คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู” ตอน 12 “บุตรน้อยหลงหาย” ตอน 1 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  24  กุมภาพันธ์  2019

 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู”

ตอน 12 “บุตรน้อยหลงหาย” ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ อุปมาคำสอนของพระเยซู ตอนที่ 12 ที่เราจะเรียนกันในวันนี้ ก็เป็นเรื่องต่อจากครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วเราได้เรียนเรื่อง “ของหายแล้วได้คืน” เป็นอุปมาที่เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเวลาเราทำของที่มีค่าในชีวิตของเราหาย หมายถึงมีค่าจริงๆ ยิ่งมีค่า เรายิ่งอยากได้กลับคืน ถ้ามีค่ากับเรามากเท่าไร? เราจะมีความรู้สึกดีใจ ที่ได้ของนั้นกลับคืนมาเท่านั้น มากกว่านั้นสักเท่าใด ของที่มันหายไป  ถ้าเป็นลูกของเรา แล้วเราไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร? แล้วจู่ๆ ได้ข่าวดีว่าเขายังอยู่ แล้วได้กลับมาเจอกัน นี่คือความรู้สึก พระเยซูจึงเอาความรู้สึกของมนุษย์ธรรมดา มาเป็นอุปมาให้เราได้เห็นภาพของพระเจ้าว่ารู้สึกอย่างไร?

จำได้ไหมที่ผมยกตัวอย่างครั้งที่แล้วว่าประสบการณ์ของตัวเอง ตอนที่ลูกเล็กๆ แล้วพากันไปเดินห้าง แล้วพลัดหลงกันไป หายไป ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ว่าทั้งตอนที่ลูกหายไป ไม่รู้ไปไหน? ถูกตัดแขนตัดขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ตอนหายไป เรามานับไม่กี่ชั่วโมงไม่ได้  เพราะมันยังไม่เจอ ท่านเข้าใจไหมครับ? ถ้าตราบใดยังไม่เจอ ก็นับไม่ได้ว่ามันไม่กี่ชั่วโมง ถ้าเจอจึงจะมานับย้อนไป เอ่อ! หายไปกี่ชั่วโมง แต่ตอนหายไป มันคือหายนะ นั่นแหละ ความรู้สึกเดียวกันกับหายไปตลอดเท่ากัน เพราะฉะนั้น มันก็ตกใจ แล้วก็หวาดกลัว แล้วก็เป็นห่วงมากถึงมากที่สุด พอเจอ ดีใจสุดหัวใจเลย จึงมีความรู้สึกดีว่าพระเจ้ารู้สึกอย่างไร เมื่อมีคนใดคนหนึ่ง รับเชื่อในพระเจ้า และกลับมาหาพระองค์ มาบังเกิดใหม่อีกทีหนึ่ง พระองค์ดีใจขนาดไหน?

พระเยซูจึงเอาตรงนี้มาเป็นอุปมาสอนเราว่าในสวรรค์มันเป็นเช่นไร? ความคิดของพระเจ้าเป็นอย่างไร? ความรู้สึกของพระเจ้าเป็นอย่างไร? และความคิดของมนุษย์เป็นอย่างไร?

อุปมาคำสอนของพระเยซู เกี่ยวกับเรื่องของหายได้คืนมีอยู่ 3 เรื่อง ซึ่งอยู่ในหนังสือลูกา บทที่ 15 ที่เราเรียนกันอยู่นี้ ซึ่งหัวใจสำคัญของทั้ง 3 เรื่องนี้ ก็คือมวลมนุษยชาติ ซึ่งเป็นลูกๆ ของพระเจ้า  ทุกคนเหล่านี้ ที่ได้หาย ได้หลงไป พระเจ้าได้ถือว่าเขาได้หลงไป แต่เขายังเป็นลูก ตอนที่ลูกผมหายไป เขายังเป็นลูกผม มวลมนุษยชาติ คือลูกๆ ของพระเจ้าทุกคนหลงหายไปในความบาป พอบาปปุ๊บ เท่ากับหลุดจากพระเจ้าไปเลย เหมือนลูกผมหลุดจากมือผม ไปไหนก็ไม่รู้ จะเป็นตายร้ายดี ก็ไม่รู้ อาจจะตายไปตลอด ก็ได้ ไม่ได้กลับมาเจอกันอีกเลย

พระเยซูกำลังให้เราเห็นภาพว่าเราเป็นสิ่งที่มีค่า ในสายพระเนตรพระเจ้าเท่าไร? มีความหมาย มีความสำคัญขนาดไหน? สำหรับพระเจ้าของเรา เป็นแก้วตาดวงใจของพระองค์ขนาดไหน? เมื่อเราหายไป มนุษย์หายไป พระเจ้าก็ออกตามหา ด้วยความกระตือรือร้นอย่างมาก ห่วงใยอย่างมาก ด้วยความมุ่งมั่นอย่างมาก และเมื่อได้กลับคืนมาสู่อ้อมกอดของพระเจ้า พระองค์ก็ชื่นชมยินดีถึงขนาดไหน? ในอุปมานี้นะ

ครั้งที่แล้ว เราได้เรียนกันไป 2 เรื่อง เรื่องแรกที่เราได้เรียนกันไป ที่เจ้าของมีแกะ 100 ตัว แล้วตัวหนึ่งหายไป พระเยซูบอกว่าเจ้าของก็จะละแกะ 99 ตัว แล้วออกตามหาแกะหนึ่งตัวที่หายไป ทิ้ง 99 ตัวไว้ก่อน ค่อยว่ากันทีหลัง มุ่งเน้นไปแต่ตัวที่มันหายไป  คนไหนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเจ้าละไว้ก่อน สบายแล้ว อยู่กับเราตลอดแล้ว ตอนนี้มุ่งหาแต่พวกที่ยังไม่เข้ามา ยังไม่เจอ

ส่วนเรื่องที่ 2 ก็คือเรื่องหญิงคนหนึ่งมีเหรียญ 10 เหรียญ แล้วหายไปเหรียญหนึ่ง พระเยซูบอกหญิงจะไม่จุดตะเกียงกวาดเรือน และค้นอย่างถี่ถ้วน จนกว่าจะพบหรือ? พระเยซูบอก หญิงนั้น ก็คือพระเจ้า  … พระเจ้าจะไม่ค้นหาคนบาป ลูกๆ ของพระองค์ที่หายไปเหล่านั้น คนเดียวนะ ในนี้บอกว่าแค่เหรียญเดียว แค่คนเดียวเท่านั้นเอง พระองค์จะทำอะไร?

“จุดตะเกียงกวาดเรือน ค้นหาอย่างถี่ถ้วน จนกว่าจะพบ”

ท่านลองคิดดูสิ หมายความว่าอย่างไร? พระเจ้าจุดตะเกียง … จุดตะเกียงคืออะไร? พระเยซู คือตะเกียงของพระองค์ ส่งพระเยซูมา มาทำอะไร? จุดตะเกียงแล้วกวาดเรือนเลย คือทุกซอกทุกมุม ซอกเล็กๆ ต้องเห็นหมด ละเอียดขนาดไหน? ค้นหาอย่างถี่ถ้วน จนกว่าจะพบ ถ้าไม่พบ ก็ไม่หยุด

คำสั้นๆ เล็กๆ พระเยซูยกมา มีความหมายทั้งนั้นเลย ในคำอุปมาของพระเยซู มันเป็นอย่างนั้น ทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะอุปมาเรื่องใดก็ตาม บางครั้งเราอ่านแค่คำเดียว ท่านลองอ่านดู ใคร่ครวญดูคำเหล่านั้นคำเดียว ความหมายมันลึกซึ้งมาก อย่างนี้ แค่ประโยคเดียว “ค้นหาอย่างถี่ถ้วน จนกว่าจะพบ” อย่างถี่ถ้วนด้วยนะ  คือละเอียดยิ๊บ ไม่หยุด จนกว่าจะพบ

ตะกี้บอกเหรียญ 1 เหรียญกับแกะ 1 ตัว หมายถึงคนบาปเพียงคนเดียว มวลมนุษยชาติใช่ พระเจ้าห่วงทุกคน แม้คนๆ เดียวก็ห่วง ห่วงแต่ละคนด้วย ละเอียดถึงขนาดนั้น และพระองค์ต้องการให้คนๆ นั้นคนเดียวกลับมาหาพระองค์ กลับมารอด มาเจอกัน ให้ครบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งหายไป พระองค์จะออกตามหาจนกว่าจะพบ ถ้าไม่พบ ก็หาต่อไป แสดงถึงความรัก ความห่วงใยของพระเจ้าอย่างมากมาย ที่มีต่อมนุษย์บาปอย่างเรา

และสิ่งที่เหมือนกันใน 2 อุปมานี้ คือในตอนจบ หลังจากที่พบแกะ พบเหรียญที่หายไปแล้ว เจ้าของก็จะจัดงานเลี้ยงรื่นเริงเฉลิมฉลองกันอย่างใหญ่โต พระคัมภีร์บอกว่าในสวรรค์จะมีความชื่นชมยินดีในคนบาปเพียงคนเดียว ที่กลับใจใหม่ มากกว่าในคนชอบธรรม 99 คนที่ไม่จำเป็นต้องการได้รับการกลับใจใหม่ ก็หมายถึงมากกว่าคนที่เชื่อแล้ว ไม่ต้องกลับใจ เพราะเขากลับใจไปแล้ว แต่คนๆ นี้ที่เขากลับใจ พระเจ้าดีใจมาก เพราะคนๆ เดียว จัดงานเลี้ยงใหญ่โตเลย

วันนี้ เราจะมาต่ออุปมาคำสอนของพระเยซู เรื่องของหายได้คืน เรื่องที่ 3 คือเรื่องบุตรน้อยหลงหาย คำอุปมาเรื่องนี้ เป็นเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่ง อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี พอมีสมบัติ มีไร่นา มีบริวารมากมาย แต่ชายหนุ่มคนนี้ อยู่ๆ วันหนึ่ง ก็อยากเป็นอิสระ เรียกร้องขอสมบัติจากพ่อ อยากไปใช้ชีวิตตัวเอง อยากพึ่งตัวเอง อยากพึ่งการกระทำของตัวเอง อยากจะทำเอง ไม่อยากพึ่งพระเจ้า ไม่อยากพึ่งพ่อ ลูกา 15:11-12

ลูกา 15:11-12 “11 พระเยซูตรัสต่อไปว่า “ชายคนหนึ่งมีบุตรชายสองคน 12 บุตรชายคนเล็กพูดกับบิดาว่า ‘บิดาเจ้าข้า ขอยกสมบัติส่วนของข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าเถิด’ ดังนั้นบิดาจึงแบ่งทรัพย์สมบัติของตน ให้บุตรทั้งสอง”

 

เคยอยู่กับพ่อกับพี่ชาย ดูแลทรัพย์สมบัติไร่นา ก็ดีๆ อยู่แล้ว แต่อยู่ๆ ลุกขึ้นมาขอแบ่งสมบัติ

“พ่อ ฉันอยากจะไปใช้ชีวิตส่วนตัว”

อะไรอย่างนี้ มันเกิดความเย่อหยิ่งขึ้นมา ไม่เชื่อฟังพ่อแล้ว พ่ออาจจะบอกว่า …

“ข้างนอกมันอันตราย อย่าไปเลย”

“ไม่เป็นไร ฉันดูแลตัวเองได้ ฉันจะอยู่ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพ่อก็ได้  ส่วนของฉันมีอะไร? เอามาให้หมดเลย”

ประมาณนี้  และคิดว่าทรัพย์สมบัติที่พ่อให้เยอะ ก็คงอยู่อย่างอิสระ แล้วก็ไม่ต้องทำงาน อยู่ได้แน่ๆ แต่ปรากฏว่าไปไม่รอด เพราะในนี้บอกว่าใช้ชีวิตแบบนักเลง สำมะเรเทเมา ไม่นานทรัพย์สินที่ได้แบ่งมา ก็หมดลง ลองมาดูสิว่าต่อไปเป็นอย่างไร? ลูกา 15:13-16

ลูกา 15:13-16 “13 ต่อมาไม่นาน  บุตรชายคนเล็กนี้  ก็รวบรวมสมบัติทั้งหมดของตน แล้วไปเมืองไกล และผลาญทรัพย์ของตนด้วยการใช้ชีวิตเสเพล 14 พอเขาหมดตัว  ก็เกิดการกันดารอาหารอย่างหนักทั่วแถบนั้น และเขาเริ่มขัดสน 15 ดังนั้น เขาจึงไปรับจ้างชาวเมืองคนหนึ่ง และคนนั้นใช้เขาออกไปเลี้ยงหมูในทุ่งนา 16 เขาอยากจะอิ่มท้องด้วยฝักถั่วที่หมูกิน  แต่ไม่มีใคร  ให้อะไรเขากิน”

 

พูดง่ายๆ เขาไปรับจ้างเลี้ยงหมู  พอเริ่มต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบาก สติก็เริ่มมา จากที่เคยกบฏต่อพ่อ นึกหยิ่งผยองอวดดี อยากใช้ชีวิตตามลำพัง อยากทำด้วยตัวเอง ปรากฏว่าชักไม่ไหว ที่เคยคิดว่าจะอยู่ด้วยตัวเอง จะพึ่งตัวเอง มันพึ่งไม่ไหว มันอ่อนแรงเหลือเกิน พอเริ่มลำบาก เริ่มเอาตัวไม่รอด ก็เริ่มคิดได้ สำหรับคนยิวในสมัยนั้น  อาชีพรับจ้างเลี้ยงหมู ถือเป็นอาชีพที่ต่ำที่สุด เพราะว่าหมูเป็นสัตว์พึงรังเกียจ สัตว์ที่มีมลทินในบัญญัติของพระเจ้าว่าไว้

ฉะนั้น ชายหนุ่มคนนี้  ตามอุปมานี้ ต้องไปขออาศัยอยู่กับชาวบ้าน และแลกด้วยการเลี้ยงหมู ถือว่าต่ำสุดๆ ของชีวิตแล้ว ไปไม่รอดจริงๆ แล้ว ถึงยอมทำ มนุษย์ก็อย่างนี้ มันไปไม่รอดจริงๆ

“ฉันไม่รอดแล้ว ใครก็ได้ช่วยฉันที”

นั่นแหละ มันจะถึงมือพระเจ้า นี่เหมือนกัน พอไปไม่รอด จุดต่ำสุด จึงสำนึกได้ว่าเรากลับไปหาพ่อเราดีกว่า ขณะที่พูดอยู่นี้ พระเยซูกำลังพูดให้ทั้งชาวยิวที่เป็นพวกรักษาบัญญัติ พวกฟาริสี พวกที่เรียนเรื่องบัญญัติของพระเจ้า แล้วเคร่งครัดในศาสนาอย่างมาก และมีชาวยิวที่เลี้ยงหมู รู้สึกตัวเองเป็นชาวยิวชั้น 2 ที่ต่ำต้อยมาก พระเจ้าไม่เอาด้วยเลย เพราะฉันไม่ได้อยู่ในบัญญัติพระเจ้าเลย รักษาไม่ไหว แม้กระทั่ง เลี้ยงหมู คือคนยิวเหล่านี้  เป็นคนยิวที่รับใช้โรมัน ชาวโรมัน ตอนนั้นครอบครองประเทศอิสราเอลอยู่ และจ้างยิวเหล่านี้มาเป็นคนเก็บภาษี เก็บภาษีคนกันเอง รับจ้างคนที่เป็นนายเรา ที่มาครอบครองประเทศเรา มันต่ำสุดแล้ว ฉะนั้น คนยิวจึงรังเกียจคนเก็บภาษีเหล่านี้มาก เวลาพระเยซูไปกินข้าวกับคนเก็บภาษี ไปคุยกับคนเก็บภาษี คนยิวแบบนินทาว่าร้ายพระเยซูใหญ่ เพราะพระเยซูไปกินข้าวบ้านซีโมน  แม้กระทั่งสาวกคนหนึ่งที่ชื่อมัทธิว ก็คือคนเก็บภาษี อีกคนหนึ่งก็ศักเคียส  ก็คนเก็บภาษี แต่พระเยซูไปบ้านเขา ทำให้ฮือฮามากเลย  นี่เหรอผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า  ผู้รับใช้พระเจ้าไปทานข้าวกับคนเก็บภาษีได้อย่างไร? นี่ความรู้สึกของคนที่เป็นคนเคร่งในศาสนา  ในสมัยโน้นที่พระเยซูกำลังพูดอยู่ ท่านคิดเอาแล้วกันว่าปัจจุบันมีไหม?

มาลองเปรียบเทียบกับชีวิตของเรา ในนี้ หรือมนุษย์เราปัจจุบัน เราทุกคนเริ่มต้นมาจากการเป็นคนบาป เกิดมาก็บาปแล้ว เริ่มจากการกบฏต่อพระเจ้า กบฏทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็คือวิญญาณไม่เชื่อพระเจ้าอยู่แล้ว จะพูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่อย่ามาพูดเรื่องพระเจ้ากับฉัน จะพูดสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ได้ จะพูดฤทธิ์เดชอะไรก็ได้ จะพูดเข้าเจ้าเข้าทรงอะไรก็ได้ พูดต้นไม้มีฤทธิ์ก็ได้ ฉันจะฟังทั้งหมด  แต่พอพูดเรื่องพระเยซู ไม่ฟัง หยุดๆ คุ้นๆ ไหม? ฟังแล้วมันรำคาญ มันอยู่ข้างใน  กำลังบ่งบอกถึงว่าเราไม่อยากรู้จักพระเจ้า เราไม่ต้องการพระเจ้า เราต้องการพึ่งตัวเอง นี่แหละ

แล้วประสบการณ์ของหลายๆ คน ก็คล้ายๆ ชายคนนี้ คือชีวิตต้องเจออะไรบางอย่าง เจอความทุกข์หนัก เจอมรสุมชีวิต  เหมือนกับต้องไปเลี้ยงหมู ที่ชาวยิวจำเป็นต้องไปเลี้ยง ต่ำสุดแล้ว ก็เริ่มหันมาฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าว่า …

“นี่น่ะ วันนั้นเพื่อนมาคุยให้ฟัง จำไม่ได้ ฟังมาหลายครั้งแล้ว แล้วเราก็ไล่เขาไปแล้ว วันนี้เราคิดว่าเราจำได้ ที่เขาบอกว่าพระเยซูช่วยเธอได้ แล้วเราก็ไปอธิษฐาน ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าอธิษฐานอะไร เพราะเขาบอกว่าให้ไปคุยกับพระเยซูเลย พระเยซูอยู่ทุกหนทุกแห่ง รอเธออยู่ ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร? จุดต่ำสุดแล้ว สิ่งที่ฉันไม่เคยทำ สิ่งที่ฉันว่ากล่าว สิ่งที่ฉันต่อต้าน สิ่งที่ฉันว่าเสียๆ หายๆ ฉันยอมคุกเข่าลง และบอกว่าพระเยซูอยู่ไหน สำแดงพระองค์เองให้ลูกได้รู้”

นี่พูดทั่วๆ ไป  บอก … “พระเยซูช่วยด้วย ไม่ไหวแล้ว”

ทันทีทันใดนั้น ชีวิตเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง วันต่อมา ก็จะมีคนค่อยๆ เอาข่าวดีมาบอกเขา เพราะเขาจะเริ่มเปิดรับ จนในที่สุด คือวันสุดท้าย เขาก็จะเปิดใจ แล้วก็ต้อนรับข่าวดี วันนั้นอาจจะเป็นคืนนั้นเลยก็ได้ หรืออาจจะอีกวันหนึ่งก็ได้  แต่ไม่มีวันพลาดสำหรับพระเจ้า เพราะพระเจ้ารออยู่แล้ว รอวันที่เธอจะเปิดใจสักที และไม่มีวันเปิดใจเลย ถ้าเผื่อเธอยังประสบผลสำเร็จอยู่ ตลอดชีวิต เธอยังใช้ทรัพย์สมบัติไม่หมดเลย  ไม่เหมือนชายหนุ่มคนนี้ ใช้หมดแล้ว เกลี้ยงแล้ว ต้องไปเลี้ยงหมู เธอยังไม่ได้เลี้ยงหมู เธอยังเป็นเจ้านายอยู่เลย โอกาสที่จะมาคุกเข่า นึกว่าท่านไปไม่รอดแล้ว มันแทบไม่มี มันยาก พระเยซูจึงบอกว่ามันยากที่คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่พระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง เอเมน พระเจ้าสามารถทำได้ทุกสิ่ง แม้ร่ำรวยจะเข้ายาก เดี๋ยวพระเจ้าเอาเงินออกไป แป๊บเดี๋ยวง่ายทันที หรือมาทั้งร่ำรวยได้หรือไม่ได้ ได้ สำหรับพระเจ้าได้ แต่มันยากไง พระเยซูบอกเหมือนอูฐรอดรูเข็ม คนบอกอูฐรอดรูเข็มไม่ได้ ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เลย ไม่ใช่อย่างนั้น อุปมานี้ อูฐรอดรูเข็ม หมายถึงชาวยิวในเมืองอิสราเอล สมัยนั้น เป็นเหมือนสมัยโบราณ ท่านนึกออก เวลาจะเข้าเมือง เขาจะมี 2 ประตู คือประตูใหญ่ เวลามีสงครามเขาจะปิดประตูนี้ แต่ถ้าสมมติว่า 6 โมงเย็น ประตูเมืองปิดแล้ว เขาก็จะมีประตูเล็ก สำหรับคนเดินเข้าเดินออก ประตูเล็กอูฐเข้าไม่ได้ มันเตี้ย ไม่ใช่เข้าไม่ได้ มันเข้าลำบาก อูฐบางตัวมันตัวสูง คอยาว เวลาเข้า เขาจึงพยายามกดศีรษะมัน หรือลดขา ผมไม่รู้ ให้มันพยายามรอดรู ประตูนี้เขาเรียกประตูอูฐ มันหมายความว่าอย่างนั้น ถามว่าได้ไหม? ได้ แต่มันยากหน่อย จัดการมันๆ มันหยิ่งมากใช่ไหม? เข้ารูเข็มไม่ได้ หมายถึงเข้าประตูนี้ไม่ได้ หยิ่งมาก ตีขามัน ก็อ่อนลง กดหัวมันลง ในที่สุดมันเข้าได้ เพราะฉะนั้น คนรวยก็เข้าลำบาก คนจนเข้าง่ายกว่า เพราะมันเจ็บจน ไม่มีศักดิ์ศรีเหลือแล้ว มันไปเลี้ยงหมูแล้ว

ลูกา 15:17-19 “17 เมื่อเขาคิดขึ้นได้ จึงกล่าวว่าบิดาของเรามีลูกจ้างหลายคน พวกเขามีอาหารเหลือเฟือ แต่นี่เรากำลังจะอดตาย 18 เราจะกลับไปหาบิดาของเรา และกล่าวกับท่านว่าบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าทำบาปต่อสวรรค์และต่อท่านด้วย 19 ข้าพเจ้าไม่คู่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของท่านอีกต่อไป ให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างคนหนึ่งของท่านเถิด”

 

ชายหนุ่มคนนี้ เริ่มสำนึกตัวเอง เริ่มรู้ว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว เริ่มรู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดต่อพ่อไว้เยอะ และรู้ตัวเองว่าเป็นความผิดที่ใหญ่เกินกว่าจะรับการอภัยได้ ความตั้งใจจริงๆ คือจะขอกลับไปหาพ่อ สารภาพผิด แล้วจะขอกลับไปอยู่ด้วย แต่ไม่ใช่ในฐานะลูก เพราะตัวเองรู้สึกคุณค่าไม่พอแล้ว ขออยู่ในฐานะลูกจ้างก็พอแล้ว เป็นลูกของพระองค์ ประชาชนขั้นที่ 2 ขอเพียงอยู่ในบ้านพระองค์พอแล้ว หลายคนเมื่อสุดท้าย ไปไม่รอด พอเชื่อพระเจ้า คิดขอเกาะพระเยซู ไปอยู่สวรรค์พอแล้ว ไม่เหมือนคนรับใช้คนอื่น เขารับใช้เยอะแยะ เขารับใช้พระเจ้ามาตั้งนานแล้ว ให้เขาดีๆ สำหรับฉัน ฉันขอไปอยู่ในสวรรค์พอแล้ว เป็นประชาชนชั้น 2 ลูกของพระองค์ชั้น 2 ในสวรรค์ของพระเจ้า คิดอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ นี่เป็นสิ่งที่คนสำนึกผิดจริงๆ มันไม่ไหวแล้ว คือคิดว่าความผิดที่เคยทำนั้น มันใหญ่เหลือเกิน พ่อคงไม่ให้อภัยแน่ๆ แต่ก็จะกลับไป ขออยู่แบบลูกจ้าง ซึ่งไม่รู้ว่าพ่อจะยอมหรือเปล่าแค่นั้น เป็นลูกจ้างจะยอมไหม? กลับไปเจอไม้ตะพด แกออกไปหรือเปล่า? กลัวไปหมด แต่ถ้าไม่กลับ เลี้ยงหมูต่อไป ตายอย่างเขียด ตายอย่างมีเกียรติยังดี แต่มาตายอย่างไม่มีเกียรติอีกต่างหาก อดอาหารตาย แล้วยังต้องเลี้ยงหมูอีก นี่คือความคิดที่ยุติธรรมที่สุดของบรรดาความคิดของมนุษย์ทั่วไป มันควรจะเป็นอย่างนั้น ทำอะไรผิดมา ก็ควรได้รับโทษสิ ไปทำร้ายเขา ก็ควรได้รับการปรับโทษ ไปติดคุก เรื่องธรรมดา

เด็กหนุ่มคนนี้ ก็คิดแบบนี้ คือคิดว่าอย่างไร? ก็ต้องโดนลงโทษแน่ๆ ไม่มากก็น้อย แต่ก็ทำใจดีสู้เสือ เคยไหม? ลองเป็นมนุษย์เหล่านี้ เราทำอะไรผิด  กลับไปหาพ่อ หรือกลับไปหาใครก็ได้ ที่เราทำผิดต่อเขา เจ้านายของเรา หรือเพื่อน หรือใครก็ตาม ลองคิด จะเตรียมคำพูดอย่างไรดี จะเริ่มทำอะไรดีๆ เรารู้ หมายถึงคนที่สำนึกว่าตัวเองผิดจริงๆ

“ฉันจะไปเริ่มคำแรกกับเขาอย่างไรดี ที่คิดว่าจะทำให้พ่อใจอ่อนมากที่สุด เข้าใจเรามากที่สุด จากคำพูดของเรานั่นแหละ”

ความคิดของเราตอนนั้น ก็คือแค่พ่อยอมรับเราในฐานะลูกจ้างก็พอแล้ว ดีกว่าอยู่ตรงนี้เยอะเลย ก็ถือว่ามีเมตตามากแล้ว เตรียมคำพูดที่ถ่อมใจ เด็กหนุ่มก็อาจจะเตรียมคำพูดอย่างนี้ก็ได้

“พ่อจ๋า ลูกผิดไปแล้ว ลูกไม่สมควรเป็นลูกของพ่อเลย ฮือๆๆๆ ลูกแย่จริงๆ ลูกมันเลว ลูกเลวมากเลยจริงๆ ลูกมันชั่วมาก ลูกไม่ควรทำอย่างนั้นเลย”

พูดอย่างนี้ตลอดเลย ถูกไหม? เขาคงคิดในใจว่าเขาควรพูดอย่างไร ให้พ่อซาบซึ้ง

“พ่อมีพระคุณต่อลูกอย่างมากมาย ลูกไม่ควรทำอย่างนี้เลย ลูกเย่อหยิ่งจองหอง ลูกไม่น่าทำอันนั้นอันนี้”

พูดถึงสิ่งที่เขาเอาเงินไปพลาญนั้น “ลูกไปเที่ยวเสเพล ไปเป็นนักเลง ลูกไม่เชื่อพ่อ”

ต้องคิดในใจ เขาต้องคิดว่าอะไรที่มันแทงใจพ่อ แล้วได้พระคุณ ได้ความเมตตาจากพ่อได้มากที่สุด เพื่อพ่อจะได้อภัยให้เขาได้ นี่คือความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทุกๆ คนเป็นอย่างนี้ มาดูต่อว่าเกิดอะไรขึ้น

ลูกา 15:20-24 “20 ดังนั้น เขาจึงลุกขึ้น กลับไปหาบิดาของเขา แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาเห็นเขา ก็สงสาร จึงวิ่งมาหาบุตรชาย แล้วสวมกอดและจูบเขา 21 “เขากล่าวกับบิดาว่า ‘บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าทำบาปต่อสวรรค์และต่อท่านด้วย ข้าพเจ้าไม่คู่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของท่านอีกต่อไป 22แต่บิดาสั่งคนรับใช้ว่า ‘เร็วเข้า! จงนำเสื้อผ้าที่ดีที่สุดมา ให้เขาสวมใส่ เอาแหวนมาสวมนิ้วของเขา และเอารองเท้ามาสวมให้เขา 23 จงนำลูกวัวขุนมาฆ่า ให้เราจัดงานเลี้ยงฉลอง 24 เพราะบุตรชายคนนี้ของเราได้ตายไปแล้ว และกลับเป็นขึ้นมาอีก เขาหายไปแล้ว และได้พบกันอีก’ ดังนั้น เขาทั้งหลายจึงเริ่มเฉลิมฉลองกัน”

 

เร่งมากเลย เร็วเข้าๆ คำเล็กๆ น้อยๆ พอเรารู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่างในถ้อยคำพระเจ้า เมื่อพระวิญญาณเปิดแค่คำเดียว ทำไมแต่ก่อนเราไม่เห็น “เร็วเข้า” แค่คำเดียวนะ ลองนึกภาพตาม ใช้จินตนาการนิดหนึ่ง ท่ามกลางทุ่งนาขนาดใหญ่ เด็กหนุ่มคนหนึ่งมอมแมมมา เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เหมือนคนขอทาน กำลังเดินคอตก นึกอยู่ในใจ ท่องสคริปใหญ่เลย

และอีกฝั่งหนึ่ง ก็เป็นพ่อยืนอยู่หน้าบ้านไกลๆ มองไป พอเห็นเด็กหนุ่มมอมแมมเดินมาแต่ไกล คลับคล้ายคลับคลา จริงๆ รู้เลยว่าเป็นลูกของตัวเอง ก็ตื่นเต้นดีใจ ทุกอย่างรีบหมด นึกภาพตามนะ รีบวิ่งออกมารับ แล้วก็โอบกอด

ปรากฏว่าพอลูกชายเริ่มพูด ตามสคริปที่ท่องมาทั้งวัน อาจจะหลายวันแล้ว พ่อไม่ได้ฟังเลยสักคำ เราเห็นภาพนะ เพราะมัวแต่วิ่ง ดีใจ โอบกอด ขณะที่โอบกอดไป ผมคิดนะ ในนั้น ลูกก็พูดไป พ่อก็ดีใจไป พร้อมกับสั่งคนงาน รีบไปเอาเสื้อ เอาแหวน เอารองเท้า สั่งจัดงานเลี้ยงใหญ่โต เตรียมรับขวัญลูกชายที่กลับมา พอเห็นภาพอะไรไหม? ในขณะที่ลูกชายกำลังกังวลอยู่ คอตก ท่องสคริปมา แย่แล้ว ทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าพ่อจะยกโทษให้หรือเปล่า? จะลงโทษขนาดไหนก็ไม่รู้ เพราะรู้ตัวเองว่าผิด สำนึกแล้ว แต่คนเป็นพ่อ ทำเหมือนกับไม่มีอะไรเลย ทำเหมือนลูกไม่ได้ทำผิดอะไรเลยสักนิด สั่งจัดงานเลี้ยงใหญ่โต ต้อนรับ เหมือนกับลูกไปทำงานมา แล้วกลับมาบ้าน อย่างไงอย่างงั้น ไม่เจอกันตั้งนาน อะไรประมาณนั้น ผมนึกถึงภาพตามนี้ว่าพ่อรีบหมด ขณะที่พ่อวิ่งไป ลูกเรานี่ ตะโกนตั้งแต่ตอนนั้น

“ไปเอารองเท้า เอาเสื้อ เอาแหวนมาเร็วๆ ลูกมา จัดงานเลี้ยงเลยๆ ใช่แล้ว ใช่แน่ๆ ฉันรู้ ฉันคิดถึงเขามากเลย”

ลูกมาถึงปุ๊บ กอดหน่อย  เรากอด ลูกก็จะพูด “ลูกผิดไปแล้ว ลูกไม่ดี”

“หยุดๆ ไม่ต้องพูดอะไร? ไปเอามาเร็ว”

แต่ก่อนนี้ผมก็ไม่เห็นภาพนี้ แต่ตอนนี้ ผมเห็นเป็นอย่างนี้จริงๆ คำเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ผมเห็นภาพชัดเจน บวกกับถ้อยคำพระเจ้า ในพระคัมภีร์เยอะแยะมากมาย ที่บอกว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน? ขอบคุณพระเจ้า

จริงๆ ข้อพระคัมภีร์ตรงนี้ เป็นข้อพระคัมภีร์ที่ทำให้ผมมาเชื่อพระเจ้านะ ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ถึงขนาดผมไปเลี้ยงหมู ส่วนหนึ่ง คือความรู้สึกผมตอนนั้น เมื่อคืนวันนั้น คืนวันที่ 18 มิถุนายน ปี 1988 ผมรู้สึกอย่างนี้ในห้องส่วนตัว มีคนมาพูดเรื่องพระเยซูเยอะมากมาย แต่คืนนั้น เป็นคืนที่บางอย่างไม่ไหวแล้ว ชีวิตทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้ มันเหนื่อยเหลือเกิน  หลายเรื่องเหลือเกิน ลำบากลำบนเหลือเกิน เหมือนชาวยิวเลี้ยงหมูเลย พระเยซูอยู่ไหน? ไหนมีจริง ปรากฏพระองค์เอง ให้ลูกได้ลูกจักสิ สั้นๆ เริ่มจากวันนั้นแหละ ได้รู้จักจริงๆ

มีหลายคนที่ไม่กล้าเข้าหาพระเจ้า  เพราะคิดว่าทำผิดทำบาปไปเยอะ คิดว่าคงไม่มีใครให้อภัย เหมือนเด็ก เวลาทำผิด ทะเลาะกับพ่อแม่ หนีออกจากบ้านไป ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อออกไป ไม่กล้ากลับเข้ามา เพราะกลัวว่าพ่อแม่จะโกรธ ในสิ่งที่เราทำไม่ดี ไปเถียง ไปว่าพ่อแม่ ตวาดพ่อแม่ หรือทำอะไรไม่ดี หนีออกไปเลย ไม่กล้ากลับมา เขาไม่รู้ว่าพ่อแม่กำลังตามหาเขามากกว่า เพราะว่าพ่อแม่ไม่เคยที่จะไปโกรธเขาเลย อภัยให้อยู่แล้ว ดั่งที่เราได้เห็นอยู่บ่อย ตามหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่องตามหาเด็กหาย ส่วนใหญ่จะขึ้นต้นด้วย หรือลงท้ายด้วย

“เด็กชาย … กลับบ้านด่วน เรื่องทั้งหมด พ่อแม่ได้อภัยให้แล้ว” ไม่ได้คิดอะไรเลย

“นาย .., นาง .. กลับบ้านด่วน พ่อแม่ได้ให้อภัยทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว” ประกาศก็จะเป็นอย่างนี้

เหมือนคำอุปมาเรื่องนี้ สิ่งที่คนเป็นพ่อแสดงออกมา ก็คือชัดเจนว่าพ่ออภัยให้หมดแล้ว อภัยก่อนแกจะพูดอีก อภัยตั้งแต่แกอยู่เลี้ยงหมู เขาเลี้ยงหมู เขาเป็นลูกของพ่อหรือยัง?  เป็นแล้ว เพียงแต่เขาเป็นลูกที่หลงหายไป ท่านพอเห็นภาพไหม? และเมื่อเขากลับมา เขาก็เป็นลูกเหมือนเดิม สิทธิอำนาจในการเป็นลูก ก็คงได้รับอยู่เหมือนเดิม เป็นสิ่งที่เกินความคาดฝันของลูกอย่างมาก

ในความคิดของคนเป็นพ่อ คือลูกของเราคนนี้ ได้ตายแล้ว และกลับเป็นอีก หายไปแล้ว และได้พบกันอีก เขาทั้งหลายต่างมีความชื่นชมยินดี สำหรับพ่อคิดแค่นี้ เหมือนตายไปแล้ว ได้กลับมาอีก แค่นี้ก็ดีใจจะตายแล้ว เราผู้ซึ่งเป็นมนุษย์ อาจจะคิดว่าบาปนี้ใหญ่ บาปนั้นเล็ก บาปนี้น้อย บาปนั้นมาก บาปอย่างนี้ร้ายแรงกว่าบาปอย่างนี้ บาปนี้ร้ายแรงกว่าบาปอย่างโน้น พระเจ้าคงรับไม่ได้สำหรับบาปนี้ แต่บาปโน้นอาจจะรับได้หน่อยหนึ่ง เพราะมันเบากว่า นี่คือมนุษย์คิด ถ้าบาปอย่างนี้ พระเจ้าไม่มีทางให้อภัยเลย

