คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2025
เรื่อง “หนังสือโคโลสี” ตอน 8
โดย วราพร คงล้วน
วันนี้เรายังอยู่ในหนังสือโคโลสี บทที่ 1 ข้อที่ 25 รอบที่แล้วเราจบลงข้อที่ 24 บอกว่า …
โคโลสี 1:24 “บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งชื่นชมยินดีในสิ่งที่ได้ทนทุกข์ เพื่อพวกท่าน และข้าพเจ้ากำลังเติมการทนทุกข์ของพระคริสต์ ที่ยังขาดอยู่ให้เต็มในร่างกายข้าพเจ้า เพื่อเห็นแก่พระกายของพระองค์ คือคริสตจักร”
ตรงนี้อาจารย์เปาโลกำลังพูดถึงการทนทุกข์ที่เห็นประชากร ไม่ว่าจะเป็นชนชาติยิวหรือคนต่างชาติ ที่ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด การทนทุกข์ตรงนี้ ต้องการที่จะเห็นผู้คนเหล่านี้ ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระองค์ได้รับความรอดเหมือนกับที่อาจารย์เปาโลได้รับเช่นเดียวกัน
ตรงนี้อาจารย์เปาโลบอกว่าท่านทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ยังขาดอยู่ เราคุยกันรอบที่แล้วว่าการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ขาดอยู่ จริงๆ เมื่อวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ก็ทุกข์แล้ว ทนทุกข์เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว แล้วเมื่อพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่พระเยซูคริสต์ยังทนทุกข์อยู่ คือต้องการที่จะให้ข่าวดีของพระเจ้าถูกประกาศออกไป ถึงทุกผู้ทุกนามบนโลกใบนี้ อย่างที่ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงรักโลกนี้ยิ่งนัก
มนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนยิวหรือคนต่างชาติ พระองค์ก็ยังทรงรัก และพระองค์ทรงมีแผนการตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน พระองค์วางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่าพระองค์จะให้ข่าวดีของพระองค์ มาถึงชนชาติยิวก่อน แล้วหลังจากนั้น เมื่อพระเยซูทำสำเร็จ ข่าวดีนี้จะไปถึงชนต่างชาติ แล้วอาจารย์เปาโลก็กำลังทำหน้าที่ตรงนั้นอยู่ พระเจ้าทรงเรียกอาจารย์เปาโลให้ไปประกาศกับชนต่างชาติ เพราะการประกาศกับคนต่างชาติของอาจารย์เปาโลเป็นเหตุทำให้อาจารย์เปาโลถูกข่มเหง
ตอนที่อาจารย์เปาโลยังอยู่ในลัทธิเดิม อยู่ในวิหาร เป็นพวกกลุ่มของฟาริสี ธรรมาจารย์จะเป็นผู้ที่ถูกยกย่อง นับหน้าถือตามาก แต่เมื่อวันที่อาจารย์เปาโลกลับใจใหม่ มาเชื่อพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลเหมือนกับกลับหลังหัน จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ก็คือก่อนหน้านั้น ข่มเหงคริสเตียน พยายามไล่ล่าฆ่าใครก็ตามที่เชื่อวางใจในนามของพระเยซูคริสต์ ก็จะจัดการเลย แต่หลังจากที่ได้กลับใจใหม่ อาจารย์เปาโลกลับประกาศในสิ่งที่เขาต่อต้านอยู่ก่อนหน้านั้น
ตอนที่อาจารย์เปาโลไปประกาศใหม่ๆ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าเขาก็กลัว มาไม้ไหน? มาหลอกกันหรือเปล่า? บอกว่าเป็นพวกเดียวกัน ต้องมาจับเราแน่ๆ แต่ความจริง คือพระเจ้าก็บอกกับคนเหล่านั้นว่าเปาโลเขาได้กลับใจใหม่แล้ว แล้วเขาเป็นภาชนะที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ สำหรับไปประกาศกับคนต่างชาติ แล้วอาจารย์เปาโลเป็นอัครทูตที่ถูกข่มเหงทุกรูปแบบ เพราะเขาได้ไปประกาศกับชนต่างชาติ ทำให้คนยิวข่มเหงเป็นพิเศษ เหมือนคนยิวเขามีความรู้สึกว่าตนเองเป็นชนชาติของพระเจ้า เป็นประชากรพิเศษ ซึ่งคนต่างชาติไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขาเลย เรียกว่ามาแชร์พระเจ้าด้วยกันไม่ได้ พระเจ้าเป็นของฉัน คนต่างชาติห้ามยุ่งเด็ดขาด แต่เมื่ออาจารย์เปาโลไปประกาศกับคนต่างชาติ แล้วยังบอกว่าพระเจ้าให้พระคุณของพระองค์ไปถึงคนต่างชาติด้วย คนต่างชาติสามารถเข้ามา เป็นหนึ่งเดียวกันกับชนชาติยิว มีพระบิดาองค์เดียวกัน มีพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของเราเหมือนกันเลย ยิ่งจุดประกายความเดือดให้กับชนชาติยิวมาก ก็เลยข่มเหงอาจารย์เปาโล แต่ว่าการข่มเหงเหล่านี้ มันไม่มีผลกับอาจารย์เปาโลทั้งนั้น อาจารย์เปาโลยึดมั่นในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในของประทาน ที่พระเจ้าทรงเลือกและเรียกให้เขาไปประกาศกับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะถูกข่มเหงในรูปแบบไหนก็ตาม อาจารย์เปาโลก็ไม่ท้อถอย ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป
วันนี้เรามาต่อข้อที่ 25 …
โคโลสี 1:25 “ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร ตามภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำในหมู่พวกท่าน (คือคนต่างชาติ) คือการให้พระวจนะของพระเจ้าประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์”
พระวจนะของพระเจ้าให้สำแดงถึงความสมบูรณ์ที่พระเจ้าได้ทำให้กับมนุษยชาติ เรียบร้อยไปแล้ว และการประกาศนี้ อาจารย์เปาโลเน้นย้ำว่าความรอดนั้น มาได้เพียงทางเดียวเท่านั้น คือทางพระเยซูคริสต์ ความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทำเพื่อเขา บนไม้กางเขนเท่านั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับการประพฤติดี ประพฤติชั่ว ไม่เกี่ยวอะไรกับการพยายามปรนนิบัติ หรือพยายามที่จะรักษากฎบัญญัติที่พระเจ้าให้กับโมเสส ทำตรงนั้น มันไม่สามารถมีผลได้เลย มีเพียงทางเดียวเท่านั้น เขาเรียกว่าพันธสัญญาใหม่ ที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติ ก็คือมาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าพระบิดาส่งมาเท่านั้น ถึงจะได้รับความรอด ข้อที่ 26 บอกว่า …
โคโลสี 1:26 “พระวจนะนี้คือข้อล้ำลึก ซึ่งถูกปิดบังไว้ตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุ แต่บัดนี้ทรงสำแดงแก่ประชากรของพระเจ้า”
ความล้ำลึกตรงนี้ พระเจ้าวางแผนไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น มนุษย์ล้มลงในความบาป แผนการนี้พระเจ้าวางไว้แล้ว แบบปิดไว้ ไม่ให้ใครรู้ รู้แค่ว่าพระเจ้าเลือกคนกลุ่มหนึ่งมา เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ ก็คือชนชาติอิสราเอล เพื่อที่จะเป็นเงาของอนาคตข้างหน้าที่พระเจ้าจะส่งพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์
ชนชาติยิวจะรักษากฎบัญญัติที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับโมเสส คือเป็นพื้นฐานที่พระเจ้าบอก ปีหนึ่งให้เอาแกะมาถวาย เป็นเครื่องบูชา เป็นการผ่อนส่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้าเอาไว้ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าเขียนไว้ แล้วคนยิวก็รักษามาเป็นเวลาหลายพันปี จนกระทั่ง พระเยซูคริสต์ถูกส่งมา
พอชนชาติยิวได้รับตรงนี้ แล้วเขาก็รอคอยพระมาซีฮาห์ ที่พระเจ้าบอกวันหนึ่ง ฉันจะส่งมา เมื่อพระมาซีฮาห์มา พวกเธอก็จะรู้ความจริงว่าแผนการของพระเจ้าที่เตรียมไว้ มันคืออะไร?
