คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2025
เรื่อง “พระเยซูคริสต์ของขวัญจากสวรรค์ สำหรับมนุษย์ทุกคน”
โดย นคร เวชสุภาพร
“พระเยซูคริสต์ของขวัญจากสวรรค์ สำหรับมนุษย์ทุกคน” คือหัวข้อเรื่องในวันนี้ ต้นแบบของของขวัญบนโลกใบนี้เลย ขอบคุณพระเจ้าว่าของขวัญนี้ เป็นของขวัญที่เป็นจริง และเป็นของขวัญที่อัศจรรย์ยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราสามารถพิสูจน์ได้แล้วเดี๋ยวนี้ อย่างชัดเจนว่าเป็นของขวัญที่อัศจรรย์และเป็นจริง เห็นชัดตรงไหน? ทุกวันนี้ สื่อทางด้านเทคโนโลยีเยอะไปหมด ข้อมูลเต็มไปหมดเลย แต่ไม่ว่าจะมีข้อมูลอะไรมา ท่านสังเกตเห็นอะไรบางอย่างไหมว่าจะมีข้อมูลอื่นๆ มาเยอะแยะเลย ความเชื่ออย่างนี้ อย่างโน้น วิทยาศาสตร์อย่างนี้ อย่างโน้น เทคโนโลยีอย่างนี้ อย่างโน้น แต่พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญ จากสวรรค์สู่มนุษย์ทุกคน จากพระเจ้านั้น ยังคงอยู่ และอยู่เพิ่มขึ้นๆ และก็มากขึ้นอีก เอเมนไหม? แทนที่ 2,000 ปีนี้น่าจะต่ำลง น้อยลง จนหายไปเลย เพราะว่ามันไม่มีเหตุผลของมนุษย์อยู่เลย
ท่านลองคิดดู มีเหตุผลไหม พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย แค่นี้ ก็พูดกันไม่ออกแล้วว่าจะอธิบายกันอย่างไร? พระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน เห็นชัดๆ แล้วพระองค์ตายไป 3 วัน แล้วเป็นขึ้นจากความตาย เดินอยู่กับสาวก ปรากฏให้ผู้คนเห็น 40 วัน คิดดูแล้วกัน ไม่น่าเชื่อเลย แล้วพระองค์บอกว่าเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว จากนี้ต่อไป พระองค์เข้าไปมิติของสวรรค์ฝ่ายวิญญาณ แต่พระองค์ยังอยู่ และจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์ บอกไว้ล่วงหน้าเลย ตั้งแต่วันนั้น 2,000 ปี ใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระองค์จะอยู่กับเขา และจะอยู่ไปถึงตลอดนิรันดร์
แล้วดูสิ 2,000 ปีนี้ไม่ใช่น้อยนะ แต่มากขึ้นทุกวัน คนเชื่อเหล่านี้ เริ่มจากคนเชื่อไม่กี่คนเอง 12 คน 13 คน 14 คน 15 คน จากแรกๆ เริ่มจากศูนย์เลย แล้วมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ อย่างที่เราเห็นชัดๆ อย่างผมรู้จักพระเยซูคริสต์มา 30 กว่าปี พระเยซูคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ด้วยภายในจิตใจ ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ 30 กว่าปีแล้ว ได้เห็นด้วยตัวเองเลยว่าเรื่องพระเยซูคริสต์ เป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้นทุกวัน มีการประกาศถึงเรื่องพระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวัน หนังสือเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวัน เยอะขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะมีเดียอะไรต่างๆ สื่อสารอะไรต่างๆ ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ใหม่ขนาดไหน ก็มีเรื่องพระเยซูคริสต์เข้าไปแทรกอยู่ แทรกเข้าไปอยู่ด้วยมากกว่าใครเพื่อนเลย เปิดดูสิ ตอนนี้ คริสต์มาส เปิดไปทุกมีเดียในเฟสบุ๊คเอย อินสตราแกรมเอยติ๊กต๊อกเอย ยูทูปเอย มีแต่เรื่องคริสต์มาสทั้งนั้น ทั้งเรื่องละเอียด เรื่องไม่ละเอียด เรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องเพลง มันเยอะไปหมดเลย เอเมนไหม? ไม่ว่าจะไปห้างไหน? ห้างเปิดที่ข้างบ้าน ห้างใหญ่ๆ ห้างแบบพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน หรือห้างแบบสอง-สามแสน หรือห้างตามหมู่บ้านเล็กๆ ร้านโชวห่วยเล็กๆ ก็จะติดป้าย ติดเทศกาลนี้ไว้ว่า Merry Christmas รู้หรือไม่รู้ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่ก็ได้ประกาศพระเยซูคริสต์แล้ว ก็คือ Merry Christmas ซึ่งแปลว่า “ขอให้ท่านได้พบสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน” เห็นไหม Merry Christmas มา 2,000 ปีแล้ว ก็ยังคงอยู่ และเราก็ทำเหมือนเดิมอีก ก็จะทำอะไรล่ะ พระวิญญาณเดียวกัน พระเจ้าเดียวกัน พระเยซูคริสต์เดียวกัน ที่สถิตอยู่กับพวกเรา และเป็นความจริงที่เรารู้ร่วมกันในคริสตชนทั่วโลกนี้
เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันเวลาแห่งเทศกาลคริสต์มาส ก็จะประกาศสิ่งนี้ เหมือนเดิม เหมือนกับทุกๆ ปี 30 กว่าปี มาบรรยายคริสต์มาสอย่างไร? ก็เหมือนเดิม ทำไมถึงเหมือนเดิม เพราะว่าความจริงหนึ่งเดียว ไม่มีอย่างอื่น มันมีแค่นี้ ถ้าเผื่อผมหรือใครก็ตามมาประกาศพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส แล้วพูดเรื่องอื่น ไม่ใช่แล้ว ถ้าประกาศพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส ก็เรื่องนี้ เรื่องพระเยซูคริสต์เป็นของขวัญจากพระเจ้า มาสู่มนุษย์ทุกคน เป็นของขวัญที่เลอเลิศ ที่อัศจรรย์ยิ่งเลย ที่มนุษย์ทุกคน เมื่อประสบแล้ว ได้รับแล้ว จะรู้ว่าอัศจรรย์ขนาดไหน? แม้ว่าทางสติปัญญาของมนุษย์ เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายที่เป็นสติปัญญาของมนุษย์ จะเป็นนักปราชญ์อะไรก็แล้วแต่ หรือว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ตาม ไม่สามารถจะเข้าใจลึกซึ้ง ละเอียดถี่ถ้วนหมดได้ พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เป็นอย่างไร? เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ วางใจในพระองค์ จะบังเกิดใหม่ เป็นอย่างไร? ไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้ๆ ก็คือ มันเป็นจริง อยู่ในใจของเรา วิญญาณบอกเราว่าเรื่องนี้เป็นจริง เราจึงอธิษฐานกับพระองค์ว่า … “พระบิดา พระเจ้าของเรา” ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มรู้จักพระองค์
