฐานดังนี้ว่า … “ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์พระบิดาอยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาอยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา”

            “พวกเขาทั้งหมด” คือมนุษย์คนใดก็ได้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูพระบุตรว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป  “อยู่ในพวกเรา” คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระเจ้าสามพระภาค รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและ พระเจ้าพระวิญญาณ

            คำอธิษฐานของพระเยซูนี้ ได้สำเร็จแล้ว!

            คริสเตียน คือผู้ที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน กับพระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามพระภาค

            พระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามประภาคเข้ามาอาศัยอยู่ในเรา ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามพระภาคนี้ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล ที่กระทำการงานอยู่ภายในเราผู้เชื่อ

            ไม่ว่าเราจะรู้สึกยังไงก็ตาม ขณะดำเนินชีวิตบนโลกนี้ ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไรก็ตาม มี 4 วิญญาณอยู่ภายในเรา เป็นฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่พระเจ้าตรีเอกานุภาพทรงอยู่ในเราเป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณของเรา

            นี่คืออาณาจักรสวรรค์ของพระบิดา ที่ลงมาตั้งอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ … เอเมน

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1547

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  พฤศจิกายน  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 7

โดย วราพร  คงล้วน

            เรายังอยู่ในหนังสือโคโลสี บทที่ 1 รอบที่แล้วเราจบลงในข้อที่ 19 ที่บอกว่า …

        โคโลสี 1:19 “เพราะว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ในพระบุตร”

            เราจบตรงนี้ เป็นความพึงพอใจของพระเจ้าพระบิดาที่จะให้ความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ในพระบุตร คือในพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทรงถวายตัวพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ และทำให้แผนการที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรงวางไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น ที่มนุษย์ล้มลงในความบาปได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

            เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอกว่าพระเจ้าพระบิดา จึงได้ยกพระเยซูคริสต์ขึ้นสูงสุด อยู่เหนือนามทั้งปวง แล้วพระเจ้าก็พอใจที่จะให้ความสมบูรณ์ทั้งหมด อยู่ในพระเยซูคริสต์ และ ณ เวลานี้  เราผู้เชื่ออยู่ในพระองค์ เอเมนไหม?  เรากับพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา  แปลว่าความสมบูรณ์ บริบูรณ์ทั้งสิ้น ทั้งมวลอยู่ในเราผู้เชื่อด้วย  พอมาข้อที่ 20 บอกว่า …

        โคโลสี 1:20 “และให้ทุกสิ่งทั้งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์    กลับคืนดีกับพระองค์ผ่านทางพระบุตร สันติภาพนี้มีขึ้นโดยพระโลหิต”

            ทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ได้กลับคืนดีกัน เป็นภาพที่อาจารย์เปาโลเขียนให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้  พระเจ้าได้วางแผนการไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ได้ชำระล้างความผิด ความบาปของพวกเราทั้งหลาย ทำให้มนุษยชาติทุกคนสามารถ คืนดีกับพระเจ้าได้

            เรากับพระเจ้าเป็นศัตรูกัน ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป  วันแรกที่อาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า เรากับพระเจ้าอยู่กันคนละพวก เรากับพระเจ้าเป็นศัตรูกันโดยปริยาย  โดยที่ไม่ต้องทำอะไร มนุษย์ทุกคนเกิดมา ก็เป็นศัตรูกับพระเจ้าเลย อยู่ในความบาปเลย ฉะนั้น ด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และการหลั่งพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ทำให้เราทุกคนมนุษยชาติบนโลกใบนี้ สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ คืนดีด้วยวิธีไหน? วิธีเดียวเท่านั้น  ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เปิดใจยอมรับสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อพวกเราบนไม้กางเขน แค่นั้นเอง เราก็ได้รับการคืนดีจากพระเจ้า

            ในนี้บอกว่า “สันติภาพนี้ มีขึ้นมาโดยพระโลหิต” ในพระคัมภีร์บอกว่าถ้าไม่มีการหลั่งเลือด ก็ไม่มีการอภัยบาป หมายความว่าชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต  พระเจ้าบอกอย่างนั้น

            วันแรกที่พระเจ้าบอกกับอาดัมว่า “ถ้าเจ้าขืนกินผลไม้ต้นนี้  เจ้าจะตาย”

            คำว่า “ตาย” ก็คือไม่มีชีวิต ตายทั้งฝ่ายวิญญาณ คือตายจากพระเจ้า และตายทั้งร่างกายด้วย  ร่างกายค่อยๆ เสื่อมโทรมไป

            มนุษย์ทุกวันนี้ ร่างกายของเราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย  ไม่ว่าเราจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้าก็ตาม เราก็อยู่ภายใต้กฎนี้อยู่ หมายความว่าร่างกายของเราจะเสื่อมโทรมไปเรื่อยๆ เมื่ออายุเรามากขึ้น เซลต่างๆ ที่ถูกใช้มาตั้งแต่เด็กจนโต มันก็ค่อยๆ เสื่อมโทรมลง โรคภัยไข้เจ็บมันก็วิ่งมาถามหาเรา เป็นเรื่องปกติ มันไม่เกี่ยวกับคำสาปแช่งใดๆ หรือไม่เกี่ยวกับว่า …

            “เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เรายังป่วยอยู่ แปลว่าเราต้องทำผิดอะไรกับพระเจ้าแน่ๆ เลย หรือเราต้องทำอะไรที่พระเจ้าไม่พอใจแน่ๆ เลย พระเจ้าเลยเฟี้ยงความเจ็บป่วยเข้ามาในร่างกายของเรา”

            มันไม่เป็นความจริง อย่าให้โลกนี้หลอกเรา ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเจ้าทรงรักเรา รักมาก รักดังแก้วตาดวงใจ รักมากกว่าสิ่งสารพัดทั้งหมด  รักจนกระทั่งสามารถประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเรา บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย ฉะนั้น ความรักตรงนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง และไม่มีสูญสลาย ความรักตรงนี้แหละ สามารถเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าความเจ็บป่วยบนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าแน่นอน แต่เกิดจากผลของความบาป  ที่บรรพบุรุษของเราได้ทำไว้ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วขณะที่ร่างกายของเรายังอยู่บนโลกใบนี้ เราก็ยังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย แม้ว่าเราจะเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว ที่พระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเชื่อวางใจในพระเจ้า เราได้รับวิญญาณใหม่ที่สะอาดบริสุทธิ์หมดจด ไม่มีบาปเลย เป็นเหมือนพระเจ้า เรามีความคิดจิตใจใหม่ เหมือนพระเจ้า ก็คือเป็นความคิดที่ดี คิดบาปไม่เป็น คิดชั่วไม่เป็น พระเจ้าให้กับเราแล้ว

            แต่ขณะเดียวกัน ร่างกายเรายังเป็นร่างกายเดิม ที่พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระเราให้สะอาดหมดจด แยกเราออกมาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า  ให้เราสามารถที่จะเป็นวิหารของพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค คือพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์  นี่คือส่วนที่พระเจ้าทำแล้ว  แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายเรายังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย ยังต้องเผชิญกับความตายอยู่ดี ยังไงร่างกายเราก็ต้องตาย ต่อให้เราแข็งแรงตลอดชีวิต วันหนึ่งเราก็ต้องตาย นี่คือกฎที่พระเจ้าตั้งขึ้นมาเรียบร้อยไปแล้ว

            พระเจ้าทรงอยู่เหนือกฎทั้งวิญญาณและกฎบนโลกใบนี้ด้วย ฉะนั้น ในตรงนี้ อาจารย์เปาโลบอกสันติภาพนี้ มีขื้นมาโดยพระโลหิต เรามีสันติภาพกับพระเจ้า คือเราคืนดีกับพระเจ้าได้  ผ่านทางโลหิตของพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการทำดี หรือการประพฤติดีของเราแม้แต่นิดเดียว  ไม่เกี่ยวกันเลย แต่โดยความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเท่านั้น ทำให้เราสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ ในข้อที่ 21 บอกว่า …

        โคโลสี 1:21 “ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยแยกขาดจากพระเจ้า  และเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในใจ  เพราะพฤติการณ์ชั่วของท่าน”

            เห็นไหม? เป็นคำเดียวกันกับที่ตะกี้นี้อธิบายไปแล้ว ก็คือ “ครั้งหนึ่ง” อาจารย์เปาโลพูดกับคนที่ปัจจุบันได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้วว่า “ครั้งหนึ่ง” หมายความว่าในอดีต ท่านเคยถูกแยกขาดจากพระเจ้า ท่านอยู่ในบาป อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่คนละพวกกับพระเจ้า  เป็นศัตรูกับพระเจ้า  หมายความว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนี้ เป็นศัตรูในใจ ด้วยพฤติกรรมชั่ว จริงๆ  ด้วย DNA ชั่วของมนุษย์นั่นแหละ  มนุษย์เกิดมาปุ๊บ เป็นคนบาปเลย  ยังไม่ทันทำอะไร ทารกเล็กๆ คนหนึ่ง ยังไม่ทันได้ทำดี หรือทำชั่วเลย วิญญาณเขาอยู่ในบาปเรียบร้อยไปแล้ว

            ฉะนั้น ตรงนี้อาจารย์เปาโลกำลังเปิดให้เห็นถึงความจริงในโลกวิญญาณว่าเราเป็นอยู่อย่างนั้นจริงๆ มนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอถึงข้อที่ 22 บอกว่า …

        โคโลสี 1:22  “แต่บัดนี้   ทรงให้ท่านคืนดีกับพระองค์  โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เพื่อถวายท่านให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาต่อหน้าพระองค์”

            บัดนี้ คือ ณ เวลานี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์  เพื่อมนุษยชาติบนไม้กางเขน ทันที พระเจ้าได้ทำให้มนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ได้คืนดีกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว หมายความว่าสิ่งนี้ได้ทำสำเร็จแล้ว อยู่ตรงที่ว่ามนุษย์คนไหนได้รับรู้เรื่องนี้ไหม? แล้วรับรู้เสร็จยอมรับไหม? ยอมรับเอาความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ไหม?  ถ้าเราแค่รับรู้ว่า …

            “โอเค พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มาตาย เพื่อฉันบนไม้กางเขน แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก พระองค์เจ้าข้า ลูกยังสามารถทำดีด้วยตัวของลูกเองอยู่ ลูกไม่อยากพึ่งพระเจ้า ขอพึ่งตัวเองก่อน”

            เราก็จะไม่ได้รับของขวัญชิ้นนี้  เหมือนครั้งหนึ่ง พวกเราทุกคนเคยได้ยินเรื่องของพระเจ้า  แล้วไม่ใช่ทุกคน พอได้ยินปุ๊บ เปิดใจเชื่อเลย มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ตอนแรกที่เราได้ยินพระนามของพระเยซูคริสต์ อันแรกที่มันเกิดขึ้นในใจ คือเราต่อต้านทันทีเลย

            “มาพูดอะไร ชื่อพระเยซูคริสต์ เราไม่ชอบ อย่าพูด”

            ถ้าคนที่มาพูดกับเรา เราเกรงใจเขา  เราก็ต่อต้านจากข้างใน แล้วก็เฉยๆ เมื่อไรจะเลิกพูดสักที  นึกออกไหม? ข้างในวิญญาณเราจะนึกอย่างนี้ เมื่อไรจะเลิกสักทีเรื่องของพระเยซู แต่ถ้าคนที่เราไม่เกรงใจ ใครก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ฉันไม่ชอบ ฉันก็ชักสีหน้าเลย อย่ามาพูดต่อ ฉันไม่เอา ฉันไม่ชอบ อะไรอย่างนี้

            เพราะว่าข้างในวิญญาณของมนุษย์ทุกคน เป็นศัตรูกับพระเจ้าอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า  ได้ยินแล้ว ได้ยินอีก  อย่างดิฉันได้ยินตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ แล้วได้ยินอีก ได้ยินเวลาคริสต์มาส เขาก็ชวนกันไปโบสถ์ เราก็ไปนะ แต่ถ้าถามว่าอยากเชื่อพระเยซูคริสต์ไหม? ไม่เอา  เราแค่อยากมาสนุก แค่อยากมากินของฟรี คริสต์มาส กินของฟรีเนอะ  เราอยากแค่นี้ ชวนเพื่อนกันมา กินเสร็จ เราก็ชิ่งหายไปเลย กลับบ้าน มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงให้ข่าวดีของพระองค์ ถูกส่งมาจากคนโน้นคนนี้บ้าง เบี้ยใบ้รายทาง เป็นเวลา 10 ปี จนวันหนึ่ง ข่าวดีนี้ ที่เราได้ยิน ได้ฟัง เราไม่ได้ใส่ใจ ไม่อยากรู้เรื่องอะไรมากมาย ไม่ได้อยากรับไว้ แต่มันถูกหยอดลงไปในวิญญาณของเรา  มันเกิดเพาะออกมาเป็นต้น ทำให้เรารู้สึกว่าวันหนึ่งเราอยากเชื่อพระเยซูคริสต์ ถามเหตุผลว่าทำไมอยากเชื่อ  ไม่รู้เหมือนกัน แต่อยากเชื่อนั่นแหละ เป็นอย่างนั้น แล้วเราก็มาโบสถ์ แล้วเราก็เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็บัพติศมาเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ผ่าตัดวิญญาณเราเลย เปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเรา  เปลี่ยนความคิดจิตใจใหม่ให้กับเรา  ทำให้เรามีความสามารถเชื่อ  อย่างที่เราคุยกันว่าของประทานแห่งความเชื่อนี้ พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ วันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  มันเป็นเรื่องแปลก แต่เรื่องจริงมาก เราพูดแค่ไม่กี่คำ อาจารย์พาเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราก็ยังงงๆ อยู่ แต่เราก็พูดตาม เพราะว่าข้างในบอกอย่างไรฉันก็จะเชื่อวันนี้นั่นแหละ อะไรอย่างนี้  แล้วอาจารย์ก็พาเรารับเชื่อ

            “ลูกเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

            ตอนที่พูด เชื่อไหม? ไม่เชื่อหรอก จริงๆ แต่พูดตาม เพราะว่าขอลองสักตั้ง อะไรแบบนี้

            “ลูกเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนลูกบนไม้กางเขน ลูกเชื่อว่าพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระล้างบาปของลูก ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต  ลูกเชื่อว่าพระองค์จะให้ลูกได้รับชีวิตใหม่ ไม่ต้องตกนรก  ลูกเชื่ออย่างนั่นแหละ” แล้วเราก็พูดตาม

            แต่ว่าสิ่งที่เราพูด มันเป็นการสำแดงความเชื่อของเรา ความตั้งใจของเรา เป็นเจตนารมย์ของเราว่า …

            “ลองสักตั้งหนึ่งกับพระเจ้า”

            สิ่งที่เราทำเล็กนิดเดียว แต่มันยิ่งใหญ่มาก สำหรับอาณาจักรของพระเจ้า  ทันทีที่เราเปิดใจ อย่างที่ในพระธรรมโรมบอกว่าถ้าท่านเชื่อด้วยใจ รับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนท่านบนไม้กางเขน ท่านจะรอด

            รอด ก็คือรอดพ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษ หลังความตาย นี่คือสิ่งที่ถ้อยคำของพระองค์บอกไว้ แล้วทันทีที่เราทำ ขบวนการ ก็คือเราเปิดใจยอมรับพระเยซูคริสต์เข้ามาปุ๊บ เราได้ทันทีเลย ความรอดจากการถูกพิพากษา ลงโทษ  เราไม่รู้สึกตัว เราสัมผัสไม่ได้ แต่วิญญาณข้างใน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะยืนยันในใจของเรา แล้วจากวันนั้น วันที่เราอธิษฐานกับอาจารย์ ใครก็ได้พาท่านอธิษฐาน จากวันนั้น ความรู้สึกเราเปลี่ยนไป ความรักในพระเยซูคริสต์มันเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ เพราะพระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราได้รับวิญญาณใหม่ มันจะมีของขวัญมาทั้งกล่องเลย ก็คือของประทานแห่งความรักมาด้วย ของประทานแห่งความเชื่อมาด้วย ของประทานที่จะรับรู้ความจริงของพระเจ้ามันชักแถวมาพี่น้องนึกออกไหม? ทำให้เราปิ๊งตลอดเวลา ฟังถ้อยคำของพระเจ้าตรงนี้ ก็ โอ้! เป็นอย่างนี้  ฟังตรงนั้น โห! มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเกิดความเข้าใจขึ้นมาจากในวิญญาณของเรา แล้วค่อยๆ รับรู้ไปเรื่อยๆ  บางอย่าง อ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก  ถ้าใครบอกว่าอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มเข้าใจหมด โกหกนะ มันไม่เข้าใจหรอก  ไม่สามารถเลย เราก็อ่าน อ่านแล้ว ตรงไหน ช่วงไหนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์อยากจะให้เราเข้าใจ  เราก็เกิดจากของประทานแห่งความรู้ความเข้าใจ  มันอ๋อ! ขึ้นมา โดยอัตโนมัติ

            นี่คือขบวนการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานอยู่ในพวกเราผู้เชื่อ ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกคนเหล่านี้ ที่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ว่าบัดนี้ พระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้ถวายเราให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ณ เวลานี้ ผู้เชื่อทั้งหลาย  พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว เราได้ถูกถวาย ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาต่อหน้าพระองค์

