วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1385 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  ตุลาคม  2022

เรื่อง “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” ตอน 8

“คำเทศนาบนภูเขา” EP.7

“ทรัพย์สมบัติในโลก ต้องเหน็ดเหนื่อยหาเอง แต่ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ พระเจ้าให้ฟรีๆ”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            เรายังอยู่ในซีรี่ย์ชุด “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” วันนี้เป็นตอนที่ 8 และเป็น Ep.7 ของเรื่อง “คำเทศนาบนภูเขา”

ตอนที่ 1  จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน

ตอนที่ 2  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 1 : คนป่วยต้องการหมอ  คนบาปต้องการพระเยซู

ตอนที่ 3  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 2 : พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ

ตอนที่ 4  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 3 : กฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์

ตอนที่ 5  คำเทศนาบนภูเขา Ep 4 : มนุษย์มองที่ความประพฤติภายนอก แต่พระเจ้ามองที่   

วิญญาณข้างใน

ตอนที่ 6  คำเทศนาบนภูเขา Ep 5 : บริสุทธิ์ดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์

ตอนที่ 7 คำเทศนาบนภูเขา Ep 6 : ท่านต้องอภัยให้ผู้อื่นก่อน แล้วพระเจ้าถึงจะอภัยให้ท่าน

ตอนที่ 8 (วันนี้) คำเทศนาบนภูเขา Ep 7 : ทรัพย์สมบัติในโลกต้องเหน็ดเหนื่อยหาเอง  แต่ทรัพย์

สมบัติในสวรรค์   พระเจ้าให้ฟรีๆ

            ทั้งหมดรวมวันนี้ 8 ตอน อยากให้ไปทบทวนของเก่าๆ ท่านจะได้เข้าใจพื้นฐาน เบื้องหลังต่างๆ จะได้รู้ว่าพระเยซูมาประกาศ 3 ปี พระองค์มาทำอะไร?  เป้าหมาย คืออะไร? เพื่อจะเป็นพื้นฐานของท่านใน การศึกษาพระคัมภีร์  และดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์อย่างถูกต้องตลอดไป

            เรามาทบทวนในบริบท คำเทศนาบนภูเขา พระเยซูกำลังพูดถึงเรื่องอะไร? กับใคร? พระเยซูพูดถึงเรื่องสวรรค์กำลังมาตั้งอยู่กับชาวยิว เป้าหมายการประกาศบนภูเขาของพระเยซู ก็คือพระองค์ต้องการประกาศเรื่องอาณาจักรสวรรค์ที่กำลังจะมาตั้งอยู่ในไม่ช้านี้ ให้กับชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวยิว ที่เป็นฟาริสี สะดูดี  และธรรมาจารย์ที่เย่อหยิ่ง ทะนงตน ภูมิใจนักหนาในความชอบธรรมจอมปลอมของตัวเอง ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา นี่คือเบื้องหลัง

            สิ่งที่พระองค์ทรงเน้น ในการประกาศนี้ ก็คืออย่าหน้าซื่อใจคด ปฏิเสธพระมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอด คือพระองค์เอง ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่สามารถรักษาบัญญัติได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ให้พินาศหลังความตายอย่างแน่นอน ทั้งๆ ที่รู้ ก็ ยังปฏิเสธ เขาเรียกว่าหน้าซื่อใจคด  พระเยซูมาชี้ บอกทำไม่ได้  แต่ก็ยังฝืนอยากจะทำให้ได้

            พระเยซูกำลังชี้บอกว่ามนุษย์เป็นบาปอยู่ ปัญหาของท่านมันอยู่ที่วิญญาณข้างใน ไม่ได้อยู่ที่การรักษาบทบัญญัติ การกระทำบาปภายนอกหรอก ไม่ได้อยู่ที่ความประพฤติ การกระทำบาปภายนอก ซึ่งการกระทำภายนอก เป็นแค่อาการของบาปที่ข้างใน ซึ่งเป็นอาการที่มองเห็นได้  คือมองเห็นว่าทำบาป ปัญหาใหญ่ของมนุษย์อยู่ที่ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ ไม่ได้อยู่ที่ยอดภูเขาน้ำแข็งบนน้ำ ที่มองเห็นได้

            ยอดน้ำแข็งบนน้ำ ก็คือเรามองเห็นได้ การกระทำ ความประพฤติ อย่างนี้เรียกว่าบาป แต่ใต้น้ำเรามองไม่เห็น ใหญ่กว่าข้างบนยอด บนน้ำอีกตั้งเยอะ มองไม่เห็น นั่นคือบาปที่อยู่ในวิญญาณของเรา

            เป้าหมายของพระเยซูมาประกาศ 3 ปีนี้ นี่คือหนึ่งส่วนในนั้น เพราะฉะนั้น การแก้ไข จึงต้องรักษา แก้ไขที่ต้นเหตุของมัน ก็คือไปที่ภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ  ก็คือบาปที่อยู่ในใจ ในวิญญาณของมนุษย์เท่านั้น จึงจะรักษาให้หายขาดได้ ก็คือมนุษย์ต้องบังเกิดใหม่เท่านั้น วิญญาณที่บาปอยู่นั้นยังอยู่ มนุษย์ไม่มีอิสระเลย วิญญาณที่ยังเป็นบาปอยู่นั้น ต้องถูกฆ่าให้ตาย ต้องถูกกำจัดออกไป แล้วเปลี่ยนวิญญาณให้ใหม่เท่านั้น นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงพูด 3 ปีนี้ ท่านต้องย้ายวิญญาณ จากการอยู่ในความตาย มาสู่ชีวิตในพระคริสต์ พูดง่ายๆ ซึ่งในอดีต พระเจ้าทรงเมตตาช่วยเหลือ ผ่านทางโลหิตของสัตว์ แห่งพันธสัญญา เรียกว่าสัตวบูชาลบบาปปีละ 1 ครั้ง จนกว่าจะถึงกำหนดเวลาที่จะทรงประทานพระบุตรมาเป็นเครื่องบูชาลบบาปตลอดไป และบัดนี้ พระบุตรก็ได้มาเกิดแล้ว

            นี่คือสิ่งที่พระองค์กำลังประกาศ 3 ปีนี้ แล้วพระบุตรพร้อมแล้ว ที่จะเป็นเครื่องบูชาลบบาปตลอดไปให้กับมวลมนุษย์ พระองค์พูดกับชาวยิวก็จริง แต่การลบบาปนี้ พระองค์จะแถมลงไปว่ามนุษย์ทั้งปวง ก็คือมนุษย์คนใดก็ตาม ที่วางใจในพระองค์ จะได้รับชีวิตนิรันดร์ พ้นจากความพินาศ พ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษ พระเจ้าพระบิดากำลังจะยกเลิกพันธสัญญาเดิม วิธีเดิม คือทางสัตวบูชา ถวายเลือดสัตว์ เปลี่ยนมาเป็นพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิต หรือเลือดของพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ที่จะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อมนุษย์ทั้งปวงนั่นเอง

            นี่คือสิ่งที่พระองค์กำลังประกาศ พระเยซูประกาศเตือนชาวยิวที่เย่อหยิ่งจองหองเป็นพิเศษว่าถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะแสวงหา นมัสการพระเจ้า ด้วยวิญญาณและความจริง ไม่ได้นมัสการที่วิหาร ที่สร้างด้วยมือมนุษย์อีกต่อไปแล้ว

            การนมัสการ ก็คือการยอมถ่อมตน  แล้วก็เข้าไปหาพระเจ้า ในอดีต ต้องผ่านทางเลือดสัตว์ ถึงจะเข้าไปได้ แต่พระองค์กำลังบอกว่าการนมัสการเข้าหาพระเจ้า เพื่อขอการอภัยบาป ในวิหารที่สร้างด้วยมือมนุษย์นั้น พิธีกรรมนี้จะถูกทำลาย ออกไปแล้ว หลังจากที่พระบุตรของพระเจ้า คือพระองค์เอง สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ แล้วเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 พระเจ้าก็จะยกเลิกของเก่า แบบเดิมออกไปหมดเลย ซึ่งพระองค์ได้ทรงพูดเอาไว้ในหนังสือยอห์น 4:21-26 เราลองอ่านดูนะ ซึ่งพูดกับหญิงสะมาเรีย … สะมาเรีย ก็คือชาวยิว ที่เป็นยิวลูกผสม แต่เขาก็นมัสการพระเจ้าที่วิหารเหมือนกัน แต่วิหารของเขาอยู่ที่สะมาเรีย เป็นวิหารที่ถูกทำลายไปแล้ว โดยกองทัพอัสซีเรีย แต่วิหารที่เยรูซาเล็มยังมีอยู่ ยังตั้งอยู่ พระเยซูกำลังพูดว่าแห่งแรกยกเลิกไปแล้ว แต่แห่งที่สอง ในเยรูซาเล็ม ก็จะยกเลิกในไม่ช้านี้ “ยกเลิก” คือการถวายสัตวบูชาในวิหาร เปลี่ยนเป็นวิธีใหม่ ลองอ่านดูนะ …

        ยอห์น 4:21-26  “21 พระเยซูประกาศว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด ใกล้ถึงเวลาแล้ว เมื่อพวกท่าน จะนมัสการพระบิดา ไม่ใช่ที่ภูเขานี้ หรือที่กรุงเยรูซาเล็ม 22 พวกท่าน ชาวสะมาเรีย นมัสการสิ่งที่ท่านไม่รู้จัก ส่วนเรานมัสการสิ่งที่เรารู้จัก เพราะความรอดมาจากพวกยิว 23 กระนั้น ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว และบัดนี้ ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะพวกเขาเป็นผู้นมัสการ แบบที่พระบิดาทรงแสวงหา 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง” 25 หญิงนั้นทูลว่า “ดิฉันรู้ว่าพระเมสสิยาห์ (ที่เรียกว่าพระคริสต์) กำลังเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมาแล้ว จะทรงอธิบายทุกสิ่งแก่เรา” 26 แล้วพระเยซูทรงประกาศว่า “เราที่พูดอยู่กับเจ้า คือผู้นั้น”

            “เมื่อพวกท่านจะนมัสการพระบิดา เข้าไปหาพระเจ้า ไม่ใช่ที่ภูเขานี้ หรือที่กรุงเยรูซาเล็มอีกต่อไปแล้ว”

            ที่ภูเขานี้ ก็คือวิหารที่อยู่ในสะมาเรีย … ที่กรุงเยรูซาเล็ม ก็คือวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม ที่ชาวยิวทั้งสองพวกนี้ ทำพิธีนี้อยู่ แล้วพระองค์บอกว่าอย่างไร? ข้อ 20 พระองค์บอกว่า … “แล้วพระเยซูทรงประกาศว่า …” นี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจของการประกาศของพระเยซู 3 ปีนี้

            ประกาศว่า “เราผู้ที่พูดอยู่กับเจ้า คือผู้นั้น” เราที่พูดอยู่กับเจ้า คือพระเมสิยาห์  พระเมษโปดกของพระเจ้า ที่จะทรงประทานให้กับมนุษย์ตามพันธสัญญาไว้นั่นเอง นี่คือเป้าหมายของการประกาศของพระเยซู

            พระองค์กำลังบอกว่า เพราะฉะนั้น ท่านฟาริสี สะดูสี ธรรมาจารย์ อย่าเย่อหยิ่งทะนงตน จองหอง จงกลับใจเสียใหม่ จากการแสวงหาความชอบธรรมด้วยตนเอง โดยการรักษาบทบัญญัติอย่างเคร่งครัดนั้น ท่านทำไม่ได้หรอก พระองค์ทรงยกตัวอย่างเหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม ท่านทำไม่ได้ พระเจ้าช่วยท่านให้เป็นผู้ชอบธรรมได้ ท่านทำด้วยตนเองไม่ได้หรอก จงกลับใจใหม่ หันมาวางใจในพระองค์ คือในพระเยซูคริสต์ พระเมษโปดก พระเมสิยาห์ แล้วท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่

            นี่ก็อยู่ในบริบทที่พระเยซูประกาศ ท่านจะได้บังเกิดใหม่ วิญญาณของท่านจะเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมที่พระเจ้าสามารถเข้ามาสถิตอยู่ภายในท่านได้  ท่านจะเป็นวิหารที่มองไม่เห็น  ที่ไม่ได้สร้างด้วยมือมนุษย์ แต่ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ทำให้ท่านได้บังเกิดใหม่ เป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ภายในท่าน แล้วท่านก็จะสามารถนมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริงได้ ด้วยวิธีใหม่นี้ ก็คือต้องวางใจในพระเยซูเท่านั้น นี่ปูพื้นให้ท่าน

            แล้วพระเยซูก็ยกข้อบัญญัติต่างๆ ที่ชาวยิวคุ้นเคย มาวิเคราะห์ให้ดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง? เป็นตัวอย่าง ที่จะชี้ให้เห็นว่าท่านทำไม่ได้หรอก ตามมาตรฐานของพระเจ้า ที่อ่านมา ท่านทำไม่ได้ทั้งหมด ที่พระองค์ทรงยกตัวอย่าง ไม่ใช่ ให้พวกยิวไปทำ  แต่ยกตัวอย่างว่าท่านทำไม่ได้หรอก เพราะว่าบาปมันอยู่ในใจของท่าน

            ยกตัวอย่างอย่างเช่นครั้งที่แล้วเราจบลงที่มัทธิว 6:12-15 เราลองมาทวนนิดหนึ่งว่าท่านทำไม่ได้หรอก ทำอะไรไม่ได้ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ทำไม่ได้ คือ …

        มัทธิว 6:12, 14-15  “12 ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษ (ไม่เอาความ ไม่โกรธไม่เคืองเลย 70×7) ผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น 14 เพราะว่าถ้าท่านยกความผิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงโปรดยกความผิดของท่านด้วย 15 แต่ถ้าท่านไม่ยกความผิดของเพื่อนมนุษย์ (ยังโกรธเคือง รำคาญใจ) พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรด ยกความผิดของท่านเหมือนกัน (ผล ก็คือพินาศในนรก เพราะบาป พันธสัญญาเดิมก็ถูกยกเลิกไปแล้วด้วย  พระบิดารับเฉพาะพระโลหิตของพระบุตร พระเมษโปรดกของพระเจ้าเท่านั้น)”

            “ยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษ ไม่เอาความ ไม่โกรธเคืองเลยกับคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น”

            ถ้าเราไม่ยกโทษ ไม่อภัยให้กับผู้อื่น แม้นิดเดียว แค่โกรธเคือง ก็ไม่ยกโทษแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ยกโทษให้กับเราด้วย ท่านเห็นอะไรไหม? ทำได้ไหม? ชาวยิวก็ยังไม่เข้าใจ เพราะนี่เป็นเรื่องของความจริงในโลกวิญญาณ ที่พระเยซูประกาศ บอกให้เขาฟังว่าพระองค์มาเพื่ออะไร? ไม่อย่างนั้นเขาโดนลงโทษ พิพากษาแน่นอน เพราะเขาทำไม่ได้ ไม่ใช่ให้เขาพยายามไปยกโทษมนุษย์คนอื่นๆ ไม่ใช่ เพราะเขาทำไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อเขาทำไม่ได้ เมื่อเขายกโทษให้คนอื่นไม่ได้  พระเจ้าก็ไม่อภัยบาปให้เขา เขาก็ลงนรก เขาก็ติดบาปอยู่ ก็ไม่ได้ไปสวรรค์ แล้วชาวยิวก็ไม่เข้าใจ รู้ได้อย่างไรไม่เข้าใจ? ก็ขนาดสาวกอยู่ใกล้ๆ ได้ยิน ได้ฟัง ก็ตกใจ แต่ก็ยังวางใจในพระเยซู ยกตัวอย่างเช่น เปโตรและพวกสาวกใกล้ชิด ถามพระเยซูว่า …

            “ถ้าอย่างนั้น คำว่าต้องยกโทษให้คนอื่นกี่ครั้ง”

            จำได้ใช่ไหม? 7 ครั้งหรือ? 7 ครั้งมันเยอะแล้วนะ แต่ยังพอทำได้ไหม? พอได้อยู่ 7 ครั้ง เขาก็คิดในใจว่าพระเยซูกำลังมาสอนให้เขาทำ โดยเฉพาะเปโตรเป็นผู้แรกเลย เพราะว่าเปโตรหุนหันพลันแล่นมาก เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็อะไร? เขาก็คงหยวนน่า อาจจะยากกว่านี้หน่อย สัก 7 ครั้งได้ไหมพระองค์?  พระองค์ตอบว่าท่านทำไม่ได้หรอก  ไม่ใช่ 7 ครั้ง แต่ถ้าท่านจะทำให้ได้นั้น คือต้อง 70×7 ครั้งต่อความผิดครั้งเดียว ถ้าเขาเหยียบเท้าท่าน ท่านต้องอภัยให้เขา ไม่เคืองอะไรเลย ต้องให้เขาเหยียบ 490 ครั้ง ทำได้หรือเปล่า? พระองค์สรุป พูดง่ายๆ คือทำไม่ได้ นี่คือเป้าหมาย  พูดง่ายๆ ก็คือท่านจะรักษาบทบัญญัติให้ครบถ้วน 100% ด้วยตนเองนั้น ท่านทำไม่ได้หรอก พันธสัญญาเดิม  ก็ไม่มีแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้

            วิหารก็จะไม่มีอีกแล้ว เพราะถูกทำลายไปแล้ว เลือดสัตว์ พระเจ้าไม่รับแล้ว ก็เหลือเพียงทางเดียวเท่านั้น ก็คือทางพระเมสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้า ลูกแกะของพระเจ้า โลหิตของพระบุตรของพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์เท่านั้นที่จะช่วยท่านให้รอด รับการอภัยบาปได้ จงกลับใจใหม่เถิด นี่คือเป้าหมายของการประกาศของพระเยซู 3 ปี มาอยู่ตรงนี้ทั้งหมด นี่คือสิ่งเดียวที่พระเจ้าพระบิดาประสงค์ให้ท่านทำ ฟังให้ดีๆ การอภัยให้คนอื่น ไม่ใช่สิ่งที่พระบิดาต้องการให้ท่านทำ หรือบอกให้ท่านทำ ไม่ใช่อภัยให้คนอื่น ไม่ใช่ไม่ฆ่าคน ไม่ใช่ไม่โกรธคน ไม่ใช่ไม่ล่วงประเวณี ไม่ใช่ว่าไม่โลภ แต่พระองค์ตรัสว่าสิ่งที่พระบิดาต้องการให้ทำ มีสิ่งเดียวเท่านั้นเอง จะบอกให้ประกาศให้หมดเลย พวกนั้นบอกเราต้องรักษา 613 ข้อ บทบัญญัติพระบิดาให้เรามาบอกให้ท่าน ท่านได้รับความรอดจากนี้ต่อไป พระบิดาต้องการให้ท่านทำอย่างเดียวพอ ก็คือการวางใจในเรา เอเมนไหม? นี่ประกาศดังลั่น

            พระประสงค์ของพระบิดา “จงวางใจในเรา  ผู้ที่พระบิดาส่งมา” พูดง่ายๆ จงวางใจในเรา  ผู้เป็นพระเมสิยาห์ ที่จะมาช่วยท่านให้รอดนั่นเอง นี่คือหัวใจของการประกาศ 3 ปีนี้ อย่าเข้าใจผิด

            เรามาต่อวันนี้ มัทธิว 6:16-34 เราเริ่มที่มัทธิว 6:16-18 ก่อน …

        มัทธิว 6:16-18 “16 เมื่อท่านถืออดอาหาร อย่าทำหน้าเศร้า เหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะเขาปั้นหน้า เพื่อให้คนเห็นว่าพวกเขากำลังถืออดอาหาร เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของตนเต็มที่แล้ว 17 ส่วนท่านเมื่อถืออดอาหาร จงล้างหน้า เอาน้ำมันชโลมศีรษะ 18 เพื่อจะไม่เป็นที่สะดุดตาใครว่าท่านกำลังถืออดอาหาร นอกจากพระบิดาของท่าน ผู้ไม่ปรากฏแก่ตา และพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นสิ่งที่ทำเป็นการลับจะประทานบำเหน็จแก่ท่าน”

            ย้อนกลับมาที่ตะกี้นี้ ที่ปูพื้นไว้ เป้าหมาย คือท่านทำได้ไหม? ที่เขียนนี้ ที่สั่งนี้ ไม่ใช่มาสอนให้ท่านไปอดอาหาร ไม่ใช่ อดอาหารแล้วอย่าหน้าซื่อใจคด อดอาหารให้มันดีๆ นะ ให้มันมีท่าทีที่ถูกต้อง ไม่ใช่ กำลังบอกท่านทำไม่ได้ๆ เพราะวิญญาณข้างในท่าน เป็นบาป ท่านจะมีท่าทีที่ไม่ถูกต้องแน่นอน คือการอดอาหาร จะเป็นประเพณีวัฒนธรรม ตามศาสนาของยิวเท่านั้นนะ เป็นการแสดงการถ่อมใจ ของประชากรชาวยิวมาตั้งแต่อดีต เป็นวัฒนธรรมของเขา

            การถ่อมใจ  ก็คือการอดอาหารต่อหน้าพระเจ้าว่านี่ฉันถ่อมใจ เชื่อในพระองค์  แสดงออกทางด้านปฏิบัติ แต่ฟาริสี สะดูสี ธรรมาจารย์ในใจจริงๆ มันเย่อหยิ่งจองหอง มันทำไม่ได้หรอก มันอดที่จะอดอาหาร แล้วโชว์ให้คนอื่นรู้ มันอดไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นยกย่องไม่ได้ แล้วข้อสำคัญ ก็คือในหนังสือพันธสัญญาใหม่ ในจดหมายฝาก ที่เขียนถึงคริสเตียน ที่ไม่ใช่ชาวยิว ทีหลังนั้น ไม่มีการกล่าวถึง หรือแนะนำให้อดอาหารเลยแม้แต่นิดหนึ่ง ไม่มีเลย เพราะว่าต่างชาติที่เป็นคริสเตียน เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่ได้อยู่ในประเพณีวัฒนธรรมนี้ นี่เป็นเรื่องราวของคนยิว โดยเฉพาะคนยิวที่เคร่งศาสนา  เหมือนฟาริสี ธรรมาจารย์ สะดูสีที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ เพราะว่าพวกฟาริสี พวกนี้มักทำการนี้ ก็คือมักอดอาหารอย่างนี้ ตามวัฒนธรรมของยิว ให้ถ่อมใจเฉยๆ แต่คนเหล่านี้ ทำด้วยท่าทีที่ผิด คือทำเพื่อแสวงหาความชอบธรรมของตนเองว่าฉันทำแล้ว ฉันจะชอบธรรมขึ้น แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญบนโลกใบนี้ ก็คือทำ แล้วมีคนยกย่องสรรเสริญว่าเก่ง ว่าดี มีบารมี ยกตัวเองว่าตนเองทำได้เยอะ ทำได้ดี มีบารมีสูงกว่าคนอื่นที่ทำไม่ได้เท่าตนเองทำ

            “ฉันอดอาหารอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เธอไม่ได้อดอาหารเลย เธอปีละ 1 ครั้ง อย่ามาเทียบ คนละรุ่นๆ” … นึกภาพออกไหม?

            ถามว่าที่เขาคิดอย่างนี้ ท่าทีในใจเป็นอย่างนี้ เพราะอะไร? เพราะในใจเป็นบาปอยู่ เป็นหลุมศพอยู่ เขาคิดพึ่งพาตนเอง อยู่ในใจนั่นแหละ พอพึ่งพาตนเอง ทำแล้วมีความรู้สึกว่าอยากจะได้ดี ทำได้มากกว่าคนอื่น  เพราะฉะนั้น เขาจึงคิดว่าการทรมานตนเองเยอะๆ แล้วพระเจ้าก็จะโปรดปรานมากกว่าคนอื่นที่ทรมานตนเองน้อยๆ เพราะเขาพึ่งการกระทำของตนเอง

            “ฉันกระทำได้มาก ฉันก็เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าได้พรมาก” คุ้นๆ ไหม?

            มากกว่าคนอื่นที่กระทำได้น้อยกว่า พูดง่ายๆ เขาเน้นเรื่องการกระทำ มากกว่าเรื่องจิตวิญญาณข้างใน ความเมตตาข้างใน แต่ว่าน่าเสียดาย พระเจ้าดูที่ใจ พระเจ้าดูที่ข้างใน พระเจ้าดูที่ภูเขาน้ำแข้งใต้น้ำ พระองค์ไม่ได้ดูที่ตามองเห็น เหมือนกับพวกเขา นี่คือสิ่งที่พระเยซูกำลังชี้ ต่อไปข้อ 19-21 …

        มัทธิว 6:19-21 “19 อย่าสะสม (แสวงหาที่จะมี) ทรัพย์สมบัติเก็บไว้ สำหรับตนในโลก ที่ซึ่ง แมลงและสนิมอาจทำลายได้ และที่ซึ่งโจรอาจงัดแงะเข้าไปขโมยได้ 20 แต่จงแสวงหาที่จะมีทรัพย์สมบัติเก็บไว้ สำหรับตนในสวรรค์ ที่ซึ่งแมลงและสนิมไม่อาจทำลายได้ และที่ซึ่งโจรไม่อาจงัดแงะเข้าไปขโมยได้  21 เพราะทรัพย์สมบัติของท่าน เก็บไว้อยู่ที่ไหน ใจของท่าน ก็อยู่ที่นั่นด้วย”

            ก่อนอื่นต้องมาอธิบายเกี่ยวกับถ้อยคำตรงนี้ก่อน คำว่า “อย่าสะสม” ผมวงเล็บให้ว่า “แสวงหาที่จะมี” คำว่า “อย่าสะสม” มันน่าจะแปลว่าแสวงหาที่จะมีทรัพย์สมบัติเก็บไว้ เพราะว่าอย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้ สำหรับตนในโลก ปรากฏว่าก็มีคนไปแปลผิด ไปหมายความผิด มันไม่ได้หมายความถึงว่าความคิดของมนุษย์ ที่พึ่งพาตนเองว่าทำดีมากๆ บริจาค

            ยกตัวอย่างเช่น บริจาค รักษาบัญญัติให้ถูกต้อง เป็นการสะสมทรัพย์ไว้ในสวรรค์ ซึ่งมนุษย์ทั่วๆ ไป ก็คิดอย่างนี้ทั้งสิ้น ถูกไหม? เขาคิดว่าการทำดี การทำบุญสุนทาน บริจาคเยอะๆ เท่ากับเก็บทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ เขาคิดอย่างนี้ ซึ่งมันไม่ถูก มันไม่ใช่ เดี๋ยวเราจะไปดูว่ามันไม่ใช่เพราะอะไร? มันไม่ใช่สะสมทีละนิดทีละหน่อย ทำดีไป จะได้ทรัพย์ นั่นเป็นของคนที่วิญญาณยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังพึ่งพาการกระทำของตนเอง เพราะนึกว่าทำไปมากๆ ก็ได้เก็บเกี่ยวมากๆ ทำไปเยอะๆ ผลของวิญญาณก็ได้เยอะๆ ทำดีเยอะๆ ในสวรรค์ ก็มีเยอะๆ เขาคิดอย่างนั้น เพราะข้างในยังบาปอยู่  แต่ถ้ามาเป็นคริสเตียนแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว จะไม่คิดอย่างนี้ แล้วคิดอย่างไร? มาดูกัน

            พระองค์กำลังพูดถึงเรื่องอะไร? ถ้าไม่ใช่อย่างที่ตะกี้นี้บอกว่าพระองค์ไม่ได้มาสอนให้เราทำดี จะได้สะสมแต้มไว้ในสวรรค์ ถ้าไม่ใช่ แล้วพระองค์กำลังพูดถึงอะไร? พระองค์เปรียบเทียบทรัพย์สมบัติบนโลกที่มองเห็นได้กับทรัพย์สมบัติในสวรรค์ที่มองไม่เห็น พูดง่ายๆ กำลังเปรียบเทียบ ยอดภูเขาน้ำแข็งบนน้ำกับภูเขาน้ำแข็งมหึมาใต้น้ำ  กำลังเปรียบเทียบสิ่งที่มองเห็นกับสิ่งที่มองไม่เห็น

            ทรัพย์สมบัติในโลก ซึ่งเป็นของปลอม ต้องเหน็ดเหนื่อยหาเอง แต่ทรัพย์สมบัติในสวรรค์เป็นของจริง พระเจ้าให้ฟรีๆ นี่สรุปสั้นๆ ทรัพย์สมบัติในโลกนี้ ที่จับต้องมองเห็นได้ ซึ่งเป็นของปลอม เพราะอยู่ไม่นาน มด ปลวก ขโมยๆ เอาไปได้ เป็นของปลอม ไม่จีรังยั่งยืน ต้องเหน็ดเหนื่อยหากันเองนะ ถูกหรือไม่ถูก อันนี้ชัดเจนเลย แต่ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ เป็นของจริง อยู่ตลอดชั่วนิรันดร์ พระเจ้าให้ฟรี

             ทรัพย์สมบัตินี้คืออะไร? การถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมในโลก ฟังให้ดีๆ การถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมในโลก ต้องเหน็ดเหนื่อย หาเอง พึ่งพาตนเอง เป็นภาระหนัก เพราะทำไม่ได้  แต่การถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม  บริสุทธิ์ ดีพร้อมในสวรรค์ พระเจ้าให้ฟรีๆ แค่เชื่อวางใจในพระเมสิยาห์ พระเยซูคริสต์ พระองค์เท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย เป็นพระคุณ เอเมน ให้เราขอบคุณพระเจ้า

            พระองค์กำลังมาชี้ให้กับชาวยิวเห็น และขณะเดียวกัน อนาคตก็จะชี้ให้กับคนไม่ใช่ยิวเห็นด้วย ทรัพย์สมบัติในโลกนี้ เป็นของจอมปลอม คือลาภ ยศ เกียรติที่สร้างขึ้นมาด้วยตนเอง จากการพยายามทำดี สะสมไว้ในใจ ใจก็จดจ่ออยู่ที่ของที่มองเห็นได้ เพราะนึกว่าการกระทำอย่างนั้น มันทำให้ตนเองเป็นผู้ชอบธรรม พระเจ้าพอใจ ก็จดจ่ออยู่อย่างนั้น จดจ่อที่สิ่งของที่จับต้องมองเห็นได้ บนโลกใบนี้ ซึ่งบนโลกใบนี้ พระเยซูก็บอกว่ามันมืดทั้งนั้น มันเป็นบาปทั้งสิ้น ไปจดจ่ออยู่ที่บาป ก็ไม่จีรังยั่งยืน ความชอบธรรมนั้น ก็ไม่จีรังยั่งยืน ทรัพย์สมบัตินั้น ก็กลายเป็นของปลอม คือเดี๋ยวมันก็หายไปแล้ว มันไม่สามารถติดตัวไป ตอนตายจากโลกนี้ เข้าไปสู่มิติวิญญาณ เข้าไปพบพระเจ้า มันไม่สามารถติดตัวไปได้เลย แม้แต่นิดเดียว

            แต่ทรัพย์สมบัติในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ เป็นของจริงที่คงอยู่ตลอดไปนิรันดร์ มด ปลวก หรือขโมยก็งัดแงะเอาไปไม่ได้ เห็นภาพชัดไหม? พระเยซูคริสต์เป็นพระมาสิฮาห์ ก็คือทรัพย์สมบัติในโลกวิญญาณ ก็คือตัวพระองค์นั่นเอง พระเยซูคริสต์เป็นทรัพย์สมบัติอันมหาศาล ใครได้พระเยซูคริสต์ไป ก็ได้หมดทุกอย่าง ไม่ต้องทำให้เหน็ดเหนื่อย แค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ก็ได้ทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่ต้องการแล้ว นี่พระองค์ต้องการมาชี้ให้เห็นอย่างนี้

            ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นผู้หนึ่ง เหมือนครั้งที่แล้วยกตัวอย่างให้เห็น อาจารย์เปาโล คือฟาริสีผู้เย่อหยิ่ง จองหอง และกำลังฟังที่พระเยซูกำลังพูดอยู่นี้ ในอดีต ก่อนที่เขาจะเชื่อในพระเยซูคริสต์ ก่อนที่เขาจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เขาเป็นพยานให้รู้ว่าเขาเหน็ดเหนื่อยมากที่ต้องปรับปรุงตนเองตลอดเวลาให้ทำตามบทบัญญัติ ด้วยการพยายามรักษาบทบัญญัติ ที่ยังทำไม่ได้ครบถ้วน เดี๋ยวพลาดโน่นพลาดนี่ มันทำไม่ได้ในใจจะฟ้องอยู่ตลอดเวลา  พยายามที่จะรักษาบทบัญญัติ ที่ยังทำไม่ได้ครบถ้วน  ที่อยู่ในหนังสือบทบัญญัติ ระบุไว้ และอยู่ในใจของเขาที่ระบุไว้ว่าอันนี้ก็ทำไม่ถูก อันนี้ก็ไม่ได้ ที่พระเยซูยกตัวอย่างมาทั้งหมด พอยิ่งทำไม่ได้ ยิ่งพยายามทำ ก็ยิ่งรู้ว่าทำไม่ได้ใหญ่เลย ยิ่งเคร่งเท่าไร? ก็ยิ่งรู้ว่าไม่ได้ ยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น ยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นเท่าไร? ยิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนบาป ต้องการความช่วยเหลือ ยิ่งรู้ว่าความชอบธรรมของตนเองนั้น เป็นของจอมปลอม ก็ยิ่งหมดหวังในการทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่อนิจจา ฟาริสีและคนอื่นๆ มีมากมายที่อาจจะยังไม่ได้ ถ่อมใจ ยังไม่ยอมรับความจริงนี้ ยังคงหน้าซื่อใจคด ทั้งๆ ที่ยังทำไม่ได้ ขอบคุณอาจารย์เปาโลที่พระเยซูคริสต์ช่วยให้เขาได้เห็นถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แล้วเขาก็มาเป็นพยานให้ฟังว่านี่มันเป็นอย่างนี้แหละ  ต่อไปข้อ 22-23 …

        มัทธิว 6:22-23 “22 ดวงตา คือประทีปของกาย หากตาของท่านดี ทั้งกายของท่านก็จะเต็มไปด้วยความสว่าง 23 แต่ถ้าตาของท่านเสีย ทั้งกายของท่าน ก็จะเต็มไปด้วยความมืด หากความสว่างในท่าน เป็นความมืดมน ความมืดนั้น จะหนาทึบสักเพียงใด”

            ทำได้ไหม? ทำไม่ได้ เพราะเป็นคนบาป อยู่ในความมืด มองอะไรก็มืดหมด ท่านคิดว่าการรักษาบทบัญญัติ ให้ได้มากๆ นั้น เป็นความสว่าง เป็นความชอบธรรมให้กับท่าน ในตัวของท่าน  ท่านคิดว่าความประพฤติของท่าน ที่พยายามทำให้ถูกต้อง ตามบทบัญญัตินั้น เป็นแสงสว่าง ให้กับชีวิตท่าน ทั้งๆ ที่ใจของท่าน และวิญญาณของท่านอยู่ในบาป อยู่ในความมืดมน แต่ท่านก็คิดว่าอยู่ในความสว่างแล้ว แล้วอย่างนี้ใครเล่าจะช่วยท่านได้ ท่านก็จะไม่แสวงหาพระผู้ช่วยให้รอด เพราะท่านคิดว่าท่านไม่ป่วย ทั้งๆ ที่ป่วย ท่านก็จะไม่เปลี่ยนใจของท่าน นึกว่าตัวเองทำได้ เพราะท่านไปจดจ่ออยู่ที่ความชอบธรรม ที่จะสร้างขึ้นมาด้วยตนเองนั่นเอง  เห็นไหม?

            แล้วพระเยซูบอกว่ามันจะมืดขนาดไหน? คนที่อยู่ในความมืด แล้วรู้ตัวเองว่ามืด มีโอกาสได้รับความรอด คนที่อยู่ในความมืด แล้วนึกว่าตัวเองอยู่ในความสว่างอันนี้ หมดความหวังเลย ข้อ 24  …

        มัทธิว 6:24 “ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาย่อมเกลียดนายคนหนึ่ง และรักนายอีกคนหนึ่ง หรือภักดีต่อนายคนหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกคนหนึ่ง  ท่านจะรับใช้ ทั้งพระเจ้าและเงินทอง ไม่ได้”

            คือต่อจากเมื่อตะกี้นี้ พระองค์กำลังพูดว่าเพราะใจของท่านไปจดจ่ออยู่ที่ความประพฤติ การกระทำ ใจท่านไปจดจ่ออยู่ที่นั่น จะพึ่งพาตนเอง ท่านจะพึ่งพระเจ้า ก็คือพึ่งพาเชื่อฟังพระเจ้า และขณะเดียวกัน จะพึ่งพาเชื่อฟังตัวเองพร้อมๆ กันได้ไหม? ไม่ได้ ถ้าท่านเย่อหยิ่ง เชื่อฟังตนเอง มั่นใจในการกระทำดีของตนเอง ท่านก็ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรอก เพราะท่านคิดว่าจะไปเชื่อพระเจ้าทำไม? แต่ถ้าท่านเชื่อในพระเจ้า ท่านเองจะเป็นแสงสว่าง ท่านจะรู้ทันทีว่าท่านจะไม่พึ่งตนเองอีกต่อไปแล้ว เพราะท่านได้รับความสว่างแล้ว ทั้งหมดอยู่ที่ใจ ใจท่านต้องเปลี่ยน เปลี่ยนได้ด้วยวิธีอะไร?  มาวางใจในเรา เชื่อในพระเมสิยาห์ แล้วท่านจะได้บังเกิดใหม่ ฟาริสี สะดูสี ธรรมาจารย์ ที่เข้าใจผิดเอ๋ย ที่หน้าซื่อใจคดเอ๋ย ท่านจงอย่าเย่อหยิ่ง ไม่ถ่อมใจ ท่านรักทรัพย์สินเงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญบนโลกใบนี้ มันอยู่ในใจของท่าน ท่านรักที่จะสร้างความชอบธรรมของตนเอง ขึ้นมาด้วยตนเอง ด้วยใจที่สกปรก ไม่ชอบธรรม สร้างขึ้นมา เพื่อข่มเหงผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น เราจะบอกความจริงให้กับท่าน เราจะแทงใจท่านว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นผลจากความบาป ที่อยู่ในใจของท่านทั้งสิ้น ท่านไม่รู้หรือ? อย่าเย่อหยิ่งยอมรับเถอะ เรารู้ความจริงในใจของท่านว่าท่านคิดอะไรอยู่ ทำดีเอาหน้า รักษาบทบัญญัติ แต่ข้างในสกปรกมาก และท่านเป็นทาสของบาปนี้อยู่ คือท่านรับใช้มันอยู่ เป็นทาสมัน ไม่มีทางหลุดออกมาเลย มีผู้เดียวที่จะช่วยท่านได้ คือพระเจ้าช่วยท่านหลุดออกมา ท่านทำให้ตาย อย่างไรก็เป็นทาสมันอยู่ดี เพราะฉะนั้น จงกลับใจใหม่เถิด เพื่อท่านจะได้เข้าสู่สวรรค์ กลับมาเป็นลูกของพระเจ้า เพราะว่าถ้าทรัพย์อยู่ที่ไหน? ของมีค่าของท่านอยู่ที่ไหน? ใจท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย ถ้าท่านพึ่งพาตนเอง ใจท่านก็อยู่ที่การพึ่งพาตนเอง ไม่ได้อยู่ในการพึ่งพระเจ้า

            ถ้าท่านพึ่งพระเจ้า ใจท่านก็จะอยู่ที่พึ่งพระเจ้า ไม่ได้พึ่งพาตนเอง ต้องเลือกเอา ของใหม่ของเก่าเอามาปะปนกันไม่ได้ ไม่อันใดอันหนึ่ง ก็ต้องชนะ ท่านจะเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายไม่ได้ ลึกซึ้งนะตรงนี้ แต่มันเป็นเรื่องจริง

            ท่านลองคิดดู เอาท่านเป็นตัวอย่าง พอท่านเลิกเย่อหยิ่ง เลิกพึ่งพาตนเอง มาวางใจในพระเยซูคริสต์ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้บังเกิดใหม่แล้ว ถามว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านพึ่งพระเจ้าหมด ถูกไหม? ท่านบอกว่าท่านเชื่อพระเยซู ได้ไปสวรรค์แล้ว นั่นคือการพึ่งพระเจ้า นี่หมายถึงอย่างนั้น ท่านจะไม่ทำเหมือนเดิมอีกแล้วว่าทำดี เพื่อสะสมไว้ว่าจะได้ไปสวรรค์ แต่ท่านมั่นใจว่าได้ไปสวรรค์แล้ว แต่มีบางคนเท่านั้นเองที่เป็นคริสเตียนแล้วยังทำดีอยู่ เพื่อหวังว่าจะได้ทรัพย์สมบัติมากขึ้นในสวรรค์ แต่ไปสวรรค์ไหม? ไปสวรรค์ก็ไปอยู่แล้ว ก็มั่นใจอยู่แล้ว แต่ถามว่าทำดี เพื่ออะไร? เพื่อจะได้ไปสวรรค์ และได้ตำแหน่งดีๆ หน่อย เดี๋ยวรู้ ดูพระเยซูสอน ต่อไปยาวเลย เรื่องอย่าวิตกกังวล ข้อ 25-32 …

        มัทธิว 6:25-32  “25 เพราะฉะนั้น เราบอกท่านว่าอย่าวิตกกังวล เกี่ยวกับชีวิตของท่านว่าจะเอาอะไรกิน หรือเอาอะไรดื่ม หรือพะวงเกี่ยวกับร่างกายของท่านว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มไม่ใช่หรือ 26 จงดูนกในอากาศ มันไม่ได้หว่าน หรือเก็บเกี่ยว หรือสะสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงเลี้ยงดูหมู่นก ท่านไม่ล้ำค่ายิ่งกว่านกเหล่านั้นหรือ 27 ใครบ้างในพวกท่านที่กังวล แล้วต่ออายุตัวเอง ให้ยืนยาวออกไป อีกสักชั่วโมงหนึ่งได้ 28 “แล้วทำไมท่านจึงกังวลเรื่องเครื่องนุ่งห่ม จงดูว่าดอกไม้ในท้องทุ่งงอกงามขึ้นอย่างไร มันไม่ได้ลงแรงหรือปั่นด้าย 29 กระนั้น เราบอกท่านว่าแม้แต่กษัตริย์โซโลมอน เมื่อทรงบริบูรณ์ ด้วยความโอ่อ่าตระการ  ก็ยังไม่ได้ทรงเครื่องงามสง่า  เท่าดอกไม้เหล่านี้  สักดอกหนึ่ง  30 ในเมื่อพระเจ้า ทรงตกแต่งต้นหญ้าในท้องทุ่ง ถึงเพียงนั้น ต้นหญ้า ซึ่งอยู่ที่นี่วันนี้  และพรุ่งนี้  ก็จะถูกโยนลงในไฟ โอ ท่านผู้มีความเชื่อน้อย พระองค์จะไม่ทรงตกแต่งท่าน มากยิ่งกว่า นั้นหรือ 31 ฉะนั้น อย่ากังวลว่า ‘เราจะเอาอะไรกิน?’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรดื่ม?’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรนุ่งห่ม’ 32 เพราะคนที่ไม่มีพระเจ้า ขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ และพระบิดาของท่านในสวรรค์ ทรงทราบว่า ท่านจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้”

            ตรงนี้เป้าหมายของพระเยซูกำลังบอกว่าท่านทำไม่ได้หรอก ทำอะไรไม่ได้ตรงนี้ รวมบริบทนี้นะ คือคำแรกเลย “อย่าวิตกกังวล เกี่ยวกับชีวิตของท่านว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่มต่างๆ เหล่านั้น อย่าวิตกกังวล พูดๆ ไปตอนจบสุดท้าย ก็บอกว่าเพราะฉะนั้น ท่านอย่ากังวลว่าจะเอาอะไรกิน เน้นอีกแล้ว พระองค์กำลังเน้นว่าท่านอย่ากังวล จงเชื่อ ถ่อมใจ วางใจในพระบิดา นึกออกไหม? ทั้งอย่ากังวล ทั้งวางใจในพระบิดา ทำได้ไหม? ทำไม่ได้ มนุษย์ที่ไม่บังเกิดใหม่ ที่ไม่มีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ข้างในนั้น วิตกกังวลทุกคนแหละ ยอมรับหรือไม่เท่านั้น มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

            อย่าวิตกกังวล ให้วางใจในพระบิดา ทุกเรื่อง ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องโลกวิญญาณหรือโลกวัตถุ การกิน การอยู่บนโลกใบนี้ หรือการไปสวรรค์หรือไม่ หรือการเป็นคนชอบธรรมหรือเปล่านั่นแหละ ให้วางใจในพระบิดา เชื่อได้ว่าเป็นพระบิดา เมื่อเชื่อไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่สามารถเชื่อว่าพระเจ้าเป็นพระบิดา ไม่สามารถจะไม่วิตกกังวล และวางใจในพระองค์ได้ ในทุกเรื่อง ในทุกสิ่ง ทำไม่ได้

            ทำไม่ได้ เพราะข้อนี้บอกไว้ว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้มีความเชื่อน้อย  คำว่า “ความเชื่อน้อย” หมายถึงไม่มีความเชื่อ ไม่ใช่เชื่อน้อย ไร้ความเชื่อ ก็คือท่านยังไม่ได้เกิดใหม่ วางใจในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ ท่านไม่ได้วางใจในพระเยซูคริสต์ มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ท่านทำไม่ได้หรอก หมายถึงที่อ่านมาทั้งหมดพระเยซูยกตัวอย่าง

            ทั้งหมดนี้ ท่านไม่มีทางทำได้หรอก ถ้าขาดพระมาซีฮาห์ คือพระคริสต์ ที่จะช่วยท่านให้บังเกิดใหม่ แล้วพระคริสต์จะเข้าไปสถิตอยู่ในใจของท่าน อยู่กับท่าน จูงท่านเดิน ท่านจึงสามารถวางใจในพระองค์ได้ พระคริสต์ทรงอยู่ในฉัน ท่านจึงวางใจได้ ต้องได้รับการบังเกิดใหม่เท่านั้น ท่านไม่สามารถวางใจ เชื่อและมอบทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับพระบิดาได้เลย ถ้าท่านไม่ได้บังเกิดใหม่ ท่านทำไม่ได้หรอก เห็นหรือยัง? บริบทนี้ก็จบตรงนี้อีกแหละว่า …

            “ท่านชาวยิวทั้งหลาย ท่านทำไม่ได้หรอก”

            ไม่กังวลท่านทำไม่ได้หรอก จะเอาอะไรกิน? เอาอะไรดื่ม? แม้แต่ตัวท่านเอง ก็เห็น พระเจ้าดูแลนกในอากาศอย่างไร? พระองค์ทรงดูแล ตกแต่ง กษัตริย์ซาโลมอน ทุกอย่าง มาจากพระองค์ทั้งสิ้น แต่ท่านไม่สามารถเชื่อพระองค์ได้ถึงขนาดนั้นหรอก เพราะว่าท่านยังไม่ได้เกิดใหม่ ท่านไม่สามารถเชื่อว่าพระองค์เป็นพระบิดา ท่านต้องเกิดใหม่เท่านั้น ท่านถึงจะเรียกพระองค์ว่าพระบิดา เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้ามาสถิตอยู่ แล้วช่วยท่านให้เริ่มต้นเรียกพระองค์ว่าพระบิดา เพราะรู้จักพระองค์ในวิญญาณแล้ว แต่ถ้าท่านไม่บังเกิดใหม่ ท่านไม่สามารถเรียกพระองค์ว่าพระบิดาได้  ความสัมพันธ์ท่านเรียกพระองค์ว่าเจ้านายๆ พระเจ้า คือเจ้านายของท่าน มันไม่ลึกซึ้งเท่ากันกับพระบิดา และท่านสามารถฝากผีฝากไข้ได้ทุกอย่าง ได้หมดทุกเรื่อง ทั้งเรื่องไปสวรรค์ ทั้งอยู่บนโลกนี้ จะไปทำอะไร ได้แต่ร้อง …

                        “พระคริสต์นำหน้า พระคริสต์นำหน้า” … ก็ว่ากันไป

            คราวนี้มาหัวใจของบริบทนี้ ก็คือมัทธิว 6:33 …

        มัทธิว 6:33 “แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย”

            เห็นอะไรไหม? “แต่” ก็คือทั้งหมดนั้น ท่านทำไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่ท่านทำได้ ก็คือจงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วสิ่งทั้งปวงเหล่านี้  คือที่พูดมาทั้งหมด คือแล้วลาภ ยศ สรรเสริญ ทุกสิ่งที่ท่านแสวงหาบนโลกใบนี้ อะไรที่อยากได้บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความร่ำรวย ความแข็งแรง มีชื่อเสียง คนยกย่อง สรรเสริญ ไม่วิตกกังวล ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง เต็มไปด้วยความรัก หลับสบาย เต็มไปด้วยสันติสุข แล้วอีกจิปาถะที่อยากได้ทั้งหมด บนโลกใบนี้ พระเจ้าก็จะมอบทุกสิ่งเหล่านี้ให้กับท่าน แถมอีกด้วย คือให้ฟรีๆ แถมให้หมดเลย ทุกสิ่งที่ท่านแสวงหาบนโลกใบนี้ แต่แถมที่ไหน? โลกวิญญาณ แถมที่ในสวรรค์ ไม่ใช่บนโลกใบนี้

            ทรัพย์สมบัติ พระองค์จะเก็บไว้ในสวรรค์ให้กับท่าน ตรงกับเมื่อตะกี้นี้ไหม? ที่บอกว่าไม่ใช่สั่งสม เก็บเอาไว้ให้กับท่าน มันไม่ใช่ของท่านทำเอง แต่เป็นพระองค์ให้กับท่าน แถมฟรีๆ แล้วเก็บไว้ให้ท่านที่ไหน? ที่ในสวรรค์ เพราะสิ่งเหล่านี้ ที่ท่านแสวงหา ถ้าแสวงหาอยู่บนโลกใบนี้ ที่ท่านกำลังแสวงหาอยู่ สิ่งเหล่านี้ มันเป็นของโลกนี้ มันไม่จีรังยั่งยืน ถูกไหม? ทั้งที่ตะกี้นี้ที่เราบอกมา ไม่ว่าจะเป็นความร่ำรวย ก็ไม่จีรังยั่งยืน ความแข็งแรง ก็ไม่จีรังยั่งยืน ชื่อเสียง คนยกย่องสรรเสริญ ไม่จีรังยั่งยืนทั้งสิ้นเลย ตายไป ก็เอาไปไม่ได้ด้วย สิ่งที่แสวงหาบนโลกใบนี้

            แต่สิ่งเหล่านี้ที่พระเจ้าแถมให้กับท่านในสวรรค์ คือทรัพย์สมบัติเหล่านี้ มันอยู่ถาวรนิรันดร์ ในสวรรค์เมื่อวันหนึ่งที่ท่านไปอยู่ในสวรรค์ ท่านจะแข็งแรงนิรันดร์ ร่ำรวยนิรันดร์ มีชื่อเสียงนิรันดร์ คนสรรเสริญ สรรเสริญกันเอง แล้วมีทูตสวรรค์ยกย่องมากมาย สง่าราศีของธรรมิกชนเหล่านี้ งดงามขนาดไหน? นี่ทูตสวรรค์สรรเสริญเรา  แล้วมันอยู่นิรันดร์ เป็นถาวรนิรันดร์เลย

            ความหมาย ก็คือนอกจากจะได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า ได้อยู่ในสวรรค์กับพระองค์แล้ว ได้เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระองค์ทันทีแล้ว

            “ได้อยู่ในสวรรค์กับพระองค์แล้ว ได้เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว”

            สองอันนี้ ได้โดยการแสวงหา  คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูปุ๊บ แสวงหาความชอบธรรม ก็ได้ความชอบธรรม แสวงหาอาณาจักรสวรรค์ ก็ได้สวรรค์ ได้อยู่ในสวรรค์ ได้เป็นผู้ชอบธรรมแล้วทันที ที่เปิดใจรับเชื่อ เปิดใจต้อนรับพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้ 2 อันนี้แล้ว ได้ 1 ได้ 2 แล้ว แถมยังได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สมบัติที่จีรังยั่งยืนอยู่เป็นนิรันดร์ ที่พระเจ้าเก็บเอาไว้ให้กับท่าน อยู่ในสวรรคสถาน รอวันคืนที่ท่านจะมารับเมื่อออกจากร่างกายเดิมนี้ คืออย่างที่ตะกี้นี้บอก ร่างกายเดิมนี้ ตายลง วิญญาณออกจากร่าง นั่นแหละ ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่นั่น เต็มไปหมดเลย ร่ำรวย แข็งแรง ลาภ ยศ สรรเสริญในวิญญาณ เป็นนิรันดร์ทั้งสิ้น ทรัพย์สินในสวรรค์ มันหมายถึงอย่างนี้ ซึ่งทรัพย์สมบัติในสวรรค์อันมีค่ามหาศาล ที่เก็บให้กับท่านในสวรรคสถาน คืออะไร? เรามาวิเคราะห์กันดู

            ที่ตะกี้บอกแข็งแรงตลอดไป ไม่เจ็บปวดตลอดไป นั่นเขาเรียกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง ที่อยากได้ ร่ำรวยตลอดไป อยากได้มาก ไปอยู่ในสวรรค์ได้เลย เป็นของแถมนิดหน่อย แต่ทรัพย์สมบัติที่มีค่ามหาศาลที่ท่านได้รับแถมนี้ ก็คือเกียรติ สิริ สง่าราศี ร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ ที่เป็นเหมือนพระเยซู ที่มีค่ามากมายสูงสุด เกินกว่าที่จะพรรณนาได้

            และแค่นั้นไม่พอ  และได้เข้าครอบครองกับพระเยซูคริสต์ ในสรรคสถานทั้งหมดเลย ครอบครองทั้งในสวรรค์ บนโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่เอี่ยม อย่างดีเยี่ยมให้กับธรรมิกชนทั้งหลาย คือผู้เชื่อทั้งหลาย ลูกๆ ของพระองค์ได้อยู่อาศัยนิตย์นิรันดร์

            นี่คือทรัพย์สมบัติอันมีค่ามหาศาลในสวรรคสถาน ที่ดีกว่าทรัพย์สมบัติในโลกใบนี้มากยิ่งนัก เอเมนไหม? โอเคไหมที่จะตั้งหน้าตั้งตามองไปที่ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ ต้องตอบว่าโอเคเลย

            เปาโลจึงบอกว่า … “ข้าพเจ้าทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง มองไปที่ข้างหน้า ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ข้าพเจ้าได้มา มีมาในอดีต ทิ้งหมดทุกอย่างแล้วไปมองเอารางวัลข้างหน้า คือมรดก คือมงกุฎแห่งชีวิต ที่ข้าพเจ้าจะไปรับ” ก็คือสวรรค์นี่แหละ

            เมื่อแสวงหาอาณาจักรสวรรค์ และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และได้พบแล้ว ก็จะมีทรัพย์สมบัติมากมาย ได้ครอบครองแถมอีกต่างหากด้วย

            นี่คือสิ่งที่พระเจ้าจะเพิ่มเติมให้ นอกเหนือจากการได้เป็นผู้ชอบธรรม อยู่ในสวรรค์กับพระองค์แล้วทันที เนื่องจากแสวหาจนเจอ เปิดใจต้อนรับพระเยซูแล้ว แล้วพระเจ้าก็แถมให้ฟรีๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่แสวงหาทางเข้าสวรรค์เท่านั้น พอเข้าสวรรค์ได้ ก็จะได้รับทรัพย์สมบัติมากมายในสวรรค์ พร้อมด้วยเลยทันที เป็นพระคุณจริงๆ เอเมน? เป็นพระคุณ ให้ฟรีๆ เลย

            ดังนั้น ทุกคนที่เข้าสวรรค์ ก็เลยได้เท่ากันไหม? คิดตามเหตุผลก็พอแล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนก็ได้เท่ากันหมด เพราะว่ามันเป็นของแถมฟรีๆ ให้กับเราจากพระเจ้า แถมฟรีๆ แปลว่าไม่ได้ให้กับเรา แลกกับการทำงานอะไรของเราเลย

            ฉะนั้น คริสเตียนที่ยังไม่เข้าใจ อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะได้มากกว่าคนอื่นเขา เมื่อไปสวรรค์ จะได้อยู่ที่ดีกว่าเขา จะมีทรัพย์สมบัติมากกว่าเขา No ไม่เลย แล้วก็ไม่ต้องตกใจกลัว สำหรับคริสเตียนที่ยังไม่เข้าใจ นึกว่าเราทำนิดๆ หน่อยๆ ขอแค่เข้าไปนอนที่พื้นบนสวรรค์ก็ยังเอา อย่าไปคิดอย่างนั้น มันไม่ใช่

            “ฉันได้น้อย อาจจะพอใจว่าได้แค่นี้ ก็พอใจ ไปอยู่ในสวรรค์ อยู่บ้านเล็กๆ ก็พอแล้ว คงไม่เท่ากันกับศิษยาภิบาลได้หลังเบ้อเริ่มเทิ่มเลย”

            อย่าไปคิดอย่างนั้น เพราะได้เท่ากันหมด แต่ละท่าน พระเยซูยกตัวอย่างเจ้าของสวน จำได้ไหม? ทุกคนได้ 1 เดนาริอันเท่าๆ กันหมด ไม่ว่ารักษาบทบัญญัติความประพฤติได้มากหรือน้อย ทุกคนก็ได้เท่ากันหมด เอเมนไหม? เพราะมันไม่ได้ มาด้วยการประพฤติ การกระทำของเรา มันเป็นของแถม เป็นของฟรี ที่พระเจ้าให้เราฟรีๆ โดยพระคุณ ก็ต้องได้เท่ากันสิ สุดท้ายมัทธิว 6:34 …

        มัทธิว 6:34 “เพราะฉะนั้น อย่าวิตกกังวลเกี่ยวกับพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้ ก็จะมีเรื่องวิตกกังวล  เกี่ยวกับพรุ่งนี้เอง แต่ละวัน ก็มีความเดือดร้อนของมัน พออยู่แล้ว”

            เพราะฉะนั้น เลิกที่จะพึ่งพาตนเอง จงกลับใจใหม่ หันมาพึ่งพา วางใจในพระมาซีฮาห์ คือพระเยซูคริสต์ดีกว่า จะได้ไม่ต้องวิตกกังวล ถึงวันพรุ่งนี้ จะได้มาบังเกิดใหม่ และพระเยซูก็เข้าไปสถิตอยู่ด้วย พระวิญญาณก็ทรงนำ แล้วเราก็สามารถที่จะมอบทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับพระองค์ ในแต่ละวัน ให้พระองค์ทรงนำไปได้ เอเมน ให้กลับใจใหม่ซะ เพราะการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า ที่อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านั้น มันเกิดขึ้นทันทีบนโลกใบนี้ มันไม่ใช่รอไปรับทรัพย์สมบัติแถมๆ ฟรีๆ ในสวรรค์ หลังความตาย อันนั้นเป็นทรัพย์สมบัติ แต่ความชอบธรรม การเป็นลูกของพระเจ้า  การเข้าในสวรรค์นั้น ที่เราแสวงหา มันได้ทันที การบังเกิดใหม่ เกิดขึ้นทันทีบนโลกใบนี้ พระเจ้าเข้ามาสถิตด้วยทันที ที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

            และนี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้า พระเยซูกำลังชี้ให้เห็นว่าจากนี้ต่อไป ท่านก็ไม่วิตกกังวลถึงวันพรุ่งนี้แล้ว เพราะแต่ละวันพระเยซูคริสต์ก็ทรงนำหน้าท่านอยู่ นำหน้าไปถึงไหน? 10 ปี 20 ปี No นำหน้าท่านไปจนถึงนิรันดร์ จนถึงวันที่ท่านหลับตา วิญญาณออกจากร่าง พระองค์ก็ทรงอยู่ด้วย ขณะที่เฮือกสุดท้าย ในการหายใจของท่านจะจากโลกนี้ไป พระเยซูก็อยู่ด้วย พอวิญญาณท่านออกจากร่างปุ๊บ ไปสวมร่างกายใหม่ พระเยซูก็อยู่ด้วย ท่านก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้แล้ว มีแต่วันนี้ๆ

                        “วันนี้เป็นวัน วันนี้เป็นวัน ที่พระเจ้าอวยพร”

            เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า …

            “ผู้ใดแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ด้วยความเหนื่อยยาก วิตกกังวล จงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข”

            ถ้าเขาไม่บังเกิดใหม่ เขาหายเหนื่อยไหม? ถ้าเขายังพึ่งพาตนเองอยู่ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เขาไม่หายเหนื่อย แต่ถ้าเขาพึ่งพระเยซูคริสต์ ใจเขาจดจ่อแต่ที่พระเยซูคริสต์ ใจเขาไปพักที่พระองค์ อยู่ที่ทรัพย์สินที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ในโลกฝ่ายวิญญาณ เขาจะหายเหนื่อยและเป็นสุข พระองค์กำลังพูดกับใคร? พระองค์กำลังพูดกับชาวยิว แต่เราสามารถเอาตรงนี้มาใช้กับคนที่ไม่ใช่ยิว ก็ได้ด้วยเช่นเดียวกัน

