วารสาร Holy News ฉบับที่ 1329

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  12  กันยายน  2021

 เรื่อง “ไม่มีการพิพากษาลงโทษใดๆ  แก่ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแน่นอน” ตอน 2

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

วันนี้จะเป็นตอนที่ 2 ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว หัวเรื่องที่บอกว่า “ไม่มีการพิพากษาลงโทษใดๆ แก่ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแน่นอน”

การบรรยายช่วง 2, 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราน่าจะรู้และน่าจะมั่นใจ เพราะได้บรรยายไปหลายครั้ง ก่อนหน้านั้นได้พูดไว้ว่าการพิพากษาลงโทษโลก และมนุษย์บนโลกในวันสุดท้าย วันที่พระเยซูคริสต์จะกลับมา ตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ บนบัลลังก์สีขาว ไม่ได้รวมถึงผู้เชื่ออย่างแน่นอน 100% ผู้เชื่อไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษแล้วแน่นอน  เพราะผู้เชื่อพึ่งในการกระทำของพระเยซู เมื่อพึ่งในการกระทำของพระเยซู  … พระเยซูได้ทำสำเร็จที่ไม้กางเขน ลบล้างบาปออกไปจนหมดสิ้น เรียบร้อยแล้ว ให้กับมนุษย์ทั้งหลาย  และใครก็ตามที่รับเชื่อ และใช้สิทธิของเขา เขาก็ได้รับการชำระล้าง ให้พ้นจากความบาป ลบเอาความบาปของเขาออกไปหมดสิ้นแล้ว  ทั้งบาปที่ทำในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตด้วย

เพราะฉะนั้น การกระทำของผู้เชื่อในขณะที่อยู่ในกายบนโลกใบนี้นั้น  ไม่ว่าจะเป็นการกระทำดี หรือการกระทำชั่วก็ตาม ก็ไม่มีการพิจารณาใดๆ อีกแล้ว ในโลกวิญญาณในวันพิพากษา  บทสรุปของความหมายของคำว่าไม่มีการพึ่งพาตนเองอีกแล้วบนโลกใบนี้ ก็คือการไม่พึ่งในการกระทำของตนเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีหรือจะเลว ก็ไม่พึ่ง พึ่งพระเจ้า พึ่งพระเยซูคริสต์อย่างเดียว พึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์เพียงอย่างเดียว  ซึ่งเราได้เรียนรู้ในครั้งที่แล้ว  ก็คือว่าการไม่พึ่งในการกระทำของตนเอง ก็คือการทำชั่วหรือการทำบาปของผู้เชื่อนั้น  ในขณะที่ยังอยู่ในร่างกายบนโลกใบนี้ ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อยู่นั้น  ไม่ได้มีผลใดๆ ในวันพิพากษาของพระคริสต์ บนบัลลังก์สีขาว ไม่มีการตัดสินลงโทษใดๆ อีกแล้ว เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว  ฉันใดก็ฉันนั้น การทำดีของผู้เชื่อในขณะที่ยังอยู่ในกายนี้  ก็ไม่มีผลใดๆ ในวันพิพกาษาของพระคริสต์เช่นเดียวกัน ไม่มีการพิจารณารางวัลพิเศษใดๆ เช่นเดียวกัน

บางคนเขาก็คิดว่าพูดอย่างนี้ คนก็ไม่มีแรงจูงใจในการกระทำดีของคนที่กลับใจ หรือเป็นคริสเตียนเลย แล้วเอาอะไรมาเป็นแรงจูงใจของเขา ความรักไงครับ  ความรักที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นความรักข้างใน เกิดมาเป็นความรัก ทำตามธรรมชาติที่อยู่ข้างใน เป็นธรรมชาติที่เป็นอยู่  ไม่ได้ทำจากความกลัว ที่มีกฎบัญญัติห้ามไว้

ยกตัวอย่างเช่น เราขึ้นเครื่องบิน เราไม่สูบบุหรี่ ถูกไหมครับ?  แต่ก็มีคนจำพวกหนึ่งที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะว่าปกติเขาก็ไม่สูบอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติของเขาเอง เขาเป็นคนไม่ชอบบุหรี่ เขาก็ไม่สูบอยู่แล้ว แต่มีคนอีกจำพวกหนึ่ง ไม่ได้สูบบุหรี่ บนเครื่องบิน เหมือนเราเลย  ทำเหมือนกันเลย ประพฤติเหมือนกันเลย แต่ในใจเขาไม่ทำ เพราะแรงจูงใจ ก็คือมีป้ายเขียนห้าม และต้องถูกปรับอย่างสูง ถ้าไปสูบบุหรี่บนเครื่องบิน อะไรอย่างนี้ พอลงจากเครื่องบิน  ป้ายหายไปปุ๊บ วิ่งไปหาห้องสูบบุหรี่ทันที นึกภาพออกไหม? คล้ายๆ อย่างนั้น เช่นเดียวกัน

แรงจูงใจของคริสเตียนที่จะทำดี ทำจากข้างในที่เกิดใหม่แล้ว เป็นธรรมชาติ และด้วยเหตุนี้เอง พระคัมภีร์จึงมีบันทึกไว้ว่าบรรดาอัครทูตและสาวกของพระเยซู ก็ออกไปหาบรรดาผู้คนทั้งหลาย เพื่อโน้มน้าว เพื่อประกาศ เพื่อสอนชักชวน ให้บรรดาผู้คนที่ได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐนั้น ที่ยังพึ่งพาตนเองอยู่ พึ่งพาในการกระทำดีด้วยตัวเอง สั่งสมความดีด้วยตัวเอง ไปสอนเขา บอกเขา ให้เขากลับใจใหม่ ให้เขาเปลี่ยนใหม่ มาพึ่งในพระเยซู คือออกจากกฎเดิม ก็คือออกจากกฎที่อยู่ในอาดัม ก็คืออยู่ในบาป ให้ย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ มาพึ่งในพระคริสต์ เพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญกับการถูกพิพากษาลงโทษ ในวันสุดท้าย ที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาพิพากษาโลกและมนุษย์ ตามการกระทำของเขา  ถ้าเขายังพึ่งพาตนเองอยู่ เขาก็ต้องถูกพิพากษาตามการกระทำของเขา  แต่คริสเตียนผู้ที่พึ่งพาในการกระทำของพระเยซู ก็ไม่ต้องได้รับการพิพากษาใดๆ เลย เพราะได้รอดพ้นจากการกระทำของตนเอง ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง เพราะฉะนั้น เหล่าอัครทูตและนักประกาศทั้งหลาย จึงออกไปประกาศตามที่พระเจ้านำพา สอนเขา ให้เขาออกไปประกาศอย่างนี้

วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อเรื่องเกี่ยวกับการพิพากษา ในวันสุดท้าย วันสิ้นโลก วันที่มนุษย์ทุกคนจะถูกพิพากษานั้น รางวัลของผู้เชื่อ คืออะไร?

รางวัลของผู้เชื่อ คือความครบถ้วนบริบูรณ์นิรันดร์นั่นเอง  ซึ่งเป็นรางวัลเดียว ที่พระเยซู หรือพระเจ้าทรงสัญญาไว้กับผู้เชื่อทั้งหลาย

ย้อนกลับไปอีกนิดหนึ่ง เราได้เรียนรู้ว่าพอเราเชื่อ ในข่าวดีแล้ว เราไม่พึ่งพาตนเองแล้ว เราพึ่งพาพระเยซูคริสต์ ทันทีทันใดนั้น ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ วิญญาณเราได้เกิดใหม่ ความคิดจิตใจเราได้บังเกิดใหม่ ซึ่งเป็นตัวตนแท้ๆ ของเรา ทั้งสองสิ่งนี้ เป็นใหม่ทั้งสิ้น  เป็นเหมือนพระเยซูเลย เราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว  เราหลุดพ้นจากการถูกพิพากษาเรียบร้อยไปแล้ว เราได้รับการอภัยโทษ และได้รับการรับเป็นบุตรของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ขาดอยู่นิดเดียวเอง คือเพียงแต่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ในร่างกายเดิม ที่จะต้องตายในวันหนึ่งเท่านั้นเอง  ก็อดทนรอคอยแค่นั้น ร่างกายสิ้นสุดลงเมื่อไร ลมหายใจสุดท้าย วิญญาณออกจากร่าง ก็เข้าสู่มิติฝ่ายวิญญาณ เข้าไปรับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และอยู่กับพระเจ้า พระเยซูในสวรรคสถาน บนโลกใหม่ สรรพสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมด ที่ไม่มีบาป ไม่มีคำสาปแช่งอีกต่อไป  ตลอดชั่วนิรันดร์ นั่นแหละ เรารอแค่นิดเดียว แค่นั้นเอง

เราได้เรียนรู้กันแล้วว่าการพิพากษาและรางวัลของผู้เชื่อ เป็นอย่างไร?  ที่เราได้เรียนรู้กันมาแล้ว ก็ยังมีข้อพระคัมภีร์อื่นๆ อีกเยอะ ที่บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมีการเข้าใจผิด เนื่องจากแปลผิดความหมาย  สอนกันมาผิดๆ เรื่อยๆ เป็นระยะ อยู่อีกหลายข้อ เราจะมาทำความเข้าใจกัน

วันนี้เริ่มต้นที่หนังสือ 1 โครินธ์ บทที่ 3 ที่อาจารย์เปาโลได้เขียนจดหมายไปถึงบรรดาผู้เชื่อในคริสตจักรโครินธ์ อันนี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งที่เป็นเรื่องที่เข้าใจผิด และสำคัญมาก สำหรับพื้นฐานของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ข่าวดีของพระเจ้า  และจดหมายฉบับนี้ อาจารย์เปาโลได้เริ่มต้นด้วยการตำหนิผู้เชื่อ ชาวโครินธ์ที่เริ่มมีการแบ่งแยก อ้างตัวเป็นศิษย์เปาโล ศิษย์อปอลโล ศิษย์เคฟาส (คือเปโตรนั่นเอง)

อาจารย์เปาโลได้ใช้คำว่า “ประพฤติตนเหมือนคนที่ยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง” คนที่ยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง คนที่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของการบาป  ก็คือคนบาป คนที่ยังไม่ได้เชื่อในพระเจ้านั่นเอง เพราะว่าพี่น้องคริสเตียนเหล่านี้ ยังมีการประพฤติ คืออิจฉาริษยา แบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ทั้งๆ ที่เป็นผู้ที่เชื่อแล้ว  วิญญาณได้บังเกิดใหม่แล้ว นึกภาพออกใช่ไหม? มันแยกกัน ทำให้เราได้เห็นชัดว่าเป็นคริสเตียนแล้ว วิญญาณได้บังเกิดใหม่แล้ว เราก็มีสิทธิ์ถูกหลอกลวง ถูกล่อลวง ด้วยอิทธิพลของกิเลสตัณหาของฝ่ายเนื้อหนัง  ก็คือโปรแกรมเก่าๆ  อิทธิพลของความบาป ที่เราเคยอยู่เก่าๆ ออโตเมติกเก่าๆ เหล่าานี้  สามารถล่อลวง ชักจูงให้เราหลงไปประพฤติสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับตัวจริงๆ ที่เราเป็นอยู่ภายใน เราไม่ได้เป็นคนบาป แต่เราไปประพฤติบาป นึกภาพออกใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น ความประพฤติกับการเป็นจริงๆ ตัวตนเรานั้น มันคนละเรื่องกัน ความประพฤติไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวตนที่แท้จริงของเรา ที่ได้บังเกิดใหม่แล้วได้

ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง “ความประพฤติ การกระทำของคริสเตียน ไม่สามารถที่จะทำการเปลี่ยนแปลงวิญญาณของเขา เขาบังเกิดใหม่ รับเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว เขาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว สะอาดบริสุทธิ์แล้ว  ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะตรงนี้ได้อีกเลย จากการประพฤติของเขา ไม่ว่าประพฤติดี ก็ไม่ได้ทำให้เขาบริสุทธิ์ขึ้น ประพฤติไม่ดี ประพฤติตามกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ก็ไม่ได้ทำให้สกปรกลง เขาสะอาดบริสุทธิ์ เพราะพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เพราะเขาได้บังเกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้วนั่นเอง เรามาอ่านกัน 1 โครินธ์ 3:3-5 …

1 โครินธ์ 3:3-5 “3 ท่านยังอยู่ฝ่ายโลก เพราะยังมีการอิจฉาริษยา และการทุ่มเถียงกันในหมู่พวกท่าน เช่นนี้แล้ว ท่านก็อยู่ฝ่ายโลกไม่ใช่หรือ? ท่านก็ประพฤติตัวเหมือนคนธรรมดามิใช่หรือ? 4 ในเมื่อคนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าติดตามเปาโล” และอีกคนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าติดตามอปอลโล” พวกท่านก็เป็นเพียงคนธรรมดามิใช่หรือ? 5 อปอลโลเป็นใคร? และเปาโลเป็นใครกัน? ก็เป็นเพียงผู้รับใช้ที่นำท่านมาเชื่อตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงมอบหมายหน้าที่ให้แต่ละคน”

 

“ท่านยังอยู่ฝ่ายโลก” นี่กำลังเขียนถึงคริสเตียน ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ของแท้ เป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณ ท่านยังอยู่ฝ่ายโลก ก็คือท่านยังดำเนินชีวิตเหมือนเดิม เหมือนก่อนที่ท่านยังไม่ได้เป็นคริสเตียน เพราะท่านประพฤติอย่างนี้แหละ ยังมีการอิจฉา ริษยา มีการทุ่มเถียงกันในหมู่พวกท่าน ที่เป็นคริสเตียนแล้ว  เช่นนี้แล้ว ท่านก็อยู่ฝ่ายโลกมิใช่หรือ?  ท่านก็ประพฤติตัวเหมือนคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?

“ท่านก็ประพฤติตัวเหมือนคนธรรมดา” ก็คือท่านก็ประพฤติตัวเหมือนคนบาป นั่นน่ะ โดยทั่วๆ ไป ใช่ไหม? ก็คือท่านและคนบาปนั้น เป็นคนละคนกัน เป็นคนละสถานะกัน ท่านประพฤติตัวอีกแบบหนึ่ง  แทนที่ท่านจะประพฤติตัวให้เหมือนกับท่านเป็นลูกของพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่แล้ว  แต่ท่านประพฤติตัวเหมือนคนบาป  ชัดเจนไหมครับ?

“ในเมื่อคนหนึ่งว่าข้าพเจ้าติดตามเปาโล และอีกคนหนึ่งว่าข้าพเจ้าติดตามอปอลโล พวกท่านก็เป็นเพียงคนธรรมดามิใช่หรือ?” คนธรรมดา คือคนบาปทั่วๆ ไปไม่ใช่หรือ?  คนบาปทั่วๆ ไป ก็อย่างนี้ ในใจชิงดีชิงเด่นกันใช่ไหม? ริษยากันใช่ไหม? มันจะเกิดเหตุการณ์แตกแยกกันเกิดขึ้น ก็เพราะอย่างนี้ แต่ท่านไม่ใช่ ท่านเป็นคริสเตียน ท่านบังเกิดใหม่แล้ว  วิญญาณท่านเปลี่ยนใหม่เป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว วิญญาณท่านเป็นวิญญาณแห่งความรักแล้ว ท่านควรจะประพฤติตัวตามวิญญาณของท่านข้างใน ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ นี่ท่านไปทำอีกแบบหนึ่ง ท่านไม่ได้ทำตามธรรมชาติของท่าน แต่ท่านทำตามตัณหาของเนื้อหนัง มันล่อลวงท่าน ให้ท่านทำ ระบบของโลกนี้ คือระบบของการเป็นศัตรูกับพระเจ้า มันล่อลวง มันชักจูงให้ท่านทำ  กำลังจะบอกว่าอย่างนี้

เปาโลพยายามเน้นย้ำว่าไม่ว่าจะเป็นนักประกาศ  ครูสอน หรือนักบรรยาย นักเทศน์อะไรก็ตาม ที่เป็นอาจารย์ระดับไหนก็ตาม ทุกคนเป็นเพียงแค่ผู้รับใช้เท่านั้นเอง  ที่ทำหน้าที่ในการโน้มน้าว ในการประกาศข่าวประเสริฐให้กับคนที่ไม่เชื่อให้กลับใจใหม่ แล้วก็สอนคนที่เชื่อแล้ว ให้จำเริญเติบโตในความจริง ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ไม่มีใครพิเศษกว่าใคร?  ไม่มีอาจารย์คนไหนใหญ่กว่าใคร? ไม่ต้องอวดอ้างว่าคนนี้เป็นผู้รับใช้ใหญ่กว่าคนนี้ คนนั้นเป็นผู้รับใช้ใหญ่กว่าคนนั้น เพราะทุกคนต่างฝ่ายต่างเป็นแค่เครื่องมือ หรือเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเท่านั้น นี่คือสิ่งที่เปาโลต้องการเน้น ทุกคนเป็นเพียงผู้รับใช้ในการทำหน้าที่โน้มน้าว ในการช่วยเหลือ สอน เลี้ยงดูให้กับบรรดาผู้คน ให้เจริญเติบโต ให้เข้ามาอยู่ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ตามที่พระเจ้าได้ใช้เขาเท่านั้น ใน 1 โครินธ์ 3:6 ได้บันทึกอย่างนี้ว่า …

1 โครินธ์ 3:6 “ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงให้เติบโต”

 

“ข้าพเจ้า” ก็คืออาจารย์เปาโล … เปาโลปลูก  อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงให้เติบโต เห็นชัดเลย เปรียบเทียบดีมาก ความหมายของการปลูกและรดน้ำ ตรงนี้ เปาโลกำลังบอกว่าหน้าที่ของผู้รับใช้ ก็คือการสอน การโน้มน้าว การหว่านเมล็ด ข่าวประเสริฐ การประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เมล็ดพันธุ์แห่งข่าวประเสริฐ ประกาศเรื่องแผ่นดินสวรรค์ เมล็ดพันธุ์ของสวรรค์ให้กับบรรดาผู้คนบนโลกใบนี้นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ที่จะทำให้มันเกิดผลหรือไม่  ไม่ใช่ตัวคนหว่านเมล็ด และไม่ใช่ตัวคนมาสอน มารดน้ำ แต่เป็นพระเจ้าต่างหาก  ก็คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง

ประเด็นที่สำคัญ คือสิ่งที่ประกาศไปนั้น ต้องเป็นการประกาศข่าวดีที่ถูกต้อง บนรากฐานของข่าวดีจริงๆ ซึ่งบนรากฐานของข่าวดีจริงๆ ก็คือในพระเยซูคริสต์ ข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์ ข่าวดีเรื่องบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ข่าวดีเรื่องการวางใจในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลบิดเบือนความจริง  ข้อมูลคล้ายๆ ความจริง ไม่ใช่ตรงนั้น แต่เป็นความจริงตรงนี้ที่เป็นประเด็นสำคัญ ที่เปาโลบอกว่าพระเจ้าให้ผลเกิดขึ้น ได้อย่างไร?

ทั้งหลาย ทั้งปวง หน้าที่ของผู้รับใช้ เพียงแค่คนที่ทำหน้าที่หว่านข่าวประเสริฐ เมล็ดพันธุ์นี้ออกไป  คือเป็นแค่คนปลูกกับคนรดน้ำเท่านั้น  แต่ผู้ที่ทำให้เติบโต เกิดผล คือพระเจ้า เพียงผู้เดียว ซึ่งมันก็คือข่าวดี แห่งพระคุณของพระเจ้า ข่าวดีที่ไม่ได้พึ่งพาการกระทำของผู้คน ของใครก็ตาม รวมทั้งของตนเองด้วย  ก็คือข่าวดีแห่งพระคุณของพระเจ้า คือทุกสิ่งพึ่งในพระเยซูคริสต์เพียงอย่างเดียว ไม่พึ่งพามนุษย์เลย  รวมทั้งตัวเราเอง และคนที่มาประกาศด้วย คือไม่พึ่งคนเลย พึ่งแต่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว เรามาอ่านข้อ 7, 8 ต่อว่าเปาโลว่าอย่างไร? …

1 โครินธ์ 3:7-8 “7 ดังนั้น ไม่ว่าคนปลูกหรือคนรดน้ำก็ไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงให้เติบโตต่างหากที่สำคัญ 8 คนปลูกและคนรดน้ำมีเป้าหมายเดียวกัน และต่างก็ได้รับบำเหน็จตามการงานของตน”

 

พูดง่ายๆ มนุษย์ไม่ได้สำคัญเลย ทำหน้าที่ตามที่พระเจ้าได้กำหนดให้ทำ และนำให้ทำเท่านั้นเอง  คนปลูกและคนรดน้ำ มีเป้าหมายเดียวกัน

เป้าหมาย คืออะไร? และต่างก็รับบำเหน็จตามการงานของตน เป้าหมาย ก็คือช่วยคนให้เจริญเติบโตในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ให้พึ่งในพระเยซูคริสต์ พึ่งแล้วพึ่งอีก อย่าหลบเลี่ยงหรือหนีไปพึ่งอย่างอื่น มนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น นี่คือหน้าที่คนปลูกและคนรดน้ำ

ในข้อ 8 ตรงนี้ มีคนเข้าใจผิดเยอะ ที่บอกว่า “ต่างก็ได้รับบำเหน็จตามการงานของเขา” เพราะฉะนั้น เราประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า  เราออกไปสอนผู้คน เราก็ได้รางวัลสิ คิดอย่างนั้นใช่ไหม? ก็ไม่ผิดนะ ลองคิดต่อไปว่ารางวัลที่ท่านจะได้รับ มันคืออะไรก่อน  คิดในใจของท่าน ต่างคนต่างคิด ไม่ต้องถามคนข้างๆ นะ หรือถามคนข้างๆ ก็ได้ว่าที่ท่านประกาศข่าวประเสริฐ ที่ท่านสอนข่าวดีของพระเจ้า ที่ท่านออกไปเลี้ยงดูลูกแกะ ผู้เชื่อใหม่ ในเรื่องของข่าวดีของพระเจ้า  ท่านทำเพื่อจะได้รางวัล และรางวัลคืออะไร?

เพราะว่าในนี้บอก … “แต่ละคนจะได้รับรางวัล ตามการงานของตน” ต่างก็ได้รับบำเหน็จตามการงานของตน ชัดๆ ซึ่งหลายคนก็มีความคิดว่ามันหมายถึงรางวัลที่จะได้รับในสวรรค์ ตอนที่จากร่างนี้แล้ว  สู่โต๊ะการพิพากษา จะมีการพิพากษาคริสเตียนด้วย คริสเตียนจะถูกพิพากษาว่าได้รางวัลนี้หรือไม่? ได้เท่ากันหรือเปล่า? หรือได้ไม่เท่ากัน อย่างไร? ใช่ไหมครับ?

ซึ่งจริงๆ คำว่า “ได้รับบำเหน็จตามการกระทำของตน” ตรงข้อความใน 1 โครินธ์ 3:8 ตามบริบทนี้ หมายถึงผลงานที่เกิดจากการปลูกและการรดน้ำ  นั่นแหละคือบำเหน็จ  การวางรากฐานของข่าวประเสริฐที่ถูกต้อง ให้กับชาวโครินธ์ ในที่นี้ ก็คือการหว่านข่าวดี สอนตามข่าวดี ที่เป็นจริง บนพื้นฐานของการพึ่งพระเยซูคริสต์นั้น มันก็จะเกิดผลเป็นบำเหน็จได้รับ ก็คือผลงานที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน บนโลกใบนี้เลย ถ้าหว่านถูก และบำเหน็จ หรือผลงานที่ได้รับ ณ บริบทนี้ ก็คือชาวเมืองโครินธ์ได้กลับใจใหม่เพิ่มขึ้น เป็นคริสเตียนมากขึ้น จากการที่ได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐที่แท้จริง และมีพื้นฐานของข่าวประเสริฐ ข่าวดีที่ได้ถูกหว่านลงไปอย่างถูกต้อง คือพึ่งในพระเยซู เกิดเป็นชุมชนที่ประพฤติตามแบบอย่างของผู้ที่เชื่อ ผู้ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ เจริญเติบโต ทางฝ่ายวิญญาณ เต็มไปด้วยความรัก  ความสามัคคี เติบโตในความรัก สำแดงความรัก ซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน  ไม่อิจฉาริษยากัน ไม่แบ่งพรรค แบ่งพวกกัน เข้มแข็งขึ้น นี่แหละคือผลงานในการปลูก รดน้ำ หรือประกาศข่าวประเสริฐ หรือสอน หรือบรรยาย หรืออธิษฐานให้ หรือเลี้ยงดู ผลงาน ก็คือผู้เชื่อเหล่านั้น เจริญเติบโตบนรากฐานที่ถูกต้อง แข็งแกร่ง หรือผู้ที่ยังไม่เชื่อ ได้รับการหว่านไปถึงและเชื่อจริงๆ มั่นคงแข็งแกร่งในความเชื่อที่ถูกต้องมากขึ้นนั่นเอง

คำว่า “ได้รับบำเหน็จ ตามการงานของตน” หมายถึงผลงานตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับรางวัลพิเศษ บนสวรรค์ในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่งเลย แม้แต่นิดเดียว เป็นรางวัลที่เก็บเกี่ยวได้เลยเดี๋ยวนี้บนโลกใบนี้เลย ได้เห็นกับตาเลย ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ มาอ่านต่อข้อ 9 กับข้อ 10 …

1 โครินธ์ 3:9-10 “9 ด้วยว่าเราเป็นผู้ร่วมงานกับพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เป็นตึกของพระเจ้า 10 โดยพระคุณซึ่งพระเจ้าประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางฐานรากอย่างช่างผู้ชำนาญและคนอื่นมาก่อขึ้นบนรากนั้น กระนั้นแต่ละคนควรระวังว่าตนก่อขึ้นอย่างไร”

 

ในข้อที่ 10 บอกว่า … “โดยพระคุณ ซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่ข้าพเจ้า” ก็แสดงว่าเปาโลไม่ได้ทำด้วยความสามารถของตัวเองเลย ก็พึ่งในพระเจ้าอยู่ดี พระเจ้าเป็นผู้ประทานความสามารถ เป็นผู้บอกว่าจะให้ประกาศอย่างไร?  ผู้ให้ความรู้ ความจริงว่าข่าวประเสริฐ คืออะไร? เป็นผู้ให้กำลัง ให้ฤทธิ์อำนาจ ความสามารถ ชี้ให้เห็น

“ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า” เปาโลกำลังเปรียบเทียบให้เห็นว่าที่ข้อตะกี้บอกว่าเปาโลเป็นคนปลูก และอปอลโลเป็นคนรดน้ำ และผลที่ได้รับ ก็คือการเกิดผลในชีวิตของผู้เชื่อ  ก็คือเกิดผลในไร่นาของพระเจ้า เกิดเป็นผล เพื่อพระเจ้าจะได้เก็บเกี่ยวผลเหล่านั้น เพราะเป็นไร่นาของพระเจ้า  หมายถึงผู้ที่เชื่อ ที่อยู่บนรากฐานของข่าวประเสริฐที่ถูกต้อง ได้บังเกิดใหม่ นั่นแหละ  คือผลงานของการปลูก และการรดน้ำที่ถูกต้อง  มันก็เกิดการเก็บเกี่ยว เกิดผลออกมา  พระเจ้าก็เป็นผู้เก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้น โดยพระวิญญาณ

เช่นเดียวกัน “เป็นตึกของพระเจ้า” ก็หมายถึงเปาโลเป็นช่างที่วางรากฐาน อปอลโลเป็นผู้ก่อสร้าง เปาโลลงเสาเข็มไว้ อปอลโลมาสร้างชั้นหนึ่งต่อ ยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะฉะนั้น มาต่อจากชั้นหนึ่ง ก็ต้องวางให้ดีๆ ต่อให้มันตรงๆ  เสาเข็มก็วางตรงนี้ จะก่อเสาขึ้นมา ก็ให้มันตรงกับเสาเข็มข้างล่าง  ถ้ามันเฉเมื่อไร ข้างบนก็ไปไม่รอดอีก ไปไม่นาน ก็ล้มโครมลงมา อปอลโลและเปาโลช่วยกัน เปาโลวางรากฐาน อปอลโลก่อสร้างขึ้นมา  จนเกิดเป็นตึกของพระเจ้า ก็คือผู้เชื่อที่อยู่บนรากฐานข่าวประเสริฐที่เข้มแข็ง มั่นคง  ก็คือคริสตจักรของพระเยซูคริสต์

“ขอทรงสร้างเราให้มั่นคงเถิด     ให้เราร่วมอยู่ในพระบุตร”

สร้างเราด้วยวิธีใด? ก็ผ่านทางผู้รับใช้ที่ได้ยินได้ฟังพระวิญญาณของพระองค์ ที่ได้เข้าใจข่าวประเสริฐอย่างถูกต้อง และได้ประกาศด้วยความสัตย์ซื่อ นี่แหละ เป็นฐาน ทำให้คริสตจักรเข้มแข็งและแข็งแรง เป็นอาคารที่มั่นคง

นึกถึงภาพนะ เขาสร้าง วางรากฐานไว้อย่างดี แล้วเราไปก่อแบบเอาใหม่ ไปก่อที่ไม่ตรงกับรากเดิม มันก็พังในที่สุด แต่รากยังอยู่นะ รากมันไม่ไปไหน รากมันถูกต้อง

ตอนท้ายของข้อ 10 ที่บอกว่า … “กระนั้น แต่ละคนควรระวังตนก่อขึ้นอย่างไร?” กำลังพูดถึงใคร? ก็คือแต่ละคนที่ได้รับการเรียกจากพระเจ้า มาเป็นผู้รับใช้พิเศษ ก็คือมาเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ มาเป็นผู้สอน บรรยาย เลี้ยงดู ผู้เชื่อ อะไรประมาณนี้ บรรดาคนเหล่านี้ ที่ผมบอกว่าคนพิเศษ หมายถึงบริบทนี้ เป็นคนพิเศษ จากนี้แล้ว ผู้เชื่อทุกคน พอมาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าใช้ในลักษณะนี้หมด ทั้งนั้น  แต่ใช้ต่างลักษณะ ต่างบุคลิก ต่างชนิดกัน หลายๆ อย่างที่พระองค์ใช้ แม่บ้าน พระองค์ก็ใช้ได้ เด็กนักเรียนพระองค์ก็ใช้ได้ คนมีชื่อเสียงพระองค์ก็ใช้ได้ คนไม่มีชื่อเสียง พระองค์ก็ใช้ได้ หมายถึงชื่อเสียงบนโลกใบนี้นะ

“กระนั้น แต่ละคนควรระวัง” ก็คือทีมงานแต่ละคนมีหน้าที่ปลูก หว่านเมล็ด มีหน้าที่รดน้ำ มีหน้าที่สอน ต้องระวังตนให้ดีว่าสอนเขาไปอย่างไร? ประกาศให้เขาถูกต้องไหม?  คือทั้งอาจารย์เปาโลและอปอลโล อุตส่าห์ช่วยกันวางรากฐานของข่าวประเสริฐ อย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ขอให้ผู้เชื่อชาวโครินธ์ทั้งหลาย ซึ่งรวมทั้งผู้ที่สอนด้วย ให้ระวัง สำหรับผู้เชื่อ ที่ไม่ได้สอน ที่ได้ฟังเขา ให้คอยระวังตัวด้วยว่าอย่าให้มีใครที่มาสอนผิด จากรากฐานจริงๆ ในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่เปาโลและอปอลโลได้วางรากไว้อย่างดีแล้ว เรียบร้อยแล้ว ก่อขึ้นมาแล้ว เราฟังดู คอยสังเกตให้ดีๆ มันตรงไหม? มันใช่ไหม? มาข้อ 11 …

1 โครินธ์ 3:11 “เพราะใครจะมาวางฐานรากอื่นอีกไม่ได้ นอกจากที่ได้วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์”

 

เปาโลกำลังบอกว่าชาวโครินธ์ทั้งหลายเอ๋ย ข้าพเจ้าได้วางรากฐานที่ถูกต้องให้กับท่านแล้ว อย่าให้ใครมาวางรากฐานอื่น อย่าให้เขามาสอนสิ่งที่ผิดไปจากรากฐานนี้ คือสิ่งที่ผิดไปจากข่าวประเสริฐ ให้พึ่งพาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  วางใจในข่าวประเสริฐของพระองค์เท่านั้น อย่าให้ใครมาบิดเบือนความจริงของข่าวประเสริฐนี้เด็ดขาด  อย่าให้ใครมาทำให้เรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นเรื่องง่ายๆ พึ่งพาพระเยซูคริสต์ ได้รับความรอดแล้ว ต้องกลายเป็นเรื่องยาก หรือกลายเป็นภาระมาก สำหรับผู้ที่เชื่อ จงยึดมั่นในรากฐานแห่งความจริง ในข่าวประเสริฐที่ผมได้วางไว้เรียบร้อยแล้ว  ความจริงนี้ทำให้ท่านเป็นอิสระ

พระเยซูคริสต์บอกว่า … “ผู้ใดแบกภาระหนักเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข” ไม่ใช่มาเชื่อแล้วยิ่งหนักใหญ่ ยิ่งเหนื่อยใหญ่ ยิ่งแบกภาระของตนเอง ต้องทำอันโน้น ต้องทำอันนี้ ถ้าไม่ทำ ก็ไม่ได้ความรอดนี้  ความรอดนี้ ต้องเชื่อและต้องทำ  ถ้าไม่มาชุมนุมที่สถานที่ชุมชนเป็นประจำ ขาดการประชุมบ่อยๆ เดี๋ยวพระเจ้าทิ้งเลย อะไรประมาณนั้น ท่านพอจะมองเห็นไหมครับ? ถ้าไม่ออกมารับใช้พระเจ้าบ้าง ท่านจะไม่ได้รับพระพร ถ้าท่านไม่อธิษฐาน อาจจะหลงหายไป และทิ้งความเชื่อไปก็ได้ อะไรประมาณนี้ หรือท่านต้องปฏิบัติพิธีกรรม กิจกรรมทางศาสนา มิฉะนั้น ท่านจะไม่ได้รับความรอด อะไรเหล่านี้ คือเป็นภาระเพิ่มขึ้น

ในพระคัมภีร์บอก … “เชื่อข่าวดี เชื่อพระเยซูคริสต์เท่านั้น วางใจในเรา เจ้าก็ได้รับความรอด วางใจในเรา เจ้าก็ได้พบกับพระเจ้า วางใจในเรา เจ้าก็เข้าสวรรค์ วางใจในเรา เจ้าก็จะไม่ถูกพิพากษา พินาศ แต่ได้รับชีวิตนิรันดร์ วางใจในเรา เจ้าก็จะได้รับการอภัยโทษ จากการพิพากษาลงโทษอยู่แล้วนั้น  ไม่ต้องถูกลงโทษ  เป็นอิสระเลยทันที” แค่วางใจในการกระทำของพระเยซูคริสต์ มาต่อข้อ 12 และ 13 …

1 โครินธ์ 3:12-13 “12 ถ้าใครจะใช้ทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้ง หรือฟางก่อขึ้นบนฐานรากนั้น 13 ผลงานของเขาจะถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะวันนั้นสิ่งนี้จะถูกทำให้เป็นที่ประจักษ์ ผลงานของเขาจะถูกเปิดเผยด้วยไฟ ไฟจะทดสอบคุณภาพผลงานของแต่ละคน”

 

“ไฟจะทดสอบคุณภาพ ผลงานของแต่ละคน” เน้นตรงนี้ ไฟทดสอบคุณภาพของผลงาน ไม่ใช่ไฟทดสอบคน เอาใหม่อีกทีหนึ่ง ไฟจะทดสอบคุณภาพของผลงานของคน ไม่ใช่ไฟไปทดสอบคนนะ ทดสอบคุณภาพของผลงาน ใครที่มาบิดเบือนรากฐานของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่เปาโลได้วางไว้ ซึ่งเป็นความจริงอย่างแน่นอนมีอันเดียว คือรากฐานของข่าวประเสริฐ คือพระเยซูคริสต์เท่านั้น ใครที่มาบิดเบือน ไม่ใช่รากฐานข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ก็เปรียบการกระทำงานของเขา เป็นผลงานหรือสิ่งก่อสร้างที่ทำจากหญ้าแห้ง  หรือฟาง หรือไม้ ซึ่งไม่สามารถทนไฟได้ สักวัน ก็จะต้องถูกเผยความจริงออกมา เหมือนกับเราคุ้นๆ กัน ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ข่าวประเสริฐพิสูจน์กันอย่างนี้แหละ  ต้องใช้เวลา

ผู้ที่สอนหรือประกาศข่าวประเสริฐ ที่แท้จริงเท่านั้น จึงจะมีผลงานที่คงทน ถาวร เปรียบได้กันกับผลงานทำมาจากทองคำ เงิน พลอย ที่สามารถทนไฟได้  เมื่อระยะเวลานั้นมาถึงมันยังอยู่  ความจริงเท่านั้น ที่จะคงอยู่ตลอดไป อันนี้ชัดเจนเลยนะ ข้อ 14 และ 15 …

1 โครินธ์ 3:14-15 “14 ถ้าสิ่งที่เขาก่อขึ้นคงอยู่ เขาก็จะได้รับบำเหน็จของตน 15 ถ้าสิ่งที่เขาก่อขึ้นถูกเผาวอด เขาก็จะสูญสิ้น ตัวเขาเองจะรอด แต่ก็เหมือนคนที่รอดจากไฟเท่านั้น”

 

“ถ้าสิ่งที่เขาก่อขึ้นคงอยู่” ก็คือคุณภาพของผลงานเขาผ่านการทดสอบ ยังอยู่ เขาก็จะได้รับบำเหน็จของตน … “ได้รับบำเหน็จ” อีกแล้ว เขาจะได้รับรางวัลในสวรรค์ใช่หรือไม่? ท่านลองคิดดู ถ้าเขาประกาศถูกต้อง พูดง่ายๆ ผลงานยังอยู่ คือประกาศข่าวประเสริฐ พระเยซู พาคนมารู้จักพระเยซู พึ่งในพระเยซูอย่างเดียวจริงๆ เลย แท้ๆ เลย เขาจะได้รับบำเหน็จ คือเขาจะได้รับรางวัลพิเศษกว่าคนอื่นๆ หรือ? ลองคิดดูนะ

“บำเหน็จ” ตรงนี้ คืออะไร? บำเหน็จตรงนี้ คือผลงานที่จะได้รับ  เมื่อผ่านการทดสอบคุณภาพแล้วว่าคุณภาพใช้ได้ บำเหน็จตรงนี้ ก็คือผลงานที่จะได้รับจากการพิสูจน์ด้วยไฟเรียบร้อยแล้ว ก็คือผลงานที่จะได้รับจากงานรับใช้ ที่สัตย์ซื่อ ตามความจริงของข่าวประเสริฐที่พระเจ้าได้บอก ได้สอนในข่าวดีนั้น ซึ่งสามารถทนไฟได้  เป็นความจริง  ก็คือข่าวประเสริฐแห่งความจริง ที่นำพาผู้คนมาเชื่อพระเจ้า  มาเจริญเติบโตในทางของพระเจ้า เป็นผลงานจากการปลูก และรดน้ำ เกิดเป็นผลในไร่นาของพระเจ้านั่นแหละ ผลงานจากการวางรากฐานที่ถูกต้อง ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ตรงนี้แหละ

ผลงานจากการหว่าน ก็คือการประกาศข่าวประเสริฐ

ผลงานการรดน้ำ ก็คือการสอน หนุนใจ เลี้ยงดู บรรยาย ในเรื่องเกี่ยวกับข่าวดีของพระเจ้า สำหรับผู้เชื่อ เกิดเป็นผลในชีวิตของผู้ที่เชื่อ เกิดเป็นผลในไร่นาของพระเจ้า ที่พระเจ้าจะสามารถเก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คือผลแห่งพระวิญญาณ ผลแห่งความดีงาม ในทางพระเจ้า ผลแห่งความรัก มันเกิดขึ้น ก็เพราะว่าเริ่มต้นตั้งแต่หว่านเมล็ด รดน้ำอย่างถูกต้อง ไม่ใช่รดน้ำกรด แทนที่เมล็ดจะโต  ยิ่งเหี่ยวแห้งหัวโต เผลอๆ ตายไปด้วย อะไรอย่างนี้เป็นต้น

ผลงานจากการวางรากฐานที่ถูกต้องเท่านั้น ถึงจะทำให้ผลมันเกิดขึ้น

วางรากฐาน ก็คือการหว่านเมล็ดข่าวประเสริฐ การรดน้ำ ก็คือการสอน วางรากฐาน ก็คือการประกาศข่าวประเสริฐ ก็คือการวางเสาเข็ม ต่อมาก็คือเหมือนกับการดน้ำ คือการก่อสร้างจากเสาเข็ม ถูกต้อง กลายเป็นตึกของพระเจ้า คือผู้เชื่อได้เกิดนั่นเอง

ดังนั้น รางวัลตรงนี้ บำเหน็จตรงนี้หมายถึงอะไร? ง่ายๆ ก็คือหมายถึงการได้เห็นบรรดาผู้คนกลับใจใหม่มาเชื่อพระเจ้า การได้เห็นผู้คนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เจริญเติบโตทางฝ่ายวิญญาณ เจริญเติบโตบนรากฐานที่ถูกต้อง บนความจริงบนข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เท่านั้น  พึ่งพาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น นี่คือรางวัลที่เขาได้รับ ได้รับทันที เดี๋ยวนี้บนโลกใบนี้เลยครับ ไม่ใช่รางวัลที่จะไปรับเอาในโลกฝ่ายวิญญาณในสวรรค์ไม่ใช่

คำว่า “บำเหน็จ” ตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับรางวัลพิเศษ ตามผลงานที่เราคิดกันนะ ซึ่งคาดว่าจะได้รับบนสวรรค์ไม่เท่ากัน มันไม่ได้หมายถึงชุดเสื้อผ้าอย่างดี หรือเครื่องประดับพิเศษ หรือมงกุฎเพชร หรือบ้านที่ใหญ่ขึ้น ที่จะเตรียมไปรับในสวรรค์วันหนึ่งข้างหน้า มันคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกันเลยนะ เพราะฉะนั้น ในวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว เราก็ไปรับร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ แล้วก็ไปอยู่กับพระเยซูคริสต์ เป็นครอบครัวเดียวกับพระเยซูคริสต์ เป็นน้องของพระเยซูคริสต์ อยู่บนโลกใหม่ และศักดิ์ศรีที่พระองค์ทรงสร้างให้ใหม่เอี่ยมทั้งหมดเลย ไม่มีบาป ไม่มีคำสาปแช่ง ไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์ใจ ทุกข์กายอีกต่อไปเลย นั่นแหละ คือรางวัลเดียว เท่ากันหมดที่ทุกคนจะได้รับ พระเจ้าเตรียมรางวัลนี้ให้เรียบร้อยแล้ว

ในข้อ 15 บอกไว้อย่างไร? อันนี้ก็เข้าใจกันผิดเยอะ “ถ้าสิ่งที่เขาก่อขึ้น ถูกเผาวอด” ก็คือผลงานที่เขาประกาศไป ไม่ได้วางบนรากฐานอย่างถูกต้องในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ตามที่เปาโลบอก ผลงานของเขาถูกเผาวอด ไม่ใช่ตัวเขาถูกเผานะ ผลงานของเขาถูกเผาวอด สิ่งที่เขาก่อขึ้น ก็คือผลงานของเขา แรงกาย แรงใจ แรงอะไรต่างๆ ที่เขาลงไป ไม่ผ่านการพิสูจน์ด้วยไฟ เขาก็จะสูญสิ้น  ภาษาเดิมตรงนี้ หมายความว่าเขาก็จะทุกข์ใจ เพราะขาดทุน

ขาดทุนอะไร?  ขาดทุน เพราะว่าลงแรง ลงกาย ลงใจไปตั้งเยอะ แล้วมันไม่เกิดผล หมายถึงอย่างนั้น ไม่ได้รับรางวัล คือขาดทุนนั่นเอง แต่ส่วนเขาเอง ตัวเขาจะรอด เพราะว่าใจจริง เขาเป็นคริสเตียน เป็นผู้เชื่ออยู่แล้ว แต่อาจจะถูกสอนมาผิด หรืออะไรก็แล้วแต่ เน้นรวมความแล้ว ก็คือถูกล่อลวง ทำให้สอนในถ้อยคำที่ผิดจากหลักการจริงๆ ของข่าวประเสริฐของพระเจ้า ผลงานเขาก็สูญหาย เสียไปเปล่าๆ  เขาก็รอด รอดด้วยความสูญหาย ด้วยการขาดทุน  ขาดทุนรางวัลบนโลกใบนี้ ขาดทุนความชื่นชมยินดี ขาดทุนความชื่นใจ ขาดทุนการเห็นผลงานคนนี้ไม่เชื่อ คนนี้ประกาศไปตั้งนานเขาไม่เห็นเชื่อเลย เพราะว่าเราพูดแต่เรื่องสร้างความเชื่อ แล้วได้รับผลตอบแทนบนโลกใบนี้ เช่น ถวาย แล้วจะได้เงินเข้ามาเยอะๆ มาเชื่อพระเจ้า แล้วจะได้หายโรค มาเชื่อพระเจ้า แล้วจะได้ร่ำรวย ปรากฏว่าเขามาเชื่อพระเจ้าแล้วไม่เห็นจะร่ำรวยจริงๆ  เขาพยายามทำตามเราแล้ว พยายามสร้างความเชื่อด้วยตนเอง  ก็ไม่เห็นรวยสักทีหนึ่ง  ไม่เอาดีกว่า กลับไปอยู่ศาสนาเดิม ก็ไม่ต่างกันเท่าไร? ใครๆ ก็อยากได้ตรงนี้ ร่ำรวยเงินทอง สุขภาพดี มีสุขทุกประการ บนโลกใบนี้ใครๆ ก็อยากได้  แล้วเราก็ประกาศตรงนี้ให้เขาฟัง  แล้วให้เขาพึ่งพาตนเอง ก็คือสร้างความเชื่อด้วยตนเอง ถ้าทำอย่างนี้เยอะๆ ก็จะได้รวย ทำอย่างนี้เยอะๆ ก็จะได้มีความสุข ทำอย่างนี้เยอะๆ จะได้แข็งแรง จะได้หายโรค

ซึ่งไม่ใช่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ใครๆ ก็อยากได้อย่างนี้ทั้งนั้น ใครๆ เขาก็สอนแบบนี้ทั้งนั้น ให้พึ่งพาตนเอง แต่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ไม่ได้สัญญาอะไรอย่างนั้นเลย แต่สัญญาให้พึ่งพาพระเยซูคริสต์แต่เพียงผู้เดียว  จะได้รับความรอดทางวิญญาณ จะได้บังเกิดใหม่  ส่วนการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เดี๋ยวพระเจ้าเป็นผู้นำเอง พระเจ้าให้บังเกิดใหม่แล้ว  เป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ภายในเราแล้ว จะนำเราเดินวันต่อวัน ทุกอย่างอยู่ที่พระเจ้าทั้งสิ้น อะไรประมาณนี้นะ เราจะเห็นภาพเลยว่าคือความเข้าใจผิด

พระคัมภีร์มีอุปมาอยู่อีกเรื่องหนึ่ง ที่ย้ำให้เห็นว่าการกระทำใดๆ บนโลกใบนี้ ไม่ได้มีผล ที่จะทำให้เราได้รับรางวัลบนสวรรค์เพิ่มมากขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว มันคนละเรื่องกันเลย ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับพระเจ้า แด่พระเจ้า เพื่อพระเจ้า โดยพระเจ้าเท่านั้น รางวัลก็มีอยู่แค่รางวัลเดียวเท่านั้นเอง ที่ตะกี้นี้บอก และเป็นรางวัลที่เหมือนกันหมดทุกคน เท่ากันหมด สำหรับผู้เชื่อ ใครมาเชื่อพระเยซูคริสต์ มาเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ อย่าหวังว่าจะได้รับรางวัลมากกว่าคนอื่นเขา และอย่ากลัวว่าจะได้รับรางวัลน้อยกว่าคนอื่นเขา พระเยซูเป็นผู้ทำทั้งสิ้น ไม่ว่าสายตามนุษย์จะรู้สึกว่าคนนี้ทำเยอะ คนนี้ทำน้อย ไม่มีใครทำเยอะทำน้อย พระเยซูคริสต์กระทำการงานอยู่ในเขา ไม่ว่าจะทำเยอะ พระเยซูทำ ไม่ว่าจะทำน้อย ก็พระเยซูทำ  ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับพระเยซูผู้เดียว ไม่ว่าจะเชื่อมานานแค่ไหน? ไม่ว่าจะเพิ่งเชื่อ  ผู้รับใช้ตำแหน่งอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะนำคนมาเชื่อมากเท่าไรก็ตาม เหล่านี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดเอาเอง ตามสายตาของมนุษย์ ตามเหตุผลของมนุษย์ ไม่ว่าจะทำดีมากขนาดไหน? หรือมีเมตตาขนาดไหนก็ตาม ก็รู้สึกไปวัดเทียบกันเองว่าอันนี้มีเมตตามาก อันนี้มีเมตตาน้อย อันนี้มีความดีเยอะ ความดีน้อย เราคิดของเราเอง แต่ในความเป็นจริง คือรางวัลที่จะได้รับจากพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์บอกให้มารับรางวัลจากพระองค์นั้น คือรางวัลเดียวเหมือนกันหมด พระคัมภีร์ทั้งเล่มจะบอกไว้หมดเลยว่าให้เราอดทน รอคอยวันนั้น วันที่เราจะได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  ก็คือได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ชีวิตนิรันดร์ เราได้รับเมื่อเริ่มต้น เมื่อวันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ นั่นแหละเราได้รับชีวิตนิรันดร์แล้ว แต่มันยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ มันยังรอรับร่างกายใหม่  และโลกใหม่ที่จะไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์สถานด้วย  เพราะฉะนั้น รางวัลที่จะได้รับเหมือนกันหมด ก็คือชีวิตนิรันดร์ ที่จะได้อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถานนิรันดร์ ตลอดไปนั่นเอง

เราจะมาอ่านในข้อพระคัมภีร์นี้ ในมัทธิว  บทที่ 20  อุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่น ที่พระเยซูยกตัวอย่างมาแบบขำขันเลยนะ  พระเยซูยกตัวอย่างมาน่ารักมาก และเป็นอุปมาที่จะว่าแทงใจดำ ก็ไม่รุนแรงถึงขนาดนั้น แต่เป็นแบบเอาเป็นว่าฟังดูแล้วมันมัน คือเหมือนสอนแบบลึกๆ น่ารัก และแถมขำขันนิดหนึ่งด้วย มัทธิว 20:1-16 …

มัทธิว 20:1-16 “1 ด้วยว่าอาณาจักรสวรรค์เป็นเช่นเจ้าของสวน  ซึ่งออกไปแต่เช้า  เพื่อจ้างคนมาทำงานในสวนองุ่นของตน 2 เมื่อเขาตกลงว่าจะจ่ายค่าจ้างวันละหนึ่งเดนาริอัน  แล้วก็ให้พวกเขามาทำงานในสวนองุ่น 3 ราวสามโมงเช้าเขาออกไปเห็นหลายคนยืนอยู่ว่างๆ ที่ตลาด 4 จึงชวนว่า ‘มาทำงานในสวนองุ่นของเราสิ เราจะให้ค่าจ้างตามสมควร’ 5 พวกเขาก็มา “ตอนเที่ยงวันและบ่ายสามโมงเจ้าของสวนออกไปทำเช่นเดิมอีก

6 ราวห้าโมงเย็น เขาออกไปพบคนยืนอยู่จึงถามว่า ‘ทำไมมายืนอยู่ว่างๆ ทั้งวันที่นี่?’ 7 พวกนั้นตอบว่า ‘เพราะไม่มีใครจ้างเรา’ “เขาจึงพูดว่า ‘มาทำงานที่สวนของเราสิ’ 8 “พอพลบค่ำเจ้าของสวนองุ่นก็สั่งหัวหน้าคนงานว่า ‘ไปเรียกคนงานมารับค่าจ้าง ตั้งแต่คนหลังสุดไปจนถึงคนแรกสุด’ 9 “ลูกจ้างที่มาเริ่มทำงานตอนประมาณห้าโมงเย็น รับเงินไปคนละหนึ่งเดนาริอัน 10 ฝ่ายคนที่มาก่อนนึกว่าตนจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน

11 เมื่อพวกเขารับเงินแล้ว จึงบ่นต่อว่าเจ้าของสวน 12 ‘คนมาทีหลังทำงานแค่ชั่วโมงเดียวกลับได้เท่าๆ กับเราที่ตรากตรำกรำแดดมาทั้งวัน’ 13 “แต่เจ้าของสวนตอบคนหนึ่งในพวกนั้นว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราไม่ได้โกงนะ ก็ตกลงกันไว้ว่าหนึ่งเดนาริอันไม่ใช่หรือ? 14 รับค่าจ้างและไปเถิด เราพอใจจะให้คนมาทีหลังได้เท่าๆ กันกับท่าน 15 เงินของเรา เราไม่มีสิทธิ์ใช้ตามใจชอบหรือ? หรือว่าท่านอิจฉา เพราะเห็นเราใจกว้าง?’ 16 “ดังนั้น คนสุดท้ายจะเป็นคนต้น และคนต้นจะเป็นคนสุดท้าย”

 

พระเยซูสติปัญญา สมกับที่พระคัมภีร์บอก พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างเราทั้งหลาย  ก่อนสร้างโลก พระองค์ทรงรู้จักเราทั้งหลายแล้ว พระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งเราทั้งหลายทุกคน และรู้ในใจว่าเราคิดอย่างไร? แต่ละคนนะ … แต่ละคนทรงรู้ว่าคิดอะไรในใจ เป็นอย่างไร? ชันสูตรลึกซึ้งว่าเราเป็นใคร? อย่างไร? นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงทราบเข้าไปในใจของคนคิดอะไรแบบมนุษย์ มนุษย์บาป อยู่ใต้ความบาป คิดอย่างไรบ้าง? พระองค์ทรงทราบหมดทุกอย่างเลย และพระองค์ทรงสอนอย่างละเอียด ด้วยความรัก ด้วยความเอ็นดู ด้วยความขำขัน เหมือนกับสอนเด็กๆ คนหนึ่ง น่ารักมาก นี่คือสิ่งที่เราได้อ่านมาสักครู่นี้

ในนี้บอกว่าตกลงค่าจ้างคนละเท่าไร? 1 เหรียญ คนที่มาทำงานตั้งแต่เช้า ก็ได้ 1 เหรียญ คนที่ทำงานตอนเที่ยง ก็ได้ 1 เหรียญ คนที่เริ่มงานบ่าย 3 โมงก็ได้ 1 เหรียญ  คนที่มาหลังสุด เริ่มงาน 5 โมงเย็น ทำแค่ชั่วโมงเดียว เลิกงานแล้ว ก็ได้ค่าจ้าง 1 เหรียญเท่ากัน ในสายตามนุษย์ตั้งแต่สมัยโน้น จนถึงเดี๋ยวนี้ เนื่องจากเราเป็นมนุษย์ที่ตกลงไปในความบาปแล้ว แม้เราจะมาเชื่อพระเจ้าแล้วก็ตาม ได้บังเกิดใหม่แล้วในวิญญาณก็ตาม แต่ยังอยู่ในร่างกายเดิมนี้อยู่ ยังอยู่ใต้กฎ อิทธิพลของความบาปและความตายอยู่ และในโลกใบนี้ก็ยังเต็มไปด้วยระบบของความบาปอยู่ คือต่อต้านกับพระเจ้า เพราะฉะนั้น มันอดคิดไม่ได้ว่ามันไม่ยุติธรรม คือมนุษย์บาป ในระบบบาป คิดแค่นี้ก็ไม่ยุติธรรมแล้ว คือในสายตาของมนุษย์ มันไม่ยุติธรรมเลย ทำงานชั่วโมงเดียว ได้เท่ากับคนที่ทำงาน 9 ชั่วโมง แต่ในนี้บอกว่าความยุติธรรมมาแล้ว เจ้าของเงินบอกว่า …

“นี่เงินของเรา เป็นสิทธิ์ของเรา จะให้ใครเท่าไรก็ได้ ไม่ใช่หรือ?”

ตอบไม่ออกเลยนะ เราคิดในใจนะ ตะกี้ที่เราคิดว่าไม่น่า ไม่ยุติธรรม ตอนนี้พระเยซูบอก จะเปลี่ยนความคิดของเราใหม่ นี่เจ้าของเงินเขาพูดอย่างนี้ แล้วเจ้าของเงินยุติธรรมไหม? ถ้าคุณอยากได้ความยุติธรรม คุณก็ต้องดูเจ้าของเงินเขายุติธรรมไหม? ยุติธรรมสิ คุณบอกไม่ยุติธรรม เพราะคุณเห็นแก่ตัว ถ้าคุณไม่เห็นแก่ตัว ก็จะเห็นเจ้าของเงินเขาก็ยุติธรรม เพราะเป็นเงินของเขา เขาจะให้ใครอย่างไร? ก็เรื่องของเขา สมมติคุณเป็นเจ้าของเงิน คุณก็พูดอย่างนี้  …

“อ้าว! ก็เงินของผม ผมไม่มีสิทธิ์จะให้คนนี้ หรือไม่ให้คนนี้ จะซื้ออันนี้หรือไม่ซื้อ จะต่อราคาหรือไม่ต่อ ก็เรื่องของผม ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลย”

และข้อสำคัญ ก็คือสัญญาไว้ ก็ไม่ได้ผิดสัญญา สัญญากับคนงานไว้ว่าจะได้ 1 เหรียญ ก็ไม่ได้ผิดสัญญา ก็ได้ 1 เหรียญ ไม่ได้สัญญาสักหน่อยว่าต้องทำงานเป็นชั่วโมงๆ เข้ามาทำงานวันหนึ่ง ได้เท่านี้ แต่กี่ชั่วโมงไม่รู้ เช่นเดียวกัน มายุคปัจจุบันแล้วนะ บางคนบอกว่า …

“ฉันเชื่อพระเจ้ามาตั้งหลายปี รับใช้พระเจ้ามาตั้งหลายสิบปี ประกาศทุกวัน เลี้ยงดูทุกวัน ทำงานรับใช้มามากมาย นับไม่ถ้วนเลย แถมยังทำความดีเพิ่มอีก มีอดอาหารอธิษฐานให้กับลูกแกะด้วย ยังถวายสิบลด ถวายพิเศษด้วย แล้วเธอคนนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย อดอาหารก็ไม่ได้อด ถวายสิบลดก็ถวายแค่สองลด หรือไม่ได้ถวายเลย ฉันพยายามทำตามคำสอนทุกคำในพระคัมภีร์เลย ตัวหนังสือแดงที่พระเยซูสอน ฉันพยายามทำตามทุกอย่างเลย  เพื่อไม่ให้ตกหล่นเลยแม้แต่นิดเดียว บอกให้อภัยใคร ฉันก็พยายามให้อภัย บอกให้รักใคร ฉันก็พยายามรัก บอกให้อย่าโกรธ ยกโทษให้คนอื่น ฉันก็พยายามยกโทษ แล้วอย่างนี้จะให้ฉันรับรางวัลเท่ากับคนที่มาเชื่อ แล้วยังเมาเหล้าอยู่เลย มาเชื่อแล้วยังสูบบุหรี่เลย  มาเชื่อ แล้วยังทำอะไรน่าเกลียดๆ อยู่เลย มาเชื่อแล้วยังริษยา แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งก๊กอยู่เลย เหมือนชาวโครินธ์อย่างนั้น จะให้ฉันรับเท่าเขาหรือ?”

อปอลโลพูดอย่างนี้ อปอลโลบอก “จะให้ฉันรับเท่ากับชาวโครินธ์นี่หรือ?”

