วารสาร Holy News ฉบับที่ 1361

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  17  เมษายน  2022

เรื่อง “ฉลองวันเกิดใหม่ในพระคริสต์  และความรอดนิรันดร์ จากการถูกพิพากษาหลังความตาย”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

สุขสันต์วันอีสเตอร์ วันอีสเตอร์ ก็คือวันบังเกิดใหม่ของพระเยซูคริสต์ที่เรารู้จักกันดี วันนี้เรามาร่วมกันเฉลิมฉลองวันประกาศชัยชนะ ครั้งยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุด แห่งประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

เช้าวันนี้ ถ้าย้อนกลับไป 2,000 ปีที่แล้ว  เป็นวันอาทิตย์หลังวันศุกร์ประเสริฐ เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว พระเยซูซึ่งถูกตรึงที่ไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว และถูกนำไปฝังไว้ที่อุโมงค์ เมื่อประมาณ 2,000 ปีที่แล้ว และเช้าวันนี้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูได้เป็นขึ้นจากความตาย ออกจากหลุมฝังศพ เป็นขึ้นจากความตาย ก็คือพระเยซูได้บังเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตายไปแล้ว ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญมากของวันอีสเตอร์

และทำไมเราต้องฉลองวันเกิดใหม่ของพระเยซู เพราะว่าการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้เรามนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง ได้รับการบังเกิดใหม่ด้วย อันนี้สำคัญ มันเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา เราจึงจำเป็นต้องมาเรียนรู้ ไม่ใช่ฉลองเฉยๆ ต้องเรียนรู้ว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรา พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ทำให้เราได้บังเกิดใหม่ เป็นขึ้นจากความตายด้วย

“พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย ฉันก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย มนุษย์ทุกคนก็เป็นขึ้นจากความตายด้วยเช่นเดียวกัน”

เพราะฉะนั้น วันนี้ ที่เรามาเฉลิมฉลองการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู ฉลองการบังเกิดใหม่ของพระเยซู ก็เท่ากับว่าเรามาฉลองวันเกิดใหม่ของเราด้วย  “เรา” ในที่นี้ หมายถึงมนุษยชาติทุกคน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรา คือมนุษยชาติที่ได้รู้เรื่องข่าวดีนี้แล้วว่าเราสามารถบังเกิดใหม่ได้เหมือนพระเยซู และใช้สิทธิ์ ต้อนรับสิทธิ์ของเรา ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เรามาฉลองวันเกิดใหม่ของตัวฉันเองด้วย ถูกไหมครับ? เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาฉลองวันเกิด เราก็ต้องร้องเพลงวันเกิด

“เป็นขึ้นแล้ว  เป็นขึ้นแล้ว   พระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว

เป็นขึ้นแล้ว  เป็นขึ้นแล้ว   ฉันก็เป็นขึ้นพร้อมพระองค์”

ดีใจไหม? ให้ร้องเพลงนี้ ด้วยความดีใจ  แล้วฉลองวันเกิด ก็ต้องร้องเพลงอะไรอีก เมื่อกี้ร้องเพลงฉลองวันเกิดเกี่ยวกับข่าวดีของพระเจ้า คราวนี้ฉลองวันเกิดแบบทั่วๆ ไป แบบสากล เดี๋ยวนี้เขาร้องอะไรกัน?  “Happy birthday to you”

“Happy birthday Jesus        Happy birthday to me

Happy birthday  Happy birthday  Happy birthday Jesus”

เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ เวลานึกถึงพระเยซูบังเกิดใหม่ นึกถึงตัวเราเองก็ตาม จงให้ความจริงนี้กระจ่างในจิตใจของเรา  ที่เราพูดด้วยความเชื่อ ที่เราร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดีเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณของมนุษย์ทั้งหลาย และวิญญาณของเรา ซึ่งเป็นโลกที่จะอยู่ตลอดไป โลกวัตถุที่เราจับต้องมองเห็นได้ มันอยู่เพียงชั่วคราว เดี๋ยวมันก็สูญสิ้นไปแล้ว แต่วิญญาณนี้ต้องอยู่นิรันดร์ เราได้บังเกิดใหม่ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว เพราะฉะนั้น นึกถึง Happy Birthday ของตัวเองฉลอง Happy Birthday ของตัวเองเมื่อไร? คิดถึงวิญญาณของเราเบิร์ดเดย์เมื่อไร? ของพระเยซูเบิร์ดเดย์เมื่อไร? เมื่อวันเทศกาลอีสเตอร์

วันนี้เราจะมาเรียนรู้กันว่าทำไมมนุษย์ต้องเกิดใหม่ในวิญญาณ ขบวนการการเกิดใหม่ในวิญญาณเป็นอย่างไร? และได้รับอะไรจากการบังเกิดใหม่ บังเกิดใหม่แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? วันนี้เราจะมาเรียนรู้จากถ้อยคำพระเจ้า ในพระคัมภีร์ หัวข้อการบรรยายในวันนี้ จึงมีชื่อเรื่องว่า “ฉลองวันเกิดใหม่ในพระคริสต์ และความรอดนิรันดร์ จากการถูกพิพากษาหลังความตาย”

ทำไมมนุษย์ต้องเกิดใหม่?  ท่านลองคิดดู อย่าลืมนะ เรากำลังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ซึ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ทุกคน

ทำไมมนุษย์ต้องเกิดใหม่? ก็เพราะมวลมนุษย์ทั้งหลาย ล้วนกำเนิดเกิดมาเป็นคนบาป ในพระคัมภีร์บอกไว้ อยู่ในความพินาศ อยู่ในความเสียหาย อยู่ในอาณาจักรของความมืด ล้วนกำเนิดเกิดมาเป็นอย่างนั้นเลย ไม่ใช่ทำบาป แล้วมาเป็นคนบาป แต่เพราะเกิดมาเป็น

“กำเนิดเกิดมาเป็น”

กำเนิดเกิดมาเป็นคนบาป ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการประพฤติบาป แล้วเป็น มันเป็นก่อนแล้ว แล้วถึงมีอาการไปประพฤติ มันเป็นอย่างนั้น

จากเชื้อสายที่กำเนิดเกิดมาเป็น ก็คือจากบรรพบุรุษของเรา ไล่ไปเลย ปู่ย่าตาทวด แล้วก็ซุปเปอร์ทวด ไล่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งบรรพบุรุษคู่แรก ก็คืออาดัมและเอวา ได้ทำบาป ได้เอาเชื้อบาปเข้ามา และลูกหลานเหลนโหลน ก็คือมนุษย์ทั้งหลาย ก็เกิดมาเป็นคนบาป โดยไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วทำไม? จึงจำเป็นต้องมาเกิดใหม่ จึงจำเป็นต้องย้าย จากบรรพบุรุษเดิม มาสู่บรรพบุรุษใหม่ ย้ายมากำเนิดใหม่ มาเป็นผู้ไม่บาป เรียกว่าผู้ชอบธรรม ย้ายมาอยู่ มาเป็นผู้ชอบธรรม มาเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่บาปแล้ว ในบรรพบุรุษใหม่ คือในพระเยซูคริสต์

นี่คือคำตอบของคำถามที่ถามว่าทำไมมนุษย์ต้องเกิดใหม่? ถ้าไม่เกิดใหม่ ก็ต้องอยู่ที่เดิม เกิดมา ก็อยู่ที่เดิมอยู่แล้ว เป็นคนบาป เราก็รู้อยู่แล้ว ต้องรับใช้ความบาปเหล่านั้น ก็คือต้องทำบาป เพราะมันเกิดมาเป็นอย่างนั้น อาการของโรคมันกำเริบ เกิดมาก็ต้องทำบาป และผลของความบาป ก็คือความตาย ฝ่ายวิญญาณ ก็คืออยู่ในความพินาศ หลังจากออกจากร่างนี้ ตายจากโลกนี้ไปปุ๊บ ก็เข้าสู่การพิพากษา พิพากษาว่าเป็นคนดีหรือคนบาป ท่านจะเห็นชัดนะ เป็นคนชอบธรรมหรือเป็นคนบาป เมื่อเกิดเป็นคนบาป ก็เป็นคนบาป ไม่มีทางแก้ได้ เพราะการกระทำ มันไม่เกี่ยวกัน ท่านเห็นภาพไหม?

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการแก้ไข คนๆ นั้นเกิดมา อยู่ในอาดัม เป็นคนบาป ก็ต้องจบชีวิตลง หลังความตายอยู่นิรันดร์ ก็อยู่ในความบาป ก็ต้องได้รับโทษของความบาป คือความตาย ถูกพิพากษาให้พินาศ ในบึงไฟนั่นเอง เพราะฉะนั้น มนุษย์จึงจำเป็นต้องย้าย และพระเจ้าก็ทรงทราบสิ่งเหล่านี้ จึงประทานผู้หนึ่งมาช่วยเหลือมนุษย์ให้สามารถย้ายได้ ผู้ซึ่งมาเริ่มต้น บรรพบุรุษใหม่ของมนุษย์ มาเริ่มต้นพันธุ์ใหม่ของมนุษย์ เรียกว่าพันธุ์ที่ดีงาม  พันธุ์ที่ชอบธรรม โดยให้พระบุตรของพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นต้นพันธุ์ของพันธุ์ใหม่ พระองค์มีนามว่าพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอด และเมื่อถูกแต่งตั้งให้มาช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายให้รอดพ้น จากความบาป ที่กำเนิดมาเป็นนั้น เมื่อถูกแต่งตั้ง การแต่งตั้ง จึงเรียกพระเยซู ผู้ช่วยให้รอดว่าพระคริสต์ พระมาซีฮาห์

“พระมาซีฮาห์” เป็นภาษาฮีบรู “พระคริสต์” เป็นภาษากรีก แปลว่าผู้ที่ได้รับการเจิมตั้ง เลือกสรรเอาไว้ มาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากความเป็นคนบาป เพื่อมาตั้งต้นตระกูลใหม่ ตระกูลคนชอบธรรม เป็นผู้ชอบธรรม เป็นผู้บริสุทธิ์ สามารถอยู่กับพระเจ้าได้ หลังความตาย ไม่ต้องรับการพิพากษาให้พินาศนิรันดร์ ในบึงไฟนรก รอดพ้นจากความพินาศนั่นเอง เราจึงมาฉลองวันนี้ ที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ฉลองวันที่พระเยซูคริสต์ได้ช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ ให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คือย้ายมนุษย์ ช่วยเหลือมนุษย์ หลุดพ้นออกจากอำนาจมืดของโลกวิญญาณ คืออยู่ในความบาป อยู่ในโทษนิรันดร์นั้น ให้หลุดพ้นจากโทษได้

วันนี้เราจะมาสรุปให้เห็นชัดๆ ว่าขบวนการการบังเกิดใหม่ในพระคริสต์ ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ใหม่ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ขบวนการมันเกิดขึ้นอย่างไร? แบบรัดกุม ชัดๆ สั้นๆ

พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูเป็นตัวแทนของมนุษยชาติ เป็นต้นพันธุ์ใหม่ของมนุษยชาติ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่พระเยซูกระทำ เมื่อเป็นตัวแทน ก็เป็นการกระทำแทนมนุษยชาติ นึกภาพออกนะ เป็นตัวแทน ถ้านึกภาพไม่ออก  ผมจะยกตัวอย่าง เหมือนกับแม่ทัพ ตัวแทนของกองทัพและประชาชน เป็นผู้นำ สิ่งที่แม่ทัพทำ สิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ทัพ ก็เท่ากับเกิดขึ้นกับกองทัพทั้งหมดและประชาชนทั้งหมดด้วยใช่หรือไม่? ถ้าแม่ทัพชนะ กองทัพก็ชนะ  ประชาชนก็ชนะ ถ้าแม่ทัพถูกสังหาร หรือประกาศยอมแพ้ ก็เท่ากับว่าทั้งกองทัพ ทั้งประชาชนทั้งหลาย ต้องพ่ายแพ้ไปด้วย ไม่ต้องทำอะไร อยู่บ้าน ไม่ได้ไปรบกับเขา ถูกไหม? นี่เราเห็นชัด

สรุป ก็คือสิ่งที่พระเยซูกระทำ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซู ซึ่งเป็นต้นพันธุ์ เป็นตัวแทนของเรามนุษยชาติทั้งปวง ก็เท่ากับว่าพวกเราทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ มีส่วนเข้าร่วมอยู่ด้วย ในการกระทำนั้นๆ ใช่หรือไม่? นี่คือสิ่งที่พระคัมภีร์บอกไว้ เรากำลังคุยถึงเรื่องโลกวิญญาณ ซึ่งสำคัญมากที่สุด ตาเราอาจจะมองไม่เห็น หูเราไม่ได้ยิน แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในโลกวิญญาณ

แล้วสิ่งที่พระเยซูกระทำ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเยซู ที่บอกว่าเราทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวง มีส่วนเข้าไปร่วมอยู่ด้วยนั้น มีอะไรบ้าง? แม่ทัพเราไปทำอะไรบ้าง? คราวนี้เราจะมาตรวจดู แม่ทัพเรา เป็นตัวแทนของเรา ทำอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษต่อตัวเรา มนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้บ้าง? อดีต เรารู้แล้ว พระคัมภีร์บอกแล้วว่าบรรพบุรุษของเรา คืออาดัมและเอวา บรรพบุรุษเดิมของเรา ที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ทำไม่ดีไว้ เราร่วมรับไปด้วย โดยไม่รู้เรื่องเลย เกิดมา ก็เป็นคนบาปแล้ว เกิดมาเป็นคนชั่วแล้ว ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เกิดมาก็เป็นคนบาปแล้ว ยังไม่ทันเกิดมา ก็เป็นคนบาปแล้ว เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นคนบาปแล้ว ในพระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เพราะบรรพบุรุษเราทำไว้ แต่ตอนนี้ตัวแทนผู้ใหม่ ผู้ที่พระเจ้าส่งมา คือพระเยซูคริสต์ได้ทำอะไรไว้ เพื่อจะมาแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ที่ทำให้เราสามารถ ที่จะได้รับอะไร? ชัยชนะอย่างไรบ้าง? เรามาดูกันนะ

มีอะไรบ้างที่พระเยซูได้กระทำ และเกิดขึ้นกับพระเยซู ตอนที่พระองค์ดำเนินชีวิตเป็นมนุษย์เหมือนเราเลย บนโลกใบนี้ ทำไมต้องเหมือนเรา เพราะว่าจะได้เป็นตัวแทนของเราได้ ตัวแทนของมนุษย์ ก็ต้องเป็นมนุษย์สิ เป็นตัวแทนของมนุษย์จะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร?  ตัวแทนของมนุษย์ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงมาเกิดในรางหญ้า ในร่างกายของผู้ที่เป็นมนุษย์อย่างเรา มีเลือด มีเนื้อ เหมือนกับเรา เดินเหมือนกับเรา และต้องเกิดในหญิงพรหมจารี จากครรภ์ของมารดา การเกิดจากครรภ์ของมารดา เป็นตัวกำหนดมาตรฐานว่านี่คือมนุษย์

มนุษย์จะต้องเกิดจากครรภ์ของหญิงเท่านั้น นี่คือกฎของวิญญาณและกฎของวัตถุ สิ่งที่จับต้องมองเห็นได้ มนุษย์ต้องเกิดอย่างนี้ พระเยซูก็เลยมาเกิดเป็นมนุษย์ ถามว่าทำไมถึงต้องเป็นมนุษย์ ก็เพราะเกิดในหญิง การเกิดในหญิงพรหมจารีนั้น เป็นการตัดตอนของบรรพบุรุษเดิม คือเซลแรกไม่ได้มาจากอาดัมและเอวา แต่เซลแรกมาจากพระวิญญาณของพระเจ้า จึงเกิดในหญิงพรหมจารี แต่พอเข้าไปในครรภ์ ก็เกิดขบวนการการบังเกิดของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง เพียงแต่เซลแรกมาจากพระเจ้านั่นเอง พระองค์จึงเป็นมนุษย์ และเป็นพระเจ้าในขณะเดียวกัน ก็คือมาเกิดเป็นมนุษย์ที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ใช่มนุษย์คนบาป แต่ยังคงเป็นมนุษย์ เพราะว่ามาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะได้เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ

“มนุษยชาติ” คือใครก็ตาม ที่เกิดจากครรภ์ของหญิง เป็นมนุษย์ทั้งหลาย พระเยซูจึงได้บอกไว้ตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ว่าท่านทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายเอ๋ย ถ้าท่านจะไปสวรรค์ พ้นจากการถูกพิพากษา หลังความตายนั้น ท่านจะต้องเกิดใหม่  “เกิดใหม่” ก็คือเกิดอีกครั้งหนึ่ง แปลว่าท่านเกิดจากครรภ์ของหญิงแล้วใช่ไหม?  ท่านต้องเกิดอีกครั้งหนึ่ง ในโลกวิญญาณ เรากำลังจะเรียนรู้นะว่าพระเยซูมาทำอะไรบ้าง? ที่จะสามารถทำให้พวกเราทั้งหลายได้เกิดใหม่

ย้อนกลับไปในอดีต ตอนที่พระองค์ทรงกระทำสิ่งเหล่านี้สำเร็จ ที่ไม้กางเขน ก็คือเทศกาลวัน อีสเตอร์ วันศุกร์ประเสริฐ

(1) พระองค์หลั่งพระโลหิต ชำระหนี้บาป มนุษย์เป็นคนบาป ต้องชดใช้บาป และเวรกรรมของตัวเอง เพราะเกิดมาเป็นคนบาป เมื่อไรเวรกรรมมันจะหมดสักที มันอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมาเป็นคนบาป เพราะรู้จากจิตใต้สำนึกว่าตัวเองเป็นคนบาป และจะถามตัวเองเสมอว่าเมื่อไรมันจะหมดสักที เมื่อไรจะชดใช้หมด จบสักที ในนี้บอกว่าพระเยซูตัวแทนของเรา ที่เราได้มีส่วนร่วมในสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงกระทำ ได้หลั่งพระโลหิต ชำระหนี้บาป เท่ากับเราได้ชำระหนี้บาปด้วย ใช่หรือไม่? ถูกใช่ไหม?

พระเยซูหลั่งพระโลหิต ชำระหนี้บาป ก็เท่ากับว่าเรา ได้รับการชำระหนี้บาปเรียบร้อยแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซู เราใช้พระเยซูคริสต์เหมือนเป็นแพะรับบาปแทนเรา เอาเลือดไปให้กับพระเจ้า และก็บอกว่าเราสะอาดหมดจดแล้ว เราได้รับการชำระ เราต้องใช้พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นเครื่องชำระเราจนสะอาดหมดจดแล้ว จากความบาปของเรา ที่ได้บังเกิดมา เป็นคนบาป หมดบาปแล้วนะ

(2)  พระองค์ทรงหลั่งพระโลหิต    บนไม้กางเขน      ก่อนจะยอมสิ้นพระชนม์ อันดับที่ 2 คือพระองค์ยอมสิ้นพระชนม์ ที่เขียนว่ายอมสิ้นพระชนม์ เป็นเพราะว่าพระองค์เป็นพระเจ้า ไม่มีใครทำอะไรให้พระองค์ตายได้ ที่พวกเราตาย เพราะเราเป็นคนบาป แต่พระเยซูเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้บาป จึงไม่สามารถที่จะตายได้  ไม่มีใครสามารถทำให้พระองค์ตายได้ และพระองค์ก็ไม่ตาย นอกจากพระองค์จะยอมตาย

“พระองค์ยอมตาย”

ถามว่ายอมตาย เพื่ออะไร? ยอมตาย เพื่อเรา  เรานะต้องตาย แต่พระองค์ยอมตาย พระองค์ยอมสิ้นพระชนม์ ก็เพื่อว่าเราทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาเป็นคนบาป ตัวที่เป็นคนบาป มันแก้ไขไม่ได้แล้ว มันต้องตาย เพราะว่ามันเกิดมาเป็น  เพราะฉะนั้น มันต้องตาย พระเยซูจึงเป็นตัวแทนให้กับเรา ยอมตาย เพื่อเราทั้งหลายจะได้เข้าส่วนร่วมในการตายด้วย

(3) พระองค์ทำอะไรอีก? เห็นภาพแล้วน๊า หลั่งพระโลหิต จบสิ้น  เราได้รับการชำระบาปเรียบร้อย เสร็จปุ๊บ ตัวเก่าเราต้องตาย เพราะฉะนั้น พระองค์ยอมตาย เท่ากับเราตายไปแล้ว ที่ไม้กางเขน พร้อมพระเยซู ตัวเก่าเรา วิญญาณเก่าเราที่เป็นคนบาป สกปรกตั้งแต่อาดัมนั้น ตายไปแล้ว

อันดับที่ 3 พระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็เท่ากับถูกฝังในอุโมงค์เหมือนกัน  เช่นเดียวกันกับพระเยซูเลย เพราะเราเข้าไปมีส่วนร่วมในตัวแทนด้วย เห็นภาพนะ

ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เพื่อเป็นการพิสูจน์ ยืนยันว่าตายจริงๆ ไม่ใช่สลบ  ตายจริงๆ เพื่อให้มหาจักรวาล ในโลกฝ่ายวิญญาณ ทูตสวรรค์ทั้งหมด และสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหมด ได้เห็นกับตาว่าพระเยซูตายจริงๆ ยอมตายจริงๆ และเราทั้งหลาย ผู้เป็นคนบาป ได้ตายแล้วจริงๆ

(4) อันดับที่ 4 พอตายแล้วทำไม? พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า ทั้งร่างกาย วิญญาณและจิตใจ ท่านจะเห็นภาพนะ

อันดับที่ 4 คือพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย แล้วใครมีส่วนอยู่ในนั้นด้วย มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงที่ตะกี้นี้ตายไปแล้ว ในความบาป เป็นคนบาป ก็ได้เป็นขึ้นจากความตาย Happy Birthday ไปด้วย บังเกิดใหม่ มาเป็นบุตรของพระเจ้า ทั้งร่างกาย วิญญาณและจิตใจเลย ทั้งหมดเลย นี่ ทำให้กับมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นตัวแทนของมนุษย์ทั้งปวง เพียงแต่ว่าต้องประกาศให้มนุษย์ได้รู้  เพื่อเขาจะได้มาใช้สิทธิของเขาไง ไม่อย่างนั้น เขาได้รับก็จริง สิทธิเป็นของเขาก็จริง แต่เขาไม่รู้ เขาไม่ได้รับสิทธิ เขาไม่ได้ใช้สิทธิของเขา มันก็เสียหายไปเปล่าๆ เห็นภาพชัดเจนนะ

เพราะฉะนั้น เมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์ เข้าเป็นหนึ่ง ให้พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทนของเรา เราได้ตายจากวิญญาณเก่าที่อยู่ในความบาป ได้บังเกิดใหม่ทั้งวิญญาณ ทั้งจิตใจและร่างกาย เพียงแต่ร่างกายใหม่นี้ รอรับเมื่อวันที่ออกจากร่างเก่านี้แล้ว ส่วนวิญญาณและใจใหม่นั้น ได้รับเลยทันที

(5) อันดับที่ 5 พระองค์ทำอะไรอีก? นอกจากเกิดใหม่แล้ว อันดับที่ 5 พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า …

“พระเจ้าประทานพระสิริ สง่าราศี สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในโลกก็ดี ให้กับพระเยซู และให้พระเยซูนั่งอยู่ที่บนบัลลังก์ เบื้องขวาของพระเจ้าผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ครอบครองสรรพสิ่งทั้งหลาย”

ทั้งหมดนี้ มอบให้กับพระเยซู พระเยซูเป็นแม่ทัพของเรา เป็นตัวแทนของเรา เพราะฉะนั้น เราได้รับด้วยไหม? ได้รับด้วย อย่างที่ตะกี้นี้บอกว่าถ้าแม่ทัพเราได้รับชัยชนะ เราก็ชนะด้วย นี่แม่ทัพเราชนะ ทำอย่างนี้ให้เรา เราก็ได้ด้วย จะเอาไหม? เท่านั้นเอง การได้ยินได้ฟังข่าวเรื่องพระเยซู ก็มีจบลงตรงนี้ว่าท่านได้รับสิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้ว ท่านจะเอาไหม? จะเอาหรือไม่เอา มีแค่นี้เอง

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคน ไม่ต้องทำอะไรเลย จะเห็นไหมครับ มนุษย์ทุกคน  ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่รับรู้สิทธิของตน และเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นตัวแทนของเรา เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา  คือยอมรับว่านี่เป็นความจริง และเป็นตัวแทนของเรา และเราจะได้รับสิทธิเหล่านี้ทั้งหมด นี่แหละคือการเปิดใจต้อนรับข่าวดี ต้อนรับสิทธินี้ และสิทธินี้มีให้ไว้ตลอดเวลา เพราะว่ามันทำเพื่อมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ซึ่งยังไม่เกิดมา ก็มี เกิดมาแล้วก็มี แล้วจะมีเกิดมาอีกกี่ยุค? กี่สมัยก็ไม่รู้? ประกาศให้กับทุกคน โดยที่พระเยซูยกตัวอย่างว่าพระองค์ประกาศในโลกวิญญาณตลอดเวลา ทุกวันนี้กำลังเคาะประตู มนุษย์ทุกคน ให้เปิดใจรับสิทธิของเขาไปในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ที่พระองค์ทรงกระทำให้แล้วที่ไม้กางเขนนั้น และให้เป็นขึ้นจากความตายเหล่านี้ โดยการเปิดใจรับไป เคาะไปเรื่อยเลยครับ คนไหนเปิดใจแล้ว พระเจ้า พระเยซูคริสต์ก็เข้าไปสถิตอยู่กับเขา ก็ไม่ต้องเคาะแล้ว ก็คุยไป เรียนรู้กันไป ในเรื่องโลกวิญญาณ พาไปถึงสวรรค์นิรันดร์กาล

แต่คนที่ยังไม่เปิดใจ พระเยซูทำอย่างไร? “ดีแล้ว ไม่เปิดใจก็ดีแล้ว ช่างเธอ” ไม่ใช่ ก็ยังเคาะอยู่นั่นแหละ เคาะๆ พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เราเคาะอยู่ที่ประตูใจของท่าน ให้ท่านเปิดใจต้อนรับ เคาะทำอะไร? เคาะให้ท่านได้ฟัง ได้ยินข่าวประเสริฐนี้ ข่าวดีนี้ ข่าวดีที่สุด สำหรับมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวงบนโลกใบนี้ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้แล้ว เมื่อผู้ใดเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ก็จะเข้าไปในชีวิตของคนๆ นั้น “ทันที” เปิดใจเมื่อไร ก็ได้รับทันที เพราะทุกอย่างมันพร้อมหมดแล้ว ทำให้เสร็จเรียบร้อยมา 2,000 ปีแล้ว

จริงๆ คำว่า “2,000 ปี” มันเป็นเวลาของมนุษย์ที่มีอยู่บนโลกใบนี้ ที่เรานับได้ มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ นับเป็นวันๆ แต่ในโลกวิญญาณ มิติทางวิญญาณ มันไม่มีวัน ไม่มีเดือน “มิติในวิญญาณ” คือเป็นอยู่วันนี้ วานนี้ และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ เป็นอยู่ในอดีต เป็นเช่นไร? ปัจจุบันก็เป็นเช่นนั้น และเป็นเช่นนี้ตลอดไป หมายถึงไม่มีเวลา พระเยซูเป็นพระเจ้า ตั้งแต่วานนี้ วันนี้และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ แปลว่าพระองค์เป็นพระเจ้าตลอดกาล เป็นพระเจ้าตั้งแต่เมื่อไร? ไม่มีเวลา  เพราะฉะนั้น ตอนนี้เป็นพระเจ้ามากี่ปีแล้ว ไม่มีเวลา นี่คือโลกวิญญาณ

จะถามว่าพระเยซูหลั่งพระโลหิตแล้วหรือยัง? เมื่อไร? เดี๋ยวนี้ ตายเมื่อไร? ตายเดี๋ยวนี้ ถูกตรึงกางเขนเมื่อไร? เดี๋ยวนี้ ถูกฝังไว้ในอุโมงค์เมื่อไร? เดี๋ยวนี้ เป็นขึ้นจากความตายเมื่อไร? เดี๋ยวนี้ นั่งในสวรรค์สถานเมื่อไร? เดี๋ยวนี้ และมนุษย์ทั้งปวงได้สิทธินี้เมื่อไร? เดี๋ยวนี้

มนุษย์ทั้งปวงในโลกใบนี้ ได้สิทธินี้เมื่อไร? เดี๋ยวนี้ เพียงแต่เขารู้ไหม? พอเขารู้ เขาฉวยเอา และได้ทันทีเมื่อไร? ก็คือเมื่อเขาเปิดใจ พอเขาเปิดใจปุ๊บ ได้รับเมื่อไร? เดี๋ยวนี้ทันที ผมจึงพยายามบอกคำว่า “ทันที” ในโลกวิญญาณ มันไม่มีเวลา เราจะมานั่งคิด เอาไปเปรียบเทียบวันนี้กี่ปีมาแล้วๆ ในเรื่องโลกวิญญาณไม่มีคำว่าเวลา เวลาได้ถูกกำหนดขึ้นบนโลกใบนี้ วัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้เท่านั้น พระเจ้าเป็นผู้สร้างเท่านั้นเอง ในโลกวิญญาณ ไม่มีวันเวลา

ถามว่า “ทันที เมื่อไร?”  เมื่อเราเปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐ ต้อนรับสิทธิของเราบนโลกใบนี้ปุ๊บ เกิดขึ้นทันทีในโลกวิญญาณ ในโลกวัตถุ ก็คือเปิดใจต้อนรับ ในโลกวิญญาณ เปิดใจต้อนรับปั๊บ เกิดขึ้นทันที เกิดอะไรขึ้น? เกิดสิทธิตะกี้ที่บอกทั้งหมด มันเกิดขึ้นที่ในโลกวิญญาณ เรารู้ได้อย่างไร?

“ข้ารู้ เพราะอยู่ในใจ”

มันจะรู้ในใจเอง แต่สิ่งหนึ่งที่สำรวจได้ รู้ในใจ เพราะคนๆ นั้นเขาจะเลิกแสวงหาการกระทำอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับโลกวิญญาณว่าเขาจะได้ไปสวรรค์ หลังความตาย เขาจะเลิกทำเลย นี่เรื่องจริง

ขบวนการการเริ่มต้น ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามากระทำการงานในวิญญาณของเรา เมื่อตอนที่เราเปิดใจต้อนรับสิทธิของเราในพระเยซูคริสต์นี้ เริ่มต้นขบวนการ การบังเกิดใหม่ทันที คำว่า “ทันที” หมายถึงขบวนการในการบังเกิดใหม่ที่สำคัญมาก Happy birthday to me มันเกิดขึ้น ณ วินาทีนั้น เปรี้ยงเดียว แต่พอพูดภาษามนุษย์ มันก็ต้องพูด 1 ก่อน 2, 3 แต่ทั้งหมด มัน คือเกิดขึ้นเปรี้ยงเดียว ทันทีเลย เพราะมันเข้าไปในโลกวิญญาณแล้ว มันไม่มีอะไรก่อนอะไรหลัง

ขบวนการการบังเกิดใหม่ ในการใช้สิทธิของตนเอง ในการเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ก็เกิดขึ้นทันที เกิดขึ้นโดยพระเยซูเคาะประตู พอท่านต้อนรับความจริงนี้ ท่านเปิดใจ เอาแล้ว ฉันจะรับพระเยซูให้เป็นผู้ช่วย พอเปิดใจปุ๊บ พระเยซูส่งพระวิญญาณของพระเจ้าที่เรียกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เรียกว่าพระวิญญาณของพระคริสต์ วิญญาณของพระองค์เข้าไปทันที เข้าไปในชีวิตของท่าน เข้าไปในร่างกายของท่าน เข้าไปนั่งอยู่ในใจของท่าน เป็นพระเจ้าประจำตัวของท่านจะอยู่กับท่านตลอดไป และโดยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรงนี้ พระองค์เข้าไปในภาษากรีก สมัยโบราณ ที่เขาบันทึกเอาไว้ พระคัมภีร์แปลมาจากภาษากรีก คือในพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าพระวิญญาณเข้าไปทันที เปิดใจปุ๊บ พระวิญญาณเข้าไปบัพติศมา

“บัพติศมา” ฟังดูแล้วเหมือนศาสนาเลยนะ พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไปบัพติศมา ให้ท่านได้ทั้ง 5 สิ่ง 5 อย่างที่พระเยซูกระทำให้ทั้งหมดตะกี้นี้ ที่เป็นตัวแทน ยอมรับว่าพระองค์เป็นตัวแทนจริงๆ เข้าไป ก็ได้รับ 5 อย่างที่ตัวแทนของเราทำไว้แล้ว ก็คือพระเยซูนั่นเอง ได้รับเมื่อไร?  เปรี้ยงเดียวได้รับทันที 5 อย่าง โดยการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาบัพติศมา

บัพติศมา แปลว่าพระวิญญาณเข้ามาให้ท่านเข้าส่วนร่วม บัพติศมา แปลว่าการเป็นหนึ่งเดียวกัน การเข้าส่วนร่วม เห็นภาพหรือยัง ตะกี้จึงบอกว่าเป็นแม่ทัพ เปิดใจ ก็เข้าส่วนร่วมในการเป็นแม่ทัพด้วย ในการได้รับสิทธิต่างๆ ตามที่แม่ทัพทำ เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำของพระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามากระทำสิ่งนี้ ในหนังสือโรม 6:3-6 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

โรม 6:3 “ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ (พระเยซู) ก็ได้ถูกนำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน กับพระเยซูคริสต์ และได้เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์ (ที่ไม้กางเขน)”

 

ในโรมบทที่ 6 บอกว่า “ท่านไม่รู้หรือ?” พูดกับใคร? พูดกับผู้ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ แล้วยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ท่านไม่รู้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ เราทั้งปวงที่เชื่อ ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นตัวแทนของเราแล้ว ได้ถูกนำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ตรงนี้ในภาษาเดิม ก็คือเข้าบัพติศมากับพระเยซูคริสต์ ก็คือการเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้พระเยซูเป็นตัวแทน เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ และได้เข้าส่วนร่วมในการตายของพระองค์ที่ไม้กางเขน

เห็นไหมครับ เหมือนตะกี้นี้ที่ผมพูด พระเยซูตายที่ไม้กางเขน  เพื่อว่าเราทั้งหลาย มนุษย์ทั้งปวงจะได้สามารถตายร่วมกับพระองค์ได้  เห็นหรือยัง? ถ้าไม่ตาย ก็เกิดใหม่ไม่ได้ ตัวเก่าของเราที่เป็นคนบาป กำเนิดเกิดมาเป็นบาป จากบรรพบุรุษของเรา อาดัม มันต้องตาย ถ้าไม่ตาย เราจะเกิดใหม่ไม่ได้  เราเป็นหนึ่งแล้ว พระเยซูตาย เราตายด้วย …

โรม 6:4 “ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการได้เข้าส่วนร่วมในความตาย เพื่อว่าเราเอง ก็จะได้มีชีวิตใหม่ (บังเกิดใหม่) เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณ และพระเกียรติสิริของพระบิดา”

 

“ฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการเข้าส่วนร่วมในการตาย” เห็นไหมครับ? ก็เพราะว่าเราเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เมื่อพระองค์ถูกฝังไว้ เราก็ถูกฝังไว้ด้วย เพราะเราอยู่ในพระองค์แล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เรามีส่วนอยู่ในพระองค์ พระองค์ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เราก็ถูกฝังไว้ในอุโมงค์แล้ว ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ บังเกิดใหม่เช่นเดียวกันกับที่พระเจ้าได้ทรงชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นจากความตาย บังเกิดใหม่ โดยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งพระวิญญาณ และพระเกียรติสิริของพระบิดา

พูดง่ายๆ ตรงนี้ ก็คือการถูกฝังไว้ในอุโมงค์เป็นการที่ตะกี้นี้บอกว่าสำแดงว่าตายจริงๆ ไม่มีอะไรแล้ว พระเยซูถึงแม้เป็นพระเจ้าก็ยอมตาย แล้วก็ตายจริงๆ ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วนะตอนนั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น สามารถชุบคนตายให้เป็นขึ้นจากความตาย อย่างลาซารัสก็ได้  แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะตายจริงๆ ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ เป็นตัวแทนของเรา

วันที่ 3 ในนี้บอกว่าโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า พระเจ้าได้ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ลงมาชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย  ผู้ที่ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย คือพระบิดา พระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ มองดูถึงแผนการของพระองค์ ที่จะช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวงผ่านทางพระเยซูคริสต์ เห็นชัดๆ เลย พระเยซูตายที่ไม้กางเขน ดูในมหาจักรวาล ดูทั้งในโลกวิญญาณ โลกวัตถุ มองดูสิ มองดูตายจริงนะ นี่ตายจริงๆ เลย  ไม่มีใครเถียงพระองค์ได้ พระเยซูไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย พระเจ้าชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ และเมื่อพระเยซูถูกชุบให้เป็นขึ้นจากความตาย และได้ประทานพระเกียรติสิริแด่พระองค์ ก็คือให้พระองค์กลับมามีสง่าราศี เป็นพระเจ้าเหมือนแต่ก่อนนี้ ตรงนี้มันหมายถึงอย่างนั้น

ที่เน้นให้ท่านเห็นตรงนี้ เพื่อท่านจะได้เริ่มสังเกตดูว่าชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย ไม่ใช่แค่นั้น พระเยซูเป็นมนุษย์ เป็นขึ้นจากความตาย แล้วยังประทานพระสิริ คือสถานะ สง่าราศี  แด่พระเจ้า ซึ่งเคยเป็นของพระองค์มาก่อน  ก่อนจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ให้ประทานกลับคืน ให้กับพระเยซู เป็นขึ้นจากความตาย กลับมามีสถานะเป็นพระเจ้าเหมือนเดิม

ถามว่า “ใครมีส่วนร่วมในตรงนี้ด้วย?” มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ อัศจรรย์ขนาดไหน? เรียกว่าเป็น Amazing Grace เป็นพระคุณอันประหลาดมากเลย เป็นไปได้หรือ? มนุษย์เป็นใครหนอ ที่พระเจ้าทรงรักเขายิ่งนัก มากถึงขนาดนี้ มนุษย์เป็นคนบาปแล้วนะ แค่อภัยในความบาปผิดของเรา แล้วก็ยกโทษให้เรา เราไม่ต้องพินาศหลังความตาย แค่นั้นก็เยอะพอแล้ว นี่ให้เราบังเกิดใหม่ ได้เข้าส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระเยซูคริสต์ และได้เข้าส่วนร่วมในชีวิตที่เป็นสง่าราศี เหมือนพระเจ้า เหมือนพระเยซูคริสต์เลยทีเดียว ใน 1 ยอห์น 4:17 บอกไว้อย่างนี้ว่าในขณะที่เราดำเนินอยู่บนโลกใบนี้นั้น จิตวิญญาณและจิตใจของเราสะอาด บริสุทธิ์ เป็นเหมือนพระเยซูแล้ว ขณะที่เรารับเชื่อ เรารับสิทธิของเราในขณะนี้ เราเดินบนโลกใบนี้ เราเป็นเหมือนพระองค์

คำว่า “เหมือน” ก็เป็นเหมือนจริงๆ นะ อย่าพยายามแก้คำนี้ ให้น้อยกว่า ยกพระเยซูขึ้นสูง แล้วเราต่ำ  ไม่ใช่การถ่อมใจที่แท้จริง ความหมายของการถ่อมใจที่แท้จริง  หมายถึงพูดในสิ่งที่พระเยซูหรือพระเจ้าทรงพูดกับเราว่ามันจริง มันเอเมน นั่นแหละคือการถ่อมใจ

การถ่อมใจ คือการยอมรับว่ามันเป็นจริง การถ่อมใจ คือเชื่อฟังถ้อยคำพระเจ้าเหมือนดั่งทาส ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าอย่างไร? ก็บอกไว้อย่างนั้น ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ ในอุโมงค์ ตายพร้อมกับพระองค์ เมื่อพระองค์เป็นขึ้นมา เราก็ถอยออกมา เราไม่เป็นด้วย หรือไม่ พระองค์เป็นขึ้นมา เราเป็นขึ้นด้วย  แต่พระองค์ได้รับพระเกียรติสิริกลับคืน สู่สง่าราศี วิญญาณเป็นแบบพระเจ้าเหมือนเดิมแล้ว เราบอกว่าเราเกิดใหม่ เราไม่เอา เราขอด้อยกว่าได้ไหม?

พระเยซูบอก “น้อง ไม่ใช่อย่างนั้น เราเท่ากันเลย  เราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เราได้รับเหมือนกัน”

ถ้าจะเคารพ สรรเสริญพระเจ้า ควรจะเป็นแบบนี้ว่า “ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพระองค์เหมือนเกิน ในสิ่งที่เกิดขึ้น”

โรม 6:5 “ถ้าเราได้มีส่วนร่วม  เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในการตาย แน่นอน เราจะมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่)”

 

อันนี้ยิ่งชัดเลย เหมือนอธิบายไปแล้วเมื่อตะกี้นี้ ถ้าเรามีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย หรือภาษาเดิมบอกว่าถ้าเรามีส่วนร่วมในการบัพติศมาเข้ากับพระองค์ พระเยซูคริสต์ในการตาย แน่นอนเราจะมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ในการเป็นขึ้นจากความตายและบังเกิดใหม่ด้วย ไม่ใช่หรือ?

บัพติศมา แปลว่ามีส่วนร่วมอยู่ในนั้น พูดง่ายๆ ก็คืออดีตที่เราเป็นคนบาป เพราะเราบัพติศมาอยู่ในอาดัม  บัพติศมา ก็แปลว่าเราอยู่ในร่วมกันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก่อนที่เราจะเชื่อพระเยซูคริสต์ มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ เกิดมา ก็บัพติศมาอยู่ในอาดัม ก็ให้เปลี่ยนมาบัพติศมาอยู่ในพระเยซูคริสต์ มันก็เท่านี้เองข่าวประเสริฐ จบ ไม่มีอะไรเลย

แล้วใครจะทำให้เราบัพติศมาเข้าในอาดัมได้ เราทำเองได้ไหม? ทำไม่ได้ เราบัพติศมาตัวเองไม่ได้  เกิดมา ก็บัพติศมาในอาดัมแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อจะย้ายมาบัพติศมาในพระเยซูคริสต์ เราทำบัพติศมาเองไม่ได้เหมือนเดิม ก็ให้พระวิญญาณของพระองค์ช่วย  ก็คือเปิดใจขอความช่วยเหลือ

“พระเจ้าช่วยด้วย อยากจะบัพติศมาแล้ว อยากจะย้ายจากบัพติศมาที่อยู่ในอาดัม อยู่ในสถานที่เดิม เป็นคนบาป อยากจะย้ายมาอยู่ในที่บริสุทธิ์ ที่สะอาดในพระเยซูคริสต์แล้ว ช่วยที”

จบ ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้วจริงๆ  แล้วก็ได้รับสิ่งต่างๆ ที่พระเยซูทำให้ทั้งหมดนั้น บริสุทธิ์สะอาด และมีชีวิตที่บังเกิดใหม่ เหมือนพระเยซู เหมือนพระเจ้าเลย เป็นลูกพระเจ้า ก็เป็นเหมือนพระเจ้า   … แล้วก็มาสรุปในข้อที่ 6 ว่า …

โรม 6:6 “เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา (ที่อยู่ในบาป ในอาดัม) ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว  เพื่อตัวบาปเก่านั้น จะถูกขจัดไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป”

 

“เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา ที่อยู่ในบาป อยู่ในอาดัม ที่บัพติศมาในอาดัมนั้น มันได้จบสิ้นไปแล้ว ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว ที่ไม้กางเขน มันจบไปแล้ว เพื่อตัวบาปเก่านั้น จะได้ถูกขจัดออกไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป”

ไปหรือยังตัวเก่า? ไปหมดแล้ว เพื่อเราจะได้ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจของบาป ใต้อำนาจของความพินาศนั้นต่อไป เพราะว่าเราได้ย้ายมาเป็นส่วนหนึ่งกับพระเยซูคริสต์ ผู้มีชัยชนะ เหนือความบาป เหนือความตายแล้ว

ในเอเฟซัส 2:5-6 ได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าขณะที่เราบังเกิดใหม่  ทันที เมื่อเราเปิดใจต้อนรับสิทธิของเราแล้ว อะไรเกิดขึ้นในวิญญาณ …

เอเฟซัส 2:5-6 “5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิต อยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป  คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด (จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง) โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา (บังเกิดใหม่) กับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์”

 

“จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิต อยู่กับพระคริสต์” ก็คือให้เราเกิดใหม่ร่วมกับพระคริสต์ อยู่กับพระคริสต์ อยู่กันได้อย่างไร? เพราะวิญญาณชนิดเดียวกัน วิญญาณบริสุทธิ์สะอาด เรียกว่านิรันดร์ “นิรันดร์” ตัวนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าอยู่ไปตลอดกาล  เพราะต่อให้ท่านไม่ได้เชื่อ ท่านบัพติศมาอยู่ในอาดัม อยู่ในวิญญาณเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยความบาป ท่านก็อยู่นิรันดร์อยู่แล้ว เพียงแต่พินาศนิรันดร์

แต่คำว่า “นิรันดร์” ตัวนี้มันหมายถึงลักษณะชีวิตที่เป็นวิญญาณที่เหมือนพระเจ้า เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์

“แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง โดยพระคุณ และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา บังเกิดใหม่ กับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์”

ยืนยันไหม? ตะกี้นี้ที่ผมพูดว่ามันเกิดขึ้นทันที ตอนนี้ท่านเปิดใจต้อนรับแล้วหรือยัง? ต้อนรับแล้ว ถามว่าต้อนรับแล้ว ท่านเป็นเหมือนใคร? ท่านบังเกิดใหม่แล้วหรือยัง? บังเกิดใหม่แล้ว เมื่อไรไม่รู้? อย่างผมเกิดใหม่แล้วประมาณ 30 กว่าปี นั่งอยู่ที่ไหน? นี่ภาษามนุษย์ มีวันเวลา นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์สถาน  นั่งกับใคร? นั่งกับพระเยซู แล้วนั่งกับใครอีก? กับใครก็ตามที่เขาเชื่อและต้อนรับสิทธิ์นี้ เพราะสิทธิ์นี้ พระเยซูทำให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ผมก็นั่งอยู่ที่นั่น พร้อมกับอัครทูตเปโตร  อัครทูตเปาโล นั่งพร้อมกับยอห์น นั่งพร้อมกับท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ แค่ท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น 1 เปโตร 1:3-4 ได้ยืนยันตรงนี้อีก …

1 เปโตร 1:3-4 “3 “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่  พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์” 4 “และ (ได้เป็นทายาท) เข้าในมรดก อันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสีย หรือเลือนหายไป ซึ่งได้ทรงเตรียมไว้ในสวรรค์แล้ว เพื่อพวกท่าน”

 

“สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตาใหญ่ยิ่ง พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ ได้เกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์”

เพราะการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ ก็คือเราได้เป็นขึ้นจากความตายร่วมกับพระองค์ด้วย เอเมน

“ในความหวังอันยืนยง” มิได้หมายถึงว่าในอนาคต ความหวังอันยืนยง คือสิ่งที่เราได้รับแล้ว มันเป็นอยู่นิรันดร์ และได้เป็นทายาท นี่เพิ่มเติมให้ว่ามิได้บังเกิดใหม่ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เท่านั้น พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตร เราก็เป็นบุตร ไม่กล้าพูดคำว่า “พระ” เขินปาก คำว่าพระ เรายกย่อง พระเยซูคริสต์ได้บังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า เราทั้งหลายก็เป็นบุตรของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้บังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า  ได้รับสิทธิอำนาจ ได้รับพระสิริ สง่าราศี ครอบครองอยู่เหนือสวรรค์ก็ดีและโลกก็ดี พระองค์ทรงประทานให้ ตรงนี้เรียกว่ามรดก  และพระองค์ทรงได้รับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น  เราก็มีส่วนร่วมในมรดกนี้ด้วย ใช่ไหม? ถูกไหม? เรามีมรดก แล้วเรารับหรือยัง? รับแล้ว มีสิทธิได้มรดก มรดกรอเราอยู่แล้ว เราเซ็นชื่อรับเท่านั้นเอง

และการรับมรดก เหตุเนื่องจากว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ในโลกวิญญาณเรียบร้อยแล้ว ทันที แต่เรายังค้างอยู่ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยังอยู่ในร่างกายเดิมนี้อยู่ ร่างกายภายนอก ซึ่งรอมันสิ้นสุดลง ก็คือวันตาย พอตายไปปุ๊บ เราก็เข้าสู่มิติวิญญาณ ไปรับสิ่งทั้งหมด ที่พระเยซูบอกไว้ในโลกวิญญาณ ที่พระคัมภีร์บอกไว้ในโลกวิญญาณ ก็คือสง่าราศี การครอบครองร่วมกับพระเยซูในสวรรคสถาน ตรงนี้เรียกว่าเป็นทายาท เราได้รับมรดกแล้วก็จริง เราเป็นทายาทที่ยังเด็กอยู่  ยังไม่ได้ครอบครอง แต่เรามีสิทธิ์เรียบร้อยแล้วในพระเยซูคริสต์

“และได้เป็นทายาท เข้าในมรดก อันไม่มีวันเสื่อมสลาย” มรดกพวกนี้ อยู่ตลอด ถาวรนิรันดร์ เพราะพระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ พระเยซูเป็นผู้ประทานให้ แบ่งให้กับเรา ให้เรามีส่วนร่วมอยู่ในนั้น ก็คือสภาวะพระเจ้าที่ปกปักษ์คุ้มครองดูแลโลกใบนี้ทั้งใบ ครอบครองโลกใบนี้ทั้งใบ ทั้งโลกวิญญาณ และโลกสวรรคสถานที่พระเจ้าได้ประทานให้กับพระเยซู และพระองค์ประทานให้กับเราด้วย

ในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสีย หรือเลือนหายไป มันตลอดกาลเลย หลังความตายในโลกวิญญาณ  เราครอบครองอยู่ในสวรรค์ ไม่ใช่อยู่ในสวรรค์เฉยๆ แต่ครอบครองอยู่ในสวรรค์ มีสิทธิอำนาจเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ตลอดไป ซึ่งได้ทรงเตรียมไว้ในสวรรค์ ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว เพื่อพวกท่านทั้งหลาย  ในโลกวิญญาณนั่นเอง

เพราะฉะนั้น วันนี้ จึงเป็นวันที่ อย่างที่บอกเมื่อตะกี้นี้ว่าเราควรจะร้องเพลงบทนี้ ด้วยการแปลงเนื้อข้างล่างเป็น

“เป็นขึ้นแล้ว  เป็นขึ้นแล้ว   พระเยซูทรงเป็นขึ้นแล้ว

เป็นขึ้นแล้ว  เป็นขึ้นแล้ว   ฉันก็เป็นขึ้นพร้อมพระองค์”

มนุษย์ทุกคนใช้ตรงนี้ได้ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ร้องเพลงนี้ได้ทันที เป็นของเขาแล้ว เพียงแต่เขาเปิดใจต้อนรับสิทธิของเขาในพระเยซูคริสต์เท่านั้น เขาก็จะสามารถร้องเพลง

“Happy birthday Jesus        Happy birthday to me

Happy birthday Jesus          Happy birthday to me

Happy birthday my dear Jesus  Happy birthday to me”

ท่านยืดอกเมื่อไร? พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระเยซู มองจากสวรรค์มา ยิ้มแฉ่งเลย ดีใจมาก ที่เราได้ภูมิใจว่าพระองค์ทรงรักเรา ถึงขนาดนี้  พระเจ้าอวยพรครับ

 

***********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

ความชอบธรรม  คือการเป็นคนดีพร้อมสมบูรณ์ สามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าผู้บริสุทธิ์  ได้อย่างสง่าผ่าเผย ผู้พิพากษาของมหาจักรวาล คือพระเจ้า ผู้ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องไปยืนอยู่ต่อหน้า วันหนึ่งในอนาคต หลังจากตายจากโลกใบนี้แล้ว และพระเจ้าผู้นี้มีพระนามว่า “พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์”

 

เพราะฉะนั้น ใครที่จะยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ ต้องเป็นคนที่ดีพร้อม เราได้เรียนรู้แล้วว่าเราผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ดีพร้อมในสายตาของมนุษย์ แต่ดีพร้อมในสายพระเนตรของพระเจ้า ซึ่งสำคัญกว่าสายตาของมนุษย์เยอะ เพราะพระองค์เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล และทุกคนต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ ไม่ใช่ยืนอยู่ต่อหน้ามนุษย์ และความชอบธรรมนี้ ที่เราสามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เป็นคนดีพร้อมได้ เป็นของประทานฟรีๆ เป็นของขวัญจากพระเจ้า โดยพระคุณ ผ่านทางความเชื่อของเรา ในพระผู้ช่วยให้รอด ที่มีชื่อว่าพระเยซูคริสต์นั่นเอง ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่มนุษย์จะสามารถกลายเป็นผู้ชอบธรรม เป็นคนดีพร้อมในสายพระเนตรพระเจ้าได้

 

2 โครินธ์ 5:21 “พระเจ้าได้ทำให้พระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งไม่เคยเป็นคนบาป ไม่เคยทำบาปเลย แต่ต้องกลายมาเป็นคนบาป เพื่อเห็นแก่เราทั้งหลาย ผู้ซึ่งเป็นคนบาปและทำบาปมากมาย เพื่อเราทั้งหลาย ผู้เป็นคนบาปนั้น จะได้กลายมาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าผ่านทางพระองค์”

 

พระเยซูคริสต์ผู้ไม่รู้จักบาป ผู้ไม่ได้เป็นคนบาป แต่พระเจ้าทรงกระทำให้พระเยซูคริสต์ กลายเป็นคนบาป เพื่อว่าเราทั้งหลาย มนุษย์ทุกคน บนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นคนบาป ทำบาปมากมาย แต่พระเจ้าได้ทรงทำให้เราทั้งหลายที่เป็นคนบาปนั้น กลับกลายเป็นคนดีพร้อม ผ่านทางการเชื่อในพระเยซูคริสต์นั่นเอง พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น พระเยซูผู้ซึ่งไม่ได้ทำบาปเลย แต่ต้องกลายเป็นคนบาป แลกกัน เราทั้งหลายผู้ไม่เคยทำดีเลยสักนิดหนึ่ง แต่กลายเป็นคนดีพร้อม พระเยซูผู้เดียวดีพร้อม แต่ต้องกลายมาเป็นคนบาป อีกหลายคนมากมาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่มีใครดีพร้อมเลยสักคนหนึ่ง กลายเป็นคนดีพร้อมได้ โดยการกระทำของพระเจ้า พระเมตตา เรียกกันว่าพระคุณ ประทานให้ฟรีๆ ฉะนั้น เราเป็นคนดี เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อม โดยการกระทำของพระเจ้า ให้เราบังเกิดใหม่

“เราเป็นคนดีพร้อม เป็นคนชอบธรรม เพราะเราได้กำเนิด เกิดมาเป็นผู้ดีพร้อม วิญญาณซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงของเราภายใน สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากบาปใดใดซึ่งเรียกกันว่าลูกของพระเจ้า”

 

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1360

คำบรรยายวันศุกร์ที่  15  เมษายน  2022

เรื่อง “วันศุกร์ประเสริฐ”

โดย วราพร  คงล้วน

 

เรื่องพิธีมหาสนิท โดย พาสเตอร์นคร  เวชสุภาพร

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เราได้มาฉลององค์พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา  เราจะคุ้นเคยกับวันคริสตมาสดี แต่จริงๆ แล้ว เทศกาลนี้ เป็นเทศกาลที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าคริสตมาส ว่ากันตามจริงแล้ว ถ้าเผื่อเป็นผู้เชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว เข้าใจถึงข่าวประเสริฐแล้ว วันนี้เป็นวันสำคัญกว่าวันคริสตมาสอีกด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักความจริง คือไม่ได้เป็นคริสเตียน เขาก็ไม่ค่อยให้ความสนใจกับเทศกาลนี้เท่าไร? เทศกาลวันอีสเตอร์ ก็คือวันเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ ก่อนจะเป็นขึ้นจากความตาย ก็ต้องตายก่อน ก็คือวันศุกร์ประเสริฐ

เทศกาลศุกร์ประเสริฐและวันอีสเตอร์ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งวันนี้เราได้มีโอกาสมาร่วมฉลองชัยชนะ ฉลองความรักของพระเจ้าที่มอบให้กับเราทั้งหลายร่วมกัน ซึ่งเราจะย้อนหลังไป 2,000 ปี ให้เห็นว่าพระเยซูทำอะไรให้เรา และกระทำสิ่งนี้ เพื่ออะไร? ใครที่อยู่ที่บ้านเตรียมขนมปังและน้ำองุ่นหรือยัง?

ขนมปังกับน้ำองุ่น ก็คืออาหารของชาวยิวในยุคนั้น ซึ่งถ้ามาในยุคปัจจุบัน คนไทยเรา ก็คือข้าวกับน้ำ มีข้าวกับน้ำอยู่ที่บ้านไหม? เตรียมไว้นะ เพราะสิ่งนี้พระเยซูให้เราทำ เพื่ออะไร? เดี๋ยวเราจะได้เรียนรู้กัน

ในหนังสือ 1 โครินธ์ 11:23-26 ได้บันทึกถึงเรื่องราว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่พระเยซูได้กระทำ ถึงเทศกาลนี้ เมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา บันทึกไว้อย่างนี้ ตอนต้นนี้ อาจารย์เปาโลเป็นผู้ได้รับการบอกเล่าจากพระเยซูคริสต์ว่าให้แนะนำ ให้คริสเตียนได้กระทำสิ่งนี้  สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำจริงๆ ตอนที่เกิดเป็นมนุษย์ อยู่บนโลกใบนี้ ก่อนที่จะไปถูกเขาจับตรึงที่ไม้กางเขน และตายที่ไม้กางเขน และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และเป็นขึ้นจากความตาย ก่อนนั้น พระองค์ทรงกระทำสิ่งนี้ คือ …

1 โครินธ์ 11:23-26 “23 เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดแก่พวกท่านนั้น ข้าพเจ้ารับมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาทรยศพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง 24 เมื่อขอบพระคุณพระเจ้าแล้ว  ทรงหักและตรัสว่า  “นี่คือกายของเรา  ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย  จงทำเช่นนี้เป็นที่รำลึกถึงเรา” 25 เมื่อรับประทานแล้วทรงหยิบถ้วยขึ้นกระทำอย่างเดียวกัน  และตรัสว่า  “ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่  ด้วยโลหิตของเรา  เมื่อใดที่พวกท่านดื่ม จงทำเช่นนี้เป็นที่รำลึกถึงเรา26  เพราะเมื่อใดก็ตามที่พวกท่านรับประทานขนมปังนี้  และดื่มจากถ้วยนี้  พวกท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า  จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา”

 

“เรา” หมายถึงใคร? พระเยซู

นี่คือสิ่งที่พระเยซูกระทำในคืนก่อนเขามาจับพระเยซูไปตรึงที่ไม้กางเขน  ตอนนั้นเขาเรียกเทศกาลปัสกา “ปัสกา” คือวันลบบาปของชาวยิว ที่ทำมาดั้งเดิม หลายพันปีแล้ว พระเยซูอยู่ในปัสกา ซึ่งปัสกา หลายพันปีก่อนชาวยิวทำ เล็งถึงพระเยซูคริสต์จะมาไถ่มวลมนุษยชาติให้พ้นจากความบาป พระเยซูคริสต์จะเป็นแกะปัสกา เป็นผู้รับบาปตัวจริง ตัวเป็นๆ คือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เล็งถึงตรงนี้ พระเยซูตรัสว่าให้ทำพิธีนี้ เป็นที่ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำแล้ว ที่ไม้กางเขน

“ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จที่ไม้กางเขน”

ตอนที่กระทำครั้งแรก ตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ ตอนที่กระทำปัสกากับพวกสาวกนั้น ตอนนั้น ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์จะทำ จะทำเมื่อไร? จะทำพรุ่งนี้ จะตายที่ไม้กางเขนแล้ว ให้ทำสิ่งนี้ กลัว เดี๋ยวเราลืม พระองค์ให้เราทำ เพื่อระลึกถึงนะ ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ไม้กางเขน 2,000 ปีมาแล้ว ไม่ให้เราลืม  พระองค์ไม่ได้สั่งให้เราทำพิธีนี้ เพื่อจะเกิดสิ่งอะไรขึ้นเลย แม้แต่นิดเดียว  เพราะสิ่งที่ทำทั้งหมด เพื่อระลึกถึงสิ่งที่มันสำเร็จแล้ว คือพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน มันไม่ใช่พิธีที่ทำ เพื่อให้สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นจากการกระทำนี้

ยกตัวอย่างเช่น จะกินขนมปังและดื่มน้ำองุ่นนี้ ไม่ใช่กินและดื่ม เพื่อจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ไม่ใช่ การเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์นั้น ด้วยความเชื่อ ในการตายและการเป็นขึ้นจากความตายมากกว่า หรือไม่ใช่ เพื่อให้เราทำพิธีนี้แล้ว เดี๋ยวกินน้ำองุ่น กินขนมปังแล้ว เราจะได้สนิทกับพระเจ้ามากขึ้น ไม่มี มากเท่าเดิม ถ้าท่านเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ท่านก็สนิทกับพระองค์สุดแล้ว ไม่มีมากกว่านั้น

ที่พระองค์ให้เราทำนั้น ทำเพื่อระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ทำสำเร็จแล้ว  ความบริสุทธิ์ของเรา ความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว ด้วยความเชื่อ ที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ไม้กางเขน

เพราะฉะนั้น การกระทำของเราตอนนี้ เป็นแค่ตามที่พระเยซูบอก เพื่อเป็นการประกาศความเชื่อ ในสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำให้แล้ว ที่ไม้กางเขน  เราจึงทำสิ่งนี้ เพื่อเป็นการฉลอง เพื่อเป็นการเข้าใจและขอบคุณ  ที่พระเจ้าได้กระทำให้สำเร็จแล้ว ขณะที่เรากินขนมปัง  ดื่มน้ำองุ่น เรากำลังประกาศชัยชนะ  ประกาศว่าเรากำลังอยู่ในพันธสัญญาใหม่  ด้วยโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่หลั่งออกมาที่ไม้กางเขน เราเป็นอิสระจากความบาป เราเป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว

พิธีมหาสนิทนี้ คือการระลึกถึงความสนิทที่สุดของพวกเราทั้งหลาย ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ สนิทขนาดไหน? สนิทถึงขนาดร่วมเป็นวิญญาณเดียวกับพระองค์เลยทีเดียว เป็นเมื่อเราเชื่อในข่าวดี เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ตายที่ไม้กางเขนและเป็นขึ้นจากความตาย และเรากระทำพิธีนี้ เพื่อระลึกถึงสิ่งที่มันเป็นแล้วนั่นเอง  คือมาขอบคุณ มาสรรเสริญ  มาฉลอง  ทำได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เทศกาลอีสเตอร์เท่านั้น  ทำได้ทุกวัน ท่านกินข้าว ท่านก็อธิษฐาน ก่อนกินข้าวท่านก็คิดในใจว่าท่านจะกินข้าว คิดถึงร่างกายของพระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่ไม้กางเขน กินน้ำก็นึกถึงพระโลหิตพระเยซูคริสต์ กินวันละ 3 มื้อ ก็นึกถึง 3 มื้อ แล้วถ้าไม่กิน อยากจะนึกถึงได้ไหม? ได้ หลับตาอธิษฐานก็ได้  ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ตายที่ไม้กางเขน เพื่อลูก

เพราะฉะนั้น เราทำได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องรอเทศกาล นี่เราเพียงแต่มาฉลองกัน เลยระลึกถึงประเพณีตอนนั้น ระลึกถึงในวันนั้น เหมือนเราระลึกถึงวันเกิดเรา เราระลึกถึงวันโน้น ย้อนกลับไป พระเยซูไม่ต้องการให้เราลืม เพราะฉะนั้น เราสามารถทำอย่างนี้ได้ทุกวัน  ไม่ต้องมีข้าว ไม่ต้องมีขนมปัง ไม่ต้องมีน้ำองุ่น ไม่ต้องมีน้ำ  เราตื่นขึ้นมา เราก็นึกได้แล้ว แล้วเราก็ทำพิธีมหาสนิทนี้ได้แล้ว  ลืมตาขึ้นมา ก็ …

“ขอบคุณพระเจ้า ที่ทรงตายที่ไม้กางเขน เพื่อลูก หลั่งพระโลหิตชำระบาปให้กับลูก เป็นขึ้นมาในวันที่ 3 ทำให้ลูกได้เป็นขึ้นมาใหม่ด้วย ขอบคุณพระเจ้า”

นี่คือทั้งวันทั้งคืน พิธีมหาสนิททำได้หมด เรียบร้อย

ในคืนวันนั้น พระเยซูทำเป็นตัวอย่าง คืนปัสกา ชาวยิวเขาก็กินปัสกากัน มาหลายพันปีแล้ว เพื่อระลึกถึงพระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน แล้ววันนี้ ตัวจริง คือพระเยซูมาทำปัสกาที่เขาทำมาเป็นพันๆ ปี ทำด้วยตัวเองเลยว่าพระองค์เองนั้น คือปัสกานั่นแหละ คืนนี้เขาจะมาจับพระองค์ พระองค์ทรงทราบดีว่าถึงเวลาแล้ว นึกถึงภาพนะ พร้อมกันปุ๊บ พระองค์ก็หยิบขนมปังขึ้นมา แล้วก็ให้เล็งถึงร่างกายของพระองค์ เพราะทุกคนต้องมาเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์ เข้ามาเป็นขนมปังก้อนเดียวกัน เป็นวิญญาณเดียวกัน ขนมปังนี้ นึกถึงวิญญาณของพระเยซูและวิญญาณของเราจะต้องรวมกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ในการเกิดใหม่ ในการไถ่บาป วันนี้เราจะกินขนมปังนี้ ระลึกถึงร่างกายของพระเยซูที่แตกหัก ที่ไม้กางเขน เพื่อเราจะได้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เข้าไปเป็นขนมปังก้อนเดียวกัน

ขนมปัง หมายถึงร่างกายของพระเยซูคริสต์ที่ตายที่ไม้กางเขน เรากินขนมปัง หมายถึงเราเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของพระองค์ พระองค์ตาย เราก็ตายด้วย พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย เราก็เป็นขึ้นมาด้วย ในวันอีสเตอร์ อีก 3 วันข้างหน้า

พระองค์ทรงแจก แล้วก็ให้ทุกคนกิน

“ทรงหักขนมปัง (เพราะเป็นขนมปังไร้เชื้อ หักได้) แล้วตรัสว่า ‘นี่คือกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงทำเช่นนี้ เพื่อรำลึกถึงเรา’”

เรารับประทานขนมปังพร้อมกัน เรากำลังกินขนมปัง ระลึกถึงร่างกายของพระเยซู เราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ เพราะเรากินร่างกายของพระองค์ ก็คือเราได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ทางวิญญาณ

“เมื่อทรงรับประทานแล้ว ทรงหยิบถ้วยขึ้น กระทำอย่างเดียวกัน ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้ จอกนี้ คือพันธสัญญาใหม่ ด้วยโลหิตของเรา เมื่อใดที่พวกท่านดื่ม จงกระทำเช่นนี้ เพื่อรำลึกถึงเรา’”