วันนี้เราเริ่มต้นด้วยถ้อยคำพระเจ้าในหนังสือกาลาเทีย ซึ่งเป็นข้อพระคัมภีร์แห่งความจริง ที่ประกาศกันมา 2,000 ปีแล้ว ทุกเทศกาลคริสต์มาส หัวข้อนี้ ก็จะเป็นหัวข้อหลักใหญ่ ในการพูดถึงข่าวดีของพระเจ้า ที่มาถึงมวลมนุษย์ทุกคน สรุปอยู่ในกาลาเทีย 4:4-7 ชัดเจนมากเลย พูดถึงความจริงที่เกิดขึ้น ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษยชาติ และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ ผ่านทางพระคุณของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส เริ่มต้นวันแรก ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เป็นอย่างไร? เรามาทบทวนกัน ในใจเราก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้เรามาเฉลิมฉลอง ระลึกถึงพระเยซูคริสต์ ก็ต้องระลึกถึงข่าวประเสริฐ ต้องระลึกถึงความจริงอย่างนี้แหละ นี่เขาเรียกว่านมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง อ่านพร้อมกัน …
กาลาเทีย 4:4-5 “แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ (พระเยซู) มาประสูติ จากครรภ์ของผู้หญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ เพื่อไถ่คนทั้งปวง ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเราจะได้รับสิทธิของบุตร (รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าได้) อย่างสมบูรณ์”
ผมจะพยายามอธิบายให้สามัญที่สุด ให้ชาวบ้านๆ ให้เข้าใจ แต่รับรองได้ว่าไม่สามารถเข้าใจหมด ละเอียด ผมเองก็ศึกษามาตั้งนานแล้ว ได้แค่นี้
“แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูมาประสูติจากครรภ์ของหญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ เพื่อไถ่คนทั้งปวง ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเรา ซึ่งเป็นคนบาป จะได้รับสิทธิของการเป็นบุตร … ซึ่งผมได้วงเล็บไว้ว่า “รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้าได้” อย่างสมบูรณ์”
เรามาเริ่มต้นดูกันว่าคืออะไร? … เมื่อถึงกำหนดเวลา “กำหนดเวลา” คืออะไร? กำหนดเวลา คือพระเจ้าสัญญาไว้กับมนุษย์แล้ว ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดว่าจะส่งพระบุตรของพระองค์ลงมา ช่วยเหลือมนุษย์ ให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมาน ในการเป็นคนบาป พระเจ้าก็ได้ทำตามสัญญา คือถึงกำหนดเวลา บอกไว้ล่วงหน้าแล้ว และบันทึกไว้ในหนังสือพระคัมภีร์แล้วด้วย ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเกิด ได้บอกล่วงหน้าแล้วว่าพระองค์จะมาอย่างนี้ อย่างนั้น บอกล่วงหน้าตั้งเยอะแยะ พอถึงกำหนดเวลา มาจริงๆ เมื่อ 2,000 ปีก่อน ก็คือพระเยซูคริสต์ เจ้าของวันคริสต์มาส ก็มาประสูติ โดยหญิงพรหมจารี ชื่อแมรี่ เรารู้กันดีนะ เพื่อว่าจะได้เกิดในครรภ์ มาเป็นมนุษย์ แต่วิญญาณมาจากมิติวิญญาณ มาจากพระเจ้า พระเจ้าส่งพระเยซู ซึ่งเป็นวิญญาณของพระเจ้า เป็นวิญญาณชนิดเดียวกับพระเจ้า เป็นพระบุตรทางฝ่ายวิญญาณ มาจุติเกิดในหญิงพรหมจารี คือมนุษย์ธรรมดา ร่างกายพระองค์มาจากหญิงธรรมดา ก็เป็นร่างกายเหมือนมนุษย์อย่างเราๆ ที่เกิดจากครรภ์มารดา แต่วิญญาณของพระองค์มาจากพระเจ้า เป็นพระเจ้า
เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นเพียงผู้เดียวในโลกนี้ ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ และตลอดไปเป็นนิตย์ คือพระองค์เป็นพระเจ้ามาเกิดในร่างกายของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนเกิดจากร่างกายของมนุษย์ และวิญญาณที่มาจากพ่อแม่ ตามบรรพบุรุษ ก็คืออาดัมและเอวา แต่พระเยซูคริสต์มาเกิดจากหญิงพรหมจารี เพื่อจะได้เป็นวิญญาณที่แตกต่าง คือมาจากพระเจ้า เรารู้กันอยู่แล้วว่าวิญญาณที่มาจากพระเจ้า วิญญาณพระเจ้ามีลักษณะอย่างไร? บริสุทธิ์ ไม่มีความชั่ว ไม่มีความผิด ไม่มีความบาปเลย เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์ เป็นวิญญาณที่ดีงาม ดีพร้อม หรือเราเรียกกันว่าวิญญาณแห่งความชอบธรรม … ชอบธรรม แปลว่าดีพร้อมทุกอย่าง 100% ทำไมต้องมาเกิดจากหญิงพรหมจารี เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่มีบาปเลย เพื่อไถ่คนทั้งปวงที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่เป็นคนบาป ไถ่มนุษย์คนอื่นๆ มวลมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ เป็นคนบาป รวมทั้งเราด้วย มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ซึ่งคนบาปเหล่านี้ ทำไมต้องไถ่เขา เพราะว่ามนุษย์คนบาป อยู่ใต้บทบัญญัติ
