วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1550

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  30  พฤศจิกายน  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 8

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรายังอยู่ในหนังสือโคโลสี บทที่ 1 ข้อที่ 25 รอบที่แล้วเราจบลงข้อที่ 24 บอกว่า …

        โคโลสี 1:24 “บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งชื่นชมยินดีในสิ่งที่ได้ทนทุกข์ เพื่อพวกท่าน และข้าพเจ้ากำลังเติมการทนทุกข์ของพระคริสต์ ที่ยังขาดอยู่ให้เต็มในร่างกายข้าพเจ้า เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์  คือคริสตจักร”

            ตรงนี้อาจารย์เปาโลกำลังพูดถึงการทนทุกข์ที่เห็นประชากร ไม่ว่าจะเป็นชนชาติยิวหรือคนต่างชาติ ที่ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด การทนทุกข์ตรงนี้ ต้องการที่จะเห็นผู้คนเหล่านี้ ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระองค์ได้รับความรอดเหมือนกับที่อาจารย์เปาโลได้รับเช่นเดียวกัน

            ตรงนี้อาจารย์เปาโลบอกว่าท่านทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ยังขาดอยู่ เราคุยกันรอบที่แล้วว่าการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ขาดอยู่ จริงๆ เมื่อวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ก็ทุกข์แล้ว ทนทุกข์เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว  แล้วเมื่อพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่พระเยซูคริสต์ยังทนทุกข์อยู่ คือต้องการที่จะให้ข่าวดีของพระเจ้าถูกประกาศออกไป ถึงทุกผู้ทุกนามบนโลกใบนี้  อย่างที่ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงรักโลกนี้ยิ่งนัก

            มนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนยิวหรือคนต่างชาติ พระองค์ก็ยังทรงรัก และพระองค์ทรงมีแผนการตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน  พระองค์วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าพระองค์จะให้ข่าวดีของพระองค์ มาถึงชนชาติยิวก่อน แล้วหลังจากนั้น เมื่อพระเยซูทำสำเร็จ ข่าวดีนี้จะไปถึงชนต่างชาติ  แล้วอาจารย์เปาโลก็กำลังทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่  พระเจ้าทรงเรียกอาจารย์เปาโลให้ไปประกาศกับชนต่างชาติ  เพราะการประกาศกับคนต่างชาติของอาจารย์เปาโลเป็นเหตุทำให้อาจารย์เปาโลถูกข่มเหง

            ตอนที่อาจารย์เปาโลยังอยู่ในลัทธิเดิม อยู่ในวิหาร เป็นพวกกลุ่มของฟาริสี ธรรมาจารย์จะเป็นผู้ที่ถูกยกย่อง นับหน้าถือตามาก แต่เมื่อวันที่อาจารย์เปาโลกลับใจใหม่ มาเชื่อพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลเหมือนกับกลับหลังหัน จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ก็คือก่อนหน้านั้น ข่มเหงคริสเตียน พยายามไล่ล่าฆ่าใครก็ตามที่เชื่อวางใจในนามของพระเยซูคริสต์ ก็จะจัดการเลย แต่หลังจากที่ได้กลับใจใหม่ อาจารย์เปาโลกลับประกาศในสิ่งที่เขาต่อต้านอยู่ก่อนหน้านั้น

            ตอนที่อาจารย์เปาโลไปประกาศใหม่ๆ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าเขาก็กลัว มาไม้ไหน? มาหลอกกันหรือเปล่า?  บอกว่าเป็นพวกเดียวกัน ต้องมาจับเราแน่ๆ  แต่ความจริง คือพระเจ้าก็บอกกับคนเหล่านั้นว่าเปาโลเขาได้กลับใจใหม่แล้ว แล้วเขาเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ สำหรับไปประกาศกับคนต่างชาติ  แล้วอาจารย์เปาโลเป็นอัครทูตที่ถูกข่มเหงทุกรูปแบบ เพราะเขาได้ไปประกาศกับชนต่างชาติ  ทำให้คนยิวข่มเหงเป็นพิเศษ  เหมือนคนยิวเขามีความรู้สึกว่าตนเองเป็นชนชาติของพระเจ้า เป็นประชากรพิเศษ ซึ่งคนต่างชาติไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขาเลย เรียกว่ามาแชร์พระเจ้าด้วยกันไม่ได้ พระเจ้าเป็นของฉัน คนต่างชาติห้ามยุ่งเด็ดขาด แต่เมื่ออาจารย์เปาโลไปประกาศกับคนต่างชาติ  แล้วยังบอกว่าพระเจ้าให้พระคุณของพระองค์ไปถึงคนต่างชาติด้วย คนต่างชาติสามารถเข้ามา เป็นหนึ่งเดียวกันกับชนชาติยิว มีพระบิดาองค์เดียวกัน มีพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของเราเหมือนกันเลย ยิ่งจุดประกายความเดือดให้กับชนชาติยิวมาก ก็เลยข่มเหงอาจารย์เปาโล แต่ว่าการข่มเหงเหล่านี้ มันไม่มีผลกับอาจารย์เปาโลทั้งนั้น อาจารย์เปาโลยึดมั่นในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในของประทาน ที่พระเจ้าทรงเลือกและเรียกให้เขาไปประกาศกับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะถูกข่มเหงในรูปแบบไหนก็ตาม อาจารย์เปาโลก็ไม่ท้อถอย ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป

            วันนี้เรามาต่อข้อที่ 25 …

        โคโลสี 1:25 “ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร  ตามภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำในหมู่พวกท่าน (คือคนต่างชาติ) คือการให้พระวจนะของพระเจ้าประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์”

            พระวจนะของพระเจ้าให้สำแดงถึงความสมบูรณ์ที่พระเจ้าได้ทำให้กับมนุษยชาติ เรียบร้อยไปแล้ว และการประกาศนี้ อาจารย์เปาโลเน้นย้ำว่าความรอดนั้น มาได้เพียงทางเดียวเท่านั้น คือทางพระเยซูคริสต์ ความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเขา บนไม้กางเขนเท่านั้น  ไม่เกี่ยวอะไรกับการประพฤติดี ประพฤติชั่ว ไม่เกี่ยวอะไรกับการพยายามปรนนิบัติ หรือพยายามที่จะรักษากฎบัญญัติที่พระเจ้าให้กับโมเสส  ทำตรงนั้น มันไม่สามารถมีผลได้เลย มีเพียงทางเดียวเท่านั้น  เขาเรียกว่าพันธสัญญาใหม่  ที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติ  ก็คือมาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าพระบิดาส่งมาเท่านั้น ถึงจะได้รับความรอด  ข้อที่ 26 บอกว่า …

        โคโลสี 1:26 “พระวจนะนี้คือข้อล้ำลึก   ซึ่งถูกปิดบังไว้ตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุ  แต่บัดนี้ทรงสำแดงแก่ประชากรของพระเจ้า”

            ความล้ำลึกตรงนี้ พระเจ้าวางแผนไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น มนุษย์ล้มลงในความบาป แผนการนี้พระเจ้าวางไว้แล้ว แบบปิดไว้ ไม่ให้ใครรู้ รู้แค่ว่าพระเจ้าเลือกคนกลุ่มหนึ่งมา เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ  ก็คือชนชาติอิสราเอล เพื่อที่จะเป็นเงาของอนาคตข้างหน้าที่พระเจ้าจะส่งพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์

            ชนชาติยิวจะรักษากฎบัญญัติที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับโมเสส คือเป็นพื้นฐานที่พระเจ้าบอก ปีหนึ่งให้เอาแกะมาถวาย เป็นเครื่องบูชา เป็นการผ่อนส่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้าเอาไว้ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าเขียนไว้ แล้วคนยิวก็รักษามาเป็นเวลาหลายพันปี จนกระทั่ง พระเยซูคริสต์ถูกส่งมา

            พอชนชาติยิวได้รับตรงนี้ แล้วเขาก็รอคอยพระมาซีฮาห์ ที่พระเจ้าบอกวันหนึ่ง ฉันจะส่งมา  เมื่อพระมาซีฮาห์มา พวกเธอก็จะรู้ความจริงว่าแผนการของพระเจ้าที่เตรียมไว้ มันคืออะไร?

            ดังนั้น ชนชาติยิวก็รอแล้วรอเล่า รอไปหลายพันปี รอจนลืมไปเลยว่าตรงนี้ พระเจ้าสัญญาอยู่นะว่าจะส่งพระมาซีฮาห์มา แล้วในพระคัมภีร์ก็บันทึกไว้ว่าเมื่อพระมาซีฮาห์มา จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ก็คือผู้นี้เขาจะทำหมายสำคัญ ทำการอัศจรรย์ จะวางมือคนเจ็บให้หาย คนตายให้ฟื้น  คนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยิน คนง่อยให้เดินได้ นี่คือหมายสำคัญที่พระเจ้าบอกไว้ว่า

            “วันหลัง ถ้าพวกเธอเจอใครก็ได้ที่ออกมา ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และสามารถที่จะทำหมายสำคัญเหล่านี้ทั้งหมด คนนั้นแหละ คือคนที่ฉันส่งมาให้”

            ก็คือพระเยซูคริสต์ ดังนั้น ตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกส่งมา พระองค์ไม่ได้ถูกส่งมา เพื่อที่จะไปประกาศให้กับคนต่างชาติ แต่มาเจาะจงเลย สำหรับชนชาติยิวเท่านั้น

            และการที่พระองค์ทำหมายสำคัญ และการอัศจรรย์ทุกอย่าง ก็เพื่อสำแดงให้ชนชาติยิวได้รับรู้ว่า …

            “ฉันเองไง  ฉันคือคนที่พระเจ้าบอกพวกเธอไว้ว่าวันหนึ่ง เมื่อฉันมา มันจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้น”

            เราจำตอนที่อาจารย์ยอห์นส่งสาวกของเขามาถามพระเยซูว่า … “ตกลง พระองค์คือใคร? พระองค์คือพระมาซีฮาห์หรือเปล่า? ช่วยบอกหน่อยเถอะ”

            คือจริงๆ ก็รู้อยู่นิดหนึ่ง พระเจ้าบอกแล้วว่า … “ถ้าเมื่อไรเห็นพระวิญญาณเหมือนนกพิราบลงมาเหนือผู้ใด ผู้นั้นแหละ คือคนที่ฉันส่งมา คือพระบุตรของพระเจ้า”

            แล้วยอห์นก็เห็น ตอนที่พระเยซูคริสต์ลงไปบัพติศมาในน้ำ  พระวิญญาณเหมือนนกพิราบเสด็จมา แล้วมีเสียงจากฟ้าสวรรค์บอกว่า …

            “คนนี้เป็นลูกที่รักของเรา”

            แต่ว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ พี่น้องนึกออกไหม? คือรู้อยู่ประมาณหนึ่ง แต่ก็อยากได้รับคำยืนยันว่าจริงหรือไม่? แน่ๆ เลย ฉันจะได้วางใจว่าพระองค์ คือพระมาซีฮาห์ แล้วพระเยซูไม่ตอบว่าพระองค์เป็นผู้นั้นหรือไม่? จริงหรือเปล่า?  แต่พระเยซูบอกกับสาวกของยอห์นว่า …

            “กลับไปบอกยอห์นว่าฉันทำอย่างนี้ ฉันวางมือคนตายให้ฟื้น คนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยิน คนง่อยให้เดินได้ นั่นฉันทำมาแล้ว”

            พอบอก ยอห์นเขาจะรู้เลยว่าใช่ เพราะว่าอันนี้ถูกเขียนไว้ เป็นคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ว่าวันหนึ่ง  เมื่อพระมาซีฮาห์มา พระองค์จะกระทำสิ่งเหล่านี้ เป็นการยืนยันว่าพระองค์คือผู้นั้น ที่พระเจ้าส่งมา

            ดังนั้น ความล้ำลึกที่พระเจ้าแอบซ่อนไว้ ก็คือพระองค์วางแผน เตรียมคนยิวก่อน แล้วหลังจากนั้นพระองค์ก็จะให้พวกเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ในยุคก่อนที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ พวกเราเป็นคนที่อยู่ปลายแถวเลย ไม่อยู่ในสายตาของพระเจ้าเลย คือไม่ได้ถูกเลือกสรรไว้  ไม่สามารถมาเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาได้ ไม่รู้ทั้งหมดเลย แต่พระเจ้าเตรียมไว้แล้ว ในคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า พระองค์จะให้คนที่ไม่เคยรู้จักเรา คนเหล่านั้นจะได้มารู้จักเรา และได้เป็นลูกของเรา

            ง่ายไหม? เราคนต่างชาติไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น เราก็ได้เป็นลูกของพระองค์ ดังนั้น ความล้ำลึกนี้ ถูกปิดบังซ่อนไว้นานมาก หลายชั่วอายุคน ก็คือหลายชั่วอายุของพวกคนยิว พยายามอยากรู้ว่าความล้ำลึกตรงนี้ มันคืออะไร? พระเจ้าซ่อนอะไรไว้  จนถึง ณ ปัจจุบัน คือตอนที่พระเยซูคริสต์มาเกิด และสิ้นพระชนม์เรียบร้อยแล้ว เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว ความล้ำลึกนี้ เลยถูกเปิดเผยผ่านทางอาจารย์เปาโลว่าพระองค์ทรงเลือกชนต่างชาติด้วย ให้มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพวกชนชาติยิว  คือมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเป็นประชากรของพระเจ้าร่วมกัน

        โคโลสี 1:27 “สำหรับพวกเขา (คือคนต่างชาติ) พระเจ้าได้ทรงประสงค์ที่จะสำแดงความมั่งคั่งอันทรงเกียรติสิริของข้อล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาติ คือพระคริสต์สถิตในท่านทั้งหลาย  ซึ่งเป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ”

