วารสาร Holy News ฉบับที่ 1305

คำบรรยายวันศุกร์ประเสริฐที่  2  เมษายน  2021

 เรื่อง “บริสุทธิ์ สมบูรณ์แบบตลอดกาล  ด้วยพระโลหิตพระเยซู”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

หลายแห่งเขาก็ฉลองเทศกาลศุกร์ประเสริฐและอีสเตอร์ วันสิ้นพระชนม์กับวันเป็นขึ้นจากความตาย ต้องคู่กัน เขาฉลองเป็นสัปดาห์ เรียกว่าสัปดาห์แห่งการทนทุกข์ อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นปาล์มซันเดย์ พระเยซูคริสต์เดินทางเข้ามากรุงเยรูซาเล็ม พระคัมภีร์บอกหมด ตั้งแต่นานมาแล้ว ก่อนหน้าที่จะเดินทางเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตลอด 3 ปี ที่พระเยซูได้ประกาศบนโลกใบนี้ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ พระองค์บอกล่วงหน้าแล้วว่าพระองค์จะเข้ามากรุงเยรูซาเล็ม ในสุดท้ายชีวิตของพระองค์ เพื่อให้เขาจับไปฆ่า เพราะเป็นการงานที่พระองค์ได้ถูกแต่งตั้งให้กระทำสิ่งนี้ บอกมาเป็นระยะๆ ตลอดเวลา

วันนี้เราเลยจะมาระลึกถึงเหตุการณ์นี้ร่วมกัน ว่าพระเยซูทราบล่วงหน้า แล้วว่าจะเข้ากรุงเยรูซาเล็มในสัปดาห์นี้ เพื่อให้เขาจับไปฆ่าด้วยการถูกตรึงที่ไม้กางเขนอย่างทรมาน  เพราะความรักยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ว่าพระองค์ทรงทุกข์ทรมาน เพื่อเรามากขนาดไหน?  เราจะมาเริ่มต้นที่ยอห์น 19:28-30 เลยว่าเมื่อพระองค์ทรงเดินทางเข้ากรุงเยรูซาเล็ม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รู้แล้วว่ามาครั้งนี้ พระองค์จะถูกจับไปตรึงที่ไม้กางเขน  และพระองค์ทรงว้าวุ่นใจ กังวลใจตั้งแต่แรกแล้ว รู้ว่าพระเจ้าให้กระทำสิ่งนี้  แต่ก็รู้ว่ามันหนักหนาสาหัส ยิ่งใกล้วันมา วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส ยิ่งกังวลใจมาก ยิ่งกลัวในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ลองคิดดูสิว่าพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าที่พระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นพระบุตรของพระเจ้าที่พูดคุยกับพระเจ้าตลอดเวลา  แล้วพระองค์ทรงบอกว่าพระองค์ทรงกังวลใจ  พระองค์ทรงกลัว มันจะเป็นภาระหนักขนาดไหนที่พระเยซูจะทรงก้าวเข้าไปทำ ในการถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ทั้งๆ ที่รู้ บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนเกทเสมนีในวันพฤหัส คือเมื่อวานนี้  ก่อนที่จะถูกจับไปทุกข์ทรมาน และตรึงบนไม้กางเขน พระองค์อยู่กับเหล่าสาวก แล้วขอร้องให้เหล่าสาวกมาเป็นเพื่อนหน่อย  แสดงว่ากลัว กังวล

กังวลถึงขนาดบันทึกไว้ในพระคัมภีร์บอกว่าพระองค์อธิษฐานด้วยความทุกข์ทรมานถึง 3 ครั้ง  พระเจ้าพระบุตร อธิษฐานกับพระบิดา ขอให้ภาระนี้ หน้าที่นี้ การถูกตรึงที่ไม้กางเขนนี้ เป็นไปได้ไหมที่จะผ่านไป ไม่รับ ไม่เข้าไป  ไม่ถูกตรึงได้ไหม? มีวิธีอื่นไหม? แต่ทั้ง 3 ครั้ง เนื่องจากพระองค์ทรงทราบล่วงหน้า มาตั้งเป็นพันๆ ปีมาแล้วว่าพระองค์ทรงถูกแต่งตั้งให้มาทำงานนี้ พระองค์ก็ทรงทราบ  แต่ในใจหนึ่ง ก็ทรงกลัว แล้วพระองค์ก็ทรงชนะจิตใจตัวเอง โดยการอธิษฐานว่า …

“พระเจ้าถ้ามันเลื่อนไม่ได้ มันจำเป็นที่ลูกจะต้องเดินเข้าไป  ก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ อย่าเป็นไปตามใจลูกเลย”

อธิษฐานอย่างนี้ 3 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัว น่าหวาดกลัว น่าสยดสยองของสิ่งที่พระเยซูคริสต์กำลังเผชิญอยู่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ตอนเย็น จนกระทั่งถึงเมื่อบ่าย 3 โมง วันนี้ที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน เราจะมาดูกันว่าพระองค์กลัวอะไร? แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เพื่ออะไร? ทำไมพระเจ้าต้องทำสิ่งเหล่านี้ด้วย มารซาตานรู้อย่างเดียวว่าอยากจะเอาชนะพระเยซู สิ่งเดียวที่ทำให้พระเยซูแพ้มารซาตานในเรื่องนี้ได้ ก็คือซาตานมันรู้แล้วว่าพระเยซู เป็นพระบุตรของพระเจ้า  มาเกิดเป็นมนุษย์ แต่มันไม่รู้แผนการทั้งหมดของพระเจ้า ในการไถ่ถอนมนุษย์ มันไม่รู้ลึกซึ้งขนาดนั้น พระคัมภีร์บอกมันไม่รู้ เพราะฉะนั้น มันพยายามที่จะทดลอง ที่จะยุแหย่พระเยซูให้ทำอะไรก็ได้  ให้ละเมิดสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนมนุษย์ ในการสำแดงตัวพระเจ้าออกมา ถ้าสำแดงตัวของพระเจ้าออกมาเมื่อไร? ก็ไม่ได้เป็นมนุษย์เมื่อนั้น เข้าใจใช่ไหมครับ?

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อวานนี้ถูกจับ มันทั้งล้อเลียน ยุแหย่ ทั้งไม่ให้เกียรติ ถ่มน้ำลาย ตบหน้าพระเยซู เฆี่ยนพระเยซู เยาะเย้ยต่างๆ เพื่อให้พระเยซูบอกว่า …

“ไม่เอาแล้ว ไม่ไหวแล้ว กลับมาเป็นพระเจ้าดีกว่า ไม่ยอมให้ถูกรังแกอย่างนี้  ไม่เอาเด็ดขาด”

นั่นแหละ คือพระเยซูแพ้ แต่ขอบคุณพระเจ้า ผลปรากฏออกมาแล้วว่าพระเยซูไม่แพ้  ทนจนกระทั่งสุดท้ายที่ไม้กางเขน แบกรับเอาความน่าอาย แบกรับเอาความทุกข์ทรมาน  แบกรับเอาความยุแหย่ เจ็บปวด ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นพระเจ้า สามารถที่จะหนีจากสิ่งเหล่านี้ สามารถที่จะชนะสิ่งเหล่านี้  สามารถลงจากกางเขนได้ทันที เรียกทูตสวรรค์มาเป็นกองๆ ทันทีเลย  ใครจะทำอะไรพระองค์ได้ แต่พระองค์ไม่ทำ  ยอมทำให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า  ยอมทนทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวด ความรักอันยิ่งใหญ่นี้พระองค์ทำเพื่อใคร? ในที่สุด พระองค์ก็ทรงชนะ คือทรงสิ้นพระชนม์ รับบาปของมวลมนุษยชาติ จนกระทั่งคนสุดท้าย

สมมติว่ามนุษย์มีทั้งหมด แสนล้านคน พระองค์รับแบกบาปมวลมนุษยชาติไว้ที่ตัวพระองค์ ตั้งแต่คนแรก รับไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เย็นวันพฤหัส ถูกจับปุ๊บ ค่อยๆ รับความทุกข์ทรมาน รับเพิ่มไปเรื่อยๆ  รับจนกระทั่งบนไม้กางเขน ใกล้ๆ บ่าย 3 โมง พระองค์อาจจะนับไป 99,999 เหลืออีกคนเดียวเอง พอถึงบ่าย 3 โมงพระองค์รับอีกคนหนึ่งไว้ ด้วยความทุกข์ทรมาน พอรับไป พระองค์บอกว่ารับหมดเรียบร้อยแล้ว แบกบาปของคนทั้งโลกไว้ที่พระองค์เรียบร้อยแล้ว ด้วยความอับอาย ด้วยความเจ็บปวด ทำอะไรเขาได้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ตอนนี้ เพราะรับบาปของมวลมนุษยชาติ ต้องอดทน รับแบกบาปของมวลมนุษย์ไว้ จนคนสุดท้าย  รับครบเมื่อไร? เมื่อบ่าย 3 โมง พระองค์ก็เลยบอกว่าจบแล้ว เสร็จเรียบร้อยแล้ว สำเร็จแล้ว เรามาอ่านดูตรงนี้กัน ยอห์น 19:28-30 …

ยอห์น 19:28-30  “28 หลังจากนั้น พระเยซูรู้ว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้คำต่างๆ ในพระคัมภีร์เกิดขึ้นจริง พระองค์พูดว่า “เราหิวน้ำ” 29 มีไหใส่เหล้าองุ่นเปรี้ยวอยู่ที่นั่น พวกเขาจึงเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวนี้ ใส่ปลายกิ่งไม้หุสบ แล้วยื่นไปจ่อไว้ที่ปากของพระองค์ 30 เมื่อพระองค์ได้ชิมเหล้าองุ่นเปรี้ยวแล้ว จึงได้ร้องว่า “สำเร็จแล้ว” จากนั้น ก็คอพับ และสิ้นใจตาย”

 

สิ่งที่พระองค์ทรงกลัวมาก คือการทนทุกข์ทรมาน อย่างที่บอก ถูกเยาะเย้ย ถูกเหยียดหยาม ถูกทรมาน  เอาสิทนได้ใช่ไหม? ก็ทรมานอีก ทนได้ ทรมานอีก จนกระทั่ง พระเยซูรู้ว่าทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ตามที่พระเจ้าวางแผนไว้แล้ว ชำระบาปให้กับมนุษย์ทั้งหลาย รับแบกบาป เรียบร้อยแล้ว  พระองค์ทรงทราบและสำเร็จแล้ว พระองค์จึงได้ร้องประกาศข่าวดีอีกแล้ว ตลอด 3 ปีมา ที่ดำเนินบนโลกใบนี้ เริ่มสั่งสอนนั้น พระองค์ไม่ได้มาสั่งสอนให้คนทำความดีนะ มาประกาศแผ่นดินสวรรค์ ประกาศปีแห่งการโปรดปรานของพระเจ้าว่าพระเจ้าอภัยให้มนุษยชาติ พระองค์มา เพื่อไถ่บาป พระองค์จึงได้ร้องว่าข่าวดีที่บอกไว้นั้น เกี่ยวกับสวรรค์มา บัดนี้ สำเร็จแล้ว แล้วก็สิ้นพระชนม์ สิ้นพระชนม์ก่อนหน้านี้ไม่ได้ ตายก่อนหน้านี้ไม่ได้  ต้องรับจนหมดเกลี้ยงเลย มวลมนุษยชาติ บาปของเขา พระองค์ทรงรับไว้หมดเกลี้ยงเลย แล้วพระองค์ก็บอก …

“สำเร็จแล้ว” สิ้นพระชนม์

ในภาษาเดิม ที่เขาใช้ภาษากรีกบันทึกเอาไว้ในพระคัมภีร์ตรงนี้ คำว่า “สำเร็จแล้ว” ตรงนี้ เราได้เคยคุ้นกันบ่อยๆ ทุกๆ ปีก็จะมาพูด เรียกว่า “Testelestai” คือสำเร็จแล้ว จ่ายหมดแล้ว ทำครบแล้ว สมบูรณ์แบบแล้ว  มันหมายถึงตรงนั้น พระองค์อยู่บนไม้กางเขนเมื่อตอนบ่าย 3 โมงวันนี้ พระองค์บอกว่าสำเร็จแล้ว แผนการของพระเจ้าที่จะช่วยเหลือมนุษย์ให้หลุดพ้นออกจากอำนาจมืดของผีมารซาตาน เป็นทาสของผีมารซาตานนั้น บัดนี้ สำเร็จแล้ว หนี้บาป เวรกรรมของมนุษย์ที่ติดตัวมา ตั้งแต่สมัยอาดัมนั้น ได้ถูกจ่าย ให้ครบถ้วนหมดแล้ว Testelestai ก็คือจ่ายหมดแล้ว พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของมนุษย์พันธุ์ใหม่  พันธุ์ที่สามารถรับความบาปของมวลมนุษยชาติไว้ที่ตัวพระองค์ได้ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า ไม่มีบาป บริสุทธิ์ผุดผ่องเลย  ไม่มีมนุษย์คนใดเลยในโลก สักคนเดียวที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะทั่งหมด มาจากแหล่งเดียวกัน มาจากที่เดียวกัน คือมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน คืออาดัม ทุกคนติดเชื้อบาปกันมาทั้งสิ้น ยกเว้นพระเยซูคริสต์ที่บังเกิดจากหญิงพรหมจารี กำเนิดโดยหญิงพรหมจรรย์ จากพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์จึงบริสุทธ์ เป็นมนุษย์ 100% และเป็นพระเจ้า 100%  พระองค์จึงเป็นตัวแทนของมนุษย์จ่ายหนี้บาป เรียบร้อย หมดไปแล้ว เกลี้ยงเลย

แล้วพระคัมภีร์ก็บอกว่าถ้าใครรู้ข่าวดีนี้ ต้องการที่จะหมดหนี้ หมดบาป ก็ง่ายนิดเดียว คือเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ว่ามันเป็นจริงเท่านั้นเอง

มนุษย์ผู้ใดอยากได้สิทธิ์นี้ ก็ต้องย้ายออกจากพันธุ์เดิม คือพันธุ์อาดัม ก็เป็นพันธุ์ของเรา พันธุ์มนุษย์ทั้งหมด ก็มาจากอาดัม ต้องย้ายจากอาดัมมาอยู่พันธุ์ใหม่ มาอยู่ในพันธุ์ของพระเยซูคริสต์ ให้พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทน เป็นหัวหน้าเรา เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  เราก็จะได้รับสิทธินี้ คือหนี้บาปเวรกรรมของเรา ก็ได้ถูกจ่ายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าหัวหน้าของเรา คือพระเยซูคริสต์ได้จ่ายให้หมดแล้ว

แสดงการใช้สิทธิ์นี้ ด้วยเจตจำนง คือใช้ความเชื่อ พระคัมภีร์ใช้คำว่า “กลับใจใหม่”  หรือเรียกว่า “เปิดใจต้อนรับข่าวดี” พระเยซูบอกเราเคาะที่ประตูใจของท่าน  เราประกาศข่าวดีให้กับท่าน มาอยู่เรื่อยๆ ทั้งผ่านตรงโน้น ผ่านตรงนี้ เคาะอยู่เรื่อยๆ  ให้ท่านเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ คือต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ช่วยให้รอดของท่าน ท่านก็ได้รับสิทธิ์นี้ทันนี้

นี่คือการแสดงเจตจำนงในการรับสิทธิในข่าวดีที่พระเยซูทำให้ ที่ไม้กางเขน เมื่อบ่ายนี้ นี่ผ่านมาแล้ว 2,000 ปี หนี้บาปเวรกรรมของมนุษย์ ได้ถูกจ่ายเรียบร้อยไปแล้ว และก่อนอื่นเลย ที่มนุษย์คนนั้นจะใช้สิทธิ์ อันดับแรก ซึ่งผ่านไปไม่ได้เลย ก่อนที่จะใช้สิทธิ์นี้ คือเขาต้องยอมรับตัวเองก่อนว่าเขาเป็นคนบาป ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ต้องการผู้ช่วยให้รอดจากบาป ไม่สามารถชดใช้บาปตัวเองได้  พูดง่ายๆ ใช้บาป เวรกรรมตัวเองไม่หมด  และต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น ก็คือมีพระเยซูผู้เดียว  ตรงนี้จึงเป็นอันดับแรกที่ต้องเกิดขึ้นในใจก่อน มนุษย์คนนั้นต้องยอมรับก่อนว่าตัวเองเป็นคนบาป และอ่อนแอ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ตรงนี้มันยากนะ ที่มนุษย์คนหนึ่งจะยอมถ่อมใจลง

“ฉันช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ฉันทำดีอย่างไรก็ยังไม่เพียงพอ  เพราะฉะนั้นขอตัวช่วย”

และตัวช่วย ก็มีอยู่ผู้เดียว คือพระผู้ช่วยให้รอด  พระเยซู … เยซู แปลว่าผู้ช่วยให้รอด เมื่อใดเมื่อนั้น ถ่อมใจตรงนี้ เขาก็จะได้รับสิทธิ์นี้ทันที ในโรม 5:8-9 ได้อธิบายถึงทำไมพระเยซูต้องยอมทนทุกข์ทรมาน ถึงขนาดนั้น เพราะรักใครมาก? ลองอ่านดู ท่านจะรู้ว่าความรู้สึกของพระเยซู ของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้นั้น เป็นความรักขนาดไหน? …

โรม 5:8-9  “8 แต่พระเจ้าได้แสดงความรักต่อเรา โดยยอมส่งพระคริสต์มาตายเพื่อเรา 9 ทั้งๆ ที่เรายังเป็นคนบาป (เป็นศัตรูกับพระเจ้า) อยู่  ตอนนี้พระเจ้ายอมรับเรา (เป็นผู้ชอบธรรม) แล้ว เพราะเลือดของพระคริสต์  ยิ่งกว่านั้น เราจะรอดพ้นจากความโกรธ (การถูกลงโทษ เพราะบาป) ของพระเจ้า (ในวันพิพากษา) เพราะพระคริสต์อย่างแน่นอน”

 

ท่านคิดดูสิ ความรักของพระเจ้าใหญ่แค่ไหน? ทั้งๆ ที่มนุษยชาติบนโลกใบนี้ยังเป็นคนบาป ยังเป็นศัตรูกับพระเจ้า ยังดุด่า ว่ากล่าวพระเจ้า ล้อเลียนพระเจ้า อยู่ตรงข้ามพระเจ้า ดูหมิ่นพระเจ้า แต่ในขณะที่เรายังเป็นอย่างนั้น พระเจ้าโกรธเหรอ? พระเจ้าจะลงโทษเราใช่ไหม?  เพราะเราเป็นศัตรูกับพระองค์ใช่ไหม? ในนี้บอกว่า …

“แต่พระเจ้าได้แสดงความรักต่อมนุษยชาติบนโลกใบนี้ โดยยอมส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาตาย เพื่อเราที่ไม้กางเขน”

ที่เราพูดคุยกันเมื่อสักครู่นี้ ด้วยความทุกข์ทรมาน เพื่อมนุษยชาติที่เป็นศัตรูกับพระองค์ หมิ่น เหยียดหยาม ทั้งหมดออกมาที่เมื่อวานนี้ ที่ผมบอกให้ฟัง ที่มารมันใส่เข้าไปในจิตใจมนุษยชาติ ที่เกลียดพระเยซูมาก นั่นแหละ ข้างในของมนุษย์เป็นศัตรู เยาะเย้ยถากถาง เอามงกุฎหนามสวมเข้าไป ปลดฉลองพระองค์ให้พระองค์ละอาย แม้ตรึงอยู่ที่ไม้กางเขน ก็บอกว่า …

“อ้าว! ลงมาสิ เก่งจริงลงมา”

คือทำทุกอย่าง นั่นแหละคือศัตรูกับพระเจ้า ทั้งๆ ที่มนุษย์เป็นศัตรูอย่างนั้นนะ พระเจ้าบอก …

“เราไม่ถือโทษ เราส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรเรามาตายที่ไม้กางเขน  เพื่อยอมรับเจ้า กลับมาหาเราใหม่”

พระเจ้ายอมรับมนุษยชาติ ยอมรับเรา ผู้เป็นคนบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า ให้กลายเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซู เลือดของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งตั้งแต่ก่อนไม้กางเขน จนกระทั่งถึงไม้กางเขน และสิ้นพระชนม์นั่นแหละ

และในนี้บอกว่า “ยิ่งกว่านั้น เราจะรอดพ้นจากความโกรธของพระเจ้า” หมายถึงอะไร?

เราจะพ้นจากการถูกลงโทษ เพราะบาป เพราะเราเป็นศัตรูกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ทำอะไรเราหรอก มันเป็นกฎตามธรรมชาติ เมื่อเราเป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับความดีงาม เราก็ได้รับโทษ ถูกพิพากษาลงโทษ

ในนี้บอกว่า … “รอดพ้นจากความโกรธ การถูกลงโทษ เพราะบาป ในวันพิพากษา” ก็คือในวันสุดท้าย เมื่อชีวิตเราหมดสิ้นจากโลกใบนี้ไปแล้ว ทุกคนต้องเข้าสู่การพิพากษาของพระเจ้า ถ้าเรายังเป็นศัตรูกับพระเจ้า ง่ายนิดเดียว พระเจ้าเป็นเจ้าของสวรรค์ เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า การถูกพิพากษา คืออะไร? ท่านก็ทราบ มันก็เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว มันก็ต้องจำใจปล่อยไปตามทางของเรา เราก็ไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่ใช่สวรรค์ของพระเจ้า สำหรับคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้รับการชำระโดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ กลายเป็นผู้ชอบธรรม คนดีงามแล้ว ไม่ได้เป็นคนบาป ไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้าอีกแล้ว เขาก็รอด จากการพิพากษา  แค่นี้เอง รอดจากการถูกลงโทษ ในวันสุดท้าย เขาก็ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า นั่นหมายความว่าอย่างนี้ ฮีบรู 9:12 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

ฮีบรู 9:12  “พระองค์เข้าไปในห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนั้น เพียงครั้งเดียวก็พอ สำหรับตลอดไป พระองค์ไม่ได้เอาเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ได้ถวายเลือดของพระองค์เอง พระองค์จึงทำให้เรา เป็นอิสระจากบาปตลอดไป

 

“พระองค์เข้าไปในห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด” หมายถึงพระองค์เข้าไปในสถานที่ประทับของพระเจ้า ในสวรรค์ ในโลกวิญญาณเลย ในขณะที่ตายที่ไม้กางเขนแล้ว วิญญาณของพระองค์เข้าไปในพลับพลา หรือเรียกว่าอภิสุทธิสถาน สถานที่บริสุทธิ์ที่พระเจ้าสถิตอยู่ ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์จริงๆ เข้าไปหาพระเจ้า เพื่อเอาเลือด ไปไถ่บาปให้กับมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่ด้วยเลือดของสัตว์ แต่ด้วยเลือดของพระองค์เอง  พระองค์จึงทำให้มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นอิสระ หลุดพ้นจากบาปตลอดไป

จำไว้ “หลุดพ้นจากบาป” คือหลุดพ้นจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้าตลอดไป  บาป คือศัตรูกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระเจ้าบอกบวก เราบอกลบ  พระเจ้าบอกขาว เราบอกดำ นี่คือธรรมชาติของคนที่อยู่ในบาป

แล้วพระองค์ทรงกระทำอย่างนี้ เมื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสรภาพ มนุษย์ก็สามารถที่เป็นอิสรจากบาป  ก็คือมีโอกาสที่จะหลุดจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า  คือสามารถกลับมาคืนดีกับพระเจ้า กลับมาเป็นมิตรกับพระเจ้า  เหมือนแต่ก่อนได้ กลับมาเข้ากันได้กับพระเจ้า  ซึ่งพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ตรงนี้ ใน 2 โครินธ์ 5:16-21 ผมจะนำท่านไปดูคำว่า “คืนดี” มันแปลว่าอะไร? …

2 โครินธ์ 5:16-21 “16 ดังนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะไม่พิจารณาใครตามทัศนะของโลก แม้ครั้งหนึ่ง เราเคยพิจารณาพระคริสต์แบบนั้น แต่เราก็จะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป 17 เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา 18 ทั้งหมดนี้ มาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์ โดยทางพระคริสต์ และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการคืนดีนี้แก่เรา 19 คือพระเจ้าได้ทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ในพระคริสต์ ไม่ทรงถือโทษบาปของมนุษย์ และพระองค์ทรงมอบหมายเรื่องราวแห่งการคืนดีนี้ไว้กับเรา       20 ฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ เสมือนหนึ่งพระเจ้าทรงร้องเรียกท่านทั้งหลายผ่านทางเรา 21 เราจึงขอร้องท่าน ในนามของพระคริสต์ว่าจงคืนดีกับพระเจ้า พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาปเพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า

 

พระเยซูหลั่งพระโลหิต ตายที่ไม้กางเขน เพื่อชำระมวลมนุษยชาติ ให้พ้นจากความบาป  พ้นจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า พ้นจากการอยู่ตรงข้ามกับพระเจ้า  พ้นจากการเข้ากับพระเจ้าไม่ได้

ทำไมผมเอา 2 โครินธ์ บทที่ 5 ขึ้นมาเมื่อตะกี้นี้  เพื่อจะเน้นให้ท่านเห็นถึงว่าที่พระเยซูมา ทำให้กับเรา คือทำให้มนุษย์สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า เป็นเคมีเดียวกัน ถ้าเรายังเป็นบาปอยู่ เราเหมือนน้ำกับไฟกับพระเจ้า  เจอกันไม่ได้ โดยธรรมชาติเลย

ในนี้บอกว่า … “ดังนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะไม่พิจารณาใครตามทัศนะของโลก”

ตามทัศนะของโลก ก็หมายถึงเราจะไม่ตัดสินใคร? มองใครตามลักษณะของสิ่งที่ตามองเห็น หูได้ยิน คือสิ่งที่จับต้องมองเห็นได้   ตามระบบของโลกนี้นั่นเอง

“ซึ่งครั้งหนึ่งเราเคยพิจารณาพระคริสต์” คือเราเคยตัดสินพระเยซูอย่างนั้น พระเยซูพูดอะไร? ฟังไม่รู้เรื่องเลย ก็พระเยซูมาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับโลกที่จับต้องมองเห็นได้ไง แต่เราไปตัดสินพระองค์ในเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญาแบบโลก แบบจับต้องมองเห็นได้

ซึ่งในนี้บอกว่า … “เราจะไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป  เหตุฉะนั้น เพราะถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์ โดยทางพระคริสต์”

โดยทางพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทำให้มนุษย์ทั้งหมด สามารถกลับมาเข้ากันได้กับพระเจ้า มาเข้าส่วนกันได้ มาคุยกันได้รู้เรื่อง มามีเคมีเหมือนกัน มาเป็นน้ำกับน้ำ แต่ก่อนนี้เป็นน้ำกับไฟ หรืออยู่ตรงข้ามกัน  แต่ตอนนี้มาเป็นน้ำกับน้ำ  เคมีเข้ากัน  สามารถเข้ากันได้ เป็นหนึ่งเดียวกันได้  และเมื่อเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เราก็สามารถถูกสร้างใหม่ บังเกิดใหม่ เป็นเหมือนพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่เอี่ยมเลย  ใหม่ เพราะว่าอันเก่ามันเป็นศัตรูกับพระเจ้าหมด ทั้งวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกาย เป็นศัตรูหมดเลย  เข้ากับพระเจ้าไม่ได้เลย ต่อต้านพระเจ้าหมด ทั้งที่รู้หรือไม่รู้ก็ตาม มันเป็นอย่างนั้น  แต่ต่อไปนี้ โดยทางพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทำให้มนุษย์สามารถถูกสร้างขึ้นใหม่ เกิดใหม่ มาเข้ากันได้กับพระเจ้า ทั้งหมด ทั้งความคิดจิตใจ ร่างกาย และวิญญาณ มันหมายถึงอย่างนั้น

“และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการคืนดีแก่เรา” … “เรา” ในที่นี้หมายถึงอาจารย์เปาโลและทีมงาน ผู้เป็นอัครทูต ผู้เป็นผู้ประกาศข่าวดี

พระเจ้าได้มอบหมายงานนี้ งานออกไปประกาศ ไปบอกผู้คน  เรื่องข่าวดีนี้ เขาเรียกว่างานแห่งการให้คนมาคืนดีกับพระเจ้า พระเจ้าเปิดประตูให้คืนดีแล้ว  รีบมาเข้าหาพระเจ้าเร็วๆ อะไรอย่างนี้

คือพระเจ้าทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ “โลก” หมายถึงมนุษย์  พระเจ้าทรงให้มวลมนุษยชาติคืนดีกับพระองค์ในพระคริสต์ ไม่ทรงถือโทษบาปของมนุษย์อีกต่อไป  ให้มนุษย์คืนดี  ก็คือให้มนุษย์สามารถเข้ากันได้กับพระองค์ ให้มนุษย์สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ เข้ามาในครอบครัวของพระเจ้า  มาเป็นลูกของพระองค์ได้แล้ว

“ฉะนั้น เราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ เสมือนหนึ่งพระเจ้าทรงร้องเรียกท่านทั้งหลายผ่านทางเรา”

“ท่านทั้งหลาย” คือมนุษย์ทุกคน … เรียกร้องมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้แหละ  ที่ได้ยินข่าวดีนี้ ผ่านทาง ผู้รับใช้ คือเปาโลและทีม เมื่อพูดถึงพระเยซูคริสต์ คือพระเจ้าเรียกร้องให้มนุษย์ทั้งหลาย มาคืนดีกับพระองค์

“เราจึงขอร้องท่านในนามพระเยซูคริสต์” … เปาโลกำลังขอร้องใครก็ตามที่ได้ยินข่าวดีในวันนี้ ผมก็ขอร้องเหมือนกัน  ขอร้องตามน้ำพระทัยพระเจ้า เพราะรู้ว่าพระเจ้าต้องการให้ท่านคืนดีกับพระองค์

“จึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ว่าจงคืนดีกับพระเจ้า” จงคืนดีซะ เพราะเดี๋ยวนี้คืนดีได้  รับสิทธิของท่านที่พระเยซูคริสต์ไถ่บาปให้กับท่าน ท่านก็สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้แล้ว

จบสุดท้ายในข้อความนี้บอกว่า … “เพราะพระเจ้าทรงกระทำพระเยซู ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาป เพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นผู้ชอบธรรม ดีพร้อม สมบูรณ์แบบของพระเจ้า”

ทั้งหมดนี้ ให้คืนดี เพราะพระเจ้าส่งพระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน  กลายเป็นคนบาป รับบาปแทนเรา  จนกระทั่งถึงบ่าย 3 โมง ตายที่ไม้กางเขน  เป็นคนบาป เพื่อเอาบาปออกไปจากมวลมนุษยชาติ ให้มนุษยชาติกลับมาเป็นผู้ชอบธรรม ดีพร้อม สมบูรณ์แบบ เหมือนพระเจ้าได้ มันหมายถึงอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พระเจ้าไม่ได้ส่งพระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อสอนให้มนุษย์ทำความดี หรือมาสอนศีลธรรม ไม่ได้ให้มนุษย์ติดตามพระเยซู เพื่อคิดว่าพระเยซูสั่งให้ทำอะไรบ้าง? ทำความดีอย่างไร? เหมือนโมเสสสั่ง ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่โมเสสสอน ที่พระเจ้าให้บันทึกไว้ เป็นกฎ มันดีมากมาย อยู่แล้ว เยอะ แต่พระเยซูคริสต์มา เพื่อเป้าหมายเดียว อย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้ มาเพื่อตายด้วยความทุกข์ทรมานที่ไม้กางเขน  เพื่อแบกบาปของมวลมนุษยชาติไป  ต้องจำตรงนี้ไว้เลย เพราะไม่อย่างนั้นข่าวดีของพระเจ้า  มันจะไม่มาถึงมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวง มาเพื่อเป็นแพะรับบาป แทนมนุษย์ เพื่อปลดปล่อยให้มนุษย์เป็นอิสระ จากการเป็นทาสของบาป ไม่สามารถหลุดจากมันได้ ด้วยตัวของตัวเอง  พระเยซูจึงมาช่วยแบกเอาบาปนั้น โดยการตายที่ไม้กางเขน เป็นหลักการใหญ่ที่สุด  และพระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และในวันที่ 3 พระองค์ได้เป็นขึ้นจากความตาย  เพื่อมนุษย์จะได้สามารถบังเกิดใหม่ มีชีวิตนิรันดร์ของพระเจ้า เป็นคนดีเหมือนพระองค์ได้

พระเยซูไม่ได้เป็นผู้มาก่อตั้งกฎระเบียบ แบบใหม่ หรือไม่ได้เป็นผู้มาก่อตั้งหลักการกระทำความดีอย่างใหม่ พระองค์ไม่ได้มาสอนกฎระเบียบ ให้คน หรือมนุษย์ทั้งหลาย กระทำความดีตามกฎ เพราะโมเสสสอนให้คนทำดีตามกฎระเบียบอยู่แล้ว และยังมีกฎระเบียบอื่นๆ เยอะแยะ ที่มนุษย์ตั้งขึ้นมาตามลักษณะของโมเสสเยอะแยะไปหมด ดีอยู่แล้ว  และมนุษย์ก็รู้อยู่ด้วยว่าอะไรดี? อะไรไม่ดี? รู้อยู่แล้วทั้งหมด ไม่ต้องสอนแล้ว รู้หมด แต่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

มนุษย์ไม่สามารถทำตามกฎระเบียบที่มีอยู่แล้วได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ดีพร้อมตามข้อกำหนดกฎนั้นๆ ได้  เพราะมนุษย์เกิดมา ก็เป็นบาป เป็นศัตรูกับความดีงาม เป็นศัตรูกับพระเจ้าไง  ข้างใน ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แก้ไม่ได้อยู่แล้ว

แต่พระเยซูผู้เดียวเท่านั้น ที่เป็นพระบุตรของพระเจ้าและเป็นมนุษย์ มาเพื่อกำจัดการเป็นศัตรูกับพระเจ้า ในใจของมนุษย์ ในวิญญาณของมนุษย์  เป็นตัวตนแท้ๆ ของมนุษย์ กำจัดการเป็นศัตรูออกไป  แล้วให้สามารถมาคืนดี มาเข้ากับพระเจ้าได้ สามารถมาเป็นคนดีพร้อม สมบูรณ์แบบ ในสายพระเนตรของพระเจ้าได้ โดยผ่านทางการหลั่งพระโลหิต ตาย ถูกฝังไว้  และรับการบังเกิดใหม่ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ตามที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้

พระเยซูจึงเน้นย้ำแต่เรื่องเหล่านี้ 33 ปีบนโลกใบนี้  30 ปีไม่ได้ทำอะไรเลย  3 ปีเท่านั้น ที่ออกมาประกาศ ไม่อยากบอกว่าสั่งสอนเลย พระองค์ไม่ได้สอนอะไรเลย พระองค์มาประกาศว่าพระองค์มาทำอะไร?  เน้นย้ำอยู่นั่นแหละ มาเพื่อตาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กลับมาหาพระเจ้า พระเยซูมาเพื่อการนี้  จึงได้เน้นย้ำ ประกาศข่าวดีอย่างนี้ ให้กับมนุษย์ทุกๆ คน ให้เชื่อและวางใจในคำพูดของพระองค์แค่นั้นเอง

วางใจและเชื่อว่าพระองค์เป็นผู้นั่นแหละ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ พระองค์คือพระคริสต์ คือพระมาซีฮา คือพระผู้ช่วยให้รอด  ที่มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งมวล ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ตั้งแต่บรรพบุรุษมา รอคอยมาตั้งนานว่าเมื่อไรพระมาซีฮา คือพระผู้ช่วยให้รอด ที่เรียกว่าพระคริสต์ ที่ถูกเจิมตั้งไว้จะมาเกิดสักทีหนึ่ง  จะมาช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาปเวรกรรม พระองค์มาแล้ว พระองค์ก็พยายามที่จะอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างนี้  พระองค์จึงไม่ได้มาสอนให้คนทำดี  แต่มาทำให้คนเป็นคนดีได้ โดยกำเนิดใหม่ จากพระเจ้านั่นเอง

พระเยซูมาล้างบาป ลบออกไปเลย  แล้วก็ให้มนุษย์สามารถบังเกิดใหม่ เป็นคนดี โดยกำเนิดและทำดีตามธรรมชาติ ตัวตนภายในที่เกิดใหม่  ที่เหมือนพระองค์ นี่คือสิ่งที่พระองค์มาทำ

พระเยซูจึงตรัสว่า “เราไม่ได้มาลบล้างกฎต่างๆ ที่ดีงามเหล่านั้น  แต่เรามาทำให้มันสมบูรณ์ครบถ้วน ใครมีหูจงฟังเถิด เราไม่ได้มาลบล้าง”

ทุกกฎ ตั้งแต่กฎโมเสส หรือกฎไหนๆ มันดีอยู่แล้วล่ะ  แต่คนที่อยู่ในความเชื่อของกฎเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกฎของยิว โมเสส หรือกฎของใครก็ตาม มันไม่ได้ทำให้ครบถ้วนบริบูรณ์ใช่ไหม? เราก็รู้อยู่ พระเยซูบอก …

“ดีแล้ว ทำแบบนั้นดี  เธอทำไม่ได้ใช่ไหม? เดี๋ยวฉันเข้าไปช่วย” มันหมายถึงอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนเลย ไม่ว่าท่านจะถือกฎอะไรอยู่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกฎโมเสส หรือกฎอะไรก็ตาม หลักข้อเชื่ออะไรทั้งหมด พระเยซูจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือท่านต้องล้างวิญญาณของท่านเสียใหม่ก่อน โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์

นี่คือความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของวันศุกร์ประเสริฐและวันอีสเตอร์ ก็คือพระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน เพื่อให้มนุษย์มีทางเลือกที่จะเป็นคนดีโดยกำเนิด เป็นคนดีได้

วันนี้เดี๋ยวสักครู่เราจะทำพิธีมหาสนิทด้วยกัน นึกถึงวันที่พระเยซูก่อนจะถูกตรึง ก็คือเมื่อวานนี้ พระองค์ทรงอยู่กับเหล่าสาวก บันทึกไว้ในหนังสือ 1 โครินธ์ 11:23-26 …

1 โครินธ์ 11:23-26  “23 ในคืนที่เขาทรยศพระเยซูเจ้านั้น  พระองค์ทรงหยิบขนมปัง 24 เมื่อขอบพระคุณพระเจ้าแล้ว  ทรงหักและตรัสว่า “นี่คือสิ่งที่เล็งถึงกายของเรา ซึ่งได้สละให้แก่ท่านทั้งหลาย จงทำเช่นนี้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงเรา” 25 เมื่อรับประทานแล้ว ทรงหยิบถ้วยขึ้น กระทำอย่างเดียวกัน และตรัสว่า “ถ้วยนี้ คือพันธสัญญาใหม่ ด้วยโลหิตของเรา เมื่อใดที่พวกท่านดื่ม จงทำเช่นนี้ เป็นที่รำลึกถึงเรา” 26 เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกท่านรับประทานขนมปังนี้ และดื่มจากถ้วยนี้ ก็เป็นสัญลักษณ์ว่าพวกท่านได้ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าจะถึงวันที่พระองค์เสด็จมา”

 

“จงทำเช่นนี้ เป็นการรำลึกถึงเรา” ทั้งกินขนมปัง ที่เล็งถึงร่างกายของพระองค์ ที่แตกหัก ที่ถูกทุบตีเฆี่ยนตี ถูกทรมาน และตายที่ไม้กางเขน  และเลือดของพระองค์ คือพันธสัญญาใหม่  ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงทำบนไม้กางเขนนั่นเอง

พระองค์ทรงกระทำตรงนี้ เมื่อค่ำวานนี้ว่าพรุ่งนี้ พระองค์จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป พระองค์จะถูกจับและถูกทรมานอย่างแสนสาหัส  เพื่ออะไร? จำไว้นะ  สิ่งที่ได้บอก ได้สอนมา 3 ปี และตอนนี้ก็ประกาศอีก

วัตถุประสงค์ที่พระองค์ทรงกระทำตรงนี้ เรียกว่า The last supper  หรือเรียกว่ามหาสนิท หรือเรียกว่าอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนจะถูกตรึง วัตถุประสงค์ของพระเยซู คือต้องการให้เราระลึกถึงสิ่งที่พระองค์จะทรงกระทำในวันพรุ่งนี้  ตั้งแต่คืนนี้  หมายถึงในคืนวันพฤหัส ซึ่งมันผ่านมาตั้ง 2,000 ปี ก็คือหมายถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำที่ไม้กางเขน  ซึ่งสำเร็จแล้ว

พระองค์บอกให้ระลึกถึงเรา ก็คือเมื่อพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว คือข่าวดีได้ถูกกระทำจนสำเร็จ ครบถ้วนแล้ว ข่าวดีที่พระองค์นำสวรรค์มา บอกตั้งแต่ 3 ปีก่อนหน้านี้ เดี่ยวนี้  บัดนี้ ได้ถูกทำให้เรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขนนั้น เริ่มตั้งแต่การไถ่บาปให้กับมนุษย์จนหมดสิ้น  ทำให้มนุษย์ได้สามารถบังเกิดใหม่ การที่พระเจ้า พระองค์สามารถมาสถิตอยู่กับมนุษย์ได้ และให้มนุษย์สามารถเข้าส่วนร่วมในพระสิริของพระเจ้า คือคืนดีกับพระเจ้า  เข้ากันได้กับพระเจ้า และมีชีวิตนิรันดร์เหมือนพระองค์ ให้เราสามารถเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ สะอาด สมบูรณ์แบบเหมือนพระองค์เลย ให้เราระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ เวลาเราทำพิธีมหาสนิทนี้ เหมือนที่พระองค์ทรงกระทำ ในคืนวันนั้น พระองค์อยากให้เราระลึกถึงอย่างนี้ ว่าพระองค์ทรงกระทำทั้งหมดนี้ เพื่ออะไร? และมันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หลังจากสิ่งเหล่านั้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ มนุษย์ได้มา โดยเป็นของขวัญ  ของประทานจากพระบิดา เป็นพระคุณ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย  ไม่ใช่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  ไม่ใช่ อันนี้ทำอะไรก็ตาม  เชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ  แล้วก็ได้รับในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้นั่นเอง คือได้รับการไถ่บาป

ข่าวดีของพระเยซู คือเมื่อเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ ก็จะได้รับความรอด จากบาป คือรอดจากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไป  และได้รับการย้ายจากอาณาจักรของความมืดมาสู่อาณาจักรของความสว่าง  ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า  ได้รับชีวิตที่เป็นพระเจ้า  ชีวิตที่เป็นของพระเจ้า  เรียกว่าชีวิตนิรันดร์

เวลาพระคัมภีร์บอกว่า “มาเชื่อพระเยซู แล้วได้รับชีวิตนิรันดร์”  ไม่ได้หมายถึงมาเชื่อพระเยซูแล้ว ได้รับชีวิต ไม่ตายเลย  นิรันดร์ แปลว่าอยู่ไปเรื่อยๆ  ไม่ใช่นะ แต่หมายถึงได้รับชีวิตของพระเจ้ามาเป็นของเรา เป็น DNA ของพระเจ้า มันหมายถึงอย่างนั้น เป็นชีวิตที่สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากบาป  ที่เรียกว่า “ผู้ชอบธรรม”  หรือ “เป็นคนดี โดยตัวตนแท้ๆ ข้างในวิญญาณ โดยกำเนิด” และสุดท้าย คือได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  ร่วมกับพระเยซูคริสต์ บริบูรณ์ สมบูรณ์ครบถ้วน บริสุทธิ์ครบถ้วนตลอดไป

นี่คือสิ่งที่พระเยซูอยากให้เราระลึกถึงในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำทั้งหมดนี้  และทั้งหมดนี้ เป็นชีวิตที่เกิดใหม่ทันที เมื่อเราเปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้ ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ชีวิตที่เกิดใหม่นี้  จะอยู่ในโลกวิญญาณ พระคัมภีร์บอกว่าจะถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ ทันทีที่เราต้อนรับข่าวประเสริฐ ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน  เพื่อเราจริงๆ  ความรักของพระองค์ให้พระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน พระโลหิตของพระองค์ชำระบาปให้กับเราได้จริงๆ ทันทีทันใดที่เราเชื่อตรงนี้ เราใช้สิทธิของเรานั้น ในโลกวิญญาณที่เรามองไม่เห็น

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าได้ทำการผ่าตัดวิญญาณของเรา ย้ายวิญญาณเราออกจากอาดัม ออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่ความสว่าง โดยให้เรามาติดสนิทอยู่กับพระเยซูคริสต์ ย้ายวิญญาณเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ แทนที่จะอยู่ในอาดัม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในพระคัมภีร์บอกว่าโดยการรับบัพติศมา ซึ่งบัพติศมา แปลเป็นภาษาไทยว่า โดยการเข้าส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ อย่างที่ตะกี้นี้บอก สามารถคืนดีกันได้ เข้ากันได้ วิญญาณเราเข้าไปอยู่ในวิญญาณของพระเยซู ไปเป็นหนึ่งเดียวกัน และเมื่อเปิดใจใช้สิทธิ์ก็ได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เกิดขึ้นในวิญญาณของคนๆ นั้นทันที ได้นั่งอยู่ในสวรรค์แล้วทันที

เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่ใช้สิทธิและเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่ไถ่บาปให้กับเรา ที่ไม้กางเขนนั้น เขาจะได้นั่งอยู่ในสวรรค์ทันที ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย ไม่ต้องรอให้ตาย แล้วไปสวรรค์ แต่เขาจะได้สัมผัส การนั่งอยู่ในสวรรค์ ในวิญญาณของเขาทันที พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น  เดี๋ยวเราจะได้อ่านร่วมกัน

ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เพราะมนุษย์เป็นวิญญาณ ไม่ว่าจะอยู่ในอาดัม หรืออยู่ในพระคริสต์ อยู่ในอาณาจักรของความมืด หรืออยู่ในอาณาจักรของความสว่าง ต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่งอยู่แล้ว  แต่ถ้าท่านเชื่อในพระเยซู ท่านจะได้มาอยู่ในอาณาจักรของพระคริสต์ ซึ่งเป็นอาณาจักรของพระเจ้า แน่นอนพอบอกพระเจ้า ก็คืออาณาจักรสวรรค์ ก็เป็นแสงสว่างแน่นอน

ให้ท่านคิดดู ชีวิตของเรา หรือของใครก็ตามที่เชื่อในข่าวดีนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน?  เมื่อท่านรับรู้ว่าท่านกำลังนั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานแล้ว  ทุกวันนี้นะ ขณะที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้  วิญญาณของท่านเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าพระบิดา ตอนนี้แล้ว ไม่ต้องรอคอย ให้ตายไปแล้ว จะไปอยู่ในสวรรค์ตุ๊มๆ ต่ามๆ จะได้ไปหรือไม่ได้ไป? ลองอ่านข้อความนี้ดู เอเฟซัส 2:2-3 …

เอเฟซัส 2:2–3 “1 ส่วนท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในวิญญาณ จากการล่วงละเมิดและในบาป (ในอาดัม) ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า จากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า 2 ซึ่งท่านเคยดำเนินชีวิตตามวิถีของบาปของโลกนี้ และตามการครอบงำของเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (มาร) ซึ่งเป็นวิญญาณ ที่บัดนี้ทำการอยู่ในบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) 3 ครั้งหนึ่ง เราเคยมีชีวิตเหมือนกับผู้คนเหล่านั้นที่ (ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ ในการไถ่บาปของพระเยซู) ทำตาม ตัณหาของวิสัยบาปของเรา สนองความอยากกับความคิดของมัน ตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา (ในอาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษสาปแช่ง เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้กระทำให้”

 

ในอาดัมหรือไม่ก็ในพระเยซู ไม่ว่าที่ใดที่หนึ่ง ท่านต้องเลือกเอา ในอาดัมหรือในพระเยซู ในบาป ในความมืด  ในความพินาศ หรือในความชอบธรรม ในความดีงาม ในความสว่าง ในสวรรค์ ต้องเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่ง  ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ ท่านลองคิดดู เอเฟซัส 2:4 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

เอเฟซัส 2:4 “แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม”

 

ที่อ่านมาเมื่อสักครู่นี้ เกิดขึ้น เพราะเนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษยชาติ   ต่อเรานั่นเอง พระเจ้าจึงเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณาอย่างอุดม ทำสิ่งนี้ให้กับเราฟรีๆ เป็นของขวัญ เอเฟซัส 2:5 จึงบันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

เอเฟซัส 2:5 “จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา กลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่ วิญญาณเรา ได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ”

 

ทำไมพระเยซูคริสต์ต้องมาทนทุกข์ทรมานที่ไม้กางเขน? ทำไมต้องมีศุกร์ประเสริฐ ทำไมต้องตายอย่างทรมานถึงขนาดนั้น? ทำไมพระเจ้าจึงให้พระบุตรของพระองค์ลงมาทุกข์ทรมาน จนเกือบจะรับไม่ได้เลย? ก็เพราะสิ่งเหล่านี้แหละ  ความรักต่อมนุษย์ และการกระทำนั้น ทำให้วิญญาณของมนุษย์ทั้งหลาย  ที่อยู่ในความมืดบอด  หรือพระคัมภีร์เรียกว่าตายอยู่ ไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ เป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นทาสของมาร เป็นทาสของความบาป ความชั่วร้าย สามารถจะมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ แม้ขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ก่อนหน้านี้ แต่พระเยซูคริสต์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อเราจะได้กลับมาหาพระเจ้าได้ คือท่านทั้งหลายได้รับความรอดจากบาป จากการเป็นศัตรูกับพระเจ้า และถูกลงโทษ โดยพระคุณความรัก ความดีงามของพระเจ้าที่ทรงประทานพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน และทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะท่านทำอะไรเลย ไม่ใช่เป็นเพราะเราทำความดี ไม่ใช่เลย ทำดีอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะดีพอ ที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้น ท่านต้องเลือกเอาว่าพระเจ้าได้ส่งพระเยซูคริสต์มาเพื่อย้ายเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ตกอยู่ในความบาป เป็นทาสมาร อยู่ในความตาย อยู่ในนรกนั้น  ย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์ โดยผ่านทางพระโลหิตของพระเยซู ผ่านทางการตายของพระเยซู พระองค์ทรงย้ายแล้ว  แต่ท่านจะยอมย้ายไหม?  ท่านจะเชื่อในข่าวดีนี้ไหม? เชื่อในพระเยซูคริสต์ไหม? วางใจในพระองค์ไหมว่าพระองค์ทรงมาช่วย  พระเจ้าย้ายมนุษย์ออกมา ท่านจะย้ายไปกับพระองค์ไหม? ไปอยู่ในสวรรค์ เทียบกับเงาที่พระองค์ ทรงบอกเหตุการณ์นี้ล่วงหน้าในอดีต เมื่อพันกว่าปี ในสมัยโมเสส ตอนที่พระเจ้านำชาวอิสราเอล ชาวยิว ปลดปล่อยเขาจากการเป็นทาสในอียิปต์ 430 ปี พระเจ้าให้โมเสสบอกคนอิสราเอลว่า …

“จะไปแล้วนะ เลิก ไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป”

หลายคนก็ไม่ไปนะ หลายคนยอมเป็นทาสต่อไป แล้วก็ไม่มั่นใจในสิ่งที่โมเสสพูดว่าเป็นจริงหรือเปล่า?  พระเจ้าจะพาไปยังดินแดนแห่งน้ำผึ้งและน้ำนมได้ไหม? เป็นทาสเขาอย่างนี้ ต่อไปดีกว่า ไม่เชื่อ เขายังเป็นทาสในอียิปต์ต่อไป  แต่คนที่เชื่อก็หลั่งไหลกัน วางใจในโมเสส

พระเยซูบอก … “เราใหญ่กว่าโมเสส เราเป็นพระบุตรของพระเจ้า ยิ่งใหญ่กว่าโมเสส มาช่วยมนุษยชาติทั้งหมดทั้งปวงให้หลุดพ้นจากการเป็นทาสมารซาตาน ซึ่งมันหนักกว่าเยอะมากเลย”

ท่านจะยอมย้ายไหม? ท่านลองกลับไปคิดเอาเองก็แล้วกัน เมื่อไรก็ตามที่ท่านตัดสินใจ พระเจ้าพร้อม  พระเยซูบอกว่า …

“เราเฝ้าเคาะประตูอยู่ตลอด เรารออยู่ตลอดเลยนะ  เราจดจ่ออยู่ตลอดเลย ถ้าท่านตัดสินใจปุ๊บ  ได้รับสิทธิ์นั้นทันที” … ฝากไว้ด้วยก็แล้วกัน

ย้ายออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ไปอยู่ในคานาอัน เป็นอิสรภาพ พระเยซูบอกว่าย้ายจากการเป็นทาสมาร ย้ายจากในอาดัม มาอยู่ในพระคริสต์ อยากจะอยู่ในอาดัมต่อไป หรืออยากจะอยู่ในพระคริสต์เชิญเลือกเอา ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ  ไม่มีว่าอยากอยู่ทั้งสองข้าง แล้วก็ไม่มีว่าพอย้ายมาอยู่ในพระคริสต์แล้ว วันดีคืนดีกลับไปอยู่ในอาดัม ไม่มี ถ้าอยู่ในพระคริสต์ก็อยู่เลย  พระคัมภีร์บอกอยู่ในพระคริสต์ คืออยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่มีใครทำอันตรายได้ ท่านจะอยู่ที่นั่นตลอดชั่วนิจนิรันดร์  เอเฟซัส 2:6 …

เอเฟซัส 2:6  “และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

“พระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์” เป็นขึ้นมาได้อย่างไร?  ก็เพราะเราเข้าไปมีส่วนในพระคริสต์ เมื่อพระคริสต์ตาย เราก็ตายด้วย  เมื่อพระคริสต์ถูกฝังในอุโมงค์ เราก็ถูกฝังด้วย  เมื่อพระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย  และในพระเยซูคริสต์ที่เราเข้าไปอยู่ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระเจ้าได้ทรงทำให้เรานั่งที่เบื้องขวาของพระองค์ในสวรรค์สถานกับพระคริสต์ ได้นั่งแล้วทันที ย้ายปุ๊บ ก็นั่งปุ๊บทันที ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ อีก นั่งก็นั่งเลย

เราจะทำสิ่งที่พระเยซูบอกให้เราทำ เพื่อระลึกถึงพระองค์ ในการกระทำของพระองค์ เริ่มจากศุกร์ประเสริฐนั่นแหละ ทนทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน  ประกาศให้โลกได้รู้เลยว่าพระบุตรของพระเจ้ามารับบาป ให้กับมนุษยชาติ  เป็นแกะ เป็นแพะรับบาป ให้กับมนุษยชาติ ตายด้วยความทุกข์ทรมานบนไม้กางเขน  พอพระองค์ตายได้ ก็ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เพื่อยืนยันว่าตายจริงๆ และพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า  เมื่อตายได้ ก็เป็นขึ้นมาได้  ถ้าไม่ตาย ก็ไม่มีโอกาสเป็นขึ้นมาใหม่

เพราะฉะนั้น เราจึงจะกระทำสิ่งนี้ ซึ่งเราเรียกกันว่าโต๊ะองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือมหาสนิท คือระลึกถึงว่าเราสนิทกับพระเจ้ามากขนาดไหน? พระเยซูคริสต์ทำให้กับเรา ตามที่เราได้เรียนรู้มาวันนี้ พระองค์ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตของพระองค์ ร่างกายของพระองค์ที่แตกหัก เพื่อเราทั้งหลาย เพื่อเราจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ สะอาด และให้เรากระทำอย่างนี้ว่าเมื่อเราเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ เราได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์จริงๆ

ขนมปัง เล็งถึงพระกายของพระเยซูที่แตกหัก เพื่อเรา และให้เราสามารถเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระกายของพระองค์ พระเยซูสละชีวิตบนไม้กางเขน  เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป เพื่อเราและได้เป็นขึ้นจากความตาย  และได้ให้ชีวิตของพระองค์ ที่เป็นขึ้นมาใหม่แก่เรา  เพราะเราร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว โดยการกินขนมปัง … กินขนมปังแล้ว ให้เรารับรู้และระลึกถึง สิ่งที่เกิดขึ้นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระองค์ ในขณะนี้ เล็งให้เห็นถึงโลกวิญญาณว่าวิญญาณเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระเยซูคริสต์ แนบสนิทกับพระองค์ และรวมกันกับผู้เชื่อทั้งหลาย ที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เราก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นธรรมิกชน เป็นผู้เชื่อมากมาย เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ให้เรากินขนมปังนี้ และระลึกถึงสิ่งเหล่านี้  ที่พระเยซูทำให้กับเราร่วมกัน

ใน 1 โครินธ์ 12:27 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า … “ส่วนท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และแต่ละอวัยวะก็เป็นส่วนหนึ่งของกายนั้น”

 

“ท่านทั้งหลาย” ตรงนี้ หมายถึงผู้เชื่อ ผู้ที่ใช้สิทธิแล้ว เชื่อในพระเยซู เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้แล้ว  ก็เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์ เป็นร่างกายของพระคริสต์ และแต่ละคนก็เป็นอวัยวะในร่างกายนั้น  บางคนเป็นนิ้ว บางคนเป็นมือ บางคนเป็นตา เป็นผม เป็นหู เป็นอะไรแล้วแต่ มันหมายถึงอย่างนั้น  เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เล็งให้เห็นในโลกวิญญาณว่าเป็นอย่างนั้น

อันดับต่อไป ก็คือน้ำองุ่นสีแดง ทำไมต้องเป็นน้ำองุ่นสีแดง เพราะเล็งให้เห็นถึงพระโลหิตของพระคริสต์สีแดง ที่หลั่งออกมา เพื่อชำระล้างบาป  สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในโลกวิญญาณเหมือนกัน  เราไม่สามารถมองทะลุเข้าไปในโลกวิญญาณได้ เราจึงทำตามที่พระเยซูคริสต์ทำขึ้น เพื่อให้เราระลึกถึงและเล็งให้เห็นถึงว่านี่พระโลหิตของพระองค์ ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นในโลกวิญญาณ ก็คือพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่หลั่งออก เพื่อชำระล้างบาป เพื่อพระเจ้าจะได้ให้อภัยในความบาปของมนุษย์ตลอดไป

พระโลหิตของพระเยซูที่หลั่งตั้งแต่เมื่อวานนี้  ตั้งแต่ที่สวนเกเสมนี เหงื่อของพระองค์เป็นเลือด และหลังจากนั้นมา ก็หลั่งมาเรื่อยๆ ตลอดทุกระยะ จนถูกเฆี่ยน ถูกทุบ ถูกสวมมงกุฎหนาม จนในที่สุด ถูกตรึงที่ไม้กางเขน แขวนอยู่บนนั้น 6 ชั่วโมง เลือดพระองค์หลั่งลงมา เพื่อชำระล้างบาปให้กับมวลมนุษย์ทุกคน รวมทั้งฉันด้วย  ให้เราดื่มน้ำองุ่นนี้ และระลึกถึงสิ่งนี้ร่วมกัน

การกินขนมปังและดื่มน้ำองุ่นนี้ ทำให้เรารำลึกถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้เราทั้งหลาย บนไม้กางเขน  แล้วเราจะไม่ลืม เราทำได้บ่อยๆ เลย ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ว่าพระองค์ทรงตาย เพื่อเรา  ระลึกด้วยการคิดถึงพระคุณความดีงามของพระองค์ ระลึกถึงการอภัยโทษ จากบาปทั้งหลายของเรา เราได้รับการอภัยบาปทั้งสิ้น ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตตลอดไป เป็นผู้ชอบธรรม ที่บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบครบถ้วนตลอดกาล ตลอดไปเลย เราจึงขอบคุณ และสรรเสริญพระองค์ และประกาศข่าวดีนี้ ด้วยความหวังใจนี้ ให้กับบรรดาผู้คนรอบข้างได้ยิน ได้ฟังข่าวดีนี้  ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ  นี่คือพันธกิจ นี่คือความประสงค์ของพระเจ้า และของพระเยซูคริสต์ในทุกวันนี้นั่นเอง  พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป มีเชื้อบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเพราะมนุษย์ทุกคนรู้ตัวว่าเป็นคนบาป ก็เลยพยายามแสวงหาหนทางต่างๆ  ที่จะลบล้างความผิดบาปของตัวเอง เพราะลึกๆ แล้ว  มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่าตัวเองบาป  และผลของความบาป มีโทษร้ายแรง

 

พระคัมภีร์เปรียบคนบาป เป็นเสมือนคนป่วยที่ต้องการหมอ และเมื่อมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนจึงต้องการหมอ พระเยซูจึงบอกว่าพระองค์มาหาคนเหล่านั้น  ที่รู้ว่าตัวเองป่วย และต้องการรับการรักษา พระองค์มาหาคนเหล่านั้นที่บกพร่อง พระองค์ไม่ได้มา เพื่อหาคนที่คิดว่าตัวเองสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง

 

“พระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “คนสุขภาพดี ไม่ต้องการหมอ แต่คนป่วยต้องการ เราไม่ได้มา เพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มา เพื่อเรียกคนบาป ให้กลับใจใหม่”   (ลูกา 5:31-32)

 

พระคัมภีร์เปรียบมนุษย์ทุกคนว่าเป็น คนป่วย (จากโรคบาป) ที่ต้องการหมอ  และมีหมอเพียงผู้เดียวเท่านั้น  ที่สามารถรักษาโรคบาปนี้ได้  ก็คือพระเยซู โดยที่  พระองค์ทรงมาเกิดเป็นมนุษย์  ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตของพระองค์  เพื่อชำระล้างบาปแทนเรา รับเอาบาปจากเรา  ไปไว้ที่พระกายของพระองค์เอง

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า “และโดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา พระเจ้าทรงให้พระเยซู เป็นเครื่องบูชาลบบาป แก่ผู้ที่มีความเชื่อ ในพระโลหิตของพระเยซู” (โรม 3:24-25)

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1304

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  มีนาคม  2021

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 48

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อในหนังสือลูกา 1:67 คราวที่แล้วเราจบลงที่ข้อ 66 พูดถึงเศคาริยาห์ที่พอลูกคลอดออกมา ญาติก็จะให้ตั้งชื่อว่าเศคาริยาห์  แต่นางเอลีซาเบธบอกว่า …

“ไม่ได้ ต้องตั้งชื่อว่ายอห์น”

ทุกคนก็แปลกใจว่าทำไมให้ตั้งชื่อว่ายอห์น ก็ให้ไปถามเศคาริยาห์ว่าจะให้ตั้งชื่อว่าอะไร? ซึ่งในตระกูลก็ไม่มีใครชื่อฉีกแนวขนาดนั้น พอถามเศคาริยาห์ว่า …

“ตกลงจะให้ลูกชื่ออะไร?”

