วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1401

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  29  มกราคม  2023

เรื่อง “อัศจรรย์เกิดขึ้นทันที เมื่อฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์”

ตอน 1 “วิญญาณเก่าที่เป็นคนบาป ต้องคำสาป ได้ตายไปแล้ว”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            หัวข้อเรื่องในวันนี้ คือ “อัศจรรย์เกิดขึ้นทันที เมื่อฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์” ตอนที่ 1 “วิญญาณเก่าที่เป็นคนบาป ต้องคำสาป ได้ตายไปแล้ว” พระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกความจริงกับเรา ในเรื่องโลกวิญญาณ ถึงความเป็นมาของมนุษยชาติ บนโลกใบนี้ ตั้งแต่โน้น ก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่จะบันทึกด้วยซ้ำไปว่ามนุษย์เราเกิดมา ประกอบไปด้วย 3 ส่วนของตัวตนของเรา มนุษย์ทุกคนมีวิญญาณ ความคิดจิตใจ และร่างกาย ซึ่งวิญญาณและความคิดจิตใจมองไม่เห็น เห็นแต่ร่างกาย แต่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้อย่างนั้น และทั้ง 3 ส่วนนี้ เกิดจากเชื้อหรือเรียกว่าหน่อเชื้อ ที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่า DNA ที่อยู่ในบรรพบุรุษ มนุษย์คู่แรก ที่เรียกว่าในอาดัม บรรพบุรุษของมนุษย์ทั้งปวง ก็คือใน DNA ของอาดัม ซึ่งในพระคัมภีร์จะใช้คำนี้ว่าในอาดัม เกิดในอาดัม หมายถึงอย่างนี้

            ซึ่งหน่อเชื้อนี้ ในอาดัม มีลักษณะของชีวิต แบบนี้ คือเป็นลักษณะของชีวิตที่เรียกว่าตกลงไปในความบาป  อยู่ในความบาป ต้องคำสาป  ก็คือถูกสาปแช่ง ตายจากพระเจ้า เป็นหนี้บาป ต้องชดใช้ ต้องรับโทษ ต้องถูกลงโทษให้พินาศตลอดไปนิรันดร์  เพราะว่าการเป็นหนี้บาป เป็นศัตรูกับพระเจ้า  อยู่คนละขั้วกัน  ไม่สามารถที่จะเข้ากับพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ดีพร้อม และเป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาล

            นี่คือความจริงในโลกวิญญาณที่พระคัมภีร์ได้บันทึกเอาไว้  ก่อนประวัติศาสตร์ที่มนุษย์จะเขียนไว้ด้วยซ้ำ ที่บอกไว้ พระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดมนุษย์ ตามพระฉาย ด้วยความรัก ดังแก้วตาดวงใจ  แต่ขณะเดียวกันนั้น นอกจากพระองค์จะเป็นพ่อที่รักมนุษย์ยิ่งนัก พระองค์ทรงเป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาลด้วย พระองค์ต้องการช่วยเหลือมนุษย์ จึงวางแผนไว้ว่าจะชดใช้หนี้บาปแทนมนุษย์ อย่างถาวร ผ่านทางพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ นี่การวางแผนของพระองค์ที่จะช่วย พระเจ้าดูแลทุกสิ่งทุกอย่างอย่างยุติธรรม เพราะว่าเป็นผู้พิพากษาของมหาจักรวาลและเป็นผู้ที่ปกครองสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้าง ด้วยความยุติธรรม ในพระคัมภีร์บอกอย่างนั้น  คือไม่ลำเอียง ปกครองด้วยวิธีใด?

            เมื่อมีคำว่า “ปกครอง” มันก็ต้องมีกฎ มีระเบียบ ซึ่งมนุษย์เรียกกันว่า “ธรรมชาติ” นั่นเอง  มันเป็นธรรมชาติ เป็นกฎระเบียบ ที่พระเจ้าวางเอาไว้ สำหรับปกครองสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้าง แม้กระทั่งลูก คือมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ  ทำผิดกฎ ผิดธรรมชาติ ก็ต้องได้รับโทษจากการกระทำผิดนั้น ไม่มีลำเอียง พอจะนึกภาพออกไหม? เหมือนที่ผมเคยยกตัวอย่าง เหมือนพลังงานไฟฟ้า ธรรมชาติของพลังงานไฟฟ้า มีอำนาจอยู่ข้างใน มีพลังอยู่ข้างใน ไม่ว่าคนชั่วหรือคนดี ละเมิดกฎของไฟฟ้านี้ มันมีพลังอยู่ ไม่เคารพกฎนี้ เอามือไปจับโดยไม่มีชนวนในสายไฟฟ้าแรงสูง ก็ถูกสายไฟฟ้าแรงสูง พิโรธ โกรธเกรี้ยว ลงโทษถึงตายใช่หรือไม่? ซึ่งทั้งหมดนี้ ใครเป็นคนดูแล ปกครองให้เป็นไปตามกฎ คือพระเจ้าผู้ยุติธรรมนั่นเอง  จะไปบอกว่า …

            “เขาเป็นคนดีนะ พระเจ้าอย่าไปทำเขา  มันไม่ได้ มันเป็นกฎระเบียบอย่างนั้น เนื่องจากไม่รู้ถึงไปทำ แต่พระเจ้าทรงรักมนุษย์ยิ่งนัก พยายามหาทางแก้ไขให้กับมนุษย์ และในช่วงที่รอแผนการนั้น  คือรอช่วงที่จะส่งพระบุตร พระเยซูคริสต์มากระทำการช่วยเหลือมนุษย์ให้สำเร็จนั้น พระเจ้าในฐานะของผู้พิพากษาแล้วนะ ไม่ใช่ในฐานะพ่อ ไม่ใช่ในฐานะผู้ให้กำเนิด แต่ในฐานะของผู้พิพากษาของมหาจักรวาล ยุติธรรม พระองค์ได้ประกาศเป็นพันธสัญญา

            นึกถึงภาพพันธสัญญา … พันธสัญญาก็เหมือนกับเราไปที่ธนาคาร แล้วมีการเซ็นสัญญาอะไรบางอย่าง นี่เขาเรียกว่าพันธะ … พันธะ คือสัญญาที่มีพันธะ มีการผูกพันกันระหว่าง 2 ฝ่าย

            พระองค์ได้ทรงประกาศพันธสัญญาที่เรียกว่าพันธสัญญาเดิม ถามว่าทำไมเรียกพันธสัญญาเดิม ก็เพราะว่าที่เรากำลังพูดอยู่นี้ เลยช่วงเวลานั้นมาหลายพันปี มีพันธสัญญามาแทนที่  เรียกว่าพันธสัญญาใหม่ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงเป็นพันธสัญญาเดิม แต่ในตอนที่ประกาศตอนนั้น ไม่มีพันธสัญญาเดิมหรอก มีแต่ว่าประกาศพันธสัญญาในช่วงนั้น ก่อนที่จะมีพันธสัญญาใหม่ เป็นพันธสัญญาฉบับแรก ก่อนที่จะมีฉบับที่ 2 ประกาศให้กับมนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้าง และได้เห็นชัดเจนเลยว่านี่กระทำผิดอย่างนี้ ต้องได้รับโทษอย่างนี้ๆ

            นี่เป็นการประกาศพันธสัญญาให้กับมนุษย์ว่าให้มนุษย์นำเลือดสัตว์บริสุทธิ์ ไร้ตำหนิ มลทินใดๆ มาถวายบูชา ชำระหนี้บาป ที่ได้กระทำไปนั้น ปีต่อปี เพื่อจะได้รับการอภัยโทษ พ้นจากคำพิพากษาลงโทษ และสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ และอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ ไม่ต้องตายต่อพระเจ้า คือไม่ต้องตายจากพระเจ้านิรันดร์ รวมไปถึงหลังความตาย ฝ่ายร่างกายด้วย คือพูดง่ายๆ ว่าไม่ต้องถูกพิพากษานิรันดร์ หลังจากประกาศพันธสัญญากับมวลมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว

            หลายพันปีต่อมา เมื่อครบกำหนดเวลา ตามแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้ วางไว้เพื่อจะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นออกมาจากหนี้บาป ที่ได้กระทำผิดไปนั้น เมื่อครบกำหนดเวลา ตามแผนการที่วางไว้ พระเจ้าก็ได้ประทานพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มากำเนิดในหญิงพรหมจรรย์ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ที่พระองค์ทรงรัก พระคัมภีร์บันทึกไว้ชัดเจนเลยว่าพระเยซูคริสต์มา เพื่อช่วย ไม่ได้มาเพื่อพิพากษาลงโทษ แต่มาเพื่อช่วยให้ผู้ที่ถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้วนั้น ได้รับการอภัยโทษ รอดพ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษ

            พระเยซูคริสต์มาเกิดในหญิงพรหมจรรย์ เรารู้กันอยู่แล้ว บันทึกว่าชื่อแมรี่ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นตัวแทนของมวลมนุษย์ หมายถึงว่าใครเป็นมนุษย์ พระเยซูคริสต์ก็เป็นตัวแทนของผู้นั้น

            “เพราะฉะนั้น พระเยซูเป็นตัวแทนของฉันด้วย”

            ถูกไหม? ถูก ฉันเป็นหนี้ พระเยซูคริสต์ก็มาเป็นตัวแทนชดใช้หนี้บาปทั้งหมดให้ฉัน พระองค์ไม่ได้เป็นหนี้กับเขาด้วยนะ พระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์ จากหญิงพรหมจรรย์ ตัดขาดเชื้อสายการเป็นหนี้เป็นสิน เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา แต่เป็นมนุษย์คนละพันธุ์กับเรา เพราะว่าหน่อเชื้อของพระองค์ไม่ได้มาจากอาดัม  แต่หน่อเชื้อของพระองค์มาจากพระเจ้า เอเมน เรียกกันว่าหน่อเชื้อของพระคริสต์ เรียกกันในภาษาพระคัมภีร์ว่าในพระคริสต์ จำได้ไหม ตะกี้นี้ของเก่า เราอยู่ในอาดัม ตอนนี้พระเยซูคริสต์มา กำลังจะมาบอกว่าพระองค์อยู่ในพระคริสต์ เป็นตัวแทนของมนุษย์ เพื่อจะชดใช้บาปให้กับมวลมนุษย์ทั้งปวง ด้วยเลือดและชีวิตของพระองค์เอง ซึ่งเป็นเลือดที่บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน ไม่มีตำหนิใดๆ  เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า  ที่บังเกิดเป็นมนุษย์

            เห็นอะไรไหม? จากเลือดสัตว์ที่บริสุทธิ์ ไร้มลทิน ตอนนี้เป็นเลือดของมนุษย์ผู้หนึ่ง ที่มาเป็นตัวแทนของเรา เกิดจากพระเจ้า แต่ลงมาเกิดในร่างกายมนุษย์ เหมือนเรา ยอมสละโลหิตและชีวิตของพระองค์ ซึ่งไร้มลทิน คือไร้ความผิด  ไม่มีหนี้ ไม่เป็นหนี้ใครสักหน่อยเลย  เพื่อมาเป็นตัวแทนชดใช้หนี้ให้กับมวลมนุษย์ รวมทั้งเราด้วย ตัวฉันด้วยนั่นเอง

            พระเจ้าผู้พิพากษาของมหาจักรวาล จึงได้ประกาศ เมื่อหลายพันปีก่อน  ประกาศพันธสัญญาเดิมแล้ว ตอนนี้ หลังจากที่พระเยซูได้กระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าผู้พิพากษาของมหาจักรวาล จึงได้ประกาศยกเลิกพันธสัญญาแรก พันธสัญญาเดิม ซึ่งมันอ่อนแอ ซึ่งมันไม่สมบูรณ์ เพราะใช้เลือดสัตว์เท่านั้น ผ่อนส่งปีต่อปี  โดยประกาศยกเลิก และหันมาใช้พันธสัญญาใหม่  ผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่กระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วบนไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีก่อนนั้นนั่นเอง

            ใน 1 เปโตร 2:24 ได้บันทึกอย่างชัดเจนเลย ถึงเรื่องนี้ เมื่อ 2,000 ปีก่อน นี่เป็นการประกาศของพระเจ้าว่าพันธสัญญาใหม่ คืออย่างนี้ …

        1 เปโตร 2:24  “พระองค์เอง (พระเยซู) ทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกาย บนไม้กางเขนนั้น (ยอมมอบชีวิตพระองค์เองแด่พระเจ้า เพื่อเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป เป็นแพะรับบาปให้มวลมนุษย์) เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป (เป็นอิสระจากหนี้บาปเวรกรรม) และสามารถกลายมาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ด้วยบาดแผล (การตายด้วยความทุกข์ทรมาน) ของพระองค์ พวกท่าน (ผู้ที่เชื่อ) ได้รับการรักษาให้หาย (จากบาป)”

            ผมมีภาพให้ท่านดู เพื่อท่านจะฟังไปด้วยและดูไปด้วย วิญญาณเป็นสีดำ ความคิดจิตใจเป็นสีดำ ร่างกายเป็นสีดำ

            ตายต่อบาป คือตายจากบาป ได้เกิดใหม่ เป็นลูกผู้ชอบธรรมของพระเจ้า

            อันนี้ คือรูปที่รักษาหายแล้ว

            ตายต่อบาป แปลว่าตายจากบาป  ภาษาเดิม สามารถแปลตรงนี้ได้ 2 อัน ก็คือตายต่อบาป หรือตายจากบาป เหมือนกัน  ให้ความหมายเดียวกัน คือตายจากความเป็นคนบาป ตายจากการเป็นคนบาป ตายต่อบาป หมายถึงอย่างนี้ ในอดีตที่มนุษย์เกิดมา  เราเป็นคนบาป เห็นไหมครับ จิตใจและวิญญาณของเราเป็นบาป ร่างกายเป็นบาป พระเยซูมาทำให้เรากลับคืนดี ตามข้อพระคัมภีร์เมื่อสักครู่นี้ คือทำให้เราตายต่อบาป พระองค์เอง คือพระเยซูทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ ที่พระกาย บนไม้กางเขน ก็คือยอมมอบชีวิตของพระองค์เอง แด่พระเจ้า ทั้งพระโลหิตของพระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชา ลบล้างบาป เป็นแพะรับบาปให้มวลมนุษย์ เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป ก็คือตายจากบาป ก็คือเราเป็นคนบาปอยู่ก่อน ตายจากบาป

            บาป คือเราเป็นหนี้เป็นสิน จำได้ใช่ไหมครับ ตายต่อบาป คือเป็นอิสระจากหนี้บาป เวรกรรมทั้งหมด ได้บันทึกไว้อย่างนี้ และได้สามารถกลายมาเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า คืออีกภาพหนึ่ง  ภาพเมื่อสักครู่นี้

            ตายต่อบาป บาปหายไป กลายมาเป็นผู้ชอบธรรม มืดบอดหายไป กลายเป็นความคิดจิตใจที่เป็นผู้ชอบธรรม ร่างกายตายต่อบาป ก็คือไม่ได้เป็นบาปอีกต่อไป สะอาดบริสุทธิ์นั่นเอง

            อันนี้ คือตอนที่เราเกิดมาใหม่ๆ มนุษย์ทุกคนเกิดมาอยู่ในภาพนี้ ตามที่เราได้อ่านเมื่อสักครู่นี้ ที่พระเจ้าอธิบายให้เราตั้งแต่เริ่มต้นปฐมกาล มนุษย์ทุกผู้ทุกนามอยู่ในอาดัม อยู่ในบาป เกิดมาเป็นคนบาป เพราะว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจากอาดัม ซึ่งเป็นบาป

            คำว่า “เป็นบาป” ตรงนี้ ก็คือวิญญาณตายต่อพระเจ้า หรือตายจากพระเจ้า คือไม่มีพระเจ้า เข้ากับพระเจ้าไม่ได้ วิญญาณมืด พระเจ้าสว่าง วิญญาณชั่ว พระเจ้าดี  พอเห็นภาพไหมครับ เกิดมาอยู่ในวิญญาณที่ตายต่อพระเจ้า และจิตใจก็มืดบอดต่อพระเจ้า ดื้อต่อพระเจ้า มองเห็นพระเจ้าไม่ชัดเจน ร่างกายล่ะ ร่างกายก็ตายต่อพระเจ้า พุ่งตรงแต่จะทำอะไรก็ตามที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า พระเจ้าบอกดี ร่างกายก็พยายามจะแย้ง จะพยายามทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระเจ้า เป็นธรรมชาติ  เพราะฉะนั้น ธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ เกิดอยู่ในอาดัม ก็จะมีวิญญาณที่ตายต่อพระเจ้า ความคิดจิตใจที่มืดต่อพระเจ้า ร่างกายที่ตายต่อพระเจ้านั่นเอง ซึ่งพระเยซูมาทำการไถ่บาป เป็นตัวแทนให้กับมนุษย์ ช่วยเหลือมนุษย์ให้กลับมาเป็นลูก

            รูปที่ 2 เมื่อสักครู่นี้แหละ ก็คือกลายเป็นตายต่อบาป  คือตายจากบาป ได้เกิดใหม่ เป็นลูกผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ด้วยการกระทำของพระเยซูคริสต์ คือหลั่งพระโลหิตของพระองค์ มอบชีวิตของพระองค์ให้เป็นเครื่องไถ่บาปให้กับเรา พ้นจากการเป็นหนี้เป็นสิน พ้นจากการถูกลงโทษนั่นเอง ด้วยเลือดของพระองค์

            จำที่พระเยซูคริสต์สั่งได้ไหม? สั่งก่อนที่จะเสด็จเข้าสู่สวรรค์ อยู่ในสวรรค์แล้ว ยังสั่งต่อ ให้มนุษย์ทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อแล้ว ให้ทำพิธีมหาสนิทบ่อยๆ จะได้ไม่ลืม เพื่อระลึกถึงโลหิตแห่งพันธสัญญาใหม่ ที่พระองค์ทรงกระทำ จะได้ไม่ลืมเลือดของพระองค์ที่บริสุทธิ์ ที่หลั่งลงมา เพื่อมนุษย์ทั้งปวง เพื่อจะได้รับการอภัยโทษ จากพระเจ้า ไม่ต้องถูกลงโทษนั่นเอง พอจะเห็นภาพนะ

            นอกจากพระเจ้าจะอภัยให้กับมนุษย์ อภัยในโทษความบาปผิดของมวลมนุษย์เรียบร้อยแล้วนั้น แค่นั้นไม่พอ ในข้อความเมื่อสักครู่นี้ พระองค์ยังทรงรักษาเขาให้หาย หายจากการเป็นคนบาป นึกภาพออกไหม? อภัยให้ไม่พอ รักษาให้หาย หายจากโรคที่เป็นคนบาป หายจากการเป็นคนบาป ด้วยวิธีเปลี่ยนร่าง ก็คือขจัดหรือกำจัดตัวเก่าที่เป็นบาปนั้นไปเลย ไม่ใช่ยกเครื่อง แต่เปลี่ยนเครื่องใหม่ คนที่ขับรถจะรู้ ไม่ใช่ยกเครื่องใหม่ แต่เปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ แล้วเครื่องเก่าล่ะ เอาออกไปเลย พูดง่ายๆ ว่าพระเจ้ากระทำ โดยวิธีการฆ่าตัวเก่าเราให้ตายซะ

            “ฆ่าตัวเก่าฉันให้ตาย แล้วให้ตัวใหม่ คือบังเกิดใหม่ เปลี่ยนแปลงวิญญาณและใจใหม่”

            ก็คือเปลี่ยนแปลงเมื่อสักครู่นี้ เปลี่ยนแปลงวิญญาณและความคิดจิตใจ ในวงสีขาวกับวงสีเหลืองนั่นแหละ เปลี่ยนให้ใหม่เลย แล้ววงสีแดงล่ะ คือร่างกาย เปลี่ยนใหม่ด้วยครับ

            เพราะว่ามนุษย์ต้องประกอบไปด้วย 3 สิ่งนี้ คือวิญญาณ ความคิดจิตใจและร่างกาย วิญญาณเปลี่ยนแล้ว ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ และการเป็นขึ้นจากความตาย คือชีวิตของพระองค์ ที่ตายแล้ว และเป็นขึ้นจากความตายนั้น ทำให้วิญญาณได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ความคิดจิตใจได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่เลยทันที ส่วนร่างกายเปลี่ยนใหม่ เหมือนพระเจ้าเหมือนกัน เปลี่ยนใหม่เลย แต่อยู่ในขบวนการเปลี่ยนเมื่อไร? เริ่มต้นแล้ว เมื่อเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด อัศจรรย์นี้เกิดขึ้นทันที คือวิญญาณเปลี่ยนใหม่ ความคิดจิตใจเปลี่ยนใหม่ 100% สะอาด บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ร่างกายเริ่มต้นเปลี่ยน โดยพระวิญญาณ เริ่มต้นเตรียมพร้อม และจะได้ครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อวันที่วิญญาณและความคิดจิตใจนั้นออกจากร่าง คือวันที่สิ้นสุดร่างกายเดิมนี้ พอหมดร่างกายเดิมนี้เมื่อไร? ร่างกายเดิมนี้สูญสิ้นเมื่อไร? หมดลมหายใจเมื่อไร? แค่พริบตาเดียวเท่านั้น จบแล้ว ได้แล้ว ร่างกายใหม่เป็นของท่านทันที เอเมน ขอบคุณพระเจ้า

            นี่เป็นข่าว (ขอโทษนะ) ข่าวโคตรดีเลย ไม่ใช่ข่าวดีธรรมดา พระองค์ประกาศมา 2,000 ปี ก็คือข่าวดีนี่แหละ คืออัศจรรย์ของข่าวดีนี่แหละ มันเกิดขึ้นทันที คนสมัยนั้น เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย มนุษย์เราเดี๋ยวนี้ฉลาดมาก ด้วยตนเอง จนกระทั่งความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด

            สมัย 2,000 ปีก่อน ที่ข่าวดีนี้ เพิ่งประกาศใหม่ๆ พันธสัญญาเพิ่งเริ่มต้น ตอนที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แล้วบอกว่าสำเร็จแล้วนั้น ตั้งแต่นั้นมา ประกาศ มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเหมือนทุกวันนี้เลย เขาเชื่อกันง่ายๆ แบบนี้แหละ  เขารู้กันง่ายๆ แบบนี้แหละ เขาบอกให้อดทน รอชั่วขณะหนึ่งนะ  อดทน แป๊บเดียวนะ แป๊บเดียว เรากำลังไปรับร่างกายใหม่ เรารับร่างกายใหม่อีกไม่กี่วันนี้ เรารับร่างกายใหม่ เขาถูกข่มเหงรังแก เขาก็บอกว่าอดทนนะ ชั่วขณะเดียวเอง เดี๋ยวเราก็รับร่างกายใหม่แล้ว เมื่อไร? เมื่อวิญญาณออกจากร่าง ตายจากร่างกายนี้เมื่อไร วิญญาณและความคิดจิตใจนี้ ก็จะไปสวมร่างกาย ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เรียกว่าเข้าส่วนร่วมพระสิริกับพระคริสต์ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เรียกว่ามงกุฎแห่งชีวิตนิรันดร์ ที่พระองค์ทรงจัดเตรียม รอไว้ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งมรดกนิรันดร์หลังความตาย หลังสิ้นสุดร่างกายนี้เท่านั้นนั่นเอง นี่คือความหวังใจ

            เพราะฉะนั้น ขณะที่รอร่างกายใหม่ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์นี้อยู่ วิญญาณใหม่ไหม? ใหม่ ความคิดจิตใจใหม่ไหม? ใหม่ ตัวเก่ายังอยู่ไหม? ตัวเก่าตายไปแล้ว ถูกไหม? ตัวเก่าที่เป็นคนบาป อยู่ในความพินาศ ต้องชดใช้หนี้กรรม เวรกรรมต่างๆ เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ที่เต็มไปด้วยความกลัวต่างๆ เหล่านั้น ยังอยู่ไหม? ไม่อยู่แล้ว ตายไปแล้ว ที่อยู่ทุกวันนี้ คือตัวใหม่เอี่ยมเลย เห็นไหม? ไม่เห็น สิ่งที่ตามองไม่เห็น และหูไม่ได้ยิน คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้กับลูกๆ ของพระองค์  ตอนดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ คือ …

            “จงมองเห็นเถิดลูกเอ๋ย พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่กับลูกนั้นจะเป็นผู้บอกลูก ให้ลูกรู้อยู่ในใจ ใช้ตาฝ่ายวิญญาณจะเห็นจากถ้อยคำของพระเจ้า ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์”

            “จะเห็นชัดเจนว่านี่คือถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้าว่าตัวเก่าฉันตายไปแล้ว ฉันจะมองในกระจกอย่างไร? ฉันก็เห็นตัวเก่าฉันตายไปแล้ว แม้ว่าฉันมองในกระจก แล้วเห็นตัวเองรูปร่างเหมือนเดิม แก่ไปเหมือนเดิม  แต่ถ้อยคำพระเจ้าบอกแล้วว่าวิญญาณฉันเกิดใหม่แล้ว ตัวเก่าถูกขจัดออกไปแล้ว ตัวที่อยู่ในอาดัมถูกจัดการฆ่าให้ตายแล้ว ตัวที่อยู่ในอาดัมถูกขจัดออกไปแล้ว”

            พระคัมภีร์จะพูดอย่างนี้เสมอ พระองค์ทรงกระทำอย่างนี้ เพื่อเราจะได้กลับคืนดี สู่สภาพดี เป็นลูกของพระเจ้า ที่มีสง่าราศี เหมือนตอนที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ใหม่ๆ ก่อนที่อาดัมจะล้มลงไป ไม่เชื่อฟังต่อพระเจ้า นำพาพวกเราทั้งหลาย ลูก หลาน เหลน โหลน ตระกูลของมวลมนุษยชาติตกลงไปในความบาป คำสาปแช่งนั่นเอง พระองค์นำเรากลับคืนมาสู่สภาพดี เป็นลูกพระเจ้าที่เต็มด้วยสง่าราศีเหมือนเดิม และไม่ใช่เหมือนเดิมธรรมดา ดีกว่าเดิมตั้งเยอะเลย ดีกว่าเดิม กว่าตอนที่สร้างเราใหม่ๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้กระทำสำเร็จแล้ว พันธสัญญาใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว เมื่อไร? เมื่อเลือดได้หลั่งออกมา ถ้าไม่มีเลือด ก็ไม่มีการอภัยโทษ พระคัมภีร์บันทึกอย่างนั้น ทั้งหมดนี้ได้กระทำสำเร็จแล้วด้วยโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่หลั่งออก และชีวิตของพระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  เพื่อเราจะได้บังเกิดใหม่ ซึ่งพระองค์หลั่งโลหิตและถวายชีวิตของพระองค์เอง  เพื่อถวายเป็นเครื่องบูชา แด่พระเจ้านั่นเอง

            เพราะฉะนั้น จากประวัติอันดึกดำบรรพ์ของมวลมนุษย์ ที่เล่ามาทั้งหมด ที่ไบเบิ้ลได้บอก เราจะสามารถเห็นได้ชัดว่าการถวายเลือด เป็นเรื่องจริง เราจะมาลองวิเคราะห์กันดูว่ามันเป็นเรื่องจริงอย่างไร? มันเป็นความจริงในเรื่องเกี่ยวกับการถวายสัตว์ ถวายเลือด ภาษาไทยเราเรียกกันว่าบูชายันต์ ฟังดูแล้วน่ากลัว ฟังดูแล้วโหดร้ายทารุณ แต่พอวิเคราะห์ตามประวัติศาสตร์ที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ถูกหรือไม่?

            การถวายเลือดสัตว์ที่บริสุทธิ์ บูชาแด่พระเจ้า ผู้ครอบครอง ผู้พิพากษาแห่งสวรรค์ของมหาจักรวาลนี้ ก็เพื่อชดใช้หนี้บาป เพื่อจะได้พ้นจากการถูกลงโทษ ถูกสาปแช่ง เป็นพิธีกรรมทางวิญญาณของมวลมนุษย์ ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นมาแล้ว ทุกยุค ทุกสมัย ทุกเผ่า ทุกชาติ ทุกความเชื่อ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และมันก็จะต่อๆ จนกระทั่งถึงสิ้นโลกนี้ เพราะมันยังคงวนเวียนอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้นั่นเอง เพียงแต่เขาจะรู้ความจริงเรื่องพันธสัญญาใหม่หรือไม่? มันจะวนเวียนอยู่ตลอด  เพราะมันมีพื้นฐาน มูลเหตุมาจากความเป็นจริงนั่นเอง มันเรื่องจริงที่เราฟังมา พระคัมภีร์ไบเบิ้ลได้พูดให้เราฟัง ตั้งแต่เริ่มต้นอาดัม มันเรื่องจริง

            เผ่าพันธุ์มนุษย์รุ่นแรก หลังจากอาดัมตกลงไปในความบาป ชื่อคาอินกับอาแบล ก็รู้เรื่องนี้แล้ว  พระเจ้าบอกอาแบลว่าเขาดีแล้ว เขาเชื่อฟังเรา  เพราะว่าเขาถวายเลือดสัตว์ที่บริสุทธิ์  ส่วนพี่ชาย คือคาอิน พระเจ้าไม่รับ เขาทำชั่วอะไร? เขายังไม่ได้ทำชั่วอะไรเลย เขาเพียงแต่ไม่ได้ถวายเลือด  แต่เขาถวายผลทางการเกษตรที่ยอดเยี่ยมด้วยนะ  เขาคัดผลทางการเกษตรที่ดีเลิศ  ไม่มีที่ติเลย ยกตัวอย่าง สมมติว่าเป็นข้าวโพด เป็นข้าว เขาเอาข้าวและข้าวโพดอย่างดี ยอดเยี่ยมที่เป็นผลผลิตของเขามา ถวายแด่พระเจ้า  เพื่อลบบาป  พระเจ้าไม่รับ เขาไม่ได้ทำชั่วอะไรสักหน่อยเลยนะ

            พระเจ้าบอกว่า … “ถ้าเจ้าทำดีเราก็รับไม่ใช่หรือ?”

            เขาทำอะไรไม่ดี เขาถวายเหมือนกัน แต่เขาถวายไม่เชื่อฟัง พระองค์บอกให้ใช้เลือด เขาไม่ใช้ เขาอาจจะคิดก็ได้ว่าสงสารสัตว์ นี่คิดเอาเองนะ  เขาอาจจะบอกว่าทารุณมัน โอ๊ยไม่เอา ทำไมโหดร้ายอย่างนี้

            แต่อาแบล พระเจ้าบอกว่า … “เขาได้พร เพราะเขาเชื่อฟังเรา เรารับ ทำไมเจ้าไม่ยอมเชื่อฟัง เพราะเจ้าคิดของเจ้าเองใช่ไหมว่ามันอย่างนี้”

            “ฉันสงสารมัน เลี้ยงมันมา ฆ่ามันทำไม? อันโน้นอันนี้”

            มันเรื่องของพระเจ้า  หลายสิ่งหลายอย่างเราทำ เรานึกว่าเราไม่ควรทำหรอกอย่างนี้  เราคิดเอง  เราพึ่งพาตนเอง เราคิดว่าอย่างนี้ดี แต่พระเจ้าบอกว่าอย่างนี้ถูกต้องตามกฎทางวิญญาณ มันถึงเกิดผล แม้กระทั่งทุกวันนี้ เราก็ยังไม่รู้เลย  เหตุอะไร ทำไมถึงต้องใช้สัตว์ เราก็รู้เท่าที่พระคัมภีร์บันทึกไว้  แล้วพระวิญญาณอธิบายให้เราฟัง  เท่าที่ทำได้  เท่าที่สติปัญญามนุษย์ และโดยพระวิญญาณจะสามารถเปิดตาพอจะให้เราเข้าใจได้บ้าง เราไม่มีทางเข้าใจได้หมดหรอกว่าวิธีการของพระเจ้า จะทำวิธีใด อย่างไร?  ในชีวิตของเราเอง ในปัจจุบัน เอามาเทียบก็ได้  ไม่ว่าเราจะทำอะไร? ธุรกิจ ถ้าเราใช้เหตุผลของเราเข้าไปผสม จะเละเลย  นี่แหละเรียกว่าความเชื่อ  เพราะว่าเขาเชื่อในพันธสัญญาเดิมบอกว่าใช้โลหิต เขาก็ใช้โลหิต เขาก็คัดผลผลิตของเขา แกะตัวงามๆ ไร้ตำหนิ ไม่ขาเป๋ ดีที่สุด  เขาก็ฆ่าเอาเลือดถวายบูชาแด่พระเจ้า พระเจ้าถือว่าโอเค อภัยโทษบาป 1 ปี

            ส่วนพี่ชายคัดข้าว ข้าวโพดอย่างดีเยี่ยมเลย เอาฟักใหญ่ๆ เมล็ดใหญ่ๆ ถวายพระเจ้า พระเจ้าไม่รับ พอพระเจ้าไม่รับ งอนพระเจ้าอีก โกรธพระเจ้าอีก

            “ลำเอียงนี่”

            เป็นซะอย่างนั้นแหละ พระเจ้าเลยบอกว่า … “อย่าให้บาปครอบงำเจ้า เชื่อในเราสิ ทำตามซะ”

            สิ่งเหล่านี้ คือพื้นฐานความจริงทั้งสิ้น  เพราะฉะนั้น พิธีกรรมทางวิญญาณนี้ ในทุกวันนี้ ก็ยังมีผู้ที่พยายามที่จะมาบิดเบือนความจริง พยายามที่จะใส่ร้ายให้ความเท็จกับเรื่องนี้ พยายามต่อต้านบิดเบือนความจริงทั้งหมดนี้ คือเรื่องพิธีกรรมทางวิญญาณนี้ ผลทางวิญญาณนี้ โดยใช้เหตุผลของมนุษย์เข้ามา แทรกเข้ามา บ้างก็บอกว่าทารุณ ป่าเถื่อน ใช่ไหม? โบราณเหลือเกิน ใช่ไหม? ล้าสมัย  ไม่ศิวิไลท์เลย หนักถึงขนาดมีการโจมตีว่าศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่ทารุณโหดร้ายมากเลย คือเชื่อในการบูชายันต์พระเยซูคริสต์ มีอย่างนี้จริงๆ เป็นศาสนาที่มีความเชื่อแบบป่าเถื่อน ทุกวันนี้เราป่าเถื่อนกันไหม? เฮกัน ทำมหาสนิท ทำกันบ่อยๆ พระเยซูบอกให้ทำกัน ทำอะไร? ระลึกถึงเลือดของพระองค์ที่หลั่งที่ไม้กางเขน ท่านไม่เคยคิดเหรอว่าท่านเป็นคนน่าโหดร้ายขนาดนี้ เราไม่คิดเลย เพราะเราเชื่อแล้ว เรารู้ว่ามันคืออะไร? แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อ  และไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ฟังดู แล้วไม่โหดร้ายเหรอ ประกาศมา 2,000 ปีแล้ว เลือดของพระเยซูคริสต์ ในพระคัมภีร์ใหม่เขียนถึงโลหิตพระเยซูคริสต์และชีวิตพระเยซูคริสต์ที่ถูกสังเวย ถูกบูชายันต์ นี่คือความจริงทั้งนั้นเลย

            เพราะว่าเขาต้องการ เขาหมายถึงมาร ต้องการปิดบังความจริงเรื่องนี้ มาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว พยายามใส่ร้ายให้มนุษย์คิดตาม ก็บอกว่ามันไม่ศิวิไลท์ อย่างที่บอก พยายามขัดขวางข่าวประเสริฐนี้ เพราะฉะนั้น หัวใจข่าวประเสริฐของข่าวประเสริฐ คือพระโลหิตของพระเยซูคริสต์และชีวิตของพระองค์ ซึ่งถูกบูชายันต์ที่ไม้กางเขน เพื่อมวลมนุษย์ทั้งปวงจะได้หลุดพ้นออกจากความบาปและความตาย ความพินาศ ซึ่งอยู่ในอาดัมอยู่แล้ว นอกจากโจมตีอย่างนี้แล้ว ยังโจมตีอย่างไรอีก นี่ยิ่งหนักใหญ่เลย ตั้งแต่ 2,000 ปี หรือก่อนหน้า 2,000 ปีอีก พยายามที่จะทำให้เรื่องจริงในเรื่องนี้มันเสียหาย ไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ที่พระเจ้าวางไว้ เพื่อจะลบความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมการถวายโลหิต เพื่อชำระบาปให้กับมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ทำมาตั้งนานแล้ว เขาเชื่อถูกแล้ว ก่อนมีพระเยซูเขาก็ถวายกันหมดแล้ว คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เขาก็รู้ว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เบื้องบนอยู่ในสวรรค์ เขาก็ถวายบูชายันต์เป็นหัวหมูบ้าง? เป็นอะไรต่างๆ ไป เป็นเป็ด เป็นไก่บ้าง? เรียกกันว่าบูชาพระเจ้า หรือเรียกกันว่าไหว้เจ้า ง่ายๆ คือบูชาแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในโลกวิญญาณใครไม่รู้ ขออภัยโทษ เพื่อจะได้รับพระพรปีละ 1 ครั้ง ถวายหมู หัวหมู เป็ด ไก่ มีเลือดเข้ามาเกี่ยวข้อง คือพันธสัญญาเดิมนั่นเอง มาหลายพันปี ก่อนที่พระเยซูจะทำเสร็จด้วยซ้ำไป

            ท่านมองเห็นภาพไหมว่ามันมาอย่างนี้ พอพระเยซูมาทำให้สำเร็จ มันก็ปิดบังความจริงอีกว่าพระเยซูทำให้สำเร็จ มีพันธสัญญาใหม่แล้ว เปลี่ยนเป็นไม่ต้องถวายเลือดสัตว์แล้ว ใช้เลือดของมนุษย์แทนเลย ใช้ความเชื่อในพระเยซูคริสต์ที่เป็นตัวแทน ต่อไปนี้ไม่ต้องแล้ว พระเยซูถวายตัวเป็นเครื่องบูชายันต์ครั้งเดียวเองเป็นพอ ในพระคัมภีร์บอก รายละเอียดของพระคัมภีร์ใหม่ ก็คือครั้งเดียวเป็นพอ ไม่ต้องแล้ว ให้พระเยซูเป็นตัวแทนเลย เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ใช้สิทธิ์นี้ ให้พระเยซูเป็นตัวแทน ในการถวายเลือดที่บริสุทธิ์ ครั้งเดียวเป็นพอ เลือดใคร? เลือดตัวแทน ก็คือเลือดพระเยซูคริสต์ พอแล้ว มันก็ปิดบังเรื่องนี้อีกว่าไม่พอ ไม่ใช่ๆ ไม่ถูกหรอก ไม่จริงหรอก ต้องถวายสัตว์อยู่ พาเราไปอยู่พระคัมภีร์เดิม พันธสัญญาเดิมอยู่นั่นแหละ นั่นคือการพยายามจะทำให้ความจริงของพระเจ้าเสื่อมเสีย แล้วก็ไม่เกิดผล ก็คือพยายามปิดบังตามนุษย์นั่นเอง นอกจากวิธีนี้ ก็ยังปิดบังตาด้วยวิธีใดอีก

            ตะกี้นี้คือไม่เชื่อในพระโลหิต หาว่าป่าเถื่อน ตอนนี้ผลัก คือวิธีทำของมาร คือลบความจริงด้วยวิธีการทำให้ความจริงนั้น ด้อยค่าลงกับผลักให้ความจริงนั้น มันเว่อร์ไป คือไม่ให้เชื่อ หรือไม่ก็เชื่อแบบผิดๆ แบบเว่อร์ไปเลย คือไม่สมดุลนั่นเอง

            วิธีทำให้เว่อร์ คือ … “นี่พระเจ้าบอกแล้วใช่ไหม? บอกให้ถวายสัตว์”

            นี่ก่อนพระเยซูจะมา “ถวายสัตว์ใช่ไหม? ถวายเลย ดีแล้ว ถวายเยอะๆ เลย เป็นหมื่นตัว พระเจ้ายิ่งพอใจใหญ่เลย”

            พระเจ้าบอกตัวเดียวก็พอแล้ว แต่นี่ถวายหมื่นตัว

            “นี่ถ้าเธอถวายเลือดสัตว์นะ พระเจ้าพอใจมาก ให้รางวัลมาก”

            จริงๆ  ให้รางวัลเท่ากัน อภัยในโทษบาป 1 ปี ละเว้นโทษ 1 ปี

            “ถ้าเธอถวายเยอะๆ พระเจ้าจะพอใจมาก ฉะนั้น เธอต้องทำให้ดีขึ้น คือเครื่องถวายโลหิตนั้น เธอเอาคนสิ เอาคน ถ้าเอาคนนะ พระเจ้าพอใจใหญ่เลย”

            ก็แทนที่จะเลือกเอาสัตว์ที่บริสุทธิ์ที่สุด มาถวายแด่พระเจ้า ก็ถูกหลอกให้เอาคน ไปบูชายันต์ ซึ่งก็มีมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังมี เพื่อพิธีกรรมทางศาสนานี้ เพื่อพิธีกรรมทางวิญญาณนี้จะได้ เกิดผลมากๆ มันก็ถูกหลอกเข้าไปอีก  ทำให้ความจริงมันถูกบิดเบือน กลายเป็นเรื่องไร้สาระ เรื่องป่าเถื่อน เรื่องน่าหวาดเสียว หวาดกลัวไปเลย จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย คือพระคัมภีร์เดิมใช้เลือดสัตว์ที่บริสุทธิ์ พระคัมภีร์ใหม่ใช้เลือดพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์ แค่นี้เอง โดยฐานของการกระทำนี้ คือความรัก ความเมตตา การช่วยเหลือกฎหมาย ทางโลกวิญญาณนั่นเอง เห็นภาพไหม? จากของดีๆ ทำให้มันเสียหาย  และใครเป็นคนทำ ก็ศัตรูของพระเจ้านั่นเอง ก็คือมารและสมุนของมัน  ที่ปกคลุมทำการงานอยู่บนโลกใบนี้ ไม่มีอำนาจ ไม่มีฤทธิ์อะไร? ทำได้อย่างเดียว คือขัดขวางความจริง บิดเบือนความจริง  ปิดบังความจริง เพราะมันไม่มีอำนาจ มันถึงโกหกอย่างเดียว แล้วอะไรทำให้มนุษย์เป็นอิสระได้จากมัน ความจริงไง?

            พระเยซูจึงบอกว่าความจริงทำให้ท่านเป็นไท ความจริงจะทำให้ท่านเป็นอิสระ ไม่ใช่ฤทธิ์อำนาจทำให้ท่านเป็นอิสระ เพราะเป็นอิสระแล้ว พระเยซูมาตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตเรียบร้อยแล้ว ชัยชนะเป็นของมวลมนุษย์แล้ว  ท่านต้องรู้ความจริง  ไม่ต้องทำอะไรแล้ว

            รับรู้ความจริง เสร็จแล้ว จากนั้นต้องทำอะไรต่อไป  ก็รับรู้ความจริงต่อไปอีกสิ รับรู้ความจริง แล้วทำอะไรอีก ต้องสู้กับมาร  ไม่ต้องสู้ ก็รับรู้ความจริงไปเรื่อยๆ  อย่าให้มันหลอก อย่าให้มันปิดบังตาก็แล้วกัน

            ความจริงที่พระเจ้าบอกในโลกวิญญาณ ในอดีต ก็คือมวลมนุษย์ตกอยู่ในคำสาปแช่ง ต้องโทษคำสาป  เนื่องจากความบาป ไม่เชื่อฟัง  ละเมิดกฎของพระเจ้า ผลออกมา ก็คือวิญญาณตายต่อพระเจ้า ความคิดจิตใจมืดบอดต่อพระเจ้า ร่างกายตายต่อพระเจ้า นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ

            ในอดีตก่อนพระเยซูคริสต์จะมาเกิด มวลมนุษย์ต้องตกอยู่ในคำสาปแช่ง  นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ  คือมวลมนุษย์ทุกคนตกอยู่ในคำสาปแช่ง  ต้องโทษคำสาป เนื่องจากความบาป  ไม่เชื่อฟัง ละเมิดกฎของพระเจ้า วิญญาณตายต่อพระเจ้า ความคิดจิตใจมืดบอดต่อพระเจ้า ร่างกายตายต่อพระเจ้า อยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตาย ต้องพึ่งพาในการกระทำดีของตนเอง ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นคนบาปอยู่ นี่คือในอดีต ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดและกระทำให้สำเร็จ คือช่วยเหลือมนุษย์ 2,000 ปี จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

            ปัจจุบัน พระคริสต์มาแก้ไขให้มวลมนุษยชาติเรียบร้อยแล้ว มวลมนุษย์ หมายถึงมนุษย์ทุกคน  ปัจจุบันพระคริสต์มาแก้ไขให้มนุษย์ทุกคน หรือมวลมนุษยชาติกลับคืนดี พ้นจากคำสาปแช่งแล้ว ก็คือวิญญาณตายต่อบาป ความคิดจิตใจมืดบอดต่อบาป ร่างกายตายต่อบาปแล้ว โดยผ่านทางพระโลหิต และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั่นเอง มวลมนุษย์ได้อยู่ภายใต้กฎของวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ตามพันธสัญญาใหม่ที่พระเจ้าได้ประทานให้ แทนพันธสัญญาเดิม หรือพันธสัญญาเก่าเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งพันธสัญญาเก่า ก็คือกฎของความบาปและความตาย กฎของคำสาปแช่ง มนุษย์ได้หลุดพ้นจากกฎเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว นี่คือความจริงในโลกวิญญาณที่เกิดขึ้นกับมวลมนุษย์ทุกคน พูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์ทุกคนตอนนี้ อยู่ในกฎของวิญญาณแห่งชีวิตขององค์พระเยซูคริสต์แล้ว มนุษย์ทุกคนตอนนี้ วิญญาณเขาได้ตายต่อบาปแล้ว ไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไปแล้ว ความคิดจิตใจมืดบอดต่อบาป ไม่ได้คิดแต่ความชั่วตลอดเวลาอยู่แล้ว ร่างกายตายต่อบาป ร่างกายไม่ต้องการกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายอีกแล้ว โดยผ่านทางพระโลหิตพระเยซูคริสต์ที่หลั่งที่ไม้กางเขนเรียบร้อยไปแล้ว เพียงแต่เขารู้ความจริงหรือไม่เท่านั้นเองเขาอยู่ที่นี่แล้ว เขาแค่ยกมือว่า …

            “ใช่ ฉันรับด้วย”

            เขาก็ได้สิทธิของเขา พระเยซูทำให้เขาแล้ว ทำให้มนุษย์ทุกคน มวลมนุษย์ทั้งปวง  ไม่ใช่ผู้เชื่อเท่านั้น  ผู้เชื่อ คือผู้ที่เข้ามารับสิทธิ์ มวลมนุษย์ทั้งปวง คือผู้ที่พระเจ้าได้กระทำให้ เขาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เขาเข้ามารับสิทธิ์เท่านั้นเอง แต่ถ้าเขาไม่มารับสิทธิ์ มันก็เสียไปฟรีๆ พระเจ้าไม่ได้เลือกปฏิบัติ รักมนุษย์ทุกคน ช่วยเหลือมนุษย์ทุกคน และช่วยไปหรือยัง? ช่วยแล้ว แต่เราต้องรับสิทธิ์ของเรา รัฐบาลจ่ายให้คนละ 700 บาททุกคน จ่ายให้หรือยัง? จ่ายแล้ว แต่คนนั้นต้องเดินทางไปรับ

            พระเจ้าประกาศความจริงนี้มา 2,000 กว่าปีแล้ว มนุษย์ทุกคน เพียงแต่ใช้สิทธิของตนเอง มายอมรับความจริงนี้เท่านั้น พอได้ยินคำประกาศของพระเจ้าแล้ว แค่บอกว่า …

            “โอ้ พระเจ้า อัศจรรย์เหลือเกิน ขอบคุณพระเจ้า ลูกรับเอา ขอบคุณพระเจ้า ลูกไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไปแล้ว”

            นี่มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว  ประกาศข่าวดีอย่างนี้ เขาเชื่อกันไม่ยากเลย  ไม่ต้องคิดมากเลย แต่ทุกวันนี้ พอประกาศข่าวดีนี้ …

            “มันเป็นไปได้อย่างไร? คนตายบนไม้กางเขน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา”

            กาลาเทีย 3:13 จึงบันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        กาลาเทีย 3:13 “พระคริสต์ได้ทรงไถ่เราพ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรง รับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ ก็ถูกแช่งสาปแล้ว”

            “ถูกแขวนบนต้นไม้” ก็คือถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนนั่นเอง

            “ตัวเก่าของฉันเป็นอิสระจากคำสาปแช่ง ไม่ต้องคำสาปอีกต่อไปแล้ว อาเมน ฮาเลลูยา”

            มนุษย์มีเพียงแค่ เอเมนเท่านั้นเอง พระเจ้าจึงเป็นพระเจ้าของคริสเตียน ที่บอกว่าเอเมน พระเจ้าแห่งเอเมน ก็คือพระองค์ทรงกระทำทั้งหมดสำเร็จเรียบร้อยแล้ว  เอเมน แปลว่าใช่  ไม่ใช่ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่  อ่านแล้ว ข่าวดีอยู่ในพระคัมภีร์ อ่านแล้วทำไม? เอเมน ใช่

            “ตัวเก่าของฉัน เป็นอิสระจากคำสาปแช่งแล้ว ตัวเก่าของฉันมันตายไปแล้ว ฉันเกิดใหม่ เป็นอิสระจากคำสาปแช่งแล้ว”

            ตอนนี้ รู้แล้วใช่ไหม ทำไมเวลามาชุมนุมรวมกันของคริสเตียนจึงได้ยินคำว่า “เอเมน” บ่อยๆ รู้แล้วใช่ไหม? เพราะรับด้วย เอาด้วย มันถูกต้อง ถูกไหม?