หลายครั้งที่เราทำผิดซ้ำๆ ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรามักคิดอยู่ในใจว่าอย่างนี้พระเจ้ารับเราไม่ได้ อย่างนี้แย่มาก พระเจ้าตัดหางปล่อยวัด ไม่แหย่เสเราแล้ว ลงโทษเรารุนแรงเลย  ใช่หรือไม่? พระเจ้าจะตีสอนเรา อัดเรา แต่พระเจ้าไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย พระเจ้าเป็นความรัก ซึ่งจริงๆ แล้ว สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าบาปเล็กหรือบาปใหญ่ ในสายตาของมนุษย์ แต่ในสายตาของพระเจ้า คือบาปใหญ่ทั้งนั้น เพราะบาป มันทำให้มนุษย์ตายจากพระองค์ หลุดหลงหายไปนั่นแหละ เหมือนที่พระเยซูได้ตรัสสอนว่าแค่คิดในใจ ก็มีค่าเท่ากับทำบาปนั้นแล้ว แค่คิดอาฆาตเขา ก็เท่ากับฆ่าเขาตายแล้ว คิดโกรธก็เท่ากับฆ่าเขาตายแล้ว คิดว่าผู้หญิงคนนี้สวย ผู้ชายคนนี้หล่อ ก็เท่ากับล่วงประเวณีแล้ว เท่ากันเลย คิดโลภนิดหนึ่ง ก็เท่ากับขโมยของเขาแล้ว แค่คิด ก็เป็นแล้ว ในสายตาพระเจ้า จึงไม่มีใครสักคนหนึ่งบนโลกนี้เลย ที่เป็นคนดี ทุกคนต่างเป็นคนชั่วทั้งสิ้น พระคัมภีร์พูดไว้ชัดเจน จึงไม่มีคนไหน ดีกว่าคนไหน? ไม่มีคนนี้ชั่วกว่าคนอื่น คนนี้เลวกว่าคนอื่น ในสายพระเนตรพระเจ้าไม่มีเลย ทุกคนบาปเท่ากัน

ฟาริสีเขาคิดว่าตัวเขาเองบาป แต่น้อยกว่าคนเก็บภาษี ชาวยิวที่เก็บภาษี ไม่รักษาบัญญัติของพระเจ้าเลย ไม่สนใจพระเจ้าเลย แล้วยังทำงานอย่างนี้อีก มันฝืนบัญญัติของพระเจ้ามาก พวกนี้บาปหนา แต่สำหรับเรา อดอาหารอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง ถวายสิบลดเป็นประจำ เข้าอธิษฐานทุกเมื่อ พยายามรักษาบัญญัติของพระเจ้าทุกอย่าง ไม่เหมือนคนเก็บภาษี เหมือนชายหนุ่มคนนี้ สำมะเรเทเมา ไปเที่ยวโสเภณีด้วย นี่เรารักษาได้ ไม่ล่วงประเวณี ไม่ไปเที่ยวโสเภณีเลย แต่พระเยซูกำลังฉีกหน้า จี้เข้าไปในใจเขา ให้เขาเห็นภาพว่าสำหรับพระเจ้าแล้ว ทุกคนล้วนอยู่ในความบาปทั้งสิ้น บาปหมด  และเมื่ออยู่ในความบาป ทุกคนก็อยู่ในความตาย คือตายจากพระเจ้า หลงหายไปจากพระเจ้า เมื่อมีบาปอยู่กับพระเจ้าไม่ได้ บาป แปลว่าเป็นปฏิปักษ์ บาป แปลว่า Miss the target พลาดจากเป้าหมายที่พระเจ้าวางไว้ให้อยู่กับเรา ตอนนี้พลาดเป้าหมายไว้ กลายเป็นอยู่กับศัตรู ไม่ฟังพระเจ้า ไม่เห็นพระองค์ ไม่รู้จักพระองค์ ต่อต้านพระองค์ ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เขาอยู่ในความพินาศทั้งสิ้น อยู่ในความพินาศนิรันดร์ เขาต้องอยู่ในที่มืด อยู่ในที่เขาต้องอยู่ ไม่มีพระเจ้าเช่นกัน ทุกข์ทรมานนิรันดร์ และพระเจ้ารู้อย่างนั้น ทำอะไร?  ก็จัดการ พระเจ้าได้อภัยให้กับมนุษย์ทุกคนเรียบร้อยแล้ว  ด้วยการส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มาเป็นผู้ไถ่บาป ช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากโทษของความบาป คือความตายได้ และได้สามารถบังเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ ในพระองค์ สามารถกลับเข้ามาเป็นลูกของพระองค์เหมือนเดิม และกลับมาอยู่ในสวรรค์เท่าเทียมกันหมด ทุกคน เป็นลูกๆ ทั้งนั้น เอเมน

“ได้” แปลว่าทำมาแล้ว ถามว่าเมื่อไร? ได้อภัยให้เรา 2,000 ปีแล้ว ก่อนที่เราจะเกิดด้วยซ้ำ ก่อนที่เราจะคิดว่าเราทำบาปเล็ก บาปใหญ่ บาปน้อย ก่อนที่เราจะทำด้วยซ้ำ  อภัยก่อนเลย  พระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน แม้ว่าการงาน การไถ่บาป จะสำเร็จ 2,000 ปี แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมาย  ที่ยังไม่ได้รับข่าวดี หรืออาจจะไม่ได้ยินข่าวดีจริงๆ บางทีอาจจะเป็นข่าวที่ไม่ดีจริง หรือดีครึ่งๆ  กลางๆ ยังไม่ได้ฟังข่าวดีจริงๆ ว่ามันรับกันง่ายๆ อย่างนี้ ฉันใช้สิทธิแค่นี้เอง หรือได้ยินได้ฟังแล้ว ยังไม่เชื่อ อาจจะเป็นเพราะอะไร เราก็ไม่รู้ ไม่ได้ใช้สิทธิของเขา ที่พระเยซูได้กระทำให้กับเขา เรียบร้อยไปแล้วที่ไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว แล้วทำอย่างไร? พระเจ้าผู้เป็นพ่อ ก็รอคอยวันนั้น วันที่เขาจะกลับมาหาพระองค์ กลับมาหาพ่อสักทีสิ ไม่เหนื่อยอีกเหรอ ผู้ใดแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา เราจะให้เขาหายเหนื่อยและเป็นสุข ไม่พออีกเหรอ ยังค่ะ ยังครับ ยังสู้ต่อได้ ไม่เหนื่อยอีกเหรอ พระเจ้าพูดอยู่ตลอด คอยเงี่ยหู ตอนกลางคืนกลับมา พระเจ้าถาม ไม่เหนื่อยอีกเหรอ ยังสู้ต่อเหรอ

“ฉันสู้ต่อ ฉันสู้ด้วยตัวเองได้”

“ยังสู้ต่อเหรอ ไปไม่รอดแล้ว”

“ฉันอยู่ ฉันจะหาต่อไป”

พระเยซูก็ไล่ตามตลอดเวลา เคาะตลอดเวลา ในใจที่หลงหายไป แม้คนๆ เดียว พระองค์ก็จะทำ   จนสุดความสามารถ พระเจ้าพระบิดาก็รอคอยวันนั้น วันที่คนๆ นั้น หรือเขาคนนั้น จะกลับมาหาพระองค์ กลับมาทำอะไร? ไม่ต้องทำอะไรเลย  กลับมา ก็คือใช้สิทธิ์ ด้วยความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูกระทำให้กับเขา เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เพื่อเขาจะได้กลับมาเป็นลูกของพระองค์ มาเป็นลูกที่อยู่ในสวรรค์กับพระองค์ ทันที และไปกระทั่งถึงนิรันดร์กาล นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ พระเจ้ามีความรู้สึกอย่างนี้

และอย่างที่อุปมานี้ เราเรียนรู้กัน พระเยซูเน้นคำนี้ แม้เหรียญๆ เดียว แม้แกะตัวเดียว แม้เพียงคนเดียว ใช้สิทธิของเขา  … การใช้สิทธิ ภาษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ล คือการกลับใจใหม่  มิได้หมายถึงการกลับใจ ไม่ทำบาป ไม่ใช่ การกลับใจใหม่ หมายถึงการกลับใจจากการไม่เชื่อในพระเจ้ากลับมาเชื่อ กลับใจจากบาป คือกลับใจจากสภาพวิญญาณที่เป็นบาป เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์ มันหมายความว่าอย่างนี้ มันไม่เกี่ยวกับการกระทำว่าพอกลับใจใหม่แล้ว ฉันจะไม่กระทำอันนี้ ไม่ใช่ เพราะถ้าท่านคิดว่ากลับใจแล้ว ต่อไปนี้ ฉันจะไม่ขโมย ท่านมาหาพระเยซู เดี๋ยวก็ขโมยอีก มันก็เละเลย กลับใจใหม่ ต่อไปนี้ ฉันจะเลิกสูบบุหรี่แล้ว  มาหาพระเยซูอดไม่ได้ มันก็เละไปหมดเลย

การกลับใจใหม่ หมายถึงหันมาหาพระเจ้า มาอยู่กับพระเจ้าแล้ว จบ การกลับใจใหม่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล มันแปลว่าอย่างนี้ หันหลังกลับจากอาณาจักรหนึ่ง จากดำมาสู่ขาว แค่นี้คือกลับใจใหม่  ตอนนี้ผมอยู่อย่างนี้ มาร ดำ บาป ผมกลับใจใหม่ ผมเชื่อแล้ว พระเยซูบอก มีอีกอาณาจักรหนึ่ง ผมหันหลังให้เขา ผมเดินมาตรงนี้แล้ว นี่แค่นี้เอง กลับใจใหม่ มาเชื่อพระเจ้า เป็นลูกพระเจ้าทันที นี่คือการกลับใจใหม่ เมื่อมีคนกลับใจใหม่สักคนเดียวก็พอ พระเจ้าก็จะเปรมปรีดิ์ ยินดีมาก ถึงขนาดมีการจัดเลี้ยงใหญ่โตในสวรรค์ทีเดียว แค่คนๆ เดียวเท่านั้น ที่ได้กลับใจใหม่ หันกลับมาใช้สิทธิของเขา ที่พระเยซูคริสต์ทำให้เขา ที่ไม้กางเขนเท่านั้นเอง เอเมน

พระเจ้าเฝ้ารอคอยทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้หยุด ไม่ได้หย่อนเลย พระคัมภีร์บอกไว้ พระเยซูอธิษฐานให้เราทั้งวันทั้งคืน รอที่จะรับเรากลับบ้าน กลับบ้านสักทีลูก อภัยให้เราหมดแล้ว ไม่ว่าเราหรือใครก็ตามจะเคยทำผิดบาปมากมายขนาดไหนก็ตาม ทันทีที่เราหันกลับมาใช้สิทธิของเรา ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้วนั้น ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนพระเยซูเลย พ้นจากมลทินบาปทั้งปวง ก็จะเป็นของเราทันที ไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะพระเยซูทำให้แล้ว เราจะได้รับสิทธิ เป็นลูกของพระเจ้า ได้เกิดใหม่ ในครอบครัวพระเจ้า และพระเจ้าก็จะสั่งงาน จัดเลี้ยงใหญ่โตบนสวรรค์ ต้อนรับการกลับใจใหม่ การเกิดใหม่ของเรา ด้วยความชื่นชมยินดี

นี่คือเรื่องจริงๆ กับประสบการณ์ การเรียนรู้กับพระเจ้า และสิ่งที่เรียนรู้มาในอดีต มนุษย์มักคิดว่าความดีเท่านั้น ที่จะต้องสะสมไปในโลกหน้า จึงจ้องมองไปที่ความดี ทำความดี สะสมความดี เป็นหลักชัยในชีวิต พระเจ้าตรัสในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล สอนเราว่าความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ที่จะต้องสะสมไปสำหรับโลกหน้า จงจ้องมองไปที่พระเยซูคริสต์เป็นหลักชัย เอเมน

เหมือนเพลงที่โต๋ร้อง “ไม่ใช่ความดีที่ข้าเคยทำ แต่เป็นความงามในรักพระองค์”

ไม่ใช่ความดีที่เราเคยทำ ถ้าเราบอกว่าเราจะพึ่งความดี สะสมความดี แล้วเราไม่สะสมความชั่วเหรอ ถ้าเราจะรับแต่ความดี มันไม่ได้ ถ้าจะเอาตัวเองเข้ามา ก็ต้องเอาตัวเองเข้ามารับผิดชอบ เพราะฉะนั้น เมื่อชอบจะรับ ก็ต้องผิดรับด้วย แต่มาเชื่อพระเยซู ฉันไม่รับผิดชอบ เชื่อพระเยซูอย่างเดียว ดูเหมือนตลกแปลกนะครับ ไปเรียนรู้มาก เรื่องบุตรน้อยหลงหาย น่าจะจบ Happy ending งานเลี้ยงใหญ่โตใช่ไหมครับ แต่เรื่องนี้มันยังไม่จบ อุปมานี้ยังไม่จบ ยังมีลูกชายอีกคนหนึ่งที่เป็นพี่ชาย ยังไม่ได้ฟังเลยว่าเมื่อน้องชายกลับมา พ่อดีใจถึงขนาดนั้น ต้อนรับน้องชาย พี่ชายที่อยู่ด้วยกัน จะคิดอย่างไร? จะมีความรู้สึกอย่างไร? พี่ชายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง? เอาไว้ต่อสัปดาห์ต่อไป ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

****************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2019 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู” ตอน 11 “ของหายได้คืน” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  3  กุมภาพันธ์  2019

 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู”

ตอน 11 “ของหายได้คืน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้เรายังอยู่ในเรื่องอุปมา คำสอนของพระเยซูคริสต์ ตอนที่ 11 สรุปประเด็นสั้นๆ ของตอนที่แล้วก่อน อุปมาคำสอนของพระเยซู ที่เราเรียนกันไปครั้งที่แล้ว เป็นเรื่องคนงานที่รับจ้างทำงานที่สวนองุ่น และได้รับค่าแรง 1 เหรียญเท่ากันหมด ทำงานตั้งแต่เช้ายันเย็น ก็ได้ 1 เหรียญ ทำงานตั้งแต่บ่าย ทำ 4 ชั่วโมง ก็ได้ 1 เหรียญ เริ่มทำงาน 5 โมงเย็น ทำงานชั่วโมงเดียว ก็ได้ 1 เหรียญ แล้วพระเยซูก็ตรัสสรุปสุดท้ายว่าคนสุดท้ายจะเป็นคนต้น และคนต้นจะเป็นคำสุดท้าย หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าไม่มีใครเป็นคนสุดท้าย และไม่มีใครเป็นคนต้น ทุกคนเท่ากันหมด ไม่มีใครดีกว่าใคร

ความหมายของคำว่า “คนสุดท้ายจะเป็นคนต้น คนต้นจะเป็นคนสุดท้าย” ก็คือพระเยซูกำลังเล่าให้เราฟัง ถึงสภาพของสวรรค์ว่าสวรรค์เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ความคิดแบบมนุษย์ที่อยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งคิดว่าเป็นอย่างนี้ นั่นเป็นระบบของโลก สวรรค์เป็นอย่างนี้แหละ บนสวรรค์ทุกคนเท่ากันหมด เป็นลูก ก็เป็นลูกเท่ากัน ไม่มีใครเป็นคนแรก ไม่มีใครเป็นคนสุดท้าย  ทุกคนจะได้รับรางวัลเหมือนกันหมดในสวรรค์ เพราะพระเยซูจะให้รางวัลแบบเดียวกันกับเจ้าของสวนองุ่น ในเรื่องอุปมาครั้งที่แล้ว ที่จ่ายค่าจ้างให้ทุกคนเท่ากันหมด ไม่ว่าคนนั้น จะทำดีเยอะขนาดไหน? ทำมากขนาดไหน? ก็จะได้รับเท่ากัน ไม่ว่าคนนี้จะทำขนาดไหน? คนนี้จะรักษาบัญญัติ เคร่งศาสนาขนาดไหน? ถ้าเชื่อพระเยซูก็จะได้รับเท่ากันหมด เหมือนกัน จะเชื่อมานานขนาดไหน? หรือเชื่อในวินาทีสุดท้ายของชีวิต พอขึ้นสวรรค์ได้รับรางวัลจากพระเจ้า ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ทั้งหมด ทุกคนก็จะได้เท่ากัน เพราะฉะนั้นต้องรู้ตรงนี้ไว้ จะได้ไม่เอ๋อ คิดว่าขึ้นสวรรค์จะได้มากกว่าคนอื่น ตกใจ เอ๋อเลยไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง บางคนกะว่าได้แน่ กลายเป็นได้น้อย จริงๆ แล้วไม่มีใครได้มากกว่ากัน หรือได้น้อยกว่ากัน เพราะว่าทุกคน ไม่ว่าจะทำดีขนาดไหน? หรือทำชั่วขนาดไหน? ก็ต้องเชื่อพระเยซูและบังเกิดใหม่ทั้งนั้น ถ้าไม่เชื่อ ก็เข้าสวรรค์ไม่ได้ ต้องเชื่อพระเยซูทั้งนั้น ไม่ว่าจะชั่วมากหรือชั่วน้อย ก็ต้องพึ่งพระเยซูเท่าๆ กัน คือต้องเกิดใหม่เท่าๆ กัน เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครดีกว่าใครเลย ทุกคนจึงได้รับเท่ากันหมด เอเมน

เทียบได้กับมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากครอบครัวเศรษฐี ครอบครัวยาจก เกิดมา ก็เท่ากัน เสื้อผ้ายังไม่มีเลย  เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ไม่มีอีกแล้ว ที่บอกว่า …

“ฉันเชื่อพระเจ้ามานาน”

หรือไม่มีคนที่รับใช้พระเจ้ามาเยอะๆ เป็นนักประกาศเยอะ พอไปสวรรค์จะได้รับรางวัลเยอะกว่า ได้ห้องที่อยู่บนสวรรค์ใหญ่กว่า ได้เสื้อผ้าที่ดีกว่า ได้นั่งใกล้พระเจ้ามากกว่า (เราหรือใครก็ตามที่คิดว่าเขาทำน้อยกว่าเรา) ใครที่เคยคิดอย่างนี้ แบบนี้ เปลี่ยนความคิดได้แล้ว พระเยซูเตือนว่าอย่าไปคิดอย่างนั้นเลย ทุกคนเท่ากันหมด ส่วนจะทำอะไรนั้น พระวิญญาณจะนำท่านไปเองว่าจะเป็นนักประกาศ จะเป็นนักบรรยาย จะเป็นนักเทศน์ หรือเป็นนักฟัง หรือมาทำงานที่โบสถ์ ช่วยโบสถ์ หรืออะไรก็ตาม พระวิญญาณจะนำท่านเอง จะพาท่านไปทีละวันๆ เอเมนไหม? สบายใจหรือยัง? เพราะที่นั่งที่นี่ ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำหรือเปล่า? ทำ ทำตามหน้าที่ของเรา พระเจ้าสั่งให้เราทำอะไร? เราก็ทำตามนั้นแหละ ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักเทศน์หมด ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักประกาศหมด ไม่ใช่ แต่ประกาศทั้งหมดในชีวิตของเรา คือความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่เราเชื่อ 100% นั่นเอง

มาเข้าเรื่องการบรรยายวันนี้ ซีรี่ย์ชุด “อุปมาคำสอนของพระเยซู” ตอนที่ 11 มีชื่อตอนว่า “ของหาย แล้วได้คืน”  เหมือนเวลาเราไปเดินตามห้างต่างๆ เขาจะมีแผนกประกาศของหาย Lost and Found ท่านใดที่ทำกุญแจหาย มารับได้ที่ประชาสัมพันธ์ด่วน ใครเคยทำลูกหาย แหวนเพชรก็ได้ ที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ  ผมเคยทำลูกหาย ผมจึงเข้าใจตรงนี้ดีว่าแทนที่ประชาสัมพันธ์ของห้างเขาจะตะโกนดังๆ เขากลับพูดเบาๆ เราเงี่ยหูฟัง ประกาศอะไรๆ เพราะคนที่หาย ทุกข์ใจจริงๆ เพราะว่าตอนที่คุยให้ฟังผมเจอแล้ว แต่ตอนที่หายไป เราไม่รู้ มีค่าเท่ากับเขาตายไปแล้ว เหมือนเขาหายไปเลย เราจะไม่เจอเขาอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองของมนุษย์คิดใหญ่ คิดในทางที่เป็นบวกหรือเป็นลบ เป็นลบ ไปแล้วแน่นอน

เราไปห้าง คนเยอะ แน่นมาก ที่ราชดำริ พาลูกไปสองคน คนโตประมาณ 4 ขวบกว่าๆ มีพี่เลี้ยง 1 คน แล้วก็ช่วยกันอุ้ม เราผู้ใหญ่มี 3 คน มีเด็ก 2 คน คนหนึ่งอุ้มอยู่กับตัว คือคนเล็ก ชื่อเต๋ เพราะยังเล็กอยู่ คนโต๋ พอเดินได้ คนโน้นรู้จัก ก็อุ้มบ้าง คนนี้มาทักทายบ้าง พอจะกลับ หายไปคนหนึ่ง แล้วเผอิญช่วงนั้น สำคัญที่สุด มีข่าวจริงๆ ที่เกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ คือมีคนมาขโมยเด็ก เอาไปตัดแขนตัดขา แล้วเอาไปช่วยขอทาน บางรายก็หาลูกเจอ บางรายก็ไม่เจอ ก็ยิ่งตกใจ ยิ่งระวังๆ อยู่ ตะกี้บอกอยู่ที่นี่ไง หากันใหญ่เลย ไม่รู้ว่าใครเอาไป

ท่านลองคิดดู ถ้าเป็นท่าน ท่านคิดอย่างไร? ผู้ใหญ่ 3 คนมาเจอกัน ไม่รู้เลยว่าเขาไปไหน? หายไปในฝูงชน 4, 5 ชั้นของห้างสรรพสินค้า ลองคิดดู หาไม่เจอเลย ถามว่าในหัวใจของพ่อแม่ คิดว่า …

“ประเดี๋ยวเจอเหรอ ไม่เป็นไรหรอก ไปช้อปปิ้งต่อ เดี๋ยวก็มา”

ไม่มีใครคิดอย่างนี้หรอก อย่างที่บอก แล้วยังมีข่าวกำลังแพร่สะพัดว่าเรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองของตำรวจ เรื่องลักเด็กไปขายบ้าง ไปทำอะไรก็ตาม ความรู้สึกในใจ จึงเข้าใจ รู้เลยว่าคนที่สูญเสียอะไรไป ที่ตัวเองรัก แก้วตาดวงใจ มันทรมานขนาดไหน? หนึ่งนาที มันเหมือนหนึ่งปี มันมีความรู้สึกว่าหายไปจริงๆ เขาตายไปจริงๆ เราจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว สงสัยถูกตัดแขนตัดขา ดีนะไม่ตัด ไม่อย่างนั้น เล่นเปียโนไม่ได้เลย ตื่นเต้นมาก วิ่งไปหาตรงโน้น คอยจะเอียงหูฟังประชาสัมพันธ์ประกาศอย่างไร? เด็กอายุเท่านี้? หน้าตาอย่างนี้หายไป ให้เขาประกาศ ให้เขาร้องข่าวดีไง รอข่าวดีเมื่อไร ประชาสัมพันธ์จะประกาศสักที เขาก็เบาๆ เราก็เงี่ยหูฟังว่าเมื่อไรจะเจอสักที จนในที่สุด ก็เจอ ดีใจมาก เข้าไปกอด อย่างกับไม่ได้เจอกันเป็นปี แต่จริงๆ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง อาจจะไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำไป แต่เราดีใจมากเลย เพราะว่าสำหรับเราพ่อแม่ เขาก็ได้หายไป ได้ตายไปแล้ว แล้วก็ได้เกิดใหม่ ได้เจอกันอีกที

เรื่องที่เราจะเรียนรู้กันในอุปมาครั้งนี้ ก็เป็นลักษณะอย่างนี้ พระเยซูกำลังยกตัวอย่างเหล่านี้มาให้เราฟัง ใครที่ไม่เคยสูญเสียอะไรที่ตัวเองรัก จะไม่รู้หรอกว่าเวลาพระเจ้าส่งพระเยซูมาช่วยเรา มาในลักษณะอย่างไร? มาในสภาพแตกสลายอย่างไร? มากกว่าที่ผมเล่าให้ฟังเยอะเลย

คำสอนของพระเยซู ซึ่งเราจะเรียนกันในวันนี้ อยู่ในหนังสือลูกา ซึ่งพระเยซูกล่าวเป็นคำอุปมา 3 เรื่อง ใน 3 เรื่อง ทุกเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับของที่มีค่า หายไป แล้วได้กลับคืนมา ความรู้สึกของคนที่ของหาย แล้วได้กลับคืนมา เป็นเช่นไร? ซึ่งหัวใจสำคัญของทั้ง 3 เรื่องนี้ คือมนุษย์ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้หลงหายไป ที่ได้ตายไป มีค่า มีความหมาย และมีความสำคัญมากมายมหาศาลขนาดไหนในสายพระเนตรพระเจ้า ผู้เป็นพ่อ รักขนาดไหน? ตกใจขนาดไหน? เสียใจขนาดไหน? เป็นห่วงขนาดไหน? รอคอยขนาดไหน? ที่ลูกหายไป เหมือนตายไปแล้ว ซึ่งตายจริงๆ ทางวิญญาณ ลูกา 15:1-2

ลูกา 15:1-2  “1 ครั้งนั้น คนเก็บภาษีและ “คนบาป” มาชุมนุมกันเพื่อฟังพระเยซู 2 แต่พวกฟาริสีและธรรมาจารย์บ่นพึมพำว่า “ชายคนนี้ต้อนรับคนบาป และร่วมรับประทานกับพวกเขา”

 

นี่คือเหตุผลและที่มาของอุปมาคำสอนของพระเยซู ที่เราจะเรียนกันในวันนี้ ก็คือเริ่มจากช่วงที่พระเยซูตระเวณประกาศสั่งสอนผู้คน เรื่องเกี่ยวกับการไปสวรรค์ ไปอย่างไร? บังเกิดใหม่อย่างไร? สวรรค์เขาทำกันอย่างไร? เขามีระบบ เขาคิดกันอย่างไร? แล้วในบรรดาผู้คนเหล่านั้น ที่มาร่วมชุมนุมกัน ที่ฟังพระเยซูก็มีทั้งคนเก็บภาษี ที่เรียกว่าคนบาปและคนอื่นๆ จำนวนมาก ซึ่งในสายตาพวกฟาริสี พวกยิวที่เคร่งศาสนา มองว่าคนเหล่านี้เป็นคนบาปหนา เขาก็รู้ตัวเองว่าเขาบาปนะ แต่พวกนี้หนากว่า พวกที่ไม่ใช่ยิว  แถมเป็นพวกที่ไม่เคร่งศาสนา บาปหนา ชั่วมาก พูดง่ายๆ ซึ่งไม่ควรที่จะไปคบหาสมาคมด้วย เพราะเราบริสุทธิ์กว่า แต่พระเยซูกลับต้อนรับ ดูแลเอาใจใส่คนเหล่านี้อย่างดี แถมร่วมรับประทานอาหารกับเขาด้วย ให้เกียรติมากกว่าพวกฟาริสี พวกยิวอีก เขาคิดอย่างนี้ ก็รวมหัวกันบ่นพึมพำและนินทาว่า …

“ชายคนนี้  (หมายถึงพระเยซู)  ต้อนรับคนบาป และร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขา”

คิดในใจ บ่นพึมพำ เหมือนครั้งที่แล้ว เรื่องผู้หญิงคนนั้นว่าเป็นอย่างนี้ ไม่พอใจ พอพระเยซูได้ยินพวกฟาริสีพากันบ่มพึมพำ ก็ตรัสเป็นคำอุปมา 3 เรื่องนี้ เพื่อท่านจะได้รู้ว่า 3 เรื่องนี้มาจากเรื่องใด เราจะได้เรียนรู้จากพระคัมภีร์จากบริบทของมัน ทุกเรื่องจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับของหาย แล้วได้คืน ความรู้สึกของพระเจ้าของหาย แล้วได้คืน ซึ่งความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องของสวรรค์ทั้งสิ้น สวรรค์ที่มาถึง เมื่อพระเยซูตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่สาม ในสวรรค์เป็นอย่างไร? ระบบสวรรค์เป็นอย่างไร? เริ่มที่คำอุปมาเรื่องแรก เรื่องแกะหลงหาย อยู่ในข้อ 3 – 4

ลูกา 15:3-4 “3 พระเยซูจึงตรัสคำอุปมาให้พวกเขาฟังว่า 4 “สมมุติว่าพวกท่านคนหนึ่ง มีแกะหนึ่งร้อยตัว และตัวหนึ่งหายไป เขาจะไม่ละแกะทั้งเก้าสิบเก้าตัวไว้กลางทุ่ง แล้วไปตามหาแกะตัวที่หายไปนั้น  จนกว่าจะพบหรือ”

 

“แกะ” ในคำอุปมาตรงนี้ ก็คือมนุษย์ทุกคนที่เป็นลูกๆ ของพระเจ้า ไม่ใช่ยิว ไม่ใช่ผู้เชื่อ ไม่ใช่คนดี แต่มนุษย์ทุกคนที่เป็นลูกๆ ของพระเจ้า และพระองค์ต้องการที่จะตามกลับมา ให้ได้ครบ (มากที่สุด) ไม่ว่าใครคนใดคนหนึ่งหายไป พระองค์ก็จะออกตามหาอย่างใจจดใจจ่อ

คำว่า “ละแกะทั้ง 99 ตัวไว้กลางทุ่ง แล้วไปตามหาแกะตัวที่หายไปนั้น จนกว่าจะพบ” ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นความสำคัญของลูกๆ คนอื่นๆ แต่พระเยซูกำลังให้เราเห็นภาพว่าในขณะที่มีลูกหายไปนั้น พระองค์เสียใจขนาดไหน? เป็นห่วงขนาดไหน? และมีความพยายามตั้งใจขนาดไหนที่จะค้นหาให้พบ ส่วนลูกคนอื่นๆ ไม่ใช่ว่าไม่รัก หรือไม่สนใจ แต่พระองค์ทราบดีว่าลูกคนอื่นๆ ทุกคนอยู่กับพระองค์ปลอดภัยดีแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วงทั้งสิ้น

ที่ผมยกประสบการณ์ให้ฟัง ไม่ใช่ไม่รักเต๋ แต่ตอนนั้นคิดถึงโต๋คนเดียว เขาอยู่ไหน? เหมือนเขาตายไปแล้ว เต๋อยู่ในอ้อมกอดของเราอยู่แล้ว พอมองเห็นภาพนะ เหมือนกันเลย ละทุกอย่าง ออกไปหา เพราะทุกอย่างอยู่ในที่ปกป้องเรียบร้อยแล้ว แต่คนนี้ยังไม่มารับเชื่อเลย เพราะฉะนั้น พุ่งตรงไปที่เขาตายอยู่ เขาหลงไปอยู่ ไปพาเขากลับมา อย่างนี้เป็นต้น

ลูกา 15:5-7 “5 เมื่อเขาพบแล้ว ก็แบกแกะนั้นใส่บ่า ด้วยความชื่นชมยินดี 6 และกลับบ้าน จากนั้น เขาก็เรียกมิตรสหายและเพื่อนบ้านมาพร้อมกัน และกล่าวว่า ‘มาร่วมยินดีกับเราเถิด เราได้พบแกะตัวที่หายไปนั้นแล้ว’ 7 เราบอกท่านว่าทำนองเดียวกัน ในสวรรค์จะมีความชื่นชมยินดี  ในคนบาปคนหนึ่งซึ่งกลับใจใหม่ มากยิ่งกว่า ในคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคน ซึ่งไม่ต้องการกลับใจใหม่”

 

เมื่อเขาพบสิ่งที่หายไป สิ่งที่มีค่าดั่งแก้วตาดวงใจ ก็แบกแกะนั้นใส่บ่า ด้วยความชื่นชมยินดีและกลับบ้าน เป็นภาพที่เราคุ้นชินกันบ่อยๆ ที่เขาวาดภาพพระเยซู แล้วก็มีแกะอยู่บนบ่า จับสองเท้าหน้า สองเท้าหลัง พาดไว้ แล้วก็เดิน ในขณะที่รูปภาพนั้น ข้างล่างก็จะมีฝูงแกะอยู่ บางคนก็บอก …

“ฉันอยากจะเป็นแกะตัวนั้น”

อยากเป็นไหม?  อย่าเป็นเลยดีกว่า แสดงว่าเพิ่งหาเจอ ขอให้ฉันเป็นแกะตรงที่ทุ่งหญ้านั้นดีแล้ว เพราะว่าอยู่นานแล้ว รอดมานานแล้ว นึกภาพนี้ออกใช่ไหม? เป็นความรู้สึกของคนที่สูญเสียสิ่งที่รักไปมากๆ แล้วได้กลับคืนมา มันเป็นอย่างนั้น เมื่อเขาพบแล้ว ก็แบกแกะใส่บ่ามาด้วยความชื่นชมยินดีและกลับบ้าน

พระเยซูแบกใคร? แบกคนที่เหมือนตายไปแล้ว แต่ตอนนี้ได้กลับใจใหม่ ได้เป็นขึ้นมาใหม่ ได้เกิดใหม่ เข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า ดีใจมาก ชื่นชมยินดี จัดงานเลี้ยงเลย อะไรประมาณนั้น

จะเห็นว่าพระองค์แบกอย่างทนุถนอม และด้วยความรักสุดหัวใจ และตัวอื่นๆ ก็มองขึ้นมาด้วยความอิจฉา เป็นเรื่องธรรมดา เพราะตัวอื่นๆ ยังอยู่บนโลกใบนี้ แต่ถ้าตัวอื่นๆ จากไปอยู่ในสวรรค์ เขาจะไม่อิจฉาแล้ว จากนั้น เขาก็เรียกมิตรสหาย เพื่อนบ้านมาพร้อมกัน

“ร่วมยินดีกับเราเถิด เราได้พบแกะที่หายไปแล้วนั้น”

สำหรับพระเจ้าแล้ว คำว่า “หาย” ตรงนี้ คือตายนั่นแหละ วิญญาณเราตายไปเลย สำหรับพระเจ้าแล้ว การที่ได้พบลูก สามารถกลับคืนดี เป็นขึ้นมาใหม่ได้สักคนหนึ่ง ซึ่งเคยตายไปแล้ว กลับมาพบหน้ากันได้อีก เกิดใหม่ เป็นเรื่องที่น่ายินดีของพระเจ้ามากมาย เป็นเรื่องที่ทำให้มีการฉลอง เลี้ยง รื่นเริง ไม่ใช่เลี้ยงธรรมดา เลี้ยงใหญ่โตเลย ซึ่งทำนองเดียวกัน ในสวรรค์ จะมีเรื่องยินดีในคนบาป คนหนึ่ง ซึ่งกลับใจใหม่ มากกว่าคนชอบธรรม 99 คน ซึ่งไม่จำเป็น หรือไม่ต้องการการกลับใจใหม่ หมายถึงใคร ไม่ต้องการกลับใจใหม่ ก็คือแกะที่อยู่บนทุ่งหญ้า ไม่ต้องการกลับใจ เพราะเป็นลูกไปแล้ว อยู่กับพระเจ้าอยู่แล้ว

พระคัมภีร์บันทึกไว้หลายแห่งว่าทุกครั้งที่มีคนกลับใจใหม่ หมายถึงคนใช้สิทธิของเขา รับเชื่อในพระเยซู เชื่อว่าพระเยซูไถ่บาปให้กับเขา แล้วก็ได้บังเกิดใหม่ เข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้า ในสวรรค์จะมีการจัดเลี้ยงฉลองใหญ่โต เพราะพระเจ้าดีใจมาก เพราะเปรียบเหมือนกับคนสูญเสียของมีค่ามากมายมหาศาล แล้วได้กลับคืน ตะโกนดีใจมากเลย  พระเยซูกำลังจะบอกเราอย่างนี้ว่าเรามีค่าขนาดไหน? ในสวรรค์เป็นอย่างไร?

