คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2020 เรื่อง “อย่ากลัวเลย … พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  กุมภาพันธ์  2020

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย … พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีตอนเช้าครับ ตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ถามว่าตอนนี้ตื่นเต้นอะไรมากที่สุด?  กลบข่าวก่อสร้างคริสตจักรอภิสุทธิสถานไปเลย เรื่องไวรัสโคโรน่า อยากรู้ไหมว่าในทางพระเจ้าพูดว่าอย่างไร ในเรื่องโคโรน่า วันนี้เตรียมมาให้เราได้ยินได้ฟังกัน เพราะว่าไม่พูดไม่ได้เลย  เราจะได้รู้ว่าเราเชื่อพระเจ้า แล้วเราควรจะทำตัวอย่างไร? หรือมีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องไวรัสตัวใหม่อย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่น เราเกริ่นนิดหนึ่งก่อน เผื่อใครไม่รู้ ไวรัสตัวใหม่ สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดที่ประเทศจีน ที่อู่ฮั่น ซึ่งเขาว่ามันมาจากการกลายพันธุ์ของไวรัสทั่วๆ ไป กลายพันธุ์เนื่องจากคนไปกินสัตว์ที่ไม่สะอาดมากๆ ไม่สะอาดเยอะๆ คือสัตว์ป่า เขาว่ากันว่ามาจากค้างคาวกับงูเห่า พูดแล้วไม่น่ากินเลยนะ แต่มีคนสรรหาไปกินกัน ซึ่งกลุ่มเล็กมาก แต่เนื่องจากเกิดเหตุแล้ว ทุกคนก็ต้องป้องกัน เพื่อให้ปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้มากที่สุด แล้วก็ช่วยกัน

ถามว่าเป็นเรื่องแปลกไหม? สำหรับคริสเตียนไม่ใช่เรื่องแปลก จริงๆ เรา มองในแง่ที่ดี สิ่งที่เกิดขึ้น  ทำให้เราเห็นว่าพระคัมภีร์เป็นจริง เป็นการยืนยันอีกทางหนึ่ง ในทางพระคัมภีร์ แต่เนื่องจากเป็นการยืนยันทางติดลบนั่นเอง ก็คือมันไม่ดี มันยืนยันว่าโลกใบนี้ มันเสียหายไปแล้ว มันยืนยันว่าพระคัมภีร์พูดไว้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่หน้าแรกแล้วว่าโลกใบนี้ถูกสาปแช่งไปแล้ว มันมีแต่ความเสื่อมทราม เสียหาย เน่าเฟ๊ะ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันอยู่ไม่ได้อีกเลย และพระเจ้าก็ต้องสร้างโลกใหม่มาให้มนุษย์ได้อยู่ มันเห็นชัดเลย ไม่ต้องรอหรอกว่าวันหนึ่งที่เราจะไม่มีไวรัสตัวแปลกๆ หรือแม้กระทั่งเจ็บไข้ได้ป่วยตัวแปลกๆ แม้กระทั่งภัยพิบัติทางธรรมชาติแบบแปลกๆ ให้มันน้อยลง ไม่มี มันมีแต่มากขึ้นทุกวัน เพราะมันเป็นจริงตามพระคัมภีร์บอก โลกได้ถูกสาปแช่งไปแล้ว และสิ่งสำคัญกว่านั้น ก็คือเราในฐานะคริสเตียน ผู้เชื่อ เราต้องรู้ว่ามันเกิดจากอะไร? และชี้เป้าให้ถูกว่าใครเป็นคนทำ ตรงนี้สำคัญที่สุดเลย ไม่ใช่ เอะอะอะไรก็บอกว่าพระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้น คนไม่เข้าใจ ก็จะนึกว่าพระเจ้าเป็นคนเอาไวรัสนี้มาให้มนุษย์ เห็นไหม? เรามีหน้าที่ที่จะแก้ข่าวเหล่านี้ ซึ่งบางทีแม้กระทั่งผู้เชื่อ คริสเตียนเอง เขาก็ไม่เข้าใจ

บางคนก็บอกว่าพระเจ้าส่งไวรัสมาเพื่อเตือนมนุษย์ ให้มนุษย์กลับใจใหม่ มาหาพระเยซู เคยคิดอย่างนี้ไหม? พระเจ้าส่งไวรัสตัวนี้ มาให้มนุษย์ เพื่อจะขู่มนุษย์ว่าให้มาหาพระเยซู เพื่อจะช่วยให้รอด มีคนคิดไหม? จะต้องมีอยู่แล้ว

บางคนก็บอกว่าพระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้น  เพื่อล้างเอาสิ่งที่ไม่ดี ออกจากโลกนี้ไป เอาคนชั่วออกไป อันนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงไวรัสอย่างเดียวนะ หมายถึงอย่างอื่นด้วย การสงคราม หรือแม้กระทั่งจับโจรผู้ร้ายอะไรต่างๆ เราชอบพูดกันอย่างนี้เสมอ เราเอาสถานะของพระเจ้ามาเป็นผู้รับผิดชอบเสมอ แล้วก็มักจะติดคำนี้

“ก็เพราะพระเจ้าควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่ง” บอกไว้อย่างนั้น

หรือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า God in control แปลว่าพระเจ้าควบคุมอยู่เหนือทุกอย่าง พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น พระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง และทรงยิ่งใหญ่สูงสุด ทรงควบคุมทุกสิ่ง ถูก แต่มันมีระบบระเบียบตามที่พระคัมภีร์ได้บอกไว้ ซึ่งเราต้องเรียนรู้และผู้ที่มาเป็นผู้แก้ต่างให้กับพระเจ้าของเรา  อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟัง พระเจ้าสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ด้วยความรัก พระเจ้าสร้างแม้กระทั่งทูตสวรรค์ ด้วยความรัก พระเจ้าสร้างมนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ด้วยความรัก

ความรักที่เป็นของพระเจ้าแท้ๆ บริสุทธิ์ สะอาด ไม่มีเจือปนเลย ความรักนี้เป็นการให้อิสรภาพด้วย ไม่ใช่เรารัก แล้วเราก็หวงไว้ แล้วเราก็สั่งทำอะไร? มันก็ไม่ใช่ ถ้าเป็นลูกเรา เราไม่รักเขาจริง สร้างเขามาเป็นหุ่นยนต์ สั่งอันนี้ขวาสิ ซ้ายสิ ไม่ใช่ขวาไปซ้าย ซ้ายไปขวา ไม่ใช่ พระเจ้าสร้างทูตสวรรค์ ยังสร้างให้เขามีอิสรภาพเลย  เพราะว่าตัวพระเจ้าเอง  เป็นพระเจ้าแห่งความรัก บริสุทธิ์ ยุติธรรม จึงไม่มีเห็นแก่ตัว เมื่อไม่มีเห็นแก่ตัว จะทำอะไรก็ตาม จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามอิสระของเขา เขาจะคิดอะไร ก็เชิญ ตัวนี้เป็นตัวหัวใจสำคัญที่เราจะต้องเรียนรู้ว่าพระเจ้าของเราเป็นอย่างนี้  ถ้าเรามองไม่เห็น เราจะเห็นตัวอย่างในพระคัมภีร์บอกว่าทูตสวรรค์ ชื่อลูซีเฟอร์ พระเจ้าสร้างให้มีอิสรภาพ ถูกไหม? ไม่ใช่เป็นหุ่นยนต์ เพราะฉะนั้น วันหนึ่งที่มันเกิดอยากจะเป็นพระเจ้าเสียเอง จะกบฏต่อพระเจ้า มันก็เลย ทำได้ เพราะมันมีอิสรภาพในการเลือก นี่แหละเรียกว่าความรัก บางคนบอกว่ารู้อยู่ล่วงหน้า วันหนึ่งมันต้องคิดอย่างนี้แน่ๆ แล้วถ้ารู้อย่างนี้ แล้วสั่ง กั้นไว้เลย ให้เป็นหุ่นยนต์ไปเลย  อย่างนั้นเหรอ? ไม่ใช่ สร้างให้เขามีธรรมชาติ ถ้าเขาจะคิด ก็เป็นเรื่องของเขา  เหมือนเรามีลูก แล้วเรารักลูกเราจริงๆ เราแต่สอนว่าอย่างนี้ควร อย่างนี้ไม่ควร เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาโซ่ไปคล้องคอเขา บอก อย่าไปนี้นะ อย่าไปนั้นนะ เหมือนกัน อย่างนี้เรียกว่าความรัก เพราะฉะนั้น วันหนึ่งลูซีเฟอร์ก็มีความคิดกบฎขึ้นมา แล้วพระเจ้าทำอย่างไร? พระเจ้าก็ต้องมาคอยเช็ดสิ่งสกปรกเหล่านั้นที่มันเกิดขึ้น จัดการให้เป็นไปตามกฎระเบียบ

มาถึงมนุษย์ สร้างอาดัม เอวา และพวกเราทุกๆ คน ที่อยู่ใน DNA ของอาดัมและเอวา มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้  ถูกสร้างโดยความรักอันบริสุทธิ์ เป็นอิสระ  จะคิดอะไร? จะทำอะไร? เชิญ ไม่ใช่เป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่พระเจ้าควบคุมทุกอย่าง คือควบคุมชีวิตเราด้วย บังคับเราด้วย เราจะตัดสินใจอะไร ต้องทำอย่างนี้ ไม่ใช่เลย อย่างนี้เห็นชัด พิสูจน์ได้อย่างไร? อาดัมและเอวา พระเจ้าบอกอย่ากินผลไม้นี้นะ วันใดเจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตาย แสดงว่ามีอิสระ จะกินก็ได้ ไม่กินก็ได้ จะเชื่อฟังพ่อสอน แนะนำ ตักเตือนให้ระวังก็ได้ หรือจะไม่เชื่อฟังพ่อ ไปเชื่อฟังมารก็ได้ อย่างนี้เขาเรียกอิสรภาพ แล้วเราก็รู้กันอยู่ พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ว่าบรรพบุรุษของเรา อาดัมและเอวาก็ถูกล่อลวง ไม่ใช่ตัวเขาเอง ไม่เหมือนลูซีเฟอร์ ทูตสวรรค์ที่ตกกระป๋อง เป็นซาตาน พระคัมภีร์บอกว่ามันเกิดความบาป เกิดความเย่อหยิ่งขึ้นมาด้วยตัวของมัน แต่สำหรับมนุษย์ บรรพบุรุษของเรา รวมเราอยู่ในนั้นด้วย อยู่ใน DNA นั้นด้วย  ไม่รู้กี่หมื่นพันล้านคน เราอยู่ในอาดัมและเอวา มันไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวเขา แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างอยู่นอกตัวเขา ที่เข้ามาล่อลวง หลอกลวง โกหก  ตอแหลกเขา ให้หลงไปกับคำเพลินๆ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเราไม่เข้าใจ ในพระคัมภีร์เขียนไว้นิดเดียว มารมาล่อลวง แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่ล่อลวงแค่นั้นหรอก มันมากกว่านั้น มันอาจจะเป็นหลายวันแล้ว พูดไปพูดมา จนกระทั่ง เหรอๆ เคลิ้บไปกับความคารมคมคายของเจ้าซาตาน บางทีเราอ่านพระคัมภีร์ เราเห็นแค่ว่ามันล่อลวง แล้วก็หลงไป แค่นั้น ผมว่าไม่ใช่อย่างนั้น มันต้องนานเลย ในที่สุด คารมคมคาย ก็ชักจูงโยงใยให้บรรพบุรุษของเรา คู่แรกเริ่มที่จะปฏิเสธพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ท่านพอมองเห็นไหม? โดยที่ตัวเขาเอง เพลินไป หลงไป เขาไม่ได้ตั้งใจปฏิเสธพระเจ้า  มันถูกล่อลวงค่อยๆ ทีละนิดๆ

ในยุคปัจจุบันเหมือนกัน ที่บางคนถูกล่อลวงออกจากบ้าน  ถูกล่อลวงอะไรต่างๆ ก็อย่างนี้แหละ ไม่ใช่ตัดสินว่าฉันจะไป มันค่อยๆ แต่ในที่สุด เขาก็ทนคารมนั้นไม่ไหว แล้วก็เผลอ หรือจะบอกว่าหลงไป ทำในสิ่งที่เรียกว่า “กบฏ” ตอนเขาทำ เขาไม่รู้อะไรหรอกว่านี่คือกบฏ ตอนที่เขาทำเคลิ้มๆ มันหลงไป ในที่สุดเขาก็ปฏิเสธพระเจ้า กบฏต่อพระเจ้า รุนแรงถึงขนาดถูกตัดขาดจากพระเจ้า ถูกไล่ออกจากครอบครัวของพระเจ้า อยู่กับพระเจ้าไม่ได้ ต้องไปอยู่กับมาร เลือกข้างนั้นเอง ถ้ามารมาบอกว่ามาอยู่ด้วยตั้งแต่แรก เขาไม่เชื่อหรอก พระคัมภีร์ถึงใช้คำว่าล่อลวง

เพราะฉะนั้น มนุษย์ก็ตกลงไปอยู่ในความบาป มนุษย์ต้องตายทั้งร่างกายและวิญญาณ ร่างกายที่ไม่เคยต้องตาย ต้องติดเชื้อโรค อะไรต่างๆ ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่ง คือมีวันที่จะเสื่อมสลายตายไป เพราะไม่มีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า เข้ามาอยู่ในนั้นแล้ว วิญญาณที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ ก็ต้องตาย แปลว่าถูกตัดขาด คำว่า “ตาย” ในที่นี้ คือถูกตัดขาดออกจากสวรรค์ ไปอยู่ในที่ที่เรียกว่าความมืด ไม่มีพระเจ้านิรันดร์กาล

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น คิดให้ดีๆ พระเจ้าเป็นคนทำหรือเปล่า? ไม่ใช่เลย พระเจ้าไม่ได้เป็นคนทำ พอมองเห็นไหม? สิ่งที่เกิดขึ้นกับบรรพบุรุษของเรา อาดัมและเอวา ที่ตายทั้งร่างกายและวิญญาณนั้น พระเจ้าไม่ได้ทำ แต่มนุษย์ทำเอง แล้วผลเสียมันก็เข้ามาเอง จากกฎระเบียบของโลกใบนี้ ที่มันบอกไว้แล้ว เหมือนกับซาตานที่ทำ แล้วมันก็ได้รับผลของมัน แล้วพระเจ้าทำอะไร? พระเจ้าคอยช่วยเหลือ

ตรงนี้ คือสิ่งที่ต้องจำ แล้วก็พยายามฝังหัวไว้ตลอดเลยว่าอะไรเกิดขึ้น ในยุคปัจจุบัน มันจะร้ายแรงขนาดไหนก็ตาม จงรู้ว่าไม่ใช่พระเจ้าเอาสิ่งชั่วร้ายเข้ามาหาเรา แต่พระเจ้าอยู่ตรงข้ามต่างหาก คอยเข้ามาช่วย เมื่ออาดัมและเอวาตกลงไปในความบาป พระเจ้ารีบกุลีกุจอเข้ามาช่วย ช่วยทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกหาย เหมือนที่ผมเคยบอกว่าลูกเอามือแยงเข้าไปในปลั๊กไฟ บอกหลายครั้งแล้ว อย่าๆ มันดูด แยงเข้าไป ชักเลย พ่อไม่ได้ยืนด่าเลย นี่พระเจ้าแห่งความรัก รีบโอบกอด เป็นอย่างไร? ไปหาหมอไหม? ภาพมันเป็นอย่างนี้ ไม่มีผิดเลย เจ็บปวดจิตใจมาก ลูกเป็นอย่างนี้ พยายามหาทางทุกทาง ที่จะช่วยลูกให้ได้ นั่นแหละ คือพ่อของเรา คือพระเจ้าเป็นความรัก แล้วคิดดู มารก็คอยกระซิบ พ่อแก ใจร้าย พ่อแกลงโทษแก ตัวมันเองแอบอยู่ นี่คือภาพใหญ่ๆ จากพระคัมภีร์เป๊ะเลย เพื่อให้เรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโคโรน่า แต่ก่อนหน้านี้มันมีไวรัสซาร์นี่คล้ายๆ ซาร์จำได้ไหม? ที่ทุกคนกลัว อันนี้มันใหญ่กว่า ซาร์ก็เหมือนออติก ตอนนี้มันเป็นโคโรน่า มันใหญ่ขึ้น อนาคตมันก็จะมีคัมรี่ แล้วจากคัมรี่ ก็เป็นเล็กซัส มันพัฒนาไปเรื่อยๆ ช่างมันเถอะ อย่าไปยุ่งกับมันเลย เพราะมันเป็นไปตามพระคัมภีร์แล้ว มันเสื่อมทราม มันแย่ลงไปทุกวันๆ บนโลกใบนี้ จงดีใจเถิด ไม่ใช่ดีใจที่คนตายนะ แต่จงดีใจในแง่มุมหนึ่งว่าพระคัมภีร์เป็นจริง ความยุ่งยากลำบากบนโลกนี้ ยิ่งทวีคูณมากเท่าไร? จงดีใจในแง่หนึ่งว่าพระคัมภีร์เป็นจริง บอกแล้วไง บางคนก็บอกมันจะพัฒนา เทคโนโลยีอะไรต่างๆ เราจะอยู่กันดีขึ้น ไม่เลย มันมีแต่แย่ลง แม้กระทั่งอาหารการกินก็เหมือนกัน แล้วถามว่ามันแย่ลงเพราะอะไร? พระเจ้าให้มันแย่ลงเหรอ ก็บอกแล้วว่าเมื่อมารครอบครอง เมื่อปรปักษ์เข้ามาครอบครอง บ้านนี้ไม่ใช่ของมาร แต่เราไปเชิญมารเข้ามาครอบครอง เพราะฉะนั้น มันทำเละตุ้มเป๊ะเลย เพื่อจะเยาะเย้ยพระเจ้า นี่ไง แล้วมันก็คุมบ้านหลังนี้เอง ด้วยความชั่วร้าย ซึ่งมันมีวันสิ้นสุด ขอบคุณพระเจ้า มันมีวันสิ้นสุด วันที่จะสิ้นโลกใบนี้ และมีโลกใหม่ และมารก็ถูกจับโยนลงไปในบึงไฟนรก มันมีวันนั้นจริงๆ

เพราะฉะนั้น การมองดูอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้มันเกิดขึ้น มองได้หลายแง่ ไม่ต้องตกใจ เดี๋ยววันนี้จะมีข้อพระคัมภีร์มาให้ท่านดู ท่านจะได้ไม่ต้องตกใจเลย เพราะพระเจ้าอยู่ข้างเราตลอด คอยช่วยเราตลอด เอเมน อย่างที่บอกเมื่อรู้อีกมุมหนึ่ง น่าจะดีใจด้วยว่ามันก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่ก็ต้องมีสติปัญญาจากพระเจ้า เขาบอก เขาเตือนให้ทำตัวอย่างไร? เราก็ต้องทำตามระดับหนึ่ง แต่ไม่ต้องหวาดกลัว เขาบอกว่าอย่าไปในสถานที่ที่มีคนเยอะๆ ช่วงนี้ ก็ไป ฉันมีพระเจ้าอยู่ ฉันไม่กลัว คุ้นๆ ไหม? เขาบอกอย่าไป ก็อย่าไป ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ สถานที่ที่มีคนติดเชื้อ เราก็พยายามเลี่ยง เลี่ยงไม่ได้ ก็ระวังตัวที่สุด แล้วอธิษฐานไปด้วย  อย่างนี้โอเค ไม่ใช่ อะไร ไม่มีสติปัญญาเลย  พระเจ้าเป็นสติปัญญาด้วย ทำอะไรให้มันสอดคล้องกับสติปัญญาของพระเจ้าบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ความเชื่อๆ เชื่ออะไรก็ไม่รู้ ถามว่าเชื่ออะไร? ไม่รู้เหมือนกัน มันต้องมีสติปัญญา เขาแนะนำอะไร เราก็ทำตาม แล้วเราก็ต้องระมัดระวังตาม

อย่างเช่น ข่าว ฟังบ้าง ให้รู้ว่าเขาเตือนว่าอย่างไรบ้าง มันไปถึงไหนแล้ว อะไรอย่างนี้ แล้วมันไม่ใช่เรื่องแปลก ก่อนหน้านี้ เท่าที่จำได้ เมื่อประมาณหลายร้อยปีก่อน เอาเป็นพันปีเลยดีกว่า สนุกดี โรคเรื้อน ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์ โรคเรื้อน รักษาไม่หาย ใครเป็นโรคเรื้อนตายแน่ ทรมาน พระเจ้าไม่ได้เอาโรคเรื้อนมาให้เรา แต่พระเจ้าให้สติปัญญากับมนุษย์สร้างยารักษา จนชนะโรคเรื้อนได้แล้ว แล้วมีโรคอะไรอีกที่มันลำบาก ฝีดาษ อหิวาตกโรค ใครเป็นคนเอาฝีดาษเข้ามา ใครเป็นคนเอาอหิวาตกโรคเข้ามา ตอบสิ มาร ถูกไหม? ผ่านทางคน ไม่มีใครแล้ว ไม่ได้ผ่านทางพระเจ้า ผ่านทางมนุษย์ ล่อลวงมนุษย์เหมือนเดิมนั่นแหละ ล่อลวงอะไรต่างๆ ที่มันเกิดผลร้ายขึ้นมา เห็นไหม? ถามว่าล่อลวงอย่างไร? สลับซับซ้อน ถ้าพูดวันนี้ เอาแผนการของมารมาวาง สามวันสามคืนพูดไม่จบ ยกตัวอย่าง ปัจจุบัน โรคเมอร์ ไม่ใช่เชื้อโรค แต่เป็นการกลายพันธุ์ของเซลในร่างกายของเรา ถามว่ามาจากอะไร? มาจากสิ่งแปลกปลอมที่มนุษย์ต้องใช้ ยกตัวอย่างเช่น อาหารการกิน อากาศ อารมณ์ แล้วถามว่าจะมาได้อย่างไร? ไม่ยากเลย มันสร้างระบบต่างๆ สมมติว่าเราบอกมาจากอากาศ อากาศเสีย อากาศเสียมาจากอะไร? มลพิษรถยนต์ สมมติ รถยนต์เกิดจากอะไร? ความโลภ พอมองออกไหม? เห็นไหม?

สมมติว่าตอนนี้ เขามีการรณรงค์เรื่องสารพิษที่ใส่ลงไปในอาหารการกิน และพืชผักผลไม้ที่คนทำ ถามว่าคนทำ รู้ไหมว่าอันนี้ มันอันตรายต่อคน ทุกคนตอบพร้อมกัน? รู้ ถามว่าทำเพราะอะไร? เพราะอยากได้เงิน คือความโลภ … ความโลภมาจากใคร? มาจากมนุษย์ ฟังให้ดีๆ  ถูกล่อลวงโดยมาร ปิดบังตา ทำให้เกิดความโลภ แล้วตัวเอง ก็สูญเสียชีวิตไปด้วย แล้วก็ทำคนอื่นแย่ไปด้วย นี่คือหนึ่งในจำนวน ยกตัวอย่างให้ฟัง ทุกเรื่องมันมาจากมารทั้งนั้น มนุษย์ไม่เกี่ยวข้องเลย แต่มันถูกหลอกไง ผ่านทางความโลภ ความโกรธ ความหลง การทะเยอทะยาน ความเห็นแก่ตัว ก็คือความอะไรก็ตามที่มาจากเชื้อบาป ที่ถูกสาปแช่งไป ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวา ระบบของโลกมันเป็นอย่างนี้หมดแล้ว มันก็มีแต่เสียหาย เพราะเราถูกล่อลวง ถูกปิดบังตา พระคัมภีร์บอกว่าเจ้าแห่งโลกนี้ คือผู้ครอบครองของโลกนี้ ก็คือมาร มันบังตา ให้เราไม่รู้จักพระเจ้า ถ้าเรารู้จักพระเจ้าแล้ว มันพยายามบังตาให้เรา ไม่ให้เอาข่าวประเสริฐของพระเจ้า ไปให้กับคนข้างๆ มันทำทุกวิถีทาง แต่ถ้ามันมาบังตาให้เราไม่รู้จักพระเจ้าได้เลย มันยิ่งชอบใจใหญ่ แล้วไม่ใช่ไม่รู้จักพระเจ้าอย่างเดียว เมื่อไม่รู้จักพระเจ้า มันไม่หยุดแค่นั้น มันจะบังตาและหลอกลวงเราต่อไป ให้เราเป็นคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า และทำชั่วด้วย แล้วก็บังตาต่อไป ไม่ให้ทำชั่วอย่างเดียว แต่ทำชั่วกับคนเยอะๆ เลย ผ่านทางกิเลสตัณหาฝ่ายเนื้อหนัง ผ่านทางความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอะไรก็ตามที่มันบาปทั้งหลาย ท่านพอมองภาพเห็นไหม? แล้วมนุษย์น่าสงสารไหม?

“นี่เธอก็ผิด นั่นเธอก็ผิด”

ตัวจริงๆ มันนั่งแอบอยู่ แล้วก็หัวเราะ แล้วก็บอกพระเจ้านี่ลูกๆ พระองค์ทั้งนั้นแหละ นี่บ้านของพระองค์ สวนเอเดน แหะ แหะ เป็นไง”

แต่พระเจ้านิ่งๆ และหัวเราะดังกว่าครับ เอเมน หัวเราะเมื่อไร? วันแรก เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเจ้าหัวเราะดังกว่า ตอนพระเยซูถูกตรึงและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ตอนบ่าย 3 โมง แล้วพระองค์ประกาศว่า …

“จบ พอแล้ว สำเร็จแล้ว”

คือการไถ่บาป การช่วยเหลือมนุษย์ที่พระเจ้าวางแผนเอาไว้ มันสำเร็จแล้ว …

“จากนี้ ต่อไป ฉันจะลงมาแล้วนะ”

เอาล่ะสิ พระเจ้าจะลงมาแล้วล่ะ “แกทำอะไรฟรีๆ แบบเปล่าๆ ไม่ได้อีกแล้ว ฉันจะลงมาแล้ว ลงมาอยู่กับมนุษย์ แกได้ถูกพิพากษาแล้ว วันหนึ่งแกต้องลงไปอยู่ในบึงไฟนรกนิรันดร์ ฉันกำลังเอาความสำเร็จนี้ การช่วยเหลือมนุษย์นี้แผ่กระจายออกไปเป็นข่าวดี ไปให้ทั่วเลย ซึ่งยังมีคนต้องเกิดขึ้นมาอีก ไม่รู้เท่าไร? จาก DNA ที่อยู่ในอาดัม อีกไม่รู้กี่พัน กี่หมื่นล้านคน ฉันไม่รู้ หมายถึงเราไม่รู้นะ พระเจ้ารู้ แต่ไม่ได้บอก แต่จบแล้ว” นี่ วันที่หัวเราะ

ตั้งแต่วันที่ประกาศที่ไม้กางเขนเป็นต้นมา พระเจ้าก็ลงมาอยู่กับมนุษย์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผู้คนที่รู้ความจริง สมัยแรกๆ นั้นก็คืออัครสาวกทั้งหลาย ก็ออกไปประกาศข่าวดีนี้ และสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือพระเจ้าไม่อยากให้มนุษย์ถูกล่อลวงอีกแล้ว คำว่า “สำเร็จแล้ว” สรุปสั้นๆ พระเจ้าลงมาแล้ว ลงมาอยู่กับเรา อยู่กับมนุษย์เลย อยู่ในเราเลย อยู่ข้างในตัวเรา ในหนังสือ 1 โครินธ์ 3:16 บันทึกไว้ว่า …

“ท่านไม่รู้หรือว่าท่านเองเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตภายในท่าน”

ผมจะเปิดความหมายลึกๆ จากภาษาเดิม ซึ่งเป็นภาษากรีกว่าตรงนี้หมายความว่าอะไร? 1 โครินธ์ 3:16 “ท่านไม่รู้หรือว่า? แล้วท่านไม่เข้าใจเลยหรือว่า?”

ฟังนะ นี่กำลังพูดกับคนที่เป็นคริสเตียน  กำลังพูดกับคนที่เกิดใหม่แล้ว กำลังพูดกับคนที่เป็นของพระเจ้าแล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว มีวิญญาณพระเจ้าอยู่ในตัวแล้ว บอกว่าอย่างไร? …

“ท่านไม่รู้หรือ? แล้วท่านไม่เข้าใจหรือว่าท่านเป็นคริสตจักร”

“คริสตจักร” แปลว่าสถานที่ที่พระเจ้าสถิต

“ท่านเป็นคริสตจักร เป็นวิหารของพระเจ้า และเป็นที่ที่ซึ่งพระวิญญาณของพระเจ้าอาศัยอยู่อย่างถาวรนิรันดร์ ไม่ไปไหนอีกแล้วในท่านนั่นแหละ  แต่ละคนเลยทีเดียว”

มันแปลว่าอย่างนี้ “ท่านไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหาร” บางทีรู้สึกรวมๆ นี่พูดถึงแต่ละคน แต่ละผู้เชื่อ แต่ละคริสเตียน พระคัมภีร์ได้บอก พระเจ้าได้บอกกับเราว่าเราแต่ละคน เป็นที่อยู่อาศัยของพระวิญญาณของพระเจ้าแล้ว ไม่ใช่จะนะ แล้ว เดี๋ยวนี้แล้ว ท่านเข้าใจไหม? ท่านรู้ไหม? แสดงว่าพูดด้วยความอยากให้คนฟังรู้ อยากให้เข้าใจ มันถึงต้องเน้นอย่างนี้

“ท่านไม่รู้หรือ” ไม่พอ ท่านไม่รู้หรือ? ท่านไม่เข้าใจหรือว่าร่างกายของท่าน พระเจ้าเข้าไปสถิตอยู่แล้ว เข้าไปอยู่อย่างถาวร เข้าไปอยู่แต่ละคนเลย ไม่ใช่ไปอยู่รวมกัน ไม่อยู่รวมกัน ท่านอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นั่นด้วย  และอยู่แบบถาวรนิรันดร์เลย คือไม่ว่าท่านไปไหน ก็อยู่ที่นั่น ไม่ว่าท่านตื่นนอน จะอยู่ในห้องน้ำ จะไปตลาด ไปเดิน ไม่ว่าท่านจะมาโบสถ์หรือไม่มา ก็อยู่กับท่านตลอดนั่นแหละ อยู่ตลอดในร่างกายของท่าน

นี่คือความสำเร็จของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าเข้ามาอยู่กับเรา พระเจ้าก็จะนำทางเรา เป็นพี่เลี้ยงเรา คอยดูแลเรา พอเรารู้จักพระเจ้า พระองค์มีพระลักษณะเป็นอย่างไร? เป็นฝ่ายเรา เป็นข้างเรา อย่างเดียวเลย ไม่โกรธ ไม่เคยแตะ ไม่เคยตีเราเลย คอยนำเราตลอด เราจะทำอะไรผิด อะไรพลาด ถูกล่อลวง พระเจ้าก็คอยช่วยเหลือ พระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งการปลอบโยนตลอด ท่านจะเห็นภาพแล้วตอนนี้ ก็คือพาเราเดินบนโลกใบนี้ที่มันเสียหาย ยับยู่ยี่ มีแต่โรคภัยไข้เจ็บ มีแต่ความเสียหายต่างๆ เดินด้วยความระมัดระวัง ไปกับพระเจ้า บาดเจ็บขึ้นมาปุ๊บ พระเจ้าก็พันแผล ค่อยๆ ช่วย

“ลูก วันหลังต้องเดินอย่างนี้นะ ไม่เป็นไรๆ พ่ออยู่ด้วย”

ต้องคิดอย่างนี้ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความเสียหาย ย้อนกลับมาถึงไวรัสโคโรน่า ท่านต้องกลัวไหม? ไม่ต้องกลัว แต่ทำตามสติปัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ ผ่านทางคนที่พระเจ้าให้สติปัญญาแล้วว่าเขากำลังคิด เรื่องยารักษาโรคตรงนี้อยู่ แล้วเขาก็บอกว่าต้องระมัดระวังตัวอย่างไร? ตามสาธารณะสุข เราก็ทำตาม ด้วยสติปัญญาที่มาจากพระเจ้า แต่ถามว่ากลัวไหม? ไม่กลัว เพราะพระคัมภีร์ก็บอกเลย ถ้าตาย ก็ได้กำไร หมายถึงว่าจากร่างนี้ไป ก็ไปอยู่กับพระเจ้า ทันทีเลย จริงๆ วันนี้ก็อยู่กับพระเจ้าอยู่แล้ว แต่ตอนจากไป หมายถึงจากร่างนี้ปุ๊บ ก็อยู่ในโลกวิญญาณ เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า ทุกวันนี้ก็อยู่กับพระเจ้าอยู่แล้ว แต่ไม่เห็น เพราะอยู่ในร่างกายที่อ่อนแอนี้ เพราะฉะนั้น ใครที่อยากเห็นพระเจ้าบ่อยๆ ก็เตรียมตัวไว้นะ อยากเห็นไหม? บางทีก็อยากๆ กลัวๆ บางทีก็คิดถึงข้าวขาหมูอยู่  ไม่รู้ว่าไปอีกมิติหนึ่ง จะมีข้าวขาหมูหรือเปล่า? ตามภาษามนุษย์ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น ชัดเจน ดังนั้น เราไม่ต้องกลัว ไปไหน พระเจ้าไปด้วย

“จะไปไหน? พระเจ้าไปด้วย”

พระเจ้าผู้นี้ที่มีมาตั้งแต่อดีต เป็นคำเผยพระวจนะว่าพระเยซูจะมาทำอย่างนี้ แล้วมีในพระคัมภีร์ หนังสืออิสยาห์บอกว่าพระเจ้าองค์นี้ ใช้ชื่อว่า “อิมมานูเอล” แปลว่า “พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย” ก็คือพระเจ้าที่พวกท่านรอกันอยู่นั่นแหละ ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม วันหนึ่งพระมาซีฮาจะมา แล้วพระองค์มีนามว่า “พระเจ้าอยู่กับเธอด้วย” ก็คืออิมมานูเอล

แล้วถามว่าอยู่กับเรา เรากลัวอะไรไหม? เราอาจจะกลัวโน่นกลัวนี่ ตามประสาของการอยู่บนโลกใบนี้ มันตกใจ แต่พระเจ้าก็คอยปลอบโยนเรา ให้เราค่อยๆ กล้วน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้วในพระคัมภีร์ก็มีบันทึกเอาไว้ ในหนังสือ 1 โครินธ์ 1:13 บอกว่า …

“พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ สัตย์ธรรม” นี่พูดถึงคนที่เชื่อในพระองค์แล้ว เป็นลูกพระองค์แล้ว ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก พระองค์บอกว่า …

“ไม่มีความทุกข์ยากลำบาก ความเจ็บปวดใดๆ ที่เกิดขึ้นกับลูกเด็ดขาด ที่มันแปลกกว่าชาวบ้านเขา” มันแปลว่าอย่างนี้นะ

มันคือความเจ็บปวด ความชั่วร้ายที่มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้กับทุกคนแล้ว คือพูดง่ายๆ มาเชื่อพระเจ้าก็ไม่ได้หนีรอดจากตรงนี้หรอก มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว เหมือนแสงแดดที่ส่องมาให้ทั้งกับคนดีและคนชั่ว คนเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็โดนแดด โดนฝน ก็เปียกเหมือนกัน ไม่ใช่คนเชื่อ เดินมามีฝน แดดส่องมา ไม่ใช่ มันเหมือนกันหมด แต่ไม่ต้องกลัว เพราะเราอยู่กับเจ้า พระองค์ทรงสัญญาว่าท่านจะไม่ได้รับการลำบาก ลำบนกับความชั่วร้ายของโลกใบนี้ เกินกว่าที่ท่านจะสามารถรับได้ แต่ในขณะที่ท่านอยู่ในความทุกข์ยากลำบากอยู่นั้น พระองค์กำลังเตรียมทางออกช่วยท่านอยู่ เอเมน ไม่ว่าท่านจะอธิษฐานไม่ได้ ไม่ไหวแล้ว พระวิญญาณก็จะทำการอธิษฐานให้ท่านเอง ช่วยท่านเอง มันแปลว่าอย่างนี้

ท่านเจอระบบของโลกนี้ แล้วก็พลาดไป ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูบอกว่าอย่าโลภ ท่านพลาดไป ถูกล่อลวงโดนมาร ผ่านทางคนโน้นคนนี้ ล่อลวงให้ท่านลงทุนในโน้นในนี้ แล้วมันได้ แรกๆ ได้ๆ มันล่อลวงเราทั้งนั้นแหละ แล้วท่านเกิดโลภ พระเยซูบอกว่าอย่าโลภ ท่านก็ไปโลภมัน  เพราะพระเยซูรู้แล้ว ถ้าโลภ เดี๋ยวมันก็เจ็บ ก็ไม่ไหว ลงทุนนี้ก็ได้ ลงทุนนั้นก็ได้อีก ลงทุนใหญ่ ในที่สุด มารก็มาแล้ว ในที่สุดก็เจ๊ง ท่านก็รับไม่ได้ เห็นไหม? มันก็เป็นอย่างนี้ แล้วพระเจ้าก็เข้าไปปลอบโยน เข้าไปช่วยท่าน จะเป็นอย่างนี้ เพราะพระเจ้าสัตย์ธรรม ตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ พระองค์จะไม่ปล่อยให้ท่านอยู่ในความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน เกินกว่าที่ท่านจะรับได้ แสดงว่าทุกวันนี้ ท่านเจ็บปวด เรื่องอะไรก็ตาม มีทุกข์ พระเจ้ากำลังบอกท่านว่าท่านรับได้ จึงให้เกิดขึ้น แล้วพระเจ้าก็ใช้สิ่งเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ ให้เกิดเป็นผลดี สำหรับท่าน และแผนการของพระองค์ด้วย

ใช้สิ่งที่มันเสียหาย สิ่งที่เราจำเป็นต้องเจอ เนื่องจากมาร พระองค์ทรงใช้สถานการณ์นั้น ให้เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตเรา และเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตคนรอบข้าง โดยตรง เป็นไปตามแผนการของพระองค์ อย่างนี้มันถึงถูก ไม่ใช่พระองค์ใส่เรา พาเราเข้าไปในความทุกข์ยากลำบาก แล้วใช้ความทุกข์ยากลำบากนั้น มาเป็นประโยชน์ในชีวิตของเรา  ไม่ใช่ มันต้องเข้าไปอยู่แล้ว มันเป็นอยู่แล้ว แต่พระองค์ทรงช่วยเราออกมา ขณะที่ช่วย ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วย  พอเข้าใจไหมตรงนี้  ลึกซึ้งนิดหนึ่ง เข้าใจหรือเปล่า? ไม่ใช่พระองค์พาเราเข้าไปอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก แล้วก็ใช้ความทุกข์ยากลำบากนั้น เสริมสร้างให้เราเติบโตเข้มแข็ง เป็นผู้ใหญ่ ทางฝ่ายวิญญาณ เหมือนในหนังสือโรม บทที่ 5 บอกไว้ …

“ข้าพเจ้าปิติยินดีด้วย และปลาบปลื้มในความทุกข์ยากลำบาก ในความเจ็บปวด เพราะความทุกข์ยากลำบาก ความเจ็บปวดจะทำให้เกิดความอดทน ทรหด และความอดทน ทรหด ทำให้เกิดอุปนิสัยใหม่ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าจะใช้ได้ เป็นไปตามแผนการของพระองค์”

เห็นหรือยัง? คนก็เหมา แสดงว่าพระเจ้าเอาความทุกข์เข้ามา ไม่ใช่ หมายถึงเราเป็นอยู่แล้ว เราโดนอยู่แล้ว แต่พระเจ้าเอาที่เราโดนอยู่แล้ว มาให้เป็นประโยชน์ในชีวิตของเรา เราจึงเกิดความอดทน แต่ให้เรามีความอดทนมากขึ้น  และในข้อต่อมาบอกว่า …

“และความอดทนและบุคลิกใหม่ ที่พระเจ้าสามารถใช้ได้นี้ จะทำให้ความหวังใจในการมีส่วนในพระพร เต็มด้วยพระสิริของพระเจ้า เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าแล้วตอนนี้ แต่ยังอยู่ในร่างกายเดิมอยู่นะ มันชัดเจนยิ่งขึ้น มันมั่นคงแข็งแกร่ง แล้วมันไม่เสียหายไปเลย มันไม่มีล้มเหลวเลย  เหตุเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาสถิตในเรา ความรักของพระเจ้าท่วมท้นเข้ามาในจิตใจเรา เราสัมผัสได้ ผ่านทางความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นแหละ แต่พระองค์ไม่ได้เป็นคนเอาเราเข้าไปในความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น แต่คอยช่วยเราตลอดเวลา”

พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ เพราะมันง่ายเหลือเกินที่จะบอกว่ามันเป็นผลดี เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงพาเราเข้าไป ไม่ใช่ๆ ที่เราพูดอยู่นี้อยู่ในหนังสือโรม 8:28 ก่อน ยิ่งกว่าผู้พิชิต

“และเรารู้ว่า (เรา คือผู้เชื่อทั้งหลาย ผู้ที่เป็นลูกของพระองค์ พระเจ้าสถิตอยู่ในเราแล้ว) ทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดี แก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์”

“ทำให้เกิดผลดี” ผู้ที่รักพระองค์ หมายถึงผู้ที่เกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ถ้าไม่เกิดใหม่ ไม่เป็นลูกพระเจ้า รักพระองค์ไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ มันอยู่คนละข้างแล้ว มันอยู่กับมาร มันไม่รู้จักรักพระเจ้าหรอก แต่นี่หมายถึงคนที่บังเกิดใหม่แล้ว พระเจ้าบอกว่าจากนี้ต่อไป เราเกิดใหม่แล้ว  บนโลกใบนี้ เกิดความทุกข์ยากลำบากอะไรก็ตาม ทั้งหมดเลย เราคือพระเจ้า พ่อจะทำให้มันเป็นผลดี สำหรับลูกนะ ทุกคนตอบกันว่าเอเมน แต่พอมันเกิดจริงๆ มันเอเมนไม่ค่อยไหว แต่ไม่เป็นไร ไม่เอเมน ก็ไม่เป็นไร พระองค์ยังคงทำเหมือนเดิม  เพราะถึงแม้ลูกไม่รู้ แต่พ่อจะพาลูกไปที่ดีๆ

ดูว่าพระเจ้ามีความรู้สึกอย่างไร? ข้อ 37 พ่อจะทำทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ที่มันทำให้ลูกเจ็บปวด อะไรต่างๆ พ่อจะเดินไปกับลูก จูงมือลูกเดินไปตลอดทุกหนทางทุกแห่งเลย มารมันซัดเข้ามาอย่างไร? พ่อจะพาลูกผ่านไปให้ได้ และต้องได้อย่างแน่นอน ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้นบนโลกใบนี้เลย เพราะว่าพ่ออยู่กับเจ้าด้วย เหมือนที่เผยพระวจนะมาตั้งแต่อดีต ตั้งแต่ให้กษัตริย์ดาวิดเผยพระวจนะ ในหนังสือสดุดี บทที่ 23 บอกว่า …

“แม้ว่าผ่านหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพเจ้าก็ไม่กลัวสิ่งใดๆ เลย เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย คทาและธารพระกร ไม้เท้าของพระองค์ทรงปลอบโยนลูก ทำให้ลูกสบายใจ พระองค์ทรงเตรียมสำหรับ คือโต๊ะอาหารให้กับลูก ต่อหน้าต่อตาศัตรูของลูกเลย ไม่ต้องกลัว”

เพราะฉะนั้น ในโรม 8:37 จึงบอกว่า “ดังนั้น (หมายถึงว่าความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ที่พูดถึงตะกี้นี้) ในสถานการณ์ทั้งปวงนี้ เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิติ โดยทางพระองค์ ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย” เห็นไหม?

“ในสถานการณ์ทั้งปวงเหล่านี้” ก็คือในความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นซาร์ โคโรน่า เล็กซัส ไม่ว่าจะเป็นฝีดาษ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรทั้งนั้น ในอนาคตจะมีมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการกันดารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น P.M. 2.5 ไม่ว่าจะเป็นฟลูโรชั่นอะไร ไม่ว่าจะเป็นไอเสีย ไม่ว่าจะเป็นอะไรอีกล่ะ ตอนนี้ที่ขู่เรา ไม่ว่าจะเป็นสารพิษในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นสารพิษในผัก ไม่ว่าจะเป็นสารพิษในผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง รู้หรือไม่รู้ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเยอะแยะไปหมด ไม่ต้องกลัวเลย ในสถานการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต ในสถานการณ์ของโคโรน่า ตอนนี้ เพราะฉะนั้นตอนนี้นะ เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต

เป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต คืออะไร? คือไม่ต้องทำอะไร มีคนทำให้ เคยได้ยินไหม ผู้พิชิตคืออะไร? ใครรู้จักนักมวยที่ดังๆ เขาทราย รู้จักหมดใช่ไหม? เก่าแก่ เอาสมัยใหม่หน่อยสิ บัวขาว สมมติ บัวขาวยิ่งกว่าผู้พิชิต บัวขาวขึ้นชก ชนะ เขายกให้บัวขาวเป็นผู้พิชิต ถูกไหม? เรียกบัวขาวขึ้นเวที บัวขาวผู้พิชิตขึ้นมาบนเวที ปุ๊บ ก็มีคนเอาเข็มขัดทอง เข็มขัดประจำตำแหน่งให้ ชก เหงื่อแตก เลือดไหล แต่ว่าชนะแล้ว ตัวเองน่วมไปหมด กลับไปบ้านปุ๊บ เอาเข็มขัดทองไปให้กับเมีย เมียไม่ได้ขึ้นชกเลยสักนิดหนึ่ง เมียนั้นเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต เอเมน

แล้วของเราคือใคร? ใครชกจนเหงื่อออก หัวร้างข้างแตกเลย ใคร? พระเยซูคริสต์ทุกข์ทรมาน ตายที่ไม้กางเขน ด้วยความทรมาน แล้ววันที่ 3 เป็นขึ้นจากความตาย ในพระคัมภีร์บอก โดยพระคุณของพระเจ้า เราไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้นเลย เพียงแต่เชื่ออย่างเดียวว่าพระเยซูทำให้เรา เราก็เป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต เห็นภาพหรือยัง? เราก็เป็นภรรยาของเจ้าบ่าวของเรา คือพระเยซูคริสต์ เอเมนไหม?