            คำว่า “พ้นจากข้อกล่าวหา” ก็คือเหมือนเราไปขึ้นศาล  แล้วสืบพยานทั้งหลายแหล่มาจนเสร็จ ศาลเอาค้อนทุบ บอกว่า …

            “โอเค คนนี้พ้นจากข้อกล่าวหา”

            แปลว่าไม่มีความผิด  ไม่ว่าใครจะมาฟ้องอะไรทั้งหลายแหล่ ศาลตัดสินแล้วว่าคนนี้ไม่มีความผิด  พระเจ้าบอกเราอย่างนั้น เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ตัดสินเราว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม เราสะอาด เราบริสุทธิ์ เราไม่มีความผิดเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่รอจนเราตายนะ  ตั้งแต่ปัจจุบันเลย ตั้งแต่วันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว พอข้อที่ 23 บอกว่า …

        โคโลสี 1:23 “ทั้งนี้ท่านเองต้องดำเนินต่อไปในความเชื่อของท่าน ตั้งมั่นและหนักแน่นมั่นคง ไม่คลอนแคลนจากความหวัง ซึ่งมีอยู่ในข่าวประเสริฐ นี่คือข่าวประเสริฐที่ท่านได้ยินและได้ประกาศแก่ทุกชีวิตใต้ฟ้าสวรรค์ และข้าพเจ้าเปาโลเป็นผู้รับใช้ของข่าวประเสริฐนี้”

            ตรงนี้เวลาเราอ่านแรกๆ เราอาจจะคิดว่าเราต้องทำ ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่อของเรานะ ถ้าเราไม่ดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่อ เราจะหลงทาง เราอาจจะถูกตัดขาดจากพระเจ้า เราอาจจะไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า มันไม่เกี่ยวกัน  เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้าปุ๊บ  เราได้เป็นลูกของพระองค์แล้ว เป็นแล้วเป็นเลย  เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่มีมนุษย์หน้าไหน? หรือผีมารซาตาน เทพผู้ครองศักดิ์เทพอะไร ที่จะเอาเราออกจากพระหัตถ์ของพระเยซูคริสต์ได้ ทำไม่ได้

            ตรงนี้ข้อที่ 23  อาจารย์เปาโลพูดถึงใคร? สมมติว่าเราอยู่ในโบสถ์ บางอาทิตย์ก็จะมีพี่น้องพาเพื่อนมาในคริสตจักร แล้วเพื่อนก็ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ช่วยให้รอด ก็มานั่งฟัง ข่าวดีของพระเจ้า  ตอนที่ดิฉันเชื่อพระเจ้า ดิฉันไม่ได้มาโบสถ์ แล้วเชื่อทันที ก็คือฟังเรื่องราวของพระเจ้ามาเป็นสิบๆ ปี แล้วก็เกิดอาการว่าอยากเชื่อพระเจ้า  แต่วันที่มาโบสถ์ ก็ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์นะ กล้าๆ กลัวๆ ดีไม่ดี มาแช่อิ่มอยู่ในโบสถ์ 4 อาทิตย์ แช่อิ่มแบบฟัง อยากเชื่อ ไม่อยากเชื่อ  มันตีกัน จนถึงอาทิตย์ที่ 4 ไม่ไหวแล้ว  ไม่เชื่อไม่ได้ ก็เลยให้พี่สาวพาออกมา  ตอนนั้นอยู่ใจสมาน ซอย 6 เขาจะมีเรียกรับเชื่อทุกอาทิตย์ พอเขาเรียกรับเชื่อปุ๊บ ใจอยากออก  แต่มือจับเก้าอี้ไว้แน่นเลย เพราะเก้าอี้ที่ใจสมานมันเป็นเก้าอี้ไม้ แล้วมันมีพนักหลัง แล้วเรานั่งอยู่ มันก็มีพนักให้เราจับ จับแน่นเลย ออกไม่ออกๆ สู้กัน 1 เดือน  พออาทิตย์ที่ 4 ไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ออกไป เราตายแน่ๆ เลย คือมันไม่ไหว ก็เลยออกไปเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงเมตตามากๆ ไม่ถือสาในความดื้อของเรา ไม่ถือสาที่เราอะไรก็ไม่รู้ ตั้งแต่ได้ยินเรื่องของพระเจ้า เราก็งอแงมาตลอด แต่พระเจ้าไม่เคยถือสา พระองค์ทรงประกาศข่าวดีของพระเจ้าผ่านคนโน้นคนนี้  คนนั้นบ้าง จนวันที่เราออกไปต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้รับการปลดปล่อยจริงๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ ดิฉันเชื่อพระเจ้ามาเกือบ 40 ปี เห็นพระคุณของพระเจ้ามากมาย

            คำว่า “เห็นพระคุณของพระเจ้า” ไม่ได้หมายความว่าชีวิตอยู่สุขสบาย ตั้งแต่วันที่เชื่อพระเจ้าจนถึงวันนี้ ไม่ใช่ ผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการอดอยาก หิวโหย ผ่านอะไรเยอะแยะมากมาย ทุกรูปแบบผ่านมาหมดแล้ว เกือบ 40 ปี

            แต่ว่าสิ่งสารพัดเหล่านี้ ที่เราผ่านมา พอผ่านปุ๊บ เราเห็นพระคุณของพระเจ้า  เราเห็นมือใหญ่ๆ ของพระเจ้า  ที่อยู่ในเรา  อยู่กับเรา  พยุงเรา คอยช่วยเหลือเรา แม้หลายครั้งความเป็นมนุษย์ เรารู้สึกแย่แล้วๆ พระเจ้า ตายแน่ๆ เลย อดตายแน่ๆ เลย แต่จนทุกวันนี้ ก็อ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่ อยากจะเอาออกบ้าง แต่มันออกไม่ได้ พระเจ้าทรงดูแลเรา  พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์ไม่ทิ้งเรา  ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหน?  พระองค์ก็ทรงสถิตอยู่ในเรา ไม่ทิ้งเรา ฉะนั้น ตอนนี้ที่เราเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ พอเราผ่านความทุกข์ เราทำอย่างไร? บางวันนะ ไม่ได้กินข้าว  3 มื้อ ไม่มีอาหารจะกิน ไม่ได้เกี่ยวกับเราจะอดอาหารอธิษฐานกับพระเจ้า บางวันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วทำอย่างไร? ก็ไม่เป็นไร ดื่มน้ำก็ได้ ดีเหมือนกัน เหมือนเขาทำ AF IF อะไรอดสักวันหนึ่ง อดสองวัน อะไรก็แล้วแต่ เพื่อสังขยานาร่างกายของเรา ที่มันตกค้างอยู่ออกไป มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งให้เราอยู่ลำพัง เรายังเห็นพระเจ้าตลอดเวลา ตอนที่ดิฉันมารับใช้พระเจ้า  ดิฉันบอกพระเจ้าว่า …

            “ถ้าพระองค์ทรงเรียก ลูกเชื่อว่าพระองค์จะดูแลชีวิตของลูก แต่ถ้าวันไหนที่ลูกจะต้องอดตาย ก็ไม่เป็นไร ให้ตายไปเลย ถือว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า”

            แต่พระองค์ก็ไม่เคยให้ดิฉันอดตายสักทีหนึ่ง มีอดบ้าง มีกินหรูบ้าง เหมือนอาจารย์เปาโลบอก …

            “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญกับความอิ่มหน่ำสำราญ สามารถเผชิญกับความอดอยาก ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังเรา”

            บางวันไม่มีกิน บางวันกินหรูหรา กินหรู อยู่แพง คือมันผ่านมาหมดพี่น้อง  เราจึงเห็นพระคุณของพระเจ้า แล้วสามารถให้พี่น้องมั่นใจในพระเจ้าของเราได้ เราแค่คิดอย่างเดียวว่าอย่างมาก ก็แค่ตาย  แค่นั้นเอง จบ  ถ้าเราคิดได้ขนาดนี้ ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก็ไม่สามารถสั่นคลอนเราได้เลย ไม่สามารถที่จะทำให้เราหลุดจากความรักของพระเจ้าได้เลย

            ในข้อที่ 23 จริงๆ แล้ว ตรงที่อาจารย์เปาโลพูดถึง เหมือนในโบสถ์ที่ตะกี้ที่บอก มีคนเชื่อ มีคนไม่เชื่อ  คนที่กำลังจะเชื่อ มีหลายคนมานั่งจุมปุ๊กเหมือนดิฉัน มาจุมปุ๊กอยู่ที่โบสถ์เป็นเดือน บางคนมานั่งเป็นปีเลยนะ ก็ยังไม่เชื่อพระเจ้า แต่ว่าเรื่องราวของพระเจ้า ข่าวประเสริฐ เป็นสิ่งที่ดี  เราจะไม่ยัดเยียดข่าวประเสริฐให้ใครทั้งนั้น ให้คนๆ นั้น ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องราวของพระเจ้า จนวันหนึ่ง เมื่อใจของเขาเปิดและเขายินยอมด้วยตัวของเขาเอง แล้วเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาเรียกว่าเป็นผลไม้ที่สุกงอม พอดีกิน กินอร่อยด้วย  แต่ถ้าเราไปบีบคั้น บังคับ พยายามเคี่ยวเข็ญ ยัดเยียดข่าวดีให้กับคนโน้นคนนี้ เขาอาจจะรำคาญเรา นึกออกไหม? …

            “เชื่อๆ สักหน่อยเถอะ จะได้เลิกมาตื้อเราสักทีหนึ่ง”

            ก็เป็นผลไม้ที่มันยังไม่สุกงอม แล้วมันอาจจะถูกบีบไปบีบมา  พี่น้องตอนเด็กๆ เคยเป็นไหม? เวลาคุณพ่อคุณแม่ซื้อผลไม้อย่างหนึ่งมา มันยังไม่สุก แต่เราอยากกิน เราทำอะไร? เราไปแอบบีบทุกวัน ไม่ใช่ทุกวันด้วยนะ แอบบีบ วิ่งๆ ไปเล่นปุ๊บ วิ่งกลับมาบีบ นิ่มยัง วิ่งๆ ออกไป นิ่มยัง พอมันนิ่ม คือมันเสียไปแล้ว มันเน่า เพราะว่ามันถูกเราบีบจนมันตาย มันเน่า มันกินไม่ได้

            ฉะนั้น ผลไม้ที่สุขงอม มันจะเป็นผลไม้ที่อร่อย แล้วก็อยู่ในฤดูกาลของมัน เช่นเดียวกัน ชีวิตของพวกเราทุกๆ คน ถ้าถึงเวลาที่สุกงอม ถึงเวลาที่มันเปิดใจเต็มที่ ที่จะเชื่อวางใจในพระเจ้า เราต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ ไม่ต้องมีใครมาเคี่ยวเข็ญอะไรเรา เราจะเกิดความปรารถนา อยากจะรู้เรื่องของพระเจ้าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ พี่น้องเป็นไหม?  มันอยากขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ในวิญญาณของเรา อยากรู้เรื่องพระเจ้า อยากรู้ว่าพระเยซูคริสต์ทำอะไร นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ

            ฉะนั้น อาจารย์เปาโลหนุนใจว่าคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว อย่างพวกเรา บางคนก็เชื่อมา 10 ปี 20 ปี 30 ปี บางคนก็เพิ่งเชื่อ บางคนก็เชื่อมา 2 ปี 3 ปี อาจารย์เปาโลก็หนุนใจว่าให้เชื่อต่อไป ในความหวังนี้

            ความหวังนี้ที่พระเจ้าให้กับพวกเรา คือความหวังในโลกหน้า  เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้า  เราหวังอยู่แค่ 2 อย่างเอง อย่างอื่นเราไม่ต้องหวังแล้ว อย่างอื่น คือเราได้รับแล้ว  อย่างเช่นชีวิตนิรันดร์ เราได้รับแล้ว การอยู่ในพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เราได้รับแล้ว  เราได้รับวิญญาณใหม่ ก็ได้แล้ว ความคิดจิตใจใหม่ ก็ได้แล้ว  ได้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราได้หมดแล้วนะ เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์กับพระเยซูคริสต์ในพระเจ้า ได้หมด แต่สิ่งที่เราไม่ได้มี 2 อย่าง คือร่างกายใหม่กับสถานที่ใหม่ ที่พระเจ้าบอกว่าวันหนึ่งที่โลกนี้สิ้นสลายไป พระเจ้าได้เตรียมที่ใหม่ ที่สวยงามมากให้กับพวกเราผู้เชื่อทุกๆ คน ฉะนั้น ผู้เชื่อทุกคนมีความหวังใจตรงนี้ เป็นความหวังเดียวที่ทำให้เราสามารถที่จะอดทน บากบั่น ยึดมั่นในพระเจ้า ทุกข์แค่ไหนก็ไม่เป็นไร แค่หายใจเข้า หายใจออกแป๊บเดียว เดี๋ยวเราก็ไปแล้ว โลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา บ้านเราอยู่บนสวรรค์ เราคิดอย่างนี้ เราก็จะสามารถมีสันติสุขในความทุกข์ยาก สามารถได้

            กับคนที่เพิ่งมาเชื่อ อาจารย์เปาโลก็หนุนใจเหมือนกันว่าให้ดำเนินต่อไปในความเชื่อนี้ อย่าสั่นคลอน ให้ยึดไว้ข่าวดีของพระเจ้า ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว

            แล้วสำหรับคนที่มาสังเกตการณ์ ณ เวลานั้น จริงๆ คริสตจักรต่างๆ ในอดีตที่ไม่ว่าจะเป็นเอเฟซัส โคโลสีอะไรต่างๆ ก็จะมีผู้สังเกตการณ์ แล้วผู้สังเกตการณ์ที่มา อาจจะเป็นพวกคนยิวด้วย คนยิวที่แอบๆ มาฟัง  อยากรู้เรื่องพระเยซูคริสต์ แต่ก็ยังกลัวๆ เพราะกลัวว่ามาเชื่อพระเยซูคริสต์จะถูกตัดขาดจากพระวิหารของพระเจ้า คนยิวกลัวมาก เหมือนกับการถูกตัดขาดจากการเป็นประชากรของพระเจ้า  เขาก็กล้าๆ กลัวๆ จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ดีไหม? กลับไปบ้าน ก็ถูกพ่อแม่บอกว่า …

            “กลับไปที่พระวิหาร  ไปถวายเครื่องบูชาดีกว่า” ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้

            แต่อาจารย์เปาโลยังหนุนใจว่าคนกลุ่มนี้ก็อย่าทิ้งนะ ไปๆ มาๆ ก็ได้ ไปวิหารก็ได้ กลับมาฟังถ้อยคำของพระเจ้า ข่าวดีของพระเจ้าซ้ำไปซ้ำมา วันหนึ่ง เขาอาจจะมีโอกาสได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดก็ได้ ตรงนี้ อาจารย์เปาโลพูดถึงคนคลุมไปทั้งหมด ทั้งผู้เชื่อ ผู้ที่กำลังจะเชื่อ หรือผู้ที่มาฟังแล้ว ไม่เชื่อสักที ก็ไม่เป็นไร ฟังไป วันหนึ่งข้างหน้า เขาอาจจะเชื่อ ก็ได้

            ฉะนั้น ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่เราผู้เชื่อทั้งหลาย มีความหวังใจที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือเราหวังใจแค่นี้แหละ โลกหน้ากับร่างกายใหม่  มาข้อที่ 24 บอกว่า …

        โคโลสี 1:24 “บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งชื่นชมยินดีในสิ่งที่ได้ทนทุกข์ เพื่อพวกท่าน และข้าพเจ้ากำลังเติมการทนทุกข์ของพระคริสต์ ที่ยังขาดอยู่ให้เต็มในร่างกายข้าพเจ้า เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์  คือคริสตจักร”

            ทำไมอาจารย์เปาโลต้องทนทุกข์ เรามานึกภาพตอนที่อาจารย์เปาโลไปประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลถูกเรียกมาให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ ฉะนั้น คนต่างชาติที่อาจารย์เปาโลไปประกาศ ก็เรียกว่าเป็นจุดประกายความเดือดให้กับพวกคนยิวนั่นแหละ ก็จะมีการไล่ล่าฆ่าอาจารย์เปาโล แล้วอาจารย์เปาโลทนทุกข์ เพราะว่ากำลังประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ และปรารถนา เวลาเราประกาศให้ใคร เราก็อยากให้เขารับเชื่อ จริงไหม? พอเขายังไม่เชื่อ เราก็ทุกข์ อย่างญาติโกโหติกาของเรา เราประกาศข่าวดี ให้กับเขา แล้วเขายังไม่เชื่อ  เราก็ทุกข์ อาจารย์เปาโลก็ยังทนทุกข์อยู่ ถูกทรมาน ถูกข่มเหง ถูกไล่ล่า  เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐที่เขาไปประกาศกับคนต่างชาติ และในขณะเดียวกัน  พระเยซูคริสต์ยังทนทุกข์อยู่ พี่น้องนึกภาพนะ

            เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  พระองค์ได้สิ้นพระชนม์และถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย สิ่งที่พระเยซูคริสต์คริสต์ทำ คือสำเร็จแล้ว  แต่เหตุที่พระเยซูคริสต์ยังต้องทนทุกข์อยู่ เพราะพระเยซูปรารถนาที่จะให้ข่าวดีของพระองค์ถูกประกาศออกไป ถึงสุดปลายแผ่นดินโลก ปรารถนาที่จะให้มนุษยชาติทั้งหมด ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระองค์ และปรารถนาที่จะให้มนุษยชาติได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องไปเผชิญกับความตายอีกครั้งหนึ่ง หลังจากวิญญาณ ออกจากร่าง  นี่เป็นการทนทุกข์ พระเยซูทุกข์ในขณะนี้ พระองค์คุกเข่าอธิษฐาน เพื่อมนุษยชาติ และเพื่อพวกเรา ซึ่งเป็นธรรมิกชนของพระองค์อยู่

            ดังนั้น ในพระคัมภีร์ตรงนี้ อาจารย์เปาโลบอกชัดเจนเลย อาจารย์เปาโลพยายามที่จะประกาศกับคนต่างชาติ  เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์ พระกายของพระองค์ คือคริสตจักร คริสตจักรไม่ใช่เพียงแต่ในที่นี้ ก็คืออภิสุทธิสถานเท่านั้น คริสตจักรของพระเจ้า หมายถึงคริสตจักรทั่วโลก เป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ โดยมีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะ ฉะนั้น ตรงนี้ เป็นความรักที่อาจารย์เปาโลสำแดงออกให้กับผู้เชื่อเหล่านี้ได้รับรู้ว่าทุกวันนี้ ที่อาจารย์เปาโลต้องทนทุกข์  ก็เพราะอยากจะประกาศเรื่องความดี ความจริงของข่าวประเสริฐ ให้กับพวกเธอได้รับรู้ความจริง

            มีพระคัมภีร์อยู่ตอนหนึ่งที่อาจารย์เปาโลบอก … “ข้าพเจ้าตายทุกวัน”

            คำพูดที่อาจารย์เปาโลพูดนี้ เป็นเรื่องของปัจจุบัน ก็คืออาจารย์เปาโลมีสิทธิ์ที่จะตายได้ทุกวัน ถ้าเราไปอ่านประวัติของอาจารย์เปาโล อาจารย์เปาโลทรหดอดทนมาก  เมื่อพระเจ้าพระเยซูคริสต์เรียกเขาให้มาประกาศกับคนต่างชาติปุ๊บ อันดับแรกเลย เขาถูกข่มเหงโดยชนชาติยิว เขาถูกไล่ล่า เขาถูกโบยตี ถูกจับไปติดคุก ถูกล่ามโซ่ตรวน ถูกสารพัดสิ่ง ถูกคนเอาหินขว้างให้ตาย  คิดว่าตาย แต่ไม่ตาย เพราะคนมาช่วยให้อาจารย์เปาโลรอดได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาตาย  เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องตาย พระเจ้าก็ปล่อยให้อาจารย์เปาโลตาย  ตรงนี้คือสัจจะธรรมคาวมจริง  พี่น้องต้องรับรู้ความจริงตรงนี้เลย ต่อให้อาจารย์เปาโลเป็นอัครสาวกที่พระเจ้าทรงรัก และใช้งานได้เยอะมากๆ ทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์เยอะขนาดไหนก็ตาม อาจารย์เปาโลก็ยังต้องรับความทุกข์ยากเหล่านี้ เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ แปลว่ามันจะมีคนมาสอนผู้เชื่อว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะดีอย่างเดียว  สูงขึ้นทางเดียว เราจะสุขสบาย  เราจะร่ำรวย เราจะ จะ จะอยู่ตรงนี้ ก็คือเอาสิ่งของที่อยู่บนโลกใบนี้มาโน้มนำ ทำให้เรารู้สึก …

            “ดีนะ มาเชื่อพระเจ้า แล้วได้อย่างนี้”

            ใครๆ ก็อยากได้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีใครไม่อยากได้ไหม? ไม่มี ใครๆ ก็อยากได้ ความร่ำรวย มีเงินทองล้นฟ้า ใครๆ ก็อยากได้  ก็คือสิ่งสารพัดเหล่านี้ มันเป็นการล่อลวงทั้งหมดเลย ที่โลกนี้ ส่งเข้ามาหลอกลวง แม้กระทั่งผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่ถามว่าเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์ เรารวยได้ไหม? บางคนบอกว่าถ้ารวย พวกนี้ไม่ไหว ต้องยากจนสิ ความเชื่อบางคนก็ตกขอบนะ  ตกขอบแบบ ถ้าเป็นคริสเตียนต้องรวยล้นฟ้า กับอีกขอบหนึ่ง คือถ้าเป็นคริสเตียนต้องยากจน ไม่อย่างนั้นความเชื่อไม่ถึง เป็นความเชื่อที่ไม่ตรงตามถ้อยคำของพระเจ้า

            ดังนั้น พระคัมภีร์ พระเจ้าสมดุลมาก มีบางคนถูกเรียกมา เพื่อให้มีของประทานในการบริจาค ในการแจกจ่าย เมื่อเขามีของประทานตรงนี้ปุ๊บ พระเจ้าก็จะให้กำลังเขา ให้เขามีทรัพย์สินเพียงพอ  พระเจ้าไม่ได้ใช้ใคร โดยที่ไม่ได้ให้เครื่องมือ พี่น้องนึกออกไหม? ถ้าพระเจ้าจะใช้เราให้มีของประทานในการบริจาค ในการช่วยเหลือ พระเจ้าก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือให้เรา  อวยพรให้เรามีปัจจัยพอที่เราจะเอาไปจับจ่ายใช้สอย  ช่วยคนอื่นได้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีปัจจัยใช้สอย แล้วเราก็ดันทุรัง เราคิดว่าพระเจ้าใช้ฉันเป็นคนที่จะไปมีของประทานในการบริจาค ในการช่วยเหลือ เราก็ช่วยเหลือจนเรียกว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” เคยได้ยินคำนี้ไหม? เราเอ็นดูเขา เอ็นตัวเองขาด อันนั้นไม่ใช่ พระเจ้าไม่เคยให้ทำแบบนี้  ถ้าพระเจ้าจะให้เราช่วยเหลือใคร แปลว่าเราจะมีกำลังเพียงพอ ดูแลตัวเองก่อน คือพระเจ้าไม่เคยให้เราไปดูแลคนอื่นก่อน ดูแลตัวเองก่อน จนตัวเองเพียงพอ เหลือเฟือ ค่อยแบ่งปันให้คนอื่น

            จำคำนี้ไว้ “จงรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตัวเอง”

            คำนี้ คือพระเจ้าให้รักใครก่อน? รักตัวเองก่อน รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง แปลว่าเราต้องรักตัวเองเป็นก่อน ถ้าเรารักตัวเองไม่เป็น เราไปแจกจ่ายความรักให้คนอื่น แปลว่าเราสร้างภาพ เป็นคนดี ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่ใช่ พระเจ้าบอกชัดเจนเลย ถ้าพระองค์จะให้ของประทานเราตรงนี้ พระเจ้าจะมีปัจจัยใช้สอยให้กับเรา มีเพียงพอ  แล้วเราแจกจ่ายไป โดยที่ตัวเราเองไม่เดือดร้อน  พี่น้องอย่าทำตัวเองให้เดือดร้อน เพื่อช่วยเหลือคนอื่น

            แล้วอย่าให้คำว่า … “เป็นคริสเตียนทำไมไม่มีน้ำใจ”

            มาทำให้เราต้องรีบช่วย เราต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อช่วย  อย่าเด็ดขาด พี่น้องอย่าทำ  ถ้าเราต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อช่วยใคร เราไม่ได้ทำตามความรักของพระเจ้า เรากำลังทำตามความปรารถนาของเราเอง ที่เรา “ฉันอยากทำๆ” อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่  ถ้าพระเจ้าจะให้เราทำ พระเจ้าต้องให้เรามีเพียงพอ สำหรับตัวเอง ดูแลครอบครัวก่อน

            ในพระธรรมมัทธิว บอกว่าให้เราไปประกาศ ไปดูแล รักคนรอบข้างก่อน จากเยรูซาเล็ม ไล่ๆ ออกไป คนรอบข้างเรา ที่ใกล้ชิดที่สุด คือใคร? คุณพ่อ คุณแม่ สามี ภรรยา ลูก รอบตัวเรานะ เอาแค่นี้ก่อน คนอื่นเก็บไว้ก่อน  คนอื่น นอกกายเรา ถ้าเราสามารถดูแลคนเหล่านี้ได้  คุณพ่อ คุณแม่ สามี ภรรยา ลูก ดูแลได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ยังเหลือเฟือ ใจข้างใน พระเจ้าใส่ความปรารถนา อยากจะช่วยใคร พี่น้องทำไปเถอะ ไม่ผิด ไม่บาป ไม่ผิดกฎของพระเจ้า ทำไปเถอะ ทำเสร็จ เราก็ขอบคุณพระเจ้า  เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรดีไปกว่าคนอื่น เพราะพระเจ้าให้ของประทานเราตรงนี้  เราก็ทำไป

            ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าสร้างไว้ พระองค์สมดุลมาก อย่าให้โลกนี้หลอกเรา ด้วยคำโกหก หลอกลวง  ทำให้เราต้องบีบตัวเอง จนตาย เพื่อไปทำให้คนอื่นสบาย พระเจ้าไม่เคยต้องการให้เราเป็นแบบนั้น

            เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับถ้อยคำนี้  ที่อาจารย์เปาโลได้พูดถึง แล้วสอนพวกเราทุกๆ คน ให้เราสามารถรรับรู้ความจริงเหล่านี้ ดิฉันเชื่อว่ามีคริสเตียน หรือมีพี่น้องในนี้ หลายคนเลย กังวลกับเรื่องนี้อยู่ ในคริสตจักร จะมีคนขอยืมเงินกัน มาคุยเรื่องนี้ สมมติว่ามีคนมาขอยืมเงิน พี่น้องคิดเอาเองว่าเราอยากให้ยืมไหม? ถ้าข้างในวิญญาณเราอยากให้ยืม ยืมไป ยืมหมายความว่าไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน  ยืมเท่าที่เรามีกำลังให้  ให้เขาเท่าที่มีกำลังให้ มีร้อยหนึ่ง “เธอเอาไปยี่สิบแล้วกัน ฉันเอาไว้แปดสิบ” หรือถ้าใจปล้ำกว่านี้ ก็เอาไปคนละ 50 แล้วกัน จบนะ ไม่ใช่มีร้อยหนึ่ง สงสารมาก เธอเอาไปทั้งร้อยแล้วกัน แล้วตัวเองก็มาไส้กิ่ว ไม่มีของกิน อันนั้นไม่โอเค ไม่ใช่มาจากพระเจ้าแน่นอน

            ฉะนั้น อย่าให้โลกนี้หลอกเราว่าถ้าเราไม่ช่วยเขา เท่ากับเราไม่มีความรัก พระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา  พระองค์จะเป็นผู้ขับเคลื่อน และเป็นผู้ใส่ความปรารถนาในใจของเรา เราเคยรู้สึกไหมว่าบางคนเรารู้สึกเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ เราอยากช่วยเหลือ แต่บางคนเราเฉยๆ  ถามว่าเราเฉยๆ เราใจดำไหม?  มันไม่เกี่ยวกับการใจดำหรือไม่ใจดำ  อย่างที่บอกพระเจ้าบอกเงินเป็นของฉัน จำได้ไหม ตอนที่พระเยซูยกคำอุปมา เจ้าของสวนไปเรียกคนมาทำงานในสวน 1 เดนาริอัน แล้วพอเสร็จ เจ้าของจ่ายให้เท่ากันหมด

            มีคนมาบ่นอีก … “ไม่ยุติธรรม ทำไมท่านทำอย่างนี้”

            เจ้าของสวนบอกว่า … “เงินฉัน” นึกออกไหม? “เงินฉัน ฉันพอใจจะให้เท่ากัน เธอมีปัญหาไหม?”

            เหมือนกันนั่นแหละ  เงินอยู่ในกระเป๋าเรา พระเจ้าให้สิทธิอำนาจกับเราที่จะใช้เงินของเราได้อย่างเต็มที่ เราอยากให้ ให้ไป ไม่อยากให้ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ  อย่าให้เขามาชี้หน้า

            “นี่ คริสเตียนทำไมถึงไม่มีความรัก ขอแล้วไม่ยอมให้”

            “ฉันไม่ให้ ตอนนี้ ข้างในฉันรู้สึกไม่อยากจะให้” ก็จบไง

            พี่น้องกล้าทำไหม? กล้าๆ หน่อยนะ เราเป็นคริสเตียน อย่าให้โดนหลอกว่าพอใครมาว่าอย่างนี้ ไม่ได้ เดี๋ยวเราถูกตราหน้าว่าเป็นคริสเตียน แล้วเราไม่มีความรัก เราต้องพยายามทำ มันไม่จริง ความรักมันอยู่ข้างใน พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นคนขับเคลื่อนบอกเราเอง เราสามารถช่วยเหลือได้เยอะแยะมากมายในสารพัดสิ่ง ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องช่วยเหลือด้วยเงิน เราช่วยเหลือด้วยคำหนุนใจ หรืออะไรแล้วแต่ เราสามารถช่วยเหลือได้หมด ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ข้างในดลใจเรา  ขับเคลื่อนในใจเรา ให้เราทำ ทำไปด้วยความรัก ที่อยู่ข้างในเราออกไป แล้วผลออกมาจะเป็นอย่างไร? ก็ไม่เป็นไร เราก็ฝากไว้กับพระเจ้า เราไม่ใช่พระเจ้า  เราไม่สามารถไปรับผิดชอบทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ฉะนั้น ให้พี่น้องรับรู้ความจริงตรงนี้  ความจริงตรงนี้จะทำให้พี่น้องเป็นไท เป็นอิสระ เชื่อว่าอันนี้มันจะเป็นประโยชน์ สำหรับพี่น้องเยอะๆ เลย มีหลายคนยังมีเครื่องหมายคำถาม

            “พระองค์เจ้าข้า ถ้าลูกไม่ช่วยเหลือคนนี้ แล้วลูกจะ ….” อะไรอย่างนี้

            พี่น้องนึกออกไหม? อย่าให้ความรู้สึกแบบนี้ มากัดกร่อนจิตใจของเราเด็ดขาด ให้เรารับรู้ว่าทุกสิ่งที่เราทำ พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา เป็นคนขับเคลื่อนให้เราทำทั้งหมด ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน พระเจ้าอวยพรค่ะ

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            คริสเตียน มีชัยชนะเหนือโลกแห่งความบาปและความตายแล้ว ก็จริง! แต่คริสเตียนยังต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้อยู่

            การชนะเหนือโลก ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงปัญหา หรือการไม่มีความทุกข์ยากลำบากในชีวิต แต่หมายถึงการมีชีวิตที่มีชัยชนะในพระคริสต์ โดยที่เราไม่ถูกครอบงำ ด้วยบาปหรือความชั่วตามระบบของโลกนี้ แต่เรามีชีวิตใหม่ในพระองค์ และสามารถดำเนินชีวิต ตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สถิตอยู่ภายในตลอดเวลา

            1 ยอห์น 5:4-5 … “4  เพราะทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลก (แห่งความบาปและความตาย) และความเชื่อของเราเอง คือฤทธิ์อำนาจที่เอาชนะโลก (แห่งความบาปและความตาย) แล้ว 5 ใครกันล่ะ  ที่เอาชนะโลกนี้ได้ (โลกแห่งความบาปและความตาย)  ก็คนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

            คนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็ได้รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลกแห่งความบาป และความตาย

            • ชนะโลก ก็คือหลุดพ้น เป็นอิสระจากการถูกพิพากษาลงโทษ คือถูกสาปแช่งให้พินาศตายในฝ่ายวิญญาณ  ไม่สามารถอยู่กับพระเจ้าได้นิรันดร์

                        – ชนะความบาปความชั่ว

                        – ชนะการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

                        – ชนะการเข้ากับพระเจ้าไม่ได้

                        – ชนะเป็นอิสระจากการอยู่ภายใต้ การเป็นทาสมาร  การอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด

                          ในโลกวิญญาณ

            • ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ ของพระเยซูที่ได้กระทำที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย  ทำให้มนุษย์ทั้งหลายที่เชื่อ  ได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า  เป็นคนชอบธรรม  เป็นคนที่กลับคืนดีกับพระเจ้า  มาเป็นลูกพระเจ้า อาศัยอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า

            อาณาจักรของพระเจ้า คือตัวของพระเยซูคริสต์เอง คือผู้เชื่อเข้าไปอยู่ในพระคริสต์และพระคริสต์เข้ามาอยู่ในผู้เชื่อ เป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณ เป็นอาณาจักรของพระบิดา ที่ลงมาตั้งอยู่บนโลกนี้แล้ว เริ่มต้นเมื่อวันเพนเทคอส

            • ย้ายทันที  เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอตาย

            โคโลสี 1:13-14 … “13 พระเจ้าได้ช่วยชีวิตเรา ให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และนำเรา เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระบุตร ซึ่งก็คือพระบุตรที่พระเจ้ารัก 14  พระองค์ได้ปลดปล่อยเรา ให้เป็นอิสระ และอภัยบาปต่างๆ ของเราด้วย”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1545

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  26  ตุลาคม  2025

เรื่อง “คริสเตียนประกาศข่าวดีอย่างไร?”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้ สำหรับคริสเตียนทุกคนเลยนะ เรื่อง “คริสเตียนประกาศข่าวดีอย่างไร” อยากรู้ไหม?  คือมีพี่น้องผู้เชื่อหลายท่านสงสัย แล้วก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีท่าทีอย่างไร? เกี่ยวกับเรื่องการประกาศข่าวดี เพราะพี่น้องหลายท่าน ที่สงสัย ที่กังวลเรื่องนี้ ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องคริสเตียนที่เชื่อมานานพอสมควรแล้ว เชื่อใหม่ๆ ยังไม่ค่อยเท่าไร?  ยังคิดถึงตัวเองอยู่ แต่พอเชื่อไปสักหน่อยหนึ่ง เริ่มต้นกังวล เพราะเริ่มต้นได้ยินพี่น้องคริสเตียนคนอื่นๆ  หรืออาจารย์สอนคนอื่นๆ  หรือคำบรรยายบอกว่าให้ออกไปประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์ เหมือนกับคนโน้นคนนี้เขาประกาศอยู่ คนนั้นก็ประกาศ คนนี้ก็ทำ ท่านก็ควรจะทำ

            หรือบางแห่งเขาบอกว่าท่านต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ เป็นหน้าที่ปุ๊บ ก็เกิดความสงสัยว่า …

            “เอ๊ะ! หน้าที่ เราเป็นคริสเตียน เราต้องทำตรงนี้หรือ?”