            ถ้าท่านได้ยินผมอธิษฐานว่า … “ข้าแต่พระเจ้า ลูกเป็นคนบาป ลูกไม่สมควรเป็นลูกของพระองค์เลย”

            ทุกคนพูดคำว่า … “เอเมน” ไหม? อย่าพูดเด็ดขาด

            “โอ้! ข้าแต่พระเจ้า ลูกเป็นคนบาป ลูกไม่สมควรเป็นลูกของพระองค์เลย”

            อันนั้นมันตอนก่อนจะเชื่อ ถ้าท่านเป็นคริสเตียนแล้ว ท่าน …

            “โอ้! ลูกเป็นคนบาป ลูกไม่สมควรเป็นลูกของพระองค์เลย”

            ไม่เอเมน … ไม่เอเมน เพราะท่านเป็นคริสเตียนแล้วไง แต่ถ้าท่านยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ท่านอาจจะเอเมน มันก็ผิดอีกแหละ เพราะว่าท่านสมควรไหม? ไม่สมควร เพราะว่าพระองค์ตายเพื่อท่านไปเรียบร้อยแล้ว พอเข้าใจไหม? ไม่มีโอกาสที่จะอธิษฐานแบบนี้ ที่ไหนเลย เพราะว่าจะไปให้คนที่เป็น คริสเตียนฟัง หรือไม่ใช่คริสเตียนฟัง ก็ไม่ถูกหมดแหละ ถึงแม้ไม่ใช่คริสเตียน ก็ไม่ใช่เป็นคนบาป  ที่พระเจ้าบอกว่าไม่สมควร เป็นคนบาปที่พระเจ้าบอกสมควรได้ช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว และเป็นคนดีไปเรียบร้อยแล้ว  เพียงแต่เจ้าไม่รู้เท่านั้นเอง ถูกปิดบังตา 2 โครินธ์ 5:21 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        2 โครินธ์ 5:21 “พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ (พระเยซู) ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาป เพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า”

            เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เอเมน เอเมนในใจไว้ก่อน เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ไม่ได้เป็นคนบาปอีกต่อไป  โดยการตายพร้อมกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน และได้เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ บังเกิดใหม่มาเรียบร้อยแล้ว 2,000 ปีแล้ว เอเมน

            พระเจ้าบอกว่าเราในทางวิญญาณเราได้พ้นจากคำแช่งสาป ได้เกิดใหม่แล้ว เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ก่อนที่เราจะเกิดจากครรภ์มารดาด้วยซ้ำไป ถูกหรือไม่ถูก เพราะว่าพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อมนุษย์ทั้งปวง เพื่อตัวเราด้วย ถูกไหม? โลหิตนั้นหลั่งมา เพื่อตัวเราด้วย  ก็คือเราได้รับไปแล้วตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น จงเชื่อและมั่นใจว่าขณะนี้เราไม่มีเชื้อบาปอยู่ในวิญญาณและในใจใหม่ของเราอีกแล้ว เพราะตัวเก่าเราได้ตายไปแล้ว เอเมน

            เพราะฉะนั้น จึงไม่มีการที่จะทำบาป ภายในตัวของเราได้อีกเลย เอเมนไหม? ชักจะยากขึ้นแล้วนะ …

            “ฉันยังอยากทำอยู่เลย”

            เดี๋ยวฟังต่อไป จึงไม่มีความต้องการที่จะทำบาป ภายในตัวตนของเราได้อีกเลย มีแต่ความดีงามบริสุทธิ์ดีพร้อมของพระเจ้าอยู่  ภายในเรา เอเมนไหม? ฟังไปเรื่อยๆ นะ ความดีพร้อมของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้เรา ต้องการที่จะทำแต่ความดี ความชอบธรรม ความบริสุทธิ์ดีพร้อม ตามลักษณะธรรมชาติของเราภายในที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นเหมือนพระเจ้าพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเราแล้ว  ถูกหรือไม่ถูก? เอเมนไหม?

            เพราะว่าเราได้ตายจากการเป็นทาสบาปไปแล้ว เราได้ตายต่อการเป็นทาสบาป ต้องถูกบังคับให้เชื่อฟังมัน อยู่ภายใต้อิทธิพลของบาป คือการพึ่งพาตนเอง  ตัวเองเป็นใหญ่  เราได้ตายต่อสิ่งเหล่านี้ไปหมดแล้ว  เราได้ตายจากการเป็นศัตรูต่อต้าน ดื้อต่อพระเจ้าแล้ว  ตายจากการเป็นทาสบาปแล้ว ได้กลายมาเป็นบังเกิดใหม่ มาเป็นทาสของความชอบธรรม  เป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อหรือพระเจ้า เป็นลูกที่เชื่อฟังต่อพระเจ้า  เหมือนดั่งทาส  ไม่ได้ถูกบังคับให้เป็นทาสนะ  แต่โดยพระคุณความรักเป็นดั่งทาส มันตรงกันข้ามกับที่เราเป็นคนบาป ตอนนี้เราเป็นผู้ชอบธรรม โดยธรรมชาติแล้ว เราเป็นเหมือนดั่งทาสเลย  อยากจะทำแต่สิ่งที่ดี

            เห็นภาพเลยนะว่า … “ในอดีตฉันตายต่อพระเจ้า  ดำเนินชีวิตอยู่ในบาป ในการพึ่งพาตนเอง  เดี๋ยวนี้ตายต่อบาป ตายจากการพึ่งพาบาป พึ่งพาตนเอง มาเกิดใหม่ ชีวิตอยู่ในพระคริสต์ พึ่งพาในพระเยซูคริสต์ 100% เอเมน”

            นี่คืออัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในพวกเราทั้งหลาย ผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์มาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ มันเกิดขึ้นทันที พิสูจน์ได้ภายในวิญญาณของเราทันทีเลย  เพราะเรารู้  เรารู้ เพราะอยู่ในใจของเรา

            เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลายที่ได้ฟังคำประกาศเรื่องราววันนี้ เปิดใจแค่นั้น  แล้วอัศจรรย์ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นทันที ในขณะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วย เพราะท่านจะรู้และรู้อยู่ในวิญญาณภายในของท่าน เพราะพระเจ้าจะเข้าไปสถิตอยู่กับท่าน และจะเริ่มต้นอธิบาย สอนท่านด้วยตัวตนของพระองค์เอง  พระเจ้าอวยพรครับ

**********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            เป็นอุปทาน หรือความเชื่อกันแน่?

            มีคำสอน มีทฤษฎีมากมาย บอกว่าถ้ามีความเชื่อมากพอ  จะสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ทุกอย่างได้ แต่ความจริง คือพระเจ้าไม่เคยสัญญาว่าจะเปลี่ยนสถานการณ์  แต่พระองค์สัญญาว่าจะประทานความคิดใหม่  ที่เหมือนพระคริสต์ตามพันธสัญญาใหม่  ท่ามกลางสถานการณ์เดิมๆ  ที่ทุกข์ยากลำบากอยู่บนโลกนี้

            สถานการณ์ต่างๆ อาจเปลี่ยน  หรืออาจไม่เปลี่ยน  แต่สิ่งที่ควรเปลี่ยน คือเราควรเปลี่ยนความคิด  เปลี่ยนความต้องการของเรา  ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ แล้วมอบสถานการณ์เหล่านั้นให้พระเจ้า  เป็นผู้นำพาเรา  แล้วเราจะรับรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง  ถึงพระคุณและฤทธิ์อำนาจที่แท้จริงของพระเจ้า  ผู้ซึ่งอยู่ในเราตลอดเวลา  ไม่ว่าสถานการณ์รอบด้าน จะเป็นเช่นใดก็ตาม

            ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม  พระเจ้าต้องการเป็นที่พึ่ง  เป็นที่ปรึกษา  เป็นผู้นำทางของเรา  พระเจ้าต้องการให้เราซึมซับเอาพระประสงค์ของพระเจ้าตรงนี้  เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเดิมของเรา  ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้  ถึงพระคุณความรักของพระเจ้า

            ไม่ว่าสถานการณ์รอบด้านที่เผชิญอยู่จะเป็นอย่างไร  วันนี้ หรือวันข้างหน้า  จะเกิดอะไรขึ้น  ให้ความคิดเหล่านี้  ฝังรากลึกลงไปในความคิดจิตใจของเราว่าพระเจ้า  คือที่พึ่ง  ที่ปรึกษา  และเป็นผู้ที่สามารถนำพาเราผ่านไปได้  ท่ามกลางทุกสถานการณ์

            เปาโลอธิษฐานขอพระเจ้าถึง 3 ครั้ง  ที่จะให้เอาหนามในเนื้อออกไป  แต่พระเจ้าบอกว่าให้หนามอยู่อย่างนั้นแหละ   แต่พระคุณและฤทธิ์อำนาจของเรา  จะเพียงพอที่จะนำพาเจ้าผ่านไปได้

            2 โครินธ์ 12:8-10 … “8 ข้าพเจ้าทูลวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้า 3 ครั้ง ให้ทรงเอาหนามนี้ออกไปจากข้าพเจ้า 9 แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า  เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเรา  จะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ” ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี   เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้าอย่างเต็มบริบูรณ์ 10 ด้วยเหตุนี้แหละเพื่อพระคริสต์  ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ ในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก  เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอ  เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง”

            ความเชื่อของอาจารย์เปาโลไม่พออย่างนั้นหรือ? หรืออาจารย์เปาโลไม่มีอุปทานที่สร้างขึ้นด้วย กิเลสตัณหาฝ่ายเนื้อหนัง  ตามกระแสระบบของโลก  ที่ตรงกันข้ามและเป็นศัตรูกับทางของพระเจ้า และน้ำพระทัยของพระเจ้า

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1400

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  22  มกราคม  2023

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน 19

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เรามาดูเอเฟซัส 3:8 คราวที่แล้วเราเรียนไป 1 ข้อ วันนี้เรามาต่อ …

        เอเฟซัส 3:8 “แม้ข้าพเจ้าต่ำต้อยกว่าผู้เล็กน้อยที่สุดในประชากรทั้งหมดของพระเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้รับพระคุณนี้ คือได้ประกาศแก่คนต่างชาติถึงความไพบูลย์อันสุดจะหยั่งได้ของพระคริสต์”

            คำพูดตรงนี้เป็นคำพูดของอาจารย์เปาโล จดหมายฉบับนี้ อาจารย์เปาโลเป็นผู้เขียนถึงคริสตจักรชาวเอเฟซัส  ที่เป็นคนต่างชาติเหมือนพวกเรา  ที่ไม่ใช่คนอิสราเอล แล้วเมื่อพวกเรามาเชื่อวางใจในพระเจ้าปุ๊บ เราก็กลายเป็นอิสราเอลในวิญญาณ ตอนนี้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับชนชาติอิสราเอลเรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้น อาจารย์เปาโล ถูกเลือกพิเศษให้ไปประกาศเรื่องข่าวดีของพระเยซูคริสต์ ถึงคนต่างชาติ คือคนที่ไม่ใช่ยิว

            ก่อนที่อาจารย์เปาโลจะถูกเรียกมาเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า อาจารย์เปาโลเป็นยิวอยู่ในกลุ่มพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ ที่เคร่งครัดบทบัญญัติมาก แล้ว ณ เวลานั้น ก่อนที่เขากลับใจใหม่ มาเชื่อพระเจ้า  เขามีความรักในพระเจ้า  ในพระยะโฮวาห์มากๆ แล้วเชื่อในกฎบัญญัติของโมเสสมากๆ ต้องถือกฎทุกระเบียดนิ้วเลย แล้วเมื่อตอนที่พระเยซูคริสต์ มาประกาศแผ่นดินสวรรค์ บอกว่า …

            “แผ่นดินสวรรค์มาแล้ว คือเราเอง เราคือผู้นั้น  เราคือพระมาซีฮาห์ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน”

            อาจารย์เปาโลเคือง พวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์เคืองมาก รับไม่ได้ คนนี้เป็นใคร ชื่อเยซู อยู่ดีๆ มาประกาศตัวเอง เทียบเท่าพระเจ้า  หมิ่นประมาทมากเลย  ไม่ได้ต้องจัดการ  แล้วหลังจากที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย อยู่กับผู้ที่ติดตามพระองค์ 40 วัน ขณะนั้น พระเยซูคริสต์ได้สำแดงตัวพระองค์เองให้คนที่ติดตามพระองค์ได้รับรู้ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ พระองค์ได้สิ้นพระชนม์จริงๆ และเป็นขึ้นมาใหม่จริงๆ ด้วย ก็คือตอนที่พระองค์เป็นขึ้นมาใหม่ เป็นกายใหม่ที่เต็มด้วยสง่าราศี  แต่พระองค์ยังให้คนที่ติดตามพระองค์ได้เห็นภาพชัดเจนว่ามือของพระองค์มีรอยตะปูอยู่ สีข้างของพระองค์ก็มีรอยถูกแทง

            มีผู้ติดตามคนหนึ่งที่ชื่อโธมัสเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย เขาบอกว่าไม่เชื่อหรอก ใครๆ ก็บอกว่าพระเจ้าของเราเป็นขึ้นมาใหม่แล้ว  เขาไม่เชื่อ  เขาจะเชื่อต่อเมื่อเขาเอานิ้วแหย่ที่รอยตะปู ที่มือและที่เท้าของพระเยซูคริสต์ หรือเอานิ้วไปแหย่ที่สีข้างของพระเยซูที่ถูกหอก ถูกทวนแทง เขาถึงจะเชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ

            แล้วตอนที่เขาพูดกับเพื่อนๆ พระเยซูไม่ได้อยู่ด้วย  แต่พอพระเยซูเสด็จมา ณ เวลานั้น พระเยซูมีกายทิพย์ กายทิพย์ตรงนี้เป็นกายเดียวกันกับในอนาคตข้างหน้าที่พวกเราผู้เชื่อจะได้ไปรับ หลังความตาย หลังจากวิญญาณเราออกจากร่างนี้ หลังจากที่ภารกิจบนโลกใบนี้ ที่พระเจ้าบอกว่า …

            “พอแล้ว สำเร็จแล้ว ฉันให้เธอทำแค่นี้ กลับบ้านได้”

            วิญญาณเราออกจากร่างปุ๊บ เราจะไปรับกายใหม่ ที่เต็มด้วยสง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์เลย  กายใหม่ของพวกเราทุกๆ คนถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยไปแล้ว  รอเวลา ที่เราไปสวมกายใหม่นั้น  นี่คือความหวังใจของผู้เชื่อทุกๆ คน ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อย่างที่อาจารย์เปาโลบอก …

            “ตายก็ดีกว่าอยู่”

            เมื่อเรามาเชื่อพระเจ้า  ทุกคนมีความคิดแบบนี้ ตายก็ดีกว่าอยู่ เพราะเราอยู่ก็เพื่อรับใช้ ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “อยู่เพื่อรับใช้” สมัยก่อนเราก็เข้าใจว่าอยู่เพื่อรับใช้ เราต้องพยายามทำโน่นทำนี่ ทำนั่นให้พระเจ้า ต้องไปรับใช้ ต้องไปประกาศ ต้องไปพาคนมารับเชื่อ ต้องๆๆๆๆ ต้องทุกอย่าง แบบเหนื่อยมาก

            แต่คำว่า “อยู่เพื่อรับใช้” ในถ้อยคำที่อาจารย์เปาโลพูดถึง คืออยู่เพื่อที่จะรับรู้ว่าเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะรับรู้ว่าทุกวินาที การดำเนินชีวิตของเรา ไม่ว่ายามหลับยามตื่น พระเจ้าอยู่ในเรา แล้วพระเจ้าเป็นผู้นำเรา ตามที่อาจารย์เปาโลบอก …

            “ข้าพเจ้าไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ ณ เวลานี้ ชีวิตที่อยู่ในข้าพเจ้านั้น คือพระเยซูคริสต์ พระเจ้าอยู่ในเรา”

            ชีวิตเก่าที่เป็นความบาปของเราตายไปพร้อมๆ กับพระเยซูคริสต์แล้ว ฉะนั้น ผู้เชื่อทุกคนไม่มีบาปเลย ชีวิตเก่าที่เป็นคนบาปได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว อย่าให้ใครหลอกเราว่าเรายังเป็นคนบาปอยู่

            “เธอยังเป็นคนบาปอยู่ เธอต้องสารภาพบาปนะ เธอทำอันโน้นไม่ถูกต้อง เธอต้องรีบสารภาพบาปกับพระเจ้านะ ถ้าไม่สารภาพเดี๋ยวเธอตายไป เธอไม่ได้ขึ้นสวรรค์แน่ๆ เลย”

            เมื่อก่อนเราถูกสอนแบบนี้ พอถูกสอนแบบนี้ปุ๊บ เวลาเราทำไม่ดีปุ๊บ เรากลัว

            ดิฉันจะเป็นพยานให้เรื่องหนึ่ง คือจริงๆ แล้วดิฉันไม่มีของประทานในการประกาศ  แต่ตอนที่ดิฉันเชื่อใหม่ๆ ก็คือถูกสอนว่าต้องประกาศ  ต้องประกาศไม่พอนะ ไปเรียนเรื่องการประกาศว่าเราต้องออกไปหาคน เราต้องไปคุยเรื่องพระเจ้าให้เขาฟัง ซึ่งมันไม่ได้เป็นตัวตนที่พระเจ้าสร้างดิฉันมา  แล้วมันฝืนมาก ในพระคัมภีร์บอกว่าพวกเราทุกคนเป็นร่างกายของพระเยซูคริสต์ใช่ไหม? พระเยซูคริสต์จะสร้างอวัยวะทุกส่วนให้มันเหมาะสม ก็คือแล้วแต่น้ำพระทัย

            บางคนพระเจ้าสร้างมาให้เป็นปาก บางคนพระเจ้าสร้างให้เป็นตา เป็นจมูก เป็นหู เป็นมือ เป็นเท้า เป็นตับ ไต ไส้ พุง คือแต่ละคนถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน แล้วอวัยวะในร่างกาย แต่ละชิ้นส่วน ก็ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจะไปทำหน้าที่เหมือนกันทุกคน เป็นไปไม่ได้  เราจะเอาขามามองแทนตาไม่ได้  เราจะเอามือมาเดินแทนขาไม่ได้ เราจะเอาจมูกมาทานข้าวแทนปากไม่ได้ ก็คือแต่ละชิ้นส่วนที่พระเจ้าสร้างมนุษย์มา  พระองค์มีจุดประสงค์ มีเป้าหมายของพระองค์ว่าให้อวัยวะแต่ละส่วนทำงานอะไร?  แล้วอวัยวะส่วนนั้น ถ้าทำงานของตัวเองได้ตามความเหมาะสม ร่างกายนั้น ก็จะสมบูรณ์ ไม่รวน แต่ถ้าอวัยวะส่วนไหนในร่างกายเรารวน ไม่ยอมทำหน้าที่ ร่างกายเราก็ป่วย นึกภาพออกใช่ไหม?

            อย่างหัวใจฟอกเลือด หัวใจวันนี้รวน ฉันไม่ฟอก ฉันจะอยู่เฉยๆ เลือดไม่ถูกการฟอก ร่างกายเราก็รวน เจ็บป่วย ดังนั้น การที่เราเจ็บป่วย เกิดจากอวัยวะในร่างกายเรา ไม่ทำงานตามหน้าที่ ที่ควรจะเป็น

            ฉะนั้น ถ้อยคำของพระเจ้าบอกเราชัดเจนว่าเราแต่ละคนถูกเรียกมาในจุดประสงค์ที่ต่างกัน แล้วให้เรารับรู้ว่าจุดประสงค์ที่พระเจ้าเรียกเราแต่ละคนเป็นแบบไหน? อย่างไร? แล้วทำตามนั้น

            มือมีหน้าที่ใช้หยิบจับของ ใช้ถือช้อน ตักข้าวเข้าปาก แค่นั้น  นั่นคือหน้าที่ของมือ

            ปากมีหน้าที่ คือทานข้าว แล้วก็พูดในเวลาที่เหมาะสม ที่พระเจ้านำให้เราพูด

            จมูกมีหน้าที่หายใจ ฉะนั้น บางครั้งเราคัดจมูกปุ๊บ เราก็ใช้ปากช่วยหายใจ ได้นะ ช่วยได้บ้างนิดหน่อย แต่ถ้าเราใช้ปากช่วยหายใจสักพักหนึ่ง คอเราจะแห้ง แล้วเราจะรู้สึกอึดอัด เพราะว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของปาก ที่จะทำแบบนั้น

            เหมือนกัน ลักษณะของผู้เชื่อ หลายคนเราเข้าใจว่ามาเชื่อพระเจ้า เราต้องรับใช้ ต้องๆๆๆๆ ทุกอย่างต้องทำโน่นต้องทำนี่ แล้วถูกสอนมา ดิฉันตอนเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ถูกสอนมาว่าต้องประกาศ เจอใครก็ได้ เราต้องฉวยทุกโอกาส ทั้งมีโอกาสและไม่มีโอกาส เจอปุ๊บ เราต้องเอาเรื่องพระเจ้าไปคุยให้เขาฟัง

            พี่น้องเชื่อไหม? ดิฉันเคยนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ แล้วดิฉันก็คอยจ้อง คนที่นั่งข้างๆ เรา เราอยากจะประกาศกับเขา เพราะถูกสอนมา จนแล้วจนรอด จนคนนั้นเขาลุกขึ้นรถเมล์ไป ดิฉันยังอ้าปากไม่ได้เลย มันไม่ได้ คือไม่ใช่ของประทานเรา หรือบางทีขึ้นแท็กซี่  เรียกแท็กซี่ นั่งไกล นั่งมาตั้งครึ่งชั่วโมง 45 นาที ตั้งแต่ขึ้นไปนั่ง คิดๆ …

            “เราจะประกาศกับแท็กซี่ได้อย่างไร? เราจะประกาศกับคนนี้ได้อย่างไร?  เราจะพาเขามารับเชื่อได้อย่างไร?”

            คือลุ้นจนเสร็จ จนถึงที่หมาย ลงจากรถแท็กซี่ ยังไม่มีคำพูดสักคำเดียวออกจากปากของดิฉัน เพราะว่ามันไปไม่ได้ ยังไงก็ไปไม่ได้ พูดได้คำเดียว คือลงจากรถ “ขอพระเจ้าอวยพรนะคะ” พูดได้แค่นั้นแหละ ให้เขารู้ว่าฉันเป็นคริสเตียนนะ แต่ฉันประกาศไม่เป็นอะไรประมาณนั้น

            ฉะนั้น แต่ละคน พระเจ้าไม่ได้มีเป้าหมายที่จะให้เราต้องทำโน่น ต้องทำนี่ แต่ว่าถ้าถึงเวลาที่พระเจ้าอนุญาตให้เราทำ มันจะออกมาเอง คือลักษณะอยู่ดีๆ ไปคุยกับเขาเรื่องพระเจ้าไม่เป็น แต่อย่าให้ใครมาถามเรื่องพระเจ้ากับดิฉัน ฟังหูชาเลยนะ นึกออกไหม? สามารถเล่าได้ ต้องมีคนเกริ่นนำ  มาถาม แล้วดิฉันเล่าได้ อยู่ดีๆ ให้ดิฉันไปนั่งเล่าเรื่องพระเจ้าให้เขาฟัง ดิฉันทำไม่ได้ คือมันไม่ใช่ไง

            ฉะนั้น เราก็ขอบคุณพระเจ้า ที่พอเรารู้ความจริงว่าพระเจ้าไม่ได้ต้องการให้เราทำอะไรเลย พระเยซูคริสต์บอกสิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ คือเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าส่งมา แล้วพวกเราก็ได้เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว จากนั้น ชีวิตของพวกเรา พระองค์จะเป็นผู้นำเรา เมื่อถึงจังหวะที่พระเจ้าต้องการให้เราประกาศกับใคร? พระเจ้าก็ให้เรามีโอกาสนั่นแหละ เขาเกิดอยากจะถามขึ้นมา ดิฉันก็จะมีโอกาสคุยเรื่องพระเจ้าให้เขาฟัง

            หรือในอีกนัยหนึ่ง  ก็คือทุกโอกาสพระเจ้าสามารถทำได้ พระเจ้าสามารถที่จะให้เราไปอธิษฐาน วางมือให้คนเจ็บคนป่วย  แล้วคนเหล่านั้นหายโรค พระเจ้าก็ทำได้ แต่มันไม่ใช่ฝีมือเรา ไม่ใช่เพราะเราทำให้คนๆ นั้นหายป่วย ไม่ใช่ เพราะเราที่ไปประกาศเรื่องราวของพระเจ้า แล้วทำให้คนนั้นรับเชื่อ ไม่ใช่  เราเป็นเพียงเครื่องมือของพระเจ้า ที่พระเจ้าใช้ในแต่ละจังหวะเวลาของพระองค์  ที่พระเจ้าจะใช้เรา แล้วเกิดผล พอเกิดผล แล้วทำอย่างไร? ขอบคุณพระเจ้า จบไม่ต้องเอามาคิด เป็นพยานนะ …

            “เห็นไหม? วันนั้น พี่ไปวางมือให้คนนั้นหายโรคเลยนะ แล้วเราก็มาเป็นพยานทุกครั้งกับทุกคน”

            เท่ากับเรากำลังบอกกับทุกคนว่าอย่างไร? … “ฝีมือฉัน ฉันไปวางมือ แล้วเขาหายโรค”

            มันเป็นเรื่องเดียวกัน ฉะนั้น เรื่องนี้มันละเอียดอ่อนมาก เราต้องคอยระวัง คอยดูท่าทีในใจของเราว่าท่าทีของเราตอนนี้ เราเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจ  ในสิ่งที่พระเจ้าให้เราทำแล้ว ไม่ใช่ฝีมือพระเจ้าแล้ว ตอนนี้เป็นฝีมือเรา อันนี้อันตราย

            ตรงนี้ อาจารย์เปาโลก็บอกกับผู้เชื่อในเอเฟซัสว่า … “ข้าพเจ้าต่ำต้อยกว่าผู้เล็กน้อยที่สุด”

            ทำไมอาจารย์เปาโลรู้สึกอย่างนั้น  เพราะว่าตอนที่อาจารย์เปาโลยังไม่กลับใจใหม่ อาจารย์เปาโลเป็นตัวเอ้เลยที่พยายามไล่ล่าผู้เชื่อ ใครก็ตามที่เชื่อวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์ปุ๊บ อาจารย์เปาโลรู้สึกไม่ได้ ฉันต้องจัดการ เพราะว่าเกลียดชังคนเหล่านั้น เปล่า เพราะว่าฉันกำลังรักษาเกียรติของพระเจ้า คนพวกนี้ลบหลู่เกียรติของพระเจ้า คนพวกนี้แทนที่จะมาเชื่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  คือพระบิดาที่เราเชื่อตั้งแต่ไหนแต่ไร อยู่ดีๆ มาเชื่อคนที่ชื่อว่าเยซู ซึ่งใครก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ มาอ้างตัวเองเป็นพระเจ้า ไม่ได้ๆ ฉันต้องจัดการกับคนเหล่านี้

            ถึงขนาดอาจารย์เปาโลได้ยินข่าวว่าผู้เชื่ออยู่ที่ไหน? อาจารย์เปาโลก็จะขอทหารไปจัดการจับคนเหล่านี้มาทำโทษ จับมาติดคุก จับมาเฆี่ยนตี จับมา แล้วแต่ว่าจะทำอะไร แล้วตอนที่อาจารย์เปาโลเจอพระเจ้า อาจารย์เปาโลกำลังนำทหารไป เพื่อที่จะไปจับผู้เชื่อที่เมืองดามัสกัส  แล้วเป็นช่วงจังหวะ พี่น้องจะเห็นการต้อนรับพระเจ้าของแต่ละคน จังหวะไม่เท่ากัน บางคนพระเจ้าเรียกเขาตั้งแต่ตัวเล็กๆ บางคนพระเจ้าเรียกเขา อายุเยอะแล้ว กำลังใกล้ไป  อีกไม่กี่วันเขาจากไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็ให้เขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            อย่างโจรบนไม้กางเขน เขามาเชื่อพระเจ้า พระเจ้าให้เขารับใช้แค่นั้น  ก็คือเขาอยู่ข้างๆ ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซูคริสต์ แล้วเขาบอกพระเยซูคริสต์ว่า …

            “พระองค์เจ้าข้า ถ้าถึงแผ่นดินสวรรค์ ขอรับลูกด้วย”

            แปลว่าเขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เขายอมรับว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ แล้วพระเยซูคริสต์บอกกับเขาว่า …

            “วันนี้เราจะได้เจอกันที่แผ่นดินสวรรค์”

            เขารับใช้พระเจ้าแค่นี้เอง สั้นมาก ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง เขาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ แล้วเขาก็ได้ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรคสถาน โจรคนนี้  ทำหน้าที่แค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่เรื่องราวของโจรคนนี้ถูกประกาศตั้งแต่เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว  ใครที่อ่านพระคัมภีร์จะรู้จักโจรคนนี้ โจรคนนี้จะเป็นที่กล่าวขานถึงตลอด ช่วงเวลา 2,000 กว่าปีเขาได้รับใช้พระเจ้า เขาได้ประกาศพระนามของพระองค์ เขาได้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเวลา เกี่ยวกับตรงที่ว่าตามเงื่อนไขที่พระเจ้าบอกว่าถ้าใครก็ตามเชื่อวางใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเขาที่บนไม้กางเขน  โดยไม่พึ่งพาการกระทำของตนเอง  คนนั้นจะได้รับความรอด  แล้วคนนั้นจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าในแผ่นดินสวรรค์ทันทีเลยนะ ถ้าโจรคนนั้นยังไม่ตาย เขาก็ได้อยู่ในสวรรค์เรียบร้อยไปแล้วในโลกวิญญาณ เหมือนพวกเราทุกวันนี้  เราได้อยู่กับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว  ในโลกวิญญาณที่เราสัมผัสไม่ได้  เราไม่สามารถรับรู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายของเรา แต่เรารับรู้ด้วยวิญญาณของเรา …

                        “ข้ารู้ เพราะอยู่ในใจ”

            คือในใจยืนยันว่าเราเชื่อพระเจ้า ในใจยืนยันว่าเราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ในใจพระวิญญาณบริสุทธิ์บอกว่าเรารอดแล้ว ชีวิตที่อยู่บนโลกใบนี้ ให้พระเจ้านำเรา พระองค์บอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระองค์จะเริ่มต้นนำเรา ตามในหนังสือฟีลิปปีบอกเรา

            ฟีลิปปี 1:6 บอกว่า “พระเจ้าผู้ทรงเริ่มต้นการงานดีไว้ในชีวิตของท่าน พระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ จนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์”

            ก็คือวันแรกที่พี่น้องเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาอยู่ในวิญญาณของเรา พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาอยู่ในวิญญาณของเรา ทันทีทันใด พระเจ้าเริ่มต้นการงานดีไว้ในชีวิตของคนๆ นั้นแล้ว แล้วพระองค์ก็นำพาเขา ประคับประคองเขา คอยช่วยเหลือเขา คอยแนะนำเขาคอยให้กำลังใจให้กับคนๆ นั้น อย่างที่บอก ยามที่เราทุกข์ พระเจ้าก็แบกเราเดิน ยามที่เราสุข พระเจ้าก็เกี่ยวก้อยเราเดิน  ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ พระเจ้าไม่เคยทิ้งเราไปไหน? พระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา

            พี่น้องจำตรงนี้ให้ได้ว่าพระคริสต์สถิตอยู่ในท่าน เป็นสง่า เป็นเกียรติ เป็นสิริ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  ไม่มีใครสามารถที่จะนำเอาสิ่งนี้ ออกไปจากชีวิตของเราได้ เมื่อเราเชื่อพระเจ้าแล้ว บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว  เป็นแล้วเป็นเลย  ไม่มีใคร หรือไม่มีมนุษย์หน้าไหนบนโลกใบนี้จะสามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้าได้ ไม่สามารถทำให้เราจากเป็นผู้ชอบธรรม กลายเป็นคนบาปได้  ไม่มีทาง แต่หลายครั้งเราก็ถูกหลอก ด้วยระบบของโลกใบนี้  พยายามหลอกเราว่า …

            “เธอทำอย่างนี้บาปแล้วๆ พระเจ้าไม่รักแล้ว เป็นคริสเตียนแล้ว ทำไมถึงนิสัยแบบนี้”

            ไม่เกี่ยวอะไรเลย เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเจ้า วิญญาณเราสะอาดบริสุทธิ์หมดจด ไม่มีบาปเลย ตัวตนจริงๆ ของผู้เชื่อ เป็นผู้ชอบธรรมเรียบร้อยไปแล้ว

            นี่คือความจริง ทำไมถ้อยคำของพระเจ้า อาจารย์เปาโลถึงบอกว่าให้เราจดจ่ออยู่ที่เบื้องบน แล้วรับรู้ความจริงว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ พระเยซูได้ทำอะไรให้กับเราเรียบร้อยแล้ว นี่เป็นเรื่องสำคัญ พอเรารับรู้ความจริงตรงนี้ รับรู้ความจริงมากเท่าไร เราก็ถูกหลอกน้อยลง นึกออกไหม? ถ้าเรารู้ความจริงน้อย  เราก็ถูกหลอกมาก แค่นั้นเอง …

                        “รู้ความจริงเยอะ ถูกหลอกน้อย  รู้ความจริงน้อย ถูกหลอกเยอะ”

            แล้วคริสเตียน ถ้าถูกหลอก วิญญาณเรากระทบกระเทือนไหม? ไม่กระทบ ถ้าเราถูกหลอกมาก โดยที่เราไม่รับรู้ความจริงเยอะ ไม่กระทบกระเทือนถึงวิญญาณของเรา เพราะว่าเรารอดแล้ว รอดเลย  แต่มันจะกระเทือนถึงการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แทนที่เราจะมีความสุขกับสิ่งที่พระเจ้าทำให้เราเรียบร้อยไปแล้ว สันติสุขที่อยู่ในใจ ที่เราจะสามารถสำแดงออกมาได้เต็มที่ มันก็สำแดงออกมาไม่เต็มที่ เพราะว่าเราถูกขวางด้วยความโกหกหลอกลวง ที่พยายามส่งเข้ามาในความคิดของเรา

            ฉะนั้น อาจารย์เปาโลจึงบอกว่าให้เราเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจเสียใหม่ เพื่อเราจะรับรู้ว่าอะไรดี อะไรดียอดเยี่ยม พอเรารับรู้เยอะๆ  เราสามารถ เรามีกำลัง เพราะ ณ เวลานี้ผู้เชื่อมีพระเจ้าทั้ง 3 พระภาคอยู่ในเรา มีกำลังพอที่จะต่อต้าน ขัดขืนมัน “มัน” คือระบบของโลกใบนี้ การล่อลวงทุกรูปแบบที่จะพาเราหลงเจินออกนอกลู่ นอกทางของพระเจ้า เราสามารถขัดขืนมันได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าพอเราสามารถขัดขืน เราจะขัดขืนได้ตลอด  บางทีร่างกายเรา ก็อ่อนแอ เราก็ล้ม แต่ล้มไม่เป็นไร ล้มก็ลุกขึ้นมาใหม่  ล้มแล้วก็ไม่ต้องมารู้สึกถูกฟ้องผิด  …

            “เธอแย่แล้ว เธอบาป เธอเป็นคนบาปอีกแล้ว”

            ไม่ใช่เลย พี่น้องต้องจำตรงนี้ให้ได้ ไม่ว่าเราจะล้มลงกี่ครั้ง เรายังเป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้า ยังสะอาดบริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ไปจากความจริงในชีวิตของเราได้

            ฉะนั้น ตรงนี้แหละ อาจารย์เปาโลรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้เล็กน้อย เพราะว่าไปทำพระเจ้าไว้เยอะ ไปทำกลุ่มของพระเยซูคริสต์ไว้เยอะ ไปต่อต้านพระเยซูคริสต์ไว้เยอะ ไปต่อต้านผู้เชื่อเยอะ แต่เราขอบคุณพระเจ้า ตรงนี้ อาจารย์เปาโลบอกว่า …

            “ข้าพเจ้าก็ได้รับพระคุณ”

            พระเจ้า พระเยซูคริสต์ไม่ได้มองสิ่งที่อาจารย์เปาโลทำก่อนหน้านั้นว่า …

            “ตาคนนี้ต่อต้านเราทุกรูปแบบ เอาทหารมาจับลูกๆ ของเราไปทรมาน ไปอะไร ตาคนนี้เราหมายหัวเอาไว้ ต่อให้มาเชื่อพระเจ้า ไม่ใช้เขาแน่นอน”

            พระเจ้าไม่ได้มีอุปนิสัยแบบนั้น  โดยพระคุณ พระเจ้าเลือกอาจารย์เปาโลไว้แล้ว โดยพระคุณ เมื่อถึงเวลาที่อาจารย์เปาโลจะบังเกิดใหม่  พระเจ้าก็มีวิธีการทำให้เขาบังเกิดใหม่  พอหลังจากที่เขาบังเกิดใหม่ปุ๊บ อาจารย์เปาโลจะรู้ความจริงทั้งหมดอย่างรวดเร็ว เพราะว่าอาจารย์เปาโลมีพื้นฐานของเรื่องราวของพระเจ้าชัดเจนมากๆ ก็คือรู้อยู่แล้ว  แค่คลิ๊กนิดเดียวว่าต่อให้เธอรู้ อย่าพึ่งพาความรู้ของตัวเอง  อย่าพึ่งพาการกระทำของตัวเอง ความชอบธรรมของตัวเอง มาพึ่งพาฉัน เธอพึ่งพาความชอบธรรมของตัวเอง  พึ่งพาอย่างไร เธอก็ทำไม่ได้  ครบถ้วนสมบูรณ์ 100% มาพึ่งพาฉัน  แค่นั้นเอง  พออาจารย์เปาโลเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ไปไกลเลย เพราะว่าบทบัญญัติแน่นอยู่ในตัวของอาจารย์เปาโล พระเจ้าแค่เปิดให้เห็นว่าเธอทำมาตั้งนาน เธอช่วยตัวเองไม่ได้หรอก เธอมาพึ่งฉัน ก็พอ  แล้วอาจารย์เปาโลพึ่งพระเยซูคริสต์ แล้วรับรู้ว่าเขาเป็นคนบาปจริงๆ

            จริงๆ อาจารย์เปาโลคิดว่าตัวเองชอบธรรมมากเลย กับพวกฟาริสีธรรมาจารย์ คิดว่าตัวเองชอบธรรมมาก  ทำเยอะกว่าคนอื่น  รักษากฎบัญญัติได้เยอะกว่าคนอื่น แต่พระเยซูคริสต์กำลังให้เขาเห็นว่ารักษากฎบัญญัติได้มากแค่ไหนเธอก็ยังเป็นคนบาปอยู่ดี

            เพราะว่าพื้นฐานในวิญญาณไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง มนุษย์จำเป็นจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในวิญญาณ จากวิญญาณที่เป็นคนบาป อยู่ในอาดัม  อยู่ในบรรพบุรุษเดิม อยู่ใน DNA บาป ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง ผ่าตัดวิญญาณ ต้องถูกฆ่าให้ตาย เพื่อจะได้เกิดใหม่ เข้ามาใน DNA ใหม่ของพระเจ้า ฉะนั้น พวกเราทุกคนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ขบวนการนี้มันได้เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เราอธิษฐานกับพระเจ้า ขบวนการนี้ เราไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือ ไม่สามารถเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู แต่ใจเรารับรู้ รับรู้ว่ามันมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากข้างในวิญญาณ เราเปลี่ยนแปลง เรารับรู้ ข้างในวิญญาณเราเป็นความรัก เมื่อก่อนเรารักพระเจ้าไม่ได้  แต่ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด วิญญาณเราเป็นความรัก เรารักพระเจ้าเลย

            ถามว่าอยู่ดีๆ เรารักพระเจ้าได้อย่างไร?  มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อก่อนเราไม่เชื่อพระเจ้า เราต่อต้านพระเยซูคริสต์จะตาย ใครอย่ามาคุยเรื่องพระเยซูคริสต์ เราจะเถียงหัวชนฝาเลย อะไรประมาณนี้ แต่พอเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ ข้างในวิญญาณเราถูกเปลี่ยนใหม่เป็นความรัก ความรักแบบพระเจ้าเลย แล้วเราก็รักพระองค์ เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์เลย โดยเราไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ใช่ฝีมือเราเลย ไม่ได้เป็นความสามารถของเราเลย แต่พระเจ้าเป็นผู้เปลี่ยนเรา พระเจ้าใส่ความรักลงมาในวิญญาณใหม่ของเรา โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามฝืนที่จะรักคนโน้น รักคนนี้ หรือพยายามฝืนที่จะรักพระเจ้า เรารักเลย  วิญญาณตรงนี้พระเจ้าให้มา

            ฉะนั้น มนุษย์ธรรมดาก่อนที่จะบังเกิดใหม่ เราไม่สามารถรักพระเจ้าได้เลยแน่นอน ต่อให้เรามีความรู้สึกว่าฉันรักพระเจ้ามาก มันเป็นไปไม่ได้ วิญญาณเราบาปอยู่ วิญญาณบาป มีแต่ความเกลียดชัง ไม่มีความรัก

            ตรงนี้แหละ คือสิ่งที่พระเจ้าได้บอกเรา พระคัมภีร์ได้พยายามบอกเรา ให้เรารับรู้ความจริงตรงนั้น แล้วความจริงเหล่านี้จะทำให้เราเป็นไท คือเป็นอิสรภาพเลย ความจริงเหล่านี้จะทำให้เราไม่ถูกผูกมัด หรือไม่ถูกหลอกลวง  ไม่ถูกกระแทกด้วยเสียงอะไรไม่รู้ ที่อยู่รอบข้างเรา ที่พยายามบอกว่า …

            “เธอบาปๆ  เธอทำสิ่งนี้ เธอบาป พระเจ้าไม่รักเธอ เธอแย่แล้ว”

            สวนกลับไปเลย … “พระเจ้ารักฉันดังแก้วตาดวงใจ พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลงความรักของพระองค์ ความรักของพระองค์อยู่ในฉัน และฉันเป็นความรักด้วย ฉันกับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ฉันกับพระเจ้าสนิทสนมกัน ฉันไม่ต้องทำอะไร เพื่อให้สนิทสนม”

            ทันทีที่เราวางใจในพระเยซูคริสต์ปุ๊บ พระเจ้าทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในเรา เป็นก้อนเดียวกัน คือสนิทกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว ไม่ต้องพยายามไปทำตัวให้สนิทด้วย คือมันสนิทโดยอัตโนมัติในโลกวิญญาณ แต่ในโลกวัตถุเราก็พัฒนา พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ข้างในเรา จะค่อยๆ สอนเรา ให้เราสามารถที่จะทำตามธรรมชาติใหม่ ที่เราบังเกิดใหม่แล้ว ที่เหมือนพระเจ้าแล้วให้มากขึ้น ตรงนั้นเขาเรียกว่าผลของพระวิญญาณ มันจะค่อยๆ สำแดงออกมา บางคนก็สำแดงได้เยอะ บางคนก็สำแดงได้น้อย ก็แล้วแต่ว่าคนนั้น จะยอมให้พระเจ้าใช้เยอะหรือน้อย    แค่นั้นเอง   แต่ไม่มีผลกระทบกับความรอดของเราเลย  เรายังเป็นลูกพระเจ้า  ที่พระองค์ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ   เรายังเป็นผู้ชอบธรรมอยู่   เรายังสะอาด   บริสุทธิ์   หมดจด   เหมือนพระเจ้าทุกกระเบียดนิ้ว  เรายังได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ร่วมกับพระเยซูคริสต์ ณ เวลานี้ในโลกวิญญาณ  ก็คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเลย มันเป็นอย่างนั้น

            ฉะนั้น ความจริงเหล่านี้ ให้พี่น้องพยายามฝัง ฟังเรื่อยๆ ทำไมอาจารย์จะย้ำเราให้ไปฟัง อย่างฟังเทศน์ ฟังเที่ยวเดียวท่านจำไม่ได้หรอก ท่านฟังตอนนี้ จะใช่ๆ ออกไป ก็ลืมแล้ว อย่าว่าแต่ท่านลืมเลย ดิฉันพูดเอง ดิฉันยังลืมเลย ต้องไปทบทวน ไปเปิดฟัง ฟังๆ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะค่อยๆ เปิดเผยสำแดง พระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำเรา จะเปิดเผยให้เราเข้าใจมากขึ้น จะทำให้เรามีกำลังมากขึ้น จะทำให้เรารับรู้ความจริงมากขึ้น …

            “ใช่เลย ตอนนี้เราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ลักษณะของพระเจ้าเป็นแบบนี้ วันนี้ฉันไปทำแบบนี้ แปลว่าฉันทำไม่ได้เหมือนกับตัวตนจริงๆ ของฉันนี่นา ไม่ใช่ ตัวตนจริงๆ ฉันไม่ได้เป็นแบบนี้”

            เราก็เอาใหม่ๆ แค่นั้นเอง เอาใหม่ๆ คราวหน้า พระเจ้าให้กำลังเราด้วย แล้วเราก็จะสามารถเอาชนะมันได้ ทีละเล็กทีละน้อย  เราสามารถที่จะทำตามพระวิญญาณได้มากขึ้น  เมื่อเรายอมจำนน ให้กับพระเจ้า เมื่อเรายอมมอบอวัยวะทุกส่วนในร่างกายเรา คือพระเจ้าไม่ได้บังคับเรานะ ต่อให้พระเจ้า ณ เวลานี้ จะเรียกว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิตเราก็ได้ ก็คือพระเจ้าซื้อชีวิตของเราด้วยชีวิตของพระองค์เอง เราไม่ได้เป็นเจ้าของแล้วนะ แต่พระเจ้าก็ยังให้เกียรติเรา ที่จะตัดสินใจว่า …

            “ทุกวัน เธอเดินกับฉัน เธอจะตัดสินใจอย่างไร? อ้าว! เรื่องนี้เธอตัดสินใจอย่างไร? ถ้ามีเรื่องกับใคร เธอจะตัดสินใจอย่างไร? เธอจะตัดสินใจตามธรรมชาติใหม่ของเธอ เธอเป็นความรัก ให้อภัยเขา อดทนนาน”

            “โอเคนะคะ ไม่เป็นไร”

            หรือเธอจะไม่ยอมทำตามที่พระเจ้านำเรา ไม่ได้ๆ โปรแกรมเก่ายังมีอยู่ วนเวียนอยู่แถวนี้ พยายามที่จะจ่อเข้ามา เขาก็จะเสี้ยมเราว่า …

            “ไม่ได้ๆ เธอจะไปยอมเขาได้อย่างไร ไม่ได้มันต้องจัดการ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาได้ใจ”

            เท่ากับเราตอนนี้ทำตามเนื้อหนัง ทำตามการนำของระบบโลกนี้ พอเราทำตาม เราก็รับผล ผลตรงนี้ คือผลของโลกใบนี้นั่นแหละ เหมือนเราไปตบหน้าเขา ถ้าเขาแรงมาก เขาก็ตบหน้าเรากลับ รับผลไหม? รับผล หรือว่าเราไปตีหัวใคร เขาไปแจ้งความ เราก็ถูกปรับ แค่นั้นเอง  คือรับผลตรงนั้น

            แต่ผลในด้านวิญญาณ เรายังคงเป็นลูกของพระเจ้าอยู่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เลย เพราะว่าพระเจ้าบอกว่าพระองค์รับเราเป็นลูกแล้ว  ต่อให้เราหัวหกก้นขวิดขนาดไหน? พระเจ้าก็ไม่ทิ้งเรา  พระองค์จะนำพาเรา พระองค์จะคอยแนะนำเรา ให้สติปัญญาเรา พระองค์มีเหตุผลเนอะ บางทีพระองค์บอกว่าให้ทำอย่างนี้เถอะลูก เราไม่ยอมๆ พระเจ้าก็จะโน้มน้าวจิตใจเรา หาเหตุผลมาให้เรา เห็นไหมอย่างโน้นอย่างนี้ดีกว่านะ

            พระเจ้าไม่ได้บีบคอ ไม่ได้เธอต้องเชื่อฉัน  ไม่ใช่ ทรงโน้มนำเรา ให้เรายอมทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ แล้วเมื่อเรายอม เราก็ได้รับกำลัง สันติสุขมีอยู่แล้ว มันก็จะเพิ่มพูนมากขึ้น สันติสุข พระเจ้าให้กับเรา พระองค์ไม่เรียกคืนนะ มันอยู่ข้างในเรา  เราก็จะมีเพิ่มขึ้น  พัฒนามากขึ้น ความดีงามชนิดแบบพระเจ้า มันก็จะเพิ่มมากขึ้น  ความอดทนนาน มันก็จะเพิ่มมากขึ้น ความรักที่มันมีอยู่แล้ว  เราก็จะสามารถสำแดงออกได้มากขึ้น นี่คือการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  แล้วพระเจ้าก็จะนำพาเราทุกย่างก้าวเลย พระเจ้าอวยพรค่ะ

***************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            เมื่อเราเปิดใจต้อนรับ พระเยซูคริสต์  ชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มี​  ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น เป็นชีวิตจิตวิญญาณ  ที่​เหมือน​กับ​ชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์

            แม้ความจริงของพระเจ้าจะบอกเราว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์  เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากโทษของบาป  และได้บังเกิดใหม่  วิญญาณของเรา  ได้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย สะอาด  บริสุทธิ์  เต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้า พระเจ้าพระบิดา  พระบุตร  พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในเรา  เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าในสวรรค์แล้ว  สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงในโลกวิญญาณ  ซึ่งเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วทันทีที่เราเชื่อ   แต่เนื่องจากตาเนื้อเรามองไม่เห็น  มือเราสัมผัสไม่ได้  แต่เรารับรู้ได้ในวิญญาณ  เราจึงต้องดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ

            เชื่อตามที่พระเจ้าบอกเรา ในถ้อยคำของพระองค์ แน่นอน   เมื่อเรารู้ความจริงเหล่านี้  ถ้าเลือกได้  เราก็อยากกลับไปอยู่กับพระเจ้า  ซึ่งดีกว่าเยอะเลย แต่ที่พระเจ้ายังให้เราอยู่บนโลกนี้  ก็เพื่อรับใช้พระองค์  สำแดงความรักของพระองค์  ที่อยู่ภายในเราเรียบร้อยแล้วออกมา  ประกาศฤทธานุภาพแห่งข่าวดีของพระเยซู  ดำเนินชีวิตให้เป็นไปด้วยกันกับความจริงที่เราเป็นอยู่  มอบอวัยวะทุกส่วนในร่างกายให้พระเจ้าใช้  เปลี่ยนโปรแกรม  ความคิดเดิมที่เราเคยชิน  มาเป็นโปรแกรมความคิดใหม่  ตามถ้อยคำพระเจ้า  แล้วบุคลิกลักษณะของเราก็จะถูกเปลี่ยนใหม่  เป็นเหมือนพระเจ้า พ่อของเรามากขึ้น  และประพฤติตัวสมกับที่เป็นลูกของพระเจ้า  ผู้บริสุทธิ์ยิ่งใหญ่สูงสุดมากขึ้น

