คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2025
เรื่อง “วันขอบคุณพระเจ้า”
โดย นคร เวชสุภาพร
ขอบคุณพระเจ้า วันนี้เป็นวันที่เรามาฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้า วันนี้มีพี่น้องเราทำไก่งวงมาด้วย ไก่งวงเป็นสัญลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมของวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นประเพณีวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน เพราะประเทศอเมริกาเขากำเนิดประเทศ จากพื้นฐาน รากฐานของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ก็คือจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์นั่นแหละ โดยคำอธิษฐาน มาพบดินแดนนี้ แล้วเป็นอเมริกาในทุกวันนี้ กำเนิดจากคำอธิษฐาน ฉะนั้น เขาเลยมีวันขอบคุณพระเจ้า สำหรับประเทศเขา ที่พระองค์ทรงประทานให้ แล้วเราเห็นว่ามีประโยชน์ เลยไปเอามาใช้ จะได้รู้ว่าขอบคุณพระเจ้า เป็นประเพณีของอเมริกาเขา แต่อย่างที่บอก เราเป็นคริสเตียนจะสอนเราว่าเราจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราทำจะมีประโยชน์ อะไรที่เป็นประโยชน์ เราก็ทำ ไม่มีใครห้าม อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ทำ ขอบคุณพระเจ้า เป็นประโยชน์ เพราะเราก็มาขอบคุณพระเจ้าประจำปีของเรา เอเมนไหม? แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องกินไก่งวง แต่กินไก่งวงก็ดีเหมือนกัน เพราะพี่น้องเขาถวายมา เราก็มีหน้าทีกินด้วยการขอบคุณพระเจ้า เอเมน
พูดถึงขอบคุณพระเจ้า ท่านนึกถึงอะไร? ส่วนตัวเลย เขาบอกว่าวันขอบคุณพระเจ้า ใน 1 ปี เรามานึกถึงวันนี้เป็นวันที่เรามาระลึกถึงการที่เรามารู้จักพระเจ้า และเราขอบคุณพระเจ้าในชีวิตของเรา ที่รู้จักพระองค์มา 1 ปี ท่านคิดถึงอะไรก่อนเลย ขอบคุณเรื่องอะไร? ยกตัวอย่างเช่น ขอบคุณพระเจ้าวันนี้มีไก่งวงกิน ท่านจะขอบคุณเรื่องอะไร? ลองคิดในใจดูว่าตรงกันไหม? ขอบคุณพระเยซูที่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเราเปลี่ยนแปลง ได้บังเกิดใหม่ จากความมืดมาสู่ความสว่าง
ในอดีต เมื่อตอนที่ข่าวประเสริฐเริ่มต้นใหม่ๆ ตอนที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ แล้วก็เป็นขึ้นจากความตายใหม่ๆ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ในช่วงนั้นความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุไม่มากเหมือนปัจจุบัน ผ่านมา 2,000 ปี ไม่เยอะถึงขนาดนี้ ความจำเป็นของมนุษย์บนโลกใบนี้ มันอาจมีไม่ถึงปัจจัย 4 มีปัจจัย 2, 3 เท่านั้นเอง ปัจจุบันนี้มีปัจจัย 4 ปัจจัย 5 ปัจจัย 6 ปัจจัย 7 ปัจจัย 8 ใครไม่มีมือถือ ปัจจัย 8 แล้วนะ อีกหน่อย ก็มีปัจจัย 9 คนที่ไม่มีหุ่นยนต์ใช้ที่บ้าน ไม่มีปัจจัย 9 มันไปเรื่อย ไม่จบไม่สิ้น ปัจจัย คืออะไร? คือความจำเป็นในการใช้วัตถุในการดำเนินชีวิตในโลกใบนี้ ย้อนกลับไปในอดีต 2,000 ปี ผู้คนยังดำเนินชีวิตในโลกใบนี้แบบธรรมดาๆ ชีวิตเป็นไปตามที่ดวงอาทิตย์ ธรรมชาติ แดดออกตอนเช้า ตกตอนเย็น ไม่มีไฟฟ้า ก็นอน ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ทำไร่ไถนา ก็ว่ากันไปอะไรต่างๆ เหล่านั้น ชีวิตไม่ได้มีอะไรมากมายนัก ความจำเป็นจึงมีน้อย