บทบัญญัติ คือกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดขึ้น ให้สรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้างให้ปฏิบัติตาม ทำตาม เขาเรียกว่ากฎเกณฑ์
มนุษย์ตกลงไปในความบาป ก็คือมนุษย์อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านี้ กฎเกณฑ์มีไว้สำหรับคนบาปโดยเฉพาะ ในพระคัมภีร์บอกว่ากฎเกณฑ์มีไว้สำหรับคนบาป เพื่อว่าคนบาปจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป
กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าให้ไว้กับมนุษย์นั้น เพื่อให้มนุษย์รู้ตัวเองว่าตัวเองเป็นคนบาป ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่ากฎเกณฑ์เป็นตัวบอกว่ามนุษย์เองจะรู้ตัวว่าไม่สามารถทำตามกฎเกณฑ์ได้ กฎเกณฑ์ คือบทบัญญัติทางความประพฤติ ทางศีลธรรม มีทั้งข้อให้ทำ มีทั้งข้อห้ามไม่ให้ทำ และพระเจ้าบอกว่ากฎเกณฑ์นี้ มีไว้สำหรับคนบาป ให้ทำตามกฎเกณฑ์นี้ ทุกข้อ ต้องไม่ผิดเลยแม้แต่ข้อเดียว ต้องได้ 100% ถึงจะอยู่กับเราได้ เพราะถ้าไม่มีกฎเกณฑ์มา มนุษย์ก็จะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นคนบาป ทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่องว่าอะไร คือบาป แต่พอมีกฎเกณฑ์มา
ยกตัวอย่างเช่น บอกอย่าโกรธเขานะ อย่าหงุดหงิดกับเขานะ อย่าโมโหนะ แล้วมนุษย์รู้ด้วยกฎเกณฑ์พระเจ้าบอกอย่าโมโห อย่าโกรธ ถ้าโกรธจะโดนลงโทษนะ ทำผิดกฎ ไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ กฎลงโทษเอง แต่มนุษย์ทำได้ไหม? พยายามไม่เครียด ไม่โกรธเขา แต่พอตัวเองเครียด ตัวเองเจ็บ ก็พรวดออกมา นั่นแหละ มนุษย์รู้ว่าฉันทำไม่ได้ แค่ครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้ ทำแค่ครึ่งหนึ่ง ก็เป็นคนบาป พระเจ้าบอกต้อง 100% มนุษย์ทำไม่ได้ เพราะวิญญาณของเขาเป็นคนบาป วิญญาณเขาไม่ได้เป็นคนชอบธรรม ไม่ได้ดีงาม พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่วิญญาณของพระองค์ เป็นพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ทำบาปเลย ได้ 100% นี่คือความแตกต่าง พระองค์จึงเป็นผู้ชอบธรรม เป็นความบริสุทธิ์เป็นมนุษย์ 1 คนบนโลกใบนี้ ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ทั้งปวง ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ที่เป็นคนไม่บริสุทธิ์ เป็นคนบาป ให้กลับมาเป็นเหมือนพระองค์ คือเป็นคนบริสุทธิ์
เพื่อเรา คือมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นคนบาป จะได้รับสิทธิของการเป็นบุตร มาเพื่อเราทั้งหลาย มนุษย์ที่เป็นคนบาป มีมลทิน จะได้สามารถบังเกิดใหม่ในวิญญาณ วิญญาณเดิมที่เป็นคนบาป ได้เกิดใหม่ โดยพระเยซูเป็นผู้กระทำให้ เกิดใหม่เป็นอะไร? เป็นคนไม่บาป เป็นคนชอบธรรม เป็นบุตร ก็คือเป็นลูกของพระเจ้า เหมือนที่พระเยซูเป็น เป็นขนาดไหน? ในนี้บอก “อย่างสมบูรณ์”
อย่างสมบูรณ์ หมายถึงเป็นบุตรของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ คือเป็นวิญญาณที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ดีพร้อม ชอบธรรม เหมือนพระเยซูที่มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น 100% ตามที่พระเจ้าต้องการให้เป็น คือจากนี้ไป ไม่มีการทำบาปเลย เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีการทำบาป แต่มันจริงตามนั้น ถ้าท่านเรียนลึกซึ้ง ในพระคัมภีร์จะบอกเลยว่าคนที่เชื่อในพระเยซู เป็นคริสเตียนแล้ว เขาจะไม่ทำบาป เฮ้ย! เราทำอยู่นี่ เรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็ยังทำบาปอยู่ ทำผิดอยู่เลย ใครบอกว่าไม่ทำ พระคัมภีร์บอกว่าไม่ได้ทำแล้ว อาจารย์เปาโลบอกว่า …
“สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำ คือวิญญาณของข้าพเจ้าต้องการทำ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำ ข้าพเจ้าก็ทำ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำ โดยที่ตัวจริงๆ ไม่ต้องการทำนั้น แต่ทำไป ก็เพราะว่ามันมีตัวที่ 3 ก็คืออิทธิพลของความบาป เรียกว่ากิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง อิทธิพลที่อยู่เหนือโลกใบนี้ ที่ชีวิตเดิมเราเป็นอยู่นั้น มันล่อลวง ชักจูง โน้มนำให้เราเชื่อฟัง หลงไปทำตามความเคยชิน”