            กังวลถึงขนาดไหน?  ถึงขนาดบางคนกลัวเลยว่าไม่ได้ทำ แล้วมันจะผิด  ไม่ได้ทำหน้าที่ของเราในฐานะเป็นคริสเตียนที่ดี ก็เลยกลัว กังวลว่าไม่ได้ประกาศ เดี๋ยวพระเจ้าไม่ชอบ ไม่พอพระทัย ไม่ได้รับรางวัล ไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้า  หรือบางคนหนักกว่านั้น บางคนกลัวถึงขนาดว่าไม่ได้ประกาศ แล้วได้ยินเขาว่าถ้าไม่ประกาศให้กับคนใดคนหนึ่ง ที่พระเจ้าได้นำเราเข้าไปรู้จักกับเขาแล้ว  เขายังไม่ได้รับความรอด ยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้า  แล้วเราไม่พูดเรื่องข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เราต้องรับผิดชอบในชีวิตของเขา  เมื่อเราจากเขามา แล้วเราไม่ประกาศ  คุ้นๆ ไหม?  ใครที่กังวลเรื่องนี้ ยกมือขึ้น  ผมคนหนึ่งล่ะ  ตอนมาเชื่อพอสมควรแล้ว เริ่มคิด แรกๆ ก็คิดตามหน้าที่ว่ามันต้องทำ มันดี มันน่าทำ เราได้ของดี แล้วทำไมไม่ให้คนอื่น มันถูกต้องหมด เหตุผลมนุษย์มันใช่หมดเลย แต่พอนานๆ ไป มันจำไม่ได้ มันทำไม่ได้ทุกคน หมายถึงทุกคนที่เราเจอ ไปขึ้นแท็กซี่ ต้องหาเรื่อง พยายามประกาศ เพราะกลัว ต้องรับผิดชอบ

            “ผมขึ้นแท็กซี่ พอลงจากรถ เขาไม่ได้รับความรอด ผมต้องรับผิดชอบความรอดของเขา”

            หนักใจ แรกๆ ไม่ได้คิดอย่างนั้น  แรกๆ คิดแค่ว่าเราต้องพยายามประกาศ เพราะเป็นหน้าที่ของเรารับผิดชอบความรอดของเขา เป็นหน้าที่ พูดไป มันไม่ได้สำเร็จ พูดไป คนนี้ไม่ได้เชื่อ  คนนั้นก็ไม่ได้เชื่อ พอนานๆ เข้า มานั่งคิด คนไม่ได้เชื่อเยอะเลย  เราต้องรับผิดชอบชีวิตของคนที่ไม่ได้เชื่อตั้งเยอะเลย

            หรือบางคนอธิษฐาน วันๆ หนึ่งเฝ้าแต่อธิษฐานขอความรอดให้กับญาติพี่น้อง คนสนิท หรือคนรักที่เรารู้จักมาก โดยท่าทีนี้เหมือนกัน  คือท่าทีที่ว่าเราต้องรับผิดชอบในชีวิตของเขา  เขาเป็นสามี เขาเป็นภรรยา เขาเป็นลูกของเรา เขาเป็นบุพการีของเรา  เขาเป็นเพื่อนสนิทของเรา เขาเป็นคนดี รับผิดชอบชีวิตของเขา  อธิษฐานมาก ร้องห่มร้องไห้ วันๆ หนึ่ง นั่งแต่อธิษฐาน ฟังดูหรือดูแล้ว มันดีไหม?  ดีนะ ตามภาษามนุษย์ มันดูดีมากเลย อธิษฐานให้คนนี้คนนั้น  เต็มไปด้วยความรัก มันดีนะ  แต่ถามจริงๆ ว่ามันดีจริงๆ ไหม?  เราทำด้วยความรักจริงๆ ไหม?  หรือเรากำลังกังวล  เรากำลังกลัว ให้เป็นคำถามเอาไว้ว่าเราทำนั่น ข้างในลึกๆ เราต้องทำ ทำเพราะถูกกดดันจากคำสอนหรือเปล่า?  ทำเพราะถูกชักจูงจากผู้คนรอบข้างหรือไม่? หรือเราทำจากพระวิญญาณนำ จากข้างในจริงๆ

            วันนี้เราจะมาเรียนรู้กัน ในถ้อยคำพระเจ้า ในพระคัมภีร์ดีกว่าว่าเป็นคริสเตียนแล้ว เราจะเตรียมพร้อมในการประกาศอย่างไร?  คริสเตียนเตรียมพร้อมที่จะให้เหตุผล สำหรับความหวังที่เรามีในพระคริสต์แก่ทุกคนที่ถามเราอย่างไร? ก็คือการประกาศ เตรียมพร้อมอย่างไร?  ผมเอาข้อสำคัญขึ้นมาเบอร์หนึ่งเลย  สำคัญที่สุดเลย  ก่อนที่จะอ่านถ้อยคำพระเจ้า คือเอาแบบคอมมอนเซ้นต์ เอาแบบธรรมดาเลยนะ

            คริสเตียนเตรียมพร้อมอันดับแรกในการประกาศ คือ … คิดกันใหญ่เลย  เตรียมพร้อมอย่างไร? ต้องอธิษฐานให้พร้อมอะไรต่างๆ ใช่ไหม? ต้องพร้อมอยู่เสมอ ต้องอธิษฐานเยอะๆ ใช่ไหม? ท่านคิดอย่างนี้ใช่ไหม?  ลองคิดคอมมอนเซ้นต์ดู ท่านจะประกาศข่าวดี เรื่องความหวังใจของท่านในพระเยซูคริสต์กับคนที่ไม่เชื่ออย่างไร?

            อันดับแรก คือคิดถึงใจเขาใจเรา  เผลอๆ คนไม่ได้คิดเลยส่วนใหญ่ คิดแต่จะประกาศอย่างเดียว ไม่เคยคิดใจเขาใจเราว่าถ้าเราเป็นคนที่ยังไม่เชื่อ แล้วมีคนมาประกาศกับเราอย่างนี้  เราจะมีความรู้สึกอย่างไร?

            ถ้าเราประกาศข่าวประเสริฐที่เราเตรียมไว้  ถ้าเราประกาศข่าวดี ความหวังใจของเราในพระเยซูคริสต์ ให้กับคนอื่นที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ด้วยวิธีนี้ ที่เราเตรียมไว้ แล้วคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เรียกว่าคนอื่นๆ ที่ยังมีความเชื่ออื่นๆ มากมายอย่างอื่นๆ  เขาทำแบบนี้เหมือนกันกับที่เราทำกับเขา เราจะรู้สึกอย่างไร?  เราจะรู้สึกพอใจไหม?  เราทำอย่างนี้กับเขา แล้วถ้าเขาทำอย่างนี้กับเรา เราจะรู้สึกพอใจไหม?  นี่ง่ายนิดเดียว  คิดแค่นี้ว่าถ้าเราพยายามยัดเยียด พูดในสิ่งที่เขาไม่รู้เรื่อง แล้วเขาไม่อยากจะฟัง แล้วเราก็พูดๆๆๆๆๆๆ เขาอาจจะเกรงใจเรา เขาอาจจะรู้สึกหงุดหงิด แต่เขาไม่พูด เขาเก็บไว้ในใจ  เราจะเป็นอย่างนั้นเหมือนเขาหรือไม่ หรือว่าจะเป็นหนักกว่าเขา อย่างนี้เป็นต้น

            เพราะต่างความเชื่อกัน แน่นอน เขาก็มีความเคารพ มีสิทธิของเขา ในหลักข้อเชื่อของเขาอยู่ เหมือนเราในอดีต ที่เรายังไม่เชื่อ เราได้รับการประกาศ ก็เช่นเดียวกัน  ไม่ใช่ทุกคนมาฟังประกาศพระเยซู ดีใจ ได้ยินชื่อพระเยซู ส่วนใหญ่ด้วยซ้ำไป ที่จะไม่ชอบ ไม่อยากฟัง ใช่ไหม?

            เรามาดูในพระคัมภีร์ว่าให้คริสเตียนเตรียมพร้อมด้วยวิธีใด 1 เปโตร 3:15 …

        1 เปโตร 3:15 “แต่จงยกย่องพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในใจของท่านเสมอ พร้อมที่จะตอบทุกคนที่ถามถึงเหตุผลของความหวังที่ท่านมี แต่จงตอบด้วยความสุภาพและเคารพ”

            “แต่จงยกย่องพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าในใจของท่านเสมอ” ก็คือในใจ เตรียมพร้อมด้วยการร้อง …

            “ข้ารู้ เพราะอยู่ในใจ” … “พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นอยู่ ผู้ทรงพระชนม์อยู่ สถิตอยู่ในใจของฉัน ฉันรู้ว่าพระคริสต์อยู่ในฉัน เตรียมพร้อมด้วยการรับรู้ ในการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าในชีวิตของเรานั่นเอง พระเจ้า 3 พระภาค พระเจ้าพระวิญญาณ พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระบิดาสถิตอยู่ในฉัน เป็นความหวังใจในชีวิตนิรันดร์ในความรอด ในพระเยซูคริสต์”

            นี่คือการเตรียมพร้อมในการประกาศความหวังใจของท่าน ไม่ใช่ประกาศเตรียมพร้อมในการนึกถึงอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เราหายโรคตรงนี้ เราได้รับอัศจรรย์ตรงนี้  เราร่ำรวยเพราะอย่างนี้ เราอธิษฐานแล้วได้รับ ไม่ใช่ตรงนั้นเลย จริงไหม? ไม่ได้เขียนอย่างนั้นเลย  แต่ให้เราเตรียมพร้อมด้วยการรับรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ในใจของเราเสมอ

            “อยู่ในใจของเราเสมอ” คือตลอดไปนั่นเอง

            พอเตรียมพร้อมอย่างนี้แล้ว ทำอะไรต่อไป? “และจงตอบด้วยความสุภาพและเคารพ” จงตอบ หมายถึงอะไร? ให้คิดให้ดีๆ  “จงตอบ” แสดงว่ามีคนถาม ถ้าเขาไม่ได้ถาม เขาไม่ได้อยากรู้ ไม่ได้อยากฟัง ก็ไม่ต้องตอบ  เขาไม่อยากพูด ไม่อยากถาม ไม่อยากฟัง ก็ไม่ต้องพูด เรามีพระเจ้านำอยู่ภายในแล้ว  ไม่ใช่ตัวเราเป็นคนนำ  พระเจ้าเป็นผู้นำ  พระเจ้าเป็นผู้จัดการ จัดเตรียมวิถีทางไว้ให้เราว่าเราควรจะทำอย่างไร? พระเยซูบอกพระวิญญาณจะให้ถ้อยคำกับท่านเอง ถ้ามาจากการนำของพระเจ้า  พระวิญญาณที่อยู่ในใจของเรา จะเต็มไปด้วยผลของพระวิญญาณทั้ง 9 อย่าง พูดง่ายๆ ก็คือเต็มไปด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน  เมตตา ยินดี ความรัก ความเข้าใจ การให้เกียรติกับผู้อื่น  การเคารพสิทธิของผู้อื่น  เอเมนไหม? นี่ชัดเจน เปโตรกำลังสนับสนุนให้ผู้เชื่อหรือคริสเตียนเตรียมพร้อม ที่จะให้เหตุผล สำหรับความหวัง

            ให้พระองค์ทรงนำเราไป  เหมือนในโรม 10:9-10 ได้บันทึกไว้ว่า …

        โรม 10:9-10 “คือว่าถ้าท่านจะรั​บด้วยปากของท่าน ว่าพระเยซูทรงเป็นองค์​พระผู้เป็นเจ้า  และเชื่อในจิตใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์​ให้​เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด ด้วยว่าความเชื่อด้วยใจก็​นำไปสู่​ความชอบธรรม และการยอมรั​บด้วยปากก็​นำไปสู่​ความรอด”

            เชื่อในจิตใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และท่านก็จะรอด  รอดเพราะเราเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงพระชนม์อยู่นั่นเอง พระองค์ทรงเป็นอยู่นั่นเอง และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ ทรงเป็นอยู่ พระองค์มีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ พระองค์จึงสามารถอยู่ในเราได้ มันหมายถึงอย่างนั้น  พระองค์จึงเป็นเจ้านายของชีวิตของเราได้  เราดำเนินชีวิตด้วยการมีพระเยซูคริสต์เป็นเจ้านายในชีวิตของเรา พระองค์ทรงนำพาชีวิตของเราทุกที่ที่เราทำ ทุกอย่างที่เราไป  อยู่ภายใต้การนำของพระเยซูคริสต์ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งสิ้น  แม้ว่าบางครั้งเราจะไม่รู้ก็ตาม แต่พระองค์ก็ทรงสถิตอยู่ภายใน แม้ว่าเราจะทำบาปด้วย ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องด้วย พระเจ้าก็ยังอยู่ในเรา พระเจ้าอยู่ในเราตลอด

            และการเตรียมพร้อมที่จะให้เหตุผล สำหรับความหวังของเราในพระเยซูคริสต์ ด้วยความอ่อนโยน สุภาพ มีเมตตา แสดงถึงความเข้าใจในพระกิตติคุณหรือข่าวดีของพระเยซูคริสต์ของคนๆ นั้นว่าเขาเข้าใจในข่าวดีนี้จริงๆ  เขาจึงสมควรแบ่งปัน  เพราะคนที่ไม่เข้าใจในข่าวดี ข่าวประเสริฐของพระเจ้าอย่างแท้จริง ก็จะแบ่งปันแบบไม่ตรงตามพระเจ้านำ คือตรงตามความคิดของตนเองนำ  ตามที่ตัวเองต้องการ ไม่ได้ตามพระเจ้า แสดงว่าไม่ได้รู้ข่าวประเสริฐจริง ถ้ารู้ข่าวประเสริฐจริง ต้องรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นเจ้านายในชีวิตของเรา  พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งในชีวิตของเรา ถ้าพระองค์จะให้ประกาศ เราก็ประกาศ ถ้าพระองค์ให้เราเงียบ เราก็เงียบ เพราะฉะนั้น เวลาเราเงียบ เราไม่ได้ประกาศ เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบว่า …

            “ไม่ได้ประกาศเลย เสียดายจริงๆ ไม่ได้ประกาศ ถ้าประกาศนะ คนนี้ได้รับความรอดแน่  ถ้าเราไม่ประกาศ เราต้องรับผิดชอบชีวิตของเขา”

            ใครรับผิดชอบ? พระเยซูผู้สถิตอยู่ภายในเรา …

        โคโลสี 4:6 “จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุ​งด้วยเกลือให้​มีรส เพื่อท่านจะได้​รู้​ว่าควรตอบทุกคนอย่างไร”

            จงให้ถ้อยคำประกาศนั้น ประกอบด้วยความเมตตาเสมอ ก็คือเต็มไปด้วยความรักเสมอ เพราะว่าท่านกำลังสำแดงพระเยซูคริสต์ออกจากวิญญาณของท่าน ออกจากชีวิตของท่าน ท่านเป็นพยานอย่างแท้จริงเลย คำพยานอย่างแท้จริงของพระเยซูคริสต์ ก็คือความรัก ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่อยู่ในตัวของเรา สำแดงออกมา  ประพฤติทุกอย่างให้สมกับที่เป็นคริสเตียนที่แท้จริง โดยการกระทำ อาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายเลย อาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องไม้กางเขนเลย  แต่ท่านสำแดงความรักของแท้ ด้วยความอ่อนโยนของแท้ ผลของพระวิญญาณของแท้ออกจากใจของท่าน ออกมาเป็นการกระทำ เป็นคำพูด เป็นอะไรก็ตาม อย่างนี้ ก็คือการเป็นพยานให้กับข่าวประเสริฐหรือข่าวดีของพระเยซูคริสต์

            คราวนี้เรามาดูทัศนคติที่ผมเขียนขึ้นมา ว่าทัศนคติเกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐตามพระคัมภีร์ นี่ดูจากพระคัมภีร์ แล้วดูว่ามีอะไรบ้าง? ว่าทัศนคติในการจะประกาศข่าวดี คนๆ หนึ่งที่เป็น คริสเตียนควรจะมีการวิเคราะห์ คิดอย่างไรในการประกาศข่าวประเสริฐ ทัศนคติเหล่านี้ น่าจะเป็นหลักสำคัญในการเป็นพื้นฐานให้กับคริสเตียนที่กังวลในเรื่องนี้ ที่ไม่มั่นใจในเรื่องนี้ว่า …