            นี่คือสิ่งที่คนต่างชาติได้รับ ในขณะเดียวกันคนยิวได้รับด้วย เป็นความหวังใจเดียวที่มนุษยชาติต้องการที่จะได้รับ เป็นความหวังใจเดียวของชนชาติยิวตั้งแต่สมัยอดีต ก่อนที่พระเยซูคริสต์มาเกิด คนยิว แค่พระเจ้ามาปรากฏให้เห็น ก็ดีใจแย่แล้ว แค่พระเจ้ามาสำแดง หรือมาอยู่ใกล้ๆ มาสถิตอยู่ชั่วครั้ง ชั่วคราวเองนะ สมัยพระคัมภีร์เดิม  พระเจ้าจะมาสถิตอยู่กับชนชาติอิสราเอล และไม่ใช่กะเรกะราด ประชาชนทั่วไป  พระองค์จะมาสถิตกับพวกผู้เผยพระวจนะ  แค่ตอนที่พระเจ้าต้องการให้ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น ประกาศความต้องการของพระเจ้าให้กับชนชาติอิสราเอลให้รับรู้เท่านั้น แล้วหลังจากนั้น พระองค์ก็ออกไ

            ทำไมพระองค์อยู่ด้วยกับชนชาติอิสราเอลไม่ได้ ในยุคนั้น เพราะว่า ณ เวลานั้น มนุษย์ยังเป็นคนบาปอยู่ แม้ชนชาติอิสราเอลได้ชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า ถูกเลือกมา เพื่อที่จะเป็นเงาในอนาคตข้างหน้าของพระเยซูคริสต์ แม้เป็นอย่างนั้น ก็ตาม แต่ว่าคนอิสราเอลก็ยังเป็นคนบาปอยู่ เมื่อเป็นคนบาปอยู่ พระเจ้าเข้ามาอยู่ด้วยไม่ได้ อยู่ด้วย เขาจะตาย ความสะอาดกับความสกปรกของมนุษย์อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ต้องตาย ฉะนั้น พระเจ้าก็จะทำแค่ในลักษณะเหมือนกับใช้งานชั่วคราว เรียกว่ากรณีต่อกรณี ก็คือไม่ได้เป็นประจำ อะไรประมาณนั้น

            แล้วเวลาพระเจ้าจะคุยกับผู้เผยพระวจนะหรือใคร? คนเหล่านั้นจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าไม่ได้ ถ้าเห็น ก็ตายเหมือนกัน

            ตอนที่พระเจ้ามาปรากฏกับโมเสส ในพุ่มไม้ พระองค์หลบอยู่หลังพุ่มไม้ โมเสสเห็นแค่เป็นเปลวไฟ แล้วพระเจ้าก็บอกกับโมเสสว่า …

            “ฉันอยู่นี่ ที่นี่ เป็นที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ให้ถอดรองเท้า และเข้ามา แล้วอยู่ไกลๆ นะ ไม่ต้องมาใกล้  ใกล้แล้ว เดี๋ยวตาย”

            แล้วโมเสสก็ได้ยินเสียงพระเจ้า  แล้วพระองค์ก็ตรัสสั่งโมเสส ตอนที่โมเสสคุยกับพระเจ้า ก็คือไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าได้ ก็คือตอนที่พระเจ้าจะสั่งงาน พระองค์ก็สั่งมาด้วยเปลวไฟ หรือเสียง หรืออะไร เราก็ไม่รู้นะ แล้วแต่พระเจ้าจะสั่งการอย่างไร? แต่ว่าโมเสสก็รับข้อมูลจากพระเจ้ามา แล้วก็เอาข้อมูลเหล่านี้มาประกาศให้กับชนชาติอิสราเอล ได้รับรู้ นี่คือสมัยอดีต  แค่เป็นแบบนั้น

            แต่ ณ ปัจจุบัน ตอนที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ข่าวดีมาถึงคนต่างชาติแล้ว ความล้ำลึกตรงนี้ ก็คือในหมู่คนต่างชาติ  พระคริสต์สถิตอยู่ในเขาทั้งหลาย ตอนนี้ไม่ได้อยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายของมนุษย์เลย  ไม่เพียงแต่คนต่างชาติเท่านั้น  คนยิวที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าก็จะเข้ามาสถิตอยู่ในเขา อยู่กับเขาตลอดเวลาจนกว่าจะสิ้นยุค ก็คือไม่ไปไหน? พระองค์ไม่ไปไหนแล้ว ต่อแต่นี้ไป เราอยู่ไหน? พระเจ้าอยู่ด้วย  พระเจ้าอยู่ไหน? เราอยู่ด้วย นึกออกไหม? ก็คือพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราอาจจะไม่สามารถสัมผัสด้วยตา ด้วยมือ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด แต่เราสัมผัสด้วยความเชื่อ   ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเราได้เปิดเผยสำแดง   ให้เราได้รับรู้ว่าพระเจ้าอยู่ในเราจริงๆ  เพลงที่บอกว่า “ข้ารู้ เพราะอยู่ในใจ” คือมันบอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร? แต่ข้างในลึกๆ เรารู้ว่าพระเจ้าอยู่ข้างในเรา พระองค์ไปกับเราด้วย ไปไหน ไปด้วยกัน ไม่เคยทิ้งเราให้อยู่ลำพังเลย เกี่ยวก้อยไป ทุกที่ทุกหนทุกแห่ง  ก็คือทุกข์พระองค์ก็อยู่ด้วย สุขพระองค์ก็อยู่ด้วย เจ็บป่วยพระองค์ก็อยู่ด้วย ตอนทำบาป พระองค์ก็ยังคงอยู่ด้วย น่ากลัวไหม? พี่น้องอาจจะเฮ้อ! ตอนทำบาป

            สมัยก่อน ตอนเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ผู้รับใช้ก็จะบอกเราว่าถ้าเราทำบาป พระเยซูจะวิ่งออกไปจากตัวเรา เพราะว่าพระองค์อยู่กับความบาปไม่ได้ แล้วถ้าเราเลิกทำบาป พระองค์ก็จะวิ่งเข้ามา มันเป็นจริงไหม? มันไม่จริง ถูกหลอกมาตั้งนาน แต่ตอนนี้เราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเปิดให้เราเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้วิ่งเข้าวิ่งออก เพราะว่าพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน

            พี่น้องนึกถึงภาพกระดาษ 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเป็นเรา อีกแผ่นหนึ่งเป็นพระเจ้า 3 พระภาค แล้วตอนที่เราบังเกิดใหม่ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำงาน เอาเรากลืนเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็คือมาถูกตรึงบนไม้กางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝังและเป็นขึ้นมาจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ พอจากนั้น เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือมีกาวหนามาก กาวสวรรค์ทา แปะแบบติดสนิทเลย  ไม่มีมนุษย์หน้าไหนในโลกนี้แกะเราออกจากพระเจ้าได้ หรือไม่มีผีมารซาตาน หรืออำนาจใดๆ ที่อยู่บนโลกนี้ ที่เขาว่าอำนาจยิ่งใหญ่ แกะเราออกจากพระเจ้าได้ ไม่มีทาง ไม่มีใครสามารถเอาเราออกจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้เลยแม้แต่นิดเดียว  นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ

            ฉะนั้น พอเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเยซูได้อะไร? เราได้ด้วย พระเยซูได้เป็นลูกที่พระองค์ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ  เราก็เป็นอย่างนั้น เป็นลูกที่พระเจ้าทรงรักดังแก้วตาดวงใจ  พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า  บนสวรรคสถาน ณ เวลานี้  เราอยู่ที่นั่นด้วย วิญญาณเรากับพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกัน  นี่พูดถึงโลกวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่าเรากระเด็นไปอยู่บนสวรรค์ ไม่ใช่  นี่พูดถึงโลกวิญญาณ ณ เวลานี้  เราเป็นอย่างนี้

            แล้วเมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ พระเจ้าอยู่กับเรา จูงมือเราเดิน ให้สติปัญญาเรา แม้ตอนที่เราทุกข์ เรามืดแปดด้าน สิบแปดด้าน  108 ด้าน ไม่รู้ล่ะ ให้รับรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่ทิ้งเราแน่นอน แค่เราไม่เข้าใจ

            “พระองค์เจ้าข้า ทำไมปล่อยปัญหาคาราคาชัง เรื้อรัง ยาวนานอย่างนี้ พระองค์เจ้าข้า ช่วยแก้นิดหนึ่งได้ไหม?  เราตายแน่ๆ”

            แต่พระเจ้าบอกยังไม่ตายหรอก  ยังโอเคอยู่ ท่านยังไหวอยู่ ถ้าไม่ไหว พระหัตถ์โตๆ ของพระเจ้าก็จะช้อนเราขึ้นมาเอง  พระเจ้ารู้ว่ากำลังเราสามารถไปถึงไหน แล้วทุกครั้ง เมื่อเราผ่านความทุกข์ยากลำบาก ผ่านไปได้ เราจะเห็นพระคุณของพระเจ้า แล้วเราก็จะเข้มแข็งขึ้น เราจะอดทนขึ้น  เราจะรู้ว่าพระเจ้าไม่เคยทิ้งเราเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว นี่คือพระคุณของพระเจ้า

            ฉะนั้น ความยากลำบาก ความทุกข์อะไรต่างๆ  เมื่อเราอยู่ในพระเจ้า เรารับรู้เลยว่าพระองค์ไม่เคยทิ้งเรา  พระองค์ไปด้วยกับเรา ให้สติปัญญาเรา บางครั้งแก้ปัญหาได้อย่างไร? งงเหมือนกัน แต่มันผ่านได้ พี่น้องมีประสบการณ์ไหม? บางทีไม่น่ารอดเลย ตายแน่ๆ แต่พระเจ้าก็พาเราผ่านจนได้ นี่คือพระคุณ พอเราย้อนหลังกลับไปดู ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ มันเป็นไปได้จริงๆ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้

        โคโลสี 1:28-29 “28 เราประกาศพระองค์ เราตักเตือนสั่งสอนทุกคน  ด้วยสติปัญญาทั้งสิ้น เพื่อจะถวายทุกคนให้เป็นผู้ที่ดีพร้อมในพระคริสต์ 29 เพื่อจุดหมายนี้  ข้าพเจ้าจึงบากบั่นฝ่าฟันด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งสิ้นของพระองค์  ซึ่งกำลังทำกิจอย่างเข้มแข็งในข้าพเจ้า”

            ถวายทุกคนให้เป็นผู้ที่ดีพร้อมในพระคริสต์ ไม่ได้เป็นกำลังของอาจารย์เปาโลนะ อาจารย์เปาโลทำไม่ได้ การถวายทุกคนให้เป็นผู้ดีพร้อมในพระคริสต์ หมายความว่าอาจารย์เปาโลประกาศข่าวดี เตือนสติ สั่งสอนให้กับคนที่ยังไม่รู้จักกับพระเจ้า  หรือแม้กับคนที่รู้จักกับพระเจ้าแล้ว  ให้เขารับรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วย  แล้วคนที่ไม่รู้จักกับพระเจ้า ก็คือเมื่อเขาได้ยินได้ฟังข่าวดีเรื่อยๆ วันหนึ่งเขาสามารถที่จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เมื่อเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ เขาเกิดมาเป็นเลย นึกออกไหม? เกิดมาเป็นคนดีพร้อมเลย ไม่ต้องพยายามทำ  เราจำตรงนี้ไว้ เราทำเองไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมได้ ถ้าเราพึ่งกำลังของเราเอง เราจะถูกหลอก แล้วโลกนี้ก็จะส่งข้อมูลมาเลย …

            “ไหนบอกดีพร้อม เมื่อกี้ฉันยังเห็น ไปแอบนินทาเขาอยู่เลย อย่างนี้จะเรียกว่าดีพร้อมได้อย่างไร?”

            แต่ว่าการดีพร้อมที่พระเจ้าพูดถึง คือวิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ได้รับวิญญาณใหม่ที่ดีพร้อม สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด  เขาเรียกว่าได้ DNA จากพระเจ้า 100% เต็ม ในโลกวิญญาณ  เราเป็นผู้ที่สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ดีพร้อม ชอบธรรมเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ไม่มีผิดเพี้ยน ดังนั้น ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเผลอทำผิด เราก็แค่ลุกขึ้น

            “พระเจ้าลูกขอโทษนะ เผลอตัวไป ให้กำลังลูกด้วย ให้ลูกสามารถที่จะทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม”

            นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ทุกวัน ทุกเวลา บอกกับพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา พระเจ้าไม่ได้ว่าพอเราทำบาปปุ๊บ พระเจ้าก็หลังมือเลย …

            “ทำไมพูดไม่รู้จักฟัง บอกตั้งกี่ครั้งยังทำผิดอยู่เลย ผิดแล้วผิดอีก หลังมือสักหน่อย”

            ไม่มีนะ นี่ไม่ใช่ภาพของพระเจ้า เป็นภาพที่โลกนี้ส่งมา ใส่ข้อมูลในหัวเราว่าพระเจ้าดุร้าย แล้วชอบมีคำว่า “เดี๋ยวพระเจ้าตีสอน” พอมีอะไรก็บอกว่าพระเจ้าตีสอน พระเจ้าจะตีเราทำไม? นึกออกไหม? พระเจ้าตีพระเยซูไปเรียบร้อยแล้ว พระเยซูถูกตีแทนเราไปเรียบร้อยแล้ว  พระเยซูรับเอาความผิด ความบาปของมนุษยชาติทั้งหมดไว้ที่พระกายของพระองค์เรียบร้อยหมดแล้ว  ฉะนั้น พระเจ้าไม่ได้จะตีเรา ถือไม้เรียวตลอดเวลา ไม่ใช่ แต่คำว่า “ตีสอน” ในพระคัมภีร์ ก็คือฝึกฝน

            เวลาเราฝึกฝนลูกของเราให้ทำโน่นทำนี่ มันต้องฝึก ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ลูกจะนอนเอกเขนก ก็ปล่อยเขาเถอะ  ไม่ใช่ ถึงเวลา เราก็ต้องฝึกสอนให้เขาเรียนรู้จักช่วยพ่อช่วยแม่นิดหนึ่ง กินข้าว ก็เอาจานไปเก็บ ตอนนี้เล็กไป ล้างชามไม่ได้ ถ้าล้าง เดี๋ยวชามแตก เอาไปเก็บอย่างเดียวก็พอ อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ทุกอย่าง …

            “ลูกนั่งเฉยๆ นะลูก เดี๋ยวแม่จัดการเอง”

