วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1554

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  ธันวาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี”  ตอน 10

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี 2:5 บอกว่า …

        โคโลสี 2:5 “เพราะถึงแม้ตัวข้าพเจ้าไม่อยู่กับท่าน แต่ใจก็อยู่กับท่าน และดีใจที่เห็นว่าท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อย และเชื่อมั่นคงในพระคริสต์”

            หนังสือโคโลสีคราวที่แล้ว ที่เราเรียนรู้กัน ก็คืออาจารย์เปาโลได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้องในคริสตจักรเมืองโคโลสีว่าเขาได้เจริญเติบโตในพระคุณของพระเจ้า  เขาได้เชื่อมั่นคงในข่าวดีของพระองค์ อาจารย์เปาโลก็ดีใจมาก  แต่ความเป็นจริงอาจารย์เปาโลไม่เคยรู้จัก และไม่เคยพบเจอพี่น้องเหล่านี้ด้วย  เพียงแต่คอยเงี่ยหูฟังข่าว ได้ยินว่าในเมืองโคโลสีมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เขาได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระเจ้า แล้วเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  แค่นั้น ก็ดีใจมาก

            จากนั้น เมื่อผู้คนเหล่านี้ได้เจริญเติบโตในถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้า  ได้สำแดงความรักให้กับกันและกัน เชื่อมั่นในพระคุณของพระเจ้า อาจารย์เปาโลยิ่งดีใจใหญ่เลย นี่คือหัวใจของผู้รับใช้

            หัวใจของผู้รับใช้ทุกคน ไม่ว่าทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่เราดีใจที่สุดเลย คือเราได้เห็นพี่น้องทุกคนได้รับรู้ความจริงของพระเจ้า และได้เจริญเติบโตอยู่ในความจริงนั้น  แล้วพระเยซูคริสต์บอกว่าถ้าท่านทั้งหลายรู้ความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ แล้วพี่น้องเหล่านี้จะมีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน เราจะสามารถมีความสุขได้ทุกวัน ความสุขในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว  ตรงนี้อาจารย์เปาโลก็เลยดีใจ ที่ได้ยินข่าวดีว่าพี่น้องเหล่านี้อยู่กันดีมาก และแถมยังเชื่อมั่นคงในพระเยซูคริสต์อีก  พอมาถึงข้อที่ 6 บอกว่า …

        โคโลสี 2:6 “ดังนั้น ในเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป”

            “ดำเนินชีวิตในพระองค์” เราเคยถูกสอนว่าให้เราดำเนินชีวิตตามพระเยซู แปลว่าเราต้องทำด้วยกำลังของเราเอง จริงไหม? ถ้าทำตามพระเยซู เราต้องทำตามกำลังของเราเอง พระเยซูทำอะไร เราก็ต้องพยายามฝืน เพื่อที่จะทำให้ได้ตามที่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกไว้ แต่ความเป็นจริงตามถ้อยคำของพระเจ้า อาจารย์เปาโลบอกว่า “ให้พี่น้องดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป” แปลว่าเราจำเป็นจะต้องรับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ เราอยู่ในพระเยซูคริสต์  พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา  เรากับพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น การดำเนินชีวิตในพระองค์ ก็คือให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้นำเราไป เราไม่ทำเอง  แต่ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา เป็นผู้ผลักดัน หรือดำเนินการในวิญญาณของเรา ในชีวิตของเรา เพื่อส่งผลของการกระทำชนิดแบบเป็นเหมือนพระเจ้า ให้ออกไปให้กับผู้คนรอบข้างได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับรู้

            นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันมาก การพึ่งพาในพระคุณของพระเจ้า ให้พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนในชีวิตของเรา เราไม่เหนื่อย การที่พระเจ้าขับเคลื่อนเรา พระองค์จะมีแผนการสำหรับแต่ละคนที่แตกต่างกัน เราเคยถูกสอนว่า “เราต้องทำ” ต้องทำอย่างโน้น ต้องทำอย่างนี่ เพื่อปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า