อาจารย์เปาโลจึงบอกว่า “ดังนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ทำ” ไม่ใช่อาจารย์เปาโลมาแก้ตัว แต่กำลังบอกความจริงให้คริสเตียนได้รู้ว่าวิญญาณท่านเป็นวิญญาณที่สะอาดหมดจด ใหม่เอี่ยมเลย เหมือนพระเยซูคริสต์เลย 100% นี่แหละ คือความจริงแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ นี่แหละ คือความจริงที่ต้องพูดกันเมื่อถึงวันคริสต์มาสว่าพระเยซูมาเกิด เพื่อสิ่งนี้ เป็นหัวใจเลย ให้มนุษย์ได้หลุดพ้นออกจากการอยู่ใต้กฎของความบาปและความตาย ก็คือกฎบัญญัติทางศีลธรรม หลุดพ้นได้อย่างไร? ก็คือทำบาป ก็ได้รับการอภัย โดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป มีธรรมชาติบาปจากบรรพบุรุษ คืออาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ ติดต่อกับพระเจ้าไม่ได้ ไม่สามารถเป็นลูกของพระเจ้าได้ เพราะว่ามีมลทินในวิญญาณ บัดนี้ สามารถเข้ากับพระเจ้าได้แล้ว ด้วยการบังเกิดใหม่ของพระเยซูคริสต์ มาเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาด แล้วรับเอาความบาปของมนุษย์เอาไว้ ด้วยตัวของพระองค์เอง บนไม้กางเขน เพื่อว่ามนุษย์จะได้พ้นจากบาปนั้น แล้วกลับกลายมาเป็นคนชอบธรรม และได้บังเกิดใหม่
และบทบัญญัติที่ให้ไว้ เมื่อสมัยโมเสส แต่พระคัมภีร์บอกว่าเขียนขึ้นมา เป็นส่วนเดียวเท่านั้นเอง ส่วนหนึ่ง นั่นก็เยอะแล้วนะ 600 กว่าข้อ ศีล 600 กว่าข้อ เป็นส่วนหนึ่งของกฎบัญญัตินี้ว่าอะไรให้ทำ? อะไรไม่ให้ทำ? แต่พระคัมภีร์บอกว่ากฎทั้งหมดเลย มากกว่ากฎของโมเสสอีก เขียนไว้ในใจของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่เชื่อหรือเป็นลูกหลานของโมเสส คือชาวยิวเท่านั้น แต่มนุษย์ทุกคนเลย พระเจ้าเขียนกฎศีลธรรมเหล่านี้ มโนธรรมเหล่านี้ไว้ในจิตใจของเขา จารึกลึกไว้ในใจของเขา เขารู้ว่าอย่าทำบาป แล้วพระเจ้าให้โมเสสเขียน เพื่อเป็นพยานยืนยันอีกอันหนึ่งว่ามีตัวหนังสือขึ้นมาด้วยว่านี่ทำอย่างนี้ เป็นตัวอย่างว่ายืนยันว่าท่านเป็นคนบาป ให้เขียน และท่านรู้ไหมว่ากฎหมายที่โมเสสเขียนโดยพระเจ้าบอก เป็นต้นเหตุ เป็นต้นต่อ เป็นที่มาของกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายศีลธรรมทั้งหมดที่ถูกสถาปนาขึ้น ในโลกใบนี้ทั้งหมด จนถึงปัจจุบัน กฎหมายบ้านเมือง กฎหมายประเทศโน้นประเทศนี้ กฎหมายอะไรต่างๆ กฎหมายเหล่านี้จะออกมา อยู่ภายใต้พื้นฐานจากกฎหมายทางโมเสสทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธว่าตัวเองไม่เป็นคนบาป
เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์อ่อนแอ เป็นคนบาป ไม่สามารถที่จะต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังได้ จึงกระทำสิ่งที่ผิดพลาดไป เรียกว่าทำบาปนั่นเอง นี่คือเหตุ ที่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ในครรภ์ของหญิงพรหมจารี เพื่อรับบาปแทนมนุษย์ทั้งปวง ลบล้าง ยกเอาบาป ในวิญญาณนั้นออกไปจนหมดสิ้น มนุษย์จึงสามารถหายจากบาป และสามารถบังเกิดใหม่ ทั้งวิญญาณและใจใหม่ กลายเป็นคนดี คนชอบธรรม ไม่ถูกลงโทษ โดยการพึ่งพาการกระทำของพระเยซูคริสต์ ไม่ต้องพึ่งกฎระเบียบทางศีลธรรมอีกต่อไป ไม่ต้องดำเนินชีวิตไปตามศีลธรรม ตามกฎระเบียบต่อๆ ไป แต่ดำเนินชีวิตด้วยความดีงาม จากตัวตนข้างในวิญญาณ ซึ่งเป็น 100% ท่านต้องมั่นใจว่าท่านเป็นคนดี 100% ชอบธรรม 100% แล้ว ในพระเยซูคริสต์ท่านเป็นคนใหม่แล้วจริงๆ สิ่งที่ท่านทำ อาจจะไม่ถูกต้อง ท่านประพฤติอาจจะไม่ถูกต้อง แต่ไม่เป็นเพราะว่าท่านอยากจะกระทำอย่างนั้น แต่ท่านถูกหลอก โดยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง มันพยายามหลอกลวง และครอบงำท่าน แต่ตัวท่านเองไม่อยากทำ และไม่อยากทำ เพราะท่านบริสุทธิ์ สะอาด เป็นคนใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ เอเมน
แต่ก่อนผมไม่เข้าใจ ผมก็ไม่กล้าพูดเหมือนท่าน แต่มันเป็นไปได้จริงๆ เอาว่าท่านฟังไว้แล้วกัน แล้วลองไปอธิษฐาน แล้วศึกษาดู ในพระคัมภีร์พูดอย่างนี้ทั้งหมดเลย ยิ่งจดหมายฝากของอาจารย์ต่างๆ ได้บ่งบอกชัดเจนถึงเป้าหมายของพระเจ้าต้องการทำอย่างนี้ เมื่อส่งพระเยซูคริสต์มาบนโลกใบนี้ คือช่วยเราให้ได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ 100% ให้เราบังเกิดใหม่ 100% ให้เราบริสุทธิ์ สะอาด ดีงามเหมือนพระเยซู เหมือนพระองค์เลย 100% เพราะว่าเป้าหมาย ความต้องการของพระเจ้า สำหรับมวลมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป คือความสำเร็จของพระองค์นั้น ต้องเป็นความสำเร็จสมบูรณ์แบบ 100% คือมนุษย์ต้องมีความดี ความชอบธรรม ความบริสุทธิ์ สมบูรณ์ 100% เหมือนพระองค์ จะได้สามารถเข้ามาอยู่กับพระองค์ในสวรรคสถานได้ จะได้เข้ามาเป็นลูกของพระองค์ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผ่านทางความเชื่อและวางใจในการกระทำของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั่นแหละ
นี่แหละ เรียกว่าของขวัญวันคริสต์มาส สำหรับมวลมนุษย์ทุกคน ซึ่งเราคุ้นเคยกับคำว่า “พระเยซูเป็นผู้ไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์” แต่บอกให้ท่านฟังว่ามันไม่ใช่แค่นั้น แค่นั้น เป็นเพียงครึ่งเดียว ครึ่งหลังสำคัญกว่าอีก คือพระองค์มาเกิดบนโลกใบนี้ เป้าหมายของพระเจ้า คือไม่ใช่ให้มนุษย์ได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้นเท่านั้น แต่ด้วยการบังเกิดใหม่ทางวิญญาณ ฟังให้ดีๆ ไม่ใช่อภัยในความบาปผิดทั้งสิ้นของมนุษย์ ถ้าพระเยซูทำแค่ครึ่งเดียว มนุษย์ก็ได้รับการอภัย แต่วิญญาณ ก็ยังเป็นวิญญาณคนบาป เดี๋ยวก็ทำบาปอีกๆ นึกออกใช่ไหม?