            แม่ทำกับข้าวให้ แม่ล้างจานให้ แม่ถือให้ ลูกไม่กิน เอ๊า! แม่ป้อนถึงปากเลย ลูกเราจะทำอะไรไม่เป็น แล้วอีกหน่อย เขาอยู่ลำบาก  เพราะว่าไปข้างนอก ไม่มีใครเขาสามารถมาประคบประหงมลูกเรา เหมือนกับเรา  เราต้องฝึกลูก ให้เขาเรียนรู้จักสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าก็จะฝึกฝนเรา ให้เราเรียนรู้จักที่จะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระองค์ ถ้าเราเดินผิดพลาด  พระองค์ก็จะบอกเรา แล้วพระองค์ก็จะคอยเตือน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเตือนเราตลอดเวลา ดังนั้น เวลาเราทำผิดพลาด แล้วเรารับผล คำว่ารับผล ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าคอยจ้องนะ ผิดเมื่อไร ฉันเฟี้ยงความทุกข์ยากมาเลย ไม่ใช่นะ แต่ว่าผลอันนั้น มันถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

            พระเจ้าบอกว่า … “ถ้าเจ้าหว่านสิ่งดี เจ้าจะเก็บเกี่ยวสิ่งดี ถ้าเจ้าหว่านสิ่งไม่ดี เจ้าก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งไม่ดี”

            มันเป็นผล โดยอัตโนมัติ  แม้เราเป็นผู้เชื่อ เราเชื่อพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราไปฉลุยเลย  พี่น้องไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณ ต่อให้เราทำผิดขนาดไหน? วิญญาณเรายังอยู่ในพระเจ้าอยู่ใน DNA เดิม ยังเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจอยู่ แต่ว่าการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเราทำผิดบ่อย ก็คือดื้อ เวลาทำผิด ก็คือในวิญญาณเราดื้อกับพระเจ้า  พระเจ้าฝึกเรา พระเจ้าสอนเรา พระเจ้าบอกเรา เราไม่ฟัง เราไม่เชื่อ เราจะดื้อ เราจะทำตามใจตัวเอง

            พระเจ้าก็บอก … “ไม่เป็นไรลูก อยากทำใช่ไหม? เอาเลย แล้วลูกก็เก็บเกี่ยวผลเอง”

            เหมือนเด็กที่พ่อแม่บอก … “ลูกอย่าเอานิ้วไปจิ้มปลั๊กไฟนะลูก จิ้มแล้ว เดี๋ยวไฟช๊อตนะ”

            ถ้าลูกเชื่อฟัง เขาก็เดินไปเดินมา เดินเล่น เขาก็ไม่ไปจิ้มใช่ไหม?  แต่ถ้าไม่เชื่อฟัง เดินไปเดินมา ไหน แอบดูหน่อย พ่อพูดจริงหรือเปล่า? มันจะช๊อตจริงไหม? ไหนแหย่ลงไป ก็โดนช๊อตสิ ช๊อตอาจจะไม่ถึงตาย แต่มันเจ็บ

            ลักษณะเดียวกัน พระเจ้าก็จะคอยบอกเรา เตือนเราในสิ่งที่เราควรจะทำ เหมือนกับอาจารย์เปาโลว่าให้เราดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้เรียนแบบพระเจ้าดีกว่า นั่นคือสิ่งที่พวกเราสมควรที่จะทำ พระเจ้าอวยพรค่ะ

**************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            พระเยซูตรัสว่า … “ในโลกนี้ ท่านจะมีความทุกข์ยากลำบาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะเราได้ชนะโลกแล้ว”

            เคยมีคำกล่าวไว้ว่า … “ความสุขแท้ไม่มีในโลก มีแต่ เมื่อความทุกข์ได้ถูกบำบัดลงครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าความสุขครั้งหนึ่ง แล้วเดี๋ยวความทุกข์อันใหม่ ก็เข้ามา พอหมดทุกข์อีกครั้งก็มีความสุขอีกครั้ง แล้วก็เตรียมรับความทุกข์อันใหม่อีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้”

            • แต่ไหนแต่ไรมา ความทุกข์ก็มีอยู่คู่มนุษย์ คู่กับโลกนี้มาตลอด หมดเรื่องนี้ ต่อเรื่องใหม่ ตั้งแต่ความทุกข์จากปัญหาปากท้อง  โรคภัยไข้เจ็บ ทุกวันนี้  ก็เป็นทุกข์เรื่องโรคระบาดโควิด  จะติดหรือไม่ติดเชื้อ  จะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน ไปจนถึงความทุกข์ทางจิตใจ การทะเลาะเบาะแว้ง  ก็ทำให้ป็นทุกข์  ความโกรธแค้น  ก็ทำให้เป็นทุกข์  ความอิจฉาก็ทำให้เป็นทุกข์

            • ความโลภ ก็ทำให้เป็นทุกข์ (ตอนอยากได้รถ ก็เป็นทุกข์  พอเก็บเงินซื้อรถได้  ก็เป็นสุขครั้งนึง ผ่านไปซักพัก ก็จะเป็นทุกข์ เพราะอยากได้บ้าน  พอเก็บเงินซื้อบ้านได้ ก็เป็นสุขครั้งนึง แล้วก็เป็นทุกข์ใหม่  เพราะอยากได้บ้านใหญ่ขึ้น  อยากได้รถแพงขึ้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น)

            • มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์ สุขแท้จริงไม่มี แต่มนุษย์ก็ยังพยายาม หาทางเอาชนะความทุกข์นี้ให้ได้ ด้วยวิธีการต่างๆ นานา

            พระเยซูตรัสไว้ในยอห์น 14:27 ว่า … “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่าน สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย”

            สันติสุขที่พระเยซูประทานให้ แตกต่างจากความสุขที่โลกสามารถให้ได้ สันติสุขของพระองค์เป็นสิ่งที่มั่นคงและยั่งยืน  เพราะมาจากการที่เราอยู่ในพระองค์ และมีความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์กับพระเจ้า ตลอดไปชั่วนิรันดร์ สันติสุขนี้เป็นผลจากการที่เราได้รับการคืนดีกับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ และเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถพรากไปได้  เป็นสันติสุขที่ช่วยให้เรามีความมั่นใจ และไม่ต้องกลัวในสถานการณ์ใดๆ  เพราะเรารู้ว่าเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเสมอ ด้วยความรักดั่งแก้วตาดวงใจ

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1549

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  23  พฤศจิกายน  2025

เรื่อง “วันขอบคุณพระเจ้า”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            ขอบคุณพระเจ้า วันนี้เป็นวันที่เรามาฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้า วันนี้มีพี่น้องเราทำไก่งวงมาด้วย ไก่งวงเป็นสัญลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมของวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน เพราะประเทศอเมริกาเขากำเนิดประเทศ จากพื้นฐาน รากฐานของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ก็คือจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์นั่นแหละ โดยคำอธิษฐาน มาพบดินแดนนี้ แล้วเป็นอเมริกาในทุกวันนี้ กำเนิดจากคำอธิษฐาน ฉะนั้น เขาเลยมีวันขอบคุณพระเจ้า  สำหรับประเทศเขา ที่พระองค์ทรงประทานให้  แล้วเราเห็นว่ามีประโยชน์ เลยไปเอามาใช้ จะได้รู้ว่าขอบคุณพระเจ้า  เป็นประเพณีของอเมริกาเขา  แต่อย่างที่บอก เราเป็นคริสเตียนจะสอนเราว่าเราจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครห้าม  แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราทำจะมีประโยชน์ อะไรที่เป็นประโยชน์ เราก็ทำ ไม่มีใครห้าม  อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ทำ ขอบคุณพระเจ้า เป็นประโยชน์ เพราะเราก็มาขอบคุณพระเจ้าประจำปีของเรา  เอเมนไหม? แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องกินไก่งวง แต่กินไก่งวงก็ดีเหมือนกัน เพราะพี่น้องเขาถวายมา  เราก็มีหน้าทีกินด้วยการขอบคุณพระเจ้า เอเมน

            พูดถึงขอบคุณพระเจ้า ท่านนึกถึงอะไร? ส่วนตัวเลย เขาบอกว่าวันขอบคุณพระเจ้า ใน 1 ปี เรามานึกถึงวันนี้เป็นวันที่เรามาระลึกถึงการที่เรามารู้จักพระเจ้า และเราขอบคุณพระเจ้าในชีวิตของเรา ที่รู้จักพระองค์มา 1 ปี ท่านคิดถึงอะไรก่อนเลย ขอบคุณเรื่องอะไร? ยกตัวอย่างเช่น ขอบคุณพระเจ้าวันนี้มีไก่งวงกิน  ท่านจะขอบคุณเรื่องอะไร? ลองคิดในใจดูว่าตรงกันไหม?  ขอบคุณพระเยซูที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเราเปลี่ยนแปลง ได้บังเกิดใหม่ จากความมืดมาสู่ความสว่าง

            ในอดีต เมื่อตอนที่ข่าวประเสริฐเริ่มต้นใหม่ๆ ตอนที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ แล้วก็เป็นขึ้นจากความตายใหม่ๆ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ในช่วงนั้นความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุไม่มากเหมือนปัจจุบัน ผ่านมา 2,000 ปี  ไม่เยอะถึงขนาดนี้  ความจำเป็นของมนุษย์บนโลกใบนี้ มันอาจมีไม่ถึงปัจจัย 4 มีปัจจัย 2, 3 เท่านั้นเอง  ปัจจุบันนี้มีปัจจัย 4 ปัจจัย 5 ปัจจัย 6 ปัจจัย 7 ปัจจัย 8 ใครไม่มีมือถือ ปัจจัย 8 แล้วนะ อีกหน่อย ก็มีปัจจัย 9  คนที่ไม่มีหุ่นยนต์ใช้ที่บ้าน ไม่มีปัจจัย 9  มันไปเรื่อย ไม่จบไม่สิ้น ปัจจัย คืออะไร?  คือความจำเป็นในการใช้วัตถุในการดำเนินชีวิตในโลกใบนี้ ย้อนกลับไปในอดีต 2,000 ปี  ผู้คนยังดำเนินชีวิตในโลกใบนี้แบบธรรมดาๆ ชีวิตเป็นไปตามที่ดวงอาทิตย์ ธรรมชาติ แดดออกตอนเช้า ตกตอนเย็น  ไม่มีไฟฟ้า ก็นอน ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ทำไร่ไถนา ก็ว่ากันไปอะไรต่างๆ เหล่านั้น ชีวิตไม่ได้มีอะไรมากมายนัก ความจำเป็นจึงมีน้อย

            แล้วถามว่าในอดีต เขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องอะไร? ถ้าเขามาเป็นคริสเตียน  เราคิดดูสิ  เขาไม่ได้มีความจำเป็นเหมือนเรา อย่างเราบอกว่าขอบคุณพระเจ้า ปีที่แล้วได้มือถือมา 1 เครื่อง เขาไม่ต้องการมือถือ แล้วเขาขอบคุณอะไร?  เขาขอบคุณที่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ภายในเขา  ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา  ที่เรียกว่า “พระคริสต์” ก็คือพระมาซีฮาห์ พระคริสต์ ก็คือพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิต ชำระล้างมนุษย์ทุกคนให้สะอาดหมดจด และเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่ 3  เพื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย และพระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อในร่างกายของเขา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา ตรงนี้แหละ คือหัวใจของการขอบคุณพระเจ้า ในสมัยอดีตของชาวคริสเตียน  ขอบคุณพระเจ้า ไม่ได้หมายถึงว่าพอมาถึงเราปัจจุบัน เราจะมาขอบคุณพระเจ้าเรื่องไก่งวงไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้าเรื่องมือถือที่พระองค์ทรงให้มาเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักษาโรคให้เราหายจากเจ็บเข่าไม่ได้  ก็ยังคงทำได้เหมือนเดิม  แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่สำคัญ  ตามที่หนังสือโคโลสีได้บอกไว้

            ในเมื่อเราเป็นขึ้นจากความตายกับพระเยซูคริสต์แล้ว ก็ให้เราจดจ่อความคิดจิตใจเราไปที่เบื้องบน ไปที่ที่ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน และเราก็อยู่ที่นั่นด้วย เอเมน

            ในสวรรคสถาน คือที่ไหน?  คือมิติในฝ่ายวิญญาณ  คือตรงนี้ ข้ามมิติไป ก็คืออยู่ตรงนี้ คำว่า “เบื้องบน” ไม่ได้หมายถึงต้องปีนขึ้นบันได ขึ้นอวกาศไปโน้น “เบื้องบน” หมายถึงมิติทางฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ในมิติทางฝ่ายวิญญาณ  และเรามนุษย์ทางฝ่ายวิญญาณที่บังเกิดใหม่  โดยพระเยซูคริสต์ เราเข้าไปอยู่ในมิตินั้นแล้ว ในขณะนี้ เพียงแต่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ด้วยเนื้อหนังร่างกายนี้อยู่ชั่วคราว อีกไม่นาน เราก็จะเข้าไปอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ เต็ม 100% เอเมน ขอบคุณพระเจ้า เขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องอะไร? เรื่องพระเยซูคริสต์มาอยู่ในเรา และเราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์

            จริงๆ วันขอบคุณพระเจ้า คือวันพฤหัสสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสที่ 27 พอท่านรู้ว่าขอบคุณพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา  ซึ่งเป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ  และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ที่ผู้เชื่อทุกคนควรจะคิดถึง และควรจะขอบคุณพระเจ้าในเรื่องนี้อย่างมาก เป็นอันดับหนึ่ง ควรจะขอบคุณพระเจ้า เรื่องอื่นๆ อย่างมากมาย ก็เชิญตามสบาย แล้วแต่บุคคล แต่คริสเตียนทุกคนได้รับตรงนี้อย่างแน่นอน  เท่ากันหมดทุกคน  คือพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ที่ในใจเรา

            ผมจะพาท่านไปดูข้อพระคัมภีร์ที่ยืนยันเมื่อตะกี้นี้ว่าในอดีต ผู้เชื่อหรือคริสเตียนเขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องนี้มาก เขาเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก มากกว่าเรื่องพระพร ในโลกวัตถุเยอะแยะ มากกว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาได้รับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เยอะแยะ มากกว่าที่พระเจ้าดูแลเขา มากกว่านกน้อยใหญ่เยอะแยะ เขาขอบคุณตรงโลกวิญญาณตรงนี้ คือพระคริสต์สถิตอยู่ในเขา โคโลสี 1:25-27 …