            เพราะว่าพระองค์ทรงพูดกับชาวยิว เพื่อให้ชาวยิว ได้รู้ว่าการพึ่งพาตนเองนั้น มันไปไม่รอด  เขาต้องมาหาพระเจ้า ต้องมาแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และอาณาจักรของพระองค์และความชอบธรรมของพระองค์เสียก่อน  ความชอบธรรมของเขาที่ทำด้วยตนเอง ด้วยความประพฤติของตนเอง มันของจอมปลอม มันไม่จริง ตายไป ก็เอาไปไม่ได้ แต่ความชอบธรรมที่มาจากพระเจ้า เป็นของพระเจ้า มันติดตัวไปได้  และเป็นความชอบธรรมที่สามารถที่เกิดขึ้นได้ทันที ขณะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลยทีเดียว ขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า  พระเจ้าอวยพรครับ

****************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ข่าวดี คือมนุษย์เลือกที่จะเกิดอีกครั้งในวิญญาณได้  เดี๋ยวนี้ทันที

            โรม 8:9 “โดยความเป็นจริง  ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าได้สถิตอยู่ในพวกท่าน (โดยการเกิดใหม่) แล้ว ท่านก็ไม่ได้กำลังอาศัยอยู่ในบาป  อยู่ในเนื้อหนังในอาดัม  แต่ท่านได้กำลังอาศัยอยู่ในพระวิญญาณในพระคริสต์  ใครก็ตามที่ไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์สถิตอยู่ภายใน  คนนั้นก็ไม่ได้ (บังเกิดใหม่) เป็นของพระองค์”

            ตัวตนแท้จริงของมนุษย์  คือวิญญาณจะต้องอยู่ในสถานที่ใดที่หนึ่งในโลกวิญญาณ  ที่มองไม่เห็น  จับต้องไม่ได้  แต่เป็นอยู่จริง  จริงกว่าโลกวัตถุที่มองเห็นจับต้องได้ด้วยซ้ำ

            พระเจ้าบอกความจริงกับเราว่ามนุษย์ทั้งหลายเกิดมาจากครรภ์มารดา  ร่างกายอยู่บนโลกวัตถุ ที่จับต้องมองเห็นได้  แต่วิญญาณภายใน  อยู่ในโลกวิญญาณ  อาศัยอยู่ในอาณาจักรแห่งความมืดในความบาป ในอาดัมบรรพบุรุษ  อยู่ภายใต้กฎแห่งการทำดีละชั่ว  พยายามพึ่งพาการกระทำดีด้วยตนเอง  เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่างในสวรรค์กับพระเจ้า    ซึ่งพระเยซูตรัสว่ามันไม่มีทางดีพร้อม 100% ได้เลย  ต้องบังเกิด อีกครั้งหนึ่ง  คือนอกจากเกิดจากครรภ์มารดาแล้ว  ต้องเกิดใหม่ในวิญญาณจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย  จึงจะสามารถบริสุทธิ์ดีพร้อม  เข้าไปอยู่ในอาณาจักรแห่งความสว่างในสวรรค์ของพระเจ้าได้

            ข่าวดี  คือมนุษย์เลือกที่จะเกิดอีกครั้งในวิญญาณได้  เพียงแค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์  มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น  แล้วพระวิญญาณของพระคริสต์  จะเข้าไปในร่างกายของท่าน  ทำอัศจรรย์ให้ท่านเกิดอีกครั้งทันที

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1384

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  ตุลาคม  2022

เรื่อง “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” ตอน 7

“คำเทศนาบนภูเขา” EP.6

“ท่านต้องอภัยให้ผู้อื่นก่อน แล้วพระเจ้าถึงจะอภัยให้ท่าน”

โดย นคร   เวชสุภาพร

            เราก็ยังอยู่ในซีรี่ย์ชุด “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” ผ่านมาแล้ว 6 ตอน วันนี้เป็นตอนที่ 7 และเป็น Ep.ที่ 6 ของเรื่อง “คำเทศนาบนภูเขา” ย้ำกันอีกครั้งหนึ่ง …

            ตอนที่ 1  จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน

            ตอนที่ 2  คำเทศนาบนภูเขา  Ep.1 : คนป่วยต้องการหมอ  คนบาปต้องการพระเยซู

            ตอนที่ 3  คำเทศนาบนภูเขา  Ep.2 : พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ

            ตอนที่ 4  คำเทศนาบนภูเขา  Ep.3 : กฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์

            ตอนที่ 5  คำเทศนาบนภูเขา Ep.4 :   มนุษย์มองที่ความประพฤติภายนอก       แต่พระเจ้ามองที่วิญญาณข้างใน

            ตอนที่ 6  คำเทศนาบนภูเขา Ep.5 : ต้องบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์

            ตอนที่ 7 คำเทศนาบนภูเขา Ep.6 : ท่านต้องอภัยให้ผู้อื่นก่อน แล้วพระเจ้าถึงจะอภัยให้ท่าน

            เราได้เรียนรู้กันแล้วในบริบทคำเทศนาบนภูเขา  ซึ่งพระเยซูกำลังชี้ให้ชาวยิวได้เห็นถึงความเป็นไปไม่ได้เลย ที่เขาทั้งหลายจะรักษาบทบัญญัติ กฎหมายทางศีลธรรมของพระเจ้าได้อย่างครบถ้วน บริบูรณ์ ไม่พลาดเลยสักข้อเดียว อย่าลืมตรงนี้เด็ดขาดว่านี่คือเป้าหมายที่พระเยซูกำลังพูดในบริบทคำเทศนาบนภูเขา พระเยซูกำลังประกาศข่าวประเสริฐ เรื่องแผ่นดินสวรรค์ที่กำลังจะมาตั้งอยู่ว่าจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร? ประกาศให้กับชาวยิว บนพื้นฐานของศาสนายิว ที่รักษาบทบัญญัติตามประเพณียิว วัฒนธรรมของยิว การดำเนินชีวิตแบบยิวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นเลย ไม่อย่างนั้นจะเข้าใจบริบทผิด ต้องรู้หัวใจรวมตรงนี้ก่อน

            สรุปย่อๆ ของเรื่องราว ก็คือพระเจ้าได้เตรียมพันธสัญญาใหม่ ให้กับชาวยิวแล้ว และไม่ใช่จากชาวยิวอย่างเดียว แต่ให้กับมนุษย์ทั้งหลายทั่วไปด้วย หลังจากชาวยิวก่อน

            เบื้องหลัง ก็คือคนยิวยังหลงผิด คิดว่าพวกเขาจะสามารถเป็นผู้ชอบธรรม รอดจากความพินาศ ในนรกได้  เพราะเขารักษาบทบัญญัติ ตามบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด  คือคิดว่าทำให้ได้มากที่สุด พระเจ้าพอใจแล้ว ได้ไปสวรรค์แน่นอน เขาหลงผิดไป แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่โดยการประพฤติตามบัญญัติของเขา ที่เขาบอกว่าเขาทำได้เยอะ ซึ่งไม่มีใครทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์ใช่ไหม? จริงๆ แล้ว เป็นพระเมตตาของพระเจ้าที่ทรงอภัยบาป ให้กับเขาผ่านทางการถวายบูชาเลือดสัตว์ ซึ่งเรียกว่าแกะปัสกา ตามพันธสัญญาเดิม บัญญัตินั้น มีไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนบาป ต้องการได้รับการช่วยเหลือ เท่านั้น ไม่ใช่ ให้เขาเอาไว้เพื่อยึดถือว่าเขาทำได้เยอะ แล้วก็ได้รับความรอด ใครทำไม่ได้ ก็ตกนรก  เพราะไม่มีใครทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์สักคนหนึ่ง นี่เขาหลงผิด คิดไปอย่างนั้น

            แล้วพระเยซูกำลังบอกอะไร? บอกว่าพระเจ้าได้สัญญามาตลอดว่าวันหนึ่งข้างหน้า จะทำพันธสัญญาใหม่ ซึ่งดีกว่าพันธสัญญาเดิมนี้ พันธสัญญาเดิม ก็คือใช้เลือดสัตว์ ลบบาป

            พระเจ้าสัญญาไว้ว่าจะทำพันธสัญญาใหม่ให้ดีกว่าเดิมอย่างมาก บอกไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่บรรพบุรุษของเขา บอกทางผู้เผยพระวจนะ เล็งให้เห็นถึงว่าพันธสัญญาใหม่ที่ดีกว่าเดิมนั้น ผ่านทางพระบุตร ก็คือพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ ภาษาของยิว  นี่เรากำลังเรียนรู้เรื่องราวของคนอื่นเขา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรานะ มันเกี่ยวทางอ้อม ไม่ได้เกี่ยวโดยตรง พระเยซูกำลังพูดกับคนยิว ซึ่งพระเมสิยาห์ ตอนนี้พระองค์ก็อยู่ที่นี่แล้ว กำลังพูดอยู่นี่แหละ

            “ฉัน คือคนนั้นแหละ ที่พระเจ้าสัญญาไว้”

            เพราะฉะนั้น จงกลับใจใหม่ หันมาเชื่อและวางใจในเรา หรือพระเยซูคริสต์ หรือในตัวพระองค์ดีกว่า

            นี่คือหัวใจ ปูพื้นไว้ว่าเรากำลังเรียนบริบท คำเทศนาบนภูเขา พระเยซูกำลังพูดเรื่องอะไร? พระเยซูกำลังชี้ให้เห็นถึงแผนการของพระเจ้าในโลกวิญญาณว่าวันปัสกา คือวันแห่งการยกโทษบาป ตามพันธสัญญาเดิม ปีหนึ่งเขามีครั้งหนึ่ง ตามประเพณีวัฒนธรรม ตามศาสนายิว ในอีกไม่ช้า อีกไม่เกิน 3 ปีนี้ ถ้าพระเยซูพูดเรื่องนี้ตอนปีแรก แห่งการประกาศ ก็หมายถึงอีก 3 ปี จะเป็นวันสุดท้าย ถ้าพระเยซูพูดเรื่องนี้ปีที่ 2 ก็เหลืออีก 2 ปี ถ้าพระเยซูพูดในปีที่เขาจะจับพระเยซูไปตรึง ก็เหลืออีก 1 ปี ถ้าพระเยซูพูดก่อนที่เขาจะตรึงพระองค์ไม่กี่วัน วันปัสกาที่จะถึงนี้ จะเป็นปัสกาสุดท้ายของพวกท่านชาวยิวเอ๋ย

            นี่คือเป้าหมายของพระเยซูที่ประกาศทั้งหมดเลย ประกาศออกมาภายใน 3 ปี ให้กับชาวยิว ไม่ใช่ชาวต่างชาติ เหมือนพวกเรา จะเป็นปัสกาครั้งสุดท้ายของพวกเขา ชาวยิว เราเคยถวายปัสกาไหม?  ไม่เคย ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เรากำลังอ่านเรื่องราวของพวกเขาอยู่ มันจะเป็นปัสกาครั้งสุดท้ายของพวกเขา คือพวกชาวยิว หลังจากที่ชาวยิวได้ทำปัสกาอย่างนี้ ตามบรรพบุรุษของเขามาแล้ว เป็นเวลาตั้ง 1,500 กว่าปี ตั้งแต่สมัยโมเสส ทำมาตลอด เพราะพระเจ้าสั่ง สอนลูก สอนหลานว่าทุกปีต้องทำปัสกาถวายแกะลบล้างบาป

            ปัสกา คือการละเว้นจากโทษของความบาป ทำปีละหนึ่งครั้ง โดยที่หัวหน้าครอบครัว ชาวยิว มีหน้าที่ที่จะถวายแกะหรือแพะ ที่บริสุทธิ์ เป็นเครื่องบูชาลบบาปให้กับตนเอง และครอบครัวทั้งหมด ในครอบครัวของเรา ในบ้านของเรา

            ถึงเวลาที่พระเจ้าจะทำพันธสัญญาใหม่ ก็คือท่านทั้งหลาย ที่เป็นคนยิว ลองคิดนะ พระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ประกาศให้เขาฟังว่าตอนนี้มันถึงเวลาแล้ว ที่พระเจ้าจะเปลี่ยนปัสกาตามที่สัญญาไว้ ปัสกา ก็คือพันธสัญญาเดิม ถวายเลือดสัตว์ ตอนนี้พระองค์จะเปลี่ยนแล้ว โดยส่งพระเยซูคริสต์มา ถึงเวลาที่พระเจ้าจะทำพันธสัญญาใหม่ ซึ่งท่าน … ท่านคือชาวยิวทั้งหลาย จะเป็นตัวแทนของครอบครัวของมวลมนุษย์ นี่มุมใหญ่มาแล้วนะ ตะกี้นี้ครอบครัวเล็กๆ ที่เรียกว่าชาวยิว ตอนนี้ครอบครัวมวลมนุษย์แล้ว ชาวยิวจะเป็นตัวแทนของครอบครัวมวลมนุษย์ที่จะถวายพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า เป็นแกะปัสกาไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ ซึ่งจะทำแค่ครั้งเดียวเป็นพอ คือทำวันที่เป็นประเพณี วัฒนธรรมศาสนาของยิว  ปีหนึ่งครั้งหนึ่ง  เขาจะมีวันของเขา แต่ที่เรารู้ ก็คือครั้งเดียว ในปี ค.ศ.33 มีจดบันทึกไว้เลย คือในปีที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 นั่นแหละ เป็นครั้งสุดท้าย  หลังจากนั้นแล้ว ไม่มีปัสกาอีกแล้ว คือพระเจ้าเปลี่ยนจากพระเมตตา คือปัสกา ใช้เลือดสัตว์เรียกว่าพระเมตตา แต่ตอนนี้ใช้พระบุตร เรียกว่าเปลี่ยนจากพระเมตตา มาเป็นพระคุณแล้ว นี่มันหมายถึงอย่างนั้น

            ดังนั้น เวลาพระเยซูพูดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเทศนาบนภูเขา หรือลงจากภูเขาแล้ว อยู่ในบ้าน หรืออยู่ในบ้านคนอื่นเขาเชิญไป หรือพูด ก็เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนจากพระเมตตา มาเป็นพระคุณ บทบัญญัติที่เขียนไว้ในหนังสือม้วนของชาวยิว  หรือเขียนไว้ในจิตใจของเขาด้วย ทั้งชาวยิวและไม่ใช่ชาวยิว เป็นบทบัญญัติ ที่ถูกเขียนขึ้นมา เพราะเนื่องจากความบาป และความตายยังคงอยู่ตลอดไป จนสิ้นโลกนี้นั่นเอง เพราะว่าเขาทั้งหลายตกอยู่ในความบาปและความตายในวิญญาณ เขาต้องดำเนินชีวิตตามกฎของวิญญาณที่เต็มไปด้วยความบาปและความตาย แต่การช่วยให้รอด คือการลบบาป เปลี่ยนวิถีใหม่ ให้พันธสัญญาใหม่ ก็คือผ่านทางโลหิตพระเยซูคริสต์เท่านั้น ยกเลิกโลหิตของสัตว์ นี่คือพันธสัญญาใหม่  จากนี้ต่อไป การวางใจ เชื่อในการสิ้นพระชนม์ ขอพระเยซูคริสต์ การไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ จึงเป็นทางเดียวเท่านั้น มวลมนุษย์ในภายหลัง ที่ชาวยิวและมวลมนุษย์ จะได้รับความรอดจากการถูกพิพากษาหลังความตาย  และสามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ทันทีเลย

            นี่คือสิ่งที่พระเยซูกำลังจะมาประกาศ และกำลังประกาศให้กับชาวยิวก่อน เรากำลังเรียนรู้ คำที่พระองค์กำลังประกาศให้กับชาวยิว พระเยซูอธิบายให้ฟัง เพราะเหตุว่ามวลมนุษย์เกิดมาก็อยู่ในบาป  อยู่ใต้กฎของความบาปและความตายอยู่แล้ว เป็นทาสของการกระทำตามบทบัญญัติ กฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นทาสอยู่ใต้กฎนี้ทุกคน ซึ่งไม่สามารถที่จะทำดีได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ต้องได้รับโทษ จุดเล็กๆ ทำไม่ได้ ก็โดนลงโทษเท่ากับจุดใหญ่ๆ เหมือนกันหมด เพราะข้างในมันเป็นบาป ทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์หรอก

            ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือเป็นต่างชาติ ก็ต้องมาวางใจในพระเยซูคริสต์ เข้ามาอยู่ในกฎแห่งพระคุณ กฎแห่งพระคุณนี้แหละ ซึ่งเป็นกฎวิญญาณแห่งชีวิต เพื่อจะได้รับความรอดจากความพินาศ หลังความตายนั่นเอง นี่คือเป้าหมายบริบทที่พระเยซูตั้งใจมาประกาศ เริ่มต้นให้กับชาวยิวก่อน  ก็คือรอดด้วยความเชื่อในพันธสัญญา กำลังบอกชาวยิวว่า …

            “ท่านรอดด้วยความเชื่อในพันธสัญญานะ ไม่ใช่ด้วยการกระทำตามบทบัญญัติที่ท่านคิด  ซึ่งท่านกระทำไม่ได้ครบอยู่แล้ว  ซึ่งแม้แต่อับราฮัม บิดาแห่งความเชื่อ บิดาของชนชาติยิวเอง ยังบันทึกเอาไว้เลยว่าได้รับความรอด โดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยความประพฤติเหมือนกัน ท่านไม่เข้าใจหรือ? บิดาของท่าน ที่ท่านบอกท่านนับถือนักหนานั่นนะ  ท่านทำไมไม่ทำตามบรรพบุรุษนั้น”

            นี่คือสิ่งที่พระเยซูเล่า นี่ผมปูเบื้องหลังให้ท่าน ท่านจะได้ศึกษาคำพูดของพระเยซู คำประกาศของพระเยซูบนภูเขาได้ชัดเจนขึ้น  จะได้ลึกซึ้ง เพราะตรงนี้สำคัญกว่าที่ไปอ่านข้อความในนั้น เพราะท่านอ่าน ไม่ได้ปูพื้น มันจะงง เพราะเราไม่ใช่ยิว พระเยซูไม่ได้พูดกับเรา  เราแอบไปอ่านหนังสือของคนอื่นเขา ซึ่งในปัจจุบัน มันผิดกฎหมาย เราไปแอบอ่าน ต้องคิดอย่างนี้

            เพราะฉะนั้น กำลังบอกกับชาวยิวว่า … “พวกนายอย่าหยิ่งทะนงตน เหมือนพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ที่คิดว่าตัวเองทำดีได้มากแล้ว อย่าไปคิดอย่างนั้น  แต่จงถ่อมใจยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป เป็นคนป่วย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และหันมาวางใจในพระองค์ ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด”

            ตรงนี้แหละ เป็นจุดประสงค์ใหญ่ของพระเยซูที่ประกาศให้ทั้งหมด จะไปแปล จะไปอ่าน จะไปฟังเลยว่าใครจะอธิบายอย่างไร? ต้องวิ่งมาตรงนี้ว่าเขาแปลเสร็จแล้ว อธิบายเสร็จแล้วพุ่งมาตรงนี้หรือไม่? กำลังอธิบายกับชาวยิวว่าอย่าทะนงตน  เราทะนงตนอย่างนั้นหรือเปล่า? เราก็ไปคิดเอาเองแล้วกัน  เราไปแอบอ่านของเขา

            พระองค์ชี้ให้พวกเขาเห็นว่าไม่ว่าท่านจะเคร่งครัดกับบทบัญญัติ กฎศีลธรรมในศาสนายิวมากเท่าไรก็ตาม ความประพฤติภายนอกนั้น ก็ไม่สามารถเยียวยารักษาเชื้อบาปสกปรก ที่อยู่ในใจ ในวิญญาณของท่านได้หรอก ต่อให้ท่านเคร่งครัดในการตัดกิเลส ตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ที่ชักจูง ผลักดันให้ท่านทำบาป ถึงขนาดตัดแขน ตัดขา ควักลูกตาออก ท่านก็จะตายไปพร้อมกับความบาป ที่อยู่ในใจ ในวิญญาณของท่าน ซึ่งเกิดมาเป็นคนบาป กำลังพูดกับคนยิว  เพราะคนยิวเคร่งบัญญัติมาก มากจนกระทั่งเลยไป

            พระเยซูบอก มาตรฐานของพระเจ้า คือคิด โกรธ เคืองคนอื่น ดูถูกคนอื่นว่าไอ้โง่ ก็มีค่าเท่ากับฆ่าคนตาย  โทษเท่ากับฆ่าคนตาย คิดกำหนัดในใจ ก็เท่ากับล่วงประเวณี  เห็นหรือยัง นี่คือมาตรฐานที่พระเยซูคริสต์ กำลังชี้ให้เห็นว่าท่านทำได้ไหม? ตัดแขนตัดขาแล้ว ก็ยังฆ่าคนตายได้ไหม? ตามที่พระเยซูยกมา ยังฆ่าคนตายได้  เพราะว่าแค่คิดเท่านั้น ก็เท่ากับฆ่าเขาตายแล้ว ควักลูกตาออก ก็ยังล่วงประเวณีได้ไหม?  ไม่เห็นแล้วนะ

            เพราะกำหนัดในใจ ถ้ามองภายนอกแล้ว มันต้องเห็นภาพ แต่นี่ไม่เห็นเลย ตาบอดไปแล้ว ควักลูกตาออกเลย ชอบมองนัก ควักออกแล้วยังล่วงประเวณีได้ แค่คิดเท่านั้น เพราะพระเจ้าดูที่ใจ ที่วิญญาณข้างใน ไม่คิดได้ไหม?  ได้ ก็คือตาย  … ตายไปพร้อมกับความบาปที่อยู่ในใจ เห็นไหม? พระเยซูตอกย้ำยืนยันว่าถ้าท่านยังยึดถือกระทำตามบทบัญญัติ ท่านจะสอบไม่ผ่านแน่นอน เมื่อสอบไม่ผ่าน ก็ต้องตกนรกแน่นอน พูดกับใคร? พูดกับชาวยิว ฉะนั้น จงถ่อมใจยอมรับเถิดว่าตนเอง ยังทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์อย่างแน่นอน แล้วจงกลับใจใหม่ หันมาทางใหม่ ทางแห่งพระคุณดีกว่า คือต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  จากโทษของความบาป ซึ่งเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้ท่านเข้าสู่สวรรค์ได้ ที่พระเจ้าได้วางไว้ แล้วส่งพระเยซูมา สัญญาไว้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่บรรพบุรุษของท่านว่าพระมาซีฮาห์จะมากระทำอย่างนี้

            มาตรฐานของพระเจ้าคืออะไร? คือท่านต้องชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าเท่านั้น จึงจะผ่านประตูสวรรค์ได้  ก็คือต้องเกิดใหม่เท่านั้น พระเยซูยกตัวอย่าง บัญญัติต่างๆ ของพวกชาวยิว  ชาวต่างชาติคุ้นเคยไหม? ไม่คุ้นเคย อ่านก็ไม่รู้เรื่อง เพราะที่พระเยซูยกมาบอกว่า …

            “ท่านเคยได้ยิน มีคำเขียนไว้ว่า …”

            กำลังพูดถึงวัฒนธรรมทางศาสนาของยิวทั้งนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย เราไปอ่านพิธีไม่รู้เรื่องหรอก เพราะฉะนั้น พระเยซูยกตัวอย่างอุปมาอะไรต่างๆ เหล่านั้น ประกาศอะไรต่างๆ เหล่านั้น ให้กับพวกยิว ซึ่งคุ้นเคยกับประเพณีเหล่านั้นดี  และชาวยิวเหล่านั้น ที่พระองค์ทรงเน้นในขณะนั้น ก็คือผู้ที่เคร่งครัด รักษาบทบัญญัติ ตามประเพณี ตามศาสนา อย่างเคร่งครัด รักษาอยู่ แล้วพระเยซูก็นำมาเปิดเผยความจริงว่าที่ท่านได้ยินมานั้น มันเป็นอะไร? จากในวิญญาณของท่าน มันไม่ใช่ กำลังบอกเขาจริงๆ ว่าปากกับใจเขาไม่ตรงกัน

            แล้วพระองค์ก็พูดยกตัวอย่างให้เขาด้วยความรักว่าอย่างนี้เขาเรียกว่าหน้าซื่อใจคด ก็คือปากกับใจไม่ตรงกัน การกระทำข้างนอกกับข้างในมันไม่ตรงกันเลย เพราะฉะนั้น ท่านอย่าวางใจในการกระทำภายนอก เพราะว่าท่านจะเป็นคนหน้าซื่อใจคด  ทำไม่ได้ ก็บอกว่าไม่ได้สิ ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้ แต่เย่อหยิ่งบอกว่า …

            “ฉันทำได้ ฉันเป็นผู้ชอบธรรม”

            มันชอบธรรมที่ไหน? ในใจเขาเขียนไว้แล้ว  เราทำไม่ได้ พระองค์จึงยกระดับมาตรฐานของความบริสุทธิ์ของพระเจ้าขึ้นมาให้เขาเห็น เปรียบเทียบให้เขาเห็นว่าไม่ได้จริงๆ ถ้าเป็นพระเจ้า พระเจ้าต้องการถึงขนาดคิดก็ไม่ได้นะ  ท่านบอกว่าท่านทำแค่นี้ โอเคแล้ว  ไม่ล่วงประเวณี ไม่ฆ่าคนตาย พอแล้ว แต่มาตรฐานของพระเจ้า คิดก็ไม่ได้นะ เพื่อยกให้เขาเห็นว่าเขาทำไม่ได้จริงๆ เขาเป็นคนบาปจริงๆ  เพื่อว่าเขาจะได้ถ่อมใจยอมรับความจริงตรงนี้ เมื่อถ่อมใจยอมรับความจริง สวรรค์ก็เป็นของเขาเหมือนกับกลุ่มคนแรกในมัทธิว บทที่ 5 กลุ่มคนที่เป็นคนที่ถ่อมใจ  พระเยซูต้องการชี้ให้เขาเห็นแค่นี้

            ซึ่งเราเริ่มต้นตั้งแต่บทที่ 5 ข้อ 1-16 ซึ่งพูดเน้นที่คนถ่อมใจ เขาจะได้รับสวรรค์เป็นของเขา มาข้อที่ 17-48 ที่เราเรียนรู้ไป เน้นถึงคนไม่ถ่อมใจ เรียกว่าพวกเย่อหยิ่งจองหอง ทะนงตน  ก็คือพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ พูดเพื่อให้เขาได้ถ่อมใจ คนที่ถ่อมใจอยู่แล้ว พระองค์บอกว่าดี จะได้พร คนที่เย่อหยิ่งจองหอง พระองค์บอกว่ากลับใจใหม่เถอะ มาถ่อมใจซะ เห็นภาพอะไรไหม? ปูพื้นให้ท่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น พระองค์กำลังชี้เริ่มต้นเลย เป้าหมายของการมีกฎบัญญัติ ที่ท่านพยายามเคร่งครัดรักษาอยู่นั้น บทบัญญัติมีไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์เป็นคนบาป อยู่ข้างใน ต้องได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้า จงถ่อมใจยอมรับเถิดว่าท่านเป็นคนป่วย ต้องการหมอ ท่านไม่สามารถรักษาตนเองได้ นี่คือเป้าหมาย

            วันนี้มาต่อครั้งที่แล้ว ถึงข้อที่ 48 วันนี้มาต่อบทที่ 6 ข้อ 1-15 … เริ่มข้อ 1 ก่อน …

        มัทธิว 6:1 “จงระวังอย่าทำดีเพื่อเอาหน้า ถ้าทำเช่นนั้น ท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านในสวรรค์”

            พูดกับใคร? ชาวยิว แล้วเขาทำได้ไหม  “จงระวังอย่าทำดีเพื่อเอาหน้า” ทำได้ไหม? พระเยซูมาสอนให้เขาพยายามทำใช่ไหม?

            ฟังอีกที พระเยซูกำลังสอนให้พวกชาวยิวกระทำอย่างนี้ หรือไม่ เป้าหมาย ไม่ใช่ แต่กำลังชี้ความจริงว่าเขาทำไม่ได้

            พระองค์กำลังบอกว่า … “นายทำไม่ได้หรอก”

            ไม่ใช่บอกว่า … “ให้นายพยายามทำ”

            ก็ผลักดันให้เขาไปรักษาบัญญัติใหญ่เลย ไม่ใช่ กำลังจะบอกว่าท่านทำไม่ได้ ล้มเลิกความตั้งใจซะ ยอมรับความจริงว่าเราทำไม่ได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติของบาปที่อยู่ในตัวของท่าน ข้างในของท่านเป็นบาปอยู่ ข้างในของท่านเป็นโลงศพอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านทำดี ในใจท่านก็ชอบให้คนยกย่อง จริงไหม? พูดเบาๆ สิ เดี๋ยวเขาได้ยิน  ท่านทำดี ท่านบอกว่า …

            “ฉันไม่เอาหน้าเอาตา ไม่ต้องมายกยอฉัน”

            แต่ในใจลึกๆ มันกระหยิ่มยินดี … “เฮ้อ! ฉันได้ทำอันนี้แล้วนะ ฉันได้ช่วยเหลือคนจน  ตามที่พระเจ้าบอกแล้ว  พระเจ้าพอใจฉันมาก”

            คุ้นๆ ไหม? นี่มันอยู่ในใจของใคร? ของชาวยิวที่กำลังพูดอยู่นี้

            คราวนี้เราลองเอามาใช้กับเรา  ที่ไม่ใช่ยิวปัจจุบันอยู่ในใจเราบ้างไหม? ท่านเป็นคริสเตียนไม่ได้อยู่ในใจเราแล้ว เราได้รับใจใหม่  ถามว่าแล้วมันยังอยู่ในความคิดเดิมๆ เราก่อนเชื่อพระเจ้า ซึ่งมันค้างอยู่ในโปรแกรม ในสมอง ยังอยู่ไหม? เราชอบไหม? ที่เวลาเราทำแล้วมีคนมาชม ได้พระพรจากพระเจ้ามากเลย เอเมนไหม? เอาไปคิดเอาเองแล้วกัน

            กลับมาหาพวกชาวยิวดีกว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรานะ

            พูดกับชาวยิว ทำไมต้องพูดอย่างนี้ ชาวยิวอธิษฐาน ตามบทบัญญัติวันละ 3 ครั้ง แล้วเท่ห์ไหม?  3 ครั้ง พระเยซูยกตัวอย่าง ท่านบอกคนอื่น บอกว่าเราอธิษฐานวันละ 3 ครั้ง พวกนั้น พวกคนบาป ไม่ได้เข้าสักครั้งหนึ่งเลย ใช่หรือไม่? อย่างนี้เขาเรียกว่าทำดีเพื่อเอาหน้า ข้างนอกดูดีไหม? อธิษฐาน 3 ครั้ง ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เกี่ยวกับชาวยิว นี่คือประเพณีทางศาสนายิว

            อ่านพระคัมภีร์ สมมติว่ามีบางคนเท่านั้น ที่เขาอ่านได้ นี่ยิวในอดีต ที่เขาอ่านภาษาออก พระคัมภีร์ไม่ได้มีทุกบ้าน พระคัมภีร์มีไว้ในวิหาร อาทิตย์หนึ่งมาอ่านครั้งหนึ่ง คนที่อ่านได้เท่านั้น หรือคนที่ต้องการศึกษาไปวันธรรมดาก็ได้  แต่คนที่เป็นผู้ศึกษา เป็นพวกธรรมาจารย์ พวกฟาริสี คงแก่เรียน ตั้งใจศึกษาพระคัมภีร์ ศึกษาไป ศึกษามา เท่ห์ คนก็สรรเสริญ คนนี้ปรมาจารย์ …

            “ฉันอ่านพระคัมภีร์ตั้งเยอะ ศึกษาตั้งเยอะ ฉันชอบธรรมมากกว่าเธอที่เป็นคนบาป”

            จริงๆ ก็เป็นคนบาปเท่ากัน เห็นไหม? พระเยซูกำลังพูดอะไร? ต่อข้อ 2-4 …

        มัทธิว 6:2-4 “2 ดังนั้น เมื่อท่านให้ทานแก่คนขัดสน อย่าตีฆ้องร้องป่าว เหมือนที่คนหน้าซื่อใจคด ทำในธรรมศาลาและตามถนนหนทาง เพื่อให้ผู้คนยกย่องชมเชย เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเขาได้รับบำเหน็จของตนเต็มที่แล้ว 3 แต่เมื่อท่าน หยิบยื่นแก่คนขัดสน อย่าให้มือซ้ายรู้ สิ่งที่มือขวาทำ 4 เพื่อการให้ของท่านเป็นความลับ แล้วพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นสิ่งที่ทำเป็นการลับ จะประทานบำเหน็จแก่ท่าน”

            ถามจริงๆ เขาทำได้ไหม? พระเยซูสอนให้เขาทำไหม?  ไม่ใช่  พระเยซูกำลังมาบอก  เขาทำไม่ได้หรอก  ที่อ่านมาทั้งหมดนี้ คุณทำไม่ได้ เพราะมันเป็นธรรมชาติของความคิดของคนบาป ข้างในมันบาป  ก็คิดแบบเนื้อหนัง ตามระบบของบาป ระบบของการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  ที่ต่อต้านพระเจ้า ข้างในท่านมันต่อต้านพระเจ้า มันทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก ท่านไม่บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ท่านไม่สามารถทำอย่างนี้ได้หรอก ถูกไหม?   เราอ่านอย่างนี้ทั้งหมด เราฟังแล้วดูเหมือนดี เพราะแรงจูงใจของพวกฟาริสี  ที่เคร่งครัดทำดีตามบทบัญญัติ เหล่านี้ทั้งหมด มากกว่านี้อีก  ไม่ใช่ เพราะว่าเขามีแรงจูงใจ ที่จะทำสิ่งที่ชั่วร้าย ถูกไหม? เขาทำสิ่งที่ดีนะ การช่วยเหลือคนขัดสนอะไรต่างๆ ดีหมด แต่การบังคับตนเองให้ทำตามบทบัญญัตินั้น กฎบัญญัติเปิดโปงในใจเขาว่าเขาทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์  เขาไม่ได้มีเมตตาจริงๆ ข้างในเขาต้องรู้ตัวเอง  เพราะฉะนั้น เขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด เป็นหลุมศพฉาบปูนขาว  ถ้าภาษาไทยเขาเรียกว่าข้างนอกดูสดใส ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง เขารู้ แต่เขาไม่ยอมรับ เขารู้ว่าเขาเป็นคนตายอยู่ในบาป เป็นคนบาปในวิญญาณ ไม่สามารถทำตามบัญญัติเหล่านี้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ตามที่ในใจเขาฟ้องได้

            ในใจเขาฟ้องว่าอย่างนี้มันไม่ถูก แต่เขาทำไม่ได้ แล้วพอไม่ได้ แล้วยังไง พระเยซูจึงมาชี้ให้เขาเห็นว่าทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้แล้ว ท่านก็ยังเย่อหยิ่งจองหอง ไม่ถ่อมใจ ยอมรับความจริงว่าท่านทำไม่ได้ ฉันทำไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ คือเป็นคนป่วยไง  ไม่ยอมรับ ต้องได้รับการช่วยเหลือให้บังเกิดใหม่จากพระเจ้าเท่านั้น  เพื่อจะได้เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า  นี่คือสิ่งที่พระเยซูกำลังพูด

            ตัวอย่างเห็นชัดๆ เลย ตัวอย่างฟาริสี ตัวเอ้ ที่ทำอย่างนี้ ก็คืออาจารย์เปาโล พูดด้วยตัวเองว่าก่อนที่จะมาเชื่อพระเจ้า  ใครๆ ก็ยกย่องเขาว่าเขาเป็นคนรักษาบัญญัติมากเลย เคร่งที่สุดแล้ว ไม่มีใครเคร่งเท่านี้อีกแล้ว และเขารู้ตัวเขาเคร่ง  แต่เขาบอกว่า …

            “สิ่งที่ข้าพเจ้าอยากทำ ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากจะทำ  ข้าพเจ้าก็ทำ โอ๊ย! ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชขนาดไหน? ใครจะช่วยข้าพเจ้าได้”

            นี่คือสิ่งที่พระเยซูกำลังจะชี้ให้พวกเย่อหยิ่งจองหอง ฟาริสี ธรรมาจารย์เหล่านั้นได้เห็นเหมือนที่เปาโลได้เห็น และกลับใจใหม่ซะ เหมือนกัน ชัดเลย พระองค์กำลังชี้ให้เห็น ไม่มีทางเลย ที่ท่านจะทำตามข้อความเหล่านี้ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ ท่านทำไป มันไม่ใช่แรงจูงใจที่ถูกต้อง ท่านทำได้ ข้างนอกมองเห็น  ทำเหมือนๆ กัน แต่มันไม่ได้มาจากแรงจูงใจข้างในที่ถูกต้อง  ที่เป็นความรักแท้

            ท่านไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ด้วยแรงจูงใจที่ถูกต้อง  ท่านไม่สามารถไม่เป็นคนหน้าซื่อใจคดได้เลย นอกจากท่านจะได้รับการอัศจรรย์ บังเกิดใหม่ด้วยวิญญาณ และใจใหม่ โดยวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ท่านจึงจะเลิกหน้าซื่อใจคด เป็นหลุมศพฉาบปูนขาว  ท่านจะเลิกได้ มีทางเดียวเท่านั้น เลิกจากข้างนอกสดใส ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง ทำได้ทางเดียวเท่านั้น คือเชื่อและวางใจในพระเยซู และก็บังเกิดใหม่เท่านั้น นี่คือเป้าหมายที่พระเยซูพูดทั้งหมด  ต่อข้อที่ 5 …

        มัทธิว 6:5  “และเมื่อท่านอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลา และตามมุมถนน เพื่อให้คนเห็น เราบอกความจริงแก่ท่านว่าพวกเขาได้รับบำเหน็จของตนเต็มที่แล้ว”

            พระเยซูกำลังมาสอนให้อธิษฐานใช่ไหม? ไม่ใช่ พระเยซูกำลังมาประกาศว่าเขาทำไม่ได้ มาตรฐานตามที่พระเจ้ากำหนดไว้ เขาทำไม่ได้หรอก เมื่อท่านอธิษฐาน อย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด ท่านไม่หน้าซื่อใจคด มีทางไหม? ไม่มีทาง คือมันเป็นไปไม่ได้นั่นเอง

            อธิษฐานอย่าเป็นเหมือนคนหน้าซื่อใจคด  เพราะพวกเขาชอบยืนอธิษฐานในธรรมศาลา คือ กำลังพูดแทงใจดำพวกเขาเองนั่นแหละ การอธิษฐานจริงๆ  คือการคุยกับพระเจ้า  อธิษฐานโชว์คน มันก็คืออธิษฐานให้คนยกย่อง ยกตัวเองขึ้นมาว่าฉันเป็นคนชอบธรรม เป็นคนดี  เห็นหรือยัง? ต่างกันไหม? อธิษฐานแบบสวยๆ ให้คนได้ยินได้ฟัง ก็คือแรงจูงใจในการอธิษฐานที่ไม่ถูกต้อง  กำลังชี้ให้เขาเห็นว่าข้างในใจเขาคิดอะไรอยู่

            ฟาริสีพวกนี้ อาจจะอย่างนี้ก็ได้  อาจจะถึงเวลาอธิษฐาน … “โอ้! ข้าแต่พระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นเหมือนดังทาส ดังหนอน แย่มาก เลวที่สุดเลย พระองค์ยิ่งใหญ่เหลือเกิน”

            ฟังยืดยาวเลย คนฟัง ใช้ภาษาแบบฮีบรู สมมตินะ ผมก็ไม่รู้หรอก เดาเอา ใช้ภาษาฮีบรู แบบที่เปโตร คนธรรมดา ชาวประมงไม่ค่อยเข้าใจ ภาษาสูง ภาษาพระคัมภีร์  เพราะว่าตั้งใจจะให้ประชาชนฟัง แล้วยกย่องว่าเขาเป็นปรมาจารย์ของผู้รับใช้ หรือเป็นปรมาจารย์ของผู้เชี่ยวชาญในทางถ้อยคำพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงรักมาก …

            “เป็นผู้มีความชอบธรรมมากกว่าพวกเธอเยอะ พวกเธอต้องมายกย่องฉัน พวกเธอต้องมาซูฮกฉัน พวกเธอต้องมาคารวะฉัน  เอาของมาให้ อะไรต่างๆ มาให้ เพราะฉันมีเกียรติสูงกว่าเธอ”

            ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย ถ้าจะเอามาเกี่ยวได้ไหม? มีไหมปัจจุบัน  มีคริสเตียนที่เป็นอย่างนี้ไหม? อันนี้พูดเล่นๆ ลองคิดดู มีคริสเตียนที่เป็นแบบนี้ อธิษฐาน เพื่อคนฟังจะได้รู้สึกว่าเราใช้ภาษาสวยมาก

            “พระบิดาผู้สถิตในสวรรคสถาน ข้าพระองค์ทั้งหลายขอกราบขอบพระคุณพระองค์”

            อันนี้ไม่ได้พูดเพื่อประชดนะ กำลังจะชี้ให้ท่านเห็นว่าพระเยซูกำลังมาแทงใจดำคนยิว ที่เคร่งบัญญัติต่างๆ เหล่านั้นได้รู้ว่าเขาทำไม่ได้ หน้าซื่อใจคด ยอมรับความจริง แล้วพระองค์จะเข้าไปช่วยเหลือเขา แล้วพระองค์มาแล้ว เพื่อช่วยเหลือ ต่อไปข้อที่ 6 …

        มัทธิว 6:6  “เมื่อท่านอธิษฐาน จงเข้าไปในห้อง ปิดประตูและอธิษฐานต่อพระบิดาของท่าน ผู้ไม่ปรากฏแก่ตา แล้วพระบิดาของท่าน ผู้ทรงเห็นสิ่งที่ทำอย่างลับๆ จะประทานบำเหน็จแก่ท่าน”

            นี่ก็พูดถึงคนยิวอีก  เขาทำได้ไหม? ทำไม่ได้ เพราะประเพณีวัฒนธรรมของคนยิว เวลาเขาจะอธิษฐาน  เขาจะมีห้องพิเศษ คือห้องส่วนตัวของเขา เป็นห้องลับ แล้วในห้องนั้น เขาจะทำสัญลักษณ์ไว้ หันหน้าไปที่กรุงเยรูซาเล็ม ทุกวันนี้ชาวยิวบางพวกก็ยังยึดถืออย่างนี้อยู่เลย ต้องหันหน้าไปกรุงเยรูซาเล็ม เหมือนกับบรรพบุรุษในอดีตทำ เป็นบัญญัติว่าอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้า ก็คือต่อหน้าวิหาร หันทิศไปทางวิหาร  ไม่ได้เกี่ยวกับเราสักหน่อย เกี่ยวกับชาวยิวเท่านั้น พระองค์กำลังชี้ให้เขาเห็นว่าท่าทีในใจ ในการอธิษฐาน ก็คือพูดกับพระเจ้า  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมนุษย์คนอื่นเลย ไม่ต้องได้ยินหรอก มีพระเจ้ากับเราสองคนได้ยิน ซึ่งทำได้ไหม? ทำไม่ได้ แต่ถ้าเผื่อได้บังเกิดใหม่ มาวางใจในพระองค์ เชื่อในพระองค์แล้ว พระองค์เข้ามาสถิตอยู่ในใจ ทำได้ไหมตอนนี้ ทำได้เลย ทำที่ไหนก็ได้  ไม่ต้องมีห้องแล้ว นี่พระเยซูกำลังมาชี้อย่างนั้น บังเกิดใหม่แล้วจะทำที่ไหนก็ได้

            นี่บัญญัติบอกให้คุณทำอยู่ในห้อง คุณก็ต้องอยู่ในห้อง  แต่แล้วคุณก็ทำไม่ได้ เพราะในใจคุณอยากให้คนอื่นสรรเสริญ คุณก็อ้างอันนั้นอันนี้ต่างๆ แล้วก็มาอธิษฐานหน้าวิหาร นอกห้อง ดังๆ ให้คนอื่นเขาได้ยิน  เพื่อคนอื่นเขาจะได้สรรเสริญ บูชา แล้วก็ยกท่าน มีบารมี แล้วก็ซูฮกท่าน นี่พูดกับใคร? ชาวยิว ไม่เกี่ยวกับเรา เกี่ยวทางอ้อมนิดหนึ่ง ต่อไปข้อ 7-8 …

        มัทธิว 6:7-8  “7 และเมื่อท่านอธิษฐาน ไม่ต้องพูดพร่ำซ้ำซากเหมือนคนต่างชาติ เพราะเขาคิดว่าพูดมากๆ พระจึงจะได้ยิน 8 อย่าทำอย่างเขาเลยเพราะพระบิดาของท่าน ทรงทราบว่าท่านต้องการอะไรก่อนที่ท่านจะทูลขอต่อพระองค์”

            เพราะพวกฟาริสี ธรรมาจารย์เหล่านี้ เขาจะบอกคนตามที่เขาคิดอยู่ในใจ ที่เขาคิดว่าเขาทำได้ แล้วก็บอกให้คนทำตามเขา ยกตัวอย่างเช่นต้องจำบทสวดตรงนี้ให้ได้ แล้วสวดให้เป็นประจำ ท่องเลย นี่เรียกว่าอธิษฐานกับพระเจ้า ถูกไหมล่ะ ไม่ถูก อธิษฐานกับพระเจ้า คือต่างคนต่างพูดกับพระเจ้า พูดพระเจ้าเป็นใคร? เราเป็นใคร ก็พูดไป ไม่ต้องมาท่องเป็นบทสวด ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูบอกว่าบทสวดนั้น เหมือนคนต่างชาติพูดพร่ำซ้ำซาก ก็คือท่องบทสวดซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน ท่านทำตัวแบบนั้น พระเจ้าให้ท่านอธิษฐานคุยกับพระองค์  ไม่ได้ให้ท่านสวดแบบคนที่อยู่นอกศาสนายิว แล้วคนอยู่นอกศาสนายิว ท่องเป็นบทสวด แล้วก็สวดซ้ำ ยิ่งซ้ำนานๆ ความรู้สึกมันจะเป็นจริงตามนั้น ขลังดี แล้วท่านก็ทำตัวอย่างนั้น มันก็เหมือนกับชนต่างชาติ พูดไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเกิดขึ้น …

            “ในนามพระเยซู พระเยซูแบกรับเอาความบาปผิดของเราไปแล้ว ในร่างกายของพระองค์ ที่ไม้กางเขน  เราหายโรคแล้ว ฉันหายจากโรคมะเร็งแล้ว เพราะว่าพระเยซูแบกรับเอามะเร็งออกไป จากร่างกายฉันแล้ว”

            แล้วมันจะหายนะ คุ้นๆ ไหม? อันนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเราอีกแล้วนะ นี่พูดถึงคนยิวในอดีต พอนึกออกใช่ไหม? ก็คือพูดง่ายๆ ว่าเขาก็ทำไม่ได้อยู่ดี เพราะในใจมันเป็นเหมือนคนต่างชาติ ไม่ต่างกันเลย ต่อไปข้อ 9-11 …

        มัทธิว 6:9-11 “9 ฉะนั้น ท่านควรจะอธิษฐานดังนี้ว่าข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เทิดทูนสักการะ 10 ขอให้อาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์ 11 ขอโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้”

            สรุปตรงนี้ คือให้พวกเขารู้ตัวว่าหน้าซื่อใจคด  และให้เขาถ่อมใจ ยอมรับความจริงตรงนี้ โดยให้รู้ว่าพระเจ้าที่ท่านอธิษฐาน ที่พระองค์ทรงสัญญานั้น พระองค์เป็นพ่อของท่านนะ พวกเขาไม่เคยคิดว่าพระเจ้าเป็นพ่อของเขาเลย มาตั้งแต่อดีต เขาถือพระเจ้าเป็นเจ้านายของเขา เจ้านายแห่งชีวิตของเขา เขาไม่สามารถสนิทกับพ่อของเขา ไม่สามารถนับว่าพระเจ้าเป็นพ่อ พระเยซูกำลังชี้ให้เขาเห็น พระเจ้าเป็นพ่อ หวังดีต่อเขามาก ให้เขากลับใจใหม่ ให้เขาถ่อมใจเถิด และบอกด้วยซ้ำว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่พระเจ้าทั้งสิ้น ให้เขามีท่าทีที่ถ่อมใจต่อพระเจ้า ต้องการที่จะพึ่งพระองค์ในทุกสิ่งเท่านั้น นี่คือสรุป 3 ข้อนี้ ต่อไปข้อ 12-15 …

        มัทธิว 6:12-15 “12 ขอทรงยกโทษความผิดบาปให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกโทษให้ (ไม่เอาความไม่โกรธเคือง) ผู้ที่กระทำผิดบาปต่อข้าพระองค์ทั้งหลายแล้วนั้น 13 และขออย่าให้ข้าพระองค์ทั้งหลายล้มลงเมื่อถูกทดลอง แต่ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้พ้นจากความชั่วร้าย เหตุว่าราชอำนาจ และฤทธิ์เดช และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน 14 เพราะถ้าท่านอภัยให้ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน พระบิดาของท่านในสวรรค์จะทรงอภัยให้ท่านด้วย 15 แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยบาปผิดของผู้อื่น พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน”

            ตรงนี้ต้องสำคัญมาก ต้องเน้นมากเป็นพิเศษ พระเยซูประกาศว่าถ้าพวกท่านยังคงยึดถือบัญญัติ กฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำ กฎแห่งตาต่อตา ฟันต่อฟัน เพื่อเป็นผู้ชอบธรรมเข้าสู่สวรรค์ได้ด้วยตนเอง ท่านก็ต้องอธิษฐานกับพระเจ้าอย่างนี้

            สรุปแล้ว อธิษฐานอย่างนี้ ท่านทำได้ไหม? ทำไม่ได้  ไม่ได้มาสอนให้กระทำตามนี้  แต่กำลังมาสอนว่าทำตามนี้ไม่ได้ ไม่มีทาง

            “ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษ ผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์”

            ก็คือไม่เอาความ ไม่โกรธเคืองเลย

            “เพราะว่าถ้าท่านยกความผิดของเพื่อนมนุษย์ พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ จะทรงยกความบาปผิดของท่านด้วย  แต่ถ้าท่านไม่ยกความผิดบาปของเพื่อนมนุษย์ ยังโกรธเขา ยังเคืองรำคาญใจอยู่ พระบิดาของท่านจะไม่ทรงโปรดยกความบาปผิดของท่านเหมือนกัน”

            ทำได้ไหม?  พระเยซูกำลังชี้ให้ชาวยิวได้เห็นว่าถ้าเขายังคงเชื่อมั่นในการปฏิบัติตามบทบัญญัติเดิม พวกเขาจะไม่สามารถทำครบถ้วน บริบูรณ์ตามเกณฑ์มาตรฐานของพระเจ้าได้หรอก  เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เตือนอย่างนี้อีกแล้ว ไม่สามารถที่จะเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าได้ พระองค์จึงมาช่วย เปิดทางใหม่ให้กับพวกเขาไง

            ทางเก่า คือจงอภัยให้ผู้อื่นก่อน แล้วพระเจ้าจึงจะอภัยให้กับท่าน

            ทางใหม่ คือพระเจ้าได้ทรงอภัยให้ท่านก่อน นี่คือพันธสัญญาใหม่ อันนี้เราเข้าใจดี เพราะว่าเราอยู่ในพันธสัญญาใหม่ เราคริสเตียน

            ทางใหม่ ก็คือพระเจ้าได้ทรงอภัยให้กับท่านก่อน แล้วท่านจึงจะฝึกฝนแบ่งปันอภัยให้กับผู้อื่น เหมือนที่พระเจ้าได้ทรงอภัยให้กับท่านแล้วนั้น เอเมนไหม?

            นี่พระเยซูกำลังประกาศข่าวประเสริฐให้กับชาวยิวที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้อยู่ในพันธสัญญาใหม่ ให้รู้ว่านี่คือความจริง ไม่ใช่ให้ท่านทำตามนี้ แต่ให้ท่านรู้ความจริงแล้วรีบหันกลับมาหาพระองค์ แล้วมาอยู่ในทางใหม่  เพื่อจะได้บังเกิดใหม่

            ทางใหม่ คือพระเจ้าอภัยความผิดบาปให้กับเราก่อนแล้ว โดยพระคุณ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข  เป็นความรักแบบอากาเป้  และไม่ใช่อภัยให้เรา ที่ไม่มีเงื่อนไขเฉยๆ แต่ได้เปลี่ยนวิญญาณ และใจใหม่ให้กับเราด้วย ให้เป็นวิญญาณและจิตใจใหม่ที่เป็นเหมือนพระองค์ คือบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระองค์ เป็นผู้ชอบธรรมเหมือนพระองค์ เป็นความรักเหมือนพระองค์ เป็นความสว่างเหมือนพระองค์ เป็นความดีงามเหมือนพระองค์ เอเมนไหม? ทั้งวิญญาณและใจใหม่

            ผู้ที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่  ที่ได้ใจใหม่ เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถที่จะให้อภัยในความบาปผิดให้กับผู้อื่นได้ ด้วยความรักแบบอากาเป้ ที่เหมือนพระเจ้า ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติของวิญญาณ และใจใหม่นี้ เมื่อเราวางใจในพระเยซูและได้บังเกิดใหม่  พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเรา แล้วจะฝึกสอนเราให้ดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติภายในวิญญาณและจิตใจที่เกิดใหม่ บริสุทธิ์สะอาด เป็นผู้ชอบธรรมเหมือนพระเจ้าแล้วนั้น เอเมนไหม?

            นี่คือการประกาศของพระเยซูคริสต์ ให้พวกเขาได้รู้ว่าเขาจะต้องมาวางใจในพระองค์เท่านั้น เหมือนกับเราทั้งหลาย ที่ได้เป็นคริสเตียน วางใจในพระองค์ มาอยู่ในกฎใหม่เท่านั้น มาอยู่ในทางใหม่ ในทางของพระองค์ ในทางแห่งพระคุณเท่านั้น

            ในฐานะที่เราเป็นผู้ที่อยู่ในกฎใหม่ มาดูว่ากฎใหม่เขียนว่าอย่างไร? ทางใหม่ที่พระเยซูประกาศให้กับชาวยิว ตั้งแต่เริ่มต้น มันคืออะไร? โคโลสี 3:13 จะเห็นชัดเจนเลยว่านี่คือทางใหม่ที่พระเยซูเสนอให้กับฟาริสี ธรรมาจารย์และชาวยิวทั้งหลาย …

        โคโลสี 3:13  “จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้น เหมือนกัน”

            “องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด” ยกโทษให้ก่อนแล้ว ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน ท่านก็จงไปยกโทษให้คนอื่นเขาเหมือนกัน อีกข้อหนึ่ง เอเฟซัส 4:32 …

        เอเฟซัส 4:32 “และท่านจงเมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น”

            “และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรด ได้ทำแล้ว คืออภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น”

            เอเมน ชัดเจนเลย พระคัมภีร์บอก ในขณะที่เราเป็นคนบาป ชั่ว เลวทราม พระองค์ พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ให้อภัยเรา ในขณะที่เราเป็นคนบาป  เพราะฉะนั้น เราต้องซึมซับ เอาตรงนี้เข้ามาอยู่ในวิญญาณของเรา เรียกว่าวิญญาณแห่งความรัก ซึมซับความจริงตรงนี้ว่าเราเป็นใคร? เราเป็นความรัก เราอยู่ในพระคริสต์ เราเป็นเหมือนพระคริสต์  แล้วเราก็จะสามารถอภัยให้กับคนอื่น ที่ทำผิดบาปต่อเราได้ แบบไม่มีเงื่อนไข เหมือนกับพระเจ้าได้ จากวิญญาณข้างใน

            ข้อสำคัญ ก็คือกระทำออกมา โดยความประพฤติ ได้มากหรือได้น้อยก็ตาม ก็ไม่มีผลต่อความรอดของเราในวิญญาณเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะพระเจ้าอภัยในความบาปผิดให้กับเราก่อนหน้าเรียบร้อยแล้ว เอเมน  ในขณะที่เราบาปอยู่ พระองค์ทรงอภัยให้เราแล้ว  อภัยให้กับเราแล้ว ก็ยังประพฤติบาปอยู่ แต่วิญญาณ สะอาดหมดจด เรียบร้อยแล้ว พระเจ้าก็ค่อยๆ เข้ามาสอนเรา ฝึกเรา ให้ปฏิบัติ ให้สมกับเป็นลูกพระเจ้าที่ดีงามนั้น  แต่เราทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์หรอก จนตายก็ทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามที่พระเยซูกำลังชี้ให้ชาวยิวได้เห็นว่าเขาทำไม่ได้ตามบทบัญญัติหรอก แต่วิญญาณสามารถที่จะบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ได้ พระองค์ทรงมาช่วยแล้ว

            ทางเก่า ก็คือเมื่อท่านไม่ได้เกิดใหม่ ปราศจากวิญญาณใหม่ ปราศจากใจใหม่ ท่านก็ไม่มีความรักแท้แบบพระเจ้า อยู่ข้างในตัวท่านเลย นึกให้ดีๆ นะ ข้างในเป็นบาป เป็นความเกลียดชัง เป็นผู้ฆ่า ขโมยและทำลาย ท่านจึงไม่สามารถที่จะอภัยความบาปผิด ให้กับคนอื่นจริงๆ โดยพระคุณความรัก แบบไม่มีเงื่อนไขได้เลย แม้แต่นิดเดียว  เพราะท่านไม่มีอยู่ในวิญญาณของท่าน ซึ่งผล ก็คือท่านอภัยข้างนอกได้ แต่ในใจท่านยังเคืองอยู่ ข้างนอกบังคับให้ทำ เหมือนที่เปาโลบอก …

            “อยากอภัยให้หมดเลย ยกโทษให้ก็ได้ ไม่เอาความหรอก”

            แต่ในใจก็ยังคิดแค้นอยู่ … “นี่กี่ครั้งแล้ว ไม่รู้กี่ครั้ง กี่หนแล้ว”

            ถ้าตามบัญญัติเดิมที่พระเยซูเตือน ในทางเก่า ท่านทำไม่ได้  อภัยให้คนอื่นไม่ได้ ยังโกรธเคืองคนอื่นอยู่  ผลก็คือพระเจ้าก็จะไม่ให้อภัยในความบาปผิดของท่านด้วยเช่นเดียวกัน  ก็คือท่านก็ต้องตกนรก เพราะไม่ได้รับการอภัยจากพระเจ้า เห็นหรือยัง?