ผมไปเล่นดนตรีมาแทบตายเลย เหนื่อยตายเลย คนเก็บเงินคือใคร? ผู้ชายในนี้มีอีกหลายท่าน ทำงานแทบตาย เหนื่อยกลับมาถึงใครรับตังค์ ไม่ต้องทำเลย อยู่บ้าน แบมืออย่างเดียว แล้วเราก็ต้องให้ด้วย เห็นไหม? ไม่เรียกว่ายิ่งกว่าผู้พิชิต แล้วให้เรียกว่าอะไร?

พอเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิตในข้อ 38 บอกว่า … “เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือวิญญาณชั่ว ไม่ว่าเป็นปัจจุบันหรืออนาคต หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ ไม่ว่าเบื้องสูง หรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใดในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ล้วนไม่สามารถจะพรากเรา เอาเราออกไปจากการเป็นลูกของพระเจ้าได้เลย พรากจากมือพระเจ้าออกไปได้เลย ไม่สามารถเอาเราไปได้แล้ว เราเป็นลูกแล้ว อยู่กับพระองค์แล้วตอนนี้ อยู่ตลอดเวลา เราหลับ พระองค์ก็ไม่หลับ แล้วกลัวอะไร? สวรรค์อยู่แน่นอนแล้ว แล้วอะไรที่อยู่บนโลกใบนี้ เดี๋ยวพระองค์ก็นำพาเรา จูงมือเราไปทีละนิดทีละหน่อย

โรม 8:38 “ดังนั้น ในความทุกข์ทั้งปวงเหล่านี้ เราทั้งหลายเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต ได้รับชัยชนะอย่างเหลือล้น โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ผ่านทางพระเยซู เป็นผู้กระทำ พระเยซูผู้ซึ่งรักเรามาก ถึงขนาดตายแทนเราได้”

พูดถึงตรงนี้แล้วนึกถึง ตะกี้เราพูดถึงบัวขาว … บัวขาวยอมให้เขาศอก เลือดอาบ เพื่อเมียอยู่ที่บ้านได้รับ อย่างนี้ คล้ายๆ

“เพราะข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่น โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับข้าพเจ้าตลอดเวลาว่าไม่มีการสงสัยในความเชื่อของข้าพเจ้าเลยว่าไม่ว่าจะเป็นความตาย หรือเป็นชีวิต หรือเป็นทูตสวรรค์ หรือเป็นเหล่าวิญญาณชั่ว หรือกำลังอำนาจใดๆ ก็ตาม หรือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันนี้ ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ ภูเขาไฟ น้ำท่วม กันดาร ฝนไม่ตก 2.5 อะไรต่างๆ เหล่านี้ ไม่สามารถมาข่มขู่ ใช้คำนี้เลย สิ่งที่มันข่มขู่เราทุกวันนี้ กินอะไรก็เป็นพิษ อันนั้นก็แย่ อันนี้ก็แย่ ไปไหนไม่ได้แล้ว ไม่ต้องกลัวเลย และสิ่งที่ข่มขู่ และน่ากลัว ที่จะมีขึ้นมาอีกในอนาคต จะมีอีกนะ หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ ไม่ว่าจะมาจากคน มาจากประเทศ หรือมาจากวิญญาณก็ตาม หรือของสูง หรือของลึก ก็คือสติปัญญา หรือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นก็ตาม ไม่สามารถแยกเราขาดออกจากการเป็นหนึ่งเดียวกันกับความรักอันไม่มีลิมิต ไม่มีขอบเขตจำกัดของพระเจ้า ในพระคริสต์ได้เลย” เอเมน

เพราะฉะนั้น เมื่อท่านเชื่อแล้ว อยู่ในพระเยซูแล้ว เกิดใหม่แล้ว ท่านไม่ต้องทำอะไรแล้ว พระองค์จะเป็นผู้พาท่านไป สงบๆ นิ่งๆ อดทนไว้เท่านั้นเอง รอคอยด้วยความหวัง พระคัมภีร์จึงใช้คำว่าพระหัตถ์ของพระองค์จูงมือเราแล้ว สำหรับบรรดาผู้คนที่ยังไม่มีพระเยซู ไม่มีพระเจ้ามาจูงมือ ก็ไม่ยาก พระคัมภีร์บอกว่าเปิดใจท่าน ต้อนรับสิทธิของท่านที่พระเยซูทำให้ แค่เปิดใจ เชื่อว่าพระเยซูมาไถ่บาปให้กับท่านจริงๆ  พระเยซูตายที่ไม้กางเขน  พระเยซูบอกว่าสำเร็จแล้วจริงๆ เชื่อด้วยใจ แล้วก็พูดด้วยปาก อธิษฐานที่ไหนก็ได้ คนเดียวก็ได้ ไม่ต้องพูดก็ได้ ใช้นึกในใจก็ได้ แค่นั้นเอง เป็นการเปิดประตูโลกวิญญาณ พระเจ้าก็จะเข้าไปสถิตกับท่าน และท่านก็จะได้รับทั้งหมดเหล่านี้ ที่วันนี้ ผมพยายามอธิบายให้ท่านฟังอย่างชัดเจน พระเจ้าก็มาอยู่ข้างๆ ท่าน เดินไปด้วยกัน ความหวังเราคือชีวิตนิรันดร์ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์กาล บนโลกใบนี้ไม่ต้องห่วง  แม้มีความทุกข์ยากลำบากบ้าง แต่เดี๋ยวพระเจ้าพาผ่านไปเอง แล้วพาผ่านไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง เราจากโลกนี้ไปอยู่กับพระเจ้าถาวรนิรันดร์ มีสุขนิรันดร์ ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2019 เรื่อง “ไม่ท้อใจ เมื่อเผชิญความทุกข์ยากลำบาก (ความจริงเกี่ยวกับความทุกข์ยากลำบาก)” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  29  ธันวาคม  2019

เรื่อง “ไม่ท้อใจ เมื่อเผชิญความทุกข์ยากลำบาก

(ความจริงเกี่ยวกับความทุกข์ยากลำบาก)”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สวัสดีวันอาทิตย์สุดท้ายของปีนี้  ปี 2019 แล้วเมื่อไรมันจะถึงวันสุดท้ายของโลกใบนี้ เราไม่รู้ รอวันนั้นอยู่ รอพระเยซูกลับมา ถือโอกาสสวัสดีส่งท้ายปีเก่า และเตรียมต้อนรับปีใหม่ เวลาจะมาบรรยายวันสุดท้ายของปี มันต้องเข้ากับบรรยากาศนิดหนึ่ง จึงตั้งใจชื่อเข้ากับบรรยากาศมากเลย ถ้าท่านฟัง ท่านจะใช่ เข้าจริงๆ เพราะว่าช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ควรจะพูดอะไรที่ดีๆ เป็นสิริมงคลนะ ทุกคนรู้เลย ชื่อเรื่องมา ถ้าไม่รักจริงจากพระเจ้า ก็จะไม่สวัสดีปีใหม่ด้วยข้อความที่จะบรรยายในวันนี้ “ไม่ท้อใจ เมื่อเผชิญความทุกข์ยากลำบาก (ความจริงเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ยากลำบาก)”

ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ได้นำพาชีวิตของพวกเราทุกคน มาอีก 1 ปี ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความสุขและความทุกข์ อันไหนมากกว่า หลายคนก็ต้องผ่านปัญหา ผ่านความทุกข์ยากลำบาก ก็มากบ้าง น้อยบ้าง ก็แล้วแต่สายตาของคนๆ นั้นว่าเขาจะมองอะไรมากกว่า ลองนึกย้อนกลับไป ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาว่าแต่ละปีต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัว ปัญหาความวุ่นวายในประเทศ ปัญหาความวุ่นวายในโลกตอนนี้ สมัยก่อนคิดแต่เรื่องประเทศไทยว่ามีเรื่องยุ่งตรงนั้นตรงนี้ เดี๋ยวนี้โซเซียลมีเดีย อยู่ที่ไหนก็ได้ยินหมด รู้หมดเลยว่าเป็นข่าวของความทุกข์ยากลำบากทั้งนั้น มันวุ่นวายขึ้นทุกวัน

แล้วทุกปี พอปีเก่าจะผ่านไป แบบวันนี้ เตรียมตัวเริ่มต้นปีใหม่ หลายคนก็มักจะตั้งความหวังกันว่าปีใหม่นี้ ทุกอย่างน่าจะเลวลง ไม่มีใครตั้งอย่างนี้แน่นอน ไม่เป็นสิริมงคล ก็จะตั้งกันว่าทุกอย่างต้องดีขึ้นปีนี้ เศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น ฟื้นตัวใหญ่ ปัญหาหลายอย่างน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น หลายคนก็อธิษฐานขอพระเจ้าอย่างนี้แน่นอน เอเมนไหม? คงไม่มีใครอธิษฐาน …         “พระเจ้าขอให้ปีนี้ไม่ค่อยดีนะ สำหรับลูก”

ไม่มีแน่นอน ถามว่าอธิษฐานขออย่างนี้ทุกปี แล้วนึกย้อนกลับไปว่าแล้วที่ผ่านมาทุกปี  ทุกอย่างดีขึ้น อย่างที่ขอหรือเปล่า? ลองคิดดูสิ ปีที่แล้วเราก็อธิษฐาน แล้วปีนี้มันดีขึ้นไหม? อย่างน้อยปีที่แล้ว เราต้องมีอธิษฐานเรื่องนี้แน่นอน …

“พระเจ้าอวยพรสุขภาพของลูกให้ดีขึ้น”

แล้วปีนี้ มันดีขึ้นไหม? ถามจริง

“ดีไม่ดีขึ้นไม่รู้ แต่ฉันเข้มแข็งขึ้น” เข้มแข็งขึ้นข้างในนะ  ในวิญญาณ

บ่อยครั้งที่เราเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับเราเอง หรือกับคนที่เรารัก กับคนใกล้ชิด อาจจะเป็นเจ็บป่วยอย่างมาก อาจจะเป็นความขาดแคลนอย่างหนักสาหัส อาจจะเป็นการทะเลาะวิวาทกับคนใกล้ชิด หรือความสัมพันธ์ขาดสะบั้นลง แบบต่อกันไม่ติดแล้ว  หรืออาจจะเกิดความรู้สึกทางอารมณ์ที่ควบคุมไม่อยู่ เช่น ความกังวล  ความกลัว ความโกรธ ความซึมเศร้า และเราก็หวังจากพระเจ้าว่าพระเจ้าช่วยได้ แน่นอนทุกคนก็คิดอย่างนี้แหละ ซึ่งสมควรจะคิดอย่างนี้ด้วย อันนี้ ไม่ว่าใครนะ ก็เลยอธิษฐานอย่างหนัก เพราะอยากจะได้ตรงนั้น อยากจะได้สุขภาพแข็งแรง อยากให้การงานเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง อยากให้ที่มีปัญหาต่างๆ มันเคลียร์ไปสักทีหนึ่ง ไม่มีปัญหาเลย ไม่ได้เหรอ ก็อธิษฐานอย่างหนักๆ แล้วไปขอให้คนอื่นช่วยอธิษฐาน ขอให้ศิษยาภิบาลอธิษฐานให้ ก็ทำแล้ว พยายามทำทุกอย่าง ที่จะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และยิ่งทำมากเท่าไร? ตะเกียกตะกายมากเท่าไร? เราก็จะรู้สึกสิ้นหวังและท้อแท้มากขึ้นเท่านั้น เพราะมันไม่สำเร็จ เป็นไปตามที่เราอยากได้ นี่เรื่องจริงเลยนะ

เมื่อพบว่าสถานการณ์ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามที่เราคาดหวังเลย บางครั้งแม้แต่นิดเดียวเลย ไม่เปลี่ยนเลย แถมแย่ลงด้วย มันก็เลยทำให้อาจเกิดความสับสน ความกังวล กลัวมากขึ้น แล้วก็เกิดการตั้งคำถามขึ้น คริสเตียนหลายคน พอชีวิตประสบปัญหา หรือความทุกข์ยากลำบาก อธิษฐานขอพระเจ้าเท่าไร? ปัญหาก็ไม่หมดไปจากชีวิตสักที ก็จะหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมพระเจ้าไม่ช่วย ทำไมพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐาน อันนี้อยู่ในใจเราทุกคน อยู่แล้ว แน่นอน ถ้าเผื่อเราไม่มีคำตอบ มันก็จะอยู่คาใจเราไปตลอด แต่วันนี้ มีคำตอบมา เพื่อจะได้ไม่คาใจ

–  ทำไมพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐาน

–  ทำไมพระเจ้าปล่อยให้เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ได้ ไหนบอกว่ารักเราไง?

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย และพระเจ้าอยู่ที่ไหนกันแน่ตอนนี้ ไหนบอกสถิตอยู่ด้วย แล้วทำไมปล่อยให้ลูกๆ ของพระองค์ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ อย่างนี้นะ

พอพยายามจะหาคำตอบ หลายคนก็ไปได้คำตอบมาถึงตัวเองจริงๆ ซึ่งเป็นคำตอบที่ท๊อปฮิตมาก สำหรับคริสเตียน ลองนึกในใจทำไมปัญหา ไม่หมดสักที ปัญหาโน้นปัญหานี้ ทำไมสุขภาพไม่เห็นดีสักที รับรองพอผมบอกเขาตอบมาอย่างนี้ ใช่ ได้ยิน ทุกคนจะคุ้นๆ เลยว่าคำตอบแบบนี้ได้เจอกันมาทุกคน เปิดไปยูทูปได้เจอแน่ …

“ทำไมเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาและความทุกข์ยากลำบาก”

… คำตอบที่เราคุ้นๆ กันจะมี 2 แบบดังต่อไปนี้แน่นอน …

(1) พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ให้ลูกๆ ของพระองค์ต้องเจอกับปัญหา หรือความทุกข์ลำบากใดๆ เลยนะ เพียงแต่ว่าเรา หรือคุณต้องเชื่อให้เต็มที่ ต้องเพิ่มความเชื่อให้มาก และต้องไม่ทำอะไรที่ขัดต่อน้ำพระทัยพระเจ้า ก็คือต้องไม่ทำบาป เท่านั้นเอง แก้ปัญหาได้

เพราะฉะนั้น ถ้าปัญหาของเราที่ตะกี้นี้ที่บอกไป มันยังอยู่ มันยังไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าตามนี้นะ ตามที่เขาตอบว่ามันเป็นอย่างนี้ แสดงว่าความเชื่อเรายังไม่มากพอ ต้องพยายามมากว่านี้ เราต้องทำให้ความเชื่อเราเพิ่มพูนมากขึ้น จนถึงที่สุด จะทำให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตามเราได้ ยกตัวอย่างในพระคัมภีร์เยอะแยะ มาใส่ใหญ่ ยกตัวอย่างว่าเราต้องอัดมากยิ่งขึ้น เคาะ เอาให้พระเจ้ารำคาญ จะได้ตอบเรา อะไรประมาณนั้น คุ้นๆ นะ เช่น เขาก็จะแนะนำเราว่า …

“คุณต้องอธิษฐานด้วยความเชื่อเยอะๆ  ยังไม่ได้ใช่ไหม? ต้องอดอาหาร อธิษฐาน ต้องท่องถ้อยคำด้วย ให้เกิดความเชื่อเยอะๆ ขึ้นในใจของท่าน เฝ้าเดี๋ยวน้อยไปหรือเปล่า? วันหนึ่งถึง 3 ชั่วโมงไหม? เขาปัญหาน้อยยังตั้ง 3 ชั่วโมง อันนี้ปัญหาเยอะ ต้อง 6 ชั่วโมงแล้ว”

เราก็แบกจนลิ้นห้อยเรื่อยๆ ต้องแสวงหาพระเจ้าและการช่วยกู้ของพระองค์ คุ้นๆ ใช่ไหม?  อะไรประมาณนี้ เขาก็จะแนะนำเราอย่างนี้ หรือไม่อีกที อาจเป็นเพราะตัวเรา หรือคนในครอบครัวของเรา ไปทำอะไรผิดบาปหรือเปล่า ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ ไปหาสำรวจสิ ในบ้านมีอะไรไหม? มีรูปเคารพอยู่หรือเปล่า? เยอะแยะไปหมด นี่คือคำตอบฮิตอันหนึ่ง

(2) มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ทำไมยังเผชิญปัญหาแบบนี้ ทุกข์ยากลำบากอย่างนี้ คำตอบที่สอง ก็คือติดอันดับท๊อปฮิต ตรวจสอบ สถานการณ์ความทุกข์ยากลำบาก ที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้น มาจากพระเจ้าทำให้มันเกิดขึ้น  พูดง่ายๆ พระเจ้าโยนปัญหาเหล่านั้นมาใส่คุณ มาใส่ในชีวิตของคุณ เป็นแผนการของพระเจ้าที่จะให้ปัญหาและความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ เพื่อให้คุณได้เรียนรู้ อันนี้คุ้นๆ ใหญ่เลย มันมีบ่อย เพื่อที่พระองค์จะได้ฝึกฝน ให้เราแข็งแกร่ง อดทน เราจะต้องผ่านความเจ็บปวด ความทุกข์แทบตาย สำหรับบางรายนะ ทรมาน เพื่อพระองค์จะได้ดัดนิสัยเรา และในยามที่เราพลาดพลั้งไปทำอะไรผิด พระเจ้าก็จะตีสอนเรา และบางครั้งพระเจ้าก็จะนำเราไปยังสถานที่ที่ทุกข์ยากลำบาก เพื่อจะทดสอบความเชื่อของเรา ฟังดูคุ้นๆ แล้วมัน ใช่นะ

คุ้นๆ ไหมครับสำหรับ 2 คำตอบนี้ เจอแน่ แล้วหลังจากที่เราได้เรียนรู้ จากถ้อยคำพระเจ้า จากคำบรรยายเมื่อครู่นี้ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ หรือไม่ตลอดทั้งปีก็ได้ ความจริงในถ้อยคำพระเจ้าว่าเราได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ  ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เรียนกันมาเยอะขนาดนี้แล้ว ท่านที่นั่งอยู่ในขณะนี้ ที่ได้ยินได้ฟังเมื่อตะกี้นี้ว่าคำตอบทั้งสองข้อนี้ เป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือไม่? ท่านคิดในใจ เป็นตัวยืนยันว่าท่านได้เรียนรู้คำบรรยายเมื่อปีที่ผ่านมาชัดเจนไหม? เรื่องเกี่ยวกับการบังเกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ ท่านจะรู้ทันทีว่า 2 คำตอบเมื่อตะกี้นี้ มันถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ไหม?

ทั้งสองคำตอบเป็นความเชื่อและคำสอนที่ถูกหรือผิด? ผิดแน่นอน ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากใครก็ไม่รู้ มาจากตำนาน มาจากคนก่อนเรา ไม่รู้ใคร? คำกล่าวที่ว่าพระเจ้าทดสอบความเชื่อเรา  ด้วยการใช้ความทุกข์ยากลำบาก  เพื่อที่จะฝึกฝนเราให้เข้มแข็งนั้น คือเท็จทั้งสิ้น ซึ่งจริงๆ แล้วการทดสอบความเชื่อ ผ่านทางความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ มาจากระบบของโลกนี้ ที่มันเสียหายไปแล้ว ผมย้ำเรื่องนี้บ่อยๆ ชัดๆ ความคิด ข้อมูลผิดๆ เหล่านี้ ถูกส่งเข้ามาล่อลวงเรา โดยมารใช้ระบบของโลกนี้ ล่อลวง หลอกลวง และใส่ร้ายพระเจ้า ใส่ร้ายพระเยซูว่าพระเจ้าเป็นผู้เอาความชั่วร้าย เอาความลำบากเข้ามา เพื่อทดสอบเรา ในขณะที่เราเชื่อแล้ว เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้า เราอยู่ในพระคริสต์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น คือพระวิญญาณที่สถิตอยู่กับเราภายใน ท่านไม่รู้เหรอ ท่านเป็นวิหารของพระเจ้า  เมื่อท่านเชื่อในพระเจ้า ท่านบังเกิดใหม่แล้ว พระคัมภีร์บอก ท่านไม่รู้เหรอ แสดงว่ามันเป็นจริงตามนั้นว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน พระองค์จะเป็นผู้คอยช่วยนำพาเรา เป็นผู้ปลอบโยน และให้เราสามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ได้ต่างหาก เห็นไหมนี่คนละเรื่องเลย นี่คือข้อมูลความจริง และเป็นพระลักษณะของพระเจ้าที่แท้จริง มีพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความดี  พระเจ้าแห่งความรัก พระเจ้าแห่งความเมตตา แต่มารเป็นบ่อเกิดของความชั่วร้าย

“พระเจ้าดี มารชั่วร้าย”

ไม่ต้องมีต่อเติมอะไรอย่างอื่นเลย ไม่มีแต่ ไม่มีแม้ พระเจ้าดี ไม่ว่าท่านจะเห็นอะไรต่างๆ เข้าใจหรือไม่เข้าใจ คือสรุปแล้ว พระเจ้าดี เป็นความรัก เป็นความเมตตา เป็นแสงสว่าง ทำชั่วไม่เป็น โหดร้ายไม่เป็น ตรงกันข้ามกัน มาร ไม่มีความรัก ไม่มีความเมตตา ไม่มีความซื่อตรง ไม่มีความดีงาม อะไรทั้งสิ้น เป็นความชั่วร้ายเพียวๆ 100% เช่นเดียวกัน ต้องฝังความจริงนี้ใส่ตัวไว้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้น มันหลอกเรา แล้วเราก็เลย มีศัตรูที่เป็นมิตร แต่มีมิตรเหมือนมีศัตรู มันยุ่งไปหมด มันก็ยิ่งทุกข์หนัก

พระเจ้าที่เป็นพระเจ้าที่ดี เป็นพระเจ้าแห่งความรัก เป็นพระเจ้าแห่งความเมตตา เป็นพระเจ้าผู้ปลอบโยน พระคัมภีร์บอกอย่างนี้ตลอดเลย จะไม่ติดต่อกับลูกๆ ของพระองค์ พูดกับลูกๆ ของพระองค์ ผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก  หรือผ่านทางโศกนาฎกรรมเด็ดขาด ลูกเรา ขนาดเราเป็นคนบาป  เราไม่ใช่พระเจ้า  เรายังรักลูกของเราขนาดไหน? นี่พระเจ้า พระคัมภีร์บอกมากกว่านั้นสักเท่าใดที่พระเจ้า จะรักเรามากยิ่งกว่านั้นอีก

ข้อมูลความจริงที่เราต้องใส่เข้าไปในสมองเรา  เพื่อไปทำลายล้างข้อมูลเท็จ ข้อมูลโกหกที่เคยรับมาในอดีต …

“พระเจ้าไม่ใช่ผู้ที่ทำให้เกิดโศกนาฎกรรม หรือเป็นผู้ต้องการให้ความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้นในชีวิตเรา มนุษย์ทุกคน เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าดี”

พระองค์ดี พระองค์ร้ายไม่เป็นเลย และถ้าอย่างนั้น คำตอบที่ถูกต้องตามหลักของพระคัมภีร์ คืออะไร?

–  ทำไมเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ยังคงต้องเผชิญปัญหา ความทุกข์ยากลำบากนั้น

กลับมาที่เดิม ความทุกข์ยากลำบาก ตอบสิ ถ้าไม่ใช่มาจากพระเจ้า แล้วทำไมมันยังต้องมีอยู่ ในเมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว ก็คือข้อมูลที่ตั้งใจมาบรรยายให้ท่าน แล้วมันก็จะเป็นพรให้ท่านไป ไม่ใช่พรสำหรับปีหน้าอย่างเดียว ตลอดไปเลย แต่พรนี้มันต้องมาโดยรับรู้ความจริง พระเยซูพูดตลอดว่าความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท ความจริงทำให้เราเป็นอิสระ ไม่เป็นทาส

ความจริง ก็คือตอนที่พระเจ้าสร้างโลก ธรรมชาติของชีวิตบนโลกใบนี้ทั้งหมดเลย สวยและดี แต่เนื่องจากความบาป คำสาปแช่งที่เกิดขึ้น  จากการที่มนุษย์ คืออาดัมและเอวาบรรพบุรุษของเรา ถูกล่อลวงโดยมาร  ได้ทำให้โลกใบนี้ มันชั่วร้าย เอาความชั่วร้ายเข้ามา เอาความดีออกไป พูดง่ายๆ ก็คือเอามารเข้ามา เอาพระเจ้าออกไป พระเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะออกไป แต่มนุษย์ไม่เอาพระองค์ โดยถูกล่อลวง และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โลกใบนี้ ก็มีแต่ความชั่วร้าย ไม่สวยงาม ไม่ราบรื่นอีกต่อไป

ตอนที่พระเจ้าสร้างสวนเอเดน สร้างมนุษย์ใหม่ๆ ดีงามหมดเลย พระเจ้าอยู่ด้วย แล้วพระเจ้า สั่งอาดัมและเอวาว่า …

“อย่ากินผลไม้นี้ ถ้าวันใดเจ้าขืนกิน เราจะฆ่าเจ้า” ถูกหรือเปล่า? ไม่ใช่

“ถ้าวันใดเจ้าขืนกิน เราจะลงโทษเจ้า” ใช่หรือเปล่า?  ไม่ใช่

“ถ้าวันใดเจ้าขืนกิน เราจะตีสอนเจ้า” ใช่หรือเปล่า?  ไม่ใช่

แต่บันทึกไว้อย่างนี้ “ถ้าวันใดเจ้าขืนกิน เจ้าจะตาย”

ใครทำให้ตาย พระเจ้าทำให้ตายเหรอ ไม่ใช่ พระเจ้าว่า “ถ้าวันใดเจ้าขืนกิน เจ้าจะได้รับผลของมัน” คือความบาป ทำให้เกิดความตาย

อย่างที่ผมพยายามยกตัวอย่าง บ่อยๆ เด็กๆ ลูกเรา อย่าเอามือแหย่ลงไปในปลั๊กไฟนะลูก ถ้าวันใดเจ้าแหย่เข้าไป ฉันจะฆ่าแก อย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่ ไปแหย่ไฟมันจะช๊อตเอา มันตายนะ ลูกเอ๋ย อันนี้จะเห็นชัด เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว เริ่มโลกใหม่ๆ ว่าใครคือดี  ใครคือเลว   ไม่ได้มาจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้มีบุคลิกอย่างนั้น  นี่คือความจริง ที่จะทำให้ท่านเป็นอิสระ ซึ่งเราจะต้องยอมรับความจริงนี้ เพื่อจะได้เป็นอิสระ เพื่อเราจะดำเนินชีวิตอยู่ในความจริงนี้ และมีทุกข์ให้มันน้อยที่สุด นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการ และมีสันติสุขในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความสงบสุขกับพระเจ้ามากที่สุด นั่นคือสิ่งที่พระองค์ต้องการ

ความหวังที่คิดว่าพระเจ้าจะให้ฉันมีชีวิตที่สุขสบาย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ฟังให้ดีนะ ฉันหวังว่าพระเจ้าจะอวยพรฉันให้มีชีวิตที่สุขสบาย

“สุขสบาย”

ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นความหวังที่เป็นไปได้ไหม? ไม่ได้ ในเมื่อเรายังอยู่บนโลกใบนี้ โลกเดิมอยู่เลย มันจะเป็นไปได้ได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้ ความบาป ความสาปแช่งมันเข้ามาอยู่ในโลกนี้แล้ว สุขสบายกาย มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ตรงกับความเป็นจริงกับโลกที่เสียหายไป เพราะความจริงโลกใบนี้มันกำลังไปสู่ความเสื่อมโทรม เสียหายอย่างหนัก และจะสิ้นสุดในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งไม่มีใครรู้นอกจากพระบิดาเท่านั้น เห็นไหม?  เมื่อมันยังไม่สิ้นสุด มันก็ยังอยู่ในความชั่วร้าย ท่านอยู่ในแตงโมเน่า ท่านก็จะได้รับความเน่าของแตงโมด้วย ท่านอยู่ในแตงโมเน่า ท่านอย่าหวังว่า …

“ฉันจะหาตรงที่มันดีๆ”

มันไม่มีดีหรอก เราต้องยอมรับความจริงอย่างนี้ ถ้าเราไม่ยอมรับ เราก็ฝืนกับความจริง มันไม่ได้  เราก็จะมีทุกข์มากขึ้น กังวลมากขึ้น แทนที่จะมีสุข และรอดไปสวรรค์ แบบมีสันติสุข กลายเป็นรอดไปสวรรค์ แบบรอดในไฟ กังวลอยู่ตลอด  แล้ววันที่สิ้นสุดของความชั่วร้ายบนโลกใบนี้ ก็คือวันที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาใหม่

พระเยซูถูกรับลอยขึ้นไปต่อหน้าต่อตา เข้าไปอยู่ในสวรรค์ ประมาณ 2,000 กว่าปี ตอนนี้พระเยซูอยู่ตรงนี้ รูปร่างแบบมนุษย์นะ รอวันนั้น วันที่พระเยซูกลับมาใหม่ เมื่อพระเยซูยังไม่กลับในเวลานี้ ก็อย่าหวังว่า …

“แม้ฉันจะเชื่อในพระเยซูแล้ว ฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์จะช่วยให้ฉันมีความสุขสบาย บนโลกใบนี้ อย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีความทุกข์เลย สบาย”

วิธีเดียวที่จะทำให้เราได้พบกับสันติสุข ความสงบ คือมองและยอมรับ ไปที่ความจริงที่มันเกิดขึ้นว่าโลกมันเสียหายไปแล้ว แต่เรารับเชื่อพระเจ้า เราเชื่อในพระเยซู เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าตอนนี้สถิตอยู่ในเรา เราเป็นวิหารของพระเจ้า นี่คือความจริง อะไรที่มันไม่จริง มันไม่ได้ อย่าพยายามไปฝืน ไปหวังมัน  แต่อะไรที่มันเป็นจริง พระเจ้าจะพาเราเข้ามาสู่ความเป็นจริงและสงบ เพื่อมีความสุขบ้าง มากกว่าที่เราถูกหลอก

วิธีการ คือให้เราจดจ่อเหมือนเดิมที่บอกไว้เสมอ จดจ่อตาฝ่ายวิญญาณของเรา และโฟกัส หมายถึงพุ่งไปที่โลกวิญญาณ ที่เบื้องบนว่าตอนนี้ ร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้านะ พระเจ้าอยู่กับเรานะ ทุกวันนี้ จะรู้หรือไม่รู้ ทุกเสี้ยววินาที ทุกลมหายใจเข้าออกของท่าน  พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา แสงสว่างของพระเยซูคริสต์ฉายออกจากตัวเราตลอดเวลา ไม่ต้องถึงกระดูก แค่ผิวหนัง ก็มีแสงสว่างกระจายออกมาตลอดเวลาในกายของเรา แต่เรามองไม่เห็น ในพระคัมภีร์ใช้คำนี้ว่าพระองค์จูงมือเราตลอดเวลา ขณะที่เราหลับ พระองค์ก็ไม่หลับ ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที ทุกเสี้ยววินาที ทุกลมหายใจเข้าออก อยู่กับเราตลอดเวลา  และข้อสำคัญ สิ่งที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อจะได้ไม่ถูกหลอก โดยมาร และอยู่บนโลกใบนี้ และมีสันติสุขได้ ก็คือต้องแก้ข้อกล่าวหาที่สอนกันมาผิดๆ  กล่าวหาพระเจ้า

สิ่งที่สอนกันมาผิดๆ เช่น สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นต่างๆ นั้น  เกิดจากความเชื่อของเรามันน้อยนิด มารมันใส่ร้ายตัวเรา  ให้เรารู้สึกฟ้องผิดว่าที่มันเป็นคนใส่ความชั่วร้ายเข้ามาในชีวิตเรา เอาความทุกข์ยากเข้ามา มันบอกเราว่าเป็นคนทำเอง เพราะเรามีความเชื่อน้อย หรือเกิดจากการที่เราไปทำผิดบาป หรือเป็นการลงโทษจากพระเจ้า เพราะเราไปทำผิด ทำบาป นี่มันเยอะมากเป็นอย่างนี้ ต้องแก้ไขตรงนี้ก่อนว่าความคิดนี้มันไม่ถูกต้อง เพราะถ้าท่านไปคิดอย่างนี้อีก มันก็เลอะอีก มันไม่ได้เป็นความจริง เพราะความจริง ความทุกข์ลำบาก เกิดจากโลกใบนี้ ที่มันเสียหาย มันถูกสาปแช่ง เหมือนแตงโมเน่า ความจริงต้องดึงตรงนี้มาให้ได้ ไม่อย่างนั้น มันผลักให้เรารับผิดชอบ เราก็รับ เราเองแหละเป็นคนทำ ไม่ใช่ แกต่างหากมาร ชัดเจนเลย นี่คือความจริง ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ เป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นก็ตาม คนทำดี ก็เจอความทุกข์ยากลำบาก เจอปัญหาวิกฤต เจอปัญหาในชีวิต เจอโศกนาฎกรรม เช่นเดียวกันกับคนที่ชั่ว เหมือนกัน นี่แสดงว่าเรามีความเชื่อน้อย  ไม่ใช่เลย เหมือนกันหมด ไม่ว่าเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ก็เป็นอย่างนี้หมด เพราะโลกใบนี้มันเน่าไปแล้ว มันวิปริตไปแล้ว ต้องรับตรงนี้ให้ได้ คิดตรงนี้ให้ได้ นี่คือส่วนหนึ่งของข่าวดี ข่าวประเสริฐ ให้ชัดๆ เลยว่าอย่าไปหวังเอาอะไรแน่นอนกับโลกใบนี้ และระบบของโลกใบนี้ ถ้าขืนไปฟิค ติดสนิทอยู่กับมัน หวังในมัน คุณก็จะเสียใจ เพราะมันหลอกลวงคุณไปเรื่อยๆ พระคัมภีร์ใช้คำว่ามันกินลม กินแล้ง มันไร้สาระ มันไม่มีประโยชน์ มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ในระหว่างที่เรากำลังเผชิญปัญหา พระเจ้าก็สถิตอยู่กับเรา คอยนำทางเรา และพาเราก้าวผ่านความชั่วร้ายบนโลกใบนี้ และแน่นอนพระเจ้าไม่ใช่เป็น ผู้ที่เอาความชั่วร้ายมายัดเหยียดใส่เรา แต่กำลังพาเรา จูงมือเรา ดำเนินชีวิตให้มันทุกข์น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

เมื่อคืนนี้ผมได้คิด เหมือนโลกใบนี้มันเสียหายหมดแล้ว นึกถึงภาพสงคราม ทำไมสงครามกลางเมืองในประเทศต่างๆ อยู่ใกล้ๆ เรา ที่ในยุคเราก็เห็นชัด ก็คือสงครามที่อยู่ในเวียดนาม หรือเขมรก็ตาม ปรากฏว่ามีการสู้รบกัน แล้วเขาก็เอาระเบิดไปฝังไว้ในดิน ประชาชนไม่รู้เรื่อง เดินไปเหยียบระเบิด ขาขาด แขนขาด เสียชีวิต พิการเยอะแยะไปหมดเลย ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนบ้าง มันอยู่ใต้ดิน ฝังไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แถบๆ ชายแดน ผมเห็นภาพเหมือนกันอย่างนั้นแหละว่าบนโลกใบนี้ มันมีหลุมระเบิดเต็มไปหมดเลย แล้วเราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราจะไม่โดนระเบิดเหรอ มันโดนแน่ๆ แหละ แต่ถ้าเรามีผู้นำทางดีๆ เราก็อาจจะโดน เพราะมันเยอะ เพราะบางครั้งเราไม่เชื่อเขา เราขอเดินอย่างนี้อีกทีหนึ่ง เขาบอกให้มาทางซ้าย เราก็บอก เราอยากจะไปทางขวา เพราะเพื่อนชวน แล้วเราเหยียบทางขวาไป เราก็นิ้วขาดไปนิ้วหนึ่ง แต่ไม่ถึงตาย เขาก็บอกต่อไปให้เชื่อเขา เดินตาม เราก็เจ็บน้อยหน่อย ไม่ใช่ไม่เจ็บ

สมมติ โลกใบนี้หลุมระเบิดเต็มไปหมดเลย แล้วพระเจ้าพาเราเดิน ขวา เราเดินไปขวา เดินชนกำแพง พยายามให้มา เขาดื้อ จะไปทางนั้น เสร็จแล้วก็จำได้แล้วว่าถ้าเดินไปอย่างนั้น จะไปไม่ได้ เห็นไหม? ครั้งที่แล้ว ฉันจำได้ ฉันเจ็บแล้ว เพราะฉะนั้น ครั้งนี้ พระเจ้าพามาทางนี้ เราก็เดินตามไป ดีแล้ว รอด เดินไปถึงตรงนี้พระเจ้าบอก ลงไปเป็นเหว อย่าลงๆ ไม่ลง แต่บางครั้ง อาจจะลงไปก่อน แล้วก็จำได้ ไม่ใช่ๆ

เพราะฉะนั้น เราก็เหมือนกัน พระเจ้าพาเรา เราก็เดิน ขวานิดหนึ่ง ขวา 45 องศา แล้วเราคุ้นๆ ใครๆ ก็บอกสติปัญญาของมนุษย์แบบนี้ แก้ไขอย่างนี้ดี เจ็บ เขาบอกแล้วอย่าโลภๆ โอเคๆ วันหลังเจอเรื่องนี้อีก ฉันจำได้แล้ว ครั้งที่แล้วหลอกลวงให้ฉันโลภ ฉันเสร็จเลย ฉันเชื่อพระเจ้าดีกว่า ทั้งชีวิตมันเป็นอย่างนี้ และถ้าเราไม่เชื่อในพระเจ้า เราเป็นอย่างไร? พระคัมภีร์บอกเหมือนคนตาบอด ไม่รู้เรื่องเลย ท่านลองคิดดู ถ้าเผื่อคริสเตียนมีพระเจ้าสถิตอยู่นำพาชีวิต ไปสวรรค์ยังพิการเยอะแยะเลย นิ้วขาดบ้าง ขาขาดบ้าง ไปเหยียบกับระเบิด แล้วถ้าไม่ได้เป็นคริสเตียน คงไม่เหลืออะไรเลย เพราะเหยียบทั้งวัน  โดนอันนั้น โดนอันนี้ตลอด

สรุป ก็คือต้องแก้ไขความคิด และความเข้าใจของเรา ใน 2 ประเด็นนี้ คือ …

(1) ความทุกข์ลำบากที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากพระเจ้านำเข้ามา ต้องพยายามใส่เข้าไปให้ได้ 100%

(2) ปัญหาความทุกข์ยากลำบากที่เราต้องเผชิญ ในระหว่างการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดจากความบาป ความสาปแช่ง หรือเกิดจากการกระทำต่อพระเจ้าแต่อย่างใดเลย แม้แต่นิดเดียว คือเราไม่ต้องรับผิดชอบ มันไม่ได้เกี่ยวกับเราเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะพระคัมภีร์บอกแล้วว่าเพราะบาปของเรา ถูกยกออกไปหมดแล้ว ถูกชำระจนขาวสะอาดหมดจดแล้ว  โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ พระองค์อยู่ที่ไม้กางเขน บอกว่าสำเร็จแล้ว เท็จเทเรสสไตด์ จ่ายหมดแล้ว จ่ายหนี้บาป  ไม่เกี่ยวแล้ว เราได้บังเกิดใหม่ เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราไม่เป็นหนี้ใคร ไม่ต้องชดใช้หนี้ให้ใครอีกต่อไป

เพราะฉะนั้น จำไว้เลย มันไม่ใช่ตัวเราแน่นอน เราไม่ต้องชดใช้อะไรทั้งสิ้น นี่คือความจริงที่จะทำให้เราเป็นอิสระ

(1) ไม่ใช่มาจากพระเจ้า

(2) ไม่ใช่มาจากตัวเรา

เราไม่ต้องรับผิดชอบ นี่คือการเป็นอิสระ

เอเฟซัส 1:3-6 ยืนยันให้กับเราว่าเมื่อเราบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เราได้รับการไถ่บาป ชั่วนิรันดร์ ทันทีทันใดนั้น เราได้รับพระพรทางโลกฝ่ายวิญญาณนานัปการเต็มที่ ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ครบถ้วนบริบูรณ์ ที่จะเป็นคนดี และได้ดีในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และในสวรรคสถานตลอดไปเป็นนิตย์ นี่ตัวยืนยันว่าเราไม่ต้องไปรับผิดชอบสิ่งที่เขาบอก แต่เหตุมาจากโลกใบนี้ที่เน่ามากกว่า

เอเฟซัส 1:3-6 “3 สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายในสวรรคสถาน 4 เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก ให้บริสุทธิ์ปราศจากที่ติในสายพระเนตรพระองค์ด้วยความรัก 5 พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์ 6 เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่ง ซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ อย่างเหลือล้นในพระองค์ ผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า”

 

ชัดเจนมาก  พระเจ้าได้ประทานพระพรนานัปการ แปลว่าหมดทุกอย่าง ในพระคริสต์ ในพระคริสต์ คือในโลกวิญญาณ ก็คือพระพรทางฝ่ายวิญญาณ เราได้รับมาหมดเรียบร้อยแล้ว แต่พระพรทางฝ่ายเนื้อหนังที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันก็ยังเป็นไปตาม ระเบียบกฎเกณฑ์ และเป็นไปตามคำสาปแช่งเดิมอยู่ พระเจ้ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้  เพราะฉะนั้น มันเป็นไปตามคำสาปแช่งที่มีอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้า พระเจ้าจะชำระให้ จะจัดการให้เรียบร้อย สัญญาไว้

เพราะฉะนั้น  แทนที่จะใส่ร้ายพระเจ้าว่าพระเจ้านำความชั่วร้ายมาให้ พระเจ้าทรมานลูกของตัวเอง เพื่อฝึกฝนอะไรต่างๆ เหล่านั้น ก็ควรเข้าใจให้ถูกต้องใหม่ว่าจริงๆ แล้วพระเจ้าเป็นผู้นำเราผ่านความทุกข์ยากลำบาก ที่ถูกล่อลวง โดยระบบของโลกใบนี้ ที่เสียหายไปแล้ว ที่กำลังถูกควบคุมโดยมารต่างหาก ไม่ใช่เป็นคนทำ แถมเป็นคนช่วยเราออกมาด้วยซ้ำไป

พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ  god of this world  ก็คือมาร ได้ปิดบังตาผู้คนเหล่านั้น ที่ยังไม่เชื่อ ให้ไม่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า  เพื่อที่จะได้เป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นพวกของมันต่อไป เพื่อทำสิ่งชั่วร้ายบนโลกใบนี้ ให้มันเกิดความยุ่งเหยิง วุ่นวาย  ทำให้คนที่เชื่อพระเจ้า หรือคริสเตียนสับสนมากขึ้น  ท่านจะเห็นภาพว่าอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มันไม่ได้อยู่ที่พระเจ้าควบคุมอย่างเดียว คำว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกอย่างอยู่ อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า มิได้หมายถึงพระเจ้าอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่ใช่ มันมีกฎ มีระเบียบ พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ ยุติธรรม ทำตามระบบระเบียบของพระองค์ พระองค์ไม่ละเมิดสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งไว้ อะไรต่างๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นชัดเจนว่ามารพยายามที่จะให้เราเข้าใจพระเจ้าผิด พยายามยัดเยียดความชั่วร้ายไปที่พระเจ้า ซึ่งอย่างที่ตะกี้บอก ถ้าเราฝังอยู่ในหัวตลอดเวลา พระเจ้าเป็นพระเจ้าดี ไม่มีความชั่วร้าย  ไม่ว่าเราจะคิดได้หรือไม่ได้ ไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจเหตุการณ์นั้นอย่างไรก็ตาม? แต่เราสรุปเลยว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าดี

“อันนี้ฉันไม่รู้หรอก ฉันไม่เข้าใจ ลึกซึ้งมาก”

สรุปแล้วว่าถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี มาจากมารแน่นอน แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ดี มาจากพระเจ้าแน่นอน สิ่งที่พระเจ้าทำเพื่อเรา ท่ามกลางความชั่วร้ายบนโลกใบนี้ มีบันทึกไว้ในหนังสือสดุดี ท่านลองดูนะ สดุดีบอกว่าพระองค์ทรงนำเรา เดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช ผมยกสดุดีมาให้ท่านเห็นชัดเจนแจ่มใส ได้ว่าทุกวันนี้ บนโลกใบนี้ เกิดอะไรขึ้น แล้วคริสเตียนอยู่ตรงไหน? ดำเนินชีวิตกันอย่างไรในโลกวิญญาณ  นี่คือสดุดี บทที่ 23 พระองค์ทรงเตรียมสำรับ คือเตรียมโต๊ะอาหารให้กับเราต่อหน้าต่อตาศัตรู พระองค์ทรงเจิมศีรษะเราด้วยน้ำมัน ลองอ่านดู สดุดี 23:1-6

ก่อนอ่าน ผมจะอธิบายให้ฟังในสดุดี บทที่ 22 และบทที่ 23 เขาเรียกว่าเป็นการบอกล่วงหน้าของพระเจ้า เวลาพระเจ้าบอกล่วงหน้า พระเจ้าบอก 2 อย่าง คือไม่ด้วยภาพ ก็ด้วยถ้อยคำ ถ้าด้วยถ้อยคำ เขาเรียกว่าเผยพระวจนะ แต่ถ้าด้วยภาพ เขาเรียกว่าด้วยนิมิต แต่นิมิตนี้ก็กำลังจะบอกว่าภายภาคหน้าจะเกิดอะไรขึ้น โดยให้นิมิตกับกษัตริย์ดาวิดบันทึกเอาไว้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่กษัตริย์ดาวิดได้นิมิตนี้อีก 1,000 ปี เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์  และไปยอมตาย ด้วยความทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน หลั่งโลหิต เพื่อชำระบาป  ไถ่บาปให้กับมนุษย์ทุกคน  เพื่อให้มนุษย์ทุกคนกลับมาสู่ครอบครัวพระเจ้าเหมือนเดิมได้ เพื่อพระเจ้ากับมนุษย์จะได้คืนดีกันได้