ถ้วยน้ำองุ่น ถ้วยเหล้าองุ่น ซึ่งเป็นเครื่องดื่มประจำคนสมัยนั้น ในตอนนั้น คือน้ำบริสุทธิ์ที่จะดื่มหายาก แต่น้ำองุ่นมีเยอะมาก และมันก็กลายเป็นเหล้าทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เหล้าองุ่น เขาก็กินกันปกติ นึกถึงกินข้าว แล้วก็กินน้ำ พระองค์ก็หยิบเหล้าองุ่นขึ้นมา แล้วก็บอกว่าให้เราดื่ม เล็งถึงพระโลหิตของพระองค์ ที่จะหลั่งออกมา เพื่อจะชำระบาปให้กับเรา  ให้เราดื่มพร้อมกันและระลึกถึงพระโลหิตของพระเยซูคริสต์

ท่านจะเห็นว่ามันเป็นภาพธรรมดา ทุกวันนี้เราก็ทำกันอย่างนี้ กินข้าว แล้วมันติดคอ ก็ต้องดื่มน้ำ ก็ธรรมดา ก็คือรับประทานอาหารนั่นเอง แต่ให้เราเล็งถึงการกระทำสิ่งนี้ ให้รำลึกถึงสิ่งที่พระเยซูกระทำ แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อไปว่าเมื่อทรงรับประทานและทรงหยิบถ้วยขึ้น กระทำอย่างเดียวกัน ตรัสว่า …

“ถ้วยนี้ คือพันธสัญญาใหม่ ด้วยโลหิตของเรา เมื่อใดที่ท่านดื่ม จงทำเช่นนี้ เป็นที่รำลึกถึงเรา”

ดื่มหรือยัง? ดื่มแล้ว รำลึกถึงพระองค์แล้วหรือยัง? รำลึกถึงพระโลหิตของพระองค์ที่ทรงชำระบาปให้กับเรา ที่หลั่งพระโลหิตที่ไม้กางเขน ชำระเรา จากคนบาป  กลายเป็นผู้ได้รับคำตัดสินว่าเป็นผู้ถูกต้อง เป็นผู้ชอบธรรม

พระองค์ตรัสต่อไปว่า “เมื่อใดก็ตามที่พวกท่านรับประทานขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้ พวกท่านกำลังระลึกถึงเรา พวกท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ พวกท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า”

คือพระองค์ทรงประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ตั้งแต่ตอนก่อนถูกตรึงที่ไม้กางเขนแล้ว

“พวกท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา”

ก็คือกำลังประกาศว่า “ฉันเป็นอิสระแล้ว ฉันเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน  ฉันได้ตายพร้อมพระองค์ และถูกฝังไว้ในอุโมงค์ และได้บังเกิดใหม่ในวันที่ 3 ร่วมกับพระองค์แล้ว ฉันมีชัยชนะเหนือความตายแล้ว”

นั่นเป็นการกระทำเช่นนี้ และพระองค์ทำเสร็จแล้ว ในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าเมื่อพระองค์ทรงกระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว หมายถึงว่าทำปัสกาเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็ลุกขึ้น กำลังจะเดินไปสวนเกเสมนี เพื่อให้เขาจับ เอาไปทุบตี ด้วยความโหดร้าย และเอาไปตรึงที่ไม้กางเขน วันรุ่งขึ้น คือวันศุกร์ ตอนก่อนที่จะลุกขึ้น  พอกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์กับเหล่าสาวกร้องเพลง ความชื่นชมยินดีว่าเป็นวันที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับมวลมนุษยชาติ  คือวันที่พระเจ้าเสด็จมาบนโลกใบนี้  เพื่อเกิดเป็นมนุษย์และตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิต เพื่อชำระบาป เพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นออกจากความบาป และคำสาปแช่ง  และความตายในนรก

ประกาศด้วยสิ่งเหล่านี้ และพระองค์ได้ทรงร้องเพลง ก่อนจะเดินทางไปให้เขาจับ เราจะร้องเพลงนี้ด้วยกัน เพลงนี้อยู่ในหนังสือสดุดี  118 พระเจ้าเผยพระวจนะไว้เรียบร้อยแล้ว พระเยซูบอกวันนี้แหละ คือวันที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ วันที่พระบุตรของพระเจ้า จะมาตาย เพื่อท่านทั้งหลาย …

“วันนี้เป็นวัน วันนี้เป็นวัน ที่พระเจ้าจัดไว้ ที่พระเจ้าจัดไว้

เราจะยินดี เราจะยินดี และเบิกบานในใจ และเบิกบานในใจ

วันนี้เป็นวันที่พระเจ้าจัดไว้ เราจะยินดี และเบิกบานในใจ

วันนี้เป็นวัน วันนี้เป็นวัน ที่พระเจ้าจัดไว้”

เป็นเพลงที่เขาร้องกันมาตั้งแต่สมัยปัสกาแรก ตั้งแต่สมัยโมเสสพาประชากรของพระเจ้าออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เขาร้องกันอย่างยินดีและดีใจ เขาออกจากอียิปต์แล้ว พระเยซูก็ดีใจด้วย เพราะว่ามาช่วยมนุษย์ ถึงวันที่เขารอคอยมาตั้งนาน กว่าพระองค์จะเสด็จกลับมา พระองค์เสด็จกลับมาช่วย ต้องรอกันเป็นพันๆ ปี นี่พระองค์มา พรุ่งนี้ก็จะทำสำเร็จเรียบร้อย  ก็ต้องรื่นเริงยินดี ชื่นชมยินดี และยินดีตั้งแต่ก่อนพระเยซูจะมา ตั้งหลายพันปี เขาก็ยินดีกันแล้ว  พอทำปัสกา ประจำปีเสร็จปุ๊บ เขาก็จะร้องเพลงนี้ด้วยกัน นึกถึงชาวอิสราเอลในคืนวันนั้น ที่เขากินปัสกากันวันแรกของโลกนี้เลย กินเสร็จ เขาก็ร้องเพลงนี้  ร้องด้วยความยินดี พรุ่งนี้พระเจ้าพาไปแล้ว เป็นเงาของเรื่องการไถ่ของพระเยซูคริสต์

 

******************

 

คำบรรยายจากพาสเตอร์วราพร  คงล้วน

วันนี้ก็ศุกร์ประเสริฐ จริงๆ ถ้อยคำของพระเจ้าก็มีไม่เยอะ เรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า ของพระเยซูคริสต์ ก็มีที่เราคุยกันบ่อยๆ ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน  และได้เป็นขึ้นมาจากความตาย  ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ เพราะว่าฤทธิ์เดชอำนาจนี้ ทำให้พวกเราทุกๆ คน ผู้เชื่อ ได้สามารถบังเกิดใหม่ เข้ามาอยู่ในครอบครัวของพระเจ้า อยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า เข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า

ฉะนั้น วันคริสตมาส ก็เป็นวันดีที่พวกเราเฉลิมฉลองกัน วันที่พระเยซูประสูติ แต่วันศุกร์ประเสริฐก็เป็นอีกวันหนึ่ง ที่เรามาเฉลิมฉลองกันอีกว่าพระเยซูกำลังเข้ามาทำการงานของพระองค์ ที่พระเจ้าได้มอบหมายไว้ให้กับพระเยซูคริสต์ เพื่อมาชำระล้างพวกเราให้สะอาดบริสุทธิ์ เรามาดูในหนังสือยอห์น 3:16

ยอห์น 3:16 “พระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกยิ่งนัก  ถึงกับได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่เชื่อวางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศตายนิรันดร์อยู่ในความบาป แต่ได้รับการบังเกิดใหม่มาเป็นลูกของพระองค์มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นของพระองค์เหมือนพระองค์”

 

ในยอห์น 3:16 พวกเราผู้เชื่อจะคุ้นเคยมาก เป็นถ้อยคำที่ประกาศความจริงของพระเจ้า ในเรื่องเกี่ยวกับการช่วยกู้ของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้เตรียมแผนการนี้ไว้ตั้งแต่วันแรก ที่มนุษย์ล้มลงในความบาป พระองค์ก็เตรียมแผนการนี้ว่าจะส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเกิดบนโลกใบนี้  เพื่อที่จะมาสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน  เพื่อช่วยมนุษยชาติทั้งหมด ให้สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ ได้สามารถกลับบ้านของเราได้ เป็นบ้านจริงๆ ของเรา ซึ่งก่อนหน้านั้น  ก่อนที่มนุษย์ล้มลงในความบาป  เราก็อยู่กับพระเจ้าอย่างมีความสุข เมื่อมนุษย์ล้มลงในความบาป  ถูกตัดขาดจากพระเจ้า ต้องไประหกระเหินออกนอกบ้าน ต้องไปทุกข์ทรมาน ทำงานเหงื่อซกๆ  แล้วพยายามที่จะแสวงหาวิธีการที่จะช่วยตัวเอง ให้สามารถเข้าสวรรค์

ซึ่งไม่ว่าวิธีการอะไรที่มนุษย์พยายามใช้กำลังของตัวเอง เพื่อที่จะทำให้ตัวเองครบถ้วน สมบูรณ์หรือชอบธรรม ที่จะให้พระเจ้ารับได้  เพื่อจะได้กลับคืนดีกับพระเจ้า หรือขึ้นสวรรค์ ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้เลย ฉะนั้น พระเจ้ารู้ดี เพราะว่ามนุษย์ทุกคน เมื่อล้มลงในความบาปปุ๊บ เขาติดเชื้อบาป มี DNA บาป ไม่ว่าเขาจะทำดีขนาดไหน? ก็ไม่สามารถเปลี่ยน DNA จากการเป็นคนบาป มาเป็นคนชอบธรรมได้ มีทางเดียวเท่านั้น ก็คือมนุษย์ต้องตาย แล้วก็เกิดใหม่ จึงสามารถเข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าได้ แล้วพระเจ้าก็วางแผนการนี้ไว้ ตั้งหลายพันปี จนวันที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ แผนการก็เริ่มค่อยๆ ก้าวมาถึงจุดที่วันนี้ พวกเราเข้ามาเฉลิมฉลอง คือวันที่พระเยซูคริสต์ได้ถูกตรึงบนไม้กางเขน

และในข้อที่ 16 ที่บอกว่า “พระเจ้าทรงรักโลกนี้ยิ่งนัก” “โลก” หมายถึงมนุษยชาติทั้งหมด บนโลกใบนี้ สรรพสิ่งทั้งหมดบนโลกใบนี้ ที่พระองค์ทรงรัก ตั้งแต่เริ่มต้นที่พระองค์สร้างมา อย่างดี ให้เป็นแบบดีเลิศเลย  แต่เมื่อมนุษย์ล้มลงในความบาปปุ๊บ มนุษย์ก็ทุกข์ยากลำบาก  สรรพสิ่งทั้งหมดบนโลกใบนี้ ก็ทุกข์ยากลำบากไปหมด โลกนี้ก็เสียหายไปหมด จากที่ทุกวันนี้ ที่เราเผชิญกับปัญหาความทุกข์ยากลำบากต่างๆ หลายครั้ง เราคิดว่าเราทำผิดอะไรถึงต้องเจอเรื่องราวแบบนี้ แต่ในความเป็นจริง คือโลกนี้เสียหายไปแล้ว ต่อให้เราไม่ทำอะไร อยู่เฉยๆ เราก็เจอแจ๊กพ็อตได้เหมือนกัน ก็เจอความทุกข์ยากลำบาก เพราะว่าเกิดมาในบาปแล้ว ฉะนั้น พระเจ้าก็เลยวางแผนการว่าก่อนหน้านั้น ที่พระเจ้าทรงเลือกชาวอิสราเอล ให้คนอิสราเอลเชื่อในพระเจ้า เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง  ถ้าเขาเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง เขาก็เป็นประชากรของพระเจ้า แล้วพระเจ้าก็เตรียมแผนการไว้ให้คนอิสราเอลทำพิธีชำระบาป ในแต่ละปี ต้องเอาเลือดแพะ เลือดแกะมาถวายให้พระเจ้า เพื่อมาชำระบาปให้กับตัวเอง  ปีต่อปี เหมือนมาผ่อนส่งดอกเบี้ย  แล้วคนอิสราเอลก็ทำมาตลอด

จนวันหนึ่ง คำเผยพระวจนะ ที่พระเจ้าบอกไว้ให้กับคนอิสราเอลรับรู้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า พระองค์จะส่งพระมาซีฮาห์มา  เมื่อพระมาซีฮาห์มาปุ๊บ คนอิสราเอลไม่ต้องทำพิธีกรรมเหมือนเดิมอีกแล้ว แพะแกะไม่ต้องใช้แล้ว เพราะว่าพระเยซูคริสต์ทรงมาเป็นแกะปัสกา ให้กับมนุษยชาติทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะชาวยิวเท่านั้น แต่ทั้งหมดบนโลกใบนี้  แล้วพระเยซูก็ทำสำเร็จแล้ว 2,000 ปีที่แล้ว

สิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว มันมีผลทันที สำหรับมนุษยชาติ  มนุษย์คนไหนก็ตาม ที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเพื่อเขาบนไม้กางเขน แล้วก็เข้ามารับเอาความช่วยเหลือจากพระเจ้า มนุษย์คนนั้น ก็ได้รับความรอด ตามในข้อที่ 16 บอกว่าใครก็ตามที่เชื่อในพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาก็จะได้บังเกิดใหม่  เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยเขา จะเข้ามา ทำการงานในชีวิตของทุกคน ที่เปิดใจบอกพระเจ้าต้องการการช่วยเหลือ พระองค์เข้ามาบัพติศมา ฆ่าวิญญาณเก่าที่เป็น DNA เก่า ที่เป็นความบาป ให้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝังไปพร้อมกัน  และได้บังเกิดใหม่ เข้ามาในแผ่นดินของพระเจ้า  พร้อมกับพระเยซูคริสต์ เป็นฤทธิ์เดชอำนาจอันเดียวกัน ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำในพระเยซูคริสต์ แล้วพวกเราที่ได้บังเกิดใหม่ เราก็มีวิญญาณใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ไม่มีบาปติดตัวอีกเลย

สิ่งนี้แหละ คือสิ่งที่พระเจ้าให้มนุษยชาติทุกคนประกาศออกไป เพื่อให้รับรู้ว่านี่คือความจริง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการ  พระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ได้กลับคืนดีกับพระเจ้า

ดังนั้น ในยอห์น 3:16-18 ไม่ใช่มีไว้ให้สำหรับผู้เชื่อเท่านั้น แต่พระเจ้าทำเรียบร้อยไปแล้ว ให้กับมนุษย์ทั้งหมด บนโลกใบนี้ คือพระเจ้า พระเยซูคริสต์ตายครั้งเดียว เพื่อไถ่บาป ให้กับมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ครั้งเดียวจบเลย แล้วข่าวประเสริฐนี้ ก็ทำเสร็จสมบูรณ์ เรียบร้อย เมื่อ 2 พันปีที่แล้ว  เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย ก่อนที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์ พระเยซูบอกว่าสำเร็จแล้ว

สำเร็จ คือแผนการทั้งหมดของพระเจ้า พระบิดาได้วางแผนไว้ ได้ทำสำเร็จ เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ครั้งเดียว จบเลย ไม่ต้องทำอีก  พระเยซูทำครั้งเดียว ทุกอย่างจบสิ้นหมด ของขวัญที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติ ก็เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่รอใครก็ตามที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้า  แล้วก็เปิดใจยอมรับความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เขาก็จะได้ของขวัญชิ้นนี้ไปเลย ได้ไปแบบฟรีๆ ไม่ต้องทำอะไร

ยอห์น 3:17 “เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อพิพากษาลงโทษมนุษย์และโลก แต่เพื่อช่วยกู้มนุษย์และโลกให้รอด จากการถูกพิพากษาลงโทษนั้น โดยทางความเชื่อในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์”

 

ในยุคของพระเยซูคริสต์ กฎของพระเจ้า คือใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เขาจะได้รับความรอด  เขาจะไม่ต้องพินาศ เขาจะไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ เพราะว่ามนุษย์ทุกคน ได้รับการพิพากษาลงโทษเรียบร้อยไปแล้ว ตั้งแต่วันแรก ที่อาดัมกับเอวาล้มลงในความบาป จากนั้น ลูกหลานเหลนโหลน  อยู่ในการสาปแช่งหมดเลย  อยู่ในการลงโทษเรียบร้อยไปแล้ว  ฉะนั้น เมื่อพระเยซูมาครั้งแรก พระองค์ไม่ได้มาพิพากษามนุษย์  แต่มาเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด  มาทำภารกิจใหญ่มาก  ที่พระเจ้าได้มอบหมายไว้ให้  เพื่อใครก็ตามที่เชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ จะได้รับความรอด แต่ในอนาคตข้างหน้า เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ที่พวกเรารอคอยอยู่ ใครก็ตามที่ไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำเพื่อเขาบนไม้กางเขน ไม่ยอมเปิดใจ ยังคงพึ่งพาในความดีงามของตัวเอง  พึ่งพาความชอบธรรมของตัวเอง  คนเหล่านั้น ก็จะอยู่ที่เดิม  คืออยู่ในการพิพากษาอยู่แล้ว เมื่อวิญญาณออกจากร่าง เขาก็ต้องไปถูกพิพากษา เที่ยวนี้เด็ดขาดเลย เป็นการพิพากษาครั้งสุดท้าย

ส่วนพวกเราผู้เชื่อ เราก็ไม่ต้องถูกพิพากษาอีกแล้ว ตั้งแต่บนโลกนี้ ไปจนถึงอนาคตข้างหน้า  เมื่อวิญญาณเราออกจากร่าง เราก็ไม่ต้องถูกพิพากษาอีก  เพราะว่าเราสะอาดบริสุทธิ์ หมดจด เหมือนพระเจ้าเลย นี่คือสิ่งที่ถ้อยคำของพระองค์บอกไว้  ตอนนี้ในโลกวิญญาณ เราเป็นแบบนั้น

ยอห์น 3:18 “คนที่วางใจเชื่อในพระบุตร   คือพระเยซูคริสต์จะไม่ถูกพิพากษาลงโทษให้วิญญาณพินาศหลังความตาย  ส่วนคนที่ไม่ได้เชื่อวางใจ  ก็ถูกพิพากษาลงโทษในวิญญาณ อยู่ในความพินาศในความตายในความบาปเหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ได้เชื่อวางใจในพระนามพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”

 

นี่คือความจริง ฉะนั้น เราเป็นผู้เชื่อ เราไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าถ้าเราอยู่บนโลกใบนี้ เกิดเราทำผิด โน่นนี่นั่น ซ้ำไปซ้ำมา แล้วเราจะรอดไหม? วิญญาณเราจะไปถูกพิพากษาหลังความตายไหม? ถ้อยคำพระเจ้าตรงนี้บอกเราชัดเจนเลย เมื่อเราบังเกิดใหม่ เกิดแล้วเกิดเลย  เป็นลูกพระเจ้า เป็นแล้วเป็นเลย สะอาดบริสุทธิ์หมดจด โดยที่ตั้งแต่วันที่เราอยู่บนโลกใบนี้ จนถึงวิญญาณเราออกจากร่าง เราก็ยังสะอาดหมดจดเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวว่าหลังความตาย เราจะได้ไปถูกพิพาษาลงโทษ ไม่มีทาง

ส่วนคนที่ไม่ได้เชื่อวางใจ ในนี้แบ่ง 2 พวกนะ คนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่ที่อยู่บนโลกใบนี้  เขาได้รับพระพรนานับประการในโลกวิญญาณ เขาได้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ได้ไปอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ในโลกวิญญาณ เรียบร้อยไปแล้ว ส่วนคนที่ไม่เชื่อ คนที่ยังคงต้องการพึ่งพาความสามารถของตัวเอง หรือพึ่งพาความชอบธรรมของตัวเอง วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อวิญญาณเขาออกจากร่าง เขาจะต้องพินาศ ได้รับการพิพากษา ก็คือวิญญาณเขาจริงๆ อยู่บนโลกใบนี้ ก็ตายไปแล้ว พระเยซูบอกว่าวิญญาณตายแล้ว จะเกิดใหม่ ก็คือต้องเข้ามาเชื่อพระเจ้า อยากเข้าสวรรค์ต้องมาเชื่อพระเยซูคริสต์ผู้เดียวเท่านั้น

ฉะนั้น วิญญาณของผู้ที่ไม่เชื่อ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้ เขาก็ตายไปแล้ว ถูกพิพากษาแล้ว พินาศแล้ว เพียงแต่เขาไม่รู้ตัว เขาคิดว่าเขายังดีอยู่ เพราะว่าดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เขาก็ไม่เห็นว่าเขาจะทุกข์ร้อนอะไร? เขาก็สามารถทำความดีได้ เขาก็ได้รับพร เขาโน่นนี่นั่น  แต่นั่นเป็นเรื่องของโลกวัตถุ เฉพาะบนโลกใบนี้  ไม่ว่าเขาจะทำดีขนาดไหน? ก็ไม่สามารถเปลี่ยน DNA ที่เป็นคนบาป ให้มาเป็นคนชอบธรรมได้ พระเจ้ามอง ไม่ได้มองที่การประพฤติ แต่พระเจ้ามองที่เราเป็นใคร?

ดังนั้น ให้เรารับรู้ว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ณ เวลานี้ เราเป็นลูกของพระเจ้า เราเป็นผู้ชอบธรรม เราเป็นความสว่าง เราเป็นเกลือ  เราเป็นเหมือนกับพระเยซูคริสต์เป๊ะเลย นี่คือสิ่งที่ในโลกวิญญาณ ขณะนี้ ธรรมชาติใหม่ที่ผู้เชื่อเป็นอยู่ ฉะนั้น พระเยซูคริสต์บอกให้เราจดจ่อ รับรู้ความจริงเรื่องนี้ว่าพระเยซูคริสต์ได้ทำอะไรให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว แล้วให้เรารับรู้ความจริงว่าขณะนี้ เราเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า  เรามีธรรมชาติใหม่ ที่เต็มล้นไปด้วยความรัก เราเป็นความรัก ไม่ใช่มีความรัก เราเป็นเลย พอบังเกิดใหม่ปุ๊บ เราเป็นความรัก เราเป็นแสงสว่าง เราเป็นผู้ชอบธรรม เราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราเป็นลูกของพระเจ้า  ทั้งหมดเกิดทันทีเมื่อเราเปิดใจ ยอมรับการช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ อันนั้น คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์ให้พวกเราประกาศ มีเรื่องเดียวที่พวกเรา จะประกาศ ไม่ว่าจะประกาศกี่ครั้ง ก็ต้องประกาศเรื่องเดียว คือเรื่องในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว เรามาดูในหนังสือฮีบรู 7:27 บอกว่า …

ฮีบรู 7:27 “พระเยซูไม่จำเป็นต้องถวายเครื่องบูชาทุกๆ วันเหมือนมหาปุโรหิตอื่นๆ  ซึ่งตอนแรกต้องถวายเครื่องบูชา  สำหรับบาปของตนเอง  จากนั้นจึงถวายเครื่องบูชา สำหรับบาปของประชาชน พระเยซูทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา  สำหรับบาปของเขาทั้งหลาย  เพียงครั้งเดียวเป็นพอ”

 

ก่อนหน้าพระเยซูคริสต์เสด็จมาเกิดเป็นมนุษย์ คนอิสราเอลต้องถวายเครื่องบูชาเกือบทุกวัน  ไม่นับวันที่สำคัญที่สุด ที่พระเจ้าบอกว่าใน 1 ปี ต้องมาถวายแกะ เพื่อลบบาปของตัวเอง ให้ปุโรหิตทำพิธี แต่ว่าในช่วงระหว่างปี คนอิสราเอล พอทำบาปปุ๊บ ในกฎหมายของพระเจ้าที่เขียนไว้ในเลวีนิติ ทำผิดอย่างนี้ ต้องเอาอันนี้มาถวายให้พระเจ้า ต้องไปกักตัวอะไร? เยอะแยะมากมาย  กฎเยอะ คิดดูว่าหลายหมื่นคน หรืออาจจะเป็นแสน เป็นล้าน ก็ได้ 1 คนทำผิด ให้นับว่าเราทุกวันนี้ วันหนึ่งทำผิดกี่ครั้ง? สมมติว่าทำผิดวันละครั้ง ก็พอ แล้วคนเป็นหมื่นเป็นแสน ทำผิดวันละครั้ง ก็ต้องเอาเครื่องบูชามาให้ปุโรหิตถวายเป็นเครื่องบูชา  เพื่อลบล้างบาปของตัวเอง แล้วคิดดูว่าพวกปุโรหิตต้องทำงานทุกวัน เหนื่อยมาก ก็คือยืนทำงานตลอดเวลา ไม่มีวันหยุดพักเลย เหน็ดเหนื่อย เพราะว่าต้องทำด้วยกำลังของตัวเอง แต่พระเยซูคริสต์บอกว่าเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา พระองค์ไม่ได้ถวายเลือดแพะเลือดแกะ แต่ว่าพระองค์ถวายพระโลหิตของพระองค์เอง เพื่อชำระล้างบาปของมนุษยชาติทั้งหมด โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่หลั่งออกเพียงครั้งเดียว  ในพระคัมภีร์บอกว่าครั้งเดียวเป็นพอ ดังนั้น พระโลหิตของพระเยซูคริสต์มา เพื่อชำระล้างบาปของมนุษยชาติ ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ตั้งแต่บาปในอดีต บาปในปัจจุบัน  และบาปที่เรากำลังจะทำ ในอนาคตข้างหน้าด้วย

คริสเตียนเหมือนกัน เมื่อเรามาเชื่อวางใจในพระเจ้า ถ้อยคำของพระองค์บอกว่าพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ได้ชำระบาปของเรา เรียบร้อยไปแล้ว ทั้งหมดเลย ไม่ใช่ว่าชำระเฉพาะบาปในอดีต แล้วพอปัจจุบันเราทำบาป เราต้องมาสารภาพบาปกับพระเจ้าอีก แล้วพระเยซูคริสต์ต้องไปถูกตรึงบนไม้กางเขน  เลือดออก เพราะลบล้างบาปของเราอีกไม่ต้อง เพราะพระเยซูทำเสร็จเรียบร้อย คำว่าสำเร็จแล้ว คือครบถ้วนสมบูรณ์ คริสเตียนทุกคนได้รับการชำระบาป ทั้งอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตข้างหน้าที่อาจจะทำ  มันทำแน่ๆ นั่นแหละ  พระเจ้าได้ชำระหมดเรียบร้อยไปแล้ว วันที่พระเยซูคริสต์ได้หลั่งพระโลหิต นั่นคือพระเมตตาของพระเจ้า และการหลั่งพระโลหิตตรงนี้ ไม่ใช่เฉพาะผู้เชื่อเท่านั้น  แต่ชำระบาปให้มนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้เรียบร้อยไปแล้วด้วย เพียงแต่ว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  จำเป็นต้องรับรู้ความจริงว่าเขาได้รับของขวัญชิ้นนี้เรียบร้อยไปแล้ว พระเยซูคริสต์ได้ชำระบาปให้กับเขาเรียบร้อยไปแล้ว แต่เราขอบคุณพระเจ้าที่พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่เฉพาะหลั่งพระโลหิตชำระบาปเราเท่านั้น ถ้าแค่ชำระบาปเรา เราก็ยังเป็นคนบาปเหมือนเดิม มี DNA บาปเหมือนเดิม  แค่ได้รับการยกโทษบาปเท่านั้น ค่อยๆ ประมวลภาพตาม แต่พระเยซูคริสต์ยังยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน นี่คือศุกร์ประเสริฐวันนี้

พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าแท้ และเป็นมนุษย์แท้ พระเยซูตายไม่ได้ พระเจ้าตายไม่เป็น แต่พระเยซูยอมตาย ทรงเป็นมนุษย์ จึงสามารถตายแทนพวกเรามนุษยชาติ เพื่อแผนการที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้  สำหรับมนุษย์ว่าจะให้มนุษย์ได้บังเกิดใหม่ กลับคืนดีกับพระเจ้า แต่ถ้าพระเยซูคริสต์ไม่ได้สิ้นพระชนม์  มนุษย์ก็บังเกิดใหม่ไม่ได้  เกิดใหม่ต้องตายก่อน  พระเยซูจึงยอมสิ้นพระชนม์ เพื่อพวกเราทุกๆ คน ที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ  จะได้เข้าไปตายพร้อมกับพระองค์บนไม้กางเขน

เราคุยกันหลายรอบว่าเรื่องของวิญญาณไม่มีเวลา  เราไม่ต้องมาคิดหาเหตุผลว่าพระเยซูตายเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว แล้วเราเพิ่งมาเชื่อเมื่อ 2,000 ปีหลัง แล้วเราจะไปตายพร้อมกับพระเยซูได้อย่างไร?  อันนั้น ไม่ต้องคิดถึงเลย  แต่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าในโลกวิญญาณ ไม่มีมิติเวลา  เมื่อคนหนึ่งคนใดเปิดใจ เข้ามา ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า บอกพระเยซูคริสต์ว่า …

“พระองค์เจ้าข้า ช่วยลูกด้วย ลูกไม่ไหว ลูกต้องการความช่วยเหลือ”

ปุ๊บ คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะเริ่มขบวนการของพระองค์ โดยนำเอาวิญญาณเก่าที่มี DNA บาปในอาดัมของเรา เข้าไปในพระเยซูคริสต์ ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซูคริสต์ แล้วจากนั้น เอาเราไปฝังพร้อมกับพระเยซูคริสต์ เพื่อยืนยันว่าตายจริงๆ และหลังจากนั้น ให้เราบังเกิดใหม่เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ นี่คือขบวนการทั้งหมด ขบวนการการบังเกิดใหม่ และขบวนการนี้ เมื่อเราบังเกิดใหม่ เมื่อเรายอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระเจ้าก็ใส่ของประทานแห่งความเชื่อทั้งหมด ทำให้เรามีความสามารถเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระมาซีฮาห์

ขบวนการนี้ คือมันยากเนอะ ยากสำหรับมนุษย์ แต่พระเจ้าจะสามารถให้เราเข้าใจได้ ดังนั้น  ของประทานแห่งความเชื่อตรงนี้ พระเจ้าใส่เข้ามา  ทำให้เราสามารถเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระมาซีฮาห์  แล้วจากนั้น เมื่อวิญญาณเราได้บังเกิดใหม่ปุ๊บ พระเจ้าก็ให้วิญญาณแห่งความรักเข้ามาในวิญญาณใหม่ของเรา พระเยซูกับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน  วิญญาณแห่งความรักมันเกิดขึ้นทันทีเลย โดยที่เราไม่ต้องพยายามทำให้มันเกิดขึ้น มันเป็นวิญญาณแห่งความรัก ความสะอาด ความบริสุทธิ์  ความชอบธรรม การเป็นลูกของพระเจ้า มันเกิดขึ้นในขบวนการทั้งหมดเลย เขาเรียกว่าขบวนการการบังเกิดใหม่

ตรงนี้แหละ ให้เรารับรู้ความจริงว่าเมื่อเราบังเกิดใหม่แล้ว ธรรมชาติใหม่ของเราเป็นแบบนี้ ที่พระเจ้าบอกเรา เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นความรัก เป็นความดีงาม เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย แล้วเราค่อยๆ พัฒนา พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะค่อยๆ ฝึกฝนเรา ให้เราพัฒนาในการประพฤติให้เป็นไปด้วยกันกับตัวข้างในของเรา ก็คือวิญญาณที่เกิดใหม่ มันเป็นขบวนการ จะค่อยๆ เกิดขึ้น

เราจะสังเกตว่าคนที่เชื่อใหม่ๆ อาจจะทำอะไรที่สะเปะสะปะ เพราะยังเด็ก เป็นทารกฝ่ายวิญญาณ แล้วเมื่อเขาค่อยๆ เรียนรู้ความจริงในถ้อยคำของพระเจ้าว่าเขาเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้เขาเป็นอย่างไร? เมื่อเรียนรู้มากขึ้นเท่าไร? ผลของการประพฤติจะถูกส่งออกมามากขึ้นเท่านั้น

เรามาดูอีกถ้อยคำหนึ่งในเอเสเคียล 36:25-27 เป็นคำเผยพระวจนะ ตั้งแต่สมัยเอเสเคียล เพื่อที่จะบอกชาวอิสราเอลว่าในอนาคตข้างหน้า พระองค์จะกระทำสิ่งนี้ แล้วเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว สิ่งนี้ก็สำเร็จในพระเยซูคริสต์แล้ว แล้วตอนนี้ทุกอย่างที่เผยพระวจนะไว้ในหนังสือเอเสเคียล ก็สำเร็จเรียบร้อยแล้ว  แล้วพวกเราผู้เชื่อ ก็ได้รับเรียบร้อยแล้วด้วย …

เอเสเคียล 36:25 “เราจะประพรมน้ำ ชำระลงบนเจ้า แล้วเจ้าจะสะอาด เราจะชำระล้างเจ้า  จากมลทินโสโครกทั้งปวง และจากรูปเคารพทั้งปวงของเจ้า”

 

ตรงนี้ เป็นคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ล่วงหน้าว่าในอนาคตข้างหน้า เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา  พระองค์จะทำการงานตรงนี้ คือเมื่อพระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน พระโลหิตของพระเยซูคริสต์จะชำระล้างเราให้สะอาดบริสุทธิ์  ก็คือร่างกายเราจะสะอาดบริสุทธิ์เลย ทำไมเรารู้ว่าร่างกายเราสะอาดบริสุทธิ์ เพราะถ้าไม่สะอาดบริสุทธิ์ พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในเราไม่ได้ ความบาปกับความบริสุทธิ์อยู่ด้วยกันไม่ได้  เพราะร่างกายเราถูกชำระล้าง จนสะอาดบริสุทธิ์ หมดจด พอที่พระเจ้าจะเสด็จเข้ามา อยู่ในเราได้ ร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า เพียงแต่ว่าพอร่างกายได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์แล้ว  แต่เพราะเหตุที่ร่างกายเราอ่อนแอ เราก็เลยเผลอ ถ้าเผลอ ลืมตัว ไม่ระวังตัว เราก็จะติดเชื้อ เราอ่อนแอ บางครั้งเราก็จะโอนเอนตามระบบของโลกนี้ หรือความคิดเดิมๆ ที่มันเคยชิน แล้วเราก็ไปทำมัน แต่ให้เรารับรู้ว่าร่างกายเราถูกชำระให้บริสุทธิ์แล้ว ในวันที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงบนไม้กางเขน และพระโลหิตของพระองค์ชำระเราให้บริสุทธิ์แล้ว …

เอเสเคียล 36:26 “26 เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้า และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า เราจะขจัดใจหินออกจากเจ้า และให้เจ้ามีใจเนื้อ”

 

ตรงนี้ คำเผยพระวจนะยังใช้คำว่า “จะ”  เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้า  แต่วันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน  และเป็นขึ้นมาจากความตายปุ๊บ การงานของพระเยซูคริสต์สำเร็จ ณ เวลานี้ มนุษย์ทุกคนได้รับใจใหม่กับวิญญาณใหม่ ก็คือเปลี่ยนใหม่เลย พระเจ้าเปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้กับมนุษย์เลย วิญญาณเก่าที่เป็นวิญญาณบาป อยู่ใน DNA ของอาดัม ได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว และพระเจ้าได้ให้วิญญาณใหม่ ให้กับพวกเรา เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และให้ใจใหม่ให้กับพวกเราด้วย

ตอนนี้มีอยู่ 3 อย่างในร่างกายของเรา คือวิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนใหม่แล้ว ความคิดจิตใจ เราก็ได้รับการเปลี่ยนใหม่แล้ว  ร่างกายเราได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์แล้ว เพียงแต่ว่ายังเป็นร่างกายเดิมอยู่ ต้องรอเวลาให้ครบกำหนด ในโลกใบนี้  เพื่อเราจะได้ไปรับร่างกายใหม่ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี  ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้กับพวกเรา

ฉะนั้น ในขณะที่เราอยู่ในร่างกายเก่านี้ เป็นร่างกายที่อ่อนแอ เผลอก็จะลืมตัว ถูกโน้มน้าวให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ตามวิญญาณของเรา ซึ่งตอนนี้ ความเป็นจริงในวิญญาณ เราเป็นเหมือนพระเจ้า เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย สะอาด บริสุทธิ์ มีความคิดที่ดี เป็นความรัก เป็นความชื่นชมยินดี เป็นเหมือนพระเจ้าเลย  แต่ว่าเรามีโอกาสที่จะถูกหลอกล่อ ให้ออกนอกลู่นอกทาง ที่เราจะไม่เชื่อฟัง ไม่ทำตามพระวิญญาณหรือทำตามธรรมชาติใหม่ของเรา แต่ไปทำตามเนื้อหนัง หรือการหลอกล่อหลอกลวงของระบบของโลกใบนี้

ซึ่งไม่ว่าเราจะถูกหลอกล่อหลอกลวงเยอะขนาดไหน? พี่น้องจำตรงนี้ให้ชัดๆ นะว่าไม่ว่าเราจะทำผิดขนาดไหน? ก็ตาม พระเยซูคริสต์ได้ชำระเราเรียบร้อยไปแล้ว วิญญาณเราสะอาดเหมือนเดิม ความคิดจิตใจเราก็เป็นใหม่ เพียงแต่ความคิดจิตใจ เราคล้ายๆ กับตรงนี้เป็นศูนย์บัญชาการ  ที่เราจะสามารถรับสื่อจากพระเจ้า และได้รับสื่อจากระบบของโลกใบนี้ เราเป็นผู้ตัดสินใจว่าเราจะฟัง หรือตัดสินใจจะทำตามที่พระเจ้าบอก หรือจะทำตามระบบของโลกนี้  โน้มนำหรือหลอกล่อ ให้เราไปทำตาม มันอยู่ตรงนี้ เป็นศูนย์บัญชาการ บังคับ ถ้าเราจดจ่อในเรื่องของพระเจ้า รับรู้ความจริงที่พระเยซูบอกว่าตอนนี้ …

“เธอเป็นใคร? เธอเป็นเหมือนฉันเลยนะ เป็นความรัก เป็นสิ่งที่สวยงาม เป็นผู้ชอบธรรม ไม่ไปทำเหมือนกับเมื่อก่อนทำนะ” …  เราก็จะฟังแล้ว โอเค ตอนนี้เราเป็นแบบนี้

ทุกวันนี้เราในฐานะคริสเตียน ตื่นขึ้นมา เราเลือกเสื้อ เราคุยกันอยู่บ่อยๆ เอาเสื้อเก่าทิ้งไป เสื้อเก่าขาดๆ วิ่นๆ เสื้อเก่ามีอะไร? เสื้อเก่ามีตามในกาลาเทีย บทที่ 5 ตั้งแต่ข้อ 16 เป็นต้นไป คือความอิจฉาริษยา ความโกรธ ความเกลียด ความอะไรก็แล้วแต่ นั่นคือเสื้อเก่าที่เราเป็นอยู่ในธรรมชาติบาปเดิม แต่ตอนนี้  เราไม่ได้อยู่ในธรรมชาติบาปเดิมแล้ว เรามีธรรมชาติใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้า ฉะนั้น เสื้อพวกนั้น ถ้าเราเอามาใส่ มันก็ไม่สวย ขาดๆ วิ่นๆ เราก็ต้องเลือก บางวันเราเผลอ ลืม ไปหยิบมาใส่ออกไป เราจะรู้เลยว่าน่าเกลียด  ไม่สวย ไม่เหมาะกับเรา เราก็ถอดมันทิ้ง แล้วก็ใส่เสื้อใหม่ที่พระเจ้าเตรียมไว้เต็มตู้ให้กับเราเลย ไปรับรู้ความจริงว่าตอนนี้เราเป็นอย่างไร?

พระเจ้าบอกว่าตอนนี้เรามีธรรมชาติใหม่ เป็นอย่างไร?  แล้วเราก็ฝึกฝนทุกวัน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยเรา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ พระเจ้าไม่ได้ทิ้งเราให้ดำเนินชีวิตด้วยกำลังของเราเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ จะคอยช่วยเหลือเรา คอยบอกเรา คอยแนะนำเราแต่ละวันว่า …

“ลูกทำอย่างนี้มันไม่โอเค มันไม่เหมือนตัวตนจริงๆ ของลูกเลยนะ”

เหมือนที่เราคุยกันว่าเป็นคน ลูกต้องเดินนะ  ไปคลานอย่างนี้ ไม่เหมาะ อะไรประมาณนั้น

นี่คือลักษณะของการดำเนินชีวิต หลังจากที่เรารับเชื่อแล้ว  แต่ให้เรารับรู้ความจริงตรงนี้ว่าหลังจากที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราไม่ต้องกลัวว่าเมื่อเราทำบาป วิญญาณวิ่งกลับไปที่เดิม มันไม่มีทาง อย่างที่เราคุยกัน พี่น้องให้จำ 2 คำนี้ให้ได้ …

“เกิดแล้วเกิดเลย  เป็นแล้วเป็นเลย”

เกิดเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็เป็นลูกพระเจ้าเลย  ไม่ว่าเราจะทำอะไรไม่ดี มันจะวิ่งกลับไปเป็นลูกมารไม่ได้เด็ดขาด แต่สิ่งที่เราทำบนโลกใบนี้ ถ้าเรายอมถูกหลอกล่อ ให้ไปทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับธรรมชาติใหม่ของเรา ที่พระเจ้าบอกเรา  เราก็จะได้รับผล อย่าคิดว่าคริสเตียน เมื่อพระเจ้าบอกว่าไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่  พระเจ้าบอกว่าทุกอย่างที่เราทำบนโลกใบนี้ เราจะต้องรับผล เพราะกฎของโลกใบนี้มี กฎของความบาปและความตายมีอยู่ ก็คือเราต้องได้รับผล แล้วเราก็ทุกข์ทรมาน ในร่างกายนี้ แต่วิญญาณเราไม่เกี่ยวกันเลยนะ แล้วเราจะไปทำทำไม? ให้มันทุกข์ทรมาน  อย่างที่บอก เราจะไปทำบาปทำไม เมื่อก่อนเราก็ทำบาปมาตั้งเยอะแล้ว พอเรามาเชื่อพระเจ้า เรายังจะไปทำมันอีกทำไม?  ทำแล้วเหนื่อยนะ เวลาเราทำบาป มันก็เหนื่อย ทำบาปเสร็จ เราก็ทุกข์ใจ เพราะฉะนั้น ในพระคัมภีร์ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เปาโล อาจารย์เปโตร เขาก็จะหนุนใจว่า …

“ตอนนี้เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราฝึกฝนตัวเองให้ดีๆ  เราจะไปทำบาปทำไม?  ทำไปก็เหนื่อย” อะไรอย่างนี้ ประมาณนี้

ฉะนั้น ตรงนี้แหละ คือสิ่งที่ถ้อยคำของพระเจ้า บอกเราไว้

เอเสเคียล 36:27 “เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า  โน้มนำเจ้า   ให้ปฏิบัติตามกฎหมายของเรา  และใส่ใจรักษาบทบัญญัติของเรา”

 

เห็นไหม? พระเจ้าทำให้หมดเลยนะ “เราจะ” แล้วพอถึงยุคปัจจุบัน ยุคที่พระเยซูคริสต์ได้ทำสำเร็จแล้ว ก็คือทำเรียบร้อยแล้ว พระองค์ได้ใส่วิญญาณของพระองค์เข้ามาในวิญญาณของเรา เป็นหนึ่งเดียวกัน โน้มนำเราให้ปฏิบัติตาม พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะทำการงาน ในวิญญาณของเรา ให้เราพร้อมที่จะปฏิบัติตามถ้อยคำของพระเจ้า  เมื่อเราบังเกิดใหม่แล้ว แล้วใส่ใจ รักษาบัญญัติ ก็คือพระเจ้าใส่ให้เราเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อก่อนเราต้องพยายามทำด้วยกำลังของเราเอง  แต่ตอนนี้ไม่ต้อง  คือมันมีอยู่ในตัวเราเองแล้ว  แค่เรารู้ว่ามันมี แล้วก็หยิบมันออกมาใช้แค่นั้นเอง

“เราจะใส่ใจใหม่และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า ก็คือวิญญาณที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเดิม คือกฎของความบาปและความตาย  วิญญาณที่ไม่ได้เป็นทาสของบาป ไม่ได้อยู่ในความพินาศอีกต่อไป”

 

นี่คือวิญญาณใหม่ที่พระเจ้าให้กับพวกเรา ผู้เชื่อ แล้วให้กับมนุษยชาติทั้งหมดด้วย คือให้มาแล้ว เพียงแต่ว่าทุกคนจำเป็นต้องมารับเอาเอง รับแทนกันไม่ได้ด้วย ต้องมารับเอง รับรู้ความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ พระเยซูคริสต์ได้ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  สำหรับมนุษย์ทั้งหมด บนโลกใบนี้ แค่ข่าวดีตรงนี้ ที่พระเจ้า พระเยซูคริสต์ให้เราประกาศออกไป เมื่อผู้คนได้รับรู้ความจริง เขารับรู้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง เขาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เขาจะได้เหมือนเราเลย  ทันทีทันใด  นี่คือพระคุณที่พระเจ้าให้กับเราเปล่าๆ เป็นความรอดที่เราไม่ต้องดิ้นรน  หรือพยายามทำด้วยกำลังของเราเอง ซึ่งทำอย่างไร เราก็ทำไม่ได้  แต่พระเจ้าให้กับพวกเรา  เป็นพระคุณซ้อนพระคุณ แล้วทุกครั้ง เมื่อเราระลึกถึงสิ่งนี้ อย่างที่พระเยซูบอก เราประกาศเรื่องของพระเยซูคริสต์ ประกาศการวายพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ที่พระเยซูคริสต์วายพระชนม์ ก็เพื่อพระองค์จะได้เป็นขึ้นจากความตาย เพื่อพวกเราทั้งหลายจะได้บังเกิดใหม่ เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า   พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

***************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

เรากำเนิดเกิดมาเป็น ตรงนี้เป็นหัวใจ เป็นพื้นฐานของความรอด ในพระเยซูคริสต์ที่ต้องจำไว้แม่นๆ ว่าเราได้รับสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ เราเป็นคนดีพร้อม เพราะเรากำเนิด เกิดมาเป็นลูกพระเจ้า

 

พอพูดอย่างนี้ ก็รู้แล้วนะว่าไม่มีใครกำเนิดด้วยตัวเองได้ ต้องมีผู้ที่ให้กำเนิดเรา แล้วผู้ที่ให้กำเนิดเรานั้น ก็คือพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่ โดยการประพฤติของตัวเราเอง ที่ทำให้เราเกิดใหม่ได้ รู้กันอยู่ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

 

และพระเจ้าได้กระทำสิ่งเหล่านี้ สำเร็จแล้ว ตามพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งผลของการกระทำเหล่านี้ ที่พระเยซูทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน พร้อมแล้วที่จะให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ มาใช้สิทธิของเขา ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำให้ คือรับของขวัญนี้ไป โดยการเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต หรือเรียกว่า “ได้รับการบังเกิดใหม่” ทันที หลังจากการเปิดใจต้อนรับสิทธินี้ในพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูช่วยได้ ช่วยให้คนไม่ดี กลายเป็นคนดีได้ ช่วยให้คนบาป กลายเป็นคนดีพร้อม กลายเป็นผู้คนชอบธรรม สามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเผื่ออยากได้ เปิดใจต้อนรับ พร้อมแล้วสำหรับท่าน พระเจ้าทำให้สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว ที่ไม้กางเขน บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์เป็นลูกของพระเจ้า

 

สำหรับผู้ที่เปิดใจต้อนรับสิทธิไปแล้ว หรือว่าเชื่อในพระเจ้าแล้ว ลองถามตัวท่านเองว่าท่านบังเกิดใหม่แล้วหรือยัง? ทุกคนก็ต้องมั่นใจว่าเราบังเกิดใหม่แล้ว เพราะว่าเราเชื่อในพระเยซู ถ้อยคำพระเจ้าบอกไว้อย่างนั้น เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว อันนี้ตอบได้ไม่ยาก

 

ที่บอกว่า “เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว” ถามตัวเองดูสิว่าท่านสะอาด บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เท่าไร? ตอนที่ท่านรับเชื่อในพระเจ้าแล้ว ขณะนี้เลย ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่บอกท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ท่านสะอาด ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์เท่าไร? …

“ฉันศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์เท่าไร?”

 

เรามาหาคำตอบกัน เมื่อลองถามตัวเองแล้ว คราวนี้ลองมาถามพระเจ้าดีกว่า มาดูในพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าอย่างไร? ในขณะที่เรารับเชื่อแล้ว เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เป็นผู้เชื่อ เป็นคริสเตียนแล้ว เราบริสุทธิ์ เป็นลูกพระเจ้า บริสุทธิ์ขนาดไหน? เท่าเปาโลได้ไหม? หรือเท่าเปโตร? หรือบริสุทธิ์เท่าพาสเตอร์ที่เราชื่นชอบ? หรือบริสุทธิ์เท่าคนโน้นคนนี้ได้ไหม? และตัวเราเองทำอะไรบ้าง? ที่เรียกว่าเราบริสุทธิ์เท่านั้นได้ เรามั่นใจขนาดไหน?

 

อ่านข้อพระคัมภีร์นี้ ข้อเดียวเท่านั้นเอง ท่านจะตกใจเลย เป็นไปได้หรือ? เป็นไปแล้วสิ จริงๆ มันมีหลายข้อ ในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ตรงนี้ ซึ่งเราอาจจะไม่ค่อยได้สังเกต แต่ข้อนี้มันชัดเจนมาก

 

1 ยอห์น 4:17 “ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้ ความรัก​​ (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม​  ก็​เพราะชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มี​ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่​เหมือน​กับ​ชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์”

 

ในบริบทก่อนหน้านี้ ที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ในหนังสือ 1 ยอห์น กำลังพูดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ได้เข้าไปอยู่ในความรักของพระเจ้า พระเจ้าเป็นความรักและเขาเองก็เป็นความรัก ได้บังเกิดใหม่เป็นความรัก ความรักของเขาสมบูรณ์ เพราะเขาเข้าไปอาศัยอยู่ในความรักของพระเจ้า คือวิญญาณเขากับพระเจ้าเข้าสวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่เราเรียกกันว่าบัพติศมา หมายถึงการเข้าส่วนร่วม วิญญาณของมนุษย์เข้าไปเป็นวิญญาณเดียวกันกับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันเลย สะอาด บริสุทธิ์พร้อมเท่ากับพระเจ้าเลย

ความรักของพระเจ้าถึงสำเร็จตามเป้าหมายของพระองค์ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ในพวกเรา เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา

 

จำได้ไหมตะกี้นี้บอก “ผู้พิพากษาของมหาจักรวาล คือพระเจ้าผู้บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ก็เพราะชีวิตที่เรามีอยู่ในโลกนี้ เป็นชีวิตที่เหมือนกับชีวิตของพระคริสต์”

เพราะฉะนั้น เท่ากับเราบริสุทธิ์เท่ากันกับพระเยซู

 

กล้าพูดหรือยังคราวนี้ เราบริสุทธิ์เท่ากับพระคริสต์ เราไม่ได้บริสุทธิ์เท่ากับศิษยาภิบาลเท่านั้น รู้สึกว่าเขารู้เรื่องพระเจ้าเยอะ มีความเชื่อเยอะ เราไม่ได้บริสุทธิ์เท่ากันกับอาจารย์เปาโล หรือเปโตร อัครทูตเท่านั้น แต่ในพระคัมภีร์บอก ว่าเราบริสุทธิ์เท่ากันกับพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น เราจึงมั่นใจในการยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ในวันสุดท้าย วันที่เราจากโลกนี้ไป เราอยู่ในสวรรค์ได้ เพราะเรายืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ผู้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าเราบริสุทธิ์เหมือนพระคริสต์ เรามั่นใจพอๆ กันกับที่พระเยซูคริสต์มั่นใจ ท่านคิดว่าพระเยซูคริสต์มั่นใจไหมว่าพระองค์สามารถยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ เรามั่นใจเท่าพระเยซูคริสต์เลย

 

และข้อสำคัญ ก็คือเหมือนพระองค์ในโลกนี้ ก็แปลว่าเดี๋ยวนี้ ที่นี่ บนโลกนี้เลย เอเมน บางทีเราไม่ค่อยได้สังเกต พอเราสังเกต เราไปวิเคราะห์ดู ตกใจเลย ในโลกนี้ หลายคนก็รอว่าเราจะบริสุทธิ์เมื่อวันหนึ่งที่เราตายจากโลกใบนี้ไปแล้ว ออกจากร่างกายนี้แล้ว แต่พระคัมภีร์บอกเราว่าเราบริสุทธิ์เท่าพระเยซูคริสต์ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย เพราะเรามั่นใจว่าเราอยู่บนโลกใบนี้ เราก็บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์แล้ว เราจึงมั่นใจว่าเราก็บริสุทธิ์อย่างนี้ เมื่อวันหนึ่งที่เราออกจากร่างนั่นเอง เป็นคนชอบธรรม เป็นคนดีพร้อมในสายพระเนตรพระเจ้า ก็คือเป็นแสงสว่างดั่งที่พระเยซูคริสต์บอกว่าเราเป็นแสงสว่าง เป็นความรักที่บริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ ครบถ้วนบริบูรณ์ เหมือนพระเยซู เหมือนพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราได้เป็นตรงนี้ และจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป

 

เพราะฉะนั้น เราจึงมั่นใจในการพิพากษา 100% เลย มั่นใจเท่าๆ กับพระเยซูมั่นใจนั่นแหละ จริงๆ คริสเตียน ความเชื่อน่าจะเป็นอย่างนี้ว่าเราหวังไว้ว่าจะไปสวรรค์ไหม หลังความตาย? เราไม่หวังหรอก เพราะความหวังของเรา คือเราอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้ มันน่าจะเป็นอย่างนั้น

ความหวังของเรา ก็คือความหวังที่เป็นเดี๋ยวนี้ Now ความหวังของเรา คือพระวิญญาณยืนยันกับเราว่าเราอยู่ในสวรรค์แล้วเดี๋ยวนี้ และเราจะอยู่ในสวรรค์นี้ตลอดไป พระเจ้าไม่ให้ใครมาเอาเราออกจากพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ได้ ไม่ว่าใครก็ตาม ใหญ่ขนาดไหนก็ตาม มีฤทธิ์อำนาจขนาดไหนก็ตาม ไม่มีใครสามารถเอาเราออกไปจากพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าได้ ในพระเยซูคริสต์ เอเมน

 

นี่คือความมั่นใจครับ  พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1359

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  10  เมษายน  2022

เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า  ท่ามกลางความทุกข์ลำบาก” ตอน 4

“พระเยซู คือถ้อยคำของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐ”

โดย นคร  เวชสุภาพร

 

เรายังอยู่ในหัวข้อบรรยายเรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ลำบาก” วันนี้เป็น ตอนที่ 4 ผมใช้ชื่อเรื่องว่า “พระเยซู คือถ้อยคำของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐ”

ถ้อยคำของพระเจ้า ข่าวประเสริฐ เป็นความหวังของเรา เป็นแสงสว่างแห่งชีวิตของเรา เป็นความรอดของเรา รวมแล้วมาอยู่ที่ที่เดียว คือพระนามพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ของเรา พระผู้ช่วยให้รอดของเรา

วันนี้เป็นตอนที่ 4 จากหนังสือ 1 เปโตร เราเรียนรู้กันแล้วว่าหนังสือนี้เขียนไปปลอบประโลมจิตใจของผู้ที่อยู่ในความทุกข์ยากลำบาก อย่างแสนสาหัส คือผู้เชื่อพระเจ้าในขณะนั้น ซึ่งเราเอามาใช้ได้ในชีวิตของเรา ในขณะนี้ด้วย อย่าลืมว่าการปลอบประโลมจากพระเจ้า ถึงบรรดาผู้คนที่ทุกข์หนักๆ อย่างนั้น เป็นกำลังใจอย่างดี เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหมือนเคล็ดลับอันหนึ่ง ให้เรารู้ว่าถ้าเผื่อเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก แล้วเราควรจะทำตัวอย่างไร? ควรจะรับรู้เรื่องอะไรเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเรียนมาแล้ว 3 ตอน วันนี้เป็นตอนที่ 4

เราได้เรียนรู้จากตอนที่แล้วๆ มาว่าเมื่อเราเปิดใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เป็นผู้เชื่อ หรือเรียกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว ด้วยการรับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า ผู้เป็นพ่อ โดยทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ผ่านในพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า  ไม่ใช่ตัวเราเองเลย  ไม่ใช่การกระทำ และการได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าที่ดีพร้อมแล้วนั้น เป็นการบังเกิดใหม่ครั้งเดียว และไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเลย บริสุทธิ์  สะอาด ดีพร้อม เหมือนพ่อ ที่เป็นพระเจ้าเลย  ความจริงนี้ ปลอบโยนจิตใจเราได้อย่างไร? ก็คือทำให้เรารู้สึก สบายใจ มั่นใจในความรอด ในชีวิตทางฝ่ายวิญญาณ คือชีวิตนิรันดร์ รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ หลังความตาย ต้องไปอยู่ในความพินาศในนรกตลอดกาลนั่นเอง เราก็มีความสบายใจ มั่นใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ว่าตายแล้ว เราไม่ต้องกลัว เราอยู่กับพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้ว อะไรประมาณนั้น

เพราะฉะนั้น เมื่อเรามั่นใจ ในการเป็นลูกของพระเจ้า ไม่กลัวความตาย ไม่กลัวการพิพากษาหลังความตาย  เพราะเราบริสุทธิ์สะอาด เป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ทางวิญญาณ เรียบร้อยแล้ว เมื่อรับรู้อย่างนี้แล้ว ก็ให้ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์แล้วนั้น ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ให้ประพฤติตน สมกับที่ในวิญญาณนั้นเป็นลูกพระเจ้า ที่บริสุทธิ์สะอาด ดีพร้อมแล้ว ใหฝึกฝนในการประพฤติตัวอย่างนั้น เช่นเดียวกัน คือพูดถึงสมัยที่ถ้อยคำพระเจ้าได้เขียนไปให้กำลังใจ ผู้เชื่อที่ตกทุกข์ได้ยาก  ถูกเขาข่มเหง รังแก ใส่ความ ตามฆ่า จับไปลงโทษ หนึ่งในจำนวนนั้น คือให้เราประพฤติ เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์สะอาดแล้ว ให้เราประพฤติตัวดีพร้อม ก็คือให้เราอภัยให้คนที่ทำร้ายเรา  อภัยให้การข่มเหง ที่เขาข่มเหงเราอย่างไม่มีเหตุ ไม่มีผล  อย่างนี้เป็นต้น นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง  นี่คือการฝึกฝนในการประพฤติตนให้เป็นไปตามวิญญาณที่เราได้บังเกิดใหม่แล้วนั้น

เราจึงเห็นว่าการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่สามารถที่จะทำได้  คือทำให้ตัวเองบังเกิดใหม่ มันเป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่มีใครสามารถทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ สะอาด เท่าเทียมพระเจ้า หรือเป็นที่พอใจของพระเจ้าได้เลย แม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้น พึ่งพาในการกระทำของตนเอง เป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่นิดเดียว  และนี่คือข่าวดี ก็คือเราไม่ต้องทำ พระเจ้าทำให้เรา

ข่าวดี สั้นๆ ที่เราได้เรียนรู้กันมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พระเจ้าได้ทำให้เราบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม โดยพระองค์เอง ไม่ใช่เราเลยแม้แต่นิดเดียว  โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ ซึ่งเป็นข่าวดีที่สุดในมหาจักรวาล  ที่พระเจ้าประกาศข่าวดีนี้ ประกาศพระเยซูคริสต์นี้ ถ้อยคำแห่งข่าวประเสริฐของพระองค์นี้ ไม่ใช่เฉพาะกับชาวยิวเท่านั้น  แต่ให้กับมวลมนุษยชาติ ทุกๆ คน เป็นข่าวดีที่ว่ามนุษย์สามารถจะบริสุทธิ์ สะอาด ศักดิ์สิทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าได้ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะพระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว  เรียกว่าข่าวดี  ข่าวไม่ดีหรือดีไม่พอ ก็คือทรงจะกระทำให้สำเร็จ คือพระคัมภีร์เดิมนั่นเอง  เพราะฉะนั้น พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์มาปรากฏแล้ว ตายที่ไม้กางเขนแล้ว หลั่งพระโลหิตแล้ว และได้เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เรียบร้อยแล้ว คือการกระทำให้สำเร็จของพระเจ้าที่ทำให้มนุษย์สะอาด หมดจด บริสุทธิ์แล้ว เพียงแต่รับรู้ความจริง แล้วก็ยอมเปิดใจ ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า แค่นั้นเอง

ซึ่งการที่พระเจ้า ทำให้ หรือต้องการให้มนุษย์สะอาด บริสุทธิ์ เหมือนพระองค์ เพื่อกลับมาเป็นลูกของพระองค์ เพื่อกลับมาคืนดีกับพระองค์ เข้ากับพระองค์ได้เหมือนเดิม เป็นความประสงค์ของพระเจ้าตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้วว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อมนุษย์ตกลงไปในความบาป หลุดออกจากพระเจ้าไปสู่ความตาย สู่คำสาปแช่ง พระเจ้าก็รอวันรอคืน ที่จะพามนุษย์กลับคืนมาสู่สภาพเดิม คือสู่ครอบครัวของพระองค์ มาเป็นลูกที่บริสุทธิ์สะอาดเหมือนกับพระองค์ วางแผนไว้ล่วงหน้า ก็บอกมาตลอดๆ เป็นพันๆ ปี ที่เราได้เรียนรู้ไปครั้งที่แล้ว ที่ยกตัวอย่างในหนังสือเลวีนิติ ที่พระเจ้าบอกว่า …

“เจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์”

เป็นการบอกล่วงหน้า เลวีนิติ ก็ประมาณสักพันกว่าปี ก่อน ค.ศ. ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ บอกก่อนล่วงหน้า ตลอดระยะเวลาเป็นพันๆ ปี บอกมาตลอด หนึ่งในจำนวนนั้น คือเลวีนิติที่บอกว่า …

“เจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์”

ก็เป็นการบอกล่วงหน้าว่าจะทำให้เจ้าบริสุทธิ์นั่นเอง เพราะไม่มีใครทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ได้

“เจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราคือพ่อของเจ้า ผู้ให้กำเนิดเจ้าบริสุทธิ์ จำไว้” อะไรประมาณนั้น

ในเลวีนิติ ประมาณพันกว่าปี  ก่อน ค.ศ. ก่อนจะทำให้สำเร็จ เริ่มต้น ค.ศ. เมื่อพระเยซูมา พระองค์กระทำให้สำเร็จแล้ว ตอนนี้ห่างกันพันกว่าปี ตอนนี้มาอีกข้อหนึ่ง ห่างกันประมาณ 500 กว่าปี ก็บอกล่วงหน้าอีก ก็คือสัญญากับมนุษย์อีก เผยพระวจนะ บอกล่วงหน้าว่าพระเจ้าสัญญาว่าจะทำให้มนุษย์บริสุทธิ์นะ …

“ฉันจะทำให้เธอบริสุทธิ์ให้ได้ ฉันจะทำ ฉันสัญญา”

ยกตัวอย่างในเอเสเคียล 36:25-27 นึกภาพนะ ตะกี้เลวีนิติ 1,000 กว่าปี ก่อนจะทำให้สำเร็จ ตอนนี้มาเอเสเคียล 500 กว่าปีก่อนที่จะกระทำให้สำเร็จ ลองอ่านดูนะว่าพระเจ้าสัญญาไว้อย่างไรว่าจะกระทำให้มนุษย์บริสุทธิ์ ลักษณะเป็นแบบไหน? …

เอเสเคียล 36:25-27  “25 เราจะประพรมน้ำ  ชำระลงบนเจ้า  แล้วเจ้าจะสะอาด  เราจะชำระล้างเจ้า  จากมลทินโสโครกทั้งปวง  และจากรูปเคารพทั้งปวงของเจ้า 26 เราจะให้จิตใจใหม่แก่เจ้า และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า เราจะขจัดใจหินออกจากเจ้า และให้เจ้ามีใจเนื้อ  27 เราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า  โน้มนำเจ้า ให้ปฏิบัติตามกฎหมายของเรา และใส่ใจรักษาบทบัญญัติของเรา”

 

นี่คือขบวนการการบังเกิดใหม่นั่นเอง  บังเกิดใหม่เพื่ออะไร? เพื่อมนุษย์จะได้สะอาดบริสุทธิ์ เหมือนพระเจ้า ตามที่พระเจ้าสัญญาไว้ และบอกล่วงหน้าว่า “เจ้าจะบริสุทธิ์” มาเป็นพันๆ ปีแล้ว

“เราจะใส่ใจใหม่ และใส่วิญญาณใหม่ในเจ้า” เห็นไหม? ก็คือการเกิดใหม่ วิญญาณใหม่ คือวิญญาณที่ไม่ใช่วิญญาณเก่า วิญญาณเก่า คือวิญญาณที่อยู่ใต้กฎเดิม คือกฎของความบาปและความตายของคำสาปแช่ง เรียกว่าอยู่ในความพินาศ ในนรกที่ไม่มีพระเจ้านั่นเอง เพราะฉะนั้น วิญญาณใหม่ที่พระเจ้าให้เรา ก็คือวิญญาณที่ไม่ได้เป็นทาสของความบาป ไม่ได้อยู่ในความพินาศ ในนรกอีกต่อไปนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันพระเจ้าทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ที่พระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย นั่นแหละผ่านทางพระเยซูคริสต์ ตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย ซึ่งเป็นข่าวประเสริฐ

ตรงนี้ ทำให้มนุษย์ได้รับวิญาณใหม่ และจิตใจใหม่เรียบร้อยไปแล้ว เพียงแต่รู้หรือไม่? รู้แล้ว เปิดใจรับไหม? เท่านั้นเอง  ถ้ารับแล้วเกิดอะไรขึ้น  ก็ได้วิญญาณใหม่และใจใหม่ ที่จะอยู่นิรันดร์กาล หลังความตาย วิญญาณก็ยังอยู่ และเป็นวิญญาณที่อยู่กับพระเจ้า เพราะว่าเป็นวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ เหมือนกับพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าได้แล้ว

ใน 1 ยอห์น 4:17-18 ได้บอกชัดเจนว่าถ้าใครที่ได้ยินได้ฟังข่าวดีของพระเยซูนี้ แล้วเปิดใจรับ อยากได้ ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เปิดประตูหัวใจให้กับพระเยซูคริสต์ เขาก็จะได้รับสิ่งนี้แหละ คือได้รับวิญญาณใหม่ ใจใหม่ ก็คือได้การบังเกิดใหม่ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์นั้นเอง  1  ยอห์น 4:17-18 อ่านแล้วลองสังเกตให้ดีๆ ว่าวิญญาณใหม่ จิตใจใหม่ ที่ได้บังเกิดใหม่ บริสุทธิ์ เป็นเหมือนพระเจ้าแล้วนั้น ในนี้บอกละเอียดขึ้นมาอีกนิดหนึ่งว่าเป็นเหมือนใคร? คอยสังเกตให้ดีๆ นะ นี่คือขบวนการบังเกิดใหม่แล้ว  ได้รับชีวิตใหม่ ได้รับการบังเกิดใหม่จากพระเจ้า …