            แต่สิ่งที่พระเยซูคริสต์บอกเรา ก็คือ “ฉันทำให้หมดแล้ว เธอไม่ต้องทำอะไร” นึกออกไหม? พระเยซูคริสต์ทำให้เราหมดแล้ว คือทำสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เราแค่นั่ง เพื่อรับผลแห่งความสำเร็จ แล้วก็รอคอย เงี่ยหูฟังว่าพระเยซูจะขับเคลื่อนเราเมื่อไร? อย่างไร?  ถ้าพระเยซูจะขับเคลื่อนเรา ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรเพื่อพระเจ้า หรือไม่ได้ปรนนิบัติรับใช้ เพื่อพระเจ้า  ไม่ต้องกลัว เพราะว่าเมื่อพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา ขับเคลื่อนเราปุ๊บ มันเร้าจากข้างใน พอเร้าจากข้างใน เราอยู่ไม่ได้หรอก เราก็จะออกไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อเราถูกขับเคลื่อนจากข้างในปุ๊บ เราก็จะสามารถมีพลัง ซึ่งมาจากพระเจ้า ในการทำสิ่งสารพัด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อย  หรือสิ่งใหญ่ ให้รับรู้ว่าไม่ใช่เราเป็นผู้กระทำ  แต่พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เราทำ

            แล้วเมื่อเราทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ปุ๊บ ผลคือเราจะมีความสุข  แล้วเราจะขอบคุณพระเจ้า เราจะเต็มล้นไปด้วยสันติสุข อิ่มเอม เปรมปรีดิ์ พี่น้องเคยรู้สึกไหม? เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ขับเคลื่อนเรา แล้วเราทำอะไรบางอย่าง ให้ใครก็ได้ สักคนหนึ่ง เรารู้สึกอิ่มเอม เปรมปรีดิ์ในวิญญาณ มีความสุขแค่นั้น รับพระพรแล้ว เราไม่ต้องไปคาดหวังว่าได้รับพระพรโน่นนี่นั่น ไม่ต้องขนาดนั้น พระพรเหล่านั้น แล้วแต่พระเจ้าที่จะประทานให้กับเรา แต่พรอันแรก คือเกิดสันติสุขในใจ ที่เราได้ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์

            พวกเราทุกคนถูกสร้างมา เพื่อที่จะกระทำการงานดี เราถูกสร้างใหม่โดยพระเจ้า เราไม่ได้ถูกซ่อมนะ ตัวเก่าของเราที่เป็นวิญญาณบาป ได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ตัวใหม่ของเรา วิญญาณใหม่ของเรา คือได้รับวิญญาณที่เป็นชนิดเดียวกันกับพระเจ้าเลย เป็นวิญญาณนิรันดร์ที่เหมือนพระเจ้า มีคุณลักษณะ คุณสมบัติเหมือนพระเจ้า 100% เลย เราเกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม เป็นความรัก เป็นความดีงาม คือมันเกิดมาเป็นเลย

            แล้วส่วนเหล่านี้ เมื่อไรพระเจ้าขับเคลื่อนให้เรา นำเอาสิ่งเหล่านี้ ไปแบ่งปันให้กับผู้คนรอบข้าง พระเจ้าไม่ได้คาดหวังว่าเราจะนำเอาทุกสิ่งไปไล่ล่าเหยื่อ เหมือนกับไปไล่แจกให้กับทุกคนบนโลกใบนี้ มันไม่ใช่ แต่ว่าพระเจ้ามีแผนการสำหรับเรา สำหรับแต่ละคนที่เฉพาะเจาะจง ที่พระเจ้าจะนำเราให้ไปถึงผู้นั้น แล้วข้างในเร้าเรา รู้สึกอยากทำ การที่รู้สึกอยากทำกับต้องทำ มันต่างกันนะ พี่น้องนึก 2 คำนี้  “อยากทำ” กับ “ต้องทำ” ต้องทำ คือไม่อยากทำ แต่ฝืน ต้อง เพราะว่าถูกบังคับมา  เขาสั่งมาอย่างนี้ว่า …

            “เป็นผู้เชื่อนะ เธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้”

            พอเราไม่ทำ เราก็รู้สึกผิด  เราก็เลยต้องจำยอม หรือฝืนใจทำ

            สิ่งที่อาจารย์เปาโลพูด ก็คืออะไรก็ตามที่เราฝืนใจทำ มันเป็นศูนย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่เกิดประโยชน์อันใด  ถ้าอะไรก็ตามที่เราฝืนใจทำ แปลว่าสิ่งนั้น ไม่ได้มาจากพระเจ้า มันมาจากแรงกดดันที่อยู่รอบข้างเรา ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร? เป็นผู้เชื่อเก่า เป็นศิษยาภิบาล เป็นอะไรก็ได้ ใครก็ได้ที่พยายามผลักดันเราว่าต้องๆๆๆๆๆ เธอต้องนะ  เธอต้องทำอย่างนี้ เธอต้องทำอย่างนั้น ถ้าเมื่อไรเป็นแบบนั้น แปลว่าไม่ใช่แล้ว ไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน พระเจ้าไม่เคยบังคับเรา จำตรงนี้ไว้ พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก ที่สถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่เคยบังคับให้เราทำอะไรทั้งสิ้น พระองค์แค่โน้มนำ แนะนำว่า …

