คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 3 “จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน 2” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  มิถุนายน  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 3

“จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน  2”

โดย นคร   เวชสุภาพร

สวัสดีครับพี่น้อง เราจะมาต่อกันถึงเรื่องแนวทางการดำเนินชีวิตว่าเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว ที่เรียกว่าคริสเตียนแล้ว เป็นผู้เชื่อแล้ว ควรทำตัวอย่างไร? ควรดำเนินชีวิตอย่างไร? ที่ผมได้ตอบคำถามให้พี่น้องที่เชื่อใหม่ไปแล้ว และผลก็คือผู้เชื่อเก่าก็ได้ไปด้วย บางคนบอกเพิ่งรู้เอง ไม่เป็นไรนะครับ ผมสรุปมาให้ 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือเมื่อเชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว  ต่อไป คือรับรู้  วางใจ และอธิษฐาน

                                                                                                 เชื่อแล้ว  …  รับรู้   … วางใจ   …  อธิษฐาน

เชื่อแล้ว ก็คือบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว รับรู้ว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ ในโลกวิญญาณ จดจ่ออยู่ที่เบื้องบน ในสวรรค์ที่เราได้อยู่กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ต่อไป ก็คือวางใจในทุกเรื่อง ทุกอย่าง ไม่กลัว รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยในทุกสิ่ง และต่อไป คืออธิษฐาน วิงวอน และขอบพระคุณ ก็คือพูดคุย ติดต่อกับพระเจ้าอยู่เรื่อยๆ เสมอๆ ตลอดเวลา

และสัปดาห์ที่แล้ว เราก็ได้เน้นเรื่องการรับรู้ว่าตัวตนแท้จริงของเรา ของมนุษย์ทุกคน เมื่อเราเชื่อแล้ว วิญญาณของเราตอนนี้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว และการแสดงออกถึงการรับรู้ความจริงตรงนี้ ก็คือเขาคนนั้น ควรที่จะจดจ่อความคิดไปยังเบื้องบน คือในสวรรค์ที่เขาอยู่นั่นแหละ

วันนี้ก็จะเป็นเรื่องต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ชื่อตอนว่า “จงจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน ไม่ใช่ฝ่ายโลก” ตอนที่ 2 “จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ” 3 จอ. จำไว้ให้ดีๆ

มีเศรษฐีคนหนึ่ง มีลูกน้องคนสนิทชื่อจ่อย ซึ่งรับใช้ และรู้ใจกันมานาน เป็นเวลา 10ๆ ปี คอยดูแลรับใช้เศรษฐี ทั้งเรื่องอาหาร เรื่องเสื้อผ้า เรื่องงาน เรื่องจัดระเบียบงาน ตารางงาน จะไปไหนอะไรต่างๆ ก็ต้องจัดระเบียบให้ว่าจะอย่างไร? เรียกว่ารู้ใจกันทุกอย่างทุกเรื่อง แล้วไม่ว่าเศรษฐีจะเดินทางไปที่ไหนไกลหรือใกล้ จ่อยก็จะติดตามไปด้วยทุกที่

ปรากฏว่าวันหนึ่ง เศรษฐีคนนี้เกิดตกบันไดเสียชีวิต จ่อยก็ทำหน้าที่ครั้งสุดท้าย ช่วยจัดการดูแลเรื่องพิธีการ งานศพทุกอย่าง และในระหว่างพิธีงานศพนั้น จ่อยก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่าไม่รู้ว่าเจ้านายของตัวเอง ที่เพิ่งเสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน ไปอยู่ที่ไหนขณะนี้ หลังจากที่จากโลกไปแล้ว จ่อยเลยลองไปถามบรรดาคนรับใช้คนอื่นๆ ว่า …

“พวกเจ้าคิดว่านายเราตายแล้วไปไหน?”

ท่านลองคิดดูสิ ตายแล้วไปไหน? สมมติว่าท่านเป็นผู้ที่ถูกถามด้วย บรรดาลูกน้องคนอื่นๆ ก็ตอบอย่างนี้ น่าสนใจ พากันตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า …

“ก็ต้องไปสวรรค์นะสิ เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่นายเราเป็นคนดีจะตาย คอยช่วยเหลือคนอื่น เพราะฉะนั้น ตายแล้ว ก็ต้องไปอยู่สวรรค์สิ”

แต่จ่อยกลับตอบว่าอย่างนี้ น่าสนใจ … “ข้าว่าไม่นะ ไม่น่าจะไปสวรรค์หรอก ข้ามั่นใจว่านายไม่ได้ไปสวรรค์อย่างแน่นอน”

ทุกคนก็รู้สึกประหลาดใจ จ่อยคนสนิททำไมพูดอย่างนั้น ก็ถามกลับไปว่า … “จ่อย เอ็งก็เป็นคนใกล้ชิด สนิทกับนายมากที่สุด ทำไมถึงพูดจาแบบนี้ เอ็งรู้ได้อย่างไรว่านายของเราไม่ได้ไปอยู่ในสวรรค์?”

จ่อยก็ตอบอย่างนี้ว่า … “ก็เพราะว่าข้ารู้ สวรรค์อยู่ไกลมาก และตลอดชีวิตของนาย ทุกครั้งที่จะเดินทาง อย่าว่าแต่จะไปไกลๆ เลย แค่จะไปไหนใกล้ๆ นายต้องเล่าให้ข้าฟังเสมอ ให้ข้าจัดเตรียมอะไรไว้ให้ ต้องคุยให้ข้าฟังก่อนเสมอ ทุกๆ ครั้ง แต่เนี้ย ข้ายังไม่เคยได้ยิน นายพูดถึงเรื่องสวรรค์หรือกำลังเตรียมตัวเดินทางไปสวรรค์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ตั้งแต่รู้จักกัน ยังไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย”

มันน่าคิดใช่ไหมครับ? คนเราถ้ามีความหวังในเรื่องอะไร? โดยธรรมชาติ ก็จะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น เรื่องนั้น ก็ต้องพูดถึงบ้าง ไม่พูดได้อย่างไร? สวรรค์เป็นอย่างไร? สวยอย่างไร? ดีอย่างไร? ถูกไหม? แค่ไปอเมริกาแค่นี้ หรือไปต่างประเทศ ไปเที่ยวยุโรป ไปเที่ยวญี่ปุ่น  ไปเที่ยวทัวร์อะไรต่างๆ แค่ 3-4 วัน เตรียมตัวเป็นเดือนเลยว่าไปจะเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น พูดใหญ่เลย

สำหรับผู้ที่เชื่อแล้วทุกคน ผู้ที่เป็นคริสเตียนแล้ว วางใจในพระเจ้าแล้ว ความหวังในชีวิตนิรันดร์ คือในสวรรค์ พระคัมภีร์จึงบอกให้เราจดจ่อความคิดของเรา ไปที่เบื้องบน คือในสวรรค์ ที่เราอยู่กับพระเจ้าแล้ว พระเจ้าสถิตอยู่กับเราแล้ว เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ให้เราจดจ่อในสวรรค์เลยว่าสวรรค์เป็นอย่างไร? พูดง่ายๆ คือให้จดจ่อ ให้ตาดู หูฟัง ปากพูดเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ตลอดเวลา วนเวียนแต่เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ๆ เพราะมันคือสัญญาณบอกว่าเราเชื่อจริง เป็นสัญญาณบอกว่าเราได้ไปแน่ๆ 100%

เพราะฉะนั้น อย่าให้มีใครในงานไว้อาลัย หรืองานศพของคริสเตียน แล้วมีคนมาถาม แล้วมีคนมาตอบแบบจ่อย เพื่อนสนิทกันบอก …

“จะไปสวรรค์ได้อย่างไร? ไม่เห็นเคยพูดเรื่องสวรรค์เลย”

คนเราจดจ่อสิ่งใด มันต้องตาดู หูฟัง ปากพูด อย่างน้อยต้องแล๊บออกมาบ้างบางอย่าง เกี่ยวกับสวรรค์แน่นอน

พระเจ้าจึงสอนว่าให้เราดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม จะต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราได้บังเกิดใหม่แล้ว  ในสวรรค์เป็นอย่างไร? ได้ย้ายมาอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นลูกของพระเจ้า ให้รับรู้ว่านี่คือความจริงที่พระเจ้าบอกเราว่าเราเป็นใครแล้วตอนนี้ เราบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราเป็นคริสเตียนแล้วเป็นอย่างไร? ให้รับรู้ความจริงเล่านี้ และทำตาม เขาเรียกว่า 3 จอ คือจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน? เราย้ายมาอยู่ในสวรรค์แล้ว ตอนกำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อยู่ พระเจ้าได้สัญญาว่าอะไรบ้าง? ก็คือสัญญาว่าอยู่ด้วยกันกับเราตลอดเวลา ไม่ทอดทิ้งเรา  และคอยช่วยเหลือเราทุกอย่าง  การกิน การนอน  การมีชีวิตอยู่ ความเป็นอยู่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ กำลังดำเนินชีวิตอยู่ พระเจ้าจะดูแลให้ทุกอย่างเลย ในทุกๆ เรื่อง  พระเจ้าจะปกปักคุ้มครอง ดูแลด้วยความรัก ความเมตตาตลอดเวลา ฤทธิ์อำนาจของพระองค์จะทรงนำพาเรา ผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาได้ทุกอย่างแน่นอน แต่ไม่ใช่ตามความคิดของเรา ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ซึ่งดีแน่นอน พระองค์บอกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากนี้ต่อไป มีแต่เอื้ออำนวยเป็นผลดี สำหรับเราเสมอ ผู้ที่เป็น คริสเตียน ที่รักพระองค์แล้ว

ให้เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในโลกวิญญาณว่าตอนนี้เราเป็นใคร? ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราต้องจดจำไว้ว่าเรารอดจากอาณาจักรนรกแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์กับพระบิดาแล้ว ไม่มีใครจะมาทำร้ายเราได้อีกแล้ว หรือจะนำเราออกจากสวรรค์นี้ไม่ได้อีกแล้ว แม้แต่ตัวเราเอง ก็เอาออกไปไม่ได้  เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราได้อยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้าตลอดไปเลย

พระนิเวศน์ คือสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์เรียบร้อยไปแล้ว อยู่แล้วตอนนี้ ต้องพูดอยู่เสมอ  และได้อยู่ในสวรรค์อย่างนี้ตลอดชั่วนิตย์นิรันดรเลย

และมีอะไรอีก เรากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ นี่ก็คือความจริงในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าบอกเราเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว วางใจในพระเจ้าแล้ว เรากำลังเดินไปสู่โลกใหม่ ที่ดีกว่าโลกปัจจุบันนี้ เรากำลังเดินทางไปรับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูเลย ไม่ต้องมาเป็นโรค เป็นภัย ไม่ต้องอ่อนแอ ไม่ต้องตายอีกต่อไป

พระคัมภีร์บอกเราไว้ว่าหน้าตาของโลกใหม่ ที่เราจะอยู่อนาคต ที่บอกว่าเป็นสวรรค์ สวยสดงดงามจริงๆ แล้ว หน้าตามันเป็นอย่างไร? และร่างกายใหม่ของเราที่เหมือนพระเยซูเป็นอย่างไร? พระคัมภีร์บอกไว้หมด ให้เรารับรู้ความจริงเหล่านี้ตามพระคัมภีร์ แล้วให้เรา จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ

ยกตัวอย่างที่บอกถึงเรื่องสวรรค์ว่าโลกใหม่ที่เราจะได้ไปอยู่ ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้วในโลกวิญญาณ และพระเจ้าได้สร้างโลกใหม่ให้เราเรียบร้อยแล้ว เป็นโลกที่สวยงาม ดีกว่าเยอะเลย เรามาดูสิว่าโลกใหม่ที่เราจะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์นั้น ที่มาแทนโลกนี้ หน้าตามันเป็นอย่างไร? เพื่อเราจะได้จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่านี่คือบ้านของฉัน ในอนาคตอันใกล้นี้ วิวรณ์ 21:1-7

วิวรณ์ 21:1-7 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว” 5 พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่!” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไป เพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้” 6 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย 7 ผู้ที่มีชัยชนะจะได้รับทั้งหมดนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา”

 

จดจ่อ จดจำไว้เลย … “พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของ … (ใส่ชื่อท่านลงไป) จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าของโลกใบนี้มันหมดสิ้นแล้ว ไม่มีใครมาล่อลวงเรา ไม่มีสิ่งเสียหายอีกต่อไปแล้ว”

ต้องจดจำไว้ว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วพระองค์กำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่ สร้างโลกใหม่ให้กับเรา โลกใหม่ อยู่บทที่ 22 ไปอ่านได้  สิ่งเหล่านี้ควรจะเรียนรู้ รับรู้ ตาดู หูฟัง ปากพูดให้มันจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจสิ่งเหล่านี้ เป็นความหวังใจที่แท้จริง และเป็นจริงๆ ที่พระเจ้าบอกเรา ในพระคัมภีร์ของพระองค์

เพราะฉะนั้น จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจอีกด้วยว่าพระเจ้าบอก แต่ในขณะนี้ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ …

“ลูกเอ๋ย รอแป๊บหนึ่ง”

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ก็ต้องจดจ่อเหมือนกัน รอแป๊บหนึ่ง เราก็จะได้ไปอยู่ในที่ที่พระเจ้าบอกเรา เราจะมีร่างกายใหม่ เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์ยาก ไม่มีความตาย ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย มีความสุขตลอดเลย  จะไปไหน ก็ไม่ต้องเดิน ลอยไป ขอบคุณพระเจ้า คิดอย่างไร ก็คิดไม่ถึง นี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คาดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้กับเขาทั้งหลาย ผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์ ผู้ที่เป็นคริสเตียนนั่นเอง พระเจ้าบอกเรามีชัยชนะ จะได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ ตะกี้นี้บอกใช่ไหม?  เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา พวกเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซู ก็คือผู้ที่มีชัยชนะร่วมกับพระเยซูไปแล้ว ที่จะได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของเราทั้งหมดนี้ ยังมีมากกว่านี้อีก ต้องไปอ่านเพิ่มเติม แล้วก็จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในความจริงเหล่านี้

การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ให้เราเชื่อฟังพระเจ้า จดจ่อ จดจำจนขึ้นใจ ตาดู หูฟัง ปากพูดเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์นี้ตลอดเวลา ให้มันจำได้ ผลมันคือเมื่อท่านได้รู้ความจริงเหล่านี้ ท่านก็จะไม่กังวลอีกต่อไป แม้ว่าจะอยู่บนโลกใบนี้ อาจจะมีปัญหาบ้าง มีอุปสรรค มีความทุกข์ยากลำบาก มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความยากจน มีอะไรวิปริตเยอะแยะมากมาย ท่านก็จะไม่วิตกกังวลมากนัก ท่านก็จะไม่ตระหนก ตกใจมากนัก ท่านก็จะสามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แบบ RIP คือ Rest in peace พักสงบได้แล้ว ขณะที่กำลังดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ ก็สามารถพักสงบ และรู้ว่าความจริง ก็คือเราหรือท่านที่เป็นคริสเตียนแล้ว ผู้เชื่อแล้ว เรากำลังอยู่ในเที่ยวบิน สายสวรรค์สู่โลกใหม่ จำไว้เลย ขนาดไปทัวร์ใกล้ๆ ยังจำกันใหญ่เลย นี่ทัวร์ไกลๆ และดีกว่าในชีวิตปัจจุบัน เทียบกันไม่ได้เลย ยังไม่จำอีกเหรอ ต้องจำว่าเรากำลังอยู่ในเที่ยวบินสายสวรรค์สู่โลกใหม่ โดยสายการบิน Jesus the way แปลว่าพระเยซูคริสต์เป็นทางนั้น  ทางที่เราไปสู่สวรรค์ ที่เราสามารถขึ้นเครื่องบินในสายสวรรค์นี้ บินไปสู่โลกใหม่ เรากำลังบินไปที่นั่น เรารู้ แล้วก็จดจ่อความจริงในเรื่องนี้ เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างมากเลยนะครับ

และรับรู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ก็รับรู้ความจริงว่าแต่ว่าในระหว่างการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พลังของความบาปของมารที่ยังปกครองอยู่เหนือโลกใบนี้ มันยังคงมีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจของเราอยู่ นี่ก็ต้องรับรู้ความจริงเหล่านี้ เพื่อว่าจะได้รู้เขารู้เราว่าเรามีศัตรูบนโลกใบนี้อยู่ ศัตรูที่ทำให้เราต้องทุกข์ลำบากบนโลกใบนี้ ทำให้เราหงุดหงิดบนโลกใบนี้ ทำให้เรารู้สึกเสียหายบนโลกใบนี้ มันคือใคร? มันคืออะไร? มันไม่ใช่มนุษย์ มันคือมารนั่นเอง

อิทธิพลของมาร ก็คือความบาป มันคงมีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจของเรา มันจะล่อลวงเรา ทำให้เกิดกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง หมายถึงธรรมชาติ ความต้องการของผู้ที่ไม่มีพระเจ้าสถิตอยู่ข้างใน ก็คือผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า  ยังไม่ได้เกิดใหม่ จะมีธรรมชาติของความต้องการ กระทำตามมาร เรียกว่ากิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ต้องจดจำตรงนี้ไว้ พอพูดตรงนี้จะได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ตัวเรา แต่มันเป็นศัตรู ซึ่งมันจะนำเราทำตามระบบของโลกใบนี้ ซึ่งเป็นความบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับเราด้วย  คือมันเป็นอันตรายสำหรับชีวิตเรา ทำให้ชีวิตเราเสียหาย ไม่เป็นสุขเท่าที่ควร และก็ไม่เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า มันทำได้แค่นั้นนะ มันไม่สามารถทำเราไปลงนรกอีกได้ มันไม่สามารถมาเอาเราออกไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ มันไม่สามารถทำให้เรากลับมาตายอีกครั้งหนึ่งได้ เป็นไปไม่ได้ เราเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว

คือแม้ตัวตนของเราจะสะอาดหมดจดแล้วก็จริง จากความเชื่อในการไถ่บาป การเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ แต่อิทธิพลของบาปภายนอกที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ วัตถุสิ่งของในระบบของโลกใบนี้ มันก็ยังอยู่รอบๆ ตัวเรา ในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันมีอิทธิพลต่อเราอยู่ ผมอยากจะยกตัวอย่างอันนี้ เอาให้เข้ากับปัจจุบัน มันเป็นเหมือนเชื้อไวรัสฝ่ายวิญญาณ ซึ่งถ้าเราไม่ระวังตัว เราก็อาจจะติดเชื้อไวรัสฝ่ายวิญญาณนี้ได้ วิญญาณที่เป็นตัวตน ที่แท้จริงของเรา แท้ๆ และความคิดจิตใจใหม่ ที่พระเจ้าประทานให้เรียบร้อยแล้ว สะอาดหมดจดแล้ว มันปลอดภัยแน่นอน 100% มันรอดแล้ว จากความบาปต่างๆ มันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าแล้ว เชื้อไวรัสตัวนี้ มันไม่สามารถทำให้เราขาด ออกจากพระเจ้าตรงนี้ไปได้ มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่ความจริง ก็คือความคิดจิตใจที่สะอาดหมดจดของเราเรียบร้อยแล้วนั้น ยังมีโอกาสติดเชื้อได้อยู่ ติดเชื้อจากภายนอกร่างกาย และเมื่อใดที่ความคิดจิตใจของเรา ติดเชื้อไวรัสวิญญาณนี้เข้าไป มันก็จะสั่ง เป็นผลให้ร่างกายตอบสนอง ทำตามลักษณะวิสัย สันดานบาปของมัน ของมารที่เป็นเชื้อไวรัสตัวที่ทำให้เรา ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า ก็คือรวมความที่พระเยซูบอก  มันมา เพื่อขโมย ฆ่าและทำลาย รวมๆ กันอยู่ในนี้

เราที่เชื่อในพระเจ้า ข้างในของความคิดจิตใจ สะอาดหมดจด ด้วยพระโลหิตพระเยซูคริสต์ และด้วยการบังเกิดใหม่ของพระเยซู ทั้งวิญญาณของเรา และความคิดจิตใจของเราใหม่เอี่ยมถอดด้ามเลย แต่ถ้าอยู่บนโลกใบนี้ ยอมฟังกระแสของความบาป ก็คือยอมฟังมาร และติดเชื้อไวรัสบาปตัว ความคิดนี้ มันก็สั่งสมอง สั่งอวัยวะในร่างกายของเรายอมทำตามมัน ยกตัวอย่างเช่น มันบงการให้เราเกิดความโกรธ มันบงการให้เราทำร้ายจิตใจ ทำร้ายร่างกายของคนอื่นเขา โดยไม่อยากทำ โดยไม่รู้ตัว มันเป็นเชื้อที่เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจของเรา และทำให้เรามอบอวัยวะในร่างกายนี้ให้กับมัน ในการทำตามมันบงการ

ถ้อยคำของพระเจ้าบอกให้เรารัก ให้เราให้อภัย ให้เราเมตตา แต่เสียงข้างนอก ส่งเข้ามา ไวรัสตัวนี้ ให้ทำตามมัน ทำตรงกันข้ามกับพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าให้เราอภัยด้วยความรัก เราบอกอย่างนี้รับไม่ได้ อภัยให้ไม่ได้แล้ว อย่างนี้ยอมทนไม่ได้ มันไม่ยุติธรรม อย่างนี้เสียหน้า ต้องคืนสนองหน่อย อะไรก็แล้วแต่ว่ากันไป ก็อยู่ที่ว่าความคิดของเราจะทำตามใคร เราไปจดจ่อตรงไหน? ถ้าเราจดจ่อไปที่พระเจ้า เราก็ทำตามพระเจ้า  ถ้าเราไปจดจ่อที่ภายนอก คือระบบของบาป เชื้อไวรัสที่เต็มรอบตัวเราอยู่นี้ เราก็จะติดเชื้อตัวนั้น และทำตามกระแสของภายนอก เราจะทำตามพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา หรือจะทำตามกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งมันเป็นอิทธิพลที่อยู่ภายนอกร่างกายของเรา  ภายนอกความคิดจิตใจของเรา จะทำตามข้างไหน? ขึ้นอยู่กับว่าเราไปจดจ่ออันไหนมากกว่ากัน

พระเจ้าบอกเราถึงความละเอียดอ่อนว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว แต่ย้ำอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับวิญญาณที่เราได้รับความรอดแล้ว เพราะว่าไม่ว่าความคิดและกายภายนอกที่เห็นอยู่นี้ เราจะทำตามใครก็ตาม จะทำตามเชื้อไวรัสวิญญาณที่อยู่ข้างนอกก็ตาม แต่วิญญาณของเราที่มีความคิดจิตใจที่เกิดใหม่แล้ว ที่พระเจ้าประทานให้ มันสะอาดหมดจดชั่วนิรันดร์แล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว มันเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์ สะอาดแล้ว จงจำเอาไว้ กิเลสตัณหาของเนื้อหนัง มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่แท้จริงของเรา ต้องจดจำตรงนี้ไว้เลย กิเลสตัณหาของเนื้อหนัง คือธรรมชาติบาป ที่อยู่ในมาร ที่อยู่ในตัวของเราในอดีตที่เรายังไม่รับเชื่อพระเจ้า ยังไม่บังเกิดใหม่ มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนที่แท้จริงของเราอีกต่อไปแล้ว ไม่มีแล้ว ไม่ใช่แล้ว เราเป็นของพระเจ้า 100% แต่มันเป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ข้างนอก เป็นอิทธิพลที่อยู่ข้างนอก มาจากมารที่อยู่ข้างนอก เป็นเชื้อร้ายภายนอก ที่สามารถแผ่กระจายมาสู่ความคิดของเราได้ แค่นั้นเอง เอเมน ต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจด้วยเช่นเดียวกัน นี่คือความจริง เพื่อที่จะได้รู้ เขาเรียกว่ารู้เขา รู้เขา ทำสงคราม 10 ครั้ง ชนะ 10 ครั้ง

พระคัมภีร์จึงบอกบ่อยๆ ให้เราถวายตัวเราเอง แด่พระเจ้า ให้เป็นเครื่องมือของพระเจ้า และระวัง รักษาความคิดจิตใจ ไม่ให้ติดเชื้อไวรัสตัวนี้เข้าไป ในโรม 12:1-2 บอกไว้ ให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ อย่าเอาความคิดแบบเดิมๆ มันจะส่งเข้ามาแบบเดิมๆ …

“ครั้งที่แล้วเคยทำแบบนี้ แต่ก่อนนี้เคยทำแบบนี้  เดี๋ยวนี้ฉันไม่แล้ว ฉันเป็นคนใหม่ ฉันเป็นลูกพระเจ้า ใหม่เอี่ยม ฉันเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจแล้ว”

เห็นไหม? สิ่งเหล่านี้มันต้องเกิดขึ้นจากการจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในถ้อยคำพระเจ้าว่าท่านเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ท่านบังเกิดใหม่แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? อย่างนี้เป็นต้น เหมือนอย่างตอนนี้ ที่เรากำลังระวังเรื่องเชื้อไวรัสโควิด-19  ระบาดอยู่ ทุกคนก็ระวังตัวอย่างดี พยายามไม่เปิดโอกาสให้ร่างกายเกิดการติดเชื้อ แล้วระวังอย่างไร? ก็สวมหน้ากาก ล้างมือให้สะอาด ทานร้อน ใช้ช้อนกลาง หรือไม่ใช้เลย คือของใครของเขา ไม่ใช้ของร่วมกัน รักษาระยะห่าง สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อนี้เข้ามา ถูกไหมครับ?  ถึงแม้ป้องกัน บางทีมันยังมีโอกาสเข้ามาได้ เราเผลอนิดเดียว  เหมือนกัน

แล้ววิธีรักษา ไม่ให้ความคิดจิตใจของเราติดเชื้อไวรัสบาป  ทำอย่างไร? พระเจ้าก็บอกเรา ก็คือการจดจ่อ ความคิด ไปที่เบื้องบน จงจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ ความคิดของท่านไปที่เบื้องบน  ไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายโลก จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราเป็นใครในพระคริสต์ เราอยู่ที่ไหนแล้ว ในโลกวิญญาณ เราเป็นอย่างไร?

ในโรม 6:11-14 ได้บันทึกอย่างนี้ อันนี้ก็ชัดเจน นี่คือความจริงที่เราควรจะเรียนรู้ว่าอ๋อ! มันเป็นอย่างนี้  มันเหมือนหลักยุทธศาสตร์ของการทำสงครามบนโลกใบนี้ว่าถ้าเราชนะ เราก็มีความทุกข์บนโลกใบนี้ไม่เยอะ ไม่มาก แล้วก็เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าในชีวิตของเรา โรม 6:11-14 บอกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 6:11-14 “11 ในทำนองเดียวกัน  จงถือว่าตัวท่านเองตายต่อบาป  และมีชีวิตอยู่  เพื่อพระเจ้า  ในพระเยซูคริสต์ 12 เหตุฉะนั้น  อย่าให้บาปครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน  ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของกายนั้น 13 อย่ายกส่วนต่างๆ ในกายของท่านให้แก่บาป  เป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย  แต่จงถวายตัวของท่านเองแด่พระเจ้า ในฐานะผู้ที่ทรงให้มีชีวิตเป็นขึ้นจากตาย และถวายส่วนต่างๆ ในกายของท่านแด่พระองค์ ให้เป็นเครื่องมือของความชอบธรรม 14 เพราะบาปจะไม่เป็นนายของท่านอีกต่อไป  ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ  แต่อยู่ใต้พระคุณ”

 

“ในทำนองเดียวกัน” จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจให้รับรู้ว่าเราเป็นคริสเตียน เราบังเกิดใหม่แล้ว เป็นของพระเจ้าแล้ว ตัวท่านเองตายต่อบาป และบาปไม่สามารถทำอะไรท่านได้อีกต่อไป แต่ก่อนนี้ทำได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะเราเกิดใหม่แล้ว เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว อิทธิพลของความบาป มันไม่มีทางเข้ามาหาเราได้เลย ถ้าเราไม่ยอมมัน และมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า สำหรับพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างเดียว บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ เห็นไหม? แล้วตรงนี้บอกอย่างไร? …

“เหตุฉะนั้น อย่าให้บาปครอบครองกายที่ต้องตายของท่านอีก” คืออย่าให้เชื้อไวรัสตัวนี้เข้ามา พูดง่ายๆ อย่ายอมให้มันครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน หมายถึงร่างกายภายนอก อวัยวะต่างๆ ที่วันหนึ่งมันต้องลงหลุม อย่ายอมให้มันใช้ร่างกายอวัยวะต่างๆ นี้ ตามทางของมัน ตามความต้องการของมัน ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของกายนั้น ไม่ใช่ของกายนะ ของไอ้ตัวนี้ เข้าใจใช่ไหมครับว่ามันจะทำชั่ว อิทธิพลของมันบังคับ บงการให้เราทำ           “อย่ายกส่วนต่างๆ ในร่างกายของท่านให้แก่บาปนั้น” ก็คือท่านใส่ตรงนี้เข้าไป ท่านจะเห็น “อย่ายกส่วนต่างๆ ในกายของท่านให้กับมัน” มัน คือมารส่งกระแสมา มันไม่สามารถเข้ามาในร่างกายเราได้หรอก มันได้แต่ส่งอิทธิพลเข้าใจไหม? ไม่ต้องไปกลัวผีมารซาตาน  มันแค่ส่งเสียงแว่วๆ มา ถ้าเราไม่ไปจดจ่อกับเสียงนั้น  เราจดจ่อกับพระเจ้า เสียงพระเจ้าดังกว่า เราก็ไม่สนใจมัน มันเหมือนกับเขาใช้คำนี้ “หมาเห่าใบตองแห้ง” คือมันเคยกัดเราได้ แต่เดี๋ยวนี้มันกัดเราไม่ได้แล้ว เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นโล่ป้องกัน อย่างมาก มันก็แค่ขู่ให้เราตกใจกลัว แล้วเรากลัวไหม? กลัว เพราะมันชิน มันก็กลัว แต่พอไปเรื่อยๆ นานๆ เข้า เราจะรู้ว่าเราเป็นใคร ตอนนี้ขู่มา เราจะขู่กลับแล้ว มันขู่มา เราก็ฮาเลลูยา มีอะไรหรือเปล่า?  พระเจ้าบอก …

“สถิตอยู่กับฉันเสมอ ไม่เคยทอดทิ้งฉัน อยู่กับฉันตลอดเวลา ไม่เคยละทิ้งฉัน มีอะไรหรือเปล่ามาร”

“ไม่มีครับ”  มันก็ไป

นี่เขาเรียกว่าจดจ่อไปที่เบื้องบน ไม่ได้ไปจดจ่อฝ่ายโลก จดจ่อไปที่มัน เสียงมันก็ดัง ต้องทำตามมัน ซวยเลย

ในนี้บอก “แต่จงถวายตัวของท่านเอง แด่พระเจ้า ในฐานะผู้ที่ทรงให้มีชีวิต เป็นขึ้นจากตาย” ก็คือผู้ที่ทำให้เราได้บังเกิดใหม่นั้น ถวายพระเจ้าไป วิญญาณข้างในนั้น ชัดเจนเลยนะ

ข้อ 14 บอกว่า … “เพราะบาปมันไม่เป็นนายของท่าน (มันไม่ใช่ “จะ” นะ … “จะ” ต้องไม่มีนะ) อีกต่อไป ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ คือได้บังเกิดใหม่แล้ว เอเมน”

ถ้าเราไม่บังเกิดใหม่ตายแน่ เพราะมันอยู่ใต้บัญญัติ มันต้องทำตามทุกอย่าง พอทำพลาดไป มันก็ใส่เราเต็มที่เลย

ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ แม้ว่าเราจะเชื่อพระเจ้า เป็นคริสเตียน ได้บังเกิดใหม่ ตามความจริงที่พระเจ้าได้บอกแล้ว แม้ว่าเราจะอยู่ในสวรรค์แล้ว แม้ว่าพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเราทั้ง 3 พระภาคเลยก็ตาม เรายังคงต้องต่อสู้กับเชื้อไวรัสทางวิญญาณตัวนี้ ต้องป้องกัน ไม่อยากจะบอกต่อสู้เลย แต่จริงๆ พระคัมภีร์ใช้คำว่าต่อสู้ ก็คือต้องระวัง ต่อสู้กับเชื้อไวรัสทางวิญญาณตัวนี้ ผ่านเข้ามาทางความคิด เราต้องต่อสู้ทุกเสี้ยววินาที แม้กระทั่งตอนนอน ตกใจไหม? แม้กระทั่งตอนนอน คือ ฝันไง มีความคิดมาตั้งแต่กลางวัน เราไปจดจ่ออะไรต่างๆ  เราไปดูหนัง กลางคืนมันฝัน ฝันทำบาปยังได้เลย หรือใครไม่เคย ยกมือขึ้น เราต้องสู้ทุกเสี้ยววินาที วินาทีไหนที่เราล้มลง พ่ายแพ้เชื้อตัวนี้ เราก็จะป่วยทางความคิด ความคิดจิตใจที่สะอาดหมดจด มันป่วย แค่นั้น ไม่มีอะไรเลย เมื่อเราป่วยทางความคิด ความคิดของเรา ก็จะไปเริ่มสั่งอวัยวะต่างๆ ในร่างกายผ่านทางสมอง ให้ทำอาการป่วยนั้น คือตามไวรัสตัวนี้  ตามเชื้อของบาปตัวนี้ ที่ปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นศัตรู ตรงกันข้ามกับน้ำพระทัยพระเจ้า ตรงกันข้ามกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่สถิตอยู่ภายใน ที่เราเรียกกันว่า อาการของเนื้อหนัง

เนื้อหนังตอนนี้ท่านรู้แล้วคืออะไร? เนื้อหนัง คือวิสัยบาป คือเนเจอร์ คือธรรมชาติของความบาป ที่อยู่ในคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ที่เป็นทาสของมาร ตรงนี้เราไม่ได้เป็นทาสของมารแล้ว เราไม่มีเนื้อหนังที่อยู่ในตัวอีกต่อไปแล้ว เนื้อหนังมันอยู่ข้างนอกตัวเราแล้วตอนนี้ แต่อาการของเนื้อหนังมันสามารถโผล่มาได้ ถ้าเราติดเชื้อเข้าไป  พอเข้าใจนะ เมื่อไรก็ตามที่คริสเตียนผู้เชื่อการ์ดตก การ์ดของเรา คือจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ พอเราการ์ดตก เมื่อไรโอกาสที่เราจะติดเชื้อไวรัสตัวนี้ ก็สูง เมื่อติดเชื้อ ผลที่เกิดขึ้น ก็คือเราก็จะมีอาการป่วย อาการทางความคิด ที่จะติดเชื้อบาปตัวนี้ ติดเชื้อไวรัส เนื้อหนังตัวนี้ เมื่อติดเชื้อเข้าไป จะมีอาการออกมาในเรา ผู้ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้า อาการเป็นอย่างไร? พระคัมภีร์ที่พระเจ้าบอกไว้ชัดเจน เพื่อเราจะได้สังเกต รู้ว่าเราป่วยอยู่ เราต้องจัดการกับมัน ให้มันหายป่วย  ป่วยทางวิญญาณ กาลาเทีย 5:19-21 บอกถึงอาการของเนื้อหนัง อาการของธรรมชาติของความบาป  ที่ส่งกระแสผ่านทางไวรัสวิญญาณ ถ้ามากระทบจิตใจเรา แล้วเราติดเชื้อมันเข้าไป อาการทางร่างกายมันจะออกมาเป็นอย่างนี้

กาลาเทีย 5:19-21 “19 พฤติกรรมของวิสัยบาปนั้น  เห็นได้ชัด คือการผิดศีลธรรมทางเพศ ความไม่บริสุทธิ์ และการลามก 20 การกราบไหว้รูปเคารพ การใช้คาถาอาคม ความเกลียดชัง ความบาดหมาง ความริษยาหึงหวง ความโมโหโทโส ความทะเยอทะยานอย่างเห็นแก่ตัว การไม่ลงรอยกัน การแบ่งพรรคแบ่งพวก และการอิจฉากัน 21 การเมามาย การมั่วสุมเสพสุราและกาม และอื่นๆ ในทำนองนี้ ข้าพเจ้าขอเตือนท่าน เหมือนที่เคยเตือนแล้วว่าผู้ที่ประพฤติเช่นนี้ จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก”

 