เปาโลบอกว่า “จะให้ฉันรับเท่ากับชาวโครินธ์นี่หรือ? ที่แบ่งพรรค แบ่งพวกอย่างนี้หรือ?  ฉันรับใช้พระเจ้า ฉันถูกเขาเอาหินขว้าง ฉันก็ทำ ฉันควรจะได้เยอะกว่าสิ ถ้าให้เขาได้เท่ากับฉัน อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรมนี่

มันควรจะได้เท่ากัน แต่มีรางวัลพิเศษก็ยังดี สมมตินะ มีรางวัลพิเศษมากกว่าเขาสักหน่อยหนึ่ง ก็ยังดี อย่างน้อย เข้าไปในสวรรค์แล้ว นั่งใกล้ๆ พระเยซูมากกว่าเขาหน่อยหนึ่ง เข้าไปในสวรรค์ แล้วมีเสื้อคลุมพิเศษให้กับฉัน ฉันทำงานเยอะบนโลกใบนี้กว่าเขา หรือไม่ก็ เมื่อขึ้นไปในสวรรค์แล้ว อย่างน้อย มีคำชมพิเศษ จากพระเยซูว่า … ‘เจ้าทำงานดีมากเลย เจ้ายอดเยี่ยมนะมากกว่าอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้ทำอะไร?’ ขึ้นไปในสวรรค์ปุ๊บ พระเยซูบอกเข้าสวรรค์ไปเลย”

ไม่ได้รับคำชม แถมอายเขาอีก อย่างนั้นหรือ? เรียกว่ายุติธรรม ท่านลองไปคิดดูกันเองแล้วกันนะ เหมือนตอนที่พระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้ แม่พายากอบกับยอห์นมาถึงบอกว่าฝากไว้ด้วยนะ มีเส้นๆ นั่นความคิดมนุษย์ มีเส้นว่าเมื่อไรไปถึงสวรรค์ เมื่อพระองค์ทรงนั่งอยู่ที่เบื้องขวาในสวรรค์ ให้ลูกสองคนนี้ คนหนึ่งอยู่ซ้าย คนหนึ่งอยู่ขวา เปโตรยังถามพระเยซูเลยว่าใครจะนั่งอยู่ข้างขวา ใครจะนั่งอยู่ข้างซ้าย ใครจะเป็นใหญ่ ใครจะเป็นรองจากพระองค์ มนุษย์ก็คิดอย่างนี้กันทั้งนั้น

พระเจ้าก็ตอบเหมือนกับเจ้าของสวนองุ่น เหมือนในอุปมานี้ว่า … “ของขวัญ หรือรางวัล มันเป็นของเราไม่ใช่หรือ? เราอยากจะให้ใครเท่าไร เราก็มีสิทธิ์ให้ไม่ใช่หรือ? มันเป็นของเรา  ก็เราให้เปล่าๆ ไม่ใช่หรือ? ให้ด้วยพระคุณ ท่านก็ได้รับพระคุณ เขาก็ได้รับพระคุณ ให้เปล่าๆ  มันเป็นสิทธิ์ของเราที่จะให้ใครก็ได้ เท่าไรก็ได้ แล้วเราก็สัญญาไว้แล้วไง และสัญญาเราเป็นมรดกด้วย มรดก คือทุกคนได้รับเท่ากัน มรดก คือทุกคนไม่ได้ทำอะไรเลย ได้รับ ไม่เกี่ยวกับการทำทั้งสิ้น ถูกไหม? และรางวัลนี้ ก็คือความรอดนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ มาเป็นลูกเรา เป็นเจ้าของทุกสิ่งที่เรามีอยู่ แค่นี้ไม่พออีกหรือ? ยังจะเอาอะไรอีก”

ริษยา พูดเบาๆ โลภหรือเปล่า? ริษยาหรือโลภ คือพระเยซูต้องการเปลี่ยนแปลงความคิดของเรา ไม่ให้คิดแบบมนุษย์ แต่พระเจ้าเป็นความคิดที่สูงกว่า เป็นความรัก  และเราก็เป็นลูกของพระเจ้า บังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณของพระเจ้า เป็นเหมือนพระเจ้า  เป็นความรัก ควรจะมีความคิดแบบใหม่แล้ว แล้วท่านคิดดู ถ้าเป็นความรัก ความรักคืออะไร? ความรัก คือการให้ ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ความรักเห็นผู้อื่นดีกว่าตน  เพราะฉะนั้น จากร่างนี้ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว  เป็นความรักครบถ้วนบริบูรณ์ ก็ควรคิดแบบความรัก สมมติว่ามีการให้รางวัลพิเศษ คนก็บอก …

“ไม่เอาๆ ให้คนนั้นแหละ แบ่งให้เท่าๆ กันเลย ไม่เอาๆ”

เพราะทุกคน ก็อยากจะให้ ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีใครอยากจะดีกว่าใครที่ไหน?  ขอบคุณพระเจ้าแล้ว เอาไปเถอะ จริงไหม?

ในข้อ 16 พระเยซูได้พูด อย่างที่บอก ตบท้ายด้วยความขำ การสอนอันล้ำลึก ท่าทีแห่งความรัก เอ็นดู และแฝงไว้ซึ่งความขำขันนิดๆ พระองค์บอกว่า …

“ดังนั้น คนสุดท้ายจะไปเป็นคนต้น และคนต้นจะเป็นคนสุดท้าย”

อันนี้ไม่ได้อยู่ในอุปมานะ  อันนี้พระเยซูสรุปอุปมาให้ฟังแปลว่าอย่างนี้ ฟังอุปมา ทุกคนเริ่มเห็น เริ่มเข้าใจ ความยุติธรรมแปลว่าอะไร? แล้วพระเยซูสรุปสุดท้ายว่าอันนั้นแหละ ความยุติธรรมที่ท่านเข้าใจ มันหมายความว่าอย่างนี้ คือคนสุดท้ายจะเป็นคนต้น คนต้นจะเป็นคนสุดท้าย พวกนี้ก็งงกันใหญ่ เข้าใจหมดแล้วในอุปมาว่าความยุติธรรมของพระเจ้ากับมนุษย์ มันต่างกัน พอฟังสรุปสุดท้าย งง แปลว่าอะไร? คนสุดท้ายจะเป็นคนต้น คนต้นจะเป็นคนสุดท้าย ก็คือคนสุดท้ายก็ได้รับ 1 เหรียญ คนต้นที่มาทำตั้งแต่เช้า ก็ได้รับ 1 เหรียญ สรุปก็คือทุกคนได้เท่ากันหมด แทนที่พระองค์จะบอกว่าทุกคนได้เท่ากันหมด พระองค์บอกว่าคนสุดท้ายจะเป็นคนต้น คนต้นจะเป็นคนสุดท้าย

สรุป ก็คือไม่มีคนต้น และไม่มีคนสุดท้าย ทุกคนเท่ากันหมด ทุกคนได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์ ไม่ใช่อยู่เบื้องขวา แล้วก็แถวที่ 1 เบื้องขวาแถวที่ 2 เบื้องขวาแถวที่ 3 นั่นคือความคิดของมนุษย์ ทุกคนได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานเท่ากันหมด ทุกคนเป็นแกะเหมือนกันหมด ไม่ใช่เป็นแกะที่อยู่แถวหน้า หรือเป็นแกะที่อยู่แถวโน้น ทุกคนเท่ากันหมด

เพราะฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ในเรื่องความยุติธรรม ตามสายตาของมนุษย์ ความคิดของมนุษย์ ซึ่งห่างไกลจากพระเจ้ามากเลย นี่คือพระคุณของพระเจ้า ที่เราได้รับความรอดนี้ ความรอดนี้ เราอาจจะคิดตามมนุษย์ มันอาจจะไม่เท่ากัน เราก็ยังไปมองดูการกระทำ บนโลกใบนี้อยู่ แทนที่จะมองถึงพระคุณพระเจ้า ที่ให้มาเปล่าๆ และพระเจ้า พระเยซูคริสต์กระทำการงานอยู่ในตัวเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย  กระทำการงานอยู่เริ่มต้นเลย เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซู พระองค์ก็ทำการผ่านชีวิตของเราออกไป แล้วเรายังจะไปเรียกร้องขอรางวัลอีก เพราะเราไม่ได้ทำเลย พระเยซูเป็นผู้ทำ  ถ้าเราทำดี ทำถูกต้องทุกอย่าง ก็คือพระเยซูทำ แล้วถ้าเราทำบาป ไม่ใช่พระเยซูทำ ทำบาป เพราะเราตกลงไปในการล่อลวง ถูกล่อลวงด้วยอิทธิพลของความบาป อิทธิพลของเนื้อหนัง ซึ่งไม่ใช่ตัวเรา เป็นปรสิต มันพยายามหลอกล่อ หลอกลวงให้เราทำสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่ตัวเราเลย ไม่ใช่พระเยซูเด็ดขาด เขาเรียกว่าเนื้อหนัง เราจะทำโดยพระวิญญาณ คือทำโดยพระเยซูนำ หรือทำตามเนื้อหนัง ก็คือให้ระบบของความบาป ให้อิทธิพลของความบาป ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ชักจูงให้เราทำ ไม่เกี่ยวอะไรกับเราอีกแล้ว จะเห็นภาพไหมครับ?

เพราะฉะนั้น อย่าตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสายตามนุษย์ ด้วยความคิดแบบมนุษย์ว่าเราจะได้รับไม่เท่ากัน ท่านลองคิดดูง่ายๆ  อยากจะทิ้งท้ายวันนี้ ให้ท่านกลับไปคิดดูให้ดีๆ ถ้าเผื่อใครที่กำลังคิดหรือคิดอยู่แล้ว หรือกำลังทำอยู่ เพื่อจะได้รับรางวัลพิเศษ  ใครที่ทำอยู่ เพื่อจะได้รับรางวัลที่ใหญ่กว่า ใครที่ทำอยู่ เพื่อจะได้รับบ้านที่ใหญ่กว่าในสวรรค์ ใครที่ทำอยู่ เพื่อจะได้รับคำชมจากพระเยซูในสวรรค์มากกว่าคนอื่น ใครที่กระทำอยู่ทุกวันนี้ เพื่อจะได้รับการโปรโมทแต่งตั้ง ให้เป็นใหญ่กว่าคนอื่นในสวรรค์ โปรดนำตรงนี้ไปคิดให้ดีๆ ท่านว่าเปโตรกับยอห์น รับใช้พระเจ้าบนโลกใบนี้ ควรจะได้รับรางวัลเท่าไรในโลกวิญญาณเมื่อเข้าไปอยู่ในสวรรค์ และท่านลองเทียบกันกับโจรบนไม้กางเขน ที่ได้รับเชื่อวินาทีสุดท้าย  ไม่ได้ทำอะไรเลย แถมเป็นโจรอีกต่างหาก แล้วได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์ ท่านว่าใครได้รับรางวัลมากกว่ากัน ทุกคนก็บอกเลยนะ …

“แน่นอนโจรสู้ไม่ได้แน่นอน เปโตร ยอห์นรับใช้อัศจรรย์มากมายเยอะแยะหมด”

ท่านก็คิดอย่างนี้ใช่ไหม? ถูกไหม? ต้องคิดอย่างนั้นแน่นอน แต่ว่าลองคิด พระเจ้าเป็นผู้ทำ พระเยซูเป็นผู้เลือกว่าใครจะรับใช้อย่างไร? ตำแหน่งไหน? ใครจะเป็นหู ใครจะเป็นตา ใครจะเป็นจมูก ใครจะเป็นมือ เป็นนิ้ว  ใครจะเป็นนิ้วหัวแม่โป้ง ใครจะเป็นนิ้วก้อย ทั้งหมดเป็นร่างกายของพระคริสต์ใช่ไหม? พระองค์จะใช้ร่างกายนี้เพื่อเป็นประโยชน์ของพระกายของพระองค์ทั้งหมด แสดงว่าพระเยซูเป็นผู้ทำถูกไหม? แต่เราคิด มองดูแล้ว เปโตรทำการงานใหญ่กว่าตั้งเยอะ โจรไม่ได้ทำอะไรเลย

คราวนี้ย้อนกลับ มาคิด ท่านว่าผู้คนที่มาเชื่อพระเจ้า กลับใจใหม่จากคำพยานของผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และได้รับความรอด ในอดีต เขาได้ยินได้ฟังคำพยานนั้น แล้วมาเชื่อพระเจ้า ท่านว่าเขาฟังคำพยานจากเปโตรกับยอห์น หรือกับโจรบนไม้กางเขน ฟังจากใครมากกว่า พูดง่ายๆ ใครเป็นพยานดังกว่า คนรู้จักยอห์นกับเปโตร กับคนรู้จักโจรบนไม้กางเขน ใครได้รับความนิยมมากกว่ากัน ใครได้ถูกเอ่ยนามมากกว่ากัน เมื่อพูดถึงการกลับใจใหม่มาสู่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ เมื่อพูดถึงพระเยซูคริสต์ เมื่อพูดถึงการกลับใจมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ และได้รับความรอด  พูดถึงใครมากกว่ากัน ใครที่ประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า และพูดถึงโจรบนไม้กางเขน  ประกาศข่าวประเสริฐให้กับผู้ไม่เชื่อนะ  พูดถึงโจรบนไม้กางเขน มากกว่าพูดถึงเปโตรกับยอห์น ท่านคิดว่าเขาพูดถึงใครมากกว่า แน่นอนทุกคนอ้างถึงโจรบนไม้กางเขน แม้นาทีสุดท้ายเมื่อเขารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเยซูบอกท่านได้รับความรอดแล้ว อ้างตรงนี้เลย แล้วตรงนี้ทำให้ผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ 2,000 ปีที่ผ่านมา จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผู้เชื่อเยอะแยะมากมายเลย มีโอกาสบังเกิดใหม่ แล้วรับเชื่อ ก็เพราะเหตุนี้ พยานยืนยันว่าเราไม่ต้องทำอะไรจริงๆ แค่เชื่อและวางใจในพระองค์ แม้วินาทีสุดท้ายก่อนร่างกายจะหมดลมหายใจไป ก็ยังทันอยู่ ใช่ไหม? ท่านลองไปคิดดูว่าท่านคิดแบบมนุษย์ หรือคิดแบบพระเจ้า  ให้เราร่วมกันอธิษฐาน  พระเจ้าอวยพรครับ

 

********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

ทาร์ซานเป็นคน   แต่บางครั้งยังประพฤติตนเหมือนลิง  คริสเตียนเกิดใหม่แล้ว  เป็นผู้ชอบธรรม  แต่บางครั้งยังประพฤติตนเหมือนคนบาปชั่ว  ท่านจะพึ่งความประพฤติของตนเอง  หรือพึ่งพระเยซู?

“ส่วนคนที่ไม่ได้อาศัยการประพฤติ แต่วางใจพระเจ้าผู้ทรงทำให้คนชั่ว เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ทรงถือว่าความเชื่อของเขา เป็นความชอบธรรม”  โรม 4:5

 

“เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งเก่าๆ ก็ล่วงไป ดูเถิด สิ่งสารพัดกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น”  2 โครินธ์ 5:17

 

เมื่อเราเกิดใหม่แล้ว ตัวตนจริงๆของเราคือวิญญาณและจิตใจเป็นใหม่ทั้งสิ้น  และร่างกายของเราก็ได้รับการชำระด้วยพระโลหิตพระเยซูคริสต์ ถูกแยกส่วนเป็นของใช้ส่วนตัวของพระเจ้าเพราะฉะนั้น ให้เรายอมมอบถวายอวัยวะทุกส่วนในร่างกายใหม่นี้ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ความคิด สมองให้กับพระเจ้า ผู้สถิตอยู่กับเราในวิญญาณของเรา

 

อย่าเผลอยอมให้ศัตรู คือบาปมีอิทธิพล ผ่านทางโปรแกรมความคิด และการกระทำที่เคยชินเก่าๆ มาครอบงำ กระตุ้นให้เรายอมมอบอวัยวะในร่างกายนี้ กระทำตามมัน เหมือนเมื่อก่อนที่เคยเป็นทาสมันอยู่

 

ดังนั้น พระเยซูจึงขอร้องให้เรา ให้ความร่วมมือในการอัพเดตซอฟต์แวร์ใหม่อยู่เสมอ จะได้ใช้งานได้อย่างดี ทุกฟังก์ชั่นมีคุณสมบัติดีสมราคา ที่พระเจ้าทรงซื้อเรามาด้วยราคาแพงมาก พระเจ้าจะได้ทรงใช้เราให้สมกับเป็น มนุษย์พันธุ์ใหม่ล่าสุด สเปคครบ – สเปคแรง ฟังก์ชั่นครบ บริสุทธิ์ คุ้มราคา   ขอความร่วมมืออัพเดตซอฟแวร์ใหม่ด้วยครับ?

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1328

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  5  กันยายน  2021

 เรื่อง “ไม่มีการพิพากษาลงโทษใดๆ แก่ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแน่นอน”  ตอน 1

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

สองครั้งที่แล้ว ที่ทำให้เรารู้ความจริงที่ทำให้เราเป็นไทจริงๆ กันไปแล้ว ในวันพิพากษา ในวันสิ้นโลก คือวันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิพากษาโลกและมนุษย์ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันเยอะๆ บ่อยๆ เพราะเป็นเรื่องใครๆ ก็รู้ มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ทราบดีว่าเรื่องราวข้อมูลเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ต้องพูดกัน เรียนรู้กัน ให้ตระหนักกันตั้งแต่มีชีวิตอยู่ เริ่มเรียนรู้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น  ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตเรา เป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร? ชีวิตหลังความตาย เป็นอย่างไร? ตายแล้วจะไปไหน? ไปอย่างไร? คือการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนตาย  เพราะว่าไม่มีใครรู้ว่ามันจะมาเมื่อไรความตาย  มนุษย์ทุกคนจะทราบดี เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้ความจริงในเรื่องนี้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังความตาย  ชีวิตก็จะสุขกาย สบายจิต สบายใจมากยิ่งขึ้น ไม่วิตกกังวล คั่งค้าง ไม่เครียด ไม่กลัว ภายในลึกๆ ว่า …

“เกิดอะไรขึ้น แล้วฉันจะไปไหน? แล้วฉันจะเป็นอย่างไร?”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงของการเจ็บป่วย  หรือในช่วงของการประสบปัญหาอะไรต่างๆ  ทำให้รู้สึกว่ามันใกล้ความตายเข้าทุกทีแล้ว  เช่นในช่วงระยะนี้ทั่วโลก ความตายค่อนข้างจะเห็นชัดเจนมากขึ้น  จากโควิด-19 ทำให้เราเห็นความตายใกล้เข้ามามากขึ้น มันก็ดีอย่างหนึ่งนะ ทำให้เกิดระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ว่าเราพร้อมหรือยัง? ถ้าเผื่อเกิดขึ้นกับเราจริงๆ เราพร้อมไหม? เราเห็นอะไรบางอย่างไหม? หลังจากที่เราตายแล้ว  ฉะนั้นเรื่องราวชีวิตหลังความตาย รู้ก่อนวิญญาณออกจากร่าง มันก็ทำให้ชื่นใจ มีสุขภาพจิตที่ดี สุขภาพใจที่ดี

ครั้งที่แล้วเราได้อ่านในหนังสือวิวรณ์ ซึ่งได้บันทึกเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่จะพิพากษาโลกและมนุษย์ ที่แยกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้ที่ไม่เชื่อ ในข่าวดีของพระเยซูว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ซึ่งอยู่ในวิวรณ์ บทที่ 20 ซึ่งเราได้เรียนรู้กัน กับผู้เชื่อในวิวรณ์ บทที่ 21ว่าผลแตกต่างกันอย่างไร? ระหว่างผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ

วิวรณ์ บทที่ 20 บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด คือข่าวดีนั่นเอง  ซึ่งหมายถึงผู้ที่พึ่งตนเอง  ต้องการไถ่บาปของตนเอง ด้วยการกระทำของตนเองนั่นเอง

ส่วนวิวรณ์ บทที่ 21 บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เชื่อที่พึ่งและวางใจในพระเยซูให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ไถ่บาปให้กับเขา ไม่พึ่งการกระทำของตนเอง

จำได้ใช่ไหมครับ นี่สรุปแบบเร็วๆ สั้นๆ สรุปข้อความในหนังสือวิวรณ์ ที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว เมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็คือคนที่พึ่งตนเอง  วิวรณ์ บทที่ 20 ก็ต้องรับผลจากการกระทำของตนเอง ก็คือจะไถ่บาปด้วยตนเอง พึ่งในการกระทำของตนเอง อยู่ในความพินาศ ในบาป ก็คือรับโทษของความบาป ต้องไปอยู่ในบึงไฟนรก  เพราะไถ่ตัวเองไม่ได้

ส่วนคนที่พึ่งพระเยซู ก็รับผลจากการกระทำของพระเยซู พึ่งพระเยซู คือให้พระเยซูลบล้างบาปหมดสิ้น  และพระองค์ก็ทรงกระทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน ก็ได้ลบล้างบาปหมดสิ้นแล้ว  ไม่มีการลงโทษอีกแล้ว  ไม่มีการพิพากษาอีกแล้ว  อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์แล้ว ด้วยความเชื่อ

และเราก็ได้ยืนยันในหนังสือมัทธิว บทที่ 25 เหมือนๆ กันว่าถึงวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาพิพากษาโลกและมนุษย์นั้น จะมีการแบ่งแยกระหว่างแพะกับแกะ ไม่มีแผะกับแก๊ะ ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ ไม่มีหัวแกะ หางแพะ มีแต่แกะก็คือแกะ แพะก็คือแพะ ผู้เชื่อก็คือผู้เชื่อ ผู้ไม่เชื่อ ก็ไม่เชื่อ

แพะ ก็คือคนที่ต้องการจะพึ่งตนเอง  พึ่งความดีของตนเอง พึ่งการกระทำของตนเอง เพื่อจะไถ่บาปให้ตนเอง  เพื่อจะได้ไม่มีบาป ด้วยตนเอง

แกะ ก็คือคนที่พึ่งพระเยซูคริสต์ ในวิวรณ์ บทที่ 21 เห็นไหมแยกกันระหว่างวิวรณ์บทที่ 20 และบทที่ 21 ชัดเจน  และวันนี้ เราก็จะมาย้ำยืนยันกันในเรื่องนี้กันอีก ให้เห็นชัดเจนว่านอกจากวิวรณ์และมัทธิว ที่เราได้เรียนรู้กันไปแล้ว ก็จะมีข้อพระคัมภีร์อื่นๆ อีกหลายแห่งที่บันทึกให้เรามั่นใจ 100% ว่าไม่มีการพิพากษาลงโทษใดๆ อีกแล้วจริงๆ สำหรับผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น หัวข้อบรรยายในวันนี้ ผมจึงให้ชื่อว่า “ไม่มีการพิพากษาลงโทษใดๆ แก่ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างแน่นอน”

ที่นำเรื่องนี้มาเน้น ก็เพราะว่ามีหลายท่านในอดีตและปัจจุบัน  ที่รู้จักกัน ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว บางท่านก็หลายปี ก็ยังมีความกลัว ถามอยู่นั่นแหละ ไม่แน่ใจว่าตายแล้ว เขาจะไปสวรรค์ไหม?  ตายแล้ว เขาจะถูกพิพากษาในการกระทำอะไรต่างๆ ที่เขาทำไหม?  อะไรแบบนี้  กลัวถูกอยู่ในการพิพากษา ก็เลยอยากจะบอกในถ้อยคำพระเจ้าในวันนี้ว่าทั้งหมดนี้ จะนำมาซึ่งการปลอบโยนจิตใจ และให้ได้รู้ว่าพระเจ้ากำลังบอกเราว่าอย่ากลัวเลย ไม่มีการพิพากษา ตัดสินการกระทำของผู้เชื่อหรือคริสเตียนอีกแล้ว  ในวันพิพากษา บนบัลลังก์สีขาวอย่างแน่นอน 100%  เอเมน

ถ้อยคำพระเจ้าที่เราได้เรียนรู้กันไปว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ก็คือพระเยซูประกาศเอง บอกเองเลยตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ บอกว่าอย่างไร ในยอห์น 3:16 …

ยอห์น 3:16 “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ (วิญญาณตายอยู่ในบาป) แต่มีชีวิตนิรันดร์”

 

“ไม่พินาศ” ก็คือไม่อยู่ในความตายในวิญญาณ  วิญญาณที่อยู่ในความบาป  ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษสู่บึงไฟนรก แต่กลับมีชีวิตนิรันดร์ คือกลับมาเป็นลูกพระเจ้า อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ถามว่าเกิดขึ้นเมื่อไร? เกิดขึ้นเมื่อตอนอยู่บนโลกนี้เลย เมื่อรับเชื่อ สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นทันที  นี่พระเยซูประกาศเองเลย  เราได้เรียนรู้กันไปแล้วนะ

เพราะว่าเรารอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เรารับเชื่อในพระเจ้า เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ตั้งแต่วินาทีแรกที่กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลยทีเดียว มันเป็นอย่างนั้น คือเราได้บังเกิดใหม่ ในวิญญาณแล้ว ขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลย  การบังเกิดใหม่นั้น คือการได้รับชีวิตนิรันดร์นั่นเอง ตามที่หนังสือยอห์น 3:16 ได้บันทึกเอาไว้ ลองไปอ่านดูอีกครั้ง ในยอห์น 3:16-18 พระเยซูประกาศชัดเจนเลย ในหนังสือ โรม 8:1-2 ก็บอกไว้ชัดเจนว่า …

โรม 8:1-2  “1 เหตุฉะนั้น บัดนี้ จึงไม่มีการลงโทษใดใดแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์  2 เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ได้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย”

 

เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้เลย เมื่อท่านเชื่อ ท่านก็ไม่ต้องถูกลงโทษใดๆ อีกแล้ว ปัจจุบันอยู่บนโลกใบนี้ ก็ไม่ถูกลงโทษอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อจากโลกนี้ไป ก็ไม่ถูกลงโทษ เพราะไม่ถูกลงโทษอยู่แล้ว สำหรับผู้ที่ถูกลงโทษ คือไม่เชื่อ ก็ถูกลงโทษตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตอนจากโลกนี้ไป ก็อยู่ที่เดิม คือถูกลงโทษอยู่แล้ว  เหมือนในเอเฟซัส บทที่ 2 บอกไว้ว่าเราทั้งหลายได้บังเกิดใหม่ในความเชื่อ ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ และด้วยความเชื่อนี้ เราได้บังเกิดใหม่ ทางวิญญาณ เป็นลูกของพระเจ้าเลยทันที  และได้นั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์ ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์เลยทันที  มันบังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เลยทันที เรียบร้อยไปแล้ว เพราะฉะนั้น การไปสวรรค์หลังจากนี้ มันจึงเชื่อถือได้

ใน 1 ยอห์น 4:17 ก็บอกไว้อย่างชัดเจนเลยว่าอะไรเกิดขึ้นกับเราผู้ที่เชื่อ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว และมันก็จะเป็นอย่างนั้น หลังจากความตาย หลังจากวิญญาณออกจากร่างไป ก็จะอยู่ที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเลย  …

1 ยอห์น 4:17 “ในการได้เข้าส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้ ความรัก​​ (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา  ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม ​ก็​เพราะชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มีขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่​เหมือน​กับชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์”

 

เห็นไหม ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  เราได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระวิญญาณของพระเจ้ากับพระเยซูคริสต์ เราเหมือนพระองค์เลย ทั้งวิญญาณ ทั้งจิตใจของเรา ที่ได้รับจากพระเจ้าในการบังเกิดใหม่ เหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว วันนี้ วานนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ วิญญาณของเราเหมือนพระเยซู

เราต้องเห็นภาพนั้นว่าขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ วิญญาณของเราเหมือนพระเยซู ความคิดจิตใจของเรา ก็เหมือนพระเยซูแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงไม่จำเป็นต้องกลัว ไม่กลัวการต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์การพิพากษา เพียงแต่เรายังอาศัยอยู่ในร่างเดิมนี้อยู่ ตอนดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ร่างกายที่ต้องเสื่อมสลาย และต้องตายในที่สุด เมื่อวิญญาณออกจากร่างไป  วิญญาณก็อยู่ที่เดิม  ก็คือวิญญาณอยู่ในสวรรค์ อยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน

เพราะฉะนั้น วันหนึ่งที่ร่างกายนี้เน่าเปื่อยไป พระคัมภีร์จึงใช้คำว่าคริสเตียน เราไม่ได้ตาย แต่เราหลับ ล่วงหลับไป แป๊บเดียว  ตอนนี้มีวิญญาณ จิตใจ เหมือนพระเยซู มีใจใหม่เหมือนพระเยซู มีวิญญาณใหม่เหมือนพระเยซู แต่ร่างกายทางโลก ยังเป็นกายเดิมอยู่นั่นเอง  จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาพิพากษาโลก สมมติว่าพรุ่งนี้พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลกนี้และมนุษย์ทั้งปวง ถ้าเราผู้ที่เชื่อในพระเยซู ที่เป็นคริสเตียน และยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงร่างกายใหม่ชั่วพริบตา  ร่างกายเปลี่ยน เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซู ได้รับการเปลี่ยนแปลงทันที เป็นร่างกายที่บริสุทธิ์ สะอาดเหมือนพระเยซู อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ คือทั้งร่างกาย วิญญาณ จิตใจเหมือนพระเยซูหมดเลย ลองคิดภาพ เพราะว่าวิญญาณกับจิตใจเป็นเหมือนพระเยซูอยู่แล้ว วันหนึ่งออกจากร่างไป ได้รับร่างใหม่ ก็เหมือนพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น ร่าวกาย จิตใจและวิญญาณ ก็เหมือนพระเยซูคริสต์ทั้งหมดเลย ก็ไปยืนอยู่ข้างพระเยซูคริสต์ เป็นน้องของพระเยซูคริสต์ เราจะเห็นภาพชัดเจนเลย

เพราะฉะนั้น ความคิดชั่ว ความคิดสกปรก การกระทำไม่ดีต่างๆ ที่อยู่ในโปรแกรมความคิด สมอง ในร่างกายเดิมนี้  ตอนดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ของผู้เชื่อ มันก็ได้ตายไปแล้ว ได้สูญสิ้นไปแล้ว พร้อมๆ กับร่างกายที่จบชีวิตลง ส่วนที่เหลืออยู่ทั้งหมด ที่ตะกี้นี้บอก ทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายใหม่ ที่จะอยู่ในสวรรค์นิรันดร์กาลกับพระเจ้านั้น มันบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากความชั่ว ปราศจากความคิดสกปรก ไม่มีอีกแล้ว ความคิดที่เคยอยู่ในอาดัม อยู่ในความบาป  ไม่มีอีกแล้วความคิดที่อยู่ในความชั่ว ไม่มีอีกแล้วนั่นเอง  ก็จะเหลือแต่ธรรมชาติใหม่ ที่ได้บังเกิดใหม่ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย  ที่เป็นเหมือนพระเยซู เป็นความรัก มีความคิดสะอาด บริสุทธิ์เหมือนพระเยซู ดังนั้น ในวันพิพากษาเราก็แค่ปรากฎตัว ยืนอยู่ข้างขวาของพระเยซูในฐานะผู้ชอบธรรม ธรรมิกชน คนของพระเจ้า  พลเมืองสวรรค์ ที่มีฐานะเป็นน้องของพระเยซู ได้ยืนอยู่เท่านั้นเอง ไม่ได้มีการยืนอยู่ เพื่อจะถูกพิพากษาลงโทษ จากการกระทำที่ผ่านมาของเราเลยแม้แต่นิดหนึ่ง จำได้ไหมครับที่เราพูดกันอยู่บ่อยๆ พระเจ้าตรัสในหนังสือสดุดี 103:11-12 บอกอย่างนี้ว่า …

สดุดี 103:11-12 “11 เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเพียงใด ความรักของพระองค์ที่มีต่อผู้ที่ยำเกรงพระองค์ ก็ยิ่งใหญ่เพียงนั้น 12 ตะวันออกไกลจากตะวันตกเพียงใด  พระองค์ก็ทรงยกเอา การล่วงละเมิดของเรา ออกไปไกลเพียงนั้น”

 

เอาความบาปออกไปแล้ว ไม่เหลือเลยแม้แต่นิดเดียว ตั้งแต่ตอนอยู่บนโลกใบนี้แล้ว  ที่เราเริ่มต้นรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ ฮีบรู 10:14 ก็เหมือนกัน บอกว่า …

ฮีบรู 10:14  “เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำให้บรรดาผู้ที่กำลังรับการทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้น บรรลุความสมบูรณ์พร้อมเป็นนิตย์ โดยการถวายบูชาครั้งเดียว”

 

คือการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน ด้วยพระโลหิตของพระองค์ เป็นพระเจ้าได้ชำระล้างเรา ครั้งเดียวเป็นพอ ให้ผู้ที่เชื่อ คือเราทั้งหลาย ได้สะอาดหมดจด บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์เท่าๆ กับพระเยซู อยู่บนสวรรค์ได้กับพระองค์ นี่ชัดเจน

และในเอเสเคียล 36:25-27 ยังบอกไว้ว่า … “พระเจ้าได้ตรัสว่าพระองค์ได้ให้ใจใหม่กับเรา และให้วิญญาณใหม่กับเรา” ก็คือเราได้บังเกิดใหม่ ได้ใจใหม่ ได้วิญญาณใหม่นั่นเอง

2 โครินธ์ 5:17 ก็บอกไว้ว่า … “ผู้ใดที่อยู่ในพระคริสต์ คือผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผู้ใดที่เชื่อและอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นได้รับการทรงสร้างใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างใหม่บริสุทธิ์ สะอาดเลย ทั้งวิญญาณและจิตใจ  รอร่างกายใหม่เท่านั้นเอง” ชัดเจน

พอได้คุยเรื่องนี้ ก็ยังมีคนถามว่า … “แล้วร่างกายใหม่ที่เรารอคอย วันหนึ่งจะได้รับ หลังจากจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อเราเชื่อแล้ว ร่างกายใหม่จะเป็นลักษณะเช่นไร?”

ก็จะตอบสั้นๆ ว่า … “มีลักษณะเหมือนพระเยซูทุกประการ” เหมือนเลย ซึ่งวิญญาณและจิตใจของเรา ก็เหมือนพระเยซูอยู่แล้ว ตอนที่เริ่มต้นเชื่อ  ดังนั้น ตัวตนใหม่ที่จะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าตลอดกาลนั้น ในโลกใหม่ ก็คือวิญญาณ จิตใจ และร่างกายที่เหมือนพระเยซู เพราะฉะนั้น เหมือนหมดเลย เหมือนทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย อยู่ในครอบครัวของพระเยซู เป็นเหมือนพระเยซู มีพระเยซูเป็นพี่ชายคนโต เราเป็นน้อง อยู่ในครอบครัวของพระเจ้าร่วมกับธรรมิกชน ผู้เชื่ออื่นๆ เยอะแยะมากมายไปหมด  เป็นพี่ๆ น้องๆ ทั้งนั้น เราจึงเรียกกัน สรรพนามบนโลกใบนี้ ตั้งแต่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เมื่อเรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์และได้บังเกิดใหม่ว่าพี่น้อง เกิดการเรียนรู้ไปเลย พี่น้องทางไหน? ทางวิญญาณ เราเป็นพี่น้องกันแล้ว  เมื่อจากโลกนี้ไป เราก็ไปอยู่ที่เดิม คือเป็นพี่น้องร่วมกันในพระเยซูคริสต์ มีพระเยซูเป็นพี่ชายคนโต หัวหน้าครอบครัวใหม่

ซึ่งอย่าลืม ที่ตะกี้นี้บอกไปแล้วว่าความคิดสกปรก ความคิดชั่ว ความคิดไม่ดี ตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ได้สูญสิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว พร้อมกับกายเดิม ซึ่งเป็นกายที่ได้รับผลกระทบ จากการถูกสาปแช่ง ตั้งแต่สมัยอาดัมมา กายเดิมตายไปแล้ว พร้อมกับความชั่ว ความบาป เพราะว่ามันอยู่ใต้กฎของความบาปและความตาย ตายไปพร้อมกับการหมดลมหายใจของเรา มันจบแล้ว มันไม่ได้ติดตัวเราไป พูดง่ายๆ  บนสวรรค์เรามีแต่ความคิดที่ดี ที่สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเยซูคริสต์เลย

บางคนก็เลยถาม พูดกันสั้นๆ ตรงนี้ว่า … “ร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ มันเป็นอย่างไร?”

“ก็เหมือนพระเยซู”

พระเยซูเดินทะลุกำแพงได้ ตอนที่พระองค์ปรากฏตัว หลังจากเป็นขึ้นจากความตายมา 40 วัน มาดำเนินกับสาวก นั่นแหละ เป็นลักษณะอย่างนั่นแหละ เดินผ่านทะลุกำแพงได้ ยังกินอาหารได้ ยังกินปลาได้  ยังพูดคุยได้ ไปไหนมาไหน แบบเร็วกว่าธรรมดา อยู่ดีๆ จะปรากฏตัวที่นั่น ก็ปรากฏตัวที่นั่นเลย ไม่ต้องใช้เวลา อะไรต่างๆ เหล่านี้

หรือแม้กระทั่งผู้คนของพระองค์ บรรดาสาวก ก็ยังจำพระองค์ได้ว่าเป็นพระองค์ อาจจะจำไม่ได้ตอนแรกๆ เพราะว่าราศีเปลี่ยนไปเยอะ แต่พอสักพักหนึ่ง พอสังเกตดู พระเยซูเนี้ย จำได้ อะไรต่างๆ เหล่านั้น  เราค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มเติมแล้วกัน

แล้วก็มีคนถามว่าแล้วเช่นนั้น เมื่อเราเป็นคริสเตียนแล้ว  รับเชื่อในพระเจ้าแล้ว รู้ชีวิตหลังความตายว่าเราไม่ต้องถูกพิพากษาแล้ว เราทิ้งร่างกายนี้แล้ว เราได้รับร่างกายใหม่เรียบร้อยแล้ว ก็เลยวิตกกังวล คือความวิตกกังวล เหมือนเดิม เหมือนสมัยก่อน  ตอนยังไม่เชื่อ

ก็คือ … “แล้วพอวิญญาณออกจากร่าง แล้วร่างกายเดิม เราควรจะทำอย่างไร? เอาไปเผาได้ไหม?  เอาไปฝังดินได้ไหม? หรือควรจะทำอย่างไรดี มันเกี่ยวอะไรกับร่างกายใหม่ที่เราจะได้รับไหม?”

ขอตอบสั้นๆ ว่าร่างกายใหม่ เป็นร่างกายใหม่เอี่ยม ไม่เกี่ยวอะไรกับร่างกายที่เราอยู่กันทุกวันนี้  บนโลกใบนี้เลย  ร่างกายเดิมมันจะกลับไปสู่ดิน  กลับไปสู่ที่มันเกิดมา ที่มันได้ถูกปั้นขึ้นมา  ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากดิน คือจากดิน น้ำ ลม ไฟ วัสดุที่ทำจากโลกใบนี้นั่นเอง มันก็จะสูญสิ้นไปกับโลกใบนี้ เพราะโลกใบนี้ถูกตัดสินแล้ว โลกใบนี้จะดับไป จะสูญไปพร้อมกับร่างกายของเรา

เพราะฉะนั้น เมื่อมันคนละเรื่องกัน ถามว่าวิญญาณออกจากร่างแล้ว จะทำอย่างไรดี? ก็ทำตามสบาย ถ้ามีเงินหน่อย ก็เอาไปฝัง เพราะถ้าฝัง ต้องใช้เงินเยอะ ยิ่งเดี๋ยวนี้ 2-3 แสน หรือ 3-4 แสนก็มี หรือถ้าไม่มีเงิน ก็เอาไปเผา เผาที่ไหน? ที่เขารับเผาฟรี ก็มี เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะไปเผา หรือไปฝัง หรือเอาไปทำอะไรก็ตาม ผลออกมา ก็เหมือนกัน เพียงแต่ต่างเวลากันเท่านั้น คือถ้าเอาไปฝัง ก็จะใช้เวลา 7-8 ปี  จนสูญสิ้นไป กลายเป็นดินไป ถ้าเอาไปเผา ก็อาจจะใช้เวลา 10 นาที เตาแบบสมัยเก่า แต่ถ้าเป็นสมัยใหม่ อาจจะใช้เวลา 1-2 นาที หายเกลี้ยงเลย  ไม่สำคัญเลย เพราะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับร่างใหม่ที่เราจะได้รับ ที่เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา  เพราะฉะนั้น ร่างกายเดิมนี้ จะไปทำอะไรกับมัน ก็มีค่าเท่ากัน ก็คือในที่สุด มันก็คือสูญสิ้น

ตอนนี้รู้แล้วนะ ไม่ต้องกังวลใจว่ากลัวไปเผา บางคนบอกเอาไปเผา กลัวร้อน บางคนเอาไปฝังบอกกลัวหายใจไม่ออก อะไรประมาณนั้น นี่คุยกันเล่นๆ

สิ่งเหล่านี้ สมควรที่จะมานั่งคุยกัน มาเรียนรู้กันบ่อยๆ เขาเรียกว่ามรณานุสติ นึกถึงความตาย  พอนึกถึงความตาย แล้วรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พระเจ้าบอกเราถึงความจริงเหล่านี้  ทำให้เราเป็นอิสระ เราก็ไม่กลัว ก็ไม่กังวล ไม่วิตก เราก็มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ไปสู่จุดหมายปลายทาง รางวัลที่จะได้รับหลังความตาย คือพักผ่อนนิรันดร์นั้นเอง

ดังนั้น พื้นฐานของความจริงของถ้อยคำพระเจ้า ทั้งหมดในเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณออกจากร่าง และการไปอยู่ในสวรรค์ จะทำให้เราเป็นอิสระจากความกลัว ความจริงเหล่านี้ จึงต้องเรียนรู้กันบ่อยๆ ให้มันฝังหัวเลย เรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆ เล็กๆ เลย ให้เป็นธรรมชาติเลยว่าเราอยู่บนโลกนี้เพียงชั่วคราว  แค่ทางผ่าน เป้าหมายของเรา คือหลังจากจากร่างนี้ไปแล้วมากกว่า มันจึงสำคัญ  ความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระจากความกลัว หลุดจากความสงสัย ความวิตกกังวล เพราะเราจะได้มั่นใจ 100% ว่าในวันที่เราออกจากร่าง จากโลกนี้นั้น  เราก็จะไปสู่มิติฝ่ายวิญญาณ สู่สวรรค์ สู่อ้อมกอดของพระเยซูคริสต์ สู่ที่พักนิรันดร์ของเรากับพระเจ้าตลอดไป วิญญาณออกจากร่าง แค่พริบตาเดียว หายใจออก ก็คือลมหายใจครั้งสุดท้าย  เหมือนผลักประตูเข้าสู่มิติฝ่ายวิญญาณ  สู่อ้อมกอดของพระเจ้า จบงาน ได้พักนิรันดร์ ไม่มีการพิพากษาตัดสินการกระทำของผู้เชื่อในวันพิพากษา บนบัลลังก์สีขาวอย่างแน่นอน ไม่ต้องกลัว

ไม่มีการพิพากษา ตัดสินการกระทำของผู้เชื่อ คริสเตียนหรือเปล่า? ในวันพิพากษา บนบัลลังก์สีขาวอย่างแน่นอน  พูดให้ตัวเองชัดเจนเลยนะ  ทุกท่านเชื่อและมั่นใจตามนี้แล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่เชื่อ ไม่มั่นใจตามนี้ ฟังแล้วฟังอีก  ใน 2-3 ครั้งที่แล้ว ที่ได้บรรยายถึงเรื่องนี้ และฟังเรื่องนี้อีกสักหลายๆ ครั้ง ให้มันฝังหัวว่ามันใช่จริง  พระคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนมาก  แล้วผมจะค่อยๆ เอาพระคัมภีร์มาอธิบาย มาแจง มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อความจริงเหล่านี้จะทำให้เราเป็นไทมากยิ่งขึ้น ทุกท่านจะได้เชื่อและมั่นใจตามนี้เลย

มีพระคัมภีร์หลายข้อ  ที่มีคริสเตียนหลายคนได้อ่านแล้ว ก็เริ่มสงสัย มีความไม่ค่อยมั่นใจในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายว่าจะต้องพบกับการพิพากษา ก็คือเกิดความสงสัย เกิดความกังวลเล็กๆ ถ้ารู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ก็อาจจะเกิดความกังวล สงสัยว่า …

“เอ๊ะ! เรื่องนี้หมายถึงอะไร?”

วันนี้เลยจะยกมาข้อหนึ่งก่อน ในหนังสือ 2 โครินธ์ 5:10  ก็เป็นหนึ่งข้อของผู้คนที่สงสัยในเรื่องนี้ว่าตรงนี้หมายถึงใคร ที่ต้องได้รับการพิพากษา 2 โครินธ์ 5:10 …

2 โครินธ์ 5:10 “เพราะพวกเราล้วนต้องเข้าเฝ้า ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะได้รับสิ่งซึ่งสมกับที่เขาได้ทำ ขณะอยู่ในกายนี้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว”

 

หลายคนพออ่านถึงตรงนี้ ก็เริ่มต้นสับสนว่า “เพราพวกเราล้วนต้องเข้าเฝ้า ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อแต่ละคนจะได้รับสิ่งซึ่งสมกับที่เขาได้ทำ ขณะอยู่ในกายนี้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว”

“เอ๊ะ! หมายถึงเราหรือเปล่าหนอ?”

หมายถึงคนที่เชื่อ ในพระเยซูคริสต์ เป็นคริสเตียนแล้ว ก็กังวล สงสัย หลายคนชักเริ่มไม่ค่อยแน่ใจ คำว่า “พวกเรา” กับ “แต่ละคน” ตรงนี้ จะหมายถึง รวมถึงพวกเราที่เป็นคริสเตียน ผู้ที่เชื่อด้วยหรือเปล่า?

จริงๆ แล้วคำว่า “บัลลังก์และการพิพากษาของพระคริสต์” ในข้อนี้  ก็มีความหมายเดียวกันกับที่เราได้เรียนรู้ในสัปดาห์ที่แล้วมา ก็คือเรื่องของการแยกวิวรณ์ 20 กับวิวรณ์ 21 นั่นเอง คือผู้เชื่อกับผู้ไม่เชื่อ  การแยกแพะกับแกะ ในมัทธิว บทที่ 25 นั่นเอง ผู้เชื่อกับผู้ไม่เชื่อ การแยกผู้ที่พึ่งพาตนเองกับผู้ที่พึ่งในพระเยซู การแยกระหว่างผู้ที่อยู่ในอาดัมกับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ การแยกผู้ที่อยู่ในอาณาจักรแห่งความมืดกับผู้ที่อยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่างนั่นเอง มันหมายความเรื่องเดียวกันเลย  เป็นเหตุการณ์เดียวกัน ลักษณะเดียวกัน

ข้อนี้ ที่ตะกี้นี้เราอ่านร่วมกันบอกว่า … “แต่ละคนจะได้รับสิ่ง ซึ่งสมกับที่ได้ทำ ขณะอยู่ในกายนี้  ไม่ว่าดีหรือชั่ว”

ตั้งใจฟังตรงนี้ให้ดีๆ นะ แต่ละคนจะได้รับสิ่ง ซึ่งเขาได้ทำ  “เขาได้ทำ” นะ ขณะอยู่ในกายนี้  ในขณะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว เราจะมาวิเคราะห์กัน

ไม่ว่าดีหรือชั่ว การทำชั่วคืออะไร? การทำชั่ว ก็คือการทำบาป ถูกไหม?  เพราะฉะนั้น แต่ละคนต้องไปยืนที่หน้าบัลลังก์ เพื่อฟังคำพิพากษาในความบาป ที่ตนได้กระทำ เพราะพระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และจึงทำบาป “เป็นคนบาป” หมายถึงเป็นมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตั้งแต่อาดัม เป็นเชื้อสาย เป็นเชื้อที่ติดมา เกิดมาก็ทำบาปแล้ว เพราะฉะนั้น การทำชั่ว ก็คือการทำบาป เพราะเป็นคนบาป  จึงทำบาป

ฟังแค่นี้ หลายท่านก็รู้สึกเลยว่าการพิพากษาลงโทษ การกระทำบาปไม่ได้รวมถึงผู้เชื่อ หรือเราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์เลย เพราะผู้เชื่อทั้งหลายในพระเยซูคริสต์ ที่พึ่งการกระทำ การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ให้กับเรานั้น ได้รับการไถ่บาป ได้รับการลบล้างความบาปหมดสิ้นแล้ว โดยพระเยซูคริสต์ การกระทำของเราผู้ที่เชื่อ ในขณะที่อยู่ในกายนี้ ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั้น  ไม่ว่าจะเป็นการทำดีหรือการทำชั่วก็ตาม พูดง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำดี หรือทำบาปก็ตาม ก็ไม่มีการพิพากษาใดๆ อีกแล้ว  เพราะเราไม่ได้พึ่งในการกระทำของตัวเราเอง แต่พึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนต่างหากล่ะ

โลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน ได้ชำระล้างบาป ความชั่วร้ายทั้งสิ้นของเรา ที่ได้กระทำไป ในร่างกายนี้ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต หมดสิ้นแล้ว ครั้งเดียวเป็นพอ  การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ หลั่งพระโลหิตของพระองค์ ที่ไม้กางเขน ครั้งเดียวเป็นพอ ทำให้เราบริสุทธิ์ สะอาด ไร้ตำหนิ เห็นไหมครับ? บาปจบไปแล้ว เราไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจนว่าครั้งเดียวเป็นพอ ในหนังสือฮีบรู บทที่ 10 ได้บอกไว้ ครั้งเดียวเป็นพอ เราไม่ได้สกปรก ไม่ได้เป็นคนบาปอีกแล้ว ไม่นับเป็นคนบาปอีกแล้ว เราถูกนับเป็นคนชอบธรรม ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ที่ได้กระทำให้กับเรา อันนี้ชัดเจนเลย

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เชื่อหรือคริสเตียน ที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ สะอาด เป็นผู้ชอบธรรมอย่างครบถ้วนบริบูรณ์แล้วนั้น  ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้วนั้น  เป็นไปไม่ได้เลย ที่จะต้องยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์สีขาวของพระเยซู เพื่อรับการพิพากษาลงโทษอีก มันเป็นไปไม่ได้เลย มั่นใจได้ 100% ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เหมือนตะกี้นี้ที่บอกตอนต้น  เหมือนในโรม บทที่ 8 ที่บอก …

“ดังนั้น ไม่มี ที่จะลงโทษใดๆ  แก่ผู้ที่อาศัยในพระเยซู

เพราะว่ากฎของพระวิญญาณ ชีวิตในพระเยซูได้ทำให้เรา

พ้นจากบาปและความตาย

ดังนั้น ไม่มี ที่จะลงโทษใดๆ  แก่ผู้ที่อาศัยในพระเยซู”

โรม บทที่ 8 ร้องเพลงนี้ให้ได้ มั่นใจได้เลย  ย้ำนะว่าการทำชั่ว  หรือการทำบาปของผู้เชื่อ  ในขณะที่อยู่ในร่างกายนี้ ไม่ว่าเราจะทำดีหรือทำชั่วก็ตาม ไม่ได้มีผลใดๆ ในวันพิพากษาของพระคริสต์ บนบัลลังก์สีขาวเลย ไม่มีการตัดสิน ลงโทษใดๆ อีกแล้ว  อยู่บนโลกใบนี้ ก็ไม่มีการลงโทษ ตัดสินใดๆ อีกแล้ว  และไม่มีการตัดสินลงโทษ หลังจากความตาย ก็ไม่มี และไม่มีการตัดสินลงโทษตลอดไปเลย ชั่วนิรันดร์ โรม 8:1-2  ต้องจำให้แม่นๆ เลย มันเป็นอย่างนั้น

ฉันใดก็ฉันนั้น การทำดีของผู้เชื่อในขณะที่ยังอยู่ในกายนี้  ก็ไม่มีผลใดๆ ในวันพิพากษา บนบัลลังก์สีขาวเช่นเดียวกัน ทำบาป ก็ไม่ได้รับการลงโทษ ทำดี ก็ไม่มีรางวัลพิเศษ พูดง่ายๆ ไม่มีการพิจารณาเฉพาะคริสเตียนว่าใครทำดีขนาดไหน?  ทำดีได้น้อย ได้มากขนาดไหน มีรางวัลพิเศษ ไม่มี ทำดีมากขนาดไหน ก็ไม่มีรางวัลพิเศษ  ทุกคนได้รับรางวัลเหมือนกัน ฟังให้ดีๆ ฟังอีกที ทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นคริสเตียนแล้ว ไม่ว่าเชื่อมากี่ปี ก็ตาม เชื่อมามาก อีกคนเชื่อมาแค่ 1 ชั่วโมง อีกคนเชื่อมา 10 ปี 20 ปี ได้รางวัลเหมือนกันหมดเลย  ได้รางวัลเท่ากันหมดเลย ไม่ว่าคนนี้จะทำงานมาก ทำงานน้อย ได้เหมือนกันหมดเลย  ไม่ว่าท่านประกาศมาก ประกาศน้อย ท่านก็ได้เท่ากับอาจารย์เปาโล   อาจารย์เปโตร อัครทูตเปาโล อัครทูตเปโตร ได้เท่ากันเลย

รางวัลเดียวที่ได้รับเหมือนกัน เท่ากัน คือชีวิตนิรันดร์ แบบฟลูอ๊อบชั่น (Full option) เป็นมรดกด้วยนะ  คือได้รับมรดกแห่งชีวิตนิรันดร์เหมือนกัน ในฐานะเป็นลูกของพระเจ้า  เป็นทายาทของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้ทำอะไรเลย ได้รับมาฟรีๆ จากพระเจ้าทรงประทานให้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์

ชีวิตนิรันดร์ ก็คืออย่างที่ตะกี้นี้บอก วิญญาณเหมือนพระเยซู จิตใจเหมือนพระเยซู อยู่ในร่างกายที่เหมือนพระเยซู และอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า อยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้กับเรา โลกที่จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หลังจากโลกเก่านี้ ที่อยู่ในคำสาปแช่ง  มันสูญสิ้นไป  และเราจะอยู่อย่างนั้นกับพระเจ้านิรันดร์ ครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ ซึ่งมันเป็นมรดก พระคัมภีร์บอกเป็นมรดก แล้วเราค่อยๆ เรียนรู้เรื่องนี้ต่อไป  เป็นมรดก คือเราไม่ต้องทำอะไร? ให้กับเราฟรีๆ ให้ก่อนที่เราจะรับสิทธิของเราอีกด้วยซ้ำไป นี่คือความหมายของคำว่าไม่พึ่งในการกระทำของตนเอง ทำชั่ว ก็ไม่มีการพิพากษาลงโทษ  ทำดี ก็ไม่มีการให้รางวัลพิเศษ  เพราะได้รางวัลกันไปแล้ว  เท่ากันหมด

ถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้ ก็จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น ไม่ต้องหวาดหวั่นว่าจะถูกลงโทษ และไม่โลภที่คิดว่าจะได้มากกว่าคนอื่นๆ เขา เพราะทำเยอะกว่าคนอื่นเขา  ในหนังสือโคโลสี บทที่ 1 ได้บอกเอาไว้อย่างนี้ว่า … “พระคริสต์สถิตในท่าน”  พอท่านเชื่อพระเจ้าปุ๊บ พระคริสต์สถิตในท่าน เป็นความหวังแห่งพระสิริ ให้รู้ว่าพระคริสต์ทำงาน มีชีวิตอยู่ในท่าน ท่านไม่ได้มีชีวิตอีกต่อไปแล้ว แต่พระเยซูคริสต์ต่างหากที่ทำการงาน ดำเนินชีวิตอยู่ภายในร่างกายของท่าน ในขณะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เลย

และในฟีลิปปี 2:13 ยังได้บันทึกอย่างนี้บอกว่า “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน  ทั้งให้ท่านมีใจปรารถนาและประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์”

 

พูดง่ายๆ ก็คือทำดี พระคริสต์ทำ ทำชั่ว ก็คือไม่ใช่พระคริสต์แล้วนะ ตอนที่เราเชื่อพระเจ้า ถ้าทำดี ก็คือพระคริสต์เป็นผู้นำเรา เราเชื่อฟังพระเยซู ด้วยวิญญาณและจิตใจที่ฟังพระเยซู เหมือนพระเยซู ยอมให้พระเยซูกระทำการงานผ่านทางร่างกายนี้อยู่ บางครั้งเราถูกหลอก ถูกล่อ ถูกลวง ด้วยเนื้อหนัง … เนื้อหนัง คืออิทธิพลของความบาป และกระบวนการความคิดที่เป็นศัตรูกับพระเจ้าของเก่าที่ยังกระทำการงานอยู่ในร่างกายเนื้อหนังที่ต้องตาย มันมีอิทธิพลอยู่ และบางครั้งเราถูกล่อลวงให้เป็นทาสมัน เชื่อมัน ก็หลงไปทำตามมัน เรียกว่าทำบาป ทำการเป็นศัตรู ตรงกันข้ามกับพระเยซูที่อยู่ในเรา ตรงนั้น เรียกว่าทำบาป  คือการถูกล่อลวง ถูกใครล่อลวง? ถูกมันล่อลวง ซึ่งการกระทำเหล่านั้น พระเจ้าทรงอภัยให้เราหมดเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ การหลั่งพระโลหิตของพระองค์ที่ไม้กางเขน เหมือนในโรม บทที่ 6 ก็บอกไว้ว่าอย่าไปทำตามมัน

“มัน” คือเนื้อหนัง คืออิทธิพลของความบาป ระบบของความคิดเก่าๆ ที่อยู่ในเนื้อหนังร่างกายเดิม อิทธิพลเหล่านี้มันจะยุแยงเขี่ยเรา และจะพยายามผลักเราให้ทำตาม มันล่อลวงเราให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามที่ใจอยากทำ ซึ่งเรียกว่าทำบาปนั่นเอง แต่พระเจ้าอภัยให้เราหมดเรียบร้อยแล้ว วิญญาณที่บังเกิดใหม่ข้างในของเรา ธรรมชาติ ที่บังเกิดใหม่ จากความเชื่อในพระเยซูคริสต์จะเป็นแหล่งแห่งผลงานออกมาทางการกระทำนี้

เพราะฉะนั้น พระเจ้าดูที่ใจ ที่วิญญาณท่าน วิญญาณเกิดใหม่ไหม?  ถ้าวิญญาณเกิดใหม่ พระเยซูสถิตอยู่ด้วย  พระเยซูก็จะทำการงานให้ผลของพระวิญญาณออกมาเป็นการกระทำ เป็นผลดี ก็ไม่ใช่เราทำ เป็นพระเยซูทำ  โดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์นั่นเอง  จะเห็นภาพชัดเลย

สรุป ก็คือความหมายของพระคัมภีร์ 2 โครินธ์ 5:10 ซึ่งเราอ่านไปเมื่อสักครู่นี้  ที่บอกว่า “แต่ละคนจะได้รับสิ่ง ซึ่งสมกับที่เขาได้ทำ ขณะซึ่งอยู่ในกายนี้ ไม่ว่าดีหรือชั่ว” ก็เหมือนกับการแยกแพะกับแกะ แยกวิวรณ์ บทที่ 20 กับบทที่ 21 แยกคนตายกับคนเป็น  แยกคนตายกับคนที่มีชื่อจดอยู่ในหนังสือชีวิต ก็คือแยกคนที่เป็นคนบาป ทำบาป  จากข้างใน  จากวิญญาณ ซึ่งเราเรียกว่าเขาพึ่งตนเอง จะให้พ้นบาป ซึ่งมันไม่ได้ ไม่พึ่งพระเจ้า แยกคนบาป ซึ่งพึ่งตนเองกับคนที่เชื่อพระเจ้า คนที่เรียกว่าบริสุทธิ์ ที่พึ่งการกระทำของพระเยซูไถ่บาปให้กับเขา  จะเห็นชัดเลย  เพราะฉะนั้น ถ้าเรามั่นใจว่าเราเชื่อและวางใจ พึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เราพึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์ มองไปที่ไม้กางเขน มองไปที่การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ การเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ เราก็มั่นใจได้แน่นอนว่าไม่มีการพิพากษาลงโทษใดๆ อีกแล้วครับท่าน ไม่มีอย่างแน่นอน

จำที่พระเยซูบอกได้ไหมครับว่า … “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าสิ่งใดที่ท่านทำให้แก่ผู้เล็กน้อยที่สุด คนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรา ท่านก็ได้ทำให้เราด้วย”

หมายถึงอะไร? พระเยซูกำลังพูดถึงตรงนี้แหละว่าทั้งหมดนี้อยู่ที่วิญญาณข้างใน ถ้าวิญญาณข้างในเราเปลี่ยนแล้ว เป็นเหมือนพระเยซูแล้ว  มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ ข้างในจะส่งผลออกมา เป็นการกระทำที่มีคุณภาพ เรียกว่าดี  เพราะฉะนั้น ไม่ได้อยู่ที่การกระทำดี ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการทำดีว่าทำดีมาก ทำดีน้อย  ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ มันอยู่ที่คุณภาพ

คุณภาพของการทำดี มาจากวิญญาณที่เกิดใหม่ วิญญาณที่เป็นเหมือนพระเจ้าหรือไม่?  ถ้าเป็นวิญญาณที่เป็นบาปอยู่ ยังไงๆ มันก็ไม่ดี พูดง่ายๆ  ถ้าเป็นวิญญาณของพระเจ้าที่เกิดใหม่ เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  ยังไงๆ มันก็ต้องดี  เพราะเป็นผลของพระวิญญาณ ตรงนั้นนั่นเอง

คราวนี้เราจะมาเสริมตรงนี้อีกนิดหนึ่ง  ในข้อที่ 11 ต่อมาเมื่อสักครู่นี้  เป็นการเสริมให้ชัดเจนว่าบริบทนี้ เขาพูดถึงเรื่องอะไร?  2 โครินธ์ 5:11 …

2 โครินธ์ 5:11 “เช่นนั้นแล้ว เมื่อเรารู้ว่าความเกรงกลัวพระเจ้านั้นคืออะไร เราจึงพยายาม  โน้มน้าวใจคนทั้งหลาย เราเป็นเช่นไรนั้น ย่อมปรากฏชัดต่อพระเจ้า และข้าพเจ้าหวังว่าสิ่งนี้จะปรากฏชัด ต่อจิตสำนึกของพวกท่านด้วย”

 

อาจารย์เปาโลเลยอธิบายเมื่อสักครู่นี้ให้ชัดเจนขึ้นว่า … “เช่นนั้นแล้ว” ก็คือกำลังจะบอกให้คนที่ไม่เชื่อพระเจ้าได้ยินได้ฟังว่ามันอันตราย ขนาดไหน? ถ้าท่านต้องเข้าไปสู่การพิพากษา บนบัลลังก์สีขาว วันที่พระเจ้ามา

“เช่นนั้นแล้ว เมื่อเรารู้ว่าความเกรงกลัวพระเจ้านั้นคืออะไร” ถามว่าความเกรงกลัวพระเจ้านั้นคืออะไร? อาจารย์เปาโลและทีมงานที่ประกาศข่าวประเสริฐ รู้แล้วว่าความเฉียบขาด การเป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎที่พระเจ้าเป็นผู้ครอบครองทั้งหมดนั้น ด้วยความยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะไม่มีการลำเอียงเลย  ไม่มีการว่าชอบใคร? ไม่ชอบใคร? ไม่มี กฎว่าอย่างไร? ถึงวันพิพากษา มันต้องเป็นไปตามกฎเหล่านั้น  บอกให้เชื่อในพระเยซูคริสต์  พระเยซูคริสต์ได้ไถ่บาปแล้ว ถ้าไม่เชื่อวันนั้น วันที่ถูกพิพากษา ก็ไม่มีคำว่าแม้ หรือว่าแต่ว่า

“แต่ว่าฉันทำดีมากๆ” อะไรต่างๆ เหล่านั้น มันเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องถูกพิพากษา ลงโทษ สู่บึงไฟนรก ซึ่งมันน่ากลัวมาก ไม่มีการลำเอียง ติดสินของพระเจ้า  ความน่ากลัวตรงนี้ หมายถึงอย่างนี้  ให้เคารพยำเกรงในการตัดสินใจของพระเจ้า  ซึ่งพูดคำไหน ต้องเป็นคำนั้น  แม้กระทั่งลูกของตนเอง  คืออาดัมและเอวา ทำผิดพลาดไป ละเมิดคำสั่ง  ทำบาปครั้งแรก  เมื่อตอนยุคโน้น ตั้งแต่ปฐมกาล พระเจ้าสั่งว่าอย่า แล้วเขาไม่เชื่อฟัง เขาฝืนคำสั่งของพระเจ้า  กระทำสิ่งที่เป็นตรงกันข้ามไปกินผลไม้ต้องห้าม ก็เกิดตามผลที่บอกไว้ตามกฎแล้วว่า …

“อย่ากินนะ กินวันใด เจ้าจะต้องตาย เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตาย”

แล้วกินไหม? กิน ในที่สุด ก็ต้องถูกลงโทษให้ตาย หลายคนบอกครั้งเดียวเอง ก็นี่แหละ คือความน่ากลัวของพระเจ้า หมายถึงอย่างนั้น

อาจารย์เปาโลและทีมงานที่ประกาศ ก็บอกว่าเพราะเห็นความน่ากลัวของกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ความเป็นพระเจ้าผู้พิพากษามหาจักรวาลที่ยุติธรรมอย่างนี้ มันน่ากลัวมาก ที่ท่านต้องเข้าไปถูกพิพากษา ไม่มีอะไรช่วยท่านได้เลย  แม้พระเจ้าจะรักท่านเท่าไร? ก็ช่วยไม่ได้  แม้พระเยซูจะมาไถ่บาปให้ท่านเรียบร้อยแล้ว  ก็ช่วยอะไรท่านไม่ได้  แม้พระเยซูจะรักท่านมาก ยอมสละชีวิตของพระองค์ สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เต็มด้วยความทุกข์ทรมาน  เพื่อท่าน ก็ช่วยอะไรท่านไม่ได้ เมื่อวันพิพากษามาถึง เมื่อถึงวันนั้น เพราะมันเป็นไปตามกฎ

“กฎ” ก็คือท่านต้องเชื่อ วางใจในพระเยซูคริสต์ ตอนที่อยู่บนโลกใบนี้เลย เท่านั้น ท่านถึงจะได้รับความรอด หลังจากความตายแล้ว ไม่มีอะไรแก้ไข ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้อีกเลย ท่านต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย  ถ้าจะอยู่ในสวรรค์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ รอให้ตายก่อน ไม่ทันแล้ว  นี่น่ากลัวไหม? น่าเกรงขามไหม? ในกฎเกณฑ์ของพระเจ้า

และเมื่อเราได้รับรู้แล้วว่าความกลัวพระเจ้าที่แท้จริง คืออะไร เราจึงพยายามโน้มน้าวจิตใจของคนทั้งหลาย “เรา” ในที่นี้ คืออาจารย์เปาโลและบรรดาอัครทูตที่ตระเวนประกาศข่าวประเสริฐอยู่ไง ประกาศเรื่องพระเยซูอยู่

คำว่า “โน้มน้าวคนทั้งหลาย” คือตระเวนประกาศข่าวดี เรื่องพระเยซู เรื่องความจริง ที่ผมอธิบายให้ฟังมาตั้งแต่ต้นนั่นแหละว่าอย่ารอให้ถึงวันที่วิญญาณท่านออกจากร่าง คือการตายจากโลกใบนี้ มันไม่ทันแล้ว ท่านกลับตัวไม่ทัน  ท่านจะพบกับการพิพากษาลงโทษนิรันดร์ ไปสู่บึงไฟนรกนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย พระเจ้าจึงใช้ผม คืออาจารย์เปาโลและอัครทูต ทีมงานเหล่านั้น ในการที่จะโน้มน้าวจิตใจ และประกาศข่าวดีนี้ให้กับท่านทั้งหลาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้

โน้มน้าวให้บรรดาทุกคนบนโลกใบนี้ที่ยังพึ่งในตนเองอยู่ พึ่งในการทำดีของตนเอง พึ่งในการที่จะไถ่บาปตนเอง ให้กลับใจใหม่ หันกลับมาพึ่งในพระเยซูคริสต์ มายอมรับพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระมาซีฮาห์ โน้มน้าว ก็คือประกาศข่าวประเสริฐให้บรรดาผู้คนในหนังสือวิวรณ์ บทที่ 20 ซึ่งในวิญญาณตายอยู่ และต้องพบกับความพินาศนิรันดร์ เมื่อวิญญาณออกจากร่าง วิงวอนให้เปลี่ยนมาอยู่ในวิวรณ์ บทที่ 21 มาได้รับความรอดนิรันดร์ มาเป็นคนของพระเจ้า มาเป็นแกะของพระเจ้า  มาเป็นลูกของพระเจ้า ได้รับมรดกนิรันดร์ ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษนิรันดร์นั่นเอง

โน้มน้าวผู้คนที่ยังอยู่ในกลุ่มแพะให้มาอยู่ในกลุ่มแกะ เห็นไหมครับ อาจารย์เปาโลบอกว่าเราประกาศโน้มน้าวคนเหล่านี้ โน้มน้าวให้คนที่อยู่ในอาดัม อยู่ในความบาป มาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ได้นั่งที่เบื้องขวาของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์เลยทีเดียว ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ สิ่งเหล่านี้ต้องตัดสินใจตอนที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น อย่างเดียวเลย อาจารย์เปาโลเลยเร่งวันเร่งคืนที่จะประกาศโน้มน้าวให้ผู้คนได้รับรู้สิ่งนี้ แล้วก็ตัดสินใจรีบเปลี่ยนซะ ไม่เช่นนั้นวันพิพากษา ท่านต้องไปชดใช้ในสิ่งที่ท่านกระทำบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว โดยการพึ่งในตนเอง ซึ่งไม่มีใครทำได้ 100% ว่าจะเปลี่ยนตัวเองจากคนบาป ให้เป็นคนชอบธรรม มันเป็นไปไม่ได้ ต้องบังเกิดใหม่เท่านั้น

เพราะฉะนั้น อาจารย์เปาโลจึงพูดในบริบทนี้ ในข้อต่อๆ ไป อาจารย์เปาโลก็บอกว่า …

“พวกท่านก็รู้ดีว่าข้าพเจ้าเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ พระเจ้าก็รู้ พระเจ้าเป็นคนให้ภาระนี้กับข้าพเจ้าในการที่จะออกไปประกาศ ท่านเองก็รู้ดี รู้จักนิสัยข้าพเจ้าดี วันทั้งวันข้าพเจ้ามีแต่ประกาศพระคริสต์ ประกาศข่าวประเสริฐ ไปที่ไหนก็ประกาศข่าวประเสริฐ ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ประกาศข่าวประเสริฐ ถูกต่อต้านอย่างไร ถูกข่มเหงอย่างไร ถูกเอาหินขว้าง จะฆ่าให้ตายอย่างไร ข้าพเจ้าก็ยังคงประกาศอยู่ ก็เพราะอย่างนี้แหละ เพราะเป็นห่วงท่าน ไม่อยากให้ท่านต้องไปถึงซึ่งความพินาศ ในการถูกพิพากษานิรันดร์ ในวันข้างหน้านั่นเอง”

อาจารย์เปาโลประกาศถึงขนาด ในตอนสุดท้ายของบริบทนี้บอกว่าพระเจ้าแต่งตั้งให้อาจารย์เปาโลและทีมงานเป็นตัวแทนของพระเจ้า เพื่อขอร้องให้ท่านทั้งหลายกลับมาหาพระเจ้า ขอร้องให้ท่านทั้งหลายกลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด  กลับมาคืนดีกับพระองค์ พระเจ้าขอร้อง อาจารย์เปาโลเลยมีหน้าที่ออกไปบอกคน บอกว่าพระเจ้ารักเราขนาดไหน?