            สรุป ก็คือพระเยซูกำลังบอกว่าท่านทำไม่ได้หรอก ด้วยการกระทำจากกำลังของตนเองที่จะทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าได้ เลิกล้มความเย่อหยิ่ง ความทะนงตนว่าตนเองนั้นสามารถพึ่งพาการกระทำของตน ให้ชอบธรรม ตามมาตรฐานของพระเจ้าได้ เลิกล้มเถิด ท่านทำไม่ได้จริงๆ อย่าเย่อหยิ่ง อย่าทำหน้าซื่อใจคด

            ดังนั้น จงกลับใจใหม่ ถ่อมใจลง  พูดกับคนยิวตามบริบทนี้ แต่สามารถเอามาใช้กับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ได้เช่นเดียวกัน จงกลับใจใหม่ ถ่อมใจลง หันมาพึ่งพระเยซูคริสต์ วางใจในพระองค์ เพื่อจะได้บังเกิดใหม่ ได้รับวิญญาณใหม่ ใจใหม่ที่เป็นเหมือนพระเจ้า  ได้เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระองค์  เข้าสู่สวรรค์ได้เลยทันที ก่อนอย่างอื่นเลย ก่อนที่ท่านจะไปปฏิบัติอะไรก็ตาม ท่านได้เข้าสวรรค์แล้ว  ปฏิบัติตัวมาทีหลัง

            “เข้าสวรรค์แล้ว มาปฏิบัติตัวทีหลัง”

            เข้าสู่สวรรค์ก่อน  แล้วพระเจ้าก็จะเข้ามาสถิตอยู่ในท่าน ถูกไหม?  แล้วเราจึงยอมให้พระองค์ ที่เข้ามาสถิตอยู่ในเรา สอนเรา นำเรา ด้วยความรัก  ด้วยพระคุณของพระองค์ ให้เราประพฤติดี ตามมาตรฐานของพระองค์  ตามสายตาของพระองค์ ไม่ใช่ตามมาตรฐาน สายตาของเราเอง คิดเอง เออเองว่ามันดี เห็นภาพชัดเจนไหม? ซึ่งชาวยิวเหล่านั้นจะเห็นชัดกว่าเราอีก เพราะว่าของเก่าของเขาต้องเอาเลือดสัตว์ไปถวาย แต่พระเยซูกำลังมาบอกว่าหมดแล้วนะ วิหารก็จะไม่มีแล้ว การถวายเลือดสัตว์ พระเจ้ายกเลิกแล้ว แล้วท่านจะได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้าได้อย่างไร? ไม่มีแล้วนะ ท่านจะหลงไป คิดว่าบัญญัตินี้จะทำให้ท่านรอดจากการถูกพิพากษา ลงนรกได้ มันไม่ใช่  มันมาจากพันธสัญญาของเลือดสัตว์ต่างหาก บูชาด้วยเลือดสัตว์ แต่ตอนนี้พระองค์จะยกเลิกการรับเลือดสัตว์แล้ว พระองค์ทำพันธสัญญาใหม่ รับเลือดของพระบุตรของพระองค์แทน ซึ่งครั้งเดียวพอ และถ้าท่านปฏิเสธเลือดของพระองค์ ของพระบุตร พระเยซูคริสต์ ท่านก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้วนะ ชาวยิวเอ๋ย

            พวกเราไม่ใช่ชาวยิว พวกเราเลยง่ายหน่อย เพราะเราไม่เคยทำการถวายสัตว์บูชา เป็นเครื่องลบบาปอยู่แล้ว พอเรามาเจอพันธสัญญาใหม่ เราก็แค่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ไถ่บาปให้กับเรา ที่พระเจ้าส่งมาแค่นั้น แต่ชาวยิวได้ 2 ต่อ คือเห็นชัดๆ เลยว่าวิหารก็ไม่มีแล้วนะ พระเจ้าทำลายวิหารของพระองค์แล้ว โดยม่านฉีกออก 2 ท่อน ในวันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ปี ค.ศ.33 หมดสิ้นปัสกาเสียที  ไม่มีการทำปัสกาอีกแล้ว ปัสกาสุดท้าย คือพระโลหิตของพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั้น ชาวยิวรู้ดีเลย  ถ้าชาวยิวถ่อมใจลง เข้าใจปุ๊บ ชัดเจนกว่าเราอีก เพราะเริ่มต้นที่ชาวยิว  แล้วมาจบลงที่ชาวต่างชาติอีกทีหนึ่ง คือข่าวประเสริฐ

            เพราะฉะนั้น ทั้งยิวและไม่ใช่ยิว ก็คือพวกเราทั้งหลาย สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือไม่ใช่เราต้องทำ ความดี  เพื่อจะไปสวรรค์ แต่เราจะต้องวางใจในพระเยซูคริสต์ เพื่อไปสวรรค์ แล้วค่อยมาทำดีทีหลัง  เอเมน สำคัญมากเลย สดุดี 37:3 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        สดุดี 37:3 “จงวางใจในพระเจ้าและกระทำความดี ท่านจึงอาศัยอยู่ในแผ่นดินและชื่นบานอยู่กับความปลอดภัย”

            ผมจะแปลให้ท่านแบบชัดๆ “จงวางใจในพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ผู้ช่วยให้รอด และจะเกิดใหม่ และพระเจ้าก็จะเข้าไปสถิตอยู่ในท่าน แล้วท่านก็จะกระทำความดี ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในท่าน มานำท่าน พาท่าน สอนท่านให้ดำเนินชีวิต ให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า เอเมนไหม? สุภาษิต 3:5-7 ก็พูดในทำนองเดียวกันว่า …

        สุภาษิต 3:5-7 “5 จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง 6 จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น อย่าคิดว่าตนฉลาด 7 จงยำเกรงพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย (คือการพึ่งตนเอง ก็คือบาป)”

            ความชั่วร้าย ก็คือการพึ่งพาตนเอง ก็คือบาป  ก็คือพลาดเป้าหมาย  พระเจ้าสร้างมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้มา เพื่อให้พึ่งพระองค์ ถ้าอยู่นอกพระองค์  ไปไม่รอดแน่นอน อยู่นอกพระองค์ ไม่มีพระองค์ เรียกว่าบาปทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าตัวเองฉลาด  ทำได้ด้วยตนเอง อยู่ในบาปแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่ได้

            “จงยำเกรงในพระเจ้า” คือจงยำเกรงในกฎบัญญัติ ที่พระเจ้าวางไว้ ราชอาณาจักร และพระสิริ และพระเกียรติเป็นของพระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์

            นี่หมายถึงการยกย่องว่าพระเจ้า เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ดูแลกฎระเบียบทุกอย่าง  ถ้าท่านทำถูกกฎระเบียบ ท่านต้องได้ตามนั้นแน่นอน แต่ท่านต้องรู้ความจริงของกฎระเบียบนั้น และเลือกทางที่ถูกต้อง ถ้าท่านเลือกพระเยซูคริสต์ ท่านไปรอดแน่นอน ไม่ว่าหลังจากที่ท่านเกิดใหม่แล้ว ท่านจะมีความประพฤติได้ดีมากขึ้นขนาดไหนก็ตาม  ไม่ได้เกี่ยวกับความรอดของท่านเลย เพราะพระเจ้า เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล เป็นผู้ดูแลชีวิตของท่าน จงยำเกรงในพระเจ้า หมายถึงอย่างนี้ เอเมนไหม?

            พระเจ้าอวยพรครับ

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าก็เช่นเดียวกัน​ บางครั้งอาจประพฤติตัวไม่สมฐานะ

            ยอห์น​ 3:3-8​ …

            พระเยซูตรัสตอบโดยประกาศว่า​ …“เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้ ถ้าเขาไม่บังเกิดใหม่”

            นิโคเดมัสทูลถามว่า … “คนจะเกิดใหม่ได้อย่างไร เมื่อเขาแก่แล้ว? แน่นอน เขาไม่อาจเข้าไปในครรภ์มารดาเป็นครั้งที่สอง​ เพื่อเกิดออกมาใหม่!”

            พระเยซูตรัสตอบว่า … “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครสามารถเข้าอาณาจักรของพระเจ้าได้​ ถ้าเขาไม่ได้เกิดจากน้ำ​ (ในครรภ์ คือเป็นมนุษย์) และ  (เกิดใหม่ทางวิญญาณ) โดยพระวิญญาณ มนุษย์ ให้กำเนิดมนุษย์ แต่พระวิญญาณ ให้กำเนิดวิญญาณ ท่านไม่ควรแปลกใจที่เราบอกว่าท่านต้องเกิดใหม่ ลมพัดไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ท่านได้ยินเสียงลม แต่ท่านไม่อาจบอกว่าลมมาจากไหนหรือจะไปที่ไหน ทุกคนที่เกิดจากพระวิญญาณก็เช่นกัน”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1383

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  18  กันยายน  2022

เรื่อง “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” ตอน 6

“คำเทศนาบนภูเขา” EP.5

“ต้องบริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

วันนี้ “คำเทศนาบนภูเขา” Ep.5 เป็นคำเทศนาครั้งที่ 6 ซีรี่ย์ชุด “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” เราผ่านมาแล้ว 5 ตอน …

ตอนที่ 1  จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน

ตอนที่ 2  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 1 : คนป่วยต้องการหมอ  คนบาปต้องการพระเยซู

ตอนที่ 3  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 2 : พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ

ตอนที่ 4  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 3 : กฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์

ตอนที่ 5  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 4 : มนุษย์มองที่ความประพฤติภายนอก แต่พระเจ้ามองที่

วิญญาณข้างใน

ตอนที่ 6  (วันนี้) คำเทศนาบนภูเขา Ep 5 : ต้องบริสุทธิ์ดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่าน

ในสวรรค์

ในบริบทของคำเทศนาบนภูเขา ที่เราเรียนกันมา วันนี้ตอนที่ 6 แล้ว พระเยซูกำลังบอกกับชาวยิว เป็นชนชาติแรกก่อนมนุษย์คนอื่นๆ บอกว่าสวรรค์กำลังมาตั้งอยู่ ใครจะเข้าสวรรค์ได้  ต้องมาเชื่อและวางใจในพระองค์ ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระเจ้าได้ส่งพระองค์มา เพื่อช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้น จากอำนาจของความบาป ตามพระสัญญาที่ให้ไว้ตั้งนานมาแล้ว พระองค์คือพระมาซีฮาห์  พระผู้ช่วยให้รอด เพราะฉะนั้น ให้วางใจในพระองค์ แล้วจะได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้บริสุทธิ์ ชอบธรรม ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า เข้าไปอยู่ในสวรรค์เลย เพราะฉะนั้น จงหันหลังให้กับทางเก่า จงกลับใจใหม่เสียเถิดชาวยิวและเล็งถึงมนุษย์ทั้งหลาย

ทางเก่า คือการพึ่งพาบทบัญญัติ พึ่งพาการกระทำดีของตนเอง ตามกฎหมายศีลธรรมต่างๆ ซึ่งตัวเองคิดว่ามันดีแล้ว ซึ่งถ้าพลาดกฎเหล่านั้น แค่เพียงนิดเดียว ก็ไปไม่รอด  หมดสิทธิ์เข้าสวรรค์เลย พระองค์กำลังมาเตือนอย่างนั้น พระเยซูเตือนด้วยความรัก ความห่วงใย เพราะพระองค์เป็นความรัก พระเจ้าทรงเป็นความรัก

พระเยซูมาเตือนด้วยความรัก ความห่วงใยว่าจงยกเลิกความพยายาม ที่เป็นไปไม่ได้นั้นเถิด แล้วหันมาพึ่งในการกระทำของพระเจ้า ผ่านทางพระบุตรดีกว่า เพราะว่าเมื่อได้บังเกิดใหม่ ในพระบุตรแล้ว พระองค์ก็จะสอนเรากระทำดีทีหลังตามมาเอง และสอนเราด้วยพระองค์เองเลย เมื่อเราเกิดใหม่ และพระองค์จะเข้ามาสถิตอยู่กับเราเลย แล้วจะมาสอนเราทำดีเอง เอเมน

ทางของมนุษย์ คือสะสมความดีก่อน เพื่อจะได้ไปสวรรค์ แต่ทางของพระเจ้า คืออยู่ในสวรรค์ก่อน แล้วค่อย มาสะสมความดีทีหลัง ค่อยๆ คิดตาม ความคิดมนุษย์ คือประพฤติตนเองให้บริสุทธิ์ ดีพร้อม เพื่อจะไปสวรรค์ ความคิดของพระเจ้า คือทำให้เจ้าบริสุทธิ์ ดีพร้อม อยู่ในสวรรค์ก่อน แล้วเราฝึกฝนเจ้าให้ประพฤติตน สมกับที่บริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้วนั่นแหละ จะเอาอย่างไหนดี ทางไปสวรรค์ของมนุษย์ คือพึ่งพาการกระทำของตนเองนั่นเอง  แต่ทางไปสวรรค์ของพระเจ้า คือพึ่งพาการกระทำของพระเยซูคริสต์ บนไม้กางเขนเท่านั้น ซึ่งครั้งที่แล้ว เราได้ยกโรม 3:9-20 แต่วันนี้จะอ่านเฉพาะข้อ 9 กับข้อ 20 เท่านั้น …

โรม 3:9, 20 “9 เช่นนี้แล้ว เราจะสรุปว่าอย่างไร พวกเราชาวยิวดีกว่าคนอื่นหรือ! ไม่เลย เราชี้ให้เห็นแล้วว่าทั้งคนยิวและคนต่างชาติ ล้วนอยู่ภายใต้บาป เหมือนกันหมด

20 ฉะนั้น ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า โดยการรักษาบทบัญญัติ บทบัญญัติเพียงแต่ทำให้เรารู้ตัวว่ามีบาป เป็นคนบาป”

 

ก็คือในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีใครเป็นคนชอบธรรม โดยการรักษาการกระทำดี ทำตามศีลธรรมอันดีงามได้เลย

เพราะฉะนั้น สรุป ก็คือช่วยตัวเองไม่ได้หรอก แก้ไขตัวเองด้วยความประพฤติของตนเองไม่ได้หรอก ต้องมาเชื่อพระองค์ แล้วมาตาย แล้วเกิดใหม่ เมื่อช่วยไม่ได้ ต้องทำอย่างไร? ต้องไปตาย แล้วเกิดใหม่ นั่นแหละ คือสิ่งที่พระเยซูกำลังเตือนมนุษย์ ในหนังสือทิตัส 2:11-12 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

ทิตัส 2:11-12 “11 เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าที่นำไปถึงการปลดปล่อย ให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของบาป และความรอดนิรันดร์ ได้ปรากฏแก่คนทั้งปวงแล้ว 12 พระคุณนี้สอนเราที่จะฝึกฝน ปฏิเสธการทำบาป และไม่ทำตามกิเลส โลกียตัณหาของเนื้อหนัง และดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ อย่างมีสติสัมปชัญญะ (ตามพระวิญญาณ) ตามทางพระเจ้า สมกับเป็นผู้ชอบธรรม (เป็นลูกที่บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า)”

 

ตรงนี้หมายถึงอะไร? พระคุณพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ที่พระองค์กำลังประกาศ เป็นพระคุณของพระเจ้า ทำให้มนุษย์ได้บังเกิดใหม่ พ้นจากเชื้อบาป

ข้อ 12 บอกว่าพระคุณนี้ คือพระคุณของพระเจ้าที่ให้เราบังเกิดใหม่ สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า พระคุณนี้ จะสอนเรา ที่จะฝึกฝน  ปฏิเสธการทำบาป และไม่ทำตามกิเลส โลกียตัณหาของเนื้อหนัง และดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้อย่างมีสติ สัมปชัญญะ ตามพระวิญญาณ ตามทางของพระเจ้า สมกับเป็นผู้ชอบธรรม เป็นลูกที่ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าแล้วนั้น นี่บันทึกไว้อย่างนี้ชัดเจนว่าพระเจ้าให้เราบริสุทธิ์ ดีพร้อม โดยพระองค์ทรงกระทำให้เราเลย เสร็จแล้ว ก็เข้ามาสถิตอยู่กับเรา แล้วก็มาสอนเราให้ประพฤติดีตามกฎหมายศีลธรรมที่ดีงามต่างๆ เหล่านั้น ทีหลัง เอเมนไหม?

จริงๆ เอาซีรี่ย์นี้ แล้วใช้เพลงจบซีรี่ย์ว่า “จงวางใจในพระเจ้า  และกระทำความดี” อะไรมาก่อน “วางใจพระเจ้า และทำความดี” ไม่ใช่ร้องอย่างนี้ใช่ไหม?  “ทำความดีก่อน แล้วไปสวรรค์” ไม่ใช่ วางใจในพระเยซูคริสต์ แล้วเข้าไปสู่สวรรค์ บังเกิดใหม่ บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า เมื่ออยู่ในสวรรค์แล้ว พ่อของเรา คือพระเจ้า ก็จะสอนเราเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่เป็นทารก อุแว้ ที่อยู่ในบ้านของพระเจ้า แล้วพระองค์ก็ดูแลเรา นำพาเรา ให้สมกับที่เป็นลูกของพระเจ้า เอเมนไหม? ใช่ไหม? ไม่ใช่ไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมาย ศีลธรรม ดีงาม พระเยซูไม่ได้มาสอนเรื่องนี้หรือ? ไม่ได้สอนจริงๆ เพราะคนก็รู้อยู่แล้ว มันเขียนอยู่ในใจของเราอยู่แล้ว

วันนี้มาต่อกันที่มัทธิว 5:27-48 ครั้งที่แล้วเรา จบกันที่ข้อ 26 วันนี้เราจะต่อข้อ 27 แต่ก่อนที่จะต่อ ต้องเริ่มอ่านอะไรก่อน ครั้งที่แล้วบอกแล้ว บริบทนี้ ต้องอ่านหัวใจก่อน ก็คือข้อ 48 ข้อสุดท้ายเสียก่อน …

มัทธิว 5:48 “เหตุฉะนั้น จงบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงบริสุทธิ์ ดีพร้อม”

 

นี่คือชื่อเรื่องของ EP ในวันนี้ด้วย เหตุฉะนั้น พระคัมภีร์ที่เราศึกษากันต่อในวันนี้ ทั้งหมด พระเยซูกำลังประกาศว่าเป้าหมายของพระองค์ คือมนุษย์ทำไม่ได้หรอก เลิกล้มความตั้งใจ ที่จะแสวงหาความชอบธรรม โดยการกระทำของตนเองเถิด ท่านต้องเกิดใหม่เท่านั้น เพื่อจะได้เป็นผู้ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า ความชอบธรรมของท่าน ต้องเท่ากับพระเจ้าเท่านั้น จึงสามารถอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ได้

นี่คือเบื้องหลัง ก่อนที่เราจะอ่าน ให้รู้แบล็คกราว์น เบื้องหลังคำพูดอุปมา การยกตัวอย่างของพระเยซูที่จะอ่านต่อไปนี้ เป้าหมาย คือพุ่งไปตรงนี้ ไม่ได้มาสอนให้เราคริสเตียน หรือไม่คริสเตียนทำตาม ฟังให้ดีๆ อีกทีหนึ่ง อ่านไป จะได้รู้ว่าพระองค์ ไม่ได้ตั้งใจมาสอน ให้เราทำตาม แต่มาบอกว่าเราทำไม่ได้หรอก มาพึ่งพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะสอนเรากระทำตามกฎบัญญัติ อันใหม่เอง ด้วยตัวของพระองค์เอง กฎศีลธรรมอันดีงาม บทบัญญัติ ที่พระเจ้าต้องการให้ทำ เดี๋ยวจะทำ ใจเย็นๆ ตรงนี้ มันหมายถึงอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ก่อนจะอ่าน ผมจึงพยายามปูพื้นเบื้องหลัง ให้ท่านรู้ก่อน เพื่อว่าอ่านแล้วจะได้ไม่งง และจะไม่ได้เข้าใจผิดว่าพระเจ้ากำลังให้เราทำ กำลังจะบอกว่าอย่าทำ แล้วเราไปอ่านว่าให้ทำ มันต่างกันขนาดไหน? มันก็เสียหายใหญ่โต ถูกไหม? พระเยซูกำลังบอกว่าไม่ต้องทำ อย่าทำ ทำไม่ได้หรอก มาพึ่งในพระองค์ เดี๋ยวพระองค์จะสอนวิธีทำอย่างใหม่ให้ นี่ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน

เราจะมาเริ่มต้น ที่บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการล่วงประเวณี ข้อ 27-30 …

มัทธิว 5:27-30 “27 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘อย่าล่วงประเวณี’ 28 แต่เราบอกท่านว่าผู้ใดมองดูผู้หญิงด้วยใจกำหนัด ก็ได้ล่วงประเวณีกับนางในใจของเขาแล้ว 29 หากตาข้างขวาของท่านเป็นเหตุให้ทำบาป จงควักทิ้งเสีย ถึงจะเสียอวัยวะส่วนหนึ่งไป ก็ยังดีกว่า ทั้งตัวต้องตกนรก 30 และถ้ามือขวาของท่านเป็นเหตุให้ทำบาป ก็จงตัดทิ้งเสีย ถึงจะเสียอวัยวะส่วนหนึ่งไป ก็ยังดีกว่า ทั้งตัวต้องตกนรก”

 

Key word อยู่ที่คำต่อไปนี้ “ด้วยใจกำหนัด ในใจของเขาต้องตกนรก” ใจกำหนัดกับในใจของเขา “ในใจของเขา” คือในใจที่บาป มนุษย์ทุกคนบาป ในใจบาป มันก็คิดอยู่ในใจ เป็นความชั่ว พระเยซูกำลัง มายกมาตรฐานของพระเจ้าให้เห็น ไม่ใช่มาตั้งใจสอนเราให้ทำอย่างนี้ ใครไปทำได้ ไม่คิดกำหนัด มาตรฐานที่พระเจ้ากำหนดไว้ ศีลธรรมที่จะไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า พระเยซูบอกยกขึ้นมา มันต้องถึงขนาดนี้ ถ้าอยากจะทำเอง

ยกขึ้นมาขนาดไหน? ขนาดครั้งที่แล้ว เราก็ได้เรียนรู้ ฆ่าคนตาย มีค่าเท่ากับอะไร? ด่าคนว่า “ไอ้โง่” กับ “ฆ่าคนตาย” มีโทษเท่ากัน ถูกไหม?

คิดกำหนัดในใจ มีค่าเท่ากับล่วงประเวณี ครั้งที่แล้วเราได้เรียนรู้ ยกโทษให้คนอื่นก่อน ที่จะมาขอการยกโทษ จากพระเจ้า พระเจ้าจะยกโทษให้กับท่าน เมื่อท่านยกโทษให้คนอื่นก่อน ถ้าท่านไม่ยกโทษให้คนอื่น ทำอะไร? ตกนรกไง ครั้งที่แล้วเราเรียนรู้ เอาเครื่องบูชามาขออภัยจากพระเจ้า วางไว้ก่อน ไปเคลียร์กับมนุษย์ด้วยกันก่อน เคลียร์ไหวไหม? ท่านต้องรักศัตรูถึงขนาดนั้น ตกนรกเหมือนกัน พอมองเห็นไหมครับว่ามาตรฐานของพระเจ้ากับมนุษย์มันต่างกันขนาดไหน?

มนุษย์คิดว่า … “ไม่หรอก ทำขนาดนี้ ตกนรกน้อยหน่อย ไปฆ่าเขาตาย ตกนรกมากหน่อย แค่ว่าเขาไอ้บ้า อิจฉาเขา แค่นี้ ตกนรกนิดเดียว”

สำหรับพระเจ้าแล้ว ตกนรกเท่าๆ กัน ตกนรกเหมือนกัน คิดในใจกับเขาทำข้างนอก ตกนรกเหมือนกัน เพราะมันมาจากที่ตะกี้นี้ Key word มาจากใจที่บาปอยู่ มาจากความคิดที่อยู่ในใจ ความกำหนัดที่อยู่ในใจ ใจที่มันบาปอยู่ ทำให้ตกนรก พระเยซูตอกย้ำยืนยันว่าถ้าท่านยืนยันกระทำตามบทบัญญัติ ท่านสอบไม่ผ่าน ต้องตกนรกแน่ๆ จริงหรือไม่จริง ใครสอบผ่านยกมือขึ้น? ใครอยากจะทำตามบ้าง? เพราะฉะนั้น ไม่ได้มาสอนให้เราทำตาม พระองค์ไม่ได้มาทำให้เราตกนรก

เพราะฉะนั้น จงยอมรับเถิดว่าตนเองทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์อย่างแน่นอน แล้วจงกลับใจใหม่ หันมาทางใหม่ ทางแห่งพระคุณดีกว่า ทางแห่งพระคุณ คือทางที่พระเจ้าให้ความรอดจากบาป รักษาโทษบาป ยกโทษบาปให้เราฟรีๆ ผ่านทางพระบุตรนั้นดีกว่า เอเมนไหม?

พี่น้องลองคิดดู ท่านเคยคิดอะไรไม่ดีไหม? พูดถึงเดี๋ยวนี้เลย ใครไม่เคยคิดอะไรไม่ดีเลย ยกมือขึ้น? เคยคิดชั่วไหม? แล้วถามจริงๆ เถอะ ท่านห้ามความคิดได้ไหม? ห้ามความคิดไม่ได้ หนีเข้าไปอยู่ในป่า ในถ้ำได้ไหม? หนีได้ไปอยู่ที่ห้องส่วนตัวคนเดียว ปิดไฟให้มืดๆ นิ่งๆ เลย อยู่คนเดียว ไม่คิดอะไรเลยได้ไหม? ไม่คิดชั่วแม้แต่นิดเดียวเลยได้ไหม? ตอนที่ท่านนอนหลับ ท่านหยุดคิดได้ไหม? นี่เห็นชัดเลย หยุดคิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีใครสามารถทำตรงนี้ได้เลย

นั่นแหละ คือสิ่งที่พระเยซูกำลังชี้ให้เราเห็นพิษสงของบาป ที่อยู่ในวิญญาณข้างใน พระองค์กำลังชี้ให้เราเห็นถึงภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ อันใหญ่มหึมา ซึ่งก็คือสภาพในใจ วิญญาณที่ตายอยู่ในบาป ไม่มีพระเจ้า ตายจากความบริสุทธิ์  ดีพร้อมที่เหมือนพระเจ้าไปแล้ว กลายมาเป็นธรรมชาติที่ชั่วร้าย เพราะอยู่ตรงกันข้ามกับคุณลักษณะที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า คือความบริสุทธิ์ดีพร้อมของพระเจ้า ความสว่างหายออกไปจากใจ กลายเป็นความมืดมาตั้งนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเราแล้ว มันเป็นอย่างนั้น เมื่อข้างในมืด ข้างในเต็มด้วยความชั่ว มันจะมีอะไรดีออกมาบ้าง? จะพยายามขนาดไหน? เปลี่ยนวิญญาณตัวเองได้ไหม? เปลี่ยนได้ ก็มีทางเดียว คือมาวางใจในพระเยซูคริสต์ ตามที่พระองค์บอกไง เพื่อที่จะมาเป็นที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่าเป็นผู้เชื่อ เป็นคริสเตียน คริสเตียนมีใจใหม่ พระเจ้าจึงสัญญาว่าจะให้ใจใหม่ ให้วิญญาณใหม่เอี่ยมเลย ของเก่าตายไปเลย

มาต่อข้อ 31-32 คราวนี้ยกตัวอย่างเรื่องการหย่าร้าง  คือที่พระเยซูยกสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา มันคุ้นหูพวกชาวยิวอยู่แล้ว เพราะมันเป็นอยู่ในบัญญัติของชาวยิวที่รักษามาตั้งแต่สมัยโบราณ เขารู้กันอยู่ ทุกวันสะบาโต วันเสาร์ของเขานะ เขาก็จะอ่านข้อความในบัญญัติเหล่านี้ ให้กับประชาชนได้ฟังเท่านั้นเอง ฟังตั้งแต่เด็ก ฟังอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้คุ้นหูเขามาก พอพูดปุ๊บ เขารู้ว่าบทบัญญัติเรื่องหย่าร้างว่าอย่างไร? มัทธิว 5:31-32 …

มัทธิว 5:31-32 “31 มีคำกล่าวไว้ว่า ‘ผู้ใดหย่าภรรยาของตน ต้องเขียนหนังสือหย่าให้นาง’ 32 แต่เราบอกท่านว่าชายใดหย่าขาดจากภรรยาของตน ด้วยเหตุอื่น นอกเหนือจากการผิดศีลธรรมทางเพศ  ย่อมเป็นเหตุให้นาง กลายเป็นคนล่วงประเวณี  และผู้ใดแต่งงานกับผู้หญิงที่ถูกหย่าร้างเช่นนั้น ก็ล่วงประเวณีด้วย”

 

“มีคำกล่าวไว้ว่า” ก็คือในบัญญัติ ที่พระเจ้าให้ถือไว้ตั้งแต่สมัยโมเสส ที่ท่านถืออยู่นั่นนะ เขียนไว้อย่างนี้ว่าหย่าร้างได้ แต่ต้องให้หนังสือหย่า กฎเขียนไว้อย่างนั้นใช่ไหม? ใครเป็นคนเขียนกฎเหล่านี้ขึ้นมา กฎเหล่านี้ถูกเพิ่มเติมมาทีหลัง พวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์  พวกที่เป็นสังคมชั้นสูง หน้าซื่อใจคดเขียนขึ้นมา เพิ่มด้วยตัวเอง พระเจ้าบอกหย่าไม่ได้เลย นอกจากผู้หญิงจะไปมีชู้ ถึงหย่าได้ ข้อเดียวเท่านั้น ที่พระเจ้าบอก นอกเหนือจากนั้น หย่าไม่ได้เลย ท่านต้องเลี้ยงเขาจนตาย ท่านต้องรักเขาจนตาย และมีหลายคนด้วย สมัยก่อนนี้ มันไม่เหมือนสมัยปัจจุบัน สมัยก่อนผู้ชายออกรบ อะไรต่างๆ เหล่านั้น เสียชีวิตมาก ผู้หญิงมีมากกว่า ไม่มีคนดูแล  ก็เลยออกกฎหมายเหล่านี้ขึ้นมาว่าให้ผู้ชาย สามารถรับผู้หญิง อุปการะเป็นภรรยา 1, 2, 3, 4 อะไรก็ว่าไป แต่ด้วยความรักและความเมตตา ด้วยท่าทีที่ถูกต้อง แต่ทำไม่ได้ เพราะข้างในใจมันชั่ว ใจมันสกปรก ใจมันบาป ก็เลยคิดเห็นแก่ตัว

พระเยซูกำลังแทงใจดำ พวกฟาริสีที่กำลังพูดอยู่ ให้เขาฟัง ฟาริสีที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง

“ฉันทำตามบทบัญญัติ โชว์ออฟเลย ฉันทำหมดเลย ฉันหย่าภรรยาคนนั้น ฉันก็ให้ใบหย่าเขา”

พระเยซูบอกว่าเป็นโมฆะ ไม่ได้เกิดผลเลย สำหรับพระเจ้าแล้ว ผู้หญิงคนนั้น ไปแต่งงานใหม่ ก็ทำให้ผู้ชายและตัวเขาเอง กลายเป็นล่วงประเวณี เพราะว่าใบหย่านั้น มันไม่ใช่ พูดง่ายๆ มันไม่ใช่กฎที่พระเจ้าวางไว้

พระองค์กำลังอธิบายให้ฟาริสีฟังว่า … “พวกคุณมองแต่ภายนอก ทำแต่ภายนอก ทำตามบทบัญญัติที่เขียนขึ้นมาเอง  จากใจที่สกปรก  ภายในวิญญาณของท่าน ก็คือท่านคิดเบื่อเขาแล้วใช่ไหม? คิดกำหนัดผู้หญิงคนอื่นแล้วใช่ไหม? ต้องการเอาเปรียบเขาใช่ไหม? ต้องการให้เขาไปให้พ้นๆ ใช่ไหม? เพื่อจะได้ไม่ต้องเลี้ยงดูเขาใช่ไหม?”

คือการเอาเปรียบเพศสตรี พระเยซูแทงเข้าไปในใจของฟาริสี ธรรมาจารย์สะดุ้งหมด เพราะมันทำอย่างนี้กันทั้งนั้น แล้วก็อวดตัวว่า …

“ฉันหย่าได้ ฉันเขียนใบหย่าให้ภรรยาคนนี้ไปแล้ว”

เขาเป็นอิสระ ท่านลองนึกภาพ สังคมในตอนนั้นสิ หญิงม่ายจะไปไหน? ไม่มีใครเลี้ยงดูเขา อย่างนี้เป็นต้น เพราะความชั่วในใจของพวกฟาริสีที่รักษาบทบัญญัติ ภายนอกดูดี แต่ภายในเป็นเหมือนหลุมศพ พระเยซูบอก แต่จำไว้นะ ที่ตะกี้นี้ผมบอก พระเยซูกำลังชี้ บอก เตือนด้วยความรัก พอเราอ่านๆ ไป เผลอๆ คิดว่าพระเยซูเกลียดพวกนี้ ไม่ได้เกลียดเลย รักมากด้วย พูดกันตามตรงเป็นห่วงมากกว่าคนที่ถ่อมใจ ตั้งแต่บทที่ 5 ข้อ 1-16 ที่คนถ่อมใจ ที่จะเข้าสวรรค์ รักพวกเขา ห่วงใยพวกเขาเหมือนกัน แต่ห่วงใยพวกนี้มากกว่า เพราะพวกนี้  เย่อหยิ่ง ไม่ถ่อมใจ โอกาสเข้าสวรรค์มีน้อย ห่วงเขามาก ต้องมีความเข้าใจตรงนี้ เป็นพื้นฐานในการอ่านด้วย ไม่อย่างนั้น อ่านๆ ไป เราจะโกรธพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ที่จับพระเยซูตรึงที่ไม้กางเขน ตอนที่เขาจับพระเยซูไปตรึง พระองค์บอกว่า …

“พระบิดาขอทรงอภัยให้พวกเขาด้วยเถิด เขาไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรลงไป” นี่แหละ คือท่าทีของพระองค์

มาต่อบัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับการสาบาน ข้อ 33-37 …

มัทธิว 5:33-37 “33 อนึ่ง ท่านได้ยินคำ ซึ่งกล่าวไว้แก่คนในสมัยก่อนว่า ‘อย่าผิดคำสาบาน แต่จงทำตามที่ได้ถวายปฏิญาณแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า 34 แต่เราบอกท่านว่าจงอย่าสาบานเลย ไม่ว่าจะอ้างสวรรค์ เพราะสวรรค์เป็นพระที่นั่งของพระเจ้า 35 หรืออ้างแผ่นดินโลก เพราะโลกเป็นแท่นวางพระบาทของพระองค์ หรืออ้างกรุงเยรูซาเล็ม เพราะกรุงเยรูซาเล็มเป็นนครขององค์จอมราชัน 36 และอย่าสาบาน โดยอ้างศีรษะของตน เพราะท่านไม่สามารถทำให้ผมกลายเป็นสีขาวหรือดำได้ แม้แต่เพียงเส้นเดียว 37 ใช่ก็จงว่า ‘ใช่’  ไม่ก็จงว่า ‘ไม่’ พูดเกินนี้ไป ก็มาจากมาร”

 

บทบัญญัติ ก็คืออย่างที่บอก เขียนไว้ในหนังสือให้กับชาวยิว คือสาบานได้ แต่ต้องทำตามสาบาน

สาบาน หมายถึงบนบาน ศาลกล่าว คุ้นไหม? เราไม่ได้ทำจริงๆ ไม่เชื่อใช่ไหม? เดี๋ยวพากันไปวิหารของพระเจ้า

“สาบานต่อหน้าวิหารของพระเจ้าเลย สาบานต่อหน้าเยรูซาเล็มเลย”

พระเจ้าให้สาบาน ถูกไหม? แต่ต้องแก้คำสาบาน บนเอาไว้ก็ว่าไปตามในหนังสือเลวีนิติเขียนไว้ แต่พระเยซูบอกว่าไม่ใช่หรอก ที่พระเจ้าให้สาบาน ก็เพราะว่าในใจของท่านเป็นความโกหก พ่อของท่านที่อยู่ในใจของท่าน ไม่ใช่พระเจ้า พระบิดา  เป็นพ่อแห่งการโกหก หมายถึงมาร ในใจของท่านเป็นความชั่ว ไม่ใช่หมายถึงมารอยู่ในตัวเขานะ หมายถึงลักษณะที่ถ่ายทอดพันธุกรรมออกมา มันเป็นลักษณะของมาร ก็คือต่อต้านพระเจ้า ก็คือบาปนั่นเอง ข้างในใจของท่านเป็นบาป เป็นบาป ก็คือความโกหกหลอกลวง ไม่มั่นใจกันและกัน เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงให้ท่านสาบาน แต่จริงๆ แล้ว ตามมาตรฐานพระเจ้าที่พระเยซูยกขึ้นมา ท่านต้องไม่สาบานเลย เพราะว่าถ้าใจท่านบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า ใช่ ท่านก็จะบอกว่าใช่ ไม่ใช่ ท่านก็จะบอกว่าไม่ใช่ ท่านจะไม่ไปบอกว่าสาบานได้เลย ท่านลองคิดดู เราย้อนกลับมา ดูตัวเองนะ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้อพระคัมภีร์นี้ พระเยซูให้เราทำตรงนี้หรือไม่ทำ? ไม่ใช่

กำลังยกตัวอย่างว่าถ้าใจไม่บริสุทธิ์ ใจเต็มไปด้วยความโกหก หลอกลวง เราก็ไม่มั่นใจในตัวเองว่าเขาจะเชื่อเราหรือไม่? เพราะเราก็ปลิ้นปล้อนอยู่ข้างในใจ ไม่ใช่ปลิ้นปล้อนอยู่ข้างนอกนะ ข้างในใจรู้ เราก็ต้องอ้างอันโน้นอ้างอันนี้มาสาบาน ถูกไหม?

“โอ้! ให้ฟ้าผ่าตายเลยเนี้ย สาบานต่อหน้าฟ้าดินเลย”

ถูกไหม? นี่แบบไทยๆ ลองนึกถึงภาพ แล้วท่านมาเชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ถามจริงๆ ท่านเคยสาบานไหมตอนนี้ ท่านไม่เคยอ่านข้อพระคัมภีร์นี้ แต่ท่านยังสาบานอยู่ไหม? ลองไปคิดดูสิ ท่านจะสาบานต่อหน้าใครล่ะ เป็นคริสเตียนแล้ว

“เราพูดจริงๆ นะ สาบานเลย สาบานต่อหน้า …”

ไม่มี พระเจ้าสถิตอยู่ในเรา เราบริสุทธิ์ สะอาด เราดีพร้อม เอเมนไหม?

ต่อไปบัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับตาต่อตา ฟันต่อฟัน ข้อ 38-42 …

มัทธิว 5:38-42 “38 ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวไว้ว่า ‘ตาแทนตาและฟันแทนฟัน’ 39 แต่เราบอกท่านว่าอย่าต่อสู้กับคนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย 40 และถ้าใครต้องการฟ้องร้องเอาเสื้อของท่าน จงให้เสื้อคลุมของท่านแก่เขาด้วย 41 ถ้ามีผู้บังคับให้ท่านไปหนึ่งกิโลเมตร ก็จงไปกับเขาสองกิโลเมตร 42 จงให้แก่ผู้ที่ขอท่าน และอย่าเมินหนี ผู้ที่ต้องการจะขอยืมจากท่าน”

 

ในบริบทตรงนี้ พระเยซูกำลังพยายามมาชี้ให้เห็นถึงเรื่องเกี่ยวกับการยอมให้คนอื่นเขาเอาเปรียบ เอาประโยชน์จากชีวิตของเรา ไม่ได้มาพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการยกโทษ การอภัย เพราะยกโทษการอภัย อยู่ตอนต้นที่เราได้อ่านมาแล้ว ตอนนี้กำลังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการเอาเปรียบ ไม่ใช่ตบข้างขวาให้ข้างซ้ายตบสิ แสดงว่าอภัยให้เขา ไม่ใช่ ทั้งหมดนี้ พูดถึงการให้เขาเอาเปรียบ

ที่เล็งไปถึงชาวยิว พวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ที่ถูกกล่าวถึงในนี้ คือทำท่าข้างนอกมีใจเมตตา  และมีบางคนมองเห็นข้างนอก มีเมตตาจริงๆ บ้าง แต่พระเยซูกำลังยกให้เขาเห็นว่าที่เขามีเมตตา ช่วยคนจน ช่วยอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันจิ๊บจ๊อยมากเลย ที่ท่านภูมิใจหนักหนา ท่านยอมให้คนอื่นเอาเปรียบ มีเมตตาต่อผู้คน โดยการกระทำของท่าน ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว  พระองค์กำลังยกมาตรฐานของพระเจ้าขึ้นสูงสุดเลยว่าในใจท่านมันบาปอยู่ ไม่บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า เพราะว่าในใจ มาจากความเห็นแก่ตัว ไม่สามารถให้คนอื่นเอาเปรียบ เอาผลประโยชน์ จากตัวเราเองได้มากหรอก ที่ท่านทำได้ เพราะว่ามันเอาเปรียบเราไม่มากพอ พอเข้าใจใช่ไหมครับ?

ก็คือตบแก้มขวา ท่านอาจจะยอมเขาในการตบแก้มซ้ายเบาๆ ครั้งหนึ่ง แต่เขาตบแก้มซ้ายเสร็จ เขามาตบแก้มขวาอีก ท่านทำไม่ได้หรอก ท่านไม่สามารถรักแบบบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าได้หรอก ท่านไม่สามารถให้คนอื่น เขาเอาเปรียบท่าน แบบพระเจ้าได้หรอก ท่านไม่สามารถที่จะบอกว่าพระเจ้าอภัยให้กับเขาเถิด ยอมเขาทุกอย่าง ท่านทำไม่ได้หรอก เพราะในใจของท่านไม่บริสุทธิ์ ไม่ดีพร้อมเหมือนพระเจ้านั่นเอง

บัญญัติต่อไปข้อ 43-47 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักศัตรู …

มัทธิว 5:43-47 “43 ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวไว้ว่าจงรักเพื่อนบ้าน และเกลียดชังศัตรู 44 แต่เราบอกท่านว่าจงรักศัตรูของท่าน และอธิษฐานเผื่อบรรดาผู้ที่ข่มเหงท่าน 45 เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระบิดาของท่านในสวรรค์ พระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ขึ้นแก่ทั้งคนชั่วและคนดี และทรงให้ฝนตก แก่ทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรม 46 ถ้าท่านรักแต่ผู้ที่รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จอะไร แม้แต่คนเก็บภาษี ก็ทำเช่นนั้นไม่ใช่หรือ 47 ถ้าท่านทักทาย เฉพาะพวกพี่น้องของตน ท่านทำอะไรมากกว่าคนอื่นเล่า ถึงคนต่างชาติ (ไม่ใช่ยิว) ก็ทำเช่นนั้นไม่ใช่หรือ”

 

สรุป ก็คือหัวใจที่ชี้ให้เห็น อยู่ที่จิตใจที่มันเป็นบาป มันชั่วอยู่ ไม่ดีพร้อม ไม่บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า นั่นเอง เมื่อใจบาป ไม่บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า ไม่มีความรักของพระเจ้าอยู่ เมื่อไม่มีความรักของพระเจ้าอยู่ มันก็มีแต่ตรงกันข้าม รักไม่จริง เพราะข้างในไม่มีความรัก จะทำอย่างไร มันก็ไม่มีทางเป็นรักแท้ออกมาได้ ไม่มีความรักจริง มีแต่สิ่งที่ตรงกันข้าม ก็คือความเกลียดชัง การขโมย การฆ่า การทำลาย การอิจฉาริษยา ซึ่งบางคนทำภายนอก อาจจะพอมองเห็นบ้างนิดหน่อย อาจจะพยายามทำได้บ้าง แต่อย่าทะนงตนว่าทำได้จริงๆ เพราะข้างในจริงๆ มันทำไม่ได้ มาตรฐานของพระเจ้า จะไปอยู่กับพระเจ้า มันต้องบริสุทธิ์ ดีพร้อม จากข้างในเลย ถ้าไม่ดีพร้อม สมบูรณ์ครบถ้วน ตามมาตรฐานของพระเจ้า ท่านก็ไม่มีทางทำในสิ่งที่พระเยซูบอกได้เลย เมื่อท่านไม่สามารถทำตามมาตรฐานที่พระเยซูบอก เป็นมาตรฐานที่จะเข้าสวรรค์ ท่านไม่สามารถทำได้ พระองค์กำลังชี้ว่าท่านไม่สามารถทำได้ ท่านอาจจะมีเมตตาต่อมนุษย์คนนั้นคนนี้ อาจจะรักศัตรู โธ่ คนไม่เชื่อพระเจ้าเขาก็รักศัตรูเหมือนกัน แล้วท่านดีอะไรกว่าเขาล่ะ เห็นอะไรบางอย่างไหม? คนที่ไม่ใช่ยิว คือคนต่างชาติ เขายังทำได้เลย ทำมากกว่าเราด้วยซ้ำ พอนึกภาพออกไหม?

พระเยซูกำลังบอกว่ามนุษย์บางคนในสมัยนั้น ทำได้ดีกว่าพวกท่านอีก ที่เป็นชาวยิวที่บอกว่าบริสุทธิ์ ดีพร้อมแล้วนั้น พระองค์กำลังมาบอกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือไม่ยิว บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าล้วนแต่เป็นคนบาป ไม่มีใครดีพร้อมสักคนหนึ่งเลย พระเยซูกำลังมาเปิดโปงความจริงในใจในโลกวิญญาณ ด้วยความรัก ความห่วงใย ต้องการให้ฟาริสี ธรรมาจารย์ ที่เย่อหยิ่งจองหอง ที่ต่อต้านกล่าวหาพระองค์ ให้ยอมรับและกลับใจใหม่เสียเถิด พระองค์กำลังชี้ความจริง อยู่ในโลกวิญญาณ ที่เหมือนภูเขาน้ำแข็ง มหึมาใต้น้ำ ที่พวกเขาไม่เห็นนั่นแหละว่าภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ มันคือตัวที่ทำให้เรือชีวิตอับปางได้ ไม่ใช่ยอดภูเขาน้ำแข็ง บนน้ำ ที่เราเห็นๆ อยู่ ซึ่งอาจจะเคลียร์ได้ มากน้อยก็เคลียร์ได้  แต่ข้างล่างมันทำไม่ได้หรอก เคลียร์มันไม่ได้มันใหญ่มาก ฟาริสี ธรรมาจารย์ ซึ่งพระเยซูพูดกับพวกเขาด้วยความรัก จึงบอกว่าพวกหน้าซื่อใจคด พระเยซูบอกด้วยความรัก

สมัยก่อนนี้ เราเข้าใจว่าพระเยซูดุมาก ไม่ได้ดุ  พูดจริงๆ คำว่าหน้าซื่อใจคด แปลว่าอะไร?  พูดความจริงให้เขาเห็น ก็คือคุณทำข้างนอก แต่ในใจ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะในใจคุณเป็นคนบาป ทำดีข้างนอก แต่ข้างในเป็นบาป มันแย้งกัน นี่คือคำว่าหน้าซื่อใจคด คุณทำข้างนอกดูดี แต่ข้างในเป็นหลุมฝังศพ นี่คือพูดความจริง ไม่ได้ตั้งใจจะไปกล่าวหา หรือดุด่าว่ากล่าว

พวกหน้าซื่อใจคด ก็คือข้างนอก บนน้ำ ถือกฎบัญญัติทางศาสนา ทางศีลธรรม ก็คือถือรักษาบทบัญญัติทางศาสนา แต่เปลือกนอก ประพฤติต่อหน้ามนุษย์ คือยอดภูเขาน้ำแข็ง เหนือน้ำ ซึ่งมนุษย์ทั่วๆ ไปมองเห็นได้ แล้วก็อวดตัวว่าเคร่งครัด รักษาบัญญัติ รักษาวันสะบาโต ใครๆ ก็เห็น

“ฉันทำอย่างนี้”

แต่ใต้น้ำ เป็นบาปที่อยู่ในใจ ก็คือในใจของคุณที่โผล่ออกมา เป็นการกล่าวหาผู้อื่น ชี้ผู้อื่น ที่เขาทำดีในวันสะบาโต ไปรักษาคนป่วย รักษาโรคให้กับมนุษย์ ช่วยเหลือสัตว์ มีเมตตาในวันสะบาโต ท่านไปกล่าวหาเขา ว่าเขาพอมองภาพออกไหม? พระเยซูจึงบอกพวกนี้ พวกหน้าซื่อ ใจคด ด้วยความรักนะ จี้ฟาริสี ธรรมาจารย์ชัดๆ เลย ฟาริสี ธรรมาจารย์ อวดตัวว่าเป็นผู้ชอบธรรมมากกว่าคนอื่นเขา เพราะถวายสิบลดไม่เคยขาดเลย ใช่ไหม?

“ฉันถวายสิบลด ไม่เคยขาด เห็นไหมเนี้ย ฉันรักษากฎบัญญัติเคร่งครัด ตั้งแต่หนุ่มมาแล้ว จนเดี๋ยวนี้แก่แล้ว ฉันเป็นผู้ชอบธรรม ไม่เหมือนพวกนาย”

แต่พระเยซู จี้ใจดำเขา แต่พวกท่านร่วมกับพ่อค้า หากำไรจากการขายสินค้าที่ลานพระวิหาร เวลามีเทศกาลวันอะไรที่พิเศษ พูดง่ายๆ เป็นภาษาไทย ก็คือวัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง พวกท่านดูแลวัด เขาก็มาเซ่นท่าน และท่านก็เอาผลประโยชน์เหล่านั้น นั่นแหละ แล้วท่านก็เอาไปถวายสิบลด พอมองเห็นอะไรไหม?

ท่านอวดตัวว่าท่านบริสุทธิ์ ไม่ล่วงประเวณี ไม่เที่ยวโสเภณี แต่ในใจท่าน มีกำหนัด พอมองเห็นอะไรไหม? อวดตัวเองว่าไม่เคยเป็นฆาตกร ไม่เคยฆ่าคนตายเลย

“ฉันไม่ได้ฆ่าใครสักคนหนึ่ง”

แต่ในใจเต็มไปด้วยความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉา ริษยา อาฆาต พูดจาดูถูก ดูหมิ่นผู้อื่น โดยการเอาตำแหน่งหน้าที่ทางสังคม ทางเคร่งครัดศาสนา ที่โชว์ให้เขาเห็นนี้ ความสามารถในการรักษาบทบัญญัติได้ ความสามารถที่สามารถบังคับตนเอง รักษากฎทางศาสนาต่างๆ ทางศีลธรรมต่างๆ อันดีงามได้ แสดงให้คนอื่นเขามองเห็น แล้วก็เอาสิ่งเหล่านี้ มาบีบบังคับเขา มาเอาเปรียบคนอื่นเขา ทำให้เขากลัวบารมี ที่ท่านทำให้เขาเห็น แต่ในใจสกปรกอยู่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคนที่ท่านไปบีบบังคับเขา มันสกปรกเท่าๆ กัน แต่ท่านสกปรกแบบแอบอยู่ ไม่ยอมรับความจริง และไม่ยอมถ่อมใจว่าตัวเองป่วยอยู่

เหมือนกับคนกลุ่มแรกที่เขายอมรับว่าตัวเองป่วย เขาต้องการหมอ เขาก็จะได้เข้าสวรรค์ก่อน แต่ท่านไม่ต้องการหมอ ท่านยังยืนยัน ยืนหยัดอยู่ในความเย่อหยิ่ง ความทะนงตน ท่านจะไปไม่รอด ท่านอวดตัว ทั้งๆ ที่รู้ในใจว่าตัวเองทำบาป ทำผิด ทำตาม กฎบัญญัติ ในใจท่านรู้ดีว่าท่านเป็นคนบาป ช่วยตัวเองไม่ได้  แต่เสแสร้งภายนอก เย่อหยิ่งทะนงตน ให้คนอื่นเขาเห็นว่า …

“ฉันเป็นคนชอบธรรม”

ปากแข็งนั่นเอง พระเยซูกำลังมาเตือนเขาด้วยความรัก บางทีเราฟัง ชักจะมัน ไม่ได้เกลียดชัง ฟังๆ ไป พวกฟาริสีลงนรกได้ก็ดี เปล่า พระเยซูไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น ด้วยความรัก ต้องการช่วยเขา แต่ต้องขุดลึก เจาะลึก เพราะเขาเย่อหยิ่ง ทะนงตนมาก ต้องแรงหน่อย เพื่อจะเจาะเข้าไปในใจเขา พระองค์ทรงรู้ในใจใครคิดอะไรอยู่ ถ่อมใจมาคิดอย่างไร? พระองค์ก็สอนเขาแล้ว พวกนี้เย่อหยิ่งอย่างไร? พระองค์ก็จะสอนอีกอย่างหนึ่ง พระองค์จึงเรียกพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ สะดูสี พวกสังคมชั้นสูงในชาวยิวว่าพวกหน้าซื่อใจคด เป็นคำที่ดีนะ หน้าซื่อใจคด คือทำข้างนอกกับใจไม่ตรงกัน

แล้วก็มาสรุปในข้อสุดท้าย  ที่เราได้อ่านก่อน ก็คือข้อ 48 อ่านพร้อมกันเลย …

มัทธิว 5:48 “เหตุฉะนั้น จงบริสุทธิ์ดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์ ทรงบริสุทธิ์ ดีพร้อม”

 

“เพราะฉะนั้น ท่านต้องบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์ ทรงบริสุทธิ์และดีพร้อม”

สรุปให้เสร็จเลย ท่านทำไม่ได้ๆ สรุปข้อนี้ว่าท่านต้องดีพร้อมเหมือนพระเจ้า เกิดอะไรขึ้น ฟาริสี ที่บอกว่าทำได้เยอะๆ ลูกกระเดือกติดคอ คนกลุ่มแรกที่ถ่อมใจอยู่  ลูกกระเดือกยิ่งติดใหญ่เลย

“เพราะฟาริสียังทำไม่ได้เลย แล้วฉันจะทำได้ เท่าที่มองเห็น ทุกวันนี้ ท่านเห็นฟาริสี ธรรมาจารย์ทำ รักษากฎ ระเบียบ บริสุทธิ์ สะอาดชัดเจนมากขนาดนั้น ฉันยังทำไม่ได้เลย นี่มาบอกให้ฉันทำมากกว่านั้นอีก มากกว่าฟาริสี ธรรมาจารย์ที่ฉันเห็นๆ”

ยกตัวอย่าง ฟาริสี ธรรมาจารย์ เปาโลในอดีต  กฎบัญญัติ รักษาอย่างดี เข้มงวด

คนธรรมดาบอก … “ฉันทำไม่ได้หรอก”

นี่พระเยซูบอก … “ถ้าอยากเข้าสวรรค์ต้องทำได้มากกว่าฟาริสีอีก”

“โอ๊ย! ไม่ได้หรอก”

และมาจบสุดท้าย บอก … “มากกว่าฟาริสี ต้องมากกว่าเท่าไร?”

“ต้องบริสุทธิ์และดีพร้อม”

มากกว่าฟาริสี คือเท่ากับพระเจ้า จบข่าว

เพราะฉะนั้น ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด ตั้งแต่ข้อ 17 มาถึงข้อ 48 พระองค์กำลังบอกว่า …

“ท่านทำไม่ได้หรอก ไม่ต้องพยายามพึ่งพาการกระทำของตนเอง มันเป็นไปไม่ได้หรอก กลับใจเสียใหม่ เพราะท่านต้องบริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า จึงต้องบังเกิดใหม่ไงล่ะ”

ท่านต้องบังเกิดใหม่ เป็นเหมือนพระเจ้าเท่านั้น และบังเกิดใหม่ได้อย่างไร? ด้วยการวางใจในเรา ที่พระเจ้าส่งมา เพื่อท่านจะได้บังเกิดใหม่ นิโคเดมัส ฟาริสีคนหนึ่ง ไปหาพระเยซู พระเยซูบอกคำแรกเลย เขาถามว่าจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร? พระเยซูบอกว่าท่านต้องบังเกิดใหม่  ก็คือท่านต้อง บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระบิดา ผู้อยู่ในสวรรค์ จะดีพร้อมได้ ต้องบังเกิดใหม่ บังเกิดใหม่ได้ด้วยวิธีใด เกิดเองได้ไหม? ไม่ได้ เกิดใหม่ ก็ต้องด้วยวิธีการวางใจในเรา ผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา เอเมน

ถ้าพระเยซูยังไม่มาวันนี้ เราจะทำอะไรมนุษย์ทั้งหลาย ที่ลำบากอยู่ข้างในใจ ในวิญญาณนั้น เราจะช่วยตัวเองอย่างไร? นี่คือพระคุณความเมตตาของพระเจ้า ที่มีต่อมวลมนุษยชาติจริงๆ เลย ซึ่งเห็นภาพเลยว่าเราช่วยตัวเองไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เป็นไปไม่ได้เลย จะพยายามเท่าไร ก็เป็นไปไม่ได้ ความคิดเราก็สกปรกแล้ว เราพยายามบังคับตัวเอง ให้อยู่ในศีล ในธรรมต่างๆ อะไรดีงามต่างๆ ยังพอทำได้บ้าง แม้กระทั่งความคิด เราจะไปบังคับได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น หยุดเถอะ แล้วมาพึ่งพาพระเยซูคริสต์ แล้วพระเยซูก็จะนำพาเราในการกระทำดีบนโลกใบนี้ทีหลัง

ความจริง คืออย่างนี้ ในโลกวิญญาณ มันเปรียบเหมือนอย่างนี้ เชื้อไวรัสงูสวัด ที่ทำให้เกิดอาการภายนอก  เช่น เป็นอีสุกอีใส เป็นผื่นตุ่ม เป็นหนอง แต่การรักษา ต้องรักษาที่ต้นเหตุ คือต้องกำจัดเชื้อไวรัสที่อยู่ภายใน แล้วอาการภายนอก พวกผื่น ตุ่ม หนอง ก็จะค่อยๆ จางหายไป ฉันท์ใด โรม 5:12 บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 5:12 “ฉันนั้น เช่นเดียวกับที่ (เชื้อ) บาปเข้ามาในโลก เพราะมนุษย์คนเดียว และบาปนำความตายมา และโดยทางนี้เอง ความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์ เพราะทุกคนได้ทำบาป” (เป็นอาการภายนอก คือความประพฤติที่แสดงออกมาให้เห็น)

 

มนุษย์รักษาที่อาการที่เห็นได้จากภายนอก คือความประพฤติ  เพราะไม่รู้สาเหตุจริงๆ ที่อยู่ภายใน คือเชื้อบาปที่อยู่ในวิญญาณ ซึ่งมันมองไม่เห็น แต่พระเจ้าทรงจัดการที่ต้นเหตุ คือกำจัดเชื้อบาปที่อยู่ในวิญญาณ ที่มนุษย์มองไม่เห็น ด้วยการเปลี่ยนวิญญาณให้ใหม่เอี่ยมเลย ขอบคุณพระเจ้า

มวลมนุษย์ มีรหัสพันธุกรรม คือ DNA ทางฝ่ายวิญญาณ มาจากอาดัมบรรพบุรุษ ที่ติดเชื้อบาปอยู่ ดังนั้น อยู่ในครรภ์มารดา ก็เป็นคนบาปแล้ว ติดเชื้อแล้ว พระเจ้ารักษา ด้วยการกำจัดเชื้อบาปในวิญญาณของมวลมนุษย์ โดยการส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์มาตายที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์และเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม เอเมน

พระคัมภีร์บันทึกไว้เยอะแยะมากมาย ไปหมดเลย คือข่าวประเสริฐนั่นเอง ใน 1 เปโตร 2:24 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

1 เปโตร 2:24 “พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ ที่พระกายบนไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่ เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้รับการรักษา ให้หายแล้ว”

 

ท่านจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ ต่อเมื่อพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อท่าน และพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์หรือยัง? สิ้นพระชนม์แล้ว ท่านเปิดใจรับสิทธิ ที่พระเยซูคริสต์ทำให้ท่านแล้วหรือยัง? ถ้ายัง ท่านก็พลาดจากสิทธินี้ไป เท่ากับพระเยซูยังไม่ได้ทำให้กับท่าน ซึ่งจริงๆ แล้ว ทำให้แล้วหรือยัง? ด้วยรอยแผลเฆี่ยนของพระเยซู ด้วยการถูกทุบตี เฆี่ยนตี ด้วยการถูกตรึงบนไม้กางเขน จนสิ้นพระชนม์นั้น พระองค์ได้ทรงรักษาอาการบาดแผลที่อยู่ในใจของท่าน อยู่ในวิญญาณของท่าน ซึ่งเป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งหมด  และการถูกพิพากษาลงโทษหลังความตาย พระองค์ทรงรักษาและเอามันออกไปหมดเรียบร้อยแล้ว ท่านจะยอมรับสิทธิความจริงนี้ ที่พระเยซูทำให้ท่านหรือไม่? ถ้ายอมรับสิทธินี้ ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซู มันหมายถึงอย่างนี้

เปิดใจต้อนรับพระเยซูว่าพระองค์ทรงเป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์ทั้งหลาย   ทั้งปวง   บนโลกใบนี้   เพื่อช่วยเหลือมนุษย์   ที่ตกอยู่ในความบาป ในวิญญาณให้รับการรักษาให้หาย  จากโรคบาป  พิษอันร้ายแรงนี้  และจะได้มาอยู่กับพระองค์ในสวรรคสถาน ไม่ต้องลงสู่ความพินาศ ในโลกวิญญาณ หลังความตายอีกต่อไป

เพลงต่อไปที่เราจะร้อง จึงเป็นเพลงวางใจพระเจ้าและทำความดี ให้เรามาเกิดใหม่ สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าแล้ว พระเจ้าเข้ามาสถิตกับเราได้ ในร่างกายของเรา ในชีวิตของเราได้แล้ว ให้พระองค์นำพาเรา ในการกระทำดีตามศีลธรรมต่างๆ ที่พระองค์ทรงวางมาตรฐานไว้ แล้วแต่พระองค์จะนำไป

นี่คือทางออกของมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปวง ให้เราอธิษฐานร่วมกัน  พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

โรม 5:1-2 “1 เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรม (ได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์) โดยความเชื่อแล้ว ก็ให้เราชื่นชมยินดี มีสันติสุข (ที่ได้กลับคืนดีกัน) กับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา  2 โดยทางพระองค์ เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณ  ที่เรายืนอยู่โดยความเชื่อ ให้เราชื่นชมยินดีในความหวังใจ (ที่มีหลักฐานประกันที่มั่นคงแน่ใจ) ว่าเราได้มีส่วนในสง่าราศี (มีส่วนในพระสิริของพระเยซูคริสต์ มีส่วนในชีวิตนิรันดร์ของพระองค์)”

 

2 โครินธ์ 5:21 “พระเจ้าได้ทำให้พระเยซูคริสต์  ผู้ซึ่งไม่เคยเป็นคนบาป  ไม่เคยทำบาปเลย  แต่ต้องกลายมาเป็นคนบาป  เพื่อเห็นแก่เราทั้งหลาย  ผู้ซึ่งเป็นคนบาปและทำบาปมากมาย   เพื่อเราทั้งหลาย  ผู้เป็นคนบาปนั้น จะได้กลายมาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าผ่านทางพระองค์”

 

เอเฟซัส 2:4-10 “4 แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม 5 จึงได้ทรงกระทำให้วิญญาณของเรากลับมีชีวิต อยู่กับพระคริสต์ แม้ในขณะที่วิญญาณเราได้ตายแล้วในบาป คือท่านทั้งหลายได้รับความรอด(จากการลงโทษจากคำสาปแช่ง)โดยพระคุณ 6 และพระองค์ได้ทรงให้วิญญาณของเราเป็นขึ้นมา (บังเกิดใหม่) กับพระคริสต์  และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์ 7 เพื่อในยุคต่อๆ ไปพระองค์จะได้ทรงสำแดงความอุดมแห่งพระคุณอันหาใดเปรียบ  ซึ่งได้ทรงแสดงด้วยพระกรุณาที่มีต่อเราในพระเยซูคริสต์ 8 เพราะโดยพระคุณความเมตตาและความโปรดปรานของพระเจ้า  ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์  ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดพ้นจากการถูกตัดสินลงโทษ เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้  ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง  แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้  ไม่ใช่ความรอด  โดยการประพฤติ  หรือความพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า  เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวดและแอบอ้างความดีในความรอดของตนได้ 10 เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก  ที่ประณีตยอดเยี่ยมของพระเจ้าที่สร้างสรรค์ขึ้นในพระเยซูคริสต์  ซึ่งวิญญาณได้บังเกิดใหม่ พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้  เพื่อทำการดีต่างๆ  ซึ่งพระเจ้าได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว  เพื่อเราจะ ได้ดำเนินชีวิตที่ดี  เป็นไปตามแผนกาของพระองค์”

 

ขอพระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1382

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  11  กันยายน  2022

เรื่อง “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” ตอน 5

“คำเทศนาบนภูเขา” EP.4

“มนุษย์มองที่ความประพฤติภายนอก แต่พระเจ้ามองที่วิญญาณข้างใน”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

วันนี้คำเทศนาบนภูเขา Ep.4 ซึ่งเป็นครั้งที่ 5 ของซีรี่ย์ชุดคำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด เผื่อใครจะติดตามฟังย้อนหลังจะได้กลับไปหาฟังได้ เราผ่านมาแล้ว 4 ตอน …

ตอนที่ 1  จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน

ตอนที่ 2  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 1 : คนป่วยต้องการหมอ  คนบาปต้องการพระเยซู

ตอนที่ 3  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 2 : พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ

ตอนที่ 4  คำเทศนาบนภูเขา  Ep 3 : กฎแห่งกรรม  ทำบาปเพียงครั้งเดียว  ก็ไม่ได้ไปสวรรค์

ตอนที่ 5 (วันนี้) คำเทศนาบนภูเขา Ep 4 : มนุษย์มองที่ความประพฤติภายนอก .. แต่พระเจ้า  มองที่วิญญาณข้างใน

เราก็เหมือนเดิม มาปูพื้นเบื้องหลังก่อนที่จะมาเรียนรู้วิจัย คำประกาศของพระเยซูที่มักมีการเข้าใจผิด ในเรื่องนี้ว่ามนุษย์มองที่ความประพฤติภายนอก แต่พระเจ้ามองที่วิญญาณข้างใน หมายถึงอะไร? พระเยซูกำลังพูดกับเราเรื่องอะไร? เรามีพื้นมา 4 ตอนแล้ว พื้นหลังในเรื่องนี้สั้นๆ ก็คือพระเยซูกำลังมาประกาศ เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ จะเข้าสวรรค์เข้าอย่างไร?  เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ  วิธีเข้าสวรรค์เข้าอย่างไร? มาประกาศว่าสวรรค์กำลังมา ตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว เชิญเข้ามาสวรรค์ได้ จะเข้ามาอยู่ มีท่าทีอย่างไร? พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ โลกวิญญาณ และพูดกับชาวยิว โดยเฉพาะ นี่คือเบื้องหลัง

วันนี้ขอปูพื้นเบื้องหลัง ด้วยโรม 3:9-20 เพื่อจะได้เห็นภาพเบื้องหลังว่าที่พระเยซูกำลังประกาศนั้น มันเกี่ยวกับเรื่องอะไร? เพราะในโรม 3:9-20 นั้น ก็คือหลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว แล้วพระวิญญาณของพระองค์เข้ามาสถิตอยู่กับมนุษย์ผู้ที่เชื่อ และพระวิญญาณของพระองค์ ที่เรียกว่าพระวิญญาณของพระคริสต์ ก็เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ประกาศความจริงในเรื่องเกี่ยวกับการเข้าสวรรค์เข้าอย่างไร? ทำไมถึงต้องเข้าสวรรค์ เพราะอะไร? มนุษย์อยู่ในความบาป  เป็นอย่างไร? พูดรายละเอียด สำแดงโดยพระวิญญาณของพระองค์ ก็เหมือนกันกับที่พระองค์กำลังประกาศด้วยตัวของพระองค์เอง ในเรื่องที่เรากำลังเรียนอยู่นี้ ก็คือคำเทศนาบนภูเขา พระองค์บอกว่า …

“ตอนนี้ท่านไม่เข้าใจหรอก แต่วันหนึ่งข้างหน้า เมื่อเราเข้าไปสถิตอยู่ในตัวท่าน และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้เปิดเผยความจริงว่าสิ่งที่เราพูดกับท่านในวันนี้ คือคำเทศนาบนภูเขานี้ มันหมายถึงอะไร?”

