วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1554

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  ธันวาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี”  ตอน 10

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี 2:5 บอกว่า …

        โคโลสี 2:5 “เพราะถึงแม้ตัวข้าพเจ้าไม่อยู่กับท่าน แต่ใจก็อยู่กับท่าน และดีใจที่เห็นว่าท่านอยู่กันอย่างเรียบร้อย และเชื่อมั่นคงในพระคริสต์”

            หนังสือโคโลสีคราวที่แล้ว ที่เราเรียนรู้กัน ก็คืออาจารย์เปาโลได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับพี่น้องในคริสตจักรเมืองโคโลสีว่าเขาได้เจริญเติบโตในพระคุณของพระเจ้า  เขาได้เชื่อมั่นคงในข่าวดีของพระองค์ อาจารย์เปาโลก็ดีใจมาก  แต่ความเป็นจริงอาจารย์เปาโลไม่เคยรู้จัก และไม่เคยพบเจอพี่น้องเหล่านี้ด้วย  เพียงแต่คอยเงี่ยหูฟังข่าว ได้ยินว่าในเมืองโคโลสีมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เขาได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระเจ้า แล้วเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  แค่นั้น ก็ดีใจมาก

            จากนั้น เมื่อผู้คนเหล่านี้ได้เจริญเติบโตในถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้า  ได้สำแดงความรักให้กับกันและกัน เชื่อมั่นในพระคุณของพระเจ้า อาจารย์เปาโลยิ่งดีใจใหญ่เลย นี่คือหัวใจของผู้รับใช้

            หัวใจของผู้รับใช้ทุกคน ไม่ว่าทุกยุคทุกสมัย สิ่งที่เราดีใจที่สุดเลย คือเราได้เห็นพี่น้องทุกคนได้รับรู้ความจริงของพระเจ้า และได้เจริญเติบโตอยู่ในความจริงนั้น  แล้วพระเยซูคริสต์บอกว่าถ้าท่านทั้งหลายรู้ความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ แล้วพี่น้องเหล่านี้จะมีอิสรภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน เราจะสามารถมีความสุขได้ทุกวัน ความสุขในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว  ตรงนี้อาจารย์เปาโลก็เลยดีใจ ที่ได้ยินข่าวดีว่าพี่น้องเหล่านี้อยู่กันดีมาก และแถมยังเชื่อมั่นคงในพระเยซูคริสต์อีก  พอมาถึงข้อที่ 6 บอกว่า …

        โคโลสี 2:6 “ดังนั้น ในเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป”

            “ดำเนินชีวิตในพระองค์” เราเคยถูกสอนว่าให้เราดำเนินชีวิตตามพระเยซู แปลว่าเราต้องทำด้วยกำลังของเราเอง จริงไหม? ถ้าทำตามพระเยซู เราต้องทำตามกำลังของเราเอง พระเยซูทำอะไร เราก็ต้องพยายามฝืน เพื่อที่จะทำให้ได้ตามที่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกไว้ แต่ความเป็นจริงตามถ้อยคำของพระเจ้า อาจารย์เปาโลบอกว่า “ให้พี่น้องดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป” แปลว่าเราจำเป็นจะต้องรับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ เราอยู่ในพระเยซูคริสต์  พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา  เรากับพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น การดำเนินชีวิตในพระองค์ ก็คือให้พระเยซูคริสต์เป็นผู้นำเราไป เราไม่ทำเอง  แต่ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา เป็นผู้ผลักดัน หรือดำเนินการในวิญญาณของเรา ในชีวิตของเรา เพื่อส่งผลของการกระทำชนิดแบบเป็นเหมือนพระเจ้า ให้ออกไปให้กับผู้คนรอบข้างได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับรู้

            นี่คือสิ่งที่แตกต่างกันมาก การพึ่งพาในพระคุณของพระเจ้า ให้พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนในชีวิตของเรา เราไม่เหนื่อย การที่พระเจ้าขับเคลื่อนเรา พระองค์จะมีแผนการสำหรับแต่ละคนที่แตกต่างกัน เราเคยถูกสอนว่า “เราต้องทำ” ต้องทำอย่างโน้น ต้องทำอย่างนี่ เพื่อปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า

            แต่สิ่งที่พระเยซูคริสต์บอกเรา ก็คือ “ฉันทำให้หมดแล้ว เธอไม่ต้องทำอะไร” นึกออกไหม? พระเยซูคริสต์ทำให้เราหมดแล้ว คือทำสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เราแค่นั่ง เพื่อรับผลแห่งความสำเร็จ แล้วก็รอคอย เงี่ยหูฟังว่าพระเยซูจะขับเคลื่อนเราเมื่อไร? อย่างไร?  ถ้าพระเยซูจะขับเคลื่อนเรา ไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรเพื่อพระเจ้า หรือไม่ได้ปรนนิบัติรับใช้ เพื่อพระเจ้า  ไม่ต้องกลัว เพราะว่าเมื่อพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา ขับเคลื่อนเราปุ๊บ มันเร้าจากข้างใน พอเร้าจากข้างใน เราอยู่ไม่ได้หรอก เราก็จะออกไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อเราถูกขับเคลื่อนจากข้างในปุ๊บ เราก็จะสามารถมีพลัง ซึ่งมาจากพระเจ้า ในการทำสิ่งสารพัด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อย  หรือสิ่งใหญ่ ให้รับรู้ว่าไม่ใช่เราเป็นผู้กระทำ  แต่พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เราทำ

            แล้วเมื่อเราทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ปุ๊บ ผลคือเราจะมีความสุข  แล้วเราจะขอบคุณพระเจ้า เราจะเต็มล้นไปด้วยสันติสุข อิ่มเอม เปรมปรีดิ์ พี่น้องเคยรู้สึกไหม? เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ขับเคลื่อนเรา แล้วเราทำอะไรบางอย่าง ให้ใครก็ได้ สักคนหนึ่ง เรารู้สึกอิ่มเอม เปรมปรีดิ์ในวิญญาณ มีความสุขแค่นั้น รับพระพรแล้ว เราไม่ต้องไปคาดหวังว่าได้รับพระพรโน่นนี่นั่น ไม่ต้องขนาดนั้น พระพรเหล่านั้น แล้วแต่พระเจ้าที่จะประทานให้กับเรา แต่พรอันแรก คือเกิดสันติสุขในใจ ที่เราได้ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์

            พวกเราทุกคนถูกสร้างมา เพื่อที่จะกระทำการงานดี เราถูกสร้างใหม่โดยพระเจ้า เราไม่ได้ถูกซ่อมนะ ตัวเก่าของเราที่เป็นวิญญาณบาป ได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ตัวใหม่ของเรา วิญญาณใหม่ของเรา คือได้รับวิญญาณที่เป็นชนิดเดียวกันกับพระเจ้าเลย เป็นวิญญาณนิรันดร์ที่เหมือนพระเจ้า มีคุณลักษณะ คุณสมบัติเหมือนพระเจ้า 100% เลย เราเกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม เป็นความรัก เป็นความดีงาม คือมันเกิดมาเป็นเลย

            แล้วส่วนเหล่านี้ เมื่อไรพระเจ้าขับเคลื่อนให้เรา นำเอาสิ่งเหล่านี้ ไปแบ่งปันให้กับผู้คนรอบข้าง พระเจ้าไม่ได้คาดหวังว่าเราจะนำเอาทุกสิ่งไปไล่ล่าเหยื่อ เหมือนกับไปไล่แจกให้กับทุกคนบนโลกใบนี้ มันไม่ใช่ แต่ว่าพระเจ้ามีแผนการสำหรับเรา สำหรับแต่ละคนที่เฉพาะเจาะจง ที่พระเจ้าจะนำเราให้ไปถึงผู้นั้น แล้วข้างในเร้าเรา รู้สึกอยากทำ การที่รู้สึกอยากทำกับต้องทำ มันต่างกันนะ พี่น้องนึก 2 คำนี้  “อยากทำ” กับ “ต้องทำ” ต้องทำ คือไม่อยากทำ แต่ฝืน ต้อง เพราะว่าถูกบังคับมา  เขาสั่งมาอย่างนี้ว่า …

            “เป็นผู้เชื่อนะ เธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้”

            พอเราไม่ทำ เราก็รู้สึกผิด  เราก็เลยต้องจำยอม หรือฝืนใจทำ

            สิ่งที่อาจารย์เปาโลพูด ก็คืออะไรก็ตามที่เราฝืนใจทำ มันเป็นศูนย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่เกิดประโยชน์อันใด  ถ้าอะไรก็ตามที่เราฝืนใจทำ แปลว่าสิ่งนั้น ไม่ได้มาจากพระเจ้า มันมาจากแรงกดดันที่อยู่รอบข้างเรา ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร? เป็นผู้เชื่อเก่า เป็นศิษยาภิบาล เป็นอะไรก็ได้ ใครก็ได้ที่พยายามผลักดันเราว่าต้องๆๆๆๆๆ เธอต้องนะ  เธอต้องทำอย่างนี้ เธอต้องทำอย่างนั้น ถ้าเมื่อไรเป็นแบบนั้น แปลว่าไม่ใช่แล้ว ไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน พระเจ้าไม่เคยบังคับเรา จำตรงนี้ไว้ พระเจ้าผู้ทรงเป็นความรัก ที่สถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่เคยบังคับให้เราทำอะไรทั้งสิ้น พระองค์แค่โน้มนำ แนะนำว่า …

            “น่าจะแบบนี้นะ ควรจะแบบนี้นะลูก”

            แล้วคำว่า “น่าจะ” “ควรจะ” แปลว่า “ลูกจะทำก็ได้ ลูกไม่ทำก็ได้นะ” อันนี้สำคัญมากเลย  “ลูกอยากทำ ลูกก็ทำ ลูกไม่อยากทำ ก็ไม่เป็นไร” อะไรแบบนี้

            เราจะเห็นพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของเรา เราไม่ต้องพยายามบีบตัวเองให้ต้องทำโน่น ทำนี่เพื่อทำให้คนอื่นสบายใจ ไม่ต้อง ให้เราดำเนินชีวิต  ทำให้พระเจ้าพอใจ  จริงๆ แล้ว เรานั่งเฉยๆ พระเจ้าก็พอใจเราแล้ว พระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าได้แยกเรามาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระองค์ พระองค์พอใจเรามาก เราไม่ต้องทำอะไรเยอะกว่านั้นเลย แค่ว่าเมื่อพระองค์จะชักนำเรา ให้ทำอะไรบางอย่าง เพื่ออาณาจักรของพระเจ้า พระองค์จะเคลื่อนเราเอง ถึงเวลาที่พระองค์จะให้เราออกผล และผลตรงนั้น จะเป็นผลอะไร เราไม่รู้ ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์มันก็มีหลายอัน  ผลแห่งความดีงาม ผลแห่งความเมตตา  ผลแห่งการรู้จักบังคับตัวเอง ผลแห่งความอดทน อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นผลทั้งนั้น

            ในแต่ละจังหวะชีวิต หรือแต่ละสถานการณ์ที่เราเจอ มันจะมีเหตุการณ์ที่พระเจ้าจะส่งผลแต่ละอย่าง ออกจากชีวิตของเรา  อย่างเราไปเจอสถานการณ์ที่คนมาทำร้ายเรา เราต้องมีผลอะไรออกมา มีผลแห่งความรัก ผลแห่งความอดทน ผลแห่งการให้อภัย มันออกมาเป็นชุดเลย เพราะว่าเราถูกทำร้าย ผลเหล่านี้มันจะออกมา  เราจะสามารถที่จะอดทน หลายคนบอกว่าคริสเตียนโง่  เขาด่าเรา ยังยิ้มได้อีก คริสเตียนโง่มากเลย เขาเอาเปรียบเรา เรายังทนไปได้  อันนี้ คือผล ผลที่พระเจ้านำเราจากข้างในวิญญาณ ทำให้เราสามารถที่จะอดทน สามารถที่จะให้อภัยเขาได้ เราให้อภัย เพราะว่าเราสงสาร คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า คนไม่ได้รู้จักกับพระเจ้า  เขาไม่รู้ เหมือนกับที่พระเยซูบอกว่าที่เขาทำไป เขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ฉะนั้น ขอพระเจ้าเมตตายกโทษให้กับเขา เหมือนกัน เราเป็นผู้เชื่อเราไปพบปะเจอะเจอ เราไม่ได้เจอแต่พี่น้องคริสเตียน หรือบางครั้งเจอพี่น้องคริสเตียนที่เอาเปรียบเรา ก็มี ไม่ใช่คริสเตียนเอาเปรียบคนไม่เป็นนะ มี แต่เมื่อเราเจอพี่น้องที่เอาเปรียบเรา ทำอย่างไร? เราก็ให้ผลแห่งความรักออกไปให้กับเขา แล้วรู้ว่าตอนนี้เขายังโตไม่พอ คนที่เอาเปรียบคนอื่น คือยังเป็นเด็ก เด็กจะเอาเปรียบเพื่อนๆ ได้ แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในวิญญาณของเรา คือเราจะไม่เอาเปรียบเขา  เรามีแต่ให้ เพราะว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์เป็นพระเจ้าแห่งการให้ ให้อะไรก็ได้

            คำว่า “ให้” ไม่ได้หมายความว่าพอให้ปุ๊บ เราคิดถึงเรื่องเงิน ไม่ใช่ ให้เวลา  ให้อภัย หรืออะไรต่างๆ มันเป็นการให้ที่เราสามารถทำได้โดยพระคุณ เพราะพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งการให้อยู่แล้ว เราจะเห็นตรงนี้ ในข้อที่ 6 ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าให้เราดำเนินชีวิตในพระองค์ พระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร? เราเป็นอย่างนั้น พระเยซูคริสต์ได้อะไร? เราได้อย่างนั้น อะไรประมาณนั้น

            ฉะนั้น ถ้าเรารับรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์ แล้วเราก็ให้พระเจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนไป เราจะเห็นผลอะไรบางอย่างที่อัศจรรย์มาก เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โดยไม่เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป

        โคโลสี 2:7 “ด้วยการหยั่งรากและรับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ มั่นคงขึ้นในความเชื่อ  ตามที่ได้รับการสอนมาและเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ”

            ตรงนี้ “ด้วยการหยั่งราก” คืออะไร? ผู้เชื่อจำเป็นต้องหยั่งรากแห่งความจริงในพระวจนะของพระเจ้าลงไปในวิญญาณของเรา  เมื่อเราหยั่งรากลึกแล้ว  รากนั้นจะไม่คลอนแคลน เหมือนเราปลูกต้นไม้ เมื่อเราฝั่งรากลงไปแล้ว เอาดินกลบ คอยประคบประหงมมัน พรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ  ต้นไม้ต้นนั้น ก็จะเจริญเติบโตตามวาระของมัน แต่ละชนิดของต้นไม้ เราจะเห็นบางต้นเป็นไม้ดอก บางต้นเป็นไม้ผล บางต้นก็เป็นไม้ประดับที่สวยงาม ไม่มีดอกนะ มีแต่ใบ ดังนั้น แต่ละชนิดของมัน พระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียม เหมือนกัน พวกเราทุกคน พระเจ้าก็จัดเตรียมเราแต่ละคนที่จะเป็นภาชนะที่พระเจ้าจะใช้สอย ที่แตกต่างกัน

            แล้วผู้ที่ปลูกเรา คือพระเจ้า เราปลูกตัวเองไม่ได้ พระเจ้าเป็นผู้ปลูกเรา ในพระธรรมสดุดีที่บอกว่าเราเป็นเหมือนต้นไม้ที่ถูกปลูก คำว่า “ถูกปลูก” คือเราไม่ได้ปลูกเอง พระเจ้าเป็นผู้ปลูกเราไว้ที่ริมฝั่งธารน้ำ ซึ่งริมฝั่งธารน้ำ คือที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด มีน้ำสมบูรณ์ มีอากาศที่ดี แล้วต้นไม้นั้นจะเกิดผลตามฤดูกาล  คือแต่ละชนิด มันจะมีฤดูของมันที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน เราจะไปบีบให้ต้นไม้ที่ยังไม่ถึงฤดูกาล ให้มันออกผล มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อเราให้ต้นไม้เหล่านั้นเกิดผลตามฤดูกาลปุ๊บ มันจะออกมาสวยงาม และให้คนอื่นได้ชื่นใจ ถ้าเป็นไม้ดอก ก็ทำให้คนอื่นได้เห็น เชยชมในความงดงามของดอกไม้ ถ้าเป็นไม้ผล คนอื่น ก็ได้ชื่นชม เป็นผลออกมา แล้วก็ได้เก็บกินด้วย หรือเป็นไม้ประดับ เราก็จะเห็น มีความสุข เห็นใบไม้เขียวขจี  มันเจริญหู เจริญตา