            1 ยอห์น 4:17-18 …  “17 ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้ ความรัก​​ (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา  เรา​จึง​มี​ความ​มั่นใจ​ใน​วัน​พิพากษา  ที่​เรา​มี​ความ​มั่นใจ​อย่าง​เต็มเปี่ยม​  ก็​เพราะชีวิตจิตวิญญาณที่​เรา​มี​ขณะที่อยู่ในโลก​นี้นั้น  เป็นชีวิตจิตวิญญาณที่​เหมือน​กับ​ชีวิตจิตวิญญาณของ​พระคริสต์ 18 ไม่มีความกลัวในความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) แต่ความรัก ((อากาเป้ แบบพระเจ้า)) ที่สมบูรณ์ครบถ้วน (ภายในเรา) ขจัดความกลัวออกไปจนหมดสิ้น  เพราะความกลัว (ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง) ทำให้เกิดความคิดฟ้องผิด (ว่าถูกตัดสินลงโทษ) ดังนั้น ผู้ที่ยังกลัวอยู่ (ไม่มั่นใจในความชอบธรรมของตนเอง กลัวการถูกลงโทษในวันพิพากษา) คือผู้ที่ยังไม่มีความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) ที่สมบูรณ์ครบถ้วนภายในเขา”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1399

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  15  มกราคม  2023

เรื่อง “จงเลียนแบบพระเจ้า เหมือนเด็กเล็กๆ เลียนแบบพ่อแม่”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            หัวข้อการบรรยายในวันนี้ คือ “จงเลียนแบบพระเจ้า เหมือนเด็กเล็กๆ เลียนแบบพ่อแม่” สุขสันต์วันเด็กได้แล้วใช่ไหม?  เพราะสำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่ว่าอายุท่านจะเท่าไรแล้วก็ตาม ผมขาวกี่เส้นแล้วก็ตาม จะเลข 7 เลข 8 ขึ้นต้นก็ตาม ท่านก็ยังเป็นเด็กเล็กๆ ของพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ก็คือพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของท่านอยู่ ขอบคุณพระเจ้า เป็นเด็กตลอดเวลาเลย เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะพูดกันเองในที่นี้ว่าเราสามารถมี หรือฉลองวันเด็กได้ทุกวัน ทุกวินาทีเลย เพราะเราเป็นเด็กนั่นเอง เป็นเด็กเล็กๆ ของพระเจ้า เอเฟซัส 5:1-2 เราเริ่มต้นด้วยถ้อยคำของพระเจ้าในวันนี้ …

        เอเฟซัส 5:1-2 “ดังนั้น จงเลียนแบบพระเจ้า และทำตามแบบอย่างของพระองค์ เหมือนเด็กเล็กๆ ที่พ่อรัก ที่เลียนแบบพ่อของพวกเขา”

            “เหมือนเด็กเล็กๆ ที่พ่อรัก ที่เลียนแบบพ่อของพวกเขา” คือเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็บังเกิดใหม่ ตั้งแต่วันนั้นมา เราก็เป็นลูกของพระเจ้า  ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ธรรมดา แต่ถ้าเผื่อมาเริ่มต้นรู้จักพระเจ้าใหม่ๆ อาจจะเดือนหนึ่ง สองเดือน หรือปีหนึ่ง เราเป็นทารกเลยนะ เราก็จะได้รับน้ำนมอันบริสุทธิ์ คือเลี้ยงดูเราเจริญเติบโตขึ้น  เราอาจจะมารู้จักพระเจ้า 2-3 ปี เราก็เริ่มเป็นเด็กเล็กๆ แล้วค่อยๆ เตาะแตะๆ ไปจนถึงอายุ 80 เราก็ยังเป็นเด็กที่โตหน่อย อายุ 90 ก็ยังเป็นเด็กที่โตขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง เป็นเด็กวันยังค่ำ จนกว่าวันหนึ่งเราจะจากโลกนี้ไป พระคัมภีร์บอกเราเป็นเหมือนทายาทที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่จะได้รับมรดก ที่พระเจ้าเตรียมไว้ในสวรรค์นั่นเอง  เพราะฉะนั้น เรายังคงเป็นเด็ก และพระเจ้าปฏิบัติต่อเราด้วยความรัก แบบอากาเป้ ซึ่งเราต้องเรียนรู้ เพื่อจะได้ทำตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความรักแบบอากาเป้นี้  เพื่อเราจะได้แบ่งปันความรักแบบอากาเป้นี้ ไปให้กับเด็กๆ หรือลูกๆ ของเรา ที่เป็นมนุษย์ ที่เดินอยู่บนโลกใบนี้เช่นเดียวกัน นึกภาพออกใช่ไหม? พระเจ้าจึงอยากให้เราเลียนแบบพระองค์ว่าพระองค์ดูแลเราอย่างไร? เราก็ดูแลลูกๆ หลานๆ และเด็กๆ บนโลกใบนี้อย่างนั้น เช่นเดียวกัน

            ตามแบบอย่างของพระเจ้า ก็คือตามแบบอย่างที่พระเจ้าปฏิบัติ เลี้ยงดูลูกเล็กๆ ก็คือพวกเรา ผู้เชื่อทั้งหลาย เราก็ดูแลเลี้ยงดูลูกๆ ของเรา เด็กๆ ของเราบนโลกใบนี้ ด้วยความรักแบบพระเจ้า แล้วเราก็ต้องเรียนรู้ใช่ไหมว่าความรักแบบพระเจ้า ที่ว่าไว้ มันเป็นอย่างไร? พระเจ้าเลี้ยงดูเราแบบความรักของพระองค์อย่างไร? เราต้องรู้ รู้เพื่อเราจะได้เลียนแบบได้ ถูกไหมครับ? เอเฟซัส 6:4 ได้บันทึกอย่างนี้ว่าเป็นลักษณะอย่างไร? …

        เอเฟซัส 6:4  “บิดา (พ่อแม่) ทั้งหลายอย่าใช้อารมณ์ ยั่วยุให้บุตรธิดาของท่านขุ่นเคือง โกรธ แต่เลี้ยงดูพวกเขาอย่างอ่อนโยน ในการอบรมสั่งสอน ฝึกวินัย ตลอดจนให้คำแนะนำ คำปรึกษา และคำตักเตือน ตามหลักการของพระเจ้า”

            พระเจ้าต้องการให้เราเลียนแบบ พระเจ้าแนะนำเรา สอนเราบอกว่าบิดา คือพ่อแม่ทั้งหลาย อย่าใช้อารมณ์ยั่วยุให้บุตรธิดาของท่านขุ่นเคือง โกรธ แต่เลี้ยงดูพวกเขาอย่างอ่อนโยน ในการอบรมสั่งสอน ฝึกวินัย  ตลอดจนให้คำแนะนำ คำปรึกษา คำตักเตือน ตามหลักการของพระเจ้า ก็คือตามแบบอย่างของพระเจ้าถูกไหม? ทำอย่างไร? อย่าใช้อารมณ์ อย่ายั่วยุ แต่ดูแลพวกเขาอย่างอ่อนโยน ฝึกวินัยเขา ให้คำแนะนำ ตักเตือน แบบอย่างพระเจ้าเลย

            เราก็จะมาดูว่าในนี้แบบอย่างพระเจ้าเป็นอย่างไร? ก็คือแบบอย่างที่พระเจ้าบอกไว้ว่าเราเป็นอย่างนี้ ก็คือ …

            1. พระเจ้าไม่ใช้อารมณ์ยั่วยุบุตรธิดาของพระองค์ให้ขุ่นเคือง โกรธ แต่พระเจ้าเลี้ยงดูพวกเขาอย่างอ่อนโยนในการอบรมสั่งสอน ฝึกวินัย ซึ่งภาษาอังกฤษตรงนี้ดีมาก เขาใช้คำว่า “Discipline” คือฝึกวินัย มาจากคำว่า “ฝึกสอนสาวก” สาวกของพระเยซู คือตรงนี้

            2. ให้คำแนะนำ คำปรึกษา และคำตักเตือน ตามหลักการของความรักแบบพระเจ้า  แบบไม่มีเงื่อนไข “Biqqoret (To inquire deeply)

            เรารู้แล้วว่ามี 2 อย่าง ฝึกวินัยกับให้คำแนะนำ ปรึกษา ตักเตือน ตามหลักการของความรักแบบพระเจ้า แล้วดูเป็นอย่างไร? เพื่อเราจะได้รู้ว่าพระเจ้าดูแลเราอย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่าพระเจ้าดูแลเราอย่างไร? ไม่รู้ท่าทีของพระเจ้าดูแลเราอย่างไร?  เราก็ไม่มีทางที่จะเอาลักษณะของพระเจ้าไปดูแลลูกหลานเราได้เลย เราก็ดูแลตามความคิดของเรา ตามในใจของเรา นึกว่ามันควรจะเป็นอย่างไร? ซึ่งพระเจ้าไม่ต้องการอย่างนั้น มันไม่มีประโยชน์ มันไม่ได้รับผล ถ้าได้ผลจริงๆ คือตามแบบอย่างพระเจ้าที่ดูแลเรา

            พระคัมภีร์สอนให้เราเลียนแบบพระเจ้า แปลว่าพระเจ้ายอดเยี่ยม ดีเลิศ พระเจ้าทำอย่างไร? เราทำตามอย่างนั้นหมด ฉะนั้น ท่านลองคิดตามนะว่าในขณะที่พวกเรา ซึ่งเป็นพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์  ที่อ่อนแอและมีข้อจำกัดมากมาย เรายังพยายามอย่างมาก ที่จะดูแลลูกของเรา รักลูกของเรามากขนาดไหน? ลองคิดดู พระเจ้าซึ่งเป็นพระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด และเป็นพ่อของเราทั้งหลาย พระองค์ทรงรักพวกเราที่เป็นลูกๆ ของพระองค์มากกว่านั้นอีกสักเท่าใด  เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์  แต่เราทั้งหลายเป็นอดีต คนบาป ที่ไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน ในอุปนิสัยใจคอ เพราะเป็นมนุษย์ยังอยู่ในร่างกายเดิม อยู่บนโลกใบนี้อยู่

            พระเยซูยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เปรียบเทียบให้เราเห็น บอกว่าเราซึ่งเป็นคนบาป ยังรู้จักรักลูกของตนเองเลย เราพ่อแม่ซึ่งเป็นคนบาปยังรู้จักรักลูกของตนเองเลย ลูกเราขอปลา จะให้งูหรือ? ลูกเราขอขนมปัง จะให้ก้อนหินหรือ? เรายังอยากจะรู้ว่าลูกของเราต้องการอะไร? อะไรที่ดีที่สุด สำหรับเขา และมากกว่านั้นสักเท่าใดที่พระองค์จะเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้กับเรา ที่ทูลขอ ร้องขอต่อพระองค์ และข้อสำคัญ พระองค์บอกว่าพระองค์รู้ก่อนด้วยซ้ำไปว่าในใจของเรา อะไรที่มันดี ที่เราสมควรจะได้รับ เราเองเราไม่รู้ตัวเลย แต่พระองค์ทรงรู้ว่าเราสมควรได้รับอะไร? แล้วเราอยากได้อะไรมาก พระองค์รู้ก่อนเราขอด้วยซ้ำ นี่พระเยซูยกตัวอย่างอย่างนั้น

            พระเยซูกำลังเปรียบเทียบให้เราเห็นภาพระหว่างความรักของพ่อแม่ ที่เป็นคนบาป ที่เป็นมนุษย์ ที่พยายามที่สุด ที่จะคอยอบรมสั่งสอนให้ลูกได้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้กับความรักและพระคุณของพระเจ้า ที่คอยอบรม สั่งสอน ฝึกวินัย ให้เราทั้งหลาย ลูกๆ ของพระองค์ได้ดี และพระเจ้าทรงชันสูตร แสวงหาเข้าไปในใจของเราลึกๆ ในชีวิตของลูกๆ แต่ละคนของพระองค์ เพื่อจะได้เข้าไปอบรม สั่งสอน นิสัยใจคอ ขอให้ลูกสามารถที่จะรับได้ในสิ่งที่พระองค์ทรงสอน ให้เขาสามารถเชื่อฟัง ให้รู้ว่าต้องคุยกับเขาในท่าไหนดี อะไรอย่างนี้ เห็นไหมครับ?

            ยกตัวอย่าง พระเยซูบอกว่าพระองค์ทรงสืบเสาะเข้าไปหา ละเอียดขนาดไหน? ชันสูตรเข้าไปในจิตใจของลูกๆ แต่ละคนขนาดไหน? ขนาดเส้นผมทุกเส้น บนศีรษะของเรานั้น พระองค์ทรงนับไว้แล้ว พระองค์ทรงรู้ว่ามีกี่เส้น และร่วงไปกี่เส้นเมื่อวานนี้ วันนี้ เอเมนไหม นี่เห็นภาพชัด พระเยซูยกตัวอย่าง ขาดลอยเลยนะ  อุปมาอันนี้อันเดียวรู้ทันทีว่าพระเจ้าทรงรักลูกแต่ละคนขนาดไหน? ลึกซึ้งขนาดไหน? ขนาดเข้าไปนับผมทีละเส้นๆ ว่ามีกี่เส้น นี่ชัดเจน พระองค์ทรงทราบว่าเขาคิดอะไรอยู่ ขณะนี้เราคิดยังไง และมันมีประโยชน์ต่อชีวิตเราไหม? แล้วเราควรจะแก้ไขความคิดเหล่านั้นอย่างไร? เราควรจะได้รับสิ่งที่เราปรารถนาด้วยวิธีใด? พระองค์ทรงทราบก่อนล่วงหน้าทั้งหมดแล้ว เราเป็นคนลักษณะไหน? นิสัยใจคอเราเป็นอย่างไร? แล้วพระองค์ก็จะอดทนนานด้วยความรัก ค่อยๆ สอนเราด้วยความอ่อนโยน นำพาเราด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยพระเดช

            ด้วยพระคุณ เราสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ พระเจ้าดูแลเราอย่างนี้ แล้วเราก็ใช้วิธีการนี้ในการเลี้ยงดูบุตรหลานของเราต่อไป ดูแลเด็กๆ บนโลกใบนี้ต่อไป ตามเอเฟซัส 6:4 ที่เราอ่านไปสักครู่นี้ การสอนของพระเจ้าที่ทำให้เราต้องมาเรียนรู้ และทำตามแบบอย่างเหมือนพระองค์นั้น สามารถแยกแยะออกเป็นส่วนๆ มี 2 ส่วนที่เป็นหลัก ก็คือ …

            1. อบรมสั่งสอน ฝึกวินัย นี่คือการเลี้ยงดูเด็กๆ ของพ่อ ของพระเจ้า ที่มีต่อเรา  และเราควรจะเรียนรูที่จะเลียนแบบอย่างนี้ ในการเลี้ยงดูบุตรหลานของเราบนโลกใบนี้

            2. ให้คำแนะนำ คำปรึกษา และคำตักเตือน

            นี่คือ 2 หลักในวิธีการแบบอย่างของพ่อ คือพระเจ้า มาดูข้อแรกก่อน …

            ข้อแรก วิธีการของพระเจ้าในการอบรม สั่งสอน ฝึกวินัยลูกๆ ของพระองค์  การอบรม สั่งสอน ฝึกวินัยแบบพระเจ้า คืออะไร? คราวนี้เรามาเรียนรู้แล้วนะ เรียนรู้จากพระคัมภีร์บอกเรา ฝึกวินัยแบบพระเจ้า ก็คือพระเจ้าของเรา เป็นผู้ฝึกสอนเรา ซึ่งเป็นลูกด้วยความรัก ไม่ใช่เป็นผู้คุม แบบโหดร้าย เหมือนเราเป็นนักโทษ หรือเหมือนเราเป็นทาส แต่พระองค์เป็นพ่อ ที่เป็นเหมือนครูฝึก ภาษาเดิม แปลคำนี้ชัดเจนมาก คือคำว่าเทรนเนอร์ (Trainer) หรือครูฝึก เป็นเทรนเนอร์ หรือเป็นครูฝึกที่ดีที่สุดของเรา ลูกของพระองค์ นี่ภาพต้องเป็นอย่างนั้น

            ความหมายของคำว่า “เทรนเนอร์” มันดีมาก หรือภาษาไทยเขาเรียกว่า “ครูฝึก” หรือ “ผู้ฝึกสอน” ฝึกวินัยดีมาก เทรนเนอร์ที่เรารู้จักบนโลกใบนี้ เป็นอย่างไร? หมายถึงใคร? เทรนเนอร์ก็จะคอยดูแล แนะนำ ฝึกสอนให้เราทำ ยกตัวอย่างเช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ชัดมาก คำว่า “เทรนเนอร์” เยอะแยะไปหมด ไปฟิตเนสอะไรต่างๆ ก็มีเทรนเนอร์ ฝึกสอนเรา พอมองเห็นภาพ เป็นนักกีฬาอาชีพ นักกีฬาแข่งขัน ระดับชาติ ระดับไหนก็ตาม ก็จะมีครูฝึก มีเทรนเนอร์ เทรนเนอร์ก็จะฝึกให้เราออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา ตามความถนัดของเรา เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้เราแข็งแรง มีบุคลิกร่างกายดี ประสบความสำเร็จในการเล่นกีฬาต่างๆ เหล่านั้น แล้วแต่จะเล่น เพื่ออะไร? เทรนเนอร์ไม่ใช่ฝึกสอน ฝึกเรา เพื่อจะลงโทษเรา หรือจะฆ่าเราให้ตายถูกหรือไม่ถูก? นั่นแหละ นึกถึงภาพพระเจ้า เทรนเนอร์ คืออย่างนั้นแหละ

            แต่แน่นอน เวลาเรามีเทรนเนอร์ ตอนที่เราฝึกอยู่นั้น เราต้องอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก เช่น ความขี้เกียจ ความเหมื่อยล้า ต้องต่อสู้อดทนกับความเจ็บปวดกล้ามเนื้อบ้าง เส้นเอ็นตึง ยึดบ้าง แต่ครูฝึกหรือเทรนเนอร์ จะรู้ระดับขนาดที่เราแต่ละคนมีไม่เท่ากัน และรู้ว่าเราสามารถรับได้ ทนได้แค่ไหน? ที่เหมาะสมกับเราแต่ละคน เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ในร่างกายเรามากที่สุด เท่าที่ทำได้  เพื่อจะสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น

            ยกตัวอย่างเราไปฟิตเนต เราจะไปทำอะไร? เทรนเนอร์ก็จะมาคุยกับเราว่าเป้าหมายของเรา คืออยากจะมีกล้ามสวยๆ มีพุงแฟ๊บๆ ใช่ไหม? โอเค วางโปรแกรมไว้ ออกกำลังกายอย่างนี้นะ รับประทานอาหารอย่างนี้ แล้วก็คอยดูแลเรา สัปดาห์นี้ถึงไหนแล้ว โอเค อยากมีกล้ามสวยๆ ต้องยกเยอะๆ มันเจ็บ มันปวดใช่ไหม? เมื่อยใช่ไหม? แต่เป้าหมาย คือรูปร่างจะได้สวย  ร่างกายจะได้แข็งแรง อย่างนี้เป็นต้น นี่คือหน้าที่ หรือการฝึกของเทรนเนอร์

            พระเจ้าเป็นพ่อของเรา เป็นเทรนเนอร์ที่ยอดเยี่ยม เอาใจใส่เราในทุกกระเบียดนิ้ว เข้าใจเราทุกอย่าง มากกว่าตัวเราเข้าใจตัวเราเองด้วยซ้ำไป พระองค์รู้จุดอ่อนจุดแข็งของเรา อยู่ตรงไหน? พระองค์ฝึกฝนเรา  เพื่ออนาคตที่ดี เพราะเป็นเทรนเนอร์ที่ดี ไม่มีเทรนเนอร์ที่ไหนหรอกที่จะมา เพื่อจะลงโทษเรา เนื่องจากอดีตเรา ไปทำไม่ดีมา

            บอกให้ออกกำลังกาย สมมติว่าให้ยกน้ำหนักอย่างนี้ๆ 10 เชต เชตละ 10 ที วันละ 5 ครั้งทุกวัน สัปดาห์ต่อไป ไม่ทำ ไม่เอาแล้ว ไม่สนใจแล้ว ไม่สอนแล้ว หรือลงโทษ ไม่ใช่ เขาก็จะมาศึกษาต่อว่าที่เราไม่ทำ เพราะอะไร? เทรนเนอร์ก็อาจจะเห็นว่าที่เราไม่ทำ เพราะอาจจะเยอะเกินไป หรือเราไปทำอย่างอื่นผิด เพราะฉะนั้น ลดการวิ่งลงไหม? แล้วมายกน้ำหนัก ให้ได้ตามที่เราตั้งใจ ที่เทรนเนอร์สอน ที่เทรนเนอร์แนะนำ พอเราลดการวิ่ง ความเหนื่อยมันก็น้อยลง เราก็สามารถมายกน้ำหนักได้ ตามที่เทรนเนอร์วางไว้ให้

            เห็นไหม? จะมองภาพเห็นว่าเทรนเนอร์ต้องทำอะไร? เทรนเนอร์ต้องเข้าไปศึกษาอย่างลึกซึ้งว่าคนๆ นี้ เขาทำได้แค่ไหน? เขาควรจะทำอะไร เพื่อเป้าหมายนั้น เป้าหมายต้องการให้ท้องแฟ๊บ ทำอย่างไร? ไปวิ่งออกแต่หัวใจอย่างเดียว ท้องไม่แฟ๊บหรอก อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่จริงอย่างนี้หรือเปล่า เราก็ไม่รู้นะ ยกตัวอย่างให้เห็น เพราะกำลังฮิต กำลังดังมาก เรื่องเทรนเนอร์หรือครูฝึกนี้

            แล้วพระองค์จะคุยกับเราอย่างไร? เทรนเนอร์ที่เป็นพระเจ้า คุยกับเราเสมอตามถ้อยคำพระเจ้าที่บอกไว้ว่าพระเจ้าตรัสกับเรา เสมอว่าพระองค์ได้เริ่มต้นแผนการดี ในเราแต่ละคนแล้ว แผนการดี คือให้เราได้เริ่มต้นเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงกระทำต่อไป ฝึกฝน สอนเราต่อไป จนกระทั่งสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย ก็คือเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ เข้าไปสู่ในโลกวิญญาณ จนถึงได้รับชีวิตนิรันดร์ในที่สุด นั่นเอง นี่คือเป้าหมาย

            แล้วพระองค์บอกว่าพระองค์ทำสำเร็จแน่นอน เพราะพระองค์ทรงเริ่มต้นทำ เราเป็นลูกของพระองค์แล้ว ก็เป็นลูกเลย ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น นั่นแหละ หน้าที่ของพระองค์ ก็คือกำลังสอนเราเป็นลูกของพระองค์ และไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป้าหมาย คือเป็นลูกของพระองค์ที่สง่างาม  และอยู่บนโลกใบนี้ อย่างมีสันติสุขและความสุขมากที่สุด เท่าที่ทำได้  นี่คือข้อ 1 คือการฝึกฝน อบรม ฝึกวินัยให้กับลูกๆ ของพระองค์ ซึ่งเราเลียนแบบ เอาไปฝึกให้กับลูกๆ ของเราได้

            มาข้อที่ 2 ที่พระเจ้าต้องการให้เราเลียนแบบ ก็คือการให้คำแนะนำ คำปรึกษา คำตักเตือน แบบพระเจ้า แบบพระเจ้า คือไม่ใช่แบบมนุษย์คิด หรือแบบมนุษย์เราทำกันทั่วๆ ไป เช่น พอลูกทำผิด หรือเด็กๆ ที่ทำผิด …

            “บอกกี่ครั้งไม่เชื่อสักทีหนึ่ง ไปตายซะ บอกกี่ครั้งไม่รู้จักฟัง สักทีหนึ่ง”

            เห็นไหม? ใช้อารมณ์ ยั่วยุให้เขาเกิดความกระด้างกระเดื่อง รับไม่ได้ แทนที่จะให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้คำตักเตือนแบบพระเจ้า แบบพระเจ้า คือภาษาฮีบรูเดิม เขาใช้คำว่าบิ๊กโกเร้นท์ (Biqqoret) ภาษาอังกฤษ คือ To inquire deeply หรือ Search deeply ซึ่งแปลเป็นไทย คือการค้นหา ชันสูตรเข้าไปในจิตใจ อย่างละเอียดลึกซึ้ง เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของลูกแต่ละคน มันแปลว่าอย่างนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่ให้คำแนะนำ คำปรึกษา คำตักเตือนกับลูกๆ แบบนี้ไหมว่าให้เข้าไปค้นหา ชันสูตรจิตใจของลูกคนนั้นอย่างละเอียดลึกซึ้งว่าเป็นคนนิสัยอย่างไร? จุดอ่อนจุดแข็งเป็นอย่างไร? พูดอย่างไร เขาถึงจะรับได้ ลูกคนโตไม่ค่อยจะพูด พูดน้อย คิดเยอะ ลูกคนเล็กเป็นคนพูดมาก คิดน้อย เราควรจะพูดอย่างไร? ที่เขาจะสามารถรับได้ เข้าใจได้ ไม่เข้าใจเราผิด เอเมนไหม? เพราะเขาเป็นเด็กเล็กๆ อยู่

            แทนที่จะทำแบบนั้น เราทำแบบมนุษย์ ให้คำแนะนำ ปรึกษาแบบใจเราต้องการ เราต้องการอย่างนี้ ใช้อารมณ์

            “ไม่ได้ ต้องทำอย่างนี้สิ ต้องทำอย่างนั้นสิ ต้องไปเรียนหมอ ต้องไปเรียนอันโน้น”

            เราไม่เข้าใจเขา เขาอยากจะทำอย่างนี้  เพราะเขาถนัดอย่างนี้

            เราบอก … “อย่างนี้ได้อย่างไร อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ไปทำอย่างนี้ดีกว่า พ่ออยากให้เป็นอย่างนี้ แม่อยากให้เป็นอย่างนี้”

            นี่คือตรงกันข้ามกับแบบพระเจ้า

            เนื่องจากคำว่า “Biqqoret” ในภาษาฮีบรู ได้มีการเอามาใช้บัญญัติเป็นคำศัพท์ใหม่ เรียกว่าในภาษาฮีบรูใหม่ มีการนำคำว่า Biqqoret  มาใช้เรียกเครื่องมือชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้เฆี่ยนตี ลงโทษ ให้ถึงตาย ของนักโทษประหาร และใช้คำภาษาอังกฤษว่า Scourging ที่แปลว่าการลงโทษ เฆี่ยนตีให้ถึงตาย จึงมีข้อพระคัมภีร์บางแห่งที่แปลความหมายตรงนี้ให้ไม่ตรงตามบริบทที่ควรจะเป็น นึกออกแล้วใช่ไหม? Biqqoret ควรจะเป็นอย่างที่ตะกี้นี้บอกว่าค้นหาเข้าไปลึกๆ ชันสูตรเข้าไปในจิตใจลึกๆ อย่างละเอียดของลูกๆ  เพื่อที่จะได้รู้จุดอ่อน จุดแข็งของเขา เพื่อที่จะเลี้ยงดูเขา ให้คำแนะนำ คำปรึกษากับเขา แต่อันนี้ นำมาใช้เรียกเครื่องมือหนึ่งเรียกว่าเฆี่ยนตี จนตาย เป็นการลงโทษ ต่างกันลิบเลย  ถามว่าทำไมเอาใช้ ต่างกันลิบ ก็เพราะว่า Biqqoret แปลว่าการเจาะเข้าไปอย่างลึกซึ้งเข้าไปจิตใจ นี่คือเริ่มต้นของศัพท์คำนี้ แล้วก็นำศัพท์คำนี้  เมื่อคำว่าเจาะลึกซึ้ง  มาทำเป็นศัพท์ใหม่ ภายหลังจากมีการสร้างเครื่องมือ การเฆี่ยนตีนี้ขึ้นมา เอาคำนี้มาใช้ เหมือนกับเราใช้คำว่าโทรทัศน์อย่างนี้

            โทรทัศน์ ก็มาจากคำเดิม ก่อนนี้ ไม่มีคำว่าโทรทัศน์ มีแต่คำว่าโทร คือการติดต่อกัน ระยะการติดต่อ โทรทัศน์คือการติดต่อกัน ที่เห็นภาพ รวมกันเป็นโทรทัศน์ รู้แล้วว่าโทรทัศน์เป็นอะไร โทรทัศน์มาจากคำว่าโทร จากคำว่าติดต่อกันทางไกล อย่างนี้เป็นต้น

            เพราะฉะนั้น จึงมีการนำข้อพระคัมภีร์บางแห่งในพระคัมภีร์ ที่ใช้คำว่า Biqqoret ในการแปลความหมาย ที่ผิดไปจากบริบท ที่ควรจะเป็น ซึ่งพอมันแปลผิดปุ๊บ มันเกิดอะไรขึ้น เข้าใจผิดเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง ต่อพ่อที่เป็นพระเจ้า ผู้เป็นพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ผู้ทรงเป็นความรัก ที่ดำรงเป็นนิตย์ ที่รักมนุษย์มาก ดังแก้วตาดวงใจของพระองค์ พระองค์ไม่ได้กระทำอย่างนั้นเลย แต่ถูกเข้าใจผิด วันนี้เลยจะมาทำให้ท่านเข้าใจถูก เพื่อเราเข้าใจในทางของพระเจ้าถูกแล้ว เราจะได้เลียนแบบ เอามาดูแล ลูกๆ ของเรา เด็กๆ ของเราบนโลกใบนี้  ในฮีบรู 12:5-6 เป็นข้อที่ชัดเจนมาก ที่ทำให้เข้าใจพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเราผิดไปเยอะเลย บันทึกไว้อย่างนี้ ซึ่งมันผิดบริบท …

        ฮีบรู 12:5-6 “5 ท่านได้ลืมถ้อยคำให้กำลังใจ ซึ่งมีมาถึงท่าน ในฐานะบุตรว่าลูกเอ๋ย อย่าละเลย การตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าท้อใจ เมื่อพระองค์ทรงตำหนิท่าน 6 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก และทรงลงโทษทุกคนที่ทรงรับเป็นบุตร”

            “ท่านได้ลืมถ้อยคำให้กำลังใจ ซึ่งมาถึงท่าน ในฐานะบุตรว่าลูกเอ๋ย อย่าละเลย การตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า

            ท่านรู้แล้วตรงนี้ แปลมาจากคำว่า Scourges ซึ่งหมายถึงเฆี่ยนตีให้ถึงตาย  และอย่างนี้จะเป็นถ้อยคำให้กำลังใจไหม? ท่านอย่าละเลย การเฆี่ยนให้ตายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่กำลังเฆี่ยนท่านให้ถึงตาย เป็นกำลังใจตรงไหน?

            “อย่าท้อใจ เมื่อพระองค์ทรงตำหนิท่าน เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอน ผู้ที่พระองค์ทรงรัก

            ก็คือมาจากคำว่า “พระองค์ทรงเฆี่ยนตีให้ถึงตายกับผู้ที่พระองค์ทรงรัก” เป็นไปได้ไหม? พูดเองก็ได้  มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว นี่แหละความเข้าใจผิด

            “และทรงลงโทษทุกคนที่ทรงรับเป็นบุตร” ก็คือเมื่อเราบังเกิดใหม่ คริสเตียนแล้ว เป็นลูกของพระองค์แล้ว พระองค์จะลงโทษเราอย่างนี้ มันถูกบริบทไหม? ไม่ถูกแน่นอน เรารู้แล้ว

            พระเจ้าไม่ตีสอน ผู้ที่พระองค์ทรงรัก และไม่ลงโทษทุกคนที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์ เอเมนไหม? เพราะว่าพระองค์ทรงได้รับเขาทั้งหลายเหล่านั้น เป็นของพระองค์แล้ว ในพระเยซูคริสต์ พระองค์เป็นพ่อของพวกเขา เขาเป็นบุตรของพระองค์แล้ว  พระองค์ไม่ลงโทษทุกคนที่อาศัยอยู่ในพระคริสต์อย่างแน่นอน เอเมน เพราะพระเยซูรับโทษบาปไปเรียบร้อยแล้ว ผ่านทางพระโลหิตของพระองค์ เอเมนไหม? ชัดเจนเลย

            คำว่า “ตีสอน” ตรงนี้ ภาษาฮีบรู ก็คือตะกี้นี้ Biqqoret  คำว่าตีสอนตรงนี้ พระคัมภีร์ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ ก็เข้าใจผิด ก็จะใช้คำว่า Scourges คือคำที่มาจาก Biqqoret ที่รวมคำเป็นสมัยใหม่ แปลว่าเฆี่ยนตี  ที่มักใช้กับการลงโทษในสมัยโรมัน คือใช้แส้ ที่ทำด้วยหนัง เป็นเส้นๆ คล้ายหางม้า มีกระดูกสัตว์ หรือของมีคมติดอยู่ที่แส้ แล้วก็เฆี่ยนไป เพื่อที่จะให้กระดูกที่เป็นแหลมๆ เหล่านั้น เจาะลึกเข้าไป ในเนื้อกระชากออกมา เพื่อให้นักโทษนั้น ได้รับการลงโทษอย่างสาสม เพราะเป็นนักโทษประหารชีวิตนั่นเอง นี่คือคำว่า Scourges ท่านพอจะนึกออกแล้วใช่ไหมว่าตรงนี้น่าจะแปลว่าอะไร?  และคำว่า Scourges เป็นคำเดียวกันกับตอนที่ทหารโรมันเฆี่ยนตีพระเยซู ก่อนที่จะจับไปตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์ถูกเฆี่ยน ถูกตี ด้วยความโกรธ เกลียดชัง เยาะเย้ยของทหารโรมัน กระชากเนื้อของพระองค์ออกมาทีละนิดๆ ออกมาเรื่อยๆ  เพื่อให้พระองค์สิ้นพระชนม์ แต่ยังไม่ถึงเวลาในการทนทุกข์เพียงพอ  พระองค์ยังไม่สิ้นพระชนม์ ยังไม่ถึงเวลา

            เพราะฉะนั้น “พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอน หรือ Scourges นี้ ผู้ที่พระองค์ทรงรัก เมื่อตะกี้ที่เราอ่าน  และทรงลงโทษทุกคนที่ทรงรับเป็นบุตรนั้น” จึงไม่ใช่อย่างแน่นอน ถูกไหม? มันขัดกับถ้อยคำพระเจ้าอื่นๆ ในพระคัมภีร์มากมายเลยที่บอกว่าพระเจ้าเป็นความรัก ประทานพระเยซูมา พระเยซูแบกรับเอาความบาป ถูกเฆี่ยน ถูกตี เพื่อเราทั้งหลาย  ไม่ใช่ให้เราถูกเฆี่ยนตี

            โรม 8:1 บอกว่าไม่มีการลงโทษใดๆ แล้ว สำหรับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ คือผู้ที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ไม่มีการลงโทษอีกแล้ว แล้วนี่ไปเอาโทษมาจากไหน? เห็นไหม?

            ถ้าคำว่า Scourges หรือการตีสอน หมายถึงการเฆี่ยน แบบที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ ท่านลองนึกภาพว่าจะมีพ่อแม่ มนุษย์คนไหนบ้างไหมที่รักลูก แล้วเฆี่ยนตีลูกอย่างนั้น  พ่อแม่ที่เป็นมนุษย์ เป็นคนบาปยังไม่ทำอย่างนั้นเลย แล้วพระเจ้าจะทำอย่างนั้นกับเราได้อย่างไร? พระองค์บอกให้เราเลียนแบบพระองค์อย่างที่ถูกต้อง “อย่างที่ถูกต้อง” คือแบบ Biggoret ที่เป็นความหมายเดิมของภาษาฮีบรูนั่นเอง ที่เราเรียนรู้ไปเมื่อตะกี้นี้ ในพระคัมภีร์เดิม ในหนังสือสุภาษิตก็มีคำนี้อีก คำว่า Biggoret นี้ ที่เขียนไว้ สุภาษิต 3:11-12 …

        สุภาษิต 3:11-12  “11 ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสั่งสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าขุ่นข้องหมองใจ เมื่อพระองค์ทรงว่ากล่าวตักเตือน 12 เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสั่งสอน ผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดั่งพ่อตีสั่งสอนลูกที่ตนชื่นชม”

            ลักษณะเดียวกัน “อย่าดูหมิ่น การตี สั่งสอน ฆ่าให้ตายขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าตีสั่งสอน เฆี่ยนให้ตายผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดั่งพ่อที่เฆี่ยนลูกที่ตัวเองรักและชื่นชม” อย่างนั้นหรือ? มันไม่ใช่ มันไม่ถูกแล้ว

            คำว่า “ตีสั่งสอน” ที่ใช้ในหนังสือสุภาษิตข้อนี้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Correct” ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งก็มีรากศัพท์จากภาษาเดิมคำเดียวกัน คือ Biggoret เหมือนกันกับเมื่อสักครู่นี้  เพราะเป็นภาษาฮีบรูเดิมนั่นเอง ก่อนคำว่าเฆี่ยนจนฆ่าให้ตายจะบังเกิดขึ้น  เครื่องมือนี้จะถูกสร้างขึ้นมา แล้วมีศัพท์คำใหม่ เกิดขึ้นมาว่า Scourges เฆี่ยนตี Biggoret แปลว่าชันสูตร ค้นเข้าไปลึกๆ ด้วยความรัก

            ถ้าย้อนไปดูพระคัมภีร์ต้นฉบับ ภาษาเดิม คือฮีบรู คำว่า “ตีสอน” หรือ “Biggoret” อันนี้ จะใช้คำที่มีความหมายว่า “Inquire deeply” หรือ “Search deeply” ซึ่งแปลว่าการค้นหา ชันสูตรอย่างลึกซึ้งเข้าไปลึกๆ ในใจ เพื่อทำให้มันดี เหมือนกับเอามาใช้กับคำว่า “ไถ หว่าน” สภาพของการไถหว่าน ไถเพื่อหวังดี เพื่อให้เกิดผล  ไถหว่าน คือเข้าไปลึกๆ ของดิน เพื่อมันซุย เพื่อเขาจะรับสารอาหารได้ มันเป็นท่าทีที่ดี  ไม่ใช่คำศัพท์ใหม่ที่เขาเอามาใช้กับเครื่องมือการลงโทษ นักโทษประหาร แส้เข้าไปลึกๆ ลงโทษเข้าไปลึกๆ เฆี่ยนเข้าไปลึกๆ เพื่อให้ผู้คนรอบข้างเห็นและหลาบจำว่านักโทษประหาร ทำผิด แล้วถูกลงโทษ อย่างนี้ๆ ลึกเหมือนกัน แต่มันเป็นศัพท์คำใหม่

            ความหมายของข้อนี้ คือพระเจ้าทรงชันสูตรชีวิต และจิตใจของเราอย่างละเอียด ลึกซึ้ง และฝึกฝนเรา ปรับปรุงแก้ไขเรา ลูกเล็กๆ ของพระองค์ อย่างทะนุถนอม ด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ด้วยความอดทนนนนนนน เพราะฉะนั้น เราเลียนแบบพ่อของเรา เราจะต้องดูแลเด็กๆ ลูกๆ ของเรา และลูกๆ ของคนอื่นด้วย  เด็กๆ ทั้งหลาย เราก็ต้องดูแลเลี้ยงดูเขา ด้วยการอดทนนาน

            อย่างเมื่อวานเห็นชัดเลย เด็กจะเอาระเบียบอะไรมากมายนัก เราก็ต้องอดทน ให้เข้าแถว ก็เข้ามาเป็นหมู่ แถวเรียงหมู่มีที่ไหนเล่า  ก็ต้องสอนเขา ค่อยๆ ทีละนิด ทีละหน่อย อดทนนาน ใช่ไหม? พระเจ้าก็ทำอย่างนั้นแหละ อดทนนาน เพื่อให้เราที่เป็นลูกเล็กๆ ของพระองค์นั้น ได้เกิดผลตามธรรมชาติ วิสัยของเรา คือเราได้เกิดเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว  เกิดจากหน่อเชื้อทางวิญญาณของพระเจ้า เป็นเหมือนพระเจ้าเลย มีธรรมชาติ วิสัยเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าเลย พระเจ้าก็จะอดทนนาน และเข้าไป Biggoret เข้าไปค้น ชันสูตร จิตใจ ความคิด ส่วนลึก นิสัย ใจคอของเรา ของลูกแต่ละคน อย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะให้นิสัยใจคอ ธรรมชาติของการเป็นลูกพระเจ้า ที่บริสุทธิ์สะอาด ดีพร้อมนั้น มันเกิดออกมาเป็นนิสัยของเด็ก  เกิดเป็นความประพฤติ ซึ่งเขาอยากทำอยู่แล้ว  แต่ไม่มีใครสอนเขา ไม่มีใครบอกเขา ไม่มีใครชี้ให้เขาเห็น เพราะเขาไม่เห็น เพราะว่าเข้าไปผิดหลักการ  ก็คือเข้าไปไม่ถูกต้อง คือไม่รู้พูดภาษาอะไร พูดแล้วเขาไม่เข้าใจ

            พ่อแม่พูด แล้วเด็กไม่เข้าใจ  ทำอย่างไรเราพูดกับลูกๆ แล้วลูกๆ เข้าใจได้ เวลาพูดกับลูกไม่เข้าใจ ถามว่าทำอย่างไรให้เขาเข้าใจ บังคับเขาหรือ? ยิ่งไปกันใหญ่ เราต้องอดทนนานนนน ไม่ใช่อดทนอย่างเดียว อดทนนานแล้วก็ศึกษา ค้นคว้า ชันสูตรเข้าไปในจิตใจของเขาว่าเขาต้องการอะไร? เขาเป็นอย่างไร? ต้องพูดท่าไหนเขาถึงจะเข้าใจ เขาถึงจะถนัด ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ไปว่าๆ เอาสิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เขาต้องการคืออะไร? เขาก็อยากจะได้ดี เขาก็อยากจะเชื่อฟัง ที่เขาไม่เชื่อฟัง เพราะอะไร? คิดดูใหม่อีกทีหนึ่งสิ มันอาจจะเพราะเราเองก็ได้ ที่ทำให้เขาไม่เข้าใจ เพราะว่าเราพูด แล้วเขาไม่รับ เมื่อเขาไม่รับรู้ เขาเรียกว่า Communication breakdown เขาเรียกว่าการสื่อสารเสียหาย  ไม่เกิดผล เขาก็ไม่รับรู้อะไร? ไม่ใช่เขาไม่เชื่อฟัง  เพราะเขาไม่ได้รับรู้ว่าเราสื่ออะไรกับเขา

            เพราะฉะนั้น ถ้าจะแปลให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริงตามบริบท ข้อพระคัมภีร์ตรงนี้ ควรจะแปลว่าอย่างนี้ คือ …

        สุภาษิต 3:11-12  “11 บุตรชาย (หญิง) ของเราเอ๋ย อย่าลบหลู่ ดูแคลนการฝึกวินัยของพระเจ้า หรือเบื่อหน่ายต่อการตักเตือนของพระองค์ 12 เพราะพระเจ้าทรงชันสูตรอย่างลึกซึ้ง ผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดังบิดาตักเตือนบุตรผู้ที่เขาปีติชื่นชม”

            ทุกคนพูดพร้อมกันว่า … “เอเมน”

            “บุตรชายหญิงของเราเอ๋ย อย่าลบหลู่ ดูแคลนการฝึกวินัยของพระเจ้า” เอเมนไหม? เอเมน

            “หรือเบื่อหน่ายต่อการตักเตือนของพระองค์ เพราะพระเจ้าทรงชันสูตรอย่างลึกซึ้งเข้าไปในจิตใจ ชีวิตของเรา  ผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดังบิดาตักเตือนบุตร ผู้ที่เขาปิติชื่นชม”

            เอเมน อย่างนี้มันใช่เลย  เราก็จะเลียนแบบอย่างนั้นแหละ เราจะดูแลลูกของเราอย่างนี้แหละ เอเมนไหม? เพื่อว่าลูกของเราจะได้ ไม่เบื่อหน่ายต่อการขี้บ่นของเรา ในนี้บอกเบื่อหน่ายต่อคำตักเตือน ตักเตือนอะไร พูดซ้ำๆ ซากๆ ทุกวัน ถูกไหม? เขารู้แล้ว รู้แล้วก็จะบ่นอย่างนี้แหละ พูดไปเรื่อยเปื่อย

            “แกอย่างนี้ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแน่เลย การบ้านก็ไม่รู้จักทำ หนังสือก็ไม่รู้จักท่อง สอบตกทุกปี ทุกเทอม แกทำอะไรไม่ขึ้น ไม่จำเริญแน่นอน”

            พูดทุกวันๆ ลูกๆ ของเรา หลานๆ ของเราชอบฟังไหม? เบื่อหน่ายไหม? พอเบื่อหน่าย

            เราก็ … “ลงโทษเลย บอกให้ฟัง ยังไม่ฟังอีก จะหนีไปไหน? มานั่งฟังก่อน”

            มันเป็นอย่างนี้ แทนที่เราจะ ไม่ได้ผลวิธีนี้ ทำอย่างไร? อดทนนาน แล้วก็แสวงหา ค้นคว้า ชันสูตรจิตใจเด็กคนนั้น ลูกเราคนนั้น ซึ่งไม่เหมือนลูกคนโต ลูกคนที่ 5 นี่ลูกคนเล็ก มันต้องคุยกับเขาอย่างไร? คนนี้เขาแปลกกว่าคนอื่นเขา ตอนพี่ใหญ่เขาได้ยินอย่างนี้ เขายังรู้ เขายังเข้าใจ ลูกคนเล็กไม่เข้าใจ ต้องทำอย่างไร?  เขาขาดอะไรไหม? เขาป่วยหรือเปล่า ร่างกายและจิตใจเขาพร้อมไหม? อะไรอย่างนี้ มันคือหน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ใช่เอะอะอะไร ฉันจะเอาอย่างนี้ เขาต้องได้ผลอย่างนี้ เอาผลมาก่อนไม่ได้ ต้องเอาเหตุ เหตุไม่ดี แล้วผลมันจะดีได้อย่างไร? เหตุเราทำไม่ถูกต้อง แล้วผลมันจะดีได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่รับ สิ่งที่เราพูดดี แต่เขาไม่รับ มันก็ไม่ได้ผลดี  เพราะฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่นี่แหละ

            และในหนังสือฮีบรู 12:5-6 ที่เมื่อตะกี้นี้ ที่เราเริ่มต้นที่บอกว่า … “ท่านได้ลืมถ้อยคำให้กำลังใจ ซึ่งมีมาถึงท่านในฐานะบุตรว่าลูกเอ๋ย อย่าละเลยการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าท้อใจ เมื่อพระองค์ทรงตำหนิท่าน” ก็น่าจะแปลอย่างถูกต้อง อย่างนี้ว่า …

        ฮีบรู 12:5-6  “5 ในฐานะเป็นลูกแล้ว จำไม่ได้หรือ! ถ้อยคำแห่งกำลังใจ ที่พระเจ้าตรัสกับเรา ในฐานะบุตรว่า “ลูกเอ๋ย จงอย่าละเลย ต่อความรักของพ่อ ที่คอยฝึกฝน ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ลูกได้ดี และอย่าท้อใจ เวลาที่ประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น 6 แต่จงจำไว้ว่าพ่ออยู่ด้วยเสมอ พ่ออยู่ฝ่ายเจ้า และกำลังนำพาฝึกสอนลูก”

            พูดพร้อมกันว่า “เอเมน” ดังๆ ให้ดังก้องไปถึงฟ้าสวรรค์เลย ช่วยพ่อของเราหน่อยเถอะ เข้าอยู่ข้างพ่อของเราหน่อยเถอะ  พ่อเราถูกเข้าใจผิดมาตั้งนานแล้ว นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง นี่คือหัวใจของพ่อ ที่มีต่อเราทั้งหลายผู้เชื่อ และผู้ที่ยังไม่เชื่อ ก็เป็นลูกๆ ของพระองค์นั่นเอง พระองค์รักเราขนาดนี้ เราเข้าใจพระองค์ผิดมาตลอดใช่ไหม? ปีนี้ ได้รู้แล้ว น่าจะเปลี่ยนความคิดจิตใจของเราเสียใหม่ และมันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราด้วย เมื่อท่าทีเราถูกต้องกับพ่อของเรา เรารู้ว่าพ่อของเรามีท่าทีอย่างไร? เราก็เลียนแบบได้ถูกต้องไง

            เพราะฉะนั้น ตั้งใจฟังตรงนี้ให้ดี ซึ่งมันผิดมาตั้งเยอะ วันนี้ เราจะมาช่วยแก้ความคิดของเรา ที่มีต่อพ่อแห่งฟ้าสวรรค์ของเราให้ถูกต้อง อย่างนี้นั่นเอง ตั้งใจฟังเลยนะ ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่พ่อ คือพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์กำลังบอกเราว่าพระองค์ทรงมีความรักต่อเราทั้งหลาย ลูกๆ ของพระองค์อย่างไร? ปฏิบัติต่อเราอย่างไร?  เพื่อว่าเมื่อเรารู้แล้ว เราจะได้ซึมซับการปฏิบัติอย่างนี้ ไปปฏิบัติต่อลูกๆ ของเราที่เป็นเด็กๆ และลูกๆ ของคนอื่น ก็เหมือนลูกๆ ของเรา คือเป็นเด็กๆ บนโลกใบนี้เช่นเดียวกัน ให้มันสมกับวันนี้เป็นวันเด็กสักหน่อย เข้าใจพ่อของเราบ้าง