1 ยอห์น  4:17-18 “17  “ในการได้เข้าส่วนร่วม  เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้  (บังเกิดใหม่)  ความรัก​​ (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้น  อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา (ทั้งวิญญาณและจิตใจ ที่เกิดใหม่นี้) เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา  ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม  ​ก็​เพราะวิญญาณและจิตใจของเรา  ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น เป็นวิญญาณและจิตใจ  ที่​เหมือน​กับ​วิญญาณและจิตใจของ​พระคริสต์” 18  ไม่มีความกลัวในความรัก (อากาเป้แบบพระเจ้า) แต่ความรัก (อากาเป้แบบพระเจ้า) ที่สมบูรณ์ครบถ้วน (ภายในวิญญาณและจิตใจใหม่) ขจัดความกลัวออกไปจนหมดสิ้น เพราะความกลัว (ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง) ทำให้เกิดความคิดฟ้องผิด (ว่าถูกตัดสินลงโทษ) ดังนั้น  ผู้ที่ยังกลัวอยู่ (ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง กลัวการถูกลงโทษในวันพิพากษา หลังความตาย)  คือผู้ที่ยังไม่มีความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) ที่สมบูรณ์ครบถ้วน ภายในเขา”

 

นี่อาจารย์ยอห์นอธิบายละเอียดขึ้นอีกนิดหนึ่งว่าถ้าผู้ที่เปิดใจ รับเอาข่าวดีนี้ รับเอาการช่วยเหลือจากพระเจ้านี้ไป จะเกิดสิ่งนี้ขึ้น คือ …

“ในการการได้เข้าส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์”

การร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็หมายถึงการบังเกิดใหม่นั่นเอง  พูดสั้นๆ

ในการบังเกิดใหม่นี้ วิญญาณใหม่ของเรา จะเป็นวิญญาณที่เหมือนพระเจ้า  คือเป็นความรักเหมือนพระเจ้า ความรักแบบอากาเป้ แบบพระเจ้านั้น จึงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในตัวเรา ก็คือในวิญญาณใหม่นั้น ทั้งวิญญาณและจิตใจที่เกิดใหม่นี้ สมบูรณ์ครบถ้วน เป็นวิญญาณและจิตใจที่เต็มไปด้วยความรักที่สมบูรณ์แบบ คือเหมือนพระเจ้า เป็นอากาเป้เลย  เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา เห็นไหม? เพราะวิญญาณของเราใหม่เอี่ยมเลย ไม่มีบาป มีแต่ความรัก เป็นความรัก เหมือนพระเจ้า  เราจึงมั่นใจว่าเมื่อไรที่เราจากร่างนี้ ตายไป  เราอยู่ในสวรรค์ เพราะเราอยู่ในสวรรค์อยู่แล้ว เข้ากับพระเจ้าได้อยู่แล้ว

ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เพราะวิญญาณและจิตใจของเรา ที่ได้บังเกิดใหม่ แม้ว่ากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ในร่างกายเก่านี้ก็ตาม  แต่วิญญาณและจิตใจได้บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว ได้บังเกิดใหม่เลย เป็นความรักเหมือนพระเจ้า  ในนี้บอกว่าเป็นวิญญาณและจิตใจที่เหมือนกับวิญญาณและจิตใจของพระเยซูคริสต์ ที่วิญญาณเราบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าเลย ตอนนี้อาจารย์ยอห์น อธิบายให้ละเอียดขึ้น คือที่บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเยซูคริสต์เลย

ข้อ 18 บอกว่าจึงไม่มีความกลัว ในความรัก แบบอากาเป้ เพราะวิญญาณเราเป็นความรักแบบอากาเป้  จึงไม่มีความกลัว  ก็คือความกลัวที่อยู่ในความพินาศ ในวิญญาณรู้ จิตใต้สำนึกรู้ ตอนนี้ในวิญญาณรู้ จิตใต้สำนึกรู้ เรารอดแล้ว เราเป็นความรักแล้ว จึงไม่มีความกลัว ในความรักแบบอากาเป้  แบบพระเจ้าในการบังเกิดใหม่นี้  ภายในวิญญาณและจิตใจใหม่นี้  เต็มไปด้วยความรักแบบอากาเป้แบบสมบูรณ์ ครบถ้วน และความรักแบบนี้  ไม่มีคาวมกลัวมาผสม เพราะเป็นความรักเหมือนพระเจ้า และมั่นใจการไปสวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว 100% เลย

นี่คือเหตุที่ไม่มีความกลัวอยู่ในนั้น พูดง่ายๆ คือถ้าบังเกิดใหม่ ก็ไม่มีความกลัวในการพิพากษา หลังความตาย ถ้ายังไม่ได้บังเกิดใหม่ ก็กลัวอยู่แล้ว อย่างไรก็กลัว คือลึกๆ ข้างใน ก็กลัวว่าตายไปแล้ว ต้องไปอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ต้องชดใช้เวรกรรม อันนี้ คือเรื่องจริงของมนุษยชาติ พอเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็หมดความกลัวแล้ว มันเป็นอย่างนี้

อาจารย์ยอห์นได้พูดต่อไป แต่เราอ่านแค่นี้ แต่ในบริบทของอาจารย์ยอห์นที่พูดไว้ ใน 1 ยอห์น 4:17-18 เพราะฉะนั้น อย่างนี้ ถึงสามารถเรียกว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของมหาจักรวาลของมนุษย์ทุกๆ คนบนโลกใบนี้ ที่จะได้รับรู้ว่าขณะนี้ สภาพของวิญญาณของมนุษย์ทุกๆ คนอยู่ที่ไหน?  อยู่ที่ความพินาศ อยู่ที่การพิพากษาในวันที่ทิ้งร่างนี้ และวิญญาณออกจากร่าง แต่ข่าวดีนี้ ก็คือเขาไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่นตลอดไป  เพราะพระเจ้าได้ช่วยเขาให้หลุดพ้นออกจากความพินาศนั้น เรียบร้อยแล้ว เมื่อตอนพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  และเป็นขึ้นจากความตาย ซึ่งกระทำไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อรับรู้ความจริง ก็เปิดใจ รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า รับของขวัญจากพระเจ้าเท่านั้นเอง ยอมรับคำเชิญจากพระเจ้าเท่านั้นเอง เชิญให้กลับบ้าน  เชิญให้กลับมาคืนดีกับพระองค์  เชิญให้เข้ามาเป็นลูกของพระองค์ เป็นทายาทของพระองค์ที่บริสุทธิ์ สะอาด เชิญมารับของขวัญจากพระเจ้า คือบังเกิดใหม่ ได้ตายพร้อมพระเยซูคริสต์ และเป็นขึ้นจากความตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณ ได้วิญญาณใหม่และจิตใจใหม่เหมือนพระเยซูคริสต์นั่นเอง เขาเรียกว่าได้บังเกิดใหม่

การบังเกิดใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อใครรู้อย่างนี้ ได้อย่างนี้ไป  มันก็มีกำลังใจในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ ไม่กลัวแม้ความตาย  แน่นอนทุกข์มันก็ต้องทุกข์ เจอความทุกข์ลำบาก มันก็ต้องทุกข์ลำบาก แต่ไม่เอะอะโวยวายจนเกินกว่าเหตุ ถูกไหม? เพราะมันมีฐานมั่นคงว่ามนุษย์ทุกคนต้องตายอยู่แล้ว  แต่เราไม่กลัวเลย แต่ก่อนนี้ เราไม่เชื่อพระเจ้า  เรายังไม่บังเกิดใหม่ เราก็กลัวว่าตายแล้ว เราจะไปไหน? เราไม่รู้ที่ไป แต่ตอนนี้เรารู้ว่าตายไปแล้ว เราก็อยู่ที่เดิม  อยู่ในสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าอยู่แล้ว เป็นเหมือนพระเยซู เพราะฉะนั้น เราก็สามารถทนกับความทุกข์ยากลำบาก บนโลกใบนี้ได้อย่างมั่นอกมั่นใจนั่นเอง

การได้บังเกิดใหม่ เข้ามาอยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า  ได้รับการชำระล้างด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ได้รับการอภัยโทษบาปผิดทั้งหมด ที่ได้ทำ และเคยทำ และกำลังทำ หรือจะทำผิดพลาด แน่นอนในอนาคต ได้รับการยกโทษทั้งหมด แค่นั้นไม่พอ การบังเกิดใหม่ตรงนี้ นอกจากได้รับการอภัยโทษแล้ว  พระเจ้ายังประทานให้เราได้บังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระองค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ในการบังเกิดใหม่นี้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ล้ำค่าที่สุด

การบังเกิดใหม่ เป็นลูก ก็คือเป็นลูกเหมือนพระเยซูเลย มันเกินกว่าที่เราจะคิดเลยนะว่าเป็นถึงขนาดนั้น นั่นแหละเป็นถึงขนาดนั้น เป็นจริงๆ เขาถึงเรียกกันว่าพระคุณอันหาที่เปรียบไม่ได้ พระคุณอันอัศจรรย์ ที่มนุษย์ไม่สามารถหาคำพูดใดมาพูดได้ หยั่งรู้ได้ถึงพระคุณอันอัศจรรย์นี้ว่ารับเราเป็นลูกได้อย่างไร?  แต่มันก็เป็นไปตามนั้นจริงๆ  นี่คือข่าวประเสริฐ แห่งพระคุณของพระเจ้า ซึ่งถ้าคิดตามประสามนุษย์ แล้วมันเชื่อยาก เมื่อเชื่อยาก พระเยซูจึงยกตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างนี้ให้กับชาวยิว ซึ่งมั่นใจในความดีงามของตัวเองเยอะ แสวงหาความดีงามด้วยตัวเองเยอะ จึงมีความรู้สึกว่าไม่ต้องทำอะไรเลยหรือ? รับไม่ได้อย่างนี้  จึงเป็นประตูแคบ สำหรับชาวยิว ซึ่งเราสามารถเอามาใช้ได้ว่าเป็นประตูแคบสำหรับมนุษย์ทุกคนที่คิดว่ามันเป็นไปได้หรือ?  ก็มันเป็นไปแล้ว มันเป็นไปได้จริงๆ ทุกวันนี้ คนมาเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์เต็มไปหมดเลย ถามว่ามันเป็นไปได้ไหมล่ะ  ถ้าเป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องโกหก จะมีมาถึงขนาดนี้เหรอ  โกหกแบบน่าเกลียดมากแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเลย แหม! ให้เราทำบ้าง ก็ให้มีส่วนทำอะไรบ้างนิดหน่อย ก็ยังดี นี่เป็นข่าวดีจริงๆ ข่าวดีอันยิ่งใหญ่ ข่าวดีอันมหัศจรรย์ อย่างนี้ เป็นอย่างนี้สิ ถึงเรียกว่าข่าวดีจริงๆ ข่าวดีของมหาจักรวาล แด่มนุษย์ทุกคนจริงๆ ก็มันเป็นอัศจรรย์ ไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร? ได้เกิดใหม่  เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่ได้เกิดใหม่ ก็ไม่สามารถเข้าใจได้หรอก

ขบวนการการบังเกิดใหม่นี้ พระเจ้าได้ทรงกระทำให้สำเร็จเรียบร้อย สำหรับเราทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อแล้ว ผู้ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ต้อนรับการช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าผู้เชื่อ หรือเรียกว่า คริสเตียนแล้ว ได้รับสิ่งเหล่านี้เรียบร้อยแล้วในโลกวิญญาณ วิญญาณและจิตใจใหม่ เราได้รับเรียบร้อยแล้ว จะไม่มีการพิพากษาใดๆ สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์ เพราะกฎของวิญญาณแห่งชีวิต ในพระเยซูคริสต์ทำให้เราพ้นจากกฎของความบาป และความตาย โรม 8:1 บอกไว้

กฎของวิญญาณ ทำให้เรารอดพ้น ย้ำยืนยันว่าเรารอดพ้นแน่นอน รอดพ้นจากการถูกพิพากษา นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้กันมา เมื่อ 3 ตอนที่แล้ว  ที่เป็นรากฐาน เป็นกำลังใจให้กับผู้คนของพระเจ้า  ผู้คนที่เรียกว่าผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่ได้บังเกิดใหม่นั้น ให้สามารถดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ได้อย่างสง่างาม ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก บนโลกใบนี้  (อย่างแสนสาหัสในช่วงนั้น) ซึ่งเราสามารถเอามาใช้ในช่วงนี้ได้ อย่างที่บอก ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากธรรมดา หรือความทุกข์ยากลำบากปานกลาง หรือความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐาน เมื่อเราเรียนรู้ รับรู้ความจริงในข่าวประเสริฐ ในพระเยซูคริสต์เหล่านี้ ว่าเราเป็นใครแล้ว ในโลกวิญญาณ มันจะทำให้เรามั่นคง และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสง่างาม ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก

และวันนี้ เราจะมาเรียนรู้กันต่อจากครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วเราจบกันที่ข้อ 17 เราได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง “การเป็น” กับ “การประพฤติ” ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างระหว่างการเป็นกับการประพฤติ ก็คือเรารู้แล้วว่าพระเจ้าได้กระทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว นี่หมายถึงผู้เชื่อนะ  ผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว เราได้รู้ว่าพระเจ้าได้ทำให้เรา เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วทุกคน ไม่ได้ด้วยตัวเอง พระเจ้าเป็นผู้ทำให้

“พระเจ้าทำให้ฉันบริสุทธิ์ และดีพร้อมแล้ว ฉันเป็นคนบริสุทธิ์ เป็นคนดีพร้อมแล้ว ฉันมีวิญญาณบริสุทธิ์ และมีวิญญาณที่ดีพร้อมแล้ว”

“เป็น” นะเป็น ตัวหลัก แต่ในเรื่องความประพฤติ ค่อยๆ คิดตามนะ …

“แต่ในเรื่องความประพฤติ ฉันประพฤติดีพร้อมแล้วหรือยัง?” … คิดในใจ แล้วค่อยตอบ

“ฉันเป็นผู้ดีพร้อมแล้ว พระเจ้าทำให้ แล้วฉันประพฤติดีพร้อมแล้วหรือยัง?”

ใครบอกดีพร้อม ยกมือขึ้น เราจะได้ช่วยกันอธิษฐานให้ท่าน ไม่ ถูกไหม? นี่คือความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องตื่นเต้นว่าเวลาท่านคิดอะไรสกปรก คิดอิจฉาริษยา คิดโกรธ คิดเกลียดเขา  บางครั้งสบถสาบาน ไม่บริสุทธิ์ พูดง่ายๆ  ไม่เห็นจะดีพร้อมเลย  หงุดหงิดใส่เขา ดีพร้อมไหม? เคยกินเหล้ากินเบียร์ ไม่กินนานแล้ว เจอเพื่อน เผลอๆ กินเยอะไปหน่อย เมา  เมาดีพร้อมไหม? หรือโลภ ดีพร้อมไหม? มันไม่ดีพร้อม แต่อย่าตื่นเต้น เพราะนั่นคือความประพฤติ ถ้าท่านเกิดใหม่แล้ว ท่านดีพร้อม บริสุทธิ์แล้วในวิญญาณ แต่ความประพฤติท่านอาจจะตกๆ หล่นๆ บ้าง

ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ดีพร้อมแล้ว พระเจ้าทำให้เสร็จแล้วหรือยัง?  ในวิญญาณ เสร็จแล้ว เป็น พอถามถึง “เป็น” ท่านเป็นผู้ตอบนะ

“พระเจ้าทำให้ท่านบริสุทธิ์ดีพร้อมแล้ว ท่านเป็นหรือยัง?”

“เป็นแล้ว”

“พระเจ้าทำให้ท่านประพฤติดีพร้อมแล้วหรือยัง?”

“ยัง”

เพราะถ้าประพฤติดีพร้อม ต่อไปนี้ท่านก็ไม่คิดชั่วแล้ว แม้แต่คิด ก็ไม่คิดแล้ว  ไม่คิดอิจฉาริษยาใครแล้ว พร้อมเสมอเลย ดีพร้อมเสมอ  มันไม่ใช่อย่างนั้น ในเรื่องของความประพฤติ พระองค์กำลังทำอยู่ กำลังฝึกฝนเราให้ดีพร้อม  ให้เหมือนกับข้างใน กำลังสร้างเรา เหมือนเพลงที่เราเคยร้อง

“ขอทรงสร้างเรา ให้มั่นคงเถิด   ให้เราร่วมอยู่ในพระบุตร”

ในวิญญาณต้องสร้างไหม? ไม่ต้องสร้าง  ต้องขอไหม? ไม่ต้องขอ เพราะว่าสร้างเสร็จแล้ว มั่นคงเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว  จะไปสร้างอะไรอีกเล่า แข็งแกร่งแล้ว แต่ให้สร้างบุคลิกของเรา ฝึกสอนเรา ให้เป็นเหมือนกับพระเยซูมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วไปจนกระทั่งวันที่วิญญาณออกจากร่าง  ถึงวันนั้น สำเร็จไหม? ไม่สำเร็จ ได้แค่ไหนก็ไม่รู้ พระเจ้าก็นำไป สอนไปเรื่อยๆ  แต่มันจะสำเร็จวันสุดท้าย คือวันที่เราออกจากร่างแล้ว ได้รับร่างใหม่แล้ว นั่นแหละจบสิ้น ไม่ต้องสร้างแล้ว ร่างกายใหม่ไม่มีเชื้อบาป ไม่มีความทุกข์ทรมาน ไม่มีความชั่วร้ายใดๆ เป็นร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย

ตอนนี้ร่างกายเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์หรือยัง? ยังไม่เป็น พอจะเห็นภาพไหม? เพราะฉะนั้น พระเจ้าก็นำพาเรา สอนเรา ในแต่ละวัน ผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ ให้เราฝึกฝนในการประพฤติ ให้สมกับวิญญาณเราเป็นลูกพระเจ้า ที่ดีพร้อมแล้วนั่นเอง

โอเค เรื่องที่เราจะมาเรียนต่อกันในวันนี้ ก็ยังเป็นเรื่องเดิม คือ “การปลอบประโลมใจจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอนที่ 4 ซึ่งมีชื่อตอนว่า “พระเยซู คือถ้อยคำของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐ” ว่ากันตามจริงแล้ว พระเยซู คือศูนย์กลาง เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นความหวังของเรา เป็นแสงสว่าง เป็นความรอดของเรา เป็นสวรรค์ เป็นความจริง เป็นทางนั้นที่เราจะไปสู่พระเจ้า แต่พูดสั้นๆ คือพระเยซู คือถ้อยคำของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐ  เมื่อมีการประกาศข่าวประเสริฐ ต้องประกาศเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู เพราะข่าวประเสริฐ คือพระเยซู เมื่อพูดถึงการเผยพระวจนะ ถ้อยคำพระเจ้า สอนถ้อยคำพระเจ้า ต้องสอนถึงเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู และเมื่อพูดถึงพระเยซู ต้องพูดถึงพระเยซูคริสต์

เพราะคำว่า “คริสต์” แปลว่าพระมาซีฮาห์ พระเยซูเฉยๆ ไม่ได้ ต้องพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ คือพระมาซีฮาห์ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ในการไถ่มนุษย์ คือหัวใจของข่าวดี นี่เอง เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่พูดถึงเรื่อง “พระเยซู” ไม่มี “คริสต์” ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องข่าวประเสริฐในการช่วยให้รอด ไม่ได้พูดถึงการไถ่ ไม่ได้พูดถึงการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู ไม่ได้พูดถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์และเป็นขึ้นมาจากความตายว่ามันเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณ  นั่นไม่ใช่ถ้อยคำของพระเจ้า ถ้อยคำพระเจ้าที่พูดในพระคัมภีร์ทั้งหมด เป็นถ้อยคำพระเจ้าที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ ว่าวางแผนการไว้อย่างไร? ต้องโยงมาถึงตรงนี้ให้ได้  ถ้าไม่โยงมาถึงตรงนี้ จะเป็นการพูดถึงประวัติศาสตร์ พูดถึงเรื่องเล่าอะไรต่างๆ ก็เป็นถ้อยคำเฉยๆ  ไม่ใช่ถ้อยคำพระเจ้า  ที่พูดถึงนี้  ผมจึงใช้ชื่อเรื่องว่า “พระเยซู คือถ้อยคำพระเจ้า คือข่าวประเสริฐ”

จะประกาศข่าวประเสริฐ จะร้องเพลงเพื่อข่าวดี จะร้องเพลงเกี่ยวกับนมัสการพระเจ้า นมัสการยกย่องพระเยซู ต้องเกี่ยวพันกับข่าวประเสริฐเท่านั้น ซึ่งก็หมายถึงเรื่องราวในหนังสือ 1 เปโตร 1 ที่เราได้เรียนรู้มา 10 กว่าข้อนี้ การบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ การได้เป็นลูก การเข้าสู่มรดกนิรันดร์  การบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า อะไรประมาณนี้ นี่คือถ้อยคำของพระเจ้า ที่เรียกว่าถ้อยคำพระเจ้าจริงๆ  นี่คือข่าวประเสริฐ ที่เรียกว่าข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์จริงๆ นี่คือพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ เรื่องของพระองค์ ซึ่งเป็นหัวใจ เป็นความหวังของเรา  ผู้เชื่อ เพียงผู้เดียวเท่านั้น

เรายังอยู่ในหนังสือ 1 เปโตร บทที่ 1 วันนี้เราจะมาเริ่มต่อที่ข้อ 18 …

1 เปโตร 1:18  “ท่านจำเป็นต้องรู้ และระลึกอยู่เสมอว่าท่านได้รับการไถ่ จากการดำเนินชีวิต  แบบไร้ประโยชน์ ไร้ค่า (อยู่ในความพินาศ ในความบาปและในความตาย) ซึ่งเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของท่าน (ตั้งแต่อาดัม) และการไถ่นี้ มิใช่การไถ่ด้วยสิ่งที่สูญสลายได้ เช่น เงินหรือทอง”

 

จำได้นะ ชื่อตอนคือ “พระเยซู คือถ้อยคำของพระเจ้า คือข่าวประเสริฐ”

“ท่านจำเป็นต้องรู้และระลึกอยู่เสมอ” รู้และระลึกอยู่เสมอ ถึงเรื่องพระเยซู ถึงเรื่องถ้อยคำพระเจ้า ถึงเรื่องข่าวประเสริฐ ก็มีอยู่แค่นี้เอง ไม่ใช่ไประลึกถึงประวัติศาสตร์ว่าอิสราเอลเดินทางมาอย่างไร? ปีที่เท่าไร? วันอะไร? ซึ่งไม่เกี่ยวกับข่าวประเสริฐ ท่านจำเป็นต้องรู้และระลึกอยู่เสมอว่าท่านได้รับการไถ่ จากการดำเนินชีวิตที่ไร้ประโยชน์ ไร้ค่า ก็คือชีวิตเดิมที่อยู่ในความพินาศ ในความบาป ในความตาย  อยู่ในอาดัม บรรพบุรุษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของท่าน ก็คือตั้งแต่สมัยอาดัม พูดถึงในวิญญาณที่ตกทอดกันมา คือเต็มไปด้วยความบาป  และการไถ่นี้ มิใช่การไถ่ด้วยสิ่งที่สูญสลายได้ เช่น เงินหรือทอง ไม่ใช่มีคนเอาทรัพย์สินมีค่า วัตถุที่มีค่าเอาไปแลกชีวิตท่านมา ไม่ใช่แบบนั้น  นี่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการไถ่ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน  ก็คือเรื่องของข่าวประเสริฐนั่นเอง ท่านจำเป็นต้องรู้และระลึกอยู่เสมอ เรื่องพระเยซูคริสต์ ท่านต้องรู้จักพระเยซูคริสต์ให้มากขึ้น ก็แสดงว่าท่านต้องรู้จักถ้อยคำพระเจ้าให้มากขึ้น  ถ้อยคำพระเจ้า คือข่าวประเสริฐ ท่านต้องรู้ให้มากขึ้นถึงเรื่องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระองค์ แล้วจะรู้มากขึ้นได้อย่างไร? ท่านก็ต้องฟังวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องข่าวประเสริฐ ตรงนี้แหละ ท่านอย่าคิดว่าท่านรู้แล้ว แล้วท่านก็ไปเรียนเรื่องอื่นอะไรเยอะแยะ วิชาความรู้ของโลกใบนี้ ของประวัติศาสตร์ ของประเพณีนิยม ก็ว่ากันไป คำพูด คำจาแบบมีปัญญา แบบมนุษย์ ฟังแล้วสนุกสนาน แต่ไม่เกี่ยวกับข่าวประเสริฐ มันเสียเวลาเปล่าๆ มันหมายถึงตรงนี้นะ ข้อ 19 ต่อเลย …

1 เปโตร 1:19  “แต่ท่านถูกซื้อด้วยพระโลหิตอันล้ำค่าของพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ ผู้เปรียบเสมือนลูกแกะบูชา  ที่ปราศจากตำหนิ  และจุดด่างพร้อยใดๆ”

 

แต่ท่านต้องรู้และระลึกอยู่เสมอว่าท่านถูกซื้อ ก็คือถูกไถ่ ด้วยพระโลหิตอันล้ำค่าของพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ คือพระบุตรของพระเจ้า ผู้ที่พระเจ้าแต่งตั้งไว้  เพื่อมาช่วยเหลือมนุษย์  ก็คือหัวใจของข่าวประเสริฐ  ผู้เปรียบเสมือนลูกแกะบูชาที่ปราศจากตำหนิ และจุดด่างพร้อยใดๆ  อันนี้โยงไปถึงหลักการดั้งเดิมของคนยิวในสมัยก่อนพระเยซูคริสต์จะกระทำให้สำเร็จที่ไม้กางเขน  พระเจ้าได้ให้กฎระเบียบเขาไว้ ก็คือให้เอาสัตว์ไปฆ่า แล้วก็เอาเลือดสัตว์ที่ไม่มีตำหนินั้นมา ไม่ใช่ ลบล้างบาปนะ มาผ่อนบาป มาปกปิดบาปไว้ชั่วคราว ปีต่อปี แต่ตอนนี้พระเยซูมาทำให้สำเร็จตลอด ครั้งเดียวเป็นพอ ตามหนังสือฮีบรูที่บอกไว้

เพราะฉะนั้น ในอดีตที่พระเจ้าบอกให้เอาสัตว์ที่ไม่มีตำหนิ เอาเลือดมาปะพรม เพื่อปกปิดบาป ไว้ปีต่อปีนั้น  เป็นเงาของข่าวประเสริฐนี้ “เงาของข่าวประเสริฐนี้” คือเป็นเงาของเรื่องพระเยซูคริสต์ มาตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิต  ข่าวดีนี้ เห็นหรือยังครับ

ถ้าท่านพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการไถ่บาป การปกปิดบาป การชดเชยบาปในอดีต ว่าต้องใช้เลือดสัตว์ที่บริสุทธิ์สะอาด แล้วท่านพูดเฉพาะแค่นี้พอ  แล้วไม่พูดต่ออีกว่าพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด พระมาซีฮาห์ ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ ท่านกำลังไม่ได้พูดถึงเรื่องถ้อยคำของพระเจ้านะ เพราะถ้อยคำพระเจ้า เป็นถ้อยคำพระเจ้าที่เกี่ยวกับพระเยซู ท่านไม่ได้พูดถึงพระเยซูเลย ท่านบอกว่าปกปิดบาป อะไรต่างๆ เหล่านี้ ทำพิธีอย่างโน้นอย่างนี้  ทำพิธีวันไหน?  ปีอะไร? ทำกี่ครั้ง? รู้หมดเลย  แต่ไม่มีประโยชน์เลย ท่านต้องต่อด้วยว่านั่นคือเงาของสิ่งที่พระเยซูคริสต์มากระทำที่ไม้กางเขน  ตรงนี้ถึงเรียกว่าข่าวประเสริฐ และท่านต้องวนเวียนอยู่ตรงนี้แหละ

เพราะในข้อ 18 ที่ตะกี้เราอ่าน บอกไว้แล้วว่าท่านจำเป็นต้องรู้และระลึกอยู่เสมอ เรื่องพระเยซูคริสต์ เรื่องถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ เรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ต่อไปข้อ 20 …

1 เปโตร 1:20  “มันเป็นความจริงที่พระเยซูทรงถูกเลือกและถูกเจิมไว้ ตั้งแต่ก่อนการวางรากฐานสร้างโลก  แต่พระองค์ได้ถูกนำมาเปิดเผย ให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็น ในวาระสุดท้ายนี้  เพื่อประโยชน์ของพวกท่านทั้งหลาย”

 

“มันเป็นความจริงที่พระเยซูทรงถูกเลือกและถูกเจิมตั้งไว้” ถึงเรียกว่าพระมาซีฮาห์ ตั้งแต่ก่อนวางรากฐานสร้างโลก จะให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเหมือนมนุษย์ที่มีลูก เรามีครอบครัวใหม่ ที่อยากจะมีลูก เขาเริ่มต้นจัดเตรียมห้องต่างๆ ไว้ให้กับลูก ซื้อข้าว ซื้อของต่างๆ ไว้ให้กับลูก ลูกเกิดหรือยัง? ยังไม่เกิด เตรียมรากฐานก่อนสร้างโลก คือเตรียมสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไว้ให้กับลูกที่มาเกิด เตรียมไว้ทั้งหมดเลย ก่อนลูกจะมาเกิด ฟังให้ดีๆ นะ ตรงนี้เตรียมไว้ด้วยไหม?  เขาเตรียมซื้อข้าวของไว้ให้กับลูก และเขาเตรียมรักลูกไหม? เตรียมถูกไหม? เขารักลูกไปแล้ว ตั้งแต่ลูกยังไม่เกิด เขารักแล้ว  แล้วเขาเตรียมไหมว่าถ้าเผื่อลูกเขาดื้อ ไม่เชื่อฟังเขา เขาก็จะรักเหมือนเดิม  เตรียมไหม? เตรียม  มันหมายถึงอย่างนั้นแหละ ตั้งแต่ก่อนวางรากฐานสร้างโลก ก่อนจะสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาให้กับมนุษยชาติ พระเจ้าเหมือนจะมีลูก ก็คือมนุษย์  รักมนุษย์ ก่อนสร้างมนุษย์ก็รักแล้ว  สร้างบ้านให้เขาอยู่ คือโลกใบนี้ แล้วก็คิดรักเขาด้วย ถ้าวันใดวันหนึ่งที่เขาดื้อ ก็จะยังคงรักเขา และนี่เขาดื้อไหม? ดื้อ เขาไม่เชื่อฟัง ยังคงรักเขาหรือเปล่า?  ขนาดเขาไม่เชื่อฟัง ยังรักเขาอยู่ไหม?  อาดัมและเอวาไม่เชื่อฟัง ยังคงรักเขาอยู่หรือเปล่า?  เรารู้ได้อย่างไร พระเจ้ายังคงรักอยู่  พระคัมภีร์บอกว่าเพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกยิ่งนัก  จึงได้ประทานพระบุตร เพราะความรักของพระเจ้าสำแดงออกที่พระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ ขณะที่เรายังเป็นคนบาป ก็คือขณะที่เรายังดื้อ ไม่เชื่อพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า  พระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ล่วงหน้า  มันแปลว่าอย่างนี้  และความจริงที่เลือกไว้ล่วงหน้า สำเร็จเมื่อไร? แต่พระองค์ได้ทรงนำมาเปิดเผยให้ผู้คนทั้งหลายได้เห็น ในวาระสุดท้ายนี้ “ในวาระสุดท้าย” คือในวาระที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขนจริงๆ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ถูกฝังไว้ในอุโมงค์และเป็นขึ้นมาจากความตาย นั่นแหละ

และสิ่งทั้งปวงเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ของพวกท่านทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลาย ก็หมายถึงผู้เชื่อทั้งหลาย จริงๆ “ท่านทั้งหลาย” ก็หมายถึงมนุษย์ทุกคนเลย   แต่ตรงนี้เน้นเอาคนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ต้อนรับถ้อยคำของพระเจ้า ต้อนรับข่าวประเสริฐของพระองค์ ต้อนรับแสงสว่าง ต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์  เอ่ยนามพระองค์ “ช่วยทีๆ” นั่นแหละ เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาทั้งหลาย เพราะเขาจะได้บังเกิดใหม่ บริสุทธิ์ สะอาด  อย่างที่เราได้เรียนรู้มาแล้ว  เมื่อตอนก่อนๆ มาต่อข้อ 21 …

1 เปโตร 1:21  “พวกท่านได้มาเชื่อและพึ่งพิงในพระเจ้า ผ่านทางพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าผู้นี้  คือผู้ที่ได้ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และประทานพระเกียรติ และพระสิริ แด่พระองค์ เพื่อความเชื่อและความหวังใจของท่านจะได้ตั้งมั่น และได้พักสงบ อยู่ในพระเจ้า”

 

“พวกท่านได้มาเชื่อและพักพิงในพระเจ้า”  พวกท่านได้เข้ามาอยู่ในสวรรค์ เป็นลูกที่เชื่อฟังของพระเจ้า  ท่านไม่ได้ทำเองเลย  ท่านไม่ได้เชื่อด้วยตัวเอง  ท่านไม่ได้พึ่งพาในพระเจ้าด้วยกำลังของตัวท่านเอง  เพราะว่าตัวเองต้องการเข้าไป แต่ผ่านทางองค์พระเยซู พระเยซูทำให้ท่าน ท่านเพียงแต่เปิดใจต้อนรับของขวัญนี้ อย่าไปนึกว่า …

“ฉันมาเชื่อพระเจ้า ฉันวางใจในพระเจ้า” ไม่ใช่

ไม่มีใครในโลกนี้ สามารถวางใจในพระเจ้า  หรือเชื่อในพระองค์ได้ ด้วยตัวเขาเอง เป็นไปไม่ได้ อย่างมากก็ได้แค่ความคิดภายนอก  มันไม่ลงไปถึงวิญญาณและจิตใจหรอก ได้แค่ความคิดภายนอก ซึ่งมันอยู่ไม่ทนหรอก เดี๋ยววันนี้เชื่อ พรุ่งนี้ไม่เชื่อ วันนั้นเชื่อ วันนี้รู้สึกหงุดหงิด ไม่เชื่อ  วันนี้อากาศร้อนไปหงุดหงิด  ยังไม่เชื่อ  เจอความทุกข์ยากลำบาก ไม่เชื่อแล้ว  เจออัศจรรย์ เชื่อๆ  มันไม่ใช่ความเชื่ออย่างนั้น นี่หมายถึงความเชื่อในวิญญาณ เกิดขึ้นจริงๆ นะ มันต้องผ่านทางพระเยซูคริสต์ คือต้องเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ จึงบอกว่าพระเยซูคริสต์ เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ เป็นถ้อยคำของข่าวประเสริฐ เป็นถ้อยคำของพระเจ้า เป็นผู้ที่ให้เราบังเกิดใหม่ แล้วได้รับสิ่งเหล่านี้ บังเกิด แล้วได้มาเป็นผู้เชื่อและพักพิงในพระเจ้า  ผ่านทางพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าผู้นี้ คือผู้ที่ได้ชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย และประทานพระเกียรติ และพระสิริแด่พระองค์ ก็คือให้พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  และประทานสิทธิอำนาจทั้งหมด  ในสวรรค์ก็ดี ในโลกก็ดี ทั้งหมดเลย  รวมทั้งพวกเราทุกคน มนุษย์ทุกคนบนโลกให้กับพระองค์ด้วย  พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้น

“เพื่อความเชื่อและความหวังใจของท่านจะได้ตั้งมั่น และได้พักสงบอยู่ในพระเจ้า เพื่อว่าความหวังใจและความตั้งมั่น ในชีวิตของท่านจะได้อยู่ในพระเจ้า” ก็แสดงว่าแต่ก่อนนี้ ถ้าท่านไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถ้าท่านไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ความเชื่อและความตั้งมั่นในหัวใจของท่านตั้งอยู่ที่ไหน? ตั้งอยู่ที่ตัวเอง การกระทำของตัวเอง การทำดีของตัวเอง แล้วท่านจะสงบไหมล่ะ  ไม่สงบ ท่านก็จะแสวงหาไปเรื่อยๆ จากพระเจ้านี้ ไปพระเจ้าโน้น พระเจ้าปลอม มหาจักรวาลนี้ มีพระเจ้าอยู่ผู้เดียว  ก็คือพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูคริสต์ พระบิดาของเราทั้งหลายนั่นเอง  พระเจ้าอื่นเป็นพระเจ้าปลอมทั้งหมด ในพระคัมภีร์ เขียนไว้อย่างนั้น  ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์

เพราะฉะนั้น ในอดีต ก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เรามีความหวังในการกระทำของตนเอง ตั้งมั่นอยู่ในการกระทำของตนเอง ซึ่งมันเหมือนไม้หลักปักขี้โคลน มันโลไปเลมา เหมือนกับชีวิตได้ถูกสร้าง หรือเราสร้างชีวิตเราบนทราย  เมื่อพายุพัดมา มันก็เอียงไปเอียงมา แล้วในที่สุด มันก็พัง  แทนที่จะมีชีวิตใหม่ วางใจในพระเยซู สร้างบนศิลา พระเยซูคือศิลา แข็งแกร่ง เมื่อวันที่พายุพัดมา  คือวันแห่งการพิพากษา  วันที่วิญญาณเราออกจากร่าง  วันที่เราตายจากโลกใบนี้ วันนั้นแหละ คือวันที่ลมพายุพัดมา ชีวิตท่านตั้งอยู่ได้ไหม? ถ้าท่านวางอยู่บนศิลา พระเยซูคริสต์ ท่านรอด แต่ถ้าท่านวางอยู่บนตนเอง มั่นใจในตนเอง บ้านนั้นก็จะพังทลายลง ไปสู่ความพินาศ พระเยซูยกตัวอย่างไว้  ต่อไป ข้อ 22 …

1 เปโตร 1:22 “และบัดนี้ โดยการที่ท่านได้เชื่อฟังความจริงของข่าวประเสริฐ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วนั้น ท่านก็ได้รับการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อที่จะมีความรักอันจริงใจ ให้กับพี่น้อง ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่าท่านได้รักซึ่งกันและกัน  ด้วยใจที่บริสุทธิ์”

 

“และบัดนี้” หมายถึงอะไร? และบัดนี้ พวกท่านที่ยอมเปิดใจ ไม่เอาแล้ว ไม่วางใจในตัวเอง ไม่พึ่งพาในตัวเองแล้ว ช่วยตัวเองไม่รอดแน่ๆ ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด มาช่วยทีๆ นั่นแหละ บัดนี้ท่านยอมตัวเอง มารับความช่วยเหลือจากพระเจ้าแล้ว ก็คือบัดนี้ท่านได้เชื่อฟังความจริงของข่าวประเสริฐ

เห็นไหมครับ? เปิดใจต้อนรับ โอเค เชื่อในความจริงในข่าวประเสริฐ ก็คือเชื่อฟังในความจริงของพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์  พระองค์มาเดินบนโลกใบนี้ พระองค์บอก  พระองค์เป็นพระมาซีฮาห์  เป็นพระเจ้าผู้ทรงส่งพระองค์มา  ท่านเปิดใจต้อนรับพระองค์ว่าเป็นพระมาซีฮาห์จริงๆ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วนั้น

พอท่านเปิดใจ ท่านสังเกตดูไหมครับในนี้ ผมจะแยกให้ท่านเห็น ผมจะอ่านตรงนี้ก่อน …

“ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ท่านได้เชื่อฟังความจริงของข่าวประเสริฐ” ถามว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน ท่านได้เชื่อฟังความจริงของข่าวประเสริฐ เพราะว่าผ่านทางใคร? ใครเป็นคนช่วยให้ท่านเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณ เห็นชัดๆ ไหม?  โดยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ ทำให้ท่านเชื่อฟังต่อข่าวประเสริฐ คือพระเยซูคริสต์ คือพระมาซีฮาห์  อย่างที่ผมบอก ไม่มีมนุษย์คนใดที่สามารถ ที่จะเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นไปไม่ได้ ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะเชื่อข่าวดี ที่เหลือที่จะเชื่อ เป็นข่าวดีแห่งพระคุณ อันมหัศจรรย์เหลือล้น แห่งมหาจักรวาล ไม่มีใครเชื่อได้หรอก  นอกจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  คือพระวิญญาณของพระคริสต์นั่นเอง  ก็คือนอกจากพระคริสต์เท่านั้น ที่จะมาช่วยเขา ให้เขาสามารถเชื่อในข่าวประเสริฐของพระองค์ได้

และวิธีจะให้พระองค์เข้ามาช่วย ทำอย่างไร? พระคัมภีร์บอกแล้ว พระองค์ก็ขอร้อง เคาะประตูใจของเขาตลอดเวลา มนุษย์เปิดออกสิ เปิดออก แล้วพระองค์จะได้เข้าไปช่วย ด้วยพลังของตัวเอง ด้วยกำลังสติปัญญาของตัวเอง ไม่มีทางที่จะเชื่อข่าวประเสริฐแห่งพระคุณอันล้นเหลือตรงนี้ได้ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขอความช่วยเหลือสิ ขอเลยๆ

ผู้ใดที่แสวงหาพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระเจ้า  มันหมายถึงตรงนี้แหละ พระองค์ก็จะประทานให้กับผู้นั้น  ขนาดท่านเป็นมนุษย์ที่เป็นคนบาป ลูกมาขอปลา ท่านจะให้งูหรือ? ลูกขอขนมปัง ท่านจะให้ก้อนหินหรือ?  ท่านเป็นคนบาป ท่านยังรู้ว่าจะให้ของดีกับลูกๆ อย่างไร? แล้วพระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในสวรรคสถาน จะให้อะไรกับท่าน เมื่อท่านขอพระวิญญาณของพระองค์ ก็ให้พระวิญญาณ พอท่านได้พระวิญญาณ อะไรเกิดขึ้น? สวรรค์ก็มาทันที ท่านสามารถเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ สามารถเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด  และการบังเกิดใหม่ ก็เกิดขึ้นทันที นั่นแหละ วินาทีนี้

เพราะฉะนั้น หัวใจมันอยู่ที่ได้ยินได้ฟัง แล้วข้างในต้องการการช่วยเหลือไหม? ต้องการความช่วยเหลือ ก็เปิดปาก

“พระเยซู ลูกขอพระองค์ทรงเข้ามาช่วยลูกด้วย” จบ

เพราะฉะนั้น หัวใจอยู่ที่พระนามของพระเยซูคริสต์ นามเดียวที่มาถึงซึ่งความรอด  ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ถ้อยคำพระเจ้า ก็คือพระเยซูคริสต์ ศูนย์กลางทั้งหมด อยู่ที่พระเยซูคริสต์ทั้งนั้น ผ่านทางพระเยซูคริสต์

ตอนนี้ก็คือ “ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ของพระเยซูคริสต์ ท่านจึงสามารถเชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ได้  พอได้เสร็จปุ๊บ ท่านก็ได้รับการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์” เห็นไหม?  ท่านก็ได้รับการบังเกิดใหม่ มีวิญญาณใหม่ มีใจที่บริสุทธิ์ ตะกี้เราเรียนรู้มาแล้วว่าเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย บริสุทธิ์ ดีพร้อม เพื่อจะมีความรักอันจริงใจให้กับพี่น้อง

ท่านก็จะมีความรักจริงใจให้กับพี่น้อง ก็คือรักจากวิญญาณข้างในแล้ว มิได้พูดถึงการกระทำข้างนอก การกระทำข้างนอก บางครั้งเรายังรู้สึกเกลียดเลย รู้สึกรำคาญผู้เชื่อคนนี้ เรารู้ว่าเขาเป็นพี่น้องไหม? รู้ เป็นผู้เชื่ออยู่ในคริสตจักรเดียวกันด้วย  ทำงานอย่างนี้ เรารู้สึกหงุดหงิด หงุดหงิดได้ไหม? ได้ เพราะมันคือความประพฤติ

แต่ตรงนี้กำลังพูดถึงความเป็นความรักที่ส่งต่อกันมา  ในหมู่ของคนที่เป็นคริสเตียน วิญญาณได้เกิดใหม่แล้ว เป็นพวกเดียวกันแล้ว  รักกันจากข้างใน จากวิญญาณ  เป็นวิญญาณแห่งความรัก รักกันจากข้างในที่เป็นวิญญาณ  ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์เหมือนกัน ตรงนี้จึงบอกว่า “ซึ่งก็เห็นอยู่แล้วว่าท่านได้รักซึ่งกันและกัน ด้วยใจบริสุทธิ์” ซึ่งท่านก็รู้อยู่  ท่านรักกันและกัน เห็นไหม?  ท่านอิจฉาคนนี้ ท่านเกลียดคนนี้ ท่านรู้สึกว่าไม่ชอบใจคนนี้  แต่วิญญาณท่านรู้สึกรักเขา

ในนี้บอกว่า “ท่านก็เห็นอยู่แล้ว” เราก็รู้กันอยู่แล้ว  ไม่รู้ได้อย่างไร? ก็คนนี้เขาเชื่อพระเจ้าอยู่ที่มาซิโดเนีย ไกลจากเรา ตั้งเยอะ เรายังไม่เห็นหน้าเขา เราได้ยินว่าเขาเชื่อพระเจ้า เราดีใจ ขอบคุณพระเจ้า สำหรับชาวมาซิโดเนียที่รับเชื่อพระเจ้าแล้ว มาเป็นลูกของพระองค์ เหมือนกับเราแล้ว ไปอธิษฐานให้กับเขาทำไม? ใครไปบังคับท่าน

มายุคปัจจุบัน  เดี๋ยวนี้ก็ได้ พอเกิดเหตุ คริสเตียนที่อยู่ในที่ไกลๆ ถูกข่มเหงรังแก เราอยู่ในเมืองไทย เราก็อธิษฐาน เป็นห่วงเป็นใยเขา เห็นหน้ากันหรือ? รู้จักกันหรือ?  แล้วอธิษฐานให้เขาด้วยความรัก ร้องห่มร้องไห้ ส่งเงินไปช่วย ส่งอะไรต่างๆ เพราะอะไร?  เพราะวิญญาณเกิดใหม่ ตรงนี้มันหมายถึงอย่างนั้น ซึ่งได้เห็นอยู่แล้วว่าท่านได้รักซึ่งกันและกัน ด้วยใจบริสุทธิ์ “ซึ่งกันและกัน” คือหมู่ชนของพลเมืองของพระเจ้า ที่ได้บังเกิดใหม่ เหมือนกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ในพระเยซูคริสต์ ในโลกฝ่ายวิญญาณนั่นเอง มีพระบิดาเดียวกัน คือพระเยซูคริสต์ ผู้ให้ชีวิต ผู้ให้เราบังเกิดใหม่  เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าพระบิดา  พระเจ้าพระบุตร และพระวิญญาณนั่นเอง  เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียว เป็นพี่น้องกัน ตรงนี้มันหมายถึงอย่างนั้นนะ  เพราะมีจิตใจบริสุทธิ์เหมือนกัน เหมือนพระคริสต์ ต่อไป ข้อ 23 …

1 เปโตร 1:23 “เพราะท่านได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว มิใช่จากเมล็ดพันธุ์ที่เสื่อมสลายได้ แต่จากเมล็ดพันธุ์ที่เป็นอมตะ  ไม่มีวันเสื่อมสลาย  คือพระวจนะของพระเจ้า  ที่มีชีวิตถาวรนิรันดร์”

 

“เพราะ” คือก่อนหน้านี้ทั้งหมด ก่อนหน้าที่ท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซู พระวิญญาณพระเยซูเข้ามา  ทำให้ท่านเชื่อ และพึ่งพิงในพระเจ้า  ทำให้ท่านเชื่อฟังข่าวประเสริฐ  ทำให้ท่านเกิดใหม่ สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมทั้งวิญญาณและใจ  จึงรักซึ่งกันและกัน เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ และเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เชื่อทั้งหลาย คริสเตียนทั้งหลาย ทั่วโลก  ทั่วมหาจักรวาลนี้ ก็เพราะอย่างนี้แหละ เพราะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว  ย้ำอีกที เพราะวิญญาณของท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว  นี่เขียนไปถึงคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ลำบากลำบน หนีตะเลิดเปิดเปิง เขาตามล่า ตามฆ่า  เห็นความทุกข์ทรมานของบรรดาพี่น้องคริสเตียนด้วยกันกับตาเลย

นี่เป็นความหวังใจให้เขาได้เห็นถึงฝ่ายวิญญาณว่าเขาได้บังเกิดใหม่จริงๆ ในวิญญาณของท่านได้บังเกิดใหม่จริงๆ ให้ท่านเรียนรู้ และระลึกถึงในโลกวิญญาณตรงนี้ อย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลายิ่งดี เปาโลบอกว่าให้จดจ่อ จดจำ จนขึ้นใจ ในสิ่งต่างๆ ที่อยู่เบื้องบน คือที่พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ นั่นหมายถึงอย่างนี้ คือที่ท่านบังเกิดใหม่แล้ว ตรงนี้

เพราะท่านได้รับการบังเกิดใหม่แล้ว  และการบังเกิดใหม่ในวิญญาณของท่าน ไม่ใช่เกิดใหม่จากเชื้อของมนุษย์ แต่เกิดใหม่จากเชื้อของพระเจ้า  ผู้ทรงพระชนม์ ไม่ได้เกิดจาก DNA ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้  เป็นวัตถุสิ่งของบนโลกใบนี้  แต่เกิดจาก DNA อมตะของวิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่ง 3 พระภาค เป็นหนึ่งเดียวกัน ท่านเข้าไปร่วมบังเกิดใหม่ เข้าไปร่วม DNA กับทั้ง 3 พระภาคนี้แล้ว ท่านลองคิดดูสิว่าคนกำลังตกใจกลัว ไม่มีความหวัง ได้ยินอย่างนี้ ฮึดสู้ไหม? ฮึดไหม? ความประพฤติเปลี่ยนไปไหม? เปลี่ยนนะ ที่เห็นๆ คือมีความมั่นใจมากขึ้น ตายเป็นตายสิ ให้มันรู้ไป

DNA ที่ท่านบังเกิดใหม่ เป็น DNA ของพระเจ้า เป็นอมตะนิรันดร์กาล ไม่มีวันสูญสิ้น ไม่มีวันเสื่อมสลาย ในนี้บอกไว้ชัดเจน คือพระวจนะของพระเจ้า คือถ้อยคำของพระเจ้า ที่มีชีวิตถาวรนิรันดร์ ถ้อยคำของพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ คือพระมาซีฮาห์ ที่ท่านเชื่อนั่นแหละ  พระผู้ช่วยให้รอดของท่าน ที่ท่านไปเป็นหนึ่งกับพระองค์  ตอนบังเกิดใหม่นั่นแหละ

ท่านเกิดใหม่ด้วยพระเยซูคริสต์ พูดง่ายๆ ด้วยพระวจนะ ก็คือด้วยถ้อยคำของพระเยซูคริสต์เกี่ยวกับข่าวประเสริฐ ท่านถึงได้บังเกิดใหม่ ไม่ใช่ถ้อยคำของพระเจ้า ที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ตอนที่ท่านไปอ่านดูว่าพระเยซูเกิด เป็นญาติใคร? ท่านจำได้หมดเลย แล้วก็จบอยู่แค่นั้น ท่านไม่ได้คิดต่อเลยว่าพระเยซูมาทำอะไรที่ไม้กางเขน ท่านจำได้หมดว่าพระเยซูมีพี่น้องร่วมครอบครัวกี่คน? มาจากเชื้อสายใด? จำได้หมดทุกอย่าง  แต่ไม่รู้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือแล้วพระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน เพื่อใคร? เกิดอะไรขึ้น เมื่อตอนตายที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์เพื่ออะไร? และทำไมต้องเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม เพื่ออะไร? และมันเกี่ยวอะไรกับชีวิตฉันด้วย นี่แหละคือข่าวประเสริฐ นี่แหละคือถ้อยคำพระเจ้าที่เขียนไว้ ก็คือพระวจนะของพระเจ้า ที่มีชีวิตถาวรนิรันดร์ หมายถึงตัวบุคคล หมายถึงพระเยซู มีชีวิตถาวรนิรันดร์ ให้ชีวิตได้ ไม่ใช่ถ้อยคำของพระเจ้าที่ท่านเคยคิดกันว่ามันอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พูดถึงเรื่องพระเยซู มันคนละเรื่องกัน ต้องเป็นถ้อยคำพระเจ้าที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ พระคริสต์ พระมาซีฮาห์  ผู้ที่ได้ถูกเจิมตั้งไว้ ก่อนสร้างรากฐานของโลก เพื่อมาช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความบาป ความตาย ให้กลับมาอยู่กับพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่ บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระองค์ ต่อไปข้อ 24

1 เปโตร 1:24  “เพราะว่าบรรดาเนื้อหนัง (ร่างกายที่จับต้องมองเห็นได้นี้ อยู่เพียงชั่วคราว ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น)  ก็เป็นเสมือนต้นหญ้า  และเกียรติ และสง่าราศีของมัน ก็เป็นเสมือนดอกหญ้า  ต้นหญ้าก็เหี่ยวแห้งไป   และดอกก็ร่วงโรยไป”

 

ตอนนี้บอกให้ผู้เชื่อได้เห็น สังเกตถึงโลกที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ที่ตามองเห็น ที่ถูกข่มเหงรังแก ที่เกิดความทุกข์ยากลำบากต่างๆ เหล่านี้  มันเป็นโลกวัตถุ มันอยู่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

“เพราะว่าบรรดาเนื้อหนัง ร่างกายที่จับต้องมองเห็นได้นี้อยู่เพียงชั่วคราว  ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น” เปรียบเหมือนต้นหญ้า และเกียรติและสง่าราศีของมันก็เหมือนดอกหญ้า ต้นหญ้าก็เหี่ยวแห้งไป และดอกไม้ก็ร่วงโรยไป ร่างกายของเรา ที่ได้รับความทุกข์ทรมาน  ที่ได้รับการข่มเหงรังแก ที่เกิดความทุกข์ยากลำบากในร่างกายนี้ มันอยู่แป๊บเดียวเอง มันเทียบอะไรกันกับชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ ตะกี้บอกไม่ได้เลย มันเป็นโลกวิญญาณ เป็นถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ เป็นถ้อยคำของพระเจ้าที่เกี่ยวกับข่าวประเสริฐ  ให้ชีวิตถาวรนิรันดร์กับท่านจะอยู่ตลอดไป แต่โลกใบนี้มันสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้ ก่อนโลกจะสิ้นสุดลง ร่างกายท่านจะสิ้นสุดลงก่อนก็ได้ มันอีกไม่นาน อีกไม่กี่ปี อีกแป๊บเดียวเอง ชั่วขณะหนึ่ง

เพราะฉะนั้น พอมองเห็นอย่างนี้แล้ว อย่าลืมที่จะเรียนรู้ และจดจำ และระลึกอยู่เสมอ นี่คือเกี่ยวกับข่าวประเสริฐเช่นเดียวกันว่าวิญญาณที่ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์นั้น เป็นวิญญาณที่เป็นเหมือนพระเยซู มีชีวิตถาวรนิรันดร์ มันอยู่นิรันดร์กาลเลย ส่วนร่างกายที่ท่านกำลังทนทุกข์ทรมานอยู่บนโลกใบนี้  มันอยู่ชั่วคราว มันแป๊บเดียวเอง มันนิดเดียวเอง มันเหมือนสระอิ สระอะไรที่มันสั้นที่สุด มันเหมือนไม้เอก ในพระคัมภีร์ภาษาไทยทั้งเล่ม

ภาษาไทยทั้งเล่ม ท่านอ่านข้อความทั้งเล่มหนามาก สมมติคือชีวิตนิรันดร์กาลในสวรรคสถานที่วิญญาณท่านบังเกิดใหม่อยู่ในนั้นแล้ว ส่วนร่างกายที่ท่านอยู่บนโลกใบนี้ เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก มันเหมือนแค่ไม้เอก มันเทียบกันได้ไหมล่ะ หาไม้เอกอันหนึ่ง ติ่งหนึ่งอยู่ในหนังสือพระคัมภีร์ทั้งเล่ม มันหมายถึงอย่างนั้น ต่อไปข้อ 25 สุดท้าย …

1 เปโตร 1:25 “แต่ถ้อยคำของพระเจ้ายั่งยืนอยู่เป็นนิตย์  ถ้อยคำนั้น คือข่าวประเสริฐ  ที่ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบแล้ว”

 

สรุปจบ ตามหัวข้อที่บอกไว้ ตอนนี้ ก็คือพระเยซูเป็นทุกสิ่ง เป็นความจริง เป็นชีวิต เป็นถ้อยคำ ข่าวประเสริฐ แต่ถ้อยคำของพระเจ้า ก็คือพระเยซู ก็คือถ้อยคำแห่งข่าวประเสริฐ ยั่งยืนอยู่เป็นนิตย์ อยู่นิรันดร์ พระเยซูอยู่นิรันดร์ พระมาซีฮาห์ คือขบวนการข่าวประเสริฐ  ถ้อยคำนั้น คือพระเยซูคริสต์ พระเยซูคือพระมาซีฮาห์ ซึ่งเรื่องพระมาซีฮาห์นี้ได้ถูกประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบแล้ว แล้วท่านทั้งหลายก็เปิดใจต้อนรับพระมาซีฮาห์แล้ว บังเกิดใหม่แล้ว  ท่านจงมั่นใจ สบายใจว่าวิญญาณท่านรอดแล้ว รอดเลย วิญญาณท่านบังเกิดใหม่แล้ว อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ปกปักษ์ดูแลท่านอยู่ตลอดเวลา  สำหรับร่างกายภายนอกมันอยู่อีกแป๊บเดียว มันก็จะไปแล้ว อย่าไปสนใจมันมากนัก อะไรประมาณนั้น

สรุปว่าท่ามกลางความทุกข์บากลำบากบนโลกใบนี้ เราผู้เชื่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสมัยโน้น หรือสมัยปัจจุบัน ไม่ว่าจะถูกโรมข่มเหง หรือถูกโควิดข่มเหง ในขณะนี้ หรือเรื่องอื่นๆ อีก มากมายบนโลกใบนี้ ที่ทุกข์ยากลำบากบนร่างกายนี้ก็ตาม เราผู้เชื่อได้บังเกิดใหม่แล้ว เป้าหมายเราเรียนรู้จ้องมองระลึกถึงโลกฝ่ายวิญญาณที่เราได้บังเกิดใหม่นั้น เป็นเช่นไรในพระเยซูคริสต์ และให้เราอยู่บนโลกใบนี้ด้วยความอดทน อีกแป๊บเดียว อดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก ชั่วขณะเดียว อีกแป๊บเดียวเอง อดทนให้ไม้เอกหายไปก่อน  และเรากำลังมุ่งสู่หลักชัย ชัยชนะนิรันดร์ ได้รับมรดกของเรา คือมงกุฎแห่งชีวิตในสวรรค์สถาน นิรันดร์กาล เพราะนั่นเป็นเรื่องของความจริงในข่าวประเสริฐ และมั่นใจในพระเยซูคริสต์ของเรา เอเมน  พระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

โรม 6:1-6 “1 เราจะว่าอย่างไรในเรื่องพระคุณพระเจ้านี้? เราจะยังคงทำบาปต่อไป เพราะรู้แล้วว่าพระคุณมากมายสามารถปกคลุมไปถึงอย่างนั้นหรือ?  2  มันเป็นไปไม่ได้แน่นอน เราได้ตายต่อบาปแล้ว เรายังคงอาศัยอยู่ในบาปต่อไปได้อย่างไร? (วิญญาณของเราไม่ได้ตายอยู่ในบาปในอาดัมแล้ว) 3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ (พระเยซู) ก็ได้ถูกนำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ และได้เข้าส่วนร่วมในความตายของพระองค์? (ที่ไม้กางเขน)  4 ฉะนั้น  เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว  โดยการได้เข้าส่วนร่วมในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ (บังเกิดใหม่) เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณและพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ถ้าเราได้มีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย แน่นอนเราจะมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่)  6 เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา (ที่อยู่ในบาปในอาดัม) ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้วเพื่อตัวบาปเก่านั้นจะถูกขจัดไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป”

 

วิญญาณของมนุษย์ที่ตายอยู่  ได้รับการบังเกิดใหม่  เป็นอภิมหาบริสุทธิ์สะอาดที่สุด พระวิญญาณของพระเจ้า ได้เข้ามาบัพติศมาผู้เชื่อในพระเยซู  เพื่อให้ผู้นั้นสะอาดบริสุทธิ์หมดจดชำระ  ตั้งแต่ร่างกายความคิดจิตใจและวิญญาณได้เกิดใหม่บริสุทธิ์สะอาดศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพร้อมที่จะเป็นบ้าน ให้พระเจ้าพระบิดา และพระเยซูเข้ามาสถิตอยู่ด้วยกันในวิญญาณที่เกิดใหม่นั้น  ธรรมชาติที่ได้เกิดใหม่นี้ จะมีปฏิกิริยาต่อต้าน เกิดอาการแพ้  เมื่อร่างกายเผลอไปทำบาป

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1358

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  3  เมษายน  2022

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน 9

โดย วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อในหนังสือเอเฟซัส บทที่ 2 วันนี้ต่อข้อที่ 3 เราจะไม่รีบ เราก็ค่อยๆ ช้าๆ เจาะลึกลงไปในโลกวิญญาณ เมื่อเรารับรู้ความจริงในโลกวิญญาณว่าบัดนี้ พระเจ้าได้ทำอะไรให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว และเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ จะทำให้เรามีกำลังในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่พระเจ้าบอกว่าพระองค์ไม่ทิ้งเรา หลายครั้งในชีวิตของพวกเราเจอปัญหา อุปสรรคเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ ที่เราเจอโควิด ลำบากเนอะ

พระเจ้าบอกพระองค์ไม่ทิ้งเราแน่นอน วันแรกที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ พระเจ้าเริ่มต้น การงานดี จริงๆ พระเจ้าก็เริ่มต้นการงานดี ตั้งแต่อดีตแล้ว แต่ว่าเริ่มต้นการงานดีพิเศษ สำหรับผู้ที่เปิดใจ สำหรับคนที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว เพราะว่าพระเจ้าสามารถเข้ามาทำงานในวิญญาณของเราได้อย่างเต็มที่ เพราะว่าเราเป็นพวกเดียวกัน

ก่อนหน้านั้น ถ้าเราไม่เชื่อพระเจ้า  พระเจ้าก็เข้ามาทำงานไม่เต็มที่ เพราะว่าอยู่คนละพวก แล้วพระเจ้าที่เรารู้จัก เป็นพระเจ้าที่อ่อนสุภาพ เป็นพระเจ้าที่น่ารัก เป็นพระเจ้าที่มีความรักมากๆ รักมนุษย์บนโลกใบนี้มากมาย ต้องการให้มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  ได้รับความรอด แล้วพระเจ้าไม่เคยบังคับใคร แม้เรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว พระองค์ก็ไม่บังคับเรา พระองค์ให้อิสระเสรีให้กับมนุษย์ เลือกที่จะตัดสินใจ เมื่อข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ถูกประกาศออกไป พระเยซูบอกว่าพระองค์ทำสำเร็จ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ที่ไม้กางเขน จากคำพยากรณ์ ตั้งแต่พระคัมภีร์เดิม จนถึงพระคัมภีร์ใหม่ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเยซูทำสำเร็จครบถ้วนแล้ว หมายความว่าแผนการไถ่ถอน หรือแผนการช่วยเหลือมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่ตกลงไปอยู่ในความบาป อยู่ในคำสาปแช่ง ได้ทำเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว

ตรงนี้เป็นของขวัญที่มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ สามารถได้รับ เราไม่เคยรู้ตรงนี้เลย เมื่อก่อนเราเข้าใจว่าของขวัญชิ้นนี้ พระเจ้าให้เฉพาะคนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด แล้วเราเป็นคริสเตียน เราก็เข้ามารับของขวัญ เราได้ คนที่ไม่เชื่อ ไม่ได้ แต่ความเป็นจริง ในโลกวิญญาณ พระเจ้า พระเยซูคริสต์บอกเราว่าพระองค์ทำครั้งเดียว เรียบร้อย สำเร็จ สำหรับมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ เป็นของขวัญที่พระเจ้าทำสำเร็จแล้ว

ฉะนั้น เมื่อก่อน เราเคยอธิษฐานให้กับคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวดเรา ลูกหลานเหลนโหลนของเรา หรือเพื่อนฝูงที่เรารัก ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า พอเรารู้จักกับพระเจ้า เรารู้ว่าดีมากเลย เราได้รับการบังเกิดใหม่ เราได้มาเป็นลูกของพระเจ้า เราได้มาเป็นผู้ชอบธรรม เราอยู่ในความสว่าง เราไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย ในวิญญาณแล้ว นี่พูดถึงในโลกวิญญาณ เราสามารถสบายใจได้เลย หลังความตายเราได้ไปอยู่กับพระเจ้า ในสวรรคสถานแน่นอน ตามที่พระเจ้าบอกไว้

แล้วพระคัมภีร์ก็บอกเราในหนังสือเอเฟซัส บอกว่าตั้งแต่ที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ในโลกวิญญาณ เราก็ได้ไปนั่งอยู่กับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ที่สวรรคสถาน  ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า คือสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ซึ่งพอบอกโลกวิญญาณปุ๊บ เราต้องใช้ความเชื่อ เชื่อตามที่พระเจ้าบอก เพราะว่าตาเรามองไม่เห็น มือเราสัมผัสไม่ได้ แต่ข้างในลึกๆ ในวิญญาณ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะบอกเรา แล้วเราก็เชื่อตามนั้น เหมือนเพลงที่เมื่อกี้ร้อง ไม่รู้ว่าพระเจ้าให้ความเชื่อเราได้อย่างไร? แต่เมื่อเราอ่านถ้อยคำของพระเจ้า สันติสุขมันเข้ามา เราเชื่อถ้อยคำพระองค์บอกเราอย่างนี้ บอกว่าตอนนี้เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราเป็นแสงสว่างแล้ว เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เราไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของมารอีกแล้ว  เราไม่ต้องไปเชื่อมันแล้ว นี่คือความจริงทั้งหมดในโลกวิญญาณที่พระเจ้าบอกเรา พอเรารับรู้ความจริงในเรื่องนี้ปุ๊บ คำอธิษฐานของเรา ก็จะเปลี่ยน ท่าทีในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็จะเปลี่ยน เมื่อก่อนเราอธิษฐาน …

“พระองค์เจ้าข้า ขอความรอดให้กับ 1, 2, 3, 4 นาย ก. นาย ข. เพื่อนที่เรารัก ญาติพี่น้องเราที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า เราอธิษฐานขอความรอดให้กับเขา”

แต่ ณ เวลานี้ ความจริงที่พระเยซูคริสต์บอกเรา คือไม่ต้องขอแล้ว พระเจ้าทำให้เสร็จแล้ว ถ้าพระเจ้าทำให้เสร็จแล้ว เราต้องอธิษฐานแบบไหน? คือตอนนี้ไม่ได้ขอความรอดให้กับคนที่เขายังไม่เปิดใจ เราก็อธิษฐานขอพระเจ้าเมตตาเปิดตาใจ ให้คนที่เรารัก สามารถรับรู้ความจริง ในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ที่พระเยซูได้ทำให้เราสำเร็จแล้วบนไม้กางเขน

เมื่อเขารับรู้ความจริงเหล่านี้ เราไม่รู้ว่าเมื่อไร? อย่างไร? เมื่อความจริงถูกพูดออกไป แล้วเขาได้ยินได้ฟัง ถี่ขึ้นๆ วันหนึ่ง ข้างในเกิดความรู้สึกว่าเหนื่อยแล้ว เขาทำเองไม่ไหว เขาอยากจะมารับของขวัญชิ้นนี้จากพระเจ้า แล้วก็แค่บอกพระเจ้าว่า …

“พระองค์เจ้าข้า ลูกอยากได้ ลูกเอา รับเอา”