            นี่เป็นภาพให้เราเห็นชัดเจนว่าเมื่อเราหยั่งรากลงไป เมื่อถึงฤดูกาล แม้ว่าบางฤดูกาลมันจะผลัดใบ พี่น้องเห็นไหม บางฤดูกาลต้นไม้จะผลัดใบ คือใบร่วงหมดเลย  เป็นต้นไม้ที่หัวโกร๋น มีแต่กิ่ง แล้วเรานึกว่ามันตาย แต่ไม่ตาย พอถึงเวลาของมัน มันก็จะผลิใบใหม่ แล้วออกมาสักพักหนึ่ง มันก็จะเต็มต้น แล้วก็สวยงามเหมือนเดิม มันมีการผลัดใบ มีลักษณะคล้ายๆ กับร่างกายของเรา ที่ผลัดเซลล์เก่าออกไป แล้วพระเจ้าก็สร้างเซลล์ใหม่เข้ามา อะไรประมาณนั้น

            เมื่อเราถูกก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์แล้ว มันหยั่งรากปุ๊บ เราจะมั่นคงในความจริงในพระวจนะของพระเจ้า มั่นคงในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทำเพื่อเราเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน เมื่อเป็นอย่างนั้น เราจึงสามารถที่จะเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ

            คำว่า “เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ” บางครั้งเราทุกข์จนเจียนจะตาย  บางทีเราก็ขอบคุณไม่ออก ร้องไห้อย่างเดียว แต่คำว่า “เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ” ก็คือให้ขอบพระคุณในสิ่งที่เราได้รับแล้วในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูคริสต์บอกกับเราว่าพระองค์ทำสำเร็จแล้ว มีอะไรบ้างที่พระเจ้าทำให้เราสำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ บนไม้กางเขน ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าสำเร็จแล้ว  แล้วสิ้นพระชนม์ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้หลั่งออกมา  เพื่อชำระล้างบาปของเรา มนุษยชาติทั้งหมด ก็คือทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราได้รับการล้างบาปเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่มันเกิดขึ้น ก็คือเมื่อเราได้รับการล้างบาปอย่างเดียวไม่พอ แค่พระเยซูคริสต์หลั่งพระโลหิต ล้างบาปให้เรา เราก็ยังเป็นคนบาปอยู่เหมือนเดิม พระเยซูคริสต์จึงต้องตาย ละวิญญาณของพระองค์ จริงๆ พระเยซูคริสต์ไม่จำเป็นต้องตาย แค่หลั่งพระโลหิต จบแล้ว แล้วมนุษยชาติก็ตายนิรันดร์ เพราะว่าไม่ได้รับการไถ่ แต่เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ยอมสิ้นพระชนม์ ก็คือยอมละวิญญาณของตัวพระองค์เอง เพื่อว่ามนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ จะได้สามารถตายพร้อมกับพระองค์ คือสามารถเอาวิญญาณเก่าที่บาปของเรา ไปไว้ที่พระเยซูคริสต์ ไว้ได้ไหม?  ไว้ได้ เพราะว่า ณ เวลานั้น  ที่พระเยซูคริสต์อยู่บนไม้กางเขน พระเยซูคริสต์กลายเป็นคนบาปแล้ว  เพราะพระเจ้าได้นำเอาความบาปของมนุษยชาติทั้งหมด ไปไว้ที่ตัวพระเยซูคริสต์

            ในพระคัมภีร์บอกว่าคนที่ถูกแขวนไว้บนต้นไม้นั้น ก็คือคนบาป คนชั่ว ที่จะต้องถูกพิพากษาลงโทษ ดังนั้น พระเยซูคริสต์ได้กลายเป็นคนบาป เราจำตอนที่อาจารย์นครเทศน์ ที่เปรียบเทียบคนบาปเป็นเฉาก๊วย เปรียบเทียบพระเยซูเป็นเต้าฮวย จำได้ไหม เต้าฮวยขาวสะอาด ตอนที่พระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตอนที่ไม่ได้เดินไปที่ไม้กางเขน พระองค์เป็นเต้าฮวย สะอาด บริสุทธิ์ เป็นพระเจ้าผู้ไม่มีบาปเลย แต่วันที่พระเยซูตัดสินใจ ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า คือเดินไปที่บนไม้กางเขนปุ๊บ พระเจ้าได้ทำให้พระเยซูผู้ปราศจากบาป เป็นคนบาป  เพื่อเราทั้งหลาย พอเป็นคนบาปปุ๊บ กลายเป็นเฉาก๊วย พอเป็นเฉาก๊วย พวกเราซึ่งเป็นเฉาก๊วยก็ไปอยู่ด้วยกันได้ ดำกับดำอยู่ด้วยกันได้  แต่ถ้าดำกับขาวอยู่ด้วยกันไม่ได้  มันจะเด้งออก

            ฉะนั้น พระเยซูยอมเป็นคนบาป เพื่อเรา แล้วพระเจ้าก็นำเอาวิญญาณบาปของพวกเราทั้งหลายไปไว้ที่บนไม้กางเขนกับพระเยซูคริสต์ วิญญาณเก่าที่เป็นบาปของเรา ถูกตรึงบนไม้กางเขนเรียบร้อยแล้ว วิญญาณเราที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ เป็นวิญญาณใหม่ที่พระเจ้าให้เราใหม่ สร้างเราใหม่ คือประทานให้เราใหม่เลย เป็นวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ วิญญาณนิรันดร์ที่ปราศจากบาป ณ เวลานี้ ในโลกวิญญาณ เราไม่ใช่คนบาป ใครมาชี้หน้าเราว่าเป็นคนบาป เราต้องไม่เอเมน

            เราอย่าไป “ใช่ฉันเป็นคนบาป เมื่อกี้ฉันยังทำผิดอยู่เลย เอเมน” ไม่เอานะ

            เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว ถ้าก่อนหน้านั้น พี่น้องเอเมนไปเลย ก่อนหน้านั้น เราเป็นคนบาปอยู่แล้ว พอเราบังเกิดใหม่ เราไม่ได้เป็นคนบาป ถ้ามีใครมาบอกเราว่าเรายังเป็นคนบาปอยู่ อย่าไปเชื่อ อย่าอือออด้วย อย่าเอเมนด้วย เพราะว่านั่นไม่ได้เป็นความจริงในพระวจนะของพระเจ้า

            ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า คือ ณ เวลานี้ เราเป็นผู้ชอบธรรม สะอาด หมดจด บริสุทธิ์ เหมือนพระเยซูคริสต์เลย 100% สะอาดถึงขนาด เราเป็นตัวเก่า พระเจ้าได้ล้างชำระเรา ทำให้พระเจ้าทั้ง 3 พระภาค คือพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์สามารถเข้ามาสถิตอยู่ในวิญญาณของเรา วิญญาณทั้ง 4 วิญญาณหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อแยกจากกันไม่ได้ พระเยซูคริสต์อยู่ไหน? เราอยู่ด้วย พระเยซูคริสต์ได้อะไร? เราได้ด้วย นี่คือถ้อยคำแห่งความจริงในพระวจนะของพระเจ้า เราจึงสามารถที่จะชื่นชมยินดีได้ ขอบพระคุณพระองค์ได้ ขอบคุณสำหรับความรอด ขอบคุณสำหรับการเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ขอบคุณที่เราได้เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ ขอบคุณสำหรับพระพรนานัปการที่พระเจ้าได้ทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว ขอบคุณที่ได้เปลี่ยนวิญญาณของเราให้เป็นวิญญาณนิรันดร์ เป็นเหมือนพระเจ้า ขอบคุณที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมร่างกายใหม่ในอนาคตข้างหน้า เพราะตอนนี้เรายังไม่ได้รับ เป็นความรอดที่รอคอยความสมบูรณ์แบบ ก็คือรอคอยร่างกายใหม่ เมื่อวันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เราจะได้ไปรับร่างกายใหม่ ได้เห็นพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า  และได้ไปอยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างให้กับเรา

            ฉะนั้น พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ เราจึงสามารถที่จะขอบพระคุณได้ แม้เราจะเจอความทุกข์ยากลำบาก เราก็จะคิดแค่ว่าแป๊บเดียวเอง กระพริบตา เดี๋ยวก็ผ่านไป ยิ่งพี่น้องที่อายุเยอะ  เรามีประสบการณ์ ตั้งแต่เราเด็ก เราสาว เราอายุเยอะ จนตอนนี้เราแก่เฒ่าแล้ว เราจะมีประสบการณ์ถึงความทุกข์ ความสุข ความอะไรเยอะแยะมากมายเลย แล้วเราก็จะเห็นว่าในขณะที่เรามีความทุกข์ เรารู้สึกเราไม่ไหว แต่ว่าพระเจ้าก็พาเราผ่าน ผ่านด้วยวิธีอะไรของพระองค์เราไม่รู้ล่ะ แต่เราก็ผ่านมาจนทุกวันนี้ เราสามารถมานั่งอยู่ที่นี่ แล้วเห็นพระคุณของพระเจ้า  เห็นความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

            เหมือนกับในพระคัมภีร์เดิมที่พระเจ้ายกตัวอย่างในหนังสือโยบ ที่ซาตานมาฟ้องพระเจ้าว่าโยบเขารักพระองค์ เพราะว่าพระองค์อวยพรเขาเยอะแยะมากมาย ใครจะไม่รักล่ะ เป็นอย่างนั้น พระเจ้าเชื่อใจในตัวโยบว่าต่อให้พระองค์ไม่อวยพร โยบก็ยังจะรักพระองค์ แล้วโยบก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พระเจ้าอนุญาตให้ซาตานไปทำอะไรกับโยบก็ได้ แต่สั่งไว้อย่างหนึ่งว่าห้ามไปแตะต้องชีวิตของโยบ เพราะว่าชีวิตของโยบเป็นของพระองค์ แล้วโยบก็เจอความทุกข์ยากลำบากเยอะแยะมากมาย ถึงขนาดวันเดียว จากมหาเศรษฐีกลายเป็นยาจก  วันเดียวจากมีลูกเยอะแยะมากมาย ลูกตายหมดเลย ช้างม้าวัวควายตายหมดเลย แล้วไม่พอร่างกายพุพอง เป็นแผลเต็มตัวไปหมด

            จนภรรยาของโยบว่า … “พระเจ้าทำกับเธอขนาดนี้ เธอยังจะรักพระเจ้าอีกหรือ? แช่งพระเจ้า แล้วก็เลิกรากันไปเลย”

            โยบบอก “อย่ามายุ่งกับพระเจ้าของฉันนะ  พระเจ้าให้สิ่งดี แล้วมีสิ่งไม่ดีมา เราจะไม่เอาหรือ?”

            แต่จริงๆ แล้ว สิ่งไม่ดี พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ให้เลย แล้วพระเจ้าก็สำแดงให้ซาตานเห็นว่าโยบรักพระองค์จริงๆ  แม้เจอเรื่องทุกข์ยากลำบาก แล้วเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เจอก็บ่นนิดหนึ่ง บ่นโน่นบ่นนี่ โยบบ่นกับพระเจ้านะ

            “ให้ตายดีกว่า ขอตายดีกว่า” อะไรแบบนี้

            เพราะว่าความเป็นมนุษย์ไง เราอ่อนแอ เราบ่นไป ไม่เป็นไรหรอก พระเจ้าไม่ว่าอะไร? แต่พระเจ้าดูที่ข้างในวิญญาณว่าโยบรักพระองค์ขนาดไหน? จนในที่สุด พระเจ้าอวยพรโยบกลับไปเยอะแยะกว่าเดิม

            ในพระคัมภีร์เดิมได้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวอย่างให้เราเห็นถึงความรักของพระเจ้า พระองค์มีแผนการ เราไม่รู้ว่าแผนการคืออะไร? แต่เรามั่นใจได้เลยว่าพระเจ้าทรงรักเรา  แล้วพระองค์ทรงอยู่ในชีวิตของเรา  แล้วพระองค์จะสามารถพาเราผ่านไปได้ ด้วยวิธีอะไร? เราไม่รู้ แต่โดยความเป็นมนุษย์ พอเราเจอ เราก็ไม่ไหวเหมือนกันพระองค์เจ้าข้า ไม่รู้จะอย่างไร? แต่เราก็ยังคงเชื่อและวางใจในพระคุณของพระองค์ และเรามั่นใจว่าขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้ามีวาระสำหรับเราแต่ละคน ถึงวาระของเรา พระองค์ก็มารับวิญญาณเราไปอยู่กับพระองค์ ในที่ที่พวกเรารอคอยนั่นแหละ ได้ไปรับร่างกายใหม่ ได้ไปอยู่ในสถานที่ใหม่ที่สวยงาม

            แต่ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ เรารู้ว่าพระเจ้ายังคงใช้งานเราอยู่ งานเรายังไม่จบ ถ้างานจบเมื่อไร? พระเจ้าก็พาเรากลับบ้าน แค่นั้นเอง เหมือนกับงานจบแล้ว 5 โมงเย็นแล้ว เก็บข้าวเก็บของกลับบ้านได้ อะไรประมาณนั้น

            แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับพระคุณ สำหรับความรัก  ความเมตตาที่พระองค์ให้กับเรา และก็ขอบคุณพระเจ้าที่เราเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงดูแล นำพาย่างเท้าของเรา ในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้  ในขณะที่เราดำเนินชีวิตสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่เป็นไร แต่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วยตลอดเวลา เราได้เห็นพระพร เห็นพระคุณ ขอบคุณพระเจ้าในความทุกข์ยากที่ผ่านมา ขอบคุณพระเจ้าในกำลังเรี่ยวแรงที่พระองค์ให้เราได้สามารถผ่านมาจากต้นปีจนถึงสิ้นปี แล้วก็ขอบคุณพระเจ้าที่มั่นใจว่าพระเจ้าจะนำเราต่อไปในปีหน้า พระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการงานดี จริงๆ พระองค์เริ่มต้นการงานดีตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระองค์จะนำพาย่างเท้าของเราไปเรื่อยๆ กี่ปีเราไม่รู้ เมื่อไรไม่รู้ที่จบวาระของเรา แต่พระองค์จะทรงนำเราจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต รักษาความรอดของเรา พระองค์เป็นผู้รักษานะพี่น้อง อย่าโดนหลอกว่าเราต้องพยายามรักษาความรอดไว้ ไม่ต้องนะ ความรอดเราได้รับแล้ว เราได้เป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เราได้เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ต่อให้อยู่บนโลกใบนี้ เราจะมีพฤติกรรม หรือดำเนินชีวิตหัวหกก้นขวิดอะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ทำให้เราหลุดจากความรักของพระเจ้าตรงนี้ไปได้

            อย่าโดนหลอกว่า … “ทำไม นิสัยอย่างนี้ สงสัยวันสุดท้าย ไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้าแน่ๆ”

            ยืนกรานนะว่า … “ฉันได้อยู่กับพระเจ้าตั้งแต่วินาทีที่ฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเรียบร้อยไปแล้ว ฉันกับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน หลอกฉันไม่ได้”

            เมื่อโลกนี้หลอกเราไม่ได้ จะทำให้เรามีความมั่นใจในพระเจ้า ถ้ามันหลอกเราได้ ก็จะทำให้เราไขว้เขวและเราเริ่มไม่มั่นใจแล้ว ตกลงวันสุดท้าย วิญญาณเราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าไหม? หรือนิสัยเราแบบนี้ พระเจ้าไม่เอาเราแน่ๆ เลย อย่าให้โลกนี้หลอกเราเด็ดขาด ให้เรายึดมั่นในถ้อยคำของพระเจ้า ในความจริงที่พระเยซูคริสต์ได้บอกกับเราว่าพระองค์ได้ทำให้กับเราทุกอย่าง สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เราแค่นั่งสวยๆ รับเอาสิ่งที่พระเจ้าได้ทำให้กับพวกเราสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว แค่นั้น ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรค่ะ