แต่พระเจ้าทำไว้ ก็คือผ่านทางพระเยซูคริสต์ มนุษย์ได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้น ทั้งหมดแล้ว แล้วยังได้บังเกิดใหม่ทางวิญญาณ วิญญาณเก่าที่เป็นตัวบาปนั้น ได้ตายไปเลย แล้วเกิดใหม่ทางวิญญาณ บริสุทธิ์ สะอาดหมดจด ไม่มีความบาป ความชั่วร้ายอยู่ในตัวตน ซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงของมนุษย์ทุกคน บนโลกใบนี้ที่จะอยู่ไปนิรันดร์ ไม่มีบาปอีกเลย ขอบคุณพระเจ้า
คือเปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเราเลย เกิดใหม่ ก็คือเกิดทางวิญญาณ มนุษย์เป็นสิ่งเดียวที่เป็นวิญญาณ ตัวเราเป็นวิญญาณจริงๆ แล้วเป็นวิญญาณที่จะอยู่ตลอดไปนิรันดร์กาล ร่างกายที่เราเห็นมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้นเอง เป็นเสื้อผ้าเท่านั้นเอง ตัวจริงๆ ของมนุษย์เป็นวิญญาณเหมือนพระเจ้าเป็นวิญญาณนั่นแหละ และวิญญาณตัวนี้สำคัญมาก พระเจ้าเปลี่ยนวิญญาณ ให้เราบังเกิดใหม่ เหมือนพระเจ้า ยอห์น 1:12-13 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …
ยอห์น 1:12-13 “ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานสิทธิ (ฤทธิ์เดช) ให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า”
เพราะฉะนั้น คนที่ผมพูดถึง ก็คือมนุษย์บนโลกใบนี้ทั้งหมด ที่เป็นคนบาป ในนี้จึงบันทึกไว้ว่า “ส่วนคนทั้งปวง” ก็คือมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่เป็นคนบาป เฉพาะคนที่ยอมรับพระองค์ ก็คือยอมรับความจริงเมื่อตะกี้นี้ที่ผมอธิบายถึงกำหนดเวลาที่พระเยซูคริสต์มาเกิด เชื่อในเรื่องวันคริสต์มาส
“ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในนามของพระองค์” ก็คือเชื่อในเรื่องพระเยซูคริสต์ว่าเป็นใคร? มาเกิดบนโลกใบนี้ เพื่ออะไร? “พระองค์ก็ประทานสิทธิ” ฟังให้ดีๆ “พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิ” ผมวงเล็บไว้ว่า “ฤทธิ์เดช” เพราะภาษาเดิม สิทธิตัวนี้ ใช้คำว่า “Power” จะได้เห็นว่ามันไม่ใช่สิทธิ์ แค่ว่าเป็นลูก แต่มันหมายถึงมีฤทธิ์อำนาจ ทำให้อัศจรรย์เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือมีสิทธิ์และด้วยฤทธิ์อำนาจนี้จะทำให้วิญญาณเขาเกิดใหม่ ใครที่รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาจะได้สิทธิ ได้รับพลังอำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า “คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายของธรรมชาติ ก็คือไม่ได้เกิดแบบมนุษย์ทั่วไป ที่เราเกิดจากครรภ์มารดา หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้าโดยตรง”
วิญญาณของเรา ที่เราเชื่อพระเยซูคริสต์ไปแล้ว เราได้รับสิทธิ ได้รับฤทธิ์อำนาจนี้ไปแล้ว เราได้เกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้าจริงๆ วิญญาณของเรา เป็นวิญญาณที่เป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนพระเยซูคริสต์จริงๆ ผู้ที่เชื่อและวางใจ และต้อนรับสิทธิของเขาในพระเยซูคริสต์ จะบังเกิดใหม่ด้วยอะไร? ในนี้บอกว่าจากพระเจ้า ก็คือพระเจ้าเป็นชีวิตนิรันดร์ หมายถึงพระเจ้าเป็นวิญญาณนิรันดร์ เราเกิดจากวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า ก็คือได้รับชีวิตนิรันดร์ เราเกิดจากหน่อเชื้อทางวิญญาณของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกของพระเจ้าที่เกิดจากเชื้อสายทางวิญญาณของพระเจ้า ยอห์น 3:16 จึงได้บันทึกอย่างนี้ พระเยซูตรัสว่า …
ยอห์น 3:16 “พระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกยิ่งนัก ถึงกับได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่วางใจ (พึ่งพา) ในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ ตายนิรันดร์ อยู่ในความบาป แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นของพระองค์เหมือนพระองค์”
อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถ้อยคำพระเจ้าเขียนไว้ว่าอย่างไร เรามีหน้าที่เชื่อเท่านั้นเอง แล้วเรารับรู้ในวิญญาณของเราว่ามันเป็นจริง อย่างนั้นจริงๆ ถ้าเผื่อเรายอมรับความจริง แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง เราถูกหลอกด้วยความเท็จต่างๆ ของโลกใบนี้ ด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ มันก็ไม่เกิดขึ้นในในชีวิตของเรา เพราะเราไม่รับรู้
“แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพระองค์” ชีวิตนิรันดร์ คืออะไร? เรามาคุยกันเรื่องนี้ บางคนก็เข้าใจว่าชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตที่ยืนยาวนานไปตลอด ไม่ใช่ มันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น พระคัมภีร์บอกว่าชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่แค่ความยืนยาวของชีวิต แต่คือคุณภาพของชีวิต ลักษณะของชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตของพระเจ้าเอง เป็นชีวิตของพระคริสต์เอง ที่พระเจ้าพระบิดาประทานให้ขณะที่ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3
