วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1547

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  พฤศจิกายน  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 7

โดย วราพร  คงล้วน

            เรายังอยู่ในหนังสือโคโลสี บทที่ 1 รอบที่แล้วเราจบลงในข้อที่ 19 ที่บอกว่า …

        โคโลสี 1:19 “เพราะว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ในพระบุตร”

            เราจบตรงนี้ เป็นความพึงพอใจของพระเจ้าพระบิดาที่จะให้ความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ในพระบุตร คือในพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทรงถวายตัวพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ และทำให้แผนการที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรงวางไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น ที่มนุษย์ล้มลงในความบาปได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

            เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอกว่าพระเจ้าพระบิดา จึงได้ยกพระเยซูคริสต์ขึ้นสูงสุด อยู่เหนือนามทั้งปวง แล้วพระเจ้าก็พอใจที่จะให้ความสมบูรณ์ทั้งหมด อยู่ในพระเยซูคริสต์ และ ณ เวลานี้  เราผู้เชื่ออยู่ในพระองค์ เอเมนไหม?  เรากับพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา  แปลว่าความสมบูรณ์ บริบูรณ์ทั้งสิ้น ทั้งมวลอยู่ในเราผู้เชื่อด้วย  พอมาข้อที่ 20 บอกว่า …

        โคโลสี 1:20 “และให้ทุกสิ่งทั้งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์    กลับคืนดีกับพระองค์ผ่านทางพระบุตร สันติภาพนี้มีขึ้นโดยพระโลหิต”

            ทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ได้กลับคืนดีกัน เป็นภาพที่อาจารย์เปาโลเขียนให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้  พระเจ้าได้วางแผนการไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ได้ชำระล้างความผิด ความบาปของพวกเราทั้งหลาย ทำให้มนุษยชาติทุกคนสามารถ คืนดีกับพระเจ้าได้

            เรากับพระเจ้าเป็นศัตรูกัน ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป  วันแรกที่อาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า เรากับพระเจ้าอยู่กันคนละพวก เรากับพระเจ้าเป็นศัตรูกันโดยปริยาย  โดยที่ไม่ต้องทำอะไร มนุษย์ทุกคนเกิดมา ก็เป็นศัตรูกับพระเจ้าเลย อยู่ในความบาปเลย ฉะนั้น ด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และการหลั่งพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ทำให้เราทุกคนมนุษยชาติบนโลกใบนี้ สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ คืนดีด้วยวิธีไหน? วิธีเดียวเท่านั้น  ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เปิดใจยอมรับสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อพวกเราบนไม้กางเขน แค่นั้นเอง เราก็ได้รับการคืนดีจากพระเจ้า

            ในนี้บอกว่า “สันติภาพนี้ มีขึ้นมาโดยพระโลหิต” ในพระคัมภีร์บอกว่าถ้าไม่มีการหลั่งเลือด ก็ไม่มีการอภัยบาป หมายความว่าชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต  พระเจ้าบอกอย่างนั้น

            วันแรกที่พระเจ้าบอกกับอาดัมว่า “ถ้าเจ้าขืนกินผลไม้ต้นนี้  เจ้าจะตาย”

            คำว่า “ตาย” ก็คือไม่มีชีวิต ตายทั้งฝ่ายวิญญาณ คือตายจากพระเจ้า และตายทั้งร่างกายด้วย  ร่างกายค่อยๆ เสื่อมโทรมไป

            มนุษย์ทุกวันนี้ ร่างกายของเราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย  ไม่ว่าเราจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้าก็ตาม เราก็อยู่ภายใต้กฎนี้อยู่ หมายความว่าร่างกายของเราจะเสื่อมโทรมไปเรื่อยๆ เมื่ออายุเรามากขึ้น เซลต่างๆ ที่ถูกใช้มาตั้งแต่เด็กจนโต มันก็ค่อยๆ เสื่อมโทรมลง โรคภัยไข้เจ็บมันก็วิ่งมาถามหาเรา เป็นเรื่องปกติ มันไม่เกี่ยวกับคำสาปแช่งใดๆ หรือไม่เกี่ยวกับว่า …

            “เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เรายังป่วยอยู่ แปลว่าเราต้องทำผิดอะไรกับพระเจ้าแน่ๆ เลย หรือเราต้องทำอะไรที่พระเจ้าไม่พอใจแน่ๆ เลย พระเจ้าเลยเฟี้ยงความเจ็บป่วยเข้ามาในร่างกายของเรา”

            มันไม่เป็นความจริง อย่าให้โลกนี้หลอกเรา ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเจ้าทรงรักเรา รักมาก รักดังแก้วตาดวงใจ รักมากกว่าสิ่งสารพัดทั้งหมด  รักจนกระทั่งสามารถประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเรา บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย ฉะนั้น ความรักตรงนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง และไม่มีสูญสลาย ความรักตรงนี้แหละ สามารถเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าความเจ็บป่วยบนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าแน่นอน แต่เกิดจากผลของความบาป  ที่บรรพบุรุษของเราได้ทำไว้ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วขณะที่ร่างกายของเรายังอยู่บนโลกใบนี้ เราก็ยังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย แม้ว่าเราจะเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว ที่พระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเชื่อวางใจในพระเจ้า เราได้รับวิญญาณใหม่ที่สะอาดบริสุทธิ์หมดจด ไม่มีบาปเลย เป็นเหมือนพระเจ้า เรามีความคิดจิตใจใหม่ เหมือนพระเจ้า ก็คือเป็นความคิดที่ดี คิดบาปไม่เป็น คิดชั่วไม่เป็น พระเจ้าให้กับเราแล้ว

            แต่ขณะเดียวกัน ร่างกายเรายังเป็นร่างกายเดิม ที่พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระเราให้สะอาดหมดจด แยกเราออกมาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า  ให้เราสามารถที่จะเป็นวิหารของพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค คือพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์  นี่คือส่วนที่พระเจ้าทำแล้ว  แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายเรายังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย ยังต้องเผชิญกับความตายอยู่ดี ยังไงร่างกายเราก็ต้องตาย ต่อให้เราแข็งแรงตลอดชีวิต วันหนึ่งเราก็ต้องตาย นี่คือกฎที่พระเจ้าตั้งขึ้นมาเรียบร้อยไปแล้ว