เพราะฉะนั้น เรามาอยู่ในยุคนี้ เราหันกลับไปดูสิว่าในการบอกล่วงหน้าของพระเจ้า ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ไม้กางเขน มันเป็นอย่างไร? ก็คืออยู่ในสดุดี บทที่ 22 ท่านไปอ่านเอง สดุดี บทที่ 22 คือเหตุการณ์ทั้งหมด ที่อยู่ที่ไม้กางเขน ที่พระเยซูคริสต์กำลังไถ่บาปให้เรา จนกระทั่งจบ สำเร็จแล้ว  พอสำเร็จแล้วปุ๊บ นิมิตต่อมา ก็คือสดุดี 23 คือ เฮ้ๆ เป็นขึ้นจากความตายแล้ว  ต่อไปนี้มนุษย์กับพระเจ้ากลับคืนดีกันแล้ว มนุษย์สามารถเข้าไปอยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้า เข้าไปอยู่ในสวรรคสถานได้แล้ว  แล้วพระเจ้าก็เข้ามาอยู่ในร่างกายของมนุษย์ และดำเนินไปด้วยกัน แล้วมันเป็นอย่างนี้ ก็เป็นอย่างที่เขียน สดุดีนี้ เป็นนิมิตที่กษัตริย์ดาวิดบันทึกเอาไว้

สดุดี 23 ก็คือความเป็นจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ ในขณะนี้ ที่พวกเราทั้งหลาย เชื่อในพระเยซูคริสต์ และได้บังเกิดใหม่แล้ว ร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเราแล้ว ขณะที่ทุกวันนี้ ที่เรานั่งอยู่ที่นี่ มันเกิดสดุดี บทที่ 23 ในชีวิตของพวกเราทุกคน อ่านไป ท่านจะได้เข้าใจ

สดุดี 23:1-6 “1 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดั่งเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน  2 พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้านอนลงในทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามายังริมน้ำอันสงบ  3 พระองค์ทรงฟื้นฟูจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ 4 แม้ข้าพระองค์เดินผ่านหุบเขาเงาแห่งความตาย ข้าพระองค์จะไม่หวาดกลัวความชั่วร้ายใดๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์ พระองค์ทรงปกป้องและนำทางข้าพระองค์ ทำให้ข้าพระองค์สบายใจ 5 พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารสำหรับข้าพระองค์ ต่อหน้าศัตรูทั้งหลายของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน จอกของข้าพระองค์เปี่ยมล้นอยู่ 6 แน่ทีเดียว ความดีและความรักอันยั่งยืนจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่ในพระนิเวศขององค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป”

 

นี่คือท่านกำลังอยู่ตรงนี้ ที่เราอ่าน คือคำเผยพระวจนะบอกล่วงหน้าสิ่งที่เกิดขึ้น ในอีก 1,000 ปีข้างหน้า เมื่อพระเยซูมา และตอนนี้พระเยซูมาทำสำเร็จแล้วตามนี้  เลยมา 2,000 ปีแล้ว และเราทั้งหลายเชื่อในพระเยซู เรากำลังอยู่ตรงนี้เลย ทั้งหมด “บัดนี้ พระเจ้ากับมนุษย์สามารถเข้ากันได้แล้ว” ก็คือเราทั้งหลายเป็นคริสเตียน กำลังเป็นอย่างนี้ ตามที่บรรยายไว้ในหนังสือสดุดี บทที่ 23 ชัดเจน และเมื่อเราหมดหน้าที่บนโลกใบนี้แล้ว พระเจ้าก็จะมารับเรากลับบ้าน

ผมจะบอกให้ท่านฟัง พอเราได้เชื่อพระเจ้าแล้ว เชื่อพระเยซูแล้ว พอรับเชื่อปั๊บ เราได้บังเกิดใหม่ในโลกฝ่ายวิญญาณ มาเป็นวิญญาณ พระเจ้ามาสถิต และนำพาเราเดิน ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ โดยตั้งใจที่จะใช้เรา  คือใช้เราที่เป็นมนุษย์ คือเรายังอยู่ในร่างกายเดิมนี้  ร่างกายเดิมที่ยังไปไหนมาไหนได้บนโลกใบนี้ เพื่อประกาศพระสิริ เพื่อให้แสงสว่างของพระองค์เข้ามาอยู่ในเรา และเราก็เป็นลูกของพระองค์ เป็นแสงสว่างเดียวกันนั่นแหละ ฉายแสงออกไปยังโลกใบนี้ ที่มันมืด เพื่อข่าวดีของพระเจ้า เพื่อผู้คนอีกมากหลาย เพื่อแผนการของพระองค์จะได้สำเร็จ เราไม่รู้แผนการคืออะไร? แต่พระองค์ทรงใช้อย่างนี้แหละ และถ้าเผื่อสมมติว่ามันไม่ได้ต้องการเราแล้ว ภาระนี้ไม่ต้องการเราแล้ว ก็มีคนอื่นทำ พระองค์ก็จะรับเรากลับบ้านไง อยู่ทำไม เหนื่อยเปล่าๆ มันไม่ได้ดีอยู่แล้ว มันทุกข์ ก็รับกลับไป เหมือนเกิดขึ้นกับเปาโล … เปาโลทั้งติดคุก ทั้งถูกเฆี่ยน เรือแตก จิปาถะ ไม่ตาย เพราะมันยังไม่ถึงเวลา มันยังไม่หมดภาระ ที่พระเจ้าให้เปาโลในการประกาศข่าว เปาโลก็พูดเอง ถ้าเราอยู่ ก็เป็นประโยชน์ สำหรับพวกท่าน  แต่ถ้าเราไป มันดีกว่าเยอะ ให้ไปดีกว่า ตายก็ได้กำไร และเปาโลมีทุกข์มาก เปาโลมีความเชื่อ มีความทุกข์ได้อย่างไร? เปาโล ในกิจการบอกว่าคนเอาผ้าเช็ดหน้าไปให้เปาโลวางมือ เอาผ้าเช็ดหน้าไปวางคนป่วย คนป่วยหายโรค เปาโลมีความเชื่อเยอะมากนะ ไม่กลัวอะไรเลย แต่เปาโลมีทุกข์ทรมานมาก มีหนามในเนื้อ ไปขอพระเจ้า  3 ครั้ง พระเจ้าบอกว่าอย่างไร? ถ้าเปาโลอธิษฐานถึง 3 ครั้งในความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น แสดงว่ามันทุกข์ยากลำบากจริงๆ และพระเจ้าบอกว่า …

“พระคุณของเรา ในพระเยซูคริสต์ มันมากเพียงพอสำหรับเจ้าในการทำงานอยู่บนโลกใบนี้ และฤทธิ์เดชอำนาจเราจะทวีคูณขึ้นเต็มขนาด ทำงานอย่างเต็มที่ในชีวิตของเจ้า เมื่อเจ้าอ่อนแอ ลำบาก”

พระเจ้ากำลังจะบอกว่าอย่างนั้นแหละดีแล้ว เพราะโลกใบนี้มันเป็นอย่างนั้น เราก็เหมือนกัน  ถ้าพระเจ้าเสร็จงานกับเรา พระเจ้าก็เอาเรากลับแล้ว เพราะฉะนั้น  เราอยู่ทุกวันนี้  พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา นำพาเราเดินแต่ละวัน ก็เพื่อใช้เรา ใช้ร่างกายเราให้เป็นประโยชน์ในพระราชกิจของพระองค์ ในแผนการของพระองค์ ที่เราไม่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร? แต่ใช้เราแน่นอน ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ พระเจ้าใช้เรา  และถ้าเสร็จการงานเมื่อไร พระเจ้าก็รับกลับไป ในขณะที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้  ในพระคัมภีร์บอกท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว แต่เป็นสวรรค์ระดับหนึ่งที่เรียกว่าพาราไดซ์ ภาษาไทยแปลว่าเมืองบรมสุขเกษม ตอนนี้ท่านอยู่ที่เมืองบรมสุขเกษม อยู่ในสวรรค์แล้ว ในวิญญาณท่าน พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อท่านรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ ท่านได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถานร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ท่านรู้ไหม? รู้ แต่บางครั้งลืม  ตอนมีความทุกข์มากๆ มันลืม มันเรื่องธรรมดา แต่ต้องรับรู้บ่อยๆ จดจ่อบ่อยๆ ท่านอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถาน อยู่เดี๋ยวนี้ ได้รับพระพรนานัปการเรียบร้อยไปแล้ว ที่ตะกี้เราอ่านกัน  ท่านอยู่ที่นี่แล้ว เพียงแต่มันถูกฟิค ถูกบังคับ  โดยการยังอยู่ในร่างกายของมนุษย์อยู่นี้  มันก็เลย ถูกเบียดบัง มองอะไรไม่เห็นชัด แต่พระเจ้ากำลังใช้ร่างกายนี้เป็นประโยชน์ในการประกาศข่าวดีของพระองค์ และเมื่อวันข้างหน้า

อย่างที่บอก เมื่อพระเยซูคริสต์กลับมา เมื่อหมดยุคของโลกใบนี้ ที่มันเสียหายนี้ เมื่อพระเจ้าล้างโลกใบนี้  มันก็จะมีสวรรค์ใหม่ลงมา อันนี้เรียกว่าสวรรค์จริงๆ ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า “นครเยรูซาเล็มใหม่” ก็คือโลกใหม่ สวรรค์ใหม่ เพราะโลกเก่า ฟ้าเก่าได้ล่วงไป ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว  และพระเจ้าก็ให้เราเห็นลางๆ ว่าโลกใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร? นิดหนึ่ง  เพื่อเป็นยาหอมให้กับท่าน ในการดำเนินชีวิตปีใหม่นี้ต่อไป จนกระทั่งถึงสุดท้าย ชีวิตเรา เราจะได้เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากได้อย่างมั่นคงขึ้น  มีสันติสุข (ไม่เอาแล้วสุขสบายกาย ไม่หวังตรงนั้นแล้ว ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่มีสันติสุข) ถ้าอย่างนี้มันเป็นไปได้แน่นอน เพราะว่าเป็นไปตามธรรมชาติความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น  ไม่ฝืน อย่างนี้ได้แน่นอน คือหวังให้มีสันติสุขมากที่สุด

พระคัมภีร์เวลาเขาอธิษฐานกัน เขาให้พรกัน เขาจึงบอกว่าสันตุสุขจงมีแด่ท่าน ไม่ได้บอกความสุขจงมีแด่ท่าน สันติสุข เวลาบอกพระพร คือพระพรทางฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่พระพรทางฝ่ายร่างกาย เจริญรุ่งเรืองแข็งแรง  ร่ำรวย อะไรไม่ใช่เลย อันนั้นเป็นส่วนประกอบ มีไม่มีไม่เป็นไร เอเมน

วิวรณ์ 2:1-4 คือความหวังใจของเรา

วิวรณ์ 21:1-4  “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา  เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขา และเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าว อีกต่อไป เพราะระบบเก่า ได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

 

ระบบเก่า ก็คือโลกใบนี้ คำสาปแช่ง มันจบแล้ว  สวนเอเดนใหม่ สวรรค์ใหม่ที่พระเจ้าสร้างให้ มันดีกว่าเก่ามากสักไม่รู้เท่าไร? มากกว่าตอนโลกนี้ไม่เสียหายด้วยซ้ำ ดีกว่าสมัยที่อาดัมและเอวาตกลงไปในความบาป พระคัมภีร์บันทึกว่าพระเจ้าอยู่ด้วยกับอาดัมและเอวา พระเจ้าเดินอยู่ข้างๆ จูงมือเขาเดิน แค่นี้เขาก็มีความสุขเหลือหลายแล้ว แต่ในโลกใหม่นี้ บอกว่า …

“พระเจ้าทรงอยู่ในเขาเลย ไม่เอาอีกแล้ว ไม่ยืนข้างๆ ให้ถูกมารหลอกลูกฉันอีกแล้ว ฉันจะไปเดินอยู่ในตัวเขา เป็นหนึ่งเดียวกันเลย ไม่มีใครมาหลอกเขาได้อีกแล้ว ไม่มีใครมาเอาเขาออกไปจากมือฉันได้อีกแล้ว ไม่มีใครเอาแกะออกจากคอกของฉันได้อีกแล้ว ฉันไม่ยอมอีกแล้ว และจะอยู่ที่นั่นนิรันดร์กาล”

ผมอยากให้ท่านมองสดุดี บทที่ 23 ให้ท่านค่อยๆ อ่านไป แล้วให้พระวิญญาณเปิดตาฝ่ายวิญญาณให้ท่านเห็นว่าในขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ ในเดี๋ยวนี้ เมื่อท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านอยู่อย่างนี้แล้ว ท่านเป็นอย่างนี้แล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ให้ท่านใส่ชื่อท่านไปเลยว่าพระเจ้าเลี้ยงนครดุจเลี้ยงแกะ ใส่ชื่อท่านเข้าไปเลย มันเป็นเดี๋ยวนี้ มันอยู่เดี๋ยวนี้เลย ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้อยู่ แล้วท่านจะไปกลัวความทุกข์ยากลำบากอะไรล่ะ ที่ท่านกลัวมาตลอด ที่ท่านวิตกกังวลมาตลอด เรื่องสุขภาพเอย การเงิน การงาน เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องปัญหาต่างๆ ของโลกใบนี้ เรื่องความวุ่นวายต่างๆ ของโลกใบนี้ ท่านกลัวอะไรตอนนี้  พระเจ้าอยู่กับท่านตอนนี้แล้ว

ท่านหลับตาลงก็ได้ เดี๋ยวผมอ่านให้ฟัง จะได้มีสมาธิ

“พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงฉันเหมือนกับเลี้ยงแกะ ฉันไม่มีวันที่ขัดสนในพระพรต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ทรงให้ฉันนอนที่ทุ่งหญ้าเขียวสด และนำฉันไปยังริมน้ำแดนสงบ เต็มไปด้วยสันติสุข พระองค์ให้ฉันบังเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์สะอาด เหมือนพระเยซู และพระองค์ทรงทำให้ฉันเป็นผู้ชอบธรรม ฉันเป็นผู้ชอบธรรม โดยพระเยซูคริสต์ แม้ว่าฉันยังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อยู่ ต้องเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช เงาแห่งความตาย ความชั่ว ฉันก็จะไม่กลัวความชั่วร้ายใดๆ เพราะว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในร่างกายฉันขณะนี้ พระองค์จะทรงปกป้องฉันและนำทางฉัน ฉันสามารถวางใจและสบายใจได้ในพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมทุกสิ่งไว้ให้ ในการดำเนินชีวิตอยู่ ต่อหน้าต่อตาศัตรูรอบข้างบนโลกใบนี้  พระองค์ทรงเจิมศีรษะของฉันด้วยน้ำมัน ด้วยความรัก ด้วยความเอ็นดู ด้วยความเมตตา ด้วยความปลอบโยนจิตใจฉันตลอดเวลา ขันน้ำก็ล้นอยู่ ความปลื้มปิติยินดีในความรักของพระเจ้า ก็ล้นอยู่ในใจของฉันตลอดเวลา ตลอดวันคืน ซึ่งแน่นอนทีเดียว ที่ความดี ความรัก อันมั่นคงของพระเจ้านี้ จะอยู่กับฉัน ในชีวิตของฉันนี้ตลอดไป ตลอดวัน ตลอดคืน ตลอดชีวิตของฉัน และฉันจะอยู่อาศัยในพระนิเวศน์ของพระเจ้าอย่างนี้ตลอดไป จนกระทั่งไปถึงสวรรค์ใหม่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ จะไม่มีความทุกข์ยากลำบากที่นั่นอีกต่อไป จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความขาดแคลน ไม่มีการทะเลาะวิวาท ไม่มีปัญหาใดๆ ในสวรรค์ที่นั่นอีกต่อไป”

แล้วให้ท่านใช้เวลานี้อธิษฐานกับพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

 

 

 

คำบรรยายคืนวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2019 เรื่อง “วันคริสต์มาส … คนบาปได้คืนดีกับพระเจ้า” ตอน 2 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายคืนวันอาทิตย์ที่  22  ธันวาคม  2019

 เรื่อง “วันคริสต์มาส … คนบาปได้คืนดีกับพระเจ้า”  ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้ขาวบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าเลย  พระเจ้าคุยด้วย ก็คุยได้ ติดต่อกับพระเจ้าได้ เพราะว่าพระเจ้าก็ขาวบริสุทธิ์ มนุษย์ก็บริสุทธิ์ วิญญาณบริสุทธิ์อยู่ด้วยกัน เป็นอย่างนี้เลย และมันเกี่ยวอะไรกับวันคริสตมาส เกี่ยวเพราะว่าถ้าเผื่อเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีวันคริสตมาส พระเยซูไม่ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ มาไถ่บาปให้ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพระเยซูจำเป็นต้องมา เพราะว่าไม่ว่าเราจะเดินไปไหน ก็จะเป็นอย่างนี้ตลอด มนุษย์ทุกคนเป็นวิญญาณ อาศัยในร่างกาย บางทีเรามอง เราก็นึกว่ามนุษย์เป็นร่างกายแค่นี้ ไม่ใช่ นั่นตัวปลอม ไม่ได้ตัวจริงเลย วันหนึ่งตัวท่านก็ต้องลงไปในดิน ต้องตายไป ตัวเราจริงๆ เป็นวิญญาณ

“มนุษย์เป็นวิญญาณ มีความคิดจิตใจ อาศัยในร่างกายชั่วคราว” เป็นแบบนี้ขาวบริสุทธิ์

ในพระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์เริ่มต้นไปทำสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าบาป … “บาป” แปลว่าไม่ตรงตามเป้าหมายที่พระเจ้าสร้าง พระเจ้าสร้างให้มนุษย์ขาวสะอาด อยู่กับพระเจ้าได้ มนุษย์ไปทำบาป ไปทำผิด ผิดความประสงค์ของผู้สร้าง ความประสงค์ของพ่อว่าสร้างเขามาให้เขาอยู่กับพ่อของเขา สะอาดหมดจด เขาไปเชื่อมาร ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมดเลย ความชั่วร้ายนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า พระเจ้าเป็นความดี เป็นความงาม แต่มารกำเนิดความชั่วร้ายด้วยตัวของมันเอง ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเขียนไว้อย่างนั้น มารก็มาหลอกลวงมนุษย์ บอกว่า …

“ดื้อกับพระเจ้า กบฏกับพระเจ้าดีกว่า แล้วตัวเราเอง แทนที่จะเป็นลูกพระเจ้า เป็นพระเจ้าเสียเองเลย ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกพอเขาไปเชื่อมารปั๊บ เขาตกลงไปในความบาป คือเขาไม่เชื่อฟัง เขาเป็นกบฏต่อพระเจ้า เขากำลังไล่พระเจ้าออกไป พูดง่ายๆ เขากำลังบอกพระเจ้าว่า …

“ฉันไม่เอาเธอแล้ว เธอออกไป”

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่ามนุษย์จึงตกลงไปในความบาป และความบาปนี้ ที่เขาทำลงไป มันเป็นผลให้เกิดความตาย ตายในฝ่ายวิญญาณ คือวิญญาณที่ขาวๆ อยู่กลายเป็นมืด ร่างกายก็มืด และไปเป็นทาส เหมือนไปเป็นลูกมาร เขากำลังไล่พระเจ้าออกไป พระเจ้าก็ไม่สามารถคุยกับเขาได้ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป เขาก็ห่าง ตาเริ่มบอด เริ่มไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร มาจากไหน? เขารู้อย่างเดียวว่า …

“ฉันมันดำ สกปรก ฉันต้องทำอะไรบางอย่าง เพราะว่าฉันไม่ได้ถูกสร้างมาเป็นอย่างนี้ แต่ว่าฉันทำอยู่ ฉันทนไม่ได้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร? วิญญาณก็มืด ร่างกายก็มืด แล้วเขาทำอย่างไร? พระเจ้าออกไปแล้ว ติดต่อกันไม่ได้ ยิ่งนับวันเป็นสิบปี เป็นร้อยปี เป็นพันปี ยิ่งไม่เห็นใหญ่เลย มองไม่เห็นพระเจ้า แต่วิญญาณเขารู้อะไรบางอย่างว่า …

“มันไม่ใช่ที่ของฉัน สีดำๆ นี้ ฉันไม่อยากจะอยู่อย่างนี้ มันไม่ใช่ธรรมชาติของฉัน ที่ฉันเป็น วิญญาณฉันมาจากพระเจ้า ฉันไม่ได้ดำอย่างนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร? ดิ้นก็ไม่หลุด เพราะว่ามันอยู่ที่วิญญาณ”

เพราะฉะนั้น เขาจึงทำได้แค่ร่างกายภายนอกนี้ ก็เริ่มทำสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “ความดี” ตลอดชีวิตของเขา ไม่ว่าจะกี่พันปีก็ตาม มนุษย์ก็จะทำอย่างนี้ ข้างในวิญญาณทำอะไรไม่ได้ ร่างกายรู้ว่า …

“ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากสิ่งที่ดีงาม ตามธรรมชาติที่ฉันเกิดมาเป็น  ฉันควรจะทำดี ฉันควรจะให้ ร่างกายฉันทำอยู่ และฉันพยายามที่จะดำเนินชีวิตด้วยความรัก เพราะฉันเกิดมาเป็นอย่างนั้น ธรรมชาติของฉันเป็นอย่างนั้นจริงๆ”

นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ จะเป็นอย่างนี้หมด จากสีดำ เห็นไหม? ข้างนอก ชีวิตเขาเป็นสีดำ เขาพยายามทำอะไรก็ได้ ให้มันเป็นสีขาวที่สุด เท่าที่เขาจะทำได้  เพราะเขารู้ว่าสีขาวจะช่วยลดภาระเขาลง ลดคำสาปแช่งลง จากอะไรบางอย่างที่มันผิดพลาดไป เรียกว่ากรรมก็ได้  กรรมเก่า หรืออะไรต่าง เขาไม่รู้ แต่เขารู้ว่ามันต้องมีอะไรบางอย่าง  ที่มันผิดปกติในชีวิตฉัน ฉันต้องใช้หนี้มัน เขาก็จะพยายามสู้กับมันด้วยตัวเอง ทำความดีต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้มันขาวขึ้น แจกจ่าย ทำบุญทำทานก็ว่าไป นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง นี่คือความคิดของมนุษย์ทุกคน พยายามทำอย่างนี้ พยายามฝึกที่จะสู้กับมัน สู้กับความดำ ความมืด ความบาปในตัวของเขา

วิธีที่จะทำอย่างนี้ มนุษย์ทำอย่างไร? ก็บอกให้ครอบครัว ลูกหลานเหลนโหลน เผ่าพันธุ์ กลุ่มของตน ชนเผ่าของตน ทำความดี แล้วก็จดไว้ว่าอย่างนี้เรียกว่าดี คือ …

“การให้ คือความดีนะ จำไว้นะ ลูกๆ หลานๆ พวกเราทุกคนต้องรู้จักการให้ ต้องรู้จักแจกจ่ายคนยากจน คนตกทุกข์ได้ยาก น้ำท่วมต้องให้นะ”

เขาเรียกกันว่าเป็นกฎ … กฎของชุมชน เป็นกฎต่างๆ แล้วแต่กฎของกลุ่มไหนๆ ก็ช่วยกันคิดกฎดีๆ แล้วก็เขียนกฎนั้นออกมา เราเรียกกันว่ากฎศีลธรรม ก็แล้วแต่กลุ่มคน ชนชาติไหนก็ตาม ที่รู้ว่าอะไรที่ดีงาม ที่เรียกว่าลักษณะประเพณี วัฒนธรรม และเป็นศีลธรรมประจำกลุ่มต่างๆ ชนชาติต่างๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นพันๆ ปี

อ้าว! มีเมตตา เห็นไหม?  นี่คือสิ่งที่มนุษย์พยายามจะทำให้ตัวเองขาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะรู้ว่ามันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเขา แต่เห็นอะไรบางอย่างไหม? วิญญาณเขาไม่ได้กระทบเลย วิญญาณเขายังคงดำอยู่ แม้ข้างนอกจะดูเหมือนขาว ต่อให้ทำมากกว่านี้อีก มันก็ไม่มีวันที่จะขาวหมดได้ มันก็ยังมีดำๆ อยู่ เพราะข้างในตัวจริงๆ ของมนุษย์เป็นวิญญาณ มันดำอยู่ มันทำกันไม่ได้ ทำข้างนอกอย่างไร มันก็ไม่ถึงข้างใน

ที่ตะกี้บอกพระเจ้าถูกไล่ออกไปแล้ว ไม่มีความสัมพันธ์กัน ติดต่อกันไม่ได้ พระเจ้าทำอย่างไร? รักลูกของตนเอง อยากจะช่วยเขา แต่เขาไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว  เขาไม่รู้จักกับเราแล้ว แต่เราก็ยังช่วยเขาอยู่ เพราะว่าเขาเป็นลูกเรา เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา เราจะไปช่วยเขาให้ได้

ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลจึงเขียนไว้ว่ามนุษย์หลงไป พระเจ้าไม่ได้ว่ามนุษย์เลวทราม ไม่ดี เพียงแต่บอกมนุษย์หลงไป เขาหลงออกจากบ้านไป จะเรียกเขากลับบ้าน วิธีเรียก ก็คือส่งพระเยซูมา นี่แหละ วันคริสตมาส ส่งมาอย่างไร?  เพราะมนุษย์ช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะวิญญาณเขาดำอยู่ ร่างกายเขาอาจจะพยายามทำได้ แต่เขาจะทำอย่างไร? ไม่มีทางจะเปลี่ยนวิญญาณได้  พระเจ้าจึงต้องประทานพระเยซูคริสต์มาในวันคริสตมาส พระเยซูมาประสูติ เพื่อที่จะเปลี่ยนข้างใน   ข้างนอกไม่สนใจเลย เพราะตัวข้างในนี้ คือตัวจริงๆ ของมนุษย์ ส่วนร่างกาย เดี๋ยวมันก็ต้องลงดิน ตายไป แต่วิญญาณต่างหากที่จะอยู่ตลอดไป จะอยู่ในนรก หรือสวรรค์ ต้องอยู่ตลอดไป เพราะเป็นวิญญาณที่มาจากพระเจ้า เป็นวิญญาณนิรันดร์ มีอยู่นิรันดร์ เพียงแต่จะอยู่ที่ไหนนิรันดร์เท่านั้นแหละ พระเยซูมาตายที่ไม้กางเขนไถ่บาปให้ มนุษย์คนไหนที่ได้ยินได้ฟังว่า …

“พระเยซูเหรอ ช่วยฉันได้เหรอ ฉันช่วยตัวเองไม่ได้”

ก็มาหาพระเยซูบอก “พระเยซูช่วยฉันด้วยเถิด เพราะว่าฉันช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว เหนื่อยมากๆ เลย ไม่ไหวๆ ฉันรู้ว่าทำอย่างไรก็ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ เดี๋ยวก็ผิด เดี๋ยวก็พลาด ทำๆ ไป เดี๋ยวก็คิดชั่ว เดี๋ยวก็คิดไม่ดี ทำอย่างไรก็ไม่สะอาด ฉันช่วยตัวเองไม่ได้ พระเยซูช่วยฉันได้จริงๆ เหรอ ฉันขอพระเยซูมาช่วยฉันดีกว่า พระเยซูบอกผู้ใดแบกภาระและเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา”

ทันทีที่เขาบอกว่าเขาขอพระเยซูมาช่วย เขายอมรับแล้วว่าเขาเป็นบาป เป็นมืดๆ อยู่ เขาช่วยตัวเองไม่ได้ ให้หลุดพ้นจากความมืดนี้ เขาต้องให้วิญญาณที่เป็นสว่าง คือพระเจ้ามาช่วยเขา เขาจึงจะทำได้ เพราะฉะนั้น เขาบอกว่าเขาไม่ไหวแล้ว ขอพระเยซูมาช่วยเถิด พระเยซูก็มาช่วยเขา  ไถ่บาปให้เขา ทันทีที่เขาเชื่อ และขอพระเยซูมาช่วย อย่างที่บอก พระเยซูมาเรียกร้องขอเขาตลอด

“เปิดใจเถิดๆ เราจะเข้าไปช่วยในใจเขา”

เขาไม่ได้รู้ เขาไม่ได้ยิน เพราะเขาชินกับสิ่งที่เขาทำมาตลอด เขานึกว่าสิ่งนี้ยังช่วยได้อยู่ ปะเข้าไปเรื่อยๆ  จนวันหนึ่งปะ จนหมดแรง เหนื่อยแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ขอพระเยซูช่วยดีกว่า อย่างนั้นแหละ พระเยซูต้องการวันนั้น วันที่เขาหมดแรง พอเขาบอกขอพระเยซูมาช่วยปั๊บ วิญญาณเขาขอ ผ่านทางตัวของเขาถูกไหม? เขาจะทำอะไร ต้องผ่านทางวิญญาณ  วิญญาณเขาก็ได้รับการบังเกิดใหม่  พระเยซูเป็นแสงสว่าง เป็นฤทธิ์อำนาจ วิญญาณพระเยซูจะผ่านเข้าไปในวิญญาณ จากปากที่เขาพูด จะเข้าไปอยู่ในนี้ เปลี่ยนแปลงวิญญาณที่มืดๆ เมื่อกี้ กลายเป็นมาสว่าง สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีบาป ไร้ที่ตำหนิ ไร้มลทินใดๆ เป็นผู้ชอบธรรม เหมือนไม่เคยทำผิดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ความมืดความดำ พระเยซูเอาออกไปหมดแล้ว แล้วก็กลับคืนสู่พระเจ้า   เขาก็จะมองเห็นพระเจ้า ในวิญญาณ พระเจ้าก็สามารถเข้าไปกอดเขาได้ เหมือนเดิม และจากนี้เป็นต้นไป พระเจ้าก็จะจูงมือเขาเดินไปไหน? ก็ไปด้วยกันตลอด

ขณะเดียวกัน ที่ข้างนอก ทำอะไรอยู่ ตัวมืดๆ นี้ มันก็เริ่มเป็นสีเทา ดีขึ้น แต่มันก็ยังเหมือนเดิม มันไม่เปลี่ยนแปลง เพราะว่าวันหนึ่งมันต้องลงไปสู่ดิน มันถูกสาปไปแล้ว อย่างไร มันไม่ได้ดีกว่านี้แล้ว พระเจ้าจะสนใจตรงวิญญาณมากกว่า จะได้ไปอยู่สวรรค์นิรันดร์ และพระเจ้าเตรียมร่างกายใหม่ให้ เมื่อร่างกายนี้ วันหนึ่ง 80  … 90 … 100 ปี หรือกี่ปีก็ตาม จากไป พระเจ้าเตรียมร่างกายใหม่ ร่างกายสำหรับสวรรค์ ที่กลับมาเหมือนสมัยตอนถูกสร้างขึ้นใหม่ๆ ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีมะเร็ง ไม่มีทะเลาะกัน ไม่มีทุกข์ทรมาน ไม่มีแม้กระทั่งน้ำตาและความโศกเศร้า โดยที่ให้ร่างกายนี้ ได้เข้าไปสวมแทนร่างกายที่เข้าไปสู่ดินนี้ และพระเจ้าจะให้เขาครอบครองในสวรรค์ ซึ่งเรียกว่าบ้านของพระเจ้า ซึ่งในพระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนี้ สวยสดงดงาม ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ซึ่งเหมือนพี่ชายร่วมกัน เป็นลูกของพระเจ้า  เป็นทายาทร่วมกัน ครอบครองมรดก และทรัพย์สมบัติทุกอย่างในสวรรคสถานนั้นทั้งหมดเลย เป็นของเขา เท่ากันหมด ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร? มีค่าเท่ากัน ได้เท่ากัน มีศักดิ์ศรีสูงเท่ากันกับพระเยซูเลย นี่แหละ ทำไมพระเยซูจึงมาเกิดเป็นมนุษย์

เพราะฉะนั้น เวลาคนมาเชื่อพระเยซู เขาไปสวรรค์แน่นอน ถามว่าทำไมไป เพราะว่าคนมาเชื่อพระเยซูแล้ว ข้างในขาว ต่อให้ไปโกหกเขาบ้าง ไปทำไม่ดีบ้าง ไปตีเขาบ้าง มันไม่ได้เกี่ยวกับข้างในแล้ว ข้างในพระเจ้าก็จะเริ่มสอนเขา วิญญาณเขาสะอาดหมดจด ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร เขาอภัยให้ใครก็ได้ทั้งหมดแล้ว จริงๆ ในใจฉัน ไม่เกลียดเลย แต่ข้างนอกมันเคยชิน มันก็เลย หมั่นไส้บ้าง? ไม่ได้สนใจตรงนี้หรอก เพราะวันหนึ่งมันจะจากไป ทิ้งไป ตัวจริงๆ มันสำคัญกว่า เหมือนกัน แต่คนละด้านกับครั้งแรก ตอนนี้ข้างในดำ ข้างนอกพยายามปะให้ขาว มันก็ไม่เข้าข้างใน พระเยซูบอก เหมือนหลุมศพฉาบปูนขาว ตอนแรกคือดำๆ ข้างใน ข้างนอกพยายามฉาบปูนขาว มันก็ไม่ถึงข้างใน ในทางกลับกัน เมื่อต้อนรับพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอดแล้ว ไม่พึ่งตนเองอีกแล้ว ไม่พึ่งความดีของตัวเอง ไม่พึ่งการกระทำของตัวเองอีกแล้ว พึ่งในการกระทำของพระเยซู ทันทีทันใดนั้น ข้างในสะอาด ข้างนอกอาจจะสกปรกบ้าง ช่างมัน เดี๋ยวพระเจ้านำไปทีละนิด มอบให้พระเจ้าไป ท่านลองคิดดู เมื่อตอนเริ่มต้น ตอนที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป และเป็นดำๆ นั้น มนุษย์ก็ไม่ได้ทำเอง ถูกไหม? เราเกิดมา เราดำขึ้นมาทันทีเลย เพราะมาจากบรรพบุรุษเรา คืออาดัมที่ดำอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น ตอนนี้ พระเยซูมา เราย้ายข้างมาอยู่กับพระเยซู พระเยซูทำให้เราขาว เราไม่ต้องทำอะไร เราก็อยู่เฉยๆ นั่นแหละ เราก็ขาวได้ โดยการเลือกข้างเอา เพราะตอนที่เราตกนรก หรือเราเป็นวิญญาณที่ดำอยู่ ตัดขาดจากพระเจ้า เราก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะอาดัมส่งทอดมาอีกที เพียงแต่เราย้ายจากอาดัมมาอยู่ที่พระเยซู ซึ่งเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง พอย้ายข้าง เราก็มีชัยชนะ เป็นสีขาว โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เหมือนกัน นี่เขาเรียกว่าข่าวดีที่มาถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ในลักษณะของวันคริสตมาส ก็คือพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ยอมสละสภาพพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อตายที่ไม้กางเขน เพื่อหลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวงทุกคน ให้พ้นจากโทษของความบาป กลับมาคืนดีกับพระเจ้า มาสู่แสงสว่าง ความสะอาด ความขาวบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าได้ โดยเพียงแค่เชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น  ยอมรับในเรื่องนี้ว่ามนุษย์เป็นวิญญาณจริงๆ และมันเป็นอย่างนี้จริงๆ แค่นี้เอง และยอมรับว่าพระเยซูมา เพื่อช่วยฉัน และฉันช่วยตัวเองไม่ได้ ก็คือ ….

–  ยอมรับว่าฉันเป็นคนบาป มืดๆ

–  ฉันต้องการความช่วยเหลือ

–  และพระเยซูช่วยฉันได้ ฉันขอพระเยซูมาช่วย จบ

แค่นั้น การพูดแค่นี้ การเชื่อแค่นี้ เป็นการย้ายข้าง จากบรรพบุรุษอาดัมมาสู่พระเยซูคริสต์ จากนั้นไป ไม่ต้องทำอะไร? บางคนถามว่าย้ายข้างต้องทำอะไรไหม? ต้องทำอันนั้นไหม? ต้องทำอันนี้ไหม? ต้องมีประเพณีเก่า ประเพณีใหม่ ประเพณีของศาสนาเดิม ของศาสนาเก่า ศาสนาใหม่ ศาสนาคริสต์ ต้องทำไหม? ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องไปยุ่งกับอะไรทั้งสิ้นเลย เชื่อแค่นี้อย่างเดียว นอกนั้นคิดว่าอยากจะทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์ ก็ทำไป อะไรที่คิดว่าไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องทำ เพราะว่าตรงที่สำคัญที่สุดในวิญญาณเรา เราทำแล้ว คือเราย้ายข้างวิญญาณมาสู่ฝั่งพระเยซูคริสต์แล้ว ไม่เชื่อ ท่านลองดูก็ได้ ท่านจะเห็นชัดเจนว่ามันเป็นจริง เอากลับไปนั่งคิดดูก็ได้

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น จากการที่พระเยซูคริสต์มาเกิด และเราฉลองวันคริสตมาส ชาวโลกยินดี ก็เพราะอย่างนี้ เพราะมีทางไปแล้ว เรามีทางออกแล้ว และการที่จะไปอยู่กับพระเจ้า มันจะอยู่นิรันดร์กาล เพราะฉะนั้น คนที่เชื่อพระเยซู เราจะเห็นอย่างนี้ เขาอาจจะเจอความทุกข์ลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเสียหายไปเยอะแยะมากมาย ความวิปริตของโลกใบนี้ ซึ่งเสียหายไป เนื่องจากบรรพบุรุษเรา  เอาความชั่วร้ายเข้ามาในโลกใบนี้ ผ่านทางมารซาตาน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้ถูกสะสางคดี วันหนึ่งมันจะถูกสะสางคดี มันก็จะมีความทุกข์ลำบากบ้าง แต่มันเพียงชั่วคราว แป๊บเดียวเอง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป วิญญาณก็ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร์เท่านั้นเอง แล้วพระเจ้าจะสร้างโลกใหม่ ร่างกายใหม่ให้กับลูกๆ ของพระองค์อยู่ร่วมกัน นี่คือคำสัญญาที่ให้ไว้ เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*****************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2019 เรื่อง “วันคริสต์มาส … คนบาปได้คืนดีกับพระเจ้า” ตอน 1 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  22  ธันวาคม  2019

 เรื่อง “วันคริสต์มาส … คนบาปได้คืนดีกับพระเจ้า”  ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

            Merry  Christmas” ครับ  แปลภาษาไทยเลย “ขอให้ท่านได้พบสันติสุข และความสงบทางใจ  จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์  ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน”

วันนี้ก็ต้องมาพูดเรื่องความหมายของคริสตมาสทุกปี ก็ต้องพูดอย่างนี้ คริสเตียนทุกคนตอบกันได้หมดว่าวันคริสตมาส ก็คือวันที่เขาฉลอง ไม่ใช่วันประสูติจริงๆ นะ หมายถึงเขาถือเอาวันนี้มาฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อมาไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง ให้รอดพ้นจากโทษของความบาปทั้งมวล  ตามที่พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป  และต้องรับโทษของความบาปนั้นทุกคน โทษนี้ก็คือถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่สามารถอยู่ร่วมกับพระเจ้าได้ ไม่สามารถเข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้าได้ เข้าไปไม่ได้เลย พระเจ้าจึงส่งพระบุตรองค์เดียว คือพระเยซูคริสต์ มาช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากโทษของความบาป กลับไปคืนดี ไปมีสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ดีเหมือนเดิม

นี่คือคำตอบว่าทำไมต้องมีวันคริสตมาส  หรือทำไมพระเยซูต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งทุกคนที่เป็นคริสเตียนก็ต้องรู้ตรงนี้อยู่แล้ว เป็นพื้นฐาน

ถ้าใครถามว่า “ทำไมต้องมีวันคริสตมาส”

ก็ต้องตอบเขาว่า “เพื่อว่ามนุษย์จะได้สามารถกลับคืนดีกันกับพระเจ้าได้”

เข้ากันได้ มีความสัมพันธ์กันได้ อย่างถูกต้อง เหมือนกับนึกถึงเรื่องนี้ เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ปกติบ้านเราใช้ไฟฟ้า 220 โวลต์ เราเสียบปลั๊กไป กระแสไฟ วิ่งมา 220 โวลต์ ผมไปหยิบเอาหลอดไฟที่มันเป็นหลอด 12 โวลต์ พอเสียบไปปุ๊บ มันขาด ไม่สว่างเลย ผมก็นึกขึ้นได้ เหมือนไม่มีผิดเลย  เมื่อมนุษย์ทำบาป ก็ถูกตัดขาดออกจากพระเจ้าไปอย่างนี้ เข้ากันไม่ได้เลย มันไม่สว่าง ผมต้องไปเปลี่ยนเอาหลอดใหม่มา ซึ่งเขียนว่าหลอด 220 โวลต์ พอเสียบไปปุ๊บ มันกลับคืนดีกับไฟฟ้า เพราะมันคืนดีกัน มันเป็น 220 เหมือนกัน มันจึงเข้ากันได้ มันแปลว่าอย่างนี้

เราก็จะมาย้อนเหตุการณ์ถอยหลังไปอีกว่าก่อนที่มนุษย์จะกลายเป็นคนบาป มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? แล้วทำไมอยู่ๆ มนุษย์ก็บาป และต้องได้รับโทษของความบาปนั้น พูดง่ายๆ ถ้าพระเจ้าสร้างมนุษย์ ทำไมมนุษย์จะต้องตายด้วย หมายถึงตายทางร่างกายนี้ด้วยนะ ทำไมต้องเจ็บป่วย ทำไมต้องตาย

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจก่อนว่าตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์เป็นอย่างไร? เราจะศึกษาเรื่องนี้ จะดูให้ถ่องแท้ เราต้องรู้ว่ามนุษย์นั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง? ในพระคัมภีร์บอกมนุษย์เป็นวิญญาณ ไม่ใช่มนุษย์มีวิญญาณนะ มนุษย์เป็นวิญญาณ เหมือนที่ท่านบอกว่า …

“ฉันเป็นผู้หญิง” ไม่ใช่บอกว่า “ฉันมีผู้หญิงอยู่” … “ฉันเป็นผู้ชาย” มันต่างกัน

พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ ที่มีจิตใจติดอยู่กับวิญญาณนั้น และอาศัยอยู่ในร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากธาตุทั้ง 4 ที่เรียกว่าโลกนี้  คือดิน น้ำ ลม ไฟ ถ้าจะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับเรา อันนี้สำคัญที่สุด นี่คือความจริงที่มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ จำเป็นต้องรู้ และเมื่อรู้แล้ว จำเป็นต้องยอมรับ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อตรงนี้ไม่รับตั้งแต่แรก  ที่เรียนไป ก็ไม่มีประโยชน์ มันผิดทาง เหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด เพราะฉะนั้น ต้องจำไว้ว่ามนุษย์เป็นวิญญาณ มีจิตใจ อาศัยในร่างกาย จำได้ไหม?