แค่นั้นเอง เขาก็เข้ามารับเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเขาบนไม้กางเขน เหมือนตอนที่เรามาเชื่อใหม่ๆ เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเรามาเชื่อได้อย่างไร? งง เหมือนกัน และเชื่อว่าทุกคนที่มาเชื่อพระเจ้า ก็ประมาณงงๆ เหมือนกันว่าเราฟังเขาเล่าเรื่องพระเยซูคริสต์ ฟังไปฟังมา เอ๊ะ! ทำไมข้างในเราเกิดความรู้สึกว่าเราอยากได้ อยากได้สิ่งที่คนนั้นเขามาบอกเราว่าพระเยซูทำอะไร เพื่อเขาเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน ตอนนี้เขาได้รับอะไร ตอนนี้ข้างในวิญญาณเขา เป็น้ผูชอบธรรมแล้ว เขาไม่ได้อยู่ในความบาปอีกเลย นั่นคือความจริงในโลกวิญญาณ

พอเรารับรู้ความจริง อธิษฐานใหม่ ขอพระเจ้าทรงเมตตา ให้ผู้คนที่เรารัก ผู้คนที่เรารู้จัก ให้เขาสามารถรับรู้ความจริง เมื่อเขารับรู้ความจริงถึงจุดหนึ่ง  ที่เขารู้สึกว่าตัวเองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อยากจะขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เขาก็จะเข้ามาในสถานะเดียวกันกับพวกเรา ก็คือวันที่เราบอกพระเจ้าว่า …

“พระองค์เจ้าข้าช่วยลูกด้วย ลูกไม่ไหวแล้ว ลูกทำเองไม่ได้ ลูกต้องการความช่วยเหลือ”

นั่นแหละ พอถึงจุดนั้นปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเริ่มต้นทำงาน  ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์ต้องรอจนคนๆ นั้นเข้ามาหาพระเจ้า แล้วบอกว่า …

“ไม่ไหวแล้ว พระองค์เจ้าข้าช่วยลูกด้วย”

พระองค์ถึงทำงาน เพราะพระองค์อ่อนสุภาพ พระองค์ไม่บังคับ พระองค์รอ เหมือนกับที่พระเยซูบอกว่า …

“นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตูใจของท่าน ถ้าใครเปิดประตูมา เราก็จะเจ้าไปหาผู้นั้น”

ก็คือรอจังหวะ รอเวลา รอคนที่เขาได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้า เขาเปิดใจ เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระองค์ก็เริ่มต้นทำงาน พอพระองค์เริ่มต้นทำงาน พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำให้เราสามารถบังเกิดใหม่ หลังจากบังเกิดใหม่ ในโลกวิญญาณปุ๊บ พระองค์ก็เริ่มต้นทำงาน เริ่มต้นพาเรา อย่างในหนังสือฟิลิปปีบอกว่าพระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการงานดี ไว้ในชีวิตของพวกเราทั้งหลาย พระองค์จะทรงนำพาเรา จนถึงวันของพระเยซูคริสต์

หมายความว่าพระองค์ก็จะเริ่มต้นทำงาน ช่วยเหลือเรา คอยแนะแนวทางเรา คอยบอกเรา  คอยให้กำลังใจเรา ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าเราจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหน? พระเยซูบอกว่าไม่เป็นไร พระองค์อยู่ด้วย พระองค์สถิตอยู่ในเรา พระองค์จะจูงมือเราเดิน ไม่ว่าจะผ่านด้วยวิธีแบบไหนก็ตาม หรือบางครั้ง มันไม่ได้ผ่านตามที่เราอยากได้หรอก แต่พระเจ้าก็พาเราผ่าน แล้วพระเจ้าก็บอกว่าส่วนเรื่องของวิญญาณ เราไม่ต้องห่วงแล้ว วิญญาณเรารอดแล้ว อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว ส่วนบนโลกใบนี้ พระองค์ก็พาเราไป จนถึงวันสุดท้าย อย่างที่บอก วันสุดท้ายของชีวิตของเรา ที่วิญญาณเราออกจากร่าง แล้วไปอยู่กับพระเจ้า หรือวันที่เรายังอยู่เป็นๆ อย่างนี้ แล้วพระเยซูเสด็จกลับมารับเรา แล้วเราก็ถูกรับไปพร้อมกับพระเยซู ไม่ว่าวันไหนก็ตาม วิญญาณเรารอด  เราก็ได้ไปอยู่กับพระเจ้า

นี่คือสิ่งที่พระเยซูคริสต์บอกเราว่าในโลกวิญญาณ มันเป็นอย่างนั้น แล้วเราผู้เชื่อ เมื่อเจอกับปัญหาอุปสรรคมากมาย พระองค์ก็เล้าโลมใจเรา พระองค์ไม่ทิ้งเรานะพี่น้อง ให้รับรู้ว่าพระองค์ไม่เคยทิ้งเรา พระองค์รักเรามาก มากถึงมากที่สุด มากกว่าตัวเราเองอีก แล้วพระองค์ก็เตรียมสิ่งที่ดีที่สุด ให้กับลูกของพระองค์ แล้วพระเจ้าทรงรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับพวกเราแต่ละคนด้วย ซึ่งดีของคนหนึ่ง ก็ไม่ใช่ดีของอีกคนหนึ่ง นึกออกไหมค่ะ คนนี้ พระเจ้าบอกว่าอย่างนี้ดี แต่ส่วนใหญ่ พอเราได้อะไร? เราไม่ค่อยพอใจเท่าไรหรอก เราจะไปชะเง้อมองคนอื่น …

“ทำไมคนนี้ได้อย่างนี้ เราอยากได้เหมือนเขาจังเลย”

พระเจ้าบอก … “อย่าไปอยากได้เหมือนเขาเลย เพราะว่าถ้าเธอได้ตรงนั้น เธอไม่มีความสุขหรอก” นึกออกไหมค่ะ

พระเจ้ารู้ดีกว่าเราเยอะ แล้วพระองค์ก็จะนำพาเรา ให้เราสามารถมีกำลังผ่านไปได้ ในแต่ละวันๆ ด้วยพระคุณ ด้วยความรัก ซึ่งมาจากพระเจ้า … นี่คือเรื่องที่พระเจ้าหนุนใจเรา ในโลกวิญญาณ

เอเฟซัส 2:3 “ครั้งหนึ่ง เราเคยมีชีวิตเหมือนกับผู้คนเหล่านั้น (ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปของพระเยซู) ที่ทำตามตัณหาของวิสัยบาปของเรา สนองความอยากกับความคิดของมัน ตามธรรมชาติบาปของวิญญาณที่ตายของเรา (ซึ่งไม่บริสุทธิ์ ไม่มีพระลักษณะของพระเจ้า) เราจึงควรแก่การถูกลงโทษ สาปแช่งเหมือนคนอื่นๆ (ที่ไม่เชื่อ ไม่ได้ใช้สิทธิ์ในการไถ่บาปที่พระเยซูได้กระทำให้)”

 

ในนี้ อาจารย์เปาโลพูดถึงผู้เชื่อที่ครั้งหนึ่ง ก่อนที่เรามาเชื่อพระเจ้า  เราเคยเป็นแบบนี้ เราอยู่ในบาป เราเป็นทาสของบาป เราประพฤติตนตรงกันข้ามกับพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้า

ฉะนั้น คำว่า “เรา” ในข้อที่ 3 ตรงนี้ อาจารย์เปาโล หมายถึงคนยิว ซึ่งเป็นบุคคล พวกแรกที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ เพื่อเป็นผู้รักษากฎระเบียบที่ถูกถ่ายทอดมาทางอับราฮัม คนยิวจะมีบทบัญญัติของพระเจ้าที่ถูกสอน ต่อๆ กันมา ตั้งแต่สมัยพระคัมภีร์เดิม ที่พระเจ้าให้กฎบัญญัติ ให้กับโมเสส แล้วคนยิว ก็เอากฎบัญญัติ เหล่านี้มายึดเอาไว้ เมื่อก่อน ก่อนที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนเราบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องพึ่งพากำลังของตนเอง ในการดำเนินชีวิต ในแต่ละวัน

แล้วคนยิว พระเจ้าก็เลือกเป็นกลุ่มคนพิเศษ ออกมาก่อน แล้วพระเจ้าก็ให้บทบัญญัติไว้ แล้วคนยิว เขาก็จะสอนบทบัญญัตินี้ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โมเสสก็จะบอกกับคนอิสราเอลว่าอย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ ห่างไกลจากท่าน ท่านจงตรึกตรองหนังสือนี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน ให้ผูกไว้ที่ข้อมือ ให้แปะไว้ที่หน้าผาก ให้แปะไว้ที่เสาเรือน ให้แปะไว้ข้างฝา ถ้าพูดถึงปัจจุบัน ก็แปะไว้ที่ตู้เย็น แปะไว้ที่ตู้กับข้าว แปะไว้ที่ตู้น้ำดื่ม ก็คือเดินไปที่ไหนก็เจอถ้อยคำพระเจ้าเลย มันเป็นอย่างนั้น สมัยก่อนโมเสสก็สั่งอย่างนี้ แล้วคนอิสราเอลเขาก็ท่องบทบัญญัติ พอท่องบทบัญญัติ แล้วเขามีความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติของพระเจ้า ที่พระองค์เลือกสรรไว้

พอมีความภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติของพระเจ้า ที่พระเจ้าเลือกสรรไว้ปุ๊บ คนอิสราเอลเขาก็จะเอาหางตามองชาติอื่น ที่ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “คนต่างชาติ” ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน? ประเทศไทย ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศอะไรก็แล้วแต่ คนยิวเขาเรียกคนต่างชาติหมดเลย แล้วเขาถือว่าคนต่างชาติ เป็นคนละระดับกับเขา ไม่ได้เป็นคนของพระเจ้า เขาไม่อยากจะเสวนาด้วย อะไรประมาณนั้น แต่พระเจ้าบอกความจริงให้กับคนอิสราเอลรับรู้ ว่าจริงๆ แล้วพระเจ้าแค่เลือกเขามาก่อน ให้มารักษาบทบัญญัติของพระเจ้า แต่ในอนาคตข้างหน้า เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา พระองค์ก็จะเลือกคนต่างชาติด้วย หมายความว่าข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์จะถูกประกาศไปถึงคนต่างชาติด้วย

คนอิสราเอล สมัยก่อน คิดว่า … “ฉันเป็นคนของพระเจ้า คนอื่นไม่สามารถเป็นคนของพระเจ้าได้”

แต่พระเจ้าบอกว่า … “แผนการนี้ ฉันเตรียมไว้ ตั้งแต่โน้น สมัยอดีตเลย ตั้งแต่ปฐมกาล ฉันเตรียมไว้แล้วแหละว่าความรอดนี้ เมื่อพระเยซูมาทำสำเร็จ คนยิวก็จะได้ก่อน”

คือมีสิทธิพิเศษ ที่พระเจ้าให้ จะได้ก่อน แต่เป็นเรื่องแปลกและก็เรื่องจริงด้วย คนยิวควรจะได้ก่อน แต่คนยิวก็ไม่เชื่อพระเจ้า อย่างที่เราเรียนไปเมื่อเช้าหนังสือยอห์น พระเยซูมาเดินอยู่ท่ามกลางเขา เขาก็ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮาห์ เขาก็ไม่เอา ไม่เข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ยังคงภาคภูมิใจในการกระทำของตนเอง คิดว่าตัวเองสุดยอด เลอเลิศมาก สามารถรักษาบทบัญญัติของโมเสสได้เยอะแยะมากมาย ต่างกับพวกคนต่างชาติ ซึ่งไม่มีวัฒนธรรม ไม่เหมือนเขาหรอก เขาสุดยอดแล้ว

แต่พระเยซูกำลังบอกกับคนยิวว่ามันเท่ากัน ไม่ว่าเธอที่ถูกเลือกสรรมา หรือคนต่างชาติที่ไม่ได้มีบทบัญญัติของพระเจ้า เธออยู่ในกลุ่มเดียวกัน กลุ่มอะไร? ที่เราคุยกัน กลุ่มของคนบาป ถ้าพูดเหมือนอาจารย์นครพูด ก็คืออยู่ในต้นไม้ ต้นเดียวกัน เขาเรียกว่าต้นอาดัม อาดัมเป็นต้นพันธุ์ เป็นลำต้นบาป เป็นต้นไม้ที่เสียหายไปแล้ว ไม่สามารถจะผลิตผลดีอะไรเลย ไม่ว่าทั้งกิ่ง ทั้งใบ ทั้งดอก ทั้งผลจะออกมาดูสวยงามขนาดไหน? ในโลกวิญญาณ ก็คือมันเน่า พระเจ้ามองแล้ว มันเน่า ต่อให้ดูด้วยตาของมนุษย์ว่าสุดยอดเลย เขาเก่ง แต่พระเจ้าบอกว่ามันเสียหายไปแล้ว เขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถูกสาปแช่ง เป็นเผ่าพันธุ์ที่จะต้องเดินทางไปสู่ความพินาศ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาถูกตัดสินว่าพินาศไปแล้ว มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ถูกพระเจ้าตัดสินให้พินาศไปแล้วในวิญญาณ เพราะว่ามนุษย์เมื่อล้มลงในความบาปปุ๊บ ถูกตัดขาดจากพระเจ้า ไม่สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้ ความสกปรกกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้ แล้วมนุษย์ก็เป็นวิญญาณนิรันดร์ด้วย ที่แน่ๆ ที่น่ากลัวที่สุด คือวิญญาณของมนุษย์ทุกคน เป็นวิญญาณนิรันดร์ เพราะเป็นวิญญาณที่มาจากพระพระเจ้า

พอเป็นวิญญาณนิรันดร์ปุ๊บ พอถูกตัดสินว่าอยู่ในความพินาศ วิญญาณเขาก็อยู่ในความพินาศนิรันดร์นั่นเอง พระเจ้าวางแผนไว้ส่งพระเยซูคริสต์มา เพื่อที่จะมาช่วยมนุษยชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคนยิวหรือคนต่างชาติ เป็นความลี้ลับของพระเจ้า ที่พระองค์ได้วางแผนการไว้ล่วงหน้า ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้

ตอนที่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ไปถึงคนต่างชาติ ที่พระเจ้าให้เปาโลเป็นผู้ไปประกาศกับคนต่างชาติ ให้เขากลับใจใหม่ คนยิวเคืองมาก มีความรู้สึกได้อย่างไร? คนต่างชาติที่แบบไม่มีระดับ ไม่มีสกุลรุนชาติ จะมาเป็นลูกของพระเจ้าเหมือนเรา ได้อย่างไร? อะไรประมาณนั้น แต่พระเจ้าบอกว่าสามารถ

ใครก็ตามที่เข้ามาหาพระเจ้า ขอความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ คนนั้นก็ได้เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าเลย ส่วนคนยิวที่ถือตัวว่าตัวเองสามารถรักษาบทบัญญัติได้ ก็เย่อหยิ่ง ไม่ยอมเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เป็นกลุ่มน้อยมากที่จะยอมรับ อย่างกลุ่มน้อยที่สุด ที่ในพระคัมภีร์บันทึก ก็คือพวกกลุ่มของสาวก และกลุ่มคนที่ติดตามพระเยซู ตอนที่พระเยซูยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ แล้วจากนั้นข่าวประเสริฐของพระองค์ประกาศออกไป ก็จะมีกลุ่มน้อยมาก ในคนยิวที่เปิดใจมาต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

พระเยซูบอกว่าไม่ใช่โดยปริยาย ที่คนอิสราเอลทั้งหมด จะได้รับความรอด เพราะเขาถือว่าเขาเป็นชนชาติของพระเจ้า ไม่ใช่ พอถึงเงื่อนไขใหม่ ที่พระเจ้าตั้งไว้ คือวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาเกิดบนโลกใบนี้ มาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตาย ในวันที่ 3 เป็นเงื่อนไขใหม่ที่พระเจ้าบอกให้มนุษย์ทั้งหมด ทั้งคนยิวกับคนไม่ยิวว่า …

“ตอนนี้ฉันให้เงื่อนไขใหม่แล้วนะ ตามในหนังสือกิจการ ที่บอกว่าในผู้อื่น ความรอดไม่มี”

ในอะไรก็ได้ นาย ก. นาย ข.  นาย A – นาย Z ที่บอกว่าเขาสามารถช่วยมนุษย์ให้รอดได้ ไม่มี ไม่สามารถทำได้ โกหก มีนามเดียวเท่านั้น ในพระคัมภีร์ที่บันทึกไว้ ก็คือนามของพระเยซูคริสต์ ทุกคนต้องเข้ามาหานามของพระเยซูคริสต์ เข้ามารับความช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์  นี่คือกฎ เงื่อนไขใหม่

แล้วในพระคัมภีร์ พระเจ้าได้บันทึกว่าในยุคของพระเยซูคริสต์นี้ พระเจ้าจะประทานบัญญัติใหม่ให้กับมนุษย์ ก็คือเปลี่ยนใจใหม่ให้กับมนุษย์ แล้วการเปลี่ยนใจใหม่ให้กับมนุษย์ พระเจ้าก็ทำไปแล้ว เมื่อมนุษย์คนหนึ่งคนใด เข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์ว่า …

“ฉันช่วยตัวเองไม่ได้ พระองค์เจ้าข้าช่วยด้วยๆ ลูกขอความช่วยเหลือ”

ปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ทำการผ่าตัดวิญญาณ ผ่าตัดเอาใจหิน ใจข้างใน ที่เป็นใจหยาบ ใจบาป ใจที่ถูกพิพากษาไปแล้ว ใจที่อยู่ในความพินาศ พระองค์ก็ผ่าตัดเอาใจนั้นออกไป แล้วก็เอาใจใหม่ใส่เข้ามาในวิญญาณของเรา เมื่อใส่ใจใหม่เข้ามาในวิญญาณของเรา เป็นเหมือนพระเจ้าไม่มีผิด เป็นวิญญาณแห่งความรัก ทันทีที่เราบังเกิดใหม่ ข้างในวิญญาณเรา เป็นความรักเลย เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ได้สามัคคีธรรมกับพระเจ้า

สมัยก่อน เราก็คิดอีก เราคิดจนพระเจ้าเปิดให้เห็นเยอะแยะมากมาย ซึ่งมันเหนื่อยเรา คือพอเราคิดด้วยกำลังของเราเอง เราก็ต้องทำด้วยตัวของเราเองใช่ไหม?  สามัคคีธรรมกับพระเจ้า เราก็ว่าสามัคคีธรรม ต้องทำอย่างไร? เราต้องมาอยู่รวมตัวกัน เราต้องมาเรียนพระคัมภีร์ด้วยกัน เราต้องมาร้องเพลงด้วยกัน เยอะแยะมากมาย คือต้องๆ คือเราต้องทำหมด แต่ความจริงในโลกวิญญาณ พระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราเข้ามาหาพระเยซูคริสต์ ขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ทันทีที่เราบอกพระเจ้าว่า …

“พระองค์ช่วยด้วย”

พระเจ้าเปลี่ยนวิญญาณเราใหม่ พอเปลี่ยนปุ๊บ เราสามัคคีธรรมกับพระเจ้าเลย เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า และเป็นหนึ่งเดียวกันกับพี่น้องด้วย พี่น้องในพระคริสต์ ทุกคนที่เชื่อวางใจในพระเจ้า เราจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเราก็รักกันเลย ในวิญญาณ ไม่เกี่ยวอะไรกับการประพฤตินะ เราจะรักกันเลยในวิญญาณ พี่น้องในโบสถ์ของเราเอง พี่น้องโบสถ์อื่น พี่น้องที่เป็นคริสเตียนทั่วโลกใบนี้ เรารักเขาเลย ในวิญญาณ แล้วเราก็สามัคคีธรรมกับเขา เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นขนมปังก้อนเดียวกัน พระเยซูทำให้เห็น ตอนที่กินอาหารมื้อสุดท้าย  ที่พระเยซูบอกว่า … “นี่คือกายของเรา” ขนมปังก้อนนี้ แบ่งๆ ให้ทุกคนกิน

“นี่คือกายของเรา จงกระทำอย่างนี้ ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา”

ก็คือวันหนึ่งพระเยซูคริสต์จะเดินไปที่ไม้กางเขน พระกายของพระองค์จะแตกหัก ถูกเฆี่ยนตี ถูกโบยตี ถูกสวมมงกุฎหนาม ถูกเยาะเย้ยถากถาง เพื่อพวกเราจะได้รับการอภัยโทษบาปหมดเลย อดีต ปัจจุบัน อนาคต แล้วโดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่หลั่งออก ที่เราดื่มน้ำองุ่น

พระเยซูบอก … “นี่เป็นโลหิตของเรา เมื่อเจ้าดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ให้ระลึกถึงเรา”

ระลึกถึงอะไร? ระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำ เพื่อเราเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน

ฉะนั้น การทำมหาสนิท เราสามารถทำด้วยตัวเอง ที่บ้านได้ ระลึกถึง มันเป็นสัญลักษณ์ที่พระเยซูคริสต์บอกว่าทำเป็นแบบอย่างให้เราดูว่าทุกครั้ง ที่เราดื่มหรือกิน ให้ระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเรา บนไม้กางเขน  ก็คือระลึกถึงข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์แหละว่าพระองค์ทำอะไรให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว หลังจากที่พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระเยซูคริสต์ได้ให้อะไรกับเราเรียบร้อยไปแล้วในโลกวิญญาณ ที่เราเรียนมาตลอดเลย ทันทีที่เราบังเกิดใหม่ เราเป็นผู้ชอบธรรม เราเป็นผู้บริสุทธิ์     เราเป็นลูกของพระเจ้า    เราได้นั่งอยู่ที่เดียวกันกับพระเยซูคริสต์  เราอยู่ที่สวรรคสถานนิรันดร์กาลร่วมกับพระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณ คือทุกอย่างได้หมดแล้ว

แล้วแถมสิ่งที่เราได้ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา พอพระเจ้าชำระร่างกาย ความคิดจิตใจ วิญญาณเราสะอาด พระองค์ก็เข้ามาอยู่ในเรา พอพระเจ้าเข้ามาอยู่ในเรา เราต้องรับรู้ความจริงตรงนี้เลยว่าเราเดินไปไหน? พระเจ้าไปด้วย สมัยก่อนเราถูกหลอกอีกว่าอย่าไปทำอะไรไม่ดีนะ ถ้าทำบาป พระเยซูก็จะวิ่งออกจากตัวเราไป  สมัยก่อน ดิฉันยังเคยสอน แบบนี้ เพราะถูกสอนมาแบบนี้ แล้วก็เข้าใจว่าเป็นแบบนี้

“ถ้าเธอทำบาป พระเยซูก็จะวิ่งออกจากตัวเธอไป แล้วถ้าเธอทำดี พระเยซูก็จะวิ่งเข้ามา”

แล้วเราก็เชื่อด้วย แต่ความเป็นจริง พระเยซูไม่วิ่งไปไหน พระเยซูบอกว่าพระองค์อยู่ในเรา ไม่ว่าเราจะทำอะไร ทำดี ทำไม่ดีก็ตาม  พระเยซูก็อยู่ด้วยกับเรา แล้วพระเยซูก็ให้คำแนะนำ คอยช่วยเหลือเรา เวลาเราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ตรงกันข้ามกับธรรมชาติใหม่ ที่เราเป็น

ธรรมชาติใหม่ที่เราเป็น คือความรัก ถ้าเกิดเราทำอะไร ข้างในวิญญาณเราถูกหลอกให้เกลียด มันตรงกันข้ามแล้วนะ ถูกหลอกให้เกลียดปุ๊บ พระวิญญาณข้างในก็จะบอกเรา …

“ลูกเอ๋ย ตอนนี้ลูกเป็นวิญญาณแห่งความรักแล้วนะ ไม่ใช่วิญญาณแห่งความเกลียด ลูกสามารถขัดขืน ไม่ทำตามระบบของโลกนี้ ที่มันหลอกลูกนะว่าให้ไปเกลียดชัง”

ข้างในวิญญาณเราจะรับรู้ พอพระเจ้าบอก เราก็ใช่ๆ ตอนนี้วิญญาณเราเป็นวิญญาณแห่งความรัก เราก็เริ่มต้นพัฒนา เขาเรียกว่าพัฒนาการเจริญเติบโต รับรู้ความจริงว่าตอนนี้ข้างในวิญญาณเรา ตัวจริงๆ ของเราเป็นอย่างไร?

จะเห็นภาพของมนุษย์ มนุษย์ที่เกิดมา เราเห็นเด็กๆ ที่คลอดออกมาใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะคอยดูแลอย่างดี เช้า สาย บ่าย เย็น ถึงเวลาหิว ก็หาข้าวหาปลา ให้กิน ยิ่งเด็กทารก กินเก่งมาก ร้องปุ๊บ ได้กินนม แล้วเด็กคนนั้น ก็จะค่อยๆ เจริญเติบโต พอค่อยๆ เจริญเติบโต เด็กคนนั้น เขาจะมองที่คุณพ่อคุณแม่  เขาจะพัฒนาการเป็นมนุษย์  เขาเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วนะ ไม่ต้องไปพยายามทำอะไร เพื่อให้เป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่ต้อง แต่ว่าเขาจะพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเขา ให้เจริญขึ้น

เด็กทุกคนจะมีพัฒนาการ เริ่มจากเป็นทารกยังทำอะไรไม่ได้ พอไม่กี่เดือน เขาก็ฝึกคว่ำตัว ฝึกกระดื๊บๆ ฝึกคลาน ฝึกตั้งไข่ ฝึกเดิน ฝึกวิ่ง แล้วก็เริ่มมอง มองดูคุณพ่อคุณแม่ว่าทำอะไร? เขาก็จะมอง แล้วเขาก็จะทำตาม เขาก็จะรับรู้ว่าอันนี้ คือลักษณะของมนุษย์ ลักษณะของคน เขาเป็นคน ไม่มีเด็กคนไหน โตจนวิ่งได้แล้ว 5-6 ขวบ ยังคลาน คลานอยู่นั่นแหละ พ่อแม่ก็จะบอกว่า …

“ลูกเอ๋ย ตอนนี้ลูกเดินได้แล้ว ลูกอย่าคลานนะ มันเป็นวัยที่ลูกไม่ควรคลานแล้ว”

ถ้าจะเล่นไม่เป็นไร? คลานเล่นแป๊บๆ  ไม่เป็นไร แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะคลานตลอดทั้งวัน ทั้งคืน ทุกวี่ทุกวัน มันไม่ได้ ลูกก็ควรฝึกพัฒนาตัวเองว่าตอนนี้ลูกควรฝึกเดิน พอโตอีกระดับหนึ่ง ลูกต้องฝึกอาบน้ำเอง ลูกฝึกใส่กางเกงเอง ฝึกใส่เสื้อเอง ตอนนี้ลูกฝึกกินข้าวเอง อาจจะกินข้าวใหม่ๆ ลูกเอาไม่เข้าปาก นึกภาพออกไหม? ใหม่ๆ จับช้อนไปซ้ายไปขวา แล้วก็จะเลอะเทอะหมดเลย แต่พ่อแม่ก็จะให้เขาฝึก แล้วเขาก็จะค่อยๆ ฝึก เล็งๆ ว่าปากเราอยู่ตรงนี้ เล็งๆ ก็เข้าปากไปเลย ค่อยๆ พัฒนาฝึกฝน นี่คือพัฒนาการของมนุษย์คนหนึ่ง

พระเจ้าก็จะฝึกฝนเราเหมือนกันในโลกวิญญาณ พัฒนาให้เราเจริญเติบโต ให้เรารับรู้ความจริงว่าตอนนี้เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระเจ้าให้อะไรเราบ้าง เราเป็นอย่างไรในพระเยซูคริสต์ ตอนนี้เราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย เราเป็นความรัก เราเป็นความปลาบปลื้มใจ เราก็ค่อยๆ พัฒนา พอเรารู้ว่าเราเป็นอย่างนี้นี่เอง เราก็ฝึกฝน แล้วเราก็ค่อยๆ พอเรารับรู้ความจริงมากๆ ข้างในวิญญาณ หรือความคิด สมองของเรา ก็เริ่มยอมให้พระเจ้าใช้เรา ยอมให้พระเจ้าผลักดันจากข้างในนะ ไม่ใช่พยายามทำจากข้างนอก ผลักดันจากข้างใน ความเป็นจริงในการเป็นลูกของพระเจ้าออกมา เขาเรียกว่าส่งผลออกมา ผลของธรรมชาติใหม่ ที่เราเป็นออกมา นี่คือสิ่งที่เราจะทำ

ทุกวันนี้ ทำไมเราต้องมารับรู้ความจริง คุยอยู่นั่นแหละ เรื่องเดิม คุยเรื่องวิญญาณๆ วิญญาณต้องมาก่อน ความประพฤติมาทีหลัง เมื่อวิญญาณเรารับรู้ความจริงปุ๊บ การประพฤติมันจะออกมาเอง โดยธรรมชาติจริงๆ จากข้างในวิญญาณของเรา

ตรงนี้ อาจารย์เปาโลก็บอกว่า “ครั้งหนึ่ง” ก่อนที่เรามาเชื่อพระเจ้า พูดกับ 2 กลุ่มนะ กลุ่มคนยิวกับกลุ่มคนต่างชาติว่า …

“เมื่อก่อน พวกเธอยังไม่มาเชื่อพระเจ้า เธอก็อยู่ในต้นไม้เดียวกัน เธออยู่ในธรรมชาติบาป แต่ ณ วันนี้ เธอบริสุทธิ์แล้ว เมื่อก่อนเธอเป็นศัตรูกับพระเจ้า แต่ตอนนี้ ณ เวลานี้ เธอเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เธออยู่พวกเดียวกันกับพระเจ้า เธอไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้า เธออยู่ในพระคุณของพระเจ้า  ฉะนั้น รับรู้ความจริงตรงนี้ว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างนี้แล้วนะ ฉะนั้น ให้ความจริงตรงนี้ได้ปรากฏออกไป”

เมื่อเรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ในบาป เราไม่มีธรรมชาติบาปแล้ว พี่น้องต้องจำตรงนี้ คริสเตียนทุกคน ณ เวลานี้ ธรรมชาติใหม่ของเราไม่มีบาปแล้ว วิญญาณเราสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ไม่มีบาปเลย นั่นคือธรรมชาติใหม่ของเรา พอเรารับรู้ความจริง  แต่อย่างที่บอกไง ความจริงตรงนี้ คือเรายังอยู่ในโลกของกฎความบาปและความตาย ร่างกายเรายังเป็นร่างกายเดิมใช่ไหม? สมองเรา  ถูกชำระให้สะอาดแล้ว  แต่ยังมีโอกาสที่จะรับสื่อที่อยู่ภายนอกเข้ามาได้ ดังนั้น สื่อที่ส่งเข้ามา จากข้างนอก พยายามที่จะโน้มน้าวเราไปทำตามวิถีเดิม คือความเคยชินเก่าๆ ที่เราเคยทำ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วเราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร? ทำไปก็รู้สึกโอเค สะใจดี เหมือนกับสมมติถ้ามีคนมาทำร้ายเรา  เราก็โต้ตอบกลับไปให้ร้ายกว่าเดิม แล้วเราก็สะใจดี  แต่พอ ณ เวลานี้ เราเชื่อพระเจ้าแล้ว มันไม่สะใจ ถ้าเราตอบโต้ไปแบบนี้ ข้างในเราจะรู้สึกทรมาน พอเราเป็นคริสเตียนแล้ว เราแพ้ความบาป

สมัยก่อน มีพี่น้องคนหนึ่ง เขาบอกว่าคริสเตียนทำบาปไม่ขึ้น ทำบาปปุ๊บ ข้างในเราจะทรมาน คำว่า “แพ้” พี่น้องนึกภาพนะ เดี๋ยวนี้เขามีการแพ้อาหาร ถ้าบอกว่าแพ้เฉยๆ แพ้ความบาป เราอาจจะไม่เข้าใจ ยังไง แพ้ความบาป คืออะไร? เราดูภาพนะ มีบางคนแพ้อาหารทะเล บางคนอาหารเป็นพิษ  กินปุ๊บ มันผะอืดผะอม ไม่ไหวแล้ว ออกอาการทุกอย่าง คริสเตียนเหมือนกัน แพ้ความบาป เราสะอาดบริสุทธิ์แล้ว วิญญาณเราเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว พอเราทำบาปปุ๊บ เกิดอาการแพ้ ผะอืดผะอม แล้วเราก็ทรมาน

เมื่อก่อน ยังไม่เชื่อพระเจ้า เราทำบาป ไม่ทรมานขนาดนี้ แต่พอเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ทำบาปปุ๊บ ข้างในเราทรมาน ผะอืดผะอม ข้างในเราไม่ไหว เราแพ้ ถ้าแพ้แล้วเราไม่เข็ด เรายังไปทำอีก อาการแพ้มันจะสำแดงออกอีก พอแพ้เยอะๆ ไม่ไหวแล้ว มันแพ้เยอะไป เราไม่เอาดีกว่า ไม่ทำดีกว่า อะไรประมาณนั้น

แล้วอาจารย์เปาโลก็จะสอนว่า “ตอนนี้เธอไม่ได้เป็นทาสของบาปแล้ว เธอจะยังไปทำบาปอีกทำไม?” ประมาณนี้

ซึ่งเราก็รับรู้ความจริงตรงนี้ว่าตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในธรรมชาติบาปแล้ว  เราไม่ได้เป็นทาสของบาปอีกต่อไป เราไม่จำเป็นจะต้องไปเชื่อฟังอิทธิพลของบาป ที่ส่งเข้ามา พยายามที่จะโน้มน้าว พยายามที่จะหลอกล่อ  หลอกลวงให้เราไปหลงกล แล้วก็ทำตามมัน ทำทีไร เราก็ทุกข์ทุกที แต่ไม่ได้หมายความว่าพอเราไม่ยอม แล้วเราไม่ทำ คริสเตียนยังทำบาปอยู่ไหม? ยังทำบาปอยู่ นี่คือความจริงในโลกวัตถุ แต่ในโลกวิญญาณคริสเตียนทำบาปไม่เป็น พอความจริงในโลกวัตถุ คริสเตียนยังทำบาปอีก ถ้าทำบาปอีกแล้วทำอย่างไร? ทำบาปอีก เราก็ลุกขึ้นมาใหม่ แล้วก็รับรู้ความจริงใหม่ เราพลาดไปแล้ว เราก็ปรับปรุงใหม่

เหมือนคนแพ้อาหารทะเล เผลอลืมไปกิน กินปุ๊บ อาการมันออก บวมๆ เรารับรู้แล้ว ตรงนี้เราแพ้ เราลืม เราเผลอ ทำอย่างล่ะ คราวหน้าก็ระวังมากขึ้น  พอเจออาหารทะเล  แม้เราจะน้ำลายสอ เราก็จะพยายามไม่ไปยุ่ง ไม่ไปแตะ ไม่ไปกิน อะไรอย่างนี้ แต่โอกาสเผลอมีไหม? โอกาสเผลอมี บางคนไม่ได้เผลอเฉยๆ บางคนอยากมาก อยากกิน ไปกินยาแก้แพ้ก่อน แล้วก็ไปกินมันนิดหนึ่ง อะไรประมาณนั้น มันก็ทรมาน

ฉะนั้น ความจริงในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างนี้  พอเรารับรู้ความจริงปุ๊บ เราก็จะสามารถมีกำลังในการที่จะต่อต้าน พอทำบาปเยอะๆ เราก็เหนื่อย เหนื่อยมากๆ เราก็เลิกไปเอง เลิกไปเอง หมายความว่าทำน้อยลง ไม่ได้เลิกแบบ 100% คริสเตียนจะเลิกทำบาป 100% ตอนไหนพี่น้องรู้ไหม? ตอนวิญญาณเราออกจากร่าง  คือตอนเราตายนั่นแหละ ตายเมื่อไร? เราก็ไม่ทำบาปแล้ว เพราะร่างกายนี้ถูกทิ้งแล้ว วิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ของเรา ก็ไปอยู่กับพระเจ้า  คือ ณ เวลานั้น อยู่ที่สวรรคสถาน อยู่จริงๆ ไม่ใช่เหมือนตอนนี้ที่เราต้องใช้ความเชื่อเอา แต่นั่น เราไปอยู่จริงๆ ไปเจอพระเจ้าหน้าต่อหน้าจริงๆ เลย แล้วก็ไปรับร่างกายใหม่ ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับเราจริงๆ ด้วย อันนี้ คือความเป็นจริงในโลกวิญญาณ ความหวังใจตรงนี้แหละ ทำให้เรามีกำลังในการเดินบนโลกใบนี้ แล้วก็มั่นใจว่าพระองค์ไม่ทิ้งเราแน่นอน เจออะไรที่ทุกข์ยากลำบาก อธิษฐานขอพระเจ้าได้นะพี่น้อง

“พระองค์เจ้าข้า ยากเหลือเกิน ลำบากเหลือเกิน ช่วยลูกด้วย”

แต่หลายครั้ง “ช่วยลูกด้วย” พระเจ้าก็ไม่ได้ให้ผ่านไปเนอะ แต่พระเจ้าบอกว่าพระคุณของพระองค์มีมากเพียงพอ สำหรับพวกเราทุกๆ คน ให้เราสามารถผ่านได้

ยกตัวอย่าง 2 ตัวอย่างแล้วเราจะจบ ตัวอย่างคำอธิษฐานขอ แล้วพระเจ้าบอก “ไม่” พระเจ้าบอกอย่างไรเธอก็ต้องเจอ อะไรประมาณนั้น

ตัวอย่างแรก คือพระเยซูคริสต์ พี่น้องจำได้ใช่ไหม? พระเยซูคริสต์ตอนก่อนที่จะเดินไปที่ไม้กางเขน สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระเยซูรู้หมด เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า รู้ว่าพระองค์จะต้องไปเจออะไร? จะต้องถูกจับ ถูกโบยตี ถูกเฆี่ยนตี ถูกสวมมงกุฎหนาม ถูกตรึงบนไม้กางเขน จนเลือดหยดสุดท้าย แล้วพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ พระองค์สละวิญญาณของพระองค์เอง จริงๆ พระองค์เป็นพระเจ้า ไม่มีใครฆ่าพระองค์ได้หรอก แต่พระองค์ยอมยกเลิกวิญญาณ เพื่อมนุษยชาติ

ตอนที่พระเยซูไปที่สวนเกทเสมเน พระเยซูก็อธิษฐานขอพระเจ้า มันทุกข์มาก ทุกข์ทรมาน รู้ว่าจะไปเจออะไร? ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แล้วสิ่งที่พระเยซูคริสต์อธิษฐาน คือ …

“พระองค์เจ้าข้า ให้ถ้วยนี้เลื่อนผ่านไปได้ไหม?”

“ถ้วยนี้” หมายความว่าภารกิจ หรืออะไรที่ต้องไปเผชิญ ตรงนี้ไม่อยากเจอ ให้ผ่านไปได้ไหม? แต่อย่างไรก็ตาม ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ พระเยซูอธิษฐานถึง 3 ครั้ง แล้วพระเยซูจบลง ประโยคเดียวกัน คือ …

“ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์”

พอหลังจากนั้น ทูตสวรรค์ก็มาเล้าโลมใจ แล้วพระเยซูก็เดินไปที่แดนประหาร ถูกตรึงบนไม้กางเขน ตอนที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์เป็นมนุษย์จริงๆ มีเลือด มีเนื้อ เจ็บเป็น ทุกข์เป็น กลัวเป็น เหมือนมนุษย์ไม่มีผิดเลย แล้วพระเยซูยอมเดินไปที่ไม้กางเขน แล้วถูกตรึงที่นั่น จนสิ้นพระชนม์ ตอนที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ พระเยซูบอกว่า …

“สำเร็จแล้ว”

ก็คือภารกิจทั้งหมด ที่พระเยซูบอกไม่ไปได้ไหม? แต่จบ พระเยซูก็ไป ทำให้สำเร็จ คือการไถ่ถอนมนุษยชาติ ให้สามารถมาคืนดีกับพระเจ้า จนถึงทุกวันนี้ พระเยซูทำสำเร็จแล้ว ครั้งเดียว จบ

แล้วจากนั้น คนที่ 2 คือเปาโล อาจจะมีคนเยอะกว่านั้น  แต่ในพระคัมภีร์บันทึกชัดเจนมาก 2 คน ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “เปาโลมีหนามในเนื้อ” ไม่รู้ว่าหนามในเนื้อ คืออะไร? อาจจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ที่หนักหนาสาหัสสากัน ถ้าเป็นปัจจุบัน  อาจจะเป็นโรคมะเร็ง ที่พอปวด คือปวดจนทนไม่ไหว

“พระองค์เจ้าข้า ทนไม่ไหว ช่วยด้วย  ให้หายเลยได้ไหม?” อะไรประมาณนั้น

เปาโลอธิษฐาน 3 ครั้งเหมือนกัน แต่พระเจ้าพูดกับเปาโลว่า …

“การที่มีคุณของเราอยู่กับเจ้า ก็เพียงพอแล้ว”

ก็คือไม่ตอบคำอธิษฐานขอของเปาโล แต่ว่าพระเจ้ามีพระคุณเพียงพอ สำหรับเปาโล ที่จะสามารถผ่านมันไปได้ พร้อมๆ กับหนามในเนื้อนี่แหละ ความทุกข์ยากลำบาก ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ทั้งสิ่งแวดล้อม ทั้งอะไรทั้งหมด พระเจ้าก็ให้เปาโลสามารถผ่านไปได้ มีพระคุณ

พวกเราเหมือนกัน ก็เผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ในแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ความทุกข์ของคนหนึ่ง กับความทุกข์ของอีกคนหนึ่ง เทียบกันไม่ได้ เพราะขนาดของความทุกข์ หรือกำลังของแต่ละคน ที่จะแบก มันไม่เท่ากัน บางคนแค่ไม่มีข้าวกินวันหนึ่ง ทุกข์จะเป็นจะตาย แต่บางคนอดมา 5 วัน 10 วันแล้ว ไม่มีข้าวกิน เขายังสามารถแบกได้ ประมาณนั้นแหละ หรือเป็นความทุกข์แบบที่เขาเปรียบเทียบพระราชากับประชาชน

พระราชาไม่เคยทุกข์ ไม่เคยหิวข้าว เพราะว่ากินอิ่มทุกมื้อ วันหนึ่งออกไปข้างนอก เดินทาง

แล้วมีคนมาบอก … “พระราชาพักหน่อยเถอะ หิวมาก  ลูกน้องทุกคนหิวมาก ขอพักกินข้าวหน่อยได้ไหม?”

พระราชาบอก … “หิวคืออะไร? ไม่ต้องพักหรอก ไปเถอะ หิวนิดเดียวเอง”

เขาก็เลยไม่รู้จะอธิบายให้พระราชาฟังได้อย่างไรว่าความหิวมันคืออะไร?

เขาก็เลยบอกพระราชาว่า … “ความหิวมันเหมือนคนปวดฟันเลย”

ต่อให้เป็นพระราชาก็ปวดฟันเป็น พอพระราชาฟังอย่างนี้ พระราชารีบสั่งว่า … “หยุดๆ หยุดเกี้ยวเลย ให้ทุกคนไปกินข้าวก่อน”

เพราะรู้พิษสงของความปวดฟันว่าเวลาปวด แทบตาย ประมาณนั้น นึกภาพออกไหม?

ฉะนั้น ขนาดของความทุกข์ของแต่ละคนไม่เท่ากัน  แต่พระเจ้ารู้ว่าแต่ละคนสามารถรับได้แค่ไหน? อย่างไร?

พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

 

*********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ   ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงชื่นชมยินดีเถิด!   ให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่าน เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า  ด้วยการอธิษฐานและการอ้อนวอน  พร้อมกับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขของพระเจ้า  ซึ่งเกินความเข้าใจจะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์ สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย จงใคร่ครวญถึงสิ่งที่เลอเลิศ  หรือสิ่งที่ควรสรรเสริญ  คือสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่น่ายกย่อง”  ฟีลิปปี 4:4-8 TNCV

 

สิ่งที่เรามองเห็นทุกวันนี้  ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา มีแต่สิ่งที่ทำให้เราตกใจกลัว ท้อแท้ หมดกำลังใจ   ไม่ว่าจะเป็นโควิด 19 ที่เพิ่มความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน มีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน มีคนตายเพิ่มขึ้นทุกวัน ไหนจะปัญหาเรื่องการกิน การอยู่ การงานที่ต้องหยุดชะงัก ความหวาดกลัวที่ประดังเข้ามาผ่านทางข่าวสารต่างๆ​ ที่ถูกส่งผ่านเข้ามา ตาเราได้เห็น หูเราได้ยิน ล้วนทำให้เราขาดกำลังใจ

 

ทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้เราหลุดจากความวุ่นวายเหล่านี้ได้   ถ้อยคำพระเจ้าบอกเราว่าสิ่งที่ตาเรามองเห็นนั้น​ เป็นสิ่งชั่วคราว เกิดขึ้นแล้ว มีวันจบ ฉะนั้น เราไม่ควรให้ความยากลำบาก ปัญหาต่างๆ​ ที่เกิดขึ้น หรือความกระวนกระวาย เข้ามายึดพื้นที่ในชีวิตของเราจนหมด โดยการจดจ่อกับปัญหาที่เรามองเห็น ซึ่งอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น

 

แต่ให้เราจับตาดูสิ่งที่มองไม่เห็นในโลกวิญญาณ ที่พระเจ้าทรงประทานให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งจะอยู่กับเราถาวรนิรันดร์ ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย​ อาจารย์เปาโลบอกว่าความทุกข์ยากเล็กๆ​ น้อยๆ​ ที่เราเผชิญอยู่นี้ ไม่สามารถเทียบกับศักดิ์ศรีนิรันดร์ที่พระเจ้าให้กับเราได้เลย

 

พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1357

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  27  มีนาคม  2022

เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า  ท่ามกลางความทุกข์ลำบาก” ตอน 3

“เจ้าจะบริสุทธิ์ (ดีพร้อม) เพราะเราบริสุทธิ์ (ดีพร้อม)”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

วันนี้การบรรยาย ตอนที่ 3 ของซีรี่ย์นี้ คือซีรี่ย์ “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอน 3 ผมให้ชื่อเรื่องว่า “เจ้าจะบริสุทธิ์ดีพร้อม เพราะเราบริสุทธิ์ดีพร้อม” เราจะมาเรียนรู้กันต่อ ถึงถ้อยคำพระเจ้าในหนังสือ 1 เปโตร ซึ่งเป็นถ้อยคำแห่งการหนุนใจ ให้กำลังใจอย่างมาก สำหรับผู้เชื่อทั้งหลาย 2 ตอน เรียนรู้ไปแค่ 13 ข้อ

13 ข้อมาแล้ว เรียนรู้ถึงเรื่องของความเชื่อ ความหวังใจ ในความรอดนิรันดร์ การได้รับการบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ได้เป็นลูกของพระเจ้า ที่พระเจ้าได้ประทานให้แล้ว ซึ่งเป็นความหวังเดียว ที่เหลืออยู่ของคริสเตียนทุกสมัย โดยพระเจ้าเป็นผู้กระทำทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทั้งหมด ทั้งความเชื่อ ก็ประทานให้ การบังเกิดใหม่ ก็ประทานให้ ทุกอย่าง เป็นผู้ประทานให้เพียงผู้เดียว เราไม่ทำอะไรเลย เราเรียนรู้กันไปแล้วนะ จาก 13 ข้อ ในบทที่ 1 ประทานให้หมดเลย แม้กระทั่ง พอได้รับความรอดนิรันดร์ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้รับชีวิตนิรันดร์ ไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว ก็ยังปกปักษ์คุ้มครอง ดูแล วิญญาณที่พระองค์ไถ่ไว้ ก็คือเราทั้งหลาย ด้วยฤทธานุภาพอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ไม่มีวันสูญสิ้นไปได้เลย แสดงว่าผลของการบังเกิดใหม่นั้น ความรอดนนิรันดร์นั้น ไม่มีวันสูญสิ้น พูดพร้อมกันว่า “เอเมน”

พระเจ้ามีพระนามว่าพระเจ้าแห่งเอเมน คือพระองค์ทรงกระทำให้ทุกอย่าง เรามีหน้าที่เอเมน อย่างเดียว เอเมน คือรับเอา ภาษาพระคัมภีร์ว่าอย่างไร? นั่นแหละๆ เพราะฉะนั้น เวลาใครพูดถ้อยคำพระเจ้า อะไรที่เกี่ยวกับโลกวิญญาณ เกี่ยวกับผลของข่าวประเสริฐที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว มันตรงกับผลนั้น ใน 13 ข้อที่อ่าน เราก็บอกว่า …

“มันใช่ เอเมนเอา”

แม้กระทั่งคนไม่เชื่อ ก็สามารถเอเมนได้นะ คนที่ยังไม่รู้จัก ยังไม่ได้รับผลของข่าวประเสริฐ ข่าวประเสริฐก็มีไปถึงเขาเหมือนกัน เขาเพียงแค่รับเอา ทำอะไร? ทำ “เอเมน” คือรับเอาเฉยๆ ที่เหลือพระองค์ทรงกระทำทั้งหมด

เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้รับผลตามความรอดนิรันดร์นี้แล้ว 13 ข้อ ที่อ่านมา ที่ศึกษามาก่อนหน้านี้แล้ว ก็จะไม่มีใครมาทำร้ายเรา ไม่มีใครมาเอาเราออกจากมืออันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าไปได้เลย แม้แต่นิดเดียว  นี่กำลังพูดถึงโลกวิญญาณ ไม่เกี่ยวอะไรกับความปลอดภัย กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ คำว่าไม่มีใครมาทำร้ายเรา ไม่มีใครมาขโมยเรา หรือเอาเราออกไปจากมือของพระเจ้าได้ นี่เกี่ยวกับโลกวิญญาณ ที่เราบังเกิดเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้ เยอะแยะมากมาย บอกว่าเมื่อเราบังเกิดใหม่แล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเราให้เราอยู่เพียงลำพัง เป็นเหมือนเด็กกำพร้า แต่พระองค์จะคอยปกปักษ์คุ้มครองดูแล อยู่กับเราตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัว พูดอย่างนี้เสมอ ไม่มีใครสามารถขโมยแกะออกไปจากคอกของเราได้ พระเยซูบอกไม่มีใครมายุ่งกับท่านได้อีกต่อไปแล้ว เพราะท่านเข้ามาอยู่ในคอก อยู่ในครอบครัวของพระเจ้าแล้ว

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายปลอดภัยอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เอเมน ปลอดภัยโดยใคร? โดยที่ตัวเราเองเป็นผู้ปกปักษ์คุ้มครองดูแลความปลอดภัยนั้นหรือ? ไม่ใช่ ใครดูแล? พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ โดยพระเจ้าเองเป็นผู้ปกปักษ์คุ้มครองดูแลเรา ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ มีเพลงภาษาอังกฤษอยู่เพลงหนึ่ง ที่เขาชอบให้เด็กๆ ร้อง จะเอามาร้องตรงนี้เลย แปลเป็นไทยดีกว่า คือท่านอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า พระเจ้ามีท่านอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ กำท่านไว้ แล้วท่านไปกลัวอะไร?

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องกลัวอะไรเลย นี่กำลังพูดถึงโลกวิญญาณ ซึ่งเป็นตัวตนของเราแท้ๆ ของมนุษย์ทุกคนที่จะอยู่นิรันดร์กาล เราอยู่ในพระเจ้าแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัว แม้ความตายทางฝ่ายร่างกาย การทุกข์ทรมาน การถูกคมดาบ การถูกข่มเหงรังแก ไม่ต้องกลัวสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น ไม่สามารถมาทำอันตรายเราได้เลย ไม่สามารถมาทำร้ายวิญญาณของเราที่อยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าได้เลย ไม่มีทางที่จะมาเอาเรา กระชากเรา ออกไปจากพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าได้เลย เพราะเราอยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์นี้แล้ว และในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์นี้ คือในพระเยซูคริสต์ เราได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว

นี่คือความเป็นจริงของโลกวิญญาณ ที่พระเยซูชี้ให้เราเห็น บอกให้เราผู้เชื่อทั้งหลายว่าเมื่อท่านเข้ามาอยู่ในพระองค์แล้ว 13 ข้อนี้เกิดขึ้นในชีวิตของท่านเรียบร้อยแล้ว ความจริงในโลกวิญญาณเป็นเช่นนั้น ท่านจะได้ไม่ต้องกลัว ในวิญญาณท่านถึงแม้ตอนนี้ ต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่ง คือวิ่งหนี เอาตัวรอด หัวซุกหัวซุน ก็ตาม ไม่ต้องกลัว พระเยซูหนุนใจ ให้กำลังใจ ชี้ความจริงในโลกวิญญาณว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านแล้วจริงๆ โดยผ่านทางการเผยพระวจนะของเปโตร เราปลอดภัยแน่นอน

“เรา” ในที่นี้ คือเฉพาะผู้เชื่อสมัยที่พระคัมภีร์นี้เขียนไปถึงหรือ? คือผู้เชื่อชาวยิวที่หนีระเหเร่ร่อน กลัวเขาตามล่า ข่มเหง รังแก เปล่าเลย?  เขียนถึงผู้เชื่อทุกๆ คน เพราะมีผลแห่งความรอด คือความเชื่อนี้ เหมือนกัน คือเชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้เดียวกัน

แล้วลองคิดดูสิ คริสเตียนในสมัยนั้น หมายถึงคริสเตียนที่อยู่ในยุคโรมันเรืองอำนาจ ที่อยู่ในยุคที่ถูกข่มเหงรังแก จากจักรพรรดิเนโร ถูกทดลองความเชื่อต่างๆ นานามากมาย ที่เราได้เรียนรู้ไปแล้ว ทดลองความเชื่อของเขาว่าเขาเชื่อจริงไหม? เชื่อจริงต้องโดนแน่ โดนข่มเหงรังแก เพราะอยู่คนละพวกกัน ในทางวิญญาณ ถูกใส่ร้าย ป้ายสี ถูกตามล่า ตามฆ่า ในสมัยนั้น คริสเตียน ผู้คนเหล่านี้ ถูกทดลอง ด้วยความทุกข์ทรมานต่างๆ ต้องโดนความทุกข์ลำบากในใจด้วย ไม่ใช่ความทุกข์ลำบากในกายว่าวิ่งหนีเขาอย่างเดียว หรือว่าถูกทรมานอย่างเดียว ถูกตามล่า ตามฆ่าอย่างเดียว ไม่ใช่แค่นั้น แต่ในใจทุกข์ทรมาน เพราะว่าถูกจับได้ ต้องพูดความจริง มีสักกี่คนที่พูดความจริง

“ท่านเป็นคริสเตียนหรือเปล่า?”

การทดลองในใจ เขาต้องโกหก ปฏิเสธว่าไม่ใช่คริสเตียน เรารู้ได้อย่างไร? หนี ก็แสดงว่ากลัว นี่เป็นความประพฤติด้านนอก เขาต้องถูกทดลอง ถูกความทุกข์ทรมานในใจ ต้องปฏิเสธว่าไม่ใช่คริสเตียน ไม่รู้จักพระเยซู เพราะไม่อยากทนทุกข์ ทรมาน เป็นเรื่องธรรมดา เห็นไหม? พระเยซูจึงได้ให้กำลังใจด้วยถ้อยคำใน 1 เปโตร บทที่ 1 ที่เราได้เรียนรู้ไป 13 ข้อนั้น  13 ข้อ ทำให้เกิดความมั่นใจว่าที่เขาทุกข์ในใจ นอกเหนือจากทุกข์ทางกายแล้วว่าเขาได้รับความรอด เขาปฏิเสธพระเยซู เขาแย่แล้ว เขาเหมือนเปโตรเลย ปฏิเสธพระเยซูตั้ง 3 ครั้ง เขาหนีพระเยซูไป พระเยซูกำลังบอกอะไร? บอกไม่เกี่ยวเลย คนละเรื่องเลย วิญญาณเขาได้รับการไถ่ อยู่ในเราเรียบร้อยแล้ว เขาได้รับชีวิตนิรันดร์แล้ว ยังไง เขาก็อยู่ในความรอดนิรันดร์ ให้เขาสบายใจว่าต่อให้เขาปฏิเสธพระเยซู ไม่เชื่อพระเยซู บอกผู้คนว่าไม่ได้เป็นคริสเตียน แล้วถูกจับได้จริงๆ ถูกประหารชีวิต เขาอยู่ในสวรรค์หรือเปล่า? อยู่ เขาอยู่ก่อนปฏิเสธอีก เพราะเขาถูกย้ายมาตั้งแต่เริ่มเชื่อพระเยซูแล้ว เห็นไหม? ใน 12 ข้อนี้บอกความจริง  ทำให้เขาเป็นอิสระจากความกลัว ความทุกข์ใจ แทนที่จะทุกข์กายอย่างเดียว ทุกข์ใจด้วย ในใจเขาจะเกิดความรู้สึกอย่างไร? อ่าน 12 ข้อนี้บ่อยๆ เขาจะรู้สึก “เฮ้อๆ”

นึกถึงภาพสิว่าคนเหล่านั้น ต้องหนี ขณะที่หนี ไม่เชื่อพระเยซูหรือ? เชื่อ แต่กลัว กลัวถูกจับ กลัวเหมือนกับเพื่อน หรือญาติพี่น้องที่ถูกจับไปแล้ว ถูกทรมาน ต้องหนี จะเห็นภาพในความเป็นจริงในโลกวิญญาณ เป็นเช่นไร?

ดังนั้น กำลังใจจากถ้อยคำพระเจ้าในหนังสือ 1 เปโตร บทที่ 1 ทั้ง 13 ข้อที่เราได้เรียนรู้กันไป 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก และสำคัญมาก และเป็นความหวังเดียวของคริสเตียน ที่กำลังเร่ร่อนหนีเอาตัวรอด จากการถูกข่มเหงรังแกอย่างหนักใช่หรือไม่? เขาอาจจะต้องทนทุกข์ทรมานกับทางร่างกาย ความทุกข์ ที่ถูกข่มเหงรังแก แต่ในวิญญาณ ในใจของเขา เป็นอิสระ มีสันติสุข ที่เต็มล้นไปด้วยพระคุณและสันติสุขของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ใช่หรือไม่? และมันจะล้นด้วยพระคุณ และล้นด้วยสันติสุขในพระเยซูคริสต์ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้เรียนรู้ว่าข่าวประเสริฐ มันเกิดผลอะไรกับเขา เมื่อเขาเชื่อ และผลของข่าวประเสริฐล้ำค่านั้นเป็นเช่นไร? ใน 13 ข้อนี้ใช่หรือไม่? ถึงบอกว่ามันสำคัญมาก

ซึ่งถึงแม้พวกเขาต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง ท่ามกลางภัยอันตรายต่างๆ รอบด้าน แต่เขาเหล่านั้น ก็มีความมั่นใจว่าเขายังคงอยู่ในความรอด ยังอยู่ในการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  เขาได้อยู่ในพระคริสต์ ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ ได้รับความรอดของพระเจ้าตลอดเวลานิรันดร์แล้ว อยู่ในสวรรค์แล้วกับพระเจ้าตลอดนิรันดร์กาล เดี๋ยวนี้ก็อยู่ และเมื่อตายจากโลกใบนี้ เขาก็อยู่ในสวรรค์ พ้นจากการพิพากษาให้พินาศในนรก  เขาอยู่ในสวรรค์กับพระองค์อย่างแน่นอน ตลอดชั่วนิรันดร์  เอเมน

เขาก็มีกำลังใจ มีความหวังตรงนี้แหละ ที่จะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ความน่ากลัว ความหวาดเสียวกับการถูกข่มเหงรังแกอย่างรุนแรง อย่างนั้นได้ ซึ่งเราสามารถเอาตรงนี้ มาใช้กับชีวิตของเรา ผู้เชื่อทั้งหลายบนโลกใบนี้ได้ เราได้เรียนรู้กันไป 2 ตอนที่แล้ว เพราะว่าเมื่อเขารู้อย่างนี้ เขาก็รู้ว่าผู้คนทั้งหลาย ทำร้ายเขา ข่มเหงรังแกเขาเพียงแค่ร่างกายนี้ บนโลกใบนี้เท่านั้น ซึ่งพระเยซูบอกว่ามันเพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง แป๊บเดียว เหมือนจุดฟูลสต๊อปจุดหนึ่งของหนังสือพระคัมภีร์ทั้งเล่ม นึกถึงภาพ  ความทุกข์ยากลำบากเหมือนจุดๆ หนึ่ง หนังสือพระคัมภีร์ทั้งเล่มมีประโยคเยอะแยะขนาดไหน?  มีตัวหนังสือเยอะแยะ ความทุกข์ยากลำบากนี้เหมือนจุดๆ หนึ่งในนั้น มันนิดเดียว แป๊บเดียว มันเทียบกับชีวิตนิรันดร์ ที่เรามีชัยชนะนั้น ไม่ได้เลย พวกเขาสามารถทำร้ายเรา ข่มเหงเราแค่เฉพาะร่างกาย ทุกข์ทรมานเท่านั้น แต่ทางวิญญาณ เราได้รับความรอด ได้รับการปกปักษ์คุ้มครองดูแลรักษาความรอดนั้น โดยพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เอเมน เขาจึงสามารถมีสันติสุขในพระเยซูคริสต์ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์จะเข้าใจ มีเงื่อนไขว่าเขาต้องรู้ตรงนี้ก่อน รู้ 12 ข้อนี้ ที่พระเยซูชี้แจง ให้เห็นก่อน

เพราะฉะนั้น สรุป ก็คือคริสเตียน ผู้เชื่อ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหน? สมัยไหน? ที่ได้เป็นคริสเตียน ที่ได้รับการบังเกิดใหม่ เชื่อจากการบังเกิดใหม่ ได้รับผลของความเชื่อ ใน 12 ข้อ ใน 1 เปโตร บทที่ 1 เขาจะไม่มีวันสูญเสียความรอด หรือสูญเสียฐานะความเป็นลูกของพระเจ้าไปได้เลย แม้แต่นิดเดียว พูดง่ายๆ คือ …

“รอดแล้ว รอดเลย”

รอดตั้งแต่เมื่อไร? รอด คือผลของ 1 เปโตร 1:1-12 จะได้จำได้ พอบอกความรอดปุ๊บ ก็นึกถึง 12 ข้อนี้เลย มันมีอะไรบ้าง? แจงเป็นอะไรบ้าง? ถ้าให้ชัดเจนกว่านั้น ก็คืออ่านจากพระคัมภีร์ แล้วก็ฟังจาก 2 ตอนที่แล้ว ที่ผมได้บรรยายในซีรี่ย์นี้

ฉะนั้น ผลของความรอด คือ 12 ข้อนี้ นี่เป็นผล ได้แล้วได้เลย ไม่มีเปลี่ยนแปลง คือรอดแล้วรอดเลย ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตอบรับคำเชิญ กลับมาหาพระเจ้า และขอพระเจ้า ให้ช่วย  คือร้องเรียก ออกพระนามของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด ที่เรียกพระมาซีฮาห์ พระคริสต์เท่านั้น

“โอ้! พระมาซีฮาห์ ช่วยข้าด้วย”

นี่คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องทำ เรียกกันว่าเปิดใจ เรียกว่ากลับใจ เท่านั้นเอง ไม่ใช่เชื่อพระเยซูเป็นพระเจ้า ไม่ใช่นะ เพราะไม่มีใครสามารถเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระมาซีฮาห์ได้ ถ้าเขาไม่ได้บังเกิดใหม่

ย้ำอีกทีก็ได้ ไม่มีมนุษย์คนใด ที่ตายอยู่ในอาดัม พินาศอยู่ในความบาปของตนเอง แล้วสามารถที่จะเรียกพระเยซูว่าพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระคริสต์ สามารถเชื่อ วางใจในพระเยซู ไม่มีทางเป็นไปได้เลย  เขาต้องได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า ให้เขาบังเกิดใหม่เสียก่อน เขาจึงสามารถที่จะเชื่อได้ พูดง่ายๆ พระเจ้าประทานความเชื่อ เราเรียนรู้ไปแล้วนะ 2 ตอนที่แล้ว เป็นอย่างนี้นะ

เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่มนุษย์ทั้งหลายต้องทำ ก็คือเปิดใจ รับคำเชื้อเชิญของพระเจ้า ที่ได้กระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้วทุกอย่าง โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน แล้วบอกว่า …

“มนุษย์ทุกคนเอ๋ย เราเรียกท่านเรียบร้อยแล้ว เราเชิญท่าน เข้ามารับเอา 12 ข้อนี้ไป”

มนุษย์ทำอะไร? 12 ข้อ 1 ในนั้น ก็คือเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ความเชื่อในพระเยซูด้วย รับไหม 12 ข้อ? รับครับ รับแล้วทำอย่างไร? ก็รับคำเชิญสิ หันหลังกลับ แล้วมาหา บอก …

“พระเจ้าช่วยด้วย”

ช่วย เพราะอะไร? … “เพราะข้าพเจ้าเป็นคนบาป ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ที่จะได้รับ 12 ข้อนี้ เพราะฉะนั้น พระเจ้าช่วยข้าพเจ้าด้วย”

ออกพระนามของพระเจ้า พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูเท่านั้น สิ่งเดียวที่มนุษย์จะทำ ก็คือแค่นั้น และหลังจากนั้น ทั้งหมด เกิดการ ตูม อัศจรรย์ใหญ่เกิดขึ้น ในวิญญาณของคนๆ นั้น จนกระทั่ง ไปถึงชีวิตนิรันดร์ หลังความตาย เป็นหน้าที่ของพระเจ้าทั้งสิ้น แค่กลับมาหาพระเจ้า แล้วก็บอกว่า …

“ไม่ไหวแล้ว ทำด้วยตัวเองไม่ไหวแล้ว เหนื่อยเหลือเกิน คงไปไม่รอดแน่ พระเจ้าช่วยด้วยเถิด”

แค่นี้เอง ที่เหลือจากนั้น เป็นหน้าที่ของพระเจ้า กระทำทั้งหมด ทุกอย่าง 12 ข้อนี้ และข้อสำคัญ คือพระองค์กระทำทั้งหมด และพระองค์กระทำให้แล้ว มันสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ในพระเยซูคริสต์

12 ข้อนั้น ถ้านับเป็นอาหาร 12 จาน … 12 จานนั้น วางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ทำให้หรือยัง? ทำให้แล้ว ปรุงรสหรือยัง ปรุงรสเรียบร้อยแล้ว เชฟ คือพระเจ้า ปรุงรสผ่านทางพระเยซูให้เรียบร้อยแล้ว วางเสิร์ฟบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว จัดเตรียมไว้ให้หมดเลย มีอะไรบ้างในนั้น 12 ข้อนี้บอกให้จบเลย ไปอ่านดูอีกทีก็ได้ และผู้ที่ดูแลโต๊ะอาหารนั้น ก็คือพระเจ้าเอง มองดูอยู่ แล้วพระเจ้าก็ส่งการ์ดไปเชิญมนุษย์ทุกคนเลย มาเข้างานเลี้ยงนี้ 1 ในจานนั้น ก็มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ด้วย เพราะฉะนั้น มนุษย์ที่เดินอยู่ข้างนอก ได้ยินคำเชิญของพระเจ้า มีงานเลี้ยงที่นี่ …

“ไม่เอา หากินเองดีกว่า ยังช่วยตัวเองได้”

คนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วก็หิวกระหายในโลกวิญญาณมาก ไม่ไหวแล้ว ก็หันหลังกลับมา รับคำเชิญ แค่นั้น คือเปิดประตูเข้าบ้านพระเจ้า เปิดใจต้อนรับพระเยซู คือเปิดใจให้พระเจ้าเข้ามา หรือเปิดใจเข้าไปสู่บ้านของพระเจ้าที่จัดเลี้ยงอยู่นั้น เข้าไปกินเลี้ยงด้วย จบ 12 ข้อนี้ก็เป็นของเขา เขาก็กินพร้อมกันเที่ยวเดียวเลย นี่ยกตัวอย่างให้เห็นแบบง่ายๆ เพราะฉะนั้น พระเจ้ากระทำให้สำเร็จแล้ว วางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