เศคาริยาห์ก็เลยเขียนคำว่า “ยอห์น” พระเจ้าก็เปิดปากให้สามารถที่จะพูดได้เลย เพราะว่าน้ำพระทัยที่พระองค์ได้วางไว้สำหรับยอห์น ให้มาคลอดก่อนพระเยซู 6 เดือน เพราะฉะนั้น เป็นคนที่ถูกจัดเตรียมไว้ เพื่อที่จะกรุยทางให้พระเยซูเข้ามาสู่การปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในอนาคต ก็คืออีก 30 ปีข้างหน้า พอเศคาริยาห์พูดได้ปุ๊บ ในข้อที่ 67

ลูกา 1:67-75 “67 ฝ่ายเศคาริยาห์ผู้เป็นบิดาประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  แล้วได้ทำนายว่า 68 “สาธุการแด่พระเจ้าของพวกอิสราเอล  ด้วยว่าพระองค์ทรงเยี่ยมเยียนและช่วยไถ่ชนชาติของพระองค์ 69 และได้ทรงให้ผู้ช่วยทรงฤทธิ์เกิดมา  ในวงศ์ของดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์ 70 ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ตั้งแต่โบราณ  โดยปากของผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ 71 คือทรงให้รอดพ้นจากพวกศัตรูของเราทั้งหลาย  และพ้นจากมือของคนทั้งปวงที่ชังเรา 72 ดังนั้นจึงทรงสำแดงพระกรุณาซึ่งทรงสัญญาแก่บรรพบุรุษของเรา  และทรงระลึกถึงพันธสัญญาบริสุทธิ์ของพระองค์ 73 คือคำปฏิญาณซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำไว้  กับอับราฮัมบรรพบุรุษของเราว่า 74 เมื่อเราทั้งหลายพ้นจากมือศัตรูของเราแล้ว  จะทรงโปรดให้เราปรนนิบัติพระองค์โดยปราศจากความกลัว 75 ด้วยความบริสุทธิ์และด้วยความชอบธรรม  จำเพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดชีวิตของเรา”

 

นี่คือสิ่งที่เศคาริยาห์ได้เผยพระวจนะ เป็นการเผยพระวจนะที่ได้ถูกบันทึกไว้ ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม เป็นเรื่องราวที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งพระเจ้าได้กำหนดไว้เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่อาดัมและเอวาล้มลงในความบาป และพระเจ้าทรงสัญญาว่าจะประทานพระผู้ช่วยให้รอดให้กับมนุษยชาติ ก็คือจะมีเด็กคนหนึ่งคลอดจากหญิงพรหมจารีย์ นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าได้กำหนดไว้หลายพันปี แล้วพระองค์ก็ทรงดำเนินการงานของพระองค์มาตลอดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นแน่นอนในเวลาที่เหมาะสมของพระองค์ด้วย

ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พระองค์ได้ทรงบอกกับเรา พระองค์มีกำหนดเวลา ไม่ใช่เวลาของเรา เป็นเวลาของพระองค์ หรือหลายๆ อย่างที่พระองค์ได้ประทานให้กับชีวิตของพวกเรา ก็จะมีกำหนดเวลาของพระองค์ว่าพระองค์จะให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นเมื่อไร? อย่างไร? ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

อันนี้ก็เช่นเดียวกัน พระองค์ก็กำหนดพระเยซูคริสต์ไว้ให้อยู่ในพงศ์พันธุ์ของดาวิด ตรงนี้เศคาริยาห์ก็อธิษฐานเผยพระวจนะตามที่พระคัมภีร์เดิม บอกไว้ชัดเจนว่าเกิดจากพงศ์พันธุ์ของดาวิด อันแรก คือพระเจ้าได้สัญญากับอาดัม-เอวามาจนถึงยุคของอับราฮัม

อับราฮัมเป็นคนแรกที่พระเจ้าทำพันธสัญญาเลือด คือก่อนหน้านั้น เป็นคำปฏิญาณหรือเป็นคำมั่นสัญญาเฉยๆ แต่พอถึงยุคของอับราฮัม พระเจ้าก็ให้ทำพันธสัญญาเลือด เราจะเห็นชัดเจนว่าการไถ่ของพระเยซูคริสต์จะมีเรื่องของเลือดเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พระเจ้าได้ช่วยอาดัมกับเอวา มนุษย์ก่อนที่จะล้มลงในความบาป มีวิญญาณเหมือนพระเจ้า สะอาด บริสุทธิ์ หมดจด อาดัมกับเอวาไม่ต้องใส่เสื้อผ้า และไม่มีความอายต่อกันด้วย เพราะบริสุทธิ์มาก พอล้มลงในความบาปปุ๊บ จึงรู้สึกว่าตัวเองโป๊อยู่และไม่สะอาด พอรู้สึกโป๊ เขาก็ไปเอาใบไม้มาคลุมกาย ซึ่งเมื่อก่อนไม่ต้อง พอพระเจ้ารู้ปุ๊บ พระเจ้าทำให้เป็นแบบอย่าง ให้ดูครั้งแรก ก็คือพระเจ้าฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง เพื่อเอาหนังสัตว์มาห่อหุ้มร่างกายของมนุษย์ นั่นคือการทำให้มนุษย์เห็นว่าเลือดของสัตว์ หรือสัตว์ตัวหนึ่งจะต้องถูกฆ่า เพื่อที่จะได้มาปิดบังความบาปให้กับมนุษย์ หรือปิดบังความน่าอายของมนุษย์

แล้วครั้งแรกที่พระเจ้าทำพันธสัญญาเลือดกับมนุษย์ ก็คืออับราฮัม พระเจ้าให้ทำพิธีเข้าสุหนัต คือต้องมีการหลั่งเลือด เฉพาะผู้ชายทุกคนของอิสราเอล เมื่ออายุ 8 วัน เขาก็จะพาเข้าไปในพระวิหาร เพื่อทำพิธีเข้าสุหนัต เป็นพันธสัญญากับพระเจ้าว่าเราเป็นของพระองค์ … พระองค์เลือกเราไว้

พอเสร็จสรรพ ในตรงนี้ ที่เศคาริยาห์ได้อธิษฐาน ก็คือพระเจ้าได้ทำเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และเป็นขั้นตอนมาตลอด จนถึงยุคของโมเสสที่พระเจ้าได้ทรงเลือกเผ่าอิสราเอล และแยกเผ่าเลวีออกมา เพื่อทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชา มีเผ่าเดียวเท่านั้น ที่สามารถเข้าไปในอภิสุทธิสถานได้ เพื่อถวายเครื่องบูชา มนุษย์ก็ต้องทำอย่างนี้ทุกปีๆ เหมือนกับส่งดอกเบี้ย เหมือนเราเอาของบางอย่างไปจำนำไว้ แล้วเราไม่มีเงินต้นที่จะไปไถ่ถอนสิ่งนี้ออกมา เราไม่อยากสูญเสียสิ่งนี้ เราก็ต้องไปจ่ายดอกเบี้ย ตามที่โรงรับจำนำเขาบอกไว้ว่าดอกเบี้ยเท่าไรต่อเดือน ต้องเอาไปจ่าย ไม่อย่างนั้น ของมันจะหลุดจำนำ  ลักษณะเดียวกันเลย

มนุษย์ถูกขายเป็นทาส พระเจ้าก็ใช้วิธีการให้มนุษย์มาล้างบาป 1 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อชำระบาป ชั่วคราว เหมือนการส่งดอกเบี้ย เพื่อที่จะยืดลมหายใจ ในลักษณะที่ยังสามารถเป็นคนของพระเจ้าอยู่ แต่ลำบากนะในยุคนั้น เขาก็ต้องทำอย่างนี้ตลอด

พอถึงตรงนี้ พระเจ้าเมตตา พันธสัญญาของพระเจ้าที่ได้บอกไว้ตั้งแต่สมัยอาดัม-เอวากำลังจะสำเร็จ ตรงนี้พระเยซูคริสต์ยังไม่ได้เกิด ถ้อยคำตรงนี้ที่ได้พูดถึงยอห์น บัพติศโตได้คลอดออกมา แล้วตั้งชื่อว่ายอห์น … เศคาริยาห์ได้มองเห็นล่วงหน้าว่าหลังจากนี้ อีก 6 เดือน พระเยซูคริสต์จะมาเกิด เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับชนชาติอิสราเอล ในสมัยก่อน เขาคิดว่าสัญญานี้มีเฉพาะชนชาติอิสราเอลเท่านั้น แต่ความเป็นจริงน้ำพระทัยของพระเจ้า คือพระสัญญานี้ พระเจ้าทำไว้สำหรับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ เป็นความรักที่พระเจ้าส่งต่อมาให้พวกเราทุกคนที่อยู่ในความบาป อยู่ในความกลัว เป็นทาสของมาร เป็นทาสของความชั่วร้าย มีสิทธิ์หรือมีความสามารถที่จะหลุดจากการเป็นทาสของมาร เข้ามาอยู่ในพระคุณของพระเจ้าได้ สิ่งนี้ ได้ทำให้สำเร็จแล้ว เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว แล้วในถ้อยคำเหล่านี้ ก็ได้เขียนให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าพระองค์ได้เตรียมการอะไรไว้บ้าง? เมื่อพรเยซูคริสต์เสด็จมาบังเกิด และทำหน้าที่ของพระองค์สำเร็จ ก็คือเดินไปที่ไม้กางเขน และสิ้นพระชนม์เป็นขึ้นมาจากความตาย จะทำให้มนุษย์พ้นจากความกลัว

กลัวว่าเราจะต้องชดใช้หนี้เวรกรรมของเราเอง แล้วเราต้องทำดีขนาดไหน? เพื่อที่จะชดใช้ให้มันหมด แล้วกลัวอีกว่าเมื่อชดใช้ไม่หมด แล้วเราจะอยู่อย่างไร? ถ้าหลังความตาย เราจะอยู่ในสภาพแบบไหน? เราไม่มีความสามารถที่จะทำดีจนกระทั่งตัวเองมีความมั่นใจ 100% ว่าเราจะได้ไปสวรรค์ ไม่มีใครสามารถทำได้เลย ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำไปว่าเราจะได้ไปสวรรค์ เพราะว่าความดีของเรามีไม่พอ ฉะนั้น พระเจ้ารู้ดีที่สุดว่ามนุษย์อ่อนแอ มนุษย์เป็นคนบาป มนุษย์ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เมื่อมนุษย์ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ พระเจ้ารักเรามาก ก็เลยต้องหาวิธีที่จะช่วยเรา แล้วเป็นวิธีที่ง่ายๆ ง่ายเกิน จนทำให้มนุษย์ไม่สามารถรับได้ เพราะก่อนที่เรามาเชื่อพระเจ้า เราถูกสอนมาว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราจะต้องทำโน่นนี่นั่น ด้วยกำลังของเราเอง เพื่อส่ำสมบารมี ส่ำสมบุญวาสนาอะไรต่างๆ เพื่อเราจะได้ลบกลบหนี้บาปที่เรามีอยู่ในใจ แต่มันก็ไม่ลบหายไปไหน?

ตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ ใครก็ตามมนุษย์ที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า แล้วเปิดใจยอมรับ หมายความว่ายอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป ยอมรับว่าตัวเองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ยอมรับว่าต่อให้เราทำดีขนาดไหน? ก็ไม่สามารถไปสวรรค์ได้ มันเป็นการยอมรับที่ลึกๆ อยู่ในใจว่าเรารู้สึกว่าทำดีมาก มากที่สุด ทำดีทุกวัน แต่ข้างในสะอาดจนขนาดที่เรารู้สึกว่าจากโลกนี้ไป ฉันได้อยู่สวรรค์แน่ๆ ไม่มีใครทำตรงนั้นได้ ฉะนั้น พระเจ้าก็เลยส่งพระเยซูคริสต์มา ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ

ทำไมพระเจ้าต้องให้พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ จริงๆ ตามหลักการ พวกเรามนุษย์คิดอะไรง่ายๆ เรารู้สึกว่าพระเจ้าเป็นพระเจ้า เป็นผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เป็นผู้ครอบครองควบคุมกัลปจักรวาลนี้ เป็นผู้ที่ตรัสแล้วทุกสิ่งก็เกิดขึ้น ทำไมพระเจ้าไม่ตรัสว่าเราลบบาปให้พวกเจ้า ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องส่งพระเยซูคริสต์มาด้วย ทำไมพระเจ้าไม่ทำ  เหตุผล คือพระเจ้าตั้งกฎไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าอาดัมกับเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ผลที่เกิดขึ้น คือเขาจะต้องตาย

ตายในความหมายของพระเจ้า คือไม่ใช่ พอไม่เชื่อฟังปุ๊บ แล้วก็หงายท้องตึง แล้วก็ตายเลย ไม่ใช่  แต่ว่าความตายตรงนี้ หมายถึงมนุษย์จะถูกตัดขาดจากพระเจ้า จากการที่เคยเดินคู่กับพระเจ้า เกี่ยวก้อยกันเดินคุยกันสนุกสนาน เหมือนพ่อกับลูก ต้องถูกตัดขาด กลายเป็นเส้นขนานที่ไม่สามารถมาบรรจบกันได้ แล้วพระเจ้าก็บอกว่าความตายอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะสามารถชดใช้บาปได้ คือความตายต้องชดใช้ด้วยความตาย เมื่อชีวิตชดใช้ด้วยชีวิตปุ๊บ ตอนนี้เป็นปัญหาแล้ว เพราะว่ามนุษย์ทุกคนบาปหมด ไม่มีใครสามารถชดใช้แทนใครได้ เหมือนกับเราเป็นหนี้ทั้งโลก ทุกคนเป็นหนี้หมด แล้วมีใครที่จะสามารถปลดหนี้ ให้กับใครได้ ไม่มีทาง มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ไม่มีหนี้ ถึงสามารถปลดหนี้ให้เราได้ แล้วพระเยซูคริสต์ผู้นี้แหละ ถูกส่งมา โดยที่พระเจ้าบอกว่าจะส่งพระวิญญาณของพระเจ้าเข้ามาจุติในครรภ์ของหญิงพรหมจารี

หญิงพรหมจารี ทุกอย่างพระเจ้ากำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว  ตั้งแต่วันแรกที่พระเจ้าบอก พระเจ้าก็กำหนดบุคคลที่พระเจ้าจะใช้งาน  อย่างบุคคลที่พระเจ้าใช้งานอันดับแรกเลย ก็คือเศคาริยาห์กับเอลีซาเบธ คือในยุคของพระเยซูคริสต์ ที่จะให้กำเนิดยอห์น ผู้ให้รับบัพติศมา หรือเราเรียกว่ายอห์น บัพติศโต เพื่อที่จะมากรุยทาง มานำทางพระเยซูคริสต์ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเริ่มพระราชกิจของพระองค์ พระเจ้าก็เตรียมยอห์นไว้  เพื่อการนั้น พอหลังจากนั้น พระเจ้าก็เตรียมอีก เตรียมนางมารีย์ ที่พระองค์จะใช้ครรภ์ของเธอ เป็นที่ปฏิสนธิของพระวิญญาณบริสุทธิ์

สมัยก่อนคนอาจจะไม่เข้าใจ มันเป็นไปได้อย่างไร? แต่ยุคปัจจุบัน เราเห็นมีเด็กหลอดแก้ว หรือเขาจะมีวิธีการ โดยที่คุณแม่ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ไม่อยากแต่งงาน แต่อยากมีลูก แล้วแถม ไม่อยากไปขอเขามาเลี้ยง คืออยากตั้งท้องเอง ก็ไปขออสุจิจากผู้ชาย ก็คือต้องไปขอจากโรงพยาบาล หรือไปขออย่างไรก็แล้วแต่ ต้องมีการยินยอม แล้วก็มาทำวิธี โดยให้คุณหมอฉีดเข้าไปในมดลูก แล้วก็ตั้งท้อง  สมัยนี้เขาทำได้

ในยุคของพระเยซูคริสต์ เขายังไม่สามารถรับรู้เรื่องนี้ได้ แต่พระเจ้าได้บอกกับคนอิสราเอล ในยุคนั้นว่าพระเจ้าจะส่งพระเยซูคริสต์มาประสูติ จากหญิงพรหมจารี และผู้หญิงคนนั้นชื่อมารีย์ แล้วมารีย์หมั้นกับโยเซฟ โดยที่โยเซฟก็เป็นพงศ์พันธุ์ของเผ่ายูดา สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ดาวิด โยงจนเสร็จ ทุกอย่าง พระเจ้าได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ให้โยงมาเป็นเรื่องเดียวกัน ตามสิ่งที่พระเจ้าได้บอกไว้

สมมติเป็นว่าเรารู้จักเพื่อนคนหนึ่ง ที่เฟสบุ๊ค แล้วเพื่อนคนนี้ ก็ไม่เอาหน้าขึ้นมาด้วย บางคนไม่ชอบเอาหน้าขึ้นมา ก็เอาภาพวิว ภาพอะไรก็แล้วแต่ เสร็จ เราก็ไม่สามารถรับรู้ว่าคนนี้คือใคร? หน้าตาเป็นอย่างไร?  รู้จักแต่ชื่อ พูดคุยกัน จนเราอยากจะรู้จักมากขึ้น เราก็นัดเจอกัน

เมื่อนัดเจอกัน ก็ต้องมีกำหนดใช่ไหม? สมมติว่าเรานัดเจอกันที่เดอะมอลล์บางกะปิ เราจะไปยืนอยู่ตรงหน้าแมคโดนัล

“ฉันมีรูปลักษณะสัณฐานแบบนี้ ฉันตัดผมซอย ย้อมผมสีทอง วันนี้ฉันจะใส่เสื้อสีเขียว กางเกงสีแดง ฉันจะไปยืนอยู่ตรงนี้นะ ตัวขาวๆ ส่วนสูงประมาณ 150”

อะไรก็แล้วแต่ พอนัดเสร็จ อีกคนก็ต้องบอกลักษณะ สัณฐานของตัวเองว่า …

“ฉันเป็นแบบนี้”

พอมาเจอกันปุ๊บ มองแล้ว ตามที่เขาบอกเป๊ะๆ ใช่เลยคนนี้ เราก็เข้าไปทักทาย พระเยซูเหมือนกัน พระเจ้าได้กำหนดไว้ชัดเจนเลยว่าพระองค์จะมาเกิดที่ไหน? อย่างไร? และเจริญเติบโตอย่างไร? แล้วเมื่อถึงเวลาเท่าไร พระองค์จะประกอบภารกิจของพระองค์ และเมื่อไรที่พระองค์จะต้องเดินไปที่ไม้กางเขน  เพื่อสิ้นพระชนม์ เพื่อหลั่งพระโลหิต เพื่อไถ่บาปของมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน ก็ได้รับความรอด รอดตรงนี้ ก็คือรอดพ้นจากความผิดบาปทั้งปวง ไม่ต้องไปชดใช้หนี้บาปอีกต่อไป ไม่ต้องมานั่งผวาว่าเดี๋ยววันนี้ พรุ่งนี้ ลมหายใจเราออกจากร่าง แล้วเราจะไปอยู่ไหน?

พระคัมภีร์บอกเราชัดเจน เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราเป็นผู้ชอบธรรม เราไม่มีบาปอีกเลย เมื่อไรที่ลมหายใจเราออกจากร่าง เราสามารถที่จะไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์สถานทันที เราจะย้ำกันบ่อยๆ ว่า ณ ปัจจุบัน ในโลกวิญญาณ เราได้นั่งอยู่ที่เดียวกันกับพระเยซูคริสต์ คือที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า

ฉะนั้น เราไม่มีความกลัวใดๆ ไม่ว่าปัญหาอุปสรรคบนโลกใบนี้ ก็ไม่สามารถทำให้เราเกิดความกลัวได้แม้แต่นิดเดียว เราจะมีความมั่นใจในการเดินกับพระเจ้า มั่นใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และรู้ว่าเราไม่ได้เดินคนเดียว แต่พระเจ้าไปกับเราด้วย พระเจ้าทรงดูแลเราทุกย่างก้าว พระองค์สัญญาอย่างนั้น ไม่เพียงแต่ในโลกวิญญาณ ก็คือเรียบร้อยไปแล้ว พระเจ้าทำจบไปแล้ว เราได้อยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว แต่ในขณะที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าก็ยังคงสัญญาว่าพระองค์จะดูแลเรา พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา พระองค์จะจูงมือเราเดิน ไม่ว่าเราจะทุกข์ยากลำบาก เจอปัญหาอะไรก็ตาม  พระเจ้าจะพาเราผ่านได้ ด้วยพระคุณของพระเจ้า ไม่ว่าด้วยวิธีอะไรก็ตาม พระเจ้าจะสามารถทำให้เราผ่านไปได้แน่นอน

ลูกา 1:76-80 “76 “ท่านทารกเอ๋ย  เขาจะเรียกท่านว่าเป็นผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุด  เพราะว่าท่านจะนำหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้า  และจัดเตรียมมรรคาของพระองค์ไว้ 77 เพื่อจะให้ชนชาติของพระองค์มีความรู้ถึงความรอด  ที่มาทางการทรงยกบาปของเขา 78 โดยพระทัยเมตตากรุณาแห่งพระเจ้าของเรา  แสงอรุณจากเบื้องสูงจึงมาเยี่ยมเยียนเรา 79 ส่องสว่างแก่คนทั้งหลายผู้อยู่ในที่มืด  และในเงาแห่งความมรณา  เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางสันติสุข” 80 ฝ่ายทารกนั้นก็ได้เจริญวัยขึ้น  และวิญญาณจิตก็มีกำลังทวีขึ้น  ท่านไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร  จนถึงวันที่ท่านจะได้มาปรากฏแก่ชนชาติอิสราเอล”

 

ยอห์นผู้นี้แหละ เมื่อคลอดเสร็จ ได้ประมาณหนึ่ง เราก็ไม่รู้ ในพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนว่ายอห์นไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ตอนอายุเท่าไร? แต่พระเจ้าก็ให้เขาไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร เหมือนไปเก็บตัว จนถึงเวลากำหนดของพระเจ้า ยอห์นก็ปรากฏตัวขึ้นมาเฉยๆ อย่างนั้นแหละ พอยอห์นปรากฏตัวปุ๊บ ยอห์นก็ประกาศแผ่นดินของพระเจ้า ให้คนกลับใจใหม่ ทำพิธีบัพติศมา ให้กับคนอิสราเอล

เชื่อมั่นว่าคนอิสราเอลเขารับรู้เรื่องราวของสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาทั้งหมด เขารับรู้อยู่แล้ว ไม่เหมือนพวกเรา เราไม่ใช่อิสราเอลโดยกำเนิด เราก็ต้องมาเรียนรู้กัน แต่คนอิสราเอลเขารู้ พอยอห์นปรากฏขึ้น เชื่อมั่นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้แบ็คอัพยอห์นอยู่ ทำให้ผู้คนเกิดความยำเกรง พอยอห์นประกาศให้กลับใจเสียใหม่ ทุกคนก็ชักแถวมาเลย มาให้ยอห์นทำพิธีบัพติศมา

การทำพิธีบัพติศมา คือการสำแดงตัวเองว่าเรากลับใจใหม่แล้ว เราตัดสินใจจะเดินติดตามพระเจ้า ตลอดชีวิต สำแดงตัวเองว่าเราเป็นพวกของพระองค์

ยอห์นผู้นี้ก็มีลักษณะขวานผ่าซาก คือพูดเพราะไม่เป็น  พูดตรงๆ แล้วการที่จะพูดตรงๆ พูดแบบไม่รักษาน้ำใจใครเลย ถ้าไม่ได้มาจากพระเจ้าตายแน่นอน พระเจ้าก็แบ็คยอห์นไว้ จนถึงเวลากำหนด เวลายอห์นจะเตือนใคร ยอห์นก็เตือนตรงๆ ไปเตือนเฮโรด จนถูกจับไปติดคุก และถูกตัดคอตาย นี่คือภารกิจที่พระเจ้ามอบหมายให้ยอห์นทำ เป็นช่วงเวลาที่สั้น

ช่วงที่ยอห์นมาบอกว่าแผ่นดินสวรรค์ใกล้เข้ามาแล้ว ให้กลับใจเสียใหม่ ก็มีคนติดตามยอห์นเยอะมาก  นี่ผู้เผยพระวจนะมาจากพระเจ้านะ แต่พอตอนที่พระเยซูปรากฏตัวปุ๊บ ยอห์นไม่ได้รู้สึกหวงคนที่ติดตามยอห์นเลย ยอห์นจะชี้ให้ดูว่า …

“นั่นไงๆ คือพระเมษโปดก”

พระเมษโปดก หมายถึงแกะ ในอนาคตพระเยซูคริสต์จะเป็นแกะที่จะถูกนำไปฆ่าตาย เพื่อลบบาปมนุษยชาติบนโลกใบนี้  พอยอห์นบอกว่า …

“นั่นไง พระเมษโปดก คนนี้ใหญ่มาก ขนาดฉันไม่คู่ควรที่จะไปแก้สายรองเท้าของพระองค์ด้วยซ้ำไป”

หมายความว่าพระองค์อยู่สูงมาก ขนาดยอห์นที่คนยกย่อง นับถือ ยังพูดขนาดนี้  แล้วขณะที่ยอห์นพูดแบบนี้  ก็มีสาวกหลายคนที่ติดตามยอห์น หันไปติดตามพระเยซู เราจะเห็นภาพหนึ่ง คือยอห์ไม่ได้รู้สึกอะไร? ไม่ได้รู้สึกว่าทำไมไปกันหมดแล้วล่ะ

ผู้รับใช้ของพระเจ้า มีหน้าที่อย่างหนึ่ง คือนำคนไปถึงพระเจ้า ไม่ใช่นำคนมาถึงเรา แน่นอน ต้องนำผู้คนไปถึงพระเจ้า เพราะพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้น ที่จะช่วยเราได้ ผู้รับใช้ไม่มีความสามารถที่จะช่วยท่านได้ ผู้รับใช้ก็เป็นเหมือนท่านคนหนึ่ง ที่เป็นคนบาป ที่ได้กลับใจใหม่ แล้วเป็นคนที่พระเจ้าเลือกมา เพื่อทำงานให้พระองค์แค่นั้นเอง จบ เรามีสถานะเดียวกัน คือเป็นลูกของพระเจ้าเท่ากัน แล้วเรามีสถานะเดียวกัน คือเรามีโอกาสล้มลงในความบาปเท่ากันด้วย เนื่องจากเราเชื่อพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด แต่ร่างกายเรายังสามารถถูกล่อลวงด้วยเนื้อหนัง ด้วยระบบของโลกใบนี้ ที่หลายครั้ง เราก็ถูกล่อลวง ให้ออกจากทางของพระเจ้า แต่ไม่ว่าเราจะถูกล่อลวง ด้วยลักษณะไหนก็ตาม ให้พี่น้องมั่นใจว่าเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว วิญญาณเรารอดแน่นอน พอเป็นอย่างนี้ยอห์นก็เจริญเติบโตในถิ่นทุรกันดาร

เรามาดูในลูกา บทที่ 2 พระเยซู ก็ถูกกำหนดเหมือนกัน ตอนที่ทูตสวรรค์มาหานางมารีย์ นางมารีย์อาศัยอยู่ที่นาซาเร็ธ แต่ว่าโยเซฟมีถิ่นกำเนิด ที่เบธเลเฮม เหมือนเราเกิดที่หนึ่ง แล้วย้ายถิ่นฐานไปอีกทีหนึ่ง แล้วพระเจ้าได้เขียน และกำหนดไว้ว่าพระเยซูคริสต์จะต้องคลอด หรือกำเนิดที่เบธเลเฮม ถ้าเป็นอย่างนั้น นางมารีย์กับโยเซฟอยู่ที่นาซาเร็ธ แล้วจะมาคลอดที่เบธเลเฮมได้อย่างไร มันต้องมีขบวนการ ต้องมีเหตุทำให้ต้องเดินทาง เรามาดู

ลูกา 2:1-4 “1 อยู่มาคราวนั้น  มีรับสั่งจากมหาจักรพรรดิซีซาร์  ออกัสตัส  ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน 2 นี่เป็นครั้งแรกที่ได้จดทะเบียนสำมะโนครัว  เมื่อคีรินิอัสเป็นเจ้าเมืองซีเรีย 3 คนทั้งปวงต่างคนต่างได้ไปขึ้นทะเบียนยังเมืองของตน 4 ฝ่ายโยเซฟก็ขึ้นไปจากเมืองนาซาเร็ธ  แคว้นกาลิลีถึงเมืองของดาวิดชื่อเบธเลเฮม  แคว้นยูเดียด้วย  เพราะว่าเขาเป็นวงศ์วานและเชื้อสายของดาวิด”

 

ตามเป๊ะเลย ที่พระเจ้ากำหนดไว้

ลูกา 2:5 “เขาได้ไปกับมารีย์ที่เขาได้หมั้นไว้แล้ว  เพื่อจะขึ้นทะเบียน  และนางมีครรภ์”

 

ที่พระคัมภีร์เขียนว่ามารีย์เขาได้หมั้นไว้แล้ว ก็คือตอนนี้รับมาเป็นภรรยา เพราะเหตุที่นางมารีย์ตั้งครรภ์พระเยซู แล้วทูตสวรรค์มาบอกกับโยเซฟว่านางมารีย์ตั้งครรภ์ โดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉะนั้น โยเซฟเลยรับนางมารีย์ไว้ ในสถานะ ณ เวลานี้ ก็ยังคงเหมือนคู่หมั้นอยู่นะ แม้ว่าจะรับมาอยู่ด้วยกัน พระคัมภีร์เขียนว่าโยเซฟไม่ได้แตะต้องนางมารีย์เลย จนกว่าพระเยซูคลอดออกมา หลังจากนั้น โยเซฟกับมารีย์ก็ใช้ชีวิตแบบสามี-ภรรยาปกติ ซึ่งในพระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูมีน้องๆ

แต่น้องๆ เหล่านั้น ก็คือคนบาปเหมือนพวกเรา มีพระเยซูผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีบาปเลย

ลูกา 2:6-7 “6 เมื่อเขาทั้งสองยังอยู่ที่นั่น  ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะประสูติบุตร 7 นางจึงประสูติบุตรชายหัวปี  เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า  เพราะว่าไม่มีที่ว่างให้เขาในโรงแรม”

 

พอทุกคนต้องไปขึ้นทะเบียนสำมะโนครัว คนก็แห่แหนกันไป แต่ละคนอยู่เมืองไหนก็ไป พอมาถึงเบธเลเฮม คนมาเยอะมาก จนโรงแรมทุกโรงแรม คนแน่นไปหมด ไม่มีห้อง สำหรับโยเซฟกับนางมารีย์ … นางมารีย์ก็ใกล้กำหนดคลอดพอดีเลย คือเดินทางต่อไม่ได้แล้ว เจ้าของโรงแรมใจดีนะ บอกมีที่ว่างห้องหนึ่ง ก็คือในคอกแกะ เป็นที่เลี้ยงสัตว์ มันคงเหม็นมาก แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมที่ไปไหนไม่ได้แล้ว นางมารีย์ต้องคลอดบุตรแล้วล่ะ  ก็เลยไปอยู่ที่คอกแกะ แล้วพระเยซูก็กำเนิดในคอกแกะ ในรางหญ้า มีผ้าอ้อมพัน ตามที่ผู้เผยพระวจนะได้บันทึกไว้ว่าพระเยซูจะคลอดในลักษณะแบบไหน? ก็เป็นไปตามนั้น พอพระเยซูคลอดปุ๊บ ในข้อที่ 8

ลูกา 2:8-13 “8 ในแถบนั้นมีคนเลี้ยงแกะอยู่ในทุ่งนา  เฝ้าฝูงแกะของเขาในเวลากลางคืน 9 มีทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏแก่เขา  และพระสิริของพระเป็นเจ้าส่องล้อมรอบเขา  และเขากลัวนัก 10 ฝ่ายทูตองค์นั้นกล่าวแก่เขาว่า  “อย่ากลัวเลย  เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย  คือความปรีดียิ่งซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง 11 เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย  คือพระคริสต์เจ้า  มาบังเกิดที่เมืองดาวิด 12 นี่จะเป็นหมายสำคัญแก่ท่านทั้งหลาย  คือท่านจะได้พบพระกุมารนั้นพันผ้าอ้อมนอนอยู่ในรางหญ้า” 13 ในทันใดนั้น  มีชาวสวรรค์หมู่หนึ่งมาอยู่กับทูตองค์นั้นร่วมสรรเสริญพระเจ้า”

 

คนกลุ่มแรกที่ทูตสวรรค์ไปหา ก็คือคนเลี้ยงแกะ เราจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้เลี้ยงแกะกับแกะ ที่ได้เขียนไว้ในถ้อยคำของพระเจ้า  ตอนที่พระเยซูเจริญเติบโต แล้วพระองค์ได้ทำพระราชกิจ พระเยซูตรัสว่าเราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี พระองค์ทรงดูแลแกะทุกตัว  และในพระคัมภีร์บอกว่าแกะทุกตัว พระองค์จะเรียกชื่อของเขา หมายความว่าพระเยซูคริสต์ทรงจำชื่อแกะของพระองค์ได้ทุกตัว

พี่น้องอาจจะคิดว่าเราเป็นคนเล็กน้อยมากเลย ไม่มีบทบาทอะไรในอาณาจักรของพระเจ้า พระเยซูคงจำชื่อเราไม่ได้ แต่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าจำชื่อของแกะได้ทุกตัว แล้วพระองค์ทรงเรียกชื่อแกะของพระองค์ด้วย แล้วแกะของพระองค์จะไม่ตามคนอื่นไป แต่จะตามพระเยซูมา นี่คือลักษณะของแกะ ดังนั้น เมื่อเราเป็นลูกแกะของพระเจ้า เราก็จะฟังเสียง เข้าใจเสียงของพระเยซูคริสต์ เสียงของพระเยซูคริสต์ในปัจจุบัน เราฟังได้จากถ้อยคำของพระเจ้า ทุกครั้งที่เราได้อ่าน ได้ฟัง ได้ยิน ได้ทบทวน มันเป็นลักษณะเหมือนจดหมาย ที่พระเจ้าเขียนมาให้เรา ความรู้สึกของพระเจ้า  ที่จะบอกพวกเราว่าพระองค์รักเราขนาดไหน? พระองค์ทำอะไรเพื่อเราบ้าง? แล้วทำสำเร็จไปแล้วด้วย หมายความว่าเราไม่ต้องไปทำอะไรเลย  เราแค่รับเอา เหมือนของขวัญ ซื้อเสร็จแล้ว ไม่ต้องไปขวนขวาย ไปเดินห้างเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมง เพื่อหาซื้อของขวัญอีก พระเยซูบอก …

“ไม่ต้อง ของขวัญ ฉันทำให้เรียบร้อยแล้ว”

ทำหน้าที่อย่างเดียว คือเดินมารับเอา จบ รับของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์ที่พระเยซูคริสต์ ได้กระทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว แล้วสิ่งที่พระเจ้าทำ คือกำหนดทุกอย่างที่มันออกมาเป๊ะๆ พอทูตสวรรค์มาพบกับพวกคนเลี้ยงแกะ คำแรกที่พูด ก็คือ …

“อย่ากลัวเลย”

ทูตสวรรค์มาหา ตกใจ ทูตสวรรค์บอก …

“ไม่ต้องกลัว ฉันนำข่าวดีมา”

ข่าวดี ก็คือเรื่องของพระเยซูคริสต์ ที่จะมาเกิดบนโลกใบนี้ และ ณ เวลานี้ ก็เกิดแล้ว ประสูติในรางหญ้า  ฉะนั้น มันจะเกิดความปรีดี คือความชื่นชมยินดี  เพราะคนอิสราเอลรอคอย พระผู้ช่วยให้รอด มาหลายพันปี ที่พระเจ้าบอกว่าจะส่งมาๆ ลุ้นแล้ว ลุ้นอีกว่าตกลงคนนี้ใช่ไหม? คนนั้น ใช่ไหม? จนถึงพระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องจริง ส่งมาปุ๊บ คนอิสราเอลไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ คือคนที่พระเจ้าส่งมา แต่ว่ามีคนที่พระเจ้าเปิดตาใจ ให้เขาสามารถเห็นความจริง แล้วเขาก็ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดนเ็นเรื่

ยุคที่พระเยซูคริสต์ทำภารกิจบนโลกใบนี้อยู่ ก็จะมีมนุษย์อยู่ 2 พวก คือพวกหนึ่งเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ อีกพวกหนึ่งก็คือไม่เชื่อ ปฏิเสธพระองค์ จนถึงยุคนี้ ยุคปัจจุบันเหมือนกัน เมื่อเราได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้า ก็จะแยกออกมาเป็น 2 พวก พวกหนึ่ง ก็คือเชื่อ เปิดใจต้อนรับในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน อีกพวกหนึ่ง ก็คือไม่เชื่อ ต่อให้รู้สึกว่าดีขนาดไหน ก็ไม่เอา  ต่อให้รู้ว่าพระเยซูคริสต์ทรงฤทธิ์สามารถชุบคนตายให้เป็นขึ้นมา เห็นจะๆ กับตาเลย ก็ยังไม่เอาพระเยซู มีความรู้สึกว่ามันง่ายไป …

“ฉันต้องทำด้วยตัวของฉันเอง

ที่ต้องทำด้วยตัวของฉันเอง เหมือนกับเรามีอีโก้แรง …

“ทำไมเราต้องไปพึ่งใครก็ไม่รู้ ที่เขาบอกว่าชื่อเยซู ไม่ต้องหรอก เราพึ่งตัวเองได้  เรายังมีความสามารถอยู่ เราจะทำด้วยกำลังของเราเอง เราจะพยายามปฏิบัติความดี ด้วยตัวของเราเอง”

ดังนั้น กลุ่มคนกลุ่มนี้ ไม่ถ่อมใจ ไม่กลับใจใหม่ ถ้ายังคงไม่กลับใจ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ก็คือขาดทุนย่อยยับ เมื่อลมหายใจออกจากร่าง อย่างที่บอก มนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเชื่อพระเจ้า เฉพาะในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น พระเยซูจำเป็นต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระ เมื่อลมหายใจออกจากร่างปุ๊บ ไม่ใช่มนุษย์ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับใจใหม่  ไม่มีสิทธิ์ที่จะเชื่อพระเยซูคริสต์

ฉะนั้น เราจำเป็นต้องเปิดใจต้อนรับพระองค์ ในขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ผลมันจะเกิดทันที ตามที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ ก็คือทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าได้เข้ามาเปลี่ยนวิญญาณเรา จากวิญญาณบาป มาเป็นวิญญาณชอบธรรม ในพระคัมภีร์ตรงนี้บอกปลดปล่อยคนที่อยู่ในความมืดให้เป็นอิสระ เมื่อก่อนเราไม่ได้เชื่อพระเจ้า เราอยู่ในความมืด มืด 8 ด้านเลย  เราอยู่ในการควบคุมของผีมารซาตาน มารจะจับเราไปทำโน่นทำนี่ ทุกอย่างตามใจเขา แล้วเราก็ฝืนไม่ได้ด้วย  เราก็ทำตาม แต่ ณ บัดนี้ พระเจ้าบอกว่าพระองค์มาปลดปล่อยเราแล้ว เรามีความสามารถที่จะต่อต้าน ขัดขืน เราไม่จำเป็นจะต้องเชื่อฟังมาร เราเชื่อฟังพระเจ้า

ฉะนั้น คนที่เข้ามาหาพระเจ้าจะได้รับอิสรภาพ เป็นผู้ชอบธรรมทันทีเลย แล้วมาเป็นลูกของพระเจ้าทันทีด้วย พระเจ้าเขียนไว้อย่างนั้นว่าคนที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาจะมีสถานะเป็นลูกของพระเจ้า พอเป็นลูกปุ๊บ ก็เป็นเลย ไม่ใช่วันนี้เป็นลูก พรุ่งนี้เป็นทาส มะรืนนี้เป็นลูก อีกวันหนึ่งเป็นทาส ไม่ใช่ พอเป็นลูก ก็เป็นลูกเลย พระเจ้ารับเราเป็นลูก และเมื่อรับเราเป็นลูก พระองค์ก็จะดูแลเรา พระองค์จะนำทางเรา พระองค์จะชี้ทางให้กับเรา พระองค์จะคอยประคบประหงมเรา พระองค์จะทรงแนะนำเราว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แล้วเมื่อถึงอันตราย พระองค์ก็จะจูงมือเรา พาเราไปด้วยกัน แล้วก็ผ่านพ้นไปได้

เมื่อเรามีความทุกข์ พระองค์อยู่กับเรา เมื่อเรามีความสุข พระองค์ก็อยู่กับเรา พระเจ้าไม่มีแม้แต่วินาทีหนึ่งที่ทอดทิ้งเรา เพราะพระคัมภีร์บอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้ง 3 พระภาคเข้ามาสถิตในเรา เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีการแยกจากกันอีกแล้ว เมื่อสถิตอยู่กับเรา เราก็ไม่ต้องไปอธิษฐานขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วยนะ เราติดไง เราติดคำอธิษฐานว่า …

“พระองค์เจ้าข้า ขอสถิตอยู่ด้วย”

ตอนนี้เลิกพูดแล้วนะว่าขอพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย ไม่ต้องขอ เพราะพระเจ้าบอกว่า …

“ฉันอยู่ในเธอ อยู่ในนี้แล้ว เมื่อเธอเปิดใจต้อนรับฉัน ฉันอยู่ในนี้ แล้วฉันจะไม่ทิ้งเธอไปไหนด้วย จะอยู่ตลอดไป”

นี่คือพระคุณ ความรัก ความเมตตา ที่พระเจ้าทรงมีอยู่เหนือชีวิตของพวกเราทั้งหลาย พระองค์ไม่ได้เริ่มต้นจากคนที่มีฐานะสูงส่ง แต่พระองค์เริ่มจากคนเลี้ยงแกะ  ผู้ที่ต่ำต้อย แล้วก็ให้มีโอกาสได้พบกับพระเยซูคริสต์

ฉะนั้น มนุษย์บนโลกใบนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะอะไร? อยู่เป็นมหาเศรษฐี หรือเป็นยาจก ที่เป็นขอทาน ก็มีสิทธิ์เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้าได้ แล้วเมื่อเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า เรามีฐานะเท่ากัน ไม่ใช่พอมหาเศรษฐีมาเชื่อพระเจ้า เขาจะมีอภิสิทธิ์ หรือเป็นอภิสิทธิ์ชน ไม่มี เป็นนายร้อย นายพัน นายหมื่น ก็ไม่มีอภิสิทธิ์ ก็คือเป็นลูกของพระเจ้าเท่ากันกับคนที่เป็นยาจกเดินเข้ามา เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เขาก็มีสถานะเป็นลูกของพระเจ้าเท่ากันเป๊ะๆ เลย

ฉะนั้น เราจึงมีความรู้สึกขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณที่พระองค์ทรงเลือกเรา ขอบคุณที่พระองค์ทรงเปิดตาใจเรา ให้เราสามารถเห็นความรักของพระเจ้า ขอบคุณที่พระองค์ทรงให้เราสามารถเข้ามาอยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้า อยู่ในการดูแลของพระองค์ อยู่ในการควบคุมทั้งหมดของพระองค์ และให้เรามีความมั่นใจในพระองค์มากขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าบนโลกนี้เราจะเผชิญกับอะไรก็ตาม ความทุกข์ยากลำบาก อันนั้นไม่เป็นปัญหา แต่เรามีความมั่นใจว่าพอจากโลกนี้ไป เราได้มีที่ที่สวยงามที่สุด ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้สำหรับเรา คือสวรรค์สถาน ซึ่งมีถนนทำด้วยทองคำ  มีที่อยู่เป็นอันมาก ตามที่พระเจ้าได้บอกไว้  แล้วพระเจ้าก็ทรงสัญญากับผู้เชื่อทุกคนว่าพระองค์ไปจัดเตรียมที่ไว้ให้กับเรา แล้วสัญญาอีกว่าพระองค์จะเตรียมร่างกายใหม่ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ให้กับพวกเราด้วย ซึ่งปัจจุบัน เราอยู่บนโลกนี้ อยู่ในร่างกายบาปนี้  เราก็มีวันที่จะเหี่ยวเฉา โรยราไป พออายุมากขึ้น ก็เจ็บโน่นเจ็บนี่ เป็นเรื่องปกติ พี่น้องไม่ต้องรู้สึก เราเป็นคริสเตียน ทำไมเราป่วยได้  ไม่เกี่ยวกันนะ เป็น คริสเตียนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับป่วยหรือไม่ป่วย เพราะว่าร่างกายนี้ เป็นร่างกายที่วันหนึ่งจะต้องถูกทิ้งไป ต่อให้เราเจ็บป่วยขนาดไหน? เรามั่นใจอย่างหนึ่ง ก็คือเมื่อถึงเวลากำหนดของพระเจ้า พระเจ้าจะเอาวิญญาณเราออกจากร่าง แล้วพระองค์เตรียมร่างกายใหม่ สำหรับพวกเราทุกๆ คน เรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้น อยู่บนโลกนี้ อยู่ให้มีความสุข อยู่ด้วยความมั่นใจว่าพระเจ้ารักเรามาก มากขนาดไหน? ถ้าวันไหนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่า …

“ทำไมเจอปัญหาเยอะแยะมากมายอย่างนี้ พระเจ้าไม่รักเราหรือ?”

ให้นึกภาพว่ารักขนาด ให้พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ ยอมตายแทนเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อเรา แค่นี้จบเลย  ไม่มีอะไรสามารถแยกเราออกจากพระเจ้าได้ หรือไม่มีปัญหาใดๆ ที่ทำให้เรารู้สึกน้อยอกน้อยใจพระเจ้าได้เลย พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ภายในจิตใจของผู้ที่ได้รับการชำระล้างบาปแล้ว ล้วนปรารถนาที่จะทำแต่สิ่งที่ดี ตามน้ำพระทัยพระเจ้า แต่ก็ยังคงต้องต่อสู้กับเนื้อหนังที่ยังคงมีเชื้อบาปอยู่ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ ตามที่อาจารย์เปาโลได้คร่ำครวญไว้ว่า …

“ด้วยว่าการดีนั้น ซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่ว ซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเอง เป็นผู้กระทำ” (โรม 19-20)

 

หลายคนก็ต้องเคยมีประสบการณ์แบบนี้ คือใจอยากจะทำดี  ไม่อยากทำบาป แต่เนื้อหนังสู้ไม่ไหว

 

และในที่สุด  ผู้ที่มีพระวิญญาณคอยช่วยอยู่  ก็จะค่อยๆ ทำบาปน้อยลงเรื่อยๆ และในขณะเดียวกัน เรายังคงสามารถมั่นใจได้ว่าเราได้รับการอภัยแล้ว   วิญญาณเราไม่เป็นคนบาปอีกต่อไปแล้ว

 

พระคัมภีร์บอกว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่สมบรูณ์พร้อม แม้ทางจิตวิญญาณจะได้รับความรอดแล้วก็ตาม แต่ทางกายก็ยังมีเชื้อบาปอยู่ ยังต้องต่อสู้กับกิเลสตัณหาทางเนื้อหนังอยู่

 

แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงโปรดอภัยให้เรา  และคอยอยู่เคียงข้างเรา  นำพาเราในทุกสถานการณ์  คอยช่วยเหลือและให้กำลังเรา ในการต่อสู้กับการล่อลวง และไม่ว่าเราจะผิดพลาดไปกระทำบาปแค่ไหนก็ตาม พระองค์ก็ไม่เคยปรับโทษเราอีกเลย แต่ยังคงอธิษฐานเพื่อเราอยู่เสมอ

 

ไบเบิลบันทึกไว้ว่า … “ใครจะกล่าวโทษได้อีก? พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และยิ่งกว่านั้นพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว บัดนี้พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าและทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย” (โรม 8:34)

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1303

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  มีนาคม  2021

 เรื่อง “คริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ทำไมถึงยังทำบาปอยู่?” ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง เราพบกันอีกครั้งหนึ่ง เราจะต่อจากสัปดาห์ที่แล้วเลย เรื่อง “คริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ทำไมถึงยังทำบาปอยู่?” ตอนที่ 2 ตำราพิชัยสงครามของซุนวูบอกว่า …             “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

รู้เขา ก็คือรู้ว่าศัตรูของเราคือใคร? และรู้วิธีการของศัตรูที่ใช้แผนการอะไรเข้ามาโจมตีเรา ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ

และอันดับที่ 2 คือรู้เรา ก็คือรู้ว่าเราเป็นใคร? มีกำลังอยู่ตรงไหน? มีความถนัดตรงไหน? ใครบ้างที่อยู่ฝ่ายเรา

ความจริงอันดับแรกที่เราต้องรับรู้และต้องมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของเราเสียใหม่ ตามพระคัมภีร์บอก ก็คือตัวตนจริงๆ ของเรา นี่ผู้เชื่อนะ ผู้ที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้าแล้ว ผู้ที่เรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว ตัวตนจริงๆ ของท่านที่พระเจ้าได้ให้กำเนิดใหม่แล้วนั้น  ที่เรียกว่าบังเกิดใหม่แล้ว บริสุทธิ์ สะอาดในสายพระเนตรของพระเจ้า ทั้งวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกายด้วย

นี่เป็นส่วนประกอบของร่างกายของมนุษย์นั่นเอง เราเป็นการฝีมือชิ้นเอก เขาเรียกว่าเป็นบทกวีที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่ในพระเยซูคริสต์ ตอนเราบังเกิดใหม่ พระคัมภีร์บอกว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์  ก็คือฝีมือของพระเจ้า ที่เป็นชิ้นเอกเลย

ภาษาเดิม สามารถแปลผลงานชิ้นเอกนี้ได้ว่าเป็นบทกวี  เราเป็นบทกวีที่พระเจ้าสร้างขึ้น เขียนด้วยความบรรจง เวลาเราพูดกัน จะถ่ายทอดสื่ออะไรให้ ยกตัวอย่างง่ายๆ สื่อว่าเรารักเขาขนาดไหน? คนรัก เขาถึงเขียนเป็นบทเพลง บทกวี หมดเลย เพราะว่ามันสื่อได้มากขึ้นกว่าที่จะพูดว่า …

“ฉันรักเธอ ฉันคิดถึงเธอ”

เขาเอาคำว่า “ฉันรักเธอ ฉันคิดถึงเธอ” ไม่รู้จะพรรณนาอย่างไร? ก็เขียนเป็นบทกวีออกมา พออ่านบทกวีซาบซึ้ง อะไรนั่นแหละ ฉะนั้น เราทั้งหลายเป็นชิ้นเอกขนาดไหน? ที่พระเจ้าสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นคนใหม่จริงๆ เรียบร้อยไปแล้วในพระเยซูคริสต์ เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้สร้าง ให้กำเนิดเรา  เราต้องรู้ก่อนว่าจะสู้รบกับศัตรู เราเป็นใคร? และใครเป็นใคร? ตอนนี้เรารู้แล้วนะว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เราเป็นการฝีมือชิ้นเอก เป็นบทกวีที่พระเจ้าสร้างขึ้นอย่างยอดเยี่ยมที่สุด นี่พระคัมภีร์บันทึกไว้เลย เพราะฉะนั้น ต้องย้ำตรงนี้ไว้ให้ดีๆ อย่าให้พลาด อย่าให้ใครขโมยเอาความจริงนี้ไป

อย่างที่ย้ำไปเมื่อครั้งที่แล้วว่าธรรมชาติ วิสัยบาปของเรา คือบาปนั้นได้ถูกลบออกไป ได้ถูกล้างออกไป หมดไปแล้ว มันตายไปแล้ว ตัวเก่าที่เป็นวิสัยบาป ตัวเก่าที่เป็นบาปมันตายไปแล้ว เพราะฉะนั้น ตัวใหม่ที่เป็นการฝีมือชิ้นเอกของพระเจ้า ไม่มีบาปเจือปนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีวิสัยบาป ไม่มีธรรมชาติบาป มีแต่ธรรมชาติของพระเจ้าอยู่ในตัวตนที่แท้จริงของเรา จึงเรียกว่าเราบริสุทธิ์ สะอาด  เพราะเราเหมือนพระเจ้า ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าเรามีชีวิตนิรันดร์เหมือนพระองค์ พระองค์ประทานชีวิตนิรันดร์ให้เรา คือเป็นแบบนี้ เราไม่ได้กระทำ มันเกิดมาเป็น แต่ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยังมีลมหายใจ อยู่บนโลกใบนี้ อยู่ในร่างกายนี้ ซึ่งร่างกายนี้ แม้เราจะเกิดใหม่เป็นคริสเตียนแล้ว พลังและอิทธิพลของความบาป ยังกระทำการงานอยู่ในร่างกายของเรา ซึ่งมันครอบคลุมไปถึงระบบของโลกใบนี้หมดเลย มันเข้ามาตั้งแต่สมัยที่อาดัม บรรพบุรุษของเราเปิดประตูรับเอาความบาปเข้ามา พลังของความบาป เนื้อหนังมันเข้ามาครอบคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ระบบของโลกใบนี้  และรวมถึงร่างกายของเราที่แม้ว่าเราจะเป็นคริสเตียนแล้วก็ตาม มันยังคงกระทำการงานอยู่ เราจึงมีโอกาสถูกล่อลวง ชักชวน ด้วยอิทธิพลของความบาปนี้ ด้วยพลังของความบาปนี้ และอิทธิพลของเนื้อหนังนี้ได้ เมื่อล้มลง พลาด ถูกล่อลวง ให้กระทำตาม ซึ่งผ่านทางร่างกาย ตา หู จมูก ลิ้น กายและความคิดของเรานั่นเอง ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราจึงเห็นชัดไง นี่คือสิ่งที่เราเรียนไปครั้งที่แล้ว

ต้องรอจนกว่าวันหนึ่งข้างหน้า วันที่เราหมดลมหายใจ ถึงบอกว่าตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่ ตราบนั้น เราอยู่ในการล่อลวงตลอดเวลา เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา  แต่มันอยู่ในเรา วิธีการจะหมดปัญหา ง่ายนิดเดียว ออกจากร่างซะ ตายจากโลกนี้ คือตาย วิญญาณออกจากร่างแล้ว มันก็หมดปัญหา ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ ก็ไม่มีปัญหาแล้ว

เมื่อเรามาเป็นคริสเตียน มาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระคัมภีร์จึงบอกว่าเราเป็นเหมือนคนต่างด้าว ท้าวต่างแดน เราไม่ใช่เป็นของโลกนี้อีกต่อไปแล้ว แต่เราอยู่บนโลกแบบโลกนี้ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา  เราเพียงอาศัยชั่วคราวเท่านั้นเอง  อาศัยไปด้วย ต่อสู้ไปด้วย ให้พระเจ้าใช้ร่างกายเราให้เป็นไปตามแผนการของพระองค์ นำเอาข่าวประเสริฐ ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ผ่านทางชีวิตของเราที่พระองค์ทรงสร้างมาเป็นผลงานชิ้นเอก ดำเนินไป แล้วข่าวดีนั้นจะอยู่ในเรานั่นแหละ เดี๋ยวพระเจ้าทำเอง เอาข่าวดีไปยังบรรดามนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ บอกเขาว่าพระเยซูช่วยท่านแล้ว พระเยซูรักท่าน  พระเยซูตายเพื่อท่าน พระเยซูทำให้ท่านสามารถบังเกิดใหม่ สะอาดหมดจด พ้นจากบาปได้ และไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้นิรันดร์ เอเมน เป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น ในขณะที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราก็จะได้รู้ว่าเราอยู่ในการสงคราม (สงครามแบบไหน?) จะได้ไม่ถูกหลอกอีก ไม่ใช่อยู่ในการสงคราม มาหลอกเราอีกว่าสงครามแบบเราต้องแพ้  แต่นี่เป็นสงครามแบบเราชนะเรียบร้อยไปแล้ว เราต้องเรียนรู้ด้วย

พลังอิทธิพลของความบาป ของเนื้อหนังเป็นศัตรูกับพระเจ้ามาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่มันล้มลงไปในความบาป ตั้งแต่สมัยความบาปเกิดขึ้นมาในตัวของมันเอง คือตั้งแต่ลูซีเฟอร์ล้มลงไปในความบาป ตั้งแต่เป็นทูตสวรรค์ แล้วมันนำเอาสิ่งเหล่านี้ คืออุปนิสัยของมันลงมาบนโลกใบนี้ แล้วมันมาหลอกลวงมนุษย์

เพราะฉะนั้น อิทธิพลของความบาป และเนื้อหนังเป็นศัตรูต่อต้านพระเจ้า มันไม่ใช่ตัวเราที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้า เราอยู่ฝ่ายพระเจ้า มันจึงไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นพลัง อิทธิพลที่ดำเนินการ หนุนหลังโดยมาร หรือลูซีเฟอร์ในอดีตนั่นเอง เป็นผู้ทรงอิทธิพลอยู่เหนือระบบของโลกใบนี้อย่างที่บอกไว้  โดยถ้ามันทำได้ ก็คือมนุษย์ที่ยังไม่ได้ต้อนรับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ยังเป็นทาสของมันอยู่ มันก็ปิดบังข่าวประเสริฐ ไม่ให้คนมารับเชื่อพระเยซู ไม่ให้ได้รับความรอด ยังเป็นทาสของมันอยู่ มันก็สบาย มันก็จะใช้พลังอำนาจที่มันมีอยู่และระบบของเนื้อหนังที่มีอยู่นั้น มีอิทธิพลชักชวนให้คนๆ นั้น ทำอะไรก็ตามที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทั้งหลาย ก็เป็นแค่เครื่องมือของมารเท่านั้นเอง ซึ่งมาในลักษณะของพลังของความบาป และอิทธิพลที่เราเรียกว่าเนื้อหนัง

สมมติว่ามันบังคับไม่ได้แล้ว คนนั้นได้รับเชื่อแล้ว ข่าวประเสริฐไปถึงเขา แล้วเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์ เขาเป็นอิสระ เขาไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไปแล้ว เขาเกิดใหม่แล้ว  มันก็ยังทำอยู่นะ ไม่ใช่ไม่ทำ นี่เรากำลังพูดถึงคริสเตียนที่ไปทำบาป ก็มาถึงจุดนี้ว่าทำไมคริสเตียนทำบาป ก็คือไม่ได้อยู่ในการเป็นทาสของมันแล้ว เป็นอิสระจากมันแล้ว มันใช้วิธีใดต่อ มันก็จะใช้เล่ห์กล ขโมยเอาความจริง ทำให้เราเข้าใจผิด แล้วก็ล่อลวงชักจูง โน้มน้าว เหย้ายวน จูงใจ โฆษณาชวนเชื่อ  ทำให้โน้มเอียงไปในแนวทางของมัน ก็คือแนวทางในการเป็นศัตรูกับพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า  บางครั้งไม่รู้ตัวด้วย กำลังต่อต้านพระเจ้า เพราะถูกหลอก โดยผ่านทางความไม่รู้ และความเคยชินกับอิทธิพลของเนื้อหนัง ซึ่งก่อนที่จะรับเชื่อ มันดำเนินอยู่ มันชินกับความคิดเดิมๆ และผ่านทางการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ผ่านทางผู้คนรอบข้าง สถานการณ์รอบข้าง ที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้ มันก็จะหลอกเราว่านั่นหมายถึงอะไร? อันนี้ต้องโต้ตอบอย่างไร? เขายังโต้ตอบกันอย่างนี้เลยระบบของโลกใบนี้ เขาก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ เขาอิจฉาตาร้อน เขาโลภกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ เขาเห็นแก่ตัวอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น เราทำอย่างนี้ ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก เราก็ทำได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันกระตุ้น ส่งข้อมูลผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และความคิดจิตใจของเรา

เราเกิดใหม่แล้ว วิญญาณเราเกิดใหม่ จิตใจก็ได้มาใหม่ด้วย จิตใจที่เหมือนพระเยซูคริสต์ แต่จิตใจนี้ยังสามารถรับรู้อะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ ไม่ใช่จิตใจ เป็นหุ่นยนต์ ฟังแต่พระเจ้าอย่างเดียว  ไม่ใช่ พระเจ้าให้เราเป็นอิสระ เราสามารถมองดูอันนั้น อันนี้ แล้วเราสามารถที่จะคิดได้ และสามารถตัดสินใจได้ รู้สึกได้ว่าจะตัดสินใจเชื่อใคร มันก็หลอกเรา ซึ่งความคิดจิตใจนี้ พระวิญญาณก็กำลังทำงานอยู่ในคริสเตียนทุกคน คือกำลังช่วยเรา ให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจให้เรา คิดเหมือนพระเจ้าคิด อย่าไปคิดแบบเดิมๆ กำลังอยู่ในระหว่างการทำงาน เราจะได้เห็นภาพชัดเจนว่าสมรภูมิเป็นอย่างไร? กลยุทธเป็นอย่างไร?

