คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2020 เรื่อง “เคล็ดลับนับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  16  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “เคล็ดลับนับพระพร  และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง  สัปดาห์ที่แล้วได้เรียนรู้กัน ความหมายของการนับพระพรทีละอัน แต่นับในมุมใหม่ ที่แตกต่างจากเดิมที่เราได้เรียนรู้ และเคยฝึกกันมาตั้งหลายๆ ปี หรือตั้งแต่เข้ามารู้จักพระเจ้า ตั้งแต่วันแรกแล้วก็ตาม เป็นความหมายที่ตรงตามพระคัมภีร์เลย  จากเมื่อก่อนที่เราคุ้นเคยกันกับการมองหาพระพร นับพระพรที่พระเจ้าทรงประทานให้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พูดง่ายๆ ว่าตามตามองเห็น เช่น พระพรในการหายโรค พระพรในการเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง การงาน การเงินดี หรือแม้กระทั่งพระพร แห่งความปลอดภัย ความรอดจากอุบัติเหตุ หรือสิ่งเลวร้ายอะไรต่างๆ เราก็ขอบคุณพระเจ้า เราก็นับพระพรเหล่านั้น ในอดีตใช่ไหมครับ แต่จริงๆ พระคัมภีร์ไม่ได้ให้เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับอย่างนั้น เพราะมันไม่แน่นอน ขืนไปจดจ่ออยู่ที่ขอบคุณพระเจ้าในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในสิ่งที่ตาเรามองเห็น เราสัมผัสได้  เราจะถูกหลอก แล้วเราจะไม่สามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี

แต่มาถึงวันนี้ เราได้เข้าใจใหม่ว่าพระคัมภีร์สอนให้เรานับพระพรทางฝ่ายวิญญาณที่พระเยซูได้กระทำให้เราแล้ว ที่ไม้กางเขน ซึ่งเราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว หมดเลย เพื่อให้เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความจริงใจ และเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัยของเราเลย นับพระพรได้จริงๆ ไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องพยายามบังคับตัว ไม่ต้องเคร่งเครียด เคร่งครัดที่จะต้องทำตามคำสั่งพระเจ้า  ตามคำที่พระเจ้าบอกไว้ในพระคัมภีร์บอกให้ขอบคุณพระเจ้า เราก็ฝืนที่จะขอบคุณพระเจ้า  ซึ่งหลายครั้ง ถ้าเราจดจ่อไปที่ผิด นับพระพรในที่ผิด เราจะฝืนมาก และเราจะขอบคุณพระเจ้าไม่ได้ หลายคนไปจดจ่อเอาสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แล้วจะนับพระพร บางครั้งมันเจอสถานการณ์ที่เลวร้าย แล้วก็จะมีคนมาให้กำลังใจเรา มาถึงมากอดคอเรา หรือมาอธิษฐานให้เรา แล้วก็บอกว่า …

“นะ นะ นะ”

นะอะไร? … “ขอบคุณพระเจ้าสิ”

ใครจะไปขอบคุณไหวตอนนั้น  ถ้ามองดูสถานการณ์ ไม่มีใครขอบคุณได้หรอก ถึงแม้จะขอบคุณได้ เราก็จะทำหน้าเบ้ๆ แล้วก็จะหันไปหาเขาบอกว่า …

“อาจารย์ ผมขอบคุณพระเจ้า” กัดฟันขอบคุณพระเจ้า

มันจะเป็นอย่างนี้ แต่พระคัมภีร์ไม่ได้ให้เราทำอย่างนั้น พระเจ้ามีสิ่งที่ดีกว่า ให้เรานับพระพรในสิ่งที่ถูกต้อง

ประเด็นสำคัญในการที่จะไม่ฝืนใจ ให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในการขอบคุณพระเจ้า ที่เราเน้นกันในสัปดาห์ที่แล้ว คือพระพรทางฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าได้ประทานให้เราผู้เชื่อทุกคนเรียบร้อยแล้ว เท่ากันหมดทุกคน ได้รับแล้วๆ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร? พระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการ พระองค์ทรงประทานให้เราเรียบร้อยแล้ว และประทานให้เราทุกคน ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เท่ากันหมดทุกคนเลย  ไม่ว่าจะเป็นผู้เชื่อเก่า ผู้เชื่อใหม่ ผู้รับใช้หรือไม่รับใช้ ตามความคิดของมนุษย์ จริงๆ รับใช้ทุกคนแหละ รับใช้มาก รับใช้น้อย ทุกคนสามารถนับพระพรจากพระเจ้าได้เท่าๆ กันหมดเลย ไม่มีใครได้รับพระพรมากกว่าหรือน้อยกว่าใครเลย  เพราะว่าพระพรนี้ จะได้มากหรือได้น้อย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเลย แม้แต่นิดเดียว

พระคัมภีร์ได้บันทึกว่าพระพรนานัปการในฝ่ายวิญญาณนี้ ได้ประทานให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางพระคุณในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับการกระทำของท่าน หรือของฉัน  หรือของมนุษย์เลย แม้แต่นิดเดียว ย้ำอีกครั้งหนึ่ง เราจะได้รู้ว่าพระพรนี้ มันเป็นจริงแน่เลย เพราะว่าเราต่างก็ถูกเรียกมาเป็นลูกของพระเจ้าเท่าๆ กันหมด เพราะฉะนั้น เป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าก็รักเราเท่ากันหมด จริงไหม?  เพราะในพระคัมภ์บอกว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ไม่ลำเอียง พระเจ้าแห่งความรัก เรามีลูก 10 คน เราจะรักลูกทั้ง 10 คนเท่ากันไหม? เท่ากัน นี่ขนาดเราเป็นมนุษย์ที่เป็นคนบาป เรายังคิดอย่างนั้นเลย

วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อในหัวข้อเรื่อง “เคล็ดลับนับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์”

จริงๆ แล้วเคล็ดลับของการนับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์มีอยู่นิดเดียวเอง ครั้งที่แล้วได้เกริ่นไว้ให้นิดหนึ่ง เป็นตัวอย่าง ซึ่งจริงๆ มันง่ายมากเลย เคล็ดลับ คือเราหรือท่านอยู่ในพระคริสต์

“ฉันได้อยู่ในพระคริสต์”

เคล็ดลับ ก็คือท่านอยู่ในพระเยซูคริสต์หรือเปล่า? ในใจ ท่านก็ต้องรู้แล้วว่า …

“ใช่? ฉันเชื่อแล้ว ฉันเชื่อพระเจ้า”

ผู้เชื่อทุกคน ก็คือผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ พระคัมภีร์บอกชัดเจน เยอะแยะ เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาประทานให้มนุษย์ มาไถ่มนุษย์ที่ไม้กางเขนและเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เขาได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรหนึ่งในโลกวิญญาณ อาณาจักรแห่งความมืด ที่เรียกว่าอาณาจักรในอาดัม … ในอาดัม ก็คือในบรรพบุรุษของเรา  เริ่มต้นมนุษยชาติ คืออาดัม เขาได้ถูกย้ายในโลกฝ่ายวิญญาณ คือในอาดัม ซึ่งเขาอยู่อาศัยก่อนที่จะเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรในอาดัม ซึ่งเป็นความมืด เป็นความบาป เป็นทาสมาร เข้ามาอยู่ในอาณาจักรวิญญาณที่เป็นแสงสว่าง ตรงกันข้ามเลย เป็นแสงสว่าง ไม่บาป เป็นผู้ชอบธรรม สะอาดหมดจด พระคัมภีร์เรียกอาณาจักรนี้ว่าอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ เขาได้ถูกย้ายมาอยู่ในอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าท่านจะเห็นหรือไม่เห็น จะรู้สึกหรือไม่รู้สึก จะรู้สึกขนลุกหรือไม่ขนลุก แต่เมื่อใดก็ตาม เมื่อท่านเชื่อในถ้อยคำพระเจ้าที่ได้ประกาศถึงท่าน บอกว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาปให้กับท่าน เชื่อว่าพระเยซูได้ตายที่ไม้กางเขน เพื่อท่าน หลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาปให้กับท่าน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 พระคัมภีร์บอกถ้าท่านเชื่ออย่างนั้น  ท่านได้บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว ได้ถูกย้ายอย่างที่ตะกี้ผมบอกเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าท่านจะรู้สึกหรือไม่รู้สึก เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ไม่สำคัญ วิญญาณของท่านได้ถูกย้ายออกมา อย่างนั้นแล้ว

และก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่ามนุษย์ท่านใด หรือใครก็ตามบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเชื่อในถ้อยคำพระเจ้า ที่เป็นความจริงตรงนี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าใครก็ตามบนโลกใบนี้ จะอยู่ที่ไหน? อยู่ประเทศอะไร? เป็นชนชาติอะไรก็ตาม? ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เรื่องความจริงนี้ เขาหรือมนุษย์คนนั้น ต้องอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นอาณาจักรแสงสว่าง หรือเป็นอาณาจักรที่เป็นความมืด ไม่ว่าจะอยู่ในอาดัมหรือในพระเยซูคริสต์ เขาจะต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง  เพราะมันเป็นความจริง เหมือนกับกฎแห่งแรงดึงดูดของโลก  เหมือนกับโลกนี้กลม ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนป่าที่อยู่ในเขา ที่ไม่เคยเห็นอะไรเลยก็ตาม ไม่มีข้อมูล ไม่มีวิชาการอะไรก็ตาม จะเชื่ออะไรก็ตาม ความจริงว่าโลกใบนี้กลม มันก็คือความจริง ความเชื่อของเขาไม่สามารถมาเปลี่ยนความจริงได้

เพราะฉะนั้น ผู้เชื่อทุกคน ก็คือผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ ที่เราบอกกันตะกี้นี้ว่าเราเชื่อแล้ว เรารู้แล้ว ไม่ใช่เรารู้สึกนะ เรารู้ว่าเราอยู่ในพระคริสต์ เราอยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าพระคริสต์ เราอยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เป็นโลกฝ่ายวิญญาณ  ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่าสวรรค์สถานที่มองไม่เห็น แต่มันเป็นความจริง พระคัมภีร์จึงบันทึกเอาไว้อย่างนั้น

สำหรับผู้เชื่อทุกคน ที่มาเชื่อพระเจ้า ก็อยากจะรู้น้ำพระทัยพระเจ้า คืออะไร? สรุปอยู่ใน 1 เธสะโลนิกา ซึ่งวันนี้ ผมจะอ่านให้ท่านฟัง แปลมาจากภาษาเดิม ซึ่งใกล้เคียงกับภาษาเดิมรุ่นแรกเลย ตั้งแต่สมัยเป็นภาษากรีก เข้าใจง่ายขึ้น 1 เธสะโลนิกา 5-16-18

1 เธสะโลนิกา 5:16-18  “16 จงมีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ 17 จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร จงขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่แหละ คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์”

 

นี่คือฉบับอรรถาธิบาย ที่ฟังง่ายและละเอียดขึ้น  อธิบายไปในตัว

“จงมีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ” หมายถึงเป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติ

“จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ” ก็คือเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัย

“จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร” จงขอบคุณพระเจ้าให้มันเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัยของเรา

“เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์แล้ว” นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้า เมื่อเราเชื่อพระเจ้าปุ๊บ นี่พระเจ้าต้องการให้เราเป็นอย่างนี้ เพราะนี่คือความจริงที่พระเจ้าได้ทำให้เรียบร้อยแล้ว

พระประสงค์ของพระเจ้า  สำหรับท่านทั้งหลายผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในอาณาจักรของพระคริสต์ อยู่ในอาณาจักรของโลกฝ่ายวิญญาณที่เป็นแสงสว่าง อยู่ในสวรรค์แล้ว

ใครอยู่ในสวรรค์แล้ว? ทำอย่างถึงได้อยู่ในสวรรค์ ก็ฉันเชื่อในข่าวดีของพระเยซู ท่านเชื่อหรือยัง? เชื่อแล้ว นี่คือเคล็ดลับ ก็คือท่านอยู่ในพระคริสต์ (หรือเปล่า?)? ท่านต้องรีบตอบทันทีว่า …

“แน่นอน ฉันอยู่ในพระคริสต์”

มาขยายความมากขึ้น “อยู่ในพระคริสต์” ก็คืออยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ในพระคริสต์ ก็คืออยู่ในสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว

สัปดาห์ที่แล้ว เราได้ทิ้งท้ายกันไว้ว่าขนาดเปาโลผู้ที่ได้ไปสวรรค์มาแล้ว ไปเห็นมาแล้ว เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเรา ยังเป็นผู้ที่อยากให้เรารู้เรื่องนี้ เหมือนที่พระเจ้าอยากให้เรารู้เลย นี่คือหัวใจของเปาโลในการประกาศข่าวประเสริฐ พอใครเชื่อ เขาจะพยายามพาผู้เชื่อมาหาความจริงตรงนี้ให้ได้ เพราะเขารู้ว่าเมื่อรู้ความจริงตรงนี้ เมื่อเข้าใจความจริงตรงนี้ มันหลุด มันเป็นอิสระ เหมือนที่พระคัมภีร์บอกว่าความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท

ตัวอย่างของอาจารย์เปาโลผู้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย มานับไม่ถ้วน ถูกข่มเหง ถูกตามล่า ถูกเฆี่ยนตี ถูกจับติดคุก อื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่ได้เขียนในพระคัมภีร์ แต่ก็สามารถร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าได้ และมาสอนเราให้มาขอบคุณพระเจ้าอย่างนี้ได้ และเปาโลต้องการให้เราทุกคน ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้รู้ความจริงเรื่องนี้ ได้รู้เคล็ดลับอันนี้ ที่ทำให้เปาโลสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกสถานการณ์ คำตอบ ก็คือเพราะว่าเปาโลรู้ตัวอยู่เสมอ เป็นปกติวิสัยเลยว่าเขาอยู่ในพระคริสต์ นี่แหละคือเคล็ดลับ

เปาโลผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นมา ซึ่งมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็เป็นจริงว่าโลกใบนี้ มันมีแต่ทุกข์ สุขแท้จริงไม่มี ยิ่งไปอยากได้สุข ยิ่งทุกข์ใหญ่เลย เคล็ดลับ ก็คือเปาโลรู้ตัวเสมอว่าเขาอยู่ในพระคริสต์ เขาอยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ใช่เขารู้อย่างเดียวนะ  เขารู้มากกว่าคนอื่นทั่วๆ ไปบนโลกใบนี้ เพราะนอกจากเขาจะใช้ความเชื่อในถ้อยคำพระเจ้านี้แล้ว พระเจ้ายังพาเขาเข้าไปในพระคริสต์ เข้าไปในโลกวิญญาณ เข้าไปในสวรรค์ตรงนี้ ไปเห็นมาจริงๆ กับตา ซึ่งเปาโลบอกว่าจะไปด้วยร่างกายนี้หรือไม่ก็ไม่รู้ ไม่อยากจะคุย ไม่อยากจะยกตน แต่พระเจ้าพาเขาเข้าไป  เพื่อจะได้ออกมา เป็นพยานให้กับเราว่าพระคัมภีร์ที่พูดไว้ เป็นจริง มีจริง และเป็นอย่างนั้นจริงๆ จับต้องมองเห็นได้ เพียงแต่เราเป็นมนุษย์ที่เสียหายทางร่างกายนี้ไปแล้ว ตาฝ่ายวิญญาณบอดไปแล้ว หูฝ่ายวิญญาณบอดไปแล้ว การสัมผัสทางฝ่ายวิญญาณบอดไปแล้ว เห็นอะไรแต่ลางๆ แม้มาเชื่อพระเจ้าได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณแล้วก็ตาม ก็ไม่สามารถมองทะลุเข้าไปเห็นอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าอาณาจักรฝ่ายวิญญาณได้ ซึ่งมันมีอยู่จริงๆ

เหมือนกับผมตอนนี้ ถ้าผมถอดแว่น มองไป 500 เมตร ผมมองไม่เห็นใครนะ

ผมก็จะบอกว่า … “ไม่เห็นมีคนมาเลย”

แต่เด็กๆ อายุ 20 เขาอาจจะมองไป แล้วบอกว่า … “มีคนเดินมา 4 คน”

“มีที่ไหนเล่า ก็ดูอยู่ ไม่เห็นมีเลย”

ถามว่าผมเถียงเพราะอะไร? ก็ผมเห็นอย่างนั้นจริงๆ คือผมไม่เห็นไง แล้วเจ้าเด็กคนนั้น เขาโกหกผมเหรอ ไม่ได้โกหก เพราะเขาเห็นจริงๆ มันมีอยู่จริงๆ ความสามารถของเรามันด้อยมาก พระคัมภีร์จึงบอกให้เราเชื่อพระเจ้าให้เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเรา ของมนุษย์ทุกคน เพราะเราอ่อนแอมาก เราด้อยไปเยอะ เราดูอะไรก็ไม่เห็นในโลกวิญญาณ เราไม่เข้าใจเลย เราจะใช้สัมผัสอย่างเดียว ถ้าไม่เห็น ไม่เชื่อ เป็นพันๆ ปีมาแล้ว ถ้าไม่เห็น ไม่เชื่อว่าโลกกลม พระคัมภีร์บอกไว้ตั้งนานแล้ว จนกระทั่งมนุษย์เจริญรุ่งเรือง จนสามารถไปมองเห็นลงมาจากยานอวกาศ เห็นโลกกลมๆ เหมือนกับผมที่ตะกี้นี้ มีคนเดินมา 4 คนจริงๆ เพราะไปทำแว่นมาแล้วไง เทคโนโลยีได้ทำให้ผมมองเห็นความจริงเยอะขึ้นว่า …

“ไกลๆ มีคนเดินอยู่ 4 คนจริงๆ  หนูพูดถูก”

แต่ถ้ารอขนาดนั้น เราไม่เชื่อในถ้อยคำพระเจ้าทั้งหมด  เราจะลงนรกซะก่อน ที่จะมีอะไรเจริญรุ่งเรืองมาพัฒนาวัตถุอะไรต่างๆ มาทำให้เรามองเห็นในโลกฝ่ายวิญญาณได้ว่าสวรรค์มีจริง ในพระเยซูคริสต์มีจริง อาณาจักรแห่งความมืดมีจริง อาณาจักรแห่งความสว่างมีจริง เราจะรอให้ถึงวันนั้นเหรอ มันจะไม่ถึงนะสิ มันจะถึงนรกซะก่อน

นี่คือประสบการณ์ของเปาโลที่ได้ไปเห็นสวรรค์มาแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร? ตาจะมองเห็นเป็นเช่นไร? หูจะได้ยินเป็นอะไร? ความรู้สึกจะเป็นอย่างไร? จะต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน? ผู้เชื่อทุกคน หรือเปาโลก็สามารถจดจ่อความคิดไปที่โลกวิญญาณว่าเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว เราจึงสามารถนับพระพรได้ และขอบพระคุณพระเจ้าได้ เป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติเลย สามารถจะชื่นชมยินดี สามารถอธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้า สามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี เกินกว่าความคิดของมนุษย์ทั้งหลายที่จะเข้าใจ เกินกว่าความรู้สึกต่างๆ เพียงเราจดจ่อความคิดเราไปที่สวรรค์ เบื้องบนเท่านั้น ไม่ใช่จดจ่อที่ฝ่ายโลก อะไรที่มันกำลังเกิดอยู่ ไม่ใช่ไปจดจ่อตรงนั้น แล้ววิธีที่จะฝึกตรงนี้ ก็คือไม่จดจ่อมันทั้งสองอันเลย เพราะถ้าเราไปจดจ่อในสิ่งที่ดูดี มันก็อดไม่ได้ ถ้าเกิดมันไม่ดีขึ้นมา เราก็จะไปจดจ่อที่มัน

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะจดจ่ออยู่ที่ไหนก็ตาม มันก็จดจ่ออยู่ที่นั่น ก็คือจดจ่ออยู่ที่โลกใบนี้ มันมีทั้งโอกาสดีบ้าง? และโอกาสไม่ได้บ้างในสถานการณ์บางอย่างก็ดี ตามตามนุษย์ดี ถ้าเราไปจดจ่อ เราก็กำลังจดจ่ออยู่ฝ่ายโลก พระคัมภีร์บอกอย่าให้เราไปจดจ่อเลย ฝ่ายโลก ไม่ว่าสถานการณ์นั้น มันจะดี เราก็เฉยๆ มันไม่ดี เราจะได้เฉยๆ เหมือนกัน ถ้ามันดี เราไม่เฉย  เรายิ่งไปจดจ่อมันมาก เวลามันไม่ดีมา เราจะรับไม่อยู่  เราก็จะไปจดจ่อมันมาก มีเงินเยอะ พระเจ้าอวยพร มีทรัพย์สินเยอะ มีรายได้ดี ขอบคุณพระเจ้า มองมันใหญ่ จดจ่อมันใหญ่ และใจก็ไปอยู่ที่ทรัพย์นั้น อยู่ฝ่ายโลกนั้น พอมันถึงวันเวลาของโลกใบนี้ แน่นอน มันไม่มีอะไรแน่นอน โควิดมา ตกงาน บริษัทเจ๊ง รับไม่ได้ ทำร้ายตัวเอง นึกภาพเห็นไหม?

พระคัมภีร์จึงให้เราจดจ่อไปที่โลกฝ่ายวิญญาณ เพราะมันไม่เปลี่ยนแปลง เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้า มันมีแต่ดีและดีขึ้น ดีและดียอดเยี่ยม ดีตลอดไป นี่แหละคือเคล็ดลับ ซึ่งในสวรรค์ ในเบื้องบนตรงนี้ ก็คือในพระเยซูคริสต์ จดจ่อความคิด ตั้งความคิดไปที่ในพระเยซูคริสต์ ในโลกฝ่ายวิญญาณ  ในสวรรค์ที่เราเป็นอยู่ เราเป็นลูกของพระเจ้าอยู่เดี๋ยวนี้เลย ไม่ใช่รอไปสวรรค์ ไม่ใช่รออยู่ในพระคริสต์ เราอยู่ในอาณาจักรนี้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เราไม่เห็น เอเฟซัส 1:3  เปาโลจึงยืนยันความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างนี้ว่าในพระเยซูคริสต์ ทำไมเราต้องไปจดจ่ออยู่ที่นั้น เปาโลไปเห็นอะไรมา ถึงมาเล่าให้เราฟังตรงนี้ เอเฟซัส 1:3

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณนานัปการในพระคริสต์ แก่เราทั้งหลาย ในสวรรค์สถาน”

 

ในสวรรค์สถาน จำไว้เลยนะ พอบอกในสวรรค์สถาน ก็คือในโลกวิญญาณที่ตาเรามองไม่เห็น  หูเราไม่ได้ยิน  แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ให้กับคนที่รักพระองค์

สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณ นานัปการ หมายถึงทั้งหมด เรียบร้อยแล้ว ที่เราต้องใช้อะไรบ้าง? เราเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งหมดให้เราบริบูรณ์ ครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ที่ไหน? ที่ในประเทศหนึ่งก็ได้  อาณาจักรหนึ่งก็ได้ ที่มีชื่อว่าในพระคริสต์ คือในสวรรค์ตรงนี้แหละ ที่เราใช้คำว่าสวรรค์ ก็เพราะว่าเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี มนุษย์ก็ใช้คำว่าสวรรค์ เพราะฉะนั้น ในสิ่งที่ไม่ดี ในโลกฝ่ายวิญญาณ มนุษย์ก็ใส่คำว่านรกเข้าไป

ในพระเยซูคริสต์ เรามีครบหมดทุกอย่างแล้ว  ถ้าเราจดจ่อ สถานที่ที่เรามีครบหมดทุกอย่างจริงๆ แล้ว เราก็แฮปปี้ตลอด เราก็สามารถตาม 1 เธสะโลนิกา บทที่ 5 ได้ว่าชื่นชมยินดี มีความสุขได้ ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี พูดกับพระเจ้า คุยกับพ่อ กระหนุงกระหนิง ไม่ใช่มาโอดครวญว่าทำไมเป็นอย่างนั้น? ทำไมเป็นอย่างนี้ นึกภาพออกไหม? มันเป็นไปได้ มันเป็นเคล็ดลับที่นำพาเราไปสู่สันติสุข ความสุขจริงๆ ได้เลย ถ้าเราหลุดออกจากโลกใบนี้ เข้าไปมิติโลกฝ่ายวิญญาณ  เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้เลย  ไม่ต้องรอตาย  นี่คือความจริง

เปาโลใช้คำว่าคาดเข็มขัด เราจึงควรคาดเข็มขัดแห่งความจริงนี้ แล้วรับรู้ เฝ้านับพระพรฝ่ายวิญญาณ ทุกๆ ประการนี้ ทุกวัน จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ นับมันทุกวัน ตื่นขึ้นมา ก็ …

“ทำไมฉันร่ำรวยมหาศาลขนาดนี้ แล้วไม่มีการจนอีกต่อไปเลย ขอบคุณพระเจ้า สง่าราศีของฉันยิ่งใหญ่เหลือเกิน ขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นลูกของพระเจ้า ฉันไม่ต้องไปแสวงหาสวรรค์ที่ไหนแล้ว ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว ฉันได้อยู่แล้ว ไม่ใช่จะไปอยู่”

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องขอพระพรจากพระเจ้า เพราะมันมีอยู่แล้ว ให้เรานับ … นับ แสดงว่ามันมีแล้ว เพียงแต่ตาเนื้อเรามองไม่เห็น มือเนื้อเราแตะต้องไม่ได้ แต่พอเราหลุดเข้าไปในโลกฝ่ายวิญญาณ  ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราจับต้องมองเห็นได้ เหมือนฮีบรู 11:1 บอกไว้ว่าความเชื่อ คือความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ เราแค่นับพระพร เพราะพระเยซูได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วที่ไม้กางเขน และเราได้รับเรียบร้อยแล้ว ในพระพรต่างๆ เหล่านี้

ถ้าเผื่อว่าเรามั่นใจว่าเราได้ตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เลือกที่จะอยู่ในอาณาจักรแห่งสวรรค์ อาณาจักรแห่งแสงสว่างแล้ว โดยเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถ้าเราเชื่อแล้ว พระเจ้าก็ประทานพระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการให้เราเรียบร้อยแล้ว ในพระเยซูคริสต์เช่นเดียวกัน

และถ้าเรานับพระพรอย่างนี้ อยู่ทุกวันๆ เรากำลังทำอะไรรู้ไหม? ไม่ใช่สร้างความสุขให้เราอย่างเดียว เรากำลังเป็นพยานฝ่ายพระเยซู เรากำลังอยู่ข้างพระเยซู กำลังรับใช้พระเยซูว่าที่พระเยซูประกาศที่ไม้กางเขนว่าสำเร็จแล้ว นั่นนะ มันเป็นจริงๆๆๆๆ นอกเหนือจากเราได้รับแล้ว สิ่งหนึ่ง ก็คือเราได้รับใช้พระเจ้าอยู่ว่าถ้อยคำพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ที่พระเยซูพูด ผู้แรกที่เป็นผู้ประกาศข่าวดีนี้ บนไม้กางเขน บอกว่า … “สำเร็จแล้ว” มันสำเร็จแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้น เราจึงร้องเพลงเมื่อตะกี้นี้

นับพระพรของฉันดูทีละอัน           นับพระพร ซึ่งพระเยซูประทาน

นับพระพรนั้น  นับดูทีละอัน          นับพระพรของฉัน ซึ่งพระเยซูได้ทำให้แล้ว

ร้องทุกเช้า ร้องทุกวัน ร้องตลอดเวลา อาบน้ำ ก็ร้องไป เอเมนไหม? เป็นหวัด ก็ร้องไป เป็นโควิดก็ร้องได้ ถ้าฝึกอยู่บ่อยๆ

สรุปรวม ในข้อต่อไปนี้ พูดถึงเรื่องฝ่ายวิญญาณนานัปการในพระเยซูคริสต์ เปาโลก็จะเรียบเรียงให้เรา เพราะหนังสือเอเฟซัสนี้พูดถึงพระพรนานัปการฝ่ายวิญญาณในพระเยซูคริสต์ ที่ผู้เชื่อทั้งหลายได้รับเรียบร้อยแล้วนั้น คร่าวๆ มีอะไรบ้าง? ในเอเฟซัส 1:4 เปาโลไปเห็นอะไรมาในพระคริสต์ จึงอยากให้เรารู้ในสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอยู่แล้ว

เอเฟซัส 1:4 “เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก ให้บริสุทธิ์ ปราศจากที่ติ ในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก”

 

เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ได้เลือกเราทั้งหลายเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ เป็นลูกที่รักส่วนพระองค์ แต่ละคน นี่เป็นความรู้สึกเดียวเลย ถ้าใครมีลูกแล้ว จะเข้าใจเรื่องนี้ ต่อให้เรามีลูก 10 คน หรือ 20 คน 2 คน หรือกี่คนก็ตาม? เรารักลูกของเราแต่ละคนเท่าๆ กัน แต่ละคนเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว เป็นหัวใจของเรา มันหมายถึงอย่างนี้

ถามว่าเลือกไว้ที่ไหน? ในพระคริสต์ ก็คือเลือกมนุษย์ทั้งหลายทุกคน เข้ามาอยู่ในสวรรค์ เป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก แต่ละคนในสวรรค์ ที่มีชื่อว่าอาณาจักรของพระคริสต์ หรือในพระเยซูคริสต์ เลือกทุกคนนะ ไม่ใช่เลือกเฉพาะบางคน พระเจ้าทรงรักโลกนี้ยิ่งนัก ไม่ต้องการให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ต้องไปสู่ความพินาศ แต่มาได้รับชีวิตนิรันดร์ มาอยู่กับพระองค์ในสวรรค์สถาน พระองค์ต้องการเช่นนั้น แต่มันขึ้นอยู่กับมนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้เป็นหุ่นยนต์ บังคับอะไรก็ได้ อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ พระเจ้าให้การตัดสินใจที่เป็นอิสระ เป็นบุคคล เป็นตัวตนของเขา เพราะฉะนั้น เขาจะเลือกก็ได้ ไม่เลือกก็ได้ แต่พระองค์ทรงเลือกและอยากให้ทุกคนมาเป็นลูกของพระองค์ มาอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ ในพระคริสต์

เพราะฉะนั้น ในขณะที่คนนี้ยังไม่เชื่อ นึกว่าเขาไม่เชื่อ แล้วพระเจ้าจะลงโทษเขา ไม่ใช่เลย ไม่ใช่พระเจ้าลงโทษ แต่เป็นความบาปต่างหากที่ลงโทษ เพราะในพระคัมภีร์บอกแล้วว่าความบาป ก่อให้เกิดความตาย ผลของความบาป ก็คือความตาย ความตายรวมความ ก็คืออยู่ในที่ตรงกันข้ามกับที่มีพระเจ้า ก็คือนรกนั่นเอง  ส่วนพระเจ้ารักมนุษย์ยิ่งนัก รักมนุษย์ทุกคน ต้องการให้เขามาสู่ความรอดในพระเยซูคริสต์ จึงส่งพระเยซูมาเคาะประตู เคาะหัวใจ เคาะๆ ตลอดเวลาว่า …

“กลับมาเถิดๆ เรารักเจ้า”

พระเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกคนเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ในนี้บอกว่าพระเจ้าเลือกเราก่อนสร้างโลก รักเราอย่างดวงใจ ดั่งแก้วตาของพระองค์ ก่อนสร้างโลกเลยนะ ถามว่าทำไมต้องก่อนสร้างโลก ก็เพราะพระเจ้าไม่มีเวลากำหนด ไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระองค์ทรงเป็นนิรันดร์ ไม่มีกำหนดเวลา เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นเลย คือพระองค์ต้องการ เหมือนคนอยากจะมีลูก ไม่ใช่อยากมีลูกปีนี้ นั่นคือคนธรรมดา ที่บอกว่าอยากจะมีลูกปีนี้ เรามีจำกัดด้วยวันและเวลา แต่พระเจ้าไม่มีจำกัด พระเจ้าต้องการเป็นลูกของพระองค์ ในนี้ เขียนบอกว่าตั้งแต่ก่อนสร้างโลก ก็คือสำหรับพระองค์ไม่มีเวลา ให้มาอยู่กับพระองค์ เป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ เป็นลูกของพระองค์ที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ได้รับการชำระในสายพระเนตรของพระองค์นะ ไม่ใช่ชำระเราให้สะอาดบริสุทธิ์เฉยๆ แต่ชำระสะอาดบริสุทธิ์ ขนาดพระเจ้ามองมาบริสุทธิ์สะอาด เหมือนพระเยซูเลย  ด้วยความรัก

เอเฟซัส 1:5-6 “5 พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์ 6 เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่ง ซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ อย่างเหลือล้นในพระองค์ ผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า”

 

ด้วยความรัก เห็นไหมครับ เลือกเราไว้ ในพระเยซูคริสต์ เพื่อการสรรเสริญและพระคุณสูงส่ง ซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ อย่างเหลือล้น ก็คือเราไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเราเองเลย

อย่างที่ตะกี้นี้ผมยกตัวอย่างให้ว่าเหมือนเราจะมีลูก เราไม่เคยคิดว่าเราจะมีลูก เพื่อตัวเราเอง เพราะเรารักเขา มันหมายถึงอย่างนั้น เขาไม่ต้องทำอะไรเลย เราก็อยากจะมีเขาแล้ว เพราะเขายังไม่ได้ทำอะไรให้เราเลยสักนิดหนึ่ง เราก็รักเขาเสียแล้ว คล้ายๆ อย่างนั้น

เอเฟซัส 1:7 “ในพระเยซู เราได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป ตามพระคุณอันอุดมของพระเจ้า”

 

เห็นไหมครับ? ในพระเยซูคริสต์นี้ ในสวรรค์นี้  เมื่อเรารับเชื่อแล้ว เราได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ คือได้รับการอภัยโทษบาป ตามพระคุณอันอุดมของพระเจ้า หมดเรียบร้อย จบไปเลย ครั้งเดียวเป็นพอเลย เราได้รับการอภัยโทษบาปทั้งสิ้น ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ตาม เราได้รับการอภัยไปเรียบร้อยแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว

เอเฟซัส 1:8 “ซึ่งพระองค์ ได้ประทานแก่เราอย่างเหลือล้น ด้วยสติปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง”

 

ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราอย่างเหลือล้น ด้วยสติปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง คือพระองค์ทรงเข้าใจเราดี ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงรักเราและรู้จักเราดีกว่าในพระเยซูคริสต์

เอเฟซัส 1:9 “และพระองค์ทรงให้เรารู้ความล้ำลึกแห่งพระดำริของพระองค์ ตามที่พอพระทัย ซึ่งทรงมุ่งหมายไว้ในพระคริสต์”

 

พระองค์ทรงเปิดเผยแผนการอันล้ำลึก ในโลกฝ่ายวิญญาณ ให้เราได้รู้ เมื่อเราเริ่มเชื่อข่าวดีของพระเยซูคริสต์ และได้ย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรพระเยซูคริสต์ พระองค์จะเปิดเผยสิ่งต่างๆ อันล้ำลึกให้กับเราทั้งหลาย ง่ายๆ ก็คือเราเชื่อ เราเข้าใจว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าได้อย่างไร? เราจะเชื่อได้อย่างไร ถ้าพระเจ้าไม่ช่วยเรา เราจะเข้าใจตรงนี้ได้อย่างไรว่าขณะที่เราเดินอยู่บนโลกใบนี้ แล้วบอกว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า

เอเฟซัส 1:10 “พระดำริของพระองค์  ก็คือเมื่อถึงกำหนดเวลา  พระองค์จะทรงรวมสิ่งสารพัด  ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก  ไว้ภายใต้พระคริสต์  ผู้ทรงเป็นศีรษะ”

 

ท่านลองคิดดูว่าเราใหญ่ขนาดไหน?  เราอยู่ในพระคริสต์ ในฐานะลูกของพระเจ้า ครอบครองอาณาจักรของพระคริสต์ หรืออาณาจักรสวรรค์นี้ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซู ในสวรรค์สถานนี้ และในนี้บอกว่าเมื่อถึงกำหนดเวลา พระองค์จะทรงรวบรวมสิ่งสารพัด ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกนี้ ไว้ภายใต้พระคริสต์ ผู้ทรงเป็นศีรษะ ไว้ภายใต้อาณาจักรของพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นหัวหน้าของเราทั้งหลาย  “เป็นศีรษะ” ก็คือเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระองค์เป็นศีรษะ เราเป็นร่างกาย ยกตัวอย่างให้เป็นบุคคลหนึ่ง แต่ในพระคัมภีร์บอกว่าเราได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เราได้ผสมปนเป ได้จุ่มลงไป ได้บัพติศมาวิญญาณของเราลงไปในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว

เอเฟซัส 1:11 “ในพระองค์ เรายังได้รับการทรงเลือกตามที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ตามแผนการของพระองค์ ผู้ทรงกระทำให้ทุกสิ่ง เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของพระประสงค์ของพระองค์

 

ในพระเยซูคริสต์ พระองค์ยังได้ทรงเลือกตามที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ตามแผนการของพระองค์ ผู้ทรงกระทำให้ทุกสิ่ง เป็นไปตามจุดหมายของพระประสงค์ของพระองค์ “ทุกสิ่ง” หมายถึงทุกสิ่งบนโลก และทุกสิ่งในโลกฝ่ายวิญญาณทั้งหมดเลย ทั้ง 2 โลก ให้รวบรวมทั้งหมดมาอยู่ในพระเยซูคริสต์ แล้วมีเราเป็นผู้ปกครองร่วมกับพระเยซู

เอเฟซัส 1:12 “เพื่อเราทั้งหลาย ซึ่งเป็นพวกแรกที่มีความหวังในพระคริสต์ จะได้สรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

 

ตรงนี้เปาโลกำลังบอก “เพื่อเราทั้งหลาย” คือเปาโลเป็นชาวยิว เพื่อชาวยิวทั้งหลายเป็นพวกแรกที่มีความหวังในพระคริสต์ จะได้สรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์ พวกยิวเป็นพวกแรกที่มีโอกาสเข้าไปสู่สวรรค์ในพระคริสต์นี้ ก่อนใครเพื่อนเลย เดี๋ยวดูต่อไปในสวรรค์มีใครอีก

เอเฟซัส 1:13 “และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริง คือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อ ก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ ด้วยดวงตรา คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้”

 

ตะกี้นี้บอกว่าพวกเรา ก็คือยิว และท่านทั้งหลาย ก็คือผู้ที่หนังสือจดหมายนี้ ที่เปาโลเขียนไปหาเขา ผู้เชื่อในเอเฟซัส ก็คือผู้เชื่อในพระเยซู หมายถึงใครก็ตาม ที่เชื่อในพระเยซู รวมทั้งเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วย ว่าถ้าเราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่าพระองค์เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป เราก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ให้เข้าไปในพระคริสต์ ในสวรรค์นี้ โดยประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เข้ามาเป็นมัดจำเลย ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ เมื่อเรารับเชื่อในข่าวดีนี้ปุ๊บ พระวิญญาณของพระเจ้าจะเสด็จเข้ามาอยู่ในร่างกายของเราเลย แล้วเข้ามาสอนเราในเรื่องของพระเจ้าทันที เป็นมัดจำ

ถามว่า “เป็นมัดจำ” เพราะอะไร? เพราะว่าจะได้พาเราไปดูสิ่งต่างๆ เยอะแยะมากมายในทรัพย์สมบัติต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณนานัปการที่พระเจ้าทรงประทานให้เรียบร้อยแล้ว ต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ รอไว้วันหนึ่งข้างหน้า ถึงจะครบถ้วน

เอเฟซัส 1:14 “ผู้เป็นมัดจำ ค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเรา จนกว่าคนของพระเจ้า จะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์”

 

“ผู้ได้รับมัดจำ” หมายถึงว่าเราได้รับมัดจำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยืนยันว่าเราเป็นลูกพระเจ้า และได้รับพระพรเหล่านี้ แต่เนื่องจากเรายังอยู่ในร่างกายที่ยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ และยังอยู่บนโลกใบนี้ที่ยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ สำหรับสวรรค์สถาน ในอนาคต เพราะว่าโลกใบนี้ และร่างกายที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันต้องคำสาป อยู่ในการเสื่อมโทรม อยู่ในการสูญสิ้นไปในวันหนึ่งข้างหน้า และพระเจ้าได้จัดเตรียมร่างกายใหม่ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ผู้เชื่อทั้งหลายที่อยู่ในสวรรค์ ในโลกวิญญาณ ร่างกายใหม่ของเรา ก็จะเป็นร่างกายสวรรค์ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ร่างกายนี้อีกต่อไป จะเป็นร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องมีความตาย ไม่มีความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์อะไร?อีกต่อไปเลย  และพระเจ้าก็จะให้เราอยู่ในสวรรค์สถาน ที่เป็นโลกใหม่ด้วย โลกนี้ ที่ตกอยู่ในคำสาปแช่ง เสียหายไป  ก็สูญสิ้นไป และโลกใหม่ที่พระเจ้าเตรียมไว้ ก็จะเข้ามาแทนที่ เป็นโลกที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความลำบาก ไม่มีความโศกเศร้าเสียใจ และไม่มีมาร ไม่มีความบาปอีกต่อไป

นี่แหละคือความครบถ้วนบริบูรณ์ และถามว่าเรามีความหวังได้อย่างไร? ก็ในพระคัมภีร์บอกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งทรงสถิตอยู่กับเราตอนนี้แล้ว เมื่อเราจดจ่อไปที่โลกฝ่ายวิญญาณ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะคอนเฟิร์ม จะยืนยันตรงนี้เองว่าสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังทุกข์อยู่บนโลกใบนี้ ขณะนี้ ในร่างกายนี้ เดี๋ยวมันก็จบไป มีร่างกายใหม่ให้เราเรียบร้อยแล้ว มีโลกใหม่ที่ดีกว่านี้ เป็นเหมือนสวรรค์สถานให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว เอเมน มันหมายถึงอย่างนี้

ก็ขอบคุณพระเจ้าได้ไง อยู่บนโลกใบนี้ก็ทุกข์ตาย  ถ้าไม่มีความหวัง แล้วจะอยู่บนโลกใบนี้ถึงเมื่อไร? อยู่ในร่างกายนี้ มันทุกข์ มีแต่เกิด แก่ เจ็บ และก็ตาย เสื่อมโทรมไปทุกวัน แต่ขอบคุณพระเจ้า เสื่อมโทรมไป เพื่อที่จะได้เกิดเป็นร่างกายใหม่ในวันหนึ่งข้างหน้า ที่พระเจ้าเตรียมร่างกายนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เหมือนพระเยซูตอนเป็นขึ้นจากความตาย เพราะเราเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน

นี่คือสิ่งที่เปาโลอยากจะให้เราพอที่จะเห็นภาพในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นเช่นไร?  เพื่อเป็นเคล็ดลับให้กับเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เพื่อให้เราจดจ่อไปที่เบื้องบน จดจ่อไปที่สวรรค์ จดจ่อไปที่ในพระคริสต์ที่เราได้อยู่แล้ว จากความเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ซึ่งรวมๆ แล้ว ผมก็คัดออกมานิดหนึ่ง ตะกี้นี้ที่อ่านไปทั้งหมดว่ามีอะไร …

  1. ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก
  2. ชำระเราให้บริสุทธิ์ ปราศจากที่ติ ในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก
  3. รับเราเป็นบุตรของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์
  4. เราได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระองค์ คือ ได้รับการอภัยโทษบาปตลอดไป
  5. ทรงให้เรารู้ความล้ำลึก แห่งพระดำริของพระองค์ ในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซู
  6. ได้รับการทรงเลือก ตามที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ตามแผนการของพระองค์
  7. ได้ร่วมอยู่เป็นประชากรของพระองค์คนหนึ่ง เป็นลูกของพระองค์ท่านหนึ่งในพระเยซูคริสต์ ในสวรรค์นี้เรียบร้อยไปแล้ว
  8. เราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเรา  จนกว่าคนของพระเจ้า   จะได้รับการไถ่   ก็คือเราจะได้รับร่างกายใหม่ โลกใหม่ ที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ เมื่อตอนที่วาระของโลกใบนี้สิ้นสุดลง ก็คือมนุษย์คนสุดท้าย มาเชื่อในพระเจ้า ได้ยินข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ตามที่พระองค์ทรงบอกไว้ เมื่อพระเยซูคริสต์กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เอเมน

นี่นับพระพร ก็จะไม่หมดอยู่แล้วนะ แล้วในพระคัมภีร์ไม่ได้จบอยู่แค่นี้  มันยังมีอีก ในหนังสือจดหมายฝากอื่นๆ อีกมากมายที่ได้บันทึกถึงเรื่อง “ในพระเยซูคริสต์” เราก็มีหน้าที่ไปตรวจดู เมื่อไรก็ตามที่เห็นเขียนคำว่า “ในพระเยซูคริสต์ ท่านเป็นอะไรก็ตาม” เราก็จดเอาไว้  แล้วก็จำเอาไว้ ได้มากเท่าไร ก็เอาเท่านั้น มันสำคัญตรงที่ต้องจดจำให้ได้ว่าเป็นเช่นไรในภาพรวม

เปาโลอยากให้ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทุกคน ผู้เชื่อในข่าวประเสริฐทุกคน ได้รับรู้ถึงเรื่องพระพรในพระเยซูคริสต์ ในฝ่ายวิญญาณอย่างมาก เขาปรารถนา เพราะเขารู้ว่านี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ผู้เชื่ออยู่รอด และปลอดภัย เป็นสุขต่อการถูกล่อลวงต่างๆ บนโลกใบนี้ มีสันติสุขบนโลกใบนี้ ไม่ถูกขโมยเอาสันติสุขไป  ไม่ถูกขโมยเอาความสงบไป ไม่ถูกขโมยเอาความจริงไป ดูสิว่าเปาโลต้องการมากขนาดไหน? อยากมากขนาดไหน? ที่อยากให้ผู้เชื่อรับรู้เรื่องนี้ ในเอเฟซัส 1:15-17 ดูสิว่าอาจารย์เปาโลท่านมีความรู้สึกอย่างไร?

เอเฟซัส 1:15-17 “15 ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ยินถึงความเชื่อของท่านในพระเยซูเจ้า และความรักของท่านที่มีต่อประชากรทุกคนของพระเจ้า 16 ข้าพเจ้าจึงขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่หยุดยั้งเพราะท่าน และเฝ้าอธิษฐานเผื่อท่าน 17 ข้าพเจ้าเพียรทูลขอให้พระเจ้าขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา คือพระบิดาผู้ทรงพระเกียรติสิริ ทรงให้ท่านมีพระวิญญาณแห่งสติปัญญาและการสำแดง เพื่อท่านจะรู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น”

 

เห็นไหมครับ?  เมื่อเปาโลรู้ว่าใครมาเชื่อพระเจ้าและเอาจริงเอาจังกับพระเจ้า ได้เกิดใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์ จากความเชื่อของเขาในข่าวดีนี้ เขาทำอะไร? …

“ข้าพเจ้าเพียรทูล”

ก็คืออธิษฐานด้วยความขยัน ความเพียร ขอพระเจ้าขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา คือพระบิดาผู้ทรงพระเกียรติสิริ ขอทรงโปรดให้ท่านเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ทางด้านกิจการงาน มีสุขภาพแข็งแรง ไปไหนมาไหน มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ใช่หรือเปล่า? ไม่ใช่ อันนี้เราคิดเอง

ทำไมเปาโลไม่อธิษฐานอย่างนั้น ข้าพเจ้าเพียรอธิษฐานให้ท่าน ให้อยู่รอดปลอดภัย ให้มีสุขภาพแข็งแรง ให้มีความสงบสุขในครอบครัว  ทำไมไม่อธิษฐานอย่างนั้น ไม่ใช่อธิษฐานอย่างนั้นไม่ดีนะ ผมกำลังถามท่านว่าเราลองมาคิดกันดูว่าทำไมเปาโลไม่อธิษฐานเหมือนอย่างที่เราอธิษฐาน ก็แสดงว่าเปาโลก็รู้ว่าสิ่งที่เราอธิษฐาน เมื่อตะกี้นี้ มันก็ดีอยู่หรอก แต่มันมีสิ่งที่สำคัญกว่านั้น สำคัญกว่ามากเลย  เปาโลจึงเพียร ขยัน อดทนที่จะอธิษฐานให้เราได้ตรงนั้น เพราะถ้าได้ตรงนั้น  สิ่งที่เราอธิษฐานที่ตะกี้มา ก็ได้หมด คือเราเข้าใจ เราจะมีสันติสุข

“ขอให้ท่านมีพระวิญญาณแห่งสติปัญญา”

ตรงนี้ไม่ใช่พระวิญญาณ เป็นวิญญาณแห่งสติปัญญา

“ขอให้ท่านมีวิญญาณแห่งสติปัญญา และวิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ เพื่อท่านจะรู้จักพระองค์ดียิ่งขึ้น”

ให้ท่านได้รับวิญญาณแห่งสติปัญญา วิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ทางโลกวิญญาณ เกิดขึ้นจากความรู้ข้างในของท่าน ออกมาข้างนอก  คือให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนท่าน ให้ท่านเจริญเติบโต รู้ว่าอะไรที่อยู่ในพระคริสต์ อะไรที่อยู่ในสวรรค์ ให้ท่านสามารถมีตาฝ่ายวิญญาณทะลุเข้าไปเห็นมิติอีกมิติหนึ่ง ที่เรียกว่ามิติวิญญาณให้ได้ตามพระคัมภีร์ที่บันทึกเอาไว้ เป็นความจริงเหล่านี้ ซึ่งสำคัญมาก ถึงได้เพียรอธิษฐานตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายก็ต้องมานั่งคิดใหม่แล้วนะ เราควรจะอธิษฐานให้กับเพื่อนเรา พี่น้องของเราที่เชื่อในพระเจ้าอย่างไรดี? ที่เราคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มากกว่าเยอะกว่าการอธิษฐานตามแบบเดิมๆ ที่ทั่วๆ ไป ซึ่งดีอยู่แล้ว แต่มาเน้นตรงนี้ ให้เหมือนที่เปาโลอยากให้เราทำ

เอเฟซัส 1:18 “ข้าพเจ้ายังขอให้ตาใจของท่านสว่าง เพื่อท่านจะได้รู้ถึงความหวังที่ทรงเรียกท่านมานั้น รู้ถึงความมั่งคั่งแห่งมรดกอันรุ่งเรืองของพระองค์ สำหรับประชากรของพระองค์”

 

ภาษาเดิมคือ … “ข้าพเจ้ายังอธิษฐานให้ตาฝ่ายวิญญาณของท่าน วิญญาณของท่าน ซึ่งเป็นตัวจริงๆ ของท่านนั้นแหละ สว่าง เพื่อจะได้รับการสำแดงความรู้จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  เพื่อท่านจะได้รับรู้ถึงความหวัง และมีความมั่นใจในเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ของพระเจ้า  ที่พระองค์ได้เรียกท่านเข้ามานั้น ก็คืออยู่ในพระคริสต์นั้น และรับรู้เรื่องมรดกที่เต็มไปด้วยสง่าราศีอันยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง และมีค่าที่สุดของพระองค์ที่ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับท่านแล้ว”

“ท่าน” คือใคร? คือผู้ได้เป็นประชากรที่บริสุทธิ์แล้ว ชอบธรรม ปราศจากบาปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์ชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว

ทั้งหมดนี้ผ่านทางความเชื่อและรับสิทธิของท่าน ที่พระเยซูได้ไถ่บาปให้กับท่าน คือเชื่อในข่าวดีนี้ ก็ได้รับตรงนี้แล้ว ได้รับแล้วๆ ผมพยายามเน้นคำว่า “แล้ว” ซึ่งมันสำคัญมากๆ

เอเฟซัส 1:19 “และรู้ถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่สุดหาใดเทียบ สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ฤทธานุภาพนี้ เป็นเหมือนพระราชกิจ แห่งพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์”

 

อธิษฐาน  เพื่อท่านจะได้เริ่มต้นเรียนรู้  ท่านเพิ่งเชื่อใหม่ เพิ่งเข้ามาอยู่ในสวรรค์ ในพระคริสต์  อาจารย์เปาโลจึงอธิษฐานขอให้พระวิญญาณสอนท่าน ให้เข้าไปในวิญญาณของท่าน เพราะความรู้เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ลี้ลับในโลกฝ่ายวิญญาณ สามารถเรียนรู้ได้ทางเดียว คือทางวิญญาณ จากข้างใน ไม่ใช่จากข้างนอก ต้องจากข้างในออกมา ไม่ใช่จากตามองเห็น  หูได้ยิน ไม่ใช่ ต้องจากข้างในก่อน

เพื่อท่านจะได้เริ่มต้นเรียนรู้ถึงฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล ตรงนี้มันแปลว่าอย่างนี้  ไม่รู้ว่าจะเขียนว่าอะไรแล้ว คำแปลอันเดิม ภาษาเดิมเขาบอกว่าเพื่อท่านจะได้เรียนรู้ถึงฤทธิ์เดชอำนาจยิ่งใหญ่ อภิมหาศาล ที่ไม่มีขีดจำกัด และหาที่เปรียบไม่ได้ของพระเจ้า  รับรู้ถึงฤทธิ์อำนาจนี้ของพระเจ้า

เอเฟซัส 1:20 “ซึ่งทรงกระทำในพระคริสต์ เมื่อทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย และให้ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ในสวรรค์สถาน”

 

ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า ที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ที่ไม่มีขีดจำกัด ในข้อที่ 20 บอก … ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชอำนาจ  พลังที่ยิ่งใหญ่มหาศาลทางฝ่ายวิญญาณ  ที่กระทำการงานอยู่ในวิญญาณของเราผู้เชื่อเรียบร้อยไปแล้ว กำลังทำการงานอยู่ตอนนี้  ไม่ใช่รอให้ฤทธิ์เดชอำนาจนี้เข้ามา แต่มันมีอยู่แล้ว ให้ท่านรับรู้ ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนท่านในฤทธิ์เดชอำนาจอันยิ่งใหญ่มหาศาลของพระเจ้าทางฝ่ายวิญญาณ กระทำการงานอยู่ในวิญญาณของเราผู้เชื่อ ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว และเป็นฤทธิ์เดชอำนาจ พลังงานที่ยิ่งใหญ่มหาศาล อันเดียวกันกับที่พระเจ้าได้กระทำในพระเยซูคริสต์ เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และได้แต่งตั้งให้พระเยซูนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในย่านฟ้าอากาศ สวรรค์สถานต่างๆ ในโลกฝ่ายวิญญาณ ฤทธิ์เดชอำนาจที่เราเคยอ่านในพระคัมภีร์ในวันอีสเตอร์ที่บอกว่าพระเยซูได้เป็นขึ้นจากความตาย หลุมฝังศพเปิดออก ฤทธิ์อำนาจนั้น ที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ฤทธิ์เดชอำนาจนั้น ตอนนี้กระทำการงานอยู่ในวิญญาณของเราทั้งหลายผู้ที่ได้เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูไปแล้ว

ฤทธิ์อำนาจที่ทำให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย และฤทธิ์เดชอำนาจเดียวกันนี้ ที่ทำให้พระเยซูได้รับการแต่งตั้งให้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ครอบ ครองอาณาจักรทั้งหมดในสวรรค์นั้น ฤทธิ์เดชอำนาจนี้ อยู่ในเรา ผู้เชื่อ อยู่ในวิญญาณของเรานั่นแหละ รับรู้ไว้เถิดว่าเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน? เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต เราไม่ต้องทำอะไรเลย สิ่งเหล่านี้พระเยซูทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว เอเมน

เอเฟซัส 1:21 “สูงส่งยิ่งเหนือเทพผู้ครอง และเทพผู้ทรงอำนาจ เทพผู้ทรงเดชานุภาพ และเทพผู้ครองอาณาจักรทั้งสิ้น และเหนือทุกนามที่เขาเอ่ยขึ้น ไม่เพียงในยุคนี้เท่านั้น แต่ในยุคหน้าด้วย”

 

อย่าเพลินไปคิดว่ากำลังพูดถึงพระเยซูคริสต์ นี่กำลังพูดถึงเราผู้เชื่อนะ เราควรจะรับรู้สิ่งนี้ พอฟังเพลินๆ ไป มันไม่กล้าไง มันใหญ่ขนาดนั้น ฉันถอยลงมาดีกว่า ให้พระเยซูเป็น นี่กำลังพูดถึงเราผู้เชื่อ ฤทธิ์เดชอำนาจนั้น ที่ทำในพระเยซูคริสต์ เหมือนกันเลย  ทำงานอยู่ในเราแล้วตอนนี้ เราได้เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซูเลย เรามีสง่าราศีเหมือนพระเยซูเลย  พระเจ้าได้พาเปาโลเข้าไปในโลกวิญญาณ ได้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้ว่ามันเป็นจริงด้วย แล้วลงมา เล่าให้เราฟัง เป็นพยานให้เราฟัง แล้วเขียนบอกเราว่าเราเป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่ใช่รอตาย แล้วค่อยเป็น เป็นตั้งแต่เดี๋ยวนี้แล้ว แต่ว่ากันตามตรง เหมือนเราตายไปแล้ว เพราะพระคัมภีร์บอกว่าเมื่อตอนเรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราได้ตายต่อบาปตอนนั้นแล้ว  ตายเพื่อจะได้เป็นขึ้นจากความตายได้

ข้อ 21 ในภาษาเดิม เขาบอกว่า … “ในตำแหน่งนี้ ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในสถานที่เรียกว่าโลกฝ่ายวิญญาณ หรือเราเรียกกันว่าในสวรรค์สถานนี้  ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในตำแหน่งนี้ พระเยซูมีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด พระเยซูเป็นอย่างไร? เราก็เป็นอย่างนั้น เพราะฤทธิ์เดชอำนาจเดียวกันเลย ที่ทำงานอยู่ในเรา

ในตำแหน่งนี้พระเยซูมีสิทธิอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือเหล่าวิญญาณที่ปกครองอยู่ในสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้ นี่แปลมาจากภาษาเดิม เป็นคำต่อคำเลย นึกออกใช่ไหมสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้  ทวีปโน้น ทวีปนี้ ประเทศโน้น ประเทศนี้ มีวิญญาณครอบครองอยู่ แต่ในนี้บอกว่าพระเยซูมีสิทธิยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือเหล่าวิญญาณที่ปกครองอยู่ในสถานที่ต่างๆ บนโลกใบนี้

แค่นั้นไม่พอ เหนือเหล่าวิญญาณที่ใช้สิทธิอำนาจต่างๆ นี่แปลจากภาษาเดิมเลยนะ ในโลกวิญญาณ มีวิญญาณต่างๆ ที่ใช้สิทธิอำนาจอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้เยอะแยะ แต่พระเยซูคริสต์และเรามีอำนาจเหนือเหล่าวิญญาณเหล่านี้ทั้งหมด เหนือพลังอำนาจการครอบครองในโลกวิญญาณนี้ ที่เรามองไม่เห็นนี้ มีอำนาจมืดครอบครองอยู่ ในพระคัมภีร์บอกมาร ก็ยังทำการงานอยู่บนโลกใบนี้ แต่เรามีอำนาจในพระเยซูคริสต์เหนือพลังอำนาจการครอบครอง ไม่ว่าจะผ่านทางทูตสวรรค์ต่างๆ หรือทางมนุษย์ก็ตาม ไม่ว่ามันจะทำงานผ่านทางมนุษย์หรือไม่ก็ตาม ในพระเยซูคริสต์เรามีฤทธิ์เดชอำนาจอยู่เหนือมากเลย

แค่นั้นไม่พอเหนือทุกนาม หรือชื่อที่ตั้งขึ้น ไม่ว่ามนุษย์จะตั้ง หรือวิญญาณจะตั้งขึ้นมา ชื่ออะไรก็ตาม ในพระเยซูคริสต์เรามีอำนาจอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด อย่างเช่น อาจารย์เปาโลอาจจะนึกถึงนามบาอัล เหนือทุกนาม หรือชื่อที่ตั้งขึ้น เหนือสิทธิอำนาจ และฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่ เหนือฤทธิ์เดชอำนาจที่ถูกตั้งขึ้นบนโลกใบนี้ มันจะตั้งใครก็ตามในโลกวิญญาณ มันอาจจะตั้งคนนี้เป็นหัวหน้าตรงนั้นตรงนี้ ครอบครองโดยวิญญาณต่างๆ ที่เป็นสมุนของมาร เป็นกองทัพของมาร แต่มันไม่มีอำนาจอยู่เหนือพระเยซูคริสต์และเราทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์เลย

และในนี้บอกว่าสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชที่ยิ่งใหญ่สูงสุดของพระเจ้าอันนี้ ฤทธิ์เดชแห่งการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูที่กระทำการงานอยู่ในเราผู้เชื่อแล้ว สิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชสูงสุดของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์นี้ จะคงอยู่ตลอดไป ไม่ใช่แค่ในยุคปัจจุบันที่เรากำลังพูดถึงเท่านั้น แต่รวมถึงยุคต่อๆ ไปในอนาคต ในโลกฝ่ายวิญญาณ คืออยู่นิรันดร์ เราครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งการเป็นขึ้นจากความตายอันนี้ ณ ปัจจุบันอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ปกครองครอบครองอาณาจักรสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว และจะอยู่ที่นี่ จะครอบครองอย่างนี้  ยิ่งใหญ่อย่างนี้ นิรันดร์ โลกจะสิ้นสุดไป แต่เราจะอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ที่โลกนะ เราจะอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ในพระเยซูคริสต์นิรันดร์ แค่นี้ก็นับพระพรกันไม่ไหวแล้ว เยอะไปหมดเลย