คำว่า “พฤติกรรมของวิสัยบาป” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “The practices of the sinful nature” แปลตรงๆ คือการฝึกฝน หรือการปฏิบัติตัวของธรรมชาติวิสัยบาป ผมจะเน้นคำว่า “ธรรมชาติวิสัยบาป” ท่านจะรู้เลยว่าเราเชื่อพระเจ้า เรามีตัวนี้อยู่ข้างในตัวเราไหม?  ไม่มีเลย การฝึกฝน หรือการปฏิบัติตัวของธรรมชาติวิสัยบาป ที่เมื่อสักครู่นี้ที่เราอ่านมาทั้งหมด คือตัวอย่างของอาการของผู้ที่ฝึกฝน ปฏิบัติตนของธรรมชาติวิสัยบาป “ผู้” นี้ หมายถึงผู้ที่เป็นทาสของธรรมชาติวิสัยบาป

เพราะว่าที่พูดมาทั้งหมดเมื่อกี้ เป็นอาการ หรือเป็นธรรมชาติของวิสัยบาปของมาร  มารมันจะทำให้เราอย่างนี้ พูดง่ายๆ ว่าผู้ที่ยอมเป็นทาสมัน ก็จะฝึกฝนปฏิบัติตัวอย่างนี้ คือเมื่อเราจดจ่อฝ่ายโลก ก็จะส่งผลให้เรา รวมๆ แล้วก็คือมองตัวเราเองเป็นใหญ่ ไม่ใช่พระเจ้าแล้ว เห็นแก่ตัว เย่อหยิ่งจองหอง ไม่มีสันติสุข น้ำพระทัยตัวเองเป็นใหญ่กว่าพระเจ้า แล้วก็ใช้ชื่อพระนามพระเยซู ทำตามใจตัวเองนั่นแหละ วางแผน แล้วก็ทำๆ สร้างอาณาจักรของตนเอง ครอบงำผู้อื่นให้สร้างอะไรต่างๆ เหล่านี้ นี่พูดถึงมนุษย์ทั่วๆ ไปนะ ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ มีโอกาสเป็นหมด ติดเชื้อมา ผู้เชื่อก็เป็นได้ ถ้าไม่เชื่อก็เป็นแน่นอน 100% เพราะว่าเป็นทาสของธรรมชาติของวิสัยบาปแล้ว

ในข้อที่ 21 สำคัญมากว่า … “ข้าพเจ้าขอเตือนท่าน เหมือนที่เคยเตือนแล้วว่าผู้ที่ประพฤติเช่นนี้ จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก”

อันนี้ต้องตั้งใจฟังให้ดีๆ เพราะว่าความหมายตรงนี้ หลายคนมักจะตีความว่าถ้าใครทำแบบที่บรรยายไว้ในข้อที่ 20 นี้คือการกราบไหว้รูปเคารพ การใช้คาถาอาคม การเกลียดชัง ความบาดหมาง ความริษยาหึงหวง ความโมโหโทโส ความทะเยอทะยาน เห็นแก่ตัว การไม่ลงรอยกัน การแบ่งพรรค แบ่งพวกกัน การอิจฉากันนี้ ใครทำแบบนี้แค่เพียงนิดเดียว ก็จะไม่ได้เข้าสวรรค์ มันไม่ใช่ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เข้าใจผิดแล้ว เปลี่ยนใหม่ ซึ่งถ้าตีความง่ายๆ แบบนี้ พูดตรงๆ ก็ไม่มีใครได้เข้าสวรรค์เลยสักคนหนึ่ง แค่โกรธนิดหนึ่ง ก็ไม่ได้เข้าสวรรค์แล้วเหรอ มันไม่ใช่

ซึ่งจริงๆ แล้วความหมายของถ้อยคำตรงนี้  ที่บอกว่าผู้ที่ประพฤติเช่นนี้ จะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้า เป็นมรดก คือไม่ได้อยู่ในสวรรค์นั้นนะ ตรงนี้หมายถึงผู้ที่ยังอยู่ภายใต้การครอบงำของวิสัยบาป ผู้ที่เป็นทาสของความบาป แบบนี้อยู่ เข้าใจไหม?  ผู้ที่เป็นทาส ก็คือผู้ที่ยังไม่ได้มาเป็นทาสของพระเจ้า ผู้ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่ ผู้ที่ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า ผู้ที่ยังอยู่ในอาดัมนั่นแหละ มันหมายถึงอย่างนั้น ผู้ที่ยังเป็นทาสมารอยู่ อยู่ในอาดัม อยู่ในอาณาจักรของความมืด ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังไม่ได้เชื่อพระเจ้า อาการมันเป็นอย่างนี้ มันหมายถึงอย่างนี้ ผู้ที่ประพฤติตัวตามอย่างผู้ที่ยังไม่มีพระเจ้าอยู่ในตัว ธรรมชาติของบาป เป็นทาสมาร ไม่ได้มีแผ่นดินของพระเจ้าอยู่ ไม่สามารถเข้าสวรรค์ได้ มันแปลว่าอย่างนั้น

เหมือนที่ผมเคยยกตัวอย่างเรื่องทาร์ซาน ว่าตัวตนที่แท้จริงของทาร์ซาน ก็คือมนุษย์ แต่ชั่วขณะหนึ่งไปอยู่กับลิง ถูกลิงควบคุมอยู่ ทำตัวเหมือนลิง มีอาการเหมือนลิง แต่อย่างไรก็เป็นมนุษย์

ดังนั้น คนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว ยังไงๆ ก็บังเกิดใหม่ แต่อาจจะมีบางครั้ง ชั่ววูบหนึ่งติดเชื้อของกระแสของโลกนี้  คือระบบของมารเข้าไป เช่นเดียวกัน เมื่อเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ยังไงๆ เราก็เป็นลูกของพระเจ้า  100% เราก็อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ทั้งพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็อยู่ในเราแล้ว แม้บางครั้ง เราอาจจะติดเชื้อไวรัสบาปจากภายนอกเข้ามาบ้าง อุตส่าห์ระวังๆ แล้ว เผลอนิดเดียวการ์ดตกอีก สมมติ เราก็จะมีอาการทำตามเนื้อหนังที่ส่งกระแสมานั้น ผ่านไวรัสตัวนี้บ้าง เขาเรียกว่าทำบาปบ้าง แต่ตัวตนที่แท้จริงของเรา ก็คือลูกพระเจ้า และได้อยู่ในสวรรค์ และกำลังอยู่ในสวรรค์ และจะอยู่ในสวรรค์นี้ตลอดไป มันต้องอย่างนี้ นี่พระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนั้น มันเปลี่ยนไม่ได้แล้ว เพราะมันบังเกิดใหม่แล้ว พระเจ้าย้ายท่านเข้ามาอยู่ในสวรรค์แล้ว ย้ายท่านเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครเอาท่านออกไปจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ พระองค์ทรงตรัสไว้เช่นนั้น

และพระคัมภีร์ที่บอกให้เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในสิ่งที่อยู่เบื้องบน ก็เพื่อให้ความคิดจิตใจของเราอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของพระวิญญาณ เพื่อจะได้ปกป้อง การ์ดไม่ตก ศัตรูก็เข้าไม่ได้ อิทธิพลของบาปที่อยู่ภายนอก ก็ส่งเข้ามาไม่ได้ แม้เราจะอยู่ท่ามกลางมันก็ตาม บนโลกใบนี้

“แม้ข้าพเจ้าจะดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้หุบเขา เงามัจจุราช แต่ข้าพเจ้าก็ไม่กลัววิญญาณชั่วตัวใดๆ เลย เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับลูก”

มันจะส่งผลประโยชน์ให้กับวิญญาณของเราเจริญเติบโตขึ้น เพราะว่าเราไม่ป่วยบ่อย ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวก็ทำบาป เดี๋ยวก็ป่วยอยู่เรื่อย การ์ดตกอยู่ตลอด อะไรต่างๆ เหล่านั้น เพื่อว่าเมื่อเราจดจ่อ จดจำความคิดจิตใจของเราไปที่เบื้องบน  ซึ่งจะส่งผลทางด้านพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  อยากรู้ไหมอาการของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ตรงข้ามกับอาการของความบาปของมาร ที่เรียกว่าเนื้อหนังเป็นอย่างไร? ไปดูที่กาลาเทีย 5:22-24 บันทึกไว้ชัดเจน ถ้ามีอย่างนี้ออกมาเมื่อไร รู้ทันทีเลย เราจดจ่อไปถูกทางแล้ว

กาลาเทีย 5:22-24  “22 ส่วนผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ 23 ความสุภาพอ่อนโยนและการควบคุมตนเอง สิ่งเหล่านี้ไม่มีบทบัญญัติข้อไหนห้ามเลย 24 ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ได้ตรึงวิสัยบาปและกิเลสตัณหาของวิสัยบาปไว้ที่กางเขนแล้ว”

 

เอาตรงนี้ก่อน … ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่เชื่อแล้ว วางใจในพระเจ้าและบังเกิดใหม่แล้ว ได้ตรึงวิสัยบาป คือตัวเก่าของเราได้ถูกตรึงตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว จบแล้ว ไม่มีวันเลยที่เราจะไปทำสกปรกหรือชั่วร้ายแบบนั้นด้วยตัวของเราเอง นอกจากมีโอกาสติดเชื้อเท่านั้นเอง เขาเรียกว่าล้มลง พ่ายแพ้ เป็นบางครั้ง ติดหวัด เดี๋ยวก็รักษาหาย

เพราะฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ได้ตรึงวิสัยบาปและกิเลสตัณหาของวิสัยบาปไว้ที่กางเขนแล้ว มันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว ถ้าการ์ดเราตกเมื่อไร มันเข้ามา เราก็มีอาการ ก็เท่านั้นเอง

มาดูผลของพระวิญญาณ เป็นอย่างไร? นี่คืออาการที่บอกถึงว่าเรากำลังจดจ่อไปที่ถูกแล้ว ที่พระเจ้า จดจ่อไปที่เบื้องบน ที่พระเจ้าสถิตอยู่ เบื้องบนที่สวรรค์ เบื้องบนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยงเรา  คอยดูแลความคิดจิตใจของเรา วิญญาณของเราและร่างกายของเราด้วย ดูแลหมดเลย อาการจะออกมาเป็นความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน ความปราณี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนโยน การควบคุมตนเอง  สิ่งเหล่านี้ไม่มีบทบัญญัติไหนห้ามเลยแม้แต่นิดเดียว  ทำไปทุกคนบอกว่าดี ยอดเยี่ยม เอกฉันท์เลย เอาตรงนี้ไปวัดเลยว่าสิ่งที่เราใช้ร่างกายเราทำลงไป มันไปตรงกับอะไรในนี้บ้างไหม? หรือมันไปตรงกับผลของเนื้อหนัง อาการของเนื้อหนัง พระเจ้ายอดเยี่ยมขนาดไหน? บอกเราหมดเลย เรียบร้อยเลย และถ้าเราไปจดจ่อเอาสิ่งที่ไม่ดี  เราก็ไม่มีความสุขบนโลกใบนี้ เราก็เสียหายบนโลกใบนี้ เราก็ทุกข์มากกว่าธรรมดาบนโลกใบนี้ ถ้าเราไปจดจ่อที่พระเจ้า ส่งผลพระวิญญาณออกมา เราก็มีสันติสุข มีความสงบ เห็นไหมครับ? ทำไมพระเจ้าถึงบอกให้เรา จำเป็นเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่แล้ว  น่าจะจบแล้วนะ  แต่ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พระเจ้าบอก …

“ไม่ได้นะ ลูกจะต้องมีสง่าราศี ลูกจะต้องเป็นลูกของพ่อ ลูกต้องฉายแสงออกไป ลูกต้องเป็นผู้มีชัยชนะ ลูกจะต้องเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต พ่อจะนำพาลูก พ่อจะสอนลูกเอง และวิธีสอนอันดับแรก คือลูกจงจดจ่อความคิดของเจ้าไปที่เบื้องบน”

เห็นไหม? ชัดเจน คือเมื่อเรามาเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว พระเจ้ามาสถิตอยู่กับเรา พระเยซูนำพาชีวิตเราแล้ว การมาเชื่อพระเยซู ไม่ได้แค่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเยซูจะช่วยเราให้รอดพ้นจากบาป รอดจากนรก ได้บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้า มาอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่แค่นั้น แต่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ มันยังมีศัตรูอยู่ เพราะฉะนั้น พระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับเรา ในร่างกายนี้เลย เป็นชีวิตของเราเลย เป็นหนึ่งเดียวกันกับเราเลยในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ชัดเจนเลย ในขณะนี้ พระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับเรา เข้ามาอยู่กับเราตลอดเลย ตรงนี้ ควรจะรับรู้ เป็นฤทธิ์อำนาจให้กับเรา เป็นสติปัญญาให้กับเรา ทรงนำพาช่วยเหลือเรา ปลอบโยนจิตใจ จิตวิญญาณในทุกเสี้ยววินาทีตลอดเวลา  เราจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้นแหละ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของเรา และพระองค์ก็จะพาเราผ่านอุปสรรคปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ อย่างอัศจรรย์ คือเกินความคิด เกินความคาดหมายของเราเอง เรารู้ว่าเราทำไม่ได้เลย ชัดเจนเลย  จะผ่านอุปสรรคปัญหาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปได้ ทำอย่างไร? มันไม่มีทาง ใครช่วยได้ พระเจ้าทำให้เรา ช่วยได้ เราจะรู้ทันทีว่านี่ คืออัศจรรย์ แต่เป็นอัศจรรย์ตามพระประสงค์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่การอัศจรรย์ที่เราบังคับให้พระองค์ทำ อันนั้นไม่ใช่ Rest in peace ไม่ใช่พักสงบ อันนั้นมันตะเกียกตะกาย แล้วก็เหนื่อยลำบาก ยิ่งทุกข์ใหญ่เลย

เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงรู้ทุกอย่าง สัพพัญญู อยู่ในตัวเรา ดำเนินชีวิตไปกับเรา พระองค์ทรงรู้ ทรงเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเราอย่างมากมาย เยอะมากกว่าเราเยอะเลย ที่มองไปทะลุปรุโปร่งเลย เรื่องปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น เราควรที่จะเชื่อและวางใจในพระองค์

ฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าเราเป็นคริสเตียน ผู้เชื่อแล้ว ตามพระคัมภีร์บอกไว้ เราจะต้องประสบความทุกข์ยาก อุปสรรคปัญหาในการดำเนินชีวิต เหมือนคนอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นคริสเตียน ยังไม่เชื่อ เหมือนกันบนโลกใบนี้ พระเยซูบอกแต่ว่าพระองค์ทรงชนะโลกแล้ว พระเยซูชนะ เราก็ชนะด้วย เราชนะโลกนี้แล้ว เพราะฉะนั้น แม้เราจะประสบปัญหา บนโลกใบนี้อยู่ เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ไม่มีพระเจ้า ไม่ได้เชื่อในพระเยซู แต่เราเชื่อแล้ว เราก็มีปัญหาเหมือนเขาเหมือนกัน แต่เราจะมีสันติสุข ความสุขสบาย และความหวังนิรันดร์ ให้เราสามารถพักสงบได้ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ เราได้เปรียบกว่าผู้ที่ไม่มีพระเยซู เราได้เปรียบกว่าผู้ที่ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า เราได้เปรียบกว่าผู้ที่ยังไม่ได้เป็นลูกพระเจ้า ถูกไหมครับ?

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเชื่อพระเจ้าแล้ว รู้จักพระองค์แล้ว เกิดใหม่แล้ว เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ ในถ้อยคำพระเจ้าเหล่านี้ทั้งหมด  เกี่ยวกับโลกวิญญาณว่ามันคืออะไร? เกี่ยวกับเบื้องบนว่ามันคืออะไร? เราก็จะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เขาเรียกว่ารับรู้ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ แล้วสามารถวางใจ ซึ่งจะเป็นหัวข้อในการบรรยายครั้งต่อไป เราสามารถวางใจ ให้พระองค์ทรงดูแล เหนือทุกสิ่งในชีวิตของเราได้ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 6 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เรื่องการกินการอยู่ 2” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  12  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 6

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ    เรื่องการกินการอยู่ 2”

โดย นคร  เวชสุภาพร

สวัสดีครับ หัวข้อคำบรรยายวันนี้มีชื่อว่า “จงจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน ไม่ใช่ฝ่ายโลก” หลังจากที่มีคำถามกันเข้ามา หลายสัปดาห์ก่อน ถึงเรื่องแนวทางในการดำเนินชีวิตว่าหลังจากที่เขาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว  ควรทำตัวอย่างไร? ควรดำเนินชีวิตอย่างไร? ซึ่งผมก็ได้สรุปคร่าวๆ ไปแล้วว่าง่ายๆ มีอยู่ 4 ขั้นตอน ก็คือ …

 

เชื่อแล้ว  …   รับรู้    … วางใจ    …. อธิษฐาน

 

เริ่มจากเชื่อแล้ว เราได้เรียนไปหลายสัปดาห์เยอะแล้วนะครับว่าความรอดที่เราได้รับมานั้น เป็นพระคุณจากพระเจ้า ที่เราได้รับผ่านทางความเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางความเชื่อเท่านั้น ไม่ใช่การกระทำ  เชื่อด้วยใจ และรับด้วยปาก ตามโรม 10:9-10 และเมื่อเชื่อแล้ว ลำดับต่อไป  ก็คือให้รับรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเรา เมื่อรับเชื่อแล้ว เป็นใคร? อยู่ที่ไหน ในพระคริสต์?

ในพระคริสต์ ก็คือในสวรรค์ ในโลกวิญญาณ เรามีความหวังใจอะไรในพระคริสต์นี้บ้าง? พระเจ้าสัญญาอะไรบ้าง? ตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นใคร? และวิธีการรับรู้ ทำอย่างไร?

วิธีการรับรู้ ก็คือให้จดจ่อไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องบน เมื่อเรารับรู้แล้วว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า วิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงของเราตอนนี้ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซู วิธีการแสดงออกมาว่ารับรู้ความจริง และตำแหน่งของเราตรงนี้ ก็คือการ จดจ่ออยู่กับตำแหน่งนี้แหละ ที่พระคัมภีร์บอกเรา ที่พระเจ้าบอกเราว่าเราเกิดใหม่แล้ว เราอยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไร?

พระคัมภีร์จึงบอกให้เราจดจ่อไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องบน ในโลกวิญญาณ ที่ซึ่งตัวตนจริงๆ ของเราที่จะอยู่นิรันดร์เดี๋ยวนี้ทันทีเลย ในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น  คือในโลกวิญญาณเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพียงแต่ตาเรามองไม่เห็น หูเราไม่ได้ยิน แต่มันมีอยู่จริงๆ  และมันจริงยิ่งกว่าโลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้ด้วยซ้ำไป พระคัมภีร์สอนเราอย่างนั้น สิ่งที่เรามองเห็น มันจะอยู่ชั่วคราว มันดับสูญไป แต่สิ่งที่มองไม่เห็น ในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าบอก มันจะอยู่อย่างนี้ และอยู่ต่อไป และอยู่ถาวรนิรันดร์ พระเจ้าจึงให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นนิรันดร์

วันนี้ เราจะมาคุยกันตรงนี้ให้ละเอียดขึ้นว่าที่บอกว่าจดจ่อความคิดของท่าน ไปที่เบื้องบน ไม่ใช่ฝ่ายโลก หมายความว่าอย่างไร? ก่อนอื่น เรามาดูความหมายของคำว่า “จดจ่อ” ก่อน

ถ้าแปลตามพจนานุกรม “จดจ่อ” แปลว่า “มีใจฝักใฝ่อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีสมาธิ หรือเอาใจมุ่งมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือสิ่งนั้นๆ” ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า “Set your mind” ก็คือปรับจูน จูนความคิดนั่นเอง หรือตั้งจูนความคิดของท่าน แปลตรงๆ เป็นอย่างนั้น เราจะได้รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร?

ผมจะลองยกตัวอย่างนิดหนึ่งให้ท่านสังเกตดูคำว่า “จดจ่อ” มันมีลักษณะอย่างไร? จริงๆ เร้าอยู่เป็นประจำในชีวิตของเราทุกวันนี้

สมมุติว่ามีนักศึกษาสาวคนหนึ่ง กำลังไปเรียนหนังสือตามปกติตอนเช้า ขึ้นรถเมล์ไม่มีที่นั่ง ก็เลยต้องโหน มือต้องโหนอยู่ รถวิ่งเร็ว ทุกครั้งจะถึงที่ศึกษา ก็จะบอกกระเป๋ารถเมล์ว่า …

“น้องๆ จอดป้ายด้วย”

เป็นปกติ เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยืนเพลินๆ อยู่ คนก็เยอะ ปรากฏว่าเหลือบไปเห็นแขนเสื้อข้างที่โหนอยู่มันขาด มองเห็นรักแร้ ก็รู้สึกเขินอาย ไม่รู้ทำอย่างไร? ก็มองอยู่นั่นแหละ

“แหม! วันนี้ ไม่น่าจะใส่ตัวนี้มาเลย มีใครเห็นไหม? อายเขาจะตาย ดูสิ”

อายรักแร้ตัวเอง  ก็จดจ่อ ตลอดทาง คิดแต่อย่างนั้น เมื่อไรจะถึงสักที นั่งก็ไม่ได้นั่ง จะมีใครเห็นรักแร้เราไหม? อายเขาจะตาย รักแร้ๆๆๆๆๆๆ ก็จดจ่ออยู่ที่รักแร้ของตัวเอง ปรากฏว่าพอถึงที่หมายที่จะต้องลง ก็ตะโกนไปบอกกระเป๋ารถว่า …

“รักแร้ จอดป้ายด้วย”

นี่แหละ คือสิ่งที่เราไปจดจ่ออยู่ มันจะเป็นอย่างนี้ จนลืมสิ่งต่างๆ ไปเลย ลืมชีวิตประจำวันเราไป ซึ่งเราทำมาตลอด  แต่ขณะที่จดจ่ออยู่นั้น มันไปจดจ่อเอารักแร้ อย่างนี้เป็นต้น

หรืออีกอันหนึ่ง บางคนชอบ ยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล ยุคมือถือ ยุคไลน์ ยุคเล่นเกมส์ ยุคสังคมก้มหน้า ทุกคนก็ดูแต่มือถือของตัวเอง ก็คือการจดจ่ออยู่ที่มือตลอดเวลา ใครมาพูดข้างๆ เหมือนได้ยิน แต่ไม่ได้ยิน เพราะว่าถ้าจะได้ยินให้ชัด และรู้ว่าทำอะไรนั้น ต้องหยุดออกจากมือถือที่ดูมาตลอด เป็นเวลาชั่วโมงหนึ่ง 2 ชั่วโมง ตั้ง Set mind ใหม่ แล้วมาฟังว่าคนที่มาพูด พูดอะไร? ไม่อย่างนั้น ก็เข้าใจผิด

ยกตัวอย่าง พ่อกำลังดูมือถืออยู่ ลูกมาถาม …

“จะไปหรือเปล่า?”

กำลังแชทกับเพื่อนอยู่ … “ไม่ไปหรอกวันนี้”

ลูกก็ไปเอง กลับมาปรากฏว่างอนใหญ่เลย … “ไหนบอกจะพาไป ทำไมไม่ไป”

ลูกตอบว่า … “อ้าว! ก็ถามแล้ว บอกว่าไม่ไป”

“พูดที่ไหนเล่า”

เห็นไหม? พูดไป เพราะว่าจิตใจมันจดจ่ออยู่ที่กำลังแชทอยู่กับเพื่อนว่าไม่ทำอะไร? ไม่ๆๆๆ ก็ตอบไปว่าไม่ ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่รู้เลย ตอบอะไร? จำไม่ได้ด้วยซ้ำไป

นี่แหละคือคำว่า “จดจ่อ” รู้แล้วนะว่าจดจ่อ คืออะไร? แม้ว่าจะฟังดู แล้วมันเหมือนเรื่องตลกๆ แต่ก็ทำให้เราเห็นว่าเมื่อเราจดจ่อและมุ่งมั่น มีสมาธิกับสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นมันจะสะท้อน ทำให้เราทำอะไรก็ตามที่เราจดจ่ออยู่นั้น เราจดจ่ออยู่ที่รักแร้ ปากก็สั่งว่ารักแร้จอดป้ายด้วย  เห็นไหมครับ?

เพราะฉะนั้น  การที่เราจดจ่อกับสิ่งใด มันก็จะสะท้อน นำพาเราออกมาสู่การประพฤติ การกระทำ การแสดงออกของเรา ในร่างกายนี้นั่นเอง เช่น ถ้าเรากำลังสนใจ จดจ่ออยู่กับการเล่นโทรศัพท์ เราก็จดจ่อแต่เรื่องนั้น พอลูกมาถาม เราก็เอาคำตอบของในสิ่งที่จดจ่ออยู่นั้น มาบอกกับลูก ซึ่งมันผิดความประสงค์ ความต้องการเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราตกลงว่าเราจะไป แต่เราตอบว่า “เราไม่ไป” เห็นหรือยังว่ามันอันตรายขนาดไหน?  พระเจ้าจึงต้องการให้เราจดจ่ออยู่กับเบื้องบน ในที่ที่เราอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ เมื่อเราเชื่อและบังเกิดใหม่ ตอนนี้ยุคโควิดชัดเจนมาก โควิด ทำให้คนไปจดจ่ออยู่กับเบื้องล่างมากเลย ไม่ใช่เบื้องบน ไปจดจ่ออยู่กับฝ่ายโลก จดจ่ออยู่กับข่าวสาร การเมือง โรคมันถึงไหนแล้ว แทนที่จะจดจ่ออยู่กับสวรรค์ ก็ไปจดจ่ออยู่กับสถิติเพิ่มกี่คน? ไม่ใช่รับรู้ไม่ได้ รับรู้กับการจดจ่อไม่เหมือนกันนะ

รับรู้ คือรับรู้เฉยๆ ข่าวสารว่ามีอะไร? เชื้อติดเท่าไร? อย่างไร? ก็พอแล้ว  แต่บางคนจดจ่อ ทั้งเช้า ทั้งกลางวัน ทั้งเย็น ข่าวเล่าแล้วเล่าอีก ฟังซ้ำไปซ้ำมา แล้วเอาไปคิดตามอีก ในที่สุด ก็เกิดความคิดสั่งการให้ร่างกายทั้งหมดตึง เครียด กลัว กังวล เห็นไหมครับ? สั่งมาจากความคิดที่เราไปจดจ่ออยู่กับไม่ใช่เบื้องบน จดจ่ออยู่กับโควิดนี้ อันตรายต่างๆ เหล่านี้

แล้วที่พระคัมภีร์บอกให้เราจดจ่อไปที่เบื้องบน ในสวรรค์สถาน สิ่งที่อยู่เบื้องบน คือสวรรค์สถานในโลกวิญญาณ ที่ที่วิญญาณของเราอยู่กับพระเจ้าแล้ว ตอนนี้ ตามที่เราได้เรียนมาว่าเมื่อเราเชื่อแล้ว เราได้ถูกย้ายเข้าไปในสวรรค์แล้ว และสิ่งเหล่านี้ ความจริงเหล่านี้ เราไปหาได้ จากบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และเป็นพยานยืนยันด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ที่ให้เราเกิดใหม่ และสถิตอยู่กับเราในวิญญาณของเรานั้นเอง ลองมาดูว่าในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าตำแหน่งของเรา ในโลกวิญญาณ มันเป็นอย่างไรบ้าง? โคโลสี 3:1-4 …

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว  ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

“จดจ่อ  จดจำ  จนขึ้นใจ”  นี่คือความจริงที่พระวิญญาณบริสุทธิ์บอกเราว่าในโลกวิญญาณ ตัวตนแท้จริงของเรา คือวิญญาณของเราอยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไรบ้าง? เพราะฉะนั้น เราจะจดจ่ออีกวิธีหนึ่งที่ง่ายว่าเคล็ดลับในการจดจ่อนี้  ช่วยให้เราจดจ่อได้มากขึ้น และเป็นจริง เป็นจังมากขึ้น ในความจริง ในโลกวิญญาณ ตามที่พระเจ้าบอกเรา ก็คือให้เปลี่ยนสรรพนามที่ 3 คือ “ท่าน” ให้เป็น “ชื่อของเรา” ให้เป็นตัวเรา ใส่ชื่อท่านลงไปในนั้น

ยกตัวอย่างเช่น “ในเมื่อพระเจ้าได้ทรงให้นคร (ใส่ชื่อท่าน)  เป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว”

เห็นไหม มันเห็นชัดขึ้นเยอะเลยนะ ลองเปลี่ยนสิ ลองใส่ชื่อตัวเองลงไป

“ในเมื่อทรงให้นคร (คือพระเจ้าให้) … (ใส่ชื่อท่าน) … เป็นขึ้นกับพระคริสต์ ก็จงให้ใจของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  จดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า จงให้ความคิดของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  จดจ่อกับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก เพราะนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  ตายแล้ว (ตัวเก่าตายไปแล้ว วิญญาณเก่าตายไปแล้ว) และบัดนี้ ชีวิตของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) …  ปรากฏ เมื่อนั้นนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย” เฮ้ๆๆๆๆๆๆ

นี่แค่ครั้งแรก ท่านเริ่มฝังความจริงลงไปในความคิดจิตใจของท่านแล้ว นี่แหละ คือการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ นี่แหละของใหม่ ข้อมูลใหม่ที่พระเจ้าสอนเราว่าในโลกวิญญาณ เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราได้เปลี่ยนแปลงเป็นอะไรบ้าง?

ถามว่าทำไมเมื่อเชื่อแล้ว พระเจ้าต้องการให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดเสียใหม่ ด้วยการจดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน ความจริงในโลกวิญญาณ ก็เพื่อที่เราอยู่บนโลกใบนี้ด้วยชัยชนะโลกนี้ ที่พระเยซูทำให้แล้ว และเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า วัตถุประสงค์ของพระองค์ และสามารถขอบพระคุณพระองค์ในสิ่งทั้งมวล ได้ตามที่พระองค์ทรงสอนว่า … “จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ในทุกสิ่งได้” … มิฉะนั้น เราอาจจะขอบคุณไม่ค่อยออก

เพราะเนื่องจากร่างกาย ความคิด จิตใจ  และวิญญาณของเรา คือตัวตนของเราตอนนี้ ได้บังเกิดใหม่แล้วก็จริง ถูกชำระจนสะอาดหมดจดแล้ว ก็จริง ทั้งร่างกาย ความคิดจิตใจ และวิญญาณ วิญญาณบังเกิดใหม่แล้ว ความคิดจิตใจบังเกิดใหม่แล้ว  พระเจ้าประทานให้ใหม่เอี่ยมเลย สำหรับร่างกายแม้ว่าจะเป็นร่างกายเดิม แต่พระเจ้าทรงชำระ ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์จนสะอาดหมดจด เป็นพระวิหารของพระองค์ ที่พระองค์ทรงสามารถรับได้ มาสถิตอยู่ได้ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ยังคงได้รับอิทธิพลของความบาปที่ปกครองอยู่บนโลกใบนี้ ผ่านทางมารได้อยู่ โดยส่งกระแสของอิทธิพลนี้ ผ่านทางอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรา ผ่านทางความคิดของเรา ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุด ถ้าความคิดไม่สั่ง มันก็ไม่ทำ

ถ้าเราไปจดจ่อบนโลกใบนี้  ก็เสร็จมารเลย เพราะมารพยายามที่จะส่งอิทธิพล ที่มันมีในการครอบครองโลกใบนี้อยู่ ซึ่งพระคัมภีร์เรียกชื่อมารว่า god of this world ซึ่งเป็นผู้บงการสิ่งชั่วร้ายบนโลกใบนี้ ด้วยอิทธิพลของความบาปนั่นแหละ มารมันก็พยายามเอาอิทธิพลนี้ ส่งเข้ามาในความคิด ผ่านเข้ามาในร่างกาย ภาษาพระคัมภีร์เขาเรียกว่าผ่านทางกิเลสตัณหาของฝ่ายเนื้อหนัง ผ่านทางอวัยวะต่างๆ ซึ่งมันคุ้นเคยกับของเดิมอยู่ ก่อนที่เราจะเชื่อพระเจ้า มันคุ้นเคยอยู่ มันเป็นของเดิม ความคิดเดิม ร่างกายที่เคยประพฤติปฏิบัติ มันคุ้นๆ อยู่ สมองยังจำได้ว่าเคยทำอย่างนี้ ก่อนเกิดใหม่ พระเจ้าบอกว่าตรงนี้ ก็คือสงครามฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นในชีวิตของคริสเตียนทุกคน ชีวิตของผู้เชื่อทุกคนว่าแม้มีชัยชนะอยู่เหนือโลกใบนี้ก็จริง แต่มันจะคอยส่งกระแสเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ที่ความคิดและเนื้อหนังร่างกายของเรา ให้ทำตามมัน พูดง่ายๆ

มาดูโคโลสี 1:13-14 ก็บอกความจริงอย่างนี้ ซึ่งเราจะต้องรับรู้และจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ นี่คือความคิดใหม่ ที่เราต้องคิดบ่อยๆ จดจ่ออยู่เรื่อยๆ Set ความคิดนี้  Set mind  นี้ ไว้ตรงความจริงตรงนี้ คือถ้อยคำพระเจ้า

โคโลสี 1:13-14 “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด  และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

พระเจ้าได้ย้ายเราออกจากนรก ในวิญญาณ บนโลกใบนี้ ย้ายเข้ามาสู่โลกวิญญาณที่เรียกว่าสวรรค์ มาอยู่กับพระองค์เรียบร้อยแล้ว และเราได้รับการชำระ ได้รับการอภัยโทษ ได้รับการไถ่บาป  หมดจดเรียบร้อยไปแล้ว นิรันดร์ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว พูดง่ายๆ เราหมดบาปแล้ว หมดเกลี้ยงเลย ไม่เหลือเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อรู้ความจริง ต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ เอาไว้ 3 จอ. ว่ามันเป็นอย่างนี้

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้ และจะอยู่ตลอดไปด้วย เพราะฉันได้รับการไถ่บาป หมดเวร หมดกรรมชั่วนิรันดร์แล้ว เอเมน”

นี่ตัวอย่าง แต่จริงๆ ในพระคัมภีร์มีเยอะแยะ ถึงตำแหน่งของเรา และการเปลี่ยนแปลงที่ได้มาบังเกิดใหม่แล้ว เป็นเช่นไร? เราต้องจดจำ จดจ่อ จนขึ้นใจ สิ่งเหล่านี้ไว้ ทิตัส 3:5 ที่เราอ่านกันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทิตัส 3:5 “พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราได้ทำ แต่เพราะพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

บอกกับตัวเองเลย จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจเอาไว้เลยว่าผ่านทางการชำระ แห่งการบังเกิดใหม่  และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ตอนที่เรารับเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ลองอ่านตาม …

“พระองค์ได้ช่วยนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ให้รอด ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน”

1 เปโตร 1:3 บันทึกไว้อย่างนี้ … “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์”

 

จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจตรงนี้ไว้ นี่คือความจริงว่าเราเป็นใคร? ใส่ชื่อตัวเองเข้าไป เพื่อจะได้มั่นคง จะได้แข็งแรงในการจดจ่อความจริงนี้

“สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์”

2 โครินธ์ 5:17 เอาเนื้อๆ ในพระคัมภีร์มีเยอะมากมาย นี่คือเนื้อๆ ความจริง ก็คือ …

2 โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป  สิ่งใหม่ได้เข้ามา”

 

ใส่ชื่อท่านเข้าไปเลย จริงๆ ตรงนี้ “เหตุฉะนั้น” ภาษาเดิมเขาบอกว่า “จงมองให้เห็นเถิด” คือมันมองไม่เห็น มันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ

“จงมองให้เห็นเถิด ถ้านคร … (ใส่ชื่อท่าน) … อยู่ในพระคริสต์แล้ว การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา” เอเมน

(1) ทั้งใหม่เอี่ยมถอดด้ามเลย ทั้งตัวเป็นของนครเดี๋ยวนี้ คือทั้งร่างกาย ก็เป็นวิหารของพระเจ้า ถึงแม้จะเป็นร่างกายเดิม แต่ได้ถูกสร้างใหม่ คือได้ถูกชำระจนสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ สมกับที่จะเป็นพระวิหารของพระเจ้า ผู้บริสุทธิ์ ที่เรียกว่าโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ เข้ามาอยู่ในนี้ได้อย่างไร? ถ้ามันไม่บริสุทธิ์สะอาด ร่างกายเราสะอาดบริสุทธิ์มากๆ ทีเดียว มากเท่ากับพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ชำระเรา  หลั่งที่ไม้กางเขน ร่างกาย ก็บริสุทธิ์สะอาดใหม่ แต่เป็นร่างกายเดิม  ที่จะมีใหม่กว่านี้ ในอนาคต ซึ่งดีกว่านี้อีก