ท่านจะเห็นภาพเช่นเดียวกันผมเองก็เหมือนกัน ที่ทำอยู่นี้ ทุกวันอาทิตย์ หรือทุกวัน พูดแต่เรื่องพระคริสต์ พูดลักษณะเดียวกัน เหมือนกัน ก็คือขอร้องท่าน โน้มน้าวท่าน ชักจูงท่าน ขอร้องและขอร้องอีก ในนามของพระเจ้านะ  ในนามของพระเยซูที่ทรงรักท่านมากมาย ขอร้องแล้วขอร้องอีก โน้มน้าวแล้วโน้มน้าวอีก ให้กลับมาหาพระเยซู กลับมาคืนดีกับพระเจ้า กลับมารับสิทธิที่พระเยซูคริสต์ได้ไถ่บาปให้กับท่าน ที่ไม้กางเขน เสร็จไปแล้ว  กลับมาเป็นลูกของพระเจ้าเถิด กลับมารับพระพรต่างๆ นานาที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้กับท่านในพระเยซูคริสต์ กลับมาเป็นแกะของพระเจ้า  กลับมาเตรียมตัวรับร่างใหม่  และสวรรค์โลกใหม่ ที่จะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์

ที่พูดอยู่นี้ ก็พยายามเหลือเกิน  ที่จะชักจูง อธิบายด้วยน้ำตาว่าถ้าท่านยังไม่ได้กลับใจมา ท่านจะต้องยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษา คือพระเจ้า หลังความตาย และวันนั้นมาถึง ไม่มีใครช่วยท่านได้เลย  แม้พระเจ้าจะรักท่านมากมาย แม้พระเยซูจะรักท่านมากมาย ก็ไม่มีใครช่วยท่านได้อีกแล้ว เพราะว่าพระองค์ทรงบอกแล้ว เป็นกฎเกณฑ์แล้ว เป็นกฎหมายของพระองค์แล้วว่าความรักนั้นได้ปรากฏที่พระเยซูคริสต์ สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 และพระองค์ต้องการ ขอร้องท่านให้มาเชื่อในพระบุตรนี้  เพื่อจะได้รับความรอดนิรันดร์ รอดจากนรกนิรันดร์ พระองค์ทรงให้แล้ว และขอร้องให้ท่านมารับสิทธิของท่าน มารับของขวัญชิ้นนี้ ไปโดยด่วน  พระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

“ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ จากการถูกโกหกหลอกลวง”

พระเยซูตรัสว่า … “คนทั้งปวงที่ยอมต้อนรับพระเยซู มาเป็นผู้ช่วยให้รอดจากบาป ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานฤทธิ์อำนาจ ทำให้บังเกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้า คือเป็นลูกที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า” ยอห์น 1:12-13

 

คิดให้ดีก่อนตอบ 1  หรือ  2 …

“แล้วทาร์ซานก็ฝึกฝน ประพฤติตนเหมือนคนมากขึ้น เพราะ?” …

  1. ถูกสั่งมากขึ้นว่าห้ามทำเหมือนลิง
  2. ได้รับรู้ความจริงมากขึ้นว่าเขาเป็นคน

 

“รับรู้ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ”

พระเยซูตรัสว่า … “แบบนี้สิ ความรัก​ของ​พระเจ้า​ถึง​สำเร็จ​ตาม​เป้าหมาย​ของ​พระองค์​ใน​พวก​เรา   เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา  ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม  ​ก็​เพราะชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มี​ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น  เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่​เหมือน​กับ​ชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์”

1 ยอห์น 4:17

 

คิดให้ดีก่อนตอบ 1 หรือ 2 …

“แล้วคริสเตียนก็ฝึกฝน  ประพฤติตนเหมือนพระเยซูมากขึ้น เพราะ …?”

  1. ถูกสั่งมากขึ้นว่าห้ามทำบาป เดี๋ยวตกนรก
  2. ได้รับรู้ความจริงมากขึ้นว่าเขาได้บังเกิดใหม่ด้วย DNA ชีวิตของพระเยซู

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1327

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  29  สิงหาคม  2021

 เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน 2

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อ  ในหนังสือเอเฟซัส  คราวที่แล้วเราจบลงข้อที่ 4 ที่บอกว่า …

เอเฟซัส 1:4 “เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์   ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกให้บริสุทธิ์ปราศจากที่ติ  ในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก”

 

ก็คือพระเจ้าทรงเลือกชาวยิวไว้ก่อน ชาวยิวจะเป็นผู้รักษากฎระเบียบของพระเจ้า เพื่อเป็นแบบอย่างแห่งความชอบธรรม ตั้งแต่สมัยของอับราฮัม ซึ่งเราคุยกันแล้ว  เรื่องของอับราฮัมว่าอับราฮัมเชื่อก่อนที่จะมีการประพฤติ พระเจ้าเลยถือว่าเขาเป็นผู้ชอบธรรม วันนี้เรามาต่อข้อที่ 5

เอเฟซัส 1:5 “พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า  ที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์  ผ่านทางพระเยซูคริสต์  ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์”

 

พระเจ้าได้ทรงกำหนดล่วงหน้า กำหนดตั้งแต่สมัยที่มนุษย์เริ่มล้มลงในความบาป  แล้วพระเจ้าก็กำหนดพระเยซูคริสต์ไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า พระองค์จะประทานความรอดให้กับมนุษยชาติ เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากการเป็นคนบาป  เพื่อให้เขาได้มีโอกาสคืนดีกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง คือพระเจ้ากำหนดไว้แล้ว แล้วพระองค์ก็เลือกชาวยิวมาก่อน เพื่อที่จะรักษากฎตรงนี้  ฉะนั้น การกำหนดตรงนี้ มันจะมาจากในพระธรรมยอห์น 3:16 ที่บอกว่า … “เพราะพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อผู้ที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์”

แปลว่าขบวนการ คือพระเจ้าได้เตรียมพระเยซูคริสต์ไว้แล้ว เพื่อที่จะรับเรา ผู้เป็นชาวยิวตั้งแต่เริ่มต้น คือชาวยิวต้องมาก่อน  ให้มาเป็นบุตรของพระองค์ หมายความว่าเมื่อถึงเวลากำหนด ที่พระเยซูคริสต์ได้มาเกิดบนโลกใบนี้  ได้มาสิ้นพระชนม์ เพื่อเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย ก็คือข่าวประเสริฐของพระเจ้า จะได้ถูกประกาศให้กับชาวยิวก่อน เมื่อใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน เขาก็มีสิทธิ์ได้เป็นลูกของพระเจ้า แปลว่าไม่ใช่ชาวยิวทุกคน หรือชนชาติอิสราเอลทุกคนจะได้รับการเป็นบุตรของพระเจ้า  โดยปริยาย แม้ว่าพระเจ้าจะเลือกเขาก่อนล่วงหน้าแล้ว แต่เขายังจำเป็นที่จะต้องเปิดใจยอมรับพระเยซูคริสต์ ผู้ที่พระเจ้าส่งมาให้เขา เขาถึงมีสิทธิ์เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า ผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์

เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละเป็นพระคุณซ้อนพระคุณ ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้กับชาวยิว ที่เขาไม่ต้องทำอะไรเลย  แค่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเพื่อเขาบนไม้กางเขน เขาก็จะได้รับความรอดเลย เขาได้เป็นบุตรของพระเจ้าเลย ซึ่งตรงนี้เราคุยกันบ่อยมากว่าชาวยิวส่วนหนึ่ง หรือส่วนใหญ่ เขาจะรับตรงนี้ไม่ได้ เพราะชาวยิวถูกกำหนดมาตั้งแต่เริ่มต้น ให้รักษากฎบัญญัติของพระเจ้า ผ่านทางโมเสส แล้วคนอิสราเอลเขาก็คิดว่าเขารักษาบัญญัติตรงนี้ เขาสมควรที่จะได้เป็นลูกของพระเจ้า  เป็นประชากรของพระเจ้า โดยปริยาย ผ่านการประพฤติปฏิบัติของเขามาตลอด อย่างสัตย์ซื่อ

ซึ่งพอถึงยุคของพระเยซูคริสต์ พระเยซูบอกว่าอันนั้น คือพระคุณที่พระเจ้าให้เปล่าๆ โดยกฎบัญญัติที่ชาวยิวเคยยึดถือมาทั้งหมด  เมื่อพระเยซูคริสต์มา เป็นโมฆะหมดเลย เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถประพฤติตามกฎบัญญัติ โดยทำให้ตัวเองเป็นผู้ชอบธรรม ที่พระเจ้าทรงรับได้  ไม่มีเลย ฉะนั้น จำเป็นที่ทุกคนจะต้องกลับใจใหม่ หมายความว่ามาเชื่อในสิ่งที่พระเยซูกระทำ แล้วบังเกิดใหม่เท่านั้น  ถึงจะสามารถได้รับความรอด  และได้รับสิ่งดีที่พระเจ้าประทานให้กับเขา อันนั้น คือแผนการที่พระเจ้าวางไว้ยาวนานมาก ตั้งแต่มนุษย์ล้มลงในความบาป

เอเฟซัส 1:6 “เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่ง  ซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ อย่างเหลือล้นในพระองค์  ผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า”

 

เป็นพระคุณ คำว่า “พระคุณ” เล็งถึงสิ่งที่เราไม่สมควรได้รับ แต่พระเจ้าเมตตาให้กับพวกเรา อะไรที่เราไม่สมควรได้รับ? อาจารย์เปาโลยังพูดถึงคนยิว อยู่นะ  ยังไม่มาถึงพวกเรา ที่เป็นคนต่างชาติ   พระคุณตรงนี้ คือมนุษย์เป็นคนบาป ไม่สมควรที่จะได้รับการอภัยโทษ แต่เพราะพระเมตตาของพระเจ้า พระเจ้าได้ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แผนการนี้ถูกเตรียมไว้ ตั้งแต่ปฐมกาลแล้ว ที่พระเจ้าบอกไว้ว่าจะประทานพระผู้ช่วยให้รอดมาให้กับมนุษยชาติ แต่เริ่มต้นที่ยิวก่อน หลังจากนั้น จะรวมคนต่างชาติ ให้มาเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์

ฉะนั้น พระคุณตรงนี้ เป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่มาก  ซึ่งมนุษย์คิดไม่ถึงว่าพระเจ้าจะรักมนุษย์ได้ขนาดนี้ เป็นพระคุณที่ในพระคัมภีร์บอกว่าในขณะที่เราเป็นคนบาปอยู่นั้น พระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ เพื่อเรา แปลว่าพระเยซูคริสต์ไม่ได้มาสิ้นพระชนม์ เพื่อมนุษย์ที่ดีพร้อม หรือเป็นคนดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ใช่ เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนไหนบนโลกใบนี้ สามารถดีพร้อม จนพระเจ้ารับเขาได้ ฉะนั้น พระคุณตรงนี้แหละ ที่พระเจ้าให้กับชนชาติอิสราเอล ก็คือขณะที่เขายังเป็นคนบาปอยู่ ขณะทีเขากำลังดิ้นรนพยายามทำตามกฎบัญญัติของโมเสส ที่พระเจ้าให้ไว้ เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความบาป เพื่อให้เขาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าได้

ดังนั้น คนยิวในยุคสมัยของโมเสส หรือในยุคที่พระเยซูคริสต์ยังทรงพระชนม์อยู่ เขายังต้องดิ้นรนต่อสู้ เพื่อที่จะชำระบาปของตัวเอง ในแต่ละปี ตามที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ พิธีกรรมตรงนี้ ชาวยิวจะรู้ดีที่สุดเลย  ที่พระเจ้าบอกให้ทุกปีคนยิวต้องเอาแกะ เอาแพะมาถวายเป็นเครื่องบูชา ให้กับพระเจ้า โดยผ่านทางมหาปุโรหิตที่จะทำพิธีกรรมนี้ให้ โดยการวางมือบนหัวของแพะ เพื่อเอาบาปของคนๆ นั้นไว้ที่ตัวแพะ แล้วก็ปล่อยไป แล้วก็เอาแกะอีกตัวหนึ่งมาฆ่า เอาเลือดมาประพรมที่แท่นบูชาของพระเจ้า แล้วคนๆ นั้นที่เอาแกะมาถวายให้กับพระเจ้า เขาก็จะสบายใจ ปีนี้เรารอดแล้ว คือพระเจ้าได้รับเครื่องบูชาตรงนี้ แล้วความบาปของเขาได้ถูกลบไปแล้ว 1 ปีเองนะ แล้วปีหน้าเขาก็ต้องเริ่มต้นทำใหม่ คนอิสราเอลเขาทำอย่างนี้เป็นประจำทุกปีๆ จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมา พระเยซูบอกว่าพระองค์ทรงเป็นแกะที่จะเดินไปที่แดนประหาร แล้วโดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ชำระมนุษยชาติครั้งเดียวพอ พระเยซูคริสต์ไม่ต้องมาทุกปีๆ เสด็จมาเกิด แล้วก็สิ้นพระชนม์ เป็นขึ้นมาจากความตาย มาเกิด มาตาย อะไรอย่างนี้ ไม่ต้อง

ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียว พอ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระล้างบาปของมนุษยชาติทั้งหมด … “ทั้งหมด” ตรงนี้ หมายถึงตั้งแต่อดีต ก่อนที่คนนั้นจะมารู้จักกับพระเจ้า จนถึงปัจจุบัน ที่คนนั้นได้ตัดสินใจ เปิดใจต้อนรับพระเจ้าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขาแล้ว แล้วยังเล็งถึงบาปในอนาคตข้างหน้า ที่คนๆ นั้นจะทำอีก หมายความว่าพอเรามาเชื่อพระเจ้า ไม่ได้เป็นโดยปริยายที่ผู้เชื่อ จากวันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และบังเกิดใหม่ แล้วเราจะไม่ทำบาปอีกเลย  มันเป็นไปไม่ได้ ในขณะที่ร่างกายเรายังอยู่ภายใต้ความบาปและความตาย  เรายังมีโอกาสที่จะไปทำบาปอีก แต่พระเยซูบอกว่าการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งพระโลหิต เพื่อมนุษยชาติ หมายความว่าบาปในอดีต จบไปแล้ว บาปในปัจจุบัน พระเจ้าก็ยกให้ บาปในอนาคตที่เรายังไม่ได้ทำเลย แต่จะทำนั่นแหละพระเจ้าก็ยกให้หมดเรียบร้อยไปแล้ว แปลว่าคนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว ก็คือพระเจ้ายกโทษให้หมดเลย เป็นลูกของพระเจ้าเลย เมื่อเขาบังเกิดใหม่ ตรงนี้แหละ คือพระคุณซ้อนพระคุณอย่างมากมายที่พระเจ้าได้ให้กับมนุษยชาติ เริ่มต้นที่ชนชาติยิวก่อน ให้ฟรีๆ ให้เปล่าๆ โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เชื่อเท่านั้น

ฉะนั้น คนยิวทุกคนจำเป็นที่จะต้องยอมรับสิ่งนี้ แล้วก็ตัดสินใจเชื่อว่าพระเยซู คือผู้นั้นแหละ เป็นพระมาซีฮาห์ที่พระเจ้าส่งมา เพื่อช่วยเขาให้รอดพ้นจากบาป และช่วยเขาให้สามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ ถ้าคนยิวไม่ยอมรับตรงนี้ ก็เท่ากับเขาปฏิเสธการงานของพระเยซูคริสต์ เมื่อปฏิเสธ ไม่รับเอาความช่วยเหลือจากพระเจ้า  เขาก็ยังอยู่ที่เดิม คืออยู่ในบาป อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ในการพิพากษา ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้าคนกลุ่มนี้แหละ เมื่อลมหายใจออกจากร่างกายนี้ คือตาย เขาก็จะไปเจอความตายอีกครั้งหนึ่ง คือความตายครั้งที่ 2 ตอนนั้นแหละ จะมีการพิพากษา ครั้งสุดท้าย

มนุษย์ทุกคน เมื่อเกิดมา อยู่ในบาป ถูกพิพากษาเรียบร้อยไปแล้ว เดินทางไปสู่ความตายทุกวัน แต่ว่าเมื่อวันที่ลมหายใจเราออกจากร่าง ใครที่ยังไม่ได้ตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ตอนนั้นแหละ หมดสิทธิ์ที่จะทำอะไรเลย  ก็คือรอวันที่ขึ้นไปปุ๊บ ไปยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์สีขาว ที่พระเจ้าจะพิพากษา แล้วคนกลุ่มนี้จะถูกทิ้งไปที่บึงไฟนรกนิรันดร์กาล ไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นชนชาติยิว หรือเป็นคนต่างชาติ เป็นเชื้อชาติไหนก็ตาม  ถ้าไม่เปลี่ยนจากการอยู่ในที่เดิม มาพึ่งในพระเยซูคริสต์ ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันหมด คือรอวันถูกพิพากษาครั้งสุดท้าย หลังความตายจากโลกนี้

เอเฟซัส 1:7 “ในพระเยซู เราได้รับการไถ่บาป  โดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาป  ตามพระคุณอันอุดมของพระเจ้า”

 

พูดถึง “พระคุณ” อีกแล้ว ในพระเยซู เราได้รับการไถ่บาป อันแรกเลย คือได้รับการไถ่บาป โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน พระโลหิตของพระองค์หลั่งออก คือพระเจ้าได้ซื้อชีวิตของมนุษยชาติทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ซื้อด้วยชีวิตของพระองค์เอง  ด้วยเลือดของพระองค์เอง  ซื้อเขาออกจากอำนาจของความมืด คืออำนาจของความบาปและความตาย  ที่มนุษย์ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด มาสิ้นพระชนม์ มาถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย  มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้อำนาจของความมืด อำนาจของบาป และอำนาจของความตาย อำนาจของมาร มนุษย์ทุกคนอยู่ตรงจุดนั้น  พอพระเยซูคริสต์มาสิ้นพระชนม์ พระโลหิตของพระองค์อันดับแรก มาไถ่เรา คือซื้อ พี่น้องนึกถึงคำว่า “ไถ่” เหมือนเราเอาของไปจำนำ ถ้าเราไม่อยากสูญเสียของอันนี้ไป เราก็ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยทุกปีๆ เหมือนเป๊ะเลย คือเหมือนคนยิวในยุคนั้น  ต้องไปจ่ายดอกเบี้ยทุกปีๆ  เอาแพะเอาแกะไปถวายให้กับพระเจ้า เพื่อจ่ายดอกเบี้ย เพื่อรักษาชีวิตของตัวเองไว้ แต่พอถึงวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ คือไม่ได้ไปจ่ายดอกเบี้ยนะ ไปไถ่ออกมาเลย  คือซื้อชีวิตของเราออกมาเลย  จากมือของผีมารซาตาน คือตอนนี้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้ว ซื้อมาเลย

ฉะนั้น มนุษย์ทุกคน เมื่อถูกซื้อจากพระเยซูคริสต์ โดยพระโลหติของพระองค์ปุ๊บ ได้รับการไถ่ เขาก็จะหลุดพ้นจากอำนาจของความมืด อำนาจของผีมารซาตาน หลุดจากการอยู่ในขบวนการของความมืด เข้ามาสู่ฝั่งของความสว่างของพระเยซูคริสต์ ถ้าคนนั้นเปิดใจต้อนรับในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ คนๆ นั้น จากเดิมอยู่ในอาดัม อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ในความตาย ก็จะถูกย้ายมาอยู่ในพระคริสต์ จากเดิมเป็นทาสของมาร จะถูกย้ายมาเป็นลูกของพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรมเลย การไถ่ของพระเยซูคริสต์ตรงนี้แหละ ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการเป็นทาสของมาร โดยพระโลหิตของพระองค์

และโดยพระโลหิตตรงนี้  มนุษย์ได้รับการอภัยโทษบาป ไถ่เสร็จ อภัยโทษ … อภัยโทษบาป ที่เราคุยกันแล้ว ก็คือพระเยซูคริสต์หลั่งพระโลหิต ก็อภัยโทษให้กับพวกเรา ที่พระคัมภีร์บอกครั้งเดียวพอ พระเยซูคริสต์ไม่ต้องมาหลั่งพระโลหิตทุกครั้งๆ เพื่อยกโทษให้กับพวกเรา แต่ครั้งเดียวเสร็จ งานของพระองค์ ใครที่เดินเข้ามารับสิ่งนี้ จากพระเจ้า เขาก็จะได้รับการอภัยโทษบาป อดีต ปัจจุบัน และในอนาคตข้างหน้า จบเลย จะไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ตามในหนังสือโรมบอก ไม่มีการลงโทษ สำหรับคนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ทำให้เราพ้นจากกฎของความบาปและความตาย

ฉะนั้น ตอนที่เราตัดสินใจมาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ เราหลุดพ้นจากกฎของความบาปและความตาย  เราได้เข้ามาอยู่ในกฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ในพระเยซูคริสต์ ก็คือเราได้เปลี่ยนวิญญาณจากเดิม เป็นวิญญาณบาป มาเป็นวิญญาณชอบธรรม เหมือนพระเจ้าไม่มีผิดเลย  เหมือนเป๊ะเลย

เมื่อเราได้รับการยกโทษ การไถ่เสร็จ  มีอีกอันหนึ่ง มันเป็นขบวนการเดียวกัน ในเรื่องของการบังเกิดใหม่ หรือที่เราคุยกันว่าในเรื่องของการบัพติศมา เมื่อเราบัพติศมา คือถูกตรึงบนไม้กางเขน  ถูกฝังไปพร้อมกับพระองค์ ได้รับมา 2 สิ่งแล้วนะ ได้รับการไถ่ถอน ออกจากมือของผีมารซาตาน ได้รับการยกโทษความผิดบาป อีกอันหนึ่งที่สำคัญที่สุดเลย คือการที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย  แล้วพวกเราที่อยู่ในพระคริสต์ ก็เป็นขึ้นมาพร้อมกับพระองค์ด้วย  ได้รับการบังเกิดใหม่  คือมีวิญญาณใหม่เอี่ยมเลย เหมือนกับพระเยซูคริสต์ไม่มีผิด แล้วเป็นวิญญาณนิรันดร์ เมื่อเราเป็นขึ้นมาจากความตาย ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ที่พระเจ้าทรงใช้ฤทธิ์เดชอันเดียวกันกับที่ชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย

ตอนที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย เต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้า แล้วพระเยซูคริสต์ก็แบ่งพระสิริตรงนั้นของพระองค์ให้กับพวกเราผู้เชื่อ พวกเราผู้เชื่อทุกคนจะได้รับตรงนั้น เหมือนพระเยซูคริสต์เลย ดังนั้น การบังเกิดใหม่  การได้ชีวิตนิรันดร์จากพระเจ้า ก็คืออีกอันหนึ่งที่พระเจ้าได้ให้กับพวกเรา เราสะอาด เราหมดจดเหมือนพระเจ้าเลย พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ของขวัญทั้ง 3 ชิ้น เป็นของเราเลย แยกไม่ได้ ก็คือมาเป็นแพ๊คเลย มาทั้งชุดเลย  เราได้รับการไถ่บาป หลุดจากมือของผีมารซาตาน  เราได้รับการยกโทษความผิดบาป  โดยที่เราไม่มีโทษของบาปอีกต่อไป เราได้รับการบังเกิดใหม่ ได้รับชีวิตนิรันดร์ เหมือนพระเจ้าเป๊ะเลย ก็คือ 3 สิ่งนี้ พระเจ้าให้เราหมด

ฉะนั้น การเป็นขึ้นมาจากความตาย  เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  ชีวิตนิรันดร์ที่เป็นเหมือนพระเจ้า เมื่อเปิดใจต้อนรับพระเจ้าปุ๊บ  เขาจะได้ตามนี้เลย  ก็คือจากนี้ต่อไป คนยิวคนนั้น  ไม่ต้องไปถวายเครื่องบูชาอีก  ตอน ณ เวลานั้น คนยิวยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม คืออยู่ในกฎบัญญัติ เขายังต้องไปถวายเครื่องบูชาในแต่ละปี  ไม่ใช่แค่แต่ละปี ถ้าพี่น้องไปอ่านกฎบัญญัติในเลวีนิติ จะเห็นว่ามีการถวายเยอะแยะ เบี้ยใบ้รายทาง ตลอดทั้งปีเลย ทำอะไรนิดหนึ่งผิด ก็ต้องจัดการ แล้วพระเจ้ามีกฎทุกอย่างเขียนไว้ชัดเจน  ถ้าพี่น้องไปทำอย่างนี้ ต้องไปเอาอย่างนี้ มาถวายเป็นเครื่องบูชา  พอถวายเสร็จ บางคนต้องถูกกักตัว มาในพระวิหารของพระเจ้าไม่ได้กี่วันๆ  คือกฎเยอะมาก

ฉะนั้น ในช่วงเวลาที่คนยิว แม้จะถูกเลือก โดยพระเจ้าตั้งแต่เริ่มต้น  แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่ยังคงรักษากฎบัญญัติอยู่ คือเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่ถูกส่งมา ไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่าพระเยซู คือพระมาซีฮาห์ คือผู้นั้นแหละ ที่พระเจ้าส่งมาให้กับพวกเขา แล้วเขาก็ปฏิเสธ คือไม่ยอมรับพระเยซู เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก สำหรับคนยิว ถ้าเขาปฏิเสธผู้ช่วยให้รอด ที่ถูกส่งมา เขาก็ไม่มีโอกาสได้รับความรอด  นึกภาพตามนะ ปฏิเสธคนที่มาช่วยเขาให้รอด ยังไงเขาก็ไม่ได้รับความรอดแน่นอน อันนี้ คือจุดสำคัญ

เขาเห็นตอนที่พระเยซูคริสต์มาเกิดบนโลกใบนี้  ในช่วงเวลา 3 ปีกว่า ที่พระองค์ทรงประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า พระองค์ทำหมายสำคัญการอัศจรรย์เยอะแยะมากมาย  เพื่อจะให้คนยิวรับรู้ว่าพระองค์คือผู้นั้น เป็นพระเจ้าจริงๆ  เป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมา เป็นพระมาซีฮาห์  แล้วก็สามารถช่วยเขาได้ ฉะนั้น หมายสำคัญการอัศจรรย์ต่างๆ เหล่านั้น ถูกทำขึ้น  เพื่อยืนยันความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์ และในขณะเดียวกัน ก็ยังยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์ด้วย  ก็คือเป็นทั้งบุตรมนุษย์และเป็นทั้งบุตรพระเจ้า  ถ้าพระเยซูคริสต์ไม่มาเกิดเป็นมนุษย์ พระเยซูก็ไม่สามารถทำภารกิจตรงนี้ได้ คือถ้าเป็นพระเจ้า ตายไม่เป็นนะพี่น้อง ต้องมาเป็นมนุษย์ถึงมีสิทธิ์ตายได้  ฉะนั้น เมื่อพระเยซูมาเป็นมนุษย์ พระเยซูเลยมีสิทธิ์เดินไป ที่ไม้กางเขน เพื่อสิ้นพระชนม์ เพื่อมนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้  พระโลหิตของพระองค์หลั่งออก เพื่อชำระบาปของมนุษยชาติ แล้วพระเยซูตายจริงๆ  เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ไง ในขณะนั้น ถูกฝังจริงๆ  การฝังของพระเยซูคริสต์ เพื่อยืนยัน ทำไมพระคัมภีร์ต้องเขียนตรงนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำไมพระเยซูต้องถูกตรึง ถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย เขียนวนอยู่ตรงนี้ เพื่อยืนยันให้มนุษยชาติตั้งแต่สมัยโน้น จนถึงสมัยปัจจุบัน  หรืออนาคตข้างหน้า ได้รับรู้ว่าพระเยซูเป็นมนุษย์จริงๆ ตายจริงๆ ถูกฝังจริงๆ และเป็นขึ้นมาใหม่จริงๆ ด้วย เป็นพระเจ้าที่เป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 ทรงฤทธานุภาพ และเป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยเหลือมนุษยชาติได้ด้วย

ฉะนั้น คนยิวในยุคนั้น  เมื่อได้ยินได้ฟัง ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะต้องยอมรับและเปิดใจรับเอาพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา  เขาถึงจะสามารถรับความรอดได้ รับความช่วยเหลือนี้ได้

เอเฟซัส 1:8 “7ข ตามพระคุณอันอุดมของพระเจ้า 8 ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่เราอย่างเหลือล้น   ด้วยสติปัญญา  และความเข้าใจทั้งปวง”

 

พระคุณตรงนี้ พระเจ้าให้กับผู้คน ให้กับมนุษยชาติ ให้กับคนยิว ในอนาคตข้างหน้า  ก็ให้กับคนต่างชาติด้วยอย่างมากมาย เหลือล้นมาก ด้วยสติปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง คือพระเจ้าเตรียมแผนการไว้ล่วงหน้า ตั้งหลายพันปี เพื่อให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในยุคที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาสิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย

เอเฟซัส 1:9 “และพระองค์ทรงให้เรารู้ความลี้ลับ  แห่งพระดำริของพระองค์ ตามที่พอพระทัย  ซึ่งทรงมุ่งหมายไว้ในพระคริสต์”

 

“ความลี้ลับ” … ความลี้ลับที่พระองค์ปิดซ่อนเร้นไว้ คือพระเจ้าจะรวบรวมคนยิวกับคนต่างชาติ ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ ผ่านทางความเชื่อ ซึ่งพระองค์ทรงเปิดเผย สำแดงให้กับคริสตจักรของพระองค์ให้รับรู้ ความลี้ลับนี้ คือความรอดที่พระเจ้าได้เตรียมพระเยซูคริสต์มา เพื่อเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อสิ้นพระชนม์ แทนเราบนไม้กางเขน  เพื่อถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาจากความตาย พระเจ้าได้เปิดให้คริสตจักร ก็คือให้ผู้เชื่อได้รับรู้ คือข่าวประเสริฐของพระเจ้านั่นแหละ คือความลี้ลับที่พระเจ้าเตรียมไว้ ตั้งแต่สมัยเริ่มต้นที่มนุษย์ล้มลงในความบาป แล้วความลี้ลับนี้ พระเจ้าเตรียมการมาตลอด แล้วไม่เปิดเผยให้มนุษย์ได้รับรู้ด้วย แค่บอกว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะส่งพระผู้ช่วยให้มาเกิด แล้วตอนที่พระเจ้าส่งแต่ละคนมา จากที่พระเจ้าส่งผู้เผยพระวจนะต่างๆ ส่งโมเสสมา ส่งโยชูวามา ส่งกษัตริย์ดาวิดมา อิสยาห์ เอลียาห์ เนหะมีย์ ทั้งหมด เป็นเงาของพระเยซูคริสต์ในอนาคตข้างหน้า  ที่พระเจ้าบอกว่าจะมาช่วยมนุษยชาติให้รอด

แล้วเราจะเห็นผู้เผยพระวจนะในอดีต พระเจ้าให้มาช่วยคนอิสราเอล ในเวลาที่เขายากลำบาก พระเจ้าก็ส่งมา เป็นเงาที่จะบอกให้เห็นว่าอนาคตข้างหน้า พระผู้ช่วยให้รอดจะถูกส่งมาให้กับมนุษยชาติ  คือเล็งถึงพระเยซูคริสต์ แล้วเราเห็นผู้เผยพระวจนะเยอะแยะมากมายในอดีต เวลาพระเจ้าจะคุยกับคนอิสราเอล ตอนนั้นคุยกับคนอิสราเอลพวกเดียวเลยนะ ไม่ได้คุยกับพวกเราเลย คือพวกเราไม่ได้อยู่ในระดับที่พระเจ้าจะคุยด้วย พระองค์ก็จะคุยกับคนอิสราเอลผ่านทางผู้เผยพระวจนะ ผ่านทางโมเสส พระเจ้าตรัสกับโมเสส … โมเสสก็มาบอกต่อ แล้วคนอิสราเอลก็จะเชื่อฟังโมเสส แล้วก็จะทำตาม มีคนที่ไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตาม ก็รับผลของการไม่เชื่อฟัง มันเป็นขบวนการที่พระเจ้าทำเป็นเงาให้เราเห็นว่าอนาคตข้างหน้า พระองค์จะส่งตัวจริงๆ คือคนเหล่านี้เป็นแค่เงาเท่านั้น ที่พระเจ้าส่งมา

ยอห์น บัพติศโต ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ที่พระเจ้าส่งมากรุยทางให้พระเยซู ที่จะมาประกาศว่า …

“มาแล้วๆ คนที่พระเจ้าเตรียมไว้ได้มาถึงแล้วนะ คือท่านผู้นี้แหละ”

แล้วทุกคนก็โห้ ใช่ไหม? หลายคนก็ตามพระเยซูไป หลายคนก็ไม่เชื่อ ก็ไม่เอาเหมือนกัน

ฉะนั้น พอถึงยุคของพระเยซูคริสต์ คำสั่งสุดท้ายที่พระเจ้าได้ตรัสกับมนุษยชาติ ก็คือให้เชื่อฟังพระเยซูคริสต์ ตอนนี้ผู้เผยพระวจนะ ไม่มีแล้วนะ หลังจากยอห์นไม่มีแล้ว พระเยซูคริสต์เป็นผู้เดียวเท่านั้น ที่พระเจ้าให้เราเชื่อฟัง แล้วถ้ามนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเยซูคริสต์ ก็คือจบเลย พระเยซูคริสต์เป็นผู้เดียวเท่านั้น ที่ถูกส่งมา เพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอด ถ้ามนุษยชาติไม่เชื่อ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร? ก็อยู่ที่เดิมนั่นแหละ

เอเฟซัส 1:10 “พระดำริของพระองค์  ก็คือเมื่อถึงกำหนดเวลา  พระองค์จะทรงรวมสิ่งสารพัดทั้งในสวรรค์ และบนแผ่นดินโลกไว้ภายใต้พระคริสต์  ผู้ทรงเป็นศีรษะ”

 

ข้อที่ 10 ตรงนี้ “พระดำริของพระองค์” ก็คือเมื่อถึงกำหนดเวลา ก่อนหน้านั้น พระเจ้าทรงกำหนดเฉพาะคนอิสราเอล ตอนที่พระเยซูมาประกาศ พระเยซูบอกว่าเราถูกใช้มา เพื่อค้นหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอล ก็คือเอาอิสราเอลอย่างเดียวเลย พอหลังจากที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ ยอห์น บทที่ 17 ที่พระเยซูทรงอธิษฐาน พระองค์บอกว่าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเผื่อผู้คนเหล่านี้เท่านั้น คือพวกยิว แต่พระองค์อธิษฐานเผื่อคนทั้งหมดเลย ที่ไม่ใช่ยิวด้วย เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า คนเหล่านั้น จะได้มารับความรอดร่วมกับคนยิว ก็คือมารวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์  ดังนั้น ในข้อที่ 10 ตรงนี้บอกว่าพระดำริพระองค์ ก็คือเมื่อถึงเวลากำหนด พระองค์จะทรงรวมชนชาติยิว รวมคนต่างชาติ ให้มารวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน

เราจะเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร?  หนึ่งเดียวกัน คือเมื่อทันที ที่ใครก็ตามบนโลกใบนี้ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราทุกคนจะถูกนำไปบัพติศมา และหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วร่างกายเราถูกชำระ ร่างกายเก่านี้นะ ถูกชำระให้เรียกว่าพระเจ้าพอรับได้  ประมาณหนึ่ง เพื่อพระองค์ จะให้ร่างกายของเราเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถิตของพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคได้

แล้วใครที่เชื่อพระเยซูคริสต์ ทุกคนจะเข้าขบวนการนี้หมด แปลว่าทุกคนกับพระเยซูคริสต์หลอมกันเป็นหนึ่งเดียว เมื่อหลอมกันเป็นหนึ่งเดียวปุ๊บ ผู้เชื่อทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นยิวหรือคนต่างชาติ เขาก็จะถูกหลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือแผนการความลี้ลับของพระเจ้าที่วางไว้ ตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อถึงเวลา พระเจ้าก็ให้ข่าวประเสริฐของพระองค์ประกาศไปถึงคนต่างชาติ แล้วก็ขอบคุณพระเจ้าที่พวกเราทุกคนที่เป็นคนต่างชาติ ก็ได้มีโอกาสมาต้อนรับพระเจ้า มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด มีโอกาสมาเป็นลูกของพระองค์ เป็นผู้ชอบธรรม ร่วมกับพระเยซูคริสต์ สะอาดบริสุทธิ์ หมดจด แล้วสามารถเป็นวิหารของพระเจ้า ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์ ก็คือทุกคนที่เชื่อ จะได้รับสิทธิ์ตรงนี้เท่ากันหมด

ตรงที่พระเจ้าบอกว่ารวมทั้งหมด สิ่งสารพัดในสวรรค์ บนแผ่นดินโลกไว้ภายใต้พระคริสต์ คือไม่ใช่รวมเฉพาะผู้คน แต่รวมทั้งสรรพสิ่งทั้งหมด ที่ถูกสร้างมาบนโลกใบนี้ รวมไปจนถึงในอนาคตข้างหน้า  ที่พระเจ้าจะให้พวกเราได้ไปโลกใหม่ ที่พระเจ้าจะสร้างใหม่ ในพระคัมภีร์บอกว่าโลกนี้ถูกทำให้เสียหายไปแล้ว วันหนึ่งข้างหน้า จะต้องถูกทำลายไป  จะสูญสลายไป แล้วเราผู้เชื่อทุกคน ก็รอคอยโลกใหม่ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว รอคอยร่างกายใหม่ ร่างกายที่ขณะนี้ที่เราเป็นอยู่ในเนื้อหนังนี้ เป็นร่างกายเดิม เป็นร่างกายเก่า ที่ยังอยู่ใต้กฎของความบาปและความตาย เราจึงมีความทุกข์ยากลำบาก ในแต่ละวัน ที่เราดำเนินชีวิต แม้ว่าเราเชื่อพระเจ้าแล้วก็ตาม เราก็ยังต้องรับความทุกข์ยากลำบากตรงนี้ เรายังต้องต่อสู้ในการใช้ชีวิตในแต่ละวันว่าเราจะทำตามพระเจ้า หรือจะไม่ทำตาม ก็คือจะดื้อกับพระเจ้า ยังมีโอกาสอย่างนี้ทุกวัน เผลอๆ ต้องบอกว่าทุกเวลาด้วย แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา จะให้กำลังเราในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เมื่อเรารับรู้ถ้อยคำของพระเจ้า รับรู้ความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า รับรู้ว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ รับรู้ว่าตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้วนะ เราสะอาดบริสุทธิ์หมดจด รับรู้ว่าวิญญาณเก่าเราตายไปแล้ว รับรู้ว่าตอนนี้เรามีวิญญาณใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย สะอาด บริสุทธิ์หมดจด ไม่มีที่ติเลย ในสายพระเนตรของพระเจ้า

พอเรารับรู้มากเท่าไร? เราก็จะสำแดงธรรมชาติใหม่ที่พระเจ้าให้กับเราออกมาให้ผู้คนได้เห็นมากขึ้น  ตรงนี้หลายคนคิดว่าเราต้องพยายามทำ ความเป็นจริง คือไม่ต้อง ต่อให้เราพยายามทำแค่ไหน? เราก็ทำไม่ได้หรอก คือเราไม่ต้องพยายามทำ เราแค่รับรู้ว่าเราเป็นใคร? เมื่อเรารับรู้มากขึ้น พระเจ้าก็จะผลักดันสิ่งที่เรารับรู้ เป็นผลออกมา ให้คนอื่นได้เห็น โดยที่เราอยู่เฉยๆ เหมือนที่ดิฉันเคยยกตัวอย่าง ต้นไม้ ดอกไม้ … ดอกไม้ไม่ต้องทำอะไรเลย รอเวลาเท่านั้น คนที่ปลูกต้นไม้ ปลูกดอกไม้จะเป็นผู้ดูแล เป็นผู้ใส่ปุ๋ย พรวนดิน รดน้ำ คอยเก็บวัชพืช คอยเล็มใบที่ไม่สวยออกไป แล้วก็คอยป้องกันว่ามีแมลง หรือมีหอยทากมาแทะกินไหม? เขาจะป้องกันสุดชีวิต แล้วต้นไม้ต้นนั้น ถ้าสมมติเป็นดอกกุหลาบ เขาก็รอเวลา รอด้วยความอดทน

เหมือนกับคริสเตียน เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็รอ เราอยู่ในการดูแลของพระเจ้า พระเจ้าจะเป็นผู้ประคบประหงมชีวิตของเรา พระเจ้าจะคอยรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ป้องกันวัชพืช โดยวิธีไหน? โดยที่เราจดจ่อไปที่ถ้อยคำของพระเจ้า รับรู้ความจริงว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้ธรรมชาติใหม่ของเราเป็นอย่างไร? รับรู้ไปเรื่อยๆ ก็เท่ากับว่าอดทน รอคอย พอถึงเวลากำหนดของการออกดอกของต้นไม้ต้นนั้น  ก็คือการเกิดผลของคริสเตียนนั่นแหละ เกิดผลของผู้เชื่อนั่นแหละ อดทน รอคอย พอถึงเวลาที่จะออกผล พระเจ้าก็จะสำแดง แล้วการออกผลตรงนี้ ในพระคัมภีร์บอกว่ามันผ่านความทุกข์ยากลำบาก ทำให้ผลมันออกมา

ทำไมถึงบอกว่า “ผ่านความทุกข์ยากลำบาก” พี่น้องลองคิดดู ถ้าต้นไม้ ดอกไม้มีชีวิต เขาก็คงบอกว่าทุกข์ยากลำบากนะ รอน๊านนาน เมื่อไรจะออกสักที ดอกไม้ออกมาเป็นดอกตูม ตูมตั้งนาน เป็นเดือนเลย ยังไม่บานสักที เขาทุกข์นะ จริงๆ ถ้าเป็นต้นไม้หรือดอกไม้ เขาคงคิดว่าน่าจะตูมปุ๊บ พรุ่งนี้บานเลย คนอื่นจะได้มาชื่นชม แต่มันไม่ได้ มันเป็นขบวนการ ที่พระเจ้าจะค่อยๆ ทำทุกอย่าง ทุกเรื่องเลยนะ ในโลกใบนี้  พระเจ้าให้เราเห็นขบวนการ  เหมือนกับคนเหมือนกัน มีทารกเกิดมา ไม่ใช่ว่าวันนี้เกิดมาปุ๊บ พรุ่งนี้จะโตวิ่งได้เลย แล้วก็มีความคิดอ่าน ทำโน่นทำนี่ได้ ไม่ใช่ ก็ต้องค่อยๆ เข้าสู่ขบวนการการเจริญเติบโต ต้องผ่านประสบการณ์เยอะแยะมากมายกว่าเด็กคนหนึ่งจะเจริญเติบโต เด็กคนหนึ่งเรียนรู้ที่จะคลาน หรือเรียนรู้ที่จะพลิกตัว เขาใช้ความพยายามสุดชีวิตเลยนะ ถ้าพี่น้องไปดูเด็กกำลังพลิกตัว เขาจะพยายามหงายตัว ฝึกคว่ำตัว เขาจะใช้แรงอึดทุกอย่างเลย พยายามกระดื๊บๆ ให้ตัวเองสามารถพลิกได้ หรือช่วงที่เขากำลังตั้งไข่ จะยืน เขาก็จะล้มลุกคุกคลาน หัวทิ่มหัวตำ หรือแม้แต่เดิน ก็จะล้มตลอดเวลากว่าขาเขาจะแข็งแรง ที่จะเดินปกติได้ หรือวิ่งได้ ผ่านขบวนการทุกข์ยากลำบากทั้งหมดแหละ เพียงแต่ว่าเราไม่รู้ว่านั่นคือความทุกข์ยากลำบาก เราผู้ใหญ่ก็มอง คอยลุ้นตลอดเวลา เวลาลูกหลานเรากำลังตั้งไข่ เราจะคอยทำมือ เมื่อไรเขาจะล้ม จะไปช่วย พระเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าก็ดูแลเราแบบนี้ จนวันหนึ่ง เราก็จะสำแดงความเป็นเหมือนพระเจ้าออกมาให้ผู้คนรอบข้างได้เห็น เหมือนในพระคัมภีร์บอกว่าจงฉายแสงออกไป เพราะเราเป็นแสงสว่าง จงฉายความดีออกไป จงฉายความเมตตา ความปราณี ความรักที่สำแดงออกมา ความรักตรงนี้ คือพระเจ้าให้เราแล้ว เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเจ้า เรามีอยู่แล้ว  ไม่ต้องไปขวนขวาย ไม่ต้องไปพยายามทำ ไม่ต้อง มันมีอยู่แล้ว พอถึงเวลาที่เหมาะสมพระเจ้าจะให้ความรักนี้ออกไป โดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องฝืนเลย เราแค่อดทน รอคอยพระเจ้าบากบั่น เรียนรู้ตามถ้อยคำของพระองค์ ที่พระเจ้าบอกว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์แล้ว ณ เวลานี้  พระเจ้าอวยพรทุกท่านค่ะ

 

********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

“แต่พวกท่าน (ผู้เชื่อพระเยซู)  เป็นพงศ์พันธุ์ที่ทรงได้เลือกสรร (ได้ย้ายแล้ว)  เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นประชากรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อให้พวกท่านประกาศพระเกียรติคุณ (ความยิ่งใหญ่แห่งพระสิริบารมีและพระคุณ) ของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกพวกท่าน (ย้ายพวกท่าน) ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์”  1 เปโตร 2:9

 

ย้ายหรือไม่ย้าย ขึ้นอยู่กับท่าน

พระเจ้ากำลังขอร้องท่านให้ยอมย้ายออกจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่าง อันมหัศจรรย์ของพระองค์

ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ

 

บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน

“พระเยซูตรัสตอบโดยประกาศว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่บังเกิดใหม่” นิโคเดมัสทูลถามว่า “คนจะเกิดใหม่ได้อย่างไร เมื่อเขาแก่แล้ว? แน่นอน เขาไม่อาจเข้าไปในครรภ์มารดาเป็นครั้งที่สองเพื่อเกิดออกมาใหม่!” พระเยซูตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ไม่มีใครสามารถเข้าอาณาจักรของพระเจ้าได้ถ้าเขาไม่ได้เกิดจากน้ำ (ในครรภ์ คือเป็นมนุษย์) และ (เกิดใหม่ทางวิญญาณ) พระวิญญาณ มนุษย์ให้กำเนิดมนุษย์ แต่พระวิญญาณให้กำเนิดวิญญาณ ท่านไม่ควรแปลกใจที่เราบอกว่าท่านต้องเกิดใหม่ ลมพัดไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ท่านได้ยินเสียงลม แต่ท่านไม่อาจบอกว่าลมมาจากไหนหรือจะไปที่ไหน ทุกคนที่เกิดจากพระวิญญาณก็เช่นกัน”  ยอห์น 3:3-8

 

“นี่ลูกทำตัวให้เหมือนมนุษย์มนากับเขาบ้างไม่ได้หรือไงนะ”

ลูกมนุษย์จะประพฤติตัวอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงเป็นมนุษย์  เพราะเขาเป็นลูกมนุษย์ โดยกำเนิด   เขาเกิดมาเป็นมนุษย์

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1326

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  22  สิงหาคม  2021

 เรื่อง “เกิดอะไรขึ้น เมื่อวิญญาณออกจากร่าง” ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้จะต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว … “เกิดอะไรขึ้น เมื่อวิญญาณออกจากร่าง” ตอนที่ 2 ครั้งที่แล้วเราเรียนรู้กันไปแล้วว่าเมื่อวันที่กายฝ่ายโลกของเราดับลง ตายลง วิญญาณออกจากร่างเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ซึ่งสิ่งที่เราเรียนรู้ไป สัปดาห์ที่แล้ว เป็นกรณีของผู้ที่เป็น คริสเตียนตายลง หรือล่วงหลับก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในวันพิพากษา

วันนี้ตอนที่ 2 เราจะมาดูกันว่าแล้วเมื่อถึงเวลา ที่พระเยซูคริสต์กลับมาครั้งที่ 2 ซึ่งในพระคัมภีร์ก็บอกแล้วว่าเมื่อไรไม่รู้ และไม่มีใครรู้ เหมือนขโมยย่องมาตอนกลางคืน  พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด? วันใด? เวลาใด?  เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปเดา แต่ให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นแน่นอน แต่พระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในวันนั้น วันที่พิพากษา ซึ่งตรงนี้  ต้องเรียนรู้ จะได้สบายใจ  หรือไม่สบายใจ สำหรับคนที่ยังไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ คนที่เชื่อแล้ว จะได้สบายใจขึ้น  เราจะมาเรียนรู้กันในวันนี้แหละว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวันพิพากษา

เราได้เรียนรู้จักถ้อยคำพระเจ้าไปหลายๆ ปีแล้ว  ช่วงท้ายๆ ยิ่งชัดใหญ่  เราได้รับรู้แล้วว่าถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าความรอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ สามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ ความรอดนี้ไม่ได้มาจากการกระทำของเรา เป็นของประทาน เป็นของขวัญผ่านทางพระเยซูคริสต์ ให้กับมนุษย์ทุกคนที่เชื่อ ให้มาเปล่าๆ ฟรีๆ ที่เรียกว่าพระเยซูเป็นของขวัญ ทางสู่สวรรค์ จากพระเจ้ามาสู่มนุษย์ทุกคน

เพราะฉะนั้น ใครที่เชื่อในข่าวดี ผ่านข่าวดีของพระเจ้า ก็ได้เข้าสู่สวรรค์ คือรอดพ้นจากการถูกพิพาษาลงโทษ โดยไม่ได้พึ่งพาการกระทำของตนเองเลย แม้แต่นิดเดียว คือพึ่งในการกระทำของพระเยซูเพียงผู้เดียว

ความรอดเริ่มต้นในโลกวิญญาณเลย เมื่อตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ บนโลกใบนี้ กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เลย ความรอดตรงนี้ รอดจากการถูกพิพากษา รอดจากความพินาศ  เข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้เริ่มต้นทันทีเลย  ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  โดยผ่านทางการเชื่อ คือเมื่อรับเชื่อในข่าวดี ในพระเยซูคริสต์ ก็ได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรม ได้เป็นลูกของพระเจ้าทันทีเลยที่รับเชื่อ  ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานเรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณทันทีหลังรับเชื่อเลย สิ่งเหล่านี้เราได้เรียนรู้มาเยอะว่ามันเกิดขึ้นแล้ว บนโลกใบนี้ ขณะนี้ ในโลกฝ่ายวิญญาณ แล้วก็ดำเนินชีวิตโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่อไป ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในผู้เชื่อนั่นเอง

พอเกิดขึ้นในโลกฝ่ายวิญญาณ เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  พระเยซูก็สถิตอยู่กับเราแล้ว นำพาชีวิตเราบนโลกใบนี้ ในขณะที่เราเป็นลูกพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่ ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์สถานแล้ว พระเยซูก็นำพาชีวิตเราบนโลกใบนี้ มีเป้าหมายเดียว คือไปสู่หลักชัย

หลักชัย คือชีวิตนิรันดร์ ที่ครบถ้วนบริบูรณ์  สมบูรณ์ครบถ้วน  เราได้รับชีวิตนิรันดร์เริ่มต้นแล้ว อย่างที่ตะกี้นี้บอกไว้  การไปสู่หลักชัย คือการได้รับชีวิตนิรันดร์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ คือตั้งเป้าวิ่งไปสู่ การได้รับร่างกายใหม่ สวมร่างกายใหม่  ที่เป็นร่างกายจากสวรรค์ เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนเป็นขึ้นจากความตาย  เหมือนพระองค์ไม่มีผิดเลย และนั่นคือเป้าหมาย ก็คือหลักชัย คือรางวัลสุดท้าย ผู้เชื่อทั้งหลาย ผู้ที่รับความรอดเรียบร้อยไปแล้ว  เริ่มต้นเมื่อเชื่อแล้ว กำลังวิ่งไปสู่หลักชัยนี้  โดยพระเยซูเป็นผู้จูงมือ นำพาเราเดิน ทรงสถิตอยู่กับเรา

เพราะฉะนั้น หลังจากวิญญาณของผู้เชื่อทั้งหลายออกจากร่าง คือตาย  หรือเรียกว่าล่วงหลับ ไป เราได้เรียนรู้กันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในชั่วพริบตา เท่ากับเปิดประตู ผลักประตูเข้าไปสู่มิติโลกฝ่ายวิญญาณ  ก็อยู่ที่เดิม ก็คือเข้าไปอยู่ในอาณาจักรสวรรค์ ที่สถิตของพระเจ้า แล้วคราวนี้ เห็นพระเจ้าแบบหน้าต่อหน้า เห็นพระเยซูหน้าต่อหน้า เพราะว่าได้รับร่างกายใหม่ไปด้วย ไม่มีอะไรขวางกั้น ในการมอง ตาฝ่ายร่างกายใหม่ที่ได้รับนั่น  สามารถมองในโลกฝ่ายวิญญาณ เห็นพระเจ้า เห็นพระเยซูแบบหน้าต่อหน้าทันที เปาโลก็ได้แต่หนุนใจเรา ให้เราร้อนรนในสิ่งเหล่านี้ แล้วบอกให้เราทั้งหลายจดจ่อ ตื่นเต้นไปกับการรอคอยวันแห่งชัยชนะนี้ รอวันที่จะได้รับร่างกายใหม่

เปาโลจะพูดสิ่งเหล่านี้ตลอด เป็นระยะ ในหนังสือจดหมายฝากเกือบทุกเล่มที่ท่านเขียน เดี๋ยวตรงนั้นก็บอก เดี๋ยวตรงนี้ก็บอก จงอดทน รอคอยวันนั้นแหละ วันที่เราจะได้ไปพักผ่อน  วันที่เรารอคอย คือวันแห่งพระสิริของพระคริสต์ ที่จะเต็มครบถ้วนบริบูรณ์ในเรา  คือวันที่เราจะได้รับร่างกายใหม่ เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า  ก่อนที่เราจะออกจากร่าง ไปรับร่างกายใหม่  วันที่เราจะได้สวมร่างกายใหม่  ได้รับประสบการณ์ เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า ในโลกฝ่ายวิญญาณ  ในอาณาจักรสวรรค์ทันที ให้เราตื่นเต้นกับสิ่งเหล่านี้ เปาโลก็หนุนใจเรากับสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้น เราก็ควรจะเชื่อฟังพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ก็ให้เราหนุนใจตรงนี้แหละ  ตรงนี้เป็นเป้าหมายเดียวที่เราวิ่งไปสู่หลักชัยของเรา ในชีวิตนี้ ไม่มีอะไรสำคัญกว่านี้อีกแล้ว ได้รับแล้วตอนนี้  ได้รับทางวิญญาณเรียบร้อยแล้ว รออีกนิดเดียว  วิ่ง โถมตัวสุดท้ายเลย  ไปที่ร่างกายใหม่ ร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนที่วิญญาณออกจากร่าง

ในตอนที่พระเยซูตระเวนสอน  ตระเวนประกาศข่าวดี ตอนที่อยู่บนโลกใบนี้ 3 ปี  ก่อนที่จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ตอนที่จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  เพื่อไถ่บาปให้มนุษย์  มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสี ชื่อนิโคเดมัส เขาเป็นขุนนางของยิว  แอบมาหาพระเยซู ตอนกลางคืน ได้รับรู้เรื่องนี้ไปแล้ว แล้วก็จะมาถามการเข้าสวรรค์ที่พระเยซูคริสต์ พูดถึง …

“สวรรค์มาแล้ว สวรรค์กำลังมาถึงในเร็วนี้ จะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร?”