ใน 1 เปโตร 1:13 ที่เราได้จบไปเมื่อตอนที่แล้ว จะอ่านทวนสักนิดหนึ่ง …

1 เปโตร 1:13 “เพราะฉะนั้น (เมื่อรู้ตัวตนที่แท้จริงในวิญญาณของท่านแล้ว และฐานะอันสูงส่ง คือเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น) จงเตรียมความคิดจิตใจให้พร้อม   จงรู้จักบังคับตนเอง (เตรียมความประพฤติ ที่จะมีต่อทุกสถานการณ์ ที่เผชิญบนโลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้นี้ อ่อนโยน อ่อนสุภาพ เต็มไปด้วยความรัก การอภัย) จงตั้งความหวังแน่วแน่ ในพระคุณความรอด ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ (ในโลกวิญญาณ) ซึ่งจะประทานแก่ท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์ เสด็จมาปรากฏ”

 

“เพราะฉะนั้น” หมายถึงอะไร? สังเกตคำว่า “เพราะฉะนั้น” หรือคำว่า “เหตุฉะนั้น” ในพระคัมภีร์สำคัญมากเลยนะ “เพราะฉะนั้น” หรือ “เหตุฉะนั้น” หรือคำว่า “ดังนั้น” หรือคำว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว” เราจะได้ยินบ่อยๆ “เมื่อเป็นเช่นนี้” “เมื่อเป็นอย่างนี้” หรือ “ดังนั้น” หรือ “เหตุฉะนั้น”

แล้วเราลองอ่านเมื่อสักครู่นี้ ขึ้นต้นด้วยคำว่าเพราะฉะนั้น แล้วต่อด้วยคำว่าอะไร?  จงให้ธรรมชาติที่อยู่ภายในสำแดง ฉายแสงออกมาภายนอกนั่นเอง

เพราะฉะนั้น คืออะไร? คือเพราะว่าใน 12 ข้อ ที่พูดถึงท่านเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ที่ท่านบังเกิดใหม่แล้ว ท่านเป็นอย่างไรเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อท่านรู้แล้วใช่ไหม? เมื่อรู้ตัวตนที่แท้จริงในวิญญาณของท่านแล้ว และรู้ฐานะอันสูงส่งว่าเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นอีกแล้ว จาก 12 ข้อนั้น ก็จงเตรียมความคิด จิตใจให้พร้อม จงรู้จักบังคับตน

12 ข้อนี้ เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ ในวิญญาณ เราเป็นลูกพระเจ้า พอรู้แล้วว่าเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ตอนนี้มาถึงโลกวัตถุแล้ว รู้แล้วใช่ไหม? ก็จง ก็คือมาถึงโลกวัตถุ มาถึงความประพฤติบนโลกใบนี้แล้ว จงเตรียมความคิดจิตใจให้พร้อม จงรู้จักบังคับตน เตรียมความประพฤติที่จะมีต่อทุกสถานการณ์บนโลกใบนี้ ที่กำลังเผชิญ และต้องเผชิญ จนถึงวันตาย บนโลกวัตถุที่จับต้องมองเห็นได้นี้ ด้วยความอ่อนโยน อ่อนสุภาพ เต็มไปด้วยความรัก และการอภัย นี่หมายถึงเตรียมจิตใจให้พร้อม ให้เป็นไปด้วยกันกับที่ท่านได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าข้างในเรียบร้อยแล้ว มันหมายถึงอย่างนี้

เตรียมให้พร้อม เพราะถ้าท่านรู้ความจริงใน 12 ข้อนี้ ก็คือจดจ่ออยู่กับความจริง 12 ข้อนี้ตลอดเวลา รู้ว่าท่านเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ท่านก็จะมีจิตใจที่พร้อม พร้อมที่จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ กับปัญหาในชีวิต หรืออะไรต่างๆ ที่เข้ามา

ยกตัวอย่างเช่น ถูกเขาข่มเหงรังแก ถูกเขากล่าวหาว่าเผากรุงโรม ถูกเขาตามล่าอะไรต่างๆ เมื่อรู้จัก 12 ข้อนี้แล้วใช่ไหม? เตรียมพร้อมในจิตใจ ก็คือเมื่อถูกข่มเหงรังแก ทำอะไร?  อภัยให้เขา อภัยให้ จะอภัยให้ได้ต่อเมื่อ มีคนสอนให้อภัยหรือ? ไม่ใช่ อภัยเมื่อรู้ว่า …

“ฉันเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ฉันเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เขาทำอย่างนั้นลงไป เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป ฉันรู้แล้ว ฉันได้รับความรอดแล้ว ฉันกลับสงสารคนที่ทำฉันมากกว่า”

เหมือนพระเยซูไหม? เหมือนพระเยซูถูกเฆี่ยน ถูกตี ถูกทนทุกข์ทรมาน พระองค์บอกว่า …

“อภัยให้เขาเถิดพระบิดา เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไรลงไป”

พระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคน เพราะว่ารู้ความเป็นจริงแล้วไง เพราะฉะนั้น ตอนนี้พูดถึงผู้เชื่อ ที่รู้ความเป็นจริงแล้ว มันก็จะเห็น นี่คือคำว่า “เตรียมความคิด จิตใจให้พร้อม”

“จงตั้งความหวังแน่วแน่ ในพระคุณ ความรอดที่ครบถ้วนบริบูรณ์ สมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว เห็นไหมครับ? เพราะว่าเราตั้งความหวังไว้ ที่ความจริงในโลกวิญญาณ ในความรอด โดยพระคุณของพระเจ้า ใน 12 ข้อนี้ ซึ่งพระเจ้าได้กระทำให้ทั้งหมดใน 12 ข้อนี้ เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา ก็คือตั้งความคิด มีความหวังไว้แน่วแน่ในความจริงในโลกวิญญาณ ใน 12 ข้อนี้ จนกว่าพระเยซูคริสต์จะปรากฏ คือจนกว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จมาพิพากษา หรือจนกว่าเราจะไปพบกับพระเยซูคริสต์ หรือจนกว่าเราจะตายนั่นเอง

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าพระเยซูกำลังชี้ให้เราเห็นธรรมชาติ ที่อยู่ภายในของเราว่าเป็นใคร ในพระเยซูคริสต์ แล้วทำอะไร? ให้เราปล่อย ให้เราฉายแสงตรงนั้นออกมา ภายนอก คือพระองค์กำลังชี้ให้เราเห็นตัวตนที่แท้จริงในวิญญาณ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้วของเรานั่นแหละ พอชี้ให้เห็นแล้วจึงทำอะไร? อ่อนโยนมาก ค่อยๆ แนะนำให้เราประพฤติ ปฏิบัติ กระทำตามธรรมชาติที่อยู่ข้างใน ตัวของเรานั่นแหละ ภาษาพระคัมภีร์เขาเรียกว่าให้มันสำแดงออกมา ฉายแสงออกมา ให้สมกันกับที่เป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้รับความรอด บังเกิดใหม่ ได้รับ 12 ข้อนั้นไปเรียบร้อยแล้วในโลกวิญญาณนั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่าเมื่อบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ก็ให้สวมเสื้อผ้าให้มันสมกับเป็นลูกของกษัตริย์อันยิ่งใหญ่ จอมราชาของเรา คือพระเยซูคริสต์ว่าเราเป็นลูกของพระองค์แล้ว เราควรจะสวมเสื้ออะไรในแต่ละวัน ตื่นเช้ามา ก็ไปที่ตู้เสื้อผ้าฝ่ายวิญญาณ แล้วก็เลือกสวม วันนี้จะสวมอะไรดี สวมความรัก สวมการให้อภัย สวมความอดทน สวมความปิติยินดีใน 12 ข้อนี้ หรือจะสวมความเกลียดชัง ความอิจฉา ริษยา เลือกสวมเอา ทั้งที่เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ควรจะเลือกเอา อยู่ในการตัดสินใจของเรา ตามที่พระเจ้าบอกมา

วันนี้เราจะมาต่อในข้อ 14 “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอนที่ 3 “เจ้าจะบริสุทธิ์ ดีพร้อม เพราะเราบริสุทธิ์ ดีพร้อม” 1 เปโตร 1:14-16 …

1 เปโตร 1:14-16 “14 ในฐานะที่ได้รับการบังเกิดใหม่ ได้เป็นลูกที่เชื่อฟังพระเจ้าแล้ว อย่ายอมกระทำตามตัณหาชั่ว ซึ่งในอดีตเคยครอบครองท่าน ให้ท่านทำตาม ด้วยความโง่เขลา ในขณะที่ท่านยังไม่รู้ความจริงของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ 15 แต่ท่านทั้งหลาย จงหมั่นฝึกฝน ประพฤติตนให้บริสุทธิ์ (ดีพร้อม) ในการทุกอย่างที่ท่านทำ เหมือนที่พระองค์ ผู้ทรงเรียกท่านนั้น บริสุทธิ์ (ดีพร้อม) 16 เพราะมีเขียน เผยพระวจนะไว้ว่า “เจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” (เลวีนิติ11:45)

 

ข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเจ้า ที่เราเรียนรู้กันในพระคัมภีร์ทั้งหมด เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น จำได้ใช่ไหมครับ? ต้องระลึกอยู่ในใจเสมอนะ

ในข้อ 14 “ในฐานะที่ได้รับการบังเกิดใหม่ ได้เป็นลูกที่เชื่อฟังพระเจ้าแล้ว” อันนี้พูดถึงโลกวิญญาณนะ ได้เกิดใหม่แล้ว “อย่ายอมกระทำตามตัณหาชั่ว” ก็หมายถึงการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกวัตถุ ที่ตาจับต้องมองเห็นได้ ก็คือความประพฤติบนโลกใบนี้แล้วนะ เห็นไหม? มันคนละอัน กลับมาตามธรรมชาติของบนโลกใบนี้ เขาเรียกว่าความประพฤติบนโลกใบนี้

ความประพฤติบนโลกใบนี้บอกว่า … “อย่ายอมประพฤติตามตัณหาชั่ว” ประพฤติตามตัณหาชั่ว “ซึ่งในอดีต เคยครอบครองท่าน ให้ท่านทำตาม ด้วยความโง่เขลา” ตัณหาชั่ว ก็คือกิเลสตัณหาชั่ว ในการทำสิ่งที่ไม่ดีต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งในอดีตก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซู ได้รับผลของความเชื่อนี้ 12 ข้อ ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ในอดีต เราเคยถูกครอบครอง เป็นทาสของความชั่วร้ายเหล่านี้ อิทธิพลของความชั่วเหล่านี้ ครอบครองเรา บังคับเรา ข่มขู่เรา ชักจูงเรา ให้เราทำตามมันด้วยความโง่เขลา

“โง่เขลา” คือรู้ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ยังพึ่งพาตนเองอยู่ ยังนึกว่าตนเองสามารถทำดี ได้แล้ว เป็นผู้ชอบธรรมด้วยการกระทำของตนเองได้ อย่างนี้เขาเรียกว่าโง่เขลา

“ให้ท่านทำตามด้วยความโง่เขลา” ไม่รู้ว่านั่น คือความชั่วร้าย ที่จะทำให้เราได้รับผลที่ไม่ดี แต่เรามีทางชนะ โดยผ่านข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เรายังไม่รู้

“ในขณะที่ท่านยังไม่รู้จักความจริงของข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์” คือในขณะที่ท่านยังไม่ได้เชื่อ ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับคำเชิญของพระเจ้า นั่นแหละ ก่อนหน้านั้น ท่านเป็นทาสของความชั่วร้ายนี้ มันหมายถึงอย่างนั้น

ในข้อ 15 อันนี้ต้องตั้งใจอธิบายยาวหน่อย ในข้อ 15 บอกว่า … “แต่ท่านทั้งหลาย จงหมั่นฝึกฝน ประพฤติตนให้บริสุทธิ์ ดีพร้อม ในทุกอย่างที่ท่านกระทำ” แต่ตอนนี้ท่านบังเกิดใหม่แล้ว ในโลกวิญญาณ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว จงหมั่นฝึกฝน ประพฤติตน ก็คือมาบนโลกวัตถุแล้ว ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ทั้งๆ ที่รู้จักพระเจ้า ทั้งๆ ที่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อยู่ แต่ท่านทั้งหลายจงหมั่นฝึกฝน ประพฤติตนให้บริสุทธิ์ ดีพร้อม ในการทุกอย่างที่ท่านทำ เหมือนที่พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นบริสุทธิ์ และดีพร้อม

ในข้อ 16 ย้ำยืนยันว่า … “เพราะมีเขียนเผยพระวจนะไว้ว่า ‘เจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์’” ซึ่งมาจากเลวีนิติ 11:45

ท่านทั้งหลายต้องหมั่นประพฤติตน ให้ดีพร้อม ในทุกอย่างที่ท่านทำ เหมือนที่พระองค์ ผู้ทรงเรียกท่านนั้น บริสุทธิ์และดีพร้อม

ผมจะอธิบายตั้งแต่ข้อ 16 ก่อน เพื่อท่านจะได้เข้าใจ ตรงนี้ว่าเจ้าจะบริสุทธิ์ หมายถึงอะไร? เพราะมีการเข้าใจผิด ตีความในข้อนี้ผิด พอผิด มันจะขัดแย้งกับ 12 ข้อ ที่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งเป็นความจริงในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูอธิบายให้ฟังว่าเราบังเกิดใหม่แล้ว เป็นเช่นไร ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว

ผมจะเริ่มจากข้อ 16 … “เพราะมีเขียนเผยพระวจนะไว้ว่า ‘เจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์’ ท่านว่าแปลว่าอะไร? เพราะมีเขียนเผยพระวจนะไว้  ใครเป็นคนเผย? จำได้ไหม? นี่คือพระคัมภีร์เดิม ใครเป็นคนเผย? พูดพร้อมกัน “พระเยซูคริสต์” “วิญญาณของพระคริสต์” เป็นผู้เผย เรารู้แล้วนะ พระเยซูคริสต์เป็นผู้เผย วิญญาณพระเยซูคริสต์เป็นผู้เผยในอดีต เผยพระวจนะ คือบอกล่วงหน้า จะเกิดอะไรขึ้น บอกว่าอย่างไร? …

“เจ้าจะบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์”

เจ้าจะบริสุทธิ์ นี่เผยล่วงหน้า บอกล่วงหน้าว่าเจ้าจะบริสุทธิ์ ตอนนี้บริสุทธิ์หรือยัง? ยัง ถูกไหม? “เจ้า” คือใคร? คือมนุษย์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลายจะบริสุทธิ์ กำลังพูดถึงโลกวัตถุ หรือโลกวิญญาณ? พอพื้นฐานถูก มันก็จะไป กำลังพูดถึงโลกวิญญาณ เจ้าจะมีวิญญาณ ที่บริสุทธิ์  มีหรือยัง? เผยพระวจนะ คือบอกล่วงหน้า เพราะว่าเราบริสุทธิ์ “เรา” ในที่นี้ ก็คือพระเจ้า  พระเจ้าบริสุทธิ์แล้ว แต่พวกเจ้าจะบริสุทธิ์ ก็คือบอกล่วงหน้าว่าวันหนึ่ง เราจะมาทำให้เจ้าบริสุทธิ์ และวันนั้น สำเร็จแล้ว ก็คือพระเยซูคริสต์ ตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย แล้วก็ตะโกนบอกว่า … “สำเร็จแล้ว” … ในตอนที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขน

สำเร็จแล้ว คือเจ้าจะบริสุทธิ์ นั้นก็คือเจ้าได้บริสุทธิ์แล้ว เหมือนเราเลย เราเหมือนพระเจ้า เราเหมือนพระเยซูคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ได้ มันแปลว่าอย่างนั้น

ในการเผยพระวจนะนี้บอกว่าเจ้าจะบริสุทธิ์ และเราบริสุทธิ์ จำได้ใช่ไหม? จำได้ ตอนนี้ เจ้าบริสุทธิ์แล้ว ก็คือตอนนี้ พวกท่านที่เชื่อ ในพระเยซูคริสต์ ท่านได้ 12 ข้อไปแล้วนั้น  12 ข้อนั้น บ่งบอกว่าท่านบริสุทธิ์ ตามคำเผยพระวจนะนี้แล้ว

เพราะฉะนั้น มาข้อ 15 ได้แล้ว เมื่อท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ สะอาดแล้ว พระเจ้าปกปักษ์คุ้มครองดูแลความบริสุทธิ์นี้ ความดีพร้อมนี้ ไว้ด้วยตัวของพระองค์เองแล้ว ในวิญญาณของท่านแล้ว ถูกไหม? เพราะฉะนั้น ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ท่านก็หมั่นฝึกฝน ประพฤติตนให้บริสุทธิ์ ดีพร้อม ทุกอย่าง เหมือนที่ในวิญญาณท่านที่บังเกิดใหม่ เป็นผู้บริสุทธิ์แล้วนั่นแหละ เป็นผู้ดีพร้อมแล้วนั่นแหละ จำพระเยซูคริสต์พูดได้ไหม? พระเยซูมาเผยพระวจนะเหมือน อันนี้เผยด้วยตัวของพระองค์เอง ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ ในหนังสือมัทธิว บทที่ 5 ยุคที่พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ประกาศเรื่องนี้เหมือนกัน ด้วยตัวของพระองค์เอง บนโลกใบนี้เลย ในมัทธิว 5:48 พระองค์เผยพระวจนะไว้อย่างนี้ว่า …

มัทธิว 5:48 (เผยพระวจนะ)  “เพราะฉะนั้น  พวกท่านต้องเป็นคนดีพร้อม  เหมือนอย่างที่พระบิดาของท่าน  ผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม”

 

ตอนที่พระองค์พูดอยู่นี้ ทรงกระทำให้สำเร็จหรือยังคำเผยพระวจนะนี้ ยัง ตอนที่พูดอยู่นี้ ยังนะ แม้จะเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว แต่ยังไม่ได้ตายที่ไม้กางเขน พระองค์ก็เป็นผู้เผยพระวจนะ ใครเป็นผู้พูด? พระเยซู อันนี้ ไม่ต้องถามนะ เพราะพระเยซูเกิดมาเป็นพระเยซูอยู่ร่างมนุษย์เลย  พระเยซูเผยพระวจนะเหมือนกันบอกว่า …

“เพราะฉะนั้น พวกท่านต้องเป็นคนดีพร้อม เหมือนอย่างที่พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ ทรงดีพร้อม” ก็คือท่านต้องบริสุทธิ์ และดีพร้อม เหมือนอย่างที่พระบิดาของท่าน ผู้สถิตในสวรรค์ทรงดีพร้อม กำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน คือวิญญาณของท่าน จะต้องดี ครบถ้วนบริบูรณ์ เหมือนกับวิญญาณของพระเจ้า ที่ดี ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วนั้น เพื่อท่านจะได้เข้ากับพระเจ้าได้ ถ้าท่านไม่ดีเหมือนพระเจ้า ท่านจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าไม่ได้ ท่านจะบังเกิดใหม่ก็ไม่ได้ มันหมายถึงอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น พวกท่านต้องเป็นคนดีพร้อม  เพราะฉะนั้น ก็แสดงว่าก่อนหน้านี้  บทที่ 5 ก่อนมาถึงข้อ 48 พระเยซูพูดอะไร? อย่างที่ผมบอก คอยสังเกตคำว่า “เพราะฉะนั้น” “เหตุฉะนั้น” “เมื่อเป็นเช่นนี้” ก็ต้องดูก่อนหน้านั้นว่าเขาพูดถึงอะไร? เพราะฉะนั้น ก็หมายถึงพระเยซูกำลังสอน ตั้งแต่บทที่ 5 มา จนถึงเดี๋ยวนี้ สอนเกี่ยวกับอะไร? ท่านทั้งหลายไม่ได้เป็นคนล่วงประเวณี ไม่ได้เป็นคนฆ่าคน ท่านทั้งหลายภูมิใจมาก …

“ฉันไม่ได้ฆ่าคนตามกฎโมเสส บอกว่าไม่ให้ฆ่าคน ฉันก็ไม่ได้ฆ่า โมเสสบอกว่าไม่ให้ล่วงประเวณี ฉันก็ไม่ล่วง เพราะฉะนั้น ฉันเป็นผู้ชอบธรรม”

พระเยซูกำลังชี้ว่าในวิญญาณของท่าน มันเป็นคนบาปอยู่ วิญญาณของท่านมันสกปรก วิญญาณของท่านมันตายอยู่ ชี้ให้เห็นด้วยวิธีอะไร? พระเยซูรู้ไหมถ้าท่านจะดีพร้อม แบบพระเจ้าบริสุทธิ์ ท่านบอกท่านไม่ได้ฆ่าคน แค่คิดว่าเขาว่าไอ้บ้า แค่นี้ก็เท่ากับฆ่าคนตายแล้ว ท่านเย่อหยิ่งตัวเอง บอกว่า “ฉันไม่ได้ล่วงประเวณี” เลยใช่ไหม? จะบอกให้ฟัง ถ้าให้ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า ที่ดีพร้อมนั้น  คือแค่ท่านคิดในใจ ก็เท่ากับทำแล้ว มีใครบ้างไม่คิด ไม่อะไรเลยสักอย่างหนึ่ง นี่พูดเยอะแยะ ยาวใน 47 ข้อมานี้ กำลังบอกว่าเพราะฉะนั้น ท่านทำดีอย่างไร มันก็ไม่สามารถเป็นคนดีพร้อม ในวิญญาณท่านดีพร้อม เป็นไปไม่ได้

ข้อ 48 จึงบอกว่าเพราะฉะนั้น พวกท่านต้องเป็นวิญญาณที่ดีพร้อม ที่บริสุทธิ์เท่านั้น เหมือนพ่อของท่าน ที่เป็นความบริสุทธิ์  ดีพร้อมนั่นเอง  เห็นชัดไหม?  เพราะฉะนั้น เมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซู ได้รับผลของความเชื่อในพระองค์ คือได้รับการบังเกิดใหม่และ 12 ข้อ ใน 1 เปโตร บทที่ 1 แล้วนั้น เมื่อเกิดมาแล้ว เกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถที่จะบอกได้ว่าในพระคัมภีร์ได้บอกชัดเจน ในโลกวิญญาณว่าเราดีพร้อม บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ถ้าไม่เหมือน เราไม่สามารถมาอยู่กับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันได้ พระเจ้าไม่สามารถเข้ามาสถิตอยู่กับเราได้ เราไม่สามารถที่จะเรียกพระเจ้าว่าเป็นหนึ่งเดียวกันได้เลย เราไม่สามารถคืนดีกับพระเจ้าได้เลย ถ้าไม่ดีพร้อม สะอาด บริสุทธิ์เท่าๆ กันกับพระเจ้า พระเจ้ารับเราไม่ได้ พูดง่ายๆ

ผลของความรอด ที่ไม่เปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นชัดๆ เมื่อเราบังเกิดมาเป็นคน เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์เลย ใช่หรือไม่? พอเราเกิดเป็นคน เราก็เป็นคนเลย เปลี่ยนแปลงไหม? ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว แต่บางครั้ง อาจจะประพฤติ ปฏิบัติตนไม่สมกับการเป็นคน เป็นไปได้ไหม? เป็นไปได้ บางครั้งประพฤติตน ดูเหมือนสัตว์ เป็นไปได้ไหม? อย่างเช่น คนเขาเดิน แต่เราคลาน ได้ไหม? คลานก็ไม่เหมือนคนนะ ยกตัวอย่าง

หรือเราเปลือยกายอยู่ได้ไหม?  เราไม่ใส่อะไรเลย  เราเป็นคนนะ ไม่ใช่ เป็นคนก็ต้องสวมใส่อะไรบางอย่าง เช่นเดียวกัน เมื่อบังเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ก็เป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอีกเลย แต่ในบางครั้ง อาจจะประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับการเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ คือเป็นเหมือนคนบาปนั่นเอง

ให้ท่านเห็นภาพ เพื่อท่านจะได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าเป็นผู้ปกปักษ์ คุ้มครองดูแล ความบริสุทธิ์ ความดีพร้อมของท่าน โดยการบังเกิดใหม่  พร้อมพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน มนุษย์ที่บางครั้งทำตัวเหมือนสัตว์ ก็ยังคงมีสถานะ ลักษณะในตัวตนแท้จริงของเขา เป็นมนุษย์อยู่ เพียงแต่ประพฤติตัวเหมือนอย่างสัตว์ ลูกพระเจ้าที่บริสุทธิ์  ที่บางครั้ง ทำตัวเป็นเหมือนคนบาป ก็ยังคงมีสถานะเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์อยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เพราะฉะนั้น ลักษณะ สถานะของตัวตนที่แท้จริงนั้น เป็นอยู่เช่นไร? มันต่างกันกับความประพฤติ มันคนละเรื่องกัน คือการเป็นกับการประพฤติ มันคนละเรื่องกัน

“การเป็นกับการกระทำ มันคนละเรื่องกัน มันอาจจะไม่สัมพันธ์กันก็ได้”

ลักษณะตัวตนที่เป็นอยู่กับความประพฤติ เป็นคนละเรื่องกัน มีลักษณะตัวตนที่แท้จริง เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว เป็นความรัก เป็นความสว่าง แต่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม เป็นไปได้ไหม? เป็นไปได้ แต่ประพฤติตัวให้สมสถานะกับเป็นหรือไม่นั้น มันคนละเรื่องกัน เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เป็นอยู่แล้วล่ะ แต่ประพฤติตัวภายนอกไม่เหมือนลูกพระเจ้า โกรธ โมโหโกธาอะไรต่างๆ เหล่านั้น มันคนละเรื่องกัน อย่าเอามาสลับที่กัน เพราะว่าเห็นเขามีความประพฤติไม่ดี เลยบอกว่าเขาไม่ใช่ลูกพระเจ้า อาจจะตัดสินผิดไปก็ได้ เพราะไม่ได้มองดูที่วิญญาณ

เพราะฉะนั้น ถามว่าที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่าให้รักษาความดีงาม ความดีพร้อม ฟังให้ดีๆ นะ นี่เป็นคำเล่นคำ ให้รักษาความดีพร้อม ให้รักษาความบริสุทธิ์ ด้วยตนเอง ถูกหรือผิด?

เราต้องรักษาความบริสุทธิ์ ความดีพร้อมของตนเอง ด้วยตนเองอีกหรือไม่?

เราต้องรักษาความบริสุทธิ์ ด้วยตนเองหรือไม่? ถ้าเราบอกว่าต้องรักษา ก็แสดงว่าเรายังไม่เกิดใหม่ไง ก็เราจะทำด้วยตนเอง เรายังไม่พึ่งพาในพระเยซูคริสต์ ก็แสดงว่าเรายังไม่ได้เกิดใหม่ เราไม่ใช่คริสเตียน เพราะฉะนั้น อาจจะใช่ สำหรับคนที่ไม่ใช่คริสเตียน ยังไม่บังเกิดใหม่ แต่สำหรับคนที่เป็นคริสเตียน ได้เชื่อแล้ว ได้รับผลของความเชื่อใน 12 ข้อนั้นแล้ว ไม่ต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนเองอีกแล้ว ไม่ต้องเลย มันเป็นถาวรนิรันดร์ ไม่ต้องรักษาความเป็นคนอีกแล้ว แค่ฝึกฝน ให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เกิดมาเท่านั้นแหละ ให้ฝึกฝนความประพฤติ ให้เป็นไปตาม ที่เราเป็นอยู่ ที่เราเกิดมาเป็นนั่นแหละ ซึ่งพระเจ้า พ่อผู้ให้กำเนิดเรา  ก็จะเป็นผู้ฝึกฝนเรา ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งสถิตอยู่ข้างในเรา คอยจูงมือเราตลอดเวลา ทุกวันทุกคืน คอยสอนเราตลอดเวลา สอนวิธีไหน? ก็มีชีวิตไปกับเรา ทั้งวันทั้งคืน ตลอดเวลา ประสบการณ์จะเป็นตัวสอนเราจากข้างใน  เดินกับพระองค์ทุกวัน ไม่ยอมเดินกับพระองค์ได้ไหม? ไม่ได้ เพราะพระองค์เข้ามาสถิตอยู่แล้ว

เหมือนผมเห็นหลานอยู่บ้าน หลาน 2 ขวบวิ่งเล่น เด็กๆ ก็ต้องการเจริญเติบโต พี่เลี้ยงต้องทำอย่างไร? หมายถึงทั้งพี่เลี้ยง พ่อแม่เลี้ยง ก็ลักษณะเดียวกันนะ วิ่งๆ แล้วก็ลื่นล้ม หัวโน ร้องไห้ ก็บอกอย่าวิ่งเร็วสิ  ก็ต้องดูให้ดี มันเจ็บนะ เดี๋ยวก็วิ่งอีกเหมือนเดิม ต้องล้มอีกกี่ครั้งถึงจะเลิก เขาก็ล้มลงไป พี่เลี้ยงก็สอน ล้มลงไป แม่ก็สอน ล้มลงไป พ่อก็สอน เขาก็พยายามอยู่ แต่ยังล้มอีก เคยชิน สนุกสนาน คราวนี้เริ่มจำได้ เพราะมันเจ็บ ธรรมชาติ มันบอกเอง ไม่เอาแล้ว …

“อ๋อ! ทุกทีเดินอย่างนี้ อ๋อ! มิน่า บอกอย่าวิ่งเร็วๆ อ๋อ! เราเร็วเกินไป” เหมือนกัน พระวิญญาณก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้

1 เปโตร 1:17  “ในเมื่อท่านได้เรียกพระเจ้าว่าพ่อ ผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาตัดสินการกระทำของแต่ละคน โดยไม่ลำเอียง ก็จงดำเนินชีวิตด้วยความเคารพยำเกรง (เคารพกฎที่พระเจ้า พ่อของท่าน ทรงตั้งไว้ ทั้งทางโลกวิญญาณและโลกวัตถุ พระองค์ทรงพิพากษาด้วยความสัตย์ซื่อยุติธรรม) ในฐานะที่เป็นคนแปลกหน้า ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในระบบของโลกนี้ (อยู่ในโลกบาป แต่ไม่ได้เป็นของโลกบาป)”

 

ในเมื่อท่านได้เรียกพระเจ้าว่าพ่อ ผู้ทรงเป็นผู้พิพากษา ตัดสินการกระทำของแต่ละคน มนุษย์บนโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคน โดยไม่ลำเอียง โดยยุติธรรม ก็จงดำเนินชีวิตด้วยความเคารพยำเกรง คือกลัวพระเจ้าหรือ?  ไม่ใช่ เคารพยำเกรงต่อความเป็นผู้พิพากษาของพระเจ้า เคารพยำเกรงต่อกฎต่างๆ ที่พระเจ้าวางไว้ และเป็นผู้ดูแลกฎเหล่านั้นให้มันเป็นไปตามนั้น ไม่มีลำเอียง ด้วยท่าทีที่รู้ว่าผู้พิพากษาผู้นั้น เป็นพ่อของเราเอง เป็นพ่อของท่าน

เคารพยำเกรงในกฎ ที่พ่อของเรา พระเจ้าเป็นผู้ตั้งไว้ ทั้งกฎทางฝ่ายโลกวิญญาณ และโลกวัตถุ พระองค์จะพิพากษาอย่างยุติธรรม ไม่มีลำเอียงอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือไม่เป็นลูก พระองค์ไม่ลำเอียงเลย ในฐานะเป็นคนแปลกหน้า ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในระบบของโลกนี้ คือพูดง่ายๆ ให้เคารพยำเกรงกฎของโลกวิญญาณและโลกวัตถุนี้ แม้ท่านจะเป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้ถูกช่วยหลุดพ้นออกมาจากอาณาจักรของความมืดในอาดัมเรียบร้อยแล้ว ก็คือเป็นคนแปลกหน้าของโลกใบนี้ โลกใบนี้มีแต่ความมืด โลกใบนี้มนุษย์ทั้งหลายตกลงไปในความบาป ตั้งแต่สมัยในอาดัมมาแล้ว บรรพบุรุษมาแล้ว ท่านถูกช่วยให้หลุดออกมาแล้ว ท่านเป็นคนแปลกหน้า ท่านไม่ใช่อยู่ในอาดัม ไม่ได้อยู่ในความมืด ไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไปแล้ว  เพราะฉะนั้น ท่านดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็จริงอยู่ แต่ท่าเหมือนคนแปลกหน้า ท่านเป็นพลเมืองสวรรค์ ไม่ใช่เป็นพลเมืองของคนบาป แม้ว่าท่านดำเนินอยู่บนโลกนี้เหมือนกันก็ตาม แต่ในวิญญาณมันเป็นเช่นนั้น ท่านอยู่ในโลกของความบาป แต่ไม่ได้เป็นของความบาป  ท่านอยู่ในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยความบาป แต่ในวิญญาณท่าน ไม่ได้เป็นของบาป  ท่านอยู่ในโลกที่อยู่ในความมืด แต่ท่านอยู่ในแสงสว่าง ท่านดำเนินอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยความมืด แต่วิญญาณท่านสว่าง พูดง่ายๆ

ความประพฤติและการกระทำของพวกเราทุกคน ที่เชื่อในขณะที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อยู่บนกฎแห่งการกระทำ กฎแห่งการหว่านและการเก็บเกี่ยว กฎแห่งการทำดี ทำชั่ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นี่พระเจ้าพ่อของเราเป็นผู้ดูแลกฎเหล่านี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น จงเคารพยำเกรงกฎเหล่านี้ เหมือนกับกฎของแรงดึงดูดโลก ท่านโยนของขึ้นไป มันก็ตกลงมา ทุกครั้งหรือไม่? มีบางครั้งโยนไป แล้วมันหายไปเลย มีไหม? ไม่มี มีแต่ถูกหลอก โยนไป ก็ตกลงมา ใครเป็นคนดูแลกฎของแรงดึงดูดของโลก? พระเจ้า … พระเจ้าสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย และดูแลกฎต่างๆ ระเบียบต่างๆ เหล่านั้น ให้เราเคารพยำเกรง แปลว่านี่แหละ เวลาเราขึ้นไปที่สูง แล้วเราเอาเซฟตี้เบลท์ที่เกาะไว้ เพื่อป้องกันการตกลงมา เรากำลังเคารพยำเกรงพระเจ้านะ เรากำลังเคารพยำเกรงต่อกฎ

เวลาเราลงไปอยู่ในทะเลเวิ้งว้างมาก เรามีชูชีพอยู่ ป้องกันไม่ให้จมน้ำ นั่นแหละ เราเคารพยำเกรง พระเจ้าทรงยุติธรรม ถ้าเราประพฤติชั่ว กระทำชั่ว คือหว่านในสิ่งชั่วร้าย ในสิ่งที่ไม่ดี เราก็ต้องเก็บเกี่ยวความทุกข์ยากลำบาก เกี่ยวเก็บการสูญเสีย ความเสียใจ เก็บเกี่ยวความเดือดร้อนเข้ามาในชีวิต และทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย จากความประพฤติ การกระทำ การหว่านของเรา อย่างแน่นอน เหมือนโยนอะไรขึ้นไปข้างบน อย่านึกว่ามันไม่ตก มันตกแน่ๆ ตกมากตกน้อยเท่านั้นเอง แม้ว่าเราจะเป็นลูกของพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงรักก็ตาม ที่อยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าก็ตาม อย่างไร เราก็หนีจากกฎอีกกฎหนึ่ง ที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ได้ ก็คือกฎแห่งการกระทำ กฎแห่งศีลธรรม กฎแห่งการทำดีทำชั่ว มันยังอยู่ เพราะเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เช่นเดียวกัน เพราะเราถึงแม้จะเป็นลูกพระเจ้าในโลกวิญญาณก็ตาม แต่ในโลกวัตถุ เรายังคงดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ตามกฎของโลกวัตถุ เหมือนแรงดึงดูดของโลกเช่นเดียวกัน

เช่นเดียวกันกับในกฎวิญญาณ เราก็ต้องเคารพยำเกรงเหมือนกัน ดูท่าทีของเขา การเคารพยำเกรงในกฎวิญญาณ ในพระเยซูคริสต์ เมื่อเราวางใจในพระเยซูคริสต์ เราถูกย้ายเข้ามาอยู่ในกฎของวิญญาณแห่งชีวิต ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้วก็จริง แต่เราไม่ได้ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในกฎของความบาปและความตาย แต่เราดำเนินชีวิตในกฎของวิญญาณแห่งชีวิตในองค์พระเยซูคริสต์ ในโลกวิญญาณใช่หรือไม่? เราอยู่ในกฎของโลกวิญญาณ

กฎของโลกวิญญาณ คือเราได้รับความรอดแล้ว เมื่อเราเป็นผู้เชื่อ เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในกฎของวิญญาณ คือผลของความเชื่อของเรา 12 ข้อที่ได้แจงมาเรียบร้อยแล้วนั่นนะ เราอยู่ในผลของ 12 ข้อ เราได้บังเกิดใหม่แล้ว เราได้เป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์แล้ว นี่คือกฎของวิญญาณ และกฎของวิญญาณนี้ เราก็รอดจากความพินาศในวิญญาณ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง รอดจากการพินาศในวิญญาณ คือรอดจากการพิพากษาในวันสุดท้ายว่าเราจะไปสวรรค์หรือไปนรก

เราต้องเคารพยำเกรง ก็คือพ่อของเราเป็นผู้ดูแลกฎเหล่านี้เช่นเดียวกัน ไม่มีใคร แม้แต่ตัวเราเอง ก็ไม่สามารถที่จะละเมิดกฎนี้ได้ คือเมื่อเชื่อพระเยซูคริสต์แล้ว ได้รับความรอด ก็คือได้รับความรอด  เมื่อเชื่อพระเยซู ได้เป็นลูกพระเจ้า ก็ได้เป็นลูกพระเจ้าเลย ใครเป็นคนดูแล พระเจ้าเป็นผู้ดูแลกฎเหล่านี้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย เราจึงสามารถมั่นใจ แน่ใจ ด้วยความเคารพยำเกรง ในการไม่เปลี่ยนแปลง ในความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ผู้เป็นพ่อของเรา ผู้เป็นผู้พิพากษา ทั้งคนตายและคนเป็น เขาหมายถึงอย่างนี้ ไม่ใช่เคารพยำเกรง ให้กลัวพระเจ้า ไม่ใช่ เคารพยำเกรง พ่อของเรา เป็นผู้พิพากษา พ่อเราดูแลกฎทุกอย่าง ไม่ลำเอียงเลย  ทางโลกวิญญาณ เราจึงฮาเลลูยา สบายใจแล้ว อย่างไรก็ไม่มีเปลี่ยนแปลงแล้ว พ่อเราบอกแล้วว่าเราได้รับความรอดแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามบนโลกใบนี้ เราก็ได้รับความรอดแล้ว เป็นลูกพระเจ้าอยู่แน่นอน 100% แล้ว สบายใจ

ขณะเดียวกัน เราต้องรู้ว่ากฎของพระเจ้า บนโลกใบนี้เราทำอะไรไม่ดี ก็ต้องได้รับโทษเหล่านั้น ตามกฎของการกระทำเช่นเดียวกัน นี่คือการเชื่อ เคารพยำเกรงในถ้อยคำของพระเจ้า พระองค์บอกในโลกวัตถุ มีกฎเป็นอย่างไร? หว่าน ก็ให้หว่านในโลกวิญญาณ หว่านในสิ่งที่ดี ก็เก็บเกี่ยวสิ่งที่ดี เราก็เชื่อฟัง สำหรับโลกวิญญาณ พระเจ้าเป็นผู้ดูแลให้กับเรา เป็นผู้พิพากษาที่เราควรเคารพยำเกรง คือเชื่อฟัง ในฐานะเป็นพ่อของเราด้วย เพราะฉะนั้น เราบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อมเรียบร้อยแล้ว  ไม่ว่าความประพฤติภายนอกของเรา จะประพฤติดีหรือชั่วเท่าไร? อย่างไรก็ตาม? นี่คือการพิพากษาของพระเจ้า พ่อของเรา ผู้เป็นผู้พิพากษา ผู้สัตย์ซื่อเที่ยงตรง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีลำเอียง ไม่มีการเข้าข้างผู้ใด ใครดำเนินตามกฎต่างๆ เหล่านี้ก็จะได้รับตามกฎต่างๆ เหล่านี้ เราได้ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในกฎของวิญญาณแห่งชีวิตในองค์พระเยซูคริสต์แล้ว ไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์เลยแม้แต่นิดเดียว

นี่คือกฎ กฎหนึ่ง ซึ่งเรียกว่ากฎของโลกวิญญาณ เรารอดนิรันดร์ เรารอดจากการพิพากษานิรันดร์ ส่วนการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ความประพฤติ เรายังอยู่ในกฎของการหว่านและเก็บเกี่ยว ถ้าเราหว่านในสิ่งที่ไม่ดี เราก็ต้องเก็บเกี่ยวสิ่งที่ไม่ดี เราหว่านในสิ่งที่ดี เราก็เก็บเกี่ยวในสิ่งที่ดี นี่คือความประพฤติ คนละเรื่องกัน

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ความจริงเหล่านี้ ทั้งหมด เสริมเข้าไปใน 12 ข้อที่เราได้เรียนรู้ไปเมื่อ 2 ครั้งที่แล้ว ในซีรี่ย์นี้ ทำให้รู้ว่าถอนหายใจ สำหรับผู้เชื่อ แล้วถามว่าที่เขียนมานี้ เพื่ออะไร? เพื่อผู้เชื่อที่กำลังทนทุกข์ทรมานเหล่านั้น ที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุนนั้น เกิดการเคารพยำเกรงต่อพระเจ้าว่าเขาหรือเรา ผู้เชื่อ ในโลกวิญญาณ ได้รับความรอด อย่างถูกสถาปนา ไม่เปลี่ยนแปลง เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัว สบายใจ ส่วนบนโลกใบนี้ ประพฤติตน อย่าหาเรื่องให้มันเจ็บตัวมากขึ้น อย่าหาเรื่องให้ทุกข์ทรมานมากขึ้น เวลาถูกข่มเหงรังแกมา อย่างไม่ยุติธรรม พอมองเห็นเลยว่าคนที่ทำอยู่ เขาเหมือนถีบประตัก เขากำลังต่อต้านกับกฎของพระเจ้า บนโลกใบนี้ เขาจะได้รับสิ่งที่ไม่ดีแน่นอน และโดยเฉพาะโลกวิญญาณนี้มองเห็น เขายังเห็น เขายังไม่เชื่อในพระเยซู เขาอยู่ในความพินาศ แค่นี้ก็สงสารแล้ว เสร็จแล้ว มาถึงตัวเอง เมื่อรู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ปฏิบัติตัวอย่างไร? ก็อ๋อ มันเป็นอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น ก็พยายามประพฤติตัว ฝึกฝนในการหว่านในสิ่งที่ดี

หว่านในสิ่งที่ดี ยกตัวอย่างเช่น พอถูกเขาใส่ร้าย เอาเปรียบ ฆ่าเพื่อนเรา ฆ่าญาติพี่น้องเราอย่างไม่ยุติธรรม แล้วเราต้องหนีเตลิดเปิดเปิง แทนที่จะแค้น โกรธ ไม่ให้อภัย รวมหัวกัน ถ้าอย่างนั้น เราต้องต่อต้านแล้ว เราต้องสู้กับมัน ตั้งเป็นกองโจร สู้กับมัน อันนั้นมันยิ่งหนักใหญ่เลย ยิ่งได้รับเก็บเกี่ยว แม้ว่าเราจะได้ความรอดเป็นลูกของพระเจ้าแล้วก็ตาม แต่เรากำลังหว่าน ประพฤติในสิ่งที่เป็นของโลกอยู่  ไม่ถูกต้อง ใช้ดาบ ก็ต้องตายด้วยดาบ พระเยซูบอก ใช้ความรุนแรง ตัวท่านเอง ก็จะเจ็บ จะทุกข์ ทรมาน ใช้ความโกรธ ความเกลียด การฆ่ากัน การทำลายกัน ตัวท่านก็จะย่อยยับ ไปด้วย จะเอาอย่างนั้นไหม? พระวิญญาณก็จะสอน  ถ้าท่านยังเอาอยู่ ท่านก็จงยอมรับว่าเคารพยำเกรงต่อพระเจ้านั้น  ท่านได้รับสิ่งนั้นแน่นอน  ท่านก็จะได้รับความรอด เป็นลูกของพระเจ้า แต่ทุกข์ทรมาน ไม่มีสันติสุขเลย หลบๆ ซ่อนๆ ก็จริง แต่หลบๆ ซ่อนๆ ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ฆ่าคนตาย คือต่อสู้กับศัตรู ด้วยตัวของท่านเอง แทนที่จะพึ่งพระเจ้า วางใจในพระองค์ ท่านก็จะเป็นกองโจร และเมื่อเป็นกองโจร ท่านก็จะถูกปราบหนักขึ้น แรงขึ้น รุนแรงกว่าเก่าอีก นี่ไง มันก็เห็นชัดๆ

ถ้าเอามาใช้ในยุคปัจจุบัน ง่ายนิดเดียว เห็นชัดเลย ท่านขับรถไป ถูกเขาเอาเปรียบ ถูกเขาเฉี่ยวชนอะไรต่างๆ แทนที่ท่านจะไม่เป็นไรนิดๆ หน่อยๆ เราพอรับได้  ก็ไม่ต้องยุ่งอะไร? ปรากฏว่าเขาหนีไป เราไม่ได้ ทำอย่างนี้ไม่ยุติธรรม ชนแล้วยังไม่ยอมลงมาอีก หนีไปเลย เราต้องตามล่า เรียกร้องความยุติธรรม ขับรถไล่ตาม ปาดหน้าเขา ให้เขาจอด ลงมาให้ได้ เขาลงมาพร้อมปืน แทนที่ท่านจะเสีย 5,000 บาทไปซ่อมเอง หรือ 2,000 บาท หรือเป็นหมื่นก็ได้ แต่ท่านต้องเสียอวัยวะ เขาลงมาถึง เอาปืนยิงเข้ามา เป็นไปได้ไหม? เป็นไปได้อย่างมาก แล้วเกิดเหตุอย่างนี้บ่อยๆ ด้วย แล้วท่านก็บอกว่า …

“พระเจ้าไม่ปกปักษ์คุ้มครองดูแลเราเลย พระเจ้าไม่ยุติธรรมเลย”

นี่แหละ คืออุทาหรณ์ในสิ่งที่กำลังพูดถึงในข้อ 17 นี่แหละ

สรุปวันนี้ ก็คือพระเยซูกำลังหนุนใจเราว่าเราบริสุทธิ์และดีพร้อมในวิญญาณแล้ว เหมือนพระเจ้าไม่มีผิดเลย ไม่ต้องห่วงนะลูก แต่ความประพฤติก็ฝึกฝนไปนะ ก็ไม่ต้องห่วงเช่นเดียวกัน เพราะพระวิญญาณเป็นผู้สอนเราอยู่ คอยเงี่ยหูฟังให้ดีๆ ประพฤติตัว ฝึกฝนให้ดีพร้อม เหมือนกับในวิญญาณ แต่พักผ่อนได้แล้ว เพราะเรานั้นบริสุทธิ์ ดีพร้อม ถูกแยกส่วนออกมา เป็นทรัพย์สมบัติ ส่วนของพระองค์ แต่เพียงผู้เดียว และพระองค์ปกปักษ์คุ้มครองดูแลเรา ยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติมีค่าใดๆ ทั้งหมด เพราะรักเรายิ่งกว่า ดังแก้วตา ดวงใจของพระองค์ด้วยซ้ำ  พระเจ้าอวยพรครับ

 

******************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

1 ยอห์น 1:8-10 “8  ถ้าเราปฏิเสธไม่ยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนบาป เราก็หลอกลวงตนเอง และไม่มีความจริงอยู่ในตัวเราเลย 9 ถ้าเรายอมจำนน รับว่าเราเป็นคนบาป และเราสารภาพบาปของเรา พระองค์เป็นผู้รักษาคำมั่นสัญญา และมีความเที่ยงธรรม พระองค์จะยกโทษบาปทั้งหมดแก่เรา และชำระเราให้บริสุทธิ์ พ้นจากความไม่ชอบธรรมทั้งปวง 10 ถ้าเราพูดว่าเราไม่เคยทำบาปเลย ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้โกหก และถ้อยคำของพระองค์ (คือพระเยซู) ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเรา”

 

หนังสือ 1 ยอห์น บทที่ 1 อาจารย์ยอห์นเริ่มต้นด้วยการประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป  และพระเยซูมา เพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากการเป็นคนบาป มาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าได้โดยผ่านทางความเชื่อ

 

แปลว่าในบทที่ 1 นี้ อาจารย์ยอห์น กำลังประกาศกับผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับผู้เชื่อเลย

 

หลักการ คือมนุษย์จำเป็นต้องรับรู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราป่วยอยู่ เราต้องการหมอ แต่ถ้าเขาปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่คนบาป เท่ากับเขาไม่ยอมรับความจริง  ที่พระเจ้าบอกว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า (โรม 3:23)

 

ข้อ 9 บอกว่าถ้าเรายอมรับว่าเราเป็นคนบาป และเข้ามาสารภาพบาปกับพระเจ้า ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ พระองค์ทรงรักษาคำมั่นสัญญา ก็จะทรงยกโทษบาปทั้งหมดของเรา (ฮีบรู 10:14)

 

โดยนำวิญญาณบาปของเรา บัพติศมาเข้าส่วนในการตายพร้อมกับพระเยซู ถูกฝังพร้อมกับพระเยซู และเป็นขึ้นมาใหม่ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่สูงสุด ทำให้เราบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าที่สะอาด บริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรม ไม่มีบาปอีกเลย

 

หมายความว่าเมื่อเราเชื่อแล้ว เราสะอาดหมดจดไม่มีบาปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสารภาพบาปกับพระเจ้าทุกวันอีก ตามที่ถูกสอนมา

 

1 ยอห์น 1:9 มีไว้สำหรับคนที่ยังไม่เชื่อเท่านั้น และเมื่อคนนั้นตัดสินใจเชื่อ เขาก็สารภาพบาปกับพระเจ้าครั้งเดียวเท่านั้นก็พอ

 

ฉะนั้น ผู้เชื่อที่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว  จึงไม่ต้องสารภาพบาปกับพระเจ้าอีก เพราะเราไม่มีบาปแล้ว นี่คือความจริงตามถ้อยคำที่พระเจ้าบอกไว้ แต่เราเข้าใจผิด เอาข้อนี้มาใช้กับคริสเตียนว่าเราต้องสารบาปกับพระเจ้าทุกวัน ถ้าเราทำอย่างนั้น เท่ากับเรากำลังบอกว่าที่พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน   หลั่งพระโลหิต   ชำระล้างบาปเราจนหมดสิ้นแล้วนั้น   ไม่เป็นความจริง   พระเยซูยังทำไม่สำเร็จเลย เราผู้เชื่อยังต้องสารภาปบาปอยู่เลย

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1356

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  20  มีนาคม  2022

เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ลำบาก” ตอน 2

“ผลของความเชื่อ ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

“การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ตอนที่ 2 ผมให้ชื่อว่า “ผลของความเชื่อ ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์” สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เริ่มซีรี่ย์นี้ ซีรี่ย์ใหม่  เรื่องการปลอบประโลมจากพระเจ้า   ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งจะอธิบายถ้อยคำพระเจ้า ในหนังสือ 1 เปโตร ทั้งเล่มเลย ซึ่งเป็นจดหมายที่เขียนโดยอัครทูตเปโตร ซึ่งเขียนหนุนใจผู้เชื่อทั้งหลายที่เป็นชาวยิว ส่วนใหญ่ ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมาน จากการถูกข่มเหง รังแกอย่างหนัก จากจักรพรรดิเนโร แห่งจักรวรรดิโรมัน มหาอำนาจสมัยนั้น

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ในครั้งที่แล้วว่าคำหนุนใจของพระเยซูผ่านทางเปโตร ที่เรากำลังเรียนรู้กันอยู่นี้ ได้ให้กำลังใจกับผู้เชื่อที่ต้องทนทุกข์ ทรมานอย่างแสนสาหัส ในยุคนั้นมาแล้ว และเราก็ได้ใช้คำหนุนใจนี้ มาหนุนใจผู้เชื่อในยุคปัจจุบัน ในการเผชิญกับวิกฤต ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเราในทุกวันนี้ได้เช่นเดียวกัน แม้จะเป็นความทุกข์ยากลำบากที่ต่างชนิดกันก็ตาม

ต่างชนิด อย่างที่ครั้งที่แล้วได้อธิบายให้ฟังว่าหนังสือนี้เขียนถึงชาวยิว ร่วมชาติของเปโตร ที่เขามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ถูกข่มเหงรังแก เพราะเป็นคริสเตียน  แต่ของเราในปัจจุบันนี้ การทนทุกข์เพราะเป็นคริสเตียน มีเหมือนกัน แต่มันมีน้อย เมื่อเทียบกับทั้งโลก มีอยู่บ้าง โดยเฉพาะในคนไทย แทบจะไม่มีเลย ที่เห็นชัดๆ นะ แต่เราทนทุกข์อย่างอื่นแทน ซึ่งเป็นการทนทุกข์เหมือนกัน แล้วเราค่อยเรียนรู้กันต่อไป  แต่เอามาใช้ได้ เป็นคำหนุนใจ เพราะว่าเขาทนทุกข์มาก และเห็นชัดเจน

ถ้อยคำพระเจ้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราทวนนิดหนึ่ง 1 เปโตร 1:1-4 ที่เราเรียนรู้ไป ถ้าให้ดี พยายามย้อนไปฟังคำบรรยายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะได้จำได้ชัดๆ …

1 เปโตร 1:1-4 “1 เปโตร  อัครทูตของพระเยซูคริสต์  ถึงบรรดาผู้เชื่อ  ที่ทรงเลือกสรรไว้  ซึ่งได้เร่ร่อน ลี้ภัย กระจัดกระจายไป ทั่วแคว้นปอนทัส กาลาเทีย คัปปาโดเซีย เอเชีย และ บิธีเนีย 2 พระเจ้าพระบิดา ได้ทรงเลือกสรรพวกท่าน  ตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าแล้ว  ผ่านทางการทรงชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณ เพื่อให้พวกท่าน มาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ และรับการประพรม ด้วยพระโลหิตของพระองค์ ขอพระคุณ และสันติสุข มีแด่พวกท่าน อย่างล้นเหลือ 3 สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลาย บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์  4 และ (ได้เป็นทายาท) เข้าในมรดก อันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสีย หรือเลือนหายไป ซึ่งได้ทรงเตรียมไว้ในสวรรค์แล้ว เพื่อพวกท่าน”

 

ข้อ 3 กับข้อ 4 “สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลาย คือผู้เชื่อทั้งหลายนั้นแหละ บังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ และได้เป็นทายาทเข้าในมรดก คือรับมรดก อันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสีย หรือเลือนหายไป ซึ่งได้ทรงเตรียมไว้ในสวรรคสถาน พร้อมแล้ว เพื่อพวกท่าน ที่ได้เชื่อแล้วนั้น” … สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ได้บังเกิดแล้ว ได้ทำให้แล้ว ผู้เชื่อได้เรียบร้อยแล้ว

ถามเป็นการทดสอบว่าครั้งที่แล้ว เข้าใจไหม? ทั้งหมดนี้ได้แล้วทางโลกวิญญาณ มองเห็นไหม? ไม่เห็น ผ่านความเชื่อ เราจึงใช้ตาฝ่ายวิญญาณ ที่ถูกเปิดออก จึงเห็นและเข้าใจ  และสัมผัสได้ เพราะรู้อยู่ในใจ มันเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น อย่างที่บอก พระเยซูประกาศ พระเยซูชี้แนะทั้งหมดนั้น เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ชี้ให้เราเห็น เพราะเราไม่เห็น  พระองค์ต้องมาเปิดเผยให้เราเห็นว่าในโลกวิญญาณนั้นเป็นเช่นไร?

ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับปัญหาอะไรก็ตาม บนโลกใบนี้  ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานขนาดไหนก็ตาม อันนี้พูดถึงโลกวัตถุ ถูกไหม? เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราจะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากแบบไหน? แบบ 1 แบบ 2 แบบทนทุกข์อย่างไร? ก็ตาม เราเห็นๆ อยู่ แต่ผู้เชื่อนั้น มีอะไรบางอย่างในวิญญาณของเขา ตามที่ตะกี้ที่พระเยซูบอก พระเยซูบอกว่าเราเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ผู้เชื่อทั้งหลายจึงมีความหวังใจอย่างนี้ ความหวังใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้น  ที่ตะกี้ที่เราอ่านในข้อ 3 ข้อ 4 ที่บอกบังเกิดใหม่ ได้รับมรดกนิรันดร์ โดยไม่มีการเสื่อมสลาย พร้อมแล้วในสวรรค์ เตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว สิ่งเหล่านี้ พระเยซูบอกเพื่ออะไร? เพื่อให้เรามีความหวังใจ จากสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงกระทำให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ที่ไม้กางเขน ที่พระองค์บอกสำเร็จแล้ว ที่เราอ่านข้อ 3 ข้อ 4 เมื่อสักครู่นี้ เราได้ไปเรียบร้อยแล้ว โดยการกระทำของพระเยซูคริสต์ ให้เรามั่นใจอย่างแน่นอน 100% แม้จะมองไม่เห็นก็ตามว่าเราได้เป็นทายาทแล้ว

เมื่อเป็นทายาทแล้ว เราก็ได้รับมรดก ที่เตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน ในสวรรค์ จัดเตรียมไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณนั่นเอง ในสวรรค์ ก็คือในโลกวิญญาณ ใครเป็นคนบอกเราตรงนี้? พระเยซูบอกเราอย่างนั้น แล้วเราเชื่อไหม? เชื่อ เพราะว่าความเชื่อ มันเกิดขึ้นเมื่อตอนเราบังเกิดใหม่ พระเจ้าประทานความเชื่อนี้ให้กับเรา ให้เชื่อใคร? เชื่อพระเยซู เราเป็นลูกแห่งความเชื่อฟัง ทั้งหมดนี้ กำลังพูดถึงเรื่องโลกวิญญาณ แต่โลกวัตถุ ตามเนื้อหนังเรา ตามความประพฤติของเรา นี่โลกวัตถุแล้ว การดำเนินชีวิตของเราเชื่อบ้าง? ไม่เชื่อบ้าง? เดี๋ยวรู้สึก เชื่อบ้าง? ไม่เชื่อบ้าง? มันคนละเรื่องกัน คนละโลกกัน เห็นไหม? ถ้าเราสลับที่กัน ยุ่งวุ่นวายเลย สิ่งที่เราได้แล้ว เราก็บอกเรายังไม่ได้ สิ่งที่เรายังไม่ได้ สิ่งที่เป็นความจริง โลกวัตถุ ที่ไม่ได้บอกว่าเราได้ เราก็บอกว่าเราได้ มันก็เละตุ้มเป๊ะ มันก็ถูกหลอก

และสิ่งที่เราได้รับมาแล้วนั้น มันเป็นสิ่งที่ตะกี้เราอ่าน มันไม่มีเสื่อมสูญ มันถาวรนิรันดร์ มันเป็นอย่างไร? มันเป็นอย่างนั้นเลย เป็นอยู่ตลอด ชั่วอายุขัย No ไม่ใช่ ชั่วนิรันดรกาลเลย ตลอดไปเลย มันเป็นสิ่งถาวรนิรันดร์ ไม่มีวันเสื่อมสลาย ไม่มีวันสูญสิ้น ไม่มีวันหายไป มันไม่มีคำว่าได้มาแล้ว ต้องรักษาให้ดีๆ คุ้นๆ ไหม บังเกิดใหม่แล้ว ต้องรักษาให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นมันหายไป แต่เราอ่านเมื่อสักครู่นี้ พระเยซูสอนเรา ชี้ให้เรา บอกว่ามันไม่มีวันหายไปไหนเลย มันไม่มีวันสูญเสีย สูญสิ้น ความรอด เป็นความรอดนิรันดร์ ไม่ใช่นิรันดร์ เฉพาะไปตลอดชั่วนิรันดร์อย่างเดียว แต่เป็นความรอดที่ไม่มีการเสื่อมเสียนิรันดร์ ก็คือเราไม่มีวันสูญเสียสถานะการบังเกิดใหม่นี้ไปได้เลย แม้แต่นิดเดียว คำว่านิรันดร์แปลว่าอย่างนี้ ด้วย ไม่มีคำว่าสูญเสียหมด หรือแม้กระทั่งสูญเสียครึ่งเดียว

บางคนไม่เข้าใจตรงนี้ พระเยซูบอกได้หมด ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ได้มรดกนิรันดร์แล้ว ความรอดนิรันดร์ บังเกิดใหม่นิรันดร์แล้ว นิรันดร์ คือสมบูรณ์ครบถ้วนบริบูรณ์ด้วย

บางคนบอกว่าต้องดูแลให้ดีๆ นะ เพราะอาจจะสูญเสียส่วนหนึ่งของความรอดนี้ไป คือได้รับความรอด แต่มรดกไม่ได้ ในนี้บอกมรดกได้อะไร? ได้นิรันดร์ ไม่มีสูญหายไปไหนเลย มรดกได้แล้ว

บางคนบอกได้รับความรอดแล้ว ไปอยู่ในสวรรค์แล้ว มรดกหายไป ก็คือได้อยู่ในสวรรค์ แต่อยู่ในบ้านเล็กๆ บ้านไม่ใหญ่ อะไรประมาณนั้น แต่นี่ไม่ใช่เลย พระเยซูบอกว่าเป็นความรอด อย่างครบถ้วนบริบูรณ์นิรันดร์

เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นนิรันดร์และครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว เราก็ไม่ต้องทำเพิ่ม เราไม่ต้องกระทำอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ เพื่อจะเพิ่มมรดกนี้ เพื่อจะเพิ่มความเป็นลูกพระเจ้าให้มากขึ้น ทำได้ไหม? ทำไม่ได้ แต่มีบางคน อยากจะทำอย่างนั้น เมื่อเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ตั้งใจจะประพฤติให้ดีๆ ให้เป็นลูกพระเจ้ามากขึ้นใช่ไหม? ไม่ใช่ มันต้องเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ตั้งใจจะประพฤติให้ดีๆ เพื่อให้สมกับเป็นลูกพระเจ้า อย่างนี้ค่อยเป็นไปตามเหตุและผลมากกว่า

พระเยซูกำลังชี้ให้เราเห็นว่าในโลกวิญญาณเป็นอย่างนี้ ส่วนการประพฤติ ปฏิบัติในการดำเนินชีวิตในโลกนี้ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ตามความเป็นจริงของโลกวิญญาณ ที่พระเยซูบอก ความรอดที่เราได้รับมาแล้ว ก็คือการเป็นบุตรของพระเจ้า มีมรดกนิรันดร์ในโลกวิญญาณ ผ่านทางการชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณ เรียบร้อยแล้วนั้น เป็นความรอดที่ครบถ้วนสมบูรณ์ 100% เป็นความรอดที่เป็นถาวรนิรันดร์ ไม่มีวันเสื่อมสลาย ไม่มีวันสูญสิ้น ในฝ่ายวิญญาณ ในโลกวิญญาณเป็นอย่างนี้ ไม่มีการเสื่อมสลายแล้ว

เพราะฉะนั้น ความจริงตรงนี้แหละ คือสิ่งที่หนุนใจ และเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวของผู้เชื่อ คือคริสเตียนในสมัยนั้น ที่เรากำลังอ่านจดหมายฉบับนี้อยู่ ที่เขาอ่านจดหมายฉบับนี้อยู่ ในขณะที่ถูกข่มเหงรังแกอยู่ อย่างแสนสาหัส ความจริงตรงนี้ ที่พระเยซูกำลังหนุนใจเขา ทำให้เขามีกำลังใจ สามารถยืนหยัด และเผชิญกับความทุกข์ทรมาน จากการถูกข่มเหง รังแกอย่างแสนสาหัสได้ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ เราก็สามารถเอามาใช้ได้กับความทุกข์ยากลำบากของเราในยุคปัจจุบันด้วยเช่นเดียวกัน

ก็คือพระเยซูกำลังบอกเขา ให้มองไปที่โลกวิญญาณว่าเป็นเช่นไร? ในตัวเขา เป็นอย่างไรแล้ว? ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็คือให้เขามองไปที่เบื้องบน คือในสวรรค์ ในวิญญาณว่าเขาเป็นลูกพระเจ้า บังเกิดใหม่แล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พระเจ้าโอบกอดเขาไว้ตลอดเวลา

นี่การรู้ความจริงเหล่านี้ ทำให้เขาเป็นไท คือรู้ความจริง เขาก็มีความหวัง ยึดแน่นอยู่ตรงนั้น เขาก็สามารถผ่านความทุกข์ยากลำบาก อย่างแสนสาหัสนั้นไปได้ โดยเต็มไปด้วยสันติสุข

1 เปโตร 1:5 วันนี้เราจะต่อตรงนี้ …

1 เปโตร 1:5 “โดยความเชื่อ (ในพระเยซู) พระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ ด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ จนถึงความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งพร้อมแล้ว ที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย”

 

“และโดยความเชื่อ” ถามว่าโดยความเชื่ออะไร? ก็คือเชื่อพระเยซู โดยการบังเกิดใหม่ พระเจ้าประทานการบังเกิดใหม่ให้กับเรา ถูกไหม?  “และโดยพระเจ้าให้ของขวัญเรา ประทานให้เราเชื่อในพระเยซู ด้วยความเชื่อและได้บังเกิดใหม่นี้ พระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ จนถึงความรอด อย่างครบถ้วนบริบูรณ์” หมายถึงอะไร?