            ฮีบรู 12:5-6  “ในฐานะเป็นลูกแล้ว จำไม่ได้หรือ! ถ้อยคำแห่งกำลังใจ ที่พระเจ้าตรัสกับเรา ในฐานะบุตรว่า “ลูกเอ๋ย จงอย่าละเลย ต่อความรักของพ่อ ที่คอยฝึกฝน ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ลูกได้ดี และอย่าท้อใจ เวลาที่ประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น แต่จงจำไว้ว่าพ่ออยู่ด้วยเสมอ พ่ออยู่ฝ่ายเจ้า และกำลังนำพาฝึกสอนลูก กำลังให้คำแนะนำ คำปรึกษาและคำตักเตือนแบบพ่อ  คือแบบพระเจ้า คือแบบ Biggoret ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า To inquire deeply ภาษาไทย ก็คือด้วยการค้นหา ชันสูตรเข้าไปในใจลึกๆ อย่างละเอียดลึกซึ้ง ด้วยความอดทนนานของพ่อ ผ่านทางความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น อดทนไว้นะลูก พ่ออยู่ด้วย  พ่อเป็นฝ่ายเจ้า พ่ออยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ พ่อเข้าใจลูกเสมอ พ่อรักลูกมาก ถึงมากที่สุด ในยามสุข พ่อเป็นผู้ที่อยู่เคียงข้างเจ้า บินอยู่เคียงข้างเจ้า ในยามเจ้าทุกข์ พ่อซุกเจ้าไว้ใต้ปีกของพ่อ พ่อรู้จักเจ้าอย่างลึกซึ้ง มากกว่าเจ้ารู้จักตัวเจ้าเองด้วยซ้ำไป จงวางใจในพ่อเถิด เจ้าเป็นลูกของพ่อนะ ไม่ใช่ทาส นี่คือความจริงของความรู้สึกและท่าที หลักการแบบพระเจ้าที่มีต่อพวกเราทั้งหลาย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้

            สำหรับพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์ เราก็เลียนแบบพ่ออย่างนี้แหละ ท่านที่เป็นพ่อแม่ ท่านจงใช้ความรักที่อดทนนาน ฝึกวินัยบุตรหลานและจงหมั่นค้นหาชันสูตร จิตใจส่วนลึกของบุตรหลานของท่าน ของเด็กๆ ของท่านที่ดูแลอยู่ เพื่อที่จะได้เข้าใจเขา พูดภาษาเดียวกับเขา อยู่เคียงข้างเขา ให้เขามั่นใจและวางใจในท่าน  ท่านจะได้เป็นที่ปรึกษา  แนะนำตักเตือน ให้เขาสามารถรับคำปรึกษา  รับคำที่ดีเหล่านั้นได้ ซึ่งมันต้องใช้เวลานาน และอดทนที่จะอยู่เคียงข้างเขาด้วยความรักนั่นเอง

            พ่อแม่ที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย เวลาที่ให้กับลูก สำคัญกว่าทรัพย์สิ่งของมากมายนัก เวลาที่พระเจ้าให้กับเรา สำคัญกว่าทรัพย์สมบัติบนโลกใบนี้ ที่เราคิดว่าเราต้องการ มากมายนัก  และเวลาที่พระเจ้าให้กับเรานั้น พระองค์บอกว่าเราจะไม่ละทิ้งท่านเหมือนเด็กกำพร้า เราจะไม่ละท่านให้อยู่ตามลำพัง เราอยู่กับท่านตลอดเวลาเสมอและตลอดไป  เจ้าหลับ เราก็ไม่หลับ เราจะคอยดูแลเจ้าอยู่ตลอดเวลา

            นี่คือพระองค์ทรงให้เวลากับลูกๆ ของพระองค์ทุกคน ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

            อันดับแรกเลย พระองค์ทรงให้เราบังเกิดใหม่ทันที

            อันดับที่สอง สำคัญเท่าๆ กัน คือพระองค์เข้ามาอยู่ในเราทันทีเลย คือให้เวลากับเราเลยทันที ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คือวินาทีแรกที่เราบังเกิดใหม่  อุแว้เป็นลูกของพระองค์ เป็นทารกของพระองค์ พระองค์เข้ามาให้เวลากับเรา 24 ชั่วโมง ตลอดไป เอเมน  เราก็ต้องเลียนแบบพระองค์แบบนี้แหละ ให้เวลากับบุตรหลานของท่านมากที่สุด เท่าที่ทำได้ และจงจำไว้เสมอว่าเวลานั้นสำคัญกว่าทรัพย์สมบัติ ท่านให้ทรัพย์สมบัติอะไรไป ไม่มีค่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าท่านไม่มีเวลาให้กับเขา  เขาจะไม่มีวันเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่ท่านต้องการให้เขาได้รู้ เขาจะไม่มีวันเข้าใจในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร?  เพราะทรัพย์สมบัติเหล่านั้น ไม่สามารถสอนเขาได้ในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง และดีงามบนโลกใบนี้ ท่านต้องทำเหมือนพระเจ้า ท่านต้องเลียนแบบเหมือนพระเจ้า เหมือนพระเจ้าดูแลเอาใจใส่ อย่างละเอียด ถี่ถ้วน ในเรามนุษย์แต่ละคนเป็นพิเศษ ทุกคนเป็นคนพิเศษ ทุกคนเป็นลูกที่พิเศษของพระเจ้า 1 ต่อ 1 เสมอ  เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสถิตอยู่กับมนุษย์ทุกคนได้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่อยู่ในทุกหนทุกแห่งพร้อมๆ กันได้ เราคิดไม่ถึงหรอก แต่พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้นว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเราแต่ละคน ดูแลเราส่วนตัวแต่ละคน เป็นที่ปรึกษาเราในแต่ละคน คุยกับเราส่วนตัวในแต่ละคน ไม่ใช่คุยกับเราเป็นกลุ่มเป็นก้อน คุยกับเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว พระองค์ทรงรู้ว่าแต่ละคนมีนิสัยอย่างไร? ต้องฟังอะไรอย่างไรถึงจะเข้าใจ ต้องได้รับอะไรถึงจะเจริญเติบโตง่าย พระองค์ทรงเข้าใจแต่ละคน และดูแลทุกคนเป็นพิเศษ เป็นลูกคนพิเศษ  …

            “ฉันเป็นลูกของพระเจ้า  ที่เป็นคนพิเศษของพระองค์ ที่ทรงรักดังแก้วตาดวงใจ”

            พระเจ้าอวยพรครับ

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            วิธีเข้าสวรรค์ จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างนั้น  นำไปถึงความพินาศ

            พระเยซูประกาศวิธีที่จะเข้าสู่สวรรค์ ให้กับชาวยิวที่เคร่งครัดในการรักษากฎบัญญัติตามศาสนายิว  จนเข้าใจผิดคิดว่าการกระทำของตนจะช่วยให้ตนเองบริสุทธิ์  ชอบธรรม  สามารถเข้าสวรรค์อยู่กับพระเจ้าได้  ซึ่งพระเยซูได้ประกาศว่าไม่มีผู้ใดที่จะเข้าสวรรค์ได้ โดยการพึ่งพาการกระทำของตนเอง  นอกจากเชื่อและวางใจในพระองค์ที่พระเจ้าทรงประทาน ให้กับมนุษย์เท่านั้น  พระเยซูเท่านั้นที่เป็นประตูสู่สวรรค์  สู่ความรอดจากความพินาศ

            มัทธิว 7:13-14 … “พระเยซูบอกว่า … “จงเข้าไปทางประตูแคบ  เพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างนั้น  นำไปถึงความพินาศ  และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก  เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้น  ก็คับและทางก็แคบ  ผู้ที่หาพบก็มีน้อย”

            คนที่เข้าประตูคับทางแคบ คือคนที่พึ่งการกระทำของพระเยซูคริสต์  ไม่พึ่งในการกระทำดีตามกฎด้วยตนเอง

            ประตูคับทางแคบ คือถ้าเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์แล้ว  ก็จะถูกกดดัน ถูกดูหมิ่น ถูกหัวเราะเยาะ  ถูกข่มเหงจากสังคมภายนอก  จากระบบของโลกนี้  ที่ต่อต้านความจริงของพระเจ้า  แต่ภายในใจเต็มไปด้วยสันติสุข  ความสงบ  พักผ่อน  หายเหนื่อย  หมดภาระ  หมดเวรหมดกรรมแล้ว ได้อาศัยอยู่ในสวรรค์แล้ว  และมั่นใจในชีวิตหลังความตาย

            คนที่เข้าประตูใหญ่ทางกว้าง คือคนที่พึ่งการกระทำดีตามกฎระเบียบด้วยตนเอง ไม่พึ่งในการกระทำของพระเยซูคริสต์

            ประตูใหญ่ทางกว้าง คือได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่องสรรเสริญสนับสนุนจากสังคมภายนอก จากระบบของโลกนี้  แต่ภายในใจเต็มไปด้วย ความเหน็ดเหนื่อยแบกภาระหนัก ไม่รู้เมื่อไหร่จะหมดเวรหมดกรรมสักที ไม่มั่นใจในชีวิตหลังความตาย

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1398

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  8  มกราคม  2023

เรื่อง “เชื่อและวางใจในพระคริสต์ ผู้สถิตอยู่ในท่าน”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้หัวข้อเรื่องในการบรรยาย ผมให้ชื่อเรื่องว่า “เชื่อและวางใจในพระคริสต์ ผู้สถิตอยู่ในท่าน” ลองถามตัวเอง ทำไมต้องเชื่อและวางใจในพระคริสต์ เพราะคำว่าเชื่อและวางใจ ส่วนใหญ่เราจะใช้กันตอนไหน? และวางใจตอนไหน? ตอนที่ขับรถหวาดเสียว แล้วเรานั่งอยู่ใกล้ๆ จะไปรอดไหมเนี้ย แล้วเพื่อนก็บอกไม่ต้องกลัว ตายแน่ พูดอย่างนี้นะ เพื่อนที่ขับอยู่ ก็บอกเชื่อฉันสิ วางใจสิ ไม่ต้องห่วง ปลอดภัยแน่ นี่หมายถึงผู้ขับรถนะ

            แสดงว่าตอนที่เราต้องการคำว่า “เชื่อเถอะ วางใจในเราเถอะ” ก็คือตอนที่เราไม่ค่อยมั่นใจ เรากลัวไง ถ้านึกภาพตอนสมัยเราเด็ก ยิ่งชัดนะ พ่อจะฝึกเราในการขี่จักรยาน เริ่มต้นจาก 4 ล้อก่อน แล้วพอโตขึ้นหน่อยก็ค่อยมาฝึกเป็น 2 ล้อ ตอนใหม่ๆ กลัว ขึ้นไปนั่ง มี 2 ล้อต้องพยุงตัว แล้วพ่ออยู่ที่ไหน? พ่ออยู่ข้างหน้าได้ไหม? ไม่ได้ พ่อต้องอยู่ข้างหลัง จับอานหรือด้านหลังของจักรยานไว้ และให้เราขี่ ฝึกการทรงตัวไม่ให้ล้ม เราก็ร้อง ไม่เอาๆ เพราะเรากลัวล้ม กลัวเจ็บ พ่อเราก็จะบอกว่าไม่เป็นไร? วางใจพ่อที่อยู่ข้างหลัง พ่อกำลังจับอยู่ ไปเลย เพราะว่าลูกกลัว ลูกไม่กล้าขี่ พ่อเลยบอกว่าเชื่อเถอะ วางใจในพ่อ พ่ออยู่ข้างหลัง จับอยู่

            พระคัมภีร์ย้ำและให้เราวางใจในพระเยซูคริสต์ ก็เพราะว่าถึงแม้เราจะเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้วก็ตาม พระเยซูสถิตอยู่ในเราแล้วก็ตาม  แต่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องอยู่กับความไม่มั่นใจ ความกลัว ความวิตกกังวล อยู่ตลอดวันเวลาเสมอ ที่ยังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้ เป็นเรื่องธรรมดา พระเยซูบอกว่าท่านอยู่บนโลกใบนี้ ท่านต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องธรรมดา พูดง่ายๆ ว่าท่านจะมาเชื่อพระเจ้า หรือไม่เชื่อ ท่านก็ต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องธรรมดา ต้องพูดกับตัวเองอย่างนั้นนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ เราจะเห็นเลย ทุกข์จริงๆ และทุกช่วงเวลาของมนุษย์ บางทีเรามานึกถึงในปัจจุบัน มีแต่ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้มากมายแล้วนะ มันไม่เหมือนแต่ก่อนนี้ ไม่จริงหรอกครับ ทุกช่วงของโลกใบนี้ เริ่มต้นอาดัมและเอวา บรรพบุรุษของมนุษยชาติที่ตกลงไปในความบาป ต้องการจะออกจากบ้านของพระเจ้า มาดำเนินชีวิตตามลำพัง เขาเรียกว่าตกลงไปในความบาป ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โลกนี้ หล่นไปในความเสียหาย อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ในความทุกข์ยากลำบาก มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ รวมทั้งทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ไม่ว่าสัตว์หรือสิ่งของ หรือต้นไม้ใบหญ้าทุกอย่าง อยู่ในความสูญสิ้น อยู่ในความทุกข์ยากลำบากทั้งนั้น เหมือนกัน เพียงแต่เราไม่รู้ เราก็มองย้อนกลับไป เพราะว่าเราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น  ตอนที่เรามีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบัน  เราก็รู้สึกว่าปัจจุบันทุกข์กว่าแต่ก่อน

            คนเมื่อ 100 ปีก่อนนี้ เขาก็ทุกข์ เขาก็บอกว่าเขาทุกข์มากกว่าคนที่ 200 ปีก่อนนั้นตั้งเยอะ เรามามีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน  เราก็บอกเรามีทุกข์มากกว่าคนที่ 100 ปีก่อน ไม่จริง ทุกข์เท่ากันหมด ตราบใดที่ยังอยู่บนโลกใบนี้ ตราบนั้นมีความทุกข์ทั้งสิ้นนะ เพราะฉะนั้น พระคัมภีร์จึงย้ำบอกว่าให้เราเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ เพราะว่าเรายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราเกิดความไม่มั่นใจ เกิดความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาขณะนี้ ที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อะไรที่น่ากลัวที่สุด โรคระบาด เห็นไหม? โควิดมาเกือบจะ 3 ปีแล้ว 2 ปีกว่าแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะหายไปจริงๆ หรือเปล่า หรือจะมาอีก โรคระบาดมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ก็เหมือนเดิม แต่เรารู้สึกว่าน่ากลัว พอโรคระบาดหายไป อะไรตามมา ข้าวยากหมากแพง การกินการอยู่ ลำบากทำมาหากินยาก นี่คือสิ่งที่ตามมา นี่คือปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง กลัวจะขาดรายได้ ทำงานแล้ว มีเงินไม่พอใช้จ่าย คนที่มีครอบครัวยิ่งกังวลมาก ยิ่งห่วง ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบ อยู่ในครอบครัว ก็ยิ่งเป็นห่วงว่าจะเอาที่ไหนมาใช้จ่ายอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันเครียดไปหมด ซึ่งจริงๆ แล้วความกลัว เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตบนโลกใบนี้ทั้งหมด พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น

            โลกใบนี้เต็มไปด้วยความกลัว ตราบใดที่โลกใบนี้ ยังอยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ในบาป อยู่ในการควบคุมของมารซาตาน จริงๆ แล้วมารไม่มีอำนาจนะ แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นผู้มอบอำนาจให้มารเอง มอบโดยวิธีใด ก็มนุษย์เป็นเจ้าของโลกใบนี้ทั้งใบ เจ้าของทั้งหมดเลย พระเจ้าสร้างขึ้นมาสำหรับมนุษย์ครอบครอง แล้วมนุษย์ก็หนีออกจากบ้านของพระเจ้า ทิ้งพระเจ้ามาอยู่ตัวคนเดียว มาพึ่งพาตนเอง  ไม่พึ่งพาพระเจ้า เอาทรัพย์สมบัติออกมาหมดเลย  แล้วดูแลทรัพย์สมบัติด้วยตนเอง จริงๆ ดูไม่ได้ ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูได้ เพราะพระเจ้าทรงเป็นชีวิต เป็นทุกสิ่ง เป็นกำลัง เป็นสติปัญญาของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ไม่มีพระเจ้า  ก็เลยไม่มีสติปัญญา ไม่มีอะไรต่างๆ ไม่มีความดีงาม ตรงกันข้ามกับความดีงาม  ก็คือมีแต่ความชั่วร้าย นั่นแหละ มารจึงเข้ามาแทรกแซง ไม่ใช่มีอำนาจอยู่เหนือมนุษย์  แต่เนื่องจากมนุษย์ไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะรู้เท่าทันกลเม็ดเด็ดพราย เขาเรียกว่ากลยุทธการโกหก หลอกลวง การขโมย ฆ่าและทำลายของมารได้ เพราะไม่มีพระเจ้าอยู่  ไม่มีพระสิริของพระเจ้าอยู่ เพราะฉะนั้น มารจึงหลอกลวง หลอกล่อมนุษย์  เจ๊งไปหมด ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่นั้น ถูกหลอก ถูกขโมยเอาไปใช้หมด มนุษย์จึงตกลงไปในความลำบาก  โลกใบนี้ทั้งใบ จึงตกอยู่ในคำสาปแช่ง โดยการนำอย่างไม่ซื่อ โดยการนำอย่างศัตรู โดยมารและสมุนของมัน นี่แหละ ทำให้โลกใบนี้ตกไปในความทุกข์ยากลำบากต่างๆ นานา เป็นเรื่องธรรมดา

            ในยอห์น 10:10 ได้บอกไว้ มารมาเพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย แสดงว่ามันไม่มี มันไม่ได้เป็นเจ้าของ มันไม่มีสิทธิอำนาจอะไรเลย เราไปยอมให้มันเอง เพราะเราไม่รู้ไง  เพราะความรู้ความจริง อยู่ที่พระเยซูคริสต์ อยู่ที่พระเจ้า เมื่อไม่มีพระเจ้า ก็ไม่รู้ความจริง เมื่อไม่รู้ความจริง มันก็หลอกเราไปเรื่อยๆ ที่เราพูดกันตามภาษาไทย ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเลย ต่างประเทศเขาไม่ค่อยมีคำนี้นะ คือคำว่า “ผีหลอก” ผีหลอกมันเรื่องจริงๆ ผีหลอก ก็คือในโลกวิญญาณมีมารซาตาน ซึ่งเราเรียกว่าเป็นผี ซึ่งเป็นวิญญาณ มันคอยหลอกล่อเรา หลอกแสดงว่ามันไม่มีอำนาจบังคับเรา มันหลอกเรา หลอกให้เรากลัว หลอกให้เรายอมมอบให้กับมัน ทั้งๆ ที่เราไม่ยอมก็ได้  แต่ถ้าเราไม่มีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับเรา เราไม่สามารถจะต่อต้าน การหลอกลวงของมันได้ ไม่มีทางเลย พระเยซูจึงมาบอกว่าพระองค์ทรงเป็นความจริง เป็นชีวิต ถ้าเรามีพระเยซูอยู่ เราก็มีความจริงอยู่ มารมันกลัวที่สุด ก็คือกลัวความจริง  เพราะมันโกหกไง ง่ายๆ นิดเดียว

            และเราสามารถที่จะเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร? ก็เพราะว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา ก็คือความจริง เมื่อพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ได้เข้ามาสถิตอยู่ในตัวเรา ที่เป็นผู้เชื่อ เราก็จะมีอำนาจอยู่เหนือความกลัวใดๆ เพราะเรามีความจริงอยู่ในตัวเรา พระเยซูคริสต์อยู่ในตัวเรา เราก็สามารถมีกำลังต่อต้านกับความไม่จริง กับความกลัว ที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของโลกใบนี้ ที่ปกคลุมไปด้วยความบาป ความไม่จริง ความเท็จของมารซาตาน ซึ่งเราทั้งหลายในที่นี้ ที่มีพระคริสต์สถิตอยู่ด้วย ก็คือเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาอยู่ในชีวิตของเรา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเยซูก็เข้ามาสถิตอยู่กับเรา พอพระเยซูเข้ามาสถิตอยู่กับเรา ความจริงก็อยู่ในตัวเรา เราก็สามารถที่จะชนะความไม่จริง ความเท็จนั้นได้ ชนะความกลัวได้ นี่เองเป็นเหตุและเป็นผลว่าความกลัวจะหายไปได้อย่างไร? จะชนะความกลัวที่เป็นปกติ นิสัยของมนุษย์บนโลกใบนี้ได้อย่างไร? ก็โดยที่มีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเรา เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์สิ ในฮีบรู 13:5 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

        ฮีบรู 13:5 “จงให้อุปนิสัยและความประพฤติของท่าน ห่างไกลจากการรักเงินและความโลภทั้งสิ้น จงพอใจในทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ที่มีอยู่ และเป็นอยู่ในขณะนี้ (ทั้งในโลกวิญญาณ และโลกวัตถุนี้ จงเชื่อและวางใจในพระเจ้า) เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า (เหมือนเป็นลูกกำพร้า) เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า (ปล่อยให้อยู่ตามลำพัง) เราจะไม่ทำให้เจ้าต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

            “จงให้อุปนิสัยและความประพฤติของท่าน ก็คือการดำเนินชีวิตของท่าน ห่างไกลจากการรักเงิน และความโลภทั้งสิ้น” ภาษาเดิมมันลึกซึ้งกว่านี้ จงให้อุปนิสัยการดำเนินชีวิตของท่าน ความประพฤติของท่านนั้น ห่างไกลจากระบบของโลกใบนี้นั่นเอง ที่เต็มไปด้วยคำสาปแช่ง  เต็มไปด้วยความโกหกหลอกลวง ที่มนุษย์รู้จักกันในนามของคำว่าลาภ ยศ สรรเสริญ สิ่งเหล่านี้มันเป็นของชั่วคราวทั้งหมดของโลกใบนี้ มันเป็นของเท็จทั้งหมดเลย มันหลอกล่อ หลอกลวง ให้เราไปติดยึด ไปรักสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเราเรียกว่าความโลภ

            โลภ คือไม่พอ ยังไงก็ไม่พอ เมื่อไม่พอ ก็ยิ่งกลัวขึ้นๆ ใครเป็นคนชักจูง ก็คือมารและสมุนของมัน ที่มาพยายามโกหกหลอกลวงเราว่าสิ่งเหล่านี้ ที่เรารัก คือระบบของโลกใบนี้ มันเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตนะ มันก็เกิดความทุกข์ใหญ่เลย ลำบากใหญ่เลย

            “จงพอใจในทุกสิ่ง ในทุกสถานการณ์ ที่มีอยู่ และเป็นอยู่ในขณะนี้” นี่กำลังพูดกับคนที่มีความจริงในชีวิต ก็คือมีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในตัวของเรา มีพระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่กับเราภายในนั้น เชื่อและวางใจในพระองค์ พระองค์บอกว่าเราอยู่กับนายนะ เราอยู่กับเจ้านะ ในทุกเมื่อ จงพอใจในทุกสิ่ง ทุกสถานการณ์ ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร? ระบบของโลกนี้จะบอกว่าเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญ ในโลกนี้ เขาอาจจะชี้เราบอกอย่างนั้น แต่เรามีพระเยซูคริสต์อยู่ เราพอใจแล้ว ลาภแค่นี้ เราก็พอใจ ยศเท่านี้เราก็พอใจ สรรเสริญแค่นี้เราก็พอใจแล้ว เพราะว่าเรามีพระคริสต์สถิตอยู่ในเรา  แค่นี้เพียงพอแล้ว นี่มันหมายถึงอย่างนั้น ให้เรามีความพึงพอใจในทุกสถานการณ์ ที่มีอยู่ เป็นอยู่ในขณะนี้ ทั้งในโลกวิญญาณและโลกวัตถุ จงเชื่อและวางใจในพระเจ้า ทั้งในโลกวิญญาณและโลกวัตถุ ในโลกวัตถุจะเห็นชัดใช่ไหม?

            ในโลกวิญญาณ คือพึงพอใจ …

            “รู้ว่าฉันไปอยู่ในสวรรค์แน่ ตอนนี้ฉันก็อยู่ในสวรรค์แล้ว ขอบคุณพระเจ้าแล้ว ฉันไม่ได้พึ่งพาความดีงามของฉัน เพื่อจะไปสวรรค์ เพราะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่มนุษย์ทุกคนจะไม่มีใครทำบาปเลยแม้แต่ครั้งเดียว  ฉันขอบคุณพระเจ้า ด้วยความรอด โดยพระคุณของพระเจ้า โดยการพึ่งพาในการกระทำของพระเยซูคริสต์ ฉันรอดแล้ว ฉันอยู่ในสวรรค์แล้ว ตายจากโลกนี้ ก็อยู่ในสวรรค์”

            อย่างนี้มันก็สงบแล้ว นี่เรียกว่าพึงพอใจ ทั้งโลกวิญญาณและโลกวัตถุ เพราะในนี้บอกว่าเพราะพระเจ้า เพราะพระเยซูคริสต์ได้พูดไว้ว่า … สัญญาไว้ว่า … “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า เหมือนลูกกำพร้า

            พระเยซูที่สถิตอยู่กับเรา ที่เรามองไม่เห็น แต่เป็นจริง อยู่ในโลกวิญญาณนั้น  พระองค์พูดกับเราตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเลย  เราควรจะได้ยินนะ

            พระองค์บอกว่า “เราจะไม่มีวันที่จะทอดทิ้งเจ้าเลย ไม่มีวันที่เจ้าจะเป็นเหมือนลูกกำพร้า”

            ลูกกำพร้าก็ไม่มีพ่อแม่ นึกถึงลูกกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง วางอยู่บนฟุตบาต อุแว้ๆ มดกัด ยุงกัด

            พระองค์บอกว่า … “เราจะไม่ทอดทิ้งเจ้า เราจะอยู่กับเจ้า  เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า”

            ตะกี้บอกว่า … “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าเหมือนเป็นลูกกำพร้า”

            ตอนนี้ละเอียดกว่านั้น บอกว่า … “เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า ปล่อยให้เจ้าอยู่ลำพัง” คือไม่ทอดทิ้ง ให้เป็นลูกกำพร้าอย่างเดียว แต่ว่าบางช่วงขณะ ก็ออกไปทำธุระแล้วปล่อยเราอยู่ลำพัง แป๊บหนึ่งอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ จะอยู่กับเราตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเลย

            “อยู่กับเราตลอดเวลา สัญญาโดยคำนี้ว่า “เราจะไม่มีวันละทิ้งเจ้า ปล่อยให้เจ้าอยู่ลำพังเลย” ไม่ปล่อยให้อยู่ลำพังเลย “เราจะไม่ทำให้เจ้าต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”

            ย้ำแล้วย้ำอีก พระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะไม่ละเราให้อยู่ลำพัง  ไม่ทอดทิ้งเราให้เป็นลูกกำพร้า  แต่ก่อนนี้ ก่อนที่เราจะต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ก่อนที่เราเป็นคริสเตียน เมื่อก่อนเราเป็นคนบาป  เราไม่มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา แต่ตอนนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา เป็นเหมือนลูกกำพร้า แล้วก็จะไม่ละเราให้อยู่ตามลำพัง พระองค์จะดูแลเอาใจใส่เรา ประคับประคองเราตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง เด็กเล็กๆ ที่ยังไม่ถึงขวบ เห็นชัดเจนเลย มีใครไหมที่เขามีลูก แล้วเขารักลูก แล้วก็ทิ้งลูก

            รักลูก ไม่ทอดทิ้งลูก ก็คือให้ลูกมาอยู่กับบ้าน อยู่กับพ่อแม่ อย่างนี้เรียกว่าไม่ทอดทิ้ง และไม่ละเขาอยู่ลำพัง คือเขายังเด็กอยู่ ไม่ละเลย ถ้าจะไปห้องน้ำ ก็ฝากใครไว้ดูแล ถ้าจะไปธุระข้างนอกบ้าน ก็ฝากญาติไว้ดูแล ไม่ละเลย ยิ่งถ้าอุ้มอยู่นะ ยิ่งเห็นชัดเลย อุ้มเด็ก ไม่ละเขาอยู่ลำพังเลย ถ้าจะปล่อยเขาคลาน ก็จะปล่อย แล้วมองดูว่าเขาไปไหนอย่างไร? คอยดูอยู่ อย่างนี้เรียกว่าไม่ปล่อยให้เขาอยู่ลำพังเลย พอเขาร้องไห้ ทำอะไร? อุ้มเขาขึ้นมา ภาพนี้ คือภาพที่พระเจ้ากำลังบอกเรา ไม่ละเราอยู่ลำพัง ดังนั้น จึงให้เรามีความพึงพอใจ

            พอใจ แปลว่ามีความสุขได้ ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าพระเจ้าหรือพระคริสต์สถิตอยู่ในใจฉัน ในใจเรา ในใจของคนๆ นั้น คนๆ นั้น ก็มีความพึงพอใจ เพราะว่ามีพระคริสต์อยู่ มีพระเจ้าสถิตอยู่ ก็เท่ากับมีทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระเจ้ากระทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ วางใจในพระองค์ เหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่งที่วางใจในพ่อแม่เขา พ่อแม่อุ้มเขาอยู่ เขาก็รู้สึกอุ่นใจ สบายใจ เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาหิว เขาก็มีกิน ถ้ายุงกัดเขา พ่อแม่ก็จะช่วยปัดให้ อย่างนี้เป็นต้น

            ดังนั้น ขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ อาจจะพบกับความทุกข์ยากลำบากเป็นเรื่องธรรมดา แต่ให้มีความพึงพอใจในชีวิตว่าพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา และเรารออีกแป๊บเดียวเอง ความทุกข์ยากลำบากที่เราเผชิญอยู่บนโลกใบนี้ มันแป๊บเดียวเอง พระเยซูคริสต์กำลังบอกเราในใจว่า …

            “ลูกเอ๋ย รออีกแป๊บเดียวนะ”

            อีกแป๊บเดียว คือมันอาจจะเหมือนกับยุงกัดอยู่ เดี๋ยวกำลังจะไปเอายามาทา เดี๋ยวก็หาย สำหรับเราที่มีพระเจ้าสถิตอยู่กับเราแล้ว พระเยซูหรือพระเจ้าสถิตอยู่กับเรา บอกว่า …

            “รออีกแป๊บเดียวลูก อยู่บนโลกใบนี้อีกแป๊บเดียว ทุกข์บนโลกใบนี้แน่นอน แต่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นเอง อดทนหน่อยนะลูก รอคอยที่จะได้รับเกียรติสิริ”

            พระคัมภีร์บอกว่ารอคอยที่จะได้รับพระเกียรติสิริ ร่วมกับพระเยซูคริสต์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ หลังจากออกจากร่างนี้แล้วนั่นเอง คือหลังจากตายแล้วนั่นเอง  รออีกแป๊บเดียวเอง ก็จะไปรับร่างกายใหม่ นี่พระคัมภีร์บอกชั่วขณะเดียวเท่านั้นเอง ในโรม 8:18 ได้บันทึกอย่างนี้ชัดเจนเลยว่าพระเจ้าให้เรารอแป๊บหนึ่ง เชื่อพระองค์เถิด วางใจในพระองค์เถิด พระคริสต์สถิตอยู่ในท่าน ไม่ละท่านให้อยู่ตามลำพัง ไม่ละท่านให้เป็นเด็กกำพร้า กำลังนำพาท่านอยู่ เชื่อเถอะๆ แล้วก็ระบุไว้อย่างนี้ว่า …

        โรม 8:18  “และด้วยความเชื่อ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าความทุกข์ยากลำบาก ที่เราได้รับอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งได้ทรงสำแดงในเรา”

            “และด้วยความเชื่อ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าความทุกข์ยากลำบาก ที่เราได้รับอยู่ในปัจจุบันนั้น มันไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลยกับพระเกียรติสิริ ซึ่งได้ทรงสำแดงให้เรา” ก็หมายถึงพระเกียรติสิริ ก็คือสง่าราศี ความยิ่งใหญ่ ความงดงามของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าที่สถิตอยู่ในเราแล้วนั้น ขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ขณะที่เราต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ขณะเดียวกันนั้น วิญญาณของเราที่อยู่กับพระเจ้าภายในนั้น สะอาด บริสุทธิ์  เต็มด้วยพระสิริของพระเจ้า  พระเจ้าดูแลเรา เป็นลูกของพระองค์ ที่เรียกว่าชีวิตนิรันดร์นั้น อยู่ในเราอยู่แล้ว  และจะสำแดงออกไปเรื่อยๆ ก็คือจะแสดงตัวตนออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ คือออกจากร่างเมื่อไร?  เราก็จะได้รับร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์เลย ไม่มีผิดเลย  และตาฝ่ายวิญญาณเราก็จะเปิดออก มองเห็นโลกฝ่ายวิญญาณ เห็นสวรรค์ชัดเจน

            เพราะฉะนั้น ในขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ รออีกแป๊บเดียว ขณะที่รออีกแป๊บเดียว จงเชื่อและวางใจว่าข้างในเรา วิญญาณตัวตนแท้ๆ จริงๆ ของเรา เป็นเหมือนพระเยซูแล้ว  และสำแดงต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่ร่างกายหมดอายุขัย เรามีร่างกายใหม่ ที่เหมือนพระเยซูเช่นเดียวกับร่างกายพระเยซูที่เป็นขึ้นจากความตายนั้น เหมือนกันเลย พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยแล้ว เมื่อเราทิ้งจากร่างกายนี้ เราก็ไปสวมร่างกายใหม่  ก็จะครบถ้วนบริบูรณ์ในพระสิริ พระเกียรติของพระเจ้าที่เราเป็นเหมือนพระเจ้าเลย ก็คือเป็นลูกของพระเจ้า เหมือนพระเยซูไม่มีผิด เอเมนไหม? ถ้าเรามองเห็นอย่างนี้ เราเชื่ออย่างนี้ได้ เราก็ทุกข์น้อย ไม่ใช่ไม่ทุกข์ ทุกข์น้อย ทุกข์แป๊บเดียว เพราะเรามองเห็นชัดเจนว่านี่คือความจริงที่พระเจ้าบอกเรา เพราะฉะนั้น ขณะที่เราดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  เมื่อความจริงนี้ปรากฏ เมื่อเราจดจ่ออยู่ในความจริงนี้ เราก็จะรู้ด้วยความเชื่อในใจว่ามันเป็นอย่างนี้ รู้เพราะอะไร? รู้เพราะมันอยู่ในใจของเรา

            ผู้ที่ยังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ยังไม่มีพระเยซูคริสต์ ไม่มีพระเจ้าสถิตอยู่ภายในเขา ไม่มีทางรู้หรอก แต่ในทางตรงกันข้าม เราทั้งหลาย  ที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูเข้ามาอยู่ในตัวเราจริงๆ ไม่ใช่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว มาเชื่อในพระเยซูแล้ว บอกว่าพระเยซูจะอยู่สวรรค์คอยช่วยเรา  หรืออยู่ข้างๆ ตัวเรา คอยช่วยเรา  เดินไปไหนกับเราด้วย ไม่ใช่ แต่พอเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระเยซูเข้ามาอยู่ในร่างกายของเรา มาอยู่ในวิญญาณของเรา มาเป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณของเราเลยทันที เอเมน ขอบคุณพระเจ้า ตัวนี้แหละสำคัญมาก แล้วเราจะรู้ทันทีเลย  รู้เพราะเห็นหรือ? ไม่ใช่ รู้เพราะสัมผัสได้หรือ? ไม่ใช่ รู้เพราะฝันถึงหรือ? ไม่ใช่ รู้เพราะพระคัมภีร์บันทึกหรือ? ก็ไม่ใช่อีก รู้เพราะว่ามันอยู่ในใจ มันรู้ คิดอย่างไรก็รู้  ขณะที่มีความทุกข์  พอคิดถึงในใจปุ๊บ พระเยซูอยู่กับเรา  พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา แม้บางครั้ง มันจะบางๆ ก็ตาม  แต่บางครั้งมันก็ชัดเจน เข้มๆ

            ใน 2 โครินธ์ 4:16-18 จึงได้บันทึกไว้อย่างนี้ ให้เราได้เห็นชัดเจนว่าในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราอาจจะพบกับความทุกข์ยากลำบาก เป็นเรื่องธรรมดา ชาวโลก มนุษย์ทุกคนก็พบอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ แต่เราแตกต่างจากเขาตรงไหน? …

        2 โครินธ์ 4:16-18 “16 ฉะนั้น เราไม่ท้อถอย (ผิดหวัง เสียใจ กลัว) แม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่ตัวตนภายใน (วิญญาณและจิตใจที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว ในพระคริสต์) ของเรา กำลังได้รับการเลี้ยงดู เสริมสร้างขึ้นใหม่ ให้เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน 17 เพราะความทุกข์ยากลำบาก ที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว และเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ที่กำลังเสริมสร้าง หล่อหลอม และจัดเตรียมเรา เข้าไปสู่สง่าราศี พระสิริอันยิ่งใหญ่ สมบูรณ์นิรันดร์ ที่ไม่มีสิ่งใด สามารถเปรียบได้เลย 18 ดังนั้น เราจึงไม่จับตามองดู สิ่งที่มองเห็นอยู่ แต่จับตามองดู สิ่งที่มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้น เป็นเพียงชั่วคราว เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ยั่งยืน (เหมือนเงา) แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น เป็นถาวรนิรันดร์”

            “ฉะนั้น เราไม่ท้อถอย ผิดหวัง เสียใจ หรือกลัว แม้ว่ากายภายนอกของเรา ที่เรามองเห็นอยู่นี้ กำลังทรุดโทรมไป  กายภายนอกเรากำลังแก่ เจ็บ ตาย มารโกหกเราบอกว่าเราไม่แก่  ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันขโมยความจริง เราต้องยอมรับความจริง นี่คือความจริง หนีไม่พ้น  แต่เราสามารถชนะความจริงที่เป็นความทุกข์เหล่านี้ได้ โดยพระเยซูคริสต์บอกความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณให้เรารับทราบ รับรู้ว่าเราชนะสิ่งเหล่านี้แล้ว ชนะความแก่ ความเจ็บ และความตาย ชนะด้วยระบบของโลกนี้หรือ? เปล่า ชนะด้วยระบบของโลกนี้ ก็คือเอายามาทาให้มันแก่ช้า เอายามากิน ดูแลสุขภาพร่างกายให้มันเจ็บน้อย พยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ตาย มันทำได้ไหม? ไม่ได้ มันเพิ่มความทุกข์ด้วยซ้ำไป แต่ไม่ได้หมายถึงไม่ต้องดูแลร่างกาย ไม่ใช่อย่างนั้นนะว่ากันไปตามสมควร นี่กำลังพูดถึงเว่อร์ๆ เราต้องยอมรับความจริงว่าพระเจ้ากำลังบอกเราว่าร่างกายของเรากำลังทรุดโทรมไป  ก็คือกำลังแก่ กำลังเจ็บ และกำลังเข้าสู่ความตาย  เราต้องเตรียมพร้อมไว้สำหรับโลกฝ่ายวิญญาณว่าตายแล้ว เราจะไปไหน? ตายแล้วเราจะอยู่อย่างไร? ตายแล้วเราจะเป็นอย่างไร?  ซึ่งเมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เราจบแล้ว เราโอเคเลย จริงๆ แล้วในทัศนคติของคริสเตียน ตายดีกว่าอยู่ พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้นเลย อยู่ ก็อยู่ให้พระคริสต์นำพาในชีวิต ใช้เราในชีวิต ตายก็ได้กำไร คือตายดีกว่าอยู่นั่นเอง  เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีพระเยซูคริสต์ ในชีวิตเดิม เราอาจจะกลัว … กลัวแก่ ใครไม่กลัวแก่ยกมือขึ้น ไม่มี แล้วก็กลัวเจ็บ กลัวเจ็บไข้ได้ป่วย ใครไม่กลัวเจ็บไข้ได้ป่วย ยกมือขึ้น  ไม่มี โดยเฉพาะคนมีอายุ ทุกคนก็กลัวตาย พระคัมภีร์บอกไว้เลย ทุกคนกลัวตาย  แต่เมื่อมาเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว พระคริสต์สถิตอยู่ในเราแล้ว เราไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย ไม่ผิดหวัง ไม่เสียใจ  ไม่กลัวสิ่งเหล่านี้เลยว่า มันกำลังเสื่อมไป  เสื่อมไปยิ่งดีใหญ่เลย ไม่ใช่ยิ่งดี ให้มันเจ็บปวดเยอะขึ้น ไม่ใช่  แต่ยิ่งดี เรากำลังใกล้สู่การพักผ่อนนิรันดร์ของเรา ในสวรรคสถาน ใกล้ที่เราจะได้รับร่างกายใหม่แล้ว

            ในนี้จึงได้บันทึกไว้ว่าเราไม่กลัว ไม่ท้อแท้ ไม่เสียใจว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป อันที่ทรุดโทรมไป มันภายนอก มันแค่เสื้อผ้า ตัวตนของเราจริงๆ คือตัวตนภายใน คือวิญญาณและจิตใจของเรา ที่ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์แล้วนั้น จงมองให้เห็นเถิด ถ้ามองไม่เห็น ไปมองในกระจก แล้วมองทะลุกระจกเข้าไปเลยว่าที่เราเห็นนั้น คือเสื้อผ้า แต่ตัวตนของเราที่อยู่ข้างใน คือวิญญาณของเรา และจิตใจของเรานั้นเหมือนพระเยซูเลย อุแว้ออกมา ตั้งแต่เราเริ่มต้นเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ และตัวตนของเราจริงๆ ตรงนี้ กำลังได้รับการเลี้ยงดู เสริมสร้างขึ้นใหม่ ให้เจริญเติบโตขึ้นทุกวันๆ

            ขณะที่ร่างกายภายนอก ที่เรามองดูกระจก ที่เห็นตัวเรานั้น สิวขึ้น ฝ้าขึ้น ผมขาวขึ้น เจ็บป่วยมากขึ้น แก่มากขึ้น หนังเหี่ยวขึ้น ใกล้ความตายเข้าไปมากขึ้น วิญญาณข้างในเจริญเติบโตใหม่ขึ้นทุกวัน พระคริสต์สถิตอยู่กับเรา คอยเลี้ยงดู ส่งเสริม ประคบประหงมตัววิญญาณของเราจริงๆ ที่จะอยู่กับพระองค์ไปนิรันดร์ ให้เจริญเติบโตขึ้นทุกวัน ทุกวินาที พระคัมภีร์บอกทุกลมหายใจ  เพราะว่าเราเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นวิญญาณที่เป็นหนึ่งเดียวกัน แยกกันไม่ออกเลย

            ข้อ 17 จึงบันทึกว่า “เพราะความทุกข์ยากลำบากที่เราได้รับอยู่ ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เนื้อหนังร่างกายนี้จะได้รับความทุกข์ยากลำบากจากระบบของโลกใบนี้ เป็นเรื่องธรรมดานั้น เป็นสิ่งเล็กน้อย มันเป็นชั่วคราวเอง ขอบคุณพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่แค่ 80 ปี 90 ปี 100 ปี ขอบคุณพระเจ้า ถ้าเกิดมนุษย์ทั่วๆ ไป เหมือนมนุษย์ในอดีต หลายพันปี อาดัมมีอายุ 900 กว่าปี

            “ตายแน่ฉัน ชั่วขณะหนึ่งของฉันคงลำบาก ชั่วขณะหนึ่งในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้”

            ในความทุกข์ยากลำบาก 900 ปีเอาไหม? ไม่เอา จะไปทุกข์อย่างนี้ 900 ปีหรือ? มันไม่ได้สุขจริง ที่ว่าอยู่บนโลกใบนี้ มีความสุข จะอยู่นานๆ ไปถามดูได้เลย ไม่มีใครมีความสุขจริงสักคนหนึ่ง  เขาไม่อยากตาย เพราะเขากลัวตาย แต่คริสเตียนผู้ที่เชื่อในพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับเขา เรียบร้อยแล้ว ตายก็ได้กำไร ไม่กลัวตาย ความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ บอก 80, 90 ปี จึงเป็นเรื่องแป๊บเดียว เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว  ที่ในความทุกข์ยากลำบาก ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แค่ 80 ปี 90 ปีเท่านั้น  และมันเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยเท่านั้นเอง อะไรทุกข์ลำบาก เรียกว่าสิ่งเล็กน้อยหรือ? เล็กน้อยสิ เพราะมันไม่กี่ปีเท่านั้น มันจะมาเทียบกันกับชีวิตหลังความตาย ที่เราจะได้สวมร่างกายสวรรค์ ร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ตลอดชั่วนิรันดร์หรือ? 90 ปี 100 ปี กับนิรันดร์กาลปี  มันคนละเรื่องกันเลยนะ นี่ยังไม่ได้พูดถึงชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ในสวรรคสถาน ชัดเจน แจ่มใส และในนี้บอกว่าเป็นสิ่งชั่วคราว และเป็นสิ่งเล็กน้อย ซึ่งความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ กำลังเสริมสร้าง หล่อหลอมและจัดเตรียมเราเข้าไปสู่สง่าราศี พระสิริอันยิ่งใหญ่ สมบูรณ์นิรันดร์ ไม่มีสิ่งใดสามารถเปรียบได้เลย ก็หมายถึงชีวิตหลังความตายของคริสเตียน ที่จะสวมร่างกายใหม่  ที่เหมือนพระเยซูและครอบครองในโลกวิญญาณ ในสวรรค์ใหม่  ในสรรพสิ่งทุกอย่างใหม่ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ หลังความตายนั้น  เป็นนิรันดร์กาลปีเลย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ  เป็นนิรันดร์กาลปี ไม่มีความแก่ เป็นนิรันดร์กาลปี  ไม่มีความทุกข์ เป็นนิรันดร์กาลปี  ไม่มีความชั่วร้ายใดๆ เป็นนิรันดร์กาลปี อยู่กับพระเจ้า เต็มไปด้วยความสุข นิรันดร์กาลปี  แล้วมันเทียบกันกับไม่กี่ปีบนโลกใบนี้ ที่จะทนทุกข์ลำบาก  มันหมายถึงอย่างนั้น จะเห็นชัดเลย มันเป็นการจัดเตรียมให้เราพร้อม  เราจะได้รับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ ก็ต่อเมื่อร่างกายเก่าที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มันสิ้นสุดลง มันจะสิ้นสุดลงได้ ก็เมื่อเราแก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย

            เพราะฉะนั้น   ความแก่   ความเจ็บ   ความตาย    ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้    จึงเป็นการเตรียมตัวให้เราเดินทางไปสู่โลกนิรันดร์ สู่สวรรคสถานนิรันดร์กาลปี  พักผ่อนกับพระองค์นิรันดร์ ในพระคัมภีร์จะบันทึกไว้อย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้น จงมองให้เห็นเถิดว่าความแก่ ความทุกข์ยากลำบาก ความเจ็บป่วย ความตายนั้น ก็คือการเตรียมตัวเราให้เข้าไปสู่การพักผ่อนนิรันดร์กาลปีในสวรรคสถาน นิรันดร์กับพระเจ้านั่นเอง มันจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดี

            ข้อ 8 ในนี้จึงบอกต่อไปว่า … “ดังนั้น เราจึงไม่จับตามองดู สิ่งที่มองเห็นอยู่” คือเพราะฉะนั้น เมื่อเราเห็นภาพอย่างนี้แล้ว เรารู้เรื่องราวเป็นอย่างนี้แล้ว เราจึงไม่จับตามองดูอยู่บนโลกใบนี้  ระบบของโลกใบนี้ที่ตะกี้บอก เราจึงไม่รักเงินทอง คือไม่รักระบบของโลกนี้  ไม่รักสิ่งของที่อยู่บนโลกใบนี้  ไม่รักลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ติดอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ เห็นไหม? พอหลุดจากสิ่งเหล่านี้ ก็เห็นชัดแล้วว่าเพราะเราไม่ได้อยู่เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญบนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว  เราอยู่ เพื่อเป้าหมายของเรา คือ เราอยู่เพื่อหลังความตายมากกว่า

            ดังนั้น เราจึงไม่จับตามองสิ่งที่มองเห็นอยู่ ก็คือระบบของโลกนี้ แต่กลับกัน แต่จับตามองดู สิ่งที่มองไม่เห็น สิ่งที่มองไม่เห็น คือโลกวิญญาณครับ จับตามองดูสิ่งที่โลกมองไม่เห็น ตามนุษย์มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ คือโลกวิญญาณ คือสวรรคสถาน ซึ่งอยู่ภายในใจเราแล้ว  พระคริสต์สถิตอยู่ในใจเรา  วิญญาณเราเกิดใหม่  เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ นี่คือสวรรค์แล้ว เพียงแต่รอวันหนึ่งที่วิญญาณเราออกจากร่างนี้เมื่อไร? เราไปสวมร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ในสวรรคสถานร่วมกับพระเจ้าพระบิดา และธรรมิกชนทั้งหลาย ก่อนหน้าเรา หรือไปพร้อมๆ กับเรา ในโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่แทนโลกใบนี้ และสรรพสิ่งต่างๆ ใหม่ๆ ที่แทนโลกใบนี้ ที่เราจะได้ครอบครองอยู่กับพระเยซูคริสต์ในสวรรค์นั้นนิรันดร์

            นี่เราจึงจะจับตามองไปตรงนี้มากกว่า ซึ่งบนโลกใบนี้ เขามองไม่เห็น เราก็มองไม่เห็น แต่เรารู้ว่าเป็นจริง เพราะเรารู้อยู่ในใจของเรา เราเห็นอยู่ในวิญญาณของเราว่านี่คือความจริง นี่คือเป้าหมาย การดำเนินชีวิตของเราบนโลกใบนี้  เพราะสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้น  เป็นเพียงชั่วคราว สิ่งที่เห็น ก็คือตะกี้นี้ที่บอก ก็คือระบบของโลกนี้  ลาภ ยศ สรรเสริญบนโลกใบนี้  ความสุขบนโลกใบนี้ มันอยู่ชั่วคราวทั้งหมด ไปยึดถือ มันก็ตายลูกเดียว แล้วมารมันทำหน้าที่อะไร? มันไม่ได้ทำอะไรเลย มันพยายามหลอกล่อ หลอกลวง ให้เรายึดติดอยู่กับสิ่งที่มองเห็นนี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ ความไม่แก่ ยึดอยู่นี่ ยิ่งทุกข์ใหญ่เลย  แต่เราทั้งหลายไม่ยึด เพราะสิ่งที่มองเห็นอยู่นั้นมันเป็นเพียงชั่วคราว  เดี๋ยวมันก็ผ่านไป  ไม่ยั่งยืน เหมือนเงา แป๊บเดียวเอง  ยึดไม่แก่ แก่ก็เหมือนเงา เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว ยึดไหมเจ็บป่วย ต้องไม่เจ็บ ไม่ป่วย ต้องแข็งแรง มันป่วย มันก็แป๊บเดียว เดี๋ยวมันก็ไป เราไม่กลัวตาย  เพราะตายของเรา ก็คือการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ เข้าไปสู่โลกวิญญาณ ชีวิตใหม่ในวิญญาณ ครบถ้วนบริบูรณ์ 100% อย่างนี้เป็นต้น

