วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1425

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  16  กรกฎาคม  2023

เรื่อง “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15”

“พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?” ตอน 5

โดย นคร  เวชสุภาพร

            “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15” พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?”  มาตอนที่ 5 แล้ว เรารู้แล้วว่าพระเยซูกำลังพูดกับคนยิว ชนชาติยิว ที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ที่พูด เพราะไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้บังเกิดใหม่ เป็นคริสเตียนเลยในขณะนั้น สักคนเลย เพราะว่าพระเยซูยังไม่ได้ถูกตรึงบนไม้กางเขน ยังไม่ได้หลั่งพระโลหิต สิ้นพระชนม์ และยังไม่ได้เป็นขึ้นจากความตาย งานของพระองค์ยังไม่สำเร็จเลย

            พระเจ้าได้เลือกชนชาติยิว พวกแรกจากมวลมนุษย์ ที่จะติดต่อกับพระองค์ เพื่อแผนการที่พระองค์วางไว้ เพื่อไถ่มวลมนุษย์ทั้งหมดเลย ทั้งยิวและไม่ใช่ยิว ซึ่งคนที่ไม่ใช่ยิว คนยิวเขาเรียกเราว่าคนต่างชาติ ไถ่ทั้งคนยิวและคนต่างชาติ

            พระเจ้ามองลงมา มนุษย์มีอยู่แค่ 2 พันธุ์เท่านั้นเอง จริงๆ พันธุ์เดียวเท่านั้นแหละ แต่มีอยู่ 2 พวก คือพวกยิวกับพวกต่างชาติ  นี่พระองค์มองมาในโลกวิญญาณ  มีอยู่แค่นี้เอง เป็นมนุษย์เหมือนกันหมด แต่พวกหนึ่งพระองค์เรียกว่าพวกยิว อีกพวกหนึ่งเรียกว่าพวกต่างชาติ จะได้จำแม่นๆ นี่คือพื้นฐาน

            พระองค์ทรงวางแผนการ เพื่อจะช่วยมนุษย์ทั้งหมดให้รอด ก็มีพวกยิว พวกต่างชาติ รอดจากอะไร? รอดจากโทษของความบาป ซึ่งพระองค์ก็เลยประทานบทบัญญัติให้กับชาวยิวถือปฏิบัติตาม เป็นพันธสัญญาแรกก่อน ชาวต่างชาติยังไม่ต้องรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งเราเรียกกันว่าพันธสัญญาเดิม และสัญญากับชาวยิวว่าให้รอ พระองค์จะกระทำพันธสัญญาใหม่ให้ บอกกับชาวยิวว่าให้รอ

            พันธสัญญาใหม่ที่พระองค์บอกให้รอนั้น ก็คือรอพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ พระเมษโปดกของพระเจ้า ที่จะมาไถ่มนุษย์ทั้งปวงนั่นเอง สัญญาให้กับชาวยิว แล้วพระองค์ก็ทำตามสัญญาจริงๆ คือพระเยซูมาบังเกิดจริงๆ เลย ซึ่งเรากำลังเรียนอยู่นี้ พระเยซูกำลังประกาศอยู่นี้

            พระเยซูมา เพื่อประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า และนำของขวัญ คือสวรรค์มาให้กับมนุษย์ทุกคน พระองค์มาประกาศบอกว่าที่พระเจ้าสัญญาไว้ นี่เรามาแล้ว มาเพื่อประกาศ พระเยซูไม่ได้มาสอน ให้คนพยายามทำดี ไม่ได้มาสอนให้ชาวยิวในขณะนั้นทำดี แล้วก็ไม่ได้มาสอนให้มวลมนุษย์ทั้งหมดทำดี เดี๋ยวลองฟังต่อไป ไม่ได้มาบอกให้ชาวยิวว่าพยายามทำดีให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ให้สุดความสามารถเลย แล้วพระเจ้าจะได้เห็นใจ สามารถเข้าสวรรค์ได้ ซึ่งหลายคนคิดเช่นนั้น หลายคน คือทั้งชาวยิวและไม่ใช่ยิว หลายคนก็คิดเช่นนั้นว่าพระเจ้าคงจะทำอย่างนี้มั้ง  แต่พระองค์ไม่ได้มาทำอย่างนั้นเลย เพราะว่าพระองค์มาประกาศ และบอกชาวยิวว่า …

            พระองค์บอกกับชาวยิวอย่างนี้ อาหารที่เป็นมลทิน กินเข้าไป แล้วก็ถ่ายออกมา ไม่เป็นอันตรายหรอก แต่ว่า …

            “แต่พิษจากความบาปและความตาย จากในวิญญาณ ที่เป็นคนบาปและอยู่ในความตาย ในฝ่ายวิญญาณส่งให้ถึงพินาศนิรันดร์ในนรก”

            นี่พระองค์ชี้อย่างนี้แหละ อย่างนี้เรียกว่าสอนหรือประกาศ  ท่านคิดเอาเองก็แล้วกันว่าสอนศีลธรรมหรือประกาศ กำลังชี้ให้เขาเห็นว่าเขาทำไม่ได้  เขาจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้า พิษจากความบาปและความตายจากวิญญาณ ที่เป็นอยู่ข้างในท่านมันอันตรายมาก ท่านรักษาตัวท่านเองไม่ได้หรอก พิษตัวนี้จะทำให้ท่านตาย พินาศในนรกนิรันดร์

            นี่คือส่วนหนึ่งในการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซู พระองค์ทรงยกตัวอย่างอย่างนี้เสมอๆ เพื่อชี้ให้เห็นถึงว่าในใจ ในวิญญาณของเขา เป็นหรือมีสภาพเช่นไร? มันสกปรกอยู่ มันเป็นคนบาปและคนตาย มันสกปรก โสโครก เรียกว่าตายทั้งวิญญาณและจิตใจ ช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นคนป่วยหนัก

            พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด จากความพินาศ เนื่องจากความบาป  ไม่ใช่เป็นพระผู้สอนบทบัญญัติ หรือศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม  และจำเป็นมาก สำหรับการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้เท่านั้น  เน้นตรงนี้ให้อีกที เพราะว่าบางท่านไม่เข้าใจตรงนี้ นึกว่าพระเยซูไม่ได้มาสอนศีลธรรมหรอก ใช่ แล้วทำไมพระองค์ไม่มาสอนบทบัญญัติ ศีลธรรม พระองค์บอกว่ามันเป็นสิ่งดีงามและจำเป็นในชีวิต  แต่จำเป็นในชีวิตบนโลกใบนี้เท่านั้น มันทำให้เกิดความเสียหาย  หรือเกิดความดีงาม เฉพาะการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ที่จับต้องมองเห็นได้เท่านั้น  แต่ไม่สามารถทำให้ผู้ใดบริสุทธิ์ ดีพร้อม และเกิดผลในโลกวิญญาณ  คือเข้าไปอยู่ในสวรรคสถานได้หลังความตายเลยสักคนหนึ่ง

            เห็นไหม? ไม่ใช่บอกว่าอย่าทำ แต่กำลังบอกว่าอะไรสำคัญกว่า แล้วพระองค์ก็ชี้ให้เห็นว่าเขาจะอยู่ในสวรรค์หลังความตายได้ ต้องพึ่งพา วางใจในพระองค์เอง พระองค์เป็นพระเจ้า พระเมสิยาห์ ที่พระเจ้าได้จัดเตรียมไว้ให้กับท่าน  ที่สัญญาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษ มีทางเดียวเท่านั้น ที่ท่านจะไปสวรรค์ได้ คือมาทางเราเท่านั้น เพราะว่าวิญญาณของท่านและมนุษย์ทุกคนอยู่ในความตาย ความบาป  ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้หรอก ท่านตายอยู่ ท่านจะช่วยเหลือตัวเองได้อย่างไร? ลองคิดตามเหตุผลก็ได้

            อย่างเช่นที่ผมยกตัวอย่างอยู่บ่อยๆ คนหัวใจวาย ช็อคตายไปแล้ว  แล้วเราเอาหนังสือทางด้านสุขภาพ เอา 5 วิธีการในการรักษาหัวใจให้แข็งแรง จะได้ไม่ช็อคตาย มันมีประโยชน์อะไรสำหรับเขา มันมีประโยชน์ตอนเขามีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้วิญญาณเขาตายอยู่ สิ่งที่เขาต้องการ คือเขาต้องการคนมาช่วย  อัศจรรย์ ชุบชีวิตให้เขาเป็นขึ้นมาใหม่  พอเป็นขึ้นมาแล้ว มาสอนเขาทีหลังว่า …

            “ต่อไปนี้นะ ออกกำลังกาย อย่ากินอาหารมันๆ เยอะเกินไป อย่ากินหวานเยอะเกินไปนะ เดี๋ยวเป็นโรคหัวใจ  อย่าคิดมาก อย่าเครียดนะ”

            เขาก็เริ่ม … “ทำอย่างนี้จะได้แข็งแรงเหรอ”

            สิ่งที่เร่งด่วน ก็คือชุบชีวิตให้คนนั้นเป็นขึ้นจากความตายก่อน แล้วค่อยๆ ฝึกสอน ให้เขาทำทีหลัง นั่นแหละ คือสิ่งที่พระเยซูกำลังทำอยู่ 3 ปี ประกาศให้กับชาวยิว

            อีกตัวอย่างหนึ่งที่ยืนยันว่าพระองค์พูดกับชาวยิวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา ที่เป็นชาวต่างชาติเลย ในบริบทนี้นะ ในช่วง 3 ปีก่อนถูกตรึง 3 ปีที่เดินประกาศ พูดกับชาวยิวเท่านั้น ย้ำอีกทีหนึ่ง ยังไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเราที่เป็นพวกต่างชาติ ที่ไม่ใช่ยิวเลย ดูในลูกา 4:16-21 ที่ผมยกมาเป็นตัวอย่างอีกหนึ่งอัน ในสัปดาห์นี้ …

        ลูกา 4:16-21 “16 แล้วพระองค์ (พระเยซูคริสต์) เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ ที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตเช่นเคย และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม 17 เขาจึงส่งคัมภีร์อิสยาห์ ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก ก็ทรงพบข้อที่เขียนไว้ว่า 18 “พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่พวกเชลย ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ 19 และประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า” แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่ 20 แล้วประทับลง และตาของทุกคนที่อยู่ในธรรมศาลาก็จ้องดูพระองค์ 21 พระองค์จึงเริ่มต้นตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “พระคัมภีร์ตอนนี้ที่พวกท่านได้ยินกับหู ก็สำเร็จแล้วในวันนี้

            เห็นไหมครับ? พระองค์มาประกาศปีแห่งความโปรดปราน พระองค์มาประกาศว่าที่พระเจ้าสัญญาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษนั้น มาแล้วตอนนี้ สำเร็จแล้ว มาวางใจในเรา ไม่ได้มาสอน  มาเพื่อประกาศข่าวดี  เพื่อจะบอกทาง ชี้ทางให้เขาได้มีโอกาสเข้าสู่สวรรค์ได้ โดยได้รับการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ  เป็นคนดีจริงๆ  ข้างในวิญญาณ ไม่ใช่เป็นคนทำดี  แล้ววิญญาณสกปรก ไม่ใช่เป็นคนทำดี แต่ข้างนอก แต่ข้างในเป็นหลุมศพ  ไม่ใช่ข้างนอกฉาบด้วยปูนขาว แล้วข้างในเป็นหลุมศพ  เหม็นมาก ไม่ใช่ข้างนอกทำดี ข้างในเป็นคนบาป ช่วยอะไรไม่ได้ อย่างนี้มากกว่า พระองค์จึงไม่ได้สอน ไม่ว่าจะเป็นคนยิวหรือคนต่างชาติ ก็ตาม ทีหลังนะ ให้ทำดีตามศีลธรรม พระองค์มาชี้ให้เขา บอกทางให้เขาว่าเขาจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร?  ประกาศความโปรดปรานของพระเจ้า ความโปรดปราน แปลว่าประกาศทางของพระเจ้า ให้ฟรีๆ พระองค์มาทำหน้าที่นี้ คือประกาศให้มารับของขวัญ คือสวรรค์จากพระเจ้า มาประกาศตรงนี้

            แล้วก็รู้ว่าก่อนหน้านี้  เขาดำเนินชีวิตกันอย่างไร? มนุษย์อยากจะไปสวรรค์ด้วยวิธีใด? ด้วยวิธีการพึ่งพาตนเอง ก็เลยบอกเขาว่าให้มารับของขวัญ จากพระเจ้าฟรีๆ โดยการวางใจในพระองค์ และก่อนที่จะมารับ ให้เลิกพึ่งการกระทำดีของตน และหันมาพึงพระองค์ พระเมสิยาห์ ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้เท่านั้น  เลิกพึ่งความพยายามกระทำดีของตน

            ทุกคนก็ “โอ้โห! สอนอย่างนี้ ก็ไม่ถูกศีลธรรม”

            เดี๋ยวก่อน ฟังให้จบ  พวกชาวยิว ตอนสมัยที่ฟังพระเยซูตรงนี้ ก็ฟังไม่จบ  แล้วก็ไปกล่าวหาพระเยซู พวกเราวันนี้ ก็อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย  อย่าเพิ่งกล่าวหาผมว่าผมพูดอะไรเนี้ย ไม่ต้องพยายามทำดีหรือ? ตั้งใจฟังให้ดีๆ พระองค์กำลังจะบอกว่าให้เลิกพึ่งการพยายามทำความดีของตน ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกพยายามกระทำดีของตน นิดเดียว  ไม่ได้เลิกพยายามทำดี  พยายามทำดี มันดีอยู่แล้ว  แต่เลิกพยายามทำดี  พึ่งในความดีนั้น เพื่อจะไปสวรรค์ อันนี้ต้องเลิก ไม่อย่างนั้น  ไม่ได้อยู่ในสวรรค์แน่

            พยายามกระทำดีของตน เลิกซะ ทุกคนก็ตกใจ เลิกกระทำดี เพื่อ … ตรงนี้แหละสำคัญ ทำดีนั้น จะทำให้เราไปสวรรค์ ไม่ได้ไปแน่ ให้เลิกคิด  มันหมายถึงตรงนี้  แต่พยายามทำให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ได้เกิดใหม่ เป็นเหมือนพลเมืองของสวรรค์ ที่เป็นลูกของพระเจ้า ที่บริสุทธิ์  ชอบธรรม ดีพร้อมแล้ว ด้วยการวางใจในพระเมสิยาห์  พระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสต์ต่างหาก

            นี่คือบทสรุปของพระเยซูคริสต์ พูดให้ฟังว่าเลิกกระทำดี  เพื่อจะพึ่งในความดีของตนเอง แล้วก็จะไปสวรรค์ เพราะการกระทำดี มันไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น มาพึ่งพระเจ้า พึ่งพระองค์ พระเมสิยาห์ พระเยซูคริสต์ไถ่บาปให้ท่าน แล้วท่านจะได้รอด ไปสวรรค์ พอไปสวรรค์ อยู่ในสวรรค์ได้แล้ว เป็นลูกของพระเจ้าได้แล้ว ท่านก็กลับมาพยายามกระทำดีมากๆ  ให้สมกับเป็นลูกพระเจ้า  แล้วมีพลังการกระทำดีอยู่ในตัว เป็นธรรมชาติ อยู่ในตัวที่เป็นลูกพระเจ้านั่นเอง เลิกล้มการพยายามกระทำดี เพื่อไปสวรรค์

            ชาวยิวที่ได้ฟัง ที่เคร่งศาสนา รักษาบัญญัติ กระทำดี มีศีลธรรม ก็ลุกขึ้นมาด้วยความเย่อหยิ่งเลย กล่าวหาพระเยซู แน่นอน เพราะตัวเองทำอยู่ หาว่าพระเยซูมาต่อต้านการกระทำดีของเขา ไม่เข้าใจความหมาย เป้าหมายที่พระองค์ต้องการสื่อให้เขาได้เห็น และเข้าใจว่าอย่ายึดถือความดีนั้น  ให้กระทำดีนั่นแหละดีแล้ว  แต่มันไม่สามารถช่วยท่านไปสวรรค์ได้หรอก คุ้นๆ ไหม?

            นี่ 2,000 ปีแล้วนะ  ที่พระเยซูเดินอยู่บนโลกใบนี้  แล้วทุกวันนี้ พวกเราคริสเตียน  พระวิญญาณนำเรา บอกเราเป็นอย่างนี้ แล้วคนไม่เข้าใจ ก็จะกล่าวหาเราอย่างนี้เหมือนกัน  ไม่ต่างกัน  พระเยซูบอกว่า …

            “อย่ายึดถือความดีตรงนั้น  เธอทำความดีตรงนั้นแหละดีแล้ว  แต่ให้แสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์เสียก่อน”

            เห็นไหม? ท่านทำดีอย่างนั้น ดีแล้ว ถูกแล้ว เราต้องทำดี  เพราะเราเป็นลูกพระเจ้า ให้เป็นลูกพระเจ้าเสียก่อน  เข้าสวรรค์ได้เสียก่อน  ให้หาสวรรค์ให้เจอเสียก่อน  เข้าสวรรค์ด้วยวิธีการผ่านทางความเชื่อในพระบุตร  คือวางใจในพระองค์ ที่เป็นพระเมสิยาห์ ที่พระเจ้าส่งมาเกิดตามสัญญา เดินอยู่ตรงนี้แล้ว …

            “เชื่อเราสิๆ ด้วยความรักทั้งสิ้นเลย”

            ผมมั่นใจ 100% เลย ด้วยความรักที่พระเยซูพูดต่างๆ เหล่านี้ ไม่ได้พูดเพื่อประชด แต่เพื่อชี้ให้มนุษย์ โดยเฉพาะช่วงนั้น ชาวยิวได้เห็นถึงความเป็นจริงว่าเป็นอย่างนี้

            เรากลับมาภาพเมื่อตะกี้นี้ที่พระองค์ประกาศปีแห่งความโปรดปราน ในหนังสือลูกา ที่เราอ่านว่ามันหมายความว่าอย่างไร?  ในช่วง 3 ปีนั้น  พระองค์จะทำอย่างนี้ตลอด  ประกาศเรื่องนี้ตลอด

            ลูกา 4:16 “แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ ที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น” คือมาที่บ้านเกิดของตนเอง มาทำอะไร? มาประกาศให้ญาติๆ ได้รู้ถึงข่าวดีนี้  ข่าวดีต้องไม่เหมือนเดิมแน่ อันเดิม คือท่านต้องทำด้วยตนเอง  ข่าวดีนี้ท่านไม่ต้องทำแล้ว  มาวางใจในเรา

            “พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลา ในวันสะบาโตเช่นเคย ยืนขึ้นอ่านพระธรรม อ่านถ้อยคำตรงนี้” ก็คือถ้อยคำในพระคัมภีร์เดิม  ที่เราบอกว่าเดิม แต่ในสมัยนั้น คนยิวเขาบอกอ่านพระคัมภีร์เฉยๆ  อ่านพระคัมภีร์ที่พระเจ้าให้ยึดถือมาตลอด คือบัญญัติโมเสส พระคัมภีร์เขียนถึงอะไร? เขียนถึงพันธสัญญาว่าพระเจ้าให้พระบัญญัติอย่างนี้ แล้วพระเจ้าสัญญาว่าๆๆๆๆ สัญญาว่าจะทำพันธสัญญาใหม่ จะส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาช่วย พระเมสิยาห์ พระคริสต์ลงมาช่วย แล้วพระองค์ก็หยิบหนังสือพระคัมภีร์ พระบัญญัตินั้นขึ้นมา แล้วก็อ่านอิสยาห์ บทที่ 61 ก็คือผู้เผยพระวจนะ ในสมัยอดีต ก่อนที่พระเยซูจะอ่าน 600 ปี จริงๆ พระคัมภีร์เดิมก็พูดถึงเรื่องที่พระเยซูจะมาเกิด เป็นพันธสัญญา ตลอดเลย นี่คือหนึ่งในจำนวนนั้น

            นี่เขียนไว้ สัญญาว่าพระเมสิยาห์จะมา พระผู้ช่วยให้รอด สัญญาไว้ มาแน่นอน สรุปให้ฟังสั้นๆ ตอนนี้มาแล้ว อยู่ที่นี่แล้ว สำเร็จแล้ววันนี้ เราคือผู้นั้น  แล้วเกิดอะไรขึ้น รับไม่ได้ ญาติๆ คนใกล้ชิดทั้งนั้น รับไม่ได้ เพราะว่าเห็นพระเยซูตั้งแต่เด็ก วิ่งเล่น เป็นช่างไม้ 30 ปีไม่ได้ทำอะไร เชื่อไม่ได้ว่าพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพราะฉะนั้น อย่างที่บอกแหละว่าดูถูกพระเยซู

            ที่ผมยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างนี้ ก็เพื่อให้ท่านเห็นว่าสิ่งที่พระเยซูทำ พูด เป็นภาพพระเยซูกำลังพูด คลุกคลี ประกาศข่าวดี ชี้ให้เห็นถึงทางรอด ไปสวรรค์ ให้กับชาวยิวเท่านั้น ซึ่งเรื่องที่พูดทั้งหมด เกี่ยวกับเรื่องโลกวิญญาณทั้งสิ้น ทั้งหมดเลย อย่างเช่น ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า

            ปีแห่งความโปรดปราน ภาษาเดิมตรงนี้ คือปีแห่งการนิรโทษกรรมเผยพระวจนะมา 600 ปีแล้ว ในข้อความนี้ว่าปีแห่งการนิรโทษกรรม คือปีที่พระเจ้าจะส่งพระเมสิยาห์ มาเกิดเป็นมนุษย์ มาปลดปล่อยมนุษย์ แจกฟรี เรารู้ใช่ไหม? นิรโทษกรรม คือใครทำผิดอะไรมา ยกให้หมดเลย  เป็นพระคุณ ประกาศพระคุณนั่นแหละ โดยพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ นี่คือหัวใจ เห็นภาพเลยว่าพระองค์มาประกาศ

            มาประกาศให้พี่น้องชาวยิวได้เชื่อ แล้วกลับใจใหม่ซะ เลิกพึ่งพาการกระทำของตนเอง แล้วกลับใจมาวางใจในพระองค์ ง่ายๆ อย่างนี้ มันไม่ได้เกี่ยวกับพวกเราที่เป็นคนต่างชาติ ที่ไม่ใช่ยิวเลย นึกภาพนะ นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำตลอด 3 ปีก่อนที่จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน ก่อนที่จะเป็นขึ้นจากความตาย  ทำงาน การไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์สำเร็จ

            เห็นชัดไหมครับว่าพวกเราที่เป็นคนต่างชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพันธสัญญาเดิมนี้เลย ที่พระเยซูยกตัวอย่าง อ่านให้เขาฟังนี้ เสร็จแล้ว ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า พระองค์สัญญากับชาวยิว ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา ซึ่งมีผลกับเราด้วยก็จริง แต่ไม่ได้เกี่ยวกับเราในหนังสือที่บันทึกเอาไว้นี้เลย

            ท่านลองคิดดูสิ ถ้าท่านฟังดู แล้วเอามาเป็นของตัวเอง ท่านจะรู้เรื่องได้อย่างไร?  เราเป็นคนต่างชาติ เราไม่รู้ว่าธรรมศาลาคืออะไร? วันสะบาโตคืออะไร? ใครคืออิสยาห์? ที่พระเยซูพูด แต่พวกชาวยิวเขารู้หมด  เขารู้ตั้งแต่เล็กๆ แล้ว วันสะบาโต คือวันเสาร์ ต้องเข้าธรรมศาลา คือสถานที่ที่จะมาเรียนถ้อยคำพระเจ้า เหมือนเราเข้าโบสถ์ แต่สำหรับชาวยิว โดยเฉพาะ คนไม่ยิว ไม่รู้เรื่อง ยิ่งบอกว่าหนังสืออิสยาห์บันทึกไว้อย่างนี้ ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลย อิสยาห์คือใคร? เพราะฉะนั้น มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย เราเป็นคนต่างชาติ ไม่รู้จักกับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่เขากำลังพูดถึง ไม่เข้าใจถึงพันธสัญญาเดิมที่เขาทำกันไว้กับชาวยิว เราเป็นคนต่างชาติที่ยังอยู่ในความเชื่อเดิมๆ ของเรา ในศาสนา ในรูปเคารพต่างๆ ในความเชื่อแบบเทพ แบบผีสางนางไม้ เยอะแยะไปหมด ชาวยิวเขาเรียกพวกเราว่าคนต่างชาติ พวกป่าเถื่อน ไม่ศิวิไลซ์ ไม่รู้จักพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เพียงพระองค์เดียว ผู้ที่มีชีวิตอยู่ ที่ดูแลทุกอย่าง เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายที่มองเห็น เขาบอกพวกเราเป็นคนตาบอด พวกนอกสวรรค์ พูดง่ายๆ เขานึกว่าเขาอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า อยู่ใกล้ชิดพระเจ้า เขาสูงกว่าเราเยอะมาก เขาไม่คบกับเราด้วยซ้ำไป  พวกเราเป็นมลทิน เห็นไหม? เขากำลังคุยกับชาวยิว เราไปแอบอ่านของเขา แล้วเราเอามาใช้กับตัวเราเอง ก็หนักสิ

            คราวนี้เราลองมาดูถ้อยคำแห่งความจริงที่พระเยซูพูดกับคนต่างชาติ ท่านอาจจะสงสัย มีด้วยเหรอ พระเยซูพูดกับคนต่างชาติ ก็บอกแล้วไงว่าพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย แล้วก็ข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์มาไถ่บาปมนุษย์ ได้ถูกประกาศให้กับคนต่างชาติ คนต่างชาติได้มาเชื่อในพระเยซู แล้วได้บังเกิดใหม่ พอบังเกิดใหม่แล้ว วิญญาณเขาสะอาดหมดจดแล้ว พระเจ้าก็เข้ามาสถิตอยู่ในตัวเขา พระวิญญาณของพระคริสต์ก็สถิตอยู่ในตัวเขา พระเยซูคริสต์ก็สถิตอยู่ในตัวเขา เวลาจะประกาศ จะพูดเรื่องถ้อยคำพระเจ้าใครพูด? พระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระคริสต์เป็นผู้พูดผ่านทางคนๆ นั้นที่เชื่อ ดูสิว่าพระเยซูคริสต์พูดอะไรกับเรา เราซึ่งเป็นคนต่างชาติ ที่ไม่ใช่ยิว ที่กลับใจมาพึ่งพระองค์แล้ว เป็นคริสเตียนที่เกิดใหม่แล้ว เห็นไหม มันต่างกันนะ ตะกี้พูดกับชาวยิวยังไม่เกิดใหม่เลย ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน แต่ตอนนี้พูดกับเราที่เป็นคนต่างชาติ ที่เป็นคริสเตียนแล้ว มาดูข้อมูล ดูหลักฐาน คำพูด สื่อให้เราได้เห็น  แตกต่างกับเมื่อตะกี้นี้ ฟ้ากับเหวเลย แต่เป็นเรื่องเดียวกันทางโลกฝ่ายวิญญาณ คือเรื่องของการได้เข้าสวรรค์ โดยพระคุณ ด้วยข่าวดีของพระเจ้าเท่านั้น เอเฟซัส 2:11-19 …

        เอเฟซัส 2:11-19 “11 เหตุฉะนั้น ท่านจงระลึกว่าแต่ก่อน ท่านเป็นคนต่างชาติ คือไม่ใช่ชาวยิวโดยกำเนิด และบรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่า “พวกที่เข้าสุหนัต” (ซึ่งกระทำทางกายด้วยมือมนุษย์) (คือชาวยิว) เรียกท่านว่า “พวกไม่เข้าสุหนัต” 12 จงระลึกว่าตอนนั้น ท่านได้ถูกแยกจากพระคริสต์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระองค์ ไม่ได้เป็นพลเมืองยิว และเป็นคนต่างด้าว อยู่นอกพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวัง และอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า 13 แต่บัดนี้ ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกลพระเจ้า ได้ถูกนำเข้ามาใกล้แล้ว โดยพระโลหิตของพระคริสต์ 14 เพราะพระองค์เอง ทรงเป็นสันติสุขของเรา ผู้ทรงทำให้เราสองพวก คือพวกยิวและพวกคนต่างชาติ ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นร่างกายเดียว และทรงทำลายสิ่งกีดขวาง คือกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กีดกั้นลง 15 โดยทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิว (ในพันธสัญญาเดิม) ซึ่งประกอบด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ ด้วยพระกายของพระองค์(พระเยซูคริสต์) จุดประสงค์ของพระองค์ ก็เพื่อยุบสองพวกสองฝ่าย และสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ (พระเยซูคริสต์) เช่นนี้แหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข 16 และในกายเดียวนี้ ทั้งสองพวกจึงกลับคืนดีกับพระเจ้า โดยไม้กางเขน ซึ่งพระองค์ทรงใช้ทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดสิ้นไป 17 พระองค์เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ไกล (หมายถึงพวกต่างชาติ) และสันติสุขแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ (หมายถึงพวกยิว) 18 เพราะโดยพระองค์ เราทั้งสองพวก สามารถเข้าถึงพระบิดา โดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน 19 ดังนั้น ท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวแปลกถิ่นอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้า และเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า”

            นี่พระองค์ก็กำลังพูดถึงโลกฝ่ายวิญญาณ เหมือนกัน เหมือนกับตะกี้นี้ ที่พูดตอนเดินอยู่บนโลกใบนี้ ก่อนจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน ตอนนี้หลังตรึงแล้ว ก็พูดเหมือนกัน อย่างที่ผมบอกว่าเรื่องข่าวดีของพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณ ตั้งแต่หน้าแรก ถ้อยคำแรก จนถึงถ้อยคำสุดท้ายของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น

            ข้อ 11-12 บอกว่า “เหตุฉะนั้น ท่านจงระลึกว่าแต่ก่อนนี้ท่านเป็นคนต่างชาติ” เห็นไหมครับ เรารู้แล้ว ผมปูพื้นให้ท่าน เข้าใจตรงนี้แล้ว

            “ท่านเป็นคนต่างชาติ คือไม่ใช่ยิวโดยกำเนิด และบรรดาผู้ที่เรียกตนเองว่า “พวกที่เข้าสุหนัต” ซึ่งกระทำทางกายด้วยมือมนุษย์ ก็คือชาวยิว ชาวยิวเขาทำพันธสัญญากับพระเจ้า สมัยโน้น ก่อนที่พระเยซูจะมาเกิด โดยการเข้าสุหนัต

            “พวกยิวเรียกท่านว่า “พวกไม่เข้าสุหนัต” ก็คือพวกที่อยู่นอกพันธสัญญา  สัญลักษณ์ของพันธสัญญาเดิมกับยิว พระเจ้าให้ทำ คือการขลิบปลายอวัยวะเพศชาย ซึ่งต่างชาติไม่เกี่ยว ก็เลยเรียกต่างชาติว่าคนนอกพันธสัญญา คือไม่มีพระเจ้านั่นเอง

            “จงระลึกว่าตอนนั้น ท่านได้ถูกแยกจากพระคริสต์” ไม่อยู่ในพันธสัญญา ก็คือแยกออกมา ไม่มีการสามัคคีธรรม ไม่มีการติดต่อกันกับพระเจ้า สรุป ตอนนั้นท่านไม่รู้จักพระเจ้า ท่านถูกแยกออกจากพระคริสต์ เห็นหรือเปล่า ใช้คำว่าพระคริสต์เลย ก็แสดงว่าตอนนั้น พระคริสต์ก็สำแดง หรือว่าทำการงานอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะเรียกว่าพระคริสต์ หรือพระวิญญาณ เผยพระวจนะ หรือพระเจ้าพระบิดา  พระองค์กระทำการงานร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน  แยกกันทำงานตามหน้าที่ ลักษณะการงานต่างกัน  เห็นไหมครับ?

            “ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระองค์ ไม่ได้เป็นพลเมืองยิว” เห็นหรือยัง? ไม่ได้เป็นประชาชนยิว

            “และเป็นคนต่างด้าว อยู่นอกพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ไม่มีความหวัง” เพราะพระเจ้าไม่ได้สัญญาอะไรกับเรา  แต่ชาวยิว พระเจ้าสัญญาว่าเดี๋ยวจะมีพระคัมภีร์ใหม่ พระเจ้าจะส่งพระเมสิยาห์มาช่วย เห็นไหม และขณะเดียวกัน พระเจ้าไม่สถิตอยู่กับเขาด้วย อยู่ที่โฮลี่ ออฟ โฮลี่ส์ อยู่ที่อภิสุทธิสถาน  พลับพลาที่โมเสสสร้างขึ้น เป็นวิหารของพระองค์อยู่บนโลก ในขณะนั้น พวกต่างชาติเหล่านั้น ในนี้บอกว่า …

            “และอยู่ในโลกโดยปราศจากพระเจ้า” ชัดหรือยัง? ปราศจากพระเจ้า ไม่รู้จักพระเจ้าเลย  แต่พวกชาวยิวเขารู้จัก

            ข้อ 13 “แต่บัดนี้” บัดนี้ คือตอนนี้ ตอนที่หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตายแล้ว หลังจากนั้นแล้ว แล้วเราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอดเช่นเดียวกันแล้ว บัดนี้ ก็คือหลังจากเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว ตั้งแต่บัดนี้ ในพระเยซูคริสต์ แสดงว่าเปิดใจต้อนรับพระเยซูปุ๊บ เราเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์เลย

            “แต่บัดนี้ ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกลพระเจ้า ได้ถูกนำเข้ามาใกล้แล้ว โดยพระโลหิตของพระคริสต์” ก็คือแต่ก่อนนี้ เราไม่รู้จักพระเจ้า อยู่ไกลมากเลย  ไกลสุดเลย ไม่รู้จักพระเจ้าที่เป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว ที่สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย บัดนี้ ด้วยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าหลั่งพระโลหิตชำระบาปให้เรา ทำให้เราสามารถบริสุทธิ์ สะอาดได้นั้น เราได้รับการเข้าไปอยู่ในพระองค์ บริสุทธิ์ สะอาด รู้จักพระองค์ ใกล้ชิดมากเลย เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เลย  คืออยู่ในพระองค์ทันที

            ข้อ 14 “เพราะพระองค์เอง ทรงเป็นสันติสุขของเรา” รู้ไหมว่าสันติสุขคืออะไร?  ไม่ใช่ความสงบนะ  เพราะพระองค์เองเป็นสันติสุขของเรา คือพระองค์เอง เป็นความรอดนิรันดร์ ในจิตวิญญาณ ในใจของเรา และรับรู้ว่าเราได้รับความรอดแล้ว เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราไม่กลัวชีวิตหลังความตายแล้ว เรามีความหวัง 100% เราหายเหนื่อยและเป็นสุขแล้ว ขอบคุณพระเจ้าของเรา เพราะพระองค์เอง เป็นผู้ทำให้เราหายเหนื่อยและเป็นสุข เป็นสันติสุขของเรา คือพระเยซูคริสต์

        “ผู้ทรงทำให้เราสองพวก คือพวกยิวและพวกคนต่างชาติ” เห็นไหมครับ มี 2 พวกเอง มนุษย์ “ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน” ต่างคน ต่างมาเชื่อพระเยซูเหมือนกัน ต่างคนต่างมาวางใจในพระเยซูเหมือนกัน หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นจากความตายแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะยิวหรือไม่ยิว ก็ต้องผ่านทางพระเยซูคริสต์ เพื่อจะได้เข้ามาอยู่ในสวรรค์ คืออยู่ในพระคริสต์ได้เหมือนกัน

            “ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นร่างกายเดียว และทรงทำลายสิ่งกีดขวาง คือกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กีดกั้นลง” ทำลายสิ่งกีดขวาง กำแพงความเกลียดชัง ก็คือทำลายความรู้สึกที่ชาวยิวมีต่อเราว่าเป็นคนด้อย เป็นคนไม่มีพระเจ้า เป็นคนป่าเถื่อน แล้วเราก็มองชาวยิวว่าเย่อหยิ่งเหลือเกิน ทำเป็นแน่ ไม่ค่อยเข้ากันนะ อยู่ด้วยกันไม่ได้ ไม่คบกันด้วยซ้ำไป

            นี่ก็คือหนึ่งในจำนวนที่ถูกทำลายไปด้วยการบังเกิดใหม่ในพระเยซูคริสต์ แล้วอีกอันหนึ่ง ทำลายสิ่งกีดขวาง ก็คือทำให้กลับคืนดีกับพระเจ้า แทนที่จะเป็นศัตรูกับพระเจ้า ชาวยิวที่ไม่เชื่อในพระเยซู เป็นศัตรูกับพระเจ้า และชาวต่างชาติที่เป็นศัตรูกับพระเจ้าอยู่ เพราะไม่รู้จักพระเจ้า ได้ถูกทำลาย กลับมาเป็นลูกพระเจ้า เป็นมิตรกับพระเจ้า ตรงนี้ด้วย

            ข้อ 15 ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น โดยอะไร? … “โดยทรงล้มเลิก” ใครล้มเลิก “พระเยซูคริสต์ทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิว” 3 ปีก็บอกแล้วไง อย่ามายึดถือบทบัญญัติ กำลังจะล้มเลิกๆ พระเจ้าพระบิดากำลังจะเลิกแล้ว ถ้าขืนยึดอยู่ต่อไป ท่านตายแน่

        “ทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิวในพันธสัญญาเดิม” ผมใส่ให้ในพันธสัญญาเดิม ก็คือสำหรับเราและสำหรับชาวยิว ในขณะที่เป็นคริสเตียนแล้ว มีพันธสัญญาใหม่ เขาก็เรียกพันธสัญญาสมัยก่อนว่าพันธสัญญาเดิม  “เดิม” มันเลยโผล่ขึ้นมา

        “ซึ่งประกอบด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ ด้วยพระกายของพระองค์ (พระเยซูคริสต์) จุดประสงค์ของพระองค์ ก็เพื่อยุบสองพวกสองฝ่าย และสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ (พระเยซูคริสต์) เช่นนี้แหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข” ด้วยพระกาย การสิ้นพระชนม์ การหลั่งพระโลหิตของพระองค์ที่ไม้กางเขน  ได้ทำลายบทบัญญัติต่างๆ เหล่านั้น เลิกล้มบทบัญญัติเหล่านั้น ให้มาบังเกิดใหม่ มาถือพันธสัญญาใหม่ เพราะเดี๋ยวจะไปถึงพันธสัญญาใหม่แล้ว ต้องจำให้แม่นๆ

            ข้อ 16 “และในกายเดียวนี้ ทั้งสองพวก” ทั้งสองพวกคือชาวยิวกับชาวต่างชาติ “ในกายเดียวกันนี้” คือในพระคริสต์ ไม่ว่าจะยิวหรือไม่ยิว ก็อยู่ในพระคริสต์ เมื่อมาเชื่อในพระคริสต์ ก็อยู่ในสวรรค์แล้ว สวรรค์ก็คือพระคริสต์นั่นแหละ อยู่ที่เบื้องขวาของพระเจ้าในสวรรค์ ในพระคริสต์ เกิดใหม่ในพระคริสต์ เป็นกายเดียวกันในพระคริสต์ ได้รับความรอดในพระคริสต์

        “และในกายเดียวกันนี้ ทั้งสองพวกจึงกลับคืนดีกับพระเจ้า” เห็นไหม จึงกลับคืนดีกับพระเจ้า คือพ้นบาป เป็นผู้บริสุทธิ์ ดีพร้อม เข้ากับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าได้เลย แฮปปี้ ผ่านอะไร? “โดยไม้กางเขน ซึ่งพระองค์ทรงใช้ทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดสิ้นไป” เป็นศัตรูกับพระเจ้าหมดสิ้นไปเลย  โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูคริสต์ ทำให้มวลมนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้า นี่คือความโปรดปรานของพระเจ้าจริงๆ แทนที่จะเป็นศัตรูกัน กลับมาเป็นลูก แทนที่จะเป็นคนบาป ไม่เชื่อฟัง ที่ต่อต้านพระเจ้า กลายมาเป็นลูกที่เชื่อฟัง น่ารัก น่าเอ็นดูของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว  โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เอเมน

            ข้อ 17 “พระองค์เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ไกล” ใครประกาศ คือพระองค์ พระเยซู อย่างที่ผมบอกแล้วไงว่า 3 ปีก่อนที่จะทำงานสำเร็จ  พระองค์ประกาศกับชาวยิว พวกแรก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับเราเลย อ่าน ฟัง แล้วจะได้รู้ว่าพื้นฐานเป็นอย่างไร? เพื่อจะได้ไม่หลงทาง  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย 3 ปีนั้น พอหลัง 3 ปี งานสำเร็จเรียบร้อยที่ไม้กางเขนแล้ว คราวนี้ ประกาศกับคนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิว ประกาศเรื่องเกี่ยวกับอะไร? เรื่องเกี่ยวกับสวรรค์มาตั้งอยู่ สวรรค์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสันติสุข ใครแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อยมาหาเรา เราจะให้เขาหายเหนื่อยและเป็นสุข คนไหนที่อยู่ในโลกใบนี้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก เหมือนอยู่ในนรกเลย มาหาเรา เราจะให้เขาเข้าไปอยู่ในสวรรค์ คือสันติสุขในพระคริสต์ หายเหนื่อยและเป็นสุข

        “พระองค์เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ไกล คือคนต่างชาติ ไม่รู้จักพระเจ้า ไกลโพ้นเลย  และสันติสุข คือสวรรค์ แก่ผู้ที่อยู่ใกล้ ก็คือยิว” อยู่ตั้งแต่บรรพบุรุษเลย  รู้จักสนิทสนม  ทุกวันสะบาโต วันเสาร์ก็ไปวิหาร  ถึงเวลาบ่าย 3 โมง วันละ 3 ครั้ง ก็ไปวิหาร นมัสการ ถึงเทศกาล ก็ไปทำพิธีถวายสัตวบูชา อะไรก็ว่าไป สนิทสนมกับพระเจ้า พระเจ้าอยู่ด้วย  คนต่างชาติอยู่ไกลมาก ไม่รู้เรื่องเลย พระเจ้าอะไรไม่รู้เรื่อง ทำพิธีอะไร? เรายังบูชาภูเขาไฟอยู่เลย นึกว่าภูเขาไฟเป็นพระเจ้า  นึกว่าฟ้าผ่าเป็นพระเจ้า นึกว่าต้นไม้ใหญ่ๆ เป็นพระเจ้า นึกว่าสัตว์เหล่านี้เป็นพระเจ้า สร้างรูปอะไรต่างๆ “เรา” หมายถึงคนต่างชาติ ตั้งแต่สมัยอดีต

            ข้อ 18 “เพราะโดยพระองค์ เราทั้งสองพวก สามารถเข้าถึงพระบิดา โดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน”

            ขอบคุณพระเจ้า เห็นชัดเลยนะ  “เพราะโดยพระองค์” คือใคร? ก็ผู้ที่มาพูดให้ฟัง มาประกาศให้ฟัง  …

            “เรานั่นแหละ คือพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ที่พระเจ้าสัญญาไว้ ผ่านทางเราเท่านั้น ท่านถึงจะไปถึงพระบิดาได้ นอกจากทางเรา ท่านไปหาพระเจ้าไม่ได้ นอกจากทางเรา ท่านเข้าสวรรค์ไม่ได้เลย ไม่มีทางเลย  ไม่ว่าท่านกระทำดีแทบตาย ก็เข้าไม่ได้ ผ่านทางเราเท่านั้น ไม่ใช่ผ่านทางใครก็ตาม  แต่ต้องผ่านทางเรา พระเมสิยาห์ คือพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ มีผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นพระเจ้า มาเกิดเป็นมนุษย์ เราทำการอัศจรรย์เยอะแยะมากมายขนาดนี้ ท่านยังไม่เชื่อเราอีกหรือ? บรรพบุรุษของท่านตั้งเยอะแยะมากมาย รอเราอยู่ แล้วเรามาทำทุกอย่าง ตามที่บทบัญญัติในพระคัมภีร์เดิม ได้บอกไว้ล่วงหน้าว่าเราจะมาอย่างไร? ตรงหมดเลย ท่านยังไม่เชื่ออีกหรือ?” นี่พูดกับชาวยิว

            ท่านควรจะเป็นหลักได้รับความรอด ก่อนคนต่างชาติอีก แต่ที่ไหนได้ ท่านกลับดื้อ และเย่อหยิ่งในความดีของตนเอง ในการสะสมความดี นึกว่าเราทำดีเยอะแยะมากมายกว่าคนต่างชาติตั้งเยอะ เรารักษาบัญญัติอย่างนี้ เราควรจะไปสวรรค์ก่อนแล้ว ไม่มีทางหรอกที่คนต่างชาติจะไปสวรรค์ได้ เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิดหนึ่ง ไม่รู้จักพระเจ้าด้วย อิจฉาเขาอีก ตัวเองก็ไม่ได้รับความรอด         นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในพระคัมภีร์ก็มีสัญญาไว้ว่าในที่สุดแล้ว เขาก็จะเชื่อในข่าวประเสริฐนี้

        ข้อ 19 “ดังนั้น ท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวแปลกถิ่นอีกต่อไป” ทำไมพูดอย่างนั้น แต่ก่อนนี้เราไม่ใช่พลเมืองยิว พลเมืองยิว พระเจ้าถือว่าเป็นประชากรของพระองค์ แม้ว่าเขาจะอยู่บนโลกใบนี้ เหมือนกับเราทั้งหลาย  แต่เขารู้จักพระองค์ เขาอยู่ในพันธสัญญาเดิม  เขารักษาบทบัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้ พระเจ้าถือว่าเขาเป็นประชากรของพระองค์ เราไม่ได้เป็นประชากรของพระองค์ เราเป็นประชากรของใครรู้ไหม? มีอยู่ 2 พวก …

            –  พวกหนึ่งเรียกว่าพวกยิว  เรียกว่าประชากรของพระองค์  ของพระเจ้า

            –  และอีกพวกหนึ่งเรียกว่าพวกต่างชาติ เรียกว่าประชากรของโลกนี้

            มีอยู่แค่ 2 อย่างเอง โลกนี้ ซึ่งเป็นศัตรู ต่อต้าน ปฏิเสธพระเจ้า มันเป็นอย่างนี้

        “แต่เป็นพลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้า” ก็คือเป็นเหมือนกับชาวยิว สมัยก่อนที่เล็งให้เห็นถึงการไถ่ การเป็นลูกของพระเจ้า ฝ่ายวิญญาณในอนาคต

            เพราะในนี้เขียนว่า “แต่เป็นพลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้า และเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า” พระเจ้าให้ชาวยิวในสมัยก่อนเป็นเหมือนประชากรของพระเจ้า  เป็นครอบครัวของพระเจ้า เล็งให้เห็นถึงโลกฝ่ายวิญญาณในอนาคตว่าประชากรของพระเจ้า จะเป็นหนึ่งเดียวในโลกฝ่ายวิญญาณ เขาทั้งหลายจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน  อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่เรียกว่าครอบครัวของพระคริสต์ ในพระคริสต์ ถ้าเราอยู่ในพระคริสต์ เราก็เป็นคนของพระคริสต์ เราก็เป็นสมาชิกในครอบครัวของพระคริสต์  เราก็มีพระบิดาเดียวกัน คือพระบิดาผู้สถิตในสวรรคสถานของพระเยซูคริสต์นั่นเอง

            เพราะฉะนั้น เราซึ่งเป็นพวกต่างชาติ ที่หันมาวางใจในพระเยซูคริสต์ ได้เป็นคริสเตียน ได้บังเกิดใหม่แล้ว อยู่ในพันธสัญญาใหม่แล้ว  อยู่ในพระคริสต์แล้ว  ไม่ได้อยู่ และไม่เคยอยู่ใต้บทบัญญัติของพันธสัญญาเดิมเลย  ก็ คือบทบัญญัติในสมัยโมเสส เราเป็นคริสเตียน อยู่ในพันธสัญญาใหม่อยู่แล้ว

            คำถาม คือแล้วทำไมจึงไปเอากฎบัญญัติในพันธสัญญาเดิม บทบัญญัติของโมเสสของชาวยิวนั้น มาสอนให้คริสเตียนผู้เชื่อปฏิบัติ ทั้งๆ ที่พระเยซูก็ได้มายกเลิกแล้วด้วยซ้ำไป  ที่ผมกำลังพูด เหมือนกับที่พระเยซูคริสต์ประกาศเมื่อ 3 ปี ก่อนที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ให้กับชาวยิว ให้เขาเลิก

            พูดอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เราที่เป็นคริสเตียนในปัจจุบัน หลังจากพันธสัญญาใหม่ หลังจากที่พระเยซูกระทำงานสำเร็จเรียบร้อยแล้วบนไม้กางเขน ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้  เราเกิดใหม่เป็นคริสเตียน เต็มประตูแล้ว แล้วก็อยู่ในพระคริสต์ อย่างที่เราวิเคราะห์ตามข้อพระคัมภีร์เมื่อตะกี้นี้ ในเอเฟซัสด้วยกันแล้ว ไฉนจึงเอากฎบัญญัติในพันธสัญญาเดิม บทบัญญัติของโมเสส ของชาวยิวนั้น มาประพฤติ มาปฏิบัติ มาสอนให้คริสเตียน ผู้เชื่อปฏิบัติ ทั้งๆ ที่พระเยซู ก็ได้มาบอกว่ายกเลิกแล้วด้วยซ้ำไป ถึงไม่ยกเลิก ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย เราไม่รู้ด้วยว่าบัญญัติมีอะไรบ้าง?  แต่เราพยายามกลับไปเรียนรู้ในสิ่งที่เขายกเลิกแล้ว เราก็ไปทำ

            เพราะฉะนั้น คำอธิษฐาน ในมัทธิว 6:9-15 ที่เรากำลังเรียนรายละเอียดอยู่ในซีรี่ย์นี้  เป็นคำอธิษฐานอยู่ภายใต้บทบัญญัติในพันธสัญญาเดิม ในสมัยโมเสส

            ย้ำอีกครั้งหนึ่ง และคำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15 นี้ ที่ดังมาก เป็นคำอธิษฐานภายใต้บทบัญญัติในพันธสัญญาเดิม ในสมัยโมเสสทั้งสิ้นใช่หรือไม่? ใช่ แล้วเราควรจะทำอย่างไร?

            แต่เราผู้เป็นคริสเตียน อยู่ในพันธสัญญาใหม่ในพระคริสต์แล้ว  อยู่ในพันธสัญญาใหม่ บัญญัติใหม่ พันธสัญญาใหม่ ในพระคริสต์คืออะไร? เราควรจะเรียนรู้ตรงนี้มากกว่า ในพระคริสต์ ในบ้านใหม่ บทบัญญัติว่าไว้อย่างไร? ไม่ใช่อยู่บ้านใหม่ แล้วไปเอาบ้านเก่ามารวมความ เหมือนที่พระเยซูยกตัวอย่างว่าเอาถุงหนังเก่ามาใส่ไวน์ใหม่ ถุงหนังก็ขาด รับไม่ได้ เอาผ้าเก่าไปปะผ้าใหม่ ก็ขาด เอาพระคัมภีร์เดิมมา แล้วเราอยู่ในพระคริสต์ก็อึดอัด ขาดเหมือนกัน ไม่มีสันติสุขเหมือนกัน

            บัญญัติใหม่ ในพันธสัญญาใหม่ ในพระคริสต์คืออะไร? ที่เราควรแนะนำ และให้คริสเตียน ผู้เชื่อทุกคน  ได้รับรู้ ได้เรียนรู้ และได้ฝึกฝน กระทำตาม ทั้งคริสเตียนที่เป็นยิวด้วย  และไม่ใช่ยิว คือคนต่างชาติ ควรจะทำอย่างนี้ จากนี้ต่อไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของเปาโลและอัครทูต ประกาศ สอน หลังจากที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว และเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 แล้ว นี่ต่างหาก เพราะคำสอนเหล่านั้น  เป็นคำสอนมาจากพระวิญญาณเดียวกัน คือพระวิญญาณของพระคริสต์

            อยากรู้ไหมว่าในพระคริสต์ เรามีบทบัญญัติใหม่ที่ต้องถือไว้ อยากจะบอกว่า “ต้องถือ” เลยนะ ตอนนี้บอกว่าต้อง จะได้รู้ว่าต้องมันหายไปเพราะอะไร? บทบัญญัติที่พระเยซูคริสต์ให้กับเรา คนที่อยู่ในพระคริสต์ ฟังให้ดีๆ  นี่คือบัญญัติที่ต้องถือไว้ ยอห์น 13:34 …

        ยอห์น13:34 “เราให้บัญญัติใหม่เพียงบัญญัติเดียว ไว้แก่เจ้าทั้งหลาย คือให้เจ้ารักซึ่งกันและกัน เราได้รักเจ้าทั้งหลายมาแล้วอย่างไร  เจ้าจงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น”

            บทบัญญัติในโมเสสมี 613 ข้อ พระเยซูบอกบทบัญญัติของคนที่อยู่ในพระคริสต์ มาเชื่อเราแล้ว บทบัญญัติเหลือกี่ข้อ? ตอบเองแล้วกัน

            เมื่อเราบังเกิดใหม่ พระเยซูได้แบ่งปันชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ให้กับเรา  และชีวิตที่เป็นของพระองค์ ที่เป็นชีวิตนิรันดร์ ได้มาจากตอนที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และพระเจ้าได้ชุบพระเยซูให้เป็นขึ้นจากความตาย และประทานชีวิตนิรันดร์ให้กับพระเยซูคริสต์ เป็นขึ้นจากความตาย  และชีวิตนิรันดร์นั้น พระเยซูก็แบ่งให้กับใครก็ตาม มนุษย์ทุกคน ที่วางใจในพระองค์ เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เข้ามาแชร์ คือให้เข้าร่วม รับไปด้วย ชีวิตนิรันดร์

            ชีวิตนิรันดร์มีลักษณะอะไร? พูดง่ายๆ รวมๆ คือมีลักษณะเป็นความรัก ที่เหมือนพระเจ้า ได้ให้กับเราแล้ว  แล้วเราก็จะแบ่งปันความรักนี้ เหมือนที่พระเยซูแบ่งปันความรักให้กับเรา  เราก็จะให้ความรักนี้ถ่ายทอดออกมา ให้แก่คนอื่นได้ เป็นไปตามธรรมชาติ  จากวิญญาณและใจใหม่ที่เป็นเหมือนพระองค์แล้ว

            อันนี้ต้องเหนื่อยไหม?  ต้องรักษาบัญญัติไหม? ต้องรักษาบัญญัติ แต่มันเป็นธรรมชาติของฉัน เหมือนบอกปลา …

            “เธอต้องรักษาบัญญัติของเธอนะ  เธอต้องอยู่ในน้ำนะ”

            ปลาบอกสบาย  … “ฉันอยากอยู่ๆ แล้ว เพียงแต่ฉันถูกหลอกขึ้นมาดิ้นอยู่บนบก ที่จริงฉันอยากอยู่ในน้ำอยู่แล้ว” เอเมนไหม?