หมายถึงตะกี้ที่ผมบอกว่าท่านบังเกิดใหม่  เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว โดยความเชื่อในพระเยซู ที่พระองค์ทรงกระทำให้ท่านทั้งหมดแล้ว แค่นั้นไม่พอ พระองค์ยังทรงปกปักษ์คุ้มครองวิญญาณที่พระองค์ทรงไถ่ให้เป็นลูกของพระองค์แล้วนั้น ด้วยตัวท่านเอง ด้วยความประพฤติของท่าน ด้วยความพยายามของท่านต่อไป ไม่ใช่ ด้วยฤทธานุภาพของพระเจ้า พระองค์ให้เราเกิดเป็นลูกของพระองค์แล้ว ได้บังเกิดใหม่ ให้เชื่อพระเยซูแล้ว แล้วพระองค์ก็เข้ามา ปกป้องดูแลวิญญาณของเราที่ทรงไถ่ไว้นั้น เป็นลูกของพระองค์ และเชื่อในพระเยซูคริสต์นั้น ให้มันเป็นอย่างนั้น อย่าให้ใครมายุ่งนะ ท่านจำเป็นต้องพยายามปกป้องความเชื่อของตัวเองไว้ เมื่อท่านเชื่อในพระเยซูจริงๆ แล้ว ไม่ต้อง นี่กำลังพูดถึงโลกวิญญาณ ไม่ต้องแล้ว เคยได้ยินเพลงนี้ไหม? …

“พระองค์ทรงดูแลวิญญาณที่ทรงไถ่  ทรงรักษาความปลอดภัย

พระองค์ทรงเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง พระองค์ไม่เคยง่วงหรือหลับเลย”

ในหนังสือสดุดีบอกไว้ เอามาร้องเป็นเพลงเลย ก็คือพระองค์ทรงไถ่เราแล้ว แล้วพระองค์ทรงปกปักษ์คุ้มครองดูแลวิญญาณที่ทรงไถ่ เป็นลูกเรา เหมือนเรามีลูก เหมือนพ่อแม่ แล้วแม่คลอดลูกออกมา แล้วชีวิตของเด็กคนนี้มาจากแม่และพ่อจริงๆ เลย แล้วพ่อและแม่ปกป้องดูแลทารกนี้ ที่เขารัก ด้วยตัวของเขาเอง และคนๆ นี้ คือพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ไม่มีใครมาเอา เราออกไปจากมือของพระองค์ได้ นี่หมายถึงความรอดนิรันดร์มันเป็นเช่นนี้ในโลกวิญญาณ พระเยซูพยายามชี้ให้เราเห็นว่าความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ที่เราพูดในข้อ 3 และ 4 เมื่อสักครู่นี้ พระเจ้าทำให้ด้วย และไม่ใช่ทำอย่างเดียว ปกปักษ์คุ้มครองดูแลให้มันเป็นอย่างนั้น อย่ามีใครมายุ่งเด็ดขาด ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย

วาระสุดท้าย คืออะไร? พร้อมแล้วที่จะปรากฏในวันสุดท้ายของชีวิต ของคนๆ นั้น จะเป็นพระเยซูคริสต์กลับมาใหม่ ก็คือวันสิ้นโลก หรือจะเป็นวันที่เขาสิ้นใจไปหาพระเยซูคริสต์ก็ตาม ก็คือวาระสุดท้าย เช่นเดียวกัน  พระองค์สามารถปกปักษ์คุ้มครองดูแล จนกระทั่งไปถึงโลกวิญญาณ ไปถึงสวรรค์นิรันดร์กาล ให้มันเป็นเช่นนั้น ให้เป็นลูกที่พระองค์ทรงรัก ให้ท่านได้บังเกิดใหม่ แล้วก็บังเกิดใหม่อยู่อย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย มันหมายถึงอย่างนั้น มาดูข้อ 6 ต่อ …

1 เปโตร 1:6 “พวกท่านชื่นชมยินดียิ่งนัก ในเรื่องนี้ แม้ขณะนี้ ท่านต้องท้อใจ เครียด และทนความทุกข์โศกชั่วระยะหนึ่ง จากการทดลองสารพัดอย่าง”

 

“พวกท่านชื่นชมยินดียิ่งนัก” ต่อมาจากเมื่อสักครู่นี้ บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ได้รับมรดกนิรันดร์แล้ว พระเจ้าเข้ามาปกปักษ์คุ้มครอง ดูแลสถานะนั้นไว้ ไม่มีใครมายุ่ง ไม่มีเปลี่ยนแปลงไปตลอดชั่วนิรันดร์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในวิญญาณของท่านจึงเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ไม่ใช่ชื่นชมยินดีธรรมดา ชื่นชมยินดียิ่งนัก เหมือนเด็กทารก เจอพ่อแม่ เห็นหน้าเห็นตา ดีใจเลยพ่อแม่อยู่ตรงนั้นแหละ กำลังเล่น ไม่ละทิ้งไปไหน? ไม่ง่วง ไม่หลับ  อยู่ตลอดเวลาเลย คล้ายๆ อย่างนั้น ในโลกวิญญาณ เป็นเช่นนั้น  เป็นเหมือนทารกที่บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ ที่เป็นลูกพระเจ้า เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ถามอีกครั้ง ความชื่นชมยินดีอยู่ที่ไหน? อยู่ในวิญญาณ หรือเรียกว่าอยู่ในใจก็ได้  ที่เขาร้องเพลง

“ฉันมีความสุข สุข สุข สุขในใจของฉัน ในใจของฉัน”

เพราะถ้าเราไม่รู้เรื่องความจริง เรามานั่งคิด พวกท่านมีความปิติยินดี ไม่เห็นมียินดีเลย ยินดีที่ไหนล่ะ ก็เห็นเครียดอย่างนี้ ยินดีที่ไหน? มันคนละโลกกัน ได้อ่านข้อนี้ ได้เห็นชัดเลย

“พวกท่านชื่นชมยินดีนัก” ก็คือท่านชื่นชมยินดีนัก ในวิญญาณของท่านที่ได้บังเกิดแล้ว ที่เป็นลูกของพระเจ้า ที่ได้รับมรดกไปแล้วนั้น เขารู้ “เขา” คือตัวท่านเอง วิญญาณเขารู้ ภายในเขาชื่นชมยินดี

“แม้ขณะนี้ ท่านต้องท้อใจ เครียด และทนทุกข์ เศร้าโศกช่วงระยะหนึ่ง” ประโยคนี้ กำลังพูดถึงที่ไหน? เมื่อกี้พูดถึงโลกวิญญาณ

“ฉันมีความสุข สุข สุข สุข ในใจของฉัน  ในใจของฉัน”

ตอนนี้ ออกมาบนโลกใบนี้ ในร่างกายที่สัมผัสกับโลกใบนี้ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย จับต้องมองเห็นได้ แม้ในขณะนี้ ในโลกวัตถุ ที่มองเห็นได้นั้น ท่านต้องท้อใจ เขาตามล่า ตามฆ่า เพราะเป็น คริสเตียน ใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นพวกกบฎ เป็นพวกเผาเมือง ต้องตามฆ่า จับไปลงโทษ เห็นญาติพี่น้อง เห็นเพื่อนถูกฆ่าตาย อย่างไม่ยุติธรรม ยินดีไหม? ไม่ยินดี ยินดีอะไรเล่า นี่คือโลกวัตถุที่มองเห็น มันเห็นๆ อยู่ มันก็ต้องเกิดความกลัว และเครียด และท้อใจ โศกเศร้า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์บนโลกใบนี้ แต่ขณะที่โศกเศร้าเสียใจ ข้างในวิญญาณ เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี แต่ขอบคุณพระเจ้า ท่านต้องท้อใจ เครียด กลัว และทนทุกข์โศก แค่ชั่วระยะหนึ่ง ขอบคุณพระเจ้า ชั่วระยะหนึ่ง มันนิดเดียว กับสิ่งที่โลกวิญญาณที่เราได้รับแล้ว

ที่เราอ่านพร้อมกันว่ามันเป็นมรดกจากพระเจ้า ฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นทายาทของพระเจ้านั้น เป็นนิรันดร์ แต่ความทุกข์ยากลำบาก ความกลัว ความโศกเศร้า การถูกข่มเหงรังแกเหล่านี้ การทนทุกข์ เหล่านี้ มันแค่แป๊บเดียว เปาโลจึงพูดเหมือนกันว่าเราไม่มองไปที่สิ่งที่มองเห็น  แต่เรามองไปที่สิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่มองเห็น มันอยู่แค่ชั่วคราว แป๊บเดียว แต่สิ่งที่มองไม่เห็น ในโลกวิญญาณ ที่เราได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ในพระเยซูคริสต์แล้ว มันอยู่ถาวรนิรันดร์ มันไม่มีวันสูญสิ้น เสียหายไปเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะใครเป็นคนปกป้องดูแลอยู่ ไม่ให้มันสูญสิ้น ใครนะ? พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  เป็นผู้ปกป้องไว้ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากที่มองเห็นบนโลกใบนี้ มันจะเป็นความทุกข์ชนิดไหน? แบบไหน? มาจากการถูกข่มเหงรังแก หรือมาจากธรรมชาติของโลกใบนี้ที่ตกอยู่ในความบาป ตกอยู่ในคำสาปแช่งแล้ว หรือจะเป็นเพราะเราประพฤติตัว หว่านลงไปทำเอง เกิดความทุกข์ หรือความทุกข์ที่คนอื่นเขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ทำให้เราเกิดความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์อะไรก็ตาม มันเป็นสิ่งที่อยู่แค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ถูกไหม? มันเทียบไม่ได้กับศักดิ์ศรีนิรันดร์ มรดกใหม่ที่เราได้รับเรียบร้อยไปแล้ว โดยการเชื่อในพระเยซูคริสต์ เอเมน

ย้ำอีกครั้งว่าช่วงเวลาที่เปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้ เป็นช่วงที่บรรดาผู้เชื่อกำลังถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก แต่เปโตรกำลังบอก ในข้อ 5 ที้เมื่อกี้เราอ่าน เมื่อสักครู่นี้ และถอยไปจนถึงข้อที่ 1 ที่เราเรียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ใน 5 ข้อที่ผ่านมาทั้งหมด ที่เราได้รับจากพระเจ้าเรียบร้อยแล้วนั้น สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ใน 5 ข้อนั้น มันน่าจะเพียงพอแล้วนะ พระเยซูพูดชี้ให้เห็น เพื่อให้เขาได้รับการหนุนใจ มีกำลังขึ้น แค่นี้น่าจะเพียงพอในการหนุนใจ ที่จะทำให้พวกเขา คือผู้เชื่อทั้งหลาย สามารถมีความชื่นชมยินดี และมีสันติสุขกับพระเจ้าได้ ในวิญญาณของเขา นึกออกใช่ไหมครับ ซึ่งในขณะเดียวกัน ทางร่างกาย กำลังตกอยู่ในสภาพของความตกใจกลัว อยู่ท่ามกลางอันตราย ถูกจับ ถูกฆ่า ถูกทรมาน จะตายเมื่อไร? จะทรมานเมื่อไร? ก็ไม่รู้ หนีหัวซุกหัวซุน ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในโลกปัจจุบัน ที่เขากำลังดำเนินชีวิติอยู่ ถ้าเขาเห็นความจริงทั้ง 2 อย่าง เขาก็จะมีกำลังใจในการอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น เพราะมันอยู่เพียงแค่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น มันเทียบอะไรกับสิ่งล้ำค่า ที่เขาได้รับ เป็นผลจากความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ได้ตั้งชื่อเรื่องวันนี้ “ผลของความเชื่อ ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์”

เพราะฉะนั้น เอามาใช้กับชีวิตของเราตอนนี้  เราก็ควรมองไปที่ 5 ข้อเมื่อสักครู่นี้ ที่บอก 1 เปโตร 1 ตั้งแต่ข้อ 1 – ข้อ 5 ว่าพระเจ้าได้กระทำอะไรให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ในโลกวิญญาณ แล้วมาเทียบกับในโลกวัตถุ ที่เราเผชิญอยู่ ในปัจจุบันที่จับต้องมองเห็นได้ชัดๆ มันเห็นเลย มันรู้สึกได้ มันรู้สึกชัดๆ ติดโควิด มันชัด ไปตรวจ ATK มันขึ้น 2 ขีด มันชัดๆ มันไม่ต้องมานั่งใช้ความเชื่อเลย เห็นชัดๆ นี่มันความทุกข์ยากชัดๆ เลย อาการมันเจ็บคอ หายใจไม่ออก เข้าโรงพยาบาล มันชัดๆ เป็นลูกพระเจ้า อธิษฐานตลอดเวลา ทำไมยังติดโควิด มันชัดๆ ติดโควิด คนอื่นไปฉีดวัคซีนไม่เป็นอะไร? ทำไมเราไปฉีดวัคซีนมีผลข้างเคียง เป็นโน่นเป็นนี่ ผลของโควิด  คนอื่นเขาก็ไม่กระทบ บางคนไม่เชื่อพระเจ้า ผลของโควิด ทำให้ค้าขายดีขึ้นด้วย ไปส่งเสริมค้าขายเขา แต่เราเชื่อพระเจ้า ไหนพระเจ้าบอกจะช่วยไง ผลของโควิด ทำให้เราค้าขายไม่ได้  ทำงานไม่ได้เกิดผล ไม่มีเงินใช้สอยเพียงพอ อย่างนี้เป็นต้น หรือเราถูกโกง ถูกเอาเปรียบอะไรต่างๆ เราเอามาใช้กับเราได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพียงชั่วคราว

และข้อสำคัญ ก็คืออย่าคิดว่ามันเกิดขึ้น เพราะพระเจ้าให้เกิด เพื่อจะมาทดสอบความเชื่อเรา ไม่ใช่พระเจ้าให้เกิด พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นตามกฎระเบียบของโลกใบนี้ ซึ่งมันตกอยู่ในคำสาปแช่ง มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่พระองค์ไม่ประสงค์

“พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้น แต่พระองค์ไม่ประสงค์”

พระองค์ให้สิทธิ์เราเลือก แล้วเมื่อมนุษย์เลือกที่จะทำบาป และคำสาปแช่งลงมาบนโลกใบนี้ พระองค์ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น แล้วมาช่วยเหลือทีหลัง มาดูข้อต่อไป 1 เปโตร 1:7 …

1 เปโตร 1:7 “เพื่อทดสอบความเชื่อแท้ของท่าน (ทดสอบผลของความเชื่อนี้) ว่าล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถเสื่อมสลายไปได้ แม้ได้หลอมให้บริสุทธิ์แล้วด้วยไฟ ผลของความเชื่อนี้ ก่อให้เกิดคำสรรเสริญ เกียรติและศักดิ์ศรี ในการดำเนินชีวิตของท่านเมื่อพระเยซูคริสต์ (ผู้สถิตอยู่ในท่าน) ปรากฏ (ผ่านทางความประพฤติของท่าน)”

 

คำว่า “ทดสอบความเชื่อแท้” หมายถึงการทดสอบผลของความเชื่อนี้

ผลของความเชื่อนี้อยู่ที่ไหน? ข้อ 2, 3, 4, 5 นั่นแหละ ที่ตะกี้บอกให้กลับไปดู ทดสอบผลของความเชื่อนี้ ทดสอบว่าอย่างไร? ว่ามันล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถเสื่อมสลายไปได้ แม้ได้หลอมให้บริสุทธิ์แล้ว ด้วยไฟ พูดง่ายๆ ว่าทองคำบริสุทธิ์ในสมัยนั้น มันถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากมายมหาศาล ผลของความเชื่อของท่าน มีค่าอย่างนั้นจริงหรือไม่

คำว่า “ทดสอบความเชื่อแท้” ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้ากำลังทดสอบความเชื่อของท่าน เหมือนที่บางคนเข้าใจ พระเจ้าดูว่าความเชื่อของท่านสูงพอไหม? ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ข้อความตรงนี้ พระเยซูกำลังบอกกับผู้เชื่อ ลูกๆ ของพระองค์ทั้งหลาย นึกถึงภาพพระเยซูยืนอยู่บนโลกใบนี้ แล้วก็พูดสิ่งนี้ ท่านจะเห็นภาพเลยว่าตอนที่พระองค์เดินอยู่บนโลกใบนี้ ท่านก็พูดสิ่งนี้เหมือนกัน พระองค์กำลังบอกกับผู้เชื่อทั้งหลายว่าเมื่อเราทั้งหลายมาเชื่อพระเจ้าแล้ว มาเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว ได้บังเกิดใหม่เป็นของพระเจ้าแล้ว เรากำลังอยู่ตรงกันข้ามกับระบบของโลกนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อยู่ที่ไหน? พระเยซูพูดที่ไหน? เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ

พอเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ ในวิญญาณเราอยู่ตรงกันข้ามกับวิญญาณที่ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ ก็คือวิญญาณของความไม่เชื่อ เรากำลังอยู่ตรงกันข้ามกับเหล่ามารซาตานและสมุนของมัน ที่เป็นศัตรูกับพระเจ้า ในโลกวิญญาณ ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะต้องเผชิญกับการถูกข่มเหงรังแก การต่อต้าน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างไม่ยุติธรรมในสายตาของมนุษย์ทั่วๆ ไป เป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ พูดง่ายๆ ว่าเป็นคริสเตียนนั่นเอง ตรงนี้กำลังจะบอกผู้เชื่อ ในสมัยนั้น เพราะผู้เชื่อสมัยนั้น อย่างที่บอกมันชัดเจน เขาถูกข่มเหงรังแก เขาต้องทนทุกข์ทรมาน เพราะเขาเป็น คริสเตียน เขาเป็นผู้ที่เชื่อแล้ว

เมื่อเราเชื่อพระเจ้าและบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้วในโลกวิญญาณ แน่นอน มันก็ไม่เหมือนกับระบบของโลกใบนี้แล้ว ที่ถูกนำโดยความบาป ด้วยความผิด โดยการต่อต้านพระเจ้า  ก็คือต่อต้านเราไปด้วย เหมือนที่พระเยซูคริสต์บอกว่า …

“เขาเกลียดชังเรา เขาก็จะเกลียดชังท่านเช่นเดียวกัน”

ตรงนี้กำลังพูดถึงโลกวิญญาณ เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเผชิญกับความทุกข์ จากการถูกต่อต้านของระบบโลกใบนี้ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับผู้เชื่อในทุกยุคทุกสมัย  (ในโลกวิญญาณ) ส่วนในโลกวัตถุ จะถูกข่มเหงเหมือนกับสมัยจักรวรรดิโรมันหรือไม่? มีปัจจัยเยอะแยะมากมาย ทั้งหมดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างไร? แต่มันเกิดขึ้นแน่นอน

ยกตัวอย่าง อย่างเช่นผู้เชื่อทุกวันนี้ คริสเตียนทุกวันนี้ ก็ยังมีหลายแห่งที่ยังถูกข่มเหงรังแกแบบนี้อยู่ คือถูกข่มเหงรังแก เพราะเป็นคริสเตียนเท่านั้นเอง มีอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับประชากรบนโลกใบนี้ ผู้เชื่อบางคนก็ต้องเผชิญกับปัญหาในครอบครัว อันนี้ชัดเจนเลยนะ บางคนเจอปัญหาในสังคม มีความอึดอัดที่จะบอกใครๆ ว่า …

“ฉันเชื่อพระเจ้า ฉันเป็นคริสเตียน”

กลัว ไม่ต่างอะไรกันกับที่คริสเตียนในสมัยโรมัน ที่กำลังอ่านจดหมายฉบับนี้อยู่ มีความกลัวเหมือนกัน เห็นไหม? แต่มันคนละลักษณะ ในปัจจุบันบางคนเป็นคริสเตียน ถูกมองเป็นตัวตลก เป็นคนโง่งมงาย อะไรอย่างนี้เป็นต้น

นี่คือการทดสอบความเชื่อ  ทดสอบผลของความเชื่อของท่านว่ามันล้ำค่าจริงไหม? ถ้ามันล้ำค่า ท่านจะรักษาเอาไว้ ดั่งชีวิตเลย มันล้ำค่าจริงหรือเปล่า?  ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถเสื่อมสลายไปได้ แม้ได้หลอมด้วยไฟ ผลของความเชื่อนี้ ก่อให้เกิดคำสรรเสริญ เกียรติและศักดิ์ศรี ผลของความเชื่อนี้ ผลของการบังเกิดใหม่ ได้รับชีวิตนิรันดร์ เป็นลูกของพระเจ้าได้รับมรดกนิรันดร์ ผลตรงนี้ ก่อให้เกิดคำสรรเสริญ เกียรติและศักดิ์ศรี ในการดำเนินชีวิตของท่าน เมื่อพระเยซูผู้สถิตในท่านปรากฏ ก็หมายถึงผลของความเชื่อของท่านที่ได้บังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณนี้ มันจะทำให้เกิดสง่าราศี เกียรติและศักดิ์ศรี ในการดำเนินชีวิต ก็คือในโลกวัตถุนี้ เห็นไหม? ในการประพฤติของท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในท่าน เมื่อท่านบังเกิดใหม่ พระเยซูเข้ามาสถิตอยู่ในท่าน

เมื่อพระเยซูคริสต์ปรากฏ “ปรากฏ” ตรงนี้หมายถึงเมื่อพระเยซูคริสต์สำแดง จากวิญญาณของท่านที่อยู่ในข้าง ออกมาทางร่างกายภายนอก เป็นความประพฤติ เมื่อพระเยซูคริสต์ฉายแสงของพระองค์ออกมา ผ่านทางร่างกาย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ความคิดของท่าน ก็คือปฏิบัติออกมา เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ตรงนี้ก็หมายถึงถ้าพูดถึงบริบทตรงนี้เลย ชัดๆ ก็คือเมื่อเขาข่มเหงรังแกท่าน เพราะท่านเป็นคริสเตียน เขาใส่ร้ายป้ายสีท่านว่าท่านเผาเมือง กบฎ เขาจะตามล่าท่าน ฆ่าท่านให้ตาย แต่ความประพฤติของท่าน หนีไหม? หนี กลัวไหม? กลัว แต่ไม่โต้ตอบ สงบ เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ภายในจิตวิญญาณของท่าน เต็มไปด้วยสันติสุข ที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ มันหมายถึงอย่างนั้น

นี่แหละ คือการทดสอบความเชื่อและทดสอบผลของความเชื่อว่ามันมีค่าเท่าไร?  มันมีค่ามากมายมหาศาล ในชีวิตของท่าน ในจิตใจของท่าน และมันจะโผล่ออกมาเป็นการปฏิบัติ 1 เปโตร 1:8 …

1 เปโตร 1:8 “แม้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ก็รักพระองค์ แม้ขณะนี้ ท่านไม่ได้เห็นพระองค์ แต่ก็เชื่อในพระองค์ และเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี ในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์สุดจะพรรณนา”

 

“แม้ท่านไม่เห็นพระองค์” นี่โลกอะไร? โลกวัตถุ ถูกไหม? ตาเนื้อเราไม่เห็นพระองค์ แต่ก็รักพระองค์ รักพระองค์ทางไหน? ในวิญญาณ ที่เกิดใหม่ เป็นลูก ในวิญญาณท่านเห็นไหม? มี 2 โลก

แม้ท่านไม่เห็นพระองค์ ก็คือในฝ่ายโลก ฝ่ายวัตถุ แต่ในโลกวิญญาณ ท่านรักพระองค์ พระองค์ใส่ความรักลงไปในวิญญาณของท่าน ตอนที่บังเกิดใหม่ พอท่านเชื่อพระเยซูและบังเกิดใหม่ปั๊บ การบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า มันมีลักษณะของความรัก ชนิดที่เป็นของพระเจ้าอยู่ในนั้น ท่านจะรักพระเจ้าโดยอัตโนมัติ เป็นธรรมชาติ อุแว้ออกมา รักพระเจ้า เหมือนกับเรามีลูก ทารกออกมา เขารักใครนะ? แม่ที่คลอดเขาออกมา เขาออกมา เขารักใคร เขารู้ แม่เขา ไม่ต้องมีใครไปสอน เป็นธรรมชาติของเขา ในโลกวิญญาณ ก็เป็นเช่นนั้น

เป็นทารกในวิญญาณ ออกมา ก็รักพ่อ ผู้ให้กำเนิด  ก็รักพระเจ้า และพระองค์ก็ทรงปกปักษ์ความรักนั้นไว้ ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แม้ท่านไม่เห็นพระองค์ ก็รักพระองค์ เข้าใจแล้วนะ

“แม้ขณะนี้ ท่านไม่ได้เห็นพระองค์” นี่โลกอะไร? โลกวัตถุที่ตามองเห็น  แม้ขณะนี้ ท่านดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ตอนนี้ ท่านเชื่อแล้วก็จริง  แต่ท่านก็ไม่ได้เห็นพระองค์ด้วยตาเนื้อของท่าน แต่ก็เชื่อในพระองค์ เชื่อในวิญญาณของท่าน เพราะว่าพระเจ้าเรียกท่านมา ให้ท่านบังเกิดใหม่ และเรียกท่านมา เพื่อท่านจะได้เชื่อในพระบุตร  ในวิญญาณของท่าน  ไม่มีเปลี่ยนแปลงแล้ว  ยังไงก็ต้องเชื่อ เพราะว่าเกิดมาเป็นโดยธรรมชาติ เป็นลูกแห่งความเชื่อฟัง ลูกที่เชื่อฟังพระเยซูคริสต์

“และเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์ สุดจะพรรณนา” ถามว่าที่ไหน? โลกวัตถุหรือโลกวิญญาณ? โลกวิญญาณ เรารู้ได้อย่างไร? สุดจะพรรณนาเป็นภาษามนุษย์ สุดจะพรรณนา หาคำพูดมนุษย์มาพูดไม่ได้เลยว่า …

“ฉันปิติยินดีในพระเจ้าขนาดไหน? ฉันปิติยินดีในชัยชนะที่พระเจ้าประทานให้กับฉัน ผ่านทางพระเยซูคริสต์ขนาดไหน? ฉันปิติยินดีขนาดไหน? ฉันพูดไม่ออก บอกไม่ถูก เพราะมันอยู่ในวิญญาณของฉัน ฉันชนะนรก ฉันชนะความพิพากษาลงนรกแล้ว ฉันเป็นลูกพระเจ้า ฉันจะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาลในสวรรค์สถาน ฉันมีมรดกมากมาย เต็มไปด้วยของล้ำค่ามากมาย ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เรียบร้อยแล้วในสวรรค์ วันหนึ่ง เมื่อจากโลกนี้ไป ฉันจะได้ไปรับร่างกายใหม่ในพระเจ้าและไปอยู่ในสวรรค์ใหม่ อยู่ในโลกใหม่ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้กับฉัน และในปัจจุบัน ฉันก็อยู่กับพระองค์อยู่แล้ว พระเจ้าสถิตอยู่ในฉัน”

อะไรต่างๆ เหล่านี้ มันคือความชื่นชมยินดี ในชัยชนะ ในโลกวิญญาณ ที่ไม่สามารถที่จะเอาสมอง แบบเนื้อหนัง มาคิดว่ามันคืออะไร? ได้ขนาดไหน? นี่คือพูด ได้แค่นี้ แต่จริงๆ ในวิญญาณ ฉันรับรู้ มันเยอะกว่านี้ตั้งเยอะเลย เปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีในวิญญาณ ในชัยชนะอันยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์สุดจะพรรณนา ก็คือการได้บังเกิดใหม่ ได้รับชีวิตนิรันดร์จากพระเจ้า  ด้วยความเชื่อ เปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีในสิ่งนี้ ในโลกวิญญาณ ต้องย้ำอยู่บ่อยๆ ในโลกวิญญาณ ไม่ใช่ในโลกวัตถุ ก็คือไม่ได้เปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดี ในทางความประพฤติตลอดเวลา

บางคนพยายามบอกผู้เชื่อ มาหนุนใจผู้เชื่อ รถถูกชน เกิดไฟไหม้บ้าน ปิติยินดีสิ  พูดมาเลย สรรเสริญพระเจ้า พระเจ้าบอกให้ชื่นชมยินดี หมายถึงให้ชื่นชมยินดีในใจ …

“ในวิญญาณฉันชื่นชมยินดี แต่ข้างนอก มันเป็นไปตามนี่แหละ ฉันยังรับไม่ได้ ชื่นชมยินดีได้อย่างไร? ยกตัวอย่างในบริบทนี้ ชื่นชมยินดีสิ ชื่นชมยินดีได้อย่างไร? ก็ฉันเห็นสามีของฉัน ลูกของฉัน ถูกทหารจับไป เสียบประจานที่ไม้กางเขน”

“ฉันเห็นเพื่อนของฉัน ผู้เชื่อที่รู้จักกัน ถูกนำไปให้สิงโตกิน”

“ปิติยินดีสิ ปิติยินดี”

“ไม่ใช่ ฉันกลัว ฉันเครียด เป็นเรื่องธรรมดา แต่ข้างในใจฉัน เต็มไปด้วยความยินดี เพราะพระเจ้าปกป้องสันติสุข และพระคุณความรอดของฉันไว้ ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ ซึ่งฉันไม่สามารถที่จะพูดออกมาเป็นภาษามนุษย์ ได้เลยว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น”

นี่มันแปลว่าอย่างนั้นมากกว่า ต่อไป 1 เปโตร 1:9 …

1 เปโตร 1:9 “ท่านได้รับผลของความเชื่อของท่าน คือวิญญาณของท่านได้รับความรอดแล้ว”

 

ซึ่งผลของความเชื่อของท่าน สรุป ก็คือวิญญาณของท่าน ได้รับความรอดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งมรดกนิรันดร์ ที่ได้พร้อมแล้ว

เวลาใครจะมีลูก  กำลังจะคลอด  ก็จะไปซื้อโน่นซื้อนี่ให้กับลูก พร้อมก่อนคลอด แล้วพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผู้ทรงรักมนุษย์ และสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้  พระองค์ทรงเตรียมอะไรให้กับมนุษย์บ้าง เมื่อให้มนุษย์บังเกิดใหม่ นั่นแหละ พร้อมแล้วสำหรับท่าน สิ่งเหล่านี้เป็นผลของความเชื่อของท่าน ทำให้เกิดสิ่งนี้ และสิ่งนี้ ก็คือสิ่งล้ำค่าอันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำบริสุทธิ์อีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ อยู่ในเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ใช่เกี่ยวกับความประพฤติ ที่แสดงออกถึงการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ ซึ่งมันขึ้นๆ ลงๆ

“ในโลกวิญญาณ ฉันรู้ ฉันเข้าใจ ฉันบอกว่าฉันรู้”

“รู้อะไร?”

“รู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย รู้ว่าพระเจ้าทำให้ฉันบังเกิดใหม่ รู้ว่าฉันเป็นลูกพระเจ้า”

นั่นคือทางวิญญาณ  ไม่มีขึ้นๆ ลงๆ นิ่งเลย เพราะพระเจ้าเป็นผู้ปกป้อง ความเชื่อนี้ แต่ในโลกวัตถุ ในเรื่องร่างกาย การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในความประพฤติที่แสดงออกมา มันขึ้นๆ ลงๆ เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง เพราะฉะนั้นความจริง ไม่ได้อยู่ตรงเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง หรือว่าขึ้นๆ ลงๆ เป็นไปตามความรู้สึก ความจริงในโลกวิญญาณ มันคือความจริงที่พระเยซูบอกว่าความจริงนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง จะไม่มี อะไรมาลบล้างความจริงนี้ได้เลย  แต่ความประพฤติของเรา อาจจะเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ มันเป็นความรู้สึก

พูดง่ายๆ ว่าเราจะรู้สึกเศร้าอย่างไร แต่ในวิญญาณของเราเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี เราจะรู้สึกว่าเราเป็นคนบาปอย่างไร? ในวิญญาณเรารู้ว่าเราเป็นคนชอบธรรม เรารู้สึกว่าเรากลัวอย่างไรก็ตาม แต่ในวิญญาณเราเต็มไปด้วยความกล้าหาญ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนสกปรกอย่างไร แต่ในวิญญาณเรารู้ว่าเราเป็นคนบริสุทธิ์สะอาดหมดจด  เรามีความรู้สึกว่าอะไรก็ตาม ที่เรากระทำ แล้วมันไม่ถูกต้อง แต่ในวิญญาณเรารู้ว่าเราได้รับการอภัยเรียบร้อย ครบถ้วนบริบูรณ์ ตั้งแต่ก่อนทำแล้ว

เราจะรู้สึกว่าเราขาดแคลนขัดสน เงินทองก็ไม่มี อะไรต่างๆ ก็ไม่มี นี่เรารู้สึก แต่ในวิญญาณ เรารู้ว่าเรามั่งมี ถ้อยคำพระเจ้าบอกไว้อย่างนั้น เราเพียงพอ อะไรประมาณนั้น

ผลของความเชื่อของท่าน คือวิญญาณของท่านนั้นได้รับความรอดนิรันดร์ พร้อมด้วยมรดกอะไรต่างๆ ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้กับท่านเรียบร้อยแล้ว ที่ในสวรรค์ เตรียมไว้ที่ไหน? ในสวรรค์ ในสวรรค์ คือในโลกวิญญาณที่มองไม่เห็น พระเยซูจึงบอกไง …

“ใครมีตา จงมองให้เห็นเถิด  เพราะมันมองไม่เห็น ต้องเปิดตาฝ่ายวิญญาณ ถึงจะมองเห็น”

1 เปโตร 1:10 “บรรดาผู้เผยพระวจนะ ผู้ได้กล่าวล่วงหน้าถึงพระคุณ ที่จะมีมาถึงท่านนั้น ได้ตั้งใจสืบเสาะค้นหาอย่างถี่ถ้วนที่สุด เกี่ยวกับพระคุณความรอดนี้”

 

ถามว่ามันมีค่า ล้ำค่ามากยิ่งกว่าทองคำ และความยิ่งใหญ่ของความรอด ซึ่งเป็นผลของความเชื่อศรัทธา มันมีค่าเท่าไร? มันมีราคามากมายเท่าไร? เป็นของที่ใครๆ อยากได้มากเท่าไร? พระเยซูก็เลยอธิบายให้ฟัง

พระเยซูอธิบายให้ฟังผ่านทางเปโตรว่าอย่างนี้ รู้ไหม? ที่ท่านได้ไป เราเล่าให้ฟังตั้งแต่ข้อที่ 1 – ข้อที่ 9 ความรอดนิรันดร์ในวิญญาณของท่าน มรดกนิรันดร์ ที่พระเจ้าจัดเตรียมให้ในสวรรคสถาน ให้เรียบร้อย สำหรับท่านนั้น ท่านรู้ไหมมีค่าเท่าไร? ไม่รู้ใช่ไหม? พระเยซูก็ชี้ให้เห็น

บรรดาผู้เผยพระวจนะ  หมายถึงอดีตในพระคัมภีร์เดิม หลายๆ พันปีก่อน คนที่เป็นผู้เผยพระวจนะ ที่พระเจ้าใช้ในการบอกล่วงหน้า ถึงอะไรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เขาได้กล่าวล่วงหน้า ถึงพระคุณ ก็คือถึงข่าวดี ข่าวประเสริฐนี้ ที่บังเกิดใหม่ ได้รับมรดกนิรันดร์ ความรอดนิรันดร์ เขาได้พูดถึงข่าวประเสริฐ ที่เป็นยุคของท่าน “ท่าน” คือผู้เชื่อตอนนั้น ก็คือผู้เชื่อยุคสมัยพระเยซู เขาได้เผยพระวจนะถึงเรื่องข่าวประเสริฐ ความรอดแบบนี้ แบบในพระเยซูคริสต์นี้ เกี่ยวกับพวกท่าน และเขายังได้ตั้งใจที่จะสืบค้นหา อย่างถ้วนถี่ เกี่ยวกับพระคุณความรอดนี้ คือพอเขาได้รับถ้อยคำจากพระเจ้า ถึงเรื่องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐ พระเยซูคริสต์เป็นพระมาซีฮาห์ จะมาบนโลกใบนี้ จะช่วยมนุษย์ให้รอด ยกตัวอย่างเช่น เอลียาห์  เยเรมีย์  กษัตริย์ดาวิด อะไรต่างๆ เหล่านี้ เขาได้รับถ้อยคำจากพระเจ้า ซึ่งก็คือพระเยซูนั่นเอง เป็นวิญญาณของพระเยซูนั่นเอง ในนี้เขียนไว้เลย เขาได้รับถ้อยคำจากพระเจ้า เขาก็จดบันทึกไว้ แล้วเขาก็เอาไปประกาศกับคนอิสราเอล ที่เชื่อพระเจ้าในสมัยนั้นว่าอนาคตจะเป็นอย่างนี้ เขาเรียกว่าเผยพระวจนะ บอกล่วงหน้า พอเขาจดเสร็จ เผยพระวจนะเสร็จ เขาเองอยากจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ พระเยซู พระมาซีฮาห์จะมาเริ่มต้นข่าวดีตรงนี้ เมื่อไร? กับใคร? เขาสืบหา ค้น พยายามจะคำนวณเอย คิดเอย พยายามจะหาให้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น เมื่อไร? ที่บอกว่าพระเจ้าจะเสด็จมาอยู่ด้วย มีนามว่าอิมานูเอล จะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่บอกว่าพระองค์จะเกิดที่เมืองเบธเลเฮมเมื่อไร? ในยุคไหน?  เขาคิดอย่างนั้น

พระเยซูกำลังบอกว่ามันมีค่าเท่าไร? ขนาดผู้เผยพระวจนะในอดีต เป็นพันๆ ปีมาแล้ว เผยถึงเรื่องพระเยซูคริสต์ ก็อยากจะรู้ว่าพระองค์เกิดมาในยุคใคร? เพื่อใคร? และเมื่อไรจะมา? มาดูข้อ 11 ต่อ …

1 เปโตร 1:11 “พวกเขาพยายามพิเคราะห์หาดูว่าสิ่งที่พระวิญญาณของพระคริสต์ในพวกเขา ได้บอกบ่งชี้ไว้นั้น จะเกิดขึ้นกับใคร และจะเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อพระองค์ได้บอกล่วงหน้า ถึงการทนทุกข์ของพระคริสต์ และบรรดาพระเกียรติสิริที่จะตามมา”

 

“พวกเขา” ก็คือพวกผู้เผยพระวจนะเหล่านั้นในอดีต เขาพยายามพิเคราะห์หาดู ดูแล้วดูอีก ดูคำเผยพระวจนะของตนเอง ที่พระเยซูพูดให้ฟัง คิดต่อ อธิษฐานต่อ พิเคราะห์ดูว่าสิ่งที่พระวิญญาณของพระคริสต์เผยพระวจนะ บอกล่วงหน้า  ใครเป็นคนบอกล่วงหน้า ที่เขาจดเอาไว้ ที่เขาเขียนออกมาบอกกับประชากรสมัยนั้น พระคัมภีร์เดิม ก็คือพระเยซูเอง

ผมถึงบอกไงว่าพระเยซูเป็นผู้เริ่มต้นทุกอย่าง จนกระทั่งพระองค์มาประกาศเอง ด้วยการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ 33 ปี เสร็จแล้วพระองค์ก็เข้ามาสถิตอยู่กับมนุษย์ผู้เชื่อ พระองค์ก็เป็นผู้พูด ตอนนี้พระองค์ก็พูดผ่านทางเปโตร  แต่ที่กำลังบันทึกอยู่นี้ พระองค์เป็นผู้พูดผ่านทางผู้เผยพระวจนะ ในอดีต เอลียาห์  เอลีชา  เยเรมีย์  ดาเนียล  กษัตริย์ดาวิด อะไรประมาณนี้  เยอะแยะ

ถามอีกที ใครเป็นผู้พูดผ่านทางผู้เผยพระวจนะ? พระเยซูคริสต์

ซึ่งพระวิญญาณของพระเยซูคริสต์ในพวกเขา มันไม่ใช่ “ใน” นะ ตรงนี้ ภาษาเดิมสามารถแปลได้ 3 อย่าง คือใน  บน และท่ามกลาง มันไม่ใช่ในแน่นอน เรารู้แล้ว คำว่า “ใน” คือต้องเกิดที่ด้านในวิญญาณ  นี่ไม่ใช่ในวิญญาณ  ในอดีตนั้น เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์มาปกคลุม มาอยู่บน พระคัมภีร์จะใช้คำนี้หมดเลย  พระวิญญาณของพระคริสต์มาหนือหรือบนเขา แล้วเขาก็เผยพระวจนะ ต้องเป็น “บน”  “ใน” นี้ คือเกิดใหม่แล้ว อย่างพวกเรา สมัยยุคพระเยซูคริสต์มาเกิดแล้ว ทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน เรียกว่าใน พระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา ซึ่งมันมีค่ามากมายมหาศาล ซึ่งผู้เผยพระวจนะในอดีต เขาอยากจะรู้ อยากจะพิเคราะห์ดู มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร?

“พระวิญญาณของพระคริสต์บน” ต้องเปลี่ยนเป็นบนนะ “บนพวกเขา ได้บ่งบอกชี้ไว้นั้น จะเกิดขึ้นกับใคร?  ดาเนียลอยากรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นกับใครน๊า ที่บอกว่าพระองค์จะมาเป็นพระมาซีฮาห์ ช่วยมนุษย์ให้รอด ที่พระเจ้าสัญญาว่าเราจะให้ใจใหม่กับเจ้า เราจะประทานวิญญาณใหม่ให้กับเจ้า มันจะเกิดขึ้นเมื่อไรน๊า ให้กับใคร? ยุคไหน? มันแปลว่าอย่างนั้น

จะเกิดขึ้นกับใคร? เกิดขึ้นเมื่อไร? เมื่อพระองค์ได้บอกล่วงหน้า ก็คือพระวิญญาณของพระคริสต์ เมื่อพระวิญญาณของพระคริสต์ปกคลุมอยู่เหนือเขา และพระวิญญาณของพระคริสต์ได้บอกล่วงหน้า ถึงการทนทุกข์ของพระคริสต์ การทุกข์ทรมานของพระมาซีฮาห์ คือพระคริสต์ตรงนี้ เน้นถึงการที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ และตายที่ไม้กางเขน ก็คือพระมาซีฮาห์

เมื่อพระวิญญาณของพระคริสต์ได้บอกล่วงหน้า ถึงเกี่ยวกับเรื่องการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ ผู้ช่วยให้รอด และบรรดาพระเกียรติสิริที่จะตามมา หมายถึงเผยพระวจนะล่วงหน้าถึงการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน และพระเกียรติสิริ ที่จะตามมาของการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์นั่นแหละ มันหมายถึงอย่างนั้น

ใครบอกล่วงหน้า? บอกอีกที พระเยซู บอกล่วงหน้าถึงใคร? บอกล่วงหน้าถึงพระมาซีฮาห์

“พระเยซู” ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “พระวิญญาณของพระคริสต์” ในหลายๆ แห่ง ในลักษณะเดียวใช้คำว่า “พระวิญญาณของพระคริสต์” เพราะฉะนั้น พระวิญญาณของพระคริสต์ ก็คือตัวพระคริสต์ ได้บอกถึงการทนทุกข์ของพระมาซีฮาห์ ผู้ที่พระเจ้าเลือกตั้ง เจิมไว้แล้ว  เพื่อมาช่วยให้รอดว่าพระองค์จะทรงทนทุกข์ทรมาน ถูกตรึงกางเขนอย่างไร? และพระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 อย่างไร? และสง่าราศีเหล่านั้น มีไปถึงคนที่เชื่อในการทนทุกข์ ทรมานของพระเยซูคริสต์ ในการตายของพระเยซูคริสต์  และการเป็นขึ้นจากความตาย  ผู้เชื่อก็จะได้ตายกับพระเยซูคริสต์ และเป็นขึ้นจากความตายเหมือนพระองค์ ได้บังเกิดใหม่ นี่คือผลของความเชื่อศรัทธาที่เรากำลังคุยกันตอนนี้อยู่ ในยุคปัจจุบันนี้ ในยุคของพระคัมภีร์ใหม่นี้ 1 เปโตร 1:12 ต่อเนื่องมา …

1 เปโตร 1:12 “พวกเขาได้รับการสำแดงว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้พยากรณ์ถึงนั้น ไม่ใช่เพื่อพวกเขาเอง (ไม่ใช่ในยุคของพวกเขา) แต่เพื่อพวกท่าน บัดนี้ บรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐได้แจ้งสิ่งต่างๆ เหล่านี้แก่ท่านแล้ว โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (องค์เดียวกัน) ซึ่งส่งมาจากสวรรค์ แม้แต่ทูตสวรรค์ ยังปรารถนาจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้”

 

พวกเขาพยายามพิเคราะห์ดู หาดูแล้ว จึงได้รู้ว่าสิ่งที่เขาพยากรณ์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเขา ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเอลียาห์หรอก ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงกษัตริย์ดาวิดหรอก ไม่ได้เกิดในช่วงดาเนียลหรอก แต่มันจะเกิดขึ้นในช่วงยุคของท่าน “ท่าน” ในที่นี้ คือผู้เชื่อในข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ก็คือชาวยิวที่เป็นคริสเตียน ในยุคโรมันเรืองอำนาจนั้น

ในยุคของพวกเขา แต่พวกท่าน “ท่าน” ในที่นี้ หมายถึงผู้เชื่อนั่นเอง ในยุคพระคัมภีร์ใหม่  ไม่ใช่ในยุคของพวกเขา ก็คือในยุคพระคัมภีร์เดิม ในผู้เผยพระวจนะ ชาวอิสราเอล บรรพบุรุษนั้น

บัดนี้ บรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ได้แจ้งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แก่ท่านแล้ว  บรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ก็คือเปโตร ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย อัครทูต และผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ในยุคพระคัมภีร์ใหม่ที่เชื่อพระเยซู แล้วพระองค์ทรงใช้ ให้เป็นนักประกาศ ออกไปประกาศข่าวดี เหมือนศิษยาภิบาลไปประกาศข่าวดี ท่านเชื่อพระเจ้า แล้วท่านไปประกาศข่าวดีนั้น

ท่านลองสังเกตตรงนี้นะ บรรดาผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ได้แจ้งสิ่งต่างๆ เหล่านี้แก่ท่านแล้ว ถ้าพูดถึงในยุคกำลังอ่านอยู่นี้ ก็คือพวกบรรดาอัครทูต ตั้งแต่เปโตรไป ได้ประกาศถึงข่าวดี ได้แจ้งถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ให้แก่ท่านแล้ว โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ องค์เดียวกัน ซึ่งส่งมาจากสวรรค์ ก็คือโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเยซูคริสต์ ที่ได้เข้ามาสถิตอยู่กับท่าน ตอนที่ท่านได้บัพติศมาด้วยไฟจากพระวิญญาณ ตอนที่ท่านมาเชื่อพระเจ้า แล้วได้บังเกิดใหม่นั้น พระเจ้าได้ลงมาสถิตอยู่กับท่าน พระวิญญาณนั้นจะเป็นผู้ประกาศผ่านทางชีวิตของท่าน ผ่านทางเปาโล เปโตร เพื่อให้ท่านทั้งหลาย ได้รับทราบว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้สัญญาไว้ คือพระเยซูคริสต์ต้องทนทุกข์ที่ไม้กางเขน  และเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 เพื่อบรรดาผู้คนทั้งหลายในโลกใบนี้ ที่เชื่อในพระองค์ จะได้รับความรอด

ดูสิ มีค่ามากเท่าไร? ประโยคสุดท้าย “แม้แต่ทูตสวรรค์ยังปรารถนาจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้” ขนาดทูตสวรรค์ยังตื่นเต้น ไม่แพ้ผู้เผยพระวจนะในอดีต ที่เผยถึงสิ่งเหล่านี้  แต่ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร? เกิดขึ้นกับใคร? ทูตสวรรค์ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน พระองค์ทรงกระทำยิ่งใหญ่ขนาดนี้  ทำให้ใคร? เมื่อไรจะมา ไหนพระเยซูจะมาเกิดเป็นมนุษย์ พระเจ้าจะมาเป็นมนุษย์เองเลยเหรอ จะมาช่วยมนุษย์ง่ายๆ แบบนี้เลย เป็นพระคุณ ให้ฟรีๆ อย่างนี้เลยเหรอ ถึงขนาดนี้เลยเหรอ เกิดขึ้นเมื่อไร? เกิดขึ้นอย่างไร? ตื่นเต้นไปด้วย นี่คือสิ่งที่บอกว่ามีค่ามากมายมหาศาล  ก็คือข่าวประเสริฐ ความรอด การบังเกิดใหม่ การเป็นลูกของพระเจ้า โดยไม่ต้องทำอะไร พระเจ้าทำให้ฟรีๆ ในเรื่องราวของข่าวประเสริฐ ข่าวประเสริฐนี้ จึงเรียกว่าข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ

“พระคุณ” คือเราไม่ต้องทำอะไรเลย พระองค์ทรงทำให้ฟรีๆ เป็นของขวัญ ไม่ใช่ข่าวประเสริฐที่เราต้องทำเองนิดหนึ่ง ข่าวประเสริฐที่ต้องทำเอง หน่อยหนึ่ง ข่าวประเสริฐ ที่เราต้องทำเองเยอะขึ้น ไม่ใช่ข่าวประเสริฐที่จะมาบอกเราว่าเมื่อเรารอดแล้ว ช่วยพระเจ้าอีกหน่อยหนึ่ง รักษาความรอดให้ดีๆ ไม่ใช่ พระองค์ทรงกระทำเองผู้เดียว และปกป้องคุ้มครอง ดูแล ผู้เดียว และดูแลจนถึงความสำเร็จ แต่เพียงผู้เดียว  ข้อที่ 13 …

1 เปโตร 1:13 “เพราะฉะนั้น (เมื่อรู้ตัวตนที่แท้จริงในวิญญาณของท่านแล้ว และฐานะอันสูงส่ง คือเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น) จงเตรียมความคิดจิตใจให้พร้อม จงรู้จักบังคับตนเอง จงตั้งความหวังแน่วแน่ ในพระคุณความรอด ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งจะประทานแก่ท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาปรากฏ”

 

“เพราะฉะนั้น” แปลว่าอะไร? ที่ได้รับรู้ความจริงในเรื่องโลกวิญญาณ มาตั้งแต่บทที่ 1  ข้อที่ 1 จนถึงเดี๋ยวนี้ 12 ข้อ เพราะฉะนั้น 12 ข้อที่ท่านอ่านดูแล้ว ท่านพิจารณาดูหลายวัน หลายปีแล้ว เข้าใจบ้างเรียบร้อยแล้ว ถึงเรื่องข่าวประเสริฐ และอะไรเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ? ท่านเป็นใครในวิญญาณของท่าน? ท่านเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มีมรดกอย่างไร มากมายมหาศาล มีค่ามากขนาดนั้น  สรุปทั้งหมด 12 ข้อ

เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ตัวตนแท้จริงของท่านแล้วว่าในโลกวิญญาณ ท่านมีฐานะอันสูงส่ง เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เป็นอื่นเลย ก็จงเตรียมความคิด ก็คือหมายถึงความประพฤติแล้ว แต่ท่านต้องรู้ก่อนว่าในโลกวิญญาณ ท่านเป็นใคร? ตอนนี้หมายถึงว่าท่านต้องเตรียมความประพฤติของท่าน รู้แล้ว ความจริงเป็นอย่างนี้ปุ๊บ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ใครมาทำอะไรต่างๆ ฉันจะต้องมีปฏิกิริยาพร้อมที่จะแสดงออก พร้อมที่จะโต้ตอบ พร้อมที่จะทำการยอมรับ หรือโต้ตอบด้วยวิธีใด?

“จงเตรียมความคิดจิตใจให้พร้อม” ที่ไหน? ก็โลกวัตถุแล้ว  มาร่างกายเราแล้ว จงเตรียมความคิดจิตใจให้พร้อม

“จงรู้จักบังคับตน” คือบังคับให้มันทำตามความเป็นจริงในโลกวิญญาณ ที่ฉันเป็นใครในพระเยซูคริสต์อยู่

“จงตั้งความหวังแน่วแน่ในพระคุณ ความรอด ที่ครบถ้วนบริบูรณ์” ก็คือด้านวัตถุเหมือนกัน ตั้งความหวัง ก็คือตั้งความคิด ที่มันมีความรู้สึกแย่บ้าง?  ไม่ดีบ้าง? กลัวบ้าง? ไม่มีความหวังบ้าง? นั่นแหละ มาเริ่มตั้งใหม่ พอมันเสียใจปุ๊บ ก็ตั้งใหม่ ตั้งความคิดนั้น ให้มีความหวังในความรอดบริบูรณ์ ซึ่งจะประทานแก่ท่าน เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาปรากฏ ก็คือตั้งความประพฤติของท่านให้ดีงาม จนกว่าวันที่พระเยซูคริสต์กลับมา ก็คือสิ้นสุดวันในโลกใบนี้ วันที่พระคริสต์กลับมา หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือวันที่ท่านไปหาพระเยซู มันเหมือนกัน วันที่ท่านตาย จากโลกนี้ไป หรือวันที่พระเยซูกลับมาอีกที อันใดอันหนึ่ง

จะเห็นว่าให้เตรียมตัวให้พร้อม ในโลกวัตุที่ตามองเห็น คือเตรียมความประพฤติตามวิญญาณที่ได้เกิดใหม่แล้วนั่นเอง ในโลกมองเห็น ความประพฤติต้องทำอย่างไร? ตั้งความคิด จิตใจไว้ว่าจะดำเนินชีวิต ประพฤติตัวให้สมกับการเป็นลูกของพระเจ้าที่ได้เกิดใหม่แล้วนั่นเอง ซึ่งเมื่อเราใคร่ครวญความจริงใน 12 ข้อนี้ทั้งหมด ที่บอกมา จดจ่ออยู่ที่ข่าวประเสริฐในความจริงนี้ เรื่องราวของโลกวิญญาณ  ที่ได้เรียนรู้โดยพระเยซูคริสต์เป็นผู้บอกเรานี่แหละ เกี่ยวกับพระคุณของพระเจ้า เกี่ยวกับสวรรค์ ให้เราใคร่ครวญสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่ตลอดเวลา เสมอๆ

ความจริงในเรื่องเกี่ยวกับข่าวประเสริฐ ในเรื่องโลกวิญญาณนี้  ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเดิมของเรา ก่อนที่เราจะเชื่อพระเจ้านั่นแหละ แบบเนื้อหนังร่างกาย แบบระบบของโลกนี้  ก็คือเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงโปรแกรมเก่า ที่เคยดำเนินชีวิตก่อนมาเชื่อพระเจ้า ที่เคยชินกับโลกใบนี้ การตัดสินอะไรต่างๆ การประพฤติต่างๆ ตามที่เคยทำ

ความจริงเหล่านี้ก็จะมาเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจ ตรงนี้เสียใหม่ ในโลกวัตถุที่มองเห็น ตามองเห็นปุ๊บ มันจะคิดไปเหมือนเดิม เอาความคิดจิตใจแบบใหม่  ให้สมกับเป็นลูกพระเจ้า  มาเปลี่ยนแปลงความคิด ให้ความคิดมันคล้อยตามความจริงของข่าวประเสริฐ  ที่เราได้เรียนรู้ 12 ข้อนั้น ให้ 12 ข้อนั้น มาเปลี่ยนแปลงความคิดเดิมเสียใหม่ และพระสิริของพระเจ้า ฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ในวิญญาณของเรา  ก็จะสำแดงออกมาชัดเจน มากขึ้นเรื่อยๆ  ผ่านทางการดำเนินชีวิต การประพฤติในร่างกายนี้ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย สมองนั่นเอง คือมันเปลี่ยนแปลงความคิด พระคัมภีร์บอกในโรม 12:1, 2 บอกว่า … “เมื่อท่านเปลี่ยนแปลงความคิดของท่าน ความคิดที่เปลี่ยนไป จะทำให้ความประพฤติเปลี่ยน”

ความประพฤติท่านไม่มีทางเปลี่ยนหรอก ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดก่อน ความคิดเปลี่ยนแปลง โดยเอาถ้อยคำพระเจ้า ที่บอกว่าท่านเป็นใครในโลกวิญญาณแล้ว เมื่อมาเชื่อพระเจ้า  12 ข้อ เมื่อตะกี้ที่บอก แล้วเอาความจริงเหล่านี้ มาเปลี่ยนแปลงความคิด พอเปลี่ยนแปลงความคิดได้มากเท่าไร? ความประพฤติทางร่างกาย มันก็จะเป็นไปตาม สมกับเป็นลูกของพระเจ้าเท่านั้น เปลี่ยนมาก ก็ ทำได้มาก เปลี่ยนน้อย ก็ทำได้น้อย  แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากหรือเปลี่ยนน้อย ข้อ 1-12 ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่มีวันเสื่อมสลาย  ไม่มีวันสูญสิ้น เพราะพระเจ้าปกปักษ์ คุ้มครอง ดูแลความจริงเหล่านั้น ให้เป็นของท่าน ในโลกวิญญาณ และมันจะเป็นอย่างนั้น ตลอดเลย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับความประพฤติของท่าน ที่ท่านจะเปลี่ยนแปลงได้เยอะหรือน้อยก็ตาม ไม่สำคัญ สำหรับพระเจ้าเลย เพราะตัวจริงๆ ของท่าน คือวิญญาณและจิตใจของท่านนั้น เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว เป็นลูกของพระองค์แล้ว และเป็นตัวตนที่แท้จริง ที่ท่านจะไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์เท่านั้น เมื่อวันที่ท่านจากโลกนี้ไป ท่านทิ้งร่างกาย ความประพฤติ ทุกอย่าง บนโลกใบนี้ จบไปแล้ว ท่านไม่ได้เอาร่างกายไปด้วย  นั่นคือความจริงที่พระเจ้าจึงสามารถอภัยให้กับท่านได้ทุกอย่าง เพราะวิญญาณของท่านรอดแล้วนั่นเอง

พระเจ้าทรงเลือกมนุษย์ทุกคนให้มาเชื่อในพระเยซูคริสต์ ให้มาเชื่อในการกระทำการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ ที่ไม้กางเขน เชื่อในข่าวดี เพื่อจะได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า ลูกแห่งการเชื่อฟัง ทั้งหมดนี้ เรามนุษย์ทั้งหลายทุกคน ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ตอบรับคำเชื้อเชิญของพระเจ้าเท่านั้น ก็สามารถได้บังเกิดใหม่ มาเป็นลูกพระเจ้า  ลูกแห่งการเชื่อฟัง ในวิญญาณ ซึ่งบางครั้งทางร่างกายอาจจะประพฤติไม่เชื่อบ้างก็ตาม พูดง่ายๆ ว่าเมื่อเราเชื่อในพระเจ้า เราก็จะกลายเป็นผู้ชอบธรรม ที่บางครั้งทำบาป เป็นผู้ชอบธรรมโดยวิญญาณ  ที่บางครั้งมีความประพฤติ ไม่ชอบธรรมบ้าง คนละเรื่องกัน

พระเจ้ากำลังเคาะประตูใจของเรา มนุษย์ทั้งหลายตลอดเวลา เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายได้รับรู้ความจริงเหล่านี้ คือข่าวดีแห่งพระคุณของพระเจ้า  เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลาย เปิดใจต้อนรับคำเชิญของพระองค์ รับความช่วยเหลือจากพระองค์ ด้วยการรับพระคุณนี้ “พระคุณ” แปลว่าไม่ต้องทำอะไรเลย มารับของขวัญฟรีๆ จากพระองค์ และเมื่อใครก็ตามที่เปิดใจ ขบวนการการบังเกิดใหม่ ผ่านทางความเชื่อ ก็เกิดขึ้น โดยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นอัศจรรย์ จากพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น มนุษย์ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เลย แต่พระเจ้าทำสิ่งอัศจรรย์เหล่านี้ โดยตัวของพระองค์เอง ทุกสิ่งเป็นขบวนการของพระเจ้า อย่างเดียวเลย ไม่เกี่ยวอะไรกับมนุษย์เลยแม้แต่นิดหนึ่ง เราจึงเรียกว่าข่าวดีแห่งพระคุณ เราจึงเรียกว่าพระคุณความรอด  โดยไม่ต้องทำอะไร ไม่ทำอะไร คือไม่ทำจริงๆ ไม่ทำอะไร คือพักผ่อนจริงๆ ในพระองค์

พระคุณของพระองค์ คือตรงนี้ นี่คือความจริงในข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ และวิธีการที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์ ก็คือนำความจริงนี้ไปใคร่ครวญตลอดเวลา แล้วความคิดของท่านจะเปลี่ยน พอความคิดของท่านเปลี่ยน แล้วความประพฤติของท่านจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ขอบคุณพระเจ้า ในนามพระเยซู เอเมน  พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

***********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

2 โคริธ์ 5:6-8 “6 เพราะฉะนั้น เรามั่นใจอยู่เสมอ และรู้แล้วว่าขณะที่อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ เราอยู่ห่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้า 7  เพราะว่าเราดำเนินโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น 8 และเรามั่นใจและพอใจ ที่จะไปจากร่างกายนี้ และอาศัยอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่า”

 

แม้ความจริงของพระเจ้าจะบอกเราว่าทันทีที่เราบังเกิดใหม่   วิญญาณของเราได้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย สะอาด บริสุทธิ์เต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้า พระเจ้าพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในเรา เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงในโลกวิญญาณ ซึ่งเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ทันทีที่เราเชื่อ แต่เนื่องจากตาเนื้อเรามองไม่เห็น มือเราสัมผัสไม่ได้ แต่เรารับรู้ในวิญญาณ เราจึงต้องใช้ความเชื่อ

 

เชื่อตามที่พระเจ้าบอกเราในถ้อยคำของพระองค์ แน่นอน เมื่อเรารู้ความจริงเหล่านี้ ถ้าเลือกได้ เราก็อยากกลับไปอยู่กับพระเจ้า ซึ่งดีกว่าเยอะเลย แต่ที่พระเจ้ายังให้เราอยู่บนโลกนี้ ก็เพื่อรับใช้พระองค์ สำแดงความรักของพระองค์ที่อยู่ภายในเราเรียบร้อยแล้วออกมา ประกาศฤทธานุภาพแห่งข่าวดีของพระเยซู ดำเนินชีวิตให้เป็นไปด้วยกันกับความจริงที่เราเป็นอยู่ มอบอวัยวะทุกส่วนในร่างกายให้พระเจ้าใช้ เปลี่ยนโปรมแกรมความคิดเดิมที่เราเคยชิน มาเป็นโปรแกรมความคิดใหม่ตามถ้อยคำพระเจ้า แล้วบุคลิกลักษณะของเราก็จะถูกเปลี่ยนใหม่ เป็นเหมีอนพระเจ้า พ่อของเรามากขึ้น

 

1 ยอห์น 4:17-18 “17 ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้ ความรัก​​ (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม​  ก็​เพราะชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มี​ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น   เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่​เหมือน​กับ​ชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์ 18 ไม่มีความกลัวในความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) แต่ความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) ที่สมบูรณ์ครบถ้วน (ภายในเรา) ขจัดความกลัวออกไปจนหมดสิ้น”

เพราะความกลัว (ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง) ทำให้เกิดความคิดฟ้องผิด (ว่าถูกตัดสินลงโทษ) ดังนั้นผู้ที่ยังกลัวอยู่ (ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง กลัวการถูกลงโทษในวันพิพากษา) คือผู้ที่ยังไม่มีความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) ที่สมบูรณ์ครบถ้วนภายในเขา

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1355

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  13  มีนาคม  2022

เรื่อง “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ลำบาก” ตอน 1

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

วันนี้เราจะมาหนุนจิตชูใจกัน โดยให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำเราในการปลอบโยนจิตใจของเราจากพระเจ้า  เพราะเราอยู่ในยุคนี้ ในปัจจุบันนี้ รู้สึกต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน  ทั้งด้านสุขภาพ ทั้งด้านการกินการอยู่  ทั้งด้านความปลอดภัย ในชีวิต ในการเดินทางทุกอย่าง มันเหมือนกับว่าเราอยู่ในยุคของความทุกข์ยากลำบากมากเหลือเกิน แต่พระเจ้าบอกว่าไม่หรอก มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหน แต่ไรแล้ว คือความทุกข์ยากลำบาก มันอยู่อย่างนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่อาดัม ทิ้งพระเจ้า และก็หันมาพึ่งพาตนเอง อยู่ในกฎของการกระทำด้วยตนเอง ตกลงไปในความบาป  เมื่อนั้น คำสาปแช่ง  และพระพรจากพระเจ้า ก็เลยหายไปจากชีวิตของมนุษยชาติ รวมทั้งบ้านที่มนุษย์อยู่ รวมถึงโลกใบนี้ ก็เต็มไปด้วยคำสาปแช่ง เต็มด้วยความเสียหาย วิปริต เกิดความทุกข์ยากลำบาก เต็มไปหมด ตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพียงแต่เรานึกไม่ถึง วันนี้พระเจ้าจะชี้ให้เราเห็น  พระเจ้าจะมาปลอบประโลมใจเรา

ผมเลยตั้งชื่อเรื่องวันนี้ว่า “การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก” ซึ่งพระเจ้าได้ปลอบประโลมใจ บรรดาลูกๆ ของพระองค์ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  เราจะดูตัวอย่างจากเรื่องราวในหนังสือเปโตร เพราะผมเห็นว่ามันชัดเจนมาก และเราจะได้ดูเป็นตัวอย่างว่าจากการปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากของเขาได้ด้วยวิธีใด?

พระคัมภีร์เปโตร เป็นจดหมายเขียนถึงบรรดาผู้เชื่อ ชาวยิว เขียนโดยอัครทูตเปโตร ซึ่งเป็นชาวยิว  และเป็นอัครทูตซึ่งได้ถูกแต่งตั้งมา เพื่อประกาศให้กับคนยิว สำหรับเปาโลก็ถูกแต่งตั้งมาให้ประกาศกับคนที่ไม่ใช่ยิว ก็คือคนต่างชาติ

จดหมายฉบับนี้  อัครทูตเปโตรเขียนถึงชาวยิว ที่ถูกข่มเหงรังแก กระจัดกระจาย หนี ลี้ภัย เร่ร่อน ไปอยู่ต่างถิ่น เพราะกลัวตาย กลัวความทุกข์ยากลำบาก ที่เสียใจ เนื่องจากการถูกข่มเหง รังแก กระจัดกระจายไปทั่ว เอเชียไมเนอร์

ก่อนจะเรียนรู้จากพระคัมภีร์ เรามาเรียนรู้เล็กๆ น้อยๆ ดูแบ็คกราว์น หรือเบื้องหลังของอัครทูตเปโตร ผู้เขียนจดหมายฉบับนี้

อย่าลืมนะ เรียนรู้กันไป เปโตรเขียน ใครเป็นคนบอกให้เขียน  พระเยซูเป็นผู้บอกให้เขียน  เราจะได้รู้ว่าก่อนจะศึกษาพระคัมภีร์ ต้องรู้ว่าในพระคัมภีร์ เป็นเรื่องของพระเยซูทั้งสิ้น พระเยซูประกาศ พระเยซูสอน พระเยซูบอกให้เราฟังว่าในโลกวิญญาณนั้นเป็นเช่นไร?  เพราะฉะนั้น เวลาอ่าน เวลาศึกษา ต้องรู้ว่าสิ่งที่พูด สิ่งที่เกิด สิ่งที่เป็นนั้น  อยู่ในโลกวิญญาณ เป็นผลของโลกวิญญาณ  เกิดขึ้นที่โลกวิญญาณ  ถ้าอย่างนี้จะเข้าใจง่ายขึ้น และชัดขึ้น  พระองค์ทรงพูดผ่านทางอัครทูตเปโตร เพื่อให้ความจริงในโลกวิญญาณได้ปรากฎ ให้ผู้เชื่อคนอื่นๆ ได้รับรู้

อัครทูตเปโตร เดิมก็คือชาวประมงคนหนึ่ง ในพวกสาวกรุ่นแรก เขาเรียกว่าอัครสาวกรุ่นแรก ก็คือ 1 ในจำนวน 12 คน ที่พระเยซูทรงเลือกตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  และเป็นผู้ที่พระเยซูได้เลือกบอกว่าเป็นเหมือนกับเสาหลักของคริสตจักร เป็นคนที่เดินกับพระเยซู สนิทกับพระเยซูมาก ฟังเทศนาจากปากของพระเยซู ด้วยตัวของเขาเอง และถามพระเยซูเวลาเขาสงสัย ถามแบบซื่อๆ พูดง่ายๆ ว่าเดินกับพระเยซูเหมือนเป็นเพื่อนสนิทกันคนหนึ่ง ได้รับประทานอาหารรวมกับพระเยซู เป็นอัครทูต ที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวกที่ใกล้ชิดที่สุด คนหนึ่ง เป็นสาวกรุ่นแรกๆ เป็นคนแรกที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า ตั้งแต่สมัยที่พระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้

พระเยซูบอกว่า … “เปโตร ท่านไม่ได้พูดด้วยตัวท่านเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นผู้พูด”

พระเยซูถามพวกสาวก 12 คนว่า … “ท่านว่าเราเป็นใคร?”