            มันไม่ยั่งยืนเหมือนเงา แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้น เป็นถาวรนิรันดร์ เห็นหรือยัง  บนโลกใบนี้มันเป็นเงา ทั้งโลกเลย เป็นเงา ร่างกายเราที่เห็นอยู่ ก็ถูกสร้างมาจากโลกใบนี้ ก็เป็นเงา ที่ถูกสาปแช่งอยู่ ก็เป็นเงา ความแก่ของร่างกาย ความเจ็บป่วยของร่างกาย ความตายจากร่างกายนี้ ก็เป็นเหมือนเงาทั้งสิ้นเลย วันหนึ่งร่างกายนี้ ก็ต้องหมดไป ตายไป วันหนึ่ง โลกใบนี้ ก็ต้องสูญไป  แต่โลกวิญญาณที่มองไม่เห็น ก็คือวิญญาณภายในของเรา มนุษย์ทุกคน มันจะอยู่ตลอดไปถาวรนิรันดร์ เรากำลังพูดถึงวิญญาณภายในของผู้ที่มีพระคริสต์สถิตอยู่ บังเกิดใหม่ โดยการเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาสถิตอยู่แล้ว ชีวิตนิรันดร์ เป็นนิรันดร์อยู่ในสวรรคสถานนิรันดร์กาล แต่ถ้ายังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ยังไม่มีพระเยซูคริสต์อยู่ในตัว วิญญาณอยู่นิรันดร์ไหม? อยู่นิรันดร์เหมือนกัน แต่ไม่ได้อยู่ในสวรรค์นิรันดร์  แต่อยู่ในความพินาศนิรันดร์

            นี่คือสิ่งที่จะต้องตั้งใจคิดต่างหาก และถ้าเราตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เรารู้อยู่ในใจว่าพระคริสต์สถิตอยู่ในเรา เราได้บังเกิดใหม่แล้ว  เราก็มีความมั่นใจ  100 % ว่าถาวรนิรันดร์ของเรา ในชีวิตนิรันดร์ของเรานั้น  คืออยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ไม่ได้อยู่ในความพินาศอีกต่อไป หลังความตาย เพราะฉะนั้น เราจึงไม่กลัว เรื่องความตาย

            ในอดีต ก่อนที่เราจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เรากลัวใช่ไหม? เรากลัวความตาย เพราะเรา รู้อยู่ในใจเหมือนกันว่าชีวิตไม่ได้จบลงตรงที่ความตาย วิญญาณเรายังต้องดำเนินต่อไป  แต่เราไม่ได้อยู่ในสวรรค์ เราไม่แน่ใจ เราไม่รู้จะอยู่ที่ไหน?  อย่างนี้ชัดเจน

            พอเราเห็นความจริงอย่างนี้แล้ว เราอาจจะนึกว่าความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ มันมีแต่เรื่องร้ายๆ ทั้งสิ้น จริงๆ แล้วมันมีแง่มุมดีด้วย ขณะที่เราอ่านเมื่อสักครู่นี้ใน 2 โครินธ์ 4:16-18 ที่บอกว่าความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นกับเรานั้น จะมีประโยชน์ในการจัดเตรียมให้เรา เข้าสู่สง่าราศีอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่สมบูรณ์แบบด้วย ก็คือให้มองความทุกข์ยากลำบากในแง่ดี ซึ่งไม่ใช่ว่าความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นกับเรา จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย มันก็ไม่ใช่ มันมีประโยชน์บ้าง เพราะฉะนั้น ในตรงนี้จึงบอกว่าความทุกข์ยากลำบากที่เราได้รับอยู่นั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวเล็กน้อย ก็ตาม แต่ก็เป็นสิ่งที่กำลังเสริมสร้าง หล่อหลอม และจัดเตรียมเราให้เข้าไปสู่สง่าราศี           พระสิริอันยิ่งใหญ่       สมบูรณ์แบบนิรันดร์ในสวรรคสถาน หล่อหลอม จัดเตรียมเรา เสริมสร้างเราอย่างไร? ยิ่งมีความทุกข์เท่าไร เรายิ่งอยากจะจากไปเท่านั้น เราไม่อยากจะอยู่บนโลกใบนี้แล้ว เห็นชัดเลย หล่อหลอมไหม? หล่อหลอม ยิ่งมีความทุกข์เท่าไร? ยิ่งละจากการรักเงินทอง รักโลก ความโลภ ลาภ ยศ สรรเสริญละมากเท่านั้น เพราะความทุกข์ลำบากเสริมสร้างเรา อยากไปอยู่ในสวรรค์ ไม่รักโลกใบนี้  พร้อมที่จะไป โดยไม่มีเยื่อใย นี่คือประโยชน์ของความทุกข์ยากลำบาก ที่เผชิญอยู่บนโลกใบนี้

            เพราะฉะนั้น  เราสามารถเผชิญกับปัญหาต่างๆ   บนโลกใบนี้ได้   ด้วยความคิดหรือคอนเชป ในการคิด ในชีวิตอย่างนี้ ต่อความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้น เราสามารถเผชิญปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ยากเรื่องสุขภาพ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องทำมาหากิน  เรื่องครอบครัว เรื่องอุบัติเหตุ เรื่องภัยธรรมชาติต่างๆ เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เข้าใจผิดกัน อะไรต่างๆ เหล่านั้น ที่มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทุกวันนี้ก็มี ไม่ได้มีมากขึ้นหรอก มันก็มีอย่างนี้แหละ คนมันมากขึ้น เราเลยมีความรู้สึกมากขึ้น แต่จริงๆ การเกิดขึ้นมันมีมาตั้งแต่โน้น หลายพันปีแล้ว เราจึงสามารถเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ได้ ในขณะที่ในใจเรา มีสันติสุขในพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่ภายใน ลึกๆ เรารู้ และมีความมั่นใจในการทรงสถิตของพระเจ้า  พระคริสต์ที่สถิตอยู่กับเรา ไม่กลัวตาย  เพราะเรารับรู้ความจริงแล้วว่าชีวิตหลังความตาย มีจริง และร่างกายใหม่ที่สมบูรณ์แบบ เหมือนพระเจ้า เหมือนพระเยซู ที่ได้เป็นขึ้นจากความตายนั้น มีอยู่จริง และเตรียมไว้ให้กับเราทุกคน  ที่เชื่อและวางใจในพระเยซู และมีพระเยซูคริสต์สถิตอยู่กับเราภายในแล้ว ร่างกายใหม่นี้ ที่เป็นเหมือนพระเยซู ที่เต็มด้วยสง่าราศีนี้ ได้ถูกจัดเตรียมไว้ให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว หลังความตาย เอเมน

            ไม่ใช่ได้รับร่างกายใหม่เท่านั้นเอง หลังจากตายแล้ว แถมยังมีมรดกสวรรค์ที่พระเจ้าสัญญาไว้ อีกด้วย มรดกในสวรรค์ ก็คือได้รับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ แล้วได้ครอบครองโลกใหม่ที่พระเจ้าสร้างขึ้นแทนโลกใบนี้ที่จะสูญสิ้นไป และครอบครองสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใหม่นั้น  ที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่หมดเลย ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ เป็นภูเขา เป็นฟ้า ใหม่ทั้งหมด  พระคัมภีร์บันทึกว่าเราจะร่วมครอบครองสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ร่วมกับพระเยซูคริสต์และธรรมิกชนทั้งหลายร่วมกัน นิรันดร์กาลปี

            นิรันดร์กาล คือไม่มีที่สิ้นสุด อยู่กับพระเจ้านิรันดร์ ที่นั่นไม่มีน้ำตา ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเจ็บปวด  ไม่มีเรื่องเศร้า ไม่มีความบาป บันทึกไว้อย่างนั้นชัดเจน  แค่นั้นยังไม่พอ  ยังมีของแถมเพิ่มอีก คือในขณะที่เรายังมีชีวิตดำเนินอยู่ บนโลกใบนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ อยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากเดี๋ยวนี้ เรายังมีพระเจ้าสถิตอยู่กับเราตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก ซึ่งคนที่ยังไม่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ไม่มี ในอดีตเราไม่มี เราต้องเดินลำพังตัวเองคนเดียว  แต่ตอนนี้เราเดินคนเดียว แล้วยังมีพระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ 3 พระภาคเดินอยู่กับเรา  ภายในเรา เอเมนไหม? นี่คือของแถมเพิ่มอีกนะเนี้ย

            เพราะฉะนั้น เราจึงมีกำลังพิเศษที่จะอดทน ฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้ ที่ตะกี้เราพูดถึงความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ เราจึงมีกำลังพิเศษตลอด 24 ชั่วโมง จากพลังภายใน จนถึงวันเวลาที่จะจากโลกนี้ จากร่างกายนี้ไปอยู่ในสวรรค์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์นิรันดร์นั่นเอง

            นี่ของแถมเต็มไปหมดเลย  เพราะฉะนั้น ให้เราดำเนินชีวิตด้วยการตระหนักและระลึกอยู่เสมอว่าพระคริสต์สถิตอยู่ในเรา เป็นความหวังแห่งเกียรติและสิริชั่วนิรันดร์ โคโลสี 1:27 บันทึกเอาไว้ …

        โคโลสี 1:27 “สำหรับพวกเขา พระเจ้าได้ทรงประสงค์ ที่จะสำแดงความมั่งคั่งอันทรงเกียรติสิริของข้อล้ำลึกนี้ ในหมู่คนต่างชาติ คือพระคริสต์สถิตในท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นความหวัง แห่งเกียรติสิริ”

            “สำหรับพวกเขา” หมายถึงสำหรับพวกอิสราเอลหรือชาวยิว  ซึ่งเขารู้จักพระเจ้าก่อนเราเยอะ พระเจ้าเตรียมประชาชนอิสราเอลไว้ เพื่อเป็นที่มาของพระผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซูคริสต์บังเกิดในชุมชนอิสราเอล คือชาวยิวนั่นเอง  เพื่อความรอดจะได้มาถึงคนที่ไม่ใช่เป็นอิสราเอล คือไม่ได้เป็นชาวยิว พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะสำแดงความมั่งคั่ง อันทรงเกียรติสิริของข้อล้ำลึกนี้ในหมู่คนต่างชาติ คือพระเจ้าสำแดงให้กับคนยิวได้เห็นว่าพระเจ้าที่เขารู้จักนั้น ตระเตรียมแผนการนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว คือให้พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดเข้ามาสถิตอยู่กับคนต่างชาติ คนที่ไม่ใช่ยิว ทั้งหมดเลย ไม่ใช่ให้แก่ชาวยิวเท่านั้น แต่ให้กับชาวยิวและชาวไม่ใช่ยิว ก็ให้หมดเลย ให้อะไร? ให้โอกาส ที่เขาจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้าไปสถิตอยู่ในเขา ซึ่งเมื่อพระเยซูคริสต์เข้าไปสถิตอยู่ในเขาแล้ว พระเยซูคริสต์จะเป็นความหวังและเกียรติสิริของเขานั่นเอง พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเขา เป็นความหวังที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์หลังจากความตาย ได้รับร่างกายใหม่ เต็มด้วยสง่าราศีเหมือนพระเยซูคริสต์ตอนเป็นขึ้นจากความตาย แล้วจะได้ครอบครองสวรรค์โลกใหม่ที่ตะกี้นี้ผมอธิบายให้ฟังร่วมกับพระองค์นิรันดร์ เรียกว่าเกียรติและสิริ เป็นความหวังของคนที่ไม่ใช่ยิว คือความหวังของเราด้วย ที่ไม่ใช่ยิว และเราต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว พระเยซูคริสต์สถิตอยู่ในเราแล้ว จึงเป็นความหวังของเราที่จะครอบครองอาณาจักรร่วมกับพระเยซูคริสต์ ในสวรรคสถาน ที่เรียกว่าพระเกียรติและพระสิริของพระเจ้าร่วมกับพระองค์

            “เพราะฉะนั้น พระคริสต์สถิตอยู่ในฉัน อยู่ในเรา เป็นความหวังที่จะได้รับเกียรติสิริร่วมกับพระองค์ เมื่อฉันจากโลกนี้ไปแล้ว”

            นี่คือความหวังสูงสุดของมนุษย์ผู้หนึ่งที่เกิดบนโลกใบนี้ แล้วจะมีความหวังอะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่านี้มีอีกไหม? ถามตัวเองก็ได้ มีอีกไหม? จะให้รวยมหาศาลบนโลกใบนี้ จะให้มีชื่อเสียงล้นฟ้าบนโลกใบนี้  จะให้คนรักบนโลกใบนี้  จะให้คนสรรเสริญบนโลกใบนี้ทั้งหมดเลย  ใหญ่บ้าง สูงบ้าง ดีมากเลยเอาไหม? แลกกับชีวิตหลังความตายนิรันดร์ที่จะร่วมครอบครองมรดกนิรันดร์  ครอบครองสวรรค์ร่วมกับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์

            พระคริสต์สถิตในใจ จะนำพาฉันผ่านทุกสถานการณ์บนโลกใบนี้  เพราะว่าขณะที่ฉันรอวันที่จะจากโลกนี้ไป ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พระเยซูก็อยู่กับฉันแล้วด้วย เอเมน  ผมเคยบอกใช่ไหมว่าถ้าท่านเป็นคริสเตียน เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว พระเยซูสถิตอยู่ในท่านแล้ว ในยามสุข พระองค์ทรงบินอยู่ข้างๆ ท่านใช่ไหม? แต่ในยามทุกข์ พระองค์ทรงซุกท่านไว้ใต้ปีกของพระองค์ แล้วฉันจะกลัวอะไร? ซึ่งในการเดินบนโลกใบนี้มันมีทั้งยามสุขยามทุกข์  ยามสุขก็บินอยู่ข้างๆ คอยมอง ลูกคลานไป ก็ปล่อยลูกคลาน สนุก พอลูกคลานไปพลาด หัวฟาดพื้นนิดหนึ่ง พ่อรีบอุ้มขึ้นมาเลย ไม่เป็นไรนะลูก นั่นแหละซุกไว้ใต้ปีกของพระองค์

            เพราะฉะนั้น พระคริสต์สถิตอยู่ในฉัน ในขณะดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ฉันจึงไม่กลัว …

            –  พระคริสต์สถิตอยู่ในฉัน ฉันจะไม่กลัว

            –  พระคริสต์สถิตในฉัน ฉันจะไม่วิตกกังวลในเรื่องใดๆ เลย

            –  พระคริสต์สถิตในฉัน ฉันจึงสามารถมีความสุข และมีความชื่นชมยินดีภายในจิตใจอยู่เสมอ ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้  ฉันเผชิญได้ โดยพระเยซูคริสต์ผู้สถิตอยู่ในฉัน เอเมน

            เพราะฉะนั้น นี่คือความจริงของคนที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ที่เรียกว่าคริสเตียนแล้ว สำหรับผู้ที่ยังไม่มีพระคริสต์สถิตอยู่ในใจ ก็ไม่ยากเลย ง่ายนิดเดียว  ก็คือแค่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เข้ามาเป็นพระเจ้าประจำตัวเท่านั้นเอง พระเจ้าคอยมองท่านอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วทุกวันนี้ เคาะประตูใจท่านตลอดเวลา …

            “เปิดเถิดเราช่วยเจ้าได้ เปิดเถิดๆ”

            เปิดใจท่านเถิด ก่อนที่มันจะสายไป ก่อนที่มันจะถึงวาระที่ต้องจากโลกนี้ไป ท่านจะจากไปคนเดียวโดดๆ โผล่ออกไปในโลกวิญญาณหลังความตาย เจอความมืดเลย หรือท่านจะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีพระเยซูคริสต์ดำเนินอยู่ด้วย และเมื่อถึงวันที่จากโลกนี้ไป เมื่อท่านตาย วิญญาณออกจากร่าง พระเยซูคริสต์ก็ประคองท่านออกจากร่างไป พร้อมกับแสงสว่าง เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นแสงสว่าง และท่านก็เป็นแสงสว่างแล้ว ไม่ใช่ความมืดอีกต่อไป

            เพราะฉะนั้น เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ตอนนี้ มันปลอดภัยมากกว่าเยอะเลย อย่างที่บอกว่าเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ตอนนี้ สิ่งที่ได้เห็นชัดๆ เลย ในทันทีเดี๋ยวนี้เลย ก็คือวิญญาณท่านได้บังเกิดใหม่เข้าไปอยู่ในสวรรค์ทันที  และพระเจ้าก็เข้ามาสถิตอยู่กับท่าน ในร่างกายของท่านทันที รอคอยวันที่จะได้รับร่างกายใหม่หลังความตาย ขณะที่ยังรอคอยอยู่นั้น กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบากที่ต้องเกิดขึ้นกับท่านอย่างแน่นอนตลอดเวลา ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้นั้น พระเยซูสถิตอยู่กับท่าน พระเจ้าบอกว่าในขณะที่กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ในยามสุขนั้น เราจะดูเจ้า เราจะมองเจ้า เราจะบินอยู่เคียงข้างเจ้า แต่ในยามเจ้าเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้  เราจะซุกเจ้าไว้ใต้ปีกของเรา  เอเมน พระเจ้าอวยพรครับ

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            เพราะท่านได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ พระคริสต์เป็นความรัก  ท่านก็เป็นความรักด้วยเช่นกัน

            1 ยอห์น 4:17 …  “ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้  (คือการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ) ความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา (ทั้งวิญญาณ และจิตใจ) เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา  ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม  ก็เพราะวิญญาณและจิตใจของเรา   ขณะที่อยู่ในโลกนี้นั้น  เป็นวิญญาณและจิตใจที่เหมือนกับวิญญาณและจิตใจของพระคริสต์”

            พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า …

            ยอห์น 13:34​ … “เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย  คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน  เรารักเจ้าทั้งหลาย  (ด้วยวิญญาณและความจริงใจ) มาแล้วอย่างไร  เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น”

            เมื่อเราบังเกิดใหม่ ได้เป็นความรักเหมือนพระเจ้าแล้ว เราจึงแบ่งปันความรักที่เหมือนพระเจ้านี้   โดยธรรมชาติของวิญญาณ​ และจิตใจใหม่  ที่พระเจ้าประทานให้​  ตอนบังเกิดใหม่ให้แก่คนอื่นได้  อย่างเป็นธรรมชาติ​ ไม่รู้สึกเป็นภาระหนักเหมือนในอดีต​ก่อนบังเกิดใหม่ ที่ต้องพยายามรักผู้อื่น​ ในขณะที่วิญญาณและจิตใจข้างในเป็นวิญญาณแห่งความเกลียดชัง เป็นศัตรูกับพระเจ้าผู้เป็นความรัก

            1 ยอห์น 5:3​ …  “เพราะนี่แหละ​ เป็นความรัก  (ด้วยวิญญาณและความจริงใจ) ต่อพระองค์  คือที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์  (ซึ่งใส่ไว้ในวิญญาณและจิตใจใหม่ของเราแล้ว) และพระบัญญัติของพระองค์นั้น (คือให้เรารักกันและกันด้วยวิญญาณและใจจริง)​ ไม่เป็นภาระ”

            ไม่เป็นภาระ  เพราะเป็นธรรมชาติใหม่ของตัวตนที่ได้บังเกิดใหม่แล้วในวิญญาณ  เป็นลูกของพระเจ้าเป็นความรักเหมือนพระเจ้า

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1397

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  1  มกราคม  2023

เรื่อง “เชื่อหรือไม่ พระเจ้าขอร้องให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระองค์”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้ก็แน่นอนต้องสวัสดีปีใหม่ 2023 แล้ว ไม่ใช่ปีใหม่อย่างเดียว แต่ 2,023 ปีของพันธสัญญาใหม่ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน เมื่อ 2,023 ปีมาแล้ว ก็ต้องบอกว่า …

            “ขอให้ท่านได้พบกับสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ไถ่บาปให้กับท่าน มาประมาณ 2,023 ปีแล้ว ก็หมายถึงว่า 2,023 ปีกับพันธสัญญาใหม่ ที่พระเจ้าได้ทำกับมนุษย์ ก็คือส่งพระเยซูคริสต์มาเกิดในวันคริสตมาส ซึ่งเราเพิ่งฉลองกันไป คริสตมาสก็ผ่านมาประมาณ 2,023 ปี

            คริสตมาสคืออะไร? จำได้ไหม? สัปดาห์ที่แล้ว จำอะไรไม่ได้ จำได้แค่นี้ คริสตมาส ก็คือวันที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ คริสตมาส คือพระเจ้าพระเยซูคริสต์สละสภาพของพระเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น ถ้อยคำวันนี้ ผมจึงใช้ชื่อเรื่องว่า “เชื่อหรือไม่ พระเจ้าขอร้องให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระองค์” พระเจ้าขอร้องให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าของวันคริสตมาสนั่นเอง ถามคนข้างๆ สิว่าท่านเชื่อหรือไม่? ฝึกไว้เลยนะ “ท่านเชื่อหรือไม่?”

            เทศกาลคริสตมาส เป็นเทศกาลพิเศษ พิเศษมากตรงไหน? ตรงที่เขาร่วมเฉลิมฉลองกัน ระลึกถึงวันที่พระเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ลงมาประสูติเป็นมนุษย์ และทำกันมา 2,000 ปีแล้ว มากขึ้นทุกวันๆ ความสำคัญของวันคริสตมาส ที่เป็นเหตุให้มีการฉลองกันใหญ่โตทั่วโลก ก็คือพระเยซูคริสต์ ซึ่งมีสถานะเป็นพระเจ้า ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือสภาพของพระเจ้ากับสภาพของมนุษย์ สามารถร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เข้ากันได้นั่นเอง ความหมาย คือพระเยซูซึ่งมีสภาพเป็นพระเจ้า ลงมามีสภาพเหมือนมนุษย์ได้ฉันใด มนุษย์บนโลกใบนี้ ก็สามารถมีสภาพเหมือนกับพระเจ้าได้ฉันนั้น นี่คือความอัศจรรย์ ยิ่งใหญ่ของข่าวประเสริฐ ของข่าวดี เรื่องพระเยซูคริสต์ ของพันธสัญญาใหม่ ที่ตะกี้นี้บอกมา ที่ประกาศมา 2,000 กว่าปีแล้ว

            นี่คือปรากฏการณ์อันอัศจรรย์ ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยมีมา ตั้งแต่สร้างโลกมาเลย อัศจรรย์ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างโลก จำไว้เลยว่าก็คือวันที่พระเยซูคริสต์ พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์นั่นเอง ทำให้มนุษย์ทั้งโลก คือเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้น สามารถที่จะเข้ากับพระเจ้าได้ เข้าสู่สวรรค์ได้ทันที  ในขณะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เลย จึงทำให้มนุษย์ทั้งโลก ที่ได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ 2,000 กว่าปีแล้ว เฉลิมฉลองเทศกาลคริสตมาสกันอย่างใหญ่โต มาถึงทุกวันนี้ และจะฉลองกันเรื่อยๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงนิรันดร์ จนถึงสิ้นโลกเลย พระคัมภีร์บันทึกเรื่องนี้ไว้ตั้งหลายพันปี บันทึกมาตลอดเลยว่ามันจะเป็นอย่างนี้พระเจ้าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ และช่วยมนุษย์ให้รอด กลับไปสู่สวรรค์ได้ และอาณาจักรของพระองค์ที่เรียกว่าพระคริสต์ จะถูกประกาศมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสิ้นโลก แล้วมันมากขึ้นจริงๆ มา 2,000 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น วันที่พระองค์ทรงประกาศว่าจะประกาศไปจนถึงวันสิ้นโลก มันก็ต้องเป็นจริงเหมือนกัน ถูกไหม?

            ตอนที่เขียนไว้เมื่อหลายพันปีก่อน ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด คนอาจจะไม่เข้าใจ ยังไม่เห็น สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจน  แต่พอมาถึงเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว คือวันคริสตมาสแรก ที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ เห็นเป็นจริง แต่ยังไม่มีพยานยืนยันมากมายนัก เพิ่งเริ่มต้น นึกถึงว่าเป็น ค.ศ.1 สมมตินะว่าเป็นปีแรกๆ เอง คนเป็นคริสเตียน ยังได้รับข่าวประเสริฐนี้น้อย แต่ตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ 2,000 ปีแล้ว คนเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ที่รู้จักเรื่องนี้ แล้วก็ฉลองกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ แสดงว่ามันต้องเป็นจริงแน่นอน และที่บอกว่าจากนี้ต่อไป ข่าวดีนี้จะถูกประกาศไปจนถึงวันสิ้นโลก มันก็ต้องเป็นจริงแน่นอนเช่นเดียวกัน มนุษย์ไม่มีทางคิดถึง ไม่มีทางเข้าใจ ไม่มีทางที่จะหาเหตุผลได้เลยว่าพระเจ้ากับมนุษย์จะมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? จะมาเข้ากันได้อย่างไร?

            พระเยซูผู้มีสภาพเป็นพระเจ้า มาเกิดในสภาพมนุษย์อย่างเต็มตัวได้อย่างไร? เป็นไปได้หรือ? ก็ยังมีคนส่วนหนึ่งนะยังไม่เชื่อ เพราะว่าเชื่อยาก ที่ไม่เชื่อ เพราะว่าเขาใช้ความคิด ใช้สมอง ใช้ตรรกะเหตุผลแบบมนุษย์ พยายามจะคิดว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีวันที่จะเข้าใจหรอก พระเยซูบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ ต้องใช้จิตวิญญาณเท่านั้น สิ่งที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ก็คือถ้อยคำพระเจ้าได้บอกเรา ถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่จะส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำให้พระเยซูคริสต์กับมนุษย์ สามารถมีสภาพที่เหมือนกันได้ คือเป็นเหมือนคนๆ เดียวกันได้ พูดบันทึกไว้อย่างนี้มาเป็นเวลาหลายพันปี  ไม่ใช่เพิ่ง 2,000 กว่าปี แต่ก่อนพระเยซูคริสต์จะเกิดอีก ก็บอกแล้ว เป็นเวลาสัก 4-5 พันปีอะไรต่างๆ เหล่านั้น บอกมาตลอดเลย มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าจะเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร? แต่ก็บอกมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังพูดอยู่เหมือนเดิม

            พระเยซูคริสต์มาเกิดแล้ว แล้วก็ทำงานสำเร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ประกาศต่อไป จากเดิมก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาประสูติ จากเดิมก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์ทั้งโลก มีสภาพเป็นคนบาป ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ นี่เขียนไว้ตั้งแต่หน้าแรกของพระคัมภีร์ ก็คือปฐมกาลเลย หลายพันปีก่อน บอกไว้เลยว่าเป็นอย่างนี้  และมนุษย์ไม่สามารถอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้  เพราะว่ามันเข้ากันไม่ได้ สารเคมีไม่เข้ากัน บาปของมนุษย์กับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า ไม่สามารถเข้ากันได้ บาปเข้ากับความบริสุทธิ์ไม่ได้ ที่เคยยกตัวอย่างบ่อยๆ เหมือนน้ำกับน้ำมันมันเข้ากันไม่ได้ มันเด้งออกตลอด เหมือนความมืดกับความสว่างเข้ากันไม่ได้

            มนุษย์อยู่ในความมืด มนุษย์ข้างในใจเป็นความมืด เป็นความบาป เข้ากับแสงสว่างไม่ได้ และวันคริสตมาสเป็นการเริ่มต้นทำพันธสัญญาของพระเจ้า ที่จะไถ่บาปให้กับมวลมนุษยชาติ ทำให้มนุษย์ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากบาป และได้รับสถานะให้เป็นบุตรของพระเจ้า เป็นทายาทของพระองค์ ร่วมกับพระเยซูคริสต์ คือเข้ากันได้กับพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูคริสต์ เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์เลย ก็คือจากความมืดมาเป็นความสว่างเลย จากความบาปมาเป็นผู้ชอบธรรมบริสุทธิ์เลย ท่านลองคิดดูสิ

            นี่คือสิ่งที่บันทึกเอาไว้เป็นเรื่องจริง อยู่ในพระคัมภีร์ ซึ่งใช้เหตุผล ใช้ความคิด ใช้ความเข้าใจของมนุษย์ ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ ซึ่งพระคัมภีร์ก็เขียนว่าใครก็ตามที่เชื่อในเรื่องนี้ คือต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์บอกว่าเมื่อเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์ ต้อนรับความจริงนี้อะไรเกิดขึ้น? เขาคนนั้นจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

            เมื่อเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์ คือต้อนรับความจริงนี้ เปลี่ยนแปลงให้มีสภาพเหมือนพระเยซู จากคนบาป สกปรก กลายเป็นมาเหมือนพระเยซู ซึ่งพระเยซูเป็นพระเจ้า ท่านลองนึกภาพสิ  ซึ่งพระคัมภีร์ใช้ศัพท์คำนี้ว่าการบังเกิดใหม่ ก็คือการเกิดใหม่ในวิญญาณ คือมีสภาพเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า และสามารถอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้ทันที

            “ทันที” หมายถึงกำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ต้อนรับข่าวประเสริฐ ต้อนรับข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์นี้ วิญญาณข้างใน จิตใจข้างใน และร่างกายเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงทันทีเลย ทุกคนงง แล้วร่างกายเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ค่อยๆ เรียนรู้ไป เริ่มต้นเปลี่ยนแปลง ก็คือมีร่างกายใหม่ เตรียมให้เราเรียบร้อยแล้ว ในสวรรคสถานนั่นเอง เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงทันที เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงนิรันดร์กาล เพราะว่าเข้ากับพระเจ้าได้แล้ว ไม่ได้เป็นน้ำกับน้ำมันแล้ว เป็นน้ำกับน้ำเข้ากันได้ดีเลย เป็นหนึ่งเดียวกันตลอดเวลา พระเยซูตรัสว่าความจริงในโลกวิญญาณจะทำให้เราเป็นไท

            ความจริง คือตะกี้นี้ที่พูดมาทั้งหมดนั้น ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เรียกว่าถ้อยคำพระเจ้า พระคัมภีร์นั้น มันเป็นจริง จริงๆ ใครรู้ความจริงเหล่านี้และยอมรับความจริงเหล่านี้ ความจริงจะทำให้เขาเป็นอิสระจากการหลอกลวง ยอห์น 4:23-24 บอกไว้อย่างนี้ พระเยซูตรัสว่า …

        ยอห์น 4:23-24 “23 กระนั้น ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว และบัดนี้ ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้นมัสการอย่างถูกต้อง จะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะพวกเขาเป็นผู้นมัสการ แบบที่พระบิดาทรงแสวงหา 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”

            นมัสการด้วยจิตวิญญาณคืออะไร? การร้องเพลงเป็นอาการหนึ่งของนมัสการ การอธิษฐาน คือการนมัสการ ใช่ เป็นอาการหนึ่งของการนมัสการ นมัสการจริงๆ แปลว่าถ่อมใจ ยอมรับความจริง ดั่งเหมือนกับทาสเลย ยอมจำนนต่อความจริง ยอมรับว่านี่คือความจริง ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่หาเหตุผลไม่ได้ แต่นมัสการ แปลว่าใช้จิตวิญญาณนั่นเอง

            นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง เหตุผลไม่เข้าใจ ความคิดไม่เข้าใจ แต่เชื่อในความจริง คือถ้อยคำของพระเจ้า ที่บันทึกเอาไว้ นี่เขาเรียกว่านมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง  ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก หรือความคิด

            “โอโห้! รู้สึกว่าพระเจ้าอยู่กับฉัน คิดว่าพระเจ้าอยู่กับฉัน เพราะว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพราะมีหมายสำคัญเกิดขึ้น ฉันคิดว่าพระเจ้าอยู่กับฉัน”

            นั่นไม่เรียกว่านมัสการ นั่นเป็นความรู้สึก นมัสการ คือจากข้างใน ความจริง คือถ้อยคำพระเจ้าที่ระบุไว้ แม้ว่าความรู้สึก หรือความคิดมันจะแย้ง แต่ถ้อยคำพระเจ้าบอกพระเจ้าสถิตอยู่กับฉัน อยู่ข้างในตัวฉันนี่แหละ นี่คือความหมายของคำว่านมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง

            ใช้วิญญาณแสวงหาความจริง ความจริง ก็คือถ้อยคำของพระเจ้า ที่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่าตัวท่าน มนุษย์ทั้งหลาย ท่านเป็นใคร?  อยู่ที่ไหน? และเป็นอย่างไรในโลกวิญญาณ? ถ้าท่านไม่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ท่านเป็นใคร? ท่านเป็นคนบาป ท่านยอมรับไหม?  ในพระคัมภีร์บอกท่านเป็นคนบาป ท่านยอมรับ นั่นแหละ ท่านกำลังนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง และในพระคัมภีร์บอกว่าถ้าท่านเป็นคนบาป ยอมรับแล้ว พระเยซูคริสต์มาตายที่ไม้กางเขน ชำระบาปให้กับท่าน แล้วท่านบอกยอมถ่อมใจว่าพระเยซูตายที่ไม้กางเขน เพื่อฉัน ฉันจะได้พ้นจากบาป นี่แหละเรียกว่านมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ท่านพอมองเห็นไหม?  ชัดไหม?

            วางใจว่าพระเยซูคริสต์ คือพระผู้ช่วยให้รอด นี่ก็คือการนมัสการพระเจ้า พระคัมภีร์บอกพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากโทษของความบาป และเราเชื่อในถ้อยคำนี้ แค่เชื่อเท่านั้นเองว่าพระเยซูทำให้กับเราตรงนี้ เรียกว่านมัสการพระเจ้าแล้ว นี่คือชัดเจน ก็คือเชื่อ แม้จะไม่เข้าใจก็ตาม เชื่อ เพราะว่าถ้อยคำพระเจ้าระบุไว้อย่างนั้น อย่างนี้เรียกว่าใช้จิตวิญญาณ ยืดมั่น เชื่อมั่นในความจริงในถ้อยคำของพระเจ้านี้ ที่พระองค์ทรงบันทึกไว้ในพระคัมภีร์นี้ว่าเป็นอย่างนี้ ฉันก็เชื่อมั่น ในความจริงเหล่านี้ ยึดมั่นในความจริงเหล่านี้ว่าถ้อยคำพระเจ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าความคิด จะคิดอย่างไรก็ตาม ฉันวางใจ ฉันเชื่อในความจริงนี้

            เพราะฉะนั้น การดำเนินชีวิตของคริสเตียน ก็คือเราต้องดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อเท่านั้น ไม่ใช่ใช้ความรู้สึก พระเจ้าจึงตรัสว่า …

            “สิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน คือสิ่งที่เราเตรียมไว้ให้กับท่าน ผู้ที่รักเรา”

            ผู้ที่จะแสวงหาพระเจ้า ก็ต้องใช้วิธีนี้ จึงใช้ในสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน … ตามองไม่เห็นและหูไม่ได้ยิน ก็คือความไม่เข้าใจ ความไม่มีเหตุ ไม่มีผลแบบมนุษย์ ไม่ใช่ความรู้สึกแบบมนุษย์ นั่นแหละ คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับทางโลกวิญญาณ ซึ่งเราไม่มีทางเห็นได้ เราต้องใช้วางใจในพระเจ้าและเชื่อเท่านั้น

            ดังนั้น หลังจากวันคริสตมาสแรกของโลก จนถึงวันนี้ วันที่พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าได้ไถ่บาปจนสำเร็จ ก็คือการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  และการเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เมื่อ 2,000 ปีเป็นต้นมานั้น พระเจ้าขอร้องให้เราทั้งหลายกลับใจใหม่ กลับใจมาเชื่อพระองค์ว่าพระองค์มาไถ่บาปให้กับเราแล้ว ตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระเจ้าประกาศไปทั่วเลยว่า …

            “ลูกๆ มนุษย์ทั้งหลาย กลับบ้านเถิด  เพราะพระเยซูคริสต์กระทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว”

            พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ในหนังสือ 2 โครินธ์อย่างนี้ นี่คือความจริงอีกอันหนึ่ง ที่เหลือเชื่อ ที่เป็นหัวข้อในวันนี้ ที่ผมตั้งขึ้นมาว่าพระเจ้าขอร้องให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระองค์ ผ่านทางพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ท่านเชื่อหรือไม่? นี่คือความจริงในโลกวิญญาณ 2 โครินธ์ 5:19-20 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        2 โครินธ์ 5:19-20  “19 พระเจ้าเองทำให้คนในโลกนี้ กลับมาคืนดีกับพระองค์ โดยผ่านทางพระคริสต์ และยกโทษบาปให้กับพวกเขา พระองค์ได้มอบเรื่องการกลับคืนดีนี้ให้กับเรา เพื่อไปบอกคนอื่นๆ ต่อ 20 ดังนั้น เราจึงทำงานเป็นทูตของพระคริสต์ เพราะเชื่อมั่นว่าพระเจ้ากำลังขอร้องพวกคุณ ผ่านทางเรา เราขอวิงวอนคุณ แทนพระคริสต์ว่า “กลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด

            เกือบ 2,000 ปีแล้วที่บันทึกไว้อย่างนี้ว่าพระเจ้าเอง ผู้ที่บันทึกนี้ ก็คืออัครทูตเปาโล ซึ่งพระเจ้าเรียกมาให้เป็นผู้ประกาศความต้องการของพระองค์ ประกาศความสำเร็จของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย ให้ประกาศออกไป ประกาศว่าพระเจ้าเรียกมนุษย์ทั้งหลายกลับบ้าน กลับบ้านเถิด พระองค์เองทำให้คนในโลกนี้กลับคืนดีกับพระองค์ พระองค์เอง ก็คือพระเจ้า พระบิดาเอง ทำให้คนในโลกนี้ กลับมาคืนดีกับพระองค์ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระบุตร และยกโทษบาปให้พวกเขา

            พูดง่ายๆ สรุปสั้นๆ ก็คือพระเจ้ากำลังประกาศให้มนุษย์ทั้งหลาย บอกว่า …

            “พ่ออภัยให้หมดแล้ว เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้หมดเรียบร้อยแล้ว กำลังรอคอยลูกกลับมานะลูกเอ๋ย”

            นี่คือสิ่งที่พูดจากสวรรค์ จากพระเจ้าผู้ทรงรักมนุษย์ทั้งหลาย มา 2,000 ปีแล้ว หลังจากพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย สำเร็จเรียบร้อยแล้วก็ประกาศตรงนี้ว่ากลับบ้านเราเถอะ ตอนนี้เราสามารถเข้ากันได้แล้ว พระองค์คือพ่อ ทำให้สำเร็จ เรียบร้อยแล้ว

            อ่านตรงนี้แล้ว ท่านนึกถึงความรู้สึกของพระเจ้า แล้วนึกถึงจิตใจของพระองค์ว่าพระองค์มีความห่วงใยและรู้สึกต่อมนุษย์บนโลกใบนี้อย่างไร? มนุษย์ทุกคนนะ ไม่ได้หมายถึงคริสเตียน นี่กำลังพูดถึงคนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังไม่รู้เรื่องอะไร? ยังเป็นมนุษย์ธรรมดา อยู่ในความบาปอยู่  ไม่รู้จักพระเจ้า ทำชั่วมากมาย เยอะแยะไปหมดเลย ที่พระเยซูกระทำสิ่งนี้ให้กับเขา และให้ตัวแทนของพระองค์ คือมนุษย์ที่รู้แล้ว ก็คืออัครทูตกับทีมงาน  พูดสิ่งนี้ออกมาว่าความรู้สึกของพระองค์ว่าอย่างไร? …

            “พระเจ้ากำลังขอร้องพวกคุณ ผ่านทางเรา”

            เรา คือผู้ประกาศ คือเปาโลและทีมงาน 2,000 ปีที่แล้ว  พระเจ้าบอกว่าพระเจ้ากำลังขอร้องพวกคุณผ่านทางเรา และเราขอวิงวอนคุณแทนพระคริสต์ พูดง่ายๆ พระเจ้า พระบิดาขอร้องเรา และพระเยซูคริสต์ก็วิงวอนเรา พระบิดาขอร้อง พระบุตร พระเยซูผู้ที่ทำให้เราสำเร็จเรียบร้อยแล้ว คือตายเพื่อเราทั้งหลายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตายนั้น วิงวอนเรา  … เรา คือมนุษย์ที่ยังไม่เชื่อ ที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังเป็นคนบาปอยู่ว่ากลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด พอรู้ความจริงตรงนี้ ถามว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงยิ่งใหญ่สูงสุด มนุษย์ทุกคนรู้หมด  พอบอกคำว่า “พระเจ้า” ก็จะรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่เป็นคริสเตียน ตั้งแต่ยุคไหนก็ตาม กี่พันปีมาแล้วก็ตาม พอบอกพระเจ้า ทุกคนสยบหมด ไม่ว่านับถือศาสนาอะไรก็ตาม พอบอกว่าพระเจ้า จบเลย ทั้งที่ไม่รู้จักพระองค์หรอก แต่คำว่าพระเจ้า มีนามเดียว  มีผู้เดียว

            พอบอกว่าพระเจ้า ทุกคนบนโลกนี้รู้ว่าเป็นผู้ที่ทรงฤทธานุภาพอำนาจยิ่งใหญ่สูงสุด ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทุกสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็นทั้งหมดเลย ผู้ครอบครองทุกอย่าง นี่แหละคือพระเจ้า และนี่เรากำลังพูดว่ากลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด ใครขอร้อง? พระเจ้าที่เราบอกว่ายิ่งใหญ่สูงสุด ตั้งแต่กี่พันปีมาแล้ว พระเจ้าผู้นี้กำลังขอร้องเรา มนุษย์ตั้งแต่กี่พันปีมา มีแต่ร้องขอพระเจ้า เป็นลูกช้างเอย เป็นคนบาปเอย คลานเข้าไปเป็นทาส มาเจอพระเจ้าไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเลย  แต่ตอนนี้กลับกัน พระเจ้าที่เราบอกยิ่งใหญ่ ที่เราตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเข้าไป  กำลังขอร้องเรา  ท่านตอบสิ ท่านเชื่อไหม?

            ตามความรู้สึก  ตามความคิด ตามความเข้าใจของมนุษย์ ไม่มีทางที่จะเชื่อ แต่ถ้อยคำพระเจ้าเขียนไว้อย่างนี้ ท่านจะนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริงหรือไม่? พระเยซูถาม ถ้าท่านนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ก็คือยอมถ่อมใจ ยอมจำนน เชื่อฟังต่อความจริง คือถ้อยคำพระเจ้าที่บันทึกเอาไว้  ดั่งเป็นทาสเลย

            “ไม่รู้ล่ะ ฉันไม่เข้าใจ ไม่มีเหตุผล ไม่มีความรู้สึก แต่ถ้อยคำพระเจ้าเขียนไว้อย่างนี้ ฉันก็นมัสการพระเจ้า ฉันจะยอมรับความจริงเหล่านี้ เชื่อตามนี้ ก็คือพระเจ้ากำลังง้อฉัน”

            ใครง้อใครเนี้ย? พระเยซูคริสต์วิงวอนต่อมนุษย์ ไม่ใช่ต่อคริสเตียนนะ ต่อมนุษย์ที่เป็นคนบาป  ท่านที่กำลังเดินอยู่นี้ หรือท่านที่กำลังเคยเดินอยู่ บนโลกใบนี้ ที่ทำชั่ว ทำบาป ทำอะไรเยอะแยะมากมาย  เรารู้ตัว ทำอะไรเยอะแยะมากๆ ในชีวิต  แต่พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด กำลังง้อเรา …

            “ขอร้องนะ กลับมาหาเราเถิด”

            พระเยซูกำลังวิงวอนท่าน สมมติว่าเป็น Mr.X ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ยังทำบาปมากมาย ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน พระเยซูกำลังวิงวอนอธิษฐานว่า …

            “X เอ๋ย กลับบ้านเถิด เชื่อเรานะ เปิดใจต้อนรับเรา เปิดใจต้อนรับข่าวประเสริฐ เปิดใจต้อนรับความจริงเรื่องนี้เถิด กลับบ้านเราเถิด เราจะเข้าไปช่วยเจ้า”

            นี่ใครง้อใคร? พระเจ้าง้อมนุษย์ เหมือนกับพระเยซูยกตัวอย่างอุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงหาย นี่ยิ่งชัดใหญ่เลย พระเจ้าเฝ้ารอวัน รอคืน ออกมานอกบ้าน เดินออกมาริมถนนตลอด เมื่อไรลูกจะกลับมาสักที ลูกหลงหาย หนีออกจากบ้านไป ตอนนี้ตกระกำลำบาก แย่มากในชีวิต เมื่อไรลูกจะกลับมาสักที เตรียมของ เตรียมอะไรไว้เยอะแยะ ทรัพย์สมบัติเยอะแยะไว้ในบ้าน ชะเง้อมองดูลูกตลอด ใครง้อใคร? ลูกก็ไปเที่ยวเตร่จนกระทั่งหมดเงิน หมดอะไรต่างๆ จนไม่ไหวแล้ว อยากจะกลับบ้าน แต่ไม่กล้ากลับ เพราะรู้ว่าตัวเองทำชั่วไว้ ทำบาปไว้  ทำสิ่งที่ไม่ดีไว้ กลับไป พระเจ้าจะเฆี่ยนตี พระองค์จะลงโทษ คงโกรธน่าดูเลย เรามันเลว ขณะที่ลูกคิดอย่างนั้น พ่อที่อยู่ที่บ้านไม่ได้คิดเลยแม้แต่นิดหนึ่ง ว่าจะลงโทษอะไร? คิดอย่างเดียวว่าเมื่อไรจะกลับมา กลับมาจะเลี้ยงใหญ่โตเลย จะมีทรัพย์สมบัติให้ ลืมหมดแล้ว ไม่ได้จดจำเลยว่าลูกไปทำอะไรผิดมา ไม่สนใจทั้งสิ้นเลย ถามว่าใครง้อใคร? พระเจ้าง้อมนุษย์นะ

            และท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ และฟังอยู่ทางบ้าน ส่วนใหญ่แน่นอน เป็นคริสเตียนแล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว มากกว่านั้นสักเท่าใด ที่พระเจ้ายิ่งง้อเราใหญ่เลย พูดคำนี้ไป นักศาสนาทั้งหลายสะดุ้งเลย ผมพูดเกินไปไหม? ไม่เกิน ท่านคิดดู พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนี้ ขนาดคนบาป ยังไม่ได้กลับใจใหม่ ยังง้ออย่างนี้เลย แล้วท่านเป็นคริสเตียนแล้ว พระเจ้าจะไม่ดูแลท่านมากกว่านี้หรือ? ตอนนี้ท่านเป็นคริสเตียน พระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน อยู่ภายในท่านแล้ว ท่านนมัสการพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริงแล้ว ท่านดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พระองค์สถิตอยู่กับท่าน พระองค์จะไม่รักท่าน จะไม่ดูแลท่านยิ่งกว่าไข่ในหินหรือ? ถูกไหม? ถูกสินะ ดูแลท่านยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม เฝ้ามองตลอด อย่านะ อย่าร้องไห้นะ  ร้องไห้ปั๊บ จะกุลีกุจอหาอะไรต่างๆ ที่จะเข้าไปช่วยว่าเขาร้องเพราะอะไร? เขาร้องเพราะว่าป่วยหรือเปล่า? ร้องเพราะว่าหิวนม ร้องเพราะว่าต้องการความอบอุ่น ร้องเพราะอากาศไม่ดี ร้องเพราะมดกัด ยุงกัด นี่พระเจ้าง้อเราขนาดนั้น และรักเราขนาดนั้น พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้นจริงๆ พระองค์จึงเขียนไว้ว่าพระองค์ทรงรักเราดั่งแก้วตาดวงใจของพระองค์ ปีใหม่แล้ว ปีนี้ ฝังความคิดและความจริงนี้ เข้าไปอยู่ในจิตใจของเรา นี่คือความจริง นี่คือถ้อยคำพระเจ้า ซึ่งเราไม่รู้สึก เราไม่เข้าใจ เราคิดไม่ถึง หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมรักเรามากขนาดนี้ แต่ให้เราทำอย่างเดียว คือนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ก็คือยอมจำนน เชื่อในถ้อยคำพระเจ้า เหมือนดั่งเป็นทาสเลย ไม่รู้ฉันจะเชื่อลูกเดียว กลับมาคืนดีกับพระเจ้า ด้วยวิธีใด ตะกี้เราอ่านแล้ว 2 โครินธ์ 5:21 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        2 โครินธ์ 5:21 “พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ ผู้ปราศจากบาป ให้เป็นบาป เพื่อเรา เพื่อในพระองค์ เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า

            เหลือเชื่อ แต่ไม่ยากในการที่จะยอมจำนน แล้วยอมรับความจริงนี้ ดั่งเป็นทาส พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า พระบุตร กลายสภาพลงมาเป็นมนุษย์ เข้าส่วนร่วมลักษณะของมนุษย์ เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว เผ่าพันธุ์มนุษย์ในโลกนี้ นี่คือความหมายของเมื่อตะกี้นี้ ที่เราอ่านร่วมกัน แล้วพอมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของมนุษย์ในโลกนี้แล้ว แล้วทำอะไร? เป็นตัวแทนของเรา รับบาปแทนพวกเราหมดเลย เพื่อมนุษย์จะได้กลายสภาพมาเกิด เป็นบุตรพระเจ้า “พระ” เป็นคำยกย่องที่คนไทยใส่เข้าไป จริงๆ ไม่มีคำว่าพระในภาษาเดิม เป็นคำยกย่อง เพื่อมนุษย์จะได้กลายสภาพมาเกิดใหม่ เป็นลูก หรือเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้า เข้าส่วนในพระลักษณะของพระเจ้า เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้าในสวรรค์ ที่เรียกว่าผู้ชอบธรรม ธรรมิกชนของพระเจ้า พลเมืองสวรรค์

            นี่คือความหมายของเมื่อสักครู่นี้ พระเจ้า พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ เข้ามาเป็นส่วนร่วม เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์กลายสภาพมาเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า เข้าส่วนร่วมในพระลักษณะของพระเจ้า

            เข้าส่วนร่วมในพระลักษณะของพระเจ้า หมายถึงมีชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้า  เป็นชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้า มนุษย์นี่นะ สามารถเป็นเหมือนพระเจ้าได้ พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนั้น แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ รู้สึกไหม? ไม่รู้สึก เข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ ใช้เหตุผลของมนุษย์ได้ไหม? ไม่ได้ ถ้าใช้เหตุผลของมนุษย์น่าเชื่อไหม? ไม่น่าเชื่อ ถ้าใช้จิตวิญญาณสามารถทำได้ จิตวิญญาณ คือยอมจำนน ยอมรับความจริงตามถ้อยคำพระเจ้าที่บันทึกเอาไว้ เมื่อบันทึกอย่างนี้ ฉันก็เชื่ออย่างนี้ เหมือนดั่งทาส

            พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นตัวแทนของเรา มนุษยชาติบนโลกใบนี้ที่ตายอยู่ในบาป สกปรกในวิญญาณ จิตใจและการกระทำ ให้มาสู่ความชอบธรรม เกิดใหม่ ในความบริสุทธิ์  ดีพร้อมของพระเจ้า เหมือนพระเจ้า ด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย จะได้สามารถตายร่วมกับพระองค์ ที่ไม้กางเขน เพื่อสามารถเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 พร้อมพระองค์ได้ ถ้าเราไม่ตาย  เราก็ไม่สามารถเป็นขึ้นจากความตาย พระเยซูเป็นตัวแทนของเรา เมื่อเราเปิดใจต้อนรับพระเยซู หมายถึงต้อนรับพระองค์เป็นตัวแทน พระเจ้าจะนำเราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ที่ตะกี้นี้บอก เพราะว่าเราสามารถเข้ากับพระเจ้าได้ ด้วยวิธีนี้ คือพระเจ้าเอาวิญญาณเก่าของเราที่ตายแล้ว อยู่ในบาป สกปรกนั้น เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน แล้วตายพร้อมพระองค์ที่ไม้กางเขน และเมื่อพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 เราที่ตายอยู่ในพระเยซูคริสต์ เราก็ได้เกิดพร้อมกับพระเยซูคริสต์ เพราะเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทนของเรา พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย เราก็เป็นขึ้นจากความตายด้วย พระเยซูคริสต์นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถาน เราก็นั่งอยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรคสถานร่วมกับพระเยซูคริสต์ด้วย หมายถึงอย่างนี้

            สามารถเข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ สามารถใช้เหตุผลได้ไหม? ไม่สามารถ สามารถคิดถึงได้ไหมว่ามันใช่? ไม่สามารถ แต่บันทึกไว้อย่างนี้หรือเปล่าในพระคัมภีร์ ตอบว่าเอเมน เพราะฉะนั้น ฉันยอมรับ จำนน เชื่อในความจริงเหล่านี้ และเมื่อมนุษย์ หรือเราที่เปิดใจต้อนรับความจริงเหล่านี้ เมื่อเราเป็นขึ้นจากความตาย คือบังเกิดใหม่  เราก็บริสุทธิ์ดีพร้อมเหมือนพระเยซูไง เห็นอะไรบางอย่างไหม? พระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนี้ชัดเจนเลย พอเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์สะอาดบริสุทธิ์ ดีพร้อม ก็สามารถเข้ากับพระเจ้าได้แล้วคราวนี้ จากน้ำมัน ถูกเปลี่ยนกลายเป็นน้ำแล้ว  แรกๆ เป็นน้ำมันอยู่ ใส่ลงไป ก็ไม่มีทางที่เข้าได้ เรายังเป็นความมืดอยู่ ใส่เข้าไป ก็อันตรธานหายไป ไม่สามารถเข้ากับความสว่างได้ แต่ตอนนี้สารเคมีเปลี่ยนไปแล้ว ตรงกันแล้ว เข้ากันได้แล้ว เข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันได้กับพระเจ้า เรียกว่าการกลับคืนดีกับพระเจ้านั่นเอง กลับคืนดีกันแล้ว โดยพระเยซูคริสต์

            มนุษย์สามารถจะกลับคืนดีกับพระเจ้าได้แล้ว น้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ แต่พระเยซูคริสต์มาทำให้น้ำมันนั้น กลายเป็นน้ำแล้ว สามารถเข้ากันได้ ความบริสุทธิ์เข้ากับบาปไม่ได้ แต่พระเยซูคริสต์เอาบาปออกไปจากมนุษย์แล้ว ทำให้มนุษย์บริสุทธิ์เหมือนพระองค์เลย ก็เลยสามารถที่จะเข้ากับพระเจ้าได้ เพราะบริสุทธิ์เหมือนกัน เราเป็นความมืดมาก่อน แต่พระเยซูคริสต์ทำให้เรากลายเป็นแสงสว่างเหมือนพระองค์ พระเจ้าเป็นความสว่าง เราก็เลยสามารถเข้ากับพระเจ้าได้  เป็นแสงสว่างเหมือนกัน และเมื่อพระเยซูคริสต์ได้กระทำการงานนี้สำเร็จเรียบร้อยแล้วบนไม้กางเขน ประมาณ 2,023 ปีที่แล้ว พระเจ้าจึงเฝ้าประกาศ ขอร้อง ให้มวลมนุษยชาติกลับคืนดีกับพระองค์ ผ่านทางพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว ส่งพระเยซูคริสต์มา เพื่อที่จะทำให้เราสามารถที่จะบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม ที่จะกลับคืนสู่พระเจ้า เข้ากับพระเจ้าได้ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า เข้าสวรรค์ได้นั่นเอง แล้วพระเจ้าก็จะถามท่าน นี่มนุษย์แต่ละคนนะ ตะกี้นี้พูดถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์  พระเจ้าก็จะถามมนุษย์ทุกคน แต่ละคนด้วยความรักห่วงใยว่า …

            “ลูกเอ๋ย เมื่อลูกได้ยินอย่างนี้แล้ว ลูกกลับคืนดีกับพ่อได้ไหม? โอเคไหม? โอเคนะ?”