แล้วถามว่าในอดีต เขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องอะไร? ถ้าเขามาเป็นคริสเตียน เราคิดดูสิ เขาไม่ได้มีความจำเป็นเหมือนเรา อย่างเราบอกว่าขอบคุณพระเจ้า ปีที่แล้วได้มือถือมา 1 เครื่อง เขาไม่ต้องการมือถือ แล้วเขาขอบคุณอะไร? เขาขอบคุณที่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ภายในเขา ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา ที่เรียกว่า “พระคริสต์” ก็คือพระมาซีฮาห์ พระคริสต์ ก็คือพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ชำระล้างมนุษย์ทุกคนให้สะอาดหมดจด และเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่ 3 เพื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย และพระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อในร่างกายของเขา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา ตรงนี้แหละ คือหัวใจของการขอบคุณพระเจ้า ในสมัยอดีตของชาวคริสเตียน ขอบคุณพระเจ้า ไม่ได้หมายถึงว่าพอมาถึงเราปัจจุบัน เราจะมาขอบคุณพระเจ้าเรื่องไก่งวงไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้าเรื่องมือถือที่พระองค์ทรงให้มาเมื่อปีที่แล้วไม่ได้ ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักษาโรคให้เราหายจากเจ็บเข่าไม่ได้ ก็ยังคงทำได้เหมือนเดิม แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่สำคัญ ตามที่หนังสือโคโลสีได้บอกไว้
ในเมื่อเราเป็นขึ้นจากความตายกับพระเยซูคริสต์แล้ว ก็ให้เราจดจ่อความคิดจิตใจเราไปที่เบื้องบน ไปที่ที่ซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน และเราก็อยู่ที่นั่นด้วย เอเมน
ในสวรรคสถาน คือที่ไหน? คือมิติในฝ่ายวิญญาณ คือตรงนี้ ข้ามมิติไป ก็คืออยู่ตรงนี้ คำว่า “เบื้องบน” ไม่ได้หมายถึงต้องปีนขึ้นบันได ขึ้นอวกาศไปโน้น “เบื้องบน” หมายถึงมิติทางฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ในมิติทางฝ่ายวิญญาณ และเรามนุษย์ทางฝ่ายวิญญาณที่บังเกิดใหม่ โดยพระเยซูคริสต์ เราเข้าไปอยู่ในมิตินั้นแล้ว ในขณะนี้ เพียงแต่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยเนื้อหนังร่างกายนี้อยู่ชั่วคราว อีกไม่นาน เราก็จะเข้าไปอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ เต็ม 100% เอเมน ขอบคุณพระเจ้า เขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องอะไร? เรื่องพระเยซูคริสต์มาอยู่ในเรา และเราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์
จริงๆ วันขอบคุณพระเจ้า คือวันพฤหัสสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสที่ 27 พอท่านรู้ว่าขอบคุณพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรา ซึ่งเป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ที่ผู้เชื่อทุกคนควรจะคิดถึง และควรจะขอบคุณพระเจ้าในเรื่องนี้อย่างมาก เป็นอันดับหนึ่ง ควรจะขอบคุณพระเจ้า เรื่องอื่นๆ อย่างมากมาย ก็เชิญตามสบาย แล้วแต่บุคคล แต่คริสเตียนทุกคนได้รับตรงนี้อย่างแน่นอน เท่ากันหมดทุกคน คือพระเยซูทรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ที่ในใจเรา
ผมจะพาท่านไปดูข้อพระคัมภีร์ที่ยืนยันเมื่อตะกี้นี้ว่าในอดีต ผู้เชื่อหรือคริสเตียนเขาขอบคุณพระเจ้าเรื่องนี้มาก เขาเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก มากกว่าเรื่องพระพร ในโลกวัตถุเยอะแยะ มากกว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาได้รับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เยอะแยะ มากกว่าที่พระเจ้าดูแลเขา มากกว่านกน้อยใหญ่เยอะแยะ เขาขอบคุณตรงโลกวิญญาณตรงนี้ คือพระคริสต์สถิตอยู่ในเขา โคโลสี 1:25-27 …