            พระเจ้าทรงอยู่เหนือกฎทั้งวิญญาณและกฎบนโลกใบนี้ด้วย ฉะนั้น ในตรงนี้ อาจารย์เปาโลบอกสันติภาพนี้ มีขื้นมาโดยพระโลหิต เรามีสันติภาพกับพระเจ้า คือเราคืนดีกับพระเจ้าได้  ผ่านทางโลหิตของพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการทำดี หรือการประพฤติดีของเราแม้แต่นิดเดียว  ไม่เกี่ยวกันเลย แต่โดยความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเท่านั้น ทำให้เราสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ ในข้อที่ 21 บอกว่า …

        โคโลสี 1:21 “ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยแยกขาดจากพระเจ้า  และเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในใจ  เพราะพฤติการณ์ชั่วของท่าน”

            เห็นไหม? เป็นคำเดียวกันกับที่ตะกี้นี้อธิบายไปแล้ว ก็คือ “ครั้งหนึ่ง” อาจารย์เปาโลพูดกับคนที่ปัจจุบันได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้วว่า “ครั้งหนึ่ง” หมายความว่าในอดีต ท่านเคยถูกแยกขาดจากพระเจ้า ท่านอยู่ในบาป อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่คนละพวกกับพระเจ้า  เป็นศัตรูกับพระเจ้า  หมายความว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนี้ เป็นศัตรูในใจ ด้วยพฤติกรรมชั่ว จริงๆ  ด้วย DNA ชั่วของมนุษย์นั่นแหละ  มนุษย์เกิดมาปุ๊บ เป็นคนบาปเลย  ยังไม่ทันทำอะไร ทารกเล็กๆ คนหนึ่ง ยังไม่ทันได้ทำดี หรือทำชั่วเลย วิญญาณเขาอยู่ในบาปเรียบร้อยไปแล้ว

            ฉะนั้น ตรงนี้อาจารย์เปาโลกำลังเปิดให้เห็นถึงความจริงในโลกวิญญาณว่าเราเป็นอยู่อย่างนั้นจริงๆ มนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอถึงข้อที่ 22 บอกว่า …

        โคโลสี 1:22  “แต่บัดนี้   ทรงให้ท่านคืนดีกับพระองค์  โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เพื่อถวายท่านให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาต่อหน้าพระองค์”

            บัดนี้ คือ ณ เวลานี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์  เพื่อมนุษยชาติบนไม้กางเขน ทันที พระเจ้าได้ทำให้มนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ได้คืนดีกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว หมายความว่าสิ่งนี้ได้ทำสำเร็จแล้ว อยู่ตรงที่ว่ามนุษย์คนไหนได้รับรู้เรื่องนี้ไหม? แล้วรับรู้เสร็จยอมรับไหม? ยอมรับเอาความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ไหม?  ถ้าเราแค่รับรู้ว่า …

            “โอเค พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มาตาย เพื่อฉันบนไม้กางเขน แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก พระองค์เจ้าข้า ลูกยังสามารถทำดีด้วยตัวของลูกเองอยู่ ลูกไม่อยากพึ่งพระเจ้า ขอพึ่งตัวเองก่อน”

            เราก็จะไม่ได้รับของขวัญชิ้นนี้  เหมือนครั้งหนึ่ง พวกเราทุกคนเคยได้ยินเรื่องของพระเจ้า  แล้วไม่ใช่ทุกคน พอได้ยินปุ๊บ เปิดใจเชื่อเลย มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ตอนแรกที่เราได้ยินพระนามของพระเยซูคริสต์ อันแรกที่มันเกิดขึ้นในใจ คือเราต่อต้านทันทีเลย

            “มาพูดอะไร ชื่อพระเยซูคริสต์ เราไม่ชอบ อย่าพูด”

            ถ้าคนที่มาพูดกับเรา เราเกรงใจเขา  เราก็ต่อต้านจากข้างใน แล้วก็เฉยๆ เมื่อไรจะเลิกพูดสักที  นึกออกไหม? ข้างในวิญญาณเราจะนึกอย่างนี้ เมื่อไรจะเลิกสักทีเรื่องของพระเยซู แต่ถ้าคนที่เราไม่เกรงใจ ใครก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ฉันไม่ชอบ ฉันก็ชักสีหน้าเลย อย่ามาพูดต่อ ฉันไม่เอา ฉันไม่ชอบ อะไรอย่างนี้

            เพราะว่าข้างในวิญญาณของมนุษย์ทุกคน เป็นศัตรูกับพระเจ้าอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า  ได้ยินแล้ว ได้ยินอีก  อย่างดิฉันได้ยินตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ แล้วได้ยินอีก ได้ยินเวลาคริสต์มาส เขาก็ชวนกันไปโบสถ์ เราก็ไปนะ แต่ถ้าถามว่าอยากเชื่อพระเยซูคริสต์ไหม? ไม่เอา  เราแค่อยากมาสนุก แค่อยากมากินของฟรี คริสต์มาส กินของฟรีเนอะ  เราอยากแค่นี้ ชวนเพื่อนกันมา กินเสร็จ เราก็ชิ่งหายไปเลย กลับบ้าน มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงให้ข่าวดีของพระองค์ ถูกส่งมาจากคนโน้นคนนี้บ้าง เบี้ยใบ้รายทาง เป็นเวลา 10 ปี จนวันหนึ่ง ข่าวดีนี้ ที่เราได้ยิน ได้ฟัง เราไม่ได้ใส่ใจ ไม่อยากรู้เรื่องอะไรมากมาย ไม่ได้อยากรับไว้ แต่มันถูกหยอดลงไปในวิญญาณของเรา  มันเกิดเพาะออกมาเป็นต้น ทำให้เรารู้สึกว่าวันหนึ่งเราอยากเชื่อพระเยซูคริสต์ ถามเหตุผลว่าทำไมอยากเชื่อ  ไม่รู้เหมือนกัน แต่อยากเชื่อนั่นแหละ เป็นอย่างนั้น แล้วเราก็มาโบสถ์ แล้วเราก็เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็บัพติศมาเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ผ่าตัดวิญญาณเราเลย เปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเรา  เปลี่ยนความคิดจิตใจใหม่ให้กับเรา  ทำให้เรามีความสามารถเชื่อ  อย่างที่เราคุยกันว่าของประทานแห่งความเชื่อนี้ พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ วันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  มันเป็นเรื่องแปลก แต่เรื่องจริงมาก เราพูดแค่ไม่กี่คำ อาจารย์พาเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราก็ยังงงๆ อยู่ แต่เราก็พูดตาม เพราะว่าข้างในบอกอย่างไรฉันก็จะเชื่อวันนี้นั่นแหละ อะไรอย่างนี้  แล้วอาจารย์ก็พาเรารับเชื่อ