(2) ความคิดจิตใจก็ใหม่เอี่ยมถอดด้ามเลย

(3) วิญญาณก็ใหม่หมด

บอกตัวเองเลยว่า … “ฉันเป็นคนใหม่จริงๆ”

เรามาดูเอเฟซัส 2:4-6 ก็เหมือนกัน ยิ่งตื่นเต้นใหญ่ บนตำแหน่งเราว่าเมื่อเราเชื่อพระเจ้า แล้วเราได้บังเกิดใหม่ในพระเยซู ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์สถานแล้ว ต้องพูดอย่างนี้ให้ตัวเราเองฟังบ่อยๆ ทุกวันๆ ให้รับรู้ตลอดเวลา

เอเฟซัส 2:4-6 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิต อยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่ วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง)  โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

ต้องย้ำความคิด อย่างนี้ ข้อมูลใหม่อย่างนี้ ลงมาในความคิดของเราให้มากๆ เพราะแม้ว่าเราบังเกิดใหม่แล้วก็จริง แต่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ลองใส่ชื่อตัวเอง

“เนื่องด้วยความรักอันใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อนครผู้เดียว … (ใส่ชื่อท่าน) …”

เฉพาะตอนที่เราคุยนะ เราก็เห็นแก่ตัวหน่อย แบบบริสุทธิ์ ใส่ชื่อตัวเองไป มันจะได้ชัด

“พระเจ้ารักนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … มาก พระเจ้าผู้นี้ ผู้เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา อันอุดม จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเก่าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้ตายไปแล้วในบาป อยู่ในนรก คือนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้รับความรอด จากการลงโทษ จากคำสาปแช่ง โดยพระคุณของพระเจ้า โดยที่นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ไม่ได้ทำอะไรเลย โดยพระคุณ และพระเจ้าได้ทรงทำให้นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … คือตรงวิญญาณของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … เป็นขึ้นจากความตาย คือได้บังเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ได้บังเกิดใหม่ในวันที่ 3 นั่นแหละ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงจับวิญญาณของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ตัวของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้นั่งอยู่ที่สวรรค์สถาน ที่เบื้องขวาของพระองค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์”

ตอนนี้เป็นอย่างนี้แล้ว ต้องย้ำความจริงเหล่านี้ว่าเราอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว แต่อย่างที่บอก ที่ตามองเห็น มันยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันเลยอยากจะเชื่อโลกใบนี้มากกว่า อยากจะเชื่อสิ่งที่ตามองเห็น หูได้ยิน มือจับต้องได้มากกว่าสิ่งที่พระเจ้าพูดเมื่อตะกี้นี้ทั้งหมด เป็นโลกวิญญาณที่มองไม่เห็น แต่พระเจ้าบอกมีอยู่จริง และมันจริงยิ่งกว่าโลกใบนี้ที่มันกำลังสูญสิ้นไป โลกวิญญาณมันจะอยู่นิรันดร์

มันก็ลำบากใจนะ บางครั้งก็ถูกล่อลวงให้อยากจะอยู่กับโลกที่มองเห็นเดี๋ยวนี้มากกว่า อยากจะสบายเดี๋ยวนี้ เหมือนที่มารล่อลวงให้เรา มองวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ ที่จับต้องมองเห็นได้ เพื่อที่จะล่อลวงเราไปให้ติด แล้วก็จดจ่อกับสิ่งเหล่านั้น แล้วก็ตายไปพร้อมกับมัน แล้วก็ดับสูญไปพร้อมกับโลกใบนี้ ดับสูญไปพร้อมกับคำสาปแช่ง แต่พระเจ้าไม่ต้องการอย่างนั้น พระเจ้าต้องการให้ชีวิตเราดี ดีตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย มันดีไปตลอดแล้ว แต่อยู่บนโลกใบนี้ ก็ดีด้วย

มีสิ่งหนึ่งที่ฝังไว้อยู่ในชีวิตของมนุษย์ ตามที่พระเจ้าได้สร้างขึ้นมาใหม่ๆ คือมนุษย์ อยากจะอยู่อย่างสบายๆ ง่ายๆ เหมือนอย่างที่พระเจ้าได้กำหนด ให้กำเนิดมนุษย์ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มต้น ที่ยังไม่ได้ล้มลงไปในความบาป คืออาดัมและเอวาตอนที่อยู่ในสวนเอเดน ไม่ได้ล้มลงไปในความบาป อยู่อย่างสบายมากเลย คือดูแลสวน แม้กระทั่งจิตใจตอนนี้ คนดูแลสวนยังมีความสุขเลย แต่สวนไม่เหมือนสมัยก่อน มันมีความสุขในยุคนั้น

เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงมีลึกๆ ในใจ รักสบาย อยากสบาย ซึ่งไม่ผิดเลย มันเป็นธรรมชาติ เราจึงอยากจะควบคุมสถานการณ์ และเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันที่ให้มันเป็นไปตามเรา คืออยู่อย่างสบายๆ ทำอะไรก็ตามใจตัวเองได้ เหมือนอย่างที่เคยอยู่ในสวรรค์ ในสวนเอเดน แต่ความจริง ก็คือมนุษย์ทั้งโลกใบนี้ ในขณะนี้ ตกลงไปในความบาป คำสาปแช่งแล้ว พระเจ้าบอกมันลงไปในความชั่วร้ายแล้ว มนุษย์ไม่ได้อยู่ในสวรรค์ ที่เรียกว่าสวนเอเดนอีกต่อไปแล้ว มันเป็นความชั่วร้าย มันไม่มีความสุขความสบายจริงๆ หรอก มันถูกหลอก

นี่คือความจริงที่พระเจ้าพยายามจะบอกพวกเราที่เป็นมนุษย์ ที่อยู่บนโลกใบนี้ โลกนี้ ได้กลายเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่อีกต่อไปแล้ว เปรียบเสมือนนรก ที่มีแต่ความชั่วร้าย มีแต่ความสับสนวุ่นวาย ทุกอย่างเป็นไปตามการนำ หรือการครอบครองของมาร ซึ่งมีแต่ขโมย ฆ่า และทำลาย เจ้าแห่งความชั่วร้าย เป็นเจ้าของโลกนี้ไปแล้ว แล้วพระเจ้าบอกอย่างไร? แต่ว่าจงดีใจเถิดว่าพระเยซูได้ชนะมารแล้ว ได้ช่วยมนุษย์ให้พ้นจากการเป็นทาสของมารแล้ว พ้นจากนรกบนโลกใบนี้แล้ว พระเจ้าได้นำสวรรค์มาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ 2,000 ปีแล้ว บอกอย่างนั้น วิญญาณของมนุษย์ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซู พระเจ้าได้ย้ายเขาเข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว ย้ายโลกใบนี้ที่เป็นนรก ไปอยู่สวรรค์

ทั้งหมดนี้ พระเจ้าบอกมันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ คือวิญญาณ และจิตใจได้บังเกิดใหม่แล้ว ได้อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้วจริงๆ แต่ยังคงอาศัยอยู่ในร่างเดิม ซึ่งแม้ร่างเดิมนี้ ก็เป็นวิหารของพระเจ้านะ แต่ร่างเดิมยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งพระเจ้าบอกมันเป็นนรกอยู่ ซึ่งเต็มไปด้วยคำสาปแช่ง ความวุ่นวาย สับสน เสียหาย วิปริต เขาเรียกว่าอัพ ไซด์ ดาว์น มันอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีเหตุ มีผล คนทำดี ได้ดีมีที่ไหน? คนทำชั่วได้ดี มีถมไป อะไรประมาณนั้น เดากันไม่ถูกเลย แล้วแต่มาร แล้วเราจะไปเชื่อมันได้อย่างไร พระเจ้าบอกมารมีแต่ขโมย ฆ่าและทำลาย ความชั่วร้ายทั้งหมดบนโลกใบนี้ และในมหาจักรวาลนี้ เกิดจากมารเพียงผู้เดียว และแผ่ขยายออกไป

พระเจ้าบอกเพราะฉะนั้น การอยู่ในสวรรค์ที่พระเจ้าช่วยแล้ว มันต้องรอกำหนดเวลา ที่พระเยซูกลับมาพิพากษาโลก พิพากษามาร  ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดของโลกแห่งความชั่วร้ายนี้ ของวันแห่งการสูญสิ้นของโลกใบนี้นั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าพระเจ้าให้เรารอก่อน แต่มนุษย์รอไม่ไหว อย่างที่บอก จิตใจมันอยากจะสบาย  พอบอกว่าอยู่ในสวรรค์ ดีใจ เราเชื่อพระเจ้าแล้ว ตอนนี้อยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ใช่ รอก่อน อยู่บนโลกใบนี้ ก็อยู่อย่างโลกนี้ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา  แต่ก็อยู่บนโลกนี้ อย่างเหมือนคนไม่เชื่อ เหมือนกันนั่นแหละ คืออยู่ท่ามกลางการหลอกลวง ความชั่วร้ายของมารบนโลกใบนี้ ความทุกข์ลำบาก พระเยซูจึงบอกว่าท่านอยู่บนโลกใบนี้ ท่านก็อยู่ด้วยความทุกข์ยากลำบาก  เหมือนกับคนอื่นเขาแหละ แต่จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะว่าเรา (หมายถึงพระเยซูและเรานั่นเอง) ได้ชนะโลกนี้แล้ว

พระเจ้าได้สร้างสรรพสิ่งและโลกใบนี้ใหม่ ไว้เรียบร้อยแล้ว สวยงามกว่าสมัยสวนเอเดน ที่ยังไม่ได้ตกลงในความบาปด้วยซ้ำไป แต่ให้เรารอก่อน มันยังไม่ปรากฏตอนนี้ มันจะปรากฏเมื่อพระเยซูคริสต์กลับมาอีกที กลับมาพิพากษามาร มันไม่ใช่ตอนนี้ ให้เรารอก่อน แต่เรารอลำบากนะ เราอยาก

“มาเชื่อพระเจ้า มันต้องได้อย่างนี้สิ ไหนบอกอยู่ในสวรรค์แล้วไง” … เถียงพระเจ้าอีก

เพราะฉะนั้น ต้องเอาสิ่งเหล่านี้  คือความจริงเหล่านี้เข้าไปในความคิด และเปลี่ยนแปลงคอนเชป หรือความคิดจิตใจตัวเองเสียใหม่ เอาความคิดเก่าๆ เดิมๆ ออกไปว่าโลกนี้จะมีความสุข ถ้าเรามีเงินเยอะๆ ถ้าเราสุขภาพแข็งแรงมากๆ มันโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น

สรุป ก็คือให้เราจดจ่อความคิดของเราไปที่การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ นั่นคือเป้าหมายของเรา วันที่สิ้นโลกนี้ คือเป้าหมายของเรา สิ้นโลกนี้ หรือเราสิ้นก่อน วิญญาณเราออกจากร่างก่อน เราไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว มันก็สิ้นเหมือนกัน สิ้นสุดการงานรับใช้พระเจ้าบนโลกใบนี้ คือวันที่เราจะได้รับร่างกายใหม่  คือร่างกายที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ เป็นร่างกายที่มีสง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์ตอนเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3  เป็นร่างกายเหมือนพระเจ้าเลย ร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป ไม่ต้องใช้ความเชื่ออีกต่อไป  เพราะจะเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า พระเจ้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว รอร่างกายใหม่ แล้วไม่ใช่แค่ร่างกายใหม่อย่างเดียว พระเจ้าจัดเตรียม สร้างโลกใหม่ไว้รอแล้ว โลกเก่าที่อยู่นี้ ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายของมารซาตาน มันจะถึงวันเวลาแห่งการสิ้นสุด มันตั้งอยู่ก็จริง แต่มันก็ไปสู่การเสื่อมสลาย  แล้วพระเจ้าได้สร้างสรรพสิ่งใหม่ทั้งหมด บนโลกใหม่ ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว โลกใหม่ ก็คือสัตว์ใหม่ ต้นไม้ใหม่ หินใหม่ น้ำใหม่ ฟ้าใหม่ ใหม่หมดเลย ตัวเราเอง ก็ร่างกายใหม่ เอเมน ชัดเจนไหม? นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่านครเยรูซาเล็มใหม่ ตามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ในพระคัมภีร์ วิวรณ์ 21:1-7 อ่านแล้วจะเห็นที่อยู่ของเราในอนาคต อันใกล้นี้ ฮาเลลูยา เราจะได้มีความสุข นี่แหละคือสวรรค์แท้จริง

วิวรณ์ 21:1-7 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว” 5 พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้นตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่!” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไป เพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้” 6 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย 7 ผู้ที่มีชัยชนะจะได้รับทั้งหมดนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา”

 

ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าแล้ว นี่เป็นของท่าน นี่คือความจริงในโลกวิญญาณว่าท่านได้รับตรงนี้แล้ว ต้องจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ นี่ขนาดยังไม่ขึ้นใจ จดจ่อนิดเดียววันนี้ อ่านไปครั้งเดียว บางคนพึ่งจะอ่าน คนเชื่อใหม่ๆ พึ่งอ่านไปครั้งเดียว ขนลุกเลย ปิติยินดีมากเลย ทั้งๆ ที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในอาคารอภิสุทธิสถานเดิมนี้ ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในบ้านท่านขณะนี้ ท่านแค่อ่านตรงนี้ ท่านยังรู้สึกกระชุ่มกระชวย นี่แหละคือความหวังของคนที่เชื่อในพระเจ้า นี่คือความหวังของคริสเตียนแท้จริง ไม่ใช่ความหวังที่อยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าให้เราจดจ่อในโลกวิญญาณ เพื่อไม่ให้เราจดจ่อบนโลกใบนี้ที่มารมันพยายามหลอกลวง ล่อลวงเราไปในความไม่แน่นอนบนโลกใบนี้ ในความสูญสิ้น ดับสูญไป ท่านเอาอันนี้มาใส่ชื่อท่าน แล้วท่านจดจำตรงนี้ไว้ตลอดเลย จดจ่อแล้วให้มันขึ้นใจ  ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตามนี้ แต่ให้รู้ว่าความหมายมันอย่างนี้

“และนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … เห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … เห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงได้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงาม รอผู้เป็นสามี”

นี่คือประเพณีชาวยิวแต่งงานนะครับ  คือคืนวันแต่งงาน เจ้าสาวจะต้องแต่งงามที่สุด …

“และนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่าบัดนี้ พระที่นั่งของพระเจ้ามาอยู่กับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … แล้ว พระองค์จะสถิตอยู่กับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … และผู้เชื่ออื่นๆ ของพระองค์ พระเจ้าเองจะทรงอยู่กับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … และเป็นพระเจ้าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ตลอดไป พระองค์จะซับน้ำตาทุกหยดของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป ระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่าเรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่ และตรัสอีกว่าจงเขียนสิ่งนี้ลงไป ข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้

พระองค์ตรัสกับนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ว่าทั้งหมดนี้ มันสำเร็จแล้ว พระเยซู คือพระเจ้า คืออัฟฟ่าและโอเมก้า เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย พระเยซูจะให้ผู้นั้นดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย  นคร … (ใส่ชื่อท่าน) … ผู้ได้รับชัยชนะพร้อมกับพระเยซูไปแล้ว ได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … และนคร … (ใส่ชื่อท่าน) … จะเป็นบุตรของเรา” เอเมน

เอาไปใคร่ครวญ เอาไปคิด เอาไปจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ เหมือนกับที่เล่นเกมส์ เหมือนกับเล่นแชทบนมือถือ ลืมวันลืมคืน ทำอย่างนี้ได้ไหม? ถามว่าได้ แล้วจะทำไหม? คิดดูก่อน

พระคัมภีร์สอนเรา  พระเจ้าสอนเราบอกว่าสิ่งที่ไม่ควรจดจ่อเลย สำคัญที่สุด ก็คืออย่าจดจ่อไปที่ฝ่ายโลก แล้วคนก็ถามว่าฝ่ายโลก คืออะไร? เราจะมาดูคร่าวๆ วันนี้ ไม่ต้องไปเรียนมันละเอียดมากหรอก ฝ่ายโลกมันชั่วร้าย  สิ่งฝ่ายโลก ก็คืออาณาจักรของความมืด บนโลกใบนี้ ไม่ได้หมายถึงไม่มีแสงไฟสว่าง หรือไฟฟ้าเสีย หมายถึงโลกวิญญาณ อาณาจักรแห่งความมืด คือนรกนั่นเอง ถ้าเปรียบในโลกวิญญาณ ที่เราอยู่กับพระเจ้า คือสวรรค์ ตรงนี้ก็คือนรก อาณาจักรแห่งความมืด ที่มีมารครอบครองอยู่ เต็มไปด้วยความบาป คำสาปแช่ง ความทุกข์ลำบาก การขโมย ฆ่า และทำลาย ความเสียหาย ความตาย การล่อลวงด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติ และความสุขสบายบนโลกใบนี้ นี่แค่คร่าวๆ ให้เราเห็นชัด อย่าไปจดจ่อกับมัน เป็นทางผ่านเฉยๆ

โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา              ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้               ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่         ณ ประตูบนวิมาน

และฉันรู้ว่าโลกนี้                 ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ไม่ต้องไปสร้างมัน ไม่ต้องไปก่อมัน ไม่ต้องไปเก็บอะไรไว้ เพราะมันจะสูญสิ้นไป พระคัมภีร์บอกว่าขณะที่เราจากโลกนี้ไป เราไม่ได้เอาอะไรไปเลย สักอันหนึ่ง ไม่มีทางเอาอะไรไปจากโลกใบนี้เลย เราตายไปพร้อมกัน อย่าให้มันหลอกให้เราสร้างสิ่งของไว้บนโลกใบนี้ สร้างรากฐานไว้บนโลกใบนี้ เราควรสร้างรากฐานไว้บนศิลา คือพระเยซูคริสต์ต่างหาก

ฝ่ายโลก คือความคิดตามระบบวิสัยบาป ธรรมชาติบาป ที่ปกคลุมโลกนี้อยู่ โดยการนำของมาร ซึ่งพระคัมภีร์ใช้เรียกว่าเนื้อหนัง … เนื้อหนังไม่ใช่ตัวอีกแล้ว เนื้อหนัง คืออิทธิพลของความบาป ที่มารซาตานใช้ เป็นอำนาจ มาบังคับเคี่ยวเข็ญให้มนุษย์ทำบาป แต่เราไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไปแล้ว เราหลุดจากการเป็นทาสแล้ว เราได้รับการช่วยให้รอด จากการเป็นทาสมารไปแล้ว

เนื้อหนัง คือศัตรู อยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า สรุปง่ายๆ คือดื้อและไม่เชื่อฟัง นี่คือเนื้อหนัง จำไว้ว่าเนื้อหนังไม่ใช่ตัวเรา เนื้อหนัง คืออิทธิพลของความบาป  ที่พยายามมาผลักดัน ที่พยายามมาชักจูงเรา ให้เป็นศัตรู อยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า ให้เราดื้อต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟังทุกประการ นี่เรียกว่าเนื้อหนัง

และพระคัมภีร์บอกว่าอย่าไปยึดเกาะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันกำลังร่วงไป มันเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง มันอยู่แค่ชั่วคราว มันอยู่แค่แป๊บเดียว มันกำลังไปสู่การดับสูญ ถ้าเราไปยึดอยู่กับมัน เราก็สูญไปกับมันด้วย เราก็เต็มไปด้วยความทุกข์ แม้ว่าเราเชื่อพระเจ้าแล้ว แล้วเรายังไปยึดติดกับมัน ไปมองมัน ถูกมันล่อลวง ยิ่งไปจดจ่ออยู่กับมันมากๆ ก็ถูกดึงไปเชื่อมัน เกิดความทุกข์ แม้วิญญาณ ความคิดจิตใจเราจะรอดแล้ว ไปสวรรค์แล้วก็จริง แต่เราอยู่บนโลกใบนี้เหมือนอยู่กับไฟเลย  เหมือนอยู่บนนรกเลย ยิ่งคนที่ยังไม่ได้เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ยังไม่ได้รับการบังเกิดใหม่ ยังไม่ได้ถูกย้ายมาอยู่ในสวรรค์ ยิ่งแย่ใหญ่เลย  ยิ่งเป็นทาสมารอยู่ ก็ถูกมันล่อลวงอยู่บนโลกใบนี้ ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ฝังตัวเองอยู่ในโลกใบนี้ ในที่สุด ก็จะดับสูญไปกับมัน พระคัมภีร์บอกเราว่าโลกและทุกสิ่งบนโลก กำลังดับสูญไป มันอยู่ในระหว่างทางกำลังดับสูญ มันอยู่ในขบวนการกำลังดับสูญ มันอยู่ในขบวนการกำลังสลายไป มันอยู่ในขบวนการกำลังลงนรกถาวรนิรันดร์ เมื่อวันนั้นมาถึง 2 เปโตร 3:3-15

2 เปโตร 3:3-15 “3 ก่อนอื่นท่านต้องเข้าใจว่าในยุคสุดท้าย จะมีคนชอบเยาะเย้ย มาเยาะเย้ย และทำตามตัณหาชั่วของตนเอง 4 พวกเขาจะกล่าวว่า “ไหนล่ะ ‘การเสด็จมา’ ที่ทรงสัญญาไว้? นานมาแล้วตั้งแต่บรรพบุรุษของเราตายไป ทุกอย่างก็ดำเนินไปเหมือนที่เป็นมาตั้งแต่เริ่มสร้างโลก” 5 แต่เขาจงใจลืมความจริงที่ว่า นานมาแล้ว โดยพระดำรัสของพระเจ้าฟ้าสวรรค์ก็มีขึ้นและแผ่นดินโลกก็ก่อตัวขึ้นมาจากน้ำ โดยมีน้ำล้อมรอบ 6 น้ำเหล่านี้เองที่ท่วมทำลายโลกในครั้งนั้น 7 โดยพระดำรัสเดียวกันนี้ ฟ้าสวรรค์และโลกปัจจุบันก็ถูกสงวนไว้ให้ไฟเผาผลาญ ถูกเก็บไว้เพื่อวันแห่งการพิพากษา และความหายนะของคนอธรรม 8 แต่อย่าลืมข้อนี้เพื่อนที่รัก คือสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วหนึ่งวันก็เหมือนหนึ่งพันปี และหนึ่งพันปีก็เหมือนหนึ่งวัน 9 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้า ที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด แต่ทรงอดทนต่อท่าน เพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ 10 กระนั้นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือนขโมย ที่ลอบเข้ามา โดยไม่มีใครคาดคิด ฟ้าสวรรค์จะหายวับไปด้วยเสียงกัมปนาท และโลกธาตุทั้งหลายจะถูกไฟเผาทำลาย นั่นคือแผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น 11 ในเมื่อทุกสิ่งจะถูกทำลายลงเช่นนี้ พวกท่านควรจะเป็นคนแบบไหน? พวกท่านควรดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ และอยู่ในทางพระเจ้า 12 ขณะที่พวกท่านเฝ้ารอ และเร่งวันแห่งพระเจ้าให้มาโดยเร็ว วันนั้นฟ้าสวรรค์จะล่มสลายด้วยไฟและโลกธาตุต่างๆ จะหลอมละลายในความร้อน 13 แต่ด้วยการยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ พวกเรากำลังเฝ้ารอฟ้าสวรรค์ใหม่และโลกใหม่ ซึ่งเป็นที่พำนักของความชอบธรรม 14 เช่นนั้นแล้วเพื่อนที่รัก ในเมื่อท่านกำลังเฝ้ารอสิ่งนี้อยู่ จงพยายามทุกวิถีทาง ที่จะให้พระองค์ทรงเห็นว่าท่านปราศจากข้อด่างพร้อย ไร้ตำหนิและมีสันติสุขในพระองค์ 15 จงระลึกว่าที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดกลั้นพระทัยไว้ ก็เพื่อให้คนทั้งหลายมีโอกาสได้รับความรอด เหมือนที่น้องเปาโลที่รักของเราได้เขียนจดหมายมาถึงท่าน ด้วยสติปัญญาที่พระเจ้าประทาน”

 

ข้อ 9 บอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้า ที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด”

พระองค์บอก พระองค์จะมาพิพากษา เอาโลกใหม่มาให้ใช่ไหมครับ?

“แต่ทรงอดทนต่อท่าน เพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่”

คือรอ ต้องการให้ผู้คนบนโลกใบนี้ ที่ยังไม่เชื่อข่าวดีของพระเจ้า ไม่เชื่อในพระเยซู ยังไม่ได้เกิดใหม่ ให้เขาได้มาเชื่อและได้เกิดใหม่ซะ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะรอก็ตาม อยากให้เขาเกิดใหม่ก็ตาม แต่มันมีวันนั้นจริงๆ วันนั้น คืออะไร? ข้อ 10 บอก …

ข้อ 10 “กระนั้นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือนขโมย ที่ลอบเข้ามา โดยไม่มีใครคาดคิด ฟ้าสวรรค์จะหายวับไปด้วยเสียงกัมปนาท และโลกธาตุทั้งหลายจะถูกไฟเผาทำลาย นั่นคือแผ่นดินโลกกับสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น”

ขโมยเข้ามา ไม่มีใครรู้ตัวเลย หลับกันสนิท นึกว่าดีแล้ว มาได้ทุกเมื่อ ทุกวัน ทุกเวลา ก็คือมาได้ทุกเสี้ยววินาที

ฟ้าสวรรค์ หมายถึงฟ้าที่เรามองเห็น มองขึ้นไปเห็นนกบิน เขาเรียกว่าฟ้า ฟ้าสวรรค์ หมายถึงฟ้า และสวรรค์ หมายถึงสวรรค์บนดิน หมายถึงว่ามองขึ้นไปจากนี้ เห็นนก เรียกว่าฟ้า และมองจากฟ้าขึ้นไป เห็นเมฆ ลอยขึ้นไป เห็นดวงดาวต่างๆ ฟ้าอีกเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ ทั้งดวงดาว ดวงอาทิตย์ และฟ้าบนโลก ที่มีเมฆ ก็จะดับสูญไปสิ้น ถูกเผาทำลายไป นั่นคือแผ่นดินโลก และสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น ท่านอ่านดูตรงนี้แล้วจะเห็นอะไร? ฟ้าสวรรค์จะหายแว๊บ หมายถึงเที่ยวเดียวเลยนะครับ ไม่เหมือนบางคนบอกว่าโควิด ไม่ใช่โควิด โควิดตั้งนาน  อันนี้หมายถึงฟ้าสวรรค์ ทั้งโลกใบนี้ ทั้งสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ จะถูกเปรี้ยง แว๊บหายไปเลย เสียงเดียว ในนี้บอกกัมปนาท โห้! กัมปนาท มันเหมือนบิ๊กแบงก์ และโลกธาตุ คือธาตุวัตถุ สิ่งของบนโลกใบนี้จะดับสูญ เป็นไฟเผาผลาญ เกลี้ยงไปเลย นั่นคือแผ่นดินและสรรพสิ่งในนั้นจะถูกทำลายสิ้น

ในเมื่อทุกสิ่งบนโลกใบนี้จะถูกทำลาย  ท่านควรจะเป็นคนแบบไหน?  ควรจะดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์อย่างไรในทางพระเจ้า  ควรจะจดจ่อไปที่นั่นหรือไม่? ไม่ควรจดจ่อไปที่มันแล้วใช่ไหม? นี่พระเจ้าจะมาได้ต่อเมื่อพระเจ้าอยากจะให้คนที่ไม่เชื่อ ได้รับเชื่อ จะรู้ได้อย่างไรว่ามันถึงเวลาของพระเจ้าแล้ว พูดง่ายๆ อ่านแล้ว ก็คือมันเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที อาจจะเป็นอีก 1 นาทีข้างหน้านี้ เกิดกัมปนาท เปรี้ยง โลกใบนี้และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ถูกทำลายจนหมดสิ้น

เพราะฉะนั้น นี่ก็พูดไปถึงคนที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดด้วย อย่าเสี่ยงๆ ในนี้บอกพระเจ้ามาอย่างขโมย ก็คือไม่มีใครรู้ นึกไม่ถึง คิดไม่ถึง คาดไม่ถึง เปรี้ยงเดียว จบ คนที่เชื่อแล้ว ก็ได้ไปสวรรค์ อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์กาล แต่ขณะที่อยู่บนโลกใบนี้ ก็อย่าไปจดจ่อกับมัน ถูกมันล่อลวงให้หลงไป เพราะว่าถูกล่อลวงให้หลงไป ก็ทำให้ชีวิต แม้ว่าจะไปสวรรค์ก็จริง แต่อย่างที่บอกไว้ว่ามันไม่มีความสุขเท่าที่ควร แล้วไม่ให้พระเจ้าใช้ชีวิตเราให้เป็นประโยชน์ในการนำผู้อื่นมารับเชื่อ มาสู่สวรรค์เหมือนกับเราอย่างนี้ ได้มากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น อย่าหลงทาง อย่าไปจดจ่อ สนใจกับมันมากนักบนโลกใบนี้ เพราะมันกำลังดับสูญไป แป๊บเดียว

ในนี้ยังบอกว่า 1 วันของพระเจ้าเท่ากับ 1 พันปีของมนุษย์ พูดง่ายๆ ก็คือเวลาของพระเจ้าไม่เท่ากับเวลาของเรา ไม่เหมือนเวลาของเรา เราบอกว่าเป็นพันปี พระเจ้าบอกว่าแค่วันเดียวเอง

มีชายคนหนึ่งเขาถามพระเจ้าว่า … “เงินร้อยล้าน สำหรับพระเจ้า เท่ากับเท่าไร?”

พระเจ้าก็ตอบว่า … “ร้อยล้านเหรอ ตัวเลขในสวรรค์กับตัวเลขในโลกนี้ มาเทียบกันไม่ได้หรอกลูกเอ๋ย มันต่างกันลิบลับเลยล่ะ  ร้อยล้านก็เทียบเท่ากับบาทหนึ่งมั้ง”

ชายคนนั้น ก็เลยบอกพระเจ้า … “พระเจ้า อย่างนั้น ลูกอธิษฐานขอสักบาทสิ”

พระเจ้าบอก … “ได้ สบายมากอยู่แล้วลูกเอ๋ย รอแป๊บหนึ่ง รอ 1 วินาที”

1 วินาทีอาจจะ 100 ปี พระเจ้าบอกให้รอแป๊บเดียวเอง พระองค์บอกอดทนนิดเดียว แล้วพระองค์ก็อดทน ไม่อยากจะทำลายโลกเลย เพราะยังมีมนุษย์ที่ยังไม่เชื่ออยู่ แต่มันจะมีวันเวลาที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วจริงๆ เราไม่รู้ว่าวันไหน?  พระเจ้าจึงบอกคนที่เชื่อแล้ว รอแป๊บหนึ่ง อดทนต่อความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดา โลกใบนี้ ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า มันก็ทุกข์ยากลำบากอย่างนี้แหละ มารมันไม่เคยปลดปล่อย ไม่เคยยอมให้ใครสักคนหนึ่งมีความสุขบนโลกใบนี้ เพราะมันมีหน้าที่ของมันที่จะขโมย ฆ่า และทำลายทุกคนที่เป็นของพระเจ้า รวมทั้งสรรพสิ่งด้วย ทั้งสัตว์ ก้อนหิน ต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมด ก็ถูกทำลาย โดยความชั่วร้ายของมารด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงบอกให้อดทนอีกแป๊บเดียวนะ ลูกเอ๋ย เดี๋ยวความสุขนิรันดร์ก็จะมาถึงแล้ว โลกใหม่ ร่างกายใหม่ ที่จัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยไปแล้ว อดทนรออีกแป๊บเดียว

เพราะฉะนั้น ให้เราอดทน พอเราเกิดความเจ็บป่วย มนุษย์ถูกสาปแช่งบนโลกใบนี้แล้ว มารทำให้มนุษย์ร่างกายเสียหายไปหมดแล้ว ร่างกายมันต้องเกิดความเจ็บป่วยเสียหาย ไปสู่ความตาย เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ อดทนหน่อยลูกเอ๋ยแป๊บเดียวเอง  จะได้รับร่างกายใหม่  เพราะฉะนั้น ยามเจ็บป่วย จึงต้องอธิษฐานกับพระเจ้า แล้วอดทน  มันเจ็บปวด ก็อดทนเอา มันมีวันหยุดของมัน ขาดแคลนเงินไม่พอใช้ อดทน ยิ่งตอนนี้ โควิดทำให้การงานไม่ดี ตกงานบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ ที่เสียหายไปแล้ว เพราะฉะนั้น อดทนนะลูกเอ๋ย อดทนๆ เพราะเรามีความหวังใจแน่นอนในชีวิตนิรันดร์  ชีวิตในสวรรค์สถานที่เราได้อยู่แล้วในสวรรค์ และจำได้อยู่อย่างถาวรนิรันดร์ด้วยโลกใหม่ ที่ไม่มีอย่างนี้อีกแล้ว ถูกเขาเอาเปรียบอะไรต่างๆ จะโกรธเขาอะไรต่างๆ เหล่านั้น  ก็ต้องอดทนไว้ลูกเอ๋ย อดทนไว้ อย่าไปเชื่อมารมัน นั่นคือวิถีทางของโลก ไม่ว่าอะไรต่ออะไรอีกหลายๆ อย่างบนโลกใบนี้

ยกตัวอย่างง่ายๆ อีกอันหนึ่ง สุดท้าย นี่คือต้องอดทน เห็นชัดเลย มารก็หลอกเรา การกินเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องกิน เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ให้สุขภาพร่างกายอยู่ได้ แล้วมนุษย์ก็ชอบกินของอร่อยอยู่แล้ว พระเจ้าสร้างให้เรามากินของอร่อย แต่มารมันทำให้เสียหายไปหมดแล้ว ถูกหลอกด้วยมาร กินของอร่อย แต่มันทำลายสุขภาพตัวเอง เราก็ต้องพยายามอดทน รู้ว่ากินมันอร่อยจริง แต่มันเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายสุขภาพไม่ดี ก็กินให้มันน้อยหน่อย ต้องใช้ความอดทนเหมือนกัน จะกินข้าวเหนียวทุเรียน ก็อดทนหน่อย กินมันน้อยหน่อย ถ้ากินมาก เราก็เป็นทุกข์ แม้ไปสวรรค์ก็จริง แต่มันทุกข์แบบไม่สมควรที่จะทุกข์

คล้ายๆ กันอย่างนี้  ยกตัวอย่างให้ท่านฟัง แล้วค่อยมาเรียนรู้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าการดำเนินชีวิตตามที่พระเจ้าสอนเราอย่างนี้ ไม่จดจ่อลงไปในโลกฝ่ายวัตถุ มันมีประโยชน์ต่อเรา เป็นพระพรต่อเรามากเพียงใด ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2020 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 3 “จงเกิดใหม่” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  7  มิถุนายน  2020

 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว”

ตอน 3 “จงเกิดใหม่”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ วันนี้เป็นตอนสุดท้ายของเรื่องสวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว ตอนที่ 3 จงเกิดใหม่ (ซะ) ตั้งใจฟังให้ดีๆ เหมาะสำหรับผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์แล้ว  และเหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เชื่อด้วย ซึ่งสำคัญมากกว่าผู้ที่เชื่อแล้วซะอีก เพราะฉะนั้น ต้องฟังทั้งสองกลุ่ม กลุ่มที่เชื่อแล้ว  กลุ่มที่ฟังอยู่ ยังไม่เชื่อ และกลุ่มที่ฟังอยู่แล้ว เอ๊ะ สวรรค์อยู่ที่นี่แล้วจริงๆ เหรอ หากันมาตั้งนาน อย่างที่ผมบอก เรื่องของข่าวประเสริฐของพระเยซู เรื่องพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณเพียงอย่างเดียวเลย  ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับมนุษย์บนโลกใบนี้

เราได้ฟังมาตลอดว่าผู้ที่จะได้รับความรอดจากบาป รอดจากการตกนรก และได้รับสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้มากมาย อย่างเช่นสวรรค์เป็นต้น มีหนทางเดียว คือเขาเหล่านั้น หรือเขาคนนั้นจะต้องบังเกิดใหม่ 2 ตอนที่แล้ว เราพูดถึงเรื่องนี้แล้ว เขาต้องบังเกิดใหม่ ซึ่งวันนี้ เราจะมาคุยกันว่าการบังเกิดใหม่ หมายความว่าอย่างไร? และทำไมต้องบังเกิดใหม่ด้วย สาเหตุหลักที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้มนุษยชาติตกจากสวรรค์ ลงมาอยู่ตรงกันข้ามกับสวรรค์ ก็ตกลงมาอยู่นรก คำสาปแช่ง หรือเรียกว่าความบาป ความตาย มันเป็นสาเหตุที่ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การกระทำชั่ว หรือการกระทำดีของเขาคนนั้น ของมนุษยชาติ ในพระคัมภีร์บอกว่ามันเกิดจาก เกิดมาเป็นเลย  เกิดจากครรภ์มารดา คลอดออกมา วิญญาณก็อยู่ในความบาป อยู่ในความตาย อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าความมืด หรือเราเรียกว่านรกนั่นเอง คือไม่มีพระเจ้าอยู่ที่นั่น

เพราะฉะนั้น สาเหตุหลัก ก็คือไม่ได้อยู่ที่การกระทำ  แต่อยู่ที่การเกิดมาเป็น เกิดมาเป็นบาปเลย อยู่ในความตาย อยู่ในอาณาจักรมืดเลย  เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว และก็ได้รับรู้ความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณว่าเมื่อเขาบังเกิดใหม่ ในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูบอก ขณะนี้ เขาอยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ต้องรอให้เขาตายไปก่อน แต่ตอนนี้เขาเดินอยู่บนโลกใบนี้ แต่วิญญาณเขาอยู่ในสวรรค์แล้ว ถ้าเขารู้อย่างนี้ เขาก็จะชื่นชมยินดีในชีวิตบนโลกใบนี้อย่างสบายๆ  สามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ ในชีวิต ไม่ว่าจะดีขนาดไหน หรือเลวขนาดไหน ตามที่พระคัมภีร์บอกว่า …

“ข้าพเจ้าสามารถเผชิญทุกสถานการณ์ได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้เสริมกำลังให้ข้าพเจ้า พาข้าพเจ้าได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว อะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เขาไม่สะทกสะท้าน เพราะเขารู้ว่าการอยู่บนโลกใบนี้มันแป๊บเดียวชั่วคราว แต่การที่เขาอยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ อยู่ในสวรรค์แล้ว มันอยู่ถาวรนิรันดร์เลย เพียงแต่มีขีดกั้นนิดเดียว ระหว่างมิติของโลกวัตถุนี้กับมิติทางฝ่ายวิญญาณ นิดเดียว กั้นไว้ด้วยร่างกายเก่าที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้”

พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อร่างกายนี้สิ้นสุดลง หมดงาน คือตายไป วิญญาณออกจากร่าง ก็อยู่ที่สวรรค์เหมือนเดิม แต่เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า  เขาถึงไม่กลัวไง?  คนที่เชื่อในพระเจ้า ที่เป็นผู้บังเกิดใหม่ในอดีต อย่างเช่นอัครสาวก หรือผู้เชื่อในสมัยยุคแรกๆ หรือตั้งแต่โน้นมาจนถึงทุกวันนี้ มีเยอะแยะมากมาย เขาสามารถเผชิญกับความรุนแรง ความท้าทายอย่างมากมาย ตามที่พระเจ้าได้ใช้เขา บางคนบอกว่าไม่กลัวเลย บางคนถูกตัดคอ บางคนถูกตรึงที่ไม้กางเขน อย่างทุกข์ทรมาน บางคนถูกนำไปเผาไฟทั้งเป็น  บางคนถูกนำไปข่มเหงรังแก ไปสู้กับสัตว์ร้าย ให้สัตว์ร้ายกัดกินอะไรต่างๆ เหล่านี้ แต่เขาเหล่านี้ไม่สะทกสะท้านถึงสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะเขารู้ว่าเขาเป็นวิญญาณ และอยู่ในสวรรค์แล้ว และเขามีคอนเชปในชีวิตว่าถ้าตาย หมายถึงวิญญาณ ถ้าออกจากร่าง ก็ได้กำไร ก็ดีกว่าอยู่อีก  เพราะว่าจะได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้าเลย แล้วก็หมดทุกข์หมดโศก ไม่ต้องรับใช้พระเจ้า ไม่ต้องทำงานอีกต่อไปแล้ว ท่านพอมองเห็นไหมครับ?