            “ฉันต้องประกาศหรือไม่?  เป็นหน้าที่ของฉันไหม? ฉันต้องรับผิดชอบไหม?  ฉันขี้เกียจไปหรือเปล่า? ฉันไม่สนใจไปไหม?  ฉันๆๆๆ ฉันหมดเลย” อะไรเยอะแยะ

            เรามาดูทัศนคติเกี่ยวกับการประกาศข่าวประเสริฐตามพระคัมภีร์นะ  นี่อยู่ในหลักข้อเชื่อของพระคัมภีร์ทั้งสิ้น ต้องมีทัศนคติอย่างนี้ …

            1. พระเจ้าทรงทำให้เกิดผล เราแค่เป็นคนหว่าน แค่คิดเบอร์ 1 แค่นี้ ก็เฮ้อ! แต่ต้องคิดและฟังเยอะๆ นะ ฟังถ้อยคำนี้ ฟังความจริงนี้ ฟังคำบรรยายนี้เยอะๆ จะได้รู้ จะได้เข้าใจ  จะได้หลุดออกจากสิ่งที่เคยฟังมาก่อนหน้านี้ว่าเราต้องรับผิดชอบ เราต้องอันโน้นอันนี้ ตอนนี้ไม่ใช่เรารับผิดชอบ เป็นพระเจ้า  พระเจ้าเป็นคนทำให้เกิดผล เราไม่สามารถช่วยใครให้รอดได้เลย  แม้แต่คนเดียว  เอเมนไหม? ต้องฝังลงไปในมันสมองของเราให้ได้เลยว่าเราไม่ต้องรับผิดชอบ

            พระเจ้ารับผิดชอบ เพราะโลกใบนี้อยู่ใต้ระบบของบาปและความตาย  อยู่ใต้อิทธิพลของมารซึ่งใช้กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ระบบของโลกต่อต้านถ้อยคำของพระเจ้า  มันจะพยายามให้เราพึ่งพาตนเองอยู่เสมอเลยทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น มันจึงพยายามดึงดูดและล่อลวง หลอกลวง ส่งความคิดมาในความคิดของเราเสมอว่าเราต้องทำ เราควรทำ เราต้องรับผิดชอบ ถ้าเราไม่ทำ มันจะอย่างนี้เสมอ คือให้เราพึ่งตนเอง ในพระเจ้าบอกไม่เลย  อยู่ที่พระองค์ ถ้าเราทำได้ เราก็ไม่ต้องพึ่งพระเยซูแล้ว

            2. ประกาศเมื่อเขาถาม ไม่ยัดเยียด เคยไหมใครในที่นี้ เคยประกาศแบบ เขาถามมา แล้วเราตอบ มีไหม?  อ้าว! มีไหมในชีวิตเรา เขาถาม แล้วเราตอบ  มีใช่ไหม? ถามว่าที่มี กับที่เขาไม่ถาม แล้วเรายัดเยียดอันไหนเยอะกว่ากัน  คิดให้ดีๆ อันไหนเยอะกว่า เราประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ให้กับคนที่ไม่ได้ถามหรือประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ให้กับคนที่ถามอันไหนเยอะกว่ากัน?  คิดให้ดีๆ นะ

            เสร็จแล้วถามว่าเราประกาศให้กับคนที่ไม่ได้ถามกี่เปอร์เซ็นต์ ที่เขาเชื่อและได้รับความรอด จากการที่เรายัดเยียดเข้าไป มีนะ เกิดผลนะ ไม่ใช่ไม่มี แต่มันกี่เปอร์เซ็นต์? มันน้อยใช่ไหม?  แต่คนที่ถามเปอร์เซ็นต์มันเยอะกว่าใช่ไหม?  ถูกไหม? แล้วคนที่ไม่ได้ถาม แล้วเราประกาศยัดเยียดเข้าไป เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อ มีน้อย สมมติว่ามี 10% ของคนทั้งหมด  100 คนในชีวิตของเราประกาศยัดเยียดไป  100 คน อาจจะมีเชื่อ 10 คน อีก 90 คนไม่เชื่อ นึกออกนะ

            คราวนี้ถามว่าคนที่ไม่เชื่อ 90 คน เขามีความรู้สึกอย่างไรกับเรา ที่เราพูดเอาไว้  เป็นผลเสียหรือผลดีกับข่าวประเสริฐ? ผลเสีย ถูกไหม?  เพราะเราไม่สุภาพ เรายัดเยียด เราพยายาม เหมือนเซลแมนที่พยายามขายของ สินค้าไม่ดี ขายของปลอม พยายามยัดเยียด พยายามหลอกล่อต่างๆ ล่ออันนี้ ล่ออันนั้น ล่อทุกอย่าง เหมือนกับไม่มั่นใจในของที่ตัวเองขาย และคนที่มาฟัง เขาไม่ชอบ  ก็จะไปบอกว่า …

            “พวกนี้ไร้สาระ”

            เราไปประกาศ พอรู้จัก ได้ยินเสียงเขาไอ ไปบอกว่าอย่างนี้รักษาหาย วางมือก็หายแล้ว แล้วพอเขาไม่หาย ส่วนใหญ่ไม่หาย เรารู้อยู่แล้ว

            “เป็นมะเร็ง พระเจ้ารักษาได้  ยากจนหรือ พระเจ้าทำให้มั่งมีได้ พระเจ้าก็ช่วยได้”

            เราเอาสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ความหวังใจในพระเยซูคริสต์ ของแท้ตามพระคัมภีร์บอก ถูกไหม? พระคัมภีร์บอกให้พูดความหวังใจว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับเรา พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา  พระองค์ทรงนำพาชีวิตเราพอ ไม่ต้องพูดมากกว่านั้นแล้ว  ส่วนพระองค์จะทำการอัศจรรย์หรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับพระองค์ อันนี้มันหน้าที่ของเรา ที่เราประกาศข่าวดี ไม่ใช่เราบอกว่าพระเจ้ารักษาได้  มาเชื่อพระเจ้ารับรองเจริญรุ่งเรือง มาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ครอบครัวจะกลับคืนดีหมดเลย มาเชื่อพระเจ้าเดี๋ยวครอบครัวทุกคนจะได้รับพระพรด้วย  แล้วพอไม่ได้ 90% ไม่ได้  เกิดอะไรขึ้น? พระเยซูไม่จริงหรอก  พวกนี้ก็เพ้อฝันไปอย่างนั้น  ก็ไม่จริงๆ ถูกของเขาจริงๆ ที่เราพูด มันไม่ใช่พันธสัญญาในพระคัมภีร์ ที่เราจะเอามาเป็นพยาน มันไม่ใช่ เรายัดเยียด เรามีเล่ห์กล  เราพยายามจนเกินกว่าเหตุ จึงเป็นผลเสีย

            นอกจากนั้น ยิ่งทำ ยิ่งใหญ่ ยิ่งผลเสียใหญ่เลย ผลเสีย เราก็เคยได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม?  ทุกวันนี้ก็มีบ่อยๆ ยิ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมายในคอมพิวเตอร์ ในยูทูป ในอะไรต่างๆ เหล่านี้ เราก็จะเห็น เราไม่กล้าบอกเลยว่าเราเป็นคริสเตียน  คนบอกคริสเตียนทำอย่างนี้หรือ? คริสเตียนมีผีเข้าได้หรือ?  แล้วลงไปดิ้น อะไรอย่างนี้ คริสเตียนเดินบนถนน  แล้วก็เอะอะโวยวายขึ้นมา  แล้วก็ประกาศพระเยซู ไม่สุภาพอ่อนโยน อย่างนี้หรือ?  ผลเสียหรือผลได้  อาจจะมี 10% ที่จับพลัดจับผลูมาเชื่อ แล้วได้รับความรอด แต่อีก 90% ที่มองดูอยู่ ในสิ่งที่เราทำ

            แล้วลองคิดดู เหมือนตอนแรกที่ผมบอก ถ้าเขาทำอย่างนี้กับเรา เราพอใจไหม? ถ้าเราเป็นคริสเตียน แล้วคนประกาศ เป็นคนต่างศาสนา  ประกาศความเชื่อทางศาสนาเขา แบบที่เราทำอย่างนี้ เราจะรู้สึกอย่างไร? สมมติ เขาพูดอะไรต่างๆ แล้วบอกว่า …

            “พวกคริสเตียนเป็นพวกที่โง่งมงาย เชื่อพระเจ้า”

            เราจะรู้สึกอย่างไร?  นี่คือเป็นทัศนคติที่ให้ให้คิดเอาไว้

            3. พูดอ่อนโยนและเคารพเขา ไม่ใช่กดดัน และตะโกน นี่คือจากการเห็นวงการคริสเตียนทำกันอยู่ทุกวันนี้ คือพูดง่ายๆ ไม่ใช่ Aggressive คือก้าวร้าว รุนแรง ซึ่งเราได้ยินบ่อยๆ มันเป็นอย่างนั้น ประกาศอะไรก้าวร้าวรุนแรง พระวิญญาณไม่ได้เป็นอย่างนั้น นึกออกใช่ไหม? ตะโกน ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ต้องตะโกนถึงขนาดนั้นหรือ? ต้องชักจูงคนถึงขนาดนั้นหรือ?  เหมือนคนขายของที่ตลาดนัดหรือ?  ที่ขึ้นไปตะโกน เพื่อเรียกร้องความสนใจ ให้คนมาซื้อ …

            “3 ตัว 10 เดี๋ยวนี้เลย ภายใน 1 นาทีนี้ ไม่มีแล้ว ของหมด”

            เขาขายกันอย่างนี้ใช่ไหม?  เขาจะไม่มาพูด (เสียงเบา) “3 ตัว 10 ครับ”

            คริสเตียนไม่ใช่อย่างนั้น เรามีของดีอยู่ในตัว พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา  พระองค์ทรงเป็นความรัก เป็นความอ่อนโยน เป็นความสุภาพ ให้เราพูดอ่อนโยนและเคารพ เคารพนี้ ไม่ได้หมายถึงเคารพพระเจ้านะ  เคารพคนที่เราพูดด้วย  เคารพในสิทธิของเขา ให้เกียรติเขา โทษทีนะ ไม่ใช่รู้สึกว่าเขาโง่กว่าเรา เขางมงายกว่าเรา  เขาไม่เข้าใจเลย โธ่! น่าสงสาร คิดอย่างนี้ได้อย่างไร? ไม่ใช่เลย เขากับเราก็เหมือนกันนั่นแหละ  เราก็เป็นคนบาป เขาก็เป็นคนบาป นี่ไปทับถมเขาว่า …

            “คุณเป็นคนบาป ถ้าคุณไม่กลับใจ คุณตกนรกแน่นอน”

            อย่างนี้มันเป็นการไม่เคารพเขานะ ถูกไหม? แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนบาป   เดี๋ยวเขาก็ถามเอง  ถ้าเขาถาม  เราค่อยพูดไปว่าในพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนั้นอย่างนี้  อย่างนี้โอเค กว่า ถูกไหม? รับได้แล้ว ดีกว่าที่เขาไม่ได้ถามเราไปตะโกนโหวกเหวกๆ

            “ถ้าไม่เชื่อพระเจ้า เป็นคนบาป ต้องตกนรก ต้องทำเหมือนผม ผมเป็นคนชอบธรรมแล้ว ไม่ได้บาปแล้ว”

            พูดง่ายๆ ว่าเรากำลังยกตนข่มท่าน  เรากำลังบอกว่าเราดีกว่าเขา อย่างนี้เรียกว่าไม่เคารพ

            เพราะฉะนั้น ต้องมีทัศนคติอย่างนี้เลยว่าต้องอ่อนโยนและเคารพในสิทธิของเขาว่าถ้าเขาทำอย่างนี้กับเรา  มีใครทำอย่างนี้กับเรา เราจะมีความรู้สึกอย่างไร?  เรารับได้ไหม? ถ้าเรารับไม่ได้ เขาก็รับไม่ได้เหมือนกัน  ถ้าเขาทำอย่างนี้ ต่อต้านคริสเตียนอย่างนี้  เราจะรับได้ไหม?  สังคมก็อยู่กันไม่ได้ ไปในห้าง ไปในที่สาธารณะ ก็มีแต่คนตะโกน ฝั่งหนึ่งก็ตะโกนให้มาเชื่อทางนี้ ฝั่งนี้ก็บอกให้มาเชื่อทางนี้  ฝั่งนี้บอกทางนี้ดี ฝั่งโน้นดี ไม่มีระเบียบ มีความเชื่อเยอะแยะไปหมด เต็มไปหมดเลย  ความเชื่อบนโลกนี้  ศาสนาต่างๆ เยอะแยะมากมาย ยังมีเข้าเจ้าเข้าทรง มีความเชื่อแบบโยเร มีความเชื่อแบบลัทธิโน้นลัทธินี้เต็มไปหมด

            “ของเธอเพี้ยน ของฉันดีกว่า”

            คริสเตียนของจริงไม่ได้เป็นอย่างนี้เลย เพราะเรามีของจริงๆ อยู่ข้างใน  ปล่อยให้พระเจ้าทรงนำเราดีกว่า เอเมน

            4. พระวิญญาณเป็นผู้ชักนำใจของเขา ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปพยายามชักจูงใจอะไรต่างๆ พระวิญญาณจะเป็นคนนำเขาเองว่าถ้อยคำแห่งข่าวประเสริฐของพระเจ้า มาถึงเขาแล้ว เขาจะถาม เขาจะได้ยิน ได้ฟังพระวิญญาณเป็นคนนำ

            ข้อ 5 สุดท้าย ตอบโจทย์ในวันนี้ ตอบคำถามในวันนี้ ที่พี่น้องกังวลและถามมา ทัศนคติที่ 5 เมื่อพูดถึงข่าวประเสริฐ พูดถึงข่าวดี อันดับที่ 5 คือ …

            5. ไม่ต้องกลัว หรือฟ้องผิด ถ้าไม่ได้ประกาศ  เพราะพระวิญญาณสถิตอยู่ภายในเรา คอยนำพาเราอยู่ทุกย่างก้าว จำไว้ พูดกับตัวเอง จำไว้ ยังทำไม่ได้ครบหมดอย่างนี้  แต่ต้องพยายามจำไว้ เพราะมันเสียดายไม่ได้ประกาศ ไม่ต้องเสียดาย เสียดายเมื่อไร ก็คือกำลังปฏิเสธพระวิญญาณว่าพระองค์ไม่ได้อยู่ในตัวเรา อ้าว! แล้วถ้าเกิดเราขี้เกียจเองล่ะ  ถ้าพระวิญญาณจะให้เราทำ อย่างไรพระองค์ทรงกระทำให้เราทำจนได้แหละ เพราะพระองค์ทรงนำ เราก็บอกแล้วไงว่าพระคริสต์นำหน้าๆ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวหรือฟ้องผิด ก็ตอบโจทย์นี้ไปแล้วตั้งแต่แรก

            สรุปวันนี้ ก็คือหน้าที่ของเราคริสเตียนในการประกาศ คือพร้อมแล้วและอ่อนโยน คือพร้อมและอ่อนโยน  หน้าที่ของพระเจ้า คือช่วยคนให้เชื่อและรอดจากโทษของความบาป จบข่าว

            เอาใหม่อีกที หน้าที่ของเราคริสเตียน คือพร้อมและอ่อนโยน  หน้าที่ของพระเจ้า คือช่วยคนให้เชื่อและรอดจากโทษของความบาป เอเมน

            พระเจ้าอวยพรครับ

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            คริสเตียนเข้าร่วมพิธีไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ ในวันตรุษจีนได้มั้ย?