ลูกา 15:8-9 “8 หรือสมมุติว่าหญิงคนหนึ่งมีเหรียญเงินสิบเหรียญ และหายไปเหรียญหนึ่ง หญิงนั้นจะไม่จุดตะเกียงกวาดเรือน และค้นหาอย่างถี่ถ้วนจนกว่าจะพบหรือ 9 และเมื่อพบแล้ว นางก็เรียกมิตรสหายและเพื่อนบ้านมาพร้อมหน้ากัน และกล่าวว่า ‘มาร่วมยินดีกับเราเถิด เราได้พบเหรียญที่หายไปนั้นแล้ว”

 

มาถึงคำอุปมานี้ เปรียบเทียบเหมือนเหรียญที่มีค่าหายไป ซึ่งก็เช่นเดียวกัน หมายถึงมนุษย์ ที่เป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้หลงหายไป ซึ่งมีค่ามากมาย เพราะพระเจ้าทรงรักมาก มากขนาดไหน? เหรียญเดียวนะ คนๆ เดียว ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า ความรู้สึกของพระเจ้าเป็นอย่างไร? และหายไปเหรียญหนึ่ง พระเยซูบอกว่าหญิงคนนั้นจะไม่จุดตะเกียงกวาดเรือนเลยเหรอ เหรียญเดียวเองนะ ท่านเข้าใจคำว่าจุดตะเกียงไหม? สมัยก่อนไม่ใช่กดสวิทส์ไฟ จุดตะเกียง มันใช้เงินนะ ไม่ใช่ทุกบ้านมีตะเกียงหมด ทำอย่างไร? กวาดเรือนเลย สมมติ 2 ชั้น กวาดเรือนหมดเลยเพื่อหาเหรียญ ส่องไปทั่วเลย เรานึกถึงภาพมีไฟฉายอันหนึ่ง อยู่ไหน? เมื่อไรจะเจอ ขึ้นไปชั้นบน ต่ออีกนะ และค้นหาอย่างถี่ถ้วน แปลว่าถ้ามีใต้ถุน มีซอก มีมุม เจอหรือยัง ไม่เจอๆ ถามว่านานเท่าไร? จนกว่าจะพบ นี่ความรู้สึกของสวรรค์ต่อคนที่หลงหายไป ข่าวดีของพระเยซูมีค่าเท่าไร? เมื่อเจอแล้ว ก็จัดงานเลี้ยงใหญ่โต พระเยซูมาด้วยความตั้งใจ และค้นให้พบจริงๆ และยอมสละทุกอย่าง

ในนี้บอกว่าทั้งหมด 10 เหรียญ 9 เหรียญยังอยู่ ไม่สนใจเลย 9 เหรียญยังเก็บไว้ในเชฟ แกะมี 100 ตัว 99 ตัวไม่ยุ่ง อยู่ในทุ่งหญ้าแล้ว อยู่ในคอกเรียบร้อยแล้ว พระเยซูบอก …

“ไม่มีใครเอาแกะของเราออกไปจากคอกของเราได้ ไม่มีทาง พระองค์มีฤทธิ์อำนาจดูแลได้”

แต่มีตัวที่อยู่ข้างนอก พระองค์ละ 99 ตัว ละเหรียญ 9 เหรียญ แล้วก็วิ่งออกไปหาตลอดเวลา   จนกว่าจะพบ ไม่พบก็ต้องหาต่อ พระองค์สละ 99 ตัว หมายถึงแกะบนทุ่งหญ้าเท่านั้น ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าประทานพระบุตร คือพระเยซู ในหนังสือฟิลิปปีบอกว่าพระเจ้ายอมรับการงานนี้ ในการมาช่วยมนุษย์ที่หลงหายไป ให้กลับคืนสู่พระเจ้า ด้วยการสละสภาพการเป็นพระเจ้าของพระองค์ ยอมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อตามหาแกะที่หลงหาย  นี่หมายถึงอย่างนี้  ไม่ใช่เอาไฟฉายส่องธรรมดา ไม่ใช่จุดตะเกียงเฉยๆ ทำสุดความสามารถ ลดตัวลงมา ใต้ถุนก็จะมุดลงไป อยู่บนโลก ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เลย เพื่อคนๆ เดียวจะรอด ก็จะมา

ความหมายตรงนี้ แปลว่าเพื่อคนๆ เดียว สมมติว่ามาแล้ว ไม่มีใครเชื่อข่าวดีเลย มีคนเดียวที่เชื่อ ก็จะมา ก็จะยอมตายที่ไม้กางเขน ยอมทำทุกอย่าง เพื่อคนๆ นั้นคนเดียวที่จะได้รับความรอด นี่ความหมายของอุปมานี้ เป็นเช่นนี้  เราจะได้เห็นว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน? และทำอะไรให้เราขนาดไหน? พระเยซูยอมสละสภาพพระเจ้า เป็นผู้ควบคุมจักรวาลทั้งหมด ควบคุมทั้งหมดในสวรรค์ ใหญ่ที่สุดในสวรรค์ รองจากพระเจ้า แล้วลงมาช่วยน้องๆ ที่หลงหายไป

แล้วสังเกตนะ ทุกครั้งที่ของหาย แล้วได้คืนกลับมา จะจบตรงที่มีการเลี้ยงรื่นเริง เฉลิมฉลองกันใหญ่โต ดีใจ เดี๋ยวเรื่องต่อไป ก็จะมีเรื่องการฉลองอีกเหมือนกัน เรื่องที่ 3 แสดงว่าความดีใจของพระเจ้า มีมากขนาดไหน? ทุกครั้งที่พระองค์ได้ตาม และได้พบลูก แม้กระทั่งคนเดียว ที่หลงหายไป แล้วได้กลับมาใหม่ ลูกา 15:10 ต่อไปนะ

ลูกา 15:10 “เราบอกท่านว่าในทำนองเดียวกัน จะมีความชื่นชมยินดี ท่ามกลางเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า ในคนบาปคนเดียว ซึ่งกลับใจใหม่”

 

แม้เพียงคนเดียว ที่ได้ตัดสินใจใช้สิทธิของเขา ที่พระเยซูทำให้กับเขาที่ไม้กางเขน ได้ตายที่ไม้กางเขน เพื่อรับบาปแทนเขา คนนั้นแหละ ได้ยอมทนทุกข์ทรมาน สละสภาพเป็นพระเจ้า ให้เขาย่ำยี ให้เขาทรมาน เพื่อคนๆ นั้นคนเดียว จะได้ใช้สิทธิของเขา เมื่อเขาใช้สิทธิของเขา จะมีความชื่นชมยินดีอย่างมากมาย ถึงขนาดมีการจัดเลี้ยงใหญ่โตบนสวรรค์เลย

ลองย้อนกลับไปคิดว่าที่มาของทั้งหมด มันเป็นอย่างไร? ที่ให้พระเจ้าต้องออกมาตามหาเราขนาดนั้น นึกภาพว่าสาเหตุมาจากไหน? พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนี้ว่าพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก ในมหาจักรวาล ทั้งหมดเลย ทั้งสวรรค์ ทั้งบนโลก โลกวิญญาณทั้งหมด รวมทั้งทูตสวรรค์ ทั้งโลกมนุษย์ ทั้งตัวมนุษย์เอง รวมถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งหมดเลย ทั้งที่มองเห็น และมองไม่เห็น พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น พระองค์ทรงเป็นผู้สร้าง ให้มีขึ้นทั้งนั้น แล้ววันหนึ่ง สิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ก็เกิดกบฏกับพระองค์ คิดดูสิ ฟังดูความรักของพระองค์มีมากขนาดไหน?

กบฏพวกแรก คือที่พระองค์ทรงสร้าง เหมือนทหารเอก คนสนิทกัน อย่าลืมว่าเรารู้แล้วว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก ความรักอดทนนาน กระทำคุณให้ ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง พระองค์เป็นความรัก พระเยซูก็เป็นความรัก แต่คนที่กบฏต่อพระองค์ คือทูตสวรรค์ชั้นหัวหน้า ที่มีชื่อว่าลูซีเฟอร์ คิดดูสิ เราให้ความสนิทสนมกับเขามากเลย เราไม่เคยคิดเลยว่าเขาเป็นทูตสวรรค์เราสร้างขึ้นมาเอง ให้เป็นผู้รับใช้ ให้เป็นทหารเอก ห้เกียรติเขา เป็นหัวหน้านำนมัสการที่ดีมาก ลูซีเฟอร์พอตกสวรรค์ ก็เปลี่ยนชื่อเป็นซาตาน แปลว่าความชั่วร้าย  ลูซีเฟอร์ แปลว่าดาวรุ่งอรุณ ยกย่องมาก เราให้เกียรติกับสิ่งที่เราสร้างมาก เราเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ท่านเข้าใจไหมครับ? ยกย่อง ทุกอย่างดีหมด อยู่ดีๆ วันดีคืนดี มันโผล่ขึ้นมาเอง ในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เราก็ไม่ต้องไปสนใจว่าทำไมมันถึงโผล่ ในพระคัมภีร์ไม่ได้อธิบายมากกว่านั้น พระคัมภีร์บอกแค่ว่าอยู่ดีๆ ลูซีเฟอร์ก็เกิดผยองตัวขึ้นมา เย่อหยิ่งเกินกว่าเหตุ เขายกย่องๆ มากๆ พระเจ้าก็ยกย่อง พระเยซูก็ยกย่อง อยากจะเป็นพระเยซูเอง อยากจะเป็นพระบุตรเอง ก็เลยกบฏ พอกบฏก็ถูกขับออกจากสวรรค์ ถามว่าพระเจ้าโมโหเหรอ พระเจ้าเป็นความรัก ถามว่าพระเจ้าโมโหได้ไหม? พระเจ้าเป็นความรัก มีโมโหไหม? อันนี้ผมคิดเอง ไม่มี พระเยซูบอกพระเจ้าเป็นความรัก พระเยซูยืนยันพระเจ้าเป็นความรัก แล้วคนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว อย่างเราทั้งหลาย เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว เรารู้ว่าพระเจ้าเป็นความรัก วิญญาณเราเมื่อเกิดใหม่ ก็เป็นความรัก พระเจ้าเป็นความรัก แต่ทำไมพระเจ้าต้องลงโทษ มันเป็นกฎ เป็นระเบียบของมหาจักรวาล เมื่อทำผิด ก็ต้องได้อย่างนี้ เมื่อจับไฟฟ้าแรงสูง ก็ถูกช๊อต ถ้าจับไฟฟ้าแรงสูงมีชนวนอยู่ มันก็ไม่โดน อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่พระเจ้าทำ แต่กฎระเบียบ ทำ คำพิพากษาวางไว้ก่อนแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อกบฏ ไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า ก็ถูกขับออกจากสวรรค์ ไปอยู่คนละฟากกัน แค่นั้นเอง ท่านคิดหัวใจของพระเยซูเสียใจนะ ลูซีเฟอร์ทำไมเป็น ไม่น่าเลยๆ แค่นั้นไม่พอ พระคัมภีร์บอก มันเป็นตัวกลาง เป็นสาเหตุล่อลวงน้องๆ ของพระเยซู ซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกันมา ก็คือลูกของพระเจ้า  ก็คือมนุษย์ทั้งหลาย  ไปล่อลวง ให้กบฏตามมันด้วย แล้วปรากฏว่ามนุษย์ก็กบฏตามมัน เมื่อกบฏตามมัน ก็โดนเหมือนเดิม ไม่ใช่ เพราะพระเจ้าเกลียด ไม่ใช่ เพราะพระเจ้าโมโห พระเจ้าหัวใจแตกสลายเลย บอกลูกแล้วอย่าเอามือแยงลงไปที่ปลั๊กไฟ แยงแล้วมันจะช็อต ตายไป พระเจ้าดีใจเหรอ ฉันจะลงโทษแกให้ตายเหรอ ไม่ใช่ แต่พระเจ้าเสียใจ ท่านเห็นภาพไหม?

เราเรียนสิ่งเหล่านี้ เราจะเห็นภาพชัดเจนว่าพระเยซูมา บนโลกใบนี้ เพื่อเล่าถึงอุปมาต่างๆ เล่าถึงสวรรค์ว่ามันเป็นอย่างไร? ความรู้สึกของพระเจ้าที่มีต่อเรา เป็นอย่างไร? ระบบมันเป็นอย่างไร?  มันไม่ใช่เหมือนที่เราคิดแบบมนุษย์ เอามาเทียบเคียงกับมนุษย์ มันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ความรู้สึกของพระเจ้าเป็นอย่างไร? เสียใจ เจ็บแค้น ไม่ใช่โกรธใครนะ เจ็บแค้น คือมันเจ็บ บอกอย่าทำ ไม่น่าทำเลย ไม่ใช่โกรธ เกลียดมนุษย์เลย สงสารต่างหาก ห่วงใยต่างหาก โธ่ ลูกเรา ไม่น่าเลย ท่านเห็นภาพแล้วนะ ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น เหตุมันมาจากตรงนี้

ดังนั้น การที่พระเยซูยอมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เพราะความรักตรงนี้ พระเจ้าจึงไม่ได้ดูมนุษย์เป็นคนแย่มากมายอะไรต่างๆ เป็นคนบาปชั่วร้ายอะไรต่างๆ เขาถูกล่อให้หลง ได้รับโทษ ตามบทบัญญัติที่ผู้พิพากษามหาจักรวาลวางไว้ตั้งแต่ก่อนสร้างโลกแล้ว มันต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าใครกบฎต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า  มันต้องได้รับโทษอย่างนี้ไง ซึ่งเราเรียกว่าคำสาปแช่ง ท่านเห็นภาพหรือยัง? ตอนนี้ผมสามารถระบายสีพระเจ้า ให้ท่านเห็นชัด ดูสิว่าพระเจ้าเราเป็นพระเจ้าที่ดีงาม น่ารัก นุ่มนวลมากๆ ไม่ใช่พระเจ้าโหดร้ายเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ทรงเป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ต้องดูแลความยุติธรรม มิฉะนั้น ดวงอาทิตย์วันดีคืนดี มันไม่ขึ้นทางทิศตะวันออก มันมาออกทางทิศตะวันตกอย่างนี้ มันจะยุ่งวุ่นวายกันไปหมดใช่ไหม? พระคัมภีร์พูดเสมอว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรม เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ควบคุมทุกอย่างอยู่ เพราะว่าความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ ที่เป็นลูกของพระองค์ ที่ตายไปแล้ว ขณะที่ตายไป ก็ยังเป็นลูกของพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงรักเขาดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ ในพระคัมภีร์ก็บันทึกไว้อย่างนี้นะ เป็นแก้วตาของพระองค์เลย  รักมาก  แม้เขาหลงหายไป ตายจากพระเจ้าไป พระองค์ก็ไม่เคยลดละความรักเลย ไม่มีน้อยลงเลย ยังคงวางแผน ตามหา จุดตะเกียง คอยดู ไม่เจอก็หาอีกๆ หาจนกว่าจะพบ เป็นห่วงมาก

มาพูดถึงตรงนี้ ผมว่าพระเจ้าน่าจะมีหนังสือไปถึงบรรดาผู้คนที่ยังไม่เชื่อข่าวดีนี้ ยังไม่ได้มารับสิทธิของเขา เขียนสั้นๆ ว่า …

“กลับมาเถิด พระเจ้ารักเธอ และห่วงใยเธอมาก”

แค่นี้ พระเจ้าเป็นห่วงมาก กลับมาเถอะ พระเจ้าจะพูดอย่างนี้ตลอดเวลา พระเยซูบอกไปเคาะประตูของทุกคน เคาะ แล้วพูดว่า …

“เป็นห่วงมาก กลับมาเถอะ”

ถ้ายังไม่กลับ ก็ตามหาอยู่ ตามหาตลอด ให้เขากลับมา ซึ่งตรงนี้ พระคัมภีร์ใช้ตรงนี้ และมนุษย์ทุกคนก็ใช้คำนี้ แต่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถจะเข้าใจคำนี้ ได้ลึกซึ้ง คือคำว่า “พระคุณ” ไม่รู้จะพูดคำอะไร? ไม่ใช่อภัยให้เราอย่างเดียว มันเป็นพระคุณ ไม่ถือโทษ โกรธอะไรเลย เพราะรู้สาเหตุมันมาจากอะไร?

พระคุณของพระเจ้าตรงนี้ ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เยอะมาก หลายแห่ง แบบยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง ซึ่งเกินกว่าที่จะบรรยายเป็นถ้อยคำของมนุษย์ได้ เราจึงมักใช้คำว่า “Amazing grace” Amazing แปลว่าพระคุณที่อัศจรรย์ใจ เราก็ได้แค่พูดตรงนี้ แต่พระเยซูกำลังระบายสีให้เราเห็นว่าพระคุณตรงนี้ มันคืออะไร? ความรู้สึกของพระเจ้าที่มีต่อเรา มนุษย์ทุกคนมันเป็นเช่นไร? ในบุตรน้อยหลงหาย ที่เรากำลังเรียนอุปมานี้อยู่

หลายคนฟังอุปมา 2 เรื่องนี้แล้ว อาจกำลังคิดว่าทั้งสองเรื่องนี้ ฟังดูแล้ว เหมือนเราจะให้ความสำคัญกับผู้เชื่อใหม่ หรือผู้ที่เพิ่งกลับใจใหม่ คือคนที่หลงหายไป ตายไปแล้ว และเพิ่งได้รับเชื่อ ได้กลับคืนมา พระเยซูดีใจ บนสวรรค์จัดเลี้ยง งานใหญ่โตให้ ซึ่งเราทุกคนก็เคยได้รับตรงนี้เหมือนกัน ก็คือวันแรกที่เรารับเชื่อ ก็คือหลงหาย แล้วได้กลับมาใหม่ คือพระเจ้าได้ทำกับเรา แบบนี้เหมือนกัน แต่มาถึงวันนี้ พระเจ้าไม่ทำกับเราเหมือนเดิม ก็เพราะท่านเป็นผู้ที่ไม่ต้องการจะกลับใจแล้ว ท่านได้ไปแล้วไง บางคนเชื่อมาหลายสิบปีแล้ว อาจจะคิดว่าอุปมาเรื่องของได้คืน ที่ฟังมาทั้งหมดนี้ จะเกี่ยวกับเราตรงไหน? ที่เรียนมามันเกี่ยวกับคนใหม่ทั้งหมดเลย คนใหม่มา พระเจ้าดีใจ แล้วเราคนเก่า ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเราเลย แล้วเราฟัง จะมีประโยชน์อะไร? หลายคนอาจจะคิดอย่างนี้ ก็อยากจะบอกว่าถ้าอยากรู้นะ รอติดตามตอนต่อไป เพราะวันนี้เล่าเรื่องที่สาม  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*******************************

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2019 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู” ตอน 10 “ในสวรรค์ ทุกคนได้รับรางวัลเท่ากัน” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  27  มกราคม  2019

 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู”

ตอน 10 “ในสวรรค์ ทุกคนได้รับรางวัลเท่ากัน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ ถ้อยคำของพระเยซูประโยคนี้ ลึกซึ้งมาก ยิ่งเราไปใคร่ครวญข้อความนี้ มันลึกซึ้งเข้าไปทุกวันๆ พระเยซูตรัสไว้ว่าความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท แรกๆ ผมคิดว่าความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท หมายถึงว่าถ้าเรารู้เรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด จะทำให้เราได้ไปสวรรค์ ได้บังเกิดใหม่ อะไรต่างๆ เหล่านี้ มันก็ถูกนะ แต่พอเราเรียนรู้จากพระเจ้าไปเรื่อยๆ พระเจ้าจะสอนเราไปเรื่อยๆ พระองค์บอกว่าความจริงจะทำให้เราเป็นไท หรือความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท มันลึกซึ้งกว่านั้นอีก มันหมายถึงอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะว่าถ้าเรารู้ในวิญญาณว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  และรับเชื่อในการช่วยให้รอดของพระองค์ ท่านจะได้บังเกิดใหม่ เข้าไปสู่สวรรค์ ไม่ใช่แค่นั้น แต่มันหมายถึงทั้งหมดเลย ทั้งมหาจักรวาล ทุกเรื่องเลย ความจริงอะไรก็ตามที่ท่านรู้ มันทำให้ท่านเป็นไท เพราะฉะนั้น ตรงกันข้าม ก็คือความไม่จริง ก็ทำให้ท่านติดบ่วง เอาไปใช้ได้หมด ทุกเรื่องเลย เพราะพระองค์เปี่ยมด้วยสติปัญญา

ยกตัวอย่างเช่นความจริงเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของท่าน ร่างกายของท่าน พระเจ้าสร้างมาอย่างไร? จะต้องกินอะไร? จะต้องอยู่อย่างไร จึงจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อย่างมีสุขภาพดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ถ้าใครรู้ความจริง … ความจริงจะทำให้คนนั้นเป็นไท เป็นอิสรภาพ ถ้าใครไม่รู้ความจริง ถูกหลอกลวง เขาก็จะไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ เขาก็จะทุกข์มากขึ้น จากการถูกหลอกนั้น มันใช้ได้ทุกเรื่องเลย ใครที่โลภ หาเงิน หาทอง หาทรัพย์สมบัติในโลกนี้ ด้วยวิถีที่ผิด ถูกหลอกไป ไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ หรือการอยู่บนโลกใบนี้ การใช้เงิน ใช้ทอง ใช้ทรัพยากรบนโลกนี้ อย่างไร? ถ้ารู้ความจริงเกี่ยวกับถ้อยคำพระเจ้า เขาก็จะเป็นอิสระจากการขัดสน หมายถึงขัดสนแบบทนทุกข์ทรมาน เขาก็จะอยู่อย่างสบายบนโลกใบนี้ นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง ถึงบอกว่าเรียนรู้จักเรื่องพระเจ้า มันไม่ใช่แค่ที่เราได้ยินเท่านั้นเอง แต่มันลึกเข้าไปทุกวันๆ

เรากลับมาต่อเรื่องอุปมาคำสอนของพระเยซู ตอนที่ 10 แต่ก่อนเริ่มของวันนี้ เราจะมาทบทวนที่ได้เรียนรู้ไปเมื่อครั้งที่แล้วสักนิดหนึ่ง เพราะว่ามันจะมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องเนื้อหาในวันนี้ด้วย คล้ายๆ กัน

ครั้งที่แล้ว ตอนที่ 9 เราได้เรียนอุปมาคำสอนของพระเยซูในหนังสือลูกา บทที่ 7 ที่พระเยซูได้รับเชิญให้ไปทานอาหารที่บ้านของซีโมน … ซีโมนคนนี้  ไม่ใช่ซีโมนเปโตร  อัครสาวก   แต่เป็นฟาริสีคนหนึ่ง แล้วก็มีหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเมืองนั้นว่าเป็นหญิงชั่วมาก เป็นคนบาปมาก ผู้หญิงคนนี้เขาก็มาหาพระเยซู แล้วก็เอาน้ำมันหอม มาชโลมที่พระบาท ที่เท้าของพระองค์ แล้วก็ใช้ผมของเธอเช็ดที่พระบาทพระเยซู แล้วก็จูบที่พระบาทนั้น พอพวกฟาริสีที่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน เห็นพระเยซูยอมให้ผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเป็นคนชั่วคนบาปหนามาเข้าใกล้ ก็ตกใจ คิดในใจว่า …

“ถ้าพระเยซูเป็นผู้เผยพระวจนะ หรือมาจากพระเจ้าจริง พระองค์ต้องรู้สิว่าคนนี้เป็นคนบาปชั่วมากเลย เข้าใกล้ไม่ได้” อะไรประมาณนี้

พวกฟาริสีก็ถือตัว เมื่อเห็นอย่างนั้น พระเยซูน่าจะทำเหมือนอย่างที่เราคิดกัน คือมันอยู่คนละชั้น เราฟาริสี พวกที่เคร่งในศาสนา เคร่งในบัญญัติของพระเจ้า จะไม่ไปยุ่งด้วยกับคนชั่วมากกว่าเรา พูดง่ายๆ คนเหมือนกัน ชั่วมากกว่า เพราะตัวเองมีความมั่นใจในการรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เป็นถึงขนาดฟาริสี คือเคร่งในบัญญัติ เคร่งในศาสนามาก จะไปอยู่ใกล้ชิดกับคนบาปหนา ผู้หญิงอย่างนี้ ไม่ได้ ต้องอยู่ห่างๆ ไว้ แบ่งชั้นวรรณะคนด้วยศีลธรรม พูดง่ายๆ

พระเยซูก็อ่านในใจออก พระองค์รู้ว่าพวกนี้คิดอะไรอยู่ แม้กระทั่งสาวกของพระองค์เอง เปโตรนั่งอยู่ตรงนั้น คิดอะไรอยู่ พระองค์เลยตรัสสอนคำอุปมาที่เราได้เรียนรู้กันไปครั้งที่แล้ว

พระองค์บอกว่าคนปล่อยเงินกู้ มีลูกหนี้ 2 ราย รายหนึ่งเป็นหนี้ 500 บาท อีกรายหนึ่งเป็นหนี้ 50 บาท แล้วเจ้าหนี้ ก็ยกหนี้ให้ทั้งหมดเลย ถามว่าในสองคนนี้ คนไหนรักเจ้าหนี้มากกว่ากัน ทุกคนก็ตอบกันหมดว่าคนที่มีหนี้มากกว่า แน่นอน คนที่มีหนี้มากกว่า ต้องรักเจ้าหนี้มากกว่า

“ปลดหนี้ฉันหมดเลย ฉันแบกรับหนี้ไม่ไหว 50 ล้าน ใช้ไม่หมดแน่ๆ”

อีกคนหนึ่งเป็นหนี้ 500 บาทเอง ถึงพระองค์ไม่ช่วย ฉันผ่อนไปในชีวิตนี้ ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะผ่อนหมดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น โอเค มายกหนี้ให้ก็ขอบคุณเฉยๆ ไม่ค่อยซึ้งเท่าไร? แต่อีกคนหนึ่ง ชีวิตนี้ทั้งชีวิต ไม่มีทางใช้หนี้เขาหมด ตลอดไปเลยแน่นอน 50 ล้านบาท ไม่มีทางเลย แต่พระเยซูบอกเจ้าหนี้คนนี้ยกให้ ซึ้งมาก เห็นชัดๆ พระเยซูยกอุปมาเรื่องนี้ เพื่ออธิบายว่าเพราะผู้หญิงคนนี้ รู้ตัวดีว่าตัวเองทำอะไรมาบ้าง เป็นหนี้เยอะเท่าไร? มีบาปหนาติดตัวมากเท่าไร? มากมายขนาดไหน? ตัวเองช่วยตัวเองไม่ได้แน่นอน จำเป็นต้องพึ่งใครสักคนหนึ่งมาช่วย เพราะตัวเองช่วยไม่ได้แล้ว เปรียบเทียบในเรื่องอุปมานี้ ก็คือเหมือนกับคนที่เป็นหนี้เขามากมายมหาศาล ไม่มีวันที่จะใช้ด้วยกำลังของตัวเองได้ ก็จะรักเจ้าหนี้ที่ยกหนี้ให้มาก เพราะว่าเหมือนชุบชีวิตใหม่ขึ้นมาเลย

นี่ยกตัวอย่างพวกฟาริสีหรือพวกยิว ที่รักษาบทบัญญัติ ที่ไม่ใช่ฟาริสี เป็นชาวบ้านธรรมดา แต่รักษาบทบัญญัติมาก ก็รู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ ยังผ่อนได้  พอเขายกหนี้ให้ ไม่ใช่ไม่รับนะ รับ ขอบคุณครับ คนนี้มีบุญคุณกับฉัน เท่านั้นเอง จบ ในความเป็นจริงเป็นอย่างนั้น พวกนี้รู้หมด คิดอะไร ก็เลยอุปมานี้มาให้เห็นชัดๆ ว่ามันคืออะไร? เมื่อเทียบในปัจจุบัน เรื่องธรรมดาเลยเป็นอย่างนี้ มันไม่ใช่ผิดหรือถูก แต่มนุษย์คิดอย่างนี้แหละ

พระเยซูบอกว่า “เหตุฉะนั้น เราบอกท่านว่าบาปมากมายของนางได้รับการอภัยแล้ว ตามที่ได้เห็นตามความรักมากมายของนาง แต่ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อย ก็รักน้อย” เป๊ะ

และพระเยซูก็ได้ตรัสกับหญิงชั่วคนนั้นว่า “ความเชื่อของเจ้า ได้ทำให้เจ้ารอด จงไปเป็นสุขเถิด”

“ความเชื่อของเจ้า ได้ทำให้เจ้ารอด” ซึ่งพวกเราในยุคปัจจุบันนี้  หรือตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน ก็เหมือนกับที่พระเยซูได้ยกอุปมาอันนี้  ที่ได้เรียนรู้กันไปเมื่อครั้งที่แล้ว ก็คือมีอยู่ 2 พวก

พวกหนึ่ง คือพวกที่เป็นเหมือนกับผู้หญิงคนนี้ คือรู้ว่าตัวเองช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นหนี้เขาเยอะเหลือเกิน เมื่อไรจะใช้บาป เวรกรรมหมดสักที ไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวก็ทำผิด เดี๋ยวก็ทำพลาด เดี๋ยวก็ผิดศีลธรรม เดี๋ยวก็ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ มันทำไมเลวอย่างนี้ นี่ในใจพูดนะ

“ทำไมฉันเป็นคนแย่แบบนี้ๆ”

พอเจอพระเยซูเข้าไป พระเยซูยกหนี้ให้หมด พระเยซูตายที่ไม้กางเขน เพื่อเราได้รับความรอด น้ำหูน้ำตาไหล พระองค์เป็นผู้ไถ่บาปฉันทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว ที่ฉันทำไม่ได้ นี่แหละพวกแรก ท่านก็ไปคิดดูแล้วกันว่าท่านเป็นพวกไหน?

พวกที่สอง คือฉันก็เป็นคนมีบาป มีกรรมเหมือนกัน เกิดมาก็ติดหนี้ ใช้บาปเวรกรรม แต่ว่าฉันเป็นคนเอาจริงเอาจัง ในเรื่องของชีวิต ในเรื่องของศาสนาที่ฉันนับถืออยู่ เคร่งครัดในจริยธรรม ศีลธรรม อะไรก็แล้วแต่ พยายามทำที่สุดเลย แล้วพยายามกัดฟันทนกับความบาปผิดอะไรที่ทำ ผิดแล้วผิดเล่า ก็พยายามสู้กับมัน สู้ด้วยตัวเอง พอมาเชื่อพระเยซู อาจจะเฉยๆ ด้วยซ้ำไป เพราะมีความรู้สึกว่าสู้ด้วยตัวเองได้  เผื่อจะสะสมบารมีไปอีกหลายชาติ จะได้หมดหนี้ได้

อย่างนี้ไง  พอเห็นไหม 2 พวก นี่คือตามภาษามนุษย์ พระองค์สอนอุปมาเรื่องนี้มา 2,000 ปีเลยนะ เอามาพูดในยุคปัจจุบัน ก็เป็นอย่างนี้อยู่เหมือนเดิม จะมีอยู่ 2 พวก แม้คนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ได้รับความรอดแล้ว ก็จะมี 2 พวกนี้นี่แหละ ก็ยังแบบนี้ ลองถามสิว่าที่นั่งอยู่ที่นี่ ท่านรับเชื่อในพระเจ้าแล้ว รอดแล้ว ได้รับการยกหนี้แล้ว ท่านอยู่ในประเภทไหน? อยู่ในประเภทแรก รักพระเยซูสุดใจ อย่างไรฉันก็ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ หรือท่านกำลังคิดว่าท่านสมควรได้รับความรอดจากพระเจ้าแล้ว

“เพราะก่อนที่จะเชื่อพระเจ้า ฉันเป็นคนทำดีมาก สังคมยกย่องว่าฉันเป็นคนดี มีความยุติธรรม มีความเมตตาต่อผู้คน อะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นคนใจบุญ ฉันไม่เหมือนอีกคนหนึ่ง ก่อนมาเชื่อพระเจ้าขี้เหล้าเมายา หยำเป คดโกงคนอื่นมาเยอะแยะ ก่อนตาย ถึงมารับเชื่อ”

เราอยู่ในประเภทไหน? พระเยซูบอกเท่ากัน นี่คืออุปมาที่ทำให้เราได้เห็นชัดเจนว่ามันมีอย่างนี้ตลอดเวลา ซึ่งไม่ใช่ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ไม่ใช่วิธีการคิดของพระเจ้า

และสำหรับคนกลุ่มที่สองที่บอกว่าตัวเองสมควรได้รับความรอด ส่วนใหญ่แล้วคนเหล่านี้ ชอบไปตัดสินคนอื่นว่าคนนี้ไม่สมควรได้รับความรอด จะไปสมควรได้อย่างไร? ทำตัวอย่างนี้ แต่พระเจ้าไม่ได้คิดอย่างนั้น คนก็คิดแบบคนกลุ่มที่ 2 คือพวกฟาริสี แม้ว่าจะเชื่อเรื่องพระเจ้า แล้วก็เป็น ไม่เชื่อก็เป็น คือมองคนอื่นตามสายตาของมนุษย์ว่าเขาเป็นอะไรตอนนี้ เขาขี้เหล้าเมายา เขาสมควรได้รับไหม? ไม่สมควร

คนที่เป็นคริสเตียนแล้ว ทุกวันนี้ยังมีแบบกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มฟาริสีกับสาวก ชาวยิวในขณะนั้นที่ฟังอยู่ไหม? ที่พระเยซูยกตัวอย่าง มีไหม? เช่น …

ไม่เห็นรับใช้เลย ฉันรับใช้ทั้งวันทั้งคืน ตื่นขึ้นมา จิตใจฉันมีแต่รับใช้ อธิษฐานทั้งวันทั้งคืน เธอไม่เคยประกาศเลย เธอไม่เคยอธิษฐานเลย เธอไม่เคยอันโน้นอันนี้ คนนี้ลำบากแล้ว ต้องอธิษฐานให้เขามากขึ้น เขาเหมือนสะดุดแล้ว เพราะเขาอธิษฐานน้อย อดอาหารไม่เห็นอด ประกาศ ก็ไม่เห็นประกาศเลย เขามีงานประกาศ ก็ไม่เห็นไปร่วมกับเขาเลย เคยได้ยินไหม? ที่พูดไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี แต่ว่าความคิดเหล่านี้มันไม่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีหมด แต่ไม่ใช่เอาสิ่งเหล่านี้มา เพื่อเสริมบารมีให้ตัวเองว่าฉันสมควรได้รับความรัก ความเมตตาจากพระเจ้ามากกว่าอีกคนที่เขาไม่ได้ทำ

เข้าใจใช่ไหมครับว่ามันมีอย่างนี้จริงๆ บางคนก็บอกว่ามีความรู้สึกว่า …

“ดูสิ อย่างนี้ได้รับความรอดเหรอ”

“ทำไม”

“เป็นคริสเตียนมา 30 ปี ยังโกหกอยู่เลย ยังติดเหล้า ติดบุหรี่อีก เป็นคริสเตียนได้อย่างไร?”

แล้วก็ดูถูกเขา เหยียดเขาเป็นเหมือนคริสเตียนชั้น 2 หรือไม่อย่างนั้น ก็ขับออกจากโบสถ์ไปเลย อะไรต่างๆ เหล่านี้ ในขณะที่ขับออกจากโบสถ์ไป กรรมการที่ประชุม อาจจะเป็นผู้ใหญ่ในที่ประชุม อาจจะลงมติว่าขับคนนี้ออกไป  สูบบุหรี่เป็นประจำ ไม่ยอมทิ้งนิสัยนี้ 30 ปีแล้ว ให้เขาขับออกจากโบสถ์ไปเลย สมมตินะ มีหรือเปล่าไม่รู้ นี่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ คณะกรรมการอาจจะมี 6 คน … 6 คนในนั้น มี 3 คน อ้วนมาก หมอสั่งให้ลดอาหาร ประมาณ 40 ปี ลดไม่ได้สักที ผมอยากทราบว่าคนที่ติดบุหรี่

กับคนที่อ้วนมาก จะเป็นโรคอย่างนั้น ถวายเกียรติพระเจ้าหรือไม่ถวายเกียรติเท่ากันไหม? เท่ากัน แต่คนชอบไปมองคนสูบบุหรี่ แต่คนอ้วนไม่มองเขา ไม่ได้ว่าคนอ้วนนะ ยกตัวอย่างชัดๆ เลยว่ากินๆ ไม่ยอมหยุด จนอ้วนมาก ถวายเกียรติพระเจ้าไหม? ไม่ถวาย หมอสั่งห้ามหรือยัง? สั่ง สั่งมานานเท่าไรแล้ว? 40 ปี แต่คนก็ไม่เห็นจะขับเขาออกจากโบสถ์ นี่พยายามพูดให้แรงๆ เพื่อจะได้เห็นภาพความแตกต่างชัดเจนว่าบางคนบอกว่า ….

“โบสถ์นี้ไม่ดีเลย โกหกและโกงพี่น้อง มาบอกพี่น้องยืมเงินเขา 5,000 บาท จะคืน แล้วหายไปเลย ไม่ยอมมาคืนเขา” ว่าเขาใหญ่เลย

อีกคนหนึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่โต อาจเป็นมัคนายกของโบสถ์ก็ได้ แต่ไปโกงข้างนอกมา โดยที่ตัวเองก็รู้ เขาเรียกอะไร? บาปบริสุทธิ์ กินตามน้ำ  อย่างนี้ ถามว่าแล้วมันต่างกันตรงไหน? เห็นไหม? พระเจ้าไม่ได้บอกอย่างมนุษย์มอง มนุษย์เรามองข้างนอก เป็นอย่างนี้ๆ แต่พระเจ้ามองดูข้างในลึกๆ พูดง่ายๆ มันก็เลวพอๆ กัน และดีพอๆ กัน ถ้าเกิดใหม่ในพระเจ้า ก็ดีเท่าๆ กันหมดเลย เป็นลูกของพระเจ้า แต่ถ้าไม่เกิดใหม่ ก็เลวเท่ากันหมด เพราะในพระคัมภีร์บอกมนุษย์ทุกคนเป็นบาป

พระองค์พูดกับหญิงคนนี้ว่า … “ความเชื่อของเจ้า ทำให้เจ้าได้รับความรอด หลุดพ้นจากโทษของความบาป” ไม่ใช่พระองค์ด้วยซ้ำ

พระองค์น่าจะพูดว่า “เพราะฉันไถ่บาปเธอ เธอจึงได้รับความรอด”

ไม่ใช่ พระองค์บอกว่า “ความเชื่อของเธอ ทำให้เธอได้รับความรอด”

ไม่ใช่พระเยซูด้วยซ้ำ อย่างนี้น่าคิด เป็นส่วนหนึ่งที่น่าจะเอามาพูดให้เห็นชัดเจน ทุกวันนี้ คนมาเชื่อพระเจ้า และได้รับความรอดจากบาป ถามว่าใครช่วยเขาให้ได้รับความรอด ตอบว่าพระเยซู ถูกไหม? แต่ยังไม่ถูกเจ๋งเลย แต่ถ้าอยากให้ถูกเป๊ะ เหมือนพระเยซูเลย ต้องบอกว่าตัวเขาเอง พอเราบอกตัวเขาเองปุ๊บ ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ครบบริบูรณ์เลย มันต่างกันอย่างไร?  พอเราบอกเราปุ๊บ แสดงว่าพระเยซูทำเสร็จไปแล้ว แต่ถ้าเราบอกพระเยซู แสดงว่าพระเยซูยังทำไม่เสร็จ เพิ่งมาทำตอนนี้

เข้าใจไหม? สมมติเราบอกว่าเรารอดตอนนี้ รอด เพราะพระเยซู มันก็ถูกแค่ครึ่งเดียว ทำให้ข่าวประเสริฐตุปัดตุเป๋ไป ถ้าผมบอกว่าผมรอด เพราะพระเยซูมาช่วยผม แสดงว่าพระเยซูเพิ่งมาช่วยผม ถูกหรือเปล่า? แต่พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูช่วยเราตั้งแต่เรายังไม่เกิด ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว บนไม้กางเขน พระเยซูเอาบาปของมนุษย์ทั้งหมดออกไปแล้ว ถูกไหม? ผมเพิ่งเกิดมา ผมเพิ่งรู้ข่าวประเสริฐ ผมยังไม่เชื่อข่าวประเสริฐนั้นเป็นเวลา 30, 40 ปี ไม่เชื่อๆ จนอายุ 30 กว่าปี ฟังข่าวประเสริฐอีกที ผมรับสิทธิของผม ผมรับเชื่อปุ๊บ ถามว่าผมรอด เพราะอะไร? เพราะตัวผมเอง (ไม่เชื่อมาตั้งนาน) ถ้าผมเกิดมา อุแว้ ผมเชื่อเลย ผมก็ได้รับความรอดมาตั้งนานแล้ว ผมได้รับความรอดตั้งแต่อยู่ใน DNA ของพ่อแม่ ตั้งนานแล้ว ผมได้รับความรอดตั้งแต่ DNA ของใครไม่รู้ บรรพบุรุษของผม ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ที่ไม้กางเขน ผมได้รับความรอดแล้ว เอเมน เหมือนกับผมไม่ได้รับความรอด ผมเป็นคนบาป ตั้งแต่สมัยอยู่ในอาดัม เมื่อหลายพันปีก่อนโน้น ตั้งแต่อาดัมล้มลงไปในความบาป ผมหล่นไปด้วยเลย  เพราะผมอยู่ใน DNA ของอาดัม เห็นภาพไหม?  นี่คือข่าวประเสริฐ นี่คือข่าวดี พระเยซูสอนลึกซึ้งมาก เวลาท่านไปอ่าน ค่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย ทุกคำในนั้นเลย สามารถเป็นสติปัญญาให้เราเห็นว่าพระองค์กำลังสอนเรื่องอะไร?

ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอุปมาของพระเยซูไม่ได้สอนเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม แต่สอนเรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินสวรรค์  เกี่ยวกับการบังเกิดใหม่ เข้าไปในสวรรค์ได้อย่างไร? แค่นี้เอง สวรรค์เขาคิดกันอย่างไร?  เขาทำกันอย่างไร?  ทำอย่างไรถึงไปอยู่ในสวรรค์ได้ คำอุปมาคำสอนของพระเยซูที่เราได้เรียนกันไป ทำให้เราได้เห็นถึงความรักของพระเจ้า ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเรียกว่าพระคุณ

อุปมาเหล่านี้ ทำให้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้า ความรักของพระเจ้าที่มาถึงมนุษย์ทุกคนเท่ากันหมด เทลงมาเลย ไม่สามารถบอกได้ว่าเทให้คนนี้มากกว่าคนนี้ เทลงมาเท่ากันหมด เหมือนที่คนไทยชอบพูดว่าฝนตกทั่วฟ้า ผู้หญิงคนนี้ทำบาปมาก ดูไม่มีค่าในสายตามนุษย์ โดยเฉพาะตามสายตาของผู้คนรอบข้างที่คิดว่าตัวเองนั้นบริสุทธิ์กว่า ทำได้ดีกว่า หรือรับใช้พระเจ้า อยู่ใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่า ซึ่งอาจจะมองเธอเป็นคนอีกชั้นหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วพระคุณพระเจ้าเทลงมาเท่ากันหมด พระเยซูกำลังสอนสาวกและพวกเราทุกคนว่าอย่าคิดอย่างนี้ ถ้าคิดอย่างนี้มันผิดหมด มันไม่ใช่เลย  มันไม่ถูกต้องเลย ในความรักของพระเจ้า ให้ทุกคนได้รับความรอดเท่ากัน ไม่ใช่ด้วยการกระทำของตนเอง แต่รอดในพระคุณ ตรงนี้เป็นหัวใจ เป็นน้ำหนักสำคัญของเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า จำเป็นมากที่จะพูดเรื่องนี้ รอดโดยพระคุณ ไม่ใช่การกระทำ  ท่องเป็นพันเป็นล้าน เดี๋ยวมันก็กลับมาที่ตัวเรา ขอเติมสักนิดหนึ่งไม่ได้เหรอ มันทำให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าเจือจางลงไป ถ้าเต็มร้อย มันต้องรอดโดยพระคุณอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการกระทำเลย ไม่ว่าจะกรณีไหนที่นำมาเกี่ยวกับความรอด ต้องคิดอย่างนี้

ไม่ว่าจะบาปเล็ก บาปน้อย บาปใหญ่ บาปหนา บาปบางเท่าไร พระเจ้าก็ถือว่าเป็นบาป ไม่มีเล็ก ไม่มีใหญ่ แล้วไม่มีการว่าเกิดใหม่ แล้วเป็นเล็ก เป็นน้อย เป็นใหญ่ เกิดใหม่ ก็คือเกิดใหม่ในวิญญาณเท่ากันหมด ทุกคนบาปเท่ากัน และให้รับความเมตตาจากพระเจ้าเท่ากัน ไม่มีใครเด่นกว่าใคร? นี่คือสิ่งที่พระเยซูพยายามจะสื่อให้พวกเราได้เห็นว่าสวรรค์ของพระเจ้า เป็นอย่างนี้ การบังเกิดใหม่ ก็บังเกิดเลย มีสิทธิเท่ากันหมดเลย ไม่ใช่ว่าบังเกิดใหม่แล้ว คนนี้ดีกว่าคนนี้ คนนี้เท่ห์กว่าคนนี้ คนนี้ใหญ่กว่าคนนี้ คนนี้นั่งเบื้องซ้าย คนนี้นั่งเบื้องขวา แต่พระคัมภีร์บอกทุกคนเกิดใหม่ แล้วก็ไปนั่งที่เบื้องขวาของพระเจ้าเท่ากันหมดเลย บางคนสงสัยมากว่า นั่งเท่ากันหมด แล้วเก้าอี้จะใหญ่ขนาดไหน? อันนี้เกินเหตุไปนิดหนึ่ง เราคิดไม่ออกหรอก แต่พระเจ้าบอกอย่างนั้น ก็คืออย่างนั้นแหละ

พระคัมภีร์บอกเราได้ถูกบังเกิดใหม่แล้ว เราได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์

“เรา” คือผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐ ได้รับความรอดแล้ว ตั้ง 2,000 กว่าปีมานี้ มีกี่คน? รวมทั้งเราที่นั่งอยู่ที่นี่ มีทั้งหมดรวมกี่คนไม่รู้ แล้วเก้าอี้มันจะใหญ่ขนาดไหน? ฝากคิดดู สัปดาห์หน้ามาตอบ และทุกคนมีสิทธิเท่ากันหมด  พระเจ้ารักเราเท่ากันหมด เพราะทุกคนเป็นลูกของพระเจ้า เอเมน ขอบคุณพระเจ้า ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร? รับเชื่อเมื่อไร? ทำอะไรมาก่อน แม้ว่าเชื่อแล้ว จะทำอะไรๆ ก็ไม่สำคัญ ท่านเกิดเป็นลูก ก็เป็นลูกเลย รักในฐานะเป็นลูก

อุปมาคำสอนของพระเยซู เรื่องต่อไป ที่วันนี้เราจะมาคุยกัน ก็ยังอยู่ในประเด็นนี้ ความรักของพระเจ้า ที่ให้กับมนุษย์เท่าเทียมกัน ในเรื่องผู้หญิงที่เราได้เรียนกันไป มันเป็นเรื่องเท่าเทียมกัน ในการอภัยในความบาป ไม่ว่าบาปเล็ก บาปใหญ่ ก็อภัยเหมือนกันหมด เกิดใหม่ ก็เกิดใหม่เหมือนๆ กันหมด แล้วเรื่องที่เราจะเรียนกันต่อวันนี้ อยู่ในหนังสือมัทธิว บทที่ 20 เป็นเรื่องของการเท่าเทียมกันในรางวัลที่จะได้รับ จากพระเจ้าในสวรรค์ (สวรรค์ไม่ต้องรอข้างหน้านะ เราเรียนเลยกันมานานแล้ว สอนมาตั้งนานแล้วว่าพอเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว ตอนนี้นั่งอยู่ในสวรรค์แล้ว)

มัทธิว 20:1-16 “1 ด้วยว่าอาณาจักรสวรรค์ เป็นเช่นเจ้าของสวน ซึ่งออกไปแต่เช้า เพื่อจ้างคนมาทำงานในสวนองุ่นของตน 2 เมื่อเขาตกลงว่าจะจ่ายค่าจ้างวันละหนึ่งเดนาริอัน แล้วก็ให้พวกเขา มาทำงานในสวนองุ่น 3 “ราวสามโมงเช้า เขาออกไปเห็นหลายคนยืนอยู่ว่างๆ ที่ตลาด 4 จึงชวนว่า ‘มาทำงานในสวนองุ่นของเราสิ เราจะให้ค่าจ้างตามสมควร’ 5 พวกเขาก็มา “ตอนเที่ยงวัน และบ่ายสามโมง เจ้าของสวนออกไปทำเช่นเดิมอีก 6 ราวห้าโมงเย็น เขาออกไปพบคนยืนอยู่ จึงถามว่า ‘ทำไมมายืนอยู่ว่างๆ ทั้งวันที่นี่?’ 7 “พวกนั้นตอบว่า ‘เพราะไม่มีใครจ้างเรา’ “เขาจึงพูดว่า ‘มาทำงานที่สวนของเราสิ’ 8 “พอพลบค่ำ เจ้าของสวนองุ่น ก็สั่งหัวหน้าคนงานว่า ‘ไปเรียกคนงานมารับค่าจ้าง ตั้งแต่คนหลังสุด ไปจนถึงคนแรกสุด’ 9 “ลูกจ้างที่มาเริ่มทำงานตอนประมาณห้าโมงเย็น รับเงินไปคนละหนึ่งเดนาริอัน 10 ฝ่ายคนที่มาก่อน นึกว่าตนจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน 11 เมื่อพวกเขารับเงินแล้ว จึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวน 12 ‘คนมาทีหลังทำงานแค่ชั่วโมงเดียว กลับได้เท่าๆ กับเรา ที่ตรากตรำกรำแดดมาทั้งวัน’ 13 “แต่เจ้าของสวนตอบคนหนึ่งในพวกนั้นว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราไม่ได้โกงนะ ก็ตกลงกันไว้ว่าหนึ่งเดนาริอันไม่ใช่หรือ? 14 รับค่าจ้างและไปเถิด เราพอใจจะให้คนมาทีหลังได้เท่าๆ กันกับท่าน 15 เงินของเรา เราไม่มีสิทธิ์ใช้ตามใจชอบหรือ? หรือว่าท่านอิจฉา เพราะเห็นเราใจกว้าง?’ 16 “ดังนั้น คนสุดท้ายจะเป็นคนต้น และคนต้นจะเป็นคนสุดท้าย

 

อุปมาของพระเยซูเรื่องนี้ ประโยคที่เราคุ้นๆ กันอยู่ ได้ยินบ่อยมาก ก็คือถ้อยคำตอนท้าย ที่บอกว่าคนสุดท้ายจะเป็นคนต้น และคนต้นจะเป็นคนสุดท้าย ใครอยากเป็นคนสุดท้าย ยกมือขึ้น ไม่มี ใครอยากเป็นคนต้น ยกมือขึ้น ดีแล้วที่ไม่ทำ คิดในใจก่อนตรงนี้แปลว่าอะไร? แต่ดีแล้วที่ไม่ยก ยกหรือไม่ยก ก็เหมือนกันหมด ผมว่าถ้าไม่ยก แสดงว่าท่านเข้าใจอุปมาของพระเยซู ที่เรียนมา 9 ตอน ตอนนี้เป็นตอนที่ 10 ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจจะยก

ประโยคนี้มีคนพยายามที่จะตีความหมายกันเยอะมาก ถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่พูดเสมอว่าการศึกษาพระคัมภีร์ เราไม่ควรหยิบยกประโยคใด ประโยคหนึ่งขึ้นมา หรือถ้อยคำใด ถ้อยคำหนึ่งขึ้นมา และก็ตีความเช่นนั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบท ในเนื้อหาของสิ่งที่บันทึกไว้ในนั้น การตีความแบบนั้น อันตรายมากๆ แล้วก็มีผิดแบบตั้งใจก็มี แล้วก็แบบไม่ตั้งใจ ก็มี

แบบในอุปมาคำสอนเรื่องนี้ เจ้าของสวนองุ่น ต้องการจ้างคนมาทำงานในสวนองุ่น แล้วก็ออกไปหาคนงานตั้งแต่เช้า ได้คนมากลุ่มหนึ่ง โดยตกลงกับคนที่มาตั้งแต่เช้าว่าจะให้ค่าจ้าง 1 เดนาริอัน ตอนเที่ยงก็ออกไปหาคนงานมาเพิ่มอีก ตอนบ่ายสามโมงก็ออกไปหาคนงานเพิ่มอีก  3 กลุ่ม จนกระทั่งห้าโมงเย็น ก็ยังออกไปหาคนงานชุดสุดท้าย ตอนนี้มี 4 กลุ่ม เข้ามาทำงานในสวนเพิ่มอีก ในนี้บอกว่าคนที่มาทีหลังสุด ทำงานแค่ 1 ชั่วโมง แสดงว่า 6 โมงเลิก

สมมติว่าเราเป็นคนหนึ่งในคนงานที่เริ่มมาทำงานตั้งแต่เช้า นับไปประมาณ 10 ชั่วโมง และระหว่างทำงานทั้งวัน เราก็อดไม่ได้ ตามภาษามนุษย์ เราก็เห็นคนงานมาใหม่ เข้ามาสมทบ เป็นระยะๆ แต่ในใจเราคิด มากี่โมง? จะได้เท่าเราไหมเนี้ย เราก็ต้องคิดเป็นธรรมดา มนุษย์คิดอย่างนี้ เพราะเรามองเห็นตอนเขาเข้ามา เราได้ 1 เดนาริอัน แล้วเขาจะได้เท่าไร? ซึ่งบางคนก็ทำงานแค่บางช่วง ก็ 6 ชั่วโมงบ้าง? 3 ชั่วโมงบ้าง? อะไรประมาณนี้ น้อยที่สุด ก็คือ 1 ชั่วโมง ตามหลักความยุติธรรมของมนุษย์ ค่าจ้างของแต่ละคน ก็ไม่ควรที่จะเท่ากัน อันนี้ถูกหรือไม่ถูก? ถูกนะ มนุษย์ที่อยู่ในความบาป ก็คิดอย่างนี้ทุกคน แน่นอน มันถูกต้องเลย ตามเหตุและผล ถูกหมด

อ่านให้ดีๆ แต่ในนี้ อุปมาในสวรรค์เขาคิดกันอย่างนี้ บรรทัดแรกขึ้นมา บอกในสวรรค์เขาเป็นอย่างนี้ ไม่เห็นความคิดแบบมนุษย์เลย  พระเยซูกำลังสอนเราในอันดับแรก คือสวรรค์กับมนุษย์ไม่เหมือนกัน อย่าเอามาเทียบว่ามนุษย์เป็นอย่างนี้ สวรรค์ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ บางคนบอกว่าพระเจ้าตีสอน มนุษย์ยังตีสอน รักลูก เรายังเฆี่ยนเลย  เอาหวายฟาด พระเจ้ารักเรา ก็ต้องเฆี่ยนเรา พระเจ้าอยู่ในสวรรค์นะ อย่าไปคิดอย่างนั้น พระเจ้าไม่ปล่อยเราอย่างนี้หรอก ปล่อยอย่างไร? ไม่รู้ แต่ก่อนผมก็คิดอย่างนี้  ถ้ามนุษย์ทำอย่างนี้ พระเจ้าคงจะทำอย่างนี้ คิดไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เลย ความรักพระเจ้าเกินล้นมากเลย พระเจ้าดูแลเรา พระคัมภีร์พูดอย่างไร? เราก็พูดอย่างนั้น พูดตามนั้น

แต่ปรากฏว่าพอเลิกงาน ถึงเวลาจ่ายค่าจ้างแล้ว เจ้าของสวนองุ่น ก็เรียกคนงานมารับค่าจ้างตั้งแต่คนหลังสุด ไปจนถึงคนแรกสุด มันน่าโมโหไหมล่ะ เรามาแต่เช้านะ พอรับค่าจ้าง ให้คนมาสุดท้ายได้ก่อน ลูกจ้างที่เริ่มทำงานตอน 5 โมงเย็น รับคนละ 1 เดนาริอัน ตามสัญญา ทำไปแค่ชั่วโมงเดียวเอง ได้รับก่อน มาทีหลังด้วย ฝ่ายคนที่มาก่อน นึกว่าตนเองจะได้รับมากกว่านั้น แต่ก็ได้คนละ 1 เดนาริอันเหมือนกัน ไม่ได้รับก่อน คงนึกว่าเราคงได้รับรางวัลพิเศษ เลยเอาไว้ทีหลัง ถูกไหม? ถึงเวลารับ ไม่พอใจมากเลย  อะไรอ่ะ ไม่ได้รับรางวัล ยังให้มารับทีหลังอีกต่างหาก แต่นี่ระบบสวรรค์ พระเยซูกำลังบอกว่านี่ระบบสวรรค์ใช่ไหม? ตอนเริ่มต้นบอกใช่ไหมว่านี่เป็นระบบสวรรค์ มันน่าเจ็บใช่ไหม? ถ้าเราเป็นคนงานที่มาเริ่มทำงานตั้งแต่เช้า แล้วทำงานมาเป็น 10 ชั่วโมง แต่เวลาจ่ายเงิน ไปเรียกคนที่ทำงานสุดท้าย มาเข้าแถวก่อนเลย รับเสร็จ ก็ไปกินเฮฮาก่อนเราอีก เราจะคิดอย่างไร? เราอาจจะคิดใจชื้น อย่างที่บอก เดี๋ยวเราจะมีรางวัลมากกว่านั้น แต่ปรากฏว่ารางวัลก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ ได้เท่ากัน ซึ่งเสียเปรียบ เพราะว่าไม่ได้รางวัลจากสิ่งที่เราคาดหวัง ตามภาษามนุษย์ว่าเราทำอย่างนี้ เราควรจะได้ แล้วเรายอมไหม? เรายอมในความไม่ยุติธรรมไหม? ไม่มีทางยอมหรอก ตราบใดที่เรายังไม่สามารถนำเอาความรักของพระเจ้า ที่เราได้บังเกิดใหม่เข้ามาอยู่ในใจเรา เราไม่มีทางตัดสินอะไรบนโลกใบนี้ได้ถูกต้องเลย มันจะไปคนละทิศคนละทางหมด

พระเยซูกำลังจะสอนเราอย่างนี้แหละว่าอย่างไรเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า มันเป็นอย่างนั้น อย่าเอาความคิดของมนุษย์ ประเพณี ธรรมเนียม ความยุติธรรม อะไรต่างๆ ของมนุษย์ใส่เข้าไปเด็ดขาด เมื่อบอกว่าจุดๆ หนึ่ง ขีดๆ หนึ่ง จะไม่หายไป มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องพยายามไปช่วย เขียนไว้ว่ายาโคบเรารัก เอซาวเราชัง ตั้งแต่เขายังไม่เกิดเลย พอเกิดมา นิสัยข้างนอกยาโคบสู้เอซาวไม่ได้ ทั้งโกง ทั้งโกหก โกหกพ่อ ขี้เกียจอีกต่างหาก เอซาวเป็นพี่ชายคนโตที่ดีมาก เขาเป็นฝาแฝด คลานออกมาก่อน ทำงานได้ดีมากเลย แล้วในพระคัมภีร์พูดว่า …

“คุณมีสิทธิ์อะไรไปตัดสินว่าพระเจ้าเป็นคนไม่ยุติธรรม คุณรู้เหรอว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม”

เพราะว่านี่ บันทึกไว้อย่างนี้ ไม่รู้ คุณเป็นใคร? คุณจะไปตัดสินพระเจ้าเหรอ คุณเป็นดินนะ พระเจ้าเป็นคนปั้นคุณนะ คุณจะมาบอกคนปั้นว่าปั้นฉันอย่างนี้ อย่างนั้นทำไม? คนปั้นก็จะบอกมันเรื่องของฉัน

เจ้าของสวน คือพระเจ้า บอกว่า … “มันเรื่องของฉัน เงินของฉัน ฉันตกลงกับเธอว่าอย่างนี้ 1 เดนาริอันใช่ไหม?  ก็โอเคแล้วไง?”

เห็นไหม? เรากำลังมองให้ทะลุไปถึงเรื่องระบบสวรรค์และของโลกไม่เหมือนกัน พระเจ้าพูดอย่างไร? เราก็เชื่อตามนั้น แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจ เราก็เชื่อ ที่หลายๆ ครั้งที่ผมแกล้งพูดให้ท่านฟัง พอบรรยายไป ผมบอกเข้าใจไหมๆๆ ไม่เข้าใจใช่ไหม? ไม่เป็นไร ไม่เข้าใจดีแล้ว ใช้ความเชื่อ เพราะนี่เป็นพระคัมภีร์เอามาอ่านให้ฟัง

พระเจ้าตรัสอย่างนี้ “เพื่อนเอ๋ย เราไม่ได้โกงนะ ก็ตกลงกันไว้ว่า 1 เดนาริอันมิใช่หรือ? รับค่าจ้างไปเถิด เราพอใจจะให้คนมาทีหลังได้เท่าๆ กันกับท่าน เงินของเรา เราไม่มีสิทธิ์ใช้ตามใจชอบของเราหรือ? หรือว่าท่านอิจฉา เพราะเห็นว่าเราใจกว้าง”

นี่คือสิ่งที่พระเยซูกำลังใช้คำอุปมานี้ สอนให้เราเห็นภาพรวมว่าพระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ทุกคนเท่าเทียบกันหมด มนุษย์เองไปคิดแบบมนุษย์ว่าคนนี้ต้องใหญ่กว่าคนนั้น คนนั้นก็ต้องต่ำกว่าคนนั้นมั้ง ใครทำเยอะได้เยอะ ใครทำน้อยได้น้อย แต่พระเจ้าไม่ได้เห็นอย่างนี้เลย พระเจ้าเห็นว่าทุกคนเป็นคนบาปเท่ากัน เมื่อได้บังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ก็จะเท่าๆ กันหมด พระเยซูตายที่ไม้กางเขนให้กับทุกคนเท่ากัน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 และให้ทุกคนเป็นขึ้นมาใหม่ บังเกิดใหม่เท่าๆ กันหมด เช่นเดียวกัน และได้ทำไปแล้วด้วย

พวกชาวยิวชอบคิดอย่างนี้ว่าใครทำดีมาก ใครเคร่งศาสนามาก ก็จะได้รับรางวัลในสวรรค์เยอะ ใครที่ทำน้อย ก็ได้รับน้อย ซึ่งมันไม่ถูก มันไม่ใช่ อย่าว่าแต่ชาวยิวเลย เราก็คิดแบบนั้น คนนี้ทำมากได้มาก คนนี้ทำน้อยได้น้อย ไม่ใช่ แม้กระทั่งเหล่าสาวกที่เดินกับพระเยซู เปโตร ยอห์น ยากอบ คนเหล่านี้ใกล้ชิดพระเยซูมาก สาวกเอก ตอนที่พระเยซูยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ก็คิดอย่างนี้ แอบกระซิบพระเยซู เล่นเส้น

“ลูกพี่ๆ ทำอย่างไร ในสวรรค์ ฉันจะได้เป็นข้างขวา ทำอย่างไร ฉันจะได้เป็นศิษย์เอก ทำอย่างไร ฉันจะได้เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นใหญ่ในสวรรค์”

ใช่ไหม? พวกนี้เขาคิดอย่างนี้ เขาคิดแบบมนุษย์ ก็คือมันต้องมีสิ ขึ้นไปถึงปุ๊บ ในพระคัมภีร์บอกว่าทุกคนจะได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน คิดตามความคิดมนุษย์ นั่งอยู่เบื้องขวา มันก็ต้องมีคนนั่งอยู่ใกล้ที่สุด ขวานั้น ไปอยู่สุด นี่คิดแบบมนุษย์ ถูกหมดแหละ แต่พระคัมภีร์พลิกไปเลย คิดไม่ถึงหรอก ไม่ต้องคิด ในนี้บอกนั่งอยู่เบื้องขวา เท่ากันหมดเลย นั่งอย่างไร? ไม่รู้สิ จบ เชื่อเอา  เข้าใจไหม? ถ้าท่านพยายามไปคิด ท่านก็จะหลง พอหลง ตัวเนื้อหนังออกมา ก็จะลดความเข้มข้น ความจริงจังของข่าวดีของพระเจ้า ข่าวดีของพระเจ้า พระเจ้าว่าอย่างไร? ก็ว่าตามนั้น  อย่าใส่อะไรลงไปเพิ่ม ไม่ใช่ “ถ้า” ไม่ต้องมีถ้า พระเจ้าบอกเชื่อพระเยซู ได้รับความรอด จบ เชื่อ แต่ถ้าเผื่อเขาทำชั่วมาตลอดชีวิต จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย อยู่ที่ห้อง ICU แล้วมารับเชื่อตอนนั้น รอดไหม?  เราต้องตอบว่ารอด ไม่ต้องมาบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้น  ถ้าเผื่ออย่างนี้ เธอได้รับความรอด ไม่มี รอดก็คือรอด รอดเมื่อไร? ไม่รู้ แล้วไม่มีคำว่ายุติธรรม หรือไม่ยุติธรรม เขาจะรอดวันสุดท้าย คนนี้สบายเลย ทำชั่วมาตลอดชีวิต มาถึงวินาทีสุดท้าย รับเชื่อพอดี ได้รับความรอด ได้รับรางวัลเหมือนกับเรา ในสวรรค์เลย  รับไม่ได้ คนรับไม่ได้นั้น ก็ไปสวรรค์แบบไฟลนก้น เพราะได้ไปสวรรค์เหมือนกัน

จบอุปมาในนี้ ถามว่าคนต้นไปเป็นคนปลาย ในที่สุด คนที่มาทำงานตั้งแต่เช้า ได้รับ 1 เดนาริอันหรือเปล่า? ได้รับ แสดงว่าทุกคนได้รับความรอดหมด

ลองมาคิดสิ ตอนแรกที่ผมให้ท่านคิด ท่านคิดว่ามันแปลว่าอะไร? หลายคนก็ไปตีความว่าคนต้นเป็นคนปลาย ก็คือชาวยิวที่มารู้จักพระเจ้าก่อนใครเพื่อนเลย พอถึงวันจริงๆ ชาวยิวไม่ได้รับความรอด แต่คนต่างชาติ ที่ไม่ใช่ยิว กลับเป็นคนที่ได้รับความรอด คนชอบคิดอย่างนี้ แต่มันไม่ใช่ สำนวนนี้ ในพระคัมภีร์ที่เราอ่านไปเมื่อตะกี้ คนต้นเป็นคนปลาย คนปลายเป็นคนต้น มันแปลว่าไม่มีเลย  ไม่มีทั้งต้นทั้งปลาย

ตรงนี้ เป็นสำนวนแปลว่าทุกคนเสมอกัน ไม่มีคนต้นและคนปลาย ก็คือทุกคนเท่ากัน ได้รับความรอดเหมือนกัน บางคนรอด อย่างมีสันติสุข สงบๆ แต่บางคนรอดด้วยไฟ รอดด้วยความอิจฉา หงุดหงิดๆ รอดไหม? รอด เป็นไปได้ไหม? หรือว่าคนรอดต้องสงบ ดีตลอดเลย รอดก็ต้องรักษาจิตให้สงบ รอด ฉันไม่โกรธใครๆ รอดๆ ไม่ใช่ครับ ข่าวประเสริฐไม่ใช่อย่างนั้น ข่าวประเสริฐไม่มีคำว่า “ถ้า” ไม่มีคำว่า “แต่” แต่ถ้าท่านโกรธคนอยู่ รอดไหม? รอด เพราะรอดด้วยพระคุณ นี่แหละ คุณไปทำให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าอ่อนลง เขาบอกสีขาว คุณบอกว่าเทา เกือบๆ ขาว ขาวขุ่นๆ ไม่มี ขาวก็คือขาว ดำก็คือดำ ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ไม่มีคำว่าสีเทา สีขาวอ่อน ขาวแก่ มีแต่ดำ หรือไม่ก็ขาว เวลาท่านบอกว่าเขาเชื่อพระเจ้าแล้ว วินาทีสุดท้าย เขายังโกรธมาก เขาไม่ได้รับความรอดหรอก คนเชื่อพระเจ้าไม่ได้รับความรอด ใครบอกท่าน? ปัญญาแบบมนุษย์ใช่ไหม? ถ้าทำอย่างนี้ แล้วจะไม่ได้รับความรอด แต่พระคัมภีร์บอกเขาเกิดใหม่ วิญญาณเขาเป็นลูกของพระเจ้า เขาอยู่ในพระเจ้าแล้ว ตั้งแต่เขารับเชื่อ เขาอยู่ในสวรรค์ เขายังไม่ออกจากร่างนี้เลย เขาอยู่ในสวรรค์แล้ว แค่นี้ท่านก็แปลไม่ออก ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร?

นี่แหละโลกวิญญาณในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ก็เป็นอย่างนี้ พระเยซูไม่ได้สอนเรื่องศีลธรรม แต่สอนว่าวิธีความคิดในทางพระเจ้า ในทางสวรรค์ มันต่างกับมนุษย์อย่างไร? เพื่อว่าเราจะได้ช่วยกัน รักษาความแข็งแรง แข็งแกร่ง ความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ในเรื่องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐ ไม่ละเลย คือถูกต้องหมด พระคัมภีร์พูดจะไม่ยอมให้ประเพณีของมนุษย์ ความคิดแบบมนุษย์มาทำให้ถ้อยคำพระเจ้าเฉไปเฉมา จุดๆ หนึ่ง หรือขีดๆ หนึ่งจะไม่ลบเลือนหายไป  มันต้องเป็นไปตามนั้น ไม่ว่าฉันจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม เอเมน

เวลาเราอ่านอุปมา หลายสิ่งหลายอย่างในอดีตเราไม่ได้อ่านเลย เราไม่สนใจเลย แต่ตอนนี้เราเห็นชัด มิน่าพระเยซูจึงบอกว่าความเชื่อจะทำให้เจ้ารอด ความเชื่อ ไม่ใช่จริยธรรมทำให้เจ้ารอด แต่ความเชื่อต่างหาก

มีคนเคยตั้งคำถามนี้ รู้จักฮิตเลอร์ไหม? เด็กสมัยนี้ รู้จักหรือเปล่าไม่รู้ ฮิตเลอร์ คือเผด็จการนาซี ที่ทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นคนโหดร้ายมาก เพราะว่าสั่งฆ่าคนยิว เป็นล้านๆ คน ใช้รมแก๊ส คนยิวนะ ไม่ใช่คนธรรมดา มนุษย์คิดอีกแล้ว คนยิว คือประชากรของพระเจ้า พระเจ้ารักยิวมากนะ อดคิดไม่ได้  แต่พระเจ้ามองลงมา ในสวรรค์บอกว่ายิว ก็คือคนๆ หนึ่ง คนไทย ก็เป็นคน แต่แสดงบทในโลกใบนี้ ก็คือคนไทย เรียกว่าชาวต่างชาติ สำหรับยิว ก็คือคนๆ หนึ่งที่มีเชื้อสายเป็นอิสราเอล แค่นั่นเอง แต่เราแบ่งของเราเอง

คนนี้ฆ่าคนของพระเจ้าไปตั้งเยอะเลยนะ  เป็นล้านๆ คน แล้วคนอื่นๆ ฆ่าคนอื่น ไม่ชั่วมากเลยนะ นี่ชั่วมาก ก็ชั่วเท่ากันแหละ สมมติเจ็งกิสข่านฆ่าคนมากกว่าฮิตเลอร์ ไม่เห็นมีใครพูด เจ็งกิสข่านมาเชื่อพระเจ้าได้อย่างไร? ฆ่าคนไปตั้งเยอะ ไม่พูด แต่พอฮิตเลอร์ฆ่าชาวยิว นี่ฆ่าประชากรของพระเจ้าเลยหรือ? เพราะฉะนั้น พระเจ้าโกรธมาก ใส่เองอีก เห็นไหม? ในสายตาพระเจ้าเท่ากันหมดแหละ มนุษย์ก็คือมนุษย์

มีหลายคนตั้งคำถามว่าถ้าเผื่อวินาทีสุดท้ายของฮิตเลอร์ ซึ่งในประวัติศาสตร์เขาหลบหนีไปไหน?  บ้างก็ว่าไปโน่น บ้างก็ว่าไปอยู่ที่เกาะอะไรต่างๆ  ถ้าเผื่อนาทีสุดท้ายเขารับเชื่อล่ะ เขาจะไปสวรรค์ไหม? ท่านว่าไปไหม? ไป แต่ท่านอาจจะไปข้างนอก คุยกับคนอื่นเรื่อยๆ คุยกับนักศาสนาศาสตร์ ท่านก็เริ่มเขว แต่ตราบใดที่ท่านบอกว่าไป แล้วรักษาคำตอบนี้ไว้ในใจเสมออย่างนี้ ท่านกำลังรักษาถ้อยคำพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าทรงดีใจมาก รักษาความจริงแห่งข่าวประเสริฐของพระเจ้า  ที่บอกว่าความจริงจะทำให้มนุษย์เป็นไท เอเมน ถ้าท่านแบ่งไปนิดหนึ่ง มันก็จะเขว กลัดกระดุมผิดเม็ดแรก เดี๋ยวก็ไปเรื่อยๆ ถ้าท่านลังเลเมื่อไร? มันก็ไปเรื่อย ยิ่งไปฟังตรรกะ เหตุผลของมนุษย์เยอะๆ ที่เป็นนักปราชญ์ต่างๆ เถียงว่าอย่างนี้ๆ ฮิตเลอร์ฆ่าคนไปตั้งเท่าไร? ฆ่าคนด้วยความทุกข์ทรมาน ฆ่าทั้งเด็ก ท่านจะบอกว่าไม่แน่ใจแล้ว ถูกไม่ถูก? ผมพูดตรงนี้ชัดๆ พระคัมภีร์กำลังสอนเรื่องโลกสวรรค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไร? ท่านก็ฟังไปฝั่งเดียว เต็มที่เลย ท่านตัดสินใจเต็มที่เลย รอดแน่นอนฮิตเลอร์ แต่พอไปอยู่ฝั่งโลก เขาก็บอกมีเหรอ ฆ่าอย่างเลือดเย็น เด็กๆ เต็มไปหมด ในล้านคน เป็นเด็กๆ สามแสนคน แล้วเขาฆ่าอย่างโหด ไม่สนใจเลย ก่อนฆ่าก็เอาเสื้อผ้าออกมาหมดเลย แล้วให้เดินเข้าไปด้วยความทุกข์ทรมาน พอท่านฟังมากๆ ท่านก็เลยบอกว่าไม่น่าจะรอด นี่แหละ นี่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เรื่องเดียว แต่ชีวิตมันเป็นแบบนี้แหละ ให้ท่านเลือกตลอดเลย ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว

เพราะฉะนั้น สรุป ความหมายในถ้อยคำพระเจ้าตรงนี้ บอกว่าคนสุดท้ายจะเป็นคนต้น และคนต้นจะเป็นคนสุดท้าย ความหมายง่ายๆ ก็คือไม่มีใครเป็นคนต้นและไม่มีใครเป็นคนสุดท้าย ในสวรรค์ หรือบนสวรรค์ก็ตาม ทุกคนเป็นมีสิทธิ์เท่ากันหมดเลย ได้รับรางวัลเท่ากัน  เพราะพระองค์ให้รางวัลแบบเดียวกันกับเจ้าของสวนองุ่น พระองค์บอกในสวรรค์เป็นอย่างนี้ ที่จ่ายค่าจ้างเท่ากันหมด ทำมากี่ชั่วโมง ก็ได้เท่ากัน 1 เดนาริอันเหมือนกัน ฉันใดก็ฉันนั้น จะทำดีมากขนาดไหน? จะรักษาธรรมบัญญัติมากขนาดไหน? ในสวรรค์ รางวัลจากพระเจ้าที่เตรียมไว้ให้กับทุกคน ก็เท่ากัน หลายคนเริ่มแล้ว …

“เทศน์แบบนี้ คนก็ไม่ทำดีสิ คนก็ไม่พยายามไปประกาศ คนก็ไม่พยายามจะถวายทรัพย์ คนก็ไม่พยายามมาช่วยงานโบสถ์สิ ไม่พยายามจะอธิษฐานสิ”

ท่านคิดอย่างนี้ใช่ไหม? รู้น่า ไม่คิด ก็เริ่มจะคิด ก็ปล่อยให้ท่านคิดไป แล้วท่านจะเชื่อความคิดนั้น หรือจะเชื่อถ้อยคำพระเจ้าตรงนี้  ถ้าท่านเชื่อความคิดท่าน แสดงว่าท่านใส่คำว่า “ถ้า” ลงไปอีกแล้ว ในสวรรค์เขาบอกอย่างนี้ ท่านก็บอกอย่างนี้ ไม่รู้ๆ ท่านก็ตอบเขาไปสิ แต่ถ้าท่านใส่ข้อมูลที่ท่านคิด แปลว่าท่านใส่คำว่าถ้า ในพระคัมภีร์บอกว่าความรักของพระเจ้าเป็นพระคุณของพระเจ้าเทลงมาผ่านทางพระเยซูคริสต์ไม่มีเงื่อนไข แปลว่าไม่มีคำว่า “ถ้า” เอเมน เอาถ้าออกไปเลย ไม่รู้ ฉันส่ายหัวอย่างเดียว ถ้าคิดไม่ออกไม่มี พระคัมภีร์บอกไปอย่างนี้ จบแล้ว ไม่รู้ อันนี้ไม่ถูกต้องตามหลักการ ไม่รู้แหละ หลักการอะไร ฉันไม่รู้ แต่ว่าหลักการพระคัมภีร์ในสวรรค์เขาเป็นอย่างนี้แหละ ท่านไปคิดกับพระเจ้าเองแล้วกัน อย่ามาทะเลาะกับฉันเลย ไปทะเลาะกับพระเจ้าเอง

บนสวรรค์ รางวัลที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับพวกเรา เหมือนกันหมด สบายใจหลายคน เป็นอิสรภาพหลายคน นี่แหละคือความจริงทำให้เราเป็นไท ไม่ใช่มาเชื่อพระเจ้า อันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ได้ ปล่อยให้พระเจ้านำไป พระเจ้าไม่ได้พูดอะไร เราก็ไม่ต้องเติมลงไป พระเจ้าบอกรอดแล้ว เราก็บอกรอดแล้ว ทำไมไม่ไปประกาศ เอ้อ! อยากประกาศ ก็ประกาศ ไม่อยากประกาศ ก็ไม่ต้องประกาศ อยู่เฉยๆ เธอก็ยังเป็นลูกพระเจ้าอยู่ เอเมนไหม?