ดังนั้น ชนชาติยิวก็รอแล้วรอเล่า รอไปหลายพันปี รอจนลืมไปเลยว่าตรงนี้ พระเจ้าสัญญาอยู่นะว่าจะส่งพระมาซีฮาห์มา แล้วในพระคัมภีร์ก็บันทึกไว้ว่าเมื่อพระมาซีฮาห์มา จะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ก็คือผู้นี้เขาจะทำหมายสำคัญ ทำการอัศจรรย์ จะวางมือคนเจ็บให้หาย คนตายให้ฟื้น คนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยิน คนง่อยให้เดินได้ นี่คือหมายสำคัญที่พระเจ้าบอกไว้ว่า …
“วันหลัง ถ้าพวกเธอเจอใครก็ได้ที่ออกมา ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ และสามารถที่จะทำหมายสำคัญเหล่านี้ทั้งหมด คนนั้นแหละ คือคนที่ฉันส่งมาให้”
ก็คือพระเยซูคริสต์ ดังนั้น ตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกส่งมา พระองค์ไม่ได้ถูกส่งมา เพื่อที่จะไปประกาศให้กับคนต่างชาติ แต่มาเจาะจงเลย สำหรับชนชาติยิวเท่านั้น
และการที่พระองค์ทำหมายสำคัญ และการอัศจรรย์ทุกอย่าง ก็เพื่อสำแดงให้ชนชาติยิวได้รับรู้ว่า …
“ฉันเองไง ฉันคือคนที่พระเจ้าบอกพวกเธอไว้ว่าวันหนึ่ง เมื่อฉันมา มันจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้น”
เราจำตอนที่อาจารย์ยอห์นส่งสาวกของเขามาถามพระเยซูว่า … “ตกลง พระองค์คือใคร? พระองค์คือพระมาซีฮาห์หรือเปล่า? ช่วยบอกหน่อยเถอะ”
คือจริงๆ ก็รู้อยู่นิดหนึ่ง พระเจ้าบอกแล้วว่า … “ถ้าเมื่อไรเห็นพระวิญญาณเหมือนนกพิราบลงมาเหนือผู้ใด ผู้นั้นแหละ คือคนที่ฉันส่งมา คือพระบุตรของพระเจ้า”
แล้วยอห์นก็เห็น ตอนที่พระเยซูคริสต์ลงไปบัพติศมาในน้ำ พระวิญญาณเหมือนนกพิราบเสด็จมา แล้วมีเสียงจากฟ้าสวรรค์บอกว่า …
“คนนี้เป็นลูกที่รักของเรา”
แต่ว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ พี่น้องนึกออกไหม? คือรู้อยู่ประมาณหนึ่ง แต่ก็อยากได้รับคำยืนยันว่าจริงหรือไม่? แน่ๆ เลย ฉันจะได้วางใจว่าพระองค์ คือพระมาซีฮาห์ แล้วพระเยซูไม่ตอบว่าพระองค์เป็นผู้นั้นหรือไม่? จริงหรือเปล่า? แต่พระเยซูบอกกับสาวกของยอห์นว่า …
“กลับไปบอกยอห์นว่าฉันทำอย่างนี้ ฉันวางมือคนตายให้ฟื้น คนตาบอดให้มองเห็น คนหูหนวกให้ได้ยิน คนง่อยให้เดินได้ นั่นฉันทำมาแล้ว”
พอบอก ยอห์นเขาจะรู้เลยว่าใช่ เพราะว่าอันนี้ถูกเขียนไว้ เป็นคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ว่าวันหนึ่ง เมื่อพระมาซีฮาห์มา พระองค์จะกระทำสิ่งเหล่านี้ เป็นการยืนยันว่าพระองค์คือผู้นั้น ที่พระเจ้าส่งมา
ดังนั้น ความล้ำลึกที่พระเจ้าแอบซ่อนไว้ ก็คือพระองค์วางแผน เตรียมคนยิวก่อน แล้วหลังจากนั้นพระองค์ก็จะให้พวกเรา ซึ่งเป็นคนต่างชาติ ในยุคก่อนที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ พวกเราเป็นคนที่อยู่ปลายแถวเลย ไม่อยู่ในสายตาของพระเจ้าเลย คือไม่ได้ถูกเลือกสรรไว้ ไม่สามารถมาเรียกพระเจ้าว่าพระบิดาได้ ไม่รู้ทั้งหมดเลย แต่พระเจ้าเตรียมไว้แล้ว ในคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า พระองค์จะให้คนที่ไม่เคยรู้จักเรา คนเหล่านั้นจะได้มารู้จักเรา และได้เป็นลูกของเรา