            บัญญัติของพระองค์ คือไม่เป็นภาระ พระองค์บอกแล้ว  … “แอกของเราก็พอเหมาะ ภาระของเราก็เบา” บัญญัติ 613 ข้อ มาเหลือข้อเดียว  แล้วแถมให้ความสามารถจบแล้ว ง่ายนิดเดียวเลย

            หลังจากที่พระองค์ได้ทรงตระเวนประกาศให้กับชาวยิว เป็นเวลา 3 ปีแล้ว ก็ถูกตรึงบนไม้กางเขน สิ้นพระชนม์ แล้วเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 เริ่มต้นพันธสัญญาใหม่ ตามที่พระองค์ได้ทรงประกาศเอาไว้แล้ว 3 ปีนั้น บอกไว้แล้ว ผู้ใดที่เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้  ที่พระองค์ประกาศนี้  ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือไม่ใช่ยิวก็ตาม  ก็จะได้รับการบังเกิดใหม่ เข้าสู่สวรรค์ในพระคริสต์ อยู่ในสวรรค์ที่เรียกว่าพระคริสต์ทันที ได้อยู่ในพระคริสต์ และได้ชีวิตนิรันดร์ เป็นชีวิตนิรันดร์ เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ดีพร้อม เหมือนพระคริสต์เลยทีเดียว ง่ายนิดเดียว

            นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงเดินอยู่บนโลกใบนี้ 3 ปี แล้วก็ให้ชาวยิวได้เห็นก่อนว่า … “จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า  และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน ทางของเราแคบนะ  แต่เข้าไปแล้ว มันกว้าง” ทางมันแคบ เพราะว่ามันง่ายเกินกว่าที่ท่านคิด “แล้วได้บังเกิดใหม่ทางวิญญาณ” พอเปิดใจแล้ว ได้เกิดใหม่ทางวิญญาณ  อันเกิดใหม่ทางวิญญาณ เกิดจากหน่อเชื้ออมตะของพระเจ้า  ที่เรียกว่าชีวิตนิรันดร์ ได้เป็นลูกของพระเจ้า  เป็นความรักเหมือนพระเจ้า  ในวิญญาณใหม่และใจใหม่ที่พระองค์ทรงสัญญาเอาไว้  ตั้งแต่พระคัมภีร์เดิมแล้ว แล้วก็ดำเนินชีวิตด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ที่เข้ามาสถิตอยู่ด้วย ข้างในเรา  ตอนเราเปิดใจต้อนรับพระเยซู พระวิญญาณนี้ก็จะนำทางเรา ในความรักแบบพระเจ้าอย่างนี้ จะสอนเรา บอกเรา นำพาเราด้วยความรักอย่างนี้ ดำเนินชีวิตด้วยความรักอย่างนี้ ตามธรรมชาติอย่างนี้ ไปจนกระทั่งถึงตายหรือ? ไม่ใช่ ไปจนกระทั่งถึงหลังความตาย  ก็คือนิรันดร์ ไปอยู่กับเราจนถึงนิรันดร์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแล้ว  เกิดแล้วเกิดเลย เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เป็นลูกพระเจ้าเลย อยู่กับพระเจ้าแล้วอยู่เลย อยู่ในพระคริสต์แล้ว ไม่มีไปไหนอีกแล้ว  เอเมน อยู่ในพระคริสต์แล้ว ย้ายจากอยู่ในนรก ย้ายจากอาดัมมาอยู่ในพระคริสต์แล้ว  เพราะฉะนั้น ไม่มีความเปลี่ยนแปลง

            สิ่งที่ควรจะรับรู้ สำหรับคริสเตียน ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์แล้ว ควรจะจำได้มากกว่าจำคำอธิษฐาน ในมัทธิว 6:9-15 น่าจะจำตรงนี้แทน นี่คือจำนวนหนึ่งที่ควรจะเป็นบทภาวนา เป็นบทอธิษฐาน ให้จดจำให้ได้ สำหรับผู้คนที่วางใจในพระเยซูคริสต์ และเป็นคริสเตียนแล้ว …

            “ฉันอยู่ในพระคริสต์ เป็นชีวิตนิรันดร์  เป็นผู้ชอบธรรม   บริสุทธิ์   ดีพร้อมเหมือนพระคริสต์  และพระคริสต์อยู่ในฉัน  เป็นความหวังแห่งพระสิริ  ที่ฉันได้ร่วมรับกับพระองค์ ตั้งแต่บัดนี้ บนโลกนี้ จนถึงโลกหน้า นิรันดร์ วิญญาณภายในฉัน จึงเป็นความรัก เป็นสง่าราศีของพระเจ้า ฉันจึงสามารถดำเนินชีวิตด้วยความรักนี้ อย่างง่ายดายตลอดไป เอเมน”

            พระเจ้าอวยพรครับ

********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ใครจะฟ้องร้องบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ ในพระเยซูคริสต์?

            โคโลสี 2:10 … “แล้วเมื่อท่านอยู่ในพระคริสต์ ท่านก็เป็นชีวิตที่เต็มบริบูรณ์เหมือนกัน พระคริสต์เป็นศีรษะเหนือกฎบัญญัติต่างๆ (ที่กล่าวโทษเรา) เหนือพวกผู้ครอบครอง  (ผู้นำทางศาสนา ที่ใช้บัญญัติโจมตีกล่าวโทษเรา)  และเหนือเหล่าพวกทูตสวรรค์ทั้งสิ้น ที่มีฤทธิ์อำนาจในจักรวาล”

            เมื่อเราเปิดใจยอมรับ ให้พระเจ้าเข้ามาผ่าตัดวิญญาณ พอวิญญาณเราย้ายเข้ามาอยู่ในพระคริสต์แล้ว เราก็เป็นลูกของพระเจ้า ได้เป็นชีวิตนิรันดร์ที่กำเนิดจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าที่ครบถ้วนบริบูรณ์เหมือนพระคริสต์เลย

            พระเยซูคริสต์บริสุทธิ์เท่าไร เราก็บริสุทธิ์เท่านั้น

            พระเยซูคริสต์ เป็นผู้ชอบธรรมเท่าไร เราก็เป็นผู้ชอบธรรมเท่านั้น

            พระเยซูคริสต์ดีพร้อม ไร้ตำหนิ ไร้มลทินใดๆ เลย เราก็ดีพร้อม ไร้ตำหนิ ไร้มลทินใดๆ เหมือนพระองค์เลย

            เราเป็นชีวิตนิรันดร์  วิญญาณที่เกิดใหม่ของเรา เต็มไปด้วยสง่าราศีเหมือนพระเยซูคริสต์เลย

            ดังนั้น อย่ายอมเชื่อมาร ที่คอยพยายามกล่าวโทษฟ้องร้องเราทั้งหลาย ผู้ชื่อในพระเยซูคริสต์ ที่ได้บังเกิดใหม่แล้วว่าเรายังเป็นคนบาป ทำสิ่งที่เป็นบาปอยู่เลย ไม่ได้เป็นผู้ชอบธรรม ไม่บริสุทธิ์สมกับเป็นลูกของพระเจ้า ทำสิ่งนั้นผิด ทำสิ่งนี้ผิด ยังไม่ได้ทำสิ่งนี้ ยังไม่ได้ทำสิ่งโน้น ไม่ว่าจะส่งข้อกล่าวโทษโดยตรงมาที่ความคิดของเรา หรือฟ้องเราผ่านทางใคร หรือสื่ออะไรที่ไหนบนโลกใบนี้ก็ตาม  อย่าถูกหลอก แต่จงเชื่อในพระเจ้า ที่ได้บอกกับเรา ย้ำยืนยันกับเราไว้ใน …

            โรม 8:1-2 …  “1 เหตุฉะนั้น  บัดนี้  จึงไม่มีการลงโทษใดๆ แก่บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์  (เปิดใจรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป) 2 เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต  ได้ปลดปล่อยท่าน  ให้เป็นอิสระ  จากกฎแห่งบาปและความตาย (คือกฎแห่งการพึ่งพาการกระทำดีของตนเอง)”

            โรม 8:33-34 …  “ใครจะฟ้องร้องบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้? ก็พระเจ้าเองทรงนับว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม ใครจะกล่าวโทษได้อีก? พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และยิ่งกว่านั้น พระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว บัดนี้พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย”

พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1424

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  9  กรกฎาคม  2023

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส”  ตอน 27

โดย วราพร  คงล้วน

            เรามาต่อในหนังสือเอเฟซัส คราวที่แล้วเราจบลงที่บทที่ 4 ข้อ 11 พูดถึงของประทาน ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานให้กับผู้เชื่อทั้งหมด อย่างที่เราคุยกันว่าความรอด พวกเราได้เท่ากัน ก็คือทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ เราได้เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ ได้เป็นลูกของพระองค์ เป็นทายาทของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์ อันนี้เราได้เท่ากัน  ได้รับความรอด มีชีวิตนิรันดร์เหมือนเดิม เหมือนกับครั้งแรกที่มนุษย์ไม่ได้ล้มลงในความบาปเลย อันนี้เราได้เท่ากัน  เพราะว่าความรอดเป็นพระคุณ  หลังจากที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ได้รับความรอดเรียบร้อยไปแล้ว  พระเจ้าก็ทรงเตรียมธรรมิกชน ผู้ที่เชื่อวางใจในพระเจ้าให้แต่ละคนทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน ความรอดได้เท่ากัน แต่หน้าที่ในการดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ ที่พระเจ้าได้มอบหมายให้กับแต่ละคนแตกต่างกัน  แต่ไม่ว่าจะแตกต่างกันขนาดไหนก็ตาม รางวัลได้เท่ากันเหมือนเดิม ศิษยาภิบาลกับผู้เชื่อคนหนึ่งที่เพิ่งเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดวันเดียว จะได้รางวัลจากพระเจ้าเท่ากัน ไม่ว่าศิษยาภิบาลคนนั้นจะทำงานหนักหนาสาหัสขนาดไหน? รับใช้พระเจ้ายิ่งใหญ่ขนาดไหน?  แต่พระเจ้าบอกว่าเราได้รับรางวัลเท่ากัน เพราะผู้ที่ทำงานอยู่ในชีวิตของพวกเราทุกๆ คน คือพระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์  ที่ทรงนำเราแต่ละคน

            เราก็เรียนไปแล้ว ในข้อที่ 11 บอกว่า … “พระเจ้าทรงให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแผ่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาล และบางคนเป็นอาจารย์”

            ก็คือมีเพียงบางคนที่พระเจ้าเลือกมาใช้เฉพาะเจาะจง  ที่พระองค์จะให้เขาได้มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า แต่ส่วนคนอื่น พระเจ้าก็ให้หน้าที่แต่ละคนที่แตกต่างกัน เป็นอวัยวะในพระกายของพระคริสต์ เหตุผลที่พระเจ้าให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อเน้นให้เรารู้ว่าในพระเยซูคริสต์เราเป็นหนึ่งเดียวกัน  เมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวกันในพระคริสต์ปุ๊บ สิ่งที่เราควรทำ คือให้เราดำเนินชีวิตในพระวิญญาณ ในพระคริสต์ ที่พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา และพระองค์ทรงนำเรา

            ของประทานเหล่านี้ ที่เราคุยกัน เพื่ออะไร? ในข้อที่ 12 บอกว่า …

        เอเฟซัส 4:12 “เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้ เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น”

            พอบอกว่าเตรียมธรรมิกชน ประชากรของพระองค์ เพื่อสำหรับงานรับใช้ปุ๊บ ทุกคนก็คิดแล้ว เตรียมเราเพื่องานรับใช้ เราต้องรับใช้อะไรดี เราต้องคิดแล้ว เราจะออกไปประกาศ หรือเราจะต้องออกไปทำโน่นทำนี่ เยอะแยะมากมาย มันไม่เกี่ยวกันเลยเนอะ เตรียมธรรมิกชนหรือประชากรของพระองค์ สำหรับงานรับใช้ เพื่อว่าพระกายของพระคริสต์จะได้ถูกเสริมสร้างซึ่งกันและกัน

            การเตรียมผู้คนของพระองค์จากถ้อยคำแห่งความจริง ในถ้อยคำของพระเจ้า บอกกับประชากรของพระองค์ให้รับรู้ว่า ณ เวลานี้ เราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ ณ เวลานี้ พระเยซูคริสต์ได้ทำอะไรให้กับพวกเราสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว แล้วผู้คนที่ได้ยินได้ฟังความจริงเหล่านี้ เขาจะเจริญเติบโต เมื่อเจริญเติบโตปุ๊บ เขาก็พร้อมที่จะให้พระเจ้าใช้ ใช้อะไรบ้าง? ใช้ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ใช้เพื่อเราจะได้ฉายแสงแห่งความจริงนี้ออกไป ฉายแสงแห่งพระลักษณะชีวิตที่พระเจ้าใส่เข้ามาในวิญญาณของพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว ก็คือฉายความสว่างของพระเจ้าออกไป นี่คืองานรับใช้ของผู้คนของพระองค์

            แล้วงานรับใช้เหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเราว่าเราต้องพยายามดิ้นรน เพื่อไปทำ แต่พระเจ้าจะเป็นผู้นำเราเองว่าเราควรจะทำอะไรอย่างไร? ในแต่ละวัน แล้วผลที่มันเกิดขึ้น เกิดจากอะไร? ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผลของการบังเกิดใหม่ ผลของธรรมชาติใหม่ที่ดีพร้อม เหมือนพระเยซูคริสต์นั้น เกิดขึ้น ก็เพราะว่าเราได้รับรู้ความจริง เรียนรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้ พระเจ้าได้ประทานอะไรให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว เรียนรู้ความจริงเข้าไปทุกวันๆ

            พระเจ้าบอกว่า … “ตอนนี้เธอเป็น “เธอเป็น” นะจ๊ะ ไม่ใช่ “เธอทำ” “เธอเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ตอนนี้เธอสะอาดบริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าแล้ว ตอนนี้เธอเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว ตอนนี้เธอได้รับวิญญาณใหม่ที่เป็นเหมือนฉันเรียบร้อยไปแล้ว ตอนนี้ความคิดจิตใจของเธอ วิญญาณของเธอได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่เหมือนฉันเรียบร้อยไปแล้ว”

            เมื่อเรารับรู้ความจริง … “อ๋อ! ใช่แล้วๆ ตอนนี้เราเป็นเหมือนพระเจ้าแล้ว พระเจ้ามีลักษณะเป็นอย่างไร? เราก็รับรู้ความจริง และสำแดงพระลักษณะแบบนั้น ที่อยู่ในตัวเราออกไปให้ผู้คนได้เห็น ได้ฉายแสงสว่างของพระเจ้าออกไป”

        เอเฟซัส 4:13 “จนกว่าเราทั้งหมดจะบรรลุความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์”

            ตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าความรอด เราต้องค่อยๆ พัฒนา เพื่อที่จะได้รับความรอด หรือค่อยๆ พัฒนา เพื่อที่เราจะได้เป็นลูกของพระเจ้า ไม่ใช่นะ การเป็นลูกของพระเจ้า คือเกิดมาเป็น พอเราวางใจพระเจ้า บัพติศมาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เราเป็นลูกพระเจ้าเลยทันที หลังจากที่เราเป็นลูกพระเจ้า แล้ว เราค่อยๆ มาเรียนรู้ พัฒนาความเป็นลูกของพระเจ้า ให้เพิ่มพูนมากขึ้น

            เรายกตัวอย่างเด็กอีกแล้ว สมมติว่าเรามีลูกคนหนึ่ง เด็กคนนี้คลอดออกมาในครอบครัวของเรา ยกตัวอย่างอีสตันก็ได้เนอะ หลานเรา อีสตันเกิดเข้ามาในครอบครัวของเวชสุภาพร เขาเกิดเข้ามาแล้ว เขาเป็นลูกของบ้านนี้เรียบร้อยไปแล้ว เขาไม่ต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเอง  เพื่อที่จะสำแดงว่าเขาเป็นลูกของบ้านนี้  เขาเป็นแล้ว  แต่สิ่งที่อีสตันจะพัฒนา ก็คือเรียนรู้ว่าความเป็นมนุษย์เขาทำอย่างไร?

            คือทุกคนเข้ามาในครอบครัว ไม่ว่าครอบครัวไหนก็ตาม ก็คือมนุษย์ใช่ไหม? มนุษย์คนหนึ่ง เขาเจริญเติบโตอย่างไร? เขาจะทำอะไรแบบไหน? ตามแบบอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตาทวดที่อยู่ในบ้าน ที่เขามองเห็นทุกวันๆ เขาเรียนรู้จากทุกสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟัง ได้เห็นและได้สำแดงออกไป นี่คือเด็กคนหนึ่ง

            พวกเราผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ วิญญาณเราได้เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว เราเป็นเหมือนพระเจ้าเลย แต่ให้พัฒนา สำแดงความเป็นหนึ่งเดียวกันออกไป คือไม่ต้องพยายามหาความเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว เพราะพระเจ้าบอกว่าทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราบัพติศมาเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ไม่ต้องแสวงหาการเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ว่าให้พัฒนาความเป็นหนึ่งเดียวกันที่มันมีอยู่ในตัวเราแล้ว ให้มันสำแดงออกไป ให้ผู้คนรอบข้างเขาได้สามารถสัมผัส แล้วก็เห็นพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา นี่คือสิ่งที่ถ้อยคำของพระเจ้าบอกไว้ ที่อาจารย์เปาโลพยายามเน้น ให้รับรู้ตรงนี้ พัฒนาให้คนอื่นได้เห็นว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าแล้วนะ แค่สำแดงความเหมือนพระเจ้าที่อยู่ข้างในเราออกไป ให้คนอื่นได้เห็น จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่

            คำว่า “ผู้ใหญ่” คือผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ  รับรู้ความจริงมากเท่าไร เราก็จะเปลี่ยนแปลงเหมือนพระเจ้ามากเท่านั้น ถ้าเรารับรู้ความจริงน้อย เราก็เปลี่ยนแปลงเหมือนพระเจ้าน้อย  เราก็จะมีความเคยชินเก่าๆ มันจะมีเยอะกว่า แต่ถ้าเรารับรู้ความจริงว่าตอนนี้ ความเคยชินเก่าๆ มันไม่มีอิทธิพลในชีวิตของเราแล้วนะ เพราะว่าวิญญาณตัวเก่าของเราได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ความบาปที่เคยมีอยู่ในตัวเก่าของเราได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ณ เวลานี้ เราเป็นคนใหม่ เราได้บังเกิดใหม่ มีชีวิตใหม่ มีชีวิตนิรันดร์ ที่เป็นเหมือนพระเจ้าเลย ไม่มีบาปเลย วิญญาณของผู้เชื่อทุกคน ณ เวลานี้ ไม่มีบาปเลยนะพี่น้อง

            ฉะนั้น เมื่อวิญญาณเราไม่มีบาป เราก็ไม่ต้องสารภาพบาปกับพระเจ้า จริงไหม? ไม่มีบาปแล้วนะ แต่ว่าทำไมคริสเตียนยังทำบาปอยู่  ก็เพราะยังอยู่บนโลกใบนี้ไง เรายังอยู่ภายใต้กฎของความบาปและความตายอยู่ ยังวนเวียนอยู่แถวนี้  แต่เราไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจกฎนี้แล้ว เรามีกำลังที่จะสู้มัน พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเรา จะเสริมกำลังเรา ให้เราสามารถต่อสู้ ขัดขืน ไม่ยอมมัน ไม่ยอมให้มันส่งข้อมูล มาหลอกเรา ให้เราทำอะไรก็ตาม ที่ตรงกันข้ามกับน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ต่อให้เราต่อสู้ ขัดขืนอย่างไร? เราก็มีโอกาสเผลอใช่ไหม? วันดีคืนดี คริสเตียนไปด่าคน เป็นไหม? เจอแบบไม่ไหว เหตุการณ์อย่างนี้มันหยุดไม่ได้ ขอด่าสักหน่อย อะไรอย่างนี้  ก็ด่าออกไปเลย

            หรือบางที คริสเตียน ผู้ที่เชื่อนะ ไม่ได้พูดถึงคนไม่เชื่อ  คนไม่เชื่อ เขาทำของเขาอยู่แล้ว  พูดถึงคนที่เชื่อแล้ว  มีวิญญาณใหม่แล้ว พระเจ้าสถิตอยู่ในเขาแล้ว  เขายังมีโอกาสที่จะหมั่นไส้ใครก็ได้

            “คนนี้น่าหมั่นไส้จริงๆ เอาไม้ตีหัวซะเลย”

            มีโอกาสทำไหม? มีโอกาส หลายคนบอกว่าเป็นคริสเตียนทำไมโกงเขาได้ล่ะ เป็นคริสเตียนแล้ว มีโอกาสโกงเขาได้ไหม? มีโอกาส เพราะว่าคริสเตียนคนนั้นยอมให้อิทธิพลของโลกใบนี้โน้มนำ ดึงเขาไปทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่เขาเป็นอยู่ ความเป็นจริงที่เขาเป็นอยู่ คือตอนนี้ เขาเป็นคนดีพร้อม สะอาด บริสุทธิ์ ชอบธรรมเหมือนพระเจ้า วิญญาณเขานะ เป็นอย่างนั้น แต่เขายังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โอกาสที่จะถูกดึงไปมีเยอะ ฉะนั้น สิ่งที่พระเจ้าต้องการ หรือสิ่งที่อาจารย์เปาโล หรือผู้รับใช้ในยุคสมัยเดิม  ที่เขาพยายามเน้นย้ำ ก็คือให้เราจดจ่อ จดจำถ้อยคำของพระเจ้า ให้เรารับรู้ความจริงว่า ณ เวลานี้เราอยู่ในสถานะแบบไหน? ณ เวลานี้เราอยู่ในสถานะเป็นลูกของพระเจ้า เป็นทายาทร่วมกับพระเยซูคริสต์ ณ เวลานี้เราเป็นคนชอบธรรม “เป็น” นะ ไม่ใช่ “มี” เราเป็นความรักเหมือนพระเจ้าเลย เราเป็นความดีงาม เราสะอาด เราบริสุทธิ์ เหมือนพระเจ้าเลย ณ เวลานี้ ความเป็นจริงในโลกวิญญาณ เราเป็นอย่างนั้น พอเรารับรู้ความจริงมากขึ้นเท่าไร?  เราก็จะยอมให้พระเจ้าใช้เรามากขึ้นเท่านั้น อนุญาตให้พระเจ้าใช้ทุกอย่างในร่างกายของเรา ความคิด จิตใจ ตา หู จมูก ลิ้น กายของเรา มอบให้พระเจ้า แล้วพระเจ้าก็จะสามารถใช้เราให้สำแดงตัวตนจริงๆ ที่ ณ เวลานี้ ที่เราเป็นอยู่ ออกไปให้ผู้อื่นได้สามารถ สัมผัสและรับรู้ได้ เขาเรียกว่าให้เราฉายแสงออกไป

            ตรงนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเราอีก  เราพยายามทำด้วยกำลังของเราเอง มันไม่ได้ เพราะว่าพระเจ้าผู้อยู่ในเรา  พระองค์ทรงประกอบกิจอยู่ภายในเรา  พระองค์ทรงโน้มนำจิตใจของเรา ทรงคอยบอก คอยเตือนเรา เราเคยรู้สึกไหม บางครั้งเราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วข้างในเราไม่ไหว ทำไมเราไม่ไหว ผะอืด ผะอม เหมือนเราแพ้ แพ้อาหาร เราผะอืดผะอม เพราะว่า ณ เวลานี้ วิญญาณใหม่ของเราสะอาด บริสุทธิ์  แล้วไง สะอาด บริสุทธิ์  เราไปคลุกขี้ดิน เราไม่ไหวแล้ว ไปคลุกขี้ดิน มันคันเขยอไปหมดเลย เราต้องรีบลุกขึ้น แล้วก็ไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ให้มันสะอาด นี่คือธรรมชาติใหม่ของผู้เชื่อ

            ฉะนั้น โอกาสที่เราจะไปโดนโคลนกระเด็นใส่ หรืออะไร?  แบบสิ่งสกปรกเข้ามาเกาะมันมี แต่ว่าธรรมชาติใหม่ของผู้เชื่อ เป็นเหมือนพระเจ้า เราจะไม่ยอมจมปรักอยู่กับสิ่งที่สกปรกเหล่านั้นตลอดเวลา  มันไม่มีทางอยู่แล้ว หลายคนคิดว่าถ้าเราไม่สอนเรื่องจริยธรรม เรื่องความดีงาม ให้กับผู้เชื่อ แล้วอย่างนี้คริสเตียนก็ได้ใจไหม? ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม? ทำบาปก็ไม่ถูกลงโทษใช่ไหม?  อย่างนั้นก็สบาย เราไปทำให้มันสบายใจเลย

            จริงๆ เราไม่กลัวเรื่องนี้เลย เพราะมันไม่มีทาง มันเป็นไปไม่ได้  เมื่อเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ บังเกิดใหม่ มันเป็นไปไม่ได้ ที่เรายังคงอยากจะอยู่ในที่เดิมอยู่  อยู่ในบาปอยู่ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทุกคนจะตะเกียกตะกาย คือจะดิ้นรน  เพื่อที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่อยู่ที่กำลังเราพอไหม? เหมือนปกติ นี่ธรรมชาติใหม่เลยนะ  ธรรมชาติปลาก็จะว่ายน้ำ ปลาต้องอยู่ในน้ำ ไม่มีปลาตัวไหน ที่มีความสุขมากเลย เวลากระโดดออกจากน้ำ แล้วก็มาดิ้นผลักๆ บนบก มันไม่มีทาง นอกจากเวลาฝนตกน้ำท่วม หลงระเริง ว่ายมาที่ถนน พอน้ำลดปุ๊บ อ้าว! อยู่บนถนนแล้วทำอย่างไร? ดิ้นผลักๆ …

            “ไม่ได้แล้วๆ ต้องหาน้ำลงให้ได้” เป็นภาพเดียวกัน

            ผู้เชื่อได้รับวิญญาณใหม่แล้ว ได้รับความคิดจิตใจใหม่แล้ว ได้เป็นเหมือนพระเจ้า  100% แล้ว จะไม่สามารถจมปลักอยู่ในความบาปได้นาน มันเป็นไปไม่ได้ พอทำผิดปุ๊บ เรารู้ว่าไม่ใช่ๆ เราต้องรีบถอยตัวออกมา  แล้วเราก็พยายามทำให้ตัวเราเองเข้ามาอยู่ในพระองค์ให้ได้ แต่จริงๆ แล้วเราอยู่ในพระองค์อยู่แล้วล่ะ แค่ว่าความเป็นจริงในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ อย่างที่บอกไง พระเจ้าซื้อชีวิตเราแล้ว พระเจ้าเป็นเจ้าของชีวิตเราแล้ว  แต่อันหนึ่งที่อยากให้พระเจ้าบังคับเรามากเลยว่าพอซื้อชีวิตเราแล้ว  เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระเจ้าตีกรอบเราเลย ใช้รีโมตคอนโทรลเลยว่า …

            “เป็นอย่างนี้ๆ ทุกวันตื่นขึ้นมา เธอจะรักฉัน เธอจะเชื่อฉัน เธอจะประพฤติตามที่ฉันบอกทุกประการ”

            แต่ความเป็นจริงในวิญญาณ คือเรารักพระองค์แล้วนะ เราเชื่อฟังพระองค์ 100% เลย แต่ร่างกายเรา ขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรายังมีโอกาส ที่จะดื้อกับพระเจ้าได้ เราอยากให้พระเจ้าบังคับเรามากเลย เพราะเราไม่อยากดื้อกับพระเจ้า แต่พระเจ้าของเราน่ารักที่สุด  คือพระองค์ไม่บังคับเรา  แม้พระองค์เป็นเจ้าของชีวิตเรา พระองค์ซื้อเราเรียบร้อยแล้ว แต่พระองค์ยังให้อิสรภาพกับผู้เชื่อทุกคนที่จะตัดสินใจ อิสรภาพตรงนี้แหละ  ที่พระเจ้าให้เราว่าแต่ละวัน แต่ละนาที  แต่ละวินาที เราจะตัดสินใจอย่างไร?  เราจะตัดสินใจตามที่พระเจ้าบอกเรา หรือเราจะตัดสินใจตามที่โลกนี้ส่งข้อมูลเข้ามาหาเรา  เราเป็นคนตัดสินใจ  แล้วเมื่อเราตัดสินใจปุ๊บ เราก็จะเก็บเกี่ยวผลด้วยนะ การตัดสินใจของเราทุกอย่าง เราจะเก็บเกี่ยวผลบนโลกใบนี้ด้วย

            เมื่อเราตัดสินใจทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ทำตามธรรมชาติใหม่ ยอมให้พระเจ้าใช้ ยอมให้พระเจ้าดูแล นำพา ให้ส่งผลของความเป็นตัวตนจริงๆ ของเราออกไปให้ผู้คนได้เห็น ได้รับรู้ ได้สัมผัส ได้ประกาศพระนามของพระเยซูคริสต์ ถ้าเราทำอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น อันดับแรกเลย พระพร คือเรามีความสุขไง พี่น้องรู้สึกไหม? เวลาเราทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เรามีความสุข แต่พอเราดื้อ มันมีโอกาสดื้อไหม? มีโอกาสดื้อตลอดเวลา  ทุกวินาทีอีกต่างหาก พอเราดื้อปุ๊บ  เราก็ …

            “ไม่เอา พระองค์เจ้าข้า ไม่อยากเป็นคนดี ขอทำตามใจตัวเองหน่อย”

            พอเราทำออกไปปุ๊บ สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกัน มันเป็นผลนะ ข้างในเราทุกข์ พวกเราเป็นไหม? มันทุกข์ไง  เขาเรียกเห็นผลทันตา มันทุกข์ พอทุกข์ทำอย่างไร? ทุกข์แล้วไม่ต้องไปจมปลักกับความทุกข์นั้น แค่บอก …

            “พระเจ้าขอช่วยลูกด้วย ในคราวต่อไปถ้าลูกจะดื้อ ขอพระเจ้าให้กำลังที่ลูกจะไม่ดื้อ  หรือลูกจะดื้อน้อยลง” อะไรประมาณนี้

            สิ่งที่เราทำบนโลกใบนี้ ไม่ว่าพฤติกรรมอะไรทั้งหมด ที่เราทำอยู่บนโลกใบนี้ มีอยู่คำเดียว คือมันไม่มีผลอะไรกับความรอดของเราเลย พระเจ้าไม่ได้สนใจเลย นี่ต้องบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สนใจว่าเราทำอะไร? แต่พระเจ้าสนใจว่าเราอยู่ไหน?

            คำว่า “เราอยู่ไหน?” พี่น้องนึกภาพออกไหม?  ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้เธออยู่ไหน?  ตอนนี้เราอยู่โบสถ์โฮลี่ ที่แพรกษา ไม่ใช่ มันไม่เกี่ยวกับตรงนี้

            เราอยู่ไหน? หมายความว่าวิญญาณของเรา ณ เวลานี้ อยู่ที่ไหน? วิญญาณของผู้คนบนโลกใบนี้ ณ เวลานี้ อยู่ที่ไหน? แล้ววิญญาณของพวกเราผู้เชื่อทั้งหลาย ที่เรานั่งอยู่ที่นี่ คือวิญญาณเราอยู่ในพระคริสต์ เมื่อวิญญาณเราอยู่ในพระคริสต์ปุ๊บ อย่างไรเราก็ปลอดภัย ปลอดภัยในด้านของวิญญาณ คือสิ่งที่พระเจ้าบอกว่าเมื่อพระองค์ทรงเริ่มต้นการงานดีไว้ในชีวิตของเรา พระองค์ก็จะคอยดูแล นำพา ย่างเท้าตลอดชีวิตของเรา จนถึงจุดหมายปลายทาง ก็คือวันที่ลมหายใจเราออกจากร่าง วิญญาณเราได้ไปพบกับพระเจ้า ที่สวรรคสถาน ก็คือที่เดิมนั่นแหละ ณ เวลานี้ ในโลกวิญญาณ เราอยู่กับพระเจ้าบนสวรรคสถานแล้วใช่ไหม? พระคัมภีร์บอกเราอย่างนี้นะ เราก็เชื่อตามนี้

            พระคัมภีร์บอกว่าเราอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์อยู่ในเรา  และ ณ เวลานี้ พระเจ้าได้ทรงให้พระเยซูคริสต์ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า  ที่สวรรคสถาน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็อยู่กับพระเยซูคริสต์ อยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า ที่สวรรคสถานเหมือนกัน คือที่เดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว แยกกันไม่ได้  ณ เวลานี้ ที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องใช้ความเชื่อใช่ไหม? เชื่อตามที่ถ้อยคำพระเจ้าบอก

            แต่จะมีวันหนึ่ง เมื่อถึงวาระของแต่ละคน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าจะให้เราแต่ละคนอยู่บนโลกใบนี้ นานสักแค่ไหน? หรือค่ำคืนนี้ พระเจ้าอาจจะบอกดิฉันว่า …

            “วราพรจบงานแล้ว กลับบ้านได้”

            แล้วพรุ่งนี้ก็จะส่งข่าวถึงสมาชิกว่าเรามีงานไว้อาลัยที่โบสถ์ นั่นแน่ะ คือความจริงในโลกวิญญาณ แล้วผู้เชื่อ เราสามารถพูดเรื่องนี้ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ที่เราไม่เชื่อพระเจ้า หรือถ้าอยู่บ้านคนจีน ยิ่งห้ามพูดคำว่า “ตาย” อัปมงคล ก็จะโดนผู้ใหญ่ดุ พูดอะไรเรื่องตายๆ พูดไม่ได้นะ แต่พอเรามาเชื่อพระเจ้าปุ๊บ เรามีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่มันเกิดขึ้นในวิญญาณของเรา คือความตาย คือประตูที่เราจะเดินเข้าไปสู่สวรรค์ ในสถานที่ที่เราจะไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาลจริงๆ ตอนนี้ เราจะได้เห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เราจะไม่ต้องซ่อนอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว  เราจะสามารถออกมาเห็นตัวตนใหม่ของเราเองจริงๆ ก็คือร่างกายใหม่ ที่เต็มด้วยสง่าราศี  ที่พระเจ้าสัญญาว่าวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อลมหายใจเราออกจากร่าง เราจะไปสวมร่างกายใหม่นี้ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี

            ฉะนั้น ความตายจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัว สำหรับผู้เชื่อเลย ไม่มีความน่ากลัวเลย เหมือนที่อาจารย์เปาโลบอก “อยู่ก็เพื่อพระคริสต์ ตายก็ได้กำไร” เราเป็นคริสเตียน ตายปุ๊บ กำไรทันที  กำไรตรงไหน? ตรงที่เราไม่ต้องมาเผชิญกับปัญหาต่างๆ บนโลกใบนี้อีกแล้ว

            เพราะพระเยซูบอกว่าในขณะที่อยู่บนโลกใบนี้ ท่านทั้งหลายจะประสบกับความทุกข์ยาก พระเยซูก็ไม่ได้บอกว่าอยู่บนโลกใบนี้ ท่านจะประสบกับความสุขสบาย  แฮปปี้จิงกะเบลทุกวัน พระเยซูไม่ได้บอกอย่างนั้น บนโลกใบนี้ เราประสบกับความทุกข์ยาก แต่ความทุกข์ยากเหล่านี้ ถ้าเทียบกับนิรันดร์กาล ที่พระเจ้าได้จัดเตรียมให้กับเรา มันเทียบไม่ได้เลย เพราะว่าโลกนี้ แค่ชั่วคราว แป๊บเดียวเอง โลกนี้ไม่ใช่ที่อาศัยถาวรของเรา แต่โลกหน้าต่างหาก สวรรค์นิรันดร์กาลที่ผู้เชื่อทุกคนรอคอย ที่จะไปอยู่กับพระเจ้า  ที่สวรรคสถาน

            เหมือนอาจารย์เปาโลจะบอกว่า … “ข้าพเจ้าไม่สนใจอะไรแล้ว ข้าพเจ้าโน้มตัวไปข้างหน้า เพื่อที่จะไปฉวยรางวัล ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับเรา ผู้เชื่อทุกคน”

            ความหวังของผู้เชื่อทุกคนจดจ่ออยู่ที่โลกหน้า ในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงสัญญาไว้กับเรา ขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เราก็ดำเนินชีวิตปกติ ในพระวิญญาณ ทุกวันตื่นขึ้นมาพระวิญญาณนำเราทำอะไร เราก็ทำ ถ้าเราทำอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้สึกว่าฟ้องผิดข้างใน แปลว่าพระวิญญาณนำเรา  แต่ถ้าเราทำแล้วแย่ๆ อย่างนี้ แปลว่าไม่ใช่แล้วล่ะ คือข้างในวิญญาณเราจะรับรู้จริงๆ ว่าอันนี้ไม่ใช่ แต่เราต้องการฝืนพระวิญญาณ

            ในข้อ 13 ที่บอกว่า … “จนกว่าเราทั้งหลายจะบรรลุความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ ในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า  แล้วจนกว่าเราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่”

            คำว่า “เติบโตเป็นผู้ใหญ่” คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระเยซูคริสต์

            เติบโตขนาดไหนที่เป็นผู้ใหญ่  ก็คือรับรู้ความจริงของพระเจ้า เพิ่มพูนมากขึ้นๆ  เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น พอเป็นผู้ใหญ่ปุ๊บ สิ่งที่สำแดงของการเป็นผู้ใหญ่ อันดับแรกเลย คืออดทนมากขึ้น จริงไหม? เราจะอดทนมากขึ้น  ผู้ใหญ่จะอดทนได้มากกว่าเด็ก ยิ่งเด็กทารกนี่ไม่มีความอดทนเลย เด็กทารกเราเห็นไหม? ถ้าเด็กตัวเล็กๆ หิวปุ๊บจะร้องแบบลั่นบ้านเลย แล้วคนในบ้านก็จะวิ่งตาตั้งเลย หานม หาอะไรให้กิน แต่พอโตขึ้นๆ เขาก็จะเรียนรู้จักว่าทำอย่างนี้ไม่ได้ โตขึ้นแล้ว ไม่ใช่จะร้องโวยวายตลอดเวลา ไม่ได้ ต้องเรียนรู้ที่จะรอนิดหนึ่ง แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นๆ อดทน รู้จักรอคอยพระเจ้ามากขึ้น

            ตอนที่เราเชื่อพระเจ้าใหม่ๆ ทำไมบางครั้ง เราไม่ทันอธิษฐานขอเลย พระเจ้าก็ส่งของที่เราแค่คิดมาเลยทันที  แต่พอเราเชื่อพระเจ้านานๆ ขอแล้วทำไมยังไม่ได้อีก อะไรแบบนี้ ตกลงความเชื่อเรายังมีอยู่ไหม? ตกลงพระเจ้ายังรักเราอยู่ไหม? ตกลงอะไร เราก็โดนคำถามร้อยแปดพันเก้า ที่อยู่บนโลกใบนี้ ส่งเข้ามาๆ แต่ให้เรารับรู้ความจริงอย่างหนึ่งว่าพระเจ้าไม่เคยทิ้งเราไปไหน? พระเจ้าอยู่ในเรา  แล้วพระองค์คอยตอบคำอธิษฐานของเรา เมื่อเราโตขึ้น คำอธิษฐานไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอยากได้ เป็นน้ำพระทัย แต่ถ้าบังเอิญสิ่งที่เราอยากได้เป็นน้ำพระทัย พระเจ้าก็ให้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นน้ำพระทัย พระเจ้าก็ไม่ได้ให้ พระเจ้าไม่ได้ทำให้เราเสียผู้เสียคน อยากได้อะไรให้หมดเลย  เด็กอายุ 5 ขวบ ขอพ่อ …

            “พ่อๆ ออกมอไซด์ให้คันหนึ่งสิ ขอบิ๊กไบร์ทด้วย”

            แล้วพ่อก็บ้าจี้ตาม รักลูกมากเลย ออกมอไซด์ให้ทันที

            “ลูกมา เดี๋ยวพ่อสอนให้ขี่”

            ขี่เสร็จ ฉายเดี่ยวเลย เป็นอะไร? ตายลูกเดียว ออกไปก็ชนรั้วตาย อะไรอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าไม่ทำอย่างนั้น

            ฉะนั้น พระเจ้าดูความเหมาะสมว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรคือสิ่งที่เหมาะสำหรับเรา เมื่อเราอธิษฐานขอ พระเจ้าก็ให้สิ่งที่พระเจ้าสัญญา ก็คือพระองค์จะจัดเตรียมทุกสิ่ง ที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเรานะ จำเป็น

            ฉะนั้น ในวิญญาณ พระเจ้าได้เตรียมทุกอย่างให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ส่วนของโลกใบนี้ ก็แล้วแต่น้ำพระทัย พระองค์อยากจะอวยพรเราแบบไหน พระองค์ก็ทำของพระองค์เอง โดยที่มันไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย พี่น้องนึกออกไหม?  โดยที่เราไม่ต้องไปเลียนแบบใคร …

            “คนนั้นทำแบบนี้ พระเจ้าอวยพร เราต้องไปทำบ้าง?” มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ

            ดังนั้น พระเจ้าพอใจจะอวยพระพรใคร พระองค์ก็จะอวยพระพรคนนั้น  นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า พี่น้องไม่ต้องไปคอยจ้องคนโน้นคนนี้ ให้รับรู้อย่างเดียวว่าพระเจ้ารักเรามาก มากขนาดไหน? มากขนาดยอมสละชีวิตของพระองค์เอง ตายบนไม้กางเขน เพื่อเรา พระเจ้ารักเราขนาดนี้ พอไหม?  ถ้ามาแลกกับความทุกข์ทรมานที่เรากำลังเผชิญอยู่ ณ เวลานี้ ร่างกายก็ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยอีก เป็นโน่นเป็นนี่ เศรษฐกิจก็ไม่ดี ขายของก็ขายได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไปทำงานเงินเดือนลดอีก อะไรอย่างนี้ เราจะยอมให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราท้อใจไหม?  ท้อได้นะ แต่ว่าไม่ทำให้เราถอดใจ อธิษฐานกับพระเจ้า พระเจ้ารู้ทุกอย่าง

            ฉะนั้น ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะคริสเตียน  ปัญหามันเกิดขึ้นทั่วโลก แต่พระเจ้าบอกว่าพระองค์ผู้ทรงสถิตอยู่ในเรา พระองค์จะทรงนำพาย่างเท้าของเรา อย่างไรพระองค์ก็พาเราผ่าน ผ่านรูปแบบไหนเราไม่รู้แหละ แต่พระเจ้าพาเราผ่านแน่นอน เหมือนกับคนที่เจ็บป่วย  คนที่เจ็บป่วยอธิษฐานขออะไร? ส่วนใหญ่เราป่วย เราขออะไร? …

            “พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ทรงรักษาลูกด้วย รักษาให้หายเลยนะ ลูกเป็นมะเร็ง ขอรักษาลูกให้หายเลย”

            เราก็อธิษฐานแบบนี้ใช่ไหม? แต่พระเจ้าก็จะตอบคำอธิษฐานของเราตามน้ำพระทัยของพระองค์ มันมีอยู่แค่ว่าถ้าเราอธิษฐาน แล้วเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่พระองค์จะรักษาเราหาย  เราหายได้ หายได้ผ่านยา ผ่านหมอ ผ่านอะไรก็ได้ แต่ให้พี่น้องรับรู้ว่าต่อให้เราหายวันนี้ วันหนึ่งเราก็ต้องตาย นี่คือความจริง หายวันนี้ วันหนึ่งข้างหน้า ไม่ตายด้วยโรคมะเร็ง เราก็แก่ตาย มีค่าเท่ากัน แต่ว่าบางครั้ง พระเจ้าก็ไม่รักษาเรา พระองค์เห็นว่าพอแล้ว พระเจ้าให้งานเราทำบนโลกใบนี้ สำเร็จแล้ว ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ได้เวลากลับไปพักผ่อนกับพระองค์ ได้แล้ว ไม่ต้องทุกข์ทรมาน อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว พระองค์ก็อนุญาตให้เราจากโลกนี้ไป หลายคนก็คิดว่า …

            “โอ้! พระองค์ใจร้ายจัง แทนที่พระองค์จะรักษาเรา ทำไมมาเอาชีวิตเราไป”

            แต่ว่าพี่น้องให้รับรู้ความจริง ทุกอย่างที่พระเจ้าให้กับเรา คือสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับเรา ดีมากๆ ด้วย ก็คือตาย เราจะได้กำไร อยู่เราก็ต้องดิ้นรนต่อไป  นี่คือเรื่องปกติบนโลกใบนี้  แต่ถ้าพระเจ้าให้เราอยู่ พระองค์ผู้อยู่ในเรา พระองค์จะทรงเสริมกำลังเรา ให้เราสามารถที่จะไปได้ ถูลู่ถูกัง ยังไงเราก็ไปได้  ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

        เอเฟซัส 4:14 “เมื่อนั้นเราจะไม่เป็นทารกอีกต่อไป ถูกกระแสซัดไปซัดมา ถูกพัดไปทางโน้นทางนี้ โดยลมปากแห่งคำสอน และโดยกลลวงอันฉ้อฉลแยบยลของมนุษย์”

            ในพระคัมภีร์ตรงนี้ อาจารย์เปาโลพูดถึงสิ่งที่ผู้รับใช้ ของประทานที่พระเจ้าให้ เพื่อสอนความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า พอสอนความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า  เหมือนเรากินนมถูกต้อง กินอาหารถูกต้อง เราก็เจริญเติบโตตามวัย เราก็จะแข็งแรง แต่ถ้าเราไปกินนมผิด กินอาหารผิดสำแดง ร่างกายเราก็เจ็บป่วย  เราก็ไม่แข็งแรง เราก็เจริญเติบโตไม่ค่อยสมส่วนอะไรเท่าไร?  แต่สิ่งที่อาจารย์เปาโลพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องของวิญญาณของเราว่าเมื่อเรารับรู้ถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้า เราจะได้บรรลุถึงความเป็นหนึ่งใจเดียวกัน บรรลุถึง โตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ พอโตเป็นผู้ใหญ่ปุ๊บ  เราก็มีความยับยั้งชั่งใจใช่ไหม? ผู้ใหญ่ เขารู้จักแยกแยะ เด็กไม่รู้จักแยกแยะ ถ้าเป็นเด็ก ใครพูดอะไรก็ตามไป คนนี้มาบอกว่าตรงนี้ดี เราก็ไป ตรงนั้นดี ก็ไป เด็กแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ แต่ถ้าเราได้รับถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้าทุกวันๆ สถาปนาลงไปทุกวันๆ จน มันหยั่งรากลงไป พอหยั่งรากลงไป ตอนนี้เรามั่นคงแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็จะไม่ถูกกระแสของโลกใบนี้ ที่มันส่งเข้ามาหลอกลวง อาจจะส่งมาเหมือนเป็นถ้อยคำพระเจ้า แต่เป็นถ้อยคำปลอมปน มันไม่ใช่ เราก็จะแยกแยะออกว่าอันนี้ไม่ใช่แล้ว

            ยกตัวอย่างพระเยซูบอกว่าพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  พระองค์หลั่งพระโลหิตครั้งเดียวเป็นพอ ได้ชำระล้างความผิดบาปของพวกเราทั้งหมด ทั้งสิ้น หมายความว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคต มันจบแล้ว  นี่คือความจริงที่พระเยซูบอก แต่ว่าถ้ามีใครมาบอกเราว่า …

            “ไม่จริงๆ ยังไงเธอทำบาป เธอก็ต้องสารภาพบาป เธอยังเป็นคนบาปอยู่เลย”

            อันนั้นไม่จริง อันนั้นเป็นกระแสของโลกนี้ที่เข้ามา ทำให้เราหลงเชื่อ  เราไม่เป็นคนบาปอีกแล้ว  พระเจ้าบอกเรา เมื่อเราบังเกิดใหม่ ตัวบาปของเรา ได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว เราได้บังเกิดใหม่เข้ามาเป็นตัวตนใหม่ เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ เหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว เหมือนพระเจ้าแล้ว เรามีธรรมชาติใหม่ มีวิญญาณใหม่เหมือนพระเจ้าแล้ว ตัวเราเองไม่มีบาปเลย ถ้าใครมาบอกเราว่า …

            “ท่านเป็นคนบาป”

            ไม่ต้องรับ เพราะว่านั่นคือคำโกหก ตรงนี้แหละ ความจริงของพระเจ้าจะไม่ทำให้เราสงสัยว่า …

            “ใช่ๆ เรายังบาปอยู่หรือ? รีบๆ ไปสารภาพบาป”

            ไม่ใช่เลย  เราไม่ได้เป็นคนบาปแล้ว พระเจ้าบอกอย่างนั้น ไม่ว่าถ้อยคำอะไรก็ตาม ที่เราได้ยินได้ฟังผ่านปากของใครก็ตาม ที่มาบอกเราตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระเจ้าบอกเราชัดเจนว่าความรอด เรารอดแล้วรอดเลย เราเข้ามาเป็นลูกของพระเจ้า เป็นแล้ว เป็นเลย  ไม่ว่าเราทำอะไร ไม่มีผลอะไรที่จะทำให้เราหลุดไปจากทางของพระเจ้าได้เลย แล้วถ้าเราได้ยินคำอะไรก็ตามที่บอกเราว่า …

            “เธอทำอย่างนี้ เดี๋ยวหลุดจากทางของพระเจ้า พระเจ้าไม่เอาเธอแล้วนะ เดี๋ยวเธอก็ไม่รอดหรอก เดี๋ยวเธอก็ตกนรกหรอก”

            อันนั้น คือคำโกหก มันไม่จริง พอไม่จริง เราแยกแยะได้ เราก็ไม่รับมัน

            นี่คือผลของคนที่เจริญเติบโตในด้านวิญญาณ ที่จะสามารถรับรู้ว่าอะไรคือคำโกหกหลอกลวง อะไรคือความจริงที่พระเจ้าบอกเรา เพื่อเราจะได้สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ในความเชื่อ ที่พระเจ้าบอกเราว่าเราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เราเป็นทายาทของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์แล้ว เราสะอาด บริสุทธิ์ หมดจดเหมือนพระเจ้าแล้ว เราเป็นความรักแล้ว เราเป็นผู้ชอบธรรมแล้ว เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว เอเมน พระเจ้าอวยพรค่ะ

*******************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            เชื้อบาปได้เข้ามาในโลก เพราะคนๆ เดียว  และความตายก็เกิดมา เพราะเชื้อบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน

            โรม 5:12 … “เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่เชื้อบาปได้เข้ามาในโลก เพราะคนๆ เดียว และความตายก็เกิดมา เพราะเชื้อบาปนั้น  และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะมนุษย์ทุกคนทำบาป”

            เชื้อบาปก็เหมือนไวรัสทางวิญญาณ ที่ทำให้มนุษย์ถึงตายแน่นอน ซึ่งเกิดมาจากคนคนเดียว คืออาดัม  ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง ก็คือปฏิเสธการรับการรักษานั่นเอง

            1 ยอห์น 1:8-10 … “8 ถ้า​เราปฏิเสธว่า​เรา​ไม่​ได้เป็นคนบาป เรา​ก็​หลอกลวง​ตนเอง และ​ไม่​มี​ความ​จริง​อยู่​ใน​ตัว​เรา 9 ถ้า​เรายอมจำนนรับว่าเราเป็นคนบาป และเรา​สารภาพ​บาป​ของ​เรา พระ​องค์​เป็น​ผู้​รักษา​คำมั่น​สัญญา​ และ​มี​ความ​เที่ยงธรรม พระ​องค์​จะ​ยกโทษ​บาป​ทั้งหมดแก่​เรา และ​ชำระ​เรา​ให้​บริสุทธิ์ พ้น​จาก​ความ​ไม่​ชอบธรรม​ทั้ง​ปวง 10 ถ้า​เรา​พูดว่า​เรา​ไม่​เคย​ทำ​บาปเลย ก็​เท่า​กับ​เรา​ทำ​ให้​พระ​องค์​เป็น​ผู้​โกหก และ​ถ้อยคำของ​พระ​องค์​ (คือพระเยซู) ก็ไม่ได้อยู่​ใน​ตัว​เรา”

            ถ้าท่านยอมรับความจริงว่าพระเจ้าสามารถรักษาท่านให้หาย ผ่านทางพระเยซูคริสต์  ฉะนั้น ยอมจำนนต่อความจริง แล้วรับการรักษาเถิด

            วิธีรักษา …

            โรม 10:9-10 …  “9 นั่นคือถ้าท่านยอมรับด้วยปากของท่านว่า “พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า” และเชื่อในใจของท่านว่าพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย ท่านก็จะได้รับความรอด 10 เพราะท่านเชื่อด้วยใจ จึงทรงให้ท่านเป็นผู้ชอบธรรม  และเพราะท่านยอมรับด้วยปาก จึงทรงให้ท่านรอด  (รอดจากความพินาศ ในวิญญาณหลังความตาย) ได้เข้าอาศัยอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้านิรันดร์”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1423

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  2  กรกฎาคม  2023

เรื่อง “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15”

“พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?” ตอน 4

โดย นคร   เวชสุภาพร

            วันนี้ “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15” “พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?” ตอนที่ 4 จริงๆ แล้วอยู่ในบริบทเดียวกันทั้งหมดกับถ้อยคำ หรือคำสอนของพระเยซู ตลอดช่วงเวลา 3 ปีที่พระองค์ตระเวนประกาศข่าวดี  ไม่ได้มาสอนศีลธรรม ให้กับชาวยิว  ที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังไม่ได้บังเกิดใหม่  เพราะเวลานั้น พระเยซูคริสต์ยังทำภารกิจไม่สำเร็จ

            ภารกิจของพระเยซูคริสต์ คือการไถ่บาปให้กับเรา ให้เราได้บังเกิดใหม่  การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ บนไม้กางเขน  และการเป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 ณ เวลานั้น ภารกิจนี้ยังไม่สำเร็จ พระเยซูจึงตระเวนประกาศว่ายังไม่สำเร็จ  แต่กำลังจะสำเร็จ ประกาศว่าอาณาจักรสวรรค์กำลังจะมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ ก็หมายถึงว่าเมื่อพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 สวรรค์ได้มาตั้งอยู่แล้วนั่นเอง  เพราะฉะนั้น ตอนที่ตระเวนประกาศนั้น  สวรรค์กำลังจะมาตั้งอยู่แล้ว ที่ประกาศ ณ ช่วงนั้น ภารกิจยังไม่สำเร็จ พระเยซูบอกว่าสวรรค์กำลังจะลงมา แต่สิ่งที่เรากำลังพูดกันอยู่ กำลังวิเคราะห์กันอยู่วันนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ผ่านมา 2,000 ปีแล้ว ภารกิจสำเร็จแล้วหรือยัง? สำเร็จแล้ว ก็หมายถึงสวรรค์ลงมาตั้งอยู่บนโลกใบนี้ เรียบร้อยไปแล้วนั่นเอง เอเมน นี่เห็นชัดเจนเลย

            ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่าคำอธิษฐาน ในมัทธิว บทที่ 6 ที่เรากำลังวิเคราะห์นี้ รวมทั้งคำสอน  คำประกาศของพระเยซู ตลอดทั้ง 3 ปีที่เดินอยู่บนโลกใบนี้นั้น คือถ้อยคำที่พระองค์กำลังพูดกับใคร? ชาวยิว  ที่ยังไม่ได้กลับใจใหม่ ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า พระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด เพราะยังไม่มีพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ยังคงยึดในการกระทำตามธรรมบัญญัติ พันธสัญญาเดิม  พูดง่ายๆ คือยังไม่ได้เป็นคริสเตียน เพราะฉะนั้น พวกเราที่กำลังวิเคราะห์กันอยู่ในปัจจุบันนี้  เราเป็นคริสเตียนที่กลับใจใหม่แล้ว ได้บังเกิดใหม่แล้ว  อยู่ในยุคพระคุณแล้ว หรือว่ายุคที่เรียกว่าพันธสัญญาใหม่แล้ว ก็คืออยู่ในหลังไม้กางเขนนั่นเอง หลังที่พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว เป็นขึ้นจากความตายแล้ว สวรรค์มาตั้งอยู่แล้ว แล้วเราก็อยู่ในสวรรค์แล้ว

            เพราะฉะนั้น เราต้องศึกษาถ้อยคำเหล่านี้ ในมุมมองที่แตกต่างออกไป เอเมนไหม? ผมพยายามย้ำตรงนี้บ่อยๆ มากๆ มันสำคัญที่สุดเลย ไม่อย่างนั้นเราจะสับสนเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์มาก เมื่อเราสับสนข่าวประเสริฐ จะทำให้ไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ควรจะศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้น เพราะความจริงได้ถูกลบเลือนออกไป ความจริงได้ถูกผสมด้วยความจริงต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นความจริง ทำให้เกิดเหมือนไม่บริสุทธิ์ ดีพร้อม ไม่เป็นนมที่บริสุทธิ์ แต่เป็นนมที่เจือปนพิษ

            เพราะฉะนั้น จากคำถามที่ตั้งมาตามซีรี่ย์นี้ว่าคำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15 ที่เรารู้จักกันดี พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?  เราสามารถตอบได้ทันทีว่า …

            “เปล่าเลย  ไม่ใช่ ไม่ได้มาสอนให้เราทำตามสักหน่อย”

            ทั้งคำอธิษฐานตรงนี้ รวมทั้งคำสอน คำประกาศอื่นๆ ของพระเยซู ในช่วง 3 ปีนี้ พระองค์กำลังเตือนชาวยิวเหล่านั้นที่ยังไม่ได้เชื่อ ให้พวกเขากลับใจใหม่ อย่าพึ่งพาตนเองในการรักษาบทบัญญัติ เพื่อจะได้เข้าสวรรค์ แต่ให้หันมาวางใจในพระองค์ เป็นพระเมสิยาห์ที่พระเจ้าสัญญาไว้ เพราะปัญหามันอยู่ที่วิญญาณของพวกเขาเป็นบาป เขาจึงต้องตายและเกิดใหม่เท่านั้น

            นี่คือบทสรุปสั้นๆ เนื้อๆ ของข่าวดีที่พระองค์มาประกาศ ในช่วง 3 ปีนี้ สรุปสั้นๆ  เนื้อหาสาระมีอยู่แค่นี้เอง สังเกตอย่างที่ตะกี้นี้ที่ผมบอกว่าการอยู่ในบาปกับคำว่าเกิดใหม่ในวิญญาณนี้ มันต่างกันลิบลับเลย เห็นไหมครับ?  เราเป็นคริสเตียนเกิดใหม่ในวิญญาณ แต่ตอนที่พระเยซูประกาศอยู่นี้ ยังไม่มีคริสเตียนเลย  ยังไม่มีใครเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นคนบาปและตายอยู่ พระเยซูกำลังมาชี้ให้พวกเขาเห็นว่ามนุษย์นั้นตายและอยู่ในบาป จำเป็นต้องตายจากบาป และมาเกิดใหม่ นี่คือเรื่องย่อๆ เนื้อๆ ของข่าวดี  ที่พระองค์มาประกาศช่วง 3 ปีนั้น