ซึ่งการกระทำอย่างนี้ กำลังรักษาข่าวดีไว้ บนโลกใบนี้ไม่ให้จางลง ซึ่งพระเยซูสั่งอันเดียวเท่านั้น  คำว่าประกาศของพระเยซูให้รักษาไว้ นี่คือการประกาศ การประกาศไม่ใช่ท่านมีนิสัยดีๆ คือประกาศ ไม่ใช่ ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร?  ถ้าการทำดี คือการประกาศ ป่านนี้คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็ประกาศเยอะแยะไปหมดเลย เพราะเขาทำดีกว่าเราตั้งเยอะ อย่างนี้ เขาก็กำลังประกาศสิ ที่ผมพูดนี้ ไม่ได้พูดส่งให้ท่านไปทำสิ่งที่ชั่วร้าย ไม่ใช่ ท่านเข้าใจไหม? ผมกำลังพูดให้ท่านเกี่ยวกับว่าข่าวดีของพระเจ้า คืออะไร? พระเยซูกำลังสอนอะไรในอุปมาทั้งหมดในเรื่องระบบสวรรค์ ท่านต้องรักษาความจริงนี้ไว้ เพื่อลูกหลานเหลนโหลนของมนุษย์ต่อไปภายภาคหน้าจะได้อยู่กับข่าวประเสริฐนี้  จะได้ยิน ได้ฟังข่าวประเสริฐ แบบเต็มๆ ร้อย เหมือนที่เปาโลประกาศ ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูให้เปาโลเป็นตัวแทน แล้วเปาโลก็จะหงุดหงิด มากเลยเรื่องเหล่านี้ เรื่องเดียว ก็คือมีใครมาทำข่าวประเสริฐของพระเยซูให้จางลง ไปอ่านดูได้เลย ทุกเล่มที่เปาโลเขียน เขียนอย่างนี้ทั้งหมด คือโมโห โกรธมาก สำหรับใครก็ตาม ที่มาทำให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าด้อยลงไป ไปเติมของตัวเองลงไป

นี่คือสิ่งที่เราควรจะรับรู้ไว้ และควรจะรู้ว่าพระเจ้าพอพระทัยอะไร? พอพระทัยเชื่อพระเจ้าเต็มร้อย อย่าให้มันอ่อนแอลง อย่าทำให้มันเป็นเทาๆ จริงก็ว่าจริง ไม่จริงก็ว่าไม่จริง ไม่มี การจริง แต่ว่า .. ไม่จริง แต่ว่า … เป็นถ้อยคำพระเจ้าจริงๆ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร? ก็ไม่รู้สิ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของฉัน หน้าที่ของฉันมีอย่างเดียว คือเชื่อ เห็นไหม? พระคัมภีร์บอกว่าผู้ชอบธรรมของพระเจ้าเขาจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อ จากความเชื่อ ไปถึงความเชื่อ และจบสุดท้ายด้วยความเชื่อ ไม่มีอะไรเลย ไม่ต้องใช้ความคิด และความเชื่อพระเจ้ามันง่ายนิดเดียว มันไม่มีอะไร คือไม่ใช่เป็นการกระทำของฉัน พระเจ้าเทมาให้ฉันฟรีๆ ทุกคนได้เท่ากันหมด นี่คือข่าวดีของพระเจ้า ที่เราต้องรักษาไว้ นี่คือการประกาศ ชีวิตเราคือการประกาศ คือตรงนี้ต่างหาก กับการที่มนุษย์พยายามไปคิดใส่เข้าไปใหญ่ ชีวิต คือการประกาศ เข้าร่วมกลุ่ม หาทางประกาศ  เขาไม่ฟัง พยายามยัดเหยียดให้เขาฟัง เขาไม่รับ พยายามยัดเหยียดให้เขารับ กาลเทศะก็ไม่มี ทุกอย่างไม่รู้ จะประกาศลูกเดียว ใช่หรือไม่?

ท่านลองไปคิดดู เทียบกับที่พระเยซูสอนในอุปมาต่างๆ มันใช่ไหม? มันเป็นระบบสวรรค์ไหม?  หรือเป็นระบบที่มนุษย์คิดขึ้นมา แล้วก็ใส่เข้าไปเอง ผมไม่ได้ตัดสิน ผมลองให้ท่านเอาไปคิดดู เพราะผมทำมาทั้งสองอย่างแล้ว และผมศึกษาถ้อยคำพระเจ้า ผมเชื่อว่าใช่แน่ เพราะถ้อยคำพระเจ้าบันทึกไว้อย่างนี้  ถ้าท่านสงสัย ท่านไปอ่านถ้อยคำพระเจ้าว่ามีอย่างอื่นอีกไหม? มีคำว่า “ถ้า” ไหม? มีไหมเปาโล เปโตรพยายามบอกให้มนุษย์ บอกให้ผู้เชื่อออกไปประกาศ มีไหม? ออกไปรับใช้ๆ มีไหม? ออกไปถวายทรัพย์ๆ มีไหม? หรือว่าเขาพูดแต่ข่าวประเสริฐของพระเจ้าเป็นอย่างนั้น ข่าวประเสริฐของพระเจ้าเป็นอย่างนี้ อย่าหนีออกไปจากข่าวประเสริฐ แล้วก็จะพูดย้ำอยู่เรื่องเดียว คือพระเยซูไถ่บาปเราแล้ว เราเป็นอิสรภาพแล้ว ไม่มีอะไรทำเราได้แล้ว

จบด้วยฮีบรู 10:10 บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ จุดๆ หนึ่ง และขีดๆ หนึ่งจะไม่ถูกลบเลือนหายไป มันจะต้องเป็นไปตามนี้ ไม่มีคำว่า “ถ้า” นี่ยกมาเพียงข้อเดียว แต่ในพระคัมภีร์จะเป็นอย่างนี้หมดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจดหมายฝาก คือจดหมายแห่งการรักษาข่าวประเสริฐของพระเจ้าเขียนอย่างนี้ตลอดเวลา อยู่ในความหมายนี้ตลอดเวลา นี่ยกตัวอย่างให้อันเดียว เพื่อจะได้ง่ายขึ้น

ฮีบรู 10:10 “… เราทั้งหลายจึงได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์  โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์ เป็นเครื่องบูชา  เพียงครั้งเดียวเป็นพอ

 

คิดตามนะ เห็นภาพไหม? เราทั้งหลาย ก็คือผู้ที่เชื่อ พระเยซูทำเสร็จตั้งนาน แต่คนที่จะช่วยให้ท่านรอด ก็คือคุณเอง คุณเองต้องตัดสินใจเชื่อ นั่นแหละ เราจึงรอด  “เราทั้งหลาย” ตัดสินใจ ช่วยตัวเอง ก็คือใช้ความเชื่อว่าพระเยซูเป็นใคร? เราทั้งหลายจึงได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าเลย เหมือนพระเยซูเลย สะอาดหมดจด ไม่มีบาปแม้แต่นิดเดียว ไม่มีอะไรเลย รักษาคำนี้ไว้ตลอด ไม่ว่าตาจะมองเห็นคนนี้จะโกหกอย่างไร? คนนี้นิสัยไม่ดีอย่างไร? ขี้โกงอย่างไร? หงุดหงิดเขาอย่างไร? ด่าว่าเขาอย่างไร? ไม่รู้ ในนี้ไม่มี ในนี้บอกว่าเราทั้งหลายที่เชื่อแล้ว จึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้าเลย โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์ เป็นเครื่องบูชา ครั้งเดียว เป็นพอแล้ว ไม่ต้องการการกระทำของเราเพิ่มไปอีก ไม่ต้อง เอเมน นี่จบอย่างนี้ นี่คือสวรรค์ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2019 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู” ตอน 9 “บาปแค่ไหน ก็รอดเท่ากัน” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  6  มกราคม  2019

 เรื่อง “อุปมาคำสอนของพระเยซู”

ตอน 9 “บาปแค่ไหน ก็รอดเท่ากัน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีปีใหม่ครับ เราได้พบกันครั้งแรกในปีนี้ ปีใหม่ก็จริง แต่กลับมาบรรยายเรื่องเก่า เป็นซีรี่ย์ต่อ จริงๆ ว่ากันมาแล้ว 2,000 ปี ก็เป็นเรื่องเดิม เรื่องข่าวดี ซีรี่ย์นี้ ใช้ชื่อเรื่องว่า “อุปมาคำสอนของพระเยซู” เราเรียนกันมาแล้ว 8 ตอน วันนี้เป็นตอนที่ 9 มีชื่อตอนว่า “บาปแค่ไหน ก็รอดเท่ากัน” เราได้เรียนรู้กันไปหลายอุปมาแล้ว ตั้งแต่เรื่องผ้าเก่า ผ้าใหม่ เหล้าเก่า เหล้าใหม่ ถุงหนังเก่า ถุงหนังใหม่ ต้นไม้ดี ต้นไม้เลว และสุดท้าย การให้อภัย แต่ไม่ว่าจะเป็นอุปมาคำสอนเรื่องอะไร? ก็จะเป็นแก่นแท้ หรือความหมายที่แท้จริงของอุปมา เรื่องเดียวกันหมด  พระเยซูสอนเรื่องหนทางเดียวที่มนุษย์จะไปสวรรค์ มนุษย์ที่เป็นคนบาป คนชั่ว จะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ได้อย่างไร? ซึ่งเราก็ได้เรียนรู้แล้ว ต้องบังเกิดใหม่ หรือเกิดใหม่ในพระเยซูเท่านั้น แม้เราจะเรียนอุปมาไปอีกหลายตอน แต่ว่าพระเยซูสอนพุ่งตรงมา หมายความถึงเรื่องนี้ทั้งนั้น

ครั้งที่แล้ว เราได้เรียนรู้กันถึงเรื่องการให้อภัย ตามความหมายในพระคัมภีร์ที่เปโตรได้ถามพระเยซูว่า …

“หากพี่น้องทำบาปต่อเรา เราควรยกโทษให้เขาสักกี่ครั้งดี? สัก 7 ครั้งหรือ?”

และคำตอบของพระเยซู ก็คือ … “เราบอกท่านว่าไม่ใช่ 7 ครั้ง แต่เป็น 70 … 7 ครั้ง”

ก็คือ 70x7 นี่คือการให้อภัย ตามมาตรฐานของพระเจ้า คือเป็นจำนวน 490 ครั้ง ต่อหนึ่งคน ต่อหนึ่งเรื่อง … มาตรฐานของพระเจ้า ที่พระเจ้าต้องการจากมนุษย์ ทุกคน ทำได้ไหม? คิดเอาเองแล้วกัน

การให้อภัยที่เปโตรถาม เป็นบัญญัติที่สำคัญมาก ที่ชาวยิวในสมัยโน้น ยึดถืออย่างเคร่งครัด โดยตลอด กังวลตลอด คือบัญญัติจะบอกไว้เลยว่าถ้าท่านไม่ให้อภัยต่อมนุษย์ พี่น้องคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งไม่ใช่ชาวยิวก็ตาม พระเจ้าก็จะไม่ให้อภัยท่านด้วย

ซึ่งสมัยนั้น คำว่า “การอภัย” มันคือการอภัยแบบครบถ้วนบริบูรณ์ตามที่พระเจ้าบอก คือแม้กระทั่งว่าเขา “ไอ้โง่” ยังไม่ได้เลย นี่แหละคืออภัยอย่างสมบูรณ์ บอกไอ้เซ่อ เท่ากับเราฆ่าเขา มีค่าเท่ากัน

สรุป ก็คือพระเยซูกำลังจะบอกว่าไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้หรอก ไม่สามารถที่จะให้อภัยตาม  มาตรฐานของพระเจ้า ถ้าอยากทำได้ ต้องไปเกิดใหม่ มาหาเรา เดี๋ยวเราจะบอกวิธีทำ ก็คือทำให้เจ้าเกิดใหม่ เกิดใหม่ปุ๊บ วิญญาณก็ใหม่ สะอาดเหมือนพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พระเยซูสอนในเรื่องอุปมานี้ และอุปมาอื่นๆ ก็ลักษณะเดียวกัน

มนุษย์ทุกคนจึงจำเป็นต้องมาพึ่งพระเยซู เพื่อจะได้บังเกิดใหม่ พอบังเกิดใหม่ปุ๊บ ก็จะมีธรรมชาติในวิญญาณข้างในเป็นความรักของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า  ก็จะสามารถให้อภัยใครก็ได้ เป็นไปตามธรรมชาติ โกรธไม่เป็น แม้ว่าข้างนอกโกรธอยู่ เพราะกิเลสของเนื้อหนังที่ได้รับอิทธิพล จากบาป ซึ่งส่งกระแสเข้ามา แต่วิญญาณก็จะสะอาดใหม่เอี่ยม พระเจ้ามองที่วิญญาณเท่านั้น สะอาดทุกคน ไม่รู้จักโกรธสักคน แต่อยู่ในร่างกายเพียงชั่วคราว เพราะพระเจ้าใช้เราให้ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พอเสร็จสิ้นการงาน พระเจ้าก็เอาวิญญาณและความคิดจิตใจที่เป็นตัวตนของเราแท้ๆ กลับบ้าน ไปอยู่สวรรค์ มันสะอาดหมดจด ส่วนร่างกายเก่าเราไม่เอา ไม่ใช่ตัวเรา สวมไว้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะฉะนั้น เราควรจะรีบทิ้งร่างกายนี้ไปนะ ในพระคัมภีร์พูดไว้อย่างนั้น การจากไป ก็มีความสุขหรือดีกว่าการอยู่บนโลกใบนี้ จากไปอยู่กับพระเจ้าเลย ไม่ต้องอยู่ในเนื้อหนังร่างกาย ที่มันต้องอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของความบาป ผ่านทางกิเลสของเนื้อหนังอยู่นี้ มันดีกว่า ไม่ต้องทุกข์ทรมานกับความวุ่นวายของโลกใบนี้ด้วย แต่ว่าพระเจ้ายังต้องใช้งานเราอยู่ เราอยากจะไป ก็ยังไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น บอกพี่น้องข้างๆ อดทนรออีกนิดหนึ่ง อย่าเพิ่งรีบไปไหน รอพระเจ้าใช้งานให้ครบถ้วนบริบูรณ์ซะก่อน ที่อยากจะไป ก็ตั้งความหวังไว้ รอที่จะจากไป เอเมน นี่แหละ ความสุขของผู้ที่ได้บังเกิดใหม่

คำอุปมา คำสอนของพระเยซูเรื่องใหม่ ที่เราจะเรียนรู้กันในวันนี้ อยู่ในหนังสือลูกา  7:36-39 เป็นอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระเยซูจะสอนให้เรารู้จักการบังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร? การได้รับการชำระ อภัยโทษจากความบาปของพระเจ้า เป็นอย่างไร?

ลูกา 7:36-39 “36 ฟาริสีคนหนึ่ง เชิญพระเยซูไปรับประทานอาหารมื้อค่ำ พระองค์จึงเสด็จไปที่บ้านของเขา และทรงนั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ 37 หญิงคนหนึ่งในเมืองนั้น เคยเป็นหญิงชั่ว เมื่อรู้ว่าพระเยซูกำลังเสวยพระกระยาหารที่บ้านฟาริสีคนนั้น ก็นำขวดน้ำมันหอมเข้ามา 38 และมายืนอยู่ข้างหลังพระองค์ที่พระบาท นางร่ำไห้หลั่งน้ำตารดพระบาท แล้วเอาผมเช็ด จูบพระบาท และรินน้ำมันหอม ชโลมพระบาทของพระองค์  39 เมื่อฟาริสีที่เชิญพระเยซูเห็นเช่นนั้น ก็นึกในใจว่า “หากคนนี้เป็นผู้เผยพระวจนะ เขาก็น่าจะรู้ว่าผู้ที่มาแตะต้องเขาเป็นใคร และเป็นผู้หญิงประเภทไหน เพราะนางเป็นคนบาป”

 

เริ่มเรื่อง คือพระเยซูได้รับเชิญไปรับประทานอาหารมื้อค่ำที่บ้านฟาริสีคนหนึ่ง ที่ชื่อ ซีโมน ไม่ใช่คนที่เป็นสาวกพระเยซูนะ  คล้ายๆ กับนิโคเดมัส คือเป็นคนที่เริ่มเชื่อว่าพระเยซูเป็นใคร? และอยากจะเรียนรู้ต่อไป เขาก็เชิญพระเยซูไปบ้าน ไปเลี้ยง แล้วพระเยซูก็ไป แล้วมีหญิงคนหนึ่งในเมืองนั้น ซึ่งรู้ข่าวว่าพระเยซูจะไปที่นั่น และเป็นหญิงที่ในพระคัมภีร์ บอกว่าเป็นหญิงชั่ว

คำว่า “หญิงชั่ว” ตรงนี้ ในพระคัมภีร์บางฉบับอธิบายว่าผู้คนทั้งเมือง รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ เป็นผู้หญิงบาป มักจะใช้กับผู้หญิงที่มีประวัติในเรื่องการผิดศีลธรรม หรือผู้หญิงที่ทำตัวไม่เรียบร้อย  ไม่สำรวม ซึ่งตามบัญญัติของชาวยิวในสมัยนั้น ถือว่าผู้หญิงเหล่านี้ เป็นคนชั่ว  หรือเป็นคนบาป อย่างแรง ยิวเขาคิดอย่างนี้นะ

แล้วพวกที่คิดว่าตัวเองสะอาด บริสุทธิ์ ตัวเองรักษาบทบัญญัติอย่างดี ก็คือพวกฟาริสี ก็จะไม่เข้าไปใกล้ชิด หรือคบหาสมาคมกับหญิงชั่วเหล่านี้ โดยเด็ดขาด ถือว่าผิดบัญญัติ ใครไปคบ ไปใกล้ชิดกับหญิงพวกนี้ เป็นเรื่องประหลาด เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทำให้เสียเกียรติพระเจ้ามาก โดยเฉพาะคนยิว เพราะเขาคิดว่าเขาอยู่ใกล้พระเจ้ามาก เขาสะอาดบริสุทธิ์กว่าคนที่ไม่ใช่ยิว

ในนี้บอกว่าผู้หญิงคนนั้น เข้ามาหาพระองค์ เอาน้ำมันหอมราด ชโลมพระบาท แล้วก็ใช้ผมเช็ด ร้องไห้ด้วย ทำไมต้องทำอย่างนั้น? การกระทำของหญิงคนนี้ ไม่ต้องอธิบายเยอะนะ ก็คือความรู้สึกว่าพระเยซูมีบุญคุณต่อเขามาก รักพระเยซูมาก ต้องอะไรบางอย่างที่พระเยซูช่วยอะไรเขาไว้ เขาต้องเทิดทูน ยกย่อง ให้เกียรติ นึกถึงพระคุณของพระเยซูมากเลย เขาถึงกล้าทำอย่างนี้ พวกฟาริสีเห็น  รู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงชั่ว ตกใจ นึกในใจว่า …

“หากพระเยซูเป็นผู้เผยพระวจนะจริงๆ ตามที่เขาบอกกันมา พระเยซูก็น่าจะรู้ว่าผู้ที่มาแตะต้องเขา เป็นหญิงประเภทไหน? และนางเป็นคนบาป (บาปหนา, บาปเยอะ, บาปมาก)”

ท่านลองคิดเองแล้วกันว่าถ้าท่านเป็นคริสเตียน แล้วมีคนไม่ดีมากๆ เข้ามาในโบสถ์ ท่านจะคิดอย่างไรกับเขา แล้วพระเจ้าคิดอย่างไร? ฝากไว้

สิ่งที่พวกฟาริสี รวมทั้งพวกเราด้วย ใช้ตัดสินว่าใครเป็นคนชั่วคนบาป ก็จะดูการกระทำของเขา ในอดีต เราจะดูประวัติคนนี้ว่าเคยทำชั่วอะไรมาบ้าง สำหรับพระเยซู พระองค์คิดอย่างไรในเรื่องนี้

ลูกา 7:40-43 “40 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ซีโมน เรามีอะไรจะบอกท่าน” เขาทูลว่า “ท่านอาจารย์ว่าไปเถิด 41 พระองค์ตรัสว่า “คนปล่อยเงินกู้คนหนึ่ง มีลูกหนี้สองราย รายหนึ่งเป็นหนี้ห้าร้อยเหรียญเดนาริอัน อีกรายหนึ่งเป็นหนี้ห้าสิบเหรียญ 42 ทั้งสองคนไม่มีเงินใช้หนี้ เขาจึงยกหนี้ให้ทั้งคู่ ในสองคนนี้ คนไหนจะรักเจ้าหนี้มากกว่ากัน?” 43 ซีโมนทูลตอบว่า “ข้าพเจ้าคิดว่าคนที่ได้รับการยกหนี้มากกว่า” พระเยซูตรัสว่า “ท่านตัดสินถูกแล้ว”

 

คำอุปมาของพระเยซูตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะฟาริสีสมัยนั้น แต่หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่เป็นคนบาป ตามที่พระคัมภีร์บอก เป็นคนชั่ว อยู่ในวิญญาณของเรา จะมีนิสัยอย่างนี้ มักชอบเปรียบเทียบ เปรียบมันทุกเรื่องตั้งแต่เปรียบว่า …

“ฉันเป็นอย่างไร? เธอทำอะไร? เธอเป็นอย่างไง?”

ตั้งแต่ใครรวยกว่ากัน ใครสวยกว่ากัน ใครหล่อกว่ากัน ใครผอมกว่ากัน? ใครเก่งกว่ากัน? ใครดีกว่ากัน? เปรียบเทียบแม้กระทั่งว่าบาปชนิดไหน? ใครทำอะไรใหญ่กว่ากัน

“ที่เธอทำบาปน้อย ฉันทำบาปเยอะ เธอทำบาปเยอะกว่าฉัน บาปอันนี้มากกว่า อันนี้น้อยกว่า”

นี่คือมนุษย์ทุกคน เพราะวิญญาณข้างในบาป มาอ่านกันต่อว่าคำอุปมาในนี้ พระเยซูกำลังจะบอกอะไรกับฟาริสี และกำลังจะบอกกับพวกเราด้วย

ลูกา 7:44-50 “44 แล้วพระองค์ทรงหันไปทางหญิงนั้น และตรัสกับซีโมนว่า “ท่านเห็นหญิงคนนี้หรือไม่ เราเข้ามาในบ้านของท่าน ท่านไม่ได้เอาน้ำมาให้เราล้างเท้า ส่วนนางเอาน้ำตาล้างเท้าของเรา และเช็ดด้วยผมของนาง 45 ท่านไม่ได้จูบเรา แต่หญิงนี้จูบเท้าเราไม่หยุด ตั้งแต่เราเข้ามาในบ้าน 46 ท่านไม่ได้รินน้ำมันรดศีรษะของเรา แต่นางรินน้ำมันหอมรดเท้าของเรา 47 เหตุฉะนั้น เราบอกท่านว่าบาปมากมายของนางได้รับการอภัยแล้ว ตามที่ได้เห็นจากความรักมากมายของนาง แต่ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อยก็รักน้อย” 48 แล้วพระเยซูตรัสกับนางว่า “บาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว” 49 แขกรับเชิญคนอื่นๆ เริ่มพูดกันว่า “ผู้นี้เป็นใครหนอ จึงให้อภัยบาปได้?” 50 พระเยซูตรัสกับหญิงนั้นว่า “ความเชื่อของเจ้า ได้ทำให้เจ้ารอด จงไปเป็นสุขเถิด”

 

พระเยซูกำลังให้เห็นความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม กลุ่มที่เรียกว่าฟาริสี ที่คิดว่าตัวเองทำสิ่งที่ดีงาม แล้วเห็นผู้หญิงคนนี้ว่าเป็นคนชั่ว บาปหนามาก แต่ทั้งสองกลุ่มนี้ ทำกับพระเยซูต่างกัน ผู้หญิงนี้พึ่งพระเยซูหมดเลย ผู้เดียวที่จะช่วยฉันได้ แต่ฟาริสีบอกพระเยซูก็ดี แต่มีบางอย่างที่ฉันจะทำเองด้วย พระเยซูเลยลดความสำคัญลง รู้ได้อย่างไร? ก็ทำต่อพระเยซูน้อยลง พระเยซูกำลังบอกกับฟาริสีว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำกับพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความรัก ความเทิดทูน ที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีต่อพระองค์ และรู้ว่าพระองค์มีค่าเท่าไร? สำหรับเขา ถ้าผู้หญิงคนนี้ ทำอย่างนี้มาก แสดงว่าพระเยซูมีค่ากับเขามาก เทียบกับฟาริสีที่ทำนิดเดียว ล้างเท้ายังไม่ล้างเลย แสดงว่าฟาริสีให้ความสำคัญกับพระเยซูน้อย พูดง่ายๆ พระเยซูไม่จำเป็นสำหรับชีวิตท่านเท่าไรนัก หรือถ้าจำเป็น ก็จำเป็นน้อยกว่าผู้หญิงคนนี้ที่ต้องการพระเยซู

ความหมาย ก็คือเพราะผู้หญิงคนนี้ รู้ตัวดีว่าตัวเองทำอะไรมาบ้าง? มีบาปหนาขนาดไหน? เหมือนอุปมาเรื่องเจ้าหนี้ที่เมื่อตะกี้เราอ่าน เป็นลูกหนี้ที่ถูกยกหนี้มากกว่า ก็ย่อมรักเจ้าหนี้มากกว่า เพราะได้รับการช่วยเหลือ ผู้หญิงคนนี้รู้ตัวเองว่าเป็นลูกหนี้ ที่มีหนี้เยอะมาก ยังไงๆ ตัวเองก็ใช้หนี้ไม่หมด ก็เลยต้องพึ่งในพระเยซู 100% เชื่อหมดใจว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เพราะว่าตัวเองไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้นั่นเอง

นี่คือหัวใจของคนที่จะเกิดใหม่ นี่คือหัวใจของคนที่จะมาเชื่อพระเยซู คือต้องรู้ว่าฉันแย่มาก ไม่มีทางรอดเลย ถ้าไม่มีพระเยซู

สรุปหมายถึงอย่างนี้  ผู้หญิงคนนี้ได้สำแดงสิ่งนี้ให้เราได้เห็น ในขณะที่เทียบกับพวกฟาริสีที่คิดว่าตัวเองเป็นคนบาป ก็จริง แต่ฉันกำลังพยายามด้วยตัวเอง รักษาบทบัญญัติของพระเจ้า ทำให้ตัวเองสะอาดบริสุทธิ์บ้าง? บาป  แม้ฉันจะมี แต่ก็มีไม่มากเท่ากับคนอื่น ฟังให้ดี ตรงนี้คือหัวใจ ตามอุปมา ก็คือฉันเป็นหนี้แค่นิดเดียว คนอื่นเป็นหนี้ 500 ฉันเป็นหนี้แค่ 50 หรือบางคนปฏิบัติเยอะมากๆ อธิษฐานมากๆ ฉันเป็นหนี้แค่ 5 เท่านั้นเอง เผลอๆ ฉันเป็นหนี้แค่หนึ่ง ยิ่งมีความคิดมากเท่าไร? พระเยซูก็ลดความสำคัญมากเท่านั้น เมื่อเป็นหนี้แค่นิดเดียว การปฏิบัติตัวออกมา ก็เลยแสดงออกถึงความรัก ที่มีต่อคนที่เป็นเจ้าหนี้ น้อยกว่าคนอื่นเขา นี่หมายถึงข้างใน ข้างนอกเราไม่รู้ว่าปฏิบัติอะไรอย่างไร?

พระเยซูบอกว่า “เหตุฉะนั้น บาปมากมายของนาง ได้รับการอภัยแล้ว จากที่ได้เห็นจากความรักมากมายของนาง แต่ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อย ก็รักน้อย”

เห็นหรือยัง? “ผู้ที่ได้น้อย ก็ไม่ได้สำนึกถึงการกระทำของพระเยซู คือรักพระเยซูน้อย ผู้ที่สำนึกตัวเองมาก ที่บอกว่าฉันบาป ไม่มีทางแก้ไขได้เลย  ไม่มีใครช่วยฉันได้ แม้แต่ตัวฉันเองก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ฉันพึ่งพระเยซู 100% เต็ม ก็เลยรักพระเยซู พึ่งพระเยซู 100% อีกคนหนึ่งบอก ฉันพึ่งตัวเองได้ พึ่งพระเยซูสัก 50 ตัวฉันเองทำเองอีก 50 ก็จะรักและพึ่งพระเยซูน้อยกว่า นี่เป็นธรรมชาติ ต้องเป็นอย่างนี้เลย

คำอุปมาที่พระเยซูสอน เป็นการย้ำให้เราเห็นพื้นฐานของมนุษย์ที่ชอบเปรียบเทียบ พยายามชั่ง ตวง วัด ค่าของความเข้มข้นของความชั่วที่ทำ เพื่อหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองรอดพ้นจากบาป ด้วยตัวเอง ซึ่งมนุษย์ที่ไม่รู้จักพระเจ้า ก็พยายามที่จะทำ เพราะว่ามันติดบาป มาตั้งแต่เกิดแล้ว จะลบมันออกให้ได้ ทั้งๆ ที่พอมาเชื่อพระเยซู พระเยซูลบมันออก 100% แล้ว ไม่พอ วันทั้งวันยังเอายางลบๆ มันอยู่นั่น ลบจนเลือดไหลเลย เป็นผลร้ายอีก ชีวิตไม่มีสันติสุข

ตัวอย่างเช่น ถ้าทำแบบนี้นะ เป็นบาปใหญ่ ถ้าทำแบบนี้ บาปเล็กๆ เอง แค่ขับรถฝ่าไฟแดง แค่นี้เอง แค่ด่าเพื่อน บาปไม่เยอะ ด่าพ่อกับแม่ เรื่องใหญ่มากๆ เรามักจะคิดกันอย่างนี้ใช่ไหม? ไม่ใช่ให้ด่าแม่เขานะ หมายถึงว่าแม่ตัวเองอย่างนี้ ตวาดแม่ตัวเอง ไม่ได้ ฆ่าคนตายเป็นบาปใหญ่ ถ้าทะเลาะวิวาทกัน เป็นบาปเล็ก ทะเลาะวิวาทแค่นี้ นิดหน่อยเอง ยังไม่ถึงขนาดตีหัวเขาเลย พระเยซูบอกทะเลาะแค่นั้น ก็เท่ากับฆ่าเขาตายแล้ว บาปเท่ากัน

อีกอันหนึ่งชัดใหญ่ “เจตนา” เราไม่ได้เจตนา ดังนั้นไม่บาป  สำหรับพระเจ้า เจตนาหรือไม่เจตนา ก็บาป เพราะว่ามันเป็นบาป เพราะมันเป็นกฎ ลบเลือนไม่ได้ จุดๆ หนึ่ง ขีดๆ หนึ่งก็ลบไม่ได้ เพราะเป็นพระเจ้าผู้ดูแลรักษากฎนี้ เหมือนท่านเดินออกไป จากดาดฟ้าชั้น 2 ปุ๊บ ไม่มีอะไรรับท่าน ท่านก็ถูกแรงดึงดูดของโลก ดูดท่านลงมา เพราะว่ามันเป็นกฎของโลกนี้ กฎของวัตถุ คืออะไรที่มีน้ำหนัก เป็นวัตถุสิ่งของ ออกไปลอยๆ อยู่ จะถูกแรงดึงดูดของโลก ดูดลงมาบนพื้นดิน เพราะมันเป็นกฎ จะมีแบบนี้ไหม?

“คนนี้ไม่ดูดหรอก เพราะเขาทำดีไว้เยอะ อย่าไปดูดเขาเลย”

ทำได้ไหม?  พรุ่งนี้ดวงอาทิตย์อาจจะมาขึ้นทางทิศตะวันตก เพราะมีคนอธิษฐานขอเยอะ และจำเป็นมากเลย เพราะมันจะช่วยคนอีกประมาณ 2, 3 ล้านคนรอดจากการหายนะ เฉพาะพรุ่งนี้วันเดียว ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก ทำได้ไหม? ไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นกฎ คนไม่เข้าใจตรงนี้ นึกว่า …

“พระเจ้าทำไมไม่ยุติธรรม”

พระเจ้ายุติธรรมจริงๆ พระคัมภีร์บอกพระเจ้ายุติธรรม ไม่มีการลำเอียงใดๆ เลย ทุกอย่างเป็นกฎ เป็นระเบียบ ถ้าท่านได้รับความรอดในพระเยซูคริสต์ ก็เหมือนกัน มันก็เป็นกฎ ถ้าท่านเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไถ่บาปท่าน ท่านก็ได้รับความรอดเลย มันเป็นกฎ ท่านจะแก้ ยังแก้ไม่ได้เลย ท่านอาจจะบอกว่าโจรคนนี้ ทำชั่วมาตลอดชีวิต แล้วทำชั่วจริงๆ จนถูกจับได้ แล้วถูกตรึง ให้ตายอย่างทรมานที่กางเขน เพื่อเป็นตัวอย่างว่าอย่าทำอย่างนี้อีก แล้วถูกตรึงวันเดียวกับพระเยซู อยู่ข้างพระเยซู 2 คน ทำชั่วทั้งสองคน สมควรตาย อีกคนหนึ่งมาหาพระเยซูบอก …

“พระเยซูฉันเชื่อๆ ขอฝากชีวิตด้วย ฉันเชื่อพระองค์ นำฉันไปสวรรค์ด้วย”

พระเยซูบอกว่าอย่างไร? เราจะได้เจอกันในสวรรค์ รอดไหม? รอด เราบอกไม่ยุติธรรม นี่คือมนุษย์คิด กับพระเจ้าคิดต่างกัน ต้องเข้าใจตรงนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ต้องเข้าใจเรื่อยเปื่อยตามประสาของมนุษย์ ตำรวจเรียกรถ 2 คัน ฝ่าไฟแดงทั้งสองคัน คันหนึ่งปรับ 5,000 บาท จ่าย 5,000 ไม่มีการยกเว้น อีกคันหนึ่ง จอดพร้อมกัน ฝ่าไฟแดงปรับเท่ากัน 5,000 ส่งศาล คนนี้ก็แย้งผู้พิพากษาว่าที่ฝ่าไฟแดงเพราะอะไร? สมมตินะ ยกตัวอย่างให้น่าสงสาร เพราะว่าจำเป็นต้องไปช่วยคนนี้ ภายในหนึ่งวินาที เขาจะตายไม่ตาย ต้องรีบไปโรงพยาบาล มีหลักฐานเรียบร้อย ศาลและลูกขุนเห็นเหมาะสม เป็นสิ่งที่ดีงาม ที่เขาทำไว้ เพราะฉะนั้น ละเว้นสักหนึ่งราย ไม่เปรียบเทียบปรับ ถามว่าสามารถทำได้ไหม? ได้ เพราะมันเป็นกฎที่มนุษย์วาง มนุษย์ก็จะอย่างนี้ อันนี้ดีๆ มันคนละเรื่องกับโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าวางกฎไว้ต่างๆ แก้ไขไม่ได้ พระเจ้าจึงต้องประทานพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ มาตายที่ไม้กางเขน เพื่อรับบาปแทนเรา และสร้างกฎใหม่ เรียกว่ากฎแห่งพระคุณ ในวิญญาณ ในพระเยซูคริสต์ ที่จะทำให้เราเป็นอิสระจากกฎของความบาปและความตาย  ทำอย่างไรก็ตาย เพราะมันอยู่ในกฎนั้น จะมาอ้างไม่ได้ว่า …

“ฉันทำอย่างโน้น ฉันทำอย่างนี้ หวังดี”

มันไม่ใช่  มันอยู่ที่รู้ความจริงของกฎไหม? ความจริง จะทำให้เราเป็นไท เป็นอิสระ ไม่อย่างนั้น เราก็จะมานั่งคิดว่าอันนี้เจตนาทำผิดไหม? อันนี้ไม่เจตนา สำหรับพระเจ้า ทำบาป ก็คือบาป ไม่มีเจตนาหรือไม่เจตนา เราก็จะบอกทำบาปเยอะ ทำบาปน้อย ทำบาปเยอะๆ ต้องไปอยู่ในนรกมากกว่าคนที่ทำบาปน้อย เราบอก คนทำบาปน้อย ไปอยู่ในนรกขุมเดียว คนทำบาปเยอะๆ ไปอยู่นรกหลายขุม แสดงว่ามันต่างกันนะ ในพระเจ้าทำบาปมากบาปน้อย ก็ไปอยู่ในนรกที่เดียว ในทำนองเดียวกัน คนที่ไปอยู่ในสวรรค์ ก็ไปอยู่ในสวรรค์ที่เดียวกันนั่นแหละ ไม่มีอะไรที่ดีกว่า คนนี้ทำดี ไปอยู่ในสวรรค์ชั้นหนึ่ง พอแล้ว เธอต้องทำดีมากๆ ขึ้นไปอีก เพื่อว่าเมื่อจบชีวิต เธอจะได้ไปอยู่ในสวรรค์ชั้นสูงๆ เลย ชั้น 12 ก็ได้ เดี๋ยวนี้ยิ่งดีใหญ่ ใช้ลิฟท์ ชั้น 50 ก็ได้  แล้วแต่มนุษย์จะคิดตามประสามนุษย์ พระเยซูกำลังจะสอนเราอย่างนี้ สอนมา 2,000 ปี ยังเอามาใช้ได้ถึงปัจจุบัน เหมือนกันเด๊ะ คุ้นๆ ใช่ไหมถ้อยคำแบบนี้ แต่ในทางพระเจ้าไม่มีแบบนี้ ความรัก ความเมตตา การให้อภัยของพระเจ้าไม่มีความแตกต่างเลย ไม่มีการแบ่งแยกเลยว่าคนนี้บาปน้อย ฉะนั้น อภัยให้น้อย คนนี้บาปหนามาก เพราะฉะนั้น ไม่ให้อภัยเด็ดขาด ไม่มี พระเยซูตายที่ไม้กางเขน เพื่อมนุษย์ทุกคน เพื่อทุกคนจะได้รับความรอด มาถึงชีวิตนิรันดร์ พระเจ้าประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มา เพื่อมนุษย์ทุกคน แต่ทุกคนต้องทำหน้าที่ ก็คือต้องใช้สิทธิของเขา ถ้าเขาใช้สิทธิของเขา ก็จะไม่มีใครมาแย้งได้เลย เขาก็จะได้รับสิทธิของเขาไป ตามนั้น

ในสายพระเนตรของพระเจ้า คำว่าบาป ไม่มีเรื่องปริมาณ ไม่มีเรื่องเจตนา มีเพียงบาป ก็คือบาป ทำบาปเล็ก ทำบาปใหญ่ ก็บาปเท่ากัน ไม่ว่าจะกี่ครั้ง ก็บาป เหมือนกัน ไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่เจตนา ก็บาปเหมือนกัน ไม่มีคำปรากฏในพระคัมภีร์ว่ารอดจากบาป นิดหน่อย รอดจากบาปมาก มีแต่รอดจากบาปทุกคน มีแต่ขาวกับดำ ไม่มีเทาๆ

ถ้าเราทำให้กฎของพระเจ้า ถ้อยคำของพระเจ้าแม้แต่ขีดๆ หนึ่ง จุดๆ หนึ่ง ลบเลือนหายไป ด้อยลง อ่อนค่าลง ทำให้บัญญัติของพระเจ้าอ่อนแอลง คือไม่เข้มเท่าเดิม เพราะเราคิดเอง เราก็จะไม่แสวงหาพระคุณพระเจ้า เราก็จะพยายามด้วยกำลังของเราเอง ซึ่งคิดว่าทำให้ดีที่สุด ก็แล้วกัน แล้วเราจะเป็นที่พอใจของพระเจ้า เป็นที่รับได้ของพระองค์มากกว่าคนที่เขาไม่พยายาม อันตรายมาก แต่พระเยซูกำลังมาชี้ให้เราเห็นว่าเราพยายามเท่าไร ก็ไม่มีทางผ่านมาตรฐานของความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้  ไม่มีทางที่จะบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากมลทินของบาปใดๆ ได้ตามมาตรฐาน ตามสายพระเนตรของพระเจ้าได้ เราไม่มีทางทำได้  ถ้าเราเห็นตามที่พระเยซูบอก พระเยซูกำลังบอกว่า …

“ถ้าท่านทำไม่ได้ ท่านต้องพึ่งเรา 100% ไง ต้องมาหาทางเรา 100%”

มาหาทางพระเยซู 100% และวางใจในพระองค์ ที่ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระเมสซียาห์

บัญญัติของพระเจ้าที่จะรักษาไว้ เพื่อมนุษย์ทุกคนจะได้พ้นจากบาปได้นั้น ต้องเป็นบัญญัติที่ครบถ้วนบริบูรณ์ บอกว่า “ห้ามฆ่าคน” ก็ต้องไม่ฆ่าเลย แม้กระทั่งว่าคน เกลียดคนก็ไม่ได้เลย ต้องครบถ้วนอย่างนั้น ถึงจะได้เข้าในสวรรค์ได้ เข้าไปอยู่กับพระเจ้าได้ ต้องครบถ้วนบริบูรณ์ 600 กว่าข้อ หรือมากกว่านั้นอีก ซึ่งพระเยซูบอกมนุษย์ทำไม่ได้หรอก แต่พระองค์ทำให้เราได้ ก็คือเข้าไปเชื่อในพระองค์ พอท่านเชื่อ ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นกฎแห่งพระวิญญาณ พอท่านเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ทุกคน ตายที่ไม้กางเขน  เพื่อแบกรับเอาความบาปของมวลมนุษยชาติ และของฉันด้วย และพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 นี่คือข่าวประเสริฐ คือฤทธิ์เดชอำนาจ คือกฎของวิญญาณ ใครที่เชื่ออย่างนี้ วิญญาณของเขาจะได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ มีวิญญาณเหมือนพระเจ้าเลย สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า ไม่มีตำหนิใดๆ เลย พระเจ้าเป็นวิญญาณแห่งความรัก เคยได้ยินใช่ไหม?