โคโลสี 1:25-27 “25 ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร (ธรรมมิกชนผู้เชื่อ) ตามภารกิจที่พระเจ้าได้ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำในหมู่พวกท่าน (ชนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว) คือการให้พระวจนะของพระเจ้า (ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์) ประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์ 26 พระวจนะนี้ คือข้อล้ำลึกซึ่งถูกปิดบังไว้ (จากเหล่าทูตสวรรค์และมวลมนุษย์) ตลอดหลายยุคหลายชั่วอายุ แต่บัดนี้ ทรงสำแดงแก่พวกธรรมมิกชนของพระองค์แล้ว 27 พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้ว่าความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริของความล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาตินั้นคืออะไร? คือพระคริสต์สถิตในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ (ที่จะได้รับเกียรติสิริร่วมกับพระเยซูคริสต์)”
ข้าพเจ้าตรงนี้ คือเปาโล พระเยซูคริสต์เรียกมาให้ประกาศข่าวดีให้กับคนต่างชาติ คือคนที่ไม่ใช่ชาวยิว เปาโลเป็นชาวยิว
เปาโลบอก “ข้าพเจ้ามาเป็นผู้รับใช้ของคริสตจักร” คริสตจักรตัวนี้ หมายถึงสมาชิกทุกคนในคริสตจักรของพระเจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณ คือผู้เชื่อ คือคริสเตียนทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของคริสเตียนนั่นเอง ผู้เชื่อ ตามภารกิจที่ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าทำ ในหมู่พวกท่าน ท่านในที่นี้หมายถึงท่านที่เป็นคนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว นึกออกใช่ไหม? ภารกิจ คือการให้พระวจนะของพระเจ้า หมายถึงถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ประจักษ์แจ้งอย่างสมบูรณ์ พระวจนะหรือพระคำนี้ ข่าวประเสริฐนี้ คือข้อล้ำลึกที่ถูกปิดบังไว้ ปิดบังไว้จากเหล่าทูตสวรรค์และมวลมนุษย์ ตลอดหลายยุค หลายสมัยชั่วอายุ เยอะแยะมาตั้งแต่อดีต แต่บัดนี้ทรงสำแดงแก่พวกธรรมิกชน หมายถึงคริสเตียนผู้เชื่อทั้งหลายของพระองค์แล้ว
ก็คือข่าวประเสริฐนี้ ถูกปิดบังไว้ ก็คือชาวยิว ตั้งแต่ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด 2-3 พันปี เขามองกันถึงสิ่งเหล่านี้ เขารอคอยวันนี้ วันที่พระเมสิยาห์จะมาเกิด วันที่พระเจ้าสัญญาว่าพระบุตรของพระองค์จะส่งมาช่วยเหลือมนุษย์ เขารอวันนี้กันทั้งนั้น ในนี้บอกว่าแต่พระองค์ไม่ได้บอกแผนการอย่างชัดเจนให้ว่ามาเมื่อไร? อย่างไร? แต่เพียงบอกใบ้ให้เท่านั้นเอง เขาก็ตื่นเต้นกันในเรื่องนี้ มาในหลายยุค หลายสมัยแล้ว เปาโลบอกว่าบัดนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว ได้ประกาศให้เห็นแล้ว ก็คือพระเยซูคริสต์ได้บังเกิดแล้ว
ข้อ 27 บอกพระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้ว่าความมั่งคั่ง ยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริของความล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาตินั้น คืออะไร? พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเขารู้
พวกเขา คือใคร? พวกเขา คือพวกชาวยิว ที่เขารอคอยมาตั้งหลายพันปี รอคอยพระเยซูคริสต์มาเกิด แล้วพระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะมาเกิด แล้วเขาก็รอคอยกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว รอคอยมาตลอดเวลา บัดนี้ พระเจ้าต้องการให้ข่าวประเสริฐนี้ ไปถึงชาวต่างชาติ และให้คนยิวทั้งหลายได้รู้ว่าข่าวประเสริฐนี้ ไม่ใช่ให้เฉพาะชาวยิวเท่านั้น แต่รวมถึงคนที่ไม่ใช่ชาวยิวด้วย ก็คือใครก็ตามที่เป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่ไม่ใช่ยิว ซึ่งรวมทั้งคนไทยด้วย ตรงนี้มันจึงสำคัญ การไปประกาศทั่วโลก คือใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนยิว ก็ได้ความรอดที่มีค่าล้ำลึกที่ชาวยิวเขารอคอยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร? ก่อนพวกเราตั้งเยอะ เราก็ได้เหมือนกัน
ความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ แห่งเกียรติสิริ และความล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาตินั้น คือพระคริสต์สถิตในท่าน ท่านคือใคร? ก็คือคนต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว ที่ไม่รู้จักพระเจ้าเลย ไม่เคยได้รู้จักพระองค์เลย ไม่เหมือนชาวยิวที่รู้จักพระองค์มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เป็นหลายพันปี แต่คนต่างชาติไม่รู้จักเลย เราคนไทยไม่เคยรู้จักพระเจ้าเลย แต่พระคริสต์สถิตในเรา คนไทยที่เชื่อในเรื่องนี้ พระคริสต์สถิตอยู่ในใครก็ตามที่เชื่อในเรื่องนี้ ที่ไม่ใช่ชาวยิว “พระคริสต์สถิตในท่าน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ” คำว่าความหวังแห่งเกียรติสิริ คือการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ร่วมพระสิริเดียวกันกับพระองค์ พระองค์ได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระบิดาอย่างไร? เราก็ได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างนั้นเหมือนกันเลย เขาเรียกว่าได้รับเกียรติ พระสิริ เป็นความหวังที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว เป็นความหวัง ก็คือเราได้รับ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ พระคริสต์เข้ามาสถิตอยู่ในเรา เราอยู่ในพระคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน ไปไหน ไปด้วยกัน เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ในเรา เราไปไหน? พระองค์ก็ไปด้วย พระองค์ไปไหน? เราก็ตามไปด้วย เอเมน
สง่างามไหม เดินไปกับพระเยซู เดินไปที่ไหนก็ตาม อย่านึกว่าเราเดินไปคนเดียว เดินไปที่ไหนก็ตาม เรากำลังดำเนิน หรือเดินอยู่กับพระเยซูคริสต์ เต็มไปด้วยสง่าราศีและพระสิริของพระองค์ ครอบตัวเราตลอดเวลาเลย อย่ารู้สึกว่าต้องถ่อม ไม่ใช่ถ่อมแบบมารยาทนะ ถ่อมแบบรู้สึกด้อย รู้สึกไม่ดี ยืดอกขึ้น แล้วบอกว่า …
“นี่ ฉันคือผู้เชื่อ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ฉันเดินด้วยสง่าราศีของพระคริสต์ พระคริสต์ไปไหน ฉันไปด้วย เอเมน เต็มไปด้วยสง่าราศี”
เราไม่ได้มีเดินและวิ่งเท่านั้น นี่ในพระคัมภีร์บอกนะ แต่บางครั้ง สง่างามเมื่อเราคลานตามพระเจ้า มันเป็นเรื่องปกติของชีวิต พระเยซูบอกว่าพระองค์ชนะโลกนี้แล้ว เราก็ชนะโลกนี้แล้ว แต่พระองค์บอกว่าในโลกนี้ ท่านจะประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เป็นเรื่องธรรมดา ถูกไหม? เขาถึงมีบทเพลงนี้ “สง่างามเมื่อเราเดินตามพระเจ้า” ในโลกนี้ ท่านประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา ไม่เป็นไร แต่จงมองในธรรมชาติสิ สมัยก่อนมีให้เรามองมาก พระเยซูจึงยกตัวอย่างว่าดูสิ ต้นไม้ในทุ่งนา ต้นหญ้าในทุ่งนา มีค่าแค่ไม่กี่วัน เดี๋ยวก็แห้งแล้ว แดดส่องก็แห้งแล้ว แต่พระองค์ทรงดูแลมัน หมายความว่ามันมีดอกหญ้าสวย เดินๆ ไปริมทาง ดอกหญ้าสวยงาม อยู่ไม่กี่วัน ก็แห้งแล้ว ทำไมพระเจ้าถึงดูแลถึงขนาดนั้น และดูนกในอากาศสิ เคยเห็นนกกระจอกอดตายไหม? ไม่เคยเลย มีแต่มากขึ้นทุกวันๆ ยิงเท่าไรก็ไม่หมด ต้องดูนกกระจอกด้วยนะ เพราะนกอื่นมันสูญพันธุ์ได้ แต่นกกระจอกไม่เคยสูญพันธุ์ มีทุกประเทศ