            โคโลสี 1:25-27 “25 ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร (ธรรมมิกชนผู้เชื่อ) ตามภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำในหมู่พวกท่าน (ชนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว) คือการให้พระวจนะของพระเจ้า (ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์) ประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์ 26 พระวจนะนี้ คือข้อล้ำลึกซึ่งถูกปิดบังไว้ (จากเหล่าทูตสวรรค์และมวลมนุษย์) ตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุ แต่บัดนี้ ทรงสำแดงแก่พวกธรรมมิกชนของพระองค์แล้ว 27 พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้ว่าความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริของความล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาตินั้นคืออะไร? คือพระคริสต์สถิตในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ (ที่จะได้รับเกียรติสิริร่วมกับพระเยซูคริสต์)”

            ข้าพเจ้าตรงนี้ คือเปาโล พระเยซูคริสต์เรียกมาให้ประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ คือคนที่ไม่ใช่ชาวยิว เปาโลเป็นชาวยิว

            เปาโลบอก “ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร” คริสตจักรตัวนี้ หมายถึงสมาชิกทุกคนในคริสตจักรของพระเจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณ คือผู้เชื่อ คือคริสเตียนทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของคริสเตียนนั่นเอง  ผู้เชื่อ ตามภารกิจที่ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำ ในหมู่พวกท่าน ท่านในที่นี้หมายถึงท่านที่เป็นคนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว  นึกออกใช่ไหม?  ภารกิจ คือการให้พระวจนะของพระเจ้า หมายถึงถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์ พระวจนะหรือพระคำนี้ ข่าวประเสริฐนี้ คือข้อล้ำลึกที่ถูกปิดบังไว้  ปิดบังไว้จากเหล่าทูตสวรรค์และมวลมนุษย์ ตลอดหลายยุค หลายสมัยชั่วอายุ เยอะแยะมาตั้งแต่อดีต แต่บัดนี้ทรงสำแดงแก่พวกธรรมิกชน หมายถึงคริสเตียนผู้เชื่อทั้งหลายของพระองค์แล้ว

            ก็คือข่าวประเสริฐนี้ ถูกปิดบังไว้ ก็คือชาวยิว ตั้งแต่ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด 2-3 พันปี เขามองกันถึงสิ่งเหล่านี้  เขารอคอยวันนี้  วันที่พระเมสิยาห์จะมาเกิด วันที่พระเจ้าสัญญาว่าพระบุตรของพระองค์จะส่งมาช่วยเหลือมนุษย์ เขารอวันนี้กันทั้งนั้น  ในนี้บอกว่าแต่พระองค์ไม่ได้บอกแผนการอย่างชัดเจนให้ว่ามาเมื่อไร? อย่างไร?  แต่เพียงบอกใบ้ให้เท่านั้นเอง  เขาก็ตื่นเต้นกันในเรื่องนี้ มาในหลายยุค หลายสมัยแล้ว เปาโลบอกว่าบัดนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว  ได้ประกาศให้เห็นแล้ว  ก็คือพระเยซูคริสต์ได้บังเกิดแล้ว

            ข้อ 27 บอกพระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้ว่าความมั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริของความล้ำลึกนี้  ในหมู่คนต่างชาตินั้น คืออะไร? พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้

            พวกเขา คือใคร? พวกเขา คือพวกชาวยิว  ที่เขารอคอยมาตั้งหลายพันปี รอคอยพระเยซูคริสต์มาเกิด  แล้วพระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะมาเกิด แล้วเขาก็รอคอยกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว รอคอยมาตลอดเวลา  บัดนี้ พระเจ้าต้องการให้ข่าวประเสริฐนี้ ไปถึงชาวต่างชาติ  และให้คนยิวทั้งหลายได้รู้ว่าข่าวประเสริฐนี้  ไม่ใช่ให้เฉพาะชาวยิวเท่านั้น  แต่รวมถึงคนที่ไม่ใช่ชาวยิวด้วย  ก็คือใครก็ตามที่เป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่ไม่ใช่ยิว ซึ่งรวมทั้งคนไทยด้วย ตรงนี้มันจึงสำคัญ การไปประกาศทั่วโลก คือใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนยิว  ก็ได้ความรอดที่มีค่าล้ำลึกที่ชาวยิวเขารอคอยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร?  ก่อนพวกเราตั้งเยอะ  เราก็ได้เหมือนกัน

            ความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริ และความล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาตินั้น คือพระคริสต์สถิตในท่าน  ท่านคือใคร?  ก็คือคนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว ที่ไม่รู้จักพระเจ้าเลย  ไม่เคยได้รู้จักพระองค์เลย  ไม่เหมือนชาวยิวที่รู้จักพระองค์มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ  เป็นหลายพันปี  แต่คนต่างชาติไม่รู้จักเลย เราคนไทยไม่เคยรู้จักพระเจ้าเลย  แต่พระคริสต์สถิตในเรา คนไทยที่เชื่อในเรื่องนี้ พระคริสต์สถิตอยู่ในใครก็ตามที่เชื่อในเรื่องนี้  ที่ไม่ใช่ชาวยิว “พระคริสต์สถิตในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ” คำว่าความหวังแห่งเกียรติสิริ คือการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ร่วมพระสิริเดียวกันกับพระองค์ พระองค์ได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระบิดาอย่างไร? เราก็ได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างนั้นเหมือนกันเลย เขาเรียกว่าได้รับเกียรติ พระสิริ  เป็นความหวังที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว เป็นความหวัง ก็คือเราได้รับ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ พระคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ในเรา เราอยู่ในพระคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน  ไปไหน ไปด้วยกัน  เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ในเรา เราไปไหน? พระองค์ก็ไปด้วย  พระองค์ไปไหน? เราก็ตามไปด้วย  เอเมน

            สง่างามไหม เดินไปกับพระเยซู เดินไปที่ไหนก็ตาม อย่านึกว่าเราเดินไปคนเดียว  เดินไปที่ไหนก็ตาม เรากำลังดำเนิน หรือเดินอยู่กับพระเยซูคริสต์ เต็มไปด้วยสง่าราศีและพระสิริของพระองค์  ครอบตัวเราตลอดเวลาเลย  อย่ารู้สึกว่าต้องถ่อม ไม่ใช่ถ่อมแบบมารยาทนะ ถ่อมแบบรู้สึกด้อย รู้สึกไม่ดี ยืดอกขึ้น แล้วบอกว่า …

            “นี่ ฉันคือผู้เชื่อ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ฉันเดินด้วยสง่าราศีของพระคริสต์ พระคริสต์ไปไหน ฉันไปด้วย เอเมน เต็มไปด้วยสง่าราศี”

            เราไม่ได้มีเดินและวิ่งเท่านั้น นี่ในพระคัมภีร์บอกนะ  แต่บางครั้ง สง่างามเมื่อเราคลานตามพระเจ้า มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต  พระเยซูบอกว่าพระองค์ชนะโลกนี้แล้ว  เราก็ชนะโลกนี้แล้ว  แต่พระองค์บอกว่าในโลกนี้ ท่านจะประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เป็นเรื่องธรรมดา ถูกไหม? เขาถึงมีบทเพลงนี้ “สง่างามเมื่อเราเดินตามพระเจ้า” ในโลกนี้ ท่านประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา ไม่เป็นไร แต่จงมองในธรรมชาติสิ สมัยก่อนมีให้เรามองมาก พระเยซูจึงยกตัวอย่างว่าดูสิ ต้นไม้ในทุ่งนา  ต้นหญ้าในทุ่งนา มีค่าแค่ไม่กี่วัน เดี๋ยวก็แห้งแล้ว แดดส่องก็แห้งแล้ว แต่พระองค์ทรงดูแลมัน หมายความว่ามันมีดอกหญ้าสวย เดินๆ ไปริมทาง ดอกหญ้าสวยงาม อยู่ไม่กี่วัน ก็แห้งแล้ว  ทำไมพระเจ้าถึงดูแลถึงขนาดนั้น  และดูนกในอากาศสิ  เคยเห็นนกกระจอกอดตายไหม? ไม่เคยเลย มีแต่มากขึ้นทุกวันๆ ยิงเท่าไรก็ไม่หมด  ต้องดูนกกระจอกด้วยนะ  เพราะนกอื่นมันสูญพันธุ์ได้ แต่นกกระจอกไม่เคยสูญพันธุ์ มีทุกประเทศ

            จงดูธรรมชาติเหล่านี้ แล้วดูชีวิตของเราสิ  ไม่ต้องห่วง ห่วงดวงวิญญาณของท่านเถิด  ถ้าท่านแสวงหาฝ่ายวิญญาณ แสวงหาพระเจ้า และพบพระเจ้าแล้ว พักได้  ที่เหลือ เดี๋ยวพระองค์ทรงพาเราไปเอง  เพราะฉะนั้น บางครั้ง ก็จะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ตามบทเพลงนี้ “พระองค์ทรงเลี้ยงนกน้อยใหญ่”

            พระเยซูบอกว่าถ้าท่านมีอาหารทาน แล้วก็มีเครื่องนุ่งห่ม ก็น่าจะพอใจแล้ว คนมาเชื่อพระเยซู คิดเพ้อฝันไปเรื่อย แต่พระเยซูบอกท่านมีอาหารและมีเครื่องนุ่งห่มพออยู่แล้ว ทำไมพูดอย่างนั้น  พระองค์ให้เราร่ำรวยหรือมั่งคั่งไม่ได้หรือ? ได้ ได้หมด พระองค์กำลังจะบอกว่าแม้นกในอากาศ หรือต้นหญ้า พระเจ้ายังดูแลให้ พระเจ้าจะดูแลท่านให้มากกว่านั้นสักเท่าไร?  เพราะฉะนั้น มีอาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม ก็น่าจะพอใจแล้ว เพราะว่าพระเจ้าดูแลท่านอยู่ไง ถ้าท่านจำเป็นต้องใช้อะไร? พระองค์ก็จะจัดการให้ ถ้าท่านจำเป็นต้องมีทรัพย์สินมากมาย ไปทำอะไร พระเจ้าจะใช้งานท่าน พระเจ้าก็จะให้ได้  พระเจ้ารู้ว่าอะไรดีที่สุด สำหรับท่าน เอเมน และข้อสำคัญ คือพระองค์จะเข้ามาอยู่ในตัวท่าน นึกออกไหม? เพราะฉะนั้น ชีวิตของท่าน ก็เป็นชีวิตของพระองค์ พระองค์ทรงนำพาไปตลอด  เดินตามพระองค์ไป

            ในหนังสือมัทธิว 28:20  พระองค์ก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในสวรรค์ มองไม่เห็นด้วยตาแล้ว  ที่ตะกี้ที่พูด ยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ยังเห็นด้วยตา ตอนที่พระองค์จะลอยเข้าไปอยู่ในสวรรค์ เข้าไปอยู่ในมิติของสวรรค์ จะไม่เห็นพระองค์แล้ว  พระองค์จะมาในรูปของพระวิญญาณ  ก็มาสถิตอยู่ในเรา  เราจะมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้  แต่รู้ได้ด้วยการสัมผัสทางวิญญาณ  พระองค์ตรัสคำนี้ เป็นคำสุดท้าย ซึ่งสำคัญมาก บอกว่า …

        มัทธิว 28:20  “จงมองให้เห็นเถิด เราอยู่กับท่าน ในท่านตลอดเวลาเสมอไปจนกว่าจะสิ้นโลก”

            หมายถึงจนกว่าจะสิ้นชีวิตของเรา  พระองค์จะเข้ามาอยู่ภายในเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แล้วในหนังสือยอห์น 14:23 บอกว่า …

        ยอห์น 14:23 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำประกาศของเรา (วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ พระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด) พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา”

            ไม่ใช่พระองค์ผู้เดียว แต่พระบิดาด้วย  พระเจ้าพระบิดา

            ในหนังสือยอห์น 17:21-23  พระเยซูอธิษฐานกับพระเจ้า …

        ยอห์น 17:21-23 “21 ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์ พระบิดาอยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาอยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา 22 เกียรติสิริ (ชีวิตนิรันดร์) ซึ่งพระองค์ประทานแก่ลูกนั้น ลูกได้มอบให้พวกเขา  (ทุกคนที่เชื่อในลูก) แล้ว เพื่อพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) จะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่พระองค์กับลูก เป็นหนึ่งเดียวกัน คือ 23 ลูกอยู่ในพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) และพระองค์อยู่ในลูก ขอให้พวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งลูกมา และทรงรักพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) เหมือนที่พระองค์ทรงรักลูก”

            พวกเราในที่นี้ หมายถึงตรีเอกานุภาพ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกัน  ไม่เคยแยกจากกัน

            ซึ่งพระองค์ประทานให้ลูกนั้น ประทานเมื่อไร? ตอนที่พระเยซูถูกชุบให้เป็นขึ้นจากตาย

            เราเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับตรีเอกานุภาพ  เป็นวิญญาณเดียวกันเลย เมื่อตอนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เมื่อไรที่เชื่อในพระองค์

            อย่างสมบูรณ์ แปลว่าครบถ้วน ไม่มีที่ติเลย ไม่มีข้อผิดอะไรต่างๆ เลยแม้แต่นิดเดียว  ไม่มีจุดด่างแม้แต่นิดเดียวเลย  รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้อีกแล้ว ตลอดไป ตรีเอกานุภาพแยกกันไม่ได้อย่างไร?  เราที่เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับตรีเอกานุภาพ ก็แยกกับพระองค์ไม่ได้อีกแล้ว  ไม่ว่าท่านจะทำอะไรจากนี้ต่อไป หลังจากรับเชื่อแล้ว ท่านจะไปประพฤติตัวอย่างไรก็ตาม มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตรงนี้ไปได้เลย และท่านไม่ต้องห่วงว่าท่านจะไปทำบาปชั่ว รู้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย เพราะวิญญาณของท่านที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์นั้น สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้ว  ต้องการทำสิ่งที่ดีๆ อย่างเดียว คิดสิ่งที่ดีๆ อย่างเดียว นั่นคือตัวท่าน และพระเจ้ารักเราทั้งหลายผู้เชื่อนั้นเท่ากับรักพระเยซูคริสต์ นี่เป็นพรใหญ่ยิ่งที่พระเจ้าสัญญาให้และให้กับเราเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระองค์ในทุกๆ วัน