“มนุษย์เป็นวิญญาณ มีจิตใจ อาศัยในร่างกาย”

มันต่างกันนะ “เป็น” … “มี” … “อาศัย”

จำไว้เลย ไปไหนก็ตาม ให้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นวิญญาณ  ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นวิญญาณ คุณพิชิตเป็นร่างกายของผม ไปไหนก็ไปด้วยกัน ให้มองอย่างนี้ตลอด ดูในกระจกก็ให้เห็นว่าผม ฉันเป็นวิญญาณ มีความคิดอยู่ในนี้ คิดสรรเสริญพระเจ้าก็ได้ คิดไม่เชื่อฟังพระเจ้าก็ได้ แต่ฉันอาศัยอยู่ในร่างกายที่สร้างขึ้นมาด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ  คือโลกใบนี้ ฉันจะอยู่ในร่างกายนี้ เพียงชั่วคราว

และแรกเริ่ม เดิมทีนั้น วิญญาณข้างในตัวเรา มาจากพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ใกล้ชิดสนิทสนม สัมผัสมองเห็นพระเจ้า มองเห็นโลกวิญญาณชัดเจนเลย ไม่ต้องพยายาม ต่อมาเมื่อมารซาตานเข้ามาล่อลวงให้มนุษย์หลงเชื่อ เริ่มดื้อกับพระเจ้า กบฏต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ซึ่งพระคัมภีร์เรียกการไม่เชื่อฟัง การกบฏต่อพระเจ้านี้ว่าการทำบาป

การทำบาปนี้ เรียกว่า “Miss the target” แปลว่าไม่ตรงตามเป้าหมายที่พระเจ้าวางไว้ พระเจ้าไม่ได้วางไว้ให้มนุษย์ต้องตาย พระเจ้าไม่ได้วางให้มนุษย์เป็นอย่างนี้ แต่มนุษย์ไปทำให้มันเกิดขึ้น ผิดเป้าหมายไป เขาเรียกว่าทำบาป

และผลของความบาป พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าทำให้เกิดความตายในวิญญาณ แล้วมันก็มีผลออกมาที่ร่างกายต้องกลับสู่ดิน ซึ่งมนุษย์เราเรียกว่าตายเหมือนกัน  แต่จริงๆ มันคือการกลับไปสู่ดิน สลายไป แต่วิญญาณนั้นตาย ข้างใน

ตั้งแต่นั้นมา สภาพของมนุษย์จึงกลายเป็นวิญญาณที่บาป เมื่อตะกี้นี้ วิญญาณที่เราเห็น จากสภาพเป็นลูกพระเจ้า กลายเป็นวิญญาณบาป มีลักษณะเป็นศัตรู กบฏกับพระเจ้า ไม่สามารถเข้ากันกับพระเจ้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถมีสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าได้อีกต่อไป  ไม่สามารถสัมผัส ไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้อีกต่อไป ไม่สามารถรับรู้โลกวิญญาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป กลายเป็นทาสมาร ตกอยู่ใต้อิทธิพลของมาร มารมีความชั่วร้าย กำเนิดขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง คือเป็นต้นกำเนิดของความชั่ว หรือความบาปทั้งปวง เป็นศัตรูกับพระเจ้าเกิดขึ้น โดยตัวของมันเอง ก็คือมารเป็นแหล่งกำเนิดของบาป เป็นรากของความบาป

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นภาพอย่างชัดเจนว่านี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่มนุษย์ได้ถูกล่อลวงให้ตกลงไปในความบาป โดยผ่านทางอาดัมและเอวา บรรพบุรุษของเรา เมื่อมนุษย์ทำ ถือว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ทำ เพราะว่าเราทั้งหลาย อยู่ในดีเอ็นเอของอาดัมและเอวา เพราฉะนั้น ทุกคนในเผ่าพันธุ์นี้ ตกลงไปในโทษของความบาปนี้ เหมือนกัน อยู่ในคำสาปแช่งนี้ เหมือนกันทั้งสิ้นเลย

สาธิตให้ดู แรกเริ่มเดิมที ตอนพระเจ้าสร้างมนุษย์ใหม่ๆ วิญญาณของมนุษย์กับพระเจ้าไม่ต่างกันเลย บริสุทธิ์ สีขาว คือความบริสุทธิ์สะอาด พระเจ้ากับมนุษย์รวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ไปไหนมาไหนได้ พอมนุษย์ถูกล่อลวงโดยมาร ให้ไม่เชื่อฟัง พระเจ้าสั่งไว้แล้วนะว่า …

“วันใดเจ้าขืนกบฏ ไม่เชื่อฟังเรา  เจ้าจะต้องตาย เจ้าจะได้รับโทษ เจ้าจะถูกตัดขาดจากเรา แล้วมารไปล่อลวงมนุษย์ อาดัมเอวาก็ได้ทำบาป ในโลกวิญญาณ ทันทีเลย ขาดออกจากกัน พระเจ้าสีขาว แต่มนุษย์เป็นสีดำแล้ว มืดแล้ว มนุษย์ลงไปอยู่ในอาณาจักรของความมืด จากวันนั้น มนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ตลอด เข้ากับพระเจ้าไม่ได้

ตัวตนแท้ๆ ของมนุษย์ที่บอกว่าคือวิญญาณนั้น ข้างในมันเป็นบาป เป็นศัตรู กบฏกับพระเจ้า ไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้เลย ซึ่งตามกฎของพระเจ้า ก็คือความบาปก่อให้เกิดความตายและคำสาปแช่ง ไม่ต้องบอกนะคำสาปแช่งแปลว่าอะไร? มนุษย์ทุกคนรู้ดี คือการรับสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง

ปัญหาของมนุษย์จึงไม่ได้อยู่ที่การกระทำข้างนอก ที่เรียกว่าบาป แต่มันอยู่ที่สภาพวิญญาณที่เป็นบาปต่างหาก มนุษย์ทั่วๆ ไป จึงพยายามที่จะช่วยเหลือตนเองก่อนที่พระเยซูจะมาเกิด หรือแม้แต่เกิดแล้ว แต่ไม่ยอมรับพระเยซู เหมือนเราเมื่อตอนก่อนมาเชื่อพระเยซู มนุษย์จึงพยายามช่วยเหลือตนเองให้พ้นคำสาปแช่ง เพราะรู้ตัวเองว่าเราเป็นคนบาป ลึกๆ เรารู้ และพยายามทุกหนทางที่จะไม่ทำบาป เพื่อจะได้ลดโทษได้ลดคำสาปแช่ง แล้วคำถามว่ามนุษย์พยายามทำด้วยวิธีใด  ก็ด้วยวิธีฝึกฝน บอกลูก บอกหลาน บอกชุมชน บอกกลุ่มของตน บอกกับตัวเอง โดยออกเป็นกฎ เราเรียกกันว่ากฎระเบียบ กฎข้อกำหนดต่างๆ ข้อห้ามต่างๆ ศีลธรรมต่างๆ ตามที่แต่ละกลุ่ม แต่ละชุมชนเห็นพ้องกันว่ามันดีงาม ทำอย่างนี้ พยายาม แต่จิตสำนึกลึกๆ ข้างในของมนุษย์ก็รู้ว่าไม่มีทางที่จะทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์ มันถึงมีคำว่า “ต้องสะสมบารมี” สะสมความดีไปเรื่อยๆ ต้องเกิดใหม่อีกกี่ครั้งก็ไม่รู้ แต่รู้ว่ามันต้องทำ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร?  ก็ได้แค่ทำจากข้างนอกเข้าไป มันจะครบถ้วนสมบูรณ์ได้อย่างไร? ในเมื่อปัญหามันอยู่ที่วิญญาณตัวจริงๆ ข้างใน เรามาแก้ข้างนอก มันไม่มีทางได้

ปัญหาของมนุษย์มันอยู่ที่วิญญาณที่เป็นตัวจริง ที่อยู่ข้างใน ที่มันเป็นบาป เป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายต่างๆ เป็นพิษร้ายแรงอยู่ในวิญญาณ ที่เป็นตัวตนแท้ๆ ของเรา ไม่ใช่การกระทำเลย พอเห็นภาพไหม?

คือข้างนอกทำอะไร  มันไม่ได้เกี่ยวกับข้างในเลยแม้แต่นิดเดียว พระเยซูบอกว่าต้นไม้ดี มันก็อยู่ที่รากของมัน มันก็จะออกผลดี ถ้าเราไปเบียดกับต้นที่ไม่ดี ก็ออกผลไม่ดี ซึ่งตอนแรกๆ มันจะดูเหมือนดี เหมือนกับว่ากำลังยิ้มอยู่ แต่มันชั่วร้ายข้างใน เขาเรียกว่าหลุมศพฉาบปูนขาว ข้างนอกก็ดูสะอาดสอ้านเรียบร้อยดี แต่ข้างในมันสกปรก

นี่ไม่ได้หมายถึงพระเยซูต้องการมาว่าใคร? แต่พระเยซูกำลังมาบอกความจริงในโลกวิญญาณ ให้เราได้รู้ว่าเหตุมันเกิดขึ้นที่ใด และพระองค์มาเพื่อช่วยเราที่ต้นเหตุ เพื่อมันจะได้ผล ก็คือต้องมารักษาเรา ต้นเหตุที่เกิดขึ้น ก็คือที่วิญญาณของเรา พระเจ้าผู้เป็นพ่อก็ขอร้อง เรียกร้องให้ลูกๆ ของพระองค์กลับบ้าน กลับมาคืนดีกันเถอะ ตั้งแต่วันนั้น โดยวางแผนการไว้ให้พระเยซูมาช่วย ร้องเรียก เรียกร้องให้มนุษย์กลับสวรรค์เถิด กลับบ้านเราเถิด โดยทางพระเยซูคริสต์ ให้มาเป็นผู้เยียวยา รักษาวิญญาณของมนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้า ทำให้มนุษย์สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ กลับมาอยู่ในบ้าน มาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าชั่วนิรันดร์ ให้พระเยซูมา แก้ไข เปลี่ยนเราใหม่จากหลอดที่มันใช้ไม่ได้แล้ว ให้มันเป็นหลอดที่สามารถเสียบเข้าไปใน 220 โวลต์ แล้วก็สว่างออกมาได้ เอเมน เราไม่มีทางช่วยเหลือตัวเองได้ เราเป็นหลอดไฟริบรี่ๆ มีไฟไม่ถึง 1 โวลต์ เราพยายามปั่นตัวเอง ปั่นให้ตายอย่างไร ก็ไม่ถึง 220 โวลต์ พระเยซูคริสต์จะมาเปลี่ยนเราเลย ชุบเราใหม่เลย เอาหลอดของเรานั่นแหละทิ้งไปเลย แล้วให้หลอดเราใหม่ เป็นหลอด 220

“เสียบเลยลูก”

พอเสียบปั๊บ มันติดปุ๊บ มันสว่างทันที พระเยซูจึงบอกว่าท่านเป็นลูกแห่งความสว่างไม่รู้เหรอ จงให้ความสว่างในท่านฉายไปยังโลกใบนี้ ไปที่ไหน ก็สว่างที่นั่น เอเมน ไม่ใช่ความดีที่ท่านทำ แต่มันเป็นหลักวิทยาศาสตร์จริงๆ ในทางพระเจ้า เพราะฉะนั้น จึงไม่สนใจ พอสว่างแล้ว ข้างนอกท่านจะไปทำอะไร เดี๋ยวมันจะตามมาเอง และความสว่างนั้น เมื่อได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า มัน เกิดที่วิญญาณ  เพราะฉะนั้น มันจะไม่ได้อยู่ในสวรรค์ แค่วันหนึ่ง 2 วัน  3 วัน 7 วัน แต่มันจะเป็นตลอดไป มันไม่สามารถที่จะมานับเวลาได้ เพราะว่ามันเป็นวิญญาณ เป็นตัวตนเราเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปเหมือนพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า เป็นวิญญาณที่เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์ ซึ่งไม่ได้แปลความหมายว่าระยะเวลานิรันดร์ เราจะอยู่ตลอดไป ไม่มีการตาย อันนั้นเป็นคุณสมบัติ ซึ่งได้รับอยู่แล้ว แต่เป็นวิญญาณที่เหมือนพระเจ้า เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์ แล้วเราจะอยู่ที่นั่น พระเยซู เจ้าของวันคริสตมาสมาบังเกิด เพื่อมนุษย์จะได้กลับคืนดีกับพระเจ้า กลับไปอยู่สวรรค์ ไปอยู่บ้านของเรานิรันดร์ จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป มีความสุขตลอดไปนิรันดร์ นี่คือความหวัง นี่คือความจริง  ที่พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน เพื่อเรา

ในวิวรณ์บทที่ 21 อ่านนิดหนึ่ง เพื่อจะให้กำลังใจท่านว่าทำไมคนรู้เรื่องนี้ จึงมาฉลองคริสตมาสกันมานานแล้ว ไม่ใช่คริสตมาสอย่างเดียว ฉลองทุกวันแหละ ดีใจเหลือเกินที่พระเยซูมาบังเกิด เพราะเขามีความหวังในชีวิตนิรันดร์ ที่ได้อยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาล โดยไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป วิวรณ์ บทที่ 21 เขาบอกถึงบ้านที่เราจะอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถาน ในโลกที่มองไม่เห็น จงมองให้เห็นเถิดในโลกวิญญาณจะเป็นอย่างนี้ว่าเมื่อท่านเชื่อในข่าวดีของพระเยซู เชื่อในการทรงไถ่บาปของพระเยซู ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าของวันคริสตมาสแล้ว พระเยซูได้ไถ่ท่าน ให้ท่านได้กลับคืนดีกับพระเจ้า ทำให้ท่านไปอยู่ในบ้านแห่งสวรรค์ และบ้านสวรรค์นั้น ท่านจะอยู่นิรันดร์ มีลักษณะตอนจบเป็นอย่างไร เมื่อท่านเชื่อในข่าวดี เชื่อในพระเยซูคริสต์ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป ท่านต้อนรับพระเยซูเมื่อไร? ท่านก็ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ทันที แต่เป็นอาณาจักรสวรรค์ที่เรียกว่าพาราไดร์ เรียกว่าสวรรค์อันหนึ่ง ตอนที่เรานั่งอยู่นี้ เรานั่งอยู่ในสวรรค์แล้ว พระคัมภีร์บอก อยู่ในพาราไดร์ แต่รอการไปอยู่ในสวรรค์ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่พระเยซูกลับมาใหม่ หรือเมื่อวันที่ครบกำหนด ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับโลกใบนี้ อาจจะเป็นพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เที่ยงวันนี้ เราไม่รู้หรอก อาจจะเป็นปีหน้า อีกกี่ปีเราไม่รู้ มาดูสิว่าวันสุดท้ายจริงๆ เมื่อเราออกจากร่างกายนี้แล้ว  เราอยู่ที่ไหนนิรันดร์ จะได้เห็นภาพ จะได้เห็นความหมาย ความสำคัญของคริสตมาสว่ามันคืออะไร?

วิวรณ์ 21:1-4 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิม ได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาว แต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขา และเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าว อีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

 

นี่คือความหวังที่ชัดเจน ที่มองเห็นจับต้องได้เลย สำหรับผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซู และได้ยอมรับแล้วว่า …

“พระเยซูเป็นผู้ไถ่บาปให้กับตัวเอง ให้กับฉัน และบัดนี้ ฉันเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้วปัจจุบันนี้ แต่อนาคตเมื่อฉันทิ้งร่างกายเก่านี้ไปแล้ว ที่ฉันสวมอยู่ในปัจจุบัน ฉันจะไปสวมร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้ และจะไปอยู่ในสวรรค์”

แบบนี้ ชัดเจน ต้องบอกตัวเองเลยว่าจงมองให้เห็นเถิด มันเป็นอย่างนี้แหละ

เราควรจะมีความชื่นชมยินดีมากขนาดไหน? ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เมื่อเรารู้ความจริงเหล่านี้

ถ้าอยากให้เห็นโลกวิญญาณ ต้องช่วยเหลือ โดยการหลับตาเนื้อหนังซะ มันจะได้มีสมาธิ หลับตาลง แล้วก็บอกตัวเองนะ

“จงมองให้เห็นเถิดๆๆๆ”

แล้วก็นึกถึงภาพที่เขาอ่านถ้อยคำพระเจ้าให้เราฟังเมื่อสักครู่นี้

“บัดนี้ ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะทรงสถิตกับฉัน ฉันจะเป็นลูกของพระเจ้า เป็นประชากรของพระเจ้า และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับฉันตลอดเวลา และเป็นพระเจ้าของฉันตลอดไป และพระเจ้า พ่อของฉันนี้ จะซับน้ำตาทุกๆ หยดของฉัน จะไม่มีความตาย ไม่มีการคร่ำครวญ ไม่มีการร่ำไห้ ไม่มีการเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะโลกเก่า ระบบเก่าจบสิ้นแล้ว นี่คือโลกใหม่ บ้านใหม่ สวนเอเดนใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับฉัน เอเมน”

ลืมตาได้ เวลาท่านอ่านพระคัมภีร์ หรืออยากจะให้เข้าใจโลกวิญญาณชัดๆ พยายามทำอย่างนี้แหละ เราเรียกกันว่าภาวนา พิจารณา ใคร่ครวญถ้อยคำของพระเจ้า เราเรียกกันว่า Set our mind การตั้งโฟกัสไปที่โลกวิญญาณ คือสวรรคสถาน ซึ่งมันเป็นจริงตามถ้อยคำของพระเจ้า

ตอนที่พระเยซูลงมาเกิดเป็นมนุษย์ และเริ่มต้นทำการประกาศ ตอนอายุ 30  ตอนหลังคริสตมาสประมาณ 30 ปี พระองค์ทรงเริ่มต้นคำแรกเลย  พระองค์ประกาศ ในยอห์น 3:16 ว่า …

ยอห์น 3:16  “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

 

พระบุตรองค์เดียว ก็คือตัวพระองค์เอง เพื่อจะไม่พินาศ ก็คือเพื่อจะไม่ต้องไปลงนรก ไม่ถูกลงโทษด้วยคำสาปแช่ง แต่ได้รับชีวิตนิรันดร์ คือชีวิตที่เป็นเหมือนพระเจ้า ไม่ใช่ชีวิตนิรันดร์คืออยู่ตลอดไป  แม้คนไม่เชื่อพระเจ้า ไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก็อยู่ตลอดไปเหมือนกัน อยู่ในนรกตลอดไป อยู่ในความพินาศตลอดไป แต่ไม่มีวิญญาณของพระเจ้าอยู่ในชีวิตของเขา วิญญาณเขาอยู่ในความมืด

ในโคโลสี 1:21-22 ก็เช่นเดียวกัน ได้บันทึกไว้อย่างนี้ “21 ครั้งหนึ่ง พวกท่านเคยแยกขาดจากพระเจ้า และเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในใจ เพราะพฤติการณ์ชั่วของท่าน 22 แต่บัดนี้ ทรงให้ท่านคืนดีกับพระองค์ โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เพื่อถวายท่านให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ และพ้นจากข้อกล่าวหา ต่อหน้าพระองค์”

 

“ครั้งหนึ่ง พวกท่านเคยแยกขาดจากพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในใจ” ครั้งหนึ่ง เราเคยเป็นหลอดไฟที่ใช้ไม่ได้ ขืนเสียบไปพังแน่ เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ แต่บัดนี้ ทรงให้ท่านคืนดีกับพระองค์ คือรักษาเรา ทำอะไรบางอย่างในวิญญาณของเรา ให้เราเป็นวิญญาณที่สามารถต่อติดกับพระเจ้าได้เหมือนเดิม

ในประโยคที่บอกว่าเพราะพฤติกรรมชั่วของท่านนั้น ไม่ใช่พฤติกรรม มันหมายถึงตัวตนจริงๆ ภาษาเดิมตรงนี้ หมายถึงว่าเพราะท่านเป็นศัตรูกับพระองค์อยู่ในวิญญาณของท่าน “เพราะพฤติกรรมชั่วของท่าน” ก็คือเพราะพฤติกรรมจากวิญญาณชั่วของท่าน วิญญาณที่สกปรก วิญญาณดำๆ นั้น พระคัมภีร์กำลังพูดอย่างนั้น ท่านไม่สามารถเข้าหาพระเจ้า แต่พระเจ้าพระเยซูเข้ามารักษาท่าน ในวิญญาณของท่านให้เปลี่ยนใหม่เลย บังเกิดใหม่  ไม่เอาหลอดเดิมอีกต่อไป เอาหลอดใหม่มาเลย วิญญาณท่านเปลี่ยนใหม่ สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ นั่นหมายความว่าอย่างนี้

โรม 5:10 ก็เช่นเดียวกัน บอกไว้อย่างนี้ว่า … “เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้า โดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์ ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอด โดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน

 

ก่อนพระเยซูมาช่วยเรา เป็นอย่างนี้ โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เราทั้งหลายได้รับการทำให้คืนดีกับพระเจ้า คืนดีแล้ว ดีกว่าเดิมอีก โดยพระชนม์ชีพของพระองค์ โดยโลหิตของพระเยซู ทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกัน จะเรียกว่าการบัพติศมาเข้าไปสู่วิญญาณเดียวกันก็ได้ ตามพระคัมภีร์บอก โคโลสี 1:12-14 …

โคโลสี 1:12-14 “12 ในการขอบพระคุณพระบิดา ผู้ทรงทำให้พวกท่านเหมาะสมที่จะมีส่วน ในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้า ในอาณาจักรแห่งความสว่าง 13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

ก่อนที่เราจะรับเชื่อพระเยซูคริสต์ เราเป็นคนบาป วิญญาณเรามืด แต่เมื่อเราเริ่มต้นยอมรับ และเชื่อในความจริงในข่าวดีนี้ว่าพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้เรารอดจากโทษของความบาป และความตายนี้ได้ พอเรารับเชื่อปั๊บ พระเจ้าได้เอาวิญญาณดำๆ ที่ข้างในนั้น ตัวตนแท้ๆ ของเราลงไปอยู่กับพระเยซู ไปตายร่วมกับพระเยซูที่ไม้กางเขน ไปลงในนรก พร้อมกับพระเยซู ในวินาทีนั้นเป็นอย่างนี้จริงๆ แล้ววันที่ 3 พระเจ้าก็ชุบให้เราเป็นขึ้นจากความตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ทั้งหมดในพระคัมภีร์ใหม่ ชัดเจน เป็นอย่างนี้ นี่ข่าวดีของพระเยซูคริสต์

ถามว่าทั้งหมดนี้ เกี่ยวอะไรกับที่เราทำไหม? ไม่เกี่ยวเลย  ข้างนอกจะทำอะไรไม่เกี่ยวเลย  ไม่สำคัญเลย สำคัญที่วิญญาณที่เราอยู่ข้างในต่างหาก ใช่ไหม? แล้วพระเยซู ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ พระองค์จึงประกาศว่า “สำเร็จแล้ว” มนุษยชาติ จากอาณาจักรของความมืด  มาสู่ความสว่างได้รับอิสรภาพแล้ว จากอยู่ในคุกมืด บัดนี้มนุษย์ ไม่ใช่ฉันคนเดียว มนุษย์ทั้งหมด สามารถที่จะมาอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง มาคืนดีกับพระเจ้าได้แล้ว ที่พระองค์บอกสำเร็จแล้ว หมายถึงอย่างนั้น มนุษย์จากคนบาป มาเป็นคนชอบธรรมได้แล้ว วิญญาณนะ จากการเป็นทาส เป็นหนี้ต้องชดใช้ มาเป็นวิญญาณที่มีอิสรภาพ ได้ครอบครองสวรรค์ของพระเจ้า ในฐานะลูกของพระเจ้าด้วย ได้ถูกย้ายจากอำนาจของมาร มาสู่อำนาจของพระเจ้า จากอยู่ในนรก อยู่ในความพินาศตลอดไป กลายเป็นมาอยู่ในสวรรค์ และจะอยู่ในสวรรค์นิรันดร์ มีความสุขกับพระเจ้าตลอดไป ถูกย้ายจากเผ่าพันธุ์ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย  ซึ่งได้รับมาจากรากของมารซาตาน ลงไปอยู่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ผ่านทางอาดัม ต้น DNA ของมนุษย์ เราเคยอยู่ในตัวอาดัม อยู่ในรากของต้นไม้ต้นนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่เป็นรากของความชั่วร้าย ความตาย การเป็นกบฏต่อพระเจ้า บัดนี้ถูกย้ายออกจากรากของต้นนี้แล้ว มาอยู่ในรากของต้นใหม่ที่ชื่อว่าพระเยซูคริสต์ เอเมน เห็นภาพไหม?

ทุกอย่างอยู่ที่รากมัน มันอยู่ที่ข้างใน มันไม่ได้อยู่ที่ข้างนอก  ถ้าเข้าต่อกับรากถูก มันไปเอง ข้างนอกไม่ต้องไปสนใจเลย ข้างนอกเดี๋ยวพระวิญญาณก็จะนำเราไปทำ ถูกๆ ผิดๆ บ้าง ก็ไม่เป็นไรหรอก ให้มันสมกับที่เป็นลูกพระเจ้าก็แล้วกัน จะเอาครบถ้วนบริบูรณ์ จนกระทั่งสุดท้ายบนโลกใบนี้ มันเป็นไม่ได้หรอก แต่วิญญาณมันสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องห่วง ลูกเอ๋ย เอเมน ตัดสินใจจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นกบฏต่อพระเจ้า  ไม่เชื่อฟังพระเจ้า มาเป็นลูกของพระเจ้า ที่เชื่อฟังพระเจ้า 100% เลย เข้ากันได้ดี เรียบร้อยเลย เพราะวิญญาณเข้ากันได้เรียบร้อยแล้ว พระเจ้าใช่ๆ แต่เนื้อหนังร่างกายข้างนอก ก็ว่ากันไปตามความเคยชิน ตามระบบที่ต้องอยู่บนโลกใบนี้  ระบบที่มันเสียหาย ไปบนโลกใบนี้ มันทำให้เกิดอะไรวิปริตวิปราตเยอะแยะไปหมด ไม่เป็นไรลูกเอ๋ย เดี๋ยวเรานำไปเอง เอเมน เขาถึงเรียกว่าพระคุณไง จากความทุกข์นิรันดร์ พระเยซูนำพาเรา เปลี่ยนแปลงวิญญาณเราเข้ามาสู่ความสุข ที่เป็นนิรันดร์ ซึ่งแปลว่าตลอดไป ตลอดกาล

1 โครินธ์ 15:22 “เพราะในเมื่อความตาย สืบเนื่องมาจากมนุษย์คนเดียว การเป็นขึ้นจากตาย ก็สืบเนื่องมาจากมนุษย์คนเดียวเช่นกัน เพราะว่าในอาดัม คนทั้งปวงตายฉันใด ในพระคริสต์ คนทั้งปวงจะได้รับชีวิต ฉันนั้น”

 

มนุษย์ทั้งหมด  เป็นวิญญาณ และทั้งหมดอยู่ในความตาย อยู่ในความมืด มนุษย์ทุกคนเริ่มต้นจากอาดัมนั่นเอง ในอาดัมคนทั้งปวงตาย นี่พูดถึงปฐมกาล และก็ตายมาตลอด เพราะมีแต่ลูกหลานอาดัมทั้งนั้น และลูกหลานเหล่านั้นก็ติดเชื้อมาตลอด วิญญาณก็ตายมาตลอด จนกระทั่ง เมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นหัวหน้าของมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องได้รับการช่วยเหลือจากมนุษย์เท่านั้น มนุษย์จะได้รับการช่วยเหลือมาจากวิญญาณไม่ได้ วิญญาณหมายถึงวิญญาณเปล่าๆ จากทูตสวรรค์ก็ไม่ได้ จากพระเจ้าเองก็ไม่ได้ จากพระเยซูก็ไม่ได้ ถ้าเผื่อพระเยซูไม่มาเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ก็เป็นวิญญาณ ก็มาทำอะไรบนโลกใบนี้ไม่ได้ โลกใบนี้เป็นของมนุษย์ เพราะฉะนั้น ใครจะมาทำอะไรบนโลกใบนี้ ต้องเป็นมนุษย์ พระเยซูจึงต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะได้มีสิทธิ จะทำอะไรก็ได้  เป็นหนึ่งคนของมนุษย์ เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่มาจากพระเจ้า  และเป็นมนุษย์ 100% ก็คือเป็นบุคคลเดียวในโลกใบนี้ ที่พิเศษกว่าชาวบ้านเขา สมัยนั้น  เรียกว่าเป็นทั้งพระเจ้าและเป็นทั้งมนุษย์ในคนเดียวกัน จึงจำเป็นต้องมาเกิดในหญิงพรหมจารีย์ แมรี่ เพื่อเป็นมนุษย์ แต่วิญญาณมาจากพระเจ้า เพื่อมาเป็นตัวแทนของมนุษย์ รับโทษ การกระทำของมนุษย์ทั้งปวง รับเอาความบาปทั้งปวงไว้ที่ตัวพระองค์เอง เพื่อจะไถ่มนุษย์ให้พ้นจากความผิดบาป ที่ต้องรับโทษ แล้วพระองค์ก็เป็นต้นพันธุ์ของมนุษย์พันธุ์ใหม่ ตระกูลใหม่ ต่อจากอาดัม ก็คือเป็นต้นตระกูลของพระคริสต์

เพราะฉะนั้น บนโลกใบนี้ ทุกวันนี้ในโลกวิญญาณ มนุษย์มีอยู่แค่ 2 ตระกูลเท่านั้น ตระกูลหนึ่ง คือตระกูลเก่า มีชื่อว่า “ในอาดัม” ตระกูลใหม่ เชื่อวางใจในพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแน่นอน มาเริ่มต้นพันธุ์ใหม่แน่นอน มาพาฉันกลับบ้านไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถาน และเชื่อตามนี้  เขาก็จะได้ไปอยู่ในตระกูลใหม่ ตระกูลที่มีชัยชนะ เรียกว่า “ในพระคริสต์” ท่านอยากจะเลือกอย่างไหน? แน่นอน ถ้าเรารู้ความจริงเหล่านี้ ไม่มีใครเลือกอาดัม เลือกในพระคริสต์ วิธีเลือกทำอย่างไร?  เชื่อแค่นั้นเอง เชื่อว่าพระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์มากระทำสิ่งนี้ เพื่อปวงมนุษยชาติทั้งหลายจะได้รับความรอด จากบาป รอดจากนรก เพื่อมาตั้งต้นพันธุ์ใหม่ของมนุษย์ เรียกว่าพันธุ์แห่งชัยชนะ เพื่อให้มนุษย์ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เพราะเป็นวิญญาณบาปนั้น ได้มีโอกาสย้ายตัวเองแค่นั่นเอง ไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะทำไม่ไหวอยู่แล้ว  เพราะวิญญาณเราบาปอยู่ มาพึ่งในบุคคลที่สามารถทำได้ พี่ชายหรือบรรพบุรุษเราคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่าเยซู และเขาบอกว่าเขามาจากพระเจ้า แค่นั้นเอง ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ใช้สิทธิ์

เพราะตอนที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป ตอนสมัยอาดัม มนุษย์ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะอาดัมทำ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย ฉันยังเป็นบาปไปด้วยเลย ฉันยังถูกสาปแช่งไปด้วยเลย แล้วพระเยซูมา เพื่อช่วยฉันหลุดพ้นจากคำสาปแช่ง ฉันก็ไม่ต้องทำอะไรด้วย ตอนก่อนหน้าพระเยซูจะมา ฉันเชื่อว่าฉันอยู่ในอาดัม มนุษย์มีเวรมีกรรมต้องชดใช้ ทำไมฉันเชื่อได้ ฉันไปทำเวรกรรมอะไรมาจากที่ไหน? เกิดมาก็ต้องชดใช้เวรกรรม เวรกรรมปางก่อนปางไหนก็ไม่รู้ ฉันก็ยอมรับได้ แต่พอมาบอกว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่ต้องชดใช้บาปแหละ มันจริงเหรอ มันเป็นไปได้เหรอ ทีอย่างนี้ทำไมไม่เชื่อ มันก็เหมือนกันแหละ มันไม่ต่างอะไรกันเลย คนหนึ่งพาเราไปลงเหว อีกคนหนึ่งพาเราขึ้นจากเหว เราไม่ได้ทำอะไรทั้งสองข้างเลย  ตอนบาป เราก็ไม่ได้ทำ ตอนเป็นขึ้นมาใหม่ เราก็ไม่ต้องทำเช่นเดียวกัน เพราะว่าความตายทั้งหมดที่เข้ามาในโลก เกิดจากมนุษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น ฉันใดก็ฉันนั้น มนุษย์เพียงคนเดียว ก็ทำให้เป็นขึ้นจากความตายได้เหมือนกัน และเพราะว่าในอาดัมทำให้มนุษย์ทุกคนตาย ตัดขาดจากพระเจ้า และต้องอยู่ในนรกตลอดไป ฉันใดก็ฉันนั้น ในพระเยซูคริสต์ ในการกระทำของพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้มนุษย์ทุกคน เป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นขึ้นมาใหม่ เกิดใหม่ เข้ามาสู่ชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้าได้เช่นเดียวกัน (เยาะเย้ยมารแบบว่า “นะโว๊ย มารแพ้แล้ว”) ผมไม่ได้พูดเล่นนะ ในพระคัมภีร์เขียนคำนี้เลย เยาะเย้ยเลย เปาโล เขียนบอก …

“ความตายเจ้าอยู่ไหน? เหล็กในเจ้าอยู่ไหน?”

นี่มันก็เคือเยาะเย้ยนะ  ในพระเยซูคริสต์ เราได้รับชัยชนะเหนือความตายเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว นี่คือข่าวดีมันง่ายๆ มันไม่มีอะไรเลย  ถ้าเราไม่ไปผสมปนเปกับปรัชญา หรือสติปัญญาแบบมนุษย์ พระเยซูถึงบอกสำเร็จแล้วๆ ข่าวประเสริฐของพระเจ้า คือสำเร็จแล้ว

โอเค มาถึงเวลาให้เราฝึกฝนในการใคร่ครวญถ้อยคำพระเจ้าในวันนี้ … หลับตาลง … แล้วก็พูดกับตัวเอง …

“จงมองให้เห็นเถิด จงมองเข้าไปในวิญญาณ (พูดกับตัวเองนะ) จงมองเข้าไปในโลกวิญญาณและมองให้เห็นเถิด  (สบายๆ หายใจลึกๆ ให้พระวิญญาณนำเราไป) ฉันเป็นวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ มีจิตใจใหม่ ที่พระเจ้าประทานให้ เป็นวิญญาณและมีจิตใจที่เหมือนกับพระเยซู สะอาด บริสุทธิ์ ไร้ที่ตำหนิใดๆ ในสายพระเนตรของพระเจ้า  เป็นผู้ชอบธรรม เป็นความสว่างเหมือนพระเจ้า เป็นความรักเหมือนพระเยซู วิญญาณของฉันนี้ และใจนี้ อาศัยในร่างกายเก่านี้ เพียงชั่วคราว วันหนึ่ง เมื่อร่างกายนี้ กลับสู่ดินไป วิญญาณและจิตใจใหม่ ที่เป็นตัวตนจริงๆ ของฉัน จะไปรอสวมร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ จะเป็นร่างกายที่สง่างาม เต็มด้วยรัศมี ราศีพระสิริของพระเจ้า  ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความโศกเศร้า ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป ตลอดชั่วนิรันดร์ และฉันจะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าอย่างนี้ตลอดไป เป็นลูกของพระเจ้าที่ได้ครอบครองทุกสิ่ง ร่วมกับพระเยซูตลอดไป ขอบคุณพระเจ้า”

แล้วก็ให้อธิษฐาน … “พระบิดาขอช่วยลูกให้เห็นภาพเหล่านี้ ที่จะเป็นจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ ให้ชัดเจน เพื่อลูกจะได้มีกำลัง มีความหวังในการดำเนินชีวิตอยู่ เพื่อประกาศข่าวดีของพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน และลูกอธิษฐานขอพระองค์ทรงช่วยลูก ที่จะนำเอาแสงสว่างความจริงของพระองค์นี้ ไปยังบรรดาผู้คนบนโลกใบนี้ ทุกๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ยังไม่รู้ความจริง ยังไม่ได้ยอมรับความจริงเหล่านี้ ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ขอทรงช่วยผู้คนเหล่านั้นด้วยเถิด จะผ่านทางชีวิตของลูกหรือผ่านทางอะไรก็ตาม ลูกอธิษฐานวิงวอนให้กับผู้คนเหล่านั้น พี่น้องร่วมโลกเดียวกัน ที่เขายังไม่ได้เห็นความเป็นจริงนี้ ขอเปิดตาฝ่ายวิญญาณให้กับเขาด้วยเถิด ลูกสรรเสริญ และขอบคุณพระองค์ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน”

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

 

**************************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2019 เรื่อง “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท” ตอน 3 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  15  ธันวาคม  2019

 เรื่อง “ความเชื่อเก่าแก่ VSความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท” ตอน 3

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สัปดาห์ที่แล้ว เราเริ่มกันที่เรื่องแรกของซีรี่ย์ที่ใช้ชื่อว่า “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท” เราเริ่มกันที่เรื่องแรก คือความเชื่อในการทำตามพิธีที่ในปัจจุบันยังมีคริสเตียนหลายคน โดยเฉพาะคริสเตียนเก่าแก่ ที่ยังคงยึดติดกับธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ที่ได้รับการสอนต่อๆ กันมา ที่เปาโลจะใช้คำนี้ ในเรื่องนี้ เพื่อเตือนสติให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย ตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว เปาโลใช้คำว่าเป็นปรัชญาอันไร้แก่นสาร ฟังดูดี ฟังดูเป็นปรัชญา แต่มันไร้แก่นสาร ซึ่งบันทึกไว้ในโคโลสี 2:8

โคโลสี 2:8 “จงระวังให้ดี อย่าให้ใครมาจับท่านเป็นทาส ด้วยปรัชญาอันไร้แก่นสารและหลอกลวง ซึ่งอาศัยธรรมเนียมปฏิบัติที่มนุษย์ถ่ายทอดกันมา และหลักการพื้นฐานต่างๆ ของโลกนี้ แทนที่จะอาศัยพระคริสต์”

 

จับเป็นทาส ก็แสดงว่าเราเป็นไท ถูกไหม?  อย่าให้ใครมาจับเราไปเป็นทาส เพราะเราเป็นไทแล้ว นี่พูดกับใคร? พูดกับผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียนแล้ว ก็สรุปได้ว่าการกระทำตามประเพณีเก่าแก่ ตั้งแต่โบร่ำโบราณไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักความจริงในพระคัมภีร์ทุกอย่างเสมอไป ดังนั้น เราต้องยึดมั่นในความจริงของข่าวดี เรื่องของการไถ่บาปของพระเยซู ในพระคัมภีร์เป็นหลักอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ปรัชญา ไม่ใช่สติปัญญาของมนุษย์ ไม่ใช่ตามตำนานเล่าขาน ที่สืบเนื่องมาจากบรรพบุรุษ ผู้อาวุโส หรือผู้ที่น่าเชื่อถือ ตามสายตา ตามสติปัญญาของมนุษย์ อันนี้ชัดๆ ไม่ว่าตามสายตาของเรา หรือมนุษย์ทั้งหลายจะยกย่อง และน่าเชื่อถือแต่ถ้ามันไม่ตรงกับข่าวดีข่าวประเสริฐที่บันทึกไว้ มันไร้แก่นสาร มันไม่มีประโยชน์ ทำลายข่าวประเสริฐด้วยซ้ำไป พระเยซูตรัสว่าความจริงในข่าวประเสริฐจะทำให้เราเป็นไท

คำว่า “ต้อง” แปลว่ากฎ ต้องคือต้องทำ ถ้าไม่ทำ ก็โดน พระเยซูมาปลดปล่อยเราเป็นอิสระจากกฎ ก็คือมาปลดปล่อยเราจากการต้องทำอันโน้น ต้องทำอันนี้ ต้องไม่ทำอันโน้น ต้องไม่ทำอันนี้ ต้องอย่าทำอย่างนั้น ต้องอย่าทำอย่างนี้ “ต้อง” ก็คือการเป็นทาสนั่นเอง

ในหนังสือ 1 โครินธ์เปาโลก็บอกไว้แล้วว่ากฎ ระเบียบ มีอยู่ต้องเดียว ก็คือข้อบังคับของพระเจ้า  สำหรับผู้ที่เชื่อในการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน ผู้เชื่อแล้ว คือต้องทำทุกอย่าง ด้วยความเชื่อในการกระทำของพระเยซูคริสต์ ในการไถ่บาป เพื่อมนุษย์ทั้งปวง

ในหนังสือโรม บันทึกไว้อย่างนี้ เปาโลบอก มันเหลือต้องเดียว  และการกระทำใดๆ ซึ่งไม่ได้มาจากความเชื่อ (ในพระเยซูคริสต์ ในการไถ่บาปของพระองค์) ก็เป็นบาปทั้งสิ้น กฎทุกอย่างล้มเลิกหมด ถ้าไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้ช่วยให้รอดจากบาป ทำอะไรก็บาป เพราะยังไม่ได้เกิดใหม่ ชีวิตจริงๆ คือวิญญาณข้างใน ยังเป็นบาปอยู่ จะทำอะไรก็มาจากภายในวิญญาณของเรา ที่เป็นบาป มันก็บาปทั้งนั้น เหมือนที่พระเยซูเปรียบพวกฟาริสีที่มีความภาคภูมิใจในการกระทำของตัวเอง ในความชอบธรรมที่ตัวเองสร้างขึ้นว่าอย่างนี้ดี ทำตามกฎระเบียบ ที่พระเจ้าวางไว้ทั้งหมด แล้วบอกว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม เราได้ทำแล้วดี พระเยซูเปรียบฟาริสีนี้เหมือนหลุมศพ ฉาบปูนขาว หลุมศพ คือข้างใน มันตาย ข้างในมันเป็นบาป ข้างนอกฉาบปูนขาว ทำอย่างดี มันไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้ามกับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่พึ่งการกระทำของตัวเอง ไม่พึ่งความชอบธรรมของตนเอง แต่พึ่งความชอบธรรมที่มาจากผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซู เขาคนนั้น ก็ได้รับการบังเกิดใหม่ ในวิญญาณ แก่นชีวิตของเขา ข้างในวิญญาณของเขาจริงๆ มันได้เกิดใหม่ เป็นวิญญาณใหม่ แล้วยังแถมมีจิตใจใหม่ ที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งสะอาด บริสุทธิ์ชอบธรรม ในพระคัมภีร์บอกเท่าๆ กันกับเปาโล ถูกไหม? ในวิญญาณเขาจะสะอาดหมดจด ปราศจากที่ตำหนิใดๆ เป็นผู้ชอบธรรมบริสุทธิ์ เท่าๆ กับพระเยซู

ตอนนี้ใครที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซู ใครที่เป็นคริสเตียนจริงๆ ท่านเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์สะอาด เท่ากับพระเยซูเลย เราแน่ใจ เพราะได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์อย่างนั้น เอเมน

“ชอบธรรมเท่ากับพระเยซูเลยเหรอ เมื่อเช้าขับรถมา ยังด่าเขาอยู่เลย”

“ไม่รู้ ในพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนั้น ฉันก็เชื่ออย่างนั้น”

มันตรงกันข้ามกันกับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นผู้ช่วยให้รอด เขาไม่ได้พึ่งการกระทำของตนเอง แต่เขาพึ่งในพระผู้ช่วยให้รอดที่พระเจ้าทรงประทานให้ เพียงผู้เดียว คือพระเยซู มีทางเดียวเท่านั้น คือพระเยซู สะอาดหมดจดเท่ากับพระเยซู ภายนอกเราอาจจะทำอะไรก็ตาม แต่วิญญาณของเราจริงๆ เป็นผู้ชอบธรรม โดยธรรมชาติ ลักษณะชีวิตเรา ตัวตนจริงๆ เรา เป็นผู้ชอบธรรมเหมือนพระเยซู แต่นิสัย ความประพฤติของเรา มันไม่เหมือนพระเยซู มันแยกกัน พอเข้าใจไหม? ความเป็นตัวตนกับนิสัยมันไม่เหมือนกัน ผมพยายามที่จะหาทางอธิบายตรงนี้ให้ท่านเข้าใจ

การกระทำที่เป็นนิสัย ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ แท้ๆ ของเรา ยกตัวอย่าง อันนี้ท่านจะเห็นได้ชัดเลย ตัวตนแท้ๆ จริงๆ ของเรา ใครเป็นผู้หญิงยกมือขึ้น? บางครั้งผู้หญิงก็แต่งตัวให้เหมือนผู้ชาย ทำท่าทางทะมัดทะแมง เล่นกล้าม กล้ามใหญ่มากเลย มีในยูทูปเยอะแยะ ถามว่าจะเล่นให้ตายอย่างไร ล่ำกว่านักเพาะกายผู้ชายเยอะขนาดไหน? เขาก็บอกว่าเขาเป็นผู้ชายนะๆ เขาก็เป็นเป็นผู้หญิงอยู่ดี เพราะว่าธรรมชาติการเกิดของเขาเป็นผู้หญิง ใครจะเป็นอะไร? มันเป็นอยู่จากการเกิดมาเป็น ถูกไหม? ถ้าเป็นผู้ชาย ก็เป็นผู้ชายตั้งแต่เกิด  ไม่สามารถเกิดเป็นผู้หญิง แล้วมาทีหลัง ทำนิสัยให้เป็นผู้ชาย ไม่มีทาง อันเดียวกันกับตะกี้นี้ ถ้าเกิดใหม่ในพระเยซู เป็นคริสเตียนแล้ว มันสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ พระเยซูชำระเรียบร้อยแล้ว แต่ภายนอกอาจจะทำอะไรบางอย่างที่มันสกปรกอยู่ ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเรา เอเมน มีความหวังแล้ว ยิ้มหลายคนเลยนะ เปาโลจึงบอกไว้อย่างนี้ว่านี่คืออิสรภาพ ในการเชื่อในพระเยซู นี่คือข่าวดีของพระเยซู ข่าวดีที่เปาโลปกป้องไว้ ห้ามไม่ให้ใครมาลบล้าง หรือทำลาย หรือทำให้มันด้อยลง ใน 1 โครินธ์ 10:23 บอกไว้อย่างนี้ชัดเจน

1 โครินธ์ 10:23 “เราได้รับอนุญาต (มีอิสระเสรีภาพ ) ให้ทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่ง จะเป็นประโยชน์ เราได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่ง จะเป็นการเสริมสร้างขึ้น”

 

“เราได้รับอนุญาต” ก็แปลว่าเรามีอิสระเสรีภาพในพระเยซูคริสต์ ที่จะทำอะไรทุกสิ่งได้ ไม่บาปอีกต่อไป เพราะว่าวิญญาณข้างในมันสะอาดหมดจด เปาโลก็บอกไง ไปคิดไตร่ตรองเองแล้วกันว่าสิ่งที่เราทำ มีประโยชน์ไหม? สร้างสรรค์ไหม?  มันมีโทษ ไม่สร้างสรรค์ ไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ไม่สมกับที่เป็นลูกของพระเจ้า  เราเป็นลูกของพระเจ้าที่มีวิญญาณ และมีจิตใจที่เหมือนพระเยซูแล้ว เราทำอะไรไป มันสมไหม? เราเป็นสุภาพสตรี ควรรจะเป็นกุลสตรีไหม? กุลสตรีไทย ควรจะอ่อนช้อย เรียบร้อย สมกับเป็นกุลสตรีหน่อย ทำอะไรแข็งกระด้าง ไม่สมกับเป็นกุลสตรีเลย  เคยได้ยินใช่ไหม? โบราณ คนไทยชอบว่าลูกสาว ทำอะไรอย่ากระโดกกระเดก เหมือนผู้ชาย เป็นผู้หญิง ทำอะไรให้มันนุ่มนวล พูดจาให้มันอ่อนหวานหน่อย

ในทำนองเดียวกัน เราเป็นลูกพระเจ้า เกิดใหม่ รู้จักทำอะไรให้มันดีๆ หน่อย ทำอะไรให้มันสมกับเป็นลูกพระเจ้าหน่อย ถวายเกียรติแด่พ่อเราหน่อย ไม่ใช่ทำอะไรอย่างนี้ แต่การกระทำนั้น ไม่สามารถทำให้เรากลายเป็นลูกมารได้ เราเป็นลูกพระเจ้า ก็เป็นลูกพระเจ้า เอเมน นี่ชัดเจน  เรามีอิสรภาพในการทำ แต่มาคิดดูว่ามันสร้างสรรค์ มีประโยชน์ไหม? ให้เกียรติต่อพ่อของเราหรือเปล่า? แล้วก็พยายามที่จะทำสิ่งที่สร้างสรรค์เกิดประโยชน์ ให้โทษน้อยที่สุดกับตัวเอง และผู้คนรอบข้าง แค่นี้เอง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความรอด ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวตนจริงๆ ที่เรา เป็นลูกของพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้เราจะเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์แล้ว ก็ตาม ก็ทำอะไรให้มันมีประโยชน์ ให้มันเป็นที่ถวายเกียรติ และการมีประโยชน์นั้น มันทำให้ชีวิตเราบนโลกใบนี้ มีความสุขมากขึ้น ลำบากน้อยลงนั่นเอง หลายสิ่งหลายอย่าง พระเจ้าก็สอนในพระคัมภีร์ แนะนำเราว่าเมื่อเรามาเชื่อแล้ว เราควรทำอย่างไร? เพื่อจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีความสุข แต่มิได้หมายถึงว่ามาสั่งเราว่าต้องทำอันนั้น ต้องทำอันนี้ เรามีอิสรภาพแล้ว เพียงแต่มาแนะนำแนวทางว่า …

“ลูกทำอย่างนั้น ลูกทำอย่างนี้ แล้วจะมีความสุข ยังไงลูกก็เป็นลูกของพ่ออยู่แล้ว”

พระเจ้าแนะนำอะไร? ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น จงให้เกียรติบิดามารดา จงมีความกตัญญูต่อพ่อแม่  เจ้าจะได้ไปดีมาดีบนโลกใบนี้ เจ้าจะได้พระพร เจ้าจะได้ดี แล้วถ้าเราไม่ให้เกียรติบิดามารดา เราตกนรกเหรอ? ไม่ใช่ แต่เราจะเหมือนตกนรก อยู่บนโลกใบนี้ มันไม่ได้พระพร