            เคยนึกถึงภาพ พยายามคิดถึงคนง้อกันเขาจะพูดว่าอย่างไร? … “หยวนๆ น๊า ลืมๆ ไปเถอะ”

            ลืมอะไร? “ลืมที่ลูกเคยทำบาปมาทั้งหมด ที่ลูกเคยไม่เข้าใจทั้งหมด ลืมๆ มันไปซะ กลับมาหาพ่อเถอะ”

            พระเจ้ากำลังพูดกับท่านในวันนี้แหละท่านเชื่อหรือไม่? และท่านโอเคไหม? ยอมกลับมาคืนดีกับพ่อไหม? พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อมนุษย์จะได้เกิดใหม่ มาเป็นบุตรของพระเจ้านั่นเอง พูดสั้นๆ พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ ทำให้มนุษย์คนหนึ่ง ใครก็ได้ เชื่อในพระเยซูคริสต์ กลายมาเป็นบุตรของพระเจ้า พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นสภาพมนุษย์  ทำให้มนุษย์สามารถเกิดใหม่ มีสภาพเป็นบุตรของพระเจ้า จริงๆ ก็คือมีสภาพ ไม่ได้เป็นพระเจ้านะ แต่มีสภาพเป็นชีวิตนิรันดร์ ที่เกิดใหม่จากพระเจ้า ชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้าเลย แต่เราไม่ใช่พระเจ้า เราก็เป็นผู้ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ เหมือนกัน เหมือนเดิม พระเจ้าก็คือผู้ที่พระองค์ทรงเป็น ไม่มีใครสร้างพระองค์ พระองค์ทรงเป็น ตั้งแต่เริ่มต้นพระองค์ก็ทรงเป็น พูดง่ายๆ มนุษย์ถึงแม้จะเป็นบุตรพระเจ้า แต่เราไม่ใช่พระเจ้า เราเป็นวิญญาณที่มาจากพระเจ้า เป็นวิญญาณที่มี DNA ฝ่ายวิญญาณ มียีนส์ฝ่ายวิญญาณเหมือนพระเจ้า เรียกว่าบุตรพระเจ้านั่นเอง โรม 5:9-11 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        โรม 5:9-11 “9 เพราะฉะนั้น เมื่อเราถูกชำระให้ชอบธรรมแล้ว โดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้น เราจะพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า โดยพระองค์ 10 เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้า เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีก เมื่อกลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอด โดยพระชนม์ชีพของพระองค์ 11 ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เรายังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า”

            “เพราะฉะนั้น เมื่อเราถูกชำระให้ชอบธรรมแล้ว” ด้วยอะไร? “ด้วยพระโลหิตของพระองค์ ที่หลั่งที่ไม้กางเขน ยิ่งกว่านั้น เราจะพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้า โดยพระองค์”

            พ้นจากพระพิโรธ ก็คือพ้นจากการเป็นศัตรูของพระเจ้า พระพิโรธ ก็อย่างที่ตะกี้นี้บอก น้ำกับน้ำมันเข้ากันไม่ได้ น้ำมันเด้งออกๆ น้ำเกิดพระพิโรธกับน้ำมัน เข้ากันไม่ได้ มันหมายถึงอย่างนั้น  เราเป็นความมืด เราไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้  แสงสว่าง พิโรธ ความมืดมากเลย เจอความมืดไม่ได้เลย พิโรธมาก เอาไฟฉายส่องไปที่มืด อะไรหายไป? ความมืดหายไป เพราะแสงสว่างเกิดความโกรธเกรี้ยว เกิดความพิโรธต่อความมืดมาก มันหมายถึงอย่างนั้น

            “เพราะว่าขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระเจ้า” ก็คือเราเข้ากับพระเจ้าไม่ได้ ขณะที่เราเป็นความมืด เป็นคนบาป  อยู่ในความบาป อยู่ในความสกปรกเข้ากับพระเจ้าไม่ได้ เราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยพระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ ก็คือการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ทำให้เราเข้ากับพระเจ้าได้ เข้ากับพระเยซูได้ เมื่อกลับคืนดีกันแล้ว เราก็จะรอด โดยพระชนม์ชีพของพระองค์ คือกลับคืนดีกัน เราก็ได้บังเกิดใหม่ เข้ามาเป็นบุตรของพระเจ้า

            “ไม่ใช่เท่านั้น เรายังชื่นชมยินดีในพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า” ใครเป็นเหตุให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า? พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  เจ้าของคริสตมาสนั่นเอง

            “โดยทางพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหตุให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า” นี่คือทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าที่สุดของชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ก็คือการได้กลับคืนดีกับพระเจ้า เข้ากันกับพระเจ้าได้ คือสิ่งที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด มนุษย์ไม่รู้ แต่โดยการประพฤติมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  ไม่ว่าจะรู้จักพระเจ้าหรือไม่รู้จักพระเจ้า จะมีในใจอย่างนี้ ต้องการจะกลับไปหาพระเจ้า ในใจของเขาเรียกร้องสิ่งเหล่านี้แหละ เพียงแต่เขามาถูกทางไหมเท่านั้นเอง  คือการกลับคืนดีกับพระเจ้า  กลับเข้าไปหาพระเจ้า ผู้ทรงสร้างเขา เพื่อจะได้เข้ากันได้กับพระองค์  นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ ก็คือการบังเกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ เป็นครอบครัวเดียวกับพระเจ้า นี่คือสิ่งที่มนุษย์ต้องการทั้งหมด จึงเป็นสิ่งที่มีค่า ล้ำค่าที่สุด ที่มนุษย์ต้องการ  ก็คือการได้เข้าสู่สวรรค์ บังเกิดใหม่ และสามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ทันที มนุษย์ก็อยากได้ทันที เดี๋ยวนี้เลย มนุษย์ทุกคนอยากอยู่ในสวรรค์เดี๋ยวนี้แหละ และพระเจ้าทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็คือทำให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้า เข้ามาอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์สถาน บังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าได้ทันที ไม่ต้องรอให้ตายก่อน ถ้าตายก่อน มันช้าไปแล้ว นี่พิสูจน์ได้ทันทีเลย  และพอบังเกิดใหม่แล้ว แค่นั้นยังไม่พอ  ได้เข้าสู่สวรรค์ทันที แค่นั้นยังไม่พอ กลับคืนดีกับพระเจ้าทันทีแล้ว แค่นั้นยังไม่พอ เขาคนนั้น ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ในเขา จะเป็นผู้นำพาชีวิตของเขา จากภายใน ไปจนกระทั่งถึงหมดลมหายใจ ทิ้งร่างกายเดิม แล้วรับร่างกายใหม่ คือร่างกายสวรรค์ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับเขา ผู้นั้นที่กลับคืนดีกับพระเจ้า  ตอนอยู่บนโลกนะ  และจะอยู่กับผู้นั้น ลูกๆ ของพระองค์ที่อยู่ในสวรรค์นั้นนิรันดร์  ขณะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็อยู่แล้ว แล้วก็จะอยู่กับเขา หลังจากความตายก็จะอยู่กับเขาในสวรรค์นิรันดร์ บันทึกไว้ในพระคัมภีร์อย่างนี้ เข้าใจไหม? ไม่เข้าใจ มีเหตุผลไหม? ไม่มีเหตุผล มีหลักฐานตามภาษามนุษย์ไหม? ไม่มี จับได้ไหม? ไม่ได้ มองเห็นไหม? ไม่เห็น แต่ต้องใช้อะไร? นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ก็คือยอมถ่อมตนยอมรับว่านี่คือถ้อยคำพระเจ้า ตรงนี้คือความจริง ฉันยอมรับความจริงตรงนี้ เชื่อความจริงตรงนี้ เหมือนดั่งเป็นทาส เราไม่ใช่เป็นทาสนะ แต่เหมือนดั่งเป็นทาส

            และเมื่อเราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า ได้มาเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราก็สามารถที่จะฝากทุกเรื่องไว้ที่พระองค์ได้แล้ว หายเหนื่อยและเป็นสุข ในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะต้องการวัตถุสิ่งของอะไรบนโลกใบนี้  ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  หรือเรื่องอะไรต่างๆ ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่มีความสุข อุปสรรคปัญหาใดๆ ต่างๆ ยกออกจากจิตใจ ยกออกจากชีวิตของเราได้เลย มอบภาระทั้งหมดนี้ไว้ให้กับพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่เราเคยบอกว่าพระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก อยู่ไกลเหลือเกิน ตอนนี้อยู่ในเรา เดินอยู่กับเราทุกวันๆ ไม่ต้องไปวัด  ไม่ต้องไปวิหาร ไม่ต้องไปโบสถ์  ไม่ต้องไปที่ไหนก็ได้ เพราะพระเจ้า ไม่ได้อยู่ที่โน่น ที่โน่นมีประโยชน์ ก็คือเรามาร่วมกันศึกษาถ้อยคำพระเจ้า มาหนุนจิตใจ ตามภาษามนุษย์ มาสังสรรค์กัน  แต่เราสามารถฝากฝังกับพระเจ้า พูดคุยกับพระเจ้าได้ทุกหนทุกแห่ง ทุกที่ เพราะพระองค์ทรงอยู่กับเรา แม้ตอนที่เราหลับอยู่ พระองค์ก็อยู่ แล้วไม่หลับด้วย ตอนเราหลับ พระองค์ก็มองเราอยู่ เอเมนไหม?

            เพราะฉะนั้น เราสามารถฝากทุกเรื่องไว้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ในปี 2023 วันนี้เป็นวันปีใหม่พอดีเลย ตั้งต้นชีวิตใหม่เลยว่า …

            “จากนี้ไป ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ฉันจะฝากไว้ที่พระองค์” … เอเมนไหม? เหมือนเพลงที่เราร้อง

                        “แต่ข้ารู้จัก พระองค์ที่ข้าเชื่อ และเชื่อมั่นคงว่า พระองค์ทรงฤทธา

                        รักษา ซึ่งมอบไว้กับพระองค์ จนถึงกาลวันนั้นได้”

            กาลวันนั้น คือวันที่เราเข้าสู่สวรรค์จริงๆ ในโลกวิญญาณ พบกับพระเยซูหน้าต่อหน้า พบกับพระเจ้าหน้าต่อหน้า และจะอยู่กับพระองค์นิรันดร์กาลนั่นเอง

            เพราะอะไรเราถึงฝากกับพระองค์ได้ทั้งหมด เพราะขณะนี้ ที่เรายอมรับความจริงนี้เรียบร้อยแล้ว เรากลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว เราได้เป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์ ดีพร้อมตลอดไป ไม่ใช่ดีพร้อม เฉพาะตอนนี้ เดี๋ยวออกไปแดดร้อนๆ ขับรถหงุดหงิดๆ ไปว่าคนโน้นคนนี้ …

            “ฉันอยู่ในสวรรค์หรือเปล่า? ยังอยู่ไหม? มันคนละเรื่องกัน เพราะว่าฉันได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าแล้วตลอดไป พระองค์ทรงยืนยันด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่สถิตอยู่ในใจฉัน บอกฉัน ยืนยันกับฉันว่าฉันเป็นลูกของพระองค์ตลอดไป และพระวิญญาณก็อยู่ในฉันตลอดไปด้วยเช่นเดียวกัน เอเมน”

            เอเมน คืออะไร? เอเมน ก็คือนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ถูกไหม? ยอมรับความจริง เหมือนดั่งเป็นทาส เอเมน คือเมื่อฟังถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ เราก็บอกว่าเอเมน ก็คือโอเค ยอมรับ นมัสการ นี่คือถ้อยคำพระเจ้า

            สิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการจากเรา ก็คือเมื่อพระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่กับเรา เราก็เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าแล้ว ก็คือเมื่อกลับคืนดีกับพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว เราก็เพียงแต่ให้ความร่วมมือกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในเรา ที่จะคอยฝึกสอนเรา นำพาเราด้วยความรัก  ดังแก้วตาดวงใจ  ด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ให้เราประพฤติตน ปฏิบัติตนให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า ได้สมกับกลับคืนดีกับพระเจ้า  ได้สมกับเป็นลูกแห่งความสว่าง สมกับเป็นลูกแห่งความดีงาม บริสุทธิ์ และดีพร้อม เหมือนพระเจ้าของเรา พระวิญญาณก็จะฝึกสอนเราทีละนิดทีละหน่อย ให้รู้การล่อลวงของมาร กิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง  เราก็จะมีสติสัมปชัญญะ พระองค์จะทรงนำเราเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ค่อยๆ สอนเราเตาะแตะ เตาะแตะไป

            เพราะฉะนั้น ในวันนี้ พระเจ้ากำลังถามว่า … พระเยซูกำลังถามว่าท่านเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่กำลังเสาะแสวงหาอะไรบางอย่าง ท่านรู้หรือไม่ว่าพระเจ้ากำลังง้อท่านอยู่ กำลังเฝ้าตามหาท่าน ขอร้องให้ท่านกลับมาคืนดีกับพระองค์ กลับบ้าน ก็คือกลับเข้ามาอยู่ในสวรรค์ทันที บนโลกใบนี้เลย ที่ไหนก็ได้ ท่านสามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ทันทีเลย อยู่ตรงไหน ท่านก็สามารถกลับคืนดีกับพระเจ้าได้ ไม่ต้องมาที่วิหาร ไม่ต้องมาที่วัด ไม่ต้องมาที่โบสถ์  ไม่ต้องมาที่คริสตจักร ไม่ต้องมาหาศิษยาภิบาลก็ได้ พระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระเจ้าแสวงหาคนนั้น  ที่ต้องการแสวงหาความจริงเหล่านี้ด้วยจิตวิญญาณและความจริง  พระองค์กำลังบอกท่านว่าให้ท่านกลับมาเป็นลูกของพระองค์เหมือนเดิม กลับมารับมรดกที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้กับท่านเยอะแยะมากมายไปหมด  จงรับรู้ว่าในโลกนี้ ที่กำลังดำเนินอยู่นั้น มันแสนน่ากลัวและเต็มไปด้วยความมืด  ความทุกข์ยาก ปัญหาสารพัด และความตายที่มาอย่างปัจจุบันทันด่วน  อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซึ่งมันจะทำให้ท่านเสียโอกาส และมันสายไป ให้ท่านรับรู้ว่าพระเยซูคริสต์กำลังมองท่านอยู่ กำลังตามหาท่านอยู่ ด้วยความรัก ด้วยความห่วงใย และจดจ่ออยู่ที่ท่าน ท่านเพียงคนเดียว ฉันเพียงคนเดียว เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่ทุกหนทุกแห่งได้ เราคิดไม่ถึงหรอก  แต่พระคัมภีร์บอกไว้อย่างนั้นว่าพระเจ้าดูแลเราคนต่อคนเลย

            นี่เรากำลังพูดถึงคนที่ยังไม่เชื่อ ยังไม่กลับใจใหม่ ยังไม่ได้กลับมาคืนดีกับพระเจ้า  ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ท่านแต่ละคน พระเยซูกำลังเดินอยู่เคียงข้างท่าน เคาะประตูท่านแต่ละคนเลย

            สำหรับคนที่เป็นคริสเตียนแล้ว ก็เช่นเดียวกัน ท่านกำลังดำเนินชีวิต ท่านกำลังคิดว่าพระเจ้าอวยพรท่าน เหมือนกับคนอื่นอะไรต่างๆ เหล่านั้น แต่พระองค์บอก …

            “ไม่ใช่ ฉันอวยพรเธอ มีความสัมพันธ์ มีความรักต่อเธอ”

            เป็นเดี่ยวๆ มันลึกซึ้งมากกว่าเยอะ เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่เป็นคริสเตียนแล้ว จงวางใจในพระเจ้า พระเจ้าสถิตอยู่กับท่าน ดำเนินอยู่กับท่านอย่างสนิทสนม คนต่อคนเลย  สำหรับคนที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน พระเจ้ากำลังง้อท่านแต่ละท่าน ให้ท่านกลับมาคืนดีกับพระองค์เถิด ปีนี้จะเป็นปีทองของท่านเลย แล้วไม่ใช่ทองธรรมดา ทองตลอดไปเลย ไม่ใช่ปีเดียว ไปจนถึงนิรันดร์เลย คือกลับมาคืนดีกับพระเจ้าเถิด จงเชื่อและมั่นใจเถิดว่าพระเจ้ากำลังง้อท่านอยู่ ให้กลับมาคืนดีกับพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว เอเมน ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรครับ

***********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            เพราะท่านได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์ พระคริสต์เป็นความรัก ท่านก็เป็นความรักด้วยเช่นกัน

            1 ยอห์น 4:17 … “ในการได้เข้าส่วนร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสต์นี้ (คือการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ) ความรัก (อากาเป้ แบบพระเจ้า) จึงได้เกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในตัวเรา (ทั้งวิญญาณและจิตใจ) เราจึงมีความมั่นใจในวันพิพากษา ที่เรามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ก็เพราะวิญญาณและจิตใจของเรา ขณะที่อยู่ในโลกนี้นั้น เป็นวิญญาณและจิตใจที่เหมือนกับวิญญาณและจิตใจของพระคริสต์”

            พระเยซูคริสต์จึงตรัสว่า …

            ยอห์น 13:34​ … “เราให้บัญญัติใหม่ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เรารักเจ้าทั้งหลาย (ด้วยวิญญาณและความจริงใจ) มาแล้วอย่างไร เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น”

            เมื่อเราบังเกิดใหม่ ได้เป็นความรักเหมือนพระเจ้าแล้ว เราจึงแบ่งปันความรักที่เหมือนพระเจ้านี้ โดยธรรมชาติของวิญญาณ​และจิตใจใหม่ ที่พระเจ้าประทานให้​ ตอนบังเกิดใหม่ให้แก่คนอื่นได้  อย่างเป็นธรรมชาติ​ ไม่รู้สึกเป็นภาระหนัก เหมือนในอดีต​ก่อนบังเกิดใหม่ ที่ต้องพยายามรักผู้อื่น​ ในขณะที่วิญญาณและจิตใจข้างใน เป็นวิญญาณแห่งความเกลียดชัง เป็นศัตรูกับพระเจ้าผู้เป็นความรัก

            1 ยอห์น 5:3​ … “เพราะนี่แหละ​ เป็นความรัก  (ด้วยวิญญาณและความจริงใจ) ต่อพระองค์  คือที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์  (ซึ่งใส่ไว้ในวิญญาณและจิตใจใหม่ของเราแล้ว) และพระบัญญัติของพระองค์นั้น (คือให้เรารักกันและกันด้วยวิญญาณและใจจริง)​ ไม่เป็นภาระ”

            ไม่เป็นภาระ  เพราะเป็นธรรมชาติใหม่ของตัวตนที่ได้บังเกิดใหม่แล้วในวิญญาณ  เป็นลูกของพระเจ้าเป็นความรักเหมือนพระเจ้า

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1396

คำบรรยายคืนวันอาทิตย์ที่  25  ธันวาคม  2022

เรื่อง “ความจริง คือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ท่านเชื่อหรือไม่?” ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

            เรามาพูดถึงวันคริสตมาสกัน จำอะไรไม่ได้ ขอให้จำวันนี้ได้ว่าสิ่งที่ได้กลับไป ก็คือวันคริสตมาส คือวันที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เทศกาลคริสตมาส เป็นเทศกาลพิเศษ ที่เรามาร่วมเฉลิมฉลองกัน คือช่วงเวลาที่พระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าได้ลงมาประสูติ เป็นมนุษย์

            นี่เป็นทางการของเทศกาลคริสตมาส ที่เริ่มต้นมา 2,000 ปีแล้ว คริสตมาส คือวันที่เขาระลึกถึงพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ หัวข้อสำคัญที่สุดเลย จำอะไรไม่ได้ ง่ายๆ เลย …

            “พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซู”

            ซึ่งความสำคัญของวันคริสตมาส ที่เป็นเหตุให้มีการเฉลิมฉลองกันทั่วโลก ก็คือพระเยซูคริสต์ ผู้มีสถานะเป็นพระเจ้า มาเกิดในสภาพมนุษย์ พระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระเจ้า ในตำแหน่งพระบุตร อยู่ในสวรรค์ เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ยิ่งใหญ่สูงสุด ยอมสละสภาพพระเจ้า  มาเกิดเป็นมนุษย์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือสภาพพระเจ้ากับสภาพมนุษย์ สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้

            สภาพของพระเจ้ากับสภาพของมนุษย์ รวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ซึ่งไม่เคยมีใครคิด และคิดก็ไม่ถึงด้วย  ความหมาย คือพระเยซูซึ่งมีสภาพ สถานะเป็นพระเจ้า ลงมามีสภาพเหมือนมนุษย์ ได้อย่างไร? ฉันใดมนุษย์บนโลกนี้ ก็สามารถมีสภาพเหมือนพระเจ้าได้ฉันนั้น

            พระเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างอัศจรรย์ เราเอเมน ฮาเลลูยา มนุษย์อย่างเรา พระเจ้าก็สามารถยกเราขึ้นไปเทียบระดับพระเยซูคริสต์ได้อย่างนั้นเลย นี่คือหัวใจของคริสตมาส นี่คือความจริงในวันคริสตมาส ที่เขาระลึกถึงกัน เขาถึงฉลองกันมาถึงวันนี้ ฉลองแล้ว ฉลองอีก ก็เพราะว่าพระเจ้าทำการยิ่งใหญ่มาก นี่คือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากวันคริสตมาสนั่นเอง คือวันที่พระเจ้า พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งเหตุผลแค่นี้ ก็พอเพียงที่จะทำให้ผู้คนทั้งโลก เฉลิมฉลองเทศกาลคริตมาส เป็นการใหญ่โต มาเกือบ 2,000 ปีแล้ว เพราะว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดนี้

            สิ่งที่เป็นความจริงนี้ จึงได้ถูกประกาศมา 2,000 ปีแล้ว ก็คือพระเจ้ากับมนุษย์มีสภาพเดียวกันได้อย่างไร? พระเจ้ากับมนุษย์มาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? เป็นไปได้อย่างไร? แต่มันก็เป็นไปแล้ว ในพระคัมภีร์ก็บอกไว้แล้วว่ามันบียอน ก็คือมันเหนือความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจ เหนือสติปัญญามนุษย์ที่จะเข้าใจ เหนือตรรกะ เหตุและผลที่มนุษย์คิด เป็นไปไม่ได้เลย คิดก็ไม่ถึง พระเจ้าบอกว่าใช้จิตวิญญาณ แล้วท่านจะรู้ คือใช้ความเชื่อในจิตวิญญาณท่าน เหมือนเราทั้งหลายในที่นี้ ที่รู้แล้วว่าพระเจ้า คือพระเยซูคริสต์ เป็นพระเจ้าจริงๆ แล้วมาช่วยเราให้รอดได้จริงๆ นั่นเอง

            สิ่งที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม ก็คือถ้อยคำพระเจ้าที่บอกเราถึงพันธสัญญาของพระเจ้า ที่บอกกับมนุษย์มาตลอดเวลายาวนานหลายพันปี ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิด สัญญากับมนุษย์ว่าพระเจ้าจะส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทำให้พระเยซูคริสต์กับมนุษย์ สามารถมีสภาพเหมือนกันได้

            พระบุตรของพระเจ้า ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ สามารถทำให้มนุษย์ ที่เชื่อพระเยซูคริสต์เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้ ก็คือเป็นเหมือนพระเจ้าที่เกิดเป็นมนุษย์ ก็คือพระเจ้ากับมนุษย์ เป็นบุคคลเดียวกันได้ จากเดิม ก่อนที่จะมีวันคริสตมาส ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะมาเกิดบนโลกใบนี้นั้น มนุษย์ทั้งโลกมีสภาพเป็นคนบาป  สกปรกเข้ากับพระเจ้าไม่ได้เลย เป็นไปไม่ได้ ที่จะไปอยู่กับพระเจ้า มองพระเจ้าก็ไม่ได้  แตะต้องพระเจ้าก็ไม่ได้ เข้าหาพระเจ้าไม่ได้เลย ไม่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้เลย เพราะว่าเป็นคนบาป สกปรก และไม่สามารถที่จะอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าได้อย่างแน่นอน  เพราะว่าไม่บริสุทธิ์พอ

            วันคริสตมาส คือวันที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดสวรรค์ ให้มนุษย์สามารถเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าได้ โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงตายที่ไม้กางเขน  และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เป็นตัวแทนของมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อว่ามนุษย์ทั้งหลาย ที่เชื่อและวางใจในพระองค์ จะได้เข้ารวมกับพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ และพระองค์ก็มาสถิตอยู่กับเขาในใจ คริสตมาสก็จะเกิดขึ้นในใจของมนุษย์คนนั้น มนุษย์คนนั้นกับพระเยซูคริสต์ ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน  พระเจ้าเข้ามาอยู่ในมนุษย์ และมนุษย์เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้านั่นเอง วัน คริสตมาสจึงเป็นการเริ่มต้น การทำตามพันธสัญญาที่พระเจ้าสัญญาไว้ว่าจะไถ่มวลมนุษยชาติให้พ้นจากความบาป  ให้ได้รับการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากบาปใดๆ บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเยซูคริสต์ และได้รับสถานะ คือเป็นบุตรของพระเจ้า เพราะพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า มนุษย์ที่เชื่อพระเยซู และได้ถูกทำให้บังเกิดใหม่ ก็เป็นบุตรของพระเจ้าเช่นเดียวกัน  ได้รับฐานะให้เป็นบุตร นอกจากเป็นบุตรแล้วยังเป็นทายาท คือได้รับมรดก

            มรดก คือชีวิตหลังความตาย ร่างกายสวรรค์หลังความตาย  ที่เป็นเหมือนพระเยซูตอนเป็นขึ้นจากความตาย เป็นเหมือนกันเลย  และจะได้ครอบครองในสวรรคสถาน ครอบครองโลกใหม่ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นใหม่ร่วมกับพระเยซู

            เพราะฉะนั้น ใครก็ตาม ที่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ได้บอกว่าคนที่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ก็คือได้รับการบังเกิดใหม่  คือตัวเก่าตายไป ตัวสกปรกตายไป  เกิดใหม่ เข้าไปอยู่ในสวรรค์ทันที กำลังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ก็เข้าสู่สวรรค์ทันที

            หัวใจของคริสตมาส คือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ และมนุษย์สามารถกลับคืนดีกับพระเจ้า  เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าได้ พระเจ้าสถิตอยู่กับเราภายใน และพระองค์กระทำการงานอยู่ในร่างกายของเราขณะนี้  สำหรับเราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน ก็คือเป็นผู้ที่เชื่อแล้ว พระเจ้าอยู่ในตัวท่าน เป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของท่าน ท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว

            “ฉันอยู่ในสวรรค์แล้วจริงๆ”

            ถ้าในโลกใบนี้ ยังมีวันคริสตมาส เขาฉลองกันทั่วโลก มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีๆ ยืนยันอีกอันหนึ่งว่า …

            “พระเจ้าอยู่ในฉันจริงๆ”

            แล้วจะอยู่ได้อย่างไร? … “ก็อยู่ร่วมกับวิญญาณของฉัน พระคัมภีร์บอกเป็นหนึ่งเดียวกัน วิญญาณฉันกับวิญญาณพระเจ้า พระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกันเลย”

            อยู่ในเราจริงๆ ต้องใช้อะไร? ใช้จิตวิญญาณของเราสัมผัส เราจะรู้ว่าพระเจ้าสถิตอยู่ในเรา และพระองค์นี่แหละ จะเป็นผู้นำพาชีวิตเราทุกอย่าง ทุกเรื่อง ไม่ว่าเราจะรู้สึกหรือไม่รู้สึก จะเห็นหรือไม่เห็น จะสัมผัสได้หรือไม่ได้ก็ตาม  แต่พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่นแหละ ที่ไหน? ในใจของเรา  เพราะฉะนั้น จะทำอะไรก็ตามเป็นคริสเตียน นึกถึงในใจของเรา แล้วทำไปเลย ด้วยความเชื่อ จะคุยกับพระองค์ จะอธิษฐาน จะทำอะไรก็ตาม ให้รู้ว่า …

            “พระเจ้า คือพระคริสต์ อยู่ในฉัน และฉันก็อยู่ในพระคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน”

            คริสตมาสจะเกิดผลได้ ต่อเมื่อท่านรู้ตนเองว่า … “ฉันอยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์อยู่ในฉัน”

            ให้เราหลับตาลง ใช้จิตวิญญาณ ไม่ใช้ความรู้สึก ไม่ใช้ความคิด ไม่ใช่การวิเคราะห์หาเหตุและผล แต่เป็นความจริงตามถ้อยคำของพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และพระเยซูคริสต์เป็นผู้ประกาศเองว่าเราได้เชื่อในพระเจ้า วางใจในพระเยซูแล้ว พูดตามผมนะ …

            “บัดนี้ ฉันอยู่ในพระคริสต์ พระคริสต์อยู่ในฉัน เราเป็นหนึ่งเดียวกัน  วิญญาณพระคริสต์อยู่ในฉัน ฉันอยู่ในพระคริสต์ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน”

            ให้หลับตาไว้ ใช้วิญญาณ ไม่ใช้ความคิด ไม่ใช้ความรู้สึก จะรู้สึกอะไรไม่สำคัญ ใช้จิตวิญญาณ … จิตวิญญาณใช้อย่างไร? คิดตามถ้อยคำพระเจ้า นั่นแหละจิตวิญญาณ คิดตามถ้อยคำพระเจ้า ไม่ใช่คิดตามเหตุผลของมนุษย์ คิดตามถ้อยคำพระเจ้า ที่ตะกี้ท่านพูดไป เป็นถ้อยคำพระเจ้าจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งสิ้น เป็นความจริง นั่นแหละ คือกำลังใช้วิญญาณ และตรงนี้แหละ คือหัวใจของคำว่าทำทุกสิ่งจากใจ ดำเนินชีวิตทุกอย่างจากใจ คือตรงนี้ รู้ว่า …

            “ฉันอยู่ในพระคริสต์ พระคริสต์อยู่ในฉัน เราเป็นหนึ่งเดียวกัน”

            ให้เวลาสำหรับพี่น้องที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นผู้ช่วยให้รอด ท่านสามารถใช้จิตวิญญาณของท่านเช่นเดียวกัน เริ่มต้นสนใจ วางใจในพระเยซู สามารถพูดเหมือนกับเราพูดอย่างนี้ เหมือนกันเลย …

            “ฉันอยากจะรู้ว่าพระเยซูเป็นใคร? ฉันอยากจะรู้ว่าคริสตมาสคืออะไร? คำว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ มาเรียกฉันกลับบ้านคืออะไร?”

            สามารถคุยอย่างนี้ จากความคิดของท่านได้  มันเกินกว่าความคิดของมนุษย์เข้าใจ แล้วสำหรับพี่น้องที่เป็นคริสเตียนแล้ว ผมอยากจะนำให้ท่านใช้เวลานี้ รู้ความจริงตรงนี้ ท่านอยากจะอธิษฐานอะไร? พูดกับพระเจ้าตอนนี้เลย ท่านต้องการอะไร? พระเจ้าสามารถทำให้ท่านได้ทุกสิ่ง  ไม่ใช่เป็นไปตามแผนการของเรา แต่เป็นไปตามน้ำพระทัย พระองค์ตอบทุกคำอธิษฐาน ตอบหมดเลย แต่อาจจะตอบไม่ตามที่เราต้องการ อาจไม่ตรงเวลาที่เราต้องการ  แต่พระองค์ไม่เคยมาสาย อาจจะตอบไม่เหมือนที่เราต้องการ  แต่ดีกว่าแน่นอน เพราะพระองค์ทรงรักเรา ให้เราอธิษฐานในใจ และฝึกฝนไปเลยว่านี่แหละ คือการเดินของลูกของพระเจ้า ที่เรียกว่าคริสเตียนด้วยความเชื่อ มีแค่นี้เอง ทุกสิ่ง ทุกอย่างอยู่ในการทรงนำของพระองค์ พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา ภายในข้างในเราแล้ว ให้วันนี้ เป็นของขวัญอีกชิ้นหนึ่ง ที่พระเจ้าประทานให้กับเราในการฉลองคริสตมาสให้กับเราปีนี้ คือเรารู้ว่าเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ มั่นคงแข็งแกร่งในความเชื่อมากขึ้น ไม่พึ่งพาความคิดของตัวเอง ไม่พึ่งพาความรู้สึกของตนเอง ไม่พึ่งพาตรรกะเหตุผลของมนุษย์ แต่พึ่งพาในถ้อยคำของพระเยซูคริสต์เท่านั้น พระองค์ทรงสถิตอยู่กับเราจริงๆ ไม่ว่าเราจะรู้สึกหรือไม่รู้สึก ไม่ว่าเราจะคิดได้หรือคิดไม่ได้ก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นใดก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ดีหรือร้ายก็ตาม พระองค์ทรงอยู่กับเรา อยู่เคียงข้างเรา ในยามที่เราสุข พระองค์ทรงบินอยู่ข้างๆ เรา มองเราตลอดเวลา ในยามที่เราทุกข์ พระองค์จะซุกเราไว้ใต้ปีกของพระองค์ เราอาจจะไม่เห็นอะไรเลย แต่ในขณะนั้น พระองค์ทรงโอบกอดเราไว้อยู่ใต้ปีกของพระองค์ ให้เรามั่นใจตามนั้น ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าอวยพรครับ

*********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            เปลี่ยนแปลงความคิด ให้เหมือนพระคริสต์ แล้วนิสัยจะเหมือนพระคริสต์

            โรม 12:1-2 … “1 พี่น้อง เพื่อเห็นแก่พระคุณความเมตตาของพระเจ้า ที่มีต่อเราทั้งหลาย  ข้าพเจ้าขอร้องท่าน ให้ยอมมอบอวัยวะทุกส่วนในร่างกายพร้อม (สมอง) ความคิดและสติปัญญาของท่านเป็นเหมือน (กับที่ได้รับการชำระแล้ว ด้วยพระคุณให้เป็น) เครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่  บริสุทธิ์สะอาดศักดิ์สิทธิ์  (เป็นสมบัติส่วนตัวของพระเจ้า ที่พระเจ้าสามารถรับได้ ) และเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า เป็นการกตัญญูต่อพระเจ้าที่สมควร ในวิญญาณของเรา  ที่ได้บังเกิดใหม่  โดยพระคุณพระเจ้า  ซึ่งเป็นการนมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริง 2 อย่ากระทำตามระบบของโลกนี้ (ซึ่งขัดแย้งกับทางของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์) แต่มายอมรับการเปลี่ยนแปลง (โปรแกรมในสมอง) ความคิด  สติปัญญาแบบเดิมเสียใหม่  เพื่อท่านจะสามารถรับรู้ว่าอะไรที่เป็นความต้องการของพระเจ้า  อะไรที่ดี  อะไรที่ดียอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบในสายตาของพระองค์  ตามแผนการของพระเจ้า (ในพระคริสต์) ที่วางไว้ให้กับท่าน (จะได้กระทำตามความคิดใหม่นั้น)”

            การดำเนินชีวิตของเรา   ซึ่งเป็นผู้เชื่อ  เรามีอยู่ 2 ทางให้เลือกเท่านั้น ทางหนึ่งเกิดประโยชน์  อีกทางหนึ่งให้โทษ  เราไม่สามารถเลือกกระทำทางที่ผิด   แล้วหวังผลที่เป็นประโยชน์ที่ดีได้ แม้ว่าเราจะได้รับความรอด  อยู่ในสวรรค์  เป็นลูกของพระเจ้าเรียบร้อยแล้วก็ตาม

            เราสามารถที่จะเลือก …

                   ➢ เชื่อพระวิญญาณ  เพื่อให้ได้รับผลที่เป็นพระพร ตามมา

                        ➢ หรือเลือกที่จะดับพระวิญญาณ เพื่อทำตามกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง  แล้วรอรับ

                               ผลเสีย  คือความทุกข์ตามมา

            แต่ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหนก็ตาม วิญญาณของเรา ก็ยังคงเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า พระเจ้ายังคงรักเราดังแก้วตาดวงใจ ยังคงอยู่ฝ่ายเรา คอยช่วยเราให้ได้ดีเสมอ

            จงจำไว้ว่าในโลกวิญญาณนั้น ด้วยความเชื่อในข่าวดีของพระเยซู เราได้เกิดใหม่แล้ว วิญญาณเราเชื่อมสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันกับวิญญาณของพระเยซู เราเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของร่างกาย ที่มีพระเยซูเป็นศีรษะ  ขอบคุณพระเจ้า

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1395

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  25  ธันวาคม  2022

เรื่อง “ความจริง คือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ท่านเชื่อหรือไม่?” ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

            วันนี้  เป็นวันคริสตมาส หัวข้อเรื่อง ก็คือ “ความจริง คือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ท่านเชื่อหรือไม่?” พระเยซูเป็นผู้ประกาศด้วยตัวของพระองค์เอง ไม่ใช่เรามาสรุปกันเองนะ พระองค์ประกาศด้วยตัวของพระองค์เอง ตอนที่มาเดินอยู่บนโลกใบนี้ ประกาศแก่มวลประชาชนในที่สาธารณะด้วย อย่างเปิดเผยชัดเจน มั่นใจเลยว่าพระองค์เป็นพระเจ้า พระบุตร ซึ่งสำคัญตรงที่ว่าพระบุตรพระเจ้า  พระเจ้าพระบุตร หมายถึงพระองค์เป็นพระเจ้า ในภาคของพระบุตร ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าจะทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ให้รอดพ้นจากความบาป ความพินาศ หลังความตาย ประกาศให้เชื่อและวางใจพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ พูดอย่างนี้เลยนะ พระองค์เป็นพระเจ้าจริงๆ  เพราะฉะนั้น หัวใจของคริสตมาส คือพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ นี่คือหัวใจของข่าวประเสริฐ วันคริสตมาส ถ้าบอกว่า Merry Christmas หรือพูดถึงคริสตมาสเมื่อไร? ต่อไปนี้ ท่านต้องจำไว้เลยว่าเนื้อหาสาระของคริสตมาส สั้นที่สุด ก็คือวันที่พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์

            หัวใจสำคัญของคริสตมาส คือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มันต้องคล่องปากมากเลยนะ  เพราะมันเป็นหัวใจของคริสตมาส ใครถามท่านว่าคริสตมาส คืออะไร? ท่านตอบสั้นๆ เลย พระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ หรือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซู

            ท่านจำอะไรไม่ได้ปีนี้ ไม่เป็นไร ขอให้จำได้แค่นี้เองว่าคริสตมาส คือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ พระเยซูหรืออะไรก็ได้ ให้อยู่ในลักษณะอย่างนี้

            สมมติว่าตอนนี้ มีคนมาประกาศในที่สาธารณะเหมือนที่พระเยซูประกาศ ถ้ามีใครมาประกาศตอนนี้ว่าตัวเขาเอง เป็นพระเจ้า เราจะเชื่อไหม? มีคนประกาศลงยูทูปเลยว่าตอนนี้เป็นพระเจ้า ท่านคงไม่เชื่อแน่นอน และถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านจะพูดหรือคิดว่าคนที่กำลังประกาศว่าตัวเขาเอง เป็นพระเจ้านั้น เป็นคนอย่างไร?  มโน บ้า เสียสติ แน่นอน ทุกคนต้องตอบอย่างนี้ ถูกไหมครับ? และพระเยซูคริสต์ประกาศด้วยตนเอง เมื่อ 2,000 ปีก่อน พระองค์เป็นพระเจ้า เป็นภาคหนึ่งของพระเจ้า พระเจ้ามี 3 พระภาค พระเจ้าพระบิดา พระเจ้าพระบุตร พระเยซู พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ประกาศว่าตัวตนของพระองค์เป็นแค่ภาคพระบุตร มาเกิดเป็นมนุษย์ ท่านคิดดูสิพระองค์เป็นพระเจ้า มีสถานะเป็นบุตรของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  พระเยซูประกาศด้วยตนเองว่าพระองค์เป็นพระเจ้า และมวลมนุษย์ทั้งหลายจะสามารถเข้าสวรรค์ได้ ต้องผ่านทางพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น พระองค์บอกมนุษย์ทั้งปวงจะไปสวรรค์ได้ พ้นจากโทษ หลังความตายได้ โดยผ่านทางพระองค์ ผู้เดียวเท่านั้น ท่านถามตนเองสิว่าถ้าท่านได้ยินอย่างนี้ ท่านเชื่อหรือไม่? เดี๋ยวจะมีคำตอบ  ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่าพระเยซูประกาศด้วยตัวพระองค์เอง ในยอห์น 14:6 …

        ยอห์น 14:6  “พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา”

            เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด มั่นคง มั่นใจ ใครกล้าพูดอย่างนี้ได้ว่า …

            “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้ ไม่มีใครมาถึงสวรรค์ของพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา”

            คิดในใจเมื่อสักครู่นี้ ที่ผมบอก ถ้าปัจจุบัน มีคนพูดอย่างนี้ ท่านคิดว่าอย่างไร? ตอนนี้เราย้อนดู เมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา ที่พระเยซูคริสต์พูด คนฟังในขณะนั้น เขาคิดอย่างไร? มาดูอีกข้อหนึ่ง ยอห์น 10:30-33 ความมั่นใจของผู้ประกาศ  ความมั่นใจของผู้ที่มีพระนามว่าพระเยซูคริสต์ พูดไว้ว่าอย่างไร? ประกาศแก่ที่สาธารณะนะ ไม่ใช่แอบๆ ประกาศอยู่ในห้อง มีคนไม่กี่คน  ที่สาธารณะทั่วๆ ไปเลย ตลอด 3 ปี พระองค์ประกาศอย่างนี้แหละ …

        ยอห์น 10:30-33 “30 พระเยซูตรัสว่า “เรากับพระบิดา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” 31 พวกยิวจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีก จะขว้างพระองค์ให้ตาย 32 พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “เราแสดงให้ท่าน เห็นการดีหลายอย่างของพระบิดา  พวกท่านหยิบก้อนหิน จะขว้างเราให้ตาย เพราะการดีข้อไหน?” 33 พวกยิวทูลตอบพระองค์ว่า “เราจะขว้างท่าน ไม่ใช่เพราะการดีใดๆ แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า  เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์ แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า”

            “เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” เป็นหนึ่งเดียวกันเลย  และอีกคำหนึ่งสุดท้าย

            ชาวยิวทูลตอบพระองค์ว่า “เราจะขว้างท่าน จะฆ่าท่านให้ตาย ไม่ใช่เพราะการดีใดๆ ที่ท่านทำแต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์ แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า”

            เห็นไหมครับ? แสดงว่าพระองค์พูดชัดเจนว่าพระองค์เป็นพระเจ้า ทั้งๆ ที่คนปฏิเสธ พระองค์ก็ยังยืนยันว่าพระองค์เป็นพระเจ้าอยู่นั่นแหละ ซึ่งชาวยิวบางคน ฟาริสีบางคนพูดหนักกว่านั้นอีก บอกอย่าไปฟังเขาเลย คนนี้เป็นคนเสียสติ เป็นคนบ้า  เหมือนกับที่ตะกี้นี้ท่านตอบว่าถ้าในปัจจุบันมีคนมาพูดอย่างนี้ ก็คงคิดอย่างเดียวกันกับฟาริสี และยิวบางคน บอกว่าเขาเป็นบ้า เสียสติไปแล้ว

            ซึ่งในสมัยนั้น 2,000 ปีก่อน ยังไม่มีคำพยาน ที่เป็นตัวบุคคล คือยังไม่มีคริสเตียนเกิดขึ้น คริสเตียนเกิดขึ้นหลังจากที่พระเยซูประกาศ 3 ปีแล้วก็ทำงานสำเร็จเสร็จสิ้น เมื่อถูกตรึงที่ไม้กางเขน ไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ยังไม่มีคริสเตียนที่เป็นพยาน  เพราะฉะนั้น คำพยานจะยืนยันว่าพระองค์เป็นพระเจ้า ก็มีแค่พระองค์สำแดงด้วยตัวของพระองค์เอง  ด้วยคำพูดว่าพระองค์เป็นพระเจ้า  และประกอบไปด้วยที่เราเรียกว่าอัศจรรย์นั่นเอง อัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ ตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ 3 ปี เพื่อยืนยันว่าพระองค์ทรงเป็นพระมาซีฮาห์ เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ

            ในหนังสือยอห์นเขียนว่าทำเยอะขนาดไหน? เยอะจนกระทั่งไม่มีกระดาษที่จะเขียนถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอัศจรรย์เหล่านั้น ไม่เพียงพอเลย อัศจรรย์บางอย่าง ชุบคนตายให้เป็นขึ้นจากความตาย รู้ล่วงหน้าอะไรต่างๆ เหล่านั้นเยอะแยะมากมายไปหมด ตลอด 3 ปีเลย ทำการอัศจรรย์เหล่านั้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้ชาวยิวเหล่านั้น ยอมรับสิ่งที่เป็นจริง ที่พระเยซูพูดได้ ยังคงไม่เชื่อพระองค์ ทั้งๆ ที่เห็นหมายสำคัญอัศจรรย์เหล่านั้นแล้ว แต่เราลองคิดดูนะว่ามาถึงทุกวันนี้ มันต่างกัน แป๊บเดียวผ่านมา 2,000 ปี จากวันที่พระเยซูพูดเมื่อตะกี้ ที่เราได้ดูข้อพระคัมภีร์และได้ฟังว่าพระองค์ประกาศว่าอย่างไร?  และมีคนต่อต้านอย่างไร?