เพราะฉะนั้น การได้รับรู้ว่าเดี๋ยวนี้ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว สำหรับผู้ที่เชื่อแล้วนะ  จึงมีความสำคัญมากในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ไม่มีอะไรมาทัดเทียมได้เลย เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงบอกเราว่าใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว จงจดจ่อความคิดของท่านตลอดวันตลอดคืนที่เบื้องบน ที่ในโลกวิญญาณว่าท่านเป็นใคร?  ท่านเป็นลูกพระเจ้า ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว

เพราะว่าขณะที่พวกเขารับรู้ว่าตัวตนแท้จริงของเขาอยู่ในสวรรค์ แสดงว่าเขารับรู้แล้วว่าตัวตนแท้จริงของเขาตามที่พระคัมภีร์ได้บอกไว้ ได้บันทึกเอาไว้ เป็นประวัติศาสตร์มนุษยชาติว่ามนุษย์นั้น เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นวิญญาณ มีจิตใจและอาศัยในร่างกายนี้เพียงชั่วคราว  เพราะร่างกายนี้กำลังไปสู่ความตายนั่นเอง และมีอะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณบ้าง

ในโลกวิญญาณเขารู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น เพราะเขาอ่านในพระคัมภีร์  พระคัมภีร์พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ  เขารู้ว่าถ้าเขาตายลง หรือวิญญาณออกจากร่าง ก็คือแค่เปลี่ยนมิติไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณชัดเจน ไม่มีอะไรขวางกั้น  เห็นโลกวิญญาณอย่างชัดเจนแจ่มใส ไม่มัวๆ อย่างวิญญาณที่อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่รับรู้แบบนี้ได้ และเข้าใจเรื่องนี้ได้  ก็จะมีความหวังใจที่เรียกว่าความหวังใจที่เป็น now แปลว่าเดี๋ยวนี้  เป็นความหวังใจเดี๋ยวนี้ พระคัมภีร์จะไม่เหมือนความหวังใจของโลกที่เขาบอกว่า …

“เราหวังว่าเราจะมีรถคันหนึ่ง เราหวังว่าเราจะประสบความสำเร็จ”

มันเป็นอนาคตทั้งหมด แต่พระคัมภีร์ในความหวังตรงนี้ เป็นความหวังที่เป็น faith หมายถึงความเชื่อศรัทธา ความหวัง + กับความเชื่อศรัทธา มันจะกลายเป็นจริง ก็คือมันจับต้องมองเห็นได้ ในสิ่งที่เราหวัง แม้จะมองไม่เห็น แต่มันจับต้องมองเห็นได้ ที่ความสัมผัสทางฝ่ายวิญญาณของเรา  เพราะเรารู้เราเป็นวิญญาณ เราสัมผัสจับต้องได้ว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว

สิ่งที่เราหวังไว้ คืออะไร?  เราจะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์ มันจับต้องมองเห็นได้  ก็เพราะความหวังนี้แหละ  เพราะฉะนั้น ใครที่รู้ความจริงตรงนี้ ก็จะมีความสุขสมบูรณ์ คิดไม่เหมือนกับคนในโลกนี้แล้ว ก็จะไม่กลัวความตาย ไม่กลัวความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว พระเจ้าอยากจะพาผู้เชื่อทั้งหลาย ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มาสู่ความจริงตรงนี้ เพื่อเขาจะได้มีสันติสุข ความสงบสุขบนโลกใบนี้ ที่เกินกว่ามนุษย์จะคิดและจะคาดได้

คราวนี้ทำอย่างไรถึงจะได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ หลายคนก็พอรู้บ้าง วันนี้มาเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่าแล้วทำอย่างไรถึงได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้เลย ยอห์น 3:3-6 …

ยอห์น 3:3-6 “3 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เราบอกความจริงกับท่านว่าถ้าคนใดไม่ได้เกิดใหม่ คนนั้นไม่สามารถเห็นแผ่นดินของพระเจ้า”  4 นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า “คนชราจะเกิดใหม่ได้อย่างไร จะเข้าไปในท้องของแม่ครั้งที่สอง แล้วเกิดใหม่ได้หรือ” 5 พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่าถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้  ที่เกิดจากเนื้อหนัง ก็เป็นเนื้อหนัง  และที่เกิดจากพระวิญญาณ  ก็เป็นวิญญาณ”

 

พระเยซูพูดชัดเจน ใครจะเข้าสวรรค์ต้องผ่านการบังเกิดใหม่ ถ้าคนใดไม่ได้เกิดใหม่ คนนั้นไม่สามารถเห็นแผ่นดินของพระเจ้าได้ ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำ หมายถึงเกิดจากครรภ์มารดา อยู่ในน้ำคร่ำ ก็คือเป็นมนุษย์ ใครก็ตามที่เป็นมนุษย์ คนนั้นอยากจะเกิดใหม่ ไม่ใช่คลานเข้าไปสู่ครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง  แต่ต้องบังเกิดใหม่ในวิญญาณของเธอ คนนั้นจึงจะเข้าแผ่นดินของพระเจ้าได้ เนื้อหนัง ก็เป็นเนื้อหนัง คือเกิดจากเนื้อหนัง เกิดจากร่างกายนี้ เกิดจากแม่ ก็มีเนื้อหนังที่เราเห็นเป็นร่างกาย เป็นเลือดเนื้อ แต่เกิดจากวิญญาณ คือบังเกิดใหม่ ก็เป็นวิญญาณของเธอที่เกิดใหม่ หมายถึงอย่างนี้

แล้วขบวนการเป็นอย่างไร? ก็อย่างที่เรารู้ ขบวนการ เริ่มต้นด้วยการรับรู้ข่าวดีของเรื่องพระเยซูว่าพระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสบังเกิดใหม่ ใครที่เชื่อข่าวดีนี้  เชื่อในสิ่งที่พระเยซูพูด พอเชื่อปั๊บ พระเจ้าก็ทำการบัพติศมา

บัพติศมา แปลว่าจุ่มลง มุดลงไป  พระเจ้าก็จับวิญญาณคนนั้น จุ่มลงไปในพระเยซูคริสต์ เรียกว่าบัพติศมาเขาเข้าในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เมื่อพระองค์ถูกตรึงตายที่ไม้กางเขน คนที่อยู่ในพระองค์ก็ถูกตรึงด้วย เมื่อพระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ คนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็ถูกฝังไปด้วย เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 วิญญาณของคนๆ นั้นที่อยู่ในพระเยซู ก็เป็นขึ้นมาใหม่ จากความตายด้วยเช่นเดียวกัน การเป็นขึ้นมาใหม่ นั้นก็คือการเกิดใหม่ คือเข้าสวรรค์ตรงนี้แหละ

 

          ลองถามตัวเองสิว่าเราเกิดใหม่หรือยัง? เกิดใหม่ไม่ต้องจับต้องมองเห็นได้ เพราะว่ามันมองไม่เห็น มันเป็นโลกวิญญาณ ถ้าท่านมั่นใจว่าท่านเชื่อในข่าวดีของพระเยซู เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาไถ่บาปให้กับมนุษย์ และเชื่อว่าพระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ถ้าท่านมั่นใจว่าท่านเชื่ออย่างนี้ วิญญาณท่านบังเกิดใหม่แล้ว ตอนนี้ ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว เรียนรู้ ที่จะรับรู้ว่าท่านเป็นใคร? อยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นอย่างไร? ชาวสวรรค์เขาทำกันอย่างไร?  อนาคตเป็นอย่างไร?

ขบวนการของการบังเกิดใหม่ มันเกิดในวิญญาณ ในจิตใจที่ติดกับวิญญาณ  ส่วนร่างกายที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้ ยังคงเป็นร่างกายเดิมที่ต้องตาย เพราะบาป  ต้องกลับคืนสู่ดินไป  ในวันหนึ่งข้างหน้า  อาจจะอีกไม่กี่ปี แต่ร่างกายที่เราเห็นๆ กันอยู่ ที่บอกอยู่อีกไม่กี่ปีนี้  ที่จะต้องตายนี้  ขณะที่เราเกิดใหม่ในวิญญาณแล้ว พระเจ้าก็ชำระร่างกายที่ต้องตายให้สะอาดหมดจด เพื่อเป็นวิหารของพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ จะมาสถิตอยู่ และรวมทั้งวิญญาณของตัวเองที่สะอาดบริสุทธิ์แล้วอยู่ในนั้น

เพราะฉะนั้น ร่างกายเราที่เห็น มันสะอาดหมดจด โดยการชำระ ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เพื่อมอบเราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นวิหารของพระเจ้า  รอวันที่เราจะได้รับร่างกายถาวรนิรันดร์ เมื่อวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาอีกที นั่นคือภายหน้า เพราะฉะนั้น การเกิดใหม่ คือการเกิดทางวิญญาณจิตใจที่เกิดใหม่ทันที  ส่วนร่างกายที่จะเกิดใหม่นั้น  รอให้พระเยซูคริสต์กลับมาอีกทีหนึ่งก่อน รออนาคตข้างหน้า  จริงๆ ว่ากันตามจริง ผมไม่อยากจะพูดเลย แต่ใบ้ให้นิดหนึ่งก็ได้ว่าจริงๆ แล้วทางโลกวิญญาณของพระเจ้า ในมิติโลกวิญญาณ  มันไม่มีเวลา ไม่มีวัน ไม่มีเดือน ไม่มีปี มันเกิดขึ้น ก็คือเกิดขึ้นเลย  จริงๆ ร่างกายของท่าน ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซู มันเป็นอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านอยู่ในร่างกายนี้ จึงไม่สามารถสัมผัสอยู่ในโลกวิญญาณได้เท่านั้นเอง เราไปดูในทิตัส 3:5

ทิตัส 3:5 “พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด  ไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราได้ทำ  แต่เพราะพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอด ผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

เห็นไหมครับ พระองค์ทรงช่วยให้เรารอดจากโทษของความบาป รอดจากนรก  รอดจากคำสาปแช่ง  ไม่ใช่ เพราะความชอบธรรมที่เราทำ  ก็คือไม่ใช่การกระทำดีของเรา ไม่ใช่การประพฤติของเรา แต่เป็นความเชื่อในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ที่เป็นพระมาซีฮาห์ ที่เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติต่างหากล่ะ  ในนี้เขียนไว้อย่างชัดเจน  พระองค์ทรงช่วยให้รอด ผ่านทางการชำระเรา แล้วก็ให้เราบังเกิดใหม่ ชำระโดยการตายของพระเยซูบนไม้กางเขน  และการบังเกิดใหม่ พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เราก็ได้เป็นขึ้นมาด้วย บังเกิดใหม่  โดยเดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ที่ทำให้เราเป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่  เข้าไปในสวรรค์ของพระเจ้าเลยทีเดียว ตั้งแต่วันที่เรารับเชื่อวันแรก 1 เปโตร 1:3 ก็ได้บันทึกไว้อย่างนี้เช่นเดียวกัน

1 เปโตร 1:3 “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลาย บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตาย ของพระเยซูคริสต์”

 

พอเราถูกจุ่มลงไป บัพติศมาเราลงไปในพระเยซูคริสต์ เราก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู พอพระเยซูตาย เราก็ตายด้วย  พระเยซูอยู่ในอุโมงค์ เราก็อยู่ในอุโมงค์ด้วย  พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย ก็คือเกิดใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน ฮาเลลูยา ไม่ต้องทำอะไรเลย  ไม่ใช่จากการกระทำของเราเลย  เราเกิดใหม่ด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ในนี้บอกว่าพระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่

วิธีทำ ก็คือจุ่มเรา บัพติศมาเราลงไปในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ทันทีเลย เมื่อพระองค์ตาย เราตายด้วย  ฝังๆ ด้วย เป็นขึ้นมาใหม่ เราเป็นด้วย  เราอยู่ในพระเยซูนั่นเอง  ในนี้บอกให้เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

ความหวังอันยืนยง ก็คือการได้บังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว เหตุจากการเป็นขึ้นจากความตายในพระเยซูคริสต์ แล้วเราอยู่ในการเป็นขึ้นจากความตายนั้น เราเป็นขึ้นมาใหม่ด้วย  1 เปโตร 1:23 บันทึกไว้อย่างนี้ …

1 เปโตร 1:23  “เพราะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่เกิดจากเมล็ดพันธุ์อันเสื่อมสลายได้ แต่จากเมล็ดพันธุ์อันไม่รู้เสื่อมสลาย คือพระวจนะของพระเจ้า อันทรงชีวิตและยืนยงถาวร”

 

เกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีทางสลายได้เลย คือเมื่อท่านเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้ว ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว ท่านจะอยู่ในสวรรค์ตลอดไป มันแปลว่าอย่างนี้  มันไม่เปลี่ยนแล้ว มันเกิดมา เมล็ดพันธุ์ไม่เสื่อมแล้ว ไม่สูญหายแล้ว ไม่มีตาย เป็นนิรันดร์ เมื่อท่านเป็นลูก ก็เป็นลูกเลยทีเดียว ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นแล้ว ไม่ใช่ เดี๋ยวเป็นลูกแล้ว อีก 3 วันรู้สึกไม่อยากจะมาโบสถ์ มีคนบอกท่านไปลงนรกอีก กลายเป็นลูกมารอีก เป็นไปไม่ได้แล้ว ท่านอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อยู่ในกำมือของพระเจ้า อยู่ในคอกของพระเยซูแล้ว ไม่มีใครเอาท่านออกไปจากความรักของพระเจ้าที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ได้เลย พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น พระองค์บอกว่าเราจะไม่ล่ะเจ้าและไม่ทอดทิ้งเจ้าเลย  เราจะอยู่กับเจ้าไปตลอด จนสิ้นยุค ยุคไหน ก็อยู่ตลอด  มันแปลว่าอย่างนี้

ตามที่พระคัมภีร์บอก ตามที่เราได้เรียนรู้กันว่าสิ่งที่มองเห็น เกิดขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็น พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณเป็นผู้บงการให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ที่เรามองเห็น โลกวัตถุนี้ ก็คือสิ่งที่มองเห็นบนโลกวัตถุนี้  เกิดขึ้นจากสิ่งที่มองไม่เห็น  คือในโลกวิญญาณควบคุมอยู่เหนือสิ่งที่มองเห็นอยู่บนโลกนี้ ในโลกวิญญาณที่มองไม่เห็นนั้น มันมีจริงๆ  มันเกิดขึ้นจริงๆ  และพระคัมภีร์พระเจ้าสอนเรา บอกเราในโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ที่ผมบอกว่าเราจะอ่านพระคัมภีร์ ศึกษาพระคัมภีร์ไบเบิ้ลตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย จงมองให้เห็นเถิด จงมองไปที่โลกวิญญาณ  อย่าใช้ความคิดสติปัญญาของมนุษย์ อย่าใช้ปรัญญาของมนุษย์ อย่าใช้ความรู้แบบมนุษย์ มันจะไม่เข้าใจ อย่าตีความแบบมนุษย์ ตามที่ตามองเห็น ไม่ใช่อย่างนั้น  จงมองให้เห็นเถิดว่าข้อความแต่ละข้อความที่เราอ่านนั้น อะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ มันหมายถึงอะไร?  มันบ่งบอกอะไรในโลกวิญญาณบ้าง ตรงนี้แหละสำคัญมาก

ตามพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้นจริงๆ ว่าโลกวิญญาณเป็นตัวกำหนดโลกวัตถุ และโลกวิญญาณสำคัญมากจริงๆ แล้วพระองค์ทรงชี้ให้เราเห็นว่าในโลกวิญญาณเกิดอะไรขึ้น  และเรากำลังเรียนรู้เรื่องสวรรค์ อยากรู้ไหมว่าในโลกวิญญาณ ที่บอกเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราอยู่ที่ไหน?  สถานะเราเป็นอย่างไร?  หมายถึงผู้เชื่อนะ  เกิดใหม่แล้ว เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เรากำลังอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน ร่วมกับพระเยซู พระเยซูอยู่ที่นั้น วิญญาณเราก็อยู่ที่นั่นด้วยเลยทันที ในสวรรค์ที่เบื้องขวาของพระเจ้า  โคโลสี 1:13-14 …

โคโลสี 1:13-14 “13 เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่บาป  คือการอภัยโทษบาปของเรา”

 

ท่านพอมองเห็นภาพหรือยังว่าในโลกวิญญาณเกิดอะไรขึ้น? … เพราะพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรแห่งความมืด” ย้ายเราออกมาจากอาณาจักรของความมืด  จากคำสาปแช่ง ความบาป  จากนรกนั่นเอง  และได้ทรงนำเรา ก็คือได้ย้ายเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง  เป็นที่รักของพระองค์ ก็คืออาณาจักรของพระเยซูคริสต์ มันมีการเคลื่อนย้ายกันในโลกวิญญาณ ขณะที่เราเชื่อในข่าวดีของพระเจ้า แค่เชื่อด้วยใจและพูดด้วยปากว่าเราเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ไถ่บาปเราได้ และเชื่อว่าพระเจ้าส่งพระเยซูมา และพระเยซูได้ตายที่ไม้กางเขน และได้เป็นขึ้นมาจากความตาย  ในวันที่ 3 เชื่อจริงๆ แค่นี้เอง

ในพระเยซูคริสต์นี้  เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา  ในพระเยซู ในสวรรค์นี้ จบไปเลย บาปเราได้ถูกยกไปแล้ว  สะอาดหมดจดแล้ว เราจึงเข้าไปสู่สวรรค์ได้ เห็นไหมครับ โลกวิญญาณมันเกิดอะไรขึ้น  ขณะที่เราเชื่อในพระเจ้า เราถูกย้ายจากนรก มาอยู่ในสวรรค์ ย้ายจากอาณาจักรของความมืด มาอยู่ในความสว่าง ย้ายจากคำสาปแช่งมาอยู่ในพระพรของพระเจ้า นานานับประการ ตามที่พระคัมภีร์บอกไว้  โคโลสี 3:1 …

โคโลสี 3:1 “ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว  ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

 

พระเจ้าบอกว่าในเมื่อท่านเชื่อแล้ว ท่านเกิดใหม่แล้ว  ท่านไม่รู้เรื่องใช่ไหม? พระเจ้าเริ่มสอนท่านบอกว่าถ้าท่านได้รับเชื่อเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าก็ทรงให้ท่านทั้งหลายที่เชื่อแล้วเป็นขึ้นใหม่  บังเกิดใหม่กับพระเยซูคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ก็คือสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณ จดจ่อไปที่โลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

พระคริสต์ประทับอยู่ และท่านอยู่ในพระคริสต์ ท่านก็อยู่กับพระเยซูที่นั่นแหละ จดจ่อเรื่องนี้  คิดใคร่ครวญเรื่องนี้ ทั้งวันทั้งคืน แล้วพระวิญญาณก็จะพาท่านไปรับรู้สิ่งต่างๆ มากมายในโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนที่พระเยซูยังเดินอยู่บนโลกใบนี้  พระองค์บอกว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะว่าท่านจะไม่เข้าใจหรอก แต่รอให้วันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มาสถิตอยู่กับท่าน ทำให้ท่านเกิดใหม่แล้ว  วันนั้น พระวิญญาณจะสอนท่าน ท่านจะเข้าใจแล้วว่าที่พระเยซูพูดนั้น มันหมายถึงอะไร? มันหมายถึงเรื่องความรู้เรื่องโลกวิญญาณ ที่ท่านจะได้รับรู้ เพราะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ถ้าไม่บังเกิดใหม่ ก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะฉะนั้น อย่าลืมจดจ่อความคิดของท่านไปที่เบื้องบน คือตำแหน่งของท่านในโลกวิญญาณว่าท่านเป็นใคร? อยู่ที่ไหน?  เป็นอย่างไรบ้างในโลกวิญญาณ เอเฟซัส 2:4-6 …

เอเฟซัส 2:4-6  “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่ วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

นี่ชัดเจนเลย … “ท่านทั้งหลายได้รับความรอด จากการถูกลงโทษ จากคำสาปแช่ง  รอดจากความบาป ความตาย รอดจากนรก ด้วยพระคุณ” … ก็คือไม่ได้โดยการที่เราทำเอง แต่โดยที่พระเจ้ารักเรา ทำให้เราฟรีๆ … และพระองค์ทรงให้วิญญาณของเรา ได้บังเกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าจับเราไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในนี้เป็น tenes หรือเป็นประโยคที่บอกว่าทำตอนที่เรารับเชื่อ ทันที เดี๋ยวนี้  และตอนนี้ ก็อยู่ที่นั่น เมื่อท่านเชื่อแล้ว  ไปไหนก็ไม่ได้แล้ว แก้ไขก็ไม่ได้ เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้แล้ว เกิดเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เกิดตลอดไป อยู่ที่นั่นตลอดไป ไม่มีวันที่จะกลับไปกลับมา ไม่มีวันเลย  ท่านจะอยู่ที่นั่นตลอดไปเป็นนิตย์ เอเมน

พระเจ้าไม่ได้ให้พระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน ยกโทษบาปแค่นั้น แต่สำคัญกว่านั้น คือยกโทษบาปแล้ว ยังคงได้เปลี่ยนแปลงวิญญาณของเรา ผ่าตัดวิญญาณของเรา  ทำให้เราได้เกิดใหม่  มีส่วนเข้าร่วมในพระสิริของพระเจ้า พระลักษณะของพระเจ้า  คือวิญญาณของเราเกิดใหม่ มี DNA ของพระเจ้า พระเยซูคริสต์อยู่ในนั้น เป็นเหมือนพระเจ้า เป็นสปี่ซี่เดียวกันกับพระองค์เลย ตัวนี้มันสำคัญกว่าในโลกวิญญาณ มากกว่าการไถ่บาป

การไถ่บาปเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ไถ่บาปไม่ได้ พอไถ่บาปปุ๊บ ก็ให้ท่านบังเกิดใหม่ โดยการตายของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  คือไถ่บาป การเป็นขึ้นมาใหม่ของพระเยซูคริสต์ในวันที่ 3 คือการให้ท่านบังเกิดใหม่ ท่านได้รับทั้งคู่ไปเลย เป็นแพ๊คเกจ ผมแปลว่าอย่างนี้

“ดังนั้น ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ หรือข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว คนๆ นั้น ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่”

เดี๋ยวผมพาท่านไปเห็นจริงๆ ไม่ใช่ผมพูดเองนะ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่แล้ว  ไม่ใช่รอให้เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ แต่เป็นแล้ว ใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้กระทำให้วิญญาณคนนั้น ซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ แท้ๆ ของเขานั้น  ที่จะอยู่ไปตลอดนั้น  ได้เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  ซึ่งผมให้ชื่อว่าพันธุ์สวรรค์ พันธุ์พระคริสต์ ก็ได้  เราเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่

แล้วพันธุ์เก่าเราคืออะไร? พันธุ์เก่า เราก็คือพันธุ์นรก พันธุ์การสาปแช่ง พันธุ์อาดัม … อาดัม คือบรรพบุรุษของมนุษยชาติ ที่ตกลงไปอยู่ในความบาป เราจะอยู่พันธุ์ไหน?  ถ้าเราไม่ย้ายมาอยู่พันธุ์พระเยซูคริสต์เราก็อยู่ในพันธุ์เดิม  พันธุ์อาดัม ก็อยู่ในนรก แต่ถ้าเราเชื่อแล้ว เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เราก็กลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่แล้ว เป็นพันธุ์สวรรค์ พันธุ์พระคริสต์ 2 โครินธ์ 5:17 บันทึกอย่างนี้ชัดเจนว่า …

2 โครินธ์ 5:17 “เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา”

 

เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็ตามที่ได้เกิดใหม่ ในพระเยซูคริสต์ ผู้ใดก็ตามที่ได้ถูกนำเข้ามาในพระคริสต์ ก็เป็นผู้ที่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่แล้ว ภาษาเดิมตรงนี้ แปลว่ามนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ ก็คือมนุษย์พันธุ์ใหม่นั่นเอง สิ่งเก่าๆ ก็คือตัวที่เป็นพันธุ์เก่า  ก็ล่วงไปทั้งหมด ทุกสิ่งเป็นใหม่เอี่ยมทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณก็เป็นวิญญาณใหม่ ความคิดจิตใจ ก็เป็นความคิดจิตใจใหม่ ร่างกาย แม้ว่าจะเป็นร่างกายเดิมอยู่ ก็ได้รับการชำระให้เป็นวิหารของพระเจ้า  และมีร่างกายใหม่ เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันหนึ่งที่เราจากร่างกายนี้ ทิ้งร่างกายนี้  วันนั้นแหละ ร่างกายใหม่เราก็จะไปสวม มีไว้เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่เรากำลังเดินอยู่บนโลกใบนี้ วิญญาณข้างในของเราเป็นลูกพระเจ้า เดินอยู่กับพระเจ้า  พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา  นี่มนุษย์พันธุ์ใหม่ แท้ๆ  และร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า  คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา ไปไหน ไปด้วยกันตลอดเวลาเลย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จึงเรียกว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่  ถูกสร้างใหม่ เพราะฉะนั้น ก็หมายถึงว่ามนุษย์พันธุ์ใหม่นี้  อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว  เป็นของสวรรค์แล้ว  ไม่ได้เป็นของโลกใบนี้ที่เรากำลังเดินอยู่ ที่ตามองเห็นได้ แต่ก่อนนี้ เราเป็นของโลก เราเป็นของอาณาจักรเดิม เราเป็นมนุษย์พันธุ์เก่า แต่ตอนนี้ เราเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ เป็นมนุษย์ของสวรรค์ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว มันชัดเจนนะครับ

แม้ว่าเรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อยู่ก็ตาม  แต่ในโลกวิญญาณ  ที่เราจะอยู่ตลอดไปนั้น เราอยู่ในอาณาจักรสวรรค์เรียบร้อยแล้ว  พระคัมภีร์บอกว่าโลกวัตถุที่เราจับต้องมองเห็นได้ ต้นไม้ใบหญ้า  น้ำ หิน ภูเขา บ้าน รถ อะไรต่างๆ  แม้กระทั่งร่างกายเรา  อยู่ในขบวนการการเสื่อมสลาย  ค่อยๆ สลายไปเรื่อยๆ  จากมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนมีอายุ 900 ปี ตอนนี้มาเหลือ 50, 60, 70 ปี มันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ  มันอยู่ในระหว่างการสิ้นสุด สูญเสียไป พระคัมภีร์บอกว่าโลกใบนี้อยู่ในการสูญสิ้น  มันอยู่ในความตาย อยู่ในการดับไป พูดง่ายๆ ชัดๆ อย่างคนไทย คุ้นคำนี้ ก็คือโลกใบนี้ และโลกวัตถุใบนี้ มันอยู่ในการเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วมันตั้งอยู่ แล้วมันกำลังดับสูญไป ใครไปไว้ใจมัน ใครไปอยู่กับมัน  ไปลงนรกกับมันด้วย สูญสิ้นไป  แต่ในโลกวิญญาณเป็นนิรันดร์ เพราะฉะนั้น พระเจ้าเน้นให้เราจดจ่อไปที่โลกวิญญาณ คือสวรรค์ ที่เราได้อยู่กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เป็นลูกของพระองค์แล้ว ให้เราจดจ่อที่นั่น มันสำคัญกว่าเยอะ  1 เปโตร 2:11 ได้บันทึกไว้อย่างนี้

1 เปโตร 2:11 “เพื่อนที่รัก ผู้อยู่ในฐานะคนต่างด้าว และคนแปลกหน้าในโลกนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ละทิ้งตัณหาชั่ว ซึ่งต่อสู้กับวิญญาณจิตของท่าน”

 

“เพื่อนที่รัก” คือเพื่อนที่เชื่อในพระเจ้า เชื่อในข่าวประเสริฐนี้ ที่เกิดใหม่แล้วทั้งหลาย เพื่อนที่รัก พี่น้องที่รัก ผู้อยู่ในฐานะ คนเชื่อแล้วอยู่ในฐานะคนต่างด้าวและคนแปลกหน้าในโลกนี้ คนที่ดำเนินชีวิต แบบโลกไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเขา ตรงนี้มันแปลว่าอย่างนั้น  ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างโลกไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเราอีกแล้ว เราไม่ใช่ของบ้านเมืองนี้อีกแล้ว  บ้านเกิดของเราและตัวจริงๆ ของเราอยู่ที่สวรรค์แล้ว  โลกนี้ไม่ใช่บ้านอีกต่อไปแล้ว แต่บ้านของเราอยู่ในสวรรค์ อยู่เดี๋ยวนี้เลย  เพียงแต่พระเจ้าให้เราอยู่ในร่างกายนี้  เพื่อพระองค์จะใช้ร่างกายนี้ กระทำการงานของพระองค์ เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพื่อนำพาผู้คนทั้งหลาย เข้ามาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่าง เพื่อนำพาผู้คนทั้งหลาย พี่น้องของเรา  คือมนุษย์ทั้งหลายทั่วๆ ไป ที่ยังไม่ได้ยินข่าวประเสริฐ ได้มีข่าวดีไปถึงเขา  แล้วเขาเชื่อ เขาก็จะได้บังเกิดใหม่ เข้ามาอยู่ในสวรรค์เหมือนกับเรา

เพราะฉะนั้น เราต้องนึกในใจตรงนี้ตลอด ร้องเพลงนี้ …

โลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา              ฉันเพียงอาศัยชั่วคราว

สมบัติฉันสะสมไว้               ที่ในสวรรค์เบื้องบน

ทูตสวรรค์ร้องเรียกอยู่         ณ ประตูบนวิมาน

และฉันรู้ว่าโลกนี้                 ไม่ได้เป็นบ้านฉันเลย

มีคนบอกว่าคนเราเกิดมา ก็มีบาปเวรกรรมติดตัวมาแล้ว โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ส่วนใหญ่รับได้ เกิดมาทุกข์นะ มีเวร มีกรรม ก็ชดใช้กันไป  เขาเรียกว่ายอมรับไป แต่ตอนที่พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์จะทำให้เราบังเกิดใหม่  พ้นจากบาป กลับมาเป็นลูกพระเจ้า  อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเลยเดี๋ยวนี้  พระเจ้าทำให้เราบังเกิดใหม่ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย  เหมือนกัน เรากลับไม่เชื่อ มันเป็นไปได้อย่างไร?  พูดง่ายๆ เถียงนั่นเอง รับไม่ได้  ตะกี้นี้บอกชดใช้เวรกรรมรับได้ แต่ตอนนี้บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย  มาเชื่อเท่านั้น เปลี่ยนสถานที่ให้บังเกิดใหม่  รับไม่ได้ บางท่านอาจจะแย้งว่าบังเกิดใหม่ได้อย่างไรล่ะ  มาอยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร?  ยังทำบาปอยู่เลย ความประพฤติยังไม่ดีเลย  นิสัยแบบนี้ ไปอยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร?  ยังกินเหล้า เมายา ยังโกหกชาวบ้านเขาอยู่เลย ยังโกรธชาวบ้านเขาอยู่เลย  จะไปอยู่สวรรค์ได้อย่างไร?  บางคนก็เถียง

ฟังให้ดีนะ เมื่อท่านบังเกิดใหม่  เป็นลูกพระเจ้า  ซึ่งบางครั้ง อาจพลั้งเผลอไปทำบาป  แต่ก่อนหน้านี้  ตอนที่ท่านยังไม่เชื่อพระเจ้า ยังไม่เกิดใหม่  ท่านเป็นทาสมาร  ท่านตกอยู่ในความบาป  ท่านเป็นคนบาป  ที่บางครั้งก็อาจจะทำดี  เห็นหรือยัง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าตอนที่ท่านบังเกิดใหม่แล้ว หรือก่อนที่จะบังเกิดใหม่  สังเกตให้ดีๆ ว่าทั้งสองสถานะนี้ เราต้องเกิดก่อน แล้วจึงทำดีหรือทำชั่ว  ไม่ใช่ทำดีทำชั่วก่อน แล้วจึงเกิด