คราวนี้เราได้เปรียบไง  ตอนที่พูดอยู่ คำเทศนาบนภูเขา ชาวยิวเขายังไม่บังเกิดใหม่ ยังไม่มีพระวิญญาณอยู่ เขาก็งง เขาไม่เข้าใจ เข้าใจเพียงแต่ผิวเผิน เพราะว่าเป็นเรื่องประวัติ ขนบธรรมเนียม ประเพณีทางศาสนายิว ซึ่งเขาถือกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ เขาก็พอจะเข้าใจบ้าง  แต่เรื่องของโลกวิญญาณ ก็จะไม่รู้เรื่องเลย จะเรียนรู้เรื่องนี้ เราต้องนึกถึงภาพคนที่ฟังเป็นอย่างไร?

เพราะฉะนั้น ที่ให้เรามาเริ่มต้นด้วยโรม 3:9-20 เพื่อจะได้เห็นชัดเจนขึ้น เพราะเราได้เปรียบว่าตรงนี้หมายถึงอย่างนี้เอง ซึ่งผู้ที่พระเยซูคริสต์ได้ใช้ให้เขียนตรงนี้ ก็คืออัครทูตเปาโล ซึ่งถูกแต่งตั้งให้มีหน้าที่ประกาศให้กับคนที่ไม่ใช่ยิว ก็คือคนทั้งหมดบนโลกใบนี้ เพราะฉะนั้น เราเรียนรู้แล้วว่าพระองค์ทรงประกาศให้ชาวยิวก่อน แล้วก็เล็งไปถึงคนที่ไม่ใช่ยิวทีหลัง  ตอนนี้เรากำลังมาเรียนรู้เรื่องนี้ จากมุมมองของคนต่างชาติ  ที่ได้อ่านพระคัมภีร์โรม 3:9-20  ได้เห็นภาพว่าจะเข้าสวรรค์ เข้าอย่างไร?  ทำไมถึงต้องเข้าสวรรค์ และทำไมพึ่งพาตนเองในการเข้าสวรรค์ไม่ได้  ต้องพึ่งพาพระเยซูด้วย เพราะเหตุไร?

โรม 3:9-20 “9 เช่นนี้แล้ว เราจะสรุปว่าอย่างไร พวกเราชาวยิวดีกว่าคนอื่นหรือ? ไม่เลย เราชี้ให้เห็นแล้วว่าทั้งคนยิวและคนต่างชาติ ล้วนอยู่ภายใต้บาปเหมือนกันหมด 10 ตามที่มีเขียนไว้ว่าไม่มีสักคน ที่เป็นคนชอบธรรม ไม่มีแม้สักคนเดียวเลย 11 ไม่มีใครที่เข้าใจ ไม่มีใครที่แสวงหาพระเจ้า 12 ทุกคนล้วนหันเหไป พวกเขากลายเป็นคนไร้ค่าไปด้วยกัน ไม่มีสักคนที่ทำดี ไม่มีแม้แต่คนเดียว 13 ลำคอของพวกเขา คือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่ พวกเขาตวัดลิ้นปลิ้นปล้อนพิษงูร้าย อยู่ที่ริมฝีปากของพวกเขา 14 ริมฝีปากของเขา เต็มไปด้วยคำสาปแช่ง และคำเผ็ดร้อน 15 เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด 16 เขาก่อหายนะและทุกข์เข็ญ ไว้ตามรายทางของเขา 17 ไม่มีความยำเกรงพระเจ้า ในสายตาของพวกเขา 18 เขาไม่เคยคิดที่จะเกรงกลัวพระเจ้าเลย 19 เรารู้อยู่ว่าสิ่งใดๆ ที่บทบัญญัติกล่าวไว้  ล้วนกล่าวแก่ผู้ที่อยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อปิดปากทุกคน ไม่ให้มีข้อแก้ตัว และให้ทั้งโลก อยู่ภายใต้การพิพากษาของพระเจ้า 20 ฉะนั้น ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นคนชอบธรรม ในสายพระเนตรของพระเจ้า  โดยการรักษาบทบัญญัติ  บทบัญญัติเพียงแต่ทำให้เรารู้ตัวว่ามีบาป เป็นคนบาป”

 

จำได้ใช่ไหม เราเรียนรู้กันมา ครั้งที่แล้วว่าพระเยซูพูดว่าอย่างไร? ข้อ 20 ชัดเลย …

“ฉะนั้น ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นคนชอบธรรม ในสายพระเนตรของพระเจ้า โดยการรักษาบทบัญญัติ”

ไม่มีทางเลย ทำไม่ได้หรอก ครั้งที่แล้วเราจบลงที่พระเยซูบอกว่าท่านจะทำไม่ผิดเลย แม้แต่ข้อเดียว มันเป็นไปไม่ได้ ในการรักษาบทบัญญัติ  เพื่อที่จะได้เป็นผู้ชอบธรรม โดยการกระทำด้วยตัวเอง บทบัญญัติเพียงแต่ทำให้เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนบาป มีบาปอยู่ในวิญญาณของเรา

มาวิเคราะห์กันในข้อที่ 9 “เช่นนี้แล้ว เราจะสรุปว่าอย่างไร พวกเราชาวยิวดีกว่าคนอื่นหรือ?” พวกชาวยิว  อย่างที่เราเรียนรู้ใช่ไหม? พระเจ้าทรงเลือกชาวยิวก่อนชนชาติอื่น ชนชาติยิวก็เลยหยิ่ง ทะนงตนว่าเราเป็นพวกเดียวที่พระเจ้าเลือกเอาไว้ให้ได้รับความรอด

พระเยซูบอก … “เปล่าเลย เลือกท่านก่อน แล้วก็จะไปเลือกที่ไม่ใช่ยิวทีหลัง”

ก็คือเลือกมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้นั่นเอง  เราไม่ได้ดีกว่าคนอื่นเลย ในนี้จึงบอกว่า “เปล่าเลย เราชี้ให้เห็นแล้วว่า …” นี่เปาโลบอกนะ “ทั้งคนยิวและคนต่างชาติ ล้วนอยู่ภายใต้บาป เหมือนกันหมด” เห็นไหมครับ มีเชื้อบาปอยู่ในวิญญาณเหมือนกันหมด “ตามที่มีเขียนไว้ว่าไม่มีสักคนเป็นคนชอบธรรมเลย ไม่มีแม้สักคนเดียวเลย” พูดง่ายๆ ก่อนพระเยซูคริสต์มาช่วย ไม่มีใครเป็นผู้ชอบธรรมได้เลย ไม่มีใครที่เข้าใจ  ไม่มีใครที่แสวงหาพระเจ้า  ก็คือไม่มีมนุษย์คนใดเข้าใจ รู้เรื่องเกี่ยวกับโลกฝ่ายวิญญาณ เกี่ยวกับพระเจ้าเลย  ไม่มีใครแสวงหาพระเจ้าจริงๆ จังๆ ทุกคนล้วนหันเหไป หมายถึงวิญญาณของเขา ไม่สามารถอยู่กับพระเจ้า  ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ ลักษณะถึงเป็นเช่นนั้น  แล้วก็อธิบายต่อๆ กันมา ผมจะไม่อ่าน ไม่อธิบายเพิ่มนะ อ่านในนี้ ก็รู้อยู่แล้วว่าเปาโลกำลังอธิบายเรื่องเกี่ยวกับความบาปที่อยู่ในมนุษย์

ผมจะมาสรุปตรงข้อที่ 19 เลยว่า “เรารู้อยู่ว่าสิ่งใดๆ ที่บนบัญญัติกล่าวไว้ ล้วนกล่าวแก่ผู้ที่อยู่ใต้บทบัญญัติ  เพื่อปิดปากทุกคน ไม่ให้มีข้อแก้ตัว”

เพราะบทบัญญัติเราได้เรียนรู้แล้ว มันถูกเขียนไว้ในหนังสือ เป็นลายลักษณ์อักษร แล้วเขียนไว้ในจิตใต้สำนึกด้วย จิตใต้สำนึกตัวนี้ เป็นตัวฟ้อง ฟ้องว่าเมื่อตะกี้นี้ที่บอก “ไม่มีมนุษย์ผู้ใดเลยที่เป็นผู้ชอบธรรม” ไม่ใช่ “ไม่มีมนุษย์คนใดที่ทำชอบธรรม” เยอะแยะไปหมด คนทำความชอบธรรม  แต่นี่กำลังบอกว่า “เป็น” ซึ่งหมายถึงวิญญาณนั่นเอง เป็นคนชอบธรรม ไม่มีใครเลยสักคนหนึ่ง ที่เป็นตรงนี้

เห็นชัดแล้วนะ ว่าพระเยซูกำลังอธิบายให้เห็นถึงความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ ว่ามนุษย์ทุกคน  สภาพเป็นอย่างไร?

บทบัญญัติ ก็คือกฎแห่งการกระทำ ที่พึ่งพาการกระทำของตนเอง ไม่ว่าดีหรือชั่ว  เรียกว่ากฎแห่งกรรม  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎหมายทางศีลธรรม ที่จารึกอยู่ในจิตใต้สำนึก จิตใจของมนุษย์ ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือไม่ยิวก็ตาม ไม่ต่างกันเลย เพราะว่าข้างใน วิญญาณนั้นเป็นบาปอยู่ เมื่อเป็นบาปอยู่ ก็ต้องอยู่ใต้กฎของการพึ่งพาตนเอง คือกฎหมายทางศีลธรรม ทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือไม่ยิวก็ตาม ไม่ต่างกันเลย คือตัวเองทำดี ก็ได้ดี ทำชั่วก็ได้ชั่ว  ถ้าทำดี ได้ดี ก็คือทำดี ก็ได้ไปสวรรค์ ทำชั่ว แค่นิดเดียวที่เราได้เรียนรู้กันมา ก็พินาศโดยพลัน  เหมือนกับที่เราคุ้นๆ กัน เหมือนเพลงที่เราร้องกัน

“ถ้าทำดีได้ไปสวรรค์ ทำชั่วแม้นิดเดียว ก็พินาศ โดยพลัน”

เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระเจ้ามองดูอยู่ คือพระเจ้ามองที่ข้างในวิญญาณ มนุษย์มองที่ยอดภูเขา น้ำแข็งบนน้ำ แต่พระเจ้ามองที่ฐานภูเขาน้ำแข็ง มหึมาใต้น้ำ ซึ่งก็เป็นหัวข้อเรื่องของเรา มนุษย์มองที่ยอดภูเขาน้ำแข็งบนน้ำ  แต่พระเจ้ามองที่ฐานของภูเขาน้ำแข็งมหึมาใต้น้ำ

มนุษย์มองดูบนน้ำ คือมนุษย์มองที่ความประพฤติภายนอก แต่พระเจ้ามองที่วิญญาณข้างใน

คำประกาศของพระเยซูบนภูเขา เน้นถึงสิ่งเหล่านี้แหละ  พยายามชี้ให้เราเห็น “เรา” หมายถึงชาวยิวและเล็งไปถึงมนุษย์คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ยิวด้วย พระเยซูกำลังชี้ให้ชาวยิวและมนุษย์ทั้งปวงได้เห็นถึงฐานภูเขาน้ำแข็งมหึมาใต้น้ำ ก็คือโลกวิญญาณ ที่มนุษย์มองไม่เห็น มนุษย์เห็นแต่ภายนอก ในโลกวิญญาณที่เกี่ยวกับทางแห่งความรอด จากการถูกพิพากษาลงโทษ เนื่องจากบาปในวิญญาณ ไม่ใช่บาปที่กระทำที่เราเห็นๆ ภายนอก เนื่องจากบาปในวิญญาณ ซึ่งในวิญญาณนี้ ก็คือตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ ที่ต้องเข้าสู่การพิพากษาว่าจะได้เข้าในสวรรค์กับพระเจ้าได้หรือไม่หลังความตายนั่นเอง นี่คือความเป็นจริง ที่อยู่ใต้มหาสมุทร ที่มนุษย์มองไม่เห็น  ทางแห่งความรอดนี้ ก็คือผ่านทางความเชื่อ วางใจในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าประทานให้กับมนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นกฎเหมือนกัน เป็นกฎทางวิญญาณ เรียกว่ากฎแห่งพระคุณ หรือกฎแห่งวิญญาณในพระคริสต์ คือพึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่พึ่งพาการกระทำดีของตนเลย แม้แต่นิดเดียว ก็คือไม่พึ่งพาการกระทำดีตามบทบัญญัติ  ตามกฎหมาย ศีลธรรม  ตามอะไรต่างๆ ที่มนุษย์มองเห็นบนโลกใบนี้  ไม่พึ่งเลย แต่มาพึ่งกฎของวิญญาณในพระเยซูคริสต์ ที่บอกว่าวางใจในพระเยซูคริสต์ แล้วก็รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ หลังความตายนั่นเอง ซึ่งกฎนี้ พระคัมภีร์เรียกว่ากฎแห่งพระคุณ

ส่วนบนโลกใบนี้ที่เราจับต้องมองเห็นได้ มันอยู่ใต้กฎ ที่เรียกว่ากฎของความบาปและความตาย บนโลกใบนี้ที่เรามองไม่เห็น มีกฎหนึ่งอยู่ ใช้อยู่บนโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคนเกิดมา ก็อยู่ใต้กฎนี้ เขาเรียกว่าใต้กฎของความบาปและความตาย  คือพึ่งพาในการกระทำดีของตนเอง เป็นกฎแห่งกรรม  ตามที่เราได้เรียนรู้กันมา คือกฎแห่งศีลธรรม  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งส่วนใหญ่เราก็เห็นกัน และรู้กันอยู่แล้ว  เพราะว่ามันอยู่ข้างบน อยู่บนน้ำ เป็นยอดของภูเขาน้ำแข็ง ที่มนุษย์ทุกคนเห็นอยู่ ประพฤติอย่างไร? ควรจะได้อะไรต่างๆ อย่างนี้ มันเห็นใช่ไหม? ไปตีหัวชาวบ้านเขา มันควรได้รับอะไรกลับมา มันเป็นของที่เราเห็นชัดๆ อยู่แล้ว ก็คือพยายามปฏิบัติดี ก็เก็บเกี่ยวผลดีในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  อย่างมีความสุข มีสันติสุข ทุกข์น้อยลง ไม่ใช่หมดทุกข์นะ  ไม่หมดอยู่แล้ว แต่มันทุกข์น้อยลง  ถ้าเราเชื่อฟัง เราไม่ละเมิดศีล  ไม่ไปทำร้ายคนเขา เราก็มีความทุกข์น้อยลง อะไรประมาณนั้น

ถ้าทำตรงกันข้ามกับกฎก็มีทุกข์มากขึ้น อันนี้มันเห็นชัด นี่คือบนน้ำ  เพราะฉะนั้น ใครที่พยายามบังคับ ควบคุมตนเองได้มากในกฎแห่งกรรมนี้ ก็จะมีความสุข มีสันติสุขมากบนโลกใบนี้ …

ยกตัวอย่าง ง่ายๆ ชัดๆ นี่คือกฎนะ เช่น เรารู้ว่าอาหารเหล่านี้ทำลายสุขภาพ เช่น เหล้า ยาเสพติด น้ำตาล อาหารที่เป็นพิษต่อร่างกายต่างๆ เยอะแยะมากมาย ซึ่งเรารู้แล้ว แต่เราก็ยังคงปล่อยตัว ไม่ยอมพยายามลด ละ เพราะเราทำไม่ได้ ใช่ไหม? แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ เราก็จะเก็บเกี่ยวผลของการกระทำนั้น  ผลมัน ก็คือสุขภาพย่ำแย่ โรคภัยไข้เจ็บตามมา  เพิ่มความทุกข์ยากลำบาก ให้กับร่างกายนี้ ใช่หรือไม่? นี่เห็นไหม? กฎมันมีบอกอยู่

เพราะฉะนั้น ทั้ง 2 กฎ ก็คือกฎของโลกวิญญาณ และกฎของโลกวัตถุ  สิ่งที่เราเห็นได้ตรงนี้ มันสำคัญทั้ง 2 กฎเลย กฎที่อยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็ง บนน้ำ ก็สำคัญ กฎอีกกฎหนึ่ง สำคัญกว่า ก็คือกฎที่มองไม่เห็น ที่อยู่ใต้น้ำ ที่พระเจ้าให้ความสำคัญมาก แต่อย่างที่ตะกี้นี้บอก มันสำคัญทั้งสองกฎ แต่โลกวิญญาณนั้น สำคัญมากกว่า เพราะโลกวิญญาณนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่นิรันดร์เลย ในขณะที่โลกวัตถุนั้น ตั้งอยู่เพียงชั่วคราว แป๊บเดียวเท่านั้น มีวันสูญสิ้นไป ที่เรียกว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป  แต่โลกวิญญาณ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ตั้งอยู่นิรันดร์ อะไรสำคัญกว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นี่คือบนยอดภูเขาน้ำแข็ง  ที่เรามองเห็นบนโลกใบนี้  กฎบนโลกใบนี้นั่นเอง

คราวนี้ กฎของวิญญาณ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็อยู่ไปนิรันดร์ จะเห็นภาพชัดเจนว่าอะไรมันสำคัญกว่า ดังนั้น การรักษา เชื่อฟังต่อกฎ ไม่ว่าจะเป็นกฎบัญญัติ กฎหมายบ้านเมือง กฎศีลธรรม กฎแห่งการทำดี ทำชั่ว  การเคารพยำเกรงต่อกฎเหล่านี้  การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ให้สอดคล้อง เชื่อฟังต่อกฎเหล่านี้ ก็เป็นประโยชน์อย่างมากมายในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้อย่างสงบสุข เป็นสิ่งที่ดี ที่จะส่งผลให้มีความทุกข์น้อยลงในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ใช่หรือไม่?

นี่คือสิ่งที่พระเยซูพยายามจะชี้ให้เราเห็น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่มีผลใดๆ กับทางโลกวิญญาณเลย ถูกไหม? ที่จะเก็บเกี่ยวทางวิญญาณ ผ่านทางความตาย จากโลกนี้แล้ว หลังจากวิญญาณออกจากร่างเข้าสู่มิติฝ่ายวิญญาณ มันคนละกฎกันแล้ว พอเห็นภาพไหมครับ? หลังจากความตายในโลกวิญญาณนั้น มันลงไปอยู่ที่กฎที่อยู่ใต้น้ำ  ก็คือกฎของวิญญาณ  พระเยซูจึงเตือนเรา และอยากให้เรา ได้รู้ความจริงเหล่านี้ นี่คือพื้นเพลึกๆ เป้าหมายของพระเยซู ที่ประกาศคำเทศนาบนภูเขานี่แหละ ที่เรากำลังเรียนรู้ นี่คือเบื้องหลัง พระองค์จึงอยากจะเตือนให้เราให้ความสำคัญกับโลกวิญญาณมากกว่า จึงชี้ให้เราเห็นโลกวิญญาณมากกว่า พวกฟาริสีก็พยายามมองไปที่ความประพฤติข้างนอก มองไปแค่นั้น  พระเยซูก็พยายามดึงเข้ามาอยู่ที่โลกวิญญาณให้เขาเห็น โดยเฉพาะพระองค์บอกว่าจงแสวงหาความชอบธรรม ทางฝ่ายวิญญาณเสียก่อน เพื่อจะได้เข้าสวรรค์โดยความเชื่อ ผ่านทางพระองค์เท่านั้น ให้แสวงหาความรอด ก็คือความเชื่อในพระองค์ วางใจในพระองค์ แล้วจะได้ความชอบธรรมของพระเจ้าเข้ามา ไม่ใช่ความชอบธรรม ที่ทำได้ด้วยตนเอง แต่ให้เชื่อและวางใจในพระองค์นั่นเอง พระองค์จึงบอกว่าจงแสวงหาความรอดทางวิญญาณ  คือความชอบธรรมที่เข้าสวรรค์ โดยความเชื่อ ผ่านทางพระองค์เท่านั้นเสียก่อน ก่อนที่จะไปสนใจให้ความสำคัญกับกฎ ที่อยู่บนโลกใบนี้  กฎทางด้านศีลธรรม  บทบัญญัติต่างๆ เหล่านั้น  ไม่ใช่ไม่ให้ความสำคัญ ให้ความสำคัญ แต่เอาวิญญาณก่อน  เพราะถ้าวิญญาณไม่ดี  ความประพฤติ ก็ช่วยอะไรไม่ได้  แล้วก็ไม่ดีด้วยซ้ำไป แต่ถ้าวิญญาณดี ความประพฤติก็จะดีขึ้น และก็จะให้ความสำคัญกับความประพฤติด้วย เพราะว่าวิญญาณข้างในดีแล้วนั่นเอง

ปัญหามันอยู่ที่ไหน?  ปัญหาของมนุษย์จึงอยู่ที่มนุษย์ไม่รู้ความจริงเหล่านี้นั่นเอง มองแต่ยอดภูเขาน้ำแข็งข้างบนที่เห็นอยู่ แล้วก็ตัดสินกันใหญ่เลย

“ของคนนี้สวย ของคนนี้เยี่ยมเลย ของคนนี้ยอดนิ้งเลย  ของคนนี้ไม่ไหว  ภูเขาน้ำแข็งจะละลายแล้ว คนนี้หักๆ แต่คนนี้สวยมากเลย เรามองดูที่ความประพฤติ การรักษาบทบัญญัติ การรักษาความดีงาม ซึ่งมันดีไหม? เราคุยกันมาแล้วว่ามันดีใช่ไหม?  พระเยซูก็บอกว่าดี  แต่มันไม่สำคัญมากไปกว่าข้างใต้น้ำ  ที่เป็นตัวรากของภูเขาน้ำแข็ง เบ้อเริ่มเทิ่มใหญ่โต ที่สามารถทำให้เรืออับปางได้ ภูเขาน้ำแข็งบนยอดนั้น มันไม่ทำให้เรืออับปางหรอก แต่ที่มันอับปาง เพราะว่าภูเขาน้ำแข็ง ที่อยู่ข้างใต้ มันแข็งแกร่ง เรือชน พังเลย ข้างบนชนไป มันก็หัก ยอดภูเขาน้ำแข็งบนน้ำ ชนไปก็หัก หมายถึงว่ายอดภูเขานั้นมันหัก  แต่ทำให้เรือจม เพราะข้างล่าง มันคือฐานที่แข็งแกร่ง ที่ทำให้ชีวิตล่มจมได้

ปัญหาที่มนุษย์ไม่รู้ความจริงเหล่านี้ว่ามันมี 2 กฎ คือกฎของโลกวิญญาณ และกฎของโลกวัตถุ บนโลกใบนี้ จึงหวังผลสลับกันไปมา มั่วกันไปหมด มั่วอย่างไร? เช่น กระทำดีตามกฎหมายศีลธรรม บทบัญญัติ รักษาศีลธรรมบัญญัติอย่างดี อันดีงาม  แต่ก็ไปหวังผล  คือหวังว่ามันจะช่วยให้ได้รับความรอด ในโลกวิญญาณด้วย ซึ่งมันเป็นไปได้ไหม? เป็นไปไม่ได้ เห็นหรือยัง?  รักษากฎหนึ่ง แต่จะมารับผลจากอีกกฎหนึ่งไม่ได้  รักษากฎบัญญัติ ทางด้านศีลธรรม กฎแห่งกรรมบนโลกใบนี้  แล้วจะมาหวังว่าจะได้เข้าสวรรค์ คือกฎของวิญญาณ หลังความตาย เป็นไปได้ไหม? เราทราบแล้ว เป็นไปไม่ได้ พระเยซูกำลังมาชี้ตรงนี้ ให้ฟาริสีได้เห็น

นี่คำประกาศของพระเยซูทำให้เห็นตรงนี้ เพื่อท่านจะรู้แบล็คกราว์นเหล่านี้ก่อน แล้วท่านก็ค่อยๆ เรียนรู้ ไปอ่านข้อต่อๆ ไปของคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซู เราจะได้เข้าใจไง นี่คือความไม่รู้ ความจริงของมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งมีปัญหา หรือบางพวกที่ไม่รู้ความจริงเหล่านี้ ก็มีเหมือนกัน  แต่อันนี้พวกหลังพวกน้อยหน่อย หมายถึงเกิดโทษน้อยหน่อย คือไม่รู้ความจริงว่าเมื่อเขาทำตามกฎวิญญาณ ตามที่พระเยซูแนะนำแล้ว  เขารอดในวิญญาณแล้ว  โดยการเชื่อวางใจในพระเยซูแล้ว นึกภาพนะ เชื่อและวางใจในพระเยซู เชื่อในโลกวิญญาณ  เขาได้รับอะไร? เขาได้รับผลทางโลกวิญญาณแล้ว คือได้รับความรอดจากการพิพากษาลงโทษ หลังความตายแล้ว ใช่หรือไม่? ใช่ แต่เขาหวังผลที่จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ด้วย

หวังผลที่จะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้  คืออะไร? เช่น เชื่อพระเจ้าแล้ว  หวังว่าจะเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย แข็งแรง ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง  ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะโลกนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยคำสาปแช่ง  ความทุกข์ยากลำบาก เนื่องจากบาป  จนกว่ามันจะสูญสิ้นโลกใบนี้นั่นเอง  มันเป็นไปไม่ได้ แต่เขาไปหวัง มันก็เลย ทุกข์มากขึ้น

ใครก็ตามที่อยู่บนโลกใบนี้  ไม่ว่าจะเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อก็ตาม ไม่ว่าจะเชื่อในพระเยซูหรือไม่เชื่อก็ตาม ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด จากคำสาปแช่งบนโลกใบนี้ จากบาปนั่นแหละ เหมือนแดดส่องมาบนโลก โดนทุกคนไหม? สาดส่องออกไป  คนนี้เชื่อพระเจ้าไม่ต้องไปส่องเขา ส่องหมดแหละครับ เพียงแต่ผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ ก็จะมีพระเจ้าสถิตอยู่ภายใน คอยนำพาเขาในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เต็มไปด้วยความบาปและคำสาปแช่ง  ได้เปรียบกว่า คือมีผู้นำทางอยู่ข้างใน

พระคัมภีร์บอกว่า … “พระองค์ทรงจูงมือข้าพเจ้าเดินทางในความชอบธรรม พระองค์พาเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช”

พาเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช ก็คือผ่านความมืดของโลกใบนี้นั่นเอง  พระองค์สถิตอยู่ในนั้น นี่ได้เปรียบ

แล้วพระเจ้าเป็นใคร?  พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษา และเป็นผู้ดูแลกฎทั้งสองกฎนี้ทั้งหมด  เรารู้ว่ามี 2 กฎนี้แล้ว พระเยซูกำลังมาชี้ให้เราเห็นถึงกฎวิญญาณนี้  แล้วกำลังมาบอกว่าพระเจ้าเป็นผู้พิพากษา ดูแลกฎเหล่านี้ทั้งหมด ทั้งสองกฎ ดังนั้น ใครก็ตามที่เคารพยำเกรงต่อพระเจ้า คือเชื่อฟังพระองค์ พยายามรักษากฎบัญญัติ กฎศีลธรรม  และรักษากฎทางฝ่ายวิญญาณด้วย ทั้งสองอย่างเลย คือเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ และให้ความสำคัญ ทำตามทั้งสองกฎ ก็จะได้เก็บเกี่ยวผลดี เขาเรียกว่าพระพรทั้งสองกฎอย่างครบถ้วนบริบูรณ์เลย เอาหรือไม่เอา คือพระพรฝ่ายวิญญาณ นานับประการในพระคริสต์ได้ไหม? ได้ เพราะเชื่อในพระเยซูแล้ว วางใจในพระเยซูแล้ว และรวมทั้งพรบนโลกใบนี้  เพราะว่ารักษากฎของศีลธรรม กฎบัญญัติที่ระบุว่าอะไรดี อะไรชั่วและรักษาให้ดีที่สุด  ก็จะมีความสุข ความสงบในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ด้วย  พร้อมกับความสบายใจ หายเหนื่อยและเป็นสุข ในการที่จะได้อยู่ในสวรรค์ พ้นจากการพิพากษาลงโทษหลังความตายด้วยเช่นเดียวกัน

เห็นไหม นี่คือเป้าหมายของพระเยซูที่ต้องการมาเน้นให้เราเห็นถึงความรอดทางฝ่ายวิญญาณ สำคัญมากกว่าการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แต่การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ การประพฤติต่างๆ ก็ยังสำคัญอยู่ แต่มันน้อยกว่า

และการประพฤติอย่างนี้ มันคือการเคารพ ยำเกรงที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า … “จงเคารพ ยำเกรงพระเจ้าจนตัวสั่น มันแปลว่าอย่างนี้”

พระเจ้าโหดร้ายหรือ? ไม่ใช่  พระเจ้าเป็นพระบิดาของเรา เป็นพ่อของเรา  คำว่า “จงเคารพ ยำเกรงจนตัวสั่น” หมายถึงเคารพยำเกรงพระเจ้า ผู้เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล กฎต้องเป็นกฎ มันต้องเป็นอย่างนี้ มันต้องโดนแน่  เคารพ ยำเกรงในกฎหมาย  คือเห็นกฎหมายแล้ว ไม่กล้าทำ  เพราะทำไป โดนแน่นอน  รับโทษแน่นอน  ไม่เชื่อ ไม่วางใจในพระเยซูคริสต์ ถูกพิพากษาลงโทษหลังความตายแน่นอน เชื่อพระเจ้าแล้ว  วางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว ไม่ถูกพิพากษาแล้ว ดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ มีความโลภ มีความโกรธ ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่  บังคับตัวเองไม่ได้ กินไม่เลือก ได้รับผลจากการกระทำนั้นแน่นอน นี่คือการเคารพ ยำเกรงพระเจ้าจนตัวสั่น  ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์

บันทึกเอาไว้ว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรม ไม่ลำเอียง มันแปลว่าอย่างนี้ เป็นผู้พิพากษาของทุกสิ่ง ให้เป็นไปตามกฎระเบียบ  ตามถ้อยคำของพระองค์  ที่ได้ให้ไว้เรียบร้อยแล้ว ในมหาจักรวาลนี้ รับรู้กันหมดว่ามีกฎอย่างนี้อยู่ สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหมด แม้ว่าดวงจันทร์ ดวงดาว ทุกอย่าง ทั้งทูตสวรรค์ ทั้งอะไรต่างๆ และมนุษย์ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเหล่านี้ทั้งสิ้น และพระองค์เป็นผู้ดูแลทั้งหมด ทั้งกฎทางโลกวิญญาณ และกฎทางโลกวัตถุ พระองค์ทรงดูแลทุกอย่างให้เป็นไปตามนั้นเด็ดขาด แล้วถ้าท่านทำตาม ท่านได้แน่นอน 100% เอเมนไหม? เอเมน

นี่คือเบื้องหลัง เป้าหมายของพระเยซูที่กำลังประกาศบนภูเขา ให้กับชาวยิวได้ฟังก่อน ซึ่งเล็งไปถึงชาวที่ไม่ใช่ยิวทีหลังด้วย

วันนี้มาต่อ ครั้งที่แล้ว เราทิ้งท้ายไว้ที่คำพูดของพระเยซู จำได้ใช่ไหม? ที่ทำให้สาวกตะลึง งงเต้ก อยู่ในมัทธิว 5:20 ทวนสักนิดหนึ่ง …

มัทธิว 5:20 “เพราะเราบอกพวกท่านว่าถ้าความชอบธรรมของท่าน ไม่มากกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี พวกท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์”

 

สาวกได้ฟังแล้วเป็นไง? ตะลึง … “ถ้าเช่นนี้แล้ว ใครกันเล่าจะสามารถเข้าแผ่นดินสวรรค์ได้” เขาก็คิดกันสาวก ตะลึง “ใครกันเล่าจะมีความชอบธรรมมากกว่าฟาริสี หรือธรรมาจารย์เหล่านี้” ซึ่งอย่าลืมว่าพระเยซูกำลังพูดกับชาวยิว บนพื้นฐานของวัฒนธรรม ศาสนายิว ซึ่งสำหรับชาวยิวแล้ว เขารู้ดีว่าพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ คือใคร? ตรงนี้ก็สามารถ ที่จะมายืนยันกับเราได้อีกครั้งหนึ่งว่าพระเยซูกำลังพูดกับชนชาติยิวโดยเฉพาะ เพราะว่าพวกต่างชาติไม่รู้จักหรอก ฟาริสีคือใคร? ธรรมาจารย์คือใคร? เพราะฉะนั้น กำลังพูดกับชาวยิว คนยิวจะรู้ดีว่าฟาริสีและธรรมาจารย์ คือกลุ่มบุคคลที่รักษาบทบัญญัติได้มากถึงมากที่สุด เคร่งศาสนามาก ชอบธรรมที่สุดแล้ว ไม่ใช่เป็นผู้ชอบธรรมนะ ประพฤติชอบธรรมมากที่สุดแล้ว ซึ่งชาวยิวรู้ดี แล้วพระเยซูบอกว่าต้องทำได้มากกว่านี้ เป็นท่าน ท่านจะคิดอย่างไร?

“หา! นี่ก็ทำไม่ไหวอยู่แล้ว ยังจะให้ทำมากกว่านี้อีกหรือ? แค่ทำเท่ากับฟาริสีและธรรมาจารย์ ฉันก็ไม่ไหวแล้ว รักษาศีลถึง 613 ข้อ วันๆ หนึ่งไม่ต้องทำอะไรเลย ดูแต่บทบัญญัติ แล้วก็ทำตามๆ แทบจะไม่ได้ไปไหนเลย ก็ยังทำผิดพลาดอยู่”

แล้วพระเยซูบอกว่า “พวกท่านจะเข้าสวรรค์ได้ พวกท่านต้องทำมากกว่านี้ ถึงจะเป็นผู้ชอบธรมได้”

มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะฉะนั้น สาวกทั้งหลายก็เลยตะลึง

วันนี้มาต่อกันที่มัทธิว 5:21-48 แต่ไม่ต้องตกใจ ถึงวันนี้ไม่ถึง ก็มาต่อวันอื่น ผมอยากให้บริบทนี้อ่านจากข้างหลังก่อน คือจากข้อ 48 ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมาเริ่มต้นข้อ 21 ทีหลัง จะได้เห็นภาพชัดเจน เพราะพระองค์สรุปจบในข้อ 48 ในบริบทนี้ …

มัทธิว 5:48 “เหตุฉะนั้น จงบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระบิดาของท่านในสวรรค์ ทรงบริสุทธิ์ดีพร้อม”

 

ในข้อ 20 ที่ตะกี้เราได้อ่านกันบอกว่าการจะเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้นั้น ความชอบธรรมของท่านต้องมีมากกว่าฟาริสีและธรรมาจารย์ ความหมาย คือท่านต้องทำได้มากกว่าฟาริสีและธรรมาจารย์ ความหมาย ก็คือข้อ 48 นี่แหละ คือท่านต้องบริสุทธิ์ และดีพร้อมเหมือนพระเจ้า ท่านต้องมีความชอบธรรม เป็นผู้ชอบธรรม  รักษาความชอบธรรม  มากกว่าพวกฟาริสีและธรรมาจารย์ มากกว่าถึงขนาดไหน?  พระองค์ก็แจงตั้งแต่ข้อ 21 เป็นต้นไป จนกระทั่งจบบริบท 48 สรุปว่าทำได้มากกว่า ท่านต้องบริสุทธิ์และดีพร้อม เหมือนพระเจ้า เห็นภาพแล้วนะ

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ข้อ 21 เป็นต้นมาถึงข้อ 47 จะเป็นรายละเอียดพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ สรุป พอให้เห็นว่าท่านต้องดีพร้อมเหมือนพระเจ้า จึงจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจะทำด้วยตนเองนั่นเอง

ในข้อ 21-47 พระเยซูได้ขยายความให้เราได้เห็นคำว่า “บริสุทธิ์และดีพร้อมเหมือนพระเจ้า” นั้นมันเป็นอย่างไร? นี่เราลงรายละเอียดแล้ว เห็นไหม? เราเริ่มอ่านจากบทสรุปสุดท้าย  แล้วค่อยมาอ่านตอนต้น เราได้เปรียบ  เราเข้าใจแล้วว่าพระองค์กำลังพูดพุ่งไปที่เป้าหมาย?

เป้าอยู่ที่ตรง “บริสุทธิ์และดีพร้อมเหมือนพระเจ้า”   เริ่มต้นที่มัทธิว 5:21-22 …

มัทธิว 5:21-22 “21 ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้แก่คนโบราณว่า ‘อย่าฆ่าคน และถ้าผู้ใดฆ่าคนจะถูกตัดสินลงโทษ’ 22 แต่เราบอกท่านว่าถ้าผู้ใดโกรธเคืองพี่น้องของตน จะถูกตัดสินลงโทษ ถ้าผู้ใดพูดดูหมิ่นพี่น้องของตน จะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลแซนเฮดริน และถ้าผู้ใดพูดว่า ‘ไอ้โง่’ อาจจะต้องโทษถึงไฟนรก”

 

“อย่าฆ่าคน” ความหมายคืออย่าเป็นฆาตกร เป็นหนึ่งในบัญญัติ 10 ประการของชาวยิว  ที่พระเจ้าได้บัญญัติขึ้นมา ให้มนุษย์เขียนขึ้นมา เป็นตัวอย่าง จริงๆ มันมีมากกว่านั้น เขียนมาจากบันทึกที่จารึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคนตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว  ตั้งแต่ยังไม่ได้เขียนบทบัญญัติออกมาเป็นตัวหนังสือ ตั้งแต่อยู่ในแผ่นหินหรืออยู่ในหนังสัตว์ ก่อนหน้านั้น มันอยู่ในใจ ตอนนี้เอาตัวอย่างออกมา แค่นั้น เริ่มต้นจากบัญญัติ 10 ประการก่อน

จากบัญญัติ 10 ประการเสร็จปุ๊บ เคยได้ยินคนเขาพูดกันไหม? … “กฎมีไว้ทำลาย” สมัยปัจจุบันนี้ กฎมีไว้ทำอะไร? ทุกคนตอบ “กฎมีไว้แหก” พูดแรงกว่าผมอีก ผมกำลังจะพูดว่า “กฎมีไว้สำหรับละเมิด” มันใช่ มันชัด กฎมีไว้สำหรับละเมิด มีกฎ ยิ่งอยากจะทำ

เริ่มต้น พระองค์ทรงเขียนออกมา 10 ข้อ เพื่อให้เห็นว่าท่านเป็นคนบาป เขียนบทบัญญัตินี้ออกมาจากใจของท่านว่าท่านเป็นคนบาป เพื่อจะได้มีหลักฐานชัดๆ ว่าเห็นไหม? เขียนไว้แล้วเนี้ย ทุกคนเห็นหมด 10 ประการ ปรากฏว่าเอา 10 ประการนี้ไปละเมิด ไปแหกกฎ แล้วก็มาเถียงกัน  อย่างนี้ไม่ถือว่าผิด ไม่มีเจตนา ฉันไม่ตั้งใจ พระเจ้าทรงปวดหัว ก็เลยให้โมเสสเขียนรายละเอียดขึ้นมา ฆ่าคนเป็นอย่างนี้ๆ พอมองภาพออกไหม? เหตุจากความบาปความชั่วที่มันอยู่ในวิญญาณ มันจะทำชั่วอย่างเดียว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พระเจ้าใส่ไว้ในใจของมนุษย์ว่าการกระทำอย่างนี้ มันเรียกว่าบาป เรียกว่าชั่ว บทบัญญัติมีไว้ เพื่อชี้ให้มนุษย์เห็นว่าเขาเป็นคนบาป

บทบัญญัติ มีไว้เหมือนกระจกเงา เพื่อส่องหน้า ดูสิว ดูอะไรเลอะเทอะบนใบหน้าเท่านั้น แต่ใต้ผิวหน้า มันยังมีความสกปรกเลอะเทอะอยู่อีกเยอะ

อย่าฆ่าคน พระเยซูบอกว่าท่านมองดูแต่ภายนอก ความประพฤติ ไม่ได้ฆ่าคนแล้วนิ ท่านไม่ได้ฆ่าคนแล้วก็จริง แต่วิญญาณของท่านข้างใน มันไม่บริสุทธิ์ ไม่ดีพร้อม เมื่อไม่บริสุทธิ์ ไม่ดีพร้อม ท่านก็มีวิญญาณที่เป็นตัวบาปอยู่ ซึ่งท่านก็จะแสดงออก โดยการโกรธเคืองพี่น้องของตน ดูหมิ่นพี่น้องของตน ใช่ไหม? เพราะพระเยซูกำลังบอกว่าไม่ใช่แค่ไม่ฆ่าคน การไม่ฆ่าคน ยังไม่นับว่าบริสุทธิ์ ดีพร้อมในเรื่องนี้ ถ้าจะให้นับว่าบริสุทธิ์ดีพร้อม ก็ต้องไม่ฆ่าคนและต้องไม่โกรธคนด้วย เพราะโกรธคน ก็มาจากที่เดียวกัน  ไม่โกรธคนไม่พอ ต้องไม่มีการพูดจาดูหมิ่นพี่น้องอีก ดูหมิ่นพี่น้อง ก็คือมาจากวิญญาณที่บาปอยู่เหมือนกัน พอมองเห็นไหม?  และแค่นั้นไม่พอ ท่านต้องไม่พูดออกจากปากท่านดูแคลน ยกตนข่มท่านว่าคนอื่นว่าไอ้โง่ … ไอ้โง่ตัวนี้ ไม่ใช่ไอ้โง่เฉยๆ นะ แกนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แค่นี้ คือยกตนข่มท่าน ยกว่าเราดีกว่าเขา ซึ่งมันมาจากความบาปที่อยู่ข้างในนั่นเอง

ในนี้บอกว่า “ถ้าท่านบอกว่าไอ้โง่” หรือยกตนข่มท่านว่า “ทำอะไรไม่รู้เรื่องเลย ทำผิดอยู่นั่นแหละ” แค่นี้เองนะ ไม่ให้โอกาสเขาเลย โทษมันคืออะไร? เราอ่านเมื่อสักครู่  และถ้าพูดว่า “ไอ้โง่” ดูหมิ่นคนอื่น จะต้องโทษถึงลงนรก มันแปลว่าอย่างนี้ ก็คือมันมาจากบาป เพราะฉะนั้น การดูหมิ่นคนอื่น การว่าคนอื่นว่าไอ้โง่ มีค่าเท่ากับการฆ่าคนตาย

โอ๊ย! ไม่ยุติธรรมเลยนะ มนุษย์ที่ดูแต่ภายนอก ดูแต่ยอดภูเขาน้ำแข็งข้างบนน้ำ ก็จะตอบว่ามันไม่ยุติธรรมเลย นี่คือส่วนหนึ่งของกฎบัญญัติ  ที่พระเจ้าให้เขียนออกมา ซึ่งมันจารึกอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน เนื่องจากบาป มันเป็นความจริงของมนุษย์ทุกคนว่าวิญญาณของเขาอยู่ในความบาป เมื่อข้างในวิญญาณเป็นบาป ไม่บริสุทธิ์ ไม่ดีพร้อม ก็จะมีแต่ผลบาปออกมาเท่านั้น ผลจากข้างนอก มันเล็งไปเห็นถึงข้างใน พระเยซูจึงบอกว่าต้นไม้ดี ก็ให้ผลดี ต้นไม้เลว ก็ให้ผลเลว  ต้นไม้ คือวิญญาณ วิญญาณดี ก็ให้ผลดี วิญญาณเลว ก็ให้ผลเลว พระเยซูกำลังพูดอะไร? ไม่ใช่วิญญาณดี แล้วไปทำดี ไม่ใช่นะ อันนั้นมันกฎคนละกฎกัน

ต้นไม้ดี คือวิญญาณดี ให้ผลดี ก็คือเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ต้นไม้ไม่ดี คือต้นไม้บาป ก็จะไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ การเชื่อในพระเยซูคริสต์ทำให้วิญญาณเปลี่ยนจากต้นไม้เลว เป็นต้นไม้ดี พอเข้าใจใช่ไหม? พระเยซูกำลังมาประกาศว่าทั้งหมด มันขึ้นอยู่ที่วิญญาณ เป็นวิญญาณบาปหรือไม่บาป ถ้าวิญญาณบาป ข้างนอกออกมา สกปรกทั้งนั้น ไม่ว่าจะฆ่าคนตายหรือไม่มีความรัก ดูหมิ่น เห็นหรือยัง! เหมือนกันหมด ไม่ได้อยู่ที่ความประพฤติภายนอกว่าไปฆ่าคนตาย หรือแค่ไปดูหมิ่นพี่น้อง นั่นมันยอดภูเขาน้ำแข็ง ข้างบนที่มนุษย์เห็นอยู่ แล้วก็มาวัดกัน มาเทียบกันว่า …

“นี่เขาแค่โกรธเคืองพี่น้องเท่านั้นเอง หงุดหงิดพี่น้องเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากหรอก เพราะเขาดูแต่ยอดภูเขาน้ำแข็งบนน้ำ คนนี้สิทำมากกว่า เป็นถึงฆ่าเขาตาย”

แต่พระเยซูกำลังบอกว่า … “ทั้งสองอันนี้มาจากความบาป คือภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำมหึมา คือมาทำลายชีวิตได้”

จำพระเยซูพูดตรงนี้ได้ไหม? บอกฟาริสี บอกว่า … “ท่านเปรียบเหมือน โลงศพ ฉาบปูนขาว”

ข้างในวิญญาณท่านสกปรก  แต่ท่านฉาบปูนขาว คือข้างนอกเหมือนรักษาบทบัญญัติ  รักษาศีล รักษากฎแห่งกรรม ทำดีเยอะแยะมากมาย แต่ข้างในใจท่าน ท่านไม่รู้ว่าเต็มไปด้วยความสกปรก ความบาปนั่นเอง  มันหมายถึงอย่างนี้

เอาอีกสักข้อหนึ่งแล้วกัน มัทธิว 5:23-26 …

มัทธิว 5:23-26 “23 ดังนั้น ถ้าท่านกำลังถวายเครื่องบูชาที่แท่นบูชา และนึกขึ้นได้ว่าพี่น้องมีเหตุขุ่นเคืองใดๆ กับท่าน 24 จงละเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่น แล้วไปคืนดีกับพี่น้องก่อน จึงค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชา 25 จงปรองดองกับคู่ความโดยเร็ว ขณะที่เขากำลังพาท่านไปศาล มิฉะนั้น เขาอาจจะมอบท่าน ให้แก่ผู้พิพากษา (สภาผู้นำศาสนายิว) และผู้พิพากษา จะมอบท่านให้แก่เจ้าหน้าที่ แล้วท่านอาจจะถูกขังในเรือนจำ 26 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าท่านจะออกมาไม่ได้ จนกว่าจะใช้หนี้ครบถ้วน ทุกบาททุกสตางค์”

 

สรุปให้เห็นเลยว่าภายนอกกระทำตามบทบัญญัติ ถูกไหม? ถวายเครื่องบูชา เพื่อลบบาป นี่คือบทบัญญัติ พระเจ้าเขียนไว้ ไปทำผิดต่อพี่น้อง ต้องถวายเครื่องบูชาลบบาป นี่ทำตามแล้ว แต่ภายในวิญญาณ  ภายในใจ ที่เป็นคนบาปอยู่ มันทำไม่ได้  เพราะภูเขาน้ำแข็งเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ข้างล่าง … ภูเขาน้ำแข็ง นั่นคือบาป … บาป คือไม่บริสุทธิ์ ไม่ดีพร้อม เหมือนพระเจ้านั่นเอง มันก็จะมาจบอยู่ที่เรื่องนี้ เดี๋ยวตอนจบ พระองค์ก็จะนำไปเรื่อยๆ เรื่องอื่นๆ เรื่องบัญญัติต่างๆ ที่บันทึกไว้ในบัญญัติของยิว ที่เป็นตัวอย่าง ที่พระเจ้าให้เขียนออกมาจากจิตใจของเขา  คือบัญญัติ 10 ประการ

พระองค์ก็ยกบัญญัติ 10 ประการไปทีละข้อ ก็สรุปตรงข้อ 48 ที่ตะกี้เราอ่านก่อน  ก็คือท่านทำตามบัญญัติไม่ได้หรอก ท่านต้องเปลี่ยน ก็คือต้องทำลายภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ ที่ท่านมองไม่เห็น คือ …

–  วิญญาณท่านต้องเปลี่ยน จากความบาป เป็นผู้ชอบธรรม

–  เปลี่ยนจากความมืด มาเป็นความสว่าง

–  เปลี่ยนจากความชั่ว มาเป็นความดี

–  เปลี่ยนจากการพึ่งพาตัวเอง มาพึ่งพาพระเจ้า

–  เปลี่ยนจากลูกของความบาป มาเป็นลูกของพระเจ้า มาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า

ท่านต้องย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในเรา  ท่านจึงสามารถสะอาด บริสุทธิ์  ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าได้ ท่านไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้หรอก ท่านต้องพึ่งในเรา  ซึ่งพระเจ้าได้ส่งมา เราคือพระมาซีฮาห์ เราคือทางนั้น เรามาเริ่มต้นทางใหม่ให้ท่าน  ทางเก่ามันไปไม่ได้แล้ว ท่านไปไม่รอดแน่  ไม่มีทางที่จะทำลายภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำนั้น ไม่มีทางทำลายบาปนั้นออกไปได้หรอก ไม่ว่าจะรักษาบทบัญญัติเท่าไรก็ตาม ท่านทำไม่ได้แน่นอน สิ่งเดียวที่ท่านทำ ก็คือท่านต้องกลับใจใหม่  แล้วก็หันมาพึ่งพาในเรา ที่พระเจ้าได้ส่งมา แล้วก็สัญญาให้กับท่านมาตั้งแต่เริ่ม ตั้งนานแล้ว ตั้งหลายพันปี ตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว ตั้งแต่ปฐมกาลแล้วว่าวันหนึ่ง พระเจ้าจะส่งพระบุตรของพระองค์มา เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทั้งปวง แล้วเรา คือผู้นั้นแหละ เราได้มาแล้ว เราคือพระมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอดจากบาป ที่พระเจ้าได้สัญญาไว้นั่นเอง ชาวยิวเอ๋ย (เล็งไปถึงชาวที่ไม่ใช่ยิวด้วย) ก็คือมนุษย์ทั้งปวง

นี่คือเป้าหมายในการประกาศบนภูเขาของพระเยซูคริสต์ มิได้มาสอนให้คริสเตียนมาทำอันโน้นทำนี้ นี่เล็งเห็นชัดๆ เลย พูดกับ …

(1) ชาวยิว

(2) ชาวยิวที่ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังไม่ได้เป็นคริสเตียนด้วย

(3) เพื่อว่าเขาจะได้หันหลังกลับมาเชื่อและวางใจในพระองค์  และจะได้บังเกิดใหม่  มาเป็น คริสเตียนซะ … มันเป็นอย่างนี้

แล้วเราค่อยติดตามตอนต่อๆ ไปอีกเยอะ มันจะสนุกมาก เรารู้เบื้องหลังเหล่านี้ แล้วเราจะค่อยๆ ไปทีละข้อสองข้อ เราจะเห็นชัดเจนว่าเป้าหมายของพระเยซู คืออะไร? คือการประกาศ สวรรค์มาถึงแล้ว การเข้าสวรรค์เป็นอย่างไร? ท่านไม่สามารถพึ่งพาการกระทำของตนเอง รักษาบทบัญญัติอะไรต่างๆ ซึ่งมันก็ดีอยู่ แต่มันดีไม่พอหรอก ท่านต้องบริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าเท่านั้น ซึ่งท่านทำเองไม่ได้ ต้องบังเกิดใหม่ แล้วบังเกิดใหม่ด้วยวิธีใด? คือท่านต้องวางใจในเรา พระบิดาเลยส่งเรามา แล้วเราก็จะกระทำให้สำเร็จ  เพื่อวันที่เราได้ตายที่ไม้กางเขน  หลั่งพระโลหิต และฝังไว้ในอุโมงค์ 3 วัน เป็นขึ้นจากความตาย นั่นแหละ คือท่านจะได้บังเกิดใหม่ ซึ่งเราเรียกกันว่าข่าวประเสริฐ  พระเจ้าอวยพรครับ

 

*********************

 

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

โรม 5:8-19 TNCV “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า  โดยพระองค์อย่างแน่นอน!

เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้า  โดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์  ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์  ยิ่งไปกว่านั้น  เมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน! ไม่เพียงเท่านี้  แต่เรายังชื่นชมยินดีในพระเจ้า  โดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราด้วย บัดนี้ พระองค์ทรงทำให้เราคืนดีกับพระเจ้าแล้ว  ฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลก เพราะมนุษย์คนเดียวและบาปนำความตายมา  และโดยทางนี้เองความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์  เพราะทุกคนได้ทำบาป   เพราะก่อนมีบทบัญญัติบาปก็อยู่ในโลกแล้ว  แต่เมื่อยังไม่มีบทบัญญัติก็ไม่ถือว่าบาป  อย่างไรก็ตามความตายก็ครอบครองมาตั้งแต่สมัยของอาดัม  จนถึงสมัยของโมเสส   แม้แต่คนที่ไม่ได้ทำบาป  โดยละเมิดพระบัญชาเหมือนอาดัม  ผู้เป็นแบบของพระองค์  ซึ่งจะเสด็จมาภายหลัง   แต่ของประทานนั้น  ต่างจากการล่วงละเมิด

เพราะถ้าคนเป็นอันมากตาย  เพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์เพียงคนเดียว  ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด  พระคุณของพระเจ้าและของประทาน  โดยพระคุณของพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวนั้น  ย่อมล้นไหลไปสู่คนเป็นอันมาก!  และของประทานจากพระเจ้าก็ต่างจากผลของบาปของมนุษย์คนเดียว  กล่าวคือการพิพากษาเกิดขึ้นหลังจากการทำบาปเพียงครั้งเดียว  และนำไปสู่การลงโทษ   แต่ของประทานเกิดขึ้นหลังจากการล่วงละเมิดหลายๆ ครั้งและนำไปสู่การนับเป็นผู้ชอบธรรม เพราะถ้าโดยการล่วงละเมิดของมนุษย์คนเดียว  เป็นเหตุให้ความตายได้ครอบครองผ่านทางมนุษย์คนเดียวผู้นั้น ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดบรรดาผู้ที่ได้รับพระคุณ และของประทานแห่งความชอบธรรม  ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างมากล้นย่อมครอบครองในชีวิตผ่านทางมนุษย์คนเดียว  คือพระเยซูคริสต์  ฉะนั้น  การล่วงละเมิดเพียงครั้งเดียว  ส่งผลให้คนทั้งปวงถูกลงโทษฉันใด

การกระทำอันชอบธรรมเพียงครั้งเดียว  ก็ส่งผลให้คนทั้งปวงถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมฉันนั้น  ซึ่งการนับเป็นผู้ชอบธรรมนี้  นำชีวิตมาให้คนทั้งปวงเหล่านั้น   เพราะการไม่เชื่อฟังของมนุษย์คนเดียว  ทำให้คนเป็นอันมากเป็นคนบาปฉันใด   การเชื่อฟังของมนุษย์คนเดียว  ก็ทำให้คนเป็นอันมากเป็นผู้ชอบธรรมฉันนั้น”

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1381

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  4  กันยายน  2022

เรื่อง “คำประกาศของพระเยซูที่มักเข้าใจผิด” ตอน 4

“คำเทศนาบนภูเขา” EP.3

“กฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์”

โดย นคร   เวชสุภาพร

 

เรามาเข้าหัวข้อนี้ “คำประกาศของพระเยซูที่มักเข้าใจผิด” ตอนที่ 4 คำเทศนาบนภูเขา EP.3 ชื่อเรื่องว่า “กฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์” ซึ่งเราผ่านมา 3 ตอนแล้ว ก็คือ …

ตอนที่ 1  จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน

ตอนที่ 2  คำเทศนาบนภูเขา  EP.1 : คนป่วยต้องการหมอ  คนบาปต้องการพระเยซู

ตอนที่ 3  คำเทศนาบนภูเขา  EP.2 : พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ

ตอนที่ 4 (วันนี้) คำเทศนาบนภูเขา EP.3 : กฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์

เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องคำประกาศของพระเยซู ซึ่งมักมีคนเข้าใจผิดกันว่ากำลังมาสอนคริสเตียนให้ทำอันโน้นทำอันนี้ ซึ่งไม่ใช่ เราก็เรียนรู้แล้วว่าพระองค์กำลังมาชี้ให้เห็น ความเป็นจริงของโลกฝ่ายวิญญาณ  อยากให้ท่านที่เป็นคริสเตียนแล้ว หรือไม่เป็นก็ตาม ฟังซีรี่ย์นี้จริงๆ ถ้าเป็นไปได้ ฟังตั้งแต่ต้นเลย ฟังแล้วค่อยๆ ติดตามไป ผมจะพยายามอธิบายอย่างละเอียด ปูพื้นเบื้องหลังให้ท่านได้ทราบ  เพราะฉะนั้น มันจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่ไม่ใช่คริสเตียน  ท่านที่ไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังไม่ได้เข้าใจ  ผมจะพยายามอธิบายให้ท่านได้สามารถเข้าใจได้ด้วย จะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน  หรือเป็นคริสเตียนก็ตาม ถ้าฟังไปเรื่อยๆ จะเข้าใจ

ยกตัวอย่าง เราจะได้ยินบ่อยๆ ว่าบทบัญญัติ กฎบัญญัติ ผมก็จะใส่คำว่าบทบัญญัติ ก็คือกฎแห่งกรรม กฎแห่งการทำดีทำชั่ว  กฎแห่งศีลธรรมบนโลกใบนี้ ท่านก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าถึงไม่เป็นคริสเตียนก็รู้จักคำเหล่านี้ดี  เพราะคำเหล่านี้  ก็คืออันเดียวกันกับที่กฎบัญญัตินั่นแหละ  แต่บทบัญญัตินี้ สำหรับคริสเตียนก็จะคุ้นหู คุ้นคำว่าบทบัญญัติ แต่คนที่ไม่ใช่ คริสเตียน เขาไม่เข้าใจบทบัญญัติ คืออะไร? ผมก็จะพยายามที่จะใส่สิ่งเหล่านี้เข้าไป เพื่อให้เห็นชัดขึ้น แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผมก็จะพยายามปูพื้นเบื้องหลัง ก่อนที่จะบรรยายเสมอ เพื่อที่คนทั้งไม่ใช่เป็น คริสเตียน และเป็นคริสเตียนจะได้เข้าใจว่าพระเยซูกำลังมาทำอะไร? เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้ทั้งหมดเลย

สำหรับวันนี้ปูพื้นเบื้องหลังกันอีกครั้งหนึ่งว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น และมีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น เป็นช่วงเวลาที่พระเยซูดำรงสภาพเป็นมนุษย์อยู่ สิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นี้ คือคำประกาศ หรือคำเทศนาก็ได้ คำเทศนาของพระเยซูคริสต์ ที่มักมีคนเข้าใจผิด ก็คือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ในช่วงเวลาที่พระเยซูยังดำรงชีวิต เป็นมนุษย์อยู่บนโลกใบนี้ คือตั้งแต่เกิดเป็นมนุษย์ จนกระทั่งถึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แล้วปรากฏตัว เดินอยู่กับสาวกอีก 40 วัน ให้คนเห็นเลย แล้วจากนั้นเสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าต่อตาสาวก จนถึงวันเพ็นเตคอส คือวันที่พระเจ้าลงมาสถิตอยู่กับมนุษย์ เริ่มต้นชีวิตคริสเตียน ก็คือวันเพ็นเตคอสที่พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ มาสถิตอยู่กับมนุษย์ เป็นครั้งแรก ซึ่งพระองค์มีอายุ 33 ปีนี้ ตอนที่ทำงานประกาศ แค่ 3 ปีเท่านั้น

ทั้งหมดนี้เป็นแผนการอันล้ำลึกของพระเจ้าก่อนสร้างโลก คือเลือกสรรกลุ่มคนที่เรียกว่าชาวยิวไว้ก่อน เป็นพวกแรก พระคัมภีร์ก็ได้บันทึกไว้ว่าและเขาก็จะปฏิเสธพระองค์ ไม่รับสิ่งที่พระองค์ประกาศนี้แหละ

คำว่า “ไม่รับ” หมายถึงกลุ่มคนชาวยิวเป็นกลุ่ม มีคนชาวยิวบางคนรับไหม? รับ แต่ถือว่าไม่รับ เพราะว่ากลุ่มใหญ่ๆ ไม่รับ ไม่เชื่อ ในพระคัมภีร์จึงบอกว่าเมื่อไม่เชื่อข่าวประเสริฐนี้ พระเจ้าก็ย้ายไปสู่กลุ่มที่ 2 ก็คือคนต่างชาติ  แล้วค่อยกลับมาเก็บตกคนยิว นี่คือเบื้องหลัง ในยุคปัจจุบันที่เรากำลังคุยอยู่นี้ เป็นยุคที่มาหาคนต่างชาติอยู่ มาหา 2,000 ปีแล้ว แต่จะมีวันหนึ่ง  ที่คนต่างชาติได้เข้ามาแล้ว พระองค์ก็จะกลับไปถามคนยิวอีก ไปบอกคนยิวอีก เรียกคนยิวอีก เป็นครั้งสุดท้ายว่ากลับมาเถิด แล้วคนยิวก็จะกลับมาจริงๆ นี่พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้น เป็นเบื้องหลัง

เพราะฉะนั้น ตอนนี้เป็นช่วงที่ชาวยิวปฏิเสธ ไม่ยอมรับพระเยซู ปฏิเสธตั้งแต่เมื่อไร? ก็ตั้งแต่ที่เรากำลังคุยอยู่นี้ ตั้งแต่พระเยซูประกาศ 3 ปีนี้  ประกาศให้ชาวยิวก่อน ชาวยิวก็ปฏิเสธ ไม่เชื่อ นี่คือสิ่งที่พระเยซูพูด ปฏิเสธถึงขนาดไหน? ในพระคัมภีร์บันทึกไว้ขนาดถึงกับต่อต้านพระเยซู พระองค์พูดมา 3 ปี ต่อต้านมาตลอด จนในที่สุด ฆ่าพระเยซูเลย ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระเจ้าส่งมาช่วยเหลือมนุษย์  โดยเฉพาะกลุ่มแรก นั่นก็คือชาวยิวนั่นเอง  พวกเขาฆ่าพระเยซู ซึ่งพระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้ว่าเป็นลูกแกะของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงประทานให้กับมนุษย์ตามสัญญาที่บอกไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่ปฐมกาล หลายพันปีมาแล้ว ชาวยิวก็รู้ดี แต่ไม่เชื่อ

ก่อนที่พระเยซูจะมา พระองค์ก็มีพันธสัญญากับชาวยิว พันธสัญญาเดิมนั้น ก็คือการถวายสัตว์หัวปีที่สมบูรณ์ให้พระเจ้า  นำเอาโลหิตของสัตว์ที่บริสุทธิ์นั้น มาถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้กับตัวเองปีต่อปี ผ่อนปีต่อปี พระเจ้าถือว่าเป็นผู้ชอบธรรม  ผ่าน นึกออกใช่ไหม? พันธสัญญาเดิม แต่ขณะที่มีพันธสัญญาเดิม เลือดสัตว์ พระเจ้าได้บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าพันธสัญญานี้ ใช้เลือดสัตว์ ใช้ชั่วคราว แต่วันหนึ่งเราจะส่งมา คือพระบุตรของเรา แกะของเรา บุตรของเราเอง จะส่งมา เพื่อเป็นพันธสัญญา ที่เป็นถาวร อีกครั้งหนึ่ง ให้รอ นึกภาพออกใช่ไหม? ให้รอ เพราะฉะนั้น เมื่อพระเยซูมา แล้วพระเยซูก็จะเป็นตัวเริ่มต้นของพันธสัญญาใหม่ ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะมาทำกับมนุษย์ ก็คือชาวยิวเป็นพวกแรก  อย่างที่เคยบอกนั้น เบื้องหลัง ก็คือพูดถึงชาวยิวเมื่อไร ก็คือกลุ่มมนุษย์กลุ่มแรก เป็นชาวยิว ซึ่งเล็งไปถึงคนต่างชาติ ก็คือมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้นั่นเอง

ครั้งนี้ คือครั้งที่เขาฆ่าพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า ในครั้งนี้มีค่าเท่ากับว่าเขากำลังถวายพระบุตร  ถวายพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  ที่บริสุทธิ์สมบูรณ์ เป็นมนุษย์คนแรก  คนเดียวที่ไม่มีบาปเลย  ไม่เคยทำบาปเลย  ให้กับพระเจ้า  พอมองภาพออกไหม?  ก่อนหน้านี้มาหลายพันปี  เขาอยู่ในพันธสัญญาเดิม เขาถวายสัตว์อันบริสุทธิ์ แด่พระเจ้า รับการไถ่ชั่วคราวปีต่อปี แต่ตอนนี้เขากำลังมอบถวาย ฆ่าพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่บริสุทธิ์ มนุษย์พันธุ์ใหม่ที่บริสุทธิ์ ให้กับพระเจ้าที่เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้ตัว  แต่เขากำลังทำสิ่งนี้แหละ

เพราะคนที่มอบถวายพระเยซูคริสต์ ให้กับปีลาตเอาไปฆ่าให้ตายนั้น  เป็นผู้รับผิดชอบ ก็คือเป็นผู้ฆ่าพระเยซูนั่นเอง  ใครเป็นผู้มอบพระเยซูให้กับปีลาตเอาไปฆ่า ก็คือหัวหน้าปุโรหิต พวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ พวกสภาปกครอง ประเทศอิสราเอล ก็คือชาวยิว และประชาชนทั้งปวง บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เลย จะมองเห็นภาพไหม? นี่คือเบื้องหลัง เขาจะต่อต้านพระเยซูจนไปถึงตรงนี้ เท่ากับว่าปุโรหิตที่เป็นผู้ที่มีหน้าที่ถวายสัตว์ให้กับพระเจ้าในอดีตนั้น  ตอนนี้ถวายพระบุตร ถวายเลือดของมนุษย์ที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพันธสัญญาที่พระเจ้าบอกไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นเดียวกันว่า …

“วันหนึ่ง พวกเจ้าจะได้รับการไถ่อย่างถาวร โดยมนุษย์คนหนึ่งที่บริสุทธิ์”

เพราะว่าพระเยซูเป็นมนุษย์คนแรก ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่าบุตรหัวปี คือคนแรก … คนแรกและคนเดียวที่เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ไม่มีบาปเลย สมบูรณ์ สะอาด บริสุทธิ์ ถูกนำไปฆ่า โดยการยินยอมของพระองค์เอง พระองค์บอกว่าถ้าพระองค์ไม่ยอม ไม่มีใครฆ่าพระองค์ได้ แต่พระองค์ทรงยอม ให้เขานำไปฆ่า เพื่อนำโลหิตถวายแด่พระเจ้า เป็นพันธสัญญาโลหิตอันบริสุทธิ์  เพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษยชาติ  ครั้งเดียวเป็นพอ พระคัมภีร์บันทึกไว้  เพื่อไถ่บาปให้พวกเขา พวกปุโรหิต พวกธรรมาจารย์ พวกชาวยิวที่นำพระองค์ไปฆ่า  และเล็งไปถึงไถ่ให้กับคนต่างชาติด้วยเช่นเดียวกัน มนุษย์ทุกคนนั่นเอง

และทั้งหมดนี้มันตรงตามคำเผยพระวจนะที่พระเจ้าบอกไว้ ตั้งแต่ปฐมกาลมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งหลายพันปีว่าพระเยซูจะเป็นแกะปัสกา ปัสกาอะไร? ปัสกาสุดท้ายของพันธสัญญาเก่า  พันธสัญญาเก่าใช้ถวายเลือดสัตว์มาเป็นเวลาพันๆ ปี พอถวายพระเยซู พระเยซูจะเป็นแกะปัสกาคนสุดท้าย  พระองค์จึงเป็นจุดจบ ที่จะยกเลิกพันธสัญญาเดิม จุดจบ เพราะว่าพระองค์มาทำให้สมบูรณ์ดีกว่า เป็นคนแรกที่เริ่มต้นเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ ด้วยโลหิตของพระเยซูคริสต์

เริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ เป็นมนุษย์คนแรกที่เป็นขึ้นจากความตาย  เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่คนแรก คนแรกก็แสดงว่าต้องมีคนต่อๆ ไป  ก็คือเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่คนแรกที่เป็นขึ้นจากความตาย ชำระบาปให้กับมนุษย์  เพื่อให้มนุษย์ทุกคนที่จะสามารถได้เป็นขึ้นมาใหม่เหมือนพระองค์ ได้ย้ายมาอยู่ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่เช่นเดียวกัน

นี่คือสิ่งที่พระองค์มากระทำบนโลกใบนี้ แล้วกำลังประกาศ กำลังบอกพวกเขา ชี้ให้เขาเห็นสิ่งเหล่านี้ ซึ่งพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว ก็คือคำเผยพระวจนะ บอกมาตั้งแต่ปฐมกาลว่าจะเป็นอย่างนี้ วันหนึ่งข้างหน้า พระบุตรจะมาเป็นแกะปัสกา เป็นเมษโปดก เพราะฉะนั้น วันที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้น ก็คือเป็นปัสกาครั้งสุดท้าย ที่มนุษย์จะถวายแด่พระเจ้า ก็คือพระเยซูคริสต์ บันทึกไว้ตลอด จนพระเยซูมาเกิดจริงๆ เป็นมนุษย์จริงๆ เตรียมตัว 3 ปีนี้ แล้วประกาศสิ่งเหล่านี้

ในหนังสือยอห์น 1:15-18 เรื่องราวเกี่ยวกับผู้เผยพระวจนะคนสุดท้าย ที่ได้บอกเรื่องนี้อีกแล้ว บอกมาเป็นพันๆ ปีแล้วใช่ไหม? พอพระเยซูมาเกิดจริงๆ ยอห์นบัพติศโต ก็เป็นผู้เผยพระวจนะที่มาพูดซ้ำอีกทีหนึ่งว่ามาแล้ว สิ่งที่สัญญาไว้ พระเมษโปดก พระบุตรของพระเจ้า ลูกแกะของพระเจ้ามาแล้วตอนนี้ มาจัดการงานนี้แล้ว ถึงเวลาแล้ว ที่บันทึกไว้ในหนังสือ ยอห์น 1:15-18

ยอห์น 1:15-18 “15 ยอห์น (ยอห์น บัพติศโต) เป็นพยานเกี่ยวกับพระองค์ เขาร้องประกาศว่า “นี่คือผู้ซึ่งเราได้บอกไว้ว่า ‘พระองค์ผู้เสด็จมาภายหลังเรา ทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนเรา’ 16 เราทั้งปวงได้รับพระพรครั้งแล้วครั้งเล่า จากความบริบูรณ์แห่งพระคุณของพระองค์ 17 เพราะบทบัญญัติประทานมาทางโมเสส ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์ 18 ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า แต่พระเจ้า คือพระบุตรองค์เดียว ผู้ทรงอยู่เคียงข้างพระบิดาได้ทรงทำให้พระองค์เป็นที่ประจักษ์แล้ว”

 

คือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า และเดินอยู่บนโลกใบนี้แล้วนั่นเอง ในยอห์น 1:29-30 ได้ประกาศอย่างนี้ว่า …

ยอห์น 1:29-30 “29 วันต่อมา ยอห์นเห็นพระเยซูเสด็จมาทางเขา จึงกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป 30 นี่แหละ คือผู้ที่เราหมายถึงเมื่อเรากล่าวว่า ‘พระองค์ผู้ทรงมาภายหลังเรา ทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนเรา”

 

นี่แหละ พระเมษโปดกที่สัญญาไว้ จะมาบัพติศมาในน้ำ ให้ประชาชนได้เห็นตามคำเผยพระวจนะที่ได้บอกไว้ ยอห์นบัพติศโตประกาศดังลั่น  ผู้คนได้ยินได้ฟัง ได้ชัดเจนว่า …

“คนนี้เป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า”

พระเมษโปดก แปลว่าลูกแกะของพระเจ้า ที่พระเจ้าสัญญาว่าจะมอบให้กับมนุษย์  เพื่อเอามาไถ่บาป

พระองค์เป็นพระเจ้านั่นเอง  นี่คือคำเผยพระวจนะสุดท้าย ก่อนที่พระเยซูจะทำงานให้สำเร็จ ตามคำเผยพระวจนะมาหลายพันปี  ก็คือก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์

พระองค์มากระทำการงานอย่างนี้ นี่คือเบื้องหลัง เพื่อให้ท่านได้เห็นว่าพระเยซูกำลังมาทำอะไร? พระองค์ไม่ได้มาสอนเรื่องศีลธรรม การทำดีทำชั่ว มีคนสอนเยอะแยะแล้ว  พอแล้ว คนก็รู้อยู่แล้ว  แต่มันทำไม่ได้เท่านั้นเอง บทบัญญัติก็มีหมดแล้ว บทบัญญัติของชาวยิวก็เขียนไว้ในแผ่นหิน แผ่นศิลากับบนหนังสัตว์  สำหรับคนต่างชาติก็เขียนอยู่ในใจของเขา และคนต่างชาติก็รู้จักในใจ ก็เขียนออกมาเอง เป็นกฎระเบียบทางศาสนา ทางสังคม จริยธรรมอะไรต่างๆ มาตั้งนานแล้ว  แต่กลุ่มไหนกลุ่มนั้น ก็เขียนออกมาจากใจ เพราะรู้ว่าอันนี้มันดี  อันนี้ไม่ดี เขียนออกมาให้เห็น สิ่งเหล่านี้ เรียกว่ากฎบัญญัติ เรียกว่ากฎหมาย เรียกว่ากฎศีลธรรม  เรียกว่ากฎแห่งการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำอย่างนี้จะได้ดี ทำอย่างนี้จะได้ชั่ว ให้ทำดีนะ ละชั่วนะ แต่พระเยซูไม่ได้มาสอนสิ่งเหล่านี้ พระองค์มาบอกว่าพระองค์กำลังมาทำสิ่งที่พระเจ้าบอกไว้ตั้งแต่ปฐมกาลนั้น ที่ผมเล่าตั้งแต่ปฐมกาลหลายพันปี ผมเล่าแค่ 15 นาทีเอง เพื่อเวลาเราเรียนรู้ถ้อยคำพระเจ้า จะได้เข้าใจว่าที่เขียนไว้ตรงนี้ หมายถึงอะไร? ที่พระเยซูพูดตรงนี้หมายถึงอะไร? พระเยซูพูดต่างๆ ทั้งหมด มันเกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณทั้งสิ้น โลกวิญญาณ คือเรื่องเมื่อตะกี้นี้ทั้งหมด เกี่ยวกับมนุษย์ทั้งสิ้น การถวายเลือดสัตว์ ก็เกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณ พระคัมภีร์เก่าถวายเลือดสัตว์ เกี่ยวอะไรกับโลกวิญญาณ มาพระคัมภีร์ใหม่ ถวายเลือดของพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า มันเกี่ยวอะไรกับโลกวิญญาณ ฟังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ท่านอาจจะค่อยๆ ซึมซับ เข้าใจมากขึ้น พระเยซูกำลังมาชี้ให้เห็นโลกฝ่ายวิญญาณว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วชี้ให้เห็นถึงลักษณะของความรัก ความอ่อนโยนของพระองค์

มาเข้าเรื่องของวันนี้ คำเทศนาบนภูเขา EP.3 “กฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์ ถ้าเป็นไปตามพระคัมภีร์ ก็ต้องใช้คำนี้ว่ากฎบัญญัติ ทำพลาดบัญญัติเพียงข้อเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์ อันนี้แบบคริสเตียนใช่ไหม? แต่ผมแปล เพื่อให้คริสเตียนก็เข้าใจ และไม่ใช่คริสเตียนก็เข้าใจว่ากฎแห่งกรรม ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์

ใจท่านรู้ไหมว่าท่านทำบาป ในนี้ต้องรู้อยู่แล้วนะ สำหรับชาวยิว รู้ไหมว่าทำบาป มันไม่ตรงกับบัญญัติ ก็คือทำบาป ครั้งเดียวก็ไม่ได้ไปสวรรค์

ครั้งที่แล้ว ได้บอกว่าพระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างบทบัญญัติ พระเยซูมาล้มล้างกฎแห่งกรรม เขาว่าพระองค์ว่าอย่างนี้ ใครเป็นคนกล่าวหาพระเยซู อันดับแรกที่เราควรจะเรียนรู้ ตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ก็คือกำลังพูดกับชาวยิว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้  ที่วันนี้เราพูดถึง  ถูกกล่าวหา ใครเป็นคนกล่าวหา  พวกชาวยิวที่เป็นหัวหน้าธรรมาจารย์ต่างๆ เหล่านั้น ฟาริสี พวกหัวหน้าปุโรหิตเหล่านั้น ซึ่งปูพื้นให้แล้ว  ปฏิเสธ ต่อต้านพระองค์ ในที่สุดจะฆ่าพระองค์ให้ตาย  และพระองค์ยอมด้วย  ท่านเห็นแล้ว เข้าใจแล้ว คนเหล่านี้แหละ พระคัมภีร์จึงบอกว่าพระองค์ถูกฆ่าให้ตาย โดยพวกเหล่าคนที่พระองค์มาไถ่บาปเขามาช่วยเขา ซึ่งในที่นี้ ก็คือชาวยิวนั่นเอง มาดูว่าพระเยซูตอบพวกเขาอย่างไรว่าไม่ใช่หรอก บอกว่าเราไม่ได้มาทำอย่างนั้น เราจะมาชี้ความเป็นจริงในโลกฝ่ายวิญญาณให้ท่านได้เห็นมากกว่า  เราลองมาวิเคราะห์กันดูตามข้อความ มัทธิว 5:18 วันนี้เริ่มต้น …

มัทธิว 5:18  “เราขอบอกความจริงกับท่านว่าตราบที่สวรรค์และโลกคงอยู่ แม้แต่ตัวหนังสือเล็กสุด หรือจุดๆ หนึ่ง จะไม่ถูกตัดออกไปจากกฎบัญญัติ จนกว่าทุกสิ่งที่บันทึกไว้ จะสัมฤทธิ์ผลตามกฎนั้น”

 

มัทธิว 5:18 พระเยซูคริสต์แย้งกับพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ พวกเหล่าหัวหน้าปุโรหิตเหล่านั้น ที่ต่อต้านพระองค์ ที่กล่าวหาพระองค์ พระองค์แย้งว่าพระองค์ไม่ได้มาล้มกฎบัญญัติสักหน่อย แต่มาเสริมให้เข้มข้นขึ้น ตามเป้าหมายของธรรมบัญญัตินั้น  พระองค์บอกว่าตราบใดที่โลกนี้ยังอยู่ กฎของความบาปและความตาย  กฎของการกระทำ หมายถึงบทบัญญัติเหล่านี้ คือกฎศีลธรรมเหล่านี้ กฎของการทำดีทำชั่ว  ก็คือกฎของตาต่อตา ฟันต่อฟัน  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันยังคงอยู่ตลอดไป จนกว่าจะสิ้นโลก ในวันพิพากษาโลก โลกดับสูญไป  นั่นคือวันที่บทบัญญัตินี้จะหมดไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในวันพิพากษา ก็คือวันจบสิ้นว่าโอเค ที่ทำไปทั้งหมด ที่อยู่ในกฎของความบาป กฎบัญญัติเหล่านั้น กฎทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ให้พระเจ้าพิพากษาว่าสรุปแล้วทำดีมากกว่าทำชั่ว หรือทำชั่วมากกว่าทำดี ได้ไปสวรรค์ไหม? ผ่านพ้นจากการพิพากษาของพระเจ้าไหม? โดยเกณฑ์ของพระเจ้า ก็คือทำผิดเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ผ่านแล้ว นี่คือวันพิพากษา  แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงวันพิพากษา  ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ นึกภาพออกใช่ไหม?

พระเยซูคริสต์กำลังมาประกาศความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณว่า … “อย่าคิดในใจ และปฏิเสธ ต่อต้านเรา  อย่าคิดว่าเรามา เพื่อลบล้างความศักดิ์สิทธิ์ ความเที่ยงธรรมของบทบัญญัติ  หรือให้ความสำคัญกับบทบัญญัติน้อยลง”

พวกฟาริสีพวกนี้ เขามองดูภายนอก เขาเห็นพระเยซูทำ เขาคิดว่าพระเยซูไม่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบ

พระเยซูบอกว่า  … “แต่เรามา เพื่อย้ำยืนยันให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์เที่ยงธรรมของบทบัญญัติ และให้ความสำคัญที่สุดกับบทบัญญัติมากกว่าพวกท่านเสียอีก พวกฟาริสี และธรรมาจารย์เอ๋ย”

มากอย่างไร?  พระองค์บอกว่าต้องทำให้ครบร้อย ฟาริสีบอกไม่ต้องครบร้อยก็ได้ ใครให้ความสำคัญมากกว่ากัน

พระเยซูอธิบายว่า … “คือท่านคิดว่าการรักษาบทบัญญัติให้มากที่สุดเท่าที่พยายามทำให้ได้นั้น ก็เป็นที่ดีแล้ว  เพียงพอแล้ว  สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ผิดพลาดไปบ้างอะไรต่างๆ เหล่านั้น ไม่เป็นไรหรอก  พระเจ้าคงเข้าใจดีมั้งว่าเราพยายามที่สุดแล้ว  พระเจ้าพอใจแล้ว พระเจ้าจะได้นับเราเป็นผู้ชอบธรรม เป็นคนดีคนหนึ่ง ผ่านการพิพากษาได้  และสามารถไปอยู่ในสวรรค์ได้ ทั้งๆ ที่ทำไม่ครบ”

พูดง่ายๆ ทำชั่ว ทำบาป  แต่คิดว่ามันนิดหน่อยน่า พระเจ้าคงเข้าใจ ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรม รักษาบทบัญญัติ อย่างตรงไปตรงมา ไม่มีลำเอียง รักเขาไหม? รัก แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล เป็นผู้ดูแลความยุติธรรมของโลกใบนี้ทั้งสิ้น  กฎก็ต้องเป็นกฎ เห็นภาพนะ นี่คือสิ่งที่พระเยซูพยายามชี้ให้พวกเขาเห็น

พระเยซูบอกว่า … “เราบอกความจริงว่าถ้าท่านพึ่งการกระทำของตนเอง ในการประพฤติตนตามบทบัญญัติ พยายามทำบทบัญญัติให้ตรง เพื่อจะได้เป็นผู้ชอบธรรมนั้น ท่านต้องรักษาบทบัญญัติและประพฤติตามนั้นทุกข้อ ทุกจุด จุดขีด ไม่เว้นเลยแม้แต่นิดหนึ่ง”

นี่คือสิ่งที่พระองค์อธิบายให้เขาฟัง แย้งให้เขาฟัง ทุกอย่างท่านต้องทำให้ถูกต้องหมดเลย เว้นไม่ได้เลย  ไม่ว่าจะเป็นข้อที่ท่านคิดเองว่าเล็กน้อยเท่านั้น ท่านก็ต้องรักษาไว้ด้วย เพราะมันเป็นกฎ จะมาบอกเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ พระองค์กำลังบอกใครให้ความสำคัญกับบทบัญญัติมากกว่ากัน เห็นภาพไหมครับ?

“แม้เล็กๆ น้อยๆ ท่านบอกไม่เป็นไร? เรากำลังบอกท่านต้องรักษาให้ครบ 100% เลย จุดหนึ่ง ขีดหนึ่ง ก็ลบออกไปไม่ได้ ท่านบอกว่าแค่คิดมีความกำหนัดในเพศตรงข้าม แค่คิดเกลียดคนนี้ อิจฉาคนนี้หน่อยหนึ่ง ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้ทำสักหน่อย เราบอกว่านั่นแหละ ก็ตกนรกแล้ว ไม่ผ่านแล้ว”

ใครให้ความสำคัญกับกฎมากกว่า ใครเป็นคนลบล้างกฎ เรามา เพื่อทำให้มันครบถ้วนบริบูรณ์ นี่มันแปลว่าอย่างนี้  ท่านต้องรักษาให้ครบ 100%  ตามที่เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัตินั้น บทบัญญัติ กฎหมายเขียนไว้อย่างไร? ท่านต้องทำหมด ทุกจุด ทุกขีด  ถึงจะเป็นที่พอใจของพระเจ้าได้ และผ่านการพิพากษาได้  และพระเจ้าจะรับท่านเป็นผู้ชอบธรรม เข้าอยู่ในสวรรค์ได้ เห็นภาพไหม?

ท่านบอก … “ไม่เป็นไรหรอก นิดเดียว”

แต่พระเยซูกำลังบอกว่า … “ไม่ได้ ต้องครบ 100”

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ไม่มีมนุษย์คนใดเลย ที่สามารถทำได้ ถูกไหมครับ? เราก็รู้อยู่ ไม่มีมนุษย์ผู้ใดไม่เคยทำผิดเลยแม้แต่ข้อเดียว  ไม่มีมนุษย์คนใดไม่เคยทำบาปเลย  แม้แต่ครั้งเดียว  ถูกไหม? เพราะฉะนั้น พระเจ้าจึงส่งเรามาไง

พระเยซูจึงบอก … “พระเจ้าจึงส่งเรามา เป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อช่วยและชี้ให้ท่านเห็นถึงความจริงเหล่านี้  เพื่อท่านจะได้ถ่อมใจลง และกลับใจเสียใหม่ ไม่พึ่งพาความชอบธรรม และการกระทำตามบทบัญญัติของตนเอง”

แต่ทำอะไร? “กลับใจ ยอมรับว่าเราทำไม่ได้หมดหรอก  ถ้าถ่อมใจเมื่อไร? ก็จะเห็นตัวเองว่าเราทำไม่ได้หมดจริงๆ แล้วกลับใจใหม่ หันมาพึ่งพาพระองค์ พระองค์บอกแล้วให้วางใจในพระองค์ วางใจในพระบุตรที่พระเจ้าทรงประทานให้  และเรา คือผู้นั้นแหละ ที่พระเจ้าทรงส่งมา ช่วยท่านทั้งหลาย  ที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์เดิมที่เกี่ยวกับเรา หลายพันปีแล้ว คือตัวเรานั่นแหละ มาแล้วตอนนี้  กลับใจเสียใหม่เถิด”

เพื่ออะไร? “เมื่อท่านกลับใจมาหาเรา วางใจในเราว่าเราคือพระมาซีฮาห์  ที่พระเจ้าส่งมา เพื่อช่วยท่านทั้งหลาย สิ่งที่ท่านวางใจในเรานั่นแหละ เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า และพระเจ้าก็จะรับท่านเป็นผู้ชอบธรรมของพระองค์ ผ่านทางความเชื่อในเรา ตรงนี้เรียกว่าพระคุณความรอด เรียกว่าพระคุณ ไม่ใช่กฎ บทบัญญัติ ต้องทำตาม ตาต่อตา ฟันต่อฟันอีกแล้ว แต่เป็นพระคุณ ให้เปล่าๆ ให้ฟรีๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย  คือเรามาช่วยท่าน”

นี่พระเยซูกำลังชี้ให้เขาเห็นอย่างนี้ ถามว่าทั้งหมดนี้ พระองค์กำลังสอนศีลธรรมหรือ?  ไม่ใช่เลยเห็นไหม? หลายคนไม่เข้าใจ นึกว่าพระองค์บอกว่าทุกจุด ทุกขีด ต้องทำให้ครบ 100% เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้ครบ 100% ต้องพยายามทำ คิดชั่ว คิดไม่ดี ก็ …

“พระเจ้ายกโทษให้ลูกด้วย ลูกคิดไม่ดี ต้องคิดให้ดี ไม่อย่างนั้นตกนรกแน่นอน”

มันใช่ไหมล่ะ? มันไม่ใช่  ไม่ตรงตามบริบท ที่พระเยซูกำลังบอก  มันไม่มีใครทำได้ ถ้าเราจะทำตามพระเยซู มีใครทำได้ไหม? ใครรักษาได้ครบร้อย ไม่มีเลย  เพราะฉะนั้น ในหนังสือกาลาเทียจึงบันทึกไว้อย่างนี้  ในกาลาเทีย 3:10-11 ซึ่งเปาโลได้เขียนมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ในเปาโล ก็คือวิญญาณของพระคริสต์  ก็คือพระเยซูคริสต์ได้พูดตอนสมัยพระคัมภีร์ใหม่แล้ว  ตอนที่มีคริสเตียนแล้ว อธิบายตรงนี้ให้ฟัง จะเห็นชัดเลย มันก็คือจุดหมายเดียวกัน กาลาเทีย 3:10-11 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

กาลาเทีย 3:10-11 “10 คนทั้งปวงที่พึ่งการทำตามบทบัญญัติ ก็ถูกสาปแช่ง เพราะมีเขียนไว้ว่า “ขอแช่งทุกคนที่ไม่ปฏิบัติตาม ทุกสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัติ” 11 เห็นได้ชัดว่าต่อหน้าพระเจ้า ไม่มีใครถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมได้โดยบทบัญญัติ เพราะว่า “คนชอบธรรมจะดำรงชีวิต โดยความเชื่อ”

 

นี่คือคำชี้ให้เห็นถึงโลกวิญญาณของพระเยซู ตอนที่พระเยซูเข้ามาสถิตอยู่ในมนุษย์ผู้ที่เชื่อในพระองค์แล้ว หลังจากมีคริสเตียนแล้ว โดยพระวิญญาณของพระคริสต์ได้บอกว่า …

“ขอแช่งทุกคนที่ไม่ปฏิบัติตามทุกสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัติ”

“ทุกสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัติ” ก็คือทุกสิ่ง ทุกจุด ทุกขีดที่เขียนในหนังสือบทบัญญัติ เขียนไว้ในกฎแห่งกรรม เขียนไว้ในกฎการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว กฎศีลธรรม ต้องทำให้ครบ เหมือนกันไหม? เหมือนกับมัทธิวที่พระองค์ทรงพูด เหมือนกันไม่มีผิดเลย ทุกจุด ทุกขีด ต้องทำให้ครบ ถ้าไม่ครบ ถูกสาปแช่ง  ก็คือไปไม่รอด ไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้ชอบธรรม  ไม่ผ่านการพิพากษานั่นเอง

การพิพากษา คือหลังความตาย วิญญาณจะอยู่ในนรกหรืออยู่ในสวรรค์ อยู่ในที่พินาศ อยู่ในที่มืด หรืออยู่กับพระเจ้าในสวรรค์นั่นเอง หลังความตายจะเข้าสู่การพิพากษา พิพากษาตามการกระทำของแต่ละคน

ในข้อ 11 บอกว่า “เห็นได้ชัดว่าต่อหน้าพระเจ้า” พระเยซูประกาศ “ต่อหน้าพระเจ้า ไม่มีใครถูกนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมได้ โดยรักษาบทบัญญัติเลยแม้แต่คนเดียว เพราะจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ต้องดำเนินชีวิตแบบเชื่อเท่านั้น”

เชื่ออะไร? ก็คือวางใจในพระบุตร  วางใจในพระมาซีฮาห์ ที่พระเจ้าส่งมานั่นแหละถึงจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ ถ้าทำด้วยตนเอง ไปไม่รอดแน่นอน

ยากอบ 2:10 ก็ได้บันทึกอย่างนี้เหมือนกัน พระเยซูก็พูดให้ฟังอย่างนี้  ที่ผมพยายามอธิบายและพูดข้ามไปเลยว่าพระเยซูพูดให้ฟัง ทั้งๆ ที่หนังสือยากอบนั้น ยากอบเป็นคนเขียน  แต่เขียนจากการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตภายใน พระวิญญาณสถิตนั่นแหละ คือพระวิญญาณของพระคริสต์ ก็คือพระเยซูคริสต์เป็นผู้อธิบายสิ่งนี้  เพื่อเอามายืนยันกับท่านว่านี่คือคำพูดอันเดียวกันกับตอนที่พระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้ ในหนังสือมัทธิวที่เรากำลังเรียนอยู่ ที่ประกาศบนภูเขานี้  อันเดียวกันนั่นแหละ …

ยากอบ 2:10 “เพราะผู้ใดทำตามบทบัญญัติทั้งหมด แต่พลาดไปจุดเดียว ก็มีความผิด เท่ากับละเมิดบทบัญญัติทั้งหมด”

 

“แต่พลาดไปจุดเดียว ก็มีความผิดเท่ากับละเมิดบทบัญญัติทั้งหมด” จุดๆ หนึ่ง ขีดๆ หนึ่ง ก็ผิดไม่ได้เลย เหมือนหัวข้อเรื่องในวันนี้ ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า “กฎแห่งกรรม ทำผิดเพียงครั้งเดียว ก็ไม่ได้ไปสวรรค์” เหมือนกันไหม? พลาดไปจุดเดียวก็เท่ากับละเมิดบทบัญญัติทั้งหมด ไม่ได้ไปสวรรค์หรอก พระเยซูประกาศ เตือน ชี้ให้เห็นถึงโลกฝ่ายวิญญาณว่ามันเป็นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น เตือนบอกว่า … “พี่น้องชาวยิวและเล็งไปถึงมนุษย์ทั้งหลายบนโลก เฮ้ย! น้องๆ อย่าสร้างความชอบธรรมของตนเองขึ้นมาด้วยการกระทำดีตามบทบัญญัติ มันเป็นไปไม่ได้หรอก  อย่าพยายามทำ ให้มันครบร้อย เพื่อจะได้ไปสวรรค์ มันทำไม่ได้  แต่ให้มาแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าดีกว่า จงยอมถ่อมใจและยอมรับความจริงว่าตนเองช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็คือยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป แล้วต้องการรับการช่วยเหลือ อย่าเย่อหยิ่งเลย”

มัทธิว 5:19 “เพราะฉะนั้น ใครทำให้ข้อเล็กน้อยเพียงข้อหนึ่งในพระบัญญัตินี้ มีความสำคัญน้อยลง และสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ แต่ใครที่ประพฤติจนเป็นวิสัย (ครบถ้วน) และสอนผู้อื่นให้ทำตามธรรมบัญญัติ คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์”

 

พระองค์ทรงชี้ให้เห็นต่อว่า … “เพราะฉะนั้น ใครทำให้ข้อเล็กน้อยเพียงข้อหนึ่งในบทบัญญัตินี้ มีความสำคัญน้อยลง และสอนคนอื่นอีกต่างหาก ให้ทำอย่างนั้นด้วย คนนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์”

ก็คือคนที่สอนคนอื่นว่า … “เฮ้ย! พยายามทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ได้แค่ไหน ก็เอาแค่นั้น พระเจ้าเข้าใจน่า”

คนเหล่านี้ คนเล็กน้อย เป็นจำนวนของชาวยิว หมายถึงไม่ได้ไปสวรรค์ ไม่ใช่เข้าสวรรค์แล้วเป็นคนเล็กน้อย หมายถึงไม่มี ในสวรรค์ไม่มีคนเล็กน้อย  ในสวรรค์ไม่มีคนใหญ่สุด ในสวรรค์มีคนเท่าๆ กันหมด พอเข้าใจใช่ไหม?  เพราะฉะนั้น ก็หมายถึงว่าไม่ได้เข้าสวรรค์นั่นเอง  นี่คือพวกแรก ที่ไม่ได้เข้าสวรรค์ คือพวกที่ …

“นิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไรหรอก เราพยายามที่สุด ก็แล้วกัน ผิดศีลไป 3-4 ข้อไม่เป็นไรหรอก เพราะเราทำและรักษาได้ตั้งแยะแล้ว  เราพยายามที่สุดแล้ว พระเจ้าคงเข้าใจ”

รู้แล้วนะว่าตรงนี้ พระเจ้าไม่เข้าใจ เพราะว่ากฎหมาย ก็คือเป็นกฎหมาย

และพวกที่ 2 คือใคร? อีกพวกหนึ่ง ในข้อ 20 ก็คือคนที่ยึดมั่น ถือมั่น มั่นใจว่าตัวเองทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว …

“ฉันทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว และพยายามสอนคนอื่นให้สมบูรณ์เหมือนฉันสิ นี่ฉันอดอาหารอธิษฐาน ฉันถวายสิบลด ฉันไปวิหารครบถ้วนบริบูรณ์ พระเจ้าบอก 3 ครั้ง ฉันก็ทำตามหมดเลยทุกอย่าง ฉันรักษาวันสะบาโตด้วย ฉันทำทุกอย่างเลย เพราะฉะนั้น ฉันมั่นใจในตัวเอง เธอต้องทำตามที่ฉันทำ ทำไมไม่รักษาวันสะบาโต วันสะบาโตทำงานทำไม? วันสะบาโตยังไปรักษาคนป่วยอีก วันสะบาโตยังไปเก็บรวงข้าวที่ตกอยู่อีกหรือ?”

อะไรประมาณนั้น นึกภาพออกใช่ไหม?ไปจี้คนอื่นเขา ให้พยายามทำสมบูรณ์เหมือนกับตนเองคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แล้ว  ซึ่งเป็นการหลอกตัวเอง พระเยซูพูดอย่างนี้แหละ ซึ่งเป็นการหลอกตัวเอง ทะนงตนว่ารักษาบทบัญญัติ  10 ประการได้อย่างเคร่งครัดเลย

“ฉันรักษาบทบัญญัติ 10 ประการได้อย่างเคร่งครัดแล้ว ทำตามบทบัญญัติเป๊ะเลย เธอต้องรักษา เธอรักษาได้กี่ข้อแล้ว”

“ได้ 7 ข้อเอง”

“ท่านต้องพยายามทำต่อไป ฉันรักษาบทบัญญัติ และกฎอีก 603 ข้อ ทั้งหมด 613 ข้อ ฉันรักษามาได้ 500 ข้อแล้ว ตรงเป๊ะเลย เธอรักษาได้เท่าไร? เพิ่งจะ 70 เองหรือ! ต้องทำต่อไป ไม่ทำ เดี๋ยวตกนรกนะ เธอเป็นคนบาป ไม่ได้ไปสวรรค์แน่นอน พระเจ้าเกลียดเธอนะ  ไม่ชอบเธอ เธอเป็นคนเก็บภาษี เธอไม่รักษาวันสะบาโต ไม่เหมือนฉัน”

ทั้งๆ ที่ตอนไปชี้ ไปว่าคนอื่นเขา ตัวเองในใจก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถรักษามันครบทุกข้อได้ ถูกไหม? รู้ตัวเองว่าบกพร่องอยู่แล้ว แต่เย่อหยิ่ง ซึ่งพระเยซูเรียกผู้คนเหล่านี้ ซึ่งก็คือพวกปุโรหิต หัวหน้าปุโรหิต  พวกธรรมาจารย์ พวกฟาริสีที่จับพระองค์ไปฆ่า พระองค์เรียกคนเหล่านี้ด้วยความรักนะ ไม่ได้เกลียดชัง  เพื่อจะชี้ให้เขาเห็น พระองค์เรียกพวกเขาว่าพวกหน้าซื่อใจคด คือต่อหน้าทำเป็นคนเคร่งศาสนา  เคร่งบทบัญญัติมาก  ทำได้ดีหมดเลย  ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ครบหมดบริบูรณ์ แต่ทำท่าว่าทำดีมากเลย แล้วก็คอยชี้นิ้วคนอื่นว่าคนนี้ทำไม่ดี คนนั้นทำไม่ดี คนนี้บาปหนา เพราะว่าเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ พระเยซูบอกคนที่ตัดสินคนอื่นเขาอย่างนี้ ตัวเขาเองก็จะถูกตัดสินแบบเดียวกัน

พระเจ้าก็หันมาดู … “แล้ว เธอทำดีครบไหม?”

ไม่ครบเหมือนกัน  ไปตัดสินเขาอย่างนี้  ตามกฎ พระเจ้าก็จะตัดสินเขาตามกฎเหมือนกัน  ซึ่งในความเป็นจริง ก็คือไม่มีใครสักคนหนึ่งได้เข้าสวรรค์เลย  โดยการพึ่งพาการกระทำของตนเอง ตามบทบัญญัติให้ได้ครบ 100%  ไม่ว่าจะทำได้มากหรือน้อยก็ตาม ไม่มีใครสามารถทำได้เลย  พระเยซูจึงบอกไง บอกว่าใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองทำได้ ที่ในนี้เขียนว่าแต่ใครที่ประพฤติจนเป็นนิสัย ก็คือประพฤติเป็นธรรมชาติ จากวิญญาณของเขา  พระเยซูกำลังบอก ใครที่ประพฤติตนตามบทบัญญัติได้ ไม่ผิดเลยแม้แต่ข้อเดียว ตามธรรมชาติในวิญญาณของเขาเลยนะ จากข้างในเลย ไม่เคยคิดชั่วเลย แล้วก็สอนคนอื่น บอกให้ทำตามเขาว่าต้องบริสุทธิ์อย่างนี้ ถึงจะเข้าสวรรค์ได้  คนนั้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ มีไหม? มีใครทำได้ไหม? ไม่มีเลยสักคนหนึ่ง

เพราะฉะนั้น สำหรับมนุษย์แล้ว ไม่มีใครเข้าสวรรค์ได้สักคนหนึ่งเลย ในข้อนี้ แต่ใครที่ประพฤติจนเป็นวิสัย จนเป็นธรรมชาติ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ตามบทบัญญัติได้นั้น และสอนคนอื่นให้ทำตามบทบัญญัตินั้น ให้บริสุทธิ์อย่างนั้นด้วย เขาทำได้ด้วย แล้วก็บอกคนอื่น ต้องบริสุทธิ์นะ ถึงจะเข้าสวรรค์ได้ คนนั้น เป็นใหญ่ในสวรรค์ มีเพียงผู้เดียว ก็คือคนที่พูดนั่นเอง  ก็คือพระเยซูคริสต์ พระองค์บอกว่าพระองค์เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์ เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมา มีวิญญาณที่บริสุทธิ์สะอาด ไม่ได้มีเชื้อบาปมาจากอาดัม พระองค์เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ เหมือนมนุษย์ทั่วไป แต่ไม่มีบาป พระองค์ไม่มีความคิดชั่วเลย  ไม่มีการทำบาปเลยใน พระคัมภีร์บันทึกไว้  พระองค์ไม่เคยทำผิดเลยแม้แต่จุดๆ หนึ่ง ขีดๆ หนึ่ง พระองค์จึงเป็นใหญ่ในสวรรค์ และพระองค์ก็มาสอนให้ผู้คนบอกว่า …

“พวกเธอต้องบริสุทธิ์เหมือนฉัน เธอถึงจะเข้าสวรรค์ได้  ซึ่งการจะบริสุทธิ์เหมือนฉันได้ เธอต้องเข้ามาวางใจในฉัน และได้รับการบังเกิดใหม่ ทำด้วยตัวเองไม่มีทางหรอก”

มันหมายถึงอย่างนั้นด้วยเช่นเดียวกันในข้อนี้

สรุปว่า … “สำหรับพวกเธอ ทำไม่ได้หรอก ไม่มีใครได้เข้าไปในสวรรค์ โดยการรักษาบทบัญญัติ รักษากฎแห่งกรรม รักษากฎแห่งการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว รักษากฎแห่งศีลธรรมอันดีงาม รักษาอย่างไรก็ต้องพลาดแน่ และไม่ได้เป็นผู้ชอบธรรม ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ไม่ผ่านการพิพากษาหลังความตาย”

ผมจึงทำตรงนี้เป็นอุปมา ที่ผมคิดขึ้นมานะ อุปมาเหมือนปีนบันไดขึ้นสวรรค์ ฟังให้ดีๆ นะ มนุษย์ทุกคนเกิดมาต้องปีนบันไดขึ้นสวรรค์ทุกคน

ปีนบันได ก็คือทำความดี เพื่อไปสู่ยอดสูงสุดของบันได คือสวรรค์

ทุกคนเป็นอย่างนั้นหมด  จะรับรู้หรือไม่รับรู้ก็ตาม แต่มันเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่เกิดมาปุ๊บ ก็ปีนบันไดทันที คือปีนจากบนโลกที่ปกคลุมไปด้วยความมืด ไปสู่สวรรค์ที่เป็นอาณาจักรแห่งความสว่าง ซึ่งไม่มีใครมีความสามารถที่จะปีนขึ้นไปได้ ไม่มีใครสามารถทำความดีได้ครบถ้วน โดยไม่พลาดเลยแม้แต่ขั้นเดียว  เพื่อไปสู่ยอดสูงสุด คือสวรรค์นี้ได้เลย  เพราะว่าพลาดขั้นเดียว ครั้งเดียว ก็ตกลงมาตายเลย ทำผิดแค่จุดเล็กๆ จุดเดียว  ก็คือพลาดแล้ว แต่พระเจ้าก็ให้ตัวช่วยแก่ชาวยิวก่อน แล้วรวมไปถึงมนุษยชาตินั้นด้วย ที่เชื่อในการทรงพระชนม์ของพระองค์  คือเชื่อว่ามีพระเจ้า  การเชื่อว่ามีพระเจ้า คือความเชื่อนี้ เหมือนมีเข็มขัดนิรภัย เซฟตี้อยู่ในขณะปีน ฟังให้ดีๆ นึกภาพตาม

ขณะปีน พระเจ้าได้ให้ความเชื่อในการทรงพระชนม์ของพระองค์ เหมือนมีเข็มขัดนิรภัย เซฟตี้ พลาดตกบันได ก็ไม่ตาย มันเซฟตี้ มันห้อยอยู่ ตกลงมา ก็ปีนต่อไป เจ็บแต่ปีนต่อไป จนกว่าจะถึงสวรรค์ เขาปลอดภัยถึงสวรรค์ได้ ก็เพราะเซฟตี้ เข็มขัดนิรภัยนี้ คือความเชื่อให้พระเจ้าช่วยนั่นเอง ถูกไหม? รู้ว่าปีนไป ตกแน่ ขอมีตัวช่วย ก็คือมีพระเจ้ามาช่วย  ซึ่งในอดีตนั้น ตัวช่วยตัวนี้  เรียกว่าพันธสัญญาเดิม  ผ่านทางพันธสัญญาเดิม เป็นพันธสัญญาเลือด  ก็คือโลหิตของสัตว์ เป็นเหมือนเซฟตี้  มนุษย์ผู้ใด ที่ปีนอยู่บนบันได  ก็คือมนุษย์ผู้ใดที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนบัญญัติ ก็คือกำลังดำเนินชีวิตไต่บันไดขึ้นไป ตามกฎแห่งการทำดีทำชั่ว กฎแห่งกรรมนี้  ซึ่งสำหรับชาวยิว

ตัวอย่างนี้ ก็คือหนังสือของบทบัญญัติ ที่เขียนไว้บนแผ่นหิน บนหนังสัตว์ สำหรับชาวต่างชาติ ก็อยู่ในความรู้ดี รู้ชั่ว ในจิตสำนึกของเขาเขียนไว้  แต่พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นความสว่างบนโลกที่ปกคลุมด้วยความมืดนี้ และปีนขึ้นบันไดนี้เหมือนกัน  ปีนขึ้นไปถึงบนสวรรค์ได้  โดยไม่ต้องใช้เข็มขัดนิรภัย เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า เป็นตัวแทนของมนุษย์พันธุ์ใหม่ เป็นตัวแทนที่บริสุทธิ์ ดีพร้อม ปราศจากบาป  ไม่มีพลาดเลย ปีนขึ้นไปได้  พระองค์จึงสามารถปีนไปถึงยอดบันได ก็คือสวรรค์ได้

แล้วพอไปถึงยอดบันได ทำอะไร? โดยผ่านทางความสำเร็จบนไม้กางเขน พระองค์ได้ทรงถวายเลือดของพระองค์เอง ซึ่งเป็นไปตามแผนการของพระเจ้า ในการช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหมดไว้ โดยผ่านทางพระบุตร ตั้งนานแล้ว

และผลของการถึงสวรรค์ของพระเยซูคริสต์ และเอาเลือดไปถวายพระเจ้าปุ๊บ พระเจ้าก็จัดการพันธสัญญาใหม่ ผล ก็คือพระเจ้าก็ทำลิฟต์ไว้ให้ จากพื้นโลกไปสู่ยอด คือสวรรค์ แล้วยกเลิกเข็มขัดนิรภัย

เข็มขัดนิรภัย คือพันธสัญญาเลือด โดยเลือดสัตว์ที่บริสุทธิ์

นึกภาพออกไหม? พระองค์ก็ทรงยกเลิกเข็มขัดนิรภัยนี้ แต่ว่าบันไดเก่า บทบัญญัติเหล่านั้นที่จะขึ้นสู่ยอดสวรรค์นั้น มันยังคงอยู่  ดังนั้น ตั้งแต่วันที่พระเยซูทำงานสำเร็จ แล้วพระเจ้าทำลิฟต์นี้ขึ้นมาแล้ว มีทางขึ้นสวรรค์อยู่ 2 ทาง ทางเก่ากับทางใหม่ ทางเก่าต้องปีนบันไดขึ้นไป ทางใหม่เปลี่ยนเข้ามาในลิฟต์ ขึ้นลิฟต์เลย

พระเยซูเลยมาเตือนบอกว่า … “อย่าปีนทางเก่าเลย มันอันตราย เพราะท่านทำไม่ได้หรอก เพราะเรามีประสบการณ์ เรารู้ว่าท่านทำไม่ได้แน่นอน เราผ่านมาแล้ว  และข้อสำคัญ คือตอนนี้  ท่านปีนไม่ได้เหมือนแต่ก่อนนี้ เพราะว่าพระเจ้ายกเลิก ไม่มีเข็มขัดนิรภัยแล้วด้วย พลาดแม้ขั้นเดียว ก็ตกลงมาตายอย่างแน่นอน เพราะไม่มีเข็มขัดนิรภัย ไม่มีเซฟตี้แล้ว เพราะว่าพระองค์ทรงเลิกพันธสัญญาเดิม คือเลือดสัตว์ ไม่มีการใช้อีกต่อไปแล้ว  ไม่มีแล้ว ยกเลิกแล้ว พระองค์รับอย่างเดียว ก็คือโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่ได้หลั่งที่ไม้กางเขนนั้น เพราะฉะนั้น มาทางใหม่ มาขึ้นลิฟต์ที่พระเจ้าได้กระทำให้สำเร็จแล้วดีกว่า ขึ้นลิฟต์ด้วยวิธีใด วางใจในเรา แล้วจะได้บังเกิดใหม่ ย้ายเข้ามาอยู่ในลิฟต์ ในสวรรค์ อยู่กับเราทันที สวรรค์ได้ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว

ลิฟต์นี้มียี่ห้อว่าพระคริสต์ เข้ามาอยู่ในพระคริสต์เถิด เข้ามาอยู่ในลิฟต์เถิด ในพระคริสต์เราได้อยู่ในสวรรค์แล้ว  และกำลังเดินทางขึ้นไปสู่อาณาจักรสวรรค์ใหญ่ สมบูรณ์พร้อม ซึ่งก่อนเข้าอาณาจักรสวรรค์ใหญ่นั้น  เมื่อถึงประตูสวรรค์ใหญ่ ก็ต้องเปลี่ยนชุดเข้าสู่สวรรค์ใหญ่ คือสวมร่างกายใหม่ ร่างกายที่เหมาะกับสวรรค์ใหญ่นั่นเอง แต่อยู่บนโลกใบนี้เราก็อยู่ในสวรรค์ อยู่ในลิฟต์แล้ว พักผ่อนอยู่กับพระเยซูคริสต์ในลิฟต์นั้น ไม่ต้องปีนให้เหนื่อยแล้ว

มัทธิว 5:20  “เพราะเราบอกพวกท่านว่าถ้าความชอบธรรมของท่าน ไม่มากกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี พวกท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์”

 

อย่างที่บอกพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์เหล่านี้  พวกหัวหน้าปุโรหิตเหล่านี้ เขามั่นใจในตัวเองว่าเขาทำดีมาก เขาโชว์ออฟมากเลยว่าเขาทำศีลธรรมอันดี สูงส่งมาก ทำได้เยอะมาก จนกระทั่งผู้คนทั้งหลายที่อยู่ข้างล่าง ที่ทำไม่ได้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบาปมากกว่า มองขึ้นไป ก็ …

“มันจริงๆ นะ ฉันทำเท่าเขาไม่ได้หรอก เขารักษาศีล รักษาบทบัญญัติได้ตั้ง 600 ข้อ 500 ข้อ  ฉันทำได้ไม่ถึง 10 ข้อเลย ฉันมันแย่ ฉันมันเลว”

ยกฟาริสีและคนที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติได้ว่าเป็นคนดีเยี่ยมมาก พระเยซูจึงยกตัวอย่างอันนี้ขึ้นมาว่า …

“ถ้าท่านคิดว่าความชอบธรรมของท่านได้เท่ากับพวกฟาริสีก็พอ แต่จะบอกให้ท่านต้องมีความชอบธรรมมากกว่าพวกฟาริสีอีก”

คนเหล่านี้ฟัง แล้วเป็นอย่างไร? คนที่ด้อยกว่าฟังแล้วเป็นอย่างไร? ตกใจ

พวกสาวกพระเยซูฟังพระองค์พูดตรงนี้ … “ใครจะทำได้ ทำไม่ได้หรอก  ผม ฉันทำไม่ได้ ตายแล้ว”

ฟังจบพวกสาวกงงเต้ก … “ใครจะไปทำได้ล่ะอาจารย์”

พระเยซูเลยบอกกับพวกเขาว่า … “พวกเธอทำเองไม่ได้หรอก แต่พระเจ้าทำได้

ก็คือท่านต้องเกิดใหม่นั่นเอง พระเจ้าทำให้ท่านเกิดใหม่ได้  ท่านทำเองไม่ได้หรอก พระเยซูกำลังอธิบายให้เขาฟังว่าพระเจ้ามองที่ใจ แต่พวกฟาริสีมองที่กฎ ไม่ใช่พวกฟาริสีมองที่กฎอย่างเดียว พวกท่านก็มองที่กฎ ก็คือพวกท่านมองที่ข้างนอก แต่พระเจ้ามองที่วิญญาณข้างใน  พวกเราทั้งหลายมองที่ข้างนอก พวกเราทั้งหลายมองที่ยอดภูเขาน้ำแข็ง บนน้ำ แต่พระเจ้ามองที่ใต้น้ำลงไป ที่ท่านไม่เห็น ก็คือฐานของภูเขาน้ำแข็งอันเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ข้างล่าง ความบาปที่อยู่ข้างล่าง พวกฟาริสีมองที่ยอดน้ำแข็งบนน้ำ แต่พระเจ้ามองที่ใต้น้ำ ฟาริสีมองไปที่ความประพฤติภายนอก แต่พระเจ้ามองไปที่วิญญาณข้างใน ฟาริสีมองไปที่สิ่งที่ตามองเห็นได้ การประพฤติที่มองเห็นได้ แต่พระเจ้ามองไปที่ในวิญญาณ พวกฟาริสีใช้สัมผัสแตะต้องได้ตามที่ตามองเห็น และให้ความสำคัญกับสิ่งที่มองเห็น เช่นล้างมือก่อนกินข้าว อะไรต่างๆ เหล่านั้น  แต่พระเจ้าต้องการให้เขามองไปที่โลกวิญญาณ ใช้ความเชื่อในถ้อยคำพระเจ้า จากวิญญาณออกมา ทำให้เขาตายได้ จากการกินอาหารสกปรกเข้าไป ก็แค่ถ่ายออกมาเท่านั้นเอง

ฟาริสีก็เป็นตัวแทนของมนุษย์ทั้งหมดด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเราฟังอย่างนี้แล้ว มาถึงบทที่ 5 ข้อ 20 เราต้องปูพื้นเบื้องหลัง อยู่ในใจตลอด ขณะที่ฟังไป เรียนรู้ไป ต้องไม่ลืมว่าพระเยซูกำลังมาประกาศว่าสวรรค์มาตั้งอยู่ และวิธีจะเข้าสวรรค์นั้น ต้องมีท่าทีอย่างไร? นี่คือเป้าหมายในการประกาศของพระเยซูคริสต์ ก็คือต้องไม่เย่อหยิ่ง  ไม่พึ่งพาการกระทำของตนเองในการรักษาบทบัญญัติ การกระทำดี รักษากฎแห่งศีลธรรม ในการสร้างความชอบธรรมของตัวเองขึ้นมา  ไม่พึ่งพาความดีของตัวเอง พูดง่ายๆ  ไม่ใช่ไม่ทำความดีนะ ตั้งใจทำความดี  แต่ไม่พึ่งพาความดีของตัวเอง เพราะรู้ว่าทำความดีไป ก็ไม่ได้รอดจากการถูกพิพากษา แต่ตั้งใจทำความดีไหม? ตั้งใจ แต่ไม่ได้ตั้งใจว่า …

“ทำความดีแล้ว ฉันจะรอดจากการถูกพิพากษา”

แต่หันกลับมาเชื่อวางใจในพระบุตร คือพระมาซีฮาห์ พระองค์เท่านั้น  จะทำให้เขาบังเกิดใหม่ได้ เขาทำด้วยตัวเอง เกิดใหม่ไม่ได้หรอก ทำให้ตาย ก็ไม่มีทางได้เข้าสวรรค์ ต้องตายแล้วเกิดใหม่เท่านั้น

นี่คือสิ่งที่พระเยซูกำลังพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น  เกี่ยวกับตัวตนของมนุษย์ คือวิญญาณของมนุษย์ว่าวิญญาณของเขาต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่ง วิญญาณของเขากำลังปีนบันไดอยู่หรือวิญญาณของเขาอยู่ในลิฟต์ มันต้องอยู่ในอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งในโลกฝ่ายวิญญาณที่เรียกว่าสวรรค์หรือที่เรียกว่าความพินาศที่ไม่มีพระเจ้า  บนบันไดนั้น ไม่มีพระเจ้า  แต่ในลิฟต์มีพระเจ้า ซึ่งพระองค์ไม่ได้มาสอนเรื่องโลกใบนี้ว่าจะทำตัวอย่างไร เพราะมนุษย์ทุกคนอยู่บนโลกใบนี้ รู้และเห็นหมดแล้ว เข้าใจหมดแล้วล่ะ  ไม่ต้องอธิบาย  เพราะทุกคนดำเนินอยู่บนโลกใบนี้  ภายใต้อิทธิพลของกฎของความบาปและความตายอยู่แล้ว เกิดมาก็อยู่ใต้บทบัญญัตินี้อยู่แล้ว ถ้าไม่ย้ายนะ กฎแห่งกรรมที่ปกคลุมอยู่เหนือโลกใบนี้ ก็จะปกคลุมอยู่เหนือชีวิตของเขา กฎแห่งการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วก็ยังอยู่ บันไดก็ยังอยู่ หว่านสิ่งใด เก็บเกี่ยวสิ่งนั้นก็ยังอยู่ ยังคงเป็นอยู่ตลอดไป จนกว่าจะสิ้นโลกใบนี้ และวิญญาณของเรา ถ้าไม่ย้าย ก็จะอยู่ในที่นี่แหละ พลาดทีเดียว ก็ต้องตาย  แต่ถ้าเราย้ายมาอยู่ในลิฟต์ พลาดก็ไม่ตาย  เพราะว่าในลิฟต์มันเป็นเหมือนสวรรค์แล้ว  พระโลหิตของพระเยซูชำระให้เรียบร้อยแล้ว นี่คือความเป็นจริงของการประกาศของพระเยซูบนภูเขา ก่อนที่พระองค์จะกระทำให้สำเร็จอีก 3 ปีต่อมานั่นเอง  พระเจ้าอวยพรครับ

 

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

“RIP”  เป็นตัวย่อมาจากคำว่า “Rest in peace” ซึ่งส่วนใหญ่ เขาจะเขียนคำนี้ไว้ที่ป้ายหน้าหลุมศพ หรือไม่ก็เขียนไว้ในหรีดไว้อาลัยในงานพิธีศพ “Rest in peace” หรือตัวย่อว่า  “RIP” ก็คือ  “จงพักสงบชั่วนิรันดร์”

 

นี่ความหมายจริงๆ ของการที่ตั้งใจจะเขียน แต่จริงๆ แล้ว สำหรับผู้ที่เชื่อแล้ว ไม่ต้องรอให้ตาย เพราะว่าผู้ที่เชื่อแล้ว เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เกิดใหม่แล้ว เราสามารถใช้คำว่า RIP กันได้วันนี้เลยทันที เมื่อเชื่อแล้ว ก็เขียนให้ตัวเองได้เลยว่า …

“คุณนคร จง RIP เถิด!”

