คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2025
เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 9
โดย วราพร คงล้วน
วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี บทที่ 2 ทวนรอบที่แล้วนิดหนึ่ง ในข้อที่ 29 บทที่ 1 …
โคโลสี 1:29 “เพื่อจุดหมายนี้ ข้าพเจ้าจึงบากบั่นฝ่าฟันด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งกำลังทำกิจอย่างเข้มแข็งในข้าพเจ้า”
จุดหมายที่อาจารย์เปาโลพูดถึง ก็คือการที่ได้ประกาศข่าวดีให้ชนต่างชาติได้รับรู้ความจริงว่าสติปัญญาทั้งสิ้น พระเจ้าได้ให้กับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว และพระเยซูคริสต์ผู้ดีพร้อม ชอบธรรม สะอาดบริสุทธิ์ หมดจด อยู่ในเรา
วันนี้เรามาต่อบทที่ 2 ข้อที่ 1 บอกว่า …
โคโลสี 2:1 “ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่าข้าพเจ้ากำลังต่อสู้ดิ้นรนขนาดไหน เพื่อท่าน เพื่อพวกพี่น้องที่เมืองเลาดีเซีย และเพื่อคนทั้งปวงที่ยังไม่เคยพบหน้าข้าพเจ้าเลย”
เราเห็นภาพที่อาจารย์เปาโลพูดถึง คือจริงๆ อาจารย์เปาโลยังไม่เคยเห็นพี่น้องในคริสตจักรโคโลสีเลย แต่ได้ยินข่าวจากคนที่ได้ไปก่อตั้งคริสตจักรนี้ แล้วพี่น้องคริสตจักรนี้ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เขาได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และตั้งมั่นคงอยู่ในพระเจ้า มีความรักในพระเจ้า ฟังแค่นี้ ก็ชื่นใจแล้ว อาจารย์เปาโลก็มีความสุขมาก จดหมายนี้อาจารย์เปาโลส่งไป เพื่อให้เขารับรู้ว่า ณ เวลานี้อาจารย์เปาโลต้องต่อสู้ดิ้นรนขนาดไหน? ต่อสู้ถึงขนาดว่าอาจจะถูกฆ่าได้ทุกวัน หมายความว่ามีโอกาสที่จะถูกฆ่าได้ทุกวัน เพราะการประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ ซึ่งคนที่จะฆ่าอาจารย์เปาโลกลุ่มแรก คือชาวยิว ชาวยิวที่มั่นอกมั่นใจในการถือครอง ยึดครองพระเจ้าของเขาว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าส่วนตัวของเขาเลย คนอื่นห้ามมายุ่ง คนต่างชาติห้ามมาเข้าใกล้พระเจ้า หรือมามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา มันเป็นไปไม่ได้
เมื่อเป็นอย่างนั้นปุ๊บ อาจารย์เปาโลถูกเลือกมาประกาศกับคนต่างชาติ พอประกาศปุ๊บ ชาวยิวก็เดือดเนื้อร้อนใจ ก็พยายามที่จะไล่ล่าฆ่าอาจารย์เปาโลทุกโอกาสที่มี บางครั้งก็ไปสุมหัวกัน วางแผนว่าจะดักซุ่มฆ่าอาจารย์เปาโลให้ได้ ถ้าฆ่าอาจารย์เปาโลไม่ได้ พวกเขาจะไม่กินข้าว อะไรประมาณนี้ คือมีความตั้งใจมากเลยว่าอาจารย์เปาโลเป็นตัวการที่ทำให้เขามัวหมอง ทำให้พระเจ้าของเขาถูกแบ่งปันไปให้คนอื่น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าทรงเตรียมแผนการนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วอาจารย์เปาโลโดนหนัก เพราะว่าเป็นภาชนะที่ถูกเลือกมา เพื่อให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ
โคโลสี 2:2 “จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้า ก็คือให้กำลังใจพวกเขา ให้พวกเขาประสานรวมกันด้วยความรัก และด้วยความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยม ซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่แท้จริง เพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์”
พวกเขา คือคนต่างชาติทั้งหลาย จะได้ประสานรวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความรัก ความเป็นจริง คือไม่ว่าเป็นใครก็ตาม คนยิวหรือคนต่างชาติ เมื่อเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ ในวิญญาณของเขาถูกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยไปแล้ว หนึ่งเดียวกันได้อย่างไร? ตามที่ในพระคัมภีร์บอก คือทันทีที่ใครก็ตามเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาได้บัพติศมาเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค ก็คือพระเจ้าผ่าตัดวิญญาณ เอาวิญญาณเก่าของเขาไปตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝัง แล้วเป็นขึ้นมา คือเป็นวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าเลย วิญญาณนิรันดร์ เป็นวิญญาณที่เทียบเท่ากับพระเยซูคริสต์เลย