เพราะฉะนั้น การเกิดใหม่จึงสำคัญ  ยกตัวอย่าง เพื่อให้ท่านเข้าใจง่ายๆ พ่อแม่ให้เราเกิดเป็นลูก เพราะว่าอยากมีลูกไว้ชื่นชม เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขที่มี DNA ที่มาจากท่านทั้งสอง ไม่ใช่เพราะจากเราทำดี  ก็คือไม่ใช่จากความประพฤติของเรา  เช่นเดียวกัน พระเจ้าให้เราบังเกิดใหม่เป็นลูกของพระองค์ เพราะความรัก ต้องการมีลูก ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ที่มาจากพระองค์ เพื่อรัก ทนุถนอมไว้ชื่นชมเหมือนกัน  ไม่ใช่ เพราะเราทำดี การประพฤติของเราดี จึงสมควรเป็นลูก ชัดมากเลย

สรุปรวมความ เรื่องสวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว  ทั้ง 3 ตอนนี้ ก็คือย้ำยืนยันว่าโลกวิญญาณ คือสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น มีอยู่จริงๆ ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ คือวิญญาณ  มองไม่เห็นด้วยตา แต่มันมีอยู่จริงๆ  เป็นอยู่จริงๆ  และบัดนี้ วิญญาณของคนเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้บอกว่า ตำแหน่งของเขา คือได้อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว กับพระเจ้า เชื่อปั๊บ เข้าสู่สวรรค์ปุ๊บ ทันทีเลย พระคัมภีร์บอกว่าในโลกวิญญาณ สำคัญมาก ผู้ที่เชื่อแล้ว สำคัญน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่เชื่อในข่าวดีนี้ ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  อันนี้สำคัญกับท่านมากกว่าด้วยซ้ำไป ในโลกวิญญาณที่เรามองไม่เห็น พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งเป็นเหมือนลายแทง เหมือนเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมด จากพระผู้สร้าง ได้เขียนไว้ว่ามีโลกที่เรามองไม่เห็น ที่เรียกว่าโลกวิญญาณอยู่ 2 แห่งเท่านั้นเอง หรือเรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ 2 อาณาจักร

                   อาณาจักรแห่งความสว่าง                            อาณาจักรแห่งความมืด

ความชอบธรรม                                                        ความบาป

มีชีวิตนิรันดร์                                                            ความตาย

มีสุขนิรันดร์                                                              คำสาปแช่ง

อยู่กับพระเจ้า                                                            ความทุกข์

เป็นลูกพระเจ้า                                                          เป็นทาสมาร

อาณาจักรแรก คืออาณาจักรเก่า ซึ่งเป็นที่อยู่ของวิญญาณแรกเกิด มนุษย์ทุกคนเกิดมาปุ๊บ ก็อยู่ในอาณาจักรเก่านี้แหละ คืออาณาจักรแห่งความมืด ที่เต็มไปด้วยความบาป ความตาย  คำสาปแช่ง ความทุกข์ และต้องเป็นทาสมาร ชั่วนิรันดร์  ซึ่งเรียกว่านรกนั่นเอง เกิดมา ก็อยู่ในนรกแล้ว

อาณาจักรที่สอง เรียกว่าอาณาจักรใหม่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของวิญญาณของผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ คืออาณาจักรสวรรค์ หรืออาณาจักรแห่งแสงสว่างที่มีแต่ความชอบธรรม มีชีวิตนิรันดร์ มีสุขนิรันดร์ อยู่กับพระเจ้า ในฐานะลูกของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าอาณาจักรสวรรค์นั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่าในโลกวิญญาณมี 2 อาณาจักร  คือนรกกับสวรรค์ อันเก่า ก็คือนรก  อันใหม่ คือสวรรค์  และสิ่งสำคัญ ก็คือเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มนุษย์ทุกคนเป็นวิญญาณ  ดังนั้นวิญญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในอาณาจักรเก่า หรืออาณาจักรใหม่ เขาต้องอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่งแน่นอน หนีไม่พ้น เถียงไม่ได้  แล้วไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ เหมือนกับแรงดึงดูดของโลก เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็มีแรงดึงดูดของโลกอยู่  โยนของลงไป มันก็ตกลงมาอยู่ เพราะมีแรงดึงดูดของโลกจริงๆ เชื่อไม่เชื่อ ทำบาป ได้รับโทษๆ  เชื่อพระเยซูว่าเป็นพระผู้ไถ่ ก็พ้นโทษ เป็นกฎของวิญญาณนี้

มนุษย์ทุกคน  เมื่อแรกเกิดจากครรภ์มารดา วิญญาณก็อยู่ในอาณาจักรเก่า ซึ่งถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น ก็จะอยู่ในอาณาจักรเก่านี้ตลอดชั่วนิรันดร์ ดับสูญไปกับโลกวัตถุนี้เลย เพราะฉะนั้น เรื่องพระเยซู จึงเรียกว่าข่าวดี เกือบ 2,000 ปีแล้ว พระเจ้าประทานอาณาจักรใหม่ หรือเรียกว่าอาณาจักรสวรรค์ ที่ดีกว่ามากมาย ผ่านทางพระเยซูคริสต์ให้กับมวลมนุษยชาติ เรียบร้อยแล้ว 1,990 ปี สวรรค์มาตั้งอยู่เรียบร้อยแล้ว สวรรค์มาสถาปนาบนโลกใบนี้ เรียบร้อยแล้ว ให้มนุษย์ได้เลือกเอา เป็นสิทธิที่มนุษย์มีอยู่ แต่จำเป็นต้องเลือกและต้องตัดสินใจเองว่าจะย้ายจากอาณาจักรเดิม หรือไม่ย้าย  ไม่มีใครช่วยท่านตัดสินใจได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่  หรือใครก็ตาม ไม่สามารถช่วยท่านได้ ท่านต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง  แม้แต่พระเจ้ายังไม่สามารถบังคับท่านได้  ได้แต่เคาะประตู อ้อนวอน เปิดใจเถิด มาเป็นลูกของเรา กลับมาที่เดิม กลับมาสวรรค์ ตามหาทางอยู่ตลอดเวลา ท่านไปไหนก็ตามๆ เคาะประตูอยู่เรื่อย ท่านปฏิเสธไม่รู้กี่ครั้ง ก็ไม่เคยโกรธ ไม่เคยเกลียด ไม่เคยโมโห ไม่เคยอะไรเลย ยังคงตามเคาะประตู …

“เมื่อไรจะเปิดใจสักที เราจะได้เข้าไป ทำให้เจ้าเกิดใหม่ อยู่ในสวรรค์เหมือนเดิม  เมื่อสมัยที่เรามีเจ้าใหม่ๆ”

เพราะฉะนั้น พระเจ้ายังไม่สามารถบังคับเราได้ เราแต่ละคนต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะยอมให้พระเจ้าย้ายวิญญาณเรามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์หรือไม่ โดยการยอมรับเชื่อในข่าวดีนี้  พระเจ้าก็เข้ามาทำในสิ่งที่ต้องการได้ พูดง่ายๆ ถ้าท่านเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เท่ากับบอกพระเจ้าว่า …

“พระเจ้า ลูกไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว มันไม่ไหวแล้ว มันนรกชัดๆ  บนโลกใบนี้ ลูกสะสมบารมีด้วยตัวเองไม่ไหวแล้ว  เหนื่อยแล้ว ขอช่วยลูกที ย้ายไปอยู่ในสวรรค์” อะไรแบบนี้

อยากรู้ว่าสวรรค์มีสภาพหน้าตาเป็นอย่างไร? ผมก็เลยเอาหนังสือสดุดี บทที่ 23 ซึ่งเป็นนิมิตที่พระเจ้าบอกล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้า  แผนการของพระองค์ที่ช่วยมนุษย์  ให้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ เป็นนิมิตที่พระเจ้าได้ให้กษัตริย์ดาวิด มองเห็นภาพล่วงหน้าว่าสวรรค์ที่เกิดขึ้นในอนาคตมีสภาพเป็นอย่างไร? เอาแบบคร่าวๆ พอ นี่บอกไว้ล่วงหน้าประมาณ 1,000 ปีก่อนที่สวรรค์จะมาตั้งอยู่จริงๆ เป็นนิมิตที่เป็นภาพ ที่มันยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ  จนถึงวันที่พระเยซูมาทำให้สำเร็จ เมื่อ 1,991 ปี ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ ภาพนั้นก็ได้เกิดขึ้น เป็นจริงแล้ว เมื่อ 1,990 กว่าปีมาแล้ว และเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้เลย  และจะเป็นจริงอย่างนี้เสมอตลอดสืบๆ ไปเป็นนิตย์ เอเมน ที่ผมบอกแล้ว เป็นวิญญาณ ไม่มีเวลา เป็นอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นเลย

ให้รับรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้วจริงๆ เรียกง่ายๆ ว่าสวรรค์บนดิน  วิญญาณเราอยู่ในสวรรค์แล้ว ร่างกายยังอยู่บนโลกใบนี้ ที่มันเสียหาย มันวิปริตไปเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าปล่อยให้มันสูญเสีย เสียหายไป แล้วมันสู่ขบวนการของการดับสูญไป  มันเกิดขึ้นและมันตั้งอยู่ และมันกำลังดับไป  กำลังสูญสิ้นไป เนื่องจากคำสาปแช่ง ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษอาดัม

เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันก็จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้เต็มไปด้วยความราบรื่นตลอด ปราศจากอุปสรรคตลอด อย่างที่พระเยซูบอก ท่านดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็เจอกับความทุกข์ยากลำบาก  เป็นเรื่องธรรมดา  ถึงคนไม่เชื่อ ก็เจออยู่ดี เพราะโลกใบนี้มันเสียหายไปแล้ว มันก็เป็นความทุกข์แค่ระยะสั้นๆ เพราะมันไม่สามารถเทียบชีวิตนิรันดร์ ขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราเป็นวิหารของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา 3 พระภาค นำพาเรา จูงมือเราเดินตลอดเวลา ด้วยพระคุณของพระองค์ และพระองค์บอกว่าพระคุณและความสามารถ ฤทธิ์เดชของพระองค์ เพียงพอเสมอสำหรับชีวิตของเรา  ที่จะดำเนินบนโลกใบนี้ได้  ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัว มาดูเพลงเลย  เนื้อเพลงขึ้นต้นว่า …

พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่รัก             พระคุณพระองค์ไม่สูญหาย

ข้าไม่ขัดสนลำบากมากนัก             เพราะทรงพิทักษ์รักษาไว้

นึกถึงภาพในปัจจุบัน เดี๋ยวนี้  เป็นอย่างนี้ พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา และบอกเราอย่างนี้  พระเจ้าเป็นผู้เลี้ยง ให้กษัตริย์ดาวิดได้เห็นภาพ เปรียบเทียบกับตอนที่เขาเลี้ยงแกะ นึกภาพออกนะครับ พระคุณของพระองค์ไม่สูญหาย

ไม่ขัดสนลำบากมากนัก ก็คือไม่ทุกข์ยากลำบากมากนัก ทุกข์ยากลำบากบ้าง และในขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  วิญญาณของเราก็ได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ในข้อต่อไปที่เขียนว่า …

พระองค์ทรงทำให้ข้านอนลง                     ในทุ่งที่หญ้าเขียวสดมี

ทรงนำวิญญาณข้าไปริมธาร                     ทรงเลี้ยงด้วยทิพ อาหารดี

พระองค์ทรงฟื้นจิตวิญญาณข้า                   เมื่อข้าขัดขืนพระบัญชา

พระองค์ทรงนำในทางชอบธรรม              เพราะเห็นแก่นามพระองค์เจ้า

พูดง่ายๆ ว่าพระองค์ทรงให้เราได้พักผ่อนอยู่ในการทรงสถิตอยู่ของพระองค์ พระองค์ทรงฟื้นจิตวิญญาณของเรา นำเราไปสู่ทางชอบธรรมของพระองค์

เมื่อเดินตามหุบเขาเงาความตาย                 ไม่กลัวพระเจ้าทรงอยู่ด้วย

คฑาและธารพระกรปลอบโยน                  พระองค์สถิตอยู่ชูช่วย

พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้า                  ต่อหน้าต่อตาของศัตรู

ทรงเจิมศีรษะข้าด้วยน้ำมัน                       ขันน้ำของข้าก็ล้นอยู่

และบรรทัดสุดท้าย สำคัญที่สุด ความรัก ความดีงาม พระเมตตาคุณของพระเจ้า พ่อที่รักเรามาก จะอยู่กับเรา จะติดตามเราตลอดไป  และเราจะอยู่ในสวรรค์ อยู่ในพระนิเวศน์ของพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ อยู่ในสวรรค์ที่นี่แล้ว และอยู่ตลอดไป ในเนื้อเพลงร้องว่า …

แท้จริงความดีความรักมั่นคง                     จะติดตามข้าตลอดไป

และข้าจะอยู่ในพระนิเวศ                           พระเจ้าของข้าเสมอไป

เอาเพลงนี้ไปร้องบ่อยๆ  และจงมองให้เห็นเถิดว่าในโลกฝ่ายวิญญาณ เราอยู่ในบทเพลงนี้แล้ว วิญญาณเราอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

 

**************************

 

 

 

 

คำหนุนใจจาก Ps.เทพิน ชาติผดุง เรื่อง “ทำไมไม่รู้จัก” ตอน 2 วันที่ 4 มิถุนายน 2020

คำหนุนใจจาก Ps.เทพิน  ชาติผดุง

เรื่อง “ทำไมไม่รู้จัก” ตอน 2

วันที่ 4  มิถุนายน 2020

 

สวัสดีค่ะพี่น้องที่เชื่อในพระเยซูทุกท่าน ดิฉันจะมาพูดคุยต่อในเรื่องที่พึ่งกล่าวไปครั้งที่แล้ว คือพระเยซูบอกกับคนกลุ่มหนึ่งว่า … “เราไม่รู้จักเจ้าเลย” … อันนี้เป็นข้อถกเถียงกัน

ครั้งที่แล้ว ดิฉันก็อธิบายไปส่วนหนึ่งแล้วว่าทำไม พระเยซูถึงไม่รู้จัก พระเยซูบอกว่าไม่ใช่ที่เรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ แต่เฉพาะผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จึงจะเข้าได้

อะไรคือ “พระทัยพระบิดา ผู้สถิตในสวรรค์” อะไรคือน้ำพระทัยของพระเจ้า  ที่จะทำให้เราเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้ พระคัมภีร์ก็บอกมาตลอดว่าน้ำพระทัยพระเจ้า คือมนุษย์เหลือกำลังที่จะทำได้ ดังนั้น พระเจ้าทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง พระเจ้าจึงส่งพระเยซูมารับโทษ รับบาปแทนเรา ตายแทนเราบนไม้กางเขน และทำให้เราผู้เชื่อทุกคนตายไปร่วมกับพระองค์ เปลี่ยนใจใหม่ให้เรา และเป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระองค์ด้วย ตรงนี้เท่านั้นเองที่จะทำให้ไปสวรรค์ได้  เพราะจะทำให้เราเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ที่ยอมรับ โดยพระเจ้า ถ้าพระเจ้าเป็นเจ้าของสวรรค์ แน่นอนวิธีเข้าสวรรค์ก็ต้องมาจากพระเจ้า  ถ้าเราจะเขียนขึ้นมาเองว่า …

“ฉันอยากจะทำอย่างโน้นอย่างนี้  แล้วถึงจะได้ไปสวรรค์”

ก็ไม่ตรง เมื่อมันไม่ตรงกับพระเจ้า เจ้าของสวรรค์ ก็เข้าไม่ได้ ในมัทธิว 7:21 ชัดเจนว่าจะมีคนจำนวนมากร้องแก่พระเยซูว่า …

“องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในนามของพระองค์ ขับผีออกในพระนามของพระองค์ ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมาย  ในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ?”

มีคนเยอะแยะทำอย่างนั้น นี่คือสิ่งที่พระเยซูต้องการจะให้เราเห็นชัดว่าคนที่เชื่อวางใจในพระเยซู จะไม่กล่าวอย่างนี้ ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเป็นคนบาป เรามาเชื่อพระเยซู เพื่อขอให้ช่วยเรารอดพ้นบาป เราจะกำแหงไหม?  ที่จะกล้าบอกว่า …

“ฉันทำอย่างนั้นนะ หนูทำอย่างนี้นะ ทำดีอย่างนั้น สมควรนะ พระเจ้าต้องให้เข้า เพราะว่าทำดีอย่างนี้แล้ว เสียสละแล้ว พูดภาษาแปลกๆ แล้ว ขับผีออกแล้ว วางมือคนหายป่วยแล้ว  ชุบคนตายให้ฟื้นได้แล้ว ฉันเก่งมากเลย ทำอะไรต่อมิอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ฉันเป็นคนที่จะต้องได้เข้าแผ่นดินสวรรค์”

แต่นั่นไม่ใช่วิธีของพระเจ้า  เพราะพระเจ้าบอกว่าคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูเท่านั้น  ก็จะรอดจากบาป พ้นนรก เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรม โดยเชื่อในการกระทำของพระเยซู เราจะไม่พูดว่า …

“ฉันเสียสละนะ บ้านเรือนทรัพย์สินขาย เอาไปช่วยคนยากคนจน”

หรือว่า “ฉันเอาตัวเข้าแลกในการเข้าไปช่วยคน”

หรือว่า “ฉันบริจาคมากที่สุดเลยในจังหวัดนี้  เพราะฉะนั้น ฉันสมควร”

ไม่ใช่ เพราะพระเจ้าบอกว่าไม่เลย ไม่มีใครที่จะดีพอ ต่อให้เป็นความดี 99.99%  ก็ไม่พอสำหรับพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าต้อง 100 ทำดีต้อง 100% ไม่มีที่ติ ไม่มีบกพร่องตรงไหนได้เลย

บางคนอาจจะบอกว่า … “ฉันอดอาหาร อาทิตย์ละ 3 ครั้ง”

บางคนอาจจะบอกว่า … “ฉันถวาย 20 ลด”

บางคนอาจจะบอกว่า … “ฉันท่องพระคัมภีร์ได้หมดเลย บทอะไรบอกมาสิ ฉันท่องได้หมด”

บางคนก็ตื่นเต้นกับใครสักคนหนึ่งเอาพระคัมภีร์มาท่องได้เป็นวรรคเป็นเวร เป็นบทๆ แต่ว่าชีวิต การกระทำ ไปคนละเรื่อง

เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ต้องการกฎเกณฑ์มาช่วยเรา เราต้องการพระผู้ช่วยให้รอด เราต้องการพระเยซู พระวิญญาณของพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และเราไม่สามารถจะมีอะไรมาอวดอ้างได้ว่าเราเป็นคนที่ดีพร้อม สมควรได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ เราไม่ควรจะไปยืนเถียงกับพระเจ้าตรงนั้นว่าเราทำอะไรบ้าง เพราะว่าพระเจ้ารู้อยู่แล้วว่าเราทำอะไร? เราจะไปอวดอย่างไร ก็ไปไม่ถึงขั้นตอน มาตรฐานของพระเจ้าอยู่ดี โดยพระเยซูคริสต์เท่านั้น พระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น เราจึงสามารถดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้า ให้พระองค์นำพา จนไปอยู่กับพระองค์ในแผ่นดินสวรรค์ วิญญาณเราไปอยู่แล้ว  แต่ร่างกายของเราระหว่างรอ ก็ต้องเผชิญเรื่องราวต่างๆ มากมายในโลก เราก็ได้ชีวิตของพระเยซู คือพระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนไหวอยู่ในเรา เป็นกำลังของเรา  ตรงไหนที่เราอ่อนแอ พระวิญญาณเข้มแข็ง ก็จะพาเราผ่านเหตุการณ์ ผ่านปัญหา ผ่านความยุ่งยากไปได้

พระเยซูถึงได้ว่าเศรษฐีให้ไปขายทรัพย์สิน แล้วค่อยตามพระองค์มา เพราะเศรษฐีพึ่งในความดีของตนเอง ทำหมดทุกอย่าง บัญญัติ 10 ประการครบหมดแล้ว แล้วอย่างนี้เขาน่าจะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ใช่ไหม?

พระเยซูบอกยังไม่ครบหรอก ไปขายสมบัติแจกคนจน แล้วค่อยตามมา

ถ้าเราพึ่งในการกระทำของเราเอง  อย่างไรก็ตาม ไม่มีการกระทำใดๆ ที่ดีพอ สำหรับเข้าแผ่นดินสวรรค์ทั้งสิ้น มาตรฐานของพระเจ้า ไม่มีใครไปถึงได้นอกจากพระเยซูผู้เดียวที่ทำสำเร็จ แล้วเราเกาะพระองค์ เกาะไปเลย เหมือนกับพระเยซูทำสเปรทเอ็กซ์ไว้แล้ว  เรียกเราขึ้นสเปรทเอ็กซ์ไปดาวสวรรค์ได้เลย  เราไม่ได้เป็นคนต้องสร้างอะไร?  เพราะว่าสเปรทเอ็กซ์ ถูกสร้างไว้เรียบร้อย รอให้เราขึ้นเท่านั้นเอง  รอวันที่เราจะขึ้นไป  พระเยซูทำครบถ้วนสำเร็จทุกอย่าง  พวกเราจึงไม่สามารถที่จะอวดอ้างผลงานของเราได้  ขอพระเจ้าเมตตา

 

*********************

 

 

 

คำหนุนใจจาก Ps.เทพิน ชาติผดุง เรื่อง “ทำไมไม่รู้จัก” ตอน 1 วันที่ 2 มิถุนายน 2020

คำหนุนใจจาก  Ps.เทพิน   ชาติผดุง

เรื่อง “ทำไมไม่รู้จัก” ตอน 1

วันที่ 2  มิถุนายน 2020

            สวัสดีค่ะพี่น้องที่เชื่อในพระเยซูทุกท่าน เรามีถ้อยคำมาหนุนใจ  มาไขความกระจ่างให้กับผู้เชื่อ วันนี้ดิฉันจะมาที่หนังสือมัทธิว 7:21 ที่แม้ดิฉันเอง ก็เคยสงสัย และหลายๆ คนก็สงสัยว่าความหมายที่แท้จริง คืออะไร?

มัทธิว 7:21-23 “21 มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า” จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ 22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ” 23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า “เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”

 

ดุมากเลยนะ เป็นข้อสังเกตว่าพระเยซูมีความไม่พอใจอย่างมากกับคนที่มาเอ่ยอ้าง พี่น้องก็ต้องคิดถึงเบื้องหลังที่เราได้คุยกันมาว่าในแผ่นดินของพระเจ้า หรือในคริสตจักร ที่พระเยซูอยู่ในตัวผู้เชื่อทุกคน  พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูเป็นผู้ขับเคลื่อนเรา  เป็นผู้นำทางเรา  สอนเรา พาเราไปในวิถีทางที่พระเจ้าชอบพระทัย  …

“แต่ว่าจะมีคนจำนวนมากร้องแก่พระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะ ทำการอัศจรรย์ แสดงฤทธิ์เดชมากมายในนามของพระองค์”

พระเยซูบอก “เราไม่รู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว”

ไม่ใช่เป็นคนธรรมดา แต่หมายถึง … “เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”

หมายความว่าอย่างไร?  ดิฉันได้เคยเล่าเรื่องของยูดาสกับกลุ่มสาวก 12 คน พระเยซูก็ให้อยู่ไปด้วยกัน  ข้าวเสียกับข้าวดี วัชพืชกับข้าวดีก็อยู่ด้วยกันไป จนสุดท้ายออกผลมาเองว่าชัดเจน อันไหนเป็นข้าวดี อันไหนเป็นข้าวเน่า อันไหนเป็นเครื่องมือของมาร หรือว่าอานาเนียกับสัปฟีรา ก็บอกชัดว่าแรงบันดาลใจของเขาในการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในคริสตจักรของพระเจ้า เป็นแรงบันดาลใจที่น่าจะไม่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์  ถึงได้ตกใจ ตายไปเลย

อันนี้ก็เหมือนกัน วันนั้นพระเยซูเจอกับผู้คนที่เข้ามาหาพระองค์ และพระองค์ตัดสินว่าคนที่มาอ้างว่าทำอัศจรรย์ ขับผี แสดงฤทธิ์เดชต่างๆ มากมายนั้น พระเยซูบอกไม่รู้จัก แสดงว่าข้างในของเขามันไม่ใช่ เพราะเราทุกคนที่เชื่อในพระเยซู พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาอยู่ในใจของเรา  เราเป็นร่างกาย เป็นพระวิหารของพระเจ้า พระเยซูอยู่ด้วยตลอด จนสิ้นยุค จะไม่ละทิ้งเลย ถ้อยคำยืนยันอย่างนั้น

แล้วทำไมตรงนี้บอกว่า “เราไม่รู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้า” ตรงนี้คือเป็นเวลาแห่งการแยกนั่นเอง

ในข้อที่ 15 ที่พระเยซูก่อนหน้าที่พูดคำว่า “ไม่รู้จักเจ้า” พระเยซูคุยเรื่องให้ระวังผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ

มัทธิว 7:15- “15 “ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า 16 ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ หรือว่าผลมะเดื่อนั้น เก็บได้จากพืชหนาม 17 ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว 18 ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้ 19 ต้นไม้ซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในไฟ 20 เหตุฉะนั้น ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา”

 

นี่คือกิจการที่พระเจ้าเปิดเผย ดังนั้น เราคงจะเข้าใจกันนะว่าพวกผู้คนที่เผยพระวจนะในนามพระเยซู ขับผีออกในนามพระเยซู แสดงฤทธิ์เดชมากมายในนามพระเยซู แต่ถ้าเป็นการแสร้ง เพราะก่อนหน้าที่จะเอ่ยตรงนี้ บอกว่า …

“ให้ระวังพวกผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ เขามาหาท่าน นุ่งห่มเหมือนแกะ แต่ภายในร้ายกาจเหมือนหมาป่า”

ข้างในเขาเป็นหมาป่า เขาไม่ใช่ลูกแกะ  เราทุกคนที่เชื่อพระเยซู เราเป็นลูกแกะของพระเจ้า  แต่มารก็เหมือนหมาป่าในรูปของลูกแกะ  โดยเอาหนังแกะมาสวมเอาไว้  แล้วก็แสร้งทำตัวเป็นผู้รับใช้พระเจ้า ถึงขนาดเผยพระวจนะ ทำฤทธิ์เดช อัศจรรย์ต่างๆ ในนามของพระเยซู แต่พระเยซูบอกว่ามันไม่ใช่แค่นั้น  ไม่ใช่ปากของเราเท่านั้นที่จะเชื่อและทำตาม น้ำพระทัยพระเจ้าได้  แต่ทั้งหมดมาจากใจ ถ้าเจตนาของเรา ใจของเรา ขึ้นตรงต่อพระเจ้า รักพระองค์ ขอบคุณ กตัญญูรู้คุณในสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเรา ตายเพื่อเรา ชุบเราให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว อยู่กับพระองค์ มีชีวิตที่ต้องการปรนนิบัติ มีความสุขในการปฏิบัติตามน้ำพระทัยพระเจ้า  ไม่ได้ฝืนใจ มีความสุข เดินในทางพระเจ้า ไปโบสถ์ เพราะมีความสุข ไม่ใช่ไป เพราะถูกบังคับให้ไป  ไม่ใช่ไม่ไปโบสถ์ แล้วจะตกนรก ตกนรกหรือไม่ อยู่ที่การเชื่อพระเยซู ไม่ใช่ไปโบสถ์หรือเปล่า?  แต่การไปโบสถ์ ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเหมือนถ่านหลายๆ ก้อน  ก็ควรจะมากองๆ สุมกัน ไฟก็จะลุกโชน ทำประโยชน์ได้มากขึ้น

ก็คิดว่าพี่น้องคงจะพอเข้าใจแล้วว่าพวกที่เรียก ออกพระนามพระเยซู ทำอัศจรรย์ รักษาโรค วางมือ แสดงฤทธิ์เดชมากมายนั้น ถ้าเป็นแค่การกระทำเปลือกนอก  เขาไม่ใช่ของพระเจ้าแน่นอน พระเยซูปฏิเสธเขา เขาเป็นต้นไม้ ซึ่งไม่เกิดผลดี ต้องถูกฟันลง และทิ้งเสียในเตาไฟ

ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในผู้เชื่อทุกคน และเราไม่ต้องทำเอง  ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือความรัก ความดีงาม ความอดกลั้นใจต่างๆ เหล่านี้ เหมือนกับต้นมะม่วง มีลูกมะม่วงออกมา เราไม่ต้องไปพยายามวุ่นวายอะไรมากมาย  มันออกมาตามธรรมชาติ เราไม่ต้องไปเอาน้ำตาลฉีด เพื่อให้มะม่วงหวาน ถ้าต้นมะม่วงที่เราปลูกนั้น เขาจะมีผลหวาน เขาก็หวานของเขา ตามธรรมชาติ ตอนดิบ ก็อาจจะเปรี้ยวหน่อย  พอเริ่มสุก ก็หวานอร่อย ก็เหมือนชีวิตเรา เชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ก็อาจจะยังไม่ค่อยปรับตัวได้เก่ง ยังชินกับความทรงจำเดิมๆ ความประพฤติเก่าๆ  ที่พาไปสู่ความตาย  ก็มีพลาดพลั้ง แต่ธรรมชาติเรา  ไม่มีแล้วแบบนั้น ไม่มีธรรมชาติที่จะพาไปสู่ความตาย ไม่มีแล้ว เราเปลี่ยนธรรมชาติใหม่แล้ว มาเป็นธรรมชาติของพระเจ้า อยู่ในตัวเรา ก็จะพัฒนาขึ้นมาเป็นความดีงาม  ความรัก ความเมตตา  รู้จักบังคับตน ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งหมด ก็จะออกมา โดยที่เราไม่ต้องมานั่งคิดว่า …

“ฉันมีผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือมีความรัก”

หรือท่อง เราเชื่อว่าเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระวิญญาณที่อยู่ในตัวเรา  ก็จะออกผลมาเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะไม่ใช่เรามีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว แต่พระเยซูต่างหากที่มีชีวิตอยู่ในพวกเรา  ขอพระเจ้าเมตตา

 

***********************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2020 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 2 “โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  31  พฤษภาคม  2020

 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว”

ตอน 2 “โฮลี่ ออฟ  โฮลี่ส์”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันพิเศษ ทราบไหมว่าเป็นวันอะไร? วันนี้เป็นวันเพนเตคอส  หรือวันที่พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาอยู่กับมนุษย์เป็นครั้งแรก และนับเป็นวันกำเนิดคริสตจักรแรกของโลก  คือวันเกิดคริสตจักรสากล

คริสตจักร คือสถานที่อยู่ของพระเจ้า พระเจ้ามาสถิตอยู่กับมนุษย์ เรียกว่าคริสตจักร

สำหรับพิเศษที่สอง ก็คือนอกจากเป็นวันเกิดของคริสตจักรในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เรียกว่าคริสตจักรสากลแล้ว ยังเป็นวันครบรอบ 27 ปี คริสตจักรอภิสุทธิสถานแห่งนี้ ย่างเข้าสู่ปีที่ 28 แล้ว

เราย้อนหลังไปตั้งแต่วันศุกร์ประเสริฐ ที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน เราได้บอกแล้วว่าเราเชื่อในพระเยซู พอเราเชื่อปั๊บ พระเจ้าได้เอาวิญญาณเราเข้าไปในพระเยซูคริสต์เลย พอวันศุกร์ประเสริฐที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พวกเราก็ตายด้วย เราตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน เพราะเราเชื่อพระเยซู พอพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 พวกเราก็เป็นขึ้นด้วย  เพราะว่าเราเชื่อในพระเยซู เชื่อในข่าวดีของพระเยซู เราได้เข้าไปอยู่ในพระเยซู เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงตาย เราก็ตายด้วย พระองค์อยู่ในหลุมฝังศพ เราก็อยู่ด้วย เมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย

ใครอยากจะเป็นขึ้นจากความตาย ง่ายนิดเดียว คือเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูมาไถ่บาป เป็นตัวแทนของเราเท่านั้นเอง พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูเอาชนะความบาปและความตาย และทำลายล้างอำนาจของมารซาตานเรียบร้อยไปแล้ว ในการเป็นขึ้นจากความตายนั้น พวกเราที่เป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ เราก็เลยชนะความบาปและความตายไปด้วยเช่นเดียวกัน

พระเยซูปรากฏ หลังจากวันอีสเตอร์ คือหลังจากวันที่เป็นขึ้นจากความตาย นี่พูดถึงประวัติศาสตร์  พระเยซูปรากฏในร่างของการเป็นขึ้นจากความตาย อยู่กับบรรดาเหล่าสาวก เป็นเวลา 40 วัน วันที่ 40 พระเยซูถูกรับขึ้นไปอยู่ในสวรรค์ หรือเรียกบนสวรรค์ก็ได้กับพระเจ้า และหลังจากนั้นอีก 10 วัน ก็คือวันที่ 50 นับจากวันที่เป็นขึ้นจากความตาย นับจากวันอีสเตอร์ พระองค์ก็ได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาอยู่กับมนุษย์ และได้ทำการผ่าตัดมนุษย์เป็นครั้งแรก ก็คือได้ย้ายวิญญาณมนุษย์ ที่เป็นผู้เชื่อในข่าวดีนี้ ออกจากอาณาจักรแห่งความมืดของมารซาตาน เข้ามาสู่อาณาจักรของความสว่าง เรียกว่าอาณาจักรของพระคริสต์ ที่เรียกว่าสวรรค์ ก็คือที่อยู่ของพระเจ้านั่นเอง

ย้อนกลับไป เมื่อเดือนที่แล้ว  นับจากวันอีสเตอร์ที่ผ่านมา วันนี้เป็นวันที่ 50 ก็คือวันที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่เราฉลองไปเมื่อ 7 สัปดาห์ที่แล้ว เราจึงเรียกวันนี้ว่าวันเพนเตคอส  คำว่า “เพนเตคอส” เป็นภาษากรีก แปลว่าที่ 50  วันที่ห้าสิบเป็นวันอะไร?  ก่อนหน้านี้ วันเพนเตคอส คือวันที่เขาฉลองการเก็บเกี่ยว และนำเอาผลแรกดีๆ มาถวายพระเจ้า ผู้คนที่เป็นยิว สมัยก่อนโน้น ก่อนที่พระเยซูจะมาเกิด อยู่ใต้บัญญัติ พระเจ้าได้สั่งให้ชาวอิสราเอล ผู้ชายทุกคนเอาผลแรก ที่ทำการเพาะปลูก การเกษตร ปศุสัตว์ เอามาถวายพระเจ้า ในวันนี้แหละ เขาเรียกว่าเทศกาลแห่งวันฉลองการเก็บเกี่ยว  วันนี้จึงเป็นวันที่เรามาประกาศว่าพระเยซูคริสต์ เป็นผลแรกของพระเจ้า ที่เป็นมนุษย์ ที่พระเจ้าได้ให้เกิดใหม่ และอยู่ในสวรรค์แล้ว พระเยซูอยู่ในสวรรค์แล้ว ในร่างกายของมนุษย์ที่เกิดใหม่ เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงมาประกาศว่า …

“พระเยซูอยู่ในสวรรค์แล้ว ฉันก็อยู่ด้วย”

อย่างที่ตะกี้นี้บอก พอเราเชื่อในข่าวดีนี้ พระเจ้าก็จับวิญญาณของเราเข้าไปอยู่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อพระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน เราก็ตายด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกฝังอยู่ที่อุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เราก็เข้าไปอยู่ในสวรรค์ด้วย ในวิญญาณ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่ามันมาได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงมีชื่อเรื่องว่า “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์” ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในโลกฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์บอกว่าสิ่งที่มองเห็นอยู่ทุกวันนี้ คือวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่เราจับต้องมองเห็นได้นั้น มันเกิดมาจากสิ่งที่มองไม่เห็น นี่คือความจริง นี่คือสัจจธรรม

ถามว่าความจริงตรงนี้ หมายถึงอะไร? พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่มองไม่เห็น มันควบคุมการเกิดการอยู่ของสิ่งที่มองเห็น เพราะฉะนั้น เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณของมนุษยชาติที่เกิดขึ้นนั้น มันต้องใช้ตาวิญญาณเข้าไปเรียนรู้ เขาเรียกว่าใช้ความเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น ตามหลักของพระคัมภีร์ ที่ได้บอกไว้ … ยกตัวอย่าง … เมื่อท่านจะศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โลกฝ่ายวิญญาณ  ท่านต้องเชื่อเบอร์แรกเลยว่าสิ่งที่มองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน จับต้องมองเห็นไม่ได้นั้น มีผู้สร้าง ท่านจะเรียกว่าพระเจ้า หรือเรียกว่าอะไรก็ตาม ท่านต้องเชื่อตรงนี้ก่อน เพราะถ้าไม่เชื่อตอนเริ่มต้นตรงนี้ ท่านจะไม่สามารถเรียนรู้จักประวัติศาสตร์มนุษยชาติในฝ่ายวิญญาณได้เลย แม้แต่นิดเดียว นี่บอกเคล็ดลับให้