ง่ายไหม? เราคนต่างชาติไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น เราก็ได้เป็นลูกของพระองค์ ดังนั้น ความล้ำลึกนี้ ถูกปิดบังซ่อนไว้นานมาก หลายชั่วอายุคน ก็คือหลายชั่วอายุของพวกคนยิว พยายามอยากรู้ว่าความล้ำลึกตรงนี้ มันคืออะไร? พระเจ้าซ่อนอะไรไว้ จนถึง ณ ปัจจุบัน คือตอนที่พระเยซูคริสต์มาเกิด และสิ้นพระชนม์เรียบร้อยแล้ว เสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว ความล้ำลึกนี้ เลยถูกเปิดเผยผ่านทางอาจารย์เปาโลว่าพระองค์ทรงเลือกชนต่างชาติด้วย ให้มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพวกชนชาติยิว คือมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเป็นประชากรของพระเจ้าร่วมกัน
โคโลสี 1:27 “สำหรับพวกเขา (คือคนต่างชาติ) พระเจ้าได้ทรงประสงค์ที่จะสำแดงความมั่งคั่งอันทรงเกียรติสิริของข้อล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาติ คือพระคริสต์สถิตในท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ”
นี่คือสิ่งที่คนต่างชาติได้รับ ในขณะเดียวกันคนยิวได้รับด้วย เป็นความหวังใจเดียวที่มนุษยชาติต้องการที่จะได้รับ เป็นความหวังใจเดียวของชนชาติยิวตั้งแต่สมัยอดีต ก่อนที่พระเยซูคริสต์มาเกิด คนยิว แค่พระเจ้ามาปรากฏให้เห็น ก็ดีใจแย่แล้ว แค่พระเจ้ามาสำแดง หรือมาอยู่ใกล้ๆ มาสถิตอยู่ชั่วครั้ง ชั่วคราวเองนะ สมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าจะมาสถิตอยู่กับชนชาติอิสราเอล และไม่ใช่กะเรกะราด ประชาชนทั่วไป พระองค์จะมาสถิตกับพวกผู้เผยพระวจนะ แค่ตอนที่พระเจ้าต้องการให้ผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น ประกาศความต้องการของพระเจ้าให้กับชนชาติอิสราเอลให้รับรู้เท่านั้น แล้วหลังจากนั้น พระองค์ก็ออกไป
ทำไมพระองค์อยู่ด้วยกับชนชาติอิสราเอลไม่ได้ ในยุคนั้น เพราะว่า ณ เวลานั้น มนุษย์ยังเป็นคนบาปอยู่ แม้ชนชาติอิสราเอลได้ชื่อว่าเป็นประชากรของพระเจ้า ถูกเลือกมา เพื่อที่จะเป็นเงาในอนาคตข้างหน้าของพระเยซูคริสต์ แม้เป็นอย่างนั้น ก็ตาม แต่ว่าคนอิสราเอลก็ยังเป็นคนบาปอยู่ เมื่อเป็นคนบาปอยู่ พระเจ้าเข้ามาอยู่ด้วยไม่ได้ อยู่ด้วย เขาจะตาย ความสะอาดกับความสกปรกของมนุษย์อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็ต้องตาย ฉะนั้น พระเจ้าก็จะทำแค่ในลักษณะเหมือนกับใช้งานชั่วคราว เรียกว่ากรณีต่อกรณี ก็คือไม่ได้เป็นประจำ อะไรประมาณนั้น
แล้วเวลาพระเจ้าจะคุยกับผู้เผยพระวจนะหรือใคร? คนเหล่านั้นจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าไม่ได้ ถ้าเห็น ก็ตายเหมือนกัน
ตอนที่พระเจ้ามาปรากฏกับโมเสส ในพุ่มไม้ พระองค์หลบอยู่หลังพุ่มไม้ โมเสสเห็นแค่เป็นเปลวไฟ แล้วพระเจ้าก็บอกกับโมเสสว่า …
“ฉันอยู่นี่ ที่นี่ เป็นที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ให้ถอดรองเท้า และเข้ามา แล้วอยู่ไกลๆ นะ ไม่ต้องมาใกล้ ใกล้แล้ว เดี๋ยวตาย”
แล้วโมเสสก็ได้ยินเสียงพระเจ้า แล้วพระองค์ก็ตรัสสั่งโมเสส ตอนที่โมเสสคุยกับพระเจ้า ก็คือไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าได้ ก็คือตอนที่พระเจ้าจะสั่งงาน พระองค์ก็สั่งมาด้วยเปลวไฟ หรือเสียง หรืออะไร เราก็ไม่รู้นะ แล้วแต่พระเจ้าจะสั่งการอย่างไร? แต่ว่าโมเสสก็รับข้อมูลจากพระเจ้ามา แล้วก็เอาข้อมูลเหล่านี้มาประกาศให้กับชนชาติอิสราเอล ได้รับรู้ นี่คือสมัยอดีต แค่เป็นแบบนั้น