เอเฟซัส 1:22 “และพระเจ้าทรงให้สิ่งสารพัดอยู่ใต้พระบาทพระคริสต์ และทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือทุกสิ่ง เพื่อคริสตจักร”

 

และพระเจ้าทรงให้สิ่งสารพัด ทั้งในโลกวัตถุ และโลกวิญญาณ อยู่ใต้เท้าของพระเยซูคริสต์ ก็คือใต้เท้าเราด้วย และพระเจ้าได้แต่งตั้งให้พระเยซูเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด มีอำนาจสูงสุด เป็นศีรษะอยู่เหนือทุกสิ่งในคริสตจักร ก็คือเป็นหัวหน้าของเราอีกทีหนึ่ง เราเป็นร่างกาย คริสตจักรคือร่างกายของพระองค์ ก็คือพระองค์ทรงเป็นหัวหน้า และเราก็เป็นน้องๆ ทั้งหลาย ร่วมครอบครองกับพระองค์

คริสตจักรทั้งหลาย คือผู้ที่เชื่อ ที่ได้ใช้สิทธิในการไถ่บาป ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้แล้ว พอได้ใช้สิทธิปุ๊บ  เขาก็ได้กลายเป็นผู้เชื่อ เขาก็ได้กลายเป็นคริสตจักรของพระเยซู เป็นส่วนหนึ่งของพระเยซู เป็นชีวิตในพระเยซูคริสต์เลย อยู่ในพระเยซูเลย

เอเฟซัส 1:23 “อันเป็นพระกายของพระองค์ ซึ่งบริบูรณ์ด้วยพระองค์ผู้ทรงให้ทุกสิ่งบริบูรณ์ในทุกทาง”

 

ที่เหมือนร่างกายของพระองค์ หมายถึงคริสตจักร เราผู้เชื่อ ก็เหมือนพระองค์ ซึ่งเป็นความบริบูรณ์ครบถ้วนของพระเยซู เห็นไหมความบริบูรณ์ครบถ้วนของพระเยซู คือพระเยซูและรวมทั้งเราทั้งหลาย  ผู้เชื่อ คือความครบถ้วนบริบูรณ์

พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเติมเต็มความบริสุทธิ์ ฟังให้ดีๆ ความสมบูรณ์แบบ ให้กับเรา ผู้ที่เชื่อทั้งหลาย ที่ได้ใช้สิทธิในการไถ่บาป ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้แล้ว ที่ไม้กางเขน พระเยซูคริสต์ได้เติมเต็มความบริสุทธิ์ให้กับเราผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ให้เราสมบูรณ์แบบเลย เป็นลูกพระเจ้าที่สะอาดหมดจด เป็นเหมือนพระองค์เลย เป็นน้องๆ พระองค์เลย เราทั้งหลาย คือผู้ที่ตัดสินใจเชื่อในข่าวดี และได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ เคล็ดลับคือในพระคริสต์ เราจึงนับพระพรในพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว และพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังนำเราผู้เชื่อทั้งหลาย ให้ไปรู้ความจริงเหล่านี้  ที่เปาโลก็อยากให้เรารู้ด้วย และนับพระพรเหล่านี้ และขอบคุณพระเจ้า และมีความชื่นชมยินดีในพระพรที่พระเจ้าประทานให้เรียบร้อยไปแล้วในพระเยซูคริสต์นี้แหละ

ถ้าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในใจ และจดจ่อมันอยู่ตลอดเวลา มันจะเกิดอะไรขึ้น ลองคิดดูสิ พระเยซูได้กระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้วทุกประการ ที่อ่านมาทั้งหมด เพียงแต่จงรับรู้ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ แล้วก็นับพระพรเหล่านี้ในฝ่ายวิญญาณนี้ ทีละอันๆ ทุกวัน ด้วยท่าทีของการขอบพระคุณ ชื่นชมยินดี พูดคุยกับพระเจ้า คืออธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ เป็นลูกที่กระหนุงกระหนิงกับพระเจ้า ให้มันเป็นชีวิตของเรา  ให้เป็นปกติวิสัย เป็นธรรมชาติ ในฐานะที่เป็นลูกที่พระเจ้ารัก และคุยกับพระเจ้ากระหนุง กระหนิง ไม่ใช่เข้าไปหาพระเจ้า แบบเป็นหน้าที่ วันนี้ต้องอธิษฐาน 3 เวลา ก่อนกินข้าว ต้องอธิษฐาน ไม่ใช่อย่างนั้น ให้มันเป็นธรรมชาติ เป็นปกติวิสัย มันจะออกมาได้ เมื่อท่านนับพระพรเหล่านี้ ท่านเข้าใจในโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เปาโลอยากให้เราได้รู้ ตามที่พระวิญญาณกำลังนำพาเราไปนี้

ทั้งหมดนี้ คือพระประสงค์ของพระเจ้า คือน้ำพระทัยพระเจ้า ความต้องการของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลาย ผู้เชื่อทั้งหลาย ลูกของพระองค์ ที่พระองค์ทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

******************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2020 เรื่อง “นับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “นับพระพร  และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้เราเปลี่ยนเรื่อง คุยเรื่องพิเศษ ผมใช้ชื่อเรื่องว่า “นับพระพร และขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” มีใครที่กำลังคิดว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่กำลังแบกภาระอันหนักหน่วงเหลือเกินในการดำเนินชีวิต จนรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว ท่ามกลางมรสุมชีวิต ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของเรา ครั้งแล้วครั้งเล่า  ที่เรารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง ราวกับชีวิตหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ใครเคยเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้บ้าง? ต้องเคยแน่นอน ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหา เผชิญกับวิกฤตต่างๆ  เราเริ่มเกิดความสงสัย ในพันธสัญญาของพระเจ้า สงสัยในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา ไม่มั่นใจในความเชื่อที่เรามีต่อพระเจ้า  มันเริ่มหวั่นไหว เริ่มเซ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามองดูคนอื่นที่มีความสุขมากกว่า มีชื่อเสียง มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย สุขภาพก็แข็งแรง สมบูรณ์ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น  เราก็อดไม่ได้ที่จะย้อนมองดูตัวเอง แล้วก็ถามพระเจ้าว่า …

“พระองค์ทรงลืมลูกแล้วหรือ?” แล้วก็ต่อด้วยคำว่า “ทำไมๆ”

ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังเผชิญกับเรื่องคล้ายทำนองนี้ หรือเคยผ่านแบบนี้ หรืออยู่ในความรู้สึกอย่างนี้  ซึ่งรวมๆ กันแล้ว ก็คือมีชีวิตที่ทุกข์ลำบาก เป็นชีวิตที่ไม่มีความสงบสุข ไม่มีสันติสุขเหมือนที่พระเยซูคริสต์ทรงสัญญาไว้เลย วันนี้แหละ เราจะมาเรียนรู้วิธีที่จะทำให้เราพบกับความสงบสุข สันติสุขในพระเยซูคริสต์ ให้เราได้หลุดพ้น จากสภาวะความทุกข์ทรมาน ที่บรรยายเมื่อสักครู่นี้ และความหมายของการนับพระพรตามชื่อเรื่องที่เราจะมาเรียนรู้กันในวันนี้ ก็จะแตกต่างจากความหมายของคำว่า “นับพระพร” ที่เราเคยเรียนรู้กันมา ฝึกฝนกันมาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว แต่จะเป็นมุมมองใหม่ของการนับพระพรที่ตรงตามถ้อยคำพระเจ้า 100% พระคัมภีร์มีฤทธิ์อำนาจ ช่วยเราได้จริงๆ

ก่อนหน้านี้ เราเคยสอนกัน แล้วก็ถูกสอนกันมาเป็นเวลานานแล้วว่าให้เรานับพระพรและขอบคุณพระเจ้าในทุกสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานให้แก่เรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ถูกหรือไม่ถูก? คิดให้ดีๆ ท่านคิดว่าอย่างไร?  นับพระพร หมายถึงอะไร?  ท่านก็ต้องคิดเหมือนกับผู้เชื่อส่วนใหญ่คิด

นับพระพร ก็คือนับว่าพระเจ้าได้ทรงอวยพรอะไรเราบ้างในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่เราเริ่มต้นเชื่อพระเจ้ามา เราได้รับพระพรอะไร? ถูกไหม? แต่วันนี้จะไม่ใช่แบบนั้น  แม้ในยามขัดสนยากจน ความลำบากต่างๆ ในยามที่ต้องเผชิญปัญหา หรือในสภาวะวิกฤตรอบข้าง เราพยายามมองหา สิ่งที่ดี สิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่จะมาแก้ปัญหาบนโลกใบนี้  ถูกไหม? การนับพระพรเป็นอย่างนั้น ในอดีต แต่ในวันนั้นจะไม่เป็นอย่างนั้น ซึ่งความเข้าใจแบบเก่าที่เราฝึกฝนกันมา มันก็มีประโยชน์บ้าง แต่มันเป็นความผิดหวังสะมากกว่า เพราะว่ามันไม่ได้เป็นจริงตามถ้อยคำพระเจ้า

ปัญหา คือสำหรับบางคน ชีวิตที่ต้องดิ้นรน อยู่กับอุปสรรคปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ความทุกข์ลำบากรอบด้าน  เหนื่อยยาก การที่จะมาบอกว่าให้ฝึกฝน พยายามหาสิ่งที่ดีๆ บนโลกใบนี้ บางทีมันยาก มันหาไม่เจอจริงๆ มันเจอน้อยกว่าปัญหาที่มีอยู่เยอะแยะ แล้วจะให้เขาวางความหวังไว้ที่ไหนล่ะ ไหนบอกให้นับพระพร มันไม่มีพระพรให้นับเลย  สุขภาพก็นับไม่ได้ ก็มีความทุกข์ เศรษฐกิจการเงินก็ขัดสน ครอบครัวก็ยังมีความทุกข์อยู่ ทุกอย่างมีความทุกข์หมด แล้วจะให้บอกว่านับพระพร หาพระพรไม่เจอ นี่คือการฝึกฝนแบบเดิม มันไม่ง่ายเลย  ที่จะให้มองหา หรือมาบอกเขาว่าให้ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีสิ อดีตที่เราเชื่อเรื่องนับพระพรเป็นอย่างนั้นใช่ไหม? เราเจอใครที่มีความทุกข์ยากลำบาก ปัญหาในชีวิตหนักๆ เราก็ไปกอดคอเขา อธิษฐานให้เขา แล้วบอกเขาว่าจงขอบคุณพระเจ้า มันไม่ได้เป็นธรรมชาติ มันฝืนมาก

บางคนก็เตลิดเปิดเปิงไปไกลเลย ไปนับพระพรที่ตัวเองได้รับ แล้วก็ไปเปรียบเทียบกับพระพรของคนอื่น  ที่เขาได้รับบนโลกใบนี้เหมือนกัน แล้วก็เกิดความน้อยใจ  กลุ้มใจหนักขึ้นอีกต่างหาก แล้วก็สรุปเองว่าพระเจ้าคงรักเขามากกว่าเรา นี่ก็อยู่ในหัวของเรา ซึ่งมันไม่ใช่ มันไม่ถูกต้อง ดูแล้วมันเหมือนถูกต้อง คนนี้คงได้รับพระพร เราชอบไปคิดอย่างนี้

ยกตัวอย่าง เราเจอใครที่เป็นผู้เชื่อเหมือนกัน แล้วก็มีสุขภาพแข็งแรงหน่อย  เรามักจะพูดอย่างนี้เสมอใช่ไหมว่า …

“พระเจ้าอวยพรเธอนะ มีสุขภาพแข็งแรง”

มันหมายถึง … “พระเจ้าไม่ได้อวยพรฉัน” หรือ “พระเจ้าไม่ได้อวยพรอีกคนหนึ่ง เพราะสุขภาพเขาไม่ค่อยแข็งแรง” อย่างนั้นหรือ?

เราไม่เคยสังเกตสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พอเราเห็นใครประสบผลสำเร็จ ในกิจการงาน ยกตัวอย่างในช่วงโควิด-19 บางคนไม่ตกงาน  บางคนมีงานทำ มีรายได้เหมือนเดิม ไม่ได้ถูกกระทบอะไร?

“พระเจ้าอวยพรเธอมากเลย  แม้โควิดมา เธอยังมีงานมีการทำ มีเงินเดือนอยู่”

อย่างนั้นใช่ไหม?  ฟังดูเหมือนขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า แต่คิดให้ดีลึกๆ  เรากำลังบอกว่าคนที่ตกงาน เขาไม่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้า ใช่หรือไม่? อันนี้เอาไปคิดเอง

เพราะฉะนั้น เราต้องมานั่งคิดกันใหม่ว่าแล้วถ้อยคำพระเจ้า  เราควรนับพระพรหรือขอบคุณพระเจ้าตรงไหน?  ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม เกิดกำลังใจ และชัวร์ๆ ว่ามันใช่แน่ มันเป็นทางของพระเจ้า มันเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า  ที่จะให้เราขอบคุณและคิดอย่างไร?

หลังจากที่เราได้เรียนรู้กันเรื่องโลกวิญญาณไปมากมาย ในช่วงปี 2 ปีมานี้ว่าพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น  เวลาพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงอวยพรแล้ว มันคือการอวยพรในโลกวิญญาณ มันไม่ใช่การอวยพรในสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกใบนี้  จริงๆ แล้วมันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ จำเอาไว้เลย เมื่อพระเจ้าพูดถึงการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันหมายถึงความทุกข์ยากลำบาก เมื่อพระเจ้าพูดถึงวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้  ที่จับต้องมองเห็นได้ มันคือความทุกข์ยากลำบากทั้งสิ้น มันคือความไม่แน่นอน แต่เมื่อไรก็ตามที่พระเจ้าพูดถึงความหวัง ความเชื่อ หรือสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้แล้ว หรือพระพรต่างๆ นานัปการ มันหมายถึงโลกฝ่ายวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น  อย่าเข้าใจผิด  พอเราเข้าใจผิด แล้วถูกหลอกลวงไป  มันก็จะผิดเป้าหมาย มันก็ไม่เกิดสันติสุข มันก็จะเกิดความทุกข์

เพราะฉะนั้น ช่วงนี้เราเรียนรู้เรื่องโลกวิญญาณแล้ว เราซึมซับเข้าไปแล้ว วันนี้เราจึงมาเริ่มเรียนการนับพระพรแบบใหม่ แบบผู้เชื่อที่เจริญเติบโตในวิญญาณแล้ว  สมัยก่อนเราเป็นผู้เชื่อใหม่ ยังเด็กๆ อยู่ ยังไม่เจริญเติบโตในวิญญาณ ยังอยู่ในกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง เขาเรียกคริสเตียนเนื้อหนัง ยังนับพระพรเฉพาะบนโลกใบนี้อยู่ แต่วันนี้ เรามาเรียนรู้อย่างใหม่แล้ว เราโตแล้ว เราเข้าใจแล้วว่ามันคืออะไร?

เพราะฉะนั้น การนับพระพรที่เราจะเรียนรู้กันในวันนี้  ก็จะเน้นเรื่องการนับพระพรทางฝ่ายโลกวิญญาณ นี่คือพระคัมภีร์เด๊ะเลย  เพื่อให้เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้าย ทุกข์ยากลำบาก ไม่ได้ดั่งใจ เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เป็นธรรมชาติ นับพระพรได้จริงๆ ไม่ต้องมาฝืน ไม่ต้องมาตบไหล่ว่าขอบคุณพระเจ้า มันใช่เลย เราสามารถมั่นใจได้ว่าผู้เชื่อพระเจ้าทุกคน คริสเตียนทุกคน สามารถนับพระพรเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวางใจว่าเขามากกว่าเรา เรามากกว่าเขา เขาได้เยอะกว่าเรา เราได้น้อยมั้ง พระเจ้าอวยพรเธอ แต่ไม่อวยพรคนนี้ เราจะมั่นใจเลยว่าไม่ว่าเขาหรือเรา ตาจะมองเห็นเป็นอย่างไรก็ตามว่าเขาประพฤติอะไร? อย่างไร? เราประพฤติอย่างไร? เมื่อเป็นผู้เชื่อแล้ว เราสามารถนับพระพรนานัปการในโลกฝ่ายวิญญาณได้ เท่ากันหมดเลย  ไม่มีใครมีมากกว่ากันเลย เอเมนเลย

หัวข้อการบรรยายวันนี้ คือ “จงนับพระพรและขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์” เราจะเริ่มต้นถ้อยคำพระเจ้า ใน 1 เธสะโลนิกา 5:16-19

1 เธสะโลนิกา 5:16-19 “16 จงชื่นชมยินดีอยู่เสมอ 17 จงอธิษฐานอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณในทุกสถานการณ์ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ 19 อย่าดับไฟแห่งพระวิญญาณ”

 

ถ้อยคำในข้อนี้ ถ้าแปลให้ละเอียดตามความหมายเดิม ขยายขึ้น จะอธิบายได้อย่างนี้ว่า …

“จงมีความสุขและมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ ตลอดเวลา จงหมั่นอธิษฐาน ใกล้ชิดพระเจ้าอยู่เสมอ อย่าหยุด”

“อย่าหยุด” ตรงนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าทั้งวันทั้งคืน ขับรถไป ก็ต้องพูด อธิษฐาน ไม่ใช่ “อย่าหยุด” หมายถึงให้เป็นอุปนิสัยประจำตัวเลย คุยกับพ่อของเรา  นึกถึงแต่โลกฝ่ายวิญญาณตลอดเวลา มันหมายถึงอย่างนี้  หมายถึงตลอดทั้งชีวิตของเรา เหมือนหายใจ

“จงขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร? จงขอบคุณพระเจ้า เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย”

ฟังให้ดีๆ นะ ตรงนี้สำคัญ

“สำหรับท่านทั้งหลาย ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในพระคริสต์”

ตัวนี้ คือประโยคหลัก ประโยคหัวใจ ประโยคที่สำคัญที่สุด ในข้อนี้

“สำหรับท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์” และตามด้วย “อย่าดับไฟพระวิญญาณ”

ก็คือผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ คือผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่ได้ถูกย้ายออกมาจากอาณาจักรของความมืด อยู่ในอาดัม บรรพบุรุษเดิมที่เป็นบาป ได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความมืด อาณาจักรของความบาป มาอยู่ในพระคริสต์ หรือในพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นเชื่อพระเจ้า เป็นคริสเตียนปุ๊บ ได้อยู่ในพระคริสต์แล้ว พระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับคนที่อยู่ในพระคริสต์แล้ว คือเขาสามารถชื่นชมยินดีตลอดเวลาได้ มีความสุขตลอดเวลาได้   คุยกับพระเจ้ากระหนุงกระหนิง เป็นลูกของพระเจ้าตลอดเวลาได้ ไม่รู้สึกตะขิดตะขวางใจเลย กล้าเข้าไปตลอดเวลา ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณีบนโลกใบนี้ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ความเลวร้ายต่างๆ ขอบคุณพระเจ้าได้ตลอดเวลา เพราะเขามีพระพรมากมายแล้ว ในพระเยซูคริสต์ ที่วิญญาณเขาอยู่ในนั้นแล้ว

และต่อไปในนี้บอกว่า “อย่าดับไฟแห่งพระวิญญาณ” ก็หมายถึงอย่าดื้อ อย่าเมินเฉย หรือทำเป็นไม่สนใจพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในท่าน เพราะว่าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พอเราอยู่ในพระคริสต์แล้ว พระคริสต์เป็นชีวิตของเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนเราในเรื่องต่างๆ ในพระเยซูคริสต์ อย่าเมินเฉย มันแปลว่าอย่างนั้น  อย่าดับไฟพระวิญญาณ คืออย่าเมินเฉยต่อการทรงนำของพระวิญญาณที่อยู่ในเรา

ผมจะยกตัวอย่างดับไฟพระวิญญาณให้ท่านเห็น เพราะคนชอบเอาไปใช้ผิดๆ  ดับไฟพระวิญญาณ คือพระวิญญาณกำลังสอนเรา  เมื่อเราเริ่มเชื่อในพระเจ้า  พอเราเชื่อปั๊บ เราถูกย้ายเข้าไปอยู่ในพระคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเรา  มาเป็นพี่เลี้ยงเรา  และเริ่มต้นสอนเรา ให้เรารู้จักพระเจ้า ให้สนิทสนมกับพระเจ้า ในฐานะที่เป็นลูกเล็กๆ คนหนึ่ง สอนเราให้สนิทสนม คลุกคลีกับพระเจ้า เรียกพระเจ้าว่าปะป๊า พ่อ ใช้คำนี้เลย ปะป๊า แด๊ดดี้ สนิทมากเลย  เพราะอะไรถึงสอนเรา  เพราะเรายังไม่รู้เรื่อง เรายังเป็นลูกที่เกิดใหม่ๆ แล้วยังต้องยืนยันกับเราตลอดเวลา ภายในวิญญาณของเรา โดยพระวิญญาณว่าพระเจ้ารักเรามาก เราเป็นลูกที่รัก เรียกพ่อ สนิทสนมกัน คุยกับพ่อบ่อยๆ อธิษฐานบ่อยๆ  นี่คือความหมายเมื่อสักครู่นี้

อย่าดับไฟพระวิญญาณ คือความคิดเก่าของเรา ถูกกระตุ้นโดยมาร ถูกกระตุ้นโดยระบบของโลกใบนี้  รอบข้างเรา ก็จะกระตุ้นบอกเราว่า …

“เธอไปเรียกพระเจ้าว่าปะป๊าได้อย่างไร? ไปสนิทสนมกับพระเจ้าได้อย่างไร? เธอยังเป็นคนบาป เธอยังทำไม่ดีเลย  เชื่อพระเจ้ายังไปโกหก ยังมีความบาป เธอจะไปบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าได้อย่างไร?”

นี่คือคำโกหกหลอกลวง เห็นไหม?  ที่จะทำให้เราเมินเฉยต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และดับไฟพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดับสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังสอนเรา นำพาเรา เราบอกไม่เชื่อแล้ว มาเชื่อมารดีกว่าว่าเราเป็นคนแย่ เป็นคนไม่ดี เป็นคนมีความทุกข์ เป็นคนไม่สมควรที่จะเป็นลูกของพระเจ้าเลย นี่แหละเรียกว่าการดับไฟพระวิญญาณ

พระวิญญาณกำลังนำพาเราให้ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี ถ้าเราไม่มองที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ เรามองที่ระบบของโลกใบนี้  ระบบของการดำเนินชีวิต เหมือนเดิมบนโลกใบนี้ ยังคงมองในสิ่งที่ตามองเห็น หูได้ยิน บนโลกใบนี้ มันจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่เมื่อเราอยู่บนโลกใบนี้  ที่เต็มไปด้วยความสาปแช่ง ความเสียหาย เราอยู่ในสถานการณ์ที่สูญเสียสิ่งที่รัก เจ็บปวด ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  อุปสรรค์บนโลกใบนี้ มันรับไม่ได้จริงๆ มันหนักหนาสาหัสสากัน และมันเกิดความคาดหมายด้วย  ถ้าเราไม่เข้าใจมัน เราจะรู้สึกเป็นไปได้อย่างไร?  จะเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร?  ในเมื่อพระคัมภีร์ก็บอกไว้อย่างนั้น แล้วว่าโลกใบนี้มันจะเกิดเสียหาย มีแต่สิ่งชั่วร้าย ไม่แน่นอนเลยสักอย่างหนึ่ง บนโลกใบนี้  ระบบมันวิปริต ระบบดำเนินโดยมารซาตาน บนโลกใบนี้ ที่ล้มลงในความบาปแล้ว มันมีแต่ความชั่วร้าย พูดง่ายๆ

ซึ่งคำสาปแช่งและความชั่วร้ายเหล่านี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่บนโลกใบนี้  ก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์เหล่านี้ทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้าก็ตาม แม้กระทั่งสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่พระเจ้าทรงสร้าง ก็อยู่ท่ามกลางเหล่านี้ด้วยเช่นเดียวกัน  มันยังไม่ถึงเวลาที่ได้รับการสร้างใหม่ มันอยู่ในระบบของมาร ซึ่งมีแต่ขโมย ฆ่า และทำลายอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าเรามัวแต่ไปมองสิ่งของบนโลกใบนี้  เราก็จะเจอแต่ระบบของการขโมย ฆ่าและทำลาย เราจะขอบคุณพระเจ้าไม่ได้หรอก หรือถ้าเราจะขอบคุณพระเจ้าได้ ก็จะฝืนมาก เพราะฉะนั้น เราไปมองในสิ่งที่ มองเห็นได้บนโลกใบนี้  เราจะต้องเป็นผู้ยอมแพ้แน่นอน

แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา  กำลังนำเราไปสู่พื้นฐาน รับรู้ความจริงที่ถูกต้อง ไปสู่ชัยชนะ  คือความจริงในข่าวดีของพระเยซูคริสต์นั่นไง ซึ่งจะทำให้เราเป็นอิสระ และสามารถขอบคุณพระเจ้า นับพระพระได้ ในทุกสถานการณ์บนโลกใบนี้  ที่ชั่วร้ายเหล่านั้น เราไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ดีๆ นะ เพราะสถานการณ์ดีๆ ใครๆ ก็ขอบคุณพระเจ้าได้

“ฉันแข็งแรงดี ฉันขอบคุณพระเจ้า”

ได้แน่นอน แต่มันจะเป็นอย่างนั้นตลอดเวลาได้หรือไม่?  มันไม่ใช่ โลกนี้ มันมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นเรื่องธรรมดา ท่านจะเห็นภาพเลยว่าเกิดโควิดขึ้นมา ไม่ว่าคนเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ ก็โดนไปหมดทุกคน คนเชื่อพระเจ้าก็ติดโควิดได้ ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ได้ คนเชื่อพระเจ้า ก็ได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจล้มเหลว เนื่องจากโควิด-19 นี้ได้เหมือนกัน เพราะมันไปทั่วโลก หมดเลย  คนเชื่อพระเจ้าที่เป็นเจ้าของบริษัททัวร์ เป็นเจ้าของบริษัทท่องเที่ยวก็ล้มระเนระนาด เหมือนกับคนที่ไม่เชื่อเหมือนกัน เราเห็นภาพนี้ไหม?  เพราะมันเป็นระบบของโลกใบนี้ ถ้าเราไปมองตรงนี้ เราจะขอบคุณพระเจ้าไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้น พระวิญญาณจึงนำเราไปสู่ความจริงเหล่านี้ เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ในชีวิตได้  ก่อนอื่นเราต้องมาเรียนรู้ตรงนี้  ในพระคัมภีร์บอกว่าจงขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่สำหรับทุกสถานการณ์ คนละอันกันนะ คนละอย่าง นี่คือความจริง ที่ต้องเรียนรู้ เพราะมันแยกกัน ไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่นบ้านไฟไหม้ เราขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์ที่ประสบบ้านไฟไหม้ ขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์นั้น แต่เราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าที่บ้านถูกไฟไหม้ ไม่ใช่ บ้านถูกไฟไหม้ ใครอยากได้ล่ะ พระเจ้าก็ไม่อยากให้เราได้เจอ แต่เมื่อเราต้องเจออะไรบางอย่าง ซึ่งมันสลับซับซ้อนมาก ของความเลวร้ายบนโลกใบนี้ ซึ่งผ่านทางมาร และเยอะแยะไปหมด ในการทำงานของมันบนโลกใบนี้  ความเลินเล่อของผู้คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า และยังมีอื่นๆ อีกมากมายบนโลกใบนี้ ที่ทำให้เกิดความเลวร้ายเหล่านี้ขึ้น  เราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าในความเลวร้ายนั้น แต่ในสถานการณ์ความเลวร้ายเหล่านั้น ที่เราจำเป็นต้องเผชิญนั้น  เราขอบคุณพระเจ้า ตรงนี้ต่างกัน

หรือเราไปเจอโรคร้ายเข้า เราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้า เราเป็นโรคร้าย ไม่ใช่ ขอบคุณพระเจ้า ในสถานการณ์นั้นว่าเราเป็นโรคร้าย  แต่เราขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์ที่เราไปเผชิญอยู่นั้น เราไม่ได้ขอบคุณที่เราได้เข้าไปเผชิญ ไม่ใช่ ซึ่งเราจำเป็นต้องเผชิญอยู่แล้ว  เพราะมันเป็นความเสียหาย เป็นคำสาปแช่งบนโลกใบนี้  ถูกทำไปแล้ว ก็คือร่างกายเรา ต้องไปสู่ความเสื่อมลงไปทุกวันๆ ไปสู่ความแก่ หรือความเจ็บป่วยทุกวันๆ ไปสู่ความตายทุกวันๆ แต่เราขอบคุณพระเจ้า ในสถานการณ์เหล่านั้น ในความเสื่อมนั้น เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนกัน ไม่ใช่พอเกิดโควิด เราบอกว่า …

“ขอบคุณพระเจ้า โควิดทำให้ฉันตกงาน”

ไม่เห็นมีใครพูดตรงนี้  ในนั้นบอกว่าจงขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับโควิด ไม่ใช่ … แต่ขอบคุณพระเจ้าในเหตุการณ์นี้ ที่ทำให้ฉันตกงานนั้น ฉันสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ ฉันรู้ เดี๋ยวพระเจ้าทรงนำฉันต่อไป เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้  ที่จะต้องเกิดขึ้น  ฉันมีพระพรเต็มที่ ฉันเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน … มันต่างกัน

พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับเรา แล้วก็นำพาเรา และต้องการที่จะนำเราไปสู่ความจริงของความสำเร็จ ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เราเรียบร้อยแล้วในโลกวิญญาณ ซึ่งเป็นพระพรนานัปการ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้เราเรียบร้อยแล้ว ที่ไม้กางเขน ที่พระองค์บอกว่าสำเร็จแล้ว และพระวิญญาณต้องการให้เราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ และต้องการให้จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ สำหรับพระพรเหล่านี้ทั้งหมด แล้วก็นับมันทีละอัน เพราะเราได้แล้ว เรามีอยู่แล้ว เหมือนเรามีอยู่ในกระเป๋าในโลกวิญญาณที่เรามองไม่เห็น มีเซฟที่บ้าน เป็นโลกวิญญาณที่มองไม่เห็น เซฟเหล่านั้นมี ของมีค่ามากมาย เต็มไปหมดเลย เรียกว่าพระพรนานัปการในโลกวิญญาณ เปิดมาทีไร เราก็สามารถขอบคุณพระเจ้าได้

ใจท่านอยู่ที่ไหน? วิญญาณท่านก็อยู่ที่นั่น ใจท่านอยู่ที่ทรัพย์สินเงินทองบนโลกใบนี้  ท่านก็เจอความทุกข์ ธรรมดา แต่ถ้าใจท่านจดจ่อไปที่ทรัพย์สินเงินทองบนโลกฝ่ายวิญญาณ ในสวรรค์ ท่านจะหัวเราะตลอดเวลา ท่านก็จะสามารถชื่นชมยินดี อธิษฐาน คุยกับพระเจ้ากระหนุงกระหนิงได้ และสามารถขอบคุณพระเจ้าในทุกเหตุการณ์ที่ท่านกำลังเผชิญบนโลกใบนี้

ไม่ใช่แค่พระพรที่พระเจ้าจะช่วยเราให้การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ผ่านอุปสรรค์ปัญหาบนโลกใบนี้ ได้อย่างสบายๆ ซึ่งพระองค์ทำได้ด้วย  แต่หลายครั้ง มันไม่ได้เกิดขึ้นกับเราทุกๆ ครั้งแบบนั้น ถูกไหม? อย่างเช่น หลายคนก็อาจจะได้รับการอัศจรรย์กับพระเจ้า หายโรคอย่างอัศจรรย์ หรือหายโรคอย่างไม่อัศจรรย์ ก็รู้ว่าพระเจ้าทรงรักษาเราผ่านทางหมอ เที่ยวนี้ผ่าตัดเรียบร้อยดีหมดเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านจะมีสุขภาพแข็งแรงอย่างนี้ตลอดไป  และไม่ต้องผ่าตัดอีกตลอดไป  และไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกต่อไป ไม่ต้องกินยาอีกต่อไป มันไม่ใช่ ถูกไหม? มันเป็นไปตามระบบของโลกใบนี้ที่เสียหายไปแล้ว ท่านจะเห็นชัด พระเจ้าช่วยท่านตอนนี้ ไม่ตกงานเลย ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจากนี้ต่อไป ท่านจะไม่ตกงาน  เห็นไหม? ถ้าเราไปฝากความหวัง และขอบคุณพระเจ้าในสิ่งนั้น  เราก็ต้องระแวงตลอดเวลาว่าเดี๋ยวพอไม่ได้ เราก็ไม่ขอบคุณสิ แต่ในโลกฝ่ายวิญญาณ พระพรนานัปการเราได้แล้ว และไม่มีใครเอาพระพรนั้นออกไปจากเราได้

แม้ในสถานการณ์ที่เราประสบความสูญเสีย ความทุกข์ยากลำบาก  ปัญหาบนโลกใบนี้  เราก็ยังสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ นับพระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการได้ ซึ่งเราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว ที่ในพระเยซูคริสต์ ถ้อยคำนี้เป็นถ้อยคำหลักสำคัญที่สุด ก็คือท่านที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ สามารถที่จะชื่นชมยินดี ขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ได้ เพราะท่านทั้งหลายได้อยู่ในพระเยซูคริสต์

“ฉันอยู่ในพระเยซูคริสต์”

ผมถามต่อ … “หรือเปล่า?”

อยู่หรือเปล่า?  อยู่ ก็ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณีได้ ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูทำอะไรให้เราสำเร็จเรียบร้อยแล้ว มีทรัพย์สมบัติอะไรมากมายในนั้น เยอะแยะไปหมดเลย

พระวิญญาณจะนำพาเรา จะสอนเราไปที่ตรงนี้แหละ เพราะตรงนี้เป็นหัวใจ เป็นจุดสำคัญ เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่เราจะชนะบนโลกใบนี้  และตลอดไป  สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี

อาจารย์เปาโลที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวกที่สนิทของพระเยซูคริสต์ ซึ่งก็ได้เผชิญกับปัญหาในชีวิต ประสบการณ์ที่เลวร้าย  ในสายตามนุษย์นะ  นับไม่ถ้วน  ถูกข่มเหง ถูกตามล่า ถูกเฆี่ยนตี  ถูกจับติดคุก เอาหินปาจนตาย แต่ติดคุกอยู่ ก็สามารถร้องเพลงสรรเสริญขอบคุณพระเจ้าในคุกได้

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้อาจารย์เปาโลสามารถขอบคุณพระเจ้าได้  ในความทุกข์ยากลำบาก ในสถานการณ์เหล่านั้น  ซึ่งโหดร้ายมาก สำหรับเปาโล และพอเรารู้ เราก็โอ้โห เคล็ดลับ ก็คือเปาโลรู้ตัวเองอยู่เสมอว่าเขาอยู่ในอิสราเอล เขารู้อยู่เสมอว่าเขาอยู่ในชาวยิว เขารู้อยู่เสมอว่าเขาอยู่ในคำอธิษฐานของผู้เชื่อทั้งหลาย ไม่ใช่ แต่เปาโลรู้อยู่เสมอเลยว่าเขานั้นอยู่ในพระเยซูคริสต์ เขาพูดตลอดเวลาเลย  เขาเขียนจดหมาย เขาอธิบายในพระคริสต์ๆๆๆๆๆ เขารู้ว่าเขาอยู่ในพระคริสต์ ตอนที่เขาถูกเฆี่ยน ถูกลากเข้าไปอยู่ในคุก เขากำลังรู้เขาอยู่ในพระคริสต์ ข้างนอกเขาอาจจะอยู่ในคุก แต่ตอนนี้เขาอยู่ในพระคริสต์ ตอนที่เขาถูกจับมัด แล้วเอาไปเฆี่ยน ด้วยความเจ็บปวด เขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาอยู่ในการถูกมัด ถูกลงโทษ ในขณะเดียวกัน เขากำลังอยู่ในพระคริสต์ พอมองเห็นภาพไหม?

ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ตาจะมองเห็นเป็นอย่างไร?  หูจะได้ยินอะไร ความรู้สึก เนื้อหนังร่างกายบนโลกใบนี้  จะเป็นอย่างไร?  จมูกจะได้กลิ่นอะไรก็ตามที่ไม่ชอบ จะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนก็ตาม เราก็สามารถจดจ่อความคิดไปที่โลกวิญญาณ หรือเรียกว่าเบื้องบนได้ แล้วก็รับรู้ว่าในวิญญาณ ในสวรรค์ ในเบื้องบนนั้น เราอยู่ในพระคริสต์ เราได้เรียนรู้ตรงนี้มาเยอะแล้วนะ  ว่าเราอยู่ในพระคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ เราจึงสามารถนับพระพรในพระคริสต์นี้ได้อย่างสบายๆ มันมีแน่นอน  และเท่ากันทุกคนด้วย  เราจึงสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่นั้น เพราะเราไม่ได้ขอบคุณพระเจ้า สำหรับสถานการณ์เหล่านั้น เราขอบคุณพระเจ้าที่เราอยู่ในพระคริสต์ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราสามารถชื่นชมยินดี เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ สามารถอธิษฐานกับพระเจ้า ติดสนิทกับพระองค์ เป็นลูกของพระเจ้าได้ สามารถขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเราที่เป็นมนุษย์ธรรมดาบนโลกใบนี้  เราขอบคุณพระเจ้า เกินได้ นั่นแหละ คือความสามารถที่เปาโลกำลังทำให้เราดูว่าท่านเอง ก็ทำได้ เปาโลได้พระพรทางฝ่ายวิญญาณเท่าไร? เราก็ได้รับเท่ากัน ไม่มีผิดเลย อย่าว่าแต่เปาโลเลย

พระวิญญาณกำลังสอนเราว่าพระพรนานัปการ ในโลกฝ่ายวิญญาณที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เราเรียบร้อยแล้วนั้น  เราได้เท่ากัน ไม่ใช่เท่ากับเปาโลอย่างเดียว แต่มันเท่ากันกับพระเยซูด้วย  ท่านลองคิดดูสิ มันเยอะขนาดไหน?  เรามีพระพรทางฝ่ายวิญญาณนานัปการเรียบร้อยแล้ว ในพระคริสต์ มีเท่ากันกับพระเยซู สมมติว่ามันนับได้นะ พระเยซูได้รับไปหนึ่งพันล้าน  เราก็ได้รับหนึ่งพันล้านเหมือนกันเลย

เปาโลยืนยัน อยากให้ความจริงเรื่องนี้ เรื่องที่เรากำลังเรียนรู้ เรื่องที่พระวิญญาณกำลังสอนเรา  ยืนยันว่าพระวิญญาณกำลังนำเราไปว่าเปาโลอยากให้เรารู้ความจริงเรื่องนี้  เหมือนที่พระวิญญาณอยากให้เรารู้ และนำพาเราไปเรียนเหมือนกัน  เปาโลยืนยันว่าถ้ารู้เรื่องนี้เมื่อไร เราชนะขาดลอย เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิตทันที รู้ว่าอะไร? รู้ว่าเราอยู่ในพระคริสต์ หรือเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ มันเป็นเช่นไร? มันคือใคร? เราเป็นอะไรในพระเยซูคริสต์ เราจึงสามารถที่จะนับพรพร ที่เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ มีเยอะแยะมากมายไปหมดเลย พระพรนานัปการนั้นอยู่กับเรา เป็นของเรา  จับต้องมองเห็นได้ด้วยความเชื่อในพระเจ้า … ความเชื่อ คือสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สามารถจับต้องมองเห็นได้ เพราะความเชื่อนี้ เปาโลก็ยืนยันอยากจะให้เราเรียนรู้ว่าเคล็ดลับ ที่เปาโลได้ตรงนี้ คืออะไร?

เคล็ดลับในการเผชิญบนโลกใบนี้ และสามารถที่จะขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกสถานการณ์ มีสันติสุข มีความสงบสุข ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ท่ามกลางความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานนั้น ในใจเกิดความสงบ สันติสุข ชัยชนะเหนือโลกนี้ ทำได้อย่างไร?  เคล็ดลับคือการอยู่ในพระคริสต์

ซึ่งวันนี้เราจะเอาแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวครั้งต่อไป เราจะมาเรียนรู้ว่าเคล็ดลับตรงนี้ ในพระเยซูคริสต์เราเป็นใคร?  พระพรนานัปการมีอะไรบ้าง? เป็นเช่นไรบ้าง? เราจึงสามารถที่จะนับพระพรเหล่านั้นได้ ในขณะที่เกิดความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเกิดแน่ๆ  เป็นไปตามพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา แต่จงชื่นชมยินดีเถิด  เพราะเราชนะโลกใบนี้แล้ว

เราคือผู้ที่เชื่อในพระเยซู พอเราเชื่อในพระเยซูปุ๊บ วิญญาณเราได้ถูกย้ายมา และทำให้บังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นอาณาจักรหนึ่งในโลกวิญญาณ จะเรียกว่าอาณาจักรสวรรค์ก็ได้  เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ และที่นั่น เรามีพระพรนานัปการแล้ว พระพรอันแรกที่เห็นชัดที่สุดเลย เราได้รับแล้ว ก็คือจากลูกมาร กลายเป็นลูกพระเจ้า ที่พระองค์ทรงรักและห่วงใยเรามาก นี่คือหนึ่งในจำนวนนั้น  และยังมีอีกเยอะแยะมากมายไปหมดเลย  นี่คือความหวังใจ และนี่คือความเป็นจริงในพระพรนานัปการในโลกวิญญาณ ที่เราได้รับเรียบร้อยแล้วในพระเยซูคริสต์ และพระวิญญาณต้องการให้เราขอบคุณพระเจ้า ในสิ่งเหล่านี้ ว่าเราได้รับแล้วในพระเยซูคริสต์

การขอบคุณพระเจ้า ก็คือการนับพระพรทีละอัน … ฉันขอบคุณพระเจ้า ฉันเป็นลูกของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันรอดจากบาป ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ขอบคุณพระเจ้าอีกเยอะแยะมากมายที่เราจะเรียนรู้ต่อไป  ก็คือการนับพระพรในพระเยซูคริสต์ทุกๆ วัน ขอบคุณพระเจ้า เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

******************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 9 “ท่าทีในการอธิษฐาน” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  สิงหาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 9

“ท่าทีในการอธิษฐาน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับ การบรรยายวันนี้ จะเป็นบทสรุปของแนวทางในการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ซึ่งเราเรียนมา 2 เดือนแล้ว เชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน นี่คือ 4 ขั้นตอนของแนวทางสำหรับผู้เชื่อ ไม่ว่าจะเป็นใหม่หรือเก่า จำเป็นต้องรู้ความจริงเหล่านี้ เมื่อเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นผู้เชื่อแล้ว หรือเรียกว่ารับเชื่อแล้ว หรือเรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว  ต้องรู้ 4 ขั้นตอนนี้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  อธิษฐาน

3 ขั้นตอนแรกนั้น เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 9 ตอน

  1. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 1 เชื่อแล้ว -รับรู้ -วางใจ -อธิษฐาน
  2. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 2 จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน 1
  3. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 3 จดจ่อความคิดไปที่เบื้องบน 2
  4. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 4 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องโลกวิญญาณ
  5. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 5 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องการกินการอยู่ 1
  6. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 6 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องการกินการอยู่ 2
  7. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 7 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เรื่องสุขภาพ
  8. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 8 วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้
  9. แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน ตอนที่ 9 ท่าทีในการอธิษฐาน

วันนี้ เราจะมาสรุปจบขั้นตอนสุดท้าย  คือ “ท่าทีในการอธิษฐาน” ในพระคัมภีร์มีสอนเรื่องเกี่ยวกับการอธิษฐานไว้อย่างนี้ว่าฟีลิปปี 4:6-7

ฟีลิปปี 4:6-7 “6 อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ 7 แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”

 

ความจริงแล้ว ข้อนี้ ข้อเดียวสามารถเป็นบทสรุปของท่าทีในการอธิษฐานกับพระเจ้าได้เลย “อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย” ก็คืออย่ากระวนกระวาย หรืออย่างกังวล อย่าทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ เลย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์ที่เผชิญอยู่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็แสดงว่าตามปกติธรรมชาติ อยู่บนโลกใบนี้ มันต้องกังวล กระวนกระวายในเรื่องใดๆ ทั้งหมดเลยที่เจอไม่ดี ถูกไหม? พระคัมภีร์จึงเตือนเราว่าอย่าไปกังวล  ก็แสดงว่ามันกังวลอยู่ แต่พระคัมภีร์มีสิ่งอื่นที่ให้เราทำแทน ความวิตก ความกังวล ความกลัวในสถานการณ์เลวร้ายบนโลกใบนี้ ซึ่งมีเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดามากเลย ต้องเจอแน่ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า เจอทุกคน โลกใบนี้มันเละตุ้มเป๊ะ มันเลวร้าย  มันมีแต่ทุกข์ เพราะเจอทุกข์ ก็ต้องวิตกกังวล ต้องกระวนกระวาย หาความช่วยเหลือแน่นอน แต่พอเรามีพระเจ้า มาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเจ้าบอกว่ารู้จักพระเจ้าแล้ว มาเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องไปวิตกกังวล เหมือนแต่ก่อนนี้แล้ว ให้ทำอะไรแทน …

“แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า” จงทูลทุกสิ่ง ก็คือจงมาบอกพระเจ้า จงมาปรึกษาพระเจ้าในทุกสิ่ง แทนที่จะกังวล แทนที่จะกลัว แทนที่จะกระวนกระวายใจ มาอธิษฐาน มาคุยกับเราดีกว่า เราช่วยได้ คล้ายๆ อย่างนี้

เพราะฉะนั้น มาอธิษฐาน อยากได้อะไรล่ะ ต้องการอะไร? มีปัญหาอะไร? ทุกข์ร้อนเรื่องอะไร? ให้ทูลพระเจ้าได้หมดทุกอย่างเลย แทนที่จะไปวิตกกังวล ทุกอย่างเหล่านั้น เอาทุกอย่างเหล่านั้นมาคุยกับพระเจ้าแทน คุย 2 บุคคล เรากับพระเจ้าคุยกัน

ทูลขออย่างไร? ด้วยการอธิษฐาน และการอ้อนวอน บอกรายละเอียดด้วย พระเจ้า คือ Holy Father ก็คือพ่อผู้สถิตอยู่ในฟ้าสวรรค์ ผู้บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงรักเรา ผู้ทรงไม่เปลี่ยนแปลงในความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา ผู้ที่เราสามารถไว้วางใจได้ ไปคุยกับพ่อเรา  ขอพ่อเราได้ทุกอย่างเลย อ้อนวอน ขอความเห็นใจ ขอความเมตตาจากพระเจ้า ได้ทุกเรื่อง แล้วตรงนี้ บอกว่าด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน ไม่ได้หยุดแค่นั้น  พร้อมกับการขอบพระคุณ ก็แสดงว่าพระเจ้าสามารถทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตปัญหา หรือความไม่สบายใจ ความไม่สบายกาย การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ความวิตกกังวลบนโลกใบนี้ ไปได้อย่างแน่นอน ให้พร้อมด้วยการขอบพระคุณ

จะอธิษฐานอ้อนวอน ขออะไรจากพระเจ้าก็ตาม ให้ทำด้วยการตามด้วย ประกบด้วยการขอบพระคุณพระองค์ ก็คือไม่ว่าอธิษฐานแล้ว มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จากนั้นเป็นต้นมา จากที่เราอธิษฐานแล้ว พระเจ้าจะตอบอย่างไร? จะได้รับสิ่งที่เราทูลขอ ตามที่เราหวังไว้ หรือตามที่เราอยากได้หรือไม่ ก็ไม่รู้ พอเราอธิษฐานเสร็จปุ๊บ ก็จบปิดท้ายด้วย “ขอบพระคุณ” วิงวอน พูดคุย เล่าให้ฟัง ขอ อ้อนวอน แล้วตามด้วย ขอบพระคุณ เชื่อและวางใจว่าสิ่งที่พระเจ้าจะตอบให้กับเรา หรือนำพาเราไปในสิ่งที่เราอ้อนวอน หรือปรึกษาพระองค์แล้ว มันต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับเราอย่างแน่นอน มันอาจจะไม่ดี สำหรับคนอื่นๆ ที่มองเข้ามา ที่เขาไม่เข้าใจ แต่สำหรับเรา พระเจ้าเตรียมหลายๆ อย่างไว้ให้กับเรา เฉพาะส่วนตัวของเราแล้ว มันต้องดีที่สุด สำหรับชีวิตของเรา เพราะพระองค์ทรงรักเรามาก และขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ทุกสถานการณ์ ทุกเหตุการณ์เหล่านั้น

ฟังให้ดีๆ ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกกรณี คนละความหมาย ขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี คือในทุกสถานการณ์ ที่เราผ่านเข้าไป สถานการณ์ที่ไม่ดีมีไหม? มี สถานการณ์ที่ดี เราชอบมีไหม? มี ขอบคุณทั้งสองสถานการณ์ แต่ไม่ใช่ขอบคุณ สำหรับสถานการณ์ไม่ใช่

แมวที่เรารักที่สุดในบ้าน เลี้ยงมาตั้งนาน เกิดอุบัติเหตุรถทับตาย อย่างนี้เราไม่ได้ขอบคุณที่แมวตาย ไม่ใช่ เข้าใจไหม? ขอบคุณในสถานการณ์ หมายถึงแม้ว่าแมวจะตาย เราทุกข์เสียใจ พระเจ้าแมวตายไปแล้ว แต่เราขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์นั้น สถานการณ์ที่เรากำลังทุกข์ใจ ที่เราลำบากใจ ที่เราสูญเสีย เราขอบคุณตรงนี้ ไม่ใช่ขอบคุณพระเจ้าแมวตาย ดีใจ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ถ้าเราเจ็บป่วย ไม่ใช่เราขอบคุณพระเจ้าที่เราเจ็บป่วย ไม่ใช่ เจ็บป่วยเราก็ไม่อยากได้ พ่อเราก็ไม่อยากให้เราเจ็บป่วยหรอก แต่เมื่อมันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้น ขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์เหล่านั้น แม้ว่าจะเจ็บป่วย มันจะมีคำว่า “แม้ว่า” ตาม “ในสถานการณ์” ขอบคุณในสถานการณ์ที่เราต้องเจ็บปวด จากความเจ็บป่วย เจ็บปวดจากการล้มเหลวในชีวิต ในสถานการณ์นั้น เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ เห็นไหมครับ มันคนละอย่างกัน

ตรงนี้ไม่ได้บอกว่าอธิษฐานแล้ว พระเจ้าจะให้เราทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทูลขอ ตามที่เราอยากได้  แล้วก็ไม่ได้บอกว่าอธิษฐานแล้ว พระเจ้าให้ในสิ่งที่เราทูลขอแล้ว ได้รับเรียบร้อยแล้ว จึงขอบคุณพระเจ้า ไม่ใช่ บอกว่าพออธิษฐานเสร็จปั๊บ ขณะที่รอคำตอบ ขอบคุณเลย  ขอบคุณแล้ว ได้แน่นอน ไม่ว่าจะสิ่งดีที่เกิดขึ้น จะตรงกับใจเรา หรืออยากจะได้หรือไม่ ไม่รู้ แต่เรารู้ว่ามันดี สำหรับเราแน่นอน พระเจ้ารู้แล้ว พระเจ้านำพาแล้ว พระเจ้าเข้าใจแล้วว่าเราต้องการอะไร?  เดี๋ยวพระองค์ทรงกระทำเอง ไม่ใช่ตามที่เราอยากได้ แต่เราขอบคุณล่วงหน้าไปแล้ว ต้องเป็นอย่างนี้

หลังจากทูลขอทุกสิ่งจากพระเจ้า  ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณแล้ว สิ่งที่พ่อของเรา คือพระเจ้าสัญญาไว้ เมื่อสักครู่นี้ ตามพระคัมภีร์ว่าจะประทานให้เราอย่างแน่นอน ก็คือข้อที่ 7 ที่ตะกี้นี้เราอ่านด้วยกัน ที่บอกว่าพออธิษฐาน วิงวอน ขอบพระคุณเสร็จปุ๊บ แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความเข้าใจจะปกป้องคุ้มครองความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ นี่คือได้แน่ๆ นี่คือสิ่งที่ทรงสัญญา

ที่อันตราย ก็คือมีการนำเอาพระคัมภีร์ข้อนี้ ไปใช้อย่างผิดๆ มากถึงมากที่สุด นั่นก็คือไปเน้นที่ข้อ 6 ข้อเดียวว่า …

“อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ”

เขาใช้ข้อนี้ข้อเดียว แล้วก็เติมกิเลสเข้าไป ความอยากได้ส่วนตัวเข้าไป แล้วก็ไปต่อเองตามความคิด กิเลสตัณหาของเนื้อหนังของตนเอง  แล้วก็บอกว่าแล้วท่านจะได้รับในสิ่งที่ท่านอ้อนวอนทูลขอ อันนี้เติมเอาเองใช่ไหม?  เพราะเราอยากได้ เราเลยเติมเองว่าอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้า และขอบพระคุณพระเจ้า เสร็จแล้ว ท่านจะได้รับในสิ่งที่ท่านอ้อนวอนทูลขอ ตามที่ท่านต้องการ ยิ่งอธิษฐานเยอะๆ อ้อนวอนมากๆ ตื้อพระเจ้าเยอะๆ เขย่าบัลลังก์บ่อยๆ พระเจ้าจะรำคาญและจะให้ตามที่เราขอ ซึ่งมันไม่ตรงกับพระคัมภีร์เลยแม้แต่นิดเดียว เขาเรียกว่าพยายามสร้างความเชื่อตัวเอง เพื่ออยากจะได้ในสิ่งที่ตัวเราเองอยากได้ มันคนละเรื่องกันกับเมื่อตะกี้ที่เราวิเคราะห์จากถ้อยคำพระเจ้าที่พระองค์ทรงสัญญาไว้เลย สันติสุขในพระเยซูคริสต์ ที่จะปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของเรา ที่พระเจ้าสัญญาว่าเราได้รับแน่ๆ มันคนละเรื่องกับมาสร้างความเชื่อของเรา เราต้องได้ในสิ่งที่เราอยากได้  เราอธิษฐาน เพื่อให้การงานนี้สำเร็จ อย่างไรมันก็ต้องสำเร็จ เป็นไปตามที่เราลงทุนไปแล้ว เราต้องได้กำไรอย่างแน่นอน ยอดเยี่ยม ต้องได้แน่นอน ต้องสร้างความเชื่อขึ้นมา มันไม่ถูกเลยนะ แทนที่จะมีสันติสุข มันเกิดความทุกข์มากขึ้น เกิดความกระวนกระวายมากขึ้น

สิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ว่าจะประทานให้แน่ๆ คือสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ ต้องจดจำไว้เลยว่าสิ่งนี้ คือสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ นี่คือความจริงที่เราได้รับแน่ๆ อย่าให้มารหลอก

คำถามต่อไป แล้วทำไมบางครั้ง เราถึงไม่ได้ตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ คืออธิษฐานแล้ว ไม่ได้สิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้ ก็คือยังไม่มีสันติสุขในองค์พระเยซูคริสต์ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจเลย ยิ่งอธิษฐานไปเท่าไร? ยิ่งวิตกกังวล ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้น ทำไมมันเป็นอย่างนี้  ถูกไหม? ก็เพราะเมื่อขณะที่เราอธิษฐานไป เราอธิษฐานบนพื้นฐานที่มันไม่เป็นความจริง มันเป็นไปไม่ได้ เราถูกหลอก มันไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับเรา  เราถูกหลอกลวงด้วยอิทธิพลของระบบของโลกนี้ ที่เรียกว่ากิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ธรรมชาติบาปที่ยังปกคลุม ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ โดยมาร กระตุ้น ส่งสัญญาณมา หลอกล่อเรา ล่อลวงเรา ทั้งหมดนี้มันเป็นศัตรูอยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้าทั้งหมดเลย มันคือระบบของโลก

มันไม่ได้มา เพื่อสนองกิเลสตัณหาของเรา  แต่มันมาเพื่อหลอกลวงเรา เราก็จะไม่ได้ตามกิเลสตัณหาเราด้วย ไม่ใช่ได้นะ ไม่ได้ ไม่ใช่เลือกเอาว่าจะเอามัน แล้วมันจะได้ มันไม่ได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นจะเอามัน แล้วอยากจะได้สุขภาพแข็งแรงตลอดชีวิต ไม่ป่วยเลย มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันหลอกเราว่าเป็นไปได้ๆ เราจะเอามีแต่ความสำเร็จ มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง แล้วจะมีความสุข มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันหลอกลวงเราว่ามันเป็นไปได้ๆ แล้วเราก็ตามมัน ไม่ใช่ว่าตามมันแล้วจะได้ มันไม่ได้ เรื่องสำคัญมันตรงนี้ ถ้าตามมันได้ มันยังเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่ง ไปเอาทรัพย์สมบัติ เอาสุขภาพแข็งแรงเลยดีกว่า ไม่เอาพระเจ้า มันไม่ใช่อย่างนั้น มันไม่ได้พระเจ้าด้วย แล้วก็ไม่ได้สุขภาพแข็งแรงด้วย มันถูกหลอกทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะมารมา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลายเท่านั้น แล้วตอนนี้มันมา เพื่อขโมย ฆ่า และทำลายสันติสุขที่พระเจ้าได้ประทานให้กับเราแน่ๆ มันจะขโมยออกไปให้ได้ มันไม่สามารถขโมยสิ่งอื่นได้ นอกจากเอาสันติสุข ในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ที่พระเจ้าตั้งใจประทานให้กับเรา  มันไม่จำเป็นต้องมาขโมยสุขภาพแข็งแรงของเราไป มันไม่จำเป็นต้องมาขโมยความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ จากเราไป เพราะเราต้องเผชิญอยู่แล้วแน่นอน แต่มันจะขโมยสิ่งที่พระเจ้าตั้งใจให้เรามี ก็คือสันติสุขในองค์พระเยซูคริสต์ มันจึงพยายามที่จะปิดบังความจริง โกหก ให้เราเข้าใจผิด และยัดเยียดความโลภทุกชนิดเข้ามาแทนที่สันติสุขนั้น เกิดความโลภ เราจึงไม่สามารถพักสงบ เหมือนอย่างที่พระเยซูคริสต์สัญญาว่าเมื่อมารู้จักพระองค์ มาเชื่อในพระองค์แล้ว เราจะได้พักหายเหนื่อยและเป็นสุข อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า เราจึงอยู่ตรงข้ามน้ำพระทัยพระเจ้า ทั้งๆ ที่เราเป็นลูกของพระเจ้า สมควรที่จะได้รับสันติสุข แต่กลับไม่ได้รับ เพราะมารมันทำลายสันติสุขนี้ หรือทำให้ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์หมดกำลังลง แรงลดลง ได้ผลน้อยลง เพื่อไม่ให้เราไปเป็นพยานบอกคนอื่นว่านี่คือความสำเร็จ มันก็จะบอกว่า …

“นี่ไง มารู้จักพระเจ้า พระเจ้าให้อธิษฐานแล้วจะได้ ไม่เห็นได้เลย  มีแต่ความทุกข์”

แต่ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า แล้วเรามีสันติสุข คนจะมองเห็นเองว่า …

“เขาผ่านความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ด้วยสันติสุข ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจ เขาผ่านไปได้อย่างไรความสุข สันติสุขบนโลกใบนี้ เพราะพระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับเขา เป็นกำลังให้กับเขา เป็นคนพาเขาไป”

เห็นไหม ข่าวประเสริฐก็จะมีฤทธิ์ มีกำลัง นี่คือความจริง

หลายสิ่งหลายอย่างที่พระเจ้าบอกว่าได้ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ ยกตัวอย่างเช่น เราได้เกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระพรทางฝ่ายวิญญาณเยอะแยะนานับประการ ให้เรารับรู้และได้รับเรียบร้อยแล้ว มารมันพยายามมาขโมยไป แทนที่เราจะเชื่อ เรากลับไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไร?

“ตอนนี้เราอยู่ในสวรรค์แล้ว” … เราก็ไม่ค่อยเชื่อ

“พระเจ้าสถิตอยู่แล้ว” … เราก็ไม่ค่อยเชื่อ

เห็นไหม? มันพยายามจะขโมยสิ่งเหล่านี้ จากเราไป ความจริงเหล่านี้ บางสิ่งที่พระเจ้าบอกว่า ..