กลยุทธของมาร ก็อย่างที่พระเยซูบอก สรุปแล้ว คือขโมย ฆ่า และทำลาย จำเอาไว้เลย ล่อลวงให้เราทำบาป ให้เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า พอเป็นศัตรูกับพระเจ้าปุ๊บ ก็ยัดเยียด บอกว่า …

“แกเป็นคนทำเองแหละ”

พอเราเป็นคนทำเอง เราก็รู้สึกเข้าหน้าพระเจ้าไม่ติด เราเป็นศัตรู มันแหละเป็นคนยุแยง ส่งเสริม ผลักดันให้เราทำ แล้วมันก็บอก …

“แกเป็นคนทำเอง แกตัดสินใจเอง แกเป็นคนเลว”

แล้วในที่สุด พอนานๆ เข้า ก็บอกว่า … “ฉันมันเลว ฉันมันแย่ พระเจ้าเมตตาลูกด้วย สงสารลูกเถิด อภัยให้ลูกด้วย ลูกมันแย่เหลือเกินๆ”

มารมันหัวเราะก๊าก ชอบใจใหญ่เลย พระเจ้าจะเข้ามากอดเรา เราไม่ให้กอด …

“อย่ากอดลูกเลย ลูกมันแย่เหลือเกิน”

ทั้งๆ ที่ตอนแรกๆ เกิดใหม่บอกว่าเราเป็นลูกพระเจ้าที่สะอาดหมดจด บริสุทธิ์แล้ว พระโลหิตพระเยซูชำระเราจนหมดจด เกิดใหม่แล้ว แต่ตอนนี้กลับบอกว่าลูกไม่ควรเป็นลูกของพระองค์แล้ว ไปกันใหญ่เลย

“ลูกหลงหายไป ลูกไม่ควรเป็นลูกของพระองค์เลย ลูกแย่ ลูกไม่ดี”

เห็นไหม? ถ้าเราไม่รู้มือที่สาม ก็จะทำอย่างนี้แหละ แล้วมันก็ทุบเราเข้าไปอีก ให้เรารู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี อะไรต่างๆ พอไม่ดีปุ๊บ ตะกี้ยุแยงให้เราโกรธกับพระเจ้า คราวนี้ยุแยงให้เราคิดว่าพระเจ้าโกรธเรา ตอนนี้มันยุแยงว่า …

“ที่ไม่ดีนี้เพราะว่าพระเจ้ากำลังตีสอน ทุบตีแกอยู่ แกมันเลว พระเจ้าไม่ให้อภัยแล้ว จะตีแกให้ตาย”

คราวนี้เราเริ่มงอนพระเจ้าแล้ว … “ทำไมต้องตีลูกถึงขนาดนี้ด้วย”

เห็นไหม มือที่สามเห็นชัดหรือยัง? พยายามแยกเราออกจากพ่อของเรานั่นเอง ด้วยวิธีการอย่างนี้ นี่แหละคือกลยุทธ

ตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นโควิด-19 เกิดกับทุกคนบนโลกใบนี้ มันเกิดจากระบบของโลกใบนี้ ที่เสียหายจากมารมาหลอกให้มนุษย์เปิดประตูให้ความบาปเข้ามา คำสาปแช่งเข้ามา ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเรา ระบบของโลกนี้จึงเสียหาย วิปริตไปหมดเลยทุกอย่าง แล้วพอเกิดสิ่งที่ชั่วร้ายขึ้นมา ไวรัส อุทกภัย หรือภัยธรรมชาติรุนแรงมา แม้กระทั่งโควิด-19 มันก็บอกว่าพระเจ้ากำลังลงโทษมนุษย์ เพราะเราทำบาป ทุกคนก็สำรวจกันใหญ่ เราทำบาปตรงไหน? นึกออกไหม? ทำไมพระเจ้าโหดร้ายอย่างนี้ ถึงขนาดเทไปหมดเลย คนตายเป็นเบืออย่างนั้นหรือ? รวมทั้งประชากรของพระองค์ด้วย ก็ยังมีคนเชื่อแบบนี้อีก

ถามว่าเชื่อเพราะอะไร? ก็เพราะถูกหลอก ถูกขโมยเอาความจริง จากความคิดจิตใจของเขาไปนานแล้ว จนกระทั่งถึงแค่นี้ยังไม่เห็นอีกหรือว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน? พระเจ้าประทานพระบุตร คือองค์พระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนบนโลกใบนี้ ที่วางใจในพระบุตร จะได้รับความรอด และจะไม่ได้รับความพินาศ แล้วพระองค์จะส่งอะไรที่พินาศมาให้เราหรือ? พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่แสนดี สำหรับพระองค์เป็นพระเจ้าที่ดี แต่มาร คือความชั่วร้าย เราลืมสิ่งเหล่านี้ไปหมดเลย เพราะตา หู จมูก ลิ้น กาย รับเอาข้อมูล เอาความคิดต่างๆ ของมาร ของระบบของโลกใบนี้มาจนกระทั่งเละตุ้มเป๊ะไปหมดเลย  คอยตัดสินใหญ่เลยว่าคิดตามภาษามนุษย์แล้วว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

เหมือนอย่างที่บอกแล้วว่าพอเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราเป็นคนชอบธรรม เราดีพร้อม โดยการกำเนิดเกิดมาเป็นในพระเยซูคริสต์ มารก็พยายามหลอกเราไปเรื่อยๆ

“เกิดมาเป็นบริสุทธิ์ สะอาด ทำดีแล้วใช่ไหม? แล้วทำไมยังคิดอย่างนี้อยู่ล่ะ คิดสกปรกอยู่เลย คิดโลภอยู่เลย คิดอิจฉาเขาอยู่เลย คิดโกรธ คิดเกลียดเขาอยู่เลย นี่หรือดีพร้อม มันดีพร้อมที่ไหนล่ะ”

เห็นไหม? พอมาดูในพระคัมภีร์ … พระคัมภีร์บอกเราเป็นผลงานชิ้นเอก เป็นบทกวีของพระเจ้าสร้างขึ้นใหม่ในพระเยซูคริสต์ ดีพร้อมแล้ว … มันดีพร้อมตรงไหน?  … ใครเป็นคนให้ข้อมูลเหล่านี้มา เราควรจะเชื่อใคร? อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะมาค้นหาศัตรูตัวจริงของเรากันต่อ  มาดูว่าศัตรูของเรา ก็คือเนื้อหนังและพลังอำนาจของความบาปมันอยู่ที่ไหน? มันเป็นอย่างไร? ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าตามที่มีบันทึกกันในพระคัมภีร์บอกไว้ว่าอย่างนี้ เราต้องรับรู้กันตรงนี้เลยว่ามนุษย์เราในพระคัมภีร์บอกว่ามีอยู่ 3 ส่วน คือวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกาย ต้องจำไว้เลย ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้า มนุษย์เรามี 3 ส่วนอย่างนี้

“วิญญาณ” หรือภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “Spirit” มาจากคำว่า “Pneuma”  ในภาษากรีก แปลว่า “ลมหายใจ หรืออากาศ” วิญญาณมองไม่เห็น หรือลม

“ความคิดจิตใจ” ก็คือ “Soul” มาจากภาษากรีก “Suke” ซึ่งเป็นรากศัพท์ ของคำว่า “Psychology” หมายถึง “ความคิด  หรือความรู้สึกทางจิตใจ” ผมให้คำนี้ เวลาพูด อธิบายคำนี้สั้นๆ ว่าความคิดจิตใจ  มันรวมถึงความรู้สึก การตัดสินใจ ความคิด วิเคราะห์ตรงนี้แหละ

ส่วน “ร่างกาย” หรือเรียกว่า “Body”  เราเห็นๆ กันอยู่ง่ายๆ ก็คืออวัยวะทุกส่วนที่ประกอบเป็นร่างกายของมนุษย์ ทั้งสมองด้วยนะ เป็นร่างกายที่เราใช้ในการดำเนินชีวิต จนกว่าจะไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ก็คือออกจากร่าง ก็คือตัวตนจริงๆ เราออกจากร่าง ร่างกายเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่ง เป็นเพียงแค่เสื้อ ซึ่งวันหนึ่งเราจะถอดทิ้ง ไปรับร่างกายใหม่จากพระเจ้า

มาถึงคำว่า “เนื้อหนัง” หรือ “Flesh” ที่เราได้เรียนรู้กันไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ท่านจะมองเห็นภาพชัดเลย ไม่เห็นมีอยู่ในแผนผังรูปเลย  ไม่ได้เกี่ยวกับร่างกายของเราเลย

พอใช้คำว่า “เนื้อหนัง” ภาษาไทย แปลคำว่า “Flesh” หลายคนเลยเข้าใจผิด คิดว่าคำว่าเนื้อหนัง หมายถึงร่างกาย พอบอกเนื้อหนังปุ๊บ นึกถึงร่างกาย แต่มันไม่ใช่

ร่างกาย ตะกี้นี้เราดูในแผนภูมิ เราเห็นแล้วว่าร่างกายอยู่ตรงไหน? แต่ Flesh ไม่เห็นมีเลย ไม่ได้อยู่ในร่างกายของเรา  ใช่ไหม?

มนุษย์เราประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกาย เพราะฉะนั้น เนื้อหนัง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตัวเราเลย  นี่คือความจริงในพระคัมภีร์ ความจริงจะทำให้เราเป็นไท เป็นอิสระจากการล่อลวง จากศัตรูที่จะคอยทำลายเรา

ถ้าเราเปรียบว่าทั้ง 3 ส่วนในตัวเรา คือวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกาย ประกอบเข้าด้วยกัน สมมติว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ก็คือเป็น Hardware เนื้อหนังหรือ Flesh ก็เปรียบเสมือน Software คือไม่ได้เป็นตัวตน มันอยู่นอกเครื่อง เป็นตัวใส่เข้าไป เขาเรียกว่าโปรแกรม สามารถใส่โปรแกรมเข้าไปได้ แต่ตัว Hardware ต้องไปซื้อใหม่ Hardware พระเจ้าสร้างให้ใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์  เกิดใหม่  เป็น Hardware ส่วนความคิดเดิมๆ ความคิดเก่าๆ เป็นโปรแกรม เขาเรียก Software โปรแกรมตัวนี้ จะเป็นตัวที่บอกว่า Hardware ควรจะทำงานอย่างไร? ทำงานควบคู่ไปกับ Software

คราวนี้ พอเนื้อหนัง ทำงานลักษณะเดียวกันกับ Software เนื้อหนังก็ทำงานลักษณะเป็นโปรแกรมหนึ่ง  จะเป็นตัวคอยโน้มน้าวความคิดจิตใจของเรา มองดูแผนภูมิ มันคอยโน้มน้าวความคิดจิตใจของเรา ให้ทำตามโปรแกรมของมัน ก็คือทำตามเนื้อหนัง และตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้ แม้เกิดใหม่แล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว เจ้าโปรแกรม หรือเจ้าเนื้อหนัง ตัว Flesh ตัวนี้ มันก็ยังทำการงานอยู่ในร่างกายเราอยู่ มันเป็นเหมือนปรสิต เหมือนกาฝากที่แอบซ่อนอยู่ในเรา ถ้าเราเผลอ มันก็จะโผล่ออกมา มีอิทธิพลทำให้เราทำตามโปรแกรมของมัน ก็คือทำตามเนื้อหนังนั่นเอง ซึ่งเป็นศัตรู ตรงกันข้ามกับพระเจ้า ซึ่งเราเรียกกันว่า “ทำบาป” เราจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

และวิธีการที่เราจะเอาชนะเจ้าปรสิต เจ้า Flesh หรือโปรแกรม หรือเนื้อหนังตัวนี้ได้ ก็คือเมื่อมันเป็น Software เป็นโปรแกรมใช่ไหม? เหมือนเราใช้คอมพิวเตอร์ พอซื้อเครื่องใหม่มา เราก็ต้องทำการ Reset ใหม่ ลบโปรแกรมเก่าออก ตั้งโปรแกรมใหม่เข้าไป เพื่อให้มันเข้ากับเครื่องใหม่ที่รับมา ล้างเอาโปรแกรมเก่าออก แล้วใส่โปรแกรมใหม่เข้าไปแทนที่ ได้ Software หรือโปรแกรมใหม่ที่ดีๆ เข้ามา ทำงานอย่างดีไปกันกับเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ ก็คือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโปรแกรมใหม่เสีย  เอาข้อมูลโปรแกรมเก่า ซึ่งเป็น Flesh ออกไปซะ

Software คือโปรแกรมเดิมๆ ที่เราดำเนินชีวิตก่อนที่จะเชื่อพระเจ้า ตอนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า  พระคัมภีร์บอกเราเป็นศัตรูกับพระเจ้าอยู่ เราเคยชินกับโปรแกรมนั้นอยู่ ล้างมันออกไป ค่อยๆ Reset ไปเรื่อยๆ Renew ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงความคิดไปเรื่อยๆ เปลี่ยน Software ไปเรื่อยๆ ความคิดเดิมๆ หรือความประพฤติเดิมๆ นิสัยเดิมๆ ก็จะถูกลบล้างออกไป จากความคิดของเรา ถามว่าหมดไหม? ไม่หมดหรอก แต่ทำเป็นกิจวัตรประจำวันไปเรื่อยๆ พระวิญญาณก็จะคอยช่วยเรา

วิธีการ ก็คือการล้างโปรแกรมเนื้อหนังออก และใส่โปรแกรมใหม่เข้ามาแทนที่ โปรแกรมใหม่ ก็คือความจริงของถ้อยคำพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า ที่ทำให้เราเป็นไท อย่างเช่นเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ เรากำลังเรียนรู้อยู่ เรากำลังทำการใส่โปรแกรมใหม่เข้าไป รู้ว่าเจ้า Flesh หรือเนื้อหนังนี้ มันคือใคร? ไม่ใช่ตัวเรา นี่คือการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจใหม่ แรกๆ ความคิดเก่าๆ  Flesh บอกว่าตัวเนื้อหนัง คือตัวแกนี่แหละ คือเจ้านั่นแหละ ที่ทำไม่ดี ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราถูกขโมยเอาความจริงไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้เอาความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ใส่เข้ามาในความคิดจิตใจของเรา

วิธีล้างโปรแกรมเนื้อหนังนี้ออก ก็คือการเปลี่ยนแปลง และจดจ่อ จดจำให้ขึ้นใจถึงความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ในโลกวิญญาณ ยกตัวอย่าง เช่น เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถานแล้วเดี๋ยวนี้,  เราเกิดใหม่แล้วเดี๋ยวนี้ เราเป็นลูกพระเจ้าแล้วเดี๋ยวนี้  ขณะนี้นั่งอยู่ในสวรรค์แล้ว ไม่ต้องรอให้ไปสวรรค์ เราอยู่ในสวรรค์แล้ว อย่างไรๆ เราก็ไปสวรรค์ จะทำผิดทำถูกมากขนาดไหน? ก็ไปสวรรค์อยู่แล้ว เราเกิดใหม่แล้วนะ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น พ่อเราบอกไว้อย่างนั้น พ่อเราอยู่กับเรา อยู่ในตัวเรานี่แหละ  ย้ำยืนยันอยู่เรื่อยๆ เรียกว่าจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ

ความคิดของเราก็จะพุ่งไปที่ความจริงเบื้องบนเหล่านี้ มันก็เป็นการขจัดเอาอิทธิพลของความคิดเดิมๆ โปรแกรมเดิมๆ จากเนื้อหนังออกไป มันไม่หายไปหรอก มันจางลง เขาเรียกกันว่าเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่

นี่คือสรุปคำตอบแรกของหัวข้อการบรรยายในครั้งนี้ ที่ถามว่าคริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ทำไมยังทำบาปอยู่? นั่นคือข้อ 1 คือ Flesh คือเนื้อหนัง เพราะว่าในตัวเรายังมีโปรแกรมเดิม  ก็คือมีเนื้อหนังนี้อยู่ ซึ่งมันมีอิทธิพล เหมือนปรสิตที่แอบซ่อนอยู่ พระคัมภีร์จึงสอนให้เราหมั่นล้างโปรแกรมนี้บ่อยๆ ด้วยการจดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจเกี่ยวกับถ้อยคำพระเจ้า ซึ่งเป็นความจริง บางทีมันถูกล่อลวง หลอกลวงด้วยอิทธิพลของความบาป ด้วยมาร ด้วยวิธีการเอาถ้อยคำพระเจ้า เหมือนให้เราจดจ่อ แต่ไปจดจ่อถ้อยคำพระเจ้าที่ไม่ใช่เป็นถ้อยคำพระเจ้าที่เป็นความจริง มันเป็นการโกหกอีกแล้ว โกหกผ่านทางถ้อยคำพระเจ้าเลย บอกนี่คือถ้อยคำพระเจ้า  มันใช่ที่ไหน? มันไม่ใช่ พอมันไม่ใช่ เรายิ่งไปจดจ่อ ยิ่งไปกันใหญ่เลย อย่างนี้เป็นต้น

เรามาดูกันต่อว่านอกจากเรื่องเนื้อหนัง หรือ Flesh  หรือระบบโปรแกรมเดิมๆ โปรแกรมบาปแล้ว พระคัมภีร์มีคำตอบอะไรอีกว่าคริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว ทำไมยังทำบาปอยู่? ยังมีตัวที่สอง สำคัญกว่าตัวแรกอีก ตัวที่อยู่เบื้องหลังของ Flesh หรืออยู่เบื้องหลังของเนื้อหนังอีกทีหนึ่ง อยู่เบื้องหลังของโปรแกรมนี้อีกทีหนึ่ง เป็นตัวใหญ่ที่แอบอยู่ สำคัญกว่านี้อีก ก็คือเราจะมาดูด้วยกัน ในหนังสือปฐมกาล 4:7 จะเห็นภาพชัด …

ปฐมกาล 4:7  ”หากเจ้าทำสิ่งที่ถูกที่ควร (เชื่อฟังพระเจ้า และทำในสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย) เจ้าก็จะเป็นที่ยอมรับไม่ใช่หรือ?  แต่หากเจ้าไม่ทำสิ่งที่ถูกต้อง  (ไม่เชื่อฟังพระเจ้า  เป็นศัตรูกับพระเจ้า)  บาปก็จะหมอบอยู่ที่ประตู เพื่อคอยเล่นงานเจ้า เป้าหมายของบาป คือการเอาชนะเจ้า   แต่เจ้าจะต้องเอาชนะมันให้ได้”

นี่คือพระเจ้ากำลังสอน แนะวิธีการให้กับคาอิน  … คาอิน-อาแบล คือบรรพบุรุษของเรา ลูกของอาดัม-เอวา รุ่นแรกเลย คาอินไม่ทำตามที่พระเจ้าสอนว่าวิธีการที่จะชนะบาป ก็คือต้องไถ่บาปตัวเอง โดยใช้เลือดสัตว์ ซึ่งอาแบลทำตาม  แต่คาอินไม่ทำ  พระเจ้าก็เลยเตือน

“ถ้าเจ้าทำสิ่งที่ถูกที่ควร คือเชื่อฟังพระเจ้า ทำในสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัย” คือพระเจ้าให้ฆ่าสัตว์ แล้วก็เอาเลือดมาชำระบาปให้ตนเอง มาไถ่บาปให้ตนเอง เป็นครั้งคราวไป เขาไม่ทำ เขาไปเอาอย่างอื่น พูดง่ายๆ เขาไม่ทำ  เขาไปเอาพวกผลิตผลทางการเกษตร พระเจ้าบอกเอาเลือด เขาไม่เอา  เขาดื้อ

ถ้าเจ้าทำตามที่เราบอก เจ้าก็เป็นที่ยอมรับไม่ใช่หรือ?  ถ้าเจ้าทำ มันก็ดี แต่หากเจ้าไม่ทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็คือไม่เชื่อฟังพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า อย่างนี้เรียกว่าเป็นศัตรู คือไม่เชื่อฟัง พระเจ้าบอกให้ทำอย่างนี้ ไม่ทำ

บางทีศัตรู เรานึกว่าต้องดื้อมาก ไปด่าพระเจ้า ไม่ใช่ ศัตรูตรงนี้หมายถึงอะไรก็ตามที่แอนตี้พระเจ้า  คือไม่เห็นด้วย  ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ที่เขาเรียกว่าแอนไทไคร์ซ หรือแอนตี้ไคร์ซ คือแอนตี้ ไม่ชอบ เหมือนเราไม่ชอบคนๆ นี้ เราแอนตี้เขา ไม่ต้องถึงขนาดไปว่าเขา หรือไปโกงเขา ไปตีเขา ฟังแล้วไม่ชอบ เรากำลังแอนตี้เขา นี่หมายถึงอย่างนั้น แอนตี้พระเจ้า คือไม่เชื่อฟัง เป็นศัตรูพระเจ้า

ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่เชื่อฟังพระเจ้า บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู เพื่อคอยเล่นงานเจ้า บาปตัวนี้เป็นคำนามนะ เป้าหมายของบาป คือมันต้องการเอาชนะเจ้า  แต่เจ้าจะต้องเอาชนะมันให้ได้ เอาชนะใคร? เอาชนะมัน เป็นตัวตนเลยนะ

คำว่า “บาป” ในที่นี้จะเห็นว่าหมายถึงความบาปที่เป็นคำนาม ไม่ใช่บาป ที่เป็นกริยา หรือกระทำบาป ไม่ใช่ แต่มันมีอะไรบางอย่างที่เป็นตัวเป็นตนที่เรียกว่าความบาป

ในภาษาเดิมเลย ภาษาฮีบรูตรงนี้ แปลชัดเจนกว่านี้ ตรงที่ใช้สรรพนามตัวที่ 3 ว่า “เขา” … เขาจะหมอบอยู่ที่ประตู … “เขา” หมายถึงบุรุษที่ 3 หมายถึง He ถ้าแปลตรงตัวมาถึงภาษาไทยเดี๋ยวนี้ ตรงๆ แบบขวานผ่าซากเลย

“บาปเขาผู้ชายก็จะหมอบที่ประตูนั้น และเจ้าจะต้องเอาชนะเขาผู้ชายให้ได้” สรรพนามที่ 3 ซึ่งบ่งบอกถึงเพศชาย นี่หมายถึงภาษาเดิม เพื่อให้ท่านได้เห็นชัดเจนว่าบาปมันเป็นตัวเป็นตนจริงๆ

ถ้อยคำตรงนี้ ก็กำลังพูดถึงตัวบาป  หรือความบาป ที่มัน หรือเขากำลังจ้องเล่นงานเราอยู่ มันจ้องมาตั้งแต่สมัยโน้นแล้ว หลายพันปีก่อนโน้น บาปมันมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาชนะเรา พาพวกเรา ให้เป็นพวกมัน คือให้เป็นศัตรูกับพระเจ้า  ให้เราดื้อกับพระเจ้า ให้เราไม่ชอบพระเจ้า แอนตี้พระเจ้า  ถ้าเป็นคริสเตียนก็ให้เราแอนตี้ไคร์ซ คือเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์นั่นเอง จะมากหรือน้อยไม่รู้

ซึ่งคำว่า “ความบาป” หรือ “ตัวบาป” ที่เป็นคำนามนี้ ในภาษาอังกฤษ คือคำว่า “ฮามาเทีย” ซึ่งแปลความหมายได้ว่าเป็นระบบหรือกฎแห่งการครอบครองหรือพลังอำนาจ ในการบังคับ ในการส่งเสริมการเป็นศัตรูกับพระเจ้า เป็นตัวเป็นตนจริงๆ เป็นพลังงานอะไรบางอย่างที่จับต้องมองเห็นได้ เป็นบุคคล บางครั้งเราพูดกันบ่อยๆ เราอาจจะถูกหลอกเอาความจริงไปนึกในใจ เป็นแค่นามธรรม เป็นแค่ความบาป แต่นี่เป็นตัวเป็นตนจริงๆ และในหนังสือโรม มีพูดถึงเจ้าตัวบาปนี้ว่าหมายถึงพลังอำนาจที่ควบคุมอยู่เหนือการกระทำของอวัยวะต่างๆ ผ่านทางร่างกายของมนุษย์

รวมความ ก็คือเจ้าตัวบาปนี้ มันมีพลังอำนาจในการที่จะเอาชนะ พยายามที่จะเอาชนะมนุษย์ และอยู่เหนือมนุษย์ พยายามที่จะคอยควบคุมอยู่เหนือมนุษย์ ผ่านทางร่างกายของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงความคิดจิตใจด้วยนะ ควบคุมสมอง ให้ทำตามสิ่งต่างๆ ที่มันต้องการ ก็คือให้เป็นศัตรูกับพระเจ้า พูดง่ายๆ ก็คือมันพยายามล่อลวง หลอกลวง ชักจูง ให้เราเป็นทาสของมัน เพื่อต้องการให้เราเป็นศัตรู เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า และถ้าเรายังเป็นทาสมันอยู่ มันง่ายเลย แต่ถ้าเราไม่ได้เป็นทาสมันแล้ว เป็น คริสเตียนแล้ว เราก็จะถูกมันล่อลวง  แล้วก็ถูกมันข่มขู่ เคยได้ยินไหม? มันทำอะไรเราไม่ได้ มันได้แต่ข่มขู่ อดีตทาส ตอนนี้ไม่ได้เป็นทาส แต่เผื่อว่าคนนี้เขาไม่รู้ ขู่ไว้ก่อน พระเยซูใช้หนี้ให้เราหมดไปแล้วล้านบาท เจ้าหนี้มาถึง …

“ยังไม่ได้จ่ายเลย งวดนี้ ทุกทีจ่ายเดือนละหมื่น เดือนนี้ไม่เห็นจ่ายเลย”

แรกๆ เราก็บอกว่า … “พระเยซูจ่ายไปหมดแล้ว”

“เหรอ!”

เดือนหน้ามันก็มาอีก … “เห้ย! เดือนนี้จ่ายหรือยัง? ทำไมไม่จ่าย”

คราวนี้มันมาเยอะๆ มันพาพวกมาเลย … “เห้ย! ไม่จ่าย เอาตายนะ”

“หยวนๆ น่า จ่ายไปเถอะ”

พอจ่ายๆ ไป ชักนาน ชักชิน เลยจ่ายเป็นประจำไปเลย จ่ายตามความอยากจ่าย เขาเรียกว่าข่มขู่ ตามที่มันต้องการ เพราะก่อนที่เราจะเป็นคริสเตียน เราพูดเน้นถึงการเป็นคริสเตียนก่อน

ก่อนที่เราจะเป็นคริสเตียน เราเป็นทาสมันอยู่ โอกาสเกิดขึ้นอย่างนี้ มันไม่ยากเลย เพราะเราเคยเป็นทาสมันอยู่ เมื่อเป็นทาสมัน ก็ติดนิสัย เราเคยเป็นทาสมัน มันข่มขู่สักหน่อย เดี๋ยวเราก็เสร็จมันได้ใช่ไหม?

วิธีที่จะเอาชนะเจ้าตัวบาป ตัวนี้ อิทธิพลของความบาปตัวนี้  ในพระคัมภีร์บอกว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล ซึ่งพระเจ้าใช้กับคริสเตียนทุกคนแล้ว ก่อนที่เราจะเชื่อในพระเจ้า ก่อนที่เราจะเป็นคริสเตียน  เราเป็นทาสมันอยู่ ไม่มีทางเอาชนะมันได้เลย พระเจ้าบอกว่าวิธีจะเอาชนะมันง่ายนิดเดียวเอง เราคิดไม่ถึง แต่จริงๆ แล้วตามปกติวิสัยของมนุษย์ ดำเนินบนโลกใบนี้ เราก็เห็นอยู่ว่ามันเป็นจริงตามนั้น ก็คืออยากชนะมัน ง่ายนิดเดียว คือต้องตาย  และเกิดใหม่ ไม่อยากเป็นทาสใช่ไหม? ไม่ยากเลย ตายแล้วเกิดใหม่ ก็คือความตาย เอาชนะพลังอำนาจตัวบาปนี้ได้ ไม่ต้องเป็นทาสมัน   โรม  7:1 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 7:1  “พี่น้องทั้งหลาย  ท่านไม่รู้หรือว่าบทบัญญัตินั้น  มีอำนาจเหนือมนุษย์ ตราบเท่าที่  เขายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น”

 

“ท่านไม่รู้หรือว่าพลังอำนาจนี้ เป็นเจ้านายเรา ก็ต่อเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น” เมื่อเรามาเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเยซูตายที่ไม้กางเขน เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้มีโอกาสตายพร้อมพระองค์ด้วย วิญญาณเราก็ได้รับการเป็นอิสระจากการเป็นทาสของตัวบาปนี้ ก็เพราะเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้เข้ามาผ่าตัดวิญญาณของเรา จำได้ไหม? นำวิญญาณเก่าเราเข้าไปตรึงที่ไม้กางเขน ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ไปตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เพื่อประกาศชัดเจนว่านี่ตายแล้ว ก็เป็นอิสระ จากพลังตัวบาปนี้นั่นเอง

ฉะนั้น เมื่อก่อนเราเคยเป็นทาสของตัวบาปนี้ ต้องยอมให้มันครอบงำความคิดจิตใจ วิญญาณของเรา ไม่ใช่มารมันเข้ามานะ มารมันส่งอิทธิพลเข้ามา ตัวนี้ ผลักดันให้เราอยู่ใต้อำนาจมัน เป็นทาสมัน แต่บัดนี้ ตัวเก่าของเรา ก็คือตัวบาปนี้ ได้ตายไปแล้ว พร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน เราจึงได้รับการปลดปล่อยแล้ว ไม่ได้เป็นทาสมันอีกต่อไปแล้ว ตามถ้อยคำเมื่อสักครู่นี้  โรม 7:4-6 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 7:4-6  “4 ดังนั้น พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า ท่านเองก็ตายจากบทบัญญัติแล้ว โดยทางพระกายของพระคริสต์  เพื่อท่านจะเป็นของอีกผู้หนึ่ง  คือเป็นของพระองค์ ผู้ทรงเป็นขึ้นจากตาย เพื่อเราจะเกิดผล ถวายแด่พระเจ้า 5 เพราะเมื่อก่อนเราถูกความบาปควบคุมอยู่ จึงถูกบทบัญญัติ กระตุ้นตัณหาชั่ว ให้ออกฤทธิ์ในกายของเรา เพื่อให้เราเกิดผล อันนำไปสู่ความตาย 6 แต่บัดนี้ โดยการตายต่อสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยผูกมัดเรา เราก็ได้รับการปลดปล่อยจากบทบัญญัติแล้ว”

 

“ท่านเอง ก็ตายจากบทบัญญัติแล้ว โดยทางพระกายของพระคริสต์” ก็คือเราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เมื่อพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เราก็เลยตายด้วย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ท่านได้รับการปลดปล่อย จากการเป็นทาสบาปแล้ว ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของมัน ท่านจะได้เห็นภาพชัด แยกออกให้เห็นชัดเลยว่าศัตรูของมนุษย์คือใคร? และทำงานอย่างไร? มันไม่ใช่ตัวเรา

แล้วถ้าเราไม่ได้อยู่ในการควบคุมของมัน  ไม่ได้เป็นทาสของมัน ไม่ได้เป็นทาสของพลังความบาปอีกต่อไปแล้ว ถ้าอย่างนั้น ทำไมเรายังทำบาปอยู่ล่ะ ท่านก็ลองคิด ก็คือคำถามที่เราตั้งเป็นหัวข้อเรื่อง ทำไมเรายังมีความคิดแบบโลกอยู่ ทำไมเรายังคิดโกรธ คิดเกลียด คิดอิจฉาริษยา คิดสกปรก ทำไมเรายังคิดอย่างนั้นอยู่เล่า ในเมื่อเราไม่ได้เป็นทาสมันแล้ว เปาโลก็มีคำถามแบบเดียวกันนี่แหละว่าทำไม? โรม 7:15 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 7:15  “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเองทำ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะทำ  ข้าพเจ้าไม่ทำ แต่ข้าพเจ้ากลับทำสิ่งที่ตนเองเกลียด”

 

เห็นไหม? เปาโลก็ถามเหมือนเราที่กำลังถามนี้ ทำไมคริสเตียนยังทำบาปอยู่ เปาโลบอก …

“ข้าพเจ้าทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ อยากทำในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำ”

นี่คือคำถามที่ผมบอกว่าเป็นคำถามยอดฮิตของคริสเตียนทุกยุคทุกสมัย คือคำถามนี้แหละว่า …

“คริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว  เป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ทำไมยังทำบาปอยู่?”

คริสเตียนส่วนใหญ่จะถามตัวเองก่อนเลย พอเป็นคริสเตียนแล้ว รู้ว่าสะอาดหมดจด บริสุทธิ์แล้ว ได้ยินได้ฟัง คำบรรยาย คำเทศนา อ่านถ้อยคำพระเจ้า แต่นั่งคิด …

“เอ๊ะ! ทำไมเรายังทำอย่างนี้อยู่”

พอเอ๊ะไปนานๆ  ถูกหลอกมากขึ้น เรามันเลว เราไม่สมควรได้ไปสวรรค์ มันไปกันอย่างนั้นเลย มันถูกหลอก ถูกขโมยไปไกลเลย ถ้าเผื่อความจริงไม่ไปถึงเขา  อย่างที่บอกแล้ว ศัตรูเราคือใคร? เราก็จะสามารถตอบคำถามนี้ได้  รู้เขา รู้เรา คือรู้จักศัตรูว่าทำงานอย่างไร? รู้เรา คือรู้ว่าเราเป็นใคร? ลักษณะตัวตนของเราเป็นอย่างไร? ส่วนประกอบของเราเป็นอย่างไร?

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าศัตรูของเรา ก็คือเนื้อหนัง โปรแกรมการดำเนินชีวิตที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า แบบเดิมๆ เป็นเหมือนปรสิต ซ่อนอยู่ในตัวเรา แล้วเจ้าเนื้อหนังนี้มันทำงานภายใต้พลังอำนาจหนึ่งที่เป็นตัวตน ที่เรียกว่าพลังของความบาป ตัวบาป ที่เรียกว่า Power of sin หรือตัวบาป ที่มันคอยหมอบอยู่ แล้วก็จ้องจะเล่นงานผู้ที่มันสามารถทำได้ และพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาเราไปเป็นพวกมัน ให้เราเป็นศัตรูกับพ่อของเรา ให้เราเป็นศัตรูกับพระเจ้านั่นเอง

เปาโลจึงสรุปไว้ในตอนท้ายของโรม บทที่ 7 ว่ารู้แล้วว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ตอบคำถามตัวเอง ตอบคำถามให้กับคริสเตียนทุกคนได้รู้ด้วยว่าทำไมสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากทำ ข้าพเจ้าก็ยังทำอยู่ เป็นเพราะโรม 7:25 … เดี๋ยวอธิบายให้ฟัง

โรม 7:25 “ดังนั้นแล้ว ในด้านจิตใจ ข้าพเจ้าเองเป็นทาสของกฎแห่งพระเจ้า แต่ในด้านเนื้อหนัง  ข้าพเจ้าเป็นทาสของกฎแห่งบาป”

 

แปลตรงนี้ได้อย่างนี้ว่า … “ดังนั้นแล้ว ในด้านวิญญาณและจิตใจของข้าพเจ้าที่บังเกิดใหม่แล้วนั้น ที่เหมือนพระเจ้าแล้วนั้น ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระเจ้า อยู่ในการควบคุมดูแลของพระเจ้า เชื่อฟังพระเจ้า เป็นลูกแห่งความเชื่อฟัง แต่ในขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าสามารถที่จะผ่านทางเนื้อหนังนี้ รับเอาอิทธิพลของเนื้อหนัง โปรแกรมเก่าๆ เข้ามาได้ ในขณะนั้น ก็เป็นเหมือนเป็นทาสของเนื้อหนังนั่นเอง นึกออกแล้วนะ พอไล่มาตามความจริงเหล่านี้ จะเห็นชัดขึ้น ดูถ้อยคำพระเจ้าในเอเสเคลีย 36:25-27 จะชัดขึ้น นี่คือคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ว่าเมื่อพระเยซูคริสต์มาบังเกิด เมื่อพระผู้ช่วยให้รอดมาปรากฏ คือพระเยซูคริสต์มาปรากฏ พระเยซูคริสต์จะมาทำการไถ่มนุษย์ และปลดปล่อยมนุษย์เป็นอิสรภาพได้ และพระเจ้าจะมาสถิตอยู่กับมนุษย์อย่างไร?  เมื่อพระองค์ทรงทำที่ไม้กางเขนเสร็จ นี่คือสิ่งที่บอกไว้ล่วงหน้า ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาทำให้สำเร็จที่ไม้กางเขน …

เอเสเคียล 36:25-27  “25 เราจะประพรมน้ำ ชำระลงบนเจ้า แล้วเจ้าจะสะอาด 26  เราจะชำระล้างเจ้า  จากมลทินโสโครกทั้งปวง  และจากรูปเคารพทั้งปวงของเจ้า เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้า 27 และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า  เราจะขจัดใจหินออกจากเจ้า  และให้เจ้ามีใจเนื้อ เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า  โน้มนำเจ้าให้ปฏิบัติตามกฎหมายของเรา  และใส่ใจรักษาบทบัญญัติของเรา”

 

นี่คือสิ่งที่พระเยซูกระทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน ข้อที่ 25 คือพระเยซูหลั่งพระโลหิตของพระองค์ปะพรม ชำระเราครั้งเดียวเป็นพอ สะอาดหมดจด บริสุทธิ์เลย เรียบร้อย เสร็จแล้ว พอสะอาดหมดจดปุ๊บ วิญญาณของเรา พระเจ้าได้ให้เราบังเกิดใหม่ ทั้งวิญญาณและความคิดจิตใจ (กลับไปดูแผนภาพ) พระเจ้าได้ให้เราบังเกิดใหม่ พร้อมกับพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเยซูเป็นขึ้นมาใหม่ เราก็เป็นขึ้นมาด้วย เป็นขึ้นมาใหม่ที่วิญญาณของเรา  และความคิดจิตใจใหม่ให้กับเรา และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า เป็นวิญญาณของเรา ตัวตนของเราแท้ๆ กับความคิดจิตใจใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ใส่เข้ามาอยู่ในการบังเกิดใหม่ของเรา เพื่อเอาใจหิน คือใจที่ดื้อดึง ดื้อด้าน ที่เคยเป็นทาสมาร เอาออกไปซะ ให้เจ้ามีใจเนื้อ ก็คือมีความคิดจิตใจที่เชื่อฟังต่อพระเจ้า และเราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า

ใส่วิญญาณ ก็คือเอาพระวิญญาณบริสุทธิ์ของเราใส่เข้าไปในเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเรา หมายถึงอย่างนั้น  ข้อความตรงนี้มี 2 วิญญาณ วิญญาณใหม่อันหนึ่ง ก็คือวิญญาณของเราเองได้บังเกิดใหม่ เหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นวิญญาณนิรันดร์ เหมือนพระเยซู พระเยซูแบ่งวิญญาณให้กับเรา รวมทั้งความคิดจิตใจ

ส่วนอีกวิญญาณหนึ่ง พระเจ้าใส่ลงมา ก็คือวิญญาณของเรา (คือพระเจ้า) พระเจ้าใส่วิญญาณของพระองค์เข้ามา ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาสถิตอยู่กับเรา เพราะฉะนั้น พระวิญญาณกับเรา จึงแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียว พระวิญญาณจึงเป็นพี่เลี้ยง ดูแลวิญญาณของเรา โดยนามนะ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ทั้ง 3 พระภาคเข้ามาอยู่กับเราหมดเลย พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์

“เราจะใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า” ก็คือวิญญาณที่ไม่ได้อยู่ใต้กฎเดิม คือกฎของความบาปและความตาย ไม่ได้เป็นทาสของบาปอีกต่อไป วิญญาณใหม่ของเรา ก็คือธรรมชาติใหม่ ที่สะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ที่เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์นั่นเอง ไม่ได้หมายถึงอยู่ไปนิรันดร์ ถึงไม่เชื่อพระเจ้า ก็อยู่นิรันดร์เหมือนกัน แต่เป็นพินาศนิรันดร์ แต่เราอยู่ในชีวิตนิรันดร์ คนละอย่างกัน

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เราจะทำอะไร? ที่ไม่ตรงตามน้ำพระทัยพระเจ้า ก็คือเรากำลังฝืนธรรมชาติจากภายในนั่นเอง เปาโลจึงบอกว่าเมื่อเรารู้ความจริงตรงนี้แล้ว เราควรทำตัวอย่างไร? นี่คือความจริงที่เปาโลบอก เข้าใจแล้ว อ๋อ!

ขณะที่เราปล่อยให้อิทธิพลของความบาป พลังอำนาจของความบาป ผ่านทางอิทธิพลของเนื้อหนัง โปรแกรมเดิมๆ หลอกล่อให้ร่างกายของเราเป็นศัตรู หรือเรียกว่าบาป ตอนนั้น ข้างในตัวจริงๆ ของเรา คือวิญญาณและความคิดจิตใจเราที่เหมือนพระเยซู อึดอัดๆ ไม่อยากทำเลย มันต่อสู้กันอยู่ โรม 6:12-14 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 6:12-14  “12 เหตุฉะนั้น อย่าให้บาปครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตาม ความปรารถนาชั่วของกายนั้น  13 อย่ายกส่วนต่างๆ ในกายของท่าน ให้แก่บาป เป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย แต่จงถวายตัวของท่านเอง แด่พระเจ้า ในฐานะผู้ที่ทรงให้มีชีวิตเป็นขึ้นจากตาย และถวายส่วนต่างๆ ในกายของท่าน แด่พระองค์ ให้เป็นเครื่องมือของความชอบธรรม 14 เพราะบาปจะไม่เป็นนายของท่านอีกต่อไป ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ

 

ขอบคุณพระเจ้า เปาโลจึงบอกว่าเมื่อรู้ความจริงเหล่านี้แล้ว เมื่อรู้กลยุทธแห่งการสงคราม และศัตรูตัวจริงของเรา และความจริงทั้งหมดเหล่านี้แล้ว เราควรจะทำตัวอย่างไร? และคิดอย่างไรในการสงครามนี้ เหตุฉะนั้น อย่ายอมให้ปรสิต ตัวบาปตัวนี้มันครอบครองอีกต่อไป เหมือนแต่ก่อนนี้ ครอบครองผ่านทางกายที่ต้องตายของท่าน ก็คือร่างกายนี้ อย่าให้มันมาบังคับเราอีกต่อไป ซึ่งทำให้เราต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของมัน ไม่ใช่ของกายนี้ ของมัน กายเราบริสุทธิ์สะอาด กายเราดีอยู่แล้ว แต่ถูกตัวนี้ มันแอบเข้ามาบงการ ล่อลวง มีอิทธิพล

อย่ายกส่วนต่างๆ ของร่างกายของท่านให้แก่บาป ให้แก่ปรสิตตัวนี้ ให้ไวรัสตัวนี้ เป็นเครื่องมือในการทำชั่วร้าย อย่าไปยอมมัน แต่จงถวายตัวของท่านเองแด่พระเจ้า ในฐานะผู้ทรงให้มีชีวิตเป็นขึ้นจากความตาย และถวายส่วนต่างๆ ในร่างกายของท่านแด่พระองค์ ให้เป็นเครื่องมือของความชอบธรรม คือตรงกันข้ามกัน แต่ให้พระเจ้าที่ทำให้เราได้บังเกิดใหม่แล้ว ที่เป็นตัวตนจริงๆ ที่สถิตอยู่กับเรา เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่กับเรา ที่เป็นวิญญาณใหม่ของเรา ความคิดจิตใจใหม่ของเราที่เหมือนพระคริสต์ เอาร่างกายนี้ และอวัยวะทุกส่วนในร่างกายนี้ ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กายและความคิดมอบให้ฝั่งพระวิญญาณ และความคิดจิตใจของเราที่เกิดใหม่ดีกว่า อย่าให้ปรสิตนี้มันแอบอยู่ เห็นชัดๆ ว่ามันแอบอยู่ ศัตรูตัวนี้มันแอบอยู่

ข้อ 14 บอกว่าเพราะบาป เพราะปรสิตตัวนี้ มันเคยเป็นเจ้านายท่าน ต่อไปนี้มันไม่ได้เป็นนายท่านอีกแล้ว เพราะว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้กฎบัญญัติ ซึ่งเป็นเครื่องมือของมันอีกต่อไป แต่ท่านอยู่ใต้พระคุณของพระเจ้า ท่านเกิดใหม่แล้ว โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องไปสนใจ เกิดใหม่แล้วจริงๆ นี่มันเป็นอย่างนั้น

พอเราเห็นภาพความเป็นจริงอย่างนี้ เราจะชัดเจนว่าตัวบาปเอย พลังของความบาปที่ตัวตนนี้เอย หรืออิทธิพลของเนื้อหนัง ซึ่งเป็นโปรแกรมเก่าๆ ที่ทำให้เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า ที่เรียกว่าทำบาปนั้น มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นปรสิต มันเป็นเหมือนไวรัส ถ้าเราไม่รู้อย่างนี้ เราก็จะตีกันกับตัวเอง เรานึกว่าตัวเราเองแย่เหลือเกิน มันก็หาไม่เจอ เราก็ยิ่งแย่ลงไปทุกวันๆ นี่มันชัดเจนเลย

เหมือนสมมติว่าบาปตัวนี้มันเป็นไวรัส เข้ามาในร่างกาย  แล้วเราไปหาหมอ แล้วหมอหาไวรัสไม่เจอ หมอไปรักษาแต่อาการมัน แต่ตัวไวรัสมันแอบอยู่ ปรสิตตัวนี้แอบอยู่ เกิดไวรัสตัวนี้มันทำให้มือข้างขวามันเน่า เพราะมีไวรัสบางอย่างเข้าไป แต่หมอหาไม่เจอ หมอบอกไม่ได้แล้ว ตัดมือทิ้ง มันจะเป็นอย่างนี้ ตัดมือขวาทิ้ง ก็ไปขึ้นเป็นมือซ้าย ก็ตัดมือซ้ายทิ้ง มาขึ้นที่ตา ตาบอด ควักตาทิ้ง มาขึ้นที่ขา ตัดขาทิ้ง เพราะตัวแอบอยู่ เราไม่เห็น เราไม่ได้รักษาต้นตอของมัน เราไปตัดหมด เหมือนพระเยซูบอกถ้าใครจะเข้าสวรรค์ได้ สงสัยต้องตัดหมด เลยกลายเป็นคนพิการหมด

ตาทำให้ทำบาปใช่ไหม? ทำให้ตาบอดซะ  ควักลูกตาออก มือทำให้ทำบาป ตัดมือทิ้ง พระเยซูกำลังพูดความจริงให้เรารู้ว่าถ้าเราสู้รบในสมรภูมิอย่างนี้ แล้วเราไม่รู้ความจริง เราถูกมันหลอกตลอด ถ้าเรารู้ความจริง  … ความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ เป็นไท 2 โครินธ์ 5:17 บอกว่า …

2 โครินธ์ 5:17  “เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์  การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว  สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา”

 

เหตุฉะนั้น ทุกอย่างในชีวิตของเราถูกสร้างขึ้นใหม่เอี่ยม ทั้งร่างกาย ความคิดจิตใจและวิญญาณ 3 อันนี้สะอาดหมดจดแล้ว ร่างกายเป็นพระวิหารของพระเจ้า ผู้ทรงสถิตอยู่ ร่างกายเราสะอาดหมดจดเลย แล้วร่างกายทำไมทำบาป ก็มันไม่ใช่ตัวเรา มันมีปรสิตที่แอบอยู่ เป็นไวรัสที่ทำให้เราเป็นอย่างนั้น  แต่ตัวร่างกายเองจริงๆ ไม่เป็น เราปวดหัว ไม่ใช่ร่างกายเราปวดหัว เราปวดหัว เพราะไวรัสไปทำอาการบางอย่างในหัวเรา จนกระทั่งเราปวดหัว มันไม่ใช่ตัวเรา แต่ตัวเราบริสุทธิ์สะอาด พระคัมภีร์พูดไว้อย่างนั้น ร่างกายเราถูกชำระสะอาดหมดจด เป็นโฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์เลย เป็นสถานที่สถิตของพระเจ้า  ผู้ทรงสถิตอยู่กับเรา บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ ถูกแยกส่วน เป็นทรัพย์สมบัติของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว วิญญาณเหมือนพระองค์ ความคิดจิตใจเหมือนพระเยซูคริสต์ แล้วจะเอาอะไรอีก สะอาดหมดจดแล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องฝังอยู่ สิ่งเหล่านี้ คือการบังเกิดใหม่ เป็นสิ่งใหม่ๆ ทั้งสิ้น เอเมน อย่าไปคิดว่าวิญญาณเกิดใหม่แล้ว ความคิดจิตใจเหมือนพระเยซูคริสต์ แต่ร่างกายมันสกปรก มันไม่ดี แต่เดี๋ยวนี้รู้แล้วว่าสิ่งสกปรกมาจากอะไร? รู้แล้วนะ

เพราะฉะนั้น 2 สิ่งที่มีอิทธิพลทำให้เราทำบาป …

(1) อิทธิพลของเนื้อหนัง คืออิทธิพลของระบบความคิดและการกระทำแบบเดิมๆ  แบบเก่า สมัยที่ยังเป็นทาสของความบาป ทำให้เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า

(2) พลังของความบาป ซึ่งเราเคยเป็นทาสของมันอยู่ มันครอบครองชีวิตของเราอยู่ ครอบงำชีวิตของเราอยู่ ครอบครองอยู่เหนือชีวิตและตัวตนจริงๆ ของเรา  แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นทาสของพระเยซู พระเยซูเข้าครอบครองชีวิตของเรา ครอบงำตัวตนแท้ๆ ของเราตลอดเวลาเลย

พลังของความบาปและอิทธิพลของเนื้อหนังกระทำการงาน ผ่านทางอวัยวะในร่างกายของเรา ตา หู จมูก ลิ้น กายและความคิดจิตใจเท่านั้น ผ่านทางระบบของโลกใบนี้ ผ่านทางผู้คน กิจการต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น บนโลกใบนี้ ซึ่งมารมันยังครอบงำอยู่ คอยเย้ายวนชวนเชื่อ ชักจูง ข่มขู่ โน้มน้าวให้เรากระทำตามมัน  มันเปรียบเหมือนสิงห์ที่คำรามได้ แต่กัดเราไม่ได้ แต่ทำให้เราตกใจและกระทำสิ่งที่ไม่ดีได้ เพราะเราตกใจ

ดังนั้น จงจำไว้ว่าพลังของความบาปและอิทธิพลของเนื้อหนัง ที่ทำงานอยู่ในตัวเรานี้ มันไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นศัตรูของเรา เป็นปรสิต เป็นไวรัสอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเรา  แต่เป็นศัตรูกับพระเจ้า  และเป็นศัตรูกับเรา คอยจะนำเราให้ไปเป็นพวกมัน เพื่อจะเป็นศัตรูกับพระเจ้าไปด้วย  เพราะฉะนั้น  อย่าให้มารปั่นหัว อย่าให้มันหลอกให้เราสู้รบกับตัวเราเอง เรามันแย่ เราไม่ดี เนื้อหนังเราแย่มากเลย นี่มันกำลังสู้รบกับตัวเราเอง

อย่าให้มันหลอกเราสู้รบกับตัวเราเอง หรือสู้รบกันเองกับคนอื่น คนข้างๆ หรือสู้รบกับพระเจ้า หรือสู้รบกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับเรา อย่าให้มันหลอกให้เราสู้รบกันเอง พระเยซูบอกว่าถ้าบ้านนั้นสู้รบกันเอง บ้านนั้นอยู่ไม่ได้หรอก พังแน่นอน มันเป็นไปไม่ได้

เพราะฉะนั้น สรุปตัวเก่าเรา ที่อยู่ในอาดัม อยู่ภายใต้เนื้อหนัง ก็คือระบบโปรแกรมของทาสของความบาป ความคิดแบบเดิมๆ ที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ในอาดัม อยู่ภายใต้พลังของความบาป ที่ขับเคลื่อนในชีวิตของเราในอดีต แต่แม้ว่าตอนนั้น เรายังไม่เชื่อ มันก็ไม่ใช่ตัวเราอยู่ดี เพียงแต่เราเป็นทาสมันเท่านั้นเอง เราอยู่ในอาดัม เราอยู่ภายใต้การเป็นทาสของพลังของความบาปนี้ มันไม่ได้เข้ามาอยู่ในตัวเราหรอก มารนะ แต่มันมีพลังของความบาปและอิทธิพลของเนื้อหนัง กระทำการงานอยู่ในเรา ในอาดัม สมัยที่เรายังไม่รับเชื่อในพระเจ้า มันคอยทำเรา ให้โงหัวไม่ขึ้น พูดง่ายๆ แต่มันไม่ใช่ตัวเรา ตัวตนเก่าของเรา ที่อยู่ในอาดัม ที่เป็นทาสของอิทธิพลของความบาป พลังของความบาป และอิทธิพลของเนื้อหนัง มันตายไปแล้ว ในพระเยซูคริสต์ แต่เนื้อหนังและพลังของความบาป ยังอยู่ในตัวเรา แต่ไม่ใช่ตัวตนของเรา มันยังคงกระทำการงานอยู่ในร่างกายของเรา นี่คือสมรภูมิที่เราเห็นชัดๆ

แต่มันไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเป็นเหมือนกับไวรัส พยาธิ ปรสิต หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเรา ที่มันคอยแอบอยู่ในตัวเรา มันเป็นศัตรูของเรา ตัวเราบริสุทธิ์ สะอาด เป็นของพระเจ้า ทั้งร่างกาย ความคิดจิตใจ และวิญญาณ พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ถ้อยคำพระเจ้ามีอยู่มากมายหลายแห่ง ที่ย้ำยืนยันกับเราว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าและได้รับความรอดแล้ว วิญญาณเราก็ได้รับการชำระล้างบาป จนหมดสิ้น กลายเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ปราศจากบาปแล้ว วิญญาณเรา ได้รับการอภัยเรียบร้อยแล้ว ไม่มีการลงโทษใดๆ อีกแล้ว (ถ้าผู้นั้น เชื่อพระเจ้าจากใจจริง และมีใจปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้าจริงๆ)

 

ตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า … “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าผู้ใดฟังคำของเรา  และเชื่อพระองค์ ผู้ทรงส่งเรามา  ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และจะไม่ถูกลงโทษ”   (ยอห์น 5:24)

 

พระคัมภีร์บอกว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซู ก็คือผู้ที่อยู่ในพระเยซู ซึ่งจะได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์มานำพาชีวิต และผู้นั้นจะมีใจปรารถนา ที่จะดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ

 

คือสำหรับผู้ที่ได้มาเชื่อพระเยซูอย่างจริงใจแล้ว ถึงแม้กายภายนอก ทางเนื้อหนัง ซึ่งยังมีเชื้อบาปอยู่ ยังถูกล่อลวงให้ไปกระทำบาปได้ก็จริง  แต่วิญญาณข้างใน ที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว จะมีความคิดที่ตรงข้ามกัน และเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะสามารถทำบาปได้อย่างสบายใจ เพราะทางวิญญาณถูกนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว

 

“ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ได้ตรึงวิสัยบาปและกิเลสตัณหาของวิสัยบาปไว้ที่กางเขนแล้ว  ในเมื่อเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็ให้เราดำเนินตามพระวิญญาณเถิด”  (กาลาเทีย 5:24-25)

 

หลายครั้งในชีวิตคริสเตียน แม้ว่าเราจะมาเชื่อพระเจ้าแล้ว  วิญญาณสะอาดบริสุทธิ์แล้ว  แต่เพราะเนื้อหนังทางร่างกาย มันยังมีเชื้อบาปอยู่  มันจึงเกิดการสู้กัน  ระหว่างวิญญาณที่ปรารถนาจะทำความดี และดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยพระเจ้า กับเนื้อหนังที่ยังถูกล่อลวงให้กระทำบาป
แม้แต่อัครทูตเปาโลเอง ก็ยังต้องผ่านสถานการณ์เช่นนี้  ตามที่มีบันทึกไว้ว่า … “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น เหตุฉะนั้น ถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ” (โรม 7:15-20)

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1302

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  14  มีนาคม  2021

 เรื่อง “คริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ทำไมถึงยังทำบาปอยู่?”  ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้หัวข้อเรื่องชื่อ “คริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ทำไมยังทำบาปอยู่?” น่าคิดนะ เราได้เรียนรู้จักถ้อยคำพระเจ้าแล้วว่าความชอบธรรมของเรา คือการเป็นคนดี  สามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ได้อย่างสง่าผ่าเผย ผู้พิพากษาของมหาจักรวาล คือพระเจ้า ผู้ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องไปยืนอยู่ต่อหน้า วันหนึ่งในอนาคต หลังจากตายจากโลกใบนี้แล้ว  และพระเจ้าผู้นี้มีพระนามว่า “พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์” เพราะฉะนั้น ใครที่จะยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ ต้องเป็นคนที่ดีพร้อม เราได้เรียนรู้แล้วว่าเราผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ดีพร้อมในสายตาของมนุษย์ แต่ดีพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า ซึ่งสำคัญกว่าสายตาของมนุษย์เยอะ เพราะพระองค์เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล และทุกคนต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ ไม่ใช่ยืนอยู่ต่อหน้ามนุษย์

และความชอบธรรมนี้ ที่เราสามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เป็นคนดีพร้อมได้ เป็นของประทานฟรีๆ เป็นของขวัญจากพระเจ้า  โดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อของเรา ในพระผู้ช่วยให้รอด ที่มีชื่อว่าพระเยซูคริสต์นั่นเอง  ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่มนุษย์จะสามารถกลายเป็นผู้ชอบธรรม เป็นคนดีพร้อมในสายพระเนตรพระเจ้าได้

พระคัมภีร์ได้พูดไว้ในหนังสือ 2 โครินธ์ 5:21 “พระเจ้าทรงกระทำให้พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งไม่เคยเป็นคนบาป ไม่เคยทำบาปเลย แต่ต้องกลายมาเป็นคนบาป  เพื่อเห็นแก่เราทั้งหลายผู้ซึ่งเป็นคนบาปและทำบาปมากมาย เพื่อเราทั้งหลาย ผู้เป็นคนบาปนั้น จะได้กลายมาเป็นผู้ชอบธรรม”

 

พระเยซูคริสต์ผู้ไม่รู้จักบาป ผู้ไม่ได้เป็นคนบาป  แต่พระเจ้าทรงกระทำให้พระเยซูคริสต์ กลายเป็นคนบาป เพื่อว่าเราทั้งหลาย มนุษย์ทุกคน บนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นคนบาป  ไม่เคยทำดีอะไรเลย ในพระคัมภีร์บอก แต่พระเจ้าได้ทรงทำให้เราทั้งหลายที่เป็นคนบาปนั้น กลับกลายเป็นคนดีพร้อม โดยการเชื่อในพระเยซูคริสต์นั่นเอง พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น พระเยซูผู้ซึ่งไม่ได้ทำบาปเลย  แต่ต้องกลายเป็นคนบาป แลกกัน  เราทั้งหลายผู้ไม่เคยทำดีเลยสักนิดหนึ่ง แต่กลายเป็นคนดีพร้อม  1 คนดีพร้อม แต่ต้องกลายมาเป็นคนบาป  อีกหลายคนมากมาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่มีใครดีพร้อมเลยสักคนหนึ่ง กลายเป็นคนดีพร้อมได้  โดยการกระทำของพระเจ้า  พระเมตตา เรียกกันว่าพระคุณ ประทานให้ฟรีๆ  ฉะนั้น เราเป็นคนดี เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อม โดยการกระทำของพระเจ้า ให้เราบังเกิดใหม่

“เราเป็นคนดีพร้อม เป็นคนชอบธรรม เพราะเราได้กำเนิด เกิดมาเป็นผู้ดีพร้อม ซึ่งเรียกกันว่าลูกของพระเจ้า”

เรากำเนิดเกิดมาเป็น ตรงนี้เป็นหัวใจ เป็นพื้นฐานของความรอด ในพระเยซูคริสต์ที่ต้องจำไว้แม่นๆ ว่าเราได้รับสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ เราเป็นคนดีพร้อม  เพราะเรากำเนิด เกิดมาเป็นลูกพระเจ้า

พอพูดอย่างนี้ ก็รู้แล้วนะว่าไม่มีใครกำเนิดด้วยตัวเองได้ ต้องมีผู้ที่ให้กำเนิดเรา แล้วผู้ที่ให้กำเนิดเรานั้น ก็คือพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ โดยการประพฤติของตัวเราเอง  ที่ทำให้เราเกิดใหม่ได้ รู้กันอยู่ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

และพระเจ้าได้กระทำสิ่งเหล่านี้ สำเร็จแล้ว ตามพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งผลของการกระทำเหล่านี้  ที่พระเยซูทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน พร้อมแล้วที่จะให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ มาใช้สิทธิของเขา  ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้  คือรับของขวัญนี้ไป  โดยการเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต หรือเรียกว่า “ได้รับการบังเกิดใหม่” ทันที หลังจากการเปิดใจต้อนรับสิทธินี้ในพระเยซูคริสต์  เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูช่วยได้ ช่วยให้คนไม่ดี กลายเป็นคนดีได้ ช่วยให้คนบาป กลายเป็นคนดีพร้อม กลายเป็นผู้คนชอบธรรม สามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้  สิ่งเหล่านี้ ถ้าเผื่ออยากได้ เปิดใจต้อนรับ พร้อมแล้วสำหรับท่าน พระเจ้าทำให้สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว ที่ไม้กางเขน บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เป็นลูกของพระเจ้า

สำหรับผู้ที่เปิดใจต้อนรับสิทธิไปแล้ว หรือว่าเชื่อในพระเจ้าแล้ว ลองถามตัวท่านเองว่าท่านบังเกิดใหม่แล้วหรือยัง?  ทุกคนก็ต้องมั่นใจว่าเราบังเกิดใหม่แล้ว เพราะว่าเราเชื่อในพระเยซู ถ้อยคำพระเจ้าบอกไว้อย่างนั้น เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว อันนี้ไม่ยาก

ที่บอกว่า “เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว” ถามตัวเองดูสิว่าท่านสะอาด บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เท่าไร? ตอนที่ท่านรับเชื่อในพระเจ้าแล้ว  ขณะนี้เลย ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ที่บอกท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ท่านสะอาด ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์เท่าไร?  …

“เธอว่าฉันศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์เท่าไร?”