ชีวิตนิรันดร์ ต้นกำเนิด คือมาจากพระเจ้า ณ ที่นี่ ตอนนี้ ก็คือพระเจ้าพระบิดาเป็นต้นกำเนิดของชีวิตนิรันดร์ พระบิดาเป็นชีวิตนิรันดร์ พระเยซูลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มีวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า พระเจ้าเดินอยู่บนโลกใบนี้ แต่พระองค์ยอมตายบนไม้กางเขน นึกให้ดีๆ วิญญาณของพระองค์ยอมตาย ก็คือวิญญาณที่เป็นชีวิตนิรันดร์ กลับสภาพมากลายเป็นคนบาป เอาบาปของมนุษย์ทั้งหลายมาไว้ที่พระองค์เอง พระองค์กลายเป็นคนบาป ก็คือวิญญาณนิรันดร์ กลายเป็นวิญญาณตาย พระเยซูเป็นคนบาป ตาย อยู่ในอุโมงค์ วันที่ 3 พระเจ้าได้ประกาศว่าพระองค์ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย
การชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย ก็คือพระองค์ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ก็คือเป็นฤทธิ์เดชอำนาจจากพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไปในวิญญาณของพระเยซูคริสต์ที่ตายอยู่นั้น แล้วชุบพระเยซูคริสต์ที่ตายอยู่ให้เป็นขึ้นมาใหม่ โดยการประทานวิญญาณชีวิตนิรันดร์กลับคืนให้กับพระเยซูคริสต์ และยกพระเยซูคริสต์ขึ้นสูงสุด เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง ทุกอย่างที่มีอำนาจ หรือที่พระองค์ทรงสร้างทุกอย่าง แล้วให้พระองค์ทรงนั่งอยู่ที่เบื้องขวาในสวรรคสถาน และเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ เราได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราก็ได้รับการชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย และได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถานเช่นเดียวกัน เหมือนกันเลย ตรงนั้นแหละ เขาเรียกว่าชีวิตนิรันดร์
พระเยซูบอกว่าชีวิตนิรันดร์ที่พระองค์ทรงได้รับ พระองค์ทรงแบ่งปันให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ เขียนไว้ในหนังสือยอห์น 14:23 นี่คือความจริง คือหัวใจของข่าวประเสริฐที่สำคัญมาก ที่พูดถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ว่ามีความสำคัญมาก ก็เพราะแบบนี้แหละ เพราะการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ทำให้มนุษย์คนบาป สามารถบังเกิดใหม่ เป็นคนชอบธรรม และมีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าได้ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รับอภัยโทษจากบาปทั้งสิ้นแค่นั้น แต่เขาสามารถเป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ขณะที่เรานั่งอยู่ที่นี่ วิญญาณได้บังเกิดใหม่ ด้วยวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า เรามีวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้าอยู่ในตัวเรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว ยอห์น 14:23 …
ยอห์น 14:23 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำประกาศของเรา (วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ พระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด) พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา
พระเยซูกับพระบิดาจะเข้ามาอาศัยอยู่ในมนุษย์คนที่เชื่อและวางใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์ และจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของเรา ของมนุษย์คนที่เชื่อนั้น วิญญาณของพระองค์ ทั้งพระบิดา ทั้งพระเยซูจะมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เราไม่เห็นหรอก แต่มันเป็นจริงตามถ้อยคำพระเจ้า ทางโลกวิญญาณ มันเกิดขึ้นจริงๆ ขณะที่เรานั่งอยู่ที่นี่ ขณะนี้ เราไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวทางวิญญาณ แต่พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ได้อยู่ด้วยกันกับเรา
อ่านยอห์น 17:21-23 ยิ่งเห็นชัดใหญ่เลยว่าเราได้รับวิญญาณนิรันดร์นี้มาจากใคร? พระเยซูคริสต์ได้อธิษฐานตอนที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ คุยกับพระบิดาถึงเรื่องนี้ …
ยอห์น 17:21-23 “21 ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์พระบิดา อยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขา อยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา 22 เกียรติสิริ ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์มอบให้แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังเช่นพระองค์กับข้าพระองค์ 23 ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา และพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักพวกเขาเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์”
สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว
ในข้อ 22 ที่บอกว่า “เกียรติสิริ ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น” เกียรติสิรินี้ ก็คือวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า เกียรติสิรินี้มาจากคำว่าเกียรติสิริ พระสิริ Glory สง่าราศี ศักดิ์ศรี เกียรติยศอันยิ่งใหญ่ ความสง่างามของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงประทานให้กับข้าพระองค์ ก็คือทรงประทานให้กับพระเยซูคริสต์ ข้าพระองค์มอบให้กับเขาเหล่านั้น เขาเหล่านั้นผู้ที่เชื่อและวางใจในข้าพระองค์ ก็คือผู้เชื่อ คริสเตียนทั้งหลายที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ พอต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามา พระเยซูคริสต์ก็แบ่งเกียรติ สิริ สง่าราศี กลอรี่ พระสิริของพระเจ้าที่พระองค์ทรงได้รับมา ให้กับเราด้วย ผู้ที่เชื่อ เราจึงได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถานร่วมกับพระองค์ นั่นแหละ สง่าราศี เกียรติที่พระองค์ทรงประทานให้เรา นั่งเมื่อไร? นั่งเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ นั่งอยู่แล้วในโลกวิญญาณ ในนี้เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องอนาคตว่าจะเกิด ไม่ใช่ แต่ได้เกิดแล้ว 1 ยอห์น 5:11-12 …
1 ยอห์น 5:11-12 “และนี่คือคำเป็นพยานว่าพระเจ้าทรงประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนิรันดร์นั้น อยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ใดมีพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์”
ชีวิตนิรันดร์นั้นอยู่ในพระบุตร ก็คืออยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ใดต้อนรับพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ โอเคไหม? ไม่ต้องอธิบายแล้วนะ ผู้ใดมีพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นมีชีวิตนิรันดร์ เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เรามีชีวิตนิรันดร์แล้ว
กลับมาที่กาลาเทีย 4:6-7 ได้บันทึกไว้ว่าเมื่อถึงกำหนด พระเยซูมากำเนิดในหญิงพรหมจารี ในข้อ 6 และข้อ 7 ได้พูด แล้วเกิดอะไรขึ้น? …
กาลาเทีย 4:6-7 “6 และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์ เข้ามาในใจของเรา ร้องว่า “อับบา” คือพระบิดา 7 เหตุฉะนั้น โดยพระเจ้า ท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้ว ท่านก็เป็นทายาทด้วย”
เห็นไหม? เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราเชื่อว่าพระองค์ คือผู้ที่พระเจ้าส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วย และเป็นพระเจ้าในคราวเดียวกัน เป็นเจ้าของคริสต์มาส เราได้รับการยืนยัน โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในเรา ยืนยันอยู่ข้างในว่าพระเจ้าพระบิดา ที่ในอดีตนั้น รู้สึกห่างไกลจากเราเหลือเกิน แต่เดี๋ยวนี้ พระองค์คือพ่อของเรา “อับบา” คือพ่อ คือปะป๊าของเรา สนิทสนมกัน นี่ยืนยันอย่างนั้นเลย
เราในที่นี้เป็นคริสเตียนแล้ว เราจึงรู้ สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ไม่มีเหตุผล อธิบายไม่ถูก ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ พิสูจน์ได้อันหนึ่ง คือเราทุกคนสามารถอธิษฐานกับพระเจ้า และอธิษฐานอยู่เสมอทุกคนว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ๆ ซึ่งก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์นั้น เราเคยเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดในโลก
แล้วบอกว่า … “พ่อจ๋า พ่อของลูก” ไหม?
ไม่มีเลย นี่แหละสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการยืนยันด้วยประสบการณ์ของเราจริงๆ ว่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่มันเกิดขึ้นอย่างนี้ เราสามารถเรียกพระเจ้าว่าพ่อได้หรือ? ทุกวันนี้เราเรียกจนเคยชินเลย
“พ่อจ๋า”
บางทีผมแอบได้ยิน ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะ ได้ยินเขาอธิษฐาน
“พ่อ ลูก”
ซาบซึ้งกันใหญ่เลย แต่ถ้าสมัยก่อน ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในตัว ถ้าเราพูดอย่างนี้ เราเองก็คิดว่าตัวเราเองคงเล่นลิเกอยู่ หรือไม่ก็เพี้ยนไปแล้ว ใช่ไหม? แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ตอนนี้เรารู้ว่ามันเป็นจริง
ในสมัยที่พระเยซูคริสต์เดินอยู่บนโลกใบนี้ 3 ปี ตอนประกาศเรื่องอาณาจักรสวรรค์ ก่อนที่จะเดินทางไปบนไม้กางเขน และทำการไถ่บาปให้กับมนุษย์จนสำเร็จ ประชาชนที่ฟังพระองค์ ถึงเรื่องวิถีทาง เรื่องที่พระองค์ทรงประกาศ เรื่องทางเข้าสู่สวรรค์ เข้าไปหาพระบิดาได้อย่างไร? ผู้คนก็อยากจะรู้ ก็คิดเหมือนเดิม เหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป เหมือนสมัยที่เรายังไม่เชื่อ พระเยซูบอกว่าประกาศหนทางสู่สวรรค์ คนก็ถามพระเยซูว่า …
“แล้วเราจะเข้าสู่สวรรค์ เราต้องทำอะไรบ้าง?” เหมือนไหม? “เราต้องทำดีขนาดไหน? เราต้องทำบุญมากขนาดไหน? ถึงจะพ้นจากเวร จากกรรมได้ เราต้องใช้เวรใช้กรรมเท่าไร ถึงจะหมด เราต้องทำดีเยอะขนาดไหน? มากขนาดไหน? ทำอะไรบ้าง? ทำพิธีอะไรบ้างถึงจะได้ไปสวรรค์อย่างที่พระองค์บอก”
แล้วพระเยซูตรัสว่าอย่างไร?