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้เตรียมแผนการทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ อย่างที่ผมบอกเสมอว่าถ้าท่านจะเรียนพระคัมภีร์ ถ้าท่านจะอ่านพระคัมภีร์ จงมองให้เห็นเถิด ในภาษาเดิม เขาแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า be hold คือมองด้วยตาธรรมดาไม่เห็น แต่จงมองให้เห็นด้วยตาฝ่ายวิญญาณของท่านเถิด จงมองให้เห็นเถิดว่าสิ่งเหล่านี้ที่เล่าให้ฟัง ที่กำลังเรียนรู้ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่ได้บันทึกเอาไว้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านั้น มันเล็งไปถึงเบื้องหลังในโลกฝ่ายวิญญาณว่ามันเกี่ยวอะไรกับโลกฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นบ้าง เอเมน

ดังนั้น แผนการเหล่านี้ทั้งหมด จึงเกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น ก็คือพระเจ้านั่นแหละ พระเจ้าจัดเตรียมไว้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในการบันทึกในพระคัมภีร์นี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าวางแผนการไว้ทั้งหมดแล้ว ซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น แล้วพระเจ้าก็ได้บอกเล่าถึงแผนการนี้ มาเป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่ยุคปฐมกาล ตั้งแต่เริ่มต้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่มนุษยชาติได้ตกลงไปในความบาป กบฏต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟัง และต้องได้รับโทษ ได้รับผลของความดื้อนั้น คือความตายและตาย คือตายทางร่างกายและวิญญาณ ต้องตกอยู่ในคำสาปแช่ง คือความเลวร้าย ความไม่ดีต่างๆ นับตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ ก็หลายพันปีแล้ว และพระเจ้าก็ได้เตรียมแผนการ ตั้งแต่วันแรกเลยที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป โลกทั้งใบ รวมทั้งมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ตกลงไปในความเสียหาย เรียกว่าคำสาปแช่ง มีแต่ความไม่ดีต่างๆ พูดง่ายๆ ว่าตกนรกหมดเลย

และพระเจ้าก็ได้เตรียมแผนการที่จะช่วยเหลือมนุษยชาติ ให้รอดพ้นจากคำสาปแช่งนี้ รอดพ้นจากนรกนี้ อย่าเห็นนรกเป็นสวรรค์ไป สิ่งของที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกใบนี้ทั้งหมด มันคือนรกทั้งนั้น มันคือความทุกข์ มันไม่ใช่ความสุขนิรันดร์ มันไม่มีจริงในโลกวัตถุนี้ เพราะมันตกอยู่ในคำสาปแช่ง คือนรกนั่นเอง

พระเจ้าวางแผนไว้ เพื่อจะช่วยเหลือมนุษยชาติ ให้รอดพ้นจากคำสาปแช่งนี้ รอดพ้นจากนรกนี้ รอดพ้นจากโทษของความบาปและความตาย คือผลของมัน ก็คือนรกนั่นเอง คือไม่มีพระเจ้า แล้วก็เต็มไปด้วยความเสียหาย เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานตลอดนิรันดร์

แผนการของพระเจ้านี้ได้รับการเผย เขาเรียกว่าบอกมาเป็นระยะๆ เพื่อให้มนุษย์มีความหวังบ้าง แม้แต่อยู่ในนรก ก็มีความหวัง แม้จะอยู่ในความสาปแช่งบนโลกใบนี้ที่ทุกข์ทรมานเหลือเกิน แต่ก็มีความหวังเป็นระยะๆ บอกมาตลอดเวลาว่าแผนการของพระองค์จะทำอะไร โดยการบอกล่วงหน้า ผ่านทางผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยพระวจนะ ก็คือคนที่มีหน้าที่ มีตำแหน่งต่างๆ ซึ่งพระองค์ทรงใช้ก็มี อย่างเช่นผู้ที่มีตำแหน่งปุโรหิต … ปุโรหิต คือผู้ที่มีหน้าที่ติดต่อกับพระเจ้าได้บ้าง ในขณะนั้น ปุโรหิต คือพวกพระทั้งหลาย  ติดต่อกับทางโลกฝ่ายวิญญาณต่างๆ แล้วก็มีอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็คือพวกกษัตริย์  ก็ได้รับการใช้จากพระเจ้า ให้บอกล่วงหน้าถึงสิ่งเหล่านี้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น กษัตริย์ดาวิด ปุโรหิต อย่างเช่นอาโรน แล้วก็หลังจากนั้น พวกที่ 3 คือคนธรรมดาที่เขาเรียกกันว่าคนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา คนธรรมดาที่เป็นพิเศษ  คือพระเจ้าใช้เขาพิเศษ ชีวิตแบบแปลกๆ ไม่เหมือนธรรมดา มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้ามากกว่าคนอื่นเขา เขาเรียกกันว่าผู้เผยพระวจนะ ก็คือพระเจ้าใช้เขาในการเผยถ้อยคำของพระองค์ บอกล่วงหน้าว่าแผนการของพระองค์จะมาทำอะไรที่นี่ อย่างนั้น อย่างโน้น อย่างนี้ บอกล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูจะมาเกิดเมื่อไร? อะไรต่างๆ เหล่านี้ นี่คือแผนการของพระเจ้าที่บอกมาเป็นระยะๆ ผ่านทางผู้เผยพระวจนะ ตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้

แผนการของพระองค์ คือจะส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ มาเพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ มาเพื่อเอาคำสาปแช่ง ออกไปจากมนุษย์ มาเพื่อเอาสวรรค์เข้ามา เอานรกออกไป รวมความแล้วเป็นอย่างนั้นแหละ เผยพระวจนะว่าพระเยซูคริสต์จะมาเมื่อไร? มาทำอะไร? สวรรค์จะมาเมื่อไร? จนกระทั่งถึงผู้เผยพระวจนะ คนสุดท้าย ที่พระเจ้าใช้เขา ในการบอกแผนการล่วงหน้าว่าพระบุตรของพระองค์ ที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากนรก มีชื่อว่ายอห์น บัพติศโต หรือยอห์น ผู้ให้บัพติศมา เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปีค.ศ.26 ผมใส่ค.ศ. ไปเพื่อจะให้ท่านเห็นชัดเลยว่ามันเป็นประวัติศาสตร์จริงๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ จับต้องมองเห็นได้  เป็นประวัติศาสตร์บันทึกไว้ แต่เบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันมีผลกระทบในโลกฝ่ายวิญญาณว่าโลกฝ่ายวิญญาณ มีอะไรเกิดขึ้น สำคัญกว่าโลกวัตถุตั้งเยอะ ในมัทธิว 3:1-3

มัทธิว 3:1-3 “1 ครั้งนั้น  ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้มาเทศนา ในถิ่นกันดารแห่งแคว้นยูเดีย 2 และกล่าวว่า  “จงกลับใจใหม่  เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว” 3 ยอห์นผู้นี้แหละ  ที่ถูกกล่าวถึง  ผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า  “เสียงของผู้หนึ่งร้องในถิ่นกันดารว่า  ‘จงเตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า  จงทำทางสำหรับพระองค์ให้ตรงไป”

 

อย่างที่ผมบอกว่าผู้เผยพระวจนะ ก็คือคนที่พระเจ้าใช้เขาเป็นกระบอกเสียงพูดแทนพระเจ้า ก็คือพระเจ้าพูดนั่นเอง ส่วนใหญ่เขาจะพูดคำว่า … พระเจ้าตรัสว่า … ผ่านทางคนๆ นั้น

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ ข้อ 2 ยอห์นแค่เปิดปาก พระเจ้าใช้ปากของยอห์นพูดนั่นเอง ผมจะแปลอย่างนี้ชัดๆ ว่า …

“เมื่อ ค.ศ.26 พระเจ้าประกาศว่า … พระเจ้าบอกล่วงหน้าอีกแล้วว่าจงกลับใจใหม่ อาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว ใกล้มากๆ แล้ว ที่รอกันมาเป็นพันๆ ปีนั้น ตอนนี้มาอยู่ใกล้ๆ แล้ว ที่บอกว่าพระเมสิยาห์ พระผู้ช่วยให้รอดจะมาบังเกิดที่เบธเลเฮ็ม พระมาซีฮาห์จะตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 จะชำระบาปเรา รักษาเราให้หายจากโรคบาปทั้งสิ้นนั้น นำสวรรค์เข้ามา มันใกล้แล้ว”

นี่ประกาศตอน ค.ศ.26 และประกาศว่าอย่างไรอีก  พระเจ้าประกาศ ในข้อ 3 บอกว่า …

“จงเตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า จงทำทางสำหรับพระองค์ให้ตรงไป”

ก็คือจงเตรียมรับพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์มาแล้ว ผู้ช่วยให้รอดของเรามาแล้ว รอคอยมาตั้งนานใช่ไหมมนุษยชาติ วันนี้มาแล้ว ใกล้แล้วๆ พระเจ้าประกาศ หลังจากผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ที่พระเจ้าใช้ คือยอห์น บัพติศโตแล้ว  ประกาศว่า …

“แผ่นดินสวรรค์ อาณาจักรสวรรค์ อาณาจักพระเจ้าใกล้แล้ว มาถึงแล้ว ใกล้ๆ แค่นี้เอง”

หลังจากนั้น ก็ไม่เห็นผู้เผยพระวจนะมาประกาศแล้ว เพราะใกล้แล้ว ถูกไหมครับ ค.ศ.26  ปรากฏว่าข่าวดี ไม่ใช้ผู้เผยพระวจนะ แต่พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์เอง คือพระมาซีฮาห์ ผู้ที่มาเกิด เป็นมนุษย์แล้ว อยู่ในแผนการของพระเจ้าแล้ว  เดินอยู่บนโลกใบนี้แล้ว  เป็นผู้ประกาศเองเลย ก็คือพระเยซูคริสต์ประกาศเองเลย มัทธิว 4:17 บันทึกเอาไว้

มัทธิว 4:17 “ตั้งแต่นั้นมา  พระเยซูทรงเริ่มต้นเทศนาว่า  “จงกลับใจใหม่  เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว”

 

พระเยซูประกาศเองเลย “จงกลับใจใหม่ เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว” มาใกล้ๆ แล้ว จะหลุดพ้นจากนรกแล้ว ประกาศเมื่อ ค.ศ.26 ทำไมผมชอบใส่ค.ศ. เพราะผมอยากให้ท่านเห็นความชัดเจน การบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ ในโลกที่ตามองเห็น บันทึกเอาไว้จริงๆ แล้วทำอย่างนี้ในพระคัมภีร์ เล็งถึงโลกวิญญาณอะไรบ้าง?

ยอห์น บัพติศโตหรือผู้ให้บัพติศมา เป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ตั้งแต่นั้น พระเยซูตระเวนประกาศ เริ่มต้นตั้งแต่ค.ศ.26 จนถึงค.ศ.29 ทำการ 3 ปีเอง  3 ปีนี้ ทำอย่างเดียว คือประกาศเรื่องสวรรค์มาแล้ว  สวรรค์มาแล้ว ใกล้ๆ นี่เอง แล้วก็ใช้การประกาศบ้าง เทศนาบ้างว่าจงกลับใจใหม่ เพราะอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว และยังบอกให้สาวกสนิทๆ ตอนนั้น ไปประกาศอย่างนี้เช่นเดียวกัน สวรรค์อยู่ใกล้แล้ว มัทธิว  10:7 ได้บันทึกเอาไว้อย่างนี้

มัทธิว 10:7 “ขณะที่ไป  จงประกาศข่าวสารที่ว่าอาณาจักรสวรรค์มาใกล้แล้ว”

 

นี่บอกสาวกตั้งแต่สมัยที่พระเยซูยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ใน 3 ปี ทำการประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์ว่าพระองค์จะมาทำไม? ยังไม่ถึงการปฏิบัติภารกิจการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาป ยังไม่ได้ทำตรงนั้น ก็เลยบอกให้พวกเหล่าสาวกที่ติดตามตอนนั้น ออกไปประกาศเช่นนี้ เช่นเดียวกับพระองค์ คืออาณาจักรสวรรค์มาใกล้ๆ แล้ว

ในช่วงเวลาประมาณ 3 ปี ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ คือประมาณปี ค.ศ.26 ถึง ค.ศ.29 … 3 ปี ตามบันทึกประวัติศาสตร์บอกว่าพระเยซูประสูติเมื่อ 4 ปีก่อนคริสตศักราช นี่ประวัติศาสตร์ ก็แสดงว่าค.ศ.1 พระเยซูมีอายุ 4 ปี พระองค์เริ่มตระเวนเทศนาสั่งสอน เมื่ออายุได้ 30 ปี ก็คือปีค.ศ.26 ขึ้นอยู่กับการตั้งเริ่มของปีค.ศ. เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถเทียบได้ว่าเมื่ออายุ 30 ปี ก็คือปีค.ศ.26 พระเยซูเริ่มต้นประกาศ เริ่มต้นรับใช้พระเจ้าในการเป็นพระบุตรของพระเจ้า คือประกาศว่าพระองค์มาทำอะไร? พระองค์เป็นใคร? พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า สวรรค์มาถึงตรงนี้แล้ว สวรรค์มาใกล้ๆ แล้ว ก่อนที่พระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ ในอีก 3 ปีข้างหน้า พระองค์ประกาศในช่วง 3 ปีก่อน ถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระเยซูได้ตระเวนประกาศเรื่องเดียว ไม่มีเรื่องอื่น ไม่ได้มาสอนศีลธรรม ไม่ได้มาสอนว่าให้ทำอันโน้น อันนี้ ประกาศอย่างเดียวเลย สวรรค์เป็นอย่างไร? หน้าตาลักษณะเป็นอย่างไร? ในทางโลกวิญญาณทั้งสิ้น เพื่อท่านจะได้เข้าใจ  อย่าไปตีความแบบไม่ใช่โลกวิญญาณ  ท่านจะเข้าใจผิด ท่านจะหลงทาง

พระเยซูได้ตระเวนประกาศในเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์ พระคัมภีร์มีบันทึกไว้มากมาย ถึงคำอุปมาของพระเยซู ทั้งหมดเลยนะ เปรียบอาณาจักรสวรรค์เป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าบ้าง เป็นเหมือนสวนองุ่นบ้าง เหมือนไข่มุกเม็ดงาม ที่คนมาเจอ แล้วต้องทิ้งทุกอย่าง  ทิ้งโลกใบนี้ แล้วมาหาพระองค์ ก็คือหาโลกฝ่ายวิญญาณอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ประมาณนี้ มาดูลูกา 17:20-21 …

ลูกา 17:20-21 “20 คราวหนึ่งพวกฟาริสีมาทูลถามว่า “อาณาจักรของพระเจ้า จะมาถึงเมื่อใด” พระเยซูตรัสตอบว่า “อาณาจักรของพระเจ้า ไม่ได้มาอย่างที่ท่านสังเกตได้  21 ทั้งผู้คนจะไม่กล่าวว่า ‘อาณาจักรนั้นอยู่ที่นี่’ หรือ ‘อยู่ที่นั่น’ เพราะอาณาจักรของพระเจ้า อยู่ภายในพวกท่าน”

 

พวกฟาริสี เขาได้ยินพระเยซูประกาศว่าสวรรค์เข้ามาใกล้แล้ว ได้ยินพวกสาวกประกาศว่าสวรรค์เข้ามาใกล้แล้ว เขาก็คิดแบบมนุษย์ว่าอาณาจักรสวรรค์ที่จะมา เป็นลักษณะเป็นอย่างไร? เพราะในหัวเขา ในความคิดของเขา  เขาคิดแต่ว่าอาณาจักรสวรรค์มา คือถ้าพระเจ้ามานะ อิสราเอลต้องเป็นมหาอำนาจโลกเลย ต้องหลุดพ้นจากการเป็นเชลย เป็นทาสของโรมันในสมัยนั้น จะไม่มีใครมาข่มเหงชาวยิวได้อีกแล้ว โรมันจะต้องพ่ายแพ้แน่ เราจะเป็นกองทัพใหญ่ เหมือนกับสมัยโซโลมอน เป็นประเทศมหาอำนาจใหญ่ มีกิน มีอยู่ มีใช้รุ่งเรืองเหลือเกิน เขาคิดอย่างนั้น แค่นั้นว่าพระเยซูอาจจะเป็น หรือว่าถ้าเป็นพระเจ้า มาจริงๆ คงมาในรูปลักษณะความยิ่งใหญ่ แบบตามองเห็น หูได้ยิน เขาหวังแต่แค่วัตถุสิ่งของเหล่านั้น ซึ่งมันถูกหลอกไง อย่างที่ผมบอก มันต้องดูโลกฝ่ายวิญญาณ

กลับมา … พระเยซูตอบเขาว่าอาณาจักรของพระเจ้า ก็คือสวรรค์ไม่ได้มาอย่างที่ท่านสังเกตได้ ก็คือไม่ได้มาอย่างวัตถุสิ่งของจับต้องมองเห็นได้ ทั้งผู้คนจะไม่กล่าวว่าอาณาจักรนั้นอยู่ที่นี่ หรืออยู่ที่นั่น คือไม่ใช่อาณาจักรที่ท่านคิดในใจว่าเป็นมหาอำนาจอะไรต่างๆ เหล่านั้น หรืออยู่ที่นั่น แต่เพราะอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ภายในพวกท่าน คำว่า “ภายในพวกท่าน” หมายถึงอยู่ในโลกวิญญาณ  ภายในตัวนี้ ภาษาเดิม หมายถึงอยู่ในท่าน อยู่รอบตัวท่าน โอบอุ้มอยู่ข้างๆ ท่าน พูดง่ายๆ ว่าอยู่ในโลกวิญญาณ อยู่ในอากาศ อะไรต่างๆ เหล่านั้น ท่านมองไม่เห็นหรอก นี่คือสิ่งที่พระเยซูบอก และเล็งไปถึงการเกิดขึ้นในโลกวิญญาณว่าความจริงในโลกวิญญาณตรงนี้หมายถึงอะไร?
เพราะอาณาจักรของพระเจ้า อยู่ภายในพวกท่าน โลกวิญญาณที่มองไม่เห็น อยู่ในวิญญาณของท่าน วิญญาณของท่านก็อยู่ในโลกวิญญาณเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้ อยู่ในโลกวิญญาณที่เป็นอาณาจักรนรก เพราะถูกสาปแช่ง ถูกลงโทษเหมือนบรรพบุรุษ แต่สวรรค์กำลังมา ทั้งหมดนี้กำลังเกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น

ฟาริสีอีกคนหนึ่ง ชื่อนิโคเดมัส … นิโคเดมัสก็แอบย่องมาหาพระเยซูตอนกลางคืนเหมือนกัน ได้ยินว่าสวรรค์มาใกล้ๆ แล้ว คนนี้พูดเข้าท่าดี อยากจะรู้ว่าเป็นอย่างไร? แล้วก็เห็นเขาทำการอัศจรรย์ด้วย คือพระเยซูทำอัศจรรย์เยอะแยะ อยากจะมาคุยด้วยว่ามันเป็นอย่างไร? ก็ย่องมาหาพระเยซูตอนกลางคืน อาจจะกลัวเพื่อนฝูงที่เป็นใหญ่ เป็นโต มีตำแหน่งในสภาของยิว อาจจะไปฟ้อง หรืออาจจะดูถูกเอา เลยแอบมาดูว่าจริงๆ มันเป็นอย่างไร? ก็มาถามพระเยซู นิโคเดมัสถามว่าจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ทำอย่างไร? พระเยซูบอกว่าคนที่จะเข้าอาณาจักรสวรรค์ได้ต้องบังเกิดใหม่ นิโคเดมัสตกใจ งง เกิดใหม่อย่างไร? เรากลับไปมุดอยู่ในครรภ์มารดา แล้วคลอดมาใหม่อีกทีหนึ่งหรือ? มนุษย์คิดอย่างนี้ คิดแต่สิ่งของที่จับต้องมองเห็นได้ นึกไปไม่ถึงโลกฝ่ายวิญญาณหรอก เพราะเขาตกอยู่ในความบาป ในคำสาปแช่ง ความสามารถในตาวิญญาณมันดับไป เขาเรียกว่าตาบอดในวิญญาณ ไม่เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ พระเยซูบอกว่าสวรรค์มาอยู่ใกล้ๆ ผู้ที่จะเข้าในสวรรค์ได้ จะต้องบังเกิดใหม่เท่านั้น  พระเยซูพูดถึงโลกวิญญาณนั่นเอง

พระเยซูตระเวนประกาศอย่างนี้ 3 ปี จนกระทั่งปีค.ศ.29 พระเยซูก็ได้ปฏิบัติภารกิจ ตามที่พระเจ้าได้วางแผนการไว้มาตั้งนานแล้ว ในการที่จะใช้พระองค์เป็นเครื่องบูชาลบล้างความผิดบาปของมวลมนุษยชาติ แบกรับเอาคำสาปแช่งของมวลมนุษยชาติไว้ที่พระองค์เอง บนไม้กางเขนนั่นเอง บอกมาตั้งนานแล้ว ตั้งหลายพันปีแล้ว บัดนี้มันใกล้แล้ว ฮีบรู 9:15 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

ฮีบรู 9:15 “ด้วยเหตุนี้ พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ เพื่อบรรดาผู้ที่ทรงเรียกนั้น  จะได้รับมรดกนิรันดร์  ซึ่งทรงสัญญาไว้  เพราะพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เป็นค่าไถ่  เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากบาป  ซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาแรก”

 

“ด้วยเหตุนี้ พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่” ก็คือเป็นคนกลางในการชดใช้โทษบาปของมวลมนุษยชาติไปเรียบร้อยแล้ว ในพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเก่าคืออะไร? พันธสัญญาเก่า คือใต้กฎของคำสาปแช่ง ที่ได้ละเมิด กบฏต่อพระเจ้า ไม่เชื่อฟัง ดื้อ แล้วมันก็มีผลขึ้นมา ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเรา  แต่ตอนนี้พระเยซูมาใช้บาปเหล่านั้น ใช้โทษเหล่านั้นให้หมดสิ้นแล้ว กาลาเทีย 3:13 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

กาลาเทีย 3:13 “พระคริสต์ได้ทรงไถ่เรา พ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”

 

เห็นไหมครับ? พระเยซูมาเพื่อเอาคำสาปแช่งของมวลมนุษยชาติ ที่ตกในนรก เป็นโทษ เอาคำสาปแช่งออกไป เอาพระพร  ความเป็นสวรรค์เข้ามาแทน นรกเอาออกไป เอาสวรรค์เข้ามาแทนที่ โดยการที่พระองค์ถูกตรึงอยู่ที่ไม้กางเขน

วันศุกร์ประเสริฐ บ่าย 3 โมงที่ไม้กางเขน  เมื่อประมาณเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูสิ้นพระชนม์ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงตรัสว่า “เทสเทเรสไตล์” ภาษากรีก แปลเป็นไทยว่า “สำเร็จแล้ว” หรือว่า “จ่ายหมดเรียบร้อยแล้ว” จ่ายหนี้บาปของมวลมนุษยชาติให้หมดทุกคนเลย มวลมนุษยชาติไม่เป็นหนี้ใครอีกแล้ว  เราจ่ายให้หมดแล้ว สำเร็จแล้ว

ก็คือแผนการของพระเจ้า ที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ ตั้งเป็นพันๆ ปีมาแล้ว สำเร็จแล้ว  ณ วันที่พระเยซูได้ถูกตรึงและสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน และวันที่ 3 พระเจ้าได้ชุบพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อพิสูจน์ว่าพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นพระมาซีฮาห์จริงๆ จึงสามารถเป็นขึ้นจากความตายได้ และพิสูจน์ว่าพระองค์เป็นผลแรกในการเป็นขึ้นจากความตาย สำหรับผู้ที่จะเชื่อพระองค์ในอนาคต ที่จะเป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน

ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ หลังจากที่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน ลงไปอยู่ในอุโมงค์ แล้วก็เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 หลังจากการเป็นขึ้นจากความตาย พระเยซูปรากฏร่างที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่มีสง่าราศี เป็นพระเจ้าแล้วนั้น  และเข้ามาอยู่ ให้สาวกได้จับต้องมองเห็นพระองค์ได้ คือมาอยู่ด้วยกันกับสาวก เป็นเวลาถึง 40 วัน เพื่อยืนยันการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ว่า …

“นี่เป็นฉันจริงๆ นะ เป็นพระเยซูจริงๆ นะ”

หลังจาก 40 วันแล้ว ก็ถูกรับเข้าไปอยู่ในสวรรค์สถาน เข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ ในหนังสือกิจการ 1:3-5  ได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์นี้ไว้ว่า …

กิจการ 1:3-5 “3 ภายหลังที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์  ก็ได้ทรงสำแดงพระองค์แก่คนเหล่านั้นและให้ข้อพิสูจน์หลายประการ ที่ยืนยันว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกเขา ในช่วงสี่สิบวัน และตรัสเกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้า 4 ครั้งหนึ่ง ขณะทรงร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขา พระองค์ทรงบัญชาพวกเขาว่า “อย่าออกจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่จงรอคอยของประทานที่พระบิดาของเราได้ทรงสัญญาไว้  ดังที่พวกท่านได้ยินเรากล่าวไว้ 5 ด้วยว่า “ยอห์นให้บัพติศมาด้วยน้ำ  แต่อีกไม่กี่วัน  พวกท่านจะได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”

 

“หลังจากที่พระองค์ทรงทนทุกข์” ก็คือทุกข์ทรมาน สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน  พระองค์ก็ได้ปรากฏพระองค์ เพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์เป็นขึ้นจากความตายจริงๆ ได้กินข้าวกับพวกเขา ให้เอามือพวกเขามาจับรอยแผลของพระองค์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง? ในนี้บอกหลายประการ เพื่อยืนยันว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ พวกเขาตื่นเต้นขนาดไหน? เมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังเห็นพระเยซู ถูกตรึงที่ไม้กางเขน เลือดอาบเลย ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เห็นชัดๆ เลย แล้วนี่เป็นไปได้หรือ! พระเยซูยืนอยู่ต่อหน้าเรา เป็นพระเยซูเดียวกัน ที่เป็นขึ้นใหม่แล้ว เป็นไปได้หรือ? พระเยซูจึงต้องยืนยันอย่างนั้น

พระองค์ทรงพระชนม์ เพื่อให้รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายจริงๆ พระองค์ทรงปรากฏแก่พวกเขาในช่วง 40 วัน คือตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ 40 วันแรก คือวันที่พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย ก็คือวันอีสเตอร์ ในช่วง 40 วัน พระองค์ปรากฏตรงโน้นตรงนี้ ตรงนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งปรากฏต่อผู้คนครั้งเดียว 500 คน ได้เห็นพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย ตกใจไหมล่ะ แต่หลังจากตกใจแล้ว พระเยซูก็ได้พูด ได้คุย จนพวกเขามั่นใจแล้วว่าเป็นพระเยซู ท่านลองคิดดู ถ้าเป็นเรา เราจะมีความเชื่อศรัทธามากขนาดไหน? ล้นขนาดไหน? แล้วพระองค์ทรงปรากฏในช่วง 40 วัน เพื่ออะไรอีก?

อ่านดูตรงนี้ “และตรัสเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์” ก็มาพูดเหมือนเดิม อาณาจักรสวรรค์ที่บอกอยู่ใกล้ ตอนนี้มาแล้ว อยู่ยิ่งใกล้ใหญ่เลย สำเร็จแล้ว จบแล้ว แต่รอสถาปนาเท่านั้นเอง  สำเร็จแล้วที่ไหน? ที่การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย เป็นการตอกฝาโลงเลยว่างานนี้จบแล้ว แต่รอพระราชโองการจากพระเจ้า พระบิดาว่าเริ่มต้นมีผลเมื่อไร? แต่มันสำเร็จตั้งแต่วันนั้นแล้ว วันที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย จบแล้ว ว่ากันตามจริง จบตั้งแต่ที่พระองค์บอกว่าสำเร็จแล้วนั้นแหละ คราวนี้รอขบวนการของผลที่จะประกาศออกมา พระองค์คงจะเล่าอย่างนี้นะ ตรัสเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์

ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงรับประทานอาหารกับพวกเขา ถามว่ารับประทานอย่างไร? ให้รู้ว่าเป็นพระเยซูจริงๆ อาการก็คือพระเยซูที่พวกเขาคุ้นเคย เดินด้วยกันตลอด 3 ปีนั้น แล้วพระเยซูก็สั่งพวกเขาด้วยว่ายอห์น บัพติศโตให้บัพติศมาด้วยน้ำ ที่แม่น้ำจอร์แดน คนมา ก็จุ่ม มุดลงไป แล้วขึ้นมา แล้วประกาศว่าคนนี้ ได้รับการชำระบาป จนหมดสิ้นแล้ว และได้กลับใจใหม่แล้ว  แต่อีกไม่กี่วันหลังจากนั้น พวกท่านจะได้รับบัพติศมา จุ่มลงไป มุดลงไป โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ถามว่าพวกสาวกที่ได้ฟังตอนนั้นรู้เรื่องไหม? ไม่รู้ แต่พระเยซูบอกแล้วว่าตอนนี้ไม่รู้เรื่องหรอก  แต่ไม่เป็นไร ฟังไว้ให้ดีๆ จดไว้ดีๆ  เดี๋ยววันหนึ่ง เมื่อท่านบังเกิดใหม่ เมื่อพระวิญญาณมาอยู่กับท่าน พระวิญญาณจะบอกท่านเองว่าที่เราพูดมันหมายความว่าอย่างไร? กิจการ 1:8-9 ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้ว่าหลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้นต่อ

กิจการ 1:8-9 “8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับฤทธิ์อำนาจ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน  และพวกท่านจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม และทั่วแคว้นยูเดียกับสะมาเรีย จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก 9 หลังจากตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงถูกรับขึ้นไป ต่อหน้าต่อตาพวกเขา และมีเมฆมาปกคลุมพระองค์ จนพวกเขามองไม่เห็นพระองค์”

 

“บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” ขณะที่พวกเขากำลังงงๆ อยู่  หมายถึงอะไรหนา ต่างคน ต่างก็คิดไป บางคนก็คิดว่า …

“พระเยซูบังเกิดใหม่ เป็นขึ้นจากความตาย เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจอย่างนี้ สบายแล้วพวกเรา  ก็เหมือนอย่างที่ฟาริสีคิด ต่อไปนี้อาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่แล้ว อาณาจักรของพระองค์ ก็คือมหาอำนาจใหญ่หลวง ใหญ่โตยิ่งกว่าสมัยกษัตริย์ซาโลมอนอีก เราจะเป็นประเทศมหาอำนาจยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองแล้ว ชาวยิวสบายแล้ว”

มีบางคนคิดแค่นั้น เพราะว่าเขายังไม่ได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ ยังมองไม่เห็นทะลุถึงโลกฝ่ายวิญญาณว่าอะไรเกิดขึ้นยิ่งใหญ่กว่านั้นตั้งเยอะ พระเยซูก็อธิบายให้เขาฟัง ในข้อ 8 ว่า …

“แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับฤทธิ์อำนาจ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน”

มันหมายความว่าอย่างไร? จำได้ไหมที่พระเยซูบอก … “ผู้ใดที่จะเข้าสวรรค์ ผู้นั้นจะต้องบังเกิดใหม่”

ฤทธิ์อำนาจนี้ ก็คือฤทธิ์เดชทำให้เขาบังเกิดใหม่ ฤทธิ์อำนาจนี้มาจากใคร? มาจากเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน ก็คือเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ถูกประทานโดยพระเจ้าพระบิดา ลงมาอยู่เหนือพวกท่านนั้น พระวิญญาณจะทำการให้ท่านบังเกิดใหม่ ในข้อ 5 ที่บอกไว้ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ เสด็จมาเหนือพวกท่าน ก็คือเมื่อพระวิญญาณเสด็จมาบัพติศมาท่าน จุ่มท่านลงไปในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่ กิจการ 1:10-11

กิจการ 1:10-11 “10 พวกเขากำลังแหงนหน้าเขม้นดูฟ้า ขณะที่พระองค์เสด็จไป ทันใดนั้นมีชายสองคน สวมชุดขาวมายืนอยู่ข้างๆ พวกเขา  11 และกล่าวว่า “ชนชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุใดพวกท่าน จึงยืนมองท้องฟ้าอยู่ที่นี่  พระเยซูองค์นี้ ซึ่งถูกรับไปจากพวกท่านเข้าสู่สวรรค์นั้น จะเสด็จกลับมาอีก ในแบบเดียวกันกับที่พวกท่านเห็นพระองค์เสด็จเข้าสู่สวรรค์”

 

ก่อนที่พระองค์จะถูกรับขึ้นไปในสวรรค์ จะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้หรอกว่าจะไม่อยู่กับเขาอีกนานเท่าไร? เขาไม่รู้ว่าจะต้องอีกกี่วัน พระองค์จึงต้องตรัสสั่งอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ให้รอจนกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมา บัพติศมาท่าน ให้ท่านได้บังเกิดใหม่ ไม่งั้นท่านจะเห็นสวรรค์ไม่ได้ ไม่งั้นท่านจะเข้าสวรรค์ไม่ได้เลย  และการบังเกิดใหม่มาจากฤทธิ์เดชอำนาจทางการบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น สั่งปุ๊บ พระเยซูก็ถูกรับขึ้นไปเลย ต่อหน้าต่อตาพวกเขาทั้งหลาย จนกระทั่งเหม่อลอย มีทูตสวรรค์มาบอก …

“เหม่อเรื่องอะไร?”