            เพราะฉะนั้น ในแต่ละวัน ชีวิตของคริสเตียน คือขอบคุณพระเจ้า  และก็ขอบคุณพระเจ้า  แล้วก็ขอบคุณพระเจ้า ในทุกสถานการณ์ ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา  และรอคอยเพียงอย่างเดียว อะไร? นี่พระพรใหญ่สุดเลยที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ได้รับ รอคอยร่างกายใหม่ ชีวิตคริสเตียน คือดำเนินชีวิต บนโลกนี้ โดยพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ภายใน  และนำพาเราไปแต่ละวันๆ แล้วก็รอคอย ตัวตนจริงๆ ของเรา คือวิญญาณเราใหม่เอี่ยมแล้วตอนนี้  จิตใจเราใหม่เอี่ยมแล้วตอนนี้ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเลย  เหมือนพระเยซูเลย  ไม่ต้องห่วง ร่างกายยังเป็นของเก่าอยู่ อยู่ชั่วคราว อีกไม่นาน พระเจ้าจะเปลี่ยนร่างให้ เป็นร่างใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์เลย  ที่ไม่ต้องมีความเจ็บป่วยอีกต่อไป ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป  ไม่มีการสูญเสียอีกต่อไป  ร่างกายใหม่ที่จะให้นั้น ให้ตอนที่หมดอายุขัยของร่างกายปัจจุบันนี้แล้ว  นี่คือการรอคอยวันที่  เวลาที่พระเยซูคริสต์จะกลับมารับเรา ก็คือวันที่เราจากร่างกายนี้ พอเราจากร่างกายนี้ ไม่ถึงวินาที  ในพระคัมภีร์บอกว่าแค่พริบตา เราก็ได้รับร่างกายใหม่ เพราะฉะนั้น ไม่ได้มีความเจ็บปวดอะไรเลย  พริบตาเดียวปุ๊บ ร่างกายใหม่ ก็เป็นของเรา เราก็จะได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า

            นี่คือเป้าหมายของชีวิตคริสเตียน เอเมน เพราะฉะนั้น เป้าหมายเราอยู่ที่ไม้กางเขน ไม้กางเขน ตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว เป็นเครื่องหมายที่ทำให้เราได้ขอบคุณพระเจ้าในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะไม้กางเขนนี่แหละ ทำให้เราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ทำให้พระเยซูคริสต์สามารถมาสถิตอยู่ภายในเรา และเราอยู่ในพระองค์ และเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ตลอดไปชั่วนิรันดร์ได้  เพราะไม้กางเขนนี้ เอเมน ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรครับ

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            คริสเตียน คือผู้ที่ได้อยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์ได้อยู่ในเขา และทั้งสองวิญญาณได้ผูกพัน เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีใครสามารถแยกเรากับพระเจ้าออกจากกันได้

            พระคริสต์อยู่ในผู้เชื่อ และผู้เชื่ออยู่ในพระคริสต์ ซึ่งหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณกับพระองค์ พระคัมภีร์บอกเราว่าเมื่อเราวางใจในพระเยซู เราจะได้รับการรวมเป็นหนึ่งกับพระองค์

            1 โครินธ์ 6:17 … “ผู้ที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ก็ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระองค์”

            ผู้เชื่อที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือได้บัพติศมาเข้าไปอาศัยอยู่ในพระคริสต์ ก็ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระองค์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้ามาอาศัยอยู่ในเรา

            เอเฟซัส 1:13-14 … “13 และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง  คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วยดวงตรา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ 14 ผู้เป็นมัดจำค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเราจนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

            นี่คือการได้เป็นหนึ่งเดียวกันที่ทำให้เราได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด สนิทสนมกันอย่างมาก มากที่สุดกับพระเจ้าและได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า ในฐานะลูกคนหนึ่งของพระองค์

            นอกจากนี้ พระเยซูยังอธิษฐานในยอห์น บทที่ 17 เพื่อให้เราทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์และพระบิดา ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืน

            ยอห์น 17:21 … “พระเยซูพระบุตรอธิษฐานดังนี้ว่า … “ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์พระบิดาอยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาอยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา”

            “พวกเขาทั้งหมด” คือมนุษย์คนใดก็ได้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูพระบุตรว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป  “อยู่ในพวกเรา” คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระเจ้าสามพระภาค รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและ พระเจ้าพระวิญญาณ

            คำอธิษฐานของพระเยซูนี้ ได้สำเร็จแล้ว!

            คริสเตียน คือผู้ที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน กับพระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามพระภาค

            พระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามประภาคเข้ามาอาศัยอยู่ในเรา ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามพระภาคนี้ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล ที่กระทำการงานอยู่ภายในเราผู้เชื่อ

            ไม่ว่าเราจะรู้สึกยังไงก็ตาม ขณะดำเนินชีวิตบนโลกนี้ ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไรก็ตาม มี 4 วิญญาณอยู่ภายในเรา เป็นฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่พระเจ้าตรีเอกานุภาพทรงอยู่ในเราเป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณของเรา

            นี่คืออาณาจักรสวรรค์ของพระบิดา ที่ลงมาตั้งอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ … เอเมน

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1547

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  พฤศจิกายน  2025

เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 7

โดย วราพร  คงล้วน

            เรายังอยู่ในหนังสือโคโลสี บทที่ 1 รอบที่แล้วเราจบลงในข้อที่ 19 ที่บอกว่า …

        โคโลสี 1:19 “เพราะว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ในพระบุตร”

            เราจบตรงนี้ เป็นความพึงพอใจของพระเจ้าพระบิดาที่จะให้ความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ในพระบุตร คือในพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทรงถวายตัวพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ และทำให้แผนการที่พระเจ้าพระบิดาได้ทรงวางไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น ที่มนุษย์ล้มลงในความบาปได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

            เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอกว่าพระเจ้าพระบิดา จึงได้ยกพระเยซูคริสต์ขึ้นสูงสุด อยู่เหนือนามทั้งปวง แล้วพระเจ้าก็พอใจที่จะให้ความสมบูรณ์ทั้งหมด อยู่ในพระเยซูคริสต์ และ ณ เวลานี้  เราผู้เชื่ออยู่ในพระองค์ เอเมนไหม?  เรากับพระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา  แปลว่าความสมบูรณ์ บริบูรณ์ทั้งสิ้น ทั้งมวลอยู่ในเราผู้เชื่อด้วย  พอมาข้อที่ 20 บอกว่า …

        โคโลสี 1:20 “และให้ทุกสิ่งทั้งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์    กลับคืนดีกับพระองค์ผ่านทางพระบุตร สันติภาพนี้มีขึ้นโดยพระโลหิต”

            ทุกสิ่งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์ได้กลับคืนดีกัน เป็นภาพที่อาจารย์เปาโลเขียนให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้  พระเจ้าได้วางแผนการไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ได้ชำระล้างความผิด ความบาปของพวกเราทั้งหลาย ทำให้มนุษยชาติทุกคนสามารถ คืนดีกับพระเจ้าได้

            เรากับพระเจ้าเป็นศัตรูกัน ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป  วันแรกที่อาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า เรากับพระเจ้าอยู่กันคนละพวก เรากับพระเจ้าเป็นศัตรูกันโดยปริยาย  โดยที่ไม่ต้องทำอะไร มนุษย์ทุกคนเกิดมา ก็เป็นศัตรูกับพระเจ้าเลย อยู่ในความบาปเลย ฉะนั้น ด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และการหลั่งพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ทำให้เราทุกคนมนุษยชาติบนโลกใบนี้ สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ คืนดีด้วยวิธีไหน? วิธีเดียวเท่านั้น  ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เปิดใจยอมรับสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อพวกเราบนไม้กางเขน แค่นั้นเอง เราก็ได้รับการคืนดีจากพระเจ้า

            ในนี้บอกว่า “สันติภาพนี้ มีขึ้นมาโดยพระโลหิต” ในพระคัมภีร์บอกว่าถ้าไม่มีการหลั่งเลือด ก็ไม่มีการอภัยบาป หมายความว่าชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต  พระเจ้าบอกอย่างนั้น

            วันแรกที่พระเจ้าบอกกับอาดัมว่า “ถ้าเจ้าขืนกินผลไม้ต้นนี้  เจ้าจะตาย”

            คำว่า “ตาย” ก็คือไม่มีชีวิต ตายทั้งฝ่ายวิญญาณ คือตายจากพระเจ้า และตายทั้งร่างกายด้วย  ร่างกายค่อยๆ เสื่อมโทรมไป

            มนุษย์ทุกวันนี้ ร่างกายของเราอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย  ไม่ว่าเราจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้าก็ตาม เราก็อยู่ภายใต้กฎนี้อยู่ หมายความว่าร่างกายของเราจะเสื่อมโทรมไปเรื่อยๆ เมื่ออายุเรามากขึ้น เซลต่างๆ ที่ถูกใช้มาตั้งแต่เด็กจนโต มันก็ค่อยๆ เสื่อมโทรมลง โรคภัยไข้เจ็บมันก็วิ่งมาถามหาเรา เป็นเรื่องปกติ มันไม่เกี่ยวกับคำสาปแช่งใดๆ หรือไม่เกี่ยวกับว่า …

            “เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เรายังป่วยอยู่ แปลว่าเราต้องทำผิดอะไรกับพระเจ้าแน่ๆ เลย หรือเราต้องทำอะไรที่พระเจ้าไม่พอใจแน่ๆ เลย พระเจ้าเลยเฟี้ยงความเจ็บป่วยเข้ามาในร่างกายของเรา”

            มันไม่เป็นความจริง อย่าให้โลกนี้หลอกเรา ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเจ้าทรงรักเรา รักมาก รักดังแก้วตาดวงใจ รักมากกว่าสิ่งสารพัดทั้งหมด  รักจนกระทั่งสามารถประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเรา บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย ฉะนั้น ความรักตรงนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง และไม่มีสูญสลาย ความรักตรงนี้แหละ สามารถเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าความเจ็บป่วยบนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าแน่นอน แต่เกิดจากผลของความบาป  ที่บรรพบุรุษของเราได้ทำไว้ตั้งแต่เริ่มต้น แล้วขณะที่ร่างกายของเรายังอยู่บนโลกใบนี้ เราก็ยังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย แม้ว่าเราจะเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว ที่พระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเชื่อวางใจในพระเจ้า เราได้รับวิญญาณใหม่ที่สะอาดบริสุทธิ์หมดจด ไม่มีบาปเลย เป็นเหมือนพระเจ้า เรามีความคิดจิตใจใหม่ เหมือนพระเจ้า ก็คือเป็นความคิดที่ดี คิดบาปไม่เป็น คิดชั่วไม่เป็น พระเจ้าให้กับเราแล้ว

            แต่ขณะเดียวกัน ร่างกายเรายังเป็นร่างกายเดิม ที่พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระเราให้สะอาดหมดจด แยกเราออกมาเป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า  ให้เราสามารถที่จะเป็นวิหารของพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค คือพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์  นี่คือส่วนที่พระเจ้าทำแล้ว  แต่ในขณะเดียวกัน ร่างกายเรายังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย ยังต้องเผชิญกับความตายอยู่ดี ยังไงร่างกายเราก็ต้องตาย ต่อให้เราแข็งแรงตลอดชีวิต วันหนึ่งเราก็ต้องตาย นี่คือกฎที่พระเจ้าตั้งขึ้นมาเรียบร้อยไปแล้ว

            พระเจ้าทรงอยู่เหนือกฎทั้งวิญญาณและกฎบนโลกใบนี้ด้วย ฉะนั้น ในตรงนี้ อาจารย์เปาโลบอกสันติภาพนี้ มีขื้นมาโดยพระโลหิต เรามีสันติภาพกับพระเจ้า คือเราคืนดีกับพระเจ้าได้  ผ่านทางโลหิตของพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการทำดี หรือการประพฤติดีของเราแม้แต่นิดเดียว  ไม่เกี่ยวกันเลย แต่โดยความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเท่านั้น ทำให้เราสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ ในข้อที่ 21 บอกว่า …

        โคโลสี 1:21 “ครั้งหนึ่งพวกท่านเคยแยกขาดจากพระเจ้า  และเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในใจ  เพราะพฤติการณ์ชั่วของท่าน”

            เห็นไหม? เป็นคำเดียวกันกับที่ตะกี้นี้อธิบายไปแล้ว ก็คือ “ครั้งหนึ่ง” อาจารย์เปาโลพูดกับคนที่ปัจจุบันได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้วว่า “ครั้งหนึ่ง” หมายความว่าในอดีต ท่านเคยถูกแยกขาดจากพระเจ้า ท่านอยู่ในบาป อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่คนละพวกกับพระเจ้า  เป็นศัตรูกับพระเจ้า  หมายความว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนี้ เป็นศัตรูในใจ ด้วยพฤติกรรมชั่ว จริงๆ  ด้วย DNA ชั่วของมนุษย์นั่นแหละ  มนุษย์เกิดมาปุ๊บ เป็นคนบาปเลย  ยังไม่ทันทำอะไร ทารกเล็กๆ คนหนึ่ง ยังไม่ทันได้ทำดี หรือทำชั่วเลย วิญญาณเขาอยู่ในบาปเรียบร้อยไปแล้ว

            ฉะนั้น ตรงนี้อาจารย์เปาโลกำลังเปิดให้เห็นถึงความจริงในโลกวิญญาณว่าเราเป็นอยู่อย่างนั้นจริงๆ มนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอถึงข้อที่ 22 บอกว่า …

        โคโลสี 1:22  “แต่บัดนี้   ทรงให้ท่านคืนดีกับพระองค์  โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เพื่อถวายท่านให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาต่อหน้าพระองค์”

            บัดนี้ คือ ณ เวลานี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์  เพื่อมนุษยชาติบนไม้กางเขน ทันที พระเจ้าได้ทำให้มนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ได้คืนดีกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว หมายความว่าสิ่งนี้ได้ทำสำเร็จแล้ว อยู่ตรงที่ว่ามนุษย์คนไหนได้รับรู้เรื่องนี้ไหม? แล้วรับรู้เสร็จยอมรับไหม? ยอมรับเอาความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ไหม?  ถ้าเราแค่รับรู้ว่า …