            การเข้าร่วมพิธีกราบไหว้เจ้า  ไหว้บรรพบุรุษในวันตรุษจีน  หรือในเทศกาลต่างๆ สำหรับคริสเตียนนั้น  ขึ้นอยู่กับความเชื่อและการตัดสินใจส่วนบุคคลของแต่ละคน คริสเตียนเชื่อว่าการนมัสการและการกราบไหว้บูชา ควรมีเพียงพระเจ้าเท่านั้น

            อพยพ 20:3-5 … “3 อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา 4 “อย่าทำรูปเคารพสำหรับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปสิ่งใดในฟ้าสวรรค์เบื้องบน หรือในแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน 5 “อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเรา คือพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน”

            ดังนั้น การเข้าร่วมพิธีที่เกี่ยวข้องกับการกราบไหว้บูชาสิ่งอื่น  อาจขัดแย้งกับความเชื่อของคริสเตียน

            อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมในพิธีเหล่านี้  ในฐานะการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษหรือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณี  โดยไม่มีเจตนาที่จะเกี่ยวข้องกับการกราบไหว้บูชาด้วยความเชื่อฝ่ายวิญญาณ  อาจเป็นสิ่งที่บางคนพิจารณาว่าสามารถทำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนา และความเข้าใจของแต่ละบุคคล

            สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญ คือการพิจารณาและตัดสินใจ ด้วยความรู้สึกที่ดีในพระเยซูคริสต์ ต้องไม่รู้สึกฟ้องผิดในใจ และมีการปรึกษากับพระเจ้าส่วนตัวด้วยการอธิษฐาน หากไม่แน่ใจ ควรพูดคุยกับผู้นำคริสตจักร หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในความเชื่อเดียวกัน เพื่อขอคำแนะนำ

            โรม 14:5-6 … “คนหนึ่งถือว่าวันหนึ่งดีกว่าอีกวันหนึ่ง แต่อีกคนหนึ่งถือว่าทุกวันเหมือนกัน ขอให้ทุกคนมีความแน่ใจในความคิดเห็นของตนเถิด ผู้ที่ถือวันก็ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และผู้ที่ไม่ถือวันก็ไม่ถือเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่กินก็กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาขอบพระคุณพระเจ้า และผู้ที่มิได้กินก็มิได้กินเพื่อถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และยังขอบพระคุณพระเจ้า”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1544

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  19  ตุลาคม  2025

เรื่อง “หนังสือ 2 ยอห์น”

ตอน 5 “สันติสุขและความสุข คือรางวัลที่จะได้รับ ขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้มาต่อ 2 ยอห์น ตอนที่ 5 ชื่อเรื่องว่า “สันติสุขและความสุข คือรางวัลที่จะได้รับ ขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้” เรายังอยู่บนฐานของถ้อยคำพระเจ้าใน 2 ยอห์น 1:8 อยู่ ลองอ่านพร้อมกันก่อน …

        2 ยอห์น 1:8  “จงระวังตัว (เอาใจใส่) เพื่อจะไม่สูญเสีย (โยนทิ้งหรือทำลาย) สิ่งทั้งปวงที่เรากับท่านได้ทำงานตรากตรำมาด้วยกัน แต่ให้ท่านดำรงอยู่จนถึงที่สุด เพื่อจะได้รับบำเหน็จ (รางวัล ผลตอบแทน) สมบูรณ์ครบถ้วน”

            บำเหน็จ สมบูรณ์ครบถ้วน คือรางวัล บำเหน็จ พระพรทั้งโลกนี้ และโลกหน้านิรันดร์ โลกหน้านิรันดร์ เราเรียนรู้ไปแล้ว  รู้ว่าอย่างไรเราก็ได้รับความรอดแล้ว  จากโลกนี้ไป  เราก็อยู่กับพระเจ้านิรันดร์ พบพระเจ้า  พระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้าทันที สำหรับพระพร และบำเหน็จในบริบท ในพันธสัญญาใหม่ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เป็นความสมบูรณ์ของการรู้จักพระคริสต์ และมรดกที่เราจะได้รับในพระคริสต์ เนื่องจากเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ก็คือความรอดนิรันดร์  การได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเข้ามาสถิตอยู่ภายในเรา  และพระพร บำเหน็จบนโลกใบนี้ คือการดำเนินชีวิตของเราบนโลกใบนี้ เมื่อเรารู้ว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่กับเรา เราได้รับความรอดนิรันดร์แล้ว ไม่มีทางสูญเสียไปเลย เราก็ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้  แบบเต็มไปด้วยความสุข สงบ  สันติสุข เต็มไปด้วยความยินดี สุข ทุกข์น้อยกว่าคนอื่นๆ เขา ในการอยู่บนโลกใบนี้  เอเมนไหม? เอเมน

            ซึ่งใน 2 ยอห์น 1:8 จะเน้นถึงบำเหน็จรางวัลบนโลกใบนี้แหละ  ที่เราได้เรียนรู้กันมาแล้ว  รางวัลบนโลกใบนี้ระวังอย่าให้มารขโมยไป  ขโมยมีหลายทาง ก็คือหลอกลวงเรา บำเหน็จพระพรนี้ หลอกว่ารางวัล บำเหน็จพระพรนี้  เป็นรางวัล พระพรทางโลกนี้ เป็นพร เป็นบำเหน็จในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ เป็นความยินดี เป็นสันติสุขในการรู้ว่าเราได้รับความรอดแล้วต่างหาก ไม่ใช่รางวัล คือทรัพย์สิ่งของบนโลกนี้ ความเจริญรุ่งเรือง แบบโลกใบนี้ เหมือนคนที่เขายังไม่เชื่อ  ไม่มีความหวังในพระคริสต์ เขาแสวงหากันบนโลกใบนี้  ความร่ำรวย ความสำเร็จ ความแข็งแรงอะไรต่างๆ เหล่านั้น อย่าถูกหลอกว่าเป็นอย่างนั้นเชียว  มันจะเกิดความทุกข์มากกว่าความสุข  มันจะเกิดความวุ่นวาย ไม่สบายใจมากกว่าความสงบและสันติสุข

            ผู้เชื่อ คือคริสเตียนในยุคแรกๆ ในพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ แล้วก็ไล่มาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันเลย 2,000 ปี เขาสามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ต่างๆ นานา และสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี  ก็เพราะว่าพวกเขาทั้งหลายมีทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า มีกำลังใจสูงสุดอยู่ภายในเขา  ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่อยู่ภายใน นั่นก็คือความรอดในพระเยซูคริสต์ ชีวิตนิรันดร์ รวมไปถึงความหวังใจในการรับร่างกายใหม่  ร่างกายสวรรค์ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ หลังจากตายจากร่างนี้ หรือจากโลกนี้ไปแล้ว  นั่นเขามีความหวังใจตรงนี้มากกว่า เราจะได้สวมร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์นี้ หลังจากหมดลมหายใจบนโลกใบนี้แล้ว นี่คือความหวังใจ นี่คือกำลังใจ นี่คือความยินดี ความหวังของคริสเตียนในยุคเริ่มต้น จนกระทั่งถึงปัจจุบัน นี่ของจริง

            ถามว่า “ชีวิตนิรันดร์คืออะไร?” เราคิดดูสิ  เรามารวบรวมความหมายของชีวิตนิรันดร์ ชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตของพระเยซูคริสต์

            ชีวิตนิรันดร์ที่เราได้รับ ที่เราเป็นอยู่ คือชีวิตของพระเยซูคริสต์ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เต็มไปด้วยพระเกียรติสิริ เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด เรารู้อยู่แล้ว เป็นชีวิตของพระเจ้านั่นเอง  เราได้เป็นชีวิตนิรันดร์เหมือนกับพระเยซูคริสต์ ชีวิตนิรันดร์ ถ้าแจงออกมาเป็นลักษณะ ก็คือเป็นความรักนิรันดร์ เป็นความสว่างนิรันดร์  เป็นความชอบธรรมนิรันดร์ เป็นความบริสุทธิ์นิรันดร์ เป็นความดีนิรันดร์ เป็นยินดี ความสุขสงบนิรันดร์  นี่คือเราเป็นแล้วอย่างนี้ ตอนนี้ เป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้านิรันดร์ อยู่ในฐานะลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์กับพระองค์นิรันดร์ นี่คือสภาวะของเราที่เป็นอยู่ในวิญญาณของเรา ตัวตนแท้จริงของเรา เป็นอย่างนี้

            และเมื่อเรามีความหวังอย่างนี้ เราก็จะสามารถทนกับทุกสถานการณ์ได้ บนโลกใบนี้  ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากนั้น จะมากขนาดไหน? สาหัสขนาดไหนก็ตาม มันก็อยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ถูกไหม? เพราะบนโลกนี้เราอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น เรารู้ว่าวันหนึ่งมาถึง เมื่อเราทนทุกข์จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของเรา เราก็จะได้รับชัยชนะนิรันดร์  ได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ สมบูรณ์ นี่คือความหวังใจของคริสเตียน ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เป็นอย่างนี้ ลองถามตัวท่านเองว่าเวลาท่านมาเป็น คริสเตียน ท่านมีความหวังใจตรงนี้ อย่างนี้ หรือเปล่า?

            คำว่า “อดทน” ที่บอกว่าอดทนจนถึงวันสุดท้าย  อดทนถึงที่สุด  ไม่ได้หมายถึงว่าให้เราอดทนถึงที่สุด ถ้าอดทนไม่พอ หรือไม่ถึงที่สุด เราจะสูญเสียความรอด เมื่อหลังจากหมดลมหายใจบนโลกใบนี้ไปแล้ว  เหมือนกับผู้สอนผิดบางท่านได้สอนอย่างนี้ว่า …

            “ต้องรักษาความเชื่อไว้นะ  ต้องอดทนต่อการทดลองต่างๆ นะ  ทนให้ถึงที่สุดนะ ใครทนจนถึงที่สุดได้ จะได้รับความรอดนิรันดร์ หลังจากตายจากโลกนี้แล้ว”

            ไม่ใช่อย่างนั้น ความรอดนิรันดร์ เราเรียนรู้แล้ว หลังจากตายจากโลกใบนี้แล้ว ออกจากร่างปุ๊บ  เราก็ได้รับร่างกายใหม่ ไปพบพระเยซูคริสต์ เห็นพระองค์หน้าต่อหน้า อยู่ในสวรรค์กับพระองค์นิรันดร์ ได้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็เป็นอย่างนี้ แต่อยู่บนโลกนี้ อดทนถึงวันสุดท้าย หมายถึงว่าอดทนกับสถานการณ์บนโลกใบนี้ มันเต็มไปด้วยความสาปแช่ง โลกใบนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ มันก็อยู่ใต้ความทุกข์ลำบากเหล่านี้ทุกคนอยู่แล้ว เราคริสเตียนก็ไม่ได้หนีห่างจากเขาเลย เราก็อยู่ภายใต้โลกใบนี้เหมือนกัน อดทนอยู่บนโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโลกหน้ามันดีกว่าตั้งเยอะ อยากจะไปจะตาย เหมือนกับที่อาจารย์เปาโลบอกว่า …

            “ถ้าข้าพเจ้าเลือกได้ ข้าพเจ้าขอจากโลกนี้ ไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้าดีกว่า”

            ก็หมายถึงว่าตายดีกว่าอยู่ ตายไป ก็เท่ากับไปพักผ่อนนิรันดร์ในสวรรค์กับพระเจ้า  ไม่ต้องมาทนทุกข์บนโลกใบนี้ ลำบากลำบน  ทั้งร่างกาย ทั้งเหน็ดเหนื่อย ทั้งต่อสู้กับความโกหกหลอกลวงของมาร  มันหมายถึงอย่างนั้น  การทนทุกข์ของเรา ก็คือลักษณะที่ … สมมติ เหมือนพ่อเราพาเราไปเที่ยวเกาะสวรรค์ แล้วลงเรือไป บนเรือเต็มไปด้วยพายุ คลื่น เรียบอยู่พักหนึ่ง เดี๋ยวก็มีคลื่นมา เมาเรือ

            พ่อบอก … “อดทนหน่อยๆ เดี๋ยวจะถึงแล้ว”

            “ถึงไหน?”

            “ถึงเกาะสวรรค์แล้ว แล้วจะได้มีความสุข”

            หมายถึงอดทนอย่างนี้นะ ก็ต้องเข้าใจด้วย

            ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่อยู่ในตัวเรา ก็คือชีวิตนิรันดร์ตรงนี้ ที่พูดรวมๆ กันว่า “ชีวิตนิรันดร์ๆ” ความหมายก็คือตะกี้นี้ที่พูด ชีวิตนิรันดร์ทางด้านวิญญาณเรารู้ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในเรา เรารู้ เหมือนที่ตะกี้เราร้องเพลง  “ข้ารู้ เพราะอยู่ในใจ” เราไม่ต้องมองข้างนอก มองข้างนอก ก็ไม่มีพยานยืนยัน แต่พยานยืนยันนี้ อยู่ภายใน คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา ยืนยันว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นชีวิตนิรันดร์เหมือนพระองค์แล้วในตอนนี้  แต่ความหวังในอนาคตอันใกล้  ที่เราเชื่อมั่นจริงๆ นั้น ก็คือพ้นจากร่างกายนี้ เราจะไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ เราทนทุกข์บนโลกใบนี้เพียงชั่วคราว  เราอยู่ในภาชนะดินอันต่ำต้อย ในขณะนี้

            แต่เรามีความหวังว่าร่างกายของเราแท้จริง จริงๆ นั้น คือเมื่อทิ้งร่างนี้แล้ว เราได้รับร่างกายใหม่ที่พระเจ้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่รับก็ไม่ได้  ถึงท่านไม่เชื่อ ถูกโกหกหลอกลวงอะไรต่างๆ ความจริงย่อมเป็นความจริง คือเมื่อท่านหมดลมหายใจแล้ว พระเจ้าเตรียมร่างใหม่ไว้ให้กับท่านแล้ว ท่านจะกลัวตายอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ หรือถูกหลอกโดยมาร ให้หวาดระแวงว่าเมื่อท่านตาย จะถูกปฏิเสธ ซึ่งไม่จริง ความจริงย่อมเป็นความจริง คือท่านอาจจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แบบหวาดๆ กลัวๆ กระวนกระวาย แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ท่านจากโลกใบนี้ ท่านตายเมื่อไร? ท่านพบกับพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้าทันที ตามข้อพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นความจริง เอเมนไหม? ปรบมือขอบคุณพระเจ้าของเรานะ

            นี่คือความยิ่งใหญ่ของข่าวประเสริฐของพระเจ้า เป็นอย่างนี้ คือรอดแล้วรอดเลย  รอดจริงๆ ไม่อย่างนั้น พระเยซูจะพูดทำไมว่า …

            “แค่วางใจในเรา ท่านจะได้รับความรอด ผู้ใดเชื่อและวางใจในเรา ก็ได้รับความรอดแล้ว” แค่นั้นเอง

            เพราะฉะนั้น คริสเตียนควรใจจดใจจ่ออยู่ที่ความจริงตรงนี้ คือเรารอดแล้ว ใจจดใจจ่อ รอเพียงจากร่างนี้ไป  แล้วรอรับร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และก็พบหน้าพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้าทันทีทันใด หลังจากหมดลมหายใจ เอเมน

            อย่าลืม สำคัญ ต้องจดจำคำนี้ไว้เลยว่าพระเยซูได้พูดอย่างนี้ ด้วยตัวของพระองค์เอง ตอนเดินอยู่บนโลกใบนี้ และบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นข้อความที่คริสเตียนทั้งหลายควรจะจดจำไว้ อย่าให้มารขโมยเอาความจริงนี้ไป อาจจะจำตัวข้อไม่ได้ แต่ให้จำความหมายได้ก็แล้วกันว่าพระเยซูตอนอยู่บนโลกใบนี้ ได้อธิษฐาน พูดกับพระเจ้า พระบิดาเกี่ยวกับพวกเราทั้งหลาย คริสเตียนทั้งหลายไว้ว่าอย่างไรบ้าง?  ยอห์น 17:22-23 จำเอาข้อความไว้ว่าพระเยซูพูดเกี่ยวกับพวกเราไว้ว่าอย่างนี้ …

        ยอห์น 17:22-23 “เกียรติสิริ (ชีวิตนิรันดร์) ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น  ข้าพระองค์ได้มอบให้พวกเขา (ทุกคนที่เชื่อในพระเยซู) แล้ว เพื่อพวกเขา (ผู้ที่เชื่อในพระเยซู) จะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่พระองค์กับข้าพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกัน คือข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) และพระองค์อยู่ในข้าพระองค์ ขอให้พวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา และทรงรักพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) เหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์”

            เกียรติสิริ ก็คือชีวิตนิรันดร์ … ชีวิตนิรันดร์ซึ่งพระบิดาได้ประทานให้กับข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้กับพวกเขา … พวกเขาก็คือทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ซึ่งรวมทั้งเราที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วย  เพื่อพวกเขา ก็คือพวกผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็คือคริสเตียนทั้งหลาย  จะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นวิญญาณเดียวกันเลย  เหมือนที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน  พระเจ้า พระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร? เป็นตรีเอกานุภาพอย่างไร? เราร่วมเป็นหนึ่ง เป็นตรีเอกานุภาพบวกหนึ่ง เป็นทรีอินวันบวกหนึ่ง ก็คือเราเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย  แยกกันไม่ออกเลย

            “ข้าพระองค์ขอให้พวกเขา คือคริสเตียนหรือผู้เชื่อทั้งหลายได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างสมบูรณ์” นี่ไง ให้เขามารวมกับเรา เป็นหนึ่ง เราอยู่ 3 พระภาคแล้ว  พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาคอยู่กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ไม่มีต้น ไม่มีปลาย แต่ตอนนี้บอกว่าขอให้ผู้เชื่อ ในนามของเรา คือในพระเยซูคริสต์ ที่เป็นคริสเตียนนั้น ได้เข้ามาเป็นหนึ่งด้วย ตอนนี้ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ตรงนี้ต้องอย่าลืมเด็ดขาดเลย สำคัญมาก จำข้อไม่ได้ แต่จำความหมายได้ก็แล้วกันว่าภายในของท่านมีของล้ำค่า ก็คือวิญญาณของเราที่เป็นคริสเตียนได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับ 3 พระภาคเรียบร้อยแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปไหนเลย  เพราะ 3 พระภาคก็ยิ่งใหญ่สูงสุด  เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจแล้ว  ยิ่งใหญ่สูงสุดกว่าอะไรทุกอย่างทั้งปวงแล้ว ไม่มีใครสามารถมาเอาเราออกไปจาก 3 พระภาคนี้ได้เลย เอเมนไหม?