            “ลูกเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

            ตอนที่พูด เชื่อไหม? ไม่เชื่อหรอก จริงๆ แต่พูดตาม เพราะว่าขอลองสักตั้ง อะไรแบบนี้

            “ลูกเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนลูกบนไม้กางเขน ลูกเชื่อว่าพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระล้างบาปของลูก ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต  ลูกเชื่อว่าพระองค์จะให้ลูกได้รับชีวิตใหม่ ไม่ต้องตกนรก  ลูกเชื่ออย่างนั่นแหละ” แล้วเราก็พูดตาม

            แต่ว่าสิ่งที่เราพูด มันเป็นการสำแดงความเชื่อของเรา ความตั้งใจของเรา เป็นเจตนารมย์ของเราว่า …

            “ลองสักตั้งหนึ่งกับพระเจ้า”

            สิ่งที่เราทำเล็กนิดเดียว แต่มันยิ่งใหญ่มาก สำหรับอาณาจักรของพระเจ้า  ทันทีที่เราเปิดใจ อย่างที่ในพระธรรมโรมบอกว่าถ้าท่านเชื่อด้วยใจ รับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนท่านบนไม้กางเขน ท่านจะรอด

            รอด ก็คือรอดพ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษ หลังความตาย นี่คือสิ่งที่ถ้อยคำของพระองค์บอกไว้ แล้วทันทีที่เราทำ ขบวนการ ก็คือเราเปิดใจยอมรับพระเยซูคริสต์เข้ามาปุ๊บ เราได้ทันทีเลย ความรอดจากการถูกพิพากษา ลงโทษ  เราไม่รู้สึกตัว เราสัมผัสไม่ได้ แต่วิญญาณข้างใน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะยืนยันในใจของเรา แล้วจากวันนั้น วันที่เราอธิษฐานกับอาจารย์ ใครก็ได้พาท่านอธิษฐาน จากวันนั้น ความรู้สึกเราเปลี่ยนไป ความรักในพระเยซูคริสต์มันเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ เพราะพระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราได้รับวิญญาณใหม่ มันจะมีของขวัญมาทั้งกล่องเลย ก็คือของประทานแห่งความรักมาด้วย ของประทานแห่งความเชื่อมาด้วย ของประทานที่จะรับรู้ความจริงของพระเจ้ามันชักแถวมาพี่น้องนึกออกไหม? ทำให้เราปิ๊งตลอดเวลา ฟังถ้อยคำของพระเจ้าตรงนี้ ก็ โอ้! เป็นอย่างนี้  ฟังตรงนั้น โห! มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเกิดความเข้าใจขึ้นมาจากในวิญญาณของเรา แล้วค่อยๆ รับรู้ไปเรื่อยๆ  บางอย่าง อ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก  ถ้าใครบอกว่าอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มเข้าใจหมด โกหกนะ มันไม่เข้าใจหรอก  ไม่สามารถเลย เราก็อ่าน อ่านแล้ว ตรงไหน ช่วงไหนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์อยากจะให้เราเข้าใจ  เราก็เกิดจากของประทานแห่งความรู้ความเข้าใจ  มันอ๋อ! ขึ้นมา โดยอัตโนมัติ

            นี่คือขบวนการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานอยู่ในพวกเราผู้เชื่อ ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกคนเหล่านี้ ที่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ว่าบัดนี้ พระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้ถวายเราให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ณ เวลานี้ ผู้เชื่อทั้งหลาย  พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว เราได้ถูกถวาย ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาต่อหน้าพระองค์

            คำว่า “พ้นจากข้อกล่าวหา” ก็คือเหมือนเราไปขึ้นศาล  แล้วสืบพยานทั้งหลายแหล่มาจนเสร็จ ศาลเอาค้อนทุบ บอกว่า …

            “โอเค คนนี้พ้นจากข้อกล่าวหา”

            แปลว่าไม่มีความผิด  ไม่ว่าใครจะมาฟ้องอะไรทั้งหลายแหล่ ศาลตัดสินแล้วว่าคนนี้ไม่มีความผิด  พระเจ้าบอกเราอย่างนั้น เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ตัดสินเราว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม เราสะอาด เราบริสุทธิ์ เราไม่มีความผิดเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่รอจนเราตายนะ  ตั้งแต่ปัจจุบันเลย ตั้งแต่วันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว พอข้อที่ 23 บอกว่า …

        โคโลสี 1:23 “ทั้งนี้ท่านเองต้องดำเนินต่อไปในความเชื่อของท่าน ตั้งมั่นและหนักแน่นมั่นคง ไม่คลอนแคลนจากความหวัง ซึ่งมีอยู่ในข่าวประเสริฐ นี่คือข่าวประเสริฐที่ท่านได้ยินและได้ประกาศแก่ทุกชีวิตใต้ฟ้าสวรรค์ และข้าพเจ้าเปาโลเป็นผู้รับใช้ของข่าวประเสริฐนี้”

            ตรงนี้เวลาเราอ่านแรกๆ เราอาจจะคิดว่าเราต้องทำ ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่อของเรานะ ถ้าเราไม่ดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่อ เราจะหลงทาง เราอาจจะถูกตัดขาดจากพระเจ้า เราอาจจะไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า มันไม่เกี่ยวกัน  เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้าปุ๊บ  เราได้เป็นลูกของพระองค์แล้ว เป็นแล้วเป็นเลย  เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่มีมนุษย์หน้าไหน? หรือผีมารซาตาน เทพผู้ครองศักดิ์เทพอะไร ที่จะเอาเราออกจากพระหัตถ์ของพระเยซูคริสต์ได้ ทำไม่ได้