*******************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            พระเจ้าทรงตีสอนคริสเตียนผู้เชื่อทั้งหลาย ที่เป็นลูกๆ ที่พระองค์ทรงรักหรือ? หนึ่งในข้อพระคัมภีร์ที่มักถูกเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “การตีสอนของพระเจ้า” คือ …

            ฮีบรู 12:5-6 ซึ่งกล่าวว่า … “ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าท้อใจเมื่อพระองค์ทรงตักเตือนเจ้า เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และทรงเฆี่ยนตีทุกคนที่พระองค์ทรงรับเป็นบุตร”

            คำว่า “การตีสอน” ในข้อพระคัมภีร์นี้ ในภาษากรีก คือ “ไพ-ดี-อา” หรือ “ไพ-เด-อา” (paideia)

            คำว่า “παιδεία” (paideia) ในภาษากรีกสามารถแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “การศึกษา”, “การอบรมสั่งสอน”, หรือ “วัฒนธรรมทางปัญญา” ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้

            ความหมายของ “παιδεία” (paideia)

            1. การศึกษาและการอบรม – หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ ฝึกฝน และอบรมเพื่อพัฒนาความรู้และคุณธรรม

            2. วัฒนธรรมทางปัญญา – ในบริบทกรีกโบราณ “paideia” ไม่ได้หมายถึงการศึกษาในโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปลูกฝังจริยธรรม ปรัชญา และค่านิยมของสังคม

            3. การพัฒนาเยาวชน – ใช้ในความหมายของการฝึกฝนเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

            เพราะฉะนั้น การใช้คำว่า “การตีสอนของพระเจ้า” ในข้อพระคัมภีร์นี้ จึงเป็นสาเหตุทำให้หลายคนเข้าใจว่า “การตีสอนของพระเจ้านี้” เป็นการลงโทษ แต่จริงๆ แล้วเป็นการอบรม ฝึกฝน และสอนให้เราเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ ในความเชื่อ

            “การอบรมฝึกฝนเราด้วยความรัก ในฐานะเป็นลูกของพระองค์” ไม่ใช่เพื่อเป็นการลงโทษในความผิดพลาด แต่เป็นการฝึกฝน เพื่อให้เราเติบโตในพระคุณและความรู้ของพระองค์

            2 เปโตร 3:18 … “แต่ขอท่านทั้งหลายจงเจริญขึ้นในพระคุณ และในความรู้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา สง่าราศีจงมีแด่พระองค์ ทั้งในปัจจุบันนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน”

            พระเจ้าทรงรักเรา และต้องการให้เราเป็นผู้ใหญ่ในความเชื่อ การอบรม ฝึกฝน พร่ำสอน จึงเป็นการแสดงความรักและความห่วงใยของพระองค์

            สุภาษิต 3:11-12 … “11 ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการอบรม ฝึกสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าขุ่นข้องหมองใจ เมื่อพระองค์ทรงฝึกฝนสอน ตักเตือน  12 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงอบรม ฝึกฝน สั่งสอน ผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดั่งพ่ออบรม ฝึกวินัย สั่งสอนลูก ที่ตนชื่นชม”

            พระเจ้าทรงปรารถนาให้เรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีและสันติสุขในพระองค์ การฝึกวินัย อบรม สั่งสอนด้วยความรักและความอ่อนโยนของพระองค์ผู้เป็นพ่อ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการนำเรา ผู้เป็นลูกๆ ของพระองค์ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าในพระคริสต์

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1553

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  ธันวาคม  2025

เรื่อง “พระเยซูคริสต์ของขวัญจากสวรรค์ สำหรับมนุษย์ทุกคน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            “พระเยซูคริสต์ของขวัญจากสวรรค์ สำหรับมนุษย์ทุกคน” คือหัวข้อเรื่องในวันนี้  ต้นแบบของของขวัญบนโลกใบนี้เลย  ขอบคุณพระเจ้าว่าของขวัญนี้ เป็นของขวัญที่เป็นจริง และเป็นของขวัญที่อัศจรรย์ยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราสามารถพิสูจน์ได้แล้วเดี๋ยวนี้ อย่างชัดเจนว่าเป็นของขวัญที่อัศจรรย์และเป็นจริง  เห็นชัดตรงไหน? ทุกวันนี้ สื่อทางด้านเทคโนโลยีเยอะไปหมด ข้อมูลเต็มไปหมดเลย  แต่ไม่ว่าจะมีข้อมูลอะไรมา ท่านสังเกตเห็นอะไรบางอย่างไหมว่าจะมีข้อมูลอื่นๆ มาเยอะแยะเลย  ความเชื่ออย่างนี้ อย่างโน้น วิทยาศาสตร์อย่างนี้ อย่างโน้น เทคโนโลยีอย่างนี้ อย่างโน้น แต่พระเยซูคริสต์เป็นของขวัญ จากสวรรค์สู่มนุษย์ทุกคน จากพระเจ้านั้น ยังคงอยู่ และอยู่เพิ่มขึ้นๆ  และก็มากขึ้นอีก เอเมนไหม? แทนที่ 2,000 ปีนี้น่าจะต่ำลง น้อยลง จนหายไปเลย เพราะว่ามันไม่มีเหตุผลของมนุษย์อยู่เลย

            ท่านลองคิดดู มีเหตุผลไหม พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย แค่นี้ ก็พูดกันไม่ออกแล้วว่าจะอธิบายกันอย่างไร?  พระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน เห็นชัดๆ แล้วพระองค์ตายไป 3 วัน แล้วเป็นขึ้นจากความตาย เดินอยู่กับสาวก ปรากฏให้ผู้คนเห็น 40 วัน คิดดูแล้วกัน ไม่น่าเชื่อเลย  แล้วพระองค์บอกว่าเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว  จากนี้ต่อไป พระองค์เข้าไปมิติของสวรรค์ฝ่ายวิญญาณ แต่พระองค์ยังอยู่ และจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์  บอกไว้ล่วงหน้าเลย ตั้งแต่วันนั้น 2,000 ปี ใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระองค์จะอยู่กับเขา และจะอยู่ไปถึงตลอดนิรันดร์

            แล้วดูสิ 2,000 ปีนี้ไม่ใช่น้อยนะ แต่มากขึ้นทุกวัน คนเชื่อเหล่านี้  เริ่มจากคนเชื่อไม่กี่คนเอง 12 คน 13 คน 14 คน 15 คน จากแรกๆ เริ่มจากศูนย์เลย  แล้วมากขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวันนี้ อย่างที่เราเห็นชัดๆ  อย่างผมรู้จักพระเยซูคริสต์มา 30 กว่าปี พระเยซูคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ด้วยภายในจิตใจ ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ 30 กว่าปีแล้ว ได้เห็นด้วยตัวเองเลยว่าเรื่องพระเยซูคริสต์ เป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้นทุกวัน  มีการประกาศถึงเรื่องพระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวัน หนังสือเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวัน เยอะขึ้นทุกวัน  ไม่ว่าจะมีเดียอะไรต่างๆ สื่อสารอะไรต่างๆ  ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ใหม่ขนาดไหน ก็มีเรื่องพระเยซูคริสต์เข้าไปแทรกอยู่ แทรกเข้าไปอยู่ด้วยมากกว่าใครเพื่อนเลย  เปิดดูสิ ตอนนี้ คริสต์มาส เปิดไปทุกมีเดียในเฟสบุ๊คเอย อินสตราแกรมเอยติ๊กต๊อกเอย ยูทูปเอย  มีแต่เรื่องคริสต์มาสทั้งนั้น ทั้งเรื่องละเอียด เรื่องไม่ละเอียด เรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องเพลง มันเยอะไปหมดเลย เอเมนไหม? ไม่ว่าจะไปห้างไหน? ห้างเปิดที่ข้างบ้าน ห้างใหญ่ๆ ห้างแบบพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน หรือห้างแบบสอง-สามแสน  หรือห้างตามหมู่บ้านเล็กๆ ร้านโชวห่วยเล็กๆ  ก็จะติดป้าย ติดเทศกาลนี้ไว้ว่า Merry Christmas รู้หรือไม่รู้ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ  แต่ก็ได้ประกาศพระเยซูคริสต์แล้ว ก็คือ Merry Christmas  ซึ่งแปลว่า “ขอให้ท่านได้พบสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน” เห็นไหม Merry Christmas มา 2,000 ปีแล้ว ก็ยังคงอยู่ และเราก็ทำเหมือนเดิมอีก  ก็จะทำอะไรล่ะ พระวิญญาณเดียวกัน พระเจ้าเดียวกัน พระเยซูคริสต์เดียวกัน  ที่สถิตอยู่กับพวกเรา และเป็นความจริงที่เรารู้ร่วมกันในคริสตชนทั่วโลกนี้

            เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวันเวลาแห่งเทศกาลคริสต์มาส ก็จะประกาศสิ่งนี้ เหมือนเดิม เหมือนกับทุกๆ ปี 30 กว่าปี มาบรรยายคริสต์มาสอย่างไร? ก็เหมือนเดิม ทำไมถึงเหมือนเดิม เพราะว่าความจริงหนึ่งเดียว ไม่มีอย่างอื่น มันมีแค่นี้ ถ้าเผื่อผมหรือใครก็ตามมาประกาศพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส แล้วพูดเรื่องอื่น ไม่ใช่แล้ว ถ้าประกาศพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส ก็เรื่องนี้ เรื่องพระเยซูคริสต์เป็นของขวัญจากพระเจ้า มาสู่มนุษย์ทุกคน เป็นของขวัญที่เลอเลิศ ที่อัศจรรย์ยิ่งเลย  ที่มนุษย์ทุกคน เมื่อประสบแล้ว ได้รับแล้ว จะรู้ว่าอัศจรรย์ขนาดไหน? แม้ว่าทางสติปัญญาของมนุษย์ เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายที่เป็นสติปัญญาของมนุษย์ จะเป็นนักปราชญ์อะไรก็แล้วแต่ หรือว่าจะเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ตาม ไม่สามารถจะเข้าใจลึกซึ้ง ละเอียดถี่ถ้วนหมดได้ พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เป็นอย่างไร? เราทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ วางใจในพระองค์ จะบังเกิดใหม่ เป็นอย่างไร? ไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้ๆ ก็คือ มันเป็นจริง อยู่ในใจของเรา วิญญาณบอกเราว่าเรื่องนี้เป็นจริง         เราจึงอธิษฐานกับพระองค์ว่า … “พระบิดา พระเจ้าของเรา” ตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มรู้จักพระองค์

            วันนี้เราเริ่มต้นด้วยถ้อยคำพระเจ้าในหนังสือกาลาเทีย ซึ่งเป็นข้อพระคัมภีร์แห่งความจริง ที่ประกาศกันมา 2,000 ปีแล้ว ทุกเทศกาลคริสต์มาส หัวข้อนี้ ก็จะเป็นหัวข้อหลักใหญ่ ในการพูดถึงข่าวดีของพระเจ้า ที่มาถึงมวลมนุษย์ทุกคน สรุปอยู่ในกาลาเทีย 4:4-7 ชัดเจนมากเลย  พูดถึงความจริงที่เกิดขึ้น  ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษยชาติ  และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ ผ่านทางพระคุณของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ในวันคริสต์มาส เริ่มต้นวันแรก ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว  เป็นอย่างไร? เรามาทบทวนกัน ในใจเราก็รู้อยู่แล้วว่าวันนี้เรามาเฉลิมฉลอง ระลึกถึงพระเยซูคริสต์ ก็ต้องระลึกถึงข่าวประเสริฐ ต้องระลึกถึงความจริงอย่างนี้แหละ นี่เขาเรียกว่านมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง อ่านพร้อมกัน …

        กาลาเทีย 4:4-5 “แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ (พระเยซู) มาประสูติ จากครรภ์ของผู้หญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ เพื่อไถ่คนทั้งปวง ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเราจะได้รับสิทธิของบุตร (รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าได้) อย่างสมบูรณ์”

            ผมจะพยายามอธิบายให้สามัญที่สุด ให้ชาวบ้านๆ ให้เข้าใจ แต่รับรองได้ว่าไม่สามารถเข้าใจหมด ละเอียด ผมเองก็ศึกษามาตั้งนานแล้ว ได้แค่นี้

            “แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูมาประสูติจากครรภ์ของหญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ เพื่อไถ่คนทั้งปวง ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเรา ซึ่งเป็นคนบาป จะได้รับสิทธิของการเป็นบุตร … ซึ่งผมได้วงเล็บไว้ว่า “รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้าได้” อย่างสมบูรณ์”

            เรามาเริ่มต้นดูกันว่าคืออะไร? … เมื่อถึงกำหนดเวลา “กำหนดเวลา” คืออะไร? กำหนดเวลา คือพระเจ้าสัญญาไว้กับมนุษย์แล้ว ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดว่าจะส่งพระบุตรของพระองค์ลงมา  ช่วยเหลือมนุษย์  ให้รอดพ้นจากความทุกข์ทรมาน ในการเป็นคนบาป  พระเจ้าก็ได้ทำตามสัญญา คือถึงกำหนดเวลา บอกไว้ล่วงหน้าแล้ว และบันทึกไว้ในหนังสือพระคัมภีร์แล้วด้วย ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเกิด ได้บอกล่วงหน้าแล้วว่าพระองค์จะมาอย่างนี้ อย่างนั้น บอกล่วงหน้าตั้งเยอะแยะ พอถึงกำหนดเวลา มาจริงๆ เมื่อ 2,000 ปีก่อน ก็คือพระเยซูคริสต์ เจ้าของวันคริสต์มาส ก็มาประสูติ โดยหญิงพรหมจารี ชื่อแมรี่ เรารู้กันดีนะ เพื่อว่าจะได้เกิดในครรภ์ มาเป็นมนุษย์ แต่วิญญาณมาจากมิติวิญญาณ มาจากพระเจ้า พระเจ้าส่งพระเยซู ซึ่งเป็นวิญญาณของพระเจ้า เป็นวิญญาณชนิดเดียวกับพระเจ้า เป็นพระบุตรทางฝ่ายวิญญาณ มาจุติเกิดในหญิงพรหมจารี คือมนุษย์ธรรมดา ร่างกายพระองค์มาจากหญิงธรรมดา ก็เป็นร่างกายเหมือนมนุษย์อย่างเราๆ ที่เกิดจากครรภ์มารดา แต่วิญญาณของพระองค์มาจากพระเจ้า เป็นพระเจ้า

            เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นเพียงผู้เดียวในโลกนี้ ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้  และตลอดไปเป็นนิตย์ คือพระองค์เป็นพระเจ้ามาเกิดในร่างกายของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนเกิดจากร่างกายของมนุษย์ และวิญญาณที่มาจากพ่อแม่ ตามบรรพบุรุษ ก็คืออาดัมและเอวา แต่พระเยซูคริสต์มาเกิดจากหญิงพรหมจารี  เพื่อจะได้เป็นวิญญาณที่แตกต่าง คือมาจากพระเจ้า เรารู้กันอยู่แล้วว่าวิญญาณที่มาจากพระเจ้า วิญญาณพระเจ้ามีลักษณะอย่างไร? บริสุทธิ์ ไม่มีความชั่ว ไม่มีความผิด ไม่มีความบาปเลย เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์ เป็นวิญญาณที่ดีงาม ดีพร้อม  หรือเราเรียกกันว่าวิญญาณแห่งความชอบธรรม  … ชอบธรรม แปลว่าดีพร้อมทุกอย่าง 100% ทำไมต้องมาเกิดจากหญิงพรหมจารี  เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่มีบาปเลย  เพื่อไถ่คนทั้งปวงที่เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่เป็นคนบาป ไถ่มนุษย์คนอื่นๆ มวลมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ เป็นคนบาป รวมทั้งเราด้วย  มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ซึ่งคนบาปเหล่านี้ ทำไมต้องไถ่เขา  เพราะว่ามนุษย์คนบาป อยู่ใต้บทบัญญัติ