            ยอห์น 3:15-16 พระเยซูก็พูดอย่างนี้อีก ตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ อันนี้เราพอที่จะจำกันได้บ่อยๆ เพราะเอามาใช้บ่อย พูดไว้ว่าอย่างไร? …

        ยอห์น 3:15-16 “เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกและมนุษย์ จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ (พระเยซู) เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ (วิญญาณ ตายอยู่ในบาป) แต่มีชีวิตนิรันดร์ (เป็นลูกของพระเจ้า)”

            “เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์” พระองค์ตรงนี้หมายถึงพระบิดา  ทุกคนที่เชื่อในพระบิดาว่าพระบิดาเป็นผู้ส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ลงมาเป็นผู้ไถ่บาปให้กับมนุษย์ มนุษย์ผู้ไหนเชื่อพระบิดาว่าส่งพระเยซูมา ก็คือเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรที่พระเจ้าพระบิดาส่งมา ต้อนรับพระเยซู พระบุตร เขาจะได้รับชีวิตนิรันดร์ ที่เราพูดกันมาตะกี้นี้ ชีวิตนิรันดร์  ได้เป็นลูกของพระเจ้า และคุณภาพของชีวิตนิรันดร์ที่เราเรียนรู้กันมาทั้งหมด

            อ่านดูแล้วง่ายไหม? ง่ายมาก  ได้รับชีวิตนิรันดร์ โดยผ่านอะไร? ผ่านทางการกระทำหรือ? ไม่ใช่  ผ่านทางทำโน่นทำนี่ทำนั่น ไม่ใช่ ผ่านทางผู้ที่เชื่อในพระองค์ ก็คือเชื่อในพระบิดาว่าส่งพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน หรือเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระบุตรที่พระบิดาส่งมา ก็ได้เหมือนกัน แค่นี้เอง ก็ได้รับชีวิตนิรันดร์ที่เป็นของมีค่า ล้ำค่ามากมาย ที่เราวิเคราะห์กันเมื่อตะกี้ทั้งหมด  ที่เกิดขึ้นภายในวิญญาณของเราเรียบร้อยเลยทันที มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย ในการที่จะรับสมบัติอันล้ำค่านี้ คือชีวิตนิรันดร์นี้ เพียงแค่เชื่อเท่านั้นเอง เชื่อพระบิดาว่าเป็นผู้ส่งพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระบุตรมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เงื่อนไข ไม่มีอะไรเลย  เงื่อนไข คือเชื่อ วางใจ และมารับสิทธิ์ไปเลย  ไม่มีเงื่อนไขนั่นเอง จะบอกว่าเงื่อนไข คือเชื่อและใช้สิทธิ์ มันก็ไม่ใช่เงื่อนไข เชื่อและใช้สิทธิ์ รับฟรีๆ ต้องย้ำอีกครั้งว่าความรอดนี้ จึงเป็นของขวัญจากพระเจ้า ถึงมนุษย์ทุกๆ คน เขาถึงเรียกว่าเป็นของขวัญวันคริสต์มาส … ของขวัญวันคริสต์มาส ก็มาจากตรงนี้แหละ พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญจากพระเจ้า  พระบิดาให้แก่มนุษย์ทุกคน

            “พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญจากพระบิดา ให้แก่มนุษย์ทุกคน”

            ชีวิตินิรันดร์จึงเป็นสมบัติอันล้ำค่าของผู้เชื่อ และทำให้ผู้เชื่อนั้นเต็มไปด้วยความหวังและได้รับอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  หลังจากความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ได้ผ่านไปแล้ว โดยการจากร่างกายนี้ไป ก็คือตายจากร่างกายนี้ จึงเห็นชัดเจนว่าตายดีกว่าอยู่จริงๆ ตามที่เปาโลได้พูดถึง เพราะว่าจะสามารถได้รับร่างกายใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อทิ้งร่างกายเก่านี้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น นี่คือความจริง คริสเตียนทั้งหลายทุกคน จึงควรจะรักษาและเอาใจใส่สิ่งนี้ไว้ เหมือนที่อาจารย์ยอห์นบอกในข้อพระคัมภีร์แรกที่เราอ่านกันว่าจงระวังตัว อย่าให้ถูกขโมยความจริงนี้ไป  จงระวังตัวรักษาความจริงเหล่านี้ไว้ อย่าให้ถูกขโมย  โดยความเท็จของมารเด็ดขาด ขโมยไปมากเท่าไร? เราก็สูญเสีย ไม่ใช่ความรอดนะ สูญเสียสันติสุข ความยินดี ความสุข ทุกข์น้อยลงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้มากเท่านั้น ยิ่งถูกขโมยไปมาก ก็ยิ่งสูญเสียไปมาก ขโมยน้อย ก็สูญเสียน้อย

            เพราะฉะนั้น ความจริงนี้ ก็คือเคล็ดลับที่จะทำให้เราถูกหลอกน้อยลงที่สุด ก็คือเราจะเกิดความพึงพอใจแล้วในทุกสภาวะ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์เรารู้ว่าเราเป็นชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่า ที่อยู่ภายในเราเรียบร้อยแล้ว ก็คือชีวิตนิรันดร์นั่นเอง นี่คือความจริง

            ความจริงนี้จะทำให้เป็นอิสระ ไม่ถูกหลอก หรือถูกหลอกน้อยที่สุด เพราะความจริงนี้ทำให้เรา เกิดความพึงพอใจ อาจารย์เปาโลพูดถึงตรงนี้ว่าอย่างไรว่าความพึงพอใจนี้ เป็นเคล็ดลับ ความจริงนี้ จึงเป็นเคล็ดลับ ที่จะทำให้เราถูกหลอกน้อย ฟีลิปปี 4:12-13 ได้บอกอย่างนี้ …

        ฟีลิปปี 4:12-13 “ข้าพเจ้ารู้จักทั้งความเป็นอยู่อย่างขัดสน และความเป็นอยู่อย่างมั่งคั่ง ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ถึงเคล็ดลับที่จะพึงพอใจในทุกสภาพ ไม่ว่าจะอิ่มหรืออด ไม่ว่าจะมีเหลือล้นหรือขาดแคลน ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ เพราะมีพระคริสต์ผู้เสริมกำลังให้แก่ข้าพเจ้า”

            เคล็ดลับคืออะไร? ก็คือความจริง ไม่ใช่ความเท็จ  ความจริง ก็คือเรามี เราเป็นชีวิตนิรันดร์ เรามีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ภายในเราตลอดเวลา  การรู้ความจริงนี้ รักษาความจริงนี้ จึงเป็นเคล็ดลับที่จะทำให้เราเกิดความเพียงพอหรือพอเพียง พอใจแล้วในทุกๆ สิ่งที่มี ที่เป็นอยู่ เพราะไม่มีอะไรที่จะมาเทียบกับสิ่งที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว ก็คือชีวิตนิรันดร์ พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ภายในเรา  และตรีเอกานุภาพสถิตอยู่ภายในเรา พอเราเกิดความพอใจจากความจริงตรงนี้  มันก็จะทำให้เกิดความสุข  ทุกข์น้อยลงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เกิดสันติสุขในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งก็คือรางวัล พระพร บำเหน็จ บนโลกใบนี้ ก็คือความยินดี ที่อาจารย์ยอห์นได้บอกให้เราระวัง อย่าให้ถูกขโมยไป

            การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ผู้เชื่อหรือคริสเตียน ก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ความท้าทายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความหวังและความยินดีของเรา มาจากชีวิตนิรันดร์ ในพระคริสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถเทียบได้เลย และความจริงที่สุด ก็คือพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่ดี และดีตลอดเวลา อย่าให้ใครมาขโมยความจริงนี้ไปจากใจของเราได้เลย

            สาเหตุที่เราถูกหลอกบ่อยๆ และเข้าใจพระเจ้าผิดก็เพราะอะไร? สาเหตุที่คริสเตียนถูกหลอก หรือไม่ใช่คริสเตียนก็ถูกหลอก เข้าใจพระเจ้าผิด พระเจ้าโหดร้าย พระเจ้าเห็นแก่ตัว พระเจ้าทำไมทำอย่างนี้กับเรา เราถูกหลอกลวง ก็เพราะมนุษย์ทุกคนไม่มีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เพราะเขายังมีความอยากได้ใคร่มีอยู่ รู้สึกไม่พอเพียง จึงต้องหาเพิ่มๆ ตลอด ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียนก็เป็นอย่างนี้แหละ

            คริสเตียนเรา ถ้ารู้ความจริง เราจะได้เปรียบเยอะ ก็เพราะเราได้ทุกสิ่งเรียบร้อยแล้วทางฝ่ายวิญญาณ เราได้รับของมีค่าอันมากมายมหาศาล ก็คือชีวิตนิรันดร์ที่ตะกี้เราพูดกัน  อยู่ภายในร่างกายเราเรียบร้อยแล้ว

            เพราะฉะนั้น ถ้าเราค้นหาทรัพย์อันมีค่า  ที่อยู่ภายในเรา เราก็จะเกิดความพอใจ เพราะมันมีอยู่จริงๆ อยู่ในเรา ไม่ใช่ถูกหลอกให้แสวงความพึงพอใจจากภายนอก  ภายนอกตัวเรา ก็คือโลกใบนี้ ซึ่งมันอันตรายมาก พระเจ้าแนะนำเราอย่าไปพึ่งพา อย่าไปแสวงหาสิ่งของที่อยู่ฝ่ายโลกนี้  คือฝ่ายวัตถุนี้ที่ตามองเห็นได้ มันหลอกเรา มันคืออาณาจักรของความมืด  มันมีแต่ความเท็จ มีแต่การโกหก มีแต่ของชั่วคราว ไม่ยั่งยืนทั้งนั้น ของจริง ของแท้แน่นอนที่สุด อยู่ที่ภายในเรา ข้างนอกมีแต่ความหลอกลวง มีแต่การขโมย ฆ่า และทำลาย  มีแต่อิทธิพลของมาร

            ถ้าเราไปมองแต่ข้างนอก ก็คือมองโลกใบนี้ทั้งหมด เราจะเกิดความทุกข์ เราจะถูกขโมยความจริงไป แต่ถ้าเรามองภายในตัวเรา ซึ่งมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ พระวิญญาณจะสอนเรา  จะบอกเราถึงความจริงเหล่านี้ อย่างเช่นในเอเฟซัส 1:3 …

        เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญเทิดทูนพระเจ้าพระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ผู้ได้ทรงประทาน พระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายแล้ว ในสวรรคสถาน”

            “ผู้ได้ทรงประทานพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการในพระคริสต์ แก่เราทั้งหลายแล้วในสรรคสถาน” ในโลกฝ่ายวิญญาณ พระองค์ทรงประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราเรียบร้อยแล้ว อยู่ภายในตัวเรานั่นแหละ  แล้วให้เราทำอะไร? อย่าลืม อย่าถูกขโมย  ให้เราขอบคุณพระเจ้าในพรนานัปการในฝ่ายวิญญาณนี่แหละ ให้เรามองไปที่พรนี้ ที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่มีอยู่จริงๆ  ซึ่งเราได้รับเรียบร้อยแล้ว แล้วเรียนรู้ความจริงนี้ แล้วก็เรียนรู้ที่จะพอใจว่า “ฉันมีเหลือเฟือเลย” ก็ทำให้เราไม่หลงเชื่อคำหลอกลวงจากภายนอก  ซึ่งมาจากมาร ให้เราแสวงหาเพิ่มเติม จากที่เรามีอยู่แล้ว มันหลอกให้เราทำเพิ่มอีก  ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่กำลังนิยมอยู่ขณะนี้ ที่กำลังเป็นข้อพิพากกันขณะนี้ ก็คือไฟพระวิญญาณ … พระวิญญาณ ก็คือพรอันหนึ่งที่อยู่ในเรา พระเจ้าประทานให้เรียบร้อยแล้ว ครบถ้วนบริบูรณ์เรียบร้อยแล้ว และพรนานัปการทางฝ่ายวิญญาณให้กับเราเรียบร้อยแล้ว  อยู่ภายในเราแล้ว 

            ถ้าเราไม่พอใจ เราก็จะไปหาภายนอก  หาพระวิญญาณเพิ่มเติม หาไฟพระวิญญาณ หาฤทธิ์อำนาจจากพระวิญญาณ หาความช่วยเหลือจากภายนอกทั้งหมด เราก็มีสิทธิ์ที่จะถูกหลอกได้ ซึ่งจริงๆ แล้วพระองค์ประทานให้หมดแล้ว  การได้ใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกับตรีเอกานุภาพ อยู่ในตัวเราเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเรายังไม่พอใจ ถูกหลอกว่าอยากจะอยู่ใกล้พระเจ้า อยากจะอยู่ใกล้พระเยซูมากขึ้น ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็จะถูกหลอกไปเรื่อยๆ ไปแสวงหาการใกล้ชิดกับพระเยซูจากภายนอก  ซึ่งมันไม่ใช่ ความจริงมันอยู่ข้างใน เราเป็นหนึ่งกับพระองค์เรียบร้อยแล้ว พระองค์เป็นลำต้น เราเป็นกิ่งก้าน สวมเข้าไป ติดสนิทอยู่กับพระองค์ แนบแน่นอยู่กับพระองค์ ไม่มีอะไรสนิทกว่านี้อีกแล้ว  ไม่มีทางใกล้ชิดมากกว่านี้อีกแล้ว อย่าถูกหลอกว่า …

            “มาทำอย่างนี้สิ ถ้าอยากอยู่ใกล้พระเยซูต้องทำอย่างนี้ มาที่นี่สิ จะได้อยู่ใกล้พระเยซู”

            ท่านอยู่ใกล้ที่สุดแล้ว คือเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู ไม่มีวันที่จะแยกจากกันเลย เอเมนไหม? และต้องรับรู้ความจริงด้วยว่าบนโลกใบนี้ ท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่พึงพอใจ ต้องเจอกับความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องธรรมดาของการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่าถูกหลอกว่าไม่พอใจอีก เกิดปัญหา ความลำบากลำบนในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็บอกว่า …

            “ไม่ได้หรอก ฉันขาดอันโน้น ฉันขาดอันนี้ ขาดความเชื่อมั้ง ขาดการกระทำอะไรบางอย่างมั้ง ที่ทำให้ฉันไม่ได้ความสุข ไม่ได้สิ่งที่ฉันต้องการ”

            ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ ไม่ว่าเราจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ คนไม่เชื่อก็อยู่ในความทุกข์ลำบากเหล่านี้เช่นเดียวกันกับเรา เหมือนกัน เรายังดีกว่า ตรงที่เรายังมีพระเจ้า สถิตอยู่ภายใน พระเจ้ายังช่วยเหลือเราได้ตามน้ำพระทัยของพระองค์  เพราะโลกนี้อยู่ในคำสาปแช่ง ตกลงไปในคำสาปแช่งอยู่แล้ว เราอยู่ใต้โลกนี้ เราก็อยู่ใต้คำสาปแช่งเหล่านี้ อยู่ใต้ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ และถ้าเรารับไม่ได้ เราก็ถูกหลอกอีก หลอกให้ไม่พอใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ซึ่งถูกหลอก

            เราก็นึกว่า … “เพราะว่าเราทำไม่ดีอย่างนั้น พระเจ้าจึงสาปแช่งเรา เพราะเราทำไม่ดีอย่างนี้ พระเจ้าจึงไม่อวยพรเรา เพราะเรา ….”