ทุกคนก็ตอบว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ มีเปโตรคนเดียวที่บอกว่าเป็นพระคริสต์ … พระคริสต์ หมายถึงพระผู้ช่วยให้รอด  คือพระมาซีฮาห์  ที่ชาวอิสราเอลรอคอย มาตั้งแต่อดีต ตั้งแต่พระเจ้าบอก ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษหลายพันปีแล้ว

และอัครทูตเปโตร เป็นพยานสำคัญ ที่ได้เห็นจริงๆ เห็นกับตาเนื้อของตนเอง  ถึงการทนทุกข์ทรมานของพระเยซู เมื่อถูกจับ และถูกตรึงที่ไม้กางเขน ได้เห็นการตายต่อหน้า และเห็นอุโมงค์ว่างเปล่า  ก็คือได้เห็นการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู และได้สัมผัสใกล้ชิดพระเยซูหลังจากการเป็นขึ้นจากความตาย คือได้จับมือ ได้กอดพระเยซู ได้กินข้าวกับพระเยซู หลังจากพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ท่านลองคิดดู ก่อนจะอ่าน เราจะได้รู้ว่าบุคคลที่เขียน มีข้อมูลอะไรในสมองเขาบ้าง เป็นผู้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในวันเพ็นเตคอส เป็นครั้งแรก และเป็นสาวกคนแรกที่ได้ลุกขึ้นเทศนาประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์  เป็นผู้แรกของโลกใบนี้เลย ที่ได้ประกาศข่าวดี หลังจากที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในวันเพ็นเตคอส

และหลังจากนั้น เปโตรก็ทำหน้าที่ของเขา ตามที่พระเยซูแต่งตั้งไว้ ก็คือเป็นอัครทูต คือผู้นำข่าวสาร คือผู้เผยพระวจนะตามที่พระเยซูพูด รุ่นแรก รุ่นที่พระเยซูแต่งตั้ง

รุ่นที่พระเยซูแต่งตั้งเองเลย เขาถึงเรียกว่าอัครทูต … เปาโล พระเยซูก็แต่งตั้งเองเช่นเดียวกัน ให้ออกไปประกาศ อัครทูต ก็คือผู้ออกไปประกาศ เป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์นั่นเอง ซึ่งเรารู้แล้วว่ามีหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐให้กับคนยิว โดยเฉพาะ คือพี่น้องร่วมชนชาติเดียวกับเขา คือเป็นคนยิว เราเริ่มรู้เบื้องหลังแล้วว่าเป็นเช่นไร?

หลังจากการเขียนจดหมายนี้ ไปหนุนใจไม่นาน เปโตรก็ถูกจับ ก็พลีชีวิต รู้ว่าถูกจับ แล้วต้องตาย เขาก็ไม่กลัว เขาก็จับและไปตรึงที่ไม้กางเขน ในช่วงเวลาของจักรวรรดิโรมัน เฟื่องฟูในสมัยเนโร เปโตรก็ถูกจับในยุคนี้ และถูกตัดสินประหารชีวิต ด้วยการถูกตรึงที่ไม้กางเขน ซึ่งเปโตรให้เขาตรึง แบบกลับหัวกลับหาง ก็คือเอาศีรษะลง เพราะว่าเขารู้สึกไม่คู่ควรกับการที่ถูกตรึงที่ไม้กางเขน เหมือนกับพระเยซูคริสต์  เพราะฉะนั้น เขาทำสิ่งเหล่านี้ขึ้น เพื่อแสดงถึงความเชื่อ  และเป็นที่หนุนใจให้กับบรรดาผู้คนที่เชื่อเหมือนกัน และกำลังถูกข่มเหง จากบุคคลเดียวกัน ด้วยวิธีการทุกข์ทรมานเหมือนกัน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย ในทางวิญญาณ ทำได้แต่เพียงเนื้อหนัง ร่างกายเท่านั้น ที่พระเจ้าอนุญาตให้มันเป็นไปแค่นั้นเอง ซึ่งเดี๋ยวเราเรียนต่อไป เราจะรู้ว่าการหนุนใจของพระเจ้าเป็นเช่นไร?

ก่อนถูกจับ แล้วตรึงไม้กางเขน เปโตรได้เขียนจดหมายฉบับนี้ เพื่อหนุนใจ เป็นกำลังใจ เป็นสิ่งที่ต้องการชี้ให้ผู้เชื่อทั้งหลาย ที่กำลังทุกข์ยากลำบาก อย่างแสนสาหัสได้เห็น เพื่อจะได้มีความปิติยินดี ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก เพราะพวกเขากำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัส จากการถูกข่มเหงรังแก อย่างหนักของจักรพรรดิเนโร ในช่วงนั้น ช่วงที่เปโตรเขียนจดหมายฉบับนี้ อยู่ในราว ค.ศ.64 ยุคสมัยของจักรพรรดิเนโร ซึ่งเป็นคนโหดร้าย และข่มเหง คริสเตียนอย่างหนัก

มีหลักฐานบันทึกไว้ว่าจักรพรรดิเนโร ต้องการจะสร้างกรุงโรมใหม่ ซึ่งเขาปกครองอยู่ เขาเบื่อ ปรากฏว่าเสนอสภา แล้วสภาไม่รับ ไม่อนุมัติ  แต่เขาบ้าอำนาจ เขาอยากจะสร้าง เขาเลยวางเพลิงเผาเมืองโรมเก่า เพื่อจะได้ไหม้ เหมือนไล่ที่ เพื่อจำเป็นจะต้องสร้างใหม่ ตามแบบที่เขาคิดไว้ในใจ เขาก็เลยเผา เผาแล้วทำอย่างไร? เพื่อไม่ให้สภารู้ เขาเผา แล้วเขา ก็โยนความผิด ป้ายความผิดให้กลุ่มคนที่ป้ายได้ง่ายที่สุด และไม่มีปาก มีเสียงที่สุด และเป็นที่สังคมรังเกียจที่สุด ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย  ในขณะนั้นนั่นเอง ผู้เชื่อทั้งหลาย ก็ถูกป้ายความผิดว่าเป็นผู้กระทำสิ่งนี้ ก็คือชาวคริสเตียน เป็นผู้กระทำสิ่งนี้ เป็นต้นเหตุของเพลิงไหม้ ก็คือมาจากกลุ่มคริสเตียน

เป็นเหตุให้เกิดการกวาดล้าง และการข่มเหงคริสเตียนอย่างรุนแรง ทั่วจักรวรรดิโรมัน  จักรวรรดิโรมัน ไม่ใช่ที่โรมอย่างเดียว ที่เมืองขึ้นต่างๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เปโตรจึงเขียนหนังสือนี้ เพื่อหนุนใจผู้เชื่อทั้งหลายที่หนีเอาตัวรอด ฟังให้ดี “ที่หนีเอาตัวรอด”

“อ้าว! มีความเชื่อ แล้วทำไมหนีเอาตัวรอด?”

เดี๋ยวลองเรียนรู้กันต่อไป ผู้เชื่อทั้งหลายที่หนีเอาตัวรอด จากการถูกข่มเหงรังแกนี้ กระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

เปโตรเขียนจดหมายไปเพื่ออะไร? ก็คือพระเยซูกำลังจะไปบอกเขา ให้กำลังใจกับเขาว่าเขาทนทุกข์ลำบาก เพราะอะไร? และทำอย่างไรถึงจะผ่านได้ เพื่อสอนให้เขารู้ว่าควรวางใจพระเจ้าอย่างไร? วิธีใด? มองไปที่ใด? ถึงจะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น ให้ผ่านไปด้วยดีได้

ลองนึกถึงภาพ เวลาเรียนรู้ด้วยกัน จะได้รู้ว่าใน 1 เปโตร เขียนช่วงไหน? เรากำลังอ่านจดหมายของคนอื่นเขา ที่เขาเขียนไปหาใคร? เราต้องรู้ว่าเขาเขียนไปหนุนใจ ในขณะที่คนทุกข์ขนาดไหน? ทุกข์มาก ทุกข์น้อยขนาดไหน? เพื่อเราจะได้มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน ผมคิดว่าสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสมัยโน้น เพียงแต่มันคนละรูปแบบกันเท่านั้น คือทุกวันนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาเหมือนกัน ก็คือความทุกข์ยากลำบากที่เข้ามาในชีวิต เหมือนกัน มีคนเขาพูดไว้อย่างนี้ว่า …

ตอนที่เราทุกข์ ปวดฟัน เราก็พูดว่า … “โอ๊ย! ปวดฟันแทบจะตาย”

ตอนเราปวดท้อง เราก็พูดว่า … “โอ๊ย! ปวดท้องแทบจะตาย”

คือสำหรับมนุษย์แล้ว ทุกข์ปุ๊บ ความรู้สึกมันได้รับแค่ แทบจะตาย ก็คือทนไม่ไหว แต่ความทุกข์นั้น อาจจะดูเหมือนมากหรือน้อยต่างกัน แต่ความรู้สึกของคนเหมือนกันหมด คนปวดฟันก็ทรมาน จะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร? คนเป็นมะเร็ง ก็เหมือนกัน จะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร? ท่านพอมองเห็นไหม? แต่มะเร็งกับปวดฟัน ท่านลองคิดดู มันต่างกันขนาดไหน? แต่ความรู้สึกของผู้คน ที่ได้รับนั้น ความรู้สึกไม่ต่างกัน คือทุกข์เท่าไร เราก็ไม่อยากจะรับ และเราก็นึกว่ามันสุดแล้ว

เพราะฉะนั้น ในยุคปัจจุบัน มันคนละรูปแบบกับในอดีต แต่มันก็ทุกข์เหมือนกัน โควิดนี้ทำให้เราทุกข์ไหม? เราก็เหมือนกับดำเนินชีวิต เคยเป็นอิสระมาก่อน ไปไหนก็ไปได้ทั่วโลกเลย ไม่ใช่ทั่วประเทศอย่างเดียว ทั่วโลกเลย ตอนนี้จะไปไหน? แค่ออกจากบ้านไปซื้อของใกล้ๆ บ้าน ยังต้องระวังตัวด้วย บางครั้ง ห้ามออกไปเลย เป็นมา 2 ปีกว่าแล้ว ไม่ต้องไปพูดถึงเลยว่าจะไปต่างประเทศ ก็ทุกข์ใจ เพราะมันเคยมีอิสระ แล้วมันไม่มี แล้วบางคนติดโควิดอีก ติดเชื้ออีก อุตส่าห์ระมัดระวังมากมาย ยังติดอีก  บางคนผลกระทบจากโควิด ไม่มีคนเข้าร้าน ขายของไม่ได้ ค้าขายไม่ได้ ไม่มีรายได้ ถูกเลออฟจากงานอีก อะไรอย่างนี้ มันก็คือความทุกข์ อีกรูปแบนหนึ่ง ซึ่งสำหรับเรา ในปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้มีความรู้สึกทุกข์น้อยกว่า  หรือจะมากกว่าชาวยิวที่ได้รับจดหมายฉบับนี้ ที่ถูกข่มเหงรังแกโดยจักรพรรดิโรม คือเนโร ในสมัยนั้น ถูกไหม? คือไม่ว่าจะยุคไหนๆ ก็ตาม ตราบใดที่เรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยังไงเรายังต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบาก อย่างแน่นอน ไม่มีทางใดทางหนึ่ง ที่เราจะหลุดพ้นออกจากความทุกข์ยากลำบากนี้ไปได้เลย ไม่ทุกข์กาย ก็ทุกข์ใจ ทุกข์กับความกลัว  ความวิตกกังวล ทุกข์กับเศรษฐกิจ ปัญหาการกิน การอยู่ ปัญหาสุขภาพ คือให้รู้ว่ามันไม่มีสิ่งปกติในโลกใบนี้ ทุกวันนี้ ทุกสิ่งมันเป็นวิกฤติ คือไม่ว่าจะทุกข์จากการถูกข่มเหงรังแก ที่ไม่ยุติธรรม

อย่างที่เรากำลังจะเรียนรู้ ในชาวยิว ในสมัยจักรพรรดิเนโรแล้ว มันยังมีความทุกข์ จากธรรมชาติของความบาป ที่เกิดคำสาปแช่ง วิปริตบนโลกใบนี้อยู่ อย่างเช่น ทุกข์จากธรรมชาติวิบัติต่างๆ ทุกข์จากมนุษย์ช่วยกันทำให้ธรรมชาติเสียหายอะไรต่างๆ ทุกข์จากการกระทำของมนุษย์ ด้วยกันเองต่างๆ

ยกตัวอย่าง ทุกข์จากสงคราม หรือทุกข์จากเชื้อโรคอะไรต่างๆ เหล่านี้ นี่คือความทุกข์ ที่หนีไม่พ้น ที่มันเกิดขึ้นแน่ๆ การถูกข่มเหงรังแก อาจจะไม่เกิด หรือเกิด อาจจะน้อย อย่างเราอยู่ในประเทศนี้ เราก็ไม่ถูกข่มเหงรังแกในปัจจุบัน แต่เราก็มีอย่างอื่นแทน ใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น นี่คือความทุกข์ยากลำบาก ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์บนโลกใบนี้ สำหรับคริสเตียน ก็มีอยู่ 2 แบบ แบบหนึ่ง ก็คือถูกข่มเหง โดยเราไม่ได้ทำ อีกแบบหนึ่ง ก็คือได้รับตามที่เราหว่านไป เราทำไม่ถูกต้อง ตามกฎของการหว่านและการเก็บเกี่ยว กฎของการกระทำบนโลกใบนี้  กฎแห่งกรรมของโลกใบนี้ ย้ำอีกที บนโลกใบนี้ คือตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำอะไรผิดไป ก็ต้องรับผิด ไปโกงเขา ก็ต้องถูกตำรวจจับเข้าคุกเข้าตาราง อันนี้ ก็ความทุกข์เหมือนกันนะ หรือความทุกข์อีกแบบหนึ่ง ก็คือความทุกข์ที่เป็นไปตามธรรมชาติ อย่างเช่นโควิด เราไม่ได้ทำนะ พระเจ้าก็ไม่ได้ปล่อยให้โควิดมาทำเรา มันเกิดขึ้น เป็นเช่นนั้นเองบนโลกใบนี้ที่วิปริตไปแล้ว ซึ่งตะกี้นี้อธิบายให้ฟังไปแล้วนะ เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องไปเทียบกันว่าสมัยโน้นเขาทุกข์กว่าเรา หรือสมัยนี้เราทุกข์กว่าเขา สำหรับมนุษย์เมื่อทุกข์ ก็บอกว่าสุดแล้วทุกที

อย่างเช่นในยุคจักรวรรดิโรมัน ในสมัยเนโร ท่านรู้ไหมว่าการข่มเหงรังแก ที่บอกป้ายความผิดให้คริสเตียน ทำไมเขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปต่างถิ่นขนาดนั้น หนีเพราะอะไร? ทำไมถึงต้องกลัวถึงขนาดนั้น ท่านลองคิดดูนะ

ยกตัวอย่างนิดเดียวพอ คือมีทั้งถูกจับไปเผาไฟทั้งเป็น เผาให้คนดู ไม่ได้ไปแอบลงโทษในคุกในตารางนะ แต่ในที่สาธารณะ ต้องการให้คนดูเลย จับไปให้คริสเตียนต่อสู้กับสัตว์ดุร้าย ในสนามแข่งขัน เพื่อให้คนดู เป็นการบันเทิงอย่างหนึ่ง จับไปตรึงไม้กางเขน แล้วก็เผา ยกตัวอย่าง แค่นี้พอแล้ว ท่านว่าผู้เชื่อในสมัยนั้น หวาดกลัว และหนีเอาตัวรอดกันอย่างไร?

ท่านอาจจะถาม … “แล้วทำไมพระเจ้าไม่ช่วยเลย ทำไมพระเจ้าไม่ช่วยเขาล่ะ”

อย่างที่ผมบอกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเรียนรู้กันอยู่นี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ เรากำลังถามในเรื่องของวัตถุว่า …

“ทำไมพระเจ้าไม่ช่วย”

ช่วยอะไร? ช่วยให้เขาพ้นจากการถูกข่มเหงรังแกนี้ ถูกไหม? มันก็คือพ้นจากสถานการณ์ แบบวัตถุบนโลกใบนี้ ที่จับต้องมองเห็นได้ ถูกไหม? มันก็ไม่ใช่เรื่องวิญญาณ ที่ผมบอกว่าเราต้องเรียนรู้ จากเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณเท่านั้น พระเยซูจะอธิบาย ประกาศ ชี้ให้เราเห็นถึงโลกวิญญาณเท่านั้น เพราะฉะนั้น ขณะที่เราถามเมื่อตะกี้นี้ว่า …

“แล้วทำไมพระเจ้าไม่ช่วยเขา ให้หลุดรอดพ้น”

ก็ต้องตอบในโลกวิญญาณว่า … “พระเจ้าได้ช่วยแล้ว รอดแล้ว การข่มเหงรังแกเหล่านั้น ไม่สามารถทำอะไรผู้เชื่อได้เลยแม้แต่นิดเดียว” ถูกหรือไม่ถูก? ในโลกวิญญาณ

อย่างนี้ถึงจะตอบได้ ไม่งั้นคนถามมา เราก็ตอบไม่ได้

“อ้าว! ทำไมคริสเตียนติดโควิด ทำไมพระเจ้าไม่ปกป้อง คุ้มครอง ดูแลเรา พระเจ้าคุ้มครองดูแลเราไง ทำไมปล่อยให้เราเป็นอย่างนี้ ไหนบอกว่าโดยรอดแผลเฆี่ยนของพระเยซูเราได้รับการรักษาให้หายแล้ว แล้วทำไมยังเป็นโควิดได้อย่างไร?”

เพราะคนถามมองที่โลกวัตถุ สิ่งของบนโลกใบนี้ แต่ความจริง ที่พระเยซูกำลังประกาศ กำลังสอน กำลังบอกเรานั้น เป็นเกี่ยวกับโลกวิญญาณ

“ทำไมยังเป็นโควิด ทำไมพระเจ้าไม่รักษาให้หาย”

ตอบทางวิญญาณ หายหรือยัง? หายแล้ว ไวรัสโควิดทำอะไรเราได้ไหม? ไม่ได้ ทางวิญญาณ ทำได้แต่ทางเนื้อหนัง ร่างกาย ซึ่งมองเห็นอยู่ แต่ผลของข่าวประเสริฐ มันเกี่ยวกับโลกวิญญาณอย่างเดียว ตามที่ตะกี้นี้ได้พูดตามผม แล้วว่าเกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณอย่างเดียว  ไม่อย่างนั้นท่านถูกหลอกแน่นอน

ถูกหลอกเพราะอะไร?  เพราะท่านไม่รู้จักความจริงในโลกวิญญาณ พระเยซูจึงได้ตรัสคำนี้ว่า …

“มองไปที่โลกวิญญาณ ถ้าใครรู้ความจริงในโลกวิญญาณ ความรู้ ความจริงในโลกวิญญาณนี้ จะทำให้คนนั้นเป็นไท เป็นอิสระ ไม่ถูกหลอก”

อย่างเมื่อตะกี้นี้ ที่ท่านไม่ถูกหลอก ท่านตอบได้ว่าทางโลกวิญญาณมันเป็นเช่นไร? เพราะท่านรู้ความจริงในโลกวิญญาณ ความจริงในโลกวิญญาณทำให้ท่านเป็นอิสระ ซึ่งคำหนุนใจของพระเยซูผ่านทางอัครทูตเปโตรนี้ ที่เรากำลังจะเรียนรู้นี้ ใน 1 เปโตร บทที่ 1 ก่อน แล้วก็จะไล่ไปเรื่อยๆ ในซีรี่ย์ชุดนี้ คำหนุนใจของพระเยซูนี้ ให้กำลังใจกับผู้เชื่อที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในสายตาของมนุษย์บนโลกใบนี้ ถูกไหม? แสนสาหัส ในยุคนั้น ถ้าเผื่อสิ่งเหล่านี้ คำหนุนใจเหล่านี้ จากพระเยซูที่ไปถึงบรรดา ผู้คนที่ทุกข์ทรมานเหล่านั้น ในสมัยนั้นอย่างไร? เราก็สามารถใช้คำหนุนใจเดียวกันนี้ มาใช้กับเราในยุคปัจจุบันได้เช่นเดียวกัน  ถูกหรือไม่? เพราะพระเยซูอยู่นิรันดร์ พระองค์ทรงเป็นอยู่วานนี้ วันนี้และสืบๆ ไปเป็นนิตย์ พระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง เราก็สามารถใช้คำหนุนใจอันเดียวกันนี้ มาหนุนใจพวกเรา ในการเผชิญกับวิกฤติปัญหาปัจจุบันในวันนี้ได้เช่นเดียวกัน

การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก เราได้แบ็คกราว์นมาแล้ว คราวนี้เราเริ่มต้น 1 เปโตร 1:1 …

1 เปโตร 1:1 “เปโตร อัครทูตของพระเยซูคริสต์  ถึงบรรดาผู้เชื่อที่ทรงเลือกสรรไว้  ซึ่งได้เร่ร่อน ลี้ภัย  กระจัดกระจายไปทั่วแคว้นปอนทัส กาลาเทีย คัปปาโดเซีย เอเชีย และบิธีเนีย”

 

อย่างที่บอก ย้ำอีกครั้งหนึ่ง อ่านพระคัมภีร์ ต้องกระดุมเม็ดแรกถูกก่อน กระดุมเม็ดแรก ต้องรู้ว่าเขียนถึงใคร? เรารู้แล้ว …

(1) เขียนถึงผู้เชื่อหรือเปล่า? ใช่ ผู้เชื่อที่กำลังทนทุกข์ทรมาน จากการถูกข่มเหงรังแก

(2) เกี่ยวกับโลกวิญญาณ

นี่คือกระดุมเม็ดแรกทั้งนั้น  กระดุมเม็ดแรก คือเขียนถึงใคร? กระดุมเม็ดที่สอง คือมันเกี่ยวกันกับโลกอะไร โลกวัตถุหรือโลกวิญญาณ?  …  โลกวิญญาณ  ถ้าเติมอัน 3 เข้าไป ก็ได้ว่า …

(3) ใครเป็นคนเขียน? พระเยซูเป็นคนเขียน ผ่านทางเปโตร

ถ้าเป็นหนังสือของเปาโล ก็คือพระเยซูเขียนผ่านเปาโล ถ้าเป็นพระคัมภีร์เดิม ก็เขียนผ่านทางผู้เผยพระวจนะต่างๆ  นี่คือกระดุมเม็ดแรกที่ต้องเข้าใจ จะได้เป็นอิสระ ไม่ถูกหลอก อ่านข้อนี้แล้ว ท่านคิดว่าเปโตรกำลังเขียนถึงบรรดาผู้ที่เชื่อ ที่ได้ลี้ภัย ที่เร่ร่อนกระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ เขียนโดยวิธีใด? ส่งไปที่ไหน? นึกภาพออกไหม?

ท่านลองนึกถึงภาพคนกำลังเขียนเรื่องนี้ แล้วตัวเองก็อยู่ท่ามกลางการข่มเหงรังแกชนิดเดียวกัน อย่างนี้ ถูกข่มขู่ เขาเรียกว่าถูกขู่ให้ตาย หรือจะถูกฆ่าตายในวันนี้ พรุ่งนี้ ก็ไม่รู้ ขณะที่พระเยซูบอกให้เขียน เขียนอยู่ในท่ามกลางอย่างนั้น แล้วจะส่งให้ใคร? ไม่เหมือนหนังสือเปาโลส่งให้คริสตจักรเอเฟซัส คริสตจักรกาลาเทีย ผู้เชื่อชาวกาลาเทีย อันนี้ส่งให้ใครก็ไม่รู้ กำลังบอกว่าส่งให้ใครนะ? ผู้ที่ตกใจกลัว เร่ร่อน หนีเอาตัวรอด กระจัดกระจายไปทั่วต่างๆ ในจักรวรรดิโรมัน ไปต่างจังหวัด ไปไกลๆ ไม่อย่างนั้นถูกจับ ฆ่าตายอย่างทุกข์ทรมาน แล้วคนเหล่านี้หนีด้วยอะไร? หนีด้วยภาพที่เขาเห็นเพื่อน พี่น้อง เห็นญาติสนิท เห็นภรรยา เห็นลูก เห็นพ่อ เห็นแม่ ถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ถูกเผา ถูกตัดคอ ถูกเอาไปให้สัตว์ดุร้ายกิน

นึกถึงภาพเหล่านี้  เขียนไปหาคนเหล่านี้ เราจะได้นึกถึงความรู้สึกของผู้รับ และผู้เขียน เปโตร อย่างที่บอก เขียนจดหมายฉบับนี้ จบไม่นานนัก เขาก็ถูกจับ แล้วก็ถูกตรึงกางเขน นึกภาพนะ  เราอ่านดู จะได้มีความรู้สึกอินกับเรื่องนี้ว่าเพราะฉะนั้น เรื่องราวเหล่านี้ ที่กำลังจะหนุนใจเขาเหล่านี้ ต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เลย ถูกหรือไม่ถูก? มันเรื่องเป็นเรื่องตาย จะมาพูดอะไรที่มันเป็นแบบมาสอนให้ทำดีนะ กำลังจะหนีตาย ทำดี แล้วเราจะได้ไม่ถูกจับ ไม่ใช่นะ เดี๋ยวเราต้องอ่านดูอะไรที่พระเยซูต้องการให้ผู้คนเหล่านี้ ทั้งคนเขียน ทั้งคนได้รับจดหมาย ให้มีความรู้สึกสามารถหลุดพ้น ออกจากความวิตกกังวล ความกลัว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์บนโลกใบนี้  แต่ให้มีความหวังใจในชัยชนะของเขา ให้สามารถปิติยินดีได้ อะไรเป็นเคล็ดลับ อยากรู้ไหม?

นี่คือเป้าหมาย นี่คือก่อนอ่าน ต้องเรียนรู้ตรงนี้ จึงจะเกิดประโยชน์ได้ นี่คือหนึ่งในจำนวนกระดุมเม็ดแรกนั่นแหละ และเขียนไปถึงพวกเขาเหล่านี้ อย่างที่บอก จ่าหน้าซองถึงไหน? ถึงกาลาเทีย ไม่ใช่ ถึงที่ไหน? ถึงผู้คนที่กระจัดกระจายต่างๆ ไม่มีคริสตจักรอยู่ แอบซ่อนอยู่ แล้วจดหมายฉบับนี้เขาก็ส่งกันไปเรื่อยๆ นึกออกใช่ไหม? เหมือนจดหมายลับ ส่งต่อไปที่คัปปาโดเซีย ส่งต่อไปที่แคว้นนี้ ส่งต่อไปที่นี่ สมมติส่งไปคัปปาโดเซีย ก็ไม่ได้ส่งไปที่คริสตจักรคัปปาโดเซีย ส่งไปที่คัปปาโดเซีย แล้วก็ผู้เชื่อต่างๆ ที่หลบๆ ซ่อนๆ อยู่ ต้องใช้สัญลักษณ์เรื่องปลาว่าเป็นคริสเตียน แต่ภายนอกไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นคริสเตียน  ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวถูกข่มเหงรังแก แล้วจดหมายส่งอย่างไร? ครอบครัวนี้ มี 8 คน อ่าน 2-3 วัน แล้วส่งต่อไปที่คัปปาโดเซีย อยู่ในอีกตำบลหนึ่ง อะไรต่างๆ เหล่านี้ คือส่งมือต่อมือไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เป็นชุมชนที่จะมาอ่านรวมกันเยอะแยะ แต่ทุกคนเหล่านั้น กำลังมุดอยู่ในรู หนีการข่มเหงรังแก หนีทหารโรมัน ที่จะมาจับตัวไป รับโทษอะไรต่างๆ เหล่านั้น ทุกวันนี้ยังมีหลักฐานของสถานที่ของผู้คนเหล่านี้ อยู่ในประเทศแถวๆ ตุรกี เป็นที่เขาหนีไปอาศัย และต้องอยู่อย่างไร? อยู่ในถ้ำอย่างไร? หนีจากการข่มเหงรังแกนี้อย่างไร? และจดหมายนี้ คงอ่านอยู่ในถ้ำ นึกภาพออกนะ

เปโตรใช้คำว่า “บรรดาผู้เชื่อที่ทรงเลือกสรรไว้” ใครคือผู้เชื่อที่ทรงเลือกสรรไว้ ท่านคงสงสัย ตามที่เราได้เคยเรียนรู้กันมาว่าการที่เรามาเชื่อพระเจ้าได้นั้น ไม่ใช่ว่าเราเลือกพระเจ้า บางคนบอกว่ามาเชื่อพระเจ้า เลือกที่จะเชื่อพระเจ้า แต่ไม่ใช่ พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทรงเลือกเรา เห็นไหม? พระเจ้าทรงเลือกเรา  แต่ตามสายตามนุษย์มองตามวัตถุแล้ว เหมือนเราเลือกมาเชื่อพระเจ้าใช่ไหม? เราไม่เคยเชื่อ แล้วเราเลือกจะมาเชื่อ เลือกจะมาโบสถ์ เชื่อในข่าวดี ดูเหมือนเราเลือก

แต่ในโลกวิญญาณ พระเยซูกำลังจะบอกว่าไม่ใช่เลย ก่อนที่คุณจะเลือก พระเจ้าทรงเลือกคุณก่อนแล้ว ทางวิญญาณ ตอนเราเกิดมา เรายังไม่เชื่อพระเจ้า ขวบหนึ่ง ก็ยังไม่เชื่อพระเจ้า บางคนเกิดมา 30 ปี ก็ยังไม่เชื่อพระเจ้าเลย ไม่เลือกใช่ไหม? แต่ก่อนเกิด พระเจ้าเลือกคนนี้แล้ว เข้าใจใช่ไหม นี่คือความหมายมันเป็นอย่างนั้น ใน 1 เปโตร 1:2 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 1:2 “พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกสรรพวกท่าน ตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าแล้ว ผ่านทางการทรงชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณ เพื่อให้พวกท่านมาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์  และรับการประพรมด้วยพระโลหิตของพระองค์ ขอพระคุณ และสันติสุข มีแด่พวกท่านอย่างล้นเหลือ”

 

“พระเจ้าพระบิดา ได้ทรงเลือกสรรพวกท่าน ตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าแล้ว” โลกวิญญาณนะ กำลังอธิบายเรื่องโลกวิญญาณ ถ้อยคำพระเจ้าได้บอกว่าพระเจ้าทรงเลือกมนุษย์ทุกคน ให้ได้รับความรอด ผ่านทางพระเยซูคริสต์ใช่หรือไม่? ถูกไหม?

ยอห์น 3:16 “พระเจ้าทรงรักโลกยิ่งนัก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมา เพื่อทุกคนที่ได้วางใจในพระองค์ จะไม่พินาศ แต่จะได้รับชีวิตนิรันดร์”

เพื่อมนุษย์กี่คนนะ? “เพื่อมนุษย์ทุกคนจะไม่พินาศ จะได้รับชีวิตนิรันดร์” แสดงว่าพระเจ้าเลือกทุกคนไหม? เลือกทุกคน ยอห์น 1:12 ว่าอย่างไร? …

ยอห์น 1:12 “ทุกคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานให้สิทธิ ให้เขาได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า”

“ทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้เป็นบุตรของพระเจ้า” ถูกไหม? “ทุกคนที่เชื่อ” ก็แสดงว่าพระองค์ทรงประทานพระเยซูคริสต์ให้กับทุกคน ถูกไหม?  ก็คือเลือกทุกคน ให้มาเชื่อในพระเยซู เพื่อจะได้รับความรอด มาเป็นบุตรของพระองค์ ก็คือเลือกทุกคนมาเป็นลูกของพระองค์นั่นเอง เห็นไหม?

แต่ถ้าเรามองทางวัตถุ อย่างที่ตะกี้บอก คนนี้ยังไม่ได้เลือกเชื่อพระเจ้า ตั้งแต่อายุ 30 เลือกที่จะเชื่อ ไม่ใช่ พระเจ้าเลือกคุณก่อนแล้ว แต่คุณยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ของคุณนั่นเอง พระเจ้าทรงเลือกสรรมนุษย์ทุกคน ตรงนี้ชัดเจน เลือก เพื่อเขาจะได้รับความรอด ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผ่านทางการชำระให้บริสุทธิ์ โดยพระวิญญาณ

พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกสรรพวกท่าน ตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้า วางแผนการไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ก่อนสร้างโลกว่าจะส่งพระบุตรของพระองค์ลงมา คือพระมาซีฮาห์ พระเยซูคริสต์ เพื่อมาทำการไถ่ และช่วยเหลือมนุษย์ทุกคนให้รอด กลับมาหาพระองค์ มาเป็นลูกของพระองค์เหมือนเดิม นี่คือที่บอกว่า “ตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้า” ก็คือพระองค์ทรงเลือกทุกคน  และพระองค์ก็ทรงทราบด้วยว่าคนนั้นถูกเลือกแล้ว แต่ปฏิเสธการเลือกของพระองค์

จำที่พระเยซูยกตัวอย่างได้ไหมว่างานเลี้ยงก็พร้อมแล้ว การ์ดเชิญก็ออกไปแล้ว แต่คนที่ถูกเชิญไม่มา พระเยซูบอกว่าเพราะฉะนั้น เจ้าของงาน ก็เลยให้บ่าวเอาการ์ดเชิญไปเชิญใครก็ได้ทั้งโลกเลย ใครที่อยากมา เอาการ์ดไปเชิญเขา

นี่คือภาพของอย่างที่บอกเมื่อตะกี้ พระองค์ทรงเลือกแล้ว เลือกเขามาเชื่อพระเยซูแล้ว แต่ถ้าเขาไม่ตัดสินใจเลือก มันก็เป็นหน้าที่ของเขา เขาถูกเลือก แต่เขาไม่รับ เขาถูกเชิญ แต่เขาไม่ยอมมา เขาถูกเชิญ แต่เขาปฏิเสธการรับเชิญนั้น แต่การ์ดเชิญไปถึงเขาหรือยัง? ถึงแล้ว ความรอดไปถึงเขาหรือยัง? ไปถึงแล้ว แต่เขาไม่รับ ตรงนี้เกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น ถ้าท่านไม่ได้มองที่โลกวิญญาณ ท่านจะไม่เข้าใจถึงความหมายของสิ่งที่กำลังพูดเมื่อสักครู่นี้

ก็คือพูดง่ายๆ ว่าพระเจ้าทรงเลือกมนุษย์ทุกคนก่อนล่วงหน้าแล้ว  เลือกให้มาทำอะไร? ผ่านทางการชำระให้บริสุทธิ์ เลือกให้มาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์สะอาด ที่พระองค์จะทรงใช้สอย เป็นที่บริสุทธิ์สะอาด ศักดิ์สิทธิ์จำเพาะพระพักตร์ของพระองค์ มาเป็นของพระองค์ แต่เพียงผู้เดียว

การทรงชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณนี้ แปลว่าการถูกแยกออกมา เป็นของศักดิ์สิทธิ์ส่วนพระองค์ของพระเจ้า ซึ่งไม่มีใครสามารถแตะต้องได้ เพราะตรงนี้บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ สะอาดแล้ว ตรงนี้เล็งให้เห็นถึงกฎระเบียบในสมัยโมเสส ในอดีต ซึ่งชาวยิวรู้ดี การทรงชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณ ก็คือพระวิญญาณจะมาแยกเราออกมา เป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์

จะอธิบายตรงนี้ให้ฟังว่าพระองค์ทรงเลือกมนุษย์ทุกคน พระบิดาทรงเลือกมนุษย์ทุกคนล่วงหน้าแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่เลือกสรรแล้ว และรับการ์ดเชิญ ก็คือคนที่ได้เข้ามาผ่านพระเยซูแล้ว เชื่อในพระเยซูแล้ว เขาคนนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเข้าไปชำระเขา จำได้ไหม? พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเจิมเขาด้วยไฟ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะบัพติศมาเขาด้วยไฟ แห่งพระวิญญาณ เหมือนที่เปโตรได้รับเมื่อวันเพ็นเตคอส

การบัพติศมาด้วยไฟ คือการชำระให้บริสุทธิ์สะอาด ทางความประพฤติใช่ไหม? เพราะความประพฤติเป็นสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งของที่จับต้องมองเห็นได้ ใช่ไหม? แต่การชำระนี้ ผมบอกแล้ว มันเล็งไปถึงโลกวิญญาณ มันจะได้ไม่ถูกหลอก

ไปช้าหน่อย แต่ละเอียดอย่างนี้ มันดีกว่าไปเร็วๆ แล้วก็มองแต่ภาพ มองแต่สิ่งที่ตามองเห็น ไม่ได้มองด้วยความเชื่อ ในโลกวิญญาณ  มันจะถูกหลอก

พระวิญญาณบัพติศมาเรา ผู้เชื่อ ที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าแล้ว และรับการเลือกสรรนั้น ก็คือคริสเตียนทั้งหลาย พระเจ้าต้องการให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาเจิมเขาด้วยไฟ บัพติศมาเขาด้วยไฟ ให้เป็นบริสุทธิ์ เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นสิ่งของแยกส่วนออกมาจากโลกใบนี้เลย สะอาดหมดจดอยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้า เป็นทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ อยู่ในบ้านของพระองค์ บ้านของพระองค์ ก็คือในสวรรค์ เห็นใช่ไหม?

เพราะฉะนั้น การชำระนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าเรียกเรามาให้ประพฤติบริสุทธิ์  ไม่ใช่

เรียกเราและเลือกเรามา ให้เป็นคนที่กระทำความบริสุทธิ์ พยายามทำดี ให้บริสุทธิ์ ไม่ใช่

เลือกเรามา เพื่อจะให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เจิมเราด้วยไฟ ทำให้เราเป็นคนบริสุทธิ์เลย เป็นคนบริสุทธิ์ทางวิญญาณ  เป็นวิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณ คือตัวตนจริงๆ ของเรา  ที่จะอยู่นิรันดร์ ร่างกายที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันนี้ มันอยู่ชั่วคราว เดี๋ยวมันก็ตายจากโลกใบนี้แล้ว แล้วเราก็ไม่ได้เอามันไป หลังความตาย หรือใครจะเอาบ้าง? ไม่มีใครเอา เอาก็เอาไปไม่ได้ด้วย เพราะมันเน่าแล้ว แต่สิ่งที่จะไปในโลกวิญญาณ คือวิญญาณของเรานั่นเอง ซึ่งเป็นตัวตนแท้จริงของเรา ตัววิญญาณตัวนี้ กำลังพูดถึงตรงนี้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจิมเราด้วยไฟ ชำระเราให้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ทำเมื่อไร? ทำทันที เลือกสรรไว้แล้ว เพียงแต่ท่านรับคำเชิญเท่านั้นเอง ทำทันที ก็คืออาหารพร้อมแล้ว พระเยซูบอกงานเลี้ยงก็พร้อมแล้ว ก็คือทุกอย่างวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว 1 ในจำนวนนั้น คือการบัพติศมาด้วยไฟของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ที่จะทำให้ท่านเป็นผู้บริสุทธิ์สะอาด  ศักดิ์สิทธิ์นั้น พร้อมแล้วบนโต๊ะ ท่านมาถึงก็พร้อมได้กินเลย แต่ท่านรับเชิญไหม? ไปเชิญแล้วท่านรับไหม? ถ้าท่านรับ ก็เข้ามากินได้เลย กินเมื่อไร? กินเมื่อท่านรับ ก็คือเมื่อท่านรับเชื่อ ยอมรับว่าพระเจ้าเลือกท่านไว้ ในพระเยซูคริสต์ แล้วท่านยอมรับ เดินเข้ามา ท่านก็ได้การชำระ ได้การทรงชำระให้บริสุทธิ์  โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระเจ้ารอคอยอยู่แล้ว เพราะมันพร้อมแล้ว ในงานเลี้ยง

ในงานเลี้ยงมีอะไรอีก? เพื่อให้พวกท่านมาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ เกี่ยวกับทางโลกวิญญาณอีก พระเจ้าทรงเลือกมนุษย์ทุกคน ให้มาได้รับความรอด ผ่านทางความเชื่อในพระเยซู ตอนเดินอยู่บนโลกนี้ พระเยซูบอกว่าสิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการจากท่าน คือให้ท่านวางใจในเรา คือพระองค์ทรงเลือกมนุษย์ทุกคนให้มาได้รับความรอด ผ่านทางพระเยซู ก็คือเลือกมนุษย์ทุกคน ให้มาเชื่อพระเยซู แสดงว่าเลือกไว้หรือยัง? เลือกแล้ว เชื่อหรือยัง? เชื่อแล้ว เพียงแต่ยอมรับไหมว่าพระองค์ทรงเลือกให้เราเชื่อ เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องพยายามที่จะเชื่อ ความเชื่อมันรออยู่ตรงนั้น เรียบร้อยแล้ว ในโลกวิญญาณ

เรียกให้มาเป็นลูกของพระเจ้า ก็คือเลือกให้มาเชื่อฟังต่อพระเจ้า ผ่านทางพระเยซู เราเพียงแต่รับคำเชิญเท่านั้นเอง ตรงนี้อาจจะฟังเข้าใจยากหน่อย เพียงแต่รับคำเชิญ พอรับคำเชิญ มันเชื่อออโตเมติกเอง ฟังข่าวประเสริฐ แล้วก็ตรงที่เราบอกเชื่อ เพียงแต่รับคำเชิญ พอรับคำเชิญปุ๊บ  ออโต้ฯ มันเปิด ความเชื่อที่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทำผ่านทางพระเยซูคริสต์แล้ว เกิดขึ้นทันที ในวิญญาณของคนๆ นั้น มันเชื่อทันที ก็คือเมื่อเรารับคำเชิญ จากการได้ยินข่าวประเสริฐ คือต้อนรับความจริงนี้ พอต้อนรับความจริง แล้วมันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดความเชื่อในวิญญาณของเรา ความเชื่อนี้ พระเยซูบอกมันเหมือนเม็ดมัสตาร์ดเล็กนิดเดียว เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย ก็คือเราต้อนรับความจริง พอต้อนรับความจริงแล้ว มันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดความเชื่อขึ้น พระเจ้าทรงประทานความเชื่อให้เรียบร้อยแล้ว แล้วเกิดอะไรขึ้น? ความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด ทำให้มันโต เป็นอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ คือการบังเกิดใหม่ เข้าไปสู่ชีวิตนิรันดร์นั่นเอง

และเข้าไปสู่ชีวิตินิรันดร์ แล้ววิญญาณเปลี่ยนใหม่เป็นอะไร? วิญญาณที่เกิดจากความเชื่อตรงนี้ มันก็เป็นวิญญาณเดิมอยู่ ก็คือเป็นวิญญาณแห่งความเชื่อ คือมันจะเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า ไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว มันไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว มันไม่ใช่มาบังเกิดใหม่ เพื่อที่จะประพฤติ เชื่อในถ้อยคำพระเจ้า มันไม่ใช่แปลว่าอย่างนั้น

มารับคำเชิญ แปลว่าพระเจ้าเลือกเอาไว้ เพื่อท่านจะได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้เชื่อ เป็นลูกที่เชื่อฟังของพระเจ้าในวิญญาณ ซึ่งบางครั้ง เป็นลูกพระเจ้าในวิญญาณแล้ว เชื่อฟังพระเจ้าโดยธรรมชาติของการบังเกิดใหม่แล้ว ความประพฤติยังดื้ออยู่เลย พระเจ้าอภัยให้ เขายังงอนอยู่เลย ยังขุ่นเคืองอยู่เลย ได้ไหม? ได้ เพราะนั่นเป็นความประพฤติ ที่ตามองเห็น ไม่ใช่โลกวิญญาณ แต่ในวิญญาณของเรานั้น เป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกที่เชื่อฟัง เป็นลูกแล้ว เป็นๆๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“เพื่อให้พวกท่านมาเชื่อฟังพระเยซู” ก็คือเพื่อให้พวกท่านเป็นลูกที่เชื่อฟัง ในสวรรค์ ในพระเยซูคริสต์

เพราะฉะนั้น คนที่เป็นคริสเตียน ที่เชื่อแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว ทุกคนเป็นลูกที่เชื่อฟังทั้งสิ้น ถูกไหม? ความหมายทางนี้ คือทางโลกวิญญาณ เป็นลูกที่เชื่อฟังทั้งสิ้น วิญญาณเป็นลูกของพระองค์ที่เชื่อฟัง ร่างกายข้างนอก อาจจะทำตามกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง นั่นคนละเรื่องกัน นี่กำลังพูดถึงเรื่องโลกวิญญาณ

ซึ่งอย่างที่บอกว่าบางคนก็ใช้ตรงนี้ ไปเป็นการประพฤติ ปฏิบัติว่าให้มาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ คือพระเจ้าเลือกเราทุกคนให้เป็นคริสเตียน เพื่อเราจะได้ประพฤติปฏิบัติตามในพระคัมภีร์สอนไว้ว่าให้เราเชื่อตามคำสอนของพระเยซูทุกอย่างเลย ถูกหรือไม่ถูก? ไม่ถูก ดูเหมือนมันใช่ แต่ไม่ใช่

ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูบอกว่า “จงอภัยให้คน 70×7 ครั้ง”

เราก็พยายามอภัย แล้วทำได้ไหม?  70×7 ต่อความผิดครั้งเดียว พระเยซูกำลังพูดถึงโลกวิญญาณว่าวิญญาณท่านต้องบังเกิดใหม่ ถึงจะอภัยให้เขาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ บริบูรณ์ได้ ไม่มีที่ติเลย คือต้องเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้า ที่เป็นวิญญาณแห่งการให้อภัย  เป็นวิญญาณแห่งความรัก พระองค์ไม่ได้มาสอนบอกว่าให้ท่านดำเนินชีวิตด้วยความประพฤติ อภัยให้คน 70×7 ครั้ง มันทำไม่ได้หรอก มันทำได้อย่างไรเล่า แต่ในวิญญาณมันทำได้ โดยการอัศจรรย์ การบังเกิดใหม่ ในโลกวิญญาณ

เพราะเรามาสอน แปลความหมายเป็นโลกวัตถุ มันก็จะฝืน มันก็จะเป็นไปไม่ได้ ในที่สุด เราก็รู้สึกฟ้องผิด ทำไม่ได้ เชื่อฟังพระเยซูนะ เขาตบแก้มซ้าย เอาแก้มขวาให้เขาตบ มันทำไม่ได้ มันอดไม่ได้ เขาตบแก้มซ้าย มือขวาเราพร้อมแล้ว ตบแก้มขวาอีกที อัดแน่ สู้แน่ แล้วเราก็ไปนั่งฟ้องผิด …

“ทำไมเราทำตรงนี้ไม่ได้”

เพราะเราไปแปลความหมายตรงนี้ผิด

พระเยซูกำลังบอกว่าให้วิญญาณเราพร้อม แล้วความประพฤติก็ค่อยๆ ฝึกฝนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่มันจะไม่สมบูรณ์แบบครบถ้วนบริบูรณ์แน่นอน ก่อนตายจากโลกใบนี้ ก็ไม่มีวันสมบูรณ์ ตายจากโลกใบนี้เท่านั้น ออกจากร่างกายนี้เมื่อไร จึงสะอาดบริสุทธิ์ ครบถ้วนบริบูรณ์ เหมือนวิญญาณที่เป็นอยู่ ตอนที่อยู่ในร่างเหมือนกัน วิญญาณอยู่ในร่าง สะอาดบริสุทธิ์ครบถ้วนบริบูรณ์เลย พร้อมที่จะไปอยู่ในสวรรค์ และอยู่ในสวรรค์แล้วด้วย เพียงแต่อาศัยอยู่ในร่างกายที่มันสกปรก ที่มันอยู่ในระหว่างการสร้าง การเปลี่ยนแปลงความประพฤติเสียใหม่ของคนๆ นั้น ร่วมมือกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งได้มากได้น้อยเท่าไรก็ไม่รู้ พระเจ้าไม่ได้มาวัด พระเจ้าดูคุณภาพของชีวิตทางวิญญาณเท่านั้น พระเจ้าไม่มาดูข้างนอกว่าข้างนอก คนนี้ทำบาป 10 ครั้ง ดื้อ 20 ครั้ง คนนี้ดื้อ 500 ครั้ง  เพราะฉะนั้น คนนี้ดื้อไม่เท่ากับคนนี้  คนนี้ดื้อ 500 ครั้ง สะอาดไม่พอ ไม่ใช่เลย พระองค์ทรงกระทำการงานในทุกคนเท่าๆ กัน และพระองค์ทรงเห็นทุกคนทำผิดเท่าๆ กัน มีอุปสรรคปัญหาในการเชื่อฟังพระเจ้าในการปฏิบัติตัวบนโลกใบนี้ เท่าๆ กัน จะมา 3 ครั้ง 5 ครั้ง หรือ 100 ครั้ง พระองค์มองดูแล้วเหมือนกัน จะมาบอกแค่อิจฉาริษยาเขาเท่านั้นเอง อีกคนหนึ่งบอกคนนี้ฆ่าคนตาย พระเจ้ามองมา มันเท่ากันหมด ผิดก็คือผิด ก็คือยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ในความประพฤติอย่างแน่นอน  แต่วิญญาณสะอาดบริสุทธิ์ พร้อมอยู่ในสวรรค์แล้ว และพร้อมอยู่ตั้งแต่วินาทีแรก ที่เขาเชื่อแล้ว

และตอนท้ายของข้อความนี้ บอกว่า “ขอพระคุณและสันติสุข มีแด่พวกท่านอย่างล้นเหลือ” ตรงนี้ก็เช่นเดียวกัน พระเยซูกำลังพูดถึงความจริงทางโลกวิญญาณ นึกภาพนะ พระเยซูกำลังพูดถึงความจริงทางโลกวิญญาณ ต้องขอพระคุณไหม? ขอจากใคร? ไม่มี จริงแล้ว ตรงนี้ไม่มีคำว่า “ขอ” เพราะเมื่อมีคำว่า “ขอ” คือเรายังไม่มี เราต้องขอจากพระบิดาเจ้า ในนี้บอกหรือเปล่าว่าขอจากพระเจ้า ไม่มี

ถ้าเป็นการขอตรงนี้ น่าจะเป็นการขอให้เป็น หรือขอให้ท่านรับรู้ไว้ ถูกไหม? เพราะในนี้ไม่ได้บอกว่าขอให้พระเจ้า ขอให้พระวิญญาณ ไม่มี “ขอพระคุณ” คือขอให้ท่านรู้ว่านี่คือความจริง  ขอให้ท่านรู้ความจริงว่าพระคุณและสันติสุข มีในพวกท่าน อยู่ในพวกท่านอย่างล้นเหลือแล้ว

ผมกำลังพูดถึงเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ขอให้ท่านเห็นถึงโลกวิญญาณว่าพระคุณและสันติสุข มีอยู่ในพวกท่านอย่างล้นเหลือแล้ว เพราะท่านบังเกิดใหม่แล้ว ได้รับการชำระ แยกส่วนออกมาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของพระเจ้าแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว เห็นไหม? เพราะถ้าเราแปลเป็นลักษณะจับต้องมองเห็นได้ เราก็นึกว่าเราต้องประพฤติตัวให้มีพระคุณดีๆ จะได้รับพระคุณเยอะๆ จะได้รับพระคุณเหลือล้น ก็ต้องประพฤติตัวให้ดีๆ จะมีสันติสุข ก็ต้องประพฤติตัวให้ดีๆ

แต่ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น  ตรงนี้กำลังหมายถึงว่าพระเจ้าได้กระทำให้ท่านบังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณของพระองค์ ชำระท่าน แยกส่วนท่านออกมาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำทั้งสิ้น ให้ท่านเชื่อฟัง เป็นลูกที่เชื่อฟัง พระองค์ก็เป็นผู้ทำ

พระคุณและสันติสุข คือลักษณะชีวิตที่บังเกิดใหม่ ที่อยู่ในตัวท่านนั่นแหละ ที่บังเกิดใหม่นั้น มีลักษณะเป็นพระคุณ

พระคุณ หมายถึงท่านได้รับมาฟรีๆ พระคุณ คือพระองค์ทรงรับท่านเป็นลูกของพระองค์ โดยที่ท่านไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนเรารู้ถึงพระคุณของพ่อแม่เรา หมายถึงอย่างนั้น

ในข้อความนี้ ถ้าท่านรู้แบบนี้ คือตามความเป็นจริงของโลกฝ่ายวิญญาณ ความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท เป็นอิสระจากความกลัว จากการข่มเหงรังแก จากความทุกข์ลำบากที่กำลังเผชิญอยู่บนโลกใบนี้นั่นเอง

พระคุณและสันติสุขมีแด่พวกท่าน คือมีในพวกท่านอย่างล้นเหลือ  “ล้นเหลือ” แปลว่าเกินความพอเพียง เกินเลย มากกว่าพอเพียง มากกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง  อะไรมากกว่า? พระคุณและสันติสุข พระคุณ คือรับท่านเป็นลูก เลือกท่านตั้งแต่ก่อนสร้างโลก ให้ท่านบังเกิดใหม่  มาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของพระองค์แล้ว และให้ท่านได้มีสันติสุขในวิญญาณของท่าน ความสุขอยู่ในวิญญาณของท่าน พระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน เหล่านี้มันเกินพอกับอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ ที่ท่านเผชิญ พระคุณพระเจ้าได้ทรงชำระให้ท่านบริสุทธิ์แล้วนั้น โดยพระคุณ ก็คือโดยความเมตตา ความเข้าใจ ความรักดังแก้วตาดวงใจ มันเพียงพอที่จะทำให้ท่านเต็มไปด้วยสันติสุขในวิญญาณของท่าน ร่าเริงในวิญญาณของท่าน เป็นธรรมชาติ แม้ว่าสิ่งที่ตามองเห็นข้างนอก ในกายนี้ ท่านกำลังทนทุกข์ทรมาน เพราะถูกข่มเหงรังแก อยู่ท่ามกลางการกดขี่ข่มเหง อยู่ท่ามกลางการขู่ การฆ่าให้ตาย ก็ตาม

สิ่งเหล่านี้ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งสิ้น ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ก็คือมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ การชำระได้บังเกิดขึ้น ผ่านทางการชำระทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ชำระแล้วเกิดการเป็นบุตรของพระเจ้า … เป็นบุตรพระเจ้าแล้วทำไม? เชื่อฟังพระเจ้า … เชื่อฟังพระเจ้าแล้วทำไม? เต็มล้นด้วยพระคุณในวิญญาณ … เต็มล้นด้วยพระคุณในวิญญาณ แล้วอะไรอีก? เต็มไปด้วยความสงบสุข หรือสันติสุข

“เป็น” ทั้งสิ้น ในโลกวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวกับความประพฤติอะไรเลย  แม้แต่นิดเดียว เป็นๆๆ  เป็นหมดเลย

อ่าน 1 เปโตร 1:3-4 จบตรงนี้ก่อน แล้วเราค่อยมาต่อในสัปดาห์ต่อไป …

1 เปโตร 1:3-4  “3 สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ 4 และเข้าในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสียหรือเลือนหายไป ซึ่งได้ทรงเตรียมไว้ในสวรรค์แล้ว เพื่อพวกท่าน”

 

จะจบตรงนี้ก่อน เพื่ออย่างน้อย สัปดาห์นี้ก็ยังได้สรุปตรงนี้ให้ท่านเห็นว่าเราสามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ได้ด้วยวิธีใด? โดยวิธีการรู้ความจริงในโลกวิญญาณว่าเราเป็นอะไรแล้ว เราทำอย่างไร? อยู่อย่างไร? ในโลกวิญญาณ

“สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายได้บังเกิดใหม่”

“ทรงให้เราทั้งหลายได้บังเกิดใหม่” คือได้ทำไปแล้ว ทางไหน? ทางวิญญาณ

“เข้าในความหวังใจอันยืนยง” คือเป็นความหวังอันไม่มีเสื่อมสูญสลายไปเลย ความหวังในทางไหน? ในทางวิญญาณ

“โดยการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ และเข้าในมรดก อันไม่มีวันเสื่อมสลาย” เข้าในมรดกที่เป็นนิรันดร์ ไม่มีวันเสื่อมสลายในโลกวิญญาณ

“และไม่เน่าเสีย ไม่เลือนหายไป” ไม่มีวันจบ ก็คือท่านเป็นลูก ก็เป็นลูกเลย เป็นตลอดไปเลย

“ซึ่งได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ในสวรรค์ ให้พวกท่าน” เป็นลูกแล้ว มีมรดกด้วย มรดกมากมายให้ท่านครอบครอง เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว อยู่ในสวรรค์

“ในสวรรค์” คือในโลกวิญญาณ มันไม่มีเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว

ตรงนี้ถ้าใครรู้ ก็สามารถที่จะเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากได้ด้วยสันติสุข และพระคุณของพระเจ้า ที่มีอยู่ข้างใน  ยิ่งรับรู้ความจริงตรงนี้มากเท่าไร เราก็จะเป็นอิสระจากการโกหกในเรื่องโลกวิญญาณมากเท่านั้น รู้ตรงนี้มากเท่าไร เราก็จะมีสันติสุขตรงนั้นมากเท่านั้น รู้ตรงนี้มากเท่าไร? เราก็จะรู้ตรงนั้นว่าเรามีความหวังอันยืนยงอย่างไรในโลกวิญญาณ ในสวรรคสถาน เราก็จะสามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ได้ เหมือนกับที่พระเยซูกำลังหนุนใจให้กับบรรดาผู้เชื่อทั้งหลาย  ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก  ที่เรากำลังอ่านอยู่นี้ ในยุคสมัยคริสตจักรเริ่มต้น การปลอบประโลมจากพระเจ้า ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก มันก็คือวิธีการนี้นั่นเอง

และเราจะเรียนรู้กันต่อไป ในโลกวิญญาณว่าพระองค์ปลอบโยนจิตใจของเราทั้งหลาย ยามเราทุกข์ยากลำบาก ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก ด้วยวิธีใดต่อไปในสัปดาห์หน้า  พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

1 ยอห์น 4:17-18 … “17 ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้ ความรัก​​ (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา   เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม  ​ก็​เพราะชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มี​ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่​เหมือน​กับ​ชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์” 18 ไม่มีความกลัวในความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) แต่ความรัก ((อากาเป้ แบบพระเจ้า)) ที่สมบูรณ์ครบถ้วน (ภายในเรา) ขจัดความกลัวออกไปจนหมดสิ้น”

 

เพราะความกลัว (ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง) ทำให้เกิดความคิดฟ้องผิด (ว่าถูกตัดสินลงโทษ) ดังนั้น ผู้ที่ยังกลัวอยู่ (ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง กลัวการถูกลงโทษในวันพิพากษา) คือผู้ที่ยังไม่มีความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) ที่สมบูรณ์ครบถ้วนภายในเขา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต   บางคนชอบคิดว่าเรากำลังถวายชีวิตของตัวเองให้กับพระเจ้า มอบถวายทุกวัน แต่ตามพระคัมภีร์แล้ว เราไม่ได้ถวายชีวิตแด่พระองค์ แต่พระองค์ต่างหากที่ให้ชีวิตกับเรา เรามอบชีวิต ด้วยความเชื่อให้กับพระองค์ครั้งเดียว คือแบกกางเขนของเรา ตามพระองค์ไป ร่วมตายกับพระเยซูที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์  แล้วถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายพร้อมพระองค์ เพื่อว่าเราจะได้รับชีวิตใหม่ พระองค์มอบชีวิตให้เรา พระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน เพื่อเรา เราไม่ได้ตายที่ไม้กางเขน เพื่อพระองค์นะ เราตายที่ไม้กางเขน เพื่อจะได้รับชีวิตของพระองค์มาเป็นชีวิตของเรา

 

เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ถวายอะไรให้พระองค์เลย แต่พระองค์ต่างหากที่มอบชีวิตพระองค์ให้เรา แบ่งปันชีวิตของพระองค์ให้กับเรา เรียกว่าชีวิตนิรันดร์ ถ้าเรารู้ความจริงตรงนี้ ทัศนคติหลายๆ อย่างจะเปลี่ยนไป เพราะเราไม่ได้ทำอะไรเลย ทุกอย่างเป็นพระคุณ เป็นของขวัญ ชีวิตเราหลังจากเชื่อข่าวดี เปิดใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว คือเรารับเอาชีวิตของพระเยซูคริสต์ มากำเนิดเป็นชีวิตของเรา ก็คือเข้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเรา  พูดง่ายๆ เราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของพระเยซูคริสต์นั่นเอง เราจึงคิดเหมือนพระองค์ เราจึงเป็นความรักเหมือนพระองค์ รักเหมือนพระองค์เลย ดำเนินชีวิตอยู่ เพื่อพระองค์ โดยพระองค์ เป็นของพระองค์เท่านั้น เป็นธรรมชาติ การบังเกิดใหม่เป็นอย่างนี้

 

เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นความรักเหมือนพระองค์ การได้รับรู้ ได้เห็น ซึมซับและรับเอาความจริงเหล่านี้เข้ามาในความคิดจิตใจของเรา คือการชาร์จแบตเตอร์รี่ คือการชาร์จพลังงานความรักอันยิ่งใหญ่มหาศาลของพระเจ้า ที่เรียกว่าความรักอากาเป้ คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เข้ามาในความคิดจิตใจ   แล้วเราก็ปลดปล่อยพลังอำนาจความรักนี้   ที่พระองค์ทรงใส่เข้ามาในวิญญาณของเรา   ในพระเยซูคริสต์นี้ ให้ควบคุมพฤติกรรม ตา หู จมูก ลิ้น กาย สมอง ความคิด ของเรา ให้ดำเนินชีวิต ตามทางของพระองค์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในการดำเนินชีวิต ด้วยพลังความรักอากาเป้แบบพระเจ้านี้บนโลกใบนี้ และตลอดไปเลย

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

 

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1354

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  6  มีนาคม  2022

เรื่อง “อาณาจักรสวรรค์นั่นเป็นเช่นไร”  ตอน 5

“… “เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น เรากำลังจะถ่มเจ้าออกจากปาก” พระเยซูกำลังพูดกับใคร?”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

“อาณาจักรสวรรค์นั้นเป็นเช่นไร?” ตอน 5 วันนี้เราจะมาเรียนรู้และทำความเข้าใจกับความจริง คำว่า “อุ่นๆ” หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Lukewarm” ซึ่งเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์วิวรณ์ บทที่ 3 เดี๋ยวอ่านก่อนนะ แล้วดูสิ ความหมายท่านคิดว่าอย่างไร?  และในระหว่างที่อ่านให้ท่านฟัง  หรือท่านอ่านตามไปด้วยก็ได้  ท่านลองคิดตามไปด้วยนะว่า ถ้อยคำตามบริบทนี้ พระเยซูกำลังพูดกับใคร? วิวรณ์ 3:14-22 เป็นคำตรัส คำพูดของพระเยซูบอกนิมิตกับอาจารย์ยอห์นได้บันทึกเอาไว้ …

“วิวรณ์ 3:14-22 “14 จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักร ที่เมืองเลาดีเซียว่า “พระองค์ผู้ทรงเป็นพระอาเมน (พระเยซู)  เป็นพยานที่สัตย์ซื่อและเที่ยงแท้  เป็นผู้ปกครองเหนือสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง ตรัสว่า 15 ‘เรารู้ถึงการกระทำของเจ้า เจ้าไม่ร้อนไม่เย็น เราอยากให้เจ้า ร้อนหรือเย็น ไปอย่างใดอย่างหนึ่ง 16 เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ดังนั้น เรากำลังจะถ่มเจ้าออกจากปาก 17 เจ้ากล่าวว่า ‘ข้าร่ำรวย ได้ทรัพย์สมบัติมากมาย และไม่ขัดสนสิ่งใดเลย’ แต่เจ้าไม่รู้ว่าตนเองเป็นคนน่าสังเวช น่าสงสาร ยากไร้ ตาบอด และเปลือยกายอยู่ 18 เราแนะนำเจ้า ให้ซื้อทองคำ ที่หลอมให้บริสุทธิ์แล้วด้วยไฟจากเรา เพื่อเจ้าจะได้มั่งคั่ง ซื้อเสื้อผ้าสีขาวมาสวมใส่ เพื่อปกปิดความเปลือยเปล่า อันน่าละอาย และซื้อยา มาทาตาของเจ้า  เพื่อเจ้าจะได้มองเห็น 19 เราตักเตือน ชี้แนะ และพร่ำสอน ผู้ที่เรารัก ดังนั้น จงกระตือรือร้น และกลับใจใหม่ 20 เราอยู่ที่นี่แล้ว เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเรา และเปิดประตู เราจะเข้าไปรับประทานอาหารกับผู้นั้น และเขาจะรับประทานร่วมกับเรา 21 ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้เขา มีสิทธิ์นั่งกับเราบนบัลลังก์ของเราเหมือนที่เราได้มีชัยชนะ และได้นั่งกับพระบิดาของเรา บนบัลลังก์ของพระองค์ 22 ใครมีหู ก็จงฟัง สิ่งที่พระวิญญาณ ตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย”

 

“ใครมีหู ก็จงฟังเถิด” พระเยซูคงไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่มีหูหรอกนะ  แต่หมายถึงหูทางฝ่ายวิญญาณ ใครมีหู ฟังเรื่องนี้ในชนิดที่เป็นความรู้ สติปัญญา ทางโลกวิญญาณ  จงฟังเถิด

ข้อ 15-16 บอกว่า “พระเจ้าตรัสว่าเรารู้ถึงการกระทำของเจ้า  เจ้าไม่ร้อน ไม่เย็น  เราอยากให้เจ้าร้อนหรือเย็น ไปอย่างใดอย่างหนึ่ง  เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น  ดังนั้น เรากำลังจะถ่มเจ้าออกจากปาก

ประเด็นหลักที่เราเรียนรู้กัน ในวันนี้ ก็คือคำว่า “อุ่นๆ” ไม่ร้อนไม่เย็น  พูดกับใครน๊า? ไม่ร้อนไม่เย็น

ถามว่าเรามาเรียนรู้กันในเรื่องนี้ เพราะอะไร? เพราะยังมีการเข้าใจผิดในความหมายตรงนี้เยอะมาก  และเป็นอันตรายด้วย เหมือนที่ผมเคยพูดบ่อยๆ เวลาเราอ่านพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจดหมายฝากในพระคัมภีร์ใหม่ เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าถ้อยคำที่เรากำลังอ่านอยู่นั้น กำลังพูดถึงใคร? เรากำลังไปแอบอ่านอีเมล์เขาอยู่นั้น  เขาพูดถึงใคร? เขาเรียกว่าไปจับเอาอะไรมานิดหนึ่ง แล้วก็มาพูด ไม่ตรงกับบริบท ที่เขากำลังคุยกัน เขากำลังคุยถึงเรื่องอะไร?

เพราะฉะนั้น ถ้อยคำที่เรากำลังอ่านอยู่ในหนังสือ พูดถึงใคร? และเป็นผู้ที่เชื่อแล้ว เรียกว่าบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว หรือกำลังพูดถึงผู้ที่ยังไม่เชื่อ อันนี้สำคัญเลย ผู้ที่ยังไม่เชื่อ คือผู้ที่ยังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ยังไม่บังเกิดใหม่ ยังไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า  เพราะถ้าเรายังเข้าใจผิด ในสิ่งนี้ แล้วเราตีความหมายผิด อันแรกนี่เลย เรียกว่ากระดุมเม็ดแรกเลย ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด มันก็ทำให้ผิดหมดเลย กระดุมเม็ดแรกผิด คืออะไร?  ก็คือเขาเขียนถึงใคร? ถ้าเขียนถึงคนไม่เชื่อ แล้วเราคิดว่าเขียนถึงเรา ผู้ที่เชื่อ ท่านลองคิดดูว่ามันจะไปคนละเรื่องขนาดไหน? ใช่ไหม? คนเชื่อกับไม่เชื่อ

ดังนั้น หัวข้อการบรรยายในวันนี้ คือ “อาณาจักรสวรรค์นั้นเป็นเช่นไร” ตอนที่ 5 มีชื่อตอนว่า “เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ดังนั้น เรากำลังจะถ่มเจ้าออกจากปาก พระเยซูกำลังพูดกับใคร?” นี่คือหัวข้อเรื่อง พระเยซูกำลังพูดกับใคร? คำพูดตรงนี้ คือกระดุมเม็ดแรก ถ้าท่านรู้ว่าพูดกับใคร? เอาล่ะ คราวนี้ง่ายขึ้นสำหรับการอธิบายความหมายของบริบทนี้

จากที่เราเพิ่งอ่านพระคัมภีร์ไปเมื่อสักครู่นี้ ที่ให้ท่านคิด ท่านคิดว่าตรงนี้พระเยซูกำลังพูดกับใคร? พระเยซูกำลังพูดกับท่าน ที่เป็นผู้เชื่อหรือคริสเตียนแล้ว บังเกิดใหม่แล้วหรือเปล่า? เมื่อตะกี้นี้ พระเยซูกำลังพูดกับตัวท่าน ที่เชื่อพระเยซูแล้ว ที่เรียกพระเยซูว่าพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้า แล้วเรียกตัวเองว่าลูก หรือเปล่า? ท่านคิดว่าพระองค์กำลังพูดกับท่านหรือเปล่า?