หรือพระเจ้าบอกว่าถ้าเราโกรธใคร? มีความขุ่นเคืองใคร? ทะเลาะกัน ไม่ว่าใครถูกใครผิดก็ตาม ก่อนตะวันตกดิน ให้เราเคลียร์ซะ คืนดีกันซะ คำว่า “คืนดี” ไม่ต้องวิ่งไปหาเขา ไม่ต้องโทรศัพท์ไปหาเขา ให้เราเคลียร์ออกจากสมองซะ ก่อนตะวันตกดิน ปัจจุบันเขาก็รู้ ก็บอกแล้ว ก่อนจะนอนให้มันเคลียร์ ไม่ใช่นอนไป โกรธไป มันหลับไม่สนิท ฝันร้ายอีกต่างหาก สุขภาพเสื่อมโทรม มันไม่ได้เกี่ยวกับการตกนรกหรือไม่? ไม่ได้เกี่ยวกับวิญญาณเราเลย แต่มันเกี่ยวกับความสุข ชีวิตของเราบนโลกใบนี้ต่างหาก หรือสอนเราว่า …

“ลูกเอ่ย อย่ารักเงินทอง”

“อย่าโลภนะ”

ถ้าเราโลภ เราจะหลุดจากการเป็นลูกพระเจ้าไหม? ไม่เป็น แล้วเราโลภ เราจะตกนรกไหม?  ไม่เป็น แต่เราเหมือนตกนรกเลย เพราะเราจะเป็นหนี้เป็นสินเขา ก็เพราะความโลภของเราทั้งนั้นแหละ เราจะอยู่ห่างจากพระเจ้ามาก เพราะเรารักเงินเยอะ อะไรอย่างนี้ ยกตัวอย่างให้ฟัง เราจะได้เห็นชัดเจนว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าสอนเรา เพื่อให้มันเกิดผลดี ไม่ใช่สั่งเราต้องทำอันนั้น ต้องทำอันนี้ เพราะข่าวดีของพระเจ้า คือพระองค์ทรงปลดปล่อยเราเป็นอิสรภาพแล้ว เราไม่ได้เป็นทาสอะไรอีกต่อไป กฎต่างๆ เหล่านี้ จะต้องทำอันนั้น จะต้องทำอันนี้ สิ่งเหล่านี้ มันควรจะรักษาไว้ เพื่อรักษาข่าวดีของพระเจ้า  ไม่อย่างนั้น ข่าวดีมันจะถูกบิดเบือนไปเรื่อยๆ จนในที่สุด พระเยซูทำหรือไม่ทำ มีค่าเท่ากัน เรายังต้องมาทำอยู่ ทำความชอบธรรมให้ตนเอง อย่างนี้เป็นต้น

หรือยกตัวอย่างอันหนึ่ง ง่ายๆ พระเยซูบอกว่าการทำมหาสนิท กินขนมปังและดื่มน้ำองุ่น พระเยซูบอกว่าจงกระทำเช่นนี้ เพื่อระลึกถึงเรา ถ้าเราไม่กระทำ เราหลุดจากการเป็นลูกพระเจ้าไหม? เราเป็นคริสเตียนแล้ว ไม่หลุด เป็นลูกพระเจ้า ก็เป็นลูกแล้ว แต่พระเยซูกำลังสอนเราว่าถ้าทำตรงนี้ มันเป็นประโยชน์ต่อเจ้าว่าจงระลึกถึงสิ่งที่เราได้กระทำให้กับเจ้า ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวเจ้าลืม ก็คือเราได้ตาย ขนมปัง คือร่างกายที่แตกหัก เราได้ถูกตรึงที่ไม้กางเขน หลั่งโลหิต เพื่อชำระบาปให้กับเจ้า เจ้าไม่มีบาป เจ้าเป็นผู้ชอบธรรมเรียบร้อยแล้ว โดยการกระทำของเรา ไม่ใช่การกระทำของเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อเจ้าจะพลาดไปทำอะไรก็ตาม แต่เจ้าเชื่อในเรา เจ้าก็เป็นผู้ชอบธรรมอยู่ดี ไม่มีบาปอยู่ดี เอเมน ไม่อย่างนั้น พอเราเดินไป เราไม่ทำการระลึกถึงอย่างนี้บ่อยๆ เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถูกหลอก ก็เห็นอยู่กับตาว่าทำบาป แล้วยังจะบอกว่าเป็นผู้ชอบธรรมอีก อย่างนี้ก็ดีสิ เป็นคริสเตียนก็ดี ทำชั่วอะไรก็ได้ แล้วบอกว่าพระเจ้าไถ่บาปให้ เราก็จะถูกโลกนี้ ปัญญาอะไรต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ หลอกลวงเรา ทำให้เราไขว้เขว งง เราก็จะมีชีวิตอยู่ ที่มีความทุกข์ แม้ว่าเป็นลูกพระเจ้าที่รอดแล้วก็จริง แต่เราจะมีความทุกข์ ฟ้องผิด และเราจะเป็นคนทำลายข่าวประเสริฐด้วยชีวิตของเรา เพราะเราทำให้ข่าวประเสริฐด้อยลง

หรือแม้แต่ถวายสิบลดอย่างนี้  จำเป็นต้องถวายไหม? ไม่ต้อง แต่มันมีประโยชน์นะ มันสร้างสรรค์ไหม? ถวายสิบลด ก็คือตรงกันข้ามกับโลภ รักเงินและทอง ยิ่งทำตามพระเยซู มากขึ้นเท่าไร? ก็ยิ่งจะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ทำตามน้อย ก็มีความสุขน้อย แค่ไม่รักเงินทองเฉยๆ มันก็เริ่มให้ ยิ่งไม่รักเงินทองมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระเยซูกำลังจะบอกเราทางอ้อมทางตรง ทุกอย่างว่ามันมีความสุขมากนะ ก่อนพระเยซูมาอยู่ในกฎ ถูกบังคับว่าจงถวายสิบลด 10% เท่านั้นเอง แต่พอมาอยู่ในพระเจ้า พระเยซูคริสต์บังเกิดใหม่แล้ว ไม่ได้อยู่ในกฎนี้อีกต่อไป ใน 2 โครินธ์บอกไว้ว่าจงให้ด้วยใจยินดี และคิดหมายไว้อยู่ในใจ แล้วพระเจ้าจะจัดเตรียมทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นพระพรนานานับประการ ทุกด้านของชีวิต ให้กับท่าน มากกว่าอีก เห็นไหม? ไม่ได้ใส่ 10% แล้วนะ อาจจะ 50% อาจจะเป็น 100% ขึ้นอยู่กับพระวิญญาณบริสุทธิ์นำพาท่านในวิญญาณของท่านนั่นแหละ ที่เกิดใหม่นั้น เห็นหรือยัง? อะไรมีความสุขกว่า

สิ่งเหล่านี้ควรจะมานั่งคิดดีๆ หรือแม้กระทั่งมาโบสถ์วันอาทิตย์ เขาเรียกวันสะบาโต ไม่ต้องไปบังคับว่าต้องมาโบสถ์ ไม่ต้องแล้ว แต่ถามว่ามันเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ มันสร้างสรรค์หรือไม่สร้างสรรค์ การมารวมกันอยู่ ในสถานที่ชุมนุมของผู้เชื่อ ในทุกอาทิตย์ มันมีประโยชน์ต่อชีวิตเราบนโลกใบนี้ หรือมีโทษ  ท่านไปคิดดู มันมีประโยชน์มากมายมหาศาลเลย ได้ฟังถ้อยคำพระเจ้า ได้ยินเสียงเพลงเกี่ยวกับพระเจ้า ได้ร่วมร้องเพลงกับเขา เขาเล่นดนตรี เราอยู่บ้าน เราก็เล่นดนตรีไม่ได้ ร้องเพี้ยนไปเพี้ยนมา ไม่ค่อยมัน แต่ก็ยังดี มาที่นี่ได้รับเพลงใหม่ ไปหัดร้องต่อที่บ้าน ไม่อย่างนั้น มันเบื่อแหละ อะไรอย่างนี้ และแถมได้ฟังคำหนุนใจ ออกไปได้เจอพี่น้องทักทายกัน อยู่ในโลกของความเชื่อ เสริมสร้างความเชื่อซึ่งกันและกัน ถามว่ามันสร้างสรรค์ไหม? สร้างสรรค์ ควรทำไหม?  ควรทำ แล้วถ้าไม่ทำล่ะ ท่านก็ไม่ได้พระพรตรงนี้ นึกออกไหมว่าไม่มีการบังคับแล้ว เพียงแต่แนะแนว แนะนำให้ พระเจ้าเป็นพ่อเรา แนะนำดีกว่า หรือแม้แต่การเฝ้าเดี่ยว ในแต่ละวัน อธิษฐานในแต่ละวัน ในพระคัมภีร์พูดเสมอว่าจงอธิษฐาน  เขาบอกกันว่าถ้าเป็นผู้เชื่อแล้ว อย่างน้อย แต่ละวัน ควรจะมีเวลาเฝ้าเดี่ยว

เฝ้าเดี่ยว แปลว่าอยู่คนเดียวกับพระเจ้า อธิษฐานกับพระเจ้า  ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม อย่างน้อยวันละสัก 15 นาที

“15 นาทีเยอะ งานฉันยุ่งมากๆ เลย”

เขาก็เลยบอกว่าปกติคนเรา ควรจะมีเวลาสัก 15 นาที ในการเฝ้าเดี่ยว ในการคุยกับพระเจ้า ในการอธิษฐานกับพระเจ้า ในเรื่องอะไรต่างๆ แล้วชีวิตจะมีความสุข ความสุขนะ ไม่ใช่สันติสุข เผชิญกับโลกใบนี้ได้ ซึ่งมันวิปริต มันเสียหายจากการกระทำของมาร ยุ่งวุ่นวายไปหมดแล้ว เอาอะไรแน่กับโลกใบนี้ไม่ได้เลย สักอย่างหนึ่ง แต่ท่านเข้าไปหลบ ลี้ภัยอยู่ในพระเจ้า โดยการอธิษฐานได้ อย่างน้อยวันละ 15 นาที คิดว่าดีที่สุดแล้ว ท่านบอกว่ายุ่งมาก งานเยอะมาก อันนั้นก็ต้องทำ อันนี้ก็เป็นภาระ ผู้เชี่ยวชาญเลยบอกว่า …

“ถ้าคุณคิดว่าคุณมีภาระยุ่งวุ่นวายมาก คุณควรจะมีการอธิษฐานเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้าอย่างน้อย แทนที่จะ 15 นาที ก็เป็นครึ่งชั่วโมง”

แล้วถ้าคุณบอกไม่มีเวลาเลย  ถ้าไม่มีเวลาเลย คุณควรจะ ต้องอธิษฐานกับพระเจ้าวันละ 1 ชั่วโมง คือมันจำเป็น  แล้วถ้าคุณไม่ทำตาม คุณตกนรกไหม? ไม่ตก ถ้าคุณไม่ทำตาม คุณก็ยังเป็นลูกของพระเจ้าอยู่ แต่เป็นลูกของพระเจ้าที่ขึ้นสวรรค์ แบบเหมือนรอดด้วยไฟ ไม่มีความสงบ ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง พระเจ้าเป็นที่ยึดมั่น เป็นป้อมปราการ เป็นที่พักพิง พึ่งพิงแห่งเดียวของเรา

สรุปแล้ว ควรอธิษฐานไหม?  แล้วในนี้มีกี่คนที่อธิษฐาน? เราเป็นอิสระแล้วก็จริง แต่มันมีสติปัญญา ที่พระเจ้าบอกเราว่าไม่ต้องแล้ว แต่ …

“ลูกเอ่ย ทำอย่างนี้มันดีสำหรับเจ้า เจ้ารอดแล้วล่ะ เจ้าอยู่ในมือเราแล้ว อยู่ในคอกของเรา ไม่มีใครเอาเจ้าออกไปจากความรอดนี้ได้แล้ว เจ้าเป็นลูกของเราแล้ว แต่สมกับเป็นลูกของเราหน่อย ให้มีสันติสุข ให้มีความสุข ชนะทุกอย่างบนโลกนี้ ด้วยวิธีการนี่แหละ ไม่ใช่ด้วยตามใจเจ้า เพราะตามใจเจ้า ไม่ได้หรอก เพราะโลกนี้มันวิปริต มันผิดไปแล้ว กิเลสตัณหาของเจ้ามันคอยฟังระบบของโลกนี้ตลอด พระเจ้าที่อยู่ข้างในเจ้า จะเป็นคนทำ เจ้าจะได้ยินได้อย่างไร ถ้าเจ้าไม่ใช้เวลาในการอธิษฐาน ในการเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า”

นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เริ่มต้นทำกันเยอะขึ้น แน่นอน เหมือนถูกโวยวาย พระเจ้าไม่ว่า พระเจ้ารักเรานะ ถึงมาเตือนเราอะไรต่างๆ เหล่านี้  พูดออกนอกเรื่องไปนิดหนึ่ง

กลับมาเรื่องนี้ มาดูกันต่อกับเรื่องความเชื่อเก่าแก่ ที่ไม่ตรงกับข่าวดีของพระเยซู ตามที่มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ วันนี้ก็เป็นตอนที่ 3 เป็นเรื่องของความเชื่อที่สอนกันมานานมากแล้ว ที่บอกว่าเมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ต้องหมั่นฝึกฝนให้ความเชื่อเพิ่มพูนขึ้น

เคยได้ยินไหมครับคำสอนจากคริสเตียนอาวุโสกว่าเราบอกว่า … ต้อนรับพระเยซูแล้ว ต้องหมั่นฝึกฝนตัวเอง พยายามกระทำให้มีความเชื่อเพิ่มพูนขึ้นทุกวันนะ เคยได้ยินใช่ไหม?  ต้องพยายามทำตัวให้เป็นคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบ ต้องพยายามทำอุปนิสัยตัวเองทุกอย่างให้เป็นผู้ชอบธรรมที่สมบูรณ์แบบในสายพระเนตรของพระเจ้า ย้ำอีกที “สมบูรณ์แบบในสายพระเนตรของพระเจ้า” ต้องพยายามให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เพิ่มเติมในชีวิตของท่าน ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานเต็มที่ ในวิญญาณของท่าน เคยได้ยินใช่ไหม? พอเราไม่ได้อะไรสักอย่าง เขาก็บอกว่า ….

“ความเชื่อไม่พอ ต้องเพิ่มความเชื่อเข้าไปอีก”

พอเราป่วยขึ้นมา “ความเชื่อไม่พอ สร้างความเชื่อขึ้นมาสิ มันจะได้หายป่วย”

ทุกอย่าง ภาระตกมาที่เราหมดเลย เราต้องรับผิดชอบหมด มาดูว่าพระคัมภีร์บอกว่าอย่างไร?  โคโลสี 2:9-10

โคโลสี 2:9-10 “9 เพราะในพระคริสต์ พระลักษณะทั้งสิ้นของพระเจ้า ดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์  ในพระกายของพระองค์  10  และท่านได้รับความบริบูรณ์ในพระคริสต์  ผู้ทรงเป็นศีรษะเหนือเทพผู้ทรงเดชานุภาพ  และเทพผู้ทรงอำนาจทั้งสิ้น

 

ตั้งใจฟังนิดหนึ่งนะ “ในพระคริสต์” คำว่า “พระกายของพระองค์” คือพระลักษณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า คือพระเจ้าเต็มรูปแบบเลย ดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ในร่างกายของพระเยซูคริสต์ … และต่อด้วย … และท่าน … ท่านตรงนี้ คือผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซู พูดง่ายๆ ที่เป็นคริสเตียนแล้ว ที่วางใจในการไถ่บาปของพระเยซู และท่านได้รับความบริบูรณ์ในพระคริสต์ … แสดงว่าความบริบูรณ์ของพระเจ้า อยู่ในตัวเราเรียบร้อยแล้ว ตอนที่เรามาเชื่อพระเจ้าและต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด นึกถึง เรารับด้วยปาก เชื่อด้วยใจว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดจริงๆ ที่พระบิดาทรงประทานให้กับมนุษย์ทั้งปวง เพื่อไถ่บาปและเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ไม่รู้เมื่อไร ที่เราเชื่อจริงๆ ณ นาทีนั้น เราได้รับทุกสิ่งทุกอย่าง ในฐานะที่ผู้เชื่อควรได้รับ ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ครบเลย ทั้ง 3 พระภาคเข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา เปาโลบอกว่า …

“ท่านไม่รู้เหรอว่าร่างกายของท่าน เป็นวิหารของพระเจ้า ที่พระเจ้าสถิตอยู่”

ไม่ใช่ว่ามาเป็นคริสเตียนแล้ว  เชื่อแล้ว ค่อยมาพยายามปฏิบัติ ให้ชีวิตครบถ้วนบริบูรณ์ทีหลัง เห็นไหม? มันต่างกันกับที่เขาสอนกันมา ไม่จำเป็นต้องมาเพิ่มพูนพระวิญญาณทีหลัง เมื่อท่านบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ด้วยความเชื่อในข่าวดี ท่านได้รับพระพรนานาประการทางฝ่ายวิญญาณครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เรียบร้อยไปแล้ว ในฐานะเป็นลูกของพระเจ้า ฮาเลลูยา เราจึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาพระพรฝ่ายวิญญาณอะไรเพิ่มเติมอีก เพราะเรามีครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ไม่ขาดอะไรเลย

สมมติว่าเรามีลูกสัก 50 คน คนโตคลอดออกมา เขาก็เป็นลูก เขาก็อยู่ในบ้านของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา ก็เป็นของเขาหมด เราทำมรดกให้เขาหมด มาเมื่อวานนี้ มีลูกคนที่ 50 เพิ่งเกิด เขาก็เป็นลูกเรา เขาก็ได้รับทั้งหมดเลย มรดกที่เราเตรียมไว้ให้เท่ากันกับคนแรกเลย ยกตัวอย่างว่าคนที่เชื่อพระเจ้ามาแล้ว  เป็นคริสเตียนมาก่อนหน้านั้น ได้รับอะไร เมื่อตอน 50 ปีที่แล้ว คนนี้รับเชื่อแล้ว วินาทีที่ท่านเปิดใจ ต้อนรับพระเยซูตอนนี้ ท่านก็ได้รับเท่ากันกับคนที่อายุ 50 เท่ากันหมด เอเมนไหม? รับในฐานะเป็นลูกของพระเจ้า ไม่มีคำว่าลูกคนนี้ก่อน ลูกคนนี้หลัง พระเจ้าให้เท่ากันหมดเลย เอเมน เพราะให้ในฐานะเป็นลูก

เรากำลังคุยกับในเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณทั้งสิ้น เรื่องความเชื่อและความรอดทางวิญญาณ ท่านไม่ต้องทำอะไรมากกว่านี้อีกเลย ไม่ต้องฝึกฝนอะไรอีกเลย ไม่ต้องพยายามทำอะไรอีกเลย เพราะทุกอย่างมันครบถ้วนบริบูรณ์ สำเร็จแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่ท่านเปิดใจ ต้อนรับ ใช้สิทธิของท่านในพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำที่ไม้กางเขน และได้เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เอเมน พอท่านรับเชื่อจริงๆ ปุ๊บ ท่านได้ถูกทำให้ตาย ร่วมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน และลงไปอยู่ในนรก อยู่ในหลุมศพกับพระเยซูคริสต์ และวันที่ 3 พระองค์ได้ชุบให้พระเยซูคริสต์และตัวท่านที่อยู่ในพระเยซู เป็นขึ้นจากความตาย  เกิดเป็นลูกของพระเจ้า ภาษาพระคัมภีร์ใช้คำว่าบัพติศมา

พอท่านเชื่อปุ๊บ พระเจ้าได้เอาวิญญาณของท่าน บัพติศมา จุ่มลงไปในพระเยซูคริสต์ วิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน พอพระเยซูตายที่ไม้กางเขน ท่านก็เลยตายด้วย พอพระเยซูอยู่ในหลุมศพ ท่านก็อยู่ด้วย พอพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ท่านก็เป็นด้วย พอพระเยซูนั่งอยู่ในสวรรคสถาน ในขณะนี้ ท่านก็นั่งด้วย นั่นแหละ อย่างที่ผมเคยยกตัวอย่าง คำว่า “ในพระเยซูคริสต์” หมายถึงอย่างนี้

สมมติว่านี่เป็นวิญญาณของเรา ที่เป็นบาป นี่พระเยซู พระเจ้าบอกว่าพระองค์มาเคาะประตู เคาะหัวใจเราตลอด เปิดใจๆ เถิด เปิดใจต้อนรับพระเยซู คือต้อนรับข่าวดีของพระเยซูว่าเป็นจริง พอรับเชื่อทันทีปุ๊บ ในโลกวิญญาณ วิญญาณตัวนี้ พระเจ้าจับใส่เข้าไปอยู่ในพระคริสต์ พระเยซูตายที่ไม้กางเขน แล้วก็ลงไปอยู่ในนรก วันที่สาม พระองค์ได้ถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย ถูกยกขึ้นอยู่สูงสุด เหนือเทพใดๆ เหนืออาณาจักร เหนือฤทธิ์เดชอำนาจใดๆ ทั้งหมดเลย อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน เบื้องขวา ก็คือเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบฤทธิ์เดชอำนาจทั้งหมด ทั้งในสวรรค์ก็ดี ในโลกก็ดี อยู่ที่พระองค์ และท่านอยู่ในนี้ด้วย ถ้าเรารู้ความจริงเหล่านี้ ความจริงจะทำให้เราเป็นไท เพราะฉะนั้น ในเรื่องความรอดในวิญญาณ ท่านไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว

มีคำสอนแบบโบราณๆ เขาว่ามา ซึ่งไม่ตรงกับถ้อยคำพระเจ้า บางคนบอกว่ามาเชื่อพระเยซูแล้ว ต้องรอเวลา ให้ได้รับพระวิญญาณเพิ่มขึ้นก่อน แล้วจึงมีประสบการณ์กับพระเจ้าเต็มที่ ได้รับพระพรเต็มที่ ฟังดูดี มีหลักการ น่าจะเป็นอย่างนั้น คนที่เริ่มเชื่อใหม่ๆ ยังอธิษฐานน้อยมาก ยังไม่เคยออกไปประกาศเลย จะมีประสบการณ์กับพระเจ้าเท่ากับผู้ที่เชื่อ รับใช้มาเป็น 10ๆ ปีได้อย่างไร? เป็นไปไม่ได้ ต้องรอให้พระวิญญาณเต็มที่เสียก่อน No เลย มันไม่ตรงกับถ้อยคำพระเจ้า ตรงนั้น มันคือทางกาย ทางนิสัย  ทางความประพฤติ ไม่ใช่ความรอดทางวิญญาณ ทางวิญญาณมันครบถ้วนบริบูรณ์ไปแล้ว แต่ในทางนิสัยใจคอ มันยังต้องฝึกฝน พระวิญญาณก็จะนำเรา ทำถูกบ้าง ผิดบ้าง อย่างเช่น คนที่เคยโกรธ หลับไปทั้งโกรธ ตะกี้ที่ผมพูดเรื่องควรจะเคลียร์ความบาดหมางอะไรต่างๆ ก่อนตะวันตกดิน เริ่มเข้าใจแล้ว เย็นนี้เริ่มต้นอธิษฐาน แล้วก็เริ่มต้นเคลียร์ ไม่โกรธใครดีกว่า เดี๋ยวมันเป็นโทษกับตัวเอง ไม่ได้รักเขาหรอก รักตัวเองนั่นแหละ ไม่โกรธเขาดีกว่า อธิษฐานขอพระเจ้าอวยพร หลับสบาย ได้ดีขึ้น เห็นไหม?

นี่คืออุปนิสัยใจคอ ซึ่งยังคงพัฒนาอยู่ แต่ทางวิญญาณ ทางความรอดไม่ต้องพัฒนาแล้ว มันจบแล้ว เป็นหน้าที่ของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ บัพติศมาเราด้วยไฟ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไป ให้เราเกิดใหม่ เราเป็นลูกของพระองค์ สะอาดบริสุทธิ์ ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง แต่นิสัยข้างนอก เดี๋ยวค่อยๆ ปรับไป แล้วพระวิญญาณของพระคริสต์ ก็คือพระเยซูจะนำเราไป  เคยได้ยินบ่อยๆ เราร้องเพลงอยู่เรื่อยๆ

“พระหัตถ์พระองค์ ทรงจูงมือข้า”

แล้วพระเยซูก็จะเสียบป้ายลงไปในพวกเราผู้เชื่อทั้งหลายว่า …

“ลูกเราคนนี้ น้องเราคนนี้เขากำลังถูกสร้างอยู่ เขาทำอะไรผิดพลาดไป ก็ขออภัยนะ”

มาดูถ้อยคำในเอเฟซัส 1:3-5 อันนี้ยิ่งย้ำชัดเจนใหญ่เลย

เอเฟซัส 1:3-5 “3 สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณ นานัปการในพระคริสต์ แก่เราทั้งหลายในสวรรคสถาน 4 เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก ให้บริสุทธิ์ ปราศจากที่ติ ในสายพระเนตรพระองค์ด้วยความรัก 5 พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์”

 

พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก ให้บริสุทธิ์ ปราศจากที่ติ ในสายพระเนตรของพระองค์ ด้วยความรัก พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์ พระองค์ทรงเลือกเราให้อยู่ในพระคริสต์ เป็นลูกของพระองค์ ที่สะอาดหมดจดในสายพระเนตรของพระองค์ ไม่ต้องไปฟังใครแล้ว สายตาของพระเจ้ามองเรามา สะอาดหมดจด บริสุทธิ์เลย บางคนบอกว่าพระเจ้ามองเราบริสุทธิ์ เพราะว่ามองผ่านพระเยซู ไม่ใช่ มองตัวเราบริสุทธิ์เท่าพระเยซูเลย ถ้อยคำที่สำคัญอยู่ข้อ 4 ที่บอกว่า … พระองค์คือพระเจ้าได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ตั้งแต่ก่อนสร้างโลกอีก และในข้อที่ 5 บอกว่า … พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ … แผนการตั้งแต่ก่อนสร้างโลกแล้วว่าเราจะเป็นลูกของพระองค์ ที่สะอาดหมดจดเท่ากับพระเยซูคริสต์เลย จะย้ายเรามาอยู่ในสวรรค์ คือในพระคริสต์ เตรียมมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก พระเจ้ากำหนดไว้แล้วว่าเราจะเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากที่ติในสายพระเนตรพระเจ้า เราจะเป็นบุตรของพระเจ้า โดยผ่านทางพระเยซู เพราะความบาป ทำให้เราทำเองไม่ได้ครบ 100 แน่นอน เพราะฉะนั้น ต้องผ่านทางพระเยซูเท่านั้น

คำว่า “ผ่านทางพระเยซู” ก็คือผ่านทางความเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่บอกว่าพระเยซูคริสต์ คือผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ทั้งปวง มาตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 และพระเจ้าได้ยกพระองค์ ให้นั่งที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถาน และข้อสำคัญ คือพระองค์ได้ทรงกระทำ ได้ประกาศด้วยตัวของพระองค์เองที่ไม้กางเขน เมื่อวันศุกร์ ตอนบ่าย 3 โมงว่า … “สำเร็จแล้ว” … ทั้งหมดนี้ ที่พระเจ้าบอก ที่เราอ่านกันนี้ ที่พระเจ้าต้องการให้เราเป็นลูกของพระองค์อะไรต่างๆ เหล่านี้ พระเยซูบอกว่ามันสำเร็จแล้ว ถ้าตามสายตายมนุษย์ คือสำเร็จแล้วมา 2,000 ปี เพราะกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะได้รับคุณสมบัติเหล่านี้ คือได้เป็นผู้บริสุทธิ์ สมบูรณ์ครบถ้วน ปราศจากที่ติในสายพระเนตรของพระเจ้า ได้เป็นบุตรของพระเจ้า โดยพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่การกระทำของเราเลยแม้แต่นิดเดียว เอเมน และสิทธิ์นี้จะเกิดผลได้ โดยผ่านทางการยอมรับในการกระทำของพระเยซู ผ่านการยอมรับในขบวนการที่พระเจ้าวางไว้ คือให้เชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้ เพียงผู้เดียวเท่านั้น พูดอีกครั้งหนึ่ง เพียงทางเดียวเท่านั้น พระเยซูจึงบอกว่าเราเป็นทางนั้น ท่านทั้งหลายจะไปหาพระบิดา คือจะไปสวรรค์ได้ มีทางเราทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่นใดเลย และทันทีที่ผ่านทางความเชื่ออย่างนี้ ยอมรับด้วยปาก และเชื่อด้วยใจในพระเยซูคริสต์อย่างนี้แล้ว ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบแล้ว โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะพระเยซูทำให้แล้ว ได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีการตายอีกต่อไป ไม่มีใครเอาลูกพระเจ้าออกไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจใหญ่ขนาดไหน? สติปัญญาขนาดไหน? ไม่มีใครสามารถมาเอาพวกเรา ลูกของพระเจ้า ที่เชื่อในพระองค์แล้วออกไปจากในพระคริสต์นี้ได้เลย พระเยซูบอกว่าไม่มีใครเอาแกะที่อยู่ในคอกของเราออกไปได้เลย ไม่มีทางเลย

เพราะฉะนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องแสวงหาพระพรฝ่ายวิญญาณเพิ่มขึ้น ถูกไหม? ใครจะมาหลอกเราไม่ได้แล้ว ฝ่ายวิญญาณ เรามีพรเต็มที่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  ไม่ต้องรอรับพระวิญญาณ เพราะพระวิญญาณมาสถิตอยู่กับเราแล้ว ตั้งแต่วินาทีแรก ที่เรารับเชื่อแล้ว เป็นผู้มาบัพติศมาเราด้วยไฟ ยิ่งกว่านั้นอีกต่างหาก ตั้งแต่นาทีที่เรารับเชื่อ และได้บังเกิดใหม่  ถ้าเราไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร?  การบังเกิดใหม่ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์บัพติศมาเราด้วยไฟ คือพระเจ้าจุ่มเราลงไป บัพิตศมา แปลว่าจุ่มลง จุ่มลงไปในวิญญาณของพระเจ้า  จุ่มและให้เราบังเกิดใหม่ทันทีเลย เปลี่ยนแปลงวิญญาณเราที่สกปรกโสโครกให้กลายเป็นสะอาดหมดจด บริสุทธิ์เลย เขาเรียกว่าบัพติศมาด้วยไฟ คือฤทธิ์เดชอำนาจนี้ ย้ายเรา เปลี่ยนแปลงเรา เขาเรียกว่าคอนฟอร์ม ทรานฟอร์ม เปลี่ยนรูปร่างจากวิญญาณหงิกๆ งอๆ ผ่านทางไฟของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เปลี่ยนเราเป็นรูปร่างที่ดีขึ้น เป็นลูกของพระเจ้าที่มีสง่าราศี ไม่มีที่ติใดๆ เลย ไม่มีบาป ไม่มีสิ่งสกปรกใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว และท่านเป็นอย่างนั้นแล้วตอนนี้ เพราะท่านเป็นผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า เอเมน

โรม 8:9-10 ”9 อย่างไรก็ตาม ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตในท่าน ท่านก็ไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิสัยบาป แต่โดยพระวิญญาณ และถ้าผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่ได้เป็นของพระคริสต์ 10 แต่ถ้าพระคริสต์อยู่ในท่าน  กายของท่านก็ตายไป  เพราะบาป  ถึงกระนั้น จิตวิญญาณของท่าน ก็มีชีวิตอยู่ เพราะความชอบธรรม”

 

ขอบคุณพระเจ้า ทางฝ่ายวิญญาณ ในเรื่องของความเชื่อและความรอด เราไม่ต้องทำอะไรอีก ไม่ต้องรออะไรอีก และทางฝ่ายวิญญาณ ความรอด ไม่มีตรงกลาง ไม่มีว่ามีพระเยซู แต่ยังไม่ได้รับพระวิญญาณ หรือมีพระเยซูแล้ว แต่ยังทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่มี ความเชื่อแบบนี้ คือที่เราใช้คำว่าความเชื่อเก่าแก่ ที่ไม่ถูกต้องตามข่าวดีของพระเยซู ที่ควรจะถูกลบล้างออกไป และแทนที่ด้วยความจริงในถ้อยคำพระเจ้า ที่จะทำให้เราเป็นไท พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ไม่ขาดตกบกพร่องในสิ่งใดๆ เลย ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดมาเพิ่มเติมอีกแล้ว เพื่อให้เราสมบูรณ์มากขึ้นกว่านี้อีก เราเป็นลูกของพระเจ้าที่สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้เป็นลูกมากขึ้น แต่ถ้าทำดี พ่อก็ชื่นใจ ต่อให้ทำไม่ดี ก็เป็นลูก เหมือนบุตรน้อยหลงหาย เป็นลูก ก็คือเป็นลูก ไม่ต้องไปสนใจว่าลูกแย่ ลูกทำอะไรผิด พ่อไม่ได้คิดเลย ลูกกลับมา ดีใจ เพราะเขาเป็นลูกเรา ไม่ใช่ว่าอ๋อ! หนีออกจากบ้านไปเหรอ ตัดขาด ไม่ใช่เป็นลูก ตัดไม่ได้ เขาเป็นลูกโดยสายเลือด นี่คือสายเลือดของพระเจ้า โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ให้กำเนิดเรา

ดังนั้น เมื่อเราเป็นลูกของพระเจ้า เราจึงมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต้องมีในพระคริสต์ ในวิญญาณ เรียบร้อยแล้ว สิ่งเหล่านี้มาพร้อมกันกับการรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ ด้วยการต้อนรับพระเยซูคริสต์ มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาป ในชีวิตของเรา คือได้บังเกิดใหม่นั่นเอง คุณสมบัติแบบสมบูรณ์แบบอย่างนี้ เราได้รับทางเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ความพยายาม ไม่ใช่การกระทำ ไม่ใช่ตั้งใจจะมีความประพฤติที่ถูกต้อง ไม่ใช่ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นดีหมดนะ แต่ทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรามีคุณสมบัติครบถ้วนบริบูรณ์อย่างนี้ และสามารถอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์กาลได้ มีทางเดียวเท่านั้น คือการบังเกิดใหม่ในพระเยซู โดยพระเจ้าเท่านั้น ตัวนี้จึงเป็นตัวสำคัญมาก ไม่ใช่ด้วยการกระทำของเราเองเลยแม้แต่นิดเดียว แต่โดยการบังเกิดใหม่เท่านั้น เราจะได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งปวง ด้วยพระคุณพระเจ้าที่ทำให้เราได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์และได้เป็นบุตรของพระองค์ชั่วนิรันดร์ และสิ่งเหล่านี้ ที่เราเล่ากันอยู่นี้ คือความจริง นี่คือข่าวประเสริฐ แล้วทำไมเขาสอนกัน เขาคุยกันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ทำให้ข่าวประเสริฐเสียหาย ภาษาอังกฤษเขาเรียกดิสเครดิต คือมันทำให้ข่าวประเสริฐก้ำๆ กึ่งๆ มันไม่ชัดเจน  ถ้าเราช่วยกันรักษาข่าวประเสริฐให้มันชัดๆ ง่ายๆ อย่างนี้ แล้วไม่มีอะไรมารบกวน มาทำให้มันด้อยลง ผมเชื่อว่าคนมาเชื่อพระเจ้าง่ายๆ เยอะแยะ แต่นี่เราทำจนยากลำบาก  อันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ได้ อันนั้นก็ยุ่ง เลยตัดสินใจยังไม่มาเชื่อดีกว่า พอมาเชื่อพระเจ้า ภาระเต็มไปหมด มากกว่าเก่าอีก สมัยยังไม่มาเชื่อพระเจ้า ไม่ต้องทำเลย ตอนนี้ต้องทำโน้นทำนี้ ตายแล้ว กลับไปหาครอบครัวก็ไม่ได้ มันเหนื่อยมาก จริงๆ พระเยซูบอกว่า …

“จงมาหาเรา เราจะให้ท่านหายเหนื่อยและเป็นสุข”

บางทีเราฟังดูแล้ว รู้สึกอาจจะไม่เกี่ยวกับเรา เราเชื่อแล้ว แต่ เรามีหน้าที่อย่างหนึ่ง ที่ต้องทำ ก็คือรักษาข่าวดีของพระเจ้า ช่วยกันปกป้องข่าวดีของพระเจ้า อย่าให้ใครมาดิสเครดิตให้มันแย่ลง  โดยปรัชญาของมนุษย์ โดยสติปัญญาของมนุษย์ ที่พระคัมภีร์เรียกว่าไร้แก่นสาร แต่จะทำอย่างนั้นได้ ตัวเราเองต้องอยู่ในความจริงเหล่านั้นมากๆ เพื่อให้มันเข้มแข็ง ในวิญญาณของเราให้ชัดเจนมาก แล้วทำอย่างไร? พระคัมภีร์บอกว่า …

“จงจดจ่อไปที่เบื้องบน”

ก็คือจงจดจ่อไปที่โลกวิญญาณ จดจ่อไปในพระคริสต์ ในพระคริสต์ที่เราเป็นอยู่ เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาในสวรรคสถาน เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เราสะอาดหมดจดแล้ว จดจ่อด้วยวิธีหลับตา แล้วเปิดตาฝ่ายวิญญาณมองให้เห็นเถิดว่าฉันเป็นใครในพระเยซูคริสต์ จะไม่มีอะไรมาลบล้างความจริงเหล่านี้ จากวิญญาณของฉัน จากความคิดของฉันได้เลย เพราะมันเป็นไปตามพระคัมภีร์เป๊ะ เอเมน

ฝึกฝนเหมือนเดิม จดจ่อตามพระคัมภีร์บอก 2 โครินธ์ 4:16  บอกให้เราจดจ่อไปที่เบื้องบน ให้เราจดจ่อไปที่พระเจ้าไถ่บาป ให้เราได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์

หายใจลึกๆ แล้วก็เริ่มปรับโหมดเข้าสู่โลกวิญญาณ เริ่มเปิดตาฝ่ายวิญญาณขึ้นมา เพราะเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องโลกวิญญาณทั้งสิ้น และให้มองเห็นความเป็นจริงของโลกวิญญาณในขณะนี้ว่าโลกวิญญาณมีอยู่จริงๆ และสถานะของเราในโลกวิญญาณเป็นเช่นไร? ตามที่พระเจ้าบอกในพระคัมภีร์ หายใจลึกๆ นะครับ แล้วก็บอกกับตัวเองว่า … จงมองให้เห็นเถิด  เปิดตาวิญญาณ จงมองให้เห็นเถิด … จงคิดตาม หรือพูดตามที่ผมจะนำท่านก็ได้นะครับ

“ฉันเป็นวิญญาณ ที่ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ชุบให้ฉันเป็นขึ้นจากความตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ และได้ประทานจิตใจใหม่ให้กับฉัน ฉันจึงเป็นวิญญาณที่มีจิตใจใหม่ สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ไร้ที่ติในสายพระเนตรพระเจ้า เป็นเหมือนพระเยซู สามารถอยู่ในสวรรค์ร่วมกับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ครอบครองสวรรค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ในขณะนี้ วิญญาณของฉันนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน พระเจ้าได้ประทานพระพรนานานับประการให้กับฉัน ที่ฉันจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และในสวรรค์ตลอดไป ฉันมีพระพรนี้ครบถ้วนบริบูรณ์ และพระวิญญาณสถิตอยู่กับฉัน เป็นหนึ่งเดียวกับฉัน คอยเป็นพี่เลี้ยงนำพาในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในฐานะพี่เลี้ยงของลูกของพระเจ้า ที่ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซู ฉันจะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ในฐานะลูกของพระองค์ชั่วนิรันดร์ ขอบคุณพระเจ้า”

ท่านก็ใช้เวลานี้อธิษฐาน ตอบสนองถ้อยคำพระเจ้า นี่คือความเป็นจริงที่พระเจ้าได้กระทำให้กับเรา โดยพระคุณ ฝึกที่จะคุยกับพระเจ้า ขอบคุณพระองค์ ขอพระองค์ทรงเปิดตาฝ่ายวิญญาณให้ลูกมากขึ้น ที่จะมองเห็นความเป็นจริงในโลกฝ่ายวิญญาณชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

****************************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน 2019 เรื่อง “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท”ตอน 2 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  24  พฤศจิกายน  2019

 เรื่อง “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท”ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

            สุขสันต์วันขอบคุณพระเจ้า เรามาต่อเรื่อง “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่ทำให้ท่านเป็นไท” ตอน 2 ที่เราจะรวบรวมความเชื่อ หรือคำสอนที่มีมาแต่โบราณ ที่เรียกว่าสอนกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก อะไรประมาณนี้ ถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเชื่อเก่าแก่ ไม่รู้มาจากไหน? ซึ่งเราจะเน้นเฉพาะตรงจุดที่คำสอนในความเชื่อเหล่านั้น ไม่ตรงกันกับความหมายในพระคัมภีร์เลย ซึ่งอย่างที่ผมเคยเกริ่นไว้ ในสัปดาห์ที่แล้วว่ามีอยู่หลายเรื่องที่ทำให้ข่าวดีของพระเยซูที่ง่ายที่สุด กลับกลายเป็นเรื่องยาก ไม่มีอะไรง่ายเท่ากับเรื่องของข่าวดีของพระเยซูที่จะไปสวรรค์ ก่อนหน้าพระเยซูมามีแต่คนบอกจะไปสวรรค์อย่างไร? ไม่มีใครไปได้สักคน ยากหมดเลยครับ ทุกคำสอนเลย แม้กระทั่งรวมถึงคำสอนของชาวอิสราเอลเอง ที่เรียกว่าประชากรของพระเจ้า พระเจ้าก็บอกว่าไม่มีใครไปได้สักคน มันยากมาก พอพระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน  เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 สวรรค์ลงมาตั้งง่ายๆ คนเข้ามาได้ง่ายๆ แต่คนไปติดอยู่ของเก่า เพราะสอนกันมานาน รู้สึกของพระเยซูง่ายไป คือจริงๆ มันง่ายอย่างนั้น

ในหนังสือโคโลสี อาจารย์เปาโลจึงบอกว่า … “ข้าพเจ้าต้องยกเรื่องนี้มาพูดกับท่าน เพื่อไม่ให้ใครมาล่อลวงท่าน ด้วยถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ”

ความเชื่อเก่าๆ ที่สอนมาตั้งแต่เก่าแก่ ตั้งแต่อ้อนแต่ออก ส่วนใหญ่มาจากผู้ที่ฟังดูแล้วน่าเชื่อถือ ทั้งสิ้น ที่เขายกย่องให้เป็นผู้อาวุโสทางด้านคำสอน ทางด้านปรัชญาอะไรแบบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ พอเราได้ยินได้ฟัง มันฟังดูดี ใช่ในสายตามนุษย์ ตามความคิดของมนุษย์ เป็นไปได้เยอะแยะเลย แม้กระทั่งกวีเอง แต่งเพลงเอย แต่งบทกลอนอะไรต่างๆ ฟังดูดี ก็มีเยอะแยะ แต่ความหมายในคำว่าดูดี มันคืออะไร? ตรงนี้สำคัญมากกว่า อาจารย์เปาโลไม่อยากจะให้ใครถูกล่อลวงไปด้วยความน่าเชื่อถือแบบมนุษย์ พูดง่ายๆ ซึ่งความน่าเชื่อถือแบบมนุษย์ บางครั้งเราไปเชื่อ ในสิ่งที่ดูน่าเชื่อถือ แต่มันไม่ตรงกันกับถ้อยคำพระเจ้า เราก็จะเสียผลประโยชน์ ในเรื่องข่าวประเสริฐไป และเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ทำลายข่าวประเสริฐ โดยไม่รู้ตัว คือเรากลายเป็นพยานเท็จ เรื่องข่าวประเสริฐ โดยไม่รู้ตัว

เปาโลย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ว่าคำพูดหรือคำสอนนั้น จะมาจากผู้ใหญ่ขนาดไหน? จากผู้อาวุโส ผู้มีตำแหน่งขนาดไหนก็ตาม หรือฟังดูน่าเชื่อถือมากขนาดไหนก็ตาม คนแห่กันไปฟังเยอะเลย สมมตินะ แต่ถ้ามันไม่ตรงกับข่าวประเสริฐที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์ คำพูด คำสอนเหล่านั้น ก็เชื่อถือไม่ได้เด็ดขาด เปาโลเป็นผู้ที่ปกป้องเรื่องนี้อย่างมาก ตอนที่พูดอยู่นี้ เปาโลนึกไปถึงพวกอัครสาวก ที่เดินกับพระเยซูในสมัยนั้น ถ้าอัครสาวกที่เดินกับพระเยซู ที่เรียกว่าสาวกใกล้ชิด 12 ท่าน ตอนที่พระเยซูดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ดูเหมือนสนิทกว่า ดูเหมือนจะรู้เรื่องมากกว่าคนอื่นๆ ก่อนที่จะถูกตรึงบนไม้กางเขน ยังเดินอยู่ด้วยกัน ขนาดเป็นขึ้นจากความตาย ยังมาเจอกันเลย  เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้น่าจะมีคนเชื่อถือมากกว่า เปาโลหมายถึงว่าแม้กระทั่งคนเหล่านี้ ทำอะไร หรือพูดอะไร หรือสอนอะไรที่ไม่ตรงกับถ้อยคำพระเจ้า ก็ไม่ต้องไปเชื่อเขา ไม่ได้อยู่ที่เดินกับพระเยซูมาก่อนหรือไม่ อยู่ที่ถ้อยคำของพระเจ้า เมื่อพระเยซูสอนเรื่องข่าวดีของพระเจ้าว่าพระเยซูเป็นใคร? มาไถ่บาป แผนการของพระเจ้าเป็นอย่างไร? ตรงนั้น สำคัญมากกว่า เอเมน