แล้วพระเยซูก็เล่าให้เขาฟัง บอกให้เขาฟังว่าคนที่เข้าสวรรค์ได้ ต้องบังเกิดใหม่

นิโคเดมัสก็ไม่เข้าใจ … “เกิดใหม่ ต้องกลับเข้าไปอยู่ในครรภ์มารดาอีกทีหนึ่งหรือ?”

พระเยซูบอก … “ไม่ใช่อย่างนั้น”

สรุป ก็คือกลับใจใหม่ แล้วท่านจะได้บังเกิดใหม่  บังเกิดใหม่เข้าสวรรค์ บังเกิดทางวิญญาณ ไม่ใช่บังเกิดทางเนื้อหนัง  เข้าไปสู่ครรภ์มารดา ไม่ใช่อย่างนั้น บังเกิดโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  บังเกิดในวิญญาณ วิญญาณได้เกิดใหม่ จึงเข้าสวรรค์ได้

นิโคเดมัส ฟังเสร็จปุ๊บ ก็ถามต่อว่า … “แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร?”

มันก็น่าถามนะ  เราก็คงคิดเหมือนกัน ตอนนี้เราก็คงคิดว่า … “มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? จะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร?”

พระเยซูก็ตอบว่าบังเกิดใหม่เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์บังเกิดขึ้นได้อย่างไร? และมันเกิดขึ้นทันทีบนโลกใบนี้ด้วย เกิดขึ้นได้อย่างไร? ด้วยความเชื่อในพระองค์ วางใจในพระองค์ ในสิ่งที่พระองค์พูด และพระองค์ทรงกระทำให้กับเราแล้ว ให้เราบังเกิดใหม่ ได้รับชีวิตนิรันดร์

“บังเกิดใหม่เป็นอย่างไร?” … นิโคเดมัสถาม  ในยอห์น 3:14-18 พระเยซูก็ตอบให้อย่างนี้ ชัดเจนเลยนะ เราลองมาดูกันว่าพระเยซูตอบว่าอย่างไร? …

ยอห์น 3:14-15  “14 โมเสสยกงูขึ้นในถิ่นกันดารอย่างไร บุตรมนุษย์ก็ต้องถูกยกขึ้น อย่างนั้น 15 เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์ (ได้เกิดใหม่ มีชีวิตจิตวิญญาณเหมือนพระองค์ทันที)”

 

พระเยซูก็บอกว่า … “ก็เหมือนโมเสสยกงูขึ้นในถิ่นทุรกันดาร” ซึ่งเป็นเงาของเรื่องนี้ ก็คือ ในช่วงนั้น คนอิสราเอลมีเชื้อโรคมาทำให้ป่วย รักษาไม่หาย  แล้วพระเจ้าให้โมเสสเอาไม้เท้า สัญลักษณ์งู แล้วก็ยกไม้ขึ้น ในนี้จึงบอกว่าโมเสสยกงูขึ้น ใครก็ตามที่เชื่อโมเสส มาหาโมเสส แล้วมองไปที่ไม้เท้า  เชื่อในนั้นว่าจะรักษาเขาได้  เขาก็หายจากโรค เหมือนกันพระเยซูกำลังพูดถึงว่าเมื่อพระเยซูถูกยกขึ้น  ก็คือถูกตรึงบนไม้กางเขน ใครที่เชื่อว่าพระองค์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน ตายเพื่อชำระบาปให้กับผู้นั้น ผู้นั้นก็จะพ้นโทษจากความบาป สามารถบังเกิดใหม่ มีชีวิตวิญญาณที่ไม่ตายต่อไป จากตาย กลายมาเป็นมีชีวิต หมายถึงอย่างนั้น  แล้วมีเมื่อไร? มีทันที เมื่อเชื่อในพระองค์ว่าพระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน หลังจากพูดนี้ อีกไม่นาน  พระองค์ก็ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อยกบาป เพื่อชำระบาปให้กับมวลมนุษย์ แล้วทำให้เราได้มีชีวิตนิรันดร์เกิดขึ้นทันที เมื่อเราเชื่อ หมายถึงอย่างนั้น ข้อ 16 พระเยซูก็อธิบายต่อว่า …

ยอห์น 3:16-18  “16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ (วิญญาณตายอยู่ในบาป)  แต่มีชีวิตนิรันดร์ 17 เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาในโลก เพื่อพิพากษาลงโทษโลก (มนุษย์ที่ตายอยู่ในบาป) แต่เพื่อช่วยโลกให้รอด โดยทางพระบุตรนั้น 18 ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ ก็ไม่ถูกพิพากษา (ลงโทษในวันสุดท้าย) แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”

 

ในข้อ 16 บอกว่าเพราะพระเจ้าทรงรักโลก รวมทั้งมนุษยชาติบนโลกยิ่งนัก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียว คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ ประทานให้พระบุตรนั้นถูกยกขึ้น  ถูกตรึงบนไม้กางเขน  เพื่อว่าคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าตายที่ไม้กางเขน  เพื่อเขา คนที่เชื่ออย่างนี้ เขาจะไม่พินาศ ตั้งใจฟังตรงนี้ให้ดีๆ  คือไม่ต้องพินาศอยู่ในบึงไฟนรก ไม่ต้องพินาศอยู่ในนรก เพราะว่าวิญญาณตายอยู่ หรืออยู่ในบาป  เขาจะได้ไม่อยู่ในบาป ไม่อยู่ในความตาย ทางวิญญาณ แต่กลับมีชีวิตนิรันดร์  เพราะความเชื่อตรงนี้ กลับมีชีวิตนิรันดร์ เขาจะมีชีวิตนิรันดร์

คำว่า “ชีวิตนิรันดร์” คือชีวิตที่เหมือนพระเยซู ชีวิตที่เป็นของพระเจ้า  ถ้าเขาเชื่อ เขาจะไม่ต้องอยู่ในความตาย  แต่กลับมีชีวิต  พูดง่ายๆ  เมื่อไร? เมื่อตอนที่เขาดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แหละ

ข้อ 17 บอกว่าเพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาบนโลก เพื่อพิพากษาโลก พระเจ้าไม่ได้ส่งพระเยซูคริสต์มาในครั้งแรกนั้น  เพื่อทำการสำเร็จโทษ หรือพิพากษามนุษย์ ที่ตายอยู่ในบึงไฟนรก ไม่ได้มาทำการพิพากษา  แต่เพื่อช่วยให้มนุษย์นั้น รอดจากการถูกพิพากษาว่าพินาศ  อยู่นรก คือมาช่วยให้เขารอดจากนรก รอดจากความพินาศ รอดจากความตายฝ่ายวิญญาณนั่นเอง

ข้อ 18 ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ คือเชื่อในพระเยซู ก็ไม่ถูกพิพากษาลงโทษในวันสุดท้าย  เห็นหรือยังครับ  ผู้ใดที่เชื่อในการกระทำของพระเยซู จากวิญญาณที่ตาย  ก็กลับมามีชีวิต จากการถูกพิพากษาอยู่ ก็กลายเป็นรอดจากการถูกพิพากษา พอถึงวันสุดท้าย  ก็ไม่ต้องถูกสำเร็จโทษ  ไม่ต้องถูกพิพากษารับโทษ เพราะถูกช่วยให้รอดแล้ว

แต่ผู้ใดไม่เชื่อ คือไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่เชื่อในการตายของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนนั้น  ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ไถ่บาป ผู้ใดที่ไม่เชื่อ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว อันนี้แหละสำคัญ ก็แสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ถูกพิพากษาให้อยู่ในนรกเรียบร้อยไปแล้ว  ยกเว้นว่าคนนั้นเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  และต้อนรับพระเยซู เชื่อในพระเยซู เขาก็จะได้รับการอภัยโทษ ที่ถูกพิพากษาไปแล้วนั้น ให้เป็นอิสระ และได้รับความรอด  จากโทษนั้น ก็ไม่ได้เข้าสู่การพิพากษาลงโทษในวันสุดท้าย ในนี้จึงบอกว่าผู้ใดไม่เชื่อ ก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อ ในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า คือไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิตชำระบาป  ปลดปล่อยให้ท่านเป็นอิสรภาพจากการพิพากษาลงโทษ จากความพินาศในนรก มามีชีวิตนิรันดร์ บังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้าได้นั่นเอง

ความรอด จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันที บนโลกใบนี้ ขึ้นอยู่กับท่านว่าจะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ? รอดหรือไม่รอด เกิดขึ้นทันทีบนโลกใบนี้ การตัดสินใจ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้  เป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดว่าท่านจะอยู่ในความพินาศในนรก หรือได้รับความรอด มีชีวิตนิรันดร์ ขึ้นอยู่กับบนโลกใบนี้เลย ต้องตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็คือย้ายออกจากความพินาศ มาสู่ความรอดนิรันดร์ หรือย้ายออกจากอาดัม มาอยู่ในพระเยซูคริสต์ หรือย้ายออกจากอาณาจักรของความมืด เข้ามาสู่อาณาจักรของความสว่าง สรุป ก็คือย้ายจากนรก มาอยู่สวรรค์ ท่านตัดสินใจเลือกข้างตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรียบร้อยแล้วนั่นเอง  มีพระเยซูเป็นผู้บอกเรา สอนเราอย่างชัดเจน ก่อนที่พระองค์จะทรงกระทำการงานเหล่านี้สำเร็จบนไม้กางเขน

ในสัปดาห์ที่แล้ว เราเรียนรู้แล้วว่าใครก็ตาม ที่เป็นผู้เชื่อ  แล้วก็ตายลง  ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา  ครั้งที่ 2 ในวันพิพากษา พระองค์ก็จะมารับไปทันที ไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ทันทีเลย  แค่พริบตาเดียว ไม่ว่าจะพึ่งตาย หรือตายไปนานแล้ว ก็ตาม พวกเขาเหล่านั้น ถูกรับไปอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้าเรา แล้ววันที่ตายขึ้นมา ถ้าพระเยซูยังไม่เสด็จมา  เราก็ตามเขาไปอยู่ที่เมืองบรมสุขเกษม เขาที่ก่อนหน้าเรา ก็ไปรออยู่ที่เมืองบรมสุขเกษมเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงวันที่พระเยซูเสด็จกลับมา ครั้งที่ 2 มาพิพากษาโลก ถึงวันนั้น ถ้าเรามีชีวิตอยู่ ยังไม่ตาย จะเกิดอะไรขึ้น? มันน่าตื่นเต้นไหมครับ? ร่างกายเราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงในพริบตา แล้วเราก็จะไปพบกับพระเยซู และบรรดาพี่น้อง ที่อยู่ในเมืองบรมสุขเกษมเช่นนั้นแหละ นี่คือความตื่นเต้นในสายตาของผู้ที่เชื่อแล้ว

พอเชื่อแล้ว รับรู้ความจริงเหล่านี้ ก็จะไม่มีความกลัว ในวันพิพากษาโลก อย่างที่บางคนกลัวอยู่ ทุกวันนี้ก็มีคริสเตียนหลายคน ที่ยังมีความกลัวเกี่ยวกับการกลับมาพิพากษาของพระเยซูคริสต์ ครั้งที่ 2 ยังมีความกังวล วิตกว่าเมื่อวันพิพากษาโลกมาถึงจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น  จะรอดพ้นจากการพิพากษาหรือไม่? มีคริสเตียนบางคนคิดอย่างนี้เหมือนกัน ก็เลยกลัวๆ กล้าๆ บางคนกลัวจริงๆ เลย

ผมก็มีหลายท่านที่เป็นลูกแกะได้มาถามอยู่เรื่อยๆ รู้ว่าเขาเกิดความกังวล กลัวมากในเรื่องเหล่านี้  แต่ก็พยายามอธิบายให้เขาฟังด้วยถ้อยคำพระเจ้าเหล่านี้ ก็ช่วยได้เยอะเลย  จนกระทั่งบัดนี้ ความกลัวนั้น หายไปแล้ว ก่อนหน้านี้เขากลัวจริงๆ  ไม่น่าเชื่อนะ จะมีคริสเตียนที่เชื่อแล้ว กลัวเรื่องนี้จริงๆ เพราะความจริง จะทำให้เราเป็นไท ความจริงไปไม่ถึง ก็เลยไม่เป็นไท

วันนี้ เราจึงมาคุยกันเรื่องนี้ว่าคริสเตียน เมื่อถึงวันพิพากษาโลก จำเป็นต้องกลัวไหม?  วันนี้เราจะมาค้นหาความจริง  จากพระคัมภีร์กันต่อจากครั้งที่แล้ว ที่พูดถึงวันพิพากษาโลกไว้อย่างไร? น่ากลัวอย่างที่เราคิดจริงหรือเปล่า? ความจริงที่ท่านจะได้พบประโยชน์วันนี้ ก็คือความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท เป็นอิสระ จะได้ไม่กลัว แถมตื่นเต้นและยินดีด้วยซ้ำไป แถมยิ่งอยากเชียร์ ร้อนรนให้มันถึงเร็วๆ  ไม่ใช่ถึงแบบเซ็งโลก ไม่ใช่อารมณ์แบบนั้น  ไม่ใช่อารมณ์กลัว หรือดีเพรสชั่น  ซึมเศร้า อยากจะไป อะไรแบบนั้น  มันตื่นเต้นที่จะได้พบกับวันนั้น  วันแห่งการพักผ่อนนิรันดร์

พระคัมภีร์บอกพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา อีกครั้งหนึ่ง มาพิพากษาโลก เป็นครั้งที่ 2  ในวันพิพากษาโลก ก็คือรวมทั้งมนุษย์ด้วย ทั้งโลกเลย ที่เรียกว่าการตัดสินพิพากษา หน้าบัลลังก์สีขาวของพระคริสต์  การกลับมาครั้งที่ 2 คืออันเดียวกัน  คือการตัดสินพิพากษา หน้าบัลลังก์สีขาวของพระคริสต์ บันทึกไว้ในหนังสือวิวรณ์

หนังสือวิวรณ์บรรยายไว้ว่าในวันพิพากษาโลกจะมีการแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 อยู่ที่วิวรณ์ บทที่ 20 กลุ่มที่ 2 อยู่ในวิวรณ์ บทที่ 21 เราจะมาเรียนรู้กัน และท่านคิดตามด้วยว่าท่านอยู่ในวิวรณ์บทที่ 20 หรือ 21 มาเริ่มอ่านกัน วิวรณ์ 20:10-12 ก่อน …

วิวรณ์ 20:11-12 “11 ข้าพเจ้าเห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาว พร้อมทั้งผู้ที่ประทับบนพระที่นั่งนั้น เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ แผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป ไม่มีที่สำหรับทั้งสองสิ่งนี้แล้ว 12 และข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตาย (ไม่เชื่อ ไม่มีชีวิต) ทั้งผู้ใหญ่ ผู้น้อย ยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง หนังสือเล่มต่างๆ เปิดออก หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต และผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษา ตามการกระทำของตน ตามที่บันทึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น (ผู้ที่พึ่งพาการกระทำดีของตนเอง ไม่เชื่อวางใจในการกระทำของพระเยซู)”

 

อ่านตรงนี้ สรุปว่าใครคือผู้ที่ถูกพิพากษา คิดตามนะ  ผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด  ก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน ผู้ที่ตายแล้ว หมายถึงใคร?  เราลองมาสำรวจข้อความนี้กัน …

“ข้าพเจ้าเห็นพระที่นั่งสีขาว พร้อมทั้งผู้ที่ประทับบนพระที่นั่งนั้น  เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ แผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป  ก็คือวันสิ้นโลกนั่นแหละ ไม่มีที่สำหรับทั้งสองสิ่งนี้แล้ว  และข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตาย ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่ต่อหน้าพระที่นั่ง”

“ข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตาย” คือใคร? ใช่ท่านหรือเปล่า? ผู้เชื่อหรือไม่?  ตะกี้นี้เราเรียนรู้จากพระคัมภีร์แล้ว พระเยซูตรัสเองบอกว่าใครเชื่อในพระองค์ เขาจะได้รับหรือมีชีวิตนิรันดร์ เราไม่ได้ตาย เรามีชีวิตอยู่ เห็นหรือยังครับ?

“ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ตาย” เราไม่ได้เป็นคนตาย  เราเป็นคนมีชีวิต พอเรารับเชื่อในพระเยซู เราได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว เห็นหรือยัง?

และหนังสือต่างๆ ก็ได้ถูกเปิดออก และแล้วหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ก็ได้ถูกเปิดออกด้วย เป็นหนังสือแห่งชีวิต หนังสือสำหรับจดชื่อคนที่มีชีวิตนิรันดร์ ที่อยู่ในหนังสือนี้  อีกหลายเล่มที่เปิดออกนั้น  ไม่มีชีวิต คือตาย และผู้ที่ตายแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษา คนที่ไม่เชื่อเหล่านั้น  ก็ถูกพิพากษา ตามการกระทำของเขา พูดง่ายๆ ว่าผู้ที่พึ่งพาการกระทำของตนเอง ไม่เชื่อ วางใจในการกระทำของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน ก็ช่วยตัวเองไม่ได้  ถูกพิพากษา เป็นไปตามการกระทำของตัวเอง ไม่สามารถช่วยตัวเองได้

สรุปแล้ว ก็คือผู้ที่ถูกพิพากษา คือผู้ที่พึ่งพาการกระทำของของตนเอง ไม่เชื่อ ไม่วางใจในการกระทำของพระเยซูนั่นเอง เรามาอ่านวิวรณ์ 20:13 …

วิวรณ์ 20:13  “ทะเลคืนคนตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนมรณา ก็คืนคนตายที่อยู่ในนั้น และแต่ละคนถูกพิพากษาตามการกระทำของตน”

 

“ผู้ที่ตายแล้ว” หมายถึงใคร? คำว่า “คนตาย” ตรงนี้ไม่ได้หมายความรวมถึงผู้เชื่อเลย  แต่หมายถึงผู้ที่พึ่งพาการกระทำดีของตนเอง  ผู้ที่ไม่เชื่อนั่นเอง  ไม่เชื่อวางใจในการกระทำของพระเยซู คนเหล่านั้นที่พึ่งพาการกระทำของตนเอง  จะต้องถูกพิพากษา ตามการกระทำของตน  ซึ่งตัดสินตั้งแต่ตอนมีชีวิต อยู่บนโลกใบนี้แล้ว  เขาต้องพึ่งพาการกระทำของตนเอง เพราะเขาตัดสินใจจะพึ่งตนเอง แต่คนที่เชื่อในพระเยซู เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่พึ่งตนเอง พึ่งในการกระทำของพระเยซู เพื่อจะได้พ้นจากบาป  แต่คนที่ไม่เชื่อ คือเขากะจะทำดีด้วยตนเอง เพื่อจะรักษาความดี ชนะความบาปให้ได้ หมายถึงอย่างนั้น

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ตรรกะ ก็คืออย่างนี้ คนที่พึ่งตนเอง ก็ได้รับผลจากการกระทำของตนเอง  คนที่พึ่งพระเยซู ก็ได้รับผลจากการกระทำของพระเยซู ง่ายนิดเดียว และความจริง คือไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้ไม่เคยทำบาป  ก็เกิดมาเป็นบาปอยู่แล้ว  พระคัมภีร์บอกไว้เช่นนั้น เพราะฉะนั้น คนที่พึ่งตนเอง ทุกคนก็ต้องรับผลจากการกระทำของตนเอง คือรับโทษของความบาปนั่นเอง  มันหนีไม่พ้น  ไม่เคยทำบาปเลยแม้แต่ครั้งหนึ่ง เหรอ! ส่วนคนที่พึ่งพระเยซู ก็ได้รับผลจากการกระทำของพระเยซู คือพระเยซูลบล้างบาปทั้งหมดสิ้น ให้กับเขาเรียบร้อยแล้ว  ไม่มีการลงโทษใดๆ อีกแล้ว สำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ เพราะพระเยซูได้เอาบาปออกไปหมดสิ้นแล้ว  แล้วพระเจ้าบอกจะไม่จดจำบาปนั้นอีกต่อไป ไม่ว่าบาปในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตตลอดไปเลย ตลอดกาล เขาได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้บริสุทธิ์ สะอาด ไร้ตำหนิ โดยการกระทำของพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน ด้วยความเชื่อของเขา นั่นเอง โรม 8:1-2  ได้บันทึกไว้แล้วว่าไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ เพราะกฎแห่งวิญญาณแห่งชีวิตในองค์พระเยซูคริสต์ ได้ทำให้เขา เป็นอิสระจากกฎของความบาปและความตาย หลุดจากการพินาศ หลุดจากการลงโทษพิพากษาเรียบร้อยไปแล้ว

เพราะฉะนั้น  การตัดสินใจตั้งแต่มีชีวิตอยู่ ในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ใช่รอให้จากโลกนี้ไปก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ มันสายไปเสียแล้ว มันเป็นวันสำเร็จโทษแล้ว มันไม่ใช่วันแห่งการอภัยโทษ เหมือนในยุคปัจจุบัน  ก่อนพระเยซูคริสต์มาในขณะนี้นั้น เป็นยุคแห่งการอภัยโทษจากพระเจ้า  รับการอภัยโทษไว้เรียบร้อย รีบรับไว้เสียเถิด ก่อนที่จะสายเกินไป เรามาดูวิวรณ์ 20:14-15 ว่าอะไรเกิดขึ้น? …

วิวรณ์ 20:14-15  “14 แล้วความตายและแดนมรณา ก็ถูกโยนลงในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละ คือความตายครั้งที่สอง 15 ถ้าผู้ใดไม่ได้มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ผู้นั้นต้องถูกทิ้งลงในบึงไฟ”

 

ชัดเจน ผู้ที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ก็คือผู้ที่ไม่ได้เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ แต่พึ่งในการกระทำของตนเองนั่นเอง และผู้ที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต ก็ต้องเข้าสู่การพิพากษา ตามการกระทำของตนเอง  ซึ่งถูกพิพากษา อยู่ในความพินาศนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้  ซึ่งแน่นอน เป็นคนบาป ต้องทำบาปไม่มากก็น้อย อย่างแน่นอน ผลของการพิพากษา ก็คือถูกโยนลงไปในบึงไฟนรก  ก็คือนรกนั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่าเมื่อเขาตัดสินใจจะพึ่งพาการกระทำของตนเอง  จะทำดีด้วยตนเอง เพื่อให้บริสุทธิ์สะอาดเข้าสู่สวรรค์ได้ ในวันสุดท้าย ปรากฏว่าถึงวันสุดท้ายจริงๆ แล้ว เขาสอบไม่ผ่าน และก็ไม่มีใครสอบผ่านเลยสักคน พระเจ้ารักมนุษย์ยิ่งนัก  พระเจ้าจึงส่งพระบุตรมาช่วย ให้มนุษย์สามารถสอบผ่านเกณฑ์ที่เข้าสู่สวรรค์ได้  ถ้าเขาไม่เชื่อ  ไม่มีตัวช่วย คือพระเยซูคริสต์  เขาจะต้องอยู่ที่เดิม  คือเป็นคนบาป อยู่ในความพินาศ  หรือไม่ เขาก็ต้องทำดีด้วยตัวเอง จนครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่มีที่ติเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว

พระคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนว่าถ้ามีชื่ออยู่ในหนังสือแห่งชีวิต ก็ไม่ต้องถูกพิพากษา ถ้าไม่มีชื่ออยู่ในหนังสือ ก็ต้องเข้าสู่ขบวนการพิพากษาลงโทษ หน้าบัลลังก์  ก็คือต้องถูกสำเร็จโทษ  เพราะมีโทษติดอยู่แล้ว พูดอย่างชัดเจนเลย  ไม่มีตรงกลาง ไม่มีเทาๆ ไม่ขาว ก็ดำ มีแค่ 2 อย่าง มีชื่ออยู่ในหนังสือสมุดแห่งชีวิต  หรือไม่มีชื่ออยู่ในนั้น อยู่ในพระคริสต์ หรืออยู่ในอาดัม ไม่ใช่อยู่ตรงกลางๆ  เชื่อหรือไม่เชื่อ  ไม่ใช่ว่าเชื่อครึ่งหนึ่ง หรือไม่เชื่อครึ่งหนึ่ง ไม่มี คนนั้นอยู่บนโลกใบนี้ ตอนที่มีลมหายใจอยู่ได้บังเกิดใหม่หรือเปล่า?  ไม่มีเกิดใหม่นิดหนึ่ง แล้วก็กลับมาตายนิดหนึ่ง เกิดๆ ตายๆ ไม่มี มีแต่เกิดก็เกิดเลย ไม่เกิด ก็คือตาย ในโลกฝ่ายวิญญาณเป็นเช่นนั้น  ไม่มีตรงกลาง

เรามาดูกันต่อว่าแล้วกลุ่มที่ 2 ที่พึ่งในการกระทำของพระเยซู ไม่เข้าข่ายที่ต้องถูกพิพากษา แล้วเขาไปอยู่ที่ไหน?  อยู่อย่างไร? มีอะไรเกิดขึ้น ในวันพิพากษาโลก มีอะไรเกิดขึ้นกับคนที่เชื่อว่าเขาจะได้รับอะไรบ้าง?  วิวรณ์ 21:1-2 จำไว้นะ สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว นี่เป็นของคุณ …

วิวรณ์ 21:1-2  “1 และ (ต่อมา) ข้าพเจ้าได้เห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 และข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์นครนี้ ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาว แต่งกายงดงาม รอรับผู้เป็นสามี”

 

หลังจากในบทที่ 20 เมื่อตะกี้นี้  เราได้พูดถึงบรรดาผู้ที่พึ่งตนเอง  ที่ต้องเข้าสู่การพิพากษาเรียบร้อยแล้ว ในบทที่ 21ก็มาพูดถึงผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซู

ในข้อ 2 “และข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่” หมายถึงอะไร?

ในข้อที่ 1 บอกว่าต่อมา ข้าพเจ้าได้เห็นฟ้าใหม่ โลกใหม่  เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีก ก็หมายถึงโลกใหม่ที่พระเจ้าจะให้แก่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้อยู่อาศัย โลกใหม่ ฟ้าใหม่  โลกเก่าที่อยู่ปัจจุบัน  มีแต่ความทุกข์ยากลำบาก มีแต่คำสาปแช่ง ดับสูญไป นี่คือของท่าน ท่าน คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่มีชื่อจดอยู่ในหนังสือแห่งชีวิต ที่เป็นของท่าน

และข้อ 2 มีอะไรอีก “และข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์” ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ เยรูซาเล็มใหม่  คือตัวท่านนั่นแหละ คือกลุ่มผู้เชื่อ กลุ่มธรรมิกชนทั้งหลาย  ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ รวมทั้งเราด้วย เพราะเราเป็นผู้เชื่อ ถ้าท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์ ในวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลก วันนั้น ท่าน คือนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่  ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ เห็นไหมครับ?  ตรงกันข้ามกับวิวรณ์ บทที่ 20 สำหรับคนที่ไม่เชื่อ  ทะเลส่งเอาความตาย  พวกที่ตายอยู่ในนรก เอามาถูกพิพากษาตัดสิน แต่ตอนนี้ คนเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นคนที่มีชีวิตอยู่ เรียกว่าธรรมิกชน เรียกว่าผู้ชอบธรรมของพระเจ้า เรียกว่าเจ้าสาวของพระเจ้า  เจ้าสาวของพระเยซู พระเจ้าให้ลอยลงมาจากสวรรค์ เพราะว่าอยู่สวรรค์อยู่แล้ว ตอนดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ ตอนเริ่มต้นเชื่อ ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว ตอนนี้ลอยลงมาจากสวรรค์ มาพบกับใคร?

นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้ เหมือนเจ้าสาว เห็นหรือยัง?  นครนี้ คือผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ตอนที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ตัดสินใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็เป็นนครอันบริสุทธิ์แล้ว  ได้รับการตระเตรียมไว้ เหมือนเจ้าสาว เจ้าสาวของเจ้าบ่าว เจ้าบ่าว คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง เหมือนเจ้าสาวที่แต่งกายงดงาม  รอรับผู้เป็นสามี คือเหมือนเจ้าสาวที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากตำหนิใดๆ เลย แล้วใครเป็นผู้คนเหล่านั้น? ก็คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่ตอนที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ในพระคัมภีร์ก็บอกไว้อย่างนั้นว่าพอเราเชื่อพระเยซูคริสต์ พระโลหิตพระเยซูคริสต์ได้ชำระเราจนสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ สะอาดหมดจดตั้งแต่วินาทีนั้น ที่เรารับเชื่อแล้ว และในข้อ 3-4 ได้บอกไว้อย่างนี้อีกว่า …

วิวรณ์ 21:3-4  “3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขา และเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 และพระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าว อีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

 

ในข้อ 4 บอกว่า “และพระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา” พวกเขา คือผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป  ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป เพราะว่าระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ระบบเก่า คือระบบของกฎความบาปและความตาย  ที่ปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้อยู่ คำสาปแช่งที่อยู่เหนือโลกใบนี้ ในขณะนี้  มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว  จบ ในโลกใหม่ ที่ผู้เชื่อจะไปอยู่นั้น เป็นโลกใหม่ที่ไม่มีระบบเก่านี้เหลืออยู่เลย ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความบาป ไม่มีความสาปแช่งอีกต่อไป ไม่มีความชั่วร้ายอีกต่อไป ท่านลองคิดดูสิ ไม่มีน้ำตา ความเศร้าโศก  ไม่มีความตาย ไม่มีการคร่ำครวญ ไม่มีการร่ำไห้  ไม่มีการปวดร้าวระบม ไม่มีการอิจฉาริษยา ความชั่วร้ายต่างๆ  ไม่มีอีกต่อไปแล้ว  ถึงนิรันดร์

นี่คือถ้อยคำที่พระเจ้าปลอบโยนจิตใจ และเสริมกำลังให้กับบรรดาลูกๆ ของพระองค์ทั้งหลาย ให้มีความหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า พวกเราทั้งหลายที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ จะได้รับสิ่งนี้อย่างแน่นอน  เขาจึงมีเพลงนี้ไง …

“ร้องสรรเสริญว่าฮาเลลูยา              ร้องสรรเสริญว่าฮาเลลูยา

ร้องสรรเสรญว่าฮาเลลูยา                ผู้ชอบธรรมเดินขบวนเข้ามา”

วันนี้แหละ เดินเข้ามา ไม่สรรเสริญหรือ?  ได้รับอะไรเยอะขนาดนั้น ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ก็ได้รับเรียบร้อยไปแล้ว  ทางโลกวิญญาณได้รับความรอด พอพระเยซูคริสต์กลับมาครั้งที่ 2 คราวนี้ได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์  รวมทั้งโลกใหม่ ร่างกายใหม่อีกต่างหาก อย่างนี้ไม่ร้องหรือ? ใช่ไหม?

เราจะตระเวนไปดูเรื่องนี้กันต่อ ในหนังสือมัทธิว บทที่ 25 มีตัวอย่าง แยกให้เห็นถึงความแตกต่างของคน 2 กลุ่มเหมือนกัน ในลักษณะนี้ โดยใช้ตัวอย่างในการแยกแกะกับแพะ เช่นเดียวกัน มีแค่ 2 พวกเด็ดขาด ไม่แกะก็แพะนะ ไม่มีลูกผสม เพราะฉะนั้น ไม่มีชีวิตที่ 3 ไม่มีแกะผสมแพะ และไม่มีแพะผสมแกะ แพะก็คือแพะ แกะก็คือแกะ จะเป็นแกะหัวแพะ ก็ไม่มี เป็นแพะหัวแกะก็ไม่มี ถ้าเป็นแกะก็เป็นแกะเลย เป็นแพะก็เป็นแพะเลย มี 2 อันให้เลือกเท่านั้น มัทธิว 25:31-34 พระเยซูตรัสไว้อย่างนี้ …

มัทธิว 25:31-34 “31 เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาด้วยพระเกียรติสิริของพระองค์ พร้อมด้วยทูตสวรรค์ทั้งหมด พระองค์จะประทับบนบัลลังก์ของพระองค์ ด้วยพระเกียรติสิริแห่งฟ้าสวรรค์ 32 มวลประชาชาติจะมาชุมนุมกันต่อหน้าพระองค์ และพระองค์จะทรงแยกประชากรออกจากกัน เหมือนคนเลี้ยง แยกแกะออกจากแพะ 33 แกะนั้น จะทรงให้อยู่เบื้องขวาของพระองค์ ส่วนแพะ อยู่เบื้องซ้าย 34 “แล้วองค์ราชันจะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาของพระองค์ว่า ‘ท่านผู้ได้รับพรจากพระบิดาของเรา มารับมรดกของท่านเถิด คืออาณาจักรที่เตรียมไว้สำหรับท่าน ตั้งแต่ทรงสร้างโลก”

 

ข้อ 31 “เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จกลับมาด้วยพระเกียรติสิริของพระองค์ พร้อมด้วยทูตสวรรค์ทั้งหมด” ก็คือกลับมาพิพากษาโลก  “พระองค์จะมาประทับบนบัลลังก์ของพระองค์  ด้วยพระเกียรติสิริแห่งฟ้าสวรรค์ มวลประชาชาติจะมาชุมนุมกัน” คือมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ทั้งแพะและแกะ “ต่อหน้าพระองค์ และพระอค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหมดออกจากกัน” เป็นสองพวก “แยกเป็นพวกแกะและพวกแพะ แยกเป็น 2 พวก” ไม่มีพวกที่ 3 ไม่มีพวกไฮท์บิดส์ แยกเป็น 2 พวกเท่านั้น

“แกะนั้นจะทรงให้อยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์ ส่วนแพะ อยู่เบื้องซ้าย” ท่านจำอะไรได้บ้าง?  ตอนพระเยซูดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ใครที่เชื่อในพระเยซู คือวางใจในพระเยซู พระเยซูบอกว่าเขาทั้งหลาย เป็นแกะแห่งทุ่งหญ้า ที่พระบิดามอบให้กับเรา

พระคัมภีร์บอกพระบิดามอบแกะเหล่านั้นให้กับข้าพระองค์ คือให้กับพระเยซู เพราะฉะนั้น ของพระเยซูน่าจะเป็นแกะใช่ไหม?  และไม่ใช่แค่นั้นอย่างเดียว พระคัมภีร์ใหม่ ได้บอกว่าเมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณ บังเกิดใหม่อยู่ที่ไหน? ในหนังสือเอเฟซัส ครั้งที่แล้ว เราก็ได้ยกตัวอย่างอันนี้ขึ้นมา เราได้รับความรอด  ได้รับการบังเกิดใหม่  ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เอเฟซัส บทที่ 2 เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า มันตรงกันนะ แกะนั้นจะทรงให้อยู่เบื้องขวาของพระองค์ อยู่แล้วยัง?  อยู่แล้ว ส่วนแพะอยู่เบื้องซ้าย

ข้อ 34 บอก “แล้วองค์ราชันจะตรัสกับบรรดาผู้อยู่เบื้องขวาของพระองค์ว่า …”

ผู้พิพากษาก็จะหันมาพูดกับแกะ พูดกับผู้เชื่อ พูดกับฉัน ผู้ที่เชื่อแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องขวาของพระองค์ว่า “ท่านผู้ได้รับพรจากพระบิดาของเรา” ใครได้รับพร เราผู้เชื่อ  “มารับมรดกของท่านเถิด คืออาณาจักรที่เตรียมไว้สำหรับท่าน ตั้งแต่ทรงสร้างโลก”

ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก เป๊ะเลย เป็นมรดก ในพระคัมภีร์ใหม่ หนังสือจดหมายฝาก หลายข้อที่ได้บันทึกไว้ตรงนี้ว่าเราผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นทายาทร่วมมรดกกับพระเยซูคริสต์ ใน 1 เปโตร 1:3-4 ที่ตะกี้นี้บอกไว้ อยากจะให้อ่าน เมื่อเราเชื่อในพระเยซู ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ กำลังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้  ในโลกฝ่ายวิญญาณ เราได้รับอะไรไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่ทันตายเลยนะ  ยังไม่ทันจากโลกนี้ไป  วิญญาณยังไม่ออกจากร่างเลย เราได้รับอะไรไปแล้ว …

1 เปโตร 1:3-4 “3 สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา! ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ 4 และเข้าในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสียหรือเลือนหายไป ซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์ เพื่อพวกท่าน”

 

นี่มันเกิดขึ้นแล้ว  ตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้  เป็นผู้เชื่อ ก็ได้รับตรงนี้แล้ว ท่านพอเห็นภาพไหมครับ?  เพราะฉะนั้น ในวันพิพากษา ก็ได้รับเหมือนเดิม มัทธิว 25:35-40 …

มัทธิว 25:35-40   “35 เพราะเมื่อเราหิว ท่านก็ให้เรากิน เรากระหาย ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นคนแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับเราไว้ 36 เราต้องการเครื่องนุ่งห่ม ท่านก็ให้เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็ดูแล เราอยู่ในคุก ท่านก็มาเยี่ยม’ 37 “แล้วผู้ชอบธรรมจะทูลพระองค์ว่าพระองค์เจ้าข้า เมื่อใดกันที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิว และได้เลี้ยงดูพระองค์ หรือเห็นพระองค์ทรงกระหาย และได้ให้พระองค์ทรงดื่ม 38 เมื่อใดกัน ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ เป็นคนแปลกหน้า และได้ต้อนรับไว้ หรือถวายฉลองพระองค์ เมื่อทรงประสงค์? 39 เมื่อใดกันที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวร หรืออยู่ในคุก และได้ไปเยี่ยมพระองค์?’ 40 “องค์ราชันจะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านว่าสิ่งใดที่ท่านทำให้แก่ผู้เล็กน้อยที่สุดคนหนึ่ง ในพวกพี่น้องของเรา ท่านก็ได้ทำให้เราด้วย”

 

“สิ่งใดที่ท่านทำให้คนที่เล็กน้อย” ก็หมายถึงว่าสิ่งที่ทำเล็กนิดเดียว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเยอะแยะมากมายที่ท่านทำ ตอนนี้กำลังพูด ยกตัวอย่างถึงการทำดี การทำดีแค่เล็กน้อยนิดเดียว  แต่ทำดีออกจากธรรมชาติ ที่เป็นผู้เชื่อ ที่ได้บังเกิดใหม่ข้างใน มันสำคัญกว่าการกระทำมากมาย เยอะแยะ ดูเหมือนดีหมดเลย ทำด้วยการพึ่งพาตนเอง มันต่างกัน พระเยซูกำลังบอกผู้ที่เชื่อ บอกว่าถ้าท่านทำตามธรรมชาติที่ได้บังเกิดใหม่  อยู่ในครอบครัว ในพระคริสต์แล้ว ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แม้เพียงนิดเดียว แม้น้ำแก้วเดียวเท่านั้น ท่านก็ไม่ขาดบำเหน็จ เพราะท่านได้เป็นพวกเราแล้ว ธรรมชาติของผู้เชื่อเป็นอย่างนี้  การเกิดใหม่ แล้วเราเป็นพวกเดียวกัน  ใครที่ไม่ต่อต้านเรา เขาก็เป็นพวกเรา จำที่พระเยซูพูดได้ใช่ไหม? ท่านเป็นสาวกของเรา ท่านก็จะรักสาวกของเราด้วย เพราะว่าท่านอยู่ในเรา เราอยู่ในเขา และเราร่วมกัน ก็อยู่เป็นหนึ่งเดียวกัน  ผู้เชื่อทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกัน

เพราะฉะนั้น เราลองคิดดูง่ายๆ ว่าความดีงามเหล่านี้ ก็คือผลของการที่เราอยู่ในพระเยซูคริสต์ ออกมาจากข้างใน เป็นธรรมชาติของผู้เชื่อ ยกตัวอย่างง่ายๆ ธรรมชาติของเราที่เชื่อแล้ว ไม่ว่าเราจะไปสุดปลายแผ่นดินโลก ไปที่ไหนก็ตาม พอรู้ว่าคนนี้เป็นคริสเตียน ไม่รู้จักเลย เป็นชนชาติอะไรก็ไม่รู้ พูดกันก็ไม่เข้าใจ พอรู้ว่าเขาเป็นคริสเตียน เชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว มันเกิดความรักขึ้นมาทันที ไม่ได้เป็นศัตรู ข้างในเป็นพวกเดียวกัน  พวกพระเยซู พระเยซูสถิตอยู่ในเรา แล้วเราสถิตอยู่ในเขา เป็นศูนย์กลาง การรวมความเป็นหนึ่งเดียวกันนั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าพวกท่านได้บังเกิดใหม่ อยู่ในครอบครัว ในพระคริสต์แล้ว ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ พอถึงวันพิพากษา ท่านก็อยู่ที่เดิม ท่านก็ได้ตรงนี้แหละ คราวนี้ พระเยซูก็หันไปหาคนที่อยู่ทางซ้าย ข้อที่ 41 …

มัทธิว 25:41 “แล้วพระองค์จะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายของพระองค์ว่า ‘จงไปเสียจากเรา เจ้าทั้งหลายผู้ถูกสาปแช่ง จงไปยังไฟนิรันดร์ที่เตรียมไว้สำหรับมารร้ายกับสมุนของมัน”

 

“จงไปเสียจากเรา เจ้าทั้งหลายผู้ถูกสาปแช่ง” ดูแล้วเหมือนพระเยซูเกรี้ยวกราดมาก  ถ้าท่านเติมลงไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะรู้สึกว่าพระองค์ไม่ได้เกรี้ยวกราดเลย “จงไปเสียจากเรา เจ้าทั้งหลายผู้ถูกสาปแช่งอยู่แล้ว” ถ้าเอาคำว่า “จง” ออกไป ท่านไปเสียจากเราเถิด เพราะท่านถูกอยู่ในสถานที่ที่ถูกสาปแช่ง อยู่ในความตาย อยู่ในความพินาศอยู่แล้ว เพราะว่าไม่ได้เชื่อในเรา ไม่ได้วางใจในเรา  ไม่ได้เกิดใหม่  ตามที่เราบอกแล้วว่าท่านต้องเกิดใหม่  จึงจะเข้าสู่สวรรค์ได้  ท่านไม่ยอมเกิดใหม่ ท่านไม่ยอมเชื่อเรา เราประกาศให้ท่านฟัง  มัทธิว 25:42-45 …

มัทธิว 25:42-45  “42 เพราะเมื่อเราหิว  เจ้าก็ไม่ได้ให้เรากิน เรากระหาย เจ้าก็ไม่ได้ให้เราดื่ม 43 เราเป็นคนแปลกหน้ามา เจ้าก็ไม่ได้ต้อนรับ เราต้องการเครื่องนุ่งห่ม เจ้าก็ไม่ได้ให้เราเจ็บป่วยและอยู่ในคุก เจ้าก็ไม่ได้ดูแล’ 44 “พวกเขาก็ทูลเช่นกันว่า ‘พระองค์เจ้าข้าเมื่อใดกันที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวหรือกระหาย หรือเป็นคนแปลกหน้า หรือต้องการฉลองพระองค์ หรือประชวร หรืออยู่ในคุก แล้วข้าพระองค์ไม่ได้ช่วยเหลือ?’ 45 “พระองค์จะตรัสตอบว่าเราบอกความจริงแก่เจ้าว่าสิ่งใดที่เจ้าไม่ได้ทำ ให้แก่ผู้เล็กน้อยที่สุดคนหนึ่งในคนเหล่านี้ เจ้าก็ไม่ได้ทำให้เราด้วย”

 

ตรงกันข้ามกับเมื่อสักครู่ ผู้ที่ไม่เชื่อ ตอนดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ได้เชื่อ และไม่ได้เกิดใหม่ในวิญญาณ ก็ไม่ได้อยู่ในครอบครัวของพระคริสต์ ในพระคริสต์ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ในวิญญาณ เมื่อไม่ได้อยู่ในครอบครัว โดยธรรมชาติ ก็เป็นศัตรูกับพระคริสต์ ในวิญญาณ ธรรมชาติในวิญญาณ ก็จะรู้สึกต่อต้าน ไม่ชอบ อะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับพระคริสต์ โดยธรรมชาติ  ไม่ว่าจะไปไหน? ที่ไหน? ในโลกใบนี้  ถ้าได้ยินพูดถึงพระคริสต์ รู้สึกต่อต้าน รู้สึกไม่ชอบ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยนะ มันอยู่คนละขั้วกัน ในวิญญาณ มัทธิว 25:46 …

มัทธิว 25:46 “แล้วคนเหล่านี้ ก็ต้องออกไปรับโทษนิรันดร์ แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”

 

“แล้วคนเหล่านี้ ก็ต้องออกไปรับโทษนิรันดร์ ในบึงไฟนรก” คนเหล่านี้ คือคนที่ไม่ชอบธรรม คนที่ไม่เชื่อ  คนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่  แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ ก็คือผู้ที่เชื่อ ผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ได้ทำให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม ตั้งแต่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรียบร้อยแล้ว โดยการตายของพระองค์ที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์นั่นเอง พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าเมื่อถึงวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาครั้งที่ 2 พิพากษาโลกนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในวันนั้น ก็คือผู้คนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีชีวิตอยู่หรือว่าตายไปแล้ว ก่อนหน้านั้น จะถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่มเท่านั้น  คือกลุ่มที่พึ่งตนเอง และกลุ่มที่พึ่งพระเยซู ตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ซึ่งเป็นไปตามที่เขียนไว้ในหนังสือวิวรณ์ บทที่ 20 กับ 21 กับหนังสือมัทธิว บทที่ 25 เรื่องแกะกับแพะ และเราก็เห็นแล้วว่าอะไรเกิดขึ้นกับกลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 อะไรเกิดขึ้นกับแกะ และอะไรเกิดขึ้นกับแพะ และก็ไม่มีตรงกลางๆ  ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถมั่นใจได้ว่าเราอยู่ในกลุ่มที่พึ่งพระเยซูแน่ๆ เป็นแกะ ไม่ใช่แพะ มั่นใจเดี๋ยวนี้เลย ในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ในขณะนี้  นั่งฟังอยู่ตอนนี้ ท่านมั่นใจว่าท่านเป็นแกะหรือเป็นแพะ ผมว่าถ้าท่านฟังมาตั้งแต่ต้น ท่านแน่ใจว่าท่านเป็นแกะแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเป็นแกะ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวหรือกังวลอีกแล้ว  เพราะท่านเริ่มต้นอยู่ในความรอด นิรันดร์แล้ว และกำลังเดินทางไปสู่ความรอดนิรันดร์ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ในพระเยซูคริสต์ วันหนึ่งข้างหน้านั่นเอง เพราะทั้งหมดนี้ ท่านรู้แล้วว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาตัดสินพิพากษาโลกนี้ และมนุษย์ทั้งปวงบนโลกใบนี้ คือวันสุดท้าย บนโลกใบนี้นั่นเอง มันเกิดอะไรขึ้นกับท่าน ท่านเป็นแกะหรือเป็นแพะ ท่านเป็นเจ้าของวิวรณ์ บทที่ 20 หรือบทที่ 21 ผมภาวนาวิงวอนด้วยน้ำตา อยากให้ท่านเป็นแกะ อยากให้เป็นเจ้าของวิวรณ์ บทที่ 21 จึงวิงวอนอธิษฐานขอต่อพระเจ้าให้กับท่าน ให้ท่านเปลี่ยนจากแพะมาเป็นแกะ เปลี่ยนจากวิวรณ์บทที่ 20 มาเป็นบทที่ 21 ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรทุกท่านครับ

 

***********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ย้ายถิ่นที่อยู่ทางวิญญาณ! เอเฟซัส 2:4-6 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิต (บังเกิดใหม่) อยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป (ในอาดัม) คือท่านทั้งหลายได้รับความรอดจากความพินาศ (จากการลงโทษ จากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ (เป็นของขวัญจากพระเจ้า) 6 และพระองค์ได้ทรงให้ วิญญาณของเราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์ ได้นั่งในสวรรค์แล้ว ไม่มีครึ่งครึ่งกลางกลาง”

 

ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ

ตายอยู่ในอาดัม  พินาศกับอาดัม

หรือบังเกิดใหม่อยู่ในพระคริสต์  นั่งในสวรรค์กับพระคริสต์

 

โคโลสี 1:13-14 “13 เพราะพระองค์ ได้ทรงช่วยเรา ให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราย้ายเรา เข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตร(พระเยซูคริสต์) ที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตร(พระคริสต์)นี้ เราได้รับการไถ่บาป คือ การอภัยโทษบาปของเรา”

 

การผ่าตัดของพระเจ้า ก็คือการย้ายวิญญาณของผู้ที่เชื่อในข่าวดี ออกจากในอาดัมสู่ในพระคริสต์ จากตายมาเกิดใหม่ จากทาสมาเป็นลูก ออกจากอาณาจักรมืด มาสู่ อาณาจักรสว่างของพระบุตร พระเยซูคริสต์ที่รักของพระองค์ ก็คือ อาณาจักรสวรรค์

 

ไม่มืด  ก็สว่าง

ไม่บาป ก็บริสุทธิ์

ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ

มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้  ต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่งในโลกวิญญาณ คือในอาดัมหรือในพระคริสต์

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1325

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  15  สิงหาคม  2021

 เรื่อง “เกิดอะไรขึ้น เมื่อวิญญาณออกจากร่าง” ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เยอะมากแล้ว เรื่องพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับพระเยซู เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น เราได้รับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับวิญญาณของเรา ทันทีที่เรามาเชื่อข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พูดง่ายๆ ว่ามาเชื่อเป็นคริสเตียน ทันทีทันใดนั้น  เกิดอะไรขึ้นในวิญญาณของเรา  เราเรียนมาเยอะมากแล้ว มาถึงวันนี้ เรามั่นใจแล้วว่าความรอดในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย  เราได้รับมาเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ ขณะที่ยังดำเนินชีวิตในขณะนี้ พร้อมๆ กัน เราได้อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้ว ในมิติโลกวิญญาณ  มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ยังเป็นความหวังของเราอยู่ และเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเราด้วย ก็คือการที่จะไปรับร่างกายใหม่  ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  ร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ หลังจากทิ้งร่างเดิมนี้ไปแล้ว  ก็คือหลังจากตาย  นี่คือความหวังของเราทั้งหลาย  ผู้ที่เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ผู้ที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน ผู้เชื่อ

ยังจำกันได้ไหมครับว่าที่เราเรียนไป 2-3 สัปดาห์ที่แล้วก่อนหน้านี้ ที่บอกว่าสิ่งที่ทำให้คริสเตียนทุกยุคทุกสมัย  สามารถเผชิญกับความตาย เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส เขาทนทุกข์ จากการถูกข่มเหงรังแกขนาดหนักอย่างนั้น ได้ด้วยวิธีใด? ก็คือวิธีการจดจ่อไปที่ความหวังสุดท้ายของเขา ก็คือการเป็นขึ้นจากความตาย เมื่อวิญญาณออกจากร่าง เขาจะได้รับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เขาเรียกการรับร่างกายใหม่นี้ว่าการรับชีวิตนิรันดร์ แบบครบถ้วนบริบูรณ์ ที่ผมใช้คำว่าชีวิตนิรันดร์ แบบ Full Option ซึ่งจะรับกันเมื่อวิญญาณออกจากร่าง หลังความตาย ของร่างกายเดิมนี้  ก็คือรอวันเวลา แห่งการรับร่างใหม่ ไปอยู่ในสวรรค์แบบครบถ้วนบริบูรณ์ ทุกวันนี้ก็อยู่ในสวรรค์แล้ว แต่รออีกนิดหนึ่ง เพราะอยู่ในสวรรค์ในร่างเดิมนี้ ซึ่งอ่อนแอ เสื่อมโทรมไปทุกวัน และยังอยู่บนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความบาป เต็มไปด้วยความชั่วร้ายนั่นเอง

วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันต่อว่าเมื่อถึงวันที่กายฝ่ายโลกของเรานี้ เสื่อมลง สลายลง ตาย จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ที่บอกว่าเราจะได้รับร่างกายใหม่นั้น จะได้รับเมื่อไร? หัวข้อการบรรยายในวันนี้ ผมจึงให้ชื่อว่า “เกิดอะไรขึ้น เมื่อวิญญาณออกจากร่าง”  ตอนที่ 1 ก็คือตายนั่นเอง พูดกันตอนนี้ เป็นที่หนุนจิตชูใจมาก สำหรับเรา ที่เราจะได้รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเราไปถึงชีวิตนิรันดร์?  อะไรเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลา วิญญาณเราออกจากร่าง คือตายจากโลกนี้?

เมื่อความตายมาถึง วิญญาณออกจากร่าง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต ตอนที่วิญญาณออกจากร่าง  เกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครๆ ก็อยากจะรู้ และใครๆ ก็ให้ความสำคัญมากเลย ถึงเรื่องนี้ แต่ก่อนที่จะไปถึงเวลาที่วิญญาณออกจากร่าง อยากถามว่า …

“ถ้าท่านรู้ตัวว่าใกล้จะถึงเวลาตาย กำลังจะถึงเวลาวิญญาณออกจากร่าง สมมติว่ากำลังป่วยหนัก หมอบอกว่าอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน ท่านจะคิดถึงความตายอย่างไรบ้าง?”

หรือแม้แต่ ไม่ต้องหมอบอกเลย บางคนอายุมากแล้ว แน่นอน อีกไม่ถึงเท่าไร เราก็ต้องจากโลกนี้ไป ก็คือตาย เรามีความหวังอะไรหลังความตายบ้าง? เราคิดถึงอะไรตอนที่เรากำลังจะจากโลกนี้ไป? เรามีความหวังอะไรตอนที่เรากำลังจะจากโลกนี้ไป ก็จะมีความหวังมากมาย บนโลกใบนี้ สำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะอย่างที่บอกว่ามนุษย์ทุกคน ก็คิดเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อถึงวันเวลาจริงๆ ใกล้เข้ามาปุ๊บ ทุกคนก็มีความหวัง มีความเชื่อ เตรียมตัวต่างๆ นานามากมายบนโลกใบนี้ ก็แล้วแต่ เชื่อโน่นเชื่อนี่ ก็ว่าไป  แต่สำหรับคริสเตียนที่เชื่อในพระเจ้า  เชื่อในพระเยซูคริสต์  ลองถามท่านเองว่าความหวังใจของท่านคืออะไร? ท่านคิดถึงอะไร? ท่านคิดถึงความดีงามต่างๆ ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ เคยรับใช้พระเจ้ามาอย่างไร? เยอะแยะมากมาย ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  หรือท่านจะคิดถึงสิ่งที่พระเยซูบอกว่าพระเยซูได้กระทำอะไรให้กับท่านบนไม้กางเขนบ้าง? ท่านจะคิดถึงข่าวดีของพระเยซูคริสต์ไหม?

ข่าวดี คือมนุษย์เป็นคนบาป แล้วช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พระเจ้าจึงส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เพื่อมนุษย์ที่เป็นคนบาปจะได้รับการช่วยให้รอด จะได้รับการรักษาให้หายจากโรคบาป มาเป็นผู้ชอบธรรม ได้กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า  นี่คือข่าวดีของพระเยซูคริสต์

ตรงนี้หรือเปล่าที่ท่านคิดอยู่ ขณะที่เรารอคอยวันเวลา ที่จะจากโลกนี้ไปวิญญาณจะออกจากร่าง เราคิดถึงข่าวดีนี้ไหม? เราคิดถึงพระเยซูคริสต์ที่ตาย เพื่อเราที่ไม้กางเขนหรือเปล่า? เราคิดถึงบาปของเราทั้งหมด ที่เราเคยทำอะไรต่างๆ เหล่านั้น  หรือเราคิดถึงพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งที่ไม้กางเขน เพื่อชำระบาปของเราทั้งหมด ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เกลี้ยงเลย สะอาดหมดจด ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว  ตั้งแต่เราเริ่มต้นรับเชื่อแล้ว  ตามพระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้ เป็นความจริงหรือไม่? เรากำลังไปสู่ความรอดนิรันดร์หรือเปล่า? เราคิดอย่างนี้ โดยความเชื่อในพระเยซู

เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาก็ต้องคิดถึงสิ่งที่เคยทำมาแล้ว ที่ดีๆ ที่เขาจะพูดกันเสมอว่าก่อนจะสิ้นลม ให้คิดแต่เรื่องดีๆ นะ แล้วเราลองคิดดูว่าเราจะคิดดีๆ ตลอดเวลาได้ไหม? ยิ่งตอนจะสิ้นลม ถ้ารู้ตัวก่อน ยิ่งมีสติอยู่ด้วย ยิ่งจะคิดถึงเรื่องอะไร? ท่านลองคิดดู คิดถึงเรื่องไปทำบุญทำกุศล หรือไปคิดถึงเรื่องไปยิงนก ตกปลา  หรือคิดถึงเรื่องไปทำบาปมากมาย สมมติให้ฟัง จะเห็นชัดเจนเลยว่าอะไรเป็นตัวดึงดูดให้เราไปคิดมากกว่ากัน

สำหรับคริสเตียน ผู้ที่เชื่อในข่าวดี เป็นผู้เชื่อ ต้องรู้สิ่งนี้ก่อนเลยว่าความจริง คือเราได้รับความรอด จากบาป ได้รับการชำระบาป ได้ถูกช่วยให้รอดจากการพินาศในนรกแล้ว ตั้งแต่เราเริ่มต้นเชื่อในข่าวดี ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ตอนที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แล้วได้ยินเรื่องของพระเยซูคริสต์ ได้ยินข่าวดีของพระเยซูคริสต์ แล้วเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ตั้งแต่วินาทีนั้น เราได้ถูกย้ายออกจากความพินาศมาสู่สวรรค์แล้วในโลกวิญญาณ ในขณะที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่ในร่างกายเดิมนี้ บนโลกใบนี้ เราก็ได้รับความรอดแล้ว เงื่อนไขแค่นี้ ก็คือเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่านที่พระเจ้าได้ส่งมาช่วยนั่นเอง พอเชื่อแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าก็จะเข้ามา ในวิญญาณของท่าน ในขณะนั้น แล้วก็มาย้ายท่านออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรความสว่าง ออกจากความพินาศ มาสู่สวรรค์ในพระเยซูคริสต์เลยทันที ย้ายท่านออกมาอยู่ในสวรรค์เลยทันที ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ ในเอเฟซัส 2:6-9 ขณะที่ท่านอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อท่านรับเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว จะเกิดสิ่งนี้ขึ้น คือท่านจะถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์ และนั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์เลยทันที ยังไม่ได้ตายเลยนะ ทันทีเลย เราลองอ่านดูนะ …

เอเฟซัส 2:6-9 “6 และพระองค์ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา (บังเกิดใหม่) กับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระเยซูคริสต์ 7 เพื่อว่าในยุคต่อๆ ไป พระองค์จะได้ทรงสำแดงความอุดมแห่งพระคุณ อันหาใดเปรียบ ซึ่งได้ทรงแสดงด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์ 8 เพราะโดยพระคุณความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้น จากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้ ไม่ใช่ความรอด โดยการประพฤติ หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดีตัวเองในความรอดของตนได้”

 

“และพระองค์ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา คือบังเกิดใหม่” วิญญาณบังเกิดใหม่เลยนะ เมื่อเราต้อนรับข่าวดี เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ที่มาถึงเรา ตอนดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  พอเชื่อปั๊บ วิญญาณของเราเป็นขึ้นใหม่ บังเกิดใหม่เลย กับพระคริสต์  และในพระคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เราได้นั่งอยู่ในสวรรค์สถานกับพระคริสต์ ก็คือได้นั่งเลยเดี๋ยวนี้  บังเกิดใหม่เลย วิญญาณและจิตใจที่บังเกิดใหม่ได้นั่งอยู่กับพระคริสต์ ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน เบื้องขวาก็หมายถึงสำเร็จราชการ  ได้มีสิทธิอำนาจ ครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งหมด เป็นเหมือนรัชทายาทของพระเจ้า ผู้สืบทอดบัลลังก์จากพระเจ้า ได้นั่ง หมายถึงได้พักผ่อน ไม่ต้องทำงาน  นั่งเฉยๆ รอวันรับมรดก มันหมายถึงอย่างนั้น

เสร็จแล้ว ก็มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ได้รับความรอด จากความพินาศ ได้อยู่ในสวรรค์แล้ว เพียงแต่รอคอยด้วยความอดทน ด้วยความหวังในชีวิตนิรันดร์แบบครบถ้วนบริบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง คือการได้รับร่างกายใหม่ที่เต็มด้วยพระสิริของพระคริสต์ ในวันหนึ่งที่จากโลกนี้ไป เมื่อเสร็จสิ้นการงาน  ไปครอบครองร่วมกับพระคริสต์นิรันดร์กาลในสวรรค์สถานอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ และเมื่อถึงเวลา หมดหน้าที่การงานบนโลกใบนี้ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเราทำ หมดหน้าที่การงาน

ถามว่า … “หน้าที่การงาน คืออะไร?”