เราลองหาคำตอบนิดหนึ่งนะ เมื่อลองถามตัวเองแล้ว  คราวนี้ลองมาถามพระเจ้าดีกว่า มาดูในพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าอย่างไร?  ในขณะที่เรารับเชื่อแล้ว  เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว  เป็นผู้เชื่อ เป็นคริสเตียนแล้ว  เราบริสุทธิ์ เป็นลูกพระเจ้าขนาดไหน?  เท่าเปาโลได้ไหม? หรือเท่าเปโตร? หรือบริสุทธิ์เท่าพาสเตอร์ที่เราชื่นชอบ? หรือบริสุทธิ์เท่าคนโน้นคนนี้ได้ไหม?  และตัวเราเองทำอะไรบ้าง? ที่เรียกว่าเราบริสุทธิ์เท่านั้นได้  เรามั่นใจขนาดไหน?  อ่านข้อพระคัมภีร์นี้ ข้อเดียวเท่านั้นเอง  ท่านจะตกใจเลย เป็นไปได้หรือ? เป็นไปแล้วสิ จริงๆ มันมีหลายข้อ ในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ตรงนี้ ซึ่งเราอาจจะไม่ค่อยได้สังเกต แต่ข้อนี้มันชัดเจนมาก  1 ยอห์น 4:17 ครั้งที่แล้วเรายกมาครั้งหนึ่งแล้ว

1 ยอห์น 4:17  “แบบนี้สิ  ความรัก​ของ​พระเจ้า  ​ถึง​สำเร็จ​ตาม​เป้าหมาย​ของ​พระองค์  ​ใน​พวก​เรา  เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา  ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม ​ ก็​เพราะ​ชีวิต​ที่​เรา​มี​ใน​โลก​นี้  เป็น​ชีวิต​ที่​เหมือน​กับชีวิต​ของ​พระคริสต์

 

“แบบนี้สิ” ขึ้นมาแบบนี้ … แบบนี้คือแบบไหน? ก็แบบที่บริบทก่อนหน้านี้ ที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ในหนังสือ 1 ยอห์น ก่อนหน้านี้ กำลังพูดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ได้เข้าไปอยู่ในความรักของพระเจ้า พระเจ้าเป็นความรักและเขาเองก็เป็นความรัก ได้บังเกิดใหม่เป็นความรัก ความรักของเขาสมบูรณ์ เพราะเขาเข้าไปอาศัยอยู่ในความรักของพระเจ้า คือวิญญาณเขากับพระเจ้าเข้าสวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่เราเรียกกันว่าบัพติศมา วิญญาณของมนุษย์เข้าไปเป็นวิญญาณเดียวกันกับพระเจ้า  เป็นหนึ่งเดียวกันเลย สะอาด บริสุทธิ์พร้อมกับพระเจ้าเลย

ในนี้จึงบอกว่าแบบนี้สิ  ก็คือแบบการเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน  แบบนี้สิ ความรักของพระเจ้าถึงสำเร็จตามเป้าหมายของพระองค์ เป้าหมายของพระเจ้า ในพวกเรา เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา

จำได้ไหมตะกี้นี้บอก “ผู้พิพากษาของมหาจักรวาล คือพระเจ้าผู้บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา  ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม  ก็เพราะชีวิตที่เรามีอยู่ในโลกนี้  เป็นชีวิตที่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์”

เพราะฉะนั้น เท่ากับเราบริสุทธิ์เท่ากันกับพระเยซู กล้าพูดหรือยังคราวนี้  เราบริสุทธิ์เท่ากับพระคริสต์  เราไม่ได้บริสุทธิ์เท่ากับศิษยาภิบาลเท่านั้น รู้สึกว่าเขารู้เรื่องพระเจ้าเยอะ มีความเชื่อเยอะ เราไม่ได้บริสุทธิ์เท่ากันกับอาจารย์เปาโล หรือเปโตร อัครทูตเท่านั้น แต่ในพระคัมภีร์บอก ว่าเราบริสุทธิ์เท่ากันกับพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น เราจึงมั่นใจในการยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ในวันสุดท้าย  วันที่เราจากโลกนี้ไป เราอยู่ในสวรรค์ได้ เพราะเรายืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ผู้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าเราบริสุทธิ์เหมือนพระคริสต์ เรามั่นใจพอๆ กันกับที่พระเยซูคริสต์มั่นใจ ท่านคิดว่าพระเยซูคริสต์มั่นใจไหมว่าพระองค์สามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ เรามั่นใจเท่าพระเยซูคริสต์เลย

และข้อสำคัญ ก็คือเหมือนพระองค์ในโลกนี้ ก็แปลว่าเดี๋ยวนี้ ที่นี่ บนโลกนี้เลย เอเมน บางทีเราไม่ค่อยได้สังเกต พอเราสังเกต เราไปวิเคราะห์ดู ตกใจเลย ในโลกนี้ หลายคนก็รอว่าเราจะบริสุทธิ์เมื่อวันหนึ่งที่เราตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว  ออกจากร่างกายนี้แล้ว แต่พระคัมภีร์บอกเราว่าเราบริสุทธิ์เท่าพระเยซูคริสต์ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย เพราะเรามั่นใจว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ เราก็บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์แล้ว  เราจึงมั่นใจว่าเราก็บริสุทธิ์อย่างนี้ เมื่อวันหนึ่งที่เราออกจากร่างนั่นเอง เป็นคนชอบธรรม เป็นคนดีพร้อมในสายพระเนตรพระเจ้า  ก็คือเป็นแสงสว่างดั่งที่พระเยซูคริสต์บอกว่าเราเป็นแสงสว่าง  เป็นความรักที่บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ ครบถ้วนบริบูรณ์ เหมือนพระเยซู เหมือนพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราได้เป็นตรงนี้  และจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป

เพราะฉะนั้น เราจึงมั่นใจในการพิพากษา 100% เลย มั่นใจเท่าๆ กับพระเยซูมั่นใจนั่นแหละ จริงๆ คริสเตียน ความเชื่อน่าจะเป็นอย่างนี้ว่าเราหวังไว้ว่าจะไปสวรรค์ไหม หลังความตาย? เราไม่หวังหรอก  เพราะความหวังของเรา คือเราอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้ มันน่าจะเป็นอย่างนั้น

ความหวังของเรา ก็คือความหวังที่เป็นเดี๋ยวนี้ Now  ความหวังของเรา คือพระวิญญาณยืนยันกับเราว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้  และเราจะอยู่ในสวรรค์นี้ตลอดไป  พระเจ้าไม่ให้ใครมาเอาเราออกจากพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ได้ ไม่ว่าใครก็ตาม ใหญ่ขนาดไหนก็ตาม มีฤทธิ์อำนาจขนาดไหนก็ตาม ไม่มีใครสามารถเอาเราออกไปจากพระหัถต์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าได้ ในพระเยซูคริสต์ เอเมน นี่คือความมั่นใจ

บริสุทธิ์ สะอาด เพราะว่าก่อนที่เราจะรับเชื่อ ตัวเก่าของเรา วิญญาณเก่า จิตใจเก่าของเราเป็นมนุษย์บาป เป็นคนบาป ได้ถูกตรึงตายไปแล้ว พร้อมกับพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น ตัวเก่ามันตายไปแล้ว และเดี๋ยวนี้เราได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาด บริสุทธิ์ครบถ้วน บริบูรณ์เหมือนพระเยซูคริสต์เลย  เพราะได้เกิดใหม่แล้ว ตัวเก่ามันจบไปแล้ว  มันไม่มีแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อตัวเก่า ที่เรียกว่าตัวบาป ที่เราเคยมีชีวิตอยู่นั้น มันจบไปแล้ว ในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น  ตอนนี้เราเกิดใหม่ เป็นวิญญาณใหม่ จิตใจใหม่แล้ว  ก็เกิดคำถามตามหัวข้อเรื่องในวันนี้ว่า “แล้วทำไมเรายังคงทำบาปอยู่” คริสเตียนบังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกพระเจ้าที่สะอาด บริสุทธิ์แล้ว ทำไมจึงยังทำบาปอยู่? อยากรู้ใช่ไหมว่าความจริง คืออะไร?

พระคัมภีร์บอกว่าเราเป็นคนใหม่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่เอี่ยม 2 โครินธ์ 5:17 ใช่ไหม?  “จงมองให้เห็นเถิด ทุกสิ่งใหม่เอี่ยม เราเป็นผู้ที่ถูกสร้างใหม่ ตัวเก่าของเรา ที่เป็นบาปตายไปแล้ว  ตัวตนใหม่ของเรา เป็นผู้ชอบธรรม ที่สะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า

ช่วยกันตีความพระคัมภีร์แบบผิดๆ ถูกๆ ใช้ความคิด สติปัญญา ความเข้าใจแบบมนุษย์บ้างว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้  แล้วก็เพิ่มลงไปจากพระคัมภีร์อะไรต่างๆ เหล่านั้น

คราวนี้เรามาลองดูว่าพระคัมภีร์พูดถึงเรื่องนี้อย่างไร?  มันตรงกับความคิดของมนุษย์ไหมที่คิดว่าทำบาป เพราะอย่างนั้น อย่างนี้ ลองดูสิว่าพระคัมภีร์บอกไว้ว่าทำบาปเพราะอะไร?  เพราะอย่างที่บอก ความจริงจะทำให้เราเป็นไท ความจริงมีอยู่ที่เดียว คือในถ้อยคำพระเจ้า ที่เป็นความจริง ให้พระวิญญาณนำพาเราไป

เราก็ได้เรียนรู้กันมาตลอดว่าเมื่อเราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว เกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราก็ได้รับตัวตนใหม่ อ่านให้ดีๆ ช้าๆ ตัวตนใหม่ คือวิญญาณใหม่กับจิตใจใหม่ วิญญาณใหม่ หรือใจใหม่ ไม่ใช่ร่างกายใหม่ ร่างกายยังเป็นร่างกายเดิมอยู่ ค่อยๆ ไปนะ

ตัวตนที่แท้จริงของเรา ที่จะอยู่ตลอดไป ก็คือวิญญาณกับจิตใจตัวนี้  หรือจะบอกว่าความคิดจิตใจก็ได้  หรือจะบอกใจตัวเดียวก็ได้ พระคัมภีร์ใช้ทั้ง 2 คำนี้ วิญญาณรู้อยู่แล้ว ก็คือ Spirit จิตใจ ก็คือ Soul หรือ Mind ก็คือความคิดจิตใจ ติดอยู่ด้วยกันตลอดไป

เพราะฉะนั้น เวลาพูดว่า “เรามี” หรือ “ได้บังเกิดใหม่” เป็นตัวตนใหม่ ก็หมายถึงเราได้มี หรือได้เป็นวิญญาณใหม่ + จิตใจใหม่  ไม่ใช่ร่างกายใหม่ อันนี้ต้องจำไว้แม่นๆ อันนี้เป็นไปตามพระคัมภีร์เป๊ะ โคโลสี 3:9-10 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โคโลสี 3:9-10 “9 เมื่อท่านสลัดทิ้งตัวตนเก่าๆ  พร้อมกับความประพฤติเดิมๆ แล้ว 10 และสวมตัวตนใหม่  ซึ่งกำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ ตามพระฉายขององค์พระผู้สร้าง  ขณะที่ท่านเรียนรู้จักพระองค์มากขึ้น”

 

“เมื่อท่านสลัดทิ้งตัวตนเก่า” ตัวตนเก่า ก็คือวิญญาณและจิตใจ ที่เป็นบาป ตายอยู่ เป็นศัตรูกับพระเจ้า  พร้อมกับความประพฤติเดิมๆ  เห็นไหม? คนละอันกันนะ  ตัวตน คือตัวตนเก่า  ความประพฤติก็แยกกันมา เป็นความประพฤติ ตัวตนกับความประพฤติ ไม่ใช่อันเดียวกัน  และสวมตัวตนใหม่ ก็คือวิญญาณใหม่ + จิตใจใหม่  หรือความคิดจิตใจใหม่  ซึ่งกำลังทรงสร้างขึ้นใหม่  ตามพระฉายของพระองค์ พระผู้สร้าง

“ซึ่งกำลังทรงสร้างขึ้นใหม่” ท่านก็บอกอ้าว! ตะกี้บอกสำเร็จแล้วไง  วิญญาณนะ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นเหมือนพระเจ้า  ความคิดจิตใจ ก็เป็นเหมือนพระคริสต์ แต่ต้องมีการสร้างความคิดจิตใจให้เพียวๆ  เพราะความคิดจิตใจยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  มันสามารถรับสื่ออะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ได้ เราค่อยเรียนรู้กันต่อไป  ถูกสร้างความคิดจิตใจเพียวๆ เลย  รับสื่อจากพระเจ้าทางเดียวเท่านั้น  จากทางวิญญาณเท่านั้น  ก็จะได้เหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า จะได้ทำตามพระฉายของพระองค์

ขณะที่ท่านเรียนรู้จากพระองค์มากขึ้น เห็นไหม? เรียนรู้จากพระองค์ จากถ้อยคำพระเจ้าที่เรากำลังเรียนรู้  ความจริงจะทำให้เราเป็นไท ความจริงจะทำให้จิตใจที่ใหม่ของเรา  ไม่ถูกของเก่า หรือความสกปรกของโลกใบนี้ เข้ามาทำให้เลอะเทอะมัวๆ ต่อไปเอเฟซัส 4:22-24 …

เอเฟซัส 4:22-24  “22 เกี่ยวกับวิถีชีวิตเดิมนั้น  ท่านได้รับการสอน  ให้ทิ้งตัวตนเก่าของท่าน  ซึ่งกำลังถูกทำให้เสื่อมโทรมไป โดยตัณหาอันล่อลวงของมัน 23 เพื่อรับการสร้าง ท่าทีความคิดจิตใจขึ้นใหม่ 24 และเพื่อสวมตัวตนใหม่ ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้น ให้เป็นเหมือนพระองค์ ในความชอบธรรม และความบริสุทธิ์ที่แท้จริง”

 

ชัดเจนเลย โดยตัณหาอันล่อลวงของมัน  ไม่ใช่ของเรา เป็นของมัน มีศัตรูอยู่ มีมือที่สามอยู่

ข้อ 24 บอกว่า “และสวมตัวตนใหม่ ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้น ให้เป็นเหมือนพระองค์ ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง”

“ตัวตนใหม่” ก็คือวิญญาณใหม่+ความคิดจิตใจใหม่ ที่เหมือนพระองค์ สะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระองค์ คิดเหมือนพระองค์

จิตใจใหม่ ในพระคัมภีร์เขาใช้คำนี้ด้วยว่า “เป็นจิตใจที่เหมือนพระคริสต์” เขาเรียกว่า “The mind of Christ” ก็คือความคิดจิตใจที่เป็นของพระคริสต์  เป็นความคิดจิตใจของเราอันใหม่

ด้วยถ้อยคำตรงนี้ เลยทำให้คนมาตีความ  และสอนกันต่อๆ มาว่าเมื่อเชื่อพระเจ้าแล้ว  เราจะมีอยู่ 2 ตัวตน 2 ฝั่ง …

ฝั่งหนึ่งคือตัวตนเดิม  ซึ่งมีธรรมชาติ วิสัยบาปที่รับมาจากบรรพบุรุษ ที่เกิดมาจากอาดัม และติดตัวมาตั้งแต่เกิด คือเป็นคนบาปนั่นเอง

ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง คือตัวตนใหม่ ซึ่งเป็นธรรมชาติใหม่ เป็นวิญญาณใหม่ ความคิดจิตใจใหม่ ที่เหมือนพระเจ้า

พอคนตีความ จากโคโลสีและเอเฟซัส เมื่อสักครู่นี้ ก็คิดว่าให้เราทิ้งตัวตนเก่า  และมาดำเนินชีวิตตัวตนใหม่  ทั้งสองตัวนี้ มันอยู่ในตัวเรา  ที่เดียวกัน เขาจะคิดอย่างนี้

แต่ก่อนนี้ ผมก็เคยได้รับการสอนมาอย่างนี้ แล้วก็เข้าใจแบบนี้ว่าพอเรามาเชื่อพระเจ้า เรามีตัวตนใหม่ ขณะที่ตัวตนเก่าก็ยังอยู่ อยู่ในตัวคนเดียวนี่แหละ มี 2 ตัวตน เดินไปที่ไหน มี 2 ตัวตนอย่างนั้น แต่อ่านพระคัมภีร์จริงๆ  ศึกษาตามพระคัมภีร์จริง มันไม่ใช่ ถ้าเผื่อเราไปตีความหมายผิดปุ๊บ พระคัมภีร์จะตีกันยุ่งเลย มันจะไม่สามารถสอดคล้อง ได้ทุกข้อ และตามบริบทของแต่ละข้อด้วย

คราวนี้เรามาพูดถึงตัวตนใหม่กับตัวตนเก่า ก็มีความเข้าใจกันว่าตัวตนเก่าและตัวตนใหม่ มันก็จะแข่งขันอยู่ในตัวเรา  สู้กันอยู่ในตัวเราตลอดเวลา  นี่คือความรู้แบบเก่าๆ

บางคนก็จินตนาการออกมาเป็นตัวขาวกับตัวดำ เรามีตัวขาวกับตัวดำอยู่ในตัวของเรา พอทำไม่ดี ตัวดำเป็นคนทำ พอทำดี ตัวนี้ตัวขาว  พอโกรธขึ้นมา ตัวดำเป็นคนทำ อันนี้ตัวขาว สู้กันตลอดเวลา ผลัดกันไปผลัดกันมา แพ้บ้าง ชนะบ้าง แล้วก็มีคำสอนว่าต้องพยายามกำจัดตัวดำออกไปให้ได้  ต้องพยายามจับมันให้อยู่ และบังคับมัน ให้เลี้ยงดู ประคบประหงมตัวขาวให้มันเจริญเติบโต ที่พูดถึงนี้ คืออยู่ในตัวเราหมดนะ  ท่านลองคิดดูว่ามันถูกไหม?  อะไรทำนองอย่างนั้น

นี่คือความเชื่อของคริสเตียนแล้วนะ ตะกี้นี้ ที่พูดนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อหรือคริสเตียน ก็เลยอยู่ในความคิดแบบนี้มายาวนานมาก ตัวดำตัวขาว ตัวขาวตัวดำ ตัวบาปก็อยู่ในตัวเรา  ตัวบริสุทธิ์ก็อยู่ในตัวเรา แล้วจะเอาอย่างไร? พระเจ้ากับมารมาอยู่ที่เดียวกัน พระเยซูบอกว่าเรือนนั้น ก็อยู่ไม่ได้  พระเยซูขับผีออก พวกฟาริสีบอกมารขับ พระเยซูบอกว่าถ้าเรือนนั้นทะเลาะกันเอง  ข้างในนั้นมันอยู่ไม่ได้หรอก มันต้องเป็นอันเดียวกัน

เพราะฉะนั้น พอเริ่มเชื่ออย่างนี้นานๆ เข้า  ใครที่รู้สึกว่าตัวดำมันชักทำเยอะ สู้กับมันไม่ไหว

“ฉันไม่อยากทำตามตัวดำ สู้กับมันไม่ไหว”

ก็ฝังใจลึกลงไปเรื่อยๆ  จนในที่สุด พ่ายแพ้ ก็คิดว่า …

“ตัวดำไม่เคยจะหมดไปจากชีวิตฉันสักทีหนึ่ง ไม่เคยขาวสะอาดบริสุทธิ์สักทีหนึ่ง มีตัวดำอยู่ตลอดเลย เพราะฉะนั้น ฉันก็เป็นเทาๆ”

แทนที่ตะกี้นี้ เราเริ่มต้นบอกว่าบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระเยซู ตอนนี้ชักไปนานๆ ผ่านไปปี สองปี เป็นคริสเตียนแบบชักจะไม่ค่อยบริสุทธิ์แล้ว  จากบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ ขาวเริ่มกลายเป็นสีเทา เพราะมีสีดำเข้ามาผสม

“ฉันบังเกิดใหม่มาเป็นสีเทาๆ”

ก็เลยเกิดความไม่มั่นใจ ในความรอดในพระเยซูคริสต์ ก็คือไม่มั่นใจว่าวันหนึ่งที่จากโลกนี้ไป เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาของมหาจักรวาล คือพระเจ้า ผู้บริสุทธิ์ในสวรรค์นั้น  …

“ฉันจะเป็นคนดีพร้อมหรือเปล่า? มันยังเทาๆ อยู่เลย”

ใช่หรือไม่? ถ้าได้รับการเรียนรู้อย่างถูกต้องวันแรก บริสุทธิ์ สะอาด เหมือนพระเยซู อย่างที่ตะกี้นี้เราเรียนรู้มาตั้งแต่เริ่มต้น 1 ยอห์น 4:17 ชัดเจนเลย มั่นใจในการยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า …

“ฉันบริสุทธิ์ สะอาด ฉันบังเกิดใหม่แล้ว”

แต่ถ้ามีการสอนผิด ข้อมูลผิดๆ เข้ามาเรื่อยๆ ความคิดจิตใจก็เริ่มเปลี่ยน จากบริสุทธิ์นั้น ก็เริ่มเทาๆ วิญญาณใหม่ ความคิดจิตใจใหม่ที่ได้รับจากพระเจ้าตอนบังเกิดใหม่ ก็เริ่มความคิดจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์เข้ามาแล้ว เพราะข้อมูลมันผิด ข้อมูลมันถูกขโมย ศัตรูมาขโมยอะไรบางอย่างออกไป นี่เราจะเห็นชัดเจน

เรามาดูกันว่าความจริงในถ้อยคำพระเจ้าที่ทำให้เราเป็นไทในเรื่องนี้ เป็นอิสระจากการหลอกตรงนี้ ให้เรามีความมั่นใจในความบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ของเราตลอดไป อยู่ตรงไหน? เรามาเรียนรู้ด้วยกัน

คริสเตียนที่บังเกิดใหม่ ได้รับตัวตนใหม่แล้ว ก็คือวิญญาณใหม่ + ความคิดจิตใจใหม่ แต่ยังคงทำบาปอยู่ เหตุผลอย่างแรกเลย ก็คือมาจากสิ่งที่พระคัมภีร์เรียกว่า “เนื้อหนัง”

ที่ผ่านมา การแปลพระคัมภีร์ในเรื่องเกี่ยวกับการทำบาปของคริสเตียน เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “วิสัยบาป”  ซึ่งมีปรากฏอยู่เยอะเลยในพระคัมภีร์ใหม่ ตัวอย่าง คำว่า “วิสัยบาป” เรามาเรียนรู้กัน ตัวชัดเจน ที่ทำให้มันวุ่นวายไปหมด ทำให้เกิดการถูกหลอก ถูกขโมยเอาความจริงไป ในโรม 8:5 บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 8:5 “ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติวิสัยบาป ก็ปักใจในสิ่งที่วิสัยบาปต้องการ แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติของพระวิญญาณ  ก็ปักใจในสิ่งที่พระวิญญาณทรงประสงค์”

 

ท่านรู้ไหมว่าภาษาเดิมตรงนี้ จะเน้นให้ฟังมันคืออะไร?

“ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติวิสัยบาป” ภาษาเดิมเขาบอกว่า “ผู้ที่มีชีวิตอยู่” พอเราบอกว่า “ดำเนินชีวิต” มันเหมือนกับเรากำลังกระทำอะไรบางอย่าง ถูกไหม? แต่ถ้าเราบอกว่า “ผู้ที่มีชีวิตอยู่” เป็นสถานะว่าเขาอยู่ที่นั่น

“ผู้ที่อยู่ในธรรมชาติวิสัยบาป” ตรงนี้ภาษาเดิมจริงๆ  “ผู้ที่อยู่ในเนื้อหนัง ก็จดจ่อ (ปักใจ) อยู่ในสิ่งที่เป็นเนื้อหนัง”

ตรง “วิสัยบาป” มันแปลว่า “เนื้อหนัง”

“แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติของพระวิญญาณ ก็คือผู้ที่อาศัยอยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า ก็จะจดจ่อในสิ่งที่พระวิญญาณทรงประสงค์”

ก็คืออยู่ตรงข้ามกับเนื้อหนัง พอมองออกไหม? ไม่ออก ค่อยๆ ตามมานะ ช้าๆ กลับไปฟังที่บ้านทบทวนอีกหลายๆ เที่ยวก็ได้ประมาณสัก 10, 20 เที่ยว

“ผู้ที่อาศัยอยู่ในเนื้อหนัง”พูดง่ายๆ ตามพระคัมภีร์ ก็คือ “ผู้ที่อาศัยอยู่ในอาดัม” ก็ปักใจในเรื่องของเนื้อหนังต้องการ ใครต้องการ? เนื้อหนังต้องการ เอาแค่นี้ก่อน แล้วเดี๋ยวท่านจะรู้เนื้อหนังแปลว่าอะไร?  คนที่อยู่ในพระวิญญาณ ก็คืออยู่ในพระคริสต์ เขาก็จดจ่อ มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  ตามพระประสงค์ของพระวิญญาณ

พอใช้คำว่าวิสัยบาป  ก็กลายเป็นความเข้าใจแบบเดิมๆ ที่ผิด  ที่บอกว่ามี 2 ตัวตนอยู่ในเรา วิสัย คือธรรมชาติ เป็น 2 ธรรมชาติ อันหนึ่งคือธรรมชาติเดิม  คือตัวดำ ที่เป็นวิสัยบาป  อีกอันหนึ่ง คือธรรมชาติใหม่ คือตัวขาว ที่มีวิสัยที่เป็นเหมือนพระเจ้า ค่อยๆ ตามไปนะ

ถ้าแปลผิด มันจะอย่างนี้ เวลาที่ไปทำบาป ก็จะบอกว่าเป็นเพราะทำตามธรรมชาติเดิม  ตอนไหนที่ทำดี ก็จะบอกว่าตอนนั้นทำตามธรรมชาติใหม่  เพราะฉะนั้น เราเลยมี 2 ตัวตน  ไม่รู้จะเอาธรรมชาติไหนดี

อ่านให้ดีๆ นะ ธรรมชาติ ก็แปลว่าเกิดมาเป็น

เพราะฉะนั้น ถ้าแปลตรงๆ ตามข้อความอย่างนี้ ตามถ้อยคำอย่างนี้ จะเห็นชัดเจนว่าพอบอกว่า “ธรรมชาติ” ปุ๊บ มันควรจะ หรือมันต้องมีแค่เพียงธรรมชาติเดียว คนเราจะมี 2 ธรรมชาติอยู่ในตัว ธรรมชาติ คือเกิดมาเป็น เกิดมาเป็นผู้หญิงผู้ชาย อยู่คนๆ เดียวกัน เป็นไปไม่ได้ มันคงผิดเพี้ยนไปมาก  ถึงไม่เข้าใจตรงนี้

มันชัดเจนว่ามนุษย์เรา ไม่ว่าจะเกิดใหม่หรือไม่เกิดใหม่ มันควรจะมีธรรมชาติเดียว  คือเกิดมาเป็นเหมือนอาดัมหรือเกิดมาเป็นเหมือนพระคริสต์  เกิดมาเป็นแสงสว่างหรือเกิดมาเป็นความมืด  มันไม่ควรจะเกิดมาเป็นเทาๆ คงไม่มีใครเกิดมาเป็นพระอิด (คริสต์กับอาดัมมารวมกัน) คืออยู่ในอาดัมด้วย อยู่ในพระคริสต์ด้วย กลายเป็นในอิด ไม่มี มีว่าในอาดัมหรือในพระคริสต์เท่านั้นเอง ชอบธรรมหรือเป็นคนบาปเท่านั้น

เหมือนที่ผมยกตัวอย่างบ่อยๆ เรื่องทาร์ซาน  … ทาร์ซานคือมนุษย์ ต่อให้ไปอยู่กับลิงนานแค่ไหน? พยายามพูดภาษาลิง ทำท่าทางเหมือนลิง กินอาหารเหมือนลิงได้ แต่ธรรมชาติของทาร์ซาน ตัวตนแท้ๆ ของทาร์ซานเป็นมนุษย์วันยังค่ำ อย่างไรก็เป็นมนุษย์ ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้  เพราะนี่คือธรรมชาติ เขาเกิดมาเป็นมนุษย์ ต่อให้เขาอยู่กับลิงมาเป็น 10 ปี ประพฤติปฏิบัติตัวเหมือนลิง เขาก็ยังเป็นมนุษย์  มีธรรมชาติเดียว คือธรรมชาติมนุษย์  แต่ประพฤติเหมือนลิง อย่างนี้ถึงจะถูก

ฉันใดก็ฉันนั้น พระคัมภีร์บอกว่า “เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า และได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว บริสุทธิ์ สะอาด เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลง ให้เราเกิดใหม่ มีธรรมชาติตัวตนที่แท้จริงของเรา ก็คือธรรมชาติของเรา จากธรรมชาติวิสัยบาป หรือภาษาเดิม ที่แปลภาษาอังกฤษ เรียกว่า Sinful nature มาเป็นธรรมชาติแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า คือเป็นเหมือนพระเยซู เป็นเหมือนพระเจ้า และเมื่อพระเจ้าได้เปลี่ยนธรรมชาติของเรา จากการบังเกิดใหม่แล้ว ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่สามารถเปลี่ยนกลับไปเหมือนเดิมได้อีก เพราะมันถูกเปลี่ยนแล้ว สะอาด หมดจด บริสุทธิ์ เปลี่ยนไปแล้ว ก็เปลี่ยนเลย กำเนิดเกิดมาแล้ว ก็กำเนิดเกิดมาเลย เกิดมาเป็น แล้วก็เป็นเลย  ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้อีกแล้ว กำเนิดเกิดมาเป็น

อย่างที่ตะกี้นี้บอก เกิดมาเป็นแสงสว่าง ก็เป็นแสงสว่างเลย เกิดมาเป็นความรักเหมือนพระเจ้า ก็เป็นความรักเลย ไม่ใช่มาผสมกัน เป็นความรัก แล้วก็เป็นเกลียด เป็นฆ่ากัน ไม่มี มันมีแต่เป็นความรัก แต่ยังประพฤติเกลียดเขาอยู่ มันมีแต่เป็นความรัก แต่ยังอิจฉาเขาอยู่ มันมีแต่เป็นความรัก แต่ยังเห็นแก่ตัวอยู่ เป็นไปได้ไหม? เป็นไปได้ แต่ไม่ใช่เป็นความรัก แล้วเป็นความเกลียดอยู่ในตัวเดียวกัน  มันพิสดาร มันไม่มี ถ้าเราวิเคราะห์กันอย่างนี้ เราจะเห็นชัดขึ้น

นี่คือหลักการของพระคัมภีร์จริงๆ  และสามารถตอบได้หมด ทุกๆ คำถามที่ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้

เพราะฉะนั้น สรุปว่าคริสเตียนมีธรรมชาติเดียว ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียน ก็มี 1 ธรรมชาติเหมือนกันหมด ต้องจำไว้ว่าธรรมชาติ คือการเกิดมาเป็น เขาถึงเรียกว่าธรรมชาติ ธรรมะจัดสรร

คำตอบ ก็คือคริสเตียนก็มี 1 ธรรมชาติเท่านั้น คือธรรมชาติแห่งความรัก ธรรมชาติของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในตัวเรา เห็นไหม? ธรรมชาติที่เป็นวิญญาณใหม่ เหมือนพระเจ้า มีความคิดจิตใจที่เหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นตัวใหม่ ที่บังเกิดใหม่ นี่คือธรรมชาติของคริสเตียนทุกคน

พูดอีกครั้ง คริสเตียนมีธรรมชาติเดียว คือธรรมชาติวิญญาณเหมือนพระเจ้า บริสุทธิ์สะอาดเหมือนพระเจ้า และมีความคิดจิตใจเหมือนพระเยซูคริสต์ ไม่ว่าเขาจะประพฤติอย่างไรก็ตาม เขาเป็นตรงนี้แล้ว เขาเปลี่ยนไปไม่ได้  เอเมนไหม?

กลับไปที่คำถามเดิมว่าคริสเตียนที่มีธรรมชาติ คือมีวิญญาณและความคิดจิตใจ ที่เหมือนพระเจ้าแล้ว เป็นความรัก เป็นความสว่างแล้ว ยังทำบาปไหม?

ทำหรือไม่ทำ? ตอบ ทำสิ ก็ต้องทำบาปอยู่ ก็เห็นๆ อยู่ ไม่มีการหลบลี้ หรือตอบปฏิเสธ ทำ แต่เป็นการทำบาป ที่ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติของความบาป ถูกไหม? คือเขายังคงทำบาป แต่ไม่ได้ทำจากวิญญาณและความคิดจิตใจของเขา ซึ่งเป็นเหมือนพระเจ้า บริสุทธิ์เหมือนพระเยซู เอเมน

ค่อยๆ ตามไปทีละนิดทีละหน่อย จะได้เห็นชัดว่ามันอยู่ตรงไหน?  ทำบาปเพราะอะไร? เอาให้ชัดๆ เลย โรม 6:6 จึงบันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 6:6  “เรารู้แล้วว่าคนเก่าของเรานั้น  ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว  เพื่อตัวที่บาปนั้น  จะถูกทำลายให้สิ้นไป  และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป”

 

เรารู้แล้วว่าคนเก่า ก็คือวิญญาณเก่า ความคิดจิตใจเก่าของเรานั้น ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว พร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  ตรึงไว้เพื่อว่าวิญญาณและความคิดจิตใจที่เป็นตัวบาป จะได้ถูกทำลายให้สิ้นไป  สิ้นไปหรือยัง? สิ้นไปแล้ว และเราจะได้ไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป เพราะว่าวิญญาณเรา ความคิดจิตใจเราสะอาด บริสุทธิ์แล้ว จากการตายของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  และจากการเปิดใจรับเชื่อพระเยซู พระเจ้าได้ทำให้เราตายพร้อมพระเยซูที่ไม้กางเขน นั่นแหละ การตายนั้นคือเราจัดการเอาตัวบาป วิญญาณบาปและความคิดจิตใจเก่า ตัวดำนั้น จบสิ้นไปแล้ว ต้องย้ำตรงนี้เลย พระคัมภีร์บอกหมดสิ้น ก็คือหมดสิ้น ถูกทำลายไปหมดสิ้นแล้ว

ตัวเก่าของเรา ก็คือวิญญาณ ความคิดจิตใจเก่า  ที่เป็นธรรมชาติ วิสัยบาปอยู่ ถูกตรึงไว้กับพระเยซูคริสต์แล้วที่ไม้กางเขน ถูกทำลายจนหมดสิ้นไปแล้ว  เราได้เปลี่ยนธรรมชาติวิสัยบาปนั้น มากลายเป็นธรรมชาติวิสัยดีงาม เหมือนพระเจ้า  เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เอเมน

ธรรมชาติวิสัยของลูกพระเจ้า ก็คือสะอาด บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ไม่มีบาป  และไม่ทำบาป เพราะฉะนั้น เมื่อไรที่เราทำบาป  ก็แปลว่าเรากำลังฝืนธรรมชาติในตัวเรา ที่เป็นเหมือนพระเจ้า  เหมือนพระเยซู เรากำลังฝืนมันอยู่ ฝืนได้ไหม? ได้ ทำไมจะไม่ได้ พระคัมภีร์ยังบอกไว้

วิญญาณของเรา จิตใจใหม่ของเราดี คือตัวตนแท้ๆ ของเราดี แต่มีอะไรบางอย่างมากระตุ้นให้เราใช้ร่างกาย ความคิดจิตใจที่ไม่ดี ทำไป เรียกว่าความประพฤติ ไม่ใช่ตัวตนเรา  มันคืออะไร? ใครมาให้เราฝืนธรรมชาติของตัวเราเอง  ซึ่งเราไม่อยากทำเลย

เหมือนธรรมชาติของมนุษย์ เราต้องเดินตัวตรง 2 ขา  ใครมาหลอกเราให้คลาน มันไม่ใช่ธรรมชาติของเรา

เหมือนทาร์ซานยังคงชินกับการเดินเหมือนลิง มันธรรมชาติของเขาไหม?  ดูแล้วเก้ๆ กังๆ เคยดูหนังใช่ไหม?  ตอนที่ทาร์ซานยังอยู่ในป่า  ลิงที่คอยดูแลทาร์ซานวิ่ง  ลิงมันวิ่งอย่างไร? เอามือลงไปคลาน เดินช้ากว่ามนุษย์ที่เป็นนักวิ่งมาราทอนอีก เพราะว่ามนุษย์ธรรมชาติเขาต้องเดินต้องวิ่งอย่างนั้น  ไม่ใช่ลงไป 4 ขา เขาไม่มี 4 ขา เขามี 2 มือ ถูกไหม? มันฝืนธรรมชาติมากเลย

ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่าธรรมชาติ วิสัยบาป หรือ Sinful nature ตรงนี้ มีการเข้าใจผิดกันเยอะมาก เพราะว่ามันมีการแปลผิดอยู่ในพระคัมภีร์บางฉบับ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย อันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งด้วย  ที่ทำให้เข้าใจผิดตรงนี้มากขึ้น เพราะว่าความจริง ในถ้อยคำพระเจ้าได้ถูกบิดเบือน จากการแปลผิด ไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วยกับการไปอ่านพระคัมภีร์ การอ่านพระคัมภีร์ดี แต่กำลังจะบอกกับท่านว่าอ่าน ก็ต้องระมัดระวัง ในการเรียนรู้ด้วยว่าให้มันถูกต้องจริงตามนั้น แปลกันมา 2,000 กว่าปี มันก็ต้องมีผิดมีพลาดบ้าง?  เป็นเรื่องธรรมดา เราเอาประโยชน์ส่วนใหญ่ของการอ่านพระคัมภีร์เป็นหลักการ แต่แน่นอน มันก็จะมีส่วนผิดบ้างในนั้น ก็ต้องพยายามที่จะศึกษา ใช้ความคิด สติปัญญาด้วย อธิษฐานกับพระเจ้าด้วย

อย่างเช่นเรากำลังศึกษาพระคัมภีร์เดิม  ตอนที่เขียนขึ้นมาใหม่ๆ ใช้ภาษากรีก ใช้ภาษาฮีบรู โอกาสจะผิดเพี้ยนก็จะมีน้อย จะเข้าใจตรงกัน แต่พอเลยมาหลายๆ ปี แปลเป็นภาษาโน้น ภาษานี้ เลยมา 2,000 ปี มีไม่รู้กี่เวอร์ชั่น เต็มไปหมด  ภาษาอังกฤษอย่างเดียว ไม่รู้กี่ร้อย? กี่พัน? แล้วภาษาไทยอีกกี่เวอร์ชั่น? เพราะฉะนั้น คนแปลก็ว่ากันไป บางท่านแปล ไม่ใช่คริสเตียนก็มี ใช้หลักการประวัติศาสตร์ ใช้หลักการความคิดแบบมนุษย์มาใส่ก็มี มันก็มีผิดพลาดบ้าง แต่ที่พูดทั้งหมดนี้ ยังอ่านพระคัมภีร์อยู่นะครับ พระคัมภีร์ยังมีประโยชน์ แต่พูดให้ฟังเท่านั้นเองว่าต้องระมัดระวัง

เรื่องนี้ เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติบาป หรือว่าเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหนังอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่การแปล มีส่วนทำให้เข้าใจผิดกันเยอะขึ้น

คริสเตียนมีธรรมชาติวิสัยเดียว คือธรรมชาติวิสัยเหมือนพระเจ้า  เรารู้กันตรงนี้แล้วนะ แต่ยังคงทำบาปอยู่  เพราะยังคงมีเนื้อหนัง ภาษาเดิมใช้คำว่า “ซาร์” หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า “Fresh” แปลเป็นภาษาไทย ตรงๆ เลย คือเนื้อหนัง ซึ่งซาร์ หรือ Fresh หรือเนื้อหนัง มันไม่ใช่ธรรมชาติลักษณะของตัวของเราจริงๆ ใช้คำนี้ แต่มันเป็นปรสิตหรือกาฝาก ที่แอบซ่อนอยู่ในตัวเรา  แต่ในโรม 8:5 บอกไว้อย่างนี้

โรม 8:5 “ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง ก็ปักใจในสิ่งที่เนื้อหนังต้องการ แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ ก็ปักใจในสิ่งที่พระวิญญาณทรงประสงค์”

 

ที่ตะกี้นี้เราอ่านไป ในโรม 8:5 ถ้าจะแปลให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง ตามภาษาเดิม ก็จะแปลอย่างนี้ว่า … “ผู้ที่อยู่อาศัยในเนื้อหนัง ก็จะปักใจจดจ่อ ความคิดจิตใจของเขา ไปที่เนื้อหนังต้องการ แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ในพระวิญญาณ ก็จะมีความคิดจิตใจ ปักใจไปที่สิ่งที่พระวิญญาณพระเจ้าทรงประสงค์”

มาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะเข้าใจมากขึ้น  ถึงตรงนี้ เราก็สรุปแล้วว่าเมื่อเราได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของเรา ก็คือวิญญาณและจิตใจที่มีธรรมชาติวิสัยที่เป็นเหมือนพระเจ้า  จดจ่อความคิดจิตใจที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ไปที่พระเจ้า นี่คือธรรมชาติตัวตนที่แท้จริงของคริสเตียนที่เกิดใหม่ และจะเป็นอย่างนี้ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้อีก เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเราได้รับความรอด ได้ไปสวรรค์แน่นอน 100% มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้  ส่วนการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  จะเป็นอย่างไร? ขึ้นอยู่กับว่าจิตใจใหม่ของเรา ที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้   เราจะเชื่อฟังใคร?  หรือจดจ่อ  จดจ้องความคิดของเราไปที่ไหน?     ความคิดจิตใจมันยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันยังมีของล่อลวงอยู่ในโลกนี้  โรม 8:5-9 …

โรม 8:5-9 “5 ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง ก็ปักใจในสิ่งที่เนื้อหนังต้องการ แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ ก็ปักใจในสิ่งที่พระวิญญาณทรงประสงค์”  6 จิตใจของคนบาปนำไปสู่ความตาย  แต่จิตใจที่พระวิญญาณทรงควบคุม นำไปสู่ชีวิตและสันติสุข 7 จิตใจที่เต็มไปด้วยบาป ก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ยอมอยู่ใต้บทบัญญัติของพระเจ้า ทั้งไม่สามารถอยู่ได้ด้วย 8 บรรดาผู้ที่วิสัยบาปควบคุมอยู่ ไม่อาจเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าได้  9 อย่างไรก็ตาม ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตในท่าน ท่านก็ไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิสัยบาป แต่โดยพระวิญญาณ”

 

ผู้ที่อยู่ในเนื้อหนัง ก็จะคิดตามที่เนื้อหนังต้องการ เนื้อหนัง ก็คือให้ทำตามวิสัยบาป  เป็นศัตรูกับพระเจ้า แต่ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็คืออยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า  ก็จะมีความคิดจิตใจที่จดจ่อไปที่จะเชื่อฟังพระวิญญาณเป็นพวกเดียวกัน

ข้อ 6 บอกว่าจิตใจของคนบาป ตรงนี้ ก็คือจิตใจของคนที่เป็นเนื้อหนัง กำลังจะให้เห็นชัดๆ ว่าถ้าจิตใจยังเป็นเนื้อหนังอยู่ จะนำไปสู่ความตาย  รู้ใช่ไหม? ความตาย ก็คืออยู่ตรงข้ามกับพระเจ้านั่นเอง ก็คือเป็นศัตรูกับพระเจ้า

แต่จิตใจที่จดจ่อไปที่พระวิญญาณทรงควบคุมอยู่ นำไปสู่ชีวิต และสันติสุข ก็คือจิตใจที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ใจใหม่ของเราที่เหมือนพระเยซูคริสต์ อันนี้มันจะนำไปให้เชื่อฟังต่อพระเจ้า เกิดสันติสุข

ข้อ 7 บอกว่าจิตใจที่เต็มไปด้วยบาป ก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า  ตรงนี้แปลเองก็ได้แล้วนะ  จิตใจหรือความคิดจิตใจที่เต็มไปด้วยเนื้อหนัง ก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ยอมอยู่ใต้บทบัญญัติของพระเจ้า ก็คือไม่ยอมทำตามพระเจ้า ความดีงามของพระเจ้า ทั้งไม่สามารถอยู่ได้ด้วย เพราะว่ามันไม่สามารถครึ่งๆ กลางๆ ได้นั่นเอง

ข้อ 8 จึงบอกไว้อย่างนี้ว่าบรรดาผู้ที่เนื้อหนังควบคุมอยู่  ไม่อาจเป็นที่ชอบพอพระทัยของพระเจ้าได้ ถ้าเขายังไม่เชื่อ วิสัยบาป คือเนื้อหนังมันควบคุมอยู่ มันไม่มีทางทำให้พระเจ้าพอใจได้เลย  ทำดีอย่างไรก็ไม่พอใจ? เพราะว่ามันอยู่ข้างในลึกๆ ในวิญญาณมันยังถูกควบคุมโดยวิสัยบาป  เพราะฉะนั้น มันจึงทำตาม และคิดตามความคิดจิตใจที่เป็นเนื้อหนัง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับความคิดจิตใจใหม่ของคริสเตียน ซึ่งเป็นความคิดจิตใจที่เหมือนพระเยซูคริสต์

ข้อ 9 จึงได้บอกว่าอย่างไรก็ตาม อันนี้พูดถึงคนที่เป็นคริสเตียนนะ ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตในท่าน  ก็คือบังเกิดใหม่แล้ว  ท่านก็ไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิสัยบาป โดยเนื้อหนังอีกต่อไป คือไม่ได้เป็นศัตรูอีกต่อไป แต่โดยพระวิญญาณ ก็คือวิญญาณที่เกิดใหม่ เป็นผู้ควบคุมท่าน

นี่คือสภาวะที่เป็นจริงของคริสเตียน ที่บังเกิดใหม่แล้ว ในวิญญาณเป็นสิ่งที่ตามองไม่เห็น ที่ในพระคัมภีร์ได้อธิบายให้เห็นถึงว่ามันเป็นอะไร? มันเป็นลักษณะอยู่อย่างไร?