            “น่าจะแบบนี้นะ ควรจะแบบนี้นะลูก”

            แล้วคำว่า “น่าจะ” “ควรจะ” แปลว่า “ลูกจะทำก็ได้ ลูกไม่ทำก็ได้นะ” อันนี้สำคัญมากเลย  “ลูกอยากทำ ลูกก็ทำ ลูกไม่อยากทำ ก็ไม่เป็นไร” อะไรแบบนี้

            เราจะเห็นพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราไม่ต้องพยายามบีบตัวเองให้ต้องทำโน่น ทำนี่เพื่อทำให้คนอื่นสบายใจ ไม่ต้อง ให้เราดำเนินชีวิต  ทำให้พระเจ้าพอใจ  จริงๆ แล้ว เรานั่งเฉยๆ พระเจ้าก็พอใจเราแล้ว พระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าได้แยกเรามาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระองค์ พระองค์พอใจเรามาก เราไม่ต้องทำอะไรเยอะกว่านั้นเลย แค่ว่าเมื่อพระองค์จะชักนำเรา ให้ทำอะไรบางอย่าง เพื่ออาณาจักรของพระเจ้า พระองค์จะเคลื่อนเราเอง ถึงเวลาที่พระองค์จะให้เราออกผล และผลตรงนั้น จะเป็นผลอะไร เราไม่รู้ ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์มันก็มีหลายอัน  ผลแห่งความดีงาม ผลแห่งความเมตตา  ผลแห่งการรู้จักบังคับตัวเอง ผลแห่งความอดทน อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นผลทั้งนั้น

            ในแต่ละจังหวะชีวิต หรือแต่ละสถานการณ์ที่เราเจอ มันจะมีเหตุการณ์ที่พระเจ้าจะส่งผลแต่ละอย่าง ออกจากชีวิตของเรา  อย่างเราไปเจอสถานการณ์ที่คนมาทำร้ายเรา เราต้องมีผลอะไรออกมา มีผลแห่งความรัก ผลแห่งความอดทน ผลแห่งการให้อภัย มันออกมาเป็นชุดเลย เพราะว่าเราถูกทำร้าย ผลเหล่านี้มันจะออกมา  เราจะสามารถที่จะอดทน หลายคนบอกว่าคริสเตียนโง่  เขาด่าเรา ยังยิ้มได้อีก คริสเตียนโง่มากเลย เขาเอาเปรียบเรา เรายังทนไปได้  อันนี้ คือผล ผลที่พระเจ้านำเราจากข้างในวิญญาณ ทำให้เราสามารถที่จะอดทน สามารถที่จะให้อภัยเขาได้ เราให้อภัย เพราะว่าเราสงสาร คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า คนไม่ได้รู้จักกับพระเจ้า  เขาไม่รู้ เหมือนกับที่พระเยซูบอกว่าที่เขาทำไป เขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ฉะนั้น ขอพระเจ้าเมตตายกโทษให้กับเขา เหมือนกัน เราเป็นผู้เชื่อเราไปพบปะเจอะเจอ เราไม่ได้เจอแต่พี่น้องคริสเตียน หรือบางครั้งเจอพี่น้องคริสเตียนที่เอาเปรียบเรา ก็มี ไม่ใช่คริสเตียนเอาเปรียบคนไม่เป็นนะ มี แต่เมื่อเราเจอพี่น้องที่เอาเปรียบเรา ทำอย่างไร? เราก็ให้ผลแห่งความรักออกไปให้กับเขา แล้วรู้ว่าตอนนี้เขายังโตไม่พอ คนที่เอาเปรียบคนอื่น คือยังเป็นเด็ก เด็กจะเอาเปรียบเพื่อนๆ ได้ แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในวิญญาณของเรา คือเราจะไม่เอาเปรียบเขา  เรามีแต่ให้ เพราะว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งการให้ ให้อะไรก็ได้

            คำว่า “ให้” ไม่ได้หมายความว่าพอให้ปุ๊บ เราคิดถึงเรื่องเงิน ไม่ใช่ ให้เวลา  ให้อภัย หรืออะไรต่างๆ มันเป็นการให้ที่เราสามารถทำได้โดยพระคุณ เพราะพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งการให้อยู่แล้ว เราจะเห็นตรงนี้ ในข้อที่ 6 ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าให้เราดำเนินชีวิตในพระองค์ พระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร? เราเป็นอย่างนั้น พระเยซูคริสต์ได้อะไร? เราได้อย่างนั้น อะไรประมาณนั้น