            มาถึงวันนี้ 2,000 ปีแล้ว  ถ้าเผื่อพระเยซูเป็นเพียงมนุษย์ที่อุปโหลกตัวเองว่าเป็นพระเจ้า แล้วทำไมมีผู้คนมากมาย นับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลา 2,000 ปีนี้ ที่เชื่อคำพูดของพระองค์ว่าทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า  ทรงเป็นพระเจ้าพระบุตร มาเกิดเป็นมนุษย์  ทำไมยังเชื่ออยู่ 2,000 ปีมาแล้ว แล้วยังฉลองวันเกิดให้พระองค์ด้วยซ้ำไป อย่างพวกเรา เราก็ฉลองวันเกิด คือวันคริสตมาส และไม่ใช่ฉลองวันเกิดเท่านั้น ในระยะ 2,000 ปีมานี้ ยังฉลองการตาย และการทรงพระชนม์อยู่ของพระองค์ด้วย ก็คือเทศกาลอีสเตอร์ เท่านั้นยังไม่พอทุกวันอาทิตย์ทั่วโลก มีกลุ่มคนที่เชื่อในคำพูดของพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า ที่เรียกตัวเองว่าคริสเตียน เข้ามารวมตัวกันในโบสถ์ ในคริสตจักรต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสรรเสริญ ขอบคุณพระเยซูคริสต์ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ตายที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นจากความตาย  ช่วยให้เขาทั้งหลาย ที่เชื่อในคำพูดของพระองค์ สามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้ ตลอด 2,000 ปีเป็นมาอย่างนี้ตลอด แล้วยังมีคริสเตียนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์อีกมากมาย นับไม่ถ้วน บนโลกใบนี้ ตลอดระยะเวลา 2,000 ปีนี้ ที่ยอมถูกข่มเหงรังแก ถูกฆ่าตาย เพราะความเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ตั้งแต่เริ่มต้นโน้น 2,000 ปี ทุกวันนี้ก็ยังมี ท่านลองคิดตามไปเรื่อยๆ

            มีคริสเตียนผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ อีกมากมาย ที่ประสบผลสำเร็จในหลายๆ ด้าน ในชีวิตบนโลกใบนี้ ที่เราได้ยินได้ฟัง ท่ามกลางเราก็มี อย่างเช่นนักปราชน์หลายคน นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่มีชื่อเสียงดีๆ พอเป็นคริสเตียน ก็เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์บอกว่าพระองค์เป็นพระเจ้านั้น เป็นจริง เมื่อ 2,000 ปีก่อน อ่านดูเมื่อตะกี้ พระคัมภีร์บันทึกว่ามีหลายคนที่บอกว่าพระองค์เป็นบ้า เสียสติอ้างตัวเอง และนี่ผ่านมา 2,000 ปีแล้ว แล้วท่านคิดว่าคริสเตียนที่เล่ามาเมื่อสักครู่นี้ทั้งหมด ผู้คนเหล่านี้ที่เชื่อในคำพูดของพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ คริสเตียนเหล่านี้ถูกหลอกอย่างนั้นหรือ? หรือโง่เขลา หรือถูกจ้างมา ลองคิดถึงตัวเองก็ได้ ท่านลองคิดตามไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ได้พบกับสันติสุข หรือความสงบทางใจจริงๆ น่าคิดเรื่องนี้นะ

            วันนี้คริสตมาส เป็นวันที่ระลึกถึงความจริงนี่แหละ คือพระเยซูคริสต์ เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ ที่เขาฉลองกันทั่วโลก คือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ คือ คริสตมาสนั่นเอง วันคริสตมาส คือวันที่เราระลึกถึงพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซู จะได้ไม่ลืม

            ฉลองกันอยู่ทุกปีๆ บางทีลืมไปว่าเราฉลองอะไรคริสตมาส เป็นของขวัญ เลยลืมไป จะบอกว่าเป็นความรอดของพระเจ้า ก็ถูก แต่จะให้ฟันธงเป๊ะๆ สั้นๆ คือพระเยซูคริสต์ พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เรามาฉลอง ระลึกถึงวันนี้กัน ดังนั้น เขาจึงบอก Merry Christmas  คือขอให้ท่านพบกับสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ที่ได้ทรงไถ่บาปให้กับท่าน เพราะว่าพระเยซูคริสต์ คือพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์นั่นเอง ก็คือ Merry Christmas เพราะฉะนั้น วันนี้จึงให้หัวข้อเรื่อง ว่าความจริง คือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ จำไว้

            ที่ผมเติมคำว่า “ท่านเชื่อหรือไม่?” มันเป็นการท้าทาย เราที่เป็นคริสเตียนแล้วด้วยว่าท่านเชื่อหรือไม่? ถ้าท่านเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  นั่นคือหัวใจของคริสเตียนเช่นเดียวกัน  เพราะเป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ การที่เชื่อว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์  และมาสถิตอยู่กับเราข้างใน มันเป็นอะไรที่ล้ำเลิศมากที่สุดแล้ว จึงอยากให้ถามตัวเอง  แล้วก็ถามคนข้างๆ ด้วยว่าท่านเชื่อไหม?  เจอเพื่อน ถามเพื่อนเลย  ไม่ต้องให้เขาตอบก็ได้ ไปคิดดูก็ได้ว่าคริสตมาส คือวันที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ คุณเชื่อไหม?

            เราลองถามเพื่อนเราสิว่า … “คริสตมาส คือวันที่พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ คุณเชื่อไหม?”

            หันไปถามคนข้างๆ ฝึกไว้ “พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ชื่อพระเยซูคริสต์ ท่านเชื่อไหม?”

            “คุณเชื่อไหม?”

            ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาเชื่อแล้ว ก็ถามได้  เพื่อให้เกิดความมั่นใจ เกิดการย้ำยืนยันในตัวของเขาว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ที่ช่วยให้ท่านรอดจริงๆ

            กาลาเทีย 4:4 คือที่มาของวันคริสตมาส ชัดเจนมาก ยกมาอ่านวันนี้ …

        กาลาเทีย 4:4 “แต่เมื่อถึงกำหนด พระเจ้าได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ (พระเยซู) มาประสูติจากครรภ์ของผู้หญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ”

            “แต่เมื่อถึงกำหนด” กำหนด หมายถึงแต่เมื่อถึงวันนัด ง่ายๆ นิดเดียว วันนัดหมาย ใครนัดหมายกับใคร? พระเจ้านัดหมายกับมวลมนุษยชาติ เพราะว่าสัญญากับมวลมนุษยชาติมาหลายพันปีแล้ว บอกว่า …

            “วันหนึ่ง เราจะส่งบุตรของเรามาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเจ้า มวลมนุษยชาติเอ๋ย ผู้ตกลงไปในความบาป”

            วันหนึ่งคือวันไหน? ไม่รู้วันไหน? และเมื่อครบกำหนดวันนี้ ก็คือวันคริสตมาสแรกของโลก เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เมื่อถึงกำหนดวันนัดหมาย พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ ก็คือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้า พระบุตร ประสูติจากครรภ์ของผู้หญิง ถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เหมือนกับเรานั่นเอง เหมือนกับเราตรงไหน? เพราะไม่มีใครในโลกนี้ ที่เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่  เกิดจากต้นไม้ ไม่มี ต่างก็เกิดมาจากครรภ์ของหญิง ถูกไหม?

            พระเยซูเป็นพระเจ้าจุติก็ได้ หรือจากวิญญาณของพระเจ้า เข้าไปอยู่ในครรภ์ของแมรี่ เพื่อเกิดเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา  เพื่อเป็นตัวแทนของเรานั่นเอง  ตะกี้นี้บอกว่าถือกำเนิดภายใต้บทบัญญัติ  พระเจ้า ก็คือมาเกิดอยู่ในกฎบัญญัติ เหมือนกับมาอยู่ในที่จำกัด ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า มีอิสรภาพทุกอย่าง ต้องมาอยู่ในที่จำกัด  คืออยู่ในร่างของมนุษย์นั่นเอง ซึ่งจำกัดจำเขี่ยมากเลย มาเกิดเป็นมนุษย์ จากครรภ์ของหญิง เพื่อเป็นตัวแทนของมนุษย์ เพราะว่ามนุษย์เท่านั้น ที่เกิดจากครรภ์ของหญิง พระองค์มาเกิดในหญิง ก็เพื่อที่จะเป็นเหมือนเรา ก็คือเป็นพี่น้องกับเรา เป็นมนุษย์คนหนึ่ง  แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นคนบาป  แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มาจากความบริสุทธิ์ของวิญญาณของพระเจ้า เข้ามาเกิดเป็นมนุษย์นั่นเอง กาลาเทีย 4:5 ต่อไป …

        กาลาเทีย 4:5 “เพื่อไถ่คนทั้งปวง ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อเราจะได้รับสิทธิของบุตร  (เป็นลูกของพระเจ้าได้) อย่างสมบูรณ์”

            มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นตัวแทนของเรา เป็นพี่น้องร่วมกับมวลมนุษยชาติ เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่แตกต่างจากมนุษย์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ที่มีมา และจะมีต่อไป จนกระทั่งสิ้นยุคของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่แตกต่าง คือเป็นมนุษย์ที่เกิดมาจากพระเจ้า เกิดจากหญิงอย่างเดียว ไม่ได้เกิดจากชายเลย เพราะไม่มีการสมสู่จากพ่อและแม่ที่เป็นมนุษย์ แต่เกิดจากวิญญาณของพระเจ้า ที่เรียกว่าวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เขาเรียกว่าแปลสภาพลงมาเป็นเซลล์แรกในครรภ์ของแมรี่นั่นเอง เพื่อจะเกิดมาเป็นมนุษย์ มีเนื้อหนัง เหมือนเรา เพื่อไถ่คนทั้งปวง คือไถ่มวลมนุษยชาติ ที่เป็นพี่น้องร่วมกับพระองค์ ซึ่งอยู่ใต้บทบัญญัติ เพื่อมนุษย์ทั้งปวง ที่อยู่ใต้บทบัญญัติ

            คำว่า “อยู่ใต้บทบัญญัตินั้น” ก็หมายถึงอยู่ใต้ความบาป  … ความบาป หมายถึงการพึ่งพาตนเอง ในการดำรงชีวิตอยู่ เพื่อที่จะทำดี เพื่อที่จะได้ไปสวรรค์ ซึ่งทำไม่ได้เลย เพราะถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่ในชีวิตของคนๆ นั้น ก็จะไม่มีวันที่จะทำดีได้เลย เพราะกฎบัญญัติของพระเจ้า คือแม้ทำบาปเพียงครั้งเดียว ก็คือเป็นคนบาป ทำบาปครั้งเดียวก็ผิด ก็ถูกลงโทษอยู่แล้ว ไม่มีใครที่จะไม่ได้เป็นคนบาปเลย ทุกคนก็เป็นคนบาปหมด พระเยซูมา เพื่อไถ่คนนั้น มวลมนุษย์คนนั้น คนที่เป็นคนบาปคนนั้น ที่รู้ตัวเป็นคนบาป ให้พ้นจากบาปนั่นเอง เพื่อเราจะได้รับสิทธิของบุตร คือได้สิทธิในการเป็นลูกของพระเจ้า ได้อย่างสมบูรณ์ คือถ้าพ้นจากบาปแล้ว หลุดออกจากบาปแล้ว ก็กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็คือพระเจ้าสามารถเข้ามาสถิตอยู่กับเขา เขามาเป็นลูกของพระเจ้าได้นั่นเอง

            คำว่า “กฎบัญญัติ” ที่บอกว่าไถ่บาป คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้บทบัญญัติ คือก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันแรกที่มนุษย์ตกลงไปในความบาป หลายพันปีก่อน จนมาถึงวันกำหนด ที่พระเจ้าเสด็จมาเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อช่วยให้เขาหลุดพ้นจากบาป ก่อนหน้านี้ทั้งหมด จนมาถึงวันที่พระเยซูคริสต์มาเกิด แล้วจะตายบนไม้กางเขน เพื่อช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นออกจากกฎของความบาปและความตาย ตรงนี้มนุษย์ตกเป็นทาส อยู่ใต้กฎบัญญัติ กฎบัญญัตินี้ก็คือกฎแห่งกรรม กฎแห่งการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว  กฎแห่งศีลธรรมนั่นเอง ซึ่งก็คือข้อห้ามทำ และข้อให้ทำ ให้ทำอะไร? ให้ทำดี ไม่ให้ทำอะไร? ไม่ให้ทำชั่ว แล้วมนุษย์อยู่ใต้กฎเหล่านั้น เพราะว่ามนุษย์ต้องพึ่งพาตนเอง ในการกระทำ และมีมนุษย์หน้าไหนที่ไม่ทำชั่วเลย มีไหม? ไม่มีเลย เป็นการยืนยันว่ามนุษย์เป็นคนบาปจริงๆ ซึ่งพระเจ้าทราบดี แล้วก็ให้โมเสส เขียนกฎเหล่านี้ บางส่วนนะ ขึ้นมา 600 กว่าข้อ เพื่อผู้ที่ปฏิบัติตามได้ จะได้เป็นคนดี เป็นคนชอบธรรม ไม่ถูกลงโทษ

            ปรากฎว่าไม่มีใครทำได้ ไม่มีใครสามารถรักษากฎระเบียบเหล่านี้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์เลย สักคนหนึ่ง ก็คือไม่เคยมีใครไม่ทำผิดเลยสักข้อเดียว มันเป็นไปไม่ได้เลย เพื่อยืนยันว่ามนุษย์เป็นคนบาป ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จริงๆ ให้กฎระเบียบขึ้นมา โดยให้โมเสสเขียน เพราะมนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติของบาปอยู่ในตัว อยู่ในใจ อยู่ในวิญญาณ ความสกปรก เป็นเชื้อของความบาป ซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษ คืออาดัม บาป ก็คือไม่บริสุทธิ์ ไม่ได้มีความดีงามอยู่ในใจ อยู่ในวิญญาณ ซึ่งเป็นศัตรูต่อ ต้านไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ดีงาม อยู่ตรงข้ามกัน และบทบัญญัติเหล่านี้ ก็คือกฎแห่งการกระทำ ถึงจะไม่ใช่ชาวยิว มนุษย์ทุกคนได้รับบทบัญญัติเหล่านั้นเขียนไว้ในใจ ไว้ในวิญญาณอยู่แล้วว่าอะไรมันชั่ว อะไรมันดี ถูกไหม? ไม่ใช่ชาวยิว ก็ต้องรู้ในใจมันฟ้องว่าไม่ดี ไปฆ่าคนตาย ไปขโมยของเขา ไปรังแกเขา ในใจมันรู้ว่าแลว ไม่ต้องมีใครมาเขียนหรอก แต่การที่พระเจ้าให้เขียนขึ้นมา ให้มันชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามนุษย์เป็นคนบาปจริงๆ เขียนขึ้นมาในใจ เพื่อให้มนุษย์ได้รู้ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ตัวเองนั้นเป็นคนบาป ไม่สามารถรักษาบทบัญญัติที่เขียนไว้ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ไม่ว่าจะเขียนไว้ในบทบัญญัติ ในหนังสือ หรือเขียนไว้ในใจด้วยก็ตาม มันแย้ง มันฟ้องตลอดเวลาว่า …

            “เธอโกหก เธอทำบาปแล้ว”

            ถึงไม่ได้เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัติ แต่ในใจเขาบอกว่ามันไม่ดี มันไม่ถูกต้อง นี่แหละคือคำว่าบัญญัติที่เขียนไว้ในใจ ไม่มีใครสามารถทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ตามนั้น พระคัมภีร์บอกว่ามนุษย์เป็นคนอ่อนแอ เป็นผู้ป่วยในวิญญาณ พระเยซูบอก ต้องได้รับการช่วยเหลือ ต้องรักษาให้หายจากอาการบาปนี้ วิญญาณสกปรกนี้ ต้องหาย ช่วยตัวเองไม่ได้หรอก เพราะว่ามันอ่อนแอเกินกว่าที่จะรักษาบทบัญญัติ ไม่มีใครสักคนหนึ่งเลยที่จะเชิดหน้าชูตามนุษยชาติ …

            “ฉันเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่เคยทำบาปเลย”

            ไม่มีเลย มีอยู่ท่านเดียวเท่านั้นเอง คือพระเยซูคริสต์ ที่เป็นผู้ทำบทบัญญัติเหล่านี้ได้หมดเลย เพราะข้างในใจนั้น ในวิญญาณนั้น เป็นมาจากพระเจ้า ท่านเห็นไหม? แต่ข้างนอกเป็นมนุษย์ ก็คือเป็นมนุษย์ผู้เดียวที่บริสุทธิ์ สะอาด เพราะมนุษย์ทั้งปวง ที่เหลืออยู่ทั้งหมดนั้น ตกอยู่ใต้ความบาป ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว แล้วพระเจ้าก็สัญญาไว้ตลอดเวลา หลายพันปี ตั้งแต่วันแรกเลย ตั้งแต่มนุษย์ตกลงไปในความบาปว่าพระองค์จะมาช่วยรักษาให้หายจากอาการบาป มาช่วยให้พ้นจากการเป็นทาสของบทบัญญัติ เป็นทาสของกฎแห่งกรรม เป็นทาสของการพึ่งพาตนเอง ซึ่งทำไม่ได้ เป็นทาสของความอ่อนแอนั้น พระองค์สัญญาว่าจะมาช่วย โดยประทานพระบุตรของพระองค์ ก็คือพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นตัวแทนให้กับมวลมนุษย์ ช่วยมวลมนุษย์ให้หลุดพ้น ออกจากการเป็นทาส นี่หมายถึงตรงนั้น ที่บอกว่ามาช่วยให้เราพ้น จากการเป็นทาส ตกอยู่ใต้กฎบัญญัตินี้ มันแปลว่าอย่างนั้น

            และเมื่อถึงกำหนดเวลา  ก็คือเมื่อถึงวันคริสตมาส เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว พระเจ้าก็ส่งพระบุตร คือพระเยซูคริสต์มาเกิดในหญิงพรหมจารี เพื่อรับบาปแทนมนุษยชาติ  เพื่อเป็นตัวแทนของมวลมนุษยชาติ มารับโทษแทนมนุษย์ทั้งปวงเลย เอาบาปออกไปจากมนุษย์ทั้งปวง คือลบล้างบาปออกไปจากมวลมนุษยชาติจนหมดสิ้น ตั้งแต่วันนั้นมามนุษย์จึงสามารถบังเกิดใหม่ได้ เมื่อบาปไม่มีแล้วก็สามารถบังเกิดใหม่ได้ ทั้งวิญญาณและจิตใจใหม่ ก็กลายเป็นคนดี คนชอบธรรม กลายเป็นนะ กลายเป็นคนดี  เป็นคนชอบธรรม ไม่ต้องถูกลงโทษ ไม่ใช่ด้วยการกระทำดีของตนเองแล้ว แต่โดยการพึ่งพาในการกระทำดีของตัวแทนของเรา คือพระเยซูคริสต์ คือพระองค์ทรงกระทำแทนเรา เราไม่ต้องทำเองเลย พึ่งพาในการกระทำของพระองค์เท่านั้น ไม่ต้องพึ่งพากฎระเบียบทางศีลธรรม ตามกฎแห่งกรรม ซึ่งจะทำได้ครบถ้วนบริบูรณ์ ทำไม่ได้อยู่แล้ว เดี๋ยวก็ทำผิดๆ แต่ในการพึ่งในพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงเอาบาปเราออกไป ตรงนี้มากกว่า เพราะมันเป็นเป้าหมายเดียวของพระเจ้า ที่ต้องการ ก็คือให้มนุษย์นั้น บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม เพื่อจะมาอยู่กับพระองค์ได้ และตอนนี้ พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทน ทำให้ได้เรียบร้อยแล้ว มนุษย์จึงไม่จำเป็นต้องทำด้วยตนเองอีกต่อไป ไม่ต้องพยายามทำให้ตัวเองได้ดี ได้สะอาด บริสุทธิ์  เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องทำ มาพึ่งในพระเยซูคริสต์แทน เพื่อจะได้สามารถเข้ากับพระเจ้าได้ เป็นลูกของพระเจ้า มีชีวิตนิรันดร์เหมือนพระเจ้า ไม่ได้เป็นศัตรูกับพระเจ้าอีกต่อไป ซึ่งเราเรียกตรงนี้ว่า “การบังเกิดใหม่”

            การบังเกิดใหม่ ก็คือตัวเก่าของเรา ที่ติดอยู่ใต้กฎของความบาปและความตาย ใต้กฎบัญญัติต่างๆ เหล่านั่น เป็นศัตรูกับพระเจ้า ได้ตายไปแล้ว และได้บังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเรานั้นเอง กาลาเทีย 4:6 ต่อมา จึงได้บันทึกอย่างนี้ ผลของพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ นี่คือผล …

        กาลาเทีย 4:6 “และเพราะท่านเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณแห่งพระบุตรของพระองค์ เข้ามาในใจของเราร้องว่า “อับบา” คือพระบิดา เหตุฉะนั้น โดยพระเจ้า ท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้ว ท่านก็เป็นทายาทด้วย”

            เพราะฉะนั้น นี่คือเป้าหมายของพระเจ้าที่ต้องการ ทำไมถึงต้องส่งพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือต้องการให้มนุษย์ทั้งหลายได้สามารถบังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้าได้ แล้วพระองค์จึงทรงใช้พระวิญญาณ แห่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในใจของเรา  คือบังเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว พระวิญญาณของพระคริสต์ คือพระวิญญาณของพระเจ้า ก็เข้ามาสถิตอยู่กับเราภายใน พระเยซูคริสต์บอกว่าเมื่อเราเชื่อวางใจในพระองค์แล้ว ร่างกายเราจะเป็นวิหารของพระองค์ คือพระองค์จะมาสถิตอยู่กับเรา ในใจ และพระวิญญาณมาอยู่ในใจเรา จะเป็นพยานยืนยันบอกว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราไม่ได้เป็นทาสของกฎของความบาปและความตายแล้ว เราได้เกิดใหม่แล้ว เกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่เราเชื่อ ทำให้เราเกิดใหม่ เป็นลูกและมาสถิตอยู่กับเราด้วย  เพื่อยืนยันว่าเราเป็นลูกจริงๆ บริสุทธิ์ดีพร้อม เหมือนกับพ่อเลย และแถมไม่ได้เป็นลูกอย่างเดียว แต่เป็นทายาทด้วย เป็นลูกของพระเจ้าเลยทันที ในการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ พอเชื่อพระเยซูปั๊บ ก็ได้กลายเป็นลูกของพระเจ้า และมีมรดกเตรียมไว้ให้กับเรา เมื่อจากโลกนี้ไปด้วย มรดกนั้นก็คือร่างกายสวรรค์ ร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ที่เต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ที่เราจะสวม เมื่อออกจากร่างเดิมนี้แล้ว ขณะที่ไปอยู่ในสวรรค์หลังความตายแล้ว เรายังได้ครอบครองอาณาจักรสวรรค์ และโลกใหม่ สรรพสิ่งใหม่ๆ ที่พระองค์ทรงสร้างไว้ทั้งสิ้น ร่วมกับพระเยซูคริสต์อีกต่างหาก

            สิ่งเหล่านี้ คือผลของคริสตมาส และที่ถามว่าเชื่อหรือไม่นั้น ท่านไม่มีวันที่จะเชื่อได้เลย คำตอบ ก็คือท่านเชื่อหรือไม่? ต้องตอบทุกคนเลยว่าไม่มีทางเชื่อเลย เป็นไปไม่ได้เลย ความเชื่อจะบังเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อท่านบังเกิดใหม่แล้วเท่านั้นแหละ ท่านจึงจะเชื่อ

            อีกทีหนึ่ง ที่ตะกี้นี้ถามตั้งแต่ตอนแรกว่าท่านเชื่อหรือไม่? ถ้ามีคนมาตอบว่า “เชื่อ” แสดงว่าคนนั้นได้บังเกิดใหม่แล้ว เขาจึงจะรู้จากภายในจิตใจเขา เขาไม่ได้เชื่อ เพราะว่าความคิดของเขา เขาไม่ได้เชื่อ เพราะว่าเหตุผลของเขา เขาไม่ได้เชื่อ เพราะผู้คนรอบข้าง แต่เขาเชื่อ เพราะเขาบังเกิดใหม่ในวิญญาณแล้วต่างหาก

            เพราะฉะนั้น เราจึงเข้าใจว่าทำไมฟาริสี ชาวยิวจึงบอกว่าพระองค์เป็นคนบ้า และมองไม่เห็นเลย แม้กระทั่งพระองค์ทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ เยอะแยะมากมายตลอด 3 ปี เห็นกับตา เขาก็ไม่เชื่อ แม้กระทั่งสาวกของพระองค์เอง  ก็ไม่ได้เชื่อ แค่เริ่มสนใจ  เริ่มวางใจในพระองค์เท่านั้น จนกระทั่งเขาได้บังเกิดใหม่จริงๆ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เข้าไปสถิตอยู่กับเขาจริงๆ เขาจึงได้เกิดใหม่ เขาจึงเริ่มต้นเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริงๆ เราทั้งหลาย ก็เหมือนกันแหละ ผมจึงถามท่านไงว่าท่านลองถามตัวเองสิว่าท่านเชื่อไหมว่าพระเจ้า พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ หรือพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าท่านเชื่อจริงๆ ท่านก็เป็นคริสเตียนของแท้จริงๆ แต่ถ้าท่านยังไม่เข้าใจตรงนี้ หรือว่าไม่เชื่อตรงนี้ ผมก็ไม่รู้นะ พูดตามพระคัมภีร์เท่านั้น

            ในช่วงที่พระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้ มีคนฟังพระเยซูและถามพระเยซูว่า … “ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรถึงจะเข้าสู่สวรรค์ได้”

            ก็เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงนั่นแหละ  อยากจะไปสวรรค์ก็อยากจะรู้ว่าเข้าไปได้อย่างไร? เห็นพระเยซูทำการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ก็เลยเริ่มต้นสนใจเหมือนกัน ก็ถามคำถามเดียวกันกับมนุษย์ทั้งปวงนั่นแหละ ปัจจุบันก็ยังถามอย่างนี้  ถ้าคนยังไม่รู้จักพระเยซูคริสต์จริงๆ ก็จะถามเหมือนกันว่าแล้วจะไปสวรรค์ต้องทำอย่างไร? ต้องรักษาบทบัญญัติ รักษากฎหมายศีลธรรม รักษากฎแห่งกรรมอย่างไร? ต้องทำดีมากเท่าไรถึงจะได้ไปสวรรค์? ทำบุญมากเท่าไรถึงจะได้ไปสวรรค์? ถูกไหม? เหมือนกัน คนเหล่านั้น ก็ถามพระเยซูตอนพระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้  3 ปี

            พระเยซูตอบว่า … “ไม่ต้องทำอะไรเลย”

            คนถามคิดว่า … “ต้องรักษากฎสักกี่ข้อ? 30 ข้อ 60 ข้อ 80 ข้อ 100 ข้อ 600 ข้อ”

            พระเยซูบอก … “ไม่ต้องทำอะไรเลย  ไม่ต้องรักษากฎ แต่จงวางใจในเรา และรับการบังเกิดใหม่”

            บอกว่า “จงวางใจในเรา แล้วเกิดใหม่” ไม่ได้บอกว่า “จงเชื่อในเรา” นะ

            คำที่พระองค์พูด แปลความหมายมา ไม่ได้ใช้คำว่าเชื่อหรอก คำว่า “วางใจ” วางใจ คืออะไร? คือเริ่มต้นฟัง และสนใจ ใฝ่หา ในความจริงที่พระเยซูพูดต่างหาก  ไม่ใช่ให้เชื่อ เชื่อไม่ไหวหรอก ใครจะไปเชื่อไหว  พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ งงเลย เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครสามารถเชื่อได้หรอก แต่พระเยซูกำลังบอกให้วางใจในสิ่งที่พระองค์พูด ไม่ใช่ให้เชื่อ ให้วางใจ ก็คือให้สนใจ อย่าทิ้งนะๆ และให้ติดตามไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะเจอเอง ใครเป็นคนทำให้เจอ พระเจ้าจะทำให้เจอเอง ถ้าท่านไม่ลดละความพยายามตรงนั้น

            และสิ่งที่พระองค์ทรงบอกว่าวางใจในพระองค์ และคนนั้นจะได้บังเกิดใหม่ ตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ พระองค์พูดล่วงหน้าไว้ มันยังไม่สำเร็จตอนนั้น พระองค์ยังไม่ได้ทำงานจนสำเร็จ คือยังไม่ได้ไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ ไม่ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และยังไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 ซึ่งเป็นขบวนการการบังเกิดใหม่ ให้มนุษย์ทั้งมวลเลย คือพระองค์บังเกิดใหม่ มนุษย์ทั้งปวง ก็มีพระองค์เป็นตัวแทน  ก็จะได้บังเกิดใหม่ร่วมกับพระองค์ไปด้วย

            ซึ่งทั้งหมดนี้  พระเยซูได้ทำสำเร็จแล้ว สำเร็จหมดเลย คือพระองค์ได้ทรงตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ ที่ตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 เรียกว่าบังเกิดใหม่

            นี่คือขบวนการการบังเกิดใหม่ ที่พระเยซูบอกวางใจในเรา แล้วจะได้บังเกิดใหม่ เมื่อพระองค์ทำสำเร็จแล้วที่ไม้กางเขน คือการเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่ 3 ทำให้มวลมนุษยชาติได้สามารถบังเกิดใหม่พร้อมกับพระองค์ เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระองค์ได้ด้วย คือการยอมรับ ชูมือขึ้นมา แล้วก็ยอมรับว่า …

            “ใช่แล้ว พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์  เป็นตัวแทนของมวลมนุษยชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนของฉันด้วยเช่นเดียวกัน ฉันรับพระเยซูคริสต์เป็นตัวแทนด้วย”

            ตรงนี้หมายถึงอย่างนั้น เมื่อรับพระเยซูคริสต์เป็นตัวแทน ก็คือรับสิทธิที่พระเยซูเป็นตัวแทนทำให้ทั้งหมด พระเยซูคริสต์เป็นตัวแทนของเราชนะ เราก็ชนะด้วย เหมือนประเทศที่มีตัวแทนไปรบ แทนเรา ถ้าเขาชนะ เราก็ชนะด้วย ถ้าคนไทยไปรบกับประเทศอะไรก็ตาม แล้วคนไทยชนะสงคราม เราคนไทยไม่ได้ไปรบด้วย อยู่ในบ้านเมือง เราก็ได้เป็นคนชนะด้วย ลักษณะเดียวกัน

            เพราะฉะนั้น การเปิดใจต้อนรับพระเยซูว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเราแต่ละคนต่างหาก การเปิดใจนี้ ไม่ได้หมายถึงให้ท่านเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเป็นตัวแทนของท่าน มาเกิดเป็นมนุษย์  เพราะท่านไม่มีทางเชื่อได้หรอก แต่ให้ท่านเริ่มต้น เปิดใจ สนใจ วางใจในสิ่งที่พระองค์พูดต่างหาก สนใจ เปิดใจว่าไม่ใช่คนบ้า ไม่ใช่เสียสติ แล้วยังไง ก็ไม่เข้าใจสิ ให้ท่านสนใจ วางใจว่า …

            –  สิ่งที่พูดนั้น อาจจะเป็นจริงก็ได้

            –  หรือว่าเป็นจริง จริงๆ

            –  น่าจะใช่มั้ง

            ยอมรับเลยว่าเราไม่มีทางเชื่อได้ ถ้าไม่ได้บังเกิดใหม่ เพราะฉะนั้น แค่วางใจ สนใจ เปิดใจเรื่องเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ต้อนรับความจริงนี้เท่าที่ทำได้ ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ คิดไม่ถึง ยังไงก็คิดไม่ถึง ยังไงก็ไม่เข้าใจว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ได้ไง จุติลงมาอยู่ในครรภ์แมรี่ได้อย่างไร? เชื่อได้ไหม? ไม่มีทางเชื่อได้หรอก ไม่ต้องเชื่อ สนใจเท่านั้นเอง เพราะมันเป็นหนทางเดียว ที่จะเข้าสวรรค์ได้  โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ คือได้บังเกิดใหม่เท่านั้น  เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจ เพียงแต่สนใจ วางใจ แล้วใช้จิตวิญญาณ ทุกคนในที่นี้ ที่มาเป็นคริสเตียนแล้ว ก็ใช้วิธีนี้ คือใช้จิตวิญญาณ ในการแสวงหา ในการวางใจพระเยซูคริสต์ก่อนเท่านั้น ก่อนที่จะบังเกิดใหม่ แล้วค่อยมาเชื่อทีหลัง

            มนุษย์ใช้จิตวิญญาณง่ายนิดเดียว คือเหมือนกับพวกเราที่เคยทำมาแล้ว ก็คืออธิษฐาน คำว่า “อธิษฐาน” มันยอดเยี่ยมมากเลย

            อธิษฐาน คือการใช้จิตวิญญาณแล้ว เกินความคิดแล้ว คุ้นเคยหมด ทุกคน จะอธิษฐานด้วยคำพูด เขาเรียกว่าอธิษฐาน จะคิด ก็อธิษฐาน จะเขียนเอา ก็อธิษฐาน อธิษฐานคืออะไร? ที่เราคุ้นๆ กัน อธิษฐานจิตๆ ก็คือจะใช้จิตวิญญาณในการอธิษฐาน ไม่เข้าใจ จึงต้องใช้คำอธิษฐาน ถ้าเข้าใจ ก็ไม่ต้องอธิษฐานหรอก 5+5 =10 ต้องอธิษฐานหรือ? ไม่ต้อง เข้าใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ใช้คำอธิษฐาน คิดเลย พูดเลย พูดกับใคร? ก็พูดกับเจ้าของคำพูดนี้ว่าเขาบอกว่าเขาเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ มาช่วยเราให้รอด ช่วยเหลือเราได้ทุกอย่าง จะมาสถิตอยู่กับเรา ไม่เข้าใจ แต่สนใจครับ ไม่เข้าใจ แต่วางใจครับ ไม่เข้าใจ แต่เริ่มน่าสนใจ ถูกไหม? คือได้เริ่มต้นอะไรบางอย่างด้วยการอธิษฐาน ผมเองก็เริ่มต้นด้วยวิธีนี้แหละ  ผมเองก็อธิษฐาน พระเยซูเป็นใคร? เขามาประกาศให้ว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ เราก็ไม่รู้เป็นอะไร? บอกพระเยซูเป็นพระเจ้ามาช่วย ให้รอดได้ ช่วยได้ทุกเรื่อง เราไม่รู้จัก แต่เราเริ่มสนใจ เราก็อยู่ในห้องอธิษฐาน พระเยซูเป็นใคร?  อยากรู้จักจริงๆ พูดไปทุกคืน ทุกวัน นึกขึ้นได้ ก็คิด เป็นใคร? จนกระทั่งไปอ่านพระคัมภีร์ แล้วในที่สุด ก็พบจริงๆ พบกับความจริงจริงๆ

            เพราะฉะนั้น พระเยซูเป็นพระเจ้า ที่ให้เราแสวงหา เคาะ ขอ แล้วประตูก็จะเปิดให้กับเรา ต้องใช้จิตวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น แล้วไม่จำเป็นต้องไปที่โบสถ์ หรือคริสตจักร เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า อยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่จำเป็นว่ามาคริสตจักร จึงจะได้มาเชื่อพระเยซู มาเรียนรู้ ท่านสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ ตอนที่ผมพบ ก็อยู่ที่บ้าน แล้วพบแล้ว จึงไปหาคริสตจักร ก็คือตามพระวิญญาณนำ ไปแล้วตอนนั้น

            แน่นอน ไม่ได้หมายถึงคริสตจักรไม่ได้สำคัญ คริสตจักรเป็นที่รวมตัวกันของผู้ที่บังเกิดใหม่แล้ว ผู้ที่เชื่อแล้ว กับผู้ที่ยังไม่เชื่อ อยากจะแสวงหา ก็มาฟังต่อเนื่อง แต่อาจจะยังไม่เข้าใจ อาจจะยังไม่เชื่อ ไม่เป็นไร? ฟังไปเรื่อยๆ เพราะว่าพระองค์ทรงอยู่ในทุกสถานที่ คอยเคาะประตูหัวใจของท่าน พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือท่าน ให้ท่านสามารถเข้าใจได้ โดยการบังเกิดใหม่ ให้ท่านสามารถได้เข้าสวรรค์ได้ โดยที่ตัวท่านเองรู้ว่าท่านอยู่ในสวรรค์แล้ว เพราะความเชื่อมันเกิดขึ้น เพราะท่านได้บังเกิดใหม่จริงๆ ในวิญญาณ ตามที่พระองค์ได้ทรงบอกไว้ว่าไม่ต้องทำอะไรเลย วางใจในเราว่าเรา คือผู้นั้น คือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งเดียว คือนำสวรรค์มาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว และประตูสวรรค์ได้ถูกเปิดออกแล้ว โดยที่พระองค์ทรงตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย นั่นแหละ เป็นวันที่สวรรค์ลงมาตั้งอยู่ เป็นวันที่ประตูสวรรค์เปิดรับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้แล้ว เพราะว่ามันถึงเวลาที่พระเจ้ากำหนดแล้ว ถึงเวลากำหนดที่มนุษย์จะแสวงหาพระเจ้า ตามที่พระเยซูประกาศไว้ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะทำงานสำเร็จนั้น พระองค์ประกาศว่าถึงกำหนดแล้ว ที่มนุษย์จะแสวงหาพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง ก็คือด้วยจิตวิญญาณ และความจริงที่พระองค์ทรงพูดนั่นแหละ

            แต่ก่อนนี้จะแสวงหาพระเจ้า ให้พระองค์ช่วย ต้องไปที่วิหาร ในเยรูซาเล็ม พระเจ้าอยู่ที่นั่น ตั้งแต่พระเยซูคริสต์ทำสำเร็จแล้ว พระองค์ทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพราะว่าสวรรค์ลงมาตั้งอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ สวรรค์ยังไม่ได้ลงมาตั้งอยู่ สวรรค์อยู่ที่กรุงเยรูซาเล็มที่วิหารในเต็นท์ชั้นใน เข้าไปยากมากเลย ลำบาก ต้องพึ่งพาการกระทำของตนเอง ดังนั้น ถึงเวลาแล้ว ที่มนุษย์ทั้งปวง แสวงหาพระเจ้า ด้วยจิตวิญญาณและความจริงเท่านั้น ถึงจะพบได้ และวิธีการ ก็คืออย่างที่ผมบอกไป ไม่ใช่ด้วยเหตุผลของมนุษย์ ไม่ใช่ด้วยตรรกะ ความคิดที่ตะกี้ผมพูดเกริ่นมาตอนแรกว่าอัศจรรย์ มีคริสเตียนเยอะแยะ ต่อให้มีคริสเตียนเยอะแยะมากมายบนโลกใบนี้ ที่ผมพูดไป มีคริสเตียนที่มีชื่อเสียงมากมาย มีคริสเตียนที่ประสบผลสำเร็จมากมาย มีคริสเตียน ที่ได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้ามากมายในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ มันไม่ได้ช่วยให้ท่านเชื่อหรอก มันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านคอยคิดแต่ตรงนั้น คำพยานตรงนี้ สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด เป็นเพียงแค่บอกท่านว่าท่านน่าจะยังไม่ทิ้งเรื่องนี้ ไม่มีวันที่ท่านจะเริ่มต้นเชื่อได้เลย ถ้าท่านไม่เริ่มต้นสนใจ วางใจ และเข้ามาชิมดูก่อน โดยการอธิษฐาน พูดคุยกับพระองค์เลย อะไรที่ไม่เข้าใจ พูดเลย พูดกับพระเยซู นี่แหละ คือการเริ่มสนใจ ที่ได้ยินมาจริงไหม? แล้วก็พูดไป

            อย่างที่บอกไม่ต้องไปโบสถ์ก็ได้ ไปที่ไหนก็ได้ อยู่ที่ไหนก็พูดได้ทันที นึกขึ้นมาได้ที่ไหน ก็พูดออกมาเลย พูดเหมือนที่เราเคยพูดอยู่ในวัด ในโบสถ์ ในวิหาร ที่เราแสวงหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ พูดเหมือนกันแหละ แต่เที่ยวนี้พูดกับพระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ก็คือสนใจ วางใจ เริ่มต้นแสวงหา แม้จะไม่เข้าใจ เริ่มต้นชิมดู แล้วท่านจะรู้ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ เป็นของขวัญคริสตมาส ที่พระบิดาผู้สถิตอยู่ในสวรรคสถานมอบให้กับมวลมนุษย์จริงๆ รวมทั้งท่านด้วย เอเมน พระเจ้าอวยพรครับ

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            มนุษย์ไม่สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์  ดีพร้อม  ตามบัญญัติทั้งสิ้นของพระเจ้า  โดยไม่ละเมิดเลย  แม้แต่จุดเดียว

            โคโลสี 2:13-14 … “13 และท่านทั้งหลาย (คนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิว) ซึ่งก่อนเชื่อนั้น  ได้ตายอยู่แล้วทางวิญญาณ  เพราะวิญญาณเป็นบาป  อยู่ในบาป  จึงทำบาป  คือการละเมิดกฎทั้งหลายของพระเจ้า (ที่ได้จารึกอยู่ในใจของท่านแล้ว) และในการไม่ได้เข้าสุหนัตในเนื้อหนังของพวกท่าน  ตอนนี้ท่านรับเชื่อในข่าวดีแล้ว  พระเจ้าได้ทรงทำให้พวกท่านมีชีวิตบังเกิดใหม่ในพระคริสต์  เช่นเดียวกันกับเรา (ชาวยิว)  และได้ทรงให้อภัยในการละเมิดกฎทั้งหลายของพวกเรา (ทั้งยิวและต่างชาติ) 14 พระองค์ทรงยกเลิก  กฎแห่งการกระทำ  ตามธรรมบัญญัติที่บันทึกไว้  ในหนังสือธรรมบัญญัติ  (หนังสือธรรมบัญญัติ  ที่พระเจ้าได้ประทาน  ให้กับชาวยิว  ผ่านทางโมเสส  และสำหรับคนที่ไม่ใช่ยิว  หนังสือธรรมบัญญัติ  บันทึกไว้ในใจของมนุษย์ทุกคน)   ซึ่งมีระบุไว้ว่าเราต้องทำตามทุกจุด  ทุกขีด  ทุกข้อในหนังสือบทบัญญัติ  อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน  ไม่มีการละเมิดเลยแม้จุดๆ เดียว  กฎแห่งการกระทำนี้  จึงเป็นศัตรูต่อต้านชีวิตเรา  คอยกล่าวโทษเราว่าเราทำผิดกฎ  ละเมิดกฎ  คือทำบาป  ต้องได้รับโทษ  คือความพินาศในวิญญาณ  (เพราะมนุษย์เรา  ไม่สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์  บริบูรณ์ดีพร้อม  ตามบัญญัตินั้นได้  โดยไม่ละเมิดเลย  แม้แต่จุดเดียว)  พระองค์ได้ทรงเอาหนังสือธรรมบัญญัตินี้  ตรึงไว้แล้วบนไม้กางเขน  (เพื่อว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน  จะได้เป็นตัวแทนของเรา  มวลมนุษย์  ในการตายจากชีวิตเดิม  ร่วมกับพระองค์  จากชีวิตเดิม  ซึ่งเป็นหนี้บาป  ต้องชดใช้เวรกรรม อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม  กฎแห่งการกระทำ  ตามบทธรรมบัญญัตินี้)”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่ 1394 

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  18  ธันวาคม  2022

เรื่อง “พระเยซูผู้เปิดประตูสวรรค์ให้กับมวลมนุษย์”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            ชื่อหัวข้อเรื่องในวันนี้ “พระเยซูผู้เปิดประตูสวรรค์ให้กับมวลมนุษย์” จำตรงนี้ได้ไหม? “ขอให้ท่านได้พบสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน” คุ้นๆ แล้วนะ ก็เป็นคำอธิบายในวันนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า “ขอให้ท่านได้พบสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน” ลองถามคนข้างๆ สิว่าท่านพบแล้วหรือยัง? ผมก็อยากจะถามพี่น้องที่อยู่ทางบ้าน ใครก็ได้ที่ฟังคำบรรยายนี้อยู่ว่าแล้วท่านพบแล้วหรือยังครับ?

            ท่านได้พบกับสันติสุขและความสงบทางใจนี้แล้วหรือยัง?  ถามคนข้างๆ อีกครั้งหนึ่ง จะได้จำไปอวยพรด้วยไง  มาจากไหนรู้ไหม? มาจากคำที่เราคุ้นเคยกันในเทศกาลคริสตมาสทุกแห่ง ทั้งโลกเลย ใครๆ ก็รู้จักหมด ไม่ว่าจะลูกเด็กเล็กแดง ก็จำได้ คือคำว่า “Merry Christmas”

            คำว่า “Merry Christmas” นี้ มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณที่อ่านว่า “Christer Maesse” ที่แปลเป็นภาษาไทย แปลว่า “มิสซาของพระคริสต์” หรือแปลอีกนัยหนึ่ง คือ “การเสียสละของพระเยซูคริสต์ ในการไถ่บาปให้มนุษย์” แปลเป็นไทยยาวหน่อย “Merry” แปลว่า “สันติสุขและความสงบทางใจ” ที่เขาอวยพรกัน ในภาษาอังกฤษโบราณ

            เพราะฉะนั้น เมื่อคำว่า “Merry Christmas” คำอวยพรนี้ จึงมีความหมายว่า “ขอให้ท่านได้พบสันติสุขและความสงบทางใจ จากการเสียสละของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ทรงไถ่บาปให้ท่าน”

            ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะสัปดาห์หน้า ที่เรารับประทานอาหารร่วมกัน Merry Christmas แล้วก็แปลเป็นไทยให้เขาเลยนะ

            วันคริสตมาส หรือ Merry Christmas นี้ เขามีการเฉลิมฉลองกันใหญ่โต ทั้งโลกเลย เป็นเวลานาน เป็นพันๆ ปีมาแล้วนะ ทุกคนก็ทราบและรู้ว่าคริสตมาส เป็นการระลึกถึงวันประสูติของพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ถูกไหม? ใครๆ ก็รู้ จำได้ว่า Merry Christmas คืออะไร? มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่บันทึกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ในขณะที่ทรงเป็นมนุษย์ เดินอยู่บนโลก เมื่อ 2,000 ปีก่อน  โดยทั่วไป ผู้คนยอมรับว่าพระเยซูคริสต์มีจริงๆ แต่สิ่งที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด จนถึงทุกวันนี้ ก็คือสถานภาพที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์นั้น คืออะไร?