ตราบใดที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้  ก็คือยังอยู่ในร่างกายนี้อยู่ เรายังคงมีเนื้อหนัง หรือเจ้าปรสิตตัวนี้ แอบซ่อนอยู่ แต่มันไม่ใช่ตัวเรา จำไว้ มันไม่ใช่ตัวเรา แต่มันแอบซ่อนอยู่ ซึ่งเมื่อไรเราเผลอ  มันก็แสดงตัวตนของมัน แสดงฤทธิ์ของมัน อิทธิพลของมันออกมา และล่อลวงให้เราทำตามมัน ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นพยาธิ เป็นเชื้อไวรัส มันมีอิทธิพลบางอย่าง มันไม่ใช่ตัวเรา  ทำให้เราเจ็บป่วยได้ พูดง่ายๆ  ป่วยทางวิญญาณ ไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆ

วิธีการที่เราจะเอาชนะเจ้าปรสิตนี้ได้ คือจดจ่อความคิดของเรา ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ไปจดจ่ออยู่ตรงนั้น ว่าเราเหมือนพระเยซูอย่างไร? ในพระคัมภีร์บอกให้เราจดจ่อความคิดจิตใจของเราไปที่เบื้องบน  ที่พระเยซูคริสต์นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ให้เรารู้ว่าตัวตนจริงๆ ของเราเป็นใคร? แล้วเราจะได้จัดการกับมันได้

เหมือนเวลาเราใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องโทรศัพท์ พอซื้อเครื่องใหม่มา เราต้องรีเชตเครื่องใหม่หมดเลย  รีเซตซอฟแวร์ใหม่ ได้เครื่องมาใหม่แล้ว เราต้องเปลี่ยนหรือเซตระบบของซอฟแวร์ใหม่ ล้างโปรแกรมเก่าๆ ออกไปให้หมด แล้วใส่โปรแกรมใหม่เข้าไปแทนที่ เพราะเครื่องรุ่นใหม่มันจะทำงานร่วมกันกับโปรแกรมเก่าไม่ได้ มันเหมือนไวรัส มันเกิดเอ่อร์เร่อ เราต้องล้างของเก่าออกไป เรามีธรรมชาติใหม่แล้ว เราต้องเอาซอฟแวร์ตัวใหม่เข้ามา ให้มันเข้ากันกับเครื่องใหม่ วิญญาณใหม่ ความคิดจิตใจใหม่ ไม่อย่างนั้นมันฝืน เรียกว่าเอ่อร์เร่อๆ มันไปไม่ได้  มันฝืน มันแฮงค์

เช่นเดียวกันตัวตนของเรา ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้ว เป็นตัวตนใหม่แล้ว วิญญาณใหม่ ความคิดจิตใจใหม่เหมือนพระเยซู เราก็ควรจะล้างโปรแกรมเดิมๆ ออกไปจากความคิดจิตใจ ในชีวิตของเรา โปรแกรมเดิมในที่นี้ ก็คือความคิดแบบเดิมๆ ความประพฤติแบบเดิมๆ นิสัยแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย แบบเนื้อหนังๆ … เนื้อหนัง คือระบบของโลกใบนี้ ระบบของความบาปที่ปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ที่พยายามที่จะผลักดันให้มนุษย์ทำอะไรก็ตาม ที่มันเป็นศัตรูกับพระเจ้า ตรงกันข้ามกับพระเจ้า เยาะเย้ยพระเจ้า สู้กับพระเจ้า ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ เรียกว่าแอนตี้ไคร์ซ

เพราะเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงวิญญาณใหม่ของเรา เราเคยตกอยู่ภายใต้บาปเหล่านี้ เป็นทาสของมันอยู่ เป็นทาสนานๆ จนชิน  จนกระทั่งทำตามวิสัย ตอนนั้น ตอนที่เรายังไม่ได้เปลี่ยนวิสัยมาเป็นวิสัยพระเจ้านะ  เป็นลูกของพระเจ้า ยังเป็นวิสัยบาปอยู่ เป็นทาสมัน 100% เลย  โงกหัวไม่ขึ้นเลย  แต่บัดนี้ เราได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้ว เราไม่ได้เป็นทาสของความบาปอีกต่อไป  เราไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังมันอีกแล้ว แต่ก่อนนี้เราต้องเชื่อฟังมัน แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่ต้องเชื่อฟังมันอีกแล้ว  อย่าให้มันหลอกเรา  โรม 6:11-14 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 6:11-14  “11 ในทำนองเดียวกัน  จงถือว่าตัวท่านเองตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่ เพื่อพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ 12 ดังนั้น ​อย่า​ปล่อย​ให้​บาป​มา​เป็น​เจ้า​ ครอบ​ครอง​ร่างกาย​ที่​ต้อง​ตาย​ของท่าน​อีกเลย คือให้​ความบาปทำ​ให้​ท่าน​ต้อง​เชื่อฟัง​ และ​ทำ​ตาม​กิเลส​ตัณหา​ของ​มัน 13 ท่านไม่​ควร​ยอม​ให้​บาป ​มา​ใช้​อวัยวะ​ส่วน​ไหน​ก็​ตาม​ของท่าน  ​เป็น​เครื่องมือ​ใน​การ​ทำ​ชั่ว แต่​ให้​มอบ​ชีวิต​ของ​ท่าน​เอง​กับ​พระเจ้า  ให้​สม​กับเป็น​คน​ที่​ตาย​ไป​และ​ฟื้น​ขึ้น​มา​ใหม่​แล้ว  ดังนั้น​ ขอ​ให้​ท่าน​ยอม​ให้​พระเจ้า​ ใช้​อวัยวะ​ทุก​ส่วน​ของ​ร่างกาย​ท่าน​ ให้​เป็น​เครื่องมือใน​การ​ทำ​ความดี   14 เพราะบาปจะไม่เป็นนายของท่านอีกต่อไป  ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติ แต่อยู่ใต้พระคุณ

 

สรุปง่ายๆ ว่าตัวเก่าเราที่เป็นสกปรกโสโครก มันจบสิ้น ตายไปแล้ว  วิญญาณเก่า พร้อมกับความคิดจิตใจเก่า ที่มีวิสัยธรรมชาติบาป  ทำบาปอยู่เรื่อย ต่อสู้ เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่รู้ล่ะ จะรู้จักไม่รู้จักพระเจ้า เป็นศัตรูต่อพระเจ้าทุกอย่าง ตอนนี้  ตัวนี้มันตายไปแล้ว  ไม่ได้เป็นทาสของมันอีกต่อไปแล้ว  พระเจ้าให้เราได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เรามีวิญญาณใหม่เหมือนพระเจ้า มีความคิดจิตใจใหม่เหมือนพระเจ้าเลย แต่ยังดำเนินชีวิตอยู่ในร่างกายเก่านี้ เพราะฉะนั้น มันอาจจะเคยชินกับของเก่าๆ  ซอฟแวร์เก่าๆ การล่อลวงเก่าๆ  ที่พยายามส่งผ่านเข้ามาเหมือนปรสิต มันไม่ใช่ตัวเรา  อย่าไปยอมให้มันทำอีก

อ่านตรงนี้อีกครั้ง “และทำตามกิเลสตัณหาของมัน” เราจะไม่ยอมทำตามกิเลสตัณหาของมันอีกแล้ว สมัยก่อนเราต้องถูกให้ทำตามกิเลสตัณหาของมัน มันไม่ใช่กิเลสตัณหาของเรา แต่มันเป็นกิเลสตัณหาของมัน

ถ้าถามว่าคริสเตียนมีกิเลสตัณหาไหม? ไม่มีแล้ว เพราะพูดถึงคริสเตียน  เกิดมาเป็นลูกพระเจ้า เกิดมาเป็นวิญญาณเหมือนพระเจ้า เกิดมาเป็นความคิดจิตใจเหมือนพระเจ้า มันเป็นไปแล้ว เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไร? เราก็ทำเหมือนพระเจ้า  สะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าหมดเลย แต่บางครั้งทำอะไรตรงกันข้าม มันฝืนทำ มันไม่ได้อยากจะทำนะ มันถูกหลอก มันถูกกระตุ้นด้วยอะไรบางอย่าง ในนี้จึงบอกว่าไม่ต้องไปยอมมันอีกต่อไป  แต่ก่อนนี้เราเป็นทาส ยอมมัน ตอนนี้ไม่ต้องยอมมัน  สู้กับมันได้เลย และใครช่วยเรา? พระวิญญาณของพระเจ้า และความคิดจิตใจใหม่ที่อยู่ที่ความคิดจิตใจของเรา

วิธีการ ก็คือเราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจใหม่เสียก่อน  เอาถ้อยคำพระเจ้าเข้ามา เบอร์หนึ่ง ถ้อยคำพระเจ้าที่สำคัญที่สุด อันดับแรกในการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจใหม่ เป็นซอฟแวร์ของเรา ก็คือเราเป็นอิสระจากมันแล้ว เราสะอาด บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เรียบร้อยไปแล้ว มันไม่ใช่ตัวเราที่เป็นผู้กระทำ ตรงนี้ต้องเอามาเปลี่ยนแปลงก่อนเลย ต้องย้ำยืนยันว่าเราสะอาด หมดจด บริสุทธิ์ สามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ไม่ว่าเดี๋ยวนี้หรือหลังจากตาย และตลอดไปนิรันดร์ เราสามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้า ผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ที่บริสุทธิ์ สะอาด และศักดิ์สิทธิ์ได้ เพราะเราบริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ ดีพร้อมในสายพระเนตรของพระองค์เรียบร้อยไปแล้ว  ไม่ว่าเราจะมีความประพฤติอะไรก็ตาม

ที่พูดทั้งหมดนี้ ที่อ่านตั้งแต่ต้นมา ไม่ใช่เอาตรงนี้ไปพูดว่าผมกำลังจะบอกว่าความประพฤติไม่สำคัญ  ความประพฤติก็สำคัญ และในนี้ก็บอกแล้ว สรุปว่าเราอย่าปล่อยให้มันทำอย่างนี้  เราอย่าปล่อยให้ปรสิตเหล่านี้มาทำร้ายเราอีกต่อไป เราสามารถสู้มันได้ และสู้ได้มากน้อยขนาดไหน?  เราไม่ต้องห่วง เรารอด ปลอดภัย ในพระเยซูคริสต์ ด้วยการบังเกิดใหม่ กำเนิดเกิดมาเป็นในพระเยซู โดยพระคุณของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น เอเมน พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

พระคัมภีร์บอกว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นผู้ที่ชนะโลกแล้ว …

“เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยต่อโลก และความเชื่อของเรานี่แหละ เป็นชัยชนะที่ชนะโลก ใครเล่าชนะโลก ไม่ใช่คนอื่น คือผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง”

(1 ยอห์น 5:4-5)

 

คำว่า “มีชัยชนะอยู่เหนือโลก”  ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าจะทำให้ชีวิตของเราราบรื่นตลอดเวลา ไม่ต้องเจอปัญหา ไม่ต้องเจอความทุกข์ยากลำบาก  แต่โดยความเชื่อนั้น   เราจะได้รับการเสริมกำลัง ที่จะทำให้สามารถเผชิญทุกสิ่งทุกอย่างได้

 

ชนะปัญหา ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเจอปัญหา ปัญหายังมีอยู่  แต่สามารถเผชิญได้ ชนะความยากจน ไม่ได้แปลว่าร่ำรวยขึ้นมา อาจยังยากจนอยู่  แต่ก็สามารถผ่านได้ ชนะความเจ็บป่วย ก็อาจหมายถึงอาการป่วยยังคงมีอยู่ แต่สามารถเผชิญได้ คือสามารถมีความพึงพอใจได้ในทุกสถานการณ์นั่นเอง

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2021 เรื่อง “อย่ากลัวเลย” ตอน 47 โดย วราพร คงล้วน

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  7  มีนาคม  2021

 เรื่อง “อย่ากลัวเลย”  ตอน 47

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อในหนังสือลูกา   ที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ สำหรับผู้คนของพระองค์ ตั้งแต่เริ่มต้น มนุษย์ล้มลงในความบาป พระเจ้าก็เตรียมแผนการ การช่วยกู้ การช่วยให้รอด ให้กับมนุษยชาติ แผนการนี้ถูกเตรียมไว้เป็นเวลายาวนานมาก หลายพันปี แล้วพระเจ้าทรงเป็นผู้เดินเรื่องทั้งหมด ที่ เริ่มต้นจากทูตสวรรค์ไปพบกับเศคาริยาห์ ซึ่งเป็นปุโรหิต ในสมัยนั้น ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ไถ่บาปของพวกเราทั้งหลาย มนุษยชาติยังต้องพึ่งพาตัวเอง ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน พระเจ้าทรงเลือกชนชาติอิสราเอลมาเป็นแบบอย่าง ในเรื่องของพระคุณความรัก ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้

ฉะนั้น พระเจ้าก็ทำงานผ่านผู้เผยพระวจนะ บอกคนอิสราเอลว่าในแต่ละปีคนอิสราเอลจำเป็นต้องนำเอาแพะ เอาแกะมาถวาย เป็นเครื่องบูชา เพื่อลบบาปปีต่อปี หมายความว่าบาปของมนุษยชาติ เราไม่สามารถลบล้างด้วยความดีของเรา แล้วพระเจ้าก็ทรงเลือกเผ่าหนึ่งของอิสราเอล มาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ก็คือเผ่าเลวี เป็นปุโรหิต มหาปุโรหิตที่จะเข้าไปถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า

ฉะนั้น มหาปุโรหิต คือคนที่พระเจ้าเลือกไว้ใหญ่ที่สุด ปีหนึ่งสามารถเข้าไปเฝ้าพระเจ้าในอภิสุทธิสถาน แค่ครั้งเดียว แล้วปุโรหิตคนแรกที่พระเจ้าทรงแต่งตั้ง ชื่อว่าอาโรน อยู่ในตระกูลเลวี แล้วหลังจากนั้น ลูกหลานของอาโรนก็จะเป็นสายพันธุ์ ที่พระเจ้าเลือก แยกออกมา โดยเฉพาะเจาะจงที่จะปรนิบัติรับใช้ในพระวิหารของพระเจ้า

และการที่จะได้เข้าไปในอภิสุทธิสถาน เป็นขบวนการที่ยุ่งยากมาก ปีหนึ่งเข้าได้ครั้งเดียว  แล้วเข้าไป ต้องรีบๆ ถวายเครื่องบูชาให้เสร็จ แล้วมหาปุโรหิตที่ได้เข้าไป  เริ่มต้นจากการต้องชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ ต้องสารภาพบาป ก่อนที่จะเข้าไปถวายเครื่องบูชา ดังนั้น คนที่ลืมสารภาพบาปเข้าไป มีความบาปติดตัวนิดหนึ่ง เข้าไปปุ๊บ ตายทันที  ความบาปไม่สามารถอยู่ร่วมกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้  ก็คือโดยปริยาย พระเจ้าไม่ต้องทำอะไรเลย  ดังนั้น ปุโรหิตที่ไม่เตรียมพร้อม ไม่ชำระตัวเองให้บริสุทธิ์เข้าไป ก็ตายลูกเดียว

อิสราเอลมีความเกรงกลัวพระเจ้ามาก อย่างที่บอกในยุคพระคัมภีร์เดิม  เราเรียกว่ายุคพระเดช คือใครทำอะไรผิดปุ๊บ ตายอย่างเดียว พอมาถึงยุคของพระเยซูคริสต์ เขาเรียกว่ายุคพระคุณ  คือพระเยซูคริสต์ได้มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ได้มาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อมนุษยชาติแล้ว และได้เป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อมนุษยชาติเช่นเดียวกัน

อันนี้แหละ คือข่าวประเสริฐที่พวกเราผู้เชื่อ ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน  เราก็ประกาศอยู่อย่างนี้แหละ เรื่องนี้ถูกประกาศมาตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว ตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์ทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ จนถึงยุคปัจจุบัน ก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม เรื่องเดียวกัน ที่เราจะประกาศไป  ดังนั้น ข่าวประเสริฐของพระเจ้า มีแค่ 5 ประโยค คือพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นมาจากความตาย และนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ณ เวลานี้

ดังนั้น ใครก็ตามที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูกระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน ก็ได้รับการเปลี่ยนวิญญาณ จากวิญญาณที่เคยบาป เป็นวิญญาณบาป  เป็นวิญญาณที่รอวันตาย ที่นรกนิรันดร์กาล เปลี่ยนมาเป็นวิญญาณที่สะอาด บริสุทธิ์ ผ่านทางความเชื่อ ในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเพื่อเราบนไม้กางเขน วิญญาณของพวกเรา ผู้เชื่อ ณ เวลานี้ สะอาดบริสุทธิ์หมดจด เป็นผู้ชอบธรรม แล้วพระคัมภีร์ก็ได้บอกเราว่าเราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ที่เดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณ ณ เวลานี้

ขณะที่เรายังต้องดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่พระเจ้าบอกว่างานเรายังไม่เสร็จ คือทุกคนมีงานที่พระเจ้าจะให้ทำ งานอะไรก็แล้วแต่ที่พระเจ้าเตรียมเอาไว้  งานเรายังไม่เสร็จ ลมหายใจเราก็ยังมีอยู่ เราก็ไม่จากไปไหน พระเจ้าก็บอกทำงานก่อน แต่เมื่อไรก็ตามที่งานเราเสร็จ  พระเจ้าก็เอาลมหายใจออกจากร่าง ก็คือวิญญาณเราได้ไปอยู่กับพระเจ้า ครบถ้วนสมบูรณ์  นี่คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนในโลกใบนี้ ตั้งเป้ารอคอย

พวกเราเช่นเดียวกัน เราก็รอคอยวันนั้นแหละ วันที่เราเสร็จงาน พี่น้องนึกภาพนะ เวลาเราทำงาน เหนื่อยไหม? เหนื่อย กิจวัตรประจำวันทุกวัน ตื่นมา ก็ต้องอาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว เดินทางออกจากบ้าน  บางวันรถติด กว่าจะไปถึงที่ทำงาน  3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง เหนื่อยมาก ทำงานเสร็จ กลับบ้านตอนเย็น เจอช่วงเวลารถติดอีก กว่าจะไปถึงบ้าน มืด ค่ำ ดึกดื่น เราต้องทำอย่างนี้ทุกวัน บางคนขอบคุณพระเจ้า ทำอาทิตย์ละแค่ 5 วัน  ได้หยุดพัก 2 วัน บางคนอาทิตย์ 6 วัน บางคนอาทิตย์ 7 วัน อันนั้นเยอะไป ถ้าใครทำงานอาทิตย์ละ 7 วัน ก็ช่วยๆ หยุดสักวันหนึ่ง ให้ร่างกายเราได้พักผ่อน

ฉะนั้น เป็นการยากลำบากบนโลกใบนี้มากๆ ที่เราจะต้องดำเนินชีวิต  แต่พระเยซูคริสต์ยังคงตรัสกับเราว่าในโลกนี้ เราจะประสบกับความทุกข์ยาก แต่ให้เราชื่นใจเถิด เราชนะโลกนี้แล้ว ไม่ว่าความทุกข์ยาก ปัญหาอุปสรรค ไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่เหนือพวกเราทุกคน เราสามารถลอยตัว เพราะเรารู้ว่าต่อให้ทุกข์ยากขนาดไหน?  มีเวลาจบ เหมือนเราทำงาน เหนื่อยขนาดไหน? เรารู้แล้ว  เดี๋ยว 5 โมงเย็น จบงาน เราได้กลับบ้านแล้ว  เราได้พักผ่อนแล้ว พรุ่งนี้ก็ว่ากันใหม่  เป็นลักษณะแบบนั้นจริงๆ

แต่ในโลกวิญญาณที่เราดำเนินกับพระเจ้า  เรารู้ว่าวันจบสุดท้ายของเรา คืองานการที่พระเจ้ามอบหมายบนโลกใบนี้จบ  แล้วเราก็ได้พักจริงๆ พักผ่อนถาวรนิรันดร์กาล ที่สวรรค์กับพระเจ้า เรายังอดอิจฉาพี่น้องที่ไปก่อนไม่ได้ คือเขาจากไป  ในด้านของมนุษย์ ดูเหมือนเราโศกเศร้า  เราเสียใจ บางคนจากไป ตั้งแต่อายุยังน้อย เรารู้สึกยังเด็กอยู่เลย ทำไมพระเจ้าถึงพาเขากลับบ้าน เราก็รู้สึกเสียใจ  แต่ว่าความเสียใจของมนุษย์ เราก็แค่เสียใจว่าจากนี้ เราไม่สามารถเจอหน้าเขาบนโลกใบนี้ แต่เรามีความหวังใจในฐานะที่เป็นคริสเตียนว่าหลังจากโลกนี้ไป เราได้ไปเจอคนที่เรารัก ที่สวรรค์สถานนิรันดร์กาล แต่ว่าต้องตามเงื่อนไขที่พระเจ้าบอกไว้ คือสำหรับผู้เชื่อเท่านั้น ผู้ที่เชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเรา บนไม้กางเขนเท่านั้น  ถึงมีสิทธิ์ไปอยู่ในที่ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้

สำหรับคนที่พยายามพึ่งพาตนเอง ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องพึ่งพระเจ้า  เรามีความสามารถพอ เราเก่งกาจพอ เราสามารถที่จะสั่งสมบารมีของเราเอง อันตราย เพราะว่าถึงจุดจบของชีวิต ก็ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถที่จะไปถึงมาตรฐานของพระเจ้าได้ จุดจบ ก็คือไปอยู่นรกนิรันดร์กาล

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่พระเจ้าบอกให้เราไปประกาศข่าวประเสริฐ ให้เราประกาศข่าวดี  เป็นข่าวดีจริงๆ ตรงที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย  พระเจ้าทำให้เราเสร็จหมดทุกอย่าง แค่เราเดินมารับของขวัญเท่านั้นเอง เหมือนเรามางานฉลองวันคริสตมาส  เราก็เตรียมตัวเตรียมใจเลย เพื่อที่จะรับของขวัญ ก็มีการให้ของขวัญแก่กันและกัน  ฉะนั้น การได้รับของขวัญ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราชื่นชมยินดี   แต่ว่าของขวัญบนโลกใบนี้ ไม่มีของขวัญชิ้นไหนที่มีค่ามาก เท่ากับของขวัญชิ้นพิเศษที่พระเจ้าประทานให้ คือพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า  ที่ได้ประทานให้กับพวกเรา

วันนี้เรามาต่อในลูกา 1:39-45 “39 คราวนั้นมารีย์ จึงรีบออกไปถึงเมืองหนึ่ง ในแถบภูเขาแห่งยูเดีย 40 แล้วเข้าไปในเรือนของเศคาริยาห์ ทักทายปราศรัยนางเอลีซาเบธ 41 เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำปราศรัยของมารีย์ ทารกในครรภ์ของเขาก็ดิ้น และนางเอลีซาเบธก็เต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ 42 จึงร้องเสียงดังว่า “ในบรรดาสตรีท่านได้รับพระพรมาก  และทารกในครรภ์ของท่านก็ได้รับพระพรด้วย 43 เป็นไฉน ข้าพเจ้าจึงได้ความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ได้มาหาข้าพเจ้า 44 เพราะดูเถิดพอเสียงปราศรัยของท่านเข้าหูข้าพเจ้า ทารกในครรภ์ของข้าพเจ้า ก็ดิ้นด้วยความยินดี 45 สตรีที่ได้เชื่อก็เป็นสุข เพราะว่าจะสำเร็จตามพระดำรัสจากพระเป็นเจ้า ที่มาถึงเขา”

 

เหตุการณ์ตรงนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เศคาริยาห์เข้าไปถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า แล้วทูตสวรรค์ของพระเจ้า มาบอกว่านางเอลีซาเบธ ซึ่งอายุเยอะมากแล้ว จะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรคนหนึ่ง แล้วทูตสวรรค์ก็บอกว่าบุตรชายคนนี้ ให้ตั้งชื่อว่ายอห์น เขาจะเป็นคนที่นำทางพระเยซู ก็คือก่อนที่พระเยซูจะประกาศภารกิจของพระองค์ในโลกใบนี้ ยอห์นจะเป็นผู้มากรุยทางก่อน

แล้วเศคาริยาห์ก็สงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร? ภรรยาก็แก่มากแล้ว ทูตสวรรค์ก็เลยบอกว่าเพราะเธอไม่เชื่อ ก็เป็นใบ้ไปเลย พูดไม่ได้ พอออกจากห้องถวายสัตวบูชา คือห้องอภิสุทธิสถาน  เศคาริยาห์ก็พูดไม่ได้  หลังจากนั้น นางเอลีซาเบธก็ตั้งครรภ์ คือนางเอลีซาเบธตั้งครรภ์ก่อนที่นางมารีย์จะได้พบกับทูตสวรรค์ 6 เดือน แต่ว่าเหตุการณ์เดียวกันได้เกิดขึ้น ตอนที่นางมารีย์อยู่คนเดียว แล้วทูตสวรรค์ก็มาหา  พูดในทำนองเดียวกันเลย

“เธอเป็นคนที่พระเจ้าโปรดปราน พระเจ้าจะให้เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจุติในครรภ์ของเธอ แล้วเธอจะคลอดบุตรคนหนึ่ง แล้วตั้งชื่อบุตรคนนั้นว่าเยซู เพราะว่าบุตรคนนี้จะเป็นผู้มาปลดปล่อยชนชาติของพระองค์ให้เป็นอิสระ”

นี่คือสิ่งที่ทูตสวรรค์ได้พูดกับมารีย์

นางมารีย์ก็ … “เอ๊ะ! เป็นได้อย่างไรล่ะ ฉันยังไม่เคยไปนอนกับใครเลย จะตั้งครรภ์ได้อย่างไร?”

ทูตสวรรค์ก็บอกว่า … “ฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้ามาจุติในครรภ์ของเธอ แล้วเด็กคนนี้จะเรียกว่าวิสุทธิ์ ก็คือไม่มีเชื้อบาปของมนุษย์คนใดเลย”

นางมารีย์พอฟังอย่างนั้น ก็บอกว่า … “เป็นอย่างนั้นเหรอ ก็ให้เป็นไปตามที่พระเจ้าได้ตรัสไว้  พระเจ้าว่าอย่างไร? ว่าตาม”

คราวที่แล้วเราก็จบตรงนี้ว่านางมารีย์ต้องใช้ความกล้าอย่างมากมาย เพราะว่าหญิงสมัยก่อน ถ้าตั้งครรภ์ โดยไม่มีสามี ก็จะถูกหินขว้างให้ตาย แต่นางมารีย์ก็ตัดสินใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้า ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์

ให้พี่น้องมั่นใจเลย ถ้าพระเจ้าทรงใช้ท่าน หรือใช้ใครก็ตาม พระเจ้าจะหนุนหลังพวกเรา แม้ว่าเรื่องนั้นจะมีภัยอันตรายมากขนาดไหน? พระเจ้าก็จะปกป้องคุ้มครองเราไว้ ให้เราทำสิ่งที่พระเจ้าได้มอบหมายให้กับเราไปจนสำเร็จ แล้วนางมารีย์ก็เป็นอย่างนั้น ในหนังสือมัทธิวไม่ได้แจงรายละเอียด แต่ในหนังสือเล่มอื่นๆ ก็บอกว่าโยเซฟเป็นคู่หมั้นของมารีย์ พอได้ข่าวว่านางมารีย์ตั้งครรภ์ โยเซฟก็ได้แต่คิดว่าจะไปแอบถอนหมั้นลับๆ โดยที่ไม่ให้นางมารีย์อับอาย  ก่อนที่โยเซฟจะตัดสินใจ ทูตสวรรค์ของพระเจ้า ก็มาคุยกับโยเซฟบอกว่าให้รับนางมารีย์เป็นภรรยา เพราะว่านางมารีย์มิได้เป็นหญิงสำส่อน แต่ว่าทารกในครรภ์ของเธอ มาจากฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วเราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่โยเซฟฟังปุ๊บ เชื่อเลย ก็ไปรับนางมารีย์มาเป็นภรรยา ในพระคัมภีร์เขียนว่าก็ไม่ได้แตะต้องตัวนางมารีย์เลย จนนางมารีย์คลอดพระเยซูคริสต์ออกมา

เหตุการณ์นี้พระเจ้าได้เขียนไว้ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม  แล้วก็เดินเรื่องมาตลอด แล้วโยเซฟอยู่ในตระกูลยูดาห์  เพราะว่าพระเจ้าบอกว่าพระเยซูคริสต์จะมาจากตระกูลยูดาห์ เป็นสายพันธุ์ของกษัตริย์ดาวิด แล้วก็เดินเรื่องมาเป็นเรื่องเดียวกัน

หลังจากนั้น นางมารีย์ก็ไปหานางเอลีซาเบธ เพราะเขาเป็นญาติกัน พอไปถึงนางมารีย์พูดปุ๊บ เด็กในครรภ์ ก็คือยอห์น ที่ถูกพยากรณ์เอาไว้ เต้นใหญ่เลย คือลิงโลด มารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเยี่ยมเขา คือได้สัมผัสในวิญญาณถึงเด็กในครรภ์ของนางมารีย์ ก็คือพระเยซูคริสต์ เด็กในครรภ์ตื่นเต้น นางเอลีซาเบธก็ตื้นเต้นด้วย

“เห็นไหม? พอเธอพูดปุ๊บ เด็กในครรภ์เต้นใหญ่เลย” … ก็คือมีความชื่นชมยินดี

ทำไมนางเอลีซาเบธถึงชื่นชมยินดี?  เพราะจริงๆ แล้วคนอิสราเอลรู้เรื่องนี้ดีมาก เพราะเป็นคำพยากรณ์ เป็นคำเผยพระวจนะของพระเจ้าตั้งแต่อดีต สมัยปฐมกาล เริ่มต้นที่มนุษย์ล้มลงในความบาป พระเจ้าก็บอกเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้น คนอิสราเอลก็ตั้งตารอคอยพระผู้ช่วยให้รอด ที่จะมาปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสรภาพ แต่ ณ เวลานั้น คนอิสราเอลยังไม่เข้าใจคำว่าอิสรภาพอย่างแท้จริง

ดังนั้น แผนการของพระเจ้าที่จะมาปลดปล่อยชนชาติอิสราเอล และปลดปล่อยมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ คืออิสรภาพในทางวิญญาณ อิสรภาพจริงๆ ที่เราจะไม่ต้องกลัว ที่ต้องชดใช้บาปอีกต่อไป  เมื่อมนุษย์ล้มลงในความบาป ถูกตัดขาดจากพระเจ้า ก็คือแยกทางเลย ไม่สามารถเดินกับพระเจ้า ก่อนหน้านั้น เดินคุยกัน จับมือกัน แต่เริ่มจากมนุษย์ล้มลงในความบาป เดินเป็นเส้นขนานกับพระเจ้า  ไม่มีโอกาสที่จะบรรจบกันเลย  แล้วไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้ด้วย เพราะว่ามนุษย์มีเชื้อบาป  ไม่บริสุทธิ์พอตามกำหนดของพระเจ้า กำหนดของพระเจ้า คือดีครบถ้วน 100% เต็ม ไม่มีใครทำได้  แล้วมนุษย์ก็พยายามแสวงหา เพราะว่าวิญญาณของมนุษย์มาจากพระเจ้า

พระเจ้าได้ระบายลมปราณเข้าไปในดินก้อนที่พระเจ้าปั้น แล้วเกิดมาเป็นมนุษย์ มีวิญญาณเดียวกันกับพระเจ้า ฉะนั้น วิญญาณของมนุษย์หลังจากล้มลงในความบาป ถูกตัดขาดจากพระเจ้า แต่ความหิวกระหาย ในการอยากจะแสวงหาพระเจ้า มันมีอยู่ แต่ว่าหาเท่าไร ก็หาพระเจ้าไม่เจอ เพราะว่าความบาปกับความบริสุทธิ์อยู่ด้วยกันไม่ได้ พอหาไม่เจอ มนุษย์ก็พยายามหาอะไรมาทดแทน หรือชดเชย  มนุษย์ก็เริ่มสร้างพระ สร้างศาสนา สร้างอะไร เพื่อคิดว่าจะเป็นพระผู้นั้นแหละ ที่เขาเคยอยู่ด้วยกัน แต่ก็หาพระเจ้าไม่เจอ เพราะว่ามนุษย์ไม่สามารถหาพระเจ้าเจอด้วยกำลังของตัวเอง  ต้องพึ่งพระเจ้าเท่านั้น

ดังนั้น พระเยซูคริสต์มารับภารกิจนี้ เพื่อมนุษยชาติทั้งหมด เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าได้สัญญากับมนุษย์คู่แรก  แล้วพระเจ้าก็รักษาพันธสัญญาของพระองค์มาตลอด แล้วทำให้เกิดเป็นจริงตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ แล้วสิ่งที่พระเจ้าสัญญา ก็สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาบังเกิด

ดังนั้น ณ เวลานี้ นางมารีย์ก็ตั้งครรภ์แล้ว  แล้วนางเอลีซาเบธก็ชื่นชมยินดีมาก คือรอคอยมานานมากเลย พระมาซีฮา บัดนี้ได้มาแล้ว กำลังจะมาเกิดบนโลกใบนี้แล้ว

เรามาดูต่อในลูกา 1:57-61 “57 ครั้นเวลาซึ่งนางเอลีซาเบธจะคลอดบุตรครบถ้วนแล้ว นางก็คลอดบุตรเป็นชาย 58 เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่าพระเจ้าได้ทรงสำแดงพระมหากรุณาแก่นาง เขาทั้งหลายก็พากันเปรมปรีดิ์ด้วย 59 ครั้นถึงวันที่แปดแล้ว เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นเข้าสุหนัต และเขาจะให้ชื่อทารกว่าเศคาริยาห์ตามชื่อบิดา 60 ฝ่ายมารดาจึงตอบว่า “ไม่ใช่ แต่ต้องให้ชื่อว่ายอห์น” 61 เขาพากันตอบว่า “ไม่มีผู้ใดในพวกญาติของท่านที่มีชื่ออย่างนั้น”

 

ณ เวลานี้ พระเยซูยังไม่ได้ทำให้ภารกิจของพระองค์สำเร็จ คนยิวในยุคนั้น ก็ยังต้องใช้กฎเดิมอยู่

กฎเดิมที่พระเจ้าตั้งไว้ครั้งแรก ที่พระเจ้าให้ทำพิธีเข้าสุหนัต ก็คือเป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์เป็นครั้งแรกด้วยเลือด พระเจ้าสั่งให้อับราฮัมทำพิธีเข้าสุหนัต คือขลิบหนังปลายองคชาติของผู้ชาย ฉะนั้น พระเจ้าให้อับราฮัมทำเป็นคนแรก และตอนที่อับราฮัมทำพิธีนี้ อับราฮัมอายุ 99 ปี ที่พระเจ้ามาบอกอับราฮัมว่าในวันนี้ ปีหน้า นางซารายจะคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และให้ตั้งชื่อว่าอิสอัค นี่คือสิ่งที่พระเจ้าบอกไว้

แล้วพระเจ้าก็บอกกับอับราฮัมว่าให้ตั้งเป็นกฎเกณฑ์ เป็นพันธสัญญาเลือด คือต้องมีโลหิตหลั่งออก เพื่อที่จะเป็นพันธสัญญาของมนุษย์กับพระเจ้า ให้เด็กชายทุกคนของชนชาติอิสราเอล พออายุถึง 8 วัน ก็ต้องพาเข้าไปในพระวิหาร แล้วก็ทำพิธีนี้ เหมือนถวายให้พระเจ้า เหมือนปัจจุบันเราเรียกพิธีถวายบุตร ก็ไม่ใช่ 8 วันหรอก เด็กที่เอามาถวายบุตร เราก็รอให้เขาแข็งแรงหน่อย อาจจะ 2 เดือน 3 เดือน 4 เดือน คุณพ่อคุณแม่ก็พามามอบถวายให้กับพระเจ้า แต่สมัยนั้น 8 วัน ต้องพาไปที่พระวิหาร  แล้วก็ไปทำพิธีเข้าสุหนัต

พอทำพิธีนี้เสร็จ ก็เข้าสู่ขบวนการที่ต้องตั้งชื่อของเด็กคนนี้ ญาติๆ ก็บอกว่าให้ตั้งชื่อว่าเศคาริยาห์แล้วกัน จะได้เป็นเหมือนพ่อ สมัยก่อนเขาก็ตั้งชื่อตามพ่อ อะไรประมาณนั้น  เชื่อมั่นว่าตอนที่เศคาริยาห์ออกมาจากอภิสุทธิสถาน ที่พูดไม่ได้ กลับไป เขาคงคุยกับนางเอลีซาเบธด้วยการเขียนว่า …

“เขาได้เห็นหมายสำคัญ ได้เห็นทูตสวรรค์มาบอกฉันอย่างนี้ แล้วเด็กคนนี้ ถ้าคลอดออกมา ต้องตั้งชื่อเขาว่ายอห์นนะ”

ฉะนั้น พอญาติๆ มาถามว่า … “เอาอย่างนี้ดีไหม? ตั้งชื่อว่าเศคาริยาห์”

นางเอลีซาเบธบอกว่า … “ไม่ได้ๆ ต้องตั้งชื่อว่ายอห์น”

ซึ่งญาติๆ ก็งงเหมือนกันว่าในตระกูลเรา ไม่เห็นใครตั้งชื่อแบบนี้ อาจจะฉีกแนวไปจากตระกูลของเขา ที่จะตั้งชื่อ ฉะนั้น ทุกคนก็บอกไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วในข้อที่ 62-64 จึงว่า …

ลูกา 1:62-64 “62 แล้วเขาจึงใช้ใบ้กับบิดาถามว่าท่านอยากจะให้บุตรนั้นชื่ออะไร 63 บิดาจึงขอกระดานชนวนมา เขียนว่า “ชื่อของบุตรคือ ยอห์น” คนทั้งหลายก็ประหลาดใจนัก 64 ในทันใดนั้น ปากและลิ้นของท่านก็คืนดีอีก แล้วท่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้า”

 

ก็คือเหตุการณ์ที่พระเจ้าได้พูดกับเศคาริยาห์ว่านางเอลีซาเบธจะตั้งครรภ์ และเมื่อคลอดบุตร บุตรคนนี้ชื่อว่ายอห์น  และบุตรคนนี้จะเป็นผู้นำทาง คือเดินนำหน้า ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาประกอบภารกิจ แล้วเศคาริยาห์ หลังจากที่พูดไม่ได้ เชื่อมั่นว่าข้างในใจรู้แล้วว่าสิ่งที่เขาพบเจอเป็นเรื่องจริง ทูตสวรรค์พูดจริงแน่นอน หลังจากที่นางเอลีซาเบธตั้งครรภ์ เขาก็ตั้งเป้าว่าลูกคนนี้ต้องชื่อยอห์น เป็นอื่นไม่ได้

พอเขาแสดงเจตจำนงว่าลูกคนนี้ต้องชื่อยอห์น ปุ๊บ ปากเขาพูดได้เลย เมื่อเศคาริยาห์พูดได้ปุ๊บ ก็สรรเสริญพระเจ้า ขอบคุณสำหรับแผนการล้ำเลิศที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานให้กับครอบครัวของเขา

ลูกา 1:65-66 “65 เพื่อนบ้านของท่าน ก็บังเกิดความกลัว และเหตุการณ์ทั้งปวงนั้น ก็เลื่องลือไปทั่วแถบภูเขาแคว้นยูเดีย 66 บรรดาคนที่ได้ยินก็จดจำไว้ในใจ และว่า “แล้วทารกนั้นจะเป็นอะไรข้างหน้า ด้วยว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับเขา”

 

เพราะว่าพระเจ้าเตรียมยอห์นไว้เรียบร้อยแล้ว ที่จะทำดภารกิจที่ยิ่งใหญ่ให้กับพระเจ้า แล้วยอห์นคนนี้อายุไม่ยาวนะ อายุสั้น  ก็คือมากรุยทางก่อนพระเยซูคริสต์ออกมาสำแดงตัวเอง ปกติคนยิวทุกปี ก็จะพาตัวเอง และลูกหลานไปที่พระวิหาร เพื่อถวายเครื่องบูชา  แล้วพระเยซูก็ถูกพาไปทุกปีๆ  จนพระเยซูอายุ 12 ก็พาไปเหมือนเดิม พอเสร็จภารกิจทุกคนก็เดินทางกลับบ้าน เดินไปประมาณหนึ่ง พระเยซูหายไปไหน? ทุกคนก็เลยชักแถวเดินกลับไปที่เดิม ปรากฏว่าเห็นพระเยซูนั่งถกถ้อยคำกับพวกปุโรหิต พวกธรรมาจารย์  แล้วจากนั้นพระเยซูก็ติดตามนางมารีย์และโยเซฟกลับไปบ้าน

โยเซฟเป็นช่างไม้ ในพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกอะไรมากมาย เชื่อมั่นว่าพระเยซูคงใช้ชีวิตปกติ ช่วยพ่อทำงาน ไสไม้ ต่อโต๊ะ อะไรก็แล้วแต่ จนอายุ 30 พระเยซูก็เริ่มต้นภารกิจของพระองค์ พระเยซูก็ออกมา ประกาศ …

“แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว  จงกลับใจเสียใหม่”

แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว ก็คือใกล้ถึงเวลาที่พระเจ้าจะสำเร็จภารกิจของพระองค์ คือสิ่งที่พระเยซูประกาศตอนอายุ 30 ก็คืออีก 3 ปีกว่าๆ เท่านั้น มนุษยชาติจะได้รับความรอด ผ่านทางสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเพื่อเขาบนไม้กางเขน มนุษยชาติจะไม่ต้องใช้บาปของตัวเองอีกต่อไป มนุษยชาติจะไม่ต้องไปถวายเครื่องบูชาของตัวเองปีต่อปีอีกต่อไป และมนุษยชาติก็สามารถที่จะคืนดีกับพระเจ้าด้วย นี่คือภารกิจที่พระเจ้า พระเยซูคริสต์มาทำ เพื่อพวกเราทุกๆ คน

ใครก็ตามที่เชื่อในสิ่งนี้ ก็ได้รับทั้งหมดที่พระเยซูคริสต์ได้บอกไว้ เราสามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ เราไม่เหมือนคนสมัยเดิม ที่คนยิวต้องพึ่งปุโรหิต สารภาพบาป ก็ต้องไปคิดๆ บาปของตัวเอง ทำไว้เท่าไร? เยอะแค่ไหน? แล้วก็ไปสารภาพกับปุโรหิต แล้วปุโรหิตก็ต้องจำๆ ด้วยนะ  แล้วก็เอาไปสารภาพกับพระเจ้า  งงเหมือนกันว่าเขาทำกันได้อย่างไร?  คนยุคนั้น เขาทำอย่างนั้นจริงๆ  แต่ว่าพอถึงยุคนี้ การสารภาพบาปของพวกเราทุกคน มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่เราต้องกลับใจใหม่ สารภาพบาปกับพระเจ้าว่าเราเป็นคนบาป เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  เราต้องการการช่วยเหลือจากพระเจ้า เราขอรับเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราที่ไม้กางเขนเข้ามาเป็นของเรา  ยอมรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า นั่นคือการสารภาพบาปครั้งแรก ครั้งเดียว จบ คริสเตียนทำแค่นั้น

มาคุยเรื่องนี้ มีพี่น้องหลายๆ คนก็สงสัยตรงนี้ …

“อ้าว! ในพระคัมภีร์บอกว่าถ้าเราทำบาป ให้เรามาสารภาพกับพระเจ้า พระเจ้าจะได้ยกโทษบาปให้กับเรา”

แล้วในตอนนี้ในถ้อยคำ เรารับรู้ว่าสารภาพแค่ครั้งเดียวพอ ก็คือกลับใจใหม่แค่ครั้งเดียว สารภาพบาปทั้งหมด พระเยซูบอกว่า …

“บาปของเจ้าถูกยกแล้ว เราไม่เอาผิดเจ้า”

หมายความว่าพระเยซูชดใช้บาปให้กับพวกเราเรียบร้อยแล้ว แปลว่าพวกเราที่เป็น คริสเตียน เป็นผู้เชื่อ ณ เวลานี้  เราไม่มีบาปเลย เราเป็นผู้ชอบธรรมจริงหรือไม่?  จริงตามถ้อยคำพระเจ้า ตอนนี้เราเป็นผู้ชอบธรรม พระเจ้าบอกเราอย่างนั้น ถ้อยคำบอกเราอย่างนั้น เราไม่มีบาปเลยในโลกวิญญาณ เราไม่มีความจำเป็นที่ต้องสารภาพบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป นี่คือความจริง

ในพระธรรมฮีบรูบอกว่าพระเยซูคริสต์ทำให้เราครั้งเดียวพอ ก็คือสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนครั้งเดียว เป็นขึ้นมาจากความตาย จบ  ก็คืองานทุกอย่างที่พระเจ้าทำให้กับเรา มันจบเรียบร้อย สมบูรณ์ ครบถ้วน เรารับมา ก็คือสมบูรณ์ครบถ้วน เราไม่ใช่คนบาปอีกต่อไป ณ เวลานี้ ธรรมชาติของเรา คือผู้ชอบธรรม ในวิญญาณนะ

แต่ว่าในขณะที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ เรายังมีร่างกายนี้ ที่เป็นเนื้อหนังอยู่ เราอาจจะถูกล่อลวงด้วยตัวเราเอง หรือด้วยผีมารซาตาน หรือด้วยอะไรก็ตามที่ทำให้เราหลงไปทำบาปบ้าง ไม่ทำบ้าง ทำดีบ้าง อะไรก็แล้วแต่ แล้วในพระคัมภีร์บอกว่ามันจะมีผล ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หลังจากที่เรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว วิญญาณเราสะอาดหมดจด ชอบธรรม ไม่มีบาปอีกต่อไป ต่อให้เราตายตอนไหน? เราก็เป็นผู้ชอบธรรม ได้ไปนั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า คือที่เดิม  ที่ปัจจุบันเราเป็นอยู่

ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้เราทำบาป ตกลงเราจะตกนรกไหม? ไม่มีนะ เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้นว่าทันทีที่เราเชื่อ พระเจ้าได้เอาวิญญาณของเราบัพติสมาเข้าไป เป็นเนื้อเดียวกันกับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ รวมทั้งวิญญาณของเรา 4 วิญญาณหลอมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ฉะนั้น จะไม่มีบาปอีกต่อไปในวิญญาณของเรา

แต่ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องบนโลกใบนี้ เราก็จะรับผล ไม่ได้หมายความว่าพอเราไม่มีบาปในวิญญาณแล้ว เราทำอะไรก็ได้  เราทำบาป ก็ได้ เราไปโกงเขาก็ได้ พระเจ้าจะไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่จริงนะ ก็คือเรายังต้องรับผลในโลกใบนี้อยู่ แต่แค่ผลในโลกใบนี้เท่านั้น ถ้าเราฆ่าคนตาย ก็ถูกจับติดคุก ถ้าเป็นโทษหนักๆ ก็ถูกนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ประหารชีวิต ร่างกายตายเท่านั้น แต่วิญญาณท่านยังรอด แยกให้ชัดเจนนะ

ถ้าพี่น้องแยกได้ชัดเจน เชื่อว่าพอเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ไม่มีใครหรอกไปทำแบบนั้น ต่อให้หลุดไป แบบไม่ไหว ไปเชื่อสิ่งที่อยู่รอบข้าง ชักจูงเราไป ให้ทำผิด เราคงไม่ทำผิดหนักถึงขนาดที่ว่าไปฆ่าใครตาย

ตอนที่เชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ก็ถูกสอนมาว่าเราต้องสารภาพบาปทุกวัน แล้วเราก็ทุกข์ คือจำไม่ได้ พี่น้องเคยจำสิ่งที่เราทำเองไม่หมดไหม? จำไม่ได้ พอตกเย็น เราไปทำอะไรมา แล้วเราจะรอดไหมเนี้ย  ถ้าเราสารภาพไม่หมด  นั่นคือความทุกข์ใจ ที่เรารู้ความจริงไม่หมด  พอเรารู้ความจริงครึ่งๆ กลางๆ ไม่หมดตามที่ถ้อยคำพระเจ้าบอกไว้  เราก็ไม่สามารถดำเนินชีวิตแบบมั่นคงเดินกับพระเจ้าได้  เราก็กลัว ในพระคัมภีร์บอก ในความรักไม่มีความกลัว ความกลัวเข้ากับการลงโทษ ดังนั้น เราควรจะต้องไม่มีความกลัวอีกต่อไป  เพราะว่าเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูกระทำ วิญญาณเราอย่างไรก็รอด  แต่ไม่ได้หมายความว่าพอเราไม่กลัว เราจะไปทำตัวเหลวไหล ไปทำบาป มันก็คงไม่ใช่  เราก็คงพยายามสุดกำลังแหละ ล้มลง ก็ลุกขึ้น รู้ว่าตรงนี้พลาดแล้ว …

“พระเจ้าลูกขอโทษนะ  ลูกเสียใจ”

ไม่ต้องไปสารภาพบาปแล้ว … “คือเสียใจที่ทำไป ให้กำลังลูกด้วย ที่ลูกจะไม่ทำอีก”

แต่ต่อให้เราอธิษฐานแบบนี้ เราก็ยังทำอีกแหละ ในเรื่องเดิม เหมือนเรามีแผล เวลาไปเดินชนอะไร ไม่ได้ชนที่อื่นหรอก ชนแผลตัวเองประจำ แล้วก็เจ็บซ้ำเจ็บซาก

เหมือนกัน หลายครั้งเราทำผิดในเรื่องเดิมๆ แต่ว่าพระเจ้าจะให้กำลังเรา ที่เราจะทำน้อยลง  ถ้าเรายิ่งเข้าใจในถ้อยคำของพระเจ้ามากเท่าไร?  เห็นถึงความรักที่พระเยซูคริสต์มีกับเรามากเท่าไร? เราก็จะระวังชีวิตของเรา เราก็จะไม่ทำสิ่งที่พระเจ้าไม่ชอบ และทำให้พระเจ้าเสียใจ  เหมือนเรารักพ่อแม่ ถ้าเรารักพ่อแม่ได้มากเท่าไร เราก็จะไม่ทำสิ่งที่พ่อแม่ไม่ชอบ แล้วก็เสียใจ ไม่ใช่ว่าพอเราทำบาปปุ๊บ พ่อแม่ตัดเราออกจากการเป็นลูก ตัดเราออกจากกองมรดก มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเป็นพ่อแม่แล้ว ก็เป็นไปตลอดชีวิต เหมือนเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราก็เป็นลูกของพระองค์ไปตลอดชีวิต ไม่มีรายการว่าวันนี้เราทำบาป พระเจ้าบอกว่าตัดหางปล่อยวัด ไม่มี

พอเราซาบซึ้ง ซึมซับ เห็นความรักของพระเจ้ามากเท่าไร? จะเป็นกำลังใจให้กับพวกเรา ที่พวกเราจะสามารถเอาชนะการล่อลวง ทุกรูปแบบได้ อาจจะนานๆ แพ้บ้าง? อะไรบ้าง? ก็ไม่เป็นไร  แต่ไม่ว่าเราจะล้ม แพ้ หรือหลงทำบาป  อย่าให้มารหลอกเราว่า …

“นี่ไง ทำบาปแล้ว เธอไม่รอดแน่ๆ  เธอตายแน่ๆ”

ไม่จริงนะ เชื่อแล้วเชื่อเลย เป็นลูกแล้วเป็นลูกเลย วิญญาณเราถูกเปลี่ยนเรียบร้อยไปแล้ว ก็เป็นอย่างนั้นเลย ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงกลับไปที่เดิมได้อีก

นี่คือสิ่งที่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกไว้ เราขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์เปิดตาใจให้เราเห็นชัดๆ เมื่อก่อนเห็นไม่ชัด กลัว วันนี้ทำอีกแล้ว จะรอดไหม  ต่อให้เป็นผู้รับใช้ ก็รู้สึกนะ  ตกลงเราจะรอดไหม อะไรแบบนี้

แต่ว่าตอนนี้ พอรู้ความจริง  ความจริงก็ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ เป็นไท เราก็ไม่ต้องไปกลัวแล้วว่าตกลงเราจะรอดหรือไม่รอด แค่ว่าถ้าเธอทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เธอก็เจ็บ  เจ็บบนโลกใบนี้ อย่างไรเธอก็ต้องรับผล อะไรอย่างนี้

เราก็ขอบคุณพระเจ้า สำหรับอาจารย์นครที่สอนเราในเรื่องของตัวตนจริงๆ ของเรา สมัยก่อน มีพระคัมภีร์เล่มแรกที่หายไป นั่งแท็กซี่แล้วก็ลืมไว้ในรถ เสียดายมาก จดอะไรเยอะแยะมากมาย แต่ดีแล้วล่ะ  เพราะที่จดๆ มันไม่ใช่  เคยวาดรูปการ์ตูนด้วย เคยสอนด้วย คือสอนว่าตื่นเช้าขึ้นมา เราก็จะสู้กับตัวเอง คือตัวเก่าของเรา กับตัวใหม่ด้วย แล้วสู้กัน แล้วดูสิว่าตัวไหนจะชนะ ถ้าตัวเก่าชนะ เราก็ไปทำบาป ถ้าตัวใหม่ชนะ เราก็ไม่ทำบาป ซึ่งมันไม่ใช่นะ ความจริงที่พระเจ้าเปิดให้เห็น ก็คือเราไม่ต้องสู้กับตัวเอง  เราไม่ได้เป็นศัตรูกับตัวเอง  เราเป็นมิตรกับตัวเอง เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เราไม่ต้องต่อสู้อะไร สิ่งที่เราต้องสู้ คือผีมารซาตานที่มันมาล่อเรา นั่นแหละ ศัตรูตัวจริงๆ ของเราที่แอบแฝงอยู่ เราสู้กับศัตรูตัวนี้แหละ ตัวเอง เราไม่ต้องสู้แล้ว  เพราะตัวเก่า ตัวบาปของเรา ได้ตายไปแล้ว ถูกฝังไปกับพระเยซูคริสต์ ในวันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราเรียบร้อยไปแล้ว ตายแล้ว วิญญาณบาปตายแล้ว ณ เวลานี้ วิญญาณเราเป็นวิญญาณใหม่ ชอบธรรม สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ เหมือนพระเจ้า เหมือนพระเยซูคริสต์ไม่มีผิดเลย

นี่คือความจริง ความจริงที่เราต้องรับรู้ พระเยซูถึงบอกว่า …

“ถ้าท่านรู้ความจริง ความจริงจะปลดปล่อยท่านให้เป็นไท ให้เป็นอิสรภาพ”

โดยที่เราไม่ต้องหวาดกลัวอะไร แล้วเรารู้ว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา พระองค์จะคอยช่วยเหลือเรา คอยเป็นกำลังใจให้กับเรา คอยหนุนจิตชูใจเรา คอยพยุงเรา แล้วพระเจ้าทรงสัญญาว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา พระองค์จะจับมือเราเดิน ไม่ว่าจะยากขนาดไหน? พระเจ้าจะพาเราเดินผ่านไป ด้วยพระคุณ ด้วยความรัก ซึ่งมาจากพระเจ้า พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

***************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2021 เรื่อง “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า” ตอน 3 “ความรักของพระเจ้า เป็นแรงบันดาลใจ ให้เรากระทำดีตามน้ำพระทัย” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  กุมภาพันธ์  2021

 เรื่อง “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า”

ตอน 3 “ความรักของพระเจ้า เป็นแรงบันดาลใจ ให้เรากระทำดีตามน้ำพระทัย”

โดย   นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง วันนี้เราก็มาสู่ตอนจบ ในการบรรยายเรื่องเกี่ยวกับความรัก หัวข้อก็คือ “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า” ผ่านไปแล้ว 2 ตอน

ตอนที่ 1 คือ “จงมองให้เห็น ซึมซับ และรับเอา”

ตอนที่ 2 คือ “พระคุณความรักของพระเจ้า เป็นพลังให้เราทำดี ตามความปรารถนาในใจ”

วันนี้จะเป็นตอนที่ 3 มีชื่อตอนว่า “ความรักของพระเจ้า เป็นแรงบันดาลใจ ให้เรากระทำดี  ตามน้ำพระทัย”

การได้เห็น ซึมซับ และรับเอาพลังอำนาจความรักยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ้นสุดของพระเจ้า  ที่มีต่อเราทั้งหลายนั้น จะเป็นแรงผลักดัน สร้างกำลังใจ สร้างแรงจูงใจ ให้กับเรา ขับเคลื่อนเรา ควบคุมเราในการกระทำดี ชนิดที่ดีจริงๆ ในแบบพระเจ้า  ก็คือดีตามน้ำพระทัยพระเจ้า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราจบลงที่ 2 โครินธ์ 5:14-15 ….

2 โครินธ์ 5:14-15  “14 เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่  เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่าถ้าผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง เหตุฉะนั้น คนทั้งปวงจึงตายแล้ว 15 และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์ เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่  จะมิได้เป็นอยู่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมา เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย”

 

ข้อความที่สำคัญที่สุดของข้อนี้ ก็คือ “ก็เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่” ความหมาย ก็คือได้ครอบครอง ควบคุม ขับเคลื่อนชีวิตของเราอยู่  เพราะว่าพระเยซูตาย เพื่อเรา ตัวเก่าเราตายไปแล้ว  นี่เราเกิดใหม่แล้ว  เป็นวิญญาณที่มาจากพระเจ้า พระคริสต์ให้วิญญาณกับเรา เกิดใหม่ เกิดเป็นวิญญาณของความรัก

ความรักของพระเจ้าเป็นแรงผลักดันในใจ ให้เราประพฤติดีตามน้ำพระทัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะทำตามน้ำพระทัย ก็คือทำตามพลังอำนาจของความรักแบบของพระองค์ ที่อยู่ในใจของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเปิดใจ และปล่อยให้พลังความรักของพระเจ้าเข้ามา ทำตามที่ 2 โครินธ์บอกไว้ มาควบคุมครอบครอง เข้ามาครอบงำ เป็นแรงบรรดาใจ เพื่อจะผลักดัน ชักชวน หว่านล้อม ชักจูง ดลใจ และแนะนำ มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความคิดต่อทางเลือกในการตัดสินใจ และมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งทุกอย่าง  ที่เราเป็น  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำ กำลังดำเนินตลอดเวลา และตลอดไป มันหมายถึงอย่างนั้น เปิดใจ รับเอา พลังอำนาจเข้ามา และถ้าเราไม่รู้จัก ไม่ถ่อมใจลง ไม่ยอมรับความรักชนิดนี้ ก็คือไม่เห็นถึงพลังอำนาจ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า  ที่มีต่อเราแต่ละคน มนุษย์บนโลกใบนี้ว่ามันมากมาย ใหญ่โตขนาดไหน? ถ้าเราไม่เห็นพลังความรัก เราก็ไม่สามารถที่จะให้ความรัก พลังอำนาจนี้ ผลักดัน ควบคุม มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ต่อการดำเนินชีวิตของเราได้เลย บนโลกใบนี้ เห็นไหมครับว่าสำคัญมาก

เพราะฉะนั้น มี “ต้อง” อันเดียว ก็คือต้องเรียนรู้ความรัก เพื่อให้ตาวิญญาณได้เห็น ตาเนื้อมองไม่เห็นหรอก ความรักเป็นอย่างไร? พระคัมภีร์บอกว่าความรักสำแดงออก ที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่ไม้กางเขน มองไป ก็ไม่เห็นหรอก แต่ต้องใช้ตาฝ่ายวิญญาณ  ที่ถูกมองทะลุ เราจึงต้องเรียนรู้ ให้ตาฝ่ายวิญญาณเปิดออก ให้เห็น ซึมซับ และรับเอาพลังอำนาจในความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ซึมซับ รับเอา ยิ่งรับมากเท่าไร? ก็เท่ากับว่าเราได้ชาร์จพลังงานความรักของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้นเท่านั้น เราก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ และดำเนินชีวิตอยู่ด้วยพลังขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจ ด้วยพลังความรัก แบบอากาเป้ของพระเจ้านี้ได้ ในชีวิตของเรานั่นเอง

ไม่ใช่จากพลังความรักของตัวเอง ที่คิดเอง สร้างขึ้นเอง ตามใจตัวเอง คิดว่าถูก คิดว่าอย่างนี้รัก ซึ่งมันมีเงื่อนไข ถ้าเราพึ่งตนเองมีขีดจำกัด ความรักของเรามีไม่พอหรอก เราต้องพึ่งพลังอำนาจของความรักของพระเจ้าเท่านั้น เหมือนถีบจักรยาน ผมมีจักรยานอยู่ 2 คันที่บ้าน  คันหนึ่งเป็นแบบโบราณหน่อย คือเวลาถีบจักรยานตอนกลางคืน ต้องเปิดไฟ ไม่ได้เปิดสวิตช์ ผลักดันเกียร์ปุ๊บ มันเปิดไฟ ซึ่งเราถีบไป มันจะปั่นไฟให้เรา พอเราปั่นเร็วเท่าไร? ไฟก็จะสว่างขึ้นเท่านั้น ไฟจักรยานโบราณ มันปั่นไฟจากการถีบของเรา

แต่มีอีกคันหนึ่งสมัยใหม่หน่อย พอขึ้นไปนั่ง เราก็เปิดสวิตช์ไฟ  พลังงานดวงไฟมันสว่างจ้าเลย ถ้าเราใช้กำลังของเราเอง ถีบจักรยานรุ่นเก่า ถีบๆ ไป ในที่สุดมันหมดแรง พอหมดแรงมันค่อยๆ อ่อนลงๆ ในที่สุดถีบไม่ไหว มันก็ดับ แต่จักรยานสมัยใหม่ มันมีแบตเตอร์รี่เสร็จเรียบร้อยในนั้น เปิดสวิตช์เท่านั้นเอง เปิดแล้วซึมซับ และรับเอาพลังงานในนั้น เปิดปุ๊บ ยังไม่ได้ถีบเลย ขี่ไปไหนก็ได้ มันสว่างแล้ว ฉันใด ก็ฉันนั้น นี่คือการยกตัวอย่าง ที่เห็นชัดเจน

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือพระเยซูบอกเราเป็นแสงสว่างใช่ไหม? เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องพยายามไปปั่นไฟเอง เพราะพระองค์บอกว่าเราเป็นแสงสว่าง มันก็จะเหมือนถีบจักรยานเมื่อสักครู่นี้

สมมติว่าบ้านเราใช้ไฟฟ้า แล้วเราปั่นไฟด้วยตัวเอง ใช้น้ำมัน ไปซื้อน้ำมันมาใส่ พอน้ำมันหมด ก็ไฟดับ เพราะมันไม่ปั่นไฟแล้ว มันปั่นได้ เพราะเราวิ่งออกไปซื้อน้ำมัน

แต่ในสมัยปัจจุบัน  มันไม่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว มันมีไฟฟ้าหลวง จากองค์การไฟฟ้าส่งเข้ามา ถ้าเราอยากให้มันสว่าง เราเพียงแค่ไปเปิดสวิตช์  รับเอาพลังงานจากองค์การไฟฟ้าวิ่งมา บ้านสว่างทันที ไม่ต้องวิ่งออกไปให้เหนื่อย ไปซื้อน้ำมันมาใส่ มันสว่างตลอด นี่แหละชัดเจนดีไหม?