            บทบัญญัติ คือกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าเป็นผู้กำหนดขึ้น ให้สรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้างให้ปฏิบัติตาม ทำตาม เขาเรียกว่ากฎเกณฑ์

            มนุษย์ตกลงไปในความบาป  ก็คือมนุษย์อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านี้ กฎเกณฑ์มีไว้สำหรับคนบาปโดยเฉพาะ ในพระคัมภีร์บอกว่ากฎเกณฑ์มีไว้สำหรับคนบาป เพื่อว่าคนบาปจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป

            กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าให้ไว้กับมนุษย์นั้น เพื่อให้มนุษย์รู้ตัวเองว่าตัวเองเป็นคนบาป ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่ากฎเกณฑ์เป็นตัวบอกว่ามนุษย์เองจะรู้ตัวว่าไม่สามารถทำตามกฎเกณฑ์ได้ กฎเกณฑ์ คือบทบัญญัติทางความประพฤติ ทางศีลธรรม มีทั้งข้อให้ทำ มีทั้งข้อห้ามไม่ให้ทำ และพระเจ้าบอกว่ากฎเกณฑ์นี้ มีไว้สำหรับคนบาป ให้ทำตามกฎเกณฑ์นี้ ทุกข้อ ต้องไม่ผิดเลยแม้แต่ข้อเดียว ต้องได้ 100% ถึงจะอยู่กับเราได้ เพราะถ้าไม่มีกฎเกณฑ์มา มนุษย์ก็จะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นคนบาป ทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่องว่าอะไร คือบาป  แต่พอมีกฎเกณฑ์มา

            ยกตัวอย่างเช่น บอกอย่าโกรธเขานะ อย่าหงุดหงิดกับเขานะ  อย่าโมโหนะ แล้วมนุษย์รู้ด้วยกฎเกณฑ์พระเจ้าบอกอย่าโมโห อย่าโกรธ ถ้าโกรธจะโดนลงโทษนะ  ทำผิดกฎ ไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ กฎลงโทษเอง แต่มนุษย์ทำได้ไหม? พยายามไม่เครียด ไม่โกรธเขา แต่พอตัวเองเครียด ตัวเองเจ็บ ก็พรวดออกมา นั่นแหละ มนุษย์รู้ว่าฉันทำไม่ได้ แค่ครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้ ทำแค่ครึ่งหนึ่ง ก็เป็นคนบาป พระเจ้าบอกต้อง 100% มนุษย์ทำไม่ได้  เพราะวิญญาณของเขาเป็นคนบาป วิญญาณเขาไม่ได้เป็นคนชอบธรรม ไม่ได้ดีงาม  พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์  แต่วิญญาณของพระองค์ เป็นพระเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ทำบาปเลย ได้ 100% นี่คือความแตกต่าง  พระองค์จึงเป็นผู้ชอบธรรม เป็นความบริสุทธิ์เป็นมนุษย์ 1 คนบนโลกใบนี้ ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ทั้งปวง ทั้งหมดบนโลกใบนี้  ที่เป็นคนไม่บริสุทธิ์ เป็นคนบาป ให้กลับมาเป็นเหมือนพระองค์ คือเป็นคนบริสุทธิ์

            เพื่อเรา คือมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นคนบาป จะได้รับสิทธิของการเป็นบุตร  มาเพื่อเราทั้งหลาย มนุษย์ที่เป็นคนบาป มีมลทิน จะได้สามารถบังเกิดใหม่ในวิญญาณ วิญญาณเดิมที่เป็นคนบาป ได้เกิดใหม่ โดยพระเยซูเป็นผู้กระทำให้  เกิดใหม่เป็นอะไร? เป็นคนไม่บาป เป็นคนชอบธรรม เป็นบุตร ก็คือเป็นลูกของพระเจ้า  เหมือนที่พระเยซูเป็น  เป็นขนาดไหน? ในนี้บอก “อย่างสมบูรณ์”

            อย่างสมบูรณ์ หมายถึงเป็นบุตรของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ คือเป็นวิญญาณที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ดีพร้อม ชอบธรรม เหมือนพระเยซูที่มาเกิดเป็นมนุษย์นั้น 100% ตามที่พระเจ้าต้องการให้เป็น คือจากนี้ไป ไม่มีการทำบาปเลย  เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีการทำบาป  แต่มันจริงตามนั้น  ถ้าท่านเรียนลึกซึ้ง ในพระคัมภีร์จะบอกเลยว่าคนที่เชื่อในพระเยซู เป็นคริสเตียนแล้ว เขาจะไม่ทำบาป เฮ้ย! เราทำอยู่นี่  เรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็ยังทำบาปอยู่ ทำผิดอยู่เลย ใครบอกว่าไม่ทำ พระคัมภีร์บอกว่าไม่ได้ทำแล้ว อาจารย์เปาโลบอกว่า …

            “สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำ คือวิญญาณของข้าพเจ้าต้องการทำ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำ ข้าพเจ้าก็ทำ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำ โดยที่ตัวจริงๆ ไม่ต้องการทำนั้น แต่ทำไป ก็เพราะว่ามันมีตัวที่ 3 ก็คืออิทธิพลของความบาป  เรียกว่ากิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง อิทธิพลที่อยู่เหนือโลกใบนี้ ที่ชีวิตเดิมเราเป็นอยู่นั้น มันล่อลวง ชักจูง โน้มนำให้เราเชื่อฟัง หลงไปทำตามความเคยชิน”

            อาจารย์เปาโลจึงบอกว่า “ดังนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ทำ” ไม่ใช่อาจารย์เปาโลมาแก้ตัว แต่กำลังบอกความจริงให้คริสเตียนได้รู้ว่าวิญญาณท่านเป็นวิญญาณที่สะอาดหมดจด ใหม่เอี่ยมเลย เหมือนพระเยซูคริสต์เลย 100% นี่แหละ คือความจริงแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ นี่แหละ คือความจริงที่ต้องพูดกันเมื่อถึงวันคริสต์มาสว่าพระเยซูมาเกิด  เพื่อสิ่งนี้ เป็นหัวใจเลย ให้มนุษย์ได้หลุดพ้นออกจากการอยู่ใต้กฎของความบาปและความตาย  ก็คือกฎบัญญัติทางศีลธรรม หลุดพ้นได้อย่างไร? ก็คือทำบาป ก็ได้รับการอภัย  โดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป มีธรรมชาติบาปจากบรรพบุรุษ คืออาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ ติดต่อกับพระเจ้าไม่ได้ ไม่สามารถเป็นลูกของพระเจ้าได้ เพราะว่ามีมลทินในวิญญาณ  บัดนี้ สามารถเข้ากับพระเจ้าได้แล้ว ด้วยการบังเกิดใหม่ของพระเยซูคริสต์ มาเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาด แล้วรับเอาความบาปของมนุษย์เอาไว้ ด้วยตัวของพระองค์เอง บนไม้กางเขน  เพื่อว่ามนุษย์จะได้พ้นจากบาปนั้น แล้วกลับกลายมาเป็นคนชอบธรรม  และได้บังเกิดใหม่

            และบทบัญญัติที่ให้ไว้ เมื่อสมัยโมเสส แต่พระคัมภีร์บอกว่าเขียนขึ้นมา เป็นส่วนเดียวเท่านั้นเอง  ส่วนหนึ่ง นั่นก็เยอะแล้วนะ 600 กว่าข้อ ศีล 600 กว่าข้อ  เป็นส่วนหนึ่งของกฎบัญญัตินี้ว่าอะไรให้ทำ? อะไรไม่ให้ทำ? แต่พระคัมภีร์บอกว่ากฎทั้งหมดเลย มากกว่ากฎของโมเสสอีก เขียนไว้ในใจของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่เชื่อหรือเป็นลูกหลานของโมเสส  คือชาวยิวเท่านั้น แต่มนุษย์ทุกคนเลย พระเจ้าเขียนกฎศีลธรรมเหล่านี้ มโนธรรมเหล่านี้ไว้ในจิตใจของเขา จารึกลึกไว้ในใจของเขา เขารู้ว่าอย่าทำบาป แล้วพระเจ้าให้โมเสสเขียน เพื่อเป็นพยานยืนยันอีกอันหนึ่งว่ามีตัวหนังสือขึ้นมาด้วยว่านี่ทำอย่างนี้ เป็นตัวอย่างว่ายืนยันว่าท่านเป็นคนบาป ให้เขียน และท่านรู้ไหมว่ากฎหมายที่โมเสสเขียนโดยพระเจ้าบอก เป็นต้นเหตุ เป็นต้นต่อ เป็นที่มาของกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายศีลธรรมทั้งหมดที่ถูกสถาปนาขึ้น ในโลกใบนี้ทั้งหมด จนถึงปัจจุบัน  กฎหมายบ้านเมือง กฎหมายประเทศโน้นประเทศนี้ กฎหมายอะไรต่างๆ กฎหมายเหล่านี้จะออกมา อยู่ภายใต้พื้นฐานจากกฎหมายทางโมเสสทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธว่าตัวเองไม่เป็นคนบาป

            เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์อ่อนแอ เป็นคนบาป ไม่สามารถที่จะต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังได้ จึงกระทำสิ่งที่ผิดพลาดไป เรียกว่าทำบาปนั่นเอง นี่คือเหตุ ที่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ในครรภ์ของหญิงพรหมจารี เพื่อรับบาปแทนมนุษย์ทั้งปวง ลบล้าง ยกเอาบาป ในวิญญาณนั้นออกไปจนหมดสิ้น มนุษย์จึงสามารถหายจากบาป และสามารถบังเกิดใหม่ ทั้งวิญญาณและใจใหม่ กลายเป็นคนดี คนชอบธรรม ไม่ถูกลงโทษ โดยการพึ่งพาการกระทำของพระเยซูคริสต์ ไม่ต้องพึ่งกฎระเบียบทางศีลธรรมอีกต่อไป  ไม่ต้องดำเนินชีวิตไปตามศีลธรรม  ตามกฎระเบียบต่อๆ ไป  แต่ดำเนินชีวิตด้วยความดีงาม จากตัวตนข้างในวิญญาณ ซึ่งเป็น 100% ท่านต้องมั่นใจว่าท่านเป็นคนดี 100% ชอบธรรม 100% แล้ว ในพระเยซูคริสต์ท่านเป็นคนใหม่แล้วจริงๆ  สิ่งที่ท่านทำ อาจจะไม่ถูกต้อง  ท่านประพฤติอาจจะไม่ถูกต้อง แต่ไม่เป็นเพราะว่าท่านอยากจะกระทำอย่างนั้น แต่ท่านถูกหลอก โดยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง มันพยายามหลอกลวง และครอบงำท่าน แต่ตัวท่านเองไม่อยากทำ และไม่อยากทำ เพราะท่านบริสุทธิ์ สะอาด เป็นคนใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ เอเมน

            แต่ก่อนผมไม่เข้าใจ ผมก็ไม่กล้าพูดเหมือนท่าน แต่มันเป็นไปได้จริงๆ  เอาว่าท่านฟังไว้แล้วกัน  แล้วลองไปอธิษฐาน แล้วศึกษาดู ในพระคัมภีร์พูดอย่างนี้ทั้งหมดเลย ยิ่งจดหมายฝากของอาจารย์ต่างๆ ได้บ่งบอกชัดเจนถึงเป้าหมายของพระเจ้าต้องการทำอย่างนี้ เมื่อส่งพระเยซูคริสต์มาบนโลกใบนี้ คือช่วยเราให้ได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ 100% ให้เราบังเกิดใหม่ 100% ให้เราบริสุทธิ์ สะอาด ดีงามเหมือนพระเยซู เหมือนพระองค์เลย 100% เพราะว่าเป้าหมาย ความต้องการของพระเจ้า สำหรับมวลมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป คือความสำเร็จของพระองค์นั้น ต้องเป็นความสำเร็จสมบูรณ์แบบ 100% คือมนุษย์ต้องมีความดี ความชอบธรรม ความบริสุทธิ์ สมบูรณ์ 100% เหมือนพระองค์ จะได้สามารถเข้ามาอยู่กับพระองค์ในสวรรคสถานได้  จะได้เข้ามาเป็นลูกของพระองค์ได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผ่านทางความเชื่อและวางใจในการกระทำของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั่นแหละ

            นี่แหละ เรียกว่าของขวัญวันคริสต์มาส สำหรับมวลมนุษย์ทุกคน ซึ่งเราคุ้นเคยกับคำว่า “พระเยซูเป็นผู้ไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์” แต่บอกให้ท่านฟังว่ามันไม่ใช่แค่นั้น แค่นั้น เป็นเพียงครึ่งเดียว ครึ่งหลังสำคัญกว่าอีก คือพระองค์มาเกิดบนโลกใบนี้ เป้าหมายของพระเจ้า คือไม่ใช่ให้มนุษย์ได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้นเท่านั้น  แต่ด้วยการบังเกิดใหม่ทางวิญญาณ ฟังให้ดีๆ  ไม่ใช่อภัยในความบาปผิดทั้งสิ้นของมนุษย์ ถ้าพระเยซูทำแค่ครึ่งเดียว มนุษย์ก็ได้รับการอภัย แต่วิญญาณ ก็ยังเป็นวิญญาณคนบาป เดี๋ยวก็ทำบาปอีกๆ นึกออกใช่ไหม?

            แต่พระเจ้าทำไว้ ก็คือผ่านทางพระเยซูคริสต์ มนุษย์ได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้น ทั้งหมดแล้ว แล้วยังได้บังเกิดใหม่ทางวิญญาณ วิญญาณเก่าที่เป็นตัวบาปนั้น ได้ตายไปเลย แล้วเกิดใหม่ทางวิญญาณ บริสุทธิ์ สะอาดหมดจด ไม่มีความบาป ความชั่วร้ายอยู่ในตัวตน ซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงของมนุษย์ทุกคน บนโลกใบนี้ที่จะอยู่ไปนิรันดร์ ไม่มีบาปอีกเลย ขอบคุณพระเจ้า

            คือเปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเราเลย  เกิดใหม่ ก็คือเกิดทางวิญญาณ มนุษย์เป็นสิ่งเดียวที่เป็นวิญญาณ ตัวเราเป็นวิญญาณจริงๆ  แล้วเป็นวิญญาณที่จะอยู่ตลอดไปนิรันดร์กาล ร่างกายที่เราเห็นมันอยู่ชั่วคราวเท่านั้นเอง เป็นเสื้อผ้าเท่านั้นเอง ตัวจริงๆ ของมนุษย์เป็นวิญญาณเหมือนพระเจ้าเป็นวิญญาณนั่นแหละ  และวิญญาณตัวนี้สำคัญมาก พระเจ้าเปลี่ยนวิญญาณ ให้เราบังเกิดใหม่ เหมือนพระเจ้า ยอห์น 1:12-13 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        ยอห์น 1:12-13 “ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานสิทธิ (ฤทธิ์เดช) ให้เป็นบุตรของพระเจ้า คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า”

            เพราะฉะนั้น คนที่ผมพูดถึง ก็คือมนุษย์บนโลกใบนี้ทั้งหมด ที่เป็นคนบาป ในนี้จึงบันทึกไว้ว่า “ส่วนคนทั้งปวง” ก็คือมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่เป็นคนบาป เฉพาะคนที่ยอมรับพระองค์ ก็คือยอมรับความจริงเมื่อตะกี้นี้ที่ผมอธิบายถึงกำหนดเวลาที่พระเยซูคริสต์มาเกิด เชื่อในเรื่องวันคริสต์มาส

            “ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในนามของพระองค์” ก็คือเชื่อในเรื่องพระเยซูคริสต์ว่าเป็นใคร? มาเกิดบนโลกใบนี้ เพื่ออะไร? “พระองค์ก็ประทานสิทธิ” ฟังให้ดีๆ “พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิ” ผมวงเล็บไว้ว่า “ฤทธิ์เดช” เพราะภาษาเดิม สิทธิตัวนี้ ใช้คำว่า “Power” จะได้เห็นว่ามันไม่ใช่สิทธิ์ แค่ว่าเป็นลูก แต่มันหมายถึงมีฤทธิ์อำนาจ ทำให้อัศจรรย์เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือมีสิทธิ์และด้วยฤทธิ์อำนาจนี้จะทำให้วิญญาณเขาเกิดใหม่ ใครที่รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาจะได้สิทธิ ได้รับพลังอำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า “คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายของธรรมชาติ ก็คือไม่ได้เกิดแบบมนุษย์ทั่วไป ที่เราเกิดจากครรภ์มารดา หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้าโดยตรง”