 

คนที่จากโลกนี้ไปแล้ว ที่เขาใช้คำว่า “RIP” เพราะความหมายของคำว่า “RIP” คือเขาหวังว่าเป็นความหวังแบบมนุษย์ธรรมดา คนจากไป เราก็ระลึกถึงเขา ไม่รู้จะพูดอะไรดี แสดงความเสียใจ แล้วบอกว่า “RIP” นะ คือหวังว่าจะได้พักผ่อนอยู่ในสวรรค์อย่างสงบ อะไรต่างๆ เหล่านั้น ถูกไหมครับ ที่เขาตั้งใจเขียนอย่างนั้น เพราะเขาหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

 

แต่จากที่เราเรียนรู้ด้วยกันมาแล้ว สวรรค์มันอยู่ที่นี่แล้ว สวรรค์เป็น Now คือเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ไม่ต้องรอ สามารถเข้าสวรรค์ได้เลย เข้าด้วยวิธีเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ เชื่อในข่าวดีของพระเจ้า ได้เข้าสวรรค์ทันที คนที่เชื่อแล้ว ตอนนี้ ก็คืออยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าแล้ว

 

แล้ว RIP จะใช้กับคนที่ตายแล้ว ถามท่านทั้งหลายที่เชื่อแล้ว เชื่อในข่าวดีของพระเจ้าว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระผู้ไถ่บาป ที่ตายบนกางเขน เพื่อไถ่บาปให้ท่าน เอาบาปของท่านออกไป แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 ซึ่งเป็นตัวอย่างให้กับท่านจะได้เป็นขึ้นมาใหม่ เหมือนพระองค์ด้วย

 

เมื่อท่านเชื่อแล้ว ท่านได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ถามว่าท่านตายหรือยัง? ก็ต้องตายก่อนสิ แล้วจึงจะบังเกิดใหม่ได้

โคโลสี 3:1-4 “1 ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว  ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน  ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 2 จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน ไม่ใช่สิ่งฝ่ายโลก 3 เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า 4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย”

 

ในข้อที่ 3 เป็นคำตอบ เพราะท่าน (ท่านคือผู้ที่เชื่อแล้ว) ตายแล้ว วิญญาณตัวตนจริงๆ ของท่านที่ เป็นคนชั่วคนบาป มันได้ตายไปแล้ว

 

วิญญาณเก่าของท่าน ก่อนที่จะรับเชื่อ เป็นวิญญาณมืดบอด เป็นวิญญาณที่เป็นทาสของมารซาตาน เป็นวิญญาณที่อยู่ในความบาป อยู่ในความสกปรก มันตายไปแล้ว เมื่อตอนที่ท่านเชื่อในข่าวดี และบัดนี้ เดี๋ยวนี้ หรือขณะนี้ Now ชีวิตของท่าน ถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า วิญญาณเก่าท่านได้ตายแล้ว และได้เกิดใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ในข้อ 1 แล้ววิญญาณที่เกิดใหม่ มาเป็นลูกพระเจ้านั้น ตอนนี้ซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า คือถูกซ่อนอยู่ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์นั่นเอง วิญญาณเราอยู่ในสวรรค์แล้ว พระเจ้าอยู่ในสวรรค์ ท่านก็อยู่ที่สวรรค์นั่นแหละ ทันที เดี๋ยวนี้เลย

 

สรุปว่าเราใช้ RIP ได้หรือยัง? ได้แล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ทำข้อ 1 ยังไม่ได้รับเชื่อในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ยังไม่สามารถใช้ RIP ได้นะ เขาจะใช้ให้คุณต่อเมื่อคุณหมดลมหายใจบนโลกใบนี้แล้ว แต่ถ้าคุณเชื่อแล้ว เชื่อในข่าวดี ทันทีปุ๊บ คุณใช้ได้ทันทีเลยว่า …

“ฉันกำลัง RIP เรียบร้อยแล้วทางฝ่ายวิญญาณ”

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1380

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  28  สิงหาคม  2022

เรื่อง “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” ตอน 3

“คำเทศนาบนภูเขา” EP.2

“พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ”

โดย พาสเตอร์ นคร  เวชสุภาพร

 

เรายังอยู่ในซีรี่ย์การบรรยายชุด “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” วันนี้เป็นตอนที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องราวต่อจากครั้งที่แล้วที่พูดถึง “คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์” นั่นเอง ครั้งที่แล้ว EP.1 ชื่อตอนว่า “คนป่วยต้องการหมอ คนบาปต้องการพระเยซู”

วันนี้เป็นคำเทศนาบนภูเขา EP.2 ผมให้ชื่อตอนว่า “พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ” ต้องค่อนข้างที่จะละเอียดมาก สำหรับเรื่องนี้  เพราะเรื่องนี้มีคนเข้าใจผิดมาก  และอย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรก บอกอยู่บ่อยๆ ว่าเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า เป็นเรื่องของโลกวิญญาณทั้งสิ้นเลย ทั้งหมดเลย  มันก็ยากนะ ที่จะเข้าใจ  และมันจะต้องใช้เวลาละเอียดอ่อน ค่อยๆ ซึมซับความจริงนี้ ค่อยๆ ทีละนิด ทีละหน่อย  แล้วให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ในเราช่วยย่อยความรู้อะไรต่างๆ เหล่านี้ค่อยๆ เข้าไป มันต้องใช้เวลา ใช้ความละเอียด  ผมก็จะพยายามทำให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บางทีกลับไปนั่งฟังคำบรรยายของตนเอง ตรงนี้ก็ยังไม่ได้พูด ตรงนั้น ก็ยังไม่ได้อธิบาย เขาจะเข้าใจไหม?  ก็คิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ  ก็อธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่เรื่อยๆ ว่า …

“ขอพระองค์ทรงเมตตาช่วยลูกด้วยเถิด ให้ลูกสามารถพูดในสิ่งที่พระองค์ต้องการพูดได้หมดครบถ้วนบริบูรณ์ในคำบรรยายทุกๆ ครั้ง”

มันยากมาก ที่ภายในหนึ่งชั่วโมง จะพูดทุกอย่างให้มันเป็น ให้ทุกคนเข้าใจ

ก่อนอื่นขอถือโอกาสมาปูพื้น ปูอยู่เรื่อยๆ เพราะมันเรื่องวิญญาณ ปูพื้นเบื้องหลังของหนังสือที่บันทึกคำเทศนาบนภูเขา  หรือการประกาศข่าวดีของพระเจ้า ของพระเยซูคริสต์ เรื่องสวรรค์มาตั้งอยู่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพระเยซูคริสต์ ที่ดำเนินอยู่ในโลกใบนี้  ประกาศเรื่องนี้ 3 ปีเท่านั้น ซึ่งบันทึกอยู่ในหนังสือพระคัมภีร์ ใช้ชื่อว่าพระกิตติคุณ 4 เล่ม มีมัทธิว มาระโก ยอห์น ลูกา เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ว่าพระเยซูกล่าวอะไรบ้าง? ไม่ได้เป็นหนังสือมาสอนว่ามันหมายความว่าอย่างไร? พระเยซูประกาศ พูด หรือสอน คำเทศนาบนภูเขา เป็นการประกาศทางโลกฝ่ายวิญญาณว่าสวรรค์กำลังมาตั้งอยู่ และจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร?

เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ก่อนที่จะไปศึกษาเรื่องอะไรต่างๆ ต้องรู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณที่พระเยซูกำลังพูดถึง จะตีความอะไรก็ต้องดูว่าสิ่งที่พูด มันเกี่ยวอะไรกับด้านวิญญาณบ้าง?

พระองค์พูดกับใคร? ครั้งที่แล้วได้ยืนยันแล้ว พูดกับชาวยิวเท่านั้น ชาวยิว ซึ่งพระเจ้าได้เลือกสรรไว้ก่อนคนต่างชาติ … คนต่างชาติ คือใครก็ตามที่ไม่ใช่ชนชาติยิว แล้วจากนั้น ก็จะไปหาคนต่างชาติ ที่ไม่ใช่ยิว ทุกชาติ ทุกภาษา ซึ่งเป็นแผนการของพระเจ้าอันล้ำลึก ก่อนสร้างโลก ก่อนมนุษย์ตกลงไปในความบาป พระคัมภีร์บันทึกอย่างนั้นว่าพระเจ้าวางแผนการนี้ อย่างล้ำลึกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แผนการนี้ถูกซ่อนอยู่ในพระองค์ ไม่มีใครรู้เลย คือแผนการที่พระองค์ได้เลือกคนยิวก่อน หรือคนอิสราเอลก่อน และเลือกคนต่างชาติทีหลัง ให้มาได้รับความรอด เป็นหนึ่งเดียวกันในพระเยซูคริสต์ ตรงนี้ต้องสำคัญมากๆ เลย เกี่ยวกับโลกวิญญาณอีกแล้ว พระเจ้ามองภาพรวม พระเจ้ามองมาจากฟ้าสวรรค์ มองมาในโลกใบนี้ ไม่ได้มองปัจเจกบุคคลว่าคนนี้ บุคคลนั้น มองเป็นภาพรวมว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ เป็นกลุ่มเป็นก้อน และพระองค์ก็ทรงแบ่งเลยว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์มี 1 เผ่าพันธุ์เท่านั้นเอง

กลุ่มแรกที่จะได้รับข่าวประเสริฐก่อน ก็คืออิสราเอล หรือว่ายิว

กลุ่มที่สองที่จะตามมา ที่จะรับรู้ข่าวประเสริฐว่าสวรรค์มาตั้งอยู่แล้ว ก็คือคนที่ไม่ใช่ยิว

พระองค์มองจากสวรรค์มนุษย์มีอยู่พันธุ์เดียว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เรียกว่าชาวยิวกับกลุ่มที่ไม่ใช่ยิว จบแล้ว แค่นี้ มันจะเห็นภาพชัด ในโลกวิญญาณ เป็นอย่างนั้น

สิ่งที่เรากำลังเรียนรู้กัน ในคำเทศนาบนภูเขา คือพระเยซูคริสต์กำลังประกาศให้กับชาวยิว ที่พระเจ้าบอกว่าเลือกทั้งสองกลุ่มเลย แต่เลือกสรรชาวยิวก่อนว่าจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร?

สรุปพื้นๆ ก็คือบอกชาวยิวว่าต้องบังเกิดใหม่เท่านั้น ถึงจะได้เป็นลูกพระเจ้าที่เข้ามาอยู่ในสวรรค์ได้ นี่คือหลักพื้นฐาน ที่เราต้องรู้ว่าเบื้องหลังเป็นอย่างนี้ และเป็นชาวยิว  ที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังไม่ได้เกิดใหม่ คือชาวยิวที่ยังอยู่บนพื้นฐาน ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อในกฎบัญญัติทางศาสนาของยิวอยู่เลย ท่านจะได้เห็นภาพว่าเวลาพระองค์พูดจะอยู่บนพื้นฐาน ประเพณี ศาสนา ความเชื่อของชาวยิวทั้งหมด ท่านจะได้เห็นภาพ

เพราะฉะนั้น เราเป็นคริสเตียน เราไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย เราฟังดู อาจจะไม่รู้เรื่องด้วย เพราะเป็นประเพณี เป็นศาสนายิว ฉะนั้น เมื่อเราจะศึกษาพระคัมภีร์ตอนนี้ เราต้องรู้เบื้องหลังนี้ให้ได้ ถ้าเราไม่รู้เบื้องหลังนี้ เราก็จะสับสน ถ้าเราเปิดใจต้อนรับข่าวดี ต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็น คริสเตียนแล้วตอนนี้ เราบังเกิดใหม่แล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว ข้อความที่พระเยซูประกาศสอนในหนังสือนี้ก็เป็นเพียงแค่ยืนยันว่าเราได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้วจริงๆ นั่นเอง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระเยซูกำลังประกาศสอน เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์นั้น อย่าเข้าใจผิดว่าพระองค์กำลังพูดกับเรา ซึ่งเป็นคริสเตียนแล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว ก่อนที่จะศึกษาเรื่องพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่มนี้ อย่าเข้าใจผิดว่าพระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามถ้อยคำของพระองค์นี้ นึกภาพออกนะว่ามีผู้เข้าใจผิด ว่าพระเยซูสอนให้คริสเตียนทำตามนี้ ไม่ใช่ เพราะถ้าเราเชื่ออย่างนั้น เราจะสับสน หลงทางจากข่าวประเสริฐ ที่เราได้รับผลเรียบร้อยไปแล้วจากการรับเชื่อ ในพระเยซูคริสต์ เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด บังเกิดใหม่แล้วอยู่ในสวรรค์แล้ว  ตามพระคัมภีร์ใหม่ที่ได้อธิบายให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว  เราจะสับสน (งงเต้กเลย)

ส่วนเรื่องที่ว่าเมื่อมาเป็นคริสเตียนแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้อยู่ในสวรรค์แล้ว เราสมควรที่จะปฏิบัติตัวเองอย่างไรให้เหมาะสมนั้น พระเยซูจะมาสอนในหนังสือพันธสัญญาใหม่ ก็คือหลังจากที่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย นั่นแหละ คือพันธสัญญาใหม่ ตอนที่พระเยซูได้เข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อแล้ว คือตอนเริ่มต้นพันธสัญญาใหม่

พันธสัญญาใหม่ สำหรับคริสเตียน  ไม่ได้เป็นพันธสัญญาที่เริ่มต้นตั้งแต่พระเยซูเกิด แต่ต้องเป็นพันธสัญญาใหม่หลังจากที่พระเยซูตาย  ที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์และเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 ซึ่งบันทึกไว้ในหนังสือ ตั้งแต่ต่อจากพระกิตติคุณ 4 เล่ม มัทธิว  มาระโก  ยอห์น  ลูกา   ตะกี้นี้อธิบายไปแล้ว เป็นประวัติ พระเยซูมาทำอะไร? แต่พระคัมภีร์ใหม่จริงๆ ต้องเริ่มต้นตรงกิจการว่าเมื่อพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย แล้วเกิดอะไรขึ้น คริสเตียนเริ่มต้น ดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์ใหม่ นี่เผ่าพันธุ์มนุษย์ ได้บังเกิดใหม่ เห็นไหม? มองภาพรวม มาเป็นกลุ่มก้อน ชัดเจน

พระคัมภีร์ใหม่ คือตอนที่พระเยซูสอน โดยเข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อ พระกิตติคุณสมบูรณ์ พระองค์ทรงสอน ประกาศตอนที่พระองค์ทรงเดินอยู่บนโลกใบนี้ใช่ไหม? แต่พระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูได้เข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อแล้ว พระองค์ก็จะสอนผ่านทางพระวิญญาณ ที่สถิตอยู่ในมนุษย์ ก็คือผู้เชื่อ ผู้ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นอัครทูต เป็นศิษยาภิบาล เป็นอาจารย์ เป็นผู้สอน พระองค์ก็จะสอนเขาผ่านทางผู้คนเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่น พระเยซูใช้ผ่านทางเปาโลไปประกาศให้คนที่เป็นคนต่างชาติ  ก็คือกลุ่มที่ 2 ที่บอกไว้ ตามน้ำพระทัยพระเจ้า จะได้เห็นภาพรวม เห็นเป็นก้อนๆ มันจะชัด

และโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ในเราทั้งหลาย ก็จะทำงานร่วมกันกับคำสอนของอัครทูต หรือบรรดาผู้เชื่อที่พระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ อาจารย์ ศิษยาภิบาลเหล่านั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ในผู้เชื่อทั้งหลาย ก็จะยืนยันว่าใช่ จะสอนเราว่าเราผู้เชื่อ เป็นใครในพระคริสต์? เราได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ เราสมควรประพฤติตนอย่างไร? ให้สมกับที่เป็นลูกของพระเจ้า เป็นความสว่าง เขาประพฤติตัวกันอย่างไร? ไปอ่านดูได้ในพระคัมภีร์ใหม่ เขาประพฤติตัวเหมือนกันหมด

ในพระคัมภีร์ใหม่บอกว่าให้วางใจในพระเจ้า วางใจในพระเยซู เราจะได้บังเกิดใหม่  พอบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า เป็นลูกแล้วเป็นเลย แล้วก็สมควรประพฤติตัวอย่างไร?

นี่คือบทสรุป จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ จากตอนที่แล้ว ผมใช้ชื่อว่า “คนป่วยต้องการหมอ คนบาปต้องการพระเยซู” ซึ่งเป็นคำพูดของพระเยซู ในหนังสือมัทธิว 5:1-16

เห็นไหม? ท่านจะเห็นภาพชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ แล้วจะทำให้ท่านสามารถที่จะติดตาม ศึกษาเรื่องนี้ต่อไป อย่างเข้าใจ ง่ายขึ้น

ในครั้งที่แล้ว บทที่ 5 ข้อ 1-16 พระเยซูกำลังพูดกับคนที่มีท่าทีในใจที่ถ่อมใจ ยอมรับว่าตนเองไม่สามารถทำตามกฎระเบียบ บัญญัติ ศีลธรรมของชาวยิวได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ต้องมีผู้มาช่วยเขา รอพระมาซีฮาห์มาช่วย คนเหล่านี้มีท่าทีที่พร้อม ที่เข้าสู่สวรรค์ในอีก 3 ปีข้างหน้า  ที่พระองค์จะทรงตายที่ไม้กางเขน แล้วก็เป็นขึ้นจากความตาย เริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ คนเหล่านี้จะได้เข้าสวรรค์ หมายถึงอย่างนี้

วันนี้เราจะมาดูกันต่อว่าแล้วสำหรับคนที่มีจิตใจแข็งกระด้าง เย่อหยิ่ง คิดว่าตัวเองไม่ป่วย สามารถรักษาบัญญัติได้ครบถ้วนบริบูรณ์ แล้วยังภูมิใจในตัวเองว่าตัวเองทำได้มากกว่าคนอื่น จึงสมควรได้ไปสวรรค์ เป็นใคร เป็นคนที่ยังไม่เชื่อ และเป็นกลุ่มแรก ที่เรียกว่าพวกชาวยิว ไม่ได้เกี่ยวกับคนต่างชาติ ให้รู้ในบริบทที่เรากำลังเรียนนี้ แล้วค่อยปรับเอามาใช้กับเรา ถ้าเผื่อมันสามารถตรงกันได้ ก็ว่ากันไป พระเยซูกำลังพูดกับคนยิวที่มีพื้นฐาน ศาสนายิว ที่ได้รักษาบัญญัติมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนเหล่านี้ ก็คือพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ พวกที่มีการศึกษาสูง ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนายิว ซึ่งเย่อหยิ่งจองหองว่า …

“ฉันรักษาบทบัญญัติของโมเสส”

เห็นไหม? ถ้าคนต่างชาติมาฟัง เขาไม่รู้เรื่อง …

โมเสส คือใครก็ไม่รู้ อะไรอีกหลายคำพูดที่ในพระคัมภีร์บันทึกไว้ในหนังสือมัทธิวนี้  หรือหนังสือพระกิตติคุณนี้ จะเห็นชัดเลยว่าในนั้นเกือบทั้งหมด เราจะไม่รู้เรื่องเลย เพราะเขาพูดถึงกฎระเบียบของศาสนายิวทั้งสิ้น …

“บัญญัติฉันก็ไม่รู้ บัญญัติคืออะไร?”

แต่ชาวยิวเขารู้ทันที บัญญัติ ก็คือบัญญัติตั้งแต่สมัยโมเสส อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งตรงนี้พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ

หัวข้อที่ผมใช้ชื่อเรื่องวันนี้ ก็คือ “พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างกฎบัญญัติ” ท่านเห็นภาพไหมว่าถ้าท่านเป็นชาวต่างชาติ ที่ยังไม่เชื่อ ท่านรู้เรื่องไหม? ไม่รู้เรื่องพระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้าง บัญญัติคืออะไรก็ไม่รู้ ผมไม่ได้กล่าวหาพระเยซู ใครกล่าวหา พระเยซูเกิดเป็นคนยิว แล้วคนยิวด้วยกัน ที่เขามั่นใจ เขากล่าวหาคนก่อนหน้าพระเยซูแล้ว กล่าวหาคนที่มีใจถ่อม ที่เป็นยิว ที่ไม่แน่ใจตัวเอง ไม่ได้รักษาบทบัญญัติได้ดีเท่าเขา เขาก็ดูถูกคนเหล่านั้นว่าเป็นคนบาป สมควรตกนรก ไม่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบของโมเสสเลย ไม่เหมือนเขา เขารักษาบทบัญญัติ เขาไปเข้าวิหารเป็นประจำวันละ 3 ครั้ง อธิษฐาน เขาอดอาหารเป็นประจำ เขาถวายสิบลดเป็นประจำ เขาทำโน่นทำนี่ รักษาบทบัญญัติเยอะแยะไปหมด พวกยิวอีกประเภทหนึ่ง เช่นคนเก็บภาษีเอย โสเภณีเอย พวกนี้ตกนรก เพราะรักษาบัญญัติไม่ได้ เขาเอาตัวเขาเป็นตัวเปรียบเทียบ เขาทำได้ เขาชอบธรรม เขาสมควรไปสวรรค์ เขาจึงกล่าวหาคนอื่นก่อน พอพระเยซูมา ถูกกล่าวหาแน่นอน พระเยซูกำลังมาชี้ให้เขาเห็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ซึ่งเรากำลังจะเรียนรู้กัน

พระเยซูมาแย้ง มาตอบว่าไม่ใช่อย่างนั้นหรอก อย่าเข้าใจผิด เขา คือชาวยิว ที่ยังไม่เชื่อ ต้องจำไว้เลย ไม่ใช่คริสเตียน ชาวยิวที่เย่อหยิ่ง กล่าวหาพระเยซูว่าเป็นผู้มาล้มล้างบัญญัติโมเสส ซึ่งเขายึดถือกันมาตั้งแต่โบราณ บัญญัตินี้ คือหนังสือพระคัมภีร์ ไม่มีเดิม สมัยก่อนยังไม่มีพระคัมภีร์ใหม่ คือพระคัมภีร์ของชาวยิวที่ถือไว้ 5 เล่มแรก ที่มีชื่อตามภาษาฮีบรูว่า “โทราห์” ก็คือหนังสือ 5 เล่ม ซึ่งรวมทั้งบทบัญญัติ 10 ประการบวกกับอีก 603 ข้อ อยู่ในนั้นเสร็จ เราลองอ่านดูในมัทธิว 5:17 ว่าพระองค์ถูกกล่าวหาว่าอย่างไร? …

มัทธิว 5:17 “อย่าคิดว่าเรามา เพื่อล้มล้างหนังสือบทบัญญัติ (พระคัมภีร์เดิม ห้าเล่มแรก) หรือคำเผยวจนะของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเพื่อล้มล้างสิ่งเหล่านั้น แต่มา เพื่อทำให้สำเร็จครบถ้วน  เป็นไปตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ (เกี่ยวกับเรา)”

 

“เป็นไปตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับเรา” นั่นเอง พระคัมภีร์นี้ ก็คือ 5 เล่มแรก ที่พระเจ้าให้โมเสสเขียนว่ากำเนิดของโลกเป็นอย่างไร? ปฐมกาลลงมาจนกระทั่งถึงเลวีนิติ ก็คือบทบัญญัติต่างๆ สมัยโมเสส

“อย่าคิดว่าเรามา เพื่อล้มล้างหนังสือบทบัญญัติ” ก็คือพระคัมภีร์เดิม ก็คือของเขาไม่เดิม แต่เราเรียกว่าพระคัมภีร์เดิม เพราะว่าเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เราอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่แล้ว มีพันธสัญญา บทบัญญัติใหม่แล้ว เพราะฉะนั้น เลยมีเดิม มีใหม่ แต่ของเขาไม่มีใหม่ เขาก็คือเดิมอย่างเดียว ก็คือพระคัมภีร์นั่นแหละ 5 เล่มแรก พระองค์แย้งเขา บอกเขาว่าเราไม่ได้มาล้มล้างหรอก

ก่อนที่จะเรียนรู้ต่อไป ต้องเข้าใจอีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าเป็นความรักใช่หรือไม่? พระเยซูเป็นความรักใช่ไหม? พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าขณะที่เราเป็นคนบาป เป็นศัตรูกับพระองค์ สกปรก พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงความรัก พระเจ้าทรงสำแดงความรัก คือให้พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา เป็นการพิสูจน์ว่าพระองค์ทรงเป็นความรักไหม? เป็น เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระองค์ทรงประกาศ สิ่งที่พระองค์ทรงสอนเหล่านี้ อยู่เบื้องหลังของท่าทีของความรัก ความห่วงใย  ดุจแก้วตาดวงใจ นึกถึงภาพ เพราะฉะนั้น อย่าไปคิดว่าพระองค์กำลังด่าพวกนี้ พระองค์กำลังโกรธแค้นพวกนี้ว่ามาหาว่าพระองค์เป็นคนล้มล้างบทบัญญัติ เปล่าเลย

ภาพจะเปลี่ยนไปแล้ว เราจะมองภาพออก เวลาเราอ่านพระคัมภีร์ เราจะเห็นว่าพระองค์รักนะ ห่วงใยมาก

แทนที่จะบอกว่า … “อย่าคิดว่าเรามาล้มล้างหนังสือบทบัญญัตินะ” (ทำเสียงเข้มๆ หน่อย)

แต่ให้นึกในใจว่าพระองค์กำลังมาบอกว่า … “อย่าคิดเลย อย่าเข้าใจผิดนะว่าฉันมาล้มล้างบทบัญญัติตามที่เธอคิด เธอเข้าใจผิดแล้ว” (พูดเสียงนุ่มๆ) … น้ำเสียงมันคนละอย่างกัน

จริงๆ แล้วพระเยซูกำลังนำเอาพระคุณพระเจ้ามา กฎแห่งพระคุณของพระเจ้า แล้วถูกกล่าวหาว่ามาล้มล้างบทบัญญัติ  เห็นภาพไหม?

พระเยซูตรัสว่าพระองค์มาทำให้บทบัญญัตินั้นสำเร็จ ฟังให้ดีๆ นะ พระองค์มาทำให้บทบัญญัตินั้นสำเร็จ คือเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถรักษาบทบัญญัติให้ครบถ้วนบริบูรณ์ให้สำเร็จได้ 100% มันหมายถึงอย่างนั้น

บัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้กับมวลมนุษย์ คือบัญญัติที่ท่านต้องทำตามทั้งหมด ที่โมเสสเขียนเอาไว้เป็นตัวอย่าง 600 กว่าข้อ นั่นคือบทบัญญัติที่ท่านถือไว้ เป็นพันธสัญญากับพระเจ้า ไม่มีคนไหนทำได้เลยสักคนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่เริ่มพันธสัญญาจนกระทั่งถึงวันที่พระเยซูกำลังพูดนี้ พระเยซูกำลังหมายถึงอย่างนั้น พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ผู้เดียวที่สามารถปฏิบัติ 600 กว่าข้อและเลยกว่า 600 กว่าข้ออีก พระองค์จึงบริสุทธิ์  เป็นผู้ชอบธรรม เป็นมนุษย์คนเดียวที่บริสุทธิ์ชอบธรรม เพราะปฏิบัติได้หมดเลย เรียบร้อย ในพระคัมภีร์จึงเขียนไว้ว่าพระองค์มาเพื่อทำให้มันสำเร็จ ครบถ้วน ทำ 100% เลย

พระเยซูจึงเป็นมนุษย์ชาวยิว ที่เกิดในยิว ที่สามารถรักษาบทบัญญัติของบรรพบุรุษ สมัยโมเสสได้ครบถ้วนบริบูรณ์  พระองค์จึงสะอาด บริสุทธิ์ เพียงพอ ตามบทบัญญัติสมัยโมเสสว่าใครก็ตาม ที่รักษาบทบัญญัติเหล่านี้ได้ ครบถ้วนบริบูรณ์ ทุกจุด ทุกขีด เขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์ สะอาด พร้อมที่จะเป็นเครื่องถวายบูชาแด่พระเจ้า เพื่อไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ทั้งปวง ไม่มีใครทำได้เลย พระองค์มาเพื่อทำให้สำเร็จในสิ่งที่บทบัญญัติวางไว้ บทบัญญัติวางไว้ เพื่อว่าใครก็ตามในหมู่มนุษย์ สามารถรักษาบทบัญญัติเหล่านี้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์กับพระเจ้า แล้วเขาสามารถเป็นตัวแทนของมนุษย์ทั้งปวงไถ่บาปให้เพื่อนมนุษย์ในเผ่าพันธุ์มนุษย์เดียวกันได้ นึกภาพออกใช่ไหมครับ? ผมจึงต้องใช้เวลาช้าหน่อย ค่อยๆ อธิบาย

มีพระเยซูผู้เดียวสามารถที่จะไถ่มนุษย์ได้ พระองค์จึงจำเป็นต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ในหนังสือกาลาเทีย 4:4 บอกว่าเมื่อถึงกำหนดเวลา พระเยซูมากำเนิดที่ในครรภ์ เกิดจากหญิงพรหมจารี เกิดเป็นเนื้อหนัง คือพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ วิญญาณเป็นพระเจ้า แต่ร่างกายเป็นมนุษย์ เกิดจากครรภ์ของหญิง

ในพระคัมภีร์กาลาเทีย บทที่ 4 ตอนนี้บอกว่าพระองค์เกิดเหมือนกับพี่น้อง ก็คือเหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆ เขา เกิดใต้กฎบัญญัติ ก็คือเกิดในเนื้อหนังอย่างเรา ก็คือเกิดจากเนื้อหนัง ที่มาจากแมรี่ มารดา ในครรภ์ เห็นไหมครับ? พระองค์จึงเป็นมนุษย์จริงๆ  เหมือนกับพี่น้องที่เป็นมนุษย์ จำได้ไหม? เหมือนเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ พระองค์ก็เลยเป็นเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ในเชื้อสายยิว แต่ขณะเดียวกันพระองค์เป็นวิญญาณ ที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  ไม่ได้มาจากเผ่าพันธุ์ของอาดัม พระองค์จึงเป็นพระเจ้าในร่างของมนุษย์

ร่างของมนุษย์ เพื่อจะสามารถมาไถ่บาป ให้กับมวลมนุษย์ เป็นตัวแทนให้กับมวลมนุษย์ได้ เพราะพระองค์บริสุทธิ์ สะอาดจากข้างใน จึงสามารถรักษาบทบัญญัตินี้ได้ทั้งหมด พระองค์กำลังมาอธิบายให้ฟังอย่างนั้น

พระองค์จึงเตือนพี่น้องเผ่าพันธุ์ของตน  ก็คือเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ชอบพูดคำนี้เสมอเลย “บุตรมนุษย์ๆ” เขาเรียกพระองค์ว่า “อาจารย์ๆ” “บุตรมนุษย์ๆ” พระองค์ต้องการยืนยันให้เขารู้ว่าพระองค์เป็นมนุษย์เหมือนกับท่านทั้งหลายนั่นแหละ  และพระองค์จึงเตือนเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่าท่านไม่สามารถที่จะรักษาบทบัญญัติได้ครบถ้วน 100% หรอก มีเราเท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าทราบก่อนล่วงหน้าแล้วว่า …

“ท่านทำไม่ได้ เราทำได้ พระเจ้าจึงเตรียมทางออกให้กับท่าน คือส่งเรามา เมื่อถึงกำหนดเวลา มาเพื่อช่วยท่าน ส่งเรามา เพื่อเป็นตัวแทนของมนุษย์พันธุ์ใหม่”

ฟังให้ดีๆ นะ เพื่อจะได้เป็นตัวแทน เริ่มต้นมนุษย์พันธุ์ใหม่ เป็นสัญญาใหม่ที่จะเริ่มต้น ที่เรียกว่าพันธสัญญาใหม่ ในโลหิตของพระองค์ พระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนนั้น ซึ่งพระเจ้าจะทำพันธสัญญาใหม่นี้กับมวลมนุษย์ นึกออกหรือยัง? ที่พูดนี้พูดกับชาวอิสราเอล แต่เล็งไปถึงหลังจากอิสราเอล ก็คือชาวต่างชาติด้วย พระองค์จะทำพันธสัญญาใหม่กับมวลมนุษยชาติต่อจากนี้ ก็คือต่อจากพระเยซูคริสต์ตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 ซึ่งพระองค์ก็จะทรงกระทำให้สำเร็จ เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พูดนี้ อีก 3 ปี ประมาณนั้น ก็คือเมื่อทำสำเร็จ มนุษย์ทุกคน ทั้งสองกลุ่มใหญ่ๆ ทั้งยิวและไม่ใช่ยิว สามารถเป็นผู้ชอบธรรม ก็คือเข้าสวรรค์ได้ โดยผ่านทางความเชื่อ  ต้อนรับสิทธิของเขาในพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขนนั้น พันธสัญญาใหม่ จึงเริ่มต้นตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ที่ไม้กางเขน คือการสิ้นพระชนม์  การฝังไว้ในอุโมงค์ และการเป็นขึ้นจากความตาย เริ่มเผ่าพันธุ์ใหม่

ผลของพันธสัญญาใหม่ คือมนุษย์คนใด ก็ตาม ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด อยู่ในกลุ่มไหนก็ตาม จะกลุ่มยิวหรือไม่ใช่ยิวก็ตาม เมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ต้อนรับสิทธิของเขา เชื่อแล้ว เขาก็จะได้รับบัพติศมาเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ ตัวเก่าของเขา วิญญาณเก่าของเขาที่เป็นบาปอยู่ ก็จะได้ตายพร้อมกับพระเยซูที่ไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์ แล้วก็จะได้เป็นขึ้นจากความตายในวันที่สาม ร่วมกับพระเยซูคริสต์ในฝ่ายวิญญาณด้วย กลับกลายมาเป็นผู้ชอบธรรม สะอาดหมดจด ดีพร้อมจากวิญญาณข้างในของเขา เข้าสวรรค์ทันที ได้บังเกิดใหม่ทันที นี่พระเยซูกำลังอธิบายให้เขาฟังอย่างนั้น

นี่คือเบื้องหลังว่าพวกท่านทำไม่ได้หรอก มีเราที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ คือสิ่งเหล่านี้ ที่ผมบอกว่าพระเยซูพูดกับชาวยิว ชาวยิวจะเข้าใจดี เพราะมันพื้นฐานศาสนาของยิว ความเชื่อของยิว มาตั้งแต่บรรพบุรุษ เขารอคอยพระมาซีฮาห์ พระเจ้าได้บอกเขาล่วงหน้า ถึงสิ่งเหล่านี้ ที่ตะกี้นี้ผมอธิบายให้ท่านฟังทั้งหมด ถ้าคนต่างชาติฟัง ก็ไม่รู้เรื่องหรอก แต่ชาวยิวจะเข้าใจดีว่าที่พระองค์พูดหมายถึงอะไร? อาจจะไม่เข้าใจละเอียด แต่รู้ว่าพระองค์กำลังเล็งถึงอะไร?

ชาวยิวก็รู้ ในอดีต พันธสัญญาเดิม มนุษย์ตายจากพระเจ้า อาดัมทำบาป เกิดผล คือความตายมาสู่มวลมนุษย์ มวลมนุษย์ ตอนนั้นยังเป็นกลุ่มก้อนเดียว ยังไม่ได้ถูกแยกออกเป็นอิสราเอล ยิว หรือคนต่างชาติ

ในพันธสัญญาเดิม เนื่องจากอาดัมทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า เรียกว่าตายจากพระเจ้า หลุดจากพระสิริของพระเจ้า ตายจากความชอบธรรม คือการสามารถอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ นี่ไม่สามารถอยู่ในสวรรค์ได้ กลายเป็นคนชั่ว คนบาป ตายจากความชอบธรรม มาอยู่ในบาป ท่านจะเห็นภาพ นี่ก็เกี่ยวกับโลกวิญญาณเหมือนกัน มนุษย์ โดยอาดัมเป็นศัตรูกับพระเจ้า กบฏกับพระเจ้า เกิดผล เป็นความตายจากพระเจ้า หลุดออกจากพระเจ้า ออกจากสวรรค์ มาอยู่ในความบาป อยู่ในที่ที่ไม่มีพระเจ้า อยู่ใต้กฎๆ หนึ่ง ที่เรียกว่ากฎของความบาปและความตาย หรือตามภาษาของคนต่างชาติ ภายหลัง เรียกว่ากฎแห่งกรรม คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ต้องรับในสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งท่านก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครทำได้สักคน ไม่มีใครไม่ทำชั่วเลย ทำชั่วนิดหนึ่ง ก็เท่ากับทำแล้ว ซึ่งเดี๋ยวเราจะเรียนรู้ต่อไป พระเยซูอธิบายเรื่องนั้นอีก  ในโรม 10:4 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

โรม 10:4  “เพราะว่าสิ่งที่บทบัญญัติได้กำหนดไว้นั้น  พระคริสต์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จแล้ว  เป็นเหตุให้มนุษย์ทั้งหลายที่เชื่อในพระองค์ ได้ถูกทำให้เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า”

 

อย่าลืมนะครับถ้าเผื่อไม่เข้าใจตรงไหน? ฟังมากๆ ค่อยๆ ตามไปทีละนิดทีละหน่อย แล้วก็อธิษฐานกับพระเจ้า ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปิดเผยความจริงเหล่านี้ ได้เปิดตาฝ่ายวิญญาณให้เราเข้าใจ  ท่านจะเข้าใจมากขึ้น ผมก็จะพยายามอธิบายให้ได้ละเอียดที่สุด เท่าที่ทำได้

“เพราะว่าสิ่งที่บทบัญญัติ ได้กำหนดไว้นั้น พระคริสต์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จแล้ว” เห็นไหมครับ?

บทบัญญัติได้กำหนดเอาไว้นั้น พระคริสต์ได้กระทำให้สำเร็จแล้ว พันธสัญญาเดิม ก็คือบทบัญญัติเดิม ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว มีผู้ใดทำตามนี้ได้ไหม? ถ้าทำตามได้ ถือว่าสะอาดบริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรม เข้าไปหาพระเจ้าได้ เมื่อเข้าไปหาพระเจ้าในสวรรค์ได้ แล้วเป็นมนุษย์ ก็สามารถถวายตัวเองไถ่มนุษย์ทุกคนออกมาได้ นี่คือบทบัญญัติเดิม ชาวยิวสมัยนั้น เขารู้ดี เขาเข้าใจดี เขาอ่านในโรม 10:4 ที่เปาโลมาสอนทีหลัง เปาโลกำลังอธิบายให้เขาฟังว่าสิ่งที่บทบัญญัติได้กำหนดเอาไว้นั้น พระคริสต์ได้ทรงกระทำให้สำเร็จแล้ว ก็คือ …

“มีใครสักคนหนึ่งไหม? ที่เป็นตัวแทนของเธอ ที่จะเข้ามาหาฉัน (พระเจ้า)”

ไม่มีเลย เข้ามาไม่ได้สักคนหนึ่งเลย

แต่พระเยซูบอก … “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ข้าพระองค์มาแล้ว”

มาเพื่อสิ่งที่พระองค์ต้องการ คือเลือด คือโลหิตของผู้บริสุทธิ์  ก่อนหน้านี้ บัญญัตินี้ ก็บอกว่าขอเลือดบริสุทธิ์ แต่ไม่มีใครทำได้ เพราะฉะนั้น ใช้สัตว์แทนไปก่อน แต่ไถ่ไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์นะ ต้องทำทุกปี เอาสัตว์หัวปีที่สะอาดที่สุด ที่ดีที่สุด ที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาฆ่า แล้วเอาโลหิตมาให้พระเจ้า ถือว่าเป็นการชำระบาปชั่วคราว

นี่คือบทบัญญัติ รอให้วันหนึ่ง เมื่อถึงกำหนด ก็คือจะมีมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถทำได้ ที่เข้ามาหาเราได้ รักษาบทบัญญัติเหล่านี้ ครบถ้วนบริบูรณ์ อย่าว่าแต่ 613 ข้อเลย มากกว่านั้นอีก เพราะวิญญาณของเขาบริสุทธิ์ สะอาด เป็นพระเจ้า แต่ร่างกายเป็นมนุษย์ เป็นตัวแทนของมนุษย์ เข้ามาหาพระเจ้า และก็มอบถวายตัวเอง เอาเลือดบริสุทธิ์ของพระองค์ไถ่บาป ในฮีบรูบอกว่าทำเพียงครั้งเดียวเป็นพอ ไถ่บาปมนุษย์ทั้งปวง ไม่ใช่ไถ่บาปอิสราเอลอย่างเดียว แต่ไถ่บาปให้มนุษย์ทั้งหมด

เมื่อพระเยซูมาทำให้สำเร็จแล้ว ก็หมายถึงพันธสัญญาเดิม กฎของความบาปและความตาย กฎแห่งการกระทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็หมดสมัยไป พระคัมภีร์ใช้คำนี้ว่าล้าสมัยไป หมดไป เพราะมันมีอันใหม่มาดีกว่า มันหมดไปแล้ว เหมือนเรามีโทรศัพท์มือถือตอนนี้ แต่ก่อนนี้เราส่งข้อความกัน เราใช้โทรเลข นั่นเราก็กำลังสื่อสารกันนะ ทุกวันนี้เราเอามือถือมาส่งไลน์ กดเสร็จไปแล้ว ถามว่าโทรเลขยังอยู่ไหม? อยู่ แล้วมีคนใช้ไหม? ไม่มีคนใช้ เพราะมันหมดยุคไปแล้ว  เหมือนกัน มันหมดสมัยไปแล้ว มันเปลี่ยนจากยุคทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ต้องปฏิบัติตามกฎบัญญัติ อยู่ใต้กฎของความบาปและความตายนั้น เปลี่ยนมาเป็นยุคพระคัมภีร์ใหม่ เรียกว่ายุคพระคุณ ไปอ่านพระคัมภีร์ใหม่ หนังสือจดหมายฝากทั้งหมด อาจารย์เปาโล เปโตร ทั้งหมด เรียกตลอด พูดอยู่ซ้ำๆ ซากๆ อยู่ตลอดเวลา …

“พระคุณ”

“ขอพระคุณและสันติสุขดำรงอยู่กับท่าน”

อย่าลืมว่าพระคุณของพระเจ้าสอนท่าน ให้ท่านกระทำดี เห็นไหม? อะไรขึ้นมาก่อน พระคุณ ไม่ใช่ตาต่อตา ฟันต่อฟันแล้ว “พระคุณ” ก็คือได้มาฟรีๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย พระองค์ประทานให้ โดยพระเจ้าเท่านั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป แปลว่าตั้งแต่ที่พันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาแห่งพระคุณที่พระเยซูคริสต์นำมา ทำสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน นั่นแหละ คือการตอกย้ำ พระคัมภีร์ใช้คำนี้ว่าพระองค์ทรงฉีกกรมธรรม์ … กรมธรรม์ คือพันธสัญญา

พันธสัญญาเดิมล้าสมัยแล้ว หมดแล้ว ไม่ใช้แล้ว มาใช้พันธสัญญาใหม่ แต่อนิจจา มนุษย์ถูกหลอก ถูกปิดบังตา ยังคงก้มหน้าก้มตาต๊อกๆ อยู่ในพันธสัญญาเดิม ยังคงก้มหน้าก้มตา ใช้โทรเลข ต๊อกๆ ไม่ได้ไปถึงสวรรค์เลย สวรรค์เขาใช้ไลน์แล้ว กดปุ๊บ ไปเลย นึกภาพออกไหม?

พระเยซูกำลังมาบอกให้พวกเขารู้ว่าถ้าเขาขืนอยู่ในกฎเดิมต่อไป เขาไปไม่รอดแน่ เพราะว่ากฎเดิมมันยกเลิกแล้ว การเอาเลือดสัตว์ไม่ได้ผลแล้ว เพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนพันธสัญญาเป็นพันธสัญญาใหม่ พันธสัญญาเก่าจบแล้ว ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ดี เปลี่ยนใหม่แล้ว พระองค์ไม่ใช้แล้ว แล้วยังไปพยายามใช้อยู่ พระเจ้าจะรับได้อย่างไร? รับไม่ได้ เอาเลือดสัตว์ไปใช้ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าพระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นขึ้นจากความตายเรียบร้อยแล้ว ต้องใช้บทบัญญัติใหม่นี้เท่านั้น พระองค์ไม่ได้มาล้มเลิก เห็นไหม?

เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถเอาสิ่งนี้มาวิเคราะห์ตอนนี้ได้ ก็คือเพราะฉะนั้น มวลมนุษยชาติ หลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ทั้งชาวยิวและไม่ใช่ยิว ก็มี 2 ทางให้เลือกแล้ว  มี 2 พันธสัญญาให้เลือก พันธสัญญาที่ล้าสมัยไปแล้วกับพันธสัญญาใหม่ที่ … ภาษากฎหมายเขาเรียกว่า Active กรมธรรม์ที่ Active กับกรมธรรม์ที่เขาเลิกไปแล้ว กรมธรรม์ที่หมดอายุไปแล้ว กับกรมธรรม์ที่เพิ่งทำใหม่ ยังทำงานอยู่ Active เรามีกรมธรรม์ใหม่แล้ว  และทางบริษัท เขาก็ใช้กรมธรรม์ใหม่นี้ เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วยอะไรก็ไปเคลมตามที่บันทึกเอาไว้ในกรมธรรม์ อันนี้ที่ใช้อยู่ และเราเกิดเจ็บป่วย เราไปเอากรมธรรม์เดิมไปหาที่บริษัท เขาบอกนี่มันหมดอายุแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เราจะใช้อันไหน?

มนุษย์มี 2 ทางให้เลือก คือจะอยู่ในกรมธรรม์เก่า ซึ่งหมดอายุไปแล้ว หรือจะย้ายมาใช้กรมธรรม์ใหม่ จะอยู่ในกฎบัญญัติเดิม กฎแห่งการกระทำตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือจะย้ายมาอยู่ในกฎใหม่ กฎวิญญาณแห่งชีวิต เรียกว่ากฎแห่งพระคุณในพระเยซูคริสต์ จะเอาอะไรดี ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น

โรม 8:1-2 บอกว่า … “1 ดังนั้น ไม่มีการลงโทษใดๆ กับผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ 2 เพราะกฎวิญญาณแห่งชีวิตในองค์พระเยซูคริสต์ได้ปลดปล่อยให้เขาเป็นอิสรภาพ จากกฎของความบาปและความตาย”

 

ใครที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ก็คือใครที่เปิดใจต้อนรับสิทธิอำนาจ ที่พระเยซูคริสต์ได้ทำให้ ไถ่บาปให้ที่ไม้กางเขนนั้น เขาก็จะย้ายจากกรมธรรม์เดิม จากทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำชั่วครั้งหนึ่ง ก็ได้ชั่วแน่นอน ลงนรกแน่นอน ไปอยู่ที่พินาศ ที่ไม่มีพระเจ้าแน่นอน หรือจะย้ายมาอยู่ในกฎใหม่  กรมธรรม์ใหม่ในพระเยซูคริสต์ เป็นกฎแห่งพระคุณ เป็นอิสระจากกฎของความบาปและความตาย ถามว่ากฎของความบาปและความตายยังอยู่หรือไม่? อยู่ แต่ใส่ลิ้นชักเอาไว้ อย่าไปยุ่งกับมัน แต่มันอยู่ และมันก็ Active ด้วย สำหรับคนที่ไม่ยอมย้ายไง คนที่ไม่ยอมย้ายก็ยังอยู่ที่เดิม ในโลกวิญญาณ มีอยู่ 2 กรมธรรม์ จะเอาอยู่ที่ไหน? ถ้าอยู่ที่เดิม ก็ต้องทำตามที่เดิม ก็คือต้องทำให้ได้ครบบริบูรณ์ 100% ในการรักษาบทบัญญัติ ที่พระเยซูรักษาได้ ต้องทำให้เหมือนพระเยซูเลย ทำผิดแค่นิดหนึ่งก็ไม่ได้ แล้วทำได้ไหม? ไม่ได้ อย่าฝืน พระเยซูกำลังพูดกับชาวยิวอย่างนี้แหละ

พระเยซูมาทำให้คำเผยพระวจนะสำเร็จด้วย ตะกี้นี้พระองค์ทำให้บทบัญญัติที่กำหนดไว้ สำหรับชาวอิสราเอล ถ้าใครทำได้หมดมาเลย มาเป็นตัวแทนมนุษยชาติ ไม่มีใครทำได้เลย ในโทราห์หรือบทบัญญัติ ในพระคัมภีร์ทั้ง 5 เล่ม ซึ่งชาวยิวต้องถือไว้และปฏิบัติตาม ไม่มีใครทำได้เลย รอกำหนดเวลาที่พระเยซูจะมา

พระเจ้าก็ทรงทราบ หลังจาก 5 เล่มนั้นแล้ว หลังจากโมเสสเขียนเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็มักพูดเสมอใช่ไหม? พระองค์ดูแลอิสราเอล แล้วบอกว่า …

“พวกเจ้ามักกบฏ เดี๋ยวก็ทำไม่ดีๆ”

ก็ทำดีได้อย่างไร? ในวิญญาณมันอยู่ในความตาย อยู่ในอาดัม จะทำดีได้อย่างไร? ต้องรอพระเยซูมา มนุษย์คนเดียว แต่พระเยซูยังไม่มา เห็นภาพหรือยัง? พระเจ้าจึงนำอิสราเอลด้วยอย่างนี้แหละ ด้วยรู้ว่าทำไม่ได้ เดี๋ยวก็ตก เดี๋ยวก็หล่น เดี๋ยวก็ล้ม ล้มสัญญาอยู่เรื่อย ละเมิดสัญญาอยู่เรื่อย  กบฏอยู่เรื่อย พระองค์ก็ปลอบใจ อยากจะบอกว่าปลอบใจ โดยผ่านทางผู้เผยพระวจนะว่าไม่เป็นไร? บางคนก็ไปคิดอีกแบบหนึ่ง แต่ผมคิดแบบนี้ อย่างที่บอก ผมคิดว่าพระเจ้าเป็นความรัก เพราะฉะนั้น พระเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยผ่านทางความรักมนุษย์ดังแก้วตาดวงใจทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าคำเผยพระวจนะเหล่านี้ พระองค์เผยด้วยความรัก ไม่ใช่เผยด้วยความโกรธ เกลียดชัง ดุด่ามนุษย์ โธ่! สงสารเขาจะตาย นี่กำลังเตรียมจะช่วยเขาให้รอด พระองค์รู้ว่าเขากบฏบ่อยๆ ก็เลยบอกว่า …

“ไม่เป็นไรหรอก รอให้วันนั้นมาถึง”

“วันไหน?”

“วันที่ครบกำหนดเวลา เราจะส่งผู้หนึ่งมาช่วยเจ้า เราจะส่งมา”

นี่คือคำเผยพระวจนะทั้งหมด ทั้งเล่ม พระคัมภีร์เดิม ซึ่งชาวยิวถืออยู่ ผู้เผยพระวจนะก็จะพูดสิ่งเหล่านี้  แค่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเยเรมีย์ ไม่ว่าจะเป็นดาเนียล เป็นอิสยาห์ พูดถึงสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น ทั้งในแง่ของอุปมาบ้าง ในมุมของโลกวิญญาณบ้าง เปรียบเทียบบ้าง ด้วยความห่วงใย และด้วยความรัก ผมยกตัวอย่างมาให้อันหนึ่ง จะเห็นชัด หนึ่งในคำเผยพระวจนะของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์

จำได้ไหม พระเยซูบอกว่า … “เรามาทำให้บทบัญญัตินั้นสำเร็จ และเรามาทำให้คำเผยพระวจนะเหล่านั้นได้สำเร็จเหมือนกัน”

ทำให้คำเผยพระวจนะ ก็คือคำเผยพระวจนะว่าพระองค์จะมา พระองค์มาแล้ว ก็คือทำให้คำเผยพระวจนะนั้นเป็นจริงนั่นเอง นี่คือหนึ่งในจำนวนคำเผยพระวจนะ จากผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ หนังสือเยเรมีย์ 31:31-34 …

เยเรมีย์ 31:31-34 “31 องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เวลานั้นจะมาถึง เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับพงศ์พันธุ์อิสราเอล และกับพงศ์พันธุ์ยูดาห์ 32 เป็นพันธสัญญา ซึ่งไม่เหมือนพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา เมื่อเราจูงมือพวกเขา นำออกมาจากดินแดนอียิปต์ เพราะพวกเขาละเมิดพันธสัญญาที่ทำไว้กับเรา ทั้งๆ ที่เราเป็นเจ้านายของพวกเขา” องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น 33 องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “นี่คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับพงศ์พันธุ์อิสราเอล หลังจากสมัยนั้น คือเราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของพวกเขา จารึกบนหัวใจของพวกเขา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขาจะเป็นประชากรของเรา 34 ผู้คนจะไม่สอนเพื่อนบ้าน หรือสอนพี่น้องของตนอีกต่อไปว่า ‘จงรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า’ เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา ตั้งแต่ผู้น้อยที่สุดไปจนถึงผู้ใหญ่ที่สุด” องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น “เพราะเราจะอภัยความชั่วร้ายของเขา และจะไม่จดจำบาปทั้งหลายของเขาอีกต่อไป”

 

“เฮ้ๆๆๆๆๆ”

พอเรารู้เบื้องหลังที่อธิบายให้ฟังเมื่อตะกี้ เราจะเห็นไหม?  ถ้าเผื่อชาวยิวถ่อมใจ แล้วฟังพระเยซูคริสต์พูด ทุกคนถ้าถ่อมใจนะ ขอบคุณพระเจ้าๆ จะเหมือนสิเมโอนเลย สิเมโอนที่อยู่ที่พระวิหาร ที่เมื่อเห็นพระเยซู ขอบคุณพระเจ้า รอมาตั้งนานแล้ว

องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เวลานั้นจะมาถึง” ที่เราจะทำพันธสัญญาใหม่ ท่านรู้แล้วตอนนี้ ท่านตอบได้แล้ว เวลาไหน? เวลาที่เราจะส่งพระบุตรของเราลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ในหญิงพรหมจารี เขาจะเป็นมนุษย์บริสุทธิ์ เขาจะมาเริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ เป็นพันธสัญญา ซึ่งไม่เหมือนพันธสัญญาที่เราได้ทำไว้ คือพันธสัญญาเดิมนั้นกับบรรพบุรุษของเขา เมื่อเราจูงมือเขา นำออกมาจากดินแดนอียิปต์ พวกเขาละเมิดพันธสัญญา ที่ทำกับเราเป็นประจำ มักกบฏ ทั้งๆ ที่เราเป็นเจ้านาย ตรงนี้ไม่ใช่เจ้านาย ความหมายของภาษาเดิมตรงนี้ ทั้งๆ ที่เราเป็นพระเจ้าของเขา ไม่ใช่เขาไม่รับพระองค์เป็นพระเจ้า แต่เขาทำไม่ได้ เพราะข้างในมันสกปรก วิญญาณเขาสกปรก เขาจึงพยายามรักษาบทบัญญัติ แต่ทำไม่ได้ นี่พระเจ้าเมตตารักมนุษย์ขนาดไหน? องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนี้

องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนี้ว่า “นี่คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับพงศ์พันธุ์อิสราเอล สมัยนั้น ก็คือพันธสัญญาใหม่ คือเราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของเขา จารึกบนหัวใจของเขา คือเราจะให้วิญญาณใหม่กับเขา วิญญาณแห่งความรัก ที่เป็นเหมือนเรา ก็คือวิญญาณที่บังเกิดใหม่ เหมือนพระเยซู เป็นวิญญาณแห่งความรัก และบทบัญญัติที่เราใส่ลงไปในความรักนั้น ที่จะเขียนในใจของเขา ไม่ใช่เขียน 10 ประการกับ 613 ข้อ แต่เป็นเพียงแค่ท่านทั้งหลายจงรักซึ่งกันและกัน เหมือนกับที่พระเจ้าทรงได้รักท่านแล้ว ทำได้ไหม? ทำได้ทุกคน ท่านทั้งหลายจงรักซึ่งกันและกัน เหมือนกับที่พระเจ้าได้ใส่ความรักลงไปในวิญญาณของท่านแล้ว ท่านเป็นความรักแล้ว จงรักกันและกัน สบายสิ

ท่านเป็นปลาแล้วไปว่ายน้ำ สบาย  เห็นภาพไหม? ในอดีตบอกว่าท่านเป็นปลาแล้ว แต่จงบินให้ได้ ตายเลย จงอยู่บนบกให้นานๆ ไม่ไหว แล้วประโยคสุดท้ายบอกว่า …

“เพราะเราจะอภัยในความบาปชั่วของเขา เราจะไม่จดจำบาปทั้งหลายของเขาอีกต่อไป เราลบทิ้งเลย”

ไม่จดจำ ก็แสดงว่าไม่จดจำ เราจะไม่จดจำบาปทั้งหลายของเขา บาปทั้งหลาย คือบาปทั้งหมด ไม่จดจำ ก็คือทำเมื่อไร เราก็ไม่จำ แล้วอย่างนี้เราต้องสารภาพบาปไหม? ก็พระองค์ไม่จำแล้ว อยากจะสารภาพ ก็สารภาพไป แต่ไม่ได้จำ ทำบาปปุ๊บ ลบ … ลบ เพราะพระโลหิตพระเยซูคริสต์ยังอยู่ที่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้าในทุกวันนี้เลย เป็นพยานยืนยันว่านั่นแหละ เราจะไม่จำบาปของเจ้าอีกเลย นี่คือคำมั่นสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้กับชาวยิว ซึ่งเล็งถึงมนุษยชาติทั้งปวง ก็คือชนต่างชาติจะมาทีหลังด้วย ด้วยความรักและห่วงใย  ต้องเสริมตรงนี้

ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าได้ทรงให้ผู้เผยพระวจนะ เผยถึงสิ่งต่างๆ ที่พระองค์สัญญาไว้ว่าจะทำในอนาคต เพื่อมวลมนุษยชาติ ทั้ง 2 กลุ่ม ซึ่งในพระคัมภีร์เดิม ยังทำไม่สำเร็จ  เพราะพระเยซูยังไม่มา ก็คือสิ่งที่พระองค์จะทำ ก็คือการแก้ไขความชั่วช้า ความบาปของมวลมนุษย์ ที่วิญญาณของเขา ที่มันสกปรก ที่มันตายอยู่ มันไม่มีทางทำอะไรได้เลย พระเยซูบอกว่าต้นไม้มันเลวอย่างไร? ก็ยังเลวอยู่ดี พระองค์ทรงตรัสว่าทำต้นไม้ให้ดีสิ แล้วทุกอย่างมันจะดีเอง แล้วเราทำต้นไม้ให้ดีได้ไหม? ต้นไม้ ก็คือวิญญาณ วิญญาณไม่ดี ก็ไม่มีอะไรดีเลย แต่ถ้าวิญญาณดี ทุกอย่าง ผลออกมา ก็ดี แล้วเราจะมาทำให้วิญญาณเราดีได้ไหม? ไม่ได้ มันต้องตายแล้วเกิดใหม่ มันหมายความว่าอย่างนั้น

แล้วสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญากับมวลมนุษย์ ที่ยังกระทำไม่สำเร็จในสมัยพระคัมภีร์เดิม ก็คือการแก้ไข การรักษาความบาปที่อยู่ในวิญญาณของมนุษย์ ให้หาย ซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของมนุษยชาติทั้งปวง มนุษย์เราเกิดมา ก็บาปแล้ว เพราะวิญญาณมันบาป วิญญาณตายอยู่ในความบาป รักษาด้วยวิธีอะไร? ตายแล้วเกิดใหม่ พระเยซูกำลังมาพูดอย่างนั้น ตอนที่พระองค์พูด พระองค์กำลังทำให้สำเร็จ ตอนเดิน พูดอยู่นั้น 3 ปีแล้ว ยังไม่สำเร็จ ตามพันธสัญญา แต่พระองค์กำลังทำอยู่ตอนนี้  ก็คือประกาศให้ พอพร้อมแล้ว 3 ปีแล้ว พระองค์ก็จะทำให้สำเร็จ ตามพันธสัญญานี้ ก็คือสำเร็จแล้ว ที่ไม้กางเขน ที่พระองค์บอก ที่พระองค์ประกาศ ตอนสิ้นพระชนม์ พระองค์บอกว่า “สำเร็จแล้ว” มันหมายถึงอย่างนี้ รอคอยมาตั้งนาน สำเร็จแล้ว พระเจ้าก็ยิ้ม แล้วพระเจ้าก็ออกจากวิหาร ม่านขาดออก 2 ท่อน

นี่คือคำแย้งคำอธิบาย ความจริงของข้อกล่าวหา ที่พระเยซูถูกกล่าวหา พระเยซูคริสต์แย้งว่าพระองค์ไม่ได้มาลบล้างบทบัญญัติ แต่มาเสริมให้มันครบถ้วนบริบูรณ์  ตามที่อธิบายมา เมื่อตะกี้นี้ คือมาทำให้เป้าหมายของบัญญัติที่ให้ไว้นั้น มันครบถ้วนบริบูรณ์ ตามที่ได้ระบุไว้  เป็นความต้องการของพระเจ้านั่นแหละ คือช่วยพวกท่านทั้งหลาย ให้รอด ก็คือมนุษย์ทุกคน ต้องทำให้ตามบทบัญญัติทั้งหมด ถึงจะรอด ซึ่งไม่มีใครทำได้ นี่คือหัวใจของบทบัญญัติ นี่คือหัวใจ จิตวิญญาณของบัญญัติโมเสส ที่อยู่ในพระคัมภีร์เดิม ที่ชาวยิวถืออยู่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับชาวต่างชาติ พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่าชาวต่างชาติ ไม่ได้ถือบทบัญญัติเหล่านี้ แต่บทบัญญัติเหล่านี้ ได้ถูกเขียนเอาไว้ไม่ใช่หิน แล้วก็ไม่ใช่หนังสัตว์ แต่ถูกบันทึกเอาไว้ ตามหนังสือโรม บอกว่าสำหรับท่านทั้งหลาย คือคนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้านั้น นึกว่าไม่มีบทบัญญัติ หรือตอนที่อิสราเอลถือบทบัญญัติโมเสส เปล่าเลย ท่านทั้งหลายมีบทบัญญัติอยู่ในจิตใต้สำนึกของท่านแล้ว พระเจ้าเขียนไว้ในจิตใต้สำนึกท่านแล้ว อะไรดีอะไรชั่ว จิตใต้สำนึกท่านจะฟ้องท่าน สำหรับชาวอิสราเอลที่ถือบทบัญญัติโมเสส แล้วทำอะไรผิดกฎนั้น บทบัญญัติจะฟ้องท่าน บทบัญญัติบอกว่า “อย่าฆ่าคน” ถ้าฆ่าคน ก็จะถือว่าผิดบทบัญญัติ แต่ท่าน แค่โกรธคนในใจ ท่านก็รู้แล้วไม่ดี นั่นแหละ คือความชั่ว คือการทำผิดกฎบัญญัติ ไม่มีใครหนีออกจากนี้ไปได้พ้นหรอก ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ จากพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์

นี่คือหัวใจของจิตวิญญาณ ของเป้าหมาย ของบทบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งกลุ่มแรกของอิสราเอล เขียนไว้ที่หิน และบันทึกไว้ที่หนังสัตว์ สำหรับคนไม่เชื่อพระเจ้า คนต่างชาติ เขาเขียนไว้ที่จิตใต้สำนึกของเขา นี่คือความลึกเข้าไปในวิญญาณ ที่พระเยซูกำลังจะชี้ให้เขาเห็น  และจะชี้ให้เขาเห็นไปตลอดในการประกาศ ในการสอนของพระองค์ ในหนังสือพระกิตติคุณที่บันทึกเอาไว้ในมัทธิว  มาระโก  ยอห์น  ลูกา โดยเฉพาะคำเทศนาบนภูเขา ที่เรากำลังมาเจาะลึกตอนนี้

เพราะฉะนั้น พระเยซูถูกกล่าวหา ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่ามาล้มเลิกบทบัญญัติ กฎแห่งกรรม กฎศาสนา กฎแห่งบัญญัติ คือกฎแห่งการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แล้วเราลองคิดดู

คราวนี้ย้อนกลับมาปัจจุบัน เราซึ่งเป็นคริสเตียน เชื่อแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว พระเยซูสถิตอยู่ในเรา ถามคริสเตียนทั้งหลายว่าท่านเคยถูกกล่าวหาว่าล้มเลิก ไม่ให้ความสำคัญกับความประพฤติอันดี ตามกฎหมายศีลธรรม ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้วหรือยัง? โดนหรือยัง? ถามคริสเตียนดู พระเยซูอยู่ในเราแล้วนะตอนนี้ ถ้าท่านบังเกิดใหม่ มีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในท่าน อยู่ใต้บทบัญญัติของพระคุณ ใต้กฎแห่งพระคุณ เป็นอิสระจากกฎของความบาปและความตาย ถูกไหม? ท่านเคยถูกกล่าวหา  เหมือนที่พระเยซูถูกกล่าวหาว่ามาล้มเลิกบทบัญญัติ ล้มเลิกศีลธรรมอันดี ล้มเลิกกฎแห่งกรรมหรือไม่? เคยไหม?