            ผมจะยกตัวอย่าง หนึ่งในถ้อยคำของพระเยซูในบริบทนี้ ที่เรากำลังวิเคราะห์นี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ยก สัปดาห์นี้ก็จะยกอีก จะยกไปเรื่อยๆ ให้เราเห็นได้ชัดๆ ว่าทั้งบริบทนี้ คือทั้ง 3 ปีที่พระองค์ทรงประกาศนี้ พระองค์ไม่ได้มาสอนให้เราทำ  แต่มาชี้ให้เห็นถึงรายละเอียด เมื่อตะกี้นี้ที่ผมบอก สรุปให้ฟัง เช่นยกตัวอย่างตอนหนึ่ง ถ้อยคำของพระเยซูในมัทธิว บทที่ 16 ที่พระองค์กำลังพูดกับชาวยิว ที่ยังไม่เชื่อ ต้องเน้นตรงนี้บ่อยๆ ยังเป็นคนบาปอยู่ในวิญญาณ ยังไม่เป็นคริสเตียน ยังไม่ได้บังเกิดใหม่  พระองค์กำลังพูดกับพวกเขาอย่างนี้  เพื่อท่านจะได้เห็นชัดขึ้น เพื่อจะได้อ่าน จะได้อ๋อ! พระเยซูกำลังชี้ ให้พวกเขาเห็นว่าเขาเป็นคนบาป ที่วิญญาณของเขา ปัญหาอยู่ที่วิญญาณของเขา เป็นคนบาป

            ก่อนจะอ่าน เน้นอีกทีที่จะอ่านนี้ พระเยซูกำลังพูดกับชาวยิว ที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ ยังไม่ได้เป็น คริสเตียน มัทธิว 16:24-26 …

        มัทธิว 16:24-26 “24 พระเยซูจึงตรัสกับบรรดาสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตน แบกและตามเรามา 25 เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต  แต่ใครยอมเสียชีวิต เพราะเห็นแก่เรา คนนั้นจะได้ชีวิตรอด 26 เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของหมดทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน หรือคนนั้นจะนำอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา”

            เรามาวิเคราะห์กัน วิธีวิเคราะห์ ที่อ่านให้เข้าใจ อย่างที่บอก เน้นมาหลายครั้งแล้ว ต้องรู้ว่าพูดกับใคร? คราวนี้เรารู้แล้ว พูดกับชาวยิวที่ยังไม่ได้เชื่อ ยังไม่ได้บังเกิดใหม่ ยังไม่ได้เป็น  คริสเตียน อยู่ในสภาวะตายในวิญญาณ  เรารู้แล้วตอนนี้ แต่ตอนนั้น พวกเขาไม่รู้ พระเยซูจึงพูดอย่างนี้ให้เขาฟัง หมายถึงอะไร ทั้งหมดเมื่อตะกี้นี้ มัทธิว 16:24-26 หมายถึงอะไร? หมายถึงใครที่ยอมรับว่าตนเอง เป็นคนบาป ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้แบกวิญญาณที่เป็นบาปอยู่นั้น เดินตามพระองค์ไปที่ที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน คือเนินเขากลโกธา แล้วร่วมถูกตรึงตายบนไม้กางเขน พร้อมกับพระองค์ แล้วจะได้เป็นขึ้นจากความตาย พร้อมพระองค์ ได้บังเกิดใหม่พร้อมพระองค์นั่นเอง

            เห็นไหม? มันตรงกับข่าวประเสริฐเลย ตรงกับข่าวดี พระเยซูกำลังมาชี้ให้เขาเห็นว่าเขาต้องเกิดใหม่ ไม้กางเขน คือสัญลักษณ์ที่ชาวยิวรู้ดี มาตั้งแต่อดีต บรรพบุรุษแล้ว ไม้กางเขน ก็คือสัญลักษณ์แห่งการสาปแช่ง แห่งความตาย เพราะความบาป นี่ จึงให้เขาแบกไม้กางเขน  แบกความสาปแช่ง และความตายที่อยู่ในวิญญาณนั้น ไปที่เนินเขาหัวกะโหลก กลโกธา นี่คือเป็นเนินเขา นอกกรุงเยรูซาเล็ม  เป็นสถานที่ที่เขาเอาไว้ทิ้งซากศพ ที่ถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้าในวิหาร ในกรุงเยรูซาเล็ม และเอาซากอะไรต่างๆ มาทิ้งตรงนี้ เขาเรียกว่าหุบเขาแห่งความตาย แปลว่าอย่างนั้น เป็นที่ที่เหม็นหึ่งไปด้วยคำสาปแช่ง ไม่มีใครอยากจะไปเลย มันเป็นที่อโคจรเลยล่ะ ชาวยิวรู้ดี เห็นไหม? พระเยซูยกตัวอย่างง่ายๆ …

            “มา ตามเราออกไปที่ไหน? ที่กลโกธา ทำอะไร? แบกกางเขนของเจ้าไป”

            คือสัญลักษณ์ของสถานที่ที่คนจะไปตายที่นั่น เพื่อตัวเก่าและวิญญาณเก่าที่เป็นคนบาป ที่ถูกสาปแช่งอยู่ในตัวเจ้านั้น จะได้ตายไป บนไม้กางเขนนั้น ตายไป เพื่อจะได้บังเกิดใหม่ ท่านหรือพวกท่านจะไม่สามารถบังเกิดใหม่ได้เลย เข้าสวรรค์ไม่ได้เลย ถ้าท่านไม่ตายก่อน แล้วจะบังเกิดใหม่ได้อย่างไร?  และบังเกิดใหม่ด้วยอะไร?  ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ที่ชุบให้ท่านเป็นขึ้นจากความตาย พร้อมๆ กับพระเยซูคริสต์ นี่คือความหมายอย่างนั้น

            “ถ้าใครต้องการจะติดตามเรา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง”

            ปฏิเสธตนเอง คือเลิกพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง  เลิกพึ่งพาการกระทำดีของตนเอง เพื่อจะเข้าสวรรค์ ด้วยความดีของตนเอง เลิกซะ แล้วมาวางใจในเรา พระเยซูคริสต์เป็นพระมาซีฮาห์  แทนที่จะไม่ปฏิเสธตัวเอง แต่มาปฏิเสธเรา ก็คือพูดง่ายๆ แทนที่จะมาพึ่งเรา กลับพึ่งตนเอง เลิกพึ่งตนเองเถิด มาพึ่งเรา มีอยู่แค่นี้เอง ชัดเลย

            คราวนี้เรากลับมาวิเคราะห์    หลังจากคำพูดนี้ประมาณ 3 ปี พระเยซูกระทำการไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ สำเร็จเรียบร้อยแล้ว  โดยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  ถูกฝังไว้ในอุโมงค์และเป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แล้ว พระเยซูก็พูดกับคริสเตียน จากนี้ ถึงเรื่องนี้ เรื่องเดียวกันนี้ เรื่องที่ประกาศเมื่อสักครู่นี้ พระเยซูได้พูดกับคริสเตียน ผู้เชื่อที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมในวิญญาณแล้ว  โดยพูดผ่านทางอัครทูตเปาโล พระเยซูเข้ามาสถิตอยู่กับผู้เชื่อแล้ว  ผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้มาประกาศ พระเยซูก็พูดผ่านทางเขา ตอนหนึ่งในนั้น ที่ยกมาตอนนี้ ก็คือพูดผ่านทางอัครทูตเปาโล ในหนังสือโรม 6:3-6 ดูสิพระเยซูพูดเรื่องเดียวกันนี้ แต่ความหมายเป็นอย่างไร? …

        โรม 6:3-6 “3 ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อ (พระเยซูคริสต์) ก็ได้ถูกนำเข้าไป เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ (รับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า)  ก็ได้เข้าส่วนร่วม ในความตายของพระองค์ (ที่ไม้กางเขน) ในการบัพติศมานั้น 4 ดังนั้น เราจึงได้ถูกฝังไว้กับพระองค์  โดยการได้บัพติศมาเข้าส่วนร่วมในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่ (บังเกิดใหม่) เช่นเดียวกับที่พระเจ้าได้ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) โดยฤทธิ์อำนาจแห่งพระวิญญาณ และพระเกียรติสิริของพระบิดา 5 ฉะนั้น ถ้าเราได้มีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการตาย แน่นอน เราจะมีส่วนร่วม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตาย (บังเกิดใหม่) ด้วยเช่นกัน 6 เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา (ที่อยู่ในบาปในอาดัม) ได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวบาปเก่านั้น จะได้ถูกขจัดไป (ตายจากบาป)  เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป”

            พูดง่ายๆ ก็คือถ้าท่านทำตามเมื่อสักครู่นี้ ที่พระเยซูพูดกับชาวยิว ถ้าท่านปฏิเสธตัวเอง  ไม่พึ่งพาตนเอง  แล้ววางใจในเรา แบกกางเขนของท่าน  แบกความบาป คำสาปแช่งในวิญญาณของท่าน แล้วตามเรามา  สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในชีวิตของท่าน ท่านจะได้รับชีวิตใหม่ ถ้าท่านรักชีวิตของตนเอง  โดยการกระทำด้วยตนเอง ท่านจะเสียชีวิต แต่ถ้าท่านรักชีวิตตนเอง และวางใจในเรา ท่านจะได้รับชีวิตกลับมา นั่นหมายถึงอย่างนั้น

            เราลองมาวิเคราะห์กันดู พอท่านแบกกางเขนของท่านตามเรามาแล้ว ท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว พระเยซูก็สอนอีกแบบหนึ่งว่าท่านไม่รู้หรือว่า ก็คือท่านที่แบกกางเขน ตามเรามาแล้ว  มาเป็นหนึ่งเดียวกันกับเราแล้ว มาตายพร้อมกับเราที่ไม้กางเขนแล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกวิญญาณแล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่เชื่อพระเยซูคริสต์ ก็ได้ถูกนำเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ การนำเข้าไปอยู่ในพระเยซูคริสต์นั้นเป็นหน้าที่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ซึ่งพระคัมภีร์เรียกกันว่าบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ก็คือการเข้าส่วนร่วมในการตายของพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ที่ไม้กางเขน

            ดังนั้น เราจึงได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ โดยการบัพติศมาเข้าส่วนร่วมในการตาย  เพื่อว่าเราจะได้มีชีวิตใหม่ บังเกิดใหม่เช่นเดียวกับพระเจ้า ที่พระเจ้าทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย  พูดง่ายๆ พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย  เราก็เป็นด้วยนั่นเอง คือการแบกกางเขนของเรา ความบาปของเราไปที่กลโกธา ตายพร้อมพระเยซู ก็คือการเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ยอมรับว่าพระองค์เป็นพระมาซีฮาห์  เป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ ตายบนไม้กางเขน เมื่อเราเปิดใจต้อนรับนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเข้าไปในวิญญาณของเรา  เข้าไปในร่างกายของเรา อันดับแรก คือ เข้าไปฆ่าเราให้ตายทางวิญญาณ โดยเอาวิญญาณบาปของเรา ไปตายพร้อมกับพระเยซูที่ไม้กางเขน  ถูกตรึงอยู่ที่นั่น ตายพร้อมกับพระองค์

            เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเรา ที่อยู่ในบาป อยู่ในอาดัม เป็นคนบาปสกปรกนั้น  ได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวเก่าตัวบาปนี้จะได้ถูกขจัดออกไป คือได้ถูกฆ่าให้ตายไป ตายจริงๆ เลย แล้วจะได้เป็นขึ้นมาใหม่ จากความตาย พร้อมพระเยซูคริสต์ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกวิญญาณ เราได้เกิดใหม่แล้วจริงๆ เป็นคริสเตียน คือวิญญาณสะอาดหมดจดบริสุทธิ์ ดีพร้อม เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซู เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของพระเยซู สะอาดหมดจด กาลาเทีย 2:20 พระองค์ก็ชี้แจงให้เห็นชัดเจนว่าชีวิตของคริสเตียนบริสุทธิ์ สะอาดขนาดไหน? ชีวิตของคริสเตียน คือชีวิตที่ดำเนินด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า ชีวิตของพระเยซูคริสต์ เป็นชีวิตของเรา  ที่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ในขณะนี้ กาลาเทีย 2:20 …

        กาลาเทีย 2:20 “ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหาก ที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เอง เพื่อข้าพเจ้า”

            เห็นไหมครับแตกต่างกันลิบลับเลย ตอนแบกกางเขนไปนั้น เป็นคนสกปรก เป็นคนตาย  คนถูกสาปแช่ง ตอนนี้เป็นคริสเตียนแล้ว เป็นผู้เชื่อแล้ว สะอาด หมดจด เหมือนพระเยซูเลย มีชีวิตเหมือนพระเยซู พระเยซูสถิตอยู่ด้วย

            และพระเยซูตรัสว่า … “ผู้ใดแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย จงมาหาเรา เราจะให้ผู้นั้น หายเหนื่อยและเป็นสุข”

            เราคุ้นๆ กันดี อยู่ในบริบทนี้เหมือนกัน  คำว่า “แบกภาระหนัก” ตรงนี้ ก็หมายความอันเดียวกันนั่นแหละกับที่พระเยซูบอก “แบกกางเขนของตน แล้วตามเรามา” อยู่ในบริบทเดียวกัน พูดตอนไหน? พูดตอนที่เขายังไม่เชื่อ พระเยซูยังทำภารกิจไม่สำเร็จ พูดกับชาวยิวนั่นแหละ “ผู้ใดแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย” ก็คือแบกกางเขนของตนเอง แบกเอาความบาป ความตายที่อยู่ในวิญญาณ เหนื่อยขนาดไหน?  “เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข”

            ผู้ที่แบกภาระหนัก หรือแบกกางเขนของตน ก็คือผู้ที่แบกหนี้บาปเวรกรรมของตน ชาวยิวในสมัยนั้น มาแบกภาระหนัก พระองค์กำลังชี้ว่าแบกความสาปแช่ง แต่ในยุคต่อๆ มา ยุคปัจจุบัน หรือว่ายุคหลังจากนั้น คือประชาชาติทั่วไปที่ไม่ใช่ชาวยิว เราจะคุ้นๆ กับคำนี้ดีว่า …

            “คนเราเกิดมา ต้องชดใช้หนี้บาป เวรกรรม”

            มันอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้  เพราะฉะนั้น แบกกางเขนของตน ก็คือผู้ที่แบกหนี้บาป เวรกรรมของตน ที่จะต้องชดใช้ ต้องได้รับโทษจากความบาป หลังความตาย ต้องอยู่ในความพินาศ เนื่องจากเป็นคนบาป มนุษย์รู้ดี ตอนนี้ มนุษย์ทุกคนแล้ว ถ้าเขาไม่ได้เชื่อและวางใจในพระเยซู

            เพราะฉะนั้น ความหมายในบริบทนี้ คือ … “ผู้ใดที่กำลังแบกหนี้บาป เวรกรรมอยู่ จงมาหาเรา วางใจในเรา วางใจในข่าวดีที่เราประกาศให้ เราจะให้ผู้นั้นหลุดพ้นจากหนี้บาปเวรกรรม หายเหนื่อยและเป็นสุข  แสดงว่ากำลังพูดกับคนที่เหน็ดเหนื่อย ก็คือพูดกับมนุษย์ทุกคนที่ยังไม่เชื่อ ไม่ได้พูดกับคนที่เชื่อแล้ว ถูกไหมครับ?

            เราวิเคราะห์กันอย่างละเอียดเลยนะ แต่ว่าเราเข้าใจผิด เราสับสน  ถ้าเราตีความผิด ไปเข้าใจว่าที่พระเยซูพูดว่า “จงแบกกางเขนและตามเรามา” พระองค์กำลังพูดกับเราคนที่เป็นคริสเตียนแล้ว แล้วบอกว่ามาเชื่อพระเจ้าแล้ว ก็ยังต้องแบกกางเขน ยังต้องมีภาระที่ต้องทำเพิ่มอีก ถ้ายังต้องทำอีก จะหายเหนื่อยและเป็นสุขได้อย่างไร? จริงไหมครับ? คิดเองเลยอันนี้ พระเยซูมุสาหรือ?

            พระองค์บอกว่า “ผู้ใดแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อย มาหาเรา เราจะให้ผู้นั้นหายเหนื่อยและเป็นสุข”

            แล้วเราเป็นคริสเตียนแล้ว เราเป็นสุขแล้ว แล้วเราก็บอกว่า “เรายังแบกภาระหนักและเหน็ดเหนื่อยเลย เราต้องทำเพิ่มเติมเข้าไป” เรากำลังพูดกับอะไรที่ปฏิเสธพระองค์ พระเมสิยาห์หรือไม่?

            สรุป ก็คือผู้ที่รู้ตัวว่าเป็นคนบาป จงแบกกางเขน หนี้บาปของตน เดินตามพระเยซูไป ไปตายร่วมกับพระองค์ที่ไม้กางเขน  และจะได้เป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระองค์ หายเหนื่อยและเป็นสุข จบบริบูรณ์ ฮาเลลูยา

            มันควรจะเป็นอย่างนั้นนะ คนที่เป็นคริสเตียน ผลของเขา ที่เขามาเปิดใจรับเชื่อพระเยซูแล้ว และวางใจในพระเยซู ควรจะเป็นอย่างนี้ ชีวิตจะได้สบาย หายเหนื่อยและเป็นสุขจริงๆ ไม่ใช่ พอมาเป็นคริสเตียนแล้วหนักกว่าเดิมอีก แต่ก่อนที่ไม่เคยต้องทำ เดี๋ยวนี้ต้องทำด้วย หนักกว่าเดิมอีก อย่างนี้เป็นต้น

            เพราะฉะนั้น คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15 พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ? ตามหัวข้อที่เราได้ตั้งชื่อซีรีย์นี้ขึ้นมา คำตอบ ก็คือย้ำอีกทีว่าเปล่าเลย ไม่ได้มาสอนให้ทำ มาประกาศ ในช่วง 3 ปี ก่อนถูกตรึงที่ไม้กางเขน ที่พระองค์ทรงประกาศอยู่นี้ พระองค์ไม่ได้มาสอนศีลธรรม ให้ทำอันโน้นอันนี้ ถูกต้องดีงาม อะไรต่างๆ เหล่านั้น ก่อนหน้าพระองค์และหลังพระองค์ มีคนมาสอนเยอะแยะ มนุษย์ก็รู้ดีด้วยว่าทำอะไรดี ไม่ดี พระองค์ไม่ได้มาสอน แต่พระองค์ได้ชี้ให้เห็น มาประกาศความจริงให้เห็นว่ามนุษย์ เป็นคนป่วยในวิญญาณ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่การป่วยภายนอกที่มนุษย์คิดว่าประพฤติอย่างนี้แย่ เป็นบาป แค่นั้น แต่มันมีปัญหาอยู่ที่วิญญาณของเขา โดยประกาศผ่านทางชาวอิสราเอลก่อน ชาวยิวก่อน

            ที่เรากำลังวิเคราะห์ติดตามอยู่นี้ ซึ่งในอดีต พระเจ้าได้ให้บทบัญญัติกับพวกเขา คือชาวยิว เป็นเหมือนกระจกเงา ก็คือบัญญัตินั้น กฎเกณฑ์ต่างๆ นั้น อย่าทำอันนี้ อย่าทำอันนั้น ให้ทำอันนี้ ให้ทำอันนั้น  เป็นเหมือนกระจกเงา เพื่อดูตัวเองว่าเป็นคนป่วย เพื่อจะได้รู้ว่าตัวเองป่วย เพราะทำตามบทบัญญัติไม่ได้ เดี๋ยวก็ละเมิดๆ แต่พระเยซูนำเอาเครื่องมาเสริมให้เห็นชัดขึ้น ไม่ได้มาลบล้างบทบัญญัติ แต่มาเสริมบทบัญญัติให้ชัดขึ้น คือแทนที่บทบัญญัติเป็นกระจกเงาใช่ไหม? พระเยซูเอาเครื่องเอ็กซเรย์มาเลย กระจกเงาเห็นแต่ภายนอกว่าเป็นคนบาป ยังไม่แน่ใจใช่ไหม? เอาเครื่องเอ็กซเรย์มาเลย เอ็กซเรย์ดูข้างใน จะได้เห็นชัดเจน เข้าไปอยู่ภายในเขาเลยว่าป่วยจริงๆ หนักด้วย เรื้อรังด้วย เป็นมะเร็งในวิญญาณ เขาต้องรีบรักษา รักษาด้วยตนเองไม่หาย ก่อนหมดลมหายใจ เขาต้องรีบไปหาหมอ แล้วหมอ ก็คือพระเยซู

            เพราะฉะนั้น พระองค์มาชี้ให้เขาเห็น และให้เลิกล้มความตั้งใจที่จะรักษา ด้วยความสามารถของตนเอง ให้เลิกซะ พระองค์ทรงยกตัวอย่างให้เขาเห็น ชัดเจนเลย ในบริบทนี้ทั้งหมด  ทั้ง 3 ปีนี้ ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น คิดอิจฉาริษยา ว่ากล่าวคนอื่นว่าไอ้บ้า ไอ้โง่ ยกตนเองขึ้นสูงกว่าคนอื่น  ดีกว่าคนอื่น  คิดกำหนัดในใจ คิดโลภ แม้เพียงนิดเดียว ก็ไม่รอดแล้ว เหล่านี้ทั้งหมด คือภาพ ไม่ได้มาสอนให้ทำ  แต่ภาพที่พระเยซูชี้ให้เขาเห็นว่าในวิญญาณของเขามันป่วยหนักจริงๆ ช่วยตัวเองไม่ได้หรอก ไม่มีทาง ที่จะเป็นไปได้ในการช่วยเหลือตัวเองให้หาย จากโรคมะเร็งร้าย คือความบาปในวิญญาณของเขา โดยการประพฤติของเขา  โดยการรักษาบทบัญญัติ บทบัญญัติมีไว้สำหรับเป็นกระจกเงาให้เขาดูว่าเขาเป็นคนบาป ช่วยไม่ได้หรอก

            รวมทั้งถ้อยคำที่บอกว่าจงอภัยให้กับผู้อื่นก่อน พระเจ้าจึงจะอภัยให้กับท่าน ความหมาย ก็คือทำไม่ได้อยู่แล้ว ไม่มีทางเลยที่ท่านจะทำได้ คือการให้อภัยโทษผู้อื่นก่อน โดยการพึ่งพาการกระทำด้วยตนเอง  เพราะว่าการไม่ให้อภัยมันอยู่ที่วิญญาณของท่าน ที่เป็นวิญญาณบาป วิญญาณแห่งความเกลียดชัง สกปรก โสโครก พระองค์จึงยกตัวอย่างเหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม  อย่างที่ผมอธิบายให้ฟังหลายตอนแล้ว

            ถามว่าพระองค์มาสอนให้กระทำหรือ? ไม่ใช่ มาชี้ให้เห็นว่าเป็นคนบาป และก็ชี้ให้เห็นว่าเพราะความบาปมันอยู่ในวิญญาณของท่าน ท่านที่เป็นคนบาป เพราะวิญญาณท่านบาป ไม่ใช่เพราะความประพฤติของท่านบาป นี่ก็ชี้ให้เห็นตรงนี้ ไม่ได้ชี้ว่าตรงนี้บาป ไม่ทำ แต่ชี้ให้เห็นว่าท่านจะรักษาความประพฤติให้ดีอย่างไร? รักษาให้ตายอย่างไรก็ตาม ไม่มีทางล้างความบาปออกจากวิญญาณของท่านได้ เป็นไปไม่ได้เลย  เพราะวิญญาณเป็นต้นตอชีวิตของท่าน วิญญาณเป็นบาป เมื่อท่านสิ้นลมหายใจ วิญญาณออกจากร่าง วิญญาณก็เป็นบาป และใครจะช่วยท่านได้ การพึ่งพา การกระทำของตนเอง มันช่วยไม่ได้หรอก เพราะวิญญาณท่านเป็นคนบาป

            วิธีแก้ ก็คือท่านต้องให้วิญญาณนี้เปลี่ยนซะ นอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนได้ และพระเจ้าเปลี่ยนด้วยวิธีฆ่าท่านให้ตาย ฆ่าวิญญาณเก่าท่าน กำจัดออกไป ผ่าตัดวิญญาณเก่าท่านออกไป แล้วเอาวิญญาณใหม่ใส่เข้ามา ใจใหม่ใส่เข้ามา ไม่มีใครทำได้ นี่เราเห็นภาพชัดเจนเลย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ มาชี้ให้มนุษย์ได้เห็น โดยผ่านทางชาวยิวก่อน ในช่วง 3 ปีนั้น แล้วก็มาชี้ให้มนุษย์เห็นเหมือนกันอย่างนี้ ผ่านทางอัครทูตต่างๆ ผู้เชื่อต่างๆ หลังจากที่พระองค์ทรงทำภารกิจสำเร็จแล้ว พระองค์จึงบอกว่าสำหรับมนุษย์ก็เหลือกำลัง แต่สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นไปได้เสมอ

            การตายต่อบาปของเรา หมายถึงการที่ตัวบาปของเราตายไปเลย ถ้าเรายังเป็นบาปอยู่ เราก็เป็นทาสของความบาป เพราะตัวเป็นบาป  แต่ถ้าเราตายต่อบาป เราก็เป็นอิสระ หมายถึงอย่างนี้

            ถ้าชาวยิวคนไหนไม่เชื่อ  ไม่วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ พูดง่ายๆ ว่าปฏิเสธพระองค์ แต่เชื่อความสามารถของตัวเอง รักษาความดีได้ ก็ต้องอธิษฐานอย่างมีเงื่อนไขตามพันธสัญญาเดิม ในมัทธิว 6:9-15 อย่างนี้ต่อไป มันหมายถึงอย่างนั้น ไม่ได้สอนให้ทำ  แต่กำลังจะบอกว่าถ้าท่านไม่เชื่อเราว่าเป็นพระมาซิฮาห์ ท่านก็ต้องอธิษฐานอย่างนี้ต่อไป ก็คือรอคอยสวรรค์ รอคอยการอภัยโทษจากพระเจ้า โดยผ่านทางการรักษาบทบัญญัติ ด้วยความพยายามของตนเอง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ในสายพระเนตรของพระเจ้า ตามมาตรฐานของพระเจ้าได้เลย  ไม่มีทางเป็นไปได้เลย แม้แต่นิดเดียว ด้วยความพยายามของตนเอง ที่จะทำการเปลี่ยนวิญญาณของตนเอง ให้เป็นคนบริสุทธิ์ ดีพร้อม เข้าสวรรค์ได้ เป็นไปไม่ได้  ถ้าไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระมาซิฮาห์ ก็ต้องอธิษฐานอย่างนี้ต่อไป

            นี่พระเยซูกำลังชี้ให้เห็น ไม่ใช่เอาคำอธิษฐานนี้มา แล้วมาเป็นคำอธิษฐานของเรา เราเป็นคริสเตียนแล้ว มันไม่ใช่ของเรา เป็นของคนที่ปฏิเสธพระเยซูมากกว่า

            เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระมาซิฮาห์ ก็อธิษฐานแบบนี้ แบบไหน? แบบมัทธิว 6:9-10 ลองอ่านดู …

        มัทธิว 6:9-10 “9 ฉะนั้น ท่านควรจะอธิษฐานดังนี้ว่า “‘ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เทิดทูนสักการะ 10 ขอให้อาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในโลก เช่นเดียวกับในสวรรค์”

            จำกันแม่นเลย ตอนนี้ท่านจะอธิษฐานลงไหม? ท่านเป็นคริสเตียนแล้ว เป็นผู้เชื่อแล้ว พระองค์กำลังบอกว่าคนที่ไม่เชื่อพระองค์ว่าเป็นพระเจ้า คนที่ไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นพระมาซิฮาห์ พูดผ่านทางชาวยิวก่อน ก็ต้องอธิษฐานอย่างนี้แหละ

            “ขอสวรรค์ลงมาตั้งอยู่” ขอไปเรื่อยๆ ขอทุกวัน สวรรค์ลงมาตั้งอยู่แล้ว ก็ยังขออยู่ นึกภาพออกไหม? พระองค์พูดตรงนี้ให้กับชาวยิว ในขณะที่ซึ่งอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ พระเมสิยาห์  คือพระองค์เอง คือพระคริสต์ ก็จะทำสำเร็จบนไม้กางเขนแล้ว อาณาจักรของพระเจ้า คือสวรรค์ จะได้รับการสถาปนาตั้งอยู่บนโลกใบนี้แล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้า และทางเดียวที่จะเข้าสวรรค์นี้ได้ คือวางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ ทางเดียวเท่านั้นจริงๆ เพราะพระเจ้ากำลังจะยกเลิกพันธสัญญาเดิม ผ่านทางสัตวบูชานั้นเรียบร้อยแล้ว พระองค์จะยกเลิก ไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว  เห็นไหม ถ้าท่านไม่วางใจในพระเมสิยาห์ คือเรา ท่านก็ต้องอธิษฐานตามอย่างคนที่ไม่เชื่อ อย่างนี้ต่อไป รอต่อไป ข้อต่อไป มัทธิว 6:11 …

        มัทธิว 6:11 “ขอโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้”

            ก็ขอต่อไป แต่ถ้าท่านวางใจในเราว่าเป็นพระเมสิยาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ท่านก็จะได้รับการบังเกิดใหม่ในวิญญาณ เป็นลูกของพระเจ้า ผู้ทรงเลี้ยงดู ดั่งลูกแกะของพระองค์ แล้วพระวิญญาณของพระเจ้า จะเข้ามาสถิตอยู่ภายในท่าน นำพาชีวิตท่านตลอดเวลา ท่านจะไม่ขัดสนสิ่งดีใดๆ เลย พระองค์ทรงสัญญาไว้เช่นนั้น เอเมน เห็นหรือยัง? ข้อต่อ 12 …

        มัทธิว 6:12 “ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ให้ ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นกัน”

            อันนี้ยิ่งชัดใหญ่เลย อีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยการหลั่งพระโลหิตของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน ท่านทั้งหลาย ชาวยิวเอ๋ย  ผู้ที่วางใจในพระองค์ คือในเรานั้น  จะได้รับการชำระหนี้บาปทั้งสิ้น จะได้รับการอภัยโทษ จากบาปทั้งสิ้น โดยพระคุณ ความรักของพระเจ้าผ่านทางพระโลหิต การตาย สิ้นพระชนม์ของเรา ไม่ใช่โดยความประพฤติว่าท่านต้องให้อภัยคนอื่นก่อน ท่านยังไม่ได้อภัยให้คนอื่นก่อนเลย ไม่เป็นไร แต่พระเจ้าอภัยให้ท่านแล้ว โดยที่เราตายที่ไม้กางเขน  เพื่อท่าน ท่านเชื่อไหม? ท่านวางใจในเราไหม? เห็นหรือยัง? ข้อ 13 ต่อ …

        มัทธิว 6:13 “และขออย่าให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย ล้มลงเมื่อถูกทดลอง แต่ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้พ้นจากมารร้าย”

            ท่านถูกทดลองให้ทำบาป แน่นอน มนุษย์ทุกคน ถูกทดลองให้ทำบาป แล้วทำอย่างไร? ต้องขออภัยจากพระเจ้า ต้องถูกลงโทษ  แต่เมื่อท่านเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์  ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่ และพระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ภายในท่าน ท่านจะเป็นอิสระจากการถูกลงโทษ เนื่องจากบาปเลย ไม่ว่าจะล้มลงในความบาปสักกี่ครั้ง ก็ตาม ไม่ว่าจะไม่ผ่านการทดลองสักกี่ครั้งก็ตาม ไม่ว่าจะมีการทดลองสักกี่ครั้ง ถ้าล้มลงก็ตาม พระเจ้าได้อภัยให้กับท่านหมดก่อนเรียบร้อยแล้ว โดยพระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เรียบร้อยไปก่อนที่ท่านจะทำอีกด้วยซ้ำ ก่อนที่ท่านจะล้มลง เอเมน นี่คือพันธสัญญา มารและวิญญาณชั่วทั้งหลายไม่สามารถแตะต้องท่านได้อีกแล้ว มันไม่สามารถกล่าวหาท่านได้อีกต่อไปว่าท่านเป็นคนบาป  เพราะบาปท่านได้ถูกลบออกไปเรียบร้อยแล้ว ตัวท่านตายแล้ว ท่านไม่เป็นทาสของความบาปอีกต่อไปแล้ว ท่านเกิดใหม่ อยู่ในพระเยซูคริสต์ อยู่ในเราแล้ว เอเมนไหม? ข้อ 14-15 …

        มัทธิว 6:14-15 “เพราะถ้าท่านอภัยให้ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน  พระบิดาของท่านในสวรรค์  จะทรงอภัยให้ท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยบาปผิดของผู้อื่น พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน”

            ถ้าท่านวางใจในเราว่าเป็นพระเมสิยาห์ พระคริสต์  ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้กับท่าน ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่  จากหน่อเชื้ออันบริสุทธิ์ เป็นอมตะนิรันดร์ของพระเจ้า เรียกว่าวิญญาณนิรันดร์ ท่านจะเป็นความรักเหมือนพระเจ้า ท่านจะเป็นความชอบธรรม เป็นคนชอบธรรมบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเยซูคริสต์ เป็นคนให้อภัยจากใจที่บังเกิดใหม่นั้น เหมือนพระเยซูเลย ข้างในใจท่านสะอาด บริสุทธิ์ เหมือนพระเยซูเลย รักและเมตตา และให้อภัยผู้คนเหมือนพระองค์เลย  แต่ถ้าท่านไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสิยาห์ เป็นพระคริสต์ ถ้าท่านไม่เชื่อวางใจในเรา ที่พระเจ้าทรงโปรดประทานให้กับท่าน ให้กับมนุษย์ทุกคน ตามที่ได้สัญญาไว้  เพื่อช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการถูกลงโทษ เนื่องจากบาป ในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และการหลั่งพระโลหิตของพระองค์ เพื่อไถ่มวลมนุษย์ บนกางเขน ซึ่งจะกระทำในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ถ้าท่านไม่เชื่อ หรือท่านเชื่อ  ท่านก็จะได้รับอย่างที่ตะกี้นี้ ที่พระองค์ทรงชี้ให้เห็นในบริบทนี้ ทั้ง 3 ปีนี้ ชี้ให้เห็นแค่นี้เองว่าถ้าท่านพึ่งในตนเอง จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าพึ่งในเรา วางใจในเราจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าท่านปฏิเสธเรา เป็นพระเมสิยาห์ แล้วยอมรับตัวเองว่าท่านช่วยตัวเองได้ จบเห่ แต่ถ้าท่านปฏิเสธตนเอง ช่วยตนเองไม่ได้ เป็นคนบาป แต่ไม่ปฏิเสธเรา คือยอมรับเราว่าเป็นพระเมสิยาห์ ช่วยเหลือได้ เราก็จะช่วยให้เจ้าได้รับความรอด

            เห็นไหม? นี่คือบทสรุปของบริบทที่เรากำลังวิเคราะห์มานี่แหละ ถ้าท่านยังคงเชื่อมั่น วางใจในการกระทำดี เพื่อจะเป็นผู้ชอบธรรมด้วยตนเองได้ พระเยซูก็แนะนำให้ท่านอธิษฐานและพยายามทำตามมัทธิว 6:9-15 นี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าที่ท่านจะเห็นความจริงว่าพระองค์มาชี้ว่าท่านทำไม่ได้ ท่านอย่าเย่อหยิ่ง จองหอง ยอมรับความจริงว่าท่านทำไม่ได้ๆ อย่าบอกว่าทำได้ ดีที่สุด อย่างน้อยดีกว่าคนนั้น คนนี้ คนนั้นยังทำสู้ฉันไม่ได้เลย ไม่ได้ทั้งหมดนั่นแหละ คนทำน้อยก็ไม่ได้ ท่านเองทำเยอะก็ไม่ได้ เพราะคนทำน้อย วิญญาณเขาก็บาป คนทำมาก วิญญาณเขาก็บาป มันบาปเท่ากันหมดแหละ ทุกคนอยู่ในอาดัม อยู่ในความบาปหมด ต้องพึ่งในพระองค์ เพียงผู้เดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะบาปมาก บาปน้อย ทำดีมาก ดีน้อยก็ตาม รักษาศีลได้มาก รักษาศีลได้น้อย ก็อยู่ในความบาป เหมือนๆ กันเท่านั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า เป็นเช่นนั้น นี่คือความจริง

            เพราะฉะนั้น จงอธิษฐานตามมัทธิว 6:9-15 ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดความเย่อหยิ่ง จนกระทั่งยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้  ทำไม่ได้แน่นอน แล้วท่านก็จะกลับใจใหม่ หันมาพึ่งพาในเรา ในพระองค์ พระเยซูคริสต์ ซึ่ง ณ เวลานั้น มันอาจจะสายเกินไปแล้ว เพราะท่านอาจจะตายก่อน

            ชาวยิวอาจจะอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15 จนกระทั่ง หลังจากที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แล้วเป็นขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 3 ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยังคงอธิษฐานอย่างนี้อยู่ เขายังคงไม่เชื่ออยู่ เขายังคง …

            “ข้าแต่พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ บูชา ขออาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่ๆๆๆ ขอน้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จบนโลกใบนี้ สวรรค์เป็นอย่างไร? ให้โลกเป็นอย่างนั้น”

            แล้วยังขออยู่  แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ก็แสดงว่าเขาปฏิเสธ สิ่งที่พระเยซูคริสต์ ทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ที่ไม้กางเขน คือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เพื่อไถ่บาป ให้กับมวลมนุษย์ และการเป็นขึ้นจากความตาย เขาปฏิเสธที่จะแบกกางเขนของตนเอง ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป  แล้วเดินตามพระองค์ไปที่ไม้กางเขน  วางใจในพระองค์ มอบชีวิตให้กับพระองค์ เพื่อให้พระบิดากำจัด ขจัด ฆ่าวิญญาณตัวที่เป็นบาปของท่านให้ตายไป พร้อมพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนนั้น เพื่อท่านจะได้บังเกิดใหม่  มาเป็นลูกของพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระคริสต์ นี่คือการกลับใจใหม่ หันมาวางใจในพระคริสต์ ได้บังเกิดใหม่ เป็นคริสเตียนอย่างชัดเจน

            และถ้าท่านกลับใจใหม่อย่างนี้  หันมาวางใจในพระเยซูคริสต์ และได้บังเกิดใหม่อย่างนี้  เป็น คริสเตียนแล้วอย่างนี้  ท่านก็ควรจะอธิษฐานแบบใหม่ ตามพันธสัญญาใหม่ในพระคริสต์ เอเมนไหม? เพราะถ้าท่านยังอธิษฐาน  แล้วมันไปตรงกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์พูดในบริบททั้ง 3 ปีนั้น ท่านกำลังบอกพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์พูดไม่จริง  เรากำลังปฏิเสธพระเยซูหรือเปล่า? พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ไถ่บาปให้กับเรา และเป็นขึ้นใหม่ในวันที่ 3 พระองค์บอกว่าให้เราแบกความบาปผิดของเราไปที่ไม้กางเขนนั้น แล้วไปยอมตายพร้อมพระองค์ และเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระองค์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ มีวิญญาณที่เหมือนกับพระองค์ กลายเป็นผู้ชอบธรรมบริสุทธิ์  ดีพร้อม เหมือนพระองค์

            สิ่งเหล่านี้ควรจะนำมาอธิษฐาน แทนที่จะขออาณาจักรของพระองค์มาตั้งอยู่ สวรรค์ลงมาตั้งอยู่ …

            “ขอบคุณพระเยซูคริสต์ที่ทรงนำสวรรค์ลงมาตั้งอยู่แล้ว ขอบคุณพระเยซูคริสต์ที่ทรงชำระบาปให้กับลูกเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณพระเยซูคริสต์ที่ลูกได้อยู่กับพระองค์ในสวรรคสถาน ได้บังเกิดใหม่พร้อมพระองค์แล้ว เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระองค์แล้ว” อย่างนี้ใช่ไหม?

            น่าจะอธิษฐานตามพันธสัญญาใหม่ อย่างนี้ เรียกว่าเชื่อและวางใจ

            “ขอบคุณพระเยซูคริสต์ที่ลูกได้อาศัยอยู่ในพระองค์ ได้เป็นหนึ่งเดียวกันกัพระองค์ ขอบคุณพระเยซูคริสต์ที่ฉันได้อยู่ในพระเยซู และพระเยซูก็อยู่ในฉัน  เป็นหนึ่งเดียวกัน ขอบคุณพระเยซู ที่ทำให้ฉันผู้เป็นคนบาป ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระองค์ เพราะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อมเหมือนพระองค์ขอบคุณพระเยซูคริสต์ ที่ได้ให้ชีวิตนิรันดร์ เป็นเหมือนพระเจ้าให้กับฉัน”

            เราควรจะอธิษฐานอย่างนี้ ถูกต้องไหมครับ ตามสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้เราสำเร็จเรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขน คือการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ และเราทั้งหลายก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมกับชัยชนะนี้ของพระองค์ โดยการเดินตามพระองค์ท่านั้นเอง ไปตายพร้อมพระองค์ แล้วเป็นขึ้นจากตายพร้อมพระองค์ แค่นั้นเอง พระเจ้าอวยพรครับ

*****************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            มนุษยชาติแสวงหาการได้อยู่ในสวรรค์ เพราะอะไร?

            สวรรค์ คือสถานที่แห่งหนึ่งในโลกวิญญาณ สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ

            ตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ทุกคน คือวิญญาณจะต้องอยู่ในสถานที่ใดที่หนึ่งในโลกวิญญาณอย่างแน่นอน คือมืดหรือสว่าง ไม่ได้อยู่กับพระเจ้า หรืออยู่กับพระเจ้า ทุกข์ตลอดสุขตลอด นรกหรือสวรรค์

            มนุษยชาติแสวงหาการได้อยู่ในสวรรค์เพราะอะไร? เพราะจิตใต้สำนึกรู้ว่าตนเองเป็นคนบาป ไม่สามารถเข้ากับพระเจ้าได้นั่นเอง

            โรม 5:12 …  “ฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลก เพราะมนุษย์คนเดียว และบาปนำความตายมา และโดยทางนี้เอง ความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์ เพราะทุกคนได้ทำบาป”

            ไม่ต้องทำอะไรก็เท่ากับได้ทำผิดบาป เป็นนักโทษกบฏแล้ว เกิดมาก็ตายทางวิญญาณ  เป็นศัตรูกับพระเจ้าแล้ว เกิดมาก็อยู่ฝ่ายมารที่ชั่วร้าย เป็นคนอธรรมแล้ว

            โรม 5:15 … “แต่​ของขวัญ​ที่​พระเจ้า​ให้​เปล่าๆ​ นั้น มัน​แตกต่าง​กัน​ เพราะ​ใน​ทาง​หนึ่ง​ ขณะ​ที่​ความผิด​ของ​คนๆ​ หนึ่ง คืออาดัม ทำ​ให้​คน​จำนวน​มาก​ต้อง​ตาย แต่​ใน​อีก​ทาง​หนึ่ง ความ​เมตตา​กรุณา​ของ​พระเจ้า​ และ​ของขวัญ​ที่​ผ่าน​มา​ทาง​ความ​เมตตา​ของ​คน​คน​เดียว​ คือ​พระเยซู​คริสต์นั้น ก็​เป็น​ประโยชน์​กับ​คน​มากมาย”

            แต่ผ่านทางพระเยซูคริสต์ มนุษย์สามารถบังเกิดใหม่ บริสุทธิ์ กลับคืนดีกับพระเจ้า มาอยู่ในสวรรค์ เป็นผู้ชอบธรรมได้ โดยไม่ต้องอาศัยการกระทำของตนเองเลย เช่นเดียวกัน

            โรม 5:16 …  “แน่นอน​ผล​จาก​ของขวัญ​นั้น  แตกต่าง​อย่าง​มาก​จาก​ผล​ของ​ความผิด​ที่​อาดัม​ได้​ทำ  เพราะ​การ​ทำ​ผิด​เพียง​ครั้ง​เดียว ​(ของอาดัม) ทำ​ให้​ทุก​คน​ต้อง​ถูก​ตัดสิน​ว่า​ผิด แต่​ของขวัญ​นั้น​ ทำให้​คน​เรา​ ได้รับ​การ​ตัดสิน​ว่า​ไม่​ผิด ทั้งๆ​ ที่​ทำ​ผิด​ตั้ง​หลาย​ครั้ง”

            (เมื่อมนุษย์ไม่สามารถทำให้ตนเองบริสุทธิ์ ไม่สามารถบังเกิดใหม่ด้วยตัวเองได้  พระเจ้าจึงกระทำให้ฟรีๆ  เรียกว่าของขวัญ)

            พระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ไม่ใช่เป็นพระผู้สอน พระเยซูมาประกาศ ไม่ใช่มาสอนผู้คน

            คนกำลังจมน้ำ คนกำลังเป็นลมหมดสติ ต้องการความช่วยเหลือ เพราะทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ไม่ต้องการให้ใครมาสอน หรือแนะนำให้ทำอะไร เพื่อหลุดพ้นจากสภาวะนั้นๆ ใช่หรือไม่)

            โรม 6:23 … “เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาป คือความตาย แต่ของขวัญจากพระเจ้า คือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1422

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  25  มิถุนายน  2023

เรื่อง “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15”

“พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?” ตอน 3

โดย นคร  เวชสุภาพร

            เราอยู่ในซีรี่ย์ที่มีหัวข้อเรื่องว่า “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15” “พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?”  ตอนที่ 3 เหมือนเคย

            หลังจากที่ผ่านไปแล้ว 2 ตอน เราก็ได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าในบริบทของคำอธิษฐานตรงนี้ ท่านฟังมา 2 ตอนแล้ว ท่านสามารถที่จะตอบได้แล้วว่าคำอธิษฐานตรงนี้ พระเยซูไม่ได้มาสอนให้เราทำตาม  เพราะมนุษย์ไม่มีใครสามารถทำได้ครบหรอก

            “พระเยซูไม่ได้มาสอนให้เราทำตาม”

            เพราะว่าจิตใจของมนุษย์ไม่สามารถให้อภัยด้วยความบริสุทธิ์ จากใจจริง เพราะในวิญญาณนั้นเป็นคนบาป ข้างในธรรมชาติ  เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เป็นธรรมชาติอยู่ภายในวิญญาณในใจ พระเยซูยกตัวอย่าง ก็คือหลุมศพ ฉาบด้วยปูนขาว คือการกระทำดีภายนอก พระองค์ต้องการชี้ให้เห็นความจริง ให้เห็นถึงความบาปที่อยู่ในวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งพระองค์กำลังพูดกับชาวยิวที่กำลังฟังอยู่ บอกกับชาวยิวที่หลงตัวเองว่าเป็นคนพิเศษจากพระเจ้า  โดยการรักษาบทบัญญัติ  เพราะว่าที่พระเจ้าได้ให้อภัยกับท่าน ไม่ใช่เพราะท่านรักษาบทบัญญัติได้ครบหรอก แต่เป็นเพราะพระเมตตาของพระเจ้าที่ให้ท่านสามารถที่จะกลบเกลื่อนบาปโทษของความบาปของท่านได้แบบชั่วคราว แบบปีต่อปี ซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ขณะเดียวกัน ท่านก็ยังคงสถานะธรรมชาติในวิญญาณเป็นคนบาป ที่ได้รับการอภัยโทษชั่วคราว ปีต่อปีจากพระเจ้า โดยผ่านทางการถวายโลหิตของสัตว์ เรียกว่าสัตวบูชา ตามพันธสัญญาเดิม  ที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับบรรพบุรุษของเขา

            บรรพบุรุษของอิสราเอล คือชาวยิวที่เป็นต้นพันธสัญญา  คืออับราฮัม พระเจ้าบอกว่าที่อับราฮัมทำตามบทบัญญัติต่างๆ เหล่านั้น ไม่ได้ทำให้อับราฮัมและลูกหลานของอับราฮัม คือชาวยิวนั้น เป็นผู้ชอบธรรมนะ แต่พระองค์ทรงตรัสบอกว่าความชอบธรรมของอับราฮัม พระองค์ทรงนับจากที่เขาเชื่อต่างหาก ไม่ใช่เขาประพฤติ อับราฮัมนับเป็นความชอบธรรมจากความเชื่อ ไม่ใช่ความประพฤติ เขาเป็นต้นกำเนิดของชาวยิว ที่ทำตามบทบัญญัติเหล่านั้น  แต่บทบัญญัติเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม แต่พระเจ้าเมตตาให้อภัยเขาชั่วคราว  และนับเขาเป็นผู้ชอบธรรม เพราะความเชื่อเหมือนอับราฮัม

            ด้วยความเชื่อศรัทธาว่าในโลกที่มองไม่เห็น  มีพระเจ้าจริงๆ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด  ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายที่มองเห็นทั้งหมดนี้ และมองไม่เห็นด้วย สรรพสิ่งทั้งหลายที่มองเห็นทั้งหมดและมองไม่เห็นนั้น ถูกสร้างขึ้น โดยผู้หนึ่งที่เรียกว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด และใครเชื่อแบบนี้ พระเจ้านับเขาว่าเป็นผู้ชอบธรรม นี่ท่านจะได้รู้แบล็คกราว์นของคำว่า “เป็นผู้ชอบธรรม” ในช่วงนั้น  แต่วิญญาณเขาก็ยังเป็นวิญญาณบาปอยู่ เพียงแต่พระเจ้านับเขาเป็นผู้ชอบธรรม เพราะด้วยความเชื่อ

            ซึ่งพระเมตตาตามพันธสัญญาเดิม ที่ให้ไว้กับอับราฮัมนี้ พระเยซูกำลังบอกว่ามันกำลังจะถูกยกเลิก มันกำลังจะสิ้นสุดลง  มันกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเร็วๆ นี้ ในอีกไม่นานนี้ เปลี่ยนจากการกลบเกลื่อนชั่วคราว จากการลงโทษเนื่องจากบาปปีต่อปี มาเป็นการลบ ไม่ใช่กลบเกลื่อนแล้วนะ ลบเอาโทษของความผิดบาป ออกไปเลยแบบถาวรนิรันดร์  ซึ่งต้องผ่านทางการบังเกิดใหม่  พระเยซูกำลังมาพูดให้เขาฟังอย่างนี้  กำลังอธิบายให้เขาฟังว่าสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง คือท่านต้องบังเกิดใหม่แล้ว เหลืออยู่ทางเดียว คือเกิดใหม่ในวิญญาณของท่าน พระเจ้าจะให้วิญญาณใหม่ ให้ใจใหม่กับท่านที่สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระองค์ เหมือนตั้งแต่เมื่อไร? ตั้งแต่ตอนดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เลย พระองค์กำลังจะอธิบายให้เขาฟังว่าสิ่งนี้มันกำลังจะเกิดขึ้น พระเยซูกำลังประกาศว่าเพราะฉะนั้น ท่านอย่าพึ่งพาในการกระทำดีของตนเอง ก็คือทำตามบทบัญญัติ ที่ท่านทำมาตั้งแต่อดีต และทำจนกระทั่งแทนที่จะรู้ว่าตัวเองนั้นได้รับการอภัย เพราะความเชื่อศรัทธาในพระเจ้า ไม่ใช่เพราะการกระทำ พอทำมานานๆ แทนที่ท่านจะนมัสการขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมีพระเมตตา อภัยให้กับท่าน เพราะว่าท่านนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม เพราะความเชื่อว่ามีพระเจ้า นมัสการพระเจ้า กลายเป็นท่านกำลังนมัสการตัวเอง พึ่งพาตัวเอง  และภูมิใจในตัวเองว่า …

            “ฉันทำดี พระเจ้าจึงให้ฉันเป็นผู้ชอบธรรม”

            ท่านพอเข้าใจใช่ไหมว่าเปลี่ยนจากบุคคล มาเป็นบูชากฎ เปลี่ยนจากบูชานมัสการพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า มาเป็นขอบคุณกฎ กฎ คือฉันทำได้ พึ่งพาตนเอง พอฉันทำได้ ก็เย่อหยิ่ง แล้วก็บูชากฎ นี่แหละคือรูปเคารพที่อยู่ในใจพวกเขา

            พระเยซูกำลังจะมาบอกว่าให้เขาหันกลับ กลับใจจากรูปเคารพเหล่านี้ จากการพึ่งพาตนเองเหล่านี้ ไม่พึ่งพาตนเอง แล้วก็กลับมาหาพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ กลับมาวางใจ พึ่งในพระองค์ ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้ส่งมา  เป็นทางใหม่ ทางเดียวนี้เท่านั้น  ที่ท่านจะสามารถได้รับการอภัยโทษรอดพ้นจากความบาป และรอดพ้นจากการถูกลงโทษ เนื่องจากบาป หลังความตายได้ ถ้าท่านยังบูชาตัวเองและนมัสการการกระทำดีของตัวเอง ท่านไปไม่รอดแน่

            เพราะฉะนั้น สิ่งที่พระเยซูอธิบายในบริบทนี้  ที่บอกว่าไม่ต้องพึ่งพาการกระทำของตนเอง  แต่ให้พึ่งพาพระองค์เท่านั้น พระเยซูกำลังเล็งถึงโลกฝ่ายวิญญาณทั้งสิ้น ว่ากันตามจริงแล้ว พระคัมภีร์ไบเบิ้ล ตั้งแต่พระคัมภีร์เดิม จนมาถึงพระคัมภีร์ใหม่ ตั้งแต่หน้าแรก จนถึงหน้าสุดท้าย เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น

            จะตีความหมายอะไร? ต้องคิดถึงโลกฝ่ายวิญญาณ ฉะนั้น พระเยซูกำลังเล็งถึงโลกฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเกี่ยวกับการเข้าแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า เข้าอาณาจักรของพระเจ้า  ไม่ได้หมายถึงการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ถ้าท่านเข้าใจตรงนี้ ท่านจะตีความหมาย และรู้ความหมายของสิ่งที่พระคัมภีร์บันทึกเอาไว้นั้น ได้ชัดเจนถูกต้องมากขึ้น เช่น พระเยซูบอกว่า …

            “จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์เสียก่อน”

            พระองค์กำลังเล็งถึงอะไร? โลกฝ่ายวิญญาณ คำว่า “แสวงหาความชอบธรรม” ตรงนี้ ก็หมายถึงแสวงหาการบังเกิดใหม่ ความชอบธรรมตรงนี้ไม่ได้แปลว่าแสวงหาการกระทำ แสวงหาความดีงาม ความชอบธรรมตรงนี้ หมายถึงการบังเกิดใหม่ ความชอบธรรมที่มาจากพระเจ้า ความชอบธรรมที่เป็นของพระเจ้า  ที่พระเจ้าประทานให้ ผ่านทางพระองค์ ก็คือการบังเกิดใหม่นั่นเอง

            เพราะการบังเกิดใหม่นี่ ทำให้เรามีเชื้อสายเป็นลูกของพระเจ้า เป็นวิญญาณของพระเจ้า ได้บังเกิดใหม่ ตรงนี้เรียกว่าวิญญาณของคนชอบธรรม ท่านพอมองเห็นไหมครับ? สิ่งเหล่านี้ มันต้องมาจากความรู้พื้นฐานว่าพระเยซูกำลังเล็งถึงโลกฝ่ายวิญญาณ  ไม่ใช่ความประพฤติ การปฏิบัติ ท่านจะเขวไปอีกทางหนึ่งเลย  ซึ่งพระองค์กำลังจะมาบอกว่าอย่าไปพึ่งพาการไปปฏิบัติ อย่าไปเพ่งมองดูแต่การปฏิบัติ แต่จงมาเพ่งมองดูที่ความเชื่อว่าพระองค์เป็นใคร? และมาทำอะไร? เห็นไหม? โลกวิญญาณทั้งสิ้น อย่างที่พระองค์ทรงตรัสอีกว่าถ้าทำต้นไม้ให้ดีก่อน ผลก็ออกมาดี แต่ถ้าทำต้นไม้เลว ผลออกมาก็เลว ผลจะเลวหรือจะดี เกิดจากชนิดของต้นไม้

            ต้นไม้ คืออะไร? ถามแล้วตอนนี้ ผมบอกใบ้ให้ท่าน ท่านเริ่มจะรู้แล้วตอนนี้  พระองค์พูดถึงเกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น  ต้นไม้ ก็คือวิญญาณ ถ้าวิญญาณข้างในดี ผลออกมา ก็ดี ถ้าวิญญาณข้างในไม่ดี ผลออกมา ก็ไม่ดี ผล คือความรอด ในวิญญาณของท่าน ไม่ดีแน่ ท่านจะเริ่มเข้าใจ สิ่งที่พระเยซูพูดมากขึ้น เข้าใจหลักการพื้นฐานตรงนี้  ช่วยท่านเยอะ มันเป็นกฎของวิญญาณ กฎก็คือกฎ กฎแปลว่าอะไร? กฎแปลว่าพระเจ้าวางไว้ แล้วพระองค์ทรงดูแลให้เป็นไปตามกฎ ใครประพฤติตามกฎ เขาก็ได้ตามกฎ ใครไม่ประพฤติตามกฎ เขาก็ไม่ได้ตามกฎ

            กฎในสวรรค์ ก็คือใครจะอยู่ในสวรรค์ได้ ต้องดีพร้อมเหมือนพระเจ้าเลย 100% เพราะฉะนั้น ใครที่ผิดพลาด  จากกฎฝ่ายวิญญาณนี้ แม้แต่นิดเดียว คือมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ไม่บริสุทธิ์นิดเดียว ก็ต้องได้รับโทษตามกฎนี้เหมือนกัน คือเข้าสวรรค์ไม่ได้ ไม่ว่าจะไม่บริสุทธิ์ แค่ 1%  หรือไม่บริสุทธิ์ 50% ไม่มีใครดีกว่าใคร? ก็คือไม่บริสุทธิ์เท่ากัน ถูกไหม? จะบาป ฆ่าคนตาย หรือฆ่าช้างตาย มีค่าเท่ากัน ถ้ายกตัวอย่างนี้ยิ่งชัดเลย ท่านจะฆ่าวัวตาย  หรือตบยุ่งตาย มีค่าเท่ากัน นี่เอามาเทียบในสายตามนุษย์นะ  ท่านจะฆ่าคนตาย หรือบอกว่าไอ้บ้า มีค่าเท่ากัน คือวิญญาณท่านต้องสะอาดบริสุทธิ์ 100% ถึงจะเข้าสวรรค์ได้

            นี่คือกฎบัญญัติในโลกวิญญาณ ที่บันทึกไว้  และมีบันทึกไว้ว่าคนที่จะเข้าสวรรค์ได้ จะต้องได้รับการบังเกิดใหม่เท่านั้น ที่จะทำให้คนนั้นบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าได้ เขาต้องเป็นลูกพระเจ้า  เป็นวิญญาณนิรันดร์ที่เกิดจากพระเจ้า มีความคิดจิตใจที่บริสุทธิ์ ต้องดีพร้อมเหมือนพระเยซู ซึ่งมีใครทำได้บ้าง พึ่งพาตนเอง ทำไม่ได้ ไม่มีทางเลย นอกจากเชื่อในพระเยซู ก็คือเชื่อในพระเมสิยาห์ ก็คือเชื่อในผู้พูด ก็คือพระเยซูที่มาชี้ให้เขาเห็น  ก็คือถ้าเชื่อในพระเยซู เขาก็จะตายกับพระเยซู ถูกฝังไว้กับพระเยซู และเป็นขึ้นจากความตายพร้อมกับพระเยซู ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้กระทำสิ่งเหล่านี้  กระบวนการเหล่านี้ คือการบังเกิดใหม่เหล่านี้ทั้งหมด ด้วยพระองค์เอง ผ่านทางพระเยซูคริสต์ เพราะฉะนั้น เขาทั้งหลายต้องพึ่งในพระเจ้าเท่านั้น นี่คือในบริบทนี้ พระองค์กำลังชี้ให้ชาวยิวได้เห็น ได้เข้าใจในโลกฝ่ายวิญญาณ

            การดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็มีกฎหมาย ที่เราต้องปฏิบัติตาม กฎของโลกวัตถุ ก็เป็นกฎ แต่มันแตกต่างจากโลกฝ่ายวิญญาณ  ซึ่งไม่ใช่บอกว่าฉันเชื่อพระเจ้าแล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องอยู่ในกฎของโลกวัตถุนี้อีกต่อไป  กฎบัญญัติทางโลกวิญญาณกับกฎบัญญัติแบบโลกนี้ มันคนละเรื่องกันเลย แต่พระเยซูกำลังชี้ให้เห็นถึงกฎทางโลกวิญญาณเท่านั้น

            ทางโลกวิญญาณ ใครที่เชื่อพระเยซู วางใจในพระเยซู ก็ได้รับการอภัยจากความผิดบาปหมดทั้งสิ้นแล้ว ไม่มีการกล่าวโทษอีกแล้ว ถ้าเชื่อพระเยซู ความรอด จากโทษของความบาป ความผิด  ที่เราได้รับนั้น เป็นความรอดนิรันดร์ วางใจในพระเยซู ได้ความรอดนิรันดร์ รอดตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จนถึงหลังความตาย  จนถึงนิรันดร์ เอเมนไหม? พูดถึงเรื่องโลกวิญญาณ เราไปสวรรค์แน่นอน เราอยู่ในสวรรค์แล้วตอนนี้ด้วย  แต่ในการดำเนินชีวิตบนโลกนี้  เรายังอยู่ภายใต้กฎระเบียบ เขาเรียกว่ากฎของวัตถุ ตามธรรมชาติของโลก และตามกฎหมายบ้านเมือง ใครที่ทำผิดกฎเหล่านี้ ต่อให้เป็นผู้เชื่อที่อยู่ในกฎของโลกวิญญาณแล้วก็ตาม ก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ตามกฎธรรมชาติของโลกใบนี้ด้วย  ไม่มีใครพิเศษกว่ากันเลย  เท่ากันหมด  ไม่ว่าจะเป็นคนเชื่อพระเจ้า  หรือไม่เชื่อ  หรือแม้กระทั่งไม่เชื่อพระเจ้า ทำดีมากหรือทำดีน้อยบนโลกใบนี้ ฟังให้ดีนะ แล้วอะไรดีล่ะ  นั่งเรือไป เรือแตก ไม่มีชูชีพ  อยู่กลางทะเล  ถ้าไม่มีใครมาช่วย ไม่ช้าไม่นาน  ก็ต้องจมน้ำตาย  ถูกไหม?  หรือว่าคนทำดีนั้น ได้นานกว่า หรือว่าคนที่จม จมเหมือนกันนะ ถูกไหม?  หรือว่าถูกฟ้าผ่าตาย  ฟ้าผ่าเฉพาะคนที่สาบานไว้ว่า …

            “นี่คือความจริง ถ้าไม่เชื่อ ฉันขอให้ฟ้าผ่าตาย”

            เดินออกไปเลย ฟ้าผ่า นี่สงสัยสาบานไว้  ไม่ว่าจะคนดีหรือไม่ดี ถ้าทำผิดกฎของวัตถุของโลกใบนี้ เอามือถือเดินออกไปกลางฝนฟ้ากำลังคะนอง เป็นสื่อล่อ แล้วก็ถูกฟ้าผ่าตาย  แล้วเราก็ไปตรวจดูกันใหญ่เลยว่าเขาทำดีหรือไม่ดี? เขาทำบุญไว้เยอะหรือไม่เยอะ? หนักกว่านั้น คือเขาเชื่อพระเจ้าหรือไม่เชื่อพระเจ้า? เขาเชื่อทำไมเขาเป็นอย่างนี้? เขาอธิษฐานเยอะแยะ ทำไมเขาถูกฟ้าผ่าตาย? คุ้นๆ ไหม?