            ฉะนั้น ถ้าเรารับรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์ แล้วเราก็ให้พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนไป เราจะเห็นผลอะไรบางอย่างที่อัศจรรย์มาก เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โดยไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป

        โคโลสี 2:7 “ด้วยการหยั่งรากและรับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ มั่นคงขึ้นในความเชื่อ  ตามที่ได้รับการสอนมาและเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ”

            ตรงนี้ “ด้วยการหยั่งราก” คืออะไร? ผู้เชื่อจำเป็นต้องหยั่งรากแห่งความจริงในพระวจนะของพระเจ้าลงไปในวิญญาณของเรา  เมื่อเราหยั่งรากลึกแล้ว  รากนั้นจะไม่คลอนแคลน เหมือนเราปลูกต้นไม้ เมื่อเราฝั่งรากลงไปแล้ว เอาดินกลบ คอยประคบประหงมมัน พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ  ต้นไม้ต้นนั้น ก็จะเจริญเติบโตตามวาระของมัน แต่ละชนิดของต้นไม้ เราจะเห็นบางต้นเป็นไม้ดอก บางต้นเป็นไม้ผล บางต้นก็เป็นไม้ประดับที่สวยงาม ไม่มีดอกนะ มีแต่ใบ ดังนั้น แต่ละชนิดของมัน พระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียม เหมือนกัน พวกเราทุกคน พระเจ้าก็จัดเตรียมเราแต่ละคนที่จะเป็นภาชนะที่พระเจ้าจะใช้สอย ที่แตกต่างกัน

            แล้วผู้ที่ปลูกเรา คือพระเจ้า เราปลูกตัวเองไม่ได้ พระเจ้าเป็นผู้ปลูกเรา ในพระธรรมสดุดีที่บอกว่าเราเป็นเหมือนต้นไม้ที่ถูกปลูก คำว่า “ถูกปลูก” คือเราไม่ได้ปลูกเอง พระเจ้าเป็นผู้ปลูกเราไว้ที่ริมฝั่งธารน้ำ ซึ่งริมฝั่งธารน้ำ คือที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีน้ำสมบูรณ์ มีอากาศที่ดี แล้วต้นไม้นั้นจะเกิดผลตามฤดูกาล  คือแต่ละชนิด มันจะมีฤดูของมันที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน เราจะไปบีบให้ต้นไม้ที่ยังไม่ถึงฤดูกาล ให้มันออกผล มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อเราให้ต้นไม้เหล่านั้นเกิดผลตามฤดูกาลปุ๊บ มันจะออกมาสวยงาม และให้คนอื่นได้ชื่นใจ ถ้าเป็นไม้ดอก ก็ทำให้คนอื่นได้เห็น เชยชมในความงดงามของดอกไม้ ถ้าเป็นไม้ผล คนอื่น ก็ได้ชื่นชม เป็นผลออกมา แล้วก็ได้เก็บกินด้วย หรือเป็นไม้ประดับ เราก็จะเห็น มีความสุข เห็นใบไม้เขียวขจี  มันเจริญหู เจริญตา

            นี่เป็นภาพให้เราเห็นชัดเจนว่าเมื่อเราหยั่งรากลงไป เมื่อถึงฤดูกาล แม้ว่าบางฤดูกาลมันจะผลัดใบ พี่น้องเห็นไหม บางฤดูกาลต้นไม้จะผลัดใบ คือใบร่วงหมดเลย  เป็นต้นไม้ที่หัวโกร๋น มีแต่กิ่ง แล้วเรานึกว่ามันตาย แต่ไม่ตาย พอถึงเวลาของมัน มันก็จะผลิใบใหม่ แล้วออกมาสักพักหนึ่ง มันก็จะเต็มต้น แล้วก็สวยงามเหมือนเดิม มันมีการผลัดใบ มีลักษณะคล้ายๆ กับร่างกายของเรา ที่ผลัดเซลล์เก่าออกไป แล้วพระเจ้าก็สร้างเซลล์ใหม่เข้ามา อะไรประมาณนั้น

            เมื่อเราถูกก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์แล้ว มันหยั่งรากปุ๊บ เราจะมั่นคงในความจริงในพระวจนะของพระเจ้า มั่นคงในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำเพื่อเราเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน เมื่อเป็นอย่างนั้น เราจึงสามารถที่จะเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ

            คำว่า “เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ” บางครั้งเราทุกข์จนเจียนจะตาย  บางทีเราก็ขอบคุณไม่ออก ร้องไห้อย่างเดียว แต่คำว่า “เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ” ก็คือให้ขอบพระคุณในสิ่งที่เราได้รับแล้วในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูคริสต์บอกกับเราว่าพระองค์ทำสำเร็จแล้ว มีอะไรบ้างที่พระเจ้าทำให้เราสำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ บนไม้กางเขน ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าสำเร็จแล้ว  แล้วสิ้นพระชนม์ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้หลั่งออกมา  เพื่อชำระล้างบาปของเรา มนุษยชาติทั้งหมด ก็คือทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราได้รับการล้างบาปเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่มันเกิดขึ้น ก็คือเมื่อเราได้รับการล้างบาปอย่างเดียวไม่พอ แค่พระเยซูคริสต์หลั่งพระโลหิต ล้างบาปให้เรา เราก็ยังเป็นคนบาปอยู่เหมือนเดิม พระเยซูคริสต์จึงต้องตาย ละวิญญาณของพระองค์ จริงๆ พระเยซูคริสต์ไม่จำเป็นต้องตาย แค่หลั่งพระโลหิต จบแล้ว แล้วมนุษยชาติก็ตายนิรันดร์ เพราะว่าไม่ได้รับการไถ่ แต่เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ยอมสิ้นพระชนม์ ก็คือยอมละวิญญาณของตัวพระองค์เอง เพื่อว่ามนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ จะได้สามารถตายพร้อมกับพระองค์ คือสามารถเอาวิญญาณเก่าที่บาปของเรา ไปไว้ที่พระเยซูคริสต์ ไว้ได้ไหม?  ไว้ได้ เพราะว่า ณ เวลานั้น  ที่พระเยซูคริสต์อยู่บนไม้กางเขน พระเยซูคริสต์กลายเป็นคนบาปแล้ว  เพราะพระเจ้าได้นำเอาความบาปของมนุษยชาติทั้งหมด ไปไว้ที่ตัวพระเยซูคริสต์

            ในพระคัมภีร์บอกว่าคนที่ถูกแขวนไว้บนต้นไม้นั้น ก็คือคนบาป คนชั่ว ที่จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ดังนั้น พระเยซูคริสต์ได้กลายเป็นคนบาป เราจำตอนที่อาจารย์นครเทศน์ ที่เปรียบเทียบคนบาปเป็นเฉาก๊วย เปรียบเทียบพระเยซูเป็นเต้าฮวย จำได้ไหม เต้าฮวยขาวสะอาด ตอนที่พระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตอนที่ไม่ได้เดินไปที่ไม้กางเขน พระองค์เป็นเต้าฮวย สะอาด บริสุทธิ์ เป็นพระเจ้าผู้ไม่มีบาปเลย แต่วันที่พระเยซูตัดสินใจ ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า คือเดินไปที่บนไม้กางเขนปุ๊บ พระเจ้าได้ทำให้พระเยซูผู้ปราศจากบาป เป็นคนบาป  เพื่อเราทั้งหลาย พอเป็นคนบาปปุ๊บ กลายเป็นเฉาก๊วย พอเป็นเฉาก๊วย พวกเราซึ่งเป็นเฉาก๊วยก็ไปอยู่ด้วยกันได้ ดำกับดำอยู่ด้วยกันได้  แต่ถ้าดำกับขาวอยู่ด้วยกันไม่ได้  มันจะเด้งออก

            ฉะนั้น พระเยซูยอมเป็นคนบาป เพื่อเรา แล้วพระเจ้าก็นำเอาวิญญาณบาปของพวกเราทั้งหลายไปไว้ที่บนไม้กางเขนกับพระเยซูคริสต์ วิญญาณเก่าที่เป็นบาปของเรา ถูกตรึงบนไม้กางเขนเรียบร้อยแล้ว วิญญาณเราที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ เป็นวิญญาณใหม่ที่พระเจ้าให้เราใหม่ สร้างเราใหม่ คือประทานให้เราใหม่เลย เป็นวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ วิญญาณนิรันดร์ที่ปราศจากบาป ณ เวลานี้ ในโลกวิญญาณ เราไม่ใช่คนบาป ใครมาชี้หน้าเราว่าเป็นคนบาป เราต้องไม่เอเมน