เดี๋ยวยกตัวอย่างให้ดูก็ได้ เช่น เคยมีใครกล่าวหาท่านไหมว่า …

“เป็นคริสเตียนก็ดีนะ ทำบาปอะไรก็ได้ ตามสบาย ไม่ตกนรก พระเจ้าอภัยให้หมดเลย อภัยเสมอ ได้ไปสวรรค์แน่นอน”

เคยมีใครพูดอะไรกับท่านแบบนี้ไหม? ต้องเคยอยู่แล้วล่ะ หรือเขาอาจจะพูดไม่ครบ ใช่ไหม? แล้วผมถามว่าแล้วมันเป็นจริงตามนี้ไหม? ตามที่เขากล่าวหา …

“เป็นคริสเตียนดีนะ ทำบาปอะไรก็ได้ ตามสบาย ไม่ตกนรก พระเจ้าอภัยให้หมดเลย เรียบร้อยไปแล้ว บาปในอนาคต ก็อภัยให้เรียบร้อยแล้ว ได้ไปสวรรค์แน่นอน ตอนนี้ก็อยู่ในสวรรค์แล้ว”

ถูกหรือไม่ถูก? มันถูกนะ น่าติดตามนะ แล้วก็ถูกกล่าวหาว่า …

“พวกเธอคริสเตียนดี เอะอะอะไรก็อ้างพระคุณ รอดแล้วรอดเลย ความประพฤติบนโลกใบนี้ ไม่เกี่ยวกันกับผลของความรอดทางด้านวิญญาณเลย ไม่สำคัญอะไรเท่าไร?”

มีคนเข้าใจผิดกับเราอย่างนี้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่มันมีส่วนถูกต้องตามพระคัมภีร์ ตามพันธสัญญาใหม่  เพราะว่าความคิด ความเข้าใจของมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจความจริงของโลกฝ่ายวิญญาณได้ ทั้งๆ ที่เอเฟซัส 2:8-9 บอกว่า … “เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอด โดยพระคุณ ผ่านความเชื่อ ความรอดนี้  ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง  แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่ความรอด โดยการประพฤติ เพื่อจะไม่มีใครอวดได้”

มันจริงตามนั้น  และคำกล่าวหาอันนี้ ไม่ใช่กล่าวหาพวกเราที่อยู่ในยุคปัจจุบันเท่านั้น ตอนที่พันธสัญญาเริ่มต้นใหม่ๆ เมื่อ 2,000 ปี เขาก็กล่าวหาคริสเตียนอย่างนี้เหมือนกัน เปาโลจึงแก้ต่างให้ เปาโลจึงพูดในหนังสือโรม บทที่ 6  พวกเขาก็จะพูดเหมือนเมื่อตะกี้นี้ …

“อย่างนี้ก็สบายสิ ทำบาปอย่างไรก็ได้ ทำบาปตามสบายใจเลยสิ”

เปาโลบอก “เห้ย! นายไม่เข้าใจ โลกวิญญาณ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่คุณเกิดใหม่ แล้วคุณจะไปทำบาป สนุกสนาน เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่าธรรมชาติที่คุณเกิดใหม่นั้น มันเปลี่ยนไปแล้ว คุณเป็นผู้ชอบธรรม เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว คุณทำบาปไม่เป็นแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ คุณได้เกิดใหม่ คุณได้บัพติศมา ตายพร้อมพระเยซู และเป็นขึ้นจากความตายพร้อมพระเยซูด้วย วิญญาณใหม่แล้ว วิญญาณใหม่ของท่านสะอาดหมดจด เต็มไปด้วยความรัก ความบริสุทธิ์ ท่านไม่ชอบทำบาปแล้ว ท่านแพ้บาปด้วย ทำไม่ได้หรอก เหมือนปลาอยู่ในน้ำ ไม่มีปลาตัวไหนอยากจะอยู่บนบก เด้งดึ๊งๆ มันเป็นไปไม่ได้  ธรรมชาติท่านเปลี่ยนไปแล้ว” เห็นไหม? มันอันเดียวกันกับตอนที่พระเยซูประกาศบนภูเขานั้น เหมือนกันไม่มีผิด

สรุปวันนี้ ก็คือท่านจะเลือกอะไร? ท่านมีสิทธิ์เลือกแล้ว สิ่งที่พระเยซูพูดกับชาวยิว ก็เท่ากับเล็งถึงชาวต่างชาติทั้งหมด ในภายหลังด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น นี่พูดถึงมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ เพราะพันธสัญญาใหม่ได้สถาปนามาแล้ว 2,000 ปี เพราะฉะนั้น ท่านเลือกเอา จะอยู่ในพันธสัญญาเดิม แล้วก็พึ่งพาการกระทำของตนเอง ต้องทำดีให้ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนที่พระเยซูคริสต์ได้ทำแล้ว  วิญญาณท่านต้องสะอาดหมดจด บริสุทธิ์ คิดสกปรกนิดหนึ่ง ก็ถือว่ามาจากวิญญาณของท่านแน่นอน ท่านทำได้ไหม? ถ้าทำไม่ได้ พระเยซูแนะนำด้วยความรัก ด้วยความห่วงใย ด้วยน้ำตาไหล ด้วยเลือดของพระองค์ ชีวิตของพระองค์ที่เทให้ บอกว่า …

“น้องๆ เอ๋ย ตามเรามาเถิด น้องๆ ทำไม่ได้หรอก เราทำให้แล้ว แค่เดินตามเรามา แค่นั้นเอง แล้วท่านจะได้รับชีวิตใหม่ อยู่ในพันธสัญญาใหม่ อยู่ในสวรรค์กับเราเลย”

พระเจ้าอวยพรครับ

 

************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

เพียงแค่เราเชื่อพระเยซู  เราก็ได้รับสิ่งนี้แล้ว  คือตัวจริงๆ ตัวเป็นๆ ของเรา วิญญาณของเรา ได้พักสงบ อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์แล้วทันที ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลก เพียงแต่รอวันที่พระเยซูคริสต์จะกลับมารับจะปรากฏอีกครั้งหนึ่ง

 

หลังจากนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเรา แบบชั่วนิรันดร์ ก็คือเราก็จะได้รับร่างกายใหม่ ร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย ร่างกายที่เป็นอมตะ ไม่ต้องเจ็บป่วย ไม่ต้องเจ็บปวด ไม่ต้องมีความตายอีกแล้ว เป็นร่างกายที่เป็นขึ้นจากความตาย เหมือนพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตาย ในวันอีสเตอร์นั่นแหละ เหมือนเลย เราจะมีร่างกายใหม่ เป็นอย่างนั้นแหละ

 

ทางฝ่ายวิญญาณได้รับเรียบร้อยแล้วทันที  หมดแล้ว  แต่ในขณะที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้อยู่ เรายังอยู่ในร่างกายที่จับต้องมองเห็นได้อยู่นี้ ถ้าเราทำตาม 3 ขั้นตอนที่ควรทำ คือรับรู้ วางใจ และอธิษฐาน   ตามที่พระเจ้าแนะนำ   สิ่งที่เราจะได้รับในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ผล ประโยชน์ที่จะได้รับ พระเจ้าสัญญาไว้ ก็คือสันติสุขที่เกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ จะปกคลุมอยู่เหนือความคิดจิตใจของท่านครบถ้วนบริบูรณ์เลย

 

แล้วเริ่มต้นฝึกฝนวางใจในพระเจ้า พระเจ้าบอกอย่างไร ก็เชื่อตามนั้น พระเจ้าบอกไม่กลัว ก็ไม่กลัว พระเจ้าบอกให้อธิษฐาน ก็อธิษฐาน วางใจ แล้วก็เริ่มต้นอธิษฐานพูดคุยกับพระเจ้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ประโยชน์ที่จะได้รับ คือความสุขมากขึ้นในชีวิต ปัญหาต่างๆ ระหว่างดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าจะนำพาเรา ถ้าตามภาษาไทยเรา เขาเรียกกันว่าพระเจ้าสามารถดลบันดาลช่วยเราได้ แทนที่เราจะทำคนเดียว แทนที่เราจะทำมาหากินตัวคนเดียว แก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียว แต่ตอนนี้มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ถึง 3 องค์ คือพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าผู้เป็นพ่อ พระเจ้าพระบุตรผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซูคริสต์ และพระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ พี่เลี้ยงเรา 3 พระภาค สถิตอยู่กับเรา ในตัวเรา ในวิญญาณของเรา นำพาเราเดิน แล้วท่านจะกลัวอะไรตอนนี้ ท่านก็จะมีความสุขมากกว่าเดิม

 

พระเยซูบอกเกิดเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่ม เอาอะไรนุ่งห่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาต่างๆ เลย เพราะว่าพระเจ้ารู้แล้วว่าท่านต้องการอะไร? สิ่งใดจำเป็นในชีวิตของท่าน ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ พระองค์ทรงรู้ก่อนล่วงหน้าแล้ว แล้วพระองค์จะให้กับท่านแน่นอน ท่านเคยเห็นนกกระจอกมันอดตายไหม? พระเยซูยกตัวอย่าง เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วบอกว่าดูตัวอย่างนกกระจอกสิ นกตัวเล็กๆ มันยังไม่อดตายเลย พระเจ้ายังเลี้ยงดูมันเลย แล้วท่านเป็นลูกพระเจ้า มีค่ากับพระเจ้ามากขนาดไหน? พระเจ้ารักท่านมากขนาดไหน? พระเจ้าจะไม่เลี้ยงดูท่านมากกว่านั้นอีกหรือ?

 

แต่ถ้าท่านดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง คนเดียว มีทั้งกิเลสตัณหา มีทั้งความอยาก มีทั้งการล่อลวงต่างๆ ให้ทำชั่ว ซึ่งทำให้เกิดความทุกข์ ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ปกติโลกใบนี้มันทุกข์อยู่แล้ว ท่านก็ไปทำให้มันทุกข์มากขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่าง เรื่องโลภ ปกติไม่โลภ มันก็ทุกข์อยู่แล้ว นี่ท่านไปโลภ มันยิ่งทุกข์มากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น นี่คือประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำสิ่งต่างๆ ที่ควรทำที่พระเจ้าแนะนำให้ทำ คือเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด รับรู้ วางใจ และ อธิษฐาน

 

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1379

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  สิงหาคม  2022

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน 17

โดย พาสเตอร์ วราพร  คงล้วน

 

วันนี้เรามาต่อในหนังสือเอเฟซัส บทที่ 3 ที่เราต้องย้ำกันบ่อยๆ เพราะอยากจะให้ความล้ำลึกของพระเจ้า  ถูกสถาปนาลงไปในวิญญาณของพวกเรา เพื่อเราจะได้มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่หันไปเหมา ไม่ผวา พอมีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ก็ผวาไปผวามา ตอนนี้เราอยู่ในสถานะแบบไหน? อย่างไร? อะไรแบบนี้ ให้เรารับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ ผู้เชื่อทุกคนอยู่ในสถานะแบบไหนในพระเยซูคริสต์ ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าพระเยซูทรงสถิตอยู่ในเรา หมายความว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคสถิตอยู่ในเรา พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาสถิตอยู่ในเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย

พระเจ้าจะเข้ามาสถิตอยู่ในเราได้ ก็ต่อเมื่อเราเข้ามาอยู่ในพระองค์ก่อน เราเข้ามาอยู่ในพระองค์ได้อย่างไร? ก็เกิดจากการได้ยินได้ฟังเรื่องราวข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว บนไม้กางเขน แล้วเราก็เปิดใจยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้า พอเราเปิดใจปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ก็เข้ามาในวิญญาณของเรา  เขาเรียกว่าบัพติศมาวิญญาณของเรา เอาวิญญาณเก่าที่เต็มไปด้วยความบาปและความตาย อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ใน DNA ของอาดัมไปตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ถูกฝังพร้อมกับพระเยซูคริสต์ และเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจชนิดเดียวกันกับที่พระเจ้าได้ชุบพระเยซูคริสต์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย

ดังนั้น ฤทธิ์เดชอำนาจนี้ คือยิ่งใหญ่มหาศาลมาก เหมือนระเบิดปรมาณูที่มันระเบิดออกมา แล้วทำให้เราได้บังเกิดใหม่ เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าเลย แล้วเมื่อเราบังเกิดใหม่ปุ๊บ เราเป็นผู้ชอบธรรมเลย เป็นนะ โดยที่เราไม่ต้องพยายามทำ เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรมเลย เกิดมาเป็นความรักเลย เกิดมาเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ฉะนั้น พอวิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ความคิดจิตใจเราเปลี่ยนแปลงใหม่ แต่เหตุที่เรายังต้องอยู่ในโลกใบนี้ เพราะร่างกายเรายังไม่สูญสิ้นไป ร่างกายเรายังอยู่ในร่างกายเก่าที่ยังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตายอยู่

แต่ร่างกายที่อยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตายตรงนี้ ในพระคัมภีร์บอกว่าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์เหมือนกัน ทำไมเรารู้ว่าเราถูกชำระให้บริสุทธิ์ เพราะพระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าทั้ง 3 พระภาค พระเจ้าพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาสถิตอยู่ในเรา ก็คือพอเราเข้าไปอยู่ในพระคริสต์ ผ่านทางความเชื่อ ผ่านทางการบัพติศมาในพระวิญญาณ บังเกิดใหม่ เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าปุ๊บ เราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ พอเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ถ้าพูดตามภาษาพวกเรา หอบผ้าหอบผ่อนเข้ามาอยู่กับเราเลย  พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคแพ๊คกระเป๋าเรียบร้อย หิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่ในเราเลย

มองภาพตรงนี้ แล้วเราจะเห็นชัดว่า ณ เวลานี้ พวกเราผู้เชื่อ เราไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ ไม่สามารถที่จะมองด้วยตาเรา แต่ในวิญญาณ ถ้อยคำของพระเจ้าบอกอย่างนั้นว่าเมื่อเราเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผ่านการบัพติศมาในวิญญาณปุ๊บ พระเจ้าทั้ง 3 พระภาคก็แพ๊คกระเป๋า เดินทางเข้ามาอยู่ในเราเลย ณ เวลานี้  เราจะรู้สึกหรือไม่รู้สึก เข้าใจหรือไม่เข้าใจ อะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่า ณ เวลานี้ ร่างกายเราเป็นวิหารของพระเจ้า เป็นที่สถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์

อย่างที่บอก พระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนเป็นตัวแทน พอบอกพระวิญญาณบริสุทธิ์ปุ๊บ ให้พี่น้องนึกถึงทั้ง 3 พระภาคเลย คือพระเจ้าพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเรา นี่คือความยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้กระทำการงานของพระองค์ผ่านทางชีวิตของพวกเรา เมื่อเราได้บังเกิดใหม่ เรามาดูเอเฟซัส 3:1

เอเฟซัส 3:1 “ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นนักโทษ เพราะเห็นแก่พระเยซูคริสต์ เพื่อท่านผู้เป็นคนต่างชาติ”

 

ทำไมอาจารย์เปาโลถึงเป็นนักโทษได้? จริงๆ อาจารย์เปาโลเดิมทีเป็นกลุ่มเดียวกับพวกฟาริสี เป็นพวกที่มีความรู้เยอะมาก อยู่ในธรรมศาลา อยู่ในกฎบัญญัติเคร่งครัดมากๆ เรารู้ได้อย่างไรว่าอาจารย์เปาโลเคร่งครัด เพราะว่าอาจารย์เปาโลตอนที่พระเยซูคริสต์ประกาศ เรื่องราวความจริง ข่าวประเสริฐของพระเจ้า แล้วมีผู้คนติดตามพระองค์ หลังจากที่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์ ถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตายปุ๊บ ก็จะมีกลุ่มคน เชื่อว่ากลุ่มคนกลุ่มแรก ก็คือพวกสาวกนั่นแหละ ที่ก่อนหน้านั้น ที่พระเยซูยังไม่ทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ ก็ตามพระองค์อยู่แล้ว ติดตามมาตลอด เชื่อในพันธสัญญาที่พระเจ้าเขียนไว้ตั้งแต่ในอดีตว่าอนาคตข้างหน้า พระเจ้าจะส่งพระมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอด มาช่วยพวกเขา ให้รอดพ้นจากการถูกพิพากษา  เขาก็ตามมาตลอด ที่เขาตามมา เขาก็ทำตามกฎบัญญัติที่พระเจ้าตั้งไว้ ก็คือบัญญัติเดิม พระเจ้าบอกว่าคนที่จะมาเป็นของพระเจ้า ก็ให้ทำตามบัญญัติเดิม ที่พระเจ้าตั้งไว้ เริ่มแรกจริงๆ พระเจ้าตั้งสัญญาตรงนี้ ตั้งแต่สมัยปฐมกาล คือตอนที่อาดัม เอวาล้มลงในความบาปปุ๊บ พระเจ้าก็ฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง เพื่อเอาหนังมาห่อหุ้มร่างกายของเขา ก็คือใช้เลือด

หลังจากอาดัม ก็จะมีคาอินกับอาเบลที่ถวายเครื่องบูชา แล้วเราจะเห็นว่าอาเบลถวายเครื่องบูชา คือเอาแกะ ที่ไม่มีตำหนิมาถวายให้กับพระเจ้า ก็คือตามพันธสัญญาที่พระเจ้าบอก คือเอาเลือดมาถวาย ก็เป็นที่พอใจของพระเจ้า มันไม่เกี่ยวกับการประพฤติอะไรเลยนะ ส่วนคาอินก็เอาผลผลิตของเขา ก็คือพืช ผัก ผลไม้ ถามว่าคาอินเอาสิ่งที่ดีที่สุดมาถวายไหม? ดีที่สุดเลยนะ พืช ผัก ผลไม้ ปัจจุบันอาจจะบอกว่าเป็นพวกปลอดสารพิษ ทำอย่างดี ใส่ตะกร้า กระเช้า จัดสวยงามเลย เอามาถวายให้พระเจ้า แต่พระเจ้าไม่รับ เหตุที่ไม่รับ เพราะไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า ต่อให้คาอินทำดีขนาดไหน พระเจ้าก็ไม่รับ เหมือนกับมนุษย์ทุกวันนี้ ต่อให้เราประพฤติปฏิบัติดีขนาดไหน? ถ้าไม่ได้ตามเงื่อนไขที่พระเจ้าตั้งไว้ พระเจ้าก็ไม่รับ รักษากฎบัญญัติเป็นร้อยๆ ข้อ พระเจ้าก็ไม่รับ เพราะว่าเงื่อนไขใหม่ที่พระเจ้าจะรับมนุษย์ได้ ก็คือมาเชื่อ วางใจในพระเยซูคริสต์ มาเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขนเท่านั้น แล้วเราก็ได้รับความรอดผ่านทางพระคุณ ไม่ได้ผ่านทางการประพฤติใดๆ เลย ไม่ว่าเราจะประพฤติดี ไม่ดี ก็แล้วแต่ พระเจ้าแค่ดูว่าเราเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทำไหม? ก็เป็นลักษณะเหมือนกับเอาเลือดพระเยซูมา พระองค์ก็รับ ถ้าไม่มีเลือดพระเยซู พระองค์ก็ไม่รับ นั่นคือปัจจุบันนะ

แล้วเลือดของพระเยซูมาจากไหน? ก็มาจากเราเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน ยอมรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ก็มาชำระเรา ให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็คือทำให้เราไม่มีบาปเลย ชำระเราให้สะอาดเลย แล้วโลหิตนี้ พระเจ้าหลั่งมาครั้งเดียว  ก็มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่อดีต เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน อนาคตข้างหน้า ก็คือใครก็ตามที่เชื่อในสิ่งนี้ เดินเข้ามาบอกพระเจ้าว่า …

“พระองค์ ลูกต้องการความช่วยเหลือ”

แค่นั้นเอง เขาก็จะได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ แล้วจากนั้น ผู้เชื่อได้รับความรอด ผ่านทางพระคุณ ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์แล้วใช่ไหม? ได้เข้าบัพติศมาในวิญญาณกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ก็คือวิญญาณเก่าที่เป็นบาป ไปตรึงพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ฝังพร้อมกับพระเยซูคริสต์ และเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจ ก็คือที่เราเรียกว่าบังเกิดใหม่

พอเราบังเกิดใหม่ เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าปุ๊บ ตอนนี้เราเป็นคนใหม่ คนใหม่ที่อยู่ในร่างกายเก่า มันยากดีเนอะ ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจตรงนี้ ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้ เราก็จะงงว่าพระคัมภีร์ว่าอย่างไร? บอกว่าเราสะอาดบริสุทธิ์แล้วไง แต่เรายังทำสิ่งที่ไม่ดีอยู่ แล้วยังไง เราจะสะอาดยังไง แต่ว่าสิ่งที่พระเจ้าบอก คือเรื่องของวิญญาณ

วิญญาณเรา ณ เวลานี้ สะอาดบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า วิญญาณของเรา เป็นวิญญาณที่เชื่อฟังเลย พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ บังเกิดใหม่ปุ๊บ วิญญาณเราเชื่อฟังเลย คือไม่ต้องทำนะ ไม่ต้องพยายามที่จะเชื่อฟัง วิญญาณเก่าที่ไม่มีพระเจ้า ต่อให้เราทำดีแค่ไหน เราก็เชื่อฟังพระเจ้าไม่ได้ เพราะเป็นวิญญาณที่ดื้อและกบฏกับพระเจ้า เชื่อแป๊บๆ ก็ดื้อ ไม่สามารถทำได้ตลอดรอดฝั่ง แต่พอเรามาเชื่อวางใจในพระเจ้าปุ๊บ วิญญาณใหม่เราเป็นวิญญาณที่เชื่อฟังเลย แต่ว่าวิญญาณส่วนวิญญาณ ความประพฤติส่วนความประพฤติ วิญญาณเราเชื่อฟังพระเจ้าเลย แต่ว่าการประพฤติของเรา บางครั้งอาจจะไม่เชื่อฟังก็ได้ อันนี้ คือพระเจ้าไม่ได้สนใจ จะว่าพระเจ้าไม่สนเลย ก็ได้ พระเจ้าแค่ดูว่าตอนนี้เธอเชื่อในพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เธอเข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ต่อแต่นี้ไป ความรอดนี้ เธอไม่ได้พึ่งการกระทำของตัวเอง ไม่ได้พึ่งการประพฤติใดๆ เลย แต่เป็นพระคุณของพระเจ้า เขาเรียกว่าเป็นของขวัญที่พระเจ้าให้กับมนุษยชาติเปล่าๆ แค่เดินมารับเท่านั้นเอง แล้วคนที่เดินมารับ ก็คือพวกเราทั้งหลายนั่นแหละ ไม่ว่าแต่ละคนมารับตอนไหน? อย่างไร? ก็คือเปิดใจ ยอมรับความช่วยเหลือจากพระเจ้าปุ๊บ ของขวัญชิ้นนี้เป็นของเรา พอจากนั้น เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ช่วงนี้เราย้ำบ่อยๆ มาก จำตรงนี้ไว้ เป็นแล้วเป็นเลย เชื่อแล้วเชื่อเลย เกิดแล้วเกิดเลย เกิดเข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า จะไม่มีการเข้าๆ ออกๆ เกิดแล้ว พอทำผิดปุ๊บ เราหลุดออกจากการเป็นลูกของพระเจ้า ไม่มีนะ เกิดแล้วเกิดเลย เป็นลูกของพระเจ้าก็เป็นเลย

ส่วนประพฤติในขณะที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ ร่างกายเรายังอยู่ภายใต้อิทธิพลของความบาปและความตาย เรามีโอกาสที่จะเผลอ ถูกอิทธิพลข้างนอก ที่ส่งเข้ามา พยายามที่จะดึงความคิดของเราให้คิดตามมัน พอคิดตามมันปุ๊บ คิดเยอะๆ มันก็จะสั่งร่างกายให้ทำตามมันด้วย

เพราะฉะนั้น เหตุผลที่พระเจ้าบอกว่าให้จดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ก็คือจดจ่อว่า ณ เวลานี้ เราบังเกิดใหม่แล้ว เราได้รับวิญญาณใหม่ เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว พระเยซูคริสต์ให้เราเป็นอะไรบ้าง? เป็นความสว่าง เป็นเกลือ เป็นความดีงาม เป็นคนที่เชื่อฟังเลย เราเป็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น พอเป็นอยู่แล้ว แค่ทำอย่างเดียว คือยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายของเรา ก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ความคิด สมอง แค่นั้นเอง

ทุกอย่างมันเริ่มที่ความคิด ถ้าความคิดเราเปลี่ยน พฤติกรรมเราจะเปลี่ยนแปลงเอง ถ้าความคิดเราไม่เปลี่ยน ความคิดเรายังหมกมุ่นกับสิ่งที่มันวนเวียน แค้นนี้ต้องชำระๆ ความประพฤติเราไม่เปลี่ยนแน่นอน  พอวันดีคืนดี แค้นนี้ต้องชำระจริงๆ มันก็ส่งออกมาเป็นผลของการประพฤติ คือเอาไม้หน้าสาม ไปฟาดหัวคนที่เราบอกว่าแค้นนี้ต้องชำระ นึกออกไหม? ความคิดมันจดจ่ออยู่กับสิ่งที่โลกนี้ส่งเข้ามา  แต่ถ้าความคิดเราจดจ่ออยู่ที่ความเป็นจริง ธรรมชาติใหม่ที่เราเป็นแล้ว  เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว ก็คือพระเจ้าบอกว่าตอนนี้เราเป็นความรัก เราเป็นความดีงาม เราเป็นผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้งหมดที่อยู่ในเราแล้ว คือเป็นความรักที่อดทนนาน เป็นความรักที่กระทำคุณให้ ความรักที่ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง อะไรอย่างนี้ นี่คือธรรมชาติใหม่ของผู้เชื่อ ทุกคนเป็นแบบนี้ คือเป็นอยู่แล้วนะ แค่อนุญาตให้พระเจ้านำสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ ใช้ออกไป แค่นั้นเอง

ตรงนี้พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ให้มันฉายแสงออกไป” พระเจ้าจุดตะเกียงแล้ว เราอย่าเอาฝามาครอบ หรืออย่าเอาถังมาครอบ วิธีครอบ มีเราคนเดียวที่ครอบได้ พระเจ้าไม่ครอบอยู่แล้ว พระเจ้าจุด พระเจ้าต้องการให้แสงสว่างที่เป็นอยู่ในชีวิตใหม่ของเราฉายแสงออกไป ก็คือความดีงามของพระเจ้าฉายแสงออกไป แต่คนที่จะครอบแสงนี้ได้ ก็คือเรา เราเป็นผู้ตัดสินใจ อย่างที่บอก เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้าแล้ว ชีวิตเราถูกซื้อโดยพระเจ้าแล้ว แต่พระเจ้าไม่บังคับเรา อยากให้พระเจ้าบังคับเนอะ  เราจะได้ไม่ต้องมาตัดสินใจถูก ผิด แต่ว่าพระเจ้าไม่ฝืนธรรมชาติของพระองค์เอง คือพระเจ้าสร้างมนุษย์ทุกคนเหมือนลูก สร้างให้มีอิสรภาพในการตัดสินใจ พระเจ้าไม่บังคับ เราต้องตัดสินใจทุกวันว่าในเหตุการณ์เรื่องนี้ เราจะอนุญาตให้พระเจ้าทำงานในคาวมคิดของเรา คือคิดตามพระเจ้าว่าเหตุการณ์เรื่องนี้ ให้อภัยเขาเถอะ เขามาเหยียบขาเราเจ็บ เจ็บแต่ให้อภัยเขาเถอะ เขาไม่ได้ตั้งใจ หรือเราจะให้ความคิดจดจ่อ …

“ได้อย่างไร มาเหยียบขาเรา มันเจ็บนะ ไปเหยียบตอบแล้วกัน”

อะไรแบบนี้ มันจะมี 2 อย่าง ที่เราจะตัดสินใจ แล้วอยู่ที่เรา ถ้าเราตัดสินใจตามพระวิญญาณ ก็คือตามธรรมชาติใหม่ของเรา …

“โอเค ไม่เป็นไร เจ็บนิดหนึ่ง เดี๋ยวก็หาย อภัยให้เขา”

นั่นแหละ เราก็ฉายแสงแห่งความเมตตาออกไป คนที่เหยียบเรา เขาก็ไม่ได้ตั้งใจ เขาขอโทษแล้ว ขอโทษอีก ถ้าเรา …

“ไม่เป็นไรค่ะๆ”

มันก็เท่ากับตามพระวิญญาณ แต่ถ้าเราไม่ตามพระวิญญาณ เราตามอิทธิพลของเนื้อหนัง

“ขอโทษแค่นี้ จะจบได้อย่างไร? มันเจ็บนะ” ต้องทำคืน อะไรอย่างนี้

นึกภาพนะพี่น้อง พยายามจะให้เห็นภาพชัดๆ ว่าตามพระวิญญาณกับตามอิทธิพลของเนื้อหนัง มันออกมาเป็นแบบไหน? แล้วคนที่จะตัดสินใจ ก็คือตัวเรา ซึ่งพระเจ้าบอกว่านี่แหละ คือผลที่เราทำตามพระวิญญาณ มันก็จะออกมาเป็นแบบนี้ เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติจริงๆ ของเราเลยออกมา แต่ถ้าเราไม่ยอมทำตามพระวิญญาณ เรายังเป็นลูกของพระเจ้าอยู่ไหม? เป็น ยังได้รับความรอดอยู่ไหม? ได้รับ ยังเป็นผู้ชอบธรรมอยู่ไหม? เป็น แต่เป็นผู้ชอบธรรมที่หม่นๆ นิดหนึ่ง ทำสิ่งที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไร? แล้วเราก็จะรับผลของโลกใบนี้ ก็คือผลของการหว่านและการเก็บเกี่ยว เป็นผลนะ แต่เฉพาะบนโลกใบนี้เท่านั้น

พอเรารู้ความจริงเหล่านี้ เราก็จะไม่โดนหลอก เราก็จะชั่งใจ เวลาเห็นเหตุการณ์ที่เข้ามาในชีวิตของเราปุ๊บ อย่าเพิ่งรีบ นิ่งๆ แป๊บหนึ่ง แล้วคิดดูว่า ณ เวลานี้ เรื่องนี้ เราจะยอมให้พระเจ้าทำงานในชีวิตของเรา หรือจะยอมให้อิทธิพลของโลกใบนี้เขี่ยเราให้ทำตามเท่านั้นเอง

พออาจารย์เปาโลบอกว่าด้วยเหตุนี้ อาจารย์เปาโลเป็นนักโทษ เพื่อเห็นแก่พระเยซูคริสต์ เพื่อคนต่างชาติ

อาจารย์เปาโลถูกเรียกมา เพื่อไปประกาศกับคนต่างชาติ  คนต่างชาติ ก็คือพวกเรา ใครก็ได้ ชนชาติไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ยิว ไม่ใช่คนอิสราเอล เขาเรียกว่าคนต่างชาติ ฉะนั้น พออาจารย์เปาโลถูกเรียกให้ไปประกาศกับคนต่างชาติปุ๊บ เหมือนกับทรยศ สมัยก่อนอยู่ในวิหาร ยังเป็นพวกเดียวกัน ยังข่มเหงคริสเตียนอยู่เลย ยังไล่ล่าคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์อยู่เลย ขอทหารด้วย ตามไป ใครที่เชื่อทางนั้น เขาเรียกว่าทางนั้น คือทางพระเยซูคริสต์ เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำปุ๊บ ไปไล่ล่า ลากมา เอาไปติดคุก เอาไปโบยตี เอาไปทรมาน แล้วอาจารย์เปาโล ก็คือตัวสำคัญเลย ในลักษณะตอนที่อาจารย์เปาโลทำแบบนั้น เขามีความรู้สึกว่าเขากำลังรับใช้พระเจ้าอยู่ ทำไมเขารู้สึกอย่างนั้น

“ได้อย่างไร ฉันรักษากฎบัญญัติ พระเจ้าพระบิดาบอกให้เราทำอย่างนี้ เราต้องรักษากฎบัญญัติ ต้องทำตามธรรมเนียม ประเพณีทุกอย่าง ต้องเป๊ะๆ อยู่ดีๆ นายคนนี้ ชื่อเยซู มาประกาศว่าให้มาเชื่อฉัน แค่นั้นเอง เธอรอดแล้ว อะไรง่ายขนาดนั้น”

รับไม่ได้ พอรับไม่ได้ อาจารย์เปาโลก็ต้องไล่ล่า หาว่าพระเยซูมาลบล้างบทบัญญัติ หาว่าพระเยซูมาทำให้บัญญัติที่พระเจ้าพูดมาตั้งแต่ในอดีต ให้คนยิวทำ มันเสื่อมเสีย ทำให้มีผู้คนเยอะแยะมากมาย แทนที่จะมาเชื่อวางใจในพระเจ้า มาทำพิธีกรรมในพระวิหาร คนพวกนี้ เดี๋ยวนี้ไม่ทำแล้ว ตามพระเยซูไป ไม่ทำซะอย่างนั้น พอตามพระเยซูไป ก็คือไม่ต้องทำแล้วไง

พระเยซูบอกว่าพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งออก ก็คือชำระแล้ว แล้วหลังจากที่พระเยซูทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ เรื่องของการถวายเครื่องบูชาในพระวิหาร ก็คือถูกยกเลิกแล้ว ไม่ต้องทำ  ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะพระเจ้าไม่รับแล้ว พระเจ้ารับอันใหม่ ก็คือพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ พอเป็นอย่างนี้ อาจารย์เปาโลจึงรับไม่ได้

ตอนที่สตีเฟ่นประกาศข่าวประเสริฐ เรื่องของพระเยซูคริสต์ แล้วถูกหินขว้างตาย ในพระคัมภีร์บอกเปาโลอยู่ที่นั่นด้วย แปลว่าเปาโลอยู่ในกลุ่มเดียวกันที่ …

“สะใจ พวกนี้สมควรตาย เพราะว่ามาทำให้พระเจ้าด้อยค่าลง มาเชื่ออะไรก็ไม่รู้ คนที่ชื่อเยซู”

อะไรอย่างนี้ เปาโลอยู่ที่นั่น แต่พอถึงวันที่พระเจ้าทำงาน พระเจ้าได้มาพบอาจารย์เปาโลระหว่างทางที่เดินทางไปดามัสกัส เดินทางนี้ควบม้าอย่างแรง ขอทหารเป็นกองทัพเลย เพื่อที่จะไปจับผู้เชื่อ ผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ ไปจับมาติดคุก ระหว่างเดินทาง พระเยซูมาพบเขา ตกหลังม้าเลย แล้วพระเยซูก็ถามเขาว่า … (ตอนนั้น ชื่อ “เซาโล”)

“เซาโลๆ เจ้าข่มเหงเราทำไม?”

เซาโลตกใจ เฮ้ย! ข่มเหงพระเจ้าตั้งแต่เมื่อไร? พระเยซูบอกว่าถ้าใครข่มเหงผู้เชื่อ ก็เท่ากับข่มเหงพระองค์ ทำไมเป็นอย่างนั้น นี่พูดถึงตอนที่พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว ในยุคที่สาวกไปประกาศ ข่าวประเสริฐแล้ว

หลังจากที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน จำได้ใช่ไหม? บัพติศมาเป็นหนึ่งเดียวกัน พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา ถ้าใครข่มเหงเรา ก็เท่ากับข่มเหงพระเยซูคริสต์ เพราะว่าพระเยซูคริสต์อยู่ในเรา ฉะนั้น พระเยซูคริสต์ถามเปาโลว่า …

“ข่มเหงเราทำไม?”

เซาโลก็ตกใจ “ข่มเหงตอนไหน? อย่างไร?”

อะไรอย่างนี้ เขายังมีความรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำเพื่อพระเจ้าอยู่ กำลังจะไปจัดการกับพวกนอกรีด พวกที่ละเมิดกฎอยู่ แต่พระเยซูกลับมาพบเปาโล แล้วเปาโลก็ตาบอดไป 3 วัน แล้วพระเยซูก็บอกว่าเปาโลเป็นภาชนะที่พระเจ้าเลือกไว้แล้ว เพื่อเขาจะได้ออกไปประกาศกับคนต่างชาติ  แล้วก็เจอความทุกข์ทรมาน เปาโลทุกข์เยอะมากเลย ไปประกาศกับคนต่างชาติ มันเหมือนกับเป็นศัตรูกับพวกคนยิวเลย ได้อย่างไร? เขามีความรู้สึกว่าพระเจ้าเป็นของเขาผู้เดียว เป็นของชนชาติเดียว คนอื่นห้ามยุ่ง

พอเปาโลเลิกทำตามกฎบัญญัติ ไม่พอ ไปติดตามพระเยซูคริสต์ก็ยังไม่พอ  ยังไปประกาศกับคนต่างชาติอีก ยิ่งเคืองใหญ่เลยตอนนี้ ก็เลยไล่ล่าฆ่า จากการที่เป็นที่เคารพ ให้เกียรติของคนยิวในวิหาร ณ เวลานั้น กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่ให้เกียรติแล้ว ตอนนี้ไล่ฆ่าเลย ไล่ฆ่าขนาดที่คนต้องเอาเปาโลใส่เข่ง แล้วก็หย่อนให้ลงข้างกำแพง แล้วก็หนีไป แต่ว่าเปาโลก็ไม่ลดละ ต่อให้เปาโลถูกเฆี่ยนตี ถูกโบยตี ถูกทำทุกอย่าง ถูกจับติดคุก สารพัดสารเพที่คนจับอาจารย์เปาโล ไปทำทุกๆ วิถีทาง เพราะเหตุเดียว คืออาจารย์เปาโลไปประกาศกับคนต่างชาติ แค่นั้นเอง นี่คือสิ่งที่อาจารย์เปาโลพูดถึง เพื่อท่านผู้เป็นคนต่างชาติ ฉันก็เลยถูกจับเป็นนักโทษ นี่คือที่มาที่ไป เป็นอย่างนั้น

เอเฟซัส 3:2 “แน่ทีเดียวท่านทั้งหลาย ย่อมได้ยินถึงภารกิจแห่งพระคุณของพระเจ้า ซึ่งประทานแก่ข้าพเจ้า เพื่อท่านแล้ว”

 

“ภารกิจแห่งพระคุณของพระเจ้า ที่ทรงประทานจากพระเจ้า” ก็คือภารกิจนี้แหละ ภารกิจที่ไปประกาศข่าวดี ข่าวประเสริฐ เรื่องของพระเยซูคริสต์ ข่าวดี ต้องเป็นข่าวประเสริฐ เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูคริสต์เป็นใคร? มาทำอะไรเพื่อมนุษยชาติ? มาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนทำไม? หลั่งพระโลหิตเพื่ออะไร? ถูกฝังเพื่ออะไร? ถูกฝัง เพื่อยืนยันว่าพระองค์เป็นมนุษย์จริงๆ ตายเป็น และตายจริงๆ ด้วย และเป็นขึ้นมาจากความตาย ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นขึ้นมาใหม่จริงๆ อยู่กับสาวก ณ เวลานั้น ที่ติดตามพระเยซูคริสต์ อยู่กัน 40 วัน ให้เห็นจะๆ เลยว่าพระเยซูเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนเป็นร้อยๆ คน ฉะนั้น ยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายจริงๆ นี่คือข่าวประเสริฐ เรื่องราวของพระเยซูคริสต์ และเป็นข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ ทำไมเราต้องใช้คำว่า “ข่าวประเสริฐแห่งพระคุณ” เพราะว่าเป็นข่าวประเสริฐที่พระเจ้าให้เราเปล่าๆ โดยไม่เกี่ยวอะไรกับการประพฤติของมนุษย์เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะประพฤติดีหรือชั่ว นึกออกไหม?

ความรอดนั้น เกิดจากพระคุณของพระเจ้า ไม่เกี่ยวกับการประพฤติของมนุษย์คนหนึ่งคนใด เพื่อไม่ให้ใครอวดอ้างได้ คืออวดไม่ได้เลยว่า …

“ฉันทำดีกว่าเธอ ฉันรักษาบทบัญญัติได้มากกว่าเธอ ฉันถึงได้รับความรอด ฉันถึงเป็นประชากรของพระเจ้า พระเจ้าถึงยอมรับฉัน”

ไม่ใช่ ต่อให้ทำดีขนาดไหน? พระเจ้ายอมรับเราไม่ได้ ถ้าเราไม่มาเชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ แล้วก็เป็นความจริงในข่าวประเสริฐแท้ๆ ของพระเยซูคริสต์

หลังจากนั้น เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ เราได้รับความรอดผ่านทางพระคุณปุ๊บ เรามาเป็นลูกของพระเจ้าปุ๊บ จากนั้น ไม่ต้องทำอะไรเลย

คำว่า “ไม่ต้องทำอะไร” มนุษย์รับไม่ได้ ทำไมมนุษย์ถึงรับไม่ได้ เพราะว่ามนุษย์ตั้งแต่เริ่มต้นอาดัม เอวา คือเป็นธรรมชาติอยู่ในกฎของความบาปและความตาย มีความรู้สึกว่าเราต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อที่จะรับอะไรบางอย่างเข้ามา ทำดี เพื่อจะได้รับผลดีเข้ามา ถ้าเราทำชั่ว เราก็จะได้รับผลชั่วเข้ามา นั่นคือกฎของบนโลกใบนี้ กฎของความบาปและความตาย แต่พอเรามาเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เราพ้นจากกฎของความบาปและความตาย  แต่เราเข้ามาสู่กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ แล้วกฎนี้ ทำให้เราหลุดพ้นจากกฎของความบาปและความตายในวิญญาณ ไม่เกี่ยวกับโลกนี้นะ  ในวิญญาณ เราหลุดแล้ว เพราะว่าวิญญาณเก่าที่เป็นธรรมชาติเดิม ที่เป็นบาปอยู่ในอาดัมได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว

วิญญาณเราตายจากกฎ วิญญาณใหม่ของเราไม่ได้อยู่ภายใต้กฎบัญญัติบนโลกใบนี้ วิญญาณใหม่เรานะ แต่วิญญาณใหม่เราอยู่ภายใต้พระคุณ พออยู่ภายใต้พระคุณปุ๊บ ก็จะไม่มีการลงโทษใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ ค่อยๆ ลำดับภาพ ช้าๆ พี่น้องจะได้เห็นภาพชัดๆ ว่า ณ เวลานี้ พวกเราผู้เชื่อ อยู่ภายใต้กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ เราไม่ได้อยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย พอเราไม่ได้อยู่ภายใต้กฎตรงนี้แล้ว เราสะอาดบริสุทธิ์ เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว จากนั้น ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรายังอยู่ภายใต้กฎ อันนี้ไม่ใช่เรื่องของวิญญาณแล้วนะ อันนี้เป็นเรื่องของวัตถุ ร่างกายเรายังอยู่ในโลกใบนี้ เรายังอยู่ภายใต้กฎนี้อยู่ พออยู่ภายใต้กฎนี้อยู่ หว่านอะไร จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น อันนี้ชัดเจน พี่น้องต้องแยกให้ชัดเจน แยกระหว่างวิญญาณกับร่างกาย

พอร่างกายที่อยู่บนโลกใบนี้ ยังอยู่ในกฎเดิมปุ๊บ ยังสามารถรับเอาอิทธิพลจากภายนอก อิทธิพลที่โลกใบนี้ อย่างที่พระเยซูบอก โลกใบนี้มันเป็นความมืด เป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า อยู่ในลักษณะของกฎของการดำเนินชีวิตที่ต่อต้านพระเจ้า ฉะนั้น พออิทธิพลเหล่านี้มันแฝงมากับข่าวสารต่างๆ เยอะแยะมากมาย ทีวี ที่ทุกวันนี้เด็กๆ ก้าวร้าวขึ้น เพราะว่าดูทีวีเยอะ มีสื่อ เรื่องฆ่ารันฟันแทง คือมันเป็นเรื่องของหนัง แต่เด็กแยกแยะไม่ได้ว่านี่คือหนัง นี่คืออยู่ในภาพ ไม่ได้เป็นความจริง พอเด็กแยกแยะไม่ได้ ก็เลยเอาภาพที่เขาเห็นมาใช้ในชีวิตประจำวัน ที่เขาจะมีขึ้นก่อนฉายว่า …

“สารคดีนี้ หรือหนังเรื่องนี้ ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีให้พ่อแม่อยู่ด้วย จะได้อธิบายให้เขาฟังว่าอันนี้เอามาใช้ไม่ได้”

หรือในทีวี ปีนขึ้นไปบนขื่อ แล้วกระโดดลงมา นั่นเป็นหนัง แต่เด็กไม่เข้าใจ ดูแล้วก็ สุดยอดเลย ปีนขึ้นไปบนขื่อ เอาผ้ามาพันเป็นซุปเปอร์แมน กระโดดลงมา ตายเลย นึกภาพออกไหมค่ะ

ดังนั้น สื่อพวกนี้ มันสามารถเข้ามาได้ แต่ว่าเราขอบคุณพระเจ้า เรามีฤทธิ์อำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าสื่อพวกนี้ ก็คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา ที่จะให้กำลังเราสามารถต่อสู้ขัดขืนมันได้  เราไม่ยอมมันได้ เมื่อก่อนที่เราไม่มีพระเจ้า เราไม่ยอมมันไม่ได้ เพราะเราอยู่ภายใต้กฎของเขา เราเป็นเบี้ยล่างให้เขาปั่นเราให้ทำอะไรตามมันได้หมด เมื่อก่อน ตอนที่เรายังไม่ได้เชื่อพระเจ้า แต่พอเราเชื่อพระเจ้าแล้ว  เราพ้นจากกฎตรงนี้ เราสามารถที่จะปฏิเสธ ไม่ยอมมันได้ ก็คือเมื่อความคิดชั่วๆ ถูกส่งเข้ามาในความคิดของเราปุ๊บ เราสามารถที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อตามมัน หรือเราจะปฏิเสธ

เขาส่งมาว่า … “โกงเขาสิ ใครๆ เขาก็ทำแบบนั้น จะได้ไม่ลำบากไง นิดเดียวเอง”

นั่นแหละ คือความคิดชั่วร้าย แต่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะส่งข้อมูลมา บอกเราว่าอันนี้ คือสิ่งที่ไม่ดี เราเป็นความรัก เราเป็นความดี ถ้าเราไปโกงเขา เราก็ไม่มีความรัก เราไปทำให้เขาเดือดร้อน

ฉะนั้น ตรงนี้แหละ ป้อมปราการหรือสนามรบ คือความคิดตรงนี้ ที่เราจะอนุญาตให้พระวิญญาณบริสุทธิ์นำเรา ตอนนี้เราเป็นคนใหม่ เราเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราเป็นความดีงาม เราเป็นความสัตย์ซื่อ อะไรทุกอย่าง ที่เป็นเหมือนพระเจ้า เราเป็นแล้วนะ เราอย่าไปยอมมัน มันหลอกเรา เราไม่ต้องยอม เราสามารถไม่ยอมมันได้ พอความคิดเรารับรู้ตรงนี้ เราไม่ยอมมันได้นี่นา เราก็ปฏิเสธ ปฏิเสธข้อเสนอที่ส่งมา แม้จะเป็นข้อเสนอที่สวยงามก็ตาม ไม่เอา อย่างที่บอกไง ของฟรีไม่มีในโลก นอกจากของฟรีที่พระเจ้าให้เราในโลกวิญญาณ  ของฟรีที่มนุษย์ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชื่อหรือไม่เชื่อ ถูกหลอก ก็เพราะเรื่องของฟรีนี่แหละ นำเสนอมาอย่างดีเลย ทำโน่นทำนี่ แล้วก็ลงทุนแค่นี้ ได้กำไรเป็นร้อยเท่า มันไม่มีทาง มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นรูปแบบนี้อย่าไปหลงเชื่อ เชื่อแล้วคนก็ล้มละลายไป มันมีมาเรื่อยๆ ฉะนั้น ถ้าคนไม่โลภ ก็จะไม่ถูกหลอก อันนี้เรื่องจริง แต่ถ้าคนโลภ มักจะถูกหลอก เพราะเขาจับจุดอ่อนของมนุษย์ได้ว่ามนุษย์ทุกคนโลภ เราไม่ปฏิเสธนะว่าพื้นฐานของมนุษย์อยู่ในความบาป โลภทั้งนั้น ไม่ว่าโลภเยอะโลภน้อย นิดหน่อยมันมี พอเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ มันก็ยังมีอยู่นะ แต่ว่าถ้อยคำของพระเจ้า ความจริงในเรื่องราวของพระเจ้าจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของเรา

ฉะนั้น ในพระคัมภีร์บอกว่าให้เราพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ ความพอใจ ก็คือไม่โลภ โลภเมื่อไร ก็พัง พังแค่โลกวัตถุเท่านั้นเองนะ เราก็จะอยู่อย่างยากลำบาก ก็คือถูกหลอกให้ไปลงทุนอะไรก็ตาม แล้วก็ทั้งต้นทั้งดอกหายไป เราก็ทุกข์ทรมาน แต่ว่าไม่ว่าเราจะทุกข์ทรมานในโลกใบนี้แบบไหน? วิญญาณเรายังรอดอยู่นะ ตรงนี้พี่น้องต้องจำให้มั่นๆ …

เอเฟซัส 3:3 “อันได้แก่ข้อลี้ลับ ซึ่งทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้า  ตามที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้อย่างย่อๆ”

 

ที่อาจารย์เปาโลเขียนไว้ก่อนหน้านี้ ก็คือในเอเฟซัส บทที่ 1 ที่อาจารย์เปาโลแยกแยะให้เห็นว่าแผนการที่ลี้ลับ คือความลับสุดยอดของพระเจ้า ไม่ได้ไปเปิดเผยให้ใครรู้ แต่เปิดเผยให้คริสตจักรรู้ จำได้ใช่ไหม? ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป พระเจ้าก็วางแผนลี้ลับตรงนี้แล้ว ซ่อนไว้ แล้วก็ค่อยๆ เผยพระวจนะให้กับมนุษย์ได้รับรู้ แผนการนี้ ก็คือพระเจ้าจะเลือกกลุ่มคน กลุ่มแรกที่จะเป็นต้นแบบของการรับพระคุณของพระเจ้า การรับการช่วยเหลือจากพระเจ้า ก็คือชนชาติยิว จากอดีต ก็คือพระเจ้าเรียกชนชาติยิวมาเป็นประชากรของพระองค์ ให้กฎบัญญัติให้กับคนยิว สำหรับคนต่างชาติพระเจ้าจารึกไว้ในใจ แต่สำหรับคนยิวมีลายลักษณ์อักษร ก็คือเลือกคนยิวไว้ก่อน ให้มารักษากฎบัญญัติเหล่านี้ แล้วก็ให้คนยิวเหมือนเป็นเงา ในอนาคตข้างหน้าว่าพระเยซูคริสต์จะมาเกิดบนโลกใบนี้ แล้วก็มาเป็นแพะรับบาปให้กับมนุษยชาติ ก็คือเริ่มต้นตั้งแต่ใช้พันธสัญญาเลือดในอดีต ที่พระเจ้าบอกว่าให้เอาเลือด ทุกอย่างจะถูกปะพรมด้วยเลือดหมด คือเข้ามาในพระวิหารของพระเจ้า จะต้องเอาเลือดเข้ามา

ฉะนั้น ทุกคนในยุคนั้น เชื่อในสิ่งที่พระเจ้าพระบิดาบอก ก็คือเอาเลือดของแพะ ของแกะ ของนกพิราบ พอทำผิดทำบาป ก็เข้ามา เอาสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาถวายให้พระเจ้า ปุโรหิตก็จะเอาเลือดไปปะพรมแท่นบูชา ถือว่าทำตามกฎระเบียบที่พระเจ้าตั้งไว้

พอมาถึงยุคของพระเยซูคริสต์ ก็ยังคงใช้เลือด แต่เที่ยวนี้จะไม่เหมือนกัน จะไม่ใช้เลือดแพะเลือดแกะ แต่ใช้เลือดของพระเยซูคริสต์ เป็นมนุษย์ผู้เดียวที่ไม่มีเชื้อบาป เป็นมนุษย์ผู้เดียวที่เป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้า ฉะนั้น เลือดของพระเยซูคริสต์ คือพันธสัญญาใหม่ ที่พระเจ้าได้ให้กับชนชาติอิสราเอล และอนาคตข้างหน้า ก็ให้คนต่างชาติ

แผนการลี้ลับตรงนี้ ที่พระเจ้าได้วางไว้ ก็คือข่าวประเสริฐ หรือความรอดที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ตั้งแต่อดีต ตั้งแต่ปฐมกาล ที่มีการเผยพระวจนะมาตลอด ได้เตรียมไว้ให้กับทั้งคนยิว คือเลือกคนยิวก่อน หลังจากนั้น ข่าวประเสริฐ ข่าวดีนี้ ก็จะถูกเตรียมไว้ให้กับคนต่างชาติ  หลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย

ตอนที่พระเยซูคริสต์ยังมีชีวิตอยู่ พระเยซูคริสต์ประกาศกับคนยิวเท่านั้น แต่จะมีคนต่างชาติที่ประปรายมา แต่เป้าหมายหลักของพระเยซูคริสต์ คือประกาศกับคนยิว หลังจากที่พระเยซูคริสต์ได้ทำภารกิจสำเร็จ เป็นขึ้นมาจากความตายปุ๊บ ข่าวประเสริฐตรงนี้ ก็ถูกประกาศออกไปให้กับคนต่างชาติผ่านทางอาจารย์เปาโล

นี่คือสาเหตุที่ทำให้พวกคนยิวเคือง เหมือนกับอาจารย์เปาโลทรยศ กบฏ ไปประกาศเรื่องของพระเจ้า ไม่พอ เป็นเรื่องพระเจ้าที่เขาไม่ยอมรับด้วย เรื่องของพระเยซูคริสต์ ไปประกาศกับคนต่างชาติ ซึ่งคนต่างชาติ คนยิวถือว่าเป็นคนไม่มีระดับ เป็นคนละชั้นกับเขา จะมาเป็นลูกของพระเจ้าด้วยกัน มันไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ มามีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากันยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย แต่อาจารย์เปาโลประกาศว่า …

“ใครก็ตาม ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ เขาจะเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า อยู่ในฐานะลูกของพระเจ้าเท่ากัน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นยิวหรือคนต่างชาติ”

รับไม่ได้เลย  นึกภาพออกไหม? อาจารย์เปาโลก็เลยถูกไล่ล่ามาตลอดเวลา

นี่คือแผนการที่พระเจ้าได้วางไว้ แล้วแผนการนี้ก็สำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว หลังจากที่พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย ไม่ใช่เฉพาะคนยิวเท่านั้น ที่จะได้รับข่าวประเสริฐของพระเจ้า ที่จะได้รับความรอดผ่านทางพระคุณที่พระเจ้าทำให้ แต่พระเจ้าได้เล็งเป้าหมายไว้แล้ว ก็คือข่าวประเสริฐได้ไปถึงมนุษยชาติทั้งหมดบนโลกใบนี้ ณ เวลานี้ ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับหมด  พระเยซูทำให้เสร็จหมดแล้ว อยู่ตรงที่ว่าใครได้ยินได้ฟังแล้ว เชื่อก็มารับของขวัญนี้ไป แค่นั้นเอง พระเจ้าอวยพรค่ะ

 

************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

เมื่อต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีกแล้ว เพราะความรอดที่เราได้รับมานั้น เรารอดโดยพระคุณ เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่การกระทำของเราเอง   ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้รับทันที เมื่อเราถ่อมใจยอมรับ ต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

 

ความรอดทางฝ่ายจิตวิญญาณ  มันเกิดขึ้นทันทีกับเราเลย  เมื่อเรารับด้วยปากและเชื่อด้วยใจ  ในข่าวดีของพระเยซูคริสต์ว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เป็นพระบุตรของพระเจ้า  เป็นพระเจ้าที่เกิดมาเป็นมนุษย์  มาไถ่บาปให้กับมนุษยชาติ  รวมทั้งฉันด้วย  และวันที่ 3 พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย  นี่แหละเชื่อด้วยปากและรับด้วยใจแล้ว …

“ขอต้อนรับสิทธิที่พระเยซูทำให้กับฉัน”

 

แค่นั้นเอง เราก็จะได้รับความรอด ได้บังเกิดใหม่ ได้รับฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า (ทันที) เลย  ได้รับความรอดเปล่าๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย เรารอดจากบาป รอดจากการเป็นทาสของมาร รอดจากอาณาจักรของความมืด หรือเราเรียกกันว่านรก รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษ ในสิ่งที่เราทำไม่ดี บาปเยอะแยะมากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตอีก นี่เรารอดหมดเลย หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ย้ายเข้ามาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า มาเป็นลูกของพระเจ้า เกิดขึ้นทันที ในโลกวิญญาณ

 

แต่พระคัมภีร์ก็มีสอนไว้ แนะนำไว้ว่าหลังจากเชื่อแล้ว ได้รับความรอดอย่างที่บอกเมื่อสักครู่นี้แล้ว พ่อซึ่งเป็นพระเจ้าก็บอก …

“ลูกๆ เอ๋ย เมื่อเป็นลูกแล้ว ควรจะทำอะไรบ้าง? เมื่อดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ หลังจากได้รับความรอด โดยเปล่าๆ ฟรีๆ ควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง”

 

และเมื่อเกิดประโยชน์กับตัวเองแล้ว มันก็จะเกิดประโยชน์กับผู้คนรอบข้าง ก็คือโลกใบนี้ทั้งใบ ซึ่งพระเยซูใช้คำว่าให้แสงสว่างฉายแสงออกไป ที่โลกใบนี้ นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราทำ แล้วเราก็ควรทำ เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้

 

และสิ่งที่เราควรทำ มี 3 ควรกับ 1 ต้อง … ก็คือ “ต้องเชื่อในข่าวดีของพระเจ้า”

ซึ่งเราเชื่อแล้ว  เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว 3 ควร …  ก็คือ “รับรู้  วางใจ  และอธิษฐาน”

ทั้งหมดมี 4 ขั้นตอน สำหรับชีวิตผู้เชื่อ …

ขั้นตอนแรก คือเชื่อแล้ว เป็นผู้เชื่อในข่าวดี เสร็จแล้ว….