ฉะนั้น วิญญาณนี้ เป็นวิญญาณแห่งความรัก ที่ผู้เชื่อไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้รัก แต่โดยอัตโนมัติในโลกวิญญาณ เมื่อบังเกิดใหม่ปุ๊บ วิญญาณแห่งความรักมันเกิดขึ้นทันที ความรักในพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ก็คือในพระเยซูคริสต์ มันเกิดขึ้นทันที แต่ว่าในภาคปฏิบัติ ที่พี่น้องเหล่านี้ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ค่อยๆ ฝึกฝนความรักที่มีอยู่ข้างในให้สำแดงออกไปแค่นั้นเอง ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าเขาเข้าใจถึงความจริงนี้ พี่น้องเหล่านี้ ก็จะมีความสามารถที่จะเชื่อมั่นในพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเขา ได้อย่างเต็มเปี่ยม แล้วก็รับรู้ พอรับรู้ความจริงมากขึ้นทุกวันๆ เขาก็จะรับรู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้า
ความล้ำลึกของพระเจ้า ที่พระองค์ปิดซ่อนไว้ ก็คือในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าส่งมาให้กับมนุษยชาติ แล้วความล้ำลึกนี้ เมื่อคราวที่แล้วเราคุยกันแล้ว ก็คืออยู่ในโคโลสี 1:27 ที่บอกว่าพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ ก็คือความล้ำลึกที่สุดยอดที่สุด ที่พระเจ้าวางแผนไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อพระเจ้าส่งพระบุตรลงมา ก็คือพระมาซีฮาห์มา มนุษยชาติไม่ต้องคอยชะเง้อว่าเมื่อไรจะได้เจอพระเจ้า
ทุกวันนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่าเราอยากเจอพระเจ้า เราจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้เจอพระเจ้า ทำอย่างไรถึงจะได้ติดสนิทกับพระเจ้า เราต้องอธิษฐานเยอะๆ ใช่ไหม? เราต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ ใช่ไหม? เราต้องทำโน่นทำนี่ ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าเยอะๆ ใช่ไหม? เราจึงจะสามารถติดสนิทกับพระเจ้าได้ สิ่งที่พูดมา ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด และก็ไม่ดีนะ มันเป็นสิ่งดีหมด แต่ว่าท่าทีของการกระทำ หรือการปฏิบัติเหล่านี้ออกมา มันต้องอยู่ในท่าทีและพื้นฐานแห่งความจริง ที่เรารับรู้ว่าเราไม่ต้องพยายามที่จะติดสนิทกับพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่า ณ เวลานี้ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว มันสนิทจนไม่รู้จะสนิทขนาดไหนแล้ว ตามถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคอยู่ในเราแล้ว เราไม่ต้องพยายาม เพื่อทำให้เราได้อยู่กับพระเจ้า เพราะเราได้อยู่แล้ว
แต่พอเราได้อยู่แล้ว หลังจากนั้น วิธีปฏิบัติ วิธีที่เราจะตอบสนองกับการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ที่เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันของเรา ก็คืออนุญาตให้พระเจ้าประกอบกิจอยู่ในเรา นึกออกไหม? เหมือนข้อสุดท้าย บทที่ 1 อาจารย์เปาโลบอกว่าพระเจ้าทรงประกอบกิจอยู่ในท่าน ก็คืออนุญาตให้พระเจ้าทำงานเต็มที่ จริงๆ แล้วพระเจ้าจะบีบคอเราก็ได้ เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะว่าพระเจ้าได้ซื้อชีวิตของพวกเราทุกคนเรียบร้อยไปแล้ว ด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ ก็คือมาแลกกัน ชีวิตแลกด้วยชีวิต พระเยซูยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อทำให้เราสามารถมีชีวิตใหม่ได้ คือสิทธิ์ขาดอยู่ที่พระเจ้าผู้เดียวเลย ตอนนี้ พระเจ้าซื้อเราแล้ว ซื้อเรามาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า ด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเจ้าซื้อเราแล้ว เราก็ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตัวเราเอง เหมือนกับเราถูกขายไปเรียบร้อยแล้ว
แล้วผู้ที่ซื้อเรา สามารถที่จะทำอะไรกับเราก็ได้ ถ้าเรานึกถึงภาพสมัยก่อนในประเทศไทยเรา สมัยก่อน ร.5 มีทาส เวลาเขาซื้อทาสมา ทาสไม่มีอำนาจในตัวเองเลย คนที่ซื้อเขามาเป็นเจ้าของเต็มที่เลย จะทำอะไรกับทาสก็ได้ จะเฆี่ยน จะตี จะฆ่าได้หมดเลย เพราะว่าสิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้านาย ฉะนั้น พระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าได้ซื้อเรามา แต่พระเจ้าไม่ได้ซื้อเรามาเป็นทาส ซื้อชีวิตของเรา เพื่อที่จะเป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก ดังแก้วตาดวงใจ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกัน
เมื่อพระเจ้าซื้อเรามาเป็นลูกปุ๊บ ซื้อชีวิตของเรา ไถ่ชีวิตของเรา แล้วก็ให้เรามีสิทธิอำนาจเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือมาเป็นลูก เมื่อมาเป็นลูกพระเจ้าก็ให้อิสรภาพกับผู้เชื่อทั้งหลายว่าเขาสามารถที่จะตัดสินใจ ด้วยตัวของเขาเองว่าเขาจะยอมทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าไหม? หรือเขาจะดำเนินชีวิตอยู่ในความเคยชินเดิมๆ ผู้เชื่อยังสามารถทำได้อยู่ ถ้าเรารับรู้ความจริงได้มากเท่าไร? เราก็จะเริ่มเอียงข้างมาที่ฝั่งของพระเจ้ามากขึ้น เราจะยอมให้พระเจ้าได้คล่องขึ้น แต่ถ้าเราไม่ยอม พระเจ้าก็ไม่ฝืน พระเจ้าก็ไม่บังคับเราด้วย พระเจ้าบอกโอเค ไม่ยอมใช่ไหม? อยากจะทำอย่างนี้ใช่ไหม? ก็เอเมน พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งเอเมน ก็คือตามนั้น
ตามนั้น แล้วเป็นอย่างไร? พอตามนั้นปุ๊บ เราก็จะเก็บเกี่ยวผล ผู้เชื่อทุกคนต้องเก็บเกี่ยวผลแห่งการกระทำของเรา ก็คือผลที่เราตัดสินใจทำลงไป ตัดสินใจถูก ตัดสินใจผิด ก็จะได้รับผลเหมือนกัน ตัดสินใจถูก ผลอันแรกที่เราได้รับ อย่างที่เราคุยกัน สันติสุขมันเกิดขึ้นในใจทันที นั่นคือพระพร ตัดสินใจผิดปุ๊บ ความทุกข์ทั้งจิตใจและร่างกาย มันก็เกิดขึ้นเหมือนกัน ทำไมเราถึงทุกข์ เราเป็นคริสเตียน เมื่อก่อนเราไม่เชื่อพระเจ้า เราทำอะไรผิด เราไม่ได้รู้สึกอะไร? เราไม่รู้สึกผิด เป็นไหม? เฉยๆ ผิดตรงไหน? วันนี้ไปโกรธเขา …
“ผิดตรงไหน? ก็เขาทำให้เราโกรธ เขานิสัยไม่ดี เขายั่วฉัน ฉันก็เลยโกรธ โกรธไม่พอ ฉันด่าเขาไปด้วย แล้วฉันก็ไม่รู้สึกผิด ฉันชอบธรรมนะ เพราะว่าเขาเป็นคนเริ่มก่อน”
สมัยก่อนนะ ก่อนที่จะมาเชื่อพระเจ้า แต่หลังจากที่เรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ทำพฤติกรรมเดียวกันเลย ข้างในรู้สึกเราไม่น่าทำเลย มันเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เรารู้สึก เรามีสิทธิ์ไหม? มีสิทธิ์ เพราะว่าเขามาเริ่มต้นก่อน แต่ข้างในวิญญาณเราเป็นเหมือนพระเจ้า และพระเจ้าเป็นความรัก พอเป็นความรักปุ๊บ เราทำอะไรที่มันหลุดจากความรักปุ๊บ เรารู้สึก เราไม่น่าทำเลย ทำไมเราควบคุมตัวเองไม่ได้ พระเจ้าช่วยลูกด้วย อะไรอย่างนี้ มันจะเกิดสงคราม สงครามนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปสู้กับมารซาตานนะ มารซาตานเราไม่ต้องไปสู้กับมัน มันหมดฤทธิ์ไปแล้ว มันไม่มีอำนาจเหนือเราเลย ปล่อยมันไป แต่การสู้ คือสู้กับตัวเราเอง สู้กับความรู้สึก ความคิดของเราเอง ที่เราจะยอมให้พระเจ้าใช้ หรือยอมให้ระบบโลกนี้ใช้เรา ให้อวัยวะร่างกายของเรา เดินตามระบบของโลกนี้ ที่มันเสี้ยม เขาเรียกว่าทั้งเสี้ยม ทั้งสอน ทั้งพยายามยื้อยุด ฉุดกระชากให้เราไปทำตามมัน กับเราบอกไม่ยอม แล้วถ้าเราไม่ยอม เรามีอำนาจไหม? ตอนนี้นะ ก่อนเชื่อพระเจ้าไม่มีอำนาจ เราอยู่ในเงื้อมมือของระบบโลกนี้ หรือเงื้อมือของซาตานที่มันควบคุมอยู่ เขาจะบีบเราก็ตาย เขาจะคลายเราก็รอด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ สถานการณ์มันเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยน ตรงที่เมื่อก่อนเราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย แต่ตอนนี้เราอยู่ภายใต้กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์แล้ว แล้วเรามีวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว เรามีสิทธิอำนาจเต็มพิกัดเลย ในการที่จะไม่ยอมมัน ระบบโลกนี้มาเลย ส่งมา เรายืนกรานว่า …
“ตอนนี้ฉันมีอำนาจ ฉันไม่ยอมแก แกอย่ามาหลอกฉัน ให้ฉันด่าเขาหรือ? คนมาเหยียบขา ด่าเลยๆ ไม่อย่างนั้น ก็เหยียบกลับเลย ไม่ได้สิ แค้นนี้ต้องชำระ” อะไรประมาณนั้น