            หรือตกต้นไม้ตายยิ่งชัดใหญ่เลย คริสเตียนที่ไม่ระวัง ไม่เคารพต่อกฎของโลกวัตถุนี้ ก็คือกฎของแรงดึงดูดของโลก ปีนต้นไม้ขึ้นไป โดยไม่มีเชฟตี้ ไม่มีอะไรเลย เชื่อพระเจ้าอย่างเดียว  แล้วตกมาตายไหม?  มีโอกาสตกไหม? ตกแน่นอน กับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเลย ปีนต้นไม้ขึ้นไป แต่เคารพในกฎแห่งแรงดึงดูดของโลก รู้ว่าสิ่งเหล่านี้อันตราย  มีคนเตือนไว้ เคารพต่อสิ่งเหล่านี้ ก็เลยเซฟตี้ไว้ เอาเข็มขัดนิรภัย รัดไว้ด้วย ตกลงมา ตายไหม?  ไม่ตาย เพราะเข็มขัดช่วยไว้  หรือพระเจ้าช่วย? ใครช่วยไว้ เข็มขัด เพราะเขาทำถูกกฎไง?  นี่ชัดเจนเลย

            หรืออย่างคนที่อยู่ในประเทศไหนก็ได้  ที่มีกฎบัญญัติว่าอย่างไร? ก็ทำตามกฎบัญญัติเหล่านั้น เขาก็ไม่ต้องรับโทษใช่ไหม? แต่ถ้าอยู่ในประเทศนี้ หรือประเทศไหนก็ได้ เขามีกฎอย่างนี้อยู่ แล้วเราไม่เคารพกฎเขา เราไปทำละเมิดกฎเขา โดนหรือไม่โดน? โดน แล้วเราไปอ้างว่าเราเป็นคริสเตียนนะ ได้หรือเปล่า? มันคนละกฎกัน เขายังไปสวรรค์อยู่ แต่เขามีความทุกข์มากขึ้นบนโลกใบนี้ นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง เพราะมันมีตัวอย่างเยอะแยะ ถือโอกาสมาทำความเข้าใจกับท่าน ให้ท่านได้เห็น บางทีท่านอาจจะวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เชื่อ กับคริสเตียนในปัจจุบัน มันสับสน ระหว่างโลกวิญญาณกับโลกวัตถุ สับสนระหว่างกฎของวิญญาณกับกฎของวัตถุ มาตีสลับกัน จนกระทั่ง ยุ่งมาก ท่านเลยไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร? ทำไมคริสเตียนเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นกับเขา ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงโควิด 19 ที่หนักๆ ที่ผ่านมา ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่าง ที่มีผู้ที่แยกไม่ออกระหว่างโลกวิญญาณกับโลกวัตถุชัดเจนเลยนะ เวลาเกิดวิกฤตอะไร จะเห็นชัดเจนว่าโลกวิญญาณ โลกวัตถุมันสลับวุ่นวายกันหมด เช่น กฎหมายออกมาบอกว่าให้รักษาระยะห่าง ให้ social distancing ให้สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ช่วงที่โควิดกำลังระบาดหนักๆ ตายกันเป็นเบือ ให้ละเว้นการไปในที่ชุมชน  มีคนจำนวนมากๆ  เราเคยได้ยินใช่ไหม? ซึ่งจากข่าวที่ออกมา เราก็ได้เห็นผู้เชื่อ หรือคริสเตียนหลายแห่ง ที่ไม่ยอมทำตามกฎนี้  โดยใช้เรื่องพระเจ้า ใช้เรื่องโลกวิญญาณเข้ามาเป็นข้ออ้างว่า …

            “นี่ฉันเชื่อพระเจ้า พระเจ้าปกปักษ์คุ้มครองฉันได้”

            คริสตจักรบางแห่ง ก็ถูกตัดสินลงโทษ ตามกฎหมาย นี่ไม่เกี่ยวกับโลกวิญญาณนะ  คริสตจักรบางแห่งถูกตัดสินว่าการประกาศให้สมาชิกในคริสตจักร  ไม่ทำตามกฎหมายบ้านเมือง  ที่เขาออกมา มันเดือดร้อนคนอื่นเขาด้วย ถูกลงโทษนะ ยกตัวอย่างอย่างนี้เป็นต้น

            เราเคยได้ยินใช่ไหม? ที่ออกข่าวมา คริสเตียนหลายคน ในหลายคริสตจักรต้องเสียชีวิต เพราะความเชื่อแบบผิดๆ  ผิดอย่างไร? ก็คือบอกว่า …

            “พระเจ้าปกปักษ์คุ้มครองดูแลฉันได้ ในนามพระเยซู พระเจ้าทรงรักษาฉันให้หายได้ ในนามพระเยซูฉันสั่งอะไรออกไป ฉันมีฤทธิ์เดชอำนาจในนามพระเยซู ฉันสั่งไวรัสโควิดอย่ามาแตะต้องฉันเด็ดขาด”

            เราเรียนรู้ตรงนี้มาเยอะแล้ว เราก็พอจะเข้าใจ เราอาจจะคิดว่ามันเป็นไปได้เหรอ? แล้วมันเป็นไปได้ไหม? มันเป็นไปแล้วจริงๆ ซึ่งผมเองก็พบกับตัวอย่างนี้เหมือนกัน ในช่วงที่ระบาดหนักๆ  ก็พบกับคริสเตียนกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกัน ก็ได้พูดคุยกัน พอคุยกันไปได้สักพัก ผมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แล้วเขาไม่ใส่

            ผมก็เลยถามว่า … “ทำไมไม่ใส่หน้ากากอนามัย”

            เขาบอก … “ไม่ใส่หรอก เชื่อในพระเจ้า เรามีฤทธิ์อำนาจใหญ่กว่าเชื้อโรคโควิด โควิดทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”

            ผมก็เลยเงียบๆ ผมไม่ได้ตามเขา ผมก็ใส่ของผมไป ผมก็พูดไป ท่านลองคิดดูสิ ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้น เขาอาจจะไม่ติดก็ได้ แต่สิ่งที่เขาทำ อาจจะทำให้คนที่ไม่ติด ไม่ควรจะติด กลับกลายเป็นติดก็ได้ อาจจะ นี่ผมกำลังพูดถึงว่าอาจจะ เขาอาจจะนำเชื้อไป โดยที่ตัวเองไม่มีอาการ อาจจะนำเชื้อไปให้คนทางบ้านก็ได้  เราไม่รู้ ช่วงที่โควิดกำลังรุนแรง แล้วทางรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญทั้งโลก เตือนแนะนำให้ทำอะไรบ้าง? ยกตัวอย่างให้ท่านฟัง

            เพราะฉะนั้น เราควรจะรู้ว่ากฎของวิญญาณ เขาเป็นอย่างหนึ่ง กฎของโลกวัตถุนี้เป็นอย่างหนึ่ง  อย่างในพระคัมภีร์ในหนังสือ 1 เปโตร สอนเราว่าอย่าทนทุกข์ทรมาน เพราะทำชั่ว หรือจากการประพฤติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง แต่ถ้าทนทุกข์เพราะพระคริสต์ ถูกข่มเหงเพราะพระคริสต์ ก็ไม่เป็นไร ก็ยินดี มันจำเป็น มันเกิดขึ้น อย่างนี้ เห็นชัดเลยนะ ยกตัวอย่างให้ท่านดูใน 1 เปโตร 4:15-16 ท่านจะเห็นชัดเจนระหว่าง 2 กฎนี้ …

        1 เปโตร 4:15-16 “15 ถ้าท่านทนทุกข์  ก็อย่าให้ทนทุกข์  ในฐานะที่เป็นฆาตกร  ขโมย  หรืออาชญากรประเภทต่างๆ  หรือแม้แต่เป็นคนชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น 16 แต่ถ้าท่านทนทุกข์ในฐานะที่เป็นคริสเตียน ก็อย่าละอาย แต่จงสรรเสริญพระเจ้าที่ท่านได้รับการเรียกขานตาม”

            เห็นไหมมันแยกกัน 2 กฎชัดเจนเลย นี่กำลังพูดถึงคริสเตียนผู้เชื่อแล้ว  อยู่ในกฎโลกวิญญาณ แต่ขณะเดียวกัน อยู่ในโลกวัตถุ ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎของโลกใบนี้ด้วย

            ในนี้บอกว่า “ถ้าท่านทนทุกข์ ก็อย่าให้ทนทุกข์ ในฐานะเป็นฆาตกร” คริสเตียนเป็นฆาตกรได้ด้วย  “หรือเป็นขโมย หรืออาญชากรประเภทต่างๆ” คริสเตียนประพฤติอย่างนี้ได้หรือ? ตอบสิ ได้หรือไม่ได้? ได้ ก็นี่เขียนไว้  ถูกหลอกจากกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ และทำให้มันเกิดทุกข์ แม้แต่เป็นคนชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น เห็นไหม? คริสเตียนยังปฏิบัติอย่างนี้เลยนะ ปฏิบัติแล้วเกิดอะไรขึ้น? ในโลกวิญญาณเขายังเป็นคริสเตียน  เขาได้รับความรอดนิรันดร์ ไปอยู่ในสวรรค์แน่นอน 100% แต่กำลังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ด้วยความทุกข์ที่ไม่จำเป็น ทุกข์เกินความจำเป็น  อยู่บนโลกใบนี้ ก็มีความทุกข์ตามปกติอยู่แล้ว แต่นี่ไปทำสิ่งต่างๆ ที่ละเมิดกฎของโลกใบนี้ ยกตัวอย่างเช่น การฆ่าคนตาย การขโมย การเป็นอาชญากรประเภทต่างๆ หรือแม้แต่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นเขา อย่างนี้ก็ทำให้มันทุกข์มากขึ้น ท่านพอเห็นหรือยัง? อาจารย์เปโตรบอกว่าถ้าท่านทุกข์มากขึ้น เพราะว่านี่โลกวิญญาณแล้วนะ  ถ้าถูกข่มเหง ข่มเหงแปลว่าอะไร? ข่มเหงเพราะความเชื่อเป็นลูกพระเจ้า วิญญาณของท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว วิญญาณของท่านอยู่กับพระเจ้าแล้ว วิญญาณของท่านเป็นศัตรูกับระบบของโลกใบนี้กับวิญญาณที่อยู่ในโลกใบนี้ ซึ่งเป็นวิญญาณมืดบอด วิญญาณบาปที่อยู่ตรงกันข้ามกัน ท่านอาจจะถูกข่มเหงรังแก ก็คือการเป็นศัตรูกัน จากภายในในโลกวิญญาณ  เห็นไหมมันต่างกันแล้ว  ท่านอาจจะถูกข่มเหงจากผู้คนรอบข้าง  ที่เขายังไม่เชื่อ อาจจะมาจากครอบครัว คนใกล้ชิด คนที่อยู่ในที่ทำงานเดียวกัน  เพื่อนฝูงที่เคยรักกัน  พอรู้ว่าเราเปลี่ยนแปลงมาเชื่อพระเยซู เริ่มรู้สึกทำอะไรแปลกๆ กับเรา อะไรต่างๆ อย่างนี้ เรียกข่มเหง นี่เรื่องโลกวิญญาณทั้งสิ้น

            คราวนี้เรากลับมาตามหัวข้อเรื่อง กลับมาที่มัทธิว 6:9-15 ที่เรากำลังทำความเข้าใจให้ถูกต้องตามบริบทอยู่นี้ ซึ่งมันเกี่ยวกับโลกวิญญาณ ไม่ได้เกี่ยวกับโลกวัตถุ ครั้งที่แล้วเราได้เรียนรู้กันถึงข้อพระคัมภีร์ก่อนหน้า ก็คือบทที่ 5 จำได้ใช่ไหมที่ผมบอกว่าถ้าเราจะวิเคราะห์หรือตีความ ข้อพระคัมภีร์ตรงไหน?  แล้วเราอยากจะรู้ลึกซึ้ง ในบริบทว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร? เพื่อจะได้ตีความหมายได้ถูกต้อง  เราต้องย้อนกลับไปดูที่ก่อนข้อความนั้น  ในบริบทเขาพูดถึงอะไร?  และหลังจากข้อความนั้น ในบริบทเขาพูดถึงอะไร? มันจะมีความกระจ่างมากขึ้น

            ตอนนี้เราจะวิเคราะห์เรียนรู้กันในข้อพระคัมภีร์หลังบทที่  6 ครั้งที่แล้วเราวิเคราะห์กันตามข้อพระคัมภีร์ก่อนบทที่ 6 ก็คือบทที่ 5 วันนี้หลังบทที่ 6 ก็คือบทที่ 7 ซึ่งพระเยซูก็ได้เตือนพวกเขา ก็คือชาวยิวเหมือนเดิม ในบริบทเดียวกันกับมัทธิว 6:9-15 นี่แหละ เหมือนกัน ถ้าสรุป 2 ตอน ก็คือสรุปสั้นๆ บริบทนี้คืออะไร?  พระเยซูกำลังเตือนว่าอย่าพึ่งพาในการกระทำของตนเอง  จงกลับใจใหม่ หันมาพึ่งพาในพระองค์ เป็นพระมาซีฮาห์ที่พระเจ้าทรงประทานให้ ง่ายนิดเดียว แค่นี้เอง เกี่ยวกับโลกวิญญาณใช่ไหม? ใช่ ไม่ใช่กำลังมาบอกท่านว่าให้ท่านไปทำงานต่างๆ ให้พึ่งพระเยซู อันนั้นพึ่งทางวิญญาณ ทำงานต่างๆ พึ่งในพระเยซู พึ่งในคำอธิษฐาน ไม่ใช่กฎ แต่กฎคือตรงนี้  พระองค์กำลังพูดถึงกฎทางโลกวิญญาณ ซึ่งแก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้

            เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะวิเคราะห์ เราต้องฝังฐานไว้เลยว่าพระองค์กำลังพูดกับชาวยิว ที่ยังไม่ได้เชื่อ ยังไม่ได้เกิดใหม่ บอกเขา เตือนเขาว่า …

            “อย่าพึ่งพาในการกระทำด้วยตนเอง รักษาบทบัญญัติ แต่จงกลับใจใหม่ หันมาพึ่งเรา เราเป็นพระเมสิยาห์”

            แค่นี้  แล้วท่านจะรู้ว่ามันควรจะตีความหมายอย่างไร? ในมัทธิว บทที่ 7 ผมเลือกข้อนี้มา มันชัดหน่อย มัทธิว 7:21 …

        มัทธิว 7:21 “ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า’ จะได้เข้าอาณาจักรสวรรค์ แต่คนที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์เท่านั้น (คือวางใจในเรา ที่พระเจ้าส่งมา) ที่จะได้เข้า”

            พระเยซูกำลังพูดถึงพวกเขา “พวกเขา” คือชาวยิว ที่ไม่ยอมรับความจริง ทั้งๆ ที่ใจ ก็รู้ว่าสิ่งที่พระองค์พูดนั้นมันจริง  ยังไม่ยอมรับ และพวกชาวยิว หรือเป็นคนที่ยังไม่ได้เกิดใหม่ ยังไม่ได้เป็น คริสเตียนเลย ยังไม่ได้ทำตามพระประสงค์ของพระบิดา แต่คนที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์เท่านั้น ถึงจะเข้าสวรรค์ได้ คนที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ก็คือคนที่วางใจในเรา ที่พระเจ้าส่งมา

            คนที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดา ซึ่งพระประสงค์ของพระบิดา ที่เขายังไม่ได้กระทำเลย ตอนที่พูดอยู่นี้ พระประสงค์ของพระบิดานั้น มีอยู่สิ่งเดียว พระองค์ทรงตรัสไว้ อธิบายให้ฟังชัดเจน คือให้พวกเขาวางใจในพระเยซูว่าเป็นพระเมสิยาห์  เป็นพระบุตรของพระเจ้า ที่พระบิดาประทานให้มา ช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากความบาป ตามพันธสัญญาที่ให้ไว้ ตั้งแต่นานมาแล้ว

            นี่คือสิ่งที่พระเยซูอธิบายให้เขาฟัง ในบริบทนี้นะ นี่ไม่ได้ยกข้อความในพระคัมภีร์มา เขาถามพระเยซู โต้ตอบกัน ตอนที่พระเยซูอธิบายให้เขาฟัง ชี้ให้เขาเห็น  เขาถามว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง? ในการที่จะได้เข้าสวรรค์กับพระเจ้า พระเยซูพูดกับเขาบอกว่า …

            “สิ่งเดียวเท่านั้นที่ท่านต้องทำ  เพราะพระเจ้าต้องการให้ท่านทำ ก็คือวางใจในพระบุตร จงวางใจในเรา อย่างเดียวเท่านั้นเอง”

            สิ่งที่ผมกำลังมาชี้ให้ท่านเห็น ข้อสำคัญ คือไม่ได้พูดกับคนที่เป็นคริสเตียน ฟังให้ดีๆ ตะกี้นี้ที่อ่าน ไม่ได้พูดกับคนที่เป็นคริสเตียน  หรือคนที่ได้วางใจในพระมาซิฮาห์แล้วว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ถูกไหม?  พูดง่ายๆ คือไม่ได้พูดกับคนที่เป็นคริสเตียนเลยนะ …

            “ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกว่าพระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าอาณาจักรสวรรค์”

            พูดกับชาวยิว และเป็นคนที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังไม่ได้เชื่อวางใจในพระมาซีฮาห์  คือพระเยซูคริสต์  พระบุตรของพระเจ้า ที่ได้ตายที่ไม้กางเขน หลั่งพระโลหิตและเป็นขึ้นจากความตาย ในวันที่ 3 ซึ่งพระองค์ยังไม่ได้ทำให้สำเร็จเลย  แต่กำลังจะไปทำ ตอนนี้ไปพูดให้เขาฟัง ให้เขาเตรียมพร้อมไว้  เพราะฉะนั้น คำพูดที่พูดเมื่อสักครู่นี้ กำลังพูดกับคนที่ไม่เชื่อ แล้วมันน่าเศร้าไหมล่ะ คนที่เชื่อแล้ว นำไปใช้ มันจะเกิดอะไรขึ้น? ท่านลองคิดตามไปนะ

            เราจะมาอ่านต่อไป มัทธิว 7:22-23 ท่านจะเห็นภาพชัดเจนเลยว่าถ้าเราเอามาใช้ผิด มันจะเกิดอะไรขึ้น? …

        มัทธิว 7:22-23 “22 หลายคนจะพูดกับเราในวันนั้นว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ ขับผีในพระนามของพระองค์ และทำการอัศจรรย์มากมายมิใช่หรือ’ 23 เมื่อนั้นเราจะบอกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘เราไม่เคยได้รู้จักเจ้าเลย เจ้าคนทำชั่ว จงไปให้พ้น’”

            เห็นไหม? พูดกับคนที่ยังไม่เชื่อ แล้วคนที่เชื่อแล้วไปอ่าน แล้วบอกว่า .. “นี่พูดกับฉัน” … แล้วมันเกิดอะไรขึ้น พระเยซูกำลังไล่ฉันไปให้พ้น  กลับบ้านไป เสียใจใหญ่เลย ชักไม่แน่ใจในความรอดของตนเองแล้ว เรามาวิเคราะห์กัน

            “หลายคนจะพูดกับเราในวันนั้นว่า …”

            ตามบริบทนี้ หลายคน ก็คือคนยิว กำลังพูดกับคนยิว เราจะเอามาใช้กับพวกเราที่ไม่ใช่ยิว ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้ บริบทนี้ กำลังพูดกับใคร? “ชาวยิวหลายคนจะพูดกับเราในวันนั้น” ท่านจะได้แปลตรงนี้ได้ถูกต้องเสียก่อน แล้วจะเอาไปใช้ ดัดแปลงมาใช้กับเราทีไม่ใช่ชาวยิวทีหลัง ค่อยว่ากัน เพื่อท่านจะได้รู้ความหมายที่พระเยซูกำลังพูดนั้นหมายถึงอะไร? …

            “หลายคน คือชาวยิวจะพูดกับเราในวันนั้นว่า ‘พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า’”

            นี่ก็ชี้ให้เห็นถึงชาวยิวอีกแหละ “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า” มาจากคำว่า “พระเจ้า พระเจ้า พระเจ้า พระเจ้าจอมเจ้านาย” ก็ชาวยิวเขารู้จักพระเจ้าผู้นี้ แต่เราชาวต่างชาติไม่รู้จัก  ก็กำลังพูดถึงชาวยิวไง พระเจ้าเจ้าข้า พระเจ้าจอมเจ้านาย นี่คือคำเดิม ภาษาเดิม  ที่บันทึกในพระคัมภีร์ คำนี้เป็นคำของคนยิว ที่เขาเรียกพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม … “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า” คือเขารู้จักพระเจ้าองค์นี้ดี  แล้วเขาก็บอกพระเจ้าบอกว่า …

            “พวกข้าพระองค์เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ ขับผีในนามของพระองค์ และทำการอัศจรรย์มากมายมิใช่หรือ?”

            พวกเขากำลังบอกพระเจ้าว่าอย่างไร? … “พระเจ้าเราได้ทำตามบัญญัติมากมายเลย รักษาบทบัญญัติตั้งเยอะแยะมากกว่าคนอื่น มากกว่าคนบาปตั้งเยอะแยะ เราเป็นฟาริสี เราเป็นธรรมาจารย์ เรารักษาบทบัญญัติอย่างดีงาม เราอดอาหารเยอะกว่าเขาตั้งเยอะ เราถวายสิบลดมากกว่าเยอะ เราเคร่งครัดในบทบัญญัติต่างๆ เราดูดีมากเลย ในสายตาของคนบนโลกใบนี้ เขากำลังพูดอย่างนั้น พูดกับใคร? พูดกับพระเจ้า พูดตอนไหน? เราจะมาค้นคว้าในข้อที่ 23 บอกว่า …

            “เมื่อนั้น เราจะบอกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘เราไม่รู้จักเจ้าเลย เจ้าคนทำชั่ว จงไปให้พ้น’”

            เมื่อนั้น ก็คือเมื่อวันพิพากษามาถึง หลังความตาย  เมื่อวิญญาณเขาออกจากร่าง  และวิญญาณเขาไม่ได้บังเกิดใหม่  เป็นวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์ เรียกว่าเป็นวิญญาณของคนชั่วคนบาป  ไม่ได้ทำชั่ว แต่ทำชั่วที่อยู่ในใจอยู่ในวิญญาณของเขา เมื่อถึงวันพิพากษาเขาจะมาอ้างตัวว่าเขาทำอันโน้นอันนี้ เขาพึ่งพาตนเอง  พึ่งพาบทบัญญัติ พระเยซูบอกสายไปแล้ว ทำไมเขาเรียกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเขาพบพระเยซูแล้ว วันพิพากษา วันที่วิญญาณเขาออกจากร่าง เขาพบพระเยซูแล้ว เขารู้ว่า …

            “นี่เป็นจริงนี่นา”

            “อะไรเป็นจริง ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันเป็นผู้นั้น เป็นพระเมสิยาห์ พระเจ้าส่งฉันมา ฉันเป็นพระเจ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ มาช่วยท่าน แล้ววันพิพากษา ฉันจะเป็นผู้พิพากษาเองว่าท่านไปรอดหรือไม่รอด บอกแล้วตั้งแต่วันนั้น ตอนนี้เพิ่งรู้ใช่ไหม?”

            รู้เพราะว่าวิญญาณออกจากร่างแล้ว ตายไป ก็จะเห็นพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า ปฏิเสธไม่ได้แล้ว ตกใจ ตกใจแล้วทำอย่างไร? อ้างในสิ่งที่ตัวเองคิดไว้ แล้วพึ่งพาตนเอง พึ่งพาในการกระทำดีของตนเอง ตอนที่มีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้น จึงเกิดสิ่งที่ตะกี้นี้ผมบอก คือกฎก็ต้องเป็นกฎ มันไม่รู้จะทำอย่างไร?  แม้จะกระทำดีมากมายสักเท่าไร?  คนที่ไม่ได้พึ่งพาในพระบุตร พระเยซูคริสต์ ก็คือยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ยังไม่บังเกิดใหม่ ยังทะนงตนที่จะพึ่งพาในการกระทำดีของตนเอง เพื่อจะได้ไปสวรรค์ เมื่อถึงวันนั้น วันพิพากษาหลังความตาย พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น

            “สิ่งเหล่านี้” คืออะไร? คือฟีลิปปี 2:10-11  นี่บันทึกไว้ชัดเจนเลย …

        ฟีลิปปี 2:10-11 “ทุกชีวิตในสวรรค์ บนแผ่นดินโลกและใต้แผ่นดินโลก จะคุกเข่าลง นมัสการพระนามของพระเยซู และทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสิริ  แด่พระเจ้าพระบิดา”

            ทุกชีวิต เมื่อจากโลกนี้ไป จะเห็นเลย ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริงๆ แต่มันสายไปแล้ว ยอมรับว่าอะไร?  เพราะเห็นกับตา เห็นกับตัวตน เห็นตาต่อตา เห็นหน้าต่อหน้าแล้วว่าเป็นพระเยซู เป็นความจริง สายไปแล้ว นี่คือกฎ กฎนี้ใช้กับมนุษย์ทุกคน  ไม่มีพิเศษ  แม้ว่าพระองค์จะทรงรักชาวยิว มากขนาดไหนก็ตาม  แม้ว่าพระองค์จะเตือนแล้วเตือนอีก มากขนาดไหนก็ตาม พระองค์ทรงรักและเป็นห่วงพวกเขา  แต่ถ้าเขาไม่ทำตาม ไม่เชื่อฟัง  เขาก็ได้รับในสิ่งที่มันจำเป็นต้องเกิดขึ้นตามกฎ เมื่อถึงวันพิพากษาหลังความตาย มนุษย์ทุกคน ไม่ใช่ชาวยิวอย่างเดียวคราวนี้ ทุกคนจะต้องคุกเข่าลง และยอมรับ ยอมจำนนว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระเจ้าจริง ซึ่งถึงวันนั้น มันก็สายไปแล้ว แม้เขาเหล่านั้นที่ยังไม่เชื่อ จะยังคงอ้างความดีที่พวกเขาทำมาในอดีต  แต่มันก็ไม่เกิดผลใดๆ เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะพระองค์ทรงเตือนแล้วไง

            ในบริบทนี้ คือพวกเขาเหล่านั้น ก็คือชาวยิวที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ เขาเหล่านั้น ยังคงหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะพึ่งพาในความดีที่ตนเองกระทำ ในการรักษาบทบัญญัติของพระเจ้าให้ได้ พึ่งในการรักษากฎบัญญัติ กฎหมายทางศีลธรรม จริยธรรม เพื่อจะได้ผ่านการพิพากษา และเป็นผู้ชอบธรรมบริสุทธิ์ ดีพร้อม ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ได้ ซึ่งพระเยซูก็เตือนแล้วว่ามันเหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ สาวกถามว่าแล้วใครเล่าที่จะรอดได้ พระองค์ตอบว่าอย่างไร? เอาอูฐลอดรูเข็ม ลอดไม่ได้หรอก ไม่มีใครทำได้เลย พวกเราก็ทำไม่ได้ “พวกเรา” คือสาวกพระเยซู พวกเปโตร แล้วใครจะทำได้ล่ะ พระเยซูตอบว่า …

            “ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลัง แต่ฝ่ายพระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง”

            ก็คือพระเจ้าทำได้ครับ ก็คือมาวางใจในเรา แล้วเจ้าจะเกิดใหม่ พอแล้ว จบ เจ้าเกิดใหม่เองไม่ได้หรอก เอาอูฐลอดรูเข็มง่ายกว่า

            เพราะฉะนั้น เมื่อวันพิพากษา หลังความตายมาถึง แม้คนพวกนี้ ตามบริบทนี้ คือชาวยิวที่เย่อหยิ่งจองหอง ยังพึ่งพาตนเอง ยังทะนงตนในการรักษาบทบัญญัติของตนเอง  ยังไม่ยอมที่จะมาวางใจในพระเยซูคริสต์ แม้คนพวกนี้ คือพวกชาวยิวยังไม่เป็นคริสเตียน ที่ยังไม่เชื่อ

            “แม้คนเหล่านี้ จะคุกเข่าลงกราบ และยอมจำนนว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าจริงๆ”

            แม้คนเหล่านี้ คือพวกชาวยิวที่เย่อหยิ่งจองหองเหล่านี้  ที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียนเหล่านี้ จะคุกเข่าลงกราบวันแห่งการพิพากษา วันที่วิญญาณเขาออกจากร่าง  เขาได้เห็นพระเยซูด้วยตาเป็นๆ แล้ว เขาตกใจมาก เขารู้แล้ว ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริงๆ พระเยซูก็จะพูดกับเขา ซึ่งพระองค์ไม่อยากจะพูดสิ่งนี้เลย แต่มันเป็นกฎ ต้องชี้ให้เห็น เวลาเราจะเตือนใคร ตามกฎ เราต้องชี้ให้เห็นจริงๆ ไม่ใช่ไปว่าเยาะเย้ยหรอก แต่กำลังเตือนเขา ระวังนะ เดี๋ยวก็จมน้ำตายหรอก ระวังนะ เดี๋ยวก็ตกลงมาตายหรอก ระวังตัวด้วย เอาเชฟตี้ไว้หน่อยไหม? เหมือนกัน แต่เขาไม่เชื่อเรา แล้วเกิดเหตุขึ้น  เพราะเราเกลียดเขาเหรอ เปล่า พระเยซูก็พูดกับเขาว่า …

            “เราไม่รู้จักเจ้าเลย ไปให้พ้น”

            ไปให้พ้น ก็คือเจ้าไม่สามารถอยู่กับเราได้  เราเข้ากันไม่ได้ เจ้าไม่บริสุทธิ์ เพียงพอในการอยู่กับเราในสวรรค์ เจ้าไม่เคยมีความสัมพันธ์ สนิทสนมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเราเลย เจ้าไม่เคยบังเกิดใหม่ในวิญญาณ ก็คือไม่เคยเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด  พระเมสิยาห์เลย  ไม่เคยพึ่งพาในพระองค์ พระเจ้า พระเมสิยาห์เลย  ก็ไม่มีใครช่วยท่านได้เลย  เพราะว่าท่านต้องการที่จะพึ่งตนเอง  มันเป็นไปไม่ได้  ท่านเหมือนคนป่วยที่ทะนงตนว่าไม่ป่วย จะรักษาตนเอง  ในที่สุดก็ตาย แต่ถ้าท่านเป็นคนป่วย และรู้ตัวเองว่าป่วย และช่วยตัวเองไม่ได้  ท่านก็แสวงหาหมอ

            หมอ ก็คือพระเยซูคริสต์ ท่านก็จะมาหาพระเยซู พระเยซูก็จะรักษาท่านให้หาย พระเยซูก็บอกแล้วว่าโรคที่ท่านเป็นอยู่นั้น ท่านพึ่งพาตนเองรักษาไม่หายหรอก เพราะท่านเป็นโรคเรื้อรังทางวิญญาณ เรียกว่าโรคบาป  ถ้าท่านรู้ตัวว่าท่านบาป ท่านไปหาหมอ เราเป็นหมอผู้เดียวที่จะรักษาท่านให้หายจากโรคบาปได้  แต่ถ้าท่านเย่อหยิ่ง ท่านคิดว่าท่านรักษาตนเองได้ กินยา เดี๋ยวก็หายแล้ว ท่านมีอาการดีขึ้นกว่าคนอื่นที่เป็นโรคบาป ท่านเป็นนิดเดียว เดี๋ยวท่านก็รักษาได้  ในที่สุด ท่านก็จะตาย เราเตือนท่านแล้ว

            พระเยซูเตือนแล้วเตือนอีกว่าให้วางใจในพระองค์เถิด การจะเข้าสวรรค์ได้นั้น การบังเกิดใหม่ในวิญญาณนั้น ต้องดำเนินการในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ บนโลกใบนี้และวางใจในเราขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะว่าหลังจากความตายแล้ว หลังจากวิญญาณท่านออกจากร่างแล้ว มันสายไป ท่านต้องให้หมอรักษาตอนที่ท่านดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ท่านตายแล้ว ค่อยมาให้หมอรักษาได้ไหม? ไม่ได้ เพราะท่านตายแล้ว  วิธีเดียว ก็คือท่านต้องตัดสินใจ เลิกที่จะพึ่งพาความพยายามของตนเองในการที่จะรักษาบทบัญญัติ เลิกที่จะพึ่งพาความดี ตามกฎบัญญัติที่มนุษย์มองเห็นกันนี้ ท่านทำดีได้ แต่ท่านอย่าพึ่งพาในความดีที่ท่านทำว่าความดีเหล่านี้จะช่วยท่านให้ผ่านพ้นกฎทางวิญญาณ คือหลังความตาย จะไปอยู่ในสวรรค์ มันไม่ได้ มันคนละกฎกัน  เพราะถ้าท่านทำดี ท่านอาจจะได้ผลดีในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ แต่มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกฎของวิญญาณ

            กฎของวิญญาณ คือกฎวิญญาณที่ให้ชีวิตไม่ตาย อยู่ในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ท่านต้องตัดสินใจให้เร็วที่สุด ในขณะที่ท่านดำเนินชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ เพราะถ้าท่านขืนรอ จนกระทั่งท่านหมดลมหายใจ  มันสายไปแล้ว นี่พระเยซูกำลังเตือนชาวยิว  ซึ่งเป็นผู้ที่ยังไม่เชื่อ  ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับเรา ที่ไม่ใช่ยิวเลย  คนที่ไม่ใช่ยิวมาอ่านดู ก็อาจจะไม่รู้เรื่อง เพราะหลายอย่าง เป็นสิ่งที่ชาวยิวเขานับถือ เขาเชื่อศรัทธา เขาดำเนินชีวิตมาอย่างนั้น เราต้องรู้ตรงนี้ก่อน  เราจะรู้เคล็ดลับแล้วว่าความจริง ก็คือนี่ไม่ได้พูดกับคนที่เป็นคริสเตียน

            และถ้าเราเอามาใช้กับปัจจุบัน คนที่เป็นคริสเตียนแล้วก็ไม่เกี่ยวเรื่องนี้ รอดแล้วก็รอดเลย เห็นหรือยังครับ นี่กำลังพูดถึงคนที่ยังไม่เชื่อ ที่เป็นชาวยิวก่อน แล้วค่อยเอามาใช้กับคนที่ไม่ใช่ชาวยิว  และไม่เชื่อด้วย ในคนต่างชาติ ทีหลัง เราซึ่งเป็นคนต่างชาติที่เป็นคริสเตียน เชื่อแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย แม้แต่นิดหนึ่ง ถ้าเราเอาเหล่านี้มาใช้ มันเป็นขยะในชีวิตเรา แล้วลากเราไปสู่ความทุกข์ ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น  พระเจ้าอวยพรครับ

******************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ท่านไม่รู้หรือว่า…? ท่านอยู่ในพระคริสต์ ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ในสากลโลกทั้งที่เห็นและมองไม่เห็น

            โคโลสี 1:16 … “เพราะโดยพระองค์ (พระเยซูคริสต์) ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้น ทั้งในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ทั้งสิ่งที่มองเห็นได้ และไม่อาจมองเห็นได้ ไม่ว่าบรรดาเทพผู้ครองบัลลังก์  หรือเทพผู้ทรงเดชานุภาพ  หรือเทพผู้ครอง หรือเทพผู้ทรงอำนาจ ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์”

            “เทพ” คือวิญญาณนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณที่มองไม่เห็น เป็นวิญญาณที่มีสิทธิอำนาจครองบัลลังก์ วิญญาณที่ทรงเดชานุภาพ วิญญาณที่เป็นผู้ครอบครอง วิญญาณเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์ เพื่อพระองค์

            สิ่งเหล่านี้  คือสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งหมด ไม่ว่าจะมีอำนาจขนาดไหน เป็นวิญญาณทูตสวรรค์แบบดีหรือแบบเลวก็ตาม ทั้งหมดพระเยซูคริสต์เป็นผู้สร้างเขาขึ้นมา

            เพราะฉะนั้น พระองค์ผู้ทรงสร้างสิ่งเหล่านี้ ทรงยิ่งใหญ่กว่าแน่นอน และเราอยู่ในพระคริสต์ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดในสากลโลก ทั้งที่เห็นและมองไม่เห็น

            เอเมน ขอบคุณพระเจ้า  พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1421

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  18  มิถุนายน  2023

เรื่อง “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15”

“พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?” ตอน 2

โดย นคร  เวชสุภาพร

            เข้าสู่คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15 ซีรี่ย์นี้ที่เริ่มต้นสัปดาห์ที่แล้ว เป็นตอนที่ 1 วันนี้เป็นตอนที่ 2 “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15”  “พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?” ตอน 2

            เราได้เรียนรู้กันตอนที่ 1 สัปดาห์ที่แล้ว จำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยที่สุด ขอให้จำตรงนี้ได้ว่าในคำอธิษฐานที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ พระเยซูกำลังพูดกับชาวยิว  ซึ่งเป็นแผนการของพระเจ้า  ที่จะประกาศข่าวดี ข่าวประเสริฐ  เรื่องเกี่ยวกับความรอด พระเมสิยาห์ พระเยซูคริสต์ ให้กับชาวยิวก่อน  แล้วค่อยตามมาประกาศผ่านทางเปาโล ให้กับชาวต่างชาติ ที่ไม่ใช่ยิวทั่วโลก จนมาถึงเราทุกวันนี้

            “ต่างชาติ ที่ไม่ใช่ยิว”

            อันนี้ ทีหลัง เพราะฉะนั้น เรารู้แล้วว่าที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้  เป็นถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ที่กำลังพูดกับชาวยิวก่อน เกี่ยวกับข่าวประเสริฐ แล้วพอชาวยิวได้รับเรียบร้อยแล้ว พระองค์จึงค่อยมาประกาศกับพวกเราชาวที่ไม่ใช่ยิว ทีหลัง ซึ่งพระคัมภีร์บันทึกเอาไว้ในหนังสือโรมก็มี หนังสือกาลาเทียก็มี เอเฟซัสก็มี บอกว่า เป็นแผนการล้ำลึกของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่ปฐมกาลแล้ว

            ในหนังสือโคโลสีบอกว่าเป็นแผนการอันลึกล้ำที่มีค่ามากมายสูงสุด สำหรับมนุษย์ทั้งหลาย  ที่พระองค์ทรงแอบซ่อนเอาไว้ในพระคริสต์ ไม่มีใครรู้เลย และพระองค์มาเปิดเผยตอนไหน? ตอนที่พระเยซูคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ และสิ้นพระชนม์ ตายที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่ 3 แผนการนี้จึงได้ถูกประกาศ เปิดเผยออกมา แผนการ ก็คือความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระเมสิยาห์ที่พระองค์ทรงประทานให้กับมนุษยชาติ ให้กับชาวยิวก่อน แล้วก็ให้กับคนต่างชาติทีหลัง ทำไมผมต้องเน้นตรงนี้ เพราะว่าตรงนี้เป็นพื้นฐาน ที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ ควรจะเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเราจะสับสนวุ่นวาย อ่านตรงนี้ก็นึกว่าเป็นของเรา อ่านตรงนั้น ก็นึกว่าเป็นของเรา  แล้วมันไม่ใช่  มันก็ยุ่งวุ่นวายไปหมด

            ถ้าเรารู้ขั้นตอนว่ามันเป็นอย่างนี้ เวลาอ่านพระคัมภีร์เดิม ก็รู้ว่าพระคัมภีร์เดิมเน้นไปที่ใคร? เน้นไปที่ชาวยิว เราจะรู้ทันทีแล้ว โดยพื้นฐาน

            แล้วพระคัมภีร์ใหม่ หลังจากที่พระเยซูตายที่ไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว พระคัมภีร์เน้นที่ใคร? เน้นที่ชาวต่างชาติ

            เราอ่าน เราจะได้รู้ว่าอันนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา ไม่ได้เน้นถึงเรา เราจะมาใช้สำหรับเราได้ แต่มันไม่ใช่โดยตรงนะ อะไรต่างๆ เหล่านี้  เหมือนกัน เหมือนข่าวประเสริฐในพระคัมภีร์ใหม่ หลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย  ก็เช่นเดียวกัน เป็นของเรา  แต่ชาวยิวมาอ่าน ก็ต้องระมัดระวังนะว่านี่เป็นของเรา ชาวยิวก็ต้องอีกแบบหนึ่ง แต่พื้นฐานเดียวกัน คือพระเยซูคริสต์เป็นพระมาซีฮาห์ ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษยชาติ เพื่อช่วยให้มนุษยชาติรอดพ้นจากความบาปและคำสาปแช่ง ที่มาจากบรรพบุรุษ นี่คือพื้นฐาน

            เราทบทวนครั้งที่แล้วหน่อย เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง? จากครั้งที่แล้ว นอกจากว่าพูดกับชาวยิวแล้ว อันนี้ต้องจำได้แล้วนะ พอใครพูดถึง หรือได้ยินถึงคำอธิษฐานของพระเยซูที่เขาว่ากัน ในมัทธิว  6:9-15 นี้เมื่อไร?  เราจะได้รู้ว่าอันนี้กำลังพูดกับชาวยิวนะ แล้วรู้อะไรอีก สัปดาห์ที่แล้วเราเรียนรู้แล้วว่าพระเยซูกำลังสอนให้ชาวยิวทำ? ชาวยิวทำอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น พระองค์ไม่ได้มาสอนให้ทำ แต่พระองค์กำลังมาเตือนชาวยิวว่าอย่าทะนงตน พึ่งตนเอง ในการรักษาบทบัญญัติของพระเจ้าให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ซึ่งท่านทำอยู่นั้น ท่านไม่มีทางทำสมบูรณ์ครบถ้วน เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า มันเป็นไปไม่ได้เลย  เพราะเป้าหมายของพระเจ้าที่จะช่วยท่านรอด คือท่านต้องบริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าเลยนะ  ท่านทำด้วยตัวเองไม่ได้หรอก

            พระองค์ทรงยกตัวอย่างสั้นๆ อุปมาเหมือนอูฐลอดรูเข็ม  เอาอูฐลอดรูเข็ม มันเป็นไปไม่ได้  ท่านไม่มีทางที่จะทำจนสมบูรณ์ครบถ้วนได้ เป็นผู้ชอบธรรมได้อย่างนั้น ตามเกณฑ์ของพระเจ้าแน่นอน และถ้าท่านพึ่งในตนเอง ท่านก็มีค่าเท่ากับกำลังฝืนใจตนเอง เพราะใจมันเป็นบาปอยู่ พระองค์กำลังมาชี้ว่าในใจของท่าน ในวิญญาณของท่านเป็นบาป ท่านก็รู้อยู่ เพราะว่าท่านทำไม่ได้ครบถ้วนบริบูรณ์ แต่ท่านก็เย่อหยิ่งบอกว่า …

            “ทำได้  ฉันจะทำ”

            พระเยซูกำลังมาชี้อย่างนั้น และเลยบอกว่าท่านทำไปให้ตาย ก็เหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม พยายามเท่าไรมันก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว กลับใจใหม่เถิด พอพูดอย่างนี้ปุ๊บ คนที่ฟังอยู่ โดยเฉพาะคนที่เชื่อพระองค์นะ คนที่ไม่เชื่อ ก็เย่อหยิ่ง จองหอง

            “ฉันทำได้”

            กลับไปด้วย เหมือนมีอะไรติดคอหอยอยู่ กลืนไม่ลง รู้ว่าพระองค์พูดจริง ฉันทำไม่ได้  แต่ในใจเย่อหยิ่งจองหอง  เพราะเป็นคนบาป  รับไม่ได้  กลับไปด้วยความฉุนเฉียว โกรธพระเยซูอีก  พวกที่เชื่อฟังพระเยซูในช่วงนั้น ก็คือพวกที่เรียกว่าสาวก  สาวกไม่รู้พูดอะไรมา ก็เชื่อไว้ก่อน อย่างเช่นพวกเปโตร ยอห์น ที่เดินตามพระเยซู เมื่อได้ยินดังนั้นว่าเอาอูฐลอดรูเข็ม ไม่มีทางเข้าสวรรค์ได้ ด้วยการพึ่งพาตนเอง รักษาบทบัญญัติอย่างนี้ ฟาริสีเอย สะดูสีเอย ธรรมาจารย์เอย นักเคร่งศาสนาต่างๆ เหล่านี้ พระเยซูบอกไม่มีทางได้หรอก พวกเปโตร คนเก็บภาษี มัทธิว เป็นชาวบ้าน ชาวช่อง เป็นชาวประมง เขาเชื่อพระเยซูว่าเป็นพระมาซิฮาห์ แต่เขาไม่เข้าใจที่พระเยซูพูด ขนาดฟาริสี ธรรมาจารย์ นักเคร่งศาสนาที่เขามองเห็นด้วยตา คนนี้เคร่งมากๆ เลย รักษาบทบัญญัติอย่างดี อย่างละเอียดเลย พระเยซูบอกว่ายังทำไม่ได้หรอก เข้าสวรรค์ไม่ได้  แล้วพวกเขาจะเข้าสวรรค์ได้อย่างไร? เขายังทำไม่ได้ ขนาดนั้นเลย รักษาบทบัญญัติ ยังไม่ได้เลย รักษาวันสะบาโตยังไม่ได้เลย อดอาหารถึงขนาดนั้นยังไม่ได้ ไปวิหารก็ไปบ้าง ไม่ไปบ้าง แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร? ใครจะเข้าสวรรค์ได้ ก็เลยถามพระเยซูเป็นส่วนตัว …

            “พระเยซูถ้าอย่างนั้น ใครจะเข้าสวรรค์ได้ล่ะ ถ้าทำถึงขนาดนั้น เอาอูฐลอดรูเข็มยังทำไม่ได้เลย”

            พระเยซูบอกว่า … “แต่ว่าถ้าไปด้วยกันกับพระเจ้า มันเป็นไปได้ เพราะสำหรับพระเจ้าแล้ว ทุกสิ่งเป็นไปได้”

            นี่มันคู่กัน ท่านจำแค่ 2 อย่าง พระองค์กำลังมาบอกว่าทำด้วยตัวเอง เป็นไปไม่ได้หรอก แต่ถ้าไปด้วยกันกับพระเจ้า  ตามแผนการของพระเจ้า พระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง คือพระเจ้าสามารถทำให้ท่านสามารถเกิดใหม่ได้ไง นี่คือสรุปสั้นๆ นะ

            ถ้าท่านทำด้วยตัวเอง รักษาบทบัญญัติด้วยตัวเอง ท่านไม่มีทางที่จะเกิดใหม่ได้หรอก ท่านก็อยู่ในความบาปนั่นแหละ เหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม  แต่ท่านมาเชื่อในพระเจ้า ไปกับพระเจ้า พระเจ้าวางแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว คือมาวางใจในเรา ท่านจะได้รับการบังเกิดใหม่  เป็นผู้บริสุทธิ์ ดีพร้อมเลย  ไม่ต้องทำอะไรเลย เอเมน นี่คือเบื้องหลังในสิ่งที่พระเยซูกำลังทำ

            ถ้าท่านพึ่งในพระเจ้า พระเจ้าก็สามารถทำให้ท่านบังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง  ทำให้ท่านสามารถเกิดใหม่ได้ ก็แสดงว่าผู้คนที่จะเข้าสวรรค์ได้ ต้องได้รับการบังเกิดใหม่ ซึ่งพระเยซูก็พูดตรงนี้ ในการเตือน การสอนนี้เช่นเดียวกัน ท่านต้องเกิดใหม่ ท่านถึงจะบริสุทธิ์ ดีพร้อมได้ ท่านทำด้วยตัวเอง ท่านไม่มีทางเกิดใหม่ได้ นั่นคือสิ่งที่เป็นเป้าหมาย

            และทุกอย่างที่พระองค์กำลังพูดกันอยู่นี้ ที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ พระองค์กำลังพูดถึงสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในโลกวิญญาณ อย่าสับสน เกี่ยวกับโลกวิญญาณทั้งสิ้น เพราะว่าตัวตนของมนุษย์แท้ๆ จริงๆ  ที่จะอยู่นิรันดร์ อยู่ตลอดไปเลย ไม่ว่าจะอยู่ในสวรรค์หรือในนรก ก็ตาม อยู่ที่ไหนก็ตาม ที่เรามองเห็นกันอยู่ มันเป็นร่างกาย แต่ตัวจริงๆ ที่เรามองไม่เห็น คือวิญญาณของเรา เป็นตัวตนแท้ๆ จริงๆ ของมนุษย์ทุกคน เราจำเป็นต้องรู้สิ่งเหล่านี้ และตัวตนจริงๆ และในวิญญาณของเราจริงๆ นั้น เป็นบาปอยู่ เรียกว่าเป็นคนบาป คนอธรรม เป็นคนสกปรก เป็นหลุมศพ พระเยซูยกตัวอย่าง จึงจำเป็นต้องพึ่งพระองค์ ซึ่งเป็นพระเมสิยาห์ ซึ่งแปลว่าพระผู้ช่วยให้รอด  ที่พระเจ้าทรงประทานให้มาช่วยเท่านั้น ท่านถึงจะรอดได้

            เพราะวิญญาณท่านเป็นบาปอยู่ ทำอย่างไรมันก็บาป  ท่านไม่มีทางทำอะไร แล้วพระเจ้าอภัยบาปให้กับท่านได้หมด อภัยบาปในที่นี้ ก็คือยกหนี้บาป ก็คือการลบเอาบาป  ออกไปจากวิญญาณของท่าน  ท่านทำไม่ได้หรอก ด้วยตัวเอง  ทำให้ตายอย่างไร? พระเจ้าอยากจะช่วย ก็ช่วยไม่ได้  เพราะวิญญาณท่านบาปอยู่ มีทางเดียวเท่านั้น คือท่านต้องตายจากบาปนั้นและเกิดใหม่ ซึ่งพระองค์ก็ทรงสอน  ทรงเตือน ทรงชี้ให้เห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าเขาเป็นยิว พระองค์จึงพูดยกตัวอย่างบนพื้นฐานของธรรมเนียมปฏิบัติ บทบัญญัติ และประเพณีวัฒนธรรมของยิว ซึ่งเขาคุ้นเคยกันอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะเป็นอุปมาอูฐลอดรูเข็มก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอุปมาต่างๆ ที่พระองค์ทรงยกตัวอย่างก็ตาม หรือบัญญัติต่างๆ ที่พระองค์ทรงยกขึ้นมาก็ตาม ทั้งหมดนั้นเป็นประเพณี การกระทำ เป็นศาสนายิว บัญญัติของยิวที่ยิวเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว ชาวต่างชาติอย่างเราไม่รู้เรื่อง  ไม่เข้าใจ  เพราะว่าไม่ได้พูดกับคนต่างชาติ แต่พูดกับชาวยิว