คือขณะที่เราเกิดใหม่ วิญญาณเราเป็นใหม่ อยู่ภายในร่างกายเดิมนี้ เรามอบถวายร่างกายเดิมนี้ ให้เป็นวิหารของพระเจ้า  พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ด้วย  แล้วพระเจ้าใช้ร่างกายของเรา ตา หู จมูก ลิ้น กาย สมอง ความคิดในร่างกายนี้ ใช้ให้เป็นประโยชน์ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ก็ดำเนินชีวิตไป พอเสร็จการงานเรียบร้อยปุ๊บ  เรียกว่าวิญญาณออกจากร่าง คือตายเราก็จะไปรับร่างกายใหม่

พอตายปุ๊บ เกิดอะไรขึ้น? ชั่วพริบตา ทันที เราก็เข้าไปสู่มิติโลกฝ่ายวิญญาณ นึกภาพตามเลยนะ พอวิญญาณออกจากร่างปุ๊บ เราก็รู้กันอยู่แล้ว ถึงไม่เชื่อพระเจ้า ก็รู้ วิญญาณออกจากร่างปั๊บ เราก็เข้าไปสู่มิติทางวิญญาณ  ที่เรียกกันว่าสวรรค์ หรือมิติทางวิญญาณที่เรียกว่าแดนมรณา ไม่ใช่สวรรค์ ถ้าเป็นสวรรค์ ก็คือที่สถิตของพระเจ้านิรันดร์  แต่เรากำลังพูดถึงคริสเตียน ผู้เชื่อ ในพระคัมภีร์บอกว่าเมื่อเราเสร็จสิ้นการงานบนโลกใบนี้แล้ว วิญญาณออกจากร่างชั่วพริบตา เราก็เข้าสู่มิติทางฝ่ายวิญญาณ เราก็อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน  เหมือนกับที่เราอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถานก่อนหน้านี้แล้ว เข้าไปสู่สวรรค์สถานทางมิติ ทางโลกฝ่ายวิญญาณ รับร่างกายใหม่  ซึ่งในโลกวิญญาณของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกเป็นนิรันดร์ เมื่อเป็นนิรันดร์ ก็ไม่มีกาลเวลา ไม่มีปีโน้น ปีนี้  พ.ศ.โน้น พ.ศ.นี้  เป็นอยู่ คือเป็นอยู่ เหมือนพระเยซูเป็นอยู่ วานนี้ วันนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์

พอเราเข้าไปอยู่ในมิติวิญญาณแล้ว ได้รับร่างกายใหม่ ที่สมบูรณ์ ครบถ้วน เต็มด้วยสง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนที่เป็นขึ้นจากความตายเลย  เราก็จะได้รับร่างกายใหม่ เหมือนพระเยซูอย่างนั้นแหละ เปลี่ยนมิติเข้าไปทางโลกวิญญาณปุ๊บ  พูดง่ายๆ พระเยซูก็มารับเรา  พร้อมกับร่างกายใหม่ สำหรับเรา  เราก็เข้าไปอยู่ในร่างกายใหม่  และพบพระเยซู อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าทันที

ในโลกวิญญาณ ไม่ใช่ไปถึงแล้ว นั่งรออยู่ 2 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี 1000 ปี เพราะในโลกวิญญาณเป็นนิรันดร์ ไม่มีปี ท่านลองคิดดูง่ายๆ ว่าไม่มีปี ไม่เหมือนโลกใบนี้ ที่พระเจ้าสร้างให้ มีดวงจันทร์ มีดวงอาทิตย์ นับวัน นับเดือน นับปีได้ แต่ในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ของพระเจ้าไม่มี ในมิติในโลกวิญญาณ ไม่มีกาลเวลา  ไม่เหมือนบนโลกใบนี้ที่เรานับกันได้

สำหรับผู้ที่เชื่อ เป็นคริสเตียนแล้ว ท่านจงดีใจ พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่าง ท่านก็จะสวมร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซู ที่เรียกว่ากายสวรรค์ทันที สู่อ้อมกอดของพระเยซูคริสต์ ได้เห็นหน้าพระเยซูหน้าต่อหน้า ทันทีเลย ชั่วพริบตาเดียว

เพราะฉะนั้น การอดทนรอคอย เพียงแค่บนโลกใบนี้ ที่เรานับกันอยู่นี้ว่าอีกกี่วัน? หมอบอกอยู่ได้กี่วัน? อายุเราน่าจะเหลือได้อีกไม่กี่วัน? จะจากโลกนี้ไป นี่เรารอคอย แต่ ณ วันนั้นมาถึง วันที่วิญญาณออกจากร่าง คือวันที่เราตายจริงๆ พริบตาเดียว ทันที เราจะได้รับในสิ่งที่เราหวังไว้ทั้งหมดตามที่พระคัมภีร์ สัญญากับเราไว้

ในตอนที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน  นี่คือตัวอย่างว่าทันทีอย่างไร? ตอนที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน พร้อมกับโจร 2 คน ปรากฏว่ามีโจรอยู่คนหนึ่งเชื่อในพระเยซู เชื่อว่าพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด  ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นผู้ช่วยให้รอด ตอนอยู่บนไม้กางเขนเลย แล้วพระเยซูคริสต์ตอบว่าอย่างไร? โจรคนนั้น ได้กล่าวกับพระเยซูว่า …

“ขอทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์”

พูดง่ายๆ ว่าเชื่อพระเยซูแล้ว วางใจ มอบชีวิตให้กับพระเยซูแล้ว มาดูสิว่าพระเยซูตอบโจรคนนั้นว่าอย่างไร? ในลูกา 23:43

ลูกา 23:43 “พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าวันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

 

พระเยซูบอกว่า … “วันนี้ท่านจะไปอยู่กับเราในสวรรค์ ที่มีชื่อว่าเมืองบรมสุขเกษม”

ถูกตรึงพร้อมกัน เมื่อตอน 9 โมงเช้าวันนี้ เดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่ง บ่ายแก่ๆ โจรคนนี้ก็ต้องตายแล้ว  พระเยซูกำลังบอก ตายเมื่อไร ก็ไปอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษมในสวรรค์ วันนี้? ก็คือทันทีนั่นเอง ไม่ได้บอกว่า …

“โอเค เราจะไปเจอกันอีกทีหนึ่ง เมื่อตอนอีกสักร้อยปี พันปี รอก่อน” … ไม่ใช่

พูดง่ายๆ พระเยซูบอก ตายปั๊บ ก็พบกันทันที  พบกับเราทันที ที่เมืองบรมสุขเกษม ก็คือสวรรค์นั่นเอง

ใน 2 โครินธ์ อาจารย์เปาโลก็บอกในลักษณะนี้ ให้เราเห็นว่ามันทันทีทันใดจริงๆ อาจารย์เปาโลพูดถึงเรื่องของการได้รับกายใหม่  ความหวังใจของคริสเตียนและของท่าน ท่านได้หนุนใจ และท่านก็บอกว่าในความคิดของท่าน ท่านมีความเชื่อและมั่นใจเรื่องของการเป็นขึ้นจากความตาย อย่างมากมาย และมีความหวังว่าเมื่อเสร็จการงานแล้ว จากโลกนี้แล้วไปอยู่กับพระเจ้าทันที ท่านมีความเชื่อตรงนี้มากเลย ท่านจึงพูดถ้อยคำตรงนี้ขึ้นมา ในลักษณะของการสำแดงความเชื่อ ท่านต้องการหนุนใจให้กับผู้เชื่อคนอื่น ไม่ใช่เป็นการพูดแบบท้อแท้ กำลังซึมเศร้า

“โอ๊ย! เบื่อชีวิตเหลือเกิน อยากจะไปอยู่กับพระเจ้า” ไม่ใช่ ความรู้สึกอย่างนั้น

เป็นความรู้สึกที่เขาเรียกว่าเป็นความชื่นชมยินดี ตื่นเต้น และมั่นใจในความเชื่อว่าเราอดทนอีกนิดหนึ่ง การไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ มันรอแป๊บเดียวเอง และถ้าได้ไปอยู่ มันคุ้มกว่าเยอะ ดีกว่าอยู่บนโลกใบนี้มากมาย เป็นการหนุนใจ และสำแดงความเชื่อ  ไม่ใช่สำแดงความท้อแท้ใจ หรือความกลัว 2 โครินธ์ 5:8 ดูสิว่าอาจารย์เปาโลพูดอย่างไร? …

2 โครินธ์ 5:8 “เรามั่นใจและอยากออกจากร่างกายนี้ แล้วไปอยู่กับพระเยซูทันทีมากกว่า”

 

“เรามั่นใจและอยากออกจากร่างกายนี้ แล้วไปอยู่กับพระเยซูทันทีมากกว่า” อย่างที่ผมบอกไม่ได้พูดในท่าทีของการซึมเศร้า หรือการวิตกกังวล หรือการเบื่อหน่ายความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ไม่ใช่ลักษณะอย่างนั้น  แต่ในลักษณะที่บอกว่า …

“โอ้โห! ไปอยู่กับพระเจ้ามันดีกว่ามหาศาล ไปอยู่บ้านใหม่ โอ้โห ดีกว่าบ้านเก่าทรุดโทรม ไปอยู่ที่นั่นดีกว่าเทียบกันไม่ติดเลย” … อะไรประมาณนั้น

อาจารย์เปาโลบอกเราอยากจะออกจากร่าง วิญญาณเราออกจากร่างกายนี้ “เรา” ตัวนี้ หมายถึงตัวของเปาโล และเราทั้งหลายด้วยเช่นเดียวกัน ผู้ที่เชื่อในพระเจ้า วิญญาณออกจากร่างนี้  แล้วไปอยู่กับพระเจ้าทันทีเลย ที่ผมใส่คำว่า “ทันที”  เพราะว่าในภาษาเดิม คำพูดตรงนี้ มีกาลเวลาบอกให้เห็นถึง ออกไปเลย เหมือนกับว่ากำลังออกเดินทางไปเยี่ยมแม่ที่เชียงใหม่ พอไปถึงเชียงใหม่ ก็ไปเยี่ยมแม่ ไม่ใช่ ไปถึงเชียงใหม่ แล้วก็รอไปเยี่ยมแม่ ไม่ใช่  หมายถึงอย่างนั้น ก็คือทันทีนั่นเอง

ใน 1 เธสะโลนิกา 4:15 ผมต้องการเน้นตรงนี้  ลองอ่านดูว่าทันทีอย่างไร?

1 เธสะโลนิกา 4:15 “ในข้อนี้ เราขอบอกให้ท่านทราบ ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเราผู้ยังดำเนินชีวิตอยู่ จนถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้ว ก็หามิได้”

 

“เราผู้ยังดำเนินชีวิตอยู่ จนถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา” ก็คือเมื่อถึงวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาเป็นทางการ เพื่อพิพากษาโลกนี้ เมื่อถึงวันนั้นแล้ว เราผู้เชื่อที่มีชีวิตอยู่ ยังไม่ได้ตาย มันหมายถึงอย่างนั้น บอกว่าจะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้น  ที่ล่วงหลับไปก่อน ก็หามิได้

จะล่วงหน้าไปรับร่างกายใหม่ อยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์ก่อนคนเหล่านั้น ที่ได้ล่วงหลับไป ก็คือตายไปก่อนหน้านั้นแล้วก็หาไม่? คือเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น หมายถึงคนที่ตายไปแล้ว ก่อนหน้าที่พระเยซูคริสต์จะมาพิพากษาโลก วิญญาณออกจากร่างไป ก่อนพระเยซูคริสต์มาพิพากษาโลก บรรดาคนเหล่านั้น ได้รับร่างกายใหม่ ไปอยู่กับพระเยซูคริสต์ก่อนแล้ว ล่วงหน้าในที่นี้ ก็คือได้รับร่างกายใหม่แล้ว โดยพระเยซูคริสต์ มารับไปอยู่ในสวรรค์ก่อนเรียบร้อยแล้ว

ถามว่าก่อนใคร?  ก็ก่อนคนที่มีชีวิตอยู่ในวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลก  ก็คือก่อนคนที่ยังไม่ตาย จนกระทั่งพระเยซูคริสต์ มาเป็นทางการ เพื่อพิพากษาโลกนั่นเอง นั่นหมายถึงว่าใครก็ตามที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เกิดตายลง หรือวิญญาณออกจากร่าง ก่อนที่พระเยซูจะกลับมาพิพากษาโลกเป็นทางการนั้น พระเยซูจะมาส่วนตัว พูดอย่างนั้น ก็ได้พระเยซูมาส่วนตัว ก็คือพระเยซูจะมารับเขาทันที ไปอยู่ในอ้อมกอดของพระองค์ ในสวรรค์ ในเมืองบรมสุขเกษมทันทีเลย ไม่ว่าจะตายเมื่อวานนี้  เมื่อตะกี้นี้  เดือนที่แล้ว  ปีที่แล้ว พันปีที่แล้วก็ตาม พวกเขาเหล่านั้น ถูกรับไปอยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว ได้รับร่างกายใหม่ เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่กับพระเยซูคริสต์ ในเมืองบรมสุขเกษมเรียบร้อยแล้ว และกำลังรอเราทั้งหลายอยู่ที่นั่น มองลงมาจากตรงนั้น  มองลงมาเห็นเรา  รอเราอยู่ที่นั่น  และถ้าวันไหนที่เรากำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เกิดตาย วิญญาณออกจากร่าง เจอโควิด รักษาไม่หาย พยายามรักษา รักษาไม่ได้ เกิดตายขึ้นมา ไปไหน? ก็ไปพบพวกเขานั่นแหละ ที่เขาไปอยู่กับพระเจ้ากับพระเยซูก่อนหน้าเรานั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้รับรู้ในวันนี้ ความจริงในวันนี้  มันทำให้เราเกิดความตื่นเต้น ที่ผมบอก ตื่นเต้น ยินดี  คุ้มค่าแห่งการรอคอยและอดทนกับความทุกข์ยากลำบาก ที่อยู่บนโลกใบนี้ ถูกไหม?  คุ้มค่าแห่งการอดทน เนื่องจากผลกระทบจากโควิด ทำให้การงานไม่ดี ค้าขายไม่ได้  ทำให้เจ็บป่วย ทำให้ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทำอะไรไม่ได้ ไม่สะดวกหลายอย่าง เกิดขึ้นในชีวิต อดทนรอคอย ถ้าถึงวันเวลาที่จากโลกนี้ไป เราสบายแล้ว อีกนิดเดียวเอง ใช่ไหมครับ คุ้มค่าแก่การอดทน ก็คือรอคอยแล้วว่าจะได้รับร่างกายใหม่ จะได้พบพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า ทันทีที่ออกจากร่างนี้ แค่นั้นไม่พอ ยังตื่นเต้น เราจะได้พบกับผู้ที่เรารัก ที่จากไปก่อนหน้าเราแล้ว พบกับปู่ ย่า ตา ยาย พ่อแม่ ลูก  พี่น้อง ใครก็ตามที่เราคิดถึง ไปก่อนเราแล้ว ผู้เชื่อ คริสเตียนที่ไปก่อนเราแล้ว เราก็จะไปเจอพวกเขาแหละ เขากำลังเชียร์เราอยู่ เราไปเมื่อไร? พวกเขาก็มาต้อนรับเราหมดเลยนะ ถามว่าซึ่งตอนนี้ เขาอยู่ที่ไหน? เขาอยู่กับพระเยซูเรียบร้อยแล้ว ในเมืองบรมสุขเกษม และกำลังมองเรา ลุ้นอยู่ตลอดเวลา สู้นะ อัดซ้ายขวา สู้ ออกหมัดสู้ด้วยความเชื่อ หรือเขากำลังเป็นห่วง เป็นใย พยายามเชียร์ให้คนที่เขารัก ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง หรือใครก็ตามที่เขารู้จัก มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ที่ยังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ เขาเชียร์อยู่ เขาลุ้นให้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อจะได้เจอกับเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่วิญญาณออกจากร่าง คือตายบนโลกใบนี้นั่นเอง เขารอเราอยู่ วันข้างหน้า เราก็จะได้เจอเขาอีกที ถ้าเราเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ถ้าเราได้เป็นผู้เชื่อ และได้บังเกิดใหม่ ขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ และความหวังของเราและเขา ก็คือจะได้พบกับคนที่เรารักอีกครั้งหนึ่ง หลังจากวิญญาณออกจากร่างแว๊บเดียว พริบตาเดียว  อย่างนี้ไม่ตื่นเต้นหรือ? ไม่ฮาเลลูยาหรือ? อีกนิดเดียว

เปาโลถึงบอกว่าเพราะเช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงวิ่งแบบไม่คิดชีวิต คือไม่มองอะไรแล้ว มองแค่เป้าหมายนี้อย่างเดียว คืออีกไม่นานเราจะถึงเส้นชัยแล้ว

เส้นชัย คือวิญญาณออกจากร่าง ไปรับร่างกายใหม่  พบพระเยซูหน้าต่อหน้า อยู่ในสวรรค์นิรันดร์ ทันทีๆ

เปาโลก็เลยพูดเรื่องนี้ ใช้เรื่องนี้หนุนจิตชูใจบรรดาพี่น้องที่เป็นผู้เชื่อคริสเตียนใหม่ๆ ที่รับเชื่อในสมัยโน้น ในพระคัมภีร์เกือบทุกเล่มในพระคัมภีร์ใหม่ ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้ ความหวังใจของคริสเตียนในการจากโลกนี้ไป เราจะมาดูในหนังสือ 1 เธสะโลนิกา 4:13-14 ซึ่งก็คุยถึงเรื่องนี้ไว้อย่างนี้ว่า …

1 เธสะโลนิกา 4:13-14 “13 แต่พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่าน ไม่ทราบถึงเรื่องคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆ ที่ไม่มีความหวัง 14 เพราะถ้าเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว เช่นเดียวกัน บรรดาคนที่ล่วงหลับไปในพระเยซู (ก่อนหน้า) นั้น พระเจ้าจะทรงนำคนเหล่านั้น (ที่อยู่ในสวรรค์กับพระเยซู) มากับพระองค์ (ในวันพิพากษาโลก) ด้วย”

 

“แต่พี่น้องทั้งหลาย” ก็คือผู้เชื่อ คริสเตียนทั้งหลาย “ข้าพเจ้าไม่อยากให้ท่านไม่ทราบถึงเรื่องคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้ว” พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ล่วงหลับ” แทนคำว่า “ตาย” เพราะว่าสำหรับผู้เชื่อที่เป็นคริสเตียนแล้ว ไม่มีการตาย ตั้งแต่วันที่เขารับเชื่อในพระเจ้า รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ ตอนดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะความตาย คือโทษของความบาป  เมื่อคริสเตียนรอดจากโทษของความบาปแล้ว คริสเตียนก็ไม่มีการตายอีกต่อไป เราจึงล่วงหลับ

“ไม่อยากให้ไม่ทราบ” ก็แปลว่าอยากให้ทราบนั่นเอง อยากให้ทราบเรื่องคนเหล่านั้น ที่ล่วงหลับไปแล้ว วิญญาณออกจากร่างไปแล้ว สิ้นลมแล้ว เขาได้ไปอยู่ในอ้อมกอดของพระเยซูคริสต์ที่สวรรค์เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่วิญญาณเขาออกจากร่าง วันหนึ่งข้างหน้า เราจะได้ตามไปพบกับพวกเขา  ได้รับสิ่งเดียวกันนี่แหละ เพราะฉะนั้น เมื่อท่านรับทราบความจริงเหล่านี้ อย่างนี้แล้ว ท่านก็จะได้ไม่เป็นทุกข์เศร้าโศกเหมือนอย่างคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อ ในข่าวดีในพระเจ้า ที่เขาไม่มีความหวังแบบนี้  แต่ถ้าเขารู้ว่านี่เป็นจริง และถ้าเราได้มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลกอีกครั้งหนึ่งนั้น บรรดาคนเหล่านั้น ที่ได้ล่วงหลับไปก่อนหน้าเราแล้วนั้น ที่ได้ไปอยู่กับพระเยซูแล้ว คนเหล่านั้น ก็จะมาพร้อมกับพระเยซูด้วย พระเยซูมา คนเหล่านั้น ที่อยู่กับพระเยซูก็มาด้วย วันที่พระเยซูกลับมาพิพากษาโลกอีกครั้งหนึ่ง ธรรมิกชนที่ล่วงหลับไปก่อนหน้านั้น ก็จะมาด้วย พระคัมภีร์ตรงนี้หมายถึงอย่างนั้น

พระเจ้าจะทรงนำคนเหล่านั้น “คนเหล่านั้น” คือคนที่อยู่ในสวรรค์กับพระเยซูแล้ว มากับพระองค์ด้วย คือมาในวันพิพากษาด้วย แสดงว่าคนเหล่านั้นที่ล่วงหลับไปก่อนหน้าเรานั้น เขาอยู่กับพระเยซูแล้ว เราทั้งหลายที่เป็นอยู่ตอนนี้ เราไม่ล่วงหน้าไปก่อนเขาหรอก เขาอยู่ก่อนหน้าเราแล้ว เปาโลกำลังหนุนใจพี่น้องอย่างนี้ เพื่อว่าพี่น้องคริสเตียนชาวเธสะโลนิกา หรือที่ไหนก็ตามได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ จะได้ไม่ทนทุกข์โศกเศร้าเหมือนกับคนอื่นที่ไม่เชื่อ  โศกเศร้าเรื่องว่าคนรักจากไปแล้ว แล้วไปอยู่ไหน? แล้วไปเป็นอย่างไรบ้าง? คิดถึงเขาจังเลย อะไรประมาณนั้น

พระคัมภีร์บรรยายไว้อย่างน่าตื่นเต้นว่าเมื่อถึงวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลก จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? นี่หมายถึงตอนที่พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลกนี้นะ  จะมีอะไรเกิดขึ้น?  …

1 เธสะโลนิกา 4:15-16 “15 ในข้อนี้ เราขอบอกให้ท่านทราบตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเราผู้ยังมีชีวิตอยู่ จนถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไป (รับร่างกายใหม่ อยู่กับพระเยซูในสวรรค์) ก่อนคนเหล่านั้น ที่ล่วงหลับไป (ก่อนหน้า) แล้ว ก็หามิได้ 16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเอง จะเสด็จมาจากสวรรค์ ด้วยเสียงกู่ก้อง ด้วยสำเนียงของเทพบดี และด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงที่ตายแล้วในพระคริสต์ จะเป็นขึ้นมาก่อน (รับร่างกายใหม่ พบพระเยซูในสวรรค์)”

 

เราผู้ยังมีชีวิตอยู่ จนถึงองค์พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาพิพากษาโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง จะล่วงหน้าไปรับร่างกายใหม่ อยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถาน ก่อนคนเหล่านั้น ที่ล่วงหลับไปก่อนหน้าเราแล้ว มันเป็นไปไม่ได้

ข้อ 16 บอกว่าด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะเสด็จมาจากสวรรค์ ด้วยเสียงกู่ก้อง ด้วยสำเนียงของเทพบดี และด้วยเสียงแตรของพระเจ้า คนทั้งปวงที่ตายแล้วในพระคริสต์ คนที่เชื่อและล่วงหลับไปก่อน ในพระคริสต์ จะเป็นขึ้นมาก่อน รับร่างกายใหม่ พบพระเยซูคริสต์ในสวรรค์ก่อน

หมายถึงว่าก่อนที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาพิพากษาโลก เป็นทางการ และรับคนที่ยังไม่ตายไปอยู่กับพระองค์ นั่นหมายถึงไปทีหลัง ดังนั้น คนที่ล่วงหลับไปก่อนนั้น เขาก็ไปอยู่กับพระเยซูคริสต์ก่อน และเขาก็จะได้รับประสบการณ์เดียวกัน ก็คือมีเสียงแตร พระเยซูคริสต์เสด็จมารับเขา

ผมเชื่อเป็นการส่วนตัว เสียงแตรและเพลงสรรเสริญพระเจ้า ในนี้ที่บอกไว้ว่าเสด็จจากสวรรค์ด้วยเสียงกู่ก้อง และสำเนียงของเทพบดี ด้วยเสียงแตรอะไรต่างๆ เหล่านี้ โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนี้ พระเยซูมีตำแหน่ง มีฐานะ เป็นราชาจอมราชา King of kings ลองนึกภาพว่าราชาที่เป็นมนุษย์อยู่บนโลกใบนี้  ก็คือกษัตริย์ในประเทศต่างๆ สมัยไหนๆ แล้วแต่ ราชา กษัตริย์บนโลกใบนี้ จะเสด็จไปไหน? ตอนลุก จะเสด็จปุ๊บ ยังมีเพลงนำ เสียงแตรนำ นึกภาพออกใช่ไหม? เพราะฉะนั้น พระเยซูคริสต์ ราชาจอมราชา จะไปไหน? จะมีเพลงสรรเสริญที่ดังกว่านั้น เพราะว่ามนุษย์ก็เลียนแบบพระเจ้าทั้งสิ้น เชื่อไหม? พระเยซูคริสต์กลับมารับคนที่จากไปก่อนหน้านี้ ไปอยู่บนสวรรค์กับพระองค์ ก็จะมาด้วยเสียงแตร เหมือนกัน 1 โครินธ์ 15:52

1 โครินธ์ 15:52 “ชั่วแวบเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะเสียงแตรจะดังขึ้น คนตายจะถูกทำให้เป็นขึ้น แบบไม่เสื่อมสลาย และเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง”

 

ชั่วแวบเดียว  ในพริบตาเดียว สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เชื่อ ที่ตายไปก่อนหน้านี้  เป็นร้อยปี พันปี กี่ปีก็ตาม หรือผู้เชื่อที่พึ่งตายไปไม่นานก็ตาม หรือพวกเราผู้เชื่อ ที่จะต้องตายลงในวันหนึ่งข้างหน้า ทุกคนก็จะมีประสบการณ์นี้ คือชั่วแวบเดียว เข้าสู่มิติฝ่ายวิญญาณทันที เหมือนหลับไปแล้ว ตื่นขึ้นมาเจอทันที ถามว่าเจออะไร?  เจอเหตุการณ์เดียวกัน ก็คือพระเยซูเสด็จมารับพร้อมร่างกายใหม่ให้กับเขา และพระองค์มาด้วยเสียงแตรก้องเวหา เพื่อมารับข้า มั่นใจว่าเป็นอย่างนั้น ตามถ้อยคำนี้  ใน 1 เธสะโลนิกา 4:17 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

1 เธสะโลนิกา 4:17 “หลังจากนั้น เราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ และเหลืออยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น เพื่อจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้า ในฟ้าอากาศอย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์”

 

หลังจากนั้น คือภายหลัง พูดง่ายๆ “ภายหลัง เราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ ก็คือภายหลังจากคนที่ล่วงหลับไปก่อนหน้านี้ ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ภายหลังเราทั้งหลายที่เป็นอยู่ เหลืออยู่จะถูกรับขึ้นไปในเมฆ พร้อมคนเหล่านั้น  “คนเหล่านั้น” หมายถึงธรรมิกชนที่จากไปอยู่กับพระเยซูคริสต์ก่อนหน้าเรา เพื่อจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์ตลอดกาล

“คนเหล่านั้น” คือผู้ที่ไปอยู่กับพระเจ้าก่อนหน้าเรา เป็นลูกเรา เป็นพ่อเรา เป็นแม่เรา เป็นปู่ เป็นย่า เป็นตา เป็นยาย คนที่เรารัก เป็นเพื่อนเรา  เป็นคนที่เรารู้จัก ที่เชื่อพระเจ้า ที่ไปก่อนหน้าเรา  เราก็จะไปเจอเขา ในวันนั้นแหละ เจอกันแน่นอน ใน 1 เธสะโลกา 4:18 เปาโลจึงบอกว่า …

1 เธสะโลนิกา 4:18 “เหตุฉะนั้น จงปลอบใจกันและกัน ด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด”

 

ให้เราปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้  อย่างเช่นตอนนี้ ช่วงโควิดกำลังระบาด เขาหนุนใจกันได้ไหม? ปลอบใจกันอย่างนี้ได้ไหมว่าไม่ต้องกลัวเลย แย่สุด ก็คือวิญญาณออกจากร่าง นี่แย่สุดแล้วนะ  เรายังมีความหวังที่ชัดเจน เลือกไม่ถูกเลย จะอยู่หรือจะไป จะไป ก็เจอคนที่เรารักเยอะแยะมากมาย  อยู่ในสวรรค์กับพระเยซูแล้ว เราก็ไปเจอเขา แต่ถ้ายังไม่ไป เจอโควิด ยังทุกข์ลำบากอยู่ แต่เราก็อยู่กับคนที่เรารัก ครอบครัวที่เรารัก  ยังอยู่กันอยู่  ยังมีโอกาสทำงานให้พระเจ้า  มีโอกาสประกาศข่าวประเสริฐอยู่ มันก็ดีเหมือนกัน มี 2 ทาง ไม่รู้จะเลือกทางไหนดี ประมาณนั้น นี่แหละ คือความรู้สึกของคนที่เชื่อในข่าวประเสริฐ เชื่อในพระเยซูคริสต์ เกิดใหม่จริงๆ แล้ว เช่นนี้แหละ ใน 1 เธสะโลนิกา 5:1-3 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

1 เธสะโลนิกา 5:1-3 “1 แต่พี่น้องทั้งหลาย เรื่องวันและเวลาที่ทรงกำหนดไว้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบอกให้ท่านรู้ 2 เพราะท่านเองก็รู้ดีแล้วว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้า จะมาเหมือนอย่างขโมย ที่มาในเวลากลางคืน 3 เมื่อเขาพูดว่า “สงบสุขและปลอดภัยแล้ว” เมื่อนั้นแหละ ความพินาศก็จะมาถึงเขาทันที  เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงที่มีครรภ์ เขาจะหนีก็ไม่พ้น”

 

นี่ก็กำลังพูดถึงความแตกต่างระหว่างคนที่เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่แล้ว ได้รับความรอดเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ตอนที่วิญญาณออกจากร่าง ไปอยู่กับพระเจ้า แตกต่างกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ไม่มีความหวังอะไรเลย เขาจึงอยู่ในความหวาดกลัว เขาจะอยู่ในความประมาท เมื่อไรที่ออกจากร่าง คือวันที่พระเยซูกลับมา เขาจะทุกข์ใจ ทุกข์ทรมาน  เขาเรียกว่าไปสู่ความพินาศนิรันดร์ ในโลกวิญญาณ ไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้า อยู่กับความพินาศ  เปาโลกำลังเตือนคนที่ยังไม่ได้เชื่อในข่าวดี ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน อ่านต่อไปในข้อ 4 และข้อ 5

1 เธสะโลนิกา 5:4-5 “4 แต่พี่น้องทั้งหลาย ท่านไม่ได้อยู่ในความมืดแล้ว เพื่อวันนั้นจะไม่มาถึงท่านอย่างขโมยมา 5 ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของความสว่าง และเป็นบุตรของกลางวัน เราทั้งหลายไม่ได้เป็นของกลางคืน หรือของความมืด”

 

“แต่พี่น้องทั้งหลาย” คือใคร? พี่น้องทั้งหลายที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เหมือนกับเรา พี่น้องทั้งหลายที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ด้วยความเชื่อ  ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  พี่น้องทั้งหลาย ที่ได้บังเกิดใหม่เหล่านี้  ท่านไม่ได้อยู่ในความมืดแล้ว

พี่น้องเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไหม? ยังไม่ตายจากร่างกายนี้ออกไป ไม่ตาย  ท่านไม่ได้อยู่ในความมืดแล้ว  ในหนังสือโคโลสี 1:13 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายได้ถูกช่วยให้รอดพ้นจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่างในพระบุตร เมื่อท่านเชื่อปุ๊บ  พระเจ้าได้ย้ายท่านออกจากอาณาจักรของความมืด มาสู่อาณาจักรของความสว่าง”

ข้อ 5 บอกท่านทั้งหลายเป็นบุตรของความสว่างและเป็นบุตรของกลางวัน เราทั้งหลายไม่ได้เป็นของกลางคืน  หรือของความมืด … ชัดเจนนะ ในหนังสือ 1 ยอห์น 4:17 ได้บอกว่าเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ท่านได้บังเกิดใหม่ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูแล้ว วิญญาณของท่านในขณะนั้น รับเชื่อแล้ว เกิดใหม่แล้ว วิญญาณของท่านเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ตอนดำเนินบนโลกใบนี้เลย บันทึกอย่างนี้เลย เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย  และได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า  ได้พักผ่อนอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า  พักผ่อน เป็นทายาทที่รับสิทธิอำนาจจากพระเจ้า นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ในสวรรค์สถาน เรียบร้อยไปแล้ว

1 เธสะโลนิกา 5:6-10 “6 เหตุฉะนั้นอย่าให้เราหลับ เหมือนอย่างคนอื่น 7 แต่ให้เราเฝ้าระวังและไม่เมามาย เพราะว่าคนนอนหลับ ก็ย่อมหลับในเวลากลางคืน และคนเมา ก็ย่อมเมาในเวลากลางคืน 8 แต่เมื่อเราเป็นของกลางวันแล้ว ก็อย่าให้เราเมามาย จงสวมความเชื่อกับความรัก เป็นเกราะป้องกันอก และสวมความหวังที่จะให้ความรอด (ที่ครบถ้วนบริบูรณ์) เป็นหมวกเหล็ก 9 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้ สำหรับพระอาชญา แต่สำหรับให้ได้รับความรอด โดยพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา 10 ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพื่อว่าถึงเราจะตื่นอยู่ หรือจะหลับ เราจะได้มีชีวิตกับพระองค์”

 

อาจารย์เปาโลจึงถือโอกาสหนุนจิตชูใจผู้เชื่อทั้งหลาย ขณะเดียวกันก็เตือนและประกาศให้กับคนที่ยังไม่เชื่อ ให้รู้ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร?

ในข้อที่ 8 สำหรับคนที่เชื่อแล้ว  เป็นคริสเตียนแล้ว บอกว่าแต่เมื่อเราเป็นของกลางวันแล้ว ก็อย่าให้เราเมามาย  ก็หมายถึงอย่าให้เรางง เพราะคนไม่เชื่อก็งง ไม่รู้จะทำอย่างไรในชีวิต แต่คนที่เชื่อแล้ว เรารู้เป้าหมายของเราแล้ว เราอยู่ในกลางวัน ก็คืออยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่าง เรารู้เป้าหมายของเราแล้ว ชัดเจน จดจ่อไปที่เป้าหมายนั้น  จงสวมความเชื่อกับความรัก เป็นเกราะป้องกันตน จงสวมความเชื่อ ก็คือเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซู มั่นใจในความรอดที่ได้รับไปแล้ว  ได้บังเกิดใหม่แล้ว และดำเนินชีวิตในความรัก  ที่เราได้บังเกิดใหม่แล้ว และเป็นความรักในพระเจ้า โดยภายใน และสวมความหวัง เห็นไหมครับ? ก็คือให้มีความหวังเต็มเปี่ยม ในการเป็นขึ้นจากความตาย หลังความตายนั่นเอง ให้สวมความหวังที่จะได้รับความรอด หมายถึงความรอดที่ครบถ้วนสมบูรณ์ บริบูรณ์ ก็คือได้รับร่างกายใหม่ ไปอยู่ในสวรรค์นิรันดร์นั่นเอง คือรอร่างกายใหม่นั่นเอง

ข้อ 9 บอกว่าเพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเรา สำหรับพระอาชญา หมายถึงพระเยซูคริสต์จะกลับมาพิพากษาโลกแล้ว พระเจ้าไม่ได้เตรียมให้เราถูกการพิพากษา เราไม่ถูกการพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า ได้รับความรอดแล้ว ไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เราได้ถูกย้ายออกมาจากนรก จากความพินาศ มาอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ตั้งแต่เราเริ่มต้นรับเชื่อบนโลกใบนี้ เราเป็นของพระเจ้า เราเป็นแกะของพระเจ้า ในทุ่งหญ้าของพระเจ้า เราไม่ได้เป็นแพะ เราไม่ได้เป็นคนไม่เชื่อ ไม่ได้อยู่ในความพินาศ เพราะฉะนั้น เราถูกกำหนดให้เป็นลูกของพระเจ้าในความสว่าง  ได้รับความรอด  ไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร์

การมาพิพากษาของพระเยซูคริสต์ในครั้งที่ 2  เป็นทางการ มาเพื่อคนที่พินาศอยู่แล้ว  คนที่ไม่ได้รับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก็อยู่ในความพินาศอยู่แล้ว  เมื่ออยู่ในความพินาศ พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลกนั้น ก็คือมาสำเร็จโทษนั่นเอง โทษที่ผู้คนเหล่านั้นได้ถูกพิพากษาอยู่แล้ว แต่สำหรับเราทั้งหลาย ที่พระเจ้าให้เรารับเชื่อเรียบร้อยแล้ว บนโลกใบนี้นั้น พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา ก็คือรับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

ข้อ 10 สำคัญมาก ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ก็คือพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ไม่ใช่โดยการกระทำของเราเอง ที่ทำให้เรารอด ครบถ้วนบริบูรณ์อย่างนี้ แต่เป็นเพราะพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ เพื่อเรา ถึงเราจะตื่นอยู่หรือจะหลับอยู่ เราก็จะได้มีชีวิตอยู่กับพระองค์ หมายถึงไม่ว่าจะตื่น คือยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้ หรือก่อนพระเยซูคริสต์จะกลับมาพิพากษาโลก เราจะตายออกจากร่างไปก็ตาม  เราก็มีชีวิตอยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่กับพระคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ พระคริสต์อยู่ในเรา เราอยู่ในพระคริสต์ อย่างนั้นตลอดเวลา  ไม่ว่าวิญญาณจะออกจากร่างหรือไม่? พระคริสต์ก็อยู่ในเรา และเราก็อยู่ในพระคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกัน

การบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เป็นประโยชน์ขนาดไหน? พอเชื่อปั๊บ พระเยซูคริสต์เข้ามาสถิตอยู่กับเรา เราอยู่กับพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันทันที ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ วันหนึ่งที่ตาย วิญญาณออกจากร่าง ก็ไปอยู่กับพระเยซูคริสต์เหมือนเดิม เพราะไม่ว่าอยู่หรือตาย ก็อยู่กับพระเยซูคริสต์นั่นเอง  มีชีวิตอยู่กับพระเยซูคริสต์ นี่เป็นอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ทำกับมนุษยชาติทั้งโลกใบนี้ เป็นพระคุณยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทำให้กับเราทั้งหลายบนโลกใบนี้ เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาอยู่ในชีวิตของเราบนโลกใบนี้  มันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดีๆ ทั้งหมด เพียงแค่นั้นเอง ถึงเรียกว่าพระคุณไงครับ คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้นเอง จุดเดียวเท่านั้นที่เราต้องทำ แค่นั้นเอง คือเชื่อในข่าวดีและเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด จบ แค่นั้น แล้วไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว ไปจนถึงนิรันดร์ พระองค์ทรงกระทำให้สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว ที่ไม้กางเขน และที่ไม้กางเขนพระองค์บอกว่าสำเร็จแล้ว มาเชื่อพระองค์เท่านั้น  พอเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระองค์ก็เข้ามาสถิตอยู่กับเรา แล้วพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับเราไปจนถึงสิ้นยุค จะอยู่กับเราตลอดเวลา จะไม่ทอดทิ้งเรา จะไม่ละเรา ให้เป็นเหมือนลูกกำพร้า จะไม่ทอดทิ้งเราให้อยู่ตามลำพัง จะอยู่กับเราตลอดเวลา แม้กระทั่งเราหลับ พระองค์ก็อยู่ด้วย จะจูงมือเราเดิน เดินไปจนกระทั่งวิญญาณออกจากร่าง และก็เดินกับเราต่อไป จนถึงนิรันดร์ในสวรรค์สถานของพระองค์

นี่เป็นความอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ และเมื่อวันหนึ่ง ขณะที่พระเยซูจะกลับมาพิพากษาโลก ถ้าเราอยู่ถึงวันนั้น เราก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงร่างกาย ได้รับร่างกายใหม่ โดยการที่พระเยซูกลับมารับเรา แต่ถ้าเราไม่ได้อยู่ถึงวันนั้น วันที่เราจากไปก่อน วันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เราตายก่อน เราก็กลับไปอยู่ในสวรรค์ทันทีทันใด เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะไปสวรรค์ก่อนหรือหลัง ได้ทั้งหมด  ถ้าพูดเป็นภาษาปัจจุบัน ก็จะบอกว่าได้ทั้งหมด ถ้าสดชื่น อันนี้สดชื่นตลอดเวลาเลย จะไปวันนี้ ก็ได้เหมือนกัน จะไปพรุ่งนี้ ถ้าพระเยซูกลับมาพิพากษาโลก ก็ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะได้แบบไหน ก็ได้เหมือนๆ กัน  ก็แล้วแต่พระเจ้าจะทรงเลือกให้เราก็แล้วกัน ดีสำหรับเราก็แล้วกัน ดีทั้งสองอย่าง เลือกไม่ถูกเลย

อย่างนี้คือความเชื่อของคริสเตียน ที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ เพื่อหนุนจิตชูใจ แล้วท่านมีความคิดอย่างนี้หรือไม่? ท่านคิดอย่างนี้หรือเปล่า?

ย้อนกลับมาอีกที วันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เราตื่นเต้นไหม? เราจะได้พบพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เพื่อนๆ ญาติพี่น้องที่จากไปก่อนหน้านี้แล้ว เร็วๆ นี้เอง แปลว่าอะไร? ถ้าพูดถึงว่าพระเยซูคริสต์จะกลับมาเมื่อไร เราไม่รู้ พระคัมภีร์ก็บอกว่าเหมือนดั่งขโมยมา เราไม่รู้ ไม่มีใครรู้ พระบุตรก็ยังไม่รู้ พระเยซูยังไม่รู้เลย แต่ที่เรารู้แน่ๆ คือวันที่เราจากโลกนี้ไป เห็นชัดกว่าเยอะ คือวันที่เราตายจากโลกใบนี้ อายุสักเท่าไรดี ให้ 100 ปี จากนี้ไปอีกกี่ปีดี หรือโรคภัยไข้เจ็บ โควิด อุบัติเหตุ หรืออะไรต่างๆ ทำให้วิญญาณเราต้องออกจากร่าง เราก็ได้รับเหมือนกันเลย  คือได้รับร่างกายใหม่ แล้วไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน พบกับพี่น้องของเรา ที่เรารัก ที่เราคิดถึง อย่างนี้ มันคือความหวังใจที่มีแต่ได้กับได้ คุ้มค่าไหมครับ  ตื่นเต้นไหมครับที่จะรอคอยวันนั้น  และคุ้มค่า สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  คุ้มค่าไหมที่จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์วันนี้  ณ วินาทีนี้ ในขณะที่สถานการณ์โลกยังเป็นอย่างนี้  ผมยังตื่นเต้นอยู่ ผมยังอยากพบกับคุณพ่อ คุณแม่ เพราะคิดถึงท่านและมั่นใจแล้วว่าวันอันใกล้นี้ ผมก็จะไปพบกับท่าน ท่านก็กำลังเชียร์ผมอยู่ตอนนี้  แล้วยังมีพี่น้องอีกหลายท่านที่คิดถึงกัน อยากจะไปเจอเขาอีกหลายท่าน ที่ร่วมรับใช้ด้วยกันมาอีกหลายท่าน ก็อยากจะไปพบกับท่าน วันนั้นคงจะสนุกสนาน อยากจะไปคุยกับโมเสส อยากจะไปคุยกับอับราฮัม อยากจะไปคุยกับกษัตริย์ดาวิด  อยากจะไปคุยกับเปาโล เราจะไปเจอกันหมดเลย แล้วถามว่าจะไปเจอเมื่อไร? เร็วๆ นี้ เมื่อไร? ก็ไม่รู้ล่ะ เมื่อไรวิญญาณเราออกจากร่าง เมื่อไรเราจะตายจากโลกใบนี้ พอตายปุ๊บ หลับตาปั๊บ เปลี่ยนเข้าสู่มิติทางฝ่ายวิญญาณ หลับตา วิญญาณออกจากร่าง ท่านลองดูก็ได้  แค่พริบตาเดียว หลับตา เทียบกับลมหายใจสุดท้ายที่ออกจากร่างอันไหนเร็วกว่ากัน ผมว่าพอกัน หายใจเข้า หายใจออก  หมดลม เจอหน้าพระเยซูทันที เจอหน้าพี่น้องที่จากเราไปก่อนทันที ที่เรารัก ที่เราคิดถึงทันที มันง่ายอย่างนี้จริงๆ พระคัมภีร์พูดไว้อย่างนี้จริงๆ ผมพยายามที่จะอธิบายแบบชาวบ้านๆ ให้ลึกซึ้ง ให้เห็นภาพตามด้วย ท่านจะมีกำลังใจ เป็นความหวังใจให้กับท่าน ด้วยถ้อยคำที่แท้ ด้วยสิ่งที่พระเจ้าสัญญาไว้อย่างแท้จริง ในการดำเนินชีวิตต่อไป  หายใจเข้าเมื่อไร? หายใจออก ลมหายใจสุดท้าย วิญญาณออกจากร่าง พร้อมกับกระพริบตาปั๊บ เจอพระเยซู พระองค์มารับ อยู่ในสวรรค์ ได้ยินเสียงแตรดังก้องเวหา พระองค์มารับข้า กลับไปอยู่ในเมืองฟ้าทันที เพราะชื่อข้าจดอยู่ในสมุดแห่งชีวิต ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่วันที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด วันแรก วินาทีแรก บนโลกใบนี้นั่นเอง   พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

พระเยซูได้กระทำเพียงครั้งเดียว เราก็ได้รับการชำระ จนสะอาดหมดจด และสะอาดอย่างนั้น ถาวรวนิรันดร์

ฮีบรู 10:14  “โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ทรงทำให้คนทั้งหลาย ที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้น ถึงความสมบูรณ์ตลอดไป”

 

แต่ที่บอกว่าค่อยเป็นค่อยไป หมายถึงการเจริญเติบโตของชีวิตคริสเตียน หมายถึงความรู้ในเรื่องพระเจ้าในเรื่องวิญญาณ ในการดำเนินชีวิตที่ได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว ที่จะค่อยๆ เรียนรู้ไป

 

วันที่เราได้รับการบังเกิดใหม่ วิญญาณเราได้รับการชำระล้างให้บริสุทธิ์ สะอาดหมดจด แล้วก็จริง แต่สติปัญญา และความรู้ในทางพระเจ้า เรายังมีไม่มาก นี่คือสิ่งที่บอกว่า ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ  เรียนรู้ ค่อยๆ ฝึกฝน  แต่ไม่ใช่ค่อยๆ ทำให้สะอาดบริสุทธิ์

 

ไม่มีคำว่าค่อยๆ ชำระล้างเราให้สะอาดบริสุทธิ์

ไม่มีคำว่าค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป หรือค่อยๆ ชำระล้างให้สะอาดทีละนิด

พระเยซูได้กระทำเพียงครั้งเดียว เราก็ได้รับการชำระ จนสะอาดหมดจด และสะอาดอย่างนั้น ถาวรนิรันดร์

 

เอเฟซัส 2:1-3  “1 “ส่วนท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในวิญญาณ  จากการล่วงละเมิดและในบาป (ในอาดัม) ถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้าจากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า 2 ซึ่งท่านเคยดำเนินชีวิตตามวิถีของบาปของโลกนี้ และตามการครอบงำของเจ้าแห่งย่านฟ้าอากาศ (มาร) ซึ่งเป็นวิญญาณที่บัดนี้ทำการอยู่ในบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ (ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) 3 ครั้งหนึ่งเราเคยมีชีวิต เหมือนกับผู้คนเหล่านั้น (ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) ทำตามตัณหาของวิสัยบาปของเรา) ที่สนองความอยากกับความคิดของมันตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา (ในอาดัม เป็นศัตรูกับพระเจ้า ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษสาปแช่งเหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่เชื่อไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้กระทำให้”

 

ไม่มีครึ่งๆ กลางๆ

วิญญาณ คือตัวตนแท้จริงของมนุษย์  อยู่ที่ไหน?

ในอาดัม ในบาป ในความมืด ในสถานที่ที่ไม่มีพระเจ้า ในความพินาศนิรันดร์ หรือในความสว่างในพระคริสต์

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1324

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  8  สิงหาคม  2021

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส”  ตอน 1

โดย  วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาเรียนหนังสือเอเฟซัส บอกประวัติคร่าวๆ นิดหนึ่ง  เอเฟซัสเป็นจดหมายที่อาจารย์เปาโลเขียนถึงผู้เชื่อที่อยู่ในเอเฟซัส ทั้งพวกยิวและคนต่างชาติ เมืองเอเฟซัส ปัจจุบันอยู่ที่ตุรกี ตอนที่อาจารย์เปาโลประกาศอยู่ที่เอเฟซัส อาจารย์เปาโลก็อยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี ในการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า แต่จดหมายฉบับนี้ อาจารย์เปาโลเขียน ตอนติดคุกอยู่ที่กรุงโรม เขียนเมื่อ ค.ศ.60 เหตุผลที่เขียนหนังสือมาถึงชาวเอเฟซัส ก็เพราะว่าตอนที่อาจารย์เปาโล ไปประกาศข่าวประเสริฐให้ผู้คนมารับเชื่อ เมืองเอเฟซัส มีเรื่องความเชื่อเยอะแยะมากมาย และมีพวกรูปเคารพ ที่ช่างเงิน ช่างทองเขาทำขึ้นมา มีรายได้ดี พอคนมาต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ เขาก็เลิกไปอุดหนุน พวกรูปต่างๆ ของเจ้าแม่ต่างๆ ที่เขานับถือกัน เช่น เจ้าแม่อาราเทมิส เท่ากับว่าตัดทางทำมาหากิน ของพวกช่างเงิน ก็เลยทำให้รู้สึกขัดใจ อาจารย์เปาโลมาประกาศพระเยซูคริสต์ ทำให้รายรับของตัวเองขาดหายไป

และในขณะเดียวกัน ก็จะมีพวกที่เชื่อทางวิทยาคม มีหนังสือเยอะแยะมากมาย ที่เขาเก็บสะสม หนังสือพวกนี้มีค่ามากเลย แต่พอมาเชื่อพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เขาก็ขนหนังสือมาเผาทิ้งหมดเลย นี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายมากในคริสตจักรเอเฟซัส เมื่อเป็นอย่างนี้ อาจารย์เปาโลก็เลยเขียนจดหมายมา เพื่อยืนยันความรอดที่พระเจ้าให้กับพวกเขาผ่านทางความเชื่อในพระบุตรองค์เดียว คือพระเยซูคริสต์

ตรงนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์เปาโลเน้นความสำคัญมากๆ คือผู้เชื่อทุกคน ไม่ว่าในยุคไหนก็ตาม ทั้งในยุคตอนอาจารย์เปาโลยังมีชีวิตอยู่ หรือหลังจากที่อาจารย์เปาโลจากไปแล้ว ก็มีผู้รับใช้ของพระเจ้ามาประกาศข่าวดีของพระองค์ไปเรื่อยๆ จนถึงยุคของเราที่เป็นคนต่างชาติ คนต่างชาติที่ไม่ได้เป็นเชื้อสายยิว พระเจ้าก็เรียกมาด้วย ให้มาเชื่อวางใจในพระเจ้า โดยวิธีง่ายๆ เลย อาจารย์เปาโลบอกมาเชื่อพระเจ้า เป็นของประทาน เป็นของขวัญที่ให้ฟรีๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรง ไม่ต้องมีการประพฤติ ดิ้นรน ตะเกียกตะกาย ทำโน่นทำนี่  เพื่อให้ได้รับความรอด แค่มาเชื่อเท่านั้น เขาก็จะได้รับความรอดเลย ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พวกยิวรับไม่ได้  เรามาดูในหนังสือเอเฟซัส 1:1 อาจารย์เปาโลเขียนไว้ว่าอย่างไร? …

เอเฟซัส 1:1 “จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้าเปาโล ผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ถึงประชากรของพระเจ้าที่เมืองเอเฟซัส ผู้สัตย์ซื่อในพระเยซูคริสต์”

 

อาจารย์เปาโลได้พูดถึงตัวเอง ในลักษณะเหมือนกับแนะนำตัวเองว่าเป็นอัครทูต คำว่า “อัครทูต” ในสมัยโน้น จนถึงยุคนี้ อัครทูตของพระเยซูคริสต์ มีทั้งหมดแค่ 13 คน พี่น้องจำได้ใช่ไหมค่ะ ตอนที่พระเยซูมาประกาศแผ่นดินของพระเจ้า  พระเยซูก็เลือกสาวกของพระองค์ 12 คนมาติดตามพระองค์ แล้วสาวกเหล่านี้ เดินกับพระองค์ ได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวของพระองค์ แล้วถือว่ากลุ่มนี้  คือได้ใช้ชีวิตกับพระเยซูมาตลอด ตรงนี้ เขาถึงเรียกว่าเป็นอัครทูต  อัครทูต 12 คน มีคนหนึ่งที่กบฏ หรือทรยศพระเยซู คือยูดาส อิสคาริโอด ที่ขายพระเยซูด้วยเงิน 30 แผ่น แล้วพอยูดาสขายพระเยซูเสร็จ ก็ไปฆ่าตัวตาย สาวก 12 คนก็หายไปคนหนึ่ง

หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ และเป็นขึ้นมาจากความตาย พวกสาวก เขาก็คุยกันว่า …

“เรามี 12 คน ขาดไปคนหนึ่ง เรามาจับฉลากกันแล้วกัน”

เขาก็เลือกคน 2 คน ปรากฏว่าได้มัทธีอัส เขาก็เห็นพ้องต้องกันว่าเอาคนนี้เข้ามาเป็นอีกคนหนึ่งของอัครทูต ก็เท่ากับครบ 12 คน

กิจการ 1:23-26 “23 ดังนั้นพวกเขาจึงเสนอชื่อชายสองคนคือ โยเซฟที่เรียกกันว่าบารซับบาส (และอีกชื่อหนึ่ง คือยุสทัส) กับมัทธีอัส 24 จากนั้นพวกเขาอธิษฐานว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบจิตใจของทุกคน ขอทรงสำแดงว่าทรงเลือกคนไหนในสองคนนี้ 25 ให้รับพันธกิจแห่งอัครทูตแทนยูดาสผู้ได้ละทิ้งไปสู่ที่ของตน” 26 แล้วพวกเขาจับฉลากได้มัทธีอัส ดังนั้นจึงรวมเขาเข้ากับอัครทูตสิบเอ็ดคน”

 

หลังจากนั้น อาจารย์เปาโลไปข่มเหงคริสตจักร เนื่องจากเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ที่พระเยซูมาประกาศว่าใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ก็จะได้รับความรอด ได้เป็นลูกของพระเจ้า  ไม่ต้องทำอะไรเลย อาจารย์เปาโลก็รับไม่ได้ เพราะอาจารย์เปาโลเป็นยิว เป็นผู้ที่รักษากฎบัญญัติมาก เป็นพวกฟาริสี  เป็นพวกเคร่งครัด  เขาก็มีความรู้สึกว่าพระเยซูมาทำลายความเชื่อของพวกเขา พวกฟาริสี พวกยิวเขาเชื่อมาตั้งนานแล้ว  กฎบัญญัติต่างๆ ที่พระเจ้าให้มา  แล้วอยู่ดีๆ ก็มาทำให้กฎบัญญัตินี้หายไปเลย มาเชื่อ ก็รอด อาจารย์เปาโลก็ไม่โอเค พอเป็นอย่างนั้นปุ๊บ ก็เลยไปตามฆ่าผู้เชื่อ

ซึ่งผู้เชื่อในสมัยนั้น เขาก็ยังไม่ได้เรียกว่าเป็นคริสเตียน เรียกว่าผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ ระหว่างที่เดินทางไปดามัสกัส ก็เจอพระเยซูเลย คืออาจารย์เปาโลก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เจอพระเยซู หลังจากที่พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วเขาก็นับอาจารย์เปาโลเข้ามาเป็นอีกหนึ่งคนของอัครทูต ซึ่งอัครทูตทั้งหมด ที่พระเยซูคริสต์เรียก ก็แบ่งหน้าที่ให้ทำงานที่แตกต่างกัน

อย่างเปโตร ถูกเรียกให้ไปประกาศกับคนยิว  แต่เปาโล ถูกเรียกให้ไปประกาศกับคนต่างชาติ  ก็คือคนที่ไม่ใช่ยิว เป็นประมาณพวกเรา พวกประเทศต่างๆ ที่ได้รับความรอดผ่านทางข่าวประเสริฐของพระเจ้า

พออาจารย์เปาโลถูกเรียกปุ๊บ ก็หันเข็มทิศของตัวเองเลย จากการที่เป็นคนที่ได้รับการนับหน้าถือตา ตอนนี้อาจารย์เปาโลก็ทิ้งหมดเลย คือไม่สนใจแล้ว เรื่องชื่อเสียงเกียรติยศ หรือตำแหน่งหน้าที่ ความรู้อะไรต่างๆ ที่สะสมกันมาทั้งชีวิต อาจารย์เปาโลก็ทิ้งไปเลย แล้วก็หันมาประกาศพระคริสต์ พอหันมาประกาศพระคริสต์ปุ๊บ เปลี่ยนขั้ว จากหน้ามือเป็นหลังมือเลย จากคนที่เคยได้รับการยกย่อง กลายเป็นคนที่ถูกไล่ล่า ฆ่า พี่น้องนึกภาพออกไหม? จากการที่เปาโลเดินไปไหน? มีคนชื่นชมยินดี ยกย่อง สรรเสริญ …

“เปาโลสุดยอดเลย เป็นผู้รับใช้ที่เข้มแข็งมาก แล้วก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงด้วย ร่ำรวยอีกต่างหาก”

แต่ปรากฏว่าพอมาเชื่อพระเยซูคริสต์ปุ๊บ อาจารย์เปาโลทิ้งทุกอย่าง ก็มาประกาศพระคริสต์  พอประกาศเรื่องของพระเยซูคริสต์ปุ๊บ คนยิวรับไม่ได้ แปรพักตร์แล้ว อยู่ดีๆ เชื่อบทบัญญัติของพระเจ้า แล้วไปเปลี่ยนเป็นเชื่อพระเยซูได้อย่างไร? แล้วยังมาประกาศว่าคนต่างชาติสามารถเข้ามาร่วมวงศาคณาญาติอีก คนยิวเขามีความรู้สึกภาคภูมิใจในการทรงเรียกของพระเจ้ามาก

“ฉันเป็นกลุ่มคนพิเศษของพระเจ้า ที่พระเจ้าเรียกมาตั้งแต่โน้น สมัยอับราฮัม  สมัยโมเสส ตอนช่วงโมเสส พระเจ้าก็ให้ธรรมบัญญัติกับคนยิว คนอิสราเอล”

ซึ่งเขาคิดว่าเขาเป็นประชากรที่พิเศษกว่าคนอื่น ซึ่งคนต่างชาติ คนที่ไม่ใช่อิสราเอล  เขาก็ดูถูกเหยียดหยาม เหมือนพวกไม่มีสกุลรุนชาติอะไรอย่างนี้ แล้วอยู่ดีๆ อาจารย์เปาโลบอกว่าคนต่างชาติสามารถเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นลูกหลานของอับราฮัมได้ โดยผ่านทางความเชื่อ แบบเรียกว่ามันไม่ได้ อย่างไรก็ไม่ได้ ก็เลยต่อต้านเปาโล ไล่ล่า อาจารย์เปาโลไปประกาศที่ไหน? เขาก็จะไปเลย บางทีไปจับอาจารย์เปาโลติดคุกบ้าง! โบยตีบ้าง! คือทำทุกอย่าง แต่ไม่ว่าคนกลุ่มนี้ พวกยิวจะจับอาจารย์เปาโลไปทรมานขนาดไหน? เอาไปติดคุกด้วยซ้ำไป อาจารย์เปาโล ก็เฉยๆ ติดคุกก็ติดคุกสิ ติดคุกแค่ร่างกาย คุกตารางไม่สามารถจะขวางกั้นข่าวประเสริฐของพระเจ้าได้ อาจารย์เปาโลอยู่ในคุก ก็ยังเขียนจดหมายออกมาหนุนใจคนนอกคุกอีก ยืนยันให้ผู้เชื่อตั้งมั่นคงอยู่ในข่าวประเสริฐของพระเจ้าว่าสิ่งที่อาจารย์เปาโลประกาศ เป็นเรื่องจริง ข่าวประเสริฐเป็นเรื่องจริง  พระเยซูเป็นพระเจ้าจริง พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตายจริง แล้วสิ่งที่พระเยซูได้ทรงสัญญาไว้กับผู้เชื่อ มันเป็นเรื่องจริง แล้วเราได้รับแล้วด้วย

นี่คือสิ่งที่อาจารย์เปาโลได้กระทำ ในช่วงชีวิตของท่าน ที่อยู่บนโลกใบนี้ อย่างไม่ลดละ ก็คือใครจะเป็นอย่างไร? เจอความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำให้อาจารย์เปาโลท้อถอยในการประกาศข่าวประเสริฐได้เลย ไม่มีทาง