สัปดาห์ที่แล้วเราเริ่มกันที่เรื่องแรก คือเรื่องความเชื่อในการทำตามประเพณี หัวข้อครั้งที่แล้ว ที่ในปัจจุบัน ยังมีคริสเตียนหลายคน โดยเฉพาะคริสเตียนเก่าแก่ ที่ยังคงยึดติดกับธรรมเนียมปฎิบัติต่างๆ ที่ได้สอนกันต่อๆ มา ที่เปาโลใช้คำว่า “เป็นปรัชญาอันไร้แก่นสาร” ฟังดูน่าเชื่อถือ แต่คำว่า “ไร้แก่นสาร” หมายถึงว่ามันไม่มีข้อมูลของความเป็นจริง ตามที่พระเยซูสอน ในเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ เข้าสวรรค์ได้อย่างไร?  บางอัน ปรัชญามันยากมากเลย กว่าจะเข้าสวรรค์ได้ ลำบากมาก แต่ฟังดูมันมีเหตุผล แบบมนุษย์ คนพูดก็น่าเชื่อถือ ใช้คำพูดแบบสลวยด้วย แต่สิ่งเหล่านั้น ไม่ตรงตามถ้อยคำพระเจ้า เปาโลบอกนั่นแหละ คือสิ่งที่ไร้แก่นสาร

โคโลสี 2:8 “จงระวังให้ดี อย่าให้ใครมาจับท่านเป็นทาส ด้วยปรัชญาอันไร้แก่นสาร และหลอกลวง  ซึ่งอาศัยธรรมเนียมปฏิบัติ ที่มนุษย์ถ่ายทอดกันมา และหลักการพื้นฐานต่างๆ ของโลกนี้  แทนที่จะอาศัยพระคริสต์”

 

แทนที่จะอาศัยพระเยซูคริสต์ ก็คืออาศัยข่าวประเสริฐเท่านั้น แต่นี่ไม่อาศัยอะไร อาศัยปรัชญา อาศัยหลักการที่เขาถ่ายทอดกันมา เป็นประเพณี เป็นวัฒนธรรมไปแล้ว อะไรต่างๆ

ก็สรุปได้ว่าการกระทำมี 2 แบบ แบบโบร่ำโบราณ เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์เสมอ ต้องจำไว้เลย เราต้องหูไว ตาไวในเรื่องถ้อยคำพระเจ้า ถ้าจะมีเหตุผล ก็ควรจะมีเหตุผลลักษณะพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นรากฐาน ไม่ใช่มีเหตุผลแบบมนุษย์ ยกตัวอย่างมีเหตุผลแบบมนุษย์ ก็คือบรรยายเขาเป็นใคร? อย่างนี้ไม่ใช่  เขามีตำแหน่งอะไร? อย่างนี้ไม่ใช่ เขาแต่งตัวอย่างไร? อย่างนี้ไม่ใช่ นี่คือหลักการ มาตรฐานแบบมนุษย์ ใช่ไหม? แต่ถ้าหลักฐานตามแบบพระคัมภีร์ ก็คือที่เขาพูดมา ข้อความนั้น มันตรงกับที่พระเยซูพูดไหม? มันหมายความว่าอะไรในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับสวรรค์อย่างไร? ถูกต้องไหม? ขัดแย้งกับข้ออื่นๆ หรือไม่? อะไรอย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ถึงแม้ขนาดย้ำกันขนาดนี้ก็ตาม พูดกันละเอียดถึงขนาดนี้  ก็ไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะผู้เชื่อในบ้านเรา

“บ้านเรา” หมายถึงที่ในประเทศไทย ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว มันทั้งแถบเอเชียสะส่วนใหญ่ ความยาก ก็คือส่วนใหญ่จะมีความเชื่อติดตัวมาตั้งแต่เดิม ในเรื่องเวรกรรม

“โอ๊ย! เวรกรรม” มันติดปากเลย

ไม่ได้ตั้งใจจะพูด มันหลุดปากออกมาเอง เหยียบตะปูเข้าไป

“โอ๊ย! เวรกรรม”

คนข้างๆ ถาม “เธอต้องไปทำอะไรมาแน่ๆ ชาติก่อน ไปทิ้งตะปูให้คนอื่นเขาเหยียบหรือเปล่า มาชาตินี้ คนอื่นเขาเลยทิ้งให้เราเหยียบมั้ง”

“ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ มีกรรม มีเวร เราก็ต้องชดใช้มันไปว่ากันไป ทำดีเยอะๆ ไว้แล้วกัน เวรกรรมนั้นจะได้ลด ทำดีไว้ เพื่อจะได้ไปผ่อนจ่ายเจ้ากรรมนายเวรได้”

ไม่รู้มาจากไหน?  แล้วแทบไม่ต้องสอน มันเป็นหมดเลย มันอยู่ในใจ อยู่ในความคิดตลอด อย่างนี้เป็นต้น เขาเรียกความเชื่อแบบนี้ว่าประเพณี มันลึกกว่าประเพณี จะบอกว่าวัฒนธรรม มันลึกกว่าวัฒนธรรม มันฝังเข้าไปอยู่ในชีวิตเรา เมื่อเราเกิด มันจึงยากมาก ที่จะเอาความเชื่อเดิมๆ ออกไป เพราะเราถูกสอนมายาวนาน ความเชื่อเดิมๆ นี้ว่าเรามีบาปกรรมเวร ติดตัวมา มีเจ้ากรรม นายเวร มาตามเก็บหนี้เรา มาเคาะประตูบ้านทุกวัน จ่ายหรือยัง ชดใช้หรือยัง พอเราเกิดมีอะไรขึ้น เสียหาย เราก็บอกกำลังใช้เวร  เราต้องพยายามทำดีเยอะๆ เพื่อจะได้ลบล้างบาปออกบ้าง

แม้จะมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ได้รับความรอดจากโทษของความบาปเรียบร้อยแล้วก็ตาม นี่คือหลักการของข่าวประเสริฐของพระเยซู เมื่อมาเชื่อพระเยซูคริสต์ พระองค์มาไถ่บาป มาชำระบาปให้กับมนุษย์หมดสิ้นแล้ว นี่คือความหมายของคำว่า “ข่าวดีของพระเยซู” สั้นๆ

เพราะฉะนั้น แม้จะมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ได้รับความรอดจากบาปแล้ว โดยพระเยซูคริสต์ไถ่ให้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังติดอยู่กับคำสอนตามประเพณีเดิมๆ ที่สอนต่อๆ กันมา ที่สอนว่า …

“เราได้รับความรอด โดยพระคุณแล้ว ก็จริง แต่ก็ยังคงต้องรักษาความดีงามในการดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์ด้วยนะ ปราศจากความบาป  มิฉะนั้น จะถูกพิพากษาลงโทษ พระเจ้าจะบ้วนออกมานะ หรือไม่ทำตามคำสอนของพระเยซู วันหนึ่งข้างหน้า พระองค์จะบอกว่าไม่รู้จักเรานะ กลัวมากเลย”

“ใครเมื่อเช้านี้ไม่ได้อธิษฐานตอนเช้า ระวังไว้นะ ไม่ได้อธิษฐานบ่อยๆ พระเจ้าลืมเธอนะ ตายไป เจอพระเยซู … “พระเยซูเจ้าข้า” … “เธอเป็นใคร ฉันไม่รู้จักเธอ”

อะไรประมาณนี้ ขู่เราอีก แล้วท่านคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นไหม? พระเยซูบอกว่า …

“เราไม่รู้จักท่าน”

ตอนที่พระเยซูพูดเรื่องนี้ พระเยซูพูดกับผู้ที่เขาคิดว่าเขาเชื่อพระเยซู แล้วเขาบอกว่าอย่างไร?  พระเยซูบอกคนไหนที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า คนนั้น คือผู้ที่จะได้ไปสวรรค์ ได้รับความรอดใช่ไหม? คนเหล่านั้นบอก

“ฉันตามน้ำพระทัยพระเจ้าแล้ว”

“ทำอะไร”

“ข้าพเจ้าขับผีออก ข้าพเจ้าทำโน่นทำนี่ จำไม่ได้เหรอ ข้าพเจ้าทำเยอะแยะไปหมดเลย ขับผีออก ทั้งอดอาหาร อธิษฐาน ทั้งถวายสิบลด ทั้งตามกฎระเบียบ ทุกอย่างเลย”

พระเยซูบอก “ทำหมดทุกอย่างใช่ไหม? ดีมาก เมื่อถึงวันนั้น เราจะบอกว่าเราไม่รู้จักเจ้า”

ไม่งงเหรอ แล้วพระองค์บอกว่าผู้ที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้น เราจึงจะรู้จักเขา เขาถึงจะเป็นครอบครัวเดียวกับเรา เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นญาติพี่น้องกับเรา คนนั้นต้องเป็นคนที่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า แล้วน้ำพระทัยพระเจ้า คืออะไร? น้ำพระทัยพระเจ้า ก็คือข่าวดีของพระเยซู น้ำพระทัยพระเจ้า คือพระเจ้าต้องการให้มนุษย์ได้รับความรอด โดยประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ที่ทรงรักมากมาย ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อสละชีวิต ที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาป ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งมวล คนมาเชื่อในเราถึงจะได้รับความรอด ถ้าเธอเชื่อในตัวเธอ เชื่อว่าฉันต้องทำอันนั้น ฉันต้องทำอันนี้ จะให้ช่วยตัวเองอยู่ แล้วจะรอดได้อย่างไร ในเมื่อ ช่วยอย่างไร มันก็ไม่มีวันที่จะครบ 100% ตามมาตรฐานของพระเจ้า พระเยซูจึงบอกว่าเราไม่รู้จักเจ้า เพราะเจ้าไม่มีทางไปสวรรค์ได้ด้วยตัวของเจ้าเองหรอก ต่อให้เจ้าขับผีออก ต่อให้เจ้าอธิษฐาน ต่อให้เจ้าทำอันโน้นทำอันนี้ให้กับพระเจ้าเยอะแยะ รักพระเยซูมาก แต่ถ้าเจ้ายังฝังความเชื่อว่า …

“ฉันจะรอดได้ ฉันจะต้องทำๆ พึ่งในสิ่งที่ฉันทำ ไม่ได้พึ่งพระเยซู”

สุดท้ายก็ไม่ได้รับความรอด ไม่ได้อยู่ในสวรรค์ พระเยซูก็จะบอกว่า …

“เราไม่รู้จักเจ้า”

วันนี้ตรงนี้เฉพาะแค่นี้ก่อน เราค่อยๆ สอนเรื่องนี้ต่อๆ ไป เราก็วนๆ อยู่แถวๆ นี้  พอสอนกันไป สอนกันมา จนบางความเชื่อ ก็เป็นสอนผิดๆ ถูกๆ จนเกิดเป็นศาสนกิจประจำ ทำเป็นกิจวัตร แต่อันนี้เป็นกิจวัตรในเรื่องศาสนา ก็เลยเรียกว่าศาสนกิจ กลายเป็นกฎข้อบังคับขึ้นมาเลย ทั้งๆ ที่พระคัมภีร์ไม่มี มีทั้งรายการที่ห้ามทำ รายการที่ต้องทำ ยาวเหยียด จนทุกวันนี้ ศิษยาภิบาล ก็ยังคงเจอกับคำถามของสมาชิก หลายคริสตจักรก็เจอคำถามสมาชิก ก็เพราะคำสอนเก่าๆ แก่ๆ มาอย่างนั้น ซึ่งมันไม่รู้ว่ามาจากไหน? ศิษยาภิบาลก็จะถูกถามจากคริสเตียนที่พอมาเชื่อแล้ว ก็สับสน คนมาใส่โน่น คนมาสอนนี่ เยอะแยะเลย ถามว่าอย่างไร? อันนี้ทำได้ไหม? อันนั้นทำได้ไหม? ไปวัดได้ไหม? จุดธูปได้ไหม? ไปงานศพ ไหว้ศพไหม? ไปเช็งเม้งได้ไหม? อธิษฐานก่อนนอน ลืมอธิษฐานทำอย่างไร? ไม่อธิษฐานก่อนทานข้าว ผิดไหม? ต้องยกโทษไหม? ต้องขออภัยโทษบาป จากพระเจ้าไหม? ดูทีวีได้ไหม? กินหมูได้ไหม? เขาอดอาหารกัน เราต้องอดอาหารด้วยไหม? เขาอดอาหารกัน เราไม่อด เรารู้สึกฟ้องผิด คุ้นๆ ไหมอย่างนั้น

อย่าลืมนะครัวว่าเราอยู่กับการสอนที่ผิดๆ ที่เป็นประเพณีวัฒนธรรมเดิมๆ มาเป็นเวลานานมาก นานเท่าไรไม่รู้ ตามชีวิตของเรา ซึ่งคำสอนเหล่านั้น บางทีมันไม่ได้สอนมาแบบนั่งสอนอย่างนี้ แต่มันคือชีวิตของเรา ได้เห็นบรรพบุรุษทำอันโน้น ทำอันนั้น มันก็ซึมซับเข้ามา จะให้ลบออกในเวลาสั้นๆ แค่พูดครั้งเดียวจบ อย่างนี้ มันยาก ไม่ใช่ง่ายๆ หรอก ซึ่งจริงๆ แล้วในหนังสือ 1 โครินธ์ เปาโลก็บอกไว้แล้วว่ากฎระเบียบ ข้อบังคับของพระเจ้าทั้งหมด มีเพียง 1 ข้อเอง คนมาถามเปาโลเยอะแยะเลย อย่างนี้ อันนั้นได้ไหม? อันนี้ได้ไหม? เปาโลบอกมันเยอะเหลือเกิน

แล้วก็อธิบายให้ฟังว่าอันนี้ทำได้นะ อันนี้ทำไม่ได้ อันนี้ถ้าจะไปกินของที่เขาไหว้รูปเคารพ กินได้นะ แต่ถ้าการกินนั้น ทำให้คริสเตียนคนอื่นเขาสะดุด เพื่อความรัก เราก็อดซะ อย่าไปกิน กินหรือไม่กินไม่สำคัญ ให้เขาสบายใจแล้วกัน อะไรประมาณนี้ แล้วมันมีอีกหลายเรื่องเยอะแยะมากไปหมด เปาโลรู้ไม่มีทางตอบหมด ก็เลยสรุปเป็นมาตรฐานไว้ว่ากฎระเบียบ ข้อบังคับของพระเจ้า มีเพียงข้อเดียว คือ “จงทำทุกสิ่งด้วยความเชื่อ” ซึ่งอยู่ในโรม บทที่ 14 เดี๋ยวอ่าน ตอนนี้อ่าน 1 โครินธ์ 10:23 ก่อน

1 โครินธ์ 10: 23  “เราได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่ง จะเป็นประโยชน์ เราได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่ง จะเป็นการเสริมสร้างขึ้น”

 

อาจารย์เปาโลตอบยอดเยี่ยมมาก สั้นๆ แต่มีความหมายครบ ถามทำอันนั้นได้ไหม? ทำอันนี้ได้ไหม?  อาจารย์เปาโลบอกแล้วไงว่าพออยู่ในพระคริสต์ ท่านเป็นอิสระแล้ว ไม่ได้อยู่ในกฎที่ต้องถูกบังคับแล้ว อิสระ แต่จงใช้ความอิสระของท่าน ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามในทางพระเจ้า แต่คนก็จะถาม มันจะถูกอย่างไร มันเยอะแยะไปหมด จะทำอันโน้น อันนี้ การกระทำบนโลกใบนี้ มัน 108  1009 อย่าง เปาโลก็เลยพูดรวมๆ เอามาตรฐานของข้อนี้ไปวัดแล้วกัน

“เราได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้” คือเป็นอิสระแล้ว รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีวันสะบาโตแล้ว แต่ก่อนนี้ต้องมีวันสะบาโต 1 อาทิตย์ต้องมี 1 วัน ที่ไม่ทำอะไรเลย แสวงหาพระเจ้า พักผ่อน นั่นก่อนพระเยซูมา ซึ่งเขาใช้วันเสาร์ เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเป็นอิสระแล้ว เราไม่ต้องมีวันสะบาโต ตอนนี้ วันอาทิตย์ เราไม่ต้องมาก็ได้ แต่ในนี้บอกว่า “ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งจะเป็นประโยชน์ เราได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งจะเป็นการเสริมสร้างขึ้น” พูดง่ายๆ ว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้ แต่ทุกสิ่งที่เราทำนั้น ไปคิดเอาเองว่ามีประโยชน์ต่อชีวิตเรา ชีวิตคนรอบข้างไหม? เป็นความรัก เป็นความงดงาม เป็นความดีงามหรือไม่? เรามีอิสระที่จะทำแล้ว เพราะฉะนั้น ไปคิดดู ถ้าเป็นสิ่งที่ดี ก็ทำ เราไม่จำเป็นต้องมีวันสะบาโตแล้วใช่ไหม? อาทิตย์หนึ่งไม่ต้องมีวันหยุดแล้วใช่ไหม? แล้วจะทำมาหากินไป ทำอะไรเหนื่อยยาก จนไม่มีวันหยุด ไม่มีวันพักผ่อน เดี๋ยวก็ป่วยหรอก เพราะฉะนั้น พักสะบ้าง ดีกว่าไหม? อะไรอย่างนี้ อะไรที่เป็นประโยชน์

มาโบสถ์ได้รับคำสอน มาเจอพี่น้องคริสเตียนด้วยกัน ได้กินข้าวฟรี อันนี้แถมให้ ได้ฟังคำบรรยายที่พระเจ้าเตรียมไว้ ให้เราได้ยินได้ฟัง เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณ ได้อบอุ่นกับคนในครอบครัวเดียวกัน คือครอบครัวของพระเจ้า มีความลำบาก ได้รับการหนุนจิต ชูใจ บางทีเราทุกข์ลำบาก เราก็ได้รับการหนุนจิต ชูใจจากเขา เป็นประโยชน์ไหม? เป็น ควรจะรักษาไว้ไหม? อย่างนี้ควรจะรักษา ยกตัวอย่างให้ท่านเห็น

แต่ก่อนนี้ เขาอดอาหารกันวันศุกร์ ก่อนวันสะบาโตหนึ่งวัน อดอาหารถวายแด่พระเจ้า มาตอนนี้ เราได้ยินคนอื่นเขาบอกว่าเขาจะอดอาหาร เกิดว่าเราเป็นโรคกระเพาะ เราก็รู้สึกฟ้องผิด เพราะเราไม่ได้อด เดี๋ยวพระเจ้าไม่พอใจ เพราะฉะนั้น เราเลยอดไปด้วย  ก็เกิดปัญหา คราวนี้ลำไส้ทะลุเลย เราไปร้องครวญครางกับพระเจ้า อย่างนี้เป็นต้น เรามีอิสระแล้ว เราจำเป็นต้องรักษาการอดอาหารอธิษฐานไหม? ไม่ต้อง เราเลือกเอาเฉพาะตอนนี้ มันมีประโยชน์ต่อเราไหม? ไม่มี ก็ไม่ต้องไปอด ปล่อยให้คนอื่นเขาอดไป หรือบางทีคนอื่นเขาไม่อด คริสตมาสเขาเลี้ยงกันใหญ่โต รู้สึกเราอยากจะอด เพราะเป็นประโยชน์กับเรา เพราะเรารู้สึกเราอ้วนเกินไปแล้ว หมอบอก อ้าว! อย่างนี้เป็นประโยชน์ไหม? เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น  คริสตมาสปีนี้ เราก็มาเที่ยว กินกับเขาเหมือนเดิม แต่กินน้อยหน่อย  เพราะเราอ้วนเกินไป  หมอบอกให้ลดน้ำหนัก มันเป็นประโยชน์ต่อเราไหม? เป็น อย่างนี้ เปาโลตอบคำเดียว ได้หมดเลย อะไรที่เสริมสร้าง ไม่ต้องมาถามแล้วต่อไปนี้ ไม่ต้องไปหาศิษยาภิบาลมาถามอีกแล้วว่าอะไรทำได้ ไม่ได้ ไปคิดเอาเอง ทำได้หมดทุกอย่าง แต่มันมีประโยชน์ไม่มีประโยชน์ครับ

1 โครินธ์ 10:31  “ไม่ว่าท่านจะกินหรือดื่ม หรือทำอะไรก็ตาม จงทำทุกสิ่ง เพื่อพระเกียรติสิริของพระเจ้า”

 

นี่ก็คือเงื่อนไข ทำได้หมดทุกอย่างแหละ  แต่ทำสิ่งนี้ มีประโยชน์ไหม? แล้วมันถวายเกียรติไหมล่ะ ถ้าเราอ้วนฉุ แล้วก็เป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน แล้วไม่ลดน้ำหนัก อ้วนเกินมากเลย แล้วเราก็เป็นคริสเตียน ถวายเกียรติแด่พระเจ้าไหม? อย่างที่บอก แม้ว่าผมจะมาบอกว่าเราควรดูแลสุขภาพ อย่าให้มันอ้วนจนเกินไป  นี่เป็นกฎระเบียบ ก็ต้องทำ เป็นอิสระในพระเยซูคริสต์ ความอ้วนความผอมไม่ได้ทำให้เราไปสวรรค์หรือไม่ไป แต่ความอ้วนหรือความผอม ที่เราไม่ดูแลสุขภาพเราเอง จะทำให้เราอยู่บนโลกใบนี้  เหมือนอยู่ในนรก มันทุกข์เกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่ก็ไปสวรรค์อยู่ดี

โรม 14:23 อันนี้ตัวสรุปที่บอกไว้  เพราะฉะนั้น เราทำได้ทั้งนั้นแหละ เพราะเราอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นอิสระแล้ว แต่ถ้าไม่สร้างสรรค์ ไม่ดีงาม เราก็ไม่ทำ ทั้งๆ ที่มีสิทธิ์

โรม 14:23 “แต่ผู้ที่ยังสงสัยอยู่นั้น ถ้าเขากิน ก็มีความผิด เพราะเขาไม่ได้กินตามความเชื่อ และการกระทำใดๆ ซึ่งไม่ได้มาจากความเชื่อ ก็เป็นบาป

 

“การกระทำใดๆ ที่มิได้มีรากฐานจากความเชื่อ ในพระเยซู  ก็บาปทั้งนั้น” หมายความว่าชีวิตคนไหน ถ้าไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่มีพระเยซูมาไถ่บาปให้กับเขา ไม่ว่าเขาจะทำอะไร? ตรงไหน? ก็บาปทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าเผื่อคนนั้นรู้ตัวว่าตัวเองเชื่อในพระเยซู ได้รับความรอด จากการไถ่บาปของพระเยซูแล้ว ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม รอดหมด เข้าใจใช่ไหม? ไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร เอาไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันไป เพราะเรื่องของพระเจ้า ต้องฟังกันบ่อยๆ ต้องค่อยๆ ทีละนิดๆ ไม่มีว่าฟังแล้ว รู้เลย รู้วันนี้ เดี๋ยววันรุ่งขึ้น อ๋อ!

ข่าวประเสริฐของพระเจ้า  มันจึงเป็นข่าวประเสริฐของการขอบคุณพระเจ้า และอ๋อ! ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คือข่าวประเสริฐที่บอกว่าอ๋อ! ขอบคุณพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องร้องไห้ ไม่ใช่เรื่องคร่ำครวญ ไม่ใช่ ข่าวประเสริฐของพระเจ้า เมื่อเข้าไปอยู่ในชีวิตของคนไหน ควรจะเป็น อ๋อ! ขอบคุณพระเจ้า แล้วก็จะออกไปเรื่อยๆ ขอบคุณพระเจ้า อ๋อ! แล้วขอบคุณพระเจ้า ไปเรื่อยๆ

ความเชื่อและความรอดของเรา ไม่มีอะไร ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมปฏิบัติ หรือประเพณีที่ทำกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ แต่ขึ้นอยู่กับว่าพระเยซูได้ทำอะไรสำเร็จแล้วบ้างที่ไม้กางเขน  เอเมน ต้องจำตรงนี้ไว้ให้ดีๆ โคโลสี 2:6-7 จึงบันทึกไว้อย่างชัดเจน ต้องเอาตรงนี้ใส่เข้าไปในสมองของเราให้เต็มที่

โคโลสี 2:6-7  “ดังนั้น ในเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป ด้วยการหยั่งราก และรับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ มั่นคงขึ้นในความเชื่อ ตามที่ได้รับการสอนมา และเต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ”

 

เป็นบทสรุปของอาจารย์เปาโล ที่ให้เราได้ใช้มาตรฐาน ในการพิจารณาว่าเราควรจะมีท่าทีอย่างไร ต่อคำสอน คำพูด ที่เราได้ยินได้ฟังต่อขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่สอนกันมา ที่ขัดแย้งกับข่าวดีพระเยซู เมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์ คือเมื่อท่านต้อนรับพระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป หมายถึงขณะนั้น พระเจ้าได้ย้ายท่านเข้ามาอยู่ในอาณาจักรที่เรียกว่าของพระคริสต์ ย้ายท่านเข้ามาอยู่ในวิญญาณของพระเจ้า ที่เรียกว่าพระคริสต์ จงมีชีวิตอยู่ตรงนั้น

(1) หยั่งราก จากเดิมที่เรามีความเชื่อเก่าแก่ ผิดๆ ถูกๆ ไม่รู้มาจากไหน? ฝังลึกอยู่ในสมองเรา อยู่ในชีวิตเรา  ก็ให้เราเปลี่ยน หันมาหยั่งรากใหม่ บนพื้นฐานของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์จึงบอกให้เราจดจ่อต่อไปที่เบื้องบน จดจ่อที่โลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตาเรามองไม่เห็น เราจำเป็นต้องจดจ่อ คือหลับตาให้เห็น แล้วให้มันจำให้ได้ ต่อไปนี้ ลืมตาก็เห็นตลอดเลย เห็นว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราเป็นลูกของพระเจ้าจริงๆ ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้วนะจ๊ะ

(2) รับการสร้างขึ้นในพระองค์ รับการก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ … ในพระองค์ ก็คือในพระคริสต์ ยอมรับในการทรงสร้างใหม่ของพระคริสต์ว่าเราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว รับรู้ว่าเราเป็นวิญญาณอยู่ในพระคริสต์ แล้วพระเจ้ากำลังสร้างเราขึ้นใหม่ ให้เรารับรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่เราสร้างตัวเองให้เจริญเติบโต แต่พระเจ้าสร้างเรา เพราะเรามาอยู่ในครอบครัวของพระคริสต์แล้ว ให้เรารับรู้ตรงนี้เท่านั้นเอง ให้เราเติบโตขึ้นทุกวัน ก็คือจดจ่ออยู่ที่วิญญาณใหม่

ในหนังสือ 2 โครินธ์ 4:16 “เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจะไม่ท้อแท้ ไม่ย่อท้อ แม้กายภายนอกจะทรุดโทรมไป  แต่จิตใจภายในวิญญาณ มันเจริญเติบโตใหม่ขึ้นทุกวันๆ”

หลับๆ ตื่นๆ ก็ทุกวัน ไม่ต้องทำอะไรเลย มันก็เจริญเติบโต เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทำให้เขาเจริญเติบโต เขา คือวิญญาณของเรา

(3) มั่นคงในความเชื่อ ตามถ้อยคำพระเจ้า ก็คือไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่อาจารย์เปาโลบอกว่าเป็นปรัชญาที่ไร้แก่นสาร ที่จะมาหลอกลวงเรา เราไม่หวั่นไหวหรอก ไม่ว่าปรัชญานั้นจะมาจากคนมีชื่อเสียงขนาดไหน?  คนแห่กันไปทั้งโลกขนาดไหนก็ตาม แล้วก็บอกว่าใครๆ เขาก็เชื่ออย่างนี้ทั้งนั้น แต่ถ้าเผื่อมันไร้แก่นสาร มันไม่ตรงกับถ้อยคำพระเจ้า เราปฏิเสธได้ ฟันธงว่ามันผิดแน่นอน มันผิดจากที่เราฝังรากลึกของโลกวิญญาณ ในถ้อยคำพระเจ้าไว้ในความคิดจิตใจของเราแล้ว โดยวิธีการใคร่ครวญ พิจารณา จดจ่อ set mind พระคัมภีร์บอก set mind above คือตั้งความคิดจิตใจไว้ที่เบื้องบน ที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในสวรรค์สถาน และเราก็นั่งอยู่ที่นั่นด้วย มันจะเห็นชัดได้ ก็โดยการพิจารณา โฟกัสทุกวันเวลา ตลอดชีวิตของเรา มันถึงจะสู้กับการถูกหลอกลวงที่เราบอกเมื่อตะกี้นี้ได้  แล้วต้อง set mind อย่างนั้นบ่อยๆ ให้มันอยู่ในโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น โลกวัตถุที่มองเห็น แทบไม่ต้องพูดเลย เพราะมองเห็นอยู่แล้ว

เมื่อวานซืน มีแผ่นดินไหว ไม่ต้องบอกก็ได้ มันมี มันก็เคลื่อนไว เสียหาย มันก็มีให้เห็นๆ แต่ในโลกวิญญาณ เกิดอะไรขึ้น เมื่อ 2,000 ปี พระเยซูมาทำอะไร ในโลกวิญญาณเปลี่ยนแปลงอย่างไร? พระคัมภีร์จะพูดในโลกวิญญาณทั้งสิ้น 100% ทั้งหมดเลย

(4) เต็มล้นด้วยการขอบพระคุณ เพราะว่าพระเจ้าทำสำเร็จแล้ว เพราะพระเยซูทำเรียบร้อยหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เราก็ได้แต่ขอบคุณ  ขอบคุณในทุกกรณี เป็นที่มาของการสรุปความเชื่อในพระเยซูคริสต์ของเรา ถ้าเรามีภาพในสมองชัดเจน  ถ้าเรามีภาพการจดจำชัดเจน และเรา set mind อยู่ตลอดเวลา ในเบื้องบนว่าเกิดอะไรขึ้น ตามหลักพระคัมภีร์ว่าเราได้ถูกไถ่ไปแล้ว ตอนนี้เราอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน เป็นลูกของพระองค์ เราร่วมครอบครองกับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว อยู่ ณ ที่นี่เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอีกสักครู่ เราเดินออกไปกินข้าว ติดคอ ตายไปเลย เราก็อยู่ในสวรรค์เหมือนเดิม แล้วเราก็ไปเตรียมรอรับร่างกายใหม่จากพระเจ้า เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ไม่มีผิด อะไรอย่างนี้ มันเยอะแยะไปหมดเลย  เราก็จะไม่กลัวอะไรเลยบนโลกใบนี้ เพราะเรามองทะลุสิ่งที่เป็นจริงในโลกวิญญาณแล้ว อย่างนี้เขาเรียกว่าการตั้งความคิดจิตใจไว้ที่เบื้องบน

เรามาฝึกกัน ฝึกบ่อยๆ เวลาฝึกให้หลับตา แต่ถ้าคล่องๆ แล้ว ก็ไม่ต้องหลับตา ให้นึกในใจ จงมองให้เห็นเถิดในโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งในภาษาไทยเขาแปลมาว่าให้จดจ่อ จงจดจ่อไปที่เบื้องบน คือโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น  เดี๋ยววันนี้  ทำตามนี้นิดหนึ่ง นี่คือจดจ่อว่าในโลกวิญญาณตอนนี้มันเป็นอย่างไร? พูดง่ายๆ ตอนนี้เรากำลังไปดูในโลกวิญญาณว่าเป็นอย่างไร? พระวิญญาณจะนำพาเราไปผ่านถ้อยคำพระเจ้าว่าในโลกวิญญาณตอนนี้เป็นอย่างไร? เราอยู่ที่ไหนในพระเยซูคริสต์ ในพระเยซูคริสต์เป็นอย่างไรบ้าง? แล้วอนาคตเราเป็นอย่างไร?

หลับตาลง หายใจลึกๆ ทำตัวสบายๆ ตั้งสมาธิ เข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ …

“ฉันเป็นวิญญาณ ที่มีจิตใจ และอาศัยในร่างกายนี้ เพียงชั่วคราว ร่างกายนี้ จำเป็นต้องเสื่อมโทรมลง แก่ลงไป ไปสู่ความตาย ตามคำสาปของบาป ตั้งแต่บรรพบุรุษ คืออาดัม แต่วิญญาณของฉัน และจิตใจของฉัน ได้รับการสร้างใหม่ โดยความเชื่อในพระเยซู พระเจ้าได้ทำให้ฉันตายไปพร้อมกับพระเยซู และทรงชุบฉันให้เป็นขึ้นจากความตาย  พร้อมกับพระเยซู ฉันจึงเป็นวิญญาณ ที่ได้บังเกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ และพระองค์ได้ประทานใจใหม่ ให้กับฉันด้วย ฉันจึงเป็นวิญญาณ และมีใจใหม่ ที่เหมือนพระเยซู มีลักษณะธรรมชาติเหมือนพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า เป็นความรัก เป็นความบริสุทธิ์ ไร้บาป ไร้ตำหนิ เป็นผู้ชอบธรรม เป็นแสงสว่าง อาศัยอยู่ในพระคริสต์  เป็นชีวิตที่ซ่อนอยู่ในพระคริสต์กับพระเจ้า พระเจ้าได้จุ่มฉันลง เข้าไปอยู่ในวิญญาณของพระองค์ คือฉันได้รับการบัพติศมา ลงไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค ทั้งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณ

วิญญาณฉันเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ฉันได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถานนี้ ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว วันนี้ วินาทีนี้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ที่ฉันจำเป็นต้องสละร่างกายนี้ คือร่างกายนี้ตายไป วิญญาณของฉันจะออกไป อยู่ที่สวรรค์ที่เดิม รอคอยการสวมร่างใหม่ ที่พระเจ้าเรียกว่าร่างกายสวรรค์ ร่างกายทิพ ที่เหมือนพระเยซูในปัจจุบัน และฉันจะสวมร่างกายสวรรค์นี้ ชั่วนิรันดร์ จะไม่มีความตาย ไม่มีความเจ็บป่วย ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีการพลัดพรากจากกัน ไม่มีความโศกเศร้า ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป ฉันจะอยู่กับพระเจ้าอย่างนี้ ตลอดไป”

เงียบๆ ในขณะนี้ ให้ท่านขอบคุณพระเจ้า เพราะทั้งหมดนั้น พระเจ้าทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ท่านต้องขอบคุณพระเจ้า ให้พระวิญญาณนำท่านไปเรื่อยๆ ขอบคุณพระเจ้า

“ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ขอบคุณพระเจ้า ที่ฉันไม่ต้องทุกข์ทรมานนิรันดร์กาล ขอบคุณพระเจ้า ถ้าไม่มีพระองค์ ฉันคงไม่สามารถทำอย่างนี้ได้”

ท่านก็ขอบคุณพระเจ้าไป ท่านอาจจะนึกถึงผู้คนรอบข้างในชีวิต ญาติพี่น้องต่างๆ ที่ยังไม่รู้ความจริงในเรื่องข่าวประเสริฐ ท่านก็จะเริ่มรู้แล้วว่าท่านจะทำอย่างไร? ท่านก็เริ่มอธิษฐานให้ผู้คนเหล่านั้น ท่านก็จะเริ่มปลดปล่อยความรักจากวิญญาณของท่าน ที่ท่านเป็นอยู่ในขณะนี้ ออกมาแล้ว มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่ท่านเป็นคนหงุดหงิด มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่ท่านเป็นคนขี้โมโหง่าย มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่ท่านอาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัว มันคนละเรื่องกัน มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องโลกวัตถุนี้เลย เรากำลังเข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ แล้วเราก็เห็นบรรดาผู้คนในโลกใบนี้ ยังไม่เห็นความจริงในโลกวิญญาณนี้อีกมากมายนัก เขาทั้งหลายก็เหมือนเราในอดีต เราจึงสามารถอธิษฐานให้เขาได้ด้วยวิญญาณที่บริสุทธิ์จากวิญญาณข้างในของเรา  ที่พระคัมภีร์เรียกว่าการอธิษฐานในวิญญาณ เราจึงสามารถอธิษฐานในวิญญาณ ในขณะนี้ได้ ขอพระเจ้าเปิดตาวิญญาณผู้คนเหล่านั้น ญาติพี่น้อง คนที่เรารู้จัก ให้เขาได้เห็นถึงความจริงง่ายๆ ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ขอบคุณพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2019 เรื่อง “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท”ตอน 1 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  17  พฤศจิกายน  2019

 เรื่อง “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท”ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้เราก็จะเริ่มซีรี่ย์ชุดใหม่ แต่ประเด็นเนื้อหาก็ยังคงเวียนอยู่เรื่องเดิมๆ บางคนก็บอกว่าฟังพาสเตอร์พูด … พูดแต่เรื่องเดิม วนไปวนมาตลอดเลย ก็พระคัมภีร์ทั้งเล่ม พูดเรื่องเดิมทั้งนั้น เรื่องไปสวรรค์อย่างไร? ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องกินและเรื่องดื่ม แต่เป็นเรื่องสวรรค์ เรื่องโลกวิญญาณ เรื่องในสิ่งที่มองไม่เห็น ที่พระเยซูทำให้กับเรา ซึ่งถ้าตั้งใจฟังกันให้ดีๆ ถึงแม้จะดูเหมือนผมพูดเรื่องเดิมๆ ทุกอย่าง แต่มันจะมีมุมใหม่ๆ มีข้อคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ ที่พระคัมภีร์บอกว่าถ้อยคำพระเจ้าสดใหม่เสมอ ใช้ได้กับทุกโอกาส ทุกสถานการณ์ และใช้ได้กับทุกยุค ทุกสมัย เอเมน

พระคัมภีร์บอกพระเยซู คือความจริง ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท พระเยซูจะทำให้ท่านเป็นอิสระ ซึ่งฟังดูก็ง่ายมาก ความหมายตรงๆ ไม่ต้องตีความอะไรทั้งนั้น แค่เชื่อในข่าวดีของพระเยซู แล้วท่านจะเป็นไท เป็นอิสระ หลุดพ้นจากโทษของความบาป ไม่มีการลงโทษใดๆ อีกแล้ว เป็นไท โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ที่เรียกว่าพระคุณ เราเรียนกันมาแล้ว

คริสเตียนที่เชื่อพระเจ้าแล้วทุกคน มั่นใจไหมว่าได้รับความรอด จากบาปแน่นอน ถึงแม้จะพลั้งเผลอไปทำบาป หรือไม่ทำตามกฎบัญญัติเดิมๆ ของพระเจ้า ซึ่งทำแน่ๆ วันนี้ออกไป ทำบาปไหม? ทำแน่ๆ แล้วยังมั่นใจไหมว่าที่ทำแน่ๆ นั้น จะได้ไปสวรรค์จริงๆ คำว่ามั่นใจ หมายถึงมันเชื่ออย่างเต็มอกเลยนะ

ยกตัวอย่าง แม้กระทั่งปลุกขึ้นมาตอนดึกๆ เพลีย ง่วงมาก 11 โมงไปปลุกขึ้นมา ถามว่าไปสวรรค์ไหม? ไปแน่นอน อย่างนี้ คือข้างในมันรู้ 100% เข้าใจไหม? ไม่ใช่ปลุกขึ้นมา …

“ไม่รู้เหมือนกัน ฉันอยู่ไหน จะไปสวรรค์เหรอ”

อย่างนี้ไม่มั่นใจ หรือไม่ต้อง 11 โมง ตื่นเช้ามา อากาศสดชื่น ดีเลย ไปสวรรค์ไหม? เมื่อตะกี้นี้ ตื่นขึ้นมาหงุดหงิด ไปว่าลูกก่อนไปโรงเรียน ไม่มั่นใจว่าจะไปสวรรค์หรือเปล่า?

แรกๆ บอก “ไปๆ” พอถามลึกๆ หลายคนเริ่มไม่มั่นใจ เพราะหลายคนยังมีความคิด หรือความเชื่อแบบเดิมๆ ติดตัวมา และยากที่จะลบล้างความเชื่อเดิมๆ เหล่านั้นออกไป มันก็เลยทำให้เรื่องข่าวดีของพระเจ้า ข่าวดีของพระเยซู ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย กลายเป็นเรื่องยาก จริงๆ มันง่ายนิดเดียว แต่คนชอบยากๆ มากกว่า พระเยซูบอกว่า …

“จงเข้าประตูทางแคบ”

ทางแคบ แปลว่าคนไม่ค่อยมาหรอก คนนึกว่าทางแคบ มันคงยาก ไม่ใช่ ทางแคบ คือมันง่ายเกินไป ไม่เอา ทำเองดีกว่า เพราะฉะนั้น ทุกคนก็จะไปทำเองๆ ฉันจะต้องสะสมความดี ฉันต้องสะสมบารมี ฉันจะต้องสะสมไปสวรรค์ให้ได้ เพราะฉะนั้น ทำเข้าไปๆ ทุกคนก็แห่ไปพึ่งตัวเองหมดเลย ซึ่งข่าวดีของพระเจ้า คือพึ่งพระเยซูเพียงผู้เดียว เอเมน พระเยซูบอกว่าทุกคนไปทางกว้างหมดเลย แต่ถ้าใครจะไปสวรรค์ต้องผ่านทางแคบ ทางแคบๆ ก็คือเชื่อในสิ่งที่พระเยซู ทำให้เราเท่านั้น เวลาพูดมันง่าย เวลาปฏิบัติ มันยากมาก อาจารย์เปาโลเขียนในหนังสือโคโลสี 2:4

โคโลสี 2:2-4 “2 จุดมุ่งหมายของข้าพเจ้า ก็คือให้กำลังใจพวกเขา ให้พวกเขาประสานรวมกันด้วยความรักและด้วยความเชื่อมั่น อันเต็มเปี่ยม 3 ซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่แท้จริง เพื่อว่าพวกเขาจะได้รู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้า คือพระคริสต์ซึ่งคลังสติปัญญา และความรู้ทั้งมวลซ่อนอยู่ในพระองค์ 4 ข้าพเจ้าบอกอย่างนี้ เพื่อไม่ให้ใครมาล่อลวงท่าน ด้วยถ้อยคำที่ฟังน่าเชื่อถือ”

 

“ข้าพเจ้าบอกอย่างนี้ เพื่อไม่ให้ใครมาล่อลวงท่าน” ท่านผู้เป็นคริสเตียนเชื่อใหม่ ล่อลวงท่าน ด้วยถ้อยคำที่น่าเชื่อ แบบมนุษย์ เพราะไม่ใช่ถ้อยคำพระเจ้า ถ้อยคำที่ฟังน่าเชื่อถือ ก็เช่นถ้อยคำมาจากคำพูดของผู้ใหญ่ที่น่านับถือ มีตำแหน่ง โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำทางศาสนาในยุคนั้น หรือถ้อยคำที่มีสำนวนโวหารไพเราะ

“พี่น้อง บัดนี้ อะไรอย่างนี้”

ฟังแล้ว น่าเชื่อถือ ดูแล้วรู้สึกดี แล้วก็ไปเชื่อ คนนี้เทศน์ดีมาก สนุกมากเลย เชื่อ เปาโลบอกว่ามีโอกาสถูกหลอกลวงได้  เพราะฉะนั้น เตือนไว้ และคำสอนเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันต่อๆ มา คำหลอกลวงเหล่านี้  ที่ฟังดูแล้วไพเราะ เป็นสติปัญญาของมนุษย์ จนกลายเป็นความเชื่อที่เป็นประเพณีเก่าแก่ ซึ่งอาจารย์เปาโลบอกว่าไม่ว่าคนพูดนั้น จะผู้ใหญ่ขนาดไหนก็ตาม หรือเป็นคำพูดที่ฟังดูน่าเชื่อถือขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าคำพูดนั้น ไม่ตรงกับความจริง ตามข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ คำพูดนั้น ก็เชื่อถือไม่ได้ มันมาหลอกลวงเรา นี่คือหัวข้อคำบรรยาย ซีรี่ย์ชุดใหม่นี้ ที่มีชื่อเรื่องว่า “ความเชื่อเก่าแก่ VS ความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท”

ซึ่งจะรวบรวมเอาความเชื่อที่มีมาแต่โบราณที่หลายเรื่อง ทำให้เรื่องง่ายๆ ข่าวดีของพระเยซูคริสต์กลายเป็นเรื่องยาก แล้วเราก็จะมาศึกษากันว่าความเชื่อเก่าแก่เหล่านี้  ขัดแย้งความจริง ตามถ้อยคำพระเจ้าอย่างไร? เพื่อความจริงจะได้ทำให้เราเป็นอิสระจริงๆ เราเชื่อพระเยซู เราควรจะเป็นอิสระ (จริงๆ) แต่บางคนมาเชื่อพระเยซูแล้ว ยังไม่ค่อยเป็นอิสระเท่าไร? ทั้งๆ ที่สมควรเป็นอิสระ เพราะพระเยซูทำให้เราเป็นอิสระ คริสเตียนที่เชื่อแล้วจริงๆ วิญญาณเป็นอิสระแล้ว แต่กระทำชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  เหมือนเป็นทาสอยู่ เปาโลพูดแบบนั้นเลย เหมือนเป็นทาสอยู่ ทั้งๆ ที่พระเยซูปลดปล่อย หลุดจากการเป็นทาส เรียบร้อยแล้ว

เริ่มต้นเรื่องแรก “การทำตามธรรมเนียมประเพณี” คริสเตียนเก่าแก่หลายคน โดยเฉพาะพวกที่ชอบศึกษาธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณ แล้วก็คิดไปเองว่าเราควรจะยึดธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม ตามที่ผู้ใหญ่เขาบอกกันมา นี่พูดถึงในอดีตเป็นอย่างนี้จริงๆ นะ ผู้หลักผู้ใหญ่มียศ มีตำแหน่งทางศาสนาเขาว่ากันมา เพราะฉะนั้น เขาบอกว่าอย่างนี้ ตามเขา แล้วยังบอกกันว่าตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด อะไรประมาณนั้น แบบไทยๆ แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีหลายแห่งที่ยังยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติที่เรียกว่าศาสนกิจกันอยู่ ทั้งๆ ที่พระคัมภีร์ทั้งเล่มไม่มีตรงไหน บอกไว้เลยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยกเว้น 2 เรื่องพระคัมภีร์มีบันทึกบอกไว้ คือ “พิธีมหาสนิท” กับ “พิธีบัพติศมาในน้ำ” แค่นี้เอง

แล้วคนก็เอา 2 อันนี้ไปใช้ ไปตีความหมายผิด พึ่งพิธีมหาสนิท เพื่อจะทำให้เรารอด พึ่งพิธีลงน้ำ เพื่อจะให้เรารอด ซึ่งไม่ใช่เลย

นอกจากพิธีกรรมต่างๆ แล้ว ก็ยังมีเรื่องข้อห้ามต่างๆ มีเรื่องกฎระเบียนที่ตั้งขึ้นมาเอง สำหรับผู้ใหญ่ต่างๆ เหล่านั้น  ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติที่มาตั้งแต่ดั้งเดิม เก่าแก่ ต่อๆ กันมาตั้งแต่กฎหมายเดิม ตั้งแต่ชาวยิวเดิมๆ อาจารย์เปาโลทราบอยู่แล้วว่าจะต้องมีเหตุการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้นแน่ๆ ก็เลยสอน ดักคอไว้ก่อน ในโคโลสี 2:8