หลายคนคงเคยได้ยิน การตีความหมาย การสอนพระคัมภีร์ในข้อนี้ ไม่ใช่สอนอย่างเดียว แถมมาขู่เราอีกด้วยว่า … “เชื่อพระเจ้าแล้ว ต้องรักษาความเชื่อให้ดีนะ ต้องร้อนรนในการรับใช้ ต้องร้อนรนในการออกไปประกาศ (หมายถึงประกาศข่าวดี  ประกาศพระเยซู) ต้องร้อนรนในการอธิษฐาน ในการอ่านพระคัมภีร์ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะกลายเป็นคริสเตียนแบบอุ่นๆ แล้วพระเจ้าจะคายเราออกมา คุ้นไหมครับ? ไม่ใช่คุ้นธรรมดา บางคนคุ้น แบบสะดุ้งเลย ได้ยินอยู่บ่อยๆ และก็รู้สึกฟ้องผิดด้วย ทั้งๆ ที่ในใจก็ไม่น่าจะใช่ แต่ก็ไม่มีแรงสู้ผู้ที่มาตีความหมายผิดๆ แล้วมาขู่เราอย่างนั้น สู้เขาไม่ได้ ก็เกิดความฟ้องผิด

คือผมไม่ได้กำลังมาพูดว่าเราต่อต้านการกระทำดีเหล่านี้ว่าร้อนรนในการรับใช้ ร้อนรนประกาศอะไรต่างๆ เหล่านั้น ไม่ใช่เลย คือต้องทำจากใจ  เป็นอิสระจากใจ  ทำดีจากใจที่ดีพร้อมและพระเจ้าสร้างให้ พระเจ้าให้บังเกิดใหม่ดีพร้อมแล้ว ทำดีจากใจ ไม่ใช่ท่าทีของการทำดี เพื่อรักษาความรอดที่พระเจ้าให้ไว้ โดยพระคุณ ถ้าเราโดนขู่อย่างนั้น ก็แสดงว่าเขากำลังบอกว่าให้รักษาความรอด  อย่าให้พระเยซูคายเราออกมา คือรักษาความรอด รักษาฐานะการเป็นลูกพระเจ้า โดยการกระทำเหล่านี้ ไม่ใช่ ไม่ถูก แล้วตามที่ท่านได้เรียนรู้ความจริงเกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่พื้นฐานแรกเลย จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ การตีความแบบนั้น ท่านมั่นใจหรือยังว่ามันถูกหรือมันผิด ที่ตะกี้นี้บอกว่าต้องร้อนรนในการทำโน่น ร้อนรนในการทำนี่ ถ้าไม่อย่างนั้น พระเจ้าจะคายท่านออกมา คือพูดง่ายๆ ว่าพระเจ้าจะดูความประพฤติของท่าน ถ้าความประพฤติท่านไม่ดี เลิกกัน ไม่ช่วยให้รอดแล้ว ตัดสัมพันธ์ความเป็นบุตรอย่างนั้นหรือ?

พอเราคิดย้อนกลับไปถึงข่าวประเสริฐที่เราได้รับ ตั้งแต่วันแรก เป็นพื้นฐานอยู่ในจิตใจเราว่าเรารอดโดยพระคุณ รอดโดยความเชื่อ ไม่ใช่การกระทำปุ๊บ เราจะเริ่มเห็นชัดเจนว่ามันไม่ใช่ มันโผล่มาดูเหมือนดี แต่มันไม่ใช่ของจริง พระคัมภีร์เขาเรียกว่ามันเป็นน้ำนม ก็คือถ้อยคำพระเจ้า ที่ปลอมปน ดูเหมือนน้ำนม แต่มันเป็นยาพิษ น้ำนมบริสุทธิ์ของพระเจ้า คือถ้อยคำแห่งความจริงเกี่ยวกับข่าวประเสริฐของพระเยซู แต่นี่ดูเหมือนคล้ายๆ พระเยซู อ้างพระเยซู แต่เป็นของปลอม เป็นนมปลอมนั่นเอง เป็นเมลามิน สมัยก่อนนี้ เคยฮิตครั้งหนึ่ง เมลามิน นมปลอม

ความจริงที่เราเรียนรู้กันมาตลอด เช่นที่บอกว่าความเชื่อและความรอด ไม่ได้ขึ้นอยู่ในการประพฤติของเรา หรือการกระทำของเราเลย เราได้มา โดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยความประพฤติ

เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว ได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ถูกย้ายออกจากอาณาจักรของอาดัม มาอยู่ในอาณาจักรของพระคริสต์ อาณาจักรแห่งแสงสว่างแล้วทันที และบัดนี้ วิญญาณของเรานั่งอยู่ในสวรรคสถานกับพระเจ้า ถาวรนิรันดร์แล้ว ไม่มีการย้ายเข้าออกอีกแล้ว  เมื่อเชื่อในพระเจ้า  ถูกย้ายเข้าไปอยู่ในสวรรค์เลย และความรักของพระเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีอำนาจใด ไม่มีการกระทำใดๆ ที่จะสามารถมาพรากเราออกจากความรักของพระเจ้าได้อีกแล้ว ไม่สามารถจะเอาเราออกจากพระหัตถ์ของพระเจ้าได้อีกแล้ว เรารอดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว เอเมน

นี่คือพื้นฐานที่เราเรียนรู้ความจริงเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ และเราได้รับความรอด ใช่หรือไม่? ทุกคนต้องพยักหน้า แล้วบอกว่าใช่ จริงๆ

เมื่อท่านรู้ความจริงเหล่านี้แล้ว ท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ครับที่พระเจ้าจะคายท่านออกมา ชัดแล้วนะ หรือปฏิเสธ เลิกรับเราเป็นลูกแล้ว เพราะความประพฤติเรา การกระทำเราไม่ดี  พระเจ้าไม่พอใจ เห็นไหมครับท่านจะตอบเองได้เลย ไม่ต้องมีใครแนะนำเลย ข้างในท่าน จากถ้อยคำแห่งความจริงที่ได้เปรียบเทียบปุ๊บ ท่านจะได้รู้ทันที อันนั้นไม่ใช่แล้ว

เพราะฉะนั้น ในข้อที่ 16 ที่บอกว่า “เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ดังนั้น เรากำลังจะถ่มเจ้าออกจากปาก”

ท่านคิดว่า “พระเยซูกำลังพูดถึงผู้เชื่อ ที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้วใช่หรือไม่?”

“ไม่ใช่แน่นอน ไม่ใช่ตัวฉันแน่นอน”  … เห็นชัดเลยนะ

ถ้าเรามีพื้นฐานความจริงที่หนักแน่นมั่นคงอย่างนี้แล้วในถ้อยคำพระเจ้า เป็นกระดุมเม็ดแรก  เป็นพื้นฐานที่แน่นอนแล้ว ไม่ต้องกลัวแล้ว เวลาได้ฟังใครสอนอะไรที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงกับข่าวประเสริฐที่เรารู้อยู่  ฝังอยู่ในใจของเรา บางครั้งเราอาจจะไม่แน่ใจว่าความหมายที่แท้จริงนั้น มันคืออะไร? แต่เรารู้ๆ อยู่ว่ามันผิดจากหลักการข่าวประเสริฐอย่างแน่นอน เรามีพื้นฐานที่ถูกต้องอยู่ แต่เราไม่รู้ว่าความหมายอุ่นๆ มันคืออะไร? ไม่เป็นไร ค่อยๆ ไปศึกษา คริสเตียนอุ่นๆ เราไม่รู้ แต่เรารู้ว่าไม่มีการมาคายเราออก  ไม่ใช่เราแน่นอน เราก็ค้นคว้าต่อไป ถามเขาอุ่นๆ มันคืออะไร? มันแปลว่าอะไร? ตามบริบทในพระคัมภีร์ เดี๋ยวเราก็จะเจอ เห็นไหม? ไม่ต้องตกใจ

ตัวอย่างเช่น ในข้อนี้ ถ้ามีใครมาสอนว่าเป็นคริสเตียนแล้ว ต้องทำตัวให้ร้อนรนในการรับใช้ ต้องออกไปประกาศ ต้องอธิษฐาน ต้องอ่านพระคัมภีร์เยอะๆ ต้องไปโบสถ์ เป็นประจำ ต้องถวาย ถ้าไม่อย่างนี้ จะกลายเป็นคริสเตียนอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ที่จะอยู่กับพระเจ้าได้ พระเจ้าคายทิ้ง พระเจ้าจะเขี่ยเธอทิ้งออกจากการเป็นผู้เชื่อ ในคริสตจักรของพระองค์ ซึ่งเรารู้แล้วว่าเป็นการสอนที่ขัดแย้งกับความจริงที่เราได้เรียนรู้มา จากพื้นฐานข่าวประเสริฐที่อยู่ภายใน ที่ทำให้เราบังเกิดใหม่ เพราะฉะนั้น เรารู้ว่ามันผิดแน่นอน ส่วนความหมายที่ถูกของคำว่า “อุ่นๆ” นั่นมันคืออะไร? เราก็ไปศึกษาทีหลัง ซึ่งก็คือวันนี้ ที่เรานั่งศึกษากันอยู่ตอนนี้ว่ามันคืออะไร?

ในวิวรณ์ บทที่ 1 – บทที่ 3 เป็นจดหมาย เป็นคำเขียนของอาจารย์ยอห์นที่ได้รับนิมิต จากพระเยซูให้เขียน ที่มีไปถึงคริสตจักรทั้ง 7 ในแคว้นเอเชีย และในบทที่ 3 ที่เราเพิ่งอ่านกันไปเมื่อสักครู่นี้ เป็นจดหมายถึงคริสตจักรที่เมืองเลาดีเซีย

นี่คือกำลังพาท่านไปค้นคว้าศึกษาว่าเราอยากรู้ว่าคำว่า “จะคายเจ้า” “เจ้าอุ่นๆ เจ้าไม่ร้อนไม่เย็น” มันแปลว่าอะไร? “เพราะเจ้าอุ่นๆ เราจะคายเจ้า” มันแปลว่าอะไร? คืออะไร? เราก็จะไปศึกษาบริบท วิธีศึกษาบริบท ก็คืออย่างนี้แหละ เขียนถึงใคร?

ซึ่งที่ตั้งของเมืองเลาดีเซีย ในยุค 2,000 ปีก่อน เป็นเมืองที่ไม่มีทั้งแหล่งน้ำร้อนและน้ำเย็น  เพราะสมัยนั้น น้ำที่มีประโยชน์ มีค่ามาก คือน้ำร้อนและน้ำเย็น ซึ่งหมายถึงน้ำแร่ร้อนกับน้ำแร่เย็น มีคุณค่าต่อสุขภาพร่างกาย รักษาและเสริมสร้างสุขภาพให้กับผู้คน เขาเรียกกันว่าน้ำที่มีค่า มีประโยชน์ มีผลดี นึกถึงว่าพระเยซูกำลังพูดให้ยอห์นเขียนเป็นจดหมาย ให้กับคริสตจักรเมืองเลาดีเซีย พระองค์กำลังบอกว่าน้ำร้อนกับน้ำเย็น มันมีผล เราอยากให้เจ้าเกิดผล เจ้ามีผล อยากให้เจ้าเป็นน้ำร้อนหรือไม่ก็น้ำเย็น ซึ่งเอามาเป็นประโยชน์ ทำยา ดีต่อสุขภาพ เกิดผลประโยชน์ พูดง่ายๆ ซึ่งชาวบ้าน ประชาชนชาวเมืองเลาดีเซีย พอพูดอย่างนี้ปุ๊บ รู้ดีเลยว่ามันมีค่าอย่างไร? เพราะเขาต่อท่อมาตั้งแต่ไกล เพื่อจะเอาน้ำนี้มาใช้ในเมือง

แต่เมืองเลาดีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของตัวเอง ไม่มีแหล่งน้ำอย่างนี้ ไม่มีแร่ที่เป็นร้อน หรือเย็นตรงนี้ ต้องไปเอามาจากที่อื่น ต้องอาศัยน้ำร้อนจากบ่อน้ำพุร้อนของเมืองฮีราโพรีส และก็ต่อท่อมา ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไปทางเหนือ และต้องอาศัยน้ำเย็นจากบ่อแร่น้ำเย็นของเมืองโคโลสี ที่อยู่ห่างไกลออกไปทางทิศใต้ ไกลมากเลยนะ และกว่าที่น้ำร้อน จากบ่อน้ำพุร้อน และบ่อน้ำพุเย็น ไหลมาจากต้นทาง จะมาถึงเลาดีเซียได้ ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น ก็กลายเป็นน้ำอุ่นไปแล้ว เพราะมันไกลมาก  เพราะฉะนั้น เมืองเลาดีเซียจึงไม่มีทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็นใช้ มีแต่น้ำอุ่นๆ ที่ไม่มีค่า ไม่มีผล สำหรับชีวิต

พอนึกภาพออกนะ พูดง่ายๆ อยู่ตรงข้ามกับน้ำร้อนและน้ำเย็นนั่นเอง พระเยซูจึงใช้ตัวอย่างน้ำอุ่น เปรียบเทียบกับคริสตจักรในเมืองเลาดีเซีย นึกถึงภาพน้ำอุ่น  น้ำอุ่น คือน้ำที่มันเสีย น้ำที่ไม่มีประโยชน์ น้ำที่มีประโยชน์ คือน้ำร้อน หรือไม่ก็น้ำเย็น มีคุณค่า คุณค่ามันจะหมดไป เมื่อมันไม่ร้อนและไม่เย็น  คุ้นๆ ไหมว่าพระเยซูกำลังหมายถึงอะไร? ซึ่งในคริสตจักรที่เมืองเลาดีเซีย ถึงแม้จะเป็นคริสตจักรของพระเจ้า มีชุมชนของผู้เชื่ออยู่ แต่ก็มีผู้คนจำนวนมาก ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่ แม้จะอยู่ใกล้ชิด ได้ยินข่าวประเสริฐ แต่ก็ไม่ได้เกิดผล เป็นประโยชน์ใดๆ ต่อชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียว คือเขาเชื่อแบบศาสนา

คุ้นๆ ไหม? มันก็เหมือนคริสตจักรในบ้านในยุคปัจจุบันนี้ ในบ้านเรา ในโลกนี้ อย่านึกว่าในคริสตจักรจะมีแต่ผู้เชื่ออย่างเดียว มันไม่ใช่ โดยเฉพาะยกตัวอย่างในสมัยโน้น ที่เลาดีเซีย ยิ่งชัดเจนใหญ่ เป็นเมืองที่มีธุรกิจมากมาย ที่กำลังเจริญรุ่งเรืองอย่างดี ผู้คนเข้าไปสังสรรค์ เข้าไปมีสังคมในคริสตจักร เพราะมันเป็นแหล่งที่ดีมาก เพราะมีแต่ผู้คนดีๆ ทั้งนั้น  อยากจะไปคบคนดีๆ

ถ้าไม่เห็น ผมจะยกตัวอย่างให้ชัดเลย ก่อนผมจะมาเชื่อพระเจ้า ผมก็มีโอกาส มีคนชวนไปที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง สองแห่ง ผมก็ดูดีหมดเลย ไม่ต่อต้าน ไม่อะไรเลย แต่ถามว่าเชื่อพระเยซูไหม? ไม่เชื่อหรอก ที่นี่เขาทำกันดีๆ เป็นคนดีกันทั้งนั้นเลย น่าคบ บางคนก็มาพูดคุยว่ากำลังทำ MLM อยู่ เราก็คุยด้วยอะไรต่างๆ เหล่านั้น มันก็เป็นสังคมหนึ่ง นึกภาพนะ แล้วผมเห็นเขาว่าดี เพราะการกระทำ เขาก็สอนดี แต่ผมไม่ได้เชื่อพระเยซู  เพราะผมเห็นว่าดี แบบศาสนา เขาสอนให้คนทำความดี ก็ดีแล้ว แล้วก็มีสังคม มีคนดีๆ อยู่ในนั้น แล้วได้มีโอกาสพูดคุย เผื่อทำธุรกิจอะไรต่างๆ ต่อไป มากมาย อันนี้ยกตัวอย่างให้ฟัง

เพราะฉะนั้น การเขียนไปหา บอกถึงคริสตจักรเมืองเลาดีเซีย มิได้หมายถึงทุกคนเป็นผู้เชื่อ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ในบทนี้ ข้อที่ 16 ที่บอกว่า “เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ดังนั้น เรากำลังจะถ่มเจ้าออกจากปาก” พระเยซูกำลังพูดถึงผู้ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่ ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ซึ่งถึงแม้จะมาร่วมกิจกรรมอะไรบางอย่าง แบบศาสนาในคริสตจักรเลาดีเซียก็ตาม แต่ยังไม่ได้เชื่อและต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นพระมาซีฮาห์จริงๆ ในชีวิตของเขา เหมือนที่ตะกี้นี้ผมยกตัวอย่างตัวเองให้ฟังชัดแล้วนะ

พระเยซูบอกว่า “อุ่นๆ” คือไม่ร้อนไม่เย็น  ความร้อนความเย็น คือคุณภาพของประโยชน์ในการยกตัวอย่าง ตรงนี้ของพระเยซู คุณภาพของลักษณะ ไม่ใช่ความประพฤติให้มันร้อน หรือความประพฤติให้มันเย็น  แต่เป็นคุณภาพ เป็นลักษณะของน้ำ ร้อนหรือเย็น หรืออุ่น ไม่ใช่หมายถึงทำให้ร้อน ทำให้เย็น  ทำให้อุ่น ไม่ใช่ หมายถึงมันเป็นร้อน หรือเป็นเย็น  หรือเป็นอุ่น ถ้ามันเป็นร้อน เป็นเย็น มันดี มันมีประโยชน์ ถ้าเป็นอุ่น มันไม่ดี ไม่มีประโยชน์ แค่นี้เอง ถ้าเป็นร้อน มีประโยชน์ ได้บังเกิดใหม่ มีชีวิต ถ้าเป็นอุ่น ไม่มีชีวิต นึกถึงภาพอะไร? นึกถึงพระเยซูพูดถึงเรื่องเกลือ จำได้ไหม?

“ท่านเป็นเกลือของแผ่นดินโลก”

เกลือหมดความเค็ม เจ้าของก็เอาไปทิ้ง พระเจ้าจะทำให้ท่านเป็นเกลือ “เป็น” ไม่ใช่เราทำให้เป็นเกลือ เราทำตัวเองให้เป็นเกลือไม่ได้ เราทำตัวเราเองให้เป็นน้ำร้อน หรือน้ำเย็นไม่ได้ นี่กำลังพูดถึงเรื่องของการเป็น ไม่ใช่เรื่องของความประพฤติ

ตรงนี้รู้ไว้เสริมความรู้ จะได้ชัดเจนว่าเรื่องของพระเยซู ที่เล่าถึงเรื่องเกี่ยวกับอุปมา เกี่ยวกับสวรรค์ต่างๆ เหล่านั้น เป็นเรื่องที่พระองค์ทรงบอกความจริงในโลกวิญญาณว่าลักษณะท่านเป็นอย่างไร? พระองค์จะไม่มาบอกถึงเรื่องความประพฤติ คนละเรื่องกัน ความประพฤติแยกออกจากการเป็นเช่นไร? เป็นอย่างไร? อย่าเอามาผสมกัน

ต่อไป วิวรณ์ 3:17 พระองค์ก็ตรัสอย่างนี้ว่า …

วิวรณ์ 3:17  “เจ้ากล่าวว่า ‘ข้าร่ำรวย ได้ทรัพย์สมบัติมากมาย และไม่ขัดสนสิ่งใดเลย’ แต่เจ้าไม่รู้ว่าตนเองเป็นคนน่าสังเวช น่าสงสาร ยากไร้ ตาบอด และเปลือยกายอยู่”

 

อย่างที่บอกเมืองเลาดีเซีย เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองมาก คล้ายเมืองนิวยอร์กอะไรประมาณนั้น  เป็นเมืองที่ค้าขาย แล้วพ่อค้าแม่ค้าเต็มไปหมด แล้วก็ประสบความสำเร็จเยอะ มีทรัพย์สินมากมายที่มีค่าอยู่เยอะ ที่นั่น ความเป็นอยู่ของผู้คนส่วนใหญ่ที่นั่นมั่งคั่งร่ำรวย เมื่อเทียบกับเมืองใกล้เคียงแล้ว เป็นผู้ที่มั่งมี ซึ่งพระเยซูกำลังบอกอะไร?  กำลังบอกว่าเขากำลังให้ความสนใจกับสิ่งของที่มองเห็นบนโลกใบนี้ คือทรัพย์สิน ว่าเขามีเยอะแยะมากมาย ร่ำรวย เขาอาจจะอยู่ในคริสตจักรอย่างที่ตะกี้บอก อยู่ในโบสถ์  แต่เขาไม่ได้มองเรื่องโลกวิญญาณ เขามองเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทั้งหมด

สมมติชาวเลาดีเซีย เขาอาจจะมั่งมี เขาอาจจะถวายให้กับโบสถ์ โดยที่เขาไม่เชื่อพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด แต่เขาเชื่อว่าเขาถวายออกไป เขาจะได้พระพร เขาจะได้บุญ และเขาจะสะสมตรงนี้ไว้ เมื่อตายไปแล้ว เขาจะได้บอกพระเยซูวันพิพากษาว่า …

“ลูกได้ถวายตรงนั้น สร้างโบสถ์ก็ถวาย ช่วยคนจนก็ถวายในโบสถ์ ในนามของพระองค์”

นึกภาพออกไหม?  เขาคิดว่าทรัพย์สินที่เขามีอยู่ การกระทำของเขาต่างๆ นั้น มันดีพอแล้ว สำหรับการเตรียมพร้อม ที่จะไปอยู่ในสวรรค์หลังความตาย เขาทำดี เขาทำถูกต้อง แล้วเขาก็มีสังคมอยู่กับคนดี คนถูกต้องแล้ว เขาคิดว่าอย่างนั้น ซึ่งสำหรับชาวเลาดีเซียที่ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ที่ประพฤติตัวอย่างนี้  ดูในโลกภายนอกแล้ว ดูเหมือนร่ำรวย  แล้วก็ดูดีด้วย คนก็ยกย่อง แม้ผู้เชื่อหรือคริสเตียนเองที่อยู่ในเลาดีเซียด้วยกัน ก็ยังให้ความเคารพนับถือ เพราะว่าดูแล้ว เขาก็เป็นคนดี ดูแล้วเขาก็มีความประพฤติที่ยอดเยี่ยม ดูแล้วเขาไม่มีที่ติตามสายตาของมนุษย์เลย แม้แต่นิดเดียว แต่พระเจ้ามองที่วิญญาณ พระเยซูด้วยความรัก มองไปที่วิญญาณ ไม่ได้มองที่ข้างนอก ภายนอกดูเหมือนๆ กัน นั่งอยู่ในคริสตจักรเหมือนๆ กัน แล้วแถมทำดีกว่าอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำไป ดูภายนอก แล้วดูเหมือนคนดี แต่ถามว่าข้างในของเขา มีแรงจูงใจในการกระทำดีของเขาอย่างไร? ทำดี เพื่อหวังไปสวรรค์ หวังว่าจะได้รับการพิพากษาให้ถูกต้องเหมาะสม ได้ไปสวรรค์ เนื่องจากการกระทำดีนั้น หรือว่าทำดี …

“เพราะว่าฉันได้บังเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว เป็นลูกพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นผู้ช่วยให้รอด ธรรมชาติฉันเป็นคนดี เพราะฉะนั้น ฉันมีความประพฤติที่ดี เป็นไปตามธรรมชาติของฉัน”

มันมี 2 อย่าง แต่ข้างนอกดูเหมือนกันนะ

พระเยซูจึงชี้ให้เขาเห็นด้วยความรักว่าแม้ว่าดูตามสายตาข้างนอกแล้วดูดี ไม่ขัดสน ร่ำรวย แล้วตัวเองก็รู้สึกเชิดหน้า ชูตาว่า …

“ฉันดี ใครๆ ก็ยกย่องฉัน”

แต่พระเยซูกำลังชี้ให้เห็นว่าแต่วิญญาณข้างใน มันน่าสงสาร ตาบอด เปลือยกายอยู่ นึกภาพออกใช่ไหม? นึกภาพในยุคปัจจุบัน ก็ยังได้ ผู้ที่ไม่ได้บังเกิดใหม่ อาจจะถวายทรัพย์เยอะแยะ แล้วก็มั่นใจในความดีงามที่เขาทำทั้งนั้น เขาก็มีความรู้สึก เขามีสง่าราศี ไม่ได้เปลือยกาย คำว่า “เปลือยกาย” หมายถึงมีความชอบธรรมของตนเอง ไม่อายใครเลย ฉันทำบุญตั้งเยอะแยะ เป็นคนใจบุญสุนทาน ใครๆ เขาก็รู้หมดทั้งเมืองนี้ ใครๆ ก็รู้หมดทั้งสังคมนี้ว่าฉันเป็นคนดี มีใจบุญสุนทาน

พระเยซูกำลังบอกด้วยความรัก ไม่ใช่ประชดนะ เดี๋ยวอ่านต่อไปจะรู้ว่าพระองค์ทรงรักและห่วงใยขนาดไหน? พระองค์กำลังชี้ให้เขาเห็นว่าแต่ในวิญญาณ ซึ่งจะเป็นตัวสำคัญในการอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร์นั้น กำลังพินาศอยู่ น่าสงสาร ตาบอด ไม่เห็นความจริงในโลกวิญญาณ เปลือยกายอยู่

วิวรณ์ 3:18 พระองค์จึงแนะนำด้วยความรักอย่างนี้ว่า…

วิวรณ์ 3:18 “เราแนะนำเจ้า ให้ซื้อทองคำที่หลอมให้บริสุทธิ์แล้วด้วยไฟ จากเรา เพื่อเจ้าจะได้มั่งคั่ง ซื้อเสื้อผ้าสีขาวมาสวมใส่ เพื่อปกปิดความเปลือยเปล่า อันน่าละอาย และซื้อยา มาทาตาของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้มองเห็น”

 

พระเยซูตรัส “เราแนะนำเจ้าด้วยความรัก ด้วยความห่วงใย ให้เจ้าซื้อทองคำที่หลอมให้บริสุทธิ์แล้วด้วยไฟ จากเรา”

ก็คือให้มาเชื่อในพระองค์ แทนที่จะไว้ใจในทรัพย์สินเงินทอง และการกระทำดีของตนเองนั้น ขายมันทิ้งไปซะ อย่าไปสนใจมัน ความดีที่ทำ จากทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือความดีที่สะสมไว้ มันช่วยเจ้าไม่ได้หรอก ทิ้งมันไปซะ อย่าไปพึ่งพา มาพึ่งในเราดีกว่า เพราะพึ่งในเราแล้ว เจ้าจะได้รับการเจิมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เจ้าจะได้บังเกิดใหม่ และบริสุทธิ์ และดีพร้อมเลย จากเรา คือพระเยซู เพื่อเจ้าจะได้มั่งคั่ง อันนี้ของแท้ เพื่อเจ้าจะมีวิญญาณที่ไม่ได้เป็นคนจนอีกต่อไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ เจ้ามีเงินทองข้างนอก ก็จริง แต่เจ้าไม่เชื่อเรา วิญญาณเจ้าเป็นเหมือนคนจนที่ขัดสน ที่ขาดแคลน แต่ตอนนี้ ถ้าเผื่อเจ้าเชื่อเรา เจ้าได้บังเกิดใหม่ เป็นของพระเจ้าแล้ว วิญญาณของเจ้า มันมั่งคั่ง ร่ำรวยในโลกวิญญาณ ได้รับพระพรนานัปการ และเป็นทายาทของพระเจ้าในสวรรคสถาน เห็นไหม?

“ให้เจ้าซื้อเสื้อผ้าสีขาวมาสวมใส่ เอาความดี ความงาม ความชอบธรรมที่ตัวเองสร้างขึ้น จากตัวเองที่บอกกระทำดี แล้วจะได้สิ่งที่ดี ทิ้งไปซะ แล้วก็สวมเสื้อผ้าใหม่ ก็คือความชอบธรรม ที่มาจากการเชื่อในพระเยซูคริสต์ เมื่อเชื่อในพระเยซูคริสต์ และได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าเลย ไม่ใช่ประพฤติเป็นผู้ชอบธรรม แต่วิญญาณเปลี่ยนเป็นผู้ชอบธรรมเลย เมื่อเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว สัญลักษณ์ในพระคัมภีร์ ใช้คำว่า “ได้สวมชุดสีขาว” ชุดสีขาว คือชุดบริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรม

เป็นผู้ชอบธรรม เพื่ออะไร? เพื่อปกปิดความเปลือยเปล่าอันน่าละอาย

ความเปลือยเปล่าน่าละอาย คือความบาป เพื่อปกปิดความบาป คือความบาปจะได้ถูกเอาออกไป เจ้าสวมความชอบธรรม เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ไม่ต้องอายใครต่อไปแล้ว เพราะเป็นผู้ชอบธรรม โดยกำเนิดแล้ว ยืนต่อหน้าพระเจ้าได้ ไม่ต้องเข้าสู่การพิพากษาของพระเจ้า หลังความตาย เปลือยเปล่า นึกถึงอะไร? นึกถึงสมัยบรรพบุรุษ อาดัมและเอวา พระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้ว่าเมื่อเขา 2 คนตกลงไปในความบาปครั้งแรกปุ๊บ สิ่งแรกที่เกิดขึ้น คือเขาสูญเสียพระสิริของพระเจ้าไป ความดีงามของพระเจ้าหายไปจากชีวิตของเขา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับเขา ก็คือเขาอาย เขาเปลือยกายอยู่ อันนี้แหละ อายเพราะอะไร? เพราะบาปมันเข้ามา พระสิริของพระเจ้าหายไป

“และซื้อยามาทาตาของเจ้า  เพื่อเจ้าจะได้มองเห็น เพราะว่าเมื่อเชื่อในตัวของเรา” มาเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว จะได้บังเกิดใหม่ บังเกิดใหม่ ตาวิญญาณของท่านก็จะเปิดออกกว้างขึ้น จะได้เห็นพระเจ้า จะได้รู้จักพระเจ้า เพราะว่าตัวท่านเองได้บังเกิดใหม่ เข้าไปเป็นลูกพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะสอนท่านต่อไป วิวรณ์ 3:19 …

วิวรณ์ 3:19  เราตักเตือน ชี้แนะ และพร่ำสอน ผู้ที่เรารัก ดังนั้น จงกระตือรือร้น และกลับใจใหม่”

 

ชัดเจนเลยว่ากำลังพูดถึงคนที่ยังไม่เชื่อ คนเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ต้องกลับใจใหม่ไหม? บางครั้ง บางคนบอก บางครั้งเราทำผิดไป เราต้องกลับใจใหม่ ถ้าท่านใช้คำว่ากลับใจใหม่อยู่ ในฐานะที่เป็นคริสเตียนแล้ว ก็อนุโลมให้ท่านใช้ได้ แต่ท่านต้องหมายถึงในใจว่าท่านต้องกลับใจใหม่นั้น ทั้งๆ ที่ท่านรู้แล้วว่าท่านเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแล้ว กลับใจจากการกระทำผิดบาปตรงนี้ ที่พระเจ้าอภัยให้เรียบร้อยแล้วนะ แต่ถ้าไม่ใช้เลย ก็ดี ถ้าท่านเป็นคริสเตียนแล้ว ท่านกลับใจไปแล้วครั้งแรก แล้วก็ได้บังเกิดใหม่ คือหันหลังกลับ 180 องศา มาสู่อาณาจักรแห่งแสงสว่างแล้ว ถ้ากลับใจใหม่อีกทีหนึ่ง ก็เท่ากับกลับไปที่เดิม มันกลับไม่ได้แล้วไง แทนที่ท่านจะพูดคำว่า …

“พระเจ้าลูกขอกลับใจใหม่” ท่านก็พูดว่า “พระเจ้าลูกเสียใจ ลูกกลับความคิดของลูกใหม่ ลูกจะคิดอีกแบบหนึ่ง คิดให้เป็นเหมือนตัวตนของลูกที่ได้บังเกิดใหม่”

อันนี้เราเห็นชัดเจนแล้วนะว่ากำลังพูดถึงคนที่ยังไม่เชื่อ ยังไม่ได้กลับใจใหม่ บอกให้กลับใจใหม่ ได้เห็นความรักของพระเจ้าไหม? ตรงประโยคแรก แปลตรงตัวภาษาเดิม แปลว่า …

พระเยซูบอกว่า … “เราตักเตือน ชี้แนะ และพร่ำสอนวิถีทางที่ดีให้กับเจ้า ผู้ที่เรารัก”

นั่นแปลว่าอย่างนี้ ไม่ได้แปลว่าตีสอน แต่พระองค์ทรงตักเตือน ชี้แนะ พร่ำสอน แนะแนวทางว่าทางนี้จะช่วยเจ้าให้รอดได้ ด้วยความรัก เพื่อ …

“ดังนั้น เมื่อได้ยินตักเตือนและชี้แนะของเรา ที่พร่ำสอน”

แสดงว่าข่าวประเสริฐบอกอยู่บ่อยๆ อย่าพึ่งพาตนเองนะ อย่าพึ่งพาทรัพย์สินของตนเอง อย่าพึ่งพาความดีของตนเองนะ ให้มาพึ่งในเรา พูดตลอด พูดมาตั้งแต่ยุคพระคัมภีร์เดิม ผ่านทางผู้เผยพระวจนะ พูดจนกระทั่ง มาเดินอยู่บนโลกใบนี้ ก็พูดเรื่องนี้ พูดในขณะที่เข้าไปอยู่ในโลกวิญญาณ และเข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อทั้งหลาย ก็พูดเรื่องนี้

“อย่าพึ่งพาตนเองนะ รับพระคุณจากเรา รับความรอดจากเรา มาเชื่อในเราเถิด”

“ดังนั้น จงกระตือรือร้นและกลับใจใหม่” กระตือรือร้น คืออะไร? ก็คือให้รีบๆ กลับใจใหม่ซะ เพราะถ้าท่านไม่กลับใจใหม่ ท่านกำลังอยู่ในความพินาศ เรื่องของเรื่อง คือตรงนี้ ให้กระตือรือร้นในการกลับใจเสียใหม่ ก็คือขณะที่ยังไม่กลับใจใหม่ มันอยู่ในความพินาศอยู่แล้ว เหมือนหนังสือยอห์น 3:16 ที่บันทึกเอาไว้ว่า … “พระเจ้าทรงรักโลกและมนุษย์ยิ่งนัก จึงได้ประทานพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มา เพื่อว่าบรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่ได้รับชีวิตนิรันดร์ เพราะผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ และยังไม่เชื่อนั้น อยู่ในความพินาศอยู่แล้ว ถ้าไม่เชื่อ ก็อยู่ในความพินาศที่เดิม”

ถามว่าแล้วทำไมต้องกระตือรือร้นด้วย ต้องรีบด้วย ก็รีบก่อนที่จะเสียชีวิตไง ถ้าตายไปแล้ว มันก็เข้าสู่การพิพากษาแล้ว มันจบแล้ว เพราะฉะนั้น พระเยซูจึงบอกให้กระตือรือร้น ให้รีบตัดสินใจ อย่าชะล่าใจนะ พรุ่งนี้อาจจะไม่มีสำหรับท่าน  อาจจะอีกชั่วโมงหนึ่งข้างหน้า อาจจะสิ้นใจ สิ้นใจปุ๊บ ไม่มีชาติหน้าอีกแล้วนะ สิ้นใจ ก็เข้าสู่การพิพากษา วิญญาณอยู่ในความพินาศนิรันดร์

เพราะฉะนั้น นี่คือความรัก ความห่วงใย ความเมตตาของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงกระทำงานสำเร็จ เรียบร้อยแล้ว ช่วยเหลือมนุษย์ทุกคนให้พ้น จากความพินาศนิรันดร์ ในวิญญาณแล้ว ก็ยังต่อเนื่องมาบอกว่า …

“ช่วยแล้วนะ ให้รับสิทธิ์ไปเถิด อย่าถูกหลอก ช่วยแล้วนะ ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องทำด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาความดีงามของตนเองแล้ว มาพึ่งพาในเรา เราทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

นี่แหละ คือความรักอันยิ่งใหญ่ อ่านแล้วจะได้รู้ ได้เห็นถึงความรู้สึกของพระเจ้าที่มีต่อเราทั้งหลายว่ามันเป็นเช่นไร? ตรงกันข้ามกับที่เขา เอาคำนี้มาผิดๆ มาขู่เราบอกว่าพระเจ้าจะคายเราทิ้ง มันตรงกันข้ามขนาดไหน? ท่านพอจะเห็นแล้วใช่ไหม? มันเหมือนฟ้ากับเหวเลยนะ มาอ่านดูบทสรุปของบริบทนี้ ในวิวรณ์ 3:20-22 พระเยซูตรัสต่อว่า …

วิวรณ์ 3:20-22 “20 เราอยู่ที่นี่แล้ว เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใด ได้ยินเสียงของเรา และเปิดประตู เราจะเข้าไปรับประทานอาหารกับผู้นั้น และเขาจะรับประทานร่วมกับเรา 21 ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้เขา มีสิทธิ์นั่งกับเรา บนบัลลังก์ของเรา เหมือนที่เราได้มีชัยชนะ และได้นั่งกับพระบิดาของเรา บนบัลลังก์ของพระองค์ 22 ใครมีหู ก็จงฟัง สิ่งที่พระวิญญาณ ตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย”

 

เห็นไหม พระเยซูบอก … “จงมองให้เห็นเถิด” นี่เกี่ยวกับโลกวิญญาณนะ “เจ้าทั้งหลาย ลูกๆ เราเอ๋ย จงมองให้เห็นเถิด ในโลกวิญญาณ เรารออยู่ที่นี่แล้ว ก็คือเราทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เรากำลังเคาะประตูใจของเจ้า ให้เปิดใจต้อนรับเรา เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเจ้า เพื่อว่าเราจะได้เข้าไปอยู่ในเจ้า และจะเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้า จะทำให้เข้าบังเกิดใหม่ บริสุทธิ์ สะอาด เป็นลูกของพระเจ้า ดีพร้อมเลย แล้วค่อยมาประพฤติตัวให้ดี สมกับที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของเราที่ดีพร้อมแล้ว เราจะเป็นผู้สอนเจ้าเอง โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ไปสถิตอยู่กับเจ้า” นั่นเอง

“ผู้ใดที่มีชัยชนะ” ถามว่ามีชัยชนะต่ออะไร? พวกท่านผู้ใดที่มีชัยชนะต่อกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ระบบของความบาป ที่พึ่งพาตนเอง ที่มีความเย่อหยิ่งว่าฉันดีพร้อม ฉันจะทำดีต่อไป เพื่อรักษาสถานะในความดี  ที่ใครๆ ก็ชมฉันว่าเป็นคนดี ฉันจะพึ่งพาในความดี ในความชอบธรรมของตนเอง ที่สร้างขึ้นมา เพื่อจะไปเข้าสู่พิพากษาในสวรรค์ ในวันที่ตายจากโลกใบนี้แล้ว ซึ่งถูกหลอก ถ้าใครก็ตามชนะกิเลสตัณหาตรงนี้ ชนะความรู้สึกดีพร้อมตรงนี้ ความรู้สึกร่ำรวยในวิญญาณตรงนี้ ซึ่งมันไม่ได้เป็นจริงนั้น ถ้าใครชนะตรงนี้ แล้วยอมสละตรงนี้ไป แล้วก็เดินมาหาพระองค์ว่าเชื่อในพระองค์ ไม่เอาแล้ว ไม่พึ่งพาในการกระทำดีของตนเอง ไม่พึ่งพาในความชอบธรรมของตนเอง ไม่พึ่งพาในความชื่นชมของคนรอบข้างว่า …

“เธอเป็นคนดี เป็นคนมีใจบุญสุนทานดี”

“ไม่เอาแล้ว ฉันรู้ตัวดีว่าฉันไม่ได้ดีพร้อม ฉันมาพึ่งพระเยซูดีกว่า ต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ต้อนรับข่าวประเสริฐ”

นั่นแหละ คือสิ่งที่พระเยซูต้องการ  เพราะว่านั่นทำให้ท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรคสถานกับพระเยซูคริสต์ทันทีเลย ในขณะนี้ บนโลกใบนี้ ท่านจะรู้เอง เพราะว่าพระวิญญาณ จะเป็นพยานในจิตใจของท่าน

ขนาดยังไม่ทันตาย ท่านก็รู้แล้วว่าท่านได้ไปสวรรค์แล้ว ท่านลองคิดดูสิว่าเพราะฉะนั้น หลังความตาย ท่านจะมีความมั่นใจขนาดไหน? แล้วพระองค์ก็จบด้วยคำว่า …

“ใครมีหู ก็จงฟังสิ่งที่พระวิญญาณตรัสแก่คริสตจักรทั้งหลาย”

ก็คือหูฝ่ายวิญญาณ  จงเปิดออก จงได้รับความจริงเหล่านี้ด้วยเถิด พระเยซูพูดด้วยความรัก หรือด้วยความเกลียดชัง พูดด้วยความรักหรือความประชด ท่านเห็นไหม? ความรักของพระองค์ไม่มีสิ้นสุดเลย แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจ พระองค์ก็ไล่ตามตลอด เคาะประตูตลอดเวลา นี่เห็นไหม? แม้ว่าเราไม่เข้าใจ หรือต่อต้านพระองค์ด้วยซ้ำ พระองค์ไม่สนใจเลย ไม่เคยโกรธเลย รู้ว่าเราไม่เข้าใจ ถูกหลอก รู้ว่าเราตาบอดฝ่ายวิญญาณ พยายามต่อไปที่จะเคาะที่ประตู ที่จะส่งถ้อยคำพระเจ้า ส่งความจริงมาหาเรา เพื่อให้เราได้กลับใจใหม่ เพราะเป็นห่วงเรา เพราะเรากำลังอยู่ในความพินาศ ที่ตะกี้นี้ที่ผมบอกให้ท่านอ่านพร้อมกันที่ตอนต้น บอกว่า …

“เรากำลังจะคายเจ้าออกมา” หรือ “ถ่มเจ้าออกมา” ก็คืออย่างนี้แหละ คือเราไม่สามารถที่จะรับเจ้าเข้ามาได้ เพราะเจ้าอยู่ในความบาป มันอยู่คนละขั้วกัน ถ้าเจ้าไม่เชื่อในเรา เจ้าก็ถูกคายอยู่ จนกระทั่ง สิ้นสุด ถ้าไม่เชื่อเรา จนกระทั่งวิญญาณออกจากร่าง ก็จบสิ้น ก็คือการคายนั้น ก็หมด ก็คือถูกคายออกไปหมดเลย แต่ขณะที่มีชีวิตอยู่กำลังคาย กำลังบ้วนเจ้าออกมา ก็คือท่านกำลังอยู่ในความพินาศนั่นเอง แต่ท่านจะหยุดได้ ก็ต่อเมื่อทำตัวเองให้เป็นน้ำร้อนหรือน้ำเย็น ด้วยการพึ่งพาในพระเยซูคริสต์ แล้วพระเจ้าจะทำให้ท่านเป็นน้ำร้อนและน้ำเย็น ก็คือทำให้ท่านมีประโยชน์ มีผลออกมา ผลก็คือผลของพระวิญญาณ ท่านก็จะได้บังเกิดใหม่

สรุป เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อน ไม่เย็น ดังนั้น เรากำลังถ่มเจ้าออกจากปาก พระเยซูกำลังพูดกับคนไม่เชื่อ หรือคนที่พึ่งพาการกระทำดีของตนเอง หรือพึ่งพาในความรอบรู้ของตนเอง หรือพึ่งพาในทรัพย์สินเงินทองที่ตัวเองคิดว่าจะเอาไปซื้อสวรรค์หลังจากตายจากโลกนี้ไปแล้วได้ ซึ่งพระเยซูบอกเหมือนกับเอาอูฐลอดรูเข็ม มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ

แล้วสำหรับผู้เชื่อล่ะ  สำหรับผู้ที่บังเกิดใหม่และเชื่อในข่าวดีแล้ว เชื่อในพระเยซูคริสต์ วางใจในพระองค์ เชื่อในการกระทำของพระเยซูคริสต์ ที่ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 เพื่อมนุษย์ทั้งปวง เมื่อเขาเชื่อ ก็รวมทั้งตัวเขาด้วย ด้วยความเชื่อ ถ้าเทียบกับเรื่องนี้ ก็คือเขาก็ได้ถูกทำให้เป็นน้ำร้อน เป็นน้ำเย็น ที่เกิดประโยชน์มากมาย ดีพร้อม ดีเลิศแล้วนั่นเอง โดยพระเยซู ถ้ามันเป็นอย่างนั้น พระเยซูก็จะพูดกับผู้ที่เชื่ออย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 1:3-6 ก่อนจะอ่าน อธิบายนิดหนึ่ง  ถามว่าทำไมผมถึงบอกว่าพระเยซูก็จะพูดกับเรา ผู้ที่เชื่อแล้วอย่างนี้ ก็เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เปโตร หรือใครก็ตามที่เขียนในพระคัมภีร์นั้น เขียนจากการบอกของพระเยซูทั้งสิ้น ก็เท่ากับพระเยซูพูดเอง ผมพยายามเน้นให้ท่านเห็นว่าเป็นพระเยซูพูด เพื่อจะได้เข้ากับเรื่องเลาดีเซียนี้

ในเรื่องเลาดีเซียนี้ พระเยซูพูดผ่านทางนิมิตอาจารย์ยอห์นเขียนไว้ ที่เราสรุปว่า … “เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ดังนั้น เรากำลังถ่มเจ้าออกจากปาก” … พระเยซูกำลังพูดกับผู้ไม่เชื่อ ถูกไหม? ผู้ที่พึ่งพาตนเอง

คราวนี้ผู้ที่ไม่พึ่งพาตนเองแล้ว เชื่อในพระเยซูแล้ว วางใจในพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว พระเยซูพูดกับเขาผ่านทางอาจารย์เปโตร ที่ยกมาวันนี้ว่าไว้อย่างนี้ คราวนี้ฟังเลยนะ คนที่เชื่อแล้ว จะได้สบายใจ นอกจากไม่ถูกคายออกมา แล้วยังเป็นอย่างนี้อีก พระองค์พูดไว้ใน 1 เปโตร 1:3-6 อย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 1:3-6 “3 สรรเสริญพระเจ้า พระบิดาขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ด้วยพระเมตตายิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากตายของพระเยซูคริสต์ 4 และเข้าในมรดก อันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสีย หรือเลือนหายไป ซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์ เพื่อพวกท่าน 5 โดยความเชื่อ พระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ ด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ จนถึงความรอด ซึ่งพร้อมแล้ว ที่จะทรงสำแดงในยุคสุดท้าย 6 พวกท่านชื่นชมยินดียิ่งนักในเรื่องนี้ แม้ขณะนี้ ท่านต้องทนความทุกข์โศกชั่วระยะหนึ่ง จากการทดลองสารพัดอย่าง”

 

พระเยซูบอกผู้เชื่อทั้งหลาย คือเราทั้งหลายที่เชื่อในพระเยซูแล้วทุกคน บอกว่าพระเจ้าได้ทำให้เราทั้งหลายบังเกิดใหม่ เข้าในความหวังอันยืนยง โดยการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ “อันยืนยง” หมายถึงเป็นนิรันดร์ มั่นคง แข็งแกร่ง ไม่มีโยกเยก ไม่มีการเปลี่ยน และเข้าในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสีย หรือเลื่อนหายไป ซึ่งเตรียมไว้แล้วในสวรรคสถาน เพื่อพวกเท่าน มีมรดกในสวรรค์เต็มไปหมด และมรดกเหล่านี้ไม่มีวันสูญเสีย สูญหายเลย ไม่ว่าท่านจะประพฤติอะไรต่อไป ก็ตาม เมื่อเชื่อแล้ว มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่มีสูญเสีย สิ่งเหล่านี้ท่านได้รับโดยความเชื่อ ไม่ใช่การกระทำ โดยพระคุณนั่นเอง

คำว่า “พระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ ด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ จนถึงความรอดนั้น  หมายถึงด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกได้ปกป้องคุ้มครองวิญญาณของท่าน ที่พระองค์ได้ทรงไถ่มาเป็นลูกของพระองค์แล้วนั้น ไม่มีใครทำอะไรท่านได้อีกแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว ไม่มีใครมาเอาท่านออกไปจากมือของพระเจ้าได้อีกแล้ว มันแปลว่าอย่างนี้ ท่านถูกปกปักคุ้มครองดูแล โดยพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดอยู่ และกำลังปกปักแล้ว และปกปักตลอดไป จนถึงนิรันดร์

“ซึ่งพร้อมแล้วจะปรากฏออกมาในยุคสุดท้าย”  ก็คือในวันสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์กลับมาใหม่ หรือวันที่เราออกจากร่างนี้ เราจะเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมด

“พวกท่านชื่นชมยินดียิ่งนักในเรื่องนี้ ในวิญญาณ” ท่านมองเข้าไปในวิญญาณพวกท่าน จะชื่นชมยินดีในเรื่องนี้มาก ในวิญญาณ แม้ขณะนี้ท่านต้องทนทุกข์ ในความทุกข์โศกชั่วระยะหนึ่ง ก็คือท่านจะมีความสุขใจ มีความชื่นชมยินดีในวิญญาณ ในเรื่องนี้ แม้ว่ากายภายนอก ที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ จะถูกข่มเหงรังแก จะมีความทุกข์ยากลำบาก เรื่องเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  หรือถูกข่มเหงรังแกในบริบทนี้ ถูกข่มเหงรังแก โดยจักรพรรดิเนโร ใส่ร้ายว่าคริสเตียนรวมกัน เผาเมืองโรม ก็เลยสั่งทหารตามล่า ตามมาทรมาน อะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่มันชั่วระยะหนึ่ง แป๊บเดี๋ยวเอง บนโลกใบนี้ ทุกข์ยากแป๊บเดี๋ยวเอง แต่ในวิญญาณของท่าน ท่านต้องชื่นชมยินดีว่าท่านเป็นใครแล้ว เห็นไหม? ท่านบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว มีมรดกมากมาย ในสวรรคสถาน เตรียมไว้ให้กับท่าน ซึ่งไม่มีวันเสื่อมสลาย มันได้แล้วได้เลย  เป็นลูกแล้ว เป็นเลย พระเจ้าคุ้มครองดูแลอยู่ และใน 1 เปโตร 1:23 พระเจ้าพูดกับเรา นึกในใจ พระเยซูคริสต์พูดกับเราอย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 1:23 “เพราะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่เกิดจากเมล็ดพันธุ์อันเสื่อมสลายได้ แต่จากเมล็ดพันธุ์อันไม่รู้เสื่อมสลาย คือพระวจนะของพระเจ้า อันทรงชีวิตและยืนยงถาวร”

 

พระเยซูก็พูดกับเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย ผ่านทางอาจารย์เปโตรว่า … “ท่านบังเกิดใหม่แล้ว และเกิดใหม่นั้น ไม่ได้เกิดจากพันธุ์มนุษย์ ไม่ได้เกิดจากเชื้อสายมนุษย์ แต่บังเกิดใหม่จากเชื้อสาย DNA วิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ไม่มีวันตาย ก็คือถ้อยคำของพระเจ้า ก็คือตัวเรา คือข่าวประเสริฐ  ก็คือพระเยซูคริสต์เองนั่นแหละ 1 เปโตร 2:24 พระเยซูก็บอกอย่างนี้อีกว่า …

1 เปโตร 2:24 “พระองค์เอง (พระเยซู) ทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ ที่พระกายบนไม้กางเขนนั้น (ยอมมอบชีวิตพระองค์เองแด่พระเจ้า เพื่อเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป เป็นแพะรับบาปให้มวลมนุษย์) เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป (เป็นอิสระจากหนี้บาปเวรกรรม) และสามารถกลายมาเป็น ผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ด้วยบาดแผล (การตายด้วยความทุกข์ทรมาน) ของพระองค์ พวกท่าน (ผู้ที่เชื่อ) ได้รับการรักษาให้หาย (จากบาป)”

 

พระเยซูพูดกับพวกเรา ผู้เชื่อทั้งหลายผ่านอาจารย์เปโตรว่า … “เรา เยซู เป็นผู้แบกรับบาปของพวกนายเอาไว้ทั้งหมด ที่กายของเรา ที่ไม้กางเขน เรายอมมอบชีวิตของเราเองแด่พระเจ้า เพื่อเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป เป็นแพะรับบาปให้กับเจ้าและมวลมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อเจ้าทั้งหลาย จะได้ตายต่อบาป คือเป็นอิสระจากหนี้บาป เวรกรรม และสามารถบังเกิดใหม่มาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ด้วยรอยแผลที่เจ้าเห็นเราถูกเฆี่ยนตี ถูกทุบตี จนเลือดอาบ จนสิ้นพระชนม์นั้น ด้วยความตายอย่างทุกข์ทรมานของเรา พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย จากความบาป หายจากการเป็นคนชั่ว หายจากการเป็นน้ำอุ่นๆ แล้ว ท่านดีพร้อมแล้ว ด้วยความเชื่อในสิ่งที่เราทำ ท่านจึงจะได้รับสิ่งเหล่านี้ 2 โครินธ์ 5:21 บันทึกไว้  พระเยซูก็พูดกับเราอย่างนี้อีกว่า …

2 โครินธ์ 5:21 “พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ (พระเยซู) ผู้ปราศจากบาป  ให้เป็นบาป  เพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า”

 

พระเยซูพูดกับเราผ่านทางอาจารย์เปาโลแล้วตอนนี้ ผู้เขียนหนังสือ 2 โครินธ์  … 2 โครินธ์ 5:21 พระเยซูบอกว่า … “พระเจ้าทรงกระทำให้เรา คือพระเยซูผู้ไม่มีบาปเลย ให้เป็นบาป เพื่อพวกเจ้า เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย  เพื่อว่าในเรา ในพระเยซู พวกเจ้าทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย จะได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าได้ โดยผ่านทางตัวเรา คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง”

เราทั้งหลายผู้ที่เชื่อแล้ว จึงเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป โดยการกระทำหรือ? ไม่ใช่ แต่โดยความเชื่อ ในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เมื่อเราเชื่อในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ก็คือเราได้ตายพร้อมพระเยซู เราก็ได้สามารถเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซู อย่างนั้นเช่นเดียวกัน ฮีบรู 10:17 …

ฮีบรู 10:17 “บาปและการอธรรมของพวกเขา เราจะไม่จดจำอีกต่อไป”

 

พระเยซูพูดกับเราผ่านทางคนเขียนฮีบรู ใครก็ไม่รู้ แต่เป็นพระเยซูพูดนั่นแหละ บอกว่า … “บาปทั้งหลายและการอธรรม ความชั่วทั้งหลาย ที่เจ้าเคยทำมาในอดีต และก็ทำอยู่ในปัจจุบันด้วย ตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ ยังทำอยู่ และอนาคต ก่อนตาย ก็ต้องทำอยู่แน่ๆ มากหรือน้อยก็ตาม  เราจะไม่จดจำอีกต่อไปเลย นิรันดร์”

โรม 4:8 พระเยซูพูดกับเราอีกว่า …

โรม 4:8 “ความสุขมีแก่ผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้า จะไม่ถือโทษบาปของเขาอีกต่อไป”

 

พระเยซูพูดกับเราผ่านทางอาจารย์เปาโล ผู้เขียนหนังสือโรม  ในโรม 4:8 บอกว่า … “ความสุขมีแก่ผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้า จะไม่ถือโทษบาปของเขาอีกต่อไป”

ใช่หรือไม่ใช่? มีความสุขไหม? พระเจ้าไม่ถือโทษแล้ว ทำอะไรก็ไม่เป็นไร? พลาดไป ล้ม ลุกขึ้นมาใหม่  เดี๋ยวท้ายๆ จะบอกให้ว่าไม่ใช่ความประพฤติไม่สำคัญ

นี่เรากำลังพูดถึงความรอดทางวิญญาณ การไปสวรรค์หลังความตาย เรียกว่าวันพิพากษา จากโลกนี้ปุ๊บ เข้าสู่การพิพากษา ตายจากโลกปุ๊บ เข้าสู่การพิพากษา ดังนั้น ในวันพิพากษา เราแค่ยืนอยู่ข้างขวาของพระเยซู ในฐานะผู้เชื่อ  ผู้ชอบธรรม ที่เป็นน้องของพระเยซู ไม่ได้ยืนอยู่ เพื่อถูกพิพากษาลงโทษ ไม่ได้ยืนอยู่ เพื่อได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนดีหรือคนชั่ว เพราะว่ามันเป็นคนชั่วอยู่แล้ว เราจะไม่ต้องถูกพิพากษา เนื่องจากการกระทำของเรา เพราะเราไม่ได้พึ่งพาการกระทำของเรา ในการเป็นผู้ชอบธรรม แต่พึ่งการกระทำของพระเยซูคริสต์ต่างหาก พระเจ้าพระเยซูได้พูดกับเราอย่างนี้อีก ตั้งแต่สมัยเดิม ในหนังสือสดุดี 103:11-12 พระเยซูพูดกับเราอย่างนี้ว่า …

สดุดี 103:11-12 “11 เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเพียงใด ความรักของพระองค์ที่มีต่อ ผู้ที่ยำเกรงพระองค์ ก็ยิ่งใหญ่เพียงนั้น 12 ตะวันออกไกลจากตะวันตกเพียงใด พระองค์ก็ทรงยกเอา การล่วงละเมิดของเรา ออกไปไกลเพียงนั้น”

 

แล้วพระเยซูก็ยังพูดผ่านหนังสือฮีบรู 10:14 อีกว่า …

ฮีบรู 10:14  “เพราะเมื่อพระองค์ (พระเยซู) ถวายตัวเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้คนที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้น สมบูรณ์แบบตลอดกาล”

 

ความรอดของเรา ในฐานะที่เราเป็นบุตรของพระเจ้า ที่ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์นั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เอเมน

เพราะฉะนั้น เมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซู เชื่อในการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ เชื่อในการกระทำของพระองค์แล้ว ท่านจะไม่มีวันกลัวการพิพากษาอีกเลย และพร้อมตลอดเวลาที่จะเผชิญกับชีวิตหลังความตาย ด้วยความปิติยินดี เอเมน อาจจะมีความวิตกกังวล กลัว แต่ความกลัว วิตกกังวลของท่าน มันไม่ได้เกี่ยวกับวิญญาณ มันเป็นความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิธีการตายมากกว่า แต่ถามลึกๆ เข้าไปในจิตใจของท่าน เรื่องเกี่ยวกับการจากไป ซึ่งรู้แล้วว่ามนุษย์ทุกคน วันหนึ่งก็ต้องตายจากร่างกายนี้ วันหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน แต่ถามว่าท่านพร้อมไหมที่จะจากไป วิญญาณข้างในท่านพร้อม เพราะว่าบาปเวรกรรมทั้งปวง หนี้บาปของท่านถูกชดใช้แล้ว ได้รับการชำระเรียบร้อยแล้ว โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน และท่านได้เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระองค์ เป็นลูกของพระองค์ นั่งอยู่ในพระองค์ ในสวรรคสถาน ในขณะนี้ ในโลกวิญญาณ เรียบร้อยแล้ว โดยผ่านทางความเชื่อของท่าน ในการกระทำของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นหัวใจ เป็นสิ่งสำคัญมาก ผ่านทางความเชื่อ เรียกว่ารอด โดยพระคุณ

รอด โดยพระคุณ คือข่าวดีของพระเจ้า ต้องจำไว้ในใจ เลยว่าเราเชื่อในข่าวดีของพระเจ้า … ข่าวดีแห่งพระเจ้า ก็คือข่าวดีแห่งพระคุณของพระเจ้า ข่าวดีแห่งพระคุณ แปลว่าเราได้รับฟรีๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย แม้แต่นิดหนึ่ง ไม่ใช่โดยการกระทำของเรา เราจึงได้รางวัลเหล่านี้ แต่ด้วยความรัก และพระคุณพระเจ้า ให้เราฟรีๆ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้รับสิ่งเหล่านี้มา ไม่ใช่ด้วยการกระทำ เราก็ไม่มีวันที่จะสูญเสียความรอดนี้ไป โดยการกระทำอะไรของเราเลยแม้แต่นิดเดียว จริงหรือไม่? ถูกไหม? ถูกเลย

สรุปแล้ว ก็คือพระเจ้าทำให้เราบริสุทธิ์ ดีพร้อม โดยพระคุณของพระองค์ พระองค์เป็นผู้เดียว เราไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เราแค่เชื่อเท่านั้น พระเจ้าทำให้เราบริสุทธิ์ ดีพร้อมก่อน แล้วพอเราเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ธรรมชาติเปลี่ยนไป แล้วพระเจ้าก็จะค่อยๆ ฝึกสอนให้เราเดิน ให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้าที่บริสุทธิ์ อีกทีหนึ่ง ซึ่งฝึกเด็กๆ ท่านก็รู้อยู่แล้ว เดี๋ยวก็ล้ม เดี๋ยวก็คลาน เดี๋ยวก็ลุก ดื้อ อะไรอย่างนี้ ก็ว่ากันไป แต่ลูกก็คือลูก ใช่หรือไม่? ถูกเลย

เพราะฉะนั้น อย่าพึ่งพาตนเอง ท่านไม่สามารถที่จะพยายามทำให้ตัวเองดีพร้อม เพื่อจะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ได้ ท่านไม่สามารถเลย ท่านจะเริ่มต้นจากการประพฤติด้วยตัวเองให้ดีพร้อม เพื่อจะไปอยู่ในสวรรค์ มันเป็นไปไม่ได้ ท่านต้องอยู่ในสวรรค์ก่อน เปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยให้พระเจ้าเปลี่ยน เป็นลูกพระเจ้า แล้วท่านจึงจะมีกำลัง รู้ว่าควรจะประพฤติตัว ให้สมกับการบังเกิดใหม่นั้นอย่างไร? ความบริสุทธิ์ที่เหมือนพระเจ้า หรือดีพร้อมที่เหมือนพระเจ้า มันไม่สามารถที่มนุษย์จะทำด้วยตัวเองได้ มันต้องพึ่งพาในพระเจ้า และพระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว โดยทางพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาเกิดบนโลกใบนี้  และทำให้ท่านทั้งหลายทุกคนบนโลกใบนี้ดีพร้อมแล้ว ที่จะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถาน เพียงแต่เชื่อและรับเอา พระองค์ทรงเคาะประตู เคาะๆ เปิดประตูให้พระองค์เท่านั้นเอง พระเจ้าอวยพรครับ

 

*************************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

“ความรักของพระเจ้า  เป็นแรงบันดาลใจ  ให้เรากระทำดี  ตามน้ำพระทัย”

การได้เห็น ซึมซับ และรับเอาพลังอำนาจความรักยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ้นสุดของพระเจ้า ที่มีต่อเราทั้งหลายนั้น จะเป็นแรงผลักดัน สร้างกำลังใจ สร้างแรงจูงใจ ให้กับเรา ขับเคลื่อนเรา ควบคุมเราในการกระทำดี ชนิดที่ดีจริงๆ ในแบบพระเจ้า ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดใด ก็คือดีตามน้ำพระทัยพระเจ้า

 

2 โครินธ์ 5:14-15 “14 เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่ เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่าถ้าผู้หนึ่งได้ตาย  เพื่อคนทั้งปวง  เหตุฉะนั้น  คนทั้งปวงจึงตายแล้ว 15 และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์ เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่ จะมิได้เป็นอยู่ เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป  แต่จะอยู่เพื่อพระองค์  ผู้ทรงสิ้นพระชนม์  และทรงเป็นขึ้นมา  เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย”

 

ข้อความที่สำคัญที่สุดของข้อนี้ ก็คือ “ก็เพราะว่าความรักของพระคริสต์  ได้ครอบครองเราอยู่”  ความหมาย  ก็คือได้ครอบครอง  ควบคุม  ขับเคลื่อนชีวิตของเราอยู่  เพราะว่าพระเยซูตาย  เพื่อเรา  ตัวเก่าเราตายไปแล้ว นี่เราเกิดใหม่แล้ว เป็นวิญญาณที่มาจากพระเจ้า พระคริสต์ให้วิญญาณกับเรา เกิดใหม่ เกิดเป็นวิญญาณความรัก

ความรักของพระเจ้าเป็นแรงผลักดันในใจ ให้เราประพฤติดีตามน้ำพระทัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่จะทำตามน้ำพระทัย ก็คือทำตามพลังอำนาจความรักแบบของพระองค์ ที่อยู่ในใจของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็นต้องเปิดใจ และปล่อยให้พลังความรักของพระเจ้าเข้ามา ทำตามที่ 2 โครินธ์บอกไว้ มาควบคุมครอบครอง เข้ามาครอบงำ เป็นแรงบรรดาใจ เพื่อจะผลักดัน ชักชวน หว่านล้อม ชักจูง ดลใจ และแนะนำ มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความคิดต่อทางเลือกในการตัดสินใจ และมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำ กำลังดำเนินตลอดเวลา และตลอดไป มันหมายถึงอย่างนั้น เปิดใจ รับเอา พลังอำนาจเข้ามา คือต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยรอดนั่นเอง และถ้าเราไม่รู้จัก ไม่ถ่อมใจลง ไม่ยอมรับความรักชนิดนี้ ก็คือไม่เห็นถึงพลังอำนาจ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ที่มีต่อเราแต่ละคน มนุษย์บนโลกใบนี้ว่ามันมากมาย ใหญ่โตขนาดไหน? ถ้าเราไม่เห็นพลังความรัก เราก็ไม่สามารถที่จะให้ความรัก พลังอำนาจนี้ ผลักดัน ควบคุม มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ต่อการดำเนินชีวิตของเราได้เลย บนโลกใบนี้ เห็นไหมครับว่าสำคัญมาก

 

เพราะฉะนั้น มี “ต้อง” อันเดียว ก็คือต้องเรียนรู้ความรัก เพื่อให้ตาวิญญาณได้เห็น ตาเนื้อมองไม่เห็นหรอก ความรัก พระเจ้าเป็นอย่างไร?

 

พระคัมภีร์บอกว่าความรักสำแดงออก ที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่ไม้กางเขน มองไป ก็ไม่เห็นหรอก แต่ต้องใช้ตาฝ่ายวิญญาณ เราจึงต้องเรียนรู้ ให้ตาฝ่ายวิญญาณเปิดออก ให้เห็น ซึมซับ และรับเอาพลังอำนาจความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า ซึมซับ รับเอา ยิ่งรับรู้มากเท่าไร ก็เท่ากับว่าเราได้ชาร์จพลังงานความรักของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตเรามากขึ้นเท่านั้น

 

เราก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ และดำเนินชีวิตอยู่ด้วยพลังขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจ ด้วยพลังความรัก แบบอากาเป้ของพระเจ้านี้ได้ ในชีวิตของเรานั่นเอง

พระเจ้าอวยพรครับ