“พระเจ้าเป็นความรัก  พระเจ้าเป็นความรัก”

พอเราเหมือนพระเจ้า เราก็เลย เป็นความรัก วิญญาณเราเป็นความรักเหมือนพระเจ้าเลย อย่างที่ตะกี้ผมบอก เราเพียงสวมใส่ร่างกายเก่า ซึ่งร่างกายเก่านี้ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลของบาป เนื่องจากกิเลสตัณหามันยังอยู่ในนี้ เนื้อหนังนี้ และยังอยู่ในความคิดเก่าๆ นี้ อาจจะเผลอตกหล่นไป พระเจ้าไม่สนใจ พระเจ้าสนใจตัวจริงของเรา และความคิดจิตใจของเราที่บังเกิดใหม่แล้ว อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า พระเจ้าบอกว่า …

“จะไม่มีใครที่ไหนเอาเจ้าออกไปจากมือของเราได้อีกแล้ว เราใส่หัวใจใหม่ วิญญาณใหม่ลงไปที่เจ้าแล้ว ไม่มีฤทธิ์เดชอำนาจใดๆ ที่มาเอาเจ้าออกไปจากความรักของเราได้อีกแล้ว”

ฟิลิปปี บทที่ 1 บอกว่าพระเจ้าทรงให้ท่านเกิดใหม่แล้ว เริ่มต้นการงานดีในท่านแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าพระองค์จะทรงกระทำ พาท่านต่อไป จนกระทั่งสำเร็จผล เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า จนกว่าวันของพระเยซูคริสต์จอมเจ้านาย คือวันที่ท่านจากไปหาพระเยซู หรือพระเยซูกลับมา เอเมน

เห็นไหม? ทำได้ เพราะว่าพระองค์ทำหนทางให้เรา สามารถไป เพราะว่ามันเป็นกฎ กฎนี้ เรียกว่ากฎแห่งพระคุณในพระเยซูคริสต์ มนุษย์คิดว่าพยายามทำให้ดีที่สุด ก็แล้วกัน เพื่อพระเจ้าจะได้พอใจ ฟังให้ดีๆ นะ มนุษย์คิดเหมือนฟาริสีสมัยก่อน แม้จะเป็นคริสเตียน ก็ยังคิดอย่างนี้อยู่ คิดว่าพยายามทำให้ดีที่สุด ก็แล้วกันนะ เพื่อพระเจ้าพอใจ แต่พระเยซูบอกว่า …

“สิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอใจที่สุด คือท่านทั้งหลายจงเชื่อในเรา”

คนถามพระเยซู “พระเยซู พระเจ้าส่งพระองค์มาทำอะไรบนโลกนี้”

พระเยซูบอก “เรามาทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า คือเชื่อในพระบิดา คนใดจะไปหาพระบิดา ต้องเชื่อในเรา”

คนไหนทำให้พระเจ้าพอใจ คือเชื่อในพระเจ้า พูดง่ายๆ คือคนไหนที่ทำให้พระเจ้าพอใจ คือคนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาไถ่บาปมนุษย์และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 นี่แหละ คนที่เชื่อตรงนี้ คือคนที่พระเจ้าพอใจที่สุด เพราะว่าเชื่อตรงนี้แล้ว พระเจ้าจะนำพาเขามาเป็นลูกของพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงนำพาเขาไปเรื่อยๆ และใช้เขาบนโลกใบนี้ ให้เป็นแสงสว่างที่เดินอยู่บนโลกนี้ พร้อมๆ กับพระองค์ เอเมน

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากทำชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ซึ่งทุกคนอยากทำอยู่แล้วล่ะ พยายามอยากทำอยู่ อันนี้ง่ายขึ้นแล้ว อยากทำให้ชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ก็คือเชื่อและวางใจในพระบุตร คือพระเยซู ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาปให้กับเรา เพื่อให้เราได้บังเกิดใหม่ พร้อมๆ กับพระองค์ในวันที่ 3 ที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ แค่นั้นเอง แล้วเมื่อเราเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าแล้ว พระเจ้าจะอวยพร และนำพาชีวิตท่านต่อไป เมื่อพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคเสด็จเข้ามาสถิตอยู่ในท่าน ในวิญญาณของท่าน พระองค์จะนำพาท่านไป จบอุปมานี้ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

********************************

 

 

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2018 เรื่อง “การกิน การอยู่ก็สำคัญ” โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2018

เรื่อง “การกิน การอยู่ก็สำคัญ”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีครับพี่น้อง จะมาฝากข้อเตือนใจ พระคัมภีร์บอกไว้ว่าความรักของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหมด มันเหลือล้นมาก อันนี้ไม่ต้องพิสูจน์นะ เป็นความเชื่อที่เห็นชัดเจน ที่พระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ตายเพื่อมนุษย์ทั้งหลาย  เพื่อเราทั้งหลาย มันพิสูจน์แล้วว่าพระองค์ทรงรัก เมตตา หวังดีต่อเราจริงๆ จริงใจ

คราวนี้ ความหวังดี พระองค์ก็ทรงกระทำตามที่แผนการของพระองค์ทรงวางไว้ ซึ่งเป็นกฎ เป็นระเบียบหมดเลยนะ พระองค์ฝืนกฎระเบียบของพระองค์เองก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ ยกตัวอย่างเช่นพระเยซูถูกส่งมาบนโลกใบนี้ เพื่อมนุษย์ได้รับความรอด จากบาป ถูกไหม? รอดจากนรกใช่ไหม? แล้วถามว่าทุกคนต้องทำอย่างไร? ทุกคนก็ต้องทำตามกฎระเบียบ คือต้องไปใช้สิทธิของเขา พระเจ้าไม่มาบังคับ บีบคอเขาให้เขาเชื่อ อย่างนี้ ยกตัวอย่าง มันเป็นกฎระเบียบ

พระเจ้าคงน้ำตาไหลมากเลย ถ้าคนไม่ใช้สิทธิของเขา ไม่เชื่อในพระเยซู ไม่รู้ทำอย่างไร? นี่เราก็รู้ๆ กันอยู่ แล้วเรื่องอื่นล่ะ เหมือนกันแหละ เรื่องพรก็เหมือนกัน  พรหลายๆ อย่างที่เราขอ  พระคัมภีร์ก็บอกไว้อย่างนั้นว่ามันมีกฎ มีระเบียบของมัน พระเจ้าอยากให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุด ก็เลยประทานถ้อยคำของพระองค์ สอนเราในพระคัมภีร์ ทั้งเรื่องโลกวิญญาณ เรื่องโลกวัตถุ

โลกวิญญาณก็จะมีกฎของโลกวิญญาณเอง  ยกตัวอย่างโลกวิญญาณ เชื่อพระเยซู แล้วได้รับความรอดแล้ว ได้รับการอภัยจากบาป  100%  ได้รับแน่นอน  อภัยให้แน่นอน ได้รับความรอดแน่นอน ได้บังเกิดใหม่แน่นอน นี่คือกฎของโลกวิญญาณ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามใบโลกใบนี้ ถ้ากฎของโลกวิญญาณ คือคุณเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระบุตรของพระเจ้า เกิดเป็นมนุษย์และตายที่ไม้กางเขน เพื่อคุณ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 คุณได้เกิดใหม่แน่นอน ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ เห็นไหม? นี่คือกฎ

ในทำนองสลับกัน คือไม่ว่าคุณเชื่อในโลกวิญญาณอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าคุณทำอะไร บนโลกใบนี้ ตามกฎของโลกใบนี้ มันมีอยู่ว่าคุณทำอะไร? คุณก็ต้องเก็บเกี่ยวในสิ่งนั้นเหล่านั้น พระเจ้าอยากจะช่วยเราเต็มที่ ก็ประทานถ้อยคำให้กับเรา สอนเรา เพื่อให้เราเป็นอิสระ ความจริงจะทำให้เราเป็นไท ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าความจริงจะทำให้เราเป็นไท

เกริ่นมาตั้งเยอะ ทุกคนคิดว่าจะพูดอะไรน่า? จะพูดว่าพระเจ้าสอนเราหลายๆ อย่าง ให้เรากระทำ แล้วมันจะเป็นพรกับชีวิตของเรา คือการบังคับเนื้อหนัง กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ร่างกายของเรา ซึ่งยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเราบังคับมันได้มาก เราก็ได้พรมาก ถ้าเราบังคับมันได้น้อย เราก็ได้พรน้อย  เราก็เสียประโยชน์ไป

อย่างเช่นเปาโลบอกว่าอะไรที่มันเป็นประโยชน์ เป็นการเสริมสร้าง ก็จงทำไปเถอะ  เป็นคริสเตียน ไม่มีกฎข้อห้าม คืออยากจะทำ เชิญเลย แต่คิดดูให้ดีๆ ว่าที่ทำไป มันมีประโยชน์หรือเปล่า? ถ้ามันมีประโยชน์ ก็ทำ ถ้าไม่มีประโยชน์ ก็อย่าทำเลย ถ้าทำแล้วทำไม? ตกนรกหรือ? ไม่ตกหรอก ถ้าทำแล้ว ไม่มีความสุข ไม่ได้รับความรอด หรือเหมือนรอดด้วยไฟ ทรมาทรกรรม

ยกตัวอย่าง สำคัญมาก วันนี้มากเตือนให้ ทุกๆ ปี ก็พูดเตือนตรงนี้แหละ แล้วก็เตือนอยู่เรื่อยๆ ทุกคนก็ยังอยู่ในกิเลสตัณหาตรงนี้มากที่สุด  แล้วทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนมากขึ้นทุกวันๆ ในยุคปัจจุบันนี้ เยอะขึ้นทุกวันๆ พูดเพื่อเตือนทุกคน แล้วเตือนตัวเองด้วย เตือนคนรักด้วย บางครั้ง เราเตือนมากไป ก็หาว่ายุ่งนะ แต่มันต้องเตือน ก็คือเรื่องของสุภาษิต 23:2 ใครจำได้บ้าง?

สุภาษิต 23:2 “ถ้าเจ้าตะกละเห็นแก่กิน ก็จงเอามีดจ่อคอหอยตนเองไว้”

 

ถ้าเจ้าตะกละ ก็คืออยากกิน ใช่ไหม? จำได้ใช่ไหม? เตือนแล้วใช่ไหมว่าง่ายๆ ที่จำได้ง่ายๆ ไม่ใช่มาเรียนเรื่องสุขลักษณะ หรือว่าสุขภาพในปัจจุบัน อะไรเป็นอะไร? ยากเย็นเข็ญใจ ง่ายๆ จำไว้เลย เตือนไว้บอกว่าเป็นผลสรุปเรียบร้อยแล้วว่าแป้งและน้ำตาล มันอันตรายต่อชีวิตเรามาก มันคือยาเสพติด ยิ่งกินยิ่งติด แล้วมันบ่อนทำลายร่างกายเรา ทำให้แก่ และตายก่อนวัยอันควร มันทำให้เราต้องทรมานกับสุขภาพร่างกาย โรคหลายโรค ทุกโรคเลยล่ะ มันทำให้เราอ่อนแอลง และโรคเหล่านั้น ก็รุมเราได้ เชื้อโรคอะไรต่างๆ ความเสียหายของร่างกาย อย่างนี้เป็นต้น

ก็ต้องเตือนทุกปี พอเดือนมกราคมก็ทำได้อยู่ พอเดือนธันวาคมฉ่ำเลย กินหมด อะไรที่มันหวาน สำหรับร่างกายแล้ว อย่างที่บอก มันไม่มีคำว่าแป้ง มันมีแต่น้ำตาลกับน้ำตาล  กินน้ำตาลมันก็เป็นน้ำตาล กินแป้งไป ร่างกายมันบอกไม่รู้หรอกว่าเป็นแป้ง มันก็คือน้ำตาล จะกินอะไรเข้าไป มันคือน้ำตาลหมด และสิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อชีวิตเรามาก เตือนแล้วหลายครั้ง

เชตใหม่ ปีหน้าเริ่มต้น อยากลดความอ้วน ก็ลดน้ำตาล แป้ง แล้วก็คอยสังเกตอันหนึ่งที่เคยบอกไว้ มี 3 อันทีชัดๆ คือแป้ง น้ำตาล และน้ำมันที่ผ่านกรรมวิธี นี่เขาก็พิสูจน์มาแล้วว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพิษ มันเป็นพิษ สนใจหน่อยเถอะ กินน้ำมันมะพร้าวดีๆ ไม่อยากกิน มีกลิ่นบ้างล่ะ กลิ่นไม่หอม ไม่หวาน ไม่มัน ไม่อร่อย กลับไปกินน้ำมันพืชเหมือนเดิม น้ำมันถั่วเหลืองเหมือนเดิม แล้วมันก็เป็นพิษต่อร่างกาย

นี่แหละคือที่ตะกี้นี้บอก “ถ้าเจ้าตะกละ” ตะกละ หมายถึงมันอยาก เราต้องสู้กับมันด้วยสติปัญญา ถ้อยคำพระเจ้า และคำอธิษฐานด้วย  และความรู้อย่างนี้ เรามาเล่าสู่กันฟัง เป็นแบบพี่น้องง่ายๆ  ไม่ต้องเรียนสูง ก็รู้แล้วว่าน้ำมันผ่านกรรมวิธี ตามซุปเปอร์มาเก็ตที่วางอยู่ อะไรที่มันใส อยู่ได้เป็นปีๆ หลายๆ ปี ก็ไม่เสีย พวกนั้น แล้วจะไปหาข้อมูลเหล่านี้ เดี๋ยวนี้หาง่ายจะตายในอินเตอร์เนต เยอะแยะไปหมด

สนใจสิ่งเหล่านี้ เพื่อเราจะได้ประโยชน์ ได้การเสริมสร้างขึ้นในชีวิตของเรา และคนที่เราดูแลอยู่ ในครอบครัวเรา อาจจะมีสามี ภรรยา ลูก พ่อแม่ หลาน คนที่เราดูแลอยู่ อย่างที่โบสถ์ ตั้งแต่แนะนำไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน เดี๋ยวนี้สะอาดหมดจด ทุกคนรับประทานอย่างมีความสุข อาจจะยังมีแป้งบ้าง แต่อย่างที่บอกว่าให้เอาไปลดส่วนตัว เราไม่ได้บังคับ แต่ให้รู้ ค่อยๆ ลดลง กินให้มันน้อยๆ หน่อย ไม่ใช่กินไม่ได้ แต่กินให้มันน้อยๆ หน่อย แต่น้ำมันไม่มีแล้ว น้ำมันที่นี่ น้ำมันมะพร้าวตลอด แถมบริการให้สมาชิกในราคาถูกอีกต่างหาก พยายามยัดเยียดให้ไปกินให้ได้  หลายคนก็ติดเป็นนิสัย แล้วก็ได้ผลไปแล้ว ก็ดีใจด้วย แต่หลายคน รวมทั้งวัยรุ่นต่างๆ เตือนไว้ พยายามเตือนไว้ วัยรุ่นวันนี้ วันหน้า ก็คือเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง หรือเจ็บป่วย  อ่อนแอ ก็อยู่ตรงนี้  การกินสำคัญ

จากประสบการณ์และเห็นชัดๆ เลย ดูผู้คนหลายๆ คน ผมให้การกินเป็นเบอร์หนึ่ง ออกกำลังกายเป็นเบอร์ 2 เบอร์ 3 เบอร์ 4 ไม่ออกกำลังกายยังได้เลย  กินให้ถูกต้อง กินให้ดีๆ เพราะกินให้ถูกต้อง กินให้ดีๆ สุขภาพแข็งแรง มันอยากจะออกกำลังกายเอง ทำงานโน้นทำงานนี้ อยากจะออกกำลังกายเอง มันเป็นไปเอง แต่บังคับให้ออกกำลังกาย ไปออกกำลังกาย แต่กินไม่ดี วันนี้ลดไป 1 ขีด กินไป 1 กิโลฯ มันจะไปรอดได้อย่างไร? ในที่สุด ป่วย ต่อให้อยากออกกำลังกาย แต่ป่วย มันก็ไม่ไหวแล้ว ออกกำลังกายไม่ได้  เห็นไหม? เสียผลประโยชน์ เสียสุขภาพ ได้รับความรอดไหม? คนละเรื่องกัน รอด ไปสวรรค์ แต่ไปแบบเหมือนถูกรนด้วยไฟ เหมือนผ่านไฟไป  ร้อนรนเลย อย่างนี้  เลยอยากจะเตือน และเตือนอีก เตือนทุกๆ ปี

3 สิ่งนี้ ง่ายๆ เอาง่ายๆ ก่อนเลย 3 สิ่งนี้ที่ควรลดให้มันน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วก็คอยสังเกต คอยหาความรู้เรื่องเกี่ยวกับ 3 สิ่งนี้ คือ …

(1) แป้ง

(2) น้ำตาล

(3) ไขมันต่างๆ

แป้ง น้ำตาล และน้ำมันที่ใช้ น้ำมันผัดข้าว อย่างคุณไปสั่งอาหารตามสั่ง ตามร้าน ตอนเที่ยงหรือตอนเย็น

“ผัดกะเพราะไก่จานหนึ่ง”

คิดในใจเลย 3 สิ่งนี้ มีอยู่ในนั้นหรือเปล่า? มีเยอะน้อยเท่าไร? คิด ถ้าคิดได้ปุ๊บ ไม่รอดแน่ หิว แต่น้ำมันเห็นเลย น้ำมันถั่วเหลือง มันคงจะดูดลงไปในข้าว ข้าวก็เป็นแป้งอีกต่างหาก มีไก่อยู่นิดเดียว คิดสะระตะ จำได้วันนั้น พาสเตอร์เตือนแล้ว เพราะฉะนั้น อดทน แทนที่จะสั่งไก่ผัดกะเพรา กลายเป็นไข่ต้ม 2 ฟอง รองท้องได้ไหม? ไข่ต้ม 2 ฟอง หมดเลย หายไปเลย ข้าวหายไป น้ำมันไม่ดีหายไปแล้ว สมมติตอนนั้น เราไม่มีทางเลือก ไปเจอร้านนี้ แล้วก็หิวแล้ว และไม่มีอย่างอื่นให้เลือก ไข่ต้มก็ยังได้ เห็นไหม? มันต้องใส่ใจไง ไม่ใช่ผมทำได้ทุกอย่างนะ ผมก็พูดเหมือนเปาโล …

“ไม่ใช่ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าต้องทำอะไร?”

ทุกวันนี้ก็พยายามอยู่ และจนตาย ก็คงไม่ครบถ้วนบริบูรณ์หรอก ไม่เหมือนวิญญาณที่สมบูรณ์แบบแล้ว เนื้อหนังมันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็พยายามทำ ให้มันได้ทรมานน้อย มันจะได้ทุกข์น้อยๆ หน่อย เอเมน

จำได้ไหม? นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านก็ไปดัดแปลงเองว่าไปเจออะไร? ที่ไหนอย่างไร? ท่านระวัง 3 สิ่งนี้ให้ดีๆ ไปในร้านอาหาร หรือว่าไปในร้านสะดวกซื้อ จะไปซื้อน้ำกินขวดหนึ่ง มองไปเลย แป้งและน้ำตาล ไม่เอา มองไป แป้ง น้ำตาลๆ ไม่เอา มันหิวน้ำ  ไม่เอาๆ อันนี้เย็นๆ หยิบได้ เป็นอะไร? น้ำเปล่า ซึ่งคนหยิบน้อยที่สุดเลย หารู้ไม่ว่าน้ำเปล่า เป็นพิษน้อย บางคนบอกไปซื้อทำไมน้ำเปล่า ที่บ้านก็มีกิน แต่ไหนๆ จะมาซื้อทีหนึ่ง ก็ซื้อที่มันหวานๆ หน่อยสิ เอาพิษเข้าตัว ลืมไปว่า 5 บาท 10 บาท ที่เราไปซื้อน้ำขวดหนึ่ง  มันเพิ่มความสุข หรือเพิ่มความทุกข์ให้กับเรา เราจะเสีย 10 บาทอยู่แล้ว ไม่ใช่เสีย 10 บาทแล้ว ต้องซื้อน้ำหวานๆ สิ ที่บ้านไม่มี อย่างนี้

เพราะฉะนั้น ลองเปลี่ยน  นี่คือหนึ่งในจำนวนการเปลี่ยนความคิด จะรู้สึกหิวข้าว จะทานอะไร จะจับอะไรใส่ปาก นึกถึง 3 สิ่งนี้ให้ดีๆ แป้ง น้ำตาล น้ำมัน มีไหม? กรอบๆ ฉีกออกมากรอบๆ นั้น มันทำมาจากอะไร? คิด เราจะกินอะไรเข้าไป คิด อย่า ทำตามที่พระคัมภีร์บอกตะกละ แล้วจ่อคอหอยไว้เลย ก็เพราะอะไร? เพราะมันคือความตายกำลังเข้ามา เราไม่ได้กลัวตายหรอก แต่เรากลัวความตาย  พระเจ้าไม่ได้ให้เรากลัวความตาย ความตายเราไม่กลัวเลย เราไปสวรรค์แน่ แต่เราไม่อยากให้ชีวิตมันต้องเป็นภาระคนอื่น แล้วตัวเราเองก็ทุกข์ทรมานด้วย ไม่จำเป็น

ความจริงถ้อยคำพระเจ้าเหล่านี้ เป็นประโยชน์ในชีวิตของเรา  เพื่อเราจะได้รักษาชีวิตเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เหมือนกับอันอื่นๆ ที่เราอยากจะทำให้มันดีๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในชีวิตเรา ซึ่งเราปล่อยปละละเลย เราไม่นึกว่าสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าจะสนใจ สนใจหมด แต่ในพระคัมภีร์บอกหมดเลย อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรเป็นประโยชน์ก็จงทำไปเถิด อะไรเสริมสร้าง ก็จงทำ อะไรไม่เป็นประโยชน์ ไม่เสริมสร้าง ก็จงอย่าทำ ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท นี่คือความจริงที่เขาพิสูจน์มาแล้ว ที่เขาวิจัยมาแล้ว ทั่วโลกยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ คือถูกต้อง สุขภาพดี ไม่ใช่ ท่านทดลองๆ เอาทดลองสักปีหนึ่ง จากอีก 2 วันข้างหน้า  ขึ้นปีหน้าปุ๊บ  ทั้งปีเลย ลองงดน้ำตาลหมดเลย ดูสิว่ามันเป็นอย่างไร?  กินน้ำมันมะพร้าวดูสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น พิสูจน์ได้ใน 2 เดือนยังได้  ดูว่ามันจริงไหมว่าสุขภาพมันดีขึ้นหรือไม่? เอเมน

ปีหนึ่ง มาคุยกันครั้งหนึ่ง อย่าหาว่ามายุ่งเรื่องส่วนตัว ฉันจะกิน แต่อยากจะเห็นท่านมีสุขภาพที่ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับเราที่เป็นมนุษย์ธรรมดา และพระเจ้าประทานสติปัญญาให้กับเรา ก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป นิดหนึ่ง หน่อยหนึ่ง อดทน ลด ละ กิเลสของเราไปบ้าง ความอยากอะไรต่างๆ ไม่ใช่ชีวิตทรมาน แต่เป็นชีวิตที่มีสติ ไม่ใช่ไม่ทานเลยขนมหวาน ทานบ้าง แต่อย่าเยอะ สติของเรา กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน กินเพื่อให้มันมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งก็ทิ้งร่างกายนี้ แล้วแต่พระเจ้าจะใช้มานานเท่าไร? กินเพื่ออยู่ กินเดะเลย  อันนี้ก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองตะกละไป เอเมน

 

*****************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2018 เรื่อง “เหตุจากวันคริสต์มาส เราจึงได้บังเกิดใหม่” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  23  ธันวาคม  2018

 เรื่อง “เหตุจากวันคริสต์มาส เราจึงได้บังเกิดใหม่”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

Merry Christmas ครับ … “ขอให้ท่านได้พบสันติสุข และความสงบทางใจ  จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์  ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน”

วันนี้เป็นวันที่เราจะมาระลึกถึงวันประสูติของพระเยซู ทรงเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อเยซูคริสต์ ถามว่าทำไมพระเยซู ซึ่งมีสภาพเป็นพระเจ้า ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์? เหตุผล ก็คือเพื่อมาไถ่มนุษย์ ก็ต้องเกิดเป็นมนุษย์ ให้รอดพ้นจากโทษของความบาป ซึ่งคือความตายในวิญญาณ และได้รับการบังเกิดใหม่

พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และต้องได้รับโทษของความบาป ถูกตัดขาดจากพระเจ้า ตายในวิญญาณ ไม่รู้จักกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่สามารถอยู่ร่วมกับพระเจ้าได้ ไม่สามารถเข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้าได้ นี่คือโทษหรือคำสาปแช่งของบาป ซึ่งมนุษย์ทุกคนตกอยู่ในบาป พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้อย่างนั้น และมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้มนุษย์รอดพ้นจากโทษนี้ได้ ก็คือมนุษย์ต้องบังเกิดใหม่

บังเกิดใหม่ เป็นคำภาษาโบราณ เขาเขียนพระคัมภีร์มาตั้งหลาย 100 ปีแล้ว ใช้คำว่า “บังเกิด” หนทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์รอด ก็คือต้องเกิดใหม่ เหมือนกับใครที่ต้องทำอะไรยากๆ บางคนอยากจะเป็นนักร้อง ร้องก็เพี้ยนๆ หรืออาจจะร้องดีบ้างนิดหน่อย แต่อยากจะเป็นนักร้องดังๆ ที่เขาร้องเพลงเก่งๆ เหมือนโอเปร่า ซึ่งทำอย่างไรก็ไม่ได้ คนรอบข้างก็รู้ เขาเลยบอกว่า …

“อย่างนี้ เธอต้องไปเกิดใหม่ซะ”

บางคนชัดเจนเลยนะ อยากเป็นนักกีฬา รูปร่างไม่ไห้

“ฉันอยากเป็นๆ”

คนรำคาญ เลยพูดไป “โน่น อย่างเธอ ถ้าเป็นได้ ต้องไปเกิดใหม่ซะ”

ยิ่งนิสัย ยิ่งชัดเจน บางคนขี้เกียจจนเป็นนิสัย หรือขี้เกียจจนเป็นสันดาน ผู้คนรอบข้างจึงบอกว่า …

“ถ้าจะไปเปลี่ยนนิสัยเขานะ ให้เขาไปเกิดใหม่เถอะ”

มันเป็นไปไม่ได้ เป็นสำนวนที่ทำให้เรารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ที่จะทำได้แล้ว เราเรียกว่าไปเกิดใหม่ซะ มนุษย์อยากไปสวรรค์ แต่ไปไม่ได้ พระเยซูบอกว่าไปเกิดใหม่ซะ พระเยซูไม่ได้พูดประชด พระองค์พูดจริงๆ ว่าเพื่อมนุษย์จะได้บังเกิดใหม่ ไปสวรรค์ได้นั่นเอง

เช่นเดียวกัน มนุษย์ที่เป็นคนบาป ถูกตัดขาดออกจากพระเจ้า ในวิญญาณตายอยู่ คือเกิดมาไม่รู้จักพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ในความมืด แต่อยากจะเป็นผู้บริสุทธิ์ สะอาด และอยากจะไปอยู่ในสวรรค์หลังความตาย เป็นไปได้ไหม? เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องไปเกิดใหม่ซะ แล้วในพระคัมภีร์บอกไปเกิดใหม่ได้จริงๆ ความสำคัญของคริสตมาส คือตรงนี้ มนุษย์สามารถเกิดใหม่ได้แล้ว พระเยซูมาแล้ว

และเพราะตัวการที่ทำให้มนุษย์ต้องกลายเป็นคนบาป ก็คือมนุษย์ด้วยกันเอง คืออาดัมและเอวาต้นพันธุ์ของมนุษย์ทั้งปวง บรรพบุรุษของเรา  ซึ่งตกลงไปในความบาป และนำพาเอาลูกหลานเหลนโหลนของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ลงไปในคำสาปแช่งของความบาปนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะมาไถ่มนุษย์ให้รอดพ้นจากความบาปนี้ได้ ก็คือมนุษย์ด้วยกัน พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า จึงจำเป็นต้องมาเกิดในร่าง ในชีวิตที่เป็นมนุษย์เหมือนๆ กับเราทั้งหลาย พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงมาเกิด เพื่อร่วมชาติพันธุ์กับเรา ร่วมเป็นมนุษย์กับเรา เพื่อจะได้เป็นตัวแทนของเรา  ไถ่บาปให้กับมวลมนุษยชาติได้นั่นเอง

นี่คือคำตอบที่ว่าทำไมพระเยซูต้องมาเกิดเป็นมนุษย์? ก็เพื่อไถ่มนุษย์ เผ่าพันธุ์เดียวกันนั่นเอง

“วันคริสตมาส คือวันที่สวรรค์ลงมาตั้งอยู่ พระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ สามารถลงมาสถิตอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้ โดยลงมา เพื่อชำระมนุษย์ให้สะอาด บริสุทธิ์ เหมือนพระองค์ เพื่อพระองค์จะได้เข้ามาอยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้”

เขาอธิษฐานกันมาอย่างนี้ตั้งแต่สมัยโบราณ อธิษฐานขออะไร?  “พระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์สถาน ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่ยกย่องสักการะบูชา ขออาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่ สวรรค์เป็นอย่างไร? ขอให้เป็นอย่างนั้น บนโลกใบนี้”

ขอมาเป็นพันๆ ปีเลย จนกระทั่ง พระเยซูมาบังเกิดในวันคริสตมาส เมื่อ 2,000 ปี นั่นแหละ พระเยซูบอกสวรรค์มาแล้ว ที่ขอกันมาตลอด รอกันมาตลอด ตั้งหลายพันปี บัดนี้สวรรค์มาที่นี่แล้ว สวรรค์อยู่ในใจของเธอ  ใจคือในวิญญาณของเธอ เพราจะให้เธอบังเกิดใหม่ พระเจ้าจะลงไปสถิตอยู่กับเธอ เธอจะเป็นสวรรค์ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ เอเมน

พอท่านไปไหนวันคริสตมาส ท่านจะได้เห็นภาพว่าอะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ บ้านในโลกวิญญาณ พระคัมภีร์จะพูดถึงโลกวิญญาณอย่างเดียวเลย อ่านพระคัมภีร์ เรียนรู้พระคัมภีร์ ต้องมองทะลุไปถึงว่าอะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ

ถามว่าโลกวิญญาณ คืออะไร? คือโลก โลกหนึ่งที่มีอยู่จริงๆ เหมือนกับที่เราเห็นอย่างนี้ เพียงแต่ความสามารถของตาของเรา ถูกทำให้เสียหายไป เนื่องจากคำสาปแช่งของความบาป ทำให้มองไม่เห็นเท่านั้นเอง เหมือนมันมีหมอกบังอยู่ แค่นั้นเอง

ถามว่าภูเขามีอยู่จริงไหม? มีอยู่ มองไปไม่เห็นภูเขา ทำไมไม่เห็น เพราะว่าหมอกหนา มันบัง ช่วงนี้ยิ่งเห็นชัดเลย หมอกมันบังอยู่ แต่ภูเขามีไหม? มี บ้านมีไหม? มี แต่ทำไมมองไม่เห็นบ้าน เพราะว่ามันมืด ดวงอาทิตย์ลับโลกไปแล้ว ดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น ผมเลยมองไม่เห็นว่ามีบ้าน แต่จริงๆ มันมีบ้านอยู่ไหม? มีอยู่

ในทำนองเดียวกัน พระคัมภีร์บอกโลกวิญญาณมีจริงๆ เพียงแต่เรามองไม่เห็น เพราะตาเราไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะมองทะลุเข้าไปในโลกวิญญาณได้ แต่มีอยู่จริงๆ เพียงแต่เหมือนกับลายแทงหรือว่าแผนที่ให้บอกว่าอะไรบ้างที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ

เรามาเรียนรู้ต่อที่บอกว่าวันคริสตมาส คือวันที่สวรรค์ลงมาตั้งอยู่ ในโลกวิญญาณนี้ ลักษณะเป็นอย่างไร? ภาพมันเป็นอย่างไร? ที่ตาเรามองไม่เห็น มันมีอยู่จริงๆ ไม่ว่าท่านจะปฏิเสธเท่าไร? ก็ตาม ถ้ามีอยู่จริง มันก็เป็นจริง ถ้าบ้านมันมีอยู่จริง มันก็เป็นจริง แม้ว่าตาเรามองไม่เห็น เราบอกว่าไม่มีๆ แต่มันก็มี เพราะมันมีอยู่จริงๆ เพียงแต่เรามองไม่เห็น พระคัมภีร์จึงบอกว่านี่คือโลกฝ่ายวิญญาณ ที่บังเกิดขึ้น และเกี่ยวพันกับวันคริสตมาสอย่างนี้แหละ ผมนำมาแค่นิดเดียวเอง เลือกเอาเฉพาะ 22 ข้อที่ต่อเนื่องกัน เรื่องเดียวเลย อ่าน แล้วท่านจะเห็นภาพเลย โลกวิญญาณมันเกิดอะไรขึ้นในวันคริสตมาส หนังสือเอเฟซัส บทที่ 2 ทั้งบทนี้ เริ่มข้อ 1 – 3 ก่อน