จงดูธรรมชาติเหล่านี้ แล้วดูชีวิตของเราสิ ไม่ต้องห่วง ห่วงดวงวิญญาณของท่านเถิด ถ้าท่านแสวงหาฝ่ายวิญญาณ แสวงหาพระเจ้า และพบพระเจ้าแล้ว พักได้ ที่เหลือ เดี๋ยวพระองค์ทรงพาเราไปเอง เพราะฉะนั้น บางครั้ง ก็จะมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ตามบทเพลงนี้ “พระองค์ทรงเลี้ยงนกน้อยใหญ่”
พระเยซูบอกว่าถ้าท่านมีอาหารทาน แล้วก็มีเครื่องนุ่งห่ม ก็น่าจะพอใจแล้ว คนมาเชื่อพระเยซู คิดเพ้อฝันไปเรื่อย แต่พระเยซูบอกท่านมีอาหารและมีเครื่องนุ่งห่มพออยู่แล้ว ทำไมพูดอย่างนั้น พระองค์ให้เราร่ำรวยหรือมั่งคั่งไม่ได้หรือ? ได้ ได้หมด พระองค์กำลังจะบอกว่าแม้นกในอากาศ หรือต้นหญ้า พระเจ้ายังดูแลให้ พระเจ้าจะดูแลท่านให้มากกว่านั้นสักเท่าไร? เพราะฉะนั้น มีอาหารกิน มีเครื่องนุ่งห่ม ก็น่าจะพอใจแล้ว เพราะว่าพระเจ้าดูแลท่านอยู่ไง ถ้าท่านจำเป็นต้องใช้อะไร? พระองค์ก็จะจัดการให้ ถ้าท่านจำเป็นต้องมีทรัพย์สินมากมาย ไปทำอะไร พระเจ้าจะใช้งานท่าน พระเจ้าก็จะให้ได้ พระเจ้ารู้ว่าอะไรดีที่สุด สำหรับท่าน เอเมน และข้อสำคัญ คือพระองค์จะเข้ามาอยู่ในตัวท่าน นึกออกไหม? เพราะฉะนั้น ชีวิตของท่าน ก็เป็นชีวิตของพระองค์ พระองค์ทรงนำพาไปตลอด เดินตามพระองค์ไป
ในหนังสือมัทธิว 28:20 พระองค์ก่อนที่จะเข้าไปอยู่ในสวรรค์ มองไม่เห็นด้วยตาแล้ว ที่ตะกี้ที่พูด ยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ยังเห็นด้วยตา ตอนที่พระองค์จะลอยเข้าไปอยู่ในสวรรค์ เข้าไปอยู่ในมิติของสวรรค์ จะไม่เห็นพระองค์แล้ว พระองค์จะมาในรูปของพระวิญญาณ ก็มาสถิตอยู่ในเรา เราจะมองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่รู้ได้ด้วยการสัมผัสทางวิญญาณ พระองค์ตรัสคำนี้ เป็นคำสุดท้าย ซึ่งสำคัญมาก บอกว่า …
มัทธิว 28:20 “จงมองให้เห็นเถิด เราอยู่กับท่าน ในท่านตลอดเวลาเสมอไปจนกว่าจะสิ้นโลก”
หมายถึงจนกว่าจะสิ้นชีวิตของเรา พระองค์จะเข้ามาอยู่ภายในเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แล้วในหนังสือยอห์น 14:23 บอกว่า …
ยอห์น 14:23 “พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเรา เขาจะเชื่อฟังคำประกาศของเรา (วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ พระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด) พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา”
ไม่ใช่พระองค์ผู้เดียว แต่พระบิดาด้วย พระเจ้าพระบิดา
ในหนังสือยอห์น 17:21-23 พระเยซูอธิษฐานกับพระเจ้า …
ยอห์น 17:21-23 “21 ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์ พระบิดาอยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาอยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา 22 เกียรติสิริ (ชีวิตนิรันดร์) ซึ่งพระองค์ประทานแก่ลูกนั้น ลูกได้มอบให้พวกเขา (ทุกคนที่เชื่อในลูก) แล้ว เพื่อพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) จะได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่พระองค์กับลูก เป็นหนึ่งเดียวกัน คือ 23 ลูกอยู่ในพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) และพระองค์อยู่ในลูก ขอให้พวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งลูกมา และทรงรักพวกเขา (ผู้ที่เชื่อ) เหมือนที่พระองค์ทรงรักลูก”
พวกเราในที่นี้ หมายถึงตรีเอกานุภาพ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่เคยแยกจากกัน
ซึ่งพระองค์ประทานให้ลูกนั้น ประทานเมื่อไร? ตอนที่พระเยซูถูกชุบให้เป็นขึ้นจากตาย
เราเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับตรีเอกานุภาพ เป็นวิญญาณเดียวกันเลย เมื่อตอนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อไรที่เชื่อในพระองค์
อย่างสมบูรณ์ แปลว่าครบถ้วน ไม่มีที่ติเลย ไม่มีข้อผิดอะไรต่างๆ เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีจุดด่างแม้แต่นิดเดียวเลย รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แยกจากกันไม่ได้อีกแล้ว ตลอดไป ตรีเอกานุภาพแยกกันไม่ได้อย่างไร? เราที่เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับตรีเอกานุภาพ ก็แยกกับพระองค์ไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าท่านจะทำอะไรจากนี้ต่อไป หลังจากรับเชื่อแล้ว ท่านจะไปประพฤติตัวอย่างไรก็ตาม มันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตรงนี้ไปได้เลย และท่านไม่ต้องห่วงว่าท่านจะไปทำบาปชั่ว รู้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เป็นไปไม่ได้เลย เพราะวิญญาณของท่านที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์นั้น สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้ว ต้องการทำสิ่งที่ดีๆ อย่างเดียว คิดสิ่งที่ดีๆ อย่างเดียว นั่นคือตัวท่าน และพระเจ้ารักเราทั้งหลายผู้เชื่อนั้นเท่ากับรักพระเยซูคริสต์ นี่เป็นพรใหญ่ยิ่งที่พระเจ้าสัญญาให้และให้กับเราเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระองค์ในทุกๆ วัน
เพราะฉะนั้น ในแต่ละวัน ชีวิตของคริสเตียน คือขอบคุณพระเจ้า และก็ขอบคุณพระเจ้า แล้วก็ขอบคุณพระเจ้า ในทุกสถานการณ์ ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา และรอคอยเพียงอย่างเดียว อะไร? นี่พระพรใหญ่สุดเลยที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ได้รับ รอคอยร่างกายใหม่ ชีวิตคริสเตียน คือดำเนินชีวิต บนโลกนี้ โดยพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ภายใน และนำพาเราไปแต่ละวันๆ แล้วก็รอคอย ตัวตนจริงๆ ของเรา คือวิญญาณเราใหม่เอี่ยมแล้วตอนนี้ จิตใจเราใหม่เอี่ยมแล้วตอนนี้ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเลย เหมือนพระเยซูเลย ไม่ต้องห่วง ร่างกายยังเป็นของเก่าอยู่ อยู่ชั่วคราว อีกไม่นาน พระเจ้าจะเปลี่ยนร่างให้ เป็นร่างใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์เลย ที่ไม่ต้องมีความเจ็บป่วยอีกต่อไป ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป ไม่มีการสูญเสียอีกต่อไป ร่างกายใหม่ที่จะให้นั้น ให้ตอนที่หมดอายุขัยของร่างกายปัจจุบันนี้แล้ว นี่คือการรอคอยวันที่ เวลาที่พระเยซูคริสต์จะกลับมารับเรา ก็คือวันที่เราจากร่างกายนี้ พอเราจากร่างกายนี้ ไม่ถึงวินาที ในพระคัมภีร์บอกว่าแค่พริบตา เราก็ได้รับร่างกายใหม่ เพราะฉะนั้น ไม่ได้มีความเจ็บปวดอะไรเลย พริบตาเดียวปุ๊บ ร่างกายใหม่ ก็เป็นของเรา เราก็จะได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า
นี่คือเป้าหมายของชีวิตคริสเตียน เอเมน เพราะฉะนั้น เป้าหมายเราอยู่ที่ไม้กางเขน ไม้กางเขน ตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว เป็นเครื่องหมายที่ทำให้เราได้ขอบคุณพระเจ้าในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะไม้กางเขนนี่แหละ ทำให้เราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ทำให้พระเยซูคริสต์สามารถมาสถิตอยู่ภายในเรา และเราอยู่ในพระองค์ และเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ตลอดไปชั่วนิรันดร์ได้ เพราะไม้กางเขนนี้ เอเมน ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรครับ
*********************
จากใจคณะศิษยาภิบาล
คริสเตียน คือผู้ที่ได้อยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์ได้อยู่ในเขา และทั้งสองวิญญาณได้ผูกพัน เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีใครสามารถแยกเรากับพระเจ้าออกจากกันได้
พระคริสต์อยู่ในผู้เชื่อ และผู้เชื่ออยู่ในพระคริสต์ ซึ่งหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณกับพระองค์ พระคัมภีร์บอกเราว่าเมื่อเราวางใจในพระเยซู เราจะได้รับการรวมเป็นหนึ่งกับพระองค์
1 โครินธ์ 6:17 … “ผู้ที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ก็ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระองค์”
ผู้เชื่อที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือได้บัพติศมาเข้าไปอาศัยอยู่ในพระคริสต์ ก็ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระองค์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้ามาอาศัยอยู่ในเรา
เอเฟซัส 1:13-14 … “13 และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วยดวงตรา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ 14 ผู้เป็นมัดจำค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเราจนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”
นี่คือการได้เป็นหนึ่งเดียวกันที่ทำให้เราได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด สนิทสนมกันอย่างมาก มากที่สุดกับพระเจ้าและได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า ในฐานะลูกคนหนึ่งของพระองค์
นอกจากนี้ พระเยซูยังอธิษฐานในยอห์น บทที่ 17 เพื่อให้เราทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์และพระบิดา ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืน
ยอห์น 17:21 … “พระเยซูพระบุตรอธิษฐานดังนี้ว่า … “ลูกขอให้พวกเขาทั้งหมดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนกับพระองค์พระบิดาอยู่ในตัวลูก และลูกอยู่ในพระองค์ ขอให้พวกเขาอยู่ในพวกเราด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ส่งลูกมา”
“พวกเขาทั้งหมด” คือมนุษย์คนใดก็ได้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูพระบุตรว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป “อยู่ในพวกเรา” คือพระเจ้าตรีเอกานุภาพ พระเจ้าสามพระภาค รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรและ พระเจ้าพระวิญญาณ
คำอธิษฐานของพระเยซูนี้ ได้สำเร็จแล้ว!
คริสเตียน คือผู้ที่ได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน กับพระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามพระภาค
พระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามประภาคเข้ามาอาศัยอยู่ในเรา ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าตรีเอกานุภาพทั้งสามพระภาคนี้ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล ที่กระทำการงานอยู่ภายในเราผู้เชื่อ
ไม่ว่าเราจะรู้สึกยังไงก็ตาม ขณะดำเนินชีวิตบนโลกนี้ ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไรก็ตาม มี 4 วิญญาณอยู่ภายในเรา เป็นฤทธิ์เดชอำนาจที่ยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่พระเจ้าตรีเอกานุภาพทรงอยู่ในเราเป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณของเรา
นี่คืออาณาจักรสวรรค์ของพระบิดา ที่ลงมาตั้งอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ … เอเมน
พระเจ้าอวยพรครับ