            “โอเค พระเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มาตาย เพื่อฉันบนไม้กางเขน แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก พระองค์เจ้าข้า ลูกยังสามารถทำดีด้วยตัวของลูกเองอยู่ ลูกไม่อยากพึ่งพระเจ้า ขอพึ่งตัวเองก่อน”

            เราก็จะไม่ได้รับของขวัญชิ้นนี้  เหมือนครั้งหนึ่ง พวกเราทุกคนเคยได้ยินเรื่องของพระเจ้า  แล้วไม่ใช่ทุกคน พอได้ยินปุ๊บ เปิดใจเชื่อเลย มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ตอนแรกที่เราได้ยินพระนามของพระเยซูคริสต์ อันแรกที่มันเกิดขึ้นในใจ คือเราต่อต้านทันทีเลย

            “มาพูดอะไร ชื่อพระเยซูคริสต์ เราไม่ชอบ อย่าพูด”

            ถ้าคนที่มาพูดกับเรา เราเกรงใจเขา  เราก็ต่อต้านจากข้างใน แล้วก็เฉยๆ เมื่อไรจะเลิกพูดสักที  นึกออกไหม? ข้างในวิญญาณเราจะนึกอย่างนี้ เมื่อไรจะเลิกสักทีเรื่องของพระเยซู แต่ถ้าคนที่เราไม่เกรงใจ ใครก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ฉันไม่ชอบ ฉันก็ชักสีหน้าเลย อย่ามาพูดต่อ ฉันไม่เอา ฉันไม่ชอบ อะไรอย่างนี้

            เพราะว่าข้างในวิญญาณของมนุษย์ทุกคน เป็นศัตรูกับพระเจ้าอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า  ได้ยินแล้ว ได้ยินอีก  อย่างดิฉันได้ยินตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือ แล้วได้ยินอีก ได้ยินเวลาคริสต์มาส เขาก็ชวนกันไปโบสถ์ เราก็ไปนะ แต่ถ้าถามว่าอยากเชื่อพระเยซูคริสต์ไหม? ไม่เอา  เราแค่อยากมาสนุก แค่อยากมากินของฟรี คริสต์มาส กินของฟรีเนอะ  เราอยากแค่นี้ ชวนเพื่อนกันมา กินเสร็จ เราก็ชิ่งหายไปเลย กลับบ้าน มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเราก็ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงให้ข่าวดีของพระองค์ ถูกส่งมาจากคนโน้นคนนี้บ้าง เบี้ยใบ้รายทาง เป็นเวลา 10 ปี จนวันหนึ่ง ข่าวดีนี้ ที่เราได้ยิน ได้ฟัง เราไม่ได้ใส่ใจ ไม่อยากรู้เรื่องอะไรมากมาย ไม่ได้อยากรับไว้ แต่มันถูกหยอดลงไปในวิญญาณของเรา  มันเกิดเพาะออกมาเป็นต้น ทำให้เรารู้สึกว่าวันหนึ่งเราอยากเชื่อพระเยซูคริสต์ ถามเหตุผลว่าทำไมอยากเชื่อ  ไม่รู้เหมือนกัน แต่อยากเชื่อนั่นแหละ เป็นอย่างนั้น แล้วเราก็มาโบสถ์ แล้วเราก็เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็บัพติศมาเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ผ่าตัดวิญญาณเราเลย เปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับเรา  เปลี่ยนความคิดจิตใจใหม่ให้กับเรา  ทำให้เรามีความสามารถเชื่อ  อย่างที่เราคุยกันว่าของประทานแห่งความเชื่อนี้ พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ วันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  มันเป็นเรื่องแปลก แต่เรื่องจริงมาก เราพูดแค่ไม่กี่คำ อาจารย์พาเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราก็ยังงงๆ อยู่ แต่เราก็พูดตาม เพราะว่าข้างในบอกอย่างไรฉันก็จะเชื่อวันนี้นั่นแหละ อะไรอย่างนี้  แล้วอาจารย์ก็พาเรารับเชื่อ

            “ลูกเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

            ตอนที่พูด เชื่อไหม? ไม่เชื่อหรอก จริงๆ แต่พูดตาม เพราะว่าขอลองสักตั้ง อะไรแบบนี้

            “ลูกเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนลูกบนไม้กางเขน ลูกเชื่อว่าพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระล้างบาปของลูก ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต  ลูกเชื่อว่าพระองค์จะให้ลูกได้รับชีวิตใหม่ ไม่ต้องตกนรก  ลูกเชื่ออย่างนั่นแหละ” แล้วเราก็พูดตาม

            แต่ว่าสิ่งที่เราพูด มันเป็นการสำแดงความเชื่อของเรา ความตั้งใจของเรา เป็นเจตนารมย์ของเราว่า …

            “ลองสักตั้งหนึ่งกับพระเจ้า”

            สิ่งที่เราทำเล็กนิดเดียว แต่มันยิ่งใหญ่มาก สำหรับอาณาจักรของพระเจ้า  ทันทีที่เราเปิดใจ อย่างที่ในพระธรรมโรมบอกว่าถ้าท่านเชื่อด้วยใจ รับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนท่านบนไม้กางเขน ท่านจะรอด

            รอด ก็คือรอดพ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษ หลังความตาย นี่คือสิ่งที่ถ้อยคำของพระองค์บอกไว้ แล้วทันทีที่เราทำ ขบวนการ ก็คือเราเปิดใจยอมรับพระเยซูคริสต์เข้ามาปุ๊บ เราได้ทันทีเลย ความรอดจากการถูกพิพากษา ลงโทษ  เราไม่รู้สึกตัว เราสัมผัสไม่ได้ แต่วิญญาณข้างใน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะยืนยันในใจของเรา แล้วจากวันนั้น วันที่เราอธิษฐานกับอาจารย์ ใครก็ได้พาท่านอธิษฐาน จากวันนั้น ความรู้สึกเราเปลี่ยนไป ความรักในพระเยซูคริสต์มันเกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ เพราะพระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราได้รับวิญญาณใหม่ มันจะมีของขวัญมาทั้งกล่องเลย ก็คือของประทานแห่งความรักมาด้วย ของประทานแห่งความเชื่อมาด้วย ของประทานที่จะรับรู้ความจริงของพระเจ้ามันชักแถวมาพี่น้องนึกออกไหม? ทำให้เราปิ๊งตลอดเวลา ฟังถ้อยคำของพระเจ้าตรงนี้ ก็ โอ้! เป็นอย่างนี้  ฟังตรงนั้น โห! มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเกิดความเข้าใจขึ้นมาจากในวิญญาณของเรา แล้วค่อยๆ รับรู้ไปเรื่อยๆ  บางอย่าง อ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก  ถ้าใครบอกว่าอ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่มเข้าใจหมด โกหกนะ มันไม่เข้าใจหรอก  ไม่สามารถเลย เราก็อ่าน อ่านแล้ว ตรงไหน ช่วงไหนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์อยากจะให้เราเข้าใจ  เราก็เกิดจากของประทานแห่งความรู้ความเข้าใจ  มันอ๋อ! ขึ้นมา โดยอัตโนมัติ

            นี่คือขบวนการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานอยู่ในพวกเราผู้เชื่อ ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกคนเหล่านี้ ที่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ว่าบัดนี้ พระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้ถวายเราให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ณ เวลานี้ ผู้เชื่อทั้งหลาย  พวกเราที่นั่งอยู่ที่นี่ ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว เราได้ถูกถวาย ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหาต่อหน้าพระองค์

            คำว่า “พ้นจากข้อกล่าวหา” ก็คือเหมือนเราไปขึ้นศาล  แล้วสืบพยานทั้งหลายแหล่มาจนเสร็จ ศาลเอาค้อนทุบ บอกว่า …

            “โอเค คนนี้พ้นจากข้อกล่าวหา”

            แปลว่าไม่มีความผิด  ไม่ว่าใครจะมาฟ้องอะไรทั้งหลายแหล่ ศาลตัดสินแล้วว่าคนนี้ไม่มีความผิด  พระเจ้าบอกเราอย่างนั้น เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ตัดสินเราว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม เราสะอาด เราบริสุทธิ์ เราไม่มีความผิดเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่รอจนเราตายนะ  ตั้งแต่ปัจจุบันเลย ตั้งแต่วันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว พอข้อที่ 23 บอกว่า …

        โคโลสี 1:23 “ทั้งนี้ท่านเองต้องดำเนินต่อไปในความเชื่อของท่าน ตั้งมั่นและหนักแน่นมั่นคง ไม่คลอนแคลนจากความหวัง ซึ่งมีอยู่ในข่าวประเสริฐ นี่คือข่าวประเสริฐที่ท่านได้ยินและได้ประกาศแก่ทุกชีวิตใต้ฟ้าสวรรค์ และข้าพเจ้าเปาโลเป็นผู้รับใช้ของข่าวประเสริฐนี้”

            ตรงนี้เวลาเราอ่านแรกๆ เราอาจจะคิดว่าเราต้องทำ ต้องดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่อของเรานะ ถ้าเราไม่ดำเนินชีวิตอยู่ในความเชื่อ เราจะหลงทาง เราอาจจะถูกตัดขาดจากพระเจ้า เราอาจจะไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า มันไม่เกี่ยวกัน  เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้าปุ๊บ  เราได้เป็นลูกของพระองค์แล้ว เป็นแล้วเป็นเลย  เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่มีมนุษย์หน้าไหน? หรือผีมารซาตาน เทพผู้ครองศักดิ์เทพอะไร ที่จะเอาเราออกจากพระหัตถ์ของพระเยซูคริสต์ได้ ทำไม่ได้

            ตรงนี้ข้อที่ 23  อาจารย์เปาโลพูดถึงใคร? สมมติว่าเราอยู่ในโบสถ์ บางอาทิตย์ก็จะมีพี่น้องพาเพื่อนมาในคริสตจักร แล้วเพื่อนก็ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ช่วยให้รอด ก็มานั่งฟัง ข่าวดีของพระเจ้า  ตอนที่ดิฉันเชื่อพระเจ้า ดิฉันไม่ได้มาโบสถ์ แล้วเชื่อทันที ก็คือฟังเรื่องราวของพระเจ้ามาเป็นสิบๆ ปี แล้วก็เกิดอาการว่าอยากเชื่อพระเจ้า  แต่วันที่มาโบสถ์ ก็ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์นะ กล้าๆ กลัวๆ ดีไม่ดี มาแช่อิ่มอยู่ในโบสถ์ 4 อาทิตย์ แช่อิ่มแบบฟัง อยากเชื่อ ไม่อยากเชื่อ  มันตีกัน จนถึงอาทิตย์ที่ 4 ไม่ไหวแล้ว  ไม่เชื่อไม่ได้ ก็เลยให้พี่สาวพาออกมา  ตอนนั้นอยู่ใจสมาน ซอย 6 เขาจะมีเรียกรับเชื่อทุกอาทิตย์ พอเขาเรียกรับเชื่อปุ๊บ ใจอยากออก  แต่มือจับเก้าอี้ไว้แน่นเลย เพราะเก้าอี้ที่ใจสมานมันเป็นเก้าอี้ไม้ แล้วมันมีพนักหลัง แล้วเรานั่งอยู่ มันก็มีพนักให้เราจับ จับแน่นเลย ออกไม่ออกๆ สู้กัน 1 เดือน  พออาทิตย์ที่ 4 ไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่ออกไป เราตายแน่ๆ เลย คือมันไม่ไหว ก็เลยออกไปเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงเมตตามากๆ ไม่ถือสาในความดื้อของเรา ไม่ถือสาที่เราอะไรก็ไม่รู้ ตั้งแต่ได้ยินเรื่องของพระเจ้า เราก็งอแงมาตลอด แต่พระเจ้าไม่เคยถือสา พระองค์ทรงประกาศข่าวดีของพระเจ้าผ่านคนโน้นคนนี้  คนนั้นบ้าง จนวันที่เราออกไปต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้รับการปลดปล่อยจริงๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ ดิฉันเชื่อพระเจ้ามาเกือบ 40 ปี เห็นพระคุณของพระเจ้ามากมาย

            คำว่า “เห็นพระคุณของพระเจ้า” ไม่ได้หมายความว่าชีวิตอยู่สุขสบาย ตั้งแต่วันที่เชื่อพระเจ้าจนถึงวันนี้ ไม่ใช่ ผ่านทุกข์ ผ่านสุข ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการอดอยาก หิวโหย ผ่านอะไรเยอะแยะมากมาย ทุกรูปแบบผ่านมาหมดแล้ว เกือบ 40 ปี

            แต่ว่าสิ่งสารพัดเหล่านี้ ที่เราผ่านมา พอผ่านปุ๊บ เราเห็นพระคุณของพระเจ้า  เราเห็นมือใหญ่ๆ ของพระเจ้า  ที่อยู่ในเรา  อยู่กับเรา  พยุงเรา คอยช่วยเหลือเรา แม้หลายครั้งความเป็นมนุษย์ เรารู้สึกแย่แล้วๆ พระเจ้า ตายแน่ๆ เลย อดตายแน่ๆ เลย แต่จนทุกวันนี้ ก็อ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่ อยากจะเอาออกบ้าง แต่มันออกไม่ได้ พระเจ้าทรงดูแลเรา  พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงสถิตอยู่กับเรา พระองค์ไม่ทิ้งเรา  ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหน?  พระองค์ก็ทรงสถิตอยู่ในเรา ไม่ทิ้งเรา ฉะนั้น ตอนนี้ที่เราเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ พอเราผ่านความทุกข์ เราทำอย่างไร? บางวันนะ ไม่ได้กินข้าว  3 มื้อ ไม่มีอาหารจะกิน ไม่ได้เกี่ยวกับเราจะอดอาหารอธิษฐานกับพระเจ้า บางวันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วทำอย่างไร? ก็ไม่เป็นไร ดื่มน้ำก็ได้ ดีเหมือนกัน เหมือนเขาทำ AF IF อะไรอดสักวันหนึ่ง อดสองวัน อะไรก็แล้วแต่ เพื่อสังขยานาร่างกายของเรา ที่มันตกค้างอยู่ออกไป มันเป็นอย่างนั้น แต่ว่าพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งให้เราอยู่ลำพัง เรายังเห็นพระเจ้าตลอดเวลา ตอนที่ดิฉันมารับใช้พระเจ้า  ดิฉันบอกพระเจ้าว่า …