            ตรงนี้ข้อที่ 23  อาจารย์เปาโลพูดถึงใคร? สมมติว่าเราอยู่ในโบสถ์ บางอาทิตย์ก็จะมีพี่น้องพาเพื่อนมาในคริสตจักร แล้วเพื่อนก็ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ช่วยให้รอด ก็มานั่งฟัง ข่าวดีของพระเจ้า  ตอนที่ดิฉันเชื่อพระเจ้า ดิฉันไม่ได้มาโบสถ์ แล้วเชื่อทันที ก็คือฟังเรื่องราวของพระเจ้ามาเป็นสิบๆ ปี แล้วก็เกิดอาการว่าอยากเชื่อพระเจ้า  แต่วันที่มาโบสถ์ ก็ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์นะ กล้าๆ กลัวๆ ดีไม่ดี มาแช่อิ่มอยู่ในโบสถ์ 4 อาทิตย์ แช่อิ่มแบบฟัง อยากเชื่อ ไม่อยากเชื่อ  มันตีกัน จนถึงอาทิตย์ที่ 4 ไม่ไหวแล้ว  ไม่เชื่อไม่ได้ ก็เลยให้พี่สาวพาออกมา  ตอนนั้นอยู่ใจสมาน ซอย 6 เขาจะมีเรียกรับเชื่อทุกอาทิตย์ พอเขาเรียกรับเชื่อปุ๊บ ใจอยากออก  แต่มือจับเก้าอี้ไว้แน่นเลย เพราะเก้าอี้ที่ใจสมานมันเป็นเก้าอี้ไม้ แล้วมันมีพนักหลัง แล้วเรานั่งอยู่ มันก็มีพนักให้เราจับ จับแน่นเลย ออกไม่ออกๆ สู้กัน 1 เดือน  พออาทิตย์ที่ 4 ไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ออกไป เราตายแน่ๆ เลย คือมันไม่ไหว ก็เลยออกไปเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงเมตตามากๆ ไม่ถือสาในความดื้อของเรา ไม่ถือสาที่เราอะไรก็ไม่รู้ ตั้งแต่ได้ยินเรื่องของพระเจ้า เราก็งอแงมาตลอด แต่พระเจ้าไม่เคยถือสา พระองค์ทรงประกาศข่าวดีของพระเจ้าผ่านคนโน้นคนนี้  คนนั้นบ้าง จนวันที่เราออกไปต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้รับการปลดปล่อยจริงๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ ดิฉันเชื่อพระเจ้ามาเกือบ 40 ปี เห็นพระคุณของพระเจ้ามากมาย

            คำว่า “เห็นพระคุณของพระเจ้า” ไม่ได้หมายความว่าชีวิตอยู่สุขสบาย ตั้งแต่วันที่เชื่อพระเจ้าจนถึงวันนี้ ไม่ใช่ ผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการอดอยาก หิวโหย ผ่านอะไรเยอะแยะมากมาย ทุกรูปแบบผ่านมาหมดแล้ว เกือบ 40 ปี

            แต่ว่าสิ่งสารพัดเหล่านี้ ที่เราผ่านมา พอผ่านปุ๊บ เราเห็นพระคุณของพระเจ้า  เราเห็นมือใหญ่ๆ ของพระเจ้า  ที่อยู่ในเรา  อยู่กับเรา  พยุงเรา คอยช่วยเหลือเรา แม้หลายครั้งความเป็นมนุษย์ เรารู้สึกแย่แล้วๆ พระเจ้า ตายแน่ๆ เลย อดตายแน่ๆ เลย แต่จนทุกวันนี้ ก็อ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่ อยากจะเอาออกบ้าง แต่มันออกไม่ได้ พระเจ้าทรงดูแลเรา  พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์ไม่ทิ้งเรา  ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหน?  พระองค์ก็ทรงสถิตอยู่ในเรา ไม่ทิ้งเรา ฉะนั้น ตอนนี้ที่เราเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ พอเราผ่านความทุกข์ เราทำอย่างไร? บางวันนะ ไม่ได้กินข้าว  3 มื้อ ไม่มีอาหารจะกิน ไม่ได้เกี่ยวกับเราจะอดอาหารอธิษฐานกับพระเจ้า บางวันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วทำอย่างไร? ก็ไม่เป็นไร ดื่มน้ำก็ได้ ดีเหมือนกัน เหมือนเขาทำ AF IF อะไรอดสักวันหนึ่ง อดสองวัน อะไรก็แล้วแต่ เพื่อสังขยานาร่างกายของเรา ที่มันตกค้างอยู่ออกไป มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งให้เราอยู่ลำพัง เรายังเห็นพระเจ้าตลอดเวลา ตอนที่ดิฉันมารับใช้พระเจ้า  ดิฉันบอกพระเจ้าว่า …

            “ถ้าพระองค์ทรงเรียก ลูกเชื่อว่าพระองค์จะดูแลชีวิตของลูก แต่ถ้าวันไหนที่ลูกจะต้องอดตาย ก็ไม่เป็นไร ให้ตายไปเลย ถือว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า”

            แต่พระองค์ก็ไม่เคยให้ดิฉันอดตายสักทีหนึ่ง มีอดบ้าง มีกินหรูบ้าง เหมือนอาจารย์เปาโลบอก …

            “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญกับความอิ่มหน่ำสำราญ สามารถเผชิญกับความอดอยาก ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังเรา”

            บางวันไม่มีกิน บางวันกินหรูหรา กินหรู อยู่แพง คือมันผ่านมาหมดพี่น้อง  เราจึงเห็นพระคุณของพระเจ้า แล้วสามารถให้พี่น้องมั่นใจในพระเจ้าของเราได้ เราแค่คิดอย่างเดียวว่าอย่างมาก ก็แค่ตาย  แค่นั้นเอง จบ  ถ้าเราคิดได้ขนาดนี้ ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก็ไม่สามารถสั่นคลอนเราได้เลย ไม่สามารถที่จะทำให้เราหลุดจากความรักของพระเจ้าได้เลย

            ในข้อที่ 23 จริงๆ แล้ว ตรงที่อาจารย์เปาโลพูดถึง เหมือนในโบสถ์ที่ตะกี้ที่บอก มีคนเชื่อ มีคนไม่เชื่อ  คนที่กำลังจะเชื่อ มีหลายคนมานั่งจุมปุ๊กเหมือนดิฉัน มาจุมปุ๊กอยู่ที่โบสถ์เป็นเดือน บางคนมานั่งเป็นปีเลยนะ ก็ยังไม่เชื่อพระเจ้า แต่ว่าเรื่องราวของพระเจ้า ข่าวประเสริฐ เป็นสิ่งที่ดี  เราจะไม่ยัดเยียดข่าวประเสริฐให้ใครทั้งนั้น ให้คนๆ นั้น ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องราวของพระเจ้า จนวันหนึ่ง เมื่อใจของเขาเปิดและเขายินยอมด้วยตัวของเขาเอง แล้วเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาเรียกว่าเป็นผลไม้ที่สุกงอม พอดีกิน กินอร่อยด้วย  แต่ถ้าเราไปบีบคั้น บังคับ พยายามเคี่ยวเข็ญ ยัดเยียดข่าวดีให้กับคนโน้นคนนี้ เขาอาจจะรำคาญเรา นึกออกไหม? …