แต่ ณ ปัจจุบัน ตอนที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ข่าวดีมาถึงคนต่างชาติแล้ว ความล้ำลึกตรงนี้ ก็คือในหมู่คนต่างชาติ พระคริสต์สถิตอยู่ในเขาทั้งหลาย ตอนนี้ไม่ได้อยู่แค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายของมนุษย์เลย ไม่เพียงแต่คนต่างชาติเท่านั้น คนยิวที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าก็จะเข้ามาสถิตอยู่ในเขา อยู่กับเขาตลอดเวลาจนกว่าจะสิ้นยุค ก็คือไม่ไปไหน? พระองค์ไม่ไปไหนแล้ว ต่อแต่นี้ไป เราอยู่ไหน? พระเจ้าอยู่ด้วย พระเจ้าอยู่ไหน? เราอยู่ด้วย นึกออกไหม? ก็คือพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราอาจจะไม่สามารถสัมผัสด้วยตา ด้วยมือ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมด แต่เราสัมผัสด้วยความเชื่อ ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเราได้เปิดเผยสำแดง ให้เราได้รับรู้ว่าพระเจ้าอยู่ในเราจริงๆ เพลงที่บอกว่า “ข้ารู้ เพราะอยู่ในใจ” คือมันบอกไม่ถูก อธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร? แต่ข้างในลึกๆ เรารู้ว่าพระเจ้าอยู่ข้างในเรา พระองค์ไปกับเราด้วย ไปไหน ไปด้วยกัน ไม่เคยทิ้งเราให้อยู่ลำพังเลย เกี่ยวก้อยไป ทุกที่ทุกหนทุกแห่ง ก็คือทุกข์พระองค์ก็อยู่ด้วย สุขพระองค์ก็อยู่ด้วย เจ็บป่วยพระองค์ก็อยู่ด้วย ตอนทำบาป พระองค์ก็ยังคงอยู่ด้วย น่ากลัวไหม? พี่น้องอาจจะเฮ้อ! ตอนทำบาป
สมัยก่อน ตอนเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ผู้รับใช้ก็จะบอกเราว่าถ้าเราทำบาป พระเยซูจะวิ่งออกไปจากตัวเรา เพราะว่าพระองค์อยู่กับความบาปไม่ได้ แล้วถ้าเราเลิกทำบาป พระองค์ก็จะวิ่งเข้ามา มันเป็นจริงไหม? มันไม่จริง ถูกหลอกมาตั้งนาน แต่ตอนนี้เราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงเปิดให้เราเห็นว่าพระเจ้าไม่ได้วิ่งเข้าวิ่งออก เพราะว่าพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน
พี่น้องนึกถึงภาพกระดาษ 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเป็นเรา อีกแผ่นหนึ่งเป็นพระเจ้า 3 พระภาค แล้วตอนที่เราบังเกิดใหม่ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำงาน เอาเรากลืนเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็คือมาถูกตรึงบนไม้กางเขนร่วมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝังและเป็นขึ้นมาจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ พอจากนั้น เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็คือมีกาวหนามาก กาวสวรรค์ทา แปะแบบติดสนิทเลย ไม่มีมนุษย์หน้าไหนในโลกนี้แกะเราออกจากพระเจ้าได้ หรือไม่มีผีมารซาตาน หรืออำนาจใดๆ ที่อยู่บนโลกนี้ ที่เขาว่าอำนาจยิ่งใหญ่ แกะเราออกจากพระเจ้าได้ ไม่มีทาง ไม่มีใครสามารถเอาเราออกจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้เลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ
ฉะนั้น พอเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเยซูได้อะไร? เราได้ด้วย พระเยซูได้เป็นลูกที่พระองค์ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ เราก็เป็นอย่างนั้น เป็นลูกที่พระเจ้าทรงรักดังแก้วตาดวงใจ พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า บนสวรรคสถาน ณ เวลานี้ เราอยู่ที่นั่นด้วย วิญญาณเรากับพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่พูดถึงโลกวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่าเรากระเด็นไปอยู่บนสวรรค์ ไม่ใช่ นี่พูดถึงโลกวิญญาณ ณ เวลานี้ เราเป็นอย่างนี้
แล้วเมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ พระเจ้าอยู่กับเรา จูงมือเราเดิน ให้สติปัญญาเรา แม้ตอนที่เราทุกข์ เรามืดแปดด้าน สิบแปดด้าน 108 ด้าน ไม่รู้ล่ะ ให้รับรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา พระองค์ไม่ทิ้งเราแน่นอน แค่เราไม่เข้าใจ
“พระองค์เจ้าข้า ทำไมปล่อยปัญหาคาราคาชัง เรื้อรัง ยาวนานอย่างนี้ พระองค์เจ้าข้า ช่วยแก้นิดหนึ่งได้ไหม? เราตายแน่ๆ”
แต่พระเจ้าบอกยังไม่ตายหรอก ยังโอเคอยู่ ท่านยังไหวอยู่ ถ้าไม่ไหว พระหัตถ์โตๆ ของพระเจ้าก็จะช้อนเราขึ้นมาเอง พระเจ้ารู้ว่ากำลังเราสามารถไปถึงไหน แล้วทุกครั้ง เมื่อเราผ่านความทุกข์ยากลำบาก ผ่านไปได้ เราจะเห็นพระคุณของพระเจ้า แล้วเราก็จะเข้มแข็งขึ้น เราจะอดทนขึ้น เราจะรู้ว่าพระเจ้าไม่เคยทิ้งเราเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว นี่คือพระคุณของพระเจ้า
ฉะนั้น ความยากลำบาก ความทุกข์อะไรต่างๆ เมื่อเราอยู่ในพระเจ้า เรารับรู้เลยว่าพระองค์ไม่เคยทิ้งเรา พระองค์ไปด้วยกับเรา ให้สติปัญญาเรา บางครั้งแก้ปัญหาได้อย่างไร? งงเหมือนกัน แต่มันผ่านได้ พี่น้องมีประสบการณ์ไหม? บางทีไม่น่ารอดเลย ตายแน่ๆ แต่พระเจ้าก็พาเราผ่านจนได้ นี่คือพระคุณ พอเราย้อนหลังกลับไปดู ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ มันเป็นไปได้จริงๆ นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้
โคโลสี 1:28-29 “28 เราประกาศพระองค์ เราตักเตือนสั่งสอนทุกคน ด้วยสติปัญญาทั้งสิ้น เพื่อจะถวายทุกคนให้เป็นผู้ที่ดีพร้อมในพระคริสต์ 29 เพื่อจุดหมายนี้ ข้าพเจ้าจึงบากบั่นฝ่าฟันด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งกำลังทำกิจอย่างเข้มแข็งในข้าพเจ้า”
ถวายทุกคนให้เป็นผู้ที่ดีพร้อมในพระคริสต์ ไม่ได้เป็นกำลังของอาจารย์เปาโลนะ อาจารย์เปาโลทำไม่ได้ การถวายทุกคนให้เป็นผู้ดีพร้อมในพระคริสต์ หมายความว่าอาจารย์เปาโลประกาศข่าวดี เตือนสติ สั่งสอนให้กับคนที่ยังไม่รู้จักกับพระเจ้า หรือแม้กับคนที่รู้จักกับพระเจ้าแล้ว ให้เขารับรู้ว่าพระเจ้าทรงอยู่ด้วย แล้วคนที่ไม่รู้จักกับพระเจ้า ก็คือเมื่อเขาได้ยินได้ฟังข่าวดีเรื่อยๆ วันหนึ่งเขาสามารถที่จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ เขาเกิดมาเป็นเลย นึกออกไหม? เกิดมาเป็นคนดีพร้อมเลย ไม่ต้องพยายามทำ เราจำตรงนี้ไว้ เราทำเองไม่ได้ เราไม่สามารถดีพร้อมได้ ถ้าเราพึ่งกำลังของเราเอง เราจะถูกหลอก แล้วโลกนี้ก็จะส่งข้อมูลมาเลย …
“ไหนบอกดีพร้อม เมื่อกี้ฉันยังเห็น ไปแอบนินทาเขาอยู่เลย อย่างนี้จะเรียกว่าดีพร้อมได้อย่างไร?”