            เราอย่าไป “ใช่ฉันเป็นคนบาป เมื่อกี้ฉันยังทำผิดอยู่เลย เอเมน” ไม่เอานะ

            เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว ถ้าก่อนหน้านั้น พี่น้องเอเมนไปเลย ก่อนหน้านั้น เราเป็นคนบาปอยู่แล้ว พอเราบังเกิดใหม่ เราไม่ได้เป็นคนบาป ถ้ามีใครมาบอกเราว่าเรายังเป็นคนบาปอยู่ อย่าไปเชื่อ อย่าอือออด้วย อย่าเอเมนด้วย เพราะว่านั่นไม่ได้เป็นความจริงในพระวจนะของพระเจ้า

            ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า คือ ณ เวลานี้ เราเป็นผู้ชอบธรรม สะอาด หมดจด บริสุทธิ์ เหมือนพระเยซูคริสต์เลย 100% สะอาดถึงขนาด เราเป็นตัวเก่า พระเจ้าได้ล้างชำระเรา ทำให้พระเจ้าทั้ง 3 พระภาค คือพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเข้ามาสถิตอยู่ในวิญญาณของเรา วิญญาณทั้ง 4 วิญญาณหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อแยกจากกันไม่ได้ พระเยซูคริสต์อยู่ไหน? เราอยู่ด้วย พระเยซูคริสต์ได้อะไร? เราได้ด้วย นี่คือถ้อยคำแห่งความจริงในพระวจนะของพระเจ้า เราจึงสามารถที่จะชื่นชมยินดีได้ ขอบพระคุณพระองค์ได้ ขอบคุณสำหรับความรอด ขอบคุณสำหรับการเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ขอบคุณที่เราได้เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ ขอบคุณสำหรับพระพรนานัปการที่พระเจ้าได้ทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว ขอบคุณที่ได้เปลี่ยนวิญญาณของเราให้เป็นวิญญาณนิรันดร์ เป็นเหมือนพระเจ้า ขอบคุณที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมร่างกายใหม่ในอนาคตข้างหน้า เพราะตอนนี้เรายังไม่ได้รับ เป็นความรอดที่รอคอยความสมบูรณ์แบบ ก็คือรอคอยร่างกายใหม่ เมื่อวันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เราจะได้ไปรับร่างกายใหม่ ได้เห็นพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า  และได้ไปอยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างให้กับเรา

            ฉะนั้น พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ เราจึงสามารถที่จะขอบพระคุณได้ แม้เราจะเจอความทุกข์ยากลำบาก เราก็จะคิดแค่ว่าแป๊บเดียวเอง กระพริบตา เดี๋ยวก็ผ่านไป ยิ่งพี่น้องที่อายุเยอะ  เรามีประสบการณ์ ตั้งแต่เราเด็ก เราสาว เราอายุเยอะ จนตอนนี้เราแก่เฒ่าแล้ว เราจะมีประสบการณ์ถึงความทุกข์ ความสุข ความอะไรเยอะแยะมากมายเลย แล้วเราก็จะเห็นว่าในขณะที่เรามีความทุกข์ เรารู้สึกเราไม่ไหว แต่ว่าพระเจ้าก็พาเราผ่าน ผ่านด้วยวิธีอะไรของพระองค์เราไม่รู้ล่ะ แต่เราก็ผ่านมาจนทุกวันนี้ เราสามารถมานั่งอยู่ที่นี่ แล้วเห็นพระคุณของพระเจ้า  เห็นความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

            เหมือนกับในพระคัมภีร์เดิมที่พระเจ้ายกตัวอย่างในหนังสือโยบ ที่ซาตานมาฟ้องพระเจ้าว่าโยบเขารักพระองค์ เพราะว่าพระองค์อวยพรเขาเยอะแยะมากมาย ใครจะไม่รักล่ะ เป็นอย่างนั้น พระเจ้าเชื่อใจในตัวโยบว่าต่อให้พระองค์ไม่อวยพร โยบก็ยังจะรักพระองค์ แล้วโยบก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พระเจ้าอนุญาตให้ซาตานไปทำอะไรกับโยบก็ได้ แต่สั่งไว้อย่างหนึ่งว่าห้ามไปแตะต้องชีวิตของโยบ เพราะว่าชีวิตของโยบเป็นของพระองค์ แล้วโยบก็เจอความทุกข์ยากลำบากเยอะแยะมากมาย ถึงขนาดวันเดียว จากมหาเศรษฐีกลายเป็นยาจก  วันเดียวจากมีลูกเยอะแยะมากมาย ลูกตายหมดเลย ช้างม้าวัวควายตายหมดเลย แล้วไม่พอร่างกายพุพอง เป็นแผลเต็มตัวไปหมด

            จนภรรยาของโยบว่า … “พระเจ้าทำกับเธอขนาดนี้ เธอยังจะรักพระเจ้าอีกหรือ? แช่งพระเจ้า แล้วก็เลิกรากันไปเลย”

            โยบบอก “อย่ามายุ่งกับพระเจ้าของฉันนะ  พระเจ้าให้สิ่งดี แล้วมีสิ่งไม่ดีมา เราจะไม่เอาหรือ?”