            “เชื่อๆ สักหน่อยเถอะ จะได้เลิกมาตื้อเราสักทีหนึ่ง”

            ก็เป็นผลไม้ที่มันยังไม่สุกงอม แล้วมันอาจจะถูกบีบไปบีบมา  พี่น้องตอนเด็กๆ เคยเป็นไหม? เวลาคุณพ่อคุณแม่ซื้อผลไม้อย่างหนึ่งมา มันยังไม่สุก แต่เราอยากกิน เราทำอะไร? เราไปแอบบีบทุกวัน ไม่ใช่ทุกวันด้วยนะ แอบบีบ วิ่งๆ ไปเล่นปุ๊บ วิ่งกลับมาบีบ นิ่มยัง วิ่งๆ ออกไป นิ่มยัง พอมันนิ่ม คือมันเสียไปแล้ว มันเน่า เพราะว่ามันถูกเราบีบจนมันตาย มันเน่า มันกินไม่ได้

            ฉะนั้น ผลไม้ที่สุขงอม มันจะเป็นผลไม้ที่อร่อย แล้วก็อยู่ในฤดูกาลของมัน เช่นเดียวกัน ชีวิตของพวกเราทุกๆ คน ถ้าถึงเวลาที่สุกงอม ถึงเวลาที่มันเปิดใจเต็มที่ ที่จะเชื่อวางใจในพระเจ้า เราต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ ไม่ต้องมีใครมาเคี่ยวเข็ญอะไรเรา เราจะเกิดความปรารถนา อยากจะรู้เรื่องของพระเจ้าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ พี่น้องเป็นไหม?  มันอยากขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ในวิญญาณของเรา อยากรู้เรื่องพระเจ้า อยากรู้ว่าพระเยซูคริสต์ทำอะไร นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ

            ฉะนั้น อาจารย์เปาโลหนุนใจว่าคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว อย่างพวกเรา บางคนก็เชื่อมา 10 ปี 20 ปี 30 ปี บางคนก็เพิ่งเชื่อ บางคนก็เชื่อมา 2 ปี 3 ปี อาจารย์เปาโลก็หนุนใจว่าให้เชื่อต่อไป ในความหวังนี้

            ความหวังนี้ที่พระเจ้าให้กับพวกเรา คือความหวังในโลกหน้า  เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้า  เราหวังอยู่แค่ 2 อย่างเอง อย่างอื่นเราไม่ต้องหวังแล้ว อย่างอื่น คือเราได้รับแล้ว  อย่างเช่นชีวิตนิรันดร์ เราได้รับแล้ว การอยู่ในพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เราได้รับแล้ว  เราได้รับวิญญาณใหม่ ก็ได้แล้ว ความคิดจิตใจใหม่ ก็ได้แล้ว  ได้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราได้หมดแล้วนะ เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์กับพระเยซูคริสต์ในพระเจ้า ได้หมด แต่สิ่งที่เราไม่ได้มี 2 อย่าง คือร่างกายใหม่กับสถานที่ใหม่ ที่พระเจ้าบอกว่าวันหนึ่งที่โลกนี้สิ้นสลายไป พระเจ้าได้เตรียมที่ใหม่ ที่สวยงามมากให้กับพวกเราผู้เชื่อทุกๆ คน ฉะนั้น ผู้เชื่อทุกคนมีความหวังใจตรงนี้ เป็นความหวังเดียวที่ทำให้เราสามารถที่จะอดทน บากบั่น ยึดมั่นในพระเจ้า ทุกข์แค่ไหนก็ไม่เป็นไร แค่หายใจเข้า หายใจออกแป๊บเดียว เดี๋ยวเราก็ไปแล้ว โลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา บ้านเราอยู่บนสวรรค์ เราคิดอย่างนี้ เราก็จะสามารถมีสันติสุขในความทุกข์ยาก สามารถได้

            กับคนที่เพิ่งมาเชื่อ อาจารย์เปาโลก็หนุนใจเหมือนกันว่าให้ดำเนินต่อไปในความเชื่อนี้ อย่าสั่นคลอน ให้ยึดไว้ข่าวดีของพระเจ้า ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว

            แล้วสำหรับคนที่มาสังเกตการณ์ ณ เวลานั้น จริงๆ คริสตจักรต่างๆ ในอดีตที่ไม่ว่าจะเป็นเอเฟซัส โคโลสีอะไรต่างๆ ก็จะมีผู้สังเกตการณ์ แล้วผู้สังเกตการณ์ที่มา อาจจะเป็นพวกคนยิวด้วย คนยิวที่แอบๆ มาฟัง  อยากรู้เรื่องพระเยซูคริสต์ แต่ก็ยังกลัวๆ เพราะกลัวว่ามาเชื่อพระเยซูคริสต์จะถูกตัดขาดจากพระวิหารของพระเจ้า คนยิวกลัวมาก เหมือนกับการถูกตัดขาดจากการเป็นประชากรของพระเจ้า  เขาก็กล้าๆ กลัวๆ จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ดีไหม? กลับไปบ้าน ก็ถูกพ่อแม่บอกว่า …

            “กลับไปที่พระวิหาร  ไปถวายเครื่องบูชาดีกว่า” ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้

            แต่อาจารย์เปาโลยังหนุนใจว่าคนกลุ่มนี้ก็อย่าทิ้งนะ ไปๆ มาๆ ก็ได้ ไปวิหารก็ได้ กลับมาฟังถ้อยคำของพระเจ้า ข่าวดีของพระเจ้าซ้ำไปซ้ำมา วันหนึ่ง เขาอาจจะมีโอกาสได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดก็ได้ ตรงนี้ อาจารย์เปาโลพูดถึงคนคลุมไปทั้งหมด ทั้งผู้เชื่อ ผู้ที่กำลังจะเชื่อ หรือผู้ที่มาฟังแล้ว ไม่เชื่อสักที ก็ไม่เป็นไร ฟังไป วันหนึ่งข้างหน้า เขาอาจจะเชื่อ ก็ได้

            ฉะนั้น ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่เราผู้เชื่อทั้งหลาย มีความหวังใจที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือเราหวังใจแค่นี้แหละ โลกหน้ากับร่างกายใหม่  มาข้อที่ 24 บอกว่า …