ไม่เอา เรื่องอะไร เราไม่ยอมทำตาม ไม่เป็นไร เขาไม่ได้ตั้งใจ หรือจงใจ แบบมาเจอหน้าเราปุ๊บ เหยียบเลย อย่างนี้มันไม่ใช่ คือบังเอิญเขาเผลอมาเหยียบโดนเรา ก็ไม่เป็นไร? เขาขอโทษแล้ว ก็จบ มันจบ ที่เรา เหมือนกับอาจารย์เปาโลบอกว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบกับคนทั้งปวง ขึ้นอยู่กับเรา หมายความว่าเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก หรือจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เราทำได้หมด แล้วพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา พระองค์ก็ให้อำนาจเราตรงนั้น แต่ถ้าเราทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ คนที่ลำบาก คือใคร? คือเรานั่นแหละ แทนที่มันจะจบๆ ไป ไม่จบ ลากยาวไปเรื่อยๆ อะไรอย่างนี้
เราขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงให้เรามีกำลังมากพอ ฉะนั้น ความล้ำลึกตรงนี้ที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติ หรือให้กับพวกเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ก็คือให้เรามีโอกาสได้เข้ามารับรู้ความจริงของพระเจ้า แล้วรับรู้ว่า ณ เวลานี้ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยไปแล้ว พระเยซูเป็นอย่างไร? เราเป็นอย่างนั้น พระเยซูได้อะไร เราได้อย่างนั้น พระเยซูทำอะไร เราทำด้วย เราทำอะไร พระเจ้าก็ทำด้วย
พอบอกเราทำอะไร? พระเจ้าทำด้วย สมัยก่อน เราก็ถูกสอนมาว่าเราเป็นคริสเตียน เราเป็นผู้เชื่อ เราต้องทำสิ่งที่ดี ถูกต้อง คิดดี ทำดี เราเป็นคริสเตียนแล้ว ถ้าเราทำสิ่งที่ชั่ว พระเจ้าก็จะไม่อยู่กับเรา เพราะพระเจ้าบริสุทธิ์ สะอาดหมดจด พระเจ้าอยู่กับความชั่วร้ายไม่ได้ เราก็หลงเชื่อ เราก็ทุกข์ วันนี้ทำผิดไป พระเจ้า พระองค์ยังอยู่ไหม? เราก็เกิดความสงสัย พระองค์ยังอยู่ไหม? อะไรอย่างนี้ แต่ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า บอกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ทำดีหรือทำชั่ว พระคริสต์ยังคงสถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่ไปไหน? ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าบอกว่าพระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเราให้เป็นลูกกำพร้า พระองค์จะอยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะดีหรือชั่ว ไม่ว่าตอนนี้เราคิดวางแผนการร้ายว่า …
“ฉันหมั่นไส้คนนี้มาก เดี๋ยวฉันจะไปหลบอยู่หลังประตู เอาไม้หน้าสาม โผล่มา ฉันฟาดเลย”
พี่น้องว่าพระเจ้ายังอยู่กับเราไหม? อยู่นะ กล้าพูดไหม? พระเจ้าอยู่กับเรานะ แต่ถ้าเราทำปุ๊บ สิ่งแรกที่เราเก็บเกี่ยวผล ก็คือทุกข์ ฟาดลงไปปุ๊บ มันเจ็บกระดองใจ ทำไปได้อย่างไร? เราไม่ควรเลย ไม่น่าเลย เราก็รู้สึกว่ามันไม่ควรจริงๆ รับผลไปแล้วนะ ทุกข์แล้วนะ ทุกข์แล้วทำอย่างไร? พอไปตีหัวเขา เผลอ เป็นอารมณ์ชั่ววูบ โกรธไปนิดเดียว เราก็ต้องไปพยายามทำตัวเองให้เขายกโทษให้เรานั่นแหละ ไปขอโทษขอโพยอะไร ก็ว่าไป เราเก็บเกี่ยวผลจริงๆ แต่ว่าพระเจ้ายังคงอยู่ในเรา หรือแม้แต่ผู้เชื่อที่อารมณ์ฉุนเฉียว เอามีดไปแทงคนตาย ตอนที่เราเอามีดเสียบพุงเขาไป พระเจ้าอยู่ด้วยไหม? อยู่ด้วย พระเจ้าไม่หนีไปไหน? ก็ยังคงอยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์เตือนเราแล้ว แต่ไม่ทัน คืออารมณ์เราไวกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราเตือนเรา พอเราเสียบพุงเขาปุ๊บ ถ้าเขาตาย เก็บเกี่ยวผล ก็ไปติดคุกตามระเบียบ แม้ว่าท่านเป็นผู้เชื่อแล้วก็ตาม ท่านก็จะต้องเก็บเกี่ยวผลตรงนั้นแหละ อย่าคิดว่าพอเราเชื่อพระเจ้า หรือพระเจ้ารักเราดังแก้วตาดวงใจ รักขนาดที่ยอมสละพระชนม์ชีพของพระองค์ มาตายเพื่อเราบนไม้กางเขน ทีนี้เราอยากทำอะไรก็ได้
ผู้เชื่อทั้งหลายเอ๋ย ท่านทำอะไร ก็จะไม่ได้รับโทษใดๆ เลย มันไม่ใช่นะ เราจะไม่ได้รับโทษใดๆ เฉพาะในวิญญาณเราเท่านั้น วิญญาณเราตอนนี้สะอาด บริสุทธิ์หมดจดเหมือนพระเจ้า แล้ววิญญาณไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตอนนี้เก็บเกี่ยวผล คือผลในร่างกายของเรา ที่อยู่บนโลกใบนี้ เราต้องเก็บเกี่ยวผล หรือถ้าเราไม่ระวัง รักษาสุขภาพของเรา ใช้ชีวิตแบบตามมีตามเกิด ตามใจปาก เราก็เก็บเกี่ยวผลเหมือนกัน ถ้าเราไม่ระมัดระวังในเรื่องการกิน การนอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการนอน ยุคนี้ เตือนเด็กๆ ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเท่าไรหรอก ผู้ใหญ่พอถึงเวลาเราง่วง เราอยากนอนแล้ว 2 ทุ่ม 3 ทุ่มเราง่วงแล้ว ใครจะมาคุยอะไร เลิกคุยแล้ว เราปิดโทรศัพท์ ปิดไอแพค เราตีตั๋วนอน แต่เด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่เป็นอย่างนั้น เด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่ถึงตี 2 ไม่นอน ไม่รู้กดอะไร กดๆๆๆๆ ตลอดเวลา ดูเหมือนยุ่งไปหมดเลย ซึ่งระยะสั้น อาจจะดูเหมือนไม่มีผลอะไร? แต่ระยะยาว ขอเตือนลูกหลานของเรา เจ้าจะเก็บเกี่ยวผล ผลตรงนี้ จริงๆ ธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมนุษย์มา พระเจ้าให้เวลากลางวันที่จะทำงาน ท่านอยากจะทำอะไร ท่านทำไปเถอะ เวลากลางวัน ทำโน่นทำนี่ จะอ่าน จะดูหนัง ฟังเพลง เชิญตามสบาย แต่ถึงเวลานอน ควรนอน เพราะว่าระบบร่างกายเรา มีฮอร์โมนที่สร้างความเจริญเติบโตในร่างกายของพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม … 4 ทุ่มนี่ก็ลากยาวเกินแล้ว เด็กสมัยก่อน 2 ทุ่ม พ่อแม่ก็พานอนแล้ว ฮอร์โมนหลั่ง เจริญเติบโต แบบสมองได้รับการบำรุงเลี้ยง ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ร่างกายก็สดชื่น สมองก็ได้พัฒนา
ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ เราจะเห็นว่าโรคเยอะนะ นั่นคือผลที่เขาจะต้องเก็บเกี่ยว เดี๋ยวเป็นโรคโน่น เป็นโรคนี่ สมัยรุ่นดิฉัน 70 กว่าแล้ว ไม่ค่อยได้ยินว่าเด็กเป็นโรคโน่นโรคนี่ เพราะว่าเด็กในยุคของเราถึงเวลาพ่อแม่พานอน แล้วก็ให้ออกไปเล่น เล่นดินเล่นทราย เล่นอะไรก็ได้ คือได้อากาศบริสุทธิ์ ได้ออกกำลังกาย ได้วิ่ง ได้อะไร? เด็กรุ่นนั้นจะแข็งแรง เด็กรุ่นใหม่ อยู่แต่ในห้องแอร์ ออกห้องแอร์ เหงื่อโชกเลย ไม่ไหวๆ เข้าห้องแอร์ดีกว่า คือไม่ค่อยออกไปเผชิญกับอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก จับเจ่า คลุกอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไหวไปไหน อยู่หน้าจอแบบ 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง นั่งได้ อันนั้นแหละ อันตราย เพราะว่าผลระยะยาว ลูกหลานของเราก็จะเก็บเกี่ยวผล ซึ่งพ่อแม่สอนไหม? เชื่อว่าพ่อแม่สอนนะ ทั้งบอก ทั้งเตือน ทั้งอะไร ทุกรูปแบบเลย ฟังไหม? ไม่ฟัง ถ้าไม่ฟัง ก็ไม่เป็นไร เราทำส่วนของเราแล้ว ถ้าเขาไม่ฟัง โตขึ้น หรือสักพักหนึ่ง เก็บเกี่ยวผล แล้วก็จะรู้
นี่เป็นเรื่องจริงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งต่อให้เราเชื่อวางใจในพระเจ้า ระบบบนโลกนี้ ที่พระเจ้าวางไว้ พระองค์วางไว้อย่างชัดเจนมาก ตรงที่ว่าถ้าเราทำส่วนของเราควรทำ เราก็จะเก็บเกี่ยวผลดี สุขภาพเราก็จะแข็งแรง สภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ วิญญาณ เราก็สดชื่น คือเราจะมีทั้งไอคิว อีคิว ดีไปหมดเลย ยุคนี้มันยาก แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า ตรงที่ว่าเราเป็นผู้เชื่อ เราเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว เราก็อธิษฐานเผื่อลูกหลานของเรา สอนไปเถอะ เขาฟังหรือไม่ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เป็นไร เราทำหน้าที่ส่วนของเรา เหมือนกับผู้รับใช้ของพระเจ้า ก็สอนถ้อยคำของพระองค์ พูดถึงความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ท่านจะฟัง ไม่ฟัง เชื่อฟัง ไม่เชื่อฟัง ก็ไม่เป็นไร ถ้าเรื่องของโลกวิญญาณ คือยังไง ท่านก็รอด แล้วพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีไว้ในชีวิตของเรา พระองค์ก็จะนำพาเรา พี่น้องไม่ต้องกลัวว่าถ้าเราเป็นเด็กดื้อ หรือเรากบฏกับพระเจ้าตลอดเวลา ถึงวันสุดท้าย วิญญาณเราออกจากร่าง พระเจ้าจับวิญญาณเราโยนทิ้งไป ไม่มี พี่น้องต้องจำตรงนี้เอาไว้ ถึงวันนั้น เมื่อวิญญาณเราออกจากร่าง เราก็ได้ไปพบพระเจ้าหน้าต่อหน้า ตามพระสัญญา แต่ว่าบนโลกนี้ ท่านเก็บเกี่ยวแน่นอน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทุกข์อะไรก็แล้วแต่ ถ้าท่านไม่ทำตามระบบที่พระเจ้าวางไว้ นี่คือผลที่มันจะเกิดขึ้น เฉพาะบนโลกนี้เท่านั้น
โคโลสี 2:3 “ซึ่งคลังสติปัญญาและความรู้ทั้งมวลซ่อนอยู่ในพระองค์”
ก็คือซ่อนอยู่ในพระคริสต์
โคโลสี 2:4 “ข้าพเจ้าบอกอย่างนี้ เพื่อไม่ให้ใครมาล่อลวงท่าน ด้วยถ้อยคำที่ฟังน่าเชื่อถือ”