            วิญญาณของเรา ที่เราเชื่อพระเยซูคริสต์ไปแล้ว เราได้รับสิทธิ ได้รับฤทธิ์อำนาจนี้ไปแล้ว  เราได้เกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้าจริงๆ วิญญาณของเรา เป็นวิญญาณที่เป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนพระเยซูคริสต์จริงๆ ผู้ที่เชื่อและวางใจ และต้อนรับสิทธิของเขาในพระเยซูคริสต์ จะบังเกิดใหม่ด้วยอะไร? ในนี้บอกว่าจากพระเจ้า ก็คือพระเจ้าเป็นชีวิตนิรันดร์ หมายถึงพระเจ้าเป็นวิญญาณนิรันดร์ เราเกิดจากวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า ก็คือได้รับชีวิตนิรันดร์ เราเกิดจากหน่อเชื้อทางวิญญาณของพระเจ้า เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกของพระเจ้าที่เกิดจากเชื้อสายทางวิญญาณของพระเจ้า  ยอห์น 3:16 จึงได้บันทึกอย่างนี้ พระเยซูตรัสว่า …

        ยอห์น 3:16 “พระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกยิ่งนัก ถึงกับได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่วางใจ (พึ่งพา) ในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ ตายนิรันดร์ อยู่ในความบาป แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นของพระองค์เหมือนพระองค์”

            อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถ้อยคำพระเจ้าเขียนไว้ว่าอย่างไร เรามีหน้าที่เชื่อเท่านั้นเอง แล้วเรารับรู้ในวิญญาณของเราว่ามันเป็นจริง อย่างนั้นจริงๆ ถ้าเผื่อเรายอมรับความจริง แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง เราถูกหลอกด้วยความเท็จต่างๆ ของโลกใบนี้  ด้วยกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ มันก็ไม่เกิดขึ้นในในชีวิตของเรา เพราะเราไม่รับรู้

            “แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพระองค์” ชีวิตนิรันดร์ คืออะไร? เรามาคุยกันเรื่องนี้ บางคนก็เข้าใจว่าชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตที่ยืนยาวนานไปตลอด ไม่ใช่ มันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น พระคัมภีร์บอกว่าชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่แค่ความยืนยาวของชีวิต  แต่คือคุณภาพของชีวิต ลักษณะของชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตของพระเจ้าเอง เป็นชีวิตของพระคริสต์เอง  ที่พระเจ้าพระบิดาประทานให้ขณะที่ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3

            ชีวิตนิรันดร์ ต้นกำเนิด คือมาจากพระเจ้า  ณ ที่นี่ ตอนนี้ ก็คือพระเจ้าพระบิดาเป็นต้นกำเนิดของชีวิตนิรันดร์ พระบิดาเป็นชีวิตนิรันดร์ พระเยซูลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มีวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า พระเจ้าเดินอยู่บนโลกใบนี้ แต่พระองค์ยอมตายบนไม้กางเขน นึกให้ดีๆ วิญญาณของพระองค์ยอมตาย ก็คือวิญญาณที่เป็นชีวิตนิรันดร์ กลับสภาพมากลายเป็นคนบาป  เอาบาปของมนุษย์ทั้งหลายมาไว้ที่พระองค์เอง พระองค์กลายเป็นคนบาป ก็คือวิญญาณนิรันดร์ กลายเป็นวิญญาณตาย  พระเยซูเป็นคนบาป ตาย อยู่ในอุโมงค์ วันที่ 3 พระเจ้าได้ประกาศว่าพระองค์ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย

            การชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย ก็คือพระองค์ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ก็คือเป็นฤทธิ์เดชอำนาจจากพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไปในวิญญาณของพระเยซูคริสต์ที่ตายอยู่นั้น แล้วชุบพระเยซูคริสต์ที่ตายอยู่ให้เป็นขึ้นมาใหม่ โดยการประทานวิญญาณชีวิตนิรันดร์กลับคืนให้กับพระเยซูคริสต์ และยกพระเยซูคริสต์ขึ้นสูงสุด เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง ทุกอย่างที่มีอำนาจ หรือที่พระองค์ทรงสร้างทุกอย่าง  แล้วให้พระองค์ทรงนั่งอยู่ที่เบื้องขวาในสวรรคสถาน และเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ เราได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราก็ได้รับการชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย  และได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถานเช่นเดียวกัน เหมือนกันเลย ตรงนั้นแหละ เขาเรียกว่าชีวิตนิรันดร์

            พระเยซูบอกว่าชีวิตนิรันดร์ที่พระองค์ทรงได้รับ พระองค์ทรงแบ่งปันให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ เขียนไว้ในหนังสือยอห์น 14:23 นี่คือความจริง คือหัวใจของข่าวประเสริฐที่สำคัญมาก  ที่พูดถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ว่ามีความสำคัญมาก ก็เพราะแบบนี้แหละ เพราะการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ทำให้มนุษย์คนบาป สามารถบังเกิดใหม่ เป็นคนชอบธรรม และมีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้าได้ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย  ไม่ใช่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รับอภัยโทษจากบาปทั้งสิ้นแค่นั้น แต่เขาสามารถเป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ขณะที่เรานั่งอยู่ที่นี่ วิญญาณได้บังเกิดใหม่ ด้วยวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า เรามีวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้าอยู่ในตัวเรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว ยอห์น 14:23 …

        ยอห์น 14:23 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำประกาศของเรา  (วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ พระคริสต์พระผู้ช่วยให้รอด) พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา

            พระเยซูกับพระบิดาจะเข้ามาอาศัยอยู่ในมนุษย์คนที่เชื่อและวางใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์ และจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของเรา ของมนุษย์คนที่เชื่อนั้น วิญญาณของพระองค์ ทั้งพระบิดา ทั้งพระเยซูจะมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เราไม่เห็นหรอก แต่มันเป็นจริงตามถ้อยคำพระเจ้า ทางโลกวิญญาณ มันเกิดขึ้นจริงๆ ขณะที่เรานั่งอยู่ที่นี่ ขณะนี้ เราไม่ได้นั่งอยู่คนเดียวทางวิญญาณ แต่พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ได้อยู่ด้วยกันกับเรา

            อ่านยอห์น 17:21-23 ยิ่งเห็นชัดใหญ่เลยว่าเราได้รับวิญญาณนิรันดร์นี้มาจากใคร? พระเยซูคริสต์ได้อธิษฐานตอนที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ คุยกับพระบิดาถึงเรื่องนี้ …

        ยอห์น 17:21-23 “21 ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์พระบิดา อยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขา อยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา 22 เกียรติสิริ ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น ข้าพระองค์มอบให้แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังเช่นพระองค์กับข้าพระองค์ 23 ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขา และพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักพวกเขาเหมือนอย่างที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์”

            สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว

            ในข้อ 22 ที่บอกว่า “เกียรติสิริ ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์นั้น” เกียรติสิรินี้ ก็คือวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า เกียรติสิรินี้มาจากคำว่าเกียรติสิริ พระสิริ Glory สง่าราศี ศักดิ์ศรี เกียรติยศอันยิ่งใหญ่  ความสง่างามของพระเจ้า  ที่พระองค์ทรงประทานให้กับข้าพระองค์ ก็คือทรงประทานให้กับพระเยซูคริสต์ ข้าพระองค์มอบให้กับเขาเหล่านั้น เขาเหล่านั้นผู้ที่เชื่อและวางใจในข้าพระองค์ ก็คือผู้เชื่อ คริสเตียนทั้งหลายที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ พอต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามา  พระเยซูคริสต์ก็แบ่งเกียรติ สิริ สง่าราศี  กลอรี่ พระสิริของพระเจ้าที่พระองค์ทรงได้รับมา ให้กับเราด้วย ผู้ที่เชื่อ เราจึงได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถานร่วมกับพระองค์ นั่นแหละ สง่าราศี เกียรติที่พระองค์ทรงประทานให้เรา  นั่งเมื่อไร? นั่งเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ นั่งอยู่แล้วในโลกวิญญาณ ในนี้เป็นเรื่องเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องอนาคตว่าจะเกิด ไม่ใช่ แต่ได้เกิดแล้ว 1 ยอห์น 5:11-12 …

        1 ยอห์น 5:11-12 “และนี่คือคำเป็นพยานว่าพระเจ้าทรงประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนิรันดร์นั้น อยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ใดมีพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์”

            ชีวิตนิรันดร์นั้นอยู่ในพระบุตร ก็คืออยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ใดต้อนรับพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ โอเคไหม? ไม่ต้องอธิบายแล้วนะ ผู้ใดมีพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นมีชีวิตนิรันดร์  เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เรามีชีวิตนิรันดร์แล้ว

            กลับมาที่กาลาเทีย 4:6-7 ได้บันทึกไว้ว่าเมื่อถึงกำหนด พระเยซูมากำเนิดในหญิงพรหมจารี ในข้อ 6 และข้อ 7 ได้พูด แล้วเกิดอะไรขึ้น? …

        กาลาเทีย 4:6-7 “6 และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์ เข้ามาในใจของเรา ร้องว่า “อับบา” คือพระบิดา 7 เหตุฉะนั้น โดยพระเจ้า ท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้ว ท่านก็เป็นทายาทด้วย”

            เห็นไหม? เมื่อเราเป็นคริสเตียน เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราเชื่อว่าพระองค์ คือผู้ที่พระเจ้าส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วย และเป็นพระเจ้าในคราวเดียวกัน เป็นเจ้าของคริสต์มาส เราได้รับการยืนยัน โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในเรา ยืนยันอยู่ข้างในว่าพระเจ้าพระบิดา ที่ในอดีตนั้น รู้สึกห่างไกลจากเราเหลือเกิน แต่เดี๋ยวนี้ พระองค์คือพ่อของเรา  “อับบา” คือพ่อ คือปะป๊าของเรา สนิทสนมกัน นี่ยืนยันอย่างนั้นเลย

            เราในที่นี้เป็นคริสเตียนแล้ว เราจึงรู้ สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ไม่มีเหตุผล อธิบายไม่ถูก ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดขึ้นอย่างนี้ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ พิสูจน์ได้อันหนึ่ง คือเราทุกคนสามารถอธิษฐานกับพระเจ้า และอธิษฐานอยู่เสมอทุกคนว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ๆ ซึ่งก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์นั้น เราเคยเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สูงสุดในโลก

            แล้วบอกว่า … “พ่อจ๋า พ่อของลูก” ไหม?

            ไม่มีเลย นี่แหละสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการยืนยันด้วยประสบการณ์ของเราจริงๆ ว่าอัศจรรย์ใจจริงๆ ที่มันเกิดขึ้นอย่างนี้ เราสามารถเรียกพระเจ้าว่าพ่อได้หรือ? ทุกวันนี้เราเรียกจนเคยชินเลย

            “พ่อจ๋า”

            บางทีผมแอบได้ยิน ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังนะ  ได้ยินเขาอธิษฐาน

            “พ่อ ลูก”

            ซาบซึ้งกันใหญ่เลย  แต่ถ้าสมัยก่อน ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในตัว ถ้าเราพูดอย่างนี้ เราเองก็คิดว่าตัวเราเองคงเล่นลิเกอยู่ หรือไม่ก็เพี้ยนไปแล้ว ใช่ไหม? แต่ตอนนี้ไม่ใช่  ตอนนี้เรารู้ว่ามันเป็นจริง

            ในสมัยที่พระเยซูคริสต์เดินอยู่บนโลกใบนี้  3 ปี ตอนประกาศเรื่องอาณาจักรสวรรค์ ก่อนที่จะเดินทางไปบนไม้กางเขน และทำการไถ่บาปให้กับมนุษย์จนสำเร็จ ประชาชนที่ฟังพระองค์ ถึงเรื่องวิถีทาง เรื่องที่พระองค์ทรงประกาศ เรื่องทางเข้าสู่สวรรค์ เข้าไปหาพระบิดาได้อย่างไร?  ผู้คนก็อยากจะรู้ ก็คิดเหมือนเดิม เหมือนมนุษย์ทั่วๆ ไป เหมือนสมัยที่เรายังไม่เชื่อ พระเยซูบอกว่าประกาศหนทางสู่สวรรค์ คนก็ถามพระเยซูว่า …

            “แล้วเราจะเข้าสู่สวรรค์ เราต้องทำอะไรบ้าง?” เหมือนไหม? “เราต้องทำดีขนาดไหน? เราต้องทำบุญมากขนาดไหน? ถึงจะพ้นจากเวร จากกรรมได้ เราต้องใช้เวรใช้กรรมเท่าไร ถึงจะหมด เราต้องทำดีเยอะขนาดไหน? มากขนาดไหน? ทำอะไรบ้าง? ทำพิธีอะไรบ้างถึงจะได้ไปสวรรค์อย่างที่พระองค์บอก”

            แล้วพระเยซูตรัสว่าอย่างไร?

            เขาถามพระเยซูว่า “เราต้องทำอะไร? พิธีอะไรต่างๆ เยอะแยะเลย ต่างๆ อะไรบ้าง?”

            พระเยซูตอบพวกเขาบอกว่าทำอย่างเดียว เขาบอกว่าต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง เยอะแยะ เพราะต้องการพึ่งตนเอง แต่พระเยซูบอกทำอย่างเดียวพอ  อย่างนั้น คืออะไร?

            “จงวางใจในพระบุตร คือวางใจในเรา จงเชื่อในเรา  อย่างเดียวเท่านั้น และรับการบังเกิดใหม่”

            เห็นไหม หัวใจอยู่ที่บังเกิดใหม่? เป็นอัศจรรย์ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจ เราพึ่งตัวเองไม่ได้ เราทำให้อัศจรรย์เกิดขึ้นกับตัวเราเองไม่ได้  เราทำให้เราเกิดใหม่ไม่ได้  เราสามารถทำได้แค่พึ่งตนเอง กระทำดีๆ สะสมบุญกุศลอะไรต่างๆ ทำดีๆ  เราได้แค่นั้น

            แล้วเราก็จะพยายามถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือถามพระเจ้าว่า … “ทำดีพอหรือยัง? ไม่ดีพอ ต้องทำดีมากเท่าไร? เมื่อไรจะพ้นจากเวรจากกรรมสักที”

            แต่พระเจ้าตอบเราผ่านทางพระเยซูว่า … “ทำอย่างเดียว คือวางใจ เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่เราส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าของวันคริสต์มาส ของขวัญที่เราให้”

            แค่นั่นเอง แล้วเราจะให้เจ้าเกิดใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ พระเยซูได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  วางใจในการกระทำของพระเยซู แล้วบังเกิดใหม่ การบังเกิดใหม่ ก็คือการเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซูคริสต์ และทำได้อย่างไร? แค่เชื่อและวางใจ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เชื่อ วางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำที่ไม้กางเขน  จนกระทั่งเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 เชื่อในพระคัมภีร์ที่บอกว่าเมื่อวางใจในพระองค์แล้ว เราได้รับการบังเกิดใหม่พร้อมพระองค์ เชื่อทั้งๆ ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดว่ามันเกิดใหม่อย่างไร? ถ้าเราคอยให้เราเข้าใจก่อน แล้วเราค่อยเชื่อ เราไม่มีวันเชื่อหรอก เราต้องเชื่อก่อน แล้วความเข้าใจถึงจะค่อยๆ เพิ่มพูนเข้ามาทีละนิดทีละหน่อย

            เพราะฉะนั้น สรุปวันนี้ อยากถามท่านในที่นี้ว่าท่านอยู่ในสถานะไหนตอนนี้ อยู่ในสถานะที่บังเกิดใหม่ เป็นวิญญาณนิรันดร์เหมือนพระเยซูแล้วหรือยัง? หรือยังไม่ใช้สิทธิของท่าน  ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ มันขึ้นอยู่ที่ท่านแล้ว พระเจ้ากระทำสำเร็จเรียบร้อยทุกอย่าง บริบูรณ์แล้ว พระเยซูบอกสำเร็จแล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่าจะสำเร็จหรือไม่? ท่านจะยอมรับความสำเร็จของพระเยซูคริสต์นี้หรือไม่? แค่เชื่อ วางใจในความสำเร็จที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำที่ไม้กางเขนเท่านั้น ทุกสิ่งเหล่านี้ก็เป็นของท่านแล้ว  ท่านจะได้เป็นวิญญาณนิรันดร์ บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม 100% เหมือนพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์พร้อมพระเยซูคริสต์ อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ และจะอยู่ ณ ที่นั่น หรือเรียกว่า ณ ที่นี่ก็ได้ ตลอดชั่วนิจนิรันดร์ เอเมน พระเจ้าอวยพรครับ

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ความรอดในพระเยซูคริสต์ คืออะไร?