ดังนั้น ในจดหมาย ข้อที่ 1 ที่อาจารย์เปาโลบอกว่าอาจารย์เปาโลเป็นอัครทูต ที่เป็นอัครทูต เพราะว่าสิ่งที่อาจารย์เปาโลทำ ยืนยันการรับใช้ของท่าน เป็นการยืนยัน แบบชัดเจนมากเลยว่าพระเจ้า เรียกท่านมา เพื่อประกาศกับคนต่างชาติ แล้วผลมันเกิดขึ้น เห็นชัดเจน คนต่างชาติเยอะแยะมากมายเปิดใจมาเชื่อพระเจ้า และก็เข้มแข็ง  เจริญเติบโต ถูกวางรากอย่างมั่นคง ในพระเยซูคริสต์ ถูกก่อร่างสร้างขึ้นมาอย่างมั่นคง ในพระเยซูคริสต์ แล้วมีความเชื่อที่หนักแน่น  ขนาดว่าถูกข่มเหงอย่างไร เขาก็ไม่ทิ้งความเชื่อนี้  เพราะเขามีความหวังใจ  และมีความเชื่อมั่นคงในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้กับเขาเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน ซึ่งเป็นสิ่งที่สุดยอด ที่สุด เป็นข่าวประเสริฐแท้ๆ ที่ใครก็ตามได้ยินได้ฟัง ได้ฝังรากลงไปในวิญญาณจิต และก็เชื่อตามที่พระเจ้าได้บอกไว้ คนเหล่านั้นจะเข้มแข็ง เจริญเติบโต ไม่ว่าเขาจะเจอกับความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน? เขาก็ไม่ทิ้งพระเจ้า  เพราะว่าความทุกข์ยากไม่ได้เป็นปัญหาเลย สำหรับผู้เชื่อในยุคก่อนๆ หน้านั้น แล้วมันก็ไม่ควรเป็นปัญหา สำหรับพวกเราผู้เชื่อในยุคปัจจุบันด้วย ถ้าเราถูกก่อขึ้นบนรากฐานที่ถูกต้อง

ฉะนั้น พอเราถูกวางรากฐานและก่อขึ้นอย่างถูกต้องปุ๊บ สายตาเราไม่ได้จ้องอยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้น บนโลกใบนี้ เพราะพระคัมภีร์บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มันชั่วคราว มันมีวันจบ ชีวิตของเราสั้น แต่ละคนอยู่ได้เต็มที่เลย 80 กว่า 90 กว่า ร้อยหนึ่ง ให้ร้อยยี่สิบด้วย ถ้าอายุยาวมาก แต่ว่า ณ ปัจจุบัน ไม่ค่อยเจอหรอกอายุ 120 ส่วนใหญ่ 80 กว่าก็เริ่มแล้ว เริ่มเตรียมตัวจากโลกนี้แล้ว

ฉะนั้น คนที่เชื่อพระเจ้า เขาตั้งตารอคอยพระสัญญาที่พระเจ้าได้ให้กับพวกเขา ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก สำหรับผู้เชื่อ ถ้าเราคอยความหวังที่ผิด เราก็จะได้รับความทุกข์ทรมานบนโลกใบนี้ ถ้าเราหวังว่าพอมาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราน่าจะร่ำรวย เพราะพระเจ้าบอกว่าจะให้เราสูงขึ้นทางเดียว ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง พระเจ้าจะให้กับพวกเรา พระเยซูยอมยากจน เพื่อให้เราร่ำรวย แต่สิ่งที่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกทั้งหมด พูดถึงเรื่องของโลกวิญญาณ ที่มันเกิดขึ้นแล้ว ในอาณาจักรของพระเจ้า ในตัวผู้เชื่อ คือพวกเราทุกๆ คน ทันทีที่เราเชื่อ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ มันได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกวิญญาณ แล้วเราจะรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ โดยผ่านทางความเชื่อเท่านั้น เพราะว่าสิ่งที่พระเจ้าสัญญากับเราในโลกวิญญาณ มือเราสัมผัสไม่ได้ ตาเรามองไม่เห็น หูเราไม่ได้ยินด้วยว่าพระเจ้าคุยอะไรกับเรา ฉะนั้น อาจารย์เปาโลจึงต้องอธิษฐานขอเปิดหูตาฝ่ายวิญญาณให้กับพวกเรา เพื่อเราจะได้สามารถเห็นและได้ยินถ้อยคำของพระเจ้าอย่างชัดๆ

ตอนที่พระเยซูยังอยู่บนโลกใบนี้ พระเยซูจะพูดบ่อยเลย … “ใครมีหูจงฟังเถิด”

ไม่ใช่เราไม่มีหูนะ ทุกคนมีหูหมดแหละ แต่ว่าที่พระเยซูพูด คือหูฝ่ายวิญญาณที่จะฟังสิ่งที่โลกวิญญาณคุยกับเรา สิ่งที่พระเจ้าคุยกับเรา ในโลกวิญญาณว่าพระองค์ได้เตรียมอะไรไว้สำหรับผู้เชื่อ เรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณ แล้วเราทุกคนที่เปิดใจต้อนรับพระเจ้า บังเกิดใหม่ เราต้องใช้ความเชื่ออย่างเดียวเลย ถ้าเราจะใช้ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสแตะต้องสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าพระองค์ให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ด้วยทั้งหมดในอวัยวะของเรา เราไม่ได้หรอก เราก็จะท้อใจ …

“อ้าว! ไหนพระเจ้าบอกพระพรนานัปการ พระเจ้าให้กับเราแล้วไง ทำไมเราไม่เห็นเลย”

แต่ว่าสิ่งที่พระเจ้าบอกเรา พระเยซูบอกเรา คือเรื่องในโลกวิญญาณ ส่วนโลกนี้ พระเจ้าบอกเมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว เราเป็นลูกของพระองค์แล้ว แม้ว่าเราต้องอยู่บนโลกใบนี้ ดำเนินชีวิตอยู่กับร่างกายเก่านี้ ที่ต้องเดินทางไปสู่ความตาย พระเจ้าก็ยังคงดูแลเราอยู่ และพระเจ้าให้กำลังกับกายที่กำลังเดินทางไปสู่ความตาย ก็ให้เราสามารถที่จะเดินอยู่บนโลกนี้ ไปได้ตลอดรอดฝั่ง นี่คือพระสัญญา

แต่พระเจ้าไม่เคยสัญญาว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ พระเจ้าจะอวยพรให้เราร่ำรวย พระเจ้าไม่เคยสัญญาว่ามาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าจะอวยพรให้ทุกคนสุขภาพร่างกายแข็งแรง หรืออวยพรให้ทุกบ้านเลยอยู่ดีมีสุข รักกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มือ หู ตา จมูก ลิ้น กายเราสัมผัสจับต้องได้ สิ่งเหล่านี้ พระเจ้าไม่เคยสัญญาที่จะอวยพรเรา แต่ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าให้เราได้ตามชอบพระทัยของพระองค์ แล้วแต่พระเจ้า พระเจ้าจะอวยพรใครให้ร่ำรวย มันก็เป็นสิทธิอำนาจของพระองค์ เราเห็นคริสเตียนร่ำรวยก็มี คริสเตียนยากจน ก็มี คริสเตียนแข็งแรง ก็มี คริสเตียนที่เจ็บออดๆ แอดๆ ตลอดชีวิต ก็มี เราเห็นคริสเตียนที่ครอบครัวน่ารักมาก รักกันจนจากไปอยู่กับพระเจ้า เขาก็ยังรักกันอยู่ แล้วคริสเตียนที่ทะเลาะกันทั้งวัน อยู่ในบ้าน เราก็เห็น  แต่ไม่ว่าพฤติกรรมอะไรของแต่ละชีวิต มันก็เป็นเรื่องของโลกใบนี้  ไม่เกี่ยวกับโลกวิญญาณ  เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว เรารอดแล้ว วิญญาณเรารอด เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราสะอาดบริสุทธิ์แล้ว เราเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว เราถูกย้ายจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างเรียบร้อยไปแล้ว นี่คือสิ่งที่พระเจ้า พระเยซูคริสต์ในถ้อยคำของพระเจ้าที่อาจารย์เปาโลพูดบ่อยๆ ว่า …

“พระพรนานัปการ ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้กับพวกเรา  สำเร็จเรียบร้อยตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นมาจากความตาย ฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่สูงสุด ที่พระเจ้าได้ชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ด้วยพระสิริ เป็นฤทธิ์อำนาจอันเดียวกันที่พระเจ้าประทานให้กับพวกเรา ผู้ที่เชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน ไม่เชื่อวางใจในการกระทำของตัวเอง ในความดีของตัวเอง แต่วางใจในพระเจ้า ทันที พระพรเหล่านี้ เป็นของเรา”

แล้วพระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราได้ต้อนรับพระเจ้า เป็นพระผู้ช่วยให้รอด บังเกิดใหม่ปุ๊บ พระเจ้าเปลี่ยนวิญญาณของเรา จากการที่เป็นวิญญาณบาป ที่อยู่ในอาดัมมาเป็นวิญญาณใหม่ ซึ่งสะอาดบริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรม ย้ายฝั่งมาอยู่ที่พระเจ้า  แล้วเป็นวิญญาณเดียวกับพระเยซูคริสต์ด้วย แล้วได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่เราตัวเป็นๆ เลย สิ่งเหลานี้เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ

ตรงนี้แหละ คือสิ่งที่มนุษย์เข้าใจยาก ถ้าเราไม่อธิษฐานขอพระเจ้าทรงเปิดตาใจฝ่ายวิญญาณ ให้เราสามารถรับรู้ความจริงตรงนี้ เราจะรับรู้ด้วยสติปัญญาของเราเอง อย่างไรเราก็ไม่เข้าใจ เราไม่สามารถรับรู้ได้ นอกจากพระเจ้าเปิดตาใจให้เราสามารถรับรู้ นี่คือเรื่องจริง ใช่ พระเจ้าบอกเราอย่างนี้แหละ เป็นเรื่องจริง ตาเราก็จะจ้องไปที่สิ่งที่พระเจ้าได้สัญญากับเราในโลกหน้า อย่างที่เราได้เรียนรู้มา ส่วนหนึ่งเราได้รับแล้ว ณ เวลานี้ คริสเตียนผู้เชื่อทุกคนจ้องอยู่ที่ไหน? เราจ้องอยู่ที่อีกนิดเดียว  ที่เรายังไม่ได้ คือร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ร่างกายที่เต็มด้วยสง่าราศี เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ซึ่งร่างกายนี้พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้กับผู้เชื่อทุกคนเรียบร้อยไปแล้ว แต่รอเวลา คือพวกเราแต่ละคนมีกำหนดเวลาของแต่ละคน ที่ไม่เท่ากันที่จะอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อเราจบหน้าที่การงานบนโลกใบนี้ เราทิ้งร่างกายเก่านี้ ไว้ที่โลกใบนี้ คือเปื่อยเน่าไป วิญญาณ เราก็ไปสวมร่างกายใหม่ที่เต็มด้วยสง่าราศี  ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว ทันทีเลย

ที่เราบอกว่า “ทันที” ก็คือในโลกวิญญาณ ไม่มีเวลา เราอยู่ที่เดิม พี่น้องนึกภาพออกไหมค่ะว่า ณ เวลานี้ในโลกวิญญาณ  พวกเราผู้เชื่อทุกคนอยู่ในสวรรค์สถาน ร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว เมื่อถึงเวลากำหนด ที่พระเจ้าบอกว่าการงานบนโลกใบนี้ จบแล้วล่ะ เหมือนกับ 5 โมงเย็นแล้ว เตรียมตัวแพ็คกระเป๋ากลับบ้านได้เลย ถึงเวลาไปพักผ่อน เมื่อเป็นอย่างนั้นปุ๊บ คนนั้น ก็ลมหายใจออกจากร่าง ทิ้งร่างกายเก่านี้ ซึ่งอยู่ในความบาปและความตาย ทิ้งให้เปื่อยเน่าไป  พอทิ้งร่างกายเก่านี้ปุ๊บ  วิญญาณเราก็ไปสวมร่างกายใหม่ทันทีเลย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าสัญญากับพวกเรา

ฉะนั้น ผู้เชื่อ รอคอยตรงนี้แหละ ร่างกายใหม่ที่วันหนึ่งข้างหน้า  เมื่อจบงานบนโลกใบนี้ เราจะได้ไปสวมร่างกายใหม่ แล้วพระเจ้าก็ยังบอกเราอีกว่าโลกนี้ โลกเก่าที่มันเสียหายไปหมดแล้ว เนื่องจากมนุษย์ล้มลงในความบาป ทำให้โลกนี้เสียหายไป ทุกอย่างเสียหายไปหมด มีแต่ความวุ่นวายสับสน วันหนึ่งโลกนี้ก็จะสูญสลายไปด้วย แต่พระเจ้าทรงเตรียมโลกใหม่ไว้ให้กับพวกเรา ผู้เชื่อเรียบร้อยไปแล้วเช่นเดียวกัน ฉะนั้น มี 2 สิ่งเท่านั้น ที่ผู้เชื่อยังไม่ได้  และเรามีความหวังใจใน 2 สิ่งนั้น คือขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราก็เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไรเราจะได้กลับบ้านสักที เราจะได้ไปครอบครองร่างกายใหม่ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี และโลกใหม่ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับพวกเรา ซึ่งสิ่งนี้นี่แหละ เป็นแรงผลักดัน หรือเป็นกำลังใจ ทำให้เราสามารถที่จะยืนหยัด และสู้ต่อไป ในโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก แต่เรามีความหวังใจ

พอมีความหวังใจ และหวังตรงนี้ ไม่ได้หวังลมๆ แล้งๆ ด้วย เป็นความหวังที่หนักแน่น มั่นคง ที่พระเจ้าสัญญากับเราแล้ว เราจึงมีความอดทน รอคอย ไม่ว่าเราจะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน? ซึ่งปัจจุบัน ง่ายๆ เลย เรื่องของโรคระบาด โควิดทำให้ทุกอย่างรวนไปหมดเลย แต่ว่าไม่ว่าเราจะเผชิญหนักขนาดไหน? เราก็ยังมีความหวังใจ เราก็ไม่เป็นไร เราก็อยู่ตามอัตภาพ ที่ตอนนี้เราออกไปข้างนอก อย่างอิสระเสรีไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เราก็พยายามออกให้น้อยลง เราไม่สามารถไปเที่ยวเตร่ได้ ก็ไม่เป็นไร เราอยู่บ้านก็ได้ เราก็หาความสุขในบ้านได้ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเรา ให้ผ่านไปได้ ในสถานการณ์ที่ทุกข์ยากลำบาก ยุ่งยากขนาดนี้ ซึ่งพระเจ้าจะเป็นกำลังใจให้กับพวกเรา พระเจ้าไม่ทิ้งเรา ให้เผชิญกับปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้แต่ลำพัง แต่พระเจ้าคอยช่วยเหลือเรา ทำไมเรารู้ว่าพระเจ้าคอยช่วยเหลือเรา เพราะพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา ไปไหนไปด้วย ทุกข์ พระองค์ก็ทุกข์กับเราด้วย สุข พระองค์ก็สุขกับเราด้วย ไม่ว่าเราจะทำอะไร ทำดี ทำไม่ดี พระเจ้าอยู่กับเราด้วยหมดเลย พระองค์ไม่เคยหนีเราไปไหน เพราะว่าพระเจ้ากับเรา เป็นหนึ่งเดียวกัน หลอมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งแยกกันไม่ได้

ตรงนี้ชัดเจนมาก พี่น้องอาจจะกลัวว่าถ้าเราสอนผู้เชื่อว่าความเชื่ออย่างเดียวทำให้เรารอด  ความประพฤติไม่สำคัญเลย นี่เป็นการชี้ช่องทางให้คนทำชั่วไหม? พี่น้องคิดดูดีๆ ถ้าเรารู้ว่าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ สะอาด ผู้รักเรามาก ขนาดสิ้นพระชนม์ ยอมตายแทนเรา อยู่ในเรา ถ้าเรารู้ว่าพระองค์อยู่ในเรา มันจะทำให้เรารู้สึกอยากทำชั่วอีกไหม? เราไม่อยาก แต่ถ้าเราเผลอไปทำ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย อย่างที่ถ้อยคำของพระเจ้าบอก ล้ม แล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ ปัดฝุ่น  แล้วเราก็เดินต่อ ไม่ต้องมาสำนึกเสียใจ …

“แย่จังเลย พระเจ้ายกโทษให้ลูกด้วย”

ไม่ต้องนะ เพราะว่าเราไม่มีโทษแล้ว ไม่ต้องมาขอการยกโทษ จากพระเจ้า ในหนังสือโรมบอกว่าไม่มีการลงโทษ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ได้ทำให้เราพ้นจากกฎของบาปและความตาย เราไม่ได้อยู่ใต้กฎแล้ว เราไม่มีโทษแล้ว วิญญาณเราสะอาดบริสุทธิ์แล้ว เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ไม่มีโทษอะไรจะให้พระเยซูมายกแล้ว

พอเราเข้าใจตรงนี้ปุ๊บ ชีวิตเราจะเปลี่ยน เราจะเปลี่ยนจริงๆ โดยธรรมชาติใหม่ที่พระเจ้าอยู่ในเรา เป็นธรรมชาติแบบเหมือนพระเยซูคริสต์เลย แล้วเมื่อเรารับรู้ธรรมชาติใหม่มากขึ้นเท่าไร? เราเจริญเติบโตมากขึ้นเท่าไร เราก็จะสำแดงธรรมชาติ แบบพระเจ้าออกไปมากเท่านั้น นี่แหละ คือสิ่งที่อาจารย์เปาโลพยายามบอกกับผู้เชื่อ

เอเฟซัส 1:2 “พระคุณของพระเจ้าไม่มีขีดจำกัด  ที่ท่านได้รับไปแล้ว  และสันติสุขในทางวิญญาณ ที่ท่านได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าแล้ว โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา”

 

เป็นคำทักทายเหมือนกับพอเราเจอหน้า เราก็จะบอกกันว่า … “เธอรู้ไหม ตอนนี้พระคุณของพระเจ้าที่ไม่มีขีดจำกัด อยู่ในเธอนะ”

ทำไมเราถึงบอกว่าไม่มีขีดจำกัด เพราะพระคุณตรงนี้ ที่พระเจ้าให้ความรอด เราเปล่าๆ จากที่เราเป็นคนบาป เราไม่ต้องทำอะไรเลย เข้ามาเชื่อพระเจ้า เราก็ได้รับความรอดเลย อันนั้น คือพระคุณ พระคุณซ้อนพระคุณที่พระเจ้าให้กับเรา เรียบร้อยไปแล้ว แล้วเราก็ได้รับไปแล้วด้วย เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เรารับพระคุณตรงนี้  ก็คือได้บังเกิดใหม่ ได้มาเป็นลูกของพระเจ้า ได้เป็นผู้ชอบธรรม สะอาด บริสุทธิ์ หมดจดเหมือนพระเจ้าเลย  พระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเรา ทั้ง 3 พระภาค เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว  ในโลกวิญญาณ ณ เวลานี้ ร่างกายเราอยู่บนโลกใบนี้ แต่ในโลกวิญญาณ ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ มันเป็นของเราเรียบร้อยไปแล้ว  เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว เราไม่ต้องไปรอจนเราตาย แล้วค่อยไปนั่ง ตอนนี้เรานั่งอยู่แล้ว นี่คือความจริงที่อาจารย์เปาโลต้องย้ำ ให้ผู้เชื่อรับรู้ พอเราเจอกัน  เราก็พูดอย่างนี้ เหมือนที่อาจารย์เปาโลบอกว่า …

“ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แปลว่ามันเป็นแล้ว ท่านไม่รู้หรือ?”

ท่านควรจะรู้ เมื่อเราเป็นลูกพระเจ้า ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ พระเจ้าได้เขียนไว้ในถ้อยคำของพระองค์  ทำไมอาจารย์เปาโลต้องบอกให้จดจ่อ จดจำ มุ่งไปที่เบื้องบน ก็คือพุ่งเป้าไปที่ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ ที่เบื้องบน เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าว่าอะไรที่พระเจ้าทรงสัญญากับเรา ในพระเยซูคริสต์ ที่เราได้รับแล้วในโลกวิญญาณ  พอเราจดจ่อตรงนี้ปุ๊บ เรารับรู้ความจริงว่าตอนนี้เราเป็นอย่างนี้แล้ว   ตอนนี้เราเป็นชาวสวรรค์แล้ว เราไม่ใช่ชาวโลกแล้ว เมื่อก่อนเราเป็นชาวโลก เป็นพวกของมาร ตอนนี้เราไม่ใช่แล้วนะ ตอนนี้เรากลับใจใหม่แล้ว เราบังเกิดใหม่แล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เรามาอยู่ฝ่ายพระเจ้าแล้ว  เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เราสะอาดบริสุทธิ์แล้ว ตัวตนจริงๆ เราเป็นอย่างนี้เลย เราเป็นราชบุตร ราชธิดาของพระเจ้าแล้ว

พอเราเป็นราชบุตร ราชธิดาของพระเจ้า เราก็สวมตัวตนใหม่ ที่ตอนนี้เราเป็นอยู่ ซึ่งเราก็จะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่าตัวตนใหม่เราเป็นอย่างไร? ที่เราต้องเรียนรู้ เพราะว่าถ้าเรารู้มากเท่าไร? เราก็จะสำแดงตัวตนใหม่ได้มากเท่านั้น ถ้าเรารู้ว่าตอนนี้เราเป็นความรัก “เป็น” นะ ไม่ใช่ “มี” พระเจ้าเป็นความรัก พระเจ้าเข้ามาอยู่ในเรา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา เราก็เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราเป็นความรัก เราเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ เราเป็นความชื่นชมยินดี เราเป็นความดี เมื่อเราเป็น แปลว่าไม่ต้องไปหาที่ไหน? มันอยู่ข้างในเราแล้ว แค่ว่าเอามันออกมาใช้ เท่านั้นเอง รู้ว่าเป็น รู้ว่ามี รู้ว่าสิ่งเหล่านี้พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเราแล้ว เปรียบเทียบเหมือนกับใส่เสื้อใหม่ ถอดเสื้อเก่า เสื้อใหม่ของเรา คือเสื้อใหม่แห่งความชื่นชมยินดี เสื้อใหม่แห่งความบริสุทธิ์ เสื้อใหม่แห่งความรัก เสื้อใหม่ที่สะอาด เป็นผู้ชอบธรรม นั่นคือเสื้อใหม่หมด ที่พระเจ้าแขวนไว้ในตู้ให้เราเป็นแถวเลย วันๆ เราก็ไปหาดูว่าวันนี้ พระเจ้าจะให้เราใส่เสื้อตัวไหนดี ออกไปข้างนอก เจอสถานการณ์อย่างนี้ เราควรจะใส่เสื้อตัวไหนดี? อะไรอย่างนี้ พระเจ้าก็จะให้สติปัญญาเรา แล้วพอวันไหนเราเผลอ ไปหยิบเสื้อเก่ามา ซึ่งเสื้อเก่ามันก็ยังอยู่อีกตู้หนึ่ง มันยังไม่ได้ถูกโละทิ้ง เนื่องจากร่างกายเรา ยังเป็นร่างกายเก่า คือความคิดเก่าๆ โปรแกรมเก่าๆ ที่มันฝังอยู่ในร่างกายเก่าของเรา ซึ่งวันดี คืนดี ก็แอบเข้ามา โน้มน้าวจิตใจ ชักชวน ยั่วยวนให้เราทำตามมัน มันก็จะนำเสนอ …

“วันนี้ เธอใส่เสื้อตัวนี้ดีกว่า”

เป็นเสื้อที่เก่า ขาดกระรุ่งกระหริ่ง น่าเกลียด น่าชังมาก แต่เขาก็โน้มน้าวจิตใจ จนเรารู้สึก เราใส่เสื้อใหม่มาเยอะแล้ว ลองใส่เสื้อเก่าสักทีดีไหม? พอเราใส่เสื้อเก่า แล้วเราทำออกไป ความอิจฉาริษยา หรืออะไรต่างๆ ที่เป็นวิถีชีวิตเดิม ที่เราเคยเป็น แต่ตอนนี้เราไม่เป็นแล้ว พอเราทำออกไปปุ๊บ เราจะรับรู้ว่าเสื้อตัวนี้ เราใส่แล้ว มันไม่เหมาะกับเรา  ออกไป แล้วมันไม่สวย พอไม่สวย ทำอย่างไร? ไม่เห็นมีอะไรยากเลย กลับเข้าบ้าน ถอดเสื้อเก่าทิ้ง เอาเสื้อใหม่มาใส่ แค่นั้นเอง นั่นคือชีวิตคริสเตียน ระหว่างที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราจะเป็นอย่างนี้แหละ ใส่เสื้อใหม่ ถอดเสื้อเก่า เผลอใส่เสื้อเก่า ก็ถอดทิ้งไป เอาเสื้อใหม่มาใส่ มันจะเป็นขบวนการอย่างนี้ตลอด ช่วงเวลาที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้

แต่ว่าถ้าเรายิ่งรับรู้ความจริงในถ้อยคำของพระเจ้ามากเท่าไร? เรารู้ว่าเสื้อใหม่เรามีเยอะมาก เราก็จะหยิบเสื้อเก่ามาใช้น้อยลง นานๆ ที เผลอก็หยิบมาที ถ้าเผลอหยิบมาทีหนึ่ง ก็ไม่ต้องรู้สึก … “แย่จังเลย ทำไมวันนี้เราถึงหลวมตัวไปใส่เสื้อเก่า น่าเกลียดมาก” … แล้วไปนั่งตำหนิตัวเอง ไม่ต้องเลยนะ ก็แค่ อ้าว! ใส่ผิด ถอดทิ้ง เอาตัวใหม่มาใส่ แค่นั้นเอง ชีวิตคริสเตียน

ดังนั้น ไม่มีโทษใดๆ สำหรับผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ต่อให้พฤติกรรมเราไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่ธรรมชาติ ที่เราเป็นอยู่ในพระคริสต์ ก็ไม่เป็นไร? เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ดูที่ผลของการกระทำ หรือพฤติกรรมของเรา ทำให้เราได้รับความรอด ความรอด เรามาจากความเชื่อในพระเยซูคริสต์ล้วนๆ เพียวๆ เท่านั้น

ตรงนี้บอกว่า … “พระคุณ ที่ไม่มีขีดจำกัด และสันติสุขในทางวิญญาณ”  สันติสุข ที่พระเจ้าให้กับเราเรียบร้อยแล้ว สันติสุขที่ในวิญญาณของเรา ที่เราจะรับรู้ว่าตอนนี้สันติสุขอยู่ในเราแล้ว ให้เราสำแดงสันติสุขออกมา “สันติสุขที่ท่านได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า” รับรู้ว่าตอนนี้ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าแล้ว แยกจากกันไม่ได้เลย ไม่ว่าเราจะทำอะไรบนโลกใบนี้ กิน นอน เดิน ขึ้นรถ ลงเรือ ทำไม่ดี ทำดี เราก็ยังเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา ไม่หนีไปไหน? ฉะนั้น พอเรารับรู้ตรงนี้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา คือผ่านทางความเชื่อนั่นแหละ เราได้รับตรงนี้มา ฉะนั้น พอเรารับรู้ตรงนี้ รับรู้มากเท่าไร? ข้างในเราจะรับรู้เลยว่าพระเจ้าอยู่ในเรา เราก็จะทำตัวให้เหมาะสมกับการที่พระเจ้าอยู่ในเรา พฤติกรรมเราก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

เอเฟซัส 1:3 “สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา    ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการ ในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายในสวรรค์สถาน”

 

ก็คือพระพรฝ่ายวิญญาณในพระคริสต์ ในสวรรค์สถานที่พระเจ้าได้ประทานให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว ที่คุยกันตั้งแต่ต้น พระพรเหล่านั้นเราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว ไม่ต้องไปวิ่งหาอีกต่อไป

เอเฟซัส 1:4 “เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์   ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกให้บริสุทธิ์  ปราศจากที่ติในสายพระเนตรพระองค์ ด้วยความรัก”

 

ในข้อที่ 4 ตรงนี้ คำว่า “พระองค์ทรงเลือกเรา” … “เรา” ในที่นี้ ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคนต่างชาติ แต่ “เรา” ตรงนี้ คือพวกยิว … ยิวเป็นชนชาติแรกที่พระเจ้าได้เลือกไว้ก่อน ยิวถึงรู้สึกภาคภูมิใจว่า …

“ฉันเป็นบุคคลพิเศษ ที่พระเจ้าเลือกฉันไว้ ฉันต้องดีกว่าพวกเธอที่เป็นคนต่างชาติ”

แต่มันเป็นแผนการ ที่พระเจ้าทรงเลือกชาวยิวมา  เพื่อเป็นคนรักษากฎ ระเบียบของพระเจ้า เพื่อเป็นแบบอย่างของความชอบธรรม ที่มาโดยอับราฮัม  … อับราฮัม คนยิวเขาถือว่าเป็นบิดาแห่งความเชื่อ แล้วพระเจ้าถือว่าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรม เพราะความเชื่อ ไม่ใช่การประพฤติ

ตั้งแต่สมัยอดีต พระคัมภีร์เดิมก็บอกเราชัดเจนเลยว่าที่อับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรม ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการประพฤติ แต่เกี่ยวกับความเชื่อ เมื่อพระเจ้าสั่งอับราฮัมทำอะไร อับราฮัมทำทันที คือเชื่อก่อน แล้วก็ทำ ทำไมเรารู้ว่าเชื่อก่อนถึงทำ  เพราะตอนที่พระเจ้าเรียกอับราฮัม พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าจะประทานบุตรคนหนึ่ง ตามพระสัญญา ที่จะเป็นต้นพันธุ์ ให้เผ่าพันธุ์ของอับราฮัมกระจายไปทั่วโลกเลย ตอนนั้น อับราฮัมอายุ 75 คนสมัยก่อนอายุยืนเนอะ อับราฮัมก็เชื่อเลย แต่ในระหว่างที่เชื่อ ตามธรรมชาติของมนุษย์ เชื่อ มันไม่เกี่ยวกับการประพฤติ ถ้าพี่น้องแยกให้ชัดเจน  ความเชื่อไม่เกี่ยวกับการประพฤติ อับราฮัมเชื่อๆ จนถึงวันหนึ่ง เมื่อผ่านไปประมาณ 10 ปี นางซาราห์ก็ยังไม่มีลูกเลย ยังไม่ตั้งท้องด้วยซ้ำไป นางซาราห์ก็เลยไปช่วยพระเจ้า ยกคนใช้ นางฮาการ์ มาให้อับราฮัม แล้วก็คลอดลูกคนหนึ่ง ชื่ออิชมาเอล แต่พระเจ้าก็ยังไม่ถือว่าเชื้อสายของอิชมาเอลเป็นลูกแห่งพันธสัญญา เพราะพระเจ้าบอกว่าลูกแห่งพันธสัญญาจะมาทางสายนางซาราห์เท่านั้น

ฉะนั้น ด้วยความเป็นมนุษย์ ก็ทำผิดพลาดไปใช่ไหม? แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ถือว่าความผิดพลาดตรงนี้ ทำให้อับราฮัมสูญเสียความชอบธรรม  เห็นไหม? อับราฮัมไม่ได้สูญเสียความชอบธรรม พระเจ้าก็ยังรักเขาอยู่ เพราะว่าตั้งแต่เริ่มต้น เขาเชื่อ แม้พฤติกรรม การประพฤติอาจจะออกนอกลู่นอกทาง จากที่พระเจ้าบอก ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับความเชื่อของเขา

พอหลังจากที่อับราฮัมรอคอย ต่อมาอีก 10 กว่าปี ตอนอับราฮัมอายุ 99 ปี พระเจ้ามาเจอเขาอีก  แล้วก็บอกกับเขาว่าวันนี้ ปีหน้า นางซาราห์จะคลอดบุตร  ฉะนั้น บุตรตรงนี้ ที่พระเจ้าบอก  ก็คือบุตรแห่งพันธสัญญา ที่พระเจ้าบอกบุตรคนนี้แหละ จะเป็นต้นพันธุ์ที่พระเจ้าจะอวยพร พอพระเจ้ามาสัญญาปุ๊บ พระเจ้าก็ตั้งชื่อให้เลยว่า “อิสอัค” ลูกยังไม่ทันคลอดออกมาเลย พระเจ้าตั้งชื่อแล้ว อับราฮัมก็ยังเชื่อ คือแม้จะรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ แต่เขาก็ยังเชื่ออยู่ดี แล้วนางซาราห์ก็ตั้งครรภ์จริงๆ คลอดบุตร

หลังจากคลอดบุตร บุตรได้โตประมาณหนึ่ง  พระเจ้าก็สั่งอีก ให้อับราฮัมเอาบุตรไปถวายให้พระเจ้า การถวายบุตรในยุคของอับราฮัม  คือไปฆ่าให้ตายเลยนะ  เหมือนถวายเครื่องบูชา  อับราฮัมก็เชื่ออีก นี่แหละ ความเชื่อ ทำให้อับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรม เชื่อแบบไม่มีการต่อล้อต่อเถียง ความเชื่อ คือเชื่อจริงๆ ไม่ว่าพระเจ้าสั่งอะไร เราเชื่อตามนั้น แม้เราจะไม่เข้าใจเหตุผลของพระเจ้าว่าเพื่ออะไร? เพราะอะไร? พระเจ้าอุตส่าห์ให้มา ฉันรอตั้ง 25 ปี ทำไมพระเจ้าถึงทำอย่างนี้ ไม่มี

อับราฮัมก็ยังคงเชื่อเหมือนเดิม พาอิสอัคไปถวาย นั่นแหละ ความเชื่อตรงนี้ พระเจ้าถือว่าเป็นความชอบธรรมของอับราฮัม หลังจากเชื่อ อับราฮัมก็พาอิสอัคไปถวาย เห็นไหม? ความเชื่อมาก่อนการประพฤติ

ฉะนั้น ความเชื่อเท่านั้นที่พระเจ้าถือว่าเป็นความชอบธรรม พอถึงยุคปัจจุบันของเรา  พระเจ้าก็ดูที่ความเชื่อ พอเราเชื่อพระเจ้าปุ๊บ เราย้ายจากเผ่าพันธุ์เดิม เผ่าพันธุ์ของอาดัม คือความบาป อยู่ในความสาปแช่ง ตายกับตาย ตายแรก คือวิญญาณตาย ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้  ตายที่สอง คือร่างกาย กำลังรอวันตายไปสู่ดิน นั่นคืออันเดิมของเรา ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า แล้วไม่มีตัวเลือกด้วยนะ พอเราโตๆ จนถึงพระเยซูคริสต์ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ มาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตายปุ๊บ พระเยซูบอกว่ามีทางเลือกใหม่ คือใครที่เห็นว่าตัวเองไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คืออยู่ในความตายกับตาย แต่อยากได้ชีวิต ให้ตัดสินใจ ย้ายจากต้นไม้แห่งความตาย ต้นไม้แห่งความสาปแช่ง ต้นไม้แห่งความมืด ความบาปของอาดัม ย้ายมาอยู่ที่ต้นไม้ใหม่ คือต้นไม้แห่งชีวิต คือพระเยซูคริสต์  ดังนั้น ใครที่ได้ยิน ได้ฟังข่าวประเสริฐตรงนี้ แล้วตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ เขาก็ถูกย้ายมา แล้วการย้ายตรงนี้ ไม่ใช่การกระทำของเรา พอเราตัดสินใจปุ๊บ พระเจ้าเป็นคนย้าย พระเจ้าก็เริ่มขบวนการการย้าย โดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่นำเราฝังเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ ไปบัพติศมาด้วยกัน ไปตรึงด้วยกัน  ฝังด้วยกัน แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ด้วยกัน พอผ่านการย้ายปุ๊บ วิญญาณเราตอนนี้  ไม่ได้เป็นวิญญาณเก่าแล้วนะ  ไม่ได้เป็นวิญญาณแห่งความตาย วิญญาณแห่งความตาย เราตายไปแล้ว เรามีวิญญาณใหม่ คือวิญญาณแห่งชีวิต วิญญาณที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ไม่มีผิด วิญญาณที่ไม่มีบาปเลย

พอไม่มีบาปปุ๊บ เราก็ไม่ต้องสารภาพบาป ใช่ไหม? เราไม่มีบาป แล้วเราจะไปเอาบาปที่ไหนมาสารภาพล่ะ ก็ไม่ต้อง ฉะนั้น มีการสารภาพบาป เฉพาะคนที่อยู่ในความตาย อยู่ในบาป แล้วสารภาพครั้งเดียวด้วย เมื่อวันที่เขาตัดสินใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คือสารภาพว่าเราเป็นคนบาป เราไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เราอยากขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า สารภาพครั้งนั้น ครั้งเดียว แล้วพระองค์สัตย์ซื่อ พระองค์ชำระเราเลย ให้พ้นจากบาปทั้งสิ้น

“บาปทั้งสิ้น” ตรงนี้หมายถึงบาปทั้งในอดีต ก่อนที่เรามาเชื่อพระเจ้า และบาปปัจจุบัน  วันที่เรามาเชื่อพระเจ้า และยังเป็นบาปในอนาคต หลังจากที่เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราคงจะทำบาปอยู่ ดังนั้น พระเยซูบอกว่าชำระหมดสิ้น ก็คือหมดเลย ไม่ต้องมานั่งสารภาพบาปอีก สำหรับผู้เชื่อ ฉะนั้น พอเราพูดอย่างนี้ปุ๊บ หลายคนก็ ได้อย่างไร? แต่ความจริงในถ้อยคำพระเจ้าบอกเราอย่างนั้น มันเป็นความจริง เรามีวิญญาณใหม่ที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีบาป พอไม่มีบาป  เราทำบาปไม่เป็น ใช่ไหม? วิญญาณเดิมเราตายไปแล้ว เรามีวิญญาณใหม่ เราทำบาปไม่เป็น แต่ทำไมคริสเตียนยังทำบาป เราคุยกันเรื่องนี้ หลายคนไม่เข้าใจ เราต้องอธิษฐานขอพระเจ้าเปิดตาใจ ฝ่ายวิญญาณ ให้สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ พอเราเข้าใจเรื่องนี้ปุ๊บ เราเป็นอิสระเลย ความจริงจะทำให้เราเป็นไทเลย เหตุที่คริสเตียนยังคงทำบาปอยู่ เพราะเรายังอยู่ในร่างกายเดิม ที่กำลังเดินทางไปสู่ความตาย แล้วโปรแกรมเดิม ที่เป็นโปรแกรมบาป ที่ยังฝังอยู่ในสมองของเรา มันยังคงอยู่  พอคงอยู่ปุ๊บ มันก็มีโอกาสที่อิทธิพลของโลกใบนี้ ของบาป ของผีมารซาตาน ส่งจากข้างนอกเข้ามาชักชวน หว่านล้อมด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่เรามีสิทธิ์ เราผู้เชื่อ ตอนนี้เรามีสิทธิ์ในการเลือกที่จะเชื่อมัน คือถูกการหว่านล้อมจนใจแตก แล้วก็ไปทำตามมัน ก็เรียกว่าล้มลงในความบาป ใช่ไหม? คริสเตียนล้มลงในความบาป

แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไร? เชื่อมัน ล้มลงในความบาป ก็ไม่ได้มีผลอะไรกับความรอดของเรา เพราะวิญญาณเราสะอาดบริสุทธิ์ พฤติกรรม หรือการกระทำ ไม่สามารถส่งผล ทำให้ผู้เชื่อ ต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของพระเจ้า เพื่อพิพากษาอีกต่อไป ไม่สามารถ เพราะขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราเป็นผู้เชื่อแล้ว เราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เป๊ะเลย วิญญาณใหม่สะอาดบริสุทธิ์ หมดจด พอถึงวันที่ลมหายใจเราออกจากร่าง วันสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จะมีการพิพากษา ฉะนั้นการพิพากษาตรงนี้ มีไว้สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าเท่านั้น ผู้ที่ไม่ยอมหันจากความบาป หรือต้นไม้เดิม ต้นไม้ของอาดัม ยังคงพึ่งความสามารถ พฤติกรรม การกระทำของตัวเอง เพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันสร้างอย่างไร? ก็ไม่ได้ ก็คือต่อให้ทำขนาดไหน? วิญญาณเขาก็ยังอยู่ในความบาปและความตาย ฉะนั้น เมื่อวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อเขาไปยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าวิญญาณของผู้ตาย  แต่เราผู้เชื่อ เราไม่ตาย เราผู้เชื่อ เรามีวิญญาณใหม่ วิญญาณนิรันดร์ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ดังนั้น ในพระคัมภีร์จะไม่ใช้คำว่า “ตาย” กับผู้เชื่อ พระคัมภีร์จะใช้คำว่า “ล่วงหลับ” เราหลังจากโลกนี้ ทิ้งร่างกายนี้ ถ้าเป็นชาวบ้าน เขาก็เรียกว่าตาย ร่างกายตาย วิญญาณไม่ตาย วิญญาณเราก็ไปอยู่ที่เดิม คือที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า แค่สวมร่างกายใหม่ อันนี้ชัดเจนมากเลย

ฉะนั้น คนที่ตาย ไปยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระเจ้า คือคนที่ตายทั้งวิญญาณ ตายตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ และร่างกายก็เดินทางไปสู่ความตาย เมื่อทิ้งร่างกายนี้ ที่ต้องลงดิน วิญญาณก็ยังตายเหมือนเดิม แล้วก็ต้องไปยืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระเจ้า แล้วถึงวันนั้น ก็เรียกว่าตัดสินเด็ดขาด หมายความว่ามันจบแล้ว ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ ถูกตัดสินไปแล้วใช่ไหม? แต่พระเจ้าชะลอเวลา เพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ ได้กลับใจใหม่ คือ …

“ฉันเปิดโอกาสให้เธอนะ เธอสามารถเปลี่ยนขั้วได้ เธอสามารถที่จะย้ายจากต้นไม้แห่งความตาย มาสู่ต้นไม้แห่งชีวิตได้นะ”

แต่พอถึงวันสุดท้ายจริงๆ คนที่ยังคงไม่ยอมย้าย ยังคงอยู่ที่เดิม ยังคงพึ่งความชอบธรรมของตัวเอง พึ่งการประพฤติของตัวเอง วันนั้นแหละ ของจริง  คือการพิพากษาจริงๆ วิญญาณตาย ร่างกายตาย ไปยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า และนั่นแหละ พระเจ้าก็จะพิพากษาครั้งสุดท้าย วิญญาณของผู้คนเหล่านั้น ก็จะถูกทิ้งไปที่บึงไฟนรกนิรันดร์กาล

นี่คือความจริงทั้งหมดในถ้อยคำของพระเจ้า ฉะนั้น หลายคนอาจจะคิดว่าเราผู้เชื่อ เราตายไปแล้ว เรายังต้องไปยืน ถูกพิพากษาอีกหรือ? ไม่มี ไม่สามารถไปยืนอยู่ได้ หรือไม่ต้องยืนด้วย เราไม่ได้ถูกพิพากษาเลย เพราะว่าวิญญาณเราสะอาดบริสุทธิ์  หมดจดแล้ว เราเป็นผู้ชอบธรรม เรามีวิญญาณใหม่ เรามีชีวิตนิรันดร์ตั้งแต่อยู่บนโลกนี้แล้ว ไม่มีคำว่าพิพากษา สำหรับผู้เชื่อเลย อันนี้พี่น้องจำให้ดีๆ อย่าให้ใครมาพูดให้เราสั่นคลอน หรือหวั่นไหว พอทำอะไรไม่ถูกต้อง ตกลง …

“ถ้าฉันตาย ฉันยังต้องไปถูกพิพากษาไหม?” หรือว่า “ถ้าฉันตาย ความรอดจะหายไปไหม?”

พระเจ้าบอกเราชัดเจน ในถ้อยคำของพระองค์บอกว่าเมื่อเราเชื่อพระเจ้า เราเป็นแกะของพระองค์ แกะของพระเยซูคริสต์ อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่มีใครสามารถแย่งชิงแกะนั้น ไปจากมือของเราได้ แล้วเราก็จะดูแลแกะนั้น ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ ไปจนถึงโลกหน้า แล้วเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกันกับเขา เราไม่ทิ้งเขา เราอยู่กับเขาตลอดเวลา จนถึงในอนาคตข้างหน้า  ที่วิญญาณของคนเหล่านี้ผู้เชื่อ ออกจากร่าง เขาก็ไปอยู่ที่เดิม ก็คือที่ที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ ณ เวลานี้ เรารับรู้ในโลกวิญญาณ แต่ถ้าถึงวันนั้น เราไม่ต้องใช้ความเชื่อแล้ว เราก็ไปเจอพระเจ้าหน้าต่อหน้า ถึงวันนั้น เราไม่ต้องใช้ความหวัง ที่จะรอร่างกายใหม่ ก็คือเราได้รับร่างกายใหม่ จากพระเจ้าเลย

นี่คือสิ่งที่เป็นความจริง ที่พระเยซูจะย้ำตลอด … “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า …” แล้วถ้าใครรู้ความจริง  ความจริงจะทำให้ผู้นั้นเป็นไท ฉะนั้น เราเป็นคริสเตียน เราจำเป็นจะต้องรู้ความจริง ถ้า คริสเตียนที่ไม่รู้ความจริง หรือรู้ครึ่งๆ กลางๆ ก็จะถูกหลอกได้ แล้วชีวิตเราก็ไม่สามารถที่จะมีสันติสุขในพระเจ้าได้อย่างเต็มที่ มันน่าเสียดาย ที่พระเจ้าทำให้เราเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว ทำไมเราต้องไปตะเกียกตะกายทำ เพื่อที่จะได้รับความชอบธรรมจากพระเจ้า ตะเกียกตะกายทำ เพื่อว่าวันสุดท้าย เราไปยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เราจะได้รับความรอด

พระเยซูบอก … “เธอรอดแล้ว รอดเลย เธอเป็นลูกฉันแล้ว เธอจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้ว”

ก็คือความจริง ฉะนั้น ขอพระคุณพระเจ้า ทรงเมตตาเรา ให้ความจริงนี้ ได้ถูกฝังรากลึกลงไปในวิญญาณของผู้เชื่อทุกคนที่ได้ยินได้ฟังเรื่องความจริงนี้ ที่จะปลดปล่อยให้เขาเป็นไท

พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

*******************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

โรม 8:8-9  “8 บรรดาผู้ที่ธรรมชาติวิสัยบาปควบคุมอยู่ (ยังไม่ได้บังเกิดใหม่) ไม่อาจเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าได้ 9 อย่างไรก็ตาม ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตในท่าน (บังเกิดใหม่แล้ว) ท่านก็ไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิสัยบาป แต่โดยพระวิญญาณ”

 

เชื่อพระเจ้า อย่าหลงไปเชื่อใคร  พระองค์ทรงห่วงใย  รักแท้และแน่จริง

คริสเตียนบังเกิดใหม่ ก็เป็นอิสระจากการควบคุมของอำนาจบาป

ไม่ใช่เป็นอิสระที่จะทำบาป ซึ่งตามธรรมชาติเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะบังเกิดใหม่  เป็นลูกพระเจ้าแล้ว นอกจากถูกล่อลวงให้หลงเชื่อศัตรู

 

ในตอนเริ่มต้นการทรงสร้างของพระเจ้า โลกวัตถุเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-อยู่ตลอดไป (นิรันดร์)  เพราะเหตุมนุษย์หลงเชื่อคำหลอกลวงจากซาตาน  จึงดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า และผลคือความตาย กลายเป็นเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับศูนย์ไป ทุกสิ่งบนโลกนี้ที่เป็นวัตถุสิ่งของจับต้องมองเห็นได้ รวมทั้งร่างกายภายนอกนี้อยู่ในขบวนการมุ่งไปสู่การดับศูนย์ทั้งสิ้น

 

ส่วนฝ่ายวิญญาณ ผลของความบาปที่เกิดขึ้น กับวิญญาณมนุษย์ คือเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-อยู่ตลอดไป แต่ ตายจากความสัมพันธ์กับพระเจ้าตายจากธรรมชาติของพระเจ้าซึ่งเรียกว่าพระสิริ ไม่สามารถอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้

 

ขบวนการชั่วร้ายทำลายล้าง มนุษยชาติและสิ่งที่ พระเจ้าทรงสร้างทั้งสิ้นนี้พระคัมภีร์เรียกขบวนการนี้ว่าคำสาปแช่ง (ถูกพิพากษาให้รับโทษ)

 

“พระคริสต์ได้ทรงไถ่เรา พ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ  โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา” เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”  กาลาเทีย 3:13

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1323

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  1  สิงหาคม  2021

เรื่อง “เรารอดโดยความเชื่อ ไม่ใช่การประพฤติ”

โดย  วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาดูในหนังสือฟีลิปปี บทที่ 3 เป็นถ้อยคำอีกอันหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงความจริงในพระวจนะของพระเจ้า ในการที่เรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระเยซูคริสต์บอกว่าเราอยู่ในสถานะแบบไหนอย่างไร? และเราควรจะใช้ชีวิตบนโลกนี้อย่างไร?  เพื่อเป็นอิสรภาพ เพื่อจะฉายแสงของพระองค์ออกไป และความหวังที่เรามีอยู่ในพระเยซูคริสต์ คืออะไร? ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราจำเป็นจะต้องรับรู้ เพื่อว่าเราจะไม่ถูกหลอก ไม่ว่าจะด้วยคำสอน หรือคำพูด หรืออะไรก็ตามที่ฟังดูแล้วเหมือนกับมันน่าจะเป็นไปได้  เราน่าจะทำแบบนี้นะ เราถึงจะเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า ซึ่งความเป็นจริงแล้วถ้อยคำของพระเจ้าบอกอะไรเราบ้าง?

ฟีลิปปี 3:1 “สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า! ไม่ลำบากสำหรับข้าพเจ้าเลย ที่จะเขียนเรื่องเดียวกันถึงท่านอีก ทั้งสิ่งนี้ยังเป็นการป้องกันท่านด้วย”

 

อาจารย์เปาโลเริ่มต้นบทที่ 3 ด้วยคำว่า “ให้พี่น้องชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า” แล้วก็บอกพี่น้องชาวฟีลิปปีว่าไม่ได้ลำบากเลย ที่อาจารย์เปาโลจะเขียนจดหมายเรื่องเดิมๆ

ในจดหมายฝาก พี่น้องจะเห็นเป็นเรื่องเดิมๆ เลย ที่อาจารย์เปาโลเขียน อาจจะมีความแตกต่างในแง่มุมต่างๆ นิดหนึ่ง แต่เนื้อหาสำคัญที่อาจารย์เปาโลเขียน จะพุ่งไปที่ความรอดในพระเยซูคริสต์เท่านั้น เท่านั้นจริงๆ

ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกไม่ได้ลำบากลำบนอะไรเลย สำหรับท่าน ที่จะเขียนเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อจะได้ป้องกันเราไว้ จะได้ไม่ถูกหลอกด้วยเล่ห์กลต่างๆ ตามลมปากของคนโน้นคนนี้ สอนเราว่าเราควรจะทำอย่างนั้น เราควรจะทำอย่างนี้ เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว

ในพระคัมภีร์เรื่องที่พระเจ้าบอกเราว่าเราได้รับเรียบร้อยแล้ว คือความรอด โดยพระคุณ … ความรอด โดยพระคุณตรงนี้ เราเรียนรู้กันมาเยอะมากเลย ก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเจ้า เราอาจจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้าผ่านคนโน้นคนนี้ ที่บอกเราว่า …

“มาเชื่อพระเยซูสิ เชื่อแล้วเราจะได้รับเยอะแยะมากมาย เราไม่ต้องทำอะไร เราจะได้รับความรอด เราไม่ต้องตะเกียกตะกาย เราสามารถที่จะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ หลังความตาย”

แต่ความเป็นจริง คือเมื่อเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า แล้วเราเปิดใจ บอกกับพระเจ้าว่าเราเชื่อตามนั้นแหละ เรารับรู้ว่าเราเป็นคนบาป เราต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า พอเรามาบอกพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าได้บัพติศมาเรา เข้าส่วนในพระเยซูคริสต์

คำว่า “บัพติศมา” คือการเอาวิญญาณของเราเข้ามามีส่วนร่วมกับพระเยซูคริสต์ ก็คือเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ วิญญาณเก่าที่เราอยู่ในบาป อยู่ในที่เดิม ที่เราเกิดมาปุ๊บ เราเป็นคนบาปเลย  วิญญาณตรงนั้น เมื่อเราตัดสินใจบอกกับพระเจ้าว่าเราเป็นคนบาปนะ เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราอยากจะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าปุ๊บ พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะนำเราบัพติศมา เข้าไปในพระเยซูคริสต์ และไปตายพร้อมกับพระองค์ ฝังพร้อมกับพระองค์ และเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระองค์ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เราจะได้บังเกิดใหม่ พอเราบังเกิดใหม่ เราจะมีชีวิตเหมือนกับพระเยซูเป๊ะเลย  วิญญาณเราจะเป็นวิญญาณใหม่ ซึ่งตรงวิญญาณใหม่ตรงนี้ คือวิญญาณเก่าเราได้ตายพร้อมกับพระเยซูแล้ว

ใหม่ๆ เราอาจจะไม่เข้าใจ พระเยซูตายตั้ง 2,000 กว่าปีแล้ว  แล้วเราอยู่ในยุคปัจจุบัน เราจะไปตายพร้อมได้อย่างไร? เหตุผล ก็คือในโลกวิญญาณไม่มีเวลา อันนี้เรื่องจริงในโลกวิญญาณไม่มีเวลา พระเจ้าบอกพระองค์ทรงเป็นอัลฟาและโอเมก้า เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย ไม่มีเวลา พอไม่มีเวลา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับปุ๊บ มันเดี๋ยวนี้ ทันที ที่เราได้ไปตายพร้อมกับพระเยซู ถูกฝังพร้อมกับพระเยซู และเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระเยซู

พอเราเป็นขึ้นใหม่พร้อมกับพระเยซูปุ๊บ เรามีธรรมชาติใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูเป๊ะเลย คือทันทีที่เราเชื่อ ทันทีที่เราบังเกิดใหม่ เราได้เป็นลูกของพระเจ้า เราได้เป็นผู้ชอบธรรม วิญญาณเราสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด วิญญาณเก่าที่เป็นบาป เราตายไปแล้ว  เรามีวิญญาณใหม่ เราได้เป็นทายาทของพระเยซูคริสต์ เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ คือ ณ เวลานี้ วิญญาณของผู้เชื่อทุกคน เป็นวิญญาณใหม่ และอยู่ที่สวรรค์สถานร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ

เรามาดูในท้ายบทที่ 2 ของฟีลิปปี อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าความชอบธรรมสามารถมาโดยบทบัญญัติ หรือการประพฤติของมนุษย์แล้ว พระเยซูก็สิ้นพระชนม์ โดยเปล่าประโยชน์

ก็คือถ้ามนุษย์สามารถใช้การกระทำของตัวเอง เพื่อที่จะทำให้ตัวเองเป็นผู้ชอบธรรมได้ สิ่งที่พระเยซูคริสต์มาทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ก็มนุษย์ทำได้แล้ว แต่ความเป็นจริง คือไม่มีมนุษย์คนไหน บนโลกใบนี้ สามารถสร้างความชอบธรรม ด้วยการประพฤติของตัวเอง  ด้วยบทบัญญัติต่างๆ ที่พระเจ้าตั้งขึ้นมา แล้วมนุษย์พยายามที่จะดิ้นรน ตะเกียกตะกายทำ

บทบัญญัติเหล่านี้ ตั้งแต่เริ่มแรกที่พระเจ้าให้กับชาวยิว คือคนอิสราเอลเป็นกลุ่มคนกลุ่มแรก ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ เพื่อจะเป็นผลแรก ในการให้พระเยซูคริสต์มาเกิด ที่ชาวยิว คนอิสราเอล ฉะนั้น คนยิว เขาก็จะยึดถือบทบัญญัติ พยายามทำบัญญัติให้ดีที่สุด เพราะเขาคิดว่าเขาเป็นประชากร ที่พระเจ้าเลือกสรรมา เขามีระดับที่สูงกว่าคนอื่นๆ ที่เป็นชนต่างชาติ ที่ไม่ใช่อิสราเอล แล้วเขาคิดว่าเขาเป็นกลุ่มชนที่พิเศษกว่าคนอื่น ภาคภูมิใจในความเป็นอิสราเอล  ความเป็นลูกของพระเจ้า  ความเป็นลูกของอับราฮัม  เรามีบทบัญญัติของพระเจ้า เรายึดถืออย่างหนักแน่นมั่นคง แล้วก็คิดว่ายังไงๆ เราก็ได้ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์แน่นอน ความเป็นจริง คือมันไม่ใช่

ดังนั้น บทบัญญัติ พระเจ้าได้ตั้งไว้ เป็นเหมือนเงาในอนาคตข้างหน้า ที่พระเจ้าจะส่งพระเยซูคริสต์มา เพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วบัดนี้ พระเยซูคริสต์ก็มาทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์เรียบร้อยไปแล้ว

ฉะนั้น เมื่อคนยิวได้รับรู้ความจริงตรงนี้ว่าพระผู้ช่วยให้รอดได้มาแล้ว คนยิวทุกคนจำเป็นต้องกลับใจใหม่ เหมือนคนต่างชาติ เขาจำเป็นจะต้องไม่พึ่งพากำลัง ความสามารถ  หรือการประพฤติของเขาที่จะพยายามทำตามกฎบัญญัติเยอะแยะมากมาย เพื่อทำให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม แต่พระเจ้าบอกว่าความชอบธรรมมาจากพระเจ้า เป็นความรอด โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ มีทางเดียวเท่านั้น ที่เราจะสามารถรับความชอบธรรมนี้ หรือความรอด การเป็นลูกของพระเจ้า การเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ มีทางเดียว คือผ่านทางความเชื่อเท่านั้น

ตรงนี้ อาจารย์เปาโลเลยบอกว่าไม่ได้เป็นเรื่องลำบาก สำหรับเราเลย เราจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้บ่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมา เพื่อว่าเราจะได้ป้องกันพวกท่าน ก็คือป้องกันผู้เชื่อทั้งหลาย ไม่เพียงแต่ในอดีต คือในฟีลิปปีเท่านั้น การป้องกันมาถึงพวกเราด้วย  เพราะว่ามันเป็นความจริงไง  ความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า ทำให้เราเป็นอิสรภาพ

ดังนั้น ความจริงตรงนี้ คือวิญญาณเราสะอาดแล้ว เรื่องของพระเยซูคริสต์เป็นความจริง เมื่อเราเป็นอิสระแล้ว เราก็จะไม่ตกเป็นทาสอีกต่อไป คือทาสที่เราต้องทำเอง  เชื่อแล้ว ยังต้องทำเองอีก ถ้าอย่างนั้น พระเยซูก็ไม่ต้องมาตายแทนเรา เราก็ยังคงต้องทำเองเหมือนเดิม ดังนั้น พระเจ้าบอกว่าเมื่อเราเชื่อแล้ว เราได้รับความรอดแล้ว เราพึ่งในพระเยซูคริสต์แล้ว เราไม่ต้องทำเองเลย พระเจ้าทำให้เราเสร็จ ครบถ้วนสมบูรณ์ เรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึง ถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย ทุกอย่างได้ถูกทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เรียบร้อยไปแล้ว  และเราผู้เชื่อ ก็ได้รับสิ่งนี้ในโลกวิญญาณเรียบร้อยไปแล้ว

ฟีลิปปี 3:2 “จงระวังพวกสุนัข จงระวังพวกคนทำชั่ว จงระวังพวกเชือดเนื้อเถือหนัง”

 

ทำไมอาจารย์เปาโลบอกผู้คนในฟีลิปปีให้ระวัง? ทำไมต้องระวัง? จากอันดับแรก อาจารย์เปาโลพยายามเอาความจริงเข้าไป …

“ตอนนี้น๊า พวกเธอเชื่อแล้วน๊า พวกเธอรอดแล้วน๊า พวกเธอเป็นผู้ชอบธรรมแล้วน๊า พวกเธอสะอาดบริสุทธิ์แล้วน๊า พระเยซูคริสต์ทำให้พวกเธอเรียบร้อยไปแล้วน๊า ตอนนี้พวกเธอเป็นลูกของพระเจ้าแล้วน๊า แล้วเธอได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้วน๊า ตอนนี้พระเยซูทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้วน๊า พวกเธอไม่ต้องทำอะไรเลย เธอแค่เชื่อ เธอก็ได้เป็นลูกของพระเจ้า เธอแค่เชื่อ เธอก็ได้ไปอยู่ที่เดียวกันกับพระเยซูคริสต์แล้ว”

อาจารย์เปาโลย้ำ เพื่อป้องกัน พอข้อที่ 2 บอกว่า “จงระวัง” แปลว่าในขณะที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ จะมีคำสอนเยอะแยะมากมาย ที่พยายามเข้ามาบอกเราว่า …

“เชื่อพระเยซูอย่างเดียวไม่พอ  เธอยังต้องทำอย่างนี้ เธอยังต้องทำอย่างนั้น เพื่อว่าจะทำให้พระเยซูรักเธอมากขึ้น เธอจะได้รักษาความรอดตรงนี้ไปได้ เธอจะได้รักษาว่าหลังความตาย เธอจะไม่หลุดออกจากทางของพระเจ้า”

นั่นคือการล่อลวงทุกรูปแบบเลยที่ส่งเข้ามา

ฉะนั้น พระเจ้าบอกว่า … “รอดแล้วรอดเลย เมื่อเธอเป็นลูกของพระเจ้า  เธอก็เป็นลูกของพระเจ้าเลย  เธอไม่ต้องกลัวว่าเธอจะถูกแยกไปจากมือของพระเจ้า”

ในพระธรรมยอห์นบอกว่า .. “ไม่มีใครสามารถแย่งแกะของพระเจ้า ไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ได้เลย”

แต่มีคนบอกว่า … “ถ้าเธอทำอย่างนี้ นิสัยไม่ดี เดี๋ยวเธอจะหลุดจากทางของพระเจ้า เดี๋ยวตายไป เธอไม่รอดหรอก”

อ้าว! กลายเป็นอย่างนั้นไป

ฉะนั้น อาจารย์เปาโลเลยต้องมาย้ำว่าอย่าไปเชื่อคนเหล่านี้ คือให้ระวังไว้ คนเหล่านี้ ในสมัยของอาจารย์เปาโลจะมีคริสเตียน 2 กลุ่ม คริสเตียนที่มาเชื่อพระเจ้า ที่เป็นคนยิว  กับคริสเตียนที่มาเชื่อพระเจ้า ที่เป็นคนต่างชาติ