โคโลสี 2:8 “จงระวังให้ดี อย่าให้ใครมาจับท่านเป็นทาส ด้วยปรัชญาอันไร้แก่นสารและหลอกลวง ซึ่งอาศัยธรรมเนียมปฏิบัติที่มนุษย์ถ่ายทอดกันมา และหลักการพื้นฐานต่างๆ ของโลกนี้ แทนที่จะอาศัยพระคริสต์”

 

“แทนที่จะอาศัยพระคริสต์” ก็คือแทนที่จะอาศัยข่าวดีของพระเยซู จะได้รู้ ปรัชญาอันไร้แก่นสารและหลอกลวง ก็คือคำพูดหรือคำสอนที่เป็นปรัชญา ฟังดูเท่ห์ ฟังดูลึกซึ้ง เปาโลพูดภาษาชาวบ้านมากเลยนะ ท่านไปตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว และพระเจ้าได้ทำให้ท่านเป็นขึ้นมาจากความตาย ไม่มีเท่ห์เลย คำสอนเชิงปรัชญา ต้องมาคิดหลายตลบ ฟังดูแล้วน่าเชื่อถือ อ้างอิงจากธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณ ที่ฟังแล้วมันดูขลัง สมัยโมเสสเขายังทำอย่างนี้ อาโรนก็อย่างนี้แหละ

“พระเจ้าเคลื่อนไหวตอนนั้น อย่างนี้เลย ต้องทำอย่างนี้”

อะไรประมาณนั้น ดูขลัง ดูศักดิ์สิทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น จะขึ้นบรรยายถ้อยคำพระเจ้าทั้งที ดูขลัง เพราะถ้อยคำพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ จริงๆ ในพระคัมภีร์บอกถ้อยคำพระเจ้าศักดิ์สิทธิ์ มันหมายถึงศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นความจริง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายถึงดูขลัง มีฤทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้น เวลาเราจะขึ้นไปอ่านถ้อยคำพระเจ้า หรือบรรยาย หรือเทศนา เราจะต้องแต่งชุด ให้ดูขลังหน่อย ใส่สายสะพาย ใส่อะไร ขึ้นมา เป็นเหมือนชุดปุโรหิตยิวโบราณ ที่พระเจ้าให้แต่ง แล้วก็เอามาดัดแปลง ให้ดูน้อยๆ ลงนิดหนึ่ง แต่ก็ยังแต่งอยู่ อันนี้ผมไม่ได้พูดถึงคนแต่ง ไม่เกี่ยวกัน แต่กำลังจะบอกให้ฟังว่าสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ข่าวดีของพระเจ้าค่อยๆ ถูกทำให้เสียหายไป ถูกทำให้ค่อยๆ จางไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันไม่ตรงกับความจริงในถ้อยคำพระเจ้าเลย ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่พระเยซูพยายามสอนเรา บอกว่าพระองค์มาทำให้สำเร็จแล้ว ไถ่บาปเราแล้ว สวรรค์คืออะไร? การเข้าสวรรค์อย่างไร? เกิดในโลกวิญญาณอย่างไร? มันไม่ได้เกี่ยวกับการกิน การดื่ม การทำอะไรบนโลก เป็นศาสนกิจเลย ไม่เกี่ยวเลยแม้แต่นิดเดียว รวมทั้งพิธีมหาสนิทและพิธีบัพติศมาในน้ำ ก็ไม่เกี่ยวกับความรอดเลย แม้แต่นิดเดียว

เติมไปนิดหนึ่ง วันนี้ไม่ได้มาคุยเรื่องนี้ ทุกคนรู้จักบัพติศมาในน้ำ … บัพติศมาในน้ำไม่ได้ทำให้คนได้รับความรอด รู้ไหมบัพติศมาในน้ำ ผมคิดขึ้นมาเอง เปรียบเหมือนงานฉลองวันเกิด ท่านเกิดแล้วใช่ไหม? พอครบปีท่านก็มาฉลองวันเกิดใช่ไหม? ท่านก็ร้องเพลงอวยพรวันเกิด ท่านเกิดหรือยัง? เกิดแล้ว Happy Birthday ทำให้ท่านเกิดอีกทีไหม? ไม่ใช่ การบัพติศมาในน้ำ คือฉลองในหมู่ คนที่เขาเกิดใหม่แล้ว เขาเชื่อพระเยซูแล้ว ตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้ อาจจะเมื่อวาน เมื่อวานซืน อาทิตย์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ไม่รู้เมื่อไร? แต่วันนี้เขาจะฉลอง Happy Birthday to you แล้วเราร้องเพลงอะไร? สมมติว่าวันเกิดทางด้านมนุษย์ Happy Birthday to you ไม่เกี่ยวอะไรกับที่เราเกิด ถูกไหม?  เกิดในวิญญาณก็เหมือนกัน เกิดเมื่อไร? อาจจะรับเชื่อเดือนที่แล้ว  เกิดใหม่แล้ว วันนี้มาฉลอง “ข้าตัดสินใจแล้ว จะตามพระเยซู” เหมือนกัน แค่นี้ อันนี้แถมให้

ปรัชญาอันไร้แก่นสารเหล่านี้ มันทำให้เกิดคำหลอกลวง คือบิดพลิ้วถ้อยคำพระเจ้า ค่อยๆ บิด ถ้าบิดไปหมดเลย ยิ่งดี ถ้าบิดไม่ได้หมด บิดสัก 10% ก็ดี  ถ้า 10% ไม่ได้ 5% ก็ยังดี 5 % ไม่ได้ 1% ก็ยังดี แต่ใจจริงมารอยากจะบิดให้มันได้ครบ 100 เลย   ก็คือคนที่ไม่เชื่อนั่นเอง  แต่มาเชื่อแล้ว ทำอย่างไรได้ เชื่อแล้วไม่เป็นไร ทำให้เพี้ยนๆ เพื่อที่จะไม่ให้เขาไปส่งต่อข่าวดีนี้กับคนอื่น คนนี้รอด ไม่เป็นไร  สงครามไม่ได้จบตรงที่ว่าเรามาเชื่อพระเจ้า แล้วมารปล่อย ไม่ใช่ เรามาเชื่อแล้ว เราเข้าไปอยู่ในมือพระเจ้าแล้ว เข้าไปอยู่ในบ้านพระเจ้า ในสวรรค์แล้ว มันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว  ก็จริง แต่มันจะทำให้เราเป็นพยานเท็จ เราไปสวรรค์จริง แต่เราไม่สามารถทำให้คนอื่นเชื่อได้เลย เพราะการประพฤติของเราตลกๆ แปลกๆ

เราเป็นช่างตัดผมอยู่ดีๆ พอมาเชื่อพระเจ้าเราดีใจเหลือเกิน ไปโบสถ์ ทุกคนพอมาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ทุกคนต้องประกาศๆ เราเป็นผู้เชื่อใหม่ ไม่รู้จะทำอย่างไร? เขาบอกต้องประกาศๆ เป็นช่างตัดผมก็ประกาศได้ เราก็ถูกบังคับ พยายามจะประกาศ พอลูกค้ามาปุ๊บ เรากำลังลับมีดจะโกนหนวดให้เขา ไปปาดที่ใกล้ๆ คอ แล้วเราถาม …

“คุณเคยตายไหม? คุณกลัวตายหรือเปล่า?”

เราพูดไม่ถูกกาลเทศะเลยนะ คนนั้น …

“กลัวสิครับ”

“เชื่อพระเยซูไหม?”

“เชื่อๆ”

เขาเชื่อจริงหรือเปล่าล่ะ

เราชอบทำอะไรแปลกๆ อย่างนี้ คริสเตียนใหม่ คุยแล้วสนุก เอารถไปล้าง เด็กวิ่งมาถึง …

“จะรับบริการอะไรครับ 1, 2, 3, 4”

“หนูเชื่อพระเยซูหรือยัง?”

เขาถามว่าจะรับบริการอะไรไหม? ดันไปถามว่าหนูเชื่อพระเยซูหรือยัง?

“พี่จอดรถข้างๆ นะ”

“หนูรู้ไหม ถ้าเชื่อพระเยซู แล้วหนูจะไปสวรรค์”

คุยกันรู้เรื่องไหมเนี้ย มันเหมือนถูกบังคับ มันไม่เป็นธรรมชาติ มันไม่มีกาลเทศะ ถ้าถูกทางพระเจ้า มันจะดีงาม เรียบร้อย ลงล๊อค เข้าใจได้ ไม่มีอะไรแปลกๆ นี่ข่าวประเสริฐเสียหายไหม? คนที่ประกาศ คนที่เชื่อแล้ว รอดจริงๆ แต่เขาไม่สามารถที่จะไปบอกให้คนอื่น รู้ถึงข่าวประเสริฐที่ง่ายๆ ของพระเยซูได้ เพราะถูกขโมยบางส่วน ที่เป็นความจริงไปนั่นเอง ซึ่งปรัชญาอันไร้แก่นสาร หลอกลวงเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากการไปศึกษาค้นคว้าดูว่าบรรพบุรุษ ผู้เชื่อในยุคก่อนๆ แทนที่จะไปศึกษาถ้อยคำพระเจ้า

ไปศึกษาดูว่าคนยุคก่อนๆ บรรพบุรุษของเรา ในคริสตจักรยุคแรกๆ เขาทำอะไรกัน ที่เปาโลเขียน ก็เป็นอย่างนี้แหละ ถ้าเผื่อเขาเดินมากับพระเยซู เคยเดินกับพระเยซู ต้องถูกต้องหมด ต้องทำตามเขาให้หมด เราต้องทำตามเปโตร ต้องทำตามยอห์น ต้องทำตามยากอบ เพราะว่าเขาเดินกับพระเยซูมานะ เปาโลเป็นใครยังไม่เคยเดินกับพระเยซูเลย แล้วยังแถมฆ่าคริสเตียนด้วย อย่าไปเชื่อเขาเลย มาเชื่อคนเหล่านี้ดีกว่า เขามองอย่างนี้ เขาไม่ได้มองเนื้อแท้ๆ ของความหมายของข่าวประเสริฐของพระเจ้า เขาถึงถูกหลอกได้

เปาโลชัดเจน เปาโลอ้างอย่างนี้เสมอ “ข้าพเจ้าถูกเรียกมาเป็นอัครทูต แบบเมียน้อย อัครทูต ต้องเดินกับพระเยซูสิ ตอนที่พระเยซูอยู่บนโลกใบนี้ แต่เปาโลไม่ได้เดินกับพระเยซู เพราะฉะนั้น หลายคนดูถูก แล้วผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านั้น ที่บอก น่าเชื่อถือ เปโตรก็น่าเชื่อถือ ต้องทำตามเขา เขาแบ่งแยกคริสเตียน โดยการกระทำของเขา โดยความกลัวของเขา คือเขายังคงรักษาประเพณี การไม่คบหากับคนต่างด้าว คนที่ไม่ใช่ยิวอยู่เลย แม้กระทั่งเขาเป็นผู้นำในเรื่องคริสเตียนแล้ว มีคริสเตียนที่เป็นชาวกรีก และอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยิว เปโตรไม่กินอาหารโต๊ะเดียวกัน ถือว่าเขาต่ำกว่า เปาโลถือมากเรื่องนี้ โกรธมาก ทะเลาะกันแต่เรื่องนี้

“คุณทำอย่างนั้นได้อย่างไร?”

เปโตรที่ยืนกับพระเยซู ที่เดินกับพระเยซู แต่เนื่องจากความคุ้นเคย ความรับผิดชอบ ในฐานะเป็นอัครทูตของพระเจ้าที่ส่งไปให้ชาวยิว จึงตะขิดตะขวางใจมาก เคร่งครัดในเรื่องประเพณีในอดีตมากมาย นี่แหละคือสิ่งหนึ่งที่ความจริงถูกบิดเบือน ไม่ได้พิจารณาดูว่ามันตรงตามหลักการไหม? ถ้อยคำพระเจ้าหรือเปล่า? กลัวไปก่อนแล้ว ไบเบิ้ลบันทึกอย่างนั้นหรือ? ไม่รู้ รู้แต่ว่าเปโตรทำ ฉันทำบ้าง เพราะฉะนั้น …

“ข้างบ้านเขาเป็นชาวกรีกนะ เขาเพิ่งมาเชื่อพระเจ้า อย่าไปกินข้าวกับเขานะ”

“ทำไมทำอย่างนั้น เปาโลบอกว่ากินได้ เป็นพี่น้องกัน เป็นครอบครัวเดียวกันหมดแล้ว”

“ขนาดเปโตรเขายังไม่ทำเลย”

มันเป็นอย่างนี้  ขนาดเปโตรเขายังไม่ทำเลย  เปโตรเป็นใคร อะไรประมาณนี้

คริสเตียนมีอยู่ 2 ทางเลือก คือจะเลือกทำตามประเพณีปฏิบัติตามโบร่ำโบราณ ที่ถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมา หรือจะยึดตามแก่นแท้ของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นความจริงที่จะทำให้ท่านเป็นไท

เห็นไหมมี 2 ทางเลือก สิ่งที่ยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณ เก่าแก่ยาวนาน ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เราเรียนมาตั้งเยอะแล้วนะ อิสราเอลในอดีต ทำผิด ทำพลาดตั้งเยอะ ผู้เชื่อชาวโครินธ์ก็มีแตกแยกหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายก็มีธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปทำตามเขา ก็เละไปหมด ไม่มีพื้นฐานที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น พื้นฐานจะต้องมาจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่บันทึกเอาไว้

เปาโลจึงบอกว่า “ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท” ไม่ได้อยู่ที่การปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีที่สอนกันมาตั้งแต่โบราณ แต่อยู่ที่ข่าวดีของพระเยซูคริสต์เท่านั้น เพียวๆ ไม่มีการผสม ไม่มีการแต่งเติมอื่นๆ เข้าไป

ข่าวดีเรื่องสวรรค์ เรื่องความรอดในพระเยซูนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ และต้องแปลความหมายให้ถูกต้องด้วย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบรรพบุรุษ คนแก่คนเฒ่า หรือผู้อาวุโสในอดีตได้กล่าวไว้ คือในเรื่องของความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูนี้ เราไม่สามารถใช้คำพังเพยที่ไทยๆ เราชอบพูดกัน

“เชื่อเถอะ”

“เพราะเขาอาบน้ำร้อนมาก่อนเรา เขาเชื่อพระเจ้ามาก่อนเราตั้งนานแล้ว”

กรณีนี้ใช้ไม่ได้เด็ดขาด มีโอกาสถูกหลอกได้อย่างง่ายๆ ซึ่งส่วนใหญ่บรรพบุรุษของเรา ก็เชื่อตามคำบอกเล่าของบรรพบุรุษ และบรรพบุรุษของเราก็เชื่อกันต่อๆ มาจากบรรพบุรุษอีกที ซึ่งพอถามว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ก็ตอบไม่ได้ เพราะเขาสอนต่อๆ กันมา ตอบไม่ได้ ถ้าท่านรู้ความจริง ในไบเบิ้ล ท่านจะรู้ว่าทุกอย่างในพระคัมภีร์มันต่อเนื่องกันหมด ตอบอะไรก็ได้ ไม่มีแย้งกันเลยสักนิดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นมันยุ่งไปหมดเลย อันนั้นก็แย้ง อันนี้ก็แย้ง พระเยซูบอกทำสำเร็จแล้ว อันนี้บอกยังทำต่อ พระเยซูอภัยให้หมดแล้ว อันนี้บอกไม่ได้ เธอต้องขอการอภัยโทษ อย่างนี้เป็นต้น แต่สิ่งที่เราทราบแน่ๆ จากการได้ศึกษาในประวัติศาสตร์ก็คือบรรพบุรุษก่อนหน้าเรา แตกแยกจริงๆ มีความขัดแย้งทางความเชื่อเยอะแยะมากมายไปหมด ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน กว่า 2,000 ปี ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเชื่อ ตามบรรพบุรุษฝ่ายไหน ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้  ซึ่งเราเรียกกันว่านิกาย ก็ว่ากันไป ซึ่งจริงๆ มันไม่มี มันมีหนึ่งเดียว

จึงสรุปได้ว่าประเพณีเก่าแก่ ตั้งแต่โบร่ำโบราณ มิได้เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ทุกอย่างเสมอไป ถึงทำตามประเพณีตลอด แต่ถ้าไม่ตรงกับพระคัมภีร์ ก็มีสิทธิ์เพี้ยนไปก็ได้  แต่ที่ทำมาถูกต้อง ก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี

ดังนั้น เราจึงควรมีบรรทัดฐานเดียวกัน พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบันทึกไว้อย่างไร? เป็นเพียงหลักฐานเดียวเท่านั้น ที่เราจะต้องทำตาม ไม่ใช่ทำตามตำนานเล่าขาน สืบเนื่องจากความเชื่อของบรรพบุรุษอาวุโส

ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นอีกอันหนึ่ง ก่อนจะจบในวันนี้ เมื่อประมาณ 500 กว่าปีก่อน  มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น    ใหญ่โตมาก   ซึ่งทำให้เกิดคริสตจักรที่ถูกต้องตามกฎหมาย   แบบเราๆ เรียกกันว่าโปแตสแตนท์ ถ้าแบ่งคริสเตียนในปัจจุบัน  ในโลกนี้ทั้งหมด  แบ่งได้แค่ 2 กลุ่ม  คือโปแตสแตนท์ กับโรมันคาทอริค

เมื่อตอนที่เปาโลกำลังพูดอยู่นี้ ไม่มีโรมันคาทอริค ไม่มีโปแตสแตนท์ มีแต่คาทอริค เชิร์ท คาทอริค แปลว่าหนึ่งเดียว เริ่มประกาศที่กรุงเยรูซาเล็มไป แล้วเปาโลไปประกาศ และตั้งคริสตจักรที่ไหนก็ตาม เป็นคริสตจักรคาทอริคหมด เป็นคริสตจักรของพระเจ้า คริสตจักรของพระเยซูคริสต์ เหมือนกันหมด ไม่มีนิกายโน่นนี่ ทุกคนเหมือนกันหมด และทำตามที่พระเยซูบอก ทำตามข่าวประเสริฐ แล้วมันก็จะมีคนนี้ เริ่มเอาอย่างนั้นมาบวก จากข่าวประเสริฐเพียวๆ บวกอันนั้นไปนิดหนึ่ง บวกความเชื่อเดิม บวกประเพณีเดิม บวกกิเลสส่วนตัวเข้าไป บวกความอยากใหญ่อยากโตเข้าไป บวกความโลภเข้าไป  อยากได้เกียรติ มันเลยผสมปนเปกันมา จากเพียวๆ ก็เลยผสมกันเยอะแยะ เป็นหมู่เหล่าต่างๆ นานา แต่ก็ยังไม่แบ่งเป็นกลุ่มๆ ชัดเจนเหมือนปัจจุบัน

จนกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น เมื่อมหาอาณาจักรโรมัน ซึ่งเป็นมหาอำนาจในขณะนั้นเปลี่ยนศาสนาประจำชาติ มาเป็นเชื่อพระเยซู โดยคอนสแตนติน เมื่อประมาณปี ค.ศ.300 คือหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ประมาณ 300 ปี โรมันซึ่งเคยข่มเหงและต่อต้านคริสเตียน ก็กลับกลายเป็นประเทศ เป็นมหาอาณาจักร ที่กลายเป็นมีศาสนาประจำชาติ เป็นคริสเตียน แล้วก็เหมือนเดิม พอเป็นคริสเตียนปุ๊บ  ก็จะมีผสมปนเปกันไปเยอะแยะไปหมด อย่างที่ผมบอก คนนี้ก็เชื่ออย่างนี้ คนนั้นก็เชื่ออย่างนั้น เอาของเก่ามาเสริมบ้าง การเป็นคริสเตียนของโรมันคาทอริคก็เริ่มบวกกับสิ่งที่เขาเคยเชื่อมาในอดีต เรื่องรูปเคารพอะไรต่างๆ รวมเข้าไปกับการนมัสการพระเยซูด้วย

เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกสไตล์เขาเอง ซึ่งแตกต่างกับคาทอริคเดิมแล้ว จากคริสตจักรเดิมๆ สมัยกรุงเยรูซาเล็ม สมัยเปาโล มันไม่เหมือนกันแล้ว เพราะเติมอะไรเข้าไปเยอะ มีทั้งคนถูกต้อง คนบริสุทธิ์ดีงามจริงๆ มีทั้งคนอยากเล่นการเมือง มีทั้งคนอยากใหญ่ อยากโลภ มีทั้งคนอยากจะร่ำรวยเข้าไปทางศาสนา เพราะฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็น ชื่อว่าคาทอริค แบบโรมัน เขาเรียกว่าโรมันคาทอริค แล้วก็มาเรื่อยๆ จนพันสองร้อยปีผ่านมา ก็เป็น  ค.ศ.1500  ตอนที่เป็นโรมันคาทอริค เขาจะมีคนธรรมดา ที่เชื่อแบบธรรมดา เป็นคริสเตียนที่มาเชื่อพระเจ้าจริงๆ มันไม่เห็นตรงกับพระคัมภีร์เลย เคยอ่านมาบ้าง มันแปลกๆ ความรอดในพระเยซูบอกสำเร็จแล้ว ทำไมมันซื้อได้ด้วย ซื้อใบความรอด ก็ได้ คนทำบาปมา สารภาพบาปอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องจ่ายตังค์ด้วย ถึงจะบริสุทธิ์

อะไรอย่างนี้ ยกตัวอย่างให้ฟัง และอย่างอื่นอีกมากมาย คนก็เริ่มคิดต่างๆ นานา ทำไมมันไม่ตรง มันใช่เหรอ มันก็จะมีคนแย้งมาตลอดเวลา แย้งอยู่ใต้ดิน คนที่ต้องการอำนาจ ก็พยายามกำจัดคนที่แย้งๆ กันไป  เพื่อที่จะได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ จนกระทั่งประมาณ 500 ปีที่ผ่านมา  ก็มีคนๆ หนึ่ง ซึ่งก็คือหนึ่งในจำนวน คนเยอะแยะมากมาย ที่ประท้วงตลอดเวลาว่าอันนี้มันไม่ใช่เรื่องข่าวดีของพระเยซู นี่มันอะไรก็ไม่รู้ ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกให้ทำอย่างนี้สักหน่อย คนหนึ่งในจำนวนนั้นที่เป็นหัวหน้า มีชื่อว่ามาร์ติน ลูเธอร์ ก็คือหนึ่งในจำนวนผู้ที่แย้งอยู่ใต้ดิน ก็แอบแปลพระคัมภีร์ แอบไปอ่าน แอบไปทำ แล้วก็สอนใต้ดิน ให้คริสเตียนที่อยากรู้พระคัมภีร์จริงๆ อยากเป็นคริสเตียนแท้ๆ กลุ้มใจกับอันที่มันมั่วๆ กันหมด แอบเรียน ไม่แอบไม่ได้ ผิดกฎหมาย เพราะทางศาสนาตอนนั้น มันเข้มข้นมาก ในเรื่องของการเมือง เอาสั้นๆ นี่คือการต่อต้าน จนกระทั่ง ในสมัยของมาร์ติน ลูเธอร์ ต่อต้านจนสำเร็จ สรุปพูดง่ายๆ ก็คือต่อต้านจนกระทั่งพวกที่ต่อต้าน โผล่ขึ้นจากใต้ดินเยอะมากขึ้น จนกระทั่ง โรมันคาทอริค ไม่รู้จะทำอย่างไรได้  เพราะมันเยอะเหลือเกิน ปราบไม่หมดแล้ว เพราะฉะนั้น  ก็เลยยอมรับว่าโอเค ขึ้นมาเลย ให้เป็นอีกนิกายหนึ่ง เป็นความเชื่อหนึ่งในเรื่องพระเยซู

และจากนั้นมาร์ติน ลูเธอร์มาถึงปัจจุบัน 500 ปี ก็จะเกิดคริสเตียนแบบโปแตสแตนท์ คือพวกที่อยู่ในกลุ่มที่เขาเรียก โปแตส พวกประท้วง คริสเตียนพวกกลุ่มประท้วง เราก็อยู่ในข่ายพวกประท้วง ประท้วงว่านี่ไม่ใช่ และในกลุ่มผู้ประท้วงเอง ใน 500 ปีที่ผ่านมา ก็เชื่อไม่เหมือนกัน อย่างที่บอก บางคน ลงน้ำบัพติศมา ไม่เกี่ยวกับความรอด บางคนบอกไม่รู้ เขาว่ากันมาว่ามันเกี่ยว ทำดีกว่า ก็ทำต่อไป  พอทำต่อไป สอนลูกหลานว่าถ้าได้รับความรอด ไปสวรรค์ ต้องลงน้ำนะ ซึ่งในพระคัมภีร์ บอกไหมว่าจะไปสวรรค์ต้องลงน้ำ ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น

อันนี้ไม่เป็นไร ก็แยกไป เขาได้รับความรอดจริง ไปบังคับให้ทุกคนลงน้ำ อันนี้เชื่อใหม่ ศึกษาแล้วไม่ใช่ ก็แบ่งแยกออกไป โปแตสของโปแตสอีกที คือกลุ่มประท้วงเขา แล้วก็แยกออกมาเป็นกลุ่มประท้วงของกลุ่มประท้วงอีกทีหนึ่ง มันก็แยกไปเรื่อยๆ เห็นภาพอะไรไหมว่าข่าวดีของพระเจ้าที่เป็นเพียวๆ 100% มันมีบิดมาบิดไป แต่ขอบคุณพระเจ้า จะบิดอย่างไรก็ตาม มันง่ายตรงที่รอดทางวิญญาณ เขารอดไปแล้ว เพียงแต่เขาจะส่งไม้ต่อให้กับคนหลังๆ ไม่ได้ดีนักเท่านั้นเอง  เพราะว่าเขาไปพูดข่าวประเสริฐที่ไม่ตรงตามพระคัมภีร์จริงๆ มันคือยาก

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นภาพว่าข่าวประเสริฐมันไม่ได้ยากอย่างนั้น แต่ที่เราเรียนรู้กันอยู่ เพื่อจะได้รู้ว่ามารมันตกกระป๋องไป มันถูกถอดยศออกไปหมด มันทำอะไรไม่ได้เลยตอนนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา พระคัมภีร์บอกว่าท่านไม่รู้หรือ! คำว่าท่านไม่รู้หรือ! มันทำเสร็จแล้ว ถูกไหม? พระคัมภีร์จะพูดสิ่งนี้เสมอ ท่านไม่รู้หรือๆ เมื่อท่านเชื่อในพระเจ้าแล้ว ปุ๊บ เปาโลจะบอกว่าท่านไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน ท่านไม่รู้หรือว่าท่านเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าท่านสะอาดหมดจดแล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าพระเยซูตายที่ไม้กางเขนครั้งเดียวเป็นพอ ชำระบาปให้ท่านหมดเรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต จบไปแล้ว ท่านไม่รู้หรือท่านเชื่อพระเยซูแล้ว  ท่านอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็อยู่ในนั้นเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่อาศัยในร่างกายนี้อยู่เท่านั้นเอง ท่านไม่รู้หรือ? แปลว่ามันสำเร็จแล้ว มันเป็นอย่างนั้นแล้ว

นี่คือข่าวดี ซึ่งอย่างที่บอก มารพยายามที่จะดันอันนี้ออกไปไกลๆ ให้มันยากๆ เข้าไว้ เพื่อให้คนรู้สึกก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่กับอันอื่นๆ เขา อันอื่นๆ ก่อนที่จะมา ก็มีเยอะแยะความเชื่อต่างๆ ที่บอกว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เราต้องช่วยเหลือตัวเอง คนเราเกิดมามีเวรมีกรรม ต้องชดใช้เวรกรรม กฎแห่งกรรมมีจริงนะ ทำบาปก็ต้องชดใช้สิ แล้วในพระคัมภีร์ว่าอย่างไร? พระเยซูมารับบาปของเราไปแล้ว หนังสือฮีบรู บทที่ 10 บอกว่าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และพระโลหิตของพระองค์ การตายของพระองค์เพียงครั้งเดียวเป็นพอ ที่จะชำระท่านทั้งหลาย ให้สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ถวายแด่พระเจ้า เป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์สะอาด เอเมน หมด

พระเยซูบนไม้กางเขนบอกสำเร็จแล้ว แปลว่าท่านมาเชื่อพระเยซู ท่านไม่ต้องทำอะไร พระเยซูทำให้สำเร็จแล้ว คราวนี้ก็อยู่ที่ท่าน ท่านจะเชื่ออะไร? ท่านจะเชื่อในพระคัมภีร์ หรือจะเชื่อที่เขาว่ามา  ท่านลองไปถามสิว่าเขาว่ามาจากไหน? ว่ามาจากความเชื่อเดิมๆ ตั้งแต่ปู่ย่าตาทวดมาว่ามีเจ้ากรรมนายเวร มาคอยเจอตลอดเวลา เธอต้องชดใช้หนี้สิน เธอต้องชดใช้กรรม ชดใช้เวร ไม่มีทางหมดหรอก

แต่อีกฝั่งหนึ่ง พระเยซูบอก “ฉันใช้ให้หมดแล้ว หมดแล้วๆ”

เราจะจบตรงที่แล้วถ้าเราเรียนรู้ความจริงนี้แล้ว วิธีการที่เราจะไปใช้ ทำอย่างไร? จำที่ผมบอก ครั้งที่แล้วว่ามันมีสงครามฝ่ายวิญญาณอยู่จริงๆ และสงครามฝ่ายวิญญาณ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผีมารซาตาน จะมาหักคอท่านหรอก แต่มันเกี่ยวกับผีมารซาตานจะผ่านทางกระแสของโลกนี้ จะมาขโมยเอาความจริงออกไปจากสมองของท่าน ออกจากความคิดของท่าน พระคัมภีร์จึงบอกให้ท่านจดจ่อไปที่เบื้องบน ในสวรรค์สถานที่ท่านอยู่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ในสวรรค์ ซึ่งเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้แล้ว จดจ่อไปที่ถ้อยคำพระเจ้า ที่บอกไว้อย่างนั้น อย่าให้มันขโมยออกไปด้วยถ้อยคำหลอกลวง

จดจ่อก็คือเซ็ตมายด์ ก็คือใคร่ครวญ ภาวนา โฟกัส จ้อง จับเอาความจริงเหล่านั้น ใส่ไว้ในสมอง ใส่ไว้ในความคิดของเราตลอดเวลา ฝึกตลอดเวลา ถ้ามันอยู่ในนี้ มันก็จะอยู่ตลอดไป ไม่มีใครมาเอาไปได้ มารก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะวิญญาณเราอยู่ในพระเจ้าแล้ว เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้จะจบทุกครั้ง ผมก็จะฝึกเราในการเอาถ้อยคำพระเจ้าเข้าไปในสมองของเรา เข้าไปในความคิดของเราว่านี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ นี่คือโลกวิญญาณที่ตามนุษย์มองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ที่พระเจ้าบอกตระเตรียมไว้ให้คนที่รักพระองค์ ในพระเยซูคริสต์ มันเกิดแล้ว มันเสร็จแล้ว มันเรียบร้อยแล้ว ท่านอยู่ตรงนั้นแล้ว ทำอย่างไรถึงจะได้เห็น ก็จงมองให้เห็นเถิด ทำอย่างไรท่านถึงจะได้รู้ ก็จงมองให้เห็นเถิด เปิดตาวิญญาณ แล้วมองให้เห็นเถิด อ้าว! เปิดตาวิญญาณเลย วิธีเปิดตาวิญญาณทำอย่างไร? ที่จะฝึกต่อไปนี้ ก็คือความจริงในถ้อยคำพระเจ้าทั้งหมด ท่านก็พยายามพูดตามผมไปเรื่อยๆ เหมือนกับพูดกับตัวเอง กลับไปบ้าน ท่านก็พูดให้ตัวเองฟังลักษณะอย่างนี้ …

“ขอบคุณพระเจ้า โดยพระเยซูคริสต์ ที่ทำให้ลูกเป็นอิสระ จากโทษของความบาป ขอบคุณพระเยซู ที่ชดใช้เวรกรรมให้กับลูก ขอบคุณพระเจ้า ที่ลูกได้เป็นลูกของพระองค์ ลูกขอบคุณพระเจ้า ลูกเชื่อว่าลูกเป็นวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ให้ลูกตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ และชุบให้ลูกเป็นขึ้นจากความตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ลูกจึงได้เกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ เป็นวิญญาณที่สะอาดหมดจด ไร้ตำหนิ ไร้โทษ และพระองค์ได้ประทานจิตใจใหม่ให้ลูกด้วย ลูกจึงเป็นวิญญาณที่มีความคิดจิตใจใหม่ ที่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเยซู เป็นลูกของพระองค์ และอยู่ในสวรรค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ณ ขณะนี้แล้ว เพียงแต่ว่าลูกยังต้องอาศัยอยู่ในร่างกายเดิมนี้ เพื่อพระองค์จะสามารถใช้ลูกได้ ในการงานบนโลกใบนี้ แต่วันหนึ่งร่างกายที่จะต้องตายนี้ จะกลับไปสู่ดิน ตามโทษของความบาป จากบรรพบุรุษ คืออาดัม ณ วันนั้น วิญญาณของลูกและความคิดจิตใจของลูกจะออกจากร่างนี้ เตรียมไปรับร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ เหมือนร่างกายของพระเยซู เต็มไปด้วยสง่าราศี เป็นความสว่าง ไม่มีการตาย ไม่มีความเจ็บปวด ไม่ต้องรับโทษใดๆ ไม่ต้องโศกเศร้า ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป และลูกจะอยู่ในสวรรค์ ในร่างกายทิพย์นี้ ครอบครองร่วมกับพระเยซู อยู่ในสวรรค์ของพระองค์ที่เรียกว่าในพระคริสต์ตลอดชั่วนิจนิรันดร์ ขอบคุณพระเจ้าในพระคุณของพระองค์ ที่ทรงกระทำทุกสิ่งนี้ให้กับลูก ขอบคุณพระองค์ในนามพระเยซู เอเมน”

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2019 เรื่อง “การต่อสู้ของโลกวิญญาณ ทางความคิด” ตอน 4 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  27  ตุลาคม  2019

 เรื่อง “การต่อสู้ของโลกวิญญาณ ทางความคิด” ตอน 4

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้เรามาต่อ “การต่อสู้ของโลกวิญญาณ ทางความคิด” ตอนที่ 4 ใน 2 โครินธ์ บทที่ 10 พูดถึงสงคราม หรือการสู้รบทางฝ่ายวิญญาณ หรือทางความคิด และพูดถึงอาวุธที่เราใช้ในการทำสงครามทางฝ่ายวิญญาณ เราก็พร้อม

ก่อนจะเรียนรู้กันต่อไป ผมอยากจะย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ ที่มาที่ไปของบันทึกจดหมายฝากฉบับนี้ ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เมืองโครินธ์ขณะนั้น และวัตถุประสงค์ของอาจารย์เปาโลเขียนจดหมายฝากฉบับนี้  เพื่ออะไร? เราจะได้รู้เบื้องหลัง เราจะได้ศึกษาพระคัมภีร์อย่างตรงไปตรงมา และเป็นของจริง คือต้องเข้าใจถึงถ้อยคำที่อยู่ในบริบทนั้น อยู่ในหนังสือเล่มนั้น อยู่ในจดหมายฉบับนั้น มันแปลว่าอะไร? มันพูดถึงอะไร? เขียนถึงใคร มีเบื้องลึก เบื้องหลัง ที่มาที่ไปอย่างไร? เราถึงจะตีความได้ว่าหมายความว่าอย่างไร?

2 โครินธ์ 10:1-2 “1 ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ด้วยความถ่อมสุภาพและอ่อนโยนของพระคริสต์  ข้าพเจ้าเปาโล ผู้ซึ่งท่านบอกว่า “ขลาดกลัว” เมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน แต่ “ห้าวหาญ” เมื่ออยู่ไกล 2 ข้าพเจ้าขอร้องว่าเมื่อข้าพเจ้ามา อย่าให้ข้าพเจ้าต้องห้าวหาญอย่างที่ข้าพเจ้าคาดหมายจะทำต่อบางคน ที่คิดว่าเราดำเนินชีวิต ตามมาตรฐานของโลกนี้”

 

ใครที่ยังไม่ได้ศึกษาเรื่องราวชีวิตของอาจารย์เปาโล แล้วมาอ่านข้อพระคัมภีร์นี้ อาจจะเริ่มงงเล็กน้อยว่าเปาโลกำลังพูดถึงใคร?  และหมายความว่าอะไร? การที่จะเข้าใจคำพูดของอาจารย์เปาโลตรงนี้ ต้องเข้าใจถึงสภาพเมืองโครินธ์ในขณะนั้น และความเป็นอยู่ของผู้เชื่อ คือคริสเตียนชาวโครินธ์ ในยุคนั้นเป็นอย่างไร?  ชาวเมืองโครินธ์ตอนนั้น ก็เหมือนกับกรุงเทพในขณะนี้ เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุ ในช่วงที่เปาโลไปประกาศ มีทั้งชาวยิวที่เคยเป็นพวกเคร่งศาสนา แล้วก็มีทั้งชาวต่างชาติ กรีก แล้วก็ผู้เชื่อไสยศาสตร์ ผู้เชื่ออะไรเยอะแยะไปหมดเลย ซึ่งในขณะนั้นเกิดการแตกแยกในคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ ซึ่งผู้เชื่อเหล่านั้นได้มาเป็นคริสเตียน โดยละทิ้งความเชื่อเก่าๆ ของเขาไปหมด ซึ่งแตกต่างกัน มีทั้งยิวและไม่ยิว มันจึงเกิดการแตกแยกกัน คนนี้คิดอย่าง คนนี้ไปอีกอย่าง เพราะว่าเปาโลไปก่อตั้งคริสตจักร แล้วก็ออกไปประกาศยังสถานที่อื่นๆ ต่อไป

ชาวยิวที่เคยเคร่งศาสนายิว แม้จะรับเชื่อผ่านทางการประกาศของเปาโลแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีบางคน บางกลุ่ม ที่ยังติดอยู่กับกิจกรรมเดิม ข้อบัญญัติเดิม พิธีกรรมเดิม ที่เคยปฏิบัติมาเป็นเวลานาน ก่อนที่เขาจะเกิดอีก ตั้งแต่บรรพบุรุษของยิว พอมาเชื่อพระเจ้า อยู่ในคริสตจักรเดียวกัน เขาก็เริ่มต้นดูหมิ่น ดูถูกผู้เชื่อคนอื่นๆ  ที่ไม่ใช่ยิว ที่มาจากความเชื่ออื่น แล้วก็เริ่มไปแนะนำให้คนเหล่านั้นมาทำตามเขา เชิงบังคับบ้าง ขู่บ้าง ถ้าไม่ทำอย่างนี้นะ พระเจ้าลงโทษ ไม่ได้รับพร ถ้าทำอย่างนี้นะ ไม่ได้รับความรอดแล้ว อะไรประมาณนั้น ท่านลองคิดดู เปาโลปวดหัวขนาดไหน? อันนี้เรื่องหนัก เรื่องสำคัญมาก เปาโลต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องแข็งแกร่ง กล้าหาญ

ในจดหมายฝากโครินธ์ ฉบับที่ 1 เปาโลได้กล่าวถึงความคิดที่แตกแยกเหล่านี้ แล้วก็ให้แนวทางไว้แล้วว่าควรจะปฏิบัติอย่างไรในเรื่องพิธีการ เรื่องการแต่งงาน เรื่องการใช้ชีวิตคู่ เรื่องการอยู่ด้วยกัน สามีภรรยา เรื่องการจัดการปัญหาต่างๆ ในแต่ละวัน แม้กระทั่งการกิน เรื่องการขัดแย้งต่างๆ และที่สำคัญ คือเรื่องของการยึดมั่นในความเชื่อ ในข่าวประเสริฐของพระเยซูว่าเมื่อเชื่อพระเยซูแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นในชีวิตเรา แต่ความแตกแยกในเมืองโครินธ์ ก็ยังไม่จบ ยังคงมีอยู่ พวกที่อยู่ตรงข้าม คำว่า “ตรงข้าม” หมายถึงตรงข้ามกับอาจารย์เปาโลนะ พยายามให้ร้ายป้ายสีเปาโล พูดจาถากถาง นินทา พอแยกกลุ่มปุ๊บ ดูถูกเปาโลใหญ่เลย ทั้งๆ ที่เปาโลเป็นผู้วางรากฐานของคริสตจักรที่นั่น

พวกเหล่านี้ ก็เริ่มพูดจานินทา แล้วก็ยุยงให้ผู้เชื่ออื่น ในคริสตจักรเดียวกัน ด้วยการบิดเบือนความจริงข่าวดีของพระเยซู ที่เปาโลวางรากฐานไว้อย่างดี เริ่มเบี่ยงเบน เริ่มใส่เข้าไป

ยกตัวอย่าง ถ้ามาเชื่อพระเจ้า แล้วไม่พอนะ ยังคงต้องถวายสิบลดด้วย ไม่พอนะ วันสะบาโตต้องมานะ ต้องหยุดงานเลย เหมือนสมัยก่อน ทำงานไม่ได้ แล้วยังมีอีกเยอะแยะมากมาย เราต้องล้างมือ ฯลฯ

อันนี้จึงเป็นเหตุให้อาจารย์เปาโลได้ใช้คำขึ้นต้นจดหมายฝากฉบับนี้ว่า …

“ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านด้วยความถ่อมสุภาพ และอ่อนโยนของพระคริสต์ ข้าพเจ้าเปาโล ผู้ซึ่งท่านบอกว่าขลาดกลัว เมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน แต่กล้าหาญ เมื่ออยู่ไกล ข้าพเจ้าขอร้องว่าเมื่อข้าพเจ้ามา อย่าให้ข้าพเจ้าต้องห้าวหาญ อย่างที่ข้าพเจ้าคาดหมาย จะทำต่อบางคนที่คิดว่าเราดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของโลกนี้ ข้าพเจ้าเปาโลผู้ซึ่งท่านบอกว่า …”

หมายถึงเขานินทากันว่าขลาดกลัว เมื่ออยู่ต่อหน้า เปาโลเคยไปประกาศ อยู่กับชาวโครินธ์ ตอนนี้ไม่อยู่ เขียนจดหมายมา เขานินทาบอกว่าเปาโล ตอนอยู่ต่อหน้า หน่อมแน้มมากเลย พอไม่อยู่เขียนจดหมายมาทำกร่าง ตรงนี้ ก็คือ 1 ในคำครหา นินทาว่าร้าย  ใส่ความเปาโล ตอนที่มาประกาศในเมืองโครินธ์ อาจารย์เปาโลมาในลักษณะเหมือนพระเยซู อ่อนโยน ถ่อมใจ ขณะเดียวกัน อาจารย์เปาโล ไม่มีของประทานในการพูดในที่สาธารณะ แบบมีโวหาร แบบชาวโลก แบบเนื้อหนัง อย่างเช่นนักเทศน์มาเทศน์ที่มีคำคม มีท่าทาง เปาโลไม่มีอย่างนั้น มีแต่เนื้อความล้วนๆ ของถ้อยคำของพระเจ้า ข่าวดีของพระเยซู ซึ่งเป็นฤทธิ์เดช เปาโลจึงบอกเสมอว่าเรามาประกาศ ไม่ใช่สติปัญญามนุษย์ แต่เป็นถ้อยคำพระเจ้าล้วนๆ เลย  จะไม่ไปเอาปรัชญากรีกมาพูด แล้วก็มาเทียบกับถ้อยคำพระเจ้า เป็นต้น

ในจดหมายฝากถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 อาจารย์เปาโลแนะแนวทางสำหรับผู้เชื่อว่าให้ดำเนินชีวิตเลียนแบบท่าน … “ท่าน” ในที่นี้ก็คือเลียนแบบอาจารย์เปาโลเอง เพราะอาจารย์เปาโลมั่นใจว่าท่านดำเนินชีวิตในทางของพระเยซูคริสต์ด้วยความมั่นคง ในความเชื่ออย่างแท้จริง

1 โครินธ์ 4:15-21 “15 ถึงแม้ว่าท่านมีผู้ปกครองดูแลนับหมื่นในพระคริสต์ แต่ท่านมีบิดาคนเดียว เพราะในพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าได้เป็นบิดาของท่าน โดยทางข่าวประเสริฐ 16 ฉะนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านเลียนแบบข้าพเจ้า 17 ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้ากำลังจะส่งทิโมธีลูกที่รักของข้าพเจ้า ซึ่งสัตย์ซื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าให้มาหาท่าน เพื่อเตือนท่านให้ระลึกถึงวิถีชีวิตของข้าพเจ้าในพระเยซูคริสต์ อันสอดคล้องกับทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนทุกหนทุกแห่ง ในทุกคริสตจักร 18 บางคนในพวกท่านได้หยิ่งผยองขึ้นมา ราวกับข้าพเจ้าจะไม่มาหาท่าน 19 แต่ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ข้าพเจ้าจะมาหาท่านในไม่ช้านี้ แล้วเมื่อนั้น ข้าพเจ้าจะได้รู้ ไม่เพียงสิ่งที่คนยโสพวกนั้นพูด แต่ฤทธิ์อำนาจที่เขามีด้วย 20 เพราะอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องของคำพูด แต่เป็นเรื่องฤทธิ์อำนาจ 21 ท่านชอบแบบไหนมากกว่า จะให้ข้าพเจ้าถือแส้มาหาท่าน หรือมาด้วยความรัก และด้วยใจอ่อนโยน”

 

สิ่งหนึ่งซึ่งเปาโลพยายามสอนและวางแนวทางให้ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ให้ดำเนินชีวิต เลียนแบบชีวิตของท่าน ก็คือการตอบสนองต่อปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ด้วยแนวทางและความคิดแบบผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ เพราะเราเป็นคริสเตียนแล้ว เราเป็นผู้เชื่อแล้ว เราต้องมองไปที่โลกวิญญาณอย่างเดียว ให้ลักษณะเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ และไม่ทำในลักษณะที่เป็นแบบตรงกันข้าม ก็คือทำแบบที่โลกนี้เขาทำกัน ส่วนใหญ่ที่ผู้ที่ไม่เชื่อเขาทำกัน ก็คือภาษาพระคัมภีร์เขาเรียกว่าแบบเนื้อหนัง บางทีเราไม่เข้าใจ แบบเนื้อหนัง ก็คือแบบไม่ใช่วิญญาณ  ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า พูดง่ายๆ แบบตัวฉัน ของฉัน แต่ถ้าฝ่ายวิญญาณ คือแบบวิญญาณที่เกิดใหม่แล้ว โดยที่ปรึกษาเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์

นี่คือที่มาที่ไปว่าทำไม อยู่ๆ อาจารย์เปาโลถึงขึ้นต้นจดหมายฝาก ด้วยคำพูดแบบนี้ ถ้าไม่ทราบเบื้องหลัง เบื้องหน้า ใครมาอ่านก็งง มาได้อย่างไร? เริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมต้องพูดอย่างนี้ แล้วจดหมายฝากถึงชาวโครินธ์ 2 ฉบับนี้  เราพอจะประมาณการอุปนิสัยใจคอของอาจารย์เปาโลได้ว่าน่าจะเป็นแบบไหน? ที่เราสามารถนำไปเลียนแบบได้ ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์เปาโลเป็นคนกล้าหาญ ตายเป็นตาย แต่สุภาพอ่อนโยนมาก …

“พี่น้องจะให้ช่วยอะไรไหม? พี่น้องเป็นอะไรหรือเปล่า? พี่น้องต้องเชื่อในพระเจ้าต่อไปนะ พี่น้องพระเยซูทำอะไรให้กับท่านนะ ท่านได้เกิดใหม่แล้วนะพี่น้อง”

แต่ขณะเดียวกัน ใครจะมาจับเปาโล ว่ากล่าว ว่าร้ายอาจารย์เปาโล ตายเป็นตาย ตายก็ได้กำไร อยู่ก็อยู่เพื่อทำงานให้พระคริสต์ อยู่ก็อยู่เพื่อเสริมสร้างร่างกายพระคริสต์ให้เข้มแข็งในผู้เชื่อทั้งหลาย แล้วยังมีอะไรอีกที่เราสามารถเลียนแบบอาจารย์เปาโล อ่อนโยน แต่มั่นคง ชัดเจนในจุดยืน ไม่โอนเอนและไม่ก้าวร้าว มีใจถ่อม  แต่หนักแน่นในความเชื่อ ไม่ใช่ถ่อม แล้วก็โลเล ไม่ ถ่อมแล้วก็เป๊ะเลย ถ้าพระเยซูไถ่ท่านให้พ้นจากบาปแล้ว ท่านก็พ้นจากบาปจริงๆ ท่านไม่ต้องกลับไปนำแพะไปถวายพระเจ้า ปีต่อปีอีกแล้ว อะไรประมาณนั้น กล้าพูดเลย กับพี่น้องของเขานั่นเอง เขาเรียกว่ามีใจถ่อม แต่หนักแน่นในความเชื่อ อันนี้ไม่ใช่อุปนิสัย อันนี้ เป็นบุคลิกเกิดมาเป็น เขาเรียกว่าของประทานก็ว่าได้ หรือเป็นคนแบบนี้ ก็คือเป็นคนพูดไม่เก่ง พูดตะกุกตะกักอย่างนี้ อันนี้เป็นเหมือนกับพรสวรรค์

พวกเราได้ทราบข้อมูลในบริบท ถ้อยคำแล้ว เราก็สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ อย่างที่เราได้เรียนรู้กันไป 2 ตอน ในหัวข้อเรื่องต่อสู้ของโลกฝ่ายวิญญาณทางความคิด ที่หมายถึงการต่อสู้ระหว่างความจริงของพระเจ้ากับข้อมูลเท็จของมาร นี่คือรายละเอียดของสงครามฝ่ายวิญญาณ แค่นั้นเอง  ฟังให้ดีๆ เลยนะ ไม่อย่างนั้น ไปฟังจากที่อื่นมา แล้วก็มั่วไปหมดเลยว่าไปเกี่ยวอะไรกับทูตสวรรค์ ผีอะไร วุ่นวายกันไปหมด มันมีอยู่แค่นี้เอง ข้อมูลฝั่งไหน ครอบครองพื้นที่ได้มากกว่า ฝั่งนั้น ก็เป็นฝั่งชนะ แล้วความคิดเราอยู่ไหน?  ความคิดก็อยู่ในสมองเรา

แล้วเปาโลได้พูดถึงการทำสงครามฝ่ายวิญญาณนี้ว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัย คือคำว่า ..