แต่ว่าการดีพร้อมที่พระเจ้าพูดถึง คือวิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ได้รับวิญญาณใหม่ที่ดีพร้อม สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด เขาเรียกว่าได้ DNA จากพระเจ้า 100% เต็ม ในโลกวิญญาณ เราเป็นผู้ที่สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ดีพร้อม ชอบธรรมเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ไม่มีผิดเพี้ยน ดังนั้น ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเผลอทำผิด เราก็แค่ลุกขึ้น
“พระเจ้าลูกขอโทษนะ เผลอตัวไป ให้กำลังลูกด้วย ให้ลูกสามารถที่จะทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม”
นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ทุกวัน ทุกเวลา บอกกับพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งเรา พระเจ้าไม่ได้ว่าพอเราทำบาปปุ๊บ พระเจ้าก็หลังมือเลย …
“ทำไมพูดไม่รู้จักฟัง บอกตั้งกี่ครั้งยังทำผิดอยู่เลย ผิดแล้วผิดอีก หลังมือสักหน่อย”
ไม่มีนะ นี่ไม่ใช่ภาพของพระเจ้า เป็นภาพที่โลกนี้ส่งมา ใส่ข้อมูลในหัวเราว่าพระเจ้าดุร้าย แล้วชอบมีคำว่า “เดี๋ยวพระเจ้าตีสอน” พอมีอะไรก็บอกว่าพระเจ้าตีสอน พระเจ้าจะตีเราทำไม? นึกออกไหม? พระเจ้าตีพระเยซูไปเรียบร้อยแล้ว พระเยซูถูกตีแทนเราไปเรียบร้อยแล้ว พระเยซูรับเอาความผิด ความบาปของมนุษยชาติทั้งหมดไว้ที่พระกายของพระองค์เรียบร้อยหมดแล้ว ฉะนั้น พระเจ้าไม่ได้จะตีเรา ถือไม้เรียวตลอดเวลา ไม่ใช่ แต่คำว่า “ตีสอน” ในพระคัมภีร์ ก็คือฝึกฝน
เวลาเราฝึกฝนลูกของเราให้ทำโน่นทำนี่ มันต้องฝึก ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ลูกจะนอนเอกเขนก ก็ปล่อยเขาเถอะ ไม่ใช่ ถึงเวลา เราก็ต้องฝึกสอนให้เขาเรียนรู้จักช่วยพ่อช่วยแม่นิดหนึ่ง กินข้าว ก็เอาจานไปเก็บ ตอนนี้เล็กไป ล้างชามไม่ได้ ถ้าล้าง เดี๋ยวชามแตก เอาไปเก็บอย่างเดียวก็พอ อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ทุกอย่าง …
“ลูกนั่งเฉยๆ นะลูก เดี๋ยวแม่จัดการเอง”
แม่ทำกับข้าวให้ แม่ล้างจานให้ แม่ถือให้ ลูกไม่กิน เอ๊า! แม่ป้อนถึงปากเลย ลูกเราจะทำอะไรไม่เป็น แล้วอีกหน่อย เขาอยู่ลำบาก เพราะว่าไปข้างนอก ไม่มีใครเขาสามารถมาประคบประหงมลูกเรา เหมือนกับเรา เราต้องฝึกลูก ให้เขาเรียนรู้จักสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าก็จะฝึกฝนเรา ให้เราเรียนรู้จักที่จะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระองค์ ถ้าเราเดินผิดพลาด พระองค์ก็จะบอกเรา แล้วพระองค์ก็จะคอยเตือน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเตือนเราตลอดเวลา ดังนั้น เวลาเราทำผิดพลาด แล้วเรารับผล คำว่ารับผล ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าคอยจ้องนะ ผิดเมื่อไร ฉันเฟี้ยงความทุกข์ยากมาเลย ไม่ใช่นะ แต่ว่าผลอันนั้น มันถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว
พระเจ้าบอกว่า … “ถ้าเจ้าหว่านสิ่งดี เจ้าจะเก็บเกี่ยวสิ่งดี ถ้าเจ้าหว่านสิ่งไม่ดี เจ้าก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งไม่ดี”