การล่อลวงผู้เชื่อ ด้วยถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ เหมือนกับในยุคของอาจารย์เปาโล ก็จะมีคนมาสอนว่าควรจะปฏิบัติแบบนี้ ควรจะทำแบบนี้ เชื่อพระเจ้าอย่างเดียวไม่พอหรอก แค่เชื่อ ไม่รอดหรอก เธอต้องมาทำโน่นทำนี่ทำนั่น เยอะแยะมากมาย อาจารย์เปาโลบอกอย่าไปเชื่อคำหว่านล้อมทุกอย่าง ที่เขาส่งมา ซึ่งมันไม่ตรงตามความเป็นจริง ตามถ้อยคำของพระเจ้า
ถ้าพูดอย่างนี้ แปลว่าคริสเตียนไม่ต้องทำความดีใช่ไหม? พี่น้องอาจจะสงสัย สอนอยู่อย่างนี้ ให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้เชื่อว่าพระเจ้าได้ทำสำเร็จแล้ว อย่างนี้ ผู้เชื่อก็ไม่ต้องทำดีใช่ไหม? มันไม่มีทางอยู่แล้ว ที่เราผู้ซึ่งได้กลับใจใหม่ ผู้ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงสถิตอยู่ในเรา เราจะไม่ทำความดี มันทำอยู่แล้ว แต่ว่าการทำดีตรงนี้ มันส่งผลมาจากข้างในวิญญาณเรา ที่มันดีแล้ว และจะส่งผลแห่งความดีออกมา ให้ผู้คนรอบข้างได้สามารถสัมผัสจับต้องได้ เหมือนกับที่พระเจ้าบอก ต้นไม้ดี จะได้ผลดี ต้นไม้เลว ก็จะได้ผลเลว ต้นไม้ดีจะเกิดเป็นผลเลวไม่ได้
นี่คือสิ่งที่พระเยซูบอก ถ้าพื้นฐานข้างในเราดี คือวิญญาณเราดีแล้ว วิญญาณเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว สะอาด บริสุทธิ์แล้ว ผลดี มันจะออกมาในเวลาที่เหมาะสม มันต้องออกมาแน่ๆ เพียงแต่ว่าจะออกช้าออกเร็วไม่เป็นไร ออกช้าออกเร็ว หรือบางทีออกแบบนิดเดียว นิดเดียว พระเจ้าก็โอเคกับเรานะ เพราะว่าพระองค์เอง เป็นผู้กระทำการงาน ในวิญญาณของเรา มันไม่ใช่ความสามารถอะไรของเราเลย แต่ผู้เชื่อก็จะพลาดตรงท่าทีที่ว่าเราพยายามทำความดี เพื่อเราจะได้รับความรอด จากพระเจ้า อันนั้นต่างกันแล้วนะ ความรอดเราได้แล้ว
แล้วส่งผล คือเราทำดีตามธรรมชาติใหม่ของเรา กับเราพยายามทำดี เพื่อว่าเราจะได้ความรอด หรือเผื่อเราจะได้เกาะไปสวรรค์กับเขาบ้าง อันนั้นไม่ใช่แล้วล่ะ ถ้าความคิดตรงนี้ถูกส่งมา พี่น้องต้องเปลี่ยนความคิด ให้รับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ เราได้รับความรอดแล้ว พระเยซูทำให้เราเรียบร้อยแล้ว เราอยู่ที่สวรรคสถานกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณ และต่อจากนั้น ก็ให้ผลของความดีงามที่พระองค์บอกให้เราแล้ว คือเกิดมาเป็นความดีงาม เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม เกิดมาเป็นเหมือนพระเจ้าเลย ให้ผลนี้ได้ถูกส่งออกไป เป็นธรรมชาติ
ต้นมะม่วง ถึงเวลามันก็จะออกลูกมะม่วง ต้นมะม่วงจะไปออกลูกส้มไม่ได้ นึกออกไหม? มันไม่ได้ ถึงฤดูกาลของมัน มันจะออกมาเอง โดยอัตโนมัติ เพราะพระเจ้าที่อยู่ในเราจะเป็นผู้ผลักดัน กระทำให้ผลแห่งความดีงามของพระเจ้า ส่งออกมาผ่านทางชีวิตของพวกเรา ฉะนั้น หลายคนบอกว่าให้เราติดสนิทกับพระเจ้า เมื่อก่อนเราชอบนะ ให้ติดสนิทกับพระเจ้านะ วิธีติดสนิทกับพระเจ้าต้องทำอย่างไร? อาจารย์ก็จะสอน วิธีติดสนิทกับพระเจ้า ก็ต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ อธิษฐานเยอะๆ ไปรับใช้พระเจ้าเยอะๆ ไปประกาศเยอะๆ แล้วพระเจ้าก็จะโปรดปรานเรา พระองค์ก็จะสนิทกับเรา จริงไหม? ไม่จริง การทำดีเยอะๆ เป็นผลของความรอด ที่เราได้รับผ่านทางพระเยซูคริสต์แล้ว
การที่เราอธิษฐาน เป็นผลจากข้างในวิญญาณมันดัน ทำให้เราอยากจะอธิษฐาน จากข้างในวิญญาณ ไม่ใช่อธิษฐาน เพราะคนเขามาบอกเราว่าอธิษฐานเยอะๆ นะ เราจะได้ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่ใช่ เราติดแล้ว สนิทแล้ว ยิ่งกว่าสนิทอีก แนบเป็นกระดาษแผ่นเดียวกันเลย สนิทสนมกับพระเจ้ามาก ฉะนั้น อย่าให้ใครหลอกเรา เพราะว่าตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นเส้นยาแดงผ่าล้านเลย มันนิดเดียวเอง มันบังเรา แล้วพอเราดำเนินชีวิตกับพระเจ้านานๆ เราก็เริ่มว่าเราต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เพื่อว่าพระเจ้าจะได้รักเรา
ถามว่าตอนนี้พระเจ้ารักเราแล้วหรือยัง? รักแล้ว รักมากด้วย รักดังแก้วตาดวงใจ ถามว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยหรือยัง? เป็นแล้ว ไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นลูกพระเจ้า นึกภาพออกไหม? พยายามทำเพื่อพระเจ้าจะยอมรับเรา ไม่ต้อง เพราะพระเจ้ายอมรับเราแล้ว
คิมเป็นลูกของพ่อแม่ คิมต้องพยายามทำอะไรไหม? เพื่อพิสูจน์ว่า …