            รับโดยวิธีใด?

            ความรอดในพระเยซูคริสต์ หมายถึงการได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ หลุดพ้นจากการเป็นคนบาปเป็นศัตรูกับพระเจ้า และได้รับการคืนดีกับพระเจ้า ซึ่งเป็นของขวัญที่ได้รับโดยพระคุณของพระเจ้า และผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์

            เอเฟซัส 2:8-9 … “8 เพราะโดยพระคุณความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้น จากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้”

            ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดีของตัวเองในความรอดของตนได้ พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ผู้ซึ่งเสด็จมาเพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้นจากบาป โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและการฟื้นคืนพระชนม์

            1 โครินธ์ 15:3-4 … “3 เพราะเรื่องที่ข้าพเจ้าได้รับมานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และข้าพเจ้าได้ถ่ายทอดให้ท่าน คือพระคริสต์ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ 4 ทรงถูกฝังไว้และในวันที่สาม พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายตามที่พระคัมภีร์ระบุไว้”

            การเชื่อในพระเยซู หมายถึงการยอมรับความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเจ้า ผู้ทรงมีอำนาจในการให้อภัยบาปและประทานชีวิตนิรันดร์ และความรอดนี้ไม่สามารถได้มาจากการกระทำ หรือความพยายามของมนุษย์ แต่เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ทุกคน ที่เชื่อในพระเยซู

            กาลาเทีย 2:16 … “ไม่มีใครถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมได้ โดยการถือรักษาบทบัญญัติ แต่เป็นได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ฉะนั้น เราเองจึงเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์  ไม่ใช่โดยการทำตามบทบัญญัติ เพราะว่าไม่มีใครถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมได้โดยการทำตามบทบัญญัติเลย”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1552

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  14  ธันวาคม  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 9

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาต่อในหนังสือโคโลสี บทที่ 2 ทวนรอบที่แล้วนิดหนึ่ง ในข้อที่ 29 บทที่ 1 …

        โคโลสี 1:29 “เพื่อจุดหมายนี้  ข้าพเจ้าจึงบากบั่นฝ่าฟันด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งสิ้นของพระองค์  ซึ่งกำลังทำกิจอย่างเข้มแข็งในข้าพเจ้า”

            จุดหมายที่อาจารย์เปาโลพูดถึง ก็คือการที่ได้ประกาศข่าวดีให้ชนต่างชาติได้รับรู้ความจริงว่าสติปัญญาทั้งสิ้น พระเจ้าได้ให้กับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว และพระเยซูคริสต์ผู้ดีพร้อม ชอบธรรม สะอาดบริสุทธิ์ หมดจด อยู่ในเรา

            วันนี้เรามาต่อบทที่ 2 ข้อที่ 1 บอกว่า …

        โคโลสี 2:1 “ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่าข้าพเจ้ากำลังต่อสู้ดิ้นรนขนาดไหน  เพื่อท่าน เพื่อพวกพี่น้องที่เมืองเลาดีเซีย  และเพื่อคนทั้งปวงที่ยังไม่เคยพบหน้าข้าพเจ้าเลย”

            เราเห็นภาพที่อาจารย์เปาโลพูดถึง คือจริงๆ อาจารย์เปาโลยังไม่เคยเห็นพี่น้องในคริสตจักรโคโลสีเลย แต่ได้ยินข่าวจากคนที่ได้ไปก่อตั้งคริสตจักรนี้ แล้วพี่น้องคริสตจักรนี้ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ  เขาได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และตั้งมั่นคงอยู่ในพระเจ้า มีความรักในพระเจ้า ฟังแค่นี้ ก็ชื่นใจแล้ว อาจารย์เปาโลก็มีความสุขมาก  จดหมายนี้อาจารย์เปาโลส่งไป เพื่อให้เขารับรู้ว่า ณ เวลานี้อาจารย์เปาโลต้องต่อสู้ดิ้นรนขนาดไหน? ต่อสู้ถึงขนาดว่าอาจจะถูกฆ่าได้ทุกวัน หมายความว่ามีโอกาสที่จะถูกฆ่าได้ทุกวัน เพราะการประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ ซึ่งคนที่จะฆ่าอาจารย์เปาโลกลุ่มแรก คือชาวยิว ชาวยิวที่มั่นอกมั่นใจในการถือครอง ยึดครองพระเจ้าของเขาว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าส่วนตัวของเขาเลย คนอื่นห้ามมายุ่ง คนต่างชาติห้ามมาเข้าใกล้พระเจ้า หรือมามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา มันเป็นไปไม่ได้

            เมื่อเป็นอย่างนั้นปุ๊บ อาจารย์เปาโลถูกเลือกมาประกาศกับคนต่างชาติ พอประกาศปุ๊บ ชาวยิวก็เดือดเนื้อร้อนใจ  ก็พยายามที่จะไล่ล่าฆ่าอาจารย์เปาโลทุกโอกาสที่มี บางครั้งก็ไปสุมหัวกัน วางแผนว่าจะดักซุ่มฆ่าอาจารย์เปาโลให้ได้ ถ้าฆ่าอาจารย์เปาโลไม่ได้ พวกเขาจะไม่กินข้าว อะไรประมาณนี้ คือมีความตั้งใจมากเลยว่าอาจารย์เปาโลเป็นตัวการที่ทำให้เขามัวหมอง  ทำให้พระเจ้าของเขาถูกแบ่งปันไปให้คนอื่น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าทรงเตรียมแผนการนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว  แล้วอาจารย์เปาโลโดนหนัก เพราะว่าเป็นภาชนะที่ถูกเลือกมา เพื่อให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ

        โคโลสี 2:2 “จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้า  ก็คือให้กำลังใจพวกเขา ให้พวกเขาประสานรวมกันด้วยความรัก และด้วยความเชื่อมั่นอันเต็มเปี่ยม  ซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่แท้จริง   เพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์”

            พวกเขา คือคนต่างชาติทั้งหลาย จะได้ประสานรวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความรัก ความเป็นจริง คือไม่ว่าเป็นใครก็ตาม คนยิวหรือคนต่างชาติ เมื่อเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ ในวิญญาณของเขาถูกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยไปแล้ว  หนึ่งเดียวกันได้อย่างไร? ตามที่ในพระคัมภีร์บอก คือทันทีที่ใครก็ตามเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาได้บัพติศมาเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค ก็คือพระเจ้าผ่าตัดวิญญาณ เอาวิญญาณเก่าของเขาไปตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝัง แล้วเป็นขึ้นมา คือเป็นวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าเลย วิญญาณนิรันดร์ เป็นวิญญาณที่เทียบเท่ากับพระเยซูคริสต์เลย

            ฉะนั้น วิญญาณนี้ เป็นวิญญาณแห่งความรัก ที่ผู้เชื่อไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้รัก แต่โดยอัตโนมัติในโลกวิญญาณ เมื่อบังเกิดใหม่ปุ๊บ วิญญาณแห่งความรักมันเกิดขึ้นทันที ความรักในพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ก็คือในพระเยซูคริสต์ มันเกิดขึ้นทันที แต่ว่าในภาคปฏิบัติ ที่พี่น้องเหล่านี้ยังต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ค่อยๆ ฝึกฝนความรักที่มีอยู่ข้างในให้สำแดงออกไปแค่นั้นเอง ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าเขาเข้าใจถึงความจริงนี้ พี่น้องเหล่านี้ ก็จะมีความสามารถที่จะเชื่อมั่นในพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเขา ได้อย่างเต็มเปี่ยม แล้วก็รับรู้ พอรับรู้ความจริงมากขึ้นทุกวันๆ เขาก็จะรับรู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้า

            ความล้ำลึกของพระเจ้า ที่พระองค์ปิดซ่อนไว้ ก็คือในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าส่งมาให้กับมนุษยชาติ  แล้วความล้ำลึกนี้ เมื่อคราวที่แล้วเราคุยกันแล้ว ก็คืออยู่ในโคโลสี 1:27 ที่บอกว่าพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ ก็คือความล้ำลึกที่สุดยอดที่สุด ที่พระเจ้าวางแผนไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อพระเจ้าส่งพระบุตรลงมา ก็คือพระมาซีฮาห์มา มนุษยชาติไม่ต้องคอยชะเง้อว่าเมื่อไรจะได้เจอพระเจ้า

            ทุกวันนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่าเราอยากเจอพระเจ้า เราจะต้องทำอย่างไรถึงจะได้เจอพระเจ้า  ทำอย่างไรถึงจะได้ติดสนิทกับพระเจ้า เราต้องอธิษฐานเยอะๆ ใช่ไหม? เราต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ ใช่ไหม? เราต้องทำโน่นทำนี่ ปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าเยอะๆ ใช่ไหม?  เราจึงจะสามารถติดสนิทกับพระเจ้าได้ สิ่งที่พูดมา ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิด และก็ไม่ดีนะ มันเป็นสิ่งดีหมด แต่ว่าท่าทีของการกระทำ หรือการปฏิบัติเหล่านี้ออกมา มันต้องอยู่ในท่าทีและพื้นฐานแห่งความจริง ที่เรารับรู้ว่าเราไม่ต้องพยายามที่จะติดสนิทกับพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว  เพราะว่า ณ เวลานี้ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว มันสนิทจนไม่รู้จะสนิทขนาดไหนแล้ว  ตามถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคอยู่ในเราแล้ว  เราไม่ต้องพยายาม เพื่อทำให้เราได้อยู่กับพระเจ้า เพราะเราได้อยู่แล้ว

            แต่พอเราได้อยู่แล้ว หลังจากนั้น วิธีปฏิบัติ วิธีที่เราจะตอบสนองกับการเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ที่เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวันของเรา ก็คืออนุญาตให้พระเจ้าประกอบกิจอยู่ในเรา นึกออกไหม? เหมือนข้อสุดท้าย บทที่ 1 อาจารย์เปาโลบอกว่าพระเจ้าทรงประกอบกิจอยู่ในท่าน ก็คืออนุญาตให้พระเจ้าทำงานเต็มที่ จริงๆ แล้วพระเจ้าจะบีบคอเราก็ได้  เพราะอะไรรู้ไหม? เพราะว่าพระเจ้าได้ซื้อชีวิตของพวกเราทุกคนเรียบร้อยไปแล้ว ด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ ก็คือมาแลกกัน ชีวิตแลกด้วยชีวิต พระเยซูยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อทำให้เราสามารถมีชีวิตใหม่ได้ คือสิทธิ์ขาดอยู่ที่พระเจ้าผู้เดียวเลย ตอนนี้ พระเจ้าซื้อเราแล้ว ซื้อเรามาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า ด้วยชีวิตของพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเจ้าซื้อเราแล้ว เราก็ไม่มีกรรมสิทธิ์ในตัวเราเอง เหมือนกับเราถูกขายไปเรียบร้อยแล้ว

            แล้วผู้ที่ซื้อเรา สามารถที่จะทำอะไรกับเราก็ได้  ถ้าเรานึกถึงภาพสมัยก่อนในประเทศไทยเรา  สมัยก่อน ร.5 มีทาส เวลาเขาซื้อทาสมา ทาสไม่มีอำนาจในตัวเองเลย คนที่ซื้อเขามาเป็นเจ้าของเต็มที่เลย จะทำอะไรกับทาสก็ได้ จะเฆี่ยน จะตี จะฆ่าได้หมดเลย เพราะว่าสิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้านาย ฉะนั้น พระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าได้ซื้อเรามา แต่พระเจ้าไม่ได้ซื้อเรามาเป็นทาส  ซื้อชีวิตของเรา เพื่อที่จะเป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก ดังแก้วตาดวงใจ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกัน

            เมื่อพระเจ้าซื้อเรามาเป็นลูกปุ๊บ ซื้อชีวิตของเรา ไถ่ชีวิตของเรา แล้วก็ให้เรามีสิทธิอำนาจเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือมาเป็นลูก เมื่อมาเป็นลูกพระเจ้าก็ให้อิสรภาพกับผู้เชื่อทั้งหลายว่าเขาสามารถที่จะตัดสินใจ ด้วยตัวของเขาเองว่าเขาจะยอมทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าไหม? หรือเขาจะดำเนินชีวิตอยู่ในความเคยชินเดิมๆ  ผู้เชื่อยังสามารถทำได้อยู่ ถ้าเรารับรู้ความจริงได้มากเท่าไร? เราก็จะเริ่มเอียงข้างมาที่ฝั่งของพระเจ้ามากขึ้น เราจะยอมให้พระเจ้าได้คล่องขึ้น แต่ถ้าเราไม่ยอม พระเจ้าก็ไม่ฝืน พระเจ้าก็ไม่บังคับเราด้วย พระเจ้าบอกโอเค ไม่ยอมใช่ไหม? อยากจะทำอย่างนี้ใช่ไหม? ก็เอเมน พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งเอเมน ก็คือตามนั้น

            ตามนั้น แล้วเป็นอย่างไร? พอตามนั้นปุ๊บ เราก็จะเก็บเกี่ยวผล ผู้เชื่อทุกคนต้องเก็บเกี่ยวผลแห่งการกระทำของเรา ก็คือผลที่เราตัดสินใจทำลงไป ตัดสินใจถูก ตัดสินใจผิด ก็จะได้รับผลเหมือนกัน ตัดสินใจถูก ผลอันแรกที่เราได้รับ อย่างที่เราคุยกัน สันติสุขมันเกิดขึ้นในใจทันที นั่นคือพระพร ตัดสินใจผิดปุ๊บ ความทุกข์ทั้งจิตใจและร่างกาย  มันก็เกิดขึ้นเหมือนกัน  ทำไมเราถึงทุกข์ เราเป็นคริสเตียน เมื่อก่อนเราไม่เชื่อพระเจ้า เราทำอะไรผิด เราไม่ได้รู้สึกอะไร? เราไม่รู้สึกผิด เป็นไหม? เฉยๆ ผิดตรงไหน? วันนี้ไปโกรธเขา …

            “ผิดตรงไหน? ก็เขาทำให้เราโกรธ เขานิสัยไม่ดี เขายั่วฉัน ฉันก็เลยโกรธ โกรธไม่พอ ฉันด่าเขาไปด้วย แล้วฉันก็ไม่รู้สึกผิด ฉันชอบธรรมนะ เพราะว่าเขาเป็นคนเริ่มก่อน”