“รอแป๊บหนึ่งนะ อยู่บนโลกใบนี้”

เรากลับโลภ เคี่ยวเข็ญ บีบบังคับ ต้องการเดี๋ยวนี้ เช่นความสำเร็จ ในฐานะ ในตำแหน่งการงาน ในทรัพย์สมบัติ ความสุขบนโลกใบนี้ ชื่อเสียง ที่คนนับหน้าถือตาบนโลกใบนี้ สุขภาพแข็งแรงบนโลกใบนี้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ตามนั้นจริง แต่เรากลับแสวงหา อยากได้

ความจริงที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการอธิษฐาน คือสิ่งนี้แหละ และวันนี้เราจะมาเรียนเพิ่มเติมว่าสิ่งเหล่านี้ คือความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ความจริงบนโลกใบนี้ที่พระเจ้าบอกเรา ถ้าเราไม่มีพื้นฐานความจริงเหล่านี้ เราถูกหลอกไปเรื่อยๆ ชีวิตในการอธิษฐานของเรา จะไม่มีประโยชน์เลย มันไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย

วันนี้เราจะมาเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องของพื้นฐานสำคัญในการอธิษฐาน ต้องรู้พื้นฐานตรงนี้ …

 

          (1) ผู้เชื่อทุกคนสามารถเรียนรู้จักพระเจ้าได้ด้วยตนเอง

เคยมีใครบอกท่านไหมว่าผู้ที่มาเชื่อพระเจ้าแล้วทุกคน ไม่ว่าจะเชื่อใหม่ขนาดไหน? หรือเชื่อเก่าขนาดไหนก็ตาม ผู้เชื่อทุกคนสามารถเรียนรู้จักพระเจ้าได้ด้วยตัวตนของเขาเอง ฮีบรู 8:11 บันทึกไว้อย่างนี้

ฮีบรู 8:11 “ผู้คนจะไม่สอนเพื่อนบ้าน  หรือสอนพี่น้องของตนอีกต่อไปว่า  ‘จงรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า’ เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา ตั้งแต่ผู้น้อยที่สุด ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่สุด”

 

ในอดีต ในพันธสัญญาเดิม ประชากรของพระเจ้า คือชาวยิว อิสราเอล เขารู้ว่าตัวเขาเองเป็นคนบาป เขาก็อธิษฐานขอพระเจ้าทรงชำระให้บริสุทธิ์ อธิษฐานขอให้พระองค์มาอยู่ใกล้ๆ  อธิษฐานอยากได้เรียนรู้จักพระองค์ ฟังให้ดีๆ นะครับ นี่คืออดีตก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน

แต่พันธสัญญาใหม่ในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้อยู่ในเราแล้ว สอนเราตลอดเวลา ในเรื่องของพระองค์ ในวิญญาณของเราแล้ว พระเจ้าได้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ แทนที่พระคัมภีร์เดิม ที่อยู่ในหนังสือม้วน อยู่ในหนังสัตว์ พระองค์ได้เขียนข้อพระคัมภีร์ใหม่ กฎใหม่ สิ่งที่พระองค์ต้องการ สิ่งที่พระองค์ประสงค์  น้ำพระทัยของพระองค์ เขียนไว้ที่ในวิญญาณ ในความคิดจิตใจของผู้เชื่อที่เกิดใหม่นั้นแล้ว  ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน รับรู้ จดจ่อ ความจริงนี้ด้วยความเชื่อและวางใจ ค่อยๆ เรียนรู้จักพระองค์ไปจากข้างใน เรียนรู้จากพระเจ้า ไม่ใช่เรียนรู้จากข้างนอก เรียนรู้จากข้างนอก มีโอกาสถูกล่อลวง ต้องเรียนรู้จากข้างใน เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราข้างใน เราได้เกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้าแล้วข้างใน พระวิญญาณผู้ทรงสถิตอยู่กับเรา เป็นมัดจำ เป็นพี่เลี้ยงเรา เป็นผู้สอนเราในเรื่องของพระเจ้า

อย่างเช่น เวลาเราเชื่อพระเจ้า โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อพระเจ้าใหม่ๆ จะรู้สึกว่าบางครั้งเราฟังคำบรรยาย คำเทศนา หรืออ่านพระคัมภีร์ หรือเดินไปเดินมา เห็นธรรมชาติ เรารู้สึกอะไรบางอย่าง เหมือนกับความคิดของเราข้างในใจเลยนะ เราก็เคยคิดอย่างนี้ ใช่จริงๆ ด้วย ความรู้นี้ ออกมาจากข้างใน ไม่ใช่มาจากข้างนอก เราจะรู้สึก …

“เอเมน ใช่ๆ เขาเทศนามาเรื่องนี้ ใช่เลย มันเหมือนที่เราคิดอยู่ในใจเลย”

นั่นแหละ พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้กำลังสอนเรา ในเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ เกี่ยวกับพระเจ้า ตอนที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย แล้วข่าวประเสริฐของพระเจ้านำพาผู้คนให้บังเกิดใหม่ เป็น คริสเตียนในยุคเริ่มต้นนั้น ไม่มีพระคัมภีร์เหมือนเราทุกวันนี้ มาอ่านกันเยอะแยะไปหมด มีแค่จดหมายฝากที่อัครสาวกเขียน แล้วก็บันทึกส่งไป บางทีเมืองหนึ่งมีแค่ฉบับเดียว สองฉบับเอง อ่านวนไปวนมา แล้วเขาเหล่านี้จะเรียนรู้กันอย่างไร? พระคัมภีร์ไม่มี แถมประชากร 70%  สมัยนั้นอ่านหนังสือไม่ออก แล้วข่าวประเสริฐมาถึงเราได้อย่างไร? คนที่อ่านออก ก็อ่านให้คนที่อ่านไม่ออกฟัง คนที่ฟังอยู่ ก็พยายามเงี่ยหูตั้งใจฟัง ก็แค่นั้น แล้วที่เหลือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ข้างใน เรามีพระคัมภีร์ทั้งเล่มอยู่ข้างใน พระคัมภีร์เรียกว่าถ้อยคำของพระคริสต์สถิตอยู่กับเขาตลอดทั้งหมดเลย พระเจ้าก็จะนำเขา สอนเขาทีละขั้น ทีละตอน เขาจะรู้จักน้ำพระทัยพระเจ้า รู้จักพระเจ้าดี จากข้างในออกมา นี่คือสิ่งที่ข่าวดีของพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องที่แปลกและแตกต่างกับความเชื่อ หรือลัทธิอื่นๆ มากมายไปหมด ก็คือจากข้างในออกมาข้างนอก

ถ้อยคำเหล่านี้ จะถูกเขียน บันทึกอยู่ในวิญญาณ ในใจของผู้เชื่อที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าแล้ว โดยความเชื่อ  ได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าจึงตรัสว่าทุกคนจะรู้จักเรา ด้วยวิญญาณของเขาเอง ฉะนั้น จงรับรู้ความจริงนี้ด้วยความมั่นใจว่าพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา เราได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปหาที่ไหน เปาโลจึงอธิษฐานในหนังสือ เอเฟซัส บทที่ 1 บอกว่า …

“ขอพระเจ้าเปิดตาใจฝ่ายวิญญาณให้เราได้รู้ถึงเรื่องนี้ว่าทั้งหมดอยู่ข้างในเราแล้ว เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระเจ้าอยู่ในท่านเรียบร้อยแล้ว ผู้เชื่อทั้งหลาย”

นี่เราควรจะพกความจริงตรงนี้ เข้าไปในการอธิษฐานเห็นไหม? พื้นฐานในการอธิษฐานกับพระเจ้า คือตรงนี้ สำคัญมาก จะอธิษฐานเมื่อไร? คำว่าเข้าไปอธิษฐาน อย่าไปนึกถึงพิธีรีตองว่าหมายถึงเข้าไปในห้องอธิษฐาน เข้าไปในโบสถ์อธิษฐาน ไม่ใช่ หมายถึงเมื่อไรก็ตามที่ท่านรู้สึกว่าอยากจะคุยกับพระเจ้า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม คิดอยู่ในใจปุ๊บ ข้อมูลเหล่านี้ต้องมาหมดเลย  ความรู้ ความจริงเหล่านี้ต้องมาหมดเลยว่าท่านรู้จักพระเจ้าดีมากเลย ดีกว่าใครเพื่อน เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน คุยกับท่านตลอดเวลา ให้ท่านเรียนรู้พระเจ้าได้ตลอดเวลา ให้พระเจ้าเป็นหนึ่งในชีวิตท่าน นั่นคือข้อหนึ่ง

 

คราวนี้มาข้อ 2 พื้นฐานอีกอันหนึ่งที่เราควรจะพกติดตัวเข้าไปในการอธิษฐานทุกครั้ง คือความจริงเรื่องนี้  …

          (2) วิญญาณของเราได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า

อันนี้สำคัญมากๆ ซึ่งจริงๆ หลายตอนที่แล้วก็พูดถึงเรื่องนี้มาแล้ว แต่อยากเน้นอีกครั้งหนึ่งว่าพกติดตัว ความจริงนี้เข้าไปเลย อย่าให้มารเอาอันนี้ออกไปจากเราได้ ให้ความจริงนี้ติดตัวเข้าไปเลยว่าวิญญาณของพระเจ้ากับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องอธิษฐานกับพระเจ้าอีกว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา … ขอพระเจ้าสถิตด้วยกันกับลูก … ขอพระเจ้าสถิตด้วยกันกับเธอ”

ไม่ต้องขอแล้ว เพราะว่าพระองค์อยู่แล้ว

“ขอพระเจ้าเสด็จลงมาอยู่ ณ ที่นี่ด้วย”

ไม่ต้องขอแล้ว เราไปที่ไหน พระเจ้าสถิตอยู่ที่นั่น เอเมนไหม? คือไม่ใช่ว่าเราพูดสิ่งนี้ เพื่อเป็นการเย่อหยิ่งจองหอง ไม่ใช่ แต่เพื่อการปกป้องข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่เป็นความจริง เพราะความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ ทำให้เราเป็นไท และคนที่รู้ความจริงเป็นไทด้วย เป็นอิสระด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องรักษาความจริงนี้ไว้ เข้มงวดสักนิดหนึ่ง เอาความเคยชินของเรา ที่เคยได้ยินได้ฟังคนอื่นเขาอธิษฐาน เหมือนนกเหมือนกา เขาว่ามาอย่างนี้ ก็ว่าไปตามนั้น ซึ่งตรงพระคัมภีร์หรือไม่ ไม่รู้ เขาว่ามาอย่างนี้ว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยนะ พระเจ้าขอพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วยกับลูก ลูกกำลังจะเดินทางเข้าป่า (สมมตินะ) ลูกกำลังเดินทางไปทำกิจการงาน ลูกกำลังจะเดินทางไปผ่าตัด ขอพระเจ้าสถิตอยู่กับลูกด้วย”

เราก็อธิษฐานไปอย่างนั้น แล้วมันถูกต้องไหม? ไม่ถูกต้องตามความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ฮีบรู 13:5 ได้บันทึกอย่างนี้ …

ฮีบรู 13:5 “จงรักษาชีวิตของท่านให้เป็นอิสระจากการรักเงินทอง  และจงพอใจในสิ่งที่ตนมี  เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน”

 

ผู้เชื่อทั้งหลาย คริสเตียนทั้งหลายที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าตรัสว่า …

“เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน และเราจะไม่มีวันละท่านเลย ท่ามกลางโควิดในปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤตปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน การทำมาหากินลำบากลำบน ยากแค้นนัก ไม่ต้องอธิษฐานเลยว่า … “พระเจ้าขอทรงสถิตอยู่กับลูกด้วย” …”

เพราะว่าพระองค์ทรงอยู่แล้ว และไม่ทอดทิ้งเราไปไหนเลย 1 โครินธ์ 6:17 ยิ่งชัดเจนใหญ่เลย

1 โครินธ์ 6:17 “แต่คนที่รวมตนเอง เป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในจิตวิญญาณ”

 

“แต่คนที่รวมตนเอง” หมายถึงคนที่เชื่อมกับวิญญาณของพระเจ้า ก็คือเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ก็คือคนที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ และได้รับการบัพติศมา จุ่มลงไป เชื่อมลงไปในวิญญาณของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ วิญญาณของเขากับพระเจ้าได้เป็นหนึ่งเดียวกันเรียบร้อยแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณ นี่พระคัมภีร์พูดไว้อย่างนั้น

แทนที่จะแสวงหา หรือขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย แทนที่จะเป็นอย่างนั้น เราควรจะขอบคุณ  ขอบคุณให้ติดปากเลย เพื่อจะได้ชิน จะได้รู้ว่าพระเจ้าอยู่กับฉันตลอดเวลา  การขอบคุณ เป็นการใช้ความเชื่อตามถ้อยคำพระเจ้าที่เป็นความจริง เราจึงขอบพระคุณ ขอบคุณเลย ขอบคุณ คนที่ได้ยินข้างๆ อาจจะไม่รู้จักพระเจ้า ก็ได้ฟังข่าวประเสริฐจากเราไปในตัว ความจริงนี้จะทำให้เขาเป็นไท เป็นอิสระ ก็คือพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย มีองค์ เข้าใจไหม? มีองค์

“ฉันขอบคุณพระเจ้า เพราะฉันมีองค์สถิตอยู่กับฉัน”

พอไปบ่อยๆ ไปนานๆ เข้า วันแล้ววันเล่า  ปีแล้วปีเล่า มันก็ติดปาก ติดใจ ติดอยู่ในความเชื่อมั่นคงว่าพระเจ้าอยู่กับฉันตลอดเวลา มันก็เลิกที่จะบอกว่า …

“ขอพระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน ขอพระเจ้าอยู่กับลูกด้วย”

พระเจ้าอยู่กับลูกอยู่แล้ว ความเชื่อเพิ่มพูนขึ้น ในเรื่องความจริงในเรื่องนี้ มันจะเห็นชัดเจนเลย และความจริงนี้ ก็จะทำให้เราเป็นอิสระ มารไม่สามารถมาขโมยไปได้ การขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์กระทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น  ไม่ใช่เพื่อว่าพระเจ้าจะได้รับเกียรติ เพื่อพระเจ้าจะได้ดีใจว่าเราระลึกถึงพระคุณของพระองค์ ไม่ใช่อย่างนั้น  แต่มันเป็นการยอมรับความจริงด้วยความเชื่อ ซึ่งทำให้เราเป็นอิสระ และทำให้ไม่ถูกหลอกลวงอีกต่อไป และทำให้เรามีชีวิตที่สอดคล้องกับความจริง กับน้ำพระทัยพระเจ้าที่เป็นจริงๆ ไม่ถูกหลอกให้หันไปเหมา ก็คือเราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าในวิญญาณ ก็คือหนึ่งเดียวกันกับความจริงในพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระองค์เหมือนกัน ด้วยความเชื่อทั้งสิ้น ไม่ใช่ด้วยการกระทำในทุกวิถีทาง ไม่ใช่อยากเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า อยากจะติดสนิทกับพระองค์ ก็ใช้อธิษฐานเยอะๆ แล้วจะได้ติดสนิท ไม่ต้อง เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับเราเรียบร้อยแล้ว ต้องรับรู้ความจริง ยอมรับความจริงนี้ แล้วหมั่นฝึกฝนความจริงเหล่านี้ เชื่อ เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ด้วยวิธีการที่จะกระทำให้ได้ติดสนิทอยู่กับพระเจ้า ไม่ใช่ ที่จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ บางคนบอกว่าต้องอธิษฐานเยอะๆ ใช้เวลากับพระเจ้าเยอะๆ อ่านพระคัมภีร์เยอะๆ จะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ ไม่ใช่เลย เพราะว่ามันเป็นไปแล้ว ตั้งแต่เรายังไม่รู้เรื่องเลย พอเรารับเชื่อในพระเจ้าปุ๊บ วิญญาณเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์เรียบร้อยไปแล้ว เพียงแต่ไปรับรู้ความจริงในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ แล้วค่อยๆ เดินไปกับพระองค์ทุกวันๆ ความจริงเหล่านี้ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้นในชีวิตของเรา

มันไม่ใช่ด้วยวิธีการกระทำทุกรูปแบบของเรา ที่จะให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ แต่ด้วยความเชื่อในการเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ต่างหาก พอเชื่อแล้วมันเกิดใหม่ พอเกิดใหม่แล้วมันเป็นเลย พอเป็นเลยเรารับรู้ความจริง แล้วก็เดินเตาะแตะๆ ไปกับพระองค์ นี่แหละคือความจริงที่ไม่สามารถถูกใครขโมยไปได้ ไม่มีทาง ซึ่งการกระทำอย่างนี้ พระเจ้าพอใจมาก ก็คือเรากำลังใช้ความเชื่อ เรากำลังเป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อ คือขอบพระคุณในทุกสิ่งที่ได้ทรงกระทำให้เราเรียบร้อยไปแล้วในพระเยซูคริสต์ อะไรที่พระเจ้าทรงให้เราเรียบร้อยแล้วในพระเยซูคริสต์ เราก็ขอบคุณ ขอบคุณลูกเดียว ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน มือจับต้องไม่ได้ แต่เรารู้ พระคัมภีร์บอกไว้ แล้วเรารู้จากภายในของเรา พระวิญญาณยืนยัน เราขอบคุณพระเจ้าในสิ่งเหล่านี้

 

ข้อที่ 3 ที่เราควรจะเรียนรู้ และพกติดตัวไปในการอธิษฐานกับพระเจ้าเป็นพื้นฐานสำคัญ คือ …

          (3) เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์  สะอาด  ปราศจากบาป  สมบูรณ์ครบถ้วน  โดยพระโลหิตพระเยซูคริสต์ตลอดไปแล้ว

ฮีบรู 10:14 จริงๆ ข้อพระคัมภีร์เรื่องนี้มีเยอะไปหมดเลย เอามาข้อเดียวพอ เพราะตอนแรกๆ ที่สอนไปแล้ว มีเยอะแยะ ไปฟังดู ก็รู้นะครับ

ฮีบรู 10:14 “เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำให้บรรดาผู้ที่กำลังรับการทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้น บรรลุความสมบูรณ์พร้อมเป็นนิตย์  โดยการถวายบูชาครั้งเดียว”

 

เราผู้ที่เชื่อแล้ว หรือเป็นคริสเตียนแล้ว พอเชื่อปุ๊บ บังเกิดใหม่ทันที พอบังเกิดใหม่ เราไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป ไม่ได้อยู่ในบาปอีกต่อไป ตัวเก่าของเราที่อยู่ในบาป อยู่ในอาดัม อยู่ในอาณาจักรของความมืด ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมาระแวงอีกว่าพระเจ้าจะอภัยในความบาปของเราอีกหรือไม่? ถ้าเราเกิดพลาดพลั้งไป ฟังให้ดีๆ ไม่ต้องระแวงว่าพระองค์จะอภัยไหม ถ้าเราจะไปโกรธ ไปเกลียด ไปโลภ ไปขโมยเขา  เพราะพระองค์อภัยให้หมดเรียบร้อยแล้ว ล่วงหน้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ เข้าไปอธิษฐานกับพระเจ้าทุกครั้ง ด้วยความมั่นใจ ในฐานะที่เราเป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาดบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยสง่าราศี ไม่ว่าขณะนั้นที่เราคิดอยู่ จะมีความรู้สึกในความคิดเป็นอย่างไรก็ตาม รู้สึกเบื่อ เซ็ง รู้สึกตัวเองสกปรก รู้สึกตัวเองไปทำไม่ดีมาเมื่อตะกี้นี้ แต่พอมาอธิษฐานปุ๊บ สับสวิตช์ไปที่โลกวิญญาณ เราสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ ไม่มีบาปเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะเราเป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์บอกว่าเราเป็นผู้เชื่อ ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น ด้วยความเชื่อในถ้อยคำของพระเจ้าว่าเราสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ เรียบร้อย เราได้บังเกิดใหม่ เรียบร้อยไปแล้ว ไม่ใช่ตามองเห็น หรือรู้สึกว่าเมื่อตะกี้นี้ไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องมา นั่นคือความรู้สึก แต่ความจริง คือ …

“ฉันบังเกิดใหม่ สะอาดบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ เป็นลูกของพระเจ้า เข้าไปหาพระเจ้าได้ทุกเมื่อ”

นี่แหละต้องพกติดตัวเข้าไปอธิษฐานกับพระเจ้าทุกครั้ง สำคัญมาก

พระเจ้าตรัสว่า … “เราจะไม่จดจำความบาปของเขาอีกต่อไป ตะวันออกห่างจากตะวันตกเท่าไร เราได้นำเอาความบาปออกไปจากตัวเขาเท่านั้น”

ออกไปแล้ว ไม่มีทางเข้ามาอยู่ในชีวิตของเราได้อีกเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นให้เข้าไปหาพระเจ้าด้วยความรู้สึกอย่างนี้แหละว่าฉันไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป ฉันเคยเป็นคนบาป แต่ตอนนี้เป็นคนชอบธรรม บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เป็นลูกของพระเจ้า ไม่ต้องอธิษฐานว่า …

“พระเจ้าอภัยให้ลูก ขออภัย”

ถ้าเราทำอะไรผิดพลาดไป เรารู้ปุ๊บ  ถามว่าเราอธิษฐานพระเจ้าขออภัยได้ไหม? ต้องตอบว่า … “ได้” …  แต่ต้องอยู่ในท่าทีที่รับรู้ความจริงในข่าวประเสริฐ แบบเมื่อสักครู่นี้ที่บอกมา ต้องรักษาความจริงของข่าวประเสริฐ อย่างที่ผมบอกว่าถ้าเรารู้ความจริง เราปฏิบัติ เราดำเนินชีวิตตรงตามพื้นฐานของถ้อยคำพระเจ้า แห่งความจริง ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า  เท่ากับเรากำลังรักษาความจริง รักษาข่าวประเสริฐนั้น ไม่ให้มันผิดเพี้ยนไปว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว ทันทีทันใดนั้น เราไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป ให้ยืนหยัดอย่างมั่นคงในความจริงของข่าวประเสริฐ แต่เราขออภัยได้ ด้วยความรู้สึกเสียใจ ที่ได้ทำสิ่งที่ไม่สมควรกับฐานะที่เป็นลูกพระเจ้า ที่สะอาดบริสุทธิ์เรียบร้อยไปแล้ว ที่พระเจ้าอภัยโทษบาปทั้งสิ้นให้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความรักและพระคุณมากมาย เราเพียงแค่ ขออภัยจากพระเจ้า เพราะมันติดปากไป ถ้าให้ดี เปลี่ยนไปได้ ก็บอกว่า …

“พระเจ้าลูกเสียใจ” อย่างนี้ยังเท่ห์กว่าอีก

แต่ถ้ามันติดไปแล้ว ก็ไม่เป็นไร? แต่สำคัญคือท่าทีของเราข้างใน ต้องรู้ว่าที่เราขออภัยนั้น ความหมายในความคิดของเรา คือเรากำลังบอกพระเจ้าว่า …

“ลูกเสียใจ ลูกไม่น่าทำเลย เพราะลูกเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ลูกเป็นผู้ที่บริสุทธิ์สะอาดศักดิ์สิทธิ์แล้ว ไม่สมกับฐานะของลูกเลยที่จะเกลือกกลั้วกับความประพฤติเช่นนั้น”

แต่ไม่ใช่หมายถึงกำลังมาวิงวอนขอพระเจ้า …

“ยกโทษให้ลูกด้วย”

ถ้าเราพูดอย่างนั้น เท่ากับเรากำลังทำลายความจริง เรากำลังพูดว่าพระเยซูโกหก พระองค์ผู้ทรงตรัสที่ไม้กางเขนว่า … “สำเร็จแล้ว” … ไถ่บาปเราเรียบร้อยแล้ว ชำระเราเรียบร้อยแล้ว เราบอกพระองค์โกหก ก็บอกด้วยวิธี …

“พระเจ้าขออภัยให้ลูกด้วย ไถ่บาปให้ลูกด้วย”

นี่ไง พระเยซูบอกเราไถ่เรียบร้อยแล้ว เราพูดไม่ตรงกับที่พระเยซูพูด ต้องมีคนใดคนหนึ่งโกหก เราจะเป็นคนโกหก หรือพระเจ้าโกหก ท่านลองคิดดู

เพราะฉะนั้น เราควรจะเสียใจ ที่เราได้กระทำสิ่งที่ผิดพลั้งไป ขอกำลังจากพระเจ้า ช่วยให้ชนะอิทธิพลของกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ที่เราตกลงไปในการล่อลวงนี้ด้วยเถิด ช่วยเราให้ชนะการล่อลวงเหล่านี้ เสร็จแล้ว ก็วางใจในพระเจ้า ในถ้อยคำพระเจ้า แล้วลืมไปเลยว่าเราเคยทำอะไรมา ทำไมเราต้องลืม? ก็พระเจ้ายังลืม พระเจ้ายังไม่จดจำ แล้วเราไปจดจำทำไม? ลืมไปเลย เหมือนไม่เคยทำมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระคัมภีร์บอกพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ยังมีฤทธิ์อำนาจอยู่ และยังมีฤทธิ์อำนาจตลอดไป ในการชำระและลบล้างความผิดบาปให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย ออโตเมติกเลย พอท่านทำปุ๊บ ลบทันที ไม่มีการบันทึก พระเจ้าก็ไม่จดจำ พระโลหิตก็ลบทิ้ง เมื่อวานนี้ท่านไปว่าเขา ไปด่าเขา ไปโกงเขา ลบทิ้ง

ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่หมายถึงว่าต่อไปนี้เราก็ทำผิดบาปเรื่อยๆ ได้มันทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะวิญญาณของท่านเปลี่ยนไปแล้ว เป็นลูกพระเจ้า พระเจ้ากำลังสอนท่าน ท่านทำไม่ได้ พระคัมภีร์บอกว่าพระคุณสอนให้เรา เลิกบาป กฎเกณฑ์ การบังคับ ไม่สามารถทำให้คนเลิกบาปได้ แต่พระคุณความรักของพระเจ้า ทำให้คนเลิกบาปได้ ค่อยเรียนรู้กันทีหลัง

 

ข้อที่ 4 พื้นฐานในการที่จะพกติดตัวเข้าไปในการอธิษฐานกับพระเจ้า เพื่อให้ได้สันติสุข ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ คือ …

          (4) อธิษฐานด้วยท่าทีของการขอบพระคุณ  ออกมาจากใจจริง  ที่บริสุทธิ์

ทุกคนทำได้อยู่แล้ว ไม่เคยสังเกตเท่านั้นเอง อธิษฐานด้วยท่าทีของการขอบพระคุณ ออกมาจากใจจริง ที่บริสุทธิ์ เหมือนหลายๆ ครั้งที่เราหลุดปากออกมา ทุกวันนี้ทุกคนก็มีหลุดปากออกมาบ่อยๆ นั่นแหละ กลับไปใคร่ครวญ นั่นหลุดออกมาได้อย่างไร?

ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวออกไปข้างนอก … “ขอบคุณพระเจ้า วันนี้ฝนไม่ตก”

หรืออะไรที่มันหลุดปากท่านออกมา … “ขอบคุณพระเจ้า ยางแฟบพอดีเลย วันนี้เอารถออกมา พกเครื่องปั้มลมมาพอดี”

ถามว่าท่านขอบคุณพระเจ้าออกมาจากไหน? ความบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดเลย มันจะจากข้างในออกมา ขอบคุณพระเจ้า นั่นแหละ แต่มันมีบ่อยกว่านั้นเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น รับรู้  จดจ่อ  จดจำจนขึ้นใจในพรนานานับประการของพระเจ้า ที่ให้ไว้เรียบร้อยแล้วในโลกฝ่ายวิญญาณ รับรู้ได้มากเท่าไร? เยอะเท่าไรว่าพระเจ้าได้จัดเตรียมอะไรให้เราเรียบร้อยแล้วในโลกฝ่ายวิญญาณ เราอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เรานั่งอยู่เบื้องขวากับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เราได้บังเกิดใหม่แล้ว  เราบริสุทธิ์สะอาดแล้ว พระพรนานานัปการ พระองค์ทรงให้เราเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราแล้ว สิ่งเหล่านี้เรารับรู้ จดจำได้มากเท่าไร? เราก็จะสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ด้วยความบริสุทธิ์ เป็นธรรมชาติออกจากปากของเราได้มากเท่านั้นแหละ มันจะโผล่มาได้มากเท่านั้นแหละ 1 เธสะโลนิกา 5:16-18 บอกไว้อย่างนี้ …

1 เธสะโลนิกา 5:16-18  “16 จงชื่นชมยินดีอยู่เสมอ 17 จงอธิษฐานอยู่เสมอ 18 จงขอบพระคุณในทุกสถานการณ์  เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์”

 

ให้ธรรมชาติการขอบคุณพระเจ้าออกมาตรงนี้เลย เพราะนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็คือขอบคุณพระเจ้า เหมือนตะกี้ที่ผมบอกออกไปปุ๊บ …

ฝนไม่ตก … “ขอบคุณพระเจ้า”

เลี้ยวรถออกไปปุ๊บ รถมันเฉี่ยวพอดี เกือบชน … “ขอบคุณพระเจ้า ถ้าออกไปเร็วกว่านี้ โดนชนไปแล้ว ขอบคุณพระเจ้า”

มันออกจากปากได้อย่างไร? ข้อ 18 บอก … จงขอบคุณพระเจ้าอย่างนั้นแหละ จงขอบคุณในแบบนั้นแหละ แต่ในนี้บอกว่าในทุกสถานการณ์ จงขอบคุณพระเจ้าแบบธรรมชาติอย่างนั้น  ในทุกสถานการณ์ “ใน” นะ อย่างที่ตะกี้นี้บอก ไม่ใช่สำหรับ

สมมติว่าตะกี้นี้บอก แมวที่รัก สุนัขที่รัก ถูกอุบัติเหตุตายไป ทันทีทันใดปุ๊บ มันต้องเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา เสียใจกับมัน แต่ขอบคุณพระเจ้าในสถานการณ์อย่างนั้น นี่มันหมายถึงอย่างนั้น ในทุกสถานการณ์ เพราะว่านี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับท่านทั้งหลาย ในพระเยซูคริสต์ ก็คือสำหรับเราผู้เชื่อทั้งหลายนั่นเอง นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับเรา ผู้เชื่อทุกคน คือชื่นชมยินดีในพระคริสต์ เพราะเราอยู่ในพระคริสต์อยู่แล้ว พอเราเชื่อ เราบังเกิดใหม่ เราอยู่ในพระคริสต์ทันที บอกให้เราชื่นชมยินดีที่เราอยู่ในพระคริสต์แล้วตอนนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าเราชื่นชมยินดีตรงนี้ได้ เราก็สามารถขอบคุณตลอดเวลาได้ แม้ว่าตอนนั้นจะพบกับความโศกเศร้าเสียใจก็ตาม แต่ในสถานการณ์โศกเศร้าเสียใจ เราสามารถขอบคุณพระเจ้าได้ว่าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้แมวตาย เราก็อยู่ในพระเยซูคริสต์ ตอนเราเศร้าโศกเสียใจ หมาตาย เราก็อยู่ในพระเยซูคริสต์ เราสามารถชื่นชมยินดีในพระเยซูคริสต์ตลอดเวลาได้ ขอบคุณพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงพอแล้วสำหรับการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้และตลอดไป

ถามว่ามีพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียว เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกันกับเราเรียบร้อยไปแล้วในวิญญาณ เราพอใจไหม? เราพอเพียงไหม? ถ้าเราพอเพียง ก็ขอบคุณพระเจ้าได้ในทุกกรณี เพราะฉะนั้น พกติดตัวไปเรื่องจริงเหล่านี้ว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ติดต่อ มีความสัมพันธ์กับพระองค์ในการอธิษฐาน เป็นธรรมชาติกับการดำเนินชีวิต พูดคุยกับพระองค์ เป็นธรรมชาติเลย จากวิญญาณสู่วิญญาณ จากความล้ำลึกในวิญญาณ สู่ความล้ำลึกในวิญญาณของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันข้างใน โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยง คอยนำพา สอนเราตลอดไป รู้หรือไม่รู้ก็ตาม พระวิญญาณกำลังเลี้ยงดูเรา ให้เจริญเติบโต เป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ

 

ต่อไปข้อที่ 5 ความจริงในพื้นฐานที่จะเข้าไปอธิษฐานกับพระเจ้า …

          (5) รับรู้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าอธิษฐานแทนเราด้วย

ต้องรู้ตรงนี้ เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะท่านทุกคนต้องเจอแน่ๆ เจอว่าเมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้ว มันไม่ใช่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แฮปปี้ กระหนุงกระหนิงกับพระเจ้าตลอดเวลา No มันไม่ใช่ เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีอิทธิพล การหลอกลวง กระแสของโลกนี้ ผ่านทางกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง จากมาร ได้ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นหลายครั้งที่เราหมดแรง ที่เราอ่อนแอ หรือเจอกับสถานการณ์ที่แย่ๆ อธิษฐานไม่ออก เบื่อ (เบื่อพระเจ้า) ไม่อยากได้ยินเรื่องพระเจ้าเลย ไม่อยากจะอธิษฐาน นี่เบื่อพระเจ้าไปเลย ไม่สามารถอธิษฐานได้เหมือนเคย แล้วทำอย่างไร? มันเกิดขึ้นแน่ ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องรู้สึกฟ้องผิดว่า …

“ฉันทำไมเลวอย่างนี้”

แล้วทำอะไร? อยู่เฉยๆ อยู่นิ่งๆ  เพราะว่าในขณะนั้น พระวิญญาณของพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเรา  จะเป็นผู้อธิษฐานแทนเราเอง พระองค์ทรงรู้ว่าน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับเราเป็นอย่างไร? พระองค์เป็นพี่เลี้ยง พระองค์จะอธิษฐานแทนเรา โรม 8:26-27 ลองอ่านดูนะครับ …

โรม 8:26-27 “26 ในทำนองเดียวกัน  พระวิญญาณทรงช่วยเรา ในยามเราอ่อนแอ  เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณเอง ทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเรา  ด้วยการคร่ำครวญ  ที่ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย 27 และพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจของเรา ทรงรู้พระทัยของพระวิญญาณ  เพราะพระวิญญาณ ทรงอธิษฐานวิงวอนแทนประชากรของพระเจ้า ตามพระประสงค์ของพระเจ้า”

 

พระวิญญาณช่วยเรา ในยามเราอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด หมายถึงเราไม่รู้ว่าเราจะอธิษฐานอะไร? เราไม่มีแรงจะอธิษฐานด้วย ไม่อยากอธิษฐานด้วยซ้ำไป  มันหมายถึงอย่างนั้น แต่พระวิญญาณเองทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเรา เห็นไหมครับ ข้างในไม่หยุดเลย เพราะว่าความคิดของเราข้างนอก เจออิทธิพลของระบบของโลกนี้ เข้ามาเครียดบ้าง อะไรบ้าง ทั้งสุขภาพ ทั้งปัญหารอบข้างเลย มันคือความคิดของเราอ่อนแอ มันด้อยลงไป แต่วิญญาณเราไม่ได้ด้อยเลย พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา พระวิญญาณจะนำเรา และช่วยเรา อธิษฐานให้กับเราเลย ไม่ใช่ช่วยเราให้เราอธิษฐานนะ ช่วยเรา โดยการอธิษฐานให้เราเลย เราไม่ต้องทำอะไรเลย เราอยู่เฉยๆ เพราะเวลาเราอธิษฐาน เราต้องใช้ความคิด คิดไม่ออก ไม่มีอารมณ์ ไม่เป็นไร ทางวิญญาณยังทำงานอยู่ พระวิญญาณบริสุทธิ์อธิษฐานแทนเราเลย ไม่ใช่ช่วยเราในการอธิษฐาน แต่แทนเราเลย

ปกติเราอธิษฐาน พระวิญญาณช่วยเรา แต่ตอนที่เราไม่มีแรง หมดกำลัง พระวิญญาณทำแทนเลย แล้วบางคนบอกว่าพระวิญญาณทำแทน เราก็ไม่ต้องทำอะไร? เราก็อยู่เฉยๆ ตลอดไป ได้ อยากอยู่ก็ได้  เพราะมันเป็นไปไม่ได้ไง เดี๋ยวพอท่านมีกำลังขึ้นมาใหม่ ท่านก็จะถูกเร้าขึ้นมาเองว่า …

“ฉันอยากจะขอบคุณพระเจ้า”

มันมาเอง มันเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องห่วง พระวิญญาณจะอธิษฐานแทนเรา ด้วยการคร่ำครวญ ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย ก็คือเราไม่รู้จะพูดยังไง พูดคำหนึ่งยังไม่ออกเลย ไม่เป็นคำ หมายถึงว่าไม่สามารถพูดออกมาสักคำเลย แม้แต่คำหนึ่ง ก็พูดไม่ออก เวลามันเซ็ง มันเบื่อ หรือมันเศร้า หรือมันเสียใจ บางทีมันพูดไม่ออก มันเงียบเลยนะ หลายคนผ่านประสบการณ์ตรงนี้มา มารก็อัดเต็มที่เลย …

“เธอแย่แล้ว พระเจ้าทิ้งเธอแล้ว เพราะเธอทิ้งพระเจ้าก่อน เธอเป็นอย่างนั้น เธอเป็นอย่างนี้”

มันเลวไปหมดทุกอย่างเลย อย่าไปเชื่อมัน พระคัมภีร์บอกแล้วว่าไม่ใช่เลย ขณะที่เราอ่อนแอ พระวิญญาณอธิษฐานแทนเรา เราไม่ต้องทำอะไร? เรานิ่งๆ จงนิ่งเสีย และรับรู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า เราเคยได้ยินใช่ไหม? ทั้งบทเพลง ทั้งพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ … “จงนิ่งเสีย และรับรู้เถิดว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า” …

เพราะฉะนั้น สรุปวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอธิษฐาน ก็ให้เราเข้าไปหาพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา ด้วยความชื่นชมยินดี เหมือนลูกเล็กๆ คนหนึ่งที่รักพ่อ และพ่อก็รักลูกคนนี้มากถึงมากที่สุด เข้าไปคลอเคลีย พูดคุย สนิทสนม พูดได้ทุกเรื่อง ปรึกษาได้ทุกอย่างด้วยความไว้วางใจว่าพ่อรักเรามาก และอยู่ฝ่ายเราเสมอ ห่วงใยเรา  เข้าใจในเรา  และเตรียมแผนการที่ดีที่สุด สำหรับเราเรียบร้อยไปแล้ว และพระองค์ทรงสามารถที่จะพาเราไป จนกระทั่งถึงความครบถ้วนบริบูรณ์ เสร็จสมบูรณ์ตามแผนการของพระองค์ได้อย่างแน่นอน พระองค์สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เกินกว่าความคิดและความเข้าใจของเรา และความสามารถของเราที่จะอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์ได้อีกด้วยซ้ำไป ทำได้มากกว่าที่เราขอ เราขอเท่านี้ พระองค์เตรียมให้เรามากกว่าตั้งเยอะ

เพราะฉะนั้น จงเข้าไปด้วยความมั่นใจ วางใจด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจในความดีงามของพระเจ้า และเข้าไปอธิษฐาน พูดคุยกับพ่อของเรา พ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา ด้วยความชื่นชมยินดีในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเราได้อยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว พระเยซูคริสต์ผู้เป็นชีวิตของเรา เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา ตั้งแต่ปัจจุบันเดี่ยวนี้ จนถึงนิรันดร์

นี่แหละต้องเข้าไปอย่างนี้ ในการอธิษฐาน ถ้าเข้าไปอย่างนี้ได้ แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินกว่าความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ ตามที่พระเจ้าได้ทรงสัญญา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*****************************

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 8 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  26  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 8

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้”

โดย นคร  เวชสุภาพร

วันนี้เราก็ยังคงอยู่ในซีรี่ย์ “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ (เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ)” ตอนที่ 5 เราได้เรียนรู้มาตั้ง 4 ตอนแล้ว ก็ได้รู้เยอะแล้ว เรารู้ว่าเมื่อเรารับรู้ความจริง จดจ่อความคิดของเราไปที่เบื้องบน ก็คือจดจ่อไปที่สวรรค์สถาน หมายถึงในโลกวิญญาณ มองไปที่สิ่งที่มองไม่เห็น คือเบื้องบน เราก็จะได้รู้ว่าความจริงของสถานะตัวตนของเรานั้นเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไร ในพระเยซูคริสต์ที่พระเจ้าบอกเรา บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล มีหลักฐานแน่นอน ในสวรรค์ของพระเจ้า  ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  เราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราก็จะรู้ว่าเรามีทุกสิ่งที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่ขัดสนอะไรเลย มีแค่พระเยซูเท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว

นี่คือความจริงรวมๆ สั้นๆ ในโลกวิญญาณ ในพระเยซูคริสต์ ถ้าผู้ที่เชื่อแล้ว ในข่าวประเสริฐของพระเยซู เขาก็อยู่ในพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้ เอเฟซัส 1:3 ได้บอกไว้ เราไม่ขาดแคลนเลย เมื่อเราอยู่ในพระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร?

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลาย ในสวรรค์สถาน”

 

“ผู้ประทานพระพรฝ่ายวิญญาณนานัประการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลาย ในสวรรค์สถาน” ให้แก่เราเรียบร้อยไปแล้ว ในสวรรค์ ก็คือในโลกวิญญาณ ที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน จับต้องไม่ได้ แต่มันมีอยู่จริงๆ เมื่อเราเชื่อในพระเยซู

เพราะฉะนั้น แต่ก่อนนี้เราเคยแก้ไขสถานการณ์บนโลกใบนี้ ด้วยการอธิษฐานขอพระเจ้าช่วยเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ทูลขอต่อพระเจ้าช่วยเอาความทุกข์ลำบากออกไปจากชีวิตของเราด้วย ทูลขอพระเจ้าให้เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างไม่มีความทุกข์ ไม่มีความลำบาก ซึ่งเป็นไปตามความหวังของเรา ความต้องการของเรา ในใจของเราอยากจะได้อย่างนี้  ถูกไหม? แต่มาถึงวันนี้ เมื่อเรารู้ความจริงในโลกวิญญาณแล้ว ได้รับรู้ว่าพระเจ้ารักเรามากขนาดไหน?  พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน? พระองค์ทรงเต็มไปด้วยฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่ขนาดไหน? พระคุณของพระองค์ที่มีสำหรับเราแต่ละคนมันเพียงพอ สำหรับเราเสมอ ในทุกสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่บนโลกใบนี้ และรวมทั้งสติปัญญาอันล้ำเลิศของพระองค์ และการทรงสถิตของพระองค์ที่อยู่กับเราเสมอ ในท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ดีกว่าแต่ก่อนมากมายนัก ก็คือการไว้วางใจ มอบภาระทุกสถานการณ์ ทุกความผิดหวัง ความเสียใจ  ทุกความเจ็บปวดทรมานในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มอบให้กับพระเจ้าทรงนำ ทรงรับผิดชอบแทนเราด้วยเถิด  เป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของเราจากนี้ต่อไปเลย  อย่างนี้เขาเรียกว่าการไว้วางใจ … การไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ในทุกสถานการณ์ ก็คือการส่งมือของเราที่เชื่อฟังต่อพระองค์ ให้พระองค์จูงเราเดินในแต่ละวัน ให้พระองค์ทรงนำไป และเราสามารถขอบคุณพระองค์ได้ในทุกๆ สถานการณ์ที่พระองค์ทรงจูงมือเราไป พอเรารับรู้แล้ว ก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะท่ามกลางความทุกข์โศก เศร้าโศก ความทรมานก็ตาม ในสถานการณ์เหล่านั้น  เราก็จะจดจ้องมองไปที่เบื้องบน เห็นไหมครับ?

ในสถานการณ์ท่ามกลางความทุกข์โศก ความทรมานเหล่านั้น ความเสียใจเหล่านั้น ความผิดหวังจากโลกใบนี้ เหล่านั้นที่เราอยากได้นั้น เราก็เฝ้าจดจ่อไปที่เบื้องบน ในโลกวิญญาณ ตามที่พระเจ้าแนะนำ แล้วก็สามารถขอบคุณพระองค์ได้ว่าเราได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้เกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว ได้อยู่ในสวรรค์นิรันดร์แล้ว พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราเสมอตลอดเวลาในขณะนี้แล้ว เอเมน นี่ไง เราสามารถขอบคุณพระเจ้าในสิ่งที่เรามีแล้ว เราได้เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ ให้เราจดจ่อ จดจ้องไปในสิ่งที่เรามีอยู่ เราเป็นอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ แล้วมันดีเลิศมากเลย ถึงแม้ว่าบนโลกใบนี้เราต้องเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช เราก็ไม่กลัวอันตราย ไม่กลัวความชั่วร้าย ความทุกข์ยากลำบากใดๆ เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราด้วย นี่การมองไปที่เบื้องบน มองไปที่โลกวิญญาณ  ก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

การบรรยายในวันนี้จะเป็นเรื่องการวางใจในพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจ ตอนที่ 5 ในหัวข้อ “วางใจในพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ทั้งหมด (โลกใบนี้ที่ล่มสลายลงแล้วในความบาปและคำสาปแช่ง)” เรามาเรียนรู้กัน จากอัครทูตเปาโล ผู้มีประสบการณ์ในการเข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ พระเจ้าพาไปทัวร์สวรรค์เรียบร้อยแล้ว  ใครจะมาบอกเราได้มากกว่าเปาโล ไม่มีแล้ว เป็นเพียงผู้เดียวในโลกนี้ ที่พระเจ้าได้พาเข้าไปในโลกวิญญาณ  ในเบื้องบนที่เราพูดถึง ในสวรรค์ที่เราบอกกัน ในขณะที่ยังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ยังไม่ตายนะครับ เปาโลได้ถูกพาเข้าไป และพระเจ้าคงได้อธิบายให้ฟัง มันเป็นอย่างนี้  ที่บอกให้เชื่อ ให้มองไปที่เบื้องบนมันเป็นอย่างนี้ เพื่อว่าเจ้าจะได้กลับลงไปบนโลกใบนี้ แล้วไปสอนบรรดาผู้คนให้เขามองในสิ่งที่มองไม่เห็น มองไปที่เบื้องบน เตือนเขาให้จดจ่อ จดจำให้ขึ้นใจ ในสิ่งที่อยู่เบื้องบน อยู่ที่สวรรค์นี้ จดเอาไว้ เป็นอย่างนี้ๆ

เพราะฉะนั้น เปาโลจึงมีประสบการ์ในเรื่องนี้มาก เป็นผู้เดียวที่เราควรจะฟังว่าทัศนคติของท่านว่าอย่างไร? เมื่อลงมาบนโลกใบนี้แล้ว เมื่อเทียบกับสวรรค์ ที่ท่านได้ไปทัวร์มา โรม 8:18 ได้พูดไว้อย่างชัดแจ๋ว เริ่มต้นที่เปาโลบอกถึงประสบการณ์ว่าเมื่อเรารู้ว่าเราได้รับความรอด พระเมตตาจากพระเจ้า รอดด้วยพระคุณของพระเจ้า มาเป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้วนั้น ทัศนคติในเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ไม่ว่าความทุกข์ขนาดไหนก็ตาม มันเทียบได้ไหมกับพระพรที่เราได้รับ หรือความเป็นแล้วที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว คือการเป็นลูกของพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ที่อยู่ในสวรรค์แล้ว อยู่ในเบื้องบนแล้ว มันเทียบกันไม่ได้เลย

โรม 8:18 “ข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ยากของเราในปัจจุบัน เทียบไม่ได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งจะทรงสำแดงในเรา”

 

“ฉันเห็นว่าความทุกข์ยากของฉันในปัจจุบัน เทียบไม่ได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งจะทรงสำแดงในฉัน”

นี่คือทัศนคติ นี่คือคอนเชปในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของเปาโล ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานาในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังอดทนรับอยู่ในปัจจุบันนั้น มันไม่สามารถมาเทียบกับความชื่นชมยินดี ในสง่าราศีและพระสิริของพระเจ้า ที่เราได้รับจากพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในอนาคตอันใกล้นี้ แน่นอนเลยทีเดียว ในโลกวิญญาณ ที่เรามองไปเบื้องบน เราได้รับแล้วในโลกวิญญาณ  เราอยู่ในสวรรค์แล้วก็จริง แต่มันยังไม่สมบูรณ์ครบถ้วน เปาโลได้ไปเห็นความครบถ้วนบริบูรณ์แล้วในสวรรค์ จากการทัวร์ พระเจ้าพาไป จึงลงมาบอกพวกเราว่าเทียบกันไม่ติดเลย

เปาโลกำลังเปรียบเทียบความทุกข์ยากลำบาก การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ของผู้เชื่อที่อยู่ในโรม ในสมัยนั้นว่าความทุกข์ยากลำบากของเรา ที่อยู่ในโรม ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว มันเทียบกันไม่ได้กับสง่าราศีและพระสิริของพระเจ้าที่สมบูรณ์ครบถ้วนหรอก แล้วถามว่าผู้เชื่อที่อยู่ในโรม ที่อาจารย์เปาโลพูดถึงนี้ มีความทุกข์มากขนาดไหน?  ลองมาเทียบดูสิว่ากับเราใครทุกข์เยอะกว่ากัน นี่สมัยเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว คริสตจักรเริ่มต้น ผู้เชื่อเพิ่งจะเริ่มต้น หนักขนาดไหน? ถูกข่มเหงรังแก ถูกใส่ร้าย โดยจักรพรรดินีโร … นีโรก็ตั้งตัวเองเหมือนพระเจ้าในสมัยโน้น คนต้องเรียกว่าเป็นพระเจ้า แปลเป็นภาษาไทยว่าเป็นพระเจ้า แล้วก็ข่มเหงคริสเตียน รวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในสมัยนั้น ก็ข่มเหงคริสเตียน หนึ่งในจำนวนนั้น ก็คือใส่ร้ายคริสเตียนว่าเป็นผู้วางเพลิง เผากรุงโรม แล้วก็จับคริสเตียนไปทรมาน ติดคุก ย่างไฟ ฆ่าให้ตาย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด และอาจารย์เปาโลเขียนไปบอก ความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ที่ต้องหนีกระเจิง วิ่งกระเจิง ไม่มีที่อยู่อาศัย ถูกข่มเห่งรังแก มันเทียบไม่ได้กับสง่าราศีในโลกวิญญาณ ที่เราได้รับจากพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว และจะได้รับอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ในอีกไม่ช้า

ถ้าเทียบกับผู้เชื่อในปัจจุบัน ความทุกข์ยากลำบากต่างกันไหม? 2,000 ปีที่แล้ว มีการข่มเหงรังแกแบบนี้ เยอะแยะมากมาย แต่ความเจริญเติบโตของโลกใบนี้  มันยังไม่มากเหมือนปัจจุบัน โลกยังเสียหาย ยังเน่าเฟะ น้อยกว่าทุกวันนี้ ในระหว่าง 2,000 ปีมานี้ มันเน่าลงไปเรื่อยๆ ทั้งด้านสังคม ทั้งด้านธรรมชาติ ทั้งด้านโรคภัยไข้เจ็บ ทุกอย่างพัฒนาไปทางเละตุ้มเป๊ะไปหมดเลย ปัจจุบันถ้าเทียบถึงการข่มเหง อาจจะไม่มีเหมือนกับในสมัยกรุงโรม แต่สิ่งที่มีมากกว่าในสมัยกรุงโรม ก็คือความทุกข์ยากลำบากทางด้านสังคม บางคนก็ทุกข์ทรมาน ด้วยความเจ็บปวด อย่างแสนสาหัส ในเรื่องของความแตกแยกในสถาบันครอบครัวบ้าง ในสถาบันสามีภรรยาหย่าร้าง เด็กเล็กๆ ถูกทอดทิ้ง ทุกข์ยากลำบาก หรือการถูกโกง แบบแปลกๆ โรคภัยไข้เจ็บที่มาอย่างแปลกๆ ปัญหาทางสังคมที่มาอย่างแปลกๆ บางคนล้มลงไปในเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งสมัยก่อนไม่มีอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้ได้ถูกปลูกฝังเรื่องของวัตถุนิยมเข้ามามากมาย จนกระทั่งทนทุกข์ทรมานไม่ไหว ถึงขนาดต้องทำลายชีวิตของตัวเอง เนื่องจากล้มลงในเรื่องเศรษฐกิจการเงิน เพราะความโลภมีมากกว่าสมัยก่อนเยอะ เพราะว่าโลกทั้งใบ ถูกผลักลงไปสู่วัตถุนิยมมากขึ้น ทุกคนเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น มีโรคเครียดด้วย มีโรคซึมเศร้า มีโรควิตกกังวล มีโรคเขาเรียกว่าเหน็ดเหนื่อย มีโรคที่เรียกว่าไม่มีสันติสุข ไม่มีความสงบ รวมทั้งที่เกิดขึ้นกับตนเองและเกิดขึ้นกับคนที่เรารักและห่วงใย และมันเกิดขึ้นกับทุกคน ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เราจะเห็นว่าโลกใบนี้มันเป็นอย่างนี้อยู่ตอนนี้

เพราะฉะนั้น มันจึงไม่แตกต่างอะไรกับสิ่งที่ผู้เชื่อในโรมเผชิญอยู่ในขณะนี้ มันแตกต่างกัน เพียงแต่เหตุการณ์เท่านั้น แต่ความทุกข์ลำบากในใจ ในการดำเนินชีวิตไม่ต่างกันเลย ซึ่งทั้งหมดของความทุกข์ และปัญหาเหล่านี้ มันหาคำตอบไม่ได้ ไม่มีวิธีแก้ไข และมนุษย์ทุกคนต้องทนทุกข์รับมันไว้ หมายถึงไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้น คริสเตียนก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ดวงอาทิตย์ส่องลงมา ก็ส่องให้คนที่เชื่อกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเหมือนกัน ฝนตกลงมา คนเชื่อพระเจ้าก็เปียกเหมือนกัน ถ้าไม่มีร่ม

หลายครั้งสิ่งที่เกิดเหล่านี้ เราเป็นคริสเตียน เราก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเหตุใดมันถึงเป็นอย่างนั้น มีคนมาปรึกษา เราก็ไม่รู้ว่าจะบอกเขาว่าอย่างไรว่าเพราะอะไรมันถึงเกิดอย่างนั้น เราก็ได้แต่หนุนใจ ปลอบโยนจิตใจกันเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าบอกกับเราทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในพระองค์ว่าความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้  มันเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น มันมีวันสิ้นสุดลง

ในขณะที่เปาโลบอกว่าพระเจ้าบอกเราอย่างนั้นว่ามันมีวันสิ้นสุดลง ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ เป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่ตัวตนที่แท้จริงข้างในของเรา ก็คือวิญญาณของเรา เรารู้แล้วว่ามันเต็มไปด้วยสง่าราศี เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม ที่มีแต่ความงาม ความดี ความยอดเยี่ยมเรียบร้อยไปแล้วในวิญญาณของเรา ในขณะนี้ด้วย พูดง่ายๆ ว่าในขณะนี้เลยทีเดียว ตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ของเราในโลกวิญญาณ มันสวยสดงดงาม เป็นลูกของพระเจ้าที่เต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้า เพียงแต่รอวันที่จะสำแดงออกมาครบถ้วนเท่านั้นเอง รอวันที่จะสำเร็จบริบูรณ์เท่านั้นเอง เรารู้อยู่แล้วว่าข้างในเรายอดเยี่ยมขนาดไหน? เราได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมที่บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนพระเยซูคริสต์เลย

นี่คือสิ่งที่เป็นจริง ที่ตาเรามองไม่เห็น แต่อยู่ภายในร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ซึ่งกำลังแก่ชรา เสื่อมโทรมสู่ความตายนี่แหละ ถ้าใครเถียง ลองดูเส้นผม มันดำขึ้นทุกวันไหม? หรือว่ามันขาว ผิวหนังท่านมันเหี่ยวลงทุกวัน หรือว่ามันค่อยๆ ตึงขึ้นเรื่อยๆ

ก็มีคำพูดเล่นๆ ว่าพออายุมากขึ้น แก่แล้ว เส้นสายทุกอย่างตึงหมดเลย มีอย่างเดียวที่ไม่ตึง คือผิวหน้า มันเหี่ยว

เมื่อเรามองดูภายนอกเป็นอย่างนี้ คือร่างกายของเราบนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความแก่ชรา ความวุ่นวายสับสน การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราก็จะเกิดคำถามที่เราหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมโลกวิญญาณถึงต่างกับโลกวัตถุอย่างมากมายขนาดนี้ โลกวิญญาณ พระเจ้าบอก สวยสดงดงามมาก เป็นลูกพระเจ้าที่ไม่มีวันตายแล้ว แต่ทำไมโลกใบนี้มันทารุณอย่างนี้ พระเจ้าก็เลยตอบเรา โดยผ่านอาจารย์เปาโลให้มีประสบการณ์ แล้วลงมาพูดกับเรา สรุปก็คือบอกว่า …

“ทนอีกสักหน่อยเถอะลูกเอ่ย อีกไม่นาน ภายนอก คือโลกวัตถุและร่างกายของเรา จะถูกเปลี่ยนไป เพื่อให้เข้ากันได้กับสง่าราศีอันงดงามของเรา  คือพระเจ้าที่ได้อยู่ในวิญญาณของเจ้าแล้วในขณะนี้นั่นแหละ อีกไม่นาน ข้างนอกข้างในมันจะเข้ากันได้ดี”

ร่างกายใหม่ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้กับเรา จะเป็นร่างกายที่เต็มไปด้วยสง่าราศี แห่งพระสิริของพระเจ้า เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย  เป็นร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บป่วย เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน โศกเศร้าอีกต่อไป และพระเจ้าได้เตรียมโลกใหม่ สรรพสิ่งใหม่ ที่ดีกว่าสวนเอเดนให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว อดทนรออีกสักแป๊บเดี๋ยวเอง

นี่คือคำตอบที่เปาโลได้รับจากพระเจ้า ได้มาบอกพวกเราว่าเมื่อเทียบกันกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้แล้ว เราควรจะคิดอย่างไร มองไปในโลกวิญญาณ เราคิดอย่างไร? ดังนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในปัจจุบันนี้ มันจึงเป็นการต่อสู้กันอย่างรุนแรง ระหว่างความหวังในโลกวิญญาณ ในสิ่งที่เรารับรู้ และมันเป็นจริงแล้วในใจ ในเบื้องบน ในสวรรค์ของพระเจ้า ที่พระคัมภีร์เขียนแล้ว ซึ่งมันดียอดเยี่ยมที่สุด กับประสบการณ์ภายนอกในความทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ความเจ็บปวดในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ความเลวร้าย ความชั่วร้ายที่สุด บนโลกใบนี้ เช่นเดียกัน ในวิญญาณจึงเต็มไปด้วยความงดงามที่สุด แต่บนโลกใบนี้ เต็มด้วยความชั่ว เลวร้ายที่สุด ซึ่งมีพระเยซูคริสต์ผู้มีชัยชนะเหนือโลก อยู่ข้างเรา และสถิตอยู่ในเรา นี่แหละ คือภาพเป็นจริงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของผู้เชื่อทั้งหลายว่าเราชนะแล้ว โดยพระเยซูคริสต์อยู่ในเรา แต่เรายังอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้อยู่ ดังนั้น ความหวังใจในชีวิตนิรันดร์ ในสง่าราศี ในโลกวิญญาณของเรา ที่เราได้รับเรียบร้อยไปแล้วนั้น  และเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว จึงเป็นคำตอบให้กับเรา ในเรื่องของความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ปัญหาต่างๆ ความยุ่งยากต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญทั้งหมด ที่เราไม่มีคำตอบ แต่เรามีความหวังในพระเยซูคริสต์ แม้เราจะเป็นผู้เชื่อ เรายังไม่สามารถตอบได้เลย แต่เรามีความหวังในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่หาคำตอบในการเผชิญปัญหาความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ แต่หาความหวัง คนที่ไม่มีความหวัง คือคนที่ยังไม่รู้จักพระเยซู ยังไม่ได้เชื่อในนามของพระเยซูคริสต์ ถ้าเชื่อแล้ว จะมีความหวังในพระเยซูคริสต์ ที่จะเผชิญกับความจริงของความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ได้ ว่าความทุกข์ยากลำบากมันก็เป็นจริงๆ หนีไม่พ้น แต่เราก็มีความหวังในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเยซูสถิตอยู่ในเราแล้ว เราชนะโลกนี้ไปแล้ว เอเมน ฟีลิปปี 4:13 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

ฟีลิปปี 4:13 “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า”

 

“ข้าพเจ้าหรือฉันจึงเผชิญทุกสิ่งได้ ทุกสถานการณ์ ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย  จะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม โดยองค์พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า องค์พระเยซูคริสต์ที่สถิตกับข้าพเจ้า”

เพราะฉะนั้น มีพระเยซูคริสต์ผู้เดียว ก็เพียงพอแล้ว สำหรับการเผชิญกับทุกสถานการณ์ ความหวังเราจึงอยู่ที่พระเยซูคริสต์ที่สถิตอยู่ในเรา และคือชีวิตของเรานั่นเอง

เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เราอาจพบกับความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ ในความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แม้กระทั่งหมอก็ช่วยไม่ได้ แต่เรามีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา จูงมือเราเดิน เป็นกำลัง เป็นสติปัญญา เป็นชีวิตของเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ใช่เรามาเชื่อพระเจ้า แล้วพระเจ้าปล่อยให้เราเดินคนเดียว ไม่ใช่ แต่พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเรา ในร่างกายนี้ และดำเนินไปด้วยกันกับเรา ไม่ได้ปล่อยให้เราเผชิญอยู่บนโลกใบนี้เพียงคนเดียว เปล่าเลย สมัยก่อนที่เรายังไม่ต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราเดินคนเดียว เผชิญกับปัญหาบนโลกใบนี้ ความทุกข์ยากบนโลกใบนี้  ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ต้องเผชิญอยู่ แต่พอมาเชื่อพระเยซูแล้ว ก็ยังต้องเผชิญอยู่ธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาตรงที่ขณะนี้ เราเผชิญด้วยพระเยซูคริสต์ที่สถิตอยู่ในเรา เอเมน มีตัวช่วย และตัวช่วยบอกว่าเขาชนะโลกนี้แล้ว เต็มไปด้วยฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด คือพระเจ้า พระเยซูคริสต์ พอไหม? จบไหม?