เอเฟซัส 2:1-3 “1 ส่วนท่านทั้งหลาย ได้ตายแล้วในวิญญาณ จากการล่วงละเมิด และในบาป ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า จากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า 2 ซึ่งท่านเคยดำเนินชีวิตตามวิถีของบาปของโลกนี้ และตามการครอบงำของเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (มาร) ซึ่งเป็นวิญญาณ ที่บัดนี้ ทำการอยู่ในบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) 3 ครั้งหนึ่งเราเคยมีชีวิตเหมือนกับผู้คนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) และทำตามตัณหาของวิสัยบาปของเรา สนองความอยากกับความคิดของมัน ตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา (ซึ่งไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษสาปแช่ง เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อ และไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาป ที่พระเยซูได้กระทำให้”

 

นี่คือสภาพของโลกวิญญาณ  ก่อนที่มนุษย์จะสามารถได้รับการบังเกิดใหม่ คือก่อนที่มีวันคริสตมาสแรกของโลกใบนี้ เมื่อ 2,000 ปีก่อน ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับที่ไม้กางเขน คือก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์นั่นเอง  พระเยซูคริสต์เกิดเป็นมนุษย์ พออายุประมาณ 33 ปี พระองค์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน และไถ่บาปให้กับมนุษย์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม ก่อนหน้าที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด สภาพเป็นอย่างนี้ สภาพก่อนมนุษย์ได้รับการบังเกิดใหม่ วิญญาณของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นวิญญาณที่ตายอยู่

ตายในที่นี้ ก็คือตายต่อพระเจ้า และมีชีวิตอยู่ในบาป เพื่อมาร คือเป็นทาสมาร คอยรับใช้มาร ก็คือไม่รู้จักพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า เข้ากันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว พระเจ้าเป็นขาว เราก็เป็นดำ พระเจ้าเป็นความสว่าง เราก็เป็นความมืด ไม่มีอะไรที่เหมือนพระเจ้าเลย แม้แต่นิดเดียว เข้าใกล้พระเจ้าไม่ได้เลย อยู่ในโลกของความมืด ที่มีมารคอยควบคุม เป็นทาสมารตลอด นั่นคือวิญญาณของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาไถ่บาปให้กับมนุษย์ที่ไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว สภาพเป็นเช่นนี้

ที่เราอ่าน บอกว่า  “ซึ่งวิญญาณ บัดนี้ทำการงานอยู่ในบรรดาคนที่ไม่เชื่อ” ก็คือมาร ในนี้บอก “ครั้งหนึ่ง เราเคยมีชีวิตเหมือนผู้คนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อ” นี่กำลังพูดถึงคนที่เชื่อว่าสมัยก่อนที่เรายังไม่เชื่อพระเจ้า เรายังไม่ได้ถูกไถ่ เรายังไม่ได้รับสิทธิของเรา  เรากระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทำตามตัณหา คือความอยากของวิสัยบาป

“วิสัยบาป” คือธรรมชาติบาป เนเจอร์ของบาป หรือพูดตามภาษาไทยดั้งเดิม ซึ่งไม่หยาบ แต่คนเอามาทำเป็นหยาบ ก็คือคำว่า “สันดาน” ตามสันดานของเรา เป็นอย่างนั้น เหมือนที่ตะกี้เราพูดกันใช่ไหม? สันดาน แก้ไม่ได้หรอก มีทางเดียว ต้องเกิดใหม่ มันเรื่องจริงๆ วิญญาณเราเป็นสันดานบาป วิสัยบาป เนเจอร์หรือธรรมชาติบาป เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย เพราะข้างใน เหมือนที่พระเยซูบอกต้นไม้ดี ก็ให้ผลดี ต้นไม้เลว ก็ให้ผลเลว นี่เราเป็นต้นไม้ไม่ดี รากมันมาจากวิญญาณของเราไม่ดี  สกปรกอยู่ เป็นบาปอยู่ อย่างไร เดี๋ยวก็บาป ยังไง เดี๋ยวก็ทำไม่ดี ไม่มีผลดีเลย ข้อพระคัมภีร์บอกไว้ว่า … “แต่เพราะความรัก ความเมตตาของพระเจ้า ทำให้เราได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นชีวิตที่ตายต่อมาร ตายต่อบาป และมีชีวิต อยู่ในพระคริสต์กับพระเจ้า รับใช้พระเจ้า

เห็นไหมว่าตรงข้ามกันเลย  ตะกี้นี้เราตายต่อพระเจ้า และมีชีวิตอยู่ในบาป เพื่อมาร ตอนนี้กลับกัน พอเรามารู้จักพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่ เป็นชีวิตที่ตายต่อบาป ตายต่อมาร แต่มีชีวิตอยู่ในพระเจ้า เอเฟซัส 2:4-7 ได้บันทึกไว้อย่างนี้

เอเฟซัส 2:4-7 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่ วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป … คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ” 6 “และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ … และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์ 7 เพื่อในยุคต่อๆ ไปพระองค์จะได้ทรงสำแดงความอุดมแห่งพระคุณอันหาใดเปรียบ ซึ่งได้ทรงแสดงด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์”

 

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ความรักของพระเจ้า คือความเมตตาของพระเจ้าที่เห็นลูกๆ ของพระองค์ที่เสียศูนย์ เสียชีวิตดีงามที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา ตกลงไปในความบาป ตกลงไปในความตาย อยู่เป็นทาสของมาร ทำอะไรก็ไม่ได้ มีแต่ความชั่วร้ายตลอด เพราะข้างใน หัวใจเขา คือวิญญาณของเขาเป็นความมืด เป็นความบาป เป็นทาสของมาร ทำอะไรไม่ได้เลย พระเจ้าเมตตา รัก วางแผนมาตั้งนาน เพื่อจะช่วยนั่นเอง  ช่วยด้วยวิธีที่เราอ่าน เนื่องด้วยความรักอันใหญ่หลวงของพระเจ้า ที่มีต่อเรา เปี่ยมด้วยพระคุณอันอุดม ได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ คือทำให้วิญญาณเรา เกิดใหม่นั่นเอง มีทางเดียวเท่านั้น ต้องเปลี่ยนหัวใจใหม่ พระเจ้าเปลี่ยนให้เราจริงๆ โดยผ่านทางพระเยซู ผ่านทางวันคริสตมาสแรกของโลก จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา กลับมีชีวิตกับพระคริสต์ หลุดพ้นจากคำสาปแช่ง ให้เกิดใหม่ เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระคริสต์ พระเจ้าให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์ ก็คือให้เรามีตำแหน่ง ความบริสุทธิ์ สะอาด เป็นลูกของพระองค์ มีสิทธิ์เท่าๆ กันกับพี่ชายของเรา ก็คือพระเยซู ที่เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเจ้าของวันคริสตมาส  ยิ่งรู้ความจริงมากเท่าไร? ยิ่งลึกซึ้งและซาบซึ้งในความรัก ความเมตตา และเข้าใจถึงความหมายของวันคริสตมาสอย่างถ่องแท้ ลึกเข้าไปข้างใน มันซึ้งมากเลย มนุษย์สามารถบังเกิดใหม่ได้  ก็โดยความเชื่อ พระคัมภีร์บอกเชื่อด้วยใจ และพูดด้วยปาก เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อมาเป็นตัวแทนมนุษย์ ยอมตายที่ไม้กางเขน เพื่อรับโทษของบาป ให้กับมวลมนุษย์ และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ซึ่งคือข่าวประเสริฐนั่นเอง

“ข่าวประเสริฐ” คือข่าวดี มาสำหรับมนุษย์ว่าบัดนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถหลุดพ้นจากความบาป ความตายในวิญญาณได้แล้ว ก็คือโดยการเชื่อในพระเยซู เพื่อว่าจะได้บังเกิดใหม่ แต่ก่อนพูดเล่นๆ กัน แต่เดี๋ยวนี้ เกิดได้จริงๆ เขาถึงเรียกว่าข่าวดี

เมื่อใดที่ความเชื่อนี้ หยั่งรากลึกลงไปในวิญญาณของใครก็ตาม คนนั้นก็จะได้รับการบังเกิดใหม่ในวิญญาณของเขา วิญญาณจะได้รับการเปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนที่พระเจ้าบอก ได้รับชีวิตใหม่ หัวใจใหม่ วิญญาณใหม่ สถานที่อยู่ใหม่ อาณาจักรใหม่ ซึ่งเรียกว่าอาณาจักรสวรรค์นั่นเอง ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ  ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม  เพราะตามองไม่เห็น พระคัมภีร์กำลังบอกถึงสิ่งที่มีอยู่จริงในโลกวิญญาณ เอเมน

เพราะฉะนั้น ใครที่เชื่อและรู้ว่าสิ่งนี้เป็นจริง ก็ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ใครที่ไม่เชื่อ ซึ่งมันมีเป็นจริงอยู่แล้ว ก็เสียประโยชน์ไป และเสียหายอย่างสูงสุดด้วยในชีวิตนี้ รวมถึงชีวิตหน้า ตลอดไปด้วย นี่คือข่าวดี พระเจ้าจะให้หัวใจใหม่ให้กับเรา จะให้วิญญาณใหม่กับเรา  ซึ่งเรียกว่าบังเกิดใหม่ แต่เป็นการยากมากสำหรับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ที่จะได้รับความรอดจากบาป ที่เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม โดยการบังเกิดใหม่ บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนพระเจ้าได้ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ยิ่งบอกไม่ต้องทำอะไร ยิ่งยากใหญ่ เพราะว่าไม่ต้องทำอะไรไง เพราะมนุษย์ตกอยู่ในความบาป จึงมีความคิดแบบความบาป ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่าเย่อหยิ่ง

“เฮ้อ! เป็นไปได้อย่างไร? ได้มาฟรีๆ อย่างนี้เหรอ”

ยิ่งได้เยอะ ยิ่งมีความรู้สึก “ฉันไม่สมควรจะได้ ต้องมีอะไรแอบแฝงแน่นอน ถามจริงๆ มีอะไรแอบแฝง วางแผนไว้ในใจหรือเปล่า?  มาให้ฉันตั้งเยอะขนาดนี้”

เราไม่เคยคิดว่า “เป็นไปได้  แล้วมีคนทำให้เราได้อย่างนี้จริงๆ ยิ่งไม่เชื่อใหญ่ เป็นไปไม่ได้หรอก มีแต่เขาโกงกันทั้งนั้นแหละ เขาหลอกลวงทั้งโลก อยู่ดีๆ จะมีคนมาตายเพื่อฉันที่ไม้กางเขน เพื่อให้ฉันได้ชีวิตใหม่ ไม่ต้องทำอะไร? ก็สามารถไปสวรรค์ได้ อย่างนี้เหรอ ไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้หรอก นี่เขาทำดีแทบตาย เขายังไม่ได้ไปสวรรค์เลย”

มนุษย์คิดอย่างนี้เสมอ เขาเรียกกันว่าเข้าสวรรค์ ทางมันแคบ แต่ไม่เข้าสวรรค์ ไปนรก ทางมันกว้าง เพราะเราคิดอย่างนี้  ถ้าไปสวรรค์ต้องยากๆ แต่จริงๆ ไม่ พระเจ้าบอก …

“เธอทำไม่ได้ แค่บอกอย่าทำชั่ว ก็ทำไม่ได้แล้ว ไม่ต้องรักษากฎระเบียบมากมายขนาดไหน?”

มีใครที่เกิดมา ไม่เคยทำชั่วเลย ไม่มี พอบอกว่า “ถ้างั้นให้ฟรีๆ”

ให้ฟรีๆ ก็ไม่เอา ขอทำอะไรบ้างสิ มันจึงเชื่อยาก แต่จริงๆ ในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น พระเจ้าให้ฟรีๆ เลย ง่ายๆ ถามว่าให้ฟรีๆ เพราะอะไร? เพราะไม่มีทางที่เธอจะทำได้ พระเยซูบอก …

“ไม่มีทางที่เธอจะไปสวรรค์ได้  วิญญาณเธอจะสะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ไปเกิดใหม่ซะ ฉันมา เพื่อพวกเธอได้เกิดใหม่ได้ไง” นี่เรื่องจริง

พระคัมภีร์ได้ย้ำยืนยันว่าความรอดนี้ เป็นพระคุณพระเจ้า ไม่ใช่ จากการกระทำของเราเอง ถ้าเป็นการกระทำของเราเองแน่นอน ต้องมีบางคนทำได้ บางคนอาจจะทำไม่ได้ แต่นี่ไม่มีทางทำได้เลย สักนิดหนึ่ง ไม่มีใครรักษาความบริสุทธิ์ได้ ให้เหมือนพระเจ้า อาจจะเป็นคนดี … ดีที่สุด ในจำพวกคนทั้งหลาย ที่เป็นคนบาปด้วยกัน แต่สำหรับมาตรฐานของพระเจ้า คือเต็มร้อย เขาเรียกว่าสมบูรณ์ ดีพร้อม 100% บางคนอาจจะทำได้ 10% สอบตก บางคนอาจจะทำได้ 51% ดีใจ พระเจ้าคงรับ พระเจ้าบอก …

“ไม่ เกณฑ์ของเรา คือต้องเต็มร้อย  ต้องได้ 100% ถึงจะผ่าน แล้วมีใครทำได้ ไม่ได้เลย”

“เราทำได้  20 เราเก่งกว่านาย”

“เราทำได้ 50 เราเก่งกว่านาย”

“เราทำได้ 60 เราพยายามตลอดเลย เราเป็นผู้บริสุทธิ์ท่ามกลางมนุษย์แล้วนะ”

พระเจ้ามองมา ตกหมด ตกคือตก ไม่มีการมาสอบตกมาก ตกน้อย ไม่มี ตกที่1 ตกที่ 2 ไม่มี มีแต่ตกหมด ขึ้น ก็ขึ้นหมด ได้ 100 เท่ากัน ไม่มีใครได้มากกว่านี้ บางอย่างดูเหมือนง่าย แต่มันกลับเป็นยาก เพราะในความเป็นจริง มนุษย์ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลย มนุษย์ไม่สามารถรักษาความบริสุทธิ์ของเขาให้ได้เหมือนพระเจ้าเลย แม้แต่นิดเดียว พอบอกไม่ได้ ก็มาพึ่งพระเจ้าอย่างเดียว ไม่ต้องคิด  ก็ทำไม่ได้อีก เพราะชินของเก่า ฉันต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อช่วยพระเจ้าก็ยังดี พระเจ้าบอกไม่จำเป็นเลย ให้เชื่ออย่างเดียว เธอทำไม่ได้อยู่แล้ว  พระเยซูมาทำแทนทั้งหมด เอเฟซัส 2:8-9 จึงบันทึกไว้อย่างนี้

เอเฟซัส 2:8-9 “8 เพราะโดยพระคุณความเมตตา และความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้น จากการถูกตัดสินลงโทษเนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้ ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวด และแอบอ้างความดี ในความรอดของตนได้”

 

ชัดไหม? โดยพระคุณ ความเมตตาของพระเจ้า ความโปรดปรานของพระเจ้า  ที่ได้นำท่านเข้ามาสู่พระคริสต์ พระเจ้าพาเราเข้าไปสวรรค์ ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนดีในสายตาของมนุษย์ หรือเป็นคนชั่ว ในสายตาของมนุษย์ก็ตาม เขาทั้งหลายเหล่านั้น ต้องพึ่งในพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์อย่างเดียวเท่านั้น ถ้าเขาจะเข้าสวรรค์ไปหาพระเจ้า และอยู่กับพระเจ้าได้นิรันดร์ จะได้บังเกิดใหม่ได้

ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวของท่านเอง แม้แต่นิดเดียว คนละเรื่องเลย ว่ากันตามจริง พระเยซูตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 งานสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เรายังไม่เกิดเป็นมนุษย์เลย แต่ทำให้เราไปแล้ว คิดดู แค่นี้ ในนี้บอกว่า …

“เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวด แอบอ้างในความดี ในความรอดของตน”

“เห็นไหม? ที่ฉันได้รับความรอด และมาเป็นคริสเตียนได้ เพราะฉันทำดีมาตลอด ฉันรู้ว่าพระเจ้ามองเห็น”

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พระเยซูไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้ ให้มนุษย์ทำกันเอง ไม่ใช่ พระเยซูมาเพื่อช่วยมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นคนชั่วทุกคน เป็นคนเลวทุกคน เป็นคนบาปทุกคน เราคิดเองว่าเราบาปน้อยกว่าคนนี้ คนนี้บาปมากกว่า แต่พระเยซูบอกเท่ากันหมดเลย  เพราะฉะนั้น พระองค์มาเพื่อคนบาปทั้งปวง รวมทั้งฉันด้วย นี่เป็นพระคุณ

บางครั้งเราพยายามหาทางกตัญญูต่อพระเจ้า ที่ช่วยเรารอดจากบาป และรับเราเป็นลูกของพระองค์ แต่ในความกตัญญูของเรานั้น มันไม่เป็นไปตามพระประสงค์ หรือความต้องการของพระเจ้า เพราะพระเจ้าต้องการจากเราเพียงอย่างเดียว คือให้เราไปอยู่ในพระคริสต์ จบ ต้นไม้ดีแล้ว เดี๋ยวมันดีเอง

ความประสงค์ของพระเจ้า น้ำพระทัยของพระเจ้า คือให้เราเชื่อในพระบุตร ที่พระองค์ทรงส่งมาเกิดบนโลกใบนี้ เพื่อช่วยเหลือเรา ผู้ไม่มีแรงจะทำ แต่พระองค์ทำให้เรา คือเชื่อในพระเยซูคริสต์ เจ้าของวันคริสตมาส ให้เรารักษาวันคริสตมาสให้ดีๆ จบ

บางคนบอกว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า คืออันโน้น อันนี้ ไม่ให้เราไปไหว้รูปเคารพ ไม่อยากให้เราทำอันนี้ ไม่ใช่เลย เอาต้นเหตุเลย ได้ต้นเหตุ เดี๋ยวข้างล่างก็ได้หมด พระเยซูจะพูดอย่างนี้เสมอ น้ำพระทัยพระเจ้า คือทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ที่ได้ส่งเรามา คือเชื่อในเราว่าเราเป็นใคร? พระองค์จะพูดอย่างนี้ เชื่อในเราๆ พระเยซูไม่ได้มาสอนคนทำความดี พระเยซูมาสอนให้เรากลายเป็นคนดีพร้อม ในวิญญาณของเรา  เมื่อเรามาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว คิดดูนะ เราเป็นลูกของพระเจ้า สิ่งเดียวที่พ่อเราต้องการจากเรา ก็คือให้เราอยู่กับพระองค์ เชื่อฟังพระองค์ว่า …

“เธอมองไม่เห็น แต่ฉันมองเห็น  ฉันจะบอกเธอ ให้เธอเชื่อ พระคริสต์แค่นั้นเอง เธอรอดจากบาปได้เพราะเขา วันคริมาสเกิดขึ้น  เพื่อ 2 สิ่งนี้” ก็คือ …

(1) พระเจ้ามีนามว่าพระเยซูคริสต์ ตายที่ไม้กางเขน

(2) เกิดใหม่ในวันที่ 3

สองอันนี้ แค่นั้นเอง ตายที่ไม้กางเขน รับโทษบาปแทนเรา เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 สำคัญกว่า ก็คือบังเกิดใหม่ การเป็นขึ้นมาใหม่ของพระเยซูคริสต์ ทำให้เราทั้งหลาย สามารถบังเกิดใหม่ พร้อมพระองค์ได้ เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ ปราศจากตำหนิใดๆ เลย ในวิญญาณของเรา เหมือนหรือเท่าๆ กันกับความสะอาด ศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู

เอเฟซัส 2:10 “เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้าที่สร้างสรรค์ขึ้นในพระเยซูคริสต์ ซึ่งวิญญาณได้บังเกิดใหม่ พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้ เพื่อทำการดีต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตที่ดี เป็นไปตามแผนการของพระองค์”

 

การกระทำของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่ตายด้วยความทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ไม่ใช่ เพื่อให้เรา หรือมนุษย์ทุกคน สามารถทำความดี สามารถสั่งสมความดีไว้มากๆ เพื่อจะได้ไปอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เพื่อให้มนุษย์ทุกคน สามารถเป็นคนดีพร้อม บริสุทธิ์ สะอาด ชอบธรรม 100% เท่ากับพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้าเท่ากับพระเยซูคริสต์ โดยการบังเกิดใหม่เท่านั้น ไม่ใช่ โดยการเปลี่ยนศาสนา ไม่มีประโยชน์ โดยการเปลี่ยนนิสัย ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องเปลี่ยนวิญญาณของท่าน เพราะฉะนั้น มนุษย์เปลี่ยนวิญญาณเอง ไม่ได้ จึงต้องพึ่งพระเจ้า พระเจ้าจะเปลี่ยนวิญญาณให้กับท่าน มันหมายความว่าอย่างนี้ นี่คือข่าวประเสริฐ นี้คือข่าวดี ไม่อย่างนั้น เราก็จะวนอยู่กับการแสวงหาที่ไปไม่ถึงฝั่งเหมือนเดิม  มันจะเป็นความชอบธรรมที่บริสุทธิ์ สะอาด เป็นของพระเจ้า ไม่ใช่ความสะอาดบริสุทธิ์ที่มนุษย์ตั้งขึ้นมาเองว่าอย่างนี้สะอาด อย่างนี้บริสุทธิ์ ไม่ใช่ เป็นความชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาด ชนิดที่เป็นของพระเจ้า ที่ประทานให้กับมนุษย์ทั้งหลายที่เชื่อ ใครไม่เชื่อ ก็ไม่ได้

โรม 3:23-24 บันทึกไว้อย่างนี้ “23 เพราะว่ามนุษย์ทุกคนได้ทำบาป และถูกตัดขาดจากพระสิริของพระเจ้า 24 แต่ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นของประทานจากพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางการไถ่ ในพระเยซูคริสต์

 

มนุษย์ทุกคนได้เป็นคนบาป และทำบาป และถูกตัดขาด จากพระสิริของพระเจ้า คือไม่รู้จักพระเจ้า ตายในวิญญาณ ตาบอดในวิญญาณ ไม่รู้เรื่องเลย อยู่กับมารตลอด โดยธรรมชาติ โดยสันดาน ต้องถูกลงโทษ แต่ได้รับการชำระให้สะอาด โดยพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางการไถ่ คือการตายที่ไม้กางเขน เหมือนกับพระเยซูคริสต์ชำระหนี้ ด้วยชีวิตของพระองค์ และซื้อพวกเรา กลับคืนมา และในวันที่สาม พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ ไถ่บาป สะอาดหมดจดแล้ว การเป็นขึ้นมาใหม่ของพระองค์ ก็คือพระเจ้าให้เราเป็นขึ้นพร้อมกับพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน

โรม 4:5 “ส่วนคนที่ไม่ได้อาศัยการประพฤติ แต่วางใจพระเจ้า ผู้ทรงทำให้คนชั่วเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ทรงถือว่าความเชื่อของเขา เป็นความชอบธรรม”

 

ความชอบธรรม แปลว่าสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ กอดคอกับพระเจ้าได้ เป็นพ่อลูกกัน เข้ากับพระเจ้าได้ คุยกับพระเจ้าได้ เขาเรียกว่านมัสการ … นมัสการ คือการมีปฏิสัมพันธ์ การรู้จัก สนิทสนม นมัสการพระเจ้า แปลว่าติดต่อกัน หรือแปลอีกนัยหนึ่งว่าเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า การไถ่ สามารถทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า โดยที่เป็นพระคุณของพระเจ้า ที่พระเจ้าเป็นผู้กระทำ มนุษย์เราไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว ผ่านทางความเชื่อเท่านั้น พระองค์ทรงถือว่าความเชื่อของเขา เป็นความชอบธรรม แค่เชื่อเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว จะมีธรรมชาติ หรือเรียกว่าเนเจอร์ หรือเรียกว่าสันดาน หรือเรียกว่าวิสัย ก็ได้ อันเดียวเท่านั้น เมื่อเขาเกิดใหม่แล้ว คือสันดานบริสุทธิ์ เนเจอร์บริสุทธิ์ ธรรมชาติบริสุทธิ์ วิสัยบริสุทธิ์ เหมือนพระเจ้า อยู่ในวิญญาณของเขา เป็นตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคนเป็นวิญญาณ มีความคิดจิตใจ และอาศัยในร่างกายที่เราเห็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น วิญญาณและความคิดจิตใจของเขาจะอยู่ตลอดไป ถ้าเขาเกิดใหม่ ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ ตั้งแต่เป็นมนุษย์ เขาก็จะอยู่กับพระเจ้าอย่างนั้น ตลอดไป เพียงแต่ว่าเปลี่ยนร่างกายใหม่เท่านั้นเอง เขาทิ้งร่างกายเก่าไป พระเจ้าเตรียมร่างกายใหม่ให้กับเขา แต่วิญญาณ ยังเป็นวิญญาณเดิม วิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ (หรือไม่?) เท่านั้นเอง นี่คือข่าวดี

ความสะอาดบริสุทธิ์นี้ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “วิสุทธิชน” แปลว่าคนที่เป็นโฮลี่ ไม่ใช่เป็นสมาชิกที่นี่ โฮลี่ ที่แปลว่าบริสุทธิ์ ที่เราไม่กล้าใช้ คนนั้น ได้ถูกทำให้เป็นผู้บริสุทธิ์ เพียงแค่เชื่อและวางใจในเจ้าของคริสตมาส คือพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์ มาช่วยเหลือมนุษย์ และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม

ยอห์น 3:16 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

 

ก็คือได้รับการบังเกิดใหม่ และจะอยู่ในการบังเกิดใหม่นั้น นิรันดร์ ไม่กลับมาเป็นคนสกปรก ไม่อยู่ในความบาป อีกต่อไปเลย แม้แต่นิดเดียว

เอเฟซัส 2:11-13 “11 เหตุฉะนั้น ท่านจงระลึกว่าแต่ก่อนท่านเป็นคนต่างชาติ คือไม่ใช่ชาวยิวโดยกำเนิด และบรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่า “พวกที่เข้าสุหนัต” (ชาวยิว) เรียกท่านว่า “พวกไม่เข้าสุหนัต” 12 จงระลึกว่าตอนนั้นท่านได้ถูกแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระองค์ ไม่ได้เป็นพลเมืองยิว และเป็นคนต่างด้าว อยู่นอกพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้  ไม่มีความหวัง และอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า 13 แต่บัดนี้ ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลาย ซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกลพระเจ้า ได้ถูกนำเข้ามาใกล้แล้ว โดยพระโลหิตของพระคริสต์”

 

“เหตุฉะนั้น ท่านจงระลึกว่าแต่ก่อนท่านเป็นคนต่างชาติ” ในนี้กำลังพูดถึงผู้เชื่อที่ไม่ใช่เป็นชาวยิว แต่พระเจ้าเรียกท่านเข้ามา และแผนการของพระเจ้า คือเลือกทั้งยิว ทั้งไม่ใช่ยิว พวกยิวนึกว่าพระเจ้าเป็นของเขาคนเดียว พระเยซูเป็นของเขาประเทศเดียว ชนชาติเดียว ชนชาติอื่น ถือว่าไม่รู้จักพระเจ้าทั้งสิ้น  ถือว่าเป็นคนนอกรีต เป็นพวกต่างชาติ แต่เปาโลมาประกาศว่าพระเยซูเป็นของมนุษย์ทุกคน

ยิวก็ต้องการเหมือนกับที่คนต่างชาติต้องการ แม้ว่าเขาจะรู้จักพระเจ้ามาก่อนก็ตาม แต่เมื่อพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม เขาก็จำเป็นต้องเชื่อในข่าวดี เหมือนกันกับคนที่ไม่ใช่ยิว อยู่ดีๆ เขาจะได้รับความรอด เพราะการประพฤติเก่าๆ ตามบัญญัติ ไม่ใช่ เขาต้องเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายบนไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่สาม และการเชื่อแค่นี้ เขาก็ได้รับความรอดเท่าๆ กันกับคนที่ไม่ใช่ยิว

เอเฟซัส 2:14-18 “14 เพราะพระองค์เอง ทรงเป็นสันติสุขของเรา ผู้ทรงทำให้เราสองพวก  ยิวและคนต่างชาติ ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นร่างกายเดียว และทรงทำลายสิ่งกีดขวาง คือกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กีดกั้นลง 15 โดยทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิว ซึ่งประกอบด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ ด้วยพระกายของพระองค์ จุดประสงค์ของพระองค์  ก็เพื่อยุบสองฝ่าย และสร้างขึ้นใหม่ เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ เช่นนี้แหละ จึงทรงทำให้มีสันติสุข 16 และในกายเดียวนี้ ทั้งสองพวกจึงกลับคืนดีกับพระเจ้า โดยไม้กางเขน ซึ่งพระองค์ทรงใช้ทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดสิ้นไป 17 พระองค์เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ไกล และสันติสุขแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ 18 เพราะโดยพระองค์ เราทั้งสองพวกสามารถเข้าถึงพระบิดา  โดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน”

 

ในอดีต คนยิวเขาเกลียดพวกเรา เขาถือว่าเราเป็นคนนอกรีต ไม่เชื่อพระเจ้า แต่พระเยซูเปิดเผยให้เขา ตอนที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขนว่าแผนการของพระเจ้า คือเลือกมนุษย์เท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือต่างชาติ ทุกคนต้องผ่านทางความรอดเดียว คือผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่ตายที่ไม้กางเขน และแบกรับเอาความบาป และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สามเท่านั้น พระเจ้าได้ทำผ่านทางพระเยซูคริสต์ คือทำให้ 2 พวกนี้ ทั้งยิวและไม่ใช่ยิวนี้ กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นประเทศเดียวกัน ในโลกวิญญาณ ที่เรียกว่าประเทศพระคริสต์ เรียกว่าในพระคริสต์ ในประเทศนี้ ทุกคนมีค่าเท่ากันหมด หรือคนชนชาติใดก็ตาม เป็นลูกของพระเจ้า ในพระคริสต์ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่ได้ไถ่บาป และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม ผู้คนในประเทศนี้ ในพระคริสต์ ได้บังเกิดใหม่กันทุกคน เอเมน

เอเฟซัส 2:19-20 “19 ดังนั้น ท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวแปลกถิ่นอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้า และเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า 20 ท่านได้รับการสร้างขึ้น  บนฐานรากของเหล่าอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ โดยมีพระเยซูคริสต์เอง เป็นศิลามุมเอก”

 

ท่าน คือคนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิว บัดนี้ พระเจ้าที่ยิวเขาเคารพนับถือก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมา ตอนนี้เป็นพระเจ้าของท่านด้วย  เป็นพ่อของท่านด้วย  และเป็นพ่อเดียวกันนั่นแหละ ท่านไม่ใช่เป็นคนต่างชาติอีกต่อไปแล้ว ท่านได้รับการทรงสร้างขึ้น บนรากฐานของเหล่าอัครทูต

การสร้างขึ้น บนรากฐานจากเหล่าอัครทูต คือผู้ที่ประกาศข่าวดีของพระเยซู วันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แล้วก็ลอยเข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว และให้เหล่าอัครทูตเหล่านี้ ประกาศข่าวประเสริฐ อัครทูตเหล่านี้ ก็ไปประกาศ ให้ผู้คนทั้งที่เป็นยิวและไม่ใช่ยิว ได้ยินข่าวประเสริฐ พอเชื่อ ก็ได้บังเกิดใหม่ ผู้คนที่บังเกิดใหม่เหล่านี้ อยู่บนรากฐานของเหล่าอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ คือผู้เผยพระวจนะ ตั้งแต่สมัยโมเสสอาโรน จนถึงยอห์น บัพติศโต คนที่ให้ลงน้ำ ผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ ได้พูดถึงพระเยซูมาตลอด เป็นหลายๆ พันปีว่าพระองค์จะมาทำอย่างนี้ พูดเป็นนัยบ้าง พูดเป็นคำเผยพระวจนะ พูดเป็นความฝัน พูดเป็นนิมิต ตลอด หมายถึงอย่างนี้ และโดยมีพระเยซูคริสต์เอง เป็นศิลามุมเอก ก็คือผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ พูดมาทั้งหมดเลย รวมทั้งพอพระเยซูคริสต์มาเกิดจริงๆ ปุ๊บ มาตายที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว อัครทูตก็พูดเรื่องพระองค์อีก  พระเยซูคริสต์เป็นศิลามุมเอก หมายถึงพระเยซูคริสต์เป็นแกนหลักของเรื่องนี้

เอเฟซัส 2:21-22 “21 ในพระองค์ ทุกส่วนของอาคารทั่วทั้งหมดต่อกันสนิท และประกอบกันขึ้นเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ในองค์พระผู้เป็นเจ้า 22 และในพระองค์ ท่านก็เช่นกัน กำลังรับการ ทรงสร้างขึ้นด้วยกัน ให้เป็นที่ประทับของพระเจ้า ในวิญญาณ”

 

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้ ทั้งคนยิวและไม่ใช่ยิว ถูกประกอบกันเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ที่พระเจ้ากำลังสร้างขึ้นใหญ่โต วิหารนี้ พระเจ้าใช้ชื่อว่าในพระคริสต์ ในโลกวิญญาณ เหมือนกับอาณาจักร เหมือนกับประเทศๆ หนึ่ง ใหญ่ๆ ซึ่งตรงนี้ ภาษาไทยเรียกว่า “สวรรค์” ในพระคริสต์ ก็คือสวรรค์นั่นเอง พระเจ้าจับท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ก็คือจับท่านเข้ามาอยู่ในสวรรค์ ใครจะมาอยู่ในพระคริสต์ได้ เขาต้องบังเกิดใหม่ ใครจะบังเกิดใหม่ได้ เขาต้องเชื่อว่าผู้ที่ทำให้เขาบังเกิดใหม่ได้ คือพระเจ้า ผ่านทางความเชื่อ ที่พระองค์ทรงกระทำในพระเยซู ตอนที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตชำระบาปให้กับเรา แล้วพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 พระเจ้าพระบิดาชุบพระเยซู ให้เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 และเราก็เป็นขึ้นมาใหม่กับพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ ตัวแทนของเรา  ขณะที่เราตายที่ไม้กางเขน พร้อมกับพระองค์ นี่คือมนุษย์ทั้งหลาย รวมทั้งเราด้วย

แต่พระเยซูตรัสว่า … “ไม่มีใครจะเอาแกะออกจากคอกของพระองค์ได้ ไม่มีมนุษย์หน้าไหน? หรือฤทธิ์เดชอำนาจใดๆ จะเอาเจ้าออกจากมือของเราไปได้”

ฟิลิปปี 1:6 บอกว่า “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าพระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีในท่านแล้ว จะกระทำต่อไป จนกระทั่งสำเร็จ จนกว่าจะถึงวันของพระเยซูคริสต์ จอมเจ้านายของเรา”

เมื่อท่านเกิดแล้ว เริ่มต้นการงานดีแล้ว ไม่ต้องห่วง แค่นี้เอง จบ ไม่ต้องไปบังคับทำอันโน้น อันนี้ ต้องมาอย่างนั้น อย่างนี้ หนีตะเหลิดเปิดเปิงหมด ทั้งที่ยังไม่ทันไรเลย มา ย้ายจากอันนั้นมาเข้า ย้ายจากอันนี้มาเข้า เหนื่อย มาเข้าอันนี้เหนื่อยกว่าเก่าอีก รับไปฟรีๆ มันของฟรี ประทานพระคุณให้ โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย จริงๆ เชื่ออย่างเดียว รักษาความเชื่อนี้ไว้ แล้วเล่าสู่กันฟัง ประกาศให้เขาฟัง มาเกิดใหม่ดีกว่า เอเมน  ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

 

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2018 เรื่อง “ก่อนวันคริสตมาส” ตอน 2 โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2018

เรื่อง “ก่อนวันคริสตมาส” ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีครับพี่น้อง เรามา Merry Christmas กันก่อน

ภาษาไทยบอกว่าอย่างไรครับ? …“ขอให้ท่านได้พบสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน”

ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาทองของการประกาศข่าวดีของพระเยซู ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้บนโลกใบนี้ มากขึ้นทุกวันๆ เห็นชัดเจนว่าเป็นของพระเจ้าจริงๆ คือเทศกาลคริสตมาส

เราจะไม่มาดูเรื่องประวัติศาสตร์ว่าใช่วันที่ 25 จริงไหม? วันที่ 24 จริงไหม? ไม่ใช่สิ พระเยซูเกิดแถวๆ เดือนเมษายน อะไรต่างๆ บางแห่งเขาก็ฉลองเดือนมกราฯ ก็มี เราไม่ได้สังเกต เราไม่ได้สนใจตรงนั้น เราสนใจว่าปีหนึ่ง ทั้งโลกมีการระลึกถึงสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ซึ่งพระเจ้าได้วางแผนก่อน 2,000 ปีอีก ตั้งหลายพันปีมาก่อนที่จะเกิดขึ้นว่าวันคริสตมาสจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือพระเจ้าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซู จะมาช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความบาปและความตาย ในวิญญาณของเขา  ในชีวิตของเขา  นี่คือข่าวดี

ข่าวดี คือพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน  และข่าวดีนี้จะถูกประกาศออกไป ตั้งแต่พระเยซูกำลังจะทำให้สำเร็จที่ไม้กางเขนแล้ว เกิดมาเป็นมนุษย์ พระเยซูก็บอกแล้วว่าพระองค์มาทำไม? เริ่มประกาศข่าวประเสริฐไป ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จนถึงทุกวันนี้ 2,000 กว่าปีแล้ว ก็ประกาศข่าวประเสริฐนี้มาตลอด คนก็รับรู้ รับรู้ข่าวดีของพระเจ้า มี 2 พวก …