        โคโลสี 1:24 “บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งชื่นชมยินดีในสิ่งที่ได้ทนทุกข์ เพื่อพวกท่าน และข้าพเจ้ากำลังเติมการทนทุกข์ของพระคริสต์ ที่ยังขาดอยู่ให้เต็มในร่างกายข้าพเจ้า เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์  คือคริสตจักร”

            ทำไมอาจารย์เปาโลต้องทนทุกข์ เรามานึกภาพตอนที่อาจารย์เปาโลไปประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลถูกเรียกมาให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ ฉะนั้น คนต่างชาติที่อาจารย์เปาโลไปประกาศ ก็เรียกว่าเป็นจุดประกายความเดือดให้กับพวกคนยิวนั่นแหละ ก็จะมีการไล่ล่าฆ่าอาจารย์เปาโล แล้วอาจารย์เปาโลทนทุกข์ เพราะว่ากำลังประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ และปรารถนา เวลาเราประกาศให้ใคร เราก็อยากให้เขารับเชื่อ จริงไหม? พอเขายังไม่เชื่อ เราก็ทุกข์ อย่างญาติโกโหติกาของเรา เราประกาศข่าวดี ให้กับเขา แล้วเขายังไม่เชื่อ  เราก็ทุกข์ อาจารย์เปาโลก็ยังทนทุกข์อยู่ ถูกทรมาน ถูกข่มเหง ถูกไล่ล่า  เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐที่เขาไปประกาศกับคนต่างชาติ และในขณะเดียวกัน  พระเยซูคริสต์ยังทนทุกข์อยู่ พี่น้องนึกภาพนะ

            เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  พระองค์ได้สิ้นพระชนม์และถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย สิ่งที่พระเยซูคริสต์คริสต์ทำ คือสำเร็จแล้ว  แต่เหตุที่พระเยซูคริสต์ยังต้องทนทุกข์อยู่ เพราะพระเยซูปรารถนาที่จะให้ข่าวดีของพระองค์ถูกประกาศออกไป ถึงสุดปลายแผ่นดินโลก ปรารถนาที่จะให้มนุษยชาติทั้งหมด ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระองค์ และปรารถนาที่จะให้มนุษยชาติได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องไปเผชิญกับความตายอีกครั้งหนึ่ง หลังจากวิญญาณ ออกจากร่าง  นี่เป็นการทนทุกข์ พระเยซูทุกข์ในขณะนี้ พระองค์คุกเข่าอธิษฐาน เพื่อมนุษยชาติ และเพื่อพวกเรา ซึ่งเป็นธรรมิกชนของพระองค์อยู่

            ดังนั้น ในพระคัมภีร์ตรงนี้ อาจารย์เปาโลบอกชัดเจนเลย อาจารย์เปาโลพยายามที่จะประกาศกับคนต่างชาติ  เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์ พระกายของพระองค์ คือคริสตจักร คริสตจักรไม่ใช่เพียงแต่ในที่นี้ ก็คืออภิสุทธิสถานเท่านั้น คริสตจักรของพระเจ้า หมายถึงคริสตจักรทั่วโลก เป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ โดยมีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะ ฉะนั้น ตรงนี้ เป็นความรักที่อาจารย์เปาโลสำแดงออกให้กับผู้เชื่อเหล่านี้ได้รับรู้ว่าทุกวันนี้ ที่อาจารย์เปาโลต้องทนทุกข์  ก็เพราะอยากจะประกาศเรื่องความดี ความจริงของข่าวประเสริฐ ให้กับพวกเธอได้รับรู้ความจริง

            มีพระคัมภีร์อยู่ตอนหนึ่งที่อาจารย์เปาโลบอก … “ข้าพเจ้าตายทุกวัน”

            คำพูดที่อาจารย์เปาโลพูดนี้ เป็นเรื่องของปัจจุบัน ก็คืออาจารย์เปาโลมีสิทธิ์ที่จะตายได้ทุกวัน ถ้าเราไปอ่านประวัติของอาจารย์เปาโล อาจารย์เปาโลทรหดอดทนมาก  เมื่อพระเจ้าพระเยซูคริสต์เรียกเขาให้มาประกาศกับคนต่างชาติปุ๊บ อันดับแรกเลย เขาถูกข่มเหงโดยชนชาติยิว เขาถูกไล่ล่า เขาถูกโบยตี ถูกจับไปติดคุก ถูกล่ามโซ่ตรวน ถูกสารพัดสิ่ง ถูกคนเอาหินขว้างให้ตาย  คิดว่าตาย แต่ไม่ตาย เพราะคนมาช่วยให้อาจารย์เปาโลรอดได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาตาย  เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องตาย พระเจ้าก็ปล่อยให้อาจารย์เปาโลตาย  ตรงนี้คือสัจจะธรรมคาวมจริง  พี่น้องต้องรับรู้ความจริงตรงนี้เลย ต่อให้อาจารย์เปาโลเป็นอัครสาวกที่พระเจ้าทรงรัก และใช้งานได้เยอะมากๆ ทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์เยอะขนาดไหนก็ตาม อาจารย์เปาโลก็ยังต้องรับความทุกข์ยากเหล่านี้ เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ แปลว่ามันจะมีคนมาสอนผู้เชื่อว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะดีอย่างเดียว  สูงขึ้นทางเดียว เราจะสุขสบาย  เราจะร่ำรวย เราจะ จะ จะอยู่ตรงนี้ ก็คือเอาสิ่งของที่อยู่บนโลกใบนี้มาโน้มนำ ทำให้เรารู้สึก …

            “ดีนะ มาเชื่อพระเจ้า แล้วได้อย่างนี้”

            ใครๆ ก็อยากได้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีใครไม่อยากได้ไหม? ไม่มี ใครๆ ก็อยากได้ ความร่ำรวย มีเงินทองล้นฟ้า ใครๆ ก็อยากได้  ก็คือสิ่งสารพัดเหล่านี้ มันเป็นการล่อลวงทั้งหมดเลย ที่โลกนี้ ส่งเข้ามาหลอกลวง แม้กระทั่งผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่ถามว่าเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์ เรารวยได้ไหม? บางคนบอกว่าถ้ารวย พวกนี้ไม่ไหว ต้องยากจนสิ ความเชื่อบางคนก็ตกขอบนะ  ตกขอบแบบ ถ้าเป็นคริสเตียนต้องรวยล้นฟ้า กับอีกขอบหนึ่ง คือถ้าเป็นคริสเตียนต้องยากจน ไม่อย่างนั้นความเชื่อไม่ถึง เป็นความเชื่อที่ไม่ตรงตามถ้อยคำของพระเจ้า