เป็นเรา คงตื่นเต้น อยู่มาตั้งหลายวัน 10, 20 บางคน 40 วันเลย อยู่ด้วยกัน ตอนนี้ลอยขึ้นไปเลย บอกให้รอ คงไม่ได้คิดถึงเรื่องสวรรค์อะไรต่างๆ คงงง แต่จำได้อย่างเดียวว่าพระเยซูบอกให้ไปรอก่อน รอที่พระบิดาทรงสัญญาไว้ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมา แต่เขาไม่เข้าใจหรอกครับว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น  เขาก็ทำอย่างนั้น แล้วก็มองเห็นพระเยซูลอยขึ้นไป ก็เหม่อ จนทูตสวรรค์ต้องมาสะกิด

“เหม่อทำไม ก็ไปทำอย่างที่พระเยซูบอกสิ สั่งไว้แล้ว ให้ไปรอ พระเยซูที่ท่านเห็น ที่ถูกรับขึ้นไปสวรรค์ วันหนึ่งข้างหน้า จะกลับมาเหมือนที่ท่านเห็นพระองค์ ถุกรับขึ้นไป”

พอมาถึงวันที่ 50 เทศกาลเก็บเกี่ยว พระเยซูลอยขึ้นไปในวันที่ 40 พวกเขารออีก 10 วัน ก็เป็นวันที่ 50 ตอนนั้นเขาไม่รู้หรอกเป็นวันที่ 50 บอกให้รอ เขาก็ไปรอ  พอถึงวันที่ 50 เป็นเทศกาล การเก็บเกี่ยวผลแรก ซึ่งเล็งถึงพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย แล้วเราทั้งหลาย ผู้เชื่อในพระองค์ก็จะเป็นขึ้นจากความตายเช่นเดียวกัน วันที่ 50 หรือวันเพนเตคอส เป็นวันแรกแห่งการเริ่มต้นสวรรค์บนโลก วันที่ 50 เป็นวันสถาปนาเกิดผลแล้ว ในสิ่งที่พระเยซูทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย วันที่ 50  เกิดเป็นผลแล้ว คือสวรรค์ของพระเจ้า

สวรรค์ของพระเจ้า คืออะไร? คือที่สถิตของพระเจ้า ในอดีตที่เป็นเงา คือโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์  ก็คืออภิสุทธิสถาน แปลว่าสถานที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ที่พระเจ้าสถิตอยู่ หรือเรียกว่าวิหารของพระเจ้า ลงมาตั้งอยู่แล้วในโลกวิญญาณ จงมองให้เห็นเถิด วันที่ 50 วันเพนเตคอส สวรรค์ของพระเจ้า ที่สถิตของพระเจ้า  วิหารของพระเจ้า ลงมาตั้งอยู่บนโลก ในโลกวิญญาณแล้ว ในใจของท่าน ก็คือในร่างกายของมนุษย์  เป็นวันแรกแห่งการเริ่มต้น ในโลกใบนี้ ที่สถานที่ที่เรียกว่าสถานที่ของพระเจ้ามาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ ในร่างกายของมนุษย์ เกิดอะไรขึ้นในวันที่ 50 กิจการ 2:1-4

กิจการ 2:1-4 “1 เมื่อถึงวันเพ็นเทคอสต์ พวกเขาทั้งหมดมารวมอยู่ในที่เดียวกัน 2 ทันใดนั้นก็มีเสียงจากฟ้าสวรรค์ เหมือนเสียงพายุกล้า  ดังก้องไปทั่วทั้งบ้านที่เขานั่งอยู่ 3 พวกเขาเห็นสิ่งที่ดูเหมือนเปลวไฟ รูปร่างคล้ายลิ้น กระจายออก และมาอยู่เหนือพวกเขาแต่ละคน 4 ทุกคนเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเริ่มพูดภาษาต่างๆ  ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พวกเขา  สามารถพูดได้”

 

เขาก็ไปรอตามที่พระเยซูบอกเขา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะมาบัพติศมาท่านให้เกิดใหม่

ข้อ 4 บอกว่าทุกคนเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือทุกคนได้รับการจุ่มลงไป พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็บัพติศมาพวกเขาลงไปในพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ มีอีกชื่อหนึ่งว่าพระวิญญาณของพระคริสต์  พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จุ่มพวกเขาลงไปในพระวิญญาณของพระคริสต์ ก็คือเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ ได้บังเกิดใหม่ ขณะนั้นเลย

“บัพติศมา” คือการจุ่มลงไป เป็นหนึ่งเดียวกัน ดำมิดเป็นหนึ่งเดียวกัน เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนที่ยอห์น บัพติศโตทำเป็นเงาไว้ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาทำในลักษณะเป็นจริงในโลกวิญญาณ มุดลงไปในน้ำ ดำลงไปในน้ำ เป็นหนึ่งเดียวกับน้ำไปเลย เหมือนที่ผมเคยยกตัวอย่างบ่อยๆ

พอถึงวันนั้น วันที่ 50 ที่ห้องชั้นบนนั้น เหล่าสาวก ประมาณ 120 คนในวันนั้น พระวิญญาณได้บัพติศมาพวกเขาในวิญญาณ พระวิญญาณได้เข้ามาในวิญญาณของเขา ซึ่งเป็นวิญญาณที่อยู่ในความบาป อยู่ในความมืด อยู่ในนรก อยู่ในความสกปรก อยู่ในความตาย เป็นทาสมารอยู่นั้น พระวิญญาณได้เข้ามา นำวิญญาณของเขา

สมมติว่านี่เป็นวิญญาณของมนุษย์ ถ้าพูดตามประวัติศาสตร์ ก็คือเป็นวิญญาณของพวกเหล่าสาวก 120 คนนั้น พระวิญญาณได้นำเอาวิญญาณของพวกเขาจุ่มลงไป มุดลงไปในพระเยซูคริสต์  เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู วันนั้น พระวิญญาณได้ทำการบัพติศมา คือการผ่าตัดวิญญาณของมนุษย์ที่เป็นความบาปนั้น เอาวิญญาณของมนุษย์นั้น เข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เข้าไปอยู่ในวิญญาณของพระคริสต์ เข้าไปอยู่ในพระคริสต์ พระคัมภีร์นี้สมมติว่าเป็นพระคริสต์มุดเข้าไปอยู่ในนี้เลย

เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตรึง ตาย ที่ไม้กางเขน วิญญาณของเราหรือของคนๆ นั้น ก็ได้ตายกับพระองค์ เมื่อพระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ วิญญาณของเราหรือของคนๆ นั้น ก็ถูกฝังด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นจากความตาย วิญญาณของคนๆ นั้น ก็ได้เป็นขึ้นจากความตายด้วย เมื่อพระเยซูคริสต์ ได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นคนสนิทของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นลูกที่รักของพระองค์ คนๆ นั้นก็เป็นเหมือนที่พระเยซูคริสต์เป็น คือเข้าไปอยู่ในสวรรค์สถานแล้ว นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เป็นคนสนิท เป็นลูกที่พระเจ้าทรงรักอย่างมากมาย เช่นเดียวกัน

นี่เป็นผลแรก เป็นการเริ่มต้น ศักราชใหม่ ในโลกวิญญาณ มนุษย์เข้าไปในโลกวิญญาณได้ด้วยวิธีนี้ เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้น ก็มีครั้งที่สอง เป็น 3,000 คน  และจาก 3,000 คนก็เยอะแยะไปหมด ใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูก็จะเป็นอย่างนี้แหละ  ได้บังเกิดใหม่ เข้าไปสู่สวรรค์ทันทีเลย เรียกว่าได้รับการบัพติศมา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ให้บังเกิดใหม่นั่นเอง พระเจ้าได้ทรงสถาปนาสวรรค์สถาน ในร่างกายของมนุษย์ ในร่างกายของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ ที่เชื่อในข่าวดี ข่าวประเสริฐของพระเยซู

สาวกเหล่านี้ได้เห็นพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย เขาจึงเชื่อ ก็ได้รับพระพร พระเยซูบอกว่าแต่คนอื่นจะได้พระพรมากกว่านี้อีก คือคนเหล่านั้น ที่เชื่อในข่าวดีนี้ โดยไม่เห็นพระองค์เลย โดยไม่เห็นร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ เหมือนกับเหล่าสาวกเหล่านี้ ก็คือพวกเราทั้งหลายในยุคต่อๆ มา ใช้เชื่อเอา เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระองค์ประทานให้มนุษยชาติ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระให้มนุษย์พ้นจากบาป คำสาปแช่ง  และพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เพื่อสถาปนาว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ และปรากฏพระองค์เองจริงๆ ทุกวันนี้พระองค์นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน ใครที่เชื่อตรงนี้ พระวิญญาณก็จะเข้ามาบัพติศมาเขา ให้เขาได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นลูกของพระเจ้า เข้าไปอยู่ในสวรรค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ทันที

วันนี้จึงเป็นวันระลึกถึง หรือเรียกว่าวันสถาปนาอาณาจักรสวรรค์บนโลก วันฉลองอาณาจักรสวรรค์ในวิญญาณ คือคริสตจักรของพระเจ้า … “คริสตจักรของพระเจ้าคืออะไร?” ก็คืออาณาจักรของพระคริสต์ พระคริสต์เป็นพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เพราะฉะนั้น คริสตจักร ก็คือสถานที่ หรือที่ที่พระเจ้าสถิตอยู่ เราทั้งหลายผู้เชื่อ คือคริสตจักรของพระเจ้า เป็นวิหารของพระเจ้านั่นเอง วันนี้จึงเป็นวันครบรอบ 1,991 ปี แห่งการสถาปนาอาณาจักรสวรรค์บนโลกใบนี้ ปีค.ศ.29 วันเพนเตคอสแรกจนถึงปัจจุบันนี้ ปีค.ศ.2020 วันนี้เพนเตคอสเหมือนกัน เป็นเพนเตคอสที่ผ่านมาแล้ว 1,991 ปี มีผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนเลย หลั่งไหลกันเข้ามาสู่สวรรค์เยอะแยะไปหมด ได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณนี้ทั้งหมด จงมองให้เห็นเถิด เมื่ออ่าน ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์มนุษยชาติระดับวิญญาณตรงนี้ จงมองทะลุไปให้เห็นเถิดว่าอะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของท่าน ถ้าท่านเป็นมนุษย์ มันได้เกิดขึ้นตรงนี้แล้วอย่างนี้ 1,991 ปีมาแล้ว ในโลกวิญญาณ จงรับรู้เถิดนี่เป็นข่าวดี

เพราะสำหรับเราทั้งหลาย ผู้คนทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในข่าวดีนี้แล้ว ถ้าพระเยซูเสด็จกลับมาวันนี้ เดี๋ยวนี้เลย หรือเราต้องตายต้องมรณา วิญญาณต้องออกจากร่างเดี๋ยวนี้  เราก็เป็นผู้ชอบธรรมที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากบาป  เพราะขณะนี้ เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว อย่างไรๆ ก็อยู่ในสวรรค์แล้ว เพราะอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ สวรรค์อยู่ที่นี่แล้วเดี๋ยวนี้ เราไม่ได้หวังว่าจะไปอยู่ในสวรรค์ แต่เรามีสวรรค์อยู่ในใจเรา เรารู้แล้วว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว ความหวังของเรา ก็คือเมื่อไรจะทิ้งร่างไปสักทีหนึ่ง ไปอยู่ในสวรรค์มันดีกว่าตั้งเยอะ ร่างกายอ่อนแอนี้ มันไม่อยู่ตลอดอยู่แล้ว ดีใจเหลือเกิน วันหนึ่งมันต้องทรุดโทรมไป  และจะต้องตายไป ต้องจากไป  ดีใจเหลือเกิน สำหรับผู้ที่เชื่อแล้ว ถึงบอกว่า …

“อยู่ ก็อยู่เพื่อพระคริสต์ ถ้าตาย ก็ได้กำไร”

1 โครินท์ 6:19 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ชัดเจนแจ่มใสเลย …

1 โครินธ์ 6:19 “ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่าน  เป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้สถิตในท่าน  ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า  ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง”

 

พูดง่ายๆ ว่าพระเจ้า พระเยซูพูดกับเราผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระองค์แล้วผ่านทางอาจารย์เปาโล

“ลูกไม่รู้หรือว่าร่างกายของลูก เป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้สถิตอยู่ในลูกนะ ซึ่งลูกได้รับจากพระเจ้า พระบิดา ลูกไม่ใช่เจ้าของตัวลูกเองนะตอนนี้ พระเจ้าพระบิดาซื้อลูก หรือจ่ายค่าไถ่ลูกด้วยชีวิตของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์นะ ร่างกายของลูกเป็นวิหารของพระเจ้าแล้วนะ พระเจ้าสถิตอยู่ด้วยนะ”

และฮีบรู บทที่ 10 ได้บอกเราในลักษณะเดียวกันนี้ ในฮีบรูบทที่ 9 บทที่ 10 บอกละเอียดมาก บอกว่าเราได้รับการชำระ ให้แยกส่วนเฉพาะเป็นของพระเจ้าแล้ว เมื่อตอนที่เราเชื่อในข่าวดีนี้ เราได้รับการชำระ เป็นสมบัติส่วนพระองค์ของพระเจ้า ได้ถูกทำให้บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เท่าพระเยซูเลย

ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ความประพฤติของเราแน่ และไม่ใช่นิสัยของเรา  แต่เป็นที่วิญญาณ ตัวจริงๆ แท้ๆ ของเรา ก็คือวิญญาณนี่แหละ เพราะว่าวิญญาณของเรา คือวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ที่ได้บัพติศมาเราไปเรียบร้อยแล้ว มันเสร็จแล้ว สวรรค์จึงอยู่ที่นี่ จะไปอยู่ในสวรรค์ได้อย่างไร? ถ้าไม่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเยซูคริสต์ ไปอยู่กับพระเจ้าได้อย่างไร? ผู้ที่จะอยู่กับพระเจ้าต้องบริสุทธิ์ สะอาดและศักดิ์สิทธิ์ เราบริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์แล้ว โดยการบังเกิดใหม่  ไม่ใช่ด้วยการประพฤติหรือการกระทำ หรือนิสัยของเรา วิญญาณของเราต่างหาก เพราะความบริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระเจ้าของเรา ไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของความประพฤติหรือการกระทำ แต่อยู่บนรากฐานของการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ

พระเยซูจึงบอกว่าผู้ใดที่เข้าสวรรค์ได้ ต้องบังเกิดใหม่ พระองค์ไม่ได้บอกว่าผู้ใดที่จะเข้าสวรรค์ได้จะต้องทำดี พระองค์ไม่ได้บอกว่าผู้ใดจะเข้าสวรรค์ได้ จะต้องประพฤติตามกฎที่พระเจ้าบอกว่าอย่าทำ พระเยซูไม่ได้บอกว่าผู้ใดจะเข้าสวรรค์ได้  จะต้องประพฤติตามศีลธรรมเหล่านั้น ไม่ได้พูดอย่างนั้นเลย แต่บอกว่าบังเกิดใหม่ แล้วเดี๋ยวนิสัยก็จะเปลี่ยนไป เหมือนจากข้างใน ออกมาข้างนอก  เหมือนผงฟู ที่ทำขนมปัง มันเกิดจากข้างใน แล้วมันก็จะออกมาข้างนอก ส่วนจะออกมาข้างนอกได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้นหรอก พระเจ้าจะพาเขาไป ค่อยๆ แก้ไขไปทีละนิด ทีละหน่อย จนกว่าจะได้รับร่างกายใหม่ ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ ในสวรรค์สถาน ซึ่งจะเป็นร่างกายที่เหมือนร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ เป็นร่างกายที่เต็มด้วยสง่าราศี ไม่มีความทุกข์ยากลำบาก ไม่มีการทำบาป ไม่มีสิ่งสกปรกโสโครกเหลือแม้แต่นิดเดียวเลย เอเมน

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้วเดี๋ยวนี้ ต้องย้ำว่าเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ตอนนี้ ท่านหรือเรา กำลังอยู่ในสวรรค์แล้ว นี่เป็นการมองทะลุไปในโลกวิญญาณ มันต้องเป็นอย่างนี้ มันไม่มีทางอื่น ถ้าท่านมองไปในโลกวัตถุ ในสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้ ตามความคิด สติปัญญาของมนุษย์ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าท่านจะคิดไปไม่ถึงวิถีทางของพระเจ้าหรอก สติปัญญาของมนุษย์ไม่มีทางเทียบเท่าสติปัญญาของพระเจ้า มันห่างไกลมาก ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกเท่าไร? สติปัญญาของมนุษย์กับพระเจ้าห่างกันเท่านั้นแหละ

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เรากำลังอยู่ในสวรรค์แล้ว สวรรค์ คือที่ประทับพระเจ้า เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว อยู่กับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้า พระบุตร คือพระเยซูคริสต์ และอยู่กับพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกัน และจะอยู่ในสวรรค์อย่างนี้ตลอดชั่วนิรันดรกาล

เพราะฉะนั้น ใครก็ตาม ตอนนี้ที่ได้เชื่อในข่าวดีนี้เรียบร้อยไปแล้ว จงรับรู้เถิดว่าท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว นอกจากตาฝ่ายวิญญาณท่านอาจจะยังหรี่ๆ อยู่ หรือว่ามัวๆ อยู่ ไม่ค่อยเห็นชัด วันนี้จงมองให้เห็นเถิดว่าท่านเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้ท่าน ท่านเชื่อว่าในวันที่ 3 พระเยซูได้เป็นขึ้นมาใหม่ ท่านเชื่อตามนี้ ท่านก็ได้บังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน เพราะฉะนั้น ท่านจงดำเนินชีวิตบนโลกนี้ แบบ RIP ท่านจง Rest in peace เถิด ท่านจงพักสงบ หายเหนื่อยและเป็นสุขเถิด เพราะท่านอยู่ในสวรรค์กับพระบิดาแล้ว ไม่มีใครมาทำอันตรายท่านได้ ไม่มีใครมาเอาท่านออกไป จากมือของพระองค์ได้ ไม่มีใครเอาท่านออกไปจากคอกของพระเยซูได้ ไม่มีใครอีกแล้ว ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว และท่านจะอยู่นิรันดร์ เมื่อโลกใบนี้สูญสิ้นไป  โลกใหม่จะเข้ามาแทนที่ แต่โลกวิญญาณจะยังคงอยู่ และท่านจะอยู่ในโลกวิญญาณที่เป็นสวรรค์สถาน ไม่ใช่โลกวิญญาณเดิมที่เป็นนรกอีกต่อไป  ท่านจะอยู่ในสวรรค์สถานนิรันดร์

เมื่อกี้เราพูดถึงคนที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อ หรือคนที่ยังไม่ได้ยินข่าวดี ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเชื่อ ถามว่าท่านอยู่ที่ไหน? พระคัมภีร์บันทึกว่าผู้ที่ไม่เชื่อ ก็อยู่ที่เดิม  ในโลกวิญญาณที่ถูกพิพากษา เนื่องจากบาป เป็นคนบาป อยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด อยู่ในคำสาปแช่ง ซึ่งเราเรียนมาตอนต้นแล้ว คืออยู่ในนรกนั่นเอง ก็จะอยู่ที่เดิมอย่างนี้ตลอดไป เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร?  แต่ถ้าท่านได้ยิน ได้ฟังข่าวดีนี้แล้ว ท่านอยากจะเปลี่ยนที่อยู่ของท่านในวิญญาณ ย้ายวิญญาณของท่านจากอาณาจักรของคนบาป คำสาปแช่ง และนรกนั้น มาอยู่ในสวรรค์กับพระบิดาผู้สร้างท่าน มาอยู่กับพระเยซู พี่ชายคนโตของท่านในโลกวิญญาณนั้น ท่านก็ทำได้ง่ายนิดเดียว พระคัมภีร์บอกแล้ว แค่เชื่อในข่าวดี เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ว่า …

“พระเยซู ลูกเชื่อ พระเจ้า ลูกเชื่อ ลูกเริ่มต้นเชื่อแล้วว่าทั้งหมดนี้เป็นจริง คือพระเยซูคริสต์ เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระล้างบาปของมวลมนุษยชาติ ซึ่งรวมทั้งตัวลูกด้วย และอยู่ในอุโมงค์ วันที่ 3 พระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย ลูกเชื่อ ลูกเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยของมวลมนุษยชาติ และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของลูกด้วย”

แค่นั้นเอง นี่คือคำอธิษฐาน จะอธิษฐานเดี๋ยวนี้ หรือหลังจากนี้ หรือตอนไหนก็ได้ แต่ท่านต้องอธิษฐาน ขณะที่ยังอยู่บนโลกใบนี้ ในขณะที่ยังอยู่ในร่างกายนี้ ถ้าเผื่อท่านสิ้นลมเมื่อไร? คือตายเมื่อไร? ก็หมดสิทธิ์ที่จะอธิษฐานอย่างนี้เลย ในพระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้อย่างนั้น ถ้าให้แนะนำ คือท่านควรจะอธิษฐาน โดยรวดเร็วมากทีเดียวเลยล่ะ  เพราะมันสำคัญมาก อย่างที่ผมบอก โลกวิญญาณสำคัญกว่าโลกวัตถุอย่างมากมายนัก  ท่านอาจจะมองไม่เห็น แต่มันสำคัญจริงๆ อย่าเอาชีวิตนิรันดร์นั้นมาเสี่ยงกับนรก คำสาปแช่ง ไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้า โดยง่ายๆ ฟรีๆ อย่างนี้เถิด นี่คือพระคุณของพระเจ้าที่บอกไว้ ถ้าท่านเชื่อและอธิษฐานตามเมื่อสักครู่นี้ ท่านก็จะได้รับอย่างนี้เช่นเดียวกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะบัพติศมาท่านเข้าไปในพระคริสต์ แล้วท่านจะตายพร้อมพระเยซู ฝังไว้ในอุโมงค์พร้อมพระเยซู และเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซู วิญญาณของท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า และเข้าไปอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ทันทีเลย และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะยืนยันในสิ่งเหล่านี้ จะนำพาท่านดำเนินชีวิตในแบบโลกวิญญาณอย่างนี้ต่อไป ท่านจะค่อยๆ เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพระเจ้าได้สถิตอยู่กับท่านแล้ว จะนำพาท่านไปเอง ฟีลิปปี 1:6 ผมจึงอยากจะบอกอย่างนี้ว่า …

ฟีลิปปี 1:6 “ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีในพวกท่านนั้น  จะทรงสานต่อให้เสร็จสมบูรณ์  จนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์”

 

ผมมั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงตั้งต้นการงานดีในพวกท่านแล้ว ให้ท่านบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว พระองค์จะทรงกระทำงานต่อไปในร่างกายของท่าน ในวิญญาณของท่าน ให้เสร็จสมบูรณ์ จนกว่าจะถึงวันแห่งพระเยซูปรากฏ คือกลับมาอีกครั้งหนึ่ง และท่านก็จะได้รับร่างกายใหม่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ เป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซู ไม่มีผิดเลย เป็นร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมานอีกต่อไป ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป เพียงแต่ท่านเชื่อเท่านั้นเอง พระเจ้าจะนำพาท่านไป แล้วเราจะอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์นิรันดร์กาล และมีสันติสุข และความสุขสมบูรณ์นิรันดร์กาล ในโลกใหม่ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเรา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2020 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 1 “RIP” โดย นคร เวชสุภาพ

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  24  พฤษภาคม  2020

 เรื่อง “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว” ตอน 1 “RIP”

โดย นคร   เวชสุภาพ

            สวัสดีครับ พบกันอีกสัปดาห์หนึ่ง สัปดาห์ที่แล้ว เราได้เรียนรู้แล้วว่าหลังจากที่ท่านถ่อมใจ  ยอมรับว่าไปไม่รอดแล้ว ช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ขอพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยประจำตัวนั้น เมื่อต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกแล้ว เพราะความรอดที่เราได้รับมานั้น เรารอดโดยพระคุณ เป็นของประทาน จากพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำของเราเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับทันที เมื่อเราถ่อมใจยอมรับ ต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ความรอดทางฝ่ายจิตวิญญาณ มันเกิดขึ้นทันทีกับเราเลย เมื่อเรารับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์ มาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติ รวมทั้งฉันด้วย  และวันที่ 3 พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย  นี่แหละเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจ เมื่อเข้าใจตรงนี้ แล้วยอมรับว่า …

“ขอต้อนรับสิทธิ  ที่พระเยซูทำให้กับฉัน”

แค่นั้นเอง เราก็จะได้รับความรอด  ได้บังเกิดใหม่  ได้รับฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า  (ทันที) เลย

ได้รับความรอดเปล่าๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย เรารอดจากบาป รอดจากการเป็นทาสของมาร  รอดจากอาณาจักรของความมืด หรือเราเรียกกันว่านรก รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ ในสิ่งที่เราทำไม่ดี บาปเยอะแยะมากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตอีก นี่เรารอดหมดเลย  หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า มาเป็นลูกของพระเจ้า ย้ำอีกครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นทันที ในโลกวิญญาณ

แต่พระคัมภีร์ก็มีสอนไว้  แนะนำไว้ว่าหลังจากเชื่อแล้ว ได้รับความรอดอย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้แล้ว  พ่อซึ่งเป็นพระเจ้าก็บอก …

“ลูกๆ เอ๋ย เมื่อเป็นลูกแล้ว ควรจะทำอะไรบ้าง?  เมื่อดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  หลังจากได้รับความรอด โดยเปล่าๆ ฟรีๆ ควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง”

เบอร์หนึ่งเลยนะ และเมื่อเกิดประโยชน์กับตัวเองแล้ว มันก็จะเกิดประโยชน์กับผู้คนรอบข้าง ก็คือโลกใบนี้ทั้งใบ  ซึ่งพระเยซูใช้คำว่าให้แสงสว่างฉายแสงออกไป ก็คือโลกใบนี้  นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราทำ แล้วเราก็ควรทำ เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

และสิ่งที่เราควรทำ ก็คือหัวข้อในการบรรยายสัปดาห์ที่แล้ว จำได้ใช่ไหมครับ มี 3 ควรกับ 1 ต้อง ก็คือต้องเชื่อในข่าวดีของพระเจ้า ซึ่งเราเชื่อแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  3 ควร ก็คือรับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน  ทั้งหมดมี 4 ขั้นตอน  สำหรับชีวิตผู้เชื่อ  ขั้นตอนแรก คือเชื่อแล้ว เป็นผู้เชื่อในข่าวดี เสร็จแล้ว ควรจะรับรู้  ควรจะวางใจ  และควรจะอธิษฐาน  ควรจะเป็นอย่างนั้น

ต้องเชื่อแล้ว ก็คือรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจแล้วว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เราก็ได้รับการบังเกิดใหม่  เป็นลูกพระเจ้าทันทีในวิญญาณ

ควรจะรับรู้ ก็คือจดจ่อไปที่ฝ่ายวิญญาณในสวรรค์ว่าเราเป็นใครตอนนี้ เราเป็นลูกพระเจ้าจริงๆ   พระคัมภีร์เขียนว่าพระเจ้ารักเรามากเลย เราเป็นลูกแล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว

ควรวางใจ พอรับรู้เสร็จ ก็ให้เราวางใจ  วางภาระลงที่พระเจ้า ให้พระเจ้านำไปตลอด  เพราะพระเจ้ารู้มากกว่าเยอะ ไม่ต้องกลัวอะไร?  คือพักสงบ พักผ่อนได้แล้ว  ทำมาเยอะแล้ว กังวลมาเยอะแล้ว

และสุดท้าย ก็คือควรอธิษฐาน ควรจะเริ่มต้นอธิษฐาน อธิษฐาน คือการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า เรียนรู้จักพระเจ้า และรู้ว่าเราเป็นใครในสวรรค์ ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างไร?  เขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร? นี่เขาเรียกว่าอธิษฐานทั้งสิ้น

เมื่อเราทำตาม  ทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ แล้ว แล้วจะมีอะไรเป็นผลประโยชน์เกิดขึ้นในชีวิตของเราบ้าง อย่างแรกเลย เพียงแค่เบอร์หนึ่งที่เราทำ เชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอดได้  แค่เชื่อตรงนี้ ก็เกิดประโยชน์แล้ว  คือได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าทันทีทันใดเลย นี่คือผลประโยชน์ที่ได้เกิดขึ้น และเมื่อเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราก็ไม่ต้องไปกังวลอีกแล้วว่าหลังจากเราจากโลกนี้ไป เราจะไปอยู่ไหน?  ก็เราเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้วทันที จากโลกนี้ไป เราก็อยู่ที่เดิม อยู่ในสวรรค์เหมือนเดิม ชีวิตหลังความตายของเราจะเป็นอย่างไร? เราก็ไม่ต้องกลัว  ไม่กังวลอีกแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่าตัวจริงๆ ของเรา วิญญาณของเราอยู่กับพระเจ้า บังเกิดใหม่ อยู่ในพระเจ้า อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว เมื่อเราเชื่อแล้ว มันจะเป็นอย่างนี้

 

                                เชื่อแล้ว                                                                                         รับรู้   วางใจ  อธิษฐาน

จากโลกนี้                          นิรันดร์                                                                                  บนโลกนี้

วิญญาณพักสงบ           กายใหม่ (อมตะ)                                                           สันติสุขที่เกินกว่าความเข้าใจ

 

นี่เพียงแค่เราเชื่อนะ  เริ่มต้น เราก็ได้รับสิ่งนี้แล้ว ตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ของเรา วิญญาณของเรา  ก็จะได้พักสงบ  อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์แล้วทันที  ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลก แล้วทำอะไรต่อ เพียงแต่รอวันที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาใหม่ จะปรากฏอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา แบบชั่วนิรันดร์ ก็คือเราก็จะได้รับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ร่างกายที่เป็นอมตะ ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องมีความตายอีกแล้ว  เป็นร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย ในวันอีสเตอร์นั่นแหละ เหมือนเลย เราจะมีร่างกายใหม่ เป็นอย่างนั้นแหละ

นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับ แค่ทำข้อแรก คือเชื่อในข่าวดี  ทางฝ่ายวิญญาณได้รับเรียบร้อยแล้วทันที หมดแล้ว แต่ในขณะที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้อยู่ นึกออกใช่ไหม? เชื่อแล้วก็จริง ในขณะนี้  เรายังอยู่ในร่างกายที่จับต้องมองเห็นได้อยู่นี้ ถ้าเราทำตาม 3 ขั้นตอนที่ควรทำ  คือรับรู้  วางใจ และอธิษฐานตามที่พระเจ้าแนะนำ สิ่งที่เราจะได้รับในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ผล ประโยชน์ที่จะได้รับ พระเจ้าสัญญาไว้ ก็คือสันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ จะปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของท่านครบถ้วนบริบูรณ์เลย

สันติสุขนี้สำคัญนะ ไม่ใช่สันติสุขได้รับอย่างเดียว  แต่ถ้าท่านปฏิบัติ 3 สิ่งนี้ คือรับรู จดจ่อในเรื่องโลกวิญญาณว่าท่านเป็นใคร? แล้วเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ เดี๋ยวนี้ท่านเป็นลูกพระเจ้า

เริ่มต้นฝึกฝนวางใจในพระเจ้า พระเจ้าบอกอย่างไร ก็เชื่อตามนั้น พระเจ้าบอกไม่กลัว ก็ไม่กลัว พระเจ้าบอกให้อธิษฐาน ก็อธิษฐาน  วางใจ แล้วก็เริ่มต้นอธิษฐานพูดคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับ คือความสุขมากขึ้นในชีวิต  ปัญหาต่างๆ ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ แก้ได้ พระเจ้านำพาเรา สามารถ ถ้าตามภาษาไทยเรา เขาเรียกกันว่าพระเจ้าสามารถดลบันดาลช่วยเราได้ แทนที่เราจะทำคนเดียว แทนที่เราจะทำมาหากินตัวคนเดียว  แก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียว  แต่ตอนนี้มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ถึง 3 องค์ คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าผู้เป็นพ่อ  พระเจ้าพระบุตรผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ พี่เลี้ยงเรา 3 พระภาค สถิตอยู่กับเรา ในตัวเรา  ในวิญญาณของเรา  นำพาเราเดิน แล้วท่านจะกลัวอะไรตอนนี้  ท่านก็จะมีความสุขมากกว่าเดิม  พระเยซูบอกเกิดเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่ม เอาอะไรนุ่งห่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาต่างๆ เลย เพราะว่าพระเจ้ารู้แล้วว่าท่านต้องการอะไร?  สิ่งใดจำเป็นในชีวิตของท่าน ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  พระองค์ทรงรู้ก่อนล่วงหน้าแล้ว  แล้วพระองค์จะให้กับท่านแน่นอน เหมือนที่ท่านดูทุกวัน  เคยเห็นนกกระจอกมันอดตายไหม?  พระเยซูยกตัวอย่าง เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วบอกว่าดูตัวอย่างนกกระจอกสิ นกตัวเล็กๆ  มันยังไม่อดตายเลย  พระเจ้ายังเลี้ยงดูมันเลย แล้วท่านเป็นลูกพระเจ้า มีค่ากับพระเจ้ามากขนาดไหน?  พระเจ้ารักท่านมากขนาดไหน?  พระเจ้าจะไม่เลี้ยงดูท่านมากกว่านั้นอีกหรือ? ใช่จริงๆ

นี่แหละคือประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อเชื่อแล้ว  ได้รับของประทาน ของขวัญต่างๆ ในโลกวิญญาณแล้ว  ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้อยู่  ควรจะทำในสิ่งที่พระเจ้าแนะนำ 3 สิ่งนี้ จะได้ความสุขมากขึ้น แก้ปัญหาได้  ไม่อดอยาก มีความสุขไหม?  ไม่โลภมีความสุขไหม?  ท่านจะแก้ปัญหาความโลภด้วยตัวเอง มันลำบากลำบนนะ  แต่ถ้าท่านใช้วิธีอธิษฐานกับพระเจ้า  บอกพระเจ้าอย่างโน้นอย่างนี้  ความโลภท่านก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยพลัง ด้วยสติปัญญาและความจริงจากพระเจ้าที่สถิตอยู่ในตัวท่าน  ท่านก็จะโลภน้อย ความทุกข์ทรมานมันก็น้อย การไปหาเรื่องใส่ตัวมันก็น้อย  นี่แหละการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นอย่างนั้น

แต่ถ้าท่านดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง คนเดียว  มีทั้งกิเลสตัณหา มีทั้งความอยาก มีทั้งการล่อลวงต่างๆ ให้ทำชั่ว ซึ่งทำให้เกิดความทุกข์ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ปกติโลกใบนี้มันทุกข์อยู่แล้ว ท่านก็ไปทำให้มันทุกข์มากขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่าง  ตะกี้ที่บอกโลภ ปกติไม่โลภ มันก็ทุกข์อยู่แล้ว นี่ท่านไปโลภ มันยิ่งทุกข์มากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น นี่คือประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าแนะนำให้ทำ เชื่อแล้ว  รับรู้ วางใจ อธิษฐาน

และสำหรับหัวข้อบรรยายในวันนี้ มีชื่อว่า “สวรรค์อยู่ที่นี่แล้ว R.I.P.”   RIP เป็นตัวย่อมาจากคำว่า “Rest in peace” ซึ่งส่วนใหญ่ เขาจะเขียนคำนี้ไว้ที่ป้ายหน้าหลุมศพ  หรือไม่ก็เขียนไว้ในหรีดไว้อาลัยในงานพิธีศพ  Rest in peace หรือตัวย่อว่า RIP  ก็คือ “จงพักสงบชั่วนิรันดร์”  นี่ความหมายจริงๆ ของการที่ตั้งใจจะเขียน แต่จริงๆ แล้ว สำหรับผู้ที่เชื่อแล้ว ไม่ต้องรอให้ตาย แบบที่เขาทำกันเป็นพิธีตอนนี้ว่ารอให้ตายก่อน แล้วค่อยมาเขียน RIP ตอนอยู่ในหลุมศพ ไม่ต้องทำอย่างนั้น  เพราะว่าผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เกิดใหม่แล้ว เราสามารถใช้คำว่า RIP กันได้วันนี้เลยทันที เดี๋ยวนี้เลย ได้เลยทันที เมื่อเชื่อแล้วปุ๊บ ทำได้เลย เมื่อเชื่อแล้ว ก็เขียนให้ตัวเองได้เลยว่า …

“คุณนคร RIP”

ไม่ใช่แช่งตัวเอง แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เดี๋ยวเรามาดูว่าที่เขาใช้คำว่า RIP  สำหรับคนที่ตายแล้ว บนโลกใบนี้  ขณะนี้ ตามประเพณีอะไรต่างๆ เหล่านี้ คนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ที่เขาใช้คำว่า RIP  เพราะความหมายของคำว่า RIP คือเขาหวังว่า เป็นความหวังแบบมนุษย์ธรรมดา คนจากไป เราก็ระลึกถึงเขา  ไม่รู้จะพูดอะไรดี  แสดงความเสียใจ แล้วบอกว่า RIP นะ คือหวังว่าจะได้พักผ่อนอยู่ในสวรรค์อย่างสงบ อะไรต่างๆ เหล่านั้น ถูกไหมครับ  ที่เขาตั้งใจเขียนอย่างนั้น เพราะเขาหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

แต่จากที่เราเรียนรู้ด้วยกันมาแล้วหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะสัปดาห์ที่แล้ว  สวรรค์มันอยู่ที่นี่แล้ว สวรรค์เป็น Now คือเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ไม่ต้องรอ สามารถเข้าสวรรค์ได้เลย  เข้าด้วยวิธีเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวดีของพระเจ้า ได้เข้าสวรรค์ทันที  คนที่เชื่อแล้ว ตอนนี้ ก็คืออยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว

แล้วคำที่บอกว่า RIP มักจะใช้กับคนที่ตายแล้ว คนที่จากไปแล้ว  ตอนนี้เราจะใช้คำว่า RIP  ถามท่านทั้งหลายที่เชื่อแล้ว  เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นพระผู้ไถ่บาป  ที่มาแบกกางเขน เพื่อไถ่บาปให้ท่าน เอาบาปของท่านออกไป แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 ซึ่งเป็นตัวอย่างให้กับท่านจะได้เป็นขึ้นมาใหม่ด้วย  เมื่อท่านเชื่อแล้ว ท่านได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ถามว่าท่านตายหรือยัง? ก็ต้องตายก่อนสิ แล้วจึงจะบังเกิดใหม่ได้

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

เห็นไหมครับ?  ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลาย ก็คือผู้ที่เชื่อแล้ว ฟังทางนี้ว่านี่เป็นข้อความที่มาถึงท่าน  บอกว่าสถานะในโลกวิญญาณของท่านตอนนี้เป็นอย่างไร เมื่อท่านเชื่อในข่าวดีนี้แล้ว สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อ ก็ฟังไว้ว่าถ้าเชื่อแล้ว มันจะเกิดอย่างนี้ขึ้น