            แต่จริงๆ แล้ว สิ่งไม่ดี พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ให้เลย แล้วพระเจ้าก็สำแดงให้ซาตานเห็นว่าโยบรักพระองค์จริงๆ  แม้เจอเรื่องทุกข์ยากลำบาก แล้วเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เจอก็บ่นนิดหนึ่ง บ่นโน่นบ่นนี่ โยบบ่นกับพระเจ้านะ

            “ให้ตายดีกว่า ขอตายดีกว่า” อะไรแบบนี้

            เพราะว่าความเป็นมนุษย์ไง เราอ่อนแอ เราบ่นไป ไม่เป็นไรหรอก พระเจ้าไม่ว่าอะไร? แต่พระเจ้าดูที่ข้างในวิญญาณว่าโยบรักพระองค์ขนาดไหน? จนในที่สุด พระเจ้าอวยพรโยบกลับไปเยอะแยะกว่าเดิม

            ในพระคัมภีร์เดิมได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวอย่างให้เราเห็นถึงความรักของพระเจ้า พระองค์มีแผนการ เราไม่รู้ว่าแผนการคืออะไร? แต่เรามั่นใจได้เลยว่าพระเจ้าทรงรักเรา  แล้วพระองค์ทรงอยู่ในชีวิตของเรา  แล้วพระองค์จะสามารถพาเราผ่านไปได้ ด้วยวิธีอะไร? เราไม่รู้ แต่โดยความเป็นมนุษย์ พอเราเจอ เราก็ไม่ไหวเหมือนกันพระองค์เจ้าข้า ไม่รู้จะอย่างไร? แต่เราก็ยังคงเชื่อและวางใจในพระคุณของพระองค์ และเรามั่นใจว่าขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้ามีวาระสำหรับเราแต่ละคน ถึงวาระของเรา พระองค์ก็มารับวิญญาณเราไปอยู่กับพระองค์ ในที่ที่พวกเรารอคอยนั่นแหละ ได้ไปรับร่างกายใหม่ ได้ไปอยู่ในสถานที่ใหม่ที่สวยงาม

            แต่ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ เรารู้ว่าพระเจ้ายังคงใช้งานเราอยู่ งานเรายังไม่จบ ถ้างานจบเมื่อไร? พระเจ้าก็พาเรากลับบ้าน แค่นั้นเอง เหมือนกับงานจบแล้ว 5 โมงเย็นแล้ว เก็บข้าวเก็บของกลับบ้านได้ อะไรประมาณนั้น

            แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระคุณ สำหรับความรัก  ความเมตตาที่พระองค์ให้กับเรา และก็ขอบคุณพระเจ้าที่เราเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงดูแล นำพาย่างเท้าของเรา ในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้  ในขณะที่เราดำเนินชีวิตสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่เป็นไร แต่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยตลอดเวลา เราได้เห็นพระพร เห็นพระคุณ ขอบคุณพระเจ้าในความทุกข์ยากที่ผ่านมา ขอบคุณพระเจ้าในกำลังเรี่ยวแรงที่พระองค์ให้เราได้สามารถผ่านมาจากต้นปีจนถึงสิ้นปี แล้วก็ขอบคุณพระเจ้าที่มั่นใจว่าพระเจ้าจะนำเราต่อไปในปีหน้า พระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการงานดี จริงๆ พระองค์เริ่มต้นการงานดีตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระองค์จะนำพาย่างเท้าของเราไปเรื่อยๆ กี่ปีเราไม่รู้ เมื่อไรไม่รู้ที่จบวาระของเรา แต่พระองค์จะทรงนำเราจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต รักษาความรอดของเรา พระองค์เป็นผู้รักษานะพี่น้อง อย่าโดนหลอกว่าเราต้องพยายามรักษาความรอดไว้ ไม่ต้องนะ ความรอดเราได้รับแล้ว เราได้เป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เราได้เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ต่อให้อยู่บนโลกใบนี้ เราจะมีพฤติกรรม หรือดำเนินชีวิตหัวหกก้นขวิดอะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ทำให้เราหลุดจากความรักของพระเจ้าตรงนี้ไปได้