–  ควรจะรับรู้

–  ควรจะวางใจ

–  และควรจะอธิษฐาน

ควรจะเป็นอย่างนั้น …

“ต้องเชื่อแล้ว” ก็คือรับด้วยปากและเชื่อด้วยใจแล้วว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็ได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าทันทีในวิญญาณ

“ควรจะรับรู้” ก็คือจดจ่อไปที่ฝ่ายวิญญาณในสวรรค์ว่าเราเป็นใครตอนนี้ เราเป็นลูกพระเจ้าจริงๆ พระคัมภีร์เขียนว่าพระเจ้ารักเรามากเลย เราเป็นลูกแล้ว อยู่ในสวรรค์แล้ว

“ควรวางใจ” พอรับรู้เสร็จ ก็ให้เราวางใจ วางภาระลงที่พระเจ้า ให้พระเจ้านำไปตลอด เพราะพระเจ้ารู้มากกว่าเยอะ ไม่ต้องกลัวอะไร? คือพักสงบ พักผ่อนได้แล้ว ทำมาเยอะแล้ว กังวลมาเยอะแล้ว

และสุดท้าย ก็คือ “ควรอธิษฐาน” ควรจะเริ่มต้นอธิษฐาน อธิษฐาน คือการสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้า เรียนรู้จักพระเจ้า และรู้ว่าเราเป็นใครในสวรรค์ ในโลกวิญญาณมันเป็นอย่างไร? เขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร? นี่เขาเรียกว่าอธิษฐานทั้งสิ้น

 

เชื่อในข่าวดีของพระเยซูว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า  ผู้ช่วยให้รอดได้ แค่เชื่อตรงนี้ ก็เกิดประโยชน์แล้ว คือได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าทันทีทันใดเลย นี่คือผลประโยชน์ที่ได้เกิดขึ้น และเมื่อเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราก็ไม่ต้องไปกังวลอีกแล้วว่าหลังจากเราจากโลกนี้ไป เราจะไปอยู่ไหน? ก็เราเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในสวรรค์แล้วทันที จากโลกนี้ไป เราก็อยู่ที่เดิม อยู่ในสวรรค์เหมือนเดิม ชีวิตหลังความตายของเราจะเป็นอย่างไร? เราก็ไม่ต้องกลัว ไม่กังวลอีกแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่าตัวจริงๆ ของเรา วิญญาณของเราอยู่กับพระเจ้า บังเกิดใหม่ อยู่ในพระเจ้า อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ เมื่อเราเชื่อแล้ว มันจะเป็นอย่างนี้

พระเจ้าอวยพรครับ

 

วารสาร Holy News ฉบับที่ 1378

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  14  สิงหาคม  2022

เรื่อง “คำประกาศของพระเยซู ที่มักมีการเข้าใจผิด” ตอน 2

“คำเทศนาบนภูเขา EP.1

“คนป่วยต้องการหมอ คนบาปต้องการพระเยซู”

โดย พาสเตอร์ นคร  เวชสุภาพร

 

วันนี้ เราจะมาต่อเรื่องสัปดาห์ที่แล้วกัน “คำประกาศของพระเยซูคริสต์ ที่มักมีการเข้าใจผิด” วันนี้เป็นตอนที่ 2 ผมให้ชื่อตอนว่า “คำเทศนาบนภูเขา” อย่างที่เกริ่นในสัปดาห์ที่แล้วว่าเราต้องมาเน้นย้ำ ในเรื่องนี้ เพราะว่ายังมีคริสเตียน  ผู้เชื่อจำนวนมากที่อ่านพระคัมภีร์เล่มเดียวกัน  แต่ยังตีความไม่ตรงกัน  เราจึงจำเป็นต้องมาปรับจูน พื้นฐานความเข้าใจ เนื้อหาสาระของข่าวประเสริฐ ให้ถูกต้องตรงกัน ย้ำอีกทีว่าเรามาเน้นเรื่องกระดุมเม็ดแรก ที่สำคัญที่สุด  ถ้ากระดุมเม็ดแรกผิด แย่เลยนะ

กระดุมเม็ดแรกที่สำคัญที่สุด ในการอธิบายความหมายของถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ ก็คือเราต้องทราบก่อนว่าถ้อยคำของพระเจ้านั้น กำลังพูดกับใคร? เบื้องหลังเป็นอย่างไร? ใครเป็นคนพูด  หมายความว่าอะไร?  ต้องรู้ว่าใครเป็นคนพูด? พูดกับใครสำคัญมาก? ไม่ใช่แค่หยิบเอาไปวลีเดียว แล้วก็พยายามตีความหมาย ใส่ความคิดตัวเองเข้าไป  ความเข้าใจของตัวเอง เข้าไปในวลีนั้น ประโยคนั้น ประโยคเดียว หรือแม้แต่บางเหตุการณ์ คำเดียว ก็เอามาใช้ อะไรแบบนี้ อันตรายมากๆ

ครั้งที่แล้ว เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำประกาศ ในหนังสือมัทธิวของพระเยซูเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ ในมัทธิว 6:33 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ ทวนกันสักนิดหนึ่ง …

มัทธิว 6:33 “แต่  จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน  และพระองค์ จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย”

 

เราได้มาวิเคราะห์กันแล้ว  และก็ได้สรุปกันไปแล้วว่าถ้อยคำตรงนี้ เป็นคำพูดของพระเยซู พระเยซูกำลังพูดกับชาวยิว ส่วนใหญ่ที่ยังยึดติดอยู่กับพันธสัญญาและรักษาบัญญัติเดิม ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมๆ พูดง่ายๆ คือพระองค์กำลังประกาศให้กับคนที่ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังไม่ได้พบกับอาณาจักรสวรรค์นั่นเอง คือคนที่ยังไม่เชื่อนั่นเอง เพราะฉะนั้น คำว่า …

“จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน” จึงไม่สามารถใช้กับผู้เชื่อหรือคริสเตียนได้ เพราะเมื่อได้เชื่อในพระเยซู บังเกิดใหม่แล้ว ได้พบอาณาจักรสวรรค์ และพบกับความชอบธรรมของพระองค์เรียบร้อยไปแล้ว  ได้อยู่ในสวรรค์เลย  ไม่ใช่ได้พบธรรมดา อยู่ในสวรรค์เลย  และพบกับความชอบธรรม คือได้เป็นผู้ชอบธรรม ผ่านทางพระเยซูคริสต์เลย เอเมน

และวันนี้ เราจะมาดูกันต่อ ถึงความหมายที่แท้จริงของคำเทศนาบนภูเขาของพระเยซู ซึ่งก็เป็นถ้อยคำที่ดังมาก คริสเตียนทุกคนต้องเคยได้ยินแน่นอน  แต่ก็มีการเข้าใจผิดอยู่อีกเยอะ เช่นเดียวกัน วันนี้เราจะเริ่มวิเคราะห์กันถึงคำประกาศของพระเยซูคริสต์ ที่เรียกว่าคำเทศนาบนภูเขา คำประกาศบนภูเขา  ก็อย่าลืมนะ กระดุมเม็ดแรกของการอ่านพระคัมภีร์ ต้องยึดหลักให้แม่นก่อนว่าที่พระเยซูประกาศเรื่องอาณาจักรสวรรค์บนภูเขานั้น  เป็นเรื่องของโลกวิญญาณทั้งสิ้น นี่กระดุมเม็ดแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เรารู้แล้ว คนฟังตอนนั้น เขาไม่รู้ แต่เราทั้งหลาย เราเป็นคริสเตียน เราเรียนรู้แล้ว เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ คือเรื่องเกี่ยวกับความบาปในใจของมนุษย์ ในวิญญาณของมนุษย์ นึกภาพออกใช่ไหม?

พระเยซูพูดเรื่องต้นไม้ดี ต้นไม้ไม่ดี  ก็คือวิญญาณดี วิญญาณไม่ดี  วิญญาณดี ก็จะให้ผลดี วิญญาณไม่ดี ก็จะให้ผลไม่ดี วิญญาณดี ก็ได้ไปสวรรค์ วิญญาณไม่ดี ก็ตกนรก นึกออกใช่ไหม? หรือพระองค์ทรงพูดสิ่งสกปรกในใจออกมาทำลายผู้นั้น สิ่งสกปรกที่เข้าไปทางปาก ไม่ทำอันตรายหรอก สิ่งที่ออกมาจากใจ คือความบาป

คำพูดพระเยซูที่เราคุ้นๆ หลุมศพฉาบปูนขาว ก็คือข้างใน มันเป็นศพ มันตายอยู่ แต่ข้างนอกดูสะอาดใสแจ๋ว เพราะรักษาบทบัญญัติ  มีศีลธรรมอันดีงาม  ดูแล้วเป็นคนดี แต่วิญญาณข้างในตาย รวมๆ แล้ว คือพระเยซูกำลังมาประกาศแผ่นดินสวรรค์ ให้รู้จักว่าของเก่า ประพฤติตามกฎ ตามบัญญัติ  แต่วิญญาณข้างในตาย  ของใหม่ วิญญาณได้เกิดใหม่  ไม่ได้ดำเนินตามกฎ อยู่ในยุคพระคุณ ให้เปล่าๆ ให้ฟรีๆ คือได้บังเกิดใหม่ฟรีๆ นี่คือภาพรวม คือกฎกับพระคุณนั่นเอง

กำลังมาพูดถึงกฎกับพระคุณ กฎ คืออันเดิม พระคุณ คืออันใหม่  ที่พระองค์นำมา ก็คือสวรรค์ ผ่านทางพระคุณ อะไรประมาณนี้

เรื่องของการบังเกิดใหม่ผ่านทางพระองค์ สิ่งซึ่งผู้ฟังในขณะนั้น  ไม่สามารถเข้าใจเลย เรื่องบังเกิดใหม่  ไม่สามารถเข้าใจเลยว่าต้องบังเกิดใหม่เท่านั้น ถึงเข้าสวรรค์ได้ นี่คือสิ่งที่พระเยซูประกาศ ทั้งหมด ทุกเรื่องราวที่พระองค์ทรงพูด ทรงประกาศอุปมา  ไม่ว่าจะเป็นคำเทศนาบนภูเขา  หรือคำเทศนาอื่นๆ ก็ตาม นี่พูดรวมๆ ให้เลย

เพราะฉะนั้น เรื่องบังเกิดใหม่ ผ่านทางพระองค์ เรื่องวิญญาณที่เต็มไปด้วยความบาป  จะต้องแก้ไขด้วยการตาย แล้วเกิดใหม่นั้น  ผู้ฟังตอนนั้น แม้กระทั่งสาวกที่อยู่ใกล้ชิดเอง ก็ยังไม่เข้าใจ สาวกไม่เข้าใจชัดเจนตรงไหน? ก็ตรงที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เลย มีอยู่ครั้งหนึ่งสาวกบอกว่า …

“โอ้! แล้วใครจะสามารถเข้าไปในสวรรค์ได้ล่ะอาจารย์”

จำได้ใช่ไหม? สาวกสนิทเลยนะ สาวก 12 คนพูดกับอาจารย์ พระเยซู …

“พระเยซู ฟังมาตลอดเลยเนี้ย แล้วอย่างนี้ใครจะเข้าสวรรค์ได้เล่า คนเขาทำขนาดนี้ ยังไม่ได้เช้าสวรรค์ แล้วใครจะมาเข้าได้ แล้วพระเยซูตอบว่าอย่างไร? พระเยซูบอกว่า …

“สำหรับมนุษย์แล้ว มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเหลือกำลัง”

ใครจะไปทำดีครบถ้วนบริบูรณ์ได้ ตามกฎ ใครล่ะจะบังเกิดใหม่ด้วยตัวเองได้ เป็นไปไม่ได้  แต่สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้ ก็คือบังเกิดใหม่ เป็นไปได้จริงๆ

เราจะมาลองดูคำเทศนาบนภูเขาว่าสิ่งที่พูดไปนั้น มันจริงไหม? คำเทศนาบนภูเขา เริ่มต้นตั้งแต่มัทธิว บทที่ 5 ข้อ 1 ไปจนถึงจบมัทธิว บทที่ 7 ข้อสุดท้าย คือประมาณข้อ 28, 29 ลองดูก่อน ไปดูตอนจบสิว่าพระองค์พูดบนภูเขาทั้งหมด ประกาศทั้งหมด เขาเข้าใจไหม? “เขา” คือใคร? เดี๋ยวเราติดตามต่อไปว่าพูดจบแล้ว เขารู้เรื่องไหม? มัทธิว 7:28-29 ได้ตรัสไว้อย่างนี้ …

มัทธิว 7:28-29 “28 เมื่อพระเยซูตรัสคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ฝูงชนก็อัศจรรย์ใจ (งง) ด้วยคำสั่งสอนของพระองค์ 29 เพราะพระองค์ทรงสั่งสอนพวกเขาอย่างผู้มีสิทธิอำนาจ (ในโลกวิญญาณ) ไม่เหมือนบรรดาธรรมาจารย์ของเขา”

 

“ฝูงชนก็อัศจรรย์ใจ” ท่านรู้ไหม? ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าอัศจรรย์ใจหรอก ฝูงชนก็อึ้งกิ้มกี๋ ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไรเลย ภาษาเดิมตรงนี้ ฝูงชนก็งงเต้กเลย มันเกินกว่าจะเข้าใจ ไม่รู้เรื่องเลย พูดง่ายๆ เป็นศูนย์ ต้องใช้คำว่างงเต้ก ชัดเจน  ฝูงชนก็งงเต้กกับคำประกาศ คำสอนของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสั่งสอนพวกเขาอย่างผู้มีสิทธิอำนาจในโลกวิญญาณ พระองค์เป็นความจริง พระองค์พูดแรงมาก และมีฤทธิ์อำนาจมาก  เพราะมันเป็นความจริงทั้งหมด พูดออกมาเป็นพลัง เต็มไปหมดเลย พวกเขารู้ว่าเป็นความจริง แน่นอนเชื่อว่าเป็นจริง แต่เข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ  งงเต้กในความคิดของมนุษย์  แต่รู้ว่านี่แน่นอน ตาค้างเลย ประหลาดใจ งงเต้ก อึ้งกิมกี่ เพราะแบบนี้ พระองค์ไม่ได้มาสอนเรื่องเกี่ยวกับการกิน การอยู่ สิ่งที่จับต้องมองเห็นได้บนโลกใบนี้ กฎระเบียบอะไรต่างๆ ไม่ได้มาสอน พูดง่ายๆ คือไม่ได้มาสอนศีลธรรม การทำดี ละชั่วนะ อย่างโน้นอย่างนี้  เพราะพระองค์กำลังมาประกาศ เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ เรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ พระองค์กำลังมองไปที่ใจหรือวิญญาณของมนุษย์ แล้วก็ชี้ให้เขาเห็นว่าวิญญาณของมนุษย์ ของพวกท่านทั้งหลายมันเป็นอย่างไรอยู่ วิญญาณมันตายอยู่  มันชั่ว เพราะข้างในมันตาย  พวกเขาไม่สามารถที่จะรับรู้เรื่องที่พระเจ้าพูดได้หรอก ไม่สามารถรับรู้เรื่องพระเยซูคริสต์กำลังอธิบายให้ฟังเรื่องสวรรค์ เพราะตายอยู่ ตาบอดอยู่  หูหนวกอยู่  เขาต้องการฤทธิ์อำนาจอัศจรรย์  ทำให้เขาบังเกิดใหม่  ตาวิญญาณเปิดออก เขาจึงสามารถเข้าใจได้ใช่หรือไม่? เอเมน

ยกตัวอย่างคนเป็นโรคหัวใจ หัวใจวายปั๊บ  สิ่งที่เขาต้องการ คือหมอ หมอรีบไปเลย แล้วหมอไปถึงก็เอาหนังสือว่าด้วยสุขลักษณะของการกิน เพื่อป้องกันโรคหัวใจ  อย่ากินมันนะ อย่ากินเค็มเกินไป ออกกำลังกายบ้างนะ อย่ากินหวานมาก อย่ากินแป้งเยอะเกินไป  อย่าให้อ้วนมากนัก เขารู้เรื่องไหม? ไม่รู้ เพราะว่าเขาหมดสติ ตายอยู่ สิ่งที่เขาต้องการ คืออัศจรรย์ สิ่งที่เขาต้องการอันดับแรก คือปั๊มหัวใจให้เขาขึ้นมาก่อน แล้วค่อยสอนเขาทีหลัง

พระเยซูรู้ คนก่อนหน้าๆ ที่ไม่ใช่พระเยซู สอนอย่างกลับกัน คือเป็นหมอที่เอาหนังสือมาพูดให้คนตายฟังว่าต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ เขาตายอยู่ เขาจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร? เขาจะรับรู้ไหม? ไม่มีทาง สิ่งที่เขาต้องการ คือฤทธิ์เดชอำนาจ อัศจรรย์ คือมาชาร์จให้เขาเป็นขึ้นมาจากความตายก่อน แล้วค่อยบอกเขาว่า …

“เกิดใหม่แล้ว ต้องทำอย่างนี้นะ เพราะเราเกิดใหม่แล้ว ควรจะทำอย่างนี้นะ ไม่ควรกินอันนั้น ไม่ควรกินอันนี้”

ถูกไหม? ชัด ปั๊มหัวใจขึ้นมาปุ๊บ หัวใจเดิน ชีวิตเริ่มต้นใหม่ หมอก็จะมาบอก อยู่โรงพยาบาลแล้ว หัวใจหายแล้วนะ ต่อไปนี้ กินอาหารให้เป็นประโยชน์นะ ถูกหรือไม่ถูก? มันต้องเป็นอย่างนั้น

ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ คือพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ที่สอนให้ประพฤติ ปฏิบัติตามสิ่งที่ตามองเห็น คือตามกฎบัญญัติ ให้รักษาศีล รักษาบทบัญญัติตรงนั้น ตรงนี้ ตรงนี้อย่าทำ ตรงนั้นทำ แต่พระเยซูกำลังมาบอกความจริงนิรันดร์ ในโลกวิญญาณ ไม่ได้มาบอกว่าตรงโน้นให้ทำ ตรงนี้ให้ทำ ตรงนี้ไม่ทำ ตรงนี้อย่าทำ แต่มาบอกว่าอย่าทำทั้งหมดเลย ไม่ต้องทำอะไรเลย ให้มาเกิดใหม่ก่อน  ให้พวกเขาได้รู้ว่าเขาต้องเกิดใหม่ก่อน แล้วเขาถึงจะได้รู้ ได้เห็นทางโลกฝ่ายวิญญาณว่ามันเป็นเช่นไร? พระองค์มาชี้ให้เขาได้รู้ได้เห็น แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะเสด็จมาทีหลัง เมื่อเขาบังเกิดใหม่แล้ว มายืนยันถ้อยคำทั้งหมดนี้ ที่เขาไม่เข้าใจ ที่เขางงเต้กอย่างนี้ทีหลัง ต้องให้เขาเกิดใหม่เสียก่อน เอเมนไหม?

คำเทศนาบนภูเขา เริ่มต้นตั้งแต่บทที่ 5 ข้อ 1 เป็นต้นไป สรุปรวมก่อนนะว่าพระเยซูกำลังประกาศ เรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินสวรรค์ใช่ไหมครับ? ให้ทำอะไร? เราเรียนรู้ครั้งที่แล้ว  ตั้งแต่ก่อนบทที่ 5 คือบทที่ 4 ที่พระองค์เริ่มต้นประกาศ พระองค์บอกคำแรกเลย “จงกลับใจเสียใหม่” จากทางเดิมของเขา จากการรักษากฎบัญญัติ  เพื่อจะได้เป็นผู้ชอบธรรม  จงกลับใจเสียใหม่ ให้มาบังเกิดใหม่ในพระองค์ ผ่านทางพระองค์ คือพระองค์กำลังบอกถึงโลกฝ่ายวิญญาณ ให้เขาได้รู้ว่าโลกฝ่ายวิญญาณ มันจะเป็นเช่นไร? ในมัทธิว บทที่ 5 นี้ ก็จะมาชี้ให้เห็นแล้ว พระเยซูกำลังพูดถึงโลกฝ่ายวิญญาณ กำลังมาบอกพวกเขาทั้งหลาย ซึ่งมองตามแค่ตามองเห็น เห็นแค่ข้างบนเอง  แต่ใต้น้ำเขามองไม่เห็น เหมือนกับภูเขาน้ำแข็ง

นึกภูเขาน้ำแข็งออกไหม? ที่เรือชน แล้วล่มเลย ก็เพราะว่ามันมองไม่เห็นข้างล่าง  มันลึกขนาดไหน? มันใหญ่ขนาดไหน? มองเห็นแต่ข้างบน ลอยตุ๊บป่องๆ เป็นยอดเล็กๆ นิดเดียว เป็นหิมะเกาะอยู่ เป็นน้ำแข็งลอยอยู่บนน้ำ เหนือมหาสมุทร แต่ข้างล่าง มันเต็มไปด้วยโขดหิน โสโครก อะไรต่างๆ เหล่านั้น ลึกมาก ใหญ่มาก เรือไปก็ชน เรือใหญ่เท่าไรไป ก็ชน  ถ้าเลี่ยงไม่ได้ มองไม่เห็น ไปชนเอา ก็เรือแตก

พระเยซูกำลังมาชี้ให้เขาเห็นว่าที่เขาเห็นกัน ภายนอก ดูกันภายนอกเหล่านั้น มันเป็นแค่ภูเขาน้ำแข็ง บนน้ำ แต่เรากำลังจะมาชี้ให้เห็น ถึงใต้น้ำ มันใหญ่กว่าอีกตั้งเท่าไร?  นี่คือภาพรวมของคำเทศนาบนภูเขา ที่ท่านต้องจำ เป็นพื้นฐานไว้  เพื่อว่าเดี๋ยวเราเรียนกันต่อไป แล้วท่านจะได้รู้ว่าในโลกวิญญาณข้างล่าง มันเป็นอย่างไร? ความลึกของถ้อยคำของพระองค์ในเรื่องโลกวิญญาณ  มันลึกลงไป ที่มนุษย์มองไม่เห็น มันเป็นอยู่จริง ยังไม่เข้าใจตอนนี้หรอก แต่วันหนึ่งเมื่อท่านบังเกิดใหม่ ท่านจะเข้าใจว่ามันลึกขนาดไหน? นั่นคือความจริงในโลกวิญญาณที่พระองค์มาเปิดเผยให้ทราบ ในคำเทศนาบนภูเขานั่นเอง แล้วก็เอามาชี้ให้เห็นว่าท่านจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร? ที่เรากำลังมาประกาศว่าสวรรค์มาตั้งอยู่ จงกลับใจเสียใหม่ๆ จงมาเข้าสวรรค์โดยทางใหม่ เข้าอย่างไร? วิธีใด เริ่มต้นวันนี้เลย มัทธิว 5:1-2 คำเทศนาบนภูเขาของพระเยซูคริสต์ …

มัทธิว 5:1-2 “1 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นฝูงชนมากมาย ก็เสด็จขึ้นเนินเขา และประทับนั่ง 2 เหล่าสาวกของพระองค์พากันมาหาพระองค์ และพระองค์ทรงเริ่มต้นสั่งสอนพวกเขาว่า …”

 

“พระองค์ทรงเริ่มต้นสั่งสอนพวกเขา” เราก็จะมาดูว่าพวกเขาคือใคร? เรารู้ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว พวกเขา ก็คือชาวยิว พุ่งตรงไปที่ชาวยิว แล้วนึกถึงภาพว่าพระองค์นั่งลง มีฝูงชน เข้ามา แล้วกลุ่มแรกที่สนิทกับพระองค์ที่สุด คือสาวกใกล้ชิด ที่พระองค์ทรงเลือกไว้ ชาวยิวเท่านั้น ก็อาจจะมีต่างชาตินิดหนึ่ง ต้องการมาดูอัศจรรย์ ต้องการมาดูเขาล่ำลือถึงเรื่องคนๆ นี้ ก็มาแจมๆ แซมๆ ไปบ้าง แต่ทั้งหมดนั้น เป็นยิว และพระองค์ตั้งใจพูด พุ่งไปที่ยิวโดยเฉพาะ และเฉพาะชาวยิวนั้น ยังมีแบ่งแยกออกเป็นชาวยิวที่เป็นดิน 4 ประเภท จำได้ใช่ไหม? พระเยซูประกาศข่าวประเสริฐเรื่องสวรรค์มาตั้งอยู่  คือข่าวดี เป็นเมล็ดพันธุ์  ประกาศข่าวดีไป จะมีดิน 4 ประเภท ที่ตอบสนองต่อข่าวประเสริฐ

ประเภทแรก ก็คือประเภทที่เป็นดินดี หว่านลงไปปุ๊บ มันเกิดผลเลย แล้วสุดท้าย ประเภทที่ 4 คือเป็นดินที่เป็นหิน กระด้าง หว่านไปแล้วแห้งแกน แล้วก็ยังมีชนิดที่ 2 ชนิดที่ 3 ที่อาจจะเป็นไปได้ ที่จะรับบ้าง ถอยบ้าง จะเกิดผลบ้าง ไม่เกิดผลบ้าง นึกถึงภาพ เวลาฟังพระเยซูพูด แล้วลองจินตนาการตัวเองไปนั่งอยู่ตรงนั้น แล้วลองจินตนาการว่าตรงนี้กำลังพูดถึงกลุ่มไหน? กลุ่มที่เป็นดินดี หรือกลุ่มที่เป็นดินดื้อ ดินแข็งกระด้าง เมล็ดพันธุ์ลงไปทำอะไรไม่ได้เลย หรือเป็นดินที่ไม่กระด้างเท่าไร? พอได้ อะไรประมาณนั้น จะได้เห็นชัด เอาล่ะ  เรารู้แล้วเป็นดิน 4 ประเภท  เดี๋ยวท่านจะรู้เองว่านี่ประเภทไหน? มัทธิว 5:3-5 ต่อมา …

มัทธิว 5:3-5 “3 ความสุขมีแก่ผู้ที่สำนึกว่าตนขัดสนฝ่ายจิตวิญญาณ เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขาแล้ว 4 ความสุขมีแก่ผู้ที่โศกเศร้า เพราะเขาจะได้รับการปลอบประโลม 5 ความสุขมีแก่ผู้ที่ถ่อมสุภาพ เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก”

 

“ความสุข” แปลจริงๆ แล้ว แปลว่า “พรทางฝ่ายวิญญาณ”

พระพรทางฝ่ายวิญญาณ ก็คือการได้เข้าสวรรค์ สวรรค์กำลังมาตั้งอยู่ ตั้งเมื่อไร? คนที่มีลักษณะท่าทีในใจอย่างนี้แหละ จะเป็นผู้ที่ได้พระพรฝ่ายวิญญาณนี้  ก็คือได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์นั่นเอง

เขาจะได้พรฝ่ายวิญญาณ  คือใคร? ลักษณะเขาเป็นอย่างไร? ลักษณะดินดี คนๆ นี้ ประเภทนี้เป็นอย่างไร? ผู้ที่สำนึกว่าตนขัดสนฝ่ายวิญญาณ ก็คือตนเองป่วยทางวิญญาณ พระเยซูบอกว่าคนป่วยต้องการหมอ เรามาหาคนป่วย คนป่วยทางวิญญาณ คนที่คิดว่าแข็งแรงดีนั้น ไม่ต้องการหมอ ชัดเจนเลย คนที่ขัดสนทางวิญญาณ รู้ว่าตัวเองป่วยทางวิญญาณ อาณาจักรสวรรค์ เป็นของเขาแล้ว

ข้อ 4 บอก “พระพรเป็นของผู้ที่โศกเศร้า เพราะเขาจะได้รับการปลอบประโลมใจ” โศกเศร้าเพราะอะไร? เขาได้รับการปลอบประโลมเพราะอะไร?  โศกเศร้า นึกถึงภาพเปโตรกับสาวก 12 คนจะเห็นชัด  พวกเขาโศกเศร้ามากเลย  เพราะเขาไม่สามารถจะรักษากฎบัญญัติ ศีลธรรมอันดีงามได้เท่าเทียมกับพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ที่พร่ำพูดตลอดเวลาว่า …

“พวกท่านเป็นคนบาป รักษาสะบาโตก็ไม่รักษา บัญญัติก็ไม่ทำตาม พวกท่านเป็นคนบาป”

แล้วชีวิตเขาก่อนที่พระเยซูจะมาประกาศ เขาเศร้าสร้อยไหม? เศร้าสร้อย สวรรค์ก็จะเป็นของเขาแล้ว คนเหล่านี้ เขาต้องการความช่วยเหลือนั่นเอง

ข้อ 5 บอกว่า “ความสุข คือพระพรทางฝ่ายวิญญาณ  สวรรค์ เป็นของผู้ที่ถ่อมใจ”

ผู้ที่ถ่อมใจ คือยอมรับว่าตัวเอง ทำตามกฎบัญญัติ ศีลธรรมให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ตามมาตรฐานที่พระเจ้าให้ไว้ไม่ได้ ยอมรับความจริงว่าทำไม่ได้ ถ่อมใจ  ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า ต้องการความช่วยเหลือจากใครก็ได้ช่วยทีๆ พระเยซูก็บอกว่าสวรรค์เป็นของคนเช่นนี้ ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่ถ่อมใจ ก็เรียกว่าคนที่เย่อหยิ่งนั่นเอง  …

“ฉันทำได้ ฉันทำได้มากกว่าคนอื่น ฉันทำได้มากกว่าเธอ เพราะฉะนั้น ฉันสมควรไปสวรรค์”

นี่แหละ คือความเย่อหยิ่งที่ตรงกันข้ามกับความถ่อมใจ  ต่อไป มัทธิว 5:6-12 …

มัทธิว 5:6-12  “6 ความสุขมีแก่ผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรม เพราะเขาจะได้อิ่มบริบูรณ์ 7 ความสุขมีแก่ผู้ที่เมตตากรุณา เพราะเขาจะได้รับความเมตตากรุณาตอบแทน 8 ความสุขมีแก่ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า 9 ความสุขมีแก่ผู้ที่สร้างสันติ เพราะเขาจะได้ชื่อว่าบุตรของพระเจ้า 10 ความสุขมีแก่ผู้ที่ถูกข่มเหง เพราะความชอบธรรม เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขาแล้ว 11 “ความสุขมีแก่ท่าน  เมื่อคนทั้งหลายสบประมาท ข่มเหง และใส่ร้ายป้ายสีท่าน เพราะเรา 12 จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จของท่านในสวรรค์ยิ่งใหญ่นัก เพราะพวกเขาได้ข่มเหง บรรดาผู้เผยพระวจนะ ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน”

 

จริงๆ ตรงนี้ “ความสุขมีแก่” มันน่าจะเติมนิดหนึ่งว่า “ความสุขในวิญญาณ” ไม่อย่างนั้น คนจะเข้าใจผิด เอาไปใช้ในเรื่องโลกวัตถุว่าพอมาเชื่อในพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่ สวรรค์เป็นของเราแล้ว  จะต้องมีความสุขบนโลกใบนี้ จะต้องมีกิน มีใช้พอเพียง  ไม่ขัดสน จะต้องแข็งแรงดี สุขสบายบนโลกใบนี้ มันไม่ใช่ มันหมายถึงโลกวิญญาณ ที่ผมบอกแล้ว พระองค์พูดถึงโลกวิญญาณทั้งสิ้น พระพรทางฝ่ายวิญาณ เป็นของผู้ที่สร้างสันติ

โอเค เรามาวิเคราะห์ข้อ 6 กัน “พระพรฝ่ายวิญญาณ ความสุขในวิญญาณ การได้เข้าสวรรค์ เป็นของผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรม เพราะเขาจะได้อิ่มบริบูรณ์” ผู้ที่แสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า เพราะรู้ว่าตนเองทำไม่ได้ จึงหาผู้ช่วย ไม่สร้างความชอบธรรมของตนเองขึ้นมา โดยการทำตามกฎบัญญัติ แต่รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้  ไม่มีทางทำได้เลย จึงแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า ตรงไหม? แสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้าเสียก่อน ก็จะเจอแหละ นี่คือท่าที ลักษณะของผู้ที่จะมาเชื่อวางใจในพระองค์  และได้บังเกิดใหม่ในไม่ช้า เมื่อสวรรค์มาตั้งอยู่

ข้อ 7 “พระพรทางฝ่ายวิญญาณ ความสุขในวิญญาณมีแก่ผู้ที่มีเมตตากรุณา เพราะเขาจะได้รับความเมตตากรุณาตอบแทน” ก็คือคนๆ นั้นเขาเป็นคนเห็นอก เห็นใจมนุษย์ที่เป็นคนบาปด้วยกัน ต่างคนต่างเป็นคนบาป เขาไม่ไปชี้คนอื่นว่า …

“คุณแย่มาก แย่กว่าผม”

“คุณกับผมต่างคนต่างแย่เท่ากัน  คุณก็บาป ผมก็บาปพอกัน”

แต่คนที่เย่อหยิ่งจะชี้คนอื่น … “คุณทำบาป ผมทำดีกว่าตั้งเยอะ  ผมสมควรไปสวรรค์”

แต่ทั้งคนชี้และคนทำ ต่างคนต่างอยู่ในต้นไม้เดียวกัน ก็คือต้นอาดัม ต้นของความบาป คือเน่าเฟะเท่ากัน ต้องการความช่วยเหลือเท่ากันนั่นแหละ  แต่กลับเย่อหยิ่ง บอกว่า …

“ฉันเป็นกิ่งของต้นไม้เน่านี้ แต่กิ่งของฉันดีกว่าเธอ เธอก็แย่มาก ทำบาป”

“เธอและฉันก็เป็นกิ่งที่อยู่ในต้นไม้เดียวกัน ก็คือบาปทั้งคู่”

ดังนั้น คนที่มีจิตใจอย่างนี้ จึงมีโอกาสได้เข้าสวรรค์ก่อนเพื่อนเลย

ข้อ 8 “ความสุขในวิญญาณ มีแก่ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า  เขาจะได้รับการบังเกิดใหม่”

ถ้ามีลักษณะอาการอย่างนั้นมา เมื่อสวรรค์มาตั้งอยู่ เขาจะได้รับการบังเกิดใหม่  มีวิญญาณที่บริสุทธิ์สะอาด ตาฝ่ายวิญญาณจะถูกเปิดออก ก็จะรู้จัก เห็นพระเจ้าในวิญญาณ มันหมายถึงอย่างนั้น

ข้อ 9 “ความสุขในวิญญาณมีแก่ผู้สร้างสันติ เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า”

และเมื่อเขาได้บังเกิดใหม่เป็นลูกของพระเจ้า ก็จะเต็มล้นไปด้วยพระคุณและสันติสุขในใจ และจะดำเนินชีวิตเป็นคนที่สร้างสันติ ไปที่ไหน ก็ทำให้เขาสงบ  ไม่ใช่ไป แล้วก็ทะเลาะกับชาวบ้านเขา สร้างความสงบ ก็คือแม้จะถูกข่มเหงรังแก  ก็นิ่งอยู่ ไม่ใช้ดาบ ไม่ใช้ปืน ไม่ใช้มีดไปสู้กับเขา สร้างสันติ ไปที่ไหนก็มีแต่ความสงบเกิดขึ้น มีแต่สันติภาพเกิดขึ้น

ข้อ 10 ความสุขในวิญญาณมีแก่ผู้ที่ถูกข่มเหง เพราะความชอบธรรม เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขาแล้ว”

เมื่อเขาเข้าสู่สวรรค์  ได้เป็นผู้ชอบธรรม ได้อยู่ในอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้าแล้ว  เขาก็จะเป็นศัตรูกับโลกนี้ทันทีในโลกวิญญาณ  เพราะโลกนี้ พินาศ อยู่ในนรก  ไม่มีพระเจ้าอยู่ในนั้น เป็นศัตรูกับพระเจ้า อยู่ในวงจรอุบาทว์ของความบาปและความตาย แต่เขาได้ถูกย้ายออกมา เป็นผู้ชอบธรรมในสวรรค์แล้ว  เขากับโลกเข้ากันไม่ได้อีกต่อไป โลกจะเกลียดชังท่าน พระเยซูบอก

ข้อ 11 “ความสุขในวิญญาณมีแก่ท่าน เมื่อคนทั้งหลายสบประมาท ใส่ร้ายป้ายสีท่าน เพราะเรา”

เพราะผู้ที่บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้วนั้น  ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันทางวิญญาณกับพระเยซูคริสต์แล้ว  พอเข้าสวรรค์ก็ได้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ เป็นวิญญาณเดียวกัน พระเยซูบอก เขาข่มเหงเราอย่างไร เขาก็จะข่มเหงท่านอย่างนั้นเหมือนกัน  เพราะท่านกับเราเป็นหนึ่งเดียวกัน ในโลกวิญญาณแล้ว เมื่อท่านเข้าสู่สวรรค์ มันหมายถึงอย่างนี้

ข้อ 12 “จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จของท่านในสวรรค์ยิ่งใหญ่นัก เพราะพวกเขาได้ข่มเหง บรรดาผู้เผยพระวจนะ ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน”

จงดีใจเถิด เฮ! เลยในสวรรค์ เพราะนี่แหละ มันเป็นความจริงมาตั้งนานแล้ว  แบ่งออกเป็น 2 โลก โลกหนึ่ง คือโลกฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นของพระเจ้า อีกโลกหนึ่ง คือฝ่ายโลก ที่ไม่มีพระเจ้า เป็นศัตรูกับพระเจ้านั่นเอง

คราวนี้มาถึงข้อ 13-16 นึกถึงภาพนะ  ตอนนี้พูดถึงคนที่มีโอกาสเข้าสวรรค์ และจะได้เข้าสวรรค์ และเข้าสวรรค์จะเป็นเช่นไร? มาถึงความหมายของข้อความที่ดังมาก ก็คือเรื่องเกลือและแสงสว่าง ในมัทธิว 5:13-16 …

มัทธิว 5:13-16 “13 ท่านทั้งหลายเป็นเกลือของโลก แต่ถ้าเกลือนั้นหมดความเค็มแล้วจะทำให้กลับเค็มอีกได้อย่างไร? มันก็ไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป มีแต่จะถูกสาดทิ้งให้คนเหยียบย่ำ 14 “ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างของโลก เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะซ่อนไว้ไม่ได้ 15 เช่นเดียวกัน เมื่อคนจุดตะเกียงแล้วย่อมไม่เอาฝาครอบ แต่จะตั้งไว้บนเชิงตะเกียงให้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน 16 ในทำนองเดียวกัน (ความเค็มของเกลือ) จงให้ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”

 

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในวิญญาณของผู้ที่มีใจถ่อม ของผู้ที่รู้ตัวเองว่าขัดสนทางวิญญาณ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องการการช่วยเหลือ ก็มาหาพระเยซู รู้ว่าตัวเองป่วยทางวิญญาณ ต้องการรับการรักษาให้หาย จากอาการป่วย อาการป่วย ก็คือความบาปนั่นเอง รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนบาป ก็จะได้เข้าสู่สวรรค์ โดยการได้รับการบังเกิดใหม่  ในขณะที่พูดนั้น พวกเขาไม่รู้เรื่องหรอก  อย่างที่ตะกี้นี้บอก พวกเขาไม่รู้เรื่อง พวกเขายังไม่ได้เกิดใหม่ เขาตายอยู่ แต่พระองค์จะพูดให้เขาฟังไว้ล่วงหน้า เมื่อวันหนึ่ง พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาสถิตอยู่กับพวกเขา  พระวิญญาณก็จะนำถ้อยคำเหล่านี้ สอนเขา บอกเขาว่ามันหมายความว่าอย่างไร? เหมือนกับพระวิญญาณกำลังสอนเราตอนนี้ ที่เป็นผู้เชื่อในยุคนี้ เรารู้ เราถึงเข้าใจไง  พวกเขายังไม่รู้เรื่อง พวกเขายังไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาสอนให้กับมนุษย์เรื่องความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ

พระเยซูพูดกับใคร? ชาวยิว มีหลายระดับของจิตใจและท่าทีข้างใน นึกในใจอย่างนี้ พระเยซูพูดกับชาวยิว พูดเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ ประกาศเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ ที่กำลังมาตั้งอยู่ จะเข้าไปได้อย่างไร? ต้องมีท่าทีอย่างไร? และเมื่อเข้าสวรรค์แล้ว จะเป็นลักษณะอย่างไร? โดนอะไรบ้าง? ใช่ไหม?

ดังนั้น พระองค์พูดอุปมา หรือยกตัวอย่าง หรืออธิบายอะไรบางอย่าง ก็จะเปรียบเทียบให้กับชาวยิวได้รู้ โดยผ่านทางขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมทางศาสนา  ทางการเป็นอยู่ในสังคมของชาวยิวในสมัยนั้น เวลายกตัวอย่างจะได้รู้ว่าในสมัยนั้น เขาเป็นอย่างนี้แหละ เขาจะเข้าใจ บางทีเราไม่เข้าใจหรอก เพราะเราไม่รู้ เราไม่ได้อยู่ในประเพณี อยู่ในขนบธรรมเนียมชีวิตเหมือนกับชาวยิว เราไม่เข้าใจ

ข้อ 13 บอกว่า “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือของโลก” หมายถึงคนที่เข้าสวรรค์แล้ว บังเกิดใหม่แล้ว เมื่อเชื่อและตามนั้น ไล่มาตะกี้ถึงข้อ 12 พอมาถึงข้อ 13 ท่านก็จะเป็นเกลือของแผ่นดินโลก เกลือของแผ่นดินโลกคืออะไร?

เกลือ คือรักษาความเน่าเฟะของโลกใบนี้ ความบาปนั่นเอง โดยยกคำว่าเกลือขึ้นมา พอพูดคำว่าเกลือขึ้นมา เราอาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้ง  แต่คนฟังตอนนั้นที่เป็นชาวยิวจะรู้ลึกซึ้ง หมายถึงพระเยซูกำลังยกตัวอย่างอะไร? เกลือที่ปุโรหิตในวิหารของพระเจ้า ตามที่พระเจ้าสั่ง คือเอาไปทาเนื้อที่จะถวายแด่พระเจ้าเป็นเครื่องบูชา  พระเจ้าบอกให้เอาเกลือทา เพื่อให้มันบริสุทธิ์ อยู่ในหนังสือเลวีนิติ ทาให้มันบริสุทธิ์ซะ  เพื่อถวายแด่พระเจ้า

เกลือ ก็คือมีหน้าที่ที่จะชำระสิ่งต่างๆ ที่จะเน่า ไม่ให้มันเน่า พอบอกเกลือปุ๊บ เขาจะรู้ทันที

และถ้าเกลือนั้น หมดความเค็ม ความเค็มนี้ หมายถึงไม่ใช่หมดไป สูญเสียความเค็มไป เขาเรียกว่าหมดคุณภาพไป มันยังคงเป็นเกลืออยู่ แต่มันไม่ใช่เกลือที่มีความเค็ม 100% แล้ว มันเสียหายไปแล้ว ความเค็มมันลดลง เพราะว่าตอนนั้น ในชาวยิว นอกจากเกลือ ที่จะเอาไปใช้ในวิหารแล้ว เกลือตามบ้าน ก็เอามาใช้ ทำเป็นลักษณะเดียวกันอย่างนี้ แล้วก็เอามารับประทาน เป็นของที่มีค่ามากด้วย แต่เนื่องจากเกลือในสมัยนั้น เป็นเกลือชนิดพิเศษ ไม่เหมือนเกลือในยุคปัจจุบัน  เกลือสมัยนั้น มันมีโอกาสที่จะเสียได้ ผมก็ไม่รู้ว่าปัจจุบันมันเสียได้หรือเปล่านะ หรือว่าเขาใส่สารจนกระทั่งมันไม่เสีย คือคำว่า “เสีย” หมายถึงมันหมดอายุ เก็บไว้ในที่ไม่ดี หรือเยอะเกินไป  ทับถมกันเกินไป เกิดความชื้นขึ้นมา เกลือมันหมดคุณลักษณะของมัน เขาจะใช้ความเค็มของเกลือเป็นประโยชน์ แต่ปรากฏว่าความเค็มของมันสูญเสียไปแล้ว เขาก็เลยจำเป็นต้องเอาไปทิ้ง

คราวนี้เวลาเอาไปทิ้ง จะเอาไปทิ้งที่ไหน? มันเหมือนสารเคมี ไปทิ้งในไร่ที่นาของคนอื่นเขาได้หรือเปล่า? ไม่ได้ ดินก็เสีย เขาก็ปลูกต้นไม้ไม่ขึ้น เขาก็ไม่ให้ทิ้งสิ แล้วถามว่าเอาไปทิ้งที่ไหน? ก็เอามาถมถนน ทิ้งลงบนพื้นถนน ให้คนเขาเหยียบย่ำ ไม่เฉอะแฉะ เอาเกลือเทลงไป นี่คือลักษณะของประโยชน์ของเกลือในสมัยนั้น

ถ้าท่านเป็นเกลือแล้ว  เป็นคริสเตียนแล้ว มาบังเกิดใหม่แล้ว ท่านทำตัวให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้าหน่อยสิ เมื่อท่านทำตัวให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า  ผู้คนก็จะเห็นพระเจ้าชัดเจน  ท่านก็จะมีประโยชน์ต่อโลกใบนี้ แต่ท่านเป็นคริสเตียน แล้วท่านทำตัวไม่สมกับการเป็นคริสเตียนเลย ไม่สำแดงคริสเตียนออกมาในชีวิตเลย การสำแดงนี้ ไม่ใช่หมายถึงต้องทำ ท่านไม่สำแดงชีวิต คริสเตียนออกมาเลย ตรงนั้นแหละ คือหมดรสเค็ม สูญเสียรสเค็มไป เจ้าของเกลือเขาก็จะเอาไปถม ยังใช้เกลืออยู่ไหม? ใช้ แต่ใช้ไปถมถนน กับอีกอันหนึ่ง ใช้เอาไปกิน เอาไปทำเนื้อที่จะถวายบูชาแด่พระเจ้า ความสูงส่งมันต่างกันเยอะเลย ท่านเป็นเกลืออย่างนั้นแหละ เดี๋ยวจะพาท่านไปดูข้อ 14

ข้อ 14 บอกว่าท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างของโลก เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาจะซ่อนไว้ไม่ได้

ข้อ 15 เช่นเดียวกัน เมื่อคนจุดตะเกียงแล้ว ย่อมไม่เอาฝาครอบ แต่จะตั้งไว้บนเชิงตะเกียง ให้ส่องสว่างแก่ทุกคนในบ้าน

ท่านเป็นแสงสว่างแล้ว ท่านมาเข้าสวรรค์แล้ว มาบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านจะเป็นแสงสว่างและแสงสว่างนั้น ที่พระเจ้าจุดท่าน โดยผ่านทางความเชื่อในเรา พระเจ้าจะไม่ครอบไว้ คือพระเจ้าจะให้แสงสว่างนั้น ฉายแสงในชีวิตของท่าน มันฉายแสงเอง ท่านไม่ต้องจุดความสว่างด้วยตัวเอง พระเจ้าจุดให้ แล้วท่านมีหน้าที่เดินไปสิ  แสงสว่างมีอยู่แล้ว ให้มันผ่านออกมาจากในตัวของท่าน

วิธีให้ ก็คือยอมให้แสงสว่างนี้ มันออกมา ท่านเป็นแสงสว่างอยู่หรือเปล่า? เป็น แต่ท่านไม่ยอมได้ไหม? ได้ โรม 12:1-2 จึงบอกว่าจงถวาย หมายถึงคนที่มาเชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว จงถวายอวัยวะของท่านทุกส่วน ตา หู จมูก ลิ้น กาย สมองของท่าน  ให้เป็นเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์ สะอาด จำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า  เพื่อพระเจ้าจะใช้ได้ ด้วยวิธีการเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ เพื่อที่ท่านจะได้รู้ว่าอะไรเป็นที่ชอบพอพระทัยพระเจ้า ท่านควรจะยอมถวายตัวให้กับพระเจ้า ยอมให้แสงสว่างนี้ มันออกมา  ไม่ใช่ท่านทำแสงสว่าง แต่ท่านแค่ยอม มันอยู่ในตัวท่านแล้ว

ข้อ 16 ยิ่งชัดใหญ่เลย ในทำนองเดียวกัน  ถามว่าในทำนองเดียวกันกับอะไรกับเกลือ ความเค็มของเกลือกับแสงสว่างนี้ มาลักษณะเดียวกัน จงให้ความเค็มของเกลือ  ลักษณะของเกลือนั้น มันออกมาจากชีวิตของท่าน ถ้ามันไม่ออกมา พระเจ้าจะใช้ท่านได้แค่เอาไปถมที่ ให้คนเหยียบย่ำ  แต่ก็ยังคงเป็นเกลืออยู่เหมือนเดิม ลักษณะเดียวกัน

“จงให้ความสว่างของท่าน กระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีของท่าน และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตอยู่ในสวรรค์”

เพื่อเขาจะได้เห็นการดีในการยอมให้ความเค็มของเกลือมันทำงาน ยอมให้แสงสว่างที่พระเจ้าจุดอยู่ในใจของท่านในวิญญาณของท่านทำงาน เพื่อเขาจะได้เห็นการดี พระเจ้ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร? การดีที่มันอยู่ในวิญญาณของท่าน การดีที่ท่านได้บังเกิดใหม่ เป็นต้นไม้ดีแล้ว เพื่อว่าคนทั้งหลายรอบข้างจะได้เห็นการดีนั้น  การดีนั้น มาจากการบังเกิดใหม่ มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ทรงสถิตอยู่ข้างในท่าน  การดีนั้น ก็คือผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทั้ง 9 อย่างออกมาจากชีวิตของท่าน

สรุปรวม ก็คือให้ความรักชนิดที่เป็นของพระเจ้า ความรักแบบอากาเป้ ที่เหมือนพระเจ้าแล้ว ที่บังเกิดใหม่ในวิญญาณของท่าน มันออกมา โดยวิธีพยายามทำหรือ? ไม่ใช่  พยายามสร้างหรือ? ไม่ใช่ โดยวิธียอม  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Let” ที่แปลว่า “จงยอม”  ไม่ใช่ “จงทำ” จงยอม ไม่ยอมได้ไหม? แล้วยังเป็นแสงสว่างไหม? เป็นเหมือนเดิม ไม่ยอมได้ไหม? ได้ แล้วยังเป็นเกลือไหม? เป็น ท่านก็จะเป็นเกลือ เป็นแสงสว่าง รักษาความเน่าเฟะของโลกใบนี้ โดยการสำแดงความจริงของพระเจ้า คือความรักของพระองค์ออกมาจากชีวิตของท่านที่ได้บังเกิดใหม่แล้วนั้น รักษาและนำทางแก่ผู้คนรอบข้างในโลกใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความบาป และเราก็เป็นอย่างนั้นหรือไม่? เป็นจริงๆ ใช่ไหม? รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

เมื่อเป็นคริสเตียน เมื่อบังเกิดใหม่ในพระเจ้าแล้ว พระเจ้าจะนำไปฉายแสงสว่าง เราไม่รู้ตัวเลย บางทีเราเข้าไปในที่ไม่นึกไม่ฝัน เข้าไปในตลาด ปรากฏว่าไปพบกับคนลำบากลำบน แล้วเราก็ฉายแสงแห่งความรัก ความห่วงใยให้เขา เขาก็มาเชื่อในพระเจ้า เขาก็กลับใจใหม่

มันเป็นอย่างนี้  พระวิญญาณจะนำเราไปเอง ความสว่างจะอยู่ในใจของเรา อยู่ในวิญญาณของเรา ความเค็ม ไม่ใช่ขี้เหนียวนะ  ความเค็ม คือคุณลักษณะของการที่จะเป็นผู้ที่เยียวยารักษาโลกใบนี้ ยังอยู่ในวิญญาณของเรา ไปที่ไหน ก็รักษาเขาไปทั่ว แต่มีข้อแม้ว่าเราต้องยอม เพราะพระเจ้าไม่มีทางบังคับใครเลยแม้แต่คนเดียว บังคับไม่ได้เลย ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ รวมทั้งมนุษย์ทั้งหลาย  ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระองค์ทรงสร้างและบังคับให้มันหรือเขาทำตามพระองค์ ไม่มีเลย เขามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองว่าเขาจะเชื่อฟัง นมัสการพระเจ้าหรือไม่ หรือจะดื้อดึงต่อพระองค์ เหมือนอย่างลูซีเฟอร์ที่ตัดสินใจ ที่จะดื้อต่อพระองค์ ที่จะไม่เชื่อฟังต่อพระองค์ เหมือนกับอาดัมและเอวาที่ตัดสินใจเองว่าจะไม่เชื่อในพระองค์ จะต่อต้านพระองค์เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ เป็นลูกของพระเจ้าที่บังเกิดใหม่แล้ว  สะอาดบริสุทธิ์แล้ว  พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเราภายในแล้วก็ตาม  แต่เราก็ยังมีสิทธิ์ ที่พระเจ้าให้ไว้ ที่จะทำตามพระองค์หรือไม่ก็ตาม วิญญาณทำตามอยู่แล้วแน่นอน แต่ร่างกายยังอยู่บนโลกใบนี้ ยังอยู่ในการล่อลวงของกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง อาจจะถูกล่อลวงให้ตัดสินใจผิดไปก็ได้  มันเป็นไปได้เสมอ อย่างนี้เป็นต้น

คราวหน้าเราจะมาดูกันต่อว่าพระเยซูพูดกับคนที่มีใจแตกต่างกับ 16 ข้อที่ผ่านมานี้อย่างไร?

16 ข้อที่ผ่านมาวันนี้ พูดถึงชาวยิวที่พร้อมแล้ว เล็งมาถึงมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ได้นะ พูดกับชาวยิว แต่ก็สามารถเอามาใช้กับคนที่ยังไม่เชื่อพระเจ้าในทุกวันนี้ได้ เป็นคนต่างชาติก็ได้ว่าผู้ที่จะมาแสวงหาพระเจ้า ที่จะมาพบกับความรอดในพระเยซูคริสต์ พบกับการได้บังเกิดใหม่ เข้าสู่สวรรค์เลย ณ การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เข้าสวรรค์เลย ต้องมีท่าทีที่ต้องรู้ว่าตัวเองป่วยทางวิญญาณ ต้องการการช่วยเหลือ และไม่เย่อหยิ่งที่จะทำด้วยตนเอง แต่หาตัวช่วย หาคนช่วย เรารู้แล้วว่าเป็นเช่นนั้น

เพราะฉะนั้น หลังจากบทที่ 5 ข้อ 16 ไปแล้ว เริ่มตั้งแต่ข้อ 17 พระองค์ก็จะพูดเน้นไปที่ดินประเภทที่ 4 คือดินที่แข็งกระด้าง ดินที่รับเมล็ดพันธุ์ไม่ได้  เมล็ดข่าวประเสริฐไม่ได้  ดินที่มีใจแข็งกระด้าง มนุษย์ที่มีใจแข็งกระด้าง เย่อหยิ่ง ดูสิว่าพระเยซูพูดกับคนที่เย่อหยิ่งอย่างไรในครั้งต่อไป  พระเจ้าอวยพรครับ

 

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

 

1 โครินธ์ 3:12 -13 TH1971 …

ข้อ 12 “บนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง”

 

การงานแบบไหนกัน ที่จะตีค่าเป็นทองคำ เงิน เพชรพลอย? และการงานไหนที่ตีค่าเป็น ไม้ หญ้าแห้ง ฟาง? ในตอนที่แล้ว ได้ถามว่าผู้รับใช้สานงานต่อจากอัครทูตเปาโลอย่างไร?

ก. ก่อขึ้นบนสติปัญญาอันชาญฉลาดของมนุษย์

หรือ …

ข. ก่อขึ้น บนข่าวประเสริฐในพระคริสต์

 

เรามองแล้วก็ พอจะเดาออกใช่ไหมว่าการงานที่ก่อขึ้น บนข่าวประเสริฐในพระคริสต์ คือทองคำ เงิน เพชรพลอย  และการงานที่ก่อขึ้น บนสติปัญญาอันชาญฉลาดของมนุษย์  คือ ไม้ หญ้าแห้ง ฟาง

 

ต่อมาในข้อ 13 ได้กล่าวว่า … “การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น   เพราะวันเวลาจะพิสูจน์ตัดสินให้เห็นได้ชัดเจนเหมือนไฟ”

 

ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร?  สิ่งที่ทำนั้น ดูผลลัพธ์ตอนแรกๆ ไม่แตกต่างกันสักเท่าไร แรกๆ การงานทุกอย่างทั้ง แบบ ก.และแบบ ข. อาจดูเกิดผลคล้ายๆ กัน แต่เวลาและไฟ จะเป็นตัวพิสูจน์ความคงทนอยู่ของการงาน ที่ผู้รับใช้หว่านลงไปในชีวิตของผู้เชื่อ

“เวลา”   คือระยะเวลาเห็นผลแตกต่างกันออกไป  แล้วแต่บุคคล  เพราะแต่ละบุคคลก็จะผ่านสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป กำหนดเวลาที่จะเห็นผลก็จะต่างระยะกันไป

“ไฟ”   คือการถูกข่มเหง ต่อต้าน ข่าวประเสริฐ สถานการณ์ ความทุกข์ยาก ความลำบาก ความเจ็บไข้ได้ป่วย ว่าความเชื่อที่มีต่อข่าวประเสริฐในพระคริสต์ นั้นแท้จริง หรือไม่จริง

 

ในบริบทนี้ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเป็นบึงไฟในวันพิพากษา  หากพิจารณาดีๆ เราจะพบสิ่งที่เปาโลพยายามจะสื่อสารได้อย่างชัดเจนว่าไฟนั้น คือเหตุการณ์และสถานการณ์  ในชีวิตของผู้เข้ามาเชื่อในพระเจ้านั่นเอง  หากผู้เชื่อได้ถูกปลูกฝังวางรากความเชื่อในข่าวประเสริฐแท้ของพระคริสต์ลงไปในชีวิต  พวกเขาจะบังเกิดใหม่  ทนอยู่ได้และยังเชื่อไป  จนลมหายใจออกจากร่าง  เพราะพวกเขาได้พบชีวิตที่แท้จริงแล้ว บนรากฐานของพระคริสต์

หากผู้เชื่อได้ถูกปลูกฝังวางรากความเชื่อในสติปัญญาอันชาญฉลาดของมนุษย์   พวกเขาจะทนอยู่ไม่ได้   จะสับสน  จะสงสัย  พวกเขาจะกังวลและหวั่นไหว แทนที่จะมีสันติสุขและความหวังเต็มเปี่ยมในพระเยซูคริสต์ ผู้สอน ผู้เลี้ยงดูที่ได้ลงแรงลงกาย เสียเวลาไปเลี้ยงดู ก็จะขาดทุนเสียประโยชน์ไปเปล่าๆ แต่เขาจะได้รับความรอด ถ้าเขาได้บังเกิดใหม่จริงๆ