            สมัยก่อนนะ ก่อนที่จะมาเชื่อพระเจ้า แต่หลังจากที่เรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ทำพฤติกรรมเดียวกันเลย ข้างในรู้สึกเราไม่น่าทำเลย มันเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เรารู้สึก เรามีสิทธิ์ไหม? มีสิทธิ์ เพราะว่าเขามาเริ่มต้นก่อน แต่ข้างในวิญญาณเราเป็นเหมือนพระเจ้า  และพระเจ้าเป็นความรัก พอเป็นความรักปุ๊บ เราทำอะไรที่มันหลุดจากความรักปุ๊บ เรารู้สึก เราไม่น่าทำเลย ทำไมเราควบคุมตัวเองไม่ได้  พระเจ้าช่วยลูกด้วย อะไรอย่างนี้ มันจะเกิดสงคราม สงครามนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปสู้กับมารซาตานนะ มารซาตานเราไม่ต้องไปสู้กับมัน มันหมดฤทธิ์ไปแล้ว  มันไม่มีอำนาจเหนือเราเลย ปล่อยมันไป แต่การสู้ คือสู้กับตัวเราเอง  สู้กับความรู้สึก ความคิดของเราเอง ที่เราจะยอมให้พระเจ้าใช้ หรือยอมให้ระบบโลกนี้ใช้เรา ให้อวัยวะร่างกายของเรา เดินตามระบบของโลกนี้ ที่มันเสี้ยม เขาเรียกว่าทั้งเสี้ยม ทั้งสอน ทั้งพยายามยื้อยุด ฉุดกระชากให้เราไปทำตามมัน กับเราบอกไม่ยอม  แล้วถ้าเราไม่ยอม เรามีอำนาจไหม? ตอนนี้นะ ก่อนเชื่อพระเจ้าไม่มีอำนาจ เราอยู่ในเงื้อมมือของระบบโลกนี้ หรือเงื้อมือของซาตานที่มันควบคุมอยู่ เขาจะบีบเราก็ตาย เขาจะคลายเราก็รอด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ สถานการณ์มันเปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยน ตรงที่เมื่อก่อนเราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย แต่ตอนนี้เราอยู่ภายใต้กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์แล้ว แล้วเรามีวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว เรามีสิทธิอำนาจเต็มพิกัดเลย ในการที่จะไม่ยอมมัน ระบบโลกนี้มาเลย ส่งมา เรายืนกรานว่า …

            “ตอนนี้ฉันมีอำนาจ ฉันไม่ยอมแก แกอย่ามาหลอกฉัน ให้ฉันด่าเขาหรือ? คนมาเหยียบขา ด่าเลยๆ ไม่อย่างนั้น ก็เหยียบกลับเลย ไม่ได้สิ แค้นนี้ต้องชำระ” อะไรประมาณนั้น

            ไม่เอา เรื่องอะไร เราไม่ยอมทำตาม  ไม่เป็นไร เขาไม่ได้ตั้งใจ หรือจงใจ แบบมาเจอหน้าเราปุ๊บ เหยียบเลย อย่างนี้มันไม่ใช่ คือบังเอิญเขาเผลอมาเหยียบโดนเรา ก็ไม่เป็นไร? เขาขอโทษแล้ว ก็จบ มันจบ ที่เรา เหมือนกับอาจารย์เปาโลบอกว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบกับคนทั้งปวง ขึ้นอยู่กับเรา หมายความว่าเรามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก หรือจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เราทำได้หมด แล้วพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา พระองค์ก็ให้อำนาจเราตรงนั้น แต่ถ้าเราทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ คนที่ลำบาก คือใคร? คือเรานั่นแหละ แทนที่มันจะจบๆ ไป ไม่จบ ลากยาวไปเรื่อยๆ อะไรอย่างนี้

            เราขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงให้เรามีกำลังมากพอ ฉะนั้น ความล้ำลึกตรงนี้ที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติ หรือให้กับพวกเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ก็คือให้เรามีโอกาสได้เข้ามารับรู้ความจริงของพระเจ้า แล้วรับรู้ว่า ณ เวลานี้ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยไปแล้ว พระเยซูเป็นอย่างไร? เราเป็นอย่างนั้น พระเยซูได้อะไร เราได้อย่างนั้น  พระเยซูทำอะไร เราทำด้วย  เราทำอะไร พระเจ้าก็ทำด้วย

            พอบอกเราทำอะไร? พระเจ้าทำด้วย สมัยก่อน เราก็ถูกสอนมาว่าเราเป็นคริสเตียน เราเป็นผู้เชื่อ เราต้องทำสิ่งที่ดี ถูกต้อง คิดดี ทำดี เราเป็นคริสเตียนแล้ว ถ้าเราทำสิ่งที่ชั่ว พระเจ้าก็จะไม่อยู่กับเรา เพราะพระเจ้าบริสุทธิ์ สะอาดหมดจด พระเจ้าอยู่กับความชั่วร้ายไม่ได้ เราก็หลงเชื่อ เราก็ทุกข์ วันนี้ทำผิดไป พระเจ้า พระองค์ยังอยู่ไหม?  เราก็เกิดความสงสัย พระองค์ยังอยู่ไหม? อะไรอย่างนี้ แต่ความจริงในพระวจนะของพระเจ้า บอกว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ทำดีหรือทำชั่ว พระคริสต์ยังคงสถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่ไปไหน? ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าบอกว่าพระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเราให้เป็นลูกกำพร้า พระองค์จะอยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะดีหรือชั่ว ไม่ว่าตอนนี้เราคิดวางแผนการร้ายว่า …

            “ฉันหมั่นไส้คนนี้มาก เดี๋ยวฉันจะไปหลบอยู่หลังประตู เอาไม้หน้าสาม โผล่มา ฉันฟาดเลย”

            พี่น้องว่าพระเจ้ายังอยู่กับเราไหม? อยู่นะ กล้าพูดไหม? พระเจ้าอยู่กับเรานะ แต่ถ้าเราทำปุ๊บ สิ่งแรกที่เราเก็บเกี่ยวผล ก็คือทุกข์ ฟาดลงไปปุ๊บ มันเจ็บกระดองใจ  ทำไปได้อย่างไร? เราไม่ควรเลย ไม่น่าเลย เราก็รู้สึกว่ามันไม่ควรจริงๆ รับผลไปแล้วนะ ทุกข์แล้วนะ ทุกข์แล้วทำอย่างไร? พอไปตีหัวเขา เผลอ เป็นอารมณ์ชั่ววูบ โกรธไปนิดเดียว เราก็ต้องไปพยายามทำตัวเองให้เขายกโทษให้เรานั่นแหละ ไปขอโทษขอโพยอะไร ก็ว่าไป เราเก็บเกี่ยวผลจริงๆ  แต่ว่าพระเจ้ายังคงอยู่ในเรา หรือแม้แต่ผู้เชื่อที่อารมณ์ฉุนเฉียว เอามีดไปแทงคนตาย ตอนที่เราเอามีดเสียบพุงเขาไป พระเจ้าอยู่ด้วยไหม? อยู่ด้วย พระเจ้าไม่หนีไปไหน? ก็ยังคงอยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์เตือนเราแล้ว แต่ไม่ทัน คืออารมณ์เราไวกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราเตือนเรา พอเราเสียบพุงเขาปุ๊บ ถ้าเขาตาย เก็บเกี่ยวผล ก็ไปติดคุกตามระเบียบ  แม้ว่าท่านเป็นผู้เชื่อแล้วก็ตาม ท่านก็จะต้องเก็บเกี่ยวผลตรงนั้นแหละ อย่าคิดว่าพอเราเชื่อพระเจ้า หรือพระเจ้ารักเราดังแก้วตาดวงใจ รักขนาดที่ยอมสละพระชนม์ชีพของพระองค์ มาตายเพื่อเราบนไม้กางเขน ทีนี้เราอยากทำอะไรก็ได้

            ผู้เชื่อทั้งหลายเอ๋ย ท่านทำอะไร ก็จะไม่ได้รับโทษใดๆ เลย มันไม่ใช่นะ เราจะไม่ได้รับโทษใดๆ เฉพาะในวิญญาณเราเท่านั้น วิญญาณเราตอนนี้สะอาด บริสุทธิ์หมดจดเหมือนพระเจ้า แล้ววิญญาณไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตอนนี้เก็บเกี่ยวผล คือผลในร่างกายของเรา ที่อยู่บนโลกใบนี้ เราต้องเก็บเกี่ยวผล หรือถ้าเราไม่ระวัง รักษาสุขภาพของเรา ใช้ชีวิตแบบตามมีตามเกิด ตามใจปาก เราก็เก็บเกี่ยวผลเหมือนกัน ถ้าเราไม่ระมัดระวังในเรื่องการกิน การนอน

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการนอน ยุคนี้ เตือนเด็กๆ ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเท่าไรหรอก ผู้ใหญ่พอถึงเวลาเราง่วง เราอยากนอนแล้ว  2 ทุ่ม 3 ทุ่มเราง่วงแล้ว ใครจะมาคุยอะไร เลิกคุยแล้ว เราปิดโทรศัพท์ ปิดไอแพค เราตีตั๋วนอน แต่เด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่เป็นอย่างนั้น เด็กๆ รุ่นใหม่ ไม่ถึงตี 2 ไม่นอน ไม่รู้กดอะไร กดๆๆๆๆ ตลอดเวลา ดูเหมือนยุ่งไปหมดเลย ซึ่งระยะสั้น อาจจะดูเหมือนไม่มีผลอะไร? แต่ระยะยาว ขอเตือนลูกหลานของเรา เจ้าจะเก็บเกี่ยวผล ผลตรงนี้ จริงๆ ธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมนุษย์มา พระเจ้าให้เวลากลางวันที่จะทำงาน ท่านอยากจะทำอะไร ท่านทำไปเถอะ เวลากลางวัน ทำโน่นทำนี่ จะอ่าน จะดูหนัง ฟังเพลง เชิญตามสบาย แต่ถึงเวลานอน ควรนอน เพราะว่าระบบร่างกายเรา มีฮอร์โมนที่สร้างความเจริญเติบโตในร่างกายของพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม … 4 ทุ่มนี่ก็ลากยาวเกินแล้ว เด็กสมัยก่อน 2 ทุ่ม พ่อแม่ก็พานอนแล้ว ฮอร์โมนหลั่ง เจริญเติบโต แบบสมองได้รับการบำรุงเลี้ยง ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ร่างกายก็สดชื่น สมองก็ได้พัฒนา

            ดังนั้น เด็กรุ่นใหม่ เราจะเห็นว่าโรคเยอะนะ นั่นคือผลที่เขาจะต้องเก็บเกี่ยว เดี๋ยวเป็นโรคโน่น เป็นโรคนี่ สมัยรุ่นดิฉัน 70 กว่าแล้ว ไม่ค่อยได้ยินว่าเด็กเป็นโรคโน่นโรคนี่ เพราะว่าเด็กในยุคของเราถึงเวลาพ่อแม่พานอน แล้วก็ให้ออกไปเล่น เล่นดินเล่นทราย เล่นอะไรก็ได้ คือได้อากาศบริสุทธิ์ ได้ออกกำลังกาย ได้วิ่ง ได้อะไร? เด็กรุ่นนั้นจะแข็งแรง เด็กรุ่นใหม่ อยู่แต่ในห้องแอร์ ออกห้องแอร์ เหงื่อโชกเลย ไม่ไหวๆ เข้าห้องแอร์ดีกว่า คือไม่ค่อยออกไปเผชิญกับอากาศบริสุทธิ์ข้างนอก จับเจ่า คลุกอยู่กับที่ ไม่เคลื่อนไหวไปไหน อยู่หน้าจอแบบ 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง นั่งได้ อันนั้นแหละ อันตราย เพราะว่าผลระยะยาว ลูกหลานของเราก็จะเก็บเกี่ยวผล ซึ่งพ่อแม่สอนไหม? เชื่อว่าพ่อแม่สอนนะ  ทั้งบอก ทั้งเตือน ทั้งอะไร ทุกรูปแบบเลย ฟังไหม? ไม่ฟัง ถ้าไม่ฟัง ก็ไม่เป็นไร เราทำส่วนของเราแล้ว ถ้าเขาไม่ฟัง โตขึ้น หรือสักพักหนึ่ง เก็บเกี่ยวผล แล้วก็จะรู้

            นี่เป็นเรื่องจริงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งต่อให้เราเชื่อวางใจในพระเจ้า ระบบบนโลกนี้ ที่พระเจ้าวางไว้ พระองค์วางไว้อย่างชัดเจนมาก ตรงที่ว่าถ้าเราทำส่วนของเราควรทำ เราก็จะเก็บเกี่ยวผลดี สุขภาพเราก็จะแข็งแรง  สภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ วิญญาณ เราก็สดชื่น คือเราจะมีทั้งไอคิว อีคิว ดีไปหมดเลย ยุคนี้มันยาก แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า ตรงที่ว่าเราเป็นผู้เชื่อ เราเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว  เราก็อธิษฐานเผื่อลูกหลานของเรา  สอนไปเถอะ เขาฟังหรือไม่ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เป็นไร เราทำหน้าที่ส่วนของเรา เหมือนกับผู้รับใช้ของพระเจ้า ก็สอนถ้อยคำของพระองค์ พูดถึงความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ท่านจะฟัง ไม่ฟัง เชื่อฟัง ไม่เชื่อฟัง ก็ไม่เป็นไร  ถ้าเรื่องของโลกวิญญาณ คือยังไง ท่านก็รอด  แล้วพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีไว้ในชีวิตของเรา พระองค์ก็จะนำพาเรา พี่น้องไม่ต้องกลัวว่าถ้าเราเป็นเด็กดื้อ หรือเรากบฏกับพระเจ้าตลอดเวลา ถึงวันสุดท้าย วิญญาณเราออกจากร่าง พระเจ้าจับวิญญาณเราโยนทิ้งไป ไม่มี  พี่น้องต้องจำตรงนี้เอาไว้ ถึงวันนั้น เมื่อวิญญาณเราออกจากร่าง เราก็ได้ไปพบพระเจ้าหน้าต่อหน้า ตามพระสัญญา แต่ว่าบนโลกนี้ ท่านเก็บเกี่ยวแน่นอน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทุกข์อะไรก็แล้วแต่ ถ้าท่านไม่ทำตามระบบที่พระเจ้าวางไว้ นี่คือผลที่มันจะเกิดขึ้น  เฉพาะบนโลกนี้เท่านั้น

        โคโลสี 2:3 “ซึ่งคลังสติปัญญาและความรู้ทั้งมวลซ่อนอยู่ในพระองค์”

            ก็คือซ่อนอยู่ในพระคริสต์

        โคโลสี 2:4 “ข้าพเจ้าบอกอย่างนี้ เพื่อไม่ให้ใครมาล่อลวงท่าน ด้วยถ้อยคำที่ฟังน่าเชื่อถือ”

            การล่อลวงผู้เชื่อ ด้วยถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ เหมือนกับในยุคของอาจารย์เปาโล ก็จะมีคนมาสอนว่าควรจะปฏิบัติแบบนี้ ควรจะทำแบบนี้ เชื่อพระเจ้าอย่างเดียวไม่พอหรอก  แค่เชื่อ ไม่รอดหรอก เธอต้องมาทำโน่นทำนี่ทำนั่น เยอะแยะมากมาย อาจารย์เปาโลบอกอย่าไปเชื่อคำหว่านล้อมทุกอย่าง ที่เขาส่งมา ซึ่งมันไม่ตรงตามความเป็นจริง ตามถ้อยคำของพระเจ้า

            ถ้าพูดอย่างนี้ แปลว่าคริสเตียนไม่ต้องทำความดีใช่ไหม? พี่น้องอาจจะสงสัย สอนอยู่อย่างนี้ ให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้เชื่อว่าพระเจ้าได้ทำสำเร็จแล้ว  อย่างนี้ ผู้เชื่อก็ไม่ต้องทำดีใช่ไหม? มันไม่มีทางอยู่แล้ว ที่เราผู้ซึ่งได้กลับใจใหม่ ผู้ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงสถิตอยู่ในเรา เราจะไม่ทำความดี มันทำอยู่แล้ว แต่ว่าการทำดีตรงนี้ มันส่งผลมาจากข้างในวิญญาณเรา ที่มันดีแล้ว และจะส่งผลแห่งความดีออกมา ให้ผู้คนรอบข้างได้สามารถสัมผัสจับต้องได้  เหมือนกับที่พระเจ้าบอก ต้นไม้ดี จะได้ผลดี ต้นไม้เลว ก็จะได้ผลเลว  ต้นไม้ดีจะเกิดเป็นผลเลวไม่ได้

            นี่คือสิ่งที่พระเยซูบอก ถ้าพื้นฐานข้างในเราดี คือวิญญาณเราดีแล้ว วิญญาณเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว  สะอาด บริสุทธิ์แล้ว ผลดี มันจะออกมาในเวลาที่เหมาะสม มันต้องออกมาแน่ๆ เพียงแต่ว่าจะออกช้าออกเร็วไม่เป็นไร ออกช้าออกเร็ว หรือบางทีออกแบบนิดเดียว  นิดเดียว พระเจ้าก็โอเคกับเรานะ เพราะว่าพระองค์เอง เป็นผู้กระทำการงาน ในวิญญาณของเรา มันไม่ใช่ความสามารถอะไรของเราเลย แต่ผู้เชื่อก็จะพลาดตรงท่าทีที่ว่าเราพยายามทำความดี เพื่อเราจะได้รับความรอด จากพระเจ้า อันนั้นต่างกันแล้วนะ  ความรอดเราได้แล้ว