เพราะฉะนั้น เราแก้ไขอย่างไร? เปิดสวิตช์และปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้า จากองค์การไฟฟ้า รับพลังงานใหญ่เข้ามา ในบ้านของเราให้มันสว่าง ใช้ให้เป็นประโยชน์ในพลังงานนั้น อย่างนี้เป็นต้น

ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง อันนี้ก็ชัดเจนดี เหมือนเราเอาสำลี … สำลีเปรียบเหมือนความคิดจิตใจของเรา  … เหมือนเราเอาสำลีจุ่มลงไป ซึมซับน้ำหอมในขวด พอเอาสำลีออกมา ไม่ต้องทำอะไรเลย กลิ่นมันหอม ไปที่ไหน? มันก็หอมที่นั่น

สำลี ก็คือความคิดจิตใจเรา จุ่มลงไป ก็คือเอาความคิดจิตใจของเรา จดจ่อลงไปที่ขวดน้ำหอม คือพลังอำนาจของความรักของการบังเกิดใหม่ของเรา ในพระเยซูคริสต์  ความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา ที่ให้เราบังเกิดใหม่นั้น จุ่มลงไป มันก็ชุ่มด้วยความหอมของพระคริสต์  เคยได้ยินไหม? กลิ่นหอมของข่าวประเสริฐ กลิ่นหอมของพระคริสต์ มันก็อบอวลความรักของพระคริสต์ แบบไม่มีเงื่อนไข ในชีวิตเรา ไปที่ไหนมันก็มีกลิ่นออกไป ไม่ต้องไปพยายามสร้างกลิ่น กลิ่นมันออกมาเอง เพราะว่าเราจดจ่อความคิดของเรา ซึมซับ รับเอากลิ่นหอมของข่าวประเสริฐของความรักของพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิตของเรา มันก็จะถูกปลดปล่อยออกไป โดยธรรมชาติ

เพราะฉะนั้น เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต บางคนชอบคิดว่าเรากำลังถวายชีวิตของตัวเองให้กับพระเจ้า มอบถวาย บางทีร้องกันไปตลอดชีวิตเลยว่ามอบถวายชีวิตของเราแด่พระเจ้า แต่ตามพระคัมภีร์แล้ว เราไม่ได้ถวายชีวิต แด่พระองค์ แต่พระองค์ต่างหากที่ให้ชีวิตกับเรา เรามอบชีวิตให้กับพระองค์ครั้งเดียว คือแบกกางเขนของเรา ตามพระองค์ไป ตายที่ไม้กางเขน เพื่อว่าเราจะได้รับชีวิตใหม่จากพระองค์มอบชีวิตให้เรา พระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน เพื่อเรา เราไม่ได้ตายที่ไม้กางเขน เพื่อพระองค์นะ เราตายที่ไม้กางเขน เพื่อจะได้รับชีวิตของพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ถวายอะไรให้พระองค์เลย แต่พระองค์ต่างหากที่มอบชีวิตพระองค์ให้เรา แบ่งปันชีวิตของพระองค์ให้กับเรา เรียกว่าชีวิตนิรันดร์ ถ้าเรารู้ความจริงตรงนี้ ทัศนคติหลายๆ อย่างจะเปลี่ยนไป เพราะเราไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกอย่างเป็นพระคุณเท่านั้นเอง

ชีวิตเราหลังจากเชื่อข่าวดี เปิดใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว คือเรารับเอาชีวิตของพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา ก็คือเข้ามาเริ่มต้นชีวิตของเรา พูดง่ายๆ เราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพระเยซูคริสต์นั่นเอง เราจึงคิดเหมือนพระองค์ เราจึงเป็นความรักเหมือนพระองค์ รักเหมือนพระองค์เลย ดำเนินชีวิตอยู่ เพื่อพระองค์ โดยพระองค์ เป็นของพระองค์เท่านั้น เป็นธรรมชาติ บังเกิดใหม่เป็นอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นความรักเหมือนพระองค์

การได้รับรู้ ได้เห็น ซึมซับและรับเอาความจริงเหล่านี้เข้ามาในความคิดจิตใจของเรา คือการชาร์จแบตเตอร์รี่ คือการชาร์จพลังงานอันยิ่งใหญ่มหาศาลของพระเจ้า ที่เรียกว่าอากาเป้ เข้ามาในความคิดจิตใจ แล้วเราก็ปลดปล่อยพลังอำนาจนี้ ที่พระองค์ทรงใส่เข้ามาในวิญญาณของเรา ในพระเยซูคริสต์นี้ ให้ควบคุมพฤติกรรม ตา หู จมูก ลิ้น กายของเรา ให้ดำเนินชีวิต ตามทางของพระองค์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และตลอดไปเลย

คราวนี้เราจะมาเรียนรู้ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรากำลังทำ ที่เราคิดว่าเราทำดีแล้ว ที่สายตามนุษย์มองดูข้างนอก อาจจะมองดูว่าดี  เพราะหลายอย่าง ไม่ดี ก็เห็นอยู่แล้วว่าไม่ดี แต่บางอย่างมันดูเหมือนดี เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทำดีจากพลัง การกระทำของตนเอง ที่สร้างขึ้น เหมือนปั่นจักรยานด้วยตนเอง หรือเรากำลังทำจากความรักของพระเจ้า พลังอำนาจของพระเจ้า

เราจะรู้ได้อย่างไร? โดยการสังเกตว่าที่เรากำลังทำดีอยู่นั้น ที่เราคิดว่าดีอยู่นั้น เราทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเราเองหรือเปล่า? หรือเพื่อพระคริสต์ เพื่อพระเจ้ากันแน่ ค่อยๆ คิดตามนะ ช้าๆ เราลองคิดดู เอ๊ะ! เราทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองไหม? ถ้าไม่ชัด เดี๋ยวตามต่อมา

แต่ก่อนนี้ ก่อนที่เราจะเชื่อในพระเจ้า ก่อนที่เราจะบังเกิดใหม่ เราทำดี เหมือนทำบุญ ทำทาน หวังจะได้ผลบุญ จากการกระทำดีนั้น ใช่หรือไม่?  แล้วเมื่อมาเป็นคริสเตียนแล้ว มาเกิดใหม่แล้ว เรายังหวังผลจากการกระทำที่เราคิดว่าดีอีกหรือเปล่า? คิดให้ดีๆ

หรือเราทำดีจากแรงบันดาลใจของวิญญาณของเรา ที่ได้บังเกิดใหม่ ที่เหมือนพระเยซู เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู เป็นความรักเหมือนพระเยซู เป็นความต้องการของพระองค์ที่ผลักดันให้เรากระทำสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเราเรียกว่า “อยู่เพื่อพระคริสต์ มิใช่อยู่เพื่อตนเอง” ภาษาอังกฤษตรงนี้ชัดมาก เปาโลบันทึกเอาไว้หลายตอนบอกว่า “To live is Christ” แปลเป็นภาษาไทยยาก การมีชีวิตอยู่ is Christ จะบอกว่าอยู่เพื่อพระคริสต์มันก็ไม่เชิงนะ ต้องบอกว่า To live is Christ อยู่ก็อยู่เป็นแบบพระคริสต์เถอะ

บางคนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว กระทำดี ก็ยังหวังว่าจะตั้งใจทำให้ดี เพื่อจะได้รางวัลในสวรรค์ดีกว่าคนอื่นๆ โอ้โห! อันนี้ชัดมากเลย บางทีเราไม่ได้นึกว่าจะมากกว่าคนอื่นๆ แต่พอมาดูอีกที มันใช่ ครั้งหนึ่งเมื่อเริ่มเชื่อ ยังไม่โตในโลกวิญญาณ ผมก็คิดอย่างนั้นว่ากระทำดีเหล่านี้ เพื่อเราจะได้สะสม ไปรับรางวัลในสวรรค์มากๆ อาจจะมีคอนโดใหญ่กว่าเขาบ้าง? บ้านใหญ่กว่าเขาบ้าง? รับใช้มากๆ จะได้ มีอะไรดีๆ บนสวรรค์ เป็นเรื่องธรรมดา เราจะคิดอย่างนั้นได้ แต่พระเยซูบอกว่าไม่มีหรอก ขึ้นไปบนนั้น บนสวรรค์เท่ากันหมดแหละ ไม่มีคนต้นคนปลายหรอก ทุกคน พระเจ้าจ่ายให้เท่ากัน รางวัล ก็คือไปสวรรค์ ยังไม่พออีกหรือ? แค่ไปสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักดั่งแก้วตาดวงใจ อยู่ตลอดไปเลย ในบ้านของพระองค์ ในสวรรค์สถานที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้ แค่นั้นก็เหลือเฟือแล้ว ยังจะเอา คิดอยากมีมากกว่าคนอื่นอีกหรือ? คิดดูสิ ผมลองคิด แล้วอายตัวเอง คิดไปถึงอดีต ตอนที่เรายังไม่รู้เรื่อง

บางคนบอกว่าประกาศข่าวดี ไปให้กับผู้ที่ยังไม่เชื่อ เพื่อหวังว่าจะได้รับรางวัล ได้รับคำชมจากพระเจ้า ขึ้นสวรรค์แล้ว พระเจ้าจะได้ชมว่า …

“เยี่ยมมากเลยๆ”

แต่พระคัมภีร์บอกว่าไม่ใช่การกระทำที่จะมาอวดอ้างได้ว่า …

“ฉันทำดีอย่างนั้น ฉันทำดีอย่างนี้”

แล้วแต่จะคิดนะ ท่านไปคิดเรื่อยๆ แล้วกันว่าจะเห็นด้วยกันกับผมหรือไม่?

พระคัมภีร์บอกไว้ว่าอย่างนี้ สรุปว่าความรัก คือการให้ ถูกไหม? การให้ ให้จริงๆ นะ

การให้ คือการไม่หวังสิ่งตอบแทน ถ้าเราหวังสิ่งตอบแทน ก็ไม่เรียกว่าการให้ ถ้าเราหวังสิ่งตอบแทน ก็คือการลงทุน ไม่ใช่การให้

เพราะฉะนั้น การให้จริงๆ ออกจากความรัก ก็คือการให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถรักแบบอากาเป้ รักแบบพระเจ้า โดยหวังสิ่งตอบแทน ได้เลย ไม่มีทางเลย

อีกครั้งหนึ่ง … เราไม่สามารถแสดงความรัก หรือมีกิริยาที่เรียกว่าความรัก แบบพระเจ้า หรืออากาเป้ได้ โดยหวังสิ่งตอบแทน  เราสามารถให้ โดยปราศจากความรัก แบบอากาเป้ได้ อย่างที่บอก ให้เพราะสงสารก็ได้ …

เราสามารถให้ โดยปราศจากความรัก แบบอากาเป้ แต่เราไม่สามารถรักแบบอากาเป้ คืออย่างไม่มีเงื่อนไขได้ โดยปราศจากการให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

กลับไปใคร่ครวญคิดดูให้ดีๆ ตรงนี้ เราจะไม่สามารถรักแบบอากาเป้ได้ ตราบใดที่เรายังไม่เห็น ซึมซับ และรับเอา ชาร์จแบตเตอร์รี่ พลังงานอันยิ่งใหญ่แห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า เข้ามาในชีวิตของเรา เราไม่มีทางจะปล่อยความรักนี้ออกไปได้เลย เพราะเราไม่มีอยู่ข้างใน จะให้ได้อย่างไร? มีจึงจะให้ได้ มันไม่มี จะให้ได้อย่างไร?

ความรัก แบบไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ที่เรียกว่าอากาเป้นี้ เราได้มาแล้ว เรายังต้องมองให้เห็นถึงความจริงนี้ และซึมซับ และรับเอา ซึ่งเรียกว่าชาร์จพลังแบตเตอร์รี่ ต้องเรียนรู้ ซึมซับ และรับเอา ต้องเรียนรู้ให้ตาเปิดออก ให้เห็นให้ได้ ซึ่งเปาโลก็เพียรอธิษฐาน วิงวอน ขอต่อพระเจ้า ขอเปิดตาวิญญาณเขาๆ ให้เขาเห็นถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงกระทำให้พระเยซู ที่ไม้กางเขนนั้น คือความรักที่พระองค์ทรงสำแดง ทุกวันนี้ ฤทธิ์อำนาจนี้ ยังทำงานอยู่ในตัวเขา ผู้เชื่อทั้งหลาย ให้เขาได้เห็น เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ และหมั่นพูดอยู่เสมอ ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่มีต่อเรา เห็นมากเท่าไร? ซึมซับมากเท่าไร? ก็มีพลังมากเท่านั้น เอามาใช้ได้มากเท่านั้น

พูดอย่างนี้ บางคนเขาก็กลัวว่าถ้าเราสอนความจริงของพระเจ้าอย่างนี้ ว่าความรักของพระเจ้าที่ไม่มีเงื่อนไข เป็นอากาเป้ คืออภัยความบาปให้กับเราหมดแล้ว ทั้งในอดีต บาปในปัจจุบันด้วย และบาปที่จะทำให้อนาคตอีกต่างหาก พระเยซูเอาออกไปหมดแล้ว เป็นความรักแบบอากาเป้

ถ้าเกิดเรารับรู้ความจริงอย่างนี้ จะทำให้เสียนิสัย ทำบาปมากขึ้น ท่านคิดว่ามันจริงไหม? มันเป็นไปได้ไหม? ที่ผมเคยยกตัวอย่างในตอนแรก เรื่องเกี่ยวกับแม่ที่รักลูกมาก ที่ลูกดื้อ ทำตัวเหลวไหล เกเร และลูกได้เห็นความรักของแม่ที่ไม่มีเงื่อนไข คุกเข่าขอชีวิตกับนายทุน เจ้าหนี้ ให้กับลูกของตนเอง พอลูกเห็นความรักของแม่อันยิ่งใหญ่นั้น แล้วทำบาปมากขึ้นหรือ? ลองคิดดูแค่นี้

ถ้าเรามาเรียนรู้จักความจริง ในถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าแต่ก่อนนี้ ก่อนที่เราจะเชื่อพระเจ้า เราอยู่ในอาดัม ถูกครอบงำด้วยความบาป เกลียดชังพระเจ้า คือเกลียดชังความดี ต้องฝืนมากเลย ที่จะทำความดี หรือทำความชอบธรรม ฝืนมากเลย ถ้าจะมีความรักแบบแท้ๆ แบบอากาเป้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเราเป็นทาสของมาร โดยกำเนิด ถูกหรือไม่ถูก? คิดไปด้วยกันช้าๆ แต่เดี๋ยวนี้เราเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว พระคัมภีร์เมื่อตะกี้ที่เราอ่าน บอกว่าเราถูกครอบงำ เป็นทาสของพระคริสต์ เหมือนสมัยก่อนอาดัม แต่มันตรงกันข้ามกันเท่านั้นเอง เป็นทาสเหมือนกันเลย ถูกครอบงำ เพราะฉะนั้น เราเป็นทาสของความรัก แบบอากาเป้ของพระเจ้า ถูกไหม?

เพราะฉะนั้น เราต้องฝืนมากเลย ที่จะทำบาป และฝืนมากที่จะทำความเกลียดชัง มันฝืนกันมากเลย จากความเป็นจริงในวิญญาณของเรา

ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าพระคุณความรักของพระเจ้า ทำให้เราทำบาปน้อยลง ลบความบาปออกไป จำนวนมากมาย เหตุจากความรักและพระคุณของพระเจ้า

คราวนี้เรามาดูว่าความรัก แบบอากาเป้ตรงนี้ ที่บอกว่าเป็นพลังอำนาจมหาศาล ที่กำลังทำงานอยู่ในผู้เชื่อ ที่เกิดใหม่แล้ว อยู่ในวิญญาณของเรา จากการกำเนิด เกิดมาเป็น หน้าตาของความรัก พลังอำนาจของความรักเป็นอย่างไร? คร่าวๆ ดูสิว่าพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าอย่างไร? อย่าลืมว่าเรากำเนิด เกิดมาเป็นเลยนะ “เป็น” ตรงนี้แหละว่าความรักที่ทำงานอยู่ในวิญญาณของเรา ตัวตนแท้ๆ ของเรานี้ หน้าตามันเป็นอย่างไร? อยู่ในหนังสือ 1 โครินธ์ บทที่ 13 ก่อนที่จะอ่านบทที่ 13 ไปอ่านบทที่ 12 ข้อ 31 ก่อน 1 โครินธ์ 12:31 …

1 โครินธ์ 12:31  “แต่ท่านทั้งหลายจงขวนขวายของประทานต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่กว่า  และข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นถึงทางที่ดีที่สุดแก่ท่านทั้งหลาย”

 

ก่อนหน้านี้เปาโลกำลังอธิบายถึงเรื่องเกี่ยวกับพรสวรรค์หรือของประทาน ที่พระวิญญาณให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย ในความถนัด พูดง่ายๆ “ถนัด” จะเห็นชัด มีพรสวรรค์ พระองค์ทรงประทานให้แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเป็นครูสอน บางคนเป็นศิษยาภิบาล บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ  บางคนอธิษฐานวางมือรักษาโรค บางคนมีของประทานแห่งความเชื่อ ทำการอัศจรรย์ ทั้งหมดนี้ พระวิญญาณเป็นผู้ประทานให้เยอะแยะ

แล้วก็มาพูดสรุปสุดท้ายว่า … “แต่ท่านทั้งหลาย จงขวนขวายของประทานต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่กว่า” ก็คือให้เป็นไปตามที่พระเจ้าเตรียมท่านไว้ว่าของประทานของท่านเป็นอะไร?

“และข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นถึงทางที่ดีที่สุดแก่ท่านทั้งหลาย” ก็คือและตอนนี้ ต่อไป จะบอกว่า ที่ให้ขวนขวายหาของประทาน เพื่อรับใช้กันและกันนั้น สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือความรักตรงนี้แหละ 1 โครินธ์ 13:4-8 …

1 โครินธ์ 13:4-8  “4 ความรักย่อมอดทนนาน  ความรัก คือความเมตตา  ไม่อิจฉา  ไม่อวดตัว  ไม่หยิ่งผยอง  5 ไม่หยาบคาย  ไม่เห็นแก่ตัว  ไม่ฉุนเฉียว  ไม่จดจำความผิด  6  ความรักไม่ปีติยินดีในความชั่ว  แต่ชื่นชมยินดีในความจริง 7 ความรักปกป้องคุ้มครองเสมอ  ไว้วางใจเสมอ  มีความหวังอยู่เสมอและอดทนบากบั่นอยู่เสมอ 8 ความรักไม่มีวันสูญสิ้น  แม้การเผยพระวจนะจะเลิกรา  การพูดภาษาแปลกๆ จะเงียบหาย  ความรู้จะล่วงพ้นไป”

 

แต่ความรักอยู่ไปตลอด จนนิรันดร์ เพราะเป็นพระลักษณะของพระเจ้า และเราทั้งหลายที่เป็นลูกของพระองค์นั่นเอง คริสเตียนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับถ้อยคำตรงนี้อย่างดี หลายคนเอาไปท่องจำขึ้นใจเลยนะ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง จริงๆ แล้วสาระสำคัญของถ้อยคำตรงนี้ บรรยายถึงคุณสมบัติของความรักแบบอากาเป้ของพระเจ้า แบบไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า หน้าตามันเป็นอย่างนี้ กำลังอธิบายถึงลักษณะ คุณสมบัติ แต่สิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิด คือไปหยิบยกเอาข้อความนี้มา แล้วก็บอกว่า …

“นี่คือสิ่งที่คริสเตียน ต้องทำให้ได้”

เอาล่ะสิ เพราะคริสเตียนต้องมีความรัก  คริสเตียนต้องรักผู้อื่น   เพราะฉะนั้น คริสเตียนต้องมีเมตตา  ต้องไม่อิจฉา  ต้องไม่อวดตัว  ต้องไม่หยาบคาย  ต้องอดทนให้ได้  สารพัด “ต้อง” ต้องๆๆๆๆ รวมความ ก็คือต้องกระทำด้วยตัวเอง ให้เป็นไปตามนี้ ถูกหรือไม่? มีคริสเตียนส่วนใหญ่ ก็คิดอย่างนี้

แล้วถ้าเรามาศึกษาความหมายของถ้อยคำตรงนี้จริงๆ จะเห็นว่าคำว่า “ความรัก” ที่ตะกี้นี้อ่านกัน มันเป็นคำนาม ซึ่งหมายถึงเป็นคุณสมบัติ เป็นคุณลักษณะ ไม่ใช่เป็นคำกิริยาว่าการกระทำ ต้องทำ ในบริบทนี้ ในข้อพระคัมภีร์นี้ จากตรงนี้เลย เป็นคำนาม ก็คือ “มี” ความรักแบบนี้ ไม่ได้บอกให้ทำแบบนี้ ซึ่งในทางกลับกัน ต่อให้ท่านทำสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความอดทนนาน มีเมตตา ไม่อิจฉา ไม่หยาบคาย ต่อให้ทำได้มากขนาดไหน? ก็ตาม ซึ่งดูแล้วมันดีใช่ไหม? ใครๆ ก็บอกว่าดี ทำอย่างนี้ อดทนก็ดี  ไม่อิจฉา ก็ดี ไม่หยาบคาย ก็ดี ซึ่งต่อให้ทำได้มากขนาดไหน? ซึ่งไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความรัก แบบอากาเป้ ก็ไม่สามารถเป็นพลัง หรือเป็นแรงขับเคลื่อน ที่เป็นของแท้ๆ ที่มาจากพระเจ้าได้เลย คิดให้ดีๆ

อาจารย์เปาโลก็รู้ ก่อนหน้าในหนังสือ 1 โครินธ์ 13:4-8 จึงได้เขียนไว้ในข้อที่ 1-3  บอกว่าต่อให้ทำดีถึงขนาดขายของทั้งหมดเลย ยอมยากจนเลย แล้วเอาไปให้กับคนจน  หรือเอาตัวไปเผาไฟ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่ได้ถูกผลักดันด้วย ข้อ 4-8 ก็คือไม่ได้ถูกผลักดันด้วยความรักแบบนี้ ก็แสดงว่าตามสายตาของมนุษย์ ข้างนอกที่เรามองเห็น มันวัดกันไม่ได้นะว่าทำอย่างนี้มันดีหรือไม่ดี ดูเหมือนดี เหมือนๆ กัน ขายของทั้งหมดเลย แล้วเอาไปให้คนจน ดูดีหมดทุกคน แต่เป็นไปได้ว่าขายของให้คนจนทั้งหมด เพื่อหวังสิ่งตอบแทนอะไรบางอย่าง ไม่รู้ คนนั้นรู้เอง

เห็นไหม? น่าตกใจขนาดไหน? คุยกันไม่จบเลยนะเรื่องนี้ ที่บอกว่าทำอย่างนี้คือดี ทำอย่างนี้คือความรัก เปาโลบอกว่าพระเจ้าให้ดูที่ข้างใน เราอาจจะเป็นหลุมศพฉาบปูนขาวก็ได้ ข้างในเหม็นหึ่งเลย ข้างนอกดูเหมือนมีกลิ่นหอม แต่เป็นน้ำหอมเทียม เดี๋ยวมันก็หมดไป อะไรอย่างนี้

เมื่อเราได้บังเกิดใหม่ พระเจ้าได้ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่กับเรา ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้กระทำการงานในตัวเรา ทำการอัศจรรย์ ผ่าตัดวิญญาณเรา เรียกว่าบัพติศมาเราด้วยไฟ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้กระทำการงานในตัวเรา ให้เราบังเกิดใหม่  เป็นความรักแบบนี้ ตาม 1 โครินธ์ 13:4-8 ต้องให้เห็น ซึมซับ และรับเอาให้ได้ เห็นมากเท่าไร? ก็ใช้ประโยชน์ได้มากเท่านั้น

พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้กระทำการงานในตัวเรา ให้ตัวเราเป็นความรัก  แบบนี้ คือให้มีคุณสมบัติในวิญญาณที่บังเกิดใหม่แบบนี้ ไม่ใช่ต้องทำให้เป็นแบบนี้ ด้วยตัวเราเอง แต่จะเป็นแบบนี้ จากการบังเกิดใหม่ กำเนิด เกิดมาเป็นความรักแบบนี้เลย เอเมน

บางคนบอกว่าเราเป็นถึงผู้รับใช้ เป็นถึงศิษยาภิบาลต้องมีความอดทน โกรธไม่ได้ ด่าใครก็ไม่ได้ ผู้รับใช้ทั้งหลายเลยต้องพยายามนับ 1 – 100 กัดฟันทน  ทนดีไหม? ดี … ดีในสายตาใคร? สายตาคนรอบข้างดูดีหมด แต่ถามว่าความอดทนนั้น มาจากความรักแบบอากาเป้ข้างใน มาจากแรงผลักดัน จากพระเยซูที่อยู่ข้างในหรือไม่? อันนี้ก็ไม่รู้นะ บางคนเครียดเลย เพราะถูกสอนมาว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องพยายามทำให้ได้ตามนี้ทั้งหมด ก็เลยพยายามไปหาซื้อหนังสือที่เขาสอนว่า “วิธีฝึกให้มีความอดทน” “วิธีฝึกให้รู้จักบังคับตัวเอง” มีหนังสือคริสเตียนเต็มไปหมดเลย ที่สอนวิธีการฝึก ฝึกให้เป็นไปตามผลของพระวิญญาณ สังเกตคำว่าฝึกและผลนะ สอนวิธีฝึกให้เป็นไปตามผลของพระวิญญาณ

เมื่อตะกี้เราบอกแล้วนะว่าเราบังเกิดใหม่ โดยการกำเนิด เกิดมาเป็น

บางแห่งก็มีสอนว่าเราต้องสร้างผลของพระวิญญาณทั้ง 9 อย่างขึ้นมา ความรัก  สันติสุข  ความปลาบปลื้มใจ  ความอดทน  ความปราณี  ความดี  ความสัตย์ซื่อ  ความสุภาพอ่อนน้อม  และการรู้จักบังคับตน  นี่คือคุณสมบัติของผลของพระวิญญาณ ใครที่ยังทำไม่ได้ทั้งหมดนี้ ก็พยายามค่อยๆ ฝึกไปทีละอย่าง เจอหน้ากัน …

“วันนี้ฝึกตัวไหนอยู่”

“วันนี้ฝึกความอดทนอยู่”

“วันนี้ฝึกเสร็จแล้วความอดทน เดือนหน้ากะว่าจะฝึกตัวใหม่ ก็คือฝึกตัวสัตย์ซื่อ”

ฟังดูก็เหมือนดี แต่จริงๆ แล้ว โดยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เราเกิดมาเป็นเลย ไม่ได้ให้เราสร้างผลขึ้นมา เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ด้วยกับใคร? ก็จะทำให้ผู้นั้นมีคุณสมบัติเหล่านี้ เรียกว่าผล หรือคุณสมบัติของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ผลจากการกระทำของตัวเราเอง จริงๆ แล้วชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นผลของพระวิญญาณ เมื่อเราบังเกิดใหม่แล้ว มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ด้วยแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทำให้เกิดผลในตัวเราเอง

เกิดใหม่จริงหรือไม่? พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไปอยู่เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของท่านแล้วหรือไม่? ตรงนี้มากกว่า ไม่ใช่เกิดจากการกระทำภายนอก แต่เกิดจากการกระทำข้างใน เกิดจากบังเกิดขึ้นข้างใน ไม่ใช่ให้เราสร้างขึ้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะให้เกิดผลข้างในเราเอง ไม่ใช่ให้เราสร้างสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเราเอง พระองค์จะเป็นแรงขับเคลื่อนจากข้างในออกมา จากภายในของเราออกมา ไม่ใช่ ให้เราฝึกฝนจากภายนอก ไม่ใช่

ถ้าเราทำจากภายนอก ก็เป็นผลจากภายนอก เป็นผลจากการกระทำของเราเอง เราฝึกฝน พยายามจะอดทน นับ 1, 2, 3 เขาบอกก่อนจะอดทน ให้นึกถึงอันโน้นอันนี้ นับลูกแกะ นับอะไรก็ว่าไป ให้พยายามนึกถึงว่าถ้าเราไม่อดทน มันจะเกิดความเสียหาย อันนี้ไม่ใช่ นั่นคือการกระทำฝึกฝนของตัวเราเอง แต่นี่ออกมาจากพลัง จากข้างใน คือผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา จากการบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ต่างหาก

ความหมายของความรักแบบอากาเป้ที่อธิบายใน 1 โครินธ์ ตรงนี้ เป็นคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติของความรักแบบไม่มีเงื่อนไขของพระคริสต์ และเมื่อเราได้รับการบังเกิดใหม่ ที่บอกว่าเราได้เป็นเหมือนพระคริสต์ เราก็เป็นความรักแบบเดียวกันกับพระองค์ คือเป็นความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ตัวตนแท้ๆ ของเราเป็นอยู่ จากการบังเกิดใหม่แล้ว ตัวตนแท้ๆ เราเป็นความรักแบบพระคริสต์อย่างนี้เลย ต้องเรียนรู้ พระเจ้าทรงเปิดตาวิญญาณเราทั้งหลายให้เห็น ซึมซับ และรับเอาความจริงตรงนี้เข้ามาด้วยเถิด ซึ่งเป็นการชาร์จพลังงานความรักนี้เข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อจะผลักดัน ควบคุม และเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิตของเราออกไปให้เหมือนพระคริสต์ให้มากที่สุดนั่นเอง

เพราะฉะนั้น อยากให้ท่านกลับไปอ่านถ้อยคำตรงที่เราได้วิเคราะห์ตรงนี้กันใหม่ ใน 1 โครินธ์ 13:4-8 โดยอยากให้ท่านอ่าน เมื่อถึงคำว่า “ความรัก” ให้ท่านเปลี่ยนเป็น “พระคริสต์” หรือพระเยซูก็ได้ ลองอ่าน

“พระเยซูคือความเมตตา  พระเยซูไม่อิจฉา  พระเยซูไม่อวดตัว  พระเยซูไม่หยิ่งผยอง  พระเยซูไม่หยาบคาย  พระเยซูไม่เห็นแก่ตัว  พระเยซูไม่ฉุนเฉียว  พระเยซูไม่จดจำความผิด  พระเยซูไม่ปีติยินดีในความชั่ว  แต่ชื่นชมยินดีในความจริง พระเยซูปกป้องคุ้มครองเสมอ  พระเยซูไว้วางใจเสมอ  พระเยซูมีความหวังอยู่เสมอและพระเยซูอดทนบากบั่นอยู่เสมอ พระเยซูไม่มีวันสูญสิ้น แม้การเผยพระวจนะจะเลิกรา การพูดภาษาแปลๆ จะเงียบหาย ความรู้จะล่วงพ้นไป”

แต่พระเยซูทรงอยู่ตั้งแต่วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ เอเมน และเราทั้งหลาย พระวิญญาณบริสุทธิ์ผ่าตัดวิญญาณเรา ตอนเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ให้เราเป็นขึ้นจากความตาย เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซู เหมือนพระเยซู ฉะนั้น ที่พระเยซูอดทนนาน ก็เป็น …

“ฉันย่อมอดทนนาน ฉันมีเมตตา ฉันเป็นนะ ฉันไม่อิจฉา ฉันไม่อวดตัว” เห็นภาพหรือยัง?

เราเรียนกันมาตลอดว่าพระเจ้าเป็นความรัก และเราเป็นเหมือนพระเจ้า เราร้องเพลงกันได้ตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ

“พระเจ้าเป็นความรักๆ”

แล้วเราก็ลืมว่าเราก็เป็นความรักเหมือนพระเจ้า  เราจึงเป็นความรักชนิดเดียวกันกับพระเจ้า คือเป็นอากาเป้เหมือนกัน ไม่ใช่ให้เรากระทำความรักให้เหมือนพระเจ้า ไม่ใช่ให้เราปฏิบัติตัวให้เหมือนพระเจ้า แต่เราเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว หน้าที่ของเรา ไม่ใช่ให้เรากระทำ ให้เราสร้างผลของพระวิญญาณ คือความรักตรงนี้ขึ้นมา แต่ให้เราปลดปล่อยให้วิญญาณกระทำการงานในตัวเรา ปลดปล่อยให้พลังความรักนี้ออกมา กระทำการงาน เหมือนที่ตะกี้นี้บอกว่าปลดปล่อยให้พลังงานเปิดสวิตช์เท่านั้นเอง แล้วพลังนี้จะออกมาเฉยๆ ไม่ใช่ต้องไปปั่นจักรยานรุ่นเก่าให้พลังไฟฟ้าออกมา อยากให้สว่างๆ เดี๋ยวนี้เขามีใหม่แล้ว เกิดใหม่แล้วจักรยาน อยากมีพลังแสงสว่าง เปิดสวิตช์ ปลดปล่อยพลังงานแห่งแสงสว่างออกมา ต้องรู้ตรงนี้ ถ้ายังไม่รู้ เราก็ยังคงใช้จักรยานรุ่นเก่าอยู่ดี

และนี่ก็คือความหมายที่บอกว่าให้เดินกับพระวิญญาณ ก็แปลว่าอย่างนี้ ให้พระวิญญาณสร้างผลในตัวเรา ให้ผลของพระวิญญาณเกิดขึ้นมา โดยพระวิญญาณเอง ไม่ใช่ตัวเราเอง แต่พอเราได้ทราบความจริงตรงนี้แล้ว ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าถ้าอย่างนั้น ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า จะเป็นอันตรายไหม? จะทำให้เราทำบาปมากขึ้นหรือไม่? ซึ่งตะกี้บอกไปแล้ว อ่านอีกทีหนึ่งในข้อพระคัมภีร์นี้ 1 เปโตร 4:8 ได้บันทึกเอาไว้อย่างนี้ ชัดเจนแจ่มใสเลยว่ากลัวไหม? กลัวว่าถ้ารู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็ทำบาปกันสบายใจเลยสิ ลองอ่านดูสิ …

1 เปโตร 4:8  “เหนือสิ่งอื่นใด  จงรักกันอย่างลึกซึ้ง  เพราะความรักลบความผิดบาปมากมายได้  โดยการให้อภัย”

 

ตรงนี้ถ้าไม่เข้าใจความหมาย อาจกลายเป็นว่าอย่าให้มีความรักเยอะ เพราะว่าความรักเยอะ มันจะล่อลวงให้ไปทำบาป มันไม่ใช่อย่างนั้น ในนี้บอกว่าความรักยิ่งเยอะ ยิ่งไม่เห็นแก่ตัว ตะกี้นี้ก็อ่านพร้อมกัน ความรักยิ่งเยอะ ยิ่งไม่เห็นแก่ตัว ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ไม่อิจฉาริษยา ไม่ฉุนเฉียว แล้วมันลดไหม? ลดความบาปหรือเพิ่ม ง่ายนิดเดียว พอรู้ความจริงเหล่านี้ ท่านจะเห็นชัดเจน ไม่ซี้ซั้วพูดตามความคิดของตนเอง  เอเฟซัส 3:19 ได้บันทึกอย่างนี้ …

เอเฟซัส 3:19 “ให้ซาบซึ้งในความรักนี้  ซึ่งเหนือกว่าความรู้  เพื่อท่านจะบริบูรณ์ด้วยความสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า”

 

“ให้ซาบซึ้งในความรักนี้” หมายถึงให้เห็น ซึมซับ รับเอา ให้ท่วมท้น ให้จุ่มลงไป เหมือนน้ำหอมเมื่อตะกี้นี้ จุ่มลงไปในพลังความรักอันนี้ มากกว่าไปเรียนความรู้อื่นๆ อีกเยอะแยะเลย เพื่อท่านจะได้บริบูรณ์ด้วยความสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า เต็มไปด้วยน้ำพระทัย เต็มไปด้วยความดีงาม แบบพระเจ้า

เปาโลพยายามที่จะอธิบายว่าจะเป็นอย่างไร? เมื่อชีวิตของเราถูกขับเคลื่อน ครอบงำ เป็นทาสของความรักแบบไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้านี้ ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นแรงขับเคลื่อน ผลักดัน ครอบครอง ควบคุม เป็นเจ้านายเราในการดำเนินชีวิต มันเป็นอย่างไร? เปาโลกำลังบอกว่าต่อให้ท่านมีความรู้มากสักเท่าไร? ต่อให้ท่องพระคัมภีร์ได้ทั้งเล่ม ต่อให้รู้ประวัติศาสตร์ทั้งหมดเลย อ่านพระคัมภีร์มา 80 เที่ยว 100 เที่ยว ก็ไม่มีอะไรสำคัญกว่าความรู้และความเข้าใจ อันลึกซึ้งถึงความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าตรงนี้ได้เลย อยากให้ท่านรู้เข้าไปลึกๆ ทั้งกว้าง ทั้งยาว ทั้งลึก ทั้งสูงของความรักตรงนี้ พูดไม่ถูกเลย มันต้องเรียนกันไม่จบเลย มากกว่า สำคัญกว่าความรู้อื่นๆ สำคัญกว่าความเชื่อเยอะๆ ทำอัศจรรย์ได้ สำคัญกว่าการเผยพระวจนะได้ สำคัญกว่าการเป็นครูสอนศาสนา  สำคัญกว่าการเป็นพาสเตอร์ ศิษยาภิบาล สำคัญที่สุด เพราะมันจะอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร์ เพราะมันเป็นตัวท่าน และเป็นบุคลิก ตัวตนของพระเจ้านั่นเอง

เพราะฉะนั้น ความรักของพระเจ้าจะมีอันตรายแบบที่คิดไหม? เมื่อเรียนรู้ความรักของพระเจ้าแบบนี้ มีอันตรายแน่นอนเลย มีอันตรายต่อมนุษย์ไหม? ไม่มีเลย มีอันตรายต่อมารไหม? มี เพราะมันอยู่ตรงกันข้ามกับความรัก ก็อดทนนาน มารบอก … ความเกลียดชังสิ ความเกลียดชัง คือความไม่อดทนนาน ความเกลียดชังคือความฉุนเฉียว ความเกลียดชังคือการฆ่า ขโมย และทำลาย ต้องท่องอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ ถ้าทำไม่ได้ โกหกอย่างอื่น ก็โกหกหลอกลวงให้เราทำเหมือนความรักอย่างนี้ เสแสร้ง ปลอมตัวมาเป็นพระคริสต์ ทำตัวเหมือนความรัก เหมือนอดทนนานเลย แต่อดทนนานจากข้างใน อะไรบางอย่างที่เก็บเอาไว้ ยัง ยังไม่ใช่ของแท้ พูดง่ายๆ แล้วบอกว่าพระคริสต์ พระคริสต์เทียมไง ทำข้างนอกดูเหมือนพระคริสต์เลย แต่ข้างในถูกแอบไว้ ถูกกลบไว้ ไม่อิจฉา ที่ไม่อิจฉา เพราะว่าเก็บไว้ มีอะไรอยู่ในใจ ไม่รู้หรอก ข้างนอกเราดูเอา ไม่เห็น แต่ไม่มีใครสามารถปกปิด จากพระเจ้าได้ พระองค์มองดูที่ใจข้างใน รู้เลยว่าคนนี้ทำไป เพื่ออะไร? และอย่างไร? เห็นไหมชัดเจน โรม 15:30-31 …

โรม 15:30-31 “30 พี่น้องทั้งหลาย  โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา  และโดยความรักจากพระวิญญาณ   ข้าพเจ้าขอให้พวกท่านร่วมในการดิ้นรนต่อสู้ของข้าพเจ้า  ด้วยการอธิษฐานต่อพระเจ้า เพื่อข้าพเจ้า 31 ขออธิษฐานให้ข้าพเจ้าได้รับการช่วยเหลือ ให้พ้นจากผู้ไม่เชื่อทั้งหลายในแคว้นยูเดีย และขอให้ประชากรของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม  ยอมรับความช่วยเหลือของข้าพเจ้า”

 

อาจารย์เปาโลอยากจะให้ผู้เชื่อทั้งหลายอธิษฐานให้อาจารย์เปาโล ในการที่จะไปประกาศข่าวประเสริฐในที่ต่างๆ สำหรับคนต่างชาติ ซึ่งถูกข่มเหง รังแก โดยชาวยิวบ้าง โดยคนที่เสียผลประโยชน์บ้าง ขัดขวางอะไรต่างๆ ก็เลยให้ช่วยอธิษฐานด้วย ดูสิ สังเกตให้พี่น้องอธิษฐานด้วยอะไร?

“พี่น้องทั้งหลาย  โดยองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา  และโดยพลังอำนาจของความรักจากพระวิญญาณ ข้าพเจ้าขอให้พวกท่านร่วมในการดิ้นรนต่อสู้ของข้าพเจ้า”

ให้ร่วมเป็นหนึ่งในการปล้ำสู้กับข้าพเจ้าในเรื่องนี้ อธิษฐานโดยฤทธิ์อำนาจของความรักจากพระวิญญาณ

มีคริสเตียนบางคน เวลาพูดถึงพระเยซูคริสต์ ก็จะนึกถึงความรัก  เห็นชัด ความเสียสละของพระองค์ ยอมตายที่ไม้กางเขน ความเมตตาของพระองค์ แต่พอพูดถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตกใจกลัว กลายเป็นความกลัว กลายเป็นการมาสอนว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพี่เลี้ยงเรา จะคอยตีเรา เฆี่ยนเราถ้าเผื่อหมิ่นประมาณพระวิญญาณตกนรกทันทีอะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมด พระวิญญาณก็รักเรา เห็นหรือยัง? จากพลังอำนาจความรักอันเดียวกันนั้น จากพระวิญญาณก็แสดงว่าทั้งพระวิญญาณ ทั้งพระเยซูคริสต์ ทั้งพระบิดารักเราด้วยความรักเหมือนกันหมดเลย คือความรักแบบอากาเป้ จริงๆ แล้วทั้ง 3 พระภาคล้วนเป็นความรัก แบบอากาเป้ทั้งสิ้น ซึ่งรวมเราเข้าไปอีกหนึ่งในนั้น คือเป็นหนึ่งเดียวกันทั้ง 3 ภาค เราเลยกลายเป็นความรักแบบเดียวกัน คือความรักแบบไม่มีเงื่อนไข แบบอากาเป้ เป็นพลังอำนาจในการขับเคลื่อนชีวิตเรา อย่างนี้ไม่ดีเหรอ?

พลังอำนาจที่ขับเคลื่อนเรา คือพลังอำนาจที่มาจากพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งทรงสถิตอยู่กับเรา ทรงรักเรา เรียกว่าพลังอำนาจแห่งความรัก และทำให้ตัวเราทั้งหลายได้เกิดใหม่ กลายเป็นความรักชนิดเดียวกันแล้ว ให้ความรักชนิดนี้ ผลักดันเราในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ มันหมายถึงอย่างนั้น นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด กาลาเทีย 5:13 …

กาลาเทีย 5:13 “พี่น้องทั้งหลาย  ที่ทรงเรียกท่านนั้น  ก็เพื่อให้มีเสรีภาพ  แต่อย่าใช้เสรีภาพของท่าน  เพื่อปล่อยตัวตามวิสัยบาป  แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรัก”

 

“จงรับใช้กันและกันด้วยความรัก” แบบอากาเป้อย่างนี้ แบบพระเจ้า ให้ความรักนี้ขับเคลื่อน และในนี้บอกว่า “อย่าปล่อยตัวของท่านตามวิสัยบาป” วิสัยบาปตรงนี้ ไม่ใช่นะ ต้องแปลจากภาษาเดิม มันคล้ายๆ กัน แต่ไม่ใช่วิสัยบาป … วิสัยบาป คริสเตียนไม่มีแล้ว เพราะว่าตายไปแล้ว ถูกตรึงที่ไม้กางเขนแล้ว นั่นแหละวิสัยบาป ตัวตนจริงๆ ของเรา ก็คือในอาดัม อดีตนั้น มันตายไปแล้ว ตอนนี้วิสัยของเรา คือวิสัยชอบธรรม วิสัยดี วิสัยความรัก

แต่ตรงนี้มันหมายถึง “อย่าปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง” ก็คืออิทธิพล ระบบที่เขาดำเนินกันบนโลกใบนี้ ที่คนไม่รู้จักพระเจ้า และเราในอดีตที่ไม่รู้จักพระเจ้า ก็ดำเนินอย่างนี้ ความเคยชินในระบบเก่าๆ อย่าปล่อยให้เป็นไปตามเนื้อหนังอย่างนั้น

แสดงว่าการรับใช้ซึ่งกันและกัน สามารถมาได้ 2 ทาง คือจากพลังของความรักของพระเจ้าที่อยู่ในเราก็ได้ และมาจากระบบของโลกนี้ เนื้อหนังก็ได้เช่นกัน เรามีอิสระที่จะเลือก พระเจ้าไม่ได้บังคับเราว่าต้องทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น ให้เราเลือกเอา แต่ถ้าเราเห็น ซึมซับ และรับเอาตลอดเวลา จดจ่อไปที่ความรักตรงนี้อยู่เรื่อยๆ เราก็จะได้พลังความรักตรงนี้มาผลักดันเรา แต่ถ้าจดจ่อบนโลกใบนี้ จดจ่อระบบของโลกใบนี้เหมือนเดิม ในที่สุด ดูเหมือนทำดี แต่แรงผลักดันออกมาจากเนื้อหนังของเรา ระบบเดิมของเรา ตัวตนจริงๆ ของเรา เราไม่รู้เรื่องเลย แต่ออกมาจากความคิดตามเนื้อหนัง ตามระบบของโลกใบนี้ มันมี 2 ทางให้เราเลือก นี่ก็ชัดเจน

การรับใช้ซึ่งกันและกันในทางพระเจ้า ต้องมาจากพลังขับเคลื่อนของความรัก อากาเป้ของพระเจ้าเท่านั้น ถึงจะเป็นของแท้ ไม่ใช่มาจากเนื้อหนัง เคยได้ยินใช่ไหม? คริสเตียนเนื้อหนัง คือคริสเตียนที่ยังต้องพึ่งตนเอง พึ่งความสามารถของตนเอง พึ่งระบบของโลกใบนี้ พึ่งการกระทำเก่าๆ ที่เคยกระทำมา พึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคยทำมา แทนที่จะพึ่งอย่างเดียว ไว้วางใจอย่างเดียว คือเราได้บังเกิดใหม่ เป็นความรักชนิดของพระเจ้าอยู่ข้างในเราแล้ว ต้องมาจากความรักจากภายใน ที่พระเจ้าสร้างมาในชีวิตเราเท่านั้น แต่การที่เราจะสามารถทำได้ ตามที่บอกนั้น เคล็ดลับอยู่ที่เห็น ซึมซับ และรับเอา และรับเอาพลังอำนาจของพระเจ้า ที่ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีเงื่อนไข เท่ากับชาร์จพลังอำนาจ ความรักของพระเจ้าเข้ามา เราจึงมีพลังนี้ออกไปได้ เคล็ดลับอยู่ที่ซึมซับ รับเอาก่อน แล้วจึงจะให้ออกไป ฝึกที่จะเป็นคนรับก่อน ที่จะให้ ถ้าท่านไม่ฝึกที่จะเป็นคนรับ ท่านจะเอาอะไรไปให้  มันไม่มี ฝึกที่จะเป็นคนรับจากพระเจ้าก่อน 1 ยอห์น 4:17-18 นี่ก็ชัดเจนเหมือนกัน …

1 ยอห์น 4:17-18 “17 เช่นนี้  ความรักจึงเต็มบริบูรณ์ท่ามกลางเราทั้งหลาย  เพื่อเราจะมีความมั่นใจในวันพิพากษา  เพราะในโลกนี้  เราเป็นเหมือนพระองค์ 18 ในความรักไม่มีความกลัว  แต่ความรักที่สมบูรณ์  ย่อมขจัดความกลัวออกไป  เพราะความกลัว  เกี่ยวข้องกับการลงโทษ  ผู้ที่กลัว  ก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์”

 

อย่างที่ผมบอกแล้วใช่ไหมครับว่ามีอยู่ 2 แหล่ง ที่เราจะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ข้างนอกดูคล้ายๆ กัน เราอาจจะทำดูเหมือนความรัก แต่ข้างในผลักดันมาจากความกลัว ไม่ได้มาจากความเชื่อ ในพระเยซูคริสต์ จากข่าวประเสริฐของพระองค์ หมายถึงความเชื่ออย่างแท้ๆ นะ ถ้าไม่เชื่ออย่างแท้ๆ มันก็เป็นความกลัว เมื่อเกิดความกลัว มันก็จะเห็นแก่ตัว จะพึ่งตนเอง  แต่ดูข้างนอก ดูไม่ออก

มีแต่ตัวเราเองเท่านั้น ที่จะเอาถ้อยคำพระเจ้า ในวันนี้ ไปวิเคราะห์ เข้าไปแก้ไข ชันสูตร ข้อกระดูก เข้าไปในจิตวิญญาณลึกๆ ว่าเราเป็นชนิดไหนกันแน่

“เช่นนี้ ความรักจึงเต็มบริบูรณ์ท่ามกลางเราทั้งหลาย เพื่อเราจะมีความมั่นใจในวันพิพากษา” เมื่อวานนี้ ใช้อารมณ์โกรธ ว่าคนอื่นเขาอย่างรุนแรง มั่นใจไหมว่าท่านได้ไปสวรรค์เหมือนเดิม มันหมายถึงอย่างนั้น  มั่นใจไหมว่าท่านได้รับความรอด รอดแล้วรอดเลย กำเนิดเกิดมาเป็น ท่านมั่นใจไหม? ถ้าไม่มั่นใจ ก็แสดงว่าความรักมันไม่เต็มบริบูรณ์ในท่าน ถ้าความรักของพระเจ้าที่ท่านเห็น ซึมซับ รับเอามันเต็มบริบูรณ์ในท่าน ท่านจะรู้เลยว่าอย่างไรท่านก็รอด พระเจ้าอภัยให้ท่านเรียบร้อยไปแล้ว ทั้งหมดแล้ว ครั้งเดียวเป็นพอ รักท่านดั่งแก้วตาดวงใจ ท่านเชื่อในพระองค์ เป็นลูกของพระองค์แล้ว อยู่ฝ่ายพระองค์ อยู่ข้างพระองค์ พระองค์ก็อยู่ฝ่ายท่าน เคียงข้างท่านตลอด มันหมายถึงอย่างนั้น

ความรักตรงนี้ทำให้เราเกิดความมั่นใจในความรอด บางคนยังไม่มั่นใจในความรอดของตนเองเลย อย่างนี้ต้องอธิษฐานเยอะๆ นะ เดี๋ยวจะสูญเสียความรอดตรงนี้ ต้องอภัยนะ ถ้าเธอไม่อภัย พระเจ้าก็ไม่อภัยให้เธอ อะไรประมาณนี้ เยอะแยะไปหมด เพราะความรักไม่เต็มบริบูรณ์

ในข้อ 18 บอกว่า “เพราะในความรักไม่มีความกลัว” เห็นไหม? ถ้าทำด้วยความรัก ไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์ ย่อมขจัดความกลัวออกไป จนหมดสิ้น ไม่มีการลงโทษ ผู้ที่กลัว ก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

ถ้าท่านยังทำอะไรต่างๆ เพราะความกลัวอยู่ ก็ไม่มีความรักอย่างสมบูรณ์ มาคริสตจักรเป็นประจำดีไหม? ดีมาก  แต่พอไม่มาวันหนึ่งปุ๊บ ติดธุระวันหนึ่งปุ๊บ ท่านรู้สึกฟ้องผิด ไม่มาไม่ได้หรอก พระเจ้าไม่พอใจ เดี๋ยวเกิดตายไป ไม่ได้ไปสวรรค์ พระเจ้าไม่อวยพระพร ไม่ได้มา คิดเอาเองว่าในใจท่านคิดอะไรอยู่ ท่านถวายทรัพย์ เพราะกลัวว่าจะถูกสาปแช่งหรือ? เปาโลจึงสอนว่าให้เราอธิษฐาน ก็อธิษฐานจากใจ ถวายทรัพย์ให้ออกไป ก็ให้จากใจ จากความตั้งใจจริง ไม่ใช่ จากถูกคนเขาชักจูง ก็เกิดความกลัว หรือไม่ก็ความโลภ ชักจูงมี 2 อย่าง คือ …

“ถ้าเธอไม่ให้นะ สมาชิกไม่ให้นะ ตกนรก พระเจ้าจะสาปแช่ง” นี่คือความกลัว

ชักจูง ก็คือ … “นี่นะ เราจะได้รับรางวัลกลับคืน ได้อันนั้น อันนี้” แล้วเราก็ให้ ก็คือการลงทุน ไม่ใช่ความรักแท้

เพราะฉะนั้น สรุปจบความรักทั้งหลายทั้งปวงของเรื่องความรัก แบบไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ที่เราบอกรักไม่ฉุนเฉียว ไม่อวดตัว ไม่เย่อหยิ่ง ผยอง ไม่จดจำความผิดของผู้อื่น อภัยได้เสมอ อดทนได้ทุกอย่าง

ความรักทั้งปวงเหล่านี้ เคล็ดลับสรุปจบแล้วอยู่ที่ 1 ยอห์น 4:19 บันทึกไว้ว่า …

1 ยอห์น 4:19 “เรารัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน”

 

เรารัก เราไม่ใช่ต้องรัก เรารัก เพราะพระเยซูรักเราก่อน  พูดง่ายๆ ว่าเราให้ความรัก เพราะพระเยซูให้ความรักกับเราก่อน เราไม่สามารถให้ความรัก ถ้าเราไม่รู้ว่าพระเยซูให้ความรักกับเรา สมมติความรักนี้เป็นเงิน เราให้เงินออกไป เพราะพระเยซูให้เงินกับเราก่อน เราจึงมีเงินไปให้คนอื่นเขาได้ ถ้าเราไม่รับความรักจากพระเยซู พระเยซูให้ความรักกับเรา แล้วเราไม่เอา แล้วเราจะเอาอะไรไปให้คนอื่น เราก็พยายามสร้างความรักเราเอง ให้กับคนอื่น มันก็อนิจจา มันก็ทุกข์ทรมาน และมันก็เสียข่าวประเสริฐของพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ไป พระเยซูบอกว่าแอกของเราก็พอเหมาะ ภาระของเราก็เบา จงมาพักผ่อนในเรา หายเหนื่อยและเป็นสุข ก็คือรับมาอย่างไร? ก็ให้ไปอย่างนั้น รับจากพระเยซูคริสต์มาอย่างไร? ก็ให้อย่างนั้น เรารัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน พระเจ้าอวยพรครับ

 

***************************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2021 เรื่อง “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า” ตอนที่ 2 “พระคุณความรักของพระเจ้า เป็นพลังให้เราทำดี ตามความปรารถนาในใจ” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  กุมภาพันธ์  2021

 เรื่อง “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า”

ตอนที่ 2 “พระคุณความรักของพระเจ้า เป็นพลังให้เราทำดี ตามความปรารถนาในใจ”

โดย   นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้เรามาต่อถึงความรักของพระเจ้าที่เป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ที่เราจำเป็นต้องนำมาใช้สอยในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ วันนี้เราจะมาต่อกันที่หัวข้อเรื่อง “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า”

สัปดาห์ที่แล้ววันวาเลนไทน์ เราเริ่มต้นกันตอน 1 ชื่อตอนว่า “จงมองให้เห็น ซึมซับ และรับเอา” สัปดาห์นี้มาต่อ ตอนที่ 2 ซึ่งมีชื่อตอนว่า “พระคุณความรักของพระเจ้า เป็นพลังให้เราทำดี ตามความปรารถนาในใจ” ในใจหรือในวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่  โดยพระเจ้านั่นเอง ครั้งที่แล้วเราสรุปกันตรงสุดท้ายที่โรม 8:38-39 …

โรม 8:38-39 “38 เพราะผมมั่นใจว่าไม่ว่าจะเป็นความตายหรือชีวิต ทูตสวรรค์หรือเทพเจ้า สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  พวกวิญญาณที่มีฤทธิ์อำนาจ  สิ่งที่อยู่เหนือเรา 39 หรือสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรา หรืออะไรก็ตาม ที่ถูกสร้างขึ้นมา พวกมันก็ไม่มีทางแยกเราออกจาก ความรักของพระเจ้า ที่เราเห็น ในพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา”

 

“ที่เราเห็นในพระเยซูคริสต์ของเรา” … “ที่เราเห็น” เป็นกุญแจสำคัญ

นี่อาจารย์เปาโลเขียน ผู้ซึ่งได้เรียนรู้จักความรักของพระเจ้า ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ข่าวดีตั้งแต่สมัยโน้น ในพระคัมภีร์ใหม่เยอะแยะมากมาย และตัวผมเองและท่านทั้งหลายที่ได้เรียนรู้จักเรื่องความรักของพระเจ้า  จากสัปดาห์ที่แล้ว จากถ้อยคำพระเจ้า  มีความมั่นใจหรือยังว่า …

“ไม่ว่าจะเป็นความตายหรือชีวิต ทูตสวรรค์หรือเทพเจ้า สิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และพวกวิญญาณที่มีฤทธิ์อำนาจ สิ่งที่อยู่เหนือเรา หรือสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรา หรืออะไรก็ตามที่ถูกสร้างขึ้นมา พวกมันก็ไม่มีทางแยกเราออกจากความรักของพระเจ้าที่เราเห็นในพระเยซูคริสต์เจ้าของเรานี้ได้เลย”

ไม่มีทางเลย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว จะไม่มีสิ่งใดมาแยกเราออกจากความรักของพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดที่จะแยกเราออกไปจากอ้อมกอดของพระเจ้าอีกเลย นี่พระเจ้าสัญญาไว้ ถึงขนาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ความตาย  ความยากจน ความทุกข์ยากลำบากในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ หรือการถูกหลอกลวง การทำบาปต่างๆ  ไม่มีอะไรเลยที่จะสามารถแยกเราออกจากพระเจ้าได้อีกแล้ว เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  และได้บังเกิดใหม่แล้ว

นี่คือคำสัญญาจากพระเจ้าผู้เป็นพ่อที่หนักแน่นมั่นคงในความรัก ที่มีต่อเรา ลูกๆ ของพระองค์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น แต่ไปถึงนิรันดร์กาลเลย มันจะเป็นอย่างนี้ว่าไม่มีใครเอาเราออกไป จากพระเจ้าได้อีกแล้ว เราต้องกล้าพูดตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น ตอนที่เราเริ่มต้นอ่านบอกว่า … “เพราะผมมั่นใจ”

น่าเปลี่ยนเป็น … “เพราะฉันมั่นใจ” …  “เพราะฉันเห็นแล้ว ความรักของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์”

เห็นหรือยัง?  ถ้าเห็นแล้ว ก็สามารถพูดตรงนี้ได้ว่า …

“เพราะฉันมั่นใจแล้วว่าฉันมั่นใจในอะไร? ไม่มีใครเอาฉันออกจากพระเจ้าได้อีกแล้ว ฉันอยู่ในพระเจ้า ฉันรอดแล้ว รอดเลย”  มันหมายถึงอย่างนั้น

แต่ในความเป็นจริง ในการดำเนินชีวิตของคริสเตียนบนโลกใบนี้ ส่วนใหญ่ มักกลัวว่าทำไม่ดีพอ เดี๋ยวจะไม่ได้ไปสวรรค์ …

“ฉันยังทำบาปอยู่เลย ฉันจะไปสวรรค์ได้อย่างไร?”