ความหวังในความสุขนิรันดร์ ในร่างกายใหม่ และโลกใหม่นี้ เป็นความหวังที่อยู่ในใจ ในวิญญาณ ไม่ได้เป็นความหวังที่ขึ้นกับสถานการณ์ รอบข้างบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบัน ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ตาม จะเป็นเช่นใด เรายังคงมีความเชื่อในความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ในพระคริสต์ ไม่เปลี่ยนแปลง

เรามีความหวังที่จับต้องมองเห็นได้ หมายถึงอะไร? ปกติความหวัง โดยทั่วๆ ไป มันจับต้องมองไม่เห็นนะ มันเป็นอนาคต ถูกไหม? แต่พอเรามีความหวัง ที่เต็มไปด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ มันกลายเป็นความหวังที่จับต้องมองเห็นได้เลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวนี้นั่งอยู่ที่นี่ เราเป็นลูกพระเจ้าที่ได้เกิดใหม่แล้ว นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ร่วมกับพระเยซูคริสต์ มันไม่เห็น เรายังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่โบสถ์อยู่อย่างนี้  เหมือนเดิมเลย แต่พอมีความหวังและความเชื่อในพระเยซูคริสต์ เรารู้ทันทีว่าขณะที่เรานั่งอยู่ที่โบสถ์นี้ วิญญาณเราก็นั่งอยู่ที่สวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราเป็นลูกของพระเจ้า นี่คือความหวังในสไตล์ของผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ คือความหวังที่จับต้องมองเห็นได้

เปาโลผู้มีประสบการณ์ในการไปทัวร์สวรรค์มาแล้ว เล่าความจริงในโลกวิญญาณด้วยความตื่นเต้นให้เราฟังต่อ นึกถึงภาพว่าขณะที่ท่านอ่านสิ่งที่อาจารย์เปาโลพูดให้ฟัง คือประสบการณ์ที่อาจารย์เปาโลได้เห็นมา อัครทูตเปาโลคงจะตื่นเต้นมากเลย ที่ได้เอาข้อความเหล่านี้มาหนุนใจ มาบอกให้กับผู้เชื่อทั้งหลายรู้ว่าพระเจ้าทรงรักและห่วงใย และเตรียมอะไรไว้ให้กับท่าน มันเทียบกันไม่ได้กับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้เลย …

โรม 8:19-22 “19 สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างจดจ่อรอคอย ให้บรรดาบุตรของพระเจ้าปรากฏ 20 เพราะสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างได้ถูกทำให้ผิดเพี้ยนไร้ค่าไป ไม่ใช่โดยความสมัครใจของมันเอง แต่โดยความตั้งใจของผู้ที่บังคับให้มัน ต้องตกอยู่ในภาวะดังกล่าว ด้วยมีความหวัง 21 ว่าสรรพสิ่งเหล่านั้น จะได้รับการปลดปล่อยจากการผูกมัดให้ต้องเสื่อมสลาย และจะถูกนำเข้าสู่เสรีภาพอันรุ่งโรจน์ ของบรรดาบุตรของพระเจ้า 22 เรารู้ว่าสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง กำลังคร่ำครวญ ราวกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร จนถึงปัจจุบันนี้”

 

คิดดูว่าอาจารย์เปาโลตื่นเต้นขนาดไหน? อาจารย์เปาโลเล่าให้ฟังว่าไม่ใช่อาจารย์เปาโลตื่นเต้นอย่างเดียว แต่แม้กระทั่งสรรพสิ่งทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้น ยังตื่นเต้นมากเลย ไปกับเราด้วย ในความจริงนี้ และมีความหวังในเรื่องนี้ เช่นเดียวกัน … ความหวังในเรื่องสง่าราศีที่ครบถ้วนบริบูรณ์ของผู้เชื่อในพระคริสต์ ที่พระเจ้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วในสวรรค์นั้น ในอนาคตอันใกล้ สรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ไม่ว่าก้อนหิน ก้อนดิน ใบหญ้า สัตว์ทุกอย่างครบ เขารู้ เขาก็ตื่นเต้นเหมือนกัน มีความหวังในเรื่องนี้เหมือนกัน ในนี้บอกว่า …

“ต่างก็ครวญครางอยากจะถึงวันนั้นจริงๆ วันที่บุตรทั้งหลายของพระเจ้าจะสำแดงสง่าราศีครบถ้วนบริบูรณ์อย่างนี้ออกมา เพื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็จะได้รับการทรงสร้างขึ้นใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน”

โลกและธรรมชาติบนโลก สรรพสิ่งต่างๆ ในโลก สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา ดวงดาว ก้อนหิน ก็จะได้รับการไถ่ให้เป็นอิสระ จากความเสื่อมโทรม คำสาปแช่ง เหมือนกันกับผู้เชื่อทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เขาก็เลยต่างรอคอยท้องฟ้าใหม่กับโลกใหม่ ท้องฟ้าใหม่ ก็คือที่เรามองไปที่ท้องฟ้า มีเมฆ มีดวงดาว มันเป็นใหม่เอี่ยม โลกใหม่ ก็หมายถึงสรรพสิ่ง ธรรมชาติทุกอย่างในโลกใบนี้ ตั้งแต่ก้อนหินจนกระทั่งสัตว์ และร่างกายใหม่ของมนุษย์

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ที่บอกว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสร้าง กำลังคร่ำครวญ ราวกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร จนถึงปัจจุบันนี้ ลองคิดดูสิ อาจารย์เปาโลบอกว่าความจริงบนโลกวิญญาณ คือสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าสร้างขึ้นบนโลกใบนี้ นกในอากาศ ปลาในน้ำ สัตว์ทั้งหลาย ต้นไม้ทุกชนิด ก้อนหิน ก้อนดิน เมฆ น้ำ อะไรเหล่านี้ ต่างก็ครวญคราง เหมือนกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร ตั้งแต่เมื่อมันถูกสาปแช่ง ตั้งแต่อาดัมและเอวาถูกลงโทษ ไม่เชื่อในพระเจ้าคำสาปแช่งได้ลงมาบนโลกใบนี้ ตั้งแต่วันนั้นมา สิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ดีงามเหล่านี้ มันตกอยู่ในคำสาปนี้ และมันครวญครางอยากจะเป็นอิสระสักทีหนึ่ง มาจนถึงปัจจุบันนี้ ปัจจุบันที่เขียนในนี้ คือเมื่อเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว แล้วมาถึงปัจจุบันนี้เลยไปอีก 2,000 ปี มันก็ยังครวญครางอยู่ แล้วมันใกล้คลอดแล้ว ราวกับเจ็บท้องใกล้คลอดบุตร ผมก็ไม่เคยคลอดนะ ถามว่ามันเจ็บขนาดไหน? เขาบอว่ามันเจ็บสุดๆ มันทรมานสุดๆ แต่มันทรมานด้วยความหวัง ยินดีชัดเจนว่าอีกไม่นานเกินรอ ความทุกข์ทรมานนั้น จะกลายเป็นความชื่นชมยินดี เพราะจะได้เห็นลูกของตัวเอง แม่ผู้ให้กำเนิดก็จะมีความรู้สึกอย่างนี้  ทนได้สุด เพราะว่าเดี๋ยวจะเจอหน้าลูกแล้ว อยู่ในท้องมา 9 เดือน มันค่อยๆ ทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ มันทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ เดือนที่ 1 เดือนที่ 2 เดือนที่ 3 เดือนที่ 4 … เดือนที่ 9 หนักสุด นอนก็อาจจะหลับไม่สนิท หลับไม่ได้ด้วย หลับๆ ตื่นๆ หายใจก็ไม่ได้ แต่เขามีความรู้ มีความหวังว่าอีกไม่นานจะได้พบกับลูก จะพบกับความชื่นชมยินดี จนกระทั่งวันคลอด เจ็บสุด สุดท้าย โลกใบนี้ มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ ถ้าเมื่อไรท่านเห็นว่าความทุกข์ยากลำบากในสมัยก่อน มันน้อยกว่าสมัยปัจจุบัน มันมาถูกทางแล้ว

ในสมัยโรมที่อาจารย์เปาโลเขียนไป อาจจะเหมือนคนท้อง ตีสัก 3 เดือน แต่มาถึงตอนนี้ 2,000 ปีผ่านมา ทุกวันนี้ ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้มันวุ่นวายมากมาย มันอาจจะเป็น 9 เดือน กำลังจะคลอดแล้ว มันน่าจะดีใจ ยิ่งวันผ่านไปเท่าไร? โลกใบนี้มันเละตุ้มเป๊ะมากเท่านั้น มันเสียหายมากเท่านั้น มันเกิดความชั่วร้ายบนโลกใบนี้มากมายทวีคูณขึ้น เพราะมันใกล้คลอดแล้วอย่างไรล่ะ สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น คร่ำครวญ จนถึงปัจจุบัน ราวกับเจ็บท้องจะคลอดบุตร

และความจริงเหล่านี้ ก็เลยเป็นคำตอบว่าทำไม โลกใบนี้จึงมีแต่ความเลวร้าย ชั่วร้ายมากมายขนาดนี้ และมากขึ้นทุกวัน และหลายคนไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็จะบอกว่า …

“พระเจ้าอยู่ไหนล่ะ ทำไมปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอะไรสักอย่าง”

แต่อยากจะบอกความจริงกับท่านว่าพอเห็นอย่างนี้ ท่านจะรู้เลย ชัดเจนเลยว่าความชั่วร้ายไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่มาจากโลกใบนี้ และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ถูกมารหลอก โดยผ่านทางมนุษย์ ผู้เป็นเจ้าของโลกใบนี้ และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ได้มอบสิทธิอำนาจนี้ไว้ให้กับมาร มารคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งปวง คือการขโมย ฆ่าและทำลาย มีแต่ความเลวร้าย มันจึงครอบครองบนโลกใบนี้ และดำเนินการบนโลกใบนี้ด้วยความเลวร้าย ชั่วร้าย รอวันที่จะหมดสิทธิ์หรือถูกตัดสินให้ลงไปอยู่บึงไฟนรกเท่านั้น ซึ่งมันมีวันสิ้นสุดลง

เพราะฉะนั้น ความชั่วร้ายอะไรต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่ได้มาจากพระเจ้า มาจากมาร ผ่านทางความสาปแช่ง ความบาปต่างๆ ที่ปกคลุมอยู่บนโลกใบนี้  แต่วันหนึ่งข้างหน้า โลกใหม่ และร่างกายใหม่ที่เราจะได้รับ และจะอยู่ในโลกใหม่นั้น มันไม่มีบาปอีกต่อไป  ไม่มีความชั่วร้ายอะไรอีกต่อไปเลย เพราะตัวชั่วร้ายได้ถูกกำจัดออกไปเรียบร้อยแล้ว ถูกโยนลงไปอยู่ในบึงไฟนรกเรียบร้อยแล้ว และโลกใบนี้ก็ได้รับการไถ่ ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการไถ่ออกมาหมดเลย นอกจากมนุษย์แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้รับการไถ่ มาอ่านดูต่อไป

โรม 8:23 “ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่เราเอง ผู้มีผลแรกของพระวิญญาณ ก็ยังคร่ำครวญอยู่ภายใน ขณะที่เราจดจ่อรอคอยการทรงรับเราเป็นบุตร คือการไถ่ร่างกายของเราให้รอด”

 

เปาโลบอกชัดเจนเลย เห็นภาพชัดเจนเลยว่าเราผู้เชื่อทั้งหลาย ผู้ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พอเชื่อพระเยซูปุ๊บ พอเชื่อในข่าวดีปุ๊บ มันได้เกิดใหม่ในวิญญาณเรียบร้อยไปแล้ว ถึงแม้จะอยู่ในร่างกายเก่า อยู่บนโลกใบนี้ก็ตาม แต่ในวิญญาณเราเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็คือการบังเกิดใหม่นั้น พระเจ้าได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นขึ้นจากความตาย อยู่ในร่างกายที่เสื่อมโทรมนี้แล้ว ในโลกวิญญาณ ในร่างกายที่เรานั่งอยู่ทุกวันนี้ บนโลกใบนี้ มีเมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นอมตะ เมล็ดพันธุ์แห่งการเป็นขึ้นจากตายอยู่ในร่างกายเราตอนนี้ อยู่ในวิญญาณของเรา ในขณะนี้แล้ว แล้ววันหนึ่งเมล็ดพันธุ์นี้มันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นร่างกายใหม่ที่เต็มด้วยสง่าราศี เป็นร่างกายใหม่ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ สมบูรณ์แบบเหมือนพระเจ้า เหมือนพระเยซูคริสต์ตอนที่เป็นขึ้นจากความตาย เราก็จะมีร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซูคริสต์ อย่างนั้นทันที ซึ่งเป็นความหวังที่สรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ตะกี้นี้บอกว่าครวญครางอยากเห็น ถามว่าอยากเห็นใคร? อยากเห็นพวกเรามนุษย์ผู้เชื่อทั้งหลาย ได้รับร่างกายใหม่ ได้รับการเป็นขึ้นจากความตายอย่างครบถ้วนบริบูรณ์เสียทีหนึ่ง สง่าราศีจะได้ปรากฏ เพราะว่าพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าหลังจากนั้นโลกใหม่ถึงจะมาได้ เพราะฉะนั้น เขาก็เลยรอเรา พอเรามาก่อน เขาจะได้ตามมา ถ้าเราไม่มาสักที เขาก็มาไม่ได้ พอมองภาพเห็นไหม? สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งสัตว์ ท่านรักแมวไหม? ท่านรักสุนัขไหม? ถ้าท่านรักสุนัข รักแมว จงรู้ไว้ ในความคิดของมัน กำลังบอกว่า …

“เมื่อไร เจ้านายจะได้รับร่างกายใหม่สักที ฉันจะได้รับการสร้างใหม่ด้วย”

ทุกอย่างบนโลกใบนี้  ต้นไม้ที่ท่านชอบ ต้นอะไรก็ตาม เขากำลังพูดกับท่านว่า …

“เมื่อไรเธอจะได้รับการสร้างใหม่สักที ปรากฏเป็นร่างใหม่ ที่เป็นสง่าราศี เหมือนพระคริสต์สักที ฉันจะได้รับการสร้างใหม่ ให้เป็นเหมือนสมัยเอเดน ดีกว่าเก่าอีก สง่าราศีสวยกว่าเก่า”

ดอกกุหลาบคงจะดอกเท่าตุ่ม ไม่ใช่มีแค่ 7 สี มันคงมีสีสันมากกว่านั้นเยอะแยะมากมาย

นี่คือสิ่งที่เปาโลมีประสบการณ์ ไปดูมาแล้ว แล้วมาเล่าให้เราฟัง ตื่นเต้นขนาดไหน? แค่นั้นไม่พอ โรม 8:24-25 อ่านต่อไป

โรม 8:24-25 “24 เพราะว่าในความหวังนี้ เราได้รับความรอดแล้ว แต่ความหวังที่เห็นได้นั้น ไม่ใช่ความหวังเลย ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว 25 แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้น ด้วยความอดทน”

 

“แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้นด้วยความอดทน” เราหวังอะไร? เราหวังในร่างใหม่ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องทุกข์ทรมาน ไม่ต้องมีความกลัว ไม่ต้องมีความวิตกกังวล ไม่ต้องมีบาปมารังควานเราต่อไป เราหวังในสิ่งเหล่านี้ เป็นจริง เราจึงสามารถอดทนได้ เพราะว่ามันมีความหวังในสิ่งที่มองไม่เห็นตอนนี้ แต่ตอนนี้เป็นจริง เปาโลไปเห็นความเป็นจริงมาแล้ว จึงมาบอกเรา ให้เรายึดมั่นในความเป็นจริงนี้ ในความหวังนี้ และมีความอดทน

โรม 8:26-27 “26 ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณทรงช่วยเราในยามเราอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณเอง ทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเรา ด้วยการคร่ำครวญ ที่ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย 27 และพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจของเรา ทรงรู้พระทัยของพระวิญญาณ  เพราะพระวิญญาณทรงอธิษฐานวิงวอน แทนประชากรของพระเจ้า ตามพระประสงค์ของพระเจ้า”

 

ในขณะที่เรายังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พบกับความทุกข์ยาก ปัญหาต่างๆ นานา แม้พระเจ้าจะสถิตอยู่กับเราก็จริง แต่มันทุกข์ มันทุกข์จริง ของจริง ในขณะที่เรามีความทุกข์หนัก เคยไหม? ทุกข์มากๆ สับสน อ่อนแอ ความเชื่อน้อยลง ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร? เบื่อพระเจ้า เซ็งพระเจ้า พูดไม่ออก สรรเสริญพระเจ้าไม่ได้ ร้องเพลงก็ไม่อยากร้อง เจอหน้าผู้เชื่อ ก็ไม่อยากเจอ ใครมาอธิษฐาน ก็ไม่อยากจะฟังด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เราเผชิญอยู่นั้น ให้รู้เลยว่าพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเราไม่ทอดทิ้งเรา  เปาโลบอกไม่ทอดทิ้งเรา ความทุกข์ลำบากนั้น มันเป็นเรื่องจริง หลายครั้งในชีวิตจะต้องเจอแน่ๆ มันเป็นเรื่องธรรมดาของความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ที่ปกคลุมไปด้วยบาปแล้ว  และผู้คนอีกมากมายทั้งที่เชื่อและไม่เชื่อ วุ่นวายไปหมด เพราะฉะนั้น วันหนึ่งเราจะมีปัญหาในความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นแน่ๆ ว่าพระเจ้าหายไปไหน?  แต่พระเจ้าบอกพระองค์ไม่ได้หายไปไหน? พระองค์ยังอยู่ในเรานั่นแหละ สถิตอยู่ในเรา พระองค์จะเป็นผู้อธิษฐานให้กับเราเอง ขณะที่เราพูดอะไรไม่ออก พูดเป็นคำก็ไม่ได้ อธิษฐานก็ไม่เป็น เบื่อแล้ว พระวิญญาณรู้ว่าน้ำพระทัยพระเจ้า สำหรับเราตอนนั้นเป็นอย่างไร? จะอธิษฐานแทนเรา พระองค์จะช่วยเราอธิษฐานในสถานการณ์นั้นๆให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า ดีกว่าเราอธิษฐานเองอีก

โรม 8:28 “และเรารู้ว่าในทุกๆ สิ่ง พระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดี แก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์  คือผู้ที่ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”

 

และเรารู้ว่าที่เกิดทุกข์ยากลำบากที่วุ่นวาย ปัญหาสับสน กลัว เบื่อ เซ็ง ไม่อยากเข้ามาหาพระเจ้าเลย ซึ่งพระเจ้าไม่ได้ถือสาเลย เป็นส่วนหนึ่งในความทุกข์ยากลำบากของเรา ขณะที่บางวัน เรามีความเชื่อเต็ม ฮาเลลูยา สรรเสริญพระเจ้า อะไรก็ดูดีไปหมดทุกอย่างเลย ในนี้บอกว่าเรารู้ว่าไม่ว่ามันจะเซ็งหรือไม่เซ็ง ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี ในสายตาของเรา ที่เรากำลังเผชิญบนโลกใบนี้ พระเจ้าทรงสามารถ สำคัญตรงนี้ พระเจ้าสามารถกระทำให้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานั้น ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เซ็งบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านั้น ทำงานร่วมๆ กัน ให้เป็นผลดีสำหรับชีวิตเราเสมอ อย่างแน่นอน ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วย ตามแผนการของพระองค์ที่วางไว้สำหรับเรา เราไปถึงแผนการนั้นอย่างแน่นอน โดยพระเจ้า ไม่ใช่ตัวเรา

โรม 8:29-30 “29 เพราะบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว พระองค์ก็ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้ว ให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรจะได้เป็นบุตรหัวปี ท่ามกลางพี่น้องมากมาย 30 และบรรดาผู้ที่ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกด้วย บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ก็ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้รับพระเกียรติสิริด้วย”

 

พระเจ้าผู้ทรงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าชีวีตของเราจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ตรงนี้พูดไม่ใช่เป็นส่วนตัว แต่เป็นส่วนรวม แต่สามารถโยงมาเป็นส่วนตัวได้ คือตรงนี้ กำลังพูดถึงผู้ที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง เลือกไว้ ก็คือกำหนดไว้ล่วงหน้า คือพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทุกคน ไม่พินาศ และมาถึงซึ่งความรอดในพระเยซูคริสต์ โดยมีกลุ่มแรกก่อน เรียกว่ากลุ่มชาวยิว หรือพวกอิสราเอล กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่เป็นคนต่างชาติ ไม่ใช่อิสราเอล มนุษย์ทั้งหมด มีอยู่ 2 กลุ่มเท่านั้นเอง

กลุ่มแรกพระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า ก็คือเรียกชาวยิว มาก่อน เป็นต้นกำเนิดที่จะติดสนิทกับพระองค์ วางแผนไว้ว่าให้พระเยซูมาบังเกิดในชาวยิว

และกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์ที่เหลือทั้งหมดที่ไม่ใช่ยิว ก็เลือกไว้ด้วย ทั้งสองกลุ่มเลือกไว้เพื่อเป็นตามน้ำพระทัยของพระองค์ คือมาเป็นลูกของพระองค์ มาเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ มาอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ มันหมายถึงอย่างนี้ มาเป็นผู้ชอบธรรม ปราศจากบาปในพระเยซูคริสต์

โรม 8:31-34 “31 เช่นนี้แล้ว เราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครเล่าจะต่อสู้เราได้ 32 พระองค์ผู้ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ประทานพระบุตรนั้น แก่เราทุกคน พระองค์จะไม่ยิ่งทรงเมตตา ประทานสิ่งสารพัดแก่เรา พร้อมกับพระบุตรหรือ 33 ใครจะฟ้องร้องบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ ก็พระเจ้าเอง ทรงนับว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม 34 ใครจะกล่าวโทษได้อีก พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว บัดนี้ พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย”

 

“พระองค์ผู้ไม่ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ประทานพระบุตรนั้นแก่เราทั้งหลาย พระองค์จะไม่ยิ่งทรงเมตตา ประทานสิ่งสารพัดแก่เรา พร้อมกับพระบุตรหรือ?”

พูดง่ายๆ ว่าแม้กระทั่งพระเยซูคริสต์ ลูกของพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักมาตั้งแต่กำเนิด ตั้งแต่นานแล้ว พระองค์ยังยอมสละให้มาทนทุกข์ทรมาน  เพื่อไถ่บาปเราที่ไม้กางเขน แล้วมีอะไรอีกไหมที่พระองค์จะไม่ให้เรา พระองค์ให้เราทุกสิ่ง สารพัดสิ่ง ให้เห็นถึงความรักของพระเจ้า พระเจ้าคงบอกเปาโลให้มาบอกพวกเราทั้งหลายว่าพระองค์ทรงรักเราแล้ว เรามีค่าในสายพระเนตรของพระองค์เท่าไร? พูดตรงๆ แล้ว มากเท่ากันกับพระเยซูเลย เอาพระเยซูมาแลกยังยอมเลย ท่านลองคิดดูสิว่าคุณค่าของท่านมีเท่าไร? แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ใครจะมาฟ้องร้องบุตรที่พระเจ้าทรงเลือกได้

ในนี้บอกว่า … “และพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว เป็นอยู่ ณ วันนี้แล้ว บัดนี้พระองค์ทรงประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า  และทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเรา”

มันแปลว่าอย่างนี้ว่าและทรงเป็นผู้แก้ต่าง เป็นผู้ที่มีสิทธิอำนาจในการแก้ต่างให้กับเรา ไม่ว่าเรื่องอะไรต่างๆ นานา ใครบอกเราไม่ดี ใครบอกๆ ไหนๆ พระเยซูที่อยู่เบื้องขวาของพระเจ้า ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่พระเจ้าประทานสิทธิอำนาจให้ทั้งหมด ตั้งแต่เป็นขึ้นจากความตายแล้วนั้น พระองค์กำลังอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า คอยมองดูชีวิตของเรา และใครมาว่าเรา …

“คนนี้เลว”

“เลวที่ไหน ฉันชำระเขาด้วยโลหิตของฉัน ตอนนี้สะอาดหมดจด เป็นน้องฉันแล้ว ถ้าเธอบอกว่าเขาเลว เธอกำลังว่าฉันเลวเหรอ”

สมมติว่ามีทูตสวรรค์ สมมติว่ามีมารมาฟ้องร้อง บอก …

“พระเจ้า นครทำไมเลวอย่างนี้”

“นครเลวได้อย่างไร เขาเป็นเหมือนฉันเลย ถ้าเธอบอกนครเลว ฉันพระเยซูก็เลวด้วยสิ”

มารมันหน้าม้านเลย เห็นไหม? แม้แต่ตัวเราเอง ยังตำหนิตัวเราเองไม่ได้เลย  แม้เราจะบอกว่า …

“ทำไม ฉันเป็นคนเลวอย่างนี้”

“พระเยซูบอกไม่เลว เลวที่ไหน? ถ้าเธอบอกเลว เมื่อไร เธอกำลังว่าฉันนะ เพราะเธอเป็นเหมือนฉันแล้ว เธอกับฉันบัพติศมาเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นวิญญาณเดียวกัน เธอบอกตัวเธอเองเลว อ้าว! ฉันก็เลวไปด้วยสิ … น้องเอ๋ย น้องอย่าไปเชื่อมาร น้องไม่ได้เลวตามนั้นหรอก” พอเข้าใจไหม?

“ฉันเป็นคนเลว ดูสิ เป็นผู้เชื่อแล้ว วันนี้ขับรถออกไปข้างนอก ยังว่าเขาอยู่เลย ยังโมโหใส่เขา โกรธเขา ดูสิ ไปด่าเขาเสียๆ หายๆ ฉันทำไมเลวอย่างนี้”

พระเยซูแก้ต่าง … “เฮ้ย! ไม่เลวๆ เลวที่ไหนล่ะ เธอเหมือนฉัน เธอไม่มีวันเลวเลย”

เปาโลไปได้ประสบการณ์ตรงนี้มาจากสวรรค์ กำลังมาบอกเราว่า … “ไม่เลวเลย” … พระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกันกับเราแล้ว พระเยซูอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า คอยเป็นทนายความ แก้ต่างให้กับเราเสมอในทุกเรื่อง เพราะฉะนั้น เราเป็นลูกของพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักมาก และพระองค์ทรงอยู่ข้างเราตลอดเวลา ไม่มีใครที่ไหน? ที่จะสามารถมาทำร้ายเราได้เลย แม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งตัวเราเอง ยังทำร้ายตัวเราเองไม่ได้เลย

โรม 8:35-36 “35 ใครเล่าจะพรากเราจากความรักของพระคริสต์ได้ ความทุกข์ร้อน ความยากลำบาก การข่มเหง การกันดารอาหาร การเปลือยกาย ภยันตราย หรือคมดาบ อย่างนั้นหรือ 36 ตามที่มีเขียนไว้ว่า “เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลาย เผชิญความตายวันยังค่ำ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ถูกนับว่าเป็นแกะที่จะเอาไปฆ่า”

 

พูดง่ายๆ 2 ข้อนี้ สรุปว่าเพราะฉะนั้น ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เมื่อพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา รักเรามากขนาดนั้นแล้ว พระเยซูแก้ต่างที่เบื้องขวาของพระเจ้าให้กับเราตลอดเวลา ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก การหลอกลวง การล่อลวงบนโลกใบนี้ ที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ มีใครที่ไหน? ที่จะเอาเราออกไปจากพระเจ้าได้ ไม่มีทาง ในความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ พระเจ้าอยู่กับเราตลอดเวลา นำพาเราเดินผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากเรื่องอะไรก็ตาม เรื่องความคิด เรื่องความบาป หรือเรื่องความทุกข์ยากลำบาก เมื่อถูกข่มเหงก็ตาม พระเจ้าอยู่กับเรา พาเราผ่านไป  สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำอะไรเราได้

เปาโลยกตัวอย่างตัวเอง ก็คือความทุกข์ร้อน ยากลำบาก การถูกข่มเหง การกันดารอาหาร การเปลือยกาย ภัยอันตราย คมดาบ ก็คือสิ่งที่อัครทูตเปาโลและอัครทูตยุคแรกๆ ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ เขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถแยกเขาออกจากความรักของพระเจ้า ที่มีอยู่ในพระเยซูคริสต์ได้เลย แกะที่นำเอาไปฆ่า ก็หมายถึงว่าเจ้าของมองดูอยู่ เมื่อถึงเวลาของเรา เราต้องจากโลกนี้ไป พระเจ้าก็ดูเราอยู่นั่นแหละ ไม่ต้องห่วงว่าจะไปวิธีใด พระองค์ทรงทราบดี รับได้แน่นอน เมื่อถึงวันเวลานั้น  …

โรม 8:37 “เปล่าเลย ในสถานการณ์ทั้งปวงนี้ เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต โดยทางพระองค์ ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย”

 

“เปล่าเลย” คือในสถานการณ์ทุกข์ยากลำบากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ที่บอกมันหนีไม่พ้น ทุกคนต้องโดน เรา ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต คือไม่ต้องทำอะไรเลย พระเยซูทนเหน็ดเหนื่อยอะไรต่างๆ เอาชัยชนะมาให้กับเรา เราเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต โดยทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงรักเราทั้งหลาย  เห็นไหม? ยังยืนยัน พระองค์ทรงรักเรา อยู่ข้างเรา ข้อ 38-39 ยิ่งชัดเจน จะได้สบายใจ จะได้วางใจในพระเจ้าได้เสียที

โรม 8:38-39 “38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์ หรือวิญญาณชั่ว ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ 39 ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใด  ในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”

 

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องห่วงเลย ข้าพเจ้าจึงมั่นใจ ข้าพเจ้าได้เห็นมาแล้ว พระเจ้าบอกแล้ว มั่นใจได้เลยว่าตราบใดที่ท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ตัดสินใจเชื่อในข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเยซูแล้ว ท่านเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า เป็นมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ มาตายที่ไม้กางเขน เพื่อหลั่งพระโลหิตชำระบาปให้กับท่าน และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ท่านเชื่อแค่นี้ พอแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกเหนือจากนั้น วางใจในพระเจ้า … พระเจ้าบอกให้ท่านจงเชื่อมั่นเลยว่าถ้าท่านทำแค่นั้นแล้ว ท่านก็จะได้รับในฐานะลูกของพระเจ้า ผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ที่จะได้รับร่างกายใหม่ อยู่ในโลกวิญญาณ และจะอยู่ในโลกใหม่ ที่เรียกว่าสวรรค์ใหม่ ในเวลาอันใกล้นี้

ในนี้จึงบอกว่า … “ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความตาย หรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์ หรือวิญญาณชั่วตัวใดที่จะมาหลอกลวงท่าน ไม่ว่าจะอยู่ในปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ตาม หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใด ในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ คือไม่สามารถเอาเราออกไปจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในวิญญาณได้ ไม่มีทาง เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ตั้งแต่ เมื่อวันที่เรารับเชื่อในพระเจ้าว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เป็นพระมาซีฮาห์ของเรา นั่นแหละวันนั้น เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ และจากวันนั้นมา ก็ไม่มีใครเอาเราออกไปจากวิญญาณของพระเจ้าได้ ไม่มีใครเอาเราออกไปจากการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ได้ แม้แต่ตัวเราเองก็ยังเอาออกไปไม่ได้เลย เราได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความมืดในอาดัม มาอยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เรารับเชื่อ ไม่มีใครที่ไหน? ไม่มีมารที่ไหน? การโกหกหลอกลวงจากมารที่ไหน จะมาเอาเราออกไปจากนี้ได้อีกแล้ว เราอาจจะถูกหลอกลวงโกหก ให้มีความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้บ้าง แต่มันไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลงความจริงในโลกวิญญาณว่าเราเป็นอย่างนี้  ตามที่พระเยซูคริสต์ได้บอกเราตอนที่พระเจ้าบอกเราผ่านทางเปาโลนี้ได้ ไม่มีทางเลย เอเมน

ไม่มีสิ่งใดที่จะพรากเราออกจากความรักอันอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่มีต่อเราได้เลย ไม่มีๆ บอกว่าไม่มี เราอาจจะถูกหลอกลวง ล่อลวง เด็กๆ ไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้ ในการดำเนินชีวิต แต่ในวิญญาณ มันได้สำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว และมันจะเป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ในการเป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้รับความรอดเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น ให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ เกินกว่าความคิดและความเข้าใจของตนเอง และก็พักสงบ ชื่นชมยินดี และมีความสุขใจ สุขกายในการดำเนินชีวิตให้มากที่สุด มีสันติสุข มีความสงบสุขในการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ในขณะนี้ ก่อนเลย อยู่กับพระเจ้า พระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ในฐานะลูกของพระองค์ตั้งแต่ตอนนี้เลย มีสันติสุข มีความสงบสุข สบายกาย สบายใจว่า …

“ฉันเป็นลูกของพระเจ้า อยู่กับพระองค์แล้วตอนนี้ในสวรรค์ แต่รอให้ครบถ้วนบริบูรณ์ เสร็จสมบูรณ์แบบนั้น รอร่างกายใหม่อีกไม่นานเกินรอ”

สรุป ก็คือจงวางใจพระเจ้า และอย่ากังวลในสิ่งใดๆ เลย อย่ากังวลแม้กระทั่งว่าฉันกำลังอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่? เอ๊ะ! ฉันอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าหรือเปล่า? พระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน ท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำพระทัยพระเจ้า อยู่ในวิญญาณท่านเรียบร้อยไปแล้ว พระหัตถ์ของพระองค์จูงมือท่านเดินอยู่ ทุกเสี้ยววินาที แม้บางครั้ง เราอาจจะล้มลง และบาดเจ็บในความดื้อบ้าง พระองค์ก็ทำแผลให้เรา ปลอบโยนเรา แล้วก็พยุงเราขึ้นมา แล้วก็เดินตามทางของพระองค์ต่อไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ประสบการณ์ที่ผ่านความทุกข์ยากลำบากจะทำให้เกิดความอดทน อุตสาหะ และเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ ที่พระเจ้าจะสามารถใช้ได้

เพราะฉะนั้น จงวางใจ เดินไปกับพระองค์ เรียนรู้ด้วยการผิดพลาดบ้าง ด้วยความเผลอบ้าง ไม่เป็นไร แล้วค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ รับรู้ว่าเรากำลังอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าแล้วตอนนี้ นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในเรา วางใจในพระองค์ มั่นใจในความสามารถของพระองค์เถิดว่าพระองค์ทรงเริ่มต้นการงานดีในเราแล้ว พระองค์จะทรงกระทำต่อไป จนกระทั่งสำเร็จอย่างแน่นอน เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ดังนั้น อย่ากังวลในการตัดสินใจ ไม่ว่าตัดสินใจอะไรก็ตาม อย่ากังวล ทำไปด้วยความเชื่อ

ในวันหนึ่งๆ จะมีการตัดสินใจ เป็นร้อย เป็นพันครั้งในชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่วันนี้ก้าวเท้าซ้ายดี หรือก้าวเท้าขวาดี นี่พูดถึงมนุษย์ทั่วไป  เราผู้เชื่อก็เหมือนกัน จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาดี จะทำอันนั้นดีไหม? จะทำอันนี้ดีไหม? เอ๊ะจะอธิษฐานดี หรือไปดูทีวีดีกว่า? จะร้องเพลงนมัสการดี หรือร้องเพลงชาวโลกดี? จะมาโบสถ์ดีหรือไม่ดีวันนี้? จะโกรธดีหรือไม่ดี? มันเยอะแยะไปหมด แล้วอะไรดีหรือไม่ดี อย่าไปคิดมันมากนักเลย พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา นึกถึงพระเจ้าแล้วจะทำอะไรก็เชิญทำไปเถอะ ทำด้วยความเชื่อในข้างในของท่านว่าพระเจ้า พระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณของท่าน ท่านจะตัดสินใจไปไหน? ไปไม่พ้นหรอก วันนี้ตัดสินใจไม่อยากจะมาโบสถ์ ก็ไม่ต้องมา  แต่มาก็ดีนะ  จะได้เป็นเพื่อนกัน

ท่านคิดอยากจะทำอะไรในวันนี้  ขออย่างเดียว คือขอให้ท่านเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า  ที่พระเจ้าทรงประทานให้ท่าน เป็นพระเจ้า ที่มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่านเท่านั้น พระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตชำระท่าน และทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ขอให้ท่านเชื่อครั้งเดียว จากใจจริง แค่นี้เพียงพอแล้ว ที่เหลือไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพระเจ้านำไปเอง แล้วบางทีตัดสินใจผิด ก็ไม่เป็นไร ล้มลงไป เจ็บบ้าง เดี๋ยวพระเจ้าก็พยุงขึ้นมา แล้วก็จะสอนเรา ผิดเพราะอะไร อย่างนี้อย่างนั้น  วันหลังก็อย่าไปทำอย่างนี้นะ โอเค ไป จูงใหม่ เดินไป ก็เป็นประสบการณ์ในชีวิตของเราอีกแล้วครับ อย่างนี้มันสบายใจกว่าไหม? ที่จะมาคอยระแวง …

“นี่น้ำพระทัยหรือเปล่า? วันนี้ฉันทำอะไร?”

ไม่ต้องพักผ่อนกันพอดี ไม่ต้องหายเหนื่อยและเป็นสุข ความเชื่อและวางใจ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ มันทำให้เกิดความอดทนนาน พอเกิดความอดทนนาน แล้วเกิดความอุตสาหะ พอความอุตสาหะ ในพระคัมภีร์บอกว่าจะเกิดอุปนิสัยใหม่ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ ที่จะมีกล้ามเนื้อฝ่ายวิญญาณที่เข้มแข็ง ที่พระเจ้าจะได้สามารถใช้ได้ ใช้ในการสำแดงฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ สำแดงแสงสว่างของพระองค์ ซึ่งเป็นความรักของพระองค์ ความเมตตาของพระองค์ออกไปยังบรรดาผู้คนรอบข้างในชีวิตของเราบนโลกใบนี้ ท่านจะไปไหน ก็สำแดงความรัก สำแดงพระเจ้าออกจากชีวิตของท่าน มันหมายถึงอย่างนี้ มันจะสำแดงออก ตอนที่ท่านทนทุกข์ลำบาก กล้ามเนื้อใหญ่โต ถ้าท่านอยู่สบายๆ แบบโลกใบนี้ ไม่มีโอกาสได้สำแดงหรอก มันจะสำแดงกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังของท่านมากกว่า ท่านพอเข้าใจไหม?

เพราะฉะนั้น จงวางใจในพระเจ้าเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ และจงจำไว้ว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา คือพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่แสนดี อยู่ฝ่ายเราเสมอ และพระเยซูคริสต์ทรงรักเราดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ และอยู่กับเราตลอดเวลา เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 7 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เรื่องสุขภาพ” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  19  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 7

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ     เรื่องสุขภาพ”

โดย นคร  เวชสุภาพร

สวัสดีครับพี่น้อง วันนี้ เราก็ยังอยู่ในซีรี่ย์ชุดแนวทางการดำเนินชีวิต 4 ขั้นตอน ซึ่งสำคัญมาก นี่เป็นการปกป้องชีวิตของเรา ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ให้มีสันติสุข มีความสุขมากเท่าที่พระเจ้าอยากให้เรามีบนโลกใบนี้ 4 ขั้นตอน คือเชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน เหตุเนื่องจากมีผู้เชื่อใหม่ในระยะหลังถาม …

“มาเชื่อแล้วต้องทำอย่างไรบ้าง? พอดี ช่วงนั้นเริ่มต้นโควิด คริสตจักรปิดมาไม่ได้ แล้วทำอย่างไร?”

เป็นคำถามที่ดี ผมก็เลยอธิษฐาน แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าเชื่อใหม่แล้ว จะแนะนำเขาอย่างไร? สมมติเขาอยู่ต่างจังหวัด หรืออยู่ที่บ้าน มาคริสตจักรไม่ได้แล้ว เนื่องจากโควิด ล็อคดาว์น ทำอย่างไร? ก็เลย คิดว่าขั้นตอนเหล่านี้ เป็นขั้นตอนที่สามารถปกป้องดูแลชีวิตของเขาไปตลอดรอดฝั่งได้ ในการเป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็คือเมื่อเขาเชื่อแล้ว เชื่อทางออนไลน์ เชื่อทางคลิป เชื่อทางเฟสบุ๊ค ไม่เจอหน้ากัน ทำอย่างไร? เชื่อแล้ว ก็ให้รับรู้ รับรู้ คือจดจ่อไปที่ว่าเมื่อเชื่อแล้ว เกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณบ้างในชีวิตเขา พระคัมภีร์ว่าไว้อย่างไร? ให้เขารับรู้ตรงนั้น ให้จดจ่อ ฟังจากคลิป อ่านจากพระคัมภีร์ ฟังจากคำบรรยายต่างๆ แล้วก็จดจำ จดจ่ออยู่ตรงนั้นว่า …

“ตอนนี้ฉันเป็นผู้เชื่อในพระเยซูแล้ว ฉันเป็นคริสเตียนแล้ว ในโลกฝ่ายวิญญาณ ฉันเป็นใคร? ฉันอยู่ที่ไหน? พระคัมภีร์บอกไว้ว่าอย่างไร?”

พอรับรู้ จดจ่อไปที่เบื้องบน ในโลกวิญญาณนี้แล้ว ก็ให้วางใจ ในสิ่งที่รับรู้ทั้งหมด  เพราะว่าสิ่งที่รับรู้ทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น มันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ เพราะฉะนั้น จึงต้องใช้ความเชื่อ เมื่อเราเชื่อแล้ว เราก็วางใจว่ามันเป็นอย่างนั้นแหละ เป็นอย่างที่พระเจ้าบอกไว้ สัญญาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ที่เราได้อ่าน ได้รับรู้นั่นแหละ เราก็วางใจ

ตอนนี้เราอยู่ในขั้นตอนของการวางใจ ต่อจากการวางใจ ก็เป็นขั้นตอนสุดท้าย คืออธิษฐาน การพูดคุย การติดต่อกับพระเจ้าเสมอๆ ตลอดทั้งชีวิตเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ 70 ปี 80 ปี 90 ปี 100 ปี ในช่วง 100 ปีไม่หยุดในการติดต่อกับพระเจ้า คืออธิษฐานเสมอๆ ก็มี 4 ขั้นตอนอย่างนี้

และวันนี้ ก็ยังอยู่ในขั้นตอนที่ 3 คือวางใจ ในชื่อเรื่องว่า “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” ตอนที่ 4 สัปดาห์ที่แล้วเราเรียนรู้ในหัวข้อการเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจเกินกว่าความคิดของเรา มนุษย์ที่จะเข้าใจ ในเรื่องของการกิน การอยู่ และความร่ำรวยทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้

เรียนเรื่องนี้กันไป 2 สัปดาห์ สรุปง่ายๆ ได้ 3 ประเด็นหลักๆ คือในเรื่องของความร่ำรวย ทรัพย์สินเงินทอง

(1) ให้เราวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ตามพระสัญญาที่บอกไว้ว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราที่จำเป็น ในการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

อีกครั้งหนึ่ง วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของเรา ที่จะเข้าใจว่าพระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว เท่าที่เราจำเป็นในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

(2) เรียนรู้และฝึกฝน เคล็ดลับของอาจารย์เปาโลในเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติของความร่ำรวยบนโลกใบนี้ว่าจงพอใจกับสิ่งที่ตนเองมีในทุกสถานการณ์ นี่คือเคล็ดลับ โดยให้พระเยซูเป็นผู้เสริมกำลังให้กับเรา ความพึงพอใจในทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสถานการณ์ที่เราต้องการ

(3) เปลี่ยนทัศนคติในเรื่องความร่ำรวยความมั่งคั่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับระบบของโลกใบนี้ ซึ่งผลักดันให้เราแสวงหาความสำเร็จ ทรัพย์สินเงินทอง สิ่งของบนโลกใบนี้ เมื่อเรามาเป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่อในพระเจ้าแล้ว พระคัมภีร์บอกให้เราเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องความร่ำรวย เป็น …

มีเงินทอง แต่ไม่มีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็เหมือนไม่มีเงินทอง

ไม่มีเงินทอง แต่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็เหมือนมีเงินทองร่ำรวยมหาศาล เต็มไปหมดเลย เพราะว่าพอใจ วางใจในพระเจ้า

สรุปง่ายๆ แต่ปฏิบัติจริงๆ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่พูดนะว่าพอใจแล้ว เพราะเรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันไม่ง่าย โดยเฉพาะสำหรับหลายๆ คน ยิ่งไม่ง่ายใหญ่เลย เพราะว่ายังต้องติดต่อกับอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ ยังต้องติดต่อกับคนที่ไม่เชื่อ หรือคนที่มีความคิดในลักษณะระบบของโลกนี้อยู่ มันก็ยากที่จะไปทำท่ามกลางเขาเหล่านั้น แต่เปาโลบอกทำได้ โดยผ่านทางฟีลิปปี 4:13

“ข้าพเจ้าเผชิญทุกสถานการณ์ได้ ไม่ว่าจนหรือมี ร่ำรวยหรือยากจน โดยพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า”

เสริมกำลังอย่างไร? โดยพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นชีวิตของข้าพเจ้า เมื่อเราเชื่อแล้ว พระเยซูมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา เดินไปด้วยกันกับเรา  และพระเยซูคริสต์เป็นกำลังให้กับเราในการเผชิญได้ทุกอย่าง  ถ้าพระองค์จะพาเราไปรวย เราก็เผชิญได้ ก็คือเราไม่หลงระเริง ต้องเผชิญด้วยเหรอความร่ำรวย เผชิญสิ อันตรายด้วย อันตรายกว่าความยากจนอีก เราได้เรียนรู้ไปแล้วนะว่ามันทำให้เกิดโศกนาฎกรรม โศกเศร้าต่างๆ นานามากมาย ความยากจนทำให้เกิดความโศกเศร้าน้อยกว่า

เพราะฉะนั้น พระเยซูจะพาเราผ่านได้ ถ้าพระองค์นำพาเราให้เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง เราก็มั่งคั่งแบบพระเยซูคริสต์ แต่ถ้าพระเยซูคริสต์พาเราไปเดินแบบพอมีพอกิน เราก็แฮปปี้ เพราะว่าเราสามารถเผชิญกับความยากจนขัดสนได้ ด้วยความพอเพียง โดยพระเยซูคริสต์เหมือนกัน พระเยซูคริสต์เป็นทุกสิ่งในชีวิตของเรา จูงมือเราเดินทุกวันๆ เพราะฉะนั้น เราต้องฝึกฝนในการเดินกับพระเยซู

การฝึกฝน ไม่ใช่การพยายามบังคับตัวเองว่า …

“ฉันไม่รักเงินๆๆๆ”

มันไม่ใช่การฝึกฝนแบบนั้น  แบบนั้นเราเรียกกันว่าศาสนา ศาสนาจะสอนเราว่าอย่าทำอันโน้น อย่าทำอันนี้ อย่าทำอันนั้น ข่าวประเสริฐของพระเจ้า  ก็คือพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่านแล้ว ท่านเกิดใหม่แล้ว พระเยซูอยู่กับท่านเดี๋ยวนี้ จูงมือท่านเดิน ผิดพลาดไปแล้วไม่เป็นไร? เดี๋ยวพระเจ้าพาท่านเดินใหม่  พอผิดพลาดไป เราก็รู้สึกฟ้องผิด ฉันแย่แล้ว ไม่ต้องกลัว ไม่แย่ เพราะพระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน  กำลังฝึกท่าน กำลังสอนท่าน ล้มไป ก็ทรงปลอบโยน เอาใหม่ลูกเอ่ย

การฝึกฝน เดินกับพระเยซูคริสต์ นั่นแหละคือการฝึกฝนทุกอย่างบนโลกใบนี้ ในเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม จริยธรรม อะไรที่ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง พระเยซูจะเป็นผู้นำพาเรา เพราะฉะนั้น ต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ด้วยว่าฝึกฝน มันหมายถึงอะไร? ทำให้เราเกิดความพึงพอใจ แล้วก็เกิดนิสัยที่ไม่มีเหมือนมี ก็คือถึงแม้จะไม่มี แต่มีความรู้สึกไม่เห็นขาดอะไรเลย ของที่มันมีอยู่ มันพร่องลงไป ก็ไม่รู้สึกขาด ก็รู้สึกพอใจได้ มันเกิดความรู้สึกไม่รักทรัพย์สมบัติ สิ่งของบนโลก หรือรักสมบัติ หรือรักสิ่งของบนโลกใบนี้ น้อยลงเรื่อยๆ ถ้าเราให้พระเยซูเป็นใหญ่ในชีวิตของเรา  เดินไปกับพระองค์ทุกวัน แล้วก็รับรู้ว่าเราเป็นลูกของพระองค์ และพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา ชีวิตเราถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ เราก็จะพบกับสันติสุขในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างแน่นอน เอเมน

และวันนี้เราจะมาเริ่มหัวข้อใหม่ คือวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ในเรื่องสุขภาพร่างกาย เป็นประเด็นที่สำคัญ ที่ฮอตฮิต อันดับต้นๆ ของโลกใบนี้ และของคริสเตียนทั้งหลายผู้เชื่อ ซึ่งไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มนุษย์ทุกคนก็มีความกังวลในเรื่องนี้มาก ไม่น้อยไปกว่าทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้  บางคนให้มากกว่าด้วยซ้ำไป คือสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยเลย ใครอยากได้ยกมือขึ้น ผมก็อยากได้ แต่เรามาดูสิว่าพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างไร?

ท่านลองคิดดูนะครับว่าถ้าเราสามารถวางใจในพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับการกิน การอยู่ และความร่ำรวยได้แล้ว ใช้ชีวิตแบบพอเพียง มีชีวิตอยู่อย่างพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ได้แล้ว แต่ยังมีความกังวลในเรื่องของความเจ็บป่วย อยากแข็งแรง ชีวิตมันก็ไม่สุขเท่าที่ควรจะเป็น ถูกไหม? ก็ยังกังวลอยู่  เพราะฉะนั้น เรื่องสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก จะเจาะตรงนี้ โดยเฉพาะเลยนะครับ

ลองคิดดูใหม่ เฉพาะคนที่เป็นคริสเตียนนะ เฉพาะคนที่บอกว่าเชื่อแล้ว ถามว่าสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาใหม่ หรือข่าวประเสริฐในพระเยซูคริสต์ใช่หรือไม่?

พระเจ้าสัญญาไว้ในพันธสัญญาใหม่ว่าท่านเชื่อแล้ว ท่านจะมีสุขภาพแข็งแรงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ใช่หรือไม่? ไม่ต้องตอบ ไม่ต้องพยักหน้า

บางความเชื่อและมีการสอนกันต่อๆ มาว่าพระเยซูได้แบกรับเอาความเจ็บไข้ได้ป่วยของเรา ไปไว้ที่พระองค์แล้ว ที่ไม้กางเขน โดยอ้างอิงจากข้อพระคัมภีร์นี้ ซึ่งฮอตฮิตมากเลย 1 เปโตร 2:24

1 เปโตร 2:24 “พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกาย บนไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่ เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย”

 

“ด้วยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย” … “พวกท่าน” หมายถึงคริสเตียน ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว “ด้วยบาดแผลของพระเยซู ผู้เชื่อได้รับการรักษาให้หาย” ก็มีการตีความตรงนี้ว่าหายจากโรคภัยไข้เจ็บทุกอย่าง ดังนั้น ใครที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ก็ได้รับการรักษาหายจากการเจ็บป่วยทุกอย่างแล้ว แต่ในความเป็นจริง คือคนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว และยังเจ็บป่วยอยู่ ทั้งเจ็บมากเจ็บน้อย ป่วยมากป่วยน้อย ค่อยๆ ป่วย หรือป่วยทีหลัง เป็นทุกคนเลย อยากจะบอกว่าทุกคน ถ้าคนไหนบอกยังแข็งแรงอยู่ มันก็ยังอยู่ตอนนี้ แต่ในที่สุด มันก็ต้องป่วยแหละ (ถ้าอยู่ถึง) ถ้าไม่เจออุบัติเหตุก่อน

ถ้าเช่นนั้น เราจะตอบคำถามตรงนี้อย่างไรดี? คนที่เชื่อแบบนั้น ก็เลยโยนความผิด หรือความรับผิดชอบให้กับความเชื่อ เช่นบอกว่าคนที่ยังป่วยอยู่ แสดงว่าความเชื่อยังไม่มากพอ ใครเชื่อมาก ก็จะแข็งแรงมาก ไม่ป่วยเลย หรือไม่ ถ้าไม่รับการรักษาแสดงว่ายังมีความสงสัยในฤทธิ์เดชแห่งการรักษาของพระเจ้าอยู่ จึงไม่ได้รับอัศจรรย์การรักษา

ตัวอย่าง คำสอนเทียมเท็จ เช่นผู้เชื่อทุกคนมีสิทธิ์ได้รับพระพรทั้งด้านสุขภาพ และความมั่งคั่งทางการเงิน  และพวกเขาสามารถได้รับพระพรทั้งหลายทั้งปวงนั้น ผ่านทางการประกาศ ยืนยันด้วยปากของตัวเอง  ด้วยความเชื่อ โดยการหว่านเมล็ดแห่งความเชื่อศรัทธา ด้วยการพูดหรือด้วยกระทำ เช่น การถวายทรัพย์ อธิษฐานเยอะๆ ด้วยความสัตย์ซื่อ คือการสร้างพลังแห่งความเชื่อของตัวเองขึ้นมา เพื่อจะได้รับสิ่งเหล่านี้ คือแข็งแรง สุขภาพดี ในการหายโรค หรือความมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง การเงิน จากคำสอนเหล่านี้  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ถ้าเราพยายามสร้างความเชื่อ ตามที่เขาสอนมาแล้ว แต่ยังคงเจ็บป่วยอยู่แหละ ซึ่งมันเกิดขึ้นทุกคน ก็จะเกิดคำถามค้างคาใจในพระเจ้าว่าเกิดอะไรขึ้น? เราทำอะไรผิด?  ทำไมพระเจ้าปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเราได้? เราบกพร่องตรงไหน? ทำไมพระเจ้าไม่รักษา? ทำไม? ทำไม? และก็ทำไม? ที่มันเกิดขึ้น อยู่ที่คนนั้นจะยอมรับหรือไม่? จะพูดหรือไม่พูด? ผมเองก็เคยถามพระเจ้าว่าทำไม? และทำไมล่ะ ผมถาม แล้วผมได้รับคำตอบว่าอย่างไร? ทำไมผมเห็นอัศจรรย์เยอะแยะ แต่ก่อนบอกอัศจรรย์ ตอนนี้ไม่อยากบอกอัศจรรย์เลย มันเทียบอะไรไม่ได้กับอัศจรรย์ที่เราอ้างถึงว่าพระเยซูทำการอัศจรรย์ในหนังสือพระคัมภีร์ ตอนเดินอยู่บนโลกใบนี้ มันคนละเรื่องเลย ที่ค่อยๆ หายโรคบ้างนิดๆ หน่อยๆ แล้วเราบอกอัศจรรย์ มันไม่ใช่ เราพยายามที่จะอ้าง เพื่อที่จะสนองความต้องการของตัวเราเองว่าเราคิดว่าอย่างนั้นถูก

ผมถามพระเจ้าแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงถาม? ทำไมๆ เพราะผมมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ เยอะมาก ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันเป็นเช่นนี้  พระเยซูคงอยากให้ผมเข้าไปเรียนรู้มั้งว่ามันคืออะไร?  เหตุการณ์มันเกิดขึ้น เพราะว่าอยากจะบอกว่าเผอิญ แต่มันก็ไม่ใช่เผอิญ เรารู้อยู่แล้วว่าพระเจ้านำเราอยู่ทุกวัน เรามาเชื่อแล้ว แล้วเราก็ดูแลชีวิตของเราว่ากันไป แต่ปรากฏว่ามีเพื่อนคนที่รู้จักทำงานอยู่ในสื่อ  สมัยก่อน สื่อหนังสือพิมพ์กับสื่อโทรทัศน์ ถือว่าใหญ่สุดแล้ว และแรงมากสุดแล้ว มาเห็นเข้า มารู้จักเข้า ก็ได้ยินได้คุยกัน เขาก็ไม่เข้าใจ คำว่า “ไม่เข้าใจ” ว่าผมหมายถึงอะไร? เขาก็เอาไปเขียนเป็นเรื่องราวใหญ่โตว่าเป็นอัศจรรย์ใหญ่โต ฝ่ามือไล่มาร อะไรต่างๆ คนก็แห่กันมาเยอะแยะมากมาย แล้วก็มีคนเชียร์อีกต่างหาก คนเชียร์ ก็คือคริสเตียนด้วยกันนั่นแหละ

“ดีแล้ว อย่างนี้ ที่ได้ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่เคยลง ก็ได้ลง โทรทัศน์ไม่เคยออกเลย ก็ได้สามารถพูดไป ดีแล้วๆ”

เชียร์กันใหญ่เลย  ไม่มีใครมาบอกเลยว่าความจริง ที่พูดไปในข่าวดีนั้น มันไม่ได้อยู่ในข่าวดีเลย เราอยากได้เอง ก็เลยจับพลัดจับพลูลอยไปกับเขาด้วย เขาเรียกว่าตกบันไดพลอยพระเยซูไป ตามพระเยซูไปว่าพระเยซูนำเราไปทำอะไร? จนกระทั่งเกิดอะไรขึ้น คนเยอะแยะมากมาย หลายท่านคงทราบดี

คราวนี้เขาก็ถามกันว่าทำไมผมถึงหยุด ถามว่าทำไมผมถึงเข้าใจถึงสิ่งนี้ เพราะว่าทำไมนี่แหละ  พระเจ้าทำไมคนเหล่านี้เขาเชื่อจริงๆ เขาทำตามที่ลูกได้บอก และพระคัมภีร์ได้พูดอย่างนี้ ทำไมเขาไม่เห็นหาย มันเกิดอะไรขึ้น เขาผิดตรงโน้น หรือผิดตรงนี้ คนแล้วคนเล่า จนมาถึงคนสุดท้าย ทำให้เอะใจ มันไม่ใช่แล้ว

ผมจะเล่าให้ท่านฟัง มีอยู่รายหนึ่ง เป็นหนุ่มน้อย อายุ 17, 18 เท่านั้นเอง คุณพ่อคุณแม่พามาหาให้ช่วยรักษา ก็ได้รับเชื่อไป เขาเป็นมะเร็งที่กินกระดูกฉับพลันของกระดูกสันหลัง เป็นอัมพาตลุกไม่ได้ เป็นขึ้นทันทีทันใด ปรากฏว่าพอเขามาถึง เด็กคนนี้เชื่อจริงๆ เชื่อมากเลย ผมพูดอะไรไป ก็เชื่อตลอด เราก็ทุ่มเทชีวิตสุดใจเลย  ไม่ได้ทุ่มเท เพราะความเชื่ออย่างเดียว เพราะความสงสาร เพราะความเข้าใจ เพราะความเห็นใจ เห็นความทุกข์ของคนที่เป็นพ่อแม่ เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นอนาคตที่ดี เรียนอยู่อินเตอร์ วันดีคืนดีก็เป็นอย่างนี้ขึ้นมา และเขาเชื่อฟังมาก ถึงมากที่สุด บอกให้ทำอะไรทำ บอกให้อธิษฐาน อธิษฐาน บอกให้อ่านพระคัมภีร์ อ่าน บอกให้ฟังถ้อยคำพระเจ้าจนขึ้นใจ ฟังจนขึ้นใจเลย ฟังตลอดวันตลอดคืน อธิษฐานตลอดวันตลอดคืน นมัสการตลอดวันตลอดคืน อยู่บนเตียงนั้น ตลอดวันตลอดคืน ผมไปเยี่ยมทีไร ยิ้มแย้มตลอด หัวเราะ มีความสุข มีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม 100% ถ้าใครบอกเขาไม่เชื่อ แสดงว่าคนนั้นพูดเท็จ พูดง่ายๆ มันเห็นชัดเจนว่าเขาเชื่อแน่นอน 100% และยังแถมประกาศให้ทุกคนที่มาหาเขาได้รับเชื่อพระเยซูด้วย

ผมก็ดูแลมาสัก 3 – 4 เดือน ก็อธิษฐาน ไปเยี่ยมเยือนตลอด มีอยู่วันหนึ่ง ทางบ้านเขาก็โทรศัพท์มาบอกว่าเมื่อคืนนี้น้องเขาหลับไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ผมตกใจเลย คือใจสลาย ความหวังมันแย่มาก คำว่า “ทำไมๆ” ที่มีมาตลอด มันหนักขึ้น มันยิ่งทำไม มันรับไม่ได้ ผมก็รีบขับรถไปที่บ้านของน้องคนนี้ แล้วก็ขึ้นไปที่ห้องส่วนตัวของเขา เขาก็นอนอยู่ที่เตียง ผมก็ยังไม่ยอมอีก คือด้วยความหมดแล้ว มันอยากได้เต็มที่แล้ว มันไม่มีเหตุผลแล้ว ก็คุกเข่าลงอธิษฐาน ร้องไห้ๆ

“พระเจ้าๆ ทำไมเป็นอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้”

คุกเข่าอธิษฐานอยู่ครึ่งชั่วโมง จนหมดแรง หมดแรงจริงๆ นะ อยู่คนเดียว ไม่รู้จะทำอย่างไร? ลุกขึ้นมา ไม่พูดจากับใคร? กลับบ้านดีกว่า กลับมาถึงที่บ้าน เข้าไปที่ห้องอธิษฐาน ร้องไห้ต่อ คราวนี้พูดตัดพ้อต่อว่าพระเจ้าแล้ว แต่ต่อว่าอย่างดีนะว่าทำไม … ทำไมเยอะมาก ประมาณสักเกือบชั่วโมง มันรับไม่ได้ พอหมดแรงไป ได้ยินเสียงแว่วๆ ประโยคเดียว ชีวิตเปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง เพราะว่าคำพูดตลอดชั่วโมงหนึ่งของผม ก็คือคำว่า …

“ทำไมน้องเขาต้องตายด้วย ทำไมต้องตาย ทำไมๆๆ ทำไมพระเจ้าปล่อยให้เขาตาย ทำไมๆๆๆ ปล่อยให้เขาตาย”

พระเจ้าตอบมาประโยคเดียวเอง สั้นๆ ว่า … “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาตาย เจ้าพูดได้อย่างไรว่าเขาตาย”

ยิ่งร้องไห้ใหญ่เลย พอลุกขึ้นมาจากอธิษฐาน คราวนี้เป็นตัวเราเอง พูดกับตัวเราเอง ถ้อยคำพระเจ้าต่างๆ ที่ได้ศึกษามาตลอด เยอะแยะมากมาย อยู่ในสมองนี้ เอาไปใช้ผิดๆ ก็มี ถ้อยคำหนึ่งได้ขึ้นมาเลย

พระเยซูบอกว่า … “ผู้ที่วางใจในเรา แม้เขาตาย เขาก็ยังมีชีวิตอยู่” …

พระเจ้าถามเรา … “แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเขาตาย”

มันจุดประกายอะไรบางอย่างในตัวเองขึ้นมา คือมันไม่ใช่ความรู้ เหมือนที่เรารู้ เราอ่านพระคัมภีร์ เราศึกษาพระคัมภีร์มันไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นอะไรบางอย่างที่จี้เข้ามาอยู่ในหัวใจ

“รู้ได้อย่างไรว่าเขาตาย”

จากนั้น ผมก็เริ่มศึกษาพระคัมภีร์ใหม่ คราวนี้ ไม่ใช่พระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาใหม่อีกครั้ง ทำมาหลายครั้งแล้ว คราวนี้ทำแบบทัศนคติเปลี่ยนใหม่ ให้พระเจ้านำสิว่ามันคืออะไร? ทำไมๆ พระเจ้าก็จะตอบ พระเจ้าก็ตอบเยอะแยะมากมาย ได้เห็น มิน่า ในห้องก็มีหลายรายที่ทำอย่างที่ผมบอก และมาถึงทุกวันนี้ ยังไม่ตายเลย  แต่หายโรคไหม? ไม่หาย แต่ยังอยู่ ความเชื่อเข้มแข็งขึ้น เป็นโรคอื่นเพิ่มขึ้น แต่อยู่ได้ พอใจในสิ่งที่มีอยู่ หัวเราะได้ ไปเป็นพยานได้ มีอีกหลายรายเลย ที่ทำท่าจะไปอยู่แล้ว แล้วมาหาผมตอนโน้น คือมาหาพระเจ้านะไม่ใช่มาหาผมหรอก คือความรู้สึกเขา มาหาผม มาหามนุษย์ทั้งนั้นแหละ อย่าบอกเลยว่ามาหาพระเจ้า ไม่จริงหรอก ถ้าหาพระเจ้าจริง เขาไม่มาหาผมหรอก เขาอยู่ที่บ้านคนเดียว เขาก็หาได้ พระเจ้า แต่เราบอกให้เขามาหาพระเจ้า จริงๆ บอกเขาไม่ต้องมาเลยดีกว่า อยู่บ้านไป อธิษฐานไป เดี๋ยวผมอธิษฐานส่งไปให้ ถ้าพระเจ้าจะรักษาคุณให้หายอย่างเหนือธรรมชาติดีกว่า อย่าพูดคำนี้เลยอัศจรรย์ อย่างเหนือธรรมชาติ พระเจ้าทำได้ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

หลังจากที่เปลี่ยนความเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับการรักษาโรคเป็นอย่างนี้แล้ว ได้เห็นจริงๆ ว่าคนที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายอย่างเหนือธรรมชาติ แต่เขาก็ค่อยๆ ได้รับการรักษาดูแล ผ่านทางยา ผ่านทางหมอ อาการค่อยๆ ดีขึ้น หรือไม่ดีบ้าง เดี๋ยวก็แย่ลง เดี๋ยวก็ดีขึ้น เป็นไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งสำคัญ ก็คือเขามีสันติสุขเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของเขา จากเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ผมจึงเลิกการสอนพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และประกาศข่าวดีแบบอย่างที่ว่าไว้ เน้นเรื่องการอัศจรรย์ เน้นเรื่องการรักษาหายโรค เน้นเรื่องเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ซึ่งเหมือนตกบันไดพลอยโจรไป และเปลี่ยนมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว

ซึ่งในขณะที่เปลี่ยนนั้น ก็เห็นบางคน ก็เกิดผลอย่างอัศจรรย์เหมือนกัน ดีกว่าอีก เกิดผลอย่างเหนือเหตุผล ไม่ว่าเรื่องการเงิน เรื่องสุขภาพร่างกาย ก็เกิดขึ้นเหมือนกัน ก็มีหลายคนก้อนมะเร็ง ไปเอ็กซ์เรย์มาแล้ว เป็นอย่างนี้ หลังจากอธิษฐานธรรมดา ไม่มีอะไร ไม่ได้ท่อง สร้างความเชื่ออะไร ไม่มีมาเช็คความเชื่อคุณมากหรือน้อยเท่าไร? อธิษฐานขอพระเจ้ารักษานะ ฝากไว้ที่พระเจ้า กลับไปให้หมอตรวจจะผ่าตัดอยู่แล้ว ก้อนมะเร็งมันหายไป แล้วตอบว่าอย่างไร? ไม่เห็นจะต้องสร้างความเชื่ออะไรเลย แล้วโทษทีนะ มันมีมากกว่าเก่า มันได้ผลมากกว่าเก่าอีก อย่างนี้เป็นต้น บางคน อันนี้เยอะกว่ามะเร็งอีก เนื้องอกในมดลูกผู้หญิง มันหายไปได้อย่างไร? แต่ผมก็ไม่ได้เอามาสนใจ ใส่ใจในเรื่องนี้ นี่คือสิ่งหนึ่งที่ถามว่า … “ทำไม” …

แล้วก็มีอีกท่านหนึ่ง ที่มาจุดประกายเรื่องนี้ ก็คือในเซลที่บ้าน มีหญิงที่เป็นวัยรุ่น เพิ่งแต่งงาน ตั้งครรภ์ เด็กในท้องน่าจะ 5 – 6 เดือนแล้ว แต่หมอบอกว่าเด็กผิดปกติ ไม่ควรเอาไว้ ควรทำแท้ง อะไรประมาณนั้น พ่อแม่ก็ไม่อยากจะทำ อยากให้อยู่ ก็มาให้อธิษฐานให้ อย่างที่บอก ผมก็อธิษฐานอย่างธรรมดา เอามือไปวางไว้ที่มดลูก แล้วก็อธิษฐานไป ก็ใช้ความเชื่ออย่างที่บอก ปรากฏว่าเด็กอยู่ จนกระทั่งคลอด สุขภาพแข็งแรงดี

แต่ที่เล่าให้ฟังนี้ เนื่องจากหลังจากนั้น กี่เดือนไม่รู้ พี่สาวของหญิงที่ได้รับการรักษาให้หายอย่างอัศจรรย์นั้น ก็มาพบผมที่บ้าน ไม่ได้มาขอบคุณ มาอธิบายให้ฟัง มีรายเดียวเองนะ รายนี้ ทำให้ผมเอะใจ ทุกคนมีแต่ว่า …

“ดีแล้ว จะได้ประกาศข่าวประเสริฐพระเจ้า จะได้ขยายอาณาจักรของพระเจ้า ผู้คนในประเทศนี้จะได้มาสนใจพระเยซูคริสต์”

มีแต่เชียร์ผม ผลักผมไปทิศนี้ แต่มีคนนี้เข้ามาบอกว่า … “อาจารย์ทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ”

“ไม่ถูกอย่างไรล่ะ”

“คือทุกคนจะมาหายโรคหมดอย่างนี้ได้อย่างไร?”