            เพราะเราไปหาความรู้จากข้างนอก ข้างนอกมีแต่ความโกหก หลอกลวง พยายามจะต่อต้านพระเยซูคริสต์ ต่อต้านพระเจ้า ก็เลยใส่ร้ายพระเจ้าบอกว่า …

            “พระเจ้าทำให้เธอเป็นอย่างนี้”

            ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เลย  ซึ่งเมื่อเราพิจารณาถึงสิ่งที่ร้ายๆ หรือสถานการณ์ที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ใจบนโลกใบนี้ สิ่งสำคัญที่สุด ที่เราควรมอง คือการมองให้เห็นผ่านมุมมองของความเชื่อและความหวังใจในพระเจ้า และความจริงในพระเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น ต้องมองตามถ้อยคำพระเจ้า ถ้อยคำพระเจ้าบอกพระเจ้าเป็นพระเจ้าดี ก็คือพระเจ้าดี อย่ามองข้างนอก แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้  แต่เราสามารถมั่นใจว่าพระเจ้าเราทรงเป็นพระเจ้าที่ดี และดีตลอดเวลาจริงๆ นี่คือเคล็ดลับและพระเจ้ามีแผนการที่ดีสำหรับเราทุกคนแน่นอน 100% แต่เราไม่รู้ว่าแผนการนั้นเป็นอย่างไร? แต่พระคัมภีร์บอกแล้วว่าพระองค์จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรานั้น เป็นผลดี สำหรับเราเสมอ ผู้ที่รักพระองค์ ก็คือเราผู้เชื่อ คริสเตียน

        ในข้อพระคัมภีร์โรม 8:28 ได้บันทึกไว้ … “และเรารู้ว่าในทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์ คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”

        และในมัทธิว 28:20 พระเยซูสัญญากับเราว่า … “สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่ง ที่เราสั่งพวกท่านไว้ และแน่นอนเราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปตราบจนสิ้นยุค”

            อยู่ภายในเรา อยู่กับเราเสมอจนสิ้นยุค พระเยซูพูดเองเลยนะว่า “จงมองให้เห็นเถิด เราจะอยู่กับท่าน อยู่ในท่านตลอดไป เสมอไป จนกว่าจะสิ้นโลกนี้เลย”  เราต้องยึดคำเหล่านี้ไว้ อย่าให้มารมันขโมยความจริงเหล่านี้ไป

            และวิธีระวัง ก็คือให้จดจ่อความคิดไปที่ภายใน ในโลกวิญญาณที่อยู่ภายในตัวเรานั่นแหละ อย่าพยายามมองข้างนอก  พยายามจดจ่อ จดจ้องอยู่ภายในวิญญาณ ไม่ใช่ภายนอก ในโลกวัตถุที่ตามองเห็น ซึ่งมีแต่ความชั่วร้าย มีแต่ความมืด  พระคัมภีร์จึงบอกให้เรามองไปในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง แต่สิ่งที่เราเห็นมันไม่มีอยู่จริง มันมีอยู่ชั่วคราว นี่คือพระคัมภีร์เน้นอย่างนี้ตลอดเวลา …

            “จงมองให้เห็นเถิด จงมองให้เห็นเถิด”

            ก็คือมองไปในสิ่งที่มองไม่เห็น  แต่ด้วยความเชื่อในถ้อยคำพระเจ้า  เห็น อย่างนี้เรียกว่าความเชื่อ ต้องระมัดระวังอย่าให้มารมันขโมยเด็ดขาด การไม่ให้มารขโมย ก็ให้ระวังเฉยๆ  แต่ก็อย่าถูกหลอกอีกว่าอ้าว! ในพระคัมภีร์บอกให้ระวังมาร  มันมาขโมย พระคัมภีร์บอกให้ระวังมาร ก็เกิดการ  แทนที่จะระวังเฉยๆ แต่กลายเป็นกลัวมาร  พระคัมภีร์บอกให้ระวัง ไม่ได้หมายถึงกลัว เพราะมันไม่มีอำนาจอยู่เหนือเราเลย  แม้แต่นิดเดียว  เขาเรียกว่าให้รู้เขารู้เรา ชนะ 100 ครั้ง ต้องรู้ว่าเขาไม่มีอำนาจเลย แต่เรามีอำนาจอยู่เหนือเขา 100%

            พูดถึงมาร หรือวิญญาณชั่ว หรือผีต่างๆ ที่เราคุยกันกับสิทธิอำนาจของคริสเตียนในพระเยซูคริสต์ ซึ่งขณะนี้ก็มีคนขัดแย้งกันอยู่ตรงนี้เยอะ เพราะถูกหลอก เพราะความจริงนี้ไม่ได้อยู่ในตัวเขา เพราะเขาไม่ได้มองดูภายในเขาว่าภายในเขา อย่างที่ตะกี้นี้บอก เรามีของล้ำค่า มีสิทธิอำนาจสูงสุดอยู่ภายใน ตามถ้อยคำพระเจ้าที่บอก  พระเจ้าสถิตอยู่ภายในเราแล้ว จะมีใครใหญ่กว่าเรา  พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคอยู่กับเรา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา จะมีใครใหญ่กว่าเรา ผีหรือวิญญาณชั่ว ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่าวิญญาณโสโครก พระคัมภีร์เรียกอย่างนี้นะ วิญญาณโสโครก มันมีอยู่จริง พวกมัน คือพวกที่กบฏต่อพระเจ้า แล้วถูกโยนลงบนโลก แม้เราจะไม่รู้แน่ชัดว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้าง

            แต่สิ่งที่แน่นอน คือมันอยู่ภายในการควบคุมของพระเจ้า โดยสิ้นเชิง มันไม่มีอำนาจเลยแม้แต่นิดเดียว  มันไม่อาจละเมิดกฎของพระเจ้า  หรือเจตจำนงของพระเจ้าได้เลย และพระเจ้าผู้ควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่งสถิตอยู่ภายในเรา  เป็นหนึ่งเดียวกับเรา เป็นพ่อเรา จะบอกให้นะว่าผีหรือวิญญาณชั่วต่างๆ มันมีอยู่จริง แต่มันไม่สามารถบังคับจิตใจของมนุษย์ได้เลย  มนุษย์นะ ไม่ใช่คริสเตียน มันบังคับมนุษย์ยังไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีอำนาจแล้ว เว้นเสียแต่ว่ามนุษย์จะยอมให้สิทธิ์แก่มันเอง เพราะผีมารซาตาน เป็นเพียงวิญญาณในการโกหกหลอกลวงเท่านั้น มันไม่มีอำนาจอยู่เหนือมนุษย์เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มันไม่มีอำนาจอยู่เหนือผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ ก็คือคริสเตียนทั้งหลาย เว้นแต่ว่าคริสเตียนเหล่านั้น จะเปิดประตูให้มันเข้ามาเอง ซึ่งมันก็ไม่สามารถเข้ามาได้อยู่ดี เพราะว่าต่อให้คริสเตียนคนนั้นเปิดความคิด แต่มารมันโดดเข้ามาสิงเลยไม่ได้ เพราะว่าพระเจ้า 3 พระภาคสถิตอยู่ภายในเรา  มันเข้ามาไม่ได้ พระเจ้าไม่แบ่งที่ให้มันเด็ดขาด แต่คริสเตียนคิดไปเองว่ามันเข้ามาได้แค่ความคิด ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่ามันได้แค่เห่า ได้แค่ส่งเสียงคำราม ขู่ให้เรารู้สึกว่ากลัว และเรารู้สึกว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าถ้อยคำของพระเจ้าบอกแล้วว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า  พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา ใหญ่กว่ามันผู้นั้นที่อยู่ในโลก

            แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับคริสเตียน หรือไม่ใช่คริสเตียน ถ้าเผื่อไปสุงสิงหรือยุ่งเกี่ยวกับมาร  ก็คือผู้ที่ยอมให้มัน ก็คือผู้ที่อ่อนแอทางจิตใจ หรืออ่อนแอทางจิตวิญญาณ  ซึ่งอาจถูกมันหลอกลวง  หรือครอบงำได้ แต่มันก็เป็นกรณีน้อยมาก มันไม่ได้พบมากเลย อย่างที่บอก มันเข้ามาสิงไม่ได้หรอก แม้ไม่เชื่อพระเจ้า อยู่ดีๆ มันเข้าไปสิงไม่ได้ นอกจากจะไม่เชื่อพระเจ้า แล้วก็ไปสุงสิงกับมันมากนัก มากเกิน แล้วมอบสิทธิให้มัน พระเจ้าจึงเตือนมนุษย์อย่างชัดเจนว่าให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่เกี่ยวกับโลกวิญญาณ เช่น การทำนายดวงชะตา  การเล่นไสยศาสตร์  การเรียกวิญญาณ  การเล่นวิญญาณอะไรต่างๆ พวกหมอผีต่างๆ เหล่านี้ ให้หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ การดูดวง ใช้อำนาจจิตอะไรต่างๆ เหล่านี้ ที่มองไม่เห็น อย่าไปยุ่งเกี่ยว บอกมนุษย์ทั้งหมด เตือนมนุษย์ทั้งหมด

            เพราะสิ่งเหล่านี้ อาจจะเป็นประตู หรืออาจจะทำให้เกิดเปิดทางให้มารเข้ามาแทรกแซงชีวิต พวกหมอผี นักดาราศาสตร์เหล่านี้  ที่เขาเรียกว่าความคิดหรือจิตอ่อน มันมีความรู้สึกไปทางวิญญาณมากกว่าคนอื่นเขา  มากกว่าเหตุผล  เขาเรียกว่ามนุษย์สายมู คือสายวิญญาณทั้งหลาย เอะอะอะไร ก็นึกถึงวิญญาณๆ ไม่นึกถึงเหตุผล เขาว่ากันว่าพวกจิตอ่อน หรือว่าที่มีความคิดไปทางสายมู เขาว่ากันว่าพอเห็นดาวตก อุกาบาตรตกปุ๊บ สายมูจะวิ่งไปล้อมรอบบูชา หรือว่าเก็บมาบูชาที่บ้าน ไปคิดต่อแล้วกันว่าทำอะไร?  ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็มีมนุษย์ที่มีจิตแข็ง สายที่มีสติปัญญา ความคิด พอมีดาวตกเขาทำอย่างไร? เขาก็ไป เอามาวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่ามันมาจากไหน? มันร่วงมาได้อย่างไร? เพราะอะไร? มีผสมแร่ธาตุอะไรบ้าง? แร่ธาตุนี้อยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้มีไหม? มันต่างกัน ใช่ไหม? นั่นแหละ สายมูเป็นอย่างนั้น ซึ่งพระเจ้าก็ไม่ต้องการให้เราไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว  อย่างนี้เป็นต้น

            สำหรับคริสเตียน ผู้ที่มอบชีวิตให้แก่พระเยซูคริสต์แล้ว พระองค์ได้มีชัยเหนืออำนาจของมาร วิญญาณชั่วทั้งสิ้น รวมทั้งเราด้วย  มีอำนาจอยู่เหนือมันหมดแล้ว เพราะเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ บัดนี้ พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูคริสต์ประทับอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน มีอำนาจอยู่เหนือสูงสุด แล้วเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราก็มีอำนาจอยู่เหนือสูงสุดเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวอะไรเลย  แต่ขณะเดียวกัน อย่างที่บอก เราก็ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าไม่อยากให้ไปยุ่ง ยุ่งแล้วก็เกิดปัญหาอย่างที่บอก เกิดปัญหาทางความคิดของเรา ทึกทักไปว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ต่างๆ เหล่านั้น

            สิ่งที่เกิดในโลกนี้ ล้วนอยู่ภายใต้การอนุญาตของพระเจ้าทั้งสิ้น  พระเจ้าผู้ทรงครอบครองทุกสิ่งด้วยความยุติธรรมและความรัก พระองค์ไม่ลำเอียง  และควบคุมทุกอย่างตามน้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ของพระองค์ เพื่อให้แผนการแห่งความรอดของพระองค์สำเร็จ สมบูรณ์ในที่สุด  ให้ความรอดของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ ไปถึงบรรดามนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ นี่คือน้ำพระทัยอันสมบูรณ์ของพระเจ้า และพระองค์ควบคุมทุกอย่างอยู่ เราต้องเข้าใจความจริงตรงนี้  ในความทุกข์ยากลำบากที่เราต้องเผชิญบนโลกใบนี้  ถ้าเราปฏิเสธความจริงเหล่านี้ เราก็จะถูกหลอกไปสายมู

            พอออกไปหาความจริงจากภายนอก เราก็อาจจะถูกหลอกเข้าไปอยู่สายมูเช่นเดียวกัน  อยากจะหาอัศจรรย์เอย อยากจะหาสิ่งที่เหนือธรรมชาติ อยากจะร่ำรวยเหมือนคนที่อยู่บนโลกนี้ ที่เขาหาสายมูเอย อะไรต่างๆ เหล่านั้น

            นอกจากนี้แล้ว เมื่อเกิดความทุกข์ยากลำบาก เรายังสามารถที่จะมองเห็นความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ เป็นการเตือนใจให้เรามีความหวังในชีวิตนิรันดร์ และมีความมั่นใจในความรัก และพระคุณของพระเจ้า ที่มีให้กับเราเสมอ ในขณะที่เราเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อ แต่เรามีพระเจ้าอยู่ คอยปลอบโยน คอยนำพา คอยช่วยเหลือเท่าที่พระองค์จะทรงสามารถทำได้ พระองค์ก็ทำให้เราสงบ พาเราเดินผ่านพายุแห่งความทุกข์ยากลำบากไปได้ด้วยดี  บางครั้งพระองค์ทรงทำให้พายุนั้นสงบ และพาเราเดินผ่าน แต่บางครั้งทำให้เราสงบ และเดินผ่านพายุไปกับพระองค์ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เราก็เดินผ่านไปกับพระองค์เหมือนกัน

            นี่คือวิธีการที่รักษาพระพรของพระเจ้าในการเป็นคริสเตียน ในการได้รับพระพรอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ก็คืออย่างนี้  ความหวังตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างนี้ อยู่บนรากฐานของความจริงของข่าวประเสริฐ คือใน 2 โครินธ์ 4:16-18 นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า …

        2 โครินธ์ 4:16-18 “16 ฉะนั้น เราไม่ท้อถอย (ผิดหวัง เสียใจ กลัว) แม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่ตัวตนภายใน (วิญญาณและจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในพระคริสต์) ของเรากำลังได้รับการเลี้ยงดู เสริมสร้างขึ้นใหม่ ให้เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน 17 เพราะความทุกข์ยากลำบากที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ที่กำลังเสริมสร้าง หล่อหลอม และจัดเตรียมเรา เข้าไปสู่สง่าราศี พระสิริอันยิ่งใหญ่ สมบูรณ์นิรันดร์ ที่ไม่มีสิ่งใดสามารถเปรียบได้เลย 18 ดังนั้น เราจึงไม่จับตามองดูสิ่งที่มองเห็นอยู่ แต่จับตามองดูสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้น เป็นเพียงชั่วคราว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน (เหมือนเงา) แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น เป็นถาวรนิรันดร์”

            ฉะนั้น หลักการที่สำคัญ ก็คือ …

            “ดังนั้น  เราจึงไม่จับตามองดูสิ่งที่มองเห็นอยู่ แต่จับตามองดูสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้น เป็นเพียงชั่วคราว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน เหมือนเงา แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น เป็นถาวรนิรันดร์”

            ไม่ว่าท่านจะเชื่อพระเจ้าอย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าท่านจะเผชิญกับความทุกข์ขนาดไหนก็ตาม พระเยซูสถิตอยู่ในเรา อยู่ในท่าน พระองค์ทรงรับรู้ด้วยความรัก ความห่วงใยว่าท่านกำลังเผชิญอยู่ พระองค์ทรงรู้และเข้าใจดี จงมีกำลังขึ้นในพระองค์ จงอดทน ก้าวเดินต่อไปกับพระเยซูคริสต์ ด้วยความเชื่อ ด้วยความหวัง และความรักในพระเยซูคริสต์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมด คือความจริงที่อยู่ภายใน ที่ตามองไม่เห็น ที่เราต้องรักษาไว้ และเฝ้าระวังให้ดี ไม่ให้ถูกขโมยไป จากเราโดยมารได้ เพื่อเราจะได้รับรางวัลบนโลกใบนี้ด้วย คือพรในการดำเนินชีวิต อย่างมีสันติสุข ความสงบสุข และความสุข ทุกข์น้อยลงบนโลกใบนี้  จากการพอใจในสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่เป็นอยู่ และเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้พบกับพระเยซูหน้าต่อหน้า และรับร่างกายใหม่ และอยู่ในสวรรค์กับพระองค์นิรันดร์  เอเมน พระเจ้าอวยพรครับ

*******************

ากใจคณะศิษยาภิบาล

            อัศจรรย์! “มนุษย์ทุกคนสามารถเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าได้” ง่ายนิดเดียว!

            1 ยอห์น 5:1 … “ทุกคนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ ก็ได้บังเกิดจากพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า และทุกคนที่รักพระเจ้าพระบิดาผู้ให้กำเนิด ก็รักลูกคนอื่นที่เกิดจากพระองค์ด้วย”

            มนุษย์ผู้ใดก็ตาม ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระเมสสิยาห์ เป็นพระคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงส่งมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ ให้รอดพ้นจากโทษของความบาป

            ความเชื่อนี้ จะทำให้เขาคนนั้นบังเกิดใหม่ จากพระวิญญาณของพระเจ้า กลายมาเป็นลูกของพระเจ้า และเขาจะรักพระเจ้า ในฐานะเป็นพระเจ้าพระบิดาผู้ให้กำเนิด นอกจากนี้ เขาจะรักบรรดาผู้เชื่อคนอื่นๆ ที่เป็นลูกของพระเจ้า เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการแสดงถึงการเกิดใหม่จากพระเจ้า

            1 ยอห์น 4:7-8 … “7 เพื่อนที่รักทั้งหลาย ให้เรารัก (สำแดงความรักจากภายในวิญญาณ) ซึ่งกันและกัน เพราะความรักเกิดจากพระเจ้า ทุกคนที่ได้บังเกิดจากพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า ก็จะเป็นความรักเหมือนพระเจ้า (ธรรมชาติภายในวิญญาณก็จะรักพี่น้อง ผู้เชื่ออื่นๆ ที่เป็นลูกของพระเจ้าเช่นเดียวกัน) และรู้จัก คุ้นเคยกับพระเจ้า 8 ผู้ที่ไม่รัก (ไม่สามารถรักพระเจ้า และคริสเตียนผู้เชื่อ ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า จากธรรมชาติ ภายในวิญญาณ) ก็ไม่ได้รู้จักคุ้นเคยกับพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก”

            ความรักนี้ เป็นผลจากการที่เราได้บังเกิดใหม่ ด้วยชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า มีพระลักษณะของพระเจ้า ดำรงอยู่ในวิญญาณของเรา ที่พระองค์ทรงประทานให้

พระเจ้าเป็นความรัก เราทั้งหลายผู้เชื่อ ก็เป็นความรัก เหมือนพระองค์ เป็นชีวิตนิรันดร์เหมือนพระองค์

            ยอห์น 3:16 … “พระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกยิ่งนัก ถึงกับได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่วางใจ (พึ่งพา) ในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ  (ตายนิรันดร์ อยู่ในความบาป) แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพระองค์”

            พระเจ้าอวยพรครับ