มันเป็นผล โดยอัตโนมัติ แม้เราเป็นผู้เชื่อ เราเชื่อพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราไปฉลุยเลย พี่น้องไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับวิญญาณ ต่อให้เราทำผิดขนาดไหน? วิญญาณเรายังอยู่ในพระเจ้าอยู่ใน DNA เดิม ยังเป็นผู้ที่พระเจ้ารักดังแก้วตาดวงใจอยู่ แต่ว่าการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเราทำผิดบ่อย ก็คือดื้อ เวลาทำผิด ก็คือในวิญญาณเราดื้อกับพระเจ้า พระเจ้าฝึกเรา พระเจ้าสอนเรา พระเจ้าบอกเรา เราไม่ฟัง เราไม่เชื่อ เราจะดื้อ เราจะทำตามใจตัวเอง
พระเจ้าก็บอก … “ไม่เป็นไรลูก อยากทำใช่ไหม? เอาเลย แล้วลูกก็เก็บเกี่ยวผลเอง”
เหมือนเด็กที่พ่อแม่บอก … “ลูกอย่าเอานิ้วไปจิ้มปลั๊กไฟนะลูก จิ้มแล้ว เดี๋ยวไฟช๊อตนะ”
ถ้าลูกเชื่อฟัง เขาก็เดินไปเดินมา เดินเล่น เขาก็ไม่ไปจิ้มใช่ไหม? แต่ถ้าไม่เชื่อฟัง เดินไปเดินมา ไหน แอบดูหน่อย พ่อพูดจริงหรือเปล่า? มันจะช๊อตจริงไหม? ไหนแหย่ลงไป ก็โดนช๊อตสิ ช๊อตอาจจะไม่ถึงตาย แต่มันเจ็บ
ลักษณะเดียวกัน พระเจ้าก็จะคอยบอกเรา เตือนเราในสิ่งที่เราควรจะทำ เหมือนกับอาจารย์เปาโลว่าให้เราดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ให้เรียนแบบพระเจ้าดีกว่า นั่นคือสิ่งที่พวกเราสมควรที่จะทำ พระเจ้าอวยพรค่ะ
**************************
จากใจคณะศิษยาภิบาล
พระเยซูตรัสว่า … “ในโลกนี้ ท่านจะมีความทุกข์ยากลำบาก แต่จงชื่นใจเถิด เพราะเราได้ชนะโลกแล้ว”
เคยมีคำกล่าวไว้ว่า … “ความสุขแท้ไม่มีในโลก มีแต่ เมื่อความทุกข์ได้ถูกบำบัดลงครั้งหนึ่ง ก็เรียกว่าความสุขครั้งหนึ่ง แล้วเดี๋ยวความทุกข์อันใหม่ ก็เข้ามา พอหมดทุกข์อีกครั้งก็มีความสุขอีกครั้ง แล้วก็เตรียมรับความทุกข์อันใหม่อีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้”
• แต่ไหนแต่ไรมา ความทุกข์ก็มีอยู่คู่มนุษย์ คู่กับโลกนี้มาตลอด หมดเรื่องนี้ ต่อเรื่องใหม่ ตั้งแต่ความทุกข์จากปัญหาปากท้อง โรคภัยไข้เจ็บ ทุกวันนี้ ก็เป็นทุกข์เรื่องโรคระบาดโควิด จะติดหรือไม่ติดเชื้อ จะฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีน ไปจนถึงความทุกข์ทางจิตใจ การทะเลาะเบาะแว้ง ก็ทำให้ป็นทุกข์ ความโกรธแค้น ก็ทำให้เป็นทุกข์ ความอิจฉาก็ทำให้เป็นทุกข์
• ความโลภ ก็ทำให้เป็นทุกข์ (ตอนอยากได้รถ ก็เป็นทุกข์ พอเก็บเงินซื้อรถได้ ก็เป็นสุขครั้งนึง ผ่านไปซักพัก ก็จะเป็นทุกข์ เพราะอยากได้บ้าน พอเก็บเงินซื้อบ้านได้ ก็เป็นสุขครั้งนึง แล้วก็เป็นทุกข์ใหม่ เพราะอยากได้บ้านใหญ่ขึ้น อยากได้รถแพงขึ้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น)
• มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์ สุขแท้จริงไม่มี แต่มนุษย์ก็ยังพยายาม หาทางเอาชนะความทุกข์นี้ให้ได้ ด้วยวิธีการต่างๆ นานา
พระเยซูตรัสไว้ในยอห์น 14:27 ว่า … “เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่าน สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตกและอย่ากลัวเลย”
สันติสุขที่พระเยซูประทานให้ แตกต่างจากความสุขที่โลกสามารถให้ได้ สันติสุขของพระองค์เป็นสิ่งที่มั่นคงและยั่งยืน เพราะมาจากการที่เราอยู่ในพระองค์ และมีความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์กับพระเจ้า ตลอดไปชั่วนิรันดร์ สันติสุขนี้เป็นผลจากการที่เราได้รับการคืนดีกับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ และเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถพรากไปได้ เป็นสันติสุขที่ช่วยให้เรามีความมั่นใจ และไม่ต้องกลัวในสถานการณ์ใดๆ เพราะเรารู้ว่าเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเสมอ ด้วยความรักดั่งแก้วตาดวงใจ
พระเจ้าอวยพรครับ