คือเขาพูดเยอะกว่านี้ พูดตามหลักพระคัมภีร์ พูดเหมือนที่ผมกำลังพูดอยู่วันนี้

“อาจารย์บอกว่าหายทุกคน แล้วคนที่เขาไม่หายล่ะ ซึ่งมีเยอะกว่า เขาจะไปพึ่งใคร เขาจะมีความเป็นอยู่อย่างไร?  ทุกคนมาคอยอัศจรรย์อย่างนี้ ถ้าพระเจ้าจะรักษา พระองค์ก็ทรงรักษา แต่อาจารย์จะบอกเขาว่าเขาต้องหาย ทุกคนก็แสวงหาการหาย การหายๆ แล้วถ้าไม่หาย เขาจะมีความทุกข์ขนาดไหน? อาจารย์ควรจะสอนตามหลักพระคัมภีร์มากกว่า”

หน้าชา ไม่ได้โกรธ คำว่า “ชา” หมายถึงเออ สิ ไม่เห็นมีใครบอกเราอย่างนี้เลย มีแต่คนเน้นเรื่องคนที่หาย ซึ่งอาจจะมีอยู่สัก 5% จากคนมาเป็นหมื่นคน มีคนหายไม่ถึง 5% หมื่นคน อาจจะมีคนหายสัก 50 คน แบบชัดเจนหน่อยนะ แล้วเอา 50 คนนี้ไปเชียร์กันใหญ่เลย แล้วไม่นึกถึงคน 9,000 กว่าคนที่ไม่หาย ทุกข์ทรมานใจ สงสัยในพระเจ้า กลับไปบ้าน ทำไมๆๆๆๆ เหมือนเด็กหนุ่มคนที่เล่าให้ฟังเมื่อตะกี้นี้ หรือเหมือนอีกหลายๆ คนที่ไม่มีสันติสุข เพราะมัวแต่คิดว่า …

“พระเจ้าทำไมๆ ฉันจะสร้างความเชื่อต่อไปๆ”

ผลักให้เราไปประกาศอย่างนั้น มีคนนี้ที่พูดตรงดี ชัดเจนดี เป็นวัยรุ่นสาวด้วยนะ แต่เนื่องจากเขาอ่านพระคัมภีร์ แล้วเขาเชื่อในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล แล้วเขามาพูดตามความจริง ผมเชื่อว่าพระเจ้าพาเขามาพูด มีอยู่ไม่กี่คน

สองอันแล้ว ที่ทำให้ผมหันหลังกลับ จากน้องคนนั้นว่าทำไม แล้วตอนนี้ น้องคนนี้มาพูด และสุดท้าย ตอนที่ผมอธิษฐานวางมือ มันถูกผลักไปตรงนี้จริงๆ อยากจะบอกว่าถูกผลัก ไม่รู้ใครผลักผมลงไป

หลังจากที่สื่อต่างๆ ออกไปเยอะแยะมากมาย คนทั้งประเทศแห่กันมา บางคนก็ขึ้นเครื่องบินมา จองเครื่องบินมา โทรศัพท์มา วันอาทิตย์ไม่อยู่แล้ว รับไม่ได้ คนเยอะ เพราะฉะนั้น ต้องเพิ่มวันศุกร์กับวันเสาร์ รอบพิเศษ แล้วเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร? เราตกไปอยู่ตรงนั้นแล้ว จะปฏิเสธเขาได้อย่างไร? แล้วเราก็มั่นใจด้วยว่าพระเจ้าของเราเป็นจริง พระเจ้ารักษาเขาได้  ก็อธิษฐานให้เขา คุณคิดดูนะครับ วันศุกร์ 2 รอบ วันเสาร์ 2 รอบ วันอาทิตย์ 3 รอบ คนเป็นหมื่น หลายพันคนที่เข้ามา แน่นอนในหลายพันคนที่มา มันต้องมีบางคนที่หาย แบบได้รับอัศจรรย์ แต่ไม่รู้มาจากพระเจ้าหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้ ผมตอนนั้นมีค่าเท่ากับคนเข้าทรง ให้หวย ให้ไป 2 ตัว ถ้ามาร้อยคน ก็ต้องถูกสักคนแน่นอน ให้ทุกเบอร์ แต่ความตั้งใจจริงของเรา ผมรู้ตัวเองว่าผมบริสุทธิ์ใจจริงๆ ไม่ได้คิดอะไรเลย  ก็อย่างที่บอกว่ามันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วลามทุ่งไปเยอะแยะมากมาย เพราะว่าใครๆ ก็อยากจะได้ตรงนี้ ใครๆ ก็อยากจะหายป่วยๆ มันทุกข์ทรมาน แล้วความใจจริงของเรา เลยทำให้เราทุ่มเทมาก เขาบอกให้สร้างความเชื่อ เราก็สร้างความเชื่อ สร้างให้ตัวเองนะ จะไปอธิษฐานให้เขา สร้างตัวเอง คือเก็บตัว ก่อนจะถึงวันศุกร์ จันทร์-พฤหัสฯ อยู่ในห้องอธิษฐานอย่างเดียว เขาบอกอธิษฐานมากๆ จะได้สร้างความเชื่อ ตัวเองขึ้นมาให้มันมีพลัง เพื่อที่จะไปอธิษฐานให้เขา ท่องถ้อยคำพระเจ้าที่เกี่ยวกับฤทธิ์เดชอำนาจ ซึ่งเข้าใจผิดๆ นั้นแหละ พูดมันอยู่นั้นแหละ เรื่องวางมืออธิษฐานรักษาโรค เพื่อว่าวันศุกร์จะไปทำให้เขา แล้วเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร ทำอะไรต่อ ต้องสร้างเพิ่ม เขาบอกอดอาหารด้วยสิ อดอาหาร แล้วจะสร้างความเชื่อเพิ่มขึ้น

โอเค นอกจากผมต้องมาเก็บตัวอธิษฐานเตรียมตัวไว้วันศุกร์แล้ว ผมต้องอดอาหารอีก 3 วันก่อนถึงวันศุกร์ ไปดูรูปผมตอนนั้น โทรมเลย และก็มีผู้เชื่อ เป็นผู้ใหญ่แล้ว เป็นผู้ปกครอง เป็นนายแพทย์ปัจจุบัน นี่ก็เป็นความจริงใจ ที่ทำให้ผมเอะใจ เข้ามาพบก่อนที่จะออกไปวางมืออธิษฐาน คนมารอเต็มไปหมด บอกว่าอย่างไร? …

“อาจารย์ อาจารย์ทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ สุขภาพเสียหมดเลย ไม่ได้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเลย อาจารย์ทำอย่างนี้มันไม่ถูกต้อง ร่างกายเป็นวิหารของพระเจ้า อาจารย์ต้องดูแลสุขภาพร่างกายด้วย ไม่ใช่มาทำตัวทรมานอย่างนี้ แล้วจะได้มีฤทธิ์อำนาจไปรักษาคน มันไม่ใช่นะ อาจารย์ทำอย่างนี้ไปนะ ตอนนี้ยังทำได้ อาจารย์ยังหนุ่มอยู่ เดี๋ยวอาจารย์ต้องใช้หนี้เขา มันเสื่อมโทรมไปนะ  ทำอย่างนี้ไม่ได้ มันเกินไป อาจารย์อย่าทำเลย”

เสร็จแล้ว ก็เอายาบำรุงมาให้ ซึ่งแต่ก่อนนี้ ยาบำรุงกับเรา มันคนละเรื่องนะ มาบำรุงอะไรเล่า มีความเชื่อเต็มที่ เพราะความซ่าส์ ซ่าส์บริสุทธิ์

นี่คือ 3 เหตุการณ์หลักๆ ที่ทำให้ผมเอะใจ และศึกษาเรื่องนี้ใหม่ อย่างที่ผมบอกว่าพอมาศึกษาใหม่ ก็เห็นบางคนก็หาย อย่างไม่ต้องทำอะไรเลย ซึ่งดีกว่า

คราวนี้เรามาดูความหมายของข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ ที่เขาเอามาอ้างว่าเป็นอย่างไร? ว่ามันคืออะไร?  1 เปโตร 2:24-25 เราอ่านอีกครั้งหนึ่ง

1 เปโตร 2:24-25  “24 พระองค์เอง ทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกาย บนไม้กางเขนนั้น  เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป  และมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม  และด้วยบาดแผลของพระองค์  พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย   25 เพราะพวกท่านเป็นเหมือนแกะที่พลัดหลงไป  แต่บัดนี้  ได้กลับมาหาพระผู้เลี้ยง และพระผู้ทรงดูแลวิญญาณจิตของท่านแล้ว”

 

“พระองค์เอง ทรงแบกรับบาปของเราทั้งหลาย บนไม้กางเขน” พระเยซูเองทรงแบกรับเอาบาปนะ ความบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกาย บนไม้กางเขน  กำลังพูดถึงโลกวิญญาณชัดๆ เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป นี่ก็เรื่องโลกวิญญาณชัดๆ  และมีชีวิตอยู่ เพื่อความชอบธรรม จริงๆ ตรงนี้บอก และมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ชอบธรรม พ้นจากการเป็นคนบาป ก็คือเป็นผู้ชอบธรรม เป็นคนชอบธรรม วิญญาณชอบธรรมแล้ว พ้นจากบาปแล้ว นี่ในวิญญาณทั้งนั้น และด้วยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย ทางวิญญาณเช่นเดียวกัน เพราะพวกท่านเป็นเหมือนแกะที่พลัดหลงไป เห็นหรือยัง? แต่บัดนี้ได้กลับมาหาพระผู้เลี้ยงและพระผู้ดูแลวิญญาณจิตของท่านแล้ว พูดง่ายๆ พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการเกิดใหม่ การได้รับความรอดทางฝ่ายวิญญาณ จากอาณาจักรของความมืด จากในอาดัม มาสู่ในพระเยซูคริสต์ จากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่าง จากเป็นคนบาป เป็นวิญญาณบาป มาเป็นวิญญาณชอบธรรม เป็นลูกของพระเจ้า หายจากโรคบาป หายจากการเป็นคนบาป หายจากการเป็นคนชั่ว กลับมาเป็นคนดีทางวิญญาณ หายจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า มาคืนดีกับพระเจ้า มาเป็นลูกของพระเจ้า หายจากการอยู่ในนรก อาณาจักรของความมืด เป็นทาสมาร มาอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่าง อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าต่างหาก

คำว่า “พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย” ตรงนี้ ไม่ได้หมายถึงหายจากโรคมะเร็ง หายจากโรคหัวใจ หายจากวัณโรค หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ บนโลกใบนี้ หายจากโรควิตกกังวล ซึ่งเป็นโรคชนิดหนึ่ง หายจากโรคซึมเศร้า ซึมเศร้าก็เป็นโรคชนิดหนึ่ง หายจากโรคเครียด หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ บนโลกใบนี้ สิ่งที่เป็นอันตรายจากความเชื่อแบบผิดๆ นี้ ก็คือผมเคยเห็น มีประสบการณ์มากกว่านี้นะ เคยเห็นคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วใช้ความเชื่อผิดๆ แบบนี้ แล้วอันตรายเกิดขึ้น แทนที่จะมีชีวิตอยู่ เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า กลับต้องเป็นอัมพฤก อัมพาต และในที่สุด ชีวิตล่มสลายไป พร้อมกับความเชื่อผิดๆ แบบนี้ ทรมานมากเลย

ผมเคยเห็นคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน แล้วยังใช้ความเชื่อแบบนี้ กินอะไรไม่เลือกเลย แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ท่านก็รู้เอง เห็นกับตา แล้วยังมีโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ที่ใช้ความเชื่อแบบนี้ แล้วมันเป็นอันตราย อาจถึงชีวิตได้ ไม่ยากเลย เพราะความเชื่อแบบนี้ ผมเคยเห็นคนที่เป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้า แล้วใช้ความเชื่อผิดๆ แบบนี้  อาการทรุดหนักมาก จนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้

และผมเคยเห็นคนที่เป็นโรคซึมเศร้าหนักมากๆ แต่ไม่ใช้ความเชื่อผิดๆ แบบนี้ มาใช้ความเชื่อแบบใหม่ คือวางใจในพระเจ้า ขอสติปัญญาจากพระเจ้า และรักษาตามอาการ ไปตามหมอ ตามยาต่างๆ ที่พระเจ้าเป็นผู้สถาปนาไว้ ให้สติปัญญาเขาเหล่านั้นไว้ เพื่อดูแลรักษามนุษยชาติบนโลกใบนี้ให้ทุเลาความทุกข์กาย ทุกข์ใจลง อาการหนักมากเลย หนักมากกว่าคนที่เป็นซึมเศร้าที่บอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วและใช้ความเชื่อ แต่อาการทรุดลง คนนี้เป็นหนักมากๆ ยังไม่เชื่อพระเจ้า แม่พามาหา แทนที่ผมจะบอกให้ใช้ความเชื่อ ผมก็อธิษฐานให้ แล้วก็บอกว่าให้ไปหาหมอนะ ให้หมอดูแล ถึงขั้นอาการกำเริบ แม่โทรมาบอกว่าตอนนี้อาการคลั่งมากเลย  ติดต่อโรงพยาบาลที่ดูแลคนไข้ระดับคลั่งที่ไหน? ส่งที่อยู่ให้เขา เพื่อเขาจะได้ไปติดต่อ และปรึกษากันทางแพทย์ ทางผู้ให้การรักษาตรงโน้น โรงพยาบาลของรัฐ นำตัวเขาไป ถึงขนาดต้องกักขังเขาไว้ที่โรงพยาบาล พูดง่ายๆ เหมือนคนบ้าคนหนึ่ง แล้วทำไม อธิษฐาน อธิษฐานต้องไปวางมือเขาไหม ไม่ต้อง อธิษฐานให้เขา วางใจในพระเจ้า เขาอยู่ในสถานที่กักกันนั้นหลายเดือน และในที่สุด ก็ค่อยๆ หาย

พระเจ้าก็ทำการเหนือธรรมชาติหลายสิ่งหลายอย่างให้เกิดขึ้น แต่เป็นหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นแบบไม่สะใจมนุษย์ ที่อยากจะมีความอัศจรรย์กว่านี้ คือน่าจะหายเลย ไม่ นี่เขาก็ยังต้องกินยาอยู่ แต่ทำไมกินยา แล้วตอบสนองต่ออาการดีมากเลย จนในที่สุด ใช้เวลาไม่กี่ปี หายเป็นปกติดีทุกอย่าง จากหมอและยา ระบบการรักษาคนที่เป็นซึมเศร้าอย่างหนักๆ ถ้าเกิดเขายังใช้ความเชื่ออย่างนั้น จะเกิดอะไรขึ้น เกิดโศกนาฎกรรม ทำร้ายตัวเอง และทำร้ายผู้คนรอบข้างที่เขารัก และเขาไม่รู้ตัว เพราะเขาเป็นโรค เขาไม่สบาย ซึ่งโรคต่างๆ เหล่านี้ ก็เกิดจากความวิปริต ความล้มเหลว ล้มลงในความบาปของอาดัมและเอวา และโลกใบนี้ ซึ่งตกลงไปในความบาป และคำสาปแช่งแล้ว มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเชื่อแบบผิดๆ อย่างนั้น ให้คนสร้างความเชื่อ แล้วพอมันไม่ได้ผล ผู้ที่สร้างความเชื่อให้กับเขา หรือสอนเขาในเรื่องความเชื่อนี้  ก็จะบอกเขาว่า …

“ไม่ใช่พระเจ้าผิดหรอก แต่เป็นคุณเอง เพราะคุณสร้างความเชื่อไม่พอ คุณจึงไม่ได้รับไง คุณต้องไปสร้างความเชื่ออีก เป็นความผิดของคุณเอง”

ผู้เชื่อใหม่มา หรือผู้เชื่อเก่ามา ที่แสวงหาอัศจรรย์เหล่านั้น ก็เลยกลุ้มใจ วันๆ หนึ่ง พระเจ้าพระเยซูบอกให้มาหายเหนื่อยและเป็นสุข ยิ่งหนักขึ้นทุกวัน ต้องสร้างความเชื่อ ตรงนั้นก็ไม่ได้ ตรงนี้ก็ไม่ได้ สร้างแล้วก็ยังไม่ได้รับอัศจรรย์สักทีหนึ่ง มันจะได้รับได้อย่างไร? มันไม่ใช่ความเป็นจริง ก็อยากได้เอง เขาก็บอกมาว่าเราต้องสร้างเพิ่มขึ้นๆ เราก็สร้างตาม ก็ไม่ได้ ไม่ได้ ก็เกิดฟ้องผิดมากขึ้น ฟ้องผิดมากขึ้น แล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดการหาคำตอบมากขึ้นว่ามันเป็นเพราะอะไร? เพราะความผิดเราตรงไหน? ตัวเราเอง แล้วก็ผู้นำ หรือผู้สอนก็จะบอกว่า …

“เพราะคุณเอง อ๋อ! รู้แล้วล่ะ ที่คุณยังไม่หาย เพราะว่าคุณยังทำบาปอะไรอยู่ไหม?”

มาแล้ว พระเยซูบอกอภัยบาปเรา ครั้งเดียวเป็นพอ

“คุณยังทำบาปอะไรอีกหรือเปล่า?”

พระเยซูบอกว่าเมื่อเชื่อในพระองค์แล้ววิญญาณเราสะอาดหมดจด ไม่มีบาปเลย

“คุณทำบาปอะไรไหม?”

อ้าว! คิดแค่นั้นไม่พอ หรือไม่ก็บอกว่าในบ้านคุณ มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับไสยศาสตร์อยู่ในนั้นไหม? อดีตบรรพบุรุษคุณเคยไปยุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์อะไรไหม? หาเรื่องร้อยแปดพันเก้ามาเยอะไปหมด  เพื่อจะหาคำตอบว่าทำไมมันไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของพระเจ้าหรอก พระเจ้าให้แล้ว แต่คุณ ทำไม่ได้เอง คุณบกพร่องเอง คิดดูเอาเองก็แล้วกัน เกิดอะไรขึ้น  เมื่อเราไปหวังในสิ่งที่มันไม่จริง มันก็ไปสู่หายนะ พูดง่ายๆ หาจนกระทั่งวันสุดท้าย จะตายจากโลกใบนี้ ก็ยังหาอยู่เลย

“ฉันผิดอะไร? ฉันผิดตรงนั้น ผิดตรงนี้เหรอ”

แก้ไข ด้วยวิธีอะไร? มาไล่ผี เอาวิญญาณบรรพบุรุษออกไปจากวิญญาณข้างใน อะไรต่างๆ มันไปกันใหญ่ ไปไหนก็ไม่รู้ เพราะจุดเดียวเท่านั้นเอง ก็คือว่าเราต้องการในสิ่งที่มันไม่มีจริง มันเป็นจริงไม่ได้ตามที่เราต้องการ แต่ความเชื่อที่แท้จริงของเรา พระเจ้าต้องการให้เรามีความหวังและสิ่งที่มันเป็นจริงเมื่อเรามาเชื่อในพระเยซู แล้วเราเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า การได้เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้วนิรันดร์กาล พระเยซูคริสต์ คือความมั่งคั่ง คือสุขภาพที่ดีเยี่ยมของเรา ไม่ใช่บนโลกใบนี้ และสำคัญที่สุด คือทั้งหมดนี้ เราได้รับเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ให้เรามีความหวังตรงนี้  หวังในโลกวิญญาณที่ได้รับเรียบร้อยแล้ว ให้เจาะที่ผมบอก 3 จอ. จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจในโลกวิญญาณ พระคัมภีร์ก็บอกให้เรา set our mind คือตั้งความคิดจิตใจเราไปที่เบื้องบน คือที่โลกวิญญาณเท่านั้น ไม่ใช่ฝ่ายโลก ถ้าเราจดจ่อไป ทั้งหมดในโลกวิญญาณนั้น เป็นอัศจรรย์ที่เราได้รับจากพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องไปหาอัศจรรย์ มันเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีใคร ไม่มีทางใด ไม่มีอำนาจใด ไม่มีแม้กระทั่งมาร ที่จะสามารถเลียนแบบอัศจรรย์เหล่านี้ เหมือนพระเจ้าได้เลย ไม่มีทางเลย จะไปทำให้ใครได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า พ้นจากบาป พ้นจากนรก ไม่มีทาง ส่วนการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ฝากไว้ที่พระเจ้า ดูแล

ให้ท่านเห็นอาจารย์เปาโลเป็นตัวอย่าง เรื่องสุขภาพนะ 2 โครินธ์ 12:8-10

2 โครินธ์ 12:8-10  “8 ข้าพเจ้าทูลวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้ง ให้ทรงเอาหนามนี้ออกไปจากข้าพเจ้า 9 แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพื่อว่า ฤทธิ์อำนาจของเรา จะได้ปรากฏเต็มที่ ในความอ่อนแอ”  ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี  เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า 10 ด้วยเหตุนี้แหละ เพื่อพระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง”

 

อาจารย์เปาโลก็มีความคิดเหมือนเราทั้งหลาย อยากจะแข็งแรง อยากได้รับการอัศจรรย์เหมือนกันแหละ มนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ อาจารย์เปาโลทูลขอตั้ง 3 ครั้ง ให้เอาหนามนี้ออกไป หนามนี้ ก็คือความอ่อนแอ สุขภาพไม่ดีอะไรบางอย่าง ซึ่งเราไม่รู้ แต่เรารู้สุขภาพร่างกายนี้อ่อนแอ อาจจะเครียด อาจจะป่วยเรื้อรังอะไรบางอย่าง ที่เป็นเครื่องกีดขวางทำให้รับใช้ไม่ได้สะดวก 3 ครั้ง พระเจ้าตอบว่าอย่างไร? …

“พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า … พระคุณของเราเพียงพอ สำหรับเจ้า”

แสดงว่าไม่ได้เอาออกไปนะ  ไม่ได้รักษา ก็คือพระคุณของเราพอ

“เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอของเจ้า เพื่อว่าตอนที่เจ้าไม่สบาย ตอนที่เจ้าอ่อนแอร่างกายนั้น ฤทธิ์เดชอำนาจของเราจะทวีคูณชัดเจนมากขึ้น สำแดงออกมากขึ้นในชีวิตของท่าน”

เปาโลบอกว่าถ้าเผื่อเปาโลอ่อนแอ ทำอะไรบางอย่าง ได้เห็นชัดเจนเลยว่าไม่ใช่เราทำ เป็นพระเจ้าทำแน่นอน ชัดเจนเลย หมายถึงอย่างนั้น เพราะเราอ่อนแอ แล้วก็มีความอดทนได้มากขึ้น ความรักของพระเจ้า คือความอดทนนาน ความรักของพระเจ้าก็สำแดงออกในชีวิตของเรามากขึ้น ฤทธิ์เดชอำนาจที่เรียกว่าความรักของพระเจ้า ก็ออกจากชีวิตของเราไปมากขึ้นได้ มันก็ไม่เย่อหยิ่งจองหองไง ดังนั้น อาจารย์เปาโลจึงบอกว่า …

“ข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนเอง จึงแฮปปี้ในความอ่อนแอ เพราะความอ่อนแอ พระเจ้าสามารถใช้ข้าพเจ้าได้ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตน ด้วยความยินดี เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์ได้สำแดงออกทางข้าพเจ้า ด้วยเหตุนี้แหละ ข้าพเจ้าชื่นชมในความอ่อนแอในพระคริสต์ ในการถูกสบประมาณ ในความยากลำบากในการถูกข่มขี่ ในความทุกข์ยาก เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ เมื่อไรที่ข้าพเจ้าเจ็บปวด อ่อนแอทางร่างกาย ไปไม่ไหวแล้ว เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง”

หลายคนรู้เรื่องนี้ หมายถึงยังไง เพราะมีประสบการณ์อยู่ นั่นแหละ มันไม่ใช่ตัวเรา เป็นพระเจ้าต่างหาก

อาจารย์เปาโลพอใจในความเจ็บป่วยในร่างกาย ในความอ่อนแอของตนเอง เปาโลก็ใช้เคล็ดลับเดิม เหมือนกับเคล็ดลับที่ใช้ในเรื่องของทรัพย์สินเงินทองว่า …

“ข้าพเจ้าพึงพอใจในทุกสถานการณ์ที่ข้าพเจ้าเผชิญอยู่ ข้าพเจ้าพึงพอใจในความเจ็บป่วย ในความอ่อนแอในร่างกายของตนเอง พระเจ้าจะดูแลด้วยพระคุณของพระองค์ที่เพียงพอเสมอ สำหรับความอ่อนแอนั้น พาข้าพเจ้าไปได้แน่นอน”

นี่คือทัศนคติของเปาโล ผู้เป็นอัครสาวกที่ได้ไปอยู่ในโลกวิญญาณมาแล้ว พระเจ้าพาไปโลกวิญญาณ ได้เห็นอะไรบางอย่างในโลกวิญญาณ อธิบายในโลกวิญญาณให้เรา แล้วกลับมาใหม่ กาลาเทีย 4:13-15 จึงเห็นชัดเจนว่าเปาโลอ่อนแอขนาดไหน? แล้วพระเจ้าทำงานผ่านทางเปาโลวิธีใด เปาโลกำลังประกาศข่าวประเสริฐให้กับคนอื่นนะ คนที่ยังไม่เชื่อ คนที่ไม่ได้เป็นชาวยิว ขณะที่กำลังประกาศ อาจารย์เปาโลไปในลักษณะไหน?

กาลาเทีย 4:13-15 “13 ท่านก็ทราบอยู่ ตอนแรกที่ข้าพเจ้าประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านนั้น  ก็เพราะความเจ็บป่วย 14 แม้ว่าความเจ็บป่วยของข้าพเจ้า เป็นการทดลองสำหรับท่าน ท่านก็ไม่ได้ดูถูก  หรือสบประมาทข้าพเจ้าเลย  กลับต้อนรับ ราวกับข้าพเจ้าเป็นทูตของพระเจ้า  ราวกับข้าพเจ้าเป็นองค์พระเยซูคริสต์เอง 15 ความชื่นชมยินดีของท่าน หายไปไหนหมดแล้ว?  ข้าพเจ้ายืนยันได้ว่าถ้าท่านทำได้ ท่านก็คงจะควักตาของท่าน ให้ข้าพเจ้าแล้ว”

 

ตอนไปประกาศข่าวประเสริฐ ก็เพราะความเจ็บป่วย ไปด้วยความเจ็บป่วย หนักขนาดไหน? หนักถึงขนาด แม้ความเจ็บป่วยของข้าพเจ้า เป็นการทดลองสำหรับท่าน คือความเจ็บป่วยของอาจารย์เปาโลเป็นเครื่องหมายในการทดลองของบรรดาพี่น้องชาวกาลาเทีย เพราะท่านคิดดูสิ อาจารย์เปาโลผู้ยิ่งใหญ่ มาประกาศที่กาลาเทีย ชาวเมืองในกาลาเทียคงคิด อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่มา แต่มาในลักษณะป่วยหนัก  ข้าพเจ้าป่วย  แต่ไม่มีใครสบประมาท ไม่มีใครว่าอาจารย์เปาโล …

“มาประกาศข่าวประเสริฐ ยังป่วยอยู่เลย เอาตัวยังไม่รอดเลย”

อาจารย์เปาโลบอกชาวกาลาเทียผ่านการทดลอง คือรับอาจารย์เปาโลด้วยการไม่ดูถูกว่าเจ็บป่วยมา หรือสบประมาทเปาโลเลย กลับต้อนรับ ราวกับข้าพเจ้าเป็นทูตของพระเจ้า และชื่นชมยินดีที่อาจารย์เปาโลได้มาประกาศข่าวประเสริฐที่นี่ ด้วยความเจ็บป่วยเหล่านั้น ชื่นยินดีถึงขนาด ถ้าควักลูกตาของเขาออกมาได้ อาจารย์เปาโลอธิบายตรงนี้ชัดเจนว่าถ้าพี่น้องชาวกาลาเทียสามารถเอาลูกตามาให้เปาโลได้ คงทำแล้วล่ะ  คือรัก ชื่นชมยินดีอาจารย์เปาโลมาก คิดว่านะ อาจารย์เปาโลคงเจ็บป่วยเรื่องเกี่ยวกับลูกตา อาจารย์ตามองไม่เห็น อาจจะจูงมา เห็นบ้างไม่เห็นบ้างมาประกาศ แต่ชาวกาลาเทียไม่ขาดความเคารพต่ออาจารย์เปาโลเลย ถ้าเป็นไปได้ เอาลูกตาไปฝากให้อาจารย์เปาโลใช้ก่อนชั่วคราว อะไรอย่างนี้

นี่อัครทูตเปาโลนะ ความเชื่ออาจารย์เปาโลหายไปไหน? ความเชื่อตกลงอย่างนั้นหรือ? ตอนนี้ ผ้าเช็ดหน้าที่อาจารย์เปาโลวางมือ แล้วคนเอาผ้าเช็ดหน้านั้นไปวางคนป่วย คนป่วยยังหายโรคเลย อาจารย์เปาโล อัครทูตเปาโลที่เคยอธิษฐานให้เด็กที่ตกมาจากชั้นบน แล้วก็ตายไปแล้ว อาจารย์เปาโลรักษาให้เขาหายได้ เป็นขึ้นมาใหม่แล้ว แล้วความเชื่อไปไหนเล่า อาจารย์เปาโลทำอัศจรรย์ใหญ่ตั้งหลายอย่างแล้ว ตอนนี้ทำไมความเชื่อตกลงอย่างนั้นหรือ? แล้วดูตกลงถึงขนาดไหน? ตกลงถึงขนาดไม่มีความเชื่อเลย ถึงขนาด 1 ทิโมธี 5:23 บันทึกไว้อย่างนี้ ถึงขนาดดูแลลูกแกะ ดูแลทีมพี่เลี้ยงของอาจารย์เปาโล ทีมงานของอาจารย์เปาโล ก็คือทิโมธี 1 ทิโมธี 5:23 ได้บันทึกไว้อย่างนี้นะ

1 ทิโมธี 5:23  “ตั้งแต่นี้ไป อย่าดื่มแต่น้ำ จงเจือเหล้าองุ่นเล็กน้อย เนื่องด้วยกระเพาะอาหารของท่าน  และความเจ็บป่วยที่ท่านเป็นอยู่บ่อยๆ”

 

ไม่ใช่ตัวเองป่วยอย่างเดียว แถมทีมงานป่วย ก็ยังบอกว่า …

“ให้กินยาสิ กินยาสำหรับโรคกระเพาะนั้นแหละ เจ็บอยู่ประมาณหนึ่ง อยู่บ่อยๆ ให้กินยาซะ”

ก็เหมือนยาธาตุ น่าจะบอกทิโมธีนะว่า …

“ทิโมธี ท่านจำไม่ได้เหรอ ด้วยรอยแผลเฆี่ยนของพระเยซู ท่านได้รับการรักษาให้หายแล้ว พระเยซูได้เอาความเจ็บไข้ได้ป่วยของท่านออกไปแล้ว ได้เอาโรคกระเพาะของท่านออกไปแล้ว ท่านควรจะไปท่องถ้อยคำนี้มากๆ อธิษฐานเยอะๆ ทิโมธีไปดูที่บ้านท่านสิ มีรูปเคารพ มีวัตถุเคารพอะไรบางอย่าง หรือบรรพบุรุษของท่านไปยุ่งเกี่ยวอะไรกันกับไสยศาสตร์ วิทยาคมอะไรหรือเปล่า? ไปทำการตัดขาดซะ”

อะไรอย่างนี้หรือ? เปล่าเลย เห็นไหมครับ? เปาโลเป็นอะไรไป ความเชื่อขาดหรือ? หรือเปาโลระยะนี้ไม่ได้ถวายทรัพย์ตามกำหนดเวลา ไม่ได้ถวายสิบลดตามที่ถูกสั่งมาให้ต้องถวายสิบลด ถวายแค่ห้าลดเอง เพราะฉะนั้น ความเจ็บไข้ได้ป่วยเลยเข้ามา หรืออาจารย์เปาโลไปแอบทำบาปอะไรหรือเปล่า? อย่างนั้นหรือ?

ทัศนคติของอาจารย์เปาโล เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ คืออะไร? ใน 2 โครินธ์ 4:16-18 นี่คือทัศนคติจริงๆ แท้ๆ ของอาจารย์เปาโลผู้ซึ่งได้ถูกรับเข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ จะด้วยร่างกายหรือไม่ก็ตาม อาจารย์เปาโลไม่บอก แต่ได้กลับมาบนโลกใบนี้แล้ว ได้เห็นอะไรบางอย่างบนโลกฝ่ายวิญญาณนั้นแล้ว ในสวรรค์นั้นแล้ว ซึ่งไม่ให้พูด เป็นความลับ ได้พูดถึงเคล็ดลับและทัศนคติของอาจารย์เปาโลในเรื่องเกี่ยวกับการอยู่บนโลกใบนี้ เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายนี้ว่าเป็นเช่นไร? …

2 โครินธ์ 4:16-18 “16 เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ท้อใจ ถึงแม้กายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในของเรา กำลังฟื้นขึ้นใหม่ทุกวัน 17 เพราะความทุกข์ลำบากเล็กๆ น้อยๆ เพียงชั่วคราวของเรา ทำให้เราได้รับศักดิ์ศรีนิรันดร์ ซึ่งเหนือกว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด มากมายนัก 18 ดังนั้น เราจึงไม่จับจ้องอยู่กับสิ่งที่มองเห็น แต่อยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่เรามองเห็นนั้น ไม่จีรังยั่งยืน แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น ถาวรนิรันดร์”

 

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ท้อแท้ ไม่ท้อใจ ไม่กลัว ถึงแม้กายภายนอกของเรา กายนี้ กำลังทรุดโทรมไป กำลังเสื่อมไป กำลังเกิด แล้วก็แก่ไป ไปสู่ความเจ็บ และตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าวิญญาณภายในของเรา ตัวจริงๆ ของเรา ที่จะอยู่นิรันดร์กาลนั้น กำลังฟื้นขึ้นใหม่ทุกวัน คือกำลังเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน โดยพระวิญญาณของพระเจ้า เป็นพี่เลี้ยง

เพราะความทุกข์ลำบากเพียงเล็กๆ น้อยๆ ของเรา ในร่างกายนี้ ความแก่ลง ความเจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดานี้ มันแค่เพียงชั่วคราว มันไม่เกิน 80 ปีหรอกนับตั้งแต่เกิดมา มันไม่สามารถมาเทียบกันกับศักดิ์ศรีหรือสง่าราศี หรือความงดงาม ความสมบูรณ์แบบของร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยไปแล้วในพระเยซูคริสต์ เทียบกันไม่ติดเลย เทียบกันไม่ได้เลย เห็นอะไรบางอย่างหรือยัง? มันอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง มันเทียบอะไรไม่ติดกับร่างกายใหม่ที่ไม่ต้องเจ็บป่วยแล้ว ไม่ต้องมีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีอะไรมารบกวนเราอีกแล้ว ชั่วนิรันดร์กาล ซึ่งพระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว ในสวรรค์สถาน เมื่อเราทิ้งร่างที่เจ็บป่วยนี้ไป

ดังนั้น เราจึงไม่จับจ้องกับสิ่งที่มองเห็น ก็คือดังนั้น เราจึงไม่จับจ้อง จดจ่ออยู่กับสุขภาพเสื่อมโทรม ความแก่ ความเจ็บ และความตายที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นอยู่จริงๆ แต่จดจ้องอยู่กับสิ่งที่มองไม่เห็น คือในโลกวิญญาณ คือร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว เมื่อตอนที่ชุบพระเยซูและเราให้เป็นขึ้นใหม่พร้อมกัน

เพราะสิ่งที่เรามองเห็นนั้น ไม่จีรังหยั่งยืน ก็คือเพราะสุขภาพร่างกายทรุดโทรม ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความทุกข์ทรมานที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ มันไม่จีรังหยั่งยืน มันไม่ได้อยู่ตลอดไป แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นนั้น ก็คือร่างกายใหม่ ร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ร่างกายที่ไม่ต้องเจ็บป่วย เจ็บปวด ทุกข์ทรมานอีกต่อไปนั้น มันอยู่ถาวรนิรันดร์ มันอยู่ตลอดกาล

เพราะฉะนั้น อยู่บนโลกใบนี้ วางใจในพระเจ้า และอดทนหน่อย มันยังไม่ถึงเวลา อย่ารีบไปไหน แล้วจะถูกหลอก แล้วจะยิ่งทุกข์ แล้วไม่ได้เป็นการประกาศข่าวดี ไม่ได้เป็นการประกาศศักดิ์ศรี สง่าราศีของพระเจ้าเลย แต่นำความทุกข์ยากลำบากมาให้ผู้คนรอบข้างอีกต่างหาก

ในโลกนี้ มีสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นมากมาย ฟังให้ดีนะ นี่จากประสบการณ์แห่งชีวิตมาก่อนเชื่อพระเจ้าด้วย จนมาเชื่อพระเจ้า 30 กว่าปี ได้เห็นว่าโลกนี้มีสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ที่เกินกว่าเหตุผลของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์ และไม่ได้มาจากพระเจ้า เช่น พวกวิทยาคม คาถาอาคม สะกดจิต พลังจิต ซึ่งพระคัมภีร์ก็เตือนเราว่าสิ่งลี้ลับเหล่านี้ อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ล่าสุด ผมเพิ่งได้ยินมา หยกๆ เลยนะ จากผู้เชื่อท่านหนึ่ง มีน้องสาวของผู้เชื่อท่านหนึ่ง เขายังไม่เชื่อป่วยหนัก อยู่ต่างจังหวัด อาการหนักมาก ทำท่าจะไม่รอด ไปรักษาที่โรงพยาบาลเท่าไรก็ไม่หาย ไม่รู้เป็นโรคอะไร ไม่ชัดเจน แต่อาการหนักมาก ทานข้าวก็ไม่ได้ ทุกคนก็ลงความคิดทั้งหมู่บ้าน ญาติพี่น้องก็ลงความเห็นว่าผีปอบมันกิน รักษาไม่หายหรอก น้องสาวก็จำได้ว่าพี่สาว เป็นผู้เชื่อมีวิชา ไม่ใช่มีวิชาอาคม ไปเรียนแพทย์แผนไทย เรียนเรื่องสุขภาพ สมุนไพร เรื่องวิธีนวด กดจุด อะไรก็ว่าไปนะ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าพี่สาวเป็นหมอแผนไทย ก็บอกไปหาพี่สาวดีกว่า ก็มาหาพี่สาว พี่สาวก็ให้การบำบัดตามลักษณะแพทย์แผนไทย ทั้งนวด ทั้งกดจุด ทั้งอบไอน้ำ ทั้งกินสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งให้วิตามินบางอย่าง อาทิตย์เดียวหายเลย  2 อาทิตย์สบาย จากที่เพิ่งจะออกจากนอนโรงพยาบาลมา 1 เดือน แล้วกลับจากโรงพยาบาลไปทำงานวันหนึ่งแทบตาย ที่ทำงานรีบกลับมาส่ง ไม่เอาแล้ว ทำท่าจะตาย มาอยู่นี่แค่ 2-3 อาทิตย์หาย อะไรล่ะ เห็นไหม?

สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เยอะแยะมากมาย อย่าถูกหลอก ถ้าเราเป็นคริสเตียนแล้ว เป็นผู้เชื่อแล้ว อยากจะหายโรคจนเกินเหตุ จนแสวงหาอะไรบางอย่างที่เหนือธรรมชาติ เหนือกว่าเหตุผล ไม่ว่าจะใช้นามพระเจ้าหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ข่าวประเสริฐหรือไม่ก็ตาม มันจะถูกหลอกไปในทิศทางที่เป็นระบบของโลกใบนี้ แล้วมันอันตรายมากๆ อย่าทำเลย พระเจ้าเตือนนะ

ในโลกนี้ เราควรมีความพึงพอใจในพระเยซูคริสต์ที่เป็นชีวิตของเรา เป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ เป็นผู้ปลอบโยนจิตใจ เป็นสติปัญญาอันล้ำเลิศ เป็นราชาจอมราชาของเรา เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่กับเรา เดินอยู่กับเรา จูงมือเราเดินอยู่ทุกเสี้ยววินาทีบนโลกใบนี้ และพระองค์กำลังนำพาเราไปสู่สวรรค์ที่พักอันถาวรนิรันดร์ ไปสู่โลกใหม่ที่สมบูรณ์พร้อมทุกประการและร่างกายใหม่ที่สมบูรณ์พร้อมทุกประการ รออีกแป๊บเดียวลูกเอ๋ย

เพราะฉะนั้น บนโลกใบนี้ สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ไม่ใช่สุขภาพแข็งแรง เพราะเราจะไม่มีทางได้ ไม่ใช่การเงินเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งไม่ขัดสน เพราะเราจะไม่มีทางได้ แต่จงให้เราแสวงหาพระเยซูคริสต์ เพราะเราได้แล้ว พระองค์เป็นทุกสิ่งในชีวิตของเรา สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดบนโลกใบนี้ ไม่ใช่เฉพาะเราผู้เชื่ออย่างเดียว ผู้ที่ยังไม่เชื่อก็ตาม อยากจะประกาศให้ท่านว่าสิ่งที่ท่านต้องการที่สุด ไม่ใช่ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ไม่ใช่ความสำเร็จบนโลกใบนี้ ไม่ใช่สุขภาพแข็งแรงบนโลกใบนี้ เพราะท่านจะไม่ได้เลย แต่คือพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นทุกสิ่งต่างหาก เอเมน

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิต” ตอน 7 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” ตอน 3 “การกินการอยู่” ตอน 2 โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  12  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิต” ตอน 7

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” ตอน 3

“การกินการอยู่” ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

เรามาฟังกันต่อ สำหรับซีรี่ย์ชุด แนวทางการดำเนินชีวิต 4 ขั้นตอน เชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน  และวันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่ 3 วางใจ ใช้ชื่อเรื่องว่า “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” ตอนที่ 3 ในเรื่องวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ที่ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ เราได้เรียนรู้เรื่องการเชื่อและวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเรา ทั้งในเรื่องโลกวิญญาณและการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มีทั้ง 2 ด้าน ซึ่งถ้าเราฝึกฝนให้วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเราได้ ในทุกเรื่อง ตามที่พระคัมภีร์สอนเอาไว้ เราก็จะได้รับสันติสุข ความสงบสุข สามารถอดทนรอคอยได้ตามเวลาของพระเจ้า ที่ทรงสัญญาไว้ในพันธสัญญาของพระองค์ คืออีกแป๊บเดียว อีกไม่นาน เราก็จะได้พักผ่อนอย่างมีความสุข ไม่ใช่สันติสุข มีความสุขนิรันดร์ รออีกแป๊บเดียว

วันนี้เราจะมาคุยกันต่อที่หัวข้อที่คุยค้างไว้ในสัปดาห์ที่แล้ว คือวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในเรื่องการกิน การอยู่ และความร่ำรวยทรัพย์สมบัติ เกี่ยวกับโลกใบนี้ โดยตรง

หลักพื้นฐานของความเชื่อในเรื่องการวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ในเรื่องการกิน การอยู่ ในเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ที่เราได้เรียนรู้ไปบ้างครั้งที่แล้ว หลักพื้นฐาน คือให้เชื่อตามที่พระคัมภีร์ได้บอกเอาไว้ว่ามันเป็นอย่างไร? ทัศนะคติเป็นอย่างไร? พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราจำเป็น ในการดำเนินชีวิตไว้บนโลกใบนี้ เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ตามความจำเป็นของเรา ผู้สรุปความจำเป็นนี้ คือพระเจ้า

ในถ้อยคำพระเจ้า พระเยซูพูดในหนังสือมัทธิว บทที่ 6 ครั้งที่แล้ว เรายกขึ้นมา พระเยซูบอกดูนกในอากาศซิ แล้วก็ไม่ให้เราแสวงหาทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้ แต่บอกว่าพระเจ้าทรงทราบล่วงหน้าแล้วว่าท่านต้องการอะไร? หรืออะไรที่จำเป็นในชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านจำเป็นต้องได้รับอะไร? พระเจ้าทรงทราบล่วงหน้าแล้ว เพราะฉะนั้น พระเยซูบอกแล้วว่าพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินว่าความจำเป็นของเราคืออะไร? ใน 2 โครินธ์ 9:8 ครั้งที่แล้วเราก็ได้อ่านข้อความนี้ เรามาอ่านอีกครั้งหนึ่งว่าพระองค์ทรงตรัสไว้อย่างไรว่าเราจำเป็น มันเป็นลักษณะอย่างไร?

2 โครินธ์ 9:8 “พระเจ้าทรงสามารถประทานพระคุณทุกประการอย่างล้นเหลือแก่ท่าน เพื่อว่าท่านจะมีทุกอย่างที่จำเป็นอยู่ทุกเวลา และท่านจะมีล้นเหลือ สำหรับการดีทุกอย่าง”

 

“เพื่อว่าท่านจะมีทุกอย่างที่จำเป็นอยู่ทุกเวลา และท่านจะมีล้นเหลือ สำหรับการดีทุกอย่างที่จำเป็น”

แสดงว่าการมี ก็มีความจำเป็นบางอย่าง บางครั้งก็ไม่จำเป็น ทำดีเกินไป  เพื่อตัวเอง ไม่ใช่อยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้า และครั้งที่แล้ว เราได้เรียนถึงเคล็ดลับ จากอาจารย์เปาโล อยู่ในฟีลิปปี 4:12-13

ฟีลิปปี 4:12-13 “12 ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือ เป็นอย่างไร ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับ ที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมี ในทุกสถานการณ์  ไม่ว่าจะอิ่มหนำหรือหิวโหย มั่งมีหรือขัดสน 13 ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า

 

แต่ก่อนที่เราจะสามารถฝึกตามเคล็ดลับนี้ เราต้องเข้าใจในพื้นฐานของความจริงก่อน ตามหลักพระคัมภีร์ว่าคืออะไร? จริงๆ แล้ว ตั้งแต่ปฐมกาลมา พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ให้มีแต่ความสุข ไม่ใช่ความสุขอย่างเดียว แถมความสบาย อยู่ท่ามกลางสิ่งดีๆ และสิ่งสวยงาม เป็นมนุษย์ที่ครอบครองทุกอย่าง ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ไม่ใช่เจ้าของอย่างเดียว เป็นเจ้านายของสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น

ตรงนี้จึงเป็นธรรมชาติวิสัย จิตใต้สำนึกของมนุษย์ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา จนถึงวันนี้ ก็ยังอยู่ ในจิตใต้สำนึกเรา พระเจ้าสร้างไว้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมดามาก ที่มนุษย์ทุกคนอยากจะร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต ในการงาน อยากจะเป็นนายคน อยากอยู่อย่างสบายๆ ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ไม่ต้องลำบากลำบนทำมาหากิน ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในจิตใต้สำนึกที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ ตั้งแต่เมื่อตอนเริ่มต้น ก่อนจะล้มลงไปในความบาป และคำสาปแช่ง

เป็นเพราะว่ามนุษย์ได้ล้มลงไปในความบาป ตกอยู่ในความสาปแช่งไปแล้ว โลกทั้งใบ จึงเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก เต็มไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับที่อยู่ในใจของเรา  เราอยากสบาย แต่ข้างนอก มันมีแต่ความทุกข์ทั้งหมด แต่มันเป็นเรื่องจริง มันต้องฝืนกันไง พื้นฐานเหล่านี้เราต้องเรียนรู้ เพื่อจะรู้ว่าเราควรจะอยู่อย่างไร? ท่ามกลางสิ่งที่เป็นความจริงเหล่านี้ ที่พระเจ้าสอนเรา หลายๆ คน ถึงแม้จะมาเชื่อพระเจ้าแล้ว คริสเตียนหลายคน รวมทั้งเราด้วย ก็ยังคงถูกชักจูงด้วยจิตใต้สำนึกนี้ คืออยากจะสุขสบาย อยากประสบความสำเร็จในการงาน อยากครอบครองสมบัติ อยากจะเป็นเจ้านายของสรรพสิ่ง ก็เลยตีความสิ่งที่ตัวเองอยากได้ให้มันเข้าข้างตัวเอง นี่หมายถึงคนที่เป็นคริสเตียน ผู้ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว

เช่นพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าสามารถกระทำให้ทุกสิ่งตามที่เราจำเป็น พระเจ้าบอกว่าอย่างนั้น ก็ไปแปลเองว่าหมายถึงพระเจ้าจะให้ทุกสิ่งที่เราอยากได้ เอาจำเป็นออกไปซะ ใส่คำว่าอยากได้ ในใจเราอยากได้อย่างนั้น รวมทั้งความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติเงินทองด้วย  อยากได้ พระเจ้าสัญญาว่าจะจัดเตรียมความร่ำรวยไว้ให้อย่างไรล่ะ พระคัมภีร์บอกว่าเราจะได้รับสันติสุข ได้รับความสงบสุข ก็ไปแปลเอง ไปเข้าใจเองเป็นสิ่งที่ตัวเองอยากได้  คือเราจะได้ความสุขสบาย ไม่ต้องทำงานหนักแล้ว พระเยซูบอกมาพัก หายเหนื่อย และเป็นสุขแล้ว เข้าข้างตัวเอง

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงเริ่มต้นการงานดีในท่านแล้ว พระองค์จะทรงกระทำต่อไปให้สำเร็จ ฟีลิปปี 1:6 ก็ไปตีความว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำธุรกิจสิ่งไหน ก็ตามบนโลกใบนี้ พระเจ้าจะประทานความสำเร็จให้กับฉันอย่างแน่นอนง่ายๆ ฮาเลลูยา เพราะพระเจ้าอยู่กับฉันแล้ว เห็นอะไรบางอย่างไหม?