“หนูเป็นลูกของพ่อของแม่นะ” ไม่ต้อง
ตื่นเช้าขึ้นมา เรารู้อยู่แล้ว ฉันเป็นลูกของพ่อของแม่ ฉันทำอะไรก็ได้ พ่อแม่ก็ยังรักฉันเหมือนเดิม จริงไหม? จริง
เราต้องมีความรู้สึกแบบนี้ นี่คือตัวตนจริงๆ ความจริงในโลกวิญญาณ ให้เรารับรู้ว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจแล้ว เราไม่ต้องพยายามตื่นขึ้นมา หาของทำสักหน่อย เพื่อให้พระเจ้ารักเรามากขึ้น ไม่ต้อง พระเจ้ารักเราจนที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเยอะกว่านี้แล้ว จะไปบีบให้รักมากกว่านี้มันไม่ได้ รักขนาดชดใช้ชีวิตให้กับเรา ฉะนั้น ให้เราอยู่ แล้วมีความสุข
พระเยซูคริสต์บอกว่า … “ถ้าท่านรู้ความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท เป็นอิสระ”
ถ้าท่านไม่รู้ความจริง ท่านก็จะถูกหลอกไปเรื่อยๆ ท่านก็จะเกรงใจพระเจ้ามาก มีลูกบ้านไหนเกรงใจพ่อแม่ ของในตู้เย็นเราเกรงใจมาก เราไม่กล้าหยิบกินเลย มีไหม? ไม่มี แต่ถ้าเราไปบ้านอื่น เราเกรงใจไหม? เกรงใจ บ้านคนอื่น อยู่ดีๆ เราเดินเข้าไปเปิดตู้เย็น เอาของเขามากินเฉยเลย ทำได้ไหม? ทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นบ้านเรา เรารู้อยู่แล้ว ของในตู้เย็นทั้งหมด พ่อแม่เก็บไว้ให้เรา ซื้อมาทิ้งไว้ให้เรา อยากกินอะไร เปิดตู้เย็น แล้วบอก …
“พ่อกินอันนี้นะ”
พ่อบอก “โอเค กินไปเลย”
หรือบางครั้งไม่ได้บอกด้วยซ้ำไป พ่อแม่ก็จะบอก “ลูกเอ๋ย พ่อซื้อโน่นนี่นั่น เก็บไว้ในตู้เย็น ลูกอยากกินอะไร ลูกเปิดกินไปเลย”
ภาพเดียวกัน เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราไม่ต้องเกรงใจพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้ารักเรามาก เราทำชีวิตของเราปกติสุขก่อน ตื่นขึ้นมา ก็รับรู้ว่า …
“ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นลูกของพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นความรักเหมือนพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจ ขอบคุณพระเจ้าที่ตอนนี้พระเจ้าอยู่ในฉัน ติดสนิทในฉัน ฉันไม่ต้องทำอะไร เพื่อให้สนิทกับพระเจ้ามากกว่านี้”
แต่หลังจากนี้ พระเจ้าจะใช้ใคร อันนี้มันจะต่างกันแล้วนะ ถ้าพระเจ้าต้องการที่จะใช้ใครก็ได้พี่น้อง ที่จะทำงานให้กับพระองค์ พระเจ้าจะทำงานในใจของเรา ทำให้เราเกิดความปรารถนาอยากจะทำ พออยากทำปุ๊บ มันออกมาจากใจ อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าท่านทำอะไร ไม่ได้ออกมาจากใจ ท่านก็ทำบาป ตกใจไหม? อะไรก็ตามที่ท่านทำ โดยไม่ได้ออกมาจากใจ ท่านก็ทำบาป ถ้าออกมาจากใจ ก็คือทำตามพระเจ้า แต่ถ้าไม่ได้ออกมาจากใจ ก็คือทำตามเนื้อหนัง ทำตามโลกนี้ส่งมา ทำตามที่โลกนี้บอกเธอควรจะทำแบบนี้นะ เราก็ควรจะทำใช่ไหม? โอเคทำไป อันนั้น อาจารย์เปาโลบอก คือความบาป
ฉะนั้น คริสเตียนเราผู้เชื่อ เราไม่ต้องกลัวว่าเราไม่เห็นทำอะไรให้พระเจ้าเลย ไม่เห็นทำอะไรให้โบสถ์เลย อยู่เฉยๆ มีพี่น้องบางคน อัศจรรย์กว่านั้น ก็คืออย่างวันคริสต์มาส ก็มีพี่น้องเขามาถวายโน่นนี่นั่น ใช่ไหม? บางคนก็มาถวายทรัพย์ อย่างวันนี้เรามีถวายทรัพย์ 2 รอบ เพื่อเปิดโอกาสให้กับพี่น้องที่ยังไม่ได้ถวาย แต่อยากถวาย ก็ให้ถวายมา บางคนมีกำลังพอ เขาก็ถวายเป็นเงินก้อน เท่าที่จะถวายได้ บางทีเด็กๆ อยากจะถวาย แต่มีเงิน 1 บาท 2 บาท 5 บาท เขาก็สามารถมีส่วนร่วมในการถวายให้กับพระเจ้า เฉลิมฉลอง นี่คือครอบครัว พอเราเป็นครอบครัวปุ๊บ พี่น้องไม่ต้องคิดเยอะ บางคนบอกเราไม่ได้เอาอะไรมา เรามากินอย่างเดียว เราไม่สบายใจ พี่น้องอย่าคิดอย่างนั้น ถ้ามีแต่ของ แล้วไม่มีคนกิน มันจะออกมาเป็นงานเลี้ยงไหม? ไม่มีนะ มันออกมาไม่ได้
ฉะนั้น คนที่นำของมากับคนที่มาช่วยกิน สำคัญเท่ากัน ถ้าอาทิตย์หน้ามีของกินเยอะมาก เยอะแบบมหาศาล ทั้งของคาวของหวาน แล้วปราศจากคนมากิน พี่น้องลองนึกภาพนะ งานพัง มันล่ม ของทุกอย่างมันก็จะคาไว้ ไม่มีคนมากิน ฉะนั้น เราต้องเข้าใจถึงความจริง แล้วพี่น้องอย่ารู้สึกมีคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
“ไม่สบายใจ ฉันไม่มีของมา ดังนั้น คริสต์มาส ฉันไม่มาดีกว่า”