            อันนี้ก็เป็นหลักฐานอีกอันหนึ่งว่าสิ่งที่เรากำลังวิเคราะห์กัน มันเป็นจริงว่ากำลังพูดกับชาวยิว  เพราะฉะนั้น พูดสิ่งต่างๆ นี้  เรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีชาวยิวทั้งหมดเลย การพูดทุกอย่าง  เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาวยิวทั้งสิ้น รวมทั้งคำอธิษฐานที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ คือมัทธิว 6:9-15  ก็เช่นกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาวยิว  เพราะฉะนั้น ถ้าเราบอกว่ามาคุยกับเรา เราก็จะไม่รู้เรื่องใหญ่เลย  เพราะว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย บัญญัติต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่เราถืออยู่ ไม่เกี่ยวกัน

            พระองค์จึงเอามาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเป็นไปไม่ได้ของชาวยิว ที่มีประเพณีบนพื้นฐานของบทบัญญัติ ที่พระเจ้าให้ไว้ตั้งแต่สมัยโมเสส เราก็ไม่รู้จักอีกแหละว่าโมเสสเป็นใคร? แต่ชาวยิว พอบอกโมเสสเขารู้ พอบอกอับราฮัม เขารู้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพระองค์กำลังชี้ให้ชาวยิวเขาได้เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่เขาจะพึ่งพาตนเองในการรักษาบทบัญญัติเหล่านั้น ให้ได้ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่พระเจ้าวางไว้  เพื่อจะเข้าสู่สวรรค์ ซึ่งกำลังมาตั้งอยู่ เห็นไหม? ก็แสดงว่าชาวยิวเหล่านี้ เขารอคอยสวรรค์มาตั้งอยู่ตั้งนานแล้ว ถูกไหม? พระองค์จึงมาบอกว่าที่รออยู่นั้นกำลังมา

            เคยสั่งของทางอีเมล์ไหม?  แล้วเขาก็จะมาบอกเราว่าที่สั่งไว้ กำลังจะมา  แล้วในที่สุด พอถึงวันมา เขาจะมาบอกเราอีกว่าสิ่งที่รอมาแล้ว พระเยซูกำลังบอก กำลังมา ซึ่งสวรรค์ที่กำลังมา และในที่สุด พอถึงวันมา ก็จะมาบอกเราอีกว่ามาแล้ววันนี้ จะส่งให้  พอใกล้ๆ ถึงเวลาส่ง จะมีคนโทรศัพท์มาบอก …

            “รับของด้วยนะครับ อยู่บ้านไหมครับ สิ่งที่รอมาแล้ว”

            พระเยซูบอกสวรรค์ที่กำลังมา จะเข้าสวรรค์ได้ ไม่ใช่ด้วยความประพฤติของท่าน ชาวยิว  ไม่ใช่ด้วยการรักษาบทบัญญัติของท่าน ที่บรรพบุรุษของท่านสั่งมาตั้งนานแล้ว ให้ประพฤติอย่างนี้ ตามที่พระเจ้าได้สั่งไว้ ตอนนี้ สิ่งที่รอคอยมาถึงแล้ว ซึ่งมันดีกว่าตั้งเยอะ คือต้องผ่านทางพระเมสิยาห์  คือพระคริสต์

            พระเมสิยาห์ แปลว่าพระผู้ช่วยให้รอด  ที่พระเจ้าทรงตั้งไว้  ซึ่งภาษากรีก คือพระคริสต์ พระเมสิยาห์ เป็นภาษาฮีบรู ซึ่งแปลเป็นไทย แปลว่าพระผู้ช่วยให้รอด  พระคริสต์ แปลว่าพระผู้ช่วยให้รอด ต้องผ่านทางพระมาซิฮาห์ คือพระองค์ที่มาเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น  ถึงจะเข้าสู่สวรรค์ได้

            แล้วพระองค์ก็ทรงยกตัวอย่างเช่น ท่านบอกว่าท่านรักษาบทบัญญัติได้ นี่คือบทบัญญัติของชาวยิว  คือไม่ฆ่าคน แต่พระเยซูบอกว่าท่านบอกว่าท่านทำได้ ท่านรักษาบทบัญญัติได้ ท่านไม่ฆ่าคนเลย  แต่เราบอกว่าไม่ใช่ไม่ฆ่าคนอย่างเดียว  ท่านต้องไม่คิดเกลียดชัง ริษยาคนอื่น เพราะการเกลียดชัง ริษยาคนอื่น  ก็เท่ากับฆ่าคนตาย เป็นบาปเท่าๆ กัน เป็นคนบาปเหมือนกัน พระองค์ทรงชี้ให้เขาเห็นว่าท่านทำได้  แต่ในวิญญาณท่านเหมือนกัน คือท่านคิด ก็คือข้างในท่าน มีความโกรธ เกลียด ข้างนอกท่านอาจจะบังคับตัวเองไม่ฆ่าคน แต่ในใจคิดริษยา ก็เท่ากับทำบาป ฆ่าคนตายเหมือนกัน

            พระเยซูต้องการทำอะไร? ต้องการชี้ให้เขาเห็นว่ามนุษย์เป็นคนบาป จากภายในวิญญาณ  เป็นเหมือนหลุมศพ ที่ฉาบด้วยปูนขาวอยู่ภายนอก คือข้างนอก ทำดูดี รักษากฎบัญญัติได้ แต่ข้างใน ทำอย่างไร มันก็เป็นหลุมศพ สกปรก เป็นคนบาป ที่ท่านบอกว่าไม่ว่ากฎระเบียบอะไร ท่านทำได้ทุกอย่าง ท่านกำลังเย่อหยิ่งจองหอง  เพราะท่านทำไม่ได้อยู่แล้ว  ท่านไม่สามารถทำตามกฎเกณฑ์ทั้งหมด ที่พระเจ้าวางไว้ ท่านเอง ก็รู้อยู่ บทบัญญัติของชาวยิว มีไว้ตั้ง 600 กว่าข้อ ก็ทำไม่ได้ครบอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังดื้อ ที่จะเถียงพระเยซูว่า …

            “ฉันทำได้”

            แทนที่จะมาเชื่อฟังพระองค์ พระองค์บอกว่าทำไม่ได้ ก็ทำไม่ได้ เย่อหยิ่งไง ยังฝืน ทั้งๆ ที่ในใจตัวเองก็รู้ว่าทำไม่ได้

            เพราะฉะนั้น พระเยซูบอกว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้ ที่พระเจ้าให้ไว้ตั้งแต่สมัยโมเสส ให้ท่านยึดถือเอาไว้  เหตุผล ก็คือไม่ใช่ เพื่อช่วยท่านให้รอด จากการเป็นคนบาป แต่เพื่อชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านเป็นคนบาป มันกลับกัน หัวเป็นท้าย ท้ายเป็นหัวเลยนะ พระเจ้าให้บทบัญญัติเหล่านี้กับท่าน ไม่ใช่ เพื่อให้ท่านทำ แล้วท่านจะได้กลายเป็นคนชอบธรรม เป็นคนไม่บาป เปล่า พระองค์เอาบทบัญญัติ ให้ท่านถือไว้ เพื่อท่านจะได้รู้ว่าท่านเป็นคนบาปจริงๆ เพราะท่านทำไม่ได้  พอนึกออกนะ

            พระองค์ทรงตั้งใจจะให้กฎเกณฑ์เหล่านี้  ชี้ให้มนุษย์เห็นว่าตนนั้นเป็นคนบาป ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง ทำให้ได้ครบตามที่ใจต้องการ ทุกคนรู้หมด นี่สามารถเอามาใช้ได้กับคนต่างชาติ คือมนุษย์ทุกคน เป็นอย่างนี้หมด  เพราะฉะนั้น บทบัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้กับมนุษย์ ถ้าเป็นอิสราเอล ก็บทบัญญัติ  613 ข้อ ที่โมเสสบันทึก ให้เขียนออกมา บทบัญญัติของชาวต่างชาติ  ก็คือจิตใต้สำนึกของเราข้างใน รู้ว่าดี แต่ทำไม่ได้  แต่เย่อหยิ่งว่า …

            “ฉันทำได้ ฉันจะรักษาบทบัญญัติให้ได้”

            แต่ในที่สุด ก็รู้ว่าทำไม่ได้ครบ แล้วก็อ้อมแอ้มๆ ตัวเองบอกว่าหยวนน่า อย่างน้อย ก็ยังทำดีกว่าคนอื่น ใช่ไหม? คุ้นๆ ไหม?

            อ้าว! ก้มหน้านิดหนึ่ง แล้วก็พูด … “อย่างน้อย ก็ยังดีกว่าคนอื่น ฉันก็ยังทำได้เยอะกว่าเขา”

            พูดว่า … “ไม่ได้พูดกับฉันหรอก กำลังพูดถึงชาวยิว”

            อย่างนี้ต้องไปโบ้ยให้ชาวยิว  อ้าว! พูดกับชาวยิวจริงๆ แล้วชาวยิวก็พูดอย่างนี้จริงๆ พวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ พวกนักเคร่งศาสนา เขาได้ยินอย่างนี้ เขารู้ตัวว่าเขาเป็นคนบาปอย่างนั้นจริงๆ เขาก็อ้อมแอ้มๆ บอก …

            “ก็ยังดีน่า” ยังดีอย่างไร? “อย่างน้อย ฉันก็ยังทำดีกว่าพวกเขา พวกคนเก็บภาษี คนเป็นโสเภณี คนเป็นชาวประมง ไม่รักษาบทบัญญัติ ฉันยังทำดีกว่าเขาเลย”

            นี่เขาพูดอย่างนี้จริงๆ แทนที่จะรู้ตัวเองว่าพระองค์มาบอกว่าบาปเท่าๆ กัน ผิดข้อเดียว ก็เท่ากับบาปเท่าๆ กันหมด

            เพราะฉะนั้น บทบัญญัติเหล่านี้ มันจึงเหมือนกระจกเงา เหมือนกับเครื่องเอ็กซ์เรย์ … กระจกเงา เอ็กซ์เรย์มีไว้ทำอะไร? กระจกเงา มีไว้มองดู เพื่อจะได้รู้ว่าหน้าเรามีโรค มีสิว มีอะไรสกปรก มีหนองอะไรต่างๆ จะได้เห็น แต่กระจกรักษาเราไม่ได้ เหมือนไปเอ็กซ์เรย์ปอด  เอ็กซ์เรย์หัวใจดูว่ามันเป็นอะไร? เป็นมะเร็งที่ปอดหรือเปล่า?  เป็นมะเร็งที่ปอด เอ็กซ์เรย์ทำให้หายได้ไหม? ไม่ได้ แต่มันมีประโยชน์ไหม? มีประโยชน์ มันช่วยชี้ให้เราเห็นว่าเราเป็นคนป่วย บทบัญญัตินี้ ก็เป็นเหมือนสิ่งเหล่านี้ เหมือนเอ็กซ์เรย์ เหมือนกระจกเงา ชี้ให้เราได้เห็นว่าเราเป็นคนบาป เราต้องการหมอ เราเป็นคนป่วย เราต้องการหมอ หน้าเราเป็นหนองอยู่ เราต้องไปหาหมอรักษาสิว  ปอดเราเป็นมะเร็ง เราต้องการหมอรักษามะเร็ง ไม่ใช่ไอ เพราะเป็นหวัด แต่ไอ เพราะเป็นมะเร็ง อย่างนี้เป็นต้น

            นี่คือหน้าที่ของบทบัญญัติที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับชาวยิว แล้วพระเยซูก็จะพูดอย่างนี้เสมอ บทบัญญัติ กฎเกณฑ์นี้เขียนไว้ สำหรับชาวยิว ก็คือเขียนอยู่ในแผ่นหินใช่ไหม? แล้วก็มาเป็นหนังสัตว์ 613 ข้อ สำหรับชาวยิว รักษาไม่ได้หมดหรอก อันนี้แน่นอน อันนี้เขียนแค่บางส่วนนะ  613 ข้อ คนต่างชาติเขียนที่ไหน? เขียนไว้ในจิตใต้สำนึก เต็มไปเลย  และจิตใต้สำนึกตรงนี้  ก็จะมีมนุษย์ในบางช่วง ในบางยุค  ก็พยายามจะเขียนออกมา เป็นกฎศีลธรรม กฎทางศาสนาต่างๆ ให้เรายึดถือไว้ แล้วทำได้ไหม?  ไม่หมด ยังไง มันก็ไม่หมด เพราะว่าวิญญาณมันบาปอยู่

            พระเยซูยกตัวอย่างใช่ไหม? บอกพวกท่านชาวยิว ทำเป็นเก่ง รักษาบทบัญญัติได้ …

            “ฉันไม่ได้ฆ่าคน”

            บอกแล้วใช่ไหม? แค่คิด ริษยาเขา ก็เท่ากับฆ่าคนตาย

            “ฉันไม่ได้ล่วงประเวณี สามารถรักษาบทบัญญัติ ไม่ล่วงประเวณีได้”

            พระเยซูบอก … “ท่านอาจจะบังคับตนเองไม่ทำอย่างนั้นได้บ้าง  แต่อยากจะบอกว่าแค่ท่านคิด หรือมีความรู้สึกอะไรอย่างนั้น  ประมาณนั้น ก็เท่ากับท่านทำแล้วล่ะ”

            ไม่มีใครทำได้  พระองค์ก็เลยบอกว่าเพราะฉะนั้น ถ้าท่านคิด หรือรู้สึกล่วงประเวณี  ก็เท่ากับได้ทำการล่วงประเวณีแล้ว เพราะฉะนั้น วิธีแก้ พระองค์เลยคิดย้อนกลับไป เหมือนพูดแย้งกลับไปแทงใจดำว่าเพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะทำ ไม่ล่วงประเวณี ถ้าท่านจะทำไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ถ้ารู้ว่าต้องคิดหรือรู้สึก ก็เท่ากับล่วงประเวณีแล้ว  ท่านไม่อยากล่วง ท่านก็ต้องกำจัดเอาอวัยวะนั้นทิ้ง ตาทำให้ท่านคิดล่วงประเวณี ท่านต้องควักลูกตาออก มือสัมผัสแล้วเกิดอารมณ์กำหนัด ตัดมือทิ้ง นั่นแหละ ถ้าท่านจะพึ่งพาตนเอง  มันต้องทำอย่างนั้นแหละ

            นี่แหละ คือสิ่งที่พระเยซูพูดออกมา เพราะต้องการชี้ให้เขาเห็น  เพราะฉะนั้น ถ้าท่านอยากจะไปสวรรค์ ก็มีคนไปสวรรค์ได้ ก็พิการหมดแหละทุกคน  ต่อให้พิการหมด ก็ยังไปไม่ได้  มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคุณจะตัดมือทิ้ง ควักลูกตาออก มันช่วยอะไรวิญญาณไม่ได้เลย ต้องพึ่งในพระมาซีฮาห์เท่านั้น พระเจ้าทรงเข้าใจ และรักท่านมากมาย จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือฉัน คือพระเยซู มาเกิดเป็นมนุษย์  เป็นพระเมสิยาห์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อมากำจัดบาป  เพื่อมาลบล้างบาป เพื่อมาเอาบาปออกไปจากวิญญาณของท่าน โดยการทำให้วิญญาณของท่านตายต่อบาป และเกิดใหม่  เป็นผู้ชอบธรรมอย่างไรล่ะ ปรบมือขอบคุณพระเจ้า

            นี่กำลังพูดกับชาวยิว ซึ่งทำไมต้องชาวยิวก่อน เพราะชาวยิว พระองค์ทรงเตรียมแผนการนี้ให้เขาตั้งแต่แรก ตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้ว ซึ่งต่างชาติยังไม่รู้เรื่องเลย แต่บรรพบุรุษของชาวยิวรู้เรื่องเหล่านี้หมด ควรจะเข้าใจแล้วว่านั่นมันเป็นอย่างนี้นะ นี่พระองค์ทรงพูดเหมือนเดิมกับหลายพันปีก่อน ก่อนที่พระองค์จะทรงมาเกิดเป็นมนุษย์  พระเจ้าเผยแผนการนี้ เป็นคำเผยพระวจนะมาตลอด หลายพันปีว่ามันจะเป็นอย่างนี้แหละ พระองค์ก็เลยเหมือนกับว่าไม่พอใจนิดๆ ว่ามันน่าจะเชื่อและวางใจในเราเถิด ไม่ได้พูดกับชาวต่างชาติ  แต่มาพูดกับชาวยิวที่คุ้นเคย น่าจะเป็นอย่างนั้น

            ซึ่งเรื่องที่เรากำลังวิเคราะห์อยู่ คือมัทธิว 6:9-15 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในทำนองนี้ ซึ่งเขียนบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ที่เราถือกันอยู่นี้ ต่อจากที่ตะกี้นี้ผมเล่าให้ฟังทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งในนี้ ในช่วงเวลาที่พระเยซูกำลังประกาศนี้ ก็คือพระองค์มาชี้ให้เห็นว่าท่านทั้งหลาย ไม่สามารถรักษาบทบัญญัติให้ครบถ้วนบริบูรณ์ได้ โดยไม่มีผิดพลาดเลย แม้แต่จุดเดียว  ท่านทั้งหลายไม่มีทางทำให้ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าได้ ดังนั้น อย่าเย่อหยิ่ง จองหอง อวดดีในการกระทำดี คือรักษาบทบัญญัติด้วยตนเองอย่างมากมาย แล้วก็เปรียบกับคนอื่นว่าคนอื่นทำได้น้อย ฉันทำได้เยอะ แต่ท่านจงกลับใจใหม่ หันมาวางใจในพระองค์เท่านั้น อย่าวางใจในตนเอง

            นี่คือบทสรุปของข้อความที่พระเยซูกำลังพูด ที่เรากำลังวิเคราะห์อยู่นี้ สรุปสั้นๆ เป็นอย่างนี้ อย่าเย่อหยิ่ง พูดกับใครครับ? ไม่ได้พูดกับเรานะ  พระองค์ไม่ได้กำลังว่าเรา เราไม่เย่อหยิ่งอยู่แล้ว เพราะเราไม่รู้เรื่อง  แต่พวกชาวยิวรู้เรื่องหมด ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ พวกคงแก่เรียน เคร่งศาสนายิว รักษาบทบัญญัติมาตั้งแต่บรรพบุรุษเขารู้ดีมากๆ เลย รู้เยอะๆ เลย  แต่เขาเหมือนแกล้งไม่รู้ เขาเย่อหยิ่ง พระเยซูเลยพูดสิ่งเหล่านี้ให้เขาฟัง เตือนแล้ว เตือนอีก กำลังพูดกับชาวยิว

            เพราะฉะนั้น พอเรารู้เป็นชาวยิว เราจึงรู้ว่ามันเป็นไปได้ มันน่าจะพูดแดกดัน หรือจี้ใจดำอย่างนี้  แต่สำหรับชาวต่างชาติ  พระองค์ทรงเมตตากรุณามากเลย เพราะว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย สำหรับชาวยิวแล้ว ชาวต่างชาติ คือหมู คือสุนัข สังคมเขารังเกียจ เขาถือว่าเราเป็นมนุษย์ประเภท 2  ประเภทด้อยค่า พวกบาบาเลียน คือพวกป่าเถื่อน ไม่มีศาสนา คำว่าศาสนาของเขา หมายถึงไม่มีพระเจ้า เพราะฉะนั้น เราควรรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้

            สิ่งหนึ่งที่เราควรรู้ ก็คือเราควรรู้ว่าในช่วง 3 ปีนี้ พระเยซูประกาศอยู่นี้  ที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ เป็นช่วงที่ยิวยังอยู่ในพันธสัญญาเดิม นี่เป็นยุคตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยุคที่ชาวยิวต้องรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า ถึงจะได้รับการอภัยโทษ เป็นผู้ชอบธรรมได้ ยุคที่พระเยซูยังไม่ตายที่ไม้กางเขน ยังกระทำงานนี้ไม่สำเร็จ ถูกไหม? พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จริง แต่ไม่ได้ไปตายที่ไม้กางเขน  ในช่วง 3 ปีนี้ ซึ่งพอท่านฟังอย่างนี้ปุ๊บ วิเคราะห์อย่างนี้แล้ว  ท่านก็จะคิดเหมือนผมคิด เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วพันธสัญญาใหม่ หรือเราเรียกกันว่าพระคัมภีร์ใหม่ สำหรับคนที่เป็นคริสเตียน เป็นคนต่างชาติ  ที่เราถือกันอยู่ ที่เราใช้กันอยู่นี้  ที่เขาเขียนไว้ว่าพระคัมภีร์ใหม่ จริงๆ แล้วพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ น่าจะเริ่มที่หนังสือกิจการ ไม่ใช่เริ่มต้นที่หนังสือมัทธิว

            เพราะว่ามัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น  4 เล่มนี้ เป็นหนังสือเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ ในช่วง 3 ปีของพระเยซูคริสต์ ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ และประกาศข่าวดีของพระองค์บนโลก ยังไม่ได้ตายบนไม้กางเขน  ยังไม่ได้เป็นขึ้นจากความตาย  เพราะฉะนั้น มนุษย์ทั้งหลายทั้งหมด รวมทั้งชาวยิวด้วย ก็ยังอยู่ในพันธสัญญาเดิม อยู่ในพันธสัญญาตาต่อตา ฟันต่อฟัน ต้องรักษาบทบัญญัติอยู่ ถูกไหม? มันน่าจะเป็นอย่างนั้น  เพราะฉะนั้น น่าจะเริ่มต้นที่พระเยซูตายบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย ซึ่งก็คือหนังสือกิจการนั่นเอง ไม่ใช่เริ่มต้นที่พระเยซูเกิดเป็นมนุษย์ และดำเนินอยู่บนโลกใบนี้ 33 ปี เป็นมนุษย์เฉยๆ หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และเป็นขึ้นจากความตาย  พระองค์เป็นพระเจ้า พระบุตร กลับมาเป็นพระเจ้าแล้วครับ แต่ตอน 33 ปี พระองค์ยังคงเป็นมนุษย์อยู่ เป็นเหมือนผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งของพระเจ้า และพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับพระองค์ ประกาศข่าวดี ในฐานะพระเมซิยาห์ พระเจ้าที่เตรียมท่านไว้ เห็นไหมครับ? สิ่งเหล่านี้ถ้าเราเรียนรู้และมีพื้นฐานตรงนี้อยู่ ทำให้เราอ่านพระคัมภีร์ และสามารถที่จะเข้าใจบริบท เข้าใจว่ามันคืออะไร?

            ไปอ่านพระคัมภีร์เดิม ก่อนที่พระเยซูจะทำงานให้สำเร็จ ตั้งแต่ปฐมกาลถึงหนังสือกิจการ ไม่ใช่ถึงหนังสือมัทธิว  เป็นเกี่ยวกันกับช่วงที่พระเจ้าใช้กฎหมายเดิม กฎหมายเก่า เรียกว่าบทบัญญัติเก่าอยู่เลย รวมทั้งชาวยิวเช่นเดียวกัน  เพราะฉะนั้น เริ่มต้นใหม่ที่กิจการ เวลาเราอ่านพระคัมภีร์เดิม เราจะได้รู้ว่าเราจะวิเคราะห์ข้อความในพระคัมภีร์เดิม นี่พูดถึงเราแล้วนะ เราในปัจจุบัน ตอนนี้เราอยู่ในยุคพระคัมภีร์ใหม่  เพราะฉะนั้น เราอ่านข้อความต่างๆ ในหนังสือพระคัมภีร์ ในยุคพระคัมภีร์เดิม เราก็ควรที่จะแปลความหมายบนพื้นฐาน สายตามองของพระคัมภีร์ใหม่ที่เราเข้าไปร่วมด้วย มันถึงจะได้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นมันจะสะเปะสะปะ กฎหมายเขาเลิกไปแล้ว เราก็ไปเอามาใช้ กฎหมายใหม่มี ไม่ใช้ อะไรต่างๆ เหล่านั้น

            คราวนี้ พอมายุคพันธสัญญาใหม่ พระคัมภีร์เรียกว่ายุคพระคุณ เห็นไหม? ต่างกันไหม? ยุคพระเดช คือตาต่อตา ฟันต่อฟัน  ตอนนี้มายุคพระคุณแล้ว มันต่างกันลิบลับ  มาถึงพระคัมภีร์ใหม่ พันธสัญญาใหม่ เรียกว่ายุคพระคุณ  คือยุคหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขน  และเป็นขึ้นจากความตาย นี่เรียกว่ายุคพระคุณ พระเยซูก็จะมาชี้ให้ชาวยิว และพวกเราชาวต่างชาติด้วย ได้เห็นถึงบทบัญญัติในพระคัมภีร์ บทบัญญัติ คือกฎทางฝ่ายวิญญาณ ในพระคัมภีร์ใหม่ ในยุคใหม่ ในยุคพระคุณ ที่พระองค์ทรงทำสำเร็จเรียบร้อยแล้ว บนไม้กางเขน  พระองค์ทรงชี้ให้เรา สอนให้เราชาวต่างชาติ เหมือนกับที่ทรงชี้ให้ชาวยิว ได้รับรู้ ก่อนที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม์ บนไม้กางเขน ที่เรากำลังวิเคราะห์อยู่ ท่านก็ถามว่า …

            “อ้าว! พระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  แล้วเป็นขึ้นจากความตาย เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว แล้วจะมาชี้ให้เราพวกต่างชาติ  มาสอนเรา เหมือนกับสอนชาวยิวได้อย่างไร? ไม่ได้เดินอยู่บนโลกใบนี้แล้ว”

            เดี๋ยวก่อน เพราะท่านคิดเหมือนกับที่ชาวยิวเขาคิด  แต่พอดูในยุคพระคัมภีร์ใหม่ ท่านอ่านในพระคัมภีร์ใหม่ ท่านจะรู้ว่าพระเยซูชี้ให้เราคริสเตียน ผู้เชื่อ ชาวต่างชาติ  ได้รู้ถึงความจริงในโลกฝ่ายวิญญาณ  ในกฎใหม่ต่างๆ เหล่านี้ ในลักษณะของคนต่างชาติ  บนพื้นฐานของคนต่างชาติ  โดยผ่านทางอัครทูต ผู้รับใช้ต่างๆ ที่พระองค์ทรงสถิตอยู่ภายใน แล้วก็ประกาศ สอน เหมือนเดิม  พระองค์เป็นผู้ทำการงานในอัครทูตเปาโล สอนเราเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ให้สมกับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว เมื่อวางใจ เมื่อเชื่อในพระองค์ ต้อนรับพระองค์เป็นพระเมซิยาห์ ที่จะมาเกิดใหม่ พระองค์ก็จะสอนวิธีว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร? ให้สมกับที่เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว ก็คือให้ทุกคนรักกัน มีความสามัคคีกัน ไม่โกรธกัน ไม่เคืองกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน ให้อภัยกัน ไม่อิจฉากัน

            และก็จะจบลงตรงนี้ สังเกตนะว่าพระเยซูสอน ในยุคพระคุณให้กับคริสเตียนแล้วนะ หลังที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว คริสเตียนได้บังเกิดใหม่แล้ว พระองค์ทรงสอนอย่างไร?  ซึ่งตรงกันข้ามกับเมื่อตะกี้นี้  ที่เราวิเคราะห์กัน กำลังพูดกับชาวยิวในยุคพันธสัญญาเดิม  เรื่องเกี่ยวกับคำอธิษฐานของพระองค์ ที่เรากำลังวิเคราะห์กันอยู่นี้ ในเอเฟซัส 4:32 ท่านสังเกตดูนะ …

        เอเฟซัส 4:32 “จงเมตตาและสงสาร เห็นใจกันและกัน ให้อภัยต่อกัน เหมือนที่พระเจ้าทรงได้อภัยแก่ท่านในพระคริสต์แล้ว”

            ผู้ที่เชื่อพระเยซูและบังเกิดใหม่แล้ว พระเยซูบอกว่า “จงเมตตาและสงสาร เห็นใจกันและกัน ให้อภัยต่อกัน เหมือนที่พระเจ้าทรงได้อภัยแก่ท่านในพระคริสต์แล้ว”

            จากข้อนี้ ถามท่านว่าใครให้อภัยใครก่อน? ก่อนที่เราจะให้อภัยคนอื่น พระเจ้าให้อภัยเราก่อนแล้ว ถูกหรือเปล่า? พระเจ้าได้ให้อภัยเรา  และรับเราเป็นลูกก่อนแล้ว แล้วเราจึงอภัยให้กับคนอื่นได้ เพราะเราได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว โดยการอภัยจากพระเจ้าก่อน รับเราก่อน ให้เราได้เกิดใหม่ เกิดจากหน่อเชื้อนิรันดร์ วิญญาณนิรันดร์ของพระเจ้า วิญญาณเราจึงได้เป็นความรักเหมือนพระเจ้า  ได้เป็นผู้ให้อภัยเหมือนพระเจ้า เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าแล้ว ทั้งๆ ที่ความประพฤติของเรายังผิดๆ ถูกๆ อยู่เลย ใช่หรือไม่ใช่? ชัดไม่ชัด? ชัด อะไรมาก่อน? พระองค์ทรงอภัยให้เรา  รับเราเป็นลูกก่อน ไม่ว่าเราจะประพฤติอย่างไรก็ตาม  ถูกหรือไม่ถูก? แล้วอ่านข้อความเมื่อสักครู่นี้เห็นชัดไหม? ชัดเจนเลย โคโลสี 3:13  ที่ผมยกขึ้นมานี้ ก็เช่นเดียวกัน  ยิ่งเห็นชัดใหญ่เลยว่าใครให้อภัยใครก่อน พึ่งพาในตนเองไหม?  ไม่ได้พึ่งเลย เพราะเป็นยุคใหม่ ยุคพระคุณ ผ่านทางการช่วยเหลือของพระเมซิยาห์ คือพระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์ และเป็นขึ้นจากความตาย  โคโลสี 3:13 …

        โคโลสี 3:13 “จงอดทน อดกลั้นต่อกันและกัน และไม่ว่าท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกัน ก็จงยกโทษให้กัน ท่านจงยกโทษให้กัน เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงยกโทษให้ท่านแล้ว”

            นี่กำลังพูดกับเราคนต่างชาติชัดๆ เลย คนต่างชาติที่กลับใจใหม่ หันมาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์ วางใจในพระเยซูคริสต์ แทนที่จะวางใจในตนเอง พึ่งพาในการรักษาบทบัญญัติ ก็คือรักษาศีลธรรมตามศาสนา รักษาหลักข้อเชื่อตามหลักศาสนา รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้หมด หันมาเชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์ ให้ชำระบาปให้ พระเยซูก็ชำระบาปให้แล้ว พอชำระบาปให้แล้ว เราก็ได้บังเกิดใหม่ เป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระเยซูก็ทรงสอนเราอย่างนี้ว่า …

            “เมื่อเราเป็นลูกพระเจ้าแล้ว ก็จงอดทนอดกลั้นต่อกันและกัน และไม่ว่าท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกัน ก็จงยกโทษให้กัน เหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงยกโทษให้ท่านแล้ว

            ใครยกโทษก่อน? พระเจ้ายกโทษให้เราเรียบร้อยแล้ว เราจึงได้เป็นลูกพระเจ้า พอเป็นลูกพระเจ้าแล้ว วิญญาณเราเปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระเจ้า พระเจ้าจึงบอกว่านั่นแหละ เราสามารถทำได้ จากวิญญาณเราสะอาดหมดจดแล้ว ข้างนอกก็ฝึกฝนในการให้อภัย ฝึกฝนแปลว่าทำได้หมดไหม?  ไม่หมด ไม่หมดไม่เป็นไร? เพราะวิญญาณเราเกิดใหม่แล้ว  เห็นไหม ต่างกันกับพันธสัญญาเดิมพูดกับชาวยิวใช่ไหม?

            ชาวยิว คือท่านต้องให้อภัยคนอื่นก่อน แล้วพระเจ้าจึงจะอภัยให้ท่าน แล้วทำได้ไหม? ไม่ได้ สังเกตเมื่อสักครู่นี้ที่เราอ่าน …

            “และไม่ว่าท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกัน”

            อยากถามว่าตอนนี้พระเยซูพูดกับใคร? ทดสอบการแปลพระคัมภีร์หน่อยว่าท่านต้องรู้ว่าเรื่องนี้กำลังคุยกับใคร?  พระเยซูพูดผ่านทางเปาโล พูดกับคนที่เป็นคริสเตียนว่า …

            “ท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกัน”

            “คริสเตียนมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกัน” ก็แสดงว่าคริสเตียนยังคงมีความประพฤติที่ครบถ้วนบริบูรณ์ไหม? ไม่ นี่พระเยซูพูดเองนะ ท่านที่เป็นคริสเตียนแล้ว บังเกิดใหม่เป็นลูกพระเจ้าแล้ว ท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกัน จงฝึกฝนในการอภัยให้กัน  เพราะว่าพระเจ้าได้ให้อภัยท่าน วิญญาณเกิดใหม่ ท่านเป็นลูกพระเจ้าแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในท่านแล้ว  ท่านมีกำลังตรงนี้แล้ว ฝึกฝน ทำได้หรือไม่ได้ ทำได้มากหรือได้น้อย  ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรท่านก็เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว พระองค์อภัยให้ท่านแล้ว นี่เขาถึงเรียกว่าพระคุณ ความรอดจึงเป็นความรอดนิรันดร์ ความรอดฟรีๆ รอดแล้วรอดเลย  ก็เป็นเพราะอย่างนี้

            โดยพระคุณของพระเจ้า เราจึงได้รับการบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระองค์ ก็เป็นความรักเหมือนพระองค์ ก็เป็นความเมตตากรุณา เป็นคนที่ให้อภัยเสมอ เป็นธรรมชาติอยู่ในวิญญาณตลอดเวลาเช่นเดียวกัน มันเป็นธรรมชาติ ที่เราเกิดใหม่ในวิญญาณของเรา มันเป็นอย่างนี้  และวิญญาณตัวนี้ ที่เป็นธรรมชาติ บริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อมนี้ ก็คือเป็นวิญญาณที่จะอยู่ไปนิรันดร์  เมื่อจากโลกนี้แล้ว วิญญาณออกจากร่าง ทิ้งร่างนี้ไว้ วิญญาณไป วิญญาณธรรมชาติเป็นอะไร?  เป็นลูกพระเจ้า สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้านั้น ควรจะอยู่ที่ไหน? ท่านคิดเอาเองแล้วกัน

            วิญญาณท่านออกจากร่าง ท่านควรจะไปอยู่ที่ไหน?  มันชัดเจนเลย แทบจะไม่ต้องบอกแล้ว ท่านตอบเองได้เลยว่าก็อยู่ในสวรรค์กับพระเจ้า อยู่ตั้งแต่เมื่อไร? ก็อยู่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้  ตั้งแต่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ ก็อยู่แล้ว  เพียงแต่ตอนจากร่างนี้ไปปุ๊บ พระเจ้าสัญญาว่าจะเตรียมร่างกายใหม่ไว้ให้กับท่าน เหมือนเสื้อผ้าสวมใส่ ซึ่งเป็นร่างกายที่เหมือนพระเยซูคริสต์อีกต่างหาก ขอบคุณพระเจ้า เอเมน มันง่ายนิดเดียวเลย ความรอด ข่าวประเสริฐของพระเจ้า มันง่ายอย่างนี้จริงๆ ง่ายจนกลายเป็นทางแคบ คนส่วนใหญ่คิดว่ามันง่ายเกินไป มันไม่น่าใช่ มันต้องยากๆ หน่อย มันต้องฝึกฝน ทรมานตัวเอง  ต้องอันโน้นอันนี้ ต้องให้ดีพร้อม ผิดนิดหนึ่งก็ไม่ได้ คิดพลาดก็ไม่ได้ คิดก็ต้องสะอาดหมดจด จับความคิดให้มันสะอาดหมดจด ทำก็ต้องทำให้ดี พลาดนิดหนึ่งก็ไม่ได้ กินเหล้านิดหนึ่งก็ไม่ได้ คิดกันใหญ่เลย สูบบุหรี่หน่อยหนึ่งก็ไม่ได้  อันโน่นก็ไม่ได้ อันนี่ก็ไม่ได้  ก็คิดพยายามที่จะทำๆ รักษาบทบัญญัติ รักษาเคร่งในศาสนา มันไม่สามารถเปลี่ยนวิญญาณได้เลย นี่ชัดเจน

            แล้วสมมติว่าถ้าใครที่ต้องการชัดเจน ที่ยังไม่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ก็คือยังไม่ได้เกิดใหม่ ยังคงอยู่ใต้บทบัญญัติเดิมอยู่ ยังคงพึ่งพาตนเองอยู่ ยังคงพึ่งในการกระทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อม สมบูรณ์แบบ เพื่อจะไปอยู่ในสวรรค์กับพระเจ้าหลังความตาย ซึ่งพระองค์ก็บอกแล้วบอกเล่าว่าไม่มีใครทำได้ บอกกับชาวยิวก่อน แล้วก็มาบอกกับเราทีหลัง ที่ไม่ใช่ชาวยิว มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราเองก็รู้ตัวว่ามันเป็นไปไม่ได้  แต่ถ้าผู้ใดรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ และได้ยินข่าวประเสริฐ ที่พระเยซูพูดนี้ จะผ่านทางเปาโล หรือผ่านทางผู้เชื่ออื่นๆ ที่รู้จักข่าวดีนี้

            พูดง่ายๆ ว่าข่าวดีเรื่องพระเยซูคริสต์นี้ รอดโดยพระคุณนี้ มาถึงเขา และเขาเชื่อ ผู้ใดเชื่อในข่าวดี ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ผู้นั้น ก็ได้รับการชำระล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ ผ่านทางพระโลหิตของพระเยซูที่หลั่งที่ไม้กางเขน  และได้รับการอภัยในความบาปผิดทั้งหมด ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต หมดเกลี้ยงเลย โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำ และความประพฤติของเขาเลย ตามที่เราได้เรียนรู้มา เขาไม่ต้องพึ่งพาการกระทำอะไรเลย แม้แต่นิดเดียว พระเยซูทำให้สำเร็จหมดเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าพระองค์ทรงรัก และพระเจ้าทรงประทานให้กับมนุษย์ฟรีๆ ตามยอห์น 3:16 พระเยซูตรัส ประกาศดังลั่นเลย  ตอนที่เดินอยู่บนโลกใบนี้ …

            “เพราะพระเจ้าทรงรักมนุษย์และโลกนี้ยิ่งนัก จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  เพื่อว่าผู้คนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่ไปสู่ความพินาศ หลังความตาย แต่จะเข้าสู่สวรรค์ ได้รับชีวิตนิรันดร์ ก็คือชีวิตของพระเจ้านั่นเอง”

            ในกาลาเทีย 3:10-11 ได้บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        กาลาเทีย 3:10-11 “10 เพราะว่าคนทั้งหลาย ซึ่งพึ่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติ ก็ถูกสาปแช่ง เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าทุกคนที่ไม่ได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อ ที่เขียนไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติ ก็ถูกสาปแช่ง 11 เป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีใครถูกชำระให้ชอบธรรม ในสายพระเนตรของพระเจ้า ด้วยธรรมบัญญัติได้เลย เพราะว่าคนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ โดยความเชื่อ”

            เห็นไหมครับ พอเราอ่านตรงนี้ บนพื้นฐาน เรียนรู้ว่ายุคไหนเป็นยุคไหน? เราจะรู้ว่าที่กำลังอ่านอยู่นี้ กำลังพูดกับใคร? อ้าว! ไม่ใช่ชาวยิวแล้วนะ พูดกับคนที่ไม่ใช่ชาวยิว  เพราะว่าเขียนหลังจากพระเยซูเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ยุคนี้แล้ว ยุคคนต่างชาติ  พูดกับคนต่างชาติ เห็นไหมเราจะได้เข้าใจมากขึ้น พูดอย่างไร? พูดอะไร?  ก็พูดเหมือนตอนพูดกับชาวยิว  แต่คนละยุคกัน พูดประกาศ เพื่อเตือน  ไม่ใช่มาสอนให้ทำ มาเตือน มาบอก มาชี้ให้เห็นในโลกวิญญาณว่าทุกคนที่ไม่ได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อ ที่เขียนไว้ในหนังสือบทบัญญัติ ก็ถูกสาปแช่ง ก็เหมือนกับตอนที่พูดกับชาวยิวว่าอภัยให้กับคนอื่นก่อน แล้วพระเจ้าถึงจะอภัยให้ท่าน  ท่านทำไม่ได้หรอก  นี่ก็เหมือนกัน

            “เพราะว่าคนชอบธรรม” ก็คือคนที่จะบริสุทธิ์ ดีพร้อม จะไปอยู่ในสวรรค์ได้นั้น คนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ  ใครเป็นคนพูด? พระเยซูพูด พูดกับใคร? พูดกับคนต่างชาติที่มีชีวิตอยู่ หลังจากที่พระองค์เป็นขึ้นจากความตายแล้ว ประกาศผ่านทางอัครทูตคนหนึ่งที่เป็นชาวยิว ที่กลับใจใหม่ มาเชื่อพระเยซูคริสต์ และพระเยซูแต่งตั้งเขาเป็นอัครทูต เพื่อนำเอาข่าวประเสริฐนี้ไปประกาศให้กับคนต่างชาติ พระองค์ทรงประกาศผ่านทางเขา  พระองค์ให้ชีวิตใหม่กับเขา และเข้าไปสถิตอยู่กับเขา นำพาชีวิตของเขา เท่ากับพระองค์ทรงประกาศให้กับคนต่างชาตินั่นเอง

            เห็นไหมครับ? บทบัญญัติเดิม พระคัมภีร์เขียนไว้ว่าทุกคนที่ไม่ได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อ ทุกจุด ทุกขีดในหนังสือธรรมบัญญัตินั้น ก็ถูกสาปแช่ง คือพินาศในบึงไฟนรก หลังความตายนั่นเอง แต่บทบัญญัติใหม่ในพระเยซูคริสต์ คืออะไร? ท่านอยากรู้ไหมว่าพระเยซูมาบอกว่าตอนนี้มีบทใหม่แล้ว ตอนที่พูดกับชาวยิว ตอนพันธสัญญาเดิม ท่านทำไม่ได้หรอก ท่านถูกสาปแช่งแล้ว แต่ยังไม่ได้มีกฎใหม่  ก็เลยบอกว่าวางใจในเราสิ แล้วได้เกิดใหม่ จบแค่นั้น

            แต่หลังจากที่พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย มาพูดกับชาวต่างชาติ เพิ่มเติมขึ้น  เพราะว่าพระองค์ทรงทำสำเร็จแล้ว  โรม 8:1-2 บอกชัดเจนเลยว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ ทำให้สำเร็จเรียบร้อยแล้วที่ไม้กางเขน เป็นขึ้นจากความตายแล้ว บัดนี้ อยู่ในกฎใหม่แล้ว มาเลยๆ พี่น้อง หมายถึงมนุษย์ที่เป็นชาวต่างชาติ  ได้ยินได้ฟังคำนี้แล้ว พระเยซูบอกเข้ามาเลยๆ มาอยู่ที่นี่ เข้าสวรรค์ พ้นจากความพินาศ …

        โรม 8:1-2 “1 เหตุฉะนั้น บัดนี้ จึงไม่มีการพิพากษาลงโทษให้พินาศ หลังความตาย แก่บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ (เปิดใจรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป) 2 เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต ได้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย (คือกฎแห่งการพึ่งพาการกระทำดีของตนเอง เพื่อจะพ้นจากโทษของความบาป)”

            “เหตุฉะนั้น บัดนี้ ไม่มีการพิพากษาลงโทษให้พินาศ หลังความตาย แก่บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์” … ก็คือคนที่เปิดใจรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วย เป็นพระมาสิฮาห์ ชำระบาปให้กับเขา เห็นหรือยัง? ก่อนหน้าที่พูดกับชาวยิว ไม่มีตรงนี้ว่าได้อาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้บอก แต่ตอนนี้ได้บอกแล้ว

            แล้วก็บอกเหตุผล ข้อ 2 ว่า “เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต” … ก็คือกฎใหม่นั้น ซึ่งตอนพูดกับชาวยิวตอนนั้น ยังไม่มีกฎใหม่นี้อยู่ แต่กฎใหม่กำลังจะมา กฎใหม่มาพร้อมสวรรค์ที่พระองค์บอกว่าสวรรค์กำลังมาตั้งอยู่ ก็คือกฎใหม่ในการเข้าสวรรค์กำลังจะมา แต่ยังไม่มา ยังขาดอีก 3 ปี แต่ตอนนี้หลัง 3 ปีแล้ว  ทำสำเร็จแล้ว ก็เลยบอกว่า … “กฎของวิญญาณแห่งชีวิตได้ปลดปล่อยท่านให้เป็นอิสระ จากกฎแห่งบาปและความตาย” กฎแห่งความบาปและความตาย ก็คือกฎเดิม ตอนนั้นที่คุยกับชาวยิว ชาวยิวถืออยู่ กฎแห่งการรักษาบทบัญญัติต่างๆ เหล่านั้น กฎแห่งการพึ่งพาตนเองในการกระทำดี

            สำหรับชาวต่างชาติ ก็คือการกระทำดีตามศาสนา ตามศีลธรรม ตามจิตใจที่บอกอยู่ในใจว่าทำอย่างนี้ดี ต้องพึ่งในการกระทำของตนเอง สำหรับชาวยิว ก็คือกฎแห่งการรักษาบทบัญญัติของโมเสส กฎของวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ที่เราเชื่อและได้บังเกิดใหม่นั้น ทำให้เราเป็นอิสระ ถ้าเป็นชาวยิว ก็เป็นอิสระจากกฎของบทบัญญัติของโมเสส ถ้าเป็นคนต่างชาติ ก็เป็นอิสระจากกฎของศีลธรรมที่อยู่ในใจเรา เรารู้ จะศีล 5 ศีล 7 ศีล 8 ศีล 20 ศีล 217 ศีลเท่าไรก็แล้วแต่ เรารู้ว่าเรารักษา ศีล 5 ยังไม่ได้เลย คนได้ศีล 5 ก็พยายามทำศีล 8 ต่อไป พอได้ศีล 8 ก็ทำศีล 20 ต่อไป  คนได้รับศีล 20 ทำอย่างนี้อีกต่อไป ทำเป็น 217 คนทำ 217 ก็ต้องทำอย่างนี้อีก ต้องละไว้ตรงนี้อีก  เพื่อที่จะไปสวรรค์หลังความตาย แต่พระเยซูคริสต์บอกมาวางใจในพระองค์ และได้บังเกิดใหม่ เป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ ไปอยู่ในสวรรค์ เดี๋ยวนี้เลย บนโลกใบนี้

            พระเยซูจึงประกาศเตือนอย่างชัดเจนในมัทธิว 6:14-15 ในตอนท้ายของบทนี้  ไว้อย่างนี้ว่า …

        มัทธิว 6:14-15 “14 เพราะถ้าท่านอภัยให้ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน พระบิดาของท่านในสวรรค์จะทรงอภัยให้ท่านด้วย 15 แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยบาปผิดของผู้อื่น พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน”

            ถ้าท่านอภัย ทำได้ พระเจ้าก็จะอภัยให้ท่าน ชำระท่านให้สะอาด หมดจด บริสุทธิ์ ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าท่านไม่ทำ  ทำไม่ได้ ท่านก็ยังเป็นคนบาปเหมือนเดิม แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยความบาปผิดให้กับผู้อื่น  ซึ่งทำไม่ได้อยู่แล้ว  พระบิดาก็ไม่ให้อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน

            แต่ในยุคพระคุณ ที่เราเรียนรู้เมื่อสักครู่นี้  พระองค์กำลังบอกว่าให้กลับใจใหม่ มาเชื่อในพระองค์ วางใจในพระองค์เถิด วางใจในพระองค์แล้ว ต่อให้ท่านอภัยให้กับคนอื่นไม่ได้ กำลังฝึกฝนในการอภัยให้คนอื่นไม่ได้ ยังรู้สึกคิดริษยา อิจฉาอยู่ แล้วก็อภัยไม่ได้ พยายามแล้ว พยายามอีก นอนไม่หลับ อยากจะอภัย ก็อภัยไม่ได้ แต่วางใจในพระเยซูคริสต์ ได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณ  หลังความตาย ก็ไปอยู่ในสวรรค์ อยู่กับพระเจ้า เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์พร้อม โดยความเชื่อ ในพระคุณของพระเยซูคริสต์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์นั่นเอง

            เพราะฉะนั้น สรุปวันนี้ ก็คือพระเยซูกำลังเตือนชาวยิวว่าอย่าคิดว่าตัวเองแน่ และสามารถรักษาบทบัญญัติ เพื่อเป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า ท่านจะไปไม่รอด จงหันมาพึ่งพา วางใจในพระองค์ พระเมสิยาห์เถิด นี่สำหรับชาวยิว

            แล้วสำหรับชาวที่ไม่ใช่ยิว ชาวต่างชาติ พระองค์กำลังเตือนว่าอย่าคิดว่าตัวเองทำได้ ในการรักษาศีลธรรม ความดีงาม  แม้ว่าคนทั้งหลายจะเห็นว่าดีก็ตาม  อย่านึกว่าท่านรักษา เคร่งในศาสนาที่ท่านยึดถืออยู่ และเป็นสิ่งที่ดี สำหรับสังคม ใครๆ ก็รู้ว่าดี ถูกต้อง แต่มันก็ช่วยไม่ได้ในเรื่องกฎของวิญญาณ เพราะว่าท่านไม่สามารถทำดีจนครบถ้วนบริบูรณ์  ตามสายพระเนตร ตามเกณฑ์ของพระองค์ได้  เพราะว่าใจของท่าน วิญญาณของท่านเป็นบาปตั้งแต่กำเนิด  ต้องได้รับการรักษา ต้องได้รับการเปลี่ยนวิญญาณใหม่ ต้องได้รับการบังเกิดใหม่เท่านั้น ท่านจึงจะสามารถรอดพ้นจากการพิพากษาลงโทษในความพินาศหลังความตายได้

            สรุป พระองค์ไม่ได้มาสอนให้เราทำบทบัญญัติเหล่านั้น ไม่ได้มาสอนให้เรารักษาบทบัญญัติเหล่านั้น  ไม่ได้มาสอนชาวยิวให้รักษาบทบัญญัติของโมเสส ไม่ได้มาสอนชาวต่างชาติ ให้มารักษาบทบัญญัติทางศาสนาของแต่ละกลุ่ม แต่ละก้อน แต่ละประเทศ แล้วแต่ แต่ละความเชื่อ แต่พระองค์มาเตือนให้เห็นถึงความเป็นไปไม่ได้ ในการพึ่งตนเอง  เพื่อที่จะไปสวรรค์หลังความตาย แต่เตือนให้กลับใจใหม่ หันมาวางใจในพระองค์ และข่าวประเสริฐของพระองค์เถิด แล้วเราค่อยต่อสัปดาห์หน้าให้ลึกขึ้นกว่านี้ พระเจ้าอวยพรครับ

************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            แผนการของพระเจ้า ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก คือมนุษย์ทั้งหลายจะได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์

 ปราศจากบาป สะอาดสมบูรณ์ดีพร้อมตลอดไป โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์ สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเป็นพอ

            โคโลสี 1:14 … “ในพระบุตร (พระเยซูคริสต์)  เราได้รับการไถ่บาป (ชำระให้สะอาดบริสุทธิ์) และได้รับการอภัยโทษบาปทั้งสิ้นที่เราทำ (เราได้รับการไถ่ หมดเวรหมดกรรม เพราะได้อยู่ในพระคริสต์ ไม่ใช่เพราะการประพฤติดี หรือการอธิษฐานสารภาพบาปทุกครั้งที่เราทำบาป เพราะพระเยซูชำระหนี้บาปของเราหมดเรียบร้อยแล้ว)”

            เมื่อเรายอมให้พระเจ้าเข้ามาบัพติศมาเรา เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ ผ่านทางความเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำเพื่อเรา บนไม้กางเขนแล้ว ความบาปของเราได้รับการลบออกไปทั้งหมดเลย โดยการบังเกิดใหม่

            เราได้รับการชำระให้สะอาด บริสุทธิ์ดีพร้อม เป็นผู้ชอบธรรมเหมือนพระเยซูคริสต์เลย เราจึงเข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์ในสวรรค์ได้

            และในพระเยซูคริสต์นี้ เรายังได้รับการอภัยในความบาปทุกครั้ง ที่เราอาจถูกล่อลวง จากกิเลสตัณหาทางฝ่ายเนื้อหนัง ให้กระทำในร่างกายนี้อีกด้วย

            ทั้งหมดนี้  เป็นพระคุณความรักจากพระเจ้า ที่ทรงกระทำให้เราเปล่าๆ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แค่ยอมมารับสิทธิของตนเท่านั้น โดยไม่ได้เกี่ยวกับการประพฤติดี หรือการอธิษฐานสารภาพบาปของเราเลย

            ก่อนที่เราจะสารภาพบาปนั้น  พระเจ้าได้ประทานอภัยโทษให้กับเราล่วงหน้าแล้ว เพราะพระโลหิตของพระเยซู  ได้ชำระหนี้บาปเวรกรรมทั้งสิ้นของเราหมดแล้ว

            ฮีบรู 10:14 … “และโดยพระประสงค์นี้  (แผนการของพระเจ้า ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก) เราทั้งหลายจึงได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ สะอาด สมบูรณ์ ดีพร้อมแล้วตลอดไป โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์ (สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน) เป็นเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเป็นพอ”

            พระเจ้าได้ตรัสว่า … สดุดี 103:11-12 … “11 เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเพียงใด ความรักของพระองค์ ที่มีต่อผู้ที่ยำเกรงพระองค์ ก็ยิ่งใหญ่เพียงนั้น  12 ตะวันออกไกลจากตะวันตกเพียงใด พระองค์ก็ทรงยกเอา การล่วงละเมิดของเรา ออกไปไกลเพียงนั้น”

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1420

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  11  มิถุนายน  2023

เรื่อง “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15”

“พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?” ตอน 1

โดย นคร  เวชสุภาพร

            คำบรรยายในวันนี้ มีชื่อว่า “คำอธิษฐาน มัทธิว 6:9-15” ตอน 1 “พระเยซูกำลังสอนให้เราทำตามหรือ?”