รวมความ คือคิดเองตามที่จิตใต้สำนึกตัวเองต้องการนั่นเอง คือเหมาเอาเองว่าพระเยซูทรงกระทำให้สำเร็จที่ไม้กางเขน เพื่อเราแล้ว เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จะต้องโรยด้วยกลีบกุหลาบสบายๆ ตามที่จิตใต้สำนึกเราอยากได้ด้วย ผู้เชื่อหลายคนจึงถูกชักจูง ทั้งจิตใต้สำนึกของตัวเอง บวกกับการล่อลวงของมารอีกต่างหาก ถามว่ามารทำอย่างไร? ล่อลวงเพื่ออะไร? ก็เพื่อที่จะต้องการทำลายข่าวดีของพระเยซูคริสต์ให้เสียหาย ให้มันวิปริตด้วย มันดันเราให้ทำในสิ่งที่ไม่มีทางได้ แล้วทำให้เราเบื่อหน่าย พระเยซูไม่จริง ข่าวดีของพระเยซู ข่าวประเสริฐของพระเยซูก็เลยเสียหาย โดยการล่อลวงผ่านทางกิเลสตัณหา ทางฝ่ายเนื้อหนัง จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด หลงผิด โดยไม่เจตนา ผู้เชื่อหลายคนไม่ได้เจตนา แต่มันเป็นมาเองโดยอัตโนมัติ จากข้างใน และจากมารที่อยู่รอบข้าง ทำงานอยู่บนโลกใบนี้ พยายามผลักดันให้เราไปเป็นอย่างนั้น นี่พูดถึงผู้เชื่อ

มีการประกาศว่าพระเยซูทรงกระทำให้สำเร็จแล้ว ท่านทั้งหลายต้องเคยได้ยินแน่ แม้เราก็ยังเคยสอนอย่างนั้น พระเยซูทรงกระทำให้สำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน พระองค์ได้แบกรับเอาบาป แทนพวกเราแล้ว รวมทั้งรับเอาความยากจน ความลำบาก ความขัดสน ปัญหาทุกอย่างในชีวิต แทนเราด้วย เพราะฉะนั้น ผู้เชื่อทุกคน ต้องไม่ลำบากไม่ขัดสนแล้ว ผู้เชื่อทุกคนได้รับความร่ำรวย ในทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้ อย่างเรียบร้อยไปแล้วด้วย ให้ใช้สิทธิของตนเองในฐานะผู้เชื่อ อ้างพระนามพระเยซูเลย เรียกร้องสิทธิเอาเองเลย และถ้าความเชื่อเรามีมากพอ เราจะต้องได้รับอย่างแน่นอน เพราะพระเจ้าสัญญาไว้อย่างนั้น มีบางคนเริ่มต้นประกาศแบบนี้

เพราะจากความเข้าใจผิดอย่างที่ตะกี้นี้บอก ได้รับการสอนต่อๆ กันมาเรื่อยๆ แล้วอีกอย่างหนึ่ง จิตใต้สำนึกเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ก็เลยหลงไป ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงใคร พอพระเจ้าเปิดตาฝ่ายวิญญาณ ได้มารู้ความจริง ได้มาเข้าใจทีหลัง หลายคนก็หยุด หันหลังกลับ และเปลี่ยนท่าทีในการประกาศความเชื่อ ในพระคัมภีร์เสียใหม่ ในเรื่องข่าวดีของพระเยซู แต่ว่าก็ยังมีบางคน ที่ถึงแม้จะรู้ความจริงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถสู้กับกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังได้ ยังคงดำเนินการต่อไป จากเดิมที่ทำไปโดยไม่ได้เจตนาจะหลอกลวง ก็กลายเป็นมีเจตนาเป็นไปตามที่พระคัมภีร์บอกไว้เลย เป็นไปตามเจตนารมณ์ข้างใน กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง และการโกหกหลอกลวงของมาร ก็เลยทำไป ใน 1 ทิโมธี 6:9-10 ก็เลยบอกว่าทำต่อไป มันจะเกิดอะไรขึ้น

1 ทิโมธี 6:9-10  “9 คนที่อยากรวย ก็ตกหล่มเย้ายวนให้ทำบาป ติดกับและตกในความปรารถนาต่างๆ อันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ 10 เพราะการรักเงิน  เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง  เพราะเห็นแก่เงินนี่แหละ  บางคนจึงเตลิดจากความเชื่อ และทำให้ตัวเองต้องปวดร้าว  ด้วยความทุกข์โศกนานา”

 

เพราะการรักเงินความสุขสบายบนโลกใบนี้นั่นแหละ  เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เพราะความอยากที่จะได้   อยากที่จะมีทรัพย์สมบัติ ความสะดวกสบายบนโลกใบนี้ นั่นแหละ เป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง เพราะเห็นแก่เงินนี่แหละ เห็นแก่สิ่งเหล่านี้ เห็นแก่ความสบายนี่แหละ บางคนจึงเตลิดจากความเชื่อและทำให้ตัวเองต้องปวดร้าวแทน ทำให้คนอื่นปวดร้าวไปด้วย  ด้วยความทุกข์โศกนานาประการ มันฟังดูแล้วเฉยๆ นะ แต่ลองคิดไปเรื่อยๆ นี่พูดถึงผู้เชื่อด้วย ชัดๆ เลยนะ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเอง และเราในคริสตจักรแห่งนี้ เลิกการเทศนา และไม่สนับสนุนการบรรยายเทศนาข่าวดีแบบเน้นย้ำความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ความร่ำรวย ทรัพย์สินเงินทองแบบนี้อีกต่อไป หลายคนเข้าใจผิด เดี๋ยวนี้ผมความเชื่อลดลงแล้ว ไม่สอนเรื่องความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่จะทำให้ท่านเกิดสันติสุขและเป็นความจริงมากกว่า อยากให้ท่านมีสันติสุขและความจริง ไม่อยากให้ท่านต้องพบกับความทุกข์โศกต่างๆ นานา ความปวดร้าวระทม

พระคัมภีร์สอนให้เราขอบคุณพระเจ้าในทุกสิ่ง ซึ่งรวมทั้งความร่ำรวย  ทรัพย์สินเงินทอง ที่พระองค์ทรงประทานให้ ทรัพย์สินเงินทองไม่ได้เป็นรากเหง้า ไม่ได้เป็นความชั่วร้าย แต่การรักเงินทองและความโลภต่างหาก คืออยากได้ แต่ไม่ได้มาจากพระเจ้านั่นแหละ เป็นความชั่วร้าย และถ้าเราไม่หยุดมัน เราก็จะประสบกับความปวดร้าว ด้วยความทุกข์โศกนานับประการ ทุกข์จริงๆ เกือบทุกท่านในที่นี้ก็คงจะพอทราบว่าตัวผมเอง เคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาเยอะ เคยผ่านประสบการณ์ในการประกาศ แบบที่เล่าให้ฟัง เมื่อตะกี้นี้ แล้วพระเจ้าก็สอนผม สอนอย่างไร? สรุปก็คือให้สามารถขอบคุณ พอใจตอนร่ำรวย อันนี้ใครๆ ก็ทำได้  ไม่ต้องสอนแล้วนะ  ให้สามารถขอบคุณ พอใจตอนร่ำรวย และสามารถรับได้ ขอบคุณได้ในยามขัดสน ในยามเป็นหนี้สินเขา พระเจ้าได้สอนให้ผม มีความเข้าใจในเรื่องความพึงพอใจในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ เพื่อที่จะสามารถวางใจ มอบทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ไว้ที่พระองค์ให้เป็นผู้นำทางได้ แล้วผมก็พบความจริงแล้วว่าสันติสุข ที่ได้รับนั้นมีมากกว่าความสุขและสันติสุข ที่เคยได้รับจากการพยายามด้วยตัวเองมากมายเหลือเกิน มากกว่าเยอะเลย ฮาเลลูยา อยากจะบอกขอบคุณพระเจ้ามาก

ถ้าใครมาสัมภาษณ์ส่วนตัว ยังมีรายละเอียดอีกเยอะ ตลอดระยะเวลาประมาณ 10 กว่าปีมานี้ ผมไม่ได้มาบรรยายวันนี้ ไม่ได้มาพูดความจริงวันนี้ ที่จะต่อต้านคนที่มั่งมี ร่ำรวย ไม่ใช่ ผมขอบคุณพระเจ้า สำหรับคนที่มั่งมีร่ำรวย แต่ผมต่อต้านคำสอนที่ว่าพระเจ้าได้ทำให้ท่านร่ำรวยแล้วในพระเยซูคริสต์ ผมต่อต้านตรงนี้มากกว่า ตรงนี้มันไม่จริง ถ้าท่านร่ำรวย เพราะว่าพระเจ้าต้องการให้ท่านร่ำรวย ผมยินดีด้วย สนับสนุนด้วย ฮาเลลูยาด้วย แต่ผมกำลังต่อต้านคำสอนที่บอกว่าพระเจ้าได้ทำให้ท่านผู้เชื่อร่ำรวยเรียบร้อยแล้วในพระเยซูคริสต์ เรียกร้องสิทธิ์ของท่านเลย เอาความร่ำรวย ซึ่งเป็นของคุณแล้ว ที่พระเจ้าทำให้แล้ว ทวงคืนจากมารเลย สั่งมารให้มันปล่อย เอาความร่ำรวย มาให้ฉัน ด้วยความเชื่อที่ท่านต้องสร้างขึ้นมาเอง ท่านเห็นอะไรบางอย่างไหม?

เงื่อนไข คือคุณต้องมีความเชื่อให้พอ ต้องเชื่อมากขึ้น ต้องพยายาม ถึงจะได้รับ พระเจ้าพร้อมที่จะให้คุณแล้ว หรือบางท่านบอกว่าได้ให้แล้วด้วย เพียงแต่คุณเชื่อไม่พอ เลยยังไม่ได้ พระองค์ทรงให้เรียบร้อยแล้ว ใช้นามพระเยซูคริสต์เลย อ้างเลย  ซึ่งคำสอนเหล่านี้ มันไม่ใช่ความจริงตามพระคัมภีร์ พูดเพราะว่าผ่านมาแล้ว 10 กว่าปี 20 ปีแล้ว มันไม่ใช่ พระสัญญาของพระเจ้าที่จะทำให้คุณร่ำรวย มั่งมีในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลย ไปอ่านพระคัมภีร์จะเห็นชัดเจน ยอมนิ่งๆ สงบใจลง ถ่อมใจลง อธิษฐาน แล้วก็ค่อยๆ อ่านพระคัมภีร์ไป ท่านจะพบความจริงอย่างแน่นอน ผมมั่นใจเลย คราวนี้ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะเชื่อพระวิญญาณที่สถิตอยู่ในท่าน หรือจะเชื่อกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนังที่มารส่งเข้ามาจากข้างนอก เข้ามาในความคิดของท่าน ยังอยากจะสุขสบาย อยากจะตรงนี้อยู่ อยากตรงนั้นอยู่ ท่านจะเชื่อใคร?

พระสัญญาของพระเจ้า คือพระองค์ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่เราจำเป็น นี่คือพันธสัญญาของพระเจ้า พื้นฐานของข่าวประเสริฐ พระองค์ได้จัดเตรียมทุกสิ่งที่เราจำเป็นให้กับเราเรียบร้อยแล้ว ให้กับท่านเรียบร้อยแล้ว ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ต้องห่วง พระองค์ทรงทราบดีว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็น สำหรับแต่ละคน ส่วนสิ่งใดที่อยู่นอกเหนือจากความจำเป็น มีไหม? มี ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินของพระองค์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา มันเกินความจำเป็น แต่ว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขาตอนนี้ พระเจ้าจะจัดเตรียมให้ เพราะเขาจำเป็นแล้ว ขึ้นอยู่กับพระเจ้าเป็นผู้ตัดสินว่าพระองค์จะประทานอะไรให้ใครเมื่อไร? อย่างไร? เป็นหน้าที่ของพระเจ้า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าตามพื้นฐานทั่วๆ ไป ผู้เชื่อทั้งหลาย ตามที่พระเยซูบอก พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้า แล้วว่าเราจำเป็นต้องมีอะไร? และพระองค์ทรงเตรียมสิ่งที่เราจำเป็นไว้ให้แล้ว พอแล้ว เพราะฉะนั้น ความจำเป็นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราต้องอธิษฐาน พออธิษฐาน ก็เกิดความจำเป็น ไม่ใช่ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับที่เราไปอธิษฐานเยอะๆ หรือเรียกร้องสิทธิ์ของเรามากๆ ใช้ความเชื่อ เพิ่มพูนพลังความเชื่อเราเยอะๆ ในเรื่องใดๆ แม้แต่นิดเดียว ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ใช้คอมมอนเซ้นต์แค่นี้ ก็เห็นนะว่ามันมีเหตุมีผลว่ามันควรจะเป็นเช่นไร มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าท่านได้สร้างความเชื่อมากเท่าไรด้วย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเลย ผมประสบการณ์ก่อนหน้านั้น อธิษฐานๆ เรียกร้องสิทธิอะไรต่างๆ บางครั้งมันก็ได้นะ แต่หลายครั้งมันไม่ได้ ก็เลยสงสัยว่าทำไมหลายๆ ครั้งมันไม่ได้ สร้างความเชื่อมากเท่าไร มันก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย พอตอนหลังเลิกเชื่อแบบนี้ มาวางใจในพระเจ้ามากกว่า ไม่อธิษฐานเลย กลับได้มากกว่าอีก มันมาได้อย่างไร? นี่แหละคือสิ่งที่เป็นประสบการณ์จากพระคัมภีร์จริงๆ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ

หรือบางคน พยายามเขย่าบัลลังก์พระเจ้า ไม่อย่างนั้น พระพรไม่ได้ ความร่ำรวยไม่สำเร็จ เพราะคุณเขย่าไม่พอ ต้องเขย่ามากกว่านี้ เขย่าด้วยวิธีอะไร? อดอาหารเลย เขย่าเลย  พระเจ้าทนไม่ไหวหรอก เห็นลูกของพระองค์ทรมานอย่างนี้ ต้องให้แน่ๆ อัดเข้าไปๆ คุ้นๆ ไหม? ยังมีอีกเยอะ จำไม่ได้ดีกว่านะ ดีกว่าจำได้ จำแล้วน่าขำ แต่ตอนที่คนทำอยู่นั้น ไม่น่าขำ เขาเอาจริงนะ ทุกข์ทรมานจริง ตามพระคัมภีร์เลย พยายามเขย่าบัลลังก์ของพระเจ้าหน่อย เดี๋ยวพระเจ้ารำคาญให้เอง เคยได้ยินใช่ไหม? พยายามตื้อหน่อย อธิษฐานทุกวัน เดี๋ยวพระเจ้ารำคาญ จะให้เราเอง

หรือบางคนสอนว่าให้เราถวายออกไปเยอะๆ ยิ่งถวาย ยิ่งจะได้รับกลับมา ให้ออกไปรับใช้เยอะๆ เอาเวลาให้กับพระเจ้าเยอะๆ ออกไปประกาศเยอะๆ นำผู้คนมาเชื่อพระเจ้ามากๆ จะได้พระพรตรงนี้  หรือมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับแม้กระทั่ง เรารักพระเจ้ามากเท่าไร? คุณต้องรักพระเจ้ามากๆ พระเจ้าถึงจะประทานความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่ง เปล่าเลย ความรักในพระเจ้า เป็นความรักที่พระเจ้าประทานให้กับเรา เราไม่มีทางรักพระเจ้าได้เลย จนกว่าพระเจ้าจะรักเราก่อน แล้วประทานวิญญาณแห่งความรักมาให้เราเกิดใหม่ เป็นลูกแห่งความรัก แล้วเราจึงรักพระเจ้า ตอบแทนได้  และรักตลอดไปเลย รักเท่ากับทุกคน ถ้าใครเกิดใหม่ก็รักพระเจ้าเท่ากัน หรือแม้กระทั่ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้เชื่อคนนั้น ทำงานด้วยความสัตย์ซื่อตามพระคัมภีร์ ขยันหมั่นเพียร ประหยัดตามพระคัมภีร์ ตามถ้อยคำของพระเจ้าทุกอย่างเลย เชื่อฟังทุกอย่างเลย แล้วจะต้องร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง ประสบผลสำเร็จในชีวิตแน่นอนบนโลกใบนี้ ใช่หรือไม่? ตอบว่าไม่ใช่ ต่อให้คุณรักษาทุกอย่างให้เรียบร้อย ดีหมดแล้ว

หลายครั้งเราก็เกิดวิกฤตในชีวิตเหมือนกัน โลกใบนี้โควิดเกิดขึ้น อยากถามว่าโควิดเกิดทั้งคนเชื่อและคนไม่เชื่อ ประสบเหมือนกันไหม? เหมือน เอาเฉพาะคนเชื่ออย่างเดียว คนที่เชื่อน้อยกับคนที่เชื่อมาก คนที่อธิษฐานน้อย คนที่อธิษฐานมาก ประสบเหมือนกันไหม? ก็เหมือนกัน ก็อยู่ในโลกใบนี้ อยู่ในที่เดียวกัน เขาเดือดร้อน เราก็ต้องเดือดร้อนด้วย เป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้ แต่เรามีพระเจ้าสถิตอยู่กับเราภายใน พระองค์จะทรงนำเราเดินไปทีละก้าวๆ และเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับชีวิตของเรา ให้เราวางใจในพระองค์ ตรงนี้มากกว่า ที่เราควรจะสังเกต และใช้คอมมอนเซ้นต์ในการไตร่ตรองดู หรือที่บางคนอธิษฐานบอกพระเจ้าว่า …

“พระเจ้า ลูกกำลังจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้”

ถามว่าเวลาเราอธิษฐานว่าจำเป็น ต้องการสิ่งนี้ ความจำเป็นนี้ มันตรงกับความคิดของพระเจ้าว่าเราจำเป็นหรือไม่? หรือเราบอกจำเป็น แต่พระเจ้าบอกไม่เห็นจำเป็นเลย  นึกออกใช่ไหม? มันตรงกับความจำเป็นที่พระเจ้าคิดหรือเปล่า?  ความพอเพียงของท่าน มันเหมือนกัน หรือเท่ากันกับความพอเพียงที่พระเจ้าคิดให้กับท่านหรือไม่? ท่านบอกแค่นี้ ไม่พอเพียง แต่พระเจ้าอาจจะบอกว่าท่านพอเพียง หรือท่านอาจจะบอกว่าแค่นี้ เราพอเพียง พระเจ้าบอกเท่าที่เธอมี พอเพียง มันคือร่ำรวยแล้ว ความคิดของมนุษย์ จะไปเทียบอะไรกับความคิดของพระเจ้า พระเจ้าเตรียมสิ่งที่ดี เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ อย่างที่บอกแล้ว เราวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ และถ้าเราวางใจในพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจได้อย่างนี้ พระเจ้าจะพาเราไปที่ร่ำรวยที่สุด ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แน่นอน บางคนอาจจะถามทำไมตะกี้บอกพระเจ้าไม่พาไปในความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งบนโลกใบนี้ พระเจ้าพาไป  แต่ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งบนโลกใบนี้ในทัศนคติของพระเจ้า มันไม่เหมือนกับที่เราคิด ความคิดของมนุษย์คิดว่าความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง คือมีทรัพย์สิน ร่ำรวย มีชื่อเสียงใหญ่โต ประสบผลสำเร็จ ทำอะไรก็สำเร็จหมดทุกอย่าง เป็นเจ้าคนนายคน อยู่สบายๆ นั่นคือความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ แต่พระเจ้าคิดอีกแบบหนึ่ง ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งของพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ตามทัศนคติของพระเจ้า คือผมคิดออกมาให้ชัดเจนเลย เอาไปจำเป็นตัวอย่าง เอาไปท่องก็ได้ คือทัศนคติของพระเจ้าในการเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยมั่งคั่ง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ คือมีเงินทอง แต่ไม่มีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็เหมือนไม่มีเงินทอง ไม่มีเงินทอง แต่มีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็เหมือนมีเงินทองร่ำรวยมหาศาล เอาเกลับไปคิดดู ค่อยๆ เอาไปมองดู และให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำพาท่าน ท่านจะเห็นอะไรบางอย่างว่าความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งในทางพระเจ้า มันคืออะไร?  พระองค์กำลังพาเราไปที่นั่นแหละ เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งที่สุดในโลกเลย

เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าคนนี้รวย หรือไม่รวยในทางพระเจ้า ง่ายนิดเดียว คนที่ร่ำรวยในทางพระเจ้า จะมีอาการให้ออกไป แจกจ่ายออกไป แบ่งปันออกไป แล้วไม่กังวลกับการสั่งสมทรัพย์สมบัติเอาไว้บนโลกใบนี้ ไม่กลัวหมด แต่ละคนที่มั่งมี ในทางพระเจ้าจะเป็นอย่างนี้ กระซิบให้ คราวนี้ใครอยากร่ำรวยในทางพระเจ้า พระเจ้ากำลังพาเราไปตรงนี้แล้ว ไม่ยาก ง่ายด้วย พึ่งพระเจ้า

อยากถามว่าคริสเตียนที่เชื่อพระเจ้า ที่มีความมั่งมี ร่ำรวย แบบโลก กับคริสเตียนที่แบบโลกเรียกว่ายากไร้ ยากจน ท่านคิดว่าอย่างไหนมีมากกว่ากัน? พูดง่ายๆ ว่ามองตามตามองเห็นในโลกใบนี้ คริสเตียนที่รวยและประสบผลสำเร็จ ในกิจการงาน กิจการเงิน มีชื่อเสียงร่ำรวยมหาศาล มีกี่คน และคริสเตียนที่ยากไร้ ยากจน ไม่มีบ้านจะอยู่ อยู่กระต๊อบมีกี่คน? ใครมากกว่ากัน? นี่ก็คอมมอนเซ้นต์เหมือนกัน ท่านสามารถมองดูได้ แล้วก็ถามพระเจ้าดูว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? เดี๋ยวพระเจ้าก็จะบอกท่าน ตามที่ผมได้นำพาท่านมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าพื้นฐานมันควรจะเป็นอย่างไร?

เรามาเรียนรู้กันต่อถึงทัศนคติของอาจารย์เปาโลในเรื่องการกิน การอยู่ และทรัพย์สินเงินทอง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ว่าอาจารย์เปาโลสอนให้เราคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีทัศนคติอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อจากครั้งที่แล้ว 1 ทิโมธี 6:1-5 บอกเอาไว้อย่างนี้ชัดเจนมากเลยนะ

1 ทิโมธี 6:1-5 “1 คนทั้งปวงที่อยู่ใต้แอกแห่งความเป็นทาส พึงถือว่าเจ้านายของตนสมควรได้รับความเคารพนับถืออย่างเต็มที่ เพื่อจะไม่มีใครมาว่าร้ายพระนามของพระเจ้า และคำสอนของเราได้ 2 ส่วนคนที่มีเจ้านายเป็นผู้เชื่อ  ก็ไม่ควรจะแสดงความนับถือต่อเจ้านายน้อยลง  เพราะเหตุที่เป็นพี่น้องกัน ตรงกันข้าม เขาควรจะรับใช้เจ้านายให้ดียิ่งขึ้น เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากการรับใช้ของเขานั้น เป็นผู้เชื่อ และเป็นที่รักของเขา ท่านจงสั่งสอนและกำชับให้เขาทำเช่นนี้ 3 ถ้าผู้ใดสอนหลักข้อเชื่อเท็จ และขัดกับคำสอนอันมีหลักขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา และคำสอนในทางพระเจ้า 4 ผู้นั้นก็จองหอง ลืมตัว และไม่เข้าใจอะไรเลย เขามัวแต่หมกมุ่นกับการถกเถียงโต้แย้งเรื่องคำต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการอิจฉา การแก่งแย่งชิงดี การใส่ร้าย การระแวงกันอันร้ายกาจ 5 และการบาดหมางแตกร้าวระหว่างผู้มีใจเสื่อมทราม ซึ่งถูกฉกชิงความจริงไป และคิดว่าทางพระเจ้าเป็นช่องทางหาเงินทองทำกำไร”

 

ครั้งที่แล้ว ได้เรียนรู้เรื่องเคล็ดลับของอาจารย์เปาโลในเรื่องนี้ คือการเรียนรู้จักการพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ในทุกสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจน ขัดสนหรือร่ำรวยก็ตาม เมื่อตะกี้นี้ใน 1 ทิโมธี 6:1 ที่บอกคนทั้งปวงที่อยู่ใต้แอกของความเป็นทาส คือคนที่เชื่อพระเจ้า แล้วเป็นทาสอยู่ ไม่ใช่เป็นคนงานแบบพนักงานบริษัท แต่เป็นทาส สมัยก่อนยังมีทาสอยู่ ทาสก็คือเป็นทาส หนักกว่าผู้รับใช้ หนักกว่าการเป็นพนักงาน คนที่เชื่อและเป็นทาสอยู่ อาจารย์เปาโลบอกว่าให้ใช้นามพระเยซูสั่งการให้เราเป็นอิสรภาพ เพราะพระเยซูปลดปล่อยเราเป็นอิสรภาพแล้ว ปลดปล่อยเราที่ไม้กางเขน เรียบร้อยแล้ว เราเป็นไทแล้ว ในนามพระเยซู พระวิญญาณอยู่ที่ไหน เราเป็นอิสระที่นั่น เราเป็นไทแล้ว ใช่หรือไม่? อ่านดู ไม่ใช่ คนที่เป็นทาสอยู่ ก็จงเป็นทาสต่อไป ไม่ใช่เป็นทาสธรรมดา แถมได้ทำให้เจ้านาย ที่ไม่ใช่คริสเตียน สมควรได้รับความเคารพอย่างเต็มที่ มากกว่าเดิมอีก ตั้งใจกว่าเดิม  ทำให้เขาดีกว่าเก่าด้วย เพราะเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราสมควรทำอย่างนั้น เพื่อว่าพระนามของพระเจ้าได้รับเกียรติ

แสดงว่าอาจารย์เปาโลจะบอกทาสคนนี้ว่าเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว จงพึงพอใจในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือเป็นทาสเขา มันรวยที่ไหน แค่เราเป็นพนักงานบริษัท ในสภาวะเงินเดือนที่ต่ำที่สุด  แค่นั้น เราก็รู้สึกด้อยแล้ว  มาเชื่อพระเจ้าแล้วทำไมยังทำงานบริษัทนี้ ได้เงินเดือนนิดเดียวเอง พระเจ้าให้พระองค์ได้รับเกียรติหน่อย ยกลูก โปรโมทลูกให้ขึ้นมา ให้ได้รับเงินเดือนสูงหน่อย อย่างนั้นหรือ? ลองเอาไปคิดดูเองว่าที่ผมพูดหมายถึงอะไร?

ส่วนคนที่มีเจ้านายเป็นผู้เชื่อ ก็ไม่ควรแสดงความนับถือต่อเจ้านายน้อยลง เพราะเหตุที่เป็นพี่น้องกัน ตรงกันข้าม ควรจะรับใช้เจ้านายให้ดียิ่งขึ้น  เพราะเป็นคนที่ได้รับประโยชน์จากการรับใช้ของเขานั้น เป็นผู้เชื่อและที่รักของเขา ท่านจงสั่งสอนและกำชับเขาให้ทำเช่นนี้ ตะกี้นี้นายไม่เชื่อพระเจ้า แต่ตอนนี้นายเชื่อพระเจ้าแล้ว ฮาเลลูยา ต่อไปนี้งานเราเบาลงแล้ว เพราะนายก็เชื่อพระเจ้าแล้ว เราเป็นพี่น้องกันในฝ่ายวิญญาณ เพราะฉะนั้น เราเป็นหนึ่งในความรักพระคริสต์ เราเท่ากันหมดแล้ว พอเจ้านายจะสั่งให้ทำงาน สั่งผมได้อย่างไร? เราเท่ากันแล้วนะ  เราเป็นพี่น้องกันในพระคริสต์ อย่าซ่านะ เดี๋ยวพระเจ้าลงโทษหรอก ลงโทษเจ้านาย ขู่เจ้านายอีก ยิ่งถ้าเจ้านายมาเชื่อทีหลัง ยิ่งไปกันใหญ่เลย ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น อย่างนี้เขาเรียกว่าการหาประโยชน์ จากข่าวดีของพระเยซู มาเป็นประโยชน์กับตัวเอง แต่พระเยซูบอกไม่ใช่เลย เจ้านายมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ยิ่งดีใหญ่เลย รับใช้ให้มากกว่าเดิมเลย เพราะว่าสิ่งที่เรากระทำ รับใช้อยู่ เป็นประโยชน์ เป็นผลดีให้กับเจ้านายที่เป็นที่รักของเราด้วย เพราะว่าเป็นพี่น้องของเราในพระคริสต์แล้ว ทำให้มากขึ้นเลย เห็นอะไรบางอย่างไหม? คอนเชป ทัศนคติอะไรในชีวิตบางอย่างที่เกี่ยวกับความสุขสบายบนโลกใบนี้  เมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ควรจะเป็นเช่นไร มันควรจะเห็นชัดและตาเปิดออกได้แล้วสักทีหนึ่ง

“ท่านควรจะสั่งสอนและกำชับให้เขาทำเช่นนี้ ถ้าผู้ใดสอนหลักข้อเชื่อเท็จและขัดคำสอน อันมีหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา และคำสอนในทางพระเจ้า ผู้นั้นก็จองหอง ลืมตัว และไม่เข้าใจอะไรเลย  เขามัวแต่หมกมุ่นในการถกเถียง โต้แย้งเรื่องคำต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการอิจฉา การแก่งแย่งชิงดีกัน ใส่ร้าย การระแวงกัน อันร้ายกาจ

ข้อที่ 5 สำคัญเลยนะครับ … “และการบาดหมาง แตกร้าวระหว่างผู้ที่มีใจเสื่อมทราม ผู้ที่มีใจเสื่อม ก็คือเอาข่าวดีของพระเจ้าไปบิดพลิ้ว ถูกฉกชิงเอาไปจากความคิดจิตใจของเขาแล้ว และเมื่อไม่มีความจริง และคิดว่าทางของพระเจ้า ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เป็นช่องทางหาเงินทอง หากำไร หาประโยชน์ใส่ตัว หาความสำเร็จ หาความเจริญรุ่งเรือง ท่านพอจะเห็นภาพหรือยัง?

เพราะฉะนั้น เราผู้เชื่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้สอนหรือไม่สอนก็ตาม เหมือนเราสอนไปในตัว ชีวิตของเราเป็นแบบอย่าง เราต้องคอยหมั่นสังเกตตัวเองว่าเรากำลังใช้ข่าวดีของพระเยซูคริสต์เป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวหรือเปล่า? ต้องอธิษฐานกับพระเจ้าเสมอ เพราะมันมีโอกาสเป็นไปได้มาก เพราะมันอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราอยู่แล้ว ที่เราอยากจะได้ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง ทรัพย์สินเงินทองบนโลกใบนี้ ในการดำเนินชีวิต มันมีโอกาสมาก

ทางของพระเจ้า ข่าวดีของพระเจ้า คือในโลกฝ่ายวิญญาณ เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว พระพรทางฝ่ายวิญญาณมากมาย ที่พระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้ในโลกฝ่ายวิญญาณ นานัปการเยอะไปหมด พระวิญญาณก็สถิตอยู่กับเรา พระเจ้าก็สถิตอยู่กับเราแล้ว และอะไรต่างๆ ที่เตรียมตัว เตรียมพร้อมให้กับเราในโลกวิญญาณเรียบร้อยไปแล้วนั้น มันควรทำให้เราพึงพอใจได้แล้ว ทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้ ไม่ได้สำคัญอะไรอีกแล้ว ถ้าเราพึงพอใจในโลกฝ่ายวิญญาณ พระพรทางฝ่ายวิญญาณที่เราได้รับจากพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว มันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า เราอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว เราเป็นพี่น้องกับพระเยซูแล้ว ไม่มีใครจะเอาเราออกไปจากพระเจ้าได้อีกแล้ว มันไม่ควรจะมีอะไรที่สำคัญและมีค่ามากกว่านี้อีกแล้ว เหมือนที่พระเยซูบอกว่าไข่มุกเม็ดงาม เราได้แล้ว เราขายหมด ทิ้งทุกอย่าง เพื่อรักษาตรงนี้ไว้ เราควรจะสังเกตตรงนี้มากกว่า ในทางพระเจ้า

เพราะฉะนั้น เราควรจะคอยสังเกตดูว่าเราพึงพอใจในข่าวดีของพระเจ้าถูกต้องไหม? เราใช้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าในการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนหรือเปล่า?

ยกตัวอย่างว่าเราคอยสังเกตหรือไม่ว่าเมื่อไรเจ้านายจะขึ้นเงินเดือนให้เราสักที อธิษฐานมาตั้งนานแล้ว  คนข้างๆ เขาไม่เชื่อพระเจ้า เขายังได้ขึ้นเงินเดือนเลย 6 เดือนข้างหน้า เราควรจะได้รับเงินเดือนขึ้นแล้วนะ เราทำอย่างถูกต้องหมดทุกอย่าง เราก็อธิษฐานเยอะแล้ว             เราไม่ควรจะคอยสังเกตอย่างนี้ถูกไหม? ถ้าเราสังเกตอย่างนี้ แสดงว่าเราไม่พอใจ เรากำลังใช้ข่าวดีของพระเยซูคริสต์เป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ใส่ตัวแล้ว นี่มันเห็น ถึงมันยังไม่ชัด แต่ว่าอธิบายให้ท่านฟัง ท่านจะชัดขึ้นแล้ว ไม่ใช่คอยสังเกตว่าเชื่อพระเจ้ามาตั้งนานแล้ว เมื่อไรจะร่ำรวยเหมือนคนอื่นเขาสักที วันๆ หนึ่ง อธิษฐานไป ฟังถ้อยคำพระเจ้าไป ก็คิดไป เมื่อไรพระเจ้าจะให้เรารวยเหมือนคนข้างบ้านสักที เหมือนคนอื่นเขาสักที ไม่ใช่คอยสังเกตว่าเวลาเราถวายเงิน เวลาเราให้กับพระเจ้า ก็คอยหวัง สังเกตว่าให้ออกไปแล้ว เมื่อไรจะได้รับกลับคืน มองในท้องฟ้า มองไปในโลกวิญญาณ หลับตาไปก็เห็นใบหน้าเธอ ใคร? ธนบัตรลอยมา เพราะเราให้ออกไปแล้ว อย่างนั้นหรือเปล่า? เราสังเกตอย่างนั้นไหม? หรือให้เวลารับใช้พระเจ้า ให้อะไรต่างๆ ที่เราคิดว่าเราถวายพระเจ้า จะเป็นเวลาอธิษฐาน หรือถวายทรัพย์ หรือรับใช้อะไรก็ตาม เราคอยสังเกตไหมว่าเมื่อไรพระเจ้าจะอวยพรเรากลับคืนสักที ใช่ไหม? และคนก็ชอบพูดอย่างนี้ คนอื่นก็ชอบพูดอย่างนี้

“มาคริสตจักรเป็นประจำอย่างนี้ เดี๋ยวพระเจ้าจะอวยพร”

คำว่า “อวยพร” นั้นคืออะไร? เราคิดเองอีกว่าใช่พระเจ้าอวยพรจริง แต่อวยพรให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นไปตามแผนการของพระองค์ เป็นไปตามสิ่งที่พระองค์คิดว่าดี ไม่ใช่อวยพรไปตามเราคิดอยากได้ ก็ใส่กันใหญ่เลย มาโบสถ์เป็นประจำทุกอาทิตย์ จะได้รับพระพร จำไว้เลยว่าต่อไปนี้ใครบอกว่าเราจะได้อะไรจากการกระทำของเรา จงตอบไปเลยว่าเราจะได้รับพระพรตามที่พระเจ้าได้เห็นว่าสมควรที่เราจะได้รับอย่างไร? เราไม่รู้หรอก มันดีกับเราแล้วล่ะ เอเมน ไม่ใช่อะไรก็อวยพร แล้วคิดถึงเรื่องวัตถุอย่างเดียว มาถวายทรัพย์หน่อย ขอพระเจ้าอวยพร พระเจ้าอวยพรแล้ว ฉันถวายทรัพย์ออกไปแล้ว สิ้นเดือนนี้ เงินเดือนขึ้นแน่ ไม่ใช่สิ้นเดือนนี้ ก่อนหน้าสิ้นเดือนนี้ ก็ได้รับรางวัลจากตรงนี้แล้ว อยากจะได้ แค่นั้นไม่พอบางคนหวังมากกว่านั้นอีก ยิ่งหนักเลย ให้ออกไปแล้วหวัง …

“ฉันให้ 100 ผู้รับใช้บอกให้ไป 100 ได้กลับมา 30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง 100 เท่าบ้าง อยากได้เยอะๆ อธิษฐานมากๆ ใช้ความเชื่อเยอะๆ ก็จะได้ 100 เท่า”

คูณใหญ่ วันทั้งวันคูณ 100×100 มันกี่ตังค์ เห็นพระเจ้าเป็นสลอธแม็กซีน ใส่เข้าไปเท่าไร ดึงออกมา เพราะเราต้องการเป็นไปตามความคิดของเราเอง และเราก็ใช้ถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์มาเป็นเครื่องมือ อย่างนี้เขาเรียกว่าเครื่องมือในการหากิน เอาถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่เกี่ยวกับข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เอาพระนามของพระองค์มาใช้ในการหาประโยชน์เข้าส่วนตัว โดยจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ถ้ารู้ ควรจะเลิกซะ การเลิก ไม่ใช่เลิกอย่างเดียว พอเราเลิกเมื่อไร? เท่ากับเราไม่เป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นเขาด้วย ซึ่งการไม่เป็นตัวอย่างให้กับเขา บางครั้งก็ยังเผลอไปทำเลย  อย่าว่าแต่ไม่เลิกเลย ไม่เลิกยิ่งหนักใหญ่

อย่างเช่น  เราชอบใช้ตรงนี้ผิดๆ  ผมจะเห็นเสมอเลย  ตั้งแต่ในอดีตมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน แล้วยังเห็นคนใช้อยู่เยอะ และทำความทุกข์ทรมานให้กับผู้คนที่เอาไปใช้เยอะมากมายเลย ฟีลิปปี 4:13 บอกว่านี่คือเคล็ดลับของอาจารย์เปาโล คือ …

“ข้าพเจ้าเผชิญทุกสถานการณ์ได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี จะขัดสนหรือมั่งมี จะร่ำรวยหรือยากจนก็ตาม ข้าพเจ้าเผชิญทุกสถานการณ์เหล่านี้ได้ โดยพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ ผู้ประทานกำลังให้กับข้าพเจ้า”

แต่ก็มีคนสอนอย่างนี้ แล้วก็มีคนเอาไปเชื่ออย่างนี้ ด้วยความหลงผิด อยากจะได้ตามกิเลสตัณหาของตนเอง อันนี้เห็นชัดๆ เลยนะ จากประสบการณ์จริงๆ แต่ก่อนนี้ผมเคยสอนอยู่ในชั้นเรียนพระคัมภีร์ แล้วก็เห็นมีคนเอาไปสอนตรงนี้ แล้วมีคนเอามาใช้ ผมยังเอามาใช้เลย แล้วเคยบอกคนอื่นด้วย แต่บอกไม่เยอะนะ พูดตรงๆ ไม่กล้าบอกเยอะ ผมมีหน้าที่สอนในชั้นเรียนของผู้รับใช้ในเรื่องเกี่ยวกับการนมัสการ เพราะเป็นนักดนตรีอยู่ สอนร้องเพลง สอนโน้ต สอนเล่นกีต้าร์ สอนเครื่องดนตรีพื้นฐาน แล้วผมก็ใช้ตรงนี้ แล้วเขาก็ใช้กันทั่วไปแหละ คนมาเชื่อพระเจ้าแบบนี้ ใช้ลักษณะนี้ ใช้ข้อความนี้เสมอ อะไรเกิดขึ้นมา ก็ฟีลิปปี 4:13 …

“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า”

ผมก็สอนไป แล้วก็บอกเขา เพราะการสอนตรงนั้น คือสอนให้ผู้คนออกไปเป็นผู้รับใช้ เขาต้องไปนำเซล ก็มีการร้องเพลง มีการนมัสการ พูดตรงๆ ทุกคนไม่ได้มีของประทานเหมือนกันหมด บางคนทำกับข้าวไม่เอาไหนเลย ทำอย่างไรก็ไม่เอาไหน แต่บางคนทำกับข้าว ทำอย่างไรก็อร่อย ตรงนี้ไม่ชัดเท่ากับ บางคนเล่นอะไรก็เพี้ยนหมด ร้องอะไรก็เพี้ยนหมด เล่นดนตรี บางคนเล่นไม่ได้หรอก เพราะหูยังไม่รู้เลยว่าโน้ตเป็นอย่างไร? จังหวะก็ไม่ถูก เขาตบจังหวะกัน แต่บางคนก็ตบไม่เป็นจังหวะ อย่างนี้ นักดนตรีทุกคนก็รู้ เขาไม่มีพรสวรรค์ในเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับเอาเขาไปฝึกเท่าไร? เอาเป็ดไปฝึกให้พยายามเดินเหมือนไก่ เดินไม่ได้หรอก แต่เราไปบอกเขาว่าฟีลิปปี 4:13 ต้องใช้ความเชื่อสิ เอาไปท่องเยอะๆ เลย ในนี้เขาบอกว่า …

“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ ข้าพเจ้าจะเป็นนักดนตรีให้ได้ ข้าพเจ้าจะเป็นนักนมัสการ เป็นผู้นำนมัสการในทีมนมัสการให้ได้ ในนามพระเยซู โดยการเสริมกำลังของพระเยซู ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำได้ๆ”

แล้วคนเหล่านี้ก็พยายาม แล้วบางคนพยายามมาก จนกระทั่งลืมตัวไป นึกว่าทำได้จริงๆ พยายามสมัครเข้ามา ในทีมนมัสการของคริสตจักร ผู้นำกลัวมาก เพราะเขาคิดว่าเขาทำได้ แต่เวลาร้องเพี้ยนกว่าชาวบ้านเขาไง แล้วยิ่งมาเป็นผู้นำนมัสการอยู่ข้างหน้า ผู้นำเพลง นึกออกไหม? ผู้นำคนอื่นเขาด้วย ก็เละเลย

อยากให้ท่านได้เห็นภาพจริงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้ คือเราเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันอันตรายมาก เพราะไม่ได้เอาไปใช้แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ใช้ในทางอื่นด้วย เพราะฉะนั้น ก็เอาไปใช้ในเรื่องว่า …

“ในนามพระเยซู ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าลงทุนทำธุรกิจ อยากเป็นนักธุรกิจ ที่เจริญรุ่งเรือง จะเอาเงินมาถวายพระเจ้า เอาเงินสร้างโบสถ์ เอาเงินมาประกาศรับใช้เยอะแยะมากมายไปหมด ข้าพเจ้าทำได้ในนามพระเยซู”

ในชั้นเรียนนั้นนะ ในโบสถ์ทุกวันนี้ ก็มีอย่างนี้แหละ …

“ในนามพระเยซู ฉันสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ฉันสามารถทำธุรกิจนี้ได้ ทำการค้านี้ได้”

แล้วก็ไปกู้เงิน กู้หนี้ใหญ่มากมาย เพราะฉันทำได้ พยายามฝืนความรู้สึกของตัวเอง แล้วก็ข่มตัวเองด้วยถ้อยคำพระเจ้าที่เอามาใช้แบบผิดๆ แบบนี้ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เกิดตามที่ตะกี้นี้บอกไว้ โศกนาฎกรรมเกิดขึ้น เพราะความเชื่อผิดๆ อย่างนี้  เกิดหนี้สิ้นรุงรัง หนี้สินล้นพ้นตัว ครอบครัวก็พังพินาศ เสียหาย แตกกระเจิงไปหมด อยู่ในความทุกข์โศกเศร้าต่างๆ นานาอย่างมากมาย

นี่คือเหตุผลหนึ่ง ผมเห็นสิ่งเหล่านี้ แล้วมันเป็นจริงๆ มันอันตราย ฟังดูแล้วเหมือนมันไม่อันตราย มันธรรมดา แต่จริงๆ แล้วมันอันตรายมากเกินกว่าที่เราจะคิด พระคัมภีร์โดยผ่านทางอาจารย์เปาโล จึงพยายามกำชับเราตรงนี้ว่าจงสอนให้มันถูกต้อง  พูดอีกครั้งหนึ่ง เราไม่ได้ต่อต้านความมั่งคั่งร่ำรวย เราไม่ได้กำลังพูดถึงว่าเราไม่ชอบ หรือไม่เห็นด้วยกับคนที่มีความมั่งคั่งร่ำรวย แต่เรากำลังพูดว่าเราพอใจ วางใจในพระเจ้า ผู้จัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้เราดีกว่า เกินกว่าความสามารถของเราที่เราจะคิดเองได้ ถูกไหม? ถ้าจะร่ำรวย ก็ขอให้มาจากพระเจ้าจริงๆ วางใจในพระเจ้า พูดง่ายๆ ว่าไม่คิดไม่ฝันเลยว่าพระเจ้าจะให้ฉันมีถึงขนาดนี้ ถูกไหม? แล้วอย่างที่บอกแล้วว่าจิตใต้สำนึกเดิมของเรา ก็ยังมีอยู่ เราทุกคนก็ล้วนอยากร่ำรวย อยากอยู่อย่างสุขสบาย  อยากประสบผลสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น มันโลภทุกคนแหละ

เพราะฉะนั้น ที่มาพูดนี้ ไม่ใช่พูด เพื่อต่อต้าน เพราะตัวเราเอง ก็เป็น ผมเองก็เป็น แต่รู้ว่าอะไรไม่ถูก ก็จะมาชี้แจงและบอกว่าอย่าทำนะ ระวัง … ระวังความโลภทุกชนิด พระเยซูบอกว่าจงละห่าง เว้นห่างจากความโลภทุกชนิด  และความโลภนี้ ในจิตใต้สำนึกนี้ เขาเรียกว่าไม่เข้าใครออกใคร มีกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชื่อเก่าแก่ขนาดไหน? มีความรู้มากขนานไหน? ผู้รับใช้เก่าแก่ขนาดไหน? ผู้สอน แม้จะเป็นศิษยาภิบาล ก็ไม่ถูกละเว้นจากความโลภนี้เลย

มียายคนหนึ่งมาเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ซื้อล๊อตเตอร์รี่ให้หลานตรวจ หลานตรวจเจอคุณยายถูกรางวัลที่ 1 ทั้งชุดเลย เป็นเงิน 30 ล้าน ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีเงินล้านอย่างนี้ หลานก็เลยกลัวว่ายายจะตื่นเต้นจนช็อค เพราะยายเป็นโรคความดัน โรคหัวใจอยู่ ก็ไปปรึกษาศิษยาภิบาลให้ช่วยคุยกับคุณยายหน่อย ศิษยาภิบาลก็ไปคุยกับคุณยาย เริ่มต้นถามไถ่เรื่องต่างๆ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าเรื่องว่า …

“ถ้าอยู่ๆ ยายเกิดมีเงินขึ้นมาสักล้านหนึ่ง ยายจะเอาไปทำอะไร?”

ยายก็บอกว่า … “คงถวายโบสถ์สักแสนหนึ่ง แล้วก็ให้หลานนิดๆ หน่อยๆ แล้วที่เหลือก็เก็บไว้ เพื่อรักษาสุขภาพ”

ศิษยาภิบาลเห็นว่ายายไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก ก็บอกว่า … “ดีๆ”

ก็เลยถามต่อ รู้สึกว่ารับได้แล้ว … “แล้วถ้าเกิดยายได้เงินสัก 30 ล้านล่ะ ยายจะเอาไปทำอะไร?”

ยายก็ตอบว่า … “ยายเองก็แก่แล้ว คงอยู่ได้อีกไม่นานหรอก ก็คงเก็บเงินไว้ใช้นิดหนึ่ง แล้วก็แบ่งให้หลาน แล้วก็อาจจะถวายให้อาจารย์สัก 10 ล้าน … ใครอยู่ข้างนอกๆ มาช่วยหน่อยๆ อาจารย์ช็อคไปแล้ว”

ยังไม่ได้พูดต่อเลยว่าจะเอาไปทำอะไรอีก ยังไม่พูดจบเลย เรียกคนข้างนอกเข้ามาช่วย อาจารย์ช็อค ตกใจ ได้เงิน 10 ล้านอยู่ดีๆ ไม่นึกไม่ฝัน

ความโลภไม่เข้าใครออกใคร เป็นได้ทุกคน รวมทั้งฉันด้วย นี่คือสิ่งที่บอกว่าจิตใต้สำนึกเดิมของเรายังมีอยู่ ทุกคนก็ยังอยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ความร่ำรวย ความสำเร็จบนโลกใบนี้ เราจึงทำตามคำสอนของพระเจ้าว่าให้เราขยัน สัตย์ซื่อ ไม่โลภ ไม่โกง รู้จักการให้ออกไป ทำทุกสิ่งให้ดีที่สุด เท่าที่กำลังเราจะทำได้ ส่วนผลที่จะเกิดขึ้น ก็ฝากไว้ วางใจในพระเจ้า ให้พระเจ้าจูงมือเราเดินทุกวัน ฝากการตัดสินใจทุกอย่างไว้ที่พระองค์ว่า …

“ตัดสินใจไปเลยพระองค์ว่าจะให้ลูกมีแค่ไหน? เท่านั้นแหละ เอเมน”

1 ทิโมธี 6:6-11 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ให้มันชัดๆ ลงไปเลย “6 แต่ทางพระเจ้าพร้อมด้วยความพอใจในสิ่งที่ตนมี ย่อมเป็นกำไรงาม 7 เพราะเราเข้ามาในโลกตัวเปล่า เมื่อออกจากโลก ก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ 8 แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจกับสิ่งเหล่านั้น 9 คนที่อยากรวย ก็ตกหล่มเย้ายวน ให้ทำบาป ติดกับและตกในความปรารถนาต่างๆ อันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ 10 เพราะการรักเงิน เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เพราะเห็นแก่เงินนี่แหละ  บางคนจึงเตลิดจากความเชื่อและทำให้ตัวเอง ต้องปวดร้าวด้วยความทุกข์โศกนานา 11 ส่วนท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และใฝ่หาความชอบธรรม ใฝ่หาทางพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทนและความสุภาพอ่อนโยน”

 

“ส่วนท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  และใฝ่หาความชอบธรรม ใฝ่หาทางพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทนและความสุภาพอ่อนโยน ไม่ใช่ใฝ่หาความโลภที่จะมั่งมีร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง ประสบผลสำเร็จแบบโลกนี้ อีกต่อไปในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้”

1 ทิโมธี 6:17-19 “17  จงกำชับบรรดาผู้ร่ำรวยในโลกปัจจุบันนี้ ไม่ให้หยิ่งทะนงหรือฝากความหวังไว้กับทรัพย์สมบัติซึ่งไม่จีรังยั่งยืน แต่จงหวังใจในพระเจ้า ผู้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งให้เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อความเบิกบานใจของเรา 18 จงกำชับเขาเหล่านั้นให้ทำดี  ร่ำรวยในการทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เต็มใจแบ่งปัน 19 การทำเช่นนี้ จะเป็นการสะสมทรัพย์สมบัติไว้ให้ตนเอง เป็นรากฐานมั่นคงสำหรับยุคหน้า เพื่อเขาจะได้รับชีวิตอันเป็นชีวิตแท้”

 

เคล็ดลับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่อาจารย์เปาโลบอก ก็คือความพึงพอใจในทุกสถานการณ์ที่เรามีอยู่ ให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน ไม่โลภ ที่อยากจะได้ทรัพย์สินเงินทอง ความสำเร็จบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นทุกข์นัก แต่ถ้าเผื่อฝากและวางใจในพระเจ้าแล้ว พระองค์เห็นว่าเราจำเป็น อวยพรให้เรามั่งมี ร่ำรวยขึ้นมา อันนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ ตอบตัวเองเลยว่ามันช่วยไม่ได้จริงๆ ฉันร่ำรวยขึ้นมา ฉันไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น คิดอยู่เหมือนกันบ้างนิดหนึ่ง แต่ก็พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว มีแค่นี้ ก็ดีอยู่แล้ว แต่พระเจ้าก็ให้เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ฉันก็ไม่ได้หวังอะไรมากมาย อันนี้ช่วยไม่ได้ เป็นหน้าที่ของพระเจ้า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา พระองค์ทรงรู้ว่าใครควรจะเป็นอยู่อย่างไร และว่ากันตามจริง ผู้มั่งมีในทางของพระเจ้า คือผู้รับใช้พระเจ้า มีงานหนักมากขึ้นกว่าเราอีก คือเขาต้องดูแลทรัพย์สมบัติของพระเจ้าต่างๆ เหล่านั้น และใช้ให้ถูกต้อง แล้วก็เจอกับการทดลองมากกว่าเราอีก เพราะว่าทุกวันก็เจอแต่เงิน ดูแลเงินทองเหล่านั้น และจะไม่ให้รักเงินทองเหล่านั้น มันยากกว่าที่เราไม่มีเลยดีกว่า

ในนี้บอกว่าเพราะฉะนั้น คนที่พระเจ้าใช้ให้เป็นผู้ที่ดูแลทรัพย์สินเงินทอง เกิดความร่ำรวยขึ้นมาทำอย่างไร?  จงกำชับบรรดาผู้คนที่ร่ำรวยในโลกปัจจุบันนี้ ไม่ให้หยิ่งยโส ทนง หรือฝากความหวังไว้กับทรัพย์สมบัติที่ไม่จีรังยั่งยืน ก็คือนึกว่าตัวเองทำเอง อย่างที่บอก ทรัพย์สินเงินทองที่พระเจ้าให้มา อาจจะหลงไปติดยึด นึกว่าเป็นของเรา หนักเลยคราวนี้ ให้มีความรู้สึกว่ามีก็เหมือนไม่มี อย่างที่ตะกี้นี้บอก พระเจ้าให้มา ก็ดูเหมือนไม่มี ก็คือไม่ไปติดยึด เพราะรู้ว่าทรัพย์สมบัติเหล่านั้น มันไม่จีรังยั่งยืน แต่จงหวังใจในพระเจ้า ผู้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งให้เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อความเบิกบานใจของเรา อวยพรเรา ไม่ใช่ให้เรามีความทุกข์ยากลำบาก อวยพรเราให้เรามีความเบิกบานใจในทุกสถานะ ไม่ว่าจะสถานะอย่างไรก็ตาม และจงกำชับเขาเหล่านั้นให้ทำดี ทำสิ่งที่ถูกต้อง ตามน้ำพระทัยพระเจ้า ร่ำรวยทรัพย์สินไม่พอ ร่ำรวยในการทำดี คือเอาทรัพย์สินเหล่านั้นมาทำในสิ่งที่ดีๆ เอื้อเฟือเผื่อแผ่เต็มใจแบ่งปัน ไม่เก็บเอาไว้ การทำเช่นนี้ จะเป็นการสะสมทรัพย์ไว้ให้ตนเอง เป็นรากฐานมั่นคงสำหรับยุคหน้า หมายถึงสำหรับอนาคต เพื่อเขาจะรับชีวิต อันเป็นชีวิตแท้

รางวัลในยุคหน้า หมายถึงในสวรรค์เท่ากันทุกคน แต่นี่หมายถึงในอนาคต คือเราชื่นใจที่รับใช้พระเจ้า ไม่ใช่ชื่นใจที่เรามีทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่ แต่ชื่นใจ ที่เราเอาทรัพย์สมบัติที่พระเจ้าให้มา เอาไปช่วยเหลือเผื่อแผ่ให้กับผู้คน ไม่ได้เก็บเอาไว้ให้ออกไป และนี่คือหลักการที่คริสตจักรอภิสุทธิสถาน ก็ใช้มาตลอด คือบัญชีคริสตจักรจะไม่มีเงินเหลือเลย มีเงินพอใช้ทุกที เพราะว่าเรามีประสบการณ์ในการมีเข้ามาเยอะๆ แล้วก็มีประสบการณ์ในการมีน้อยลง แต่ไม่ว่าจะมีเยอะหรือมีน้อย  เราพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ แล้วก็ทำสิ่งนี้ ก็คือมี เราก็ให้ออกไป เรามั่นใจในพระเจ้า และเชื่อฟังในพระเจ้าว่าพระเยซูอาจจะกลับมาวันพรุ่งนี้  ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นั้น มันไม่จีรังยั่งยืน วันนี้สามารถเอาไปใช้ตรงนี้ได้ ช่วยเหลือหน่วยงานตรงนี้ ช่วยเหลือประชากรของพระเจ้าตรงนี้ เราให้เลย  บางคนตกใจว่าคริสตจักรนี้ เล็กๆ ทำไมมีเงินเยอะ ไม่เยอะหรอกครับ ใจใหญ่ ให้ออกไปเลย เดี๋ยวพระเจ้าก็ให้มา แล้วพระเจ้าก็ให้มาจริงๆ ไม่เคยขัดสนเลย แม้แต่นิดเดียว ให้มามาก ก็ให้ออกไปมาก เพราะเราไม่เคยคิดที่จะไปกู้หนี้ยืมสินมาให้เขา มีเท่าไรก็ให้เท่านั้น นี่คือสิ่งที่ท้าพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นจริงตามนั้น  มีสันติสุขตามนั้นจริงๆ

เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จงวางใจในพระเจ้าในสิ่งนี้เถิด จงวางใจในพระเจ้าในการกิน การอยู่ ทรัพย์สมบัติสิ่งของ ความสำเร็จบนโลกใบนี้ ทำให้ดีที่สุด และวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจเกินกว่าความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ทุกคนที่จะเข้าใจได้

สุภาษิต 3:5-6 “5 จงวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างหมดใจ อย่าพึ่งความเข้าใจของตนเอง 6 จงยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงทำทางของเจ้าให้ราบเรียบ”

 

จงวางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างหมดใจ อย่าพึ่งพาความเข้าใจ ความรอบรู้ของตนเอง จงถ่อมใจ ยอมรับพระองค์ในทุกวิถีทางของเจ้า ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจนก็ตาม แล้วพระองค์จะทรงกระทำทางของเจ้าให้ราบรื่น คือไม่ว่าจะสำเร็จในทางธุรกิจ สำเร็จในทางโลกหรือไม่ก็ตาม ไม่เป็นไร แต่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว พระองค์ทรงรู้ ทรงเข้าใจว่าอะไรดีที่สุด สำหรับเราเสมอ เพราะฉะนั้น วางใจให้พระองค์เป็นผู้ตัดสิน ดีกว่าวางใจในตนเอง ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 5 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เรื่องการกินการอยู่ 1” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  5  กรกฎาคม  2020

 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 5

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ   เรื่องการกินการอยู่ 1”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            หัวข้อพระคัมภีร์ในวันนี้ “วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” ตอนที่ 2 เราจะมาต่อกันที่แนวทางการดำเนินชีวิต 4 ขั้น สำหรับผู้ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว  ควรจะทำตัวอย่างไร? 4 ขั้นตอน ก็คือเชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน ซึ่งเรากำลังอยู่ในขั้นตอนที่ 3 คือวางใจ

สัปดาห์ที่แล้ว เราได้เริ่มต้นไว้ว่าพระคัมภีร์บางตอน ได้บอกให้เรามั่นใจในพระเจ้า หลายตอน ได้บอกให้เราเชื่ออย่างถวายชีวิต เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ อย่างเกินกว่าความคิดมนุษย์ที่จะเข้าใจ ไม่มีเหตุผลเลย ยกตัวอย่างเช่นให้เอาลูกของตัวเองไปฆ่าให้ตาย ไม่เข้าใจ แต่พอเราอ่านจริงๆ เราจะรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะให้ทำอย่างนั้น จริงๆ หรอก แต่ทำด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เหมือนตอนอับราฮัม ที่ถวายบุตร ซึ่งรวมความแล้ว ก็คือเล็งไปถึงพระเยซูคริสต์ที่จะมาตายที่ไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งปวงนั่นเอง สิ่งซึ่งพระคัมภีร์สอนหรือย้ำเตือนให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ จะมีทั้งการวางใจพระเจ้าในฝ่ายโลกวิญญาณ และการวางใจพระเจ้าในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  มี 2 อย่าง

ครั้งที่แล้ว เราได้เรียนรู้เรื่องการวางใจพระเจ้าในทางโลกวิญญาณไปแล้ว วันนี้เราจะมาต่อกันที่การวางใจพระเจ้าในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

สรุปสั้นๆ ในเรื่องวางใจพระเจ้า ในทางโลกวิญญาณ ที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว ประเด็นสำคัญ ก็คือให้เราเชื่อและวางใจเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เกินกว่าความคิดและความเข้าใจของเราเอง ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเราก็ตาม เราเชื่อว่าเราได้รับความรอดนิรันดร์แล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราได้อยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้กับพระองค์ โดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่ได้ด้วยการกระทำของเราแม้แต่นิดเดียวเลย เอเฟซัส 2:4-6 ได้พูดไว้อย่างนั้น

เอเฟซัส 2:4-6 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงทรงให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้เมื่อเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลาย ได้รับความรอดโดยพระคุณ 6 และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

ย้ำกันให้ขึ้นใจ ด้วยข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ พระเจ้าทรงให้เราได้นั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์แล้ว ฮีบรู 13:5

ฮีบรู 13:5 “จงรักษาชีวิตของท่านให้เป็นอิสระจากการรักเงินทอง และจงพอใจในสิ่งที่ตนมี เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน”

 

พระเจ้าตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน เราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน จะอยู่กับท่านตลอดไป ตลอดเวลา ไม่ว่าท่านจะอยู่อย่างไร ในสถานการณ์เช่นใด พระเจ้าอยู่ด้วยตลอดเวลา”

ยอห์น 10:28-30 “28 เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น  แกะนั้นจะไม่พินาศเลย  ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้น  ไปจากมือของเราได้ 29 พระบิดาของเรา ผู้ประทานแกะนั้นแก่เรา ทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้น จากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้ 30 เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

นี่พระเยซูตรัสเองนะ … “ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้”   แกะนั้น   ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย “ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้นจากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้” พอใจหรือยัง รอดนิรันดร์แน่นอน เอเฟซัส 6:24 จำไว้ให้ขึ้นใจเลยว่า …

เอเฟซัส 6:24 “ขอพระคุณดำรงอยู่กับคนทั้งปวง ที่รักองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยความรักอันไม่เสื่อมสลาย”

“Grace be with all who love our Lord Jesus Christ with undying and incorruptible love.”