            “ถ้าพระองค์ทรงเรียก ลูกเชื่อว่าพระองค์จะดูแลชีวิตของลูก แต่ถ้าวันไหนที่ลูกจะต้องอดตาย ก็ไม่เป็นไร ให้ตายไปเลย ถือว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า”

            แต่พระองค์ก็ไม่เคยให้ดิฉันอดตายสักทีหนึ่ง มีอดบ้าง มีกินหรูบ้าง เหมือนอาจารย์เปาโลบอก …

            “ข้าพเจ้าสามารถเผชิญกับความอิ่มหน่ำสำราญ สามารถเผชิญกับความอดอยาก ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังเรา”

            บางวันไม่มีกิน บางวันกินหรูหรา กินหรู อยู่แพง คือมันผ่านมาหมดพี่น้อง  เราจึงเห็นพระคุณของพระเจ้า แล้วสามารถให้พี่น้องมั่นใจในพระเจ้าของเราได้ เราแค่คิดอย่างเดียวว่าอย่างมาก ก็แค่ตาย  แค่นั้นเอง จบ  ถ้าเราคิดได้ขนาดนี้ ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก็ไม่สามารถสั่นคลอนเราได้เลย ไม่สามารถที่จะทำให้เราหลุดจากความรักของพระเจ้าได้เลย

            ในข้อที่ 23 จริงๆ แล้ว ตรงที่อาจารย์เปาโลพูดถึง เหมือนในโบสถ์ที่ตะกี้ที่บอก มีคนเชื่อ มีคนไม่เชื่อ  คนที่กำลังจะเชื่อ มีหลายคนมานั่งจุมปุ๊กเหมือนดิฉัน มาจุมปุ๊กอยู่ที่โบสถ์เป็นเดือน บางคนมานั่งเป็นปีเลยนะ ก็ยังไม่เชื่อพระเจ้า แต่ว่าเรื่องราวของพระเจ้า ข่าวประเสริฐ เป็นสิ่งที่ดี  เราจะไม่ยัดเยียดข่าวประเสริฐให้ใครทั้งนั้น ให้คนๆ นั้น ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องราวของพระเจ้า จนวันหนึ่ง เมื่อใจของเขาเปิดและเขายินยอมด้วยตัวของเขาเอง แล้วเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาเรียกว่าเป็นผลไม้ที่สุกงอม พอดีกิน กินอร่อยด้วย  แต่ถ้าเราไปบีบคั้น บังคับ พยายามเคี่ยวเข็ญ ยัดเยียดข่าวดีให้กับคนโน้นคนนี้ เขาอาจจะรำคาญเรา นึกออกไหม? …

            “เชื่อๆ สักหน่อยเถอะ จะได้เลิกมาตื้อเราสักทีหนึ่ง”

            ก็เป็นผลไม้ที่มันยังไม่สุกงอม แล้วมันอาจจะถูกบีบไปบีบมา  พี่น้องตอนเด็กๆ เคยเป็นไหม? เวลาคุณพ่อคุณแม่ซื้อผลไม้อย่างหนึ่งมา มันยังไม่สุก แต่เราอยากกิน เราทำอะไร? เราไปแอบบีบทุกวัน ไม่ใช่ทุกวันด้วยนะ แอบบีบ วิ่งๆ ไปเล่นปุ๊บ วิ่งกลับมาบีบ นิ่มยัง วิ่งๆ ออกไป นิ่มยัง พอมันนิ่ม คือมันเสียไปแล้ว มันเน่า เพราะว่ามันถูกเราบีบจนมันตาย มันเน่า มันกินไม่ได้

            ฉะนั้น ผลไม้ที่สุขงอม มันจะเป็นผลไม้ที่อร่อย แล้วก็อยู่ในฤดูกาลของมัน เช่นเดียวกัน ชีวิตของพวกเราทุกๆ คน ถ้าถึงเวลาที่สุกงอม ถึงเวลาที่มันเปิดใจเต็มที่ ที่จะเชื่อวางใจในพระเจ้า เราต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ ไม่ต้องมีใครมาเคี่ยวเข็ญอะไรเรา เราจะเกิดความปรารถนา อยากจะรู้เรื่องของพระเจ้าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ พี่น้องเป็นไหม?  มันอยากขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ในวิญญาณของเรา อยากรู้เรื่องพระเจ้า อยากรู้ว่าพระเยซูคริสต์ทำอะไร นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ

            ฉะนั้น อาจารย์เปาโลหนุนใจว่าคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว อย่างพวกเรา บางคนก็เชื่อมา 10 ปี 20 ปี 30 ปี บางคนก็เพิ่งเชื่อ บางคนก็เชื่อมา 2 ปี 3 ปี อาจารย์เปาโลก็หนุนใจว่าให้เชื่อต่อไป ในความหวังนี้

            ความหวังนี้ที่พระเจ้าให้กับพวกเรา คือความหวังในโลกหน้า  เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้า  เราหวังอยู่แค่ 2 อย่างเอง อย่างอื่นเราไม่ต้องหวังแล้ว อย่างอื่น คือเราได้รับแล้ว  อย่างเช่นชีวิตนิรันดร์ เราได้รับแล้ว การอยู่ในพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เราได้รับแล้ว  เราได้รับวิญญาณใหม่ ก็ได้แล้ว ความคิดจิตใจใหม่ ก็ได้แล้ว  ได้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราได้หมดแล้วนะ เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์กับพระเยซูคริสต์ในพระเจ้า ได้หมด แต่สิ่งที่เราไม่ได้มี 2 อย่าง คือร่างกายใหม่กับสถานที่ใหม่ ที่พระเจ้าบอกว่าวันหนึ่งที่โลกนี้สิ้นสลายไป พระเจ้าได้เตรียมที่ใหม่ ที่สวยงามมากให้กับพวกเราผู้เชื่อทุกๆ คน ฉะนั้น ผู้เชื่อทุกคนมีความหวังใจตรงนี้ เป็นความหวังเดียวที่ทำให้เราสามารถที่จะอดทน บากบั่น ยึดมั่นในพระเจ้า ทุกข์แค่ไหนก็ไม่เป็นไร แค่หายใจเข้า หายใจออกแป๊บเดียว เดี๋ยวเราก็ไปแล้ว โลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา บ้านเราอยู่บนสวรรค์ เราคิดอย่างนี้ เราก็จะสามารถมีสันติสุขในความทุกข์ยาก สามารถได้

            กับคนที่เพิ่งมาเชื่อ อาจารย์เปาโลก็หนุนใจเหมือนกันว่าให้ดำเนินต่อไปในความเชื่อนี้ อย่าสั่นคลอน ให้ยึดไว้ข่าวดีของพระเจ้า ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว

            แล้วสำหรับคนที่มาสังเกตการณ์ ณ เวลานั้น จริงๆ คริสตจักรต่างๆ ในอดีตที่ไม่ว่าจะเป็นเอเฟซัส โคโลสีอะไรต่างๆ ก็จะมีผู้สังเกตการณ์ แล้วผู้สังเกตการณ์ที่มา อาจจะเป็นพวกคนยิวด้วย คนยิวที่แอบๆ มาฟัง  อยากรู้เรื่องพระเยซูคริสต์ แต่ก็ยังกลัวๆ เพราะกลัวว่ามาเชื่อพระเยซูคริสต์จะถูกตัดขาดจากพระวิหารของพระเจ้า คนยิวกลัวมาก เหมือนกับการถูกตัดขาดจากการเป็นประชากรของพระเจ้า  เขาก็กล้าๆ กลัวๆ จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ดีไหม? กลับไปบ้าน ก็ถูกพ่อแม่บอกว่า …

            “กลับไปที่พระวิหาร  ไปถวายเครื่องบูชาดีกว่า” ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้

            แต่อาจารย์เปาโลยังหนุนใจว่าคนกลุ่มนี้ก็อย่าทิ้งนะ ไปๆ มาๆ ก็ได้ ไปวิหารก็ได้ กลับมาฟังถ้อยคำของพระเจ้า ข่าวดีของพระเจ้าซ้ำไปซ้ำมา วันหนึ่ง เขาอาจจะมีโอกาสได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดก็ได้ ตรงนี้ อาจารย์เปาโลพูดถึงคนคลุมไปทั้งหมด ทั้งผู้เชื่อ ผู้ที่กำลังจะเชื่อ หรือผู้ที่มาฟังแล้ว ไม่เชื่อสักที ก็ไม่เป็นไร ฟังไป วันหนึ่งข้างหน้า เขาอาจจะเชื่อ ก็ได้

            ฉะนั้น ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่เราผู้เชื่อทั้งหลาย มีความหวังใจที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็คือเราหวังใจแค่นี้แหละ โลกหน้ากับร่างกายใหม่  มาข้อที่ 24 บอกว่า …

        โคโลสี 1:24 “บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งชื่นชมยินดีในสิ่งที่ได้ทนทุกข์ เพื่อพวกท่าน และข้าพเจ้ากำลังเติมการทนทุกข์ของพระคริสต์ ที่ยังขาดอยู่ให้เต็มในร่างกายข้าพเจ้า เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์  คือคริสตจักร”

            ทำไมอาจารย์เปาโลต้องทนทุกข์ เรามานึกภาพตอนที่อาจารย์เปาโลไปประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลถูกเรียกมาให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ ฉะนั้น คนต่างชาติที่อาจารย์เปาโลไปประกาศ ก็เรียกว่าเป็นจุดประกายความเดือดให้กับพวกคนยิวนั่นแหละ ก็จะมีการไล่ล่าฆ่าอาจารย์เปาโล แล้วอาจารย์เปาโลทนทุกข์ เพราะว่ากำลังประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ และปรารถนา เวลาเราประกาศให้ใคร เราก็อยากให้เขารับเชื่อ จริงไหม? พอเขายังไม่เชื่อ เราก็ทุกข์ อย่างญาติโกโหติกาของเรา เราประกาศข่าวดี ให้กับเขา แล้วเขายังไม่เชื่อ  เราก็ทุกข์ อาจารย์เปาโลก็ยังทนทุกข์อยู่ ถูกทรมาน ถูกข่มเหง ถูกไล่ล่า  เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐที่เขาไปประกาศกับคนต่างชาติ และในขณะเดียวกัน  พระเยซูคริสต์ยังทนทุกข์อยู่ พี่น้องนึกภาพนะ

            เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  พระองค์ได้สิ้นพระชนม์และถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย สิ่งที่พระเยซูคริสต์คริสต์ทำ คือสำเร็จแล้ว  แต่เหตุที่พระเยซูคริสต์ยังต้องทนทุกข์อยู่ เพราะพระเยซูปรารถนาที่จะให้ข่าวดีของพระองค์ถูกประกาศออกไป ถึงสุดปลายแผ่นดินโลก ปรารถนาที่จะให้มนุษยชาติทั้งหมด ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระองค์ และปรารถนาที่จะให้มนุษยชาติได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องไปเผชิญกับความตายอีกครั้งหนึ่ง หลังจากวิญญาณ ออกจากร่าง  นี่เป็นการทนทุกข์ พระเยซูทุกข์ในขณะนี้ พระองค์คุกเข่าอธิษฐาน เพื่อมนุษยชาติ และเพื่อพวกเรา ซึ่งเป็นธรรมิกชนของพระองค์อยู่

            ดังนั้น ในพระคัมภีร์ตรงนี้ อาจารย์เปาโลบอกชัดเจนเลย อาจารย์เปาโลพยายามที่จะประกาศกับคนต่างชาติ  เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์ พระกายของพระองค์ คือคริสตจักร คริสตจักรไม่ใช่เพียงแต่ในที่นี้ ก็คืออภิสุทธิสถานเท่านั้น คริสตจักรของพระเจ้า หมายถึงคริสตจักรทั่วโลก เป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ โดยมีพระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะ ฉะนั้น ตรงนี้ เป็นความรักที่อาจารย์เปาโลสำแดงออกให้กับผู้เชื่อเหล่านี้ได้รับรู้ว่าทุกวันนี้ ที่อาจารย์เปาโลต้องทนทุกข์  ก็เพราะอยากจะประกาศเรื่องความดี ความจริงของข่าวประเสริฐ ให้กับพวกเธอได้รับรู้ความจริง

            มีพระคัมภีร์อยู่ตอนหนึ่งที่อาจารย์เปาโลบอก … “ข้าพเจ้าตายทุกวัน”

            คำพูดที่อาจารย์เปาโลพูดนี้ เป็นเรื่องของปัจจุบัน ก็คืออาจารย์เปาโลมีสิทธิ์ที่จะตายได้ทุกวัน ถ้าเราไปอ่านประวัติของอาจารย์เปาโล อาจารย์เปาโลทรหดอดทนมาก  เมื่อพระเจ้าพระเยซูคริสต์เรียกเขาให้มาประกาศกับคนต่างชาติปุ๊บ อันดับแรกเลย เขาถูกข่มเหงโดยชนชาติยิว เขาถูกไล่ล่า เขาถูกโบยตี ถูกจับไปติดคุก ถูกล่ามโซ่ตรวน ถูกสารพัดสิ่ง ถูกคนเอาหินขว้างให้ตาย  คิดว่าตาย แต่ไม่ตาย เพราะคนมาช่วยให้อาจารย์เปาโลรอดได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาตาย  เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องตาย พระเจ้าก็ปล่อยให้อาจารย์เปาโลตาย  ตรงนี้คือสัจจะธรรมคาวมจริง  พี่น้องต้องรับรู้ความจริงตรงนี้เลย ต่อให้อาจารย์เปาโลเป็นอัครสาวกที่พระเจ้าทรงรัก และใช้งานได้เยอะมากๆ ทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์เยอะขนาดไหนก็ตาม อาจารย์เปาโลก็ยังต้องรับความทุกข์ยากเหล่านี้ เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ แปลว่ามันจะมีคนมาสอนผู้เชื่อว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะดีอย่างเดียว  สูงขึ้นทางเดียว เราจะสุขสบาย  เราจะร่ำรวย เราจะ จะ จะอยู่ตรงนี้ ก็คือเอาสิ่งของที่อยู่บนโลกใบนี้มาโน้มนำ ทำให้เรารู้สึก …