            ในขณะที่พระเยซูทรงตระเวนประกาศ สั่งสอนผู้คน เมื่อ 2,000 ปีก่อน ในเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรสวรรค์กำลังมาตั้งอยู่ พระองค์นำอาณาจักรสวรรค์มาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ และตรัสด้วยตัวพระองค์เองว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ พูดง่ายๆ ว่าพระเยซูประกาศด้วยตัวของพระองค์เองว่า …

            “เราคือบุตรของพระเจ้า เราคือพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในร่างมนุษย์ เพื่อช่วยท่านทั้งหลายนี่แหละ” … พูดด้วยตัวพระองค์เองเลยนะ

            แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งออกมาพูดบอกว่าพระเยซูคริสต์มีจริงๆ  แต่พระองค์ไม่ใช่พระเจ้า เป็นแค่ผู้เผยพระวจนะ หรือผู้นำทางศาสนาคนหนึ่งเท่านั้น ตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์พูดเมื่อ 2,000 ปีก่อน จนถึงวันนี้ ก็มีคนแย้งอย่างนี้แหละ CS.Lewis นักเขียนคริสเตียนผู้หนึ่ง ผู้มีชื่อเสียงมาก เขียนหนังสือเรื่อง “Mere Christianity” ได้เขียนไว้อย่างนี้ว่า …

            “ข้าพเจ้าพยายามทำทุกอย่าง ที่จะไม่ให้ใครพูดโง่ๆ เกี่ยวกับพระคริสต์ เช่นบอกว่า “ฉันยอมรับว่าพระเยซูมีจริง และเป็นนักสอนศาสนาที่ดี แต่ไม่เชื่อในเรื่องการอ้างว่าทรงเป็นพระเจ้า”

            นี่คือคำพูดที่โง่มาก CS.Lewis เขียนไว้ต้นของหนังสือเล่มนี้ คำถาม ก็คือถ้าใครสักคนมาพูดโกหก และพูดแอบอ้างตัวเองว่าเป็นพระเจ้า  เรายังจะคิดว่าคนๆ นั้นเป็นคนดี หรือเรียกเป็นผู้เผยพระวจนะ หรือเป็นผู้สอนศาสนาได้อยู่อีกหรือ? นี่ CS.Lewis ตั้งข้อคิด ตรรกะแบบมนุษย์ให้เห็นชัดๆ ว่าถ้าคนนั้นแอบอ้าง ก็คือพระเยซูแอบอ้างว่าพระองค์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วเราไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้า แต่เราเชื่อว่าพระองค์เป็นศาสดา เป็นผู้เผยพระวจนะที่ดีคนหนึ่ง นึกนะ เราควรจะเรียกคนนั้นว่าอย่างไร? ถ้าเป็นอย่างนั้น คนเสียสติ คนบ้ามากกว่า ถูกไหม? นี่คิดตามเหตุผล คนหนึ่งอ้างว่าตัวเองเป็นพระเจ้า แล้วบอกว่าไม่เชื่อ ที่คุณพูดโกหก แล้วเราก็บอกว่าคุณเป็นแค่ศาสดาของศาสนา  ศาสดาของศาสนาดีทุกคน  ทุกท่านบนโลกใบนี้

            แสดงว่า … “ผมเชื่อว่าคุณเป็นคนดีมากเลย”

            คนดีอะไรมาโกหกว่าตัวเองเป็นพระเจ้า  นี่คือตรรกะที่ CS.Lewis ได้ยกขึ้นมาให้เราได้เห็น เพราะฉะนั้น ถ้าพระเยซูไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้าจริงๆ ตามที่เราเชื่อ หรือเข้าใจ ก็ต้องเป็นมนุษย์จอมโกหกหลอกลวง หรือเป็นคนเสียสติ คนบ้าคนหนึ่งเท่านั้น ถูกไหม? คิดตามนะ  และถ้าเป็นเช่นนั้น คำถามที่ตามมา ก็คือจนเวลาผ่านมา 2,000 กว่าปีแล้ว พิสูจน์ได้ ทำไมจำนวนผู้เชื่อพระเยซูคริสต์ถึงได้มีมากขึ้นและมากขึ้นขนาดนั้น

            2,000 ปีมีคนเชื่อ คนบ้าเยอะขึ้นเรื่อยๆ เหรอ? ไม่ใช่แล้วสิ น่าคิดใช่ไหม? คำตอบ ก็คือเพราะยังมีการถกเถียง ยังมีการโต้แย้ง ยิ่งมีการขุดคุ้ยหาหลักฐานว่าจริงหรือไม่? ใช่หรือไม่? ก็ยิ่งได้ค้นพบความจริงที่ชัดเจนขึ้นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นหรือมีสภาพเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ นั่นเอง ยิ่งค้นยิ่งเจอความจริง ใช้เวลา แรกๆ เมื่อ 2,000 ปีก่อน แย้งมาอย่างนั้น ยังไม่มีหลักฐานอะไรมากมาย แต่ 2,000 ปีมาแล้ว มีมากขึ้นทุกวันๆท่านเห็นไหมว่าเอาแค่เราในปัจจุบันนี้ ผ่านมา 2,000 ปีแล้ว ถามว่าแต่ละปี มาย้อนกลับไป คริสตมาสฉลองกันมากขึ้นหรือน้อยลงทั่วโลก? มากขึ้นและเห็นชัดๆ เยอะขึ้นเรื่อยๆ มาก แล้วอย่างนี้จะไปบอกว่าคนเหล่านี้ที่เชื่อ เชื่อคนเสียสติหรือว่าเขาเป็นพระเจ้า แสดงว่าเขาเป็นพระเจ้าจริงๆ นอกจากค้นพบทางประวัติศาสตร์อะไรต่างๆ หลักฐานต่างๆ เหล่านั้นแล้ว ยังค้นพบ เห็นชัดๆ ก็คือคนที่มาเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ และตาย ไถ่บาปเขา ชีวิตเขาอัศจรรย์เปลี่ยนแปลงไปหมดเลย ถูกไหม? เยอะขึ้นหรือน้อยลง? เยอะขึ้น ทุกวันนี้ เฉพาะตอนนี้ที่หายใจอยู่ สองพันล้านคนทั่วโลก  ชีวิตเขาเปลี่ยนไป อัศจรรย์เกิดขึ้นในชีวิตเขาจริงๆ  เพราะว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ พิสูจน์ได้ เห็นชัดเจน เอเมนไหม?

            ไม่ใช่อัศจรรย์ในชีวิตเฉพาะที่ชีวิตเปลี่ยนไป ที่มองไม่เห็น หมายถึงมองไม่เห็นชัดเจน ก็คือนิสัยเปลี่ยนไป ชีวิตเปลี่ยนไป อะไรต่างๆ ความหวังเปลี่ยนไป แต่อัศจรรย์แบบที่เห็นๆ ก็มี อย่างเช่น คนป่วยได้รับการรักษาให้หาย คนที่มีปัญหาอะไรมากมายได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระอะไรต่างๆ เหล่านั้น เยอะแยะมากมายไปหมด แสดงให้เห็นว่าพระเยซูคริสต์พูดเมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า …

            “เราคือผู้นั้น เราคือผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมา เราคือพระบุตรของพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ มาตายแทนท่านที่ไม้กางเขน เพื่อช่วยท่านทั้งหลายให้มีชีวิตใหม่ และได้รับชีวิตอัศจรรย์นั้น เป็นเรื่องจริงๆ”

            อาณาจักรสวรรค์ของพระเยซูคริสต์บนโลกใบนี้ ได้ถูกแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ มากขึ้น ตามที่ได้เขียนไว้ในหนังสือพระคัมภีร์ล่วงหน้า เป็นพันๆ ปี ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะบังเกิดอีกด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ประกาศข่าวดีเฉพาะตอนที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วเท่านั้น ก่อนพระองค์จะมาเกิด ย้อนกลับไป 5-6 พันปีก่อน ก็เขียนถึงพระเยซูคริสต์แล้วว่าพระองค์จะมาเกิด มีหลักฐานชัดเจนว่าพระองค์มาเกิดจริงๆ ตามที่ได้บอกไว้เยอะแยะมากมายไปหมด นี่คือหลักฐานอีกอันหนึ่ง

            เหมือนอย่างทุกวันนี้เราได้ยินเพลงคริสตมาส บางเพลงเป็น 100 กว่าปี ถามว่าเพลงเหล่านี้ประกาศเรื่องพระเยซูเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ นำเอาสวรรค์มาตั้งอยู่ เพลงเหล่านี้ ฟังแล้วฟังอีก ทุกปีๆ เขาเรียกว่าฮิตตลอดกาล เป็นเพลงฮิตที่นานที่สุดในโลกนี้เลย มีเพลงอะไรฮิตขนาดนี้ ฮิตมาเป็นพันๆ ปี เราฟังอยู่ทุกปี ขนาดก่อนที่ผมจะเชื่อ หรือก่อนที่ท่านจะเชื่อในเรื่องพระเยซูคริสต์ ท่านฟังดูแล้วมีความสุขไหม? ท่านรู้ไหมว่าเขาแปลว่าอะไร?  ไม่รู้ แต่รู้ว่าพอเทศกาลคริสตมาสทีไร มันมีความสุข บรรยากาศมันดี  เป็นบรรยากาศแห่งการให้ รู้สึกมีความสุขสบาย ทั่วโลกเป็นอย่างนี้ใช่ไหม? เขาเรียกว่าฤดูแห่งความสุข ทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องเลยว่าแปลว่าอะไร? อย่างเช่นเพลง Silent Night และเพลง Oh Holy night วันนี้ผมจะเอาเพลง Oh Holy night มาให้ท่าน เพลงนี้ท่านคุ้นเคยอยู่แล้ว ดูว่าความหมายคืออะไร? ก็คือว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ นำสวรรค์ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้นั่นเอง ที่ตะกี้นี้เราร้องกัน Holy night ภาษาไทย ลองดูภาษาอังกฤษนะ ความหมายมันจะละเอียดนิดหนึ่ง …

                        Oh holy night, The stars are brightly shining

                        ในค่ำคืนอันแสนศักดิ์สิทธิ์   เหล่าดวงดาวส่องประกายจรัสแสง

                        It is the night Of my Dear Savior’s birth

                        เพราะเป็นค่ำคืน ที่พระผู้ช่วยให้รอด  ได้เสด็จลงมาประสูติ

                        Long lay the world in Sin and error pining

                        เป็นเวลายาวนานมากแล้ว  ที่โลกนี้ ต้องตกอยู่ภายใต้ความบาป

                        Till He appeared and the soul felt its worth

                        จนวันที่พระองค์ได้ทรงปรากฏ  และชุบจิตวิญญาณของเรา (มนุษย์ทั้งหลาย) ให้มีค่าขึ้นมา

                        A thrill of hope The Weary world rejoices

                        เป็นความตื่นเต้นกับความหวังใหม่  เมื่อโลกที่เสื่อมสลายไปแล้ว

                        เพราะความบาป ได้กลับมา  มีความชื่นชมยินดีอีกครั้ง

                        For yonder breaks a New and glorious morn

                        สิ่งเก่าๆ จะล่วงไป และความรุ่งโรจน์จะเกิดขึ้น

                        และเต็มไปด้วยเสียงร้องสรรเสริญ คือสวรรค์มาตั้งอยู่นั่นเอง

                        Fall on your knees, oh hear the angel voices

                        จงคุกเข่าลง  แล้วตั้งใจฟังเสียงของเหล่าทูตสวรรค์ (ตามพระคัมภีร์บันทึกเลย)

                        Oh night divine, Oh night,  When Christ was born

                        Oh night divine Oh night  Oh Holy night

                        ค่ำคืนนี้  ช่างเป็นค่ำคืนที่เจิดจรัสด้วยแสง  เมื่อพระคริสต์ ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น

                        เป็นค่ำคืนอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

            ให้เราคุกเข่าลง ยอมรับความจริงเหล่านี้ เพราะมันเกินความเข้าใจของมนุษย์ที่จะเข้าใจว่าพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร? เป็นไปได้อย่างไร? เราไม่เข้าใจ แต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้น ในตอนนี้ก็ต้องบอกว่า Fall on your knees คือให้เรายอมจำนนต่อความจริงนี้ แล้วก็ตั้งใจฟังเสียของทูตสวรรค์ เริ่มต้นประกาศว่ามาแล้ว พระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์  ตามสัญญาแล้ว

            เพราะว่าพระเจ้าเสด็จมา โดยการกำเนิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายให้พ้นจากความบาปและคำสาปแช่งต่างๆ กลับคืนสู่สวรรค์นั่นเอง เอเมนไหม?

            ทุกวันนี้ ก็ยังเปิดเพลงเหล่านี้อยู่  นอกเหนือจากเพลงนี้ เรายังมีเพลงอื่นๆ เพลงคริสตมาส เป็นเพลงที่ไม่เคยเก่า ไม่เคยล้าสมัย ฮิตมากขึ้นทุกวัน  มีแต่คนเปิดมากขึ้นทุกวัน ขนาดไฟกระพริบๆ นี้ ก็เปิดเพลงไม่มีเนื้อ  แต่ก็บรรเลงเพลงเหล่านี้  เราก็ได้ยินคุ้นหูเลย  ไม่เชื่อลองร้องท่อนแยกสิ ร้องได้ทุกคนแหละ

                        ** ข้าฯขอบูชา วันทา กราบไหว้พระเยซู

                             เพราะว่า  ในวันนั้น  ทรงธรรมเสด็จลงมา

                             เพื่อเปิด  หนทาง  สวรรค์  ให้แก่ประชา **

            คำว่า “Oh Holy Divine” ที่แปลว่าค่ำคืนที่เจิดจรัสด้วยแสง ความหมาย ก็คือเป็นค่ำคืนที่แสงจากสวรรค์ได้ส่องลงมาบนโลก เป็นครั้งแรก พระเยซูตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ทรงเป็นแสงสว่าง ที่ส่องเข้ามา บนโลกใบนี้ ตั้งแต่วันนั้นแหละ 2,000 ปีก่อน เพราะเป็นเวลานานมาแล้วที่โลกตกอยู่ภายใต้ความบาป เป็นอาณาจักรแห่งความมืด และในค่ำคืนคริสตมาสอย่างนี้ ที่พระผู้ช่วยให้รอด ได้มาประสูติ  ทำให้แสงจากสวรรค์สามารถส่องลงมาได้ เป็นแสงสว่าง เป็นหนทางที่จะนำพามนุษย์ ไปสู่แสงสว่างนั้น ก็คือไปสู่อาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้าพระบิดานั่นเอง พูดง่ายๆ การเปิดประตูสวรรค์ให้กับมนุษย์ทั้งหลาย สามารถมาเข้าสวรรค์ได้แล้วนั่นเอง

            มันเป็นข่าวดี เป็นความจริง ที่ได้ถูกประกาศมาแล้ว 2,000 ปี ซึ่งว่ากันตามจริง อย่างที่บอก ประกาศก่อน 2,000 ปีด้วยซ้ำ หลายพันปีมาแล้ว ก่อนหน้านั้น ว่าพระองค์จะมาเกิด ว่าพระมาซีฮาห์ ที่พระเจ้าสัญญาไว้ว่าจะมาช่วยเหลือมนุษย์ ตามที่พระองค์ทรงบอกไว้นั้น จะมาเกิด แล้วก็มาเกิดจริงๆ เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว วันคริสตมาสแรกของโลกนี้

            เพราะฉะนั้น ยอมรับความจริง คือพระเยซูคริสต์ แม้ความคิดจะไม่เข้าใจ แล้วอัศจรรย์ยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นในวิญญาณของท่านทั้งหลาย ที่ได้ยินได้ฟัง  ความจริงในโลกวิญญาณที่ตามนุษย์มองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน คิดไม่ถึง ไม่เข้าใจ คือถ้อยคำพระเจ้าที่บอกไว้นั้น ก็คือเรื่องของข่าวดีของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าประกาศอยู่ตลอดเวลา เป็นพันๆ ปีมาแล้ว บอกว่าสิ่งที่ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ก็หมายถึงว่ามนุษย์ไม่สามารถที่จะใช้ ตามนุษย์ธรรมดา หรือหูธรรมดาของเราที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้  เพราะมันเป็นความจริงในโลกวิญญาณนั่นเอง

            บทสรุปของเรื่องราวเหล่านี้ ของข่าวดีเหล่านี้ ทั้งหมด คือยอห์น 3:16 เริ่มต้น ลองอ่านดู ท่านจะเห็นภาพชัดเจน …

        ยอห์น 3:16 “พระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกยิ่งนัก ถึงกับได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ เพื่อทุกคนที่วางใจ (พึ่งพา) ในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ (ตายนิรันดร์ อยู่ในความบาป) แต่ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระองค์ มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นของพระองค์ เหมือนพระองค์”

            นี่คือสาระสำคัญของข่าวดี สรุปสั้นๆ แค่นี้เอง ก็คือพระเจ้าทรงรักมนุษย์ยิ่งนัก บนโลกใบนี้ แล้วจึงประทานพระบุตรของพระองค์ ซึ่งเป็นพระเจ้า ก็คือพระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วย และใครก็ตามที่เชื่อ ยอมรับความจริงเหล่านี้ วางใจในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระเจ้าจริงๆ ช่วยได้จริงๆ เขาคนนั้นจะรอด จากการถูกพิพากษา ได้รับการบังเกิดใหม่ มาเป็นลูกของพระเจ้า มีชีวิตนิรันดร์ทันที ในข้อ 17 ต่อไป บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        ยอห์น 3:17 “เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อพิพากษาลงโทษมนุษย์และโลก แต่เพื่อช่วยกู้มนุษย์และโลก ให้รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษนั้น โดยทางการวางใจ พึ่งพาในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์”

            พระเยซูมา เพื่อช่วยกู้มนุษย์ให้รอดจากการถูกพิพากษาลงโทษนั้น โดยการวางใจพึ่งพาในพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้านั่นเอง และถ้าไม่วางใจ อยู่ในสภาพเช่นไร? ในข้อ 18 ตามมา ก็คือ …

        ยอห์น 3:18 “คนที่วางใจพึ่งพาในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ จะไม่ถูกพิพากษาลงโทษให้พินาศ ส่วนคนที่ไม่ได้วางใจ ก็ถูกพิพากษาลงโทษ อยู่ในความพินาศ ในความตาย ในความบาปเหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะเขาไม่ได้วางใจ พึ่งพาในพระนามพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า”

            ส่วนคนที่ไม่ได้วางใจในพระบุตร คือพระเยซูคริสต์ ไม่ได้วางใจ แปลว่าอะไร? ก็คือไม่ได้วางใจว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องจริง ไม่เชื่อว่าพระองค์พูดเป็นเรื่องจริง เชื่ออาจจะเหมือนที่บอกตะกี้นี้ ตรรกะตอนแรกๆ ที่ CS.Lewis ยกมาให้เราได้คิด คืออาจจะแค่วางใจ เชื่อว่าพระองค์เป็นศาสดาของคริสเตียนที่ดี 1 คน ก็คือไม่ไว้วางใจนั่นเอง ถ้าวางใจในพระเยซูคริสต์ ตามข้อนี้ นั่นหมายถึงว่าวางใจ พระเยซูบอก …

            “ให้ท่านวางใจในเรา ว่าที่เราพูดจริงๆ เราเป็นผู้นั้น ผู้นั้น เป็นใคร?  เราคือผู้นั้น ที่พระเจ้าสัญญาไว้ ตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้วว่าจะส่งเรามาช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายให้พ้นจากบาป และเวรกรรม ช่วยให้ท่านเข้าสู่สวรรค์ได้ โดยผ่านทางเรา (เรา คือผู้นั้น) ถึงเวลาแล้ว ถึงกำหนดแล้ว พระเจ้าส่งเรามาเกิดแล้ว เราคือพระบุตรของพระเจ้าที่พระองค์ทรงสัญญาไว้”

            ที่ภาษาเดิม ภาษาฮีบรูเรียกว่า “พระเมสิยาห์” หรือ “มาซีฮาห์” แปลว่าพระผู้ช่วยให้รอด ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าจะมาช่วย แต่งตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ และตอนนี้มาแล้ว ให้ท่านวางใจในเราว่าเราคือผู้นั้น จริงๆ เราคือพระเจ้า ที่พระองค์ทรงสัญญา มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจริงๆ เชื่อในเรา วางใจในเรา จึงจะได้รับความรอด จึงจะเข้าสู่สวรรค์ เพราะผ่านทางเราเท่านั้น ท่านจึงสามารถเข้าไปอยู่ในสวรรค์ได้

            เพราะฉะนั้น ถ้าไม่วางใจว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็คือไม่วางใจนั่นเอง จะวางใจว่าพระองค์เป็นศาสดาที่ดี หรือเป็นครูสอนที่ดี หรือเป็นผู้เผยพระวจนะที่ดี หรือเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่ดี หรือเป็นอะไรก็ตามที่ท่านพูดว่าดีๆ ก็มีค่าเท่ากันกับว่าท่านไม่ได้วางใจ ไม่ได้เชื่อว่าที่พระองค์พูดนั้นจริง มีค่าเท่ากับคนที่ไม่เชื่อว่าพระองค์พูดจริง ก็คือใส่ร้ายพระองค์ว่าพระองค์เป็นคนเสียสติ เป็นคนบ้า ซึ่งมีจำนวนหนึ่ง คิดอย่างนั้นจริงๆ ตอนเริ่มต้นที่ทรงประกาศ เดินอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อ 2,000 ปีก่อน ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นชาวยิว พวกฟาริสี พวกคงแก่เรียน ในการศาสนายิว ก็กล่าวหาว่าพระองค์ทรงเป็นบ้า ทรงเสียสติ อย่างที่ตะกี้นี้ตรรกะที่บอกไว้ว่าถ้าเราไม่เชื่อพระองค์ เรามีสิทธิ์ที่จะนึกว่าพระองค์เป็นคนบ้าจริงๆ อยู่ดีๆ มาประกาศว่าเราเป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เดินอยู่บนโลกใบนี้ มาช่วยเหลือมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้เลย มันเกินกว่าความคิดของมนุษย์ที่จะเข้าใจจริงๆ มันเหลือเชื่อจริงๆ ถูกไหม? เราต้องเข้าใจ

            เพราะฉะนั้น คนที่มั่นใจในตัวเองอย่างสูง อย่างเช่นฟาริสี หรือคงแก่ศาสนาในยิว ในสมัยเมื่อ 2,000 ปีก่อน ไม่ยากเลยที่จะตัดสินว่าเขาเป็นคนเสียสติ เพราะยังไม่มีอะไรที่จะมาพิสูจน์กันมากมายนัก เพราะว่าพระองค์ยังไม่ได้ทำงานสำเร็จ ยังเดินอยู่บนโลกใบนี้ ยังไม่ได้ไปตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 มีอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำบ้าง ตอนเดินอยู่บนโลกใบนี้ 3 ปีนั้น เท่านั้นเอง ไม่พอสำหรับพวกเขา แต่สำหรับพวกเราผ่านมา 2,000 ปี เห็นชัดเจนมากขึ้นเลยว่าอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นจากข่าวดีนี้ที่ถูกประกาศมา ตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ มันเจริญขึ้นไป เติบโตมากขึ้นทุกวันๆ อาณาจักรสวรรค์ที่พระเยซูคริสต์นำมาบนโลกใบนี้ มันขยาย เจริญเติบโตมากขึ้นทุกวัน  มีคริสเตียนตามพระเยซูคริสต์มากขึ้นทุกวันๆ แต่ในสมัยนั้น ไม่ได้มีอย่างนี้ ต้องเข้าใจเขา ในทิตัส 3:5 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ …

        ทิตัส 3:5 “พระองค์ได้ช่วยให้เรารอด ไม่ใช่เพราะเราทำดี แต่เป็นเพราะความเมตตากรุณาของพระองค์ต่างหาก พระองค์ได้ชำระล้างเรา ซึ่งทำให้เราเกิดใหม่ และถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์”

            นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้คนสมัยนั้น เชื่อพระเยซูยากมาก เพราะอะไร? เพราะเราอ่านในนี้ พระองค์ทรงช่วยให้เขารอดจากความบาป โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย  โดยที่ไม่ต้องประพฤติอะไรเลย  โดยที่ไม่ต้องรักษาความดีงามอะไรต่างๆ นี้ ได้เข้าสวรรค์ โดยไม่ต้องประพฤติ เรียกว่าให้เข้าสู่สวรรค์ฟรีๆ โดยความเชื่อเท่านั้นเอง ไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่างหนึ่ง ที่พระคัมภีร์เรียกว่าพระคุณ

            ดังนั้น โอกาสที่เขาจะไม่เชื่อว่าพระเยซูพูดจริงมีเยอะมากเลย  เราก็เข้าใจเขาในสมัยนั้น และยังแถมพระองค์สามารถชำระล้างบาปให้กับคนนั้น และทำให้คนนั้นบังเกิดใหม่ได้ด้วย ยิ่งไม่รู้จะหาทางเข้าใจได้อย่างไรเลย จึงมีผู้ที่ไม่เข้าใจ กล่าวหาพระองค์เสียๆ หายๆ อยู่ แต่ปัจจุบันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเลย  เพราะว่ามีข้อพิสูจน์มากมาย มีผู้คนติดตามพระองค์และเชื่อ ชีวิตเปลี่ยนไปมากมาย รุ่นแล้วรุ่นเล่ามา 2,000 ปีนี้ เยอะมากเลย ที่ได้พระคุณจากพระเจ้า และได้บังเกิดใหม่  เห็นชัดๆ ชีวิตที่ได้เปลี่ยนไป ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ก็ 2,000 กว่าล้านคน  และที่ในอดีต นับไม่ถ้วน

            ผู้คนเหล่านี้เป็นคำพยานอันดีจริงๆ ว่าพระเยซูคริสต์นำเอาสวรรค์มาให้กับมนุษย์ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องพึ่งพาการกระทำของตนเองเลย เพื่อจะได้เข้าสวรรค์ เพียงแค่พึ่งพาพระเยซูคริสต์อย่างเดียว พูดง่ายๆ วางใจว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เท่านั้นเอง ได้รับความรอดไปสวรรค์แล้ว ทำไมมันง่ายอย่างนี้ เรียกว่าพระคุณ รอดโดยพระคุณ ไม่ใช่การกระทำดี ซึ่งในอดีตมาตลอดเวลาเลย หลายพันปีมาจนถึงทุกวันนี้ มนุษย์คิดตามภาษามนุษย์ เข้าใจตามภาษามนุษย์ว่าถ้าไปสวรรค์มันต้องพึ่งพาการกระทำความดี แต่พระองค์มาถึง เป็นผู้เดียวที่ประกาศอย่างนี้ เป็นผู้เดียวในโลกนี้เลย ที่บอกว่าไปสวรรค์ได้ โดยไม่ทำความดีก็ได้ ให้มาเชื่อในตัวเราเท่านั้นเอง รับได้อย่างไร? ความเข้าใจของมนุษย์ไม่มีทางเข้าใจเลย พูดง่ายๆ พระคุณนี้ เหมือนอะไรรู้ไหม? ผมจะยกตัวอย่างอันนี้ ชัดเจนเลย

            มนุษย์ทั้งหลายอยู่บนโลกใบนี้ ที่เป็นคนบาป เปรียบเหมือนนักโทษ รอการประหาร พอเกิดมาเป็นมนุษย์ อยู่บนโลกใบนี้ ก็คือเป็นนักโทษ อยู่ใต้คำพิพากษาไปแล้วว่าต้องถูกประหารชีวิต รอตะแลงแกงเสร็จเท่านั้นเอง รอวันที่เขาจะนำไปประหารชีวิต นึกภาพนะ อยู่ในเรือนจำ รอวันที่เขาจะนำไปยิงเป้า ประหารชีวิต แล้วจู่ๆ ก็มีพระราชา มีกษัตริย์บอกว่า …

            “ปีนี้เราให้อภัยทั้งหมดเลย ให้พระกรุณาทั้งหมด  ให้นักโทษที่ถูกตัดสินให้ประหารทั้งหมดทุกคน ได้เป็นอิสระ จากโทษทัณฑ์นั้น ไม่ต้องถูกประหารแล้ว นึกภาพออกไหม? ใครก็ตามที่อยากได้ พระกรุณาธิคุณนี้ ให้ยกมือขึ้น” แค่นั่นเอง  ไม่ต้องทำอะไรเลย

            ยกมือขึ้น ก็ออกจากเรือนจำทันที เพราะว่าเป็นอิสระแล้ว ไม่มีโทษแล้ว เรียกว่าพระกรุณา พระเมตตา พอออกมาจากเรือนจำปุ๊บ เป็นอิสระแล้ว แต่ก็เป็นอดีตนักโทษอยู่ ถูกไหม?

            พระคุณ คือให้เป็นอิสระออกมาข้างนอกแล้ว ไม่ต้องถูกประหารชีวิต แค่นั้นไม่พอ พระราชาบอกว่าให้นักโทษคนนั้นที่ออกมาแล้ว เข้ามาอยู่ในวัง  ก่อนจะเข้ามาอยู่ในวัง  จับไปผ่าตัดให้เรียบร้อย เอาอดีต ความเป็นนักโทษออกไปซะ เปลี่ยนชีวิตใหม่ เปลี่ยนหัวใจใหม่ เปลี่ยนอะไรต่างๆ ใหม่ รับเข้ามาอยู่ในวัง มาเป็นรัชทายาท

            รัชทายาท ก็คือผู้ที่จะปกครองมรดกของพระราชาในอนาคต เป็นรัชทายาท เชื่อได้ไหม? จะบ้าไปแล้วหรือไง? เป็นไปได้อย่างไร? แต่ในพระคัมภีร์ ในโลกวิญญาณ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรียกว่าพระคุณ จึงเชื่อยากไง? จึงเข้าใจว่าทำไมเขาเชื่อยาก

            อิสยาห์ 55:8-9 จึงได้บันทึกอย่างนี้ พระเจ้าทราบดี พระเจ้าก็จะเตือนอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เรียกว่า …

            “ถ้าเจ้าใช้ความคิดของเจ้า ใช้ปัญญาของเจ้า ใช้ตรรกะแบบเป็นมนุษย์ ไม่มีวันที่จะเข้าใจ พระคุณที่เราทำอยู่นี้เลย มันเป็นไปไม่ได้เลย เจ้าต้องใช้วิธีอื่นในการตัดสินใจเรื่องนี้”

            ก็คือเดี๋ยวรู้เองว่าใช้อะไร?  ลองอ่านดูก่อนว่าพระเจ้าเตือนไว้อย่างไร? นี่คือหนึ่งในจำนวนคำเตือนของพระเจ้าในความจริงนี้ว่าท่านจะรับความจริง ในเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ได้ด้วยวิธีใด? มนุษย์ทั้งหลาย …

        อิสยาห์ 55:8-9 พระเจ้าตรัสว่า “8 “เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งวิถีทางของเจ้าไม่เป็นวิถีทางของเรา” 9 องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น “ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเรา ก็สูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้า ฉันนั้น”

            “ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกเท่าใด วิถีของเรา ก็สูงกว่าทางของเจ้า  และความคิดของเรา ก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น” เอเมน

            พูดง่ายๆ ว่าถ้าเจ้าใช้ความคิดและใช้ปัญญาของตนเอง จบข่าว ต้องใช้ความไว้วางใจในเราเท่านั้นว่ามันเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้น อย่ารอให้เข้าใจด้วยเหตุผล ความคิดของมนุษย์ของตนเอง ตามตรรกะของมนุษย์ของตนเองก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ยอมรับความจริง ในเรื่องการวางใจในพระเยซูคริสต์ ถูกไหม? อย่ารอให้เข้าใจก่อน แล้วค่อยมาเชื่อพระเยซู เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีวันเข้าใจหรอก ที่เรานั่งกันอยู่ทุกวันนี้  ที่เราเป็นผู้เชื่อ เป็นคริสเตียนแล้ว เราก็เริ่มต้นด้วยวางใจในความจริงนี้ ด้วยข้างใน ด้วยวิญญาณของเรา ไม่ใช่ด้วยความคิดของเราคิดว่ามันใช่ เพราะว่าถ้าเรารอ หาเหตุผล หรือความเข้าใจเสียก่อน มันจะสายเกินไป เพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันตายก่อน ที่จะรู้ พูดง่ายๆ ให้ลองใช้จิตวิญญาณส่วนลึกภายในจิตใจของท่าน แสวงหาดู ทุกคนในนี้ที่ได้รับ ได้รู้ ได้มีประสบการณ์จริงๆ แล้ว แสวงหาด้วยการใช้จิตวิญญาณทั้งสิ้น ไม่ได้มาด้วยความคิดเลย ผมเองก็หนึ่งคนแล้ว ท่านเองก็เหมือนกัน ถูกไหม? เรามาจากการที่เราไม่เข้าใจ พอเราไม่เข้าใจ  เราทำอย่างไร? …

            “พระเจ้ามันเรื่องจริงหรือ? ไม่เข้าใจเลย”

            อย่างที่ผมยกตัวอย่าง พระเยซูอยู่ไหน? พระเยซูที่เขาประกาศ  อยากรู้จัก แต่ไม่เข้าใจ  เขาพูดอะไรกัน  แต่ก็อยากจะรู้นะ เริ่มต้นด้วยวิธีนี้ ก็เจอ เพราะเริ่มด้วยวิญญาณข้างใน  ไม่ใช่ด้วยเหตุผล มีใครในที่นี้มาเชื่อแบบจิตวิญญาณบ้าง? ลองเป็นพยานสักคนหนึ่งสิ มีไหม? มีทุกคน ของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?

            ไม่เข้าใจเลย เพื่อนทำไมพูดแต่เรื่องพระเยซู เราก็ไม่เข้าใจ แต่เราเริ่มต้นอยากรู้ ก็จะใช้วิธีไม่เข้าใจ ก็จะพูดแล้ว พูดกับใคร? ก็พูดกับพระเจ้า พูดกับพระเยซูไงว่าไม่เข้าใจ จะพูดแบบผมหรือไม่ ก็ไม่รู้ แต่ในที่สุด ก็คือก็อยากรู้ เขาพูดมาตั้งนานแล้ว เริ่มสนใจ  แต่ไม่เข้าใจ เริ่มพูดกับพระเยซูโดยไม่เข้าใจ ในที่สุด ก็เข้าใจ เพราะว่าเริ่มต้นนั้น มันเริ่มต้นด้วยจิตวิญญาณ มาถูกทางแล้ว เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลายที่ฟังอยู่ เริ่มต้นดูสิครับ เริ่มด้วยจิตวิญญาณของท่าน ในส่วนลึก ภายในจิตใจของท่านแหละ พูดกับพระองค์เลย ไม่เข้าใจ ก็บอกว่าไม่เข้าใจ …

            “ลูกไม่เข้าใจ อยากจะรู้จัก มีปัญหามากมายในชีวิต อยากจะให้พระองค์ทรงช่วย เหมือนกับคนนั้นที่พระองค์ช่วยไปแล้ว ทำอย่างไร?”

            นี่แหละ คือสิ่งที่เรียกว่ามาจากจิตวิญญาณข้างใน ไม่ต้องไปนั่งลึกซึ้งมาก วิญญาณข้างในมันต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเข้าสู่ที่สงบ ต้องไปปลีกวิเวก ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เข้าใจผิด จิตวิญญาณ ก็คือไม่เข้าใจ  ไม่เข้าใจ ก็พูดไปสิ ไม่เข้าใจ ก็พูดไปเรื่อย

            “อยากรู้จักจัง ฉันอยากรู้จักข่าวประเสริฐนี้ ฉันก็อยากจักรู้จักพระเจ้า” … แค่นั้นเอง

            และถ้าท่านลองแสวงหาอย่างนั้นไปด้วยจิตวิญญาณของท่าน ท่านเจอแน่ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง คริสตมาสปีนี้ ท่านอาจจะได้ยิน ท่านแสวงหาอย่างที่ผมอธิบายให้ฟังเมื่อตะกี้นี้  อย่างที่คนเป็นพยานเมื่อสักครู่นี้ว่าใช้วิญญาณ ใช้จิตใจส่วนลึกของท่าน พูดด้วยความตรงไปตรงมา คริสตมาสปีนี้ ท่านอาจได้ยินเสียงของพระเจ้าก็ได้ เสียงของพระเจ้าท่ามกลางบรรยากาศแห่งการให้ของขวัญ ในวันคริสตมาส บรรยากาศแห่งความสุขสงบและความชื่นชมยินดีทั้งโลก พระเจ้าจะพูดกับท่านว่า …

            “กลับบ้านเราเถิดลูก พ่ออภัยให้หมดแล้ว พ่อเตรียมทุกสิ่งที่ดีเลิศไว้ให้กับลูกแล้ว พ่อรออยู่นะ รักลูกมากๆ”

            คืออะไร? ก็คือประโยคที่ทุกคนในโลกใบนี้ ที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ 2,000 กว่าล้านคนที่เป็น คริสเตียนผู้เชื่อแล้วนั้น ได้รับเสียงนี้จากพระเจ้า เมื่อวันที่เขาเปิดใจ ใช้วิญญาณเขาแสวงหาพระองค์ด้วยวิญญาณ เขาเจอแน่ มันเป็นของจริง พระเจ้าดีใจมาก รออยู่แล้วว่าทุกคนได้รับอย่างนี้เช่นเดียวกันหมด

            “กลับบ้านเถิดลูกเอ๋ย พ่อรักลูกมากนะ”

            การเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ หรือเรียกว่าพระเมสิยาห์ พระคริสต์เข้ามาในชีวิต ก็เหมือนกับการตัดสินใจกลับบ้านของพระบิดา คือสวรรคสถานนั่นเอง สวรรคสถานเป็นที่สำหรับมนุษย์อยู่อาศัยเท่านั้นไม่ได้เตรียมไว้ให้กับวิญญาณ หรืออะไรต่างๆ เหล่านั้นเลย แต่เตรียมไว้ให้กับมนุษย์บนโลกใบนี้เท่านั้น ลงมาตั้งอยู่ เพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะเข้าสู่สวรรค์ได้ และเมื่อถึงสวรรค์ เมื่อถึงบ้านแล้ว พระบิดาก็จะต้อนรับด้วยความตื่นเต้น  ด้วยความยินดี จัดงานเลี้ยงฉลองรับเรากลับมาเป็นลูก เป็นเจ้าของบ้านร่วมกับพระเยซูคริสต์ทันที รออยู่แล้วว่าท่านเปิดใจ แสวงหาเท่านั้นเอง อย่าใช้ความคิด อย่าใช้ความเข้าใจ บ้านก็คือสวรรค์ของพระบิดา เมื่อเป็นลูก อยู่ในบ้านของพระเจ้าแล้ว โดยพระคุณ ไม่ต้องทำอะไรเลยนะ พระคุณที่ได้ให้กำเนิด  รับเราเป็นลูก ด้วยท่าทีแห่งความรักของพระเจ้า รับเราเป็นลูกของพระองค์ ด้วยพระคุณ

            ในท่าทีแห่งความรัก ด้วยพระคุณของพระเจ้าอย่างนี้ เช่นเดียวกัน  ที่พระเจ้าจะใช้ความรักอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ของพระองค์ พอรับเราเป็นลูกแล้ว ก็จะฝึกสอนเราด้วยความรัก  แบบอากาเป้ แบบไม่มีเงื่อนไขอย่างนี้  ด้วยความทะนุถนอม เพื่อให้เราเริ่มต้นประพฤติตัวให้สมกับเป็นลูกของพระเจ้า อยู่ในบ้านนี้ โดยย้ำยืนยันกับลูกๆ บ่อยๆ ในวิญญาณข้างในว่า …

            “พ่อรักลูกมากนะ”

            นี่อยากจะให้ผู้ที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ที่วางใจในพระเยซูคริสต์ ได้บังเกิดใหม่แล้ว ได้ยินได้ฟังด้วย สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ กำลังแสวงหาอยู่ ถ้าท่านใช้จิตวิญญาณของท่านแสวงหา ท่านก็จะได้พบกับความจริงนี้ และท่านก็จะได้รับเสียงนี้จากพระเจ้า เช่นเดียวกัน เพราะท่านเป็นลูกแล้ว พระเจ้าก็จะบอกเรา บอกบ่อยๆ เลย ลูกของพระเจ้าทั้งหลาย คริสเตียนทั้งหลาย ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว พระเจ้าก็จะพูดกับเราบ่อยๆ ในจิตใจ ในวิญญาณของเรา ส่วนลึกๆ ว่า …

            “พ่อรักลูกมากนะ ไม่เป็นไรนะ พ่ออภัยให้เสมอ (เวลาเราทำอะไรผิดพลาดไป) ลูกบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อมเหมือนพ่อเลย อย่ากลัวเลย พ่ออยู่กับลูกเสมอ พ่อไม่เคยละลูก ทิ้งลูกให้อยู่ลำพังนะ  ไม่มีใครที่ไหนจะสามารถทำอันตราย ทำร้ายลูกได้เลย พ่อจะดูแลเอง พ่ออยู่กับเจ้า จงพัก หายเหนื่อยและเป็นสุข  สงบในสวรรค์ บ้านของเรานี้ ลูกจะอยู่กับพ่อตลอดไป ไม่ต้องกลัวว่าพ่อจะทิ้งเจ้าไปไหนเลยนะลูก จงมั่นใจในความรักของพ่อ”

            นี่แหละ มันจะเป็นอย่างนี้ตลอดเลย ใครมีหูจงฟังเถิด ใครมีตา จงมองให้เห็นเถิด พระวิญญาณของพระเจ้าตรัสดังนี้แหละ พ่อของเรารอคอยเรากลับบ้าน ถ้ากลับบ้านแล้ว พระองค์มีท่าทีกับเราอย่างนี้ อย่างที่ตะกี้นี้อ่านให้ฟัง อย่างนี้เลย ตามพระคัมภีร์เลย พระวิญญาณของพระเจ้าจึงบอกว่าใครมีหูจงฟังเถิด ใครมีตาจงมองให้เห็นเถิด ถ้าได้บังเกิดใหม่แล้ว วางใจในพระเยซูคริสต์ได้เข้าสู่สวรรค์แล้ว หูตาฝ่ายวิญญาณก็จะเปิดออกกว้างขึ้น ก็จะได้ยินเสียงเหล่านี้แหละ คือเสียงของพระเจ้า  ที่บอกมนุษย์ทั้งหลาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่เป็นมนุษย์ ที่ยังไม่ได้รู้จักพระองค์ พระองค์รอคอยท่านอยู่ มนุษย์ทั้งหลาย กลับบ้านเราเถิด พระเจ้ากำลังพูดกับท่านอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหลายกลับบ้านเราเถิด ประตูสวรรค์เปิดรอท่านอยู่ และพ่อแห่งฟ้าสวรรค์กำลังรอคอย ต้อนรับท่านอยู่ ด้วยความรัก ด้วยความตื่นเต้น ที่ได้พบกับท่าน และด้วยความยินดีที่จะฉลองเลี้ยงท่าน  เพราะท่านได้กลับมาสู่บ้านที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว คือสวรรคสถาน ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ก็เพียงแค่เปิดใจยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปเท่านั้น ท่านจะได้เข้าสู่สวรรค์ทันที

            ให้เราพูดพร้อมกันว่า … “ทันที ไม่ต้องรอเลย”

            ก็แสดงให้เห็นว่าเราสามารถพิสูจน์ได้ นี่แหละ คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์จริงๆ พิสูจน์ได้ทันที มันไม่ใช่ว่ารอพิสูจน์กันตอนตายไปแล้ว จึงจะรู้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า นั่นมันสายเกินไปแล้ว ผู้ที่เชื่อ มีความหวังใจ ในสวรรค์นั้น ก็คือผู้ที่เข้าสู่สวรรค์แล้วทันที โดยที่อยู่บนโลกใบนี้ ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ที่เขาอยู่ในสวรรค์แล้ว  และดำเนินต่อไป ร่างกายเดิมนี้ จนกระทั่งร่างกายเดิมนี้สูญสิ้น จบ หมด สลายไป วิญญาณออกจากร่าง ก็อยู่ในสวรรค์ที่เดิม  แต่ได้เปลี่ยนร่างกายใหม่ เป็นร่างกายสวรรค์ เป็นร่างกายที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ที่มิติฝ่ายวิญญาณ  ที่เห็นชัดเจน ไม่มีอะไรขวางกั้นเลย  เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เห็นตัวเองเต็มด้วยสง่าราศี เหมือนพระเจ้า นี่คือความจริงในโลกวิญญาณที่มนุษย์ไม่สามารถที่จะเข้าใจ ไม่สามารถคิดหาเหตุผลได้ แต่สามารถพิสูจน์ได้ พระคัมภีร์บอกว่าจงมาชิมพระเจ้าดูสิ แล้วท่านจะรู้ว่าพระองค์ทรงดี และดีงามที่สุด

            คำว่า “ชิมดู” คือให้มารู้จักพระเจ้าอยู่บนโลกใบนี้เลย แล้วท่านก็จะรู้ว่าพระเจ้าดี รู้เมื่อไร? รู้ตอนดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้เลย ไม่ใช่ว่ารอให้ตายไป จึงเห็นว่าพระเจ้าดี ไม่ใช่ ทุกสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทันที บนโลกใบนี้ ตอนที่ดำเนินชีวิตอยู่ แต่มันเกิดขึ้นในโลกวิญญาณเท่านั้น เพราะฉะนั้น ความจริงในโลกวิญญาณ ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจ ไม่สามารถคิดหาเหตุผลได้ คือพระเยซูคริสต์ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ศาสดาของศาสนาคริสต์ ตามที่เรามนุษย์คิดเท่านั้น  แต่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายทุกสิ่ง ทั้งที่มองเห็น คือในโลกวัตถุ และในโลกวิญญาณที่มองไม่เห็น ทรงมีฤทธานุภาพอำนาจปกครองสูงสุด ทั้ง 2 โลกเลย ทั้งโลกวิญญาณและโลกวัตถุ เพราะพระองค์เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ด้วยตัวของพระองค์เอง และพระองค์เอง ก็คือพระเยซูคริสต์ พระองค์เสด็จมาเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อจุดประสงค์เพียงสิ่งเดียว ก็คือช่วยเหลือมนุษย์ทุกคน ก็คือช่วยเหลือท่าน ที่เราได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐในวันนี้ ให้พ้นจากความพินาศในนรก หลังความตายนั่นเอง พ้นจากการถูกพิพากษาให้ตาย ซึ่งจะถูกสำเร็จโทษ หลังจากที่วิญญาณของท่านออกจากร่าง ก็คือหลังจากตายนั่นเอง ท่านจะได้ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ  และพระเจ้าพ่อในฟ้าสวรรค์ ก็ได้พยายามประกาศข่าวดีเรื่องนี้ ด้วยความขะมักเขม่น เพื่อข่าวดีนี้จะได้ไปถึงมนุษย์ทั้งปวง ให้รู้ความจริงในโลกวิญญาณ ก่อนที่จะตายจากโลกนี้ แล้วค่อยมาพบความจริงทีหลัง ซึ่งสายเกินไปแล้ว  พระองค์ต้องการให้เรารู้จักความจริงนี้ ก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป  เพราะว่าถ้าคอย จนพบความจริง หลังจากตายแล้ว ถึงรู้ความจริง ตอนนั้น มันก็สายไปแล้ว เพราะประตูสวรรค์จะปิดลง เหมือนกับประตูเรือโนอาห์ ที่พระเยซูคริสต์ยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพชัดเจนว่าพระองค์ทรงเตือนแล้วว่าวันหนึ่งจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ และคนก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ ฝนไม่เคยมีตกลงมาบนโลกใบนี้ ในสมัยนั้น แต่พระองค์บอกแล้วว่าน้ำจะท่วมโลก มนุษย์จะตายหมด ใครที่เชื่อฟังพระองค์เข้ามาสู่เรือโนอาห์ ก็จะได้รับความรอด คนที่ไม่เชื่อ ก็จะถูกน้ำท่วม กวาดไปหมด

            พระองค์ทรงยกตัวอย่างเรื่องนี้มาให้เห็นว่าในโลกวิญญาณ ในสมัยที่พระเยซูคริสต์มาก็เช่นเดียวกัน ถ้าท่านไม่เปิดใจ ไม่ค้นหาความจริงในเรื่องพระเยซูคริสต์นี้  และไม่ได้บังเกิดใหม่แล้ว จนถึงวันหนึ่ง เมื่อท่านจากโลกนี้ไปนั้น หมายถึงประตูสวรรค์ที่พระเยซูคริสต์เปิดไว้นั้น มันจะปิดลง ท่านไม่มีโอกาสเข้าไปอีกแล้ว เพราะท่านจะได้รับการพิพากษาลงโทษหลังความตาย ไปสู่ความพินาศอย่างแน่นอน ตามที่ได้ระบุไว้ในหนังสือกฎระเบียบของพระองค์ ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนี้ พระเจ้าอวยพรครับ

*****************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ความหวังที่จะได้เป็นขึ้นจากความตาย  คือความหวังจะได้สวมร่างกายใหม่  หลังจากที่กายฝ่ายโลกของเรานี้  สิ้นสุดลง

            ร่างกายของผู้เชื่อสะอาด  ได้รับการชำระล้างด้วยพระโลหิตของพระเยซู  เป็นที่สามารถรับได้ของพระเจ้าแล้ว  ไม่สกปรกโสโครกแล้ว เพราะบาปได้รับการอภัยแล้ว

            แต่เป็นร่างกายดินแบบโลก ที่ต้องเสื่อมโทรมและสูญสิ้นไป  เพราะถูกสาปแช่งไปแล้ว  จึงอ่อนแอ  สภาพเหมือนกับภาชนะดิน  ที่ไม่สามารถรองรับชีวิตแบบสวรรค์ได้  เป็นร่างกายแบบดิน  ที่ไม่สามารถเข้าสวรรค์หรือมีส่วนในอาณาจักรสวรรค์ของพระเจ้าได้

            เมื่อถึงเวลาจะเข้าไปอยู่ในสวรรค์  จึงต้องได้รับร่างกายใหม่  ซึ่งพระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว  เป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูตอนเป็นขึ้นจากความตาย  เป็นร่างกายแบบสวรรค์  ร่างกายดินที่ต้องตาย  ที่สามารถตายได้  ต้องเปลี่ยนเป็นร่างกายที่ไม่สามารถตายได้  เป็นร่างกายอมตะ  ที่เป็นนิรันดร์เรียกว่าร่างกายสวรรค์

            ร่างกายดินแบบโลก  ที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกในขณะนี้นั้นทุกส่วน คือตา  หู  จมูก  ลิ้นกาย  ความคิดจิตใจ  สมอง  ได้รับการชำระให้สะอาด  เป็นที่ยอมรับได้ของพระเจ้าแล้ว  แต่ความคิดจิตใจ  และสมอง ยังมีข้อมูล  กับความเคยชินในชีวิตเดิมอยู่  และยังสามารถได้รับอิทธิพลจากภายนอก  คือระบบของโลกนี้  ซึ่งครอบครองโดยบาป  คอยล่อลวงให้ทำบาปเหมือนชีวิตเดิม  ซึ่งเป็นการต่อต้านพระเจ้าที่อยู่ในใจเรา  อิทธิพลของโลกแห่งความบาปนี้  มันไม่ใช่ตัวเรา  ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา  แต่เป็นพลังอิทธิพลแห่งความบาปและความตาย  ซึ่งสามารถเข้ามาล่อลวงกระตุ้น ให้สมองและความคิดของเราเชื่อฟังมันได้  มันเหมือนพยาธิ  ปรสิตที่แอบซ่อนอยู่ในร่างกาย

            ความหวังที่จะได้เป็นขึ้นจากความตาย  หมายถึงการได้รับกายใหม่  หลังจากที่กายฝ่ายโลกของเรานี้   เสื่อมสลายลง ซึ่งพระคัมภีร์เรียก “กายใหม่” นี้ว่า  “กายสวรรค์”

            1 โครินธ์ 15:40 …  “กายก็มีทั้งแบบสวรรค์  และแบบฝ่ายโลกเช่นกัน  แต่สง่าราศีของกายแบบสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง  และสง่าราศีของกายแบบฝ่ายโลกก็อีกอย่างหนึ่ง”

            การได้รับกายใหม่  คือกายสวรรค์  หลังจากที่กายแบบโลกของเราเสื่อมสลายลง  (ตาย) ก็คือการได้รับชีวิตนิรันดร์  ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ (แบบ Full Option) ตรงนี้แหละ  คือสิ่งที่เรายังไม่มี   และเป็นความหวัง  ที่พวกเรารอคอยด้วยความอดทน  พระเจ้าอวยพรครับ