            ดังนั้น พระคัมภีร์ พระเจ้าสมดุลมาก มีบางคนถูกเรียกมา เพื่อให้มีของประทานในการบริจาค ในการแจกจ่าย เมื่อเขามีของประทานตรงนี้ปุ๊บ พระเจ้าก็จะให้กำลังเขา ให้เขามีทรัพย์สินเพียงพอ  พระเจ้าไม่ได้ใช้ใคร โดยที่ไม่ได้ให้เครื่องมือ พี่น้องนึกออกไหม? ถ้าพระเจ้าจะใช้เราให้มีของประทานในการบริจาค ในการช่วยเหลือ พระเจ้าก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือให้เรา  อวยพรให้เรามีปัจจัยพอที่เราจะเอาไปจับจ่ายใช้สอย  ช่วยคนอื่นได้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีปัจจัยใช้สอย แล้วเราก็ดันทุรัง เราคิดว่าพระเจ้าใช้ฉันเป็นคนที่จะไปมีของประทานในการบริจาค ในการช่วยเหลือ เราก็ช่วยเหลือจนเรียกว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” เคยได้ยินคำนี้ไหม? เราเอ็นดูเขา เอ็นตัวเองขาด อันนั้นไม่ใช่ พระเจ้าไม่เคยให้ทำแบบนี้  ถ้าพระเจ้าจะให้เราช่วยเหลือใคร แปลว่าเราจะมีกำลังเพียงพอ ดูแลตัวเองก่อน คือพระเจ้าไม่เคยให้เราไปดูแลคนอื่นก่อน ดูแลตัวเองก่อน จนตัวเองเพียงพอ เหลือเฟือ ค่อยแบ่งปันให้คนอื่น

            จำคำนี้ไว้ “จงรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตัวเอง”

            คำนี้ คือพระเจ้าให้รักใครก่อน? รักตัวเองก่อน รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง แปลว่าเราต้องรักตัวเองเป็นก่อน ถ้าเรารักตัวเองไม่เป็น เราไปแจกจ่ายความรักให้คนอื่น แปลว่าเราสร้างภาพ เป็นคนดี ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่ใช่ พระเจ้าบอกชัดเจนเลย ถ้าพระองค์จะให้ของประทานเราตรงนี้ พระเจ้าจะมีปัจจัยใช้สอยให้กับเรา มีเพียงพอ  แล้วเราแจกจ่ายไป โดยที่ตัวเราเองไม่เดือดร้อน  พี่น้องอย่าทำตัวเองให้เดือดร้อน เพื่อช่วยเหลือคนอื่น

            แล้วอย่าให้คำว่า … “เป็นคริสเตียนทำไมไม่มีน้ำใจ”

            มาทำให้เราต้องรีบช่วย เราต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อช่วย  อย่าเด็ดขาด พี่น้องอย่าทำ  ถ้าเราต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อช่วยใคร เราไม่ได้ทำตามความรักของพระเจ้า เรากำลังทำตามความปรารถนาของเราเอง ที่เรา “ฉันอยากทำๆ” อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่  ถ้าพระเจ้าจะให้เราทำ พระเจ้าต้องให้เรามีเพียงพอ สำหรับตัวเอง ดูแลครอบครัวก่อน

            ในพระธรรมมัทธิว บอกว่าให้เราไปประกาศ ไปดูแล รักคนรอบข้างก่อน จากเยรูซาเล็ม ไล่ๆ ออกไป คนรอบข้างเรา ที่ใกล้ชิดที่สุด คือใคร? คุณพ่อ คุณแม่ สามี ภรรยา ลูก รอบตัวเรานะ เอาแค่นี้ก่อน คนอื่นเก็บไว้ก่อน  คนอื่น นอกกายเรา ถ้าเราสามารถดูแลคนเหล่านี้ได้  คุณพ่อ คุณแม่ สามี ภรรยา ลูก ดูแลได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ยังเหลือเฟือ ใจข้างใน พระเจ้าใส่ความปรารถนา อยากจะช่วยใคร พี่น้องทำไปเถอะ ไม่ผิด ไม่บาป ไม่ผิดกฎของพระเจ้า ทำไปเถอะ ทำเสร็จ เราก็ขอบคุณพระเจ้า  เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรดีไปกว่าคนอื่น เพราะพระเจ้าให้ของประทานเราตรงนี้  เราก็ทำไป

            ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าสร้างไว้ พระองค์สมดุลมาก อย่าให้โลกนี้หลอกเรา ด้วยคำโกหก หลอกลวง  ทำให้เราต้องบีบตัวเอง จนตาย เพื่อไปทำให้คนอื่นสบาย พระเจ้าไม่เคยต้องการให้เราเป็นแบบนั้น

            เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับถ้อยคำนี้  ที่อาจารย์เปาโลได้พูดถึง แล้วสอนพวกเราทุกๆ คน ให้เราสามารถรรับรู้ความจริงเหล่านี้ ดิฉันเชื่อว่ามีคริสเตียน หรือมีพี่น้องในนี้ หลายคนเลย กังวลกับเรื่องนี้อยู่ ในคริสตจักร จะมีคนขอยืมเงินกัน มาคุยเรื่องนี้ สมมติว่ามีคนมาขอยืมเงิน พี่น้องคิดเอาเองว่าเราอยากให้ยืมไหม? ถ้าข้างในวิญญาณเราอยากให้ยืม ยืมไป ยืมหมายความว่าไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน  ยืมเท่าที่เรามีกำลังให้  ให้เขาเท่าที่มีกำลังให้ มีร้อยหนึ่ง “เธอเอาไปยี่สิบแล้วกัน ฉันเอาไว้แปดสิบ” หรือถ้าใจปล้ำกว่านี้ ก็เอาไปคนละ 50 แล้วกัน จบนะ ไม่ใช่มีร้อยหนึ่ง สงสารมาก เธอเอาไปทั้งร้อยแล้วกัน แล้วตัวเองก็มาไส้กิ่ว ไม่มีของกิน อันนั้นไม่โอเค ไม่ใช่มาจากพระเจ้าแน่นอน

            ฉะนั้น อย่าให้โลกนี้หลอกเราว่าถ้าเราไม่ช่วยเขา เท่ากับเราไม่มีความรัก พระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา  พระองค์จะเป็นผู้ขับเคลื่อน และเป็นผู้ใส่ความปรารถนาในใจของเรา เราเคยรู้สึกไหมว่าบางคนเรารู้สึกเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ เราอยากช่วยเหลือ แต่บางคนเราเฉยๆ  ถามว่าเราเฉยๆ เราใจดำไหม?  มันไม่เกี่ยวกับการใจดำหรือไม่ใจดำ  อย่างที่บอกพระเจ้าบอกเงินเป็นของฉัน จำได้ไหม ตอนที่พระเยซูยกคำอุปมา เจ้าของสวนไปเรียกคนมาทำงานในสวน 1 เดนาริอัน แล้วพอเสร็จ เจ้าของจ่ายให้เท่ากันหมด

            มีคนมาบ่นอีก … “ไม่ยุติธรรม ทำไมท่านทำอย่างนี้”

            เจ้าของสวนบอกว่า … “เงินฉัน” นึกออกไหม? “เงินฉัน ฉันพอใจจะให้เท่ากัน เธอมีปัญหาไหม?”