            แล้วส่งผล คือเราทำดีตามธรรมชาติใหม่ของเรา กับเราพยายามทำดี เพื่อว่าเราจะได้ความรอด หรือเผื่อเราจะได้เกาะไปสวรรค์กับเขาบ้าง อันนั้นไม่ใช่แล้วล่ะ  ถ้าความคิดตรงนี้ถูกส่งมา พี่น้องต้องเปลี่ยนความคิด  ให้รับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ เราได้รับความรอดแล้ว พระเยซูทำให้เราเรียบร้อยแล้ว  เราอยู่ที่สวรรคสถานกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณ  และต่อจากนั้น ก็ให้ผลของความดีงามที่พระองค์บอกให้เราแล้ว  คือเกิดมาเป็นความดีงาม เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม  เกิดมาเป็นเหมือนพระเจ้าเลย  ให้ผลนี้ได้ถูกส่งออกไป เป็นธรรมชาติ

            ต้นมะม่วง ถึงเวลามันก็จะออกลูกมะม่วง ต้นมะม่วงจะไปออกลูกส้มไม่ได้ นึกออกไหม? มันไม่ได้ ถึงฤดูกาลของมัน มันจะออกมาเอง โดยอัตโนมัติ เพราะพระเจ้าที่อยู่ในเราจะเป็นผู้ผลักดัน กระทำให้ผลแห่งความดีงามของพระเจ้า ส่งออกมาผ่านทางชีวิตของพวกเรา ฉะนั้น หลายคนบอกว่าให้เราติดสนิทกับพระเจ้า เมื่อก่อนเราชอบนะ ให้ติดสนิทกับพระเจ้านะ วิธีติดสนิทกับพระเจ้าต้องทำอย่างไร? อาจารย์ก็จะสอน วิธีติดสนิทกับพระเจ้า ก็ต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ  อธิษฐานเยอะๆ ไปรับใช้พระเจ้าเยอะๆ ไปประกาศเยอะๆ แล้วพระเจ้าก็จะโปรดปรานเรา  พระองค์ก็จะสนิทกับเรา จริงไหม? ไม่จริง การทำดีเยอะๆ เป็นผลของความรอด ที่เราได้รับผ่านทางพระเยซูคริสต์แล้ว

            การที่เราอธิษฐาน เป็นผลจากข้างในวิญญาณมันดัน  ทำให้เราอยากจะอธิษฐาน จากข้างในวิญญาณ ไม่ใช่อธิษฐาน เพราะคนเขามาบอกเราว่าอธิษฐานเยอะๆ นะ เราจะได้ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่ใช่ เราติดแล้ว สนิทแล้ว ยิ่งกว่าสนิทอีก แนบเป็นกระดาษแผ่นเดียวกันเลย สนิทสนมกับพระเจ้ามาก ฉะนั้น อย่าให้ใครหลอกเรา เพราะว่าตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นเส้นยาแดงผ่าล้านเลย มันนิดเดียวเอง มันบังเรา แล้วพอเราดำเนินชีวิตกับพระเจ้านานๆ เราก็เริ่มว่าเราต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เพื่อว่าพระเจ้าจะได้รักเรา

            ถามว่าตอนนี้พระเจ้ารักเราแล้วหรือยัง? รักแล้ว รักมากด้วย รักดังแก้วตาดวงใจ ถามว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยหรือยัง?  เป็นแล้ว ไม่ต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นลูกพระเจ้า นึกภาพออกไหม? พยายามทำเพื่อพระเจ้าจะยอมรับเรา ไม่ต้อง เพราะพระเจ้ายอมรับเราแล้ว

            คิมเป็นลูกของพ่อแม่ คิมต้องพยายามทำอะไรไหม? เพื่อพิสูจน์ว่า …

            “หนูเป็นลูกของพ่อของแม่นะ” ไม่ต้อง

            ตื่นเช้าขึ้นมา เรารู้อยู่แล้ว ฉันเป็นลูกของพ่อของแม่  ฉันทำอะไรก็ได้ พ่อแม่ก็ยังรักฉันเหมือนเดิม จริงไหม? จริง

            เราต้องมีความรู้สึกแบบนี้ นี่คือตัวตนจริงๆ ความจริงในโลกวิญญาณ ให้เรารับรู้ว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจแล้ว เราไม่ต้องพยายามตื่นขึ้นมา หาของทำสักหน่อย เพื่อให้พระเจ้ารักเรามากขึ้น ไม่ต้อง พระเจ้ารักเราจนที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรเยอะกว่านี้แล้ว จะไปบีบให้รักมากกว่านี้มันไม่ได้ รักขนาดชดใช้ชีวิตให้กับเรา ฉะนั้น ให้เราอยู่ แล้วมีความสุข

            พระเยซูคริสต์บอกว่า … “ถ้าท่านรู้ความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท เป็นอิสระ”

            ถ้าท่านไม่รู้ความจริง ท่านก็จะถูกหลอกไปเรื่อยๆ  ท่านก็จะเกรงใจพระเจ้ามาก มีลูกบ้านไหนเกรงใจพ่อแม่ ของในตู้เย็นเราเกรงใจมาก เราไม่กล้าหยิบกินเลย มีไหม? ไม่มี แต่ถ้าเราไปบ้านอื่น เราเกรงใจไหม? เกรงใจ บ้านคนอื่น อยู่ดีๆ เราเดินเข้าไปเปิดตู้เย็น เอาของเขามากินเฉยเลย  ทำได้ไหม? ทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นบ้านเรา เรารู้อยู่แล้ว ของในตู้เย็นทั้งหมด พ่อแม่เก็บไว้ให้เรา ซื้อมาทิ้งไว้ให้เรา อยากกินอะไร เปิดตู้เย็น แล้วบอก …

            “พ่อกินอันนี้นะ”

            พ่อบอก “โอเค กินไปเลย”

            หรือบางครั้งไม่ได้บอกด้วยซ้ำไป พ่อแม่ก็จะบอก “ลูกเอ๋ย พ่อซื้อโน่นนี่นั่น  เก็บไว้ในตู้เย็น ลูกอยากกินอะไร ลูกเปิดกินไปเลย”

            ภาพเดียวกัน เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราไม่ต้องเกรงใจพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้ารักเรามาก  เราทำชีวิตของเราปกติสุขก่อน ตื่นขึ้นมา ก็รับรู้ว่า …

            “ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นลูกของพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นความรักเหมือนพระองค์ ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจ  ขอบคุณพระเจ้าที่ตอนนี้พระเจ้าอยู่ในฉัน ติดสนิทในฉัน  ฉันไม่ต้องทำอะไร เพื่อให้สนิทกับพระเจ้ามากกว่านี้”

            แต่หลังจากนี้ พระเจ้าจะใช้ใคร อันนี้มันจะต่างกันแล้วนะ ถ้าพระเจ้าต้องการที่จะใช้ใครก็ได้พี่น้อง ที่จะทำงานให้กับพระองค์ พระเจ้าจะทำงานในใจของเรา ทำให้เราเกิดความปรารถนาอยากจะทำ พออยากทำปุ๊บ มันออกมาจากใจ อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าท่านทำอะไร ไม่ได้ออกมาจากใจ ท่านก็ทำบาป ตกใจไหม? อะไรก็ตามที่ท่านทำ โดยไม่ได้ออกมาจากใจ ท่านก็ทำบาป  ถ้าออกมาจากใจ ก็คือทำตามพระเจ้า แต่ถ้าไม่ได้ออกมาจากใจ ก็คือทำตามเนื้อหนัง ทำตามโลกนี้ส่งมา  ทำตามที่โลกนี้บอกเธอควรจะทำแบบนี้นะ เราก็ควรจะทำใช่ไหม? โอเคทำไป อันนั้น อาจารย์เปาโลบอก คือความบาป

            ฉะนั้น คริสเตียนเราผู้เชื่อ เราไม่ต้องกลัวว่าเราไม่เห็นทำอะไรให้พระเจ้าเลย ไม่เห็นทำอะไรให้โบสถ์เลย อยู่เฉยๆ มีพี่น้องบางคน อัศจรรย์กว่านั้น ก็คืออย่างวันคริสต์มาส ก็มีพี่น้องเขามาถวายโน่นนี่นั่น ใช่ไหม? บางคนก็มาถวายทรัพย์ อย่างวันนี้เรามีถวายทรัพย์ 2 รอบ เพื่อเปิดโอกาสให้กับพี่น้องที่ยังไม่ได้ถวาย แต่อยากถวาย  ก็ให้ถวายมา บางคนมีกำลังพอ เขาก็ถวายเป็นเงินก้อน เท่าที่จะถวายได้ บางทีเด็กๆ อยากจะถวาย แต่มีเงิน 1 บาท 2 บาท 5 บาท  เขาก็สามารถมีส่วนร่วมในการถวายให้กับพระเจ้า เฉลิมฉลอง นี่คือครอบครัว พอเราเป็นครอบครัวปุ๊บ พี่น้องไม่ต้องคิดเยอะ บางคนบอกเราไม่ได้เอาอะไรมา เรามากินอย่างเดียว เราไม่สบายใจ พี่น้องอย่าคิดอย่างนั้น ถ้ามีแต่ของ แล้วไม่มีคนกิน มันจะออกมาเป็นงานเลี้ยงไหม?  ไม่มีนะ มันออกมาไม่ได้

            ฉะนั้น คนที่นำของมากับคนที่มาช่วยกิน สำคัญเท่ากัน ถ้าอาทิตย์หน้ามีของกินเยอะมาก เยอะแบบมหาศาล ทั้งของคาวของหวาน แล้วปราศจากคนมากิน พี่น้องลองนึกภาพนะ งานพัง มันล่ม ของทุกอย่างมันก็จะคาไว้ ไม่มีคนมากิน ฉะนั้น เราต้องเข้าใจถึงความจริง แล้วพี่น้องอย่ารู้สึกมีคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

            “ไม่สบายใจ ฉันไม่มีของมา ดังนั้น คริสต์มาส ฉันไม่มาดีกว่า”

            เคยมีคนคิดอย่างนี้นะ ดิฉันก็ตกใจ คิดได้อย่างไรว่าไม่เอาของมา ไม่มาคริสต์มาสดีกว่า เพราะว่าเราไม่มีอะไรมา เรามากินอย่างเดียว กินไปเถอะ เพราะว่าคนที่เขาถวาย เขาเต็มใจ ที่เขาเต็มใจ เพราะว่าพระเจ้าอวยพรให้เขามีกำลังพอที่จะถวาย แล้วเขาก็มีความสุข ที่เห็นพี่น้องทุกคนมาร่วมกันเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสด้วยกัน เหมือนเราเป็นครอบครัว พอปีหนึ่ง เราก็มาฉลองร่วมกัน ฉะนั้น อย่าให้ระบบของโลกนี้หลอกความคิดของเรา ทำให้เรารู้สึก …

            “ฉันไม่ได้ทำอะไร ฉันไม่ควรมา”

            อย่าเด็ดขาดนะพี่น้อง พี่น้องมาเถอะนะ คิดถึงมากๆ พอมารวมตัวกันในวันคริสต์มาส เรามีความสุข เราได้เห็นพี่น้องเต็มอกเต็มใจ คนที่เอาของมา เขาก็มีความสุข แล้วเวลาที่เราเอาของมา ขอโทษนะ ถ้าไม่มีคนมากิน เราทุกข์

            “สงสัยของฉันไม่อร่อยแน่ๆ เลย เขาไม่มากิน”

            นึกออกไหม? เรามีความสุข ก็คือคนที่มากินไม่ได้มาเบียดเบียนใครเลย คือเขาสร้างความสุขให้กับคนที่นำมาถวาย พี่น้องต้องคิดแบบนี้ แล้วเราก็มาเฉลิมฉลอง ยิ้มแย้ม แจ่มใส ขอบคุณพระเจ้า สุขสันต์วันคริสต์มาส ว่ากันไป มากอดกัน  สำแดงความรักด้วยกัน นี่คือภาพของครอบครัวในพระเยซูคริสต์ ซึ่งผู้ที่ให้กับผู้ที่รับ ทุกคนได้รับพระพรร่วมกัน เท่ากัน มีความสำคัญเท่ากัน พระเจ้าทรงพอใจที่เห็นเราร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วก็รับรู้ว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราเป็นอวัยวะของพระเยซูคริสต์ โดยมีพระเยซูเป็นศีรษะ บางคนเป็นตับ ไต ไส้ พุง  มองไม่เห็นเลย แต่ก็มีส่วนสำคัญในร่างกายนี้เช่นเดียวกัน  พระเจ้าอวยพรค่ะ

***************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            สันติสุขของคริสเตียน ในช่วงเผชิญปัญหาหนัก มาจากไหน?

            สันติสุขของคริสเตียนในช่วงเผชิญกับปัญหาหนักบนโลก มาจากการรับรู้ความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับพระคริสต์ และการรับรู้ถึงพระคุณความรักของพระเจ้า

            พระคัมภีร์บอกเราว่าเรามีสันติสุขในพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงอาศัยอยู่ภายในเรา อยู่กับเราเสมอตลอดเวลา และไม่มีสิ่งใดสามารถแยกเราจากความรักของพระองค์ได้

            โรม 8:38-39 … “38 เพราะ​ผม​มั่นใจ​ว่าไม่ว่า​จะ​เป็น​ความตาย​หรือ​ชีวิต ทูตสวรรค์​หรือ​เทพเจ้า สิ่ง​ที่​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​หรือ​สิ่ง​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น​ใน​อนาคต พวก​วิญญาณ​ที่​มี​ฤทธิ์​อำนาจ  39 สิ่ง​ที่​อยู่​เหนือ​เรา หรือ​สิ่ง​ที่​อยู่​ต่ำ​กว่า​เรา หรือ​อะไรก็​ตาม​ที่​ถูก​สร้าง​ขึ้น​มา พวก​มัน​ก็​ไม่​มี​ทาง​แยก​เรา​ออก​จาก​ความรัก​ของ​พระเจ้า​ ที่​เรา​เห็น​ใน​พระเยซู​คริสต์เจ้า​ของ​เรา”

            เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดมาแยกเราออกจากพระเจ้าได้เลย

            ความรอดของเราเป็นของขวัญจากพระเจ้า  และเป็นสิ่งที่มั่นคง และแน่นอนในพระคริสต์

            พระเยซูยังสัญญาว่าพระองค์จะไม่ละทิ้งเรา  และจะอยู่กับเราจนถึงวันสิ้นโลก

            มัทธิว 28:20 พระเยซูตรัสกับผู้เชื่อแต่ละคนว่า … “จงมองให้เห็นเถิด เราอยู่กับท่าน ในท่าน ตลอดเวลาเสมอไปจนกว่าจะสิ้นโลก”

            เมื่อเราได้รับรู้ความจริงที่ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า และมีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ เราสามารถเผชิญกับปัญหาด้วยความมั่นใจและความสงบสุขได้

            เราสามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ในพระคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังเรา

            ฟิลิปปี 4:13 … “ข้าพเจ้าเผชิญได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าดีหรือร้าย โดยฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า”

            และพระเจ้าจะทรงจัดหาทุกสิ่งที่เราจำเป็น จากความยิ่งใหญ่เกรียงไกร แห่งพระสิริอันรุ่งโรจน์บริบูรณ์ของพระองค์ ในพระคริสต์

            ฟิลิปปี 4:19 … “และพระเจ้าของข้าพเจ้า  จะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่พวกท่าน จากพระสิริอันรุ่งโรจน์ บริบูรณ์ของพระองค์ในพระเยซูคริสต์”

            ดังนั้น สันติสุขของคริสเตียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และมั่นคงกับพระเจ้า และการพึ่งพาพระคุณของพระองค์ในทุกสถานการณ์ และขึ้นอยู่กับเรา ที่จะรับรู้ความจริงเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด  พระเจ้าอวยพรครับ