เคยมีคนคิดอย่างนี้นะ ดิฉันก็ตกใจ คิดได้อย่างไรว่าไม่เอาของมา ไม่มาคริสต์มาสดีกว่า เพราะว่าเราไม่มีอะไรมา เรามากินอย่างเดียว กินไปเถอะ เพราะว่าคนที่เขาถวาย เขาเต็มใจ ที่เขาเต็มใจ เพราะว่าพระเจ้าอวยพรให้เขามีกำลังพอที่จะถวาย แล้วเขาก็มีความสุข ที่เห็นพี่น้องทุกคนมาร่วมกันเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน เหมือนเราเป็นครอบครัว พอปีหนึ่ง เราก็มาฉลองร่วมกัน ฉะนั้น อย่าให้ระบบของโลกนี้หลอกความคิดของเรา ทำให้เรารู้สึก …
“ฉันไม่ได้ทำอะไร ฉันไม่ควรมา”
อย่าเด็ดขาดนะพี่น้อง พี่น้องมาเถอะนะ คิดถึงมากๆ พอมารวมตัวกันในวันคริสต์มาส เรามีความสุข เราได้เห็นพี่น้องเต็มอกเต็มใจ คนที่เอาของมา เขาก็มีความสุข แล้วเวลาที่เราเอาของมา ขอโทษนะ ถ้าไม่มีคนมากิน เราทุกข์
“สงสัยของฉันไม่อร่อยแน่ๆ เลย เขาไม่มากิน”
นึกออกไหม? เรามีความสุข ก็คือคนที่มากินไม่ได้มาเบียดเบียนใครเลย คือเขาสร้างความสุขให้กับคนที่นำมาถวาย พี่น้องต้องคิดแบบนี้ แล้วเราก็มาเฉลิมฉลอง ยิ้มแย้ม แจ่มใส ขอบคุณพระเจ้า สุขสันต์วันคริสต์มาส ว่ากันไป มากอดกัน สำแดงความรักด้วยกัน นี่คือภาพของครอบครัวในพระเยซูคริสต์ ซึ่งผู้ที่ให้กับผู้ที่รับ ทุกคนได้รับพระพรร่วมกัน เท่ากัน มีความสำคัญเท่ากัน พระเจ้าทรงพอใจที่เห็นเราร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วก็รับรู้ว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราเป็นอวัยวะของพระเยซูคริสต์ โดยมีพระเยซูเป็นศีรษะ บางคนเป็นตับ ไต ไส้ พุง มองไม่เห็นเลย แต่ก็มีส่วนสำคัญในร่างกายนี้เช่นเดียวกัน พระเจ้าอวยพรค่ะ
***************************
จากใจคณะศิษยาภิบาล
สันติสุขของคริสเตียน ในช่วงเผชิญปัญหาหนัก มาจากไหน?
สันติสุขของคริสเตียนในช่วงเผชิญกับปัญหาหนักบนโลก มาจากการรับรู้ความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับพระคริสต์ และการรับรู้ถึงพระคุณความรักของพระเจ้า
พระคัมภีร์บอกเราว่าเรามีสันติสุขในพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงอาศัยอยู่ภายในเรา อยู่กับเราเสมอตลอดเวลา และไม่มีสิ่งใดสามารถแยกเราจากความรักของพระองค์ได้
โรม 8:38-39 … “38 เพราะผมมั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นความตายหรือชีวิต ทูตสวรรค์หรือเทพเจ้า สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พวกวิญญาณที่มีฤทธิ์อำนาจ 39 สิ่งที่อยู่เหนือเรา หรือสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรา หรืออะไรก็ตามที่ถูกสร้างขึ้นมา พวกมันก็ไม่มีทางแยกเราออกจากความรักของพระเจ้า ที่เราเห็นในพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา”
เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดมาแยกเราออกจากพระเจ้าได้เลย
ความรอดของเราเป็นของขวัญจากพระเจ้า และเป็นสิ่งที่มั่นคง และแน่นอนในพระคริสต์
พระเยซูยังสัญญาว่าพระองค์จะไม่ละทิ้งเรา และจะอยู่กับเราจนถึงวันสิ้นโลก
มัทธิว 28:20 พระเยซูตรัสกับผู้เชื่อแต่ละคนว่า … “จงมองให้เห็นเถิด เราอยู่กับท่าน ในท่าน ตลอดเวลาเสมอไปจนกว่าจะสิ้นโลก”
เมื่อเราได้รับรู้ความจริงที่ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า และมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ เราสามารถเผชิญกับปัญหาด้วยความมั่นใจและความสงบสุขได้
เราสามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ในพระคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังเรา
ฟิลิปปี 4:13 … “ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าดีหรือร้าย โดยฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า”
และพระเจ้าจะทรงจัดหาทุกสิ่งที่เราจำเป็น จากความยิ่งใหญ่เกรียงไกร แห่งพระสิริอันรุ่งโรจน์บริบูรณ์ของพระองค์ ในพระคริสต์
ฟิลิปปี 4:19 … “และพระเจ้าของข้าพเจ้า จะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่พวกท่าน จากพระสิริอันรุ่งโรจน์ บริบูรณ์ของพระองค์ในพระเยซูคริสต์”
ดังนั้น สันติสุขของคริสเตียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และมั่นคงกับพระเจ้า และการพึ่งพาพระคุณของพระองค์ในทุกสถานการณ์ และขึ้นอยู่กับเรา ที่จะรับรู้ความจริงเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด พระเจ้าอวยพรครับ