พอคริสเตียนที่มาเชื่อพระเจ้าเป็นคนยิว บางครั้งเขาก็ยังผสมผเสเอากฎบัญญัติของโมเสสเดิมมาปฏิบัติอยู่ บางคนยังไปบอกคนต่างชาติว่า …

“เธอมาเชื่อพระเยซูอย่างเดียวไม่พอนะ เธอยังต้องมาทำพิธีเข้าสุหนัตด้วย เพราะพวกฉัน พวกยิวเราทำพิธีเข้าสุหนัต เพื่อเป็นประชากรของพระเจ้า  ฉะนั้น พวกเธอเป็นคนต่างชาติ มาเชื่อพระเจ้าอย่างเดียวไม่พอ  เธอยังต้องมาเข้าสุหนัตเหมือนพวกฉัน หรือเธอมาเชื่อพระเจ้าแล้ว เธอยังต้องมารักษากฎบัญญัติของโมเสส 1, 2, 3, 4 เธอยังต้องมารักษากฎวันสะบาโต 1, 2, 3, 4 กฎอะไรเยอะแยะมากมาย”

เชื่อแล้วนะ ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกอย่าไปโดนหลอก เราเชื่อแล้ว เราไม่ได้อยู่ใต้กฎบัญญัติ  แต่เราอยู่ใต้พระคุณ เมื่อเราอยู่ใต้พระคุณปุ๊บ กฎบัญญัติไม่มีผลอะไร สำหรับชีวิตของผู้เชื่อเลย ไม่มีผลอะไรเลย ฉะนั้น ถ้าเราเชื่ออย่างนั้น แล้วเราพยายามไปทำตามกฎบัญญัติ ก็คือมาเชื่อพระเจ้าแล้วนะ เราต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ เพื่อให้พระเจ้ารักเรามากขึ้น แต่ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้ารักเราถึงที่สุดแล้ว ที่สุดตรงไหน? ตรงที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเราบนไม้กางเขน แค่นั้นจบแล้ว

พระเยซูคริสต์ไม่ได้เรียกร้องว่า … “เธอมาเชื่อพระเจ้า เธอต้องมาอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ เธอมาเชื่อพระเจ้าแล้ว เธอต้องอธิษฐานเยอะๆ เธอเชื่อพระเจ้า เธอต้องมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวพระเจ้าไม่เอาเธอ”

ไม่มีเลย พระเยซูบอกว่าเชื่อ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เป็นแล้วเป็นเลย ไม่ว่าเราจะอ่านพระคัมภีร์ ไม่อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน ไม่อธิษฐาน  มาโบสถ์ ไม่มาโบสถ์ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะของเรา จากการเป็นลูกของพระเจ้าได้เลย เปลี่ยนไม่ได้ เราก็ยังคงเป็นลูกพระเจ้าอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าพอพูดอย่างนี้ จากนี้ต่อไป พี่น้องไม่ต้องอ่านพระคัมภีร์แล้ว พี่น้องไม่ต้องอธิษฐานแล้ว พี่น้องไม่ต้องมาโบสถ์แล้ว แต่จริงๆ ณ ทุกวันนี้ ถูกบังคับโดยปริยาย อยากมา ก็มาไม่ได้อยู่ดี มาโบสถ์ไม่ได้  ก็ต้องออนไลน์  แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ ตามที่คนบอกเราว่าถ้าไม่มาโบสถ์ เราจะไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้า  ตอนนี้คริสเตียนทั้งโลกเลย ไม่ได้รับพระพรจากพระเจ้าหรอก เพราะเรามาโบสถ์ไม่ได้ไง ใช่หรือไม่? ดังนั้น มันไม่เกี่ยวกัน

เป็นลูกของพระเจ้า  พระเยซูบอกว่าเราเป็นอิสระแล้ว พระเจ้าไม่ได้ให้เราอยู่ภายใต้กฎบัญญัติ แต่การอธิษฐานดีไหม? ดี เป็นสิ่งที่เราควรทำ เราทำ  เราทำ เพราะเราเห็นว่ามันเป็นสิ่งทีดี แต่เราไม่ได้ทำ เพราะว่าเราต้องทำ ถ้าเราไม่ทำ พระเจ้าจะไม่รักเรา ไม่เกี่ยว

หรือการอ่านพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่ดีไหม? ดี เราควรจะอ่าน มันเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตของเรา แต่ไม่ใช่ต้องอ่าน ถ้า “ต้อง” เธอไม่อ่าน พระเจ้าก็จะไม่รักเธอ ไม่เกี่ยวกัน

หรือการมาโบสถ์ เธอต้องมานะ ถ้าสมมติว่าไม่ได้เจอโควิดอย่างนี้ เธอต้องมา เกิดวันไหนเราติดขัด ขัดข้อง พ่อแม่เราป่วยหนัก เราต้องดูแลพ่อแม่ แล้วถูกสั่งว่าเธอต้องมา ถ้าเธอไม่มา พระเจ้าไม่รักเธอ แล้วยังไงล่ะ มันไม่ใช่ไง

ฉะนั้น พระเยซูคริสต์บอกว่าอะไรที่ดี ให้เราทำ เพราะว่ามันสมควรทำ เมื่อเราเป็นลูกพระเจ้า  การมาโบสถ์เป็นสิ่งที่ดี เราสมควรทำ เราก็ทำ แต่ไม่ใช่เป็นกฎข้อบังคับว่าต้องมานะ ไม่มา พระเจ้าไม่เอาเธอแล้ว เธอไม่ได้เป็นคริสเตียนที่ดี ไม่เกี่ยวกัน

หรือแม้แต่หลายๆ อย่าง ที่คนพยายามจะเอามาใส่ในชีวิตของคริสเตียน  ผู้เชื่อว่าต้องทำอย่างโน้น ต้องทำอย่างนี้ ต้องทำทุกอย่างเลย ฉะนั้น แม้แต่เรื่องต้องถวายทรัพย์ ถ้าไม่ถวายทรัพย์พระเจ้าไม่รักเธอ หรือเธอจะไม่ได้รับพระพร มันก็ไม่ใช่ ในพระคัมภีร์ใหม่บอกว่าทุกคนจงให้ ตามที่คิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่ให้เพราะเสียดาย หรือไม่ใช่ให้ เพราะว่าถูกบังคับ หรืออะไร? เรามีพระเจ้าแห่งการให้อยู่ในวิญญาณของเราแล้วตอนนี้ วิญญาณเราเป็นวิญญาณแห่งการให้ วิญญาณแห่งความรัก วิญญาณแห่งความดีงาม ทั้งหมดที่พระเจ้าเป็น มันเป็นของเราอยู่แล้ว ฉะนั้น การถวายทรัพย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในวิญญาณของเรา ที่ให้ออกไป หรือแม้แต่ไม่ใช่การถวายทรัพย์ด้วยซ้ำไป การที่เราไปช่วยเหลือคนอื่น อธิษฐานเผื่อคนอื่น หรือแม้แต่เห็นคนยากจน แล้วเราช่วยเหลือจุนเจือเขา มันก็เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติใหม่ของเรา  ที่พระเจ้าให้เราเรียบร้อยไปแล้ว แล้วเราก็ทำตามธรรมชาติใหม่ของเราออกไป โดยที่เราไม่ได้รู้สึกว่า …

“ถ้าฉันทำดีกับคนนี้ ฉันจะได้รับกลับมา 100 เท่านะ หรือฉันถวายทรัพย์ ฉันจะต้องได้รับกลับมา 100 เท่า”

ไม่ใช่ ถ้าเราคิดอย่างนี้ มันไม่ใช่การทำ เพื่อถวายเกียรติ แด่พระเจ้า แต่เป็นการลงทุน พี่น้องนึกการลงทุนได้ไหม? เราไปลงทุนอะไรอย่างหนึ่ง เราวางเงินลงไปตรงนี้ ที่ทุกวันนี้ คนถูกหลอกเยอะแยะมากมาย  ไปเล่นหุ้น เล่นแชร์ อะไรต่างๆ เขาก็จะหลอกเรา ลงตรงนี้ แล้วอีกกี่วันเราจะได้กำไรเท่านี้ กี่เท่าตัว กำไรเยอะแยะมากมาย ที่คนถูกหลอก ทำลงไป เพราะว่าข้างในมีเป้าหมาย ก็คือเป็นการลงทุน เพราะเราเห็นผลประโยชน์ ที่จะตามมา ที่เขาบอกเรา ผลประโยชน์ใหม่ๆ อาจจะมี ไปๆ มาๆ ทั้งผลประโยชน์ ทั้งเงินต้นเราสูญหายไปเลย

ฉะนั้น พอเรามาเชื่อพระเจ้า เราไม่ใช่ใช้วิธีนี้กับพระเจ้า วิธีนี้ ไม่สมควรที่เราจะทำกับพระเจ้าเลย เพราะว่าพระเจ้าให้ทุกอย่างกับเราแล้ว ให้เราทำทุกอย่าง เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะว่าข้างในเราเป็นเหมือนพระเจ้าแล้วไง พระเจ้าทำอย่างไร? เราก็อยากทำอย่างนั้น พระเจ้าเป็นความรัก เราก็อยากให้ความรักออกไป พระเจ้าเป็นการให้  เราก็อยากให้ออกไป ไม่ว่าเป็นการให้คำอธิษฐาน ให้เงินทอง ให้ทรัพย์สิ่งของ หรือให้คำหนุนใจ ให้อะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าพระเจ้าที่อยู่ในเรา  จากข้างในผลักดันออกมา แล้วเราก็ทำ โดยการนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตรงนี้แหละ คือสิ่งที่สำคัญ สำหรับพวกเรา ที่ได้รับความรอดแล้ว ที่ควรจะทำ ไม่ใช่ต้องทำ

ฟีลิปปี 3:3 “เพราะว่าพวกเรา คือผู้เข้าสุหนัตแท้ เรารับใช้พระเจ้าด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เราอวดอ้างพระเยซูคริสต์ และเราไม่มั่นใจในเนื้อหนังร่างกาย”

 

อาจารย์เปาโลย้ำนะ เราเป็นผู้เข้าสุหนัตแท้ คือเข้าสุหนัตฝ่ายวิญญาณ วิญญาณเราได้รวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว โดยที่เราไม่จำเป็นต้องมาพึ่งพาเนื้อหนังอีกต่อไป วิญญาณเราได้รับความรอดเรียบร้อยไปแล้ว พอเราได้รับชีวิตใหม่ ได้บังเกิดใหม่ปุ๊บ ณ เวลานี้ สิ่งที่เราจะอวดอ้าง คืออวดอ้างเรื่องของพระเยซูคริสต์เท่านั้น เราจะไม่อวดอ้างหรือเชื่อใจในเนื้อหนังของเรา หรือการกระทำของเรา อวดอ้างความดีงามของเราว่าเราไปทำอะไรมาเยอะแยะมากมาย วันนี้เราได้ทำอย่างนี้ เมื่อวานเราได้ทำอย่างนี้ ทำๆ จนเสร็จ อวดจนเสร็จ มีคนมาชม ยิ่งยืดใหญ่เลย มีคนมาชมว่า …

“เราทำอันนี้ สุดยอดเลย ไปประกาศ คนมาเชื่อเยอะแยะเลย สุดยอดเลย”

เราภาคภูมิใจ ความเย่อหยิ่งเริ่มตามมา เพราะฉะนั้น ถ้าอะไรก็ตามที่เราทำ อยู่ในพื้นฐานที่ผิดปุ๊บ เราก็จะเฉไป ชีวิตของเราก็จะไขว้เขว ไม่ตรงตามที่พระเจ้าต้องการให้เราเป็น

ฉะนั้น ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แล้วเท่านั้น ที่จะอวดอ้างพระเยซูคริสต์ เราไม่มีอะไรอวด เราอ่านจดหมายของอาจารย์เปาโล ไม่เคยคุยเรื่องอะไรเยอะแยะมากมาย  จริงๆ อาจารย์เปาโลทำหมายสำคัญ อัศจรรย์เยอะมากเลย แต่อาจารย์เปาโลแค่เล่าให้ฟัง แล้วจากนั้น จดหมายฝากต่างๆ อาจารย์เปาโลไม่ได้อวดอะไรเลย อวดแต่พระเยซูคริสต์เท่านั้น พูดแต่เรื่องของพระเยซูคริสต์เท่านั้น พระเยซูเป็นใคร? มาทำอะไรเพื่อเรา? แล้วตอนนี้เราเป็นใคร? เรามีตำแหน่งอะไร? ในพระเยซูคริสต์ นี่คือสิ่งที่คริสเตียนทุกคนจำเป็นจะต้องรับรู้

ฟีลิปปี 3:4-7 “4 แม้ข้าพเจ้ามีเหตุผลหลายประการที่มั่นใจเช่นนั้น ถ้าคนใดคิดว่าเขามีเหตุผลที่จะมั่นใจในเนื้อหนังร่างกาย ข้าพเจ้าก็มีมากยิ่งกว่า คือ 5 ข้าพเจ้าเกิดมาได้แปดวันก็เข้าสุหนัต ข้าพเจ้าเป็นคนอิสราเอลตระกูลเบนยามิน เป็นชาวฮีบรูแท้ ในด้านบทบัญญัติข้าพเจ้าเป็นฟาริสี 6 ในด้านความเคร่งศาสนา    ข้าพเจ้าเคยข่มเหงคริสตจักร  ในด้านความชอบธรรมตามบทบัญญัติ  ข้าพเจ้าก็ไม่มีที่ติ 7 แต่สิ่งใดๆ ที่เคยเป็นกำไรของข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าถือว่าขาดทุน  เพื่อเห็นแก่พระคริสต์”

 

ตรงนี้แหละ อาจารย์เปาโลบอกว่าจริงๆ ถ้าพวกเธออวดอ้างว่าเธอทำอะไรเยอะแยะมากมาย รักพระเจ้ามาก ทำตามกฎบัญญัติ อาจารย์เปาโลบอกว่าถ้าจะอวด ฉันมีเรื่องอวดเยอะกว่านั้นอีก เรื่องอวดของอาจารย์เปาโล คืออะไร? ไล่มาเลยว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ 8 วันก็เข้าสุหนัต

คืออาจารย์เปาโลเป็นคนยิวแท้ สมัยก่อน พระเจ้าตั้งกฎบอกว่าเด็กผู้ชาย เมื่ออายุได้ 8 วัน ต้องมาที่พระวิหาร แล้วก็ทำพิธีเข้าสุหนัต เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าเราเป็นของพระเจ้า เสร็จ อาจารย์เปาโลบอกว่าเห็นไหม? 8 วัน ฉันก็เข้าสุหนัตแล้ว แล้วฉันก็เป็นคนอิสราเอลแท้ อยู่ในตระกูลของเบนยามินอีก เห็นไหม? มีชาติตระกูลด้วยนะ แล้วฉันก็เป็นชาวฮีบรูแท้อีก ไม่ใช่เทียมๆ มาหลอกเล่น แต่โดยชาติกำเนิด อาจารย์เปาโลเป็นแบบนั้นด้วย ในด้านบทบัญญัติ ฉันเป็นพวกฟาริสี คือพวกที่รู้บทบัญญัติเยอะมาก ไม่ใช่รู้อย่างเดียว เคร่งครัดตามบทบัญญัติ แทบจะเอาไม้บรรทัดมาวัดเลยว่าต้องเป๊ะๆ อาจารย์เปาโลก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย แล้วในด้านความเคร่งศาสนา ข้าพเจ้าก็เคยข่มเหงคริสตจักร

ก่อนที่อาจารย์เปาโลมาเชื่อพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลคิดว่าตัวเองรักพระเจ้ามาก ที่ต้องขอทหารไปไล่ล่าคริสเตียน เพราะว่าเขารักพระเจ้า เขาทำเพื่อพระเจ้า คนกลุ่มนี้ เป็นใคร? อยู่ดีๆ คนที่ชื่อเยซู มาประกาศความเชื่อใหม่ให้กับเรา เราเชื่อมาตั้งนานแล้ว บทบัญญัติของโมเสส เราทำกันแทบจะเป็นจะตาย เพื่อรักษากฎบัญญัติเหล่านี้ไว้ แต่พอคนหนึ่ง ชื่อเยซู มาถึงบอกว่า …

“กฎบัญญัติทั้งหมดไม่ต้องทำแล้ว มาเชื่อฉัน ได้รับความรอดเลย”

อาจารย์เปาโลก็รับไม่ได้ เหมือนกับพวกฟาริสีอื่นๆ ที่รับไม่ได้เหมือนกัน อาจารย์เปาโลถึงขนาดว่าขอทหารไป เพื่อไล่ล่าฆ่าผู้เชื่อ แล้วก่อนที่ขอทหาร ก็ไปทำร้ายผู้เชื่อเยอะแยะมากมาย  ที่ไหนที่มีการรวมกลุ่มของผู้เชื่อ ในพระเยซูคริสต์ อาจารย์เปาโลจะไปรังครวญหมดเลย ที่อาจารย์เปาโลคิดว่าที่ทำไป ก็เพื่อพระเจ้า ไปข่มเหงคริสเตียน ก็เพื่อพระเจ้า รักษากฎบัญญัติ ก็เพื่อพระเจ้า อดอาหาร ก็เพื่อพระเจ้า ตอนที่อาจารย์เปาโลเอาทหารไปไล่ล่าผู้เชื่อ ระหว่างเดินทางไปดามัสกัสเจอพระเยซู พออาจารย์เปาโลเจอพระเยซูปุ๊บ ตาใจฝ่ายวิญญาณถูกเปิดออก รับรู้ว่าที่เราทำมา มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย มันสูญค่า สิ่งที่เราคิดว่าเราทำเพื่อพระเจ้า แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เลย มันไม่มีประโยชน์ มันเหมือนขยะที่อวดอ้างว่า …

“ฉันดีมากเลย ฉันเป็นคนรักษากฎบัญญัติเยอะแยะมากมาย ฉันทำโน่น ทำนี่ เพื่อพระเจ้า”

ก็คือมันจบเลย  สำหรับอาจารย์เปาโล เมื่อก่อนคิดว่าได้กำไร แต่ตอนนี้ขาดทุนย่อยยับเลย สิ่งที่ทำทั้งหมด มันสูญเปล่า  เพราะว่าไม่ได้เป็นความเป็นจริงที่เขาได้รู้จักกับพระเจ้าจริงๆ พอถึงข้อที่ 8 …

ฟีลิปปี 3:8 “ยิ่งกว่านั้นอีก  ข้าพเจ้าเห็นว่าทุกสิ่งไร้ค่า  เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ล้ำเลิศ  ในการที่ได้รู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพื่อพระองค์ข้าพเจ้าได้สละทุกสิ่งข้าพเจ้าถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเศษขยะ  เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์”

 

คือเมื่อก่อนอาจารย์เปาโลพึ่งในการกระทำดีของตัวเอง  โอ้อวดในความดีทั้งหมดเลย คิดว่า …

“ฉันดีนะ ฉันเป็นฟาริสี ฉันรักพระเจ้ามากๆ ขนาดฉันไม่ยอมเลยนะ คนที่ชื่อเยซูมาลบหลู่นามของพระเจ้าที่ฉันรัก ที่ฉันนับถือ มาทำอย่างนั้นได้อย่างไร?”

ก็พยายามต่อต้านทุกรูปแบบเลย ซึ่งคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ ณ เวลานี้ เมื่อเจอพระเจ้า อาจารย์เปาโลเลิกเลย เลิกโอ้อวด ผลงานของตัวเอง  เพราะสิ่งที่ทำมาทั้งหมด  ก็เป็นเศษขยะ เพื่ออาจารย์เปาโลจะได้อยู่ในพระคริสต์ เมื่ออาจารย์เปาโลได้พระคริสต์ปุ๊บ อย่างอื่น มันไม่มีค่าสำหรับอาจารย์เปาโลเลย เหมือนเราทุกวันนี้ เราได้พระคริสต์ อะไรก็ตามที่ดูเหมือนดี เราไม่ได้เอามาใส่ใจเลย ถ้าเรายังคงใส่ใจว่าวันนี้เราทำอย่างนี้ เราดี เราวิเศษกว่าคนอื่น ก็แปลว่าเราพยายามพึ่งพากำลังของตัวเราเอง  ไม่ได้พึ่งพากำลังของพระเจ้าเลย

ฟีลิปปี 3:9 “และอยู่ในพระองค์ ตัวข้าพเจ้าเองไม่มีความชอบธรรมที่ได้มา  โดยบทบัญญัติ มีแต่ความชอบธรรมที่ได้มา โดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรม ซึ่งมาจากพระเจ้า  และได้มาโดยความเชื่อ”

 

อันนี้ชัดเจนเลยนะ สิ่งที่อาจารย์เปาโลทำมาทั้งหมดไม่ใช่เป็นความชอบธรรม และไม่สามารถทำให้ตัวเองเป็นคนชอบธรรมได้ด้วย ตอนนี้ความจริงได้ปรากฏ อาจารย์เปาโลได้รับรู้แล้วว่าความชอบธรรม มาได้ทางเดียว  คือทางความเชื่อผ่านทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น นี่คือสิ่งที่อาจารย์เปาโลกำลังบอกพวกเรา แล้วพวกเราก็เหมือนกัน เราจำเป็นจะต้องรับรู้ตรงนี้ ไม่มีความชอบธรรม โดยผ่านการกระทำของเราแม้แต่นิดเดียว  เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า ไม่ว่าเราทำอะไรทั้งหมด ก็คือเกิดจากข้างใน ที่พระเจ้านำเราไปทำ ทำเสร็จ เราขอบคุณพระเจ้า จบ ไม่ได้เป็นความดีงามอะไรของเราเลย มันเป็นเรื่องของพระเจ้า ที่พระเจ้าจะใช้เราทำงาน ฉะนั้น ความชอบธรรมต่างๆ การอวดอ้าง การกระทำของเราที่อยู่บนโลกใบนี้ทั้งหมด มันไม่ได้อยู่ในสมองของอาจารย์เปาโล ณ เวลานี้ แล้วมันก็ไม่ควรอยู่ในสมองของพวกเราด้วย เพราะเรารู้ว่าทุกอย่างพระเจ้าทำให้เราเสร็จเรียบร้อยแล้ว หน้าที่ที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ก็คือทำชีวิตของเราให้สำแดงพระเยซูคริสต์ให้กับผู้คนได้รับรู้ จากข้างในออกมาข้างนอก

ฟีลิปปี 3:10 “ข้าพเจ้าต้องการรู้จักพระคริสต์  และมีประสบการณ์ในฤทธิ์อำนาจแห่งการคืนพระชนม์ของพระองค์  และร่วมสามัคคีธรรมในการทนทุกข์ของพระองค์   เป็นเหมือนพระองค์ในการสิ้นพระชนม์”

 

ตรงนี้จริงๆ อาจารย์เปาโลรู้จักพระเยซูคริสต์แล้วล่ะ เหมือนกับพวกเรา เราทุกคนก็รู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว แต่ที่อาจารย์เปาโลพูด ก็คือรู้จักแล้ว เราก็อยากจะรู้จักเพิ่มขึ้น อยากจะรับรู้เรื่องราวของพระองค์มากขึ้น เหมือนกับที่ว่าพอเรารู้จักกับพระเจ้าให้เราจดจ่อ จดจำในถ้อยคำของพระเจ้า สิ่งที่พระเยซูบอกเราว่าเป็นอย่างไร? เราได้รับอะไรไปแล้ว? โดยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ เราได้รับอะไรไปแล้ว เราได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เราไม่มีบาปแล้ว วิญญาณเราสะอาดบริสุทธิ์หมดจด เราไม่ต้องไปกลัวว่าพอทำอะไรพลาด เราต้องไปตกนรกอีก ไม่มีแล้ว เพราะพระเจ้าบอกว่านี่คือความจริง

ฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกอยากจะรู้จักมากขึ้น มีความรู้เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับประสบการณ์ในแต่ละวันกับพระเจ้าให้เพิ่มขึ้น ประสบการณ์ในเรื่องของการเป็นขึ้นมาจากความตาย คือความสำเร็จ ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำเรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขน แต่ในขณะเดียวกัน ขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราจะต้องร่วมสามัคคีธรรมกับพระเจ้า ในการทนทุกข์ด้วย เราต้องทนทุกข์ร่วมกับพระเยซู เป็นการทนทุกข์จริงๆ เราดูภาพนะ พระเยซูบอกว่าโลกนี้ จะข่มเหงเรา คือข่มเหงพระเยซู โลกกับพระเยซูคริสต์เป็นคนละฝั่งกัน พระเจ้ากับมารเป็นศัตรูกัน ความสว่างกับความมืดเป็นศัตรูกัน อยู่คนละฝ่าย ความดีกับความชั่วอยู่กันคนละฝ่าย ฉะนั้น เมื่อก่อนเราอยู่ในความชั่ว เราก็เป็นพวกเดียวกัน เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร? แต่พอเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ตอนนี้อยู่คนละพวกแล้วนะ พวกมารที่ข่มเหงผู้เชื่อ คืออยู่คนละพวก เมื่อเขาข่มเหงพระเยซู เขาก็จะข่มเหงเราด้วย

เมื่อเรารับสิ่งดีจากพระเจ้า ทางโลกวิญญาณเรียบร้อยแล้ว ในร่างกายนี้ เราก็อยากจะมีประสบการณ์ในการทนทุกข์ ร่วมกับพระองค์ด้วย บางคนอาจจะถูกต่อต้านอย่างหนัก แต่บางคนอาจจะไม่ถูกต่อต้าน แต่ว่าชีวิตในการดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ มันก็จะเผชิญกับอะไรมากมาย ที่เราจำเป็นจะต้องทนทุกข์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ นั่นคือประสบการณ์ในชีวิตของเรา ในโลกใบนี้

ฟีลิปปี 3:11 “เพื่อจะได้เป็นขึ้นจากตาย  โดยทางใดทางหนึ่ง”

 

ก็คือเมื่อพระเยซูทนทุกข์ เราทุกข์ด้วย ทำไมเราทุกข์ เพราะว่าพระเยซูอยู่ในเรา เรากับพระเยซูเป็นหนึ่งเดียวกัน คนเขาต่อต้านพระเยซู เขาก็ต่อต้านเราด้วย คนเขาอยากจะข่มเหงพระเยซู เขาก็จะข่มเหงเราด้วย แล้วถ้าพระเยซูได้ดี เราก็ได้ดีกับพระเยซูด้วย ตอนนี้ ในโลกวิญญาณ เราได้ดีกับพระเยซูเลย คือทุกอย่างพระเจ้าทำให้เราเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ที่เรายังอยู่ในร่างกายเดิมอยู่ เราก็ทนทุกข์ มีประสบการณ์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ด้วย

ฟีลิปปี 3:12 “ไม่ใช่ว่าข้าพเจ้าได้ทั้งหมดนี้แล้ว หรือได้รับการปรับปรุงให้เป็นคนดีพร้อมแล้ว แต่ข้าพเจ้ารุดหน้าไป  เพื่อฉวยเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงตั้งไว้สำหรับข้าพเจ้า  เมื่อทรงฉวยข้าพเจ้ามาเป็นของพระองค์”

 

วันที่พระเยซูคริสต์ได้ฉวยเราเป็นของพระองค์ ก็คือวันที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ และได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ เราได้อยู่กับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า แต่ในขณะที่ร่างกายยังเป็นร่างกายเก่า ที่อยู่บนโลกใบนี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก ถ้ามีใครบอกว่า …

“ฉันมาเชื่อพระเจ้า ฉันดีเลิศประเสริฐศรี ฉันเป็นคนดี ไม่เคยทำผิดอะไรเลย” … อย่างนั้น โกหก มันไม่ใช่

ในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ในร่างกายเดิม นิสัย หรือความประพฤติต่างๆ ก็ยังไม่ดีพร้อม พอเป็นคริสเตียน เราค่อยๆ พัฒนาบุคลิกลักษณะของเรา ให้เป็นเหมือนพระเจ้ามากขึ้น เป็นการพัฒนา ไม่ว่าเราจะทำดีขนาดไหน? หรือทำสิ่งที่ออกนอกลู่นอกทางของพระเจ้าขนาดไหน? เราก็ไม่ได้สนใจ เพราะว่าความประพฤติไม่เกี่ยวกับการเป็นลูกของพระเจ้า ดังนั้น ความเชื่อกับความประพฤติต้องแยกกัน

คริสเตียนที่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันไม่มีผลกระทบกับวิญญาณของเราเลย ไม่มีผลกระทบเลยนะ อย่าให้ใครหลอกเราว่าเราทำไม่ดีปุ๊บ พระเจ้าจะตัดเราทิ้งจากกองมรดกของพระองค์ ไม่มี พระเจ้าบอกเมื่อเราเข้ามาอยู่ในพระเจ้า เข้าแล้วเข้าเลย เป็นลูกแล้ว เป็นลูกเลย ก็คือไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงสถานะในการเป็นบุตรของพระเจ้า หรือผู้ชอบธรรม สะอาด บริสุทธิ์ของเราได้อีกเลย ไม่มีทาง

โลกใบนี้เปรียบง่ายๆ เลย ถ้าเราเป็นลูกของพ่อแม่ ต่อให้เราทำดีหรือไม่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเราจากการเป็นลูกของพ่อแม่ได้เลย ถ้าเราทำดี พ่อแม่ชื่นใจ ถ้าเราทำไม่ดี พ่อแม่เสียใจ เพราะว่าพอเราทำไม่ดีเราก็จะกินผลของมัน พ่อแม่ก็จะเสียใจ แต่ไม่ว่าจะชื่นใจหรือเสียใจ เราก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่เราอยู่ดี คริสเตียนที่มาเชื่อพระเจ้า ลักษณะเดียวกัน เมื่อเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นแล้วเป็นเลย ต่อให้พฤติกรรมเราเป็นอย่างไร? ก็ไม่สามารถเปลี่ยนสถานะของเรา จากการเป็นลูกของพระเจ้าวิ่งกลับไปเป็นลูกของมาร มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราสะอาดบริสุทธิ์ หมดจด เราอยู่ในพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้น อย่าให้ใครมาหลอกเราว่า …

“เธอทำอย่างนี้ เธอตกนรกแน่ๆ”

อย่าเด็ดขาด ฉะนั้น ไม่ว่าพฤติกรรมของอาจารย์เปาโลจะเป็นอย่างไรก็ตาม อาจารย์เปาโลไม่สนใจ ทำดี คนชมก็เฉยๆ ทำไม่ดี ก็เฉยๆ ถ้าเราเอาตามตรง ในพระเยซูคริสต์ การกระทำมันไม่สำคัญเลย คนอาจจะคิดว่าเชื่ออย่างนี้ คนที่เป็นคริสเตียน ก็ไปทำบาปได้ตามสบายสิ แต่ว่าความเป็นจริงแล้ว ถ้าเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  เราไม่อยากทำบาปหรอก จะว่ากันตามตรง คือเราทำบาปไม่เป็น เพราะว่าวิญญาณเก่าที่เป็นบาปเราตายไปแล้ว แต่เนื้อหนังที่อยู่บนโลกใบนี้ อาจจะสามารถถูกล่อลวงด้วยระบบของโลกใบนี้ ที่ส่งผ่านเข้ามา ทางความคิดของเรา แล้วก็ทำให้เราคล้อยตาม ที่จะไปทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าบอก แต่ว่าเราก็จะทำน้อยลงแหละ พี่น้องสังเกตตัวเองนะ เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า รับรู้ความจริงของพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร? เราก็จะเลียนแบบเหมือนพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น เพราะเราเป็นลูกพระเจ้าไง ลูกคนก็เป็นเหมือนคน ลูกพระเจ้าก็เป็นเหมือนพระเจ้า มันก็จบตรงนี้ มันจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สมบูรณ์แบบแน่นอน จนกว่าวันหนึ่ง เราทิ้งร่างกายนี้ เป็นร่างกายที่จะต้องตาย อย่างไรก็ต้องตาย แล้วเราไปรับร่างกายใหม่ จากพระเจ้า ณ วันนั้นแหละ เราไม่ต้องมานั่งพะวงว่าวันนี้เราจะพลาดไหม? หรือพรุ่งนี้เราจะพลาดไหม?  ตอนนั้นไม่มีแล้ว ไปอยู่บนสวรรค์กับพระเจ้าครบถ้วนบริบูรณ์ ได้รับร่างกายใหม่ ไม่ต้องลุ้นแล้ว  ก็คือได้เลย แต่ขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องลุ้นอยู่ในแต่ละวัน

ดังนั้น ในถ้อยคำของพระเจ้าจึงบอกเราว่าให้เราจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ให้เรารับรู้ว่าตอนนี้เราเป็นใคร? เราเป็นลูกของพระเจ้า ลักษณะ คุณภาพชีวิต หรือธรรมชาติของพระเจ้าเป็นอย่างไร? ให้เราสำแดงธรรมชาตินั้นออกไป ธรรมชาติของพระเจ้า พระองค์เป็นความรัก สำแดงความรักออกไป พระองค์เป็นความบริสุทธิ์ สำแดงความบริสุทธิ์ออกไป พระองค์เป็นความชื่นชมยินดี  สำแดงความชื่นชมยินดีออกไป แต่คำว่า “สำแดง” ไม่ใช่เราต้องไปบีบตัวเองให้ทำ ไม่ต้อง ทำตัวสบายๆ พระเจ้าจะเป็นคนทำเอง อย่างที่บอก เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ ต้นไม้ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรเลย เขาอยู่เฉยๆ แต่คนที่ปลูกจะคอยดูแล รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย เก็บพวกวัชพืช หนอน แมลงต่างๆ ที่จะมากิน พอถึงฤดูกาลของมัน ต้นไม้มันก็งอกออกมาให้เราเห็น เห็นดอก เห็นผล มันมีฤดูกาลของมัน มันจะออกมาโดยธรรมชาติ

ชีวิตคริสเตียนเหมือนกัน เราไม่ต้องพยายามดิ้นรน เราต้องทำอย่างนี้นะ เพื่อสำแดงคุณลักษณะของพระเจ้า ไม่ต้อง อยู่เฉยๆ เมื่อถึงเวลา พระเจ้าก็จะให้สิ่งเหล่านี้สำแดงออกมาเป็นธรรมชาติ เมื่อเราเจริญเติบโตมากขึ้น รับรู้เรื่องราวของพระเจ้ามากขึ้น โตขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเด็ก เด็กตอนเล็กๆ ทำอะไรไม่เป็น กินนม พอโตขึ้นอีกหน่อย รู้จักกินอย่างอื่น พอโตอีกหน่อย มีฟัน รู้จักเคี้ยวของที่เคี้ยวได้ พอฟันแข็งแรง ตอนนี้กินเนื้อก็ได้ หรือโตขึ้นจากคลานเป็นตั้งไข่ จากตั้งไข่เป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง แล้วโตขึ้น ความฉลาดมันจะมาเอง จากสิ่งที่เขาเรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่ สิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังคุณพ่อคุณแม่คุยกัน ความฉลาดมันจะมา แล้วเขาจะรู้ว่า …

“อย่างนี้นี่เอง เวลาเราจะกินข้าว ถือช้อน ถืออย่างไร?”

ใหม่ๆ เด็กถือช้อน ถือไม่เป็นนะ ถือแบบกำเอาไว้ แล้วเวลากิน ไม่ได้เข้าปาก บางทีไปที่จมูก ไปที่คาง แต่พอเริ่มโตขึ้น พ่อแม่ก็จะสอน …

“ถือช้อนอย่างนี้ เวลากิน เล็งดีๆ ตรงนี้คือปาก ก็ใส่เข้าไป”

แล้วเขาก็จะเรียนรู้ พัฒนา สามารถทำได้มากขึ้นๆ ลูกของพระเจ้าเหมือนกัน เราไม่ต้องพยายาม ให้เราเรียนรู้ว่าพระเจ้าเป็นอย่างไร? พอถึงเวลา ที่เราโตเต็มที่ พระเจ้าจะดันสิ่งที่เป็นตัวตนจริงๆ ของเราออกไปให้คนอื่นได้เห็น ได้รับรู้ว่านี่ลูกพระเจ้าจริงๆ นี่คือขบวนการที่อาจารย์เปาโลบอกว่าไม่ว่าพฤติกรรมเป็นอย่างไร? เรียกว่าทำดี คนมาชม ก็ไม่ได้ชื่นชมยินดีด้วย แบบฉันสุดยอดเลย ไม่ได้สนใจ สิ่งที่อาจารย์เปาโลสนใจ คือพุ่งไปข้างหน้า เพื่อที่จะรับอะไรบางอย่างที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเขา

ฟีลิปปี 3:13 “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าตนเองฉวยสิ่งนี้มาได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านมา  และโน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”

 

ไม่ว่าบนโลกใบนี้ เราทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปปักใจเยอะแยะมากมาย พุ่งไปข้างหน้า มองทะลุไปเลย สิ่งที่พระเจ้าได้เตรียมสำหรับพวกเรา

ฟีลิปปี 3:14 “ข้าพเจ้ารุดหน้าไปสู่หลักชัย  เพื่อคว้ารางวัล  ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกข้าพเจ้าจากสวรรค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ให้ไปรับ”

 

คว้ารางวัล คนอาจจะถามว่า …

“อ้าว! ไหนว่าทุกสิ่งได้รับหมดแล้วไง ความรอด ก็ได้รับแล้ว การเป็นผู้ชอบธรรม ก็ได้รับแล้ว คนของพระเจ้าก็เป็นแล้ว แล้วยังจะไปหาอะไรอีก”

หรือบางคนอาจจะคิดว่ารางวัลที่พูดถึง ก็คือสิ่งที่เราทำบนโลกใบนี้ แล้วเราจะไปเก็บเกี่ยวรางวัลที่โลกหน้า มันไม่เกี่ยวกันเลย  สิ่งที่เราทำบนโลกใบนี้ เราก็จะเก็บเกี่ยวรางวัลบนโลกใบนี้ เพราะว่าบนโลกหน้า หลังความตาย พระเจ้าทำให้เราเสร็จหมดเรียบร้อย ทุกคนได้เท่ากัน ไม่มีใครได้ดีกว่าใคร? ไม่ว่าเราจะทำอะไรเยอะแยะมากมายบนโลกใบนี้ ก็ไม่มีผลอะไรกับโลกหน้า ที่เราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว โดยผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์

แต่รางวัลที่อาจารย์เปาโลพูดถึงตรงนี้ คือร่างกายใหม่ ในโลกวิญญาณ ความรอด เราได้แล้วใช่ไหม? วิญญาณเราเกิดใหม่แล้วใช่ไหม? เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว เราได้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคเข้ามาอยู่ในเราเรียบร้อยไปแล้ว แต่สิ่งที่เรายังไม่ได้ แต่เป็นรางวัลที่พระเจ้าเตรียมให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกหน้า หลังจากเราทิ้งร่างเก่านี้ ก็คือร่างกายที่จะต้องเปื่อยเน่าไป พอทิ้งร่างเก่านี้ปุ๊บ วิญญาณเราออกจากร่าง เราไปสวมร่างใหม่เลย เป็นร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นร่างกายใหม่ที่ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องป่วย ไม่ต้องตาย ไม่ต้องทุกข์ทรมาน เป็นร่างกายที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่พวกเราผู้เชื่อทุกคนหวังไว้ หวังในสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ แต่ที่ตอนนี้บอกว่าหวัง เพราะว่าเรายังไม่ได้รับ เราต้องรอรับหลังจากที่วิญญาณเราออกจากร่าง แล้วเราไปสวมร่างกายใหม่ ดังนั้น มันจะแยกเป็น 2 ส่วน

ฟีลิปปี 3:15 “พวกเราทุกคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  ควรมีทัศนะเช่นนี้ และถ้าท่านคิดเห็นแตกต่างไปในบางประเด็น พระเจ้าจะทรงให้ท่านเข้าใจเรื่องนั้นอย่างแจ่มแจ้งด้วย”

 

พอคนที่เป็นผู้ใหญ่ เราไม่ต้องมาพูดเรื่องความรอด การกลับใจใหม่ พูดเรื่องการสารภาพบาป ก็คือเรารู้หมดแล้ว ฉะนั้น อาจารย์เปาโลก็บอกว่าถ้าโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว ไม่ต้องมาคุยเรื่องนี้ซ้ำอีกแล้ว แต่ที่อาจารย์เปาโลเอามาคุย เพราะว่ามันมีเหตุ เหตุที่มีคนถูกล่อลวงให้เฉไป ก็เลยต้องมาคุย

ฟีลิปปี 3:16 “ขอแต่เพียงให้เราดำเนินชีวิต  ให้สมกับสิ่งที่เราได้รับมาแล้ว”

 

ก็คือเมื่อเราเชื่อวางใจในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ สิ่งที่เราได้รับมาแล้ว คือเราเป็นใคร? เราเป็นความดีงาม เป็นความสว่าง เป็นสันติสุข เป็นความชื่นชมยินดี เป็นความบริสุทธิ์ เป็นความชอบธรรม ก็คือเราได้รับมาแล้ว ฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ ก็คือเมื่อเชื่อแล้ว ให้เราดำเนินชีวิตให้สมกับที่เราเป็น แล้วเราเป็นตรงนี้ คือพระเจ้าให้เราเรียบร้อยไปแล้ว

ในพระคัมภีร์ตรงนี้ หลายคนอาจจะไม่เข้าใจถึงลักษณะการทำงานของพระเจ้า แต่ว่าเราสามารถทำได้ โดยความเชื่อ นึกออกไหม ตอนนี้ทุกอย่าง เราต้องใช้ความเชื่อหมดเลย อาจารย์เปาโลพูดไว้ใน 1 โครินธ์ 13:13 … “ดังนั้น ยังตั้งอยู่ 3 สิ่ง คือความเชื่อ ความหวัง และความรัก” แล้วอาจารย์เปาโลก็จบท้ายลงที่ว่า … “ความรักใหญ่ที่สุด”

ความเชื่อ ณ เวลานี้ ที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ สิ่งที่พระเจ้าสัญญากับเรา มันเป็นเรื่องของโลกวิญญาณ  เรามองไม่เห็น เราจึงต้องใช้ความเชื่อเอา แต่วันหนึ่ง วิญญาณเราออกจากร่าง เราก็จะไปเจอพระเจ้าหน้าต่อหน้า ถึงวันนั้น คริสเตียนไม่ต้องใช้ความเชื่อแล้ว เราเห็นพระเจ้าชัดๆ แล้ว

อีกอันหนึ่ง คือความหวัง ความหวังตอนนี้ เราก็ยังต้องหวังอยู่ เพราะว่าสิ่งที่พระเจ้าสัญญากับเรา ร่างกายใหม่ เรายังไม่ได้ พอเราไม่ได้ เราก็ยังหวังอยู่ วันหนึ่งเมื่อเราออกจากร่างนี้ไป เราก็ไปสวมร่างกายใหม่ ถึงตอนนั้น ไม่ต้องหวังอีกแล้ว ก็คือจบ

แต่เรื่องของความรัก มันจะคงอยู่กับเราทั้งบนโลกนี้ และโลกหน้าด้วย เพราะว่าพระเจ้าเป็นความรัก ทันทีที่เราเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ความรักของพระเจ้าเข้ามา เป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา เราเป็นความรัก ฉะนั้น พอเราจากโลกนี้ไป ความรักตรงนี้ คือพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับเรา ก็อยู่กับเราด้วย ฉะนั้น ที่อาจารย์เปาโลบอกว่าความรักใหญ่ที่สุด  ก็คืออย่างนี้แหละ คือไม่หายไปไหน? หลังความตาย ความรักก็ยังอยู่กับเรา

ฟีลิปปี 3:17 “พี่น้องทั้งหลาย  จงร่วมกันทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า  และเลียนแบบผู้ที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่เราได้ให้ท่านไว้”

 

เลียนแบบข้าพเจ้า ก็เพราะว่าข้าพเจ้าเลียนแบบพระคริสต์

สรุปจบ ก็คือให้เราทำตามแบบของพระคริสต์ แต่ว่าพระเยซูคริสต์เรามองไม่เห็น พอเรามองไม่เห็น เราก็ต้องดูจากผู้รับใช้ของพระเจ้า จากเปาโล หรือจากผู้รับใช้อื่นๆ ตอนที่ทำงานรับใช้พระเจ้าร่วมกับเปาโล ที่เห็นความเชื่อของเขา สิ่งที่เขากระทำออกมา ดังนั้น อาจารย์เปาโลบอกว่าให้เราเลียนแบบคนเหล่านั้น แล้วก็ดำเนินชีวิต ตามแบบอย่างที่คนเหล่านั้นทำ คือดำเนินชีวิตด้วยความรัก ความเชื่อ อะไรก็แล้วแต่ ที่พระเจ้าบอกให้เราทำ

ฟีลิปปี 3:18-19 “18 เพราะว่าดังที่ข้าพเจ้าเคยพร่ำเตือนท่าน  และบัดนี้  ก็เตือนอีกด้วยน้ำตาว่ามีหลายคนที่ใช้ชีวิตอย่างเป็นศัตรูต่อไม้กางเขนของพระคริสต์ 19 ปลายทางของพวกเขา  คือความพินาศ พระของเขา คือกระเพาะ เขาภูมิใจในสิ่งที่ควรอับอาย ปักใจอยู่แต่กับสิ่งฝ่ายโลก”

 

ในข้อที่ 18 กับ 19 อาจารย์เปาโลกำลังพูดถึงพี่น้องอีกหลายๆ คน ที่อาจารย์เปาโลไปประกาศแล้วว่าให้เขาหันใจตัวเอง จากการพึ่งพาตัวเอง  ให้มาพึ่งพระเจ้าดีกว่า คือพูดแล้ว ก็ยังไม่สนใจ พระคุณที่พระเจ้าให้ ก็ยังคงอยากจะพึ่งพาในตัวเอง  ซึ่งอาจารย์เปาโลบอกว่าเสียใจนะ เหมือนพี่น้องร่วมชาติ ก็อยากให้เขาได้รับความรอด แต่เขาไม่เอาพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด ที่มาช่วยเขา เมื่อเขาไม่เอา ก็อยู่ที่เดิม … ที่เดิม ก็คือบึงไฟนรก  ก็คืออยู่ในอาดัม อยู่ในความบาป อยู่ในคำสาปแช่ง เมื่อสิ้นสุดชีวิตของเขา เขาก็ต้องไปสู่ความตาย ความพินาศ นี่คือสิ่งที่อาจารย์เปาโลพูดนะ ในตรงนี้

ฟีลิปปี 3:20 “แต่เราเป็นพลเมืองสวรรค์  และเราเฝ้ารอคอยพระผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์  คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า”

 

“แต่เรา” คือพูดถึงพี่น้องที่เชื่อ ตามเปาโลเชื่อตามอัครทูตในสมัยเดิมที่เชื่อวางใจในพระเจ้า ไม่พึ่งการกระทำของตัวเอง เราเป็นพลเมืองสวรรค์แล้ว เราเชื่อพระเจ้าแล้ว เราเป็นคนของพระเจ้าแล้ว เราก็เฝ้ารอคอยพระเจ้าของเรา

ฟีลิปปี 3:21 “พระองค์จะทรงเปลี่ยนกายอันต่ำต้อยของเรา  ให้เหมือนพระกายอันทรงพระเกียรติสิริของพระองค์  โดยฤทธานุภาพที่สยบทุกสิ่งไว้ใต้อำนาจของพระองค์”

 

ข้อ 21 อาจารย์เปาโลย้ำให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อถึงวันหนึ่งข้างหน้า พระเจ้าจะเปลี่ยนกายอันต่ำต้อย คือกายเนื้อของเรา ที่อยู่ในความสาปแช่ง เมื่อเราจากโลกนี้ไป วิญญาณเราออกจากร่างปุ๊บ เราจะไปสวมกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี ที่เป็นเหมือนตอนที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วก็มาปรากฏกับสาวกของพระองค์ ก็คือสามารถจำกันได้ สามารถที่จะกินข้าวด้วยกันได้ พูดคุยกันได้ แล้วก็สามารถเดินทะลุประตูได้ ไม่ต้องเปิดประตู เดินทะลุได้ อันนั้นแหละ คือกายใหม่ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับพวกเราผู้เชื่อ เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว เราไปสวมกายตรงนั้น นั่นแหละ เราจะได้รับความรอด ครบถ้วนบริบูรณ์ คือชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ที่พระเจ้าได้ให้กับพวกเราผู้เชื่อทุกคน  พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

***********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

คริสเตียนที่บังเกิดใหม่ ได้รับตัวตนใหม่แล้ว แต่ยังคงทำบาปอยู่ เหตุ คือมาจากสิ่งที่เรียกว่า เนื้อหนัง

ที่ผ่านมา การแปลพระคัมภีร์ ในเรื่องเกี่ยวกับการทำบาปของคริสเตียน เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “วิสัยบาป” หมายถึง “ธรรมชาติบาป” ซึ่งมีปรากฏอยู่เยอะเลย ในพระคัมภีร์ใหม่

ตัวอย่าง เช่น โรม 8:5 “ผู้ที่ดำเนินชีวิต ตามธรรมชาติวิสัยบาป ก็ปักใจในสิ่งที่วิสัยบาปต้องการ แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติของพระวิญญาณ ก็ปักใจในสิ่งที่พระวิญญาณทรงประสงค์”

ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติวิสัยบาป ก็ปักใจในสิ่งที่ธรรมชาติวิสัยบาปต้องการ

พอใช้คำว่า “วิสัยบาป” ก็กลายเป็นความเข้าใจแบบเดิมๆ ที่บอกว่า มี 2 ตัวอยู่ในเรา เป็น 2 ธรรมชาติวิสัย  อันหนึ่ง คือธรรมชาติเดิม (คือตัวดำ) ที่เป็นวิสัยบาป อีกอันหนึ่ง คือธรรมชาติใหม่ (คือ ตัวขาว) ที่เป็นเหมือนพระเจ้า

เวลาที่เราไปทำบาป ก็บอกว่า เป็นเพราะทำตามธรรมชาติเดิม ตอนไหนที่ทำดี ก็บอกว่าตอนนั้น ทำตามธรรมชาติใหม่

คิดตามนะครับ “ธรรมชาติ” ก็แปลว่าธรรมชาติ มีได้แค่ธรรมชาติเดียวเท่านั้น เหมือนตัวอย่าง ที่ผมพูดบ่อยๆ ว่าธรรมชาติของทาร์ซาน คือมนุษย์  ต่อให้ไปอยู่กับลิงนานแค่ไหน ใช้ชีวิตแบบลิง พูดภาษาลิง กินอาหารลิง  แต่ธรรมชาติหรือตัวตนที่แท้จริง ก็ยังคงเป็นมนุษย์ อยู่วันยังค่ำ

ฉันใด ก็ฉันนั้น พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า และได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว มาเป็นลูกพระเจ้าแล้ว  ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงธรรมชาติของตัวตนที่แท้จริงของเรา จากธรรมชาติแห่งวิสัยบาป (หรือ Sinful Nature) มาเป็นธรรมชาติที่เหมือนพระเจ้า (หรือ Divine Nature)   และเมื่อพระเจ้า ได้เปลี่ยนธรรมชาติของเราแล้ว   ก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว  ที่จะสามารถเปลี่ยนได้อีก

สรุปว่าคริสเตียนมีกี่ธรรมชาติ? … คำตอบ คือมีแค่ 1 ธรรมชาติเท่านั้น คือธรรมชาติของวิญญาณ ที่เป็นเหมือนพระเจ้า  ไม่มีอีกแล้ว ธรรมชาติวิสัยบาป

ถามว่าคริสเตียนที่มีแต่ธรรมชาติวิญญาณ เป็นลูกพระเจ้าเหมือนพระเจ้าแล้ว ยังทำบาปไหม?  คำตอบ  คือทำ แต่เป็นการทำบาป ที่ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติวิสัย

โรม 6:6 “เรารู้แล้วว่าคนเก่าของเรานั้น ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้น จะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป”

คนเก่าของเรานั้น ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้น จะถูกทำลายให้สิ้นไป คนเก่าของเรา ก็คือตัวตนเก่า ที่เป็นธรรมชาติวิสัยบาป ถูกตรึงไว้กับพระเยซูคริสต์แล้ว ถูกทำลายจนหมดสิ้นไปแล้ว เราได้เปลี่ยนธรรมชาติวิสัย มาเป็นลูกพระเจ้าแล้ว

ธรรมชาติวิสัยของลูกพระเจ้า คือสะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีบาป และไม่ทำบาป เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่เราทำบาป ก็แปลว่า เรากำลังฝืนธรรมชาติวิสัยของเรา เหมือนที่ทาร์ซาน ยังคงชินกับการทำตัวแบบลิง ก็คือการฝืนธรรมชาติ

ซึ่งจริงๆ แล้วคำว่า “เนื้อหนัง” มาจากรากศัพท์ ในภาษากรีก คำว่า “SARX” ที่แปลว่า “Fresh” หรือ “เนื้อหนัง”  ซึ่งมีความหมายต่างกับคำว่า “ธรรมชาติวิสัยบาป” (Sinful Nature)

คริสเตียนมีธรรมชาติวิสัยเดียว คือธรรมชาติวิสัยที่เหมือนพระเจ้า  แต่ยังคงทำบาปอยู่  เพราะยังมี SARX หรือ FRESH หรือเนื้อหนัง ซึ่ง SARX หรือ Flesh หรือเนื้อหนังนี้ ไม่ใช่ธรรมชาติลักษณะของเรา  แต่เป็นปรสิต หรือกาฝาก ที่แอบซ่อนอยู่

ในโรม 8:5 ถ้าจะแปลให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง ตามภาษาเดิม ก็จะเป็น “ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามเนื้อหนัง ก็ปักใจในสิ่งที่เนื้อหนังต้องการ แต่ผู้ที่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ ก็ปักใจในสิ่งที่ พระวิญญาณทรงประสงค์”

ถึงตรงนี้ เราสรุปได้แล้วนะครับว่าเมื่อเราได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของเรา คือวิญญาณ มีธรรมชาติวิสัยที่เป็นเหมือนพระเจ้า และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้อีก เป็นสิ่งยืนยันว่าเราได้รับความรอด ได้ไปสวรรค์แล้ว แน่นอน 100 %

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1322

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  25  กรกฎาคม  2021

 เรื่อง “ชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์  (แบบ Full Option)”

โดย  นคร  เวชสุภาพร

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้คุยกันเรื่อง “ความหวังของท่านอยู่ที่ไหน?” ยังจำคำตอบได้ไหมครับ?  จากพระคัมภีร์เราได้เรียนรู้แล้วว่าท่ามกลางสถานการณ์แห่งความทุกข์ยากลำบาก บนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา พระคัมภีร์ก็เตือนเรา บอกความจริงเรา ตลอดเวลาว่าอยู่บนโลกใบนี้ ทุกข์ยากลำบากทุกคน ไม่ใช่คริสเตียนคนเดียว  จะคริสเตียน หรือไม่คริสเตียน ทุกข์ยากลำบากหมด แม้กระทั่งธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้นมา สัตว์เอย สรรพสิ่งเอย ก็ทุกข์ยากไปกับเราด้วย ในความทุกข์ยากลำบากนี้ เราควรจะมีความคิดอย่างไร? มีความหวังไปที่ใด? ให้เราสามารถที่จะเผชิญกับความทุกข์ลำบากเหล่านี้ไปได้ด้วยความทุกข์น้อยลง สันติสุขมากขึ้น แบบไม่ลำบากมากนัก ความหวังของเรา ซึ่งเป็นคริสเตียนอยู่ที่ไหนเอ่ย?

ครั้งที่แล้วเราได้ยกตัวอย่าง เรื่องราวของคริสเตียนยุคแรกๆ ที่เผชิญกับความทุกข์ลำบาก ถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก เราก็เห็นความเชื่อของเขาเหล่านั้นว่าความหวังของเขาอยู่ที่ไหน? ซึ่งความหวังของเขา ทำให้เขาเหล่านั้นผ่านความทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัสเหล่านั้นไปได้ด้วยวิธีใด เพราะเขาเหล่านั้นมองข้ามทุกสิ่งทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่ไปจดจ่ออยู่ที่อะไรบางอย่าง ในความหวังของเขา คือเป้าหมายสุดท้ายของเขา ในการเป็นขึ้นจากความตาย หรือการมีชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์หลังความตายทางฝ่ายร่างกายนั่นเอง  ความหวังเขาอยู่ที่นี่ ความหวังเขาไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ว่าจะอยู่สุขสบาย หรือมองไปที่ความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น มันไม่มีความหวังอยู่ในความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น  แต่ความหวังเขามองไปที่ชีวิตนิรันดร์ ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งผมย้ำตรงนี้ครั้งที่แล้ว ความครบถ้วนบริบูรณ์นี้ว่าชีวิตนิรันดร์แบบ Full Option จำได้ใช่ไหมครับ?  ย้ำกันตรงนี้อีกครั้งว่าคริสเตียน เราต้องมีความหวังของเราไว้ที่ชีวิตนิรันดร์ แบบครบถ้วนบริบูรณ์ มีคริสเตียนบางคนยังมีความเข้าใจว่าความหวังของเรา คือการได้ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน แบบครบถ้วนบริบูรณ์ในอนาคต หลังความตาย

คิดให้ดีๆ นะ ความหวังในชีวิตนิรันดร์แบบครบถ้วนบริบูรณ์ หลังจากตายแล้ว  มันก็เป็นความหวังที่หลายคนมีความหวังอยู่  แต่ถ้าเรามาคิดตามถ้อยคำพระเจ้าจริงๆ  หรือตามหลักของภาษาจริงๆ ว่าความรอดนิรันดร์ที่เราจะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน เรียกว่า Full Option  ครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้าเราหวัง ก็แสดงว่าตอนนี้เรายังไม่ได้ ถูกไหมครับ? มันเป็นอนาคต ตายแล้วถึงจะได้ มันก็อาจจะเกิดความกังวล สงสัย ระหว่างที่เดินทางไปสู่ความตาย หลังความตาย จะไปรับชีวิตนิรันดร์ แบบ Full Option เรามีอะไรผิดพลาดไหม?  เราทำได้ครบถ้วนไหม?  เราดีพอไหม?  มันก็เป็นความหวังที่มีคำถามในตัวเราเองว่า …

“เอ๊ะ ถึงวันนั้นจริงๆ แล้ว หลังความตายแล้ว เราจะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า Full Option อย่างที่หวังไว้จริงหรือไม่?”

เพราะเราก็คอยสังเกตดูว่าเราดำเนินชีวิตอย่างไร? จนมาถึงความตาย  ซึ่งว่ากันตามจริง เราก็เรียนกันมาเยอะแยะแล้วว่าความรอดนิรันดร์ เราได้รับเมื่อเราเชื่อในพระเจ้าแล้ว เป็นความรอดนิรันดร์ที่มันเกิดขึ้นแล้ว เดี๋ยวนี้ทันทีเลยบนโลกใบนี้  คือเมื่อเชื่อในพระเยซูแล้ว วิญญาณได้รับการบังเกิดใหม่ทันที เมื่อต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เมื่อเป็นคริสเตียน เริ่มวินาทีแรก บนโลกใบนี้เลย  ในขณะนั้น เริ่มต้นชีวิตนิรันดร์ของเราเรียบร้อยไปแล้วในสวรรค์สถาน ในโลกวิญญาณ พระคัมภีร์บอกเมื่อเราเชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซู เราได้ถูกตรึงตายพร้อมพระเยซูที่ไม้กางเขน นี่ตัวเก่าของเราที่เป็นตัวบาป  วิญญาณได้ตายไปพร้อมพระเยซูที่ไม้กางเขน  ได้ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และวันที่ 3 ได้ถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ และได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  พร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้วเดี๋ยวนี้ทันที  ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรานั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าแล้ว ชีวิตนิรันดร์จึงเกิดขึ้น ณ บัดนี้ ตอนเราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว เลยทีเดียว  และมันจะไปครบถ้วนบริบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง  หลังจากที่เราทิ้งร่างเดิมบนโลกใบนี้แล้ว  เข้าสู่มิติวิญญาณนิรันดร์นั่นเอง เห็นไหม?