            หัวข้อคำบรรยายวันนี้ ก็คือคำอธิษฐาน ในพระคัมภีร์มัทธิว บทที่ 6:9-15 ซึ่งเรามักจะได้ยินและคุ้นๆ กัน หลายคนท่องจำได้อยู่แล้ว เป็นคำอธิษฐานตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์ หัวข้อเขาเขียนไว้ในพระคัมภีร์ เพราะในพระคัมภีร์ข้อนี้ ขึ้นต้นอย่างนี้ว่า …

            “ฉะนั้น ท่านควรอธิษฐานดังนี้ว่า …”

            นี่คือคำพูดของพระเยซูที่บันทึกเอาไว้นะ เพราะฉะนั้น ถ้าอ่านแค่เฉพาะข้อความตรงนี้ แน่นอน เราก็ต้องเข้าใจว่าพระเยซูกำลังสอนให้เราอธิษฐานตามแบบนี้แน่ๆ แต่ว่าอย่างที่เราเน้นกันมาตลอดว่าการศึกษาพระคัมภีร์ให้เข้าใจความหมาย ควรจะอธิบายความหมายตามบริบทที่ถูกต้อง เราต้องรู้ที่มาที่ไปว่าคำพูดนี้อยู่ในบริบทอะไร? กำลังพูดกับใคร? พูดที่ไหน? พูดเพื่ออะไร?  จุดประสงค์อย่างไร? อยู่ในสถานะอะไรในขณะนั้น ระหว่างคนพูดกับคนฟัง? เราควรจะรู้ถึงเรื่องเหล่านี้ เราจึงจะได้ความหมายที่แท้จริงของความหมายเหล่านั้น

            และวันนี้ เราจะมาศึกษาคำอธิษฐานของพระเยซู ที่บันทึกไว้ในหนังสือมัทธิว 6:9-15 นี้อย่างชัดๆ ว่าพระเยซูกำลังพูดกับใคร? สอนให้เราทำตามหรือ? เอาแบบละเอียดเลย เพราะว่ามีพี่น้องผู้เชื่อใหม่หลายท่านก็มาถาม เพราะเนื่องจากได้ฟังถ้อยคำพระเจ้า ในคำบรรยายของเราที่นี่หลายๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องความเป็นจริงของข่าวประเสริฐ  การเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ และการอัศจรรย์เกิดขึ้นทั้ง 10 อย่าง เกิดขึ้นอย่างไร? พระคุณความรอดของพระเจ้าที่เราได้รับมาฟรีๆ แล้ว มันเป็นเช่นไร? ก็เลยนึกถึงคำอธิษฐานนี้ ที่เขาเคยจำได้ ตั้งแต่เริ่มเชื่อใหม่ๆ และเคยได้ยิน ได้ฟังอยู่บ่อยๆ รู้สึกมันแย้งกันกับสิ่งที่เรากำลังพูดอยู่นี้ เขาสงสัย เลยเข้ามาถามว่าจริงๆ แล้วตรงนี้ มัทธิว 6:9-15 มันหมายถึงอะไรกันแน่

            เราจะใช้เวลานี้ในการศึกษา เจาะลึกเข้าไปอย่างลึกซึ้งเลย จะศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็ต้องลงรายละเอียดถูกไหมครับ? ให้ถึงรากฐานความจริง เพราะฉะนั้น วันนี้จึงเป็นแค่ตอนที่ 1 ของเรื่องนี้เท่านั้น ยังมีอีกหลายตอน ฟังให้จบ เอาให้มันชัด เอาให้มันชัวร์เลย เพราะเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรอดในพระเยซูคริสต์ ที่เรากำลังประกาศอยู่  คำว่า “เรากำลังประกาศอยู่”  เรา  หมายถึงคริสเตียนทั้งโลก กำลังประกาศถึงเรื่องความรอดในพระเยซูคริสต์กันอยู่ มันเกี่ยวกับเรื่องนี้จริงๆ ด้วย จึงเอาให้อย่างละเอียด

            จริงๆ แล้วตัวอย่างการอธิษฐาน ในหนังสือมัทธิวตรงนี้ มันเป็นช่วงที่พระเยซูกำลังตระเวนประกาศความจริงให้กับชาวยิว จะได้เห็นชัดว่าพูดกับใคร? เราจะเริ่มรู้ ประกาศทำไม? เพื่ออะไร? เป้าหมายที่พระเยซูประกาศตรงนี้ นี่คือหนึ่งในจำนวนประกาศ ข้อพระคัมภีร์นี้ เป้าหมายก็เพื่อจะให้ชาวยิว วางใจและพึ่งในพระองค์ว่าพระองค์เป็นพระเมสิยาห์  “เมสิยาห์” แปลว่าพระคริสต์ “พระคริสต์” แปลว่าผู้ทรงจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อมาช่วยให้รอด พระผู้ช่วยให้รอดนั่นเอง

            เป้าหมาย คือให้วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ แทนที่จะพึ่งพาการรักษาบทบัญญัติ ด้วยตนเอง เหมือนกับที่ชาวยิวกำลังปฏิบัติกันอยู่ในขณะนั้น ตามความเชื่อเดิมๆ ในเวลานั้น ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ ถือมาตั้งแต่สมัยโมเสส ตั้งแต่บรรพบุรุษของชาวยิว เพื่อเมื่อไปละเอียดๆ มากๆ จะได้รู้ว่าพูดไปๆ กลับกลายเป็นตัวฉัน  ท่านใช่ชาวยิวหรือเปล่า? ตอนนี้พระเยซูกำลังพูดกับใคร? ชาวยิว ผมพยายามให้เน้นตรงนี้ ถ้าเผื่อท่านจำตรงนี้ได้ ท่านจะสามารถอธิบายความหมายเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน แจ่มใสเลย จะไม่มีข้อสงสัยในใจของท่านอีกต่อไป

            พระเยซูบอกกับชาวยิว ตอนนี้เรามาเป็นบุคคลที่ 3 นั่งฟังอยู่ ยังไม่ได้พูดถึงเรานะ เอเมนไหม?

            พระเยซูกำลังบอกว่าพระองค์ไม่ได้มา เพื่อลบล้างธรรมบัญญัติ ท่านจะเริ่มเข้าใจแล้วใช่ไหม? ธรรมบัญญัติเกี่ยวอะไรกับเราหรือเปล่า? “เรา” ไม่ใช่ชาวยิว ตอบว่าไม่เกี่ยว พระองค์กำลังพูดกับชาวยิว ชาวยิวถือธรรมบัญญัติของโมเสส เราไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโมเสสเลย เห็นอะไรบางอย่างหรือยัง? เริ่มรู้แล้วใช่ไหม? เริ่มน่าสนใจแล้วใช่ไหม? แต่พระองค์มาเพื่อยืนยันกฎบัญญัติของพระเจ้า ตั้งแต่สมัยโมเสส ที่มนุษย์ ก็คือพวกชาวยิวทุกคน ต้องทำตามให้ครบ ทุกจุด ทุกขีด ถึงจะสะอาดบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระเจ้าได้ และสามารถได้รับความรอด ได้เป็นลูกพระเจ้า อยู่ในสวรรค์ได้ ต้องรักษาบทบัญญัติเหล่านี้ ถึงจะเป็นผู้ชอบธรรม ในสายพระเนตรได้  เพราะต้องสะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าสวรรค์อยู่ต่อหน้าพระเจ้าได้ นี่คือเป้าหมายของพระเยซูที่พูดกับชาวยิวทั้งหมด ในขณะนั้น

            สรุปรวมความ ก็คือพระเยซูกำลังบอกว่าท่านต้องดีพร้อม บริสุทธิ์ ชอบธรรม เหมือนพระเจ้าเท่านั้น ถึงจะอยู่ในสวรรค์ ตามสายพระเนตรของพระเจ้า ที่ตัดสินท่าน ต้องเป็นอย่างนี้ แต่ความจริง คือไม่มีชาวยิว หรือแม้กระทั่ง คนที่ไม่ใช่ยิว ผู้ใดเลย ที่จะสามารถรักษากฎบัญญัติได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทุกจุด ทุกขีด ไม่พลาดเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีมนุษย์คนไหน ไม่ว่าจะยิวหรือไม่ยิว ก็ตาม ที่จะสามารถทำตัวเอง ให้ดีพร้อม บริสุทธิ์เหมือนพระเจ้า ไม่ผิดเลยแม้แต่นิดหนึ่ง  ไม่ทำบาปเลยแม้แต่นิดหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้เลย

            พระเยซูยกตัวอย่างว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย เหมือนกับท่านเอาอูฐลอดรูเข็ม เอาแค่ไข่ไก่ลอดรูเข็ม ก็ไม่ได้แล้ว แต่นี่พระองค์บอกเอาอูฐทั้งตัวลอดรูเข็ม มันเป็นไปไม่ได้เลย กำลังพูดกับใคร? ชาวยิว ชาวยิวฟังตกใจ

            เราจึงได้ข้อสรุปว่ามนุษย์ไม่สามารถที่จะพึ่งพาตนเอง ในการทำให้ตัวเองนั้นสะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าได้ โดยการรักษากฎบัญญัติ  สำหรับชาวยิว ก็คือบทบัญญัติที่พระเจ้าให้ไว้ตั้งแต่สมัยโมเสสบันทึกเอาไว้ แต่สำหรับเรา ที่ไม่ใช่ชาวยิวล่ะ เปรียบเหมือนอะไร? ก็เหมือนกับกฎหมายทางศีลธรรม กฎหมายทางศาสนา กฎแห่งกรรม การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อะไรต่างๆ เหล่านั้น นี่เราเอามาเปรียบเทียบให้ดู ไม่มีใครสามารถรักษากฎเหล่านี้ ตามศาสนาได้อย่างดีพร้อมในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่มีผิดเลยแม้แต่นิดเดียว

            สรุป ก็คือไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถเข้าสวรรค์ได้ด้วยการกระทำของตนเองนั่นเอง พระเยซูกำลังเน้น แล้วบอกกับชาวยิวต่อว่าไม่มีใครทำได้เลย เหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม ถ้าคุณจะรักษาบทบัญญัติ เพื่อจะได้รับความรอด จากการลงโทษหลังความตาย ไปสวรรค์ได้ ไม่มีทาง เป้าหมายของพระองค์ ก็คือมีเพียงทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ท่านบริสุทธิ์ ชอบธรรม เหมือนพระเจ้าได้ ตามเกณฑ์ที่พระเจ้ากำหนดไว้ นั่นก็คือผ่านทางพระองค์เอง ซึ่งพระองค์เป็นพระเมสิยาห์ พระเจ้าทรงประทานให้มา เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ให้รอดจากโทษของความบาปนั่นเอง มีทางเดียวเท่านั้น คือต้องพึ่งในพระองค์ พระเยซูคริสต์ โดยการเชื่อในข่าวดีของพระองค์ เพื่อได้รับการบังเกิดใหม่ จะได้สะอาด บริสุทธิ์ เหมือนพระเจ้าได้ ซึ่งตรงนี้ ใครเป็นคนทำแล้ว? พระเจ้าทำ เราทำด้วยตัวเองไม่ได้ พระองค์ยกตัวอย่าง เหมือนกับท่านทำด้วยตัวเอง เพื่อจะไปสวรรค์ เท่ากับเอาอูฐลอดรูเข็ม ทำไม่ได้ แต่ถ้ามาพึ่งในพระองค์ พึ่งในพระเจ้า วางใจในพระองค์ว่าเป็นพระเมสิยาห์ล่ะก็ พระองค์ตรัสตรงกันข้ามกับเมื่อสักครู่นี้

            บอกว่า … “ถ้าท่านวางใจในเรา ท่านจะบังเกิดใหม่ สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าได้ โดยพระเจ้าเป็นผู้กระทำ”

            พระองค์ตรัสว่า … “สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้ เอเมน

            นี่คือเป้าหมายที่พระองค์กำลังพูดอยู่ ตลอด 3 ปีนี้ พระองค์พูดอย่างนี้  … “เขาจะทำด้วยตนเองนะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก เหมือนเอาอูฐลอดรูเข็ม ต้องมาพึ่งเรา วางใจในเราว่าเราเป็นคนนั้นแหละ ที่ท่านรอคอย คือเป็นพระเมสิยาห์ เป็นพระเจ้า  ที่พระองค์ส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อจะช่วยท่านทั้งหลาย  และโดยพระเจ้า โดยฤทธิ์เดชอำนาจแห่งพระองค์นี่แหละ สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้ คือท่านเข้าสวรรค์ได้  สะอาด บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้าได้ โดยผ่านทางเรา” เอเมนไหมครับ?

            คำถามที่ว่า “พระเยซูกำลังสอนให้เราอธิษฐานตามแบบอย่างนี้ จริงหรือ?” ลองมาพิสูจน์กันตอนนี้ ลองอ่านกันดูนะ ท่านพอจะรู้ระแคะระคายแล้วว่าถ้อยคำที่เรากำลังจะอ่านนี้ เราคุ้นหูกันดี ตอนนี้ ท่านรู้แล้วว่าไม่ใช่ข้อความที่มาถึงเรา เรากำลังแอบอ่านหนังสือที่พระเยซูเขียนหรือพูดกับชาวยิว เรากำลังไปแอบอ่าน ท่านจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าที่เราอ่าน พูดถึงใคร? ไม่อย่างนั้นจะยุ่งไปหมด เราแอบอ่านของเขา เราก็ไปนั่งรวมกับเขาด้วย แล้วก็แยกกันไม่ออกว่าใคร? เราเป็นเขา เขาเป็นเรา มั่วไปหมด

            คราวนี้ อ่านให้ท่านฟัง แล้วท่านคิดตามนะว่าเราไปแอบฟังเขา พระเยซูพูดกับชาวยิวอย่างนี้ว่า … มัทธิว 6:9-15 …

        มัทธิว 6:9-15 “9 ฉะนั้น  ท่านควรจะอธิษฐานดังนี้ว่า “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เทิดทูนสักการะ 10 ขอให้อาณาจักรของพระองค์ ได้รับการสถาปนาไว้ ขอให้พระประสงค์ของพระองค์  สำเร็จในโลก  เช่นเดียวกับในสวรรค์ 11 ขอโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้  12 ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เช่นกัน 13 และขออย่าให้ข้าพระองค์ทั้งหลายล้มลงเมื่อถูกทดลอง แต่ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้พ้นจากมารร้าย 14 เพราะถ้าท่านอภัยให้ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน  พระบิดาของท่านในสวรรค์ จะทรงอภัย ให้ท่านด้วย 15 แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยบาปผิดของผู้อื่น พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านเช่นกัน”

            พระเยซูกำลังพูดกับใคร? ชาวยิว ตั้งแต่ข้อ 9-13 ที่เราอ่านกันเมื่อสักครู่นี้  เป็นคำอธิษฐานของชาวยิวโดยปกติอยู่แล้ว  แต่พระเยซูได้เพิ่มข้อ 14 กับข้อ 15 เข้าไป เพื่อให้ชาวยิวเขาได้เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ด้วยการพึ่งพาตนเอง จะได้รับการอภัยโทษ หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากตายแล้ว จะได้เข้าสวรรค์ เป็นไปไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรมา นี่พูดถึงปัจจุบันนี้นะ ตั้งแต่เราเป็นคริสเตียนมา แต่ไหนแต่ไรมา คริสเตียนแทบทุกคนทั้งโลกเลย ถูกสอนให้ท่องคำอธิษฐานนี้ ให้จำจนขึ้นใจ หลายคนท่องคำอธิษฐานนี้ทุกคืน

            สังเกตนะว่าผมใช้คำว่า “ท่องคำอธิษฐาน” ผมไม่ได้ใช้คำว่า “อธิษฐานแล้ว” แต่ก่อนไม่รู้เรื่อง ก็ใช้คำว่าอธิษฐานตามอย่างพระเยซู ตอนนี้ เรารู้แล้วว่าไม่ใช่ ผมเลยเปลี่ยนเป็นคำว่า “ท่องคำอธิษฐาน” คริสตจักรบางแห่งให้สมาชิกท่องถ้อยคำนี้ ก่อนประชุมนมัสการ ทุกๆ วันอาทิตย์ตอนเช้า พูดเสมือนหนึ่งเป็นคำอธิษฐานของตนเอง เป็นคำปฏิญาณของตนเอง ท่านเริ่มคิดตามแล้วนะ ท่านเริ่มเข้าใจของท่านแล้วนะ

            คำถาม ก็คือจากที่เราได้เรียนรู้ไปบ้างแล้ว ถึงเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า เรื่องเกี่ยวกับการพึ่งตนเอง กับพึ่งพระเยซู ในการที่จะรอดจากโทษของความบาป หลังความตาย มาจนถึงทุกวันนี้แล้ว เราได้เรียนรู้กันที่นี่ มาพอสมควรแล้ว พออ่านถ้อยคำตรงนี้ เมื่อสักครู่นี้แล้ว มีคำถามหรือมีความสงสัยตรงไหนไหมครับ? สงสัยเต็มไปหมดเลย เยอะเลย เพราะเราเริ่มเรียนรู้แล้ว

            ยกตัวอย่าง ในข้อที่ 12 บอกว่า … “ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เช่นกัน”

            คิดตามช้าๆ “ขอทรงยกหนี้บาป ก็คืออภัยโทษจากบาป ให้กับข้าพระองค์ทั้งหลาย” ขอพระเจ้านะ “เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ให้ผู้ที่เป็นหนี้ ทำผิดต่อข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นกัน”

            แปลว่าอันไหนเกิดก่อน? คิดตาม อย่าลืมว่าเราไปแอบอ่านหนังสือของเขา ถ้าแปลตรงๆ ตามตัวหนังสือ

            ตรงนี้ต้องแปลว่า … “เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์แล้ว ดังนั้น ข้าพระองค์จึงขอให้พระองค์ยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยเช่นกัน”

            ถูกต้องไหมครับ? ถูก อ่านตามนี้ มันแปลว่าอย่างนี้แหละ ถูกต้องสำหรับตรงนี้ แต่ดูต่อไปนะ ใครที่ตอบว่าไม่ถูก ย้ำกันอีกทีว่าข้อ 14 กับข้อ 15 ได้บอกอย่างชัดเจน บางคนอาจจะแปลไม่ถูก

            ในข้อ 14 ข้อ 15 พระเยซูจึงชี้ลงไปให้เห็นชัดๆ เลย ตรงๆ เลยว่าอูฐลอดรูเข็ม มันคืออะไร?  ข้อ 14 กับข้อ 15 ที่พระเยซูเติมลงไป แล้วบอกพวกเขา

            “เพราะถ้าท่านอภัยให้ผู้ที่ทำผิดต่อท่าน พระบิดาของท่านที่อยู่ในสวรรค์ จะทรงอภัยให้ท่านด้วยเช่นกัน”

            เห็นภาพหรือยัง? มันมีเงื่อนไขขึ้นมาทันที … “แต่ถ้าท่านไม่ยอมอภัยความผิดบาปของผู้อื่นก่อน พระบิดาก็จะไม่อภัยบาปผิดของท่านด้วยเช่นกัน”

            ก็คือขึ้นอยู่กับพระเจ้า หรือขึ้นอยู่กับตัวเราเอง พึ่งพระเจ้า หรือพึ่งตนเอง ต้องพึ่งตนเอง ถูกไหมครับ?  ถ้าเราทำไม่ได้ พระเจ้าก็ไม่ให้อภัยเรานะ ถ้าพระเจ้าบอกว่าท่านต้องทำอย่างนั้นก่อน เราถึงจะทำอย่างนี้ให้ ก็แสดงว่าเราต้องพึ่งตนเอง

            สรุป แปลว่าใครต้องอภัยใครก่อน? ถ้าอ่านตามแค่นี้ ก็กลายเป็นว่าพระเยซูกำลังสอนให้เราต้องอภัยให้ผู้อื่นก่อน พระเจ้าถึงอภัยให้กับเรา ใช่ไหม? แปลตรงๆ ชัดๆ เลย

            พระเยซูกำลังบอกว่า … “ถ้าท่านอยากได้รับการอภัยโทษจากพระเจ้า ท่านต้องอภัยให้กับคนอื่นก่อน เพราะฉะนั้น ท่านต้องพึ่งพาตนเอง”

            ใช่ไหม? ใช่สิ่งที่เราเรียนรู้ไหมว่าพระเยซูมาประกาศ เพื่ออะไร? ตะกี้นี้เราบอกต้นๆ แล้ว แล้วที่เราเรียนรู้เรื่องข่าวดีมาตลอด ข่าวประเสริฐของพระเจ้ามาตลอดว่าความรอดจากบาปนั้น การอภัยโทษ จากการลงโทษเนื่องจากบาปนั้น ที่เราได้รับจากพระเจ้านั้น เป็นพระคุณของพระเจ้า ที่ประทานให้เราเปล่าๆ ฟรีๆ  โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย  เพราะฉะนั้น มันขัดแย้งกับตะกี้นี้ไหม? ขัดแย้งกันมาก พระเยซูผู้เดียวกันนั้น ขัดแย้งกันได้อย่างไร?  เห็นอะไรบางอย่างไหม? เอเฟซัส 2:8-9 ยืนยันตามนั้นว่านี่คือข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ นี่คือข่าวดีที่พระเยซูนำมา เพื่อโลกใบนี้ ไม่ใช่มาให้กับชาวยิวอย่างเดียว  แต่มาให้กับมวลมนุษย์ทั้งหลายทั้งหมดบนโลกใบนี้ ซึ่งไม่ใช่ชาวยิวด้วย หลักการของข่าวประเสริฐที่พระเยซูนำมา ก็คือเอเฟซัส 2:8-9 อ่านดูนะ …

        เอเฟซัส 2:8-9  “8 เพราะโดยพระคุณ ความเมตตา และความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ได้นำท่านเข้ามาอยู่ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอด พ้นจากการถูกตัดสินลงโทษ  เนื่องจากบาป และได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านทางความเชื่อ 9 ความรอดนี้ ไม่ได้เป็นผลจากการพยายามทำด้วยตัวท่านเอง แต่เป็นพระคุณของพระเจ้าที่ได้ประทานให้ ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ หรือพยายามที่จะรักษาบทบัญญัติของพระเจ้า เพื่อจะไม่มีใครโอ้อวด และแอบอ้างความดีตัวเอง ในความรอดของตนได้”

            นี่คือสำหรับเราทั้งหลาย ที่ไม่ใช่ชาวยิว ที่เป็นคริสเตียน และจริงๆ แล้ว ก็สำหรับชาวยิวที่กลับใจใหม่ ไม่พึ่งพาตนเอง มาพึ่งพระเยซู เป็นคริสเตียนด้วยเช่นเดียวกัน เห็นไหมครับ? แล้วเรานึกว่าเป็นของเรา พระเยซูมาสอนให้เราปฏิบัติ มันก็แย้งกันยุ่ง วุ่นวายไปหมด

            ย้ำกันอีกว่าเวลาจะอ่านพระคัมภีร์ จะศึกษาพระคัมภีร์ ถ้าจะให้เข้าใจความหมายที่ถูกต้องจริงๆ  เราต้องศึกษา ดูที่ไป ที่มาของบริบทนั้นๆ ด้วยว่าถ้อยคำตรงนี้ กำลังพูดกับใคร? พูดถึงใคร?  พูดในสถานการณ์แบบไหน? วัตถุประสงค์เพื่ออะไร?  ไม่ใช่ไปหยิบยกมาข้อ สองข้อ แล้วก็ตีความหมาย 2 ข้อนั้นไป ไม่ได้พูดกับเรา เราก็ไปเอามาใช้ ไม่ใช่สถานะเรา เราก็ไปเอามาใช้ มันก็วุ่นวาย ใช่ไหม?

            ลองคิดดูถ้าเกิดผมพูดอย่างนี้ ง่ายๆ เลย ยกตัวอย่างให้ดู สมมติผมยกข้อ 2 ขึ้นมาพูดว่า …

            ข้อที่ 2 การโลภก็ดี  การล่วงประเวณีก็ดี การวิวาทกันก็ดี การริษยากันก็ดี  การอิจฉากันก็ดี การเป็นศัตรูกันก็ดี การโกรธกันก็ดี การเมาเหล้าก็ดี  การนับถือรูปเคารพก็ดี

            อ่านข้อ 2 ถ้าท่านอ่านเพียงแค่นี้ แล้วก็แปลเลย การกระทำสิ่งเหล่านี้ มันทำไม? มันดีหมด ใช่ไหม? แต่ถ้าอ่านตามบริบทจริงๆ ก่อนข้อ 2 มา

            ผมอาจจะบอกว่า … “จงทำตัวให้สมกับฐานะที่ท่านเป็นบุตรพระเจ้า อย่าทำตัวตามอย่างระบบของโลกนี้  ที่เขาทำกัน การโลภก็ดี  การล่วงประเวณีก็ดี การวิวาทกันก็ดี การริษยากันก็ดี  การอิจฉากันก็ดี การเป็นศัตรูกันก็ดี การโกรธกันก็ดี การเมาเหล้าก็ดี  การนับถือรูปเคารพก็ดี”

            ข้อ 3 มา ผมพูดต่อว่า … “ข้าพเจ้าขอเตือนท่านว่าคนที่ประพฤติเช่นนั้น  ไม่ได้เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าเลย ทั้งๆ ที่ท่านได้รับความรอดแล้ว”

            สรุปแล้ว ดีหรือไม่ดี? ไม่ดี อย่าทำ แต่ถ้าอ่านข้อเดียวตะกี้นี้ มาตีความเลย มันไปกันแบบคนละทางเลย กลายเป็นผมส่งเสริมให้คนโลภ อะไรอย่างนี้ เพราะข้อนี้ เขาเอาไปอ้าง …

            “อ้าว! ก็อาจารย์บอกว่าโลภก็ดี ไหว้รูปเคารพก็ดี เมาเหล้าก็ดี”

            นี่ยกตัวอย่างให้แบบชัดๆ เลย ความหมายมันเปลี่ยนไปเลย อีกตัวอย่างหนึ่ง อันนี้ชัดมากเลย ผมเห็นหลายคนเข้าใจผิด

            สมมติว่ามีประกาศ อ่านประกาศ ตอนนี้โซเซียลมีเดียมีเห็นชัดเลย …

            “ประกาศ เรียนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ให้ใช้บริการฟรีได้ในเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากเปิดสายนี้ใหม่ ฉลองสายใหม่ให้ทดลองใช้ 1 เดือนฟรี (แล้วก็พูดอะไรอีกเยอะแยะ) เพราะฉะนั้น ท่านผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้า เชิญใช้บริการฟรี ภายในเดือนมิถุนายน”

            โอ้โห! ดีใจกันใหญ่เลย เอาอะไรไปพูด จับไม่ได้หมด เอาตอนสุดท้ายไปพูด …

            “เชิญครับ ใช้บริการรถไฟฟ้าฟรี ภายในเดือนมิถุนายน”

            ไม่ได้อ่านตอนต้น … “ประกาศให้กับผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม” เท่านั้น มันจะมีสีอื่นอีกเยอะแยะ กลับไปบ้าน ไปพูดกับคนโน้น คนนี้ ไป ใช้บริการฟรีหมด เขาไปใช้สีเหลือง สีม่วง ตกใจ เสียเวลาไปตั้งเยอะ คิดว่าจะไปใช้ฟรี ที่ไหนได้ ต้องจ่ายตังค์เหมือนเดิม

            เคยคุ้นๆ ไหม? อันนี้ก็เสียหายไม่เยอะนะ แต่ชี้ให้ท่านเห็นชัดๆ ที่เสียหายเยอะ ที่ถูกหลอกมาก  เมื่อมาเป็นคริสเตียนแล้ว ก็คือลักษณะอย่างนี้แหละ ผมเองก็เคยเข้าใจผิด ยกตัวอย่าง อันนี้คนก็เข้าใจผิดเยอะ ใน 1 เปโตร 2:24 อันนี้ชัดเจนเลย ลองอ่านดู …

        1 เปโตร 2:24 “พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลาย ไว้ที่พระกายบนไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาป และมีชีวิตอยู่ เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย”

            “ด้วยรอยบาดแผลของพระองค์ พวกท่านได้การรักษาให้หาย” เอาไปท่อง บอกต่อๆ กันไป  ผมเองก็ไปบอกคนอื่นเขาเยอะแยะ  ผมเองก็ทำให้เขาเข้าใจผิด เหมือนผมไปประกาศเรื่องรถไฟฟ้าสีส้ม เหมือนกัน เพราะจิตใจมันอยากได้อยู่แล้ว มันอยากจะหายป่วยอยู่แล้ว  อยากจะได้สิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เป็นทุน ดังนั้น ก็เลยทึกทักเอา ใช่แล้ว มีคนเขามาบอกว่า …

            “โดยรอยบาดแผลของพระเยซูคริสต์ เราได้รับการรักษาให้หายแล้ว คุณนครได้รับการรักษาให้หาย ดูข้อพระคัมภีร์เขียนไว้อย่างนี้”

            “ใช่”

            “ใน 1 เปโตร 2:24 เขียนไว้ใช่ไหม?”

            ไปเปิดดู “ใช่” แล้วจะเถียงได้อย่างไรว่ามันไม่ใช่ แล้วรู้ไหมว่า 1 เปโตร 2:24 มาจากไหน? จริงๆ รู้ แต่แกล้งไม่รู้ รู้ได้อย่างไร? ก็ 1 เปโตร 2:24 ก็มาจาก 1 เปโตร 2:23 แล้ว 1 เปโตร 2:23 มาจากไหน? ก็มาจาก 1 เปโตร 2:22 แล้ว 1 เปโตร 2:22 มาจากไหน? ก็มาจาก 1 เปโตร 2:21 แล้ว 1 เปโตร 2:21 มาจากไหน? ก็มาจาก 1 เปโตร 2:20 แล้ว 1 เปโตร 2:20 มาจากไหน? ก็มาจาก 1 เปโตร 2:19 แล้วถ้าไม่เข้าใจ ก็อ่านย้อนขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะเจอเองว่าเขากำลังพูดกับใคร? …

            (1) เขากำลังพูดกับคริสเตียน … “เราก็เป็นคริสเตียน” … “ใช่”

            (2) แล้วเขาพูดกับคริสเตียนเรื่องอะไร? เรื่องเกี่ยวกับความรอด ทางวิญญาณ การตาย แล้วได้ไปสวรรค์ การตายแล้วได้รับร่างกายใหม่ ไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถาน

            (3) แล้วพูดเรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน บาดแผลนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร? เกี่ยวกับเรื่องว่าคริสเตียนสมัยนั้น ถูกข่มเหง รังแก ถูกต่อต้าน บางคนถูกเฆี่ยน ถูกเอาไปทรมานอะไรต่างๆ ต้องทนทุกข์ลำบาก เขาจึงให้กำลังใจว่าพระเยซูก็ทนทุกข์ลำบากอย่างนี้แหละ แต่พระองค์ทรงทนทุกข์ เพื่อแบกรับเอาบาปของเราไปรักษาแล้ว ให้หายจากโรคของความเป็นคนบาป โรคที่อยู่ในวิญญาณ คือเกิดมาเป็นคนบาป รักษาเราให้หาย ให้เราได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า

            เขาพูดถึงเรื่องโลกวิญญาณ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องร่างกายนี้เลย แม้แต่นิดเดียว คิดดูสิ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ท่านก็รู้อยู่แล้ว ท่านก็เคย เสียหายเกิดขึ้น

            อีกข้อหนึ่ง ก็ชัดเหมือนกัน คล้ายๆ กัน 2 โครินธ์ 5:7 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า …

        2 โครินธ์ 5:7 “เราจึงดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น”

            พอต่อจาก 1 เปโตร 2:24 ก็เลยบอกว่าถ้อยคำพระเจ้าบอกไว้เลยว่าให้เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ไม่ใช่ตามองเห็น เพราะฉะนั้น ตามองเห็นว่า …

            “มีอาการหวัด มีอาการน้ำมูกไหล ปวดหัว”

            จะต้องบอกว่า… “ไม่ใช่ ไม่ปวด ปวดได้อย่างไร เราใช้ความเชื่อ ความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น คือความไม่เห็น ก็คือการหายโรคนั่นแหละ ปวดก็บอกว่าไม่ปวด เป็นก็บอกว่าไม่เป็น ถ้าท่านรักษาความเชื่ออย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเกิดขึ้นตามที่ท่านเชื่อนั่นนะ ก็คือท่านปวด ท่านก็บอกว่าไม่ปวดๆ แล้วเดี๋ยวมันไม่ปวดจริงๆ หายจริงๆ  และบางครั้ง เรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันก็เกิดขึ้นอย่างนี้จริงๆ เขาเรียกว่าอุปทาน  แต่มันไม่ได้เป็นจริงตามถ้อยคำพระเจ้า  ถ้อยคำพระเจ้าตรงนี้ 2 โครินธ์ 5:7 อยากรู้ว่าเรื่องราวเป็นจริงๆ กำลังพูดถึงเรื่องอะไร?  ก็ต้องมาจาก 2 โครินธ์ 5:6 พวกเราตีความหมาย รู้เลย อยากรู้ความหมาย ตรงนี้พูดถึงใคร? พูดถึงอะไร? เป็นความหมายอย่างไร? กลับไปดูที่ 2 โครินธ์ 5:5 ข้อ 5 มีความหมายว่าอย่างไร? กลับไปดูข้อ 4 … ข้อ 4 มาจากข้อ 3 … ข้อ 3 มาจากข้อ 2 … ข้อ 2 มาจากข้อ 1 … ข้อ 1 มาจาก 2 โครินธ์ บทที่ 4 ถ้าอยากรู้ว่าบทที่ 5 หมายถึงอย่างไร ก็กลับไปอ่านบทที่ 4 ถ้ายังไม่รู้อีก ไปอ่านบทที่ 3 จะรู้ว่าบทที่ 4 หมายถึงอะไร? มาถึงบทที่ 5 ข้อ 7 นี้หมายถึงอะไร?

            พูดสั้นๆ ตรงนี้ ก็คืออาจารย์เปาโลกำลังเปรียบเทียบถึงร่างกายของเรา ร่างกายของเรา มันต่ำต้อย มันทุกข์ มันลำบาก มันเจ็บไข้ได้ป่วย มันต้องตาย มันเสื่อมโทรมไปทุกวัน มันกำลังตายไปทุกวัน  แต่เราไม่ท้อใจ เรามองดูที่ตัวตนที่วิญญาณข้างใน  ที่เราได้บังเกิดใหม่ โดยพระเยซูคริสต์ ให้เราบังเกิดใหม่ เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว มันเจริญเติบโตทุกวัน กำลังก้าวไปสู่การเจริญเติบโต เข้าไปรับร่างกายใหม่ ที่ทรงจัดเตรียมไว้ให้ เมื่อเราจากร่างกายนี้  ทิ้งร่างกายนี้ไปแล้ว อย่าไปสนใจมัน ร่างกายต่ำต้อยเหล่านี้ แต่ให้มองไปที่วิญญาณข้างในที่บังเกิดใหม่ และร่างกายใหม่ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้  เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์นั้น ให้ดำเนินชีวิตอย่างนี้

            นี่มันคนละเรื่องกันเลยกับความเข้าใจผิด  เสียหายไหม? เสียหาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียหายข่าวประเสริฐ เพราะเราใช้ไป แล้วมันไม่เกิดผล คนอื่น ทั้งตัวเราเองก็สงสัยใคร? ก่อนเลย สงสัยตัวเราเองก่อน …

            “เราเชื่อไม่พอ เราต้องเชื่อมากกว่านี้ เชื่อมากกว่านี้ จะได้เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็น”

            ไปกันใหญ่ พอสงสัยตัวเองไม่พอ สงสัยใครอีก พยายามทำความเชื่อเยอะๆ ก็บอกว่าให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ  พยายามเชื่อๆ พยายามอธิษฐานมากๆ พยายามท่องถ้อยคำพระเจ้ามากๆ จำได้ขึ้นใจ พยายามหลับตาเห็นว่า …

            “ฉันหายๆ ฉันได้ๆ ฉันรวยๆ ฉันแข็งแรงๆ ฉันพยายามทำงานให้สำเร็จ”

            พยายามๆ พยายามเองไม่พอ เขาบอกให้มาโบสถ์ ก็มาโบสถ์ เขาบอกมาโบสถ์วันอาทิตย์อย่างเดียวไม่พอ มาทำงานรับใช้ที่โบสถ์เยอะๆ มารับใช้ด้วย ไปสัมนาที่ไหน ก็จะไป ฟื้นฟูที่ไหนก็จะไป ครอบครัว งานการประจำ ไม่สนใจ สนใจแต่เรื่องนี้ อยากจะได้ๆ ทำอะไรอีก เขาบอกยังไม่ได้  แสดงว่าทำอะไรไม่พอ ถวายไม่พอ ถวายๆ สิบลดถวายไม่ครบ ได้แค่ 7 ลด 8 ลดเอง ให้ครบสิบ เช็คดูสิ อะไรมันขาดอยู่ อันนี้ขาดอยู่ ไม่ได้ ก็ทำด้วยความเชื่ออีก  เขาบอกความเชื่อยังไม่พอ เพราะว่ามีคำสาปแช่งหลงเหลืออยู่ คำสาปแช่งที่มาจากบรรพบุรุษ ไปทำอะไรผิดไว้ไหม? เช็คดูอีก เช็คๆ ก็ยังไม่ได้อีก ไม่ได้ จนกระทั่ง จนหมดแล้ว ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว สงสัย ขั้นต่อไปที่เราควรสงสัย ก็คือใคร? ก็คือพระเจ้า …

            “พระเจ้าทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมพระองค์ทำกับลูก ลูกทำหมดทุกอย่างแล้ว ทำไมไม่ได้”

            ก็เพราะพระเจ้าไม่ได้สัญญาไว้อย่างนี้ เกิดเหตุไหมล่ะ เสียชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ คนอื่นมองมา ก็เลยกล่าวหาพระเยซูคริสต์ว่าพระองค์พูดโกหก …

            “ไหนล่ะ บอกโดยรอยแผลเฆี่ยน พระเยซูรักษาโรคหาย คริสเตียนป่วยกันตั้งเยอะแยะ ทุกคนก็ป่วยกันหมด  อยู่โรงพยาบาล ประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิต ไหนล่ะ บอกว่ารอยแผลเฆี่ยนของพระเยซูคริสต์จะทำให้หายโรค ไหนล่ะ โดยความเชื่อแล้ว จะได้รับสิ่งที่อยากจะได้ ในนามพระเยซู ไหนบอกอธิษฐานในนามพระเยซูแล้วจะได้ ตามถ้อยคำ ไม่เห็นได้เลย ไม่จริงนิ”

            “อะไรไม่จริง”

            “ถ้อยคำเหล่านี้มันไม่จริง”

            ซึ่งมันไม่ใช่ถ้อยคำของพระเยซูจริงๆ เราไปทึกทักเอาเอง อันนี้เสริมให้เรื่องนี้เข้าไป เพราะพูดแล้วสนุก จะได้รู้ว่าเวลาตีความผิด มันทำให้ข่าวประเสริฐเสียหายมาก

            ถ้อยคำพระเจ้าในพระคัมภีร์ ถ้าเรายังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง แล้วเอาไปสอนแบบผิดๆ เอาไปแนะนำแบบผิดๆ  ก็จะทำให้ข่าวประเสริฐ ข่าวดีของพระเยซูคริสต์ถูกบิดเบือนไป และตรงนี้แหละ คือสิ่งที่ทำให้ทุกคนที่รู้ความจริง เกิดความขัดเคือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัครทูตที่เริ่มต้น ประกาศความจริงเรื่องข่าวประเสริฐ มาถึงพวกเราชาวที่ไม่ใช่ยิว ชาวต่างชาติ คืออาจารย์เปาโลเคืองมาก โกรธมาก ถึงขนาดต่อว่าอย่างรุนแรง สำหรับผู้คนที่สอนผิดๆ

            ยกตัวอย่างเช่น คริสเตียนที่เป็นชาวยิวไปสอนคริสเตียนที่ไม่ใช่ชาวยิวว่า …

            “เมื่อมาเป็นคริสเตียนแล้ว ท่านต้องรักษาบทบัญญัติด้วย ไปด้วยกัน ท่านต้องถวายสิบลด ท่านต้องเข้าสุหนัต ท่านต้องทำพิธีอีกหลายๆ อย่าง เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ในสายพระเนตรพระเจ้าไว้”

            ซึ่งมันไม่จริง อาจารย์เปาโลโกรธมาก ถึงขนาดบอกเลยว่าคนที่สอนเหล่านั้น น่าจะจับไปตอนซะ การเข้าสุหนัต มันไม่จำเป็นต้องไปบอกให้คนที่เป็นคริสเตียน จากคนต่างชาติ มารักษาเข้าสุหนัตเหมือนชาวยิว  แต่ไปสอนเขาอย่างนั้น อาจารย์เปาโลเลยบอกว่าน่าจะจับคนสอนไปตอนซะ อย่างนี้ รุนแรงไหม?

            โอเค กลับมาที่คำอธิษฐานเมื่อสักครู่นี้ ในมัทธิว 6:9-15 ต่อ ตรงที่บอกว่า …

            “ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นกัน”

            คริสเตียนหลายคนท่องคำอธิษฐานตรงนี้ โดยที่ไม่ได้เข้าใจความหมายที่แท้จริง ท่านลองคิดดูสิ พระเยซูอภัยบาปของเราทั้งสิ้นเรียบร้อยแล้ว แล้วเราไปท่องว่า …

            “โอ้! พระเจ้า ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายด้วยเถิด เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกโทษนาย ก. นาย ข. กำลังพยายามยกโทษให้คนนี้ ขอทรงยกโทษให้ลูกด้วยเถิด”

            ทั้งๆ ที่การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน ได้อภัยในความบาปผิดทั้งสิ้นของเราแล้ว ไม่ว่าเราจะยกโทษให้คนอื่นหรือไม่ทำ ก็ตาม ให้ไปก่อนแล้ว แล้วเราก็มานั่งท่องทุกวัน คิดดู อะไรเกิดขึ้น

            จริงๆ แล้วคำอธิษฐานตรงนี้ พระเยซูกำลังประกาศให้กับชาวยิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกฟาริสี ที่เคร่งศาสนา เคร่งการรักษาบทบัญญัติ แล้วก็เย่อหยิ่งจองหองว่า …

            “ฉันรักษาบทบัญญัติเหล่านี้ได้ ฉันบริสุทธิ์กว่าเธอ ฉันชอบธรรมมากกว่าเธอทั้งหลาย ที่ไม่ได้อธิษฐาน ไม่ได้รักษาบทบัญญัติดีเท่าฉันเลย”

            กำลังเตือนพวกชาวยิว ประกาศให้รู้ความจริงเหล่านี้ ก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน  ก่อนที่พระองค์จะสละพระชนม์ชีพ เพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ ก่อนหน้านั้น ท่านต้องพึ่งธรรมบัญญัติจริง  แต่จงเตรียมตัว เพราะสวรรค์มาถึงแล้ว ก่อนที่จะมาถึงคำอธิษฐานตรงนี้ ในตอนเริ่มต้นของคำเทศนาบนภูเขา พระเยซูได้พูดลักษณะแบบเดียวกันนี้ เป้าหมายเดียวกันนี้ ในมัทธิว 6:9-15 ถ้าเราอยากรู้ตอนเริ่มต้น ก่อนหน้านี้ ก็ต้องไปอ่าน ง่ายๆ ตอนนี้รู้แล้ว ก็คือมัทธิว บทที่ 5 ลองดูสักนิดหนึ่งว่ามันเป็นจริงไหมว่าพระองค์กำลังพูดถึงเป้าหมายของพระองค์ ที่ประกาศให้กับชาวยิวนี้ คืออะไร? มัทธิว 5:17-18 …

        มัทธิว 5:17-18 “17 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อล้มล้างหนังสือบทบัญญัติ  หรือหนังสือผู้เผยพระวจนะ  เราไม่ได้มาล้มล้าง  แต่มาเพื่อทำให้สำเร็จครบถ้วน 18 เราบอกความจริงแก่ท่านว่าตราบจนฟ้าและดินสูญสิ้นไป แม้อักษรที่เล็กที่สุดสักตัวหนึ่ง หรือขีดๆ หนึ่ง ก็จะไม่มีทางสูญหายจากหนังสือบทบัญญัติ จนกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง จะสำเร็จครบถ้วน”

            ชาวยิว โดยเฉพาะฟาริสีที่เคร่งศาสนา ฟาริสี สะดูสี ธรรมาจารย์ พวกเคร่งศาสนา ถือบัญญัติอย่างเคร่งเลย เย่อหยิ่งจองหอง พอพระเยซูประกาศเตือนอย่างนั้น เถียงอยู่ในใจ …

            “อ๋อ! จะมาล้มเลิกให้ผู้คนเขาไม่ต้องรักษาบทบัญญัติเหล่านี้แล้วใช่ไหม? มาล้มเลิกหรือ? มายกเลิกหรือ?”

            เหมือนไหม? เหมือนกับคนปัจจุบันไหม? ที่เราบอกว่าพระเยซูมาประทานความรอดให้กับเราฟรีๆ โดยไม่ต้องประพฤติอะไรเลย …

            “อ๋อ! จะมาสอนให้คนทำไม่ดีหรือ?”

            มันคนละเรื่องกัน เรากำลังพูดถึงความรอดในโลกวิญญาณ การไปสวรรค์หลังความตาย การบังเกิดใหม่ในโลกวิญญาณ เราไม่ได้มาสอนเรื่องศาสนา เรื่องการกระทำอะไรต่างๆ บนโลกใบนี้ นี่เหมือนกันเลย ชาวยิวตอนนั้น ก็คิดอย่างนี้

            “อ๋อ! คิดมาเลิก”

            พระองค์เลยตรัสดังนี้ว่า …

            “อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้มบทบัญญัติ อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกศีลธรรมอันดีงาม ที่ท่านถืออยู่ ไม่ใช่ กำลังมาบอกความจริง”

            พระเยซูกำลังพูดกับชาวยิว พระองค์ยืนยันว่า …

            “บทบัญญัติทั้งหมดของพระเจ้า ยังคงอยู่ครบถ้วน มันดีอยู่ ที่ไม่ดี คือตัวคุณ”

            “คุณ” คือใคร? ก็คือชาวยิว กำลังพูดกับชาวยิว ไม่ดีนี้ คือตัวของคุณ ข้างในคุณ ในวิญญาณของคุณ ไม่ได้มาล้มเลิกบทบัญญัติเลย  แต่กำลังจะมาบอกว่าบทบัญญัตินั้นสำคัญ และต้องอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ มนุษย์ทุกคนต้องรับโทษ จากความผิดบาป ที่ตนกระทำ เนื่องจากโทษนั้น คือต้องตกนรกนั้น ก็มาจากบทบัญญัติที่บอกว่าดี เพราะว่าบทบัญญัตินั้นดี แต่ท่านทำไม่ได้  ท่านไปโทษว่าบทบัญญัตินั้น ไม่ดี ไม่ใช่ บทบัญญัติดี ครบถ้วนบริบูรณ์ แต่ท่านไม่สามารถรักษาให้มันครบบริบูรณ์ได้  นี่ต่างหากที่ทำให้ท่านตกนรก ไม่ใช่เรามายกเลิกบทบัญญัติ ไม่ใช่ ถ้าเรามาบอกท่านว่าถ้าท่านรักษาบทบัญญัติ รักษาอย่างไร มันก็ไม่ได้ครบถ้วนหรอก  ไม่ได้มาบอกว่ากฎทางศีลธรรมต่างๆ เหล่านั้นไม่ดี ไม่ต้องรักษา ไม่ใช่อย่างนั้น  ก็ย้ำอีกว่านี่คือคำตรัสของพระเยซูที่กำลังพูดกับชาวยิว โดยเฉพาะพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ เย่อหยิ่งจองหอง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำลังสอนอยู่นี้  ก่อนที่พระองค์จะถูกตรึงที่ไม้กางเขน

            ถ้อยคำของพระเจ้าที่เรากำลังศึกษากันในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และก็พูดกับชาวยิว ก่อนที่พระเยซูจะถูกตรึงที่ไม้กางเขน ก็คือก่อนการไถ่บาปให้มวลมนุษยชาติ ก็แปลว่าตอนนั้น มนุษย์ทั้งหมด รวมทั้งยิวด้วย ยังคงเป็นทาสของความบาปอยู่ อยู่ใต้บทบัญญัติของพระเจ้า ยังคงต้องรักษากฎบัญญัติทุกข้อ ยังคงต้องพึ่งการกระทำของตัวเอง ยังคงต้องถวายสัตวบูชา เพื่อขออภัยในความผิดบาปของตน เพื่อจะได้รับการอภัยโทษจากความผิดบาป เมื่อทำผิดบาปไป ถูกไหม?

            พระเยซูจึงสอนให้อธิษฐานอย่างนี้  … อย่างที่เรากำลังศึกษาวิจัยกันอยู่นี้  ที่บอกว่า …

            “ขอทรงยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นเดียวกัน ก่อนแล้ว”

            ก็คือต้องพึ่งในตนเอง ถ้าตนเองทำไม่ได้ พระเจ้าก็ไม่ทำให้ เป็นความรอด เป็นการอภัยโทษ ที่มีเงื่อนไข แต่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ หลังจากที่พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว ไม่มีเงื่อนไขแล้ว ให้ฟรีๆ ต่างกันนะ ซึ่งความหมาย ก็คือผู้ใดที่อยู่ภายใต้กฎบัญญัตินี้ ผู้นั้น ต้องทำให้ได้ตามนี้ ผู้ใดที่อยู่ใต้กฎบัญญัตินี้ ก็คือมนุษย์ทุกคน รวมทั้งชาวยิวเหล่านี้ ที่ฟังอยู่ พระเยซูกำลังบอกว่าผู้ใดอยู่ภายใต้กฎบัญญัตินี้ ผู้นั้น ก็ต้องทำให้ได้ตามบทบัญญัตินี้ ท่านต้องอภัยให้ผู้อื่น ให้ได้ก่อน แล้วพระเจ้าจึงจะอภัยให้กับท่าน  แต่ถ้าท่านไม่สามารถอภัยให้กับผู้อื่นได้ พระเจ้าก็จะไม่อภัยให้กับท่านเช่นเดียวกัน  ชาวยิวเข้าใจไหม?  เข้าใจนะ ไม่ใช่เขาไม่เข้าใจ ม้วนตัวเลย เข้าใจทุกคนแหละ ขึ้นอยู่กับคนนั้นถ่อมใจรับไหมว่านี่เป็นความจริง  พระเยซูประกาศความจริงให้เขานะ

            หลายคนเข้าใจและยอมรับว่าตัวเองเป็นคนบาป พระเยซูบอกว่าคนเหล่านี้เป็น Poor in Spirit คือในวิญญาณ รู้ตัวเองว่าขัดสน ขาดแคลน  ผิดพลาด ทำไม่ได้ คนเหล่านี้ สวรรค์เป็นของเขา อีกไม่นานเขาจะรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะเขารู้ตัวว่าเขาทำไม่ได้  แต่ก็จะมีอีกพวกหนึ่งที่เย่อหยิ่ง จองหอง ที่ไม่ยอมรับ ก็คือพวกฟาริสี พวกธรรมาจารย์ ยังมั่นใจว่า …

            “โอ๊ย! ฉันทำดีกว่าพวกนี้ โอ้! ฉันรักษาบทบัญญัติได้ดีกว่าพวกชาวประมง  คนเก็บภาษี โสเภณี  อีกไกล  ฉันทั้งรักษาบทบัญญัติ ทั้งอดอาหารอธิษฐาน ทั้งถวายสิบลด ทั้งไปวิหารเป็นประจำ ถวายอะไรต่างๆ เป็นประจำ ฉันดีงามกว่าเยอะ ฉันรอดแน่ พึ่งในตัวเอง คนเหล่านี้จะไปไม่รอด ซึ่งที่พระเยซูสอนเช่นนี้ ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนรู้ตัว … ทุกคนคือใคร?  คือชาวยิว  ที่รักษาบทบัญญัติอย่างเคร่งครัด ให้รู้ตัวว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย  ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะสามารถทำได้

            คำว่า “ให้อภัย” ไม่ใช่หมายถึงการให้อภัยในเรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น พระเยซูพูดตรงนี้เลยนะ พวกฟาริสี ธรรมาจารย์ เขาบอกให้อภัย เราก็ให้อภัย เรื่องใหญ่ๆ เราให้อภัยได้  พระเยซูบอกนึกว่าทำได้หรือ? นึกว่ารักษาบทบัญญัติได้หรือ? มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่ท่านคิดเท่านั้น แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พระเยซูยกตัวอย่างอะไร? แม้กระทั่งโกรธนิดหนึ่ง  ก็ไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ พูดง่ายๆ ว่าพระองค์ทรงชี้ไปที่ใคร? ท่านไม่ฆ่าคน แต่ท่านบอกไอ้บ้า เท่ากับฆ่าคนตาย ไอ้โง่ เท่ากับฆ่าคนตาย ไม่มีใครทำได้  ก็ฆ่าคนตายหมดทุกคนแหละ พูดง่ายๆ ทุกคนก็เป็นคนบาป

            “โอ้! ฉันรักษาบทบัญญัติได้ดีมาก  ดีกว่าพวกนี้อีก  พวกนี้เป็นหญิงโสเภณี พวกนี้ไม่รักษาความบริสุทธิ์  ฉันบริสุทธิ์ ไม่มีล่วงประเวณีใดๆ”

            พระเยซูบอก “เธอไม่ล่วงประเวณีก็ดีแล้ว แต่รู้ไหม แค่คิดกำหนัด ก็เท่ากับล่วงประเวณีแล้ว”

            ชี้ลงไปในใจของเขาเลย ท่านไม่โลภ ก็ดีแล้ว  แต่ที่ท่านอธิษฐานขอต่อพระเจ้า นั่นแหละ ท่านกำลังโลภอยู่ จะอยากได้ใช่ไหม?  แค่อยากได้ นี่พระเยซูกำลังชี้ ให้พวกเขาเห็น ซึ่งเราสามารถเอามาใช้ได้ด้วยว่าชี้ให้มนุษย์ เห็นว่าข้างในมันเป็นคนบาป  มันไม่ได้อยู่ที่ข้างนอก

            และเมื่อรู้ตัวว่าไม่สามารถทำได้  ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ ก็มีเพียงทางเดียวเท่านั้น ก็คือมาพึ่งเรา ผู้ที่พูดอยู่ คือพระมาซีฮาห์  คือพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้  ที่พระเจ้าสัญญาไว้ให้กับท่าน และบรรพบุรุษของท่าน  ตั้งแต่ในอดีตมาแล้ว ให้ท่านรอคอยผู้นั้น  ตอนนี้ผู้นั้นมาถึงแล้ว มาอยู่ที่นี่แล้ว  และให้ท่านได้บังเกิดใหม่ จงเลิกล้มทางเก่าที่จะพึ่งพาตนเอง โดยการรักษาบทบัญญัติ แล้วกลับใจใหม่ หันมาหาเรา วางใจในเรา เชื่อว่าเราเป็นพระเมสิยาห์  พระผู้ช่วยให้รอด ทางเดียวเท่านั้น ที่ท่านจะได้รับความรอด  ไปพบพระบิดาได้ในสวรรค์ เหมือนกับยากอบ 2:10  ได้บันทึกเอาไว้อย่างนี้ว่า …

        ยากอบ 2:10 “เพราะผู้ใดทำตามบทบัญญัติทั้งหมด แต่พลาดไปจุดเดียว ก็มีความผิดเท่ากับละเมิดบทบัญญัติทั้งหมด”

            ให้มาพึ่งพระเยซูคริสต์ พอยากอบ 2:10 บอกว่า … “เพราะผู้ใดทำตามบทบัญญัติทั้งหมด แต่พลาดไปจุดเดียว ก็มีความผิดเท่ากับละเมิดบทบัญญัติทั้งหมด”

            ต่อให้รักษาทั้งหมดเลย แค่คิดไม่ดีนิดเดียว ก็เท่ากับผิดทั้งหมด เพราะความคิดนั้น มันมาจากใจ ใครที่คิดอิจฉาริษยา นินทาชาวบ้านเขานิดเดียวเท่านั้นเอง มันมาจากใจทั้งสิ้น  โรม 3:20 บันทึกอย่างนี้ว่า …

        โรม 3:20  “ฉะนั้น ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม  ในสายพระเนตรของพระเจ้า โดยการรักษาบทบัญญัติ  บทบัญญัติเพียงแต่ทำให้เรารู้ตัวว่ามีบาป”

            “ฉะนั้น ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม”  ก็คือ “ดังนั้น ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อม เหมือนพระเจ้า ในสายพระเนตรของพระเจ้าได้เลย  โดยการรักษาบทบัญญัติ”

            บทบัญญัติ คือบทกฎหมายทางศีลธรรม ทางศาสนา เพียงแต่ทำให้รู้ว่าตนนั้น มีบาป อย่างที่ตะกี้นี้ผมบอก บทบัญญัติที่มีไว้ เพื่อให้รู้ว่าเราเป็นคนบาป  เราทำไม่ได้  ถ้าพูดถึงโมเสส และกฎของโมเสส ที่ชาวยิวรักษาอยู่ มีไว้ดี แต่เป็นกระจกให้กับชาวยิวได้มองเห็นตนเองว่าเราทำไม่ได้ครบถ้วน ถ้าเราทำไม่ได้ครบถ้วน เราก็เป็นคนบาป ก็ไม่มีทางบริสุทธิ์ได้เลย  ไม่มีทางรักษาได้ครบ 100 เลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าเอามาเทียบกับคริสเตียน มนุษย์ที่ไม่ใช่ชาวยิว ก็เหมือนกัน เราอาจจะไม่มีบทบัญญัติเหมือนเขา เป็นบทบัญญัติโมเสส แต่เรามีบัญญัติของบรรพบุรุษของเรา ที่ไม่ใช่ชาวยิว  ก็คือมีบทบัญญัติทางศาสนา  กฎระเบียบทางศีลธรรม ความเชื่อต่างๆ เต็มโลกใบนี้ทั้งหมด ถึงทุกวันนี้ก็มีเยอะแยะไปหมด

            กฎบัญญัติเหล่านี้ถูกเขียนออกมา จากบทบัญญัติของพระเจ้าที่เขียนอยู่ในใจของมนุษย์ว่าเราเป็นคนบาป  เรารู้ว่าเราทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ดี แต่มีอีกหลายๆ สิ่งที่มันดี ที่เราควรจะทำ และเราไม่ได้ทำ  เหมือนที่ยกตัวอย่างเมื่อตะกี้นี้บอก เราอยากอภัยให้ แต่อภัยไม่ได้ มันมาจากไหน?  เราไม่อยากทำอย่างนี้ แต่เราถูกบังคับให้ทำ โดยข้างใน  บทบัญญัติเหล่านี้จึงเป็นตัวชี้ ให้เห็นว่าเราเป็นคนบาป

            เพราะฉะนั้น เราเป็นคนบาป เราก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีทางที่จะได้รับการอภัยโทษ จากพระเจ้าได้ เมื่อเราจากโลกนี้ไป เราก็ต้องได้รับโทษแห่งการเป็นคนบาป  แต่พระเจ้าทรงประทานพระเยซูคริสต์มา เพื่อสิ้นพระชนม์ หลั่งพระโลหิตบนไม้กางเขน  เพื่อชำระบาปให้กับเรา  โดยไม่ต้องทำ ชำระที่วิญญาณ วิญญาณของเราที่จะอยู่ไปนิรันดร์ เมื่อเราทิ้งร่างกายนี้แล้ว วิญญาณออกจากร่างไป วิญญาณมันบริสุทธิ์ แล้วก็ไปรับร่างกายใหม่ จากพระเจ้า ร่างกายสวรรค์ ไปอยู่กับพระเจ้าได้ เพราะมันบริสุทธิ์ สะอาด ดีพร้อมเหมือนพระเจ้า กำลังพูดถึงวิญญาณ เห็นไหม? ความประพฤติมันไม่ได้เกี่ยวเลย มันเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ

            แล้วเราค่อยมาต่อสัปดาห์หน้า ค่อยๆ ว่ากันไปถึงเรื่องนี้ว่าพระเยซูกำลังประกาศให้ชาวยิว ชี้เน้นเรื่องอะไร?  และเราที่ไม่ใช่ชาวยิว แต่เป็นคริสเตียน เราควรจะตอบสนองต่อถ้อยคำเหล่านี้  และนำมาใช้ในชีวิตของเราอย่างไร ถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ในการเป็นลูกของพระเจ้า ที่พระเจ้าได้ทรงไถ่ไว้เรียนร้อยแล้ว โดยพระเยซูคริสต์ เป็นการประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา  พระเจ้าอวยพรครับ

***********************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ถ้าผู้ใดได้ถูกย้ายเข้ามา อาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์  เขาก็ได้บังเกิดเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ เหมือนพระเยซูคริสต์

            2 โครินธ์ 5:17 AMP …  “ฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์  [ถูกต่อกิ่งเข้ากับพระองค์  โดยความเชื่อในพระองค์  ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด] เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ [เกิดใหม่และทรงสร้างใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์]  สิ่งเก่าๆ [ความประพฤติในอดีตทั้งหมด และสถานะวิญญาณที่ตาย และเป็นศัตรูกับพระเจ้าก่อนหน้านี้] ได้ล่วงไปสูญสิ้นไปแล้ว  ดูเถิด ทุกสิ่งเป็นใหม่ทั้งสิ้น”

            ดังนั้น ถ้าผู้ใดได้อยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็ได้รับบัพติศมาเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ด้วยความเชื่อในพระองค์ ผู้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คนนั้นจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้น เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ บังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า

            สิ่งเก่าๆ ทั้งหมดก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรม การกระทำการงาน หรือว่าสถานะในวิญญาณที่มืดบอดนั้น หรือตัวเก่าของเรา ได้ตายไปแล้ว มันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ได้ผ่านไปแล้ว จงมองให้เห็นเถิด สิ่งใหม่ๆ ทั้งสิ้นได้ปรากฏขึ้นมา เพราะการบังเกิดใหม่นี้ นำมาซึ่งชีวิตใหม่

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1419

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  4  มิถุนายน  2023

เรื่อง “หนังสือเอเฟซัส” ตอน 26

โดย วราพร  คงล้วน

            วันนี้เราก็มาต่อในหนังสือเอเฟซัส บทที่ 4 เดือนที่แล้วเราเรียนไปข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 5 ที่พระเจ้าบอกว่าเรามีพระเจ้าองค์เดียวกัน บัพติศมาเดียว ความเชื่อเดียว เราจบลงตรงนี้

        เอเฟซัส 4:5 “มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว”

            คำว่า “พระเจ้าองค์เดียว” หมายถึงพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าพระบิดาส่งมาให้กับพวกเรา ให้เราเปิดใจต้อนรับพระองค์ ในสิ่งที่พระองค์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน ทำให้เราทุกคนผู้เชื่อ เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกัน มีความเชื่อเดียวกัน คือเชื่อในพระเยซูคริสต์องค์เดียวกัน

            “บัพติศมาเดียว” เราก็คุยเรื่องบัพติศมาบ่อยมาก พอพูดถึงคำว่า “บัพติศมา” พี่น้องจะไม่คิดถึงการจุ่มน้ำแล้ว ไม่ต้องไปคิดถึงว่าเราต้องไปทำพิธีบัพติศมา ลงน้ำ เพื่อเราจะได้รับความรอด  แต่คำว่า “บัพติศมา” ในถ้อยคำของพระเจ้า เล็งถึงบัพติศมาในวิญญาณ  พระเจ้าได้เอาวิญญาณเก่าของเรา ที่เป็นบาป ไปจุ่มพร้อมกับพระเยซูคริสต์ ก็คือเอาเข้าไปในพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว  แล้วเราก็ได้ถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ ตัวเก่าของเราที่เป็นบาป ได้ตายพร้อมกับพระองค์ ถูกฝังพร้อมกับพระองค์ และเป็นขึ้นมาใหม่พร้อมกับพระเยซูคริสต์ ได้มีวิญญาณใหม่ มีความคิดจิตใจใหม่ และพระเจ้าก็ทรงชำระร่างกายของเราให้ใหม่ด้วย ชำระร่างเก่านี่แหละ แต่ชำระให้สะอาดหมดจด จนพระเจ้าพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ สามารถเข้ามาสถิตอยู่ในร่างกายนี้ได้  ในโลกวิญญาณมันเกิดขึ้นเรียบร้อยไปแล้วทั้งหมดนี้

            ณ เวลานี้ ที่เราอยู่บนโลกใบนี้ เรามองไม่เห็น เราสัมผัสจับต้องไม่ได้ พระเจ้าจึงให้เราใช้ความเชื่อเอา ดังนั้น ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าผู้ชอบธรรม คือคนที่พระเจ้าเห็นว่าดีพร้อม ยอดเยี่ยม ผู้ชอบธรรมจะดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ เริ่มต้นเชื่อ สุดท้ายก็เชื่อ ระหว่างดำเนินชีวิตก็เชื่อ พวกเราทุกๆ คนในเวลานี้ เราก็ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ในสิ่งที่พระเจ้าได้บันทึกไว้ในถ้อยคำของพระองค์ว่า ณ เวลานี้ พวกเราผู้เชื่อได้รับอะไรบ้าง? แล้วสถานะในวิญญาณของเราเป็นอย่างไร?