 

แม้เราจะเชื่อแล้ว ได้รับความรอดแล้ว วันนี้อารมณ์ไม่ดี ร่างกายไม่ค่อยสบาย อากาศไม่ค่อยดี รู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ เป็นโรคซึมเศร้า รู้สึกไม่นึกถึงพระเจ้าเลย เบื่อพระเจ้าไป ไม่รู้สึกสนใจ ไม่อยากอธิษฐาน ไม่อยากจะมาโบสถ์ด้วยซ้ำไป ความเชื่อลดลง ถอยลง แต่ในนี้บอกว่าพระเจ้าได้ให้วิญญาณของเรามีความรักในพระเยซูคริสต์ เป็นความรักชนิดที่ undying และ incorruptible ก็คือเป็นความรักที่ไม่มีวันตาย  และไม่มีวันเสื่อมสูญสลาย คือเป็นความรักที่อยู่อย่างนั้นนิรันดร์ ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร? รู้สึกอ่อนแรง ไม่มีความสนใจพระเจ้า แต่วิญญาณข้างในมีความรักในพระเยซูสุดหัวใจอยู่ หมายถึงอย่างนั้นนะ

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ คือส่วนหนึ่งของพันธสัญญาของพระเจ้า  ที่ทรงประทานให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่เป็นลูกของพระองค์ โดยความเชื่อนั้น เพื่อให้สามารถวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ  เพื่อให้มั่นใจว่าวิญญาณของผู้เชื่อทั้งหลาย ได้รับการปกป้องเรียบร้อยไปแล้ว ปัจจุบัน ร่างกายเรากลัวเชื้อไวรัส เราก็มีเฟสชิล ทั้งหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัส แต่ในทางวิญญาณเรามีวัคซีน คือพระโลหิตพระเยซูตลอดเวลาเลย ป้องกันเชื้อบาป มาแตะต้องเราไม่ได้เลย และถึงแม้ว่าตอนนี้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ได้รับความรอดแล้วก็จริง อยู่บนโลกใบนี้อยู่ ยังมีโอกาสที่จะคลุกคลีและล้มลุกคลุกคลานกับความบาปบ้าง มีอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน คือล้มลงไปในความบาปบ้าง ก็ไม่เป็นปัญหาใหญ่โตสำหรับพระเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าพระโลหิตพระเยซูคริสต์มีฤทธิ์เดชอำนาจ พร้อมเสมอที่จะลบบาปออกทันทีเลย โดนปุ๊บ ลบทันทีเลย เชื้อโรคไวรัสเข้ามา วัคซีนตัวนี้อัด จ๋อยทันทีเลย อภัยทันทีเลย มีฤทธิ์อำนาจพร้อม เขาเรียกว่าทุกครั้งที่เราล้มลงไปในความบาป ฤทธิ์อำนาจของพระเยซู พระโลหิตของพระองค์ชำระล้างทันทีเลย ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องอธิษฐานขออภัยเลย ลบไปทันที เพราะว่าฤทธิ์อำนาจนั้น ครั้งเดียวอยู่นิรันดร์พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เราเรียนรู้แล้วนะ เพียงแต่ว่าเราต้องรอคอยวันเวลาที่จะจากโลกนี้ไป ถ้าเราอยากจะไม่ทำบาปอีกเลย ง่ายนิดเดียว ก็คือวิญญาณเราออกจากร่างเมื่อไร? เมื่อนั้นแหละจบสิ้นสักที สะอาดบริสุทธิ์ เพราะว่าในโลกใหม่ และร่างใหม่ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา ไม่มีมาร ไม่มีความบาปมาล่อลวงให้เราทำบาปอีกต่อไป ฮาเลลูยา เพราะฉะนั้น รอคอยวันนั้น ที่เราอยากจะบริสุทธิ์ ไม่ทำบาปเลย  ก็รอวันที่เราจะไปโลกใหม่ ได้รับร่างกายใหม่

ทั้งหมดนี้ คือการเชื่อและวางใจเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เกินกว่าเหตุผลของมนุษย์ที่จะวิเคราะห์ และความไว้วางใจนี้ ก็จะทำให้เกิดสันติสุข ไม่ใช่ความสุขนะ เกิดสันติสุข ความสงบสุข เกิดความอดทนนานนนนน ได้ อดทนนาน ก็คือความรักของพระเจ้าที่ใส่ลงมาในวิญญาณของเรา ก็จะฉายแสงออกไปได้ ก็เพราะความคิดของมนุษย์ที่เกินกว่าจะเข้าใจในทุกสถานการณ์อย่างนี้แหละ มันก็จะสามารถอดทนรอคอยได้ รอคอยวันเวลาของพระเจ้า ไม่ว่าจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ สถานการณ์จะเป็นอย่างไร จะดีหรือร้ายตามเหตุผล ตามสายตาของเราก็ตาม เขาจะพูดว่าอย่างไรก็ตาม เรารอคอยวันเวลาของพระเจ้าได้ตามพันธสัญญาที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ คือพระองค์ทรงสัญญาว่ารออีก ถ้าอยากจะหมดทุกข์บนโลกใบนี้ รออีก รออีกนานเท่าไร? แป๊บเดี๋ยว บางคนก็บอกแป๊บ บางคนก็บอกแป๊บเดียวเอง แล้วแต่ความเชื่อมาก ก็จะสั้นๆ แป๊บเดียว มันไม่นาน

ดังนั้น ในช่วงที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราสรุปครั้งที่แล้วว่าก็ให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ สุดความคิด เกินกว่าความคิด ความเข้าใจของเรา เหมือนที่พระเยซูบอก พัก หายเหนื่อย และเป็นสุข Rest in peace. RIP นั่นเอง

เราจะมาเข้าเรื่องของวันนี้ คือการเชื่อและวางใจด้วยสิ้นสุดใจ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เกิดใหม่แล้ว ได้รับความรอดนิรันดร์แล้ว แต่ยังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ วางใจในพระเจ้าอย่างไรล่ะ? ก่อนอื่นเราต้องเรียนรู้ความจริงซะก่อน ความจริงจะทำให้เราเป็นไท พระเยซูบอก จะทำให้เราเป็นอิสระ

ความจริง คืออะไร? พระเจ้าบอกเราในโลกฝ่ายวิญญาณว่าเป็นอะไร? เราต้องรับรู้ และยอมรับเอาความจริงเหล่านี้ จากพระคัมภีร์ทั้งเล่มที่พระเจ้าบอกเรา สอนเราว่าในโลกวิญญาณเป็นเช่นไร

ยกตัวอย่างเช่น พระคัมภีร์จะบอกเสมอเลย สิ่งนี้ต้องเป็นอันดับแรก เป็นพื้นฐานแรกในการดำรงชีวิตบนโลกใบนี้ ในฐานะเป็นลูกของพระเจ้า และยังคงดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายอยู่ อันดับแรกตามพระคัมภีร์ ก็คือรู้ว่าพระคัมภีร์ทั้งเล่มบอกว่าพระเจ้าดี พระเจ้ามีแต่สิ่งที่ดี ทำแต่สิ่งที่ดี พระคัมภีร์บอกพระเจ้าสร้างแต่สิ่งที่ดี เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายที่ดี เขาเรียกว่าเป็นผู้สร้าง ผู้กำเนิดสิ่งที่ดีๆ ทั้งนั้น  เป็นพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยความรัก ความเมตตา คอยดูแลสั่งสอนและเยียวยามนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ รวมทั้งเราผู้เชื่อแล้วด้วย มนุษย์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงสร้างด้วยความรักมาอย่างดี ให้เป็นลูกของพระองค์ ที่เป็นลูกที่ดีและมีอิสรภาพในการตัดสินใจ  ไม่ใช่เป็นหุ่นยนต์ เพราะพระองค์เป็นความรักไง ถ้าสร้างเราเป็นหุ่นยนต์ เราก็กลายเป็นทาส เปล่า พระองค์ทรงสร้างเราเป็นลูก พื้นฐานตรงนี้ต้องใส่เข้าไปในจิตใจของเรา ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ต้องวางใจตรงนี้ด้วยสุดจิต สุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ เกินกว่าความเข้าใจของเรา เห็นไหมครับ ต้องเห็นพื้นฐานนี้ก่อนเลย

ดังนั้น เมื่อมนุษย์ไม่เชื่อฟัง ดื้อ ล้มลง บาดเจ็บ เป็นทุกข์ พระเจ้าผู้เป็นพ่อ ก็เป็นทุกข์ด้วย  และก็หาแนวทางที่จะรักษาแก้ไขให้กลับคืนดั่งเดิม นี่คือหัวใจผู้เป็นพ่อ ผู้ก่อสิ่งต่างๆ ที่ดีๆ ทั้งนั้น แต่ปัจจุบัน มนุษย์ยังมีอีกมากเท่าไร? ท่านลองคิดดูที่ยังอยู่ในสภาพของการเป็นทาสมารอยู่ ยังดื้อกับพระเจ้า ยังเป็นเครื่องมือของมาร ที่ทำลายล้างสรรพสิ่งที่ดีๆ ที่พระเจ้าสร้างไว้ทั้งหมด ทุกอย่าง ลองคิดดูดีๆ อีกจำนวนเท่าไร ที่กำลังดำเนินบนโลกใบนี้ แม้กระทั่งผู้ที่เชื่อแล้ว ที่เป็นคริสเตียนแล้ว  ที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้วก็เช่นกัน ก็ยังมีอีกหลายๆ มุมในชีวิตที่ยังคงดื้อ ไม่เชื่อฟังพระเจ้าที่เรียกว่าล้มลงในความบาป ไม่เชื่อฟัง หนังสือยากอบได้บอกไว้ เราทั้งหลาย ต่างก็ล้มลงในความบาป แม้ว่าเราจะได้รับการอภัยโทษแล้วก็ตาม แต่เราก็ถูกล่อลวงให้ดื้อต่อพระเจ้าของเรา ไม่มากก็น้อย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งหมดนี้ ที่เรากำลังดู เห็นว่าเป็นความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ความสับสนบนโลกใบนี้ แท้จริงแล้ว พระเจ้าได้ทำการแก้ไขรักษาเยียวยาให้มันหายเป็นปกติแล้ว ทำให้มันกลับคืนดีแล้ว โดยผ่านทางพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ที่มาตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เกือบ 2,000 ปีแล้ว กระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วทั้งหมดเลย แต่มันเห็นผลเกิดขึ้นทางโลกฝ่ายวิญญาณก่อน ย้ำอีกที สำเร็จผลหมดแล้ว แต่มันเกิดผลขึ้นทางโลกวิญญาณก่อนเลยทีเดียว ส่วนทางโลกวัตถุ มันอยู่ในขบวนการดำเนินการไปสู่ความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

โลกใบนี้จะเป็นโลกใหม่ ดังนั้น ผลมัน ก็คือรอแป๊บหนึ่งได้ไหม? ลูกเอ๋ย แป๊บหนึ่ง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ที่ลูกอยากได้ ที่มนุษย์ทุกคนคิดเห็นว่าพระเจ้าควรจะทำอย่างนี้นั้น มันจะเกิดขึ้นแน่นอน 100% รอแป๊บหนึ่ง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ก็คือวัตถุสิ่งของทุกอย่าง รวมทั้งร่างกายของมนุษย์ด้วย ที่เคยอยู่ภายใต้คำสาปแช่งของบาป ก็จะกลับคืนอย่างเดิม (ดีกว่าเดิม) ดีกว่าสมัยอาดัม เอวายังไม่ตกลงไปในความบาปอีก ดีกว่าสวนเอเดนเดิมอีก ที่พระคัมภีร์เรียกว่าร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซู เต็มไปด้วยสง่าราศี เหมือนพระองค์ และโลกใหม่ ที่เรียกว่าโลกที่มีระบบใหม่ เรียกว่าระบบของกฎแห่งพระคุณ ไม่ใช่เหมือนปัจจุบัน ปัจจุบัน คือกฎแห่งความบาป ความตาย แต่โลกใหม่นั้น เราจะอยู่ด้วยกันด้วยกฎแห่งพระคุณ ไม่ใช่กฎแห่งความบาปและความตาย เหมือนในปัจจุบัน ให้รอแป๊บหนึ่ง ต้องเอาอันนี้ใส่ใจไว้ รอแป๊บหนึ่ง ต้องวางใจในพระเจ้าตรงนี้ว่าพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว เดี๋ยวรอแป๊บหนึ่ง สำเร็จแล้ว กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น ในปัจจุบัน โลกนี้ได้เสียหายไปแล้ว เกิดวิปริต เป็นทุกข์ด้วยเหตุ เพราะความบาป และยังมีอิทธิพลต่อระบบต่างๆ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อยู่ และสร้างความเสียหาย ความทุกข์ยากลำบากให้กับมนุษยชาติบนโลกใบนี้ รวมทั้งสรรพสิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้ด้วย รวมทั้งมนุษย์ผู้ที่เป็นลูกของพระเจ้า ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว ที่อยู่บนโลกใบนี้ด้วย ยังไม่ได้หนีหายไปไหน? เรายังอยู่ตรงนี้ อยู่ในความวุ่นวาย อยู่ในความวิปริต ในความเสียหาย ความสาปแช่งบนโลกใบนี้อยู่เลย

ยกตัวอย่างเช่น เราอยู่บนโลกใบนี้ เราเจออะไร? โลกใบนี้มันเสียหายขึ้นทุกวัน มลพิษ มลภาวะ การทำลายล้างธรรมชาติ การทำลายล้างมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ เนื่องจากกิเลสตัณหาของความบาป ที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ ที่เป็นระบบของโลกใบนี้ ทำให้จิตสำนึก จิตใต้สำนึกของมนุษย์เสียหายไปหมด มันก็เกิดความเสียหายขึ้น เกิดความวุ่นวายขึ้น เราจะสังเกตได้ หายนะจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากคำสาปแช่งที่โลกได้รับอยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มต้น ตกลงไปในความบาป ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวา โรคภัยไข้เจ็บ และเชื้อโรคต่างๆ มากขึ้นทุกวันๆ ความอดยาก ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์มากขึ้นทุกวันๆ วินาศกรรมที่มนุษย์ทำขึ้นเอง ทำร้ายกัน ทำลายกัน เป็นสงคราม ก็รุนแรงมากขึ้นทุกวันๆ แล้วก็แยบยลมากขึ้นทุกวันๆ ถึงขนาดมีอาวุธเชื้อโรค อาวุธสารเคมี อาวุธปรมณูเยอะแยะ อาวุธแบบสงครามเศรษฐกิจ เอาให้มันยากจนตายไปเลย ยึดประเทศนี้ด้วยความอดยากอะไรต่างๆ เราจะเห็นอย่างนี้

สิ่งเหล่านี้ คือเชื้อของความบาปที่กำลังทำงานอยู่บนโลกใบนี้ เป็นคำสาปแช่ง ภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์มากขึ้นทุกวันๆ มนุษย์บุกป่า เผาป่า ไล่จัดการกับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เพราะความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งกัน มลพิษในอากาศมากขึ้นทุกวัน มลภาวะ มลพิษในอาหารมากขึ้นทุกๆ วัน เพราะความเห็นแก่ตัว ความโลภ ก็คือความบาปทั้งหลาย ที่มนุษย์แห่กันมาช่วยกันทำ โดยการกระตุ้นของมารซาตาน

มันต้องรับรู้ความจริงตรงนี้ เป็นพื้นฐาน นอกจากต้องรับรู้ความจริงว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่ดี มีแต่ดีๆ ผู้ที่ทำให้เกิดความหายนะ ความชั่วร้าย ที่มนุษย์กำลังทำลายธรรมชาติและสิ่งต่างๆ ทำลายซึ่งกันและกันเหล่านี้ ผู้ทำให้มันเกิดขึ้น ก็คือมารซาตานก่อเหตุอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่มนุษย์เป็นคนทำ ไม่ใช่สัตว์เป็นคนทำ ไม่ใช่ธรรมชาติเป็นคนทำ มันคือมาร ซาตาน คือเจ้าแห่งความชั่วร้าย กำเนิดของความชั่วร้าย เกิดขึ้นมาจากมัน พระเจ้าเป็นผู้กำเนิดความดีงามทั้งหมด ในตัวของพระองค์ ไม่มีความชั่วร้ายเลย มาร ก็คือความชั่วร้าย ไม่มีความดีงามอยู่ในตัวมันเลยแม้แต่นิดเดียว มันคือต้นเหตุ โดยผ่านทางระบบโลกนี้ พระคัมภีร์บอกว่าโดยผ่านทางอำนาจของความบาปและความตาย มันจัดการกับระบบของโลกใบนี้ จนเสียหาย ด้วยระบบของความบาป อำนาจของความบาปและความตายที่มนุษย์ทั้งหลายยังเป็นทาสของมันอยู่

ซึ่งถามว่าพระเจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ไหม? รู้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด รู้ดีด้วย รู้ตั้งแต่พระเจ้าเห็นมนุษย์ตกลงไปในความบาป ตั้งแต่สมัยอาดัมและเอวาแล้ว และก็เตรียมทางออก เตรียมรักษาให้เรียบร้อยแล้ว และทุกวันนี้ กำลังแก้ไขเยียวยารักษาอยู่ และพระองค์สามารถทำให้สำเร็จได้ วางใจ

ถามว่าทำให้สำเร็จด้วยอะไร? ก็ด้วยพระลักษณะของพระองค์ ทำให้สำเร็จ ด้วยความดีงาม ด้วยความเมตตา ด้วยความรัก ด้วยวิธีการของพระองค์ ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ให้รู้ไว้ว่าด้วยความดีงาม ด้วยพระลักษณะของพระองค์ คือความดี ความชอบธรรม ความอดทนนาน รอคอย ไม่อยากให้มนุษย์ทุกคนถึงความพินาศ ไม่อยากให้มนุษย์ทุกคนถึงความเสื่อมโทรม เจ็บป่วย ทุกข์ภัย ไม่ต้องการอย่างนั้นเลย สิ่งเหล่านี้ คือความจริงในพระคัมภีร์ที่เราต้องสรุปในใจของเรา และวางใจในพระเจ้าให้ได้ว่ามันเป็นเช่นนั้น ให้มันเกินกว่าเหตุผลในความคิดจิตใจของเรา

ฉะนั้น จงจำไว้ว่าพระเจ้าอยู่ข้างเรา เป็นพ่อของเรา และจะเป็นพระเจ้าของเรา เป็นพ่อของเราตลอดไป การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เมื่อเราเชื่อในพระเจ้าแล้ว ได้เกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์แล้ว วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ ก็คือจงจำไว้ว่าพระเจ้าอยู่ข้างเรา เป็นพ่อของเรา และเป็นพระเจ้า และจะเป็นพ่อและเป็นพระเจ้าของเราอย่างนี้ ตลอดนิรันดร์ เอเมน เพราะว่าเมื่อเราได้รับรู้ความจริงทั้งหมดเหล่านี้ เป็นพื้นฐานแล้ว ก็สามารถที่จะเชื่อและวางใจด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราจำเป็น พระเจ้ารู้หมดแล้วว่าชีวิตลูกจะเป็นอย่างไร? พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมทุกอย่างเท่าที่เราจำเป็น ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความยุ่งยากวุ่นวายทุกข์ลำบากอย่างนี้อยู่ พระองค์รู้แล้วว่าอะไรที่ดีที่สุด สำหรับเรา แล้วเตรียมสิ่งต่างๆ ให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว นี่คือการวางใจในพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อแล้ว เกิดใหม่แล้ว ก็น่าจะมีสามัญสำนึกที่ดี ถ้าเรารู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ถามว่ามีกี่คนที่เป็นผู้เชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า และได้อยู่ในสวรรค์นิรันดร์ มีกี่คน? ต้องตอบว่าทุกคน เพราะมาเชื่อแล้ว เกิดใหม่แล้ว ได้รับแล้ว ไม่ว่าเขาจะมีความคิด หรือใครมาบอกอะไรเขาอย่างไร? หรือด้วยความคิดสติปัญญาเขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่เขาได้รับสิ่งเหล่านี้ไปแล้วตามพระสัญญา เพราะเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า ซึ่งกระทำผ่านทางพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณ ถูกไหมครับ?

แล้วถ้าถามว่าผู้ที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว มีกี่รายที่หายจากโรค เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างอัศจรรย์ ไม่ป่วยอีกเลย บางคริสตจักรหรือบางชุมชนไม่มีเลย อย่างอัศจรรย์นะครับ ไม่ใช่อย่างค่อยๆ หายนะ พระเจ้ารักษาค่อยๆ หายมีเยอะแยะ ใช้เหตุผล ตามสามัญสำนึกของมนุษย์ แต่เอาแบบอัศจรรย์ แบบลุกขึ้นเดิน ผมเชื่อว่ามี และผมก็ผ่านมาด้วย มันมีจริงๆ แต่มันน้อยมาก ไม่ถึง 1% มั้ง หรือใครว่าเกิน นึกให้ดีๆ คิดให้ดีๆ นี่คือความจริงทั้งหมด นี่คือสามัญสำนึกของคริสเตียนทุกคน และไม่คริสเตียน ก็ควรจะมีสามัญสำนึกง่ายๆ อย่างนี้

ถามอีกว่ามีกี่คนในโลก ที่เป็นผู้เชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ที่ร่ำรวย ประสบความสำเร็จในการงานอย่างงดงามเลย พอถามอย่างนี้ปุ๊บ ไม่กล้าตอบ เพราะว่าสามัญสำนึก มันฟ้องเรา มันบอกเราว่าไม่ใช่ ถูกไหม? ผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นผู้ที่เกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้า เขาจะมีสามัญสำนึกที่ดี เพราะว่าเขามีความคิด แบบพระคริสต์ อยู่ในความคิดจิตใจของเขา ที่พระเจ้าทรงประทานให้ใหม่ เขาก็น่าจะมีการนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายใน และก็มีสามัญสำนึกของเขาเอง  ที่เป็นเหมือนพระคริสต์ว่ามันไม่ถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์ ถ้าเผื่อมีใครมาบอกว่าเชื่อแล้วจะต้องได้รับการรักษาให้หายจากโรคทุกชนิด พระเยซูสัญญาว่าอย่างนั้น พระเยซูสัญญาว่ามาเชื่อแล้วจะร่ำรวย ทำกิจการงานสำเร็จทุกอย่าง แค่ใจเย็นๆ ค่อยๆ นึกถึงคอมมอนเซนต์ของตัวเราเอง ผู้เชื่อทั้งหลาย ตอนนี้ แล้วนึกถึงพระวิญญาณที่อยู่ข้างใน ยืนยันไว้ว่านี่มันเรื่องจริง และถ้าผู้เชื่อผู้นั้น ยอมที่จะถ่อมตน ใจเย็นๆ นิ่งๆ คอยรับฟัง แล้วก็คอยเฝ้าสังเกตด้วย ไม่ใช่รับฟังแบบแป๊บหนึ่งไป ใคร่ครวญและสังเกตด้วยถ้อยคำพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ด้วยการศึกษา ด้วยการอธิษฐาน ขอความจริงจากพระเจ้าอยู่เสมอ ในการล่อลวงเรื่องใดๆ ก็ตาม ที่เป็นเรื่องง่ายๆ สามัญสำนึกของคนธรรมดา ก็ยังทราบได้ เพราะฉะนั้น ขอแค่นี้ ผมเชื่อว่าสามัญสำนึกของเขา พระเจ้าจะสามารถเข้าไปถึง และสามารถบอกเขาได้ว่ามันไม่ใช่ ลูกเอ่ย มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ มันถูกหลอก มันถูกล่อลวงไปในความโลภ หรือเรียกว่าระบบของโลกแล้ว ถูกมารหลอกแล้ว เพราะการหายโรคอย่างอัศจรรย์ การไม่ป่วยอีกเลย หรือเรียกว่าการรักษาโรค มันไม่เกิดขึ้นกับผู้เชื่อ ตามที่ผู้เชื่ออยากจะได้ หรือความร่ำรวย ความสำเร็จการงาน การเงิน มันไม่เป็นความสำเร็จตามความเชื่อของบางท่านคิดว่ามันน่าจะเป็น เพราะทั้งหมด ไม่ได้รวมอยู่ในความสำเร็จที่พระเยซูได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 ซึ่งมันไม่ได้รวมอยู่ในความสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว มันอยู่ในขบวนการการสำเร็จ การหายป่วยอย่างอัศจรรย์ มันมาแน่ มันได้แน่ แต่ยังไม่ใช่เดี๋ยวนี้ รอแป๊บหนึ่ง รอร่างกายใหม่ ร่างกายใหม่มาเมื่อไร มันไม่มีเจ็บป่วยอีกแล้ว ความสำเร็จ ทรัพย์สินเงินทองบนโลกใบนี้ ก็เช่นเดียวกัน รอแป๊บหนึ่ง เราจะร่ำรวยมหาศาลเลย แม้กระทั่งพื้นถนนเรายังเป็นทองคำเลย ทุกวันนี้แม้แต่สลึงหนึ่งยังไม่มีเลย แต่รอแป๊บหนึ่ง วันหนึ่งข้างหน้า พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ว่าเป็นสัญญา เห็นไหม? มันทำสำเร็จแล้ว มันต้องรอแป๊บหนึ่ง มันไม่ใช่สำเร็จเดี๋ยวนี้ ตรงโลกวิญญาณมันเดี๋ยวนี้เลย แต่โลกวัตถุมันรอแป๊บหนึ่ง

เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ จึงต้องมีพื้นฐานความจริงจากสิ่งเหล่านี้ก่อน เพราะความสำเร็จ ที่พระเยซูทำให้นั้น คือความสำเร็จฝ่ายวิญญาณ คือได้ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากทาสของความบาปแล้ว จากการเป็นทาสมารแล้ว จากอาณาจักรของความมืดและความตาย สำเร็จแล้วฝ่ายวิญญาณ การเป็นศัตรูกับพระเจ้าในวิญญาณของเรา ก็สำเร็จแล้ว ทำให้เราสามารถบังเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากบาปใดๆ ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นแล้วในโลกฝ่ายวิญญาณ  จบแล้ว ได้รับเรียบร้อยแล้ว ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสรภาพ จากกฎของความบาปและความตาย คือวิญญาณของเราที่เป็นบาปอยู่เดิม ให้มาอยู่ในกฎแห่งพระคุณ ได้บังเกิดใหม่ ตายต่อบาป คือวิญญาณเดิมที่เป็นบาปอยู่นั้น ได้ตายไปแล้ว  และได้บังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เป็นวิญญาณที่สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด เป็นลูกของพระเจ้า  ได้เป็นอิสระจากกฎของความบาปและความตาย ได้รับการอภัยโทษตลอดไปทั้งสิ้นเลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในโลกวิญญาณ

พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้กระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว พระเยซูประกาศว่าสำเร็จแล้วๆ (ในโลกวิญญาณก่อนนะ) ส่วนในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ รอก่อน รอให้โลกถูกตัดสินอีกครั้งหนึ่ง จบอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่พระองค์กลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตอนที่พระองค์ทรงประกาศว่าสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน เมื่อประมาณเกือบๆ 2,000 ปีที่แล้ว ผมจะให้ท่านดูนะว่าพระองค์ประกาศในเรื่องโลกวิญญาณอย่างไร? มันเกี่ยวข้องเฉพาะโลกวิญญาณอย่างไร? ขณะที่ประกาศตอนนั้น ชาวยิวอยู่ใต้การปกครองของโรมันอยู่ บอกว่าเป็นอิสระแล้ว สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านทราบไหม ชาวยิวคือลูกกลุ่มแรก ที่พระเจ้าเลือกไว้แล้ว เราผู้ไม่ใช่ยิว คือต่างชาติ เป็นลูกที่พระองค์ทรงรับไว้เป็นกลุ่มที่ 2

กลุ่มแรกพระองค์ทรงเหมือนกับว่าจะรักมากกว่า แต่จริงๆ เท่ากันนั่นแหละ แต่เลือกไว้ก่อนแล้ว พระองค์ทรงรักมาก แล้วคิดดูสิ เป็นอิสระแล้ว แต่ยังเป็นทาสของโรมัน ยังเป็นทาสต่อมาเรื่อยๆ จนเกือบปัจจุบัน พันกว่าปีนั้น เป็นทาสเขามาตลอด ไม่ใช่เป็นทาสธรรมดา จากทาสโรมัน เสร็จแล้ว หนักกว่าการเป็นทาส คือชาติล่มสลายไปเลย หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของโลกนี้เลย ไม่มีประเทศอิสราเอลอีกต่อไป  ท่านคิดดูสิ แตกกระจายไปทุกหนทุกแห่ง ชาวยิวไม่มีประเทศ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงจะมารวมกันเป็นประเทศในปี ค.ศ.1948 ถึงจะมารวมกันได้ เป็นประเทศ คิดดูสิ แล้วพระเยซูประกาศบอกชนชาติเป็นอิสระแล้ว  ชนชาติของพระองค์ ก็คือชาวยิว แล้วมันคืออะไร? มันคือโลกวิญญาณก่อน มันไม่ได้เกี่ยวกันกับโลกวัตถุเลย พระองค์มา เพื่อสร้างอาณาจักรของพระองค์ให้ยิ่งใหญ่ อาณาจักรนั้น คือสวรรค์ โลกวิญญาณที่มาตั้งอยู่ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว

แล้วยังไม่แค่นั้นชาติล่มสลายแล้ว ผู้คนของยิวถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก อดอยากอย่างมาก ไหนล่ะพระเยซูบอกให้ร่ำรวยไง แล้วถามว่าคนยิวเหล่านี้ มีคนที่เชื่อพระเยซูไหม? มี เยอะแล้ว หมายถึงเยอะมา เมื่อเทียบกันกับตอนที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่ และพยายามประกาศข่าวประเสริฐ ถูกต่อต้าน หลังๆ สาวกไปประกาศ มีผู้ที่เป็นยิวมาเชื่ออีกเยอะ แล้วเขาอดอยากไหม? อดอยาก ไม่ใช่จนธรรมดา ยากไร้ เป็นพันๆ ปี ท่านลองคิดดูสิว่ามันจริงหรือไม่จริงตามข้อพระคัมภีร์ที่ได้พูดไว้

เพราะฉะนั้น มาถึงหัวข้อในวันนี้ ตะกี้นี้ที่พูดมาทั้งหมด ควรจะเป็นพื้นฐานของเราในความจริง ในการเรียนรู้จักการวางใจในพระเจ้าในหัวข้อนี้ คือการวางใจในพระเจ้า ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นข้อที่ 2 ของซีรี่ย์นี้

คือในเรื่องของการกิน การอยู่ และความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เรา ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้า เป็นคริสเตียนแล้ว เราควรจะมีทัศนคติ และวางใจในพระเจ้าในเรื่องของการกิน การอยู่ และความร่ำรวย ทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้ ความสำเร็จในการงานบนโลกใบนี้อย่างไร?

วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องนี้กัน เราจะเริ่มต้นด้วยข้อพระคัมภีร์นี้ เห็นชัดเจนเลย ดูคอนเชปนะว่าพระเยซูเอง อัครสาวกเอง ได้สอนเรา ได้บอกตัวอย่างให้ว่าเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?  ในมุมมองของการร่ำรวย ความสำเร็จ เงินทองของโลกใบนี้ อยู่กินอย่างไรบนโลกใบนี้ เอาพระเยซูก่อนแล้วกัน พระเยซูให้เรามีมุมมองอย่างไร ในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ว่าจะกิน จะอยู่ จะทำอย่างไรในโลกใบนี้ ดูนะว่าพระองค์มีแนวทางอย่างไร? มัทธิว 6:25-34

มัทธิว 6:25-34 “25 เพราะฉะนั้น เราบอกท่านว่าอย่าวิตกกังวล เกี่ยวกับชีวิตของท่านว่าจะเอาอะไรกิน หรือเอาอะไรดื่ม หรือพะวงเกี่ยวกับร่างกายของท่านว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ 26 จงดูนกในอากาศ มันไม่ได้หว่าน หรือเก็บเกี่ยว หรือสะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงเลี้ยงดูหมู่นก ท่านไม่ล้ำค่ายิ่งกว่านกเหล่านั้นหรือ 27 ใครบ้างในพวกท่านที่กังวล แล้วต่ออายุตัวเองให้ยืนยาวออกไป อีกสักชั่วโมงหนึ่งได้ 28 “แล้วทำไมท่านจึงกังวลเรื่องเครื่องนุ่งห่ม  จงดูว่าดอกไม้ในท้องทุ่งงอกงามขึ้นอย่างไร มันไม่ได้ลงแรงหรือปั่นด้าย 29 กระนั้น เราบอกท่านว่าแม้แต่กษัตริย์โซโลมอน เมื่อทรงบริบูรณ์ด้วยความโอ่อ่าตระการ ก็ยังไม่ได้ทรงเครื่องงามสง่า เท่าดอกไม้เหล่านี้สักดอกหนึ่ง 30 ในเมื่อพระเจ้าทรงตกแต่งต้นหญ้าในท้องทุ่งถึงเพียงนั้น ต้นหญ้าซึ่งอยู่ที่นี่ วันนี้และพรุ่งนี้ ก็จะถูกโยนลงในไฟ โอ ท่านผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหรือ 31 ฉะนั้น อย่ากังวลว่า ‘เราจะเอาอะไรกิน’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรดื่ม’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรนุ่งห่ม’ 32 เพราะคนที่ไม่มีพระเจ้า ขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ และพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ 33 แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย 34 เพราะฉะนั้น อย่าวิตกกังวล เกี่ยวกับพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ ก็จะมีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้เอง แต่ละวัน ก็มีความเดือดร้อนของมัน พออยู่แล้ว”

 

“จงดูว่าดอกไม้ในท้องทุ่งงอกงามขึ้นอย่างไร? มันไม่ได้ลงแรง มันไม่ได้ปั่นด้าย กระนั้น เราบอกท่านว่าแม้กษัตริย์ซาโลมอน เมื่อทรงบริบูรณ์ด้วยความโอ่อ่าตระการ ก็ยังไม่ได้ทรงเครื่องงามสง่าเท่าดอกไม้นี้ ดอกหนึ่งเลย”

พระเยซูกำลังเทียบให้ดูว่ากษัตริย์ซาโลมอนเขาเรียกว่ายิ่งใหญ่ เป็นมหาอำนาจตอนนั้น รวยมากที่สุดในโลก ฉลองพระองค์คงจะเลิศมาก สวยงามมาก อาจจะมีเพชรเยอะแยะเลย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด แล้วพระองค์เทียบกับอะไร? เทียบกับดอกหญ้า รู้ไหม? สวยขนาดนั้น ยังสู้ดอกหญ้านี้ไม่ได้เลย ดอกหญ้านี้ พระเจ้าเป็นผู้สร้าง สีสันสวยงาม ยังสู้ดอกหญ้าไม่ได้เลย  ดอกหญ้านี้กระจอกมากแล้วนะ ยังสู้ดอกกุหลาบไม่ได้ ดอกมะลิไม่ได้ นี่ดอกหญ้า

แล้วพระองค์ก็เอาดอกหญ้านั้น ที่บอกสวยกว่าซาโลมอนมาเทียบกับเราว่าสิ่งที่พระองค์ตกแต่งให้กับเรานั้น มากกว่าดอกหญ้านั้นขนาดไหน? ขนาดหญ้านั้น สมมติว่ามากกว่ากษัตริย์ซาโลมอน 100 เท่า เรามากกว่าหญ้าอีกประมาณ 100,000 เท่า เพราะฉะนั้น เรามากกว่าซาโลมอนนับไม่ถ้วน

ถามว่าตกแต่งนี้คืออะไร? ก็คือความสง่างาม ในร่างกายของเรา ในอนาคต ร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ ที่เราจะสวมร่างกายทิพย์นี้ มันเป็นร่างกายที่ไม่รู้จะไปเปรียบเทียบกับอะไร? เพราะว่าในพระคัมภีร์บอกเป็นร่างกายที่เต็มด้วยสง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์ เราไม่ต้องใส่เสื้อผ้าอีกต่อไปแล้ว เราจะสวมพระสิริของพระเจ้าตรงนี้ เป็นอาภรณ์ของเรา พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เราจะไม่ต้องเปลือยกาย เราจะได้รับร่างกายใหม่ สวมให้เราสว่างสดใส เทียบไม่ติดเลยกับโลกใบนี้ เราอยากได้อะไร เอาข้อความเหล่านี้ไปค่อยๆ คิด ค่อยๆ ดู

และในนี้บอกว่าอย่ากังวลว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่ม เพราะว่าคนไม่รู้จักพระเจ้า มนุษย์ทั่วไป ก็แสวงหาอย่างนี้ เพราะถูกระบบของโลกใบนี้ ทำให้เกิดความกลัว จะมาสะสมไว้ๆ จริงๆ มันไม่ใช่แค่กินอยู่อย่างเดียว มันกลัวไงครับ เพราะกลัว เลยสะสมใหญ่เลย มากขึ้นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะกลัวจะไม่มีกิน ก็เลย พยายามสะสมให้มันเยอะๆ แต่ท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ท่านไม่ควรจะกลัว เพราะในนี้บอกว่าเพราะพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ พระบิดาของท่าน ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งใดบ้าง พระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ ทรงทราบแล้วว่าเราจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีพระเจ้า เขาไม่มีจำเป็น ก็ทำให้เกินจำเป็น สะสมไว้ เพราะกลัว แต่ถ้าเรามีพระเจ้า เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราไม่ต้องสะสม เพราะพระเจ้ารู้ล่วงหน้าแล้วว่าเราจำเป็น และจำเป็นแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน จำเป็นที่อเมริกาก็เป็นจำเป็นอีกแบบหนึ่ง ต้องมีเสื้อหนาว จำเป็นในกรุงเทพ ก็ต้องมีเสื้อใส่ฤดูร้อน คนอยู่แอฟาริกา ก็จำเป็นอีกแบบหนึ่ง ผู้เชื่อที่อยู่ในเกาะนิวกีนีก็จำเป็นอีกแบบหนึ่ง จำเป็นแต่ละคนไม่เหมือนกัน จำเป็นในผู้เชื่อที่อยู่ในกรุงเทพ มีอยู่หมื่นคน แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แต่ว่าพระบิดาทรงทราบแล้วว่าแต่ละคนนั้นจำเป็นอะไรบ้างในชีวิตของเขา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกังวล

นี่คือคอนเชปในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ  สุดความคิด ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติเงินทอง การทำมาหากินบนโลกใบนี้

แล้วพระองค์ยังบอกว่าอย่างไร? ให้เราแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน อาณาจักรของพระเจ้าคืออะไร? ก็คือสวรรค์ ให้เราไปรู้ว่าสวรรค์เป็นอย่างไร? แล้วรู้จักความชอบธรรม คือให้รู้ว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว พอรู้แค่นี้แล้ว มันพอใจแล้ว วันทั้งวันก็ชื่นชมยินดีในร่างกายใหม่ที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้ ขอบคุณพระเจ้า ที่เราเป็นลูกของพระเจ้า  มันเป็นอย่างนี้ เพราะถ้าเกิดเราตกหลุมลงไปในการถูกล่อลวง ในเรื่องของการกิน การอยู่ ในความกลัวเหล่านี้ มันจะเกิดเป็นความวิตกกังวล เกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ แล้วก็เดือดร้อนมากขึ้นกว่าที่มันควรจะเป็น อยู่บนโลกใบนี้มันก็แย่อยู่แล้ว เพราะระบบของโลกใบนี้ มันเสียหาย มันต่อต้านกับเรา แล้วเรายังไปไม่เชื่อพระเจ้า ในลักษณะอย่างนี้ เราก็เพิ่มพูนความทุกข์ยากลำบากเข้าไปมากขึ้น เพราะฉะนั้น เราควรจะทำอย่างไร? เราควรจะวางใจในพระเจ้า ด้วยสิ้นสุดใจ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจในลักษณะอย่างนี้

แล้วในพระคัมภีร์ได้บอกถึงวิธีแนวทางในทางปฏิบัติ คราวนี้เป็นตัวอย่าง จากชายท่านหนึ่ง  ผู้รับใช้คนหนึ่ง ที่เป็นตัวอย่างที่ดีเลย เพราะเขาได้มีความเชื่อ และเขาได้แสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์เสียก่อน คอยจนกระทั่งเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้ว  และเขามีชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดี ถึงขนาดเขาบอกว่าเขาไม่ได้อวดตัวนะ พระเจ้าได้เคยพาเขาเข้าไปอยู่ในสวรรค์ เข้าไปมีประสบการณ์ในสวรรค์จริงๆ เลย จะไปด้วยร่างกาย หรือไปด้วยวิญญาณ เขาไม่บอก เขาไม่อยากจะพูด เพราะว่าจะเป็นการอวดตัวมากเกินไป  แต่เขาเข้าไปในสวรรค์ ได้เห็นในนั้นแล้ว เพราะฉะนั้น เขาออกมาจากตรงนั้น มาอยู่บนโลกใบนี้ ดำเนินชีวิตในการรับใช้พระเจ้าต่อไป เขาจึงมีการดำเนินชีวิตในลักษณะอย่างนี้ สมควรไหมที่เราจะเอาเป็นแบบอย่าง สมควรไหมที่เราควรจะเชื่อเขา  มีใครบ้างบนโลกใบนี้ที่ไปสวรรค์มาแล้ว สวรรค์จริงๆ นะ สวรรค์ชั้นที่ 3 ก็คือในโลกวิญญาณ เขาผู้นี้ก็คืออัครทูตเปาโล แล้วเปาโลยังบอกเลยว่าให้เราฝึกตามอย่างที่อาจารย์เปาโลแนะนำไว้  เพราะเขารู้ว่าเป็นอย่างไร? มีความสุข มีสันติสุข ไม่ถูกหลอก มันเป็นอย่างนี้ ให้เชื่อและทำตามผม (เปาโล) เลยนะ ฟีลิปปี 4:9 บันทึกไว้

ฟีลิปปี 4:9 “ทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ ได้รับ ได้ยินจากข้าพเจ้า หรือได้เห็นจากข้าพเจ้า จงนำไปปฏิบัติ และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะสถิตกับท่าน”

 

ท่านมีความมั่นใจถึงขนาดนี้เลยว่า …

“ทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ ได้รับ ได้ยินจากข้าพเจ้า หรือได้เห็นจากข้าพเจ้า จงนำไปปฏิบัติ แล้วท่านจะมีสันติสุข”

สันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวาย สับสน ทุกข์ยากลำบาก ท่านจะเต็มไปด้วยสันติสุข  นี่ไง ทุกคนก็คิด อยากปฏิบัติตาม แล้วมันเป็นอย่างไร? อ้าว! ไม่ต้องห่วง เปาโลไม่ได้พูดแค่นี้ เปาโลบอกต่อเลยว่า …

“นี่ทำตามผมแบบนี้นะ”

นี่คือหนึ่งในจำนวนนั้น แต่จริงๆ หลายฉบับที่เปาโลได้เขียนไว้ ก็ลักษณะอย่างนี้ ฝึกฝนตามการกระทำของเปาโล

ฟีลิปปี 4:10-13 “10 ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้ายิ่งนัก เนื่องจากในที่สุดพวกท่านก็กลับมาห่วงใยข้าพเจ้าอีกครั้ง อันที่จริง ท่านห่วงใยข้าพเจ้ามาตลอด แต่ไม่มีโอกาสที่จะแสดงออก 11 ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะกำลังขัดสน เพราะข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร 12 ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะพอใจกับสิ่งที่ตนมี ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอิ่มหนำหรือหิวโหย มั่งมีหรือขัดสน 13 ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า

 

เปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้ เพื่อไปคุยกับผู้เชื่อชาวฟีลิปปี ผู้เชื่อทั้งหลาย ก็สามารถเรียนรู้จากตรงนี้ได้ด้วย

ข้อ 11 บอก … “ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะกำลังขัดสน”

ไม่ใช่พูดขอบคุณ เขาเอาเงินมาช่วยเรา แล้วเราพูด เพื่อเขาจะได้เอามาให้อีก เปล่า ไม่ได้ เพราะขัดสน จึงจำเป็นต้องพูด เพื่อจะได้เงิน ไม่ใช่

เปาโลบอกว่า … “เพราะว่าข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่ว่าสถานภาพจะเป็นเช่นไรก็ตาม”

“สภาพเป็นเช่นไร” ก็หมายถึงจะยากจน หรือจะร่ำรวย ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ข้าพเจ้ารู้ว่ายามขาดแคลนเป็นอย่างไร? และรู้ว่ายามมีเหลือเฟือเป็นอย่างไร? ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับ

ใครอยากรู้จักเคล็ดลับนี้บ้าง? เคล็ดลับในการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั่นเอง

          “ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะพอใจในสิ่งที่ตนมี ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอิ่มหนำ หรือหิวโหย มั่งมี หรือขัดสน ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า”

          ตรงนี้ในภาษาเดิม “ในทุกสิ่งนี้” แปลว่า “ข้าพเจ้าเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้ โดยพระองค์ ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้ ไม่ว่าจะร่ำรวย หรือยากจน ก็ตาม ขัดสน หรือมั่งมีก็ตาม ข้าพเจ้าเผชิญกับทุกสถานการณ์เหล่านี้ได้ โดยพระเยซูคริสต์ผู้ทรงประทานกำลังให้กับข้าพเจ้า ในแต่ละวัน เพราะว่าพระเยซูคริสต์ เป็นชีวิตของข้าพเจ้านั่นเอง เอเมน”

นี่คือเคล็ดลับ “ข้าพเจ้าเผชิญทุกสถานการณ์ได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้อยู่ข้างในของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้ามีสันติสุข และสามารถวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจได้ว่าพระเจ้าทรงเตรียมสิ่งที่ข้าพเจ้าจำเป็น (ถ้ามีแค่นี้ ข้าพเจ้าก็จำเป็นแค่นี้) แต่วันหนึ่งข้างหน้า ในสถานการณ์นั้น พระเจ้าบอกว่าจำเป็นต้องมากกว่านี้ ก็จะให้มามากกว่านี้ เพื่อข้าพเจ้าจะได้สามารถผ่านสถานการณ์เหล่านั้นไปได้ เอเมน”

ฟีลิปปี 4:14 “กระนั้น ก็เป็นความกรุณาของท่าน ที่ได้แบ่งปันให้ ในยามที่ข้าพเจ้าเดือดร้อน”

 

อัครทูตเปาโล ผู้มีความเชื่อมหาศาล ผู้เอามือวางบนผ้าเช็ดหน้า แล้วคนเอาผ้าเช็ดหน้าไปวางคนป่วย คนป่วยหายโรค ผู้ที่บอกว่าพระเยซูคริสต์ร่ำรวยมหาศาล อะไรหรือที่ทำให้เปาโลผู้นี้เดือดร้อน เปาโลที่พูดว่าร่ำรวยมหาศาลในพระเยซูคริสต์ ก็ในโลกวิญญาณ อย่าเข้าใจผิด ในเรื่องโลกวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องวัตถุสิ่งของในโลกใบนี้

“ก็เป็นความกรุณาของท่านที่ได้แบ่งปัน” เปาโลต้องได้รับการแบ่งปัน จากผู้เชื่อใหม่ แบ่งปัน เพราะว่าเขาขาดแคลนหรือเดือดร้อน รับใช้พระเจ้าไปด้วย ต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ และชาวฟีลิปปีเหล่านี้ สนับสนุนงานรับใช้ของเปาโล

ผมอยากให้ท่านข้ามไป เน้นที่ข้อ 16

ฟีลิปปี 4:16 “แม้เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเมืองเธสะโลนิกา ท่านก็ยังส่งความช่วยเหลือมาให้ข้าพเจ้า ในยามขัดสน ครั้งแล้วครั้งเล่า”

 

“ท่านมาช่วยเหลือข้าพเจ้าในยามขัดสน” ไม่ใช่ครั้งเดียว  ครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงว่าขัดสนบ่อยๆ

ฟีลิปปี 4:17 “ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าอยากได้ของกำนัล  แต่ข้าพเจ้าอยากให้ตัวเลขในบัญชีของท่านเพิ่มขึ้น”

 

อันนี้แถมให้ว่าไม่ใช่ข้าพเจ้าอยากได้ของของท่านหรอก แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าถ้าท่านแบ่งปันอย่างนี้ น้ำท่านจะไม่แห้ง เพราะท่านจะได้รับกลับเข้ามาตามความจำเป็น เพราะท่านทำให้ตัวเองจำเป็น เพราะว่าท่านได้ให้ออกไป ท่านก็จำเป็นให้ออกไปอีก แล้วพระเจ้ารู้ว่าท่านจำเป็นจะต้องให้ พระเจ้าก็จะประทานสิ่งที่จำเป็น ตะกี้นี้บอกแล้ว พระเจ้าประทานสิ่งที่เราจำเป็น ถ้าเราไม่ให้ออกไป เรามีอยู่แล้ว พระเจ้าบอกไม่จำเป็นมีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเอาไป ถ้าเราให้ออกไป พอเราขาดปุ๊บ พระเจ้าบอกเขาจำเป็น เราจะต้องใส่เข้าไปใช่ไหมครับ? มันเป็นอย่างนั้น นี่คือเคล็ดลับ

ฟีลิปปี 4:19 “และพระเจ้าของข้าพเจ้า จะประทานสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างแก่ท่าน จากความมั่งคั่งอันเลอเลิศของพระองค์ ในพระเยซูคริสต์”

 

เห็นไหมครับ? … “และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งที่จำเป็นทุกอย่างแก่ท่าน เพราะท่านได้ให้ออกไป”

พระเจ้าจะประทานสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินเงินทองต่างๆ ที่ท่านให้ไป อะไรไม่รู้ อาจจะเป็นเวลา รวมความแล้ว ท่านให้ออกไป ท่านก็จะพร่องใช่ไหม? ไม่พร่องหรอก พระเจ้าจะไปเติมให้ท่าน เพราะท่านจำเป็นแล้ว และทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านจำเป็นอยู่ อย่างอื่นด้วยที่ท่านจำเป็น เติมให้เต็ม เพราะว่าตามที่ท่านขาดอยู่ จำเป็นอยู่ ไม่ใช่ให้เหลือเฟือ ให้จากความมั่งคั่งอันเลอเลิศของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ จากความร่ำรวยอันมั่งคั่งของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ หมายถึงในโลกฝ่ายวิญญาณ ความมั่งคั่งของพระเยซูคริสต์ ก็คือความยิ่งใหญ่แห่งพระเยซูคริสต์ ในอาณาจักรสวรรค์ ในโลกวิญญาณ พระเยซูอยู่บนโลกใบนี้ แทบจะไม่มีที่ซุกหัวนอน จากโลกนี้ไป เขาเอาฉลองพระองค์มา เกือบเปลือยกาย เอามาจับฉลากแบ่งกัน จนมากเลย บนโลกใบนี้ แต่พระองค์ทรงร่ำรวยในโลกฝ่ายวิญญาณ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน และเราทั้งหลาย วิญญาณเราก็นั่งอยู่ที่นั่นกับพระองค์ด้วย ร่ำรวยมหาศาล รอก่อนแป๊บหนึ่ง มันเกี่ยวกับโลกวิญญาณ อย่ามาอ้างเป็นโลกวัตถุ แล้วก็ใส่ใหญ่เลย เรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเยซูคริสต์ร่ำรวยมหาศาล เพราะฉะนั้น เราต้องร่ำรวยด้วย ยังไม่ถึงเวลานั้น ใจเย็นๆ ก่อน อยู่บนโลกใบนี้ มันต้องเป็นไปตามนี้ ดำเนินตามผู้ที่ถูกพาเข้าไปอยู่ในสวรรค์ เห็นประสบการณ์ที่นั่นมาแล้ว คืออัครสาวกเปาโล ทำตามเขาดีกว่า ถูกไหมครับ?

เพราะฉะนั้นชีวิตมันอยู่แค่เพียงความจำเป็น คือความพอเพียงในสิ่งที่เรามีอยู่ มีอยู่แค่ไหน ก็แฮปปี้อยู่ตรงนั้น นี่คือเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของคริสเตียนทุกคน

มีครอบครัวหนึ่งเขาก็ทานอาหารกันอยู่บนโต๊ะ เด็กอายุ 4 ขวบ

แม่ก็ถามว่า … “หนูชอบกินผลไม้อะไร?”

เด็กก็ตอบว่า … “ชอบมะละกอ”

ก็ถามต่ออีกว่า … “แล้วรู้ไหมแม่ชอบอะไร?”

“แม่ชอบส้ม”

“แล้วรู้ไหมว่าพี่ชายชอบอะไร?”

“พี่ชายชอบกล้วย”

“แล้วหนูรู้ไหมคุณพ่อชอบทานอะไร?”

“คุณพ่อชอบทานผลไม้จากต่างประเทศ ที่เราไม่มี”

ก็มีความทุกข์สิ สิ่งที่มีแล้วไม่เอา จะหาแต่สิ่งที่ไม่มี นั่นแหละคือนิทานง่ายๆ ชัดๆ ที่บ่งบอกถึงว่าถ้าเราไม่รู้จักพอ ชีวิตเราจะเป็นทุกข์ ทั้งๆ ที่น่าจะมีความสุขกับสิ่งต่างๆ ที่มองเห็นอยู่ตรงนี้แล้ว รอบข้างเรา ที่มันจำเป็น ที่พระเจ้ารู้ และไม่เคยขาด  เพราะพระองค์ทรงสัญญาไว้อย่างนั้น

ถ้าถามตัวผมเองส่วนตัว ผมเชื่อไหมว่าพระเจ้าสามารถประทานความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง ทรัพย์สมบัติให้กับผู้เชื่อ ตามที่พระองค์ต้องการ ทำได้ เพราะทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น เงินทองทั้งหมดเป็นของพระองค์ ความมั่งคั่งเป็นของพระองค์ เกียรติเป็นของพระองค์ พระองค์จะให้ผู้ใด พระองค์ก็ให้ผู้นั้นได้ แต่ไม่ได้อยู่ในคำสัญญา เข้าใจไหมครับ? มันอยู่ในวาระพิเศษว่าพระองค์เห็นว่ามันจำเป็นไหม? เข้าใจใช่ไหมครับ? ถ้ามันไม่จำเป็น ก็ไม่ได้ เราไม่จำเป็น เราก็พยายามบีบเค้น พอบีบเค้นหนักๆ ความโลภของเราก็เลยคิดว่าเอาล่ะ ตามเหตุผลมนุษย์ มันควรจะเป็นอย่างนั้น การเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งร่ำรวย ถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากกว่า จะได้เอาเงินไปประกาศอะไรต่างๆ เราคิดเองทั้งหมด แล้วเราก็ถูกล่อลวงให้หลง ด้วยความโลภของเรา ในทรัพย์สินเงินทอง ในวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้ และเข้าสู่ระบบของโลกใบนี่ ซึ่งเป็นของมารอยู่ ก็ซวยสิ ก็บาดเจ็บ นี่แหละคือความจริง 1 ทิโมธี 6:6-10 จะบอกถึงว่าเวลาเราถูกล่อลวงไปด้วยความโลภต่างๆ เหล่านี้ ในทรัพย์สินเงินทอง มันไม่ใช่เงินทองอย่างเดียว หมายถึงทรัพย์สิน ระบบความคิดของโลกใบนี้ ที่เราคิดว่ามันอย่างนี้ ควรจะเป็น มาเชื่อพระเจ้าแล้ว มันควรจะถวายเกียรติพระเจ้าสิ ถวายเกียรติพระเจ้าด้วยวิธีอะไร?

นอกจากจะมีความประพฤติที่ดี ถูกต้องแล้ว ต้องร่ำรวย ต้องแข็งแรงอย่างนี้ คุณป่วย คุณจะถวายเกียรติพระเจ้าได้อย่างไร? ถ้าคุณไม่ร่ำรวย คุณจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างไร? ฟังดูแล้ว เหมือนมันมีเหตุผล แต่มันไม่ใช่คำสัญญา พระเจ้านำพาคริสตจักรของพระองค์จากคนที่ไม่ร่ำรวยทั้งนั้น  เปาโลเป็นตัวอย่างชัดเจน และเปาโลผู้ที่ไปสวรรค์มาแล้ว แล้วก็สอนเราว่าให้ทำตามเขา เขาบอกว่าอย่างนี้ให้ทำตามเขา แล้วท่านจะเชื่อไหมล่ะ ท่านจะเชื่อคนอื่นเยอะแยะ นักเทศน์เยอะแยะไป ที่พยายามเอาความโลภเป็นที่ตั้ง แล้วก็มาสอนอย่างนั้น กับเปาโลที่เคยไปสวรรค์มาแล้ว ที่เคยทำอัศจรรย์ใหญ่      ที่พระเจ้าทำผ่านทางชีวิตของเขา     เป็นผู้บอกว่าให้ทำตามเขาอย่างนี้     แล้วเขามีคอนเชปในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างไร? คือพอเพียงๆ แล้วแต่พระเจ้าจะให้ บางครั้งก็มี บางครั้งก็ไม่มี พร้อมเสมอที่จะไม่มี …

1 ทิโมธี 6:6-10  “6 แต่ทางพระเจ้าพร้อมด้วยความพอใจในสิ่งที่ตนมี ย่อมเป็นกำไรงาม 7 เพราะเราเข้ามาในโลกตัวเปล่า เมื่อออกจากโลก ก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ 8 แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจกับสิ่งเหล่านั้น 9 คนที่อยากรวย ก็ตกหล่มเย้ายวนให้ทำบาป ติดกับและตกในความปรารถนาต่างๆ อันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ 10 เพราะการรักเงิน เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง เพราะเห็นแก่เงินนี่แหละ บางคนจึงเตลิดจากความเชื่อ และทำให้ตัวเองต้องปวดร้าว ด้วยความทุกข์โศกนานา”

 

แต่ทางพระเจ้า คือทางเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นผู้เชื่อ พร้อมกับความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เป็นกำไรงามในชีวิต น่าจะมีสันติสุขในชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยความชื่นชมยินดีได้ตลอด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

ข้อ 9 บอกว่าคนที่อยากรวย ก็ตกหล่มเย้ายวนให้ทำบาป ติดกับและตกในความปรารถนาอันโง่เขลาและอันตราย ซึ่งดึงมนุษย์ดิ่งลงในห้วงแห่งความพินาศย่อยยับ เพราะการรักเงิน เป็นรากเหง้าของความชั่วทั้งปวง

การรักเงิน ก็คือการรักทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้  ไม่ได้หมายถึงการมีนะ ถ้าท่านมี เพราะพระเจ้าให้ เพราะเห็นว่าท่านจำเป็น ก็ว่ากันไป ไม่เป็นไร ไม่ใช่เงิน เป็นตัวรากเหง้า แต่การรักเงิน การอยากจะมีด้วยตัวเอง คือบางคนถูกล่อลวงด้วยมาร จนตามืดบอด ความโลภก็เข้ามาสิง ก็ใช้นามของพระเยซูคริสต์ อ้างทางของพระเจ้า เพื่อหวังทรัพย์สมบัติ จะหวังไปทำอะไรก็ตาม บางคนก็นึกหวัง เพื่อเอามาทำงานส่วนรวม แต่มันก็คือความหวังที่ผิด ก็คือความโลภ ต่อให้เราหวัง จะเอามาสร้างโบสถ์ก็ตาม มันก็คือผิด ผิดก็คือผิด แล้วเดี๋ยวมันก็จะมาซึ่งความโศกเศร้า เสียใจ และความล้มเหลวในที่สุด มันหนีไม่พ้นหรอก เพราะมันเข้าไปผิดทางแล้ว เดี๋ยวมันก็ไปสู่ความโลภมาสู่ส่วนตัว พอมาสู่ส่วนตัว ก็จะเริ่มอ้าง เพราะว่าความคิดแบบโลก แบบมนุษย์คิดว่ามีเงิน ถึงจะถวายเกียรติแด่พระเจ้า ก็เลยเอาล่ะมีเงิน ทั้งๆ ที่รู้ว่าการถวายสิบลด มันไม่ได้จำเป็น เพราะเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราไม่ได้อยู่ในกฎระเบียบของชาวยิวอีกต่อไป ไม่ต้องมีคำว่าต้องถวายสิบลด ทั้งๆ ที่เรารู้ เราก็บอกว่า … “ต้องถวายสิบลด”

เพราะเรากลัวว่าทรัพย์สินของโบสถ์จะน้อยลง นี่ส่วนรวมนะ แต่บางคนกลัวกว่านั้น กลัวว่าเงินเดือนของเราเองจะน้อยลง ไม่มีใครมาสนับสนุนเงินเรา แบบเดียวกับที่เปาโลพูด ขัดสนนั่นนะ เรากลัวความขัดสน เราก็เลยอ้าง ขู่ ให้ผู้เชื่อทั้งหลายว่าได้เงินเท่าไรต้องถวายสิบลด? นี่พูดถึงบางคนที่รู้นะ ไม่รู้ ก็แล้วไป ไม่รู้ก็ควรจะรู้แล้ว เดี๋ยวนี้ว่าไม่ใช่ ในพระคัมภีร์ไม่ถูกต้องอย่างนั้น  ถ้าเราเชื่อและวางใจในพระเจ้า ด้วยความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ค่อยๆ ยอมรับและคิดตาม มันจะเห็นความจริงเองว่ามันไม่ใช่ พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่าให้ถวายด้วยใจชื่นชมยินดี ที่เตรียมไว้ในใจ ไม่ใช่ด้วยฝืนใจ ตามสบายใจ เป็นอิสระแล้ว จะให้เท่าไรก็ว่ากันไป ให้ก็ดี อะไรก็ตามเหล่านั้น นี่เห็นไหมครับ ชัดเจนเลย

บางคนหนักกว่านั้น สอนให้ผู้เชื่อหว่านลงไปเลย แล้วเรียกร้องกลับคืนมา ให้ไปหนึ่ง จะได้กลับมาสามสิบบ้าง หกสิบบ้าง ร้อยหนึ่งบ้าง ยิ่งประเทศทางตะวันตก ยิ่งเยอะเลย ถามว่าทำไมมีเยอะ เพราะว่าทางตะวันตก ความฝันของเขา คือความร่ำรวย  ทุกคนต้องมีบ้าน มีรถ ตะวันตกออกไปทางระบบวัตถุมากกว่าทางเอเซียเยอะ เดี๋ยวนี้มันก็แพร่มาสู่ทางเอเชียมากขึ้นเหมือนกัน คือชีวิตมุ่งหวังเอาความสำเร็จทางด้านวัตถุมากกว่า แล้วคิดว่าให้ออกไป แล้วจะได้รับกลับมา ทุกคนก็แห่กันไป ใครๆ ก็อยากรวย คริสเตียนก็อยากรวย มันเรื่องธรรมดา เพราะมันเป็นระบบของโลกใบนี้  แต่ถ้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ตามพระคัมภีร์ ก็จะมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ อยากรวย ก็ขอพระเจ้าเอา แล้วแต่ความจำเป็น ได้ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่เอาแต่เรียกร้องเอาจากพระเจ้า เรียกร้องเอา ใช้สิทธิในนามพระเยซู สั่งการ …

“ฉันให้ออกไปหนึ่ง ฉันต้องได้กลับมาสิบ ฉันให้ออกไปหนึ่ง ความเชื่อไม่พอ ต้องได้กลับมาห้าสิบ”

ไปบอกผู้รับใช้ว่ายังไม่ได้ เขาก็บอกว่าไม่ใช่ความผิดของพระเจ้าหรอก พระเจ้าเตรียมให้ท่านแล้ว ท่านความเชื่อไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องอธิษฐานมากกว่านี้อีก ให้ออกไปมากกว่านี้อีก มีบางรายหนักกว่านั้น ให้ส่งมาทางไปรษณีย์ ส่งมา 10 ดอลล่าร์ แล้วเราจะส่งกลับไปให้ท่าน 1 ดอลล่าร์ แต่ 1 ดอลล่าร์มีการเจิมอยู่ ท่านจะได้รับ 100 ดอลล่าร์กลับคืน ในอนาคต แต่ตอนนี้เห็นๆ ท่านเสียไป 9 ดอลล่าร์แล้ว อะไรแบบนี้ มันเยอะ

ทำไมเราไม่คิดบ้างว่าพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างไร?  การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ การเจริญเติบโตทางธุรกิจการงาน มันควรจะวางใจในพระเจ้าว่าแล้วแต่พระองค์ เท่าที่จำเป็นลูกควรจะมีอย่างไร? พระองค์ตัดสินก็แล้วกัน ทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะมีหรือจน ขัดสนหรือร่ำรวย ขอบคุณพระเจ้า ในสถานการณ์นั้นให้ได้ ฝึกฝน นี่คือเคล็ดลับ

เพราะฉะนั้น วางใจในพระเจ้าในการดำเนินชีวิต ตอนที่ 2.1 คือวางใจพระเจ้าในเรื่องเกี่ยวกับการกิน การดื่ม และทรัพย์สินบนโลกใบนี้ ก็คือแล้วแต่พระเจ้า เคล็ดลับ คือจงพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เท่าที่จำเป็น พระเจ้าจะให้เราแน่นอน  ถ้าเราจำเป็น ต่อให้เป็นเงินหมื่นล้าน ถ้าเราจำเป็น พระเจ้าจะให้เราแน่นอน แต่เป็นการตัดสินใจของพระเจ้า ไม่ใช่ความพยายามๆ ของเรา เพราะฉะนั้น จงเชื่อและวางใจในพระเจ้าเถิด ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

**************************

 

 

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2020 เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 4 “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ เรื่องโลกวิญญาณ” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  มิถุนายน  2020

เรื่อง “แนวทางการดำเนินชีวิตของผู้เชื่อ 4 ขั้นตอน” ตอน 4

“วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ     เรื่องโลกวิญญาณ”

โดย นคร  เวชสุภาพร

เรายังอยู่ในซีรี่ย์ชุดนี้ แนวทางการดำเนินชีวิตคริสเตียน 4 ขั้นอยู่ คือเชื่อแล้ว  รับรู้  วางใจ  อธิษฐาน  ผ่านไปแล้ว 2 ขั้นตอน ก็คือเชื่อแล้ว  รับด้วยปากและเชื่อด้วยใจในข่าวดีของพระเยซูคริสต์แล้ว มาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เรียกว่าเชื่อ เรียกว่าคริสเตียนแล้ว กับการรับรู้ จดจ่อไปที่เรื่องราวที่เบื้องบน ในสวรรค์สถานว่าเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราอยู่ที่ไหนตอนนี้ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้วบ้าง เราเรียนรู้ไปแล้ว 2 ขั้นตอน และวิธีการรับรู้ เราเน้นกันใน 2 สัปดาห์ที่แล้ว เราสอนกันในเรื่องนี้ว่ารับรู้อย่างไร?