เขาถามพระเยซูว่า “เราต้องทำอะไร? พิธีอะไรต่างๆ เยอะแยะเลย ต่างๆ อะไรบ้าง?”
พระเยซูตอบพวกเขาบอกว่าทำอย่างเดียว เขาบอกว่าต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง เยอะแยะ เพราะต้องการพึ่งตนเอง แต่พระเยซูบอกทำอย่างเดียวพอ อย่างนั้น คืออะไร?
“จงวางใจในพระบุตร คือวางใจในเรา จงเชื่อในเรา อย่างเดียวเท่านั้น และรับการบังเกิดใหม่”
เห็นไหม หัวใจอยู่ที่บังเกิดใหม่? เป็นอัศจรรย์ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจ เราพึ่งตัวเองไม่ได้ เราทำให้อัศจรรย์เกิดขึ้นกับตัวเราเองไม่ได้ เราทำให้เราเกิดใหม่ไม่ได้ เราสามารถทำได้แค่พึ่งตนเอง กระทำดีๆ สะสมบุญกุศลอะไรต่างๆ ทำดีๆ เราได้แค่นั้น
แล้วเราก็จะพยายามถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือถามพระเจ้าว่า … “ทำดีพอหรือยัง? ไม่ดีพอ ต้องทำดีมากเท่าไร? เมื่อไรจะพ้นจากเวรจากกรรมสักที”
แต่พระเจ้าตอบเราผ่านทางพระเยซูว่า … “ทำอย่างเดียว คือวางใจ เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่เราส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าของวันคริสต์มาส ของขวัญที่เราให้”
แค่นั่นเอง แล้วเราจะให้เจ้าเกิดใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ พระเยซูได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว วางใจในการกระทำของพระเยซู แล้วบังเกิดใหม่ การบังเกิดใหม่ ก็คือการเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซูคริสต์ และทำได้อย่างไร? แค่เชื่อและวางใจ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เชื่อ วางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำที่ไม้กางเขน จนกระทั่งเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 เชื่อในพระคัมภีร์ที่บอกว่าเมื่อวางใจในพระองค์แล้ว เราได้รับการบังเกิดใหม่พร้อมพระองค์ เชื่อทั้งๆ ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดว่ามันเกิดใหม่อย่างไร? ถ้าเราคอยให้เราเข้าใจก่อน แล้วเราค่อยเชื่อ เราไม่มีวันเชื่อหรอก เราต้องเชื่อก่อน แล้วความเข้าใจถึงจะค่อยๆ เพิ่มพูนเข้ามาทีละนิดทีละหน่อย
เพราะฉะนั้น สรุปวันนี้ อยากถามท่านในที่นี้ว่าท่านอยู่ในสถานะไหนตอนนี้ อยู่ในสถานะที่บังเกิดใหม่ เป็นวิญญาณนิรันดร์เหมือนพระเยซูแล้วหรือยัง? หรือยังไม่ใช้สิทธิของท่าน ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ มันขึ้นอยู่ที่ท่านแล้ว พระเจ้ากระทำสำเร็จเรียบร้อยทุกอย่าง บริบูรณ์แล้ว พระเยซูบอกสำเร็จแล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่าจะสำเร็จหรือไม่? ท่านจะยอมรับความสำเร็จของพระเยซูคริสต์นี้หรือไม่? แค่เชื่อ วางใจในความสำเร็จที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำที่ไม้กางเขนเท่านั้น ทุกสิ่งเหล่านี้ก็เป็นของท่านแล้ว ท่านจะได้เป็นวิญญาณนิรันดร์ บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม 100% เหมือนพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์พร้อมพระเยซูคริสต์ อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ และจะอยู่ ณ ที่นั่น หรือเรียกว่า ณ ที่นี่ก็ได้ ตลอดชั่วนิจนิรันดร์ เอเมน พระเจ้าอวยพรครับ
*********************
จากใจคณะศิษยาภิบาล
ความรอดในพระเยซูคริสต์ คืออะไร?
รับโดยวิธีใด?
ความรอดในพระเยซูคริสต์ หมายถึงการได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หลุดพ้นจากการเป็นคนบาปเป็นศัตรูกับพระเจ้า และได้รับการคืนดีกับพระเจ้า ซึ่งเป็นของขวัญที่ได้รับโดยพระคุณของพระเจ้า และผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์
เอเฟซัส 2:8-9 … “8 เพราะโดยพระคุณความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้น จากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้”
ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดีของตัวเองในความรอดของตนได้ พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งเสด็จมาเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากบาป โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์
1 โครินธ์ 15:3-4 … “3 เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับมานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดให้ท่าน คือพระคริสต์ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ 4 ทรงถูกฝังไว้และในวันที่สาม พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายตามที่พระคัมภีร์ระบุไว้”
การเชื่อในพระเยซู หมายถึงการยอมรับความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้า ผู้ทรงมีอำนาจในการให้อภัยบาปและประทานชีวิตนิรันดร์ และความรอดนี้ไม่สามารถได้มาจากการกระทำ หรือความพยายามของมนุษย์ แต่เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน ที่เชื่อในพระเยซู
กาลาเทีย 2:16 … “ไม่มีใครถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมได้ โดยการถือรักษาบทบัญญัติ แต่เป็นได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ฉะนั้น เราเองจึงเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ ไม่ใช่โดยการทำตามบทบัญญัติ เพราะว่าไม่มีใครถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมได้โดยการทำตามบทบัญญัติเลย”
พระเจ้าอวยพรครับ