            สถานะในวิญญาณของพวกเราตอนนี้ คือเราไม่ได้เป็นทาสของบาปต่อไป  เราเป็นอิสระจากการเป็นทาสของความบาป และความตายแล้ว วิญญาณเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ เหมือนพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้น สิ่งที่มันเกิดขึ้น ในโลกวิญญาณ พวกเรารับรู้ความจริงนี้  ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าเราจะเจอกับความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน? เราก็อดทนได้  เพราะพระคัมภีร์บอกว่าโลกนี้ไม่ใช่บ้านเรา  เป็นที่อยู่อาศัยเพียงชั่วคราวเท่านั้น เราทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ เราอยู่แค่ชั่วคราว

            ชั่วคราวขนาดไหน? เต็มที่ 100 ปี คนอายุยืนนะ ให้ 120 ปี ตอนนี้ 120 ปีหายากแล้ว พอ 80 กว่าก็เริ่มต้นละสังขาร ไม่ต้องรอ 80 กว่า พอคนอายุ 60 กว่าขึ้นไป ก็เริ่มเจ็บโน่น เจ็บนี่ เป็นโน่นเป็นนี่ จากที่เมื่อก่อนแข็งแรง ตอนนี้ก็ต้องไปหามดหาหมอ ต้องคอยทานยาบำรุง หรืออะไรประมาณนั้นแหละ ทำให้ร่างกายเรายังสามารถที่จะดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ ฉะนั้น พระเจ้าบอกเราว่าขณะที่อยู่บนโลกใบนี้ ยังติดอยู่ในร่างกายเดิมของเราอยู่ ก็คือกำลังเดินทางไปสู่ความตาย มนุษย์ทุกคนต้องตาย นี่เป็นกฎที่พระเจ้าตั้งขึ้นมา เมื่อวันแรกที่มนุษย์ล้มลงในความบาป กฎนี้ถูกตั้งขึ้นแล้ว ที่พระเจ้าบอกว่า …

            “วันใดที่เจ้าขืนกินผลไม้ที่เราห้าม เจ้าจะตายกับตาย”

            ตายแรก คือวิญญาณตายจากพระเจ้า ไม่สามารถที่จะคุยกับพระเจ้าได้ ไม่สามารถเดินคู่กับพระเจ้าได้ ก่อนหน้านั้นที่มนุษย์ยังไม่ล้มลงในความบาป ทุกเย็น ในพระคัมภีร์ใช้คำว่าทุกเย็น พระเจ้าจะมาหา แล้วพระองค์ก็จะมาคุยด้วย พระองค์ก็จะเกี่ยวก้อย เดินชมนกชมไม้  แต่พอวันที่มนุษย์ล้มลงในความบาป อาดัมเอวาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ก็เหมือนกับเขากับพระเจ้าถูกตัดขาดไป ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ ที่พระเจ้าไม่สามารถอยู่กับมนุษย์ได้ เพราะพระเจ้าสะอาดบริสุทธิ์ หมดจด แต่มนุษย์ เริ่มเป็นบาปแล้ว ความบาปและความบริสุทธิ์อยู่ด้วยกันไม่ได้ ถ้าพระเจ้าเข้ามาใกล้ มนุษย์ก็ตาย ฉะนั้น พระเจ้าก็ต้องรักษามนุษย์ไว้ เพื่อให้เรายังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยที่พระองค์ก็ถอยออกมา เหมือนกับมนุษย์ผลักพระเจ้าออกไปจากชีวิตของเขา มนุษย์คู่แรกไม่ยอมให้พระเจ้าอยู่ด้วย ก็คือปฏิเสธพระเจ้าไปโดยปริยาย แต่ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น คือพระเจ้าก็ไม่ทอดทิ้งมนุษย์ แม้รู้ว่ามนุษย์ล้มลงในความบาป ทันที พระเจ้าก็หาทางรอดให้กับมนุษย์ครั้งแรกเลย  พอล้มลงในความบาปปุ๊บ มนุษย์ทำอะไร? มนุษย์ก็เอาใบไม้มาห่อหุ้มกาย เพราะว่าตามองเห็นว่าตัวเองโป้ จากเมื่อก่อนไม่รู้สึกว่าตัวเองโป้ เพราะว่าพระสิริของพระเจ้าปกคลุมอยู่เหนือร่างกายของอาดัมและเอวา เขาไม่รู้สึกว่าเขาโป้อยู่ ทันทีที่เขาล้มลงในความบาปปุ๊บ เขามองเห็น ตอนนี้เขารู้แล้ว รู้จักทั้งดี ทั้งชั่ว ซึ่งก่อนหน้านั้น พระเจ้าบอก …

            “เธอไม่ต้องรู้ชั่วหรอก เธอแค่รู้ดีก็พอแล้ว เพราะว่าฉันสร้างเธอมาดี ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นเหมือนฉันเป๊ะเลย อยู่ให้สบายใจ ชมนกชมไม้ ทานทุกอย่างที่ฉันสร้างมาให้ อยู่ดีมีสุข”

            แต่มนุษย์เลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระองค์ ฉะนั้น พอครั้งแรก มนุษย์ล้มลงในความบาปปุ๊บ เอาใบไม้มาปกปิดร่างกาย แล้วพี่น้องนึกภาพนะ ใบไม้ วันเดียวก็เหี่ยวแล้ว ถ้าตัดออกจากต้น ใช่ไหม?

            มนุษย์พยายามใช้ความชอบธรรมของตัวเองที่จะปกปิดตัวเอง ทำให้ตัวเองรู้สึกชอบธรรม แต่มนุษย์ไม่สามารถทำตัวเองให้ชอบธรรมได้ พระเจ้าก็ต้องทำให้กับมนุษย์ พระองค์เริ่มต้นฆ่าสัตว์ตัวหนึ่ง แล้วเอาหนังสัตว์นั้นมาให้อาดัมกับเอวาห่อหุ้มร่างกาย แล้วจากนั้น พระองค์ก็วางแผนการของพระองค์ โดยกำหนดเผ่าพันธุ์หนึ่ง ซึ่งเผ่าพันธุ์นี้ เราเรียกว่าชนชาติอิสราเอลที่พระเจ้าเลือกไว้ ให้เป็นต้นแบบสำหรับมนุษยชาติ ในเรื่องของความรอดในอนาคตข้างหน้า ที่พระเจ้าจะกระทำผ่านทางพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ ฉะนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ปฐมกาล ที่มนุษย์ล้มลงในความบาปทันที พระเจ้าบอกว่าพงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก พงศ์พันธุ์ของหญิง หมายถึงพระเยซูคริสต์จะมากระทำการงานของพระองค์ ทำให้มารหัวแหลก ก็คือหมดอำนาจไปเลย ทำให้มนุษย์สามารถที่จะรับการปลดปล่อย กลับมาเป็นอิสรภาพเหมือนเดิม มาอยู่กับพระเจ้าได้เหมือนเดิม เดินเคียงข้างพระเจ้าได้เหมือนเดิม พูดคุยกับพระเจ้าได้เหมือนเดิม

            เหมือนทุกวันนี้ผู้เชื่อทุกคน เราสามารถคุยกับพระเจ้าได้ทุกเวลา ทุกวินาที ไม่มีเวลาว่าดึกดื่น ค่อนคืน ตีสามตีสี่ เกรงใจพระเจ้า เดี๋ยวพระเจ้านอนหลับ เราคุยกับพระเจ้านาน พระเจ้าง่วงนอน ไม่มี พระเจ้าบอกว่าพระองค์ทรงไม่หลับใหล พระองค์ตื่นอยู่ตลอดเวลา พระองค์คอยฟังคำอธิษฐานของเรา คอยที่จะพูดคุยกับลูกๆ ของพระองค์ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในโลกวิญญาณ ที่ ณ เวลานี้ พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้สำเร็จแล้ว บนไม้กางเขน

        เอเฟซัส 4:6-8 “6 มีพระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือทั้งมวลทั่วทั้งสิ้น และในทั้งหมด 7 แต่พระคุณนั้น ประทานแก่เราแต่ละคน ตามที่พระคริสต์ทรงจัดสรร 8 ฉะนั้น จึงมีกล่าวไว้ว่า “เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นสู่เบื้องสูง ทรงนำเชลยไปด้วย และประทานของประทานแก่มนุษย์”

            ฉะนั้น ตรงนี้อาจารย์เปาโลกำลังบอกความจริงให้กับชาวเอเฟซัสได้รับรู้ว่าความรอด ที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำให้กับเขา เป็นของขวัญ เป็นของประทาน เป็นพระพร มนุษย์ไม่ต้องทำอะไรเลย หรือแม้แต่มนุษย์คิดจะทำ ก็ทำไม่ได้ ถ้ามนุษย์จะพึ่งพาการทำดีของตัวเอง เพื่อจะได้รับความรอด มันไม่มีทาง ฉะนั้น ความรอดนั้น เป็นพระคุณที่พระเจ้าให้เราเปล่าๆ วิธีที่เราจะได้รับความรอด มีวิธีเดียว ก็คือเปิดใจ วางใจ เชื่อใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน  แล้วก็มารับเอา แค่นั้นเอง

            ฉะนั้น ความรอดตรงนี้ รอดพ้นจากบาป รอดพ้นจากคำสาปแช่ง รอดพ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษ พระเจ้า พระเยซูคริสต์ ได้ทำให้กับเราเรียบร้อยไปแล้ว เมื่อเราเชื่อวางใจในพระเยซูปุ๊บ พระเจ้าก็บัพติศมาเรา ฆ่าตัวเก่าที่เป็นบาปของเราให้ตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ แล้วให้เราบังเกิดใหม่เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า การบังเกิดใหม่เข้ามาในอาณาจักรของพระเจ้า เราได้มีวิญญาณใหม่ที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ ตั้งแต่พระคัมภีร์เดิม ที่พระเจ้าบอกว่า …

            “เราจะให้ใจใหม่ เราจะให้วิญญาณใหม่แก่เจ้า เราจะๆ”

            ถ้าพี่น้องอ่านพระคัมภีร์เดิม พี่น้องจะได้เห็นคำว่า  “จะ” ตลอดเวลา คำว่า “จะ” หมายความว่าพระองค์ทรงเผยพระวจนะไว้ว่าอนาคตข้างหน้า เมื่อถึงกำหนดเวลาของพระองค์ พระองค์จะทำแบบนี้ให้เกิดขึ้น  แต่พอถึงพระคัมภีร์ใหม่ ตอนที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำภารกิจของพระองค์สำเร็จ คือเดินไปที่ไม้กางเขน ถูกตรึง ถูกฝัง และเป็นขึ้นมาจากความตายปุ๊บ พระคัมภีร์ใหม่ คำว่า “จะ” มันหายไปแล้ว คือไม่มีคำว่า “จะ” แล้ว พระเยซูคริสต์ได้ทำสำเร็จแล้ว บนไม้กางเขน แปลว่าทันทีที่เราเปิดใจรับเอาสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เพื่อเราบนไม้กางเขน เราได้รับเลย ได้รับวิญญาณใหม่ คือพระเจ้าเปลี่ยนวิญญาณใหม่ให้เราเลย วิญญาณเก่าที่เป็นบาป ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว วิญญาณใหม่ที่สะอาด บริสุทธิ์ หมดจดเหมือนพระเจ้า ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าเลย เราไม่ต้องทำตัวเองให้ดีพร้อม แต่เราเกิดมาเป็นคนดีพร้อม เกิดมาเป็นผู้ชอบธรรม เกิดมาเป็นคนที่รักคนอื่นได้ วิญญาณเราเป็นแบบนั้น

            แม้ว่าร่างกายเราที่อยู่บนโลกใบนี้ เรายังทำไม่ได้ตามวิญญาณของเรา แต่พระเจ้าผู้อยู่ในเราจะค่อยๆ ช่วยเรา ให้เราสามารถทำตามธรรมชาติใหม่ หรือทำตามสิ่งที่เราบังเกิดใหม่แล้ว ให้เพิ่มพูนมากขึ้นทุกวันๆ แล้วจะมีใครทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์  ไม่มีทาง ต่อให้เราเชื่อพระเจ้าแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในเราแล้ว เราก็ไม่สามารถทำได้ครบถ้วน สมบูรณ์ แต่ทำได้เท่าที่กำลังเราทำได้ เท่าที่พระเจ้าทรงเสริมกำลังเรา แล้วก็เท่าที่เรายอมให้พระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์นำเราด้วย มันมีปัจจัยเยอะ

            ปัจจัยตรงนี้ ก็คือพระเจ้าไม่เคยบังคับเรา แม้ว่าพระองค์ซื้อชีวิตของเราด้วยชีวิตของพระองค์เอง แต่พระเจ้าไม่เคยบังคับลูกของพระองค์ว่าต้องทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น ตามน้ำพระทัยของพระองค์ แต่พระเจ้าจะหนุนจิตชูใจเราว่าตอนนี้เราเป็นแบบนี้แล้วนะ ให้เรามาทำตามธรรมชาติใหม่ที่พระเจ้าเปลี่ยนแปลงให้เราเรียบร้อยไปแล้ว ทำอย่างนี้กันดีกว่า หรือให้มาทำอย่างนี้เถอะ สำแดงตัวตนใหม่ที่เราเป็นแล้ว ให้คนอื่นได้เห็น ได้รับรู้ ได้สัมผัสถึงพระเยซูคริสต์ ที่อยู่ในชีวิตของเรา แล้วเราจะสังเกตว่าผู้เชื่อหลายคนก็สามารถเปลี่ยนได้เร็ว  บางคนก็เปลี่ยนช้า บางคนเชื่อพระเจ้ามา 5 ปี 10 ปี ยังเหมือนเดิมเลย ไม่เห็นเปลี่ยนเลย อะไรอย่างนี้ แต่ไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนมากหรือเปลี่ยนน้อย ไม่มีผลอะไรกับวิญญาณของเขา ที่ได้บังเกิดใหม่แล้ว วิญญาณของเขาที่ได้เป็นลูกของพระเจ้าแล้ว เป็นผู้ชอบธรรมแล้ว สะอาด หมดจด ดีพร้อมเหมือนพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว นี่คือความจริงในโลกวิญญาณที่พระเจ้าได้บอกกับเรา

            ตรงนี้ พระเจ้าบอกว่าความรอด ทุกคนจะได้เท่ากัน เท่ากันเลยนะ ไม่ว่าเราจะเชื่อพระเจ้านานแค่ไหน? หรือคนที่รับเชื่อ 1 วัน สมมติว่ามีคนหนึ่งเปิดใจมาต้อนรับพระเยซูคริสต์วันเดียว  แล้วเขาก็จากไปอยู่กับพระเจ้าเลย เป็นคนที่สุดยอดที่สุด เราก็อยากเป็นแบบนั้น คือไม่ต้องมาเผชิญกับโลกใบนี้อีก พอเปิดใจต้อนรับปุ๊บ

            พระเจ้าบอก … “หมดเวลาแล้ว ไปกลับบ้าน”

            พี่น้องนึกถึงใคร? นึกถึงโจร บนไม้กางเขน ที่ถูกตรึงพร้อมกับพระเยซูคริสต์ มีโจร 2 คนซ้ายขวา คนหนึ่งเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด อีกคนหนึ่งไม่ยอมเปิดใจ ยังด่าพระเยซูอยู่เลย ยังเยาะเย้ยพระเยซูอยู่เลย  แต่คนที่กลับใจ รู้ว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าจริงๆ แล้วเขายอม เขาตัดสินใจ เขาจะติดตามพระองค์

            เขาพูดกับพระเยซูแค่ประโยคเดียว … “พระองค์เจ้าข้า ขอรับลูกให้เป็นลูกของพระองค์ สามารถเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าได้”

            พระเยซูตอบเขาทันทีว่า … “วันนี้เราจะได้เจอกันบนแผ่นดินสวรรค์” เอเมน

            แปลว่าพอเราเปิดใจรับเชื่อพระเยซูคริสต์ปุ๊บ วิญญาณเราถูกเปลี่ยนใหม่แล้วทันที เป็นเหมือนพระเจ้าเลย ไม่ว่าเราจะอยู่บนโลกใบนี้นานแค่ไหน?  1 วัน 1 ปี 10 ปี 20 ปี 50 ปี ผลตรงนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง เหมือนเดิม ก็คือจากโลกนี้ไปเมื่อไร เราก็ไปอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้าทันที หรือความเป็นจริงในโลกวิญญาณ ที่ถ้อยคำของพระองค์บอกเรา ก็คือทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ณ เวลานี้ พี่น้องหลับตานึกถึงถ้อยคำของพระเจ้า แล้วพระองค์บอกว่า ณ เวลานี้ วิญญาณของผู้เชื่อทุกคนได้เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ เมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเยซูคริสต์ พระเยซูอยู่ไหน? เราอยู่ด้วย

            แล้วตอนนี้ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าพระเยซูคริสต์ ได้นั่งอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า บนสวรรคสถาน และเรากับพระเจ้า พระเยซูคริสต์เป็นหนึ่งเดียวกัน เกาะกันเลยนะ แยกกันไม่ได้ เมื่อแยกกันไม่ได้ปุ๊บ พระเยซูอยู่บนสวรรค์ แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ พี่น้องนึกภาพออกไหม? เราก็อยู่บนสวรรค์กับพระเยซูคริสต์ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าร่วมกับพระองค์ นี่คือความจริง พระเยซูถึงบอกว่าถ้าเรารู้ความจริง ความจริงจะปลดปล่อยเราให้เป็นไท

            เราถูกหลอกมานานแล้วว่าเราจะได้ไปสวรรค์หลังจากที่เราตาย แต่ความจริง ถ้อยคำของพระเจ้าบอกว่าเราไม่ต้องรอตาย ทันทีที่เราเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด วิญญาณเราได้อยู่ที่สวรรค์เรียบร้อยไปแล้ว รอร่างกายนี้ ที่อยู่บนโลกใบนี้ ถึงวาระกำหนดว่าพระเจ้ากำหนดไว้ ใครจะอยู่แค่ไหน? อย่างไร? เราไม่รู้ ถึงวันที่ลมหายใจออกจากร่างปุ๊บ เราก็ไปอยู่ที่เดิมแหละ เปลี่ยนมิติ

            ในพระคัมภีร์ใช้คำว่า “เปลี่ยนมิติ” เขาไม่เรียกคริสเตียนว่า “ตาย” คริสเตียนเราไม่ตาย เราแค่ทิ้งร่างกายนี้ไป แล้ววิญญาณเราแปรเปลี่ยนไปอยู่อีกมิติหนึ่ง คือมิติฝ่ายวิญญาณที่เราอยู่แล้วล่ะ แต่ว่า ณ เวลานั้น เมื่อลมหายใจออกจากร่าง เราทิ้งร่างกายนี้ปุ๊บ เราจะได้ไปเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เห็นชัดๆ เลย ตอนนี้เราไม่เห็น ตอนนี้เราต้องใช้ความเชื่อ แต่ ณ เวลานั้น เราจะได้ไปเห็นพระเยซูคริสต์หน้าต่อหน้า และ ณ เวลานั้น เราไม่ต้องซ่อนอยู่ในพระคริสต์แล้ว ปัจจุบัน เราถูกซ่อนไว้ในพระคริสต์ ที่เราใช้คำว่า “ในพระคริสต์” พระเยซูอยู่ในเรา เราอยู่ในพระเยซู พระองค์สถิตอยู่ภายในเรา เราอยู่ในพระเยซู ก็คือเราอยู่ในพระคริสต์ เรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน 

            แต่พอถึงวันนั้น วันที่พระเจ้ากำหนด วิญญาณเราออกจากร่างปุ๊บ เราขึ้นไปอยู่ในสวรรค์ เที่ยวนี้ อยู่แบบจับต้องมองเห็นได้เลย ไม่ต้องใช้ความเชื่อแล้ว เราไม่ต้องซ่อนอยู่ในพระคริสต์อีกแล้ว เราจะหลุดออกจากการซ่อนในพระคริสต์ แล้วเราจะเห็นตัวเราเอง ที่รับร่างกายใหม่ ที่เต็มด้วยสง่าราศี ที่เป็นเหมือนพระเจ้าเลย เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราได้มองเห็นพระเจ้าหน้าต่อหน้า เห็นพระเยซูคริสต์ต่อหน้าต่อ เห็นตัวเราเองที่มีร่างกายใหม่ เห็นกับตา โดยที่ไม่ต้องใช้ความเชื่ออีกต่อไป นี่คือความจริง ที่พระเจ้าบอกเราว่า ณ เวลานี้ โลกวิญญาณ เราใช้ความเชื่อ อนาคตข้างหน้า  พอวิญญาณออกจากร่าง ความเชื่อไม่ต้องใช้ ความหวังก็ไม่ต้องใช้  เพราะไม่ต้องหวังแล้ว เราเจอแล้ว แต่มีอันเดียวที่อยู่กับเรา อยู่ตลอด ตั้งแต่ที่นี่ ไปจนถึงโลกหน้า ก็คือความรัก

            พระคัมภีร์บอก พระเจ้าเป็นความรัก และพระเจ้าเข้ามาอยู่ในเรา เท่ากับความรักอยู่ในเราด้วย  เราก็เป็นความรัก ผู้เชื่อทุกคนเป็นความรัก เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เชื่อทั้งหมด บนโลกใบนี้ ฉะนั้น เราไม่ต้องพยายามดิ้นรน เพื่อเราจะรักใคร? แต่เรารักอยู่แล้วในวิญญาณ แค่ว่าเราพัฒนาตัวเราเองให้รับรู้ว่าข้างในเราเป็นความรักนะ แล้วเราก็พัฒนาให้ความรักที่อยู่ในเรา ถูกฉายออกไป เขาเรียกฉายแสงออกไป ปรากฏออกไปให้คนรอบข้างได้สัมผัสถึงความรักของพระเยซูคริสต์ที่อยู่ในเรา นี่คือสิ่งที่พระเจ้าบอกเราไว้

            ฉะนั้น พระคุณที่พระเจ้าให้ ความรอดทุกคนได้เท่ากัน แต่มันมีอันหนึ่งที่ไม่เท่ากัน ในขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ก็คือของประทาน

            ของประทานที่พระเจ้าให้กับพวกเราแต่ละคนไม่เท่ากัน  และไม่เหมือนกันด้วย ให้ตามชอบพระทัยของพระองค์

            ตรงนี้ พี่น้องหลายคนอาจจะเข้าใจว่าคนที่มีของประทานเยอะๆ พระเจ้าให้ของประทานเยอะ อย่างเช่น อาจารย์เปาโลอย่างนี้ ของประทานเยอะมาก เขารับใช้พระเจ้าแบบสุดจิตสุดใจ กับอีกหลายๆ คนที่พระเจ้าให้ของประทานนิดเดียว ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ให้เป็นแม่บ้าน อยู่กับบ้าน ดูแลลูกให้ดีที่สุด พระเจ้าให้แค่นั้น แล้วมีข้อสงสัยว่าระหว่างแม่บ้านคนนี้กับอาจารย์เปาโล ใครจะได้รางวัลมากกว่ากัน พี่น้องว่าใครจะได้รางวัลมากกว่ากัน ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่าได้เท่ากัน

            พี่น้องอาจจะ … “ห๊ะ! เท่ากันจริงหรือ? ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ฉันอยู่ที่บ้านเฉยๆ เลย รับใช้ก็ไม่ได้รับใช้  ประกาศก็ไม่เคยประกาศ ไม่เคยมาช่วยที่โบสถ์เลย โบสถ์เขามีงาน เราก็อยู่ที่บ้าน โบสถ์ทำสารพัด เราก็อยู่ที่บ้าน”

            พระเจ้าบอกว่า … “ก็ฉันให้เธออยู่แค่นั้นแหละ”

            พอจากไปอยู่กับพระเจ้า ได้รางวัลเท่ากันเลย ไม่มีใครได้รางวัลมากกว่าใคร? เหตุผล คือพระเจ้าที่อยู่ในเรา เป็นผู้กระทำการงาน ประกอบกิจอยู่ภายในเรา  แล้วพระเจ้าให้ของประทานใครที่เยอะกว่าคนอื่น แล้วคนที่ทำ คือใคร? พระเจ้า  … พระเจ้าที่อยู่ในเราเป็นผู้กระทำ เราเป็นแค่เครื่องมือ เครื่องไม้ของพระองค์ ร่วมมือกับพระเจ้า จับมือกัน พระเจ้าว่าอย่างไร? เราว่าตามนั้น แปลว่าผลงานไม่ใช่ของเราเลย แต่พระเจ้าเป็นผู้กระทำทั้งหมด เมื่อพระเจ้าเป็นผู้กระทำทั้งหมด  เราจะไปอ้างอะไรที่จะไปเอารางวัลเยอะกว่าคนอื่น

            สมัยก่อนถูกสอนมา เราก็เข้าใจผิด เราก็สอนต่อ … “ถ้าคนรับใช้พระเจ้าเยอะๆ บนโลกใบนี้ เราขึ้นไปอยู่ข้างบน เราจะได้บ้านหลังใหญ่กว่าคนอื่น เราจะได้บ้านเดี่ยวเลย ถ้าใครที่ไม่ได้ทำอะไรบนโลกใบนี้ หรือแม้แต่คนที่วันๆ โบสถ์ก็ไม่ยอมมา เขาขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เขาจะได้กระต๊อบที่หลังคาโบ๋ด้วย นั่นเป็นความเชื่อผิดนะพี่น้อง เป็นความเชื่อผิดอย่างมหันต์ เพราะพระเจ้าไม่เคยบอกเราว่าเป็นอย่างนั้น เราคิดเอาเอง เราคิดว่าถ้าเราทำเยอะ เราต้องได้เยอะสิ แต่พระเจ้า พระเยซูคริสต์บอกว่า …

            “คนที่ทำอยู่ในท่านทั้งหลาย คือฉันเอง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเธอเลย ฉันเป็นผู้กระทำ เธอเป็นแค่ภาชนะที่ยอมให้ฉันใช้”

            แค่นั้นเอง ฉะนั้น เราสบายใจได้ พี่น้องไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องกลัวว่าอ้าว! เราไม่ได้มาโบสถ์ หรือไม่ได้ทำอะไรให้โบสถ์เลย แล้วต่อไปขึ้นไปบนสวรรค์ เราจะได้บ้าน กระต๊อบสังกะสีที่ผุๆ พังๆ ไหม? ขอบอกตรงนี้เลยนะ ไม่มีทาง พระเจ้าให้เท่ากัน เพราะว่าพระองค์เป็นผู้ประกอบกิจอยู่ภายในเรา และพระองค์ก็ให้แต่ละคนตามชอบพระทัยของพระเจ้าด้วย เหมือนพระเจ้าบอกว่าพระองค์ให้อวัยวะทุกส่วนทำงานตามความเหมาะสม โดยมีพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะ

            พอพูดถึงของประทานปุ๊บ ก็คือพระเจ้าเป็นผู้ให้ แล้วเราก็ทำตามของประทานที่พระเจ้าให้กับพวกเรา  นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงๆ พอเรารับรู้ความจริงอย่างนี้ปุ๊บ

            เราก็ไม่ต้องไปคอยผวาว่า … “ตกลง ถ้าเราเป็นแม่บ้านเฉยๆ อยู่บ้านเลี้ยงลูก แล้วเราจะได้รางวัลเหมือนคนอื่นไหม?”

            ถ้อยคำพระเจ้าบอกว่า … “เท่ากัน”

        เอเฟซัส 4:9-10 “9 (ที่ว่า “เสด็จขึ้น” นั้น ย่อมไม่อาจหมายความเป็นอื่น นอกจากว่าพระองค์ได้เสด็จลงสู่เบื้องต่ำของโลกด้วย 10 พระองค์ผู้เสด็จลง  คือองค์เดียวกับที่เสด็จขึ้นสูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งมวล เพื่อทรงเติมทั่วทั้งจักรวาลให้สมบูรณ์)”

            “พระองค์ผู้เสด็จขึ้นมา” ตรงนี้เล็งถึง … ถ้าพี่น้องอยากอ่านที่มาที่ไป ในพระคัมภีร์ตรงนี้ ดึงเอาหนังสือพระคัมภีร์เดิมมา เป็นคำอธิษฐานของกษัตริย์ดาวิด ในสดุดี บทที่ 68 ถ้าพี่น้องไปอ่าน ตั้งแต่ข้อ 1 ไปถึงข้อ 19 ก็จะพูดถึงว่าพระเจ้ามาแล้ว ตอนสดุดี คือตอนที่กษัตริย์ดาวิดอธิษฐาน เป็นคำอธิษฐานที่เผยพระวจนะว่าอนาคตข้างหน้า พระองค์จะทำแบบนี้ พอตรงนี้อาจารย์เปาโลก็ดึงออกมาจากพระคัมภีร์เดิม ให้รู้ว่าสิ่งที่กษัตริย์ดาวิดพูด บัดนี้ มันได้สำเร็จแล้ว

            พระองค์ผู้เสด็จขึ้นมากับพระองค์ผู้ลงไป หมายถึงพระเยซูคริสต์ยอมทำตามที่พระเจ้าพระบิดากำหนดไว้ คือมาเกิดเป็นมนุษย์  แล้วยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ยอมถูกฝังในอุโมงค์ ก็คือลงไปที่ลึกสุด แล้วได้เสด็จขึ้นมา ก็คือเป็นขึ้นมาจากความตาย ในวันที่สาม  ทำให้ศัตรูของพระองค์กระจัดกระจายไป  พระเจ้าได้เสด็จมาแล้ว ได้ทำให้สิ่งที่พระองค์กำหนดไว้  สำเร็จแล้ว ผ่านทางพระเยซูคริสต์เรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้น พระองค์ก็ประทานของประทานให้กับมนุษย์ ก็คือของขวัญ ช่วยมนุษยชาติ หลุดพ้นจากการเป็นทาสของบาป หลุดพ้นจากการเป็นทาสของระบบบนโลกใบนี้  เป็นทาสที่พยายามพึ่งพาการทำความดีด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้ไปสวรรค์ ซึ่งพระเจ้าบอกว่าไม่มีมนุษย์คนไหนบนโลกใบนี้ สามารถที่จะทำความดีได้ครบถ้วน 100% ตามมาตรฐานของพระเจ้า

            ถ้าไม่สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ในพระคัมภีร์ก็ยังบอกว่าแม้เราทำผิดแค่ครั้งเดียว ทำบาปแค่ครั้งเดียว ถือว่าบาปหมดเลย ฉะนั้น ไม่มีใครสามารถทำได้ พระเยซูจึงมาทำแทนเราเรียบร้อยไปแล้ว แล้วพวกเราผู้เชื่อ ณ เวลานี้ เราก็ได้รับเรียบร้อยไปแล้ว ของประทานต่างๆ  เหล่านี้ พระพรนานับประการ ที่พระองค์ได้ประทานให้กับพวกเราเรียบร้อยไปแล้ว  เราได้เป็นผู้ชอบธรรมของพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว แล้วเราก็เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรักดังแก้วตาดวงใจ พระองค์ทรงซื้อชีวิตของเราด้วยชีวิตของพระองค์เอง  พระองค์ทำสำเร็จแล้ว

            ตอนนี้ พระองค์ก็บอกกับเราว่าใครก็ตามที่มาหาพระองค์ พระองค์จะให้เราหายเหนื่อยและเป็นสุข  ตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องของโลกวัตถุเลย แต่เกี่ยวกับเรื่องของโลกวิญญาณ  หายเหนื่อยก็คือเราไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ในการพยายามทำความดี เพื่อให้ได้ไปสวรรค์ หรือเหน็ดเหนื่อยกับการพยายามทำโน่นทำนี่ เพื่อเราจะได้รอดพ้นจากการถูกพิพากษาลงโทษ ไม่ต้องแล้ว ตอนนี้สามารถนั่งพักได้เลย พระเยซูบอกว่าท่านจะหายเหนื่อยและเป็นสุข เพราะว่าท่านได้รับความรอดแล้ว ไม่ต้องดิ้นรน เพื่อทำตัวเองให้ดี เพื่อที่จะได้สวรรค์ แต่ท่านได้สวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว  เป็นผู้ชอบธรรมเรียบร้อยไปแล้ว

        เอเฟซัส 4:11 “พระองค์เองทรงเป็นผู้ให้บางคนเป็นอัครทูต     บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ   บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ   บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์”

            พอมาถึงข้อนี้ ที่ตะกี้เราคุยกัน ก็คือความรอด ทุกคนได้เท่ากัน แต่พอของประทานปุ๊บ ทุกคนจะได้รับไม่เท่ากัน แต่ว่ายังคงได้รับผลของพระพร รางวัลเท่ากันเหมือนเดิม ฉะนั้น ตรงข้อที่ 11 บอกว่า “พระองค์เองทรงเป็นผู้ให้บางคนเป็นอัครทูต” แค่บางคนนะ ไม่ใช่ทุกคนเป็นอัครทูต

            แล้วคำว่า “อัครทูต” จะใช้กับเฉพาะสาวก 12 คนเท่านั้น อัครทูต คือคนที่ติดตามพระเยซู อยู่กับพระเยซู ตอนที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ตรงนี้ พระเจ้าเรียกเขามาให้เป็นอัครทูต แล้วต่อจาก 12 คนนี้ ไม่มีแล้วนะอัครทูต

            บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนอีก ผู้เผยพระวจนะ คือคนที่นำเอาข่าวสารของพระองค์ไปบอกกับประชากรของพระองค์ ในยุคสมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าก็จะเรียกผู้เผยพระวจนะ แต่ไม่ได้ให้อยู่ยงคงประพันถาวร ไม่ใช่  พระเจ้าจะใช้ใครก็ได้ที่จะไปกล่าวถ้อยคำของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนสติ หรือบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าว่าพระองค์จะทำอะไร นั่นแหละ เขาเรียกว่าผู้เผยพระวจนะ บอกเรื่องราวที่พระองค์กำลังจะกระทำ

            บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนอีกนะ ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ ก็คือไปประกาศบอกความจริงในเรื่องของพระเยซูคริสต์ให้กับคนอื่นได้รับรู้ อย่างเช่นพวกอัครสาวก หรือคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ หลังจากที่พระเยซูได้เป็นขึ้นมาจากความตาย  เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ จากนั้น พระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ลงมา

            เราจำได้ใช่ไหม สัปดาห์ที่แล้วเราเพิ่งเฉลิมฉลองวันเพ็นเทคอสต์ไป ก็คือเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าเสด็จเข้ามาอยู่ในมนุษย์ … มนุษย์กลายเป็นวิหารของพระเจ้า ตั้งแต่เกือบ 2,000 ปีที่แล้ว แล้วจากนั้น ใครก็ตามที่เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราก็เป็นวิหารของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เข้ามาอยู่ในเรา ฉะนั้น คนเหล่านี้ ก็เป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บอกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ไปจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก ก็มาถึงประเทศไทย เพราะในช่วงนั้น ช่วงที่อัครสาวก หรือผู้เชื่อรุ่นแรกจะถูกข่มเหงมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถูกข่มเหงจากพวกชาวยิว ซึ่งชาวยิวเขาไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ เป็นพระมาซีฮาห์ ซึ่งเขาควรจะเชื่อ เพราะว่าพระเจ้าบอกเขาล่วงหน้า ตั้งนานแล้ว แต่เขาไม่เชื่อ พอไม่เชื่อ พวกอัครสาวกมาประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าปุ๊บ คนเหล่านี้ เขาไล่ล่าฆ่าเลยแหละ เหมือนกับมาทำให้ คนไม่ยอมมาทำตามบทบัญญัติ แต่พระเยซูยังคงยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้มาลบล้างบทบัญญัติ แต่พระองค์มาทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะว่าไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำให้บทบัญญัติครบถ้วนสมบูรณ์ นอกจากพระเยซูผู้เดียวเท่านั้นเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่  และเป็นมนุษย์ผู้แรกที่ไม่มีบาปเลย สามารถทำได้ครบถ้วนสมบูรณ์

            จากนั้น พระเจ้าก็ให้บางคนเป็นศิษยาภิบาล … ศิษยาภิบาล ก็คือคนที่ดูแลผู้เชื่อ ที่พระเจ้าได้มอบหมายให้ อย่างในสมัยอดีต ที่อาจารย์เปาโลไปประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า  จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง  แล้วมีคนเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดปุ๊บ อาจารย์เปาโลก็หาใครคนใดคนหนึ่ง ที่ดูแล้วว่ามีความเชื่อในพระเยซูคริสต์แข็งขัน แล้วก็สามารถที่จะสอนคนอื่นได้ด้วย สามารถที่จะวางรากฐานที่มั่นคงให้กับคริสตจักรนั้นๆ อาจารย์เปาโลก็เลยแต่งตั้งให้เป็นศิษยาภิบาล อย่างเช่นที่เอเฟซัส อาจารย์เปาโลก็แต่งตั้งทิโมธี เป็นศิษยาภิบาล

            แล้วก็ให้บางคนเป็นอาจารย์ … อาจารย์กับศิษยาภิบาลก็ต่างกัน ศิษยาภิบาลเหมือนพ่อแม่ อาจารย์เหมือนครู นึกออกไหม? ความผูกพันมันต่างกัน  พ่อแม่ ก็คือดูแลเราตั้งแต่เกิดจนตาย ต่อให้พี่น้องจะรู้สึกว่า …

            “ฉันโตขนาดไหน? หรือฉันมีครอบครัวแล้ว ฉันมีลูกเต้าแล้ว พ่อแม่อย่ามายุ่งกับฉันเลย”

            มันไม่ยุ่งไม่ได้ ความผูกพันตรงนี้ ก็คือเรารักเขา เราก็คอยดูแล คอยห่วงใย แต่ไม่ได้หมายความว่าไปยุ่งทุกส่วนในชีวิตของเขา  ไม่ใช่ แต่ความผูกพันตรงนี้ พระเจ้าใส่เข้ามาเอง อดที่จะห่วงใยลูกเต้าของเราไม่ได้ ต่อให้เขามีลูก มีหลานแล้ว  เราก็ยังรักและห่วงใยเขาอยู่ แล้วเรามีภาษีเหนือกว่าตรงที่ว่าพอเรามาเชื่อพระเจ้าแล้ว เราสามารถอธิษฐานให้กับลูกหลานเราได้ ขอพระเจ้าทรงเมตตา ดูแล ปกปักษ์ พิทักษ์รักษา คุ้มครอง ลูกหลานเราบางคน อาจจะยังไม่ได้เปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เราก็อธิษฐานเผื่อเขา ขอพระเจ้าเมตตาให้เขาได้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง เมื่อเขาได้ยินได้ฟัง ขอพระเจ้าทรงเปิดตาใจ ให้เขามีความสามารถและถ่อมใจที่จะมายอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด นี่คือสิ่งที่พ่อแม่ทำ  หรือศิษยาภิบาลทำ

            แต่ครู อาจารย์ ก็คือเขาดูแลเราช่วงหนึ่งเอง อาจารย์ ก็คือสอนถ้อยคำของพระเจ้า ดูแลเราช่วงหนึ่ง  ไม่ได้ลงละเอียด ลึกเท่ากับพ่อแม่

            นี่คือความแตกต่าง ฉะนั้น ของประทานเหล่านี้ พระเจ้าเป็นผู้ใส่เข้ามา เมื่อพระองค์ให้ของประทานเหล่านี้ พระองค์ก็จะใส่ใจที่สามารถ อย่างศิษยาภิบาล พระเจ้าเรียกให้มาเป็นศิษยาภิบาล พระองค์ก็ใส่เรียกว่าความสามารถให้กับคนที่ถูกเรียกให้มาเป็นศิษยาภิบาล เหมือนกับพระเจ้าให้ของประทานในร่างกายของพวกเรา ถ้าพระเจ้าให้เราเป็นตา พระองค์ก็ใส่ความสามารถ ให้เราสามารถมองเห็นได้ ถ้าพระเจ้าให้เราเป็นหู พระองค์ก็ใส่ความสามารถให้เราสามารถได้ยิน นี่เรายกเว้นคนที่เขาผิดปกติ ไม่ได้ยิน ถ้าเป็นมนุษย์ปกติ หูเขาจะได้ยิน พระเจ้าให้เราเป็นปาก พระเจ้าก็ใส่ความสามารถให้เราสามารถพูดได้ ทานข้าวได้ อะไรอย่างนี้  ก็คือเป็นของประทาน พระเจ้าให้เราเป็นมือ พระเจ้าก็ใส่ความสามารถให้เราสามารถหยิบจับอะไรได้ ให้เราเป็นขา ก็ใส่ความสามารถให้เราสามารถเดินได้

            นี่คือของประทานที่ให้เรามาเปรียบเทียบกับร่างกายของมนุษย์ หรือของประทานที่บางคนมองไม่เห็น คืออะไร? ตับ ไต ไส้ พุง ที่มันอยู่ข้างใน เรามองไม่เห็น แต่ทุกส่วนในร่างกายมีประโยชน์ทั้งนั้น แล้วก็มีความหมายทั้งนั้น พระเจ้าสามารถใช้ทุกส่วนในร่างกาย และทุกส่วนในร่างกาย ทำงานร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้อวัยวะทุกส่วน ร่างกายนี้ ครบถ้วนสมบูรณ์ตามน้ำพระทัยของพระองค์ เอเมน พระเจ้าอวยพรค่ะ

************************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ความปิติยินดีของเราอยู่ในพระคริสต์

            ฟีลิปปี 4:4-7 …  “4 จงปิติยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่าจงปิติยินดีเถิด!  5 ให้ความสุภาพอ่อนโยนของท่านเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว 6 อย่ากระวนกระวายในเรื่องใดๆ เลย แต่จงทูลขอทุกสิ่งต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน และการอ้อนวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ 7 แล้วสันติสุขของพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ จะปกป้องความคิดจิตใจของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์”

            ความปิติยินดีของผู้เชื่อ เป็นความปิติยินดีที่โลกนี้ให้เราไม่ได้ เป็นความปิติยินดีที่คงทนถาวร หนักแน่น ฝังรากลึกลงในวิญญาณ ไม่เหมือนความยินดีของโลก ที่มาแป๊บเดียวแล้วหายไป

            ความปิติยินดีนี้ เกิดจากแม้เราจะเผชิญความทุกข์ยากต่างๆ แต่ในขณะที่เผชิญอยู่นั้น เราเห็นชัดเจนว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา เป็นที่ปรึกษา คอยนำพา หนุน ให้กำลังใจเรา ให้ความเข้มแข็งกับเรา และพาเราเดินผ่านสถานการณ์นั้นๆ แบบวินาทีต่อวินาที นาทีต่อนาที ชั่วโมงต่อชั่วโมง วันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ เดือนต่อเดือน ปีต่อปี ไม่เคยทอดทิ้งเราเลย

            การเผชิญ และเดินผ่านความทุกข์ยากอย่างมีความปิติยินดีกับพระเจ้านี้ เป็นความเข้มแข็ง ที่พระเจ้าเป็นผู้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของเรา ค่อยๆ แทงราก เพื่อต้นไม้ต้นนี้ (ชีวิตเราในขณะอยู่ในโลกใบนี้) จะเติบโตแข็งแรง ในความเชื่อ ความรัก และความหวังใจในพระองค์

            นี่คือหนึ่งในธรรมชาติใหม่ในวิญญาณ ที่บังเกิดใหม่ เป็นอยู่ในชีวิตผู้เชื่อ  โดยไม่ต้องพยายามด้วยสติปัญญา แรงและกำลังของเรา

            พระเจ้าอวยพรครับ

วารสาร Holy  News   ฉบับที่  1418

คำบรรยายวันอาทิตย์ที่  21  พฤษภาคม  2023

เรื่อง “อัศจรรย์เกิดขึ้นทันที เมื่อฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์”

ตอน 10 “จะได้อาศัยอยู่ใน Holy of Holies อภิสุทธิสถาน ที่ประทับของพระเจ้า ตลอดนิรันดร์”

โดย นคร  เวชสุภาพร

            “อัศจรรย์เกิดขึ้นทันที เมื่อฉันเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์” ตอนที่ 10 ตอนสุดท้าย “จะได้อาศัยอยู่ใน Holy of Holies อภิสุทธิสถาน ที่ประทับของพระเจ้าตลอดนิรันดร์”

            เราทบทวนนิดหนึ่ง อัศจรรย์ที่ได้รับเลยทันที เมื่อท่านเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ก็จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม 2 พวก กลุ่มแรก หรือพวกแรก ได้รับเลยทันที ขณะที่ยังดำเนินชีวิตบนโลกนี้ เรียบร้อยแล้ว มี 7 อย่าง คือ …

                        1. วิญญาณเก่า ที่เป็นคนบาป ต้องคำสาป ได้ตายไปแล้ว

                        2. ได้บังเกิดใหม่ โดยพระวิญญาณของพระเจ้า

                        3. ได้เป็นลูกของพระเจ้า ที่ทรงรักดังแก้วตาดวงใจแล้ว

                        4. พระเจ้าเข้ามาสถิตอยู่ด้วย ภายในร่างกาย

                        5. ได้เข้ามาอยู่ในอาณาจักรสวรรค์แล้ว ขณะนี้

                        6. พระเจ้าได้ทรงให้ฉัน นั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์

                        7. ได้รับมรดกเป็นรางวัล ตั้งแต่อยู่ในโลกนี้ ถึงโลกหน้า

            7 อย่างนี้ได้ไปแล้ว ขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  ขณะที่นั่งอยู่ที่นี่  เราได้รับไปแล้ว 7 อย่างนี้

            ส่วนอัศจรรย์ที่เราจะได้รับในโลกหน้า หลังความตาย เมื่อหมดลมหายใจ วิญญาณออกจากร่าง ก็คืออันดับที่ 8 และอันดับที่ 9 …

                        8. จะได้รับร่างกายใหม่ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีเหมือนพระเยซูคริสต์

                        9. จะได้อาศัยอยู่กับพระเจ้า ในฟ้าใหม่ โลกใหม่ ด้วยร่างกายใหม่นิรันดร์

            และที่จะเรียนรู้ใหม่ สุดท้ายในวันนี้ ก็คืออันดับที่ 10 …

                        10. จะได้อาศัยอยู่ใน Holy of Holies อภิสุทธิสถาน ที่ประทับของพระเจ้าตลอดนิรันดร์

            ฮาเลลูยา เอเมน โอ้! อัศจรรย์อะไรเช่นนี้  อย่างที่บอกไว้แล้วว่าโอ้! อัศจรรย์อะไรเช่นนี้ เพียงแค่เปิดใจเท่านั้นจริงๆ แน่ใจไหม?  ถ้าแน่ใจ เรามาดูวิวรณ์ 21:1-8  กันต่อจากครั้งที่แล้ว …

        วิวรณ์ 21:1-8 “1 และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิม ได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว 2 ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์ นครนี้ ได้รับการตระเตรียมไว้ เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงาม รอรับผู้เป็นสามี 3 และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ ที่ประทับของพระเจ้า มาอยู่กับมนุษย์แล้ว  พระองค์จะสถิตกับพวกเขา  เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา 4 พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่า ได้ผ่านพ้นไปแล้ว” 5 พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น ตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไป เพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้ และเชื่อถือได้” 6 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เรา คืออัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้น ดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย 7 ผู้ที่มีชัยชนะ จะได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา 8 ส่วนคนขี้ขลาดตาขาว คนที่ไม่เชื่อ คนชั่วช้า ฆาตกร คนผิดศีลธรรมทางเพศ คนใช้คาถาอาคม คนกราบไหว้รูปเคารพ และคนทั้งปวงที่พูดโกหก ที่ของเขา คือบึงไฟกำมะถันลุกโชน นั่นคือความตายครั้งที่สอง”

            ข้อ 1 “และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิม ได้ดับสูญไปแล้ว ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว”

            ครั้งที่แล้ว เราได้อธิบาย มองดูด้วยกันถึงฟ้าใหม่และโลกใหม่นี้ ไปพอสังเขปแล้ว พอเห็นลางๆ แล้ว เห็นบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาเติมว่าท่านรู้สึกแปลกใจไหม? …

            “ข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่ เพราะฟ้าเดิมและโลกเดิม ได้ดับสูญไปแล้ว”

            ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น ฟ้าเดิมและโลกเดิมทำไมต้องสูญสิ้น? ท่านลองคิด พระองค์ทรงสร้างอย่างดีงาม แล้วทำไมต้องสูญสิ้น วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันต่อไป อย่างที่บอกว่าเราจะเรียนรู้ได้พอสังเขปเท่านั้นเอง ตามที่พระเจ้านำพาเรา ให้เรารู้ตามประสามนุษย์ที่ยังดำเนินชีวิตอยู่ในเนื้อหนัง ร่างกายเดิมนี้ สติปัญญาของเรา ด้วยความขัดขวางของร่างกายอันอ่อนแอนี้ ได้แค่นี้เองครับ

            ถ้อยคำพระเจ้าในปฐมกาล ท่านนึกออกไหม? ตะกี้นี้ที่เราอ่านในข้อ 1 บอกว่า …

            “ข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่” ก็คือพระเจ้าสร้างฟ้าใหม่และโลกใหม่ ท่านนึกถึงอะไร? นึกถึงข้อพระคัมภีร์ในปฐมกาล บทที่ 1 … “ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก” ให้เราอยู่อาศัย และทำไมมันต้องสูญสิ้นไปด้วย นี่เห็นไหม? อันนี้ก็กลับมาที่ว่าพระเจ้ามาสร้างฟ้าใหม่และโลกใหม่ขึ้น ลักษณะเดียวกันเลยกับหนังสือปฐมกาล

            ถ้าเราสังเกต เราจะเห็นว่าถ้อยคำพระเจ้าในปฐมกาล บทที่ 1 กับบทที่ 2  และวิวรณ์เล่มสุดท้าย ก็หนังสือพระคัมภีร์ ที่เราชาวคริสเตียนถืออยู่ ในหนังสือวิวรณ์ บทที่ 21 กับบทที่ 22 มันเหมือนกันเลย  ก็คือบันทึกไว้ สรุปรวมว่าพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง เป็นพระผู้สร้าง เป็นต้นและเป็นปลายของสรรพสิ่งทั้งหลายที่สวยสดงดงาม เป็นสวรรค์ให้มนุษย์ได้อยู่อาศัย  ไม่มีบาป ไม่มีความตาย ไม่มีคำสาปแช่งใดๆ เลย เหมือนกันเลย 2 บทนี้ ต้นและปลาย  เป็นของพระคริสต์ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างดี และดีเลิศ ดียอดเยี่ยม  เป็นที่อยู่ของมวลมนุษยชาติ

            เพราะฉะนั้น หน้าแรกและหน้าสุดท้ายของหนังสือพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ก็คือขาว สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีบาป หน้าสุดท้ายของหนังสือไบเบิ้ล คือสะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีบาป ใครมีหนังสือไบเบิ้ลตอนนี้ ยกขึ้นมาดูนะ หน้าแรกของท่าน คือสะอาดขาวบริสุทธิ์ ไม่มีบาป สดใส เป็นพระคริสต์ หน้าสุดท้าย คือวิวรณ์ บทสุดท้าย สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีบาปเลย คือพระคริสต์ ซึ่งเรากำลังเรียนอยู่หน้าสุดท้าย ตอนนี้ ท่านนึกภาพออกนะ หน้าแรกและหน้าสุดท้าย เป็นหนังสือพระคัมภีร์ เป็นความสะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีบาป เป็นของพระคริสต์ ผู้สร้าง