            อย่าโดนหลอกว่า … “ทำไม นิสัยอย่างนี้ สงสัยวันสุดท้าย ไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้าแน่ๆ”

            ยืนกรานนะว่า … “ฉันได้อยู่กับพระเจ้าตั้งแต่วินาทีที่ฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเรียบร้อยไปแล้ว ฉันกับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน หลอกฉันไม่ได้”

            เมื่อโลกนี้หลอกเราไม่ได้ จะทำให้เรามีความมั่นใจในพระเจ้า ถ้ามันหลอกเราได้ ก็จะทำให้เราไขว้เขวและเราเริ่มไม่มั่นใจแล้ว ตกลงวันสุดท้าย วิญญาณเราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าไหม? หรือนิสัยเราแบบนี้ พระเจ้าไม่เอาเราแน่ๆ เลย อย่าให้โลกนี้หลอกเราเด็ดขาด ให้เรายึดมั่นในถ้อยคำของพระเจ้า ในความจริงที่พระเยซูคริสต์ได้บอกกับเราว่าพระองค์ได้ทำให้กับเราทุกอย่าง สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เราแค่นั่งสวยๆ รับเอาสิ่งที่พระเจ้าได้ทำให้กับพวกเราสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว แค่นั้น ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรค่ะ

*******************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            พระเจ้าทรงตีสอนคริสเตียนผู้เชื่อทั้งหลาย ที่เป็นลูกๆ ที่พระองค์ทรงรักหรือ? หนึ่งในข้อพระคัมภีร์ที่มักถูกเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “การตีสอนของพระเจ้า” คือ …

            ฮีบรู 12:5-6 ซึ่งกล่าวว่า … “ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าท้อใจเมื่อพระองค์ทรงตักเตือนเจ้า เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และทรงเฆี่ยนตีทุกคนที่พระองค์ทรงรับเป็นบุตร”

            คำว่า “การตีสอน” ในข้อพระคัมภีร์นี้ ในภาษากรีก คือ “ไพ-ดี-อา” หรือ “ไพ-เด-อา” (paideia)

            คำว่า “παιδεία” (paideia) ในภาษากรีกสามารถแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “การศึกษา”, “การอบรมสั่งสอน”, หรือ “วัฒนธรรมทางปัญญา” ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้

            ความหมายของ “παιδεία” (paideia)

            1. การศึกษาและการอบรม – หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ ฝึกฝน และอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และคุณธรรม

            2. วัฒนธรรมทางปัญญา – ในบริบทกรีกโบราณ “paideia” ไม่ได้หมายถึงการศึกษาในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปลูกฝังจริยธรรม ปรัชญา และค่านิยมของสังคม

            3. การพัฒนาเยาวชน – ใช้ในความหมายของการฝึกฝนเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

            เพราะฉะนั้น การใช้คำว่า “การตีสอนของพระเจ้า” ในข้อพระคัมภีร์นี้ จึงเป็นสาเหตุทำให้หลายคนเข้าใจว่า “การตีสอนของพระเจ้านี้” เป็นการลงโทษ แต่จริงๆ แล้วเป็นการอบรม ฝึกฝน และสอนให้เราเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ ในความเชื่อ

            “การอบรมฝึกฝนเราด้วยความรัก ในฐานะเป็นลูกของพระองค์” ไม่ใช่เพื่อเป็นการลงโทษในความผิดพลาด แต่เป็นการฝึกฝน เพื่อให้เราเติบโตในพระคุณและความรู้ของพระองค์

            2 เปโตร 3:18 … “แต่ขอท่านทั้งหลายจงเจริญขึ้นในพระคุณ และในความรู้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา สง่าราศีจงมีแด่พระองค์ ทั้งในปัจจุบันนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน”

            พระเจ้าทรงรักเรา และต้องการให้เราเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อ การอบรม ฝึกฝน พร่ำสอน จึงเป็นการแสดงความรักและความห่วงใยของพระองค์

            สุภาษิต 3:11-12 … “11 ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการอบรม ฝึกสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าขุ่นข้องหมองใจ เมื่อพระองค์ทรงฝึกฝนสอน ตักเตือน  12 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงอบรม ฝึกฝน สั่งสอน ผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดั่งพ่ออบรม ฝึกวินัย สั่งสอนลูก ที่ตนชื่นชม”

            พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุขในพระองค์ การฝึกวินัย อบรม สั่งสอนด้วยความรักและความอ่อนโยนของพระองค์ผู้เป็นพ่อ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการนำเรา ผู้เป็นลูกๆ ของพระองค์ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าในพระคริสต์

            พระเจ้าอวยพรครับ