            “ดีนะ มาเชื่อพระเจ้า แล้วได้อย่างนี้”

            ใครๆ ก็อยากได้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีใครไม่อยากได้ไหม? ไม่มี ใครๆ ก็อยากได้ ความร่ำรวย มีเงินทองล้นฟ้า ใครๆ ก็อยากได้  ก็คือสิ่งสารพัดเหล่านี้ มันเป็นการล่อลวงทั้งหมดเลย ที่โลกนี้ ส่งเข้ามาหลอกลวง แม้กระทั่งผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่ถามว่าเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์ เรารวยได้ไหม? บางคนบอกว่าถ้ารวย พวกนี้ไม่ไหว ต้องยากจนสิ ความเชื่อบางคนก็ตกขอบนะ  ตกขอบแบบ ถ้าเป็นคริสเตียนต้องรวยล้นฟ้า กับอีกขอบหนึ่ง คือถ้าเป็นคริสเตียนต้องยากจน ไม่อย่างนั้นความเชื่อไม่ถึง เป็นความเชื่อที่ไม่ตรงตามถ้อยคำของพระเจ้า

            ดังนั้น พระคัมภีร์ พระเจ้าสมดุลมาก มีบางคนถูกเรียกมา เพื่อให้มีของประทานในการบริจาค ในการแจกจ่าย เมื่อเขามีของประทานตรงนี้ปุ๊บ พระเจ้าก็จะให้กำลังเขา ให้เขามีทรัพย์สินเพียงพอ  พระเจ้าไม่ได้ใช้ใคร โดยที่ไม่ได้ให้เครื่องมือ พี่น้องนึกออกไหม? ถ้าพระเจ้าจะใช้เราให้มีของประทานในการบริจาค ในการช่วยเหลือ พระเจ้าก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือให้เรา  อวยพรให้เรามีปัจจัยพอที่เราจะเอาไปจับจ่ายใช้สอย  ช่วยคนอื่นได้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีปัจจัยใช้สอย แล้วเราก็ดันทุรัง เราคิดว่าพระเจ้าใช้ฉันเป็นคนที่จะไปมีของประทานในการบริจาค ในการช่วยเหลือ เราก็ช่วยเหลือจนเรียกว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” เคยได้ยินคำนี้ไหม? เราเอ็นดูเขา เอ็นตัวเองขาด อันนั้นไม่ใช่ พระเจ้าไม่เคยให้ทำแบบนี้  ถ้าพระเจ้าจะให้เราช่วยเหลือใคร แปลว่าเราจะมีกำลังเพียงพอ ดูแลตัวเองก่อน คือพระเจ้าไม่เคยให้เราไปดูแลคนอื่นก่อน ดูแลตัวเองก่อน จนตัวเองเพียงพอ เหลือเฟือ ค่อยแบ่งปันให้คนอื่น

            จำคำนี้ไว้ “จงรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตัวเอง”

            คำนี้ คือพระเจ้าให้รักใครก่อน? รักตัวเองก่อน รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง แปลว่าเราต้องรักตัวเองเป็นก่อน ถ้าเรารักตัวเองไม่เป็น เราไปแจกจ่ายความรักให้คนอื่น แปลว่าเราสร้างภาพ เป็นคนดี ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่ใช่ พระเจ้าบอกชัดเจนเลย ถ้าพระองค์จะให้ของประทานเราตรงนี้ พระเจ้าจะมีปัจจัยใช้สอยให้กับเรา มีเพียงพอ  แล้วเราแจกจ่ายไป โดยที่ตัวเราเองไม่เดือดร้อน  พี่น้องอย่าทำตัวเองให้เดือดร้อน เพื่อช่วยเหลือคนอื่น

            แล้วอย่าให้คำว่า … “เป็นคริสเตียนทำไมไม่มีน้ำใจ”

            มาทำให้เราต้องรีบช่วย เราต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อช่วย  อย่าเด็ดขาด พี่น้องอย่าทำ  ถ้าเราต้องไปกู้หนี้ยืมสิน เพื่อช่วยใคร เราไม่ได้ทำตามความรักของพระเจ้า เรากำลังทำตามความปรารถนาของเราเอง ที่เรา “ฉันอยากทำๆ” อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่  ถ้าพระเจ้าจะให้เราทำ พระเจ้าต้องให้เรามีเพียงพอ สำหรับตัวเอง ดูแลครอบครัวก่อน

            ในพระธรรมมัทธิว บอกว่าให้เราไปประกาศ ไปดูแล รักคนรอบข้างก่อน จากเยรูซาเล็ม ไล่ๆ ออกไป คนรอบข้างเรา ที่ใกล้ชิดที่สุด คือใคร? คุณพ่อ คุณแม่ สามี ภรรยา ลูก รอบตัวเรานะ เอาแค่นี้ก่อน คนอื่นเก็บไว้ก่อน  คนอื่น นอกกายเรา ถ้าเราสามารถดูแลคนเหล่านี้ได้  คุณพ่อ คุณแม่ สามี ภรรยา ลูก ดูแลได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ยังเหลือเฟือ ใจข้างใน พระเจ้าใส่ความปรารถนา อยากจะช่วยใคร พี่น้องทำไปเถอะ ไม่ผิด ไม่บาป ไม่ผิดกฎของพระเจ้า ทำไปเถอะ ทำเสร็จ เราก็ขอบคุณพระเจ้า  เพราะว่าเราไม่ได้ทำอะไรดีไปกว่าคนอื่น เพราะพระเจ้าให้ของประทานเราตรงนี้  เราก็ทำไป

            ดังนั้น กฎเกณฑ์ที่พระเจ้าสร้างไว้ พระองค์สมดุลมาก อย่าให้โลกนี้หลอกเรา ด้วยคำโกหก หลอกลวง  ทำให้เราต้องบีบตัวเอง จนตาย เพื่อไปทำให้คนอื่นสบาย พระเจ้าไม่เคยต้องการให้เราเป็นแบบนั้น

            เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับถ้อยคำนี้  ที่อาจารย์เปาโลได้พูดถึง แล้วสอนพวกเราทุกๆ คน ให้เราสามารถรรับรู้ความจริงเหล่านี้ ดิฉันเชื่อว่ามีคริสเตียน หรือมีพี่น้องในนี้ หลายคนเลย กังวลกับเรื่องนี้อยู่ ในคริสตจักร จะมีคนขอยืมเงินกัน มาคุยเรื่องนี้ สมมติว่ามีคนมาขอยืมเงิน พี่น้องคิดเอาเองว่าเราอยากให้ยืมไหม? ถ้าข้างในวิญญาณเราอยากให้ยืม ยืมไป ยืมหมายความว่าไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน  ยืมเท่าที่เรามีกำลังให้  ให้เขาเท่าที่มีกำลังให้ มีร้อยหนึ่ง “เธอเอาไปยี่สิบแล้วกัน ฉันเอาไว้แปดสิบ” หรือถ้าใจปล้ำกว่านี้ ก็เอาไปคนละ 50 แล้วกัน จบนะ ไม่ใช่มีร้อยหนึ่ง สงสารมาก เธอเอาไปทั้งร้อยแล้วกัน แล้วตัวเองก็มาไส้กิ่ว ไม่มีของกิน อันนั้นไม่โอเค ไม่ใช่มาจากพระเจ้าแน่นอน

            ฉะนั้น อย่าให้โลกนี้หลอกเราว่าถ้าเราไม่ช่วยเขา เท่ากับเราไม่มีความรัก พระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา  พระองค์จะเป็นผู้ขับเคลื่อน และเป็นผู้ใส่ความปรารถนาในใจของเรา เราเคยรู้สึกไหมว่าบางคนเรารู้สึกเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ เราอยากช่วยเหลือ แต่บางคนเราเฉยๆ  ถามว่าเราเฉยๆ เราใจดำไหม?  มันไม่เกี่ยวกับการใจดำหรือไม่ใจดำ  อย่างที่บอกพระเจ้าบอกเงินเป็นของฉัน จำได้ไหม ตอนที่พระเยซูยกคำอุปมา เจ้าของสวนไปเรียกคนมาทำงานในสวน 1 เดนาริอัน แล้วพอเสร็จ เจ้าของจ่ายให้เท่ากันหมด

            มีคนมาบ่นอีก … “ไม่ยุติธรรม ทำไมท่านทำอย่างนี้”

            เจ้าของสวนบอกว่า … “เงินฉัน” นึกออกไหม? “เงินฉัน ฉันพอใจจะให้เท่ากัน เธอมีปัญหาไหม?”

            เหมือนกันนั่นแหละ  เงินอยู่ในกระเป๋าเรา พระเจ้าให้สิทธิอำนาจกับเราที่จะใช้เงินของเราได้อย่างเต็มที่ เราอยากให้ ให้ไป ไม่อยากให้ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ  อย่าให้เขามาชี้หน้า

            “นี่ คริสเตียนทำไมถึงไม่มีความรัก ขอแล้วไม่ยอมให้”

            “ฉันไม่ให้ ตอนนี้ ข้างในฉันรู้สึกไม่อยากจะให้” ก็จบไง

            พี่น้องกล้าทำไหม? กล้าๆ หน่อยนะ เราเป็นคริสเตียน อย่าให้โดนหลอกว่าพอใครมาว่าอย่างนี้ ไม่ได้ เดี๋ยวเราถูกตราหน้าว่าเป็นคริสเตียน แล้วเราไม่มีความรัก เราต้องพยายามทำ มันไม่จริง ความรักมันอยู่ข้างใน พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นคนขับเคลื่อนบอกเราเอง เราสามารถช่วยเหลือได้เยอะแยะมากมายในสารพัดสิ่ง ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องช่วยเหลือด้วยเงิน เราช่วยเหลือด้วยคำหนุนใจ หรืออะไรแล้วแต่ เราสามารถช่วยเหลือได้หมด ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ข้างในดลใจเรา  ขับเคลื่อนในใจเรา ให้เราทำ ทำไปด้วยความรัก ที่อยู่ข้างในเราออกไป แล้วผลออกมาจะเป็นอย่างไร? ก็ไม่เป็นไร เราก็ฝากไว้กับพระเจ้า เราไม่ใช่พระเจ้า  เราไม่สามารถไปรับผิดชอบทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ฉะนั้น ให้พี่น้องรับรู้ความจริงตรงนี้  ความจริงตรงนี้จะทำให้พี่น้องเป็นไท เป็นอิสระ เชื่อว่าอันนี้มันจะเป็นประโยชน์ สำหรับพี่น้องเยอะๆ เลย มีหลายคนยังมีเครื่องหมายคำถาม

            “พระองค์เจ้าข้า ถ้าลูกไม่ช่วยเหลือคนนี้ แล้วลูกจะ ….” อะไรอย่างนี้

            พี่น้องนึกออกไหม? อย่าให้ความรู้สึกแบบนี้ มากัดกร่อนจิตใจของเราเด็ดขาด ให้เรารับรู้ว่าทุกสิ่งที่เราทำ พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา เป็นคนขับเคลื่อนให้เราทำทั้งหมด ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน พระเจ้าอวยพรค่ะ

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            คริสเตียน มีชัยชนะเหนือโลกแห่งความบาปและความตายแล้ว ก็จริง! แต่คริสเตียนยังต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้อยู่

            การชนะเหนือโลก ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงปัญหา หรือการไม่มีความทุกข์ยากลำบากในชีวิต แต่หมายถึงการมีชีวิตที่มีชัยชนะในพระคริสต์ โดยที่เราไม่ถูกครอบงำ ด้วยบาปหรือความชั่วตามระบบของโลกนี้ แต่เรามีชีวิตใหม่ในพระองค์ และสามารถดำเนินชีวิต ตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สถิตอยู่ภายในตลอดเวลา

            1 ยอห์น 5:4-5 … “4  เพราะทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลก (แห่งความบาปและความตาย) และความเชื่อของเราเอง คือฤทธิ์อำนาจที่เอาชนะโลก (แห่งความบาปและความตาย) แล้ว 5 ใครกันล่ะ  ที่เอาชนะโลกนี้ได้ (โลกแห่งความบาปและความตาย)  ก็คนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

            คนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ก็ได้รับสิทธิเป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลกแห่งความบาป และความตาย

            • ชนะโลก ก็คือหลุดพ้น เป็นอิสระจากการถูกพิพากษาลงโทษ คือถูกสาปแช่งให้พินาศตายในฝ่ายวิญญาณ  ไม่สามารถอยู่กับพระเจ้าได้นิรันดร์

                        – ชนะความบาปความชั่ว

                        – ชนะการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

                        – ชนะการเข้ากับพระเจ้าไม่ได้

                        – ชนะเป็นอิสระจากการอยู่ภายใต้ การเป็นทาสมาร  การอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด

                          ในโลกวิญญาณ

            • ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ ของพระเยซูที่ได้กระทำที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย  ทำให้มนุษย์ทั้งหลายที่เชื่อ  ได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า  เป็นคนชอบธรรม  เป็นคนที่กลับคืนดีกับพระเจ้า  มาเป็นลูกพระเจ้า อาศัยอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า

            อาณาจักรของพระเจ้า คือตัวของพระเยซูคริสต์เอง คือผู้เชื่อเข้าไปอยู่ในพระคริสต์และพระคริสต์เข้ามาอยู่ในผู้เชื่อ เป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณ เป็นอาณาจักรของพระบิดา ที่ลงมาตั้งอยู่บนโลกนี้แล้ว เริ่มต้นเมื่อวันเพนเทคอส

            • ย้ายทันที  เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอตาย

            โคโลสี 1:13-14 … “13 พระเจ้าได้ช่วยชีวิตเรา ให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และนำเรา เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของพระบุตร ซึ่งก็คือพระบุตรที่พระเจ้ารัก 14  พระองค์ได้ปลดปล่อยเรา ให้เป็นอิสระ และอภัยบาปต่างๆ ของเราด้วย”

            พระเจ้าอวยพรครับ