            แล้วที่เหลือล่ะ ตั้งแต่ปฐมกาล บทที่ 3 เป็นต้นไป จนกระทั่งถึงวิวรณ์ บทที่ 20 ไปอ่านดูได้ ทั้งหมดนั้นคืออะไร? นึกภาพออกไหม?  ตรงกลางทั้งหมดที่เหลือ ซึ่งมันสั้นๆ มันแป๊บเดียว มันอยู่เพียงชั่วคราว  พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ เป็นความบาป ความมืด สกปรก เป็นของมารทำงานอยู่ เป็นผู้ทำลาย พระคัมภีร์ที่เราถืออยู่นี้ ปฐมกาล บทที่ 3 จนถึงวิวรณ์ บทที่ 20 เป็นการงานของมารที่พยายามจะต่อต้าน  ทำลายการทรงสร้างของพระคริสต์  ท่านจะเห็นภาพชัดเจน

            เพราะฉะนั้น ปฐมกาล บทที่ 3 จนถึงวิวรณ์ บทที่ 20 มารจึงเป็นต้นเหตุของทั้งปวงเลย ที่มันเกิดขึ้น พระเยซูมาตรัสบอกว่าเพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย ขโมยอะไร? ขโมยความสุข ของใคร? ของมวลมนุษย์ ฆ่า ทำลายใคร? มวลมนุษยชาติ บ้านของมนุษย์ คือโลกใบนี้นั่นเอง  พยายามต่อต้าน ทำลายโลกใบนี้ให้เป็นนรก  เป็นบาป เป็นคำสาปแช่ง ที่ปกคลุมอยู่

            ขอบคุณพระเจ้า ใครชนะ? พระยซูชนะ  ปรบมือขอบคุณพระเจ้า

            อยากจะให้ท่านเห็นภาพรวมสั้นๆ ของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ท่านจะได้เอาเหล่านี้ เป็นรากฐานในการอ่านพระคัมภีร์ทั้งหมด อย่าไปเจาะตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย แล้วก็คิดเพ้อเจ้อไปตามความคิดของมนุษย์ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น มันน่าจะเป็นอย่างนี้ ภาพรวมของพระคัมภีร์ไบเบิ้ล คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้  ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ไม่ได้เข็ญใจอะไรเลย ยิ่งสมัยก่อน คนที่เรียนรู้เรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้า ถ้อยคำของพระเจ้านั้น มีหนังสือ มีความรู้เรื่องมนุษย์แต่เพียงนิดเดียวเอง แต่เรื่องรวมๆ เขารู้พื้นฐานมันถูกต้อง คืออย่างนี้แหละ

            พื้นฐาน คือเริ่มต้นจากพระเจ้ามีแผนการให้กำเนิดมนุษย์ เป็นลูกของพระองค์ เป็นเหมือนพระองค์ มีหัวหน้าครอบครัว ต้นตระกูลของมนุษย์ ก็คืออาดัม และก็ได้สร้างโลก ที่เรียกว่าฟ้าใหม่และโลกใหม่ ในหนังสือวิวรณ์ แต่ตรงนี้เป็นสร้างใหม่อันเดิม คือและได้สร้างโลกและสร้างฟ้า ให้อยู่อาศัยอย่างดี ซึ่งปกคลุมไปด้วยพระสิริของพระเจ้า ที่เรียกว่าสวรรค์ ก็คือที่ประทับของพระเจ้า ที่เรียกว่าอภิสุทธิสถาน Holy of Holies

            หัวหน้าครอบครัว คืออาดัม บรรพบุรุษของเรา ล้มลงในความบาป จากการถูกล่อลวงของมาร ทำให้ครอบครัวของมนุษย์ ตระกูลของมนุษย์ตกลงไปในความสาปแช่งของความบาปและความตาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และสวรรค์ที่ปกคลุมอยู่บนโลกใบนี้ คือที่ประทับของพระเจ้า คือ Holy of Holies  ไม่สามารถตั้งอยู่บนโลกนี้ได้อีกต่อไป เพราะครอบครัวมนุษย์ เจ้าของโลกใบนี้ ตกลงไปในความบาป เป็นศัตรูเข้ากับพระเจ้าไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นลูกหลาน เป็นเชื้อสาย  ซึ่งเกิดในครอบครัวของอาดัมนี้ จึงตกลงไปในคำสาปแช่ง ในความบาป  เป็นศัตรูกับพระเจ้า พร้อมๆ กับโลกใบนี้ และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ทั้งหมดด้วยครับ

            นี่คือที่มาของความทุกข์ยากลำบาก ความพินาศ ความวิปริตของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ทั้งมนุษย์ และทั้งสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ พระเจ้าจึงเตรียมแผนการกู้มนุษย์และโลกกลับคืนมาใหม่ ให้กลับคืนสู่สภาพดี คืนดีกับพระองค์ พระองค์วางแผนการไว้ ท่านคิดว่าสำเร็จไหม? พระองค์วางแผนการ พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยการส่งพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์ และพระเยซูก็ได้ทำการงานนี้ให้สำเร็จ เรียบร้อยแล้ว เกือบ 2,000 ปีมาแล้ว มนุษย์จึงได้มีต้นตระกูล หัวหน้าครอบครัวคนใหม่ คือพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์เรียกว่าอาดัม คนที่ 2

            มนุษย์ทุกคนจึงต้องอพยพ ย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ในครอครัวของพระคริสต์นี้ ซึ่งเรียกครอบครัวพระคริสต์นี้ว่า “คริสตจักร” เพื่อจะได้มีชื่อจดอยู่ในทะเบียนคริสตจักรของพระคริสต์นี้ เพื่ออพยพหนีจากโลกนี้  ที่มันกำลังถูกสาปแช่ง ลงไปสู่ความพินาศ แน่นอน อพยพหนีจากโลกใบนี้ มาสู่โลกใบที่สวยสด งดงาม ในหนังสือวิวรณ์ที่บันทึกไว้ ที่เรากำลังเรียนรู้นี่แหละ ฟ้าใหม่และโลกใหม่ พระเจ้าเตรียมไว้ให้ หมายถึงอย่างนี้

            และมวลมนุษย์เริ่มต้นอพยพเข้าสู่ครอบครัวใหม่ ครอบครัวของพระคริสต์นี้เมื่อไร? ท่านนึกออกไหม? มวลมนุษย์เริ่มต้นอพยพเข้าสู่ครอบครัวของมนุษยชาติใหม่นี้  ก็คือคริสตจักรของพระคริสต์นี้ ในวันเพ็นเทคอสต์แรกของโลกนี้ เมื่อเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเรากำลังมารำลึกถึงวันเพ็นเทคอสต์ในสัปดาห์หน้า พระเจ้าเริ่มต้นเก็บเกี่ยว รวบรวมวิญญาณของมนุษย์ เข้ามาในครอบครัวของพระคริสต์นี้ มาเป็นสมาชิกในครอบครัวของสวรรค์ที่เรียกว่า “คริสตจักรของพระคริสต์” ก็คือ “อาณาจักรของพระคริสต์” อาณาจักรสวรรค์ของพระคริสต์ ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้ เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่สูงสุด ที่ยิ่งใหญ่ไปเรื่อยๆ บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้า เป็นที่ประทับของพระเจ้า ที่เรียกว่าอภิสุทธิสถาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Holy of Holies ในสวรรคสถานของพระเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ในโลกวิญญาณ ฮาเลลูยา เอเมน

            พระเจ้ารวบรวมให้มนุษย์เข้ามาสู่โลกใหม่ ครอบครัวใหม่ในพระคริสต์ด้วยวิธีใด? ก็ด้วยการประกาศข่าวดีนี้ออกไป ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ตั้งแต่วันเพ็นเทคอสต์แรก 2,000 ปีก่อนนั้น เป็นต้นมา มีคนเชื่อและเปิดใจต้อนรับ คนนั้น ก็ได้ถูกช่วยให้อพยพ ได้ถูกย้ายจากการอยู่ในบรรพบุรุษเดิม โลกเดิม คืออาดัม มาอยู่ในอาดัมที่ 2 มาอยู่ในพระคริสต์ อัศจรรย์เกิดขึ้นในวิญญาณเขาทันที ตามชื่อเรื่องซีรี่ย์นี้เลย พอเปิดใจได้รับการย้ายปุ๊บ อัศจรรย์เกิดขึ้นทันที เปรี้ยง 10 อย่าง 7 อย่างได้เลย อีก 3 อย่างได้รับหลังความตาย

            อัศจรรย์เกิดขึ้นทันทีในวิญญาณของเขา คือวิญญาณที่เป็นบาป อยู่ในคำสาปแช่ง อยู่ในอาดัม บรรพบุรุษเดิมนั้น ได้ตายทันทีเลย และได้มาบังเกิดใหม่ ในครอบครัวของพระคริสต์ ในฐานะลูกของพระเจ้า ในครอบครัวสวรรค์ เป็นประชากรของสวรรค์ทันทีเลย ตั้งแต่ที่ยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ขอบคุณพระเจ้า แค่เปิดใจท่านก็เข้าไปอยู่ในสวรรค์แล้ว เป็นพลเมืองของพระเจ้าในสวรรค์แล้ว นั่งอยู่ที่นี่ ก็คือนั่งอยู่ในสวรรค์แล้ว และเมื่อถึงกำหนดเวลา พระเจ้าจะสร้างฟ้าใหม่ โลกใหม่ และสรรพสิ่งบนโลกใหม่ ให้เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งเราได้เรียนรู้ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อ 1 ที่ตะกี้ที่เราอ่าน ในวิวรณ์ บทที่ 21ฟ้าใหม่และโลกใหม่ และที่นั่น ก็คืออภิสุทธิสถาน Holy of Holies ที่ประทับของพระเจ้า ก็จะลงมาปกคลุมอยู่เหนือฟ้าใหม่และโลกใหม่นี้ โดยมีพระคริสต์เป็นศีรษะของคริสตจักร คือพวกเราทั้งหลายผู้เชื่อนั้น เป็นผู้ครอบครอง ไม่ใช่เข้าไปธรรมดา เป็นผู้รับใช้  แต่เข้าไปในลักษณะเป็นเจ้าของร่วมกับพระเยซูคริสต์

            มันน่าตื่นเต้น สั้นๆ แค่นี้ เขาจึงอยู่กันได้ สมัยก่อนนี้ คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่เขารู้หลักการพื้นฐานเหล่านี้ทั้งหมด

            เราทั้งหลายที่เปิดใจต้อนรับข่าวดีนี้แล้ว ได้มีชื่อจดอยู่ในทะเบียน สำมะโนครัว ครอบครัวของพระเจ้า ในพระคริสต์นี้ ที่เรียกคริสตจักรของพระเยซูคริสต์แล้ว เราเป็นหนึ่งในคริสตจักรสากล คริสตจักรในโลกวิญญาณ ในพระคริสต์แล้ว และหลังความตาย ก็จะได้อยู่ในอภิสุทธิสถาน Holy of Holies ที่ประทับของพระเจ้าสูงสุดนี้ แบบจับต้องมองเห็นได้จริงๆ ด้วยร่างกายที่เหมือนพระเยซูที่เราจะได้รับ ได้เห็นพระเจ้าและทุกสิ่งทุกอย่างในสวรรค์นั้น แบบหน้าต่อหน้า ตามความเป็นจริง และพระเจ้าจะทรงอยู่กับเรา ท่ามกลางพวกเรา เป็นส่วนตัวกับเราแต่ละบุคคลเลย เหมือนเรามีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อพระเยซูคริสต์ เป็นเพื่อนเลย แล้วเป็นกับทุกคนได้ เพราะพระองค์ทรงสามารถปรากฏอยู่ได้ในทุกๆ แห่ง เวลาพร้อมกัน  เราทำไม่ได้ แต่พระองค์ทำได้ ในพระคัมภีร์บันทึกไว้อย่างนั้น  และเราจะเป็นส่วนตัวอยู่กับพระองค์ อยู่ในอภิสุทธิสถาน Holy of Holies ซึ่งหมายถึงที่ประทับของพระเจ้านิรันดร์

            คือการรอคอยของเรานี้ ไม่ใช่รอคอย เพื่อจะไปรับในสิ่งที่ต้องรอคอย มีกำหนด จุดจบอีก ไม่มีแล้ว รอคอยครั้งสุดท้าย ครั้งเดียว พอหมดลมหายใจ ตายไป รับร่างกายใหม่ จบทุกอย่างแล้ว ก็จะได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ไปนิรันดร์เลย ซึ่งเป็นไปตามแผนการของพระองค์ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น ที่ให้กำเนิดมนุษย์ตั้งแต่แรกแล้ว เป็นความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีแก่บรรดามนุษย์ทั้งปวง ทั้งหลายนั่นเอง โดยทั้งหมดนี้ กระทำโดยพระเจ้า ผ่านทางการทรงสร้าง โดยพระเยซูคริสต์ พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย คือพระคริสต์ เป็นผู้เริ่ม และเป็นผู้จบทุกสิ่ง

            เพราะฉะนั้น ปฐมกาลหน้าแรก ก็คือพระคริสต์ วิวรณ์จบสุดท้าย ก็คือพระคริสต์ ตรงกลาง คือพระคริสต์สู้กับมาร ซึ่งมันคนละชั้น ต้องบอกคนละชั้น อย่างไรก็สำเร็จ พระคริสต์ยิ่งใหญ่สูงสุด

            เรามาต่อเมื่อตะกี้นี้ ข้อ 1 ฟ้าใหม่และโลกใหม่นี้ ในนี้เขียนต่อว่า “ทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว” ฟ้าใหม่และโลกใหม่ ไม่มีทะเลเลย คือแต่ก่อนนี้ เวลาเขาเขียนพระคัมภีร์ เขาจะเขียนเหมือนวรรณกรรม เหมือนเรื่องเล่า มีเชิงสัญลักษณ์ เปรียบเทียบอันนี้อันนั้น ยกตัวอย่างเช่น เปรียบมาร สัญลักษณ์ของมาร คืองู อย่างนี้ ยกตัวอย่าง

            เพราะฉะนั้น ทะเลเล็งถึงอะไร? ทะเล เล็งถึงความชั่วร้ายของมาร และวิญญาณชั่ว สมุนของมัน  ทะเลไม่มีอีกแล้ว ก็คือไม่มีมาร ไม่มีความชั่วร้าย มาคอยล่อลวง ไม่มีความบาปและความตาย ซึ่งเป็นต้นเหตุของคำสาปแช่ง ไม่มีความทุกข์ยากลำบาก ความเสียหาย ความวิปริต ความชั่วร้ายของโลกใบใหม่นี้อีกเลย ไม่มีการแยกจากพระเจ้า เพราะบาป แต่ทุกคนได้กลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว ไม่มีการเป็นศัตรูกับพระเจ้าอีกเลย นั่นหมายถึงตรงนี้ คือฟ้าใหม่และโลกใหม่ มันจะเป็นอย่างนี้ แฮปปี้ไหม?

            ข้อ 2 “ข้าพเจ้าเห็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมา จากสวรรค์ นครนี้ ได้รับการตระเตรียมไว้ เหมือนเจ้าสาวแต่งกายงดงาม รอรับผู้เป็นสามี”

            “นครบริสุทธิ์” คือเยรูซาเล็มใหม่ ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมา คืออะไร? นึกภาพออกไหม? นครบริสุทธิ์ นคร คือเมือง คืออาณาจักร ถูกไหม? ก็คือคริสตจักรของพระคริสต์ อันบริสุทธิ์ งดงาม เป็นที่ประทับของพระเจ้า

            “เจ้าสาวของพระคริสต์” ก็คือผู้เชื่อทั้งหลาย เปรียบเหมือนเจ้าสาวของพระคริสต์ที่จะร่วมแต่งงานกับพระเมษโปดก ก็คือพระเยซูคริสต์ ซึ่งเปรียบเป็นเจ้าบ่าว ไม่ใช่เป็นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจริงๆ แต่เขาเปรียบ เล็งให้เห็น เหมือนตะกี้ที่บอกว่างูไม่ได้หมายถึงงู เป็นซาตาน แต่เขาเปรียบให้เล็งเห็นเท่านั้น  เพราะฉะนั้น เจ้าสาวของพระคริสต์ คือผู้เชื่อ คือคริสเตียน ผู้ชนะความบาปและความตาย ด้วยโลหิตของพระคริสต์ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว  ไม่ใช่ไปชนะเอาตอนโน้น ต้องชนะก่อนตาย โดยโลหิตของพระเยซูคริสต์ ชนะโดยการได้บังเกิดใหม่ เป็นผู้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ดีพร้อมทั้งวิญญาณและใจใหม่ ที่ได้บังเกิดใหม่เหมือนพระเยซู ตั้งแต่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว

            หนังสือ 1 ยอห์น 4:17 ได้บอกไว้ว่าขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ วิญญาณและใจใหม่นั้น เป็นเหมือนพระคริสต์แล้ว เพียงแต่รอหลังความตาย วิญญาณและใจใหม่นี้  จะได้สวมร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ที่เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ มาถึงซึ่งความบริสุทธิ์ ดีพร้อม อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เต็มไปด้วยสง่าราศีของพระเจ้า ทั้งวิญญาณ ใจ และร่างกายใหม่ พร้อมที่จะเป็นนครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ อันสวยสดงดงาม แต่งกายพร้อม รอรับสามี คือรอร่วมครอบครองโลกใหม่ ฟ้าใหม่พร้อมกับสามี ผู้เป็นศีรษะ คือหัวหน้าครอบครัว คือต้นตระกูลของเรา  คือพระเยซูคริสต์นั่นเอง  ขอบคุณพระเจ้า  เราไม่ต้องทำอะไรเลย ดังนั้น เรารออะไร? ที่นั่นจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ แล้วได้ครอบครองร่วมกับพระเยซูคริสต์ เล็งเห็น เป็นเหมือนสามี เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระองค์ ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว

            ที่นั่น หมายถึงโลกใหม่ ฟ้าใหม่ และชีวิตใหม่ ร่างกายใหม่ของเรา พร้อมกับวิญญาณและใจใหม่ของเรา ไม่มีโปรแกรม ความคิด อิทธิพลของความบาป และกิเลสตัณหาของเนื้อหนังอยู่ในร่างกายใหม่นี่เลย แม้แต่นิดเดียว  เมื่อไม่มีความบาปอยู่ ไม่มีอิทธิพลของความบาปอยู่ จึงไม่มีเหตุให้ถูกล่อลวง ผลักดัน ชักจูงให้ทำบาป หรือแม้แต่คิดบาปอีกต่อไป  มีแต่ธรรมชาติของความบริสุทธิ์ ชอบธรรม ดีพร้อมเหมือนพระเยซูเท่านั้น  ฮาเลลูยา เอเมน บางคนน้ำตาเริ่มไหล เป็นไปได้หรือ? เป็นไปได้จริงๆ ตามเหตุผลนี้ก็ชัดเจนแล้วนะ สิ่งเก่าๆ ก็ล่วงไป  ไม่มีบาป ฟังให้ดีนะ ตรงนี้ บางคนเป็นห่วง ไม่มีบาปเก่าที่เคยทำในอดีต ตอนก่อนตาย ให้จดจำอีกต่อไป และไม่มีมาร ไม่มีบาปใหม่มาล่อลวง ให้ทำอีกต่อไป  ไม่มีการมารบกวนทั้งบาปเก่าบาปใหม่ เอเมน ตอนที่อยู่บนโลกใบนี้ ทั้งบาปเก่าบาปใหม่ มันรบกวนอยู่เรื่อยนะ  เดี๋ยวก็ความคิดบาปเก่า  เคยทำบาปไปแล้ว  ได้รับการอภัยโทษ จากพระเจ้า โดยพระโลหิตพระเยซูคริสต์แล้ว ก็คิดกังวล …

            “แหม! ไม่น่าทำ ทำไป พระเจ้าคงเสียใจ ฉันจะได้รับความรอดในสวรรค์หรือเปล่า?”

            นี่เขาเรียกกังวลบาปเก่า แล้วกังวลบาปใหม่ว่า …

            “อย่าทำนะ อย่าทำ อย่าโกหกนะ”

            วันๆ เดินไป ก้าวไป  ก็ … “อย่าโกหกนะ ต้องทำตัวให้เรียบร้อยนะ พระเจ้าจะได้ให้ไปอยู่ในสวรรค์”

            มันถูกล่อลวงทั้งสิ้น  เพราะเราอยู่ในสวรรค์แล้ว เราเป็นอิสระแล้ว ที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้เป็นประโยชน์ อะไรต่างๆ  เหล่านี้ พอถูกล่อลวง ก็กังวล แต่ในสวรรค์ที่เรากำลังจะไปอยู่ ฟ้าใหม่ โลกใหม่ และร่างกายใหม่นั้น ไม่มีสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป มันก็สบายใจ สมบูรณ์แบบ 100% นั่นเอง เอเมน

            ดังนั้น ความคิด ก็มีแต่ความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ตายต่อบาปอย่างเดียว สมบูรณ์ครบถ้วนเลย เพราะไม่มีร่างกายเก่าอยู่เลย จึงสามารถอยู่ในอภิสุทธิสถาน Holy of Holies กับพระเจ้าแบบเห็นกันหน้าต่อหน้าได้ตลอดเวลา เป็นนิรันดร์นั่นเอง เอเมน ขอบคุณพระเจ้า ทุกวันนี้มันอยู่ไม่ได้ เพราะร่างกายเก่ามันคอยคิด และยังมีสิ่งแวดล้อมบนโลกใบนี้ มีมาร มีคนกระทำอะไรต่างๆ เหล่านั้น ล่อลวง กระตุ้นไป กระตุ้นมา วุ่นวาย แต่ถึงวันนั้น มันจะไม่มีสิ่งเหล่านี้

            อ่านหนังสือพระคัมภีร์วิวรณ์ตอนจบนี้ อ่านแล้วศึกษาไป ต้องจินตนาการไปด้วย  เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ แต่มันเป็นจริงตามนั้นจริงๆ  พระคัมภีร์ก็พยายามอธิบายให้ชัดที่สุด เท่าที่ทำได้แล้ว พระวิญญาณก็จะช่วยเรา ในการภาวนา จินตนาการให้มันเป็นไปตามนั้น พระวิญญาณจะช่วยเรา ให้เราได้เห็น

            ข้อ 3 “และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า “บัดนี้ ที่ประทับของพระเจ้า มาอยู่กับมนุษย์แล้ว  พระองค์จะสถิตกับพวกเขา  เขาทั้งหลายจะเป็นประชากรของพระองค์ และพระเจ้าเองจะทรงอยู่กับพวกเขาและเป็นพระเจ้าของพวกเขา”

            หมายถึงอะไร? ทั้งหมดนี้ ข้อ 3 หมายถึงการอยู่กับพระเจ้าแบบจับต้องมองเห็นได้เลย อย่างที่ผมอธิบายเมื่อตะกี้นี้ ข้อ 2 หมายถึงการเห็นพระองค์หน้าต่อหน้า การเห็นพระเจ้าเดินกับพวกเรา เหมือนผมอยู่กับพวกท่านขณะนี้ เดี๋ยวเดินมาจับมือผมก็ได้ จับมือกัน คล้ายๆ อย่างนั้นแหละ เราจะเห็นพระองค์หน้าต่อหน้าอย่างนี้ อย่างที่เป็นความจริง ตามความเป็นจริง และเป็นส่วนบุคคลด้วย เหมือนที่ท่านกับผมนั่งอยู่ตรงนี้ เห็นผมเป็นส่วนบุคคล คนอยู่ทางบ้าน อาจจะเห็นผม แต่ต้องใช้ความเชื่อเอา จับมือไม่ได้ เพราะผมไม่สามารถอยู่ทุกหนทุกแห่งได้ แต่พระเจ้าสามารถทำได้ มันหมายถึงอย่างนั้น  พระเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางเรา มันหมายถึงอย่างนั้น

            ลักษณะเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสือยอห์น บทที่ 1 จำยอห์น บทที่ 1 ได้ไหม? ผู้เขียน ผู้เดียวกัน ผู้ที่ได้รับนิมิต ในโลกฝ่ายวิญญาณ เรียกว่าสวรรค์เป็นเช่นไร? เขียนลักษณะเดียวกัน ก็คือในยอห์น 1:14 บันทึกไว้อย่างนี้นะ …

        ยอห์น 1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา”

            “พระวาทะ” หมายถึงพระเยซูคริสต์ … พระเยซูคริสต์ได้เกิดเป็นมนุษย์ จับต้องมองเห็นได้ แต่พระองค์ไม่สามารถอยู่ในทุกหนทุกแห่งได้  พระองค์ยังอยู่ในร่างของมนุษย์ แต่เข้าใจตรงนี้ใช่ไหมในถ้อยคำนี้บอกว่า …

            “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เต็มไปด้วยพระสิริ” อยู่ในร่างกายของมนุษย์  และปรากฏท่ามกลางพวกเขา ก็คือยอห์น ตอนที่เขียนนี้ เราจะอยู่กับพระเจ้าในสวรรคสถานนิรันดร์ Holy of Holies ที่ประทับของพระเจ้าตอนนี้ ลักษณะอย่างนี้แหละ ลักษณะเดียวกันกับที่พระเยซูคริสต์ ปรากฏเป็นมนุษย์ แล้วก็อยู่ท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย เห็น กินข้าวกับเราได้ กินปลากับเราได้ เข้าไปซุกที่อกของพระองค์ได้ กอดคอกับพระองค์ก็ได้ ยิ้มแย้มแจ่มใสกับพระองค์ก็ได้ ไปตีกอล์ฟกับพระองค์ก็ได้ สมมติว่าถ้ามันมีกอล์ฟนะ มันหมายถึงอย่างนั้น มันตื่นเต้นไหมล่ะ

            ข้อ 4 “พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่า ได้ผ่านพ้นไปแล้ว”

            บางคนก็ต้องคิด ถูกต้องแล้ว ไม่มีน้ำตา พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกหยด  อ้าว! ไหนบอกไม่มีความเศร้าโศก เสียใจแล้วไง แล้วทำไมจะมาซับน้ำตาให้เราทำไม? ไม่คิดหรือ? ไม่มีความตาย ไม่มีความเศร้าโศก  ไม่มีความเจ็บปวด แล้วเราจะไปร้องไห้ทำไม? นึกออกไหม? คิดอย่างนี้หรือเปล่า?

            มันหมายถึงอย่างนี้ เคยได้ยินคำนี้ไหม? พระคัมภีร์ชอบเอ่ย คำว่า “หญิงคลอดบุตร” เล็งให้เห็นถึงความทุกข์ลำบาก เจ็บปวด ยิ่งใกล้วันคลอด ยิ่งทุกข์ ยิ่งเจ็บปวด เขาเจ็บปวด ด้วยมีความหวังถูกไหม? พอเจ็บปวดถึงที่สุด คลอดปุ๊บ ออกมาปั๊บ ดีใจไหม? ชื่นชมยินดีไหม? ชื่นชมยินดี วินาทีแรกที่พยาบาลเอามา ดีใจ น้ำตาไหลหรือเปล่า? นี่แหละ มันหมายถึงอย่างนั้นแหละ ผู้เชื่อทุกคน ทุกข์ยากลำบาก รอคอยวันนั้น รอคอยให้คลอด เข้าสู่โลกวิญญาณสักที ได้รับร่างกายใหม่สักที ได้รับชีวิตใหม่ ได้อยู่ในโลกใหม่ สักทีหนึ่ง รอคอยทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้ รอคอยๆ อันนั้น รอคอยด้วยความทุกข์ น้ำตาแห่งความทุกข์จริงๆ แต่พอเข้าไปอยู่ปุ๊บ เจอพระเยซูหน้าต่อหน้า พระเยซูเข้ามากอด แล้วก็เช็ดน้ำตา น้ำตานั้นไม่ใช่น้ำตาแห่งความทุกข์แล้วนะ เคย อย่างที่บอกว่าพอเห็นพยาบาลอุ้มลูกมาเท่านั้น น้ำตาไหล เคยมีความสุขอะไรมากๆ แล้วซึ้งมากๆ น้ำตาไหล นั่นแหละ พระเยซูจะมาเช็ดน้ำตา แปลว่าอย่างนี้ พอเข้าไปปุ๊บ ตื่นเต้น พระเยซูเป็นอย่างนี้ สง่าราศีของเราเองเป็นอย่างนี้ เรามาเกิดใหม่เป็นอย่างนี้ ร่างกายใหม่ที่เป็นเหมือนพระเยซูเป็นอย่างนี้ พระเยซูเป็นอย่างนี้ พระเยซูเข้ามากอดเรา …

            “สบายใจแล้วนะ ไม่ต้องห่วง”

            น้ำตาเรายังปริ่มๆ อยู่ ปริ่มด้วยความปิติยินดีในครั้งแรกที่พบพระองค์ รอคอยๆ วันแรกที่มาพบ เหมือนคนรอคอยรับลูก ที่ส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็ก เรียนไป 20 ปี ไม่เจอหน้ากันเลย ติดต่อแต่ทางจดหมาย จนกระทั่งอายุ 20 กลับมากรุงเทพ มาเจอกัน วันที่เจอ ที่สนามบิน โผเข้ามากอดกัน ร้องไห้ไหม? ร้องไห้ด้วยความยินดี นั่นแหละ ลักษณะอย่างนั้น น้ำตาแห่งความชื่นชมยินดี หลังคลอดบุตร ลักษณะเดียวกัน เพราะว่าระบบของความบาปและความตาย กฎของความบาปและความตาย อิทธิพลของความบาปและความตาย มันหมดไปแล้ว ได้ถูกกำจัดออกไปให้พ้นหมดเรียบร้อยแล้ว ไม่มีคำสาปแช่ง  ก็ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ใครที่ป่วยอยู่ ยกมือขึ้น? คนทุกคน มากหรือน้อยทุกคน มันจะไม่มีคำสาปแช่ง  ก็ไม่มีความป่วยไข้เจ็บป่วย ไม่มีแก่ ใครที่หวีผมมาเมื่อเช้านี้ยกมือขึ้น หวีผมเพราะอะไร? เพราะให้มันดูดี ไม่อยากแก่ ไม่อยากตาย เพราะกลัวตาย ไม่มีความอดอยาก มันลำบากลำบน บนนั้น มันจะไม่มีความอดอยากขาดแคลน ไม่มีความกลัว วิตกกังวล ไม่มีความซึมเศร้าใครที่เผชิญเรื่องนี้อยู่ เผชิญทุกคน ไม่ว่ามากหรือน้อย กลัวโน่นกลัวนี่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังกลัวเลย กลัวว่ามันจะเกิด ใช่ไหม? บนโลกใบนี้ เขาเรียกว่าความวิตกกังวล มากหรือน้อยก็ตาม เห็นลูกเห็นหลานวิ่งอยู่ตรงนั้น นึกถึงถ้ามันเป็นอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร? ถ้าเกิดอย่างนี้จะเป็นอย่างไร? ได้ฟังข่าวเกิดขึ้นตรงโน้น ถ้ามันเกิดขึ้นกับเราจะเป็นอย่างไร? อย่างนี้เขาเรียกกลัวล่วงหน้า  มันอยู่กับความกลัวตลอดเวลา บนโลกใบนี้ แต่บนโลกใหม่นั้น ในร่างกายใหม่นั้น มันไม่มีความกลัวอย่างนั้นอีกต่อไป ไม่มีการซึมเศร้าอีกต่อไป

            และข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือไม่มีความเย่อหยิ่งจองหองในตัวเราเองด้วย ตัวเราเองจะดีถึงขนาดนั้นเลยเหรอ เป็นไปได้หรือ? ตลอดเวลา ท่านจะเป็นคนที่ดีพร้อมตลอดเวลา ไม่เย่อหยิ่ง จองหองด้วย เต็มไปด้วยความรักตลอดเวลา เพราะว่าที่โน่น ในร่างกายใหม่ของเรา ในระบบใหม่ของเรา ไม่มีโปรแกรมความคิดเดิมอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

            โปรแกรมความคิดเดิม ก็คือความคิดที่เราดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้  มันสะสมต่างๆ เหล่านั้นว่าเราต้องเห็นแก่ตัว ใครมาตีเรา เราต้องตีตอบ อะไรต่างๆ เหล่านั้น มันจึงไม่มีความจดจำในเรื่องเกี่ยวกับความชั่ว ความบาป ความโหดร้าย ความเกลียดชัง  ความทุกข์ยากใดๆ ที่เป็นประสบการณ์ของเรา ในการดำเนินชีวิต บนโลกใบนี้ ในร่างกายเก่านี้เหลืออยู่เลย แม้แต่นิดหนึ่ง  เพราะร่างกายเก่ามันถูกทิ้งไป มันตายไปแล้ว  มันสูญสิ้นไป เป็นดินไปแล้ว ทุกวันนี้ ที่เราจะอยู่ในโลกใหม่ เป็นร่างกายใหม่ ร่างกายสวรรค์ ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ สะอาด บริสุทธิ์ ใสนิ้งเลย ไม่มีเหลือความคิดเดิมอยู่เลย แม้แต่นิดหนึ่ง

            ถ้าคิดไม่ออก ผมจะยกตัวอย่างให้ อย่างเช่น อยู่บนโลกใบนี้ใครที่ทำอะไรให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ บางทีเจ็บช้ำมาก เราลืมไม่ได้ เรามาเป็นคริสเตียนแล้ว เราอภัยให้ ตัดสินใจ พระเจ้าอภัย แต่ถามจริงๆ เถอะ ในเนื้อหนังร่างกายเราลืมได้ไหม?  ลืมไม่ได้  หลายคนเป็นอย่างนั้นนะ  มันลืมไม่ได้ ทำเราเจ็บช้ำน้ำใจมาก เราให้อภัยได้  แต่เราไม่อยากจะเจอหน้าต่อไป นั่นก็คือมันลืมออกจากความคิดไม่ได้ ตัดสินใจทำตามพระเจ้าจริง แต่ร่างกายเราทำตามไม่ได้ เพราะโปรแกรมความคิดจิตใจ มันไม่สะอาดครบถ้วนบริบูรณ์ ในร่างกายนั้น

            หรือแม้แต่กลับกัน เราทำอะไรใครไว้ เรารู้สึกเสียใจมาก ไปทำให้เขา เขาจะอภัยให้เรา เขาอาจจะอภัยให้เราเรียบร้อยแล้ว แต่เราไม่อภัยให้กับตัวเราเอง เรายังรู้สึกฟ้องผิดตลอดเวลา เราไม่ควรทำเลย มันอยู่ลึกๆ ในโปรแกรม ในความคิดของเรา วิญญาณเราอาจจะเกิดใหม่  อภัยในตัวเราเองเรียบร้อยแล้ว ชำระด้วยพระโลหิตแล้ว แต่ความคิดในร่างกายนั้น มันไม่ยอมทำตาม มันจะฟ้องเราตลอดเวลา ซึ่งทรมานไหม? ถ้าคนเกิดอย่างนี้ก็ทรมาน

            หรืออย่างเช่น เราทุกข์ใจ เสียใจอย่างที่เราไปประกาศให้กับเพื่อนฝูงที่เรารัก ญาติพี่น้องที่เรารักมากเลย เรารักเขาจริงๆ เราทุ่มชีวิต เราประกาศให้เขา เราหวังว่าเขาจะเชื่อ ในที่สุดแล้ว เขาก็ยังไม่เชื่อ จนกระทั่งเสียชีวิตไป สมมติ เราก็รู้สึกเสียใจว่าเขาน่าจะเชื่อนะ น่าจะได้รับความรอด เรามีความเสียใจตรงนั้นใช่ไหม?

            ความคิดตรงนี้ เมื่อได้รับร่างกายใหม่แล้ว มันก็ถูกลืมไปด้วย บนนั้น ท่านจะจำไม่ได้เลยว่าท่านเคยอธิษฐานให้ใคร? แล้วไม่เจอเขาบนนั้น  ท่านจะไม่รู้สึกเสียใจเลย  เพราะท่านจำไม่ได้ว่าท่านอธิษฐานให้นาย ก. แล้วท่านไม่เจอนาย ก. บนสวรรค์นั้น พอเข้าใจใช่ไหมครับ?  ท่านจะไม่รู้สึกเสียใจเลย ถ้าท่านไม่เจอคนที่ท่านรักบนนั้น ที่ท่านคิดว่าเขาน่าจะอยู่ แล้วเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น เขาไม่ได้เชื่อ มันไม่มีความคิดนี้อยู่เลย เพราะความคิดนี้ มันอยู่ในความคิดเสียใจของร่างกายเดิมเท่านั้น

            นี่คือสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในร่างกายใหม่  เราจะอยู่ในสังคมใหม่ เราจะอยู่ในความสวยสดงดงามใหม่ ทั้งสิ่งแวดล้อมใหม่ และความคิดใหม่ ที่เป็นความคิดเหมือนพระเยซูคริสต์ ไม่มีความโศกเศร้าเสียใจอีกต่อไป ไม่ว่าจะมาจากเรื่องอะไรก็ตาม

            ข้อ 5 “พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น ตรัสว่า “เรากำลังสร้างสรรพสิ่งขึ้นใหม่” และตรัสอีกว่า “จงเขียนสิ่งนี้ลงไป เพราะข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้”

            “ข้อความเหล่านี้เที่ยงแท้และเชื่อถือได้” เคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ ไหม ที่พระเยซูตอนเดินอยู่บนโลกใบนี้ พูด คือคำว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า …, จริงๆ นะ เราบอกความจริงกับท่านว่าจงมองให้เห็นเถิด”

            เรา คือความจริง มาร คือโกหก เราคือความจริง อันเดียวกัน

            อาจารย์เปาโล ผู้ซึ่งเคย ได้ถูกรับ เข้าไปมีประสบการณ์ ในสวรรค์ ที่เรากำลังเรียนรู้แล้ว เข้าไปเห็นแล้วว่าเป็นอย่างไร? จึงได้มีทัศนคติในการดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้ อย่างนี้  เราจะมาอ่านดูในหนังสือฟีลิปปี 1:21-23 ว่าผู้ที่เขาเคยมีประสบการณ์ตรงนั้นแล้ว  แล้วกลับมาเล่าให้เราฟัง เขามีความรู้สึกอย่างไรกับการเป็นอยู่ใหม่ใน Holy of Holies ในอภิสุทธิสถาน ในสวรรคสถาน  แล้วเปรียบเทียบการอยู่บนโลกใบนี้  เขามีความรู้สึกอย่างไร? …

        ฟีลิปปี 1:21-23 “21 เพราะสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อพระคริสต์และการตาย ก็ได้กำไร (การตายก็ดีกว่า) 22 ถ้ายังมีชีวิตอยู่ในกายนี้ต่อไป ก็หมายความว่าข้าพเจ้าจะทำงานอย่างเกิดผล แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะเลือกทางไหนดี 23 ยังลังเลใจอยู่ระหว่างสองทาง ใจหนึ่งอยากจากไป เพื่ออยู่กับพระคริสต์ ซึ่งประเสริฐกว่ามากนัก”

            คือตายจากร่างกายนี้ ไปสวมร่างกายใหม่ในพระเยซูคริสต์ แล้วอยู่กับพระคริสต์ เห็นพระองค์หน้าต่อหน้า ตามความเป็นจริง ดีกว่ามากนัก ดีกว่าขณะนี้ ที่มีพระคริสต์ สถิตอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งเรารับรู้ได้ เพียงฝ่ายวิญญาณเท่านั้น ด้วยความเชื่อเท่านั้น  แต่ไม่สามารถจับต้องมองเห็นได้ชัดเจน ตามความเป็นจริง แบบหน้าต่อหน้าได้ มันหมายถึงตรงนั้น นี่ชัดเจนเลยนะว่ามันเป็นเรื่องจริงที่ใครไปเจอ อยู่บนโลกใบนี้ ไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้วล่ะ แต่อย่างที่บอกว่าเราตัดสินใจไม่ได้ พระองค์เป็นเจ้าของชีวิตเราแล้ว ให้เป็นไปตามน้ำพระทัย

            ข้อ 6 “พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เรา คืออัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้น ดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย”

            พระเยซูตรัสว่าสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ใครกระหายมาหาเรา เราจะให้ชีวิตนิรันดร์นั่นเอง น้ำพุแห่งชีวิต ก็คือชีวิตนิรันดร์ พระเยซูคริสต์พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรค์พสิ่ง เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งหมด ทั้งตอนเริ่มต้นและตอนสิ้นสุด  และในพระองค์ไม่มีสิ้นสุด แต่สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างนั้น ขึ้นอยู่กับพระองค์ว่าจะให้อยู่ต่อ หรือสิ้นสุด อยู่ที่การตัดสินของพระเยซูคริสต์ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า ผู้ทรงเป็นศูนย์กลางของสิ่งมีชีวิตทั้งสิ้น ทุกอย่างอยู่ที่พระองค์ พระองค์เป็นผู้ดึงดูด เขาเรียกว่ายึดสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่พระองค์ทรงสร้างให้มีชีวิต ให้ดำรงอยู่ต่อไป เมื่อพระองค์ปล่อย ก็หมายถึงมันสูญสิ้น

            ยกตัวอย่าง พระองค์ทรงสร้างโลกเดิม ฟ้าเดิม ด้วยพระองค์เอง สร้างขึ้นมา พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกยึด โดยพระเยซูคริสต์ ทำให้มันดำรงอยู่ได้ ไม่ว่าดวงดาวต่างๆ ในมหาจักรวาล ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ทุกอย่างนั้น สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ รวมทั้งมนุษย์ทั้งหลายบนโลกใบนี้  ยึดอยู่กับพระองค์ทั้งสิ้น พระองค์เป็นศูนย์กลาง ถ้าพระองค์ปล่อย มันก็ถูกทำลายทันที ถ้าพระองค์จะให้กำเนิด มันก็กำเนิดทันทีเหมือนกัน และเราได้ถูกกำเนิดมาเป็นส่วนหนึ่งในพระคริสต์ ขอบคุณพระเจ้า เป็นส่วนหนึ่ง เป็นอยู่ในศูนย์กลางของพระคริสต์ เราจะไปกลัวอะไรอีก

            พระคัมภีร์ อาจารย์เปาโลจึงพูดในหนังสือเอเฟซัส บทที่ 1 บอกว่ามันยิ่งใหญ่มากที่เราได้อยู่ในพระคริสต์ ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าที่ใส่ลงไปในพระเยซูคริสต์ มันยิ่งใหญ่มาก และเราทั้งหลาย รู้ไหมว่าฤทธิ์เดชอำนาจนั้น ทรงทำงานอยู่ในตัวเราทั้งหลาย ผู้เชื่อศรัทธาแล้ว ผู้ที่ได้บังเกิดใหม่ เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์แล้ว  เราได้เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับศูนย์กลาง ความยิ่งใหญ่สูงสุดของสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เอเมน ขอบคุณพระเจ้าของเรา มันเกินกว่าที่เราจะคิด จะเข้าใจ ที่เราจะมาเรียนรู้อย่างนี้ได้  อย่างที่บอกว่าเราได้แค่รับรู้ โดยพอสังเขปเท่านั้น เปาโลจึงอธิษฐานขอพระเจ้าทรงนำพา ทรงประทานวิญญาณแห่งสติปัญญา วิญญาณแห่งการสำแดงความรู้ ให้ตาฝ่ายวิญญาณเราได้ถูกเปิดออก กว้างขึ้นเรื่อยๆ  เพื่อจะได้รู้ถึงความลึก ความกว้าง  ความหนา ความยิ่งใหญ่ของความรักของพระเจ้าของฤทธิ์เดชอำนาจของพระคริสต์ ที่กระทำการงานอยู่ในตัวเราทั้งหลาย ผู้เชื่อศรัทธานั้น ให้เราได้รู้เรื่องเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ มากจนสมบูรณ์ครบถ้วนไหม? ไม่หรอก แต่มันจะสมบูรณ์ครบถ้วน เมื่อเราจากโลกนี้ รับร่างกายใหม่ ที่เป็นเหมือนพระองค์ เข้าไปเห็นพระองค์หน้าต่อหน้า เราจะบอก …

            “โอ้โห … เหลือเชื่อเลย ขอบคุณพระเจ้า”

            ข้อ 7 “ผู้ที่มีชัยชนะ จะได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ เราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา”

            ผมนึกถึง 1 โครินธ์ 15:55-57 ทันที อาจารย์เปาโลผู้ซึ่งได้อย่างที่ตะกี้นี้บอก มีประสบการณ์ไปสวรรค์แล้ว และได้ประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ว่าการเป็นขึ้นจากความตายนั้น มีจริง ได้ประกาศ ตอนจบของบทที่ 15 อย่างนี้ว่า …

        1 โครินธ์ 15:55-57 “55ความตายเอ๋ย ไหนล่ะชัยชนะของเจ้า ความตายเอ๋ย ไหนล่ะ เหล็กไนของเจ้า” 56 เหล็กไนของความตายคือบาป และอานุภาพของบาปคือบทบัญญัติ 57 แต่ขอบพระคุณพระเจ้า! พระองค์ประทานชัยชนะแก่เรา โดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา”

            ผู้ที่มีชัยชนะจะได้รับทั้งหมดนี้เป็นกรรมสิทธิ์ ใครได้รับเป็นกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ก็คือผู้ที่มีชัยชนะ … ผู้ที่มีชัยชนะคือใคร? คือข้อ 57 “แต่ขอบพระคุณพระเจ้า พระองค์ประทานชัยชนะแก่เรา โดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา” เอเมน แสดงว่าเราได้รับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเลย โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เปิดใจต้อนรับสิทธิของเราเท่านั้น จริงๆ นี่พูดตามพระเยซูคริสต์เลย จริงๆ

            ข้อ 8 “ส่วนคนขี้ขลาดตาขาว คนที่ไม่เชื่อ คนชั่วช้า ฆาตกร คนผิดศีลธรรมทางเพศ คนใช้คาถาอาคม คนกราบไหว้รูปเคารพ และคนทั้งปวงที่พูดโกหก ที่ของเขา คือบึงไฟกำมะถันลุกโชน นั่นคือความตายครั้งที่สอง”

            “คนขี้ขลาดตาขาว” คือสมัยนั้น คนจะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ถึงตายก็มี ถึงถูกยึดทรัพย์ก็มี ตามล่าก็มี ทุกข์ทรมาน ไม่กล้าที่จะรับเชื่อ ถูกต่อต้าน โดยครอบครัวตัวเอง ไม่กล้าที่จะทนทุกข์ อยากจะเชื่อ แต่ไม่กล้า นั่นหมายถึงตรงนี้นะ

            คนที่ไม่เชื่อในข่าวดี ไม่ไว้วางใจพระเยซูคริสต์ วิญญาณและใจยังเป็นวิญญาณเก่าอยู่ ถูกไหม? ยังเป็นวิญญาณที่เป็นบาป อยู่ในอาดัม บรรพบุรุษเดิม ยังไม่ได้ย้าย ยังไม่ได้อพยพ ยังคงเป็นคนบาป  เป็นคนไม่บริสุทธิ์  เป็นคนอธรรม ที่ประพฤติบาป  ตามธรรมชาติบาป ที่อยู่ภายในวิญญาณ

            ส่วนคนที่เชื่อในข่าวดี วางใจในพระเยซูคริสต์ ได้รับการชำระบาป ได้บังเกิดใหม่ กลายเป็นผู้ชอบธรรม ได้รับมรดก อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นทันที 7 อย่าง ขณะที่ดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว ไปฟังทบทวนเอาเอง  7-8 ตอนที่แล้ว  แต่ถูกล่อลวงให้ประพฤติบาป  ตามกิเลสตัณหาของเนื้อหนัง ตามความเคยชินเดิม  ตามระบบของโลกใบนี้ ซึ่งในขณะที่ทำนั้น มีธรรมชาติ วิญญาณภายในนั้น บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระเยซูคริสต์แล้ว เอเมน มันหมายถึงอย่างนั้น อย่าลืมว่าเราเข้าสวรรค์ด้วยวิญญาณใหม่ และใจใหม่เท่านั้น ร่างกายเก่า  เราไม่ได้เอาไปด้วย เพราะร่างกายเก่า เราเอาเข้าในสวรรค์ไม่ได้อยู่แล้ว เรากำลังรอรับร่างกายใหม่ วันที่เราตายจากโลกนี้แล้ว ตายจากร่างเดิมนี้แล้ว วิญญาณที่บริสุทธิ์ สะอาดของเรา และใจที่บริสุทธิ์สะอาดของเรา ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ ไปรับร่างกายใหม่ที่เหมือนพระเยซูคริสต์ จึงเข้าสวรรค์ได้ เอเมนไหม? ซึ่งต้องจองร่างกายใหม่ไว้ด้วย ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เลย ก็คือเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์

            วิวรณ์ 21:27 บันทึกไว้อย่างนี้ สอดคล้องกัน …

        วิวรณ์ 21:27  “สิ่งใดที่เป็นมลทิน หรือผู้ใดที่ประพฤติเป็นที่น่าสะอิดสะเอียน หรือพูดมุสา จะเข้าไปในนครไม่ได้เลย เฉพาะคนที่มีชื่อจดไว้ ในหนังสือชีวิตของพระเมษโปดกเท่านั้น จึงจะเข้าไปได้”

            “สิ่งใดที่เป็นมลทิน” มลทิน หมายถึงบาป มีตำหนิ มีมลทิน ก็คือยังบาปอยู่ คนที่วิญญาณยังเป็นบาปอยู่นั้น เข้าในอาณาจักร เข้าในนครนี้ไม่ได้ นครนี้บริสุทธิ์ คนบาปเข้าไม่ได้ นครนี้เราได้เรียนรู้แล้ว ก็คืออาณาจักรของพระคริสต์ คริสตจักรของพระเจ้าที่จะอยู่ใน Holy of Holies อยู่ในอภิสุทธิสถานนี้ คนบาปเข้าไม่ได้  บาปนิดดดดดหนึ่งก็ไม่ได้ บาปหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้ แค่พกเหรียญสลึงไว้อันหนึ่ง ก็เข้าประตูไม่ได้แล้ว ผ่านประตูตรวจคน สัญญาณก็ดัง

            “ฉันทำดีมาหมดเลย ฉันทำบาปนิดเดียว” ไม่ได้ มันอยู่ที่วิญญาณผ่านในนั้น แต่คนที่ได้บังเกิดใหม่เท่านั้น บังเกิดใหม่ โดยเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ได้เป็นผู้ชอบธรรมตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว บริสุทธิ์ ดีพร้อมเหมือนพระคริสต์แล้ว ตั้งแต่อยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น จึงจะเข้าในนครอันบริสุทธิ์นี้ได้  เพราะว่าชื่อเขาจดอยู่ในทะเบียนคริสตจักร นครนี้ ตั้งแต่ตอนอยู่บนโลกใบนี้แล้ว มาจดทีหลังก็ไม่ได้  เขาต้องได้รับการจดก่อนล่วงหน้า เพราะฉะนั้น เขาต้องบังเกิดใหม่ตั้งแต่ตอนอยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น จึงจะเข้าอาณาจักรนี้ได้

            อยากถามท่านที่ฟังมาถึงตรงนี้ว่าท่านถามตัวเองสิครับว่าขณะนี้ ที่นั่งอยู่นี้ ชื่อท่านจดไว้ที่ไหน?  ในทะเบียนสำมะโนครัวเดิมอาดัม หรือได้อพยพมาอยู่ในทะเบียนสำมะโนครัวของพระคริสต์ ท่านบังเกิดใหม่แล้วหรือยัง? ชื่อท่านจดไว้ในหนังสือชีวิตแล้วหรือยัง? พระเยซูตรัสว่าพระองค์กำลังเคาะประตูใจของท่าน กำลังเชิญท่านอยู่ทุกๆ คนบนโลกใบนี้ ที่ยังไม่ได้เปิดใจ เคาะอยู่ตลอดเวลา ถ้าท่านจะนั่งนิ่งๆ แล้วลองตั้งใจฟังจากถ้อยคำเหล่านี้ ท่านจะรู้ว่าพระองค์กำลังเคาะประตูใจของท่านอยู่ตลอดเวลา ท่านกล้าไหม? ท่านจะขี้ขลาดตาขาวไหม? ท่านกล้าที่จะเปิดใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  เพื่อจะได้รับสิทธิทั้งหมดนี้หรือไม่ เพราะแค่เปิดใจต้อนรับพระองค์เท่านั้นจริงๆ

            ย้ำอีกที แค่เปิดใจต้อนรับพระองค์เพียงเท่านั้นจริงๆ  อัศจรรย์ทั้งหมด  10 อย่างที่ได้อธิบายมาในซีรี่ย์นี้ จะเกิดขึ้นกับท่านทันที แล้วท่านจะได้เริ่มต้นชีวิตในสวรรค์กับพระเจ้า เป็นพลเมืองของพระเจ้า เป็นลูกของพระเจ้าที่มีชื่อจดอยู่ในหนังสือชีวิต ในทะเบียนสำมะโนครัวของพระคริสต์ทันที ทันทีที่กำลังดำเนินชีวิตบนโลกใบนี้  และต่อไปจนถึงหลังความตาย ได้อาศัยอยู่ใน Holy of Holies อภิสุทธิสถาน ที่ประทับของพระเจ้าแบบเห็นกันหน้าต่อหน้า นิรันดร์กาลเลย  พระเจ้าอวยพรครับ

******************

จากใจคณะศิษยาภิบาล

            ความทุกข์ยากลำบาก ทำให้เรารับรู้อย่างชัดเจนว่า …

                        “พระคริสต์อยู่ในฉัน  เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ”

            โรม 5:1-5 … “1 เหตุฉะนั้น เมื่อเราเป็นคนชอบธรรม ได้บังเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว โดยความเชื่อ ก็ให้เราชื่นชมยินดี มีสันติสุขที่ได้กลับคืนดีกันกับพระเจ้า ผ่านทางพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา 2 โดยทางพระองค์ เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่โดยความเชื่อ ให้เราชื่นชมยินดีในความหวังใจ ที่มีหลักฐานประกันที่มั่นคง แน่ใจว่าเรามีส่วนร่วมในสง่าราศีนี้  (คือมีส่วนในพระสิริของพระเยซูคริสต์ มีส่วนในชีวิตนิรันดร์ของพระองค์ คือ DNA ของพระองค์) 3 และไม่ใช่เพียงเท่านี้  แต่ให้เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากลำบากด้วย  เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากลำบาก   (ความกดดัน  ความท้อแท้  ความเครียด)  นั้น  ทำให้เกิดความอดทน  และความอดทน  ทำให้เกิดความทรหด 4 ความทรหด ผ่านประสบการณ์ความทุกข์ยากต่างๆ  ทำให้เกิดอุปนิสัย ที่เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณ  ที่ผ่านการทดสอบแล้ว  ทำให้ความหวังใจในความรอดนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์  ที่ได้รับแล้วนั้น  มีหลักฐานที่มั่นคงชัดเจนแน่ใจ (ที่เราได้รับแล้ว วิญญาณที่เกิดใหม่ จิตใจที่ได้รับการเปลี่ยนใหม่อยู่ข้างใน ที่เรามองไม่เห็น  โดยผ่านทางความทุกข์ยากลำบาก ทำให้เรารับรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในเราอย่างชัดเจน) 5 และความหวังใจนี้ ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลย เพราะว่าเราได้รับความรักของพระเจ้าอย่างเหลือล้น ท่วมท้นอยู่ในวิญญาณ และจิตใจใหม่ของเราแล้ว โดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้กับเราแล้ว ตั้งแต่เราเริ่มต้นบังเกิดใหม่นั่นเอง  (ความหวังใจนี้ คือเราจะได้รับพระเกียรติสิริ สง่าราศีเหมือนพระเจ้า เหมือนพระเยซูเมื่อวันที่วิญญาณเราออกจากร่าง เราก็จะไปสวมร่างกายใหม่ ที่เต็มไปด้วยสง่าราศี เหมือนพระเยซูคริสต์เลย)”

            ไม่ว่าสถานการณ์รอบด้านที่เผชิญอยู่จะเป็นอย่างไร  วันนี้ หรือวันข้างหน้า จะเกิดอะไรขึ้น ให้ความคิดเหล่านี้  ฝังรากลึกลงไปในความคิดจิตใจของเราว่าพระเจ้า คือที่พึ่ง ที่ปรึกษา  และเป็นผู้ที่สามารถนำพาเราผ่านไปได้  ท่ามกลางทุกสถานการณ์

            พระองค์คอยเป็นที่ปรึกษา เป็นสติปัญญา  เป็นกำลัง  คอยปลอบโยน  จูงมือเรา  พระองค์ต้องการสำแดงให้เรา  ได้เห็นว่าพระองค์รักเราอย่างไร   เป็นใคร   อยู่ในเรา  ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายของโลกใบนี้ บอกกับตัวเองว่า …

                        “ฉันอยู่ในพระคริสต์ เป็นชีวิตนิรันดร์

                        พระคริสต์อยู่ในฉัน เป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ”

            พระเจ้าอวยพรครับ