“ในเมื่อให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว” เมื่อท่านเชื่อแล้ว  พระเจ้าก็ชุบให้ท่านเป็นขึ้นจากความตาย  พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน หมายถึงโลกวิญญาณตรงนี้  ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ตรงสถานะของท่านตรงนี้  ไม่ใช่ฝ่ายโลก ไม่ใช่ท่านมาจดจ่ออยู่บนโลกใบนี้ว่าท่านเป็นผู้จัดการบริษัทนี้ เป็นคนงานบริษัทนี้ มีตำแหน่งอะไรในบริษัทนี้ มียศอะไรบริษัทนี้ ไม่ใช่อะไรตรงนี้

และในข้อที่ 3 เป็นคำตอบ เพราะท่าน (ท่านคือผู้ที่เชื่อแล้ว) ตายแล้ว ตายอะไร ยังเดินอยู่เลย เขาพูดถึงโลกวิญญาณ วิญญาณเก่าของท่าน วิญญาณตัวตนจริงๆ ของท่าน มันตายไปแล้ว

ฟังอีกทีวิญญาณเก่าของท่าน ก่อนที่จะรับเชื่อ  เป็นวิญญาณมืดบอด เป็นวิญญาณที่เป็นทาสของมารซาตาน  เป็นวิญญาณที่อยู่ในความบาป อยู่ในความสกปรก มันตายไปแล้ว  เมื่อตอนที่ท่านเชื่อในข่าวดี และบัดนี้ เดี๋ยวนี้ หรือขณะนี้  Now ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า  วิญญาณท่านตายแล้ว และมันได้เกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ในข้อ 1 แล้ววิญญาณที่เกิดใหม่ มาเป็นลูกพระเจ้านั้น  ตอนนี้ซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า คือถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์นั่นเอง วิญญาณเราอยู่ในสวรรค์แล้ว พระเจ้าอยู่ในสวรรค์ ท่านก็อยู่ที่สวรรค์นั่นแหละ ทันที เดี๋ยวนี้เลย

สรุปว่าเราใช้ RIP ได้หรือยัง? ได้แล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ทำข้อ 1 ยังไม่ได้รับเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ยังไม่สามารถใช้ RIP ได้นะ  เขาจะใช้ให้คุณต่อเมื่อคุณหมดลมหายใจบนโลกใบนี้แล้ว เขาถึงจะใช้ให้คุณ แต่ถ้าคุณเชื่อแล้ว เชื่อในข่าวดี ทันทีปุ๊บ คุณใช้ได้ทันทีเลยว่า …

“ฉันกำลัง RIP เรียบร้อยแล้วทางฝ่ายวิญญาณ”

ลองฝึกพูดกับตัวเองดูว่า … “RIP”

“คุณนคร RIP”

เห็นเลยนะว่าตัวเก่าเราตายไปแล้ว  ตอนนี้ตัวใหม่เป็นขึ้นจากความตาย  พักสงบในพระเจ้าอยู่ในสวรรค์แล้วทันที

นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องของโลกวิญญาณ  อย่างที่ผมบอกเสมอใช่ไหมครับว่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น 100% ถ้ามีเกินร้อย อยากจะบอกเกินร้อย ไม่ใช่เรื่องราวของการสอนศีลธรรม หรือมาพูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์ เหตุและผล  ไม่ใช่เลย แต่กำลังจะพูดถึงโลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ต้องใช้ตาฝ่ายวิญญาณ หูฝ่ายวิญญาณ ที่จะเห็น  ที่จะฟัง และเรียนรู้ความจริงเหล่านี้ พระเจ้าบอกสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับท่านทั้งหลายที่รักพระองค์ ที่แสวงหาพระองค์ พระองค์บอกพระองค์พอใจมาก สำหรับคนที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ถึงแม้จะมองไม่เห็นก็ตาม เขาเริ่มต้นเรียนรู้จักโลกวิญญาณแล้ว

เพราะฉะนั้น เรากำลังศึกษาเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น พระคัมภีร์ไบเบิ้ลจะพูดถึงโลกวิญญาณทั้งสิ้น เวลาท่านจะตีความ เวลาท่านจะเข้าใจในเรื่องพระเจ้า  ในเรื่องพระคัมภีร์ ไม่ว่าข้อใดตรงไหนก็ตาม สับสวิทช์ไปที่โลกฝ่ายวิญญาณทันที ตรงนี้ทางฝ่ายวิญญาณมันแปลว่าอะไร? มันหมายความว่าอะไร?  อย่าเอาความคิดสติปัญญา แบบโลกนี้ไปพยายามตีความ แล้วมันจะเละตุ้มเป๊ะ มันจะถูกหลอกและไปผิดทาง เรากำลังเรียนรู้ ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ เจริญเติบโต ร่างกายของมนุษย์ ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปเรียน มันไม่ได้สำคัญเลย เพราะในที่สุด มันก็ต้องเป็นศูนย์ ดับสูญไปแน่นอน แต่พระเจ้ากำลังให้เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นฝ่ายวิญญาณ  ซึ่งเป็นจริงมากกว่าโลกวัตถุ สำคัญกว่าโลกวัตถุ มันคืออะไร? มันเป็นอย่างไร?  เขามีอะไรบ้างอยู่ในนั้น กำลังศึกษาเรื่องนี้ นี่คือที่พระเจ้าต้องการให้เราเรียนรู้เรื่องนี้  ต้องจำเอาไว้เลยนะ

อย่างเช่น ในโลกฝ่ายวิญญาณประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ก็คือในตอนเริ่มต้น โลกฝ่ายวัตถุ มันเป็นอย่างไร? ในนี้ก็จะบอกเลยว่าพระคัมภีร์ก็เริ่มต้น เดี๋ยวผมจะสรุปให้ท่านฟังสั้นๆ เพื่อท่านจะได้พอมองเห็นว่าพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องอะไร? แล้วผมเอาพระคัมภีร์ทั้งเล่มมาเล่าให้ท่านฟังสั้นๆ สรุปสั้นๆ เกี่ยวกับโลกวิญญาณว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ซึ่งท่านค่อยๆ ไปฝึกฝนในการเรียนรู้ว่าในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้  มันเกิดขึ้นโดยโลกฝ่ายวิญญาณ เป็นตัวกำหนดโลกวัตถุอีกทีหนึ่ง

ในตอนเริ่มต้นสร้างโลก สร้างสรรพสิ่ง รวมทั้งโลกวิญญาณด้วย โลกวัตถุที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และอยู่ตลอดไปนิรันดร์ นี่ตอนเริ่มต้นเลย ที่พระเจ้าสร้างใหม่ๆ  แต่เพราะเหตุที่มนุษย์ไปเชื่อคำหลอกลวงของซาตาน จึงดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังพระเจ้า  พระเจ้าบอกอย่าทำ อย่างนี้นะ  ถ้าทำมันจะเกิดโทษ  เหมือนกำลังจะบอกอย่าไปแหย่ปลั๊กไฟนะ เดี๋ยวไฟมันจะดูด ให้เชื่อฟัง แต่บรรพบุรุษของมนุษย์คู่แรกเชื่อมาร  ก็คือไม่เชื่อฟังพระเจ้า ผลของการไม่เชื่อฟัง คือความตาย มันก็เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ทั้งใบ ทั้งฝ่ายร่างกายและฝ่ายวิญญาณ ทั้งฝ่ายวัตถุและฝ่ายวิญญาณ

จากโลกวัตถุที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจะอยู่ตลอดไป  เมื่อมนุษย์ดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ถูกหลอก ผลก็คือความตาย มันก็เลย กลายเป็น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป  ทุกสิ่งที่บนโลกนี้ที่เป็นวัตถุสิ่งของ จับต้องมองเห็นได้  เรียกว่าโลกวัตถุ รวมทั้งร่างกายภายนอกของมนุษย์ด้วย  อยู่ในขบวนการ การมุ่งไปสู่การดับสูญทั้งสิ้น ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา ที่มนุษย์คู่แรกได้ทำการปฏิเสธพระเจ้า  ไม่เชื่อฟังพระเจ้า กบฏต่อพระเจ้า ทำให้เป็นผลอย่างนี้ขึ้น ทางฝ่ายโลกวัตถุ

ส่วนฝ่ายวิญญาณ อย่างที่บอกไป วิญญาณสำคัญกว่า มนุษย์เป็นวิญญาณ  อาศัยอยู่ในร่างกาย วัตถุสิ่งของ จับต้องมองเห็นได้ ถูกสร้างมาจากธาตุของโลกใบนี้ คือถูกสร้างมาจากดิน น้ำ ลม ไฟนั่นเอง  ส่วนฝ่ายวิญญาณที่เป็นตัวตนจริงๆ ที่พระเจ้าให้กำเนิดกับมนุษย์คู่แรก และพวกเราทุกคน ถ้าเผื่อไม่ตกลงไปในความบาป  คือส่วนฝ่ายวิญญาณ  ผลของความบาปที่เกิดขึ้นกับวิญญาณของมนุษย์ ก็คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่  และอยู่ตลอดไป  เพราะวิญญาณของมนุษย์ได้รับมาจากพระเจ้า ไม่สามารถที่จะดับสูญได้ เป็นวิญญาณที่จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจะอยู่ตลอดไปนิรันดร์ ฟังอีกที วิญญาณของมนุษย์ คือตัวจริงๆ ของเรา มนุษยชาติทุกคน เป็นวิญญาณที่ถูกสร้าง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจะอยู่ไปนิรันดร์ แต่ผลของความบาป ของความไม่เชื่อฟัง ทำให้เกิดความตายฝ่ายวิญญาณด้วย เพราะฉะนั้น เกิดอะไรขึ้น  มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่  และอยู่ตลอดไป  แต่อยู่แบบตายจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า ตายจากธรรมชาติของพระเจ้า ซึ่งเรียกว่าพระสิริของพระเจ้า

ตายจากธรรมชาติของพระเจ้า ก็คือวิญญาณที่เคยเป็นลูกของพระเจ้า มีเนเจอร์ มีธรรมชาติเหมือนพระเจ้า เป็นความดีงาม เป็นความน่ารัก เป็นความไร้เดียงสา หลุดไป หายไป  เรียกว่าพระสิริพระเจ้าหายไปเลย ความเป็นเหมือนพ่อ เหมือนพระเจ้าหายไป  กลายเป็นความชั่วร้ายเข้ามาแทนที่

ขบวนการชั่วร้าย ทำลายล้างมนุษยชาติ และสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ทั้งสิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวัตถุ หรือฝ่ายโลกวิญญาณก็ตาม พระคัมภีร์เรียกขบวนการนี้ว่าคำสาปแช่ง  หรือถูกพิพากษาลงโทษ หรือถูกพิพากษาให้รับโทษนั่นเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มนุษย์ตกอยู่ใต้คำพิพากษาได้รับโทษ ตกอยู่ใต้คำสาปแช่ง เพราะเหตุจากบาปที่ตนเองก่อขึ้น  เนื่องจากถูกล่อลวง  โดยมารนั่นเอง

นี่คือสรุปสั้นๆ ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งถึง เมื่อปี ค.ศ.33 มันแป๊บเดี๋ยวนะ พระคัมภีร์ทั้งเล่ม ผมจบเลย  ค.ศ.33 ได้เกิดเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ขึ้น  ที่โลกวิญญาณ ที่ผมบอก โลกวิญญาณเป็นจริงและสำคัญมากกว่าโลกวัตถุที่มองเห็นได้ทั้งสิ้น  เพราะโลกวิญญาณจะอยู่ตลอดไป  แต่โลกวัตถุสิ่งของมันจะดับสูญไป ตามที่ตะกี้เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์มนุษยชาติแล้ว โลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้  วันหนึ่งมันต้องดับสูญไปแน่นอน พระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนั้น แต่โลกวิญญาณมันต้องอยู่แน่นอน  แต่มันอยู่ที่ไหน  อยู่ในสภาพอะไรเท่านั้นเอง

เมื่อปี ค.ศ.33 คือประมาณ 1,900 กว่าปีมาแล้ว  ได้เกิดเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ขึ้น ในกาลาเทีย 3:13 เกิดอะไรขึ้น ตะกี้นี้บอกแล้วว่ามนุษย์ตกอยู่ในคำสาปแช่ง ถูกพิพากษาได้รับโทษ  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คืออาดัมและเอวาตกลงไปในความบาป  เป็นศัตรูกับพระเจ้า  ไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า พอมาถึง ค.ศ.33 เกิดอะไรขึ้น

กาลาเทีย 3:13 “พระคริสต์ได้ทรงไถ่เราพ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”

 

พระคริสต์ก็คือ … “พระเยซูคริสต์ได้ทรงไถ่เรา พ้นจากคำสาปแช่งของบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”

พระเยซูคริสต์เอาคำสาปแช่งออกไป วิธีการง่ายๆ ก็คือสลับเปลี่ยนที่กัน  พระเยซูเอาคำสาปแช่งของเราไปไว้ที่พระองค์ แล้วก็ให้พวกเราพ้นจากคำสาปแช่ง  ชัดไหม? ค.ศ.33  ที่ไม้กางเขนนั้น พวกเราหลุดพ้นจากคำสาปแช่งแล้ว  ค.ศ.33 พวกเราหลุดพ้นจากคำพิพากษาลงโทษแล้ว  ผลที่ได้ อยู่ในโรม 8:2

โรม 8:2 “เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ได้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย”

 

พูดง่ายๆ ก็คือโดยทางพระเยซูคริสต์ได้ให้ชีวิตกับท่านใหม่ ได้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เมื่อท่านเชื่อในข่าวดีนี้ ให้ท่านเป็นอิสระจากกฎเดิมที่ท่านอยู่สมัยอาดัม ก็คือกฎของความบาป และความตาย เมื่อทำบาป ก็ต้องตาย เหมือนกฎของแรงดึงดูดของโลก เมื่อโยนของขึ้นไป  มันก็ตกลงมา  เมื่อทำบาป ก็ได้รับโทษของความบาป  ทำครั้งหนึ่ง ก็ได้รับโทษของความบาป ทำ 100 ครั้ง ก็ได้รับโทษของความบาป  โยนของไป 100 ครั้งก็ต้องหล่นลงมาแน่นอน  เพราะแรงดึงดูดของโลกมันมีอยู่จริงๆ

เพราะฉะนั้น กฎของความบาปและความตายดั้งเดิม ที่มาตั้งแต่สมัยอาดัม ทุกวันนี้ ก็ยังอยู่ ทำบาปครั้งหนึ่ง ก็ต้องรับโทษ เท่าๆ กับคนทำกี่ครั้งก็แล้วแต่ มันเป็นกฎอยู่ เห็นภาพไหมครับ? และพระเยซูคริสต์มาทำให้เขาหรือเราที่เชื่อในพระองค์ เริ่มต้นกฎใหม่ให้กับมนุษยชาติแล้ว  กฎนั้นเรียกว่ากฎวิญญาณแห่งชีวิต คือกฎที่พระเจ้าได้ให้ชีวิตกับเรา บังเกิดใหม่เลย  ไม่ตายอยู่ในบาปอีกแล้ว อย่างนี้เป็นต้น  และใน 2 เปโตร 1:4 ก็ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

2 เปโตร 1:4 “โดยสิ่งเหล่านี้ พระองค์ได้ประทานพระสัญญาอันยิ่งใหญ่และล้ำค่าของพระองค์แก่เรา เพื่อว่าโดยทางพระสัญญาเหล่านี้ พวกท่านจึงได้มีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า และพ้นจากความเสื่อมทรามในโลก ซึ่งเกิดจากตัณหาชั่ว”

 

ก็คือโดยพระเยซูคริสต์ ท่านจึงได้พระสิริของพระเจ้าที่หายไป  ที่เสียไป  เนเจอร์ หรือธรรมชาติที่เหมือนพระเจ้า เป็นลูกพระเจ้าที่หลุดหายไป  ตั้งแต่ที่อาดัมทำบาปนั้น  ผลของความบาปนั้น คือความตายทางฝ่ายวิญญาณตรงนี้  บัดนี้พระเยซูมาแก้ไขให้ใหม่แล้ว โดยเชื่อในข่าวดีของพระเยซู วิญญาณเราได้รับการรักษาให้หายกลับคืนมาใหม่ กลับคืนสู่เนเจอร์ ธรรมชาติของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้าและกลับคืนสู่พระสิริ ความสง่างาม ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาอยู่ เป็นธรรมชาติ เป็นตัวตนแท้ๆ ของวิญญาณของเรา เดี๋ยวนี้ทันที  เมื่อเราเชื่อแล้ว นี่พูดถึงผู้เชื่อแล้วทั้งสิ้น

เห็นไหมพระเยซูมาทำให้สิ่งเหล่านี้กลับคืนดีหมดเลย  ทั้งโลกวัตถุและโลกฝ่ายวิญญาณ  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 33 มัทธิว 24:35 พระเยซูประกาศอย่างนี้เลยนะครับ

มัทธิว 24:35 “ฟ้าและดินจะสูญสิ้นไป  แต่ถ้อยคำของเราไม่มีวันสูญสิ้น”

 

ตะกี้ที่ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าฟ้าและดินจะสูญสิ้นไป ก็หมายถึงโลกวัตถุมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และมันจะต้องดับไป  เพราะมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้อยคำของเราจะไม่มีวันสูญเสีย ก็คือถ้อยคำของพระองค์ คือเกี่ยวกับสวรรค์ เกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณเหล่านี้ ทั้งหมด มันจะอยู่อย่างนั้น ตามที่พระองค์ได้ทรงอธิบาย และสอนเราในโลกวิญญาณ มันจะอยู่ตลอดไป สวรรค์จะอยู่ตลอดไป วิญญาณเราจะอยู่ตลอดไป  แต่มันอยู่ที่ไหนเท่านั้นเอง  มันสำคัญมากถึงมากที่สุด ที่เราทั้งหลายจำเป็นจะต้องมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเกี่ยวกับทางฝ่ายวิญญาณ มากจริงๆ มากกว่าอะไรทั้งปวง อยากจะเน้นคำว่า “มากๆ” เพราะมันสำคัญมาก เพราะมันจะต้องอยู่ตลอดไป โลกใบนี้มันไม่ได้อยู่ตลอด เราอาจจะทุกข์หรือทำอะไรผิดๆ ถูกๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย  มันก็ไม่กี่ปี  เทียบกับโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นนิรันดร์ไม่ได้เลย

สมมติว่าคุณจะมีอายุยืนสัก 100 ปี 120 หรือ 200 ปี … 200 ปีเทียบกับโลกฝ่ายวิญญาณที่บอกว่าอยู่ตลอดไป มันนับไม่ถ้วนเลย 200 ปีกับล้านๆ ปี  นั่นก็เยอะแล้วนะ แต่นี่ 200 ปีกับนับไม่ถ้วนปี   อะไรสำคัญกว่า โลกฝ่ายวิญญาณสำคัญกว่า  เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมาเรียนรู้เรื่องข่าวดีของพระเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องวิญญาณทั้งสิ้น

เมื่อพูดถึงเรื่องโลกฝ่ายวิญญาณตรงนี้แล้ว อยากจะบอกว่าทุกวันนี้  พระเยซูพูดกับคนที่เชื่อในข่าวดีของพระองค์ ที่ประกาศว่าพระองค์ทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขนนั้น  พระองค์ได้เอาคำสาปแช่งออกไปแล้ว พระองค์เป็นทางที่มนุษย์จะสามารถบังเกิดใหม่  กลับมาคืนดีกับพระเจ้า  กลับมามีธรรมชาติเหมือนพระเจ้า  กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า  ที่บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้าได้แล้ว  มนุษย์สามารถทำตรงนั้นได้แล้ว พระองค์ประกาศและอยากจะบอกกับมนุษย์ทุกคนว่าคนไหนที่เชื่อในข่าวดีนี้แล้ว พระเยซูก็เป็นเหมือนพี่ชายคนโตของเขา เป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัวของมนุษย์พันธุ์ใหม่ ครอบครัวใหม่นี้ สถาปนาขึ้นเมื่อค.ศ.33 เป็นครอบครัวสายพันธุ์ที่สองของมนุษยชาติ สายพันธุ์หนึ่ง คืออาดัมของเก่า ตกลงไปในความบาป  แย่อยู่ในนรก แต่พระเยซูมาสถาปนาสวรรค์ว่าสวรรค์มาตั้งอยู่ที่นี่แล้ว เมื่อค.ศ.33  ตั้งอยู่เลย ไม่ใช่รอให้เราตายไปแล้ว สวรรค์จึงมา ไม่ใช่ สวรรค์มาตั้งแต่ ค.ศ.33 แล้ว พระเยซูกำลังจะบอกว่าใครที่เชื่อข่าวดีตรงนี้ พระองค์เป็นทางนั้น  เป็นทางที่เราจะไปหาพระบิดา เป็นทางที่เราจะเข้าสู่สวรรค์ได้  คือเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น  เราก็จะได้พักสงบอยู่ในสวรรค์ทันที นี่พระเยซูประกาศเช่นนี้แหละ และสิ่งหนึ่งที่พระเยซูอยากจะบอกพวกเราในขณะนี้  คือสำหรับข่าวสารที่จะไปถึงบรรดาน้องๆ ทั้งหลาย มนุษย์ที่เชื่อในข่าวดีของพระองค์แล้ว ได้เป็นลูกของพระเจ้า เป็นน้องคนหนึ่งของพระองค์แล้ว พระองค์กำลังให้ข้อความนี้ไปถึงท่านว่าอย่างนี้  นี่คือข้อความไปยังบรรดาผู้ที่เชื่อแล้ว เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าแล้ว เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว มาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเยซูกำลังส่งข่าวสารไปให้กับท่านอย่างนี้ว่า …

“ขอต้อนรับลูกๆ ทุกคนในพระคริสต์ เที่ยวบินสายสวรรค์สู่โลกใหม่ Rest in peace พักผ่อนวางใจในพระเจ้า หลับให้สบาย ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางให้สนุกสนาน อย่าเครียด อย่ากังวล บางครั้งอาจมีมืดมนบ้าง อากาศแปรปรวนบ้าง ตกหลุมอากาศบ้าง  รัดเข็มขัดไว้ แล้วจงนิ่ง และรับรู้ว่านักบินผู้ควบคุมการบินอยู่ คือพระเจ้า  พ่อผู้ให้กำเนิดท่านนั่นเอง”

นี่คือสารที่มาจากพี่ชายคนโตของเรา หัวหน้าครอบครัวใหญ่ของเรา คือพระเยซูคริสต์ กำลังบอกพวกเรา น้องๆ  เรากำลังอยู่ในหนทางที่ไปสู่โลกใหม่ เราอยู่ในหนทางสวรรค์แล้ว  ย้ำอีกที เรากำลังอยู่ในหนทางที่ไปสู่โลกใหม่  รอจนกว่าโลกใบนี้มันจะดับสูญไปทั้งสิ้น สลายไป เราอยู่ในโลกใหม่แล้ว  เราจึง Rest in peace ได้แล้ว สำหรับข่าวสารที่พระเยซูจะส่งไปถึงมนุษยชาติ บรรดาผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นเชื่อในข่าวดีนี้ ยังไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า ยังไม่ได้สิทธินี้ในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  ที่พระเจ้าประทานให้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ยังไม่ได้ตัดสินใจ พระเยซูก็ส่งสารนี้ไปให้เขาหรือท่านว่า …

“โปรโมชั่นเที่ยวบินสุดท้าย  โปรโมชั่นเที่ยวบินสุดพิเศษ เที่ยวบินสายสวรรค์ บินสู่โลกใหม่ นักบิน พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระเยซู และผู้ดูแลบริการ ตลอดระยะทาง คือพระวิญญาณและเหล่าทูตสวรรค์ทั้งปวง จอดรับผู้โดยสารทุกสถานที่บนโลกนี้ และทุกเวลา ข่าวดีสำหรับมนุษย์ทุกคน  เพราะค่าตั๋วเครื่องบินฟรี  จ่ายเพียงความถ่อมตนเท่านั้น  คือยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้หมดบาป พ้นบาปได้ จึงยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอดจากบาป  เต็มใจจ่ายความถ่อมตนนี้ แล้วขึ้นเครื่องได้ทันที  ไม่จำกัดจำนวน หมดเขตโปรโมชั่นเมื่อมนุษย์คนนั้นตาย วิญญาณออกจากร่าง หรือโลกนี้ถึงการดับสูญไป ตัดสินใจโดยด่วนนะครับ ก่อนหมดโปรฯ ลงชื่อ พระเยซูคริสต์ ผู้อำนวยการสายการบิน I am the way” เอเมน

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

 

 

คำหนุนใจจาก Ps.เทพิน ชาติผดุง เรื่อง “ท่านคิดว่าพระเจ้าโหดร้ายจริงหรือ” ตอน 2 วันที่ 19 พฤษภาคม 2020

คำหนุนใจจาก Ps.เทพิน ชาติผดุง

เรื่อง “ท่านคิดว่าพระเจ้าโหดร้ายจริงหรือ” ตอน 2

วันที่  19  พฤษภาคม  2020

 

สวัสดีค่ะพี่น้องที่รักในพระเยซูคริสต์ทุกท่าน  วันนี้เป็นคลิปต่อจากครั้งที่แล้ว เรื่องอานาเนียกับสัปฟีรา

เรามีข้อสงสัยกันนะคะ ถ้าเราบอกว่าพระเจ้าไม่โหดร้าย ดิฉันมั่นใจว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ที่ฆ่าอานาเนียและสัปฟีรา แล้วอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้น?

ดิฉันก็ได้ถกกันกับพี่น้องผู้รับใช้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมอานาเนียและสัปฟีราถึงตกใจตายไปเลย  เรามีข้อสงสัยว่าอานาเนียกับสัปฟีรานั้น เป็นผู้เชื่อจริงหรือเปล่า?  เขามาร่วมงาน มาสมัครสมานสามัคคีกับผู้เชื่อ โดยมีเปโตรเป็นผู้นำในเวลานั้น  ในกลุ่มนั้น แล้วอานาเนียกับสัปฟีราก็ขายที่ดิน แล้วก็เอาเงินที่ดินมาถวาย  แต่ข้อสังเกตคือเปโตรบอกว่าอานาเนียทำไมถึงให้ซาตานครอบงำจิตใจ ทำไมถึงทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง  ที่โกหกว่าเงินที่เอามาถวายนั้น เป็นเงินทั้งก้อนของการขาย เพราะว่าการขายที่ดิน การมีทรัพย์สมบัติอะไรก็ตาม  พระเจ้าไม่มีกฎเกณฑ์ที่จะเอาอะไรจากท่านเลย  เพราะพระเยซูไถ่หมดแล้ว ไม่มีการสาปแช่งว่าทำไม่ถูกอย่างโน้นอย่างนี้  ความรอดก็มาโดยพระโลหิตไถ่ของพระเยซู เราตายกับพระเยซูที่ไม้กางเขน ตั้งแต่วันที่พระเยซูถูกตรึง แล้วพระเยซูไม่ได้ตายเปล่าๆ พระองค์เป็นขึ้นมา พระองค์ก็นำเรากลับคืนมากับพระองค์ พระเยซูด้วย  ดังนั้น ก็ไม่มีเรื่องของการปรับโทษ ไม่มีที่จะลงโทษใดๆ  แก่คนที่อาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ จึงเป็นที่น่าสังเกตและน่าคิดว่ามันไม่ใช่การลงโทษของพระวิญญาณบริสุทธิ์  มันไม่ใช่การลงโทษที่มาจากพระเจ้า

เราคิดว่าถ้าอาจารย์เปโตรมองเห็นภายในว่าอานาเนียกับสัปฟีรานั้น อยู่ภายใต้การนำของซาตานหรือมาร ไม่ใช่การนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แสดงว่าเขาก็เป็นเช่นเดียวกับยูดาส  ที่อยู่ในการนำของซาตานหรือมารตลอดเวลาที่ร่วมงานกับพระเยซู

แล้วสิ่งที่น่าคิด ก็คือยูดาส พี่น้องคงจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อมาเรียเหมือนกัน ได้เอาน้ำหอมชโลมเท้าพระเยซู แล้วเอาผมมาเช็ดเท้าพระเยซู แล้วยูดาสก็บอกว่า …

“น้ำหอมแพงๆ อย่างนี้ เอามาเททิ้งเปล่าๆ ได้อย่างไร? เอาไปขาย จะได้เอาเงินไปช่วยคนจน”

เบื้องหลัง ก็คือว่ายูดาสอยากได้เงินเยอะๆ ไว้ในถุงใส่เงินของเขา  เพราะเขาเป็นคนถือเงินของกลุ่ม  เป็นเหรัญญิกกลุ่มก็ว่าได้ และเราก็เห็นชัดว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่ง มารก็เข้าสิงยูดาสและทำร้าย โดยการให้เขามาจับพระเยซูไปตรึง

แล้วสิ่งที่น่าสนใจและชัดเจนว่าเขาอยู่ใต้อำนาจของมารจริงๆ ก็คือว่ายูดาสไม่ได้กลับใจ แม้ว่าเขาจะเสียใจในการกระทำของเขา แทนที่เขาจะมาขอพระเจ้าเมตตา ให้พระเจ้ายกโทษ กลับใจใหม่  เขาก็ไปฆ่าตัวตาย

เรื่องของอานาเนียกับสัปฟีราน่าจะคล้ายคลึงกัน เพราะว่าคนที่มาร่วมขบวนการอยู่ในผู้เชื่อ ไม่ได้แปลว่าเชื่อจริงๆ บางคนก็มาลองดู บางคนก็มาดูว่ามีอะไรดีๆ  แต่อานาเนีย สัปฟีราก็อาจจะหวังว่าจะได้เป็นคนดูแลการเงินก็ได้ ถ้าเอาเงินมาวางเยอะๆ แล้วทำตัวเหมือนกับว่าศักดิ์สิทธิ์ ฉันอุทิศถวายหมดทุกอย่างแล้วนะ ให้หมดเลย  ฉันคงเป็นที่ยอมรับ เขาอาจจะคิดอย่างนั้น  อาจจะได้ตำแหน่งที่ดี ในการดูแลคนผู้เชื่อ ในการจัดสรรเงินของผู้เชื่อ  ก็เลยทำแบบนี้  ทำตามกิเลสนั่นเองว่าอยากจะได้เป็นใหญ่  อยากจะได้เป็นผู้นำ อยากจะได้เป็นคนสำคัญ เป็นที่ยกย่องผู้คนทั้งหลายรู้ว่าเอาเงินก้อนโตมาถวาย  ต้องเป็นที่เคารพนับถือของผู้คน ของผู้เชื่อ แม้แต่อัครทูต แต่อัครทูตตรงกันข้าม ไม่ได้นับถือ  แต่ประจานเลยว่าท่านอยู่ใต้อำนาจของมาร

ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร? ในความคิดที่เรียกว่าสภาพจิตใจของมนุษย์ เวลาถูกจับโกหกได้ เวลาถูกจับผิดได้ ตกใจมาก ดิฉันก็เชื่อว่าทั้งอานาเนียและสัปฟีราตกใจจนช็อคคิดว่าตัวเองวางแผนไว้ดีแล้ว แต่กลายเป็นว่าโกหกพระเจ้าไม่ได้  พระวิญญาณบริสุทธิ์บอกอาจารย์เปโตรว่าสิ่งที่เขาเล่าว่าถวายทั้งหมดนั้นไม่จริง  แค่เพียงส่วนเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่น้องต้องเข้าใจว่าไม่ได้หมายความว่าเรามีอะไร เราก็ต้องเอามาถวายหรือบริจาคให้ทั้งหมด พระคัมภีร์บอกว่ามันเป็นของท่าน  ท่านจะให้เท่าไร จงให้ตามที่คิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่ด้วยฝืนใจ แต่จงให้ด้วยเต็มใจ  พระเจ้าจึงจะอวยพร เต็มใจให้แค่นี้ ก็บอกว่าแค่นี้ ก็จะไม่มีปัญหาอะไรเลย  แต่มันต้องมีแรงบันดาลใจ หรือมีแรงผลักดันเบื้องหลังว่าอยากจะเป็นใคร? อยากจะให้เงินที่ถวายไปก้อนนี้ ผลักดันให้ตัวเอง  มีตำแหน่ง มีหน้ามีตา เป็นที่ยอมรับนับถือของกลุ่มคนนี้  ดังนั้นเมื่อทำลงไป มันถูกจับได้ ก็ตกใจช็อค

ดิฉันเคยเล่าไว้ในสมัยก่อนๆ ว่าวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าร่างกายของเราเป็นไฟฟ้า  1  เซล มี 7 ล้านโวลต์ เพราะฉะนั้น ร่างกายของแต่ละคนเป็นไฟฟ้าแรงสูงมากเลย  แต่ไม่ได้มีความเสียหาย หรือทำร้ายใคร เพราะพระเจ้าสร้างเรามาอย่างนั้น  แล้วในวิทยาศาสตร์วงการแพทย์ก็บอกว่าเวลาที่เราช็อคตกใจ สามารถจะเกิดไฟฟ้าลัดวงจร แล้วไฟฟ้าลัดวงจรทำให้ตายได้  ธรรมดาแล้วไฟฟ้าเดินอยู่ปกติในร่างกายเรา ไหลเวียน ดูแลเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  แล้วก็มีสายดิน คือขาเราไฟฟ้าจะลงปลายเท้าลงดินไป  เราก็จะปลอดภัย ไม่มีการช๊อตอะไร แต่ถ้าตกใจมากๆ  ก็จะมีอาการเกิดขึ้น คือกระแสไฟนั้น แทนที่จะลงดิน กลับพุ่งไปที่หัวใจเลย  พอพุ่งไปที่หัวใจเลย เรียกว่าตายทันทีได้  อันนี้ทางการแพทย์บอกไว้

ดังนั้น ดิฉันเข้าใจว่าน่าจะสรุปได้ว่าอานาเนียกับสัปฟีรา ช็อคสุดขีด ถูกจับได้  ถูกจับโกหก เตรียมจะวางแผนเป็นใหญ่ เป็นผู้ดูแลการเงิน ลงทุนไปก่อน เดี๋ยวเอาคืนทีหลัง หยิบคืนทีหลัง ถ้ามีโอกาสเป็นใหญ่ในกลุ่มนี้ แผนไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย  เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบ  พระเจ้าจับโกหกได้ก่อน เขาก็ช็อคตกใจทั้งสามีภรรยาตายคาที

ดังนั้น ดิฉันก็ขอยืนยันว่าความรักของพระเจ้ามั่นคง ยืนยงเป็นนิตย์ พระเจ้ายกตัวอย่าง  บุตรน้อยหลงหาย ก็คือให้รู้ว่าความรักของพระเจ้าประเสริฐ นิรันดร์และถาวร เป็นลูกก็เป็นลูกตลอด  จะผิดบาปชั่วดีอย่างไร ก็รัก และพร้อมที่จะรับกลับคืน กลับบ้าน ถ้าอานาเนียกับสัปฟีราเป็นลูกพระเจ้าจริง เชื่อพระเจ้าจริง ยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาจริง  ก็หมายความว่าพระเจ้าต้องไม่ทำร้าย  แต่ที่เขาตายไป ก็เป็นเรื่องของตัวเขาเอง  ที่ทำร้ายตัวเอง  เหมือนคนที่ป่วยเป็นโรค NCD  คือโรคที่เกิดจากความเสียหายที่เราทำตัวเราเอง  เช่น เบาหวาน ความดัน  หัวใจ มะเร็ง  พวกนี้เป็นโรคที่เกิดจากเราทำตัวเอง  เหตุการณ์นี้ก็เหมือนกัน ก็ไม่ต้องมีคนอื่นมาทำ เท่ากับว่าอานาเนียกับสัปฟีราก็ทำร้ายตัวเอง ไฟฟ้าลัดวงจร  แทงเข้าหัวใจ  ตายคาที

ขอพระเจ้าเมตตาให้เราเข้าใจและรู้จักแยกแยะว่าอะไรมาจากอะไร? ไม่ใช่ทุกอย่าง เราโทษพระเจ้าผู้เดียวหมดเลย  เกิดอะไรไม่ดี ก็พระเจ้าลงโทษ  เกิดอะไรไม่ดี ก็พระเจ้าสาป  ถ้าเราอ่านพระคัมภีร์ใหม่ เราต้องยืนยันให้ได้เลย  ยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่าพระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าประทานพระคุณให้เรา  อภัยตั้งแต่ 2,000 ปีแล้ว ที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  อภัยให้เรา  และจบเลย ไม่มีถือโทษโกรธอีก การกระทำของเราที่ไม่ถูกต้องในโลกนี้ ก็สิ่งใดที่หว่านออกไป ก็เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น  ผลมันจะกลับมาเป็นบทเรียนให้เรา แก้ไขตัวเอง  แต่ไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ  ขอพระเจ้าเมตตาค่ะ

 

**************************