พวกหนึ่งที่รับรู้ คือรับรู้ในลักษณะเป็นประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ไม่มีผลอะไร?  สำหรับวิญญาณจิตเลย  เพราะว่าเขารู้เฉยๆ เขารู้ … รู้เรื่องพระเยซู รู้ดีกว่าคนที่เป็นคริสเตียนบางคนอีก เขารู้

ถามว่าเขารู้เพราะอะไร?  เขารู้ เพราะเขาศึกษา ก็รู้เรื่องแหละ ไม่ได้ยากเย็นอะไร? แต่ข่าวดีของพระเจ้า มันต้องใช้ความเชื่อเอา และเกิดผลทางวิญญาณ ที่พระเยซูบอก มันไม่มีทางอื่น พระเยซูมาเดินบนโลกนี้ เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อน รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้น พระเยซูเลยเตือนก่อนเลย เตือนใคร? เตือนพี่น้องของพระองค์ในทางเนื้อหนังนะ ในทางมนุษย์ พี่น้องของพระองค์ ก็คือชาวยิว พระเยซูก็เตือนชาวยิวก่อนเลยว่าจะเป็นอย่างนี้แหละ ข่าวประเสริฐ เรื่องราวจะเป็นอย่างนี้ พระเจ้าบอกเรื่องราวไว้ตั้งแต่โน้น  ตั้งแต่ก่อนเราจะมาเกิด  ตั้งหลายพันปีแล้วใช่ไหม? พวกท่านก็รู้ดี ท่านคือพวกยิว ท่านก็อ่านหนังสือเหล่านี้ เยอะแยะ ศึกษา ตั้งใจ แต่พอตัวจริงมาถึง ท่านกลับไม่เชื่อ ในหนังสือยอห์น 5:39-40 ได้บันทึกเอาไว้ว่าพระเยซูพูดว่าอย่างไร? ฟังดูนะ เอาใช้กับพวกเราได้ด้วย นี่พระเยซูพูดกับชาวยิว นึกภาพนะ ชาวยิว  ในสมัยนั้น รู้เรื่องพระคัมภีร์จะตาย เพราะว่าเขาเป็นคนของพระเจ้าเลย ที่พระเจ้าเลือกสรรไว้ตั้งหลายพันปีก่อน ติดสนิทกับพระเจ้า รักษาบทบัญญัติ ศึกษาบทบัญญัติของพระเจ้าอย่างมากมาย ใกล้ชิดพระเจ้ามาก ดูสิพูดว่าอย่างไร? …

ยอห์น 5:39-40 “39 ท่าน (คือพวกยิวนะ) ขยันศึกษาพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าโดยพระคัมภีร์ ท่านจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระธรรมเหล่านั้น คือพระคัมภีร์ที่เป็นพยานเกี่ยวกับเรา 40 กระนั้นพวกท่านก็ไม่ยอมมาหาเรา เพื่อจะได้ชีวิต”

 

นึกว่าการปฏิบัติเช่นนั้น การเคร่งครัดทางศาสนายิว ดูเอาจริง เอาจัง จะทำให้เขารอด พระเยซูบอกอย่างนั้น

ศึกษาเรื่องเดียวกับเราแล้ว ท่านนึกว่าการกระทำอย่างนั้น พระเจ้าจะให้ชีวิตนิรันดร์กับท่าน พอตัวจริง ก็ศึกษาเรื่องของเรา พระเยซูมาแล้ว พระเยซูบอก เรานะ พระเจ้าส่งมา  เพื่อช่วยท่าน กับไม่เชื่อ แล้วรู้ไหม? รู้เรื่องราวทั้งหมดเลย แต่ขาดอย่างเดียว คือขาดความเชื่อว่าพระองค์เป็นใคร แค่นั้นจบ จบแล้ว

ไม่ใช่เชื่อว่าพระเยซูรักษาโรค ทำการอัศจรรย์ เรียกคนง่อยให้สามารถลุกขึ้นมาเดินได้ ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่เชื่อว่าพระเจ้าส่งพระเยซูมาช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความบาป เขาไม่เชื่อว่าพระเยซู เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา ทั้งๆ ที่เขามีความรู้มากมาย

ที่มาคุยเรื่องนี้ เพราะ 2-3 วันก่อนนี้ ได้มีโอกาสคุยกับคนที่มีอาชีพ เรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เป็นไกด์ จริงๆ ก็พอจะได้รู้เรื่องนี้บ้างพอสมควรแล้ว เวลาไปเที่ยว ชอบคุยกับคนที่เป็นไกด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไปเที่ยวแถบตะวันออกกลาง ไปอิสราเอล ก็ชอบคุยเรื่องพระเจ้าใช่ไหม? ท่านรู้ไหมว่าคนไปเที่ยวอิสราเอล ไม่ว่าเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ไปเที่ยวอิสราเอล ไกด์ที่นั่นนะ เก่งมาก เก่งยิ่งกว่าด๊อกเตอร์คนที่เรียนพระคัมภีร์ที่เป็นคริสเตียนด้วยซ้ำ จำแม่นหมดเลย อะไรเป็นอะไร เพราะเป็นชีวิตของเขาเองด้วย ชีวิตของบรรพบุรุษของเขา  ปู่ย่าตายายเขา เป็นยิว  ส่งทอดกันมา เขาเรียนด้วย เขาไปเรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วมาทำทัวร์ พูดเป็นฉาก รู้หมดเลย ถามอะไร หลักฐานเป็นอย่างไร? ปีค.ศ.ไหน? ใครมาตรงนี้? ไปตรงนั้น รู้หมดเลย แต่เขาขาดอย่างเดียว คือขาด เขาไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  มีอย่างนี้จริงๆ

เอามาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเราจะสังเกตว่าเอามาดัดแปลงใช้กับชีวิตคริสเตียนว่าเรามีชีวิตคริสเตียนแบบที่เราเชื่อพระเยซูจริงๆ ว่าเป็นใคร? หรือว่าเราต้องไปค้นหา แล้วถึงเอามาเป็นหลักฐานว่าเราเชื่อพระเยซู ถ้าเราเอาไปค้นหาพระคัมภีร์ ไม่ใช่ผมไม่ส่งเสริมการอ่านพระคัมภีร์  สนับสนุนให้ยิ่งอ่านยิ่งดี ยิ่งศึกษายิ่งดี แต่เป็นตัวประกอบให้กับความเชื่อของเรา ไม่ใช่เอามาเป็นตัวหลัก เข้าใจใช่ไหม? ถ้าเอามาเป็นตัวหลัก ท่านตายแน่ เพราะหลายอย่างในนั้น ท่านไม่เข้าใจ มันต้องเป็นตัวรอง

เหมือนที่เราคุยกันใช่ไหม? ยายแก่ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิดหนึ่ง แต่เขารู้จักพระเยซู เขาจึงได้รับความรอด เขาไม่รู้เรื่องพระคัมภีร์เลย ยายแก่ๆ เขารู้จักพระเยซู ถามว่าเขารู้จักพระเยซูได้อย่างไร? ก็เพราะเขาไปผ่าตัด

หมอมาถามว่า … “เจ็บไหม?”

“ไม่เจ็บค้า ขอบคุณพระเจ้า” นี่เขารู้จักพระเยซู

“ยาย น่าสงสารจริงเลยยาย ฟันหรอหมดปากเลย กินข้าวได้เหรอ”

ยายหัวเราะ … “ขอบคุณพระเจ้าค่ะ ยังเหลืออีก 2 ซี่ และขอบคุณพระเจ้ามากกว่านั้น คือซี่หนึ่งอยู่ข้างล่าง และอีกซี่หนึ่งอยู่ข้างบน มันยังเคี้ยวกันได้ไง ถ้ามันอยู่ข้างล่างหมด เคี้ยวไม่ได้เลยนะ”

นี่ไง หาเรื่องขอบคุณพระเจ้า เรารู้ว่าคนนี้รู้จักพระเจ้าแน่ ทั้งๆ ที่พระคัมภีร์ไม่รู้เลย ข้อนี้อยู่ไหน? ข้อนั้นอยู่ไหน? หรือนั่งข้างหน้านี้ กำลังชูมือสรรเสริญพระเจ้า ร้องไปเมื่อตะกี้นี้ ฮาเลลูยา เราอยู่ข้างหลังมองไปคนนี้คงจะได้รับพระพรพระเจ้าเต็มที่ในชีวิต เลิกเสร็จปุ๊บ เดินมาดูข้างหน้า คนที่เราเห็นชูมือนั้นนะ เขานั่งอยู่ที่เก้าอี้ แต่ไม่มีขา พิการทั้ง 2 ขาเลย อย่างนี้แหละ คนที่เชื่อพระเจ้าจะเป็นอย่างนี้ ไม่รู้ว่าพระคัมภีร์ คืออะไร? แต่รู้ว่า …

“พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน พระเจ้าให้ฉันบังเกิดใหม่ ฉันรักพระเจ้า ฉันรู้จักพระองค์”

ไม่ใช่ … “ฉันมีความรู้เรื่องพระองค์” ไม่ใช่

“ฉันรู้จักพระองค์ แต่ไม่มีความรู้เรื่องพระองค์มากมายนัก ไม่รู้ พ.ศ.ไหน? มาเกิดอย่างไร? ไม่รู้เรื่องเลย แต่ฉันรู้จักพระเยซู เพราะพระเยซูสถิตอยู่กับฉัน คุยกันทุกวัน คุยกันอย่างไร?  เดินไป ก็คุยไป อันนั้น ก็คุยไป อันนี้ ก็คุยไป มีอะไร ฉันก็คุยกับพระเยซูทุกวัน” นี่คือการรู้จักพระเยซู

ในยอห์น 3:16 บันทึกไว้อย่างนี้ว่าพระเยซูเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับโลกใบนี้ เพราะว่าทรงรักโลกนี้ พระเจ้าทรงรักโลก จนประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่มีความรู้เรื่องพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ ถูกหรือไม่ถูก? ไม่ถูก

ยอห์น 3:16 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

 

พระเยซูถูกประทานโดยพระเจ้า พระเยซูเป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยมนุษย์ทุกคนให้รอดพ้นจากบาป รอดพ้นจากนรก แต่มนุษย์คนนั้นจะต้อง เชื่อในพระเยซูว่าเป็นใคร แค่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าผู้มาเกิดเป็นมนุษย์   ที่พระเจ้าประทานให้มาช่วยเหลือมนุษย์ แค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องรู้ว่าวันเกิดคริสตมาสวันไหน? พ.ศ.อะไร? อย่างไร? มาเกิดลักษณะเป็นอย่างไร?  เกิดแล้วมีโหราจารย์กี่คน? 3 คน หรือ 2 คน ในประวัติศาสตร์มี 3 คน แล้วก็ไม่ต้องบอกว่าเป็นขึ้นมาจากความตายเป็นอย่างไร? แล้วศพตอนนี้อยู่ที่ไหน?  แล้วอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างไง แล้วมันจริงหรือไม่จริง อันนั้นเป็นเรื่องประกอบ รู้ก็ดี ไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร แค่ที่รู้ก็พอ คือรู้จักพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราที่พระเจ้าประทานให้เรา แค่นี้ ก็พอแล้ว

นี่คือหัวใจของการประกาศเรื่องพระเจ้า ก็คือชีวิตที่รู้จักพระเยซูจริงๆ อย่างที่เรารู้ การประทานชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าประทานให้เราผ่านทางพระเยซู ก็คือให้พระเยซูเข้ามาสถิตอยู่กับเรา มาทำให้เราบังเกิดใหม่ นั่นแหละ ไม่ใช่มาเกิดใหม่ เพราะเรารู้เรื่องพระเยซู ไม่ใช่ แต่เพราะเราเชื่อ แต่ถามว่าเราเชื่อเพราะอะไร? เพราะเราได้ยินเรื่องราวของพระเยซู อย่างนี้ถูก เราเชื่อ เราบังเกิดใหม่ เพราะเราได้ยินข่าวประเสริฐ อย่างนี้ถูก ไม่ใช่เราได้รับความรอด เพราะเราไปเรียนพระคัมภีร์ ไม่ใช่ เราได้รับความรอด เพราะมีคนมาประกาศ อย่างนี้ก็ไม่ใช่อีก เรารอด เพราะมีความมาประกาศ และเราเชื่อ … เชื่อว่าพระเยซูเป็นใคร? อย่างนี้ ไม่ใช่ คนมาประกาศ คนเชื่อ เพราะว่าจริงๆ แล้ววันนี้เทศกาลคริสตมาส เขาฉลองกันทั่วโลกเลย ใครๆ ก็ฉลอง อย่างนี้ต้องมีพระเจ้าแน่ๆ

เพราะฉะนั้น เราเชื่อพระเยซู ไม่ใช่ แต่เราเชื่อด้วยหัวใจว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ต่อให้สัปดาห์ต่อไป  หรือปีต่อไป ไม่มีคริสตมาสในโลกนี้อีกเลย ก็จะเชื่อพระเยซู เอเมน ต้องอย่างนี้ บางทีเราพูดไป มีหลักฐานอะไรต่างๆ เราก็จะไปติดยึดกับหลักฐาน วัตถุเหล่านั้น แล้วก็บอกว่า …

“ฉันเชื่อพระเยซู เพราะหลักฐาน”

วันหนึ่งหลักฐาน ก็ถูกลบเลือนหายไปได้ มันสูญสิ้นไปได้ แต่ถ้อยคำพระเจ้าบอกแล้วว่าพระองค์ไม่สูญสิ้น พระองค์สถิตอยู่ วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ พระองค์บอกว่าถ้าเราเชื่อพระองค์ พระองค์จะมาสถิตอยู่กับเราตลอด ไม่มีใครหน้าไหนจะเอาเราออกไปพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ ไม่มีฤทธิ์เดชอำนาจใด จะเอาเราออกไปจากความรักของพระเจ้าได้ ถ้าเราบังเกิดใหม่ในพระเยซู ด้วยความเชื่อแล้ว เอเมน

เข้าใจนะ คราวนี้ เราอ่านพระคัมภีร์ เราเรียนรู้จักพระคัมภีร์ เราก็ต้องเรียนรู้ในท่าทีนี้ว่าเรียนรู้ เพื่อมาเสริม เสริมความเชื่อของเรา  เสริมความสนุกสนาน เขาเรียกว่าจรรโลงชีวิตให้มีความสุข แต่ถ้าไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร แต่รู้ แล้วแต่น้ำพระทัยพระเจ้าว่าให้เรารู้ เพื่อไปบอกคนอื่นว่าการมาเชื่อพระเยซู เขาเชื่อกันอย่างไร?  อย่างนี้เป็นต้น

ถ้าพระเจ้าไม่นำเราไปเรียนรู้อะไรมากมาย ก็ไม่ต้องไปเรียนรู้ ก็ได้เรียนรู้ปัจจุบันนั้น มันหนักกว่าเยอะ ยิ่งกว่าด๊อกเตอร์อีก เรียนรู้วันหนึ่งตื่นขึ้นมา ไม่สบายบ้าง ทำงานเจ๊งบ้าง โมโหเข้าบ้าง โกรธเขาบ้าง แล้วก็ไม่อยาก แล้วไปทำ อย่างนี้ ยิ่งกว่าเรียนตลอดชีวิตของเรา ซึ่งเป็นการเรียนรู้จักพระเยซู โดยชีวิตประจำวัน พระเจ้าสอนเราเป็นวินาที อยู่กับเราตลอดเวลา นี่แหละ คือของแท้ เอเมน

นี่แหละ คือของแท้ ทุกคนไม่หนี ถ้าเขาได้เกิดใหม่ในพระเจ้า พระเจ้าเข้าไปสถิตอยู่กับเขา วิญญาณเขาเป็นของพระเจ้าแล้ว เขาไม่มีทางหนีไปไหน พระเจ้าจะนำเขาไป โดยสอนเขาไปทีละวันๆ

อย่างที่บอกใช่ไหม? เราเชื่อพระเยซูแล้ว เราเกิดใหม่ ชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตที่บังเกิดใหม่ วิญญาณใหม่ เป็นวิญญาณนิรันดร์ แปลว่าวิญญาณที่อยู่ตลอดกาลหรือ? ไม่ใช่ ต่อให้ไม่เชื่อพระเจ้า วิญญาณก็อยู่ตลอดกาลอยู่แล้ว แต่ตายตลอดกาล อยู่ในนรกตลอดกาล แต่วิญญาณนิรันดร์ หมายถึงวิญญาณที่เป็นแบบเหมือนพระเจ้าเลย ชนิดเรียกว่าเป็นของพระเจ้า สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า เรียกว่าลูกๆ ของพระเจ้า นี่จะได้ชีวิตอย่างนั้น จะได้วิญญาณอย่างนั้น บังเกิดใหม่ วิญญาณบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า สะอาดบริสุทธิ์ แล้วมีความคิดจิตใจที่สะอาดและบริสุทธิ์ ชำระโดยฤทธิ์อำนาจพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน สะอาดหมดจดเรียบร้อย มีความคิดจิตใจ และอาศัยอยู่ในร่างกายนี้ เพียงชั่วคราว ร่างกายที่อ่อนแอ ยังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ ยังแพ้เชื้อโรคอยู่ ร่างกายที่ยังแพ้กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังอยู่ ซึ่งมารสามารถส่งผ่านทางความบาปเข้ามากระตุ้นเราได้ ในเนื้อหนัง ให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่มันไม่ใช่ตัวจริงของเรา เพราะร่างกายนี้ มันอยู่แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ตัวจริงของเรา มันเข้ามาไม่ได้แล้ว ก็คือความคิดจิตใจที่สะอาดหมดจดบริสุทธิ์ และวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า

วิญญาณและความคิดจิตใจเราจะได้รับร่างกายใหม่ในอนาคต และมันเป็นความหวังใจนิรันดร์ของเราทั้งหลาย รอวันพระเยซูกลับมา ก็คือวันนี้แหละ วันแห่งชัยชนะของเรา ก็คือวันที่ทิ้งร่างกายนี้ไป และวิญญาณเราออกจากร่างไป นั่นแหละ คือวันแห่งชัยชนะ พระคัมภีร์จึงบอกว่าตายดีกว่าอยู่ หมายถึงออกจากร่างกายนี้ดีกว่า แต่ถ้าอยู่ในร่างกายนี้ ก็ขอให้พระเจ้าใช้ไป อยู่ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ รับใช้พระเจ้าไป พระเจ้าสถิตอยู่ นำไปไหน ก็ประกาศ ให้คนเขารู้จักพระเจ้า ไปทีละวัน หมดหน้าที่ ก็กลับบ้าน กลับไปทำอะไร? กลับไปอยู่ในสวรรค์ พักผ่อน รอร่างกายใหม่จากพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่ร่างกายที่อ่อนแออีกต่อไป เป็นร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องมีกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ไม่ต้องไปสู้กับบาปอีกต่อไป สบายตลอดชั่วนิตย์นิรันดร์ เอเมน

นี่คือความหวังใจของข่าวประเสริฐ และคือข้อมูลที่เราทั้งหลายควรจำไว้และเรียนรู้ ไม่ยากเลย จำแค่เรื่องราวเหล่านี้ แล้วเอาไปบอกคนเขา บอกแค่นี้ ไม่ต้องไปบอกอย่างอื่น เอเมนว่าจะเราพึ่งพระเยซูด้วยวิธีนี้ วิธีใด? ก็คือวิธีนี้ โดยความเชื่อเท่านั้น เชื่อ แล้วถึงจะได้ เชื่อเท่านั้น เชื่อแล้วได้เลย ได้เมื่อไร? ได้เดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรอตาย แล้วถึงจะได้ไปสวรรค์ เชื่อปั๊บ  วิญญาณเกิดใหม่ปุ๊บ อยู่ในสวรรค์ปั๊บ เดี๋ยวนี้เลย เพียงแต่ยังอาศัยอยู่ในร่างกายเดิมเท่านั้นเอง เอเมน

ประกาศไหม? ปีหนึ่งประกาศครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง ช่วงเดือนธันวาคมนี้ กระตุ้นกันทีหนึ่ง ก็ไปประกาศตามชีวิตของเรา ไม่ต้องเร่งรีบ แต่เป็นไปตามที่พระเจ้านำเรา เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเสมอ ตื่นขึ้นมา ก็นำพาเราตลอด จนกระทั่งหลับ ในกลางคืน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

 

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2018 เรื่อง “ก่อนวันคริสตมาส” ตอน 1 โดย นคร เวชสุภาพร

คำหนุนใจ Pre Sermon วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม 2018

เรื่อง “ก่อนวันคริสตมาส” ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีครับพี่น้อง เรามา Merry Christmas กันก่อนได้ไหม? เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ ก็จะถึงวัน คริสตมาส ตอนนี้ไปที่ไหน อย่างที่บอกพระคัมภีร์ได้ถูกทำให้สำเร็จ โดยการประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์ พระเยซูคริสต์ไปทุกแห่ง มันมากขึ้นทุกปี ไม่มีน้อยลงไป มีแต่มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ชื่นชมยินดีกันทั่วโลก มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น มันเป็นจริงตามนั้นว่าข่าวประเสริฐของพระเยซูจะต้องถูกประกาศไปทั่วโลก และจะถึงวันสิ้นสุด พระองค์จะกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง นี่คือความหวังของเรา

เพราะฉะนั้น เวลาคริสตมาสผมชอบไปเดินตามห้าง ไม่ได้ไปซื้อของและไม่ได้ตั้งใจไปเอาแอร์ เอาบรรยากาศ เดินดู แล้วมีความสุขดี เพราะขนาดคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เขายังมีความสุขเลย แล้วมากกว่านั้นสักเท่าใด ที่เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราบังเกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว เรารู้ข่าวประเสริฐ คืออะไร? มองอะไรไป ก็เห็นถ้อยคำพระเจ้าในนั้น ฟังเพลง ก็ฟังถ้อยคำพระเจ้า อยู่ในเพลงเหล่านั้นหมด เพลงที่เปิดนั้น ทั้งหมดเลย พูดถึงข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ทั้งนั้น

วันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าพระคัมภีร์บอกไว้อย่างไร? พระเยซูบอกว่าบันทึกไว้อย่างไร? มันต้องเป็นไปตามนั้นแน่นอน และมันเป็นจริงๆ แล้วมันอัศจรรย์ที่ว่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เฉพาะพระคัมภีร์ตัวไบเบิ้ลได้ถูกพิมพ์และขายออกไปแล้ว ประมาณ 5,000 ล้านเล่ม ตกแล้วคนในโลกนี้ น่าจะมีคนละ 1 เล่ม ประมาณเกือบๆ 1 เล่ม เยอะที่สุด ขายดีที่สุด  เป็นหนังสือขายอันดับดีที่สุดของโลก มาเป็นหลายปีแล้ว ตลอดเลย ไม่มีใครทำลายสถิตของไบเบิ้ลได้เลย แล้วไบเบิ้ลนี้ ท่านเชื่อไหมว่าเรื่องราวในไบเบิ้ล เป็นเรื่องทั้งหมดกี่ปี? ใครรู้บ้าง? ตั้งแต่โมเสสเป็นคนเขียนเริ่มต้น เฉพาะเรื่องที่เขียนมาถึงปัจจุบัน ที่เราได้อ่านกันในพระคัมภีร์ใหม่

พระคัมภีร์ใหม่ เขียนสำเร็จ ประมาณสัก 100 ปีในช่วงพระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน ประมาณนั้น หนังสือนี้ถูกเขียนถึงสมัยโมเสส ประมาณ 4,000 ปี ช่วงระยะเวลาของหนังสือเล่มนี้ ที่เขียนนะ ไม่ใช่เรื่องราวนะ เรื่องราวเกินกว่าเยอะเลย ตั้งแต่ปฐมกาล ไม่มีวันเวลาด้วย นับไม่ถ้วนปี เป็นเลยล้านๆ ปี นับไม่ถ้วน ตั้งแต่พระคัมภีร์เล่มต้น แต่เฉพาะเริ่มเขียน จนจบหนังสือเล่มนี้ ใช้เวลา 4,100 ปี เขียนหนังสือเล่มนี้เล่มเดียว ประกอบด้วยเล่มเล็กๆ 66 เล่ม

เริ่มต้นเล่มแรก ก็คือหนังสือปฐมกาล หนังสือสุดท้าย คือวิวรณ์ เป็นการสำแดงล่วงหน้าว่าจะจบโลกนี้อย่างไร? ขึ้นต้นและจบสุดท้าย 66 เล่มใช้เวลา 4,100 ปี เขียนนะ ไม่ใช่เรื่องนะ เรื่องยาวกว่านั้น แต่เขียน เฉพาะเขียนอย่างเดียว ตั้งแต่โมเสสเขียนมาถึงยอห์น 4,100 ปี ใน 4,100 ปี มีคนเขียนทั้งหมดตั้ง 40 คน ปกติหนังสือเล่มหนึ่ง เขาเขียนคนหนึ่ง หรือไม่ก็ 2 คน นี่เขียน 40 คน 4,100 ปี ปรากฏว่าเป็นเรื่องเดียวกันหมดเลย เป็นไปได้อย่างไร? เขาพิสูจน์แล้ว พิสูจน์อีกว่าเรื่องนี้ คนเขียนขึ้นมาเอง คนแต่งขึ้นมาใหม่  มันพิสูจน์อย่างไรก็ไม่ออก ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมาเขียน แล้วมันตรงกันได้อย่างไร? โมเสสเขียนมาตรงกันกับสิ่งที่ยอห์นเขียน เมื่อ 4,000 ปีผ่านมาแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไร? แล้วไม่ได้ตรงแบบธรรมดา ตรงแบบเป๊ะๆ เลย นี่คืออัศจรรย์

สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้กันมาว่าพระเจ้าแห่งอัศจรรย์ เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ล จึงเป็นเหมือนกับพระเจ้ารู้อยู่แล้ว  มนุษย์ก็อย่างนี้แหละ จริงๆ ไม่ต้องใช้พระคัมภีร์ก็ได้ แต่เดี๋ยวก็ไปเถียงกัน ไปว่ากัน วุ่นวาย คนนี้ถูก ฉันว่าฉันเป็นอย่างนี้ ฉันมีพระวิญญาณอยู่ในฉัน เอาอย่างนี้แล้วกัน เอาตรงกลาง ไปพิสูจน์เอง แล้วกันว่ามันเขียนไว้ในนี้มีไหม? มีหรือไม่มี ถ้าไม่มี ก็บอกว่าไม่มี มันผิด ถ้ามี ก็บอกว่ามี อย่าไปซีซั่วใส่เข้าไป อย่าไปแต่งเติมลงไป  เห็นไหม?

พระเจ้าทรงทราบก่อนล่วงหน้า ตั้งนานแล้วจึงได้เตรียมชายคนหนึ่ง ให้ไปเรียน โดยที่เขาไม่รู้ว่าทำไมต้องไปเรียน นอกจากเตรียมสติปัญญาให้เขาเรียนแล้ว เรียนเก่งๆ ในเรื่องภาษาแล้ว ไม่พอ ยังต้องให้เรียนรู้จักเรื่องวิญญาณ เรื่องจิตใจ เตรียมใจเขาไว้ เตรียมความเชื่อเขาไว้ เริ่มต้น คนนั้น ก็คือโมเสส เตรียมโมเสสตั้งแต่โมเสสไม่รู้เรื่อง เล็กๆ ออกมา เกิดเหมือนเป็นกำพร้าเลยนะ แต่เตรียมเขาไว้แล้ว ให้ไปเรียน เรียนอย่างดี แบบลูกกษัตริย์เลย ลูกฟาโรห์เลย เรียน เพื่อจะได้เรียนรู้ และได้มาเป็นคนเขียน เริ่มต้นพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งเขียนยากที่สุด ตอนเริ่มต้น ทั้งหมด 66 เล่มเล็ก รวมเป็นเล่มใหญ่ไบเบิ้ล เขียนโดยคน 40 คนบวกกับ 1 วิญญาณ ก็คือวิญญาณพระเจ้า พระเจ้าดลใจให้คนๆ นั้น 40 คนเขียน เป็นเรื่องเดียว เพราะฉะนั้น ใครเป็นคนเขียน พระวิญญาณเขียน มันจึงเรื่องเดียวกันไง

มันจึงเป็นเรื่องเดียวกันหมด เพราะว่าพระวิญญาณเป็นผู้เดียว แต่ผ่านทางคน 40 คนใน 40 สมัย ยุคประมาณ 4,100 ปี จึงเรื่องเดียวกันหมดเลย  อัศจรรย์ใหญ่ พระเจ้าเตรียมหมดเลย เตรียมคนแรก คือโมเสส เตรียมคนสุดท้าย คือยอห์น  เก่งด้วยกันทั้งคู่ เก่งแบบนักประวัติศาสตร์ นักจดบันทึก นักค้นคว้า นักเขียน คงไม่เตรียมเปโตรเป็นคนสุดท้าย เพราะเปโตรเป็นชาวประมง นึกออกใช่ไหม? หรือคงไม่เตรียมซาอูลเป็นแรก แต่เตรียมโมเสสเป็นคนแรก เราจึงได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

นี่พูดนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นว่าทั้งหมดนี้  เป็นเรื่องๆ เดียวที่เขียนขึ้นมา ถามว่าเรื่องนั้น คือเรื่องอะไร? เรื่องเกี่ยวกับทำอย่างไรมนุษย์จะได้ไปสวรรค์ ก็คือต้องเกิดใหม่ แค่นี้เอง ทั้งเล่มบอกแค่นี้เองว่ามนุษย์จะไปสวรรค์ ต้องไปอย่างไร? และเขาต้องเกิดใหม่ ผู้ที่มาบอกคนสุดท้าย ก็คือพระเยซู

พระเยซู คือผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ที่มาเดินอยู่บนโลกใบนี้ แล้วพูดเรื่องนี้ คือพระเยซู หลังจากนั้น ไม่ต้องมีแล้ว เพราะหลังจากพระเยซู ทุกคนเป็นผู้เผยพระวจนะหมด เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้าไปอยู่ในร่างกายของเขา ทุกคนเป็นผู้เผยพระวจนะหมด ผู้เผยพระวจนะคนสุดท้ายไม่ใช่มาลาคี แต่เป็นพระเยซู ไม่ใช่ยอห์น บัพติศโต ที่เป็นคนให้บัพติศมาในน้ำ แต่เป็นคนหลังยอห์น บัพติศโต บอกว่า …

“คนที่มาข้างหลังฉัน จะเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าที่ฉันจะไปผูกเชือกรองเท้า ด้วยซ้ำไป เขา คือเยซู เจ้าของวันคริสตมาสนั่นเอง”

เห็นไหม? แค่คิดแค่นี้ ที่คิดได้ทั้งหมดนี้ ไปเดินเล่นนะ ไม่ได้ไปค้นคว้าอะไร? เราไปเดินเล่นเท่านั้น ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ เลยนะ ถามว่าที่เดินเล่นนี้ คิด ใครคิด พระวิญญาณคิด เดินเล่นทำอะไร? คุยกับพระเจ้าไป คุยด้วย กินไอศกรีมไป  ไม่ได้อยู่ในห้องอธิษฐานหรอก นั่นแหละ คืออธิษฐานที่ลี้ลับของมนุษย์ ก็คือพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา เราอธิษฐานกับพระองค์ทุกเมื่อ คุยกับพระองค์ทุกอย่างได้ ไม่ใช่จะคุยกับพระองค์ ต้องเอาอย่างนี้ ท่านคิดไป พระเจ้าก็คิดตามท่าน พระเจ้านำท่าน ท่านยังไม่รู้เลย มองก็ไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร? เหมือนอย่างที่ผมเคยเทน้ำร้อนลงไปในถุงชา แล้วผมถามว่าไหนล่ะ ตัวไหนชา ตัวไหนน้ำ ไม่เห็นเลย แยกไม่ออก มันเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกันวิญญาณเรากับวิญญาณพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกัน พระผู้ไถ่ของเรา ท่านทำอะไร พระเจ้าอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา อยู่ตรงนั้นแหละ จะทำผิด ทำถูก ทำอย่างไร? อยู่ตรงนั้นแหละ ท่านจะรู้หรือไม่รู้ สำนึกหรือไม่สำนึก พระเจ้าอยู่ตรงนั้นแหละ รู้ไหมว่าพระองค์อยู่ด้วยตรงนั้นหรือไม่? พระองค์ก็อยู่ตรงนั้นแหละ อยู่แล้ว ก็อยู่เลย และอยู่ตลอดไป พระองค์บอกว่าไม่มีใครหน้าไหน? ใหญ่ขนาดไหนที่จะมาเอาท่านออกไปจากมือของฉันได้ เอเมน

ขอบคุณพระเจ้านะ นี่คือวันคริสตมาสที่ใหญ่ที่สุด และเป็นความหวังเดียวของมนุษย์บนโลกใบนี้เท่านั้นเอง มองไป มีความสุขในวันคริสตมาส แต่ก็แอบทุกข์ใจไม่ได้ ไม่ใช่เราทุกข์ใจ แต่พระวิญญาณทุกข์ใจ ทุกข์ใจตรงไหน? แหม! อยากให้คนอื่นได้รู้อย่างที่เรารู้นะ มันง่ายมากเลยข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเจ้ามันง่ายๆ จริงๆ ง่ายจนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์ เป็นหินก้อนสะดุดให้กับมนุษย์ เพราะมันง่ายเกินไป มนุษย์ทุกคนเกิดมามีบาป อยากจะทำอะไรก็ตาม เพื่อล้างบาปตัวเอง ฟ้องผิดตลอดมาว่า …

“ฉันบาปๆ”

ก็เลย อยากจะหาอะไรทำ เพื่อจะลบบาปตัวเอง ตั้งแต่กำเนิด ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา เป็นอย่างนี้หมด มันจึงกลายเป็นประตูใหญ่ ที่พระเยซูบอก ประตูใหญ่ คือทุกคนอยากจะทำๆ มีประตูเล็กๆ ประตูเดียวที่ผ่านทางพระเยซู ที่บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย มาเลย บาปผิดอะไรต่างๆ สกปรกอะไรต่างๆ ก็เข้าได้ เข้าสวรรค์เลย  ไม่มีใครอยากเข้า เพราะทุกคนอยากทำด้วยตัวเอง เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป อยากจะล้าง ล้างไม่ออก ก็ล้างใหญ่เลย พยายามไปบอกคนอื่นให้ช่วยกันล้าง ข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเยซูมาถึงเราวันคริสตมาส ก็คือไม่ต้องลาเลย ล้างอย่างไรก็ไม่หมด มาหาฉัน ง่ายนิดเดียว  เชื่อแล้ว ก็เข้าไปเลย  ไม่เอา ขอไปทำเองดีกว่า มันเป็นอย่างนี้ มันจึงน่าเศร้า

พอเรารู้ความจริงอย่างนี้  พอเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราจึงทำมันง่ายอย่างนี้ เราจึงขอบคุณพระเจ้า เราจึง Amazing grace แต่ Amazing สำหรับเรา คือทำไมคนเขาไม่เชื่อ ก็พระเยซูบอกแล้ว ทุกคนไปทางกว้างหมด ไปประตูกว้างหมด ประตูเล็ก ไม่ค่อยมีใครมา ใครเข้าสวรรค์ ต้องเข้าประตูเล็ก ประตูเล็กคืออะไร? ไม่ค่อยมีใครมาหรอก เพราะไม่มีใครจะยอมเชื่อพระเยซู 100% จะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง จะไปทำด้วยตัวเอง พยายามๆ พยายามไม่ได้ ก็ไปบอกคนอื่นพยายาม พยายามจนตาย บอกง่ายๆ ไม่เอา

นี่คือความทุกข์ทรมานช่วงคริสตมาส เวลาเราคิดถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พระคัมภีร์จึงได้บันทึกว่าให้เราปกป้องคุ้มครองดูแลข่าวประเสริฐให้ดีๆ สิ่งเดียวที่เรามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ คือข่าวประเสริฐจะต้องถูกประกาศออกไป ข่าวประเสริฐ คือข่าวดี ข่าวดีจริงๆ นอกเหนือจากข่าวดีแล้ว มันคือข่าวร้าย ถ้าไม่มาพึ่งพระเยซูทางเดียว ถือว่าเป็นข่าวร้ายทั้งหมด อะไรที่ต้องทำด้วยตัวเอง  เป็นกฎ เป็นระเบียบอะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นข่าวร้ายทั้งหมด ข่าวดี คือประตูแคบ เล็กๆ เอง คือไม่ต้องทำอะไรเลย โจรบนไม้กางเขน ก็เข้าสวรรค์ได้ ไม่ต้องเป็นฟาริสีที่รักษาศีล รักษากฎระเบียบตั้ง 2-3 พันข้อ 500 ข้อ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นเลย ใครก็ได้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู เจ้าของคริสตมาสเท่านั้น

สิ่งเหล่านี้ คือหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องประกาศออกไป คริสตมาสจึงมีไว้ เพื่อประกาศ ที่เราเห็นกัน ที่แจกของ มีของขวัญอะไรต่างๆ เหล่านั้น  คือหน้าที่ที่พระเจ้านำพาผ่านมนุษย์ เพื่อประกาศ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เขากำลังประกาศ เพลงเหล่านี้ ที่ถูกดลใจโดยพระวิญญาณ  เพลง Silent night, Holy night อะไรต่างๆ ที่เราฟังอยู่ทุกวันนี้ คือสิ่งหนึ่งที่เป็นการประกาศ ต้องประกาศ จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม พวกเราที่นี่ก็ได้อิทธิพลมาจากข่าวประเสริฐอย่างนี้แหละ จนถึงวันนี้ เรามาถึงความรอดแล้ว ก็ส่งกันต่อๆ ไป  ความรัก ความหวังดี คือการให้ ให้ที่ดีที่สุด คือให้ชีวิตกับเขา เราทำได้แล้ว เพราะเราบังเกิดใหม่แล้ว ด้วยวิธีการบอกเขาในเรื่องข่าวดีของพระเยซู ข่าวดีของพระเยซู คืออะไร? เอเมน

 

************************