            เหมือนกันนั่นแหละ  เงินอยู่ในกระเป๋าเรา พระเจ้าให้สิทธิอำนาจกับเราที่จะใช้เงินของเราได้อย่างเต็มที่ เราอยากให้ ให้ไป ไม่อยากให้ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ  อย่าให้เขามาชี้หน้า

            “นี่ คริสเตียนทำไมถึงไม่มีความรัก ขอแล้วไม่ยอมให้”

            “ฉันไม่ให้ ตอนนี้ ข้างในฉันรู้สึกไม่อยากจะให้” ก็จบไง

            พี่น้องกล้าทำไหม? กล้าๆ หน่อยนะ เราเป็นคริสเตียน อย่าให้โดนหลอกว่าพอใครมาว่าอย่างนี้ ไม่ได้ เดี๋ยวเราถูกตราหน้าว่าเป็นคริสเตียน แล้วเราไม่มีความรัก เราต้องพยายามทำ มันไม่จริง ความรักมันอยู่ข้างใน พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นคนขับเคลื่อนบอกเราเอง เราสามารถช่วยเหลือได้เยอะแยะมากมายในสารพัดสิ่ง ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องช่วยเหลือด้วยเงิน เราช่วยเหลือด้วยคำหนุนใจ หรืออะไรแล้วแต่ เราสามารถช่วยเหลือได้หมด ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ข้างในดลใจเรา  ขับเคลื่อนในใจเรา ให้เราทำ ทำไปด้วยความรัก ที่อยู่ข้างในเราออกไป แล้วผลออกมาจะเป็นอย่างไร? ก็ไม่เป็นไร เราก็ฝากไว้กับพระเจ้า เราไม่ใช่พระเจ้า  เราไม่สามารถไปรับผิดชอบทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ฉะนั้น ให้พี่น้องรับรู้ความจริงตรงนี้  ความจริงตรงนี้จะทำให้พี่น้องเป็นไท เป็นอิสระ เชื่อว่าอันนี้มันจะเป็นประโยชน์ สำหรับพี่น้องเยอะๆ เลย มีหลายคนยังมีเครื่องหมายคำถาม

            “พระองค์เจ้าข้า ถ้าลูกไม่ช่วยเหลือคนนี้ แล้วลูกจะ ….” อะไรอย่างนี้

            พี่น้องนึกออกไหม? อย่าให้ความรู้สึกแบบนี้ มากัดกร่อนจิตใจของเราเด็ดขาด ให้เรารับรู้ว่าทุกสิ่งที่เราทำ พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา เป็นคนขับเคลื่อนให้เราทำทั้งหมด ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน พระเจ้าอวยพรค่ะ

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            คริสเตียน มีชัยชนะเหนือโลกแห่งความบาปและความตายแล้ว ก็จริง! แต่คริสเตียนยังต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้อยู่

            การชนะเหนือโลก ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงปัญหา หรือการไม่มีความทุกข์ยากลำบากในชีวิต แต่หมายถึงการมีชีวิตที่มีชัยชนะในพระคริสต์ โดยที่เราไม่ถูกครอบงำ ด้วยบาปหรือความชั่วตามระบบของโลกนี้ แต่เรามีชีวิตใหม่ในพระองค์ และสามารถดำเนินชีวิต ตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สถิตอยู่ภายในตลอดเวลา

            1 ยอห์น 5:4-5 … “4  เพราะทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลก (แห่งความบาปและความตาย) และความเชื่อของเราเอง คือฤทธิ์อำนาจที่เอาชนะโลก (แห่งความบาปและความตาย) แล้ว 5 ใครกันล่ะ  ที่เอาชนะโลกนี้ได้ (โลกแห่งความบาปและความตาย)  ก็คนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

            คนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็ได้รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลกแห่งความบาป และความตาย

            • ชนะโลก ก็คือหลุดพ้น เป็นอิสระจากการถูกพิพากษาลงโทษ คือถูกสาปแช่งให้พินาศตายในฝ่ายวิญญาณ  ไม่สามารถอยู่กับพระเจ้าได้นิรันดร์

                        – ชนะความบาปความชั่ว

                        – ชนะการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

                        – ชนะการเข้ากับพระเจ้าไม่ได้

                        – ชนะเป็นอิสระจากการอยู่ภายใต้ การเป็นทาสมาร  การอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด

                          ในโลกวิญญาณ

            • ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ ของพระเยซูที่ได้กระทำที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย  ทำให้มนุษย์ทั้งหลายที่เชื่อ  ได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า  เป็นคนชอบธรรม  เป็นคนที่กลับคืนดีกับพระเจ้า  มาเป็นลูกพระเจ้า อาศัยอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า

            อาณาจักรของพระเจ้า คือตัวของพระเยซูคริสต์เอง คือผู้เชื่อเข้าไปอยู่ในพระคริสต์และพระคริสต์เข้ามาอยู่ในผู้เชื่อ เป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณ เป็นอาณาจักรของพระบิดา ที่ลงมาตั้งอยู่บนโลกนี้แล้ว เริ่มต้นเมื่อวันเพนเทคอส

            • ย้ายทันที  เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอตาย

            โคโลสี 1:13-14 … “13 พระเจ้าได้ช่วยชีวิตเรา ให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และนำเรา เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระบุตร ซึ่งก็คือพระบุตรที่พระเจ้ารัก 14  พระองค์ได้ปลดปล่อยเรา ให้เป็นอิสระ และอภัยบาปต่างๆ ของเราด้วย”

            พระเจ้าอวยพรครับ