  1. ป้อมปราการ คือที่มั่น
  2. อาวุธ
  3. กลยุทธ หรือวิธีการในการต่อสู้

2 โครินธ์ 10:3-5 ที่เรารู้จักกันดี เอามาใช้บ่อยๆ “3 เพราะแม้เราอยู่ในโลก เราก็ไม่ได้สู้รบตบมืออย่างที่โลกทำ 4 อาวุธที่เราใช้ต่อสู้ไม่ใช่อาวุธของโลก แต่เป็นอาวุธที่เปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า สามารถทำลายล้างที่มั่นต่างๆ ได้ 5 เราทำลายล้างประเด็นโต้แย้ง และคำแอบอ้างทั้งปวง ที่ตั้งตัวขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และเราสยบทุกความคิดให้ยอมจำนนเชื่อฟังพระคริสต์”

 

ป้อมปราการของใครของมัน ป้อมปราการอยู่ที่สมองเรานี่ ป้อมปราการ ก็คือความคิด หรือสมองในการเก็บข้อมูล รับข้อมูล ข้อมูลอะไรก็ได้ อยู่ในสมองเราหมด อาวุธที่เราใช้ ก็คือถ้อยคำ หรือความจริงของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ และวิธีการต่อสู้ของเรา ก็คือสยบทุกความคิด ให้มันยอมจำนนและเชื่อฟังพระคริสต์ ก็คือเชื่อถ้อยคำพระเจ้า ไม่ใช่บังคับให้คนอื่นเชื่อฟัง แต่บังคับตนเอง ไม่ใช่ไปสู้กับมารให้มันเชื่อฟัง แต่สู้กับความคิด ข้อมูลที่มันส่งเข้ามา ไม่เกี่ยวกับมารแล้ว เกี่ยวกับเราแล้ว มันส่งเข้ามา ไม่ต้องไล่มัน แต่ไล่ข้อมูลความคิดที่มันส่งเข้ามา รู้เขารู้เรารบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง

2 โครินธ์ 10:6 “และเราพร้อมที่จะลงโทษ ทุกการกระทำที่ไม่เชื่อฟัง หลังจากท่านได้เชื่อฟังอย่างสมบูรณ์แล้ว”

 

ความหมาย ก็คือเราฝึกฝนที่จะใช้ถ้อยคำพระเจ้า ซึ่งเป็นอาวุธของเรา ในการต่อสู้กับข้อมูลเท็จของมาร เราจะพยายามเชื่อฟังถ้อยคำพระเจ้า ซึ่งเป็นความจริง ให้ถึงที่สุด และถ้ายังมีความคิดตรงไหนที่เผลอไปอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า  พอไม่ตรงกับถ้อยคำพระเจ้า เรารู้ดี มันแปลกปลอมเข้ามา เราก็จะลงโทษเจ้าความคิดตรงนั้นแหละ ตรงที่มันแปลกปลอมมา อยู่ในสมองเรา จัดการลงโทษมัน  ก็คือเอาเจ้าความคิดที่ตรงข้ามกับพระเจ้า ที่มารส่งเข้ามา ไล่มันออกไปจากสมองของเรา จากความคิดของเรา กำจัดมันออกไปจากสมอง แล้วก็ใส่ข้อมูลของพระเจ้า ที่บอกถึงความจริงนั้นลงไปแทนที่ ต้องทำอย่างนี้ ใส่ข้อมูลของพระเจ้าที่บอกถึงความจริงใส่เข้าไปแทนที่ แล้วก็ทำทุกสิ่งให้อยู่ในฝั่งพระเจ้า อย่างนี้เขาเรียกว่าการลงโทษความคิดที่มันส่งเข้ามา

สมมติว่ามารส่งข้อมูลเข้ามา … “เราต้องโลภหน่อยนะ เราต้องเก็บเอาไว้เยอะๆ นะ เราต้องทำงานเยอะ เราต้องเก็บทรัพย์สมบัติไว้ เผื่อข้าวยากหมากแพง ไม่มีอะไรกิน เราไม่ต้องให้ออกไปหรอก เราไม่ต้องไปช่วยใครหรอก เก็บไว้ก่อน” อย่างนี้

หรือบอกให้เราโลภ “อย่างนี้ ไม่พอ พระเจ้าจะอวยพรเราอีก ลงทุนเลย ไปกู้หนี้ยืมสิน ลงทุนเข้าไป พระเจ้าอวยพรแล้ว ได้อีกแล้ว เขาบอกใครมาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าอวยพรทั้งสิ้นแหละ ขอแล้วจะได้ ขอสิๆ ลงทุนใหญ่เลย”

หวังว่าจะรวยขึ้น เยอะขึ้นๆ อย่างนี้ใช่ทางของพระเจ้าไหม? ถ้อยคำพระเจ้าบอกไว้ในหนังสือฮีบรู บทที่ 13 ว่าอย่างไร? ตรงกันข้ามกัน พระเยซูบอกว่าอย่าโลภ ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าจงพึ่งพอใจในสิ่งที่ท่านกำลังมีอยู่ พระเจ้าทรงสัจธรรม ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ไม่ทอดทิ้ง หรือละท่านเลย พระองค์จะอยู่กับท่านตลอดเวลา  แล้วกลัวอดเหรอ เห็นไหม? ต่างกันเยอะเลย เพราะฉะนั้น ท่านก็เอาถ้อยคำพระเจ้า ที่เป็นอาวุธใส่เข้าไปแทนที่ แล้วก็ท่องถ้อยคำนั้นตลอดเวลา ที่ทำให้ท่านโลภ มันก็ไม่โลภ

บางครั้งเปิดโอกาสให้ การได้ทรัพย์มาครั้งนี้ มันดูเหมือนเทาๆ จะว่าผิดศีลธรรมก็ไม่ใช่ แต่ท่าทางมันน่ารับไว้ น่าจะๆ ได้มากขึ้นอีก เหมือนกับจะเอาเปรียบเขานิดๆ โกงเขาหน่อยๆ นี่มารมันก็จะส่งเข้ามา ถ้าท่านยอมมัน เอาเงินไว้ ท่านก็จะเริ่มโกงเขานิดๆ แล้วท่านก็บอกว่านี่การโกงอย่างบริสุทธิ์ใจ พระเจ้าอวยพร เอะอะอะไรก็พระเจ้าอวยพร ไม่คิดถึงว่าสิ่งที่มา มันมาได้อย่างไร? ท่านโลภหรือไม่? อย่างนี้เป็นต้น นี่แหละ คือวิธีการหนึ่งในการต่อสู้ในโลกฝ่ายวิญญาณ

ย้อนกลับไปดูคำเริ่มต้นในจดหมายฝากของอาจารย์เปาโล ที่ได้บรรยายถึงลักษณะธรรมชาติของพระเจ้าที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร? นี่คือความจริง อาจารย์เปาโลสนิทกับพระเจ้า แล้วก็บอกว่าลักษณะพระเจ้าเป็นอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น พวกท่านต้องรู้ว่าพระเจ้าของเรา  เป็นพ่อเรา มีนิสัยอย่างไร? ถ้าท่านรู้ ท่านก็จะไม่ถูกหลอก

2 โครินธ์ 1:3-4 “3 สรรเสริญพระเจ้า และพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา  พระบิดาแห่งความเมตตาเอ็นดู และพระเจ้าแห่งการปลอบประโลมใจทั้งปวง 4 ผู้ทรงปลอบประโลมใจเราในความทุกข์ร้อนทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถปลอบประโลมใจ บรรดาผู้ทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ  ด้วยการปลอบประโลมใจ ซึ่งเราเอง ได้รับจากพระเจ้า”

 

เปาโลเริ่มต้นจดหมายฝากด้วยการจัดระเบียบความเชื่อที่ถูกต้อง เกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้า เพื่อที่จะย้ำว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นพระเจ้าที่โหดร้าย  หรือเต็มไปด้วยข้อระเบียบ ข้อบังคับ ขู่เข็ญ เคี่ยวเข็ญ เหมือนเราเป็นทาส ไม่ใช่ แต่พระองค์เป็นพระเจ้า เป็นพ่อที่เต็มไปด้วยความรัก เป็นผู้ที่คอยปลอบโยนเรา อยู่ข้างเรา คอยดูแลเรา พระเจ้าเป็นความรัก ตามแบบอธิบายไว้ใน 1 โครินธ์ 13:4 เป็นต้นไป อดทนนาน ไม่อิจฉา ไม่จดจำความผิด พระเจ้าเป็นความรัก มันหมายถึงอย่างนั้น  เพราะฉะนั้น พระเจ้าไม่มีความเกลียดชัง พระเจ้าไม่มีความอิจฉา ไม่มีความโหดร้ายอย่างเด็ดขาดเลย ไม่เป็น ไม่รู้จัก เราจำเป็นต้องใส่ข้อมูลความจริงเหล่านี้ว่าพระเจ้าเป็นใคร? พระเยซูคริสต์เป็นใคร? พระวิญญาณเป็นใคร? มีบุคลิกลักษณะเป็นอย่างไร? ความจริง คือพระเจ้าเป็นความรัก เป็นความเมตตา คอยปลอบโยน เป็นผู้ที่อยู่ข้างเราตลอดเวลา พระองค์ไม่ได้มา เพื่อจะตัดสินเรา หรือดูแลเราอย่างแข็งกระด้าง หรือบังคับเคี่ยวเข็ญเราตลอดเวลา ไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ เปาโลเริ่มต้นจดหมายอย่างนี้  แสดงว่ามีข้อมูลอะไรผิดมา  ผ่านมาทางมาร ผ่านมาทางผู้เชื่อนั่นแหละ แล้วเอามาใส่ลงไปในคริสตจักร เมืองโครินธ์ เปาโลจึงต้องเขียนอย่างนี้ว่า …

“พระเจ้าเป็นอย่างนี้ จงมั่นใจนะ”

เพราะฉะนั้น เราต้องใส่ข้อมูลความจริงเหล่านี้ เข้าไปในความคิด เข้าไปในสมองเรา ให้เป็นข้อมูลพื้นฐานเลย  เพื่อที่จะคอยหักล้าง หรือทำลายล้างข้อมูลเท็จที่มารส่งเข้ามา ตัวนี้สำคัญมาก ไม่อย่างนั้น เราจะไม่รู้ว่าใครเป็นศัตรู พอเกิดอะไรไม่ดีขึ้นมา แทนที่จะไปมองศัตรู กลับมองพ่อเราเอง แค้นพ่อเรา ทำไมพ่อเราทำอย่างนี้ ทำไมพ่อเราไม่สงสารเรา มันเป็นอย่างนี้ ตัวมาร มันทำอีก มันแอบอยู่หลังเสา แอบหัวเราะ จงมองเห็นภาพเถิด ในโลกวิญญาณเป็นอย่างนั้น ทารุณจิตใจพระเจ้าไหม? …

“เราไม่ได้ทำ ยังถูกใส่ร้ายอีก เราตั้งใจจะช่วย แต่เขาหนีเรา เพราะเขานึกว่าเราเป็นคนทำ”

“ไม่เชื่อพระเจ้าแล้ว นี่พระเจ้าทำให้เกิดขึ้น”

มีบางคนหนักกว่านั้น เชื่อพระเจ้ามาตั้งนาน ไปอเมริกา มันเกิดเหตุ เราก็เคยได้ยิน คนเสียสติ เอาปืนกราดยิงเด็กนักเรียนตายเต็มไปหมดเลย คนนี้บอก …

“ฉันเลิกเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเจ้าควบคุมได้ ทำไมพระเจ้าปล่อยให้มีคนมาฆ่าเด็กๆ ตายหมดเลย เด็กบริสุทธิ์ สงสารเด็กมากเลย พระเจ้าโหดร้ายอย่างนี้ ไม่เชื่ออีกแล้ว เพราะเชื่อว่าพระเจ้าควบคุมทุกอย่างได้ แล้วทำไมไม่ควบคุมเรื่องนี้”

เดี๋ยวไปเรื่อยๆ ท่านจะรู้เอง นี่คือสงครามฝ่ายวิญญาณ ฉะนั้น เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว เราต้องรู้จักสงคราม รู้จักการหักล้างข้อมูลที่มารส่งเข้ามา เมื่อเราเกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราได้รับความรอดแล้ว ปลอดภัยในพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว ด้วยความรัก และความเมตตาของพระเจ้า ด้วยความดีงามของพระองค์ เหมือนพ่อที่ใจดีมากๆ ไม่มีใครมาเอาเราออกไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้อีกแล้ว เมื่อเราเชื่อและเกิดใหม่แล้ว เอเมน ตัวเราเองยังเอาออกไปไม่ได้เลย มันเกิดแล้ว

ท่านมีลูก ลูกท่านเกิดมา ท่านสามารถเอาลูกออกไปได้ไหม? ท่านอาจจะทำให้เขาตายได้ แต่เขาก็เป็นลูกท่าน ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น พระเจ้าให้ท่านเกิดใหม่ในพระเยซูแล้ว ท่านเชื่อแล้ว ท่านก็เกิดใหม่ อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า พระเจ้าดูแลท่านอย่างดีเลย หลายคนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว มักมีความคิดว่าเมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว ถวายชีวิตให้พระองค์ พระเจ้าก็จะเริ่มเข้มงวดในชีวิตของเรา ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ห้ามทำอย่างนั้น ห้ามทำอย่างนี้ ถ้าทำนะ ซัดเลย ลงโทษเลย ไม่ได้พระพรเลย ตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างนั้นหรือ? ตั้งใจฟังต่อไป

ก็คล้ายๆ กับผู้ที่อยู่ที่เมืองโครินธ์ในสมัยนั้น สมัยที่เรากำลังพูดอยู่ ที่สอนกันไปต่างๆ นานา ห้ามทานข้าวกับพวกนอกรีต … “พวกนอกรีต” คือคนที่ไม่ใช่ยิว คนยิวสมัยก่อนนี้ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด เขาไม่กินข้าวกับคนที่ไม่ใช่ยิวเลย ถือว่าผิด มาเป็นคริสเตียนแล้ว ก็ยังไม่มากินอีก ถ้าอาหารไม่อร่อย ก็แล้วไปนะ นี่มันไม่เกี่ยว นี่หมายถึงว่า …

“คนละชั้น ชั้นเป็นคริสเตียนที่เป็นยิว ท่านเป็นคริสเตียนที่เป็นกรีก ไปไกลๆ ฉันบริสุทธิ์กว่า”

เป็นอย่างนี้ ถูกหลอก กินข้าวต้องล้างมือ อันนี้เป็นกฎต่างๆ ที่ใส่เข้าไป สมัยก่อนที่พระเยซูมาเกิด ห้ามทานของบูชารูปเคารพ พวกที่เคร่งในการทำสิ่งเหล่านี้ ก็จะคอยจับผิด ทำหรือเปล่า? ถ้าคนไหนทำ ก็แสดงว่าเป็นผู้เชื่อตกกระป๋อง ผู้เชื่อชั้น 2 ชั้น 3 ชั้น 4 ชั้น 5 ไปเรื่อยๆ คนทำได้เยอะๆ ก็เป็นชั้น 1 นี่มันเป็นอย่างนี้ และคอยกล่าวหาคนอื่น ที่ไม่ได้ทำตามว่าทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำไมไม่อย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น จึงเป็นที่มา ทำให้อาจารย์เปาโลต้องเขียนจดหมายมาจัดระเบียบให้

ซึ่งว่ากันตามตรง คริสเตียนเราในปัจจุบัน ผู้เชื่อหลายๆ คน ก็ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ ใช่หรือไม่? ยังเชื่อว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องเคร่งครัด ต้องเคร่งศาสนานิดๆ ต้องทำทุกอย่างตามที่พระเจ้าสอนไว้เป๊ะๆ แถมยังมีการสอนต่อๆ กันไปอีกว่าพระเจ้าจะนำสิ่งไม่ดีเข้ามา จะนำท่านเข้าไปในความทุกข์ร้อน เพื่อจะทำให้ท่านแข็งแรง อดทน แข็งแกร่งขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าเราจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก สิ่งไม่ดีในชีวิตนั้นแน่ มาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ พระเจ้าจะให้เราแข็งแรงขึ้น จะให้เราโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ

ฟังให้ดีๆ เมื่อฝึกฝนเราให้แข็งแกร่ง เพื่อว่าพระองค์จะทำให้เราเหมือนทหาร มันต้องฝึกสิ โดยเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์บาปๆ อย่างเรา ฝึกให้เจอความทุกข์ยากลำบาก ผมบอกความจริงให้ท่านนะ ท่านจะตกใจเลย ท่านรู้ไหมว่าเวลาพระคัมภีร์บอกว่าเวลาเราเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้รับการบังเกิดใหม่ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเกิดใหม่ เราเป็นทารกในวิญญาณในพระคริสต์ เข้ามาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าก็จะทนุถนอมทารกคนนี้ ยิ่งกว่าไข่ในหินอีก เพราะว่าเป็นเด็กๆ แดงๆ เลย เพิ่งจะเกิด รักมากเลย รอดจากมาร รอดจากนรกแล้ว ลูกฉันๆ ท่านจะทำอย่างนี้กับลูกของท่านที่เป็นทารกไหม? เขาเป็นทารกอยู่ แล้วไม่ใช่ทารกธรรมดานะ ในพระคัมภีร์บอกเป็นทารกที่อ่อนแออีกต่างหาก ตาเกือบบอด เพราะมันอยู่ในร่างกายนี้ มันมองไม่เห็น เห็นพระเจ้ารางๆ เห็นพ่อรางๆ พ่ออยู่ไหน? ถ้าท่านมีลูกอย่างนี้ แล้วลูกคนนี้ กลางคืนอึราด ท่านจะลุกขึ้นมาตบเขาไหมครับ

“สอนกี่ครั้งแล้ว อย่าอึๆ อย่างนี้หรือ”

ลูกทารกแดงๆ แล้วยังแถมป่วยอีก ท่านลองคิดดู นี่คือเรื่องจริง ในพระคัมภีร์เป็นอย่างนั้นจริงๆ พอท่านเห็นภาพอย่างนี้ ท่านจะรู้ว่าเราเคยมองพระเจ้าผิดไป เราเคยใส่ร้ายพระเจ้า พ่อของเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำไมเรากล้าทำอย่างนี้ ก็เพราะศัตรูของพ่อเราไง ใครล่ะ ที่กล้าเหยียบทารก ทั้งๆ ที่ทารกนี้อ่อนแอ ตาบอด ก็คือศัตรูของพ่อเรา ศัตรูของครอบครัวเรา ก็คือมารนั่นแหละ มันเหยียบเรา

ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้ บางคนก็สอนต่างๆ นานา พระเจ้าจะนำเราเข้าไปสู่ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน  เพื่อจะดัดนิสัย นี่ใครเอามา มาร ในพระคัมภีร์ไม่ได้บอก นี่คือมารทั้งสิ้น มารส่งมา ทางความคิดของเรา ซึ่งรับโดยทางเนื้อหนัง … เนื้อหนัง ก็คือร่างกายนี้ และในยามที่เราพลาดพลั้งไปทำอะไรผิด พระเจ้าก็ตีสอนเรา อะไรประมาณนี้  สอนแบบนี้  และบางครั้ง พระเจ้าก็จะนำเราไปในสถานที่ที่ทุกข์ยากลำบาก เพื่อจะทดสอบชีวิตเรา หรือทดสอบความเชื่อของเรา อะไรอย่างนี้ มันใช่ที่ไหน? ความจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น พระคัมภีร์บอกว่าขณะที่เราถูกทดลองให้ทำสิ่งที่ชั่วร้าย อย่าบอกว่าพระเจ้าทดลองเรา แต่ท่านถูกทดลอง เนื่องจากกิเลสตัณหาทางเนื้อหนังของท่านเอง โดยผ่านทางการยุแยงของศัตรูที่อยู่นอกตัวท่าน ก็คือมาร ที่ทำงานอยู่บนโลกนี้ มันส่งกระแสมา ข้อมูลท่านไม่มี ท่านยอมแพ้ในความคิด เพราะฉะนั้น ท่านก็จะทำในสิ่งที่เอาความทุกข์มาสู่ท่าน แล้วท่านก็ไปบอกว่าพระเจ้าเป็นคนพาท่านเข้าไป

พอเราต้องเจอความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ก็จะเจอคำพูดที่บอกว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่จะให้สิ่งเลวร้ายนี้ เกิดขึ้นในชีวิต เพื่อให้เราได้เรียนรู้ เพื่อให้เราได้ฝึกฝน ให้เข้มแข็ง แข็งแกร่ง เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อพระเจ้าจะได้ใช้ได้ ถ้าพระเยซูอยู่ทุกวันนี้ ท่านที่เป็นคนบาปอยู่ แล้วได้รับการอภัยจากพระเจ้า  เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านจะดูเด็กทารก ลูกของท่านอย่างนี้ไหม? ท่านก็คงบอก “No” ไม่มีใครทำหรอกใช่ไหม?

ใครที่เคยได้ยิน ได้ฟังข้อมูลแบบนี้ เรื่องราวของพระเจ้าแบบนี้  วันนี้ขอร้องเลย เป็นวันที่เริ่มต้นกันใหม่เลย เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เอาความคิดที่ถูกต้อง ข้อมูลที่ถูกต้อง เรื่องเกี่ยวกับพ่อของเรา ใส่เข้าไปในสมอง แม้ว่าตอนนี้ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจนักก็ตาม แต่นี่คือถ้อยคำพระเจ้า เอเมน ใส่เข้าไปเลย แทนที่ไป แล้วพระเจ้าจะนำพาท่านต่อไปเรื่อยๆ เอาข้อมูลเก่าออกไปเลย ถ้าท่านได้ยินข้อมูลเก่า ที่บอกว่าพระเจ้าทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ อาจจะออกมาจากตัวผมเองก็ตาม ก็เอามันออกไปด้วยนะ ผมเอามันออกไปตั้งนานแล้ว เพราะถูกหลอกเหมือนกัน เราต้องใช้อาวุธ คือถ้อยคำพระเจ้ามาลบล้างข้อมูลออกไป เอาถ้อยคำพระเจ้าล้วนๆ มาใส่

คำกล่าวที่ว่าพระเจ้าจะทดสอบความเชื่อของเรา ความทุกข์ยากลำบาก  เพื่อจะฝึกฝนเราให้เข้มแข็ง นั่นคือความเท็จทั้งสิ้น มาจากมารทั้งนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วการทดสอบความเชื่อผ่านความทุกข์ยากลำบากเล่านี้ มาจากอะไร? เดี๋ยวผมบอกให้ท่านฟัง ท่านจะอ๋อเลย มีถ้อยคำพระเจ้ามาชี้ให้เราเห็น พระวิญญาณพระเจ้าที่เราเห็น เราจะเห็นชัดเลย ความทุกข์ยากลำบากอะไรที่เกิดขึ้น ความเสียหาย ความวิปริตต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มันมาจากระบบของโลกนี้ ที่เสียหายไปแล้ว ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราอาดัมและเอวาได้เอาบาปเข้ามาบนโลกใบนี้ มารก็เข้าครองบนโลกใบนี้ ระบบของมารครองโลกใบนี้อยู่ มันวิปริตไปแล้ว มันเสียหายไปแล้ว สงครามฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้น ก็เป็นความคิด ข้อมูลผิดๆ ที่มารส่งเข้ามาให้เราว่าพระเจ้าเป็นผู้เอาความชั่วร้ายเข้ามา ความทุกข์ลำบากเข้ามาในโลกนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ พระเจ้าสร้างโลกใบนี้ 6 วัน แล้วพระองค์บอกว่า … “ดี” สร้างให้เป็นบ้านของเรา บ้านของมนุษย์ แล้วพระองค์อยู่กับเรา ในสวนเอเดน พระองค์สร้างไว้อย่างดี แล้วมารมันเข้ามาหลอกล่อบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมและเอวา ให้ทำพลาด  คือไล่พระเจ้าออกไป แล้วส่งมอบทุกอย่าง สิทธิของมวลมนุษย์ และลูกหลานของเรา คือมนุษยชาติทั้งหมด ให้เป็นสิทธิของมารซาตานไปแล้ว พระเจ้าก็ไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้น พยายามช่วยเหลือมนุษย์กลับคืนมา โดยวางแผนการที่จะช่วยเหลือมนุษย์ โดยยอมสละพระบุตรเพียงองค์เดียว มาตายที่ไม้กางเขน เพื่อที่จะช่วยเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หลุดพ้นออกจากคำสาปแช่ง ความบาปนั้น แล้วก็ช่วยสำเร็จแล้ว ความสำเร็จนั้น มันเกิดขึ้นที่โลกวิญญาณเรียบร้อยแล้ว แต่ขบวนการที่จะเกิดผลสำเร็จจนกระทั่งถึงโลกใบนี้ เปลี่ยนใหม่ มันยังไม่ถึง มันต้องรอก่อน รอวันที่พระเยซูกลับมาใหม่ โลกจะถูกเปลี่ยนไป มารจะถูกผลักลงไปในบึงไฟนรก นิรันดร์

กลับมาที่ชีวิตเราคริสเตียน ในขณะที่เราเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราอยู่ในพระคริสต์แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา จะคอยช่วยนำพาเรา เป็นพี่เลี้ยง เป็นผู้ปลอบโยน คอยช่วยเหลือเรา ให้เราสามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากที่มันเกิดขึ้น เป็นธรรมดาบนโลกใบนี้ได้ เพราะโลกใบนี้มันเสียหายไปแล้วต่างหากล่ะ ไม่ใช่เป็นผู้นำเราเข้าไป แต่เป็นผู้นำเราออกมา

นี่คือข้อมูลความจริง และเป็นพระลักษณะของพระเจ้าที่แท้จริง ที่เราเรียกกันว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ ที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา ความดีงาม รักเราหมดหัวใจ ทุ่มเททุกอย่างให้กับเรา นี่แหละคือพ่อของเรา เห็นไหม นี่คือสงครามฝ่ายวิญญาณที่หนักที่สุดเลย ถ้าเราหาศัตรูไม่เจอ หรือไปเพ่งที่ผิด ผิดผู้ ผิดคน แย่เลย ศัตรูยังอยู่ ทำให้มิตรเราเสียหายไป พระเจ้าที่เป็นพระเจ้าแห่งความรัก พระเจ้าแห่งความเมตตา พระเจ้าผู้ปลอบโยน จะไม่ติดต่อกับเรา หรือพูดคุยกับเราผ่านความทุกข์ลำบากที่ให้เกิดกับเรา ผ่านทางโศกนาฎกรรมอย่างเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้เลย อย่างที่ตะกี้นี้ ที่ผมบอกแล้วนะ เพราะเราเป็นลูก แล้วยังเป็นลูกที่อ่อนแอด้วย  เป็นทารกที่เพิ่งเกิด พระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าที่ทำให้เกิดโศกนาฎกรรม หรือเป็นผู้อนุญาตให้มีการฆ่ากันตายบนโลกใบนี้ คนดีๆ ถูกฆ่าตาย  พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ก่อสิ่งเหล่านั้นขึ้นบนโลกใบนี้  โลกใบนี้มันวิปริตแล้ว เนื่องจากบาป แล้วพระองค์มาช่วยเรียบร้อยด้วย แต่ในทางตรงกันข้าม พระเจ้าทรงเป็นที่ปรึกษา เป็นที่ปลอบโยน และเป็นผู้นำพาเราผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก ให้สามารถดำเนินชีวิตผ่านทางความวิปริตบนโลกใบนี้ได้ เอเมน ถ้าคนเชื่อเต็มๆ เขาบอก …

“พระเจ้าจะพาเราผ่านพายุที่โหมกล้ากระหน่ำ ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ว่าเราเชื่อว่าพระองค์พาเราผ่านไปได้ ไม่ว่าขณะที่เดินผ่าน พระองค์ทำให้มันสงบหรือไม่? หรือพระองค์ต้องปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น พระองค์ก็พาเราผ่านได้ ข้อมูลเท็จที่เรามักเคยได้ยิน พยายามที่จะบอกเราว่าโศกนาฎกรรมเหล่านั้น ความทุกข์ยากเหล่านี้มาจากพระเจ้า เพราะในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ใช่ ถูก เพราะฉะนั้น พระเจ้าต้องรับผิดชอบตรงนี้ด้วย เฮ้! อยู่ดีๆ ไปสรุปอย่างนั้นได้อย่างไรเล่า ต้องดูอะไรมันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มารมันไปอยู่ไหน? บางคนไปดูละคร ดูออกมาเสร็จ ตัวละครมีอยู่ 10 ตัว ดูอยู่แค่ 3 ตัวเท่านั้นเอง พระเอก นางเอก และนางร้าย ตัวประกอบคนอื่นไม่เห็นเลย ไม่มองเลย ในโลกใบนี้ มีผู้แสดงเยอะแยะ มีทั้งพระเจ้า มีทั้งมนุษย์  และมีทั้งมาร เราต้องมองให้เห็นชัดๆ ว่ามันเป็นอย่างนี้ ซึ่งความหลอกลวงเหล่านี้ คืออาวุธของมารที่พยายามส่งข้อมูลที่ผิดพลาดเข้ามาในสมอง เข้ามาในความคิดของเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย และผู้ที่ไม่เชื่อด้วย สิ่งไม่ดีเหล่านี้มาจากพ่อของเรา มาจากพระเจ้าๆ ใส่เข้ามาอย่างนี้ตลอด ถึงเวลาแล้วที่เราจะลุกขึ้นมา แล้วบอกว่าไม่ใช่ๆ โดยที่บอกตัวเราเองก่อน แล้วค่อยบอกคนอื่น ถ้าตัวเราเองชัดเมื่อไร? มันจะออกมาเป็นอัตโนมัติเอง ไม่ใช่แน่นอน เราจึงจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังที่จะไม่ปล่อยให้ข้อมูลเท็จเหล่านี้ เข้ามาครอบครองพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในสมองของเราเด็ดขาด เมื่อเรามองไปที่ความตายบนโลกใบนี้ หรือความทุกข์ทรมานบนโลกใบนี้ ซึ่งโดนกันทุกคน หรือโรคภัยไข้เจ็บบนโลกใบนี้ หรือความยากลำบากบนโลกใบนี้ ความเครียดในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ข้อมูลที่พวกมารพยายามส่งเข้ามา ก็คือพระเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้น เป็นผู้นำเข้ามาทั้งสิ้น ซึ่งมันเป็นข้อมูลไม่จริง แต่มนุษย์บนโลกใบนี้ ชอบคิดอย่างนี้ พอคิดถึงพระเจ้า ชอบคิดอย่างนี้ แต่มันไม่ใช่ ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ เมื่อดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันก็ต้องเจออย่างนี้ เพราะโลกมันถูกสาปแช่งไปแล้ว เพราะโลกมันอยู่ในอำนาจของมาร แต่พระเยซูชนะแล้ว และชัยชนะนั้นมันจะเลยมาถึงการทำโลกใหม่ การจับมารเข้าไปขังอยู่ในนรกนิรันดร์กาล

เพราะฉะนั้น อาวุธของเรา คือพระเยซูคริสต์ คือความจริง แล้วความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ เป็นไท ทำให้เราสามารถเอาชนะการหลอกลวง การล่อลวงของมาร เอาชนะสงครามฝ่ายวิญญาณนี้ได้ เอเมน

ในข้อที่ 6 ที่บอกว่า “และเราพร้อมที่จะลงโทษ ทุกการกระทำที่ไม่เชื่อฟัง หลังจากท่านได้เชื่อฟังอย่างสมบูรณ์แล้ว”

“เราพร้อมที่จะลงโทษ” ทุกคนรู้แล้วนะ

“ทุกการกระทำที่ไม่เชื่อฟัง” ไม่ใช่คนแล้วนะ

“หลังจากที่ท่านได้เชื่อฟังอย่างสมบูรณ์” หมายถึงการไม่เชื่อฟังพระเจ้า ก็คือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า … พระเจ้าบอกขาว คนนี้บอกดำ ก็คือบาปนั่นเอง

การลงโทษความคิดที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ก็คือบาป ก็คือความคิดที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า ความคิดที่อยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า เรามีหน้าที่ลงโทษมัน ไม่ใช่คนแล้วนะ ลงโทษความคิดที่เป็นศัตรู ลงโทษความคิดที่อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า ยกตัวอย่าง เช่นความคิดที่บอกว่าตัวเราเองด้อยกว่าคนอื่น พระเจ้ารักเราน้อยกว่าคนอื่น มาโบสถ์บ้าง ไม่มาโบสถ์บ้าง ขี้เกียจอธิษฐานบ้าง ประกาศก็ไม่กล้าพูด แล้วอะไรอีกล่ะ ถวายทรัพย์ก็ได้แค่นิดเดียว สรุปสุดท้ายถ้าเราเชื่อมัน มันก็จะบอก “ฉันมันเลว” ทั้งๆ ที่เป็นคริสเตียน เชื่อพระเจ้าแล้ว อย่างนี้คือความคิดที่ตรงกันข้ามกับถ้อยคำพระเจ้า ซึ่งเราจับมันได้ปุ๊บ ความคิดอย่างนี้ต้องถูกลงโทษ คือไล่มันออกไป แล้วก็เอาถ้อยคำพระเจ้าที่เป็นดาบสองคม แทงทะลุเข้าไปในความคิดของเรา เอาถ้อยคำพระเจ้าที่พูดถึงเรื่องนี้ ที่เป็นความจริงใส่เข้าไป

ยกตัวอย่าง พูดไม่ดีมาตั้งเยอะตั้งแยะแล้ว … “อันนั้นก็ไม่ได้ทำ อันนี้ก็แย่ ฉันเป็นคนเลวจริงๆ เซ็งตัวเองเหลือเกิน เดี๋ยวก็หงุดหงิด ทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลย เชื่อพระเจ้าอย่างเดียว ไม่เคยถวายเกียรติพระองค์เลย ฉันมันเลว”

ลุกขึ้นมาเลย เอาถ้อยคำพระเจ้าใส่เข้าไป แล้วลงโทษมันด้วยวิธีนี้ เชิดหน้าขึ้น แล้วก็บอกว่า …

“ในพระเยซูคริสต์ พระองค์บอกว่าฉันเป็นลูกพระเจ้าแล้ว สะอาดบริสุทธิ์ เหมือนพระเยซูไม่มีผิดเลย แล้วจะมาบอกว่า “ฉันเลว” ได้อย่างไร?”

บอกมันอย่างนี้ นี่แหละคือการลงโทษ เข้าใจไหม? ไม่ใช่ใส่ถ้อยคำเข้าไปอย่างเดียว แต่เป็นการพูดให้มันได้ยิน   หรือบางอย่างต้องใช้การกระทำ  สมมติว่ากลัวๆ เขาให้ขึ้นไปเป็นพยานบนธรรมาส ไม่กล้าขึ้น เรายังไม่บริสุทธิ์พอ คราวนี้แหละ …

“อาจารย์ขอเป็นพยานหน่อยได้ไหม? ฉันจะขึ้นไปพูด”

ทั้งที่เป็นคนกลัว ไม่กล้า เพราะรู้สึกตัวเองไม่ดีพร้อม วันนี้กล้า ทำอะไร? กำลังลงโทษมันไง ลงโทษความไม่เชื่อฟังตะกี้นี้ ที่คิดว่า “ตัวฉันเลว” กลายเป็นมั่นใจแล้ว โอเค วันนี้ขอเป็นพยาน ขึ้นมา อธิษฐานเต็มที่เลย แล้วพูดว่า …

“ผมมาเชื่อพระเจ้าวันนั้น วันนี้ บัดนี้ผมเข้าใจแล้วว่าการเชื่อพระเจ้า คืออะไร? ผมเจริญเติบโตในวิญญาณ ผมเข้มแข็ง ผมเป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์สะอาด เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้ ผมก็ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์นิรันดร์กาล บริสุทธิ์สะอาด ไม่มีที่ติเลยแม้แต่นิดเดียว”

เห็นไหม? มันตรงกันข้ามกับที่มารโกหกหลอกลวงแบบนี้เยอะแยะเลย ตัวอย่างเยอะแยะไปหมด ท่านสามารถเอาไปใช้ได้  อย่างนี้เขาเรียกว่าความคิดที่ต้องถูกลงโทษ ไล่มันออกไป แล้วก็แก้แค้นมันเลย เพราะฉะนั้น อาวุธที่ร้ายแรงที่สุด ที่เป็นเหมือนปรมณู สำหรับชีวิตคริสเตียน ก็คือความจริงที่พระเจ้าบอกว่าเราหรือท่านที่เชื่อแล้ว เป็นใครในพระเยซูคริสต์ ท่านเกิดใหม่แล้ว อย่าให้ใครมาขโมยความจริงนี้ไปได้โดยเด็ดขาด รวมทั้งผู้ที่ยังไม่เชื่อด้วยเช่นเดียวกัน  เพราะว่าในพระเยซูคริสต์ ท่านได้บังเกิดใหม่ สะอาดหมดจด พ้นจากบาปเวรกรรม เป็นของมนุษยชาติทุกคน เพียงแต่เรามาเชื่อแล้ว เราได้รับแล้ว คนที่ยังไม่เชื่อ เขายังไม่ได้รับ แต่ก็เป็นของเขาเหมือนกัน เพราะฉะนั้น มารมันพยายามปิดบังตา พยายามใส่ข้อมูลเท็จต่างๆ เข้าไป เพื่อไม่ให้คนได้มารับตรงนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องรักษาตรงนี้ไว้

วันนี้ผมจะนำท่าน ติดอาวุธปรมณูไว้ที่สมองของท่าน วิธีติดอาวุธทำอย่างไร? อย่างที่บอก เอาถ้อยคำแห่งความจริงในนี้ว่าท่านเป็นใครในพระคริสต์ใส่เข้าไป ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่ฟังอยู่ทางบ้าน หรืออยู่ที่นี่ก็ตาม ถ้าท่านยังไม่เชื่อพระเจ้า ไม่เชื่อพระเยซู ไม่ได้บังเกิดใหม่ สิ่งที่พูดมันเป็นของท่าน พระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน ไม่ใช่เพื่อผู้เชื่อทั้งหลายเท่านั้น แต่ผู้ที่ไม่เชื่อด้วย พร้อมทั้งผม ก็คืออดีตที่ไม่เชื่อนั่นแหละ แต่พอได้รู้ความจริงแล้ว ก็มาเชื่อ เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้ท่านรู้ความจริง ท่านก็แค่มาเชื่อ ก็เป็นของท่านแล้ว อย่าให้มารหลอกลวงท่านอีกต่อไปว่านี่คือการเปลี่ยนศาสนา นี่คือการเปลี่ยนอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ยุ่งไปหมดเลย เอาเป็นว่าให้เป็นประโยชน์ของท่าน ไม่เสียหายอะไร?

คราวนี้ผมจะนำผู้ที่เชื่อแล้ว ติดอาวุธของท่านเข้าไป ก็คือที่ผมเคยบอกบ่อยๆ ว่าใช้วิธีการใส่ถ้อยคำพระเจ้าเข้าไปในสมองของเรา วิธีใส่เขาเรียกกันว่าใคร่ครวญภาวนาถ้อยคำพระเจ้า วันนี้เราจะฝึกต่อ พูดพึมพรำเบาๆ พูดกับตัวเอง ก็คือการเอาถ้อยคำพระเจ้าใส่ลงไปในความคิดของเรา พูดเบาๆ แล้วให้ตาฝ่ายวิญญาณของเราได้เปิดออก ให้เห็นภาพเป็นไปตามนั้น นี่คือความเป็นจริงในโลกวิญญาณ มันเป็นอย่างนี้แหละ …

“ฉันเป็นวิญญาณ ที่ได้บังเกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ ด้วยความเชื่อ ในการไถ่บาปของพระเยซู ที่ไม้กางเขน พระเจ้าได้กระทำให้ฉันตายไปพร้อมกับพระเยซู ชดใช้บาป เวรกรรม ด้วยการตายที่ไม้กางเขน พร้อมกับพระเยซู และพระเจ้า ได้ชุบให้ฉันเป็นขึ้นมาใหม่ ได้เกิดใหม่ พร้อมกับพระเยซู ฉันถึงเป็นวิญญาณที่เกิดใหม่พร้อมพระเยซู เป็นวิญญาณที่สะอาด บริสุทธิ์ ไร้บาป ไร้ตำหนิ ชอบธรรม เหมือนพระเยซู อยู่ในบ้านของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับครอบครัวของพระเจ้า ซึ่งเรียกว่าบัพติศมาเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า พระบิดา พระเจ้า พระบุตร พระเจ้า พระวิญญาณ อยู่ในฐานะ เป็นลูกของพระเจ้า ครอบครองมรดกของพระเจ้าในสวรรค์ร่วมกับพระเยซู นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซู และพระเจ้าได้ประทานจิตใจใหม่ให้กับฉัน ฉันจึงเป็นวิญญาณที่มีความคิดจิตใจใหม่ เหมือนพระเจ้า บริสุทธิ์ สะอาด ไร้มลทินใดๆ เหมือนพระเยซู เพียงแต่ยังอาศัยอยู่ในร่างกายเดิมนี้อยู่ บนโลกใบนี้ ซึ่งร่างกายนี้ จะต้องตาย ต้องเจ็บป่วย เสียหาย เสื่อมโทรมไปสู่ความตาย กลับไปสู่ดิน เป็นไปตามโทษของความบาป ตั้งแต่บรรพบุรุษ คืออาดัม

ฉะนั้น ตัวจริงๆ ของฉัน คือวิญญาณของฉัน จะอยู่ในร่างกายนี้เพียงชั่วคราว ความทุกข์ยากลำบาก ที่เกิดขึ้น ในขณะที่อยู่ในร่างกายนี้ มันจึงแค่แป๊บเดียว เล็กน้อย ไม่สามารถเทียบได้กับสง่าราศีนิรันดร์ ในสวรรค์สถาน ที่พระเจ้าได้เตรียมร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เหมือนพระเยซูให้กับฉันวันหนึ่งข้างหน้า และฉันจะอยู่ในร่างกายใหม่นี้ ที่ไม่ต้องตาย ไม่มีเจ็บป่วย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโศกเศร้า ไม่มีอิทธิพลของความบาป อีกต่อไป และฉันจะอยู่ในร่างกายสวรรค์นี้ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าตลอดไป ชั่วนิรันดร์ ขอบคุณพระเจ้า ในนามพระเยซู เอเมน”

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************