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าความหวังของเรา ควรจะอยู่ที่ไหน?  ถ้าเราหวังในสิ่งที่เขาเรียกว่ามีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องหวัง พูดง่ายๆ ถ้าเรายังไม่มี เราก็หวัง แต่ในพระคัมภีร์บอกให้เรามีความหวัง เพราะสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว คือวิญญาณที่ได้เกิดใหม่แล้วในพระเยซูคริสต์กับจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในพระเยซูคริสต์ เราได้รับแล้ว นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องหวังแล้วตรงนี้ ได้แล้ว สิ่งที่เราหวัง คืออะไร? หวังไว้ว่าวันหนึ่ง วิญญาณใหม่และความคิดจิตใจใหม่นี้ จะไปสวมร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ที่เหมือนพระเยซู หลังความตายบนโลกใบนี้นั่นเอง นี่คือความหวังของเรา  ถูกต้องไหมครับ? ข้อพระคัมภีร์ที่เราทิ้งท้ายไว้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือโรม 8:24-25 ที่พูดถึงเรื่องความหวังนี้ …

โรม 8:24-25 “24 เพราะว่าในความหวังนี้ เราได้รับความรอดแล้ว แต่ความหวังที่เห็นได้นั้น ไม่ใช่ความหวังเลย ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว 25 แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้น ด้วยความอดทน”

 

“ใครเล่าหวังในสิ่งที่ตนมีอยู่แล้ว” มีอยู่แล้ว ไม่ต้องหวัง นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถานแล้วเดี๋ยวนี้  ได้รับชีวิตนิรันดร์เรียบร้อยไปแล้ว ตัวตนแท้จริงของมนุษย์ ก็คือวิญญาณ … วิญญาณเราได้รับชีวิตนิรันดร์ เปลี่ยนไปแล้ว บังเกิดใหม่ ก็คือได้รับชีวิตของพระเยซูคริสต์ มาเป็นชีวิตของเรา บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว ได้ใจใหม่ เรียบร้อยแล้ว เป็นใจที่เหมือนพระเยซูคริสต์ นี่ไม่ต้องหวังแล้ว ใช้ความเชื่อว่าได้แล้วเดี๋ยวนี้  นั่งอยู่เบื้องขวาร่วมกับพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ ไม่ต้องหวัง

แต่ถ้าเราหวังในสิ่งที่เรายังไม่มี เราย่อมรอคอยสิ่งนั้นด้วยความอดทน … อะไรยังไม่มีล่ะ  ชีวิตนิรันดร์ประกอบด้วย  วิญญาณที่เหมือนพระเยซู ความคิดที่เหมือนพระเยซูได้แล้ว และร่างกายที่บังเกิดใหม่เหมือนพระเยซูได้หรือยัง?  ยังไม่ได้ ยังอยู่ในร่างกายเก่าอยู่ เพราะฉะนั้น ความหวังของเรา ก็คืออีกนิดเดียว ได้ร่างกายใหม่ มาสวมวิญญาณ ตัวตนเรา ที่แท้จริง บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว  เราจึงรอคอยด้วยความอดทน  อดทนด้วยความเชื่อ อดทนด้วยความหวัง มีสัญลักษณ์ ก็คือมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้ยืนยันอยู่ในใจของเรา สิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็คือความรอด ชีวิตนิรันดร์ การได้อยู่ในสวรรค์ ในโลกวิญญาณเดี๋ยวนี้เลย สิ่งที่เรายังไม่มี และเป็นความหวังที่พวกเรารอคอย ด้วยความอดทน ก็คือการได้เป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นความหวังเดียวกันกับคริสเตียนในยุค ที่เขาทนทุกข์ทรมาน ด้วยความเชื่อและวางใจในพระเจ้า  ไม่ว่าจะทุกข์ขนาดไหน? เขาก็ยินดีได้ เพราะความหวังตรงนี้แหละ

ความหวังที่จะเป็นขึ้นจากความตาย หมายถึงการได้รับร่างกายใหม่  หลังจากที่กายนี้ กายเก่า ตายจากโลก เสื่อมสลายไป  ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่ากายสวรรค์ หรือกายวิญญาณ สิ่งที่เรากำลังหวังและรอคอยในชีวิตนิรันดร์ ตอนหลังความตาย  เพิ่มเติมให้เป็น Full Option ก็คือร่างกายสวรรค์ ร่างกายฝ่ายวิญญาณ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราอยู่ในร่างกายเก่า 1 โครินธ์ 15:40 ที่เราได้ยกมาเมื่อครั้งที่แล้ว บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

1 โครินธ์ 15:40  “กายก็มีทั้งแบบสวรรค์และแบบฝ่ายโลกเช่นกัน แต่สง่าราศีของกายแบบสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง และสง่าราศีของกายแบบฝ่ายโลกก็อีกอย่างหนึ่ง”

 

การได้รับกายใหม่  ซึ่งเรียกว่ากายสวรรค์ หรือกายวิญญาณ หลังจากที่กายแบบโลก คือกายเก่านี้ ของเรามันเสื่อมสลาย ก็คือตาย เมื่อตายไปปุ๊บ การได้รับชีวิตนิรันดร์ ครบถ้วนบริบูรณ์ คือ Full Option จะเข้ามาแทนที่ ตรงนี้แหละ คือสิ่งที่เรายังไม่มี และเป็นความหวังที่พวกเรารอคอยด้วยความอดทน

วันนี้เราจะมาสรุปกันที่ความหวังของเราตรงนี้ว่ากายสวรรค์ กายโลกวิญญาณ กายที่เป็นขึ้นจากตาย ที่เรารอคอย มันเป็นอย่างไร? หน้าตามันเป็นอย่างไร?  ทำอย่างไร? เราจึงได้รับ และวันนั้น จะมาถึงเมื่อไร?  ในพระคัมภีร์มีบอกไว้ค่อยข้างชัดเจน ซึ่งเรื่องวันนี้ ชื่อเรื่องที่ผมตั้งขึ้นว่า “ชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ (แบบ Full Option)” เริ่มต้นที่คำถามแรก …

“คนตายจะเป็นขึ้นมาได้อย่างไร?  เมื่อร่างกายของเราตายไปแล้ว เน่าเปื่อย ย่อยสลายไปแล้ว เราจะเป็นขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร?  จะอยู่ในสภาพไหน?”

ทุกคนก็คิดอย่างนี้แหละ ถึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ต้องคิดอย่างนี้  อยากรู้ใช่ไหมว่าความหวังของคริสเตียนอยู่ที่ไหน? และพระคัมภีร์พูดว่าอย่างไร?  ชัดเจนมาก อาจารย์เปาโลยกตัวอย่างนี้อย่างชัดเจนมากๆ ลองติดตาม เราจะได้รู้ว่าความหวังของเราอยู่ตรงไหน? 1 โครินธ์ 15:35-44

1 โครินธ์ 15:35-44 “35 บางคนอาจจะถามว่า “คนตายเป็นขึ้นมาได้อย่างไร? เมื่อเป็นขึ้นร่างกายของเขาจะเป็นแบบไหน?” 36 ช่างเขลาเสียจริง! สิ่งที่ท่านหว่านลงจะไม่มีชีวิตขึ้นมา ถ้าสิ่งนั้นไม่ตายเสียก่อน 37 เมื่อท่านหว่าน ท่านไม่ได้ปลูกต้นที่โตเต็มที่แล้ว แต่ท่านปลูกแค่เมล็ด ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดข้าวสาลี หรือเมล็ดพืชใดๆ 38 แต่พระเจ้าประทานลำต้นตามที่ได้ทรงกำหนดไว้  และพระองค์ประทานลำต้นของมันเอง ให้แก่เมล็ดแต่ละชนิด 39 เนื้อทั้งปวงไม่เหมือนกัน เนื้อมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง สัตว์ต่างๆ ก็อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ปีก สัตว์น้ำก็อีกอย่างหนึ่ง 40 กายก็มีทั้งแบบสวรรค์และแบบฝ่ายโลกเช่นกัน แต่สง่าราศีของกายแบบสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง และสง่าราศีของกายแบบฝ่ายโลกก็อีกอย่างหนึ่ง 41 สง่าราศีของดวงอาทิตย์เป็นแบบหนึ่ง ดวงจันทร์ก็อีกแบบหนึ่ง และดวงดาวก็อีกแบบหนึ่ง อันที่จริงสง่าราศีของดาวแต่ละดวงก็ต่างกัน 42 การเป็นขึ้นมาของคนตายก็เช่นกัน กายที่หว่านลงนั้น เสื่อมสลายได้ ที่เป็นขึ้นมาใหม่ จะไม่เสื่อมสลาย 43 ที่หว่านลงนั้นไร้ศักดิ์ศรี ที่เป็นขึ้นเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี ที่หว่านลงนั้นอ่อนแอ ที่เป็นขึ้นทรงพลัง 44 ที่หว่านลงนั้นเป็นกายธรรมชาติ ที่เป็นขึ้นเป็นกายวิญญาณ ถ้ามีกายธรรมชาติ ย่อมมีกายวิญญาณด้วย”

 

บางคนถาม ทุกวันนี้เราอาจจะถามเหมือนกัน … “คนตายจะเป็นขึ้นมาได้อย่างไร? เมื่อเป็นขึ้นมาร่างกายของเขาจะเป็นแบบไหนเล่า?”

เปาโลก็อธิบายให้ฟังว่า … “สิ่งที่หว่านลง จะไม่มีชีวิตขึ้นมา ถ้าสิ่งนั้นไม่ตายเสียก่อน”

หว่านลงคืออะไร?  อาจารย์เปาโลก็ยกตัวอย่าง หว่านเมล็ด เราปลูกต้นไม้ เราไม่ได้เอาลำต้นไปปลูก เราใช้เมล็ดเปล่าๆ  ไม่มีอะไรเลยสักนิดหนึ่ง  เป็นเม็ดเล็กๆ ใบก็ไม่มี สีสันก็ไม่มี ทิ้งไป พอเมล็ดนั้นลงไปในดิน  มันก็เริ่มเน่า เริ่มตาย  พอตายจนหมดปุ๊บ ก็เกิดเป็นลำต้นขึ้นมา พูดถึงต้นไม้ ลำต้น คือร่างกายของต้นไม้

“ตามที่ได้ทรงกำหนดไว้” พระเจ้ากำหนดไว้ ต้นไม้ต้นนี้ หว่านลงไป จะออกมาเป็นต้นอะไร? มันก็จะออกมาเป็นต้นนั้น แตกต่างจากเมล็ดที่หว่านลงไป ยกตัวอย่าง ต้นข้าวสาลี หว่านเมล็ดข้าวสาลีลงไป ไม่เห็นเกี่ยวกับลำต้นเลย ไม่มีเงาของลำต้นให้เห็นได้เลยว่าเป็นอย่างไร? แต่พระเจ้าเตรียมลำต้นของข้าวสาลีไว้  เมื่อเมล็ดลงไป ตามกฎปุ๊บ เน่าเปื่อย แล้วมันก็เกิดเป็นต้นข้าวสาลี ต่างกันลิบลับ

แล้วยังยกตัวอย่าง ข้อ 39 ว่า … “เนื้อทั้งปวงไม่เหมือนกัน” เนื้อ หมายถึงอะไร? ก็หมายถึงร่างกาย พูดถึงสัตว์แล้ว พูดถึงสิ่งที่เป็นอีกสปีซี่ส์หนึ่ง ตะกี้ต้นไม้ คราวนี้มาพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ … “เนื้อทั้งปวงไม่เหมือนกัน เนื้อมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง” เนื้อ หมายถึงกาย … “สัตว์ต่างๆ ก็อีกอย่างหนึ่ง” ร่างกายของสัตว์ต่างๆ ก็อีกอย่างหนึ่ง  สัตว์ปีก สัตว์น้ำก็อีกอย่างหนึ่ง เห็นไหมครับ? สัตว์น้ำก็มีร่างกายอีกแบบหนึ่ง  สัตว์ปีกก็มีร่างกายอีกแบบหนึ่ง  นี่อาจารย์เปาโลเริ่มยกตัวอย่างให้เห็น พระเจ้าสร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดว่าไม่เหมือนกัน เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน  ต้นไม้ก็มีชีวิต สัตว์ก็มีชีวิต มนุษย์ก็มีชีวิต สัตว์มีชีวิต มีทั้งร่างกายและมีความคิดด้วย  ต้นไม้มีร่างกาย แต่ไม่มีความคิด แต่มนุษย์แตกต่างตรงที่มีร่างกาย  มีความคิด และเป็นวิญญาณ  ซึ่งสัตว์ไม่มี เพราะฉะนั้น มนุษย์เป็นผู้ประเสริฐ เป็นพระฉายของพระเจ้า  คือมีวิญญาณพระเจ้าอยู่ภายใน เป็นตัวเริ่มต้นชีวิต นี่คือสิ่งที่พระเจ้ากำหนด และสร้างขึ้นมา

ในข้อ 40 บอกว่า … “เพราะฉะนั้น กายก็มีทั้งแบบสวรรค์และฝ่ายโลกเช่นกัน”

พูดถึงกายของมนุษย์ ร่างกายของมนุษย์ก็จะมีแบบสวรรค์ด้วย  และมีแบบฝ่ายโลกด้วย เปรียบเทียบเมื่อตะกี้นี้ว่าเมล็ดพืชกับต้นไม้ที่มันเกิดมาทีหลัง 2 อย่าง ตอนนี้มาเปรียบเทียบให้เห็นว่าร่างกายของมนุษย์ ก็มีร่างกายแบบสวรรค์กับร่างกายแบบโลกที่เรามองเห็นทุกวันนี้ แต่สง่าราศีกายแบบสวรรค์ ก็อย่างหนึ่ง และสง่าราศีของกายแบบฝ่ายโลก ก็อีกอย่างหนึ่ง

“สง่าราศี” คือครั้งที่แล้ว ที่ผมบอกว่าเป็นสปีซี่ส์ เป็นลักษณะชีวิตที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา  เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่ว่ามีคุณภาพของชีวิตแตกต่างกัน  ร่างกายแบบที่ถูกสร้างขึ้นมา จากดิน เรียกว่าฝ่ายโลก  ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ร่างกายที่ถูกสร้างมาแบบสวรรค์ แบบวิญญาณก็อีกแบบหนึ่ง มีคุณภาพ  ลักษณะแตกต่างกัน

ข้อ 41 บอกว่า … “สง่าราศีของดวงอาทิตย์ ก็อีกแบบหนึ่ง  ดวงจันทร์ก็อีกแบบหนึ่ง และดวงดาวก็อีกแบบหนึ่ง  อันที่จริงสง่าราศีของดวงดาวแต่ละดวง ก็ต่างกัน”

เห็นไหม?  ก็คือลักษณะที่ถูกสร้างขึ้นมา จะไม่เหมือนกัน เนื้อจะไม่เหมือนกัน  ความสง่างามก็ไม่เหมือนกัน

ท่านลองนึกภาพต้นกุหลาบกับต้นไมยราบ มันก็ต่างกันนะ  กุหลาบก็เป็นต้นไม้ ไมยราบก็เป็นต้นไม้ แต่เราว่าสง่าราศีของใครเด่นกว่า กุหลาบนะเด่นกว่า ถูกไหม?

สัตว์ล่ะ เหมือนครั้งที่แล้ว ที่ผมยกตัวอย่างมด ตัวหนึ่งก็มีชีวิตตัวหนึ่ง  มาเทียบกับลิง ลิงก็มีชีวิต ใครดูมีราศีกว่ากัน ก็ต้องเป็นลิงสิ ในทำนองเดียวกัน ร่างกายมนุษย์ก็เหมือนกัน ร่างกายของโลกใบนี้กับร่างกายสวรรค์ก็แตกต่างกันลิบลับเหมือนกัน  ดวงดาวก็เช่นเดียวกัน อย่างที่บอกดวงอาทิตย์กับดวงดาวเล็กๆ ดวงหนึ่ง  ดาวอังคารที่ไม่มีแสงในตัวเอง ต่างกันไหม? มันก็ต่างกัน

ข้อที่ 42 จึงบอกว่า … “การเป็นขึ้นมาของคนตายก็เช่นกัน” นี่เปรียบเทียบให้เห็น “การเป็นขึ้นมาของคนตายก็เช่นกัน กายที่หว่านลงนั้น เสื่อมสลายได้” ก็คือร่างกายที่เราเห็นอยู่นี้  ที่ถูกสร้างมาจากดิน เมื่อวันหนึ่งที่มันต้องตาย  คือมันเน่าไปเหมือนกับเมล็ด  พืช มันเสื่อมสลายไป  ที่เป็นขึ้นมาใหม่จะไม่เสื่อมสลาย” ต้นที่เป็นขึ้นมาใหม่ คือร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย  ร่างกายสวรรค์จะเป็นอมตะ ไม่มีการตายอีกต่อไปเลย ไม่มีการเสื่อมสลายอีกต่อไปเลย ไม่มีเน่าเปื่อย  ไม่มีเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีน้ำตา ไม่มีทุกข์ยากลำบากอีกต่อไป  ไม่มีการแก่อีกต่อไป

ข้อ 43 … “หว่านลงนั้นไร้ศักดิ์ศรี ที่เป็นขึ้นเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี” เปรียบเทียบ 2 อัน กายที่ตายลงไปแล้ว ไม่มีอะไรเลย  มันอ่อนแอ มันไม่มีศักดิ์ศรีเลย แต่ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย จะเปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรี  ที่หว่านลงนั้นอ่อนแอ ที่เป็นขึ้นทรงพลัง  เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี  เหมือนพระเยซู

ข้อ 44 … “ที่หว่านลงนั้นเป็นกายธรรมชาติ” กายธรรมชาติ ก็คือกายแบบวัตถุ ที่เหมือนโลกใบนี้ กายธรรมดา … “ที่เป็นขึ้นมาเป็นวิญญาณ หรือเรียกว่ากายสวรรค์ ถ้ามีกายธรรมชาติ ก็ย่อมมีกายสวรรค์ด้วย” คือมันมีจริงๆ  ตามที่ยกตัวอย่างขึ้นมา

เพราะฉะนั้น กายธรรมชาติที่ทุกวันนี้อยู่ มันเป็นกายที่อ่อนค่า ด้อยค่าไม่มีสง่าราศี  ไม่มีเกียรติ แต่กายใหม่ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเรา ที่จะสวมวิญญาณใหม่  ที่บังเกิดใหม่แล้วเดี๋ยวนี้ ใจใหม่ที่ได้รับแล้วเดี๋ยวนี้ มันต้องเข้ากันได้ พูดง่ายๆ ว่าเป็นกายที่เหมาะสำหรับชาวสวรรค์จะสวมนั่นเอง มันเข้ากันได้

และถามว่ากายวิญญาณ กายสวรรค์ที่เหนือธรรมชาตินี้ ที่จะมาแทนที่ ผู้เชื่อสามารถที่จะคาดคะเนได้ไหมว่าลักษณะเป็นเช่นไร? พระเจ้าทรงทราบดีว่ามนุษย์ก็ต้องคิดอย่างนี้  ก็เลยให้พระเยซูเป็นตัวอย่าง พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  ร่างกายของพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  อย่างนั้นแหละ เราก็จะได้รับร่างกายเหมือนพระเยซู เป็นขึ้นจากความตาย และพระเยซูหลังจากเป็นขึ้นจากความตาย จึงมาปรากฏ 40 วันให้ผู้คนและสาวกให้เห็นมากมาย เป็นพยานยืนยันว่านี่แหละ เป็นอย่างนี้ๆ  เพื่อจะไปเล่าสู่กันฟัง  ไปบอกกันฟังว่าเป็นอย่างนี้  เป็นสง่าราศีอย่างนี้

พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูเป็นผลแรกของบรรดามนุษย์ทั้งหลายที่เป็นขึ้นจากความตาย คือผู้ที่เป็นขึ้นจากความตายผู้แรกนั่นเอง  และเราทั้งหลาย ก็จะเป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระองค์เช่นเดียวกัน  ร่างกายก็จะเหมือนพระองค์ สามารถจับต้องมองเห็นได้ บางคนบอกว่าแล้วตอนที่เราตาย แล้วเราเป็นขึ้นจากความตาย ยังจำกันได้ไหม?  ลองดูพระเยซูเป็นตัวอย่าง

พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย มาปรากฏกับสาวก สาวกจำพระเยซูได้ไหมครับ? ตอบว่าได้  นี่พระเยซู  เดินทะลุกำแพงเข้ามา  ไม่ต้องเปิดประตู ตกใจนึกว่าเป็นผี พอตั้งสติได้ พระเยซูนี่นา เห็นไหม? จำได้นะ  แล้วสามารถเดินผ่าน ทะลุกำแพงได้ กินอาหารได้ ลอยขึ้นไปบนสวรรค์ บนฟ้าได้ด้วย อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น นี่คือลักษณะกายสวรรค์ กายฝ่ายวิญญาณที่จะเป็นขึ้นจากความตาย  ในวันหนึ่งที่เราทิ้งร่างเก่าไปแล้วนั่นเอง เรามาต่อ 1 โครินธ์ 15:45-50 บันทึกไว้อย่างนี้ …

1 โครินธ์ 15:45-50 “45 จึงมีเขียนไว้ว่า “อาดัมมนุษย์คนแรก จึงกลายเป็นผู้มีชีวิต” ส่วนอาดัมคนหลังเป็นวิญญาณ ผู้ให้ชีวิต 46 กายวิญญาณไม่ได้มาก่อน แต่กายธรรมชาติมาก่อน และกายวิญญาณมาทีหลัง 47 มนุษย์คนแรกมาจากธุลีดินของโลกนี้ มนุษย์คนที่สองมาจากสวรรค์ 48 คนฝ่ายโลกเป็นอย่างไร ชาวโลกก็เป็นอย่างนั้น คนจากสวรรค์เป็นอย่างไร ชาวสวรรค์ก็เป็นอย่างนั้น 49 และเราเกิดมามีลักษณะเหมือนกับคนฝ่ายโลกอย่างไร เราก็จะมีลักษณะเหมือนกับคนจากสวรรค์อย่างนั้น 50 พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอประกาศว่าเนื้อและเลือด ไม่อาจรับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก และสิ่งที่เสื่อมสลาย ไม่อาจรับสิ่งที่ไม่เสื่อมสลายเป็นมรดก”

 

“อาดัมมนุษย์คนแรก จึงกายเป็นผู้มีชีวิต” ก็คืออาดัมถูกสร้างมาจากดิน จากธรรมชาติของวัตถุ หรือธาตุที่สร้างโลกนี้ขึ้นมา เป็นร่างกายของอาดัม เราทั้งหลาย ก็เหมือนอาดัมนั่นแหละ  ถูกสร้างขึ้นมาจากดิน  แล้วพระเจ้าประทานชีวิตให้

“ส่วนอาดัมคนหลัง” ทำไมพระเยซูถูกเรียกว่าเป็นอาดัม คนที่สอง หรือว่าอาดัมคนหลัง  เพราะพระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์  แล้วก็ได้กระทำการสิ่งหนึ่งที่เริ่มต้นเผ่าพันธุ์มนุษย์พันธุ์ใหม่บนโลกใบนี้  เพื่อให้บรรดามนุษย์เผ่าพันธุ์เก่า ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในเผ่าพันธุ์ใหม่  คือเผ่าพันธุ์ของพระเยซู เผ่าพันธุ์ของพระเจ้า  มนุษย์พันธุ์ใหม่ พันธุ์ที่มีชีวิตนิรันดร์อยู่ในตัว

ส่วนอาดัมคนหลัง  ก็คือพระเยซู เป็นวิญญาณผู้ให้ชีวิต เห็นไหมครับ? พระองค์เป็นชีวิตเลย  พระองค์มาเพื่อประทานชีวิต ให้กับคน แตกต่างกับอาดัม ผู้รับชีวิตมาจากพระเจ้า แต่พระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อประทานชีวิตให้กับมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  เป็นหัวหน้าของมนุษย์พันธุ์ใหม่ เป็นต้นตระกูลของมนุษย์พันธุ์ใหม่  เรียกว่าพันธุ์พิเศษ พันธุ์พระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้นก่อนหน้าพระเยซูมีพันธุ์เดียว ก็คือพันธุ์อาดัม ตอนนี้มีพันธุ์ใหม่ ก็คือพันธุ์พระเยซูคริสต์

ข้อ 46 “กายวิญญาณไม่ได้มาก่อน แต่กายธรรมชาติมาก่อน และกายวิญญาณมาทีหลัง” พูดง่ายๆ ว่ากายธรรมชาติ คือกายแบบอาดัมมาก่อน เกิดก่อน แล้วหลังจากนั้น ค่อยมีกายมนุษย์พันธุ์ใหม่ คือกายพระเยซูคริสต์  เราที่อยู่ในกายของอาดัม เมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว อยู่ในขบวนการแห่งชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ได้รับวิญญาณนิรันดร์จากพระเจ้าแล้ว จิตใจใหม่จากพระเจ้าที่เหมือนพระเยซูคริสต์เรียบร้อยแล้ว ขณะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เมื่อวันหนึ่งร่างกายเก่า ร่างกายอาดัมสิ้นสุดลง เราก็จะไปรับร่างกายใหม่ ร่างกายวิญญาณจึงเรียกว่าทีหลัง

ข้อ 47 “มนุษย์คนแรกมาจากธุลีดินของโลกนี้ มนุษย์คนที่สองมาจากสวรรค์” อันนี้ชัดเจน  ที่ตะกี้นี้อธิบายไปแล้ว

ข้อ 48 “คนฝ่ายโลกเป็นอย่างไร ชาวโลกก็เป็นอย่างนั้น” … คนฝ่ายโลก ก็คืออาดัมเป็นอย่างไร? ชาวโลกก็เป็นอย่างนั้น มนุษย์ที่เกิดมาจากอาดัม ก็เป็นอย่างนั้น หมายถึงคนที่ยังไม่ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ ยังไม่ได้ยอมให้พระเยซูคริสต์ย้ายเขาเข้ามาอยู่ในมนุษย์พันธุ์ใหม่  พันธุ์ที่พระเยซูคริสต์เริ่มต้น พันธุ์ชีวิตนิรันดร์นั่นเอง  คนฝ่ายโลก ก็คือฝ่ายอาดัม  เป็นอาดัม มนุษย์ทุกคนที่ยังไม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในพระเยซู ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

“คนจากสวรรค์เป็นอย่างไร ชาวสวรรค์ก็เป็นอย่างนั้น” … พระคัมภีร์เรียกเราว่าเป็นชาวสวรรค์ … คนจากสวรรค์ ก็คือพระเยซูคริสต์เป็นอย่างไร? พวกเราที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน  เป็นตั้งแต่วินาทีแรกที่เรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ พอรับเชื่อในพระเยซูคริสต์เมื่อไรก็ตามบนโลกใบนี้  ทางด้านโลกฝ่ายวิญญาณ พระเจ้าได้ย้ายวิญญาณเราออกจากอาณาจักรของความมืด ออกจากในอาดัมมาสู่ในพระคริสต์ มาอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างของพระคริสต์ มานั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์ในพระคริสต์  อยู่ในสวรรค์สถานเรียบร้อยไปแล้ว  รอคอยวันหนึ่งที่จะได้รับร่างกายใหม่เข้ามาสวมนั่นเอง

ข้อ 49 บอกว่า “และเราเกิดมามีลักษณะเหมือนกับคนฝ่ายโลกอย่างไร?” เห็นไหมครับ? มนุษย์เราเกิดมา เรามีลักษณะเหมือนคนฝ่ายโลกอย่างไร?  เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ นี่เป็นข้อความที่เขียนถึงผู้เชื่อทั้งหลาย  เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์ และได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเยซูคริสต์ ย้ายมาอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราก็จะมีลักษณะเหมือนกับคนจากสวรรค์อย่างนั้น  ก็มีลักษณะเหมือนกับพระเยซู เหมือนกันไม่มีผิดเลย

ตอนนี้วิญญาณเหมือนแล้ว พระคัมภีร์บอก 1 ยอห์น 4:17 ขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  จิตวิญญาณของเราเหมือนพระเยซูเลย เหมือนแล้วทำอย่างไร?  ก็รอคอยวันหนึ่ง เมื่อออกจากร่างนี้ ก็จะไปสวมร่างกายใหม่ ที่เหมือนนพระเยซูคริสต์นั่นแหละ เรียกว่า Full Option

ข้อ 50 “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอประกาศว่าเนื้อและเลือด ไม่อาจรับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก และสิ่งที่เสื่อมสลาย ไม่อาจรับสิ่งที่ไม่เสื่อมสลายเป็นมรดก” พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อเราทั้งหลายมีลักษณะเหมือนกับพระเยซูคริสต์ไม่มีผิด เพื่อว่าเราจะได้มีร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซู เข้าไปครอบครองร่วมกับพระเยซูในสวรรค์สถานที่พระเจ้าบอกไว้  มีทรัพย์สมบัติมากมาย มีตำแหน่งมากมาย  ครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานนิรันดร์กาล เราจะไปครอบครองนี้ได้ ก็ต่อเมื่อร่างกายของเราต้องเป็นร่างกายใหม่  ร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูเท่านั้น ร่างกายเก่าจึงเข้าสวรรค์ไม่ได้ ร่างกายเก่านี้ไม่มีคุณภาพเพียงพอ ร่างกายเก่านี้เป็นสปีซี่ส์ที่ไม่เหมาะสมที่จะไปรับมรดกร่วมกับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์สถานนิรันดร์ได้  หมายถึงอย่างนั้น

1 โครินธ์ 15:51 “ฟังเถิด ข้าพเจ้าจะบอกข้อล้ำลึกแก่ท่าน คือเราจะไม่ล่วงลับกันทั้งหมด แต่พวกเราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง”

 

“ฟังเถิด ข้าพเจ้าจะบอกข้อล้ำลึก” ก็คือเหมือนกับสิ่งที่พระวิญญาณได้อธิบายให้กับอาจารย์เปาโลได้รู้ แล้วก็มาบอกต่ออีกทีว่าสิ่งลึกซึ้งอันนี้  เป็นหัวใจสำคัญ ในความเชื่อที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ให้กับผู้เชื่อของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว … “ความล้ำลึก” คือเราจะไม่ล่วงหลับกันทั้งหมด แต่พวกเราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง

จริงๆ ตรงนี้ต้องเป็น “ล่วงหลับ” นะไม่ใช่ “ล่วงลับ”

ทำไมอาจารย์เปาโลใช้คำว่า “หลับ” เพราะว่าเมื่อเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าแล้ว ได้เข้าสู่ขบวนการ เขาเรียกว่าได้เข้าสู่ขั้นตอนของชีวิตนิรันดร์ แบบครบถ้วนบริบูรณ์ คือชีวิตนิรันดร์ที่ได้รับจากพระเจ้า เป็นชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์  Full Option แต่แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน

ขั้นตอนแรก เมื่อรับเชื่อปุ๊บ  ก็ได้รับวิญญาณ กับจิตใจใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซู นี่คือขั้นตอนแรก ได้ไปทันทีเลย  ขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน ที่เป็นผู้เชื่อนั้น กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ด้วยวิญญาณใหม่ ที่เหมือนพระเยซู จิตใจใหม่ที่เหมือนพระเยซู นี่คือขั้นตอนแรก ได้รับเรียบร้อยไปแล้ว  แต่ยังคงอยู่ในร่างกายเก่า ซึ่งดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ซึ่งร่างกายเก่าไม่สามารถเข้าไปในสวรรค์ รับมรดก และไม่สามารถเจอพระเจ้าหน้าต่อหน้าได้ ไม่สามารถ

ขั้นตอนที่สอง ต้องมีการเปลี่ยนร่างกาย เป็นร่างกายสวรรค์ ร่างกายใหม่ที่เหมาะสำหรับตัวตนภายในของเรา  ที่เป็นชีวิตที่เหมือนพระเยซู มีจิตใจที่เหมือนพระเยซูแล้วนั้น จึงจะสามารถร่วมครอบครองกับพระเยซูในสวรรค์สถานนิรันดร์ได้ เรียกว่าขั้นตอนที่สอง เพราะฉะนั้น การได้รับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ตอนเป็นขึ้นจากความตายนั้น จะสวมก็ต่อเมื่อครบเวลาที่เราจะได้รับ Full Option เป็นขั้นตอนที่ 2 ของชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์

เพราะฉะนั้น นึกในใจมี 2 ขั้นตอน เมื่อมี 2 ขั้นตอน อาจารย์เปาโลจึงใช้คำนี้ว่า “เราจะไม่หลับกันทั้งหมด”  ไม่เรียกว่าตาย เรียกว่าหลับ

ทำไมเรียกว่า “หลับ” เดี๋ยวติดตามต่อไป ไม่มีคำว่าตาย เพราะว่าเราหลับ เพื่อจะตื่นขึ้นมาปั๊บ เปลี่ยนแปลงร่างกายของเราเท่านั้น  เราไม่เรียกว่าตาย เราเรียกว่าเราเปลี่ยนร่างกาย เหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า หลับปั๊บ ตื่นมาปุ๊บ ได้รับร่างกายใหม่แล้ว

“เราจะไม่ล่วงหลับกันทั้งหมด แต่พวกเราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง” ตรงนี้เน้นถึงคำว่า “พวกเราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง” … “พวกเราทั้งหมด” คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ถึงวันที่ต้องล่วงหลับไป ทั้งหมดที่ล่วงหลับไป หรือตามภาษามนุษย์เรียกว่าตาย แต่ภาษาคริสเตียนเรียกว่าหลับ  ทุกคนที่ล่วงหลับไป จะได้รับอย่างนี้ ตรงนี้เน้นถึงทุกคนที่ล่วงหลับไปนะ  ไม่ว่าจะล่วงหลับไปเมื่อไรก็ตาม? เมื่อพันปีที่แล้ว  หรือจะหลับเมื่อวานนี้  หรือจะหลับพรุ่งนี้ก็ตาม จะได้รับการเปลี่ยนแปลง  โดยอย่างนี้ นี่คือข้อล้ำลึก 1 โครินธ์ 15:52 ได้บอกไว้ว่า …

1 โครินธ์ 15:52 “ชั่วแว๊บเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะเสียงแตรจะดังขึ้น คนตายจะถูกทำให้เป็นขึ้น แบบไม่เสื่อมสลาย และเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง”

 

หลับอยู่ใช่ไหมครับ? ชั่วแว๊บเดียว  … แว๊บเดียวขนาดไหน? ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย อันนี้รวมกัน แล้วเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกัน  ชั่วแว๊บเดียว ในพริบตาเดียว  ในขณะที่มีการเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะเสียงแตรจะดังขึ้น คนตายจะถูกทำให้เป็นขึ้น พูดง่ายๆ ว่าพอเราหลับไป มีการตื่น ถามว่าหลับไปนานเท่าไร?  อาจารย์เปาโลบอกว่าแป๊บเดียว  แค่พริบตา เหมือนที่ผมบอกว่าขณะที่เราล่วงหลับ หรือตายจากร่างกายนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่มิติฝ่ายวิญญาณ  เมื่อเราก้าวเข้าสู่มิติฝ่ายวิญญาณ ในมิติฝ่ายวิญญาณ มันไม่มีกาลเวลาแล้ว ไม่มีคำว่าหลับไปอีก 3 ปี 4 ปี 5 ปี พันปี ไม่มี เพราะในมิติโลกวิญญาณ สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีเวลา  เป็นอยู่ ก็เป็นอยู่เลย  เพราะฉะนั้น อาจารย์เปาโลจึงใช้คำนี้ว่าพริบตาเดียว ในโลกวิญญาณ พูดง่ายๆ พริบตาเดียว ชั่วแว๊บเดียว ก็คือทันที เพราะว่าในโลกฝ่ายวิญญาณ สวรรค์ของพระเจ้า ไม่มีเวลา

เราเคยคุยกันเล่นๆ ตอนนั้นบ่อยๆ ว่ามีชายคนหนึ่งบอกกับพระเจ้าว่า …

“พระเจ้า สำหรับพระองค์แล้ว หนึ่งพันปี เท่ากับหนึ่งวัน”

พระองค์บอกว่า “เอเมน ใช่”

“เงินหนึ่งหมื่นล้านของพระองค์  เท่ากับบาทเดียว”

พระองค์บอกว่า “ใช่ ถูกต้อง”

ชายคนนี้เลยบอกว่า “ลูกอธิษฐานขอสัก 50 สตางค์” (50 สตางค์ ก็เท่าไร? ห้าพันล้าน)

พระเจ้าก็ตอบว่า “เอเมน” เหมือนเดิม พอเอเมนปุ๊บ พระเจ้าก็จะหันไปหยิบห้าพันล้านให้  หันกลับมาอีกที ชายที่ขอ มายืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าแล้ว  ตายไปแล้ว เพราะขณะที่หันไปหยิบ เวลาผ่านไปประมาณเป็นร้อยปี

นี่พูดเล่น เอามาเล่าสู่กันฟัง แต่นึกให้ดีๆ มันใช่ไหม?  เวลาสำหรับพระเจ้าไม่มี แต่เราไปคิด เราไปคำนวณกันเองว่ามันกี่ปีๆ  บนโลกใบนี้มีกี่ปี? เพราะว่ามีโลกหมุนรอบตัวเอง  มีดวงอาทิตย์ มีดวงจันทร์ พระเจ้าสร้างโลกใบนี้ให้มีเวลา  เพราะฉะนั้น มันเลยนับได้  แต่ในโลกวิญญาณไม่มีเวลา เพราะฉะนั้น อาจารย์เปาโลบอกว่าชั่วแว๊บเดียว พริบตาเดียว ก็คือทันทีเลย  มีเสียงแตรเป่าขึ้น  ดังขึ้น คนตาย คือเราทั้งหลายที่ตายปั๊บ ก็จะถูกทำให้เป็นขึ้นมาใหม่ คือเปลี่ยนแปลงร่างกายเรา จากร่างกายที่ต้องตาย  คือแบบที่เสื่อมสลายได้ เข้าสู่แบบที่ไม่เสื่อมสลาย  เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่เอี่ยมเลย

1 โครินธ์ 15:53 “เพราะที่เสื่อมสลาย ต้องสวมที่ไม่เสื่อมสลาย และที่ตายได้ ต้องสวมที่ไม่มีวันตาย”

 

เห็นไหมครับ? “เพราะที่เสื่อมสลาย ต้องสวมที่ไม่เสื่อมสลาย และที่ตายได้” เข้าสู่สวรรค์ไม่ได้ ก็คือเสื่อมสลาย ก็คืออยู่ในอาดัม ไม่ได้ ต้องสวมร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ถึงจะอยู่ในสวรรค์ได้

1 โครินธ์ 15:54 “เมื่อที่เสื่อมสลายนั้น สวมที่ไม่เสื่อมสลาย และที่ตายได้นั้น สวมที่ไม่มีวันตายแล้ว คำกล่าวที่ได้บันทึกไว้ก็จะเป็นจริง คือ “ความตายก็พ่ายแพ้ ถูกกลืนหายไป”

 

เมื่อเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้น ความตายก็ไม่มีชัยอีกต่อไป เพราะว่าร่างกายใหม่ของเราไม่มีวันตาย ไม่อยู่ใต้อำนาจของความตายอีกต่อไป  ก่อนหน้านี้ร่างกายเรายังอยู่ใต้ความบาปและความตายอยู่ มันต้องตายอยู่ อาจารย์เปาโลจึงบอกว่าทนทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ในร่างกายเก่านี้ ซึ่งกำลังตายอยู่ทุกวันๆ นี้ เราอดทนได้ ก็เพราะเรามองไปที่วิญญาณที่อยู่ภายใน ที่เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน  2 โครินธ์ 4:16-18 บอกไว้ว่าเรามองไปที่สิ่งที่มองไม่เห็น  คือตัวตนข้างในของเรา  คือวิญญาณของเราและความคิดจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว มันเจริญเติบโตเข้าไปสู่ Full Option อย่างนี้ เข้าไปสู่ชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ แต่ขณะนี้มันอยู่ในร่างกายเก่าที่ต้องตาย แต่วันหนึ่งข้างหน้า เราจะได้รับร่างกายใหม่ที่ไม่ต้องตายอีกต่อไป ความตายก็พ่ายแพ้ไปเลย มันเป็นเช่นนั้น

เพราะฉะนั้น คริสเตียนหลายคนมีคำถามว่า … “แล้วขบวนการที่เราจะได้รับกายใหม่ หรือกายแบบสวรรค์เป็นอย่างไร? คนตายไปก่อนจะได้รับก่อน หรือรอรับพร้อมกัน หรือต้องรอจนกว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งก่อน”

ที่พวกเรามีคำถามแบบนี้ ก็เพราะว่าเรายังคิดแบบโลกอยู่ อย่างที่ผมบอก โลกนี้มีเวลา มีนาที มีชั่วโมง มีวัน มีเดือน มีปี  แต่ในสวรรค์ไม่มีอีกแล้ว  พระคัมภีร์บอกว่าวันนั้นมาถึง เราจะไม่ล่วงหลับกันทั้งหมด แต่พวกเราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง คือเราจะไม่ล่วงหลับกันทั้งหมด  คำนี้หมายถึงคริสเตียนที่อยู่บนโลกใบนี้  แล้วยังไม่ตาย ไม่ล่วงหลับไป  ยังเป็นๆ อยู่บนโลกใบนี้  แต่พระเยซูเสด็จกลับมา คือวันสิ้นโลก วันที่พระเยซูกลับมาพิพากษาโลก  กลับมาสำเร็จโทษโลก  เพราะว่าโลกได้ถูกสำเร็จโทษ ได้ถูกพิพากษาลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งมาร ทั้งสิ่งของบนโลกใบนี้ทุกอย่าง บนโลกใบนี้ได้ถูกพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว  วันหนึ่งพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีก  ถ้าถึงวันนั้นเสด็จกลับมา คนที่เป็นคริสเตียน ก็ไม่ต้องตายไง ก็จะได้รับการเปลี่ยนแปลงทันทีเลย  หมายถึงพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิพากษาโลก

แต่ถ้าพระเยซูคริสต์ไม่กลับมา ซึ่งยังไม่ได้กลับมาเลย  ในช่วง 2,000 ปีนี้ก็ยังไม่กลับมา ถ้ายังไม่กลับมาผู้เชื่อ หรือคริสเตียนที่ตายหรือล่วงหลับไปแล้วนั้น ก็จะเป็นผู้ไปหาพระเยซูเอง ก็คือออกจากร่างไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้า พระเยซูก็มารับเขาเหมือนเดิม ก็เหมือนกัน  เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเหมือนกัน  ไม่ว่าพระเยซูจะมาเป็นทางการ พิพากษาโลกหรือไม่? หรือจะมาเพื่อรับคนใดคนหนึ่งที่ได้ล่วงหลับไป ได้ตายไปแล้ว ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาพิพากษาโลก พระเยซูก็จะกลับมารับเขาเหมือนกัน เรียกว่ากลับมารับเขาไปสู่อ้อมกอดของพระบิดานั่นเอง เหมือนที่พระเยซูพูดกับโจรบนไม้กางเขน บอกว่า …

“วันนี้ท่านจะได้พบกับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

วันนี้ คือไม่ต้องรอ พบกันเลย ใช่ไหม? เหมือนเพลงที่เราร้องกัน …

“พระคริสต์กลับมา เหมือนเสียงแตรดังก้องเวหา

เพื่อมารับข้า กลับไปอยู่ในเมืองฟ้า”

เป็นทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่อยู่จนพระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลก หรือฝ่ายที่เสียชีวิต ไปพบกับพระเจ้าหน้าต่อหน้าทันที เหมือนดั่งที่เปาโลพูดว่าเมื่อจากร่างกายนี้  ก็จะไปพบพระเจ้าหน้าต่อหน้า  เปาโลบอกตัดสินใจลำบากมากเลย อยู่ก็อยู่ เพราะว่าเป็นห่วงคนที่ยังไม่เชื่อ  และคนที่เชื่อใหม่แล้ว  อยากให้เขาได้รับการเลี้ยงดูด้วยถ้อยคำพระเจ้า ได้รับการสอน ได้รับการประกาศข่าวดี  เป็นประโยชน์ต่อบรรดาผู้คน แต่มันก็ทุกข์นะ อยู่ในร่างกายเก่านี้  แต่ถ้าออกจากร่างกายเก่านี้ ก็ไปเจอพระเจ้าหน้าต่อหน้า ได้กำไร ดีกว่าเยอะ ตัดสินใจลำบากมาก นี่คือความเชื่อของเปาโล

ในข้อ 52 บอกว่า “ชั่วแว๊บเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะเสียงแตรจะดังขึ้น คนตายจะถูกทำให้เป็นขึ้น แบบไม่เสื่อมสลาย และเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง”

เป็นตัวยืนยันว่าไม่มีกาลเวลา ชั่วแว๊บเดียว  ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เชื่อ ที่ตายไปก่อนหน้านี้ เป็นร้อยปี ผู้เชื่อที่เพิ่งตายไปไม่นาน  หรือพวกเราที่จะต้องตายลงในวันหนึ่งข้างหน้า  ทุกคนที่มีความเชื่อในพระเยซูก็จะมีสภาพเดียวกัน  คือชั่วแว๊บเดียว พริบตาเดียว ก็ไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้าทันที มันเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น เปาโลจึงใช้คำนี้ว่าเหมือนหลับ  แล้วก็ตื่นขึ้นมาเจอพระเยซูเลย  เจอพระเจ้าเลย นี่คือความหวังใจ ความชื่นชมยินดีของผู้เชื่อ เพราะฉะนั้นอะไรที่มันน่าจะเป็นไปได้มากกว่า … รอให้พระเยซูคริสต์กลับมาพิพากษาโลก ที่เรียกว่าพระเยซูกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อพิพากษาโลก และเราไม่ต้องตาย เปลี่ยนแปลงร่างกาย ไปสวรรค์ พบพระเยซูทันทีเลย  หรือเราตายแล้วไปพบพระเยซูเลยทันที

ท่านคิดว่าอะไรน่าจะถึงก่อน ง่ายกว่ากัน  ก็คือเราตาย แล้วไปพบพระเยซู ง่ายกว่านะ  เพราะพระเยซูกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นเรื่องไม่มีใครรู้ นอกจากพระบิดา พระเยซูก็บอกไม่มีใครรู้ นอกจากพระบิดาเท่านั้น  เพราะฉะนั้น ความหวังเราน่าจะมาอยู่ที่ว่าเมื่อไรหมดการงานบนโลกนี้แล้ว  เราก็จะไปอยู่ในสวรรค์ ไปพบพระเจ้าหน้าต่อหน้าทันที ได้รับชีวิตนิรันดร์ แบบ Full Option ให้เราจำตรงนี้ไว้  ตอนนี้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ว่าเรากำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปสู่ Full Opiton เรากำลังเดินทางไปสู่ชีวิตที่ครบถ้วนบริบูรณ์นิรันดร์กับพระเจ้า  เรากำลังเดินทางไป  ไม่ใช่เราหวังว่าจะได้รับเมื่อตอนตายจากโลกนี้  เปล่า เรากำลังเดินทางไป เราได้รับมัดจำเรียบร้อยแล้ว  ในโลกนี้ ภายในวิญญาณของเรา  เราได้รับเรียบร้อย ตัวตนจริงๆ ของเราได้รับเรียบร้อยแล้ว  คือวิญญาณและจิตใจของเรา  ที่เป็นตัวตนแท้ๆ ของเรา  เพียงแต่รอรับร่างกายใหม่เท่านั้น เมื่อวันจบงาน ในโลกนี้เรียบร้อยแล้วนั่นเอง

และสิ่งที่เราได้พบได้เจอนั้น ไม่ได้เจอแค่ร่างกายใหม่เท่านั้น แต่เรายังรอคอยความหวังอีกต่อไป ก็คือโลกใหม่ที่พระเจ้าสัญญาจะสร้างให้เราได้อยู่อาศัย หลังจากที่เราได้รับร่างกายใหม่ หลังจากที่พระเยซูคริสต์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์ทุกคนที่เชื่อในพระเยซู ไม่ว่าจะตายไปก่อน หรืออยู่จนกระทั่งพระเยซูกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ก็ตาม เขาเหล่านั้นทั้งหมด ก็จะได้เข้าไปอยู่ในโลกใหม่ ที่พระเจ้าได้สร้าง เป็นสวนเอเดนใหม่ที่สวยสดงดงาม  เขาก็จะได้เห็นสิ่งเหล่านี้ ในวิวรณ์ 21:1-4 ได้บันทึกเอาไว้อย่างนี้ …

วิวรณ์ 21:1-4 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิมได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ได้รับการตระเตรียมไว้เหมือนเจ้าสาว แต่งกายงดงามรอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดัง มาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะสถิตกับพวกเขา เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

 

“พวกเรา” คือผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ได้ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ กำลังเดินทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์  และชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์นั้น ก็จะเป็นเหมือนที่ได้อ่านเมื่อสักครู่นี้

พอไหมครับที่จะเป็นความหวังใจ เป็นนิมิตให้กับเราในการดำเนินชีวิต ในความทุกข์ยากลำบาก เหมือนยุคแรกๆ ที่เขาอดทนมาจนกระทั่งทุกวันนี้ 2,000 ปี จะถูกข่มเหงอย่างไร? จะพบกับปัญหาความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน? สิ่งเหล่านี้คุ้มค่ากับการรอคอยมาก คุ้มค่ากับคำว่าอดทนรอคอย แต่ทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านี้  ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร?  ขอย้ำอีกที ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร? พระเยซูก็บอกว่าพระองค์ก็ไม่รู้ว่าวันสุดท้าย คือเมื่อไร?  คือวันสุดท้ายที่พระเยซูจะกลับมา และเราจะได้อยู่ในโลกใหม่  ที่อ่านไปเมื่อสักครู่นี้ ในวิวรณ์ บทที่ 21 เมื่อไร? เราไม่รู้ อย่าคาดคะเนเอาเองว่าเป็นวันนั้น วันนี้ เพราะพระเยซูเองก็บอกไม่รู้ ในมัทธิว 24:36 พระเยซูได้ตรัสไว้อย่างนี้ …

มัทธิว 24:36 ““ไม่มีใครรู้วันเวลาที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น แม้แต่ทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ พระบิดาเท่านั้นที่ทรงทราบ”

 

พระคัมภีร์บอกเพียงว่าเมื่อเวลานั้นใกล้จะเข้ามาถึง จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง? แล้วคนก็ไปคำนวณหาเวลา เปรียบเทียบเหตุการณ์ แล้วก็คาดเดากันว่าเดือนนั้น ปีนั้น ปีนี้ พระเยซูจะเสด็จกลับมา โลกจะแตกแล้ว  โลกจะถูกตัดสินแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น หนังสือเอย บทความ เยอะแยะเต็มไปหมด ที่ไปโยงเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ  แล้วก็มาบอกว่าวันนี้ วันนั้น พระเยซูจะเสด็จกลับมาแล้ว ให้เตรียมกันให้ดีๆ  ซึ่งบางครั้ง ข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นอันตราย

เช่น บางคนที่เชื่อตาม ก็ไปขายทรัพย์สมบัติ แล้วไปใช้ชีวิต เหมือนกับไม่มีเวลาพรุ่งนี้อีกแล้ว ที่หนักกว่านั้น ก็คือบางคน บางความเชื่อ ถึงขั้นรวมตัวกัน  แล้วก็ใช้เวลาที่คาดเอาไว้ ฆ่าตัวตายพร้อมกัน เพื่อบอกว่าพระเยซูมาแล้ววันนี้  ก็มีข่าวมาให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ

เมื่อถ้อยคำพระเจ้าบอกแล้วว่าไม่มีใครรู้ แม้แต่พระเยซูก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ไม่รู้ ก็ควรจะไม่รู้สิ จริงๆ ก็อย่าไปรู้เลย  เพราะว่าไม่มีใครรู้ ไม่อย่างนั้น เราก็จะกลายเป็นมนุษย์คนเดิม  คือมนุษย์ที่ไม่รู้จักพระเจ้า  ส่วนใหญ่ก็อยากจะรู้อนาคต  อยากอันนั้น อันนี้อยากเป็นอันนั้น อันนี้ เหมือนที่เขาไปดูหมอดูกัน เขาก็อยากจะรู้อนาคต เป็นคริสเตียน เรารู้อนาคตทั้งหมดแล้ว เพราะอนาคตเราอยู่ที่พระเจ้า  พระเจ้าบอกเรา อนาคตเป็นอย่างไร? ก็บอกหมดเรียบร้อยแล้ว  อะไรที่ไม่ได้บอก ก็ไม่ต้องไปนั่งคิด วางใจในพระเจ้า  เชื่อในพระเจ้า  ไม่อย่างนั้น เรามีโอกาสถูกมารหลอกได้ เหมือนอาดัมและเอวาตอนเริ่มต้น ก็เพราะอย่างนี้ ไม่เชื่อในพระเจ้า  อยากรู้อนาคตของตัวเอง  อยากจะมีความรู้มากกว่าที่พระเจ้าบอกให้ พระเจ้าบอกให้แค่นี้ อยากรู้มากกว่านี้ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น

สิ่งที่เรารู้แน่ๆ พระคัมภีร์บอกไว้ คือวันสุดท้ายของเราบนโลกใบนี้  มันอีกแป๊บเดียว พระคัมภีร์บอกไว้ว่าแป๊บเดียวเอง  วันสุดท้ายในการดำเนินชีวิตอยู่  ในร่างกายนี้  อย่างที่ผมบอก ในหนังสือ 2 โครินธ์ 4:16  ที่อาจารย์เปาโลบอกว่า …

“ข้าพเจ้าไม่ท้อใจ ข้าพเจ้าไม่กลัว ข้าพเจ้าไม่วิตกกังวล ไม่เสียใจ  ในร่างกายนี้ที่กำลังตายไปทุกวันๆ กำลังตาย คืออีกไม่นานก็ตาย กำลังทุกข์และกำลังตาย  แต่วิญญาณข้างในของข้าพเจ้ากำลังเจริญเติบโตใหม่ขึ้นทุกวัน”

นี่คือการบอกแล้วว่าที่เราตาย มันแป๊บเดียวเอง  อันนี้บอกชัดๆ เลย ทำไมไม่ฟังตรงนี้มากกว่า ตรงนี้ คือความจริง ที่บอกว่าพระเยซูจะกลับมาเมื่อไร? ไม่ได้บอก ก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา  เพราะว่าจะมาหรือไม่มา เราก็ได้รับสิ่งที่เราหวังไว้  สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้  มีชีวิตนิรันดร์แบบครบถ้วนบริบูรณ์  ร่างกายใหม่ที่ให้กับผู้เชื่อทุกคน วิญญาณใหม่ที่เกิดขึ้น โดยพระเยซูคริสต์ และจิตใจใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์จะได้สวมร่างกายใหม่นี้ ได้รับกันทุกคนแน่นอน เมื่อถึงวันที่จะตาย หรือวันที่พระเยซูคริสต์กลับมาวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม  แต่วิธีที่เราจะไปหาพระเยซู ตายที่โลกนี้ มันแป๊บเดียว มันเห็นชัดกว่าตั้งเยอะ ตรงนี้แหละ คือความหวังสูงสุด  ที่พวกเราผู้เชื่อ  คริสเตียนทั้งหลาย เฝ้ารอคอย ต่างรอคอยด้วยความอดทน  และเป็นความหวังเดียว  ที่เป็นพลังผลักดันการดำเนินชีวิตของเรา ให้สามารถเผชิญทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์บนโลกใบนี้ได้  ไม่ว่าจะทุกข์ขนาดไหน? คริสเตียนที่เชื่อวางในพระเจ้า ก็ทนได้ อีกแป๊บเดียว  มองไปที่ร่างกายใหม่  เขาไม่ได้มองไปที่ชีวิตนิรันดร์ หลังความตาย ที่เน้นตอนต้นให้ฟัง เพราะว่าชีวิตนิรันดร์ เราได้รับแล้ว วิญญาณนิรันดร์ จิตใจที่เป็นนิรันดร์เหมือนพระเยซู ได้รับไปแล้ว บนโลกใบนี้ ไม่ต้องหวังแล้ว  เขารออีกนิดเดียว คือรอที่ยังไม่ได้รับ รอไปสวมร่างกายใหม่ สวมเมื่อร่างกายเก่านี้ถึงเวลาหมดสิ้น ตาย ล่วงหลับ เขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลง นั่นแหละ คือชีวิตหลังความตาย  ชีวิตที่เป็นชีวิตนิรันดร์ครบถ้วนบริบูรณ์ในพระเยซูคริสต์ นี่คือความหวัง

เพราะฉะนั้น คริสเตียนในอดีต เราจะเห็น เขาไม่กลัวตาย  ความตายเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเขาด้วยซ้ำ เพราะเขามองทะลุไปถึงอนาคต มองทะลุไปถึงโลกฝ่ายวิญญาณ  มองทะลุไปถึงโลกข้างหน้าแล้ว เขามองไปที่ร่างกายของเขา  ที่ยังไม่ตาย แต่เขาเห็นวิญญาณของเขา และความคิดจิตใจของเขาที่เหมือนพระเยซูแล้ว ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้  พระเยซู คือชีวิตของเขา  …

“ข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าก็อยู่ เพื่อพระคริสต์  ข้าพเจ้าอยู่ในพระคริสต์ พระคริสต์อยู่ในข้าพเจ้า เราเป็นหนึ่งเดียวกัน  พระคริสต์เป็นเจ้าของชีวิตของข้าพเจ้า”

ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ โดยพระคริสต์  แต่อยู่ในร่างกายเก่า  รอรับร่างกายใหม่ ก็จบงาน ก็แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้น ชีวิตของเขาจึงมีความเชื่อ วางไว้ตรงนี้  เขาจึงไม่กลัวไง

ยกตัวอย่างเช่น สตีเฟ่นถูกหินขว้างให้ตาย เขาก็นึกว่าตกใจ ตื่นเต้นว่าสตีเฟ่นมองไปที่ไหน? มองไปที่โลกฝ่ายวิญญาณที่พระเยซูคริสต์มารับ  สตีเฟ่นถูกหินขว้าง เหมือนถูกข่มเหงอย่างหนัก แต่สำหรับสตีเฟ่นเองแล้ว ตอนนั้น กำลังขอบคุณ สรรเสริญ พระเจ้ายิ่งใหญ่ จบงานเขาสักทีหนึ่ง เขาจะไปพบพระเยซูหน้าต่อหน้า  เขาถึงไม่กลัว

เปโตรถูกตรึงไม้กางเขน เปโตรบอกว่า … “ขอถวายเกียรติต่อพระเจ้า  ตรึงข้าพเจ้าแบบเอากลับหัวกลับหางได้ไหม? เอาหัวทิ่มลงดิน  ให้มันทรมานมากกว่านี้อีก”

เพราะรู้แล้วว่าอีกแป๊บเดียว  วันที่เขารอคอย คือความหวังของเขา ที่จะออกจากร่างกายนี้ ไปพบพระเจ้าหน้าต่อหน้า เหลืออีกแป๊บเดียว

เปาโล ยิ่งดีใจใหญ่เลย เปาโลก่อนเดินทางไปโรมถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก ถูกขว้างให้ตาย ถูกตามล่า ตามฆ่า เจ็บปวดทุกอย่าง  ทนได้ แล้วบอกว่า …

“ข้าพเจ้าทนสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะความหวังใจตรงนี้แหละ คือเมื่อข้าพเจ้าออกจากร่างเมื่อไร ข้าพเจ้าจะพบกับพระเจ้าทันที หน้าต่อหน้า”

และอยู่ที่กรุงโรม เขาก็พาเปาโลไปตัดคอ ผมเชื่อเลย เปาโลตอนไปตัดคอ คงจะยิ้มแย้มแจ่มใสมากเลย  จบงานสักที  คราวนี้เขาจะได้พบพระเจ้าหน้าต่อหน้า

คริสเตียนที่ถูกรังแก ถูกข่มเหงในกรุงโรมในขณะนั้น  โดยเนโร ก็เช่นเดียวกัน  ถูกจับให้สิงโตกิน ก่อนที่สิงโตกิน เขาก็มองทะลุไปในโลกวิญญาณ เห็นพระเยซูมารับแล้ว เพียงแค่พริบตา เสียงแตรก็ดังก้องเวหา พระเยซูคริสต์กลับมารับข้า ไปเมืองสวรรค์สถาน

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายควรจะฝากความหวังของเราไว้ที่จุดนี้แหละ  จุดที่สำคัญที่สุด ที่ไม่มีใครจะมาขโมยความหวังนี้ของเราออกไปได้อีกเลย คือชีวิตนิรันดร์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ หลังจากล่วงหลับ หรือตายจากโลกนี้ไปแล้ว  พระเจ้าอวยพรครับ

 

******************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

“ตัวเก่าของเราที่เป็นคนบาป ได้ถูกตรึงตายไปแล้ว พร้อมกับพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  และได้บังเกิดใหม่พร้อมกับพระองค์ บัดนี้ เราเป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ครบถ้วนแล้ว”  โรม บทที่ 6

เมื่อเราต้อนรับพระเยซู เป็นผู้ช่วยให้รอดจากบาปแล้ว พระเจ้าได้ทำให้เรา บังเกิดใหม่เป็นคนชอบธรรม เป็นคนดี เป็นแสงสว่าง  เป็นความรัก บริสุทธิ์สะอาด ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระเยซู เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์แล้ว เดี๋ยวนี้เลย และตลอดไป เราจึงมั่นใจในวันพิพากษา เท่าๆ กันกับที่พระเยซูคริสต์มั่นใจ

 

มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์  สุขแท้จริงไม่มี มนุษย์จึงหาทางเอาชนะโลกแห่งความทุกข์นี้ให้ได้  ด้วยวิธีการต่างๆ นานา แล้วใครกันล่ะที่เอาชนะโลกนี้ได้

โลกนี้เหมือนเรือแตก ที่กำลังจมลงสู่ความพินาศใต้มหาสมุทร ด้วยแรงดึงดูดของโลก มนุษย์บนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนประพฤติดี หรือประพฤติชั่ว ก็จะถูกดูดลงสู่ความพินาศ ใต้มหาสมุทรทั้งสิ้น ด้วยแรงดึงดูดของโลก ที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม

 

เช่นกัน พระเจ้าบอกความจริงกับเราว่าโลกและทุกสิ่งบนโลก รวมทั้งมนุษยชาติ กำลังจมลงสู่ความพินาศ ใต้บึงไฟ ด้วยแรงดึงดูดของบาป ของมารที่มองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม   แล้วใครกันล่ะ? ที่เอาชนะโลกนี้ได้?

2 เปโตร 3:9-10 “9 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ 10 แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมย และในวันนั้น ฟ้าจะหายลับไป ด้วยเสียงดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินกับสิ่งสารพัด ที่มีอยู่บนนั้นจะถูกเผาจนหมดสิ้น”

 

นี่คือสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ จำเป็นต้องชนะโลก แล้วใครกันล่ะ?  ที่เอาชนะโลกนี้ได้?

1 ยอห์น 5:4-5 “4 เพราะทุกคนที่เป็นลูกของพระเจ้า มีชัยชนะเหนือโลก และความเชื่อของเราเอง คือฤทธิ์อำนาจที่เอาชนะโลกแล้ว 5 ใครกันล่ะ ที่เอาชนะโลกนี้ได้ ก็คนที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

 

เครื่องบินมีชัยชนะเหนือกฎแรงดึงดูดของโลก แต่ด้วยความเชื่อในเครื่องบิน  คนที่เข้าไปนั่งในเครื่องบิน  ก็มีฤทธิ์อำนาจ เอาชนะเหนือแรงดึงดูดของโลก ใครกันล่ะที่เอาชนะเหนือแรงดึงดูดของโลกได้   ก็คือคนที่เชื่อ ในกฎแห่งการยกขึ้นของเครื่องบิน

โรม 8:1-2 “1 เหตุฉะนั้น บัดนี้จึงไม่มีการลงโทษแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ 2 เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตได้ปลดปล่อยท่าน ให้เป็นอิสระจากกฎแห่งบาปและความตาย”

 

พระเจ้าอวยพรครับ