มันจะแว๊บเข้ามาในความคิดอยู่เรื่อยๆ …

–  กลัวว่าพระเจ้าจะลงโทษ ถ้าเราทำแบบนี้

–  กลัวว่าพระเจ้าจะลงโทษ ถ้าเผื่อเราทำบาปอย่างนี้

ทั้งๆ ที่พระเจ้าบอกไว้ในโรม 8:1 ชัดเจนเลยว่า …

“ไม่มีการลงโทษแล้วลูกเอ่ย ไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ ผู้ที่เป็นลูกพระเจ้า ไม่มีการลงโทษอีกแล้ว”

แต่เราก็มักทำอย่างนี้ เดี๋ยวพระเจ้าลงโทษ เดี๋ยวพระเจ้าไม่ให้พร  นี่แหละ คือความสงสัย ความไม่เชื่อ ความไม่สงบสุขในการดำเนินชีวิตคริสเตียนบนโลกใบนี้  ซึ่งทำให้พระเจ้าทุกข์ใจ พระเจ้าอยากให้ลูกของพระองค์มีความสุข  ซึ่งพระองค์ก็บอกว่า …

“เราจะไม่ละทิ้งเจ้า  เราจะอยู่กับเจ้า จะรักเจ้านิรันดร์กาล ตลอดไปนั่นเอง”

พระเจ้ากำลังโอบกอดเราอยู่ขณะนี้ ด้วยความรักของพระองค์ จงมองให้เห็นเถิด พระเจ้ากำลังโอบกอดเรา ปลอบโยนเราว่า …

“เรายังคงรักเจ้าดั่งแก้วตาดวงใจของเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าเจ้าจะทำดีมากน้อยแค่ไหน? ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกเชื่อมากหรือเชื่อน้อยก็ตาม เรายังคงรักเจ้า เป็นความรักนิรันดร์เหมือนเดิม พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง”

ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงเท่าไร? พระองค์บอกว่าพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง พระองค์รักเราเหมือนเดิม ในอดีตเป็นอย่างไร พระองค์ก็รักเราเหมือนเดิม วันนี้และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ เอเมน ตามถ้อยคำพระเจ้า

“รักของเราที่มีต่อเจ้า ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีคำว่าถ้า ไม่มีคำว่าแม้ ไม่มีคำว่าแต่ใดๆ ทั้งสิ้น”

ไม่มีเลย นี่คือความจริงที่เราต้องใส่เข้ามา นี่คือความรักของพระเจ้าที่พูดกับเรา บอกเรา  เป็นการสำแดงออก ที่เราได้เรียนรู้ไปสัปดาห์ที่แล้ว จากการถูกตรึง สิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นจากความตาย  ซึ่งเราทั้งหลายก็เป็นขึ้นมากับพระองค์ด้วย

นี่แหละ เราต้องเห็นสิ่งเหล่านี้ในชีวิตคริสเตียนของเรา  ที่กำลังดำเนินบนโลกใบนี้ ถ้าเราอยากทำให้พระเจ้าพอพระทัย พระเจ้าแฮปปี้ เราต้องเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้

พระคัมภีร์จึงบอกว่าผู้ชอบธรรมจะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ด้วยการเชื่อเอา ไม่ใช่ตามองเห็น ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก

“วันนี้ รู้สึกพระเจ้ารักเรามาก”

“วันนี้ รู้สึกพระเจ้าเกลียดฉันมาก”

“วันนี้ รู้สึกฉันไม่ดีเลย  ในสายตาพระเจ้าคงไม่พอใจฉัน”

พระเจ้าบอก … “ไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม เราก็รักเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเจ้าจะเปลี่ยนแปลง แต่เราก็ไม่เปลี่ยนเด็ดขาด  เพราะเราเป็นผู้ให้กำเนิดเจ้า”

พระเจ้าตรัสกับเราอย่างนี้  กำลังโอบกอดเราอยู่ อยู่กับเรา อยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์อยู่ในขณะนี้  จงมองให้เห็นเถิด

และไม่ใช่เฉพาะกับผู้เชื่อ ที่ใช้สิทธิของเขา ที่พระเยซูคริสต์ได้ตายที่ไม้กางเขน เพื่อเขาเรียบร้อยไปแล้วนั้น  ไม่ใช่เฉพาะคริสเตียนเท่านั้น  ที่พระเจ้ารักมากแบบนี้  แต่รวมทั้งมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  ที่ยังไม่ใช้สิทธิของเขา  ที่ยังไม่เชื่อในข่าวดีของพระองค์ พระองค์ก็รักเขาอย่างนี้แหละ รู้ได้อย่างไร? ก็ในยอห์น 3:16 ที่เรารู้จักกันดี บันทึกไว้ …

ยอห์น 3:16 “เพราะว่าพระเจ้ารัก ผูกพันกับมนุษย์ในโลกนี้มาก  จนถึงขนาดยอมสละพระบุตรเพียงองค์เดียวของพระองค์  เพื่อว่าทุกคนที่ไว้วางใจในพระบุตรนั้น  จะไม่สูญสิ้น (ในนรก) แต่จะมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้าตลอดไป”

 

นี่ชัดเจน แจ่มใสเลยนะ  รักมนุษย์ ผูกพันกับมนุษย์ในโลกนี้มากเลย ก็คือมนุษย์ทุกคน  เพื่อว่าทุกคนที่วางใจในพระบุตร คือวางใจในพระเยซู จะได้ไม่ต้องอยู่ในนรกต่อไป  แต่จะได้รับชีวิตของพระเจ้า … ชีวิตนิรันดร์ ก็คือชีวิตที่เป็นเหมือนพระเจ้า ที่เป็น DNA  ทางฝ่ายวิญญาณ มาจากพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้านั่นเอง ไม่ตกนรก  เพราะโทษของความบาป แค่นั้นไม่พอ  ยังรับเราเป็นลูกอีก

โรม 5:8 ที่สัปดาห์ที่แล้วเราได้อ่านกัน  และเป็นหัวข้อสำคัญ บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 5:8  “แต่พระเจ้าได้แสดงความรักต่อเรา  โดยยอมส่งพระคริสต์มาตายเพื่อเรา ทั้งๆ ที่   เรายังเป็นคนบาปอยู่

 

“ทั้งๆ ที่เรายังเป็นคนบาปอยู่” … “เรา” คือมนุษย์ทุกๆ คน ไม่ใช่คริสเตียนอย่างเดียว “แม้ว่ามนุษย์ทุกคนยังเป็นคนบาปอยู่” เป็นคนบาป ไม่ได้ทำบาป  ทำบาปนั้นทำแน่ๆ  แต่บางคนบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนบาป  แค่ทำบาปเฉยๆ  แต่พระคัมภีร์บอกว่าเขาเป็นคนบาป “เป็น” กับ “ทำ” มันต่างกันเยอะนะ

พระเจ้าบอกว่ารักมนุษย์ทุกคนมาก  แม้ว่ามนุษย์ทุกคนยังทำชั่ว ทำบาป “เป็นคนบาป” ก็คือเป็นปฏิปักษ์ เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่รู้จักพระเจ้า เมื่อไม่รู้จักพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่ใช่ไม่เชื่ออย่างเดียว  เกลียดด้วย เพราะว่าเป็นศัตรู พระคัมภีร์บอกอย่างนั้น ไม่เชื่อฟัง ดื้อ ลบหลู่พระเจ้า เหยียดหยามพระเจ้า และอะไรต่างๆ อีกมากมาย ท่านลองคิดดูสิ ในใจของมนุษย์  ล้อเลียนพระเจ้า ไม่ว่าทำอะไรก็ตามที่เรียกว่าเป็นบาป ที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า พระเจ้าบอกว่าไม่ถือสา  ยังรักเขามากเหมือนเดิม และมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด ที่มนุษย์ผู้ที่เชื่อแล้ว เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นลูกแล้ว เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดพระองค์ เป็นมิตรกับพระองค์แล้ว เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว รักพระองค์แล้ว  มากกว่านั้นสักเท่าใดที่พระเจ้าจะปกปักษ์ คุ้มครอง ดูแล ปลอบโยน โอบกอด หวงแหน  ห่วงใยเขา มากกว่านั้นอีกสักเท่าใด  เพราะตอนนี้เข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระองค์แล้ว เป็นลูกของพระองค์แล้ว เกิดใหม่แล้ว

ท่านลองคิดดูแล้วกัน  ความรักของพระเจ้าที่ไม่มีเงื่อนไขอย่างนี้ จึงเป็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่มหาศาล เป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของคริสเตียน

ทำไมถึงบอกว่าเป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ สำหรับคริสเตียน ก็เพราะว่าคนที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังไม่ได้เป็นลูก เขายังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็ไม่สามารถอยู่แล้วที่จะรับ ซึมซับ และเห็นความรักของพระเจ้า เป็นพลังงานตรงนี้เข้ามาในชีวิตของเขา แต่คนที่ดำเนินชีวิต เป็นคริสเตียนแล้ว  พระเจ้าได้กระทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้  เรียบร้อยไปแล้ว เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ อยู่ในวิญญาณของเขาแล้ว เขาจึงมีโอกาสได้ใช้ความรักอันนี้ ให้เป็นประโยชน์ เป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ให้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าได้

เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ รับรู้ ให้เห็น ให้ซึมซับและรับเอาความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ซึ่งเป็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ในการขับเคลื่อนชีวิตของเรานั้น  เป็นพลัง เป็นแรงบันดาลใจในวิญญาณ ไม่ใช่ในใจนะ  หรือเรียกว่าในใจใหม่ที่พระเจ้าให้เราเกิดใหม่แล้ว เพื่อว่าจะดลบันดาล ผลักดันให้ใจของเรา หรือวิญญาณของเราทำดีตามน้ำพระทัยพระเจ้า ทำตามแผนการของพระเจ้า ไม่ใช่ทำตามความคิดของตนเอง มันสำคัญอย่างนี้

และเมื่อได้รับรู้อย่างนี้แล้ว ซึมซับ เห็นความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ตามถ้อยคำพระเจ้าอย่างนี้แล้ว ถามว่าจะเป็นอันตรายไหม? หรือจะทำให้ทำบาปมากขึ้นหรือ?  คนที่ไม่เข้าใจ ก็จะคิดอย่างนี้  เหมือนกับคิดอย่างนี้มาแล้ว 2,000 ปี ที่บันทึกไว้ในหนังสือโรม เขาก็คิดอย่างนี้ เวลาอาจารย์เปาโลแสดงความรักของพระเจ้า ให้เขาเห็นว่าพระเจ้ารักเขาขนาดไหน?  เขาก็คิดอย่างนี้ว่าจะทำให้คนเอาความรักนี้ ไปทำบาปมากขึ้นอย่างนั้นหรือ? เราจะเรียนรู้เรื่องนี้ เพื่อจะให้เห็นชัดว่าเปาโลพูดว่าอย่างไร?  พระเจ้าต้องการอะไร?  และเป็นจริงตามที่เขาคิดไหมว่าเห็นความรักของพระเจ้าอย่างนี้  ซึมซับความรักของพระเจ้าอย่างนี้  รับเอาความรักของพระเจ้าที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นอย่างนี้ เข้ามาแล้ว รู้แล้ว อย่างนี้  จะทำให้ทำบาปมากขึ้นจริงๆ หรือ? อะไรจะมาเป็นตัวพิสูจน์ตรงนี้ได้ ก็คือความจริงเท่านั้น เพราะพระคัมภีร์บอกว่าความจริง จะทำให้เราเป็นไท เป็นอิสระจากการถูกหลอกลวง

เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ความจริงให้ได้ มาศึกษาด้วย มาดูด้วยกันว่าถ้อยคำพระเจ้าบันทึกไว้ว่าอย่างไร?  พระเจ้าได้สำแดงความรักของพระองค์อย่างไร? ในถ้อยคำของพระองค์บอกไว้อย่างไร? เราจะได้เป็นอิสระ เป็นไทจากการถูกหลอก

มันมีความจริงในถ้อยคำพระเจ้าอีกหลายอย่าง ที่อาจจะไม่จำเป็นมากนัก แต่พื้นฐานที่จำเป็นมาก สำหรับการดำรงชีวิตคริสเตียน ผู้เชื่อ ให้เป็นไปตามถ้อยคำพระเจ้า เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า  เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า พื้นฐานความจริงนี้ ก็คือ …

“เรากำเนิด เกิดมาเป็นลูกของพระเจ้า  เป็นผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า”

เรากำเนิด เกิดมาเป็น ไม่ใช่ด้วยความประพฤติ หรือการกระทำของเราเอง

เปาโลก็พยายามอธิษฐาน หัวข้อสำคัญเลย ให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย …

“พระเจ้าเปิดตาภายในวิญญาณของเขา ประทานสติปัญญาและวิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ของพระองค์ให้กับเขา เพื่อเขาจะได้เห็น ซึมซับ และรับเอาฤทธิ์เดชอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ อันมหาศาลมาก ที่พระองค์ทรงกระทำ ที่พระเยซูคริสต์ เมื่อตอนที่พระองค์ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงมอบพระบุตรของพระองค์ให้กับเขาทั้งหลายแล้ว”

“เขาทั้งหลาย” คือมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังอธิษฐานให้กับผู้ที่เชื่อแล้ว  ได้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้

เราจะมาดูสิว่าเปาโลพูดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้นิดหนึ่ง เพื่อเราจะได้เห็น  อย่างที่เปาโลได้เห็นแล้ว โดยพระเจ้าเปิดตาวิญญาณให้เขาได้เห็นความจริงแห่งข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เขาจึงทิ้งทุกอย่าง แล้วมองไปที่อย่างเดียว เห็นอย่างเดียว คือพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า ทรงสิ้นพระชนม์ ด้วยความทุกข์ทรมาน  ที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 นี่คือสุดยอดความรักของพระเจ้า  ที่ได้สำแดงแล้ว ให้เห็นแล้ว ชัดเจนทั่วโลกแล้ว มหาจักรวาลนี้ ได้เห็นหมดเลยสิ่งเหล่านี้ ที่เกิดขึ้นว่าพระเจ้ารักมนุษย์ขนาดไหน?  ยิ่งใหญ่ขนาดไหน? และกระทำสำเร็จแล้วด้วย คือการตายที่ไม้กางเขนของพระบุตรของพระองค์ คือการอภัยในความบาปผิดทั้งสิ้นของมนุษยชาติตลอดไปเลย อภัยทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม ไม่ใช่อภัยอย่างเดียว  แต่ยังรับเขามาเป็นลูกของพระองค์ โดยการให้กำเนิดกับเขา ให้เขาเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ไปเลย ครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ไปเลย เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ไปเลย

นี่คือความรักที่ได้สำแดงแล้ว ถ้าใครเห็น เขาจะเห็นความรักที่ยิ่งใหญ่นี้ เปาโลจึงพยายามที่จะอธิบายตรงนี้ให้ฟัง เราลองมาติดตามดูว่าเปาโลอธิษฐาน อยากให้เราเห็นอะไร? เมื่อตะกี้นี้ อธิษฐานอยู่ในเอเฟซัส 1:16 เป็นต้นมา จนมาถึงเอเฟซัส บทที่ 2 เริ่มต้นที่ข้อ 1-3 ก่อน …

เอเฟซัส 2:1-3  “1 ส่วนท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในวิญญาณ  จากการล่วงละเมิด  และในบาป (ในอาดัม)  ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า  จากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า 2 ซึ่งท่าน เคยดำเนินชีวิตตามวิถีของบาปของโลกนี้  และตามการครอบงำของเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (มาร) ซึ่งเป็นวิญญาณ  ที่บัดนี้ทำการอยู่ในบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) 3 ครั้งหนึ่ง เราเคยมีชีวิตเหมือนกับผู้คนเหล่านั้นที่ (ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ ในการไถ่บาปของพระเยซู) ทำตามตัณหาของวิสัยบาปของเรา  สนองความอยากกับความคิดของมัน  ตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา  (ในอาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษ  สาปแช่ง  เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้กระทำให้”

 

อาจารย์เปาโลอธิษฐาน … “โอ พระเจ้าเปิดตาวิญญาณให้กับเขา  ให้สติปัญญากับเขา ที่เขาจะเข้าใจเรื่องโลกวิญญาณอย่างนี้ด้วยเถิด  คือว่า ให้เขาเห็นว่าก่อนที่เขาจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เขาเป็นอย่างไรอยู่ ในวิญญาณเขาเป็นอย่างไร? และหลังจากที่เขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ แล้วเป็นอย่างไรนั่นเอง”

ในอดีตก่อนเชื่อนั้น ท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในวิญญาณ จากการล่วงละเมิดในบาป “ในบาป” ก็คือในอาดัม ท่านตายจากพระเจ้า คือท่านไม่รู้จักพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า  และตัวท่านเองในโลกวิญญาณ อยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าในอาดัม เหมือนเราอยู่ในประเทศไทย ในประเทศอเมริกา  ประเทศอังกฤษ ตอนนี้ในโลกวิญญาณท่านอยู่ในอาดัม มนุษย์ทั้งหลาย  ที่ไม่เชื่อพระเจ้าอยู่ในอาดัม อยู่ในบาป  ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า จากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เห็นไหมครับ ไม่มีความบริสุทธิ์เหลืออยู่เลย ซึ่งท่านเคยดำเนินชีวิตตามวิสัยของบาปนี้ แล้วมันครอบงำชีวิตท่านอยู่ด้วยบาปนี้  ครอบงำโดยมาร  และบัดนี้ มารตัวนี้ ก็ยังทำการงานครอบงำอยู่ในคนไม่เชื่อนั่นเอง

ครั้งหนึ่ง เราเคยมีชีวิตเหมือนกับคนเหล่านั้น ก็คือครั้งหนึ่ง ตอนก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราก็เป็นอย่างนั้นแหละ  เพราะฉะนั้น ตามธรรมชาติของความบาป ของวิญญาณที่ตายอยู่นั้น ที่ยังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์นั้น เรียกว่าวิญญาณนั้นอยู่ในอาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้าอยู่ในวิญญาณนั้นเลย แม้แต่นิดหนึ่ง ในวิญญาณที่เป็นตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ทุกคนเลย

ในขณะนั้น ในวิญญาณที่เป็นศัตรูกับพระเจ้านั้น เราจึงสมควรแก่การถูกลงโทษ ก็คือถูกตัดสินพิพากษาลงโทษไปแล้ว ให้อยู่ในนรก  ก็คือถูกสาปแช่งตลอดเวลา  เพราะตอนนั้นเรายังไม่เกิดใหม่  เรายังไม่เปิดใจต้อนรับผู้ช่วยให้รอดของเรา  เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเราเอง ให้เป็นคนดีได้  เพราะว่าเราเกิดมาบาป  ไม่ใช่เราทำบาป ถ้าเราทำบาป เรายังแก้ให้ทำดีได้ แต่เราเกิดมาบาป  แล้วจะทำอย่างไรล่ะ

เปาโลบอกว่า … “ข้าพเจ้าอธิษฐานให้กับท่านอยู่เสมอๆ ตลอดเวลาเลย ขอพระเจ้าทรงเปิดตาวิญญาณให้ท่านเห็นเถิด”

เอเฟซัส 2:4  “แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา  พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม”

 

ก่อนที่ท่านจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด มาเป็นผู้ช่วยท่าน  ให้พ้นจากการเป็นคนบาป ให้พ้นจากการอยู่ในอาณาจักรหนึ่งที่เรียกว่าอาณาจักรอาดัม ในบาป ในอาดัม ในความมืด ในนรก เพราะมันเกิดมาเป็น มันจึงเป็น 100% ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ ไม่ใช่เกิดมาเป็นอาดัม เกิดเป็นคนบาป แล้วกระทำดีเยอะๆ เพราะฉะนั้น บาปลดเหลืออยู่ 50% ไม่ใช่ เพราะมันเกิดมาเป็น

ที่ผมบอกพื้นฐานความจริงของถ้อยคำพระเจ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเราเกิดมาเป็น เราจะทำดีให้ตาย อย่างไร มันก็ไม่สามารถลบความเป็นเราไปได้ เหมือนฝรั่งมาอยู่เมืองไทย  จะพยายามฝึกกินปลาร้า ฝึกกินน้ำพริกปลาทูมากเท่าไร? ฝึกกินแกงมากเท่าไร? ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เขาเป็นคนไทยได้  หรือคนไทยพยายามฝึกกินขนมปัง  กินเนย กินเบค่อน กินทุกวัน เพื่อจะให้เป็นฝรั่ง มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามันเกิดมาเป็น เพราะเนื่องด้วยความรักใหญ่หลวง ที่ทรงมีต่อเรา “เรา” คือมนุษย์ทุกคน พระเจ้าผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพระเมตตาและพระคุณอันอุดม

พูดง่ายๆ “จงมองให้เห็นเถิด จงซึมซับและรับเอาเถิด”

รับเอา ความรักอันใหญ่หลวง ที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และพระคุณอันอุดม รักเรามากมายมหาศาล  อย่างไม่มีเงื่อนไขเลย รักเราทั้งหลายมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะคนที่เชื่อ เปิดใจแล้ว เป็นลูกของพระองค์แล้ว  จงซึมซับ รับเอาพลังงาน แห่งความรักนี้ จงมองให้เห็นเถิด …

เอเฟซัส 2:5  “จึงได้ทรงกระทำให้ วิญญาณของเรากลับมีชีวิตอยู่กับพระคริสต์  แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป  คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษ จากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ”

 

พูดง่ายๆ ก็คือมีการย้ายถิ่นฐานเกิดขึ้น  มีการย้ายที่อยู่ในอาณาจักรในโลกวิญญาณเกิดขึ้น  ด้วยความรักนี้ พระเจ้าจึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรา  ซึ่งเป็นตัวตนแท้ๆ ของเรานั้น กลับมามีชีวิต เมื่อตะกี้ตายอยู่ในอาดัม กลับมามีชีวิต อยู่ในพระคริสต์ แม้ขณะที่วิญญาณเราได้ตายไปแล้วในบาป  คือท่านทั้งหลายได้รับความรอดนี้  รอดจากในอาดัม ในอาณาจักรของความมืด ที่เรียกว่านรกนี้ ซึ่งเรียกว่าการถูกลงโทษ ถูกสาปแช่ง ในนรกนี้ รอดโดยพระคุณความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อท่าน เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข จึงเรียกว่าพระคุณไง  คือไม่มีเงื่อนไข ให้ฟรีๆ  ให้เปล่าๆ ให้เป็นของขวัญ  ช่วยท่านด้วยความรักของพระองค์ ช่วยท่านย้ายถิ่นฐาน ออกจากในอาดัม มาเกิดใหม่  มีชีวิตใหม่ในพระคริสต์  ย้ายมาเลย ไม่ใช่ย้ายมาครึ่งๆ กลางๆ อีกแล้ว

ในโลกวิญญาณ ก็เหมือนกับโลกวัตถุ บนโลกวัตถุนี้ เราอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ถูกไหมครับ? เราอยู่ในประเทศจีน  หรือเราอยู่ในประเทศไทย  เราอยู่ในกรุงเทพ หรือเราอยู่ที่เชียงใหม่  เราต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งแน่ ในโลกวิญญาณก็เช่นเดียวกัน มี 2 แห่งเท่านั้นเอง  ท่านจะอยู่ในอาดัมหรืออยู่ในพระคริสต์ ซึ่งท่านทำเองไม่ได้ด้วย  ต้องเกิดมาเป็น เกิดมาอยู่ในอาดัม หรือจะเกิดใหม่อยู่ในพระคริสต์ พระเจ้าสามารถทำให้ท่านได้ และทำให้เรียบร้อยไปแล้ว  โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  ซึ่งสำแดงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อเราทั้งหลาย  ดูในข้อ 6 ต่อ …

เอเฟซัส 2:6  “และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเรา  เป็นขึ้นมากับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์  พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์”

 

โอ้โห! เห็นหรือยัง ทำไมเปาโลจึงอธิษฐานวิงวอน ด้วยน้ำตาไหลเลยว่า … ขอให้ตาวิญญาณทุกคนเปิดออก ได้เห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ … เพราะว่าถ้าเขาเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้  เขาจะได้ซึมซับ รับเอาพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ไม่มีเงื่อนไข สำหรับเขา ที่ทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นพลังงาน ขับเคลื่อนในการดำเนินชีวิต  และพระองค์ทรงให้วิญญาณของเรา เป็นขึ้นมากับพระคริสต์

พระองค์ให้วิญญาณของเรา ที่ตายอยู่ในอาดัม อยู่ในนรกกับอาดัม เป็นขึ้นมาพร้อมพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณนั้น พระคัมภีร์พูดไว้ในหนังสือโรม บทที่ 6 บอกว่าเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระองค์นำวิญญาณของเรา  เข้าไปในการชำระให้สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ โดยการนำวิญญาณของเรา ผ่าตัดวิญญาณของเรา ที่อยู่ในอาดัมนั้น เข้าไปอยู่ในพระคริสต์ แล้วก็ไปตายชดใช้บาป  ที่ไม้กางเขน ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เพราะเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่าเราได้ตายต่อตัวเก่า ซึ่งอยู่ในอาดัมนั้น ได้ถูกฆ่าให้ตายเรียบร้อย ได้ถูกกำจัดไปเรียบร้อยแล้ว  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เกิดใหม่ พร้อมๆ กับพระเยซูคริสต์ เพราะเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ มันหมายถึงอย่างนั้น

“และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรา”

“ได้” แปลว่าทำแล้ว และในการเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ได้แต่งตั้งวิญญาณของเราที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ให้เรานั่งในสวรรค์สถานกับพระคริสต์ด้วย  พระคริสต์นั่งในสวรรค์สถาน เราก็นั่งพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ที่เบื้องขวาของพระองค์ในสวรรค์สถาน  ก็แปลว่าขณะนี้ได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ขณะที่เราเรียกว่าเป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่อที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ วิญญาณของเรา ได้กำเนิด เกิดมาเป็นลูกของพระเจ้า นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  ในพระเยซูคริสต์แล้ว ออกจากอาดัมเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว พระเยซูคริสต์นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า เราก็นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าด้วย

ในอดีต ในอาดัมได้ถูกลงโทษ ตายจากพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า เราก็อยู่ในอาดัม ตายต่อพระเจ้า เป็นศัตรูต่อพระเจ้า เกลียดพระเจ้า อยู่ในนรก แต่เดี่ยวนี้เราอยู่ในพระคริสต์ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์ครับ

พูดพร้อมกันตอนนี้เลยว่า … “เราอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้”

เปิดใจรับเชื่อพระเยซู เราก็อยู่ในสวรรค์แล้ว ขอพระเจ้าประทานสติปัญญา และวิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ เปิดตาวิญญาณให้เราทั้งหลายได้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้เถิด  นี่แหละคือพื้นฐานสำคัญที่จะได้เห็น เพื่อจะได้ซึมซับและรับเอาพลังอำนาจความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่มีต่อเรามนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ เข้ามาเป็นแรงผลักดันในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ข้อที่ 7 …

เอเฟซัส 2:7  “เพื่อในยุคต่อๆ ไป  พระองค์จะได้ทรงสำแดงความอุดมแห่งพระคุณ  อันหาใดเปรียบ  ซึ่งได้ทรงแสดงด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์

 

พูดง่ายๆ ว่าได้แสดงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้กับเรา ในพระเยซูคริสต์แล้ว ก็จะสำแดงอย่างนี้ตลอดไปทุกยุค ทุกสมัย ชั่วนิรันดร์ มันหมายถึงอย่างนั้น จงมองให้เห็นเถิด  ข้อ 8 …

เอเฟซัส 2:8  “เพราะโดยพระคุณ ความเมตตา และความโปรดปรานของพระเจ้า  ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์  ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้นจากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ”

 

ท่านเห็นความรัก ซึมซับและรับเอาความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อเราไหม? เปาโลพูดแล้วพูดอีก  ซ้ำแล้วซ้ำอีก

“เพราะโดยพระคุณ ความเมตตา ความโปรดปรานของพระเจ้า”

เพราะความรัก ความเมตตา พระคุณของพระเจ้าที่ให้เราฟรีๆ โปรดปรานเรามากเลย ของพ่อเราที่อยู่ในสวรรค์  ที่ได้นำเรา ย้ายออกมาจากในอาดัม ในนรก มาอยู่ในพระคริสต์ มาอยู่ได้ เพราะความรัก ความเมตตา ผมจะย้ำตามเปาโลนะ เพราะพระคุณความรัก เมตตา ความโปรดปรานของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอด  พ้นจากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป เราทั้งหลาย จึงสามารถหลุดพ้นจากการถูกตัดสินลงโทษ  เพราะเราอยู่ในอาดัม อยู่ในความบาป เป็นคนบาปอยู่นั้น  รอดออกมาได้ และได้รับชีวิตนิรันดร์  ก็คือได้รับการเป็นลูกของพระเจ้า  มีวิญญาณที่มาจากพระเจ้า  เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์ ได้รับชีวิตนิรันดร์ แปลว่าอย่างนี้ ไม่ใช่ตลอดรอดฝั่ง ตลอดไป ตลอดกาล ไม่ใช่  ชีวิตนิรันดร์ คือคุณภาพชีวิตที่เป็นเหมือนพระเจ้า เป็นวิญญาณแบบพระเจ้า ที่พระเจ้าได้แบ่งส่วนของพระองค์ วิญญาณของพระองค์มาให้กับเรา  เรียกว่าชีวิตนิรันดร์ พระเจ้าเป็นชีวิตนิรันดร์  เราก็เป็นชีวิตนิรันดร์  ที่พระเจ้าแบ่งส่วนมาให้กับเรา

ได้รับชีวิตนิรันดร์ โดยการบังเกิดใหม่  ผ่านทางความเชื่อ เริ่มต้นด้วยเชื่อในความรักของพระเจ้า  ที่สำแดงออกของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน พอเราเริ่มเชื่อปุ๊บ เราก็เปิดใจ  หว่านเมล็ดมัสตาร์ดแห่งความเชื่อของเรา นิดเดียวลงไปในความไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ ฤทธิ์เดชอำนาจแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ อันไม่มีเงื่อนไขนี้  ก็เกิดพลังมหาศาล เกิดอัศจรรย์ขึ้น ทำให้เราได้บังเกิดใหม่ นี่แหละ เราจำเป็นต้องใช้พลังนี้ ในการดำเนินชีวิตต่อไป ด้วยความเชื่อ บนโลกใบนี้นั่นเอง

เห็นความรัก ซึมซับ และรับเอาไหม? ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ท่านเห็นอะไรไหม? จากข้อความเมื่อสักครู่นี้  ก็คือพระเจ้าทรงอภัยในบาปทั้งสิ้นของเรา ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน อนาคต อภัยให้หมดเรียบร้อย จนเราสะอาดหมดจด พ้นจากบาป  แค่นั้นไม่พอ ยังรับเราเป็นลูกของพระองค์ และเข้ามาสถิตอยู่กับเรา โอบกอดเรา ณ วินาทีนั้น และไปถึงนิรันดร์เลย  ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พระองค์ก็ทรงอยู่กับเรา  ไปไหน ไปด้วยตลอดเวลา  และเราจะกลัวอะไรอีกล่ะ

ตรงนี้จึงเป็นพลังอันยิ่งใหญ่มหาศาล  แบ็คอัพชีวิตของใครก็ตาม ที่ได้เห็น ซึมซับ รับเอาตรงนี้เข้าไป ข้อที่ 9 …

เอเฟซัส 2:9  “ความรอดนี้  ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง  แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้  ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า  เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดี  ในความรอดของตนได้”

 

“ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณความรักของพระเจ้า ที่ได้ประทานให้ท่านเปล่าๆ ฟรีๆ”

ความรักอีกแล้ว  ไม่ใช่ความรอด โดยการประพฤติหรือความพยายาม ที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า ไม่ใช่เลย

พยายามรักษา ทำความดี  ตามที่บทบัญญัติบันทึกไว้ดีไหม? ดี แต่ในนี้บอกว่ามันไม่ดีพอ สำหรับการที่เราจะได้รับความรอด  ไม่ใช่ความรอด โดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีใครมาโอ้อวด และแอบอ้าง ความดี ในความรอดของตนเอง ไม่สามารถมาเย่อหยิ่ง บอกว่า …

“ฉันทำดีกว่าคนอื่นเขา ฉันถึงได้อย่างนี้ เพราะฉันอธิษฐานมาก ฉันถึงได้อย่างนี้  เพราะฉันรับใช้เยอะ ฉันถึงได้อย่างนี้”

มันรวมอยู่ตรงนี้ด้วยนะ … “เพราะฉันเป็นศิษยาภิบาล ฉันถึงได้มากกว่า”

ไม่มีใครสามารถแอบอ้างและอวดการกระทำของตนเองได้เลย เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง  ทุกคนนั้น ได้รับจากพระเจ้าทั้งสิ้น โดยเป็น อยู่ คือ ก็คือได้ทั้งเป็น  ได้ทั้งอยู่ที่ไหน?  ย้ายออกมา และเป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ได้รับการอภัยจากพระเจ้า ทั้งหมดนี้มาโดยพระคุณของพระเจ้าที่ได้ให้เราได้กำเนิด เกิดมาเป็น ต้องจำไว้เลย กำเนิด เกิดมาเป็น  อย่าเย่อหยิ่ง อย่าจองหอง

ถึงท่านเย่อหยิ่งจองหอง พระเจ้าก็ไม่ได้ว่าอะไรท่านเลยนะ เพียงแต่พระองค์เสียใจ เพราะท่านจะไม่ได้รับพระพร ไม่ได้รับพลังงานบริสุทธิ์ จากพระเจ้าจริงๆ แท้ๆ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น ทำให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าไม่มีกำลังแรงพอ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราได้มาจากการกำเนิด เกิดมา แล้วเราเป็นอย่างนี้ พอเรารู้ว่าเรากำเนิด เกิดมาเป็น เราก็จะถ่อมใจและรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เราได้รับมาจากพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า เพราะเกิดมาเป็นแล้ว  เป็นเลย ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วครับ ข้อที่ 10 …

เอเฟซัส 2:10  “เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก  ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้า  ที่สร้างสรรค์ขึ้นในพระเยซูคริสต์  ซึ่งวิญญาณได้บังเกิดใหม่  พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้  เพื่อทำการดีต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว  เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตที่ดี เป็นไปตามแผนการของพระองค์”

 

ขอพระเจ้าเมตตา ให้ตาวิญญาณเราเปิดออกเถิด คริสเตียนทุกๆ คน

“เพราะเราเป็นผลงานศิลปะชั้นเอก ที่ประณีตและยอดเยี่ยมของพระเจ้า ที่สร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์”

พระเจ้าบอกว่าชีวิตที่พระองค์ทรงให้เรากำเนิด เกิดมาใหม่ ในพระคริสต์แล้ว โดยความเชื่อ  ไม่ใช่โดยการกระทำของเราเอง แต่เป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้าที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ สวยงามยอดเยี่ยมเลย เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ท่านเกิดใหม่แล้ว นั่นแหละที่พระเจ้ามองมา เป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ยอดเยี่ยมมากเลย ของพระเจ้า ไม่ใช่ของตัวท่านเอง  ไม่ใช่ เพราะการกระทำของท่าน  ไม่ใช่ เพราะการกระทำของศิษยาภิบาลที่อธิษฐานให้ท่าน ไม่ใช่เพราะว่าอะไรทั้งสิ้นของมนุษย์ แต่เป็นผลงานของความรักอันยิ่งใหญ่ ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำที่ไม้กางเขน เมื่อท่านเชื่อ ท่านได้บังเกิดใหม่  เป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาดหมดจด เป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้า  ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ ทั้งร่างกาย ความคิดจิตใจ และวิญญาณเป็นใหม่ทั้งสิ้น

แต่อนิจจา หลายครั้งเราไม่รู้ความจริงนี้ ตาวิญญาณเราเปิดออก ไม่ชัดเจน  เราถูกหลอกด้วยความคิดของเราเอง  คิดว่าเราไม่ดีพอ  เราอธิษฐานน้อยเกินไป เราอ่านพระคัมภีร์น้อยเกินไป  คนอื่นเขายังอ่านพระคัมภีร์เยอะกว่านี้เลย โบสถ์เราก็มาบ้าง ไม่มาบ้าง เราแย่เหลือเกิน

หรือหลายคนอาจจะคิดอย่างนี้ด้วยซ้ำ เราไม่ได้รับใช้พระเจ้าอะไรเลยสักนิดหนึ่ง  ท่านเข้าใจคำว่ารับใช้พระเจ้าผิดไปแล้ว

ยิ่งคนที่ยังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซู ยิ่งเห็นชัด เราเป็นคนบาป เราต้องชดใช้เวรกรรมของเราต่อไป  ทั้งๆ ที่ความจริง คือพระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตของพระองค์ ชำระบาปให้กับมนุษยชาติทุกคนเรียบร้อยไปแล้ว อย่างนี้เห็นชัด แม้มาเป็นคริสเตียน ก็ยังสามารถถูกหลอกอย่างนี้ได้ แต่เบาบางลงเท่านั้นเอง

หลายครั้ง เรารู้สึกฟ้องผิดกับตัวเองว่าเราไม่พร้อม เราดีไม่พอ แต่พระคัมภีร์บอกว่าพวกเราทั้งหลาย แค่เกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ พวกเราก็เป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้า  พระเจ้าบอกดี  เราก็เถียงพระเจ้าบอกว่าไม่ดี  นอกจากเถียงพระเจ้าว่าตัวเองไม่ดี ไม่พอ ยังไปชี้หน้าคนอื่นอีกว่าคนนี้ไม่ดี  ทำไมเชื่อพระเจ้าแล้ว ยังทำอย่างโน้นอย่างนี้  แต่พระเจ้ามองไปบอกว่าดีแล้ว ไม่ใช่ดี คือการกระทำอย่างนั้นดี แต่หมายถึงทั้งหมดนั้น เดี๋ยวพระเจ้าจะเป็นผู้จัดการเขาเอง นำพาชีวิตเขาเอง เป็นเรื่องของพระองค์ ไม่ใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับท่านที่จะไปชี้ว่าเขาต้องทำเหมือนเรา  บางครั้งเราทำอย่างนี้ พระเจ้านำเราจากข้างใน เราจะไปบอกคนอื่นให้ทำเหมือนเรา เหมือนทุกคนไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับพระเจ้าที่สถิตอยู่ในเขา เพราะว่าเขาก็เป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้า เหมือนกับเรานั่นแหละ เพราะฉะนั้น ให้มันออกมาจากใจไม่ดีกว่าหรือ? มันหมายถึงอย่างนั้น

เราเป็นศิลปะชิ้นเอก ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้า ที่สร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ ซึ่งวิญญาณได้บังเกิดใหม่ พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้

ถามว่า … “พร้อมหรือยัง?  ทุกคนที่มาเชื่อพระเจ้า พร้อมให้พระเจ้าใช้หรือยัง?”

ต้องตอบว่า … “พร้อมแล้ว”

ในวิญญาณมันพร้อมแล้ว  แต่ทำไมบางครั้งเรายังดื้อ  เพราะว่ามันยังมีระบบของเนื้อหนังอยู่ ซึ่งเราจะเรียนรู้กันต่อๆ ไป

แต่ในวิญญาณ ตัวตนจริงๆ แท้ๆ ของเราที่ได้บังเกิดใหม่ พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้  เพื่อทำการดีต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว

พร้อมที่จะกระทำความดี ก็คือพร้อมที่จะผลักดันให้เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ใช้อวัยวะในร่างกายนี้ กระทำดีต่างๆ ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยไปแล้ว  เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตที่ดี ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เป็นไปตามแผนการของพระเจ้า คือเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นไปตามการงานที่เราคิดว่าดี ที่เรารู้สึกว่าดี ที่มนุษย์ข้างเคียงบอกว่าอย่างนี้แหละดี

บางครั้ง สิ่งที่มนุษย์มองเห็นว่าดี พระเจ้าอาจจะบอกว่าสิ่งนี้มันดีจริง  แต่สำหรับเจ้า เราเตรียมไว้อย่างนี้ดีกว่า เห็นไหมว่าเพราะอะไร? ถ้าให้ดีครบถ้วนบริบูรณ์ ดีอย่างสมบูรณ์ ต้องดีตามน้ำพระทัย ตามแผนการของพระเจ้า

ยกตัวอย่างง่ายๆ เราอาจถูกผลักดันด้วยอิทธิพล ผู้คนรอบข้าง จากเพื่อน จากที่ประชุม ให้เราถวายตัวเลย ทิ้งงาน ทิ้งการมารับใช้พระเจ้าที่โบสถ์ดีกว่า ใครๆ เขาก็ทำอย่างนี้ ท่านแน่ใจหรือว่าพระเจ้าทรงเตรียมให้ท่านเป็นอย่างนั้น หรือท่านทำด้วยตัวเอง ตามคำคนอื่นเขา จากการสัมมนา ถูกผลักดันด้วยอารมณ์ต่างๆ ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ใช่หรือ? มันดูดีหมดล่ะ แต่มันดีแบบไหน?

ทำความดีงาม จากพลังอำนาจของความรัก ชนิดที่เหมือนพระเจ้า  ที่ไม่มีเงื่อนไข ที่อยู่ในตัวเรา ที่พระเจ้าใส่ความปรารถนาเข้ามาในวิญญาณของเรา วิญญาณที่เกิดใหม่นั่นน่ะ ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า ให้พลังอำนาจตรงนี้ ในวิญญาณ ในใจของเรา เป็นแรงผลักดันในวิญญาณ  ให้เราทำดีตามใจที่เกิดใหม่ ที่มีความคิดของพระคริสต์ เหมือนพระคริสต์อยู่ข้างใน  ที่พระเจ้าใส่เข้ามา ตอนเราบังเกิดใหม่  ในพระคริสต์ เพื่อเราจะได้ทำตามน้ำพระทัย ตามแผนการของพระองค์ ไม่ใช่ความคิดของเรา หรือแรงผลักดันจากผู้คนรอบข้าง แรงจูงใจจากผู้คนรอบข้าง แรงโปรโมทจากผู้คนรอบข้าง ให้มันออกมาจากใจ และมันจะมาได้อย่างไร? จะรู้ได้อย่างไร?  ก็ขอให้ตาฝ่ายวิญญาณเราเปิดออก ให้เห็น ซึมซับและรับเอา ถ้าเราไม่เห็นซึมซับและรับเอาพลังอำนาจของพระเจ้าตรงนี้เข้ามา เราก็มองไม่เห็นว่าพลังอำนาจนี้ ผลักดันเราได้แค่ไหน?

เคล็ดลับจึงอยู่ที่เห็น ซึมซับและรับเอา เปาโลจึงอธิษฐานตรงนี้มาก แรงผลักดัน เป็นแรงสร้างการบันดาลใจให้กับเรา จากภายใน ในการกระทำดี ตามน้ำพระทัยพระเจ้า บางครั้ง ดูตามมนุษย์มองทั่วๆ ไป มันเหมือนดีนะ แต่ดีจริงหรือเปล่าไม่รู้ 2 โครินธ์ 5:14-15 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

2 โครินธ์ 5:14-15 “14 เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่  เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่าถ้าผู้หนึ่งได้ตาย เพื่อคนทั้งปวง  เหตุฉะนั้น  คนทั้งปวงจึงตายแล้ว 15 และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์ เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่จะมิได้เป็นอยู่ เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป  แต่จะอยู่เพื่อพระองค์  ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมา เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย”

 

เห็นไหมครับสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยพระเจ้า เพื่อพระเจ้า และแด่พระเจ้าเท่านั้น ไม่มีมนุษย์เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย พระองค์ทรงกระทำการงาน โดยพระองค์เองทั้งสิ้น ขอให้เราเพียงแต่เห็น ซึมซับ และรับเอาพลังอำนาจความรักตรงนี้เข้ามาในชีวิตเท่านั้นเอง เดี๋ยวความรักนี้จะผลักดันท่าน ให้เป็นไปตามธรรมชาติเอง เพราะว่าความรักของรพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่

ทรงครอบครองตรงนี้ สามารถแปลได้ว่าเพราะความรักของพระคริสต์ได้ผลักดัน ได้เป็นกำลัง พลังมหาศาล ควบคุมเราอยู่ เหมือนสมัยก่อนนี้ ก่อนที่เรายังไม่เชื่อ เรามีพลังควบคุมเรา ก็คือมาร ก็คือบาป ผลักดันเราอยู่ แต่ตอนนี้มีแรงสนับสนุนจากข้างใน  เป็นตัวตนของเราจริงๆ คือฤทธิ์เดชอำนาจแห่งความรักของพระคริสต์ ของพระเจ้า ควบคุมภายในใจ ภายในวิญญาณที่เกิดใหม่นี้อยู่ เพราะเราคิดอย่างนี้ว่าถ้าผู้หนึ่งได้ตาย เพื่อคนทั้งปวง เหตุฉะนั้น คนทั้งปวง จึงตายแล้ว เพราะเราคิดอย่างนี้ ก็คือเพราะเรารู้ไง  เรารู้ว่าเราตายไปแล้ว ตัวเก่านั้น ตายจากอาดัมไปแล้ว ไม่ได้อยู่ในอาดัมแล้ว ตอนนี้เราอยู่ในพระคริสต์

และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์  เพื่อคนทั้งปวง รวมทั้งตัวเราด้วย  เพื่อคนเหล่านั้นจะได้มีชีวิตอยู่ จะมิได้อยู่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป ก็หมายถึงพระองค์ทรงตาย เพื่อเราจะได้บังเกิดใหม่ พอเราเกิดใหม่ พระองค์ทรงใส่ชีวิตใหม่ เข้ามาในวิญญาณของเรา  ทำให้วิญญาณของเราตรงนั้น ไม่ได้อยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่เราตัดสินใจว่าจะอยู่เพื่อตัวเอง แต่วิญญาณที่เกิดใหม่นั้น มีลักษณะ คือไม่ได้อยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่เหมือนพระเยซู อยู่เพื่อรับใช้พระเจ้า เป็นธรรมชาติ มันเกิดใหม่ มันเป็นอย่างนั้นเอง

ในนี้บอกว่าแต่จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ คืออยู่เพื่อพระคริสต์

เพราะฉะนั้น ท่านรู้แล้วว่าการอยู่เพื่อพระคริสต์นั้น มันกำเนิดเกิดมาเป็นอยู่ เพื่อพระคริสต์ ไม่ใช่พยายามทำอยู่ เพื่อพระคริสต์ แต่เป็นอยู่ เพื่อพระคริสต์ อาจจะเข้าใจยากนิดหนึ่งตรงนี้ แต่ขอพระเจ้าทรงเปิดตาวิญญาณให้เราสามารถเข้าใจตรงนี้มากขึ้นด้วยเถิด เพราะเป็นฤทธิ์เดชอำนาจอันมหาศาลที่พระเจ้าทรงกระทำในพระเยซูคริสต์ เมื่อตอนที่พระองค์ทรงชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย  ท่านจะไม่ได้อยู่ เพื่อตัวเองอีกต่อไป  เมื่อท่านเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว กำเนิดเกิดใหม่แล้ว ท่านเป็นธรรมชาติเลย ท่านจะอยู่เพื่อพระเจ้า ให้พระเจ้าใช้ เหมือนเมื่อสักครู่ที่เราอ่านในเอเฟซัส  พระเจ้าทำให้ท่านพร้อมที่จะเป็นผู้รับใช้พระองค์แล้ว ในวิญญาณ

การทำดีของเรา สามารถเกิดจากแหล่งพลังงาน การบันดาลใจ ผลักดันได้ 2 ทาง คือ …

  1. เราสามารถทำดี ด้วยพลังจากใจ  จากวิญญาณ  ที่ตะกี้บอกว่าพระเจ้าใส่เข้ามาตอนเรากำเนิดเกิดใหม่ หรือ …
  2. เราสามารถทำดี จากความคิดของเรา จากพลังของความตั้งใจ จากสิ่งแวดล้อม จากความรู้สึกจูงใจ จากการมองเห็นผู้คนต่างๆ บนโลกใบนี้

มี 2 อัน พูดง่ายๆ สั้นๆ ก็คืออันหนึ่งเห็นความรักของพระเจ้าในโลกวิญญาณ อีกอันหนึ่ง เห็นบนโลกใบนี้  สัมผัสแตะต้องได้บนโลกใบนี้ว่ามีความรู้สึกอยากจะรับใช้ ใครๆ เขาก็รับใช้กัน พอมองออกนะ

ยกตัวอย่าง ถ้าเราไม่ทำบาป เพราะกลัวว่าจะต้องรับผลการกระทำที่ไม่ดีนั้น หรือกลัวว่าพระเจ้าจะลงโทษ กลัวว่าจะไม่ได้รับความรอด เมื่อตายไปแล้ว การทำดีในลักษณะนี้ เป็นการทำดีตามกฎ ซึ่งบัดนี้เราได้ตาย เป็นอิสระจากกฎต่างๆ แล้ว  ตามที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ เป็นการกระทำจากพลังงานของตนเอง จากความคิดจิตใจของตนเอง พึ่งพาตนเอง ตัวเองเป็นใหญ่อีกแล้ว  แต่ดูเหมือนดี ก็ออกมา เป็นการทำดี แต่เรียกว่าแรงแบ็ค แรงผลักดันนั้น คือความกลัว  มันจึงเป็นความดีที่ไม่สมบูรณ์

มาดูความดีอีกแบบหนึ่ง  แต่ถ้าเราไม่กระทำบาป เพราะมีแรงผลักดันจากใจที่บังเกิดใหม่ วิญญาณที่ได้เกิดใหม่ ที่ได้รับรู้ความจริง และสัมผัสรับเอา  ซึมซับรับเอาพลัง ฤทธิ์เดช แรงบันดาลใจ จากความรักที่ไม่มีขีดจำกัด ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระคุณของพระเจ้า ไม่อยากทำให้พระเจ้าเสียใจที่เราดับพระวิญญาณ ไม่ทำตามน้ำพระทัย

เมื่อเราเห็นพระคุณของพระเจ้า ความรักของพระองค์ที่มีต่อเราชัดเจนอย่างนี้ การทำดีในรูปแบบอย่างนี้ เรียกว่าธรรมชาติจากข้างใน เรียกว่าทำ ที่มาจากพลังอำนาจแห่งความรัก ภายในจิตใจที่รับรู้ว่าเราบังเกิดใหม่แล้ว เราเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราซึมซับรับเอากำลังอำนาจจากพระเจ้าเข้ามาอยู่ในจิตใจของเรา  และความปรารถนาในจิตใจของเราได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว เหมือนพระเจ้าแล้ว  ตัวนี้ เป็นตัวผลักดันเราออกไปทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดีด้วย และตามน้ำพระทัยของพระเจ้า อันบริบูรณ์ด้วย  อย่างนี้เราเรียกว่าดี ครบถ้วนบริบูรณ์

เคล็ดลับอยู่ที่ ไม่ใช่ว่าเรารักพระเจ้ามากเท่าไร? หลายๆ คนบอกว่า …

“ฉันจะทำอย่างนี้ๆ เพื่อพระเจ้า เพราะฉันรักพระเจ้ามาก”

เคล็ดลับ คือไม่ใช่ว่าเรารักพระเจ้ามากเท่าไร? แต่อยู่ที่เราสัมผัส รับรู้ ซึมซับ รับเอาพลังงาน ฤทธิ์เดชอำนาจของความรักของพระเจ้าที่อยู่ในจิตใจของเราได้มากเท่าไร?  เราก็รับใช้พระเจ้าได้ถูกต้องมากเท่านั้น

เหมือนกับว่าการซึมซับ เห็นความรักของพระเจ้า ซึมซับและรับเอาฤทธิ์เดชอำนาจแห่งความรักนี้เข้ามา เหมือนการชาร์จแบตเตอร์รี่ ความรักของพระเจ้าที่เทเข้ามาในวิญญาณของเรา ตามพระคัมภีร์ที่บอก ตอนที่เราเกิดใหม่ พระองค์เทพลังงานความรัก เข้ามาในวิญญาณ ในจิตใจของเรา  ถ้าเราเห็น สัมผัส ซึมซับและรับเอาได้มากเท่าไร? ก็เหมือนเราชาร์จแบตเตอร์รี่เข้ามาได้มากเท่านั้น เราก็จะมีพลัง มีกำลัง สามารถทำตามความรักของพระเจ้านั้นได้ มากขึ้นเท่านั้น

ไม่ใช่ตามกฎหมาย ตามกฎระเบียบที่พระเจ้าวางไว้ ตามกฎหมายของพระเจ้า ต้องทำอย่างนี้ ตามระเบียบของพระเจ้า ต้องทำอย่างนี้ นั่นคือพระคัมภีร์เดิม ซึ่งเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าพระเจ้าต้องการให้เราทำดี และเราก็รักพระองค์ พยายามรักษากฎระเบียบ  ไม่ทำบาป ถูก แต่พลังอำนาจแห่งความรักของเราที่มีต่อพระเจ้านั้น มันมีขีดจำกัด  นี่คือเคล็ดลับ ต้องรู้ว่าความรักที่เรามีต่อพระเจ้านั้น มีขีดจำกัด มันมีเงื่อนไข มันจึงไม่มีพลังอำนาจเพียงพอที่จะทำให้เรารักษากฎระเบียบได้ ไปตลอดรอดฝั่งหรอก อย่าถูกหลอก แรกๆ ดูเหมือนได้ มันต้องเป็นพลังความรักมหาศาลที่มาจากพระเจ้า ที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีคำว่าแต่ ไม่มีคำว่าถ้า หรือแม้ ไม่มีข้อแม้ ที่พระองค์ได้ทรงใส่ ทรงเทเข้ามาในจิตใจของเรา และเมื่อเรารับรู้ เห็น ซึมซับ และรับเอา ซึ่งผมใช้คำนี้ว่าชาร์จแบตเตอร์รี่ เห็น ซึมซับ รับเอา ชาร์จแบตเตอร์รี่เข้ามา ตรงนี้ต่างหาก ที่จะทำให้เกิดพลัง การขับเคลื่อนให้เรา กระทำตามเจตจำนงค์ของพระเจ้า คือทำดีตามความต้องการของพระเจ้า ที่ต้องการให้เราทำสิ่งที่ดี ตามน้ำพระทัย ตามความเห็นของพระองค์อีกแล้ว ไม่ใช่ตามความเห็นของผู้คนรอบข้าง หรือตามความต้องการของเรา

พระคัมภีร์จึงให้เรามองให้เห็นเถิด  ซึมซับ และรับเอาความรักอันยิ่งใหญ่ตรงนี้ เพราะพระคัมภีร์รู้ว่าตรงนี้ เหมือนการชาร์จพลังงาน เห็น ซึมซับ และรับเอา ก็คือชาร์จพลังงาน อำนาจของความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ที่เรียกว่าพระคุณ ซึ่งพระองค์ทรงเทท่วมล้นเข้ามาสู่ในวิญญาณของเราตลอดเวลาเลย เพื่อเป็นพลัง ฤทธิ์เดช แรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความรักชนิดเดียวกันกับของพระองค์ ที่เราได้รับเข้ามาจากพระเจ้า ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถ้าเราไม่ได้รับตรงนี้ เราจะมีอะไรให้ออกไปล่ะ ไ ม่มีทางเลย

เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้แบตเตอร์รี่ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาใหม่ในวิญญาณของเรามันเหือดแห้ง ไม่มีพลังหลงเหลืออยู่ สมมติ 100% มันอาจหลงเหลืออยู่ 5% ทำอย่างไรให้มันครบ 100 ชาร์จสิครับ ชาร์จพลังแห่งความรักของพระเจ้าที่ไม่มีเงื่อนไขนี้อย่างต่อเนื่อง โดยการเห็นอย่างต่อเนื่อง ซึมซับอย่างต่อเนื่อง รับเอาอย่างต่อเนื่องในความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าตรงนี้เข้ามา ไม่ว่าเราจะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจตามความคิดของมนุษย์ ไม่รู้แล้ว พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนี้ พระเจ้าทรงรักเรามากขนาดนี้แหละ อภัยให้เราหมดแล้ว ทั้งวานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ รับเราเป็นลูกของพระองค์ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม เราก็ยังคงเป็นลูก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วตรงนี้ รับเข้ามาทุกวันๆ เป็นพลังให้เราทำความดี ตามใจปรารถนา ที่พระเจ้าใส่เข้ามาในใจของเรา ปรารถนาเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ในใจเรา  ธรรมชาติในใจที่เกิดใหม่นั้น เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย  ต้องการทำเหมือนพระเยซูคริสต์เลย พลังนี้จะเป็นตัวผลักดันให้ข้างนอก ทำตามได้

เพราะฉะนั้น ขอให้ถ้อยคำวันนี้ ได้สัมผัสเข้าไปในจิตใจของเรา เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตจากพลังแห่งความรักของพระเจ้าอย่างนี้ได้ ไปตลอดรอดฝั่ง และเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ เป็นที่พอพระทัย  พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2021 เรื่อง “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า” ตอนที่ 1 “จงมองให้เห็น ซึมซับและรับเอา” โดย นคร เวชสุภาพร

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  14  กุมภาพันธ์  2021

 เรื่อง “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า”

ตอนที่ 1 “จงมองเห็นให้ ซึมซับและรับเอา”

โดย   นคร  เวชสุภาพร

 

สวัสดีครับพี่น้อง  วันนี้วันวาเลนไทน์ สุขสันต์วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรักของโลก ก็ต้องมาพูดกันถึงเรื่องเกี่ยวกับความรัก หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงต้องมีชื่อเรื่องเกี่ยวกับความรักอย่างแน่นอน ชื่อเรื่องวันนี้ คือ  “พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า”

ความรักเป็นพลังอำนาจ ความรักเป็นนาม เป็นสิ่งๆ หนึ่งก็ได้ เป็นบุคคลก็ได้ ที่เราเรียกว่าพระเจ้าเป็นความรัก ความรักเป็นพลังอำนาจ เป็นฤทธิ์เดช เป็นกำลังที่สามารถควบคุมความคิดจิตใจ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ ถึงแม้จะไม่สามารถเห็นด้วยตาภายนอกนี้ได้ แต่สามารถพิสูจน์ได้  ก็เหมือนกับลม กับคลื่นวิทยุ ไวไฟอะไรประมาณนั้น มีอยู่จริงๆ แต่ตาเรามองไม่เห็น ความรักก็เป็นเช่นนั้นแหละ

ตัวอย่างที่จะพิสูจน์ว่าความรักมีอยู่จริง เป็นพลังอำนาจอย่างนี้จริงๆ คือเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ บนโลกใบนี้ เพียงแต่ว่าเราจะสังเกตเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง

ตัวอย่าง ชายคนหนึ่งมีนิสัยพาลเกเร ไม่เชื่อฟังแม่ แม่ก็คอยติดตาม คอยเตือนสติ สั่งสอนตลอดเวลา  แต่เขาก็ไม่เชื่อฟัง ดื้อ เป็นพาลเกเร ติดเหล้า ติดยา ติดการพนัน เรียกง่ายๆ ว่าเสเพล ถึงขนาดทำอาชญากรรมอะไรต่างๆ ก็ว่ากันไปเยอะแยะ แม่เตือนเท่าไรก็ไม่เชื่อฟัง  จนวันหนึ่งไปเล่นการพนันติดหนี้ติดสินเยอะแยะมากมาย ไปขโมยของมาใช้หนี้ ก็ไม่หมด เจ้าหนี้ก็ตามจับ ล่าตัวมา ทำร้าย จะฆ่าให้ตาย ถ้าเผื่อไม่เอาเงินมาใช้หนี้

คราวนี้แม่รู้เข้า แม่ก็เดินทางมาหาเจ้าหนี้ มาวิงวอน ขอความเมตตา คุกเข่า กราบ ร้องห่มร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมาน บอกว่า …

“ช่วยปล่อยลูกเขาไปด้วยเถิด มีอะไรที่เขาสามารถทำได้ เขาจะชดใช้ให้หมดทุกอย่างเลย แม้กระทั่งเอาชีวิตเขาไป ก็ได้ แลกกับลูก”

ในขณะที่ร้องห่มร้องไห้ คุกเข่าขอความเมตตากับเจ้าหนี้นั้น ลูกที่ถูกจับอยู่ มองผ่านหน้าต่างมาเห็น แม่กำลังคุกเข่าขอชีวิต ขอให้ปล่อยลูก โดยที่ยอมทำอะไรก็ได้  ยอมตายก็ได้ ก็เกิดซึมซับเอาความรักที่ไม่มีเงื่อนไขตรงนี้ของแม่  เพราะเขาเห็น  เขาจึงซึมซับ รับเอาความรัก พลังนี้เข้ามา ผลักดันให้จิตใจเขา กลับใจใหม่ จะเลิกทำตัวเหลวไหล เลิกเป็นพาลเกเร จะกลับตัวใหม่  ก็เลยมาขอร้องเจ้าหนี้บอกว่า …

“ปล่อยแม่เขาไปเถอะ แล้วเขาขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง  เขาจะกลับไปทำมาหากิน แล้วจะนำเงินมาชดใช้ให้”

เจ้าหนี้ก็โอเค ให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้าย ก็ปล่อยเขาไป แล้วก็ตามทวงหนี้ต่อไป ชายคนนี้ก็กลับออกไป แล้วก็กลับนิสัยใหม่เลยนะ สิ่งที่คิดว่าตัวเองทำไม่ได้  ก็กลับทำได้ เลิกติดยา เลิกเหล้า เลิกเป็นพาลเกเร ทำงานด้วยความสัตย์ซื่อ สุจริต อดทน ค่อยๆ เอาเงินที่ได้มาผ่อน ใช้หนี้ไปจนหมดสิ้น  ตั้งตัวได้ เป็นคนดีในที่สุด

ถามว่า … “เพราะอะไร?”

เพราะพลังแห่งความรัก ที่เขาได้เห็นกับตาเขา ในวันนั้น ได้ซึมซับเอาสิ่งที่เขาเห็นนั้น มันมีพลังบางอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนั้น คือแม่สำแดงความรัก ที่มีต่อเขาอย่างชัดๆ จนกระทั่งเขาสามารถเห็นและสัมผัสได้ และซึมซับเอาพลังความรักนั้นเข้ามาในจิตใจของเขา ทำให้เกิดมีพลัง แรงผลักดัน ช่วยเขาทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้ กลับทำได้ กลับเป็นคนดีได้

นี่พิสูจน์ให้เราเห็นว่าความรักนั้น จับต้องมองเห็นได้ ด้วยวิธีนี้แหละ เหมือนคลื่นวิทยุ ด้วยพลังของความรักของแม่ที่ได้ซึมซับผ่านทางตาที่มองเห็น และจิตใจที่เปิดออก รับเอาพลังอำนาจนั้นเข้ามาลึกๆ ในจิตใจของเขา ได้กลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เขาสามารถหยุดการกระทำที่ไม่ดีต่างๆ ที่เรียกว่าการกระทำชั่วนั้นได้ ซึ่งเขาพยายามมาตลอดเวลาในชีวิต ด้วยกำลังของตนเอง ไม่เคยทำได้

ถามว่าเขารักแม่ไหม? เขารักแม่นะ  ถามว่าตอนที่เขาทำชั่วอยู่ เขารักแม่ไหม? เขารักแม่ แต่กำลังความรักที่เขามีต่อแม่ และกำลังของเขาเองไม่พอ ที่จะทำให้เขาทำดีได้  ต้องด้วยพลังเสริมจากความรักที่ไม่มีเงื่อนไขจากแม่ของเขา มาสู่เขา แล้วเขาสัมผัสรับรู้ได้ ซึมซับเอาเข้ามาได้  นี่จึงเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่ช่วยให้เขาสามารถทำสิ่งที่ไม่ดี กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีได้ ด้วยการเห็น ซึมซับ และเปิดใจรับเอาความรักที่ไม่มีเงื่อนไขนี้

“ด้วยการเห็น ซึมซับ และเปิดใจรับเอา” ตรงนี้จะเป็นหัวใจหลักในการบรรยายในวันนี้

เปิดใจรับเอาความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ก็คือฤทธิ์อำนาจ เป็นพลังงาน มหาศาล เป็นฤทธิ์เดช รับเอาความรักที่ไม่เงื่อนไขของแม่นั้น เข้ามาในใจของเขา  และพลังอำนาจนี้ ก็ทำให้เขาชนะความบาปชั่ว ซึ่งเขารู้ว่ามันไม่ดี อยากเลิก แต่มันเลิกไม่ได้ แต่พลังอันนี้มาช่วยได้

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ในเรื่องที่เล่าเมื่อสักครู่นี้ แล้วมันก็เกิดขึ้นบ่อยๆ บนโลกใบนี้ สังคมนี้ เพียงแต่เราจะสังเกตหรือไม่สังเกต จะเกิดขึ้นบ่อยๆ เลย ความรักชนิดที่ไม่มีเงื่อนไขของพ่อและแม่ ทำให้เกิดอัศจรรย์อย่างนี้ขึ้นบ่อยๆ หลายๆ ครอบครัว

เช่นเดียวกัน มากกว่านั้นอีกสักเท่าไร? ที่ความรักของพระเจ้าสามารถมีพลังอย่างนี้ได้ ด้วยการเห็น การเปิดใจ การซึมซับ  รับเอาความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ซึ่งเป็นพลังอำนาจ เป็นฤทธิ์เดชมหาศาลเข้ามาในใจของเรามนุษย์ทั้งหลายเอ๋ย

พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าเป็นความรัก  และทรงรักเรายิ่งนัก มากกว่าเรื่องมนุษย์สักเท่าไร อัศจรรย์อีกมากขึ้นเท่าไร? ลักษณะเดียวกันนี้ ถ้าเผื่อเราได้เห็น ซึมซับ เปิดใจรับเอาความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า เข้ามาในใจของเรา อะไรจะเกิดขึ้น? พลังอำนาจแห่งความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าก็จะผลักดันเรา ควบคุมเรา จูงใจเรา บันดาลใจเรา ครอบครองเรา ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตที่ดีงามในทางของพระองค์ได้  ที่เราอยากจะทำ แต่มันทำไม่ได้ คราวนี้มีบางอย่างมาช่วยเราแล้ว คือความรัก

          … พลังอำนาจของความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า …

– ทำให้เรามีความสามัคคีเป็นหนึ่ง ทั่วโลกเลย ไม่เคยเห็นหน้ากัน ก็เป็นหนึ่งเดียวกันได้

– ทำให้เรามั่นใจในการยืนต่อหน้าพระเจ้า ผู้บริสุทธิ์ ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ซึ่งเราไม่กล้าที่จะยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์เลย  เพราะเรารู้ว่าเราเป็นคนบาป และไม่บริสุทธิ์พอ แต่ด้วยความรัก ที่เราซึมซับรับเอา จากพระเจ้าทำให้เราสามารถที่จะยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ว่าพระเจ้าทรงรักเรา เป็นพ่อของเรา

– และพลังอำนาจนี้ ทำให้เราสามารถรักผู้อื่น เหมือนรักตนเองได้

นี่แหละคือเคล็ดลับ  เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ รับรู้ ให้เห็น และซึมซับ รับเอาความรักของพระเจ้าตรงนี้แหละ ซึ่งเป็นอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าตรงนี้ เข้ามาในชีวิตของเรา เพื่อเอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตของเรา เพื่อให้มันเกิดผล เหมือนเรื่องที่เราฟังเมื่อสักครู่นี้  แต่มันยิ่งใหญ่กว่ามากเลย

ท่านคงถามว่า … “แล้วความรักที่ไม่มีเงื่อนไขนี้ เป็นอย่างไร?”

เมื่อตะกี้เราดูเล็กๆ น้อยๆ จากมนุษย์ ความรักของแม่ที่ไม่มีเงื่อนไข แล้วความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ลักษณะมันเป็นอย่างไรตามสายตาของมนุษย์

ยกตัวอย่างง่ายๆ … “พ่อจะรักลูกมากนะ ถ้าลูกเป็นคนดี”

คิดให้ดีๆ … “พ่อจะรักลูกมากนะ ถ้าลูกเป็นคนดี” … อย่างนี้มีเงื่อนไขไหม?  … มี … แล้วถ้าลูกไม่ได้เป็นคนดีล่ะ ยังรักหรือเปล่า? มีเงื่อนไข ก็คือไม่รักนั่นเอง ถ้าลูกเป็นคนดีพ่อจะรัก

“แม่จะรักลูกมากที่สุดเลย ถ้าลูกเชื่อฟัง”

แล้วถ้าเกิดลูกไม่เชื่อฟังจะมีอะไรเกิดขึ้น?

มันน่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่านะ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข มันจะเป็นอย่างนี้ …

“พ่อรักลูกมากที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ว่าลูกจะเป็นคนดีหรือไม่ดี จะทำชั่ว จะทำเลวขนาดไหนก็ตาม พ่อก็รักเจ้าที่สุด”

อย่างนี้แหละไม่มีเงื่อนไข

“แต่พ่อจะมีความสุขมาก ถ้าลูกเชื่อฟังและลูกเป็นคนดี”

อย่างนี้แหละ เขาเรียกว่าความรักที่ไม่มีเงื่อนไข

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม แม่จะรักลูก ไม่ว่าลูกจะเป็นคนอย่างไร? แม่ก็รักลูกไม่เปลี่ยนแปลง แต่แม่จะสบายใจมากที่สุดเลย ถ้าลูกเชื่อฟังแม่นะ”

อย่างนี้เขาเรียกว่าความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไข ลองสังเกตดูว่าท่านอยู่ ณ ตำแหน่งไหน? พูดกับลูกของท่านอย่างไร? หรือคิดกับคนข้างเคียงของท่านอย่างไร? ในเรื่องเกี่ยวกับความรัก

“ผมรักคุณ … ฉันรักคุณมากเลย ถ้า ….” หรือ “ฉันรักคุณ” ไม่มีคำว่า “ถ้า”

เรามารับรู้ เรียนรู้ เพื่อจะได้เห็นถึงความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า  ที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้  เห็นเพื่อจะซึมซับ เพื่อจะรับเอาพลังอำนาจของความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าเข้ามา

อันดับแรกต้องเรียนรู้ให้เห็นก่อน เหมือนกับเรื่องที่เล่าตอนแรก ชายคนนั้น รับพลังอำนาจความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของแม่ เพราะเขาได้เห็น เห็นจากข้างในของเขาเลยว่านี่คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข  แล้วเขาก็ซึมซับรับเอา มันจึงเกิดผล

เรามาเรียนรู้รักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เริ่มต้นที่โรม 5:8 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 5:8 “แต่​พระเจ้าได้​แสดง​ความรัก​ต่อ​เรา โดย​ยอม​ส่ง​พระคริสต์​ มา​ตาย​เพื่อ​เรา ทั้งๆ​ ที่​เรา​ยัง​เป็น​คน​บาป​อยู่”

 

“ทั้งๆ ที่เรายังเป็นคนบาปอยู่” … “คนบาป” หมายถึงอะไร?

บางคนบอก … “ฉันไม่ได้เป็นคนบาป”

อาจจะไม่เข้าใจว่าคนบาป หมายถึงอะไร?  ก็หมายถึงทั้งๆ ที่ยังทำบาปอยู่ สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นชั่วอยู่ เป็นคนบาป แต่ในพระคัมภีร์ตรงนี้หมายถึงเป็นคนที่เกิดมา เป็นบาปเลย ถึงแม้ว่าตอนนี้ท่านไม่ได้ทำบาปเลย นั่งอยู่เฉยๆ ท่านก็บาป เพราะว่าท่านเกิดมาเป็นคนบาป และในชีวิตท่านก็เคยได้ทำบาป  และมันก็เป็นคนบาปนั่นแหละ

ในนี้บอกว่า … “พระเจ้าสำแดงความรักต่อเรา โดยยอมส่งพระคริสต์มาตายเพื่อเรา ทั้งๆ ที่เรายังเป็นคนบาปอยู่ ยังกระทำชั่ว”

บางคนบอกชั่วอย่างไร? ยังไม่เห็นชัด ผมจะแปลตรงนี้ให้ เป็นอย่างนี้ ข้อความเมื่อตะกี้นี้บอกไว้อย่างนี้ว่า …

“พ่อแห่งฟ้าสวรรค์ (พ่อก็คือพระเจ้า) รักเรา (เราคือมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้) แม้ว่าเรายังทำชั่ว ทำบาป”

ทำไหม? คิดกันใหญ่ โกหกไหม? เกลียดคนไหม? ทำผิดศีลธรรมหรือเปล่า? แค่นั้นไม่พอ แม้ว่าเรายังทำชั่ว ทำบาป เกลียดพ่อ (พ่อหมายถึงพระเจ้า) นึกในใจท่านว่าท่านเกลียดพ่อไหม? พระเจ้าผู้สร้างท่าน

นี่ข้อความเมื่อสักครู่ มันหมายถึงอย่างนี้  ความบาป คนบาป หมายถึงคนที่ต่อต้านพระเจ้า เป็นกบฏต่อพระเจ้า ว่าพระเจ้า เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงหมายความว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเรา รักเรา มนุษย์ทั้งหลายยิ่งนัก แม้มนุษย์ยังทำชั่ว ทำบาป  เกลียดพระเจ้า กบฏต่อพระเจ้า กล่าวหาพระเจ้า ใส่ร้ายพระเจ้า สาปแช่งพระเจ้า ล้อเลียนพระเจ้า ทำอะไรก็ตามที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า ทั้งหมดเลย โดยที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ก็คือเป็นบิดา คือเป็นพ่อนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเห็นชัดเจนเลยว่าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์รักเรามาก ถึงขนาดเราจะเกลียดพ่อ กบฏต่อพ่อ กล่าวหาพ่อ ใส่ร้ายพ่อ สาปแช่งพ่อ ล้อเลียนพ่อ ทำอะไรก็ได้ ที่ทำให้พ่อเสียใจ ทำหมดทุกอย่าง แม้ว่าจะทำอย่างนั้นก็ตาม พ่อแห่งฟ้าสวรรค์ผู้นี้ ก็ยังรักเรามาก

ถ้าใครที่อยากเห็นและสัมผัสความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้านี้ ซึ่งเป็นพลังอำนาจแห่งความรักยิ่งใหญ่ เรากำลังพูดถึงพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ที่รักมนุษย์บนโลกใบนี้ พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ รักคน รักมนุษย์ ถ้าอยากสัมผัส รับรู้ และเห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่มีต่อมนุษย์ว่ามากขนาดไหน? ยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ให้มองไปที่กางเขน  ความทุกข์ทรมานของพระบุตร  และการสิ้นพระชนม์อย่างทุกข์ทรมานของพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพ่อ ของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงรักมาก มีลูกชายอยู่คนเดียว ท่านคิดดู ยอมให้ลูกมาทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และทนทุกข์ทรมานจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้

ท่านคิดว่าความรักยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ที่สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ด้วยความทุกข์ทรมาน เพื่อชำระบาป  และการเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อจะได้เข้ามาอยู่ด้วยกันกับมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งมวล แบบสนิทชิดเชื้อ เป็นวิญญาณเดียวกันตลอดไป

สิ่งเหล่านี้ที่ทำที่ไม้กางเขน การตายด้วยความทุกข์ทรมานของพระเยซู การถูกฝังไว้ที่อุโมงค์ และการเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความรักของพระเจ้า ที่มีต่อมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่ยิ่งใหญ่สูงสุด และเป็นพลังงานอำนาจที่เป็นฤทธิ์เดช สำหรับมนุษย์ทั้งหลายที่ได้เห็น ได้ซึมซับ ได้รับเอาความจริงตรงนี้เข้าไป

ความรักสำแดงออกที่ไม้กางเขน ชำระเราให้บริสุทธิ์ แล้วมาอยู่ สนิทชิดเชื้อกับเรา มาโอบกอดเรา ในวิญญาณของเราตลอดไป โดยการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์

ความรักของมนุษย์ สำแดงออกที่เวลา  เวลาเป็นสิ่งที่สำแดงให้เห็นชัดมาก ถึงความรักที่เรามีต่อใครก็ตาม ถ้าพ่อและแม่รักลูก ไม่ใช่เฉพาะหาเลี้ยง ให้เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ซึ่งก็ให้ด้วยความรัก ถูกต้อง แต่ลึกซึ้งกว่านั้น  ที่ทำให้ลูกสัมผัสถึงความรักของพ่อและแม่ได้มากขึ้น และชัดเจน และไม่มีวันลืมเลย ก็คือเวลาที่พ่อแม่ให้กับลูก นั่นแหละสำคัญ

ผมเคยบอกบ่อยๆ เลี้ยงลูก 10 ปีแรก ตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งถึงอายุ 10 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากเลย เขาก็ไม่ได้อยากจะได้สิ่งของมากมายเท่าไร? ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งก็ดีอยู่ แต่สิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุด คือเวลาจากพ่อและแม่ ที่จะอยู่ใกล้ๆ เขา โอบกอดเขา พูดคุยกับเขา ใช้เวลากับเขา ถ้าผมเลี้ยงลูก แล้วบอกว่ารักเขา ก็ดีอยู่ ตื่นขึ้นมา ก็บอกว่า …

“พ่อรักนะ”

แล้วพ่อก็ไปทำงาน  กลับมาดึกดื่น จะเจอเขาหรือไม่เจอเขาก็แล้วแต่  เจอเมื่อไร? ก็ … “พ่อรักนะ” … แล้วพ่อก็ไปทำงาน … “แม่รักนะ” … แล้วแม่ก็ไปทำงาน ฟังดูดีหมดแหละ ไปทำงานเพื่อเจ้า เขาเรียกว่าเด็กขาดความอบอุ่น ถูกไหม?

แต่ถ้าเราบอกว่า … “พ่อแม่รักเจ้านะ” … แล้วใช้เวลากับเขาด้วย  มีเวลาเมื่อไร อยู่เล่นกับเขา ไม่ใช่บอกรักเขา แล้วก็ไป  เมื่อเช้าบอกรัก แต่ตอนเย็น กลับมาเร็ว มาเล่นกับเขา พาเขาไปขี่จักรยาน  พาเขาไปว่ายน้ำ เล่นสนุกสนานกับเขา เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง สองชั่วโมงแล้วแต่ นี่แหละคือความรักที่สำแดงออก ปากพูดว่ารักมันง่ายนะ  แต่การสำแดงออก คือการใช้เวลากับเขามันยาก  เราอยากไปทำอะไรส่วนตัวของเราบ้าง? เราคงคิดอย่างนั้น แต่เขาอยากได้เวลาจากเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ที่ยังเล็กๆ อยู่ ไปไหน? พาเขาไปด้วย แทนที่จะบอกรักอย่างเดียว กอดแค่นั้น นอกจากกอดแล้ว ยังพาไปเล่นอีกต่างหาก ไปสวนสนุกอีกต่างหาก สนุกสนานด้วยกัน เล่นน้ำด้วยกัน หัวเราะ เล่นตลกให้เขาดู เล่านิทานให้เขาฟัง อย่างนี้แหละ เขาเรียกว่าความรักที่สำแดงออก คือเวลาที่ให้

พระเจ้าตรัสไว้ในหนังสือฮีบรู 13:15 และอีกหลายๆ ข้อในพระคัมภีร์เลย …

พระเจ้าบอกว่า … “เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า และทอดทิ้งเจ้าเลย”

นี่คือพันธสัญญาของพระเจ้าว่า … “เราจะไม่ละเจ้า ไม่ทอดทิ้งเจ้าเลย เราจะอยู่กับเจ้าเสมอ ตลอดไป เราจะอยู่กับเจ้า และจะอยู่กับเจ้าตลอดไป”

วิวรณ์ 1:4-5 บันทึกไว้อย่างนี้ … “4 ขอพระคุณ และสันติสุข มีแก่ท่านทั้งหลายจากพระองค์  ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน และดำรงอยู่ในอดีตและจะเสด็จมา และจากวิญญาณทั้งเจ็ด หน้าพระที่นั่งของพระองค์ 5 และ​จาก​พระเยซู ​ผู้​เป็น​พยาน​ที่​ซื่อสัตย์ เป็น​คนแรก​ที่​ฟื้น​ขึ้น​จาก​ความตาย​ และ​เป็น​ผู้​มี​อำนาจ​เหนือ​กษัตริย์​ทั้งหลาย​ ใน​โลกนี้ พระเยซู​คริสต์​รัก​เรา (เสมอ) และ​ได้​ปลดปล่อย ​ให้​เรา​เป็น​อิสระ ​จาก​บาป​ของเรา ​(ครั้งเดียวเป็นพอ) ด้วย​เลือด​ของ​พระองค์(คือ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์)”

 

พระเยซูคริสต์ผู้ทรงรักเสมอ “เสมอ” คือตลอดไป หมายความว่าไม่ว่าเราทำอะไรก็ตาม พระองค์ทรงรักเราอยู่ และได้ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสรภาพจากบาป  คือไถ่บาปเรา ชำระบาปเรา ครั้งเดียวเป็นพอ การตายของพระองค์ที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต ด้วยความทุกข์ทรมานนั้น ครั้งเดียวเป็นพอ ยกบาปเราออก แบกบาปเราออกไปเรียบร้อยแล้ว

ในนี้บอกว่าทั้งหมดที่ทำนั้น คือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ด้วยเลือดของพระองค์เอง เป็นการย้ำยืนยันว่าพระองค์รักเรามากขนาดไหน? ยอมตายเพื่อเรา พระคัมภีร์บอกว่าคนตาย เพื่อคนดี ยังพอจะมีอยู่ ยังหาได้ แต่จะหาคนที่ตาย เพื่อคนชั่วนั้นไม่มีหรอก บนโลกใบนี้ แต่พระเยซูคริสต์ พระเจ้าให้มาเกิดเป็นมนุษย์ ตาย เพื่อคนบาป คนชั่วอย่างเรา

นี่คือความรักที่สำแดงออก ให้อภัยเราด้วยเลือดของพระองค์เอง ยกหนี้บาป เวรกรรมให้กับมนุษยชาติ ก็คือมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ให้ได้รับอิสรภาพ จากการเป็นหนี้ จากการเป็นทาสบาป เป็นทาสสกปรกเป็นทาสมาร ที่ไม้กางเขน พระเจ้าได้สำแดงความรักอันอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ให้แก่มนุษยชาติทั้งปวง โดยการยกเลิกหนี้บาปทั้งสิ้น  ที่ชดใช้อย่างไร ก็ไม่มีวันหมด  มนุษย์ทุกคนก็รู้อยู่แล้วในใจว่าบาปเวรกรรม มันใช้กันไม่หมดเลย  ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนๆ ก็ใช้ไม่หมด แต่พระเยซูคริสต์ได้มาไถ่บาปเรา ด้วยชีวิตของพระองค์เอง ยกหนี้ เวรกรรมทั้งหมดของเรา ให้เราเกลี้ยงเลย  จากคนบาป กลายเป็นคนบริสุทธิ์

ท่านลองคิดดู ถ้าท่านเห็นภาพอย่างนี้ ท่านจะนึกอย่างไร?  นี่คือพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่  อย่ามัวมาคอยแต่จ้องมองพระพรต่างๆ บนโลกใบนี้ที่พระเจ้าช่วยเรา  เวลาเรารู้จักพระองค์ และอธิษฐานต่อพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเรา หายจากโรคบ้าง?  ตอบคำอธิษฐานตรงโน้นบ้าง? ตรงนี้บ้าง? ให้เราอยู่สุขสบายบนโลกใบนี้บ้าง? อะไรต่างๆ เหล่านั้น อย่ามัวแต่นับตรงนั้น เป็นความรักของพระเจ้า อันยิ่งใหญ่ ซึ่งถ้าเราไปฝากความหวังและมัวแต่มองตรงนั้น ซึ่งมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้  ซึ่งมารควบคุมอยู่ และสามารถทำให้มันเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน วิปริตไปตามระบบของโลกใบนี้  ที่มันกระทำให้เสียหายไป  เราก็จะไม่มั่นคงในความรักต่อพระเจ้า

พอพระเจ้าตอบคำอธิษฐาน หายป่วย เราก็ขอบคุณพระเจ้า ความรักพระเจ้ายิ่งใหญ่  แล้วตอนเราป่วยล่ะ เราทำอย่างไร? นึกภาพออกไหม? ตอนที่เราสุขสบายดี โอ้! ความรักของพระเจ้า เราสัมผัสได้ แล้วตอนที่บางครั้งไม่มีความสุข ตอนบางครั้งที่พบกับความทุกข์ยากลำบากตามระบบของโลกใบนี้  แล้วตอนนั้น เราจะอยู่อย่างไร? เราควรจะมองที่ความรักของพระเจ้าที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว และมันทำแล้ว  และเกิดขึ้นสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขนมากกว่า เป็นพลังยิ่งใหญ่  ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นอกจากที่พระองค์ได้สำแดงความรักต่อมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการยกหนี้บาปทั้งสิ้น เวรกรรมทั้งสิ้น อย่างไม่มีเงื่อนไขให้กับมนุษย์ทุกคนเรียบร้อยแล้ว แบบฟรีๆ เปล่าๆ  โดยพระคุณนะ โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย  ยกหนี้บาปให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ภารกิจของพระองค์ในการช่วยเหลือมนุษย์บนโลกใบนี้นั้น การตายของพระเยซู การเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สามนั้น ไม่ใช่ทำเพื่อว่าแค่ให้มนุษย์ได้รับความรอด จากหนี้บาปทั้งหลาย ซึ่งใช้ไม่หมด ซึ่งสำคัญมากแล้ว แค่นั้นไม่พอ พระองค์ยังทรงรับเราทั้งหลายที่เป็นคนบาปนั้น มาเป็นลูกของพระองค์ด้วย

รับมาเป็นลูกของพระองค์ ในหนังสือ 1 ยอห์น 3:1 จึงบันทึกเอาไว้ อย่างชัดเจนเลย จากยอห์น ซึ่งเป็นอัครสาวก ซึ่งเคยเดินกับพระเยซู เป็นผู้เดียวที่มีความ Sensitive เรียกว่ามีความสัมผัสอ่อนไหว ตอนที่เดินกับพระเยซู มีความรู้สึกสัมผัสความรักของพระเยซูที่มีต่อเขาอย่างมากเลย แล้วมากกว่านั้นอีกหลายเท่า เมื่อตอนที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย แล้วมาเจอกับเขา เขายิ่งสัมผัสความรักของพระเจ้ามากขึ้นอีกสักเท่าไร? เยอะแยะมากมายไปหมด เขาจึงบันทึกไว้อย่างนี้ …

1 ยอห์น 3:1 “ดูสิ จงมองให้เห็นเถิด! ความรัก​ที่​พระบิดา​มี​ต่อ​พวกเรา​นั้น มัน​มากมาย​มหาศาล​แค่ไหน ถึง​ขนาด​ได้​เรียก​เรา​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​พระองค์ และ​เรา​ก็​เป็น​อย่างนั้น​จริงๆ โลก​นี้​ไม่รู้จัก​พระองค์ ซึ่ง​เป็น​เหตุ​ที่​โลก​ไม่รู้จัก​เรา​เหมือนกัน

 

นี่ยอห์น อย่างที่ตะกี้บอก ประวัติเขาเป็นอย่างไร?  เดินกับพระเยซู แล้วสัมผัสถึงความรัก  เห็นถึงความรักของพระเยซูอย่างไร? เขาพูดอย่างนี้

ถ้าเป็นผมหรือเป็นท่านอ่านข้อความนี้ แม้ว่าจะรู้จักความรักของพระเยซู เห็นความรักของพระเจ้าบ้าง เราคงได้อ่านแค่ …

“ดูสิ จงมองให้เห็นเถิด ความรักของพระบิดาที่มีต่อพวกเราทั้งหลายนั้น มนุษย์ทุกคนนั้น  มันยิ่งใหญ่มหาศาลมากเลย  รับเราเป็นลูกของพระองค์”

เราคงพูดแค่นี้นะ  ก็คือเราสัมผัสลึกเท่าไร? เราก็จะเน้นคำพูดของเรา สรรหาคำพูดที่จะมาอธิบายให้คนเขาได้ยินว่า …

“โอ๊ย! ความรักขนาดไหน?”

นี่ยอห์นบอก ยอห์นสัมผัสมาก จึงได้เขียนในพระคัมภีร์ว่า … สมมติ พยายามทำเหมือนยอห์น

“จงมองให้เห็นเถิดว่าความรักของพระเจ้า ที่มีต่อเรา มนุษย์ทั้งหลาย บนโลกใบนี้ มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน?  มหาศาลขนาดไหน?  รับเราเป็นลูกของพระองค์ ลูกจริงๆ นะ” พูดคำนี้เลยนะ

คำว่า “และเราก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ”  หมายถึงเป็นลูกจริงๆ  เน้นย้ำตรงนี้ว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ  เราไม่ใช่ทาส ไม่ใช่คนรับใช้  แต่เป็นลูก ลูกของพระเจ้าจริงๆ เพราะสมัยยอห์น  เขาเป็นคนยิว … คนยิวในสมัยพระคัมภีร์เดิม เขาติดต่อกับพระเจ้ามาตลอด เขาเชื่อพระเจ้ามาเป็นพันๆ ปี สนิทที่สุด คือเขาเป็นทาสของพระเจ้า  ทาสผู้รับใช้ เป็นผู้รับใช้ ก็คือเป็นคนใช้ของพระเจ้า คนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นผู้รับใช้ เขาเรียกว่าเป็นทาสของพระเจ้า แค่นี้เขาก็ดีใจแล้ว แต่ตอนนี้  พระเจ้าได้ยกฐานะ มนุษย์ขึ้นมา รวมทั้งยอห์น ก็ได้รับยกฐานะขึ้นมาว่าเขาเชื่อพระเจ้าแล้ว เชื่อพระเยซูว่าไถ่บาปเขา เขาได้รับการไถ่แล้ว  พระเจ้ารับเขาไม่ได้มาเป็นทาสเหมือนสมัยก่อน ไม่ได้รับเขามาเป็นผู้รับใช้พระเจ้า เหมือนสมัยก่อน แต่รับเขาเป็นลูกของพระองค์ เขาจึงเขียนคำนี้ไงว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะพี่น้องชาวยิวทั้งหลาย เราไม่ใช่ทาส เราไม่ใช่ผู้รับใช้ เราไม่ใช่คนใช้ อีกต่อไปแล้ว เดี๋ยวนี้เราเป็นลูกจริงๆ

ที่ผมพยายามพูดตรงนี้ เพื่อให้ท่านได้เห็น  ได้ซึมซับความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้าว่ามันยิ่งใหญ่ ขนาดไหน? ยิ่งท่านเห็นมากเท่าไร? สัมผัสมากเท่าไร? ซึมซับมากเท่าไร? ฤทธิ์อำนาจแห่งความรักนี้ก็จะเข้าไปทำการงานในชีวิตของท่านมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากอภัยความบาปผิดของเราแล้ว  โดยพระคุณของพระองค์ พระองค์ยังได้กระทำให้เราได้บังเกิดใหม่ เข้าเป็นส่วนหนึ่ง ในครอบครัวของพระเจ้า  มีทรัพย์สมบัติ เป็นมรดกให้อีกต่างหาก

สิ่งเหล่านี้ เป็นพระคุณ เราไม่ต้องทำอะไรเลยสักนิดหนึ่ง  พระองค์ให้เราฟรีๆ เปล่าๆ เลย โดยผู้ที่กระทำ ก็คือพระเยซูคริสต์ แลกด้วยพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์เอง พระคัมภีร์บอกว่าซื้อชีวิตของเราขึ้นมาใหม่ จากโคลนตม จากความสกปรก จากความบาป ซื้อเราขึ้นมาใหม่ด้วยโลหิตของพระเยซู ถ้าเราได้เห็นอย่างนี้ ยิ่งทำให้เราได้เห็นอัศจรรย์ ความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีต่อเรา และมนุษยชาติบนโลกใบนี้ ที่ได้ทรงสำแดงผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่กระทำสำเร็จแล้ว  ที่ไม้กางเขน  และการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ โรม 5:5 …

โรม 5:5 “และความหวัง (ในพระสัญญา ที่สำเร็จครบถ้วนแล้ว) ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะพระเจ้าทรงเทความรัก (อันมากมายเหลือล้น) ของพระองค์ เข้ามาในจิตใจของเรา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ประทานแก่เรา”

 

“และความหวัง” ถามว่าความหวัง หวังในอะไร? และความหวังในพระสัญญา ที่สำเร็จครบถ้วนแล้วนั่นเอง ก็คือความหวังในถ้อยคำของพระเจ้า  ที่บอกว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  และมาทำการงาน ช่วยให้เรารอดเรียบร้อยแล้ว สำเร็จแล้ว  ที่ไม้กางเขน และการเป็นขึ้นมาใหม่จากความตายของพระองค์ ที่กระทำเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

และความหวังนี้ ไม่ใช่ความหวังชนิดที่เป็นแบบของมนุษย์บนโลกใบนี้ เรียกว่าเป็นความหวัง เพราะตามภาษาของมนุษย์บนโลกใบนี้  ตามภาษาโลก ความหวัง มันแปลว่าอนาคต มันยังไม่ได้นะ  แต่ความหวังที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ เป็นความหวังที่เขาเรียกว่า “Now”  คือเดี๋ยวนี้ บัดนี้  ความหวังที่มันเกิดขึ้นแล้ว  ความหวังที่มันเป็นจริงแล้ว  และความหวังที่เกิดขึ้นแล้ว  ในพระสัญญา คือการงานที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้สำเร็จครบถ้วนแล้ว ที่ไม้กางเขน  มันแปลว่าอย่างนั้น ไม่ทำให้เราผิดหวัง คือไม่มีวันผิดหวัง เพราะมันเป็นจริง มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในโลกวิญญาณ แต่สัมผัสได้ด้วยอย่างที่ผมบอก ด้วยพลังของความรัก

เพราะเบื้องหลังของความสำเร็จนั้น คือพลังของความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษยชาติ ส่งพลังลงมา  พลังนั้น เป็นความรักผ่านมาทางพระเยซูคริสต์ที่บังเกิดเป็นมนุษย์  นี่คือพลังมหาศาล และสำแดงพลังมหาศาล ความรักนี้ออกมา ที่การทนทุกข์ทรมาน และการสิ้นพระชนม์ และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ ถ้าใครเห็น ซึมซับสิ่งเหล่านี้ ฤทธิ์เดชอำนาจ และความยิ่งใหญ่ ก็เกิดขึ้นในชีวิตของเขาคนนั้นทันที และพระองค์ไม่ใช่ให้เรามีความหวังแบบลมๆ แล้งๆ แบบที่ตะกี้นี้บอก ความหวังแบบมนุษย์  คือไม่รู้มันจะเกิดขึ้นหรือเปล่า?  แต่เป็นความหวังแบบเดี๋ยวนี้ แบบ Now เป็นความหวังในสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ

และพระองค์ได้ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเป็นมัดจำ เป็นตัวยืนยันกับเราว่าความหวังนี้เป็นจริง พระวิญญาณได้เข้ามา เพื่อว่าพระองค์จะได้สามารถเข้ามาสนิทชิดเชื้อ แนบสนิทกับเรา ให้เวลากับเราตลอดไป ตั้งแต่วันนี้  จนถึงนิรันดร์ มาติดสนิท เป็นหนึ่งเดียวกันในวิญญาณของเรา เข้ามาอยู่ในตัวเรา อยู่ร่วมกับเรา  ในวิญญาณของเรา  เพื่อให้เวลากับเราตลอดไปนั่นเอง

ไม่ใช่ให้เราติดต่อกับพระองค์ นั่งอยู่บนสวรรค์ แล้วให้เราอยู่บนโลก ไถ่บาปเราแล้ว จากนี้ต่อไป เรารักกันนะ เราติดต่อกัน เราอยู่บนโลก แล้วพระเจ้าอยู่ในสวรรค์ อธิษฐานกับพระเจ้าในสวรรค์ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ให้เวลากับเรา อย่างที่ตะกี้นี้ผมบอก การให้เวลา คือการสำแดงความรักอันยิ่งใหญ่  ผู้ที่เป็นลูกสามารถสัมผัส แตะต้องได้ชัดเจน นี่คือคำว่ารัก ถ้าพระองค์อยู่ข้างบน แล้วบอกรักเราเฉยๆ ก็ได้อยู่ แต่พระองค์ไม่ทำอย่างนั้น พระองค์ย้ำยืนยันในความรักของพระองค์ สำแดงความรักของพระองค์ให้เห็นชัดเจน ให้เราสัมผัสได้ โดยการมาอยู่กับเราเลย มานั่งอยู่กับเรา มากอดเรา อยู่ในร่างกายเรา อยู่ในวิญญาณของเรา  พระองค์ทรงเตรียมแผนการนี้ไว้แล้ว  เพื่อให้เรามีความมั่นใจในความรักของพระองค์ว่าพระองค์ทรงรักเรา เพราะว่าพระองค์ทรงให้เวลากับเราตลอด 24 ชั่วโมงของบนโลกใบนี้ และตลอดไปในชั่วนิรันดร์ว่าจะอยู่กับเรา และไม่ทอดทิ้งเรา  อยู่กับเราตลอดไป

พระองค์ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว เป็นแผนการของพระองค์ในการไถ่บาป เราแล้ว ไม่ใช่ตั้งใจจะไถ่บาปเราเฉยๆ แต่ตั้งใจจะไถ่บาปเรา ชำระเราให้สะอาดหมดจด แล้วก็เข้ามาสถิตอยู่กับเรา ให้เราเป็นลูกของพระองค์ ได้บังเกิดใหม่ แล้วพระองค์ก็มาอยู่กับเรา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา เป็นครอบครัวเดียวกัน เพื่อจะใช้เวลากับเรา โอบกอดเรา นำพาชีวิตเราตลอดไป  เพื่อให้เราสัมผัสได้ถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อเราทั้งหลาย อยู่ในร่างกายนี้แหละ จะพูดคุย ก็พูดอยู่ในร่างกายนี้ เป็นหนึ่งเดียวกัน พ่อกอดลูกอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่พ่อๆ พ่ออยู่ไหนก็ไม่รู้ อยู่ไกลๆ จะอธิษฐานกับพ่อสักที ไม่รู้พ่ออยู่ไหน? ลูกอยู่ไหน? มันไกลเกิน พอนึกออกไหม?

นี่คือความจริงในพระคัมภีร์ที่บันทึกเอาไว้  และพระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว ผู้ใดที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เปิดใจต้อนรับพระเยซู เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระองค์จะเข้ามาชำระเราให้สะอาดหมดจด และพระบิดาจะเข้ามาทำที่อยู่อาศัยในร่างกายของเรา เป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณของเรา เป็นหนึ่งเดียวกันในร่างกายนี้  ไปไหนไปด้วยกันเลย 4 วิญญาณไปด้วยกัน  วิญญาณของเราบวกกับวิญญาณพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณ เป็นหนึ่งเดียวกัน  พูดคุยกันตลอดเวลา ก็ได้ เพราะอยู่กับเราตลอดเวลา  พระองค์ทรงชำระร่างกายของเรา จนสะอาดหมดจด แล้วก็ถ่ายเท แบ่งปัน ให้เราได้เข้าส่วนในความรัก ในวิญญาณ เข้าส่วนในความชอบธรรม หรือความดีงามของพระองค์ เข้าส่วนในชีวิตนิรันดร์ สภาพชีวิตนิรันดร์ ก็คือวิญญาณเดียวกันกับของพระองค์ ชนิดที่เป็นของพระองค์ ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ในวิญญาณ  เหมือนเป็น DNA. เดียวกันกับพระองค์ เป็นลูกของพระองค์ ทำให้กับเรา โดยความรัก  เปลี่ยนแปลงวิญญาณของเรา ให้เป็นวิญญาณเหมือนพระองค์ ที่เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์ พระองค์เปลี่ยนแปลงให้เรา เป็นวิญญาณความรัก ไม่ใช่เป็นความเกลียด  ไม่ใช่เป็นความอาฆาตอีกต่อไป ตัวตนจริงๆ เราได้บังเกิดใหม่ เป็นเหมือนพ่อของเรา พระเจ้าของเราเป็นความรัก เราเป็นลูกของพระองค์ ก็เป็นความรักเช่นเดียวกัน เป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทางวิญญาณ เป็น DNA ทางวิญญาณก็ว่าได้

สมัยก่อนนี้เขามีคนมาซื้อขวด เขาเรียก “จิ๋วก๊วก” ตอนสมัยที่ผมเด็กๆ จะมีคนหาบตะกร้า แล้วตะโกนว่า …

“จิ๋วก๊วกมาขายๆ”

จิ๋วก๊วก แปลว่าขวดเหล้า ใครมีขวดเหล้าเก่ามาขาย  สมัยก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นขวดแก้ว ผมก็จะเก็บพวกขวดเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำอัดลม, ขวดแก้ว, ขวดยา, ขวดเหล้า ก็จะเก็บสะสมไว้ พอเห็นจิ๋วก๊วกมาขาย เราก็เรียกเขามา เขาก็จะมาคัดดู ขวดนี้ 50 สตางค์ ขวดนี้สลึงหนึ่ง อันนี้ขวดใหญ่หน่อย บาทหนึ่ง รวมทั้งหมดนี้ ได้ 2 บาท เราก็เอาขวดไปขาย

ท่านรู้ไหมทำไมขวด เขาถึงซื้อไป คือโรงงานที่ทำขวด เพื่อเอาไปใส่ สมมติว่าใส่น้ำอัดลม ใส่น้ำยาอะไรต่างๆ เขาจะซื้อขวดเก่าไปรีไซด์เคิล ชำระความสะอาดจนหมดจด ด้วยยาฆ่าเชื้ออย่างดี พอสะอาดหมดจดแล้ว เขาก็จะใส่น้ำที่เขาต้องการลงไป ยกตัวอย่างเช่น น้ำกลั่น น้ำดื่มบริสุทธิ์ ใส่ลงไป หรือน้ำอัดลมที่เขาผสมเรียบร้อยแล้ว ใส่ลงไป พอเขาใส่ลงไป เขาก็จะเข้าเครื่องปิดจุก อย่างแน่นหนา อะไรก็เข้าไม่ได้อีกแล้ว

นั่นแหละ คือสิ่งที่พระเจ้าทำกับเรา ตอนที่เรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามา มันเป็นอย่างนั้นแหละ พระองค์ซื้อเรา เหมือนซื้อขวดเก่า ขวดก็คือร่างกาย ชีวิตของเรา แล้วพระองค์เอาไปชำระ ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ล้างจนสะอาดหมดจด แล้วพระองค์ก็ทรงเทความรักของพระองค์ วิญญาณของพระองค์ วิญญาณของพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตรพระเยซู และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์กับวิญญาณของเรา เทเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมกันเข้ามา เสร็จปุ๊บ ปิดจุก โดยใช้พระวิญญาณบริสุทธิ์ปิดจุก แล้วผนึกตรา อยู่ในนั้นเสร็จเรียบร้อย  นี่คือตามหลักพระคัมภีร์แป๊ะเลยนะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถที่จะเอาน้ำนั้นออกไปได้แล้ว เพราะว่าจุกปิดแน่นหนามาก

พระคัมภีร์บอกพระเจ้าได้เทวิญญาณของพระองค์ ได้เทความรักอย่างล้นเหลือ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ เข้าไปในใจของเรา  ที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า หลังจากที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  พอเทเข้ามา แล้วพระองค์ทรงปิดฝาอย่างแน่นเลย เรามาอ่านข้อพระคัมภีร์นี้ด้วยกัน โรม 8:35-37 …

โรม 8:35-37 “35 ใคร​จะ​แยก​เราออก​จาก​ความรัก​ที่​พระคริสต์​มี​ต่อ​เรา​ได้ ไม่​มี​เลย แม้แต่​ความ​ทุกข์ยาก​ หรือ​ความ​ลำบาก หรือ​การ​ถูก​กดขี่​ข่มเหง หรือ​ความ​อดอยาก​หิวโหย หรือ​การ​เปลือยกาย หรือ​อันตราย​ต่างๆ 36 หรือ​แม้แต่​การ​ถูก​ฆ่า​ฟัน ก็​ไม่​มี​ทาง​แยก​เรา​ออก​จาก​ความรัก​ที่​พระคริสต์มี​ต่อ​เรา​ได้ 37 แต่​ใน​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่างนี้ เรา​ก็​ได้รับ​ชัยชนะ​อัน​ยิ่งใหญ่ ​ผ่าน​ทาง​พระองค์ ​ผู้​ได้​แสดง​ความรัก​กับ​เรา”

 

พระคัมภีร์จึงบันทึกไว้อย่างนี้ พระองค์ทรงเทความรักอันล้นเหลือของพระองค์ ผ่านทางพระวิญญาณเข้ามาในใจ ในวิญญาณของเรา แล้วก็ปิดฝาสนิท โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีใครที่ไหน? หน้าไหน? จะแยกเรา เอาเราออกไปจากความรัก ที่พระเยซูคริสต์ได้เทลงมาให้กับเรา

ความหมายตรงข้อพระคัมภีร์ตรงนี้ คำว่า “ใครจะแยกเราออกจากความรัก” ความรักตรงนี้เป็นคำนาม หมายถึงสิ่งหรือของ ใครจะแยกเราออกจากความรักที่พระเยซูเทให้กับเราลงมาในวิญญาณของเรา  มันแปลว่าอย่างนั้น ไม่มีเลย จะเป็นความทุกข์ยาก ความลำบาก หรือไม่มีเลย

ในตอนจบบอกว่าและในทุกสิ่งทุกอย่าง ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ เราก็ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ผ่านทางพระองค์ … ไม่ได้แสดงความรักแล้ว ความรักตรงนี้เป็นกริยาแล้ว ตรงกันข้ามกับบรรทัดแรก ตรงนี้ผ่านทางพระเยซูหรือพระองค์ผู้ได้รักเรา แค่นี้เอง ถ้าท่านเห็นชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับคำนามกับคำกริยาอย่างนี้ ท่านจะได้เข้าใจว่าความรักเป็นคำนาม เป็นสิ่งๆ หนึ่ง เป็นของชิ้นหนึ่ง เห็นภาพ เป็นน้ำที่อยู่ในขวด ที่ชำระแล้ว  แล้วปิดผนึก โดยพระวิญญาณ ท่านจะได้เห็นภาพ แล้วพระเยซูหรือพระเจ้าใส่ความรักนั้นลงมาในขวด หรือร่างกายของเรานี้  คราวนี้มากริยาแล้ว เพราะพระองค์ทรงรักเรา เผอิญใช้คำว่ารักเหมือนกัน มันจะได้เห็นชัดขึ้น

พูดง่ายๆ ว่าใครจะมาเอาความรักที่พระเยซูคริสต์เทใส่ลงไปในขวดนี้ ในร่างกายของเรานี้ ใครจะเอาความรักนี้ออกไปได้ ไม่มีทางแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณเรา วิญญาณแห่งความรักแล้ว ใครเอาความรักออกไปจากวิญญาณเราได้ ไม่มีทาง ด้วยความรักของพระองค์ จึงใส่ให้เรา ซึ่งเป็นการใส่ โดยผ่านทางความรักของพระองค์ที่มีต่อเราทั้งหลาย และด้วยความรักนี้ จึงไม่มีสิ่งใดที่จะมาเอาความรักนี้ออกไปได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ยากลำบากอะไรก็ตาม ถ้าเป็นปัจจุบัน ก็คือไม่ว่าจะเป็นไวรัสโควิด ก็ไม่สามารถเอาความรักนี้ออกไปจากวิญญาณ ในร่างกายของฉันได้ ไม่ว่าจะเป็นผลของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ตกงาน ร้านขายของ ขายไม่ได้ หรือติดเชื้อ หรือความทุกข์ยากลำบากต่างๆ หรือแม้กระทั่งสงคราม หรือการถูกข่มเหงรังแก หรือแม้ความตาย ก็ไม่สามารถเอาความรักที่พระเยซูเทลงมา ปิดผนึกตลอดไป ชั่วนิรันดร์แล้ว

ถ้าท่านเห็นภาพสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ท่านจะได้เห็นความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า จะได้ซึมซับเอาพลังความรักนี้เข้ามาในชีวิตของเรา อ่านต่อไปในโรม 8:38-39 …

โรม 8:38-39 “38 เพราะเรา​มั่นใจ​ว่าไม่ว่า​จะ​เป็น​ความตาย​หรือ​ชีวิต ทูตสวรรค์​หรือ​เทพเจ้า สิ่ง​ที่​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​ หรือ​สิ่ง​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น​ใน​อนาคต 39 พวก​วิญญาณ​ที่​มี​ฤทธิ์​อำนาจ สิ่ง​ที่​อยู่​เหนือ​เรา หรือ​สิ่ง​ที่​อยู่​ต่ำ​กว่า​เรา หรือ​อะไรก็​ตาม​ที่​ถูก​สร้าง​ขึ้น​มา พวก​มัน​ก็​ไม่​มี​ทาง​แยก​เรา​ออก​จาก​ความรัก​ของ​พระเจ้า ​ที่​เรา​เห็น​ใน​พระเยซู​คริสต์เจ้า​ของ​เรา”

 

พระเจ้ากำลังบอกเราว่า … “ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าก็ตาม ความรักของเราช่วยเจ้าได้แน่นอน อยู่กับเจ้าแน่นอน เราจะพาเจ้าผ่านความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ไปจนกระทั่งนิรันดร์ เราจะไม่ปล่อยปละละเลยเจ้า ให้เจ้าเหมือนกับลูกกำพร้า ไม่มีใครดูแล เพราะเราไม่เคยทอดทิ้งเจ้าอยู่กับเจ้าเสมอตลอดเวลา นิ่งเสียเถิดเราอยู่กับเจ้าด้วยความรัก”

เปาโลจึงเขียนคำนี้ ขึ้นต้นชัดเจน พอเปาโลได้เห็น ได้ซึมซับพลังอำนาจของความรักของพระเจ้าอย่างนี้ เปาโลจึงเขียนคำนี้ว่า …

“เพราะเรามั่นใจว่า …”

เปาโลมั่นใจ เพราะเขาได้เห็น ได้ซึมซับเอาความรักของพระเจ้าเหล่านี้เข้ามาแล้ว ผ่านทางการงานของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่ทนทุกข์ทรมาน ตายที่ไม้กางเขน  จนกระทั่งถึงถูกฝังไว้ และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เขาเห็นและซึมซับ รับรู้ ความจริงเหล่านี้ เข้ามาในชีวิตของเขาแล้ว  เขาจึงบอกว่าเขามั่นใจ ถามตัวเราเองว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเชื่อในพระเจ้าแล้ว เราพูดคำนี้ไหมว่าเรามั่นใจมากเลยว่าไม่ว่าจะเป็นความตายหรือชีวิต ทูตสวรรค์หรือเทพเจ้า สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ หรือนอกโลกใบนี้ เมื่อไรก็ตาม ตอนไหนก็ตาม ไม่มีอะไรที่จะมาแยกเรา  เอาความรักนี้ ออกไปจากชีวิตของเราได้เลย เพราะเราเป็นความรักนี้ไปแล้ว ความรักของพระเจ้ามาอยู่ในเรา และเราอยู่ในความรักของพระเจ้าไปแล้ว

บรรทัดสุดท้ายจึงได้เขียนไว้อย่างนี้ว่า … “พวกมันก็ไม่มีทางแยกเราออกจากความรักของพระเจ้าที่เราเห็น ในพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา

ท่านเห็นหรือยัง? ท่านอาจจะรับรู้เรื่องพระเยซูคริสต์ตายเพื่อท่าน ที่ไม้กางเขน แต่ท่านเห็นความรักของพระเจ้า ผ่านทางการตายของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนแล้วหรือยัง? ท่านอาจจะเห็น มีรูปเขียนอยู่ มีรูปวาดให้ดู มีรูปถ่ายให้ดู ท่านอาจจะเห็น แต่ตาฝ่ายวิญญาณท่านเห็นหรือไม่? ถ้าท่านรับรู้ด้วยตาเนื้อ รับรู้ด้วยภาพ รับรู้ถ้อยคำในพระคัมภีร์ แล้วรับรู้เสร็จแล้ว ตาฝ่ายวิญญาณท่านเห็นเข้าไป ในความจริงเรื่องนี้  แล้วก็ซึมซับเอาความรักของพระเจ้านี้เข้ามาในชีวิตของท่าน  เปิดใจต้อนรับเข้ามา นี่แหละ มันจึงจะเกิดผลได้ มันจึงจะสปาร์คติด เป็นการปฏิบัติการกระทำบนโลกใบนี้ ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป เหมือนกับเรื่องแรกที่ได้เล่าให้ฟัง ชายหนุ่มคนนั้นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่หมดเลย  โดยการสัมผัส ซึมซับเอาความรักของแม่ที่ไม่มีเงื่อนไข ที่มีต่อเขา ซึมซับ สัมผัส รับเอา เข้ามาได้ ในสิ่งที่เขาเห็น

นี่คือคำสัญญาจากพระเจ้า ผู้เป็นพ่อ  ที่หนักแน่นและมั่นคง ในความรักที่มีต่อเรา ลูกๆ ของพระองค์ ไม่ใช่เฉพาะในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น แต่ไปถึงชั่วนิรันดร์ว่ามันจะเป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีฤทธิ์อำนาจที่อยู่เหนือเรา หรือสิ่งที่อยู่ใต้เรา ไม่มีอะไรก็ตามที่จะถูกสร้างขึ้นมา ที่มันจะสามารถแยกเราออกจากพระเจ้าได้ ไม่มีทางแล้ว เราอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้า พระองค์ทรงกอดเราอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะมัวแต่กลัวว่าทำอย่างโน้นได้ไหม? ทำอย่างนี้ได้ไหม? ทำอย่างนี้แล้วจะไม่ได้ไปสวรรค์ ทำอย่างโน้นอย่างนี้ เดี๋ยวพระเจ้าจะลงโทษ ทำอย่างโน้นอย่างนี้พระเจ้าจะทิ้งเรา คิดใหม่ซะให้ดีๆ มันถูกหรือไม่ถูก? มีข้อแม้ไหม? ความรักของพระเจ้าไม่มีข้อแม้ ทำอย่างโน้นอย่างนี้พระเจ้าจะลงโทษ

ต้องบอกว่าทำอย่างโน้นอย่างนี้ปุ๊บ พระเจ้าจะเสียใจ อย่างนี้สิถูก คงรักเราเหมือนเดิมแหละ แต่พระองค์เสียใจ พระองค์อยากให้เราได้สิ่งที่ดีๆ ได้รับผลตอบแทน ได้มีความสุข บนโลกใบนี้ ถ้าเราโกรธ ไปเกลียดคนอื่นเขา มันก็ทุกข์ มันก็เครียด พระองค์ก็เสียใจ พระเจ้าบอกว่า …

“เราจะไม่มีวันละทิ้งหรือทอดทิ้งเจ้าเลย เราจะอยู่กับเจ้า  เรารักเจ้าถึงนิรันดร์”

ความรักของพระองค์เป็นนิรันดร์

“ไม่ว่าเจ้าจะชั่วหรือจะดีขนาดไหนก็ตาม เรารักเจ้าชั่วนิรันดร์”

พระเจ้ากำลังตรัสกับเราทั้งหลาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ทั้งคนที่เชื่อ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว หรือยังไม่เชื่อเรื่องนี้ก็ตาม พระเจ้าตรัสกับเราทั้งหลายว่า …

“เรายังคงรักเจ้าดั่งแก้วตาดวงใจของเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไรก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะทำดีมากขนาดไหน? หรือไม่ทำดีเลยก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจเราก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะมีความรู้สึกอย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงรักเจ้าเหมือนเดิม วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ ตลอดไป เอเมน”

นี่คือคำพูดของพระเจ้าที่พูดต่อมนุษย์ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ พระองค์ก็เป็นอย่างนี้ไม่เปลี่ยนแปลง รักของเราที่มีต่อเจ้า ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีคำว่าถ้า ไม่มีคำว่าแม้ ไม่มีคำว่าแต่ ความรักของพระเจ้าอย่างนี้แหละ จึงเป็นพลังอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล เป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตของคริสเตียนทุกคนบนโลกใบนี้ และของมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้  ถ้าเขารู้และเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

เราจึงจำเป็นมาก ที่ต้องเรียนรู้ รับรู้ และให้เห็น ซึมซับรับเอาพลังอำนาจ ซึ่งเป็นความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้านี้ เข้ามาในชีวิตของเรา ในการดำเนินชีวิตของเราบนโลกใบนี้ เพื่อจะได้เหมือนที่พระเยซูคริสต์บอก จะได้หายเหนื่อยและเป็นสุข พักสงบ ในความรักของพระองค์ ในพระคริสต์ตลอดเวลา และตลอดไป

เรามาอ่าน 1 ยอห์น 3:1 อีกครั้ง …

1 ยอห์น 3:1 “ดูสิ จงมองให้เห็นเถิด! ความรัก​ที่​พระบิดา​มี​ต่อ​พวกเรา​นั้น มัน​มากมาย​มหาศาล​แค่ไหน ถึง​ขนาด​ได้​เรียก​เรา​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​พระองค์ และ​เรา​ก็​เป็น​อย่างนั้น​จริงๆ โลก​นี้​ไม่รู้จัก​พระองค์ ซึ่ง​เป็น​เหตุ​ที่​โลก​ไม่รู้จัก​เรา​เหมือนกัน

 

“ดูสิ จงมองให้เห็นเถิด ความรักของพระบิดาที่มีต่อเรานั้น  มากมายมหาศาลขนาดไหน? ถึงขนาดเรียกเราว่าลูกของพระองค์ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ จงมองให้เห็นเถิด”

อยากให้พี่น้องทั้งหลายในวันนี้ ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้า เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้วหรือยังก็ตาม จงมองให้เห็นเถิด วันนี้วันวาเลนไทน์ จงมองให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นพลังอันมหาศาล ที่จะช่วยชีวิตของท่าน ไม่ใช่ช่วย ณ ปัจจุบันในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น แต่ถึงชีวิตหน้า ไปชั่วนิรันดร์ ท่านต้องพึ่งมหัศจรรย์ ฤทธิ์เดชอำนาจของความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่ไม่มีเงื่อนไข สำหรับท่านนี้ โดยการ … จงมองให้เห็นความรักของพระองค์เถิด ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน ที่ทำให้ท่านได้ สามารถเป็นลูกของพระเจ้า และเป็นลูกของพระองค์จริงๆ … พระเจ้าอวยพรครับ

 

****************************