รับรู้ ก็คือการจดจ่อความคิดไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ฝ่ายโลก อยู่ในโลกวิญญาณ ด้วยวิธี 3 จอ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ ว่าเราได้บังเกิดใหม่แล้ว พระเจ้าได้ย้ายเราจากอาณาจักรแห่งความมืด มาสู่อาณาจักรสวรรค์ อาณาจักรแห่งความสว่าง อาณาจักรแห่งพระบุตรของพระองค์ ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว จบไปแล้ว และยังมีบอกอีกว่าให้ตาดู หูฟัง เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ เป็นถ้อยคำจากพระคัมภีร์เหล่านี้บ่อยๆ เยอะๆ ตาดู หูฟัง ปากพูด เขาเรียกว่าจดจ่อเต็มที่ในเบื้องบน วนเวียนอยู่ในเรื่อง … สั้นๆ รวมความ ก็คือเกี่ยวกับสวรรค์ที่เราได้อยู่แล้วตอนนี้กับพระเจ้า ตามที่พระคัมภีร์ได้บอกเรา

และวันนี้ เราจะมาเริ่มขั้นตอนที่ 3 ก็คือหลังจากเชื่อแล้ว รับรู้แล้ว ต่อไป ขั้นตอนที่ 3 คือวางใจ หัวข้อการบรรยายในวันนี้ ผมจึงให้ชื่อเรื่องว่า “วางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ” คำว่า “วางใจพระเจ้า” หรือ “จงวางใจในพระเจ้า” เป็นประโยคที่ผู้เชื่อทุกคนได้ยินบ่อยที่สุด พอมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ได้ยินบ่อยมาก ใครๆ ก็ต้องบอกว่าวางใจสิๆ จะทำอะไรก็ต้องวางใจในพระเจ้า อย่ากลัวเลย  จงวางใจในพระเจ้าเถิด  แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่ได้ง่ายเหมือนที่หลายๆ คนมาพูดหนุนใจเรานะ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นกับตัวเราเอง มันลำบากเหลือเกิน เกิดขึ้นกับคนอื่น เราไปบอกเขาวางใจในพระเจ้านะ  มันก็พูดง่าย แต่พอมันเกิดขึ้นกับตัวเอง อะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สถานการณ์บางอย่างที่เราต้องการให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่เราคิดว่าดี จะบอกกับตัวเองว่าให้วางใจในพระเจ้า มันยากกว่าที่จะพูดกับคนอื่น นี่คือเรื่องจริงของผู้เชื่อทั้งหลาย ชีวิตคริสเตียนพบกับสันติสุข ที่แท้จริงได้เมื่อเชื่อแล้ว รับรู้แล้วว่าเราเป็นใคร? จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจไปแล้วว่าเราเป็นใคร? ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ จะต้องตามด้วยการวางใจตรงนี้ ถึงจะมีสันติสุขในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้ ถ้าเชื่อแล้ว รับรู้แล้ว  แต่ยังวางใจไม่ได้ ชีวิตก็ยังคงวนเวียนอยู่กับความทุกข์ลำบาก กังวลไปเรื่อย ตามระบบของโลกนี้ ที่มันผันแปรไปเรื่อยๆ ตามมารที่กระทำการงานอยู่บนโลกใบนี้ มันก็ไม่มีสันติสุข หรือไม่มีความสุขเท่าที่ควร เท่าที่พระเจ้าอยากจะให้เราได้  จริงๆ พระเจ้าอยากให้เราได้ดีที่สุดเลย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ว่าเป็นเครื่องมือของพระองค์ในการประกาศข่าวดี ใช้ร่างกายของเราที่เป็นวิหารของพระองค์แล้ว ซึ่งพระเจ้าก็อยากจะกระซิบที่หูเราว่า …

“วางใจในพ่อเถิด”

ชีวิตคริสเตียน ก็คือชีวิตแห่งความเชื่อและวางใจ ไม่ใช่เชื่อเฉยๆ เดี๋ยวเรารู้ว่าเชื่อและวางใจมันต่างกันกับความเชื่อเฉยๆ อย่างไร?

พระคัมภีร์บอกว่าความเชื่อที่บอกว่าพระเจ้ามีจริง ความจริงเรื่องนี้ พระคัมภีร์บอกว่าแม้แต่ซาตาน แม้แต่มารเอง ก็ยังเชื่อแบบนั้น แต่มารมันเชื่อ ชนิดลักษณะว่าพระเจ้าเป็นอยู่จริง มีอยู่จริง ยิ่งใหญ่จริง เชื่อแบบกลัวพระเจ้ามาก เพราะว่าความยิ่งใหญ่ ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่มาก ในยากอบ 2:19 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

ยากอบ 2:19 “ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวก็ดีแล้ว แม้พวกผีมาร ก็ยังเชื่อเช่นนั้นและกลัวจนตัวสั่น”

 

มารเชื่อว่ามีพระเจ้า เชื่อแน่นอน และเชื่อในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าอย่างมากมาย  แต่ว่าสำหรับเราผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเชื่อในการทรงสถิตของพระเจ้า ที่ทรงสถิตอยู่กับเรา เราจึงวางใจในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า วางใจจนถึงขนาดเกินกว่าความคิดของเราที่จะเข้าใจอีก เพราะว่าพระองค์ทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด มากมายเลย แต่ก็อย่างที่บอก มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่เราจะวางใจพระเจ้าในทุกเรื่อง ในทุกสถานการณ์ เวลามันเกิดขึ้นกับเราเองจริงๆ เราก็รู้ จากถ้อยคำพระเจ้าว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่มาก ยิ่งใหญ่เหนือกว่าสถานการณ์ที่เราคิดว่าเลวร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเรา แต่บอกให้เราวางใจในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า มันยากนะครับ

วันนี้ เราก็เลยมาเรียนรู้ในเรื่องนี้กันว่าพระคัมภีร์สอนเราอย่างไร? ที่จะช่วยเรา ให้สามารถที่จะวางใจในพระเจ้า  สุดจิต สุดใจ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ในทุกสถานการณ์ในชีวิตของเราในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้ ทำอย่างไรดี เรามาคุยกันในวันนี้ ยังจำได้ไหมที่ผมเปรียบให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าเราทั้งหลายผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้อยู่ในสวรรค์แล้ว ในโลกวิญญาณ เราอยู่ในระหว่างการเดินทางสู่โลกใหม่ สวรรค์ใหม่ ก็จะมีสัตว์ มีต้นไม้ใบหญ้า มีทะเล มีฟ้า มีนกอะไรต่างๆ แต่เป็นใหม่หมดเลย  รวมทั้งเราก็ใหม่ด้วย ร่างกายเราใหม่ เรากำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางไปสู่โลกใหม่ด้วยเที่ยวบินสายสวรรค์ของสายการบินนี้ ตั๋วก็ฟรีนะ ตั๋วใช้ความเชื่ออย่างเดียว สายการบิน Jesus’s The Way ก็เลยให้เราทำตัวเหมือนกำลังเตรียมตัว ผมบอกอยู่บ่อยๆ ให้เราเตรียมตัวเหมือนกำลังเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ ในชีวิตมนุษย์ธรรมดาทุกวันนี้ ไปทัวร์ต่างประเทศกันง่ายๆ เรามั่นใจเพียงแค่ว่าเรามีตั๋วเครื่องบิน และเอกสารเดินทางครบถ้วนไหม? ซึ่งใครที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เชื่อด้วยใจและพูดด้วยปากแล้วว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามารับรู้ไปแล้วว่าเราได้บังเกิดใหม่แล้ว เท่ากับเรามีเอกสารพร้อม มีตั๋วพร้อม กำลังนั่งอยู่ในเครื่องบินสายสวรรค์นี้แล้ว เที่ยวบินนี้แล้ว และเหมือนเที่ยวบินทุกๆ แห่งที่เราเดินทางไปบนโลกใบนี้ เป็นทัวร์ที่ไหนก็ตาม พอขึ้นเครื่องบิน กัปตันก็จะประกาศว่า …

“ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้ เที่ยวบินของเรา กำลังบินผ่านน่านน้ำ มหาสมุทรแปซิฟิก  ที่ระดับความสูง 20000 ฟุต  เหนือระดับน้ำทะเล … และสำหรับเที่ยวบินนี้  เราอาจพบกับสภาพอากาศแปรปรวน  หรือเครื่องบินตกหลุมอากาศบ้าง เป็นบางครั้ง .. แต่ขอให้ผู้โดยสารทุกท่าน ไม่ต้องเป็นกังวล …  สบายใจได้ว่าเราจะนำทุกท่านสู่จุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ … ขอให้ผู้โดยสารทุกท่าน  มีความสุขกับการเดินทาง  ไปกับเที่ยวบินของเรา หลับให้สบาย”

เขาก็จะพูดประมาณนี้  และเที่ยวบินสายสวรรค์ของสายการบิน Jesus’s The Way ที่พวกเรากำลังเดินทางไปสู่โลกใหม่ ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่อยู่ในโลกวิญญาณ  ระหว่างการเดินทาง กัปตัน คือพระเยซูคริสต์ พระองค์จะคอยประกาศอยู่เสมอๆ บนเที่ยวบินสายสวรรค์ว่าท่านอาจจะต้องพบกับปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่อย่าเป็นกังวลเลย พวกเราทุกคนจะต้องถึงจุดหมายปลายทาง คือโลกใหม่อย่างแน่นอน จงมีสันติสุข พักสงบสุขและหายเหนื่อยเถิด จงมาหาเรา และหายเหนื่อย เป็นสุขๆ เถิด

มาดูถ้อยคำที่กัปตันของเรา คือพระเยซูคริสต์ในสายการบินนี้ เที่ยวบินสายสวรรค์นี้ ประกาศไว้อย่างไร? บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ยอห์น 14:1 …

ยอห์น 14:1 “อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายเป็นทุกข์ จงวางใจในพระเจ้า และจงวางใจในเราด้วย”

 

“จงวางใจในพระเจ้า” ตรงนี้  ถ้าอธิบายในบริบทที่เรากำลังคุยกันอยู่ นี้ก็คือให้เราวางใจในพระเจ้าว่าพระองค์ได้เตรียมแต่งตัวในวิญญาณเราเรียบร้อยแล้ว  ความคิดจิตใจเราที่ได้จากพระองค์ก็สะอาดเรียบร้อยแล้ว และกำลังพาเราเดินทางไปพบกับพ่อหน้าต่อหน้า พ่อคือพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด  ผู้ทรงเป็นพระเจ้า มารตัวสั่น กลัวมาก แต่เราไม่กลัว เพราะเราเป็นลูกของพระองค์ เราเคารพยำเกรงในพระองค์ว่าพ่อเรายิ่งใหญ่สูงสุดเลย รักเรามากขนาดนี้ ใครจะมารังแกเราได้  เรายำเกรงในพระเจ้าในลักษณะนี้ ถ้ารู้อย่างนี้แล้วตื่นเต้นไหม? ตื่นเต้นแน่นอน ขนาดมีคนจะไปเที่ยว จะไปดูแสงเหนือ ที่ขั้วโลกเหนือ ที่ประเทศสแกนดิเนเวีย ยังตื่นเต้นเลย อาจจะนอนไม่หลับด้วยซ้ำไป เพราะกำลังจะได้ไปดูอะไรบางอย่างที่ตัวเองหวังไว้ สวยงามมาก

พระเยซูคริสต์บอกว่ากำลังจะพาเราไปพบหน้าพระเจ้าของเรา ไม่ตื่นเต้นเหรอ เราควรจะตื่นเต้น ในภาษาปัจจุบัน เขาบอกว่าตื่นเต้นเบอร์ไหนดี มากกว่าเบอร์ที่เราไปเที่ยวต่างประเทศนะ นี่ คือสิ่งที่พระเยซูบอกเราจริงๆ ว่าให้เรารอแป๊บเดียว เรากำลังพาพวกเจ้าไปพบพ่อ อีกแป๊บเดียวเอง ในขณะที่รอ พระเจ้าก็สอนเรา พระเยซูก็สอนเราว่าขณะที่รออยู่นั้น รอบๆ ตัวเรา บนโลกใบนี้ ก็ยังคงมีมาร เป็นศัตรูเราอยู่ คอยหลอกล่อ หลอกลวง เหมือนตอนที่หลอกลวงบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมและเอวา ยังคงทำการงานของมันอยู่เหมือนเดิม หลอกล่อ หลอกลวง โกหก เพื่อขโมย ฆ่าและทำลาย เหมือนที่มันทำกับบรรพบุรุษของเรา ตั้งแต่ยุคแรกโน้น ตั้งแต่อาดัมและเอวา ทุกวันนี้มารซาตาน มันก็ยังคงคอยส่งเสียงมาหลอกล่อหลอกลวงตลอดเวลา  ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะสถิตอยู่กับเราตลอดเวลาแล้วก็จริงอยู่ แต่พระองค์ก็ไม่ได้บังคับ เคี่ยวเข็ญ ขู่เข็ญเราให้เป็นเหมือนทาสของพระองค์ พระองค์ให้อิสระเราในการตัดสินใจ เหมือนกับให้อิสรภาพกับสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งให้มีอิสระในการตัดสินใจ จะเชื่อพระองค์ก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนเลย ถ้าไม่เชื่อจะได้รับสิ่งที่ไม่ดี พระองค์ไม่ได้ทำหรอก แต่เป็นกฎระเบียบไว้ ก็คือถ้าไม่เชื่อ ไปเชื่อมาร มารมีแต่ขโมย ฆ่าและทำลาย มันไม่ได้จริงใจ มันมีแต่ความเสียหาย ความยุ่งเหยิง คำสาปแช่ง ไปเชื่อมัน ก็ตกลงไปในคำสาปแช่ง เหมือนเอานิ้วไปแหย่ปลั๊ก ไฟดูด พระเจ้าให้อิสรภาพกับเราเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น การอยู่บนโลกใบนี้ กำลังรอไปพบหน้าพ่อของเรา เราก็ต้องระมัดระวังศัตรูของเรา คอยมาหลอกล่อเราและเพราะเหตุนี้แหละ ที่บอกว่าพวกมารซาตานมันยังคงทำหน้าที่ของมันในการหลอกล่อมนุษย์ ถึงได้บอกว่าในทางปฏิบัติ การเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสุดจิต สุดใจ ต้องเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจเท่านั้น ถึงจะชนะการล่อลวงของมันได้ ถ้าเอาเฉพาะความคิดและความเข้าใจของมนุษย์ เสร็จมันแน่นอน แพ้มันแน่ เราต้องวางใจที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เกินกว่าสายตาที่เรามองเห็น เกินกว่าความคิดเหตุผลของมนุษย์นั่นแหละเราถึงจะชนะการล่อลวงของมารได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก โดยเฉพาะบางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราเอง มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น  แต่มันทำได้ เพราะพระเจ้าบอกไว้ว่าทำได้ ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมาคุยอย่างละเอียดในวันนี้ ไม่ใช่พูดว่า …

“จงวางใจนะๆ วางใจด้วยสิ้นสุดใจนะ”

ไม่ใช่แค่นั้น เพราะเรารู้ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้ว มันอาจจะทำไม่ได้ ไม่ได้สันติสุข ไม่ได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเท่าที่ควร

สิ่งที่ต้องเน้นย้ำในเรื่องของการวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจนี้ สิ่งสำคัญ คือต้องรู้ให้เท่าทันเล่ห์กลของมาร ในการหลอกลวง การล่อลวงมนุษย์ และไม่เผลอไปเชื่อฟังมัน แล้วไปทำตามมัน ซึ่งมันนำเราไปสู่ความตาย หมายถึงนำเราไปสู่คำสาปแช่ง ซึ่งเราไม่ควรจะต้องมีความทุกข์ขนาดนั้น  เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราควรจะมีความสุขมากกว่านั้น พระคัมภีร์จึงบอกให้เรา  เชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ คือ …

“สิ้นสุดใจ สิ้นสุดกำลัง ไม่เหลือใจให้กับใครอีกแล้ว  ไม่ฟังใครอีกแล้ว  ถ้าพระเจ้าบอกแบบนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนจะมาบอกเป็นอย่างอื่น ฉันไม่มีทางเชื่อ ฉันก็ไม่ฟังเด็ดขาด ไม่ว่าตาฉันจะเห็นอย่างไร? มือฉันจับต้อง รู้สึกอย่างไรก็ตาม ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด พระเจ้าว่าอย่างไร? ว่าตามนั้น เพราะฉันเชื่อและวางใจพระเจ้า แบบสุดๆ สุดใจไปแล้ว แบบเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ”

มันต้องอย่างนี้ นี่คือหมัดเด็ดที่จะชนะมัน ถึงแม้ว่าสิ่งที่พระเจ้า บอก หมายถึงถ้อยคำพระเจ้าที่บอกไว้ในพระคัมภีร์ อาจจะฟังดูแล้ว ใช้เหตุผลของมนุษย์แล้ว มันเชื่อยากเหลือเกินว่ามันเป็นไปได้อย่างไรก็ตาม เหมือนไม่มีผล พูดง่ายๆ สิ่งที่พระเจ้าบอก ไม่มีเหตุผล ตามความคิดของมนุษย์  ถึงแม้มนุษย์จะไม่เข้าใจ แต่ฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเชื่อและวางใ

การเชื่อและวางใจพระเจ้ามันสามารถตัดสินใจก่อนได้ ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น บอกก่อนเลยว่าไม่ว่าเหตุการณ์มันจะเกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม มันจะไม่มีเหตุผล และฉันจะไม่เข้าใจ ก็ตาม แต่ฉันจะเชื่อและวางใจในพระเจ้า คำว่าเชื่อและวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ต้องแบบนี้ ที่พระคัมภีร์ใช้คำว่าให้เราเชื่อและวางใจพระเจ้าเกินกว่าความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ ที่จะคิดได้ มันแปลว่าอย่างนั้น และพระเจ้าเตรียมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ให้กับเราแบบนี้ทั้งนั้น ในพระคัมภีร์ 1 โครินธ์บอกว่าสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และมนุษย์คาดไม่ถึง ไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผล หาเหตุผลไม่ได้  คือสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้กับผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่เป็นลูกของพระองค์ ต้องจำตรงนี้ไว้เลย

และเพื่อให้เราเห็นภาพเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมได้สรุปมาเป็นขั้นตอน สิ่งที่พระคัมภีร์สอน หรือย้ำเตือนให้เราวางใจในพระเจ้าแบบสุดจิต สุดใจ แบบเกินกว่าความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ มีอยู่ 2 ส่วน

ส่วนแรก คือการวางใจในเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณล้วนๆ ซึ่งมันยาก ต้องเป็นเบอร์หนึ่งเลย เรื่องการวางใจในโลกวิญญาณ

ส่วนที่สอง คือการวางใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ขณะนี้ อันนี้ง่ายกว่า ซึ่งวันนี้ เราจะมาเรียนรู้ในเรื่องแรกกันก่อน คือการวางใจพระเจ้า ในทางโลกวิญญาณ

เริ่มจากการเชื่อและวางใจพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ  เกินกว่าความคิดของเราที่จะเข้าใจในทางโลกวิญญาณ คือสิ่งที่เราได้เชื่อแล้ว รับรู้ จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกินกว่าความคิด เหตุผล และความเข้าใจของมนุษย์ และตัวเราก็ตาม เช่นบอกว่าเราได้รับความรอดนิรันดร์แล้ว  เราได้ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่างแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราได้นั่งอยู่ในสวรรค์กับพระเยซูที่เบื้องขวาของพระเจ้า  เรียบร้อยไปแล้ว แค่เราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ด้วยใจ ยอมรับด้วยปากว่าเราเองเป็นคนบาป ต้องการความช่วยเหลือ ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ เป็นพระมาซีฮาห์ของภาษาฮีบรู เป็นพระคริสต์ของภาษากรีก เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของภาษาไทย ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ เพื่อมารับโทษบาปแทนมนุษยชาติ ตายที่ไม้กางเขน และฝังไว้ และถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 เพียงแค่เชื่อข่าวดี ความจริงตรงนี้เท่านั้นเอง ก็ได้รับทั้งหมดนั้นแล้ว มันเกินความคิด เกินเหตุผลของมนุษย์ที่จะเข้าใจใช่ไหม?

ตรงนี้ ถ้าถามกันจริงๆ ให้ตอบกันตรงๆ ว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว แค่เชื่อแค่นี้ เข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ  คริสเตียนไม่ใช่ดำเนินชีวิตด้วยความเข้าใจ ถ้าใครถามในที่ประชุมว่าเข้าใจไหม? ทุกคนบอกเข้าใจ แสดงว่าคนนั้นไม่เข้าใจ ถ้าเขาตอบว่าไม่เข้าใจ อย่างนี้ตอบถูก ตอบใช่ คริสเตียนต้องตอบว่าไม่เข้าใจ แต่เชื่อ คริสเตียนต้องดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ

เหตุฉะนั้น ผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ก็คือลูกของพระเจ้าจะดำรงชีวิตด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น ก็คือไม่ใช่ความเข้าใจแบบมนุษย์ เพราะมันเป็นเรื่องที่จับต้องมองไม่เห็น มองเห็นไม่ได้ ในเรื่องโลกวิญญาณล้วนๆ มันจึงต้องใช้ความเชื่อ และต้องเป็นความเชื่อชนิดที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจได้ ต้องเกินไปเลย

“ไม่รู้ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนี้ ฉันก็เชื่ออย่างนี้ พระคัมภีร์บอกว่าฉันถูกย้ายมาจากนรก อาณาจักรของความมืดของมารซาตาน มาเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง อาณาจักรของพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ อาณาจักรที่เรียกว่าสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว ฉันอยู่ที่นี่แล้ว”

อยู่ที่นี่ได้อย่างไร? ยังอยู่ในประเทศไทย ไม่รู้ล่ะ ในพระคัมภีร์บอกในโลกวิญญาณฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ฉันก็อยู่ตรงนี้แหละ ยังนั่งอยู่ที่โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ กรุงเทพกรีฑา ไม่รู้ พระคัมภีร์บอกฉันนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์ไปเรียบร้อยแล้ว ฉันเชื่ออย่างนั้น  เอเมน

แต่ถ้าเราเชื่อแล้ว รับรู้แล้ว เชื่อวางใจด้วยสิ้นสุดใจ สุดความคิดแล้ว เราก็จะเกิดความมั่นใจ ไม่ไขว้เขว ไม่สับสน ใครมาพูดอะไรต่างๆ มันก็แค่ผ่านหู เผลอๆ ไม่ผ่าน ไม่สนใจด้วย เพราะเรามีความมั่นใจ จะไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีหนึ่งที่เราจะสงสัยว่า …

“ฉันรอดหรือยัง? เอ๊ะ! ฉันอยู่ในสวรรค์ไหม? เพราะว่าฉันอยู่แล้ว”

ตายแล้วเราไปสวรรค์ไหม? อะไรไปสวรรค์

“ฉันอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้”

มารไปเลย มารอาจจะส่งคำพูดมา … “ใครบอกแกตายแล้วไปสวรรค์”

“ตอนนี้ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว ยังไม่ตายหรอก ยังไม่ออกจากร่าง ฉันก็อยู่ในสวรรค์แล้ว จะมาถามว่าฉันจะไปสวรรค์ไหม?”

“อย่างนี้หรือจะเป็นลูกพระเจ้า”

“ฉันเป็นลูกพระเจ้าแล้ว”

แต่ว่าในชีวิตจริง มันไม่ได้เป็นง่ายๆ อย่างที่พูดตรงนี้ ถึงต้องมาคุยกันไง คือหลังจากที่เรารับเชื่อพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้วในโลกวิญญาณ และเราก็ได้รับรู้แล้วว่าในพระคัมภีร์บอกว่าเราเป็นใคร? อยู่ที่ไหน? เป็นอย่างไรในโลกวิญญาณ หลังรับเชื่อแล้วนะ เราก็จะตกเป็นเป้าหมายของศัตรู คือมาร มันจะจ้องมาขโมย ฆ่าและทำลาย

อันดับแรกที่มารจะส่งมาล่อลวงเรา คือขโมยความมั่นใจในความรอดจากบาป รอดจากการเป็นทาสของมัน มันจะบอกว่า …

“แกยังเป็นทาสฉันอยู่เหมือนเดิม แกไม่ได้รับความรอดหรอก แกเพ้อไปแล้วมั้ง”

มารมันจะมาทำอย่างนี้ นี่สำคัญ

ในขณะที่เราก็รอดไปแล้ว เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นแล้ว  ถามว่ามันทำเพื่ออะไร? ทำเพื่อปิดบังตาเรา ในเมื่อเราก็ไปสวรรค์แล้ว ก็ไปสิ แต่แกจะไม่ได้เป็นพยานให้กับคนอื่นๆ ว่าไปสวรรค์มันง่าย แค่เชื่อเท่านั้น แกจะให้พระเจ้าใช้ชีวิตแกได้น้อยลง มันต้องการดิสเครดิต คือให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้า ถ้าลบไปได้ 100% ลบเลย คือไม่ให้เราเชื่อเลย ถ้าลบไม่ได้ เราเชื่อไปแล้ว ก็ให้ได้พระพรไปแค่ 80 ก็ยังดี รอดอย่างเดียว แต่เหมือนรอดด้วยไฟเลย ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ได้ถวายเกียรติ ไม่ได้เป็นพยาน ไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง ท่านพอเข้าใจใช่ไหม?

การล่อลวงที่มารถนัดที่สุด อย่างที่ตะกี้ผมยกตัวอย่าง ยิงคำถามมาที่ความคิดว่า …

“แกมีความประพฤติอย่างนี้ แกยังโกรธ หงุดหงิดอยู่อย่างนี้เลย จะไปสวรรค์ได้อย่างไร? บ้าหรือเปล่า? คนเขาทำดีแทบตาย เขายังไม่ได้บอกว่าไปสวรรค์ แล้วแกบอกอยู่ในสวรรค์ แกยังทำตัวอย่างนี้เลย เป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนโลภ ไม่มีความรัก ไม่มีการเมตตาคนอื่นเลย แกยังเป็นอย่างนี้อยู่เลย” .. เราชักเขว  ..

“ถวายทรัพย์ก็ไม่ถวาย ไปโบสถ์ก็ไม่ค่อยได้ไป อธิษฐานก็น้อย อธิษฐานไม่เป็นด้วย ไม่เห็นเพราะเหมือนคนอื่นเขา ไม่เคยประกาศให้ใคร อันโน้นก็ยังไม่ได้ทำ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ แล้วแกจะมาบอกว่าอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้ 555 มันเป็นไปได้อย่างไร?”

เพราะมันต้องการปิดบังไง ต้องการให้เราเกิดความไม่มั่นใจ พอเราไม่มั่นใจ เราก็จะไม่แน่ใจว่าเราจะอยู่ในสวรรค์หรือเปล่า? พอเราไม่แน่ใจว่าอยู่ในสวรรค์หรือเปล่า? เราก็ไม่พูดออกจากปากของเรา ไม่มีชีวิตอยู่ให้เป็นพยานให้กับคนรอบข้าง ได้รู้ว่าสวรรค์มีจริง พระเจ้าต้องการให้มนุษย์เข้าไปอยู่ในสวรรค์ มันง่ายแค่นี้ แค่เปิดปาก เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์เท่านั้น มันต้องการปิดบังตา ไม่ให้ข่าวดีของพระเยซูไปหาคนอื่นผ่านชีวิตของเรานั่นแหละ ซึ่งคำถามของพวกมัน พวกนี้ ท่านฟัง แล้วท่านเห็นไหม? มันเป็นตรงกันข้าม ขัดแย้งกับถ้อยคำพระเจ้าที่เราได้รับรู้มาเรียบร้อยแล้ว ที่เราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจมาเรียบร้อยแล้ว ที่บอกว่าเราได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครเอาเราออกไปจากความรักของพระเจ้าได้อีกแล้ว มันมาแย้งกันอย่างนี้ เห็นหรือยัง? ในโรม 8:38-39 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 8:38-39 “38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือวิญญาณชั่ว  ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต  หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ  39 ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใด ในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้”

 

“ไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า” แล้วพระเจ้าตรัสว่าอย่างไรอีก “เราจะไม่ละเจ้าเลย หรือทอดทิ้งเจ้าเลย  เราสถิตอยู่กับเจ้า ไม่ว่าวินาทีไหน? เจ้าหลับ เราก็ไม่หลับ”

พระคัมภีร์ยังบอกว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา เป็นใหญ่กว่ามันทั้งหลายที่อยู่ในโลก ไม่ต้องไปกลัวมัน มันโกหก นอกเหนือจากนั้น พระเยซูยังพูดด้วยตัวของพระองค์เองเลย เกี่ยวกับเรื่องนี้  ผมจะยกมาให้ท่านดูข้อเดียวก็พอแล้ว เด็ดๆ เลย ยอห์น 10:28-30 …

ยอห์น 10:28-30 “28 เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้น  ไปจากมือของเราได้ 29 พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นแก่เรา ทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้น จากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้ 30 เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

ต้องฮาเลลูยาประมาณ 80,000 ครั้ง ฮาเลลูยาไม่จบสิ้นเลย  อ่านหลายๆ เที่ยว นี่แหละคือความหวังใจในพระเจ้า เกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณว่าเราเป็นใคร? เมื่อเชื่อแล้ว ได้รับอย่างนี้เลย พระเจ้าบอกพระเยซูคริสต์พูด ใช่ แล้วที่มารพูด ไม่ใช่ มันโกหก มันคนละเรื่องเลย เห็นไหม? มันกลัวว่าเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ จะไปถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ พระคัมภีร์บอกว่ามันคอยปิดบังตาคนที่ไม่เชื่อ เพื่อว่าเขาจะได้ไม่มาเชื่อ แล้วจะไม่ได้รับความรอด ไม่สามารถไปสวรรค์ได้  เขาจะไปได้อย่างไร? เขาจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อไม่มีใครมาเป็นพยานบอกเขาว่ามันง่ายอย่างนี้ คนไม่มาเป็นพยาน เชื่อแล้ว รอดแล้ว แต่ถูกมารหลอก จนกระทั่งชีวิตไม่แน่ใจ ไม่กล้าพูดเรื่องสวรรค์ว่าเราอยู่ที่สวรรค์ ไม่มีความจริงอยู่ในตัวเลย นี่คือเหตุผล

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเชื่อพระเจ้า วางใจในพระเจ้าแล้ว มันง่ายนิดเดียว ที่เราจะรู้ว่าเรา ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็เปรียบเหมือนลูกของพระเจ้า ที่แต่งตัวขาวบริสุทธิ์สะอาด เดินอยู่ท่ามกลางโคลน ออกไปนอกบ้าน เจอฝุ่น ฝนตก โคลนเยอะ มันก็ต้องสกปรกบ้าง แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับตัวตนแท้ๆ จริงของเรา  ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าเลย ก่อนเข้าบ้าน หรือเข้าบ้านไปแล้ว ก็ไปอาบน้ำ ก็จบแล้ว เราก็เป็นลูกอยู่ ความสกปรกก็ออกไปแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นลูกของพระเจ้า เพียงแค่รอวันที่เราจะได้ไปอยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ ที่ซึ่งไม่มีบาปอีกต่อไป คือไม่มีโคลนสกปรกอีกต่อไป และเมื่อไม่มีบาป ไม่มีโคลนสกปรกอีกต่อไป ก็ไม่มีการล่อลวงให้ทำบาปอีกต่อไป ก็ไม่สกปรกอีกต่อไป ก็สะอาดบริสุทธิ์นิรันดร์ อยู่กับพระเจ้านิรันดร์ ไม่ถูกล่อลวงแล้ว แสดงว่าอยู่บนโลกใบนี้ เราสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ภายในแล้ว แต่ยังถูกล่อลวง สกปรกภายนอกนิดๆ หน่อยๆ

เพราะฉะนั้น ผลของการจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจถึงเรื่องเกี่ยวกับความจริงในเบื้องบน อย่างนี้ เกี่ยวกับโลกวิญญาณอย่างนี้ว่าเรานั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานแล้ว อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ถ้าเราเรียนรู้ พูด จดจำ จดจ่อ จนขึ้นใจเรื่องราวของสวรรค์ด้วยการตาดู หูฟัง ปากพูดบ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องสวรรค์นี้อย่างสม่ำเสมอ เป็นกิจวัตร เป็นวิสัย ทำให้เกิดเป็นความไว้วางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ ที่พระคัมภีร์เรียกตรงนี้ว่า Now Faith ในฮีบรู 11:1 ทำไมต้องใช้ภาษาอังกฤษ เดี๋ยวรู้ ลองอ่านภาษาไทยก่อนแล้วกัน ฮีบรู 11:1-2 บันทึกไว้อย่างนี้ …

ฮีบรู 11:1-2 “1 ความเชื่อ คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น  2 เพราะความเชื่อนี้เอง ที่คนในสมัยก่อน ได้รับการทรงชมเชย

Now faith is the assurance (title deed, confirmation) of things hoped for (divinely guaranteed), and the evidence of things not seen [the conviction of their reality—faith comprehends as fact what cannot be experienced by the physical senses]. For by this faith the men of old gained [divine] approval.”

 

ภาษาเดิม ความเชื่อตรงนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ มันยังมีบ่งบอกว่าความเชื่อชนิดใด ความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน เป็น Now มันหายไปตรงนี้ Now Faith แปลว่าความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน เอาอย่างนี้ไปก่อนนะ ความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน คือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ คือวัตถุสิ่งของสสารที่จับต้องมองเห็นได้ ในสิ่งที่เราหวังไว้ ถ้าเราหวังอะไร? มันเป็นอนาคต ถูกไหมครับ? แต่ถ้าเรามี Now Faith มีความเชื่อชนิดที่เป็นเดี๋ยวนี้ เป็นปัจจุบัน พอมีความเชื่อชนิดนี้เข้ามา สิ่งที่เราหวังไว้มันจับต้องมองเห็นได้เดี๋ยวนี้เลย จบเลย ถ้าเราหวังว่าเราอยู่ในสวรรค์ มันเป็นอนาคตใช่ไหมครับ? แต่ว่าความหวังนั้นมันกลายเป็นเราจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ จนกระทั่งกลายเป็นความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบันทันทีปุ๊บ ความเชื่อที่เป็นปัจจุบันทันทีนั้น ในใจของเรา มันจะทำให้สวรรค์นั้นจับต้องมองเห็นได้เลยเดี๋ยวนี้ ทันทีเลย ปฏิบัติตัวเหมือนอยู่ในสวรรค์แป๊ะเลย อย่างนั้นแหละ เขาเรียกว่า Now Faith และเป็นร่องรอย หลักฐานของสิ่งที่เรามองไม่เห็น และในนี้บอกว่า “และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น” ความมั่นใจตรงนี้ ในภาษาเดิมบอกว่าและเป็นร่องรอยหลักฐาน ก็คือเป็นสิ่งที่เป็นหลักฐาน จับต้อง เห็นได้เลย ก็เหมือนกับเป็นหลักฐาน เป็นโฉนดที่ดิน เรามีที่ดินอยู่ เราไม่ได้ไปเห็นที่ดินหรอก แต่เรามีโฉนดวางอยู่ในมือเรา เรามองดูโฉนดนั้น นี่ชัดเจน เป็นของเราแน่นอนว่าเรามีที่ดินอยู่อะไรประมาณนั้น

เพราะฉะนั้น คำว่า “ความเชื่อ” ในข้อนี้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Now Faith” ไม่ใช่ Faith เฉยๆ ไม่ใช่ความเชื่อเฉยๆ แต่เป็นความเชื่อที่เป็น Now  แปลว่าเป็นเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ความเชื่อที่ทำให้เกิดเห็นเป็นเรื่องโลกวิญญาณ เป็นเดี๋ยวนี้ทันทีเลย ตามพระคัมภีร์บอกว่า “แล้ว” … “เสร็จแล้ว” ก็เห็นเลยเดี๋ยวนี้

ความเชื่อโดยทั่วๆ ไป ที่เราพูดกันเสมอๆ บ่อยๆ เราจะบอกความเชื่อเฉยๆ ก็คือความเชื่อที่มีความหวังใจในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าเผื่อมีความเชื่อชนิดที่ปัจจุบันเกิดขึ้นทันทีปุ๊บ สิ่งที่จะเป็นอนาคต มันกลายเป็นปัจจุบัน เกิดขึ้นทันที นี่เขาเรียกว่าความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบัน ทันทีเลย

อย่างเช่นตะกี้ที่เราบอกว่าเราหวังว่าเราจะไปสวรรค์ เรามีความเชื่อ หวังใจว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว แต่ในความเชื่อจริงๆ นี้ เรายังคิดดูว่าวันหนึ่งเราจะไปอยู่ในสวรรค์ แต่เราไม่เข้าใจว่าในพระคัมภีร์บอกว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นอย่างไร? แต่พอความเชื่อเราพัฒนาไปจนกระทั่งถึง Now Faith ความเชื่อที่เป็นปัจจุบัน ความเชื่อที่บอกว่ารอไปจนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่เราจากร่างนี้ไป เราจะไปอยู่ในสวรรค์นั้น หรือความเชื่อที่เราไม่เข้าใจว่าขณะนี้ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราเป็นอย่างไร? พอเรามีความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบันทันทีปุ๊บ มันเป็นเดี๋ยวนี้เลย มันพูดออกจากปากทันทีเลยว่าเราอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่ความหวังว่าจะอยู่ในสวรรค์ แต่เป็นความเชื่อว่าอยู่ในสวรรค์แล้ว มันเป็นอย่างนี้ มันอาจจะยากหน่อยนะครับ แต่ค่อยๆ เรียนรู้ไป ค่อยๆ ตาดู หูฟัง ปากพูด เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า ใจจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจเรื่องเกี่ยวกับอย่างนี้  เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณไปเรื่อยๆ มันถึงจะเกิดเป็นความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบัน เป็น Now เป็นเดี๋ยวนี้เลย สิ่งที่เรามองไม่เห็น คือสิ่งที่พระเจ้าบอกไว้ สิ่งที่พระองค์ทรงสัญญา ถูกไหม? ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ ถ้าเป็นความเชื่อในแบบ Now Faith ปุ๊บ สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น กลายเป็นจับต้องมองเห็นได้ ชัดเลย  ใช่แล้ว อะไรประมาณนั้น

ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่งให้เห็น เหมือนกับว่าเราได้ของขวัญมาชิ้นหนึ่ง สมมติว่าของขวัญนี้เป็นสวรรค์ก็ได้ ถ้าเราบอกความเชื่อเฉยๆ ห่อของขวัญที่เรียกว่าสวรรค์นี้ มันยังส่งไปรษณีย์ยังไม่ถึงเลย แต่พอมีความเชื่อปัจจุบันนี้ ห่อของขวัญนี้ มันอยู่ในห้องเราแล้ว เอามือไปจับได้เลย เพียงแต่ยังใช้ไม่ได้ เพราะว่ามันยังมีกระดาษของขวัญห่ออยู่ ยังไม่ได้เปิดออก แต่ของมันอยู่ข้างหน้าแล้ว มองเห็นเลย เหมือนเราจะไปขึ้นบ้านใหม่ พระเจ้าให้บ้านเราแล้ว ยืนอยู่หน้าบ้านแล้ว จับต้องมองเห็นได้หมดเลย แต่ยังไม่ตัดริบบิ้น ยังไม่เปิดให้เข้าไป Now Faith มันแปลว่าอย่างนี้ ต้องถาม เข้าใจหรือเปล่าครับ? ถ้าใครบอกเข้าใจ ผิด ต้องไม่เข้าใจ เพราะมันเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ เพราะพระเจ้าเตรียมสิ่งที่มนุษย์ไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น ต้องไม่เข้าใจ แต่เชื่อ เพราะว่าพูดจากพระคัมภีร์ เชื่อครับ

หลักปรัชญาตามความคิดและความเข้าใจของมนุษย์มักสอนเรื่องเกี่ยวกับการประพฤติ ปฏิบัติตนให้ดีเสียก่อน แล้วจึงจะได้รับผลตอบแทนมากน้อยตามความสามารถของแต่ละคน ทำดี ครบถ้วน ก็ได้ไปสวรรค์ ทำชั่วมาก ก็ไปนรก นี่คือปรัชญาตามความคิดของมนุษย์ทั่วๆ ไป แต่ข่าวดีของพระเยซู เป็นทางกลับกัน ตรงกันข้าม คือได้รับผล คือความรอด ได้ไปสวรรค์เท่าๆ กันทุกคนก่อน แล้วจึงค่อยเรียนรู้ รับรู้จากภายใน และมีกำลัง มีพลัง แรงจูงใจจากภายใน ที่จะสามารถกระทำดีได้ มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่พระเจ้าทำงานในใจของแต่ละคน ที่พระองค์ทรงเตรียมเอาไว้ นี่มันตรงกันข้าม

ฟังให้ดีๆ การพยายามทำดี เพื่อจะได้ไปอยู่ในสวรรค์ แตกต่างกับได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว พระวิญญาณให้กำลังกับเราในการทำดี ตามน้ำพระทัยได้มากขึ้น มากกว่าที่พยายามทำเองเสียอีก เอเมน เอเฟซัส 2:4-6 จึงได้บันทึกอย่างนี้ว่า …

เอเฟซัส 2:4-6 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงทรงให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้เมื่อเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลาย ได้รับความรอดโดยพระคุณ 6 และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

“และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์” พระเจ้าได้จับเราไปนั่งอยู่ในสวรรค์สถานกับพระเยซูคริสต์ เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เรารับเชื่อจนเดี๋ยวนี้ ก็ยังนั่งอยู่เลย  จงมองให้เห็นเถิดในโลกวิญญาณ  ตรงนี้ จงใช้ความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบัน Now Faith ให้เห็นเถิดว่าท่านกำลังนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน ลองคิดดู ถ้าเรื่องนี้ท่านสามารถปฏิบัติได้ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านจะลอยลำเลย มันก็ต้องฝึก ค่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย

เมื่อตะกี้ที่เราอ่าน ก็คือเราได้บังเกิดใหม่ โดยพระคุณ บังเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย แล้วเราก็เกิดพร้อมกับพระเยซู ไม่ใช่โดยการกระทำของเราเลย ไม่ใช่ เพราะเราทำดี แต่เป็นพระคุณ ให้ฟรีๆ และบอกถึงตำแหน่งของเราในโลกวิญญาณ ในสวรรค์สถานด้วย ที่เราอยู่กับพระเยซูคริสต์แล้ว บอกด้วยว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากบาป ปราศจากสิ่งโสโครกใดๆ มีพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเรียบร้อยไปแล้ว เดียวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันเลย เราได้รับพระคุณอย่างนี้ เราจึงสมควร พระคัมภีร์จะบอกอย่างนี้เสมอ พอเล่าถึงว่าเราได้รับอะไร เราเป็นอะไรในโลกวิญญาณ เราเกิดใหม่แล้ว แล้วจบสุดท้าย ค่อยมาบอกว่าเราจึงสมควรกระทำตัวให้ดี ให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า นึกออกใช่ไหม? เป็นลูกพระเจ้าไปแล้ว พระเจ้าบอก …

“เป็นลูกเราแล้วนะ ต่อไปนี้ ทำให้ดีๆ ยังไงก็เป็นลูกเรานั่นแหละ วางใจนะลูกในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ วางใจได้ว่าเจ้าเป็นลูกเราตลอด ไม่ได้ไปไหนแล้ว อยู่เป็นลูกเรานั่นแหละ”

และวางใจทำอย่างไร? ให้พระเยซูคริสต์ โดยพระวิญญาณของพระองค์นำหน้าเรา ด้วยความสบายใจ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องกลัว เพราะเป็นลูกเราอยู่แล้ว วางใจ สบายๆ ไม่ต้องตื่นเต้น อย่าไปฟังมารมันโกหกหลอกลวงว่าเดี๋ยวพระเจ้าจะตัดเราออกจากการเป็นลูก พระเจ้าจะเขี่ยเรากระเด็นจากการเป็นลูก พระเจ้าไม่ทำอย่างนั้น ตะกี้เราอ่านแล้วจากพระคัมภีร์ เพราะถึงทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ในความประพฤติของเรา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็ไม่เป็นไร เราได้รับความรอด เป็นลูกของพระเจ้าอยู่แล้ว ได้แล้ว อยู่ในสวรรค์ไปแล้ว

และว่ากันตามจริง มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ไม่สามารถทำดีได้ครบถ้วนบริบูรณ์ 100% ตามเกณฑ์ของพระเจ้าได้หรอก พูดกันตามจริง ก็คือไม่มีใครที่สามารถไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ด้วยการพึ่งความดีของตนเอง ไม่มีทางหรอก ยังไงก็ไม่ได้ครบ 100

ทั้งหมดนี้ เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจทั้งสิ้น เรื่องราวทั้งหมดนี้ และความไว้วางใจนี้ ก็จะทำให้เกิดสันติสุข ความสงบสุข ก็คือเกิดความสุขมากขึ้น ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ทุกข์น้อยลง เหมือนพระเยซูบอกว่าให้มาหาพระองค์ เพื่อหายเหนื่อยและเป็นสุข ไม่ใช่มาหาพระองค์ แล้วอยู่บนโลกใบนี้ทุกข์มากขึ้นอีก แม้จะได้รับความรอดก็จริง อยู่บนโลกใบนี้ทุกข์กว่าเก่าอีก ทุกข์กว่าคนที่เขาไม่เชื่อพระเจ้าอีก อย่างนี้มันไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเลย  ถูกไหม?  เพราะ
ฉะนั้น ความเชื่อและไว้วางใจ แบบที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เป็นแบบ Now Faith เป็นความเชื่อชนิดที่เป็นปัจจุบันอย่างนี้ มันทำให้เกิดสันติสุข ความสงบสุข และเกิดความวางใจ แล้วมันจะเกิดความอดทน รอคอยสิ่งที่เราต้องการก็มี อดทนต่อผู้อื่นที่เขาทำไม่ดีกับเรา ทำให้เราหงุดหงิดใจอะไรต่างๆ อดทน ให้อภัยเขาได้ มันอดทนได้มากขึ้น ถ้าเราวางใจได้อย่างนี้ ก็ทำได้มากขึ้น สามารถมีความอดทน  รอคอย ตามเวลาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ให้ได้ คือถ้าพระเจ้าบอกแป๊บเดียว ก็มีความรู้สึกมันแป๊บเดียวเอง เพราะเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราก็ไม่ได้สนใจมากมายว่ามันจะเมื่อไรน๊า นี่กี่ปีแล้วน๊า ไม่กี่ปี …

“ฉันก็อยู่ในสวรรค์แล้ว ฉันไม่รอหรอก ฉันรอเพียงอย่างเดียว จ้องมันอย่างเดียว คือเมื่อไรฉันจะเปิดห่อของขวัญได้สักที สวรรค์อยู่ตรงนี้แล้ว สิ่งที่ฉันอยากได้ ฉันได้มาแล้ว อยู่ที่บ้านเรียบร้อยแล้ว เห็นทุกวัน เอามือคลำทุกวัน แต่เปิดไม่ได้  วิธีเปิดทำอย่างไร? ทิ้งร่างนี้เมื่อไร ฉันก็จะเห็น”

“แล้วทิ้งได้อย่างไร?”

“ก็แล้วแต่พระเจ้า เพราะวางใจในพระองค์และพระองค์ทรงนำพา จูงมือฉันเดินทุกวัน ถ้าพระเจ้าบอกว่าถึงเวลาเปิดได้ พระเจ้าก็ให้วิญญาณฉันออกจากร่าง ฉันก็ไปเปิดห่อของขวัญได้ เอเมน”

เราจึงอดทนได้ว่าแป๊บเดียว ก็คือแป๊บเดียวจริงๆ ถึงแม้จะมีความทุกข์บนโลกนี้ ก็ไม่นาน ไม่เยอะเท่าที่ควร

“เพราะฉันไม่ได้ไปจดจ่อกับสิ่งของที่เสียหายบนโลกใบนี้ ฉันไม่มองไปในสิ่งที่กำลังเสียหาย กำลังทรุดโทรมไป แต่ฉันมองที่เจริญเติบโตใหม่ขึ้นทุกวัน คือวิญญาณของฉัน ฉันมองไปสิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งที่มองเห็น มันอยู่เพียงชั่วคราว  แต่สิ่งที่มองไม่เห็น ที่พระเจ้าเตรียมไว้นั้น มันอยู่ถาวรนิรันดร์ (บอกมาร ต้องเยาะเย้ยมันเลย)”

1 ยอห์น 3:9 ได้บันทึกอย่างนี้ นี่คือความมั่นใจให้ท่านอีกว่าท่านเป็นลูกของพระเจ้า เพื่อว่ามารมันจะได้ไม่มาหลอกท่าน

1 ยอห์น 3:9 “ไม่มีใครที่เกิดจากพระเจ้าแล้ว ยังคงทำบาป (จนเป็นนิสัย) ต่อไป เพราะเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้าดำรงอยู่ในเขา เขาไม่อาจทำบาปต่อไป เพราะเขาได้บังเกิดจากพระเจ้า”

 

นี่คือคำตอบที่มารชอบมาหลอกล่อท่านว่า …

“เป็นลูกพระเจ้า ไหนล่ะยังทำบาปอยู่เลย”

ในนี้ยอห์นว่าไม่มีใครที่เกิดจากพระเจ้า คือกบังเกิดใหม่ เชื่อในพระเจ้าแล้ว ยังคงทำบาปจนเป็นนิสัย หมายถึงว่ายังคงอยู่ในบาป ยังคงเป็นทาสมารอยู่ มันไม่สามารถทำได้ เป็นไปไม่ได้  เพราะเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้าดำรงอยู่ในเขา  หมายถึงเพราะเมล็ดพันธุ์นี้ เนเจอร์หมายถึงธรรมชาติความบริสุทธิ์สะอาด ความดีงามของพระเจ้าได้เข้าไปอยู่ในวิญญาณของเขา วิญญาณของเขา ก็เปลี่ยนเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว สะอาดหมดจดบริสุทธิ์ เป็นความดีแล้ว เขาไม่อาจทำบาปต่อไปได้ เขาไม่ได้อยู่ในนั้นแล้ว  เพราะว่าเขาได้บังเกิดจากพระเจ้า เห็นไหม? DNA เซลทุกส่วน ทั้งในวิญญาณ เป็นแบบพระเจ้า เขาจะทำบาปได้อย่างไร? ท่านเห็นไหมครับ? ไม่ใช่เลย

อัครทูตยอห์นได้แยกแยะให้เห็นชัดเจนเลยระหว่างซาตานกับพระเจ้า ความบาปกับความชอบธรรม ความมืดกับความสว่าง ความรักกับความเกลียดชัง ลูกพระเจ้ากับลูกมาร ในบริบทนี้ อัครทูตยอห์นต้องการแบ่งให้เห็นชัดๆ ไม่มีตรงกลาง ไม่มีว่าอยู่ในความเทาๆ ไม่มืด ไม่สว่าง ไม่มี ไม่อยู่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง ไม่มีอยู่ในความรัก 3 วัน อยู่ในความเกลียด 3 วัน ไม่มี อยู่ในความรัก ก็อยู่ในความรัก เป็นความรักเลย  หรือไม่ก็เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้ากับเป็นคนบาป ไม่มีตรงกลาง ซึ่งบริบทนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อที่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว จะมีความประพฤติที่สมบูรณ์แบบ จะไม่ทำบาปอีกต่อไป แต่หมายความว่าผู้เชื่อ มีธรรมชาติของพระเจ้า ในตัวตน ธาตุแท้ คือวิญญาณและความคิดจิตใจใหม่ที่รับจากพระเจ้า ตอนบังเกิดใหม่นั้น เป็นธรรมชาติ นิสัยของเขา ซึ่งเป็นตัวตนจริงๆ ในโลกวิญญาณ ที่สมบูรณ์แบบเหมือนพระเจ้าไปแล้ว  ต้องการจะแยกแยะให้เห็นว่าในวิญญาณบริบูรณ์ สมบูรณ์ครบถ้วนเลย  เป็นเหมือนพระเจ้า ไปเรียบร้อยแล้ว

ฉะนั้น เราเป็นลูกพระเจ้าที่ได้รับการอภัย หรือเรียกว่าการยกโทษบาปสมบูรณ์แล้วนั่นเอง ยอห์นต้องการพูดแค่นี้ เราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์สะอาด สมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว เราผู้เชื่อในพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ได้เป็นผู้ชอบธรรม สมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว เราได้อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ  เรียบร้อยแล้ว  แต่เราไม่สมบูรณ์แบบในความประพฤติของเราบนโลกใบนี้  แค่นั้น  ยากอบ 3:2 บอก เพราะเรากำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ โคลนอาจจะมาเลอะเราได้ เราเผลอนิดหนึ่ง เราไปเหยียบโคลน มันเลอะเรา พระเจ้าบอกอย่าเดินเข้าไป เราเดินเข้าไป มันก็เลอะ ไม่สำคัญ ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงของเรา ยากอบ 3:2 บอกว่า …

ยากอบ 3:2  “เพราะ​เรา​ทุก​คนทำ​ผิดพลาด​กัน​อยู่​เรื่อย ถ้า​ใคร​ที่​บังคับ​ลิ้น​ไม่​ให้​พูด​ผิดพลาด​ได้  คนๆ​นั้น  ​ก็​เป็น​คนดี​พร้อม  เขา​ก็​จะ​บังคับ​ส่วน​อื่นๆ ​ใน​ตัว​เขาได้​ด้วย”

 

เพราะเราทุกคน (ผู้ที่เชื่อแล้ว) ก็ทำผิดพลาดกันอยู่เรื่อย ล้มลง สะดุดในการทำสิ่งที่เรียกว่าบาป หรือความสกปรกอยู่เรื่อยๆ  ทั้งปีทั้งชาติ ทั้งการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยกตัวอย่างเช่น การบังคับลิ้น ลิ้นมันบังคับอยากที่สุดเลย บาปที่ง่ายที่สุดของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อ คือการพูด มันเร็วไงครับ การจะไปทำอะไรคนอื่น มันช้า พอคิดปุ๊บ เดี๋ยวปากพูดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น จะไปอิจฉาเขาถึงขนาดทำท่าทางหมั่นไส้เขา เขาไม่ดีอย่างนี้ โอกาสมันน้อย แต่อิจฉาเขา พอคิดปุ๊บ ปากพูดเลย

“แหม! ทำตัวเป็น …”

เห็นไหม? เร็วไหม? หรือพอคิดปุ๊บ ปากพูด

“ปัดโธ่เอ่ย ไอ้โง่”

อย่างนี้ ลิ้นมันไปก่อน แล้วไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น บังคับส่วนอื่นๆ ในเรื่องร่างกายอะไรต่างๆ ในเรื่องตา หู จมูก มันบังคับง่ายกว่าตั้งเยอะ บังคับไม่ให้ไปตีหัวเขา มันง่ายใช่ไหม? บังคับไม่ให้ด่าเขาเนี้ย อันไหนยากกว่า บังคับไม่ให้ด่าเขา มันยากกว่าเยอะ บังคับไม่ให้ตีหัวเขา ยังยับยั้งได้ บังคับให้เผลอไปด่าเขา ยิ่งบอกเผลอไปอิจฉาเขา ยิ่งง่ายใหญ่เลย มันมีแต่บาปทั้งหมดแหละ มีแต่สิ่งสกปรก พระเยซูบอก แค่คิด ก็แย่แล้ว แค่คิดในใจว่าเขาโง่ บังคับปากไว้ก็ยังดี อย่างนี้เป็นต้นว่ามันทำแน่สิ่งเหล่านี้ แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกายที่พระเจ้าบังคับจนบริสุทธิ์สะอาดแล้ว มันเป็นเพียงแค่โคลนมาเลอะเท่านั้น

ผมอยากจะบอกท่าน เหมือนที่เคยบอกอยู่บ่อยๆ ว่าผู้เชื่อแล้ว ในพระเจ้า ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เหมือนกับปลาที่ต้องอยู่ในน้ำ ผมไปเดินตอนเช้า เวลาฝนตกกลางคืนเยอะๆ ปลามันจะออกมาเล่นน้ำเพลินไปหน่อย น้ำมันท่วมขึ้นมาบนถนน มันออกมาตามท่อ ล้นออกมาจากคลอง โลกใหม่ ไม่เคยเห็น ออกมาเล่นน้ำบนสนามหญ้าอะไรต่างๆ ปรากฏว่าสายๆ ตอนเราออกไปเดิน น้ำลด มันหาน้ำไม่เจอ มันก็ดิ้น เพื่อจะหาทางลงน้ำ ผมก็ต้องค่อยๆ ไปช้อนมันลงน้ำเหมือนเดิม ให้มันอยู่ต่อ เพราะมันกำลังดิ้นไปหาน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่เชื่อใหม่ในพระเจ้า ก็เป็นอย่างนั้น เมื่อเป็นลูกของพระเจ้า เมื่อท่านอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าท่านหลงไป ระเริงไปบนโลกใบนี้ ไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดีงาม ข้างในของท่าน ตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ของท่าน ความคิดจิตใจและร่างกาย มันอยู่ไม่ได้หรอก  มันทนไม่ไหว มันดิ้นรน มันต้องการไปทำสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ตามที่มันควรจะเป็น คือวิญญาณและความคิดจิตใจ ที่บังเกิดใหม่แล้ว  ที่ถูกชำระแล้ว จนสะอาดหมดจด มันเปรียบเหมือนปลาที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนเข้าไปหาน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น ไม่อย่างนั้นมันจะตายให้ได้ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สถิตอยู่กับเรา  เป็นพี่เลี้ยงเรา  สำหรับผู้เชื่อใหม่ ก็จะค่อยๆ เลี้ยงดูเรา ค่อยๆ พาเรากลับไปลงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติของเราในวิญญาณ ในตัวของเราที่บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว รับรองได้ มันเป็นอย่างนี้แน่นอน

เพราะฉะนั้น ท่านจงวางใจได้ เมื่อท่านเชื่อและวางใจในพระเจ้าว่าพระเยซูคริสต์เป็นใครแล้ว ท่านมั่นใจว่าท่านอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว 100% อย่าไปให้มารมันหลอกลวงเด็ดขาด เพื่อว่าความมั่นใจของท่านจะได้เป็นคำพยาน ในการดำเนินชีวิตของท่าน ในคำพูดของท่าน เพื่อว่าผู้คนรอบข้างท่านจะได้รู้ว่าสวรรค์มันไปกันง่ายๆ อย่างนี้ สวรรค์มันไปไม่ยากเลย แค่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่า …

“พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาป มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต และชำระฉันให้สะอาดหมดจด และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3”

เพียงแค่นี้ ท่านได้รับความรอดเรียบร้อยไปแล้ว มันง่ายนิดเดียว แค่นี้ จงวางใจ ด้วยสุดจิต สุดใจในพระเจ้า  ให้พระองค์ทรงดูแลเหนือทุกสิ่งในชีวิตของท่าน ดำเนินชีวิตไปกับพระองค์ ให้พระองค์ทรงจูงมือท่านเดินไปในแต่